The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 31-33 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-25 01:59:45

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 31-33 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 31-33 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 31-33 ebook

ตารางแสดงรายช่อื และคุณสมบัตขิ องพระเถระ 712
๕๖. ยสวรรค

จ�ำ นวน ชือ่ ในอปทาน ประเภทสาวก ระยะเวลาทบี่ ำ�เพญ็ บญุ เขต เอตทคั คะ ชอื่ ทีป่ รากฏ
บญุ กรรมนี้ ในคัมภีรอ์ ืน่ ๆ

๑. ยสเถระ มหาสาวก ๓๐,๐๐๐ กปั สุเมธะ -

๒. นทีกัสสปเถระ ” ๑๐๐,๐๐๐ กปั ปทมุ ตุ ตระ -

๓. คยากัสสปเถระ ” ๓๑ กัป พระพุทธเจา้ - พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

๔. กิมลิ เถระ ” ภทั รกัป กกสุ นั ธะ -

๕. วชั ชีบุตรเถระ ปกติสาวก ๙๔ กัป สหสั สรงั สปี จั เจกพทุ ธเจา้ -

๖. อตุ ตรเถระ ” ๓๐,๐๐๐ กปั สเุ มธะ -

๗. อปรอุตตรเถระ ” ๙๔ กปั สทิ ธัตถะ -

๘. ภัททชเิ ถระ ” ๑๐๐,๐๐๐ กัป ปทุมุตตระ -

๙. สิวกเถระ ” ๙๑ กปั วิปสั สี -

๑๐. อปุ วานเถระ มหาสาวก ๑๐๐,๐๐๐ กปั ปทมุ ตุ ตระ -

๑๑. รัฐบาลเถระ ” ” ” บวชดว้ ยศรัทธา พระสุตตนั ตปฎิ ก

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๓ 713

แนะน�ำเถรีอปทาน

เถริยาปทาน

๑. สเุ มธาวรรค

๑. สุเมธาเถริยาปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระสุเมธาเถรี
ในอดีตชาติในภัทรกัปน้ี ท่านเคยร่วมกับนางธนัญชานีพราหมณีและพระเขมาเถรี
ไดส้ ร้างวหิ ารถวายแดพ่ ระพทุ ธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ เพราะผลแห่ง ทานนนั้ ทา่ นเกิดใน
ภพใด ๆ จะถึงพร้อมด้วยความเปน็ หญิงเลิศท้ังในเทวดาและมนุษย์ ในชาติสดุ ทา้ ยