The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 31-33 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-25 01:59:45

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 31-33 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 31-33 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 31-33 ebook

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 513

๒. อิทธิกถา

ค�ำว่า อิทธิกถา แปลว่า กถาว่าด้วยฤทธ์ิ มีเพียงนิทเทสเดียว คือ ทสอิทธินิทเทส
ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี

อทุ เทส
สาระส�ำคญั ของอทุ เทสนแี้ บง่ เปน็ ๒ ตอน ดังตอ่ ไปน้ี
ตอนที่ ๑
ทา่ นพระสารีบุตรตัง้ ค�ำปุจฉาว่า “(๑) ฤทธ์เิ ปน็ อย่างไร (๒) ฤทธ์มิ ีเท่าไร (๓) ภูมิแหง่
ฤทธ์ิมีเท่าไร (๔) บาทแห่งฤทธิ์มีเท่าไร (๕) บทแห่งฤทธ์ิมีเท่าไร (๖) มูลแห่งฤทธิ์มีเท่าไร”
แล้ววิสัชนามีใจความว่า (๑) ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะมีสภาวะส�ำเร็จ (๒) ฤทธิ์มี ๑๐ ประการ
(๓) ภูมิแหง่ ฤทธิ์ มี ๔ ประการ (๔) บาทแห่งฤทธม์ิ ี ๔ ประการ (๕) บทแห่งฤทธม์ิ ี ๘ ประการ
(๖) มูลแห่งฤทธ์ิมี ๑๖ ประการ
ตอนที่ ๒
ท่านพระสารีบุตรน�ำค�ำวิสัชนามาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ ในท่ีนี้
ขอแสดงเฉพาะค�ำวสิ ชั นาท่ี ๒ ดงั นี้
ค�ำปุจฉาวา่ “ฤทธ์ิ ๑๐ ประการ อะไรบ้าง” ทา่ นวิสัชนาว่า ฤทธิ์ ๑๐ ประการ คือ
๑. ฤทธิท์ อ่ี ธษิ ฐาน ... (เหมือนอิทธิพละ ๑๐ ประการ ในพลกถาแหง่ ยุคนทั ธวรรค

นิทเทส
๒.๑ ทสอทิ ธนิ ทิ เทส

ทสอิทธินิทเทสอธิบายฤทธ์ิ ๑๐ ประการในอุทเทสข้างต้นของอิทธิกถา โดยวิธีปุจฉา
และวิสัชนา ตามล�ำดับ ในท่ีน้ีขอน�ำเฉพาะค�ำอธิบายฤทธ์ิท่ี ๔-๕ และท่ี ๑๐ มาแสดงพอ
เป็นตวั อยา่ งดังตอ่ ไปน้ี

๔. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ฤทธิท์ แ่ี ผไ่ ปด้วยญาณ เป็นอย่างไร” ทา่ นวสิ ัชนามีใจความว่า สภาวะ
ท่ีละนิจจสัญญา ย่อมส�ำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสนา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ
สภาวะท่ีละสุขสญั ญา ยอ่ มส�ำเรจ็ ได้ดว้ ยทุกขานปุ ัสสนา... สภาวะท่ลี ะอัตตสัญญา ยอ่ มส�ำเร็จ
ไดด้ ว้ ยอนัตตานปุ ัสสนา... สภาวะที่ละนันทิ ย่อมส�ำเร็จไดด้ ว้ ยนิพพิทานุปสั สนา... สภาวะทีล่ ะ
ราคะ ยอ่ มส�ำเรจ็ ไดด้ ว้ ยวริ าคานปุ สั สนา... สภาวะทลี่ ะสมทุ ยั ยอ่ มส�ำเรจ็ ไดด้ ว้ ยนโิ รธานปุ สั สนา.
.. สภาวะท่ีละอาทานะ ย่อมส�ำเร็จได้ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราเหตุน้ัน จึงเป็นฤทธิ์ท่ี

514 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

แผ่ไปด้วยญาณ ท่านพระพากุละ ท่านพระสังกิจจะ ท่านพระภูตปาละ มีฤทธ์ิท่ีแผ่ไปด้วย
ญาณนี้

๕. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ฤทธิท์ ี่แผไ่ ปด้วยสมาธิ เป็นอยา่ งไร” ท่านวิสชั นามีใจความวา่ สภาวะ
ท่ีละนวิ รณ์ ย่อมส�ำเรจ็ ไดด้ ว้ ยปฐมฌาณ เพราะเหตนุ ั้น จึงเป็นฤทธท์ิ แี่ ผไ่ ปด้วยสมาธ.ิ .. สภาวะ
ท่ีละวิตกวิจาร ย่อมส�ำเร็จได้ด้วยทุติยฌาน... สภาวะที่ละปีติ ย่อมส�ำเร็จได้ด้วยตติยญาน...
สภาวะที่ละสุขและทุกข์ ย่อมส�ำเร็จได้ด้วยจตุตถญาน... สภาวะท่ีละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา
นานตั ตสญั ญา ยอ่ มส�ำเรจ็ ไดด้ ว้ ยวญิ ญาณญั จายตนสมาบตั .ิ .. สภาวะทลี่ ะวญิ ญาณญั จายตนสญั ญา
ยอ่ มส�ำเรจ็ ได้ด้วยอากญิ ญจญั ญายตนสมาบัต.ิ .. สภาวะท่ลี ะอากญิ ญยตนสญั ญา ยอ่ มส�ำเรจ็ ได้
ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนน้ั จงึ เปน็ ฤทธิท์ ่ีแผไ่ ปด้วยสมาธิ

ท่านพระสารีบุตร ท่านพระสัญชีวะ ท่านพระขาณุโกณฑัญญะ อุตตราอุบาสิกา
สามาวดีอุบาสิกา เปน็ ผู้มฤี ทธิ์นี้

๑๐. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ชอื่ ฤทธเ์ิ พราะมสี ภาวะส�ำเรจ็ ดว้ ยการประกอบโดยชอบในสว่ นนนั้ ๆ
เป็นปัจจัย เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาว่ามีใจความว่า สภาวะท่ีละกามฉันทะ ย่อมส�ำเร็จได้
ด้วยเนกขัมมะ เพราะเหตุน้ัน จึงช่ือว่าฤทธิ์ เพราะมีสภาวะส�ำเร็จด้วยการประกอบโดยชอบ
ในส่วนน้ัน ๆ เป็นปัจจยั สภาวะท่ลี ะพยาบาท ยอ่ มส�ำเรจ็ ได้ดว้ ยอพยาบาท...(ดูองค์ธรรมท่ีเปน็
คตู่ รงกนั ขา้ ม ๓๗ คู่ ในภาวนาหมวดท่ี ๕ แหง่ สุตมยญาณที่ ๔ ญาณกถา มหาวรรค)

๓. อภสิ มยกถา

ค�ำว่า อภิสมยกถา แปลว่า กถาว่าด้วยการตรัสรู้ มีสาระส�ำคัญแบ่งเป็น ๓ ตอน
ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ตอนที่ ๑
ท่านพระสารีบุตรอธิบายค�ำว่า อภิสมย(การตรัสรู้) โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนาเร่ิมต้น
ด้วยค�ำว่าปุจฉาว่า ตรัสรู้อะไร แล้ววิสัชนาว่า ตรัสรู้ด้วยจิต จากน้ันท่านต้ังค�ำปุจฉาและ
วิสัชนาแบบโตแ้ ย้งไล่เรยี งไปทีละข้นั จนถึงข้นั สดุ ท้าย รวม ๑๒ ข้ันดังนี้
๑ จติ ๒. ญาณ
๓. จติ กบั ญาณ ๔. กามาวจรจติ กบั ญาณ
๕. รปู าวจรจติ กับญาณ ๖. อรูปาวจรจิตกับญาณ
๗. กมั มสั สกตาจิตกบั ญาณ ๘. สัจจานโุ ลมกิ จติ กับญาณ

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 515

๙. จิตอดีตกับญาณ ๑๐. จติ อนาคตกับญาณ
๑๑. โลกียจติ ปัจจุบันกบั ญาณ ๑๒.จติ ปจั จบุ นั กบั ญาณในขณะแหง่ โลกตุ ตรมรรค
ตัวอยา่ ง
ค�ำปุจฉาว่า “ตรสั รูด้ ้วยอะไร” ท่านวสิ ัชนาวา่ ตรสั รดู้ ้วยจิต
ตรัสรู้ด้วยจิตหรือ ถ้าอย่างน้ัน บุคคลผู้ไม่มีญาณก็ตรัสรู้ได้ บุคคลผู้ไม่มีญาณ
ตรัสรู้ไม่ได้ ตรัสร้ดู ้วยญาณ
ตรัสรู้ด้วยญาณหรือ ฯลฯ (ค�ำวิสัชนาสุดท้าย) ตรัสรู้ด้วยจิตท่ีเป็นปัจจุบันและญาณ
ในขณะแห่งโลกตุ ตรมรรค
ล�ำดบั ตอ่ ไป ท่านน�ำค�ำวสิ ชั นาสดุ ท้ายมาตงั้ เป็นค�ำปจุ ฉาว่า ตรสั รูด้ ว้ ยจติ ทเ่ี ปน็ ปจั จบุ ัน
และญาณในขณะแห่งโลกุตตรมรรค เป็นอย่างไร” แล้ววิสัชนาว่า ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค
จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดข้ึน และเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งญาณ จิตที่สัมปยุตด้วยญาณนั้น
มีนิโรธเป็นโคจร ญาณเป็นใหญ่ในการเห็นและเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งจิต ญาณท่ีสัมปยุต
ด้วยจิตนั้นมีนิโรธเป็นโคจร ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตท่ีเป็นปัจจุบัน และด้วยญาณในขณะแห่ง
โลกตุ ตรมรรคอยา่ งน้ี
ตอนท่ี ๒
มีสาระส�ำคัญแบ่งเป็น ๙ ชุด หรือ ๙ ขณะ คือ ขณะแห่งโลกุตตรมรรค ๑ ขณะ
ขณะแห่งมรรค ๔ ขณะ และขณะแหง่ ผล ๔ ขณะ โดยมีชดุ แรกเป็นรูปแบบหลก ดังน้ี
ชุดที่ ๑ ในขณะแหง่ โลกุตตรมรรค
ค�ำปุจฉาว่า “การตรัสรู้มีเท่านี้หรือ” ท่านวิสัชนาโดยธรรม ๕๔ ประการ (หมวด
ธรรมท่คี วรรยู้ ง่ิ ในสุตมยญาณท่ี ๑ ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๑) มาจ�ำแนกความหมายของการตรสั รู้ว่า
“มิใช่มีเท่านี้ ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค การตรัสรู้คือความเห็น ช่ือว่าสัมมาทิฏฐิ การตรัสรู้
คือความตรึกตรอง ช่ือว่าสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ การตรัสรู้ท่ีชื่อว่าธรรมท่ีหยั่งลงสู่อมตะคือ
นพิ พานเพราะมีสภาวะเปน็ ท่ีสดุ ”
ชุดท่ี ๒-๙ กม็ รี ูปแบบเช่นเดียวกนั น้ี ต่างกันแตข่ ณะเท่านั้น เชน่
ค�ำปุจฉาว่า “การตรัสรู้มีเท่าน้ีหรือ” ท่านวิสัชนาว่า มิใช่เท่านี้ ในขณะแห่ง
โสดาปตั ตมิ รรค การตรสั รู้คอื ความเห็น ชื่อวา่ สมั มาทฏิ ฐิ การตรสั รคู้ อื ความตรึกตรอง ชือ่ วา่
สมั มาสงั กปั ปะ ฯลฯ การตรสั รทู้ ช่ี อื่ วา่ ธรรมทหี่ ยง่ั ลงสอู่ มตะคอื นพิ พานเพราะมสี ภาวะเปน็ ทสี่ ดุ ”
ตอนที่ ๓
ท่านต้ังบทมาติกาว่า บุคคลนี้นั้นย่อมละกิเลสได้ คือ (๑) ละกิเลสท่ีเป็นอดีตได้
(๒) ละกเิ ลสทีเ่ ป็นอนาคตได้ (๓) ละกิเลสทเี่ ป็นปจั จบุ นั ได้

516 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

จากนนั้ ท่านน�ำค�ำว่า “ละกเิ ลสท่เี ป็นอดีตได”้ “ละกิเลสท่เี ป็นอนาคตได”้ “ละกิเลส
ท่ีเป็นปัจจุบันได้” ในบทมาติกามาอธิบายแบบถาม-โต้แย้งไล่เรียงไปทีละประเด็น และสรุป
วา่ บคุ คลไม่สามารถละกเิ ลสแตล่ ะอยา่ งน้ันได้ แลว้ ถามแยง้ ไล่เรียงต่อไปมีใจความว่า ถา้ อย่าง
น้ัน มัคคภาวนา การท�ำผลให้แจ้ง การละกิเลสธรรมาภิสมัย แต่ละอย่างก็ไม่มีนะสิ แต่ธรรม
เหล่านั้นมีอยู่ เหมือนต้นไม้ก�ำลังรุ่นยังไม่ให้ผล ถ้าคนไปตัดรากมัน ผลท่ียังไม่เกิดก็เกิดไม่ได้
ในท�ำนองเดียวกันความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา แต่ละอย่างเป็น
เหตุเป็นปัจจัยให้กิเลสเกิดข้ึน เมื่อจิตเห็นโทษในสภาวะธรรมแต่ละอย่างน้ัน แล้วแล่นไป
ในนิพพานที่ไม่มคี วามเกิดข้นึ กิเลสกเ็ กิดขนึ้ ไมไ่ ด้ เพราะเหตุดบั ทกุ ขจ์ งึ ดบั

๔. วเิ วกกถา

ค�ำว่า วิเวกกถา แปลว่า กถาว่าด้วยวิเวก แบ่งเป็นอุทเทสและนิทเทสได้อย่างละ ๔
ดงั รายละเอียดต่อไปนี้
อทุ เทสที่ ๑

ทา่ นพระสารบี ตุ รน�ำพระพทุ ธพจนท์ ม่ี เี นอื้ หาประกอบดว้ ยสว่ นทเี่ ปน็ อทุ เทสและสว่ นที่
เปน็ นิทเทส มาแสดงไว้เปน็ อุทเทส รวม ๒ วาระ ดงั นี้

วาระท่ี ๑
ภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องท�ำด้วยก�ำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงานนั้นทั้งหมด
บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ด�ำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงท�ำได้ การงานท่ีต้องท�ำด้วยก�ำลังนี้ บุคคล
ยอ่ มท�ำได้ดว้ ยอาการอยา่ งน้ี แม้ฉันใด ภกิ ษอุ าศยั ศลี ด�ำรงอยูใ่ นศลี แล้ว ย่อมเจริญ ท�ำให้มาก
ซึ่งอริยมรรคมอี งค์ ๘ ฉนั นั้นเหมือนกนั
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุอาศัยศีล ด�ำรงอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ท�ำให้มากซึ่งอริยมรรค
มอี งค์ ๘ อยา่ งไร” ค�ำวสิ ชั นาวา่ ภิกษุในธรรมวนิ ัยนเี้ จริญสัมมาทิฏฐทิ ่ี
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ เจริญสัมมาสังกัปปะ ...
สมั มาวาจา ... สัมมากมั มนั ตะ ... สมั มาอาชวี ะ ... สมั มาวายามะ ... สัมมาสติ เจริญสมั มาสมาธิ
ทอี่ าศยั วิเวก อาศยั วิราคะ อาศยั นโิ รธ น้อมไปในโวสสัคคะ (ส.ํ ม. ๑๙/๑๔๙/๔๒)
วาระที่ ๒
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย พชื คามและภตู คามเหลา่ ใดเหลา่ หนงึ่ พชื คามและภตู คามเหลา่ นน้ั ทงั้ หมด
อาศยั แผ่นดิน ด�ำรงอยบู่ นแผน่ ดนิ จึงนึกถงึ ความเจริญงอกงามไพบลู ย์ได้ พืชคามและภตู คาม

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 517

เหล่านี้ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์อย่างน้ี แม้ฉันใด ภิกษุอันอาศัยศีล ด�ำรงอยู่ในศีลแล้ว
เจริญ ท�ำให้มากซ่ึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมนึกถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมท้ังหลาย
อย่างน้ี ฉันน้ันเหมือนกัน

ค�ำปุจฉาวา่ “ภิกษุอาศยั ศีล ด�ำรงอยู่ในศีลแลว้ เจรญิ ท�ำใหม้ ากซึ่งอริยมรรคมอี งค์ ๘
ย่อมนึกถงึ ความเจรญิ งอกงามไพบลู ย์ในธรรมท้งั หลาย อยา่ งไร” ค�ำวสิ ชั นาเหมอื นในวาระท่ี ๑
(สํ.ม. ๑๙/๑๕๐/๔๔)
นิทเทสที่ ๑
๔.๑ มคั คังคนทิ เทส

มัคคังคนิทเทสอธิบายองค์แห่งมรรคทั้ง ๘ ประการในอุทเทสที่ ๑ โดยวิธีปุจฉา
และวสิ ชั นา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ทา่ นน�ำองคธ์ รรมแหง่ มรรคทงั้ ๘ ประการพรอ้ มดว้ ยค�ำขยายความมาตง้ั เปน็ บทมาตกิ า
ดงั นี้

สมั มาทฏิ ฐมิ วี ิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มโี วสสัคคะ ๕ มนี ิสัย ๑๒
สมั มาสังกัปปะ ... สมั มาวาจา ... สมั มากมั มนั ตะ ... สมั มาอาชีวะ ... สมั มาสติ ...
สัมมาสมาธิมีวเิ วก ๕ มวี ิราคะ ๕ มนี โิ รธ ๕ มโี วสคั คะ ๕ มีนิสยั ๑๒
จากนั้น ท่านน�ำองค์แห่งมรรคพร้อมด้วยค�ำขยายความมาอธิบายทีละประการ
โดยวิธีปุจฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดับ เชน่
ค�ำปุจฉาว่า “สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ อะไรบ้าง” ท่านวิสัชนาว่า (๑) วิกขัมภนวิเวก
(๒) ตทงั ควิเวก (๓) สมุจเฉทวิเวก (๔) ปฏปิ ัสสทั ธวิ เิ วก (๕) นสิ สรณวเิ วก
วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน วิเวกในการละทิฏฐิด้วยองค์น้ัน ๆ
ของภิกษุผู้เจริญสมาธิท่ีเป็นส่วนแห่งการช�ำระกิเลส สมุจเฉทวิเวกของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรม
รรคท่ีให้ถึงคสามส้ินไป ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะแห่งผล และนิสสรณวิเวกที่เป็นความดับคือ
นิพพาน สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ ประการน้ี ภิกษุเกิดฉันทะน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา และมีจิตใจ
ตั้งมั้นดว้ ยดใี นวเิ วก ๕ ประการน้ี (ค�ำวา่ ฉนั ทะ ศรัทธา และจติ ในท่นี หี้ มายถงึ นสิ สยั )
ค�ำอธิบายสัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ แล้วสัมมาทิฏฐิมีโวสสัคคะ ๕
กม็ ีนัยเดยี วกันน้ี ต่างกนั แตเ่ ปลี่ยนค�ำว่า วิเวก เปน็ ค�ำว่า วิราคะ นิโรธ และโวสัคคะ ตามล�ำดับ
เม่ืออธิบายครบทุกประเด็นแล้ว ท่านสรุปว่า สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕
มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ ค�ำว่า นิสสัยมี ๑๒ หมายถึงธรรม ๓ ประการ

518 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

คอื ฉันทะ ศรัทธา และจติ ท่ีมอี ยู่ในค�ำอธิบายสมั มาทฏิ ฐซิ ง่ึ ประกอบดว้ ยวเิ วก วิราคะ นิโรธ
และโวสสัคคะ รวม ๔ ประการ จึงไดน้ ิสสยั ๑๒ ประการ
อทุ เทสท่ี ๒

ท่านน�ำพระพุทธพจน์ที่มีเน้ือหาประกอบด้วยส่วนท่ีเป็นอุทเทสและส่วนที่เป็นนิทเทส
มาแสดงไว้ในอุทเทส รวม ๒ วาระ ดังน้ี

วาระท่ี ๑
ภิกษุทง้ั หลาย การงานทีต่ อ้ งท�ำด้วยก�ำลงั อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ... (เหมอื นในอุทเทสท่ี ๑)
ภกิ ษุอาศัยศลี ด�ำรงอยใู่ นศีลแล้ว ย่อมเจริญ ท�ำใหม้ ากซงึ่ โพชฌงค์ ๗ ฉนั นน้ั เหมอื นกัน
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุอาศัยศีล ด�ำรงอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ท�ำให้มากซ่ึงโพชฌงค์ ๗
อยา่ งไร” ค�ำวสิ ชั นาวา่ ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นเ้ี จรญิ สตสิ มั โพชฌงคท์ อี่ าศยั วเิ วก อาศยั วริ าคะ อาศยั
นโิ รธ นอ้ มไปในโวสสคั คะ เจรญิ ธัมมวิจยสมั โพชฌงค์ ... วริ ิยสมั โพชฌงค์ ... ปีติสมั โพชฌงค์ ...
ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงค์ ... สมาธสิ มั โพชฌงค์ ... เจรญิ อเุ บกขาสมั โพชฌงคท์ อี่ าศยั วเิ วก อาศยั วริ าคะ
อาศัยนโิ รธ นอ้ มไปในโวสสัคคะ
วาระท่ี ๒
ภิกษุทง้ั หลาย พชื คามและภูตคามเหลา่ ใดเหลา่ หนง่ึ ... (เหมือในรอบที่ ๑) ภกิ ษอุ าศัย
ศลี ด�ำรงอยแู่ ลว้ ในศลี เจรญิ ท�ำใหม้ ากซงึ่ โพชฌงค์ ๗ ยอ่ มถงึ ความเจรญิ งอกงามไพบลู ยใ์ นธรรม
ทงั้ หลายอยา่ งน้ี ฉันนนั้ เหมอื นกัน
ค�ำปุจฉาวา่ “ภกิ ษุทงั้ หลายอาศยั ศลี ด�ำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ท�ำใหม้ ากซ่ึงโพชฌงค์ ๗
ยอ่ มถงึ ความเจรญิ งอกงามไพบูลย์ในธรรมท้ังหลาย อย่างไร” ค�ำวิสชั นาเหมอื นในวาระท่ี ๑
นทิ เทสที่ ๒
๔.๒ โพชฌงคนทิ เทส
โพชฌงคนิทเทสอธิบายโพชฌงค์ ๗ ในอุทเทสท่ี ๒ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
ท่านน�ำองค์แห่งโพชฌงค์ทั้ง ๘ ประการพร้อมด้วยค�ำขยายความมาตั้งเป็นบทมาติกา
ดังนี้
สติสัมโพชฌงค์มีวเิ วก ๕ มีวราคะ ๕ มนี ิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มนี ิสสัย ๑๒
จากนั้น ท่านน�ำองค์แห่งโพชฌงค์พร้อมด้วยค�ำขยายความมาอธิบายทีละประการ
โดยวิธีปจุ ฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดบั เหมือนในมัคคังคนทิ เทส ต่างกันแต่องค์ธรรมเท่านน้ั

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 519

อทุ เทสท่ี ๓
ท่านน�ำพระพุทธพจน์ท่ีมีเน้ือหาประกอบด้วยส่วนที่เป็นอุทเทสและส่วนที่เป็นนิทเทส

มาแสดงไว้ รวม ๒ วาระ ดงั นี้
วาระท่ี ๑
ภกิ ษทุ ้งั หลาย การงานทีต่ ้องท�ำด้วยก�ำลังอย่างใดอยา่ งหน่งึ ... (เหมนื ในอุทเทสที่ ๑)

ภกิ ษุอาศยั ศีล ด�ำรงอย่ใู นศลี แล้ว ยอ่ มเจริญ ท�ำให้มากซึ่งพละ ๕ ฉนั น้นั เหมือนกนั
ค�ำปจุ ฉาวา่ “ภกิ ษอุ าศยั ศลี ด�ำรงอยใู่ นศลี แลว้ ยอ่ มเจรญิ ท�ำใหม้ ากซง่ึ พละ ๕ อยา่ งไร”

ค�ำว่าสัชนาว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัทธาพละท่ีอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ
น้อมไปในโวสสัคคะ เจรญิ วิริยพละ ... สติพละ ... สมาธิพละ ... เจรญิ ปญั ญาพละท่อี าศัยวเิ วก
อาศัยวิราคะ อาศยั นโิ รธ นอ้ มไปในโวสสคั คะ

วาระที่ ๒
ภิกษุกทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ... (เหมือนในรอบท่ี ๑) ภิกษุ
อาศัยศีล ด�ำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ท�ำให้มากซึ่งพละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์
ในธรรมทั้งหลาย อยา่ งไร” ค�ำวสิ ชั นาเหมือนในวาระที่ ๑
นิทเทสที่ ๓
๔.๓ พลนทิ เทส
พลนิทเทสอธิบายพละ ๕ ในอุทเทสท่ี ๓ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา ดังรายละเอียด
ตอ่ ไปน้ี
ท่านน�ำพละท้งั ๕ ประการพรอ้ มดว้ ยค�ำขยายความมาต้ังเปน็ บทมาตกิ า ดงั น้ี
สัทธาพละมวี เิ วก ๕ มีวิราคะ ๕ มนี ิโรธ ๕ มโี วสสคั คะ ๕ มนี สิ ยั ๑๒
วริ ยิ พละ ... สตพิ ละ ... สมาธพิ ละ ...
ปญั ญาพละมวี ิเวก ๕ มวี ิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มโี วสสัคคะ ๕ มีนสิ ัย ๑๒
จากน้ัน ท่านน�ำพละพร้อมด้วยค�ำขยายความมาอธิบายทีละประการ โดยวิธีปุจฉา
และวิสชั นาตามล�ำดับ เหมอื นในมัคคังคนิทเทส ต่างกนั แต่องค์ธรรมเทา่ น้ัน
อทุ เทสท่ี ๔
ท่านน�ำพระพุทธพจน์ที่มีเน้ือหาประกอบด้วยส่วนที่เป็นอุทเทสและส่วนท่ีเป็นนิทเทส
มาแสดงไว้ รวม ๒ วาระ ดังนี้

520 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

วาระท่ี ๑
ภิกษทุ ้งั หลาย การงานที่ตอ้ งท�ำด้วยก�ำลงั อยา่ งหน่งึ ... (เหมือนในอุทเทสที่ ๑) ภิกษุ
อาศัยศลี ด�ำรงอยใู่ นศลี แลว้ ย่อมเจริญ ท�ำใหม้ ากซึ่งอนิ ทรีย์ ๕ ฉนั น้ันเหมือนกนั
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุอาศัยศีล ด�ำรงอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ท�ำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕
อย่างไร” ค�ำวิสัชนาว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัทธินทรีย์ท่ีอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย
นิโรธ นอ้ มไปในโวสสัคคะ เจริญวิรยิ ินทรีย์ ... สตนิ ทรีย์ ... สมาธนิ ทรยี ์ ... เจรญิ ปญั ญินทรยี ์
ทีอ่ าศัยวเิ วก อาศัยวริ าคะ อาศยั นิโรธ น้อมไปในโวสสคั คะ
วาระที่ ๒
ภิกษทุ ้งั หลย พชื คามและภูตคามเหลา่ ใดเหลา่ หน่งึ ... (เหมอื นในรอบที่ ๑) ภิกษอุ าศยั
ศลี ด�ำรงอยู่ในศลี แลว้ เจริญ ท�ำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ยอ่ มถงึ ความเจริญงอกงามไพบูลยใ์ นธรรม
ท้ังหลายอย่างนี้ ฉนั นัน้ เมอ่ื น้นั
ค�ำปุจฉาว่า “ภกิ ษอุ าศัยศีล ด�ำรงอยู่ในศีลแลว้ เจริญ ท�ำใหม้ ากซ่ึงอนิ ทรีย์ ๕ ย่อมถงึ
ความเจรญิ งอกงามไพบูลยใ์ นธรรมทั้งหลาย อยา่ งไร” ค�ำวิสัชนาเหมอื นในวาระท่ี ๑
นิทเทสที่ ๔
๔.๔ อนิ ทรยิ นิทเทส
อทิ ทรยิ นทิ เทสอธบิ ายอนิ ทรยี ์ ๕ ในอทุ เทสที่ ๔ โดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นา ดงั รายละเอยี ด
ตอ่ ไปน้ี
ท่านน�ำอินทรีย์ ๕ ประการพรอ้ มด้วยค�ำขยายความมาตงั้ เปน็ บทมาติกา ดังน้ี
สัทธินทรยี ม์ วี ิเวก ๕ มวี ิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มโี วสสคั ะ ๕ มนี ิสยั ๑๒
วริ ิยินทรีย์ ... สตินทรยี ์ ... สมาธนิ ทรยี ์ ...
ปญั ญญนิ ทรยี ์มีวเิ วก ๕ มีวริ าคะ๕ มนี ิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนสิ สยั ๑๒
จากนั้น ท่านน�ำอินทรีย์พร้อมด้วยค�ำขยายความมาอธิบายทีละประการ โดยวิธีปุจฉา
และวิสัชนาตามล�ำดบั เหมอื นในมคั คงั คนทิ เทส ต่างกนั แตอ่ งค์ธรรมเท่าน้ัน

๕. จรยิ ากถา

ค�ำว่า จิรยากถา แปลว่ากถาว่าด้วยความประพฤติ สาระส�ำคัญของกถาน้ี เหมือนใน
วิจารนทิ เทสแห่งอินทริยกถา มหาวรรค

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 521

๖. ปาฏหิ ารยิ กถา

ค�ำว่า ปาฏหาริยกถา แปลว่า กถาว่าด้วยปาฏิหาริย์ แบ่งเป็นอุทเทสและนิทเทส
อยา่ งละ ๑ ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี

ท่านพระสารีบุตรน�ำพระพุทธพจน์ที่มีเนื้อหากระกอบด้วยส่วนท่ีเป็นอุทเทส และ
สว่ นที่เป็นนสิ เทส มาแสดงไว้ ดงั น้ี

อทุ เทส
ภษิ ทุ ัง้ หลาย ปาฏหิ าริย์ ๓ ประการน้ี ปฏหิ าริย์ ๓ ประการ อะไรบ้าง คอื
๑. อิทธปิ าฏิหาริย์ (ปาฏิหารยิ ์คือฤทธ์)ิ
๒. อาเทสนาปาฏหิ ารยิ ์ (ปาฏิหารยิ ค์ ือการทายใจ)
๓. อนุสาสนีปาฏิหารยิ ์ (ปาฏหิ าริยค์ อื สอนใหเ้ ห็นจรงิ )

นิทเทส
๑. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ์ เปน็ อยา่ งไร” ค�ำวสิ ชั นาวา่ ภกิ ษใุ นธรรม
วินัยนแ้ี สดงฤทธิไ์ ดห้ ลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนกไ็ ด้ หลายคนแสดงเปน็ คนเดียว
ก็ได้ แสดงให้ปรากฏกไ็ ด้ แสดงใหห้ ายไปก็ได้ ฯลฯ ใชอ้ �ำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกกไ็ ด้
๒. ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุทั้งหลาย อาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นอย่างไร” ค�ำวิสัชนาว่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ทายใจตามเหตุที่ก�ำหนดว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้บ้าง ใจของท่านเป็น
เชน่ นบี้ า้ ง ใจของท่านเป็นดงั นบ้ี ้าง” ฯลฯ
๓. ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุทั้งหลาย อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นอย่างไร” ค�ำวิสัชนาว่า
ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นพี้ รำ�่ สอนอยา่ งนวี้ า่ “จงตรกึ ตรองอยา่ งน้ี อยา่ ตรกึ ตรองอยา่ งนนั้ จงมนสกิ าร
อยา่ งน้ี อย่ามนสกิ ารอย่างนน้ั จงละส่ิงน้ี จงเข้าถงึ สงิ่ น้อี ย่เู ถดิ ”
ล�ำดับตอ่ ไป ท่านน�ำธรรมที่เปน็ คู่ตรงกนั ขา้ ม ๓๗ คู่ (ภาวนาหมวดที่ ๕ แห่งญาณกถา
มหาวรรค) มาจ�ำแนกปาฏิหารยิ ์ทง้ั ๓ ประการน้ี แบ่งเป็น ๒นยั คอื
นัยที่ ๑ ท่านน�ำธรรม ๓๗ ค่นู น้ั มาจ�ำแนกดว้ ยปาฏหิ าริย์ ๓ ประการนี้ เช่น เขกขัมมะ
ย่อมส�ำเร็จ เพราะเหตุนั้น จึงช่ือว่าอิทธิ เนกขัมมะย่อมก�ำจัดกามฉันทะ เพราะเหตุน้ัน
จึงชอื่ วา่ ปาฏหิ าริย์
ชนเหล่าใดประกอบดว้ ยเนกขมั มะ ชนเหล่านั้นทง้ั หมด เปน็ ผูม้ จี ิตหมดจด มคี วามด�ำริ
ไมข่ ่นุ มัว เพราะเหตนุ ั้น เนกขัมมะจึงชอื่ ว่าอาเทสนาปาฏิหารยิ ์

522 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

เนกขมั มะนนั้ บคุ คลพงึ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งนี้ พงึ เจรญิ อยา่ งนี้ พงึ ท�ำใหม้ ากอยา่ งน้ี พงึ ตง้ั สตทิ เ่ี ปน็
ธรรมสมควรแกเ่ นกขมั มะนนั้ ไวใ้ หม้ นั่ อยา่ งนี้ เพราะเหตนุ นั้ เนกขมั มะจงึ ชอื่ วา่ อนสุ าสนปี าฏหิ ารยิ ์

นัยท่ี ๒ ท่านน�ำธรรม ๓๗ คู่นั้นมาจ�ำแนกอิทธิปาฏิหาริย์ เช่น เนกขัมมะย่อมส�ำเร็จ
เพราะเหตนุ นั้ จึงช่อื ว่าอิทธิ เนกขัมมะย่อมก�ำจัดกามฉันทะ เพราะเหตนุ น้ั จงึ ชื่อว่าปาฏหิ ารยิ ์
อทิ ธแิ ละปาฏิหารยิ ์ น้เี รยี กวา่ อิทธปิ าฏิหาริย์

๗. สมสสี กถา

ค�ำว่า สมสสี กถา แปลว่ากถาว่าด้วยธรรมทีส่ งบและเปน็ ประธาน สาระส�ำคญั ของกถา
นี้ในสมสสี ัฏฐญานนิทเทสแหง่ ญาณกถา มหาวรรค

๘. สติปฏั ฐานกถา

ค�ำว่า สติปัฏฐานกถา แปลว่า กถาว่าด้วยสติปัฏฐาน แบ่งเป็นอุทเทสและนิทเทส
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

อุทเทส
ท่านพระสารีบุตรน�ำพระสูตรท่ีว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔ มาแสดงเป็นอุทเทสโดยแบ่งออก
เป็นอทุ เทสย่อย ๔ อุทเทส มใี จความ ดงั นี้
ภิกุทง้ั หลาย สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการนี้ สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ มอี ะไรบา้ ง คอื
ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้
๑. พจิ ารณาเหน็ กายภายในอยู่ มคี วามเพยี ร มสี มั ปชญั ญะ มสี ตกิ �ำจดั อภชิ ฌาและ
โทมนสั ในโลกเสียได้
๒. พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาท้ังหลายอยู่ ...
๓. พิจารณาเห็นจิตในจติ อยู่ ...
๔. พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมท้งั หลายอยู่ มีความเพียร มสี มั ปชญั ญะ มีสติก�ำจัด
อภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (สํ.ม. ๑๙/๓๙๐/๑๕๑)

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 523

นทิ เทส
ท่านน�ำอุทเทสท้ัง ๔ อทุ เทสมาอธิบายโดยวิธปี ุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดบั ดงั นี้
อทุ เทสท่ี ๑
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้พพิจารณาเห็นกายภายในอยู่ อย่างไร” ท่าน
วิสัชนาโดยน�ำองค์ธรรมต่าง ๆ รวม ๑๒ ประการ คือ (๑) กองปฐวีธาตุ (๒) กองอาโปธาตุ
(๓) กองเตโชธาตุ (๔) กองวาโยธาตุ (๕) กองผม (๖) กองผิว (๗) กองหนัง (๙) กองเนื้อ
(๑๐) กองเอ็น (๑๑) กองกระดูก (๑๒) กองไขกระดกู มาจ�ำแนกความหมายของการพิจารณา
เห็นการภายในกาย รวม ๑๒ ประการ เช่น
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยน้ี พิจารณาเห็นกองปฐวีธาตุโดยความไม่เท่ียง ไม่พิจารณา
เห็นโดยความเท่ียง พิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข พิจารณา
เห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบ่ือหน่าย ไม่ยินดี
ย่อมคลายก�ำหนดั ไมก่ �ำหนดั ย่อมท�ำราคะให้ดบั ไมใ่ หเ้ กิด ย่อมสละคนื ไมย่ ดึ ถือ
เมื่อพจิ ารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง ยอ่ มละนจิ จสัญญาได้
เมื่อพจิ ารณาเห็นโดยความเปน็ ทุกข์ ย่อมละสุขสญั ญาได้
เมอ่ื พิจารณาเหน็ โดยความเปน็ อนัตตา ยอ่ มละอัตตสัญญาได้
เมอ่ื เบอ่ื หน่าย ย่อมละนนั ทไิ ด้
เม่อื คลายก�ำหนัด ยอ่ มละราคะได้
เมื่อท�ำราคะใหด้ ับ ย่อมละสมุทัยได้
เมื่อสละคืน ยอ่ มละอาทานะได้
ภิกษุพจิ ารณาเห็นกายดว้ ยอาการ ๗ ประการน้ี การยอ่ มปรากฏ ไมใ่ ชส่ ติ สตปิ รากฏ
ด้วย เป็นตัวระลึกด้วย ภิกษุพิจารณาเห็นกายน้ันด้วยสติน้ันและด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น
จงึ เรียกการพิจารณาเห็นกายในกายวา่ สติปัฏฐานภาวนา
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำค�ำว่า ‘ภาวนา’ มาอธิบายเหมือนในภาวนาหมวดที่ ๕ ใน
สตุ มยญาณที่ ๔ แห่งญาณกถา ใมหาวรรค
อุทเทสที่ ๒
ค�ำปจุ ฉาว่า “ภิกษุในพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทง้ั หลายอยู่ อย่างไร” ทา่ นวิสัชนา
โดยน�ำองค์ธรรม ๙ ประการ คือ (๑) สุขเวทนา (๒) ทุกขเวทนา (๓) อทุกขมสุขเวทนา
(๔) จักขุสัมผัสสชาเวทนา (๕) โสตสัมผัสสชาเวทนา (๖) ฆานสัมผัสสชาเวทนา
(๗) ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา (๘) กายสัมผัสสชาเวทนา (๙) มโนสัมผัสสชาเวทนา มาจ�ำแนก

524 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

ความหมายของการพิจารณาเหน็ เวทนาในเวทนาทง้ั หลาย รวม ๙ ประการ เชน่
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยน้ี พิจารณาเห็นสุขเวทนาโดยความไม่เท่ียง ไม่พิจารณาเห็น

โดยความไม่เทีย่ ง...(เหมือนในอทุ เทสท่ี ๑)
ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาด้วยอาการ ๗ ประการน้ี เวทนาย่อมปรากฏ ไม่ใช่สติ

สติปรากฏด้วย เป็นตัวระลึกด้วย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาน้ันด้วยสติน้ันและด้วยญาณนั้น
เพราะเหตนุ นั้ จงึ เรียกการพจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาทัง้ หลายวา่ สติปัฏฐานภาวนา

ล�ำดับต่อไป ทา่ นน�ำค�ำว่า ‘ภาวนา’ มาอธิบายเหมือนในอุทเทสที่ ๑
อุทเทสท่ี ๓
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ อย่างไร” ท่านวิสัชนาโดยน�ำองค์ธรรม
๒๒ ประการ คือ (๑) จิตมีราคะ (๒) จิตปราศจากราคะ (๓) จิตมีโทสะ (๔) จิตปราศจาก
โทสะ (๕) จติ มโี มหะ (๖) จติ ปราศจากโมหะ (๗) จติ หดหู่ (๘) จิตฟงุ้ ซ่าน (๙) จิตเป็นมหัคคต
(๑๐) จิตไมเ่ ปน็ มหัคคตะ (๑๑) จิตมีจิตอื่นยิ่งกวา่ (๑๒) จติ ไมม่ ีจิตอน่ื ยิ่งกวา่ (๑๓) จิตตง้ั มน่ั
(๑๔) จติ ไมต่ ัง้ ม่นั (๑๕) จิตหลดุ พน้ (๑๖) จิตไมห่ ลุดพ้น (๑๗) จกั ขุวญิ ญาณ (๑๘) โสตวญิ ญาณ
(๑๙) ฆานวญิ ญาณ (๒๐) ชวิ หาวิญญาณ (๒๑) กายวิญญาณ (๒๒) มโนวญิ ญาณ มาจ�ำแนก
ความหมายของการพจิ ารณาเห็นจิตในจิต รวม ๒๒ ประการ เชน่
ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นจิตมีราคะโดยความไม่เที่ยง...(เหมือน
ในอุทเทสที่ ๑)
ภกิ ษุพิจารณาเห็นจติ ด้วยอาการ ๗ ประการนี้ จิตย่อมปรากฏ ไมใ่ ช่สติ สตปิ รากฏดว้ ย
เป็นตัวระลึกด้วย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตนั้นด้วยญาณน้ัน เพราะเหตุนั้น จึงเรียกการพิจารณา
เห็นจติ ในจติ ว่า สติปฏั ฐานภาวนา
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำค�ำว่า ‘ภาวนา’ มาอธิบายเหมือนในอทุ เทสท่ี ๑
อุทเทสที่ ๔
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมท้ังหลายอยู่ อย่างไร” ท่านวิสัชนาว่า
ภกิ ษบุ างรปู ในธรรมวินัยนี้ เวน้ กาย เวน้ เวทนา เว้นจิตแล้ว พิจารณาเหน็ ธรรมทงั้ หลายท่ีเหลือ
จากนัน้ โดยความไมเ่ ทย่ี ง ... (เหมือนในอุทเทสที่ ๑)
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมท้ังหลายด้วยอาการ ๗ ประการนี้ ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ
ไม่ใช่สติ สตปิ รากฏดว้ ย เป็นตวั ระลกึ ด้วย ภิกษพุ จิ ารณาเหน็ ธรรมท้ังหลายนนั้ ดว้ ยสตินั้นและ
ดว้ ยญาณนนั้ เพราะเหตนุ น้ั จงึ เรยี กการพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลายวา่ สตปิ ฏั ฐานภาวนา
ล�ำดบั ตอ่ ไป ทา่ นน�ำค�ำว่า ‘ภาวนา’ มาอธิบายเหมือนในอทุ เทสที่ ๑
อุทเทสที่ ๔ น้ี มอี งค์ธรรมประการเดยี วเท่านั้น

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 525

๙. วิปสั สนากถา

ค�ำว่า วิปัสสนากถา แปลว่า กถาว่าด้วยวิปัสสนา มีสาระส�ำคัญแบ่งเป็น ๓ ตอน
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ตอนท่ี ๑
กลา่ วถงึ ความเป็นไปไม่ได้และความเปน็ ไปได้ ค�ำวา่ “ความเปน็ ไปไมไ่ ด้” ในท่นี ี้หมาย
ถึงการที่ภิกษุพิจารณาเห็นสังขารว่าเท่ียง เห็นสังขารว่าเป็นสุข เห็นธรรมว่าเป็นอัตตา และ
เห็นนิพพานว่าเป็นทุกข์ ท�ำให้ไม่สามารถบรรลุผลท่ีพึงจะมีได้ตามล�ำดับอีก ๓ ประการ คือ
(๑) อนุโลมขันติ (วิปัสสนาญาณ) (๒) สัมมัตตนิยาม (โลกุตตรมรรค) (๓) โสดาปัตติผล
สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผล ส่วนค�ำว่า “ความเป็นไปได้” มีนัยตรงกันข้าม
แต่ละฝ่ายมีองค์ธรรมส�ำหรับจ�ำแนก ๔ ประการ จดั เป็นคู่ ๆ ได้ ๔ คู่ ดังน้ี
ธรรมของฝ่ายทเ่ี ป็นไปไมไ่ ด้ ธรรมของฝา่ ยทเ่ี ปน็ ไปได้
คู่ที่ ๑ เห็นสงั ขารวา่ เที่ยง เห็นสังขารว่าไม่เที่ยง
คูท่ ่ี ๒ เห็นสังขารว่าเปน็ สุข เห็นสังขารว่าเป็นทกุ ข์
คู่ที่ ๓ เห็นธรรมวา่ เปน็ อัตตา เหน็ ธรรมว่าเปน็ อนัตตา
คทู่ ี่ ๔ เห็นนพิ พานวา่ เป็นทุกข์ เหน็ นพิ พานวา่ เป็นสขุ
รายละเอียดของแต่ละคู่มดี งั น้ี
คทู่ ี่ ๑
ธรรมของฝ่ายท่ีเป็นไปไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย (๑) เป็นไปไม่ได้ท่ีภิกษุผู้พิจารณา
เห็นสังขารบางอย่างโดยความเท่ียง จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ (๒) เป็นไปไม่ได้
ท่ีภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (๓) เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุ
ผไู้ มห่ ยงั่ ลงสสู่ มั มตั ตนยิ าม จกั ท�ำใหแ้ จง้ โสดาปตั ตผิ ล สกทาคามผิ ล อนาคามผิ ล หรอื อรหตั ตผล
สว่ นธรรมของฝ่ายที่เปน็ ไปไดม้ ีนัยตรงกันข้าม
คู่ที่ ๒
ธรรมของฝ่ายท่ีเป็นไปไม่ได้ ภิกษุท้ังหลาย (๑) เป็นไปไม่ได้ท่ีภิกษุผู้พิจารณาเห็น
สงั ขารบางอย่างโดยความเปน็ สขุ จักเปน็ ผปู้ ระกอบดว้ ยอนโุ ลมขตั ติ (๒) ... เหมอื นในค่ทู ่ี ๑)
ส่วนธรรมของฝ่ายทีเ่ ปน็ ไปได้มนี ัยตรงกนั ข้าม
คทู่ ่ี ๓
ธรรมของฝ่ายที่เป็นไปไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย (๑) เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุผู้พิจารณาเห็น
ธรรมบางอยา่ งโดยความเป็นอัตตา จกั เป็นผู้ประกอบด้วยอนโุ ลมขนั ติ (๒) ... (เหมือนในคู่ท่ี ๑)

526 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

สว่ นธรรมของฝา่ ยทีเ่ ป็นไปได้มีนัยตรงกนั ข้าม
คทู่ ี่ ๔
ธรรมของฝ่ายที่เป็นไปไม่ได้ ภิกษุท้ังหลาย (๑) เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุผู้พิจารณาเห็น
นพิ พานโดยความเป็นทกุ ข์ จักเป็นผูป้ ระกอบด้วยอนุโลมขันติ (๒) ... (เหมอื นในคูท่ ี่ ๑)
ส่วนธรรมของฝ่ายท่ีเป็นไปได้มนี ัยตรงกันขา้ ม
ตอนท่ี ๒
ท่านอธิบายการได้รับอนุโลมขันติและการหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามโดยวิธีปุจฉาและ
วิสัชนา ตามล�ำดับ ดงั นี้
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร หย่ังลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ
เท่าไร” ท่านวิสัชนาว่า ภิกษุได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ ประการ หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม
ดว้ ยอาการ ๔๐ ประการ
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ ประการ หย่ังลงสู่สัมมัตตนิยาม
ด้วยอาการ ๔๐ ประการ อยา่ งไร” ท่านวสิ ัชนาโดยแบ่งเน้ือหาเป็น ๒ สว่ น คือ
สว่ นที่ ๑
แสดงการเห็นเบญจขันธ์โดยอาการต่าง ๆ รวม ๔๐ ประการ เช่น ภกิ ษุเหน็ เบญจขนั ธ์
โดยความไม่เทย่ี ง ๑ โดยความเปน็ ทุกข์ ๑ โดยความเป็นโรค ๑ โดยความเปน็ หัวฝี ๑
สว่ นที่ ๒
แสดงผลแห่งการพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยอาการ(สภาวะ) แต่ละอย่าง เช่น ภิกษุ
เมือ่ เห็นเบญจขนั ธ์โดยความไม่เที่ยง ย่อมไดอ้ นโุ ลมขันติ เม่ือเหน็ ว่า “ความดับแห่งเบญจขนั ธ์
เปน็ นพิ พานเท่ียง” ย่อมหยัง่ ลงสสู่ มั มตั ตนิยาม
เมอื่ ภิกษุเห็นเบญจขันธโ์ ดยความเป็นทุกข์ ยอ่ มได้อนุโลมขนั ติ เม่ือเห็นวา่ “ความดบั
แหง่ เบญจขนั ธเ์ ป็นนิพพานสขุ ” ยอ่ มหยัง่ ลงสู่สมั มตั ตนยิ าม
ตอนท่ี ๓
ท่านสงเคราะหส์ ภาวะแต่ละอยา่ งในจ�ำนวน ๔๐ อย่างเข้ากับอนปุ สั สนาอย่างใดอยา่ ง
หนึ่งในจ�ำนวน ๓ อย่าง คืออนจิ จานุปสั สนา ทุกขานปุ ัสสนา และอนัตตานปุ สั สนา เชน่
ค�ำวา่ โดยความไม่เที่ยง ได้แก่ อนจิ จานปุ สั สนา
ค�ำวา่ โดยความเปน็ ทกุ ข์ ได้แก่ ทกุ ขานปุ สั สนา
ในที่สุดท่านสรปุ ดว้ ยค�ำปจุ ฉาว่า “ภิกษไุ ดอ้ นุโลมขันตดิ ้วยอาการ ๔๐ ประการน้ี ผู้หยงั่
ลงสู่สมั มตั ตนิยามดว้ ยอาการ ๔๐ ประการน้ี มอี นจิ จานปุ ัสสนาเท่าไร มที กุ ขานุปัสสนาเทา่ ไร
มอี นตั ตานปุ สั สนาเทา่ ไร” แลว้ วสิ ชั นาวา่ มอี นจิ จานปุ สั สนา ๕๐ อยา่ ง มที กุ ขานปุ สั สนา ๒๕ อยา่ ง

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 527

๑๐. มาตกิ ากถา

ค�ำวว่า มาตกิ ากถา แปลวา่ กถาวา่ ดว้ ยมาติกา คือ หัวขอ้ ธรรม ซงึ่ มีท้งั หมด ๑๒ ชุด
ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

มาติกา
๑. ผ้ไู มม่ คี วามหิว ๒. โมกข์ วโิ มกข์
๓. วิชชาวิมตุ ติ ๔. อธสิ ลี อธิจติ อธปิ ญั ญา
๕. ปสั สทั ธิ ๖. ญาณ
๗. วสิ ทุ ธิ ๘. เนกขัมมะ
๙. เครื่องสงดั ๑๐. ความสงัด
๑๑. ความสละ ๑๒. ความประพฤติ
๑๓. ญาณวิโมกข ์ ๑๔. ภาวนา อธิษฐาน ชีวิต
นิทเทส
ท่านน�ำบทมาติกาแต่ละบทมาจ�ำแนกด้วนธรรมที่เป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ (ภาวนา
หมวดที่ ๕ ในสตุ มยญาณท่ี ๔ แหง่ ญาณกถา มหาวรรค) ในลักษณะต่าง ๆ โดยไม่มีค�ำปจุ ฉา
และวิสชั นาดงั ต่อไปน้ี
๑. ค�ำวา่ “ผไู้ มม่ คี วามหวิ ” ทา่ นอธบิ ายวา่ ผทู้ ไี่ มม่ คี วามหวิ ยอ่ มหลดุ พน้ จากกามฉนั ทะ
ดว้ ยเนกขัมมะ ผทู้ ไี่ มม่ คี วามหิวย่อมหลุดพน้ จากพยาบาทดว้ ยอพยาบาท ฯลฯ
๒. ค�ำวา่ “โมกข์ วิโมกข์” ท่านอธิบายว่า เนกขมั มะ ชอ่ื วา่ โมกข์ วโิ มกข์ เพราะเป็น
เครอ่ื งพ้นจากกามฉนั ฯลฯ
๓. ค�ำวา่ “วิชชาวมิ ุตต”ิ ท่านอธบิ ายว่า เนกขมั มะ ชอื่ วา่ วชิ ชา เพราะรู้ ช่ือว่าวมิ ตุ ติ
เพราะเมอ่ื รู้จึงหลดุ พน้ เมอื่ หลดุ พ้นจงึ รู้ ฯลฯ
๔. ค�ำว่า “อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา” ท่านอธิบายว่า เนกขัมมะ ชื่อว่าศีลวิสุทธิ
เพราะมีความหมายว่ากั้นกามฉันทะ ช่ือว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ช่ือว่า
ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีความหมายว่าเห็น บรรดาความส�ำรวม ความไม่ฟุ้งซ่าน และความเห็น
ความส�ำรวม ช่ือว่าอธิศีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา ความเห็น ช่ือว่า
อธปิ ัญญาสกขิ า ฯลฯ
๕. ค�ำว่า “ปัสสัทธิ” ท่านอธิบายว่า พระโยคาวจรระงับกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ
ระงับพยาบาทดว้ ยอพยาบาท ฯลฯ

528 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๖. ค�ำวา่ “ญาณ” ทา่ นอธิบายว่า ชอ่ื วา่ เนกขัมมะ เพราะละกามฉันทะ ช่อื วา่ ญาณ
เพราะมีสภาวะรู้ ฯลฯ

๗. ค�ำวา่ “ทัสสนะ” ท่านอธบิ ายวา่ ช่ือวา่ เนกขมั มะ เพราะละกามฉันทะ ชอ่ื วา่ ทัสนะ
เพราะมสี ภาวะเห็น ฯลฯ

๘. ค�ำว่า “วิสทุ ธ”ิ ทา่ นอธิบายวา่ บคุ คลเมือ่ ละกามฉันทะย่อมหมดจดดว้ ยเนกขัมมะ
เมือ่ ละพยาบาทย่อมหมดจดด้วยอพยาบาท ฯลฯ

๙. ค�ำว่า “เนกขัมมะ” ทา่ นอธิบายว่า เนกขัมมะเป็นเครอ่ื งสลัดกาม อรูปเปน็ เคร่อื ง
สลัดรูป นิโรธเป็นเนกขัมมะของสิ่งที่มีท่ีเป็น ท่ีถูกปัจจัยปรุงแต่ง ที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น
อพยาบาทเป็นเนกขมั มะของพยาบาท ฯลฯ

๑๐. ค�ำว่า “เคร่ืองสลัด” ท่านอธิบายว่า เนกขัมมะ เป็นเคร่ืองสลัดกาม อรูปเป็น
เครื่องสลัดรูป นิโรธเป็นเนกขัมมะของสิ่งท่ีมีท่ีเป็น ที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ท่ีอาศัยกัยและกัน
เกดิ ขึน้ เนกขัมมะเปน็ เคร่อื งสลัดกามฉันทะ อพยาบาทเปน็ เครื่องสลัดพยาบาท ฯลฯ

๑๑. ค�ำว่า “ความสงัด” ท่านอธิบายว่า เนกขัมมะเป็นความสงัดของกามฉันทะ
อพยาบาทเป็นความสงดั ของพยาบาท ฯลฯ

๑๒. ค�ำว่า “ความสละ” ท่านอธิบายว่า พระโยคาวจรสละกามฉนั ทะด้วยเนกขัมมะ
เพราะเหตนุ ัน้ จึงชอ่ื วา่ ความสละ ฯลฯ

๑๓. ค�ำว่า “ความประพฤติ” ท่านอธิบายว่า พระโยคาวจรประพฤตอละกามฉันทะ
ดว้ ยเนกขัมมมะ ประพฤติละพยาบาทดว้ ยอพยาบาท ฯลฯ

๑๔. ค�ำวา่ “ญาณวโิ มกข์” ท่านอธบิ ายวา่ เนกขัมมะยอ่ มเผา เพราะเหตุนน้ั จงึ ชื่อว่า
ฌาน เนกขมั มะยอ่ มเผากามฉนั ทะใหไ้ หม้ เพราะเหตนุ น้ั จงึ ชอ่ื วา่ ฌาน บคุ คลเมอ่ื เผากามฉนั ทะ
ย่อมหลดุ พน้ เพราะเหตุนน้ั จึงชื่อว่าฌานวโิ มกข์ เมอื่ เผากามฉนั ทะใหไ้ หม้ย่อมหลดุ พน้ เพราะ
เหตนุ นั้ จึงชือ่ วา่ ฌานวิโมกข์ ฯลฯ

๑๕. ค�ำวา่ “ภาวนา อธษิ ฐาน ชีวิต” ทา่ นอธิบายวา่ บคุ คลผ้ลู ะกามฉันทะย่อมเจรญิ
เนกขมั มะ เพราะเหตนุ ั้น จงึ ช่ือว่าถึงพรอ้ มดว้ ยภาวนา ยอ่ มอธษิ ฐานจิตด้วยภาวนา ถงึ พรอ้ ม
ด้วยอธษิ ฐานอยา่ งนนี้ ้นั ย่อมเป็นผู้สงบ ไม่ใช่เป็นอย่ไู ม่สงบ

เปน็ อยูช่ อบ เปน็ อยูไ่ มผ่ ดิ เปน็ อยหู่ มดจด เป็นอยู่ไม่เศร้าหมอง เพราะเหตนุ น้ั จึงชอ่ื ว่า
ถึงพรอ้ มด้วยอาชวี ะ (ชวี ติ ) ผถู้ ึงพร้อมดว้ ยภาวนา ผูถ้ ึงพร้อมด้วยอธษิ ฐาน ถงึ พร้อมด้วยอาชวี ะ
อย่างนนี้ น้ั จะไปสูบ่ ริษัทใด ๆ คอื ขตั ติยบริษัทกต็ าม พราหมณบรษิ ัทกต็ าม คหบดบี รษิ ัทก็ตาม
สมณบริษทั กต็ าม ยอ่ มองอาจ ไมเ่ กอ้ เขิน เข้าไปหาเพราะบุคคลน้ันเปน็ ผถู้ งึ พรอ้ มด้วยภาวนา
ผถู้ งึ พร้อมด้วยภาวนา ผ้ถู งึ พรอ้ มด้วยอธิษฐาน ถึงพรอ้ มดว้ ยอาชีวะอยา่ งนัน้ ฯลฯ

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 529

ข้อสงั เกต

ข้ึนช่ือว่าผลงานของท่านพระสารีบุตร ผู้เป็นเอตทัคคะทางปัญญา ไม่ว่าเร่ืองใด และ
อยู่ในรูปแบบใด ล้วนมีความลุ่มลึกดุจมหาสมุทรและกว้างขวางดุจท้องฟ้านภากาศท้ังส้ิน
แต่ในจ�ำนวนนั้นไม่มีผลงานใดลุ่มลึกและกว้างขวางไปกว่าผลงานท่ีมีชื่อว่าปฏิสัมภิทามรรคน้ี
เลย ทง้ั นเ้ี พราะทา่ นส�ำแดงคัมภีรน์ อี้ อกมาด้วยปัญญาขน้ั ปฏิสมั ภทิ า ๔ ของทา่ น ผลที่ปรากฏ
คือยากทส่ี ุดส�ำหรบั ปถุ ุชนเช่นเรา ๆ ทา่ น ๆ

นักอภิธรรมท่านหนึ่ง ผู้ซาบซ้ึงถึงคุณค่าของคัมภีร์น้ี ได้ตั้งข้อสังเกตด้วยอุปมาโวหาร
ไว้ว่า “หากจะอุปมาคัมภีร์น้ีก็อุปมาเหมือนโคลนตมอันสมบูรณ์ด้วยอินทรียธาตุวัตถุ และ
อุทกวารีอันใสซึ่งหล่อเล้ียงปทุมชาติให้เจริญขึ้นจนพ้นน�้ำและได้รับแสงทินกร แล้วแย้ม
บานเป็นท่ีช่ืนชมของหมู่ภมรและสาธุชนทั้งหลาย” ท่านจึงเสนอให้จัดคัมภีร์น้ีเป็นหลักสูตร
ของการศึกษาช้ันใดช้ันหนึ่ง ดีกว่าท้ิงไว้ให้เป็นโคลนตมและน้�ำตามธรรมชาติอย่างที่เป็นมา
ด้วยเหตุผล คอื ยากเกินไป

เพื่อท�ำโคลนตมและน�้ำอันบริสุทธิ์และประเสริฐน้ีให้คนทั่วไปมองเห็นคุณค่า ดังท่ี
นกั อภธิ รรมและนกั ปฏบิ ตั มิ องเหน็ คณะบรรณาธกิ ารจงึ ตอ้ งใชค้ วามพยายามอยา่ งมาก เพอื่ ชว่ ย
ให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นภาพรวมของคัมภีร์นี้ได้บ้างแม้เพียงลาง ๆ ก็ยังดีและนี้เองที่เป็นเหตุ
ให้บทน�ำเลม่ นี้ ยาวท่ีสดุ และถ้าอา่ นแล้วได้ผลดงั กลา่ วกถ็ ือว่าคุ้มค่าแล้ว

530 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

เลม่ ที่ ๒๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๒ 531

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๒

พระสตุ ตนั ตปฎิ ก เลม่ ท่ี ๒๔
(ขทุ ทกนิกาย อปทาน ภาค ๑)

พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๓๒ คือ พระสุตตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย อปทาน ภาค ๑ ซงึ่ เปน็
เน้ือความตอนต้นของคัมภีร์อปทาน และมีอปทาน ภาค ๒ เป็นเนื้อความตอนปลาย อยู่ใน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ อปทานเป็นคัมภีร์ที่ ๑๓ ในจ�ำนวน ๑๕ คัมภีร์ของขุททกนิกาย
ดังรายละเอียดในบทน�ำของพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ และเล่มท่ี ๓๑ มีรูปแบบเป็น
ฉนั ทลกั ษณ์ล้วน จึงจดั อย่ใู นองคท์ ่ี ๔ คอื คาถา ในองค์ ๙ แหง่ นวงั คสตั ถุศาสน์
ความหมายของอปทาน

ค�ำวา่ อปทาน แปลวา่ ประวตั ิ ชวี ประวตั ิ และอตั ชวี ประวตั ิ (ในกรณที เ่ี จา้ ของ ชวี ประวตั ิ
เป็นผเู้ ล่าเอง เช่น เถราปทาน เถรยิ าปทาน) ในทน่ี ้ใี ชเ้ ปน็ ค�ำกลาง ๆ วา่ ประวตั ิ คือ พทุ ธาปทาน
แปลว่า พระประวัติของพระพทุ ธเจ้า ปจั เจกพทุ ธาปทาน แปลวา่ พระประวตั ขิ องพระปจั เจก-
พทุ ธเจา้ เถราปทาน แปลวา่ ประวตั ขิ องพระเถระ และเถรยิ าปทาน แปลวา่ ประวตั ขิ องพระเถรี

อนึง่ เนื่องจากอปทานมุง่ เน้นประวัติการสัง่ สมบารมี หรอื การบ�ำเพญ็ บารมีในอดตี ชาติ
เชน่ ทานบารมี ศลี บารมี ซง่ึ ถอื เปน็ เหตกุ ารณ์ (การณ)ํ ส�ำคญั ของแตล่ ะชาติ อรรถกถาจงึ อธบิ าย
ไขความค�ำว่า อปทาน ดว้ ยค�ำว่า การณํ เช่น เตสเมว สมพฺ ทุ ธฺ านํ อปทานํ การณํ พทุ ธฺ าปทานํ
(ขุ.อป.อ. ๑/๕/๑๒๐) ฉะนัน้ ในทีน่ จ้ี ึงแปลอปทานวา่ ประวัติในอดีตชาติ เช่น พุทธาปทาน =
พระประวัตใิ นอดตี ชาติของพระพุทธเจา้
เนอ้ื หาสาระของอปทาน

เน้ือหาของอปทานแบ่งเป็น ๒ ภาค คือ ภาค ๑ ประกอบด้วยพุทธาปทาน ๑ เรื่อง
ปัจเจกพุทธาปทาน ๔๑ เร่ือง และเถราปทาน ตอนต้น ๔๑๐ เรื่อง ภาค ๒ ประกอบด้วย
เถราปทานตอนปลาย ๑๕๑ เรอื่ ง และเถริยาปทาน ๔๐ เรื่อง รวมทั้ง ๒ ภาค เป็น ๖๔๓ เรอ่ื ง

532 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

สาระส�ำคัญของอปทาน ได้แก่ ประวัติการส่ังสมบารมีของเจ้าของอปทานนั้น ๆ คือ
พุทธาปทาน กล่าวถึงพระประวตั ิการส่งั สมบารมีของพระพุทธเจ้า ปัจเจกพุทธาปทาน กล่าวถึง
พระประวัติการส่ังสมบารมีของพระปัจเจกพุทธเจ้า เถราปทาน กล่าวถึงประวัติการส่ังสม
บารมีของพระเถระผู้เป็นพระอรหันตสาวกขอพระพุทธเจ้า และเถริยาปทาน กล่าวถึงประวัติ
การสงั่ สมบารมขี องพระเถรีผูเ้ ป็นพระอรหันตสาวิกาของพระพทุ ธเจ้า

หลกั การและวธิ กี ารสง่ั สมหรอื การบ�ำเพญ็ บารมเี พอื่ เปน็ พระพทุ ธเจา้ พระปจั เจกพทุ ธเจา้
พระอรหนั ตสาวก และพระอรหนั ตสาวิกา มคี วามแตกตา่ งกันดงั น้ี
๑. การสัง่ สมบารมเี พอื่ เปน็ พระพทุ ธเจา้

พระพุทธเจ้า คือ ผู้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง และทรง
สามารถเทศนส์ อนผอู้ ่นื ให้ตรัสรูต้ ามได้ ผ้จู ะเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องบ�ำเพ็ญบารมี ๓๐ ประการ
ให้ครบบริบูรณ์ บารมี ๓๐ ประการ คือ บารมี ๑๐ ประการ ได้แก่ (๑) ทาน (๒) ศีล
(๓) เนกขัมมะ (๔) ปัญญา (๕) วิริยะ (๖) ขันติ (๗) สัจจะ (๘) อธิษฐาน (๙) เมตตา
(๑๐) อเุ บกขา แต่ละประการตอ้ งบ�ำเพ็ญ ๓ ข้นั คือ ขนั้ บารมี เชน่ ทานบารมี (การให้วตั ถุ
ส่ิงของภายนอกกาย) (๒) ขั้นอุปบารมี เช่น ทานอุปบารมี (การให้ของภายในเช่นอวัยวะ)
(๓) ขั้นปรมัตถบารมี เช่น ทานปรมัตถบารมี (การให้ชีวิต) แบ่งตามประเภทแห่งการส่ังสม
บารมเี ปน็ ๓ ประเภท คอื

๑.๑ พระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ได้แก่ พระพุทธเจ้าผู้เลิศทางปัญญา
เพราะส่ังสมบารมีหนักไปทางปัญญา ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติ คือ หลังจากได้รับค�ำพยากรณ์
จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หน่ึงว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าในการข้างหน้า จะต้อง
บ�ำเพ็ญบารมนี าน ๔ อสงไขย กบั ๑๐๐,๐๐ กัป

๑.๒ พระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกะ ได้แก่ พระพุทธเจ้าผู้เลิศทางศรัทธา
เพราะทรงส่ังสมบารมีหนักไปทางศรัทธา ซ่ึงมีวิธีการปฏิบัติ คือ หลังจากได้รับค�ำพยากรณ์
จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หน่ึงว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าในการข้างหน้า จะต้อง
บ�ำเพญ็ บารมีนาน ๘ อสงไขย กบั ๑๐๐,๐๐๐ กปั

๑.๓ พระพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะ ได้แก่ พระพุทธเจ้าผู้เลิศทางความเพียร
เพราะทรงส่ังสมบารมีหนักไปทางวิริยะ ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติ คือหลังจากได้รับค�ำพยากรณ์จาก
พระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า จะต้องบ�ำเพ็ญ
บารมนี าน ๑๖ อสงไขย กับ ๑๐๐,๐๐๐ กปั (ข.ุ อป.อ. ๑/ ๙๐-๙๑/๑๖๖-๑๖๙)

เล่มที่ ๒๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๒ 533

๒. การสง่ั สมบารมเี พอื่ เปน็ พระปจั เจกพุทธเจ้า
พระปจั เจกพทุ ธเจา้ คอื ผตู้ รสั รอู้ นตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณดว้ ยพระองคเ์ อง แตเ่ ปน็ การ
ตรัสรู้เฉพาะตน ไม่ทรงสามารถเทศน์สอนผู้อ่ืนให้ตรัสรู้ตามได้ มี ๓ ประเภท เช่นเดียวกับ
พระพุทธเจา้ และมวี ธิ ีการปฏิบัตแิ ตกตา่ งกันดงั นี้
๒.๑ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ ประเภทปญั ญาธกิ ะ จะตอ้ งบ�ำเพญ็ บารมนี าน ๒ อสงไขย
กบั ๑๐๐,๐๐๐ กัป
๒.๒ พระปจั เจกพุทธเจ้าประเภทสทั ธาธกิ ะ จะตอ้ งบ�ำเพญ็ บารมนี าน ๒ อสงไขย
กับ ๑๐๐,๐๐๐ กปั
๒.๓ พระปัจเจกพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะ จะต้องบ�ำเพ็ญบารมีนานกว่า
๒ อสงไขย กับ ๑๐๐,๐๐๐ กปั
๓. การสง่ั สมบารมีเพอื่ เป็นพระอรหนั ตสาวกและพระอรหนั ตสาวิกา
พระอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี ๓ ปรพเภท คือ (๑) พระอัครสาวก
(๒) พระมหาสาวก (๓) พระปกติสาวก
๓.๑ พระอคั รสาวก หมายถึงพระสาวกผูเ้ ลิศกว่าพระสาวกทัง้ ปวงในพระศาสนา
น้ี ได้แก่ พระสารีบุตรเถระและพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้ปรารถนาจะเป็นพระอัครสาวก
จะตอ้ งบ�ำเพญ็ บารมนี าน ๑ อสงไขย กับ ๑๐๐,๐๐๐ กปั (ข.ุ อป.อ. ๑/๙๐-๙๑/๑๖๙)
๓.๒ พระมหาสาวก หมายถึงพระสาวกผู้ใหญ่ในพระศาสนาน้ี ได้แก่ พระอสีติ-
มหาสาวก ๘๐ รูป มีพระมหากัสสปเถระเป็นต้น ผู้ปรารถนาจะเป็นพระมหาสาวก จะต้อง
บ�ำเพ็ญบารมีนาน ๑๐๐,๐๐๐ กปั (ขุ.อป.อ. ๑/๙๐-๙๑/๑๖๙)
๓.๓ พระปกติสาวก หมายถึงพระสาวกท่ัวไปนอกจากพระอัครสาวก และ
พระมหาสาวก ผู้ปรารถนาจะเป็นพระปกติสาวก ถ้ามีอุปนิสัยพอ อาจใช้เวลาบ�ำเพ็ญบารมี
๑๐๐ กัป หรือ ๑,๐๐๐ กัปก็ได้ไม่มีเวลาก�ำหนดแน่นอน ทั้งน้ีต้องขึ้นกับว่าเริ่มต้นสร้าง
สมบารมีตง้ั แตส่ มัยของพระพทุ ธเจ้าพระองค์ใด เช่น พระอนเุ ลปทายกเถระ เร่มิ สร้างสมสมยั
พระพุทธเจา้ อโนมทัสสี จงึ ใชเ้ วลา ๑ อสงไขย กบั ๑๐๐,๐๐๐ กัป
พระอรหนั ตสาวกิ าก็พงึ ศกึ ษาเปรยี บเทียบกับพระอรหนั ตสาวก ๒ ประเภทหลัง

534 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ทีม่ าของอปทาน
ท่ีมาของคัมภรี ์อปทาน อาจแยกกลา่ วเปน็ ๓ หัวข้อใหญไ่ ด้ดังน้ี
๑. พทุ ธาปทานและปจั เจกพทุ ธปทาน พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกท่ า่ นพระอานนท์

ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตะวนั อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรงุ สาวัตถี เพื่อทรงตอบ
ค�ำถามของพระเถระเรื่องการบ�ำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า และเร่ืองการบ�ำเพ็ญบารมี
เพอ่ื เปน็ พระปจั เจกพุทธเจ้า

๒. เถราปทานและเถริยาปทาน พระเถระและพระเถรีเจ้าของอปทานน้ัน ๆ เป็น
ผเู้ ล่าเอง เพ่อื ประกาศประวตั กิ ารบ�ำเพญ็ บารมีของทา่ นให้ผู้อน่ื ทราบ

ต่อมา พระธรรมสังคหกาจารย์ได้รวบรวมอปทานเหล่านี้ข้ึนสู่การสังคายนาและ
รวมไว้เป็นคัมภีร์หนึ่ง ในขุททกนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎก นับเป็นคัมภีร์ท่ี ๑๓ ในจ�ำนวน
๑๕ คัมภีร์ดังกลา่ วขา้ งต้น
อปทานกับเถรคาถาและเถรีคาถา

ถ้าจะถามว่า เถราปทานและเถริยาปทานกับเถรคาถาและเถรีคาถาต่างกับอย่างไร
อาจตอบ รวม ๆ ได้ดังน้ี

๑. เถราปทานและเถริยาปทาน ว่าด้วยประวัติ ว่าด้วยประวัติการส่ังสมบารมีใน
อดีตชาติของพระเถระและพระเถรี ส่วนเถรคาถาและเถรีคาถา ว่าด้วยภาษิตที่พระมหาเถระ
และพระเถรีท้ังหลาย เปล่งออกมาในโอกาสต่าง ๆ เพื่อแสดงความปีติโสมนัสในผลแห่ง
การปฏบิ ัตธิ รรม

๒. เถราปทานและเถริยาปทาน มุ่งแสดงให้เห็นว่า ผลที่ได้รับในปัจจุบันชาติ สืบ
เน่ืองมาจากการบ�ำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ ส่วนเถรคาถาและเถรีคาถามุ่งแสดงให้เห็นคติชีวิต
ของผู้เล่า เพอื่ เป็นแบบฉบบั ส�ำหรับด�ำเนนิ ชวี ติ ของผอู้ ื่น

แตก่ ็มสี ว่ นที่เหมือนกนั ดงั ต่อไปน้ี
๑. ต่างมีรูปแบบเป็นคาถาประพันธ์ล้วนซึ่งใช้ความงามทางวรรณศิลป์แสดงมุตติรส
ให้ปรากฏ
๒. ต่างเป็นเรอ่ื งส่วนตัวของผู้เล่าเองท่แี สดงออกมาเพอื่ ใหเ้ ป็นปรตั ถประโยชน์
๓. พระธรรมสงั คาหกาจารย์จัดไวใ้ นขทุ ทกนกิ ายแห่งพระสุตตันตปิฎกด้วยกนั

เลม่ ท่ี ๒๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๒ 535

การจัดแบง่ วรรคตอนของอปทาน
ในอปทาน ภาค ๑ ท่านจัดแบ่งเถราปทาน (ตอตน้ ) เปน็ ๔๑ วรรค วรรคละ ๑๐ เรอ่ื ง

ช่ือวรรคตั้งตามชอื่ อปทานที่ ๑ ของแตล่ ะวรรค ยกเวน้ วรรคท่ี ๑ ซงึ่ มีช่อื ว่าพุทธวรรค เพราะ
ท่านจัดให้ตามชือ่ พทุ ธาปทานและปัจเจกพุทธาปทานรวมอยูใ่ นวรรคนดี้ ้วย ชอ่ื วรรคที่ ๑ จติ ตั้ง
ตามชอ่ื พทุ ธาปทาน เนอื้ หาของวรรคน้จี ึงมีถงึ ๕๒ เรือ่ ง คอื พุทธาปทาน ๑ เร่อื ง ปจั เจกพทุ ธา-
ปทาน ๔๑ เรอื่ ง และเถราปทาน ๑๐ เรอื่ ง เรมิ่ จากสารปี ตุ ตเถาราปทานจนถงึ อานนั ทเถราปทาน

มีข้อพิเศษอีกอย่างหน่ึง คือ ในเถราปทาน วรรคท่ี ๓๙ เร่ืองที่ ๑๐ หน้า ๕๗๔
เป็นพุทธาปทาน ช่ือว่าปุพพกัมมปิโลติ เป็นเรื่องบุพกรรมฝ่ายอกุศลของพระผู้มีพระภาค
ของเรา ที่ทรงท�ำไว้ในอดีต และยังให้ผลแก่พระองค์ในชาติน้ี ความจริงเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่ง
ของพุทธาปทาน น่าจะรวมไว้ในพุทธาปาทานข้างต้น แต่ท่านแยกไว้เป็นคนละส่วนกัน น่าจะ
มุ่งแสดงคนละประเด็น คือ พุทธาปทานมุ่งแสดงพระประวัติการสั่งสมบารมีซ่ึงเป็นฝ่ายกุศล
ส่วนพุทธาปทานชื่อว่าปุพพกัมมโลติน้ี มุ่งแสดงพระประวัติการกระท�ำอกุศลกรรม หรือ
กรรมชั่ว นอกจากน้ียังมีพระประวัติการสั่งสมบารมีของพระผู้มีพระภาคอีกชุดหน่ึง ซ่ึงท่าน
แยกไว้ต่างหากและจัดเป็นคัมภีร์ที่ ๑๕ ของขุททกนิกาย เรียกว่า จริยาปิฎก มี ๓ วรรค
๓๔ เร่อื ง ดังปรากฏในพระไตรปฎิ กเล่มที่ ๓๓

ในอปทาน ภาค ๒ ท่านจัดแบ่งเถราปทาน (ตอนปลาย) เป็น ๑๕ วรรค โดยนับ
ล�ำดับต่อจากอปทาน ภาค ๑ เป็นวรรคที่ ๔๒ เป็นต้นไป วรรคละ ๑๐ เรื่อง ยกเว้นวรรค
สดุ ท้าย มี ๑๑ เรื่อง

แนะน�ำอปทาน ภาค ๑
ต่อไปนี้ขอแนะน�ำสาระส�ำคัญของพุทธปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทาน

ตอนต้น เพ่ือช่วยให้เข้าใจคมั ภีรอ์ ปทาน ภาค ๑ ไดด้ ยี งิ่ ข้นึ

๑. พทุ ธวรรค

๑. พทุ ธาปทาน
ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า บุคคลจะเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าได้

ด้วยเหตอุ ะไร พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอบวา่ จะตอ้ งบ�ำเพ็ญบารมี ๓๐ ประการ ในพระพุทธเจา้
ทัง้ หลาย ในพระปัจเจกพทุ ธเจ้าท้งั หลาย และในพระอริยสงฆท์ งั้ หลาย ในอดีตกาล แต่ไม่บรรลุ
มรรคผลนิพพานในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด เพราะทรงมุ่งหวังสัมโพธิญาณ คือ

536 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ปัญญาตรัสรู้ด้วยพระองค์เองแล้วตรัสเล่าพระประวัติบางส่วนของพระองค์ให้ท่านพระอานนท์
ฟังเป็นตัวอย่าง คือ ตรัสเล่าพระประวัติสมัยเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่า
ตโิ ลกวชิ ัย ทรงนมิ ติ ปราสาทแก้วดว้ ยบุญญานุภาพทท่ี รงบ�ำเพ็ญบารมีในพระพุทธเจ้าทง้ั หลาย
ในอดตี กาลนบั ไม่ถ้วน ทรงสรุปพทุ ธานุปทานของพระองค์วา่

“ตามท่ีกล่าวมาน้ี พระพุทธเจ้าท้งั หลายเปน็ อจนิ ไตย
ธรรมของพระพทุ ธเจา้ กเ็ ปน็ อจินไตย
ส�ำเร็จผู้ที่เลอ่ื มใสในอจินไตย
ย่อมมีวบิ ากเปน็ อจินไตย”
ค�ำว่า อจินไตย แปลว่า ไม่พึงคิด เพราะเกินมีวิสัยสามารถแห่งภูมิปัญญาของบุคคล
ทวั่ ๆ ไป
๒. ปัจเจกพุทธาปทาน
ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นเช่นไร อุบัติขึ้น
ด้วยอะไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ได้แก่ ธีรชนผู้สั่งสมบารมีไว้ใน
พระพุทธเจ้าท้ังหลายเพ่ือบรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ แต่ยังมิได้หลุดพ้นจากกิเลสในศาสนาของ
พระพทุ เจา้ พระองคใ์ ด เพราะมคี วามสลดใจเปน็ ตวั น�ำเมอื่ มปี ญั ญาแกก่ ลา้ กจ็ ะทรงบรรลปุ จั เจก
สัมโพธญิ าณเองได้ โดยอาศัยอารมณ์ทีท่ รงประสบเพยี งเล็กนอ้ ย
ทรงอธิบายต่อว่า ผู้ปรารถนาจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจะต้องมีความก�ำหนดหมาย
ในวตั ถทุ ีน่ า่ ใครน่ า่ ปรารถนา เปน็ สิง่ ไม่นา่ ใคร่ ไมน่ ่าปรารถนา คลายก�ำหนัดในสง่ิ ท่นี ่าก�ำหนดั
ละกเิ ลสอนั เปน็ เหตุใหเ้ นนิ่ ช้า ก�ำจดั ทิฏฐิ (ลัทธิ ๖๒) อันเป็นเหตใหด้ ้นิ รนขวนขวายจนหมดไป
ก็จะบรรลปุ จั เจกสัมโพธิญาณได้ดังปรารถนา
จากน้ันทรงกล่าวถึงพระปฏิปทาของพระปจั เจกพทุ ธเจ้าท้ังหลายว่า เป็นผู้วางอาชญา
ในสัตว์ทกุ จ�ำพวก ไม่เบยี ดเบยี นผู้ใดผู้หนงึ่ มีเมตตาปรารถนาแตจ่ ะชว่ ยเหลอื เขา หวงั ใหเ้ ขาได้
รับประโยชน์เก้ือกูล เป็นผู้ชอบสันโดษด�ำรงตนอยูผ่ ู้เดยี วเหมอื นนอแรด
นับจากขอ้ ท่ี ๙๑ เป็นตน้ ไปจนถงึ ขอ้ ท่ี ๑๓๑ ทรงน�ำพระภาษติ ของพระปจั เจกพทุ ธเจา้
๔๑ พระองค์ แสดง เปรยี บเทียบใหเ้ หน็ ว่า แตล่ ะพระองคต์ รสั ภาษิตไว้อย่างไร

เลม่ ที่ ๒๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๒ 537

ต่อจากนั้น ทรงแสดงสามัญญลักษณะของพระปัจเจกพุทธเจ้าท้ังหลาย และทรงจบ
ปจั เจกพุทธาปทานลงดว้ ยข้อความในข้อท่ี ๑๓๘ ว่า

“ถอ้ ยค�ำที่พระปจั เจกพุทธเจ้าทง้ั หลายกล่าวไวด้ ีแล้ว
เปน็ ถอ้ ยค�ำหวานปานนำ้� ผ้งึ หยาดน้อย ๆ ท่ไี หลหยดลงฉะนน้ั
ชนเหลา่ ใดไดฟ้ งั แล้วปฏบิ ตั ติ ามน้นั
ชนเหล่านัน้ เป็นผ้เู ห็นสัจจะ มปี ญั ญา”
๓. เถราปทาน (ตอนต้น)
ชอ่ื พระเถรเจา้ ของเถราปทานท่ีจะแนะน�ำต่อไปน้ี ส่วนใหญเ่ ปน็ ชอ่ื ทต่ี งั้ ตามพฤตกิ รรม
(กิริยานาม) ไม่ใช่ชื่อท่ีบิดามารดาต้ังให้มาแต่เกิด (ชาตินาม) พระเถระบางรูปจึงมีช่ือเป็น
อยา่ งอ่นื ในคัมภรี อ์ ื่น ๆ เช่น ในอปทานชื่อพระอมุ าปุปผยิ เถระ แตท่ ีป่ รากฏคัมภีรอ์ น่ื ท่านคอื
พระจักขุบาลเถระ ในอปทานช่ือพระสลฬมัณฑัปปิยเถระ แต่ที่ปรากฏคัมภีร์อื่น ท่านคือ
พระกิมพิลเถระ หรือในอปทานช่ือพระสัพพทายกเถระ แต่ท่ีปรากฏคัมภีร์อื่น ท่านคือ
พระยสเถระ ด้วยเหตุนี้ คณะบรรณกรจึงพยายามท�ำตารางแสดงรายชื่อพระเถระทั้งหลาย
ใหศ้ ึกษาเปรียบเทียบไว้
สาระส�ำคญั ของเถราปทานแต่ละเรอื่ งมดี งั น้ี
๓.๑ สารปี ตุ ตเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตของพระสารีบตุ รเถระ
ในอดตี ชาติ ท่านเป็นดาบสชอ่ื สุรุจิ มศี ษิ ย์ผู้ฉลาดจ�ำนวน ๑,๐๒๔ คน คอยปรนนิบตั ิ
ทุกเมื่อ สร้างอาศรมอยู่ใกล้ภูเขาลัมพกะ ในป่าหิมพานต์ ซึ่งคราคร�่ำไปด้วยฝูงสัตว์นานาชนิด
ท่านสุรุจิและศิษย์ชอบเข้าฌานและอยู่ด้วยเมตตา ต่อมาท่านได้ใช้ดอกไม้ ๘ ดอก บูชา
พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี และได้กล่าวชมพระญาณของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก
เพราะผลแหง่ กรรมนน้ั ทา่ นไดร้ บั ค�ำพยากรณว์ า่ ชวี ติ จะรงุ่ เรอื งไมม่ ที ส่ี น้ิ สดุ ในชาตสิ ดุ ทา้ ย จกั ได้
บรรลุพระอรหัตและจักได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม หลังจากท่าน
ออกบวชแสวงหาโมกธรรมจนได้บรรลพุ ระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคณุ วิเศษเหลา่ น้ี คอื ปฏิสมั ภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ท่านได้เป็นก�ำลังส�ำคัญของพระพุทธเจ้าในการประกาศพระศาสนา
จนตลอดชวี ติ ของท่าน
๓.๒ มหาโมคคัลลานเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระมหาโมคคลั ลานเถระ
ในอดตี ชาติ ทา่ นเกดิ เปน็ พญานาคชอื่ วรณุ ะ ไดบ้ �ำรงุ พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ อโนมทสั สี
ด้วยจิตอันเลื่อมใส เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านได้รับค�ำพยากรณ์ว่า ในชาติสุดท้าย จักได้

538 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

บรรลุพระอรหัตและจักเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม หลังจากท่าน
ไดบ้ รรลุพระอรหตั พรอ้ มด้วยคุณวเิ ศษเหล่านีค้ ือ ปฏสิ มั ภทิ า ๔ วิโมกข์ ๘ อภญิ ญา ๖ ท่านได้
เล่าประวัติของท่านว่า มีบางชาติท่ีเกิดเป็นมนุษย์คบมิตรชั่วจึงเผลอท�ำปิตุฆาต มาตุฆาต
ท่านได้รับผลกรรมในนรกเป็นเวลานาน แม้พ้นจากนรกแล้ว กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยัง
ถูกทบุ ศรี ษะจนตายทุกชาติ ในชาตสิ ุดทา้ ยนี้กเ็ ช่นกัน แม้มฤี ทธิม์ าก กไ็ มอ่ าจพน้ จากกรรมช่ัวได้
ใคร ๆ จึงไมค่ วรประมาท

๓.๓ มหากัสสปเถราปทาน ประวัตใิ นอดีตชาติของพระมหากสั สปเถระ
ในอดีตชาติ เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระปรินิพพานแล้ว ท่านได้ชักชวน
ญาติ ๆ ของทา่ นท�ำการบูชาและไดส้ ร้างอัคฆิยเจดยี บ์ รรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ไดท้ �ำการบูชา
ด้วยจิตเล่ือมใสทุกวัน เพราะผลแห่งการบูชานั้น ท่านเวียนเกิดเวียนตายอยู่แต่ในมนุษย์
และเทวดาเป็นอันมาก ในชาติสุดท้ายน้ี เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้มีทรัพย์มากได้สละทรัพย์
ออกบวช และได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
อภญิ ญา ๖
หมายเหตุ ในเถราปทานต่อ ๆ ไปเม่ือกล่าวถึงคุณวิเศษเหล่าน้ีขอใช้ค�ำส้ัน ๆ ว่า
“คุณวเิ ศษ”
๓.๔ อนุรทุ ธเถราปทาน ประวัติในอดตี ชาตขิ องพระอนุรุทธเถระ
ในอดตี ชาติ ทา่ นถวายประทปี แดพ่ ระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ สเุ มธะ เพราะผลแหง่ ทานนน้ั
ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๓๐ กัป เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๘ ชาติ ในชาติสุดท้ายน้ี
ได้บรรลุพระอรหตั พร้อมด้วยคณุ วิเศษ
๓.๕ ปณุ ณมนั ตานปี ตุ ตเถราปทาน พระประวตั ใิ นอดติ ชาตขิ องพระปณุ ณมนั ตานบี ตุ ร-
เถระ
ในอดีตชาติ ท่านเกิดเป็นพราหมณ์ผู้คงแก่เรียน ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าปทุมุตตระ โดยย่อ แล้วไปแสดงให้ศิษย์ฟังโดยพิสดาร ศิษย์ทุกคนได้บรรลุพระอรหัต
สว่ นทา่ นเวยี นเกดิ เวยี นตายในเทวดาและมนษุ ยเ์ ปน็ อนั มาก ไดเ้ กดิ เปน็ พระเจา้ จกั รพรรดิ ๔ ชาติ
ในชาตสิ ดุ ทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลุพระอรหัตพรอ้ มด้วยคณุ วเิ ศษ
๓.๖ อุปาลิเถราปทาน ประวัตใิ นอดีตชาตขิ องพระอบุ าลเี ถระ
ในอดีตชาติ ท่านเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อสุชาตะ เป็นผู้คงแก่เรียน มีช่ือเสียง มีทั้ง
ปริพาชกและดาบสจ�ำนวนมากพยายามท่ีจะชักชวนท่านเข้าพวก แต่ท่านไม่ยอมนับถือใคร
เม่ือพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ อุบัติขึ้นในโลกทรงแต่งต้ังภิกษุรูปหนึ่งไว้ในต�ำแหน่ง
พระวินัยธร ท่านจึงได้สร้างอารามถวายพระพุทธเจ้าและปรารถนาต�ำแหน่งน้ัน เพราะผล

เล่มที่ ๒๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๒ 539

แห่งกรรมน้ัน ท่านเวียนตายเวียนเกิดอยู่แต่ในมนุษย์และเทวดาหลายร้อยชาติ ได้เกิด
เปน็ พระเจา้ จักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ ในชาติสุดทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลพุ ระอรหัตพรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ

๓.๗ อญั ญาโกณฑัญญเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระอญั ญาโกณฑัญญเถระ
ในอดีตชาติ ท่านเกิดเป็นเทพบุตรได้ถวายภัตตาหารครั้งแรกแด่พระพุทธเจ้า
พระนามวา่ ปทุมุตตระ หลังจากตรัสรู้ใหม่ ๆ เพราะผลแห่งทานนัน้ ทา่ นได้เกิดเปน็ ท้าวสักกะ
๓๐,๐๐๐ กัป เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ ในชาติสุดท้านน้ี ได้บรรลุพระอรหัต
พรอ้ มดว้ ยคุณวิเศษเป็นองค์แรกในจ�ำนวนพระสาวกท้งั หมดของพระโคดมพทุ ธเจ้า
๓.๘ ปณิ โฑลภารทวาชเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระปณิ โฑลภารทวาชเถระ
ในอดีตชาติ ท่านเกิดเป็นพญาเนื้อ ได้คาบดอกปทุมไปบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เพราะผลแห่งการบูชานั้น ท่านได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลานุภาพมาก
๖๔ ชาติ ในชาติสุดท้าย เกิดเป็นพราหมณ์ ออกบวชในพระศาสนานี้ได้บรรลุพระอรหัต
พรอ้ มด้วยคุณวิเศษ
๓.๙ ขทริ วนยิ เรวตเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระขทิรวนยิ เรวตเถระ
ในอดีตชาติ ท่านเกิดเป็นนายเรือส่งคนข้ามฟาก ได้ส่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมตุ ตระ พรอ้ มด้วยพระสงฆส์ าวกขา้ มฟาก เพราะผลแห่งกรรมนั้นท่านได้ไปเกิดในเทวโลก
ได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลานุภาพมาก และเกิดเป็นกษัตริย์ผู้มีพลานุภาพมาก
ในชาติสดุ ทา้ ยนไ้ี ด้บรรลุพระอรหตั พร้อมดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๓.๑๐ อานันทเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระอานนทเถระ
ในอดีตชาติ ท่านได้เกิดเป็นราชกุมารน้องชายต่างมารดากับพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ได้ก้ันเศวตฉัตรถวายพระพุทธเจ้าขณะก�ำลังแสดงธรรม เพราะผลแห่งกรรมน้ัน
ท่านเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ
๓๔ ชาติ เกิดเป็นพระราชา ๑๐๘ ชาติ เกดิ เปน็ พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ชาติ ในชาตสิ ดุ ท้ายนี้
เกิดในศากยตระกลู ออกบวชในพระศาสนาได้บรรลุพระอรหัตพร้อมดว้ ยคุณวิเศษ

ตารางแสดงรายช่อื และคณุ สมบตั ขิ องพระเถระ 540
๑. พทุ ธวรรค

จำ�นวน ชอื่ ในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาทีบ่ �ำ เพ็ญ บุญเขต เอตทัคคะ ชื่อท่ีปรากฏ
บุญกรรมนี้ ในคมั ภรี ์อื่น ๆ
๑. สารีบตุ รเถระ อคั รสาวก อโนมทสั สี มีปญั ญา พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
๒. มหาโมคคัลลานเถระ ” ๑ อสงไขยแสนกปั ” มีฤทธิ์ สารีบตุ รเถระ
๓. มหากัสสปเถระ ๑ อสงไขยแสนกปั ธดุ งค์ มหาโมคคลั ลานเถระ
๔. อนุรทุ ธเถระ มหาสาวก ๑๐๐,๐๐๐ กัป ปทมุ ตุ ตระ ทพิ ยจกั ษุ
๕. ปุณณมันตานบี ุตรเถระ ” สุเมธะ ธรรมกถกึ มหากัสสปเถระ
๖. อบุ าลีเถระ ” ๓๐,๐๐๐ กัป วินยั ธร อนรุ ทุ ธเถระ
๗. อญั ญาโกณฑญั ญเถระ ” ๑๐๐,๐๐๐ กัป ปทุมตุ ตระ รตั ตญั ญู ปณุ ณมันตานีบุตรเถระ
๘. ปณิ โฑลภารทวาชเถระ ” ” บันลือสีหนาท อุบาลีเถระ
๙. ขทิรวนยิ เรวตเถระ ” ” ” อยู่ป่า อัญญาโกณฑญั ญเถระ
๑๐. อานนท์เถระ ” ” ” ๕ ตำ�แหน่ง ปณิ โฑลภารทวาชเถระ
” ” ” มีพหูสตู รเป็นต้น ขทิรวนยิ เถระ
” ” อานนทเถระ


พระสุตตนั ตปฎิ ก

เลม่ ท่ี ๒๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๒ 541

๒. สหี าสนยิ วรรค

๑. สีหาสนทายกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระสีหาสนทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๔ หลงั จากท่พี ระพทุ ธเจ้านามวา่ สทิ ธัตถะ ปรนิ พิ พานแลว้ ท่านได้
สร้างอาสนะอย่างดีและตั่งส�ำหรับรองพระยุคลบาทถวาย เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านไม่รู้จัก
ทุคติเลย ท่านได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ๙ ชาติ ในชาติ
สุดทา้ ยน้ี ได้บรรลุพระอรหัตพรอ้ มด้วยคุณวเิ ศษ
๒. เอกถมั ภกิ เถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระเอกถมั ภิกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๔ ทา่ นเกดิ เปน็ อบุ าสกผหู้ นึง่ ในศาสนาของพระพทุ ธเจา้ พระนามว่า
สิทธัตถะ ท่านได้ถวายเสาต้นหน่ึงร่วมสร้างศาลาโรงฉันถวายแด่พระพุทธเจ้า เพราะผล
แห่งกรรมน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ท่านเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก
ในชาตสิ ุดทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลุพระอรหตั พรอ้ มด้วยคณุ วิเศษ
๓. นันทเถราปทาน ประวตั ิในอดีตชาติของพระนนั ทเถระ
ในอดีตชาติ ท่านได้ถวายผ้าเปลือกไม้แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๑๒ ชาติ
ในชาตสิ ดุ ทา้ ยนี้ ได้บรรลุพระอรหัตพรอ้ มด้วยคุณวเิ ศษ
๔. จฬู ปันถกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระจูฬปนั ถกเถระ
ในอดีตชาติ ท่านเป็นดาบสได้ใช้ร่มดอกไม้กางก้ันถวายแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ขณะก�ำลังเข้าฌาน เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๒๕ กัป
เกดิ เปน็ พระเจ้าจกั รพรรดิ ๓๔ ชาติ ในชาติสุดทา้ ยนี้ ได้บรรลพุ ระอรหัตพรอ้ มดว้ ยคณุ วิเศษ
๕. ปลิ นิ ทวจั ฉเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระปลิ ินทวัจฉเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๓๐,๐๐๐ ท่านเป็นคนมีศรัทธาได้บูชาพระสถูปของพระพุทธเจ้า
พระนามวา่ สเุ มธะ และไดถ้ วายสงั ฆภตั แดพ่ ระสงฆส์ าวกของพระพทุ ธองค์ เพราะผลแหง่ กรรมนนั้
ท่านไม่รู้จักทุคติเลย เวียนเกิดเวียนตายอยู่แต่ในเทวโลกและมนุษย์เท่านั้น บางกัปได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดผิ ้สู มบรู ณด์ ว้ ยรตั นะ ในชาตสิ ุดทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลุพระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๖. ราหลุ เถราปทาน ประวตั ิในอดตี ชาตขิ องพระราหลุ เถระ
ในอดีตชาติ ทา่ นได้เป็นคนปลู าดพน้ื กระจกบนปราสาท ๗ ชน้ั ถวายแด่พระพทุ ธเจา้
พระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๖๔ ชาติ เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิผู้สมบูรณ์ด้วยรัตนะทุกอย่าง ๑,๐๐๐ ชาติ ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุ
พระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคุณวิเศษ

542 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

๗. อปุ เสนวงั คนั ตปตุ ตเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระอปุ เสนวงั คนั ตบตุ รเถระ
ในอดีตชาติ ทา่ นน�ำดอกกรรณกิ ารม์ าประดบั ฉัตรแลว้ ยกขึ้นบชู าพระพุทธเจา้ พระนาม
ว่าปทุมุตตระ และไดถ้ วายอาหารบณิ ฑบาตอย่างดีแด่พระสงฆ์ ๘ รปู เพราะผลแหง่ กรรมนั้น
ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๓๖ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๑ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้า
ประเทศราชนับชาตไิ มถ่ ว้ น ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั พร้อมดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๘. รัฏฐปาลเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาติของพระรฏั ฐบาลเถระ
ในอดีตชาติ ท่านได้ถวายช้างทรงเป็นพาหนะแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมมุตตระ
ได้ตีราคาช้างพร้อมทั้งเครื่องประดับแล้วให้สร้างสังฆารามถวาย เพราะผลแห่งกรรมนั้น
ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๕๐ ชาติ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ชาติ ในชาติสุดท้ายน้ี
ได้บรรลพุ ระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคณุ วิเศษ
๙. โสปากเถราปทาน ประวัตใิ นอดีตชาตขิ องพระโสปากเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๔ ท่านได้ปูเคร่ืองลาดถวายพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
และได้ฟังธรรมเทศนาเร่ืองสังสารไม่เท่ียง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ความเข้าไปสงบระงับ
สงั ขารเหลา่ นั้นเป็นสุข ท่านละมิจฉาทิฏฐแิ ล้วเริ่มเจรญิ อนจิ จสญั ญา แตท่ �ำไดเ้ พียงวันเดียวก็ได้
ถึงแก่กรรมเสียก่อน เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านไม่รู้จักรทุคติเลย ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุ
พระอรหัตพรอ้ มด้วยคุณวิเศษ
๑๐. สุมงั คลเถราปทาน ประวตั ิในอดตี ชาตขิ องพระสุมังคลเถระ
ในอดีตชาติ ในขณะที่ท่านก�ำลังเตรียมพิธีต้อนรับพวกพราหมณ์ ได้เห็นพระพุทธเจ้า
พระนามว่าปิยทัสสี พร้อมด้วยพระสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จมา มีจิตเลื่อมใสจึงได้นิมนต์เข้าบ้าน
ถวายอาหารบิณฑบาต เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๒๗ ชาติ เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ๑๘ ชาติ เป็นพระเจ้าประเทศราช ๕๐๐ ชาติ ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุ
พระอรหัตพร้อมด้วยคณุ วเิ ศษ

ตารางแสดงรายชื่อและคุณสมบัติของพระเถระ เลม่ ที่ ๒๔
๒. สหี าสนยิ วรรค

จ�ำ นวน ชอ่ื ในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาทบ่ี �ำ เพ็ญ บญุ เขต เอตทัคคะ ช่ือท่ีปรากฏ
บุญกรรมน้ี ในคมั ภีรอ์ นื่ ๆ
สิทธตั ถะ
๑. สหี าสนทายกเถระ ปกติสาวก ๙๔ กัป ” --
๒. เอกถมั ภกิ เถระ ” ”
๓. นันทเถระ ปทมุ ุตตระ -- พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๒
๔. จูฬปนั ถกเถระ มหาสาวก ๑๐๐,๐๐๐ กปั ”
๕. ปิลนิ ทวจั ฉเถระ ” ” - นนั ทเถระ
๖. ราหุลเถระ ” สุเมธะ
๗. อปุ สนวังคันตบุตรเถระ ” ๓๐,๐๐๐ กปั ปทุมุตตระ ให้โอวาทภิกษุณี จฬู ปนถกเถระ
๘. รัฐบาลเถระ ” ๑๐๐,๐๐๐ กัป
๙. โสปากเถระ ” ” เนรมติ ดว้ ยฤทธ์ิ ปิลนิ ทวัจฉเถระ
๑๐. สมุ ังคลเถระ ปกติ ” ”
” ” สิทธตั ถะ รกั การศึกษา ราหลุ เถระ
๙๔ กปั ปยิ ทสั สี
๑๑๘ กปั ผู้น่าเลอ่ื มใส อปุ เสนวังคันตบุตรเถระ

บวชดว้ ยศรัทธา รฐั บาลเถระ

- โสปากเถระ

--

543

544 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

๓. สุภูติวรรค

๑. สภุ ูติเถราปทาน ประวัติในอดตี ชาตขิ องพระสุภตู เิ ถระ
ในอดีตชาติ ท่านเป็นชฎิลบ�ำเพ็ญตบะอยู่ป่าผู้เดียว ได้ให้โอวาทตนเองไม่ให้ก�ำหนัด
ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความก�ำหนัดเป็นต้นอยู่เป็นเวลานาน ต่อมาได้ท�ำจิตให้เลื่อมใสใน
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทมุ ุตตระ ไดป้ เู คร่ืองลาดจัดอาสนะถวายและยืนเฝา้ อยตู่ ลอด ๗ วัน
เมอื่ พระพทุ ธเจา้ ออกจากสมาธแิ ลว้ สอนใหท้ า่ นเจรญิ พทุ ธานสุ สตภิ าวนา เพราะผลแหง่ กรรมนน้ั
ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๘๐ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ เกิดเป็น
พระเจา้ ประเทศราชนบั ชาติไม่ถว้ น ในชาติสุดท้ายน้ี ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั พร้อมด้วยคณุ วเิ ศษ
๒. อุปวาณเถราปทาน ประวตั ิในอดตี ชาตขิ องพระอปุ วาณเถระ
ในอดตี ชาติ เมอื่ มหาชนพากนั สรา้ งพระสถปู บรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจา้
พระนามว่าปทุมุตตระ แล้วฉลองกันอยู่ ท่านมีจิตเล่ือมใสจึงได้ท�ำสักการะด้วยการยกธงข้ึน
บชู าใกลพ้ ระสถปู เพราะผลแหง่ การบชู าน้นั ท่านไดเ้ สวยสมบัตเิ ปน็ อันมาก เกิดเปน็ ทา้ วสักกะ
๘๐ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าประเทศราชนับไม่ถ้วน
ในชาตสิ ดุ ท้ายน้ี ได้บรรลพุ ระอรหตั พร้อมด้วยคุณวเิ ศษ
๓. ตสิ รณคมนยิ เถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาติของพระติสรณคมนิยเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๑ ท่านเป็นคนเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ตาบอดอยู่ในกรุงจันทวดี
ในสมยั พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ วปิ สั สี อบุ ตั ขิ นึ้ ในโลก ทา่ นไมม่ โี อกาสออกบวช เพราะตอ้ งเลย้ี งดู
มารดาบิดาจึงได้สมาทานสรณะ ๓ เป็นท่ีพึ่งระลึกจนตลอดชีวิต ๑๐๐,๐๐๐ ปี เพราะผล
แห่งกรรมนั้น ท่านไดเ้ กิดเป็นท้าวสักกะ ๘๐ ชาติ เกิดเปน็ พระเจ้าจกั รพรรดิ ๗๔ ชาติ เกิดเป็น
พระเจ้าประเทศราชนบั ไมถ่ ้วน ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี ไดบ้ รรลพุ ระอรหัตพร้อมด้วยคณุ วิเศษ
๔. ปญั จสลี สมาทานยิ เถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระปัญจสลี สมาทานยิ เถระ
ในอดีตชาติ ๑ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป ท่านเกิดเป็นคนรับจ้างอยู่ในกรุงจันทวดี
ในสมยั ของพระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ อโนมทสั สี ไมม่ ที รพั ยท์ จ่ี ะบรจิ าคทาน จงึ ไดต้ ง้ั ใจรกั ษาศลี ๕
ตลอดชีวิต เพราะผลแห่งการรักษาศลี นัน้ ท่านไดเ้ กิดเปน็ ท้าวสักกะ ๓๐ ชาติ ๑๐๐,๐๐๐ ปี
เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก ๗๕ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าประเทศราชนับชาติไม่ถ้วน ในชาติ
สดุ ท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคุณวิเศษ
๕. อันนสังสาวกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระอนั นสังสาวกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๔ ท่านได้ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
ด้วยใจเล่ือมใส เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุ

เลม่ ที่ ๒๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๒ 545

พระอรหัตพรอ้ มดว้ ยคณุ วิเศษ
๖. ธูปทายกเถราปทาน ประวัตใิ นอดีตชาติของพระธูปทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๔ ท่านได้ถวายธูปเป็นประจ�ำที่พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า

พระนามว่าสิทธัตถะ เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุ
พระอรหตั พร้อมด้วยคณุ วเิ ศษ

๗. ปฬุ ินปชู กเถราปทาน ประวัติในอดีตชาตขิ องพระปุฬนิ ปูชกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๑ ท่านเคยใช้ทรายสะอาดปรับปรุงโคนต้นโพธิ์สถานท่ีตรัสรู้ของ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี
ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั พร้อมด้วยคณุ วิเศษ
๘. อตุ ตยิ เถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระอตุ ตยิ เถระ
ในอดีตชาติเม่ือ ๙๔ กัปที่แล้วมา ท่านเกิดเป็นจระเข้อยู่ในแม่น้�ำจันทภาคา ได้น�ำ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ข้ามแม่น้�ำ เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย
ได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๗ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ชาติ ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุ
พระอรหตั พร้อมด้วยคณุ วิเศษ
๙. เอกัญชลกิ เถราปทาน ประวตั ิในอดตี ชาติของพระเอกญั ชลิกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๑ ท่านมีจิตเลื่อมใสได้ประคองอัญชลีต่อพระพุทธเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุพระอรหัต
พร้อมด้วยคุณวเิ ศษ

ตารางแสดงรายชอ่ื และคุณสมบัตขิ องพระเถระ 546
๓. สุภูตวิ รรค

จ�ำ นวน ชอ่ื ในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาที่บำ�เพญ็ บญุ เขต เอตทัคคะ ชื่อทป่ี รากฏ
๑. สภุ ตู ิเถระ บุญกรรมนี้ ปทุมุตตระ ในคมั ภีรอ์ นื่ ๆ
๑. บริบรู ณ์ดว้ ย
มหาสาวก ๑๐๐,๐๐๐ กปั องคท์ กั ขเิ ณยยะ วภิ ตู เิ ถระ
๒. ถึงพร้อมด้วย
๒. อุปวาณเถระ มหาสาวก ๑๐๐,๐๐๐ กปั ” อรณวิหารธรรม อุปวาณเถระ พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
๓. ตสิ รณคมนิยเถระ ปกติสาวก ๙๑ กปั วปิ ัสสี -
๔. ปัญจศีลสมาทานิยเถระ อโนมทสั สี - - พระสุตตนั ตปฎิ ก
๕. อันนสงั สาวกเถระ ” ๑ อสงไขยแสนกปั สทิ ธัตถะ - -
๖. ธปู ทายกเถระ ” ๙๔ กปั - -
๗. ปฬุ ินปชู กเถระ ” ” ” - -
๘. อุตติยเถระ ” ๙๑ กปั วิปสั สี - -
๙. เอกญั ชลิกเถระ ” ๙๔ กปั สทิ ธตั ถะ - -
๑๐. โขมทายกเถระ ” ๙๑ กปั วิปัสสี - -
” ” -
” -

เล่มที่ ๒๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๒ 547

๔. กุณฑธานวรรค

๑. กุณฑธานเถราปทาน ประวัติในอดตี ชาตขิ องพระกุณฑธานเถระ
ในอดีตชาตกิ ปั ท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านมีจิตเล่ือมใสได้ถวายกล้วยหวใี หญ่ แด่พระพุทธเจา้
พระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๑๑ ชาติ เกิดเป็น
พระเจา้ จักรพรรดิ ๓๔ ชาติ ในชาติสุดทา้ ยนี้ ได้บรรลพุ ระอรหัตพรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๒. สาคตเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาติของพระสาคตเถระ
ในอดีตชาติ ท่านมีจิตเลื่อมใสชมเชยพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผล
แห่งกรรมนั้น ท่านรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุ
พระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคณุ วิเศษ
๓. มหากจั จายนเถราปทาน ประวัตใิ นอดีตชาตขิ องพระมหากัจจายนเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเคยใช้แผ่นศิลาทาด้วยทองค�ำร่วมสร้างวิหาร
ถวายแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ และได้กั้นฉัตรถวายงานพัดแด่พระพุทธองค์
เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านไดเ้ กิดเปน็ ท้าวสกั กะ ๓๐ กปั เกดิ เป็นพระเจ้าจกั รพรรดผิ ้สู มบรู ณ์
ดว้ ยเดช ในชาติสดุ ทา้ ยน้ี ได้บรรลพุ ระอรหตั พร้อมดว้ ยคณุ วิเศษ
๔. กาฬุทายีเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระกาฬุทายเี ถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้ถวายอาหารบิณฑบาตและดอกปทุมช้ันดี
แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ
๑๘ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ๕๐๐ ชาติ ในชาติ
สดุ ทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั พรอ้ มด้วยคณุ วิเศษ
๕. โมฆราชเถราปทาน ประวัติในอดตี ชาตขิ องพระโมฆราชเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๑๘ ท่านได้ถวายอภิวาทพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี
ได้กล่าวชมเชยด้วยจิตเล่ือมใสเป็นอันมาก และได้ถวายน�้ำผ้ึงแด่พระพุทธองค์ เพราะผล
แห่งกรรมนั้น ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๖๔ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลานุภาพ
มาก ๕๐๐ ชาติ เกิดเป็นพระเจา้ ประเทศราช ๑๐๘ ชาติ ในชาติสดุ ทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลุพระอรหตั
พร้อมดว้ ยคณุ วิเศษ

๕. โมฆราชเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาติของพระโมฆราชเถระ
ในอดีตชาตกิ ปั ท่ี ๑๑๘ ท่านได้ถวายอภิวาทพระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ อตั ถทสั สี ไดก้ ล่าว
ชมเชยด้วยจิตเล่ือมใสเป็นอันมาก และได้ถวายน้�ำผ้ิงแด่พระพุทธองค์ เพราะผลแห่งกรรมน้ัน

548 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๖๔ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลานุภาพมาก ๕๐๐ ชาติ
เกิดเป็นพระเจ้าประเทศราช ๑๐๘ ชาติ ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
คณุ วิเศษ

๖. อธิมุตตเถราปทาน ประวตั ิในอดตี ชาติของพระอธมิ ุตตเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๑๘ หลังจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ปรินิพพานแล้ว
ท่านได้บ�ำรุงพระสงฆ์ตลอดมา เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายนี้
ได้บรรลพุ ระอรหัตพรอ้ มด้วยคณุ วิเศษ
๗. ลสุณทายกเถราปทาน ประวัตอิ ดตี ชาติของพระลสุณทายกเถระ
ในอดตี ชาตกิ ปั ท่ี ๙๑ ทา่ นไดถ้ วายกระเทยี มแดพ่ ระสงฆส์ าวกของพระพทุ ธเจา้ พระนาม
ว่าวิปัสสี เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหัต
พรอ้ มด้วยคณุ วิเศษ
๘. อายาคทายกเถราปทาน ประวัตใิ นอดีตชาตขิ องพระอายาคทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๓๑ ท่านมีจิตเลื่อมใสได้กราบไหว้พระสถูปของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าสขิ ี แลว้ ได้สรา้ งศาลาโรงฉนั ถวายแด่สงฆ์ เพราะผลแหง่ ทานน้ัน ท่านเกิดชาติใด ๆ
ไม่มีใครท�ำร้าย ยาพิษก็ไม่กล้�ำกราย ไม่ถูกท�ำร้ายด้วยศัสตราและไม่ตายในน�้ำ ท่านได้เกิด
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลานุภาพมาก ๓๐ ชาติ ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหัต
พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๙. ธมั มจักกกิ เถราปทาน ประวัติในอดตี ชาติของพระธมั มจักกิกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๔ ท่านได้สร้างธรรมจักรต้ังไว้ข้างหน้าพระพุทธอาสน์ของ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ท่านได้เกิด
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลานุภาพมาก ๘ ชาติ ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุพระอรหัต
พร้อมดว้ ยคุณวิเศษ

ตารางแสดงรายช่ือและคณุ สมบตั ิของพระเถระ เลม่ ที่ ๒๔
๔. กณุ ฑธานวรรค

จำ�นวน ชอื่ ในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาทบ่ี ำ�เพญ็ บุญเขต เอตทัคคะ ชอื่ ทปี่ รากฏ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๒
๑. กุณฑธานเถระ มหาสาวก บญุ กรรมนี้ ปทุมตุ ตระ จับสลากได้ ในคมั ภรี อ์ น่ื ๆ
๒. สาคตเถระ ” ๑๐๐,๐๐๐ กัป อันดับแรกตลอด กณุ ฑธานเถระ 549
๓. มหากจั จายนเถระ ” ” ” ชำ�นาญในการเขา้
๔. กาฬุทายีเถระ ” ” ” เตโชสมาบัติ สาคตเถระ
” ” ชำ�นาญในการ มหากัจจายนเถระ
๕. โมฆราชเถระ ” ขยายความ
๖. อธมิ ุตตเถระ ปกตสิ าวก ๑๑๘ กปั อตั ถทสั สี มีความสามารถ กาฬุทายเี ถระ
๗. ลสุณทายกเถระ ” ” ทำ�ใหต้ ระกูล
๘. อายาคทายกเถระ ” เล่อื มใส โมฆราชเถระ
๙. ธัมมจกั กิกเถระ ” ๙๑ กัป วปิ สั สี -
๑๐. กัปปรุกขยิ เถระ ” ๓๑ กปั สขิ ี - -
” ๙๔ กปั สทิ ธัตถะ - -
” - -
” - -
-
-

550 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

๕. อุปาลิวรรค

๑. อปุ าลเิ ถราปทาน ประวตั ิในอดีตชาตขิ องพระอบุ าลีเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเคยบวชเป็นดาบส ได้อภิวาทและกล่าวชมเชย
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทมุ ตุ ระ เพราะผลแหง่ กรรมนั้น ทา่ นได้เกดิ เป็นทา้ วสักกะ ๑๘ ชาติ
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ชาติ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ๓๐๐ชาติ เป็นพระเจ้าประเทศราช
นับไมถ่ ้วน ในชาติสดุ ทา้ ยน้ี ได้บรรลพุ ระอรหัตพร้อมดว้ ยคุณวเิ ศษ
๒. โสณโกฬิวสิ เถราปทาน ประวตั ิในอดีตชาติของพระโสณโกฬวิ สิ เถระ
ในอดีตชาติ ๑ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป ท่านได้สร้างที่จงกรมฉาบทาด้วยปูนขาว
และสร้างซุ้มดอกไม้ท�ำหลังคาถวายแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เพราะผลแห่ง
ทานน้ัน ท่านได้เกิดในเทวโลก ๓๐,๐๐๐ กัปได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๒๕ กัป เกิดเป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๗๗ ชาติ ในชาติสดุ ท้ายน้ี ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั พร้อมดว้ ยคุณวเิ ศษ
๓. ภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระภัททยิ กาฬโิ คธาย-
บตุ รเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้ถวายภัตตาหารมีค่ามากแด่พระพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๗๔ ชาติ เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ชาติ เปน็ พระเจ้าประเทศราช ๑,๐๐๐ ชาติ ในชาตสิ ดุ ทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลุ
พระอรหตั พร้อมด้วยคุณวเิ ศษ
๔. สันนฏิ ฐาปกเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระสันนิฏฐาปกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้ถวายผลแฟงและน�้ำดื่มแด่พระพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในกัปที่ ๔๑ ท่านได้เกิด
เปน็ พระเจา้ จกั รพรรดมิ พี ลานภุ าพมาก ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๕. ปัญจหตั ถยิ เถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระปญั จหตั ถยิ เถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๓๐,๐๐๐ ท่านใช้ดอกบัวบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ
เพราะผลแหง่ การบชู านน้ั ทา่ นไมร่ จู้ กั ทคุ ตเิ ลย ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ พระเจา้ จกั รพรรดผิ มู้ ี พลานภุ าพ
มาก ๕ ชาติ ในชาตสิ ุดทา้ ยน้ี ได้บรรลพุ ระอรหตั พร้อมดว้ ยคุณวเิ ศษ
๖. ปทุมฉทนิยเถราปทาน ประวัตขิ องพระปทมุ ฉทนิยเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๑ ท่านน�ำดอกไม้ไปบูชาจิตกาธานของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
วปิ สั สี เพราะผลแหง่ ทานนนั้ ทา่ นไมร่ จู้ กั ทคุ ตเิ ลย ในกปั ท่ี ๔๗ ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ พระเจา้ จกั รพรรดิ
ผมู้ พี ลานภุ าพมาก ในชาติสดุ ท้ายนี้ ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั พรอ้ มด้วยคณุ วิเศษ

เล่มที่ ๒๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๒ 551

๗. สยนทายกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระสยนทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๔ ท่านได้ถวายที่นอนอันเลิสแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในกัปท่ี ๔๗ ท่านได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ผมู้ ีพลานภุ าพมาก ในชาตสิ ุดทา้ ยน้ี ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยคุณวิเศษ
๘. จงั กมทายกเถราปทาน ประวตั ิในอดตี ชาติของพระจังกมทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๑๘ ท่ารสร้างท่ีจงกรมสถวายพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี
เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๓ กัป เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ชาติ
เกิดเป็นพระเจ้าประเทศราชนับชาติไม่ถ้วน ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหัตพร้อม
ด้วยคุณวิเศษ
๙. สภุ ทั ทเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาติของพระสุภัททเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้น�ำกฤษณาและดอกมะลิไปบูชาพระพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลแห่งการบูชาน้ัน ท่านเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดา
และมนุษย์ ๑๐๐,๐๐๐ กปั ในชาตสิ ดุ ทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลพุ ระอรหัตพรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๑๐. จนุ ทเถราปทาน ประวัตใิ นอดีตชาติของพระจุนทเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๔ ท่านได้น�ำดอกไม้ไปบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
เพราะผลแห่งการบูชาน้ัน ท่านได้เกิดเป็นท้าวสักกะ ๗๔ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๗๕ ชาติ เกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ๓๐๐ ชาติ ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุพระอรหัตพร้อม
ด้วยคณุ วเิ ศษ

ตารางแสดงรายชือ่ และคุณสมบตั ขิ องพระเถระ 552
๕. อุปาลวิ รรค

จ�ำ นวน ช่ือในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาทบ่ี �ำ เพญ็ บุญเขต เอตทคั คะ ชอื่ ทปี่ รากฏ
บญุ กรรมน้ี ในคมั ภรี อ์ น่ื ๆ
ปทมุ ุตตระ วินัยธร อบุ าลีเถระ
๑. อบุ าลเี ถระ มหาสาวก ๑๐๐,๐๐๐ กปั อโนมทัสสี มีควาเพยียร โสณโกฬวิ สิ เภระ
ปทุมตุ ตระ มีชาตกิ ำ�เนดิ สงู ภทั ทิยเถระ
๒. โสณโกฬิวิสเถระ ” ๑ อสงไขยแสนกัป
” - -
๓. ภทั ทิยกาฬโิ คธายบตุ รเถระ ” ๑๐๐,๐๐๐ กัป สเุ มธะ - - พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
วิปสั สี - -
๔. สนั นฏิ ฐาปกเถระ ปกตสิ าวก ” สทิ ธัตถะ - -
อัตถทัสสี - -
๕. ปญั จหัตถยิ เถระ ” ๓๐,๐๐๐ กัป ปทมุ ุตตระ - สภุ ัททเถระ
สทิ ธัตถะ - จนุ ทเถระ
๖. ปทุมฉทนิยเถระ ” ๙๑ กปั

๗. สยนทายกเถระ ” ๙๔ กปั

๘. จงั กมทายกเถระ ” ๑๑๘ กัป

๙. สุภทั ทเถระ ” ๑๐๐,๐๐๐ กัป

๑๐. จนุ ทเถระ ” ๙๔ กัป

พระสุตตนั ตปฎิ ก

เล่มที่ ๒๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๒ 553

๖. วชี นวี รรค

๑. วธิ ปู ทายยกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระวิธปู นทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้ถวายพัดเล่มหน่ึงแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมตุ ตระ เพราะผลแห่งทานนน้ั ทา่ นไมไ่ ปสู่ทุคติ วนิ ิบาต นรก ถึง ๑๐๐,๐๐๐ กปั ไดเ้ กิด
เปน็ พระเจ้าจกั รพรรดิ ๑๖ ชาติ ในชาตสิ ุดท้ายนี้ ไดบ้ รรลพุ ระอรหัตพรอ้ มด้วยคณุ วเิ ศษ
๒. สตรังสยิ เถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสตรงั สิยเถระ
ในอดีตชาตกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเป็นพราหมณ์เรียนจบมนตร์ ได้ไปยืนไหว้และ
กลา่ วสรรเสรญิ คณุ พระพุทธเจ้าพระนามวา่ ปทมุ ตุ ตระ เพราะผลแหง่ กรรมนัน้ ในชาติสุดท้ายนี้
ไดบ้ รรลพุ ระอรหัตพร้อมด้วยคณุ วเิ ศษต้งั แต่อายุ ๗ ขวบ
๓. สยนทายกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระสยนทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเคยถวายท่ีนอนแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้สมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ
หลายชาติ ในชาติสดุ ท้ายนี้ ไดบ้ รรลุพระอรหัตพร้อมด้วยคุณวิเศษ
๔. คันโธทกทายกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระคันโธทกทายกเถระ
ในกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านน�ำน�้ำหอมไปรดที่ต้นโพธ์ิสถานท่ีตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
พระนามวา่ ปทมุ ตุ ตระ เพราะผลแหง่ กรรมนน้ั ทา่ นไดไ้ ปเกดิ ในเทวโลก ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี ไดบ้ รรลุ
พระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๕. โอปวยุ หเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระโอปวุยหเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้ถวายม้าอาชาไนยแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ แต่เห็นว่าเป็นของไม่สมควร จึงซื้อไว้เองแล้วน�ำปัจจัยไปซื้อของทที่ควรไปถวาย
พระพุทธเจ้า เพราะผลแห่งทานน้ัน ทุกภพที่ท่านเกิดจึงมีม้าอาชาไนยเป็นพาหนะคู่ใจเสมอ
ในชาตสิ ุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคุณวเิ ศษ
๖. สปริวาราสนเถราปทาน ประวัติในอดีตชาตขิ องพระปรวิ าราสนเถระ
ในอดตี ชาตกิ ปั ที่ ๑๐๐,๐๐๐ ทา่ นไดถ้ วายอาหารบณิ ฑบาตแดพ่ ระพทุ ธเจา้ พระนามวา่
ปทมุ ุตตระ เพราะผลแหง่ ทานนน้ั ในชาตสิ ุดทา้ ยน้ี ได้บรรลุพระอรหตั พรอ้ มด้วยคุณวิเศษ
๗. ปญั จทีปกเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระปัญจทปี กเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่ายเคยถวายประทีปบูชาต้นโพธิ์สถานท่ีตรัสรู้ของ
พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ ปทมุ ตุ ตระ เพราะผลแหง่ ทานนั้น ทา่ นจึงเกิดในสุคติภพตลอด ในชาติ
สุดทา้ ยนี้ ได้บรรลพุ ระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคณุ วิเศษ

554 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

๘. ธชทายกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระธชทายกเถระ
ในอดีตชาตกิ ัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเคยยกธงบูชาต้นโพธส์ิ ถานทต่ี รสั รู้ของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านไม่ไปสู่ทุคติเลย ตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป
ในชาตสิ ุดท้ายนี้ ไดบ้ รรลพุ ระอรหัตพรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๙. ปทุมเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระปทมุ เถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเคยโยนดอกปทุมพร้อมทั้งธงไปบูชาพระพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านเกิดเป็นท้าวสักกะถึง ๓๐ กัป ในชาติ
สุดท้ายนี้ ไดบ้ รรลุพระอรหัตพร้อมดว้ ยคุณวิเศษ
๑๐. อสนโพธยิ เถราปทาน ประวัติในอดตี ชาติของพระอสนโพธิยเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๒ ท่านเคยปลูกต้นไม้ถวายพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ
เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
คณุ วิเศษ

ตารางแสดงรายชอื่ และคณุ สมบัตขิ องพระเถระ เลม่ ที่ ๒๔
๖. วีชนวี รรค

จำ�นวน ชื่อในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาทบี่ ำ�เพญ็ บุญเขต เอตทัคคะ ชื่อท่ปี รากฏ
บุญกรรมนี้ ในคมั ภรี ์อ่นื ๆ
๑. วธิ ปู นทายกเถระ ปทุมตุ ตระ -
๒. สตรังสิยเถระ ปกติสาวก ๑๐๐,๐๐๐ กปั ” - -
๓. สยนทายกเถระ ” - -
๔. คันโธทกทายกเถระ ”” ” - - พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๒
๕. โอปวยุ หเถระ ” - -
๖. สปรวิ าราสนเถระ ”” ” - -
๗. ปัญจทปี กเถระ ” - -
๘. ธชทายกเถระ ”” ” - -
๙. ปทุมเถระ ” - -
๑๐. อสนโพธยิ เถระ ”” - -
ตสิ สะ -
””

””

””

””

” ๙๒ กัป

555

556 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๗. สกจติ ตนิยวรรค

๑. สกจติ ตนิยเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระสกจติ ตนิยะเถระ
ในอดีตชาตกัปท่ี ๙๑ ท่านเคยสร้างสถูปไม้ไผ่ถวายพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
คุณวเิ ศษ
๒. อาโปปปุ ผิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอาโปปุปผยิ เถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๓๑ ท่านเคยโยนดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี เพราะผล
แห่งกรรมนั้น ท่านไม่ร้จู กั ทุคตเิ ลย ในชาตสิ ุดท้ายนี้ ได้บรรลพุ ระอรหัตพรอ้ มด้วยคุณวเิ ศษ
๓. ปจั จาคมนิยเถระชาปทาน ประวตั ิในอดตี ชาติของพระปจั จาคมนยิ เถระ
ในอดีตชาตกัปท่ี ๙๑ ท่านเกิดเป็นนกจักรพากอยู่ที่ฝั่งแม่น�้ำสินธุ ได้คาบดอกสาละ
ไปบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ซึ่งก�ำลังเหาะไปทางอากาศ เพราะผลแห่งการบูชานั้น
ท่านไมร่ จู้ ักทุคตเิ ลย ในชาติสดุ ท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหตั พร้อมดว้ ยคณุ วิเศษ
๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน ประวัติในอดตี ชาติของพระปรปั ปสาทกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๔ ท่านเกิดเป็นพราหมณ์ช่ือโสณะได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า
พระนามว่าสิทธตั ถะ เปน็ อันมาก เพราะผลแหง่ กรรมนนั้ ทา่ นไมร่ จู้ ักทุคติเลย ในชาตสิ ดุ ท้ายน้ี
ได้บรรลุพระอรหัตพรอ้ มด้วยคุณวเิ ศษ
๕. ภิสทายกเถราปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระภิสทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๓๑ ท่านเคยถวายเหง้าบัวและรากบัวแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
เวสสภู เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุพระอรหัต
พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๖. สจุ นิ ตติ เถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระสจุ ินตติ เถระ
ในอดตี ชาตอกปั ท่ี ๑๑๘ ทา่ นเปน็ พรานอยทู่ ซ่ี อกภเู ขา ไดถ้ วายเนอ้ื ยา่ งแดพ่ ระพทุ ธเจา้
พระนามว่าอัตถทัสสี เพราผลแห่งทานน้ัน ท่านรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๑๕ กัป
และไดค้ รองจกั รพรรดดิ ริ าชอกี หลายชาติ ในชาตสิ ดุ ทา้ ยนี้ ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๗. วัตถทายกเถราปทาน ประวตั ิในอดีตชาตขิ องพระวตั ถทายกเถระ
ในอดีตชาติกปั ท่ี ๑๑๘ ท่านเกดิ เปน็ พญาครฑุ เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าอตั ถทสั สี
เสด็จไปยังภูเขาคันธมาทน์ จึงแปลงกายเป็นมาณพเข้าไปเฝ้าถวายผ้าผืนหนึ่งแด่พระพุทธเจ้า
เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุ
พระอรหตั พร้อมด้วยคุณวเิ ศษ

เลม่ ท่ี ๒๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๒ 557

๘. อมั พทายกเถราปทาน ประวตั ิในอดีตชาตขิ องพระอมั พทายกเถระ
ในอดตี ชาติ ๑ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป ทา่ นเกดิ เปน็ วานรอย่ใู นป่าหิมพานต์ ได้ถวาย
ผลมะม่วงพร้อมกบั น้�ำผ้งึ แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เพราะผลแหง่ ทานน้นั ทา่ นไป
เกดิ ในเทวโลกตลอด ๕๗ กปั และเกิดมาในมนุษย์โลก ได้เกิดเป็นพระเจา้ จกั รพรรดิ ๑๔ ชาติ
ในชาตสิ ุดทา้ ยน้ี ได้บรรลพุ ระอรหัตพร้อมดว้ ยคุณวเิ ศษ
๙. สมุ นเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาตขิ องพระสุมนเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๓๑ ท่านเกิดเป็นช่างร้อยดอกไม้ ได้น�ำดอกมะลิซ้อนไปบูชา
พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี เพราะผลแห่งการบูชานั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี
ได้บรรลุพระอรหตั พร้อมดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๑๐. ปปุ ผจงั โกฏยิ เถราปทาน ประวตั ิในอดีตชาติของปุปผจงั โกฏยิ เถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๓๑ ท่านเคยใช้ดอกอังกาบบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี
เพราะผลแห่งการบูชานั้น ท่านไม่รู้จักทคุ ติเลย ในชาตสิ ดุ ท้ายน้ี ไดบ้ รรลุพระอรหัตพรอ้ มดว้ ย
คุณวเิ ศษ

ตารางแสดงรายชอื่ และคุณสมบัตขิ องพระเถระ 558
๗. สกจติ ตนิยวรรค

จำ�นวน ชื่อในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาทีบ่ �ำ เพ็ญ บุญเขต เอตทัคคะ ช่อื ท่ีปรากฏ
บุญกรรมน้ี ในคัมภรี ์อ่นื ๆ
๑. สกจติ ตนยิ เถระ วปิ ัสสี -
๒. อาโปปุปผยิ เถระ ปกตสิ าวก ๙๑ กปั สขิ ี - -
๓. ปจั จาคมนยิ เถระ วปิ สั สี - -
๔. ปรัปปสาทกเถระ ” ๓๑ กัป สิทธตั ถะ - -
๕. ภสิ ทายกเถระ เวสสภู - ภตู เถระ
๖. สจุ ินตติ เถระ ” ๙๑ กัป อัตถทสั สี - - พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
๗. วัตถทายกเถระ ” - -
๘. อมั พทายกเถระ ” ๙๔ กัป อโนมทัสสี - -
๙. สุมนเถระ สขิ ี - -
๑๐. ปุปผจังโกฏยิ เถระ ” ๓๑ กัป ” - -
-
” ๑๑๘ กปั

””

” ๑ อสงไขยแสนกปั

” ๓๑ กปั

””

พระสุตตนั ตปฎิ ก

เล่มท่ี ๒๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๒ 559

๘. นาคสมาลวรรค

๑. นาคสมาลเถราปทาน ประวตั ิในอดตี ชาติของพระนาคสมาลเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๓๑ ท่านเคยใช้ดอกแคฝอยบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี
เพราะผลแห่งการบูชาน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหัตพร้อม
ด้วยคุณวิเศษ
๒. ปทสญั ญกเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระปทสญั ญกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๒ ท่านเคยเล่ือมใสในรอยพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าติสสะ เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุพระอรหัต
พรอ้ มดว้ ยคณุ วิเศษ
๓. สุญญกเถราปทาน ประวตั ิในอดีตชาตขิ องพระสญุ ญกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๒ ท่านเคยไหว้ผ้าบังสุกุลจีวรของพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ
เพราะผลแห่งกรรมน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
คุณวิเศษ
๔. ภสิ าลุวทายกเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาตขิ องพระภิสาลวุ ทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๑ ท่านเคยถวายเหง้าบัวและหัวมันแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุพระอรหัต
พรอ้ มด้วยคณุ วเิ ศษ
๕. เอกสญั ญกเถราปทาน ประวตั ิในอดีตชาติของพระเอกสัญญกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๑ ท่านเคยถวายภิกษาทัพพีหน่ึงแก่พระสาวกของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุ
พระอรหตั พรอ้ มด้วยคุณวิเศษ
๖. ตณิ สนั ถารทายกเถราปทาน ประวัตใิ นอดีตชาติของพระตณิ สันถารทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๒ ท่านเคยถวายหญ้าแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ เพราะผล
แห่งทานน้นั ทา่ นไมร่ ู้จักทุคตเิ ลย ในชาติสดุ ท้ายนี้ ได้บรรลุพระอรหตั พร้อมดว้ ยคุณวิเศษ
๗. สจู ิทายกเถราปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระสูจิทายกเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๓๐,๐๐๐ ท่านเคยถวายเข็ม ๕ เล่มแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
สุเมธะ เพราะผลแห่งทานนน้ั ทา่ นไม่ร้จู กั ทคุ ตเิ ลย ในชาติสดุ ทา้ ยนี้ ได้บรรลพุ ระอรหัตพร้อม
ด้วยคุณวิเศษ

560 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๘. ปาฏลปิ ปุ ผยิ เถราปทาน ประวัติในอดตี ชาตขิ องพระปาฏลปิ ปุ ผิยเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๒ ท่านเคยใช้ดอกแคฝอยบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ
เพราะผลแห่งการบูชาน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายนี้ ได้บรรลุพระอรหัต
พรอ้ มด้วยคณุ วิเศษ
๙. ฐติ ญั ชลยิ เถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระฐิตญั ชลยิ เถระ
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๒ ท่านเคยท�ำอัญชลีแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ เพราะผล
แห่งกรรมน้ัน ท่านไมร่ ู้จกั ทคุ ติเลย ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี ได้บรรลุพระอรหัตพรอ้ มดว้ ยคุณวเิ ศษ
๑๐. ติปทุมยิ เถราปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระติปทุมิยเถระ
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเคยถวายดอกบัวแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก
หลายแสนปี ในชาตสิ ุดท้ายนี้ ไดบ้ รรลุพระอรหตั พรอ้ มด้วยคุณวิเศษ

ตารางแสดงรายช่อื และคณุ สมบตั ิของพระเถระ เลม่ ที่ ๒๔
๘. นาคสมาลวรรค

จำ�นวน ชอ่ื ในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาทบ่ี ำ�เพ็ญ บญุ เขต เอตทัคคะ ชอื่ ที่ปรากฏ
บญุ กรรมนี้ ในคัมภรี อ์ ื่น ๆ
๑. นาคสมาลเถระ สิขี -
๒. ปทสัญญกเถระ ปกตสิ าวก ๓๑ กัป ติสสะ - -
๓. สญุ ญกเถระ - -
๔. ภสิ าลุวทายกเถระ ” ๙๒ กัป ” - - พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๒
๕. เอกสญั ญกเถระ วปิ สั สี - -
๖. ตณิ สันถารทายกเถระ ”” - -
๗. สจู ิทายกเถระ ” - -
๘. ปาฏลปิ ปุ ผิยเถระ ” ๙๑ กัป ติสสะ - -
๙. ฐติ ัญชลเิ ถระ สุเมธะ - -
๑๐. ติปทมุ ิยเถระ ”” ติสสะ - -
-
” ๙๒ กปั ”
ปทมุ ุตตระ
” ๓๐,๐๐๐ กัป

” ๙๒ กปั

””

” ๑๐๐,๐๐๐ กัป

561


Click to View FlipBook Version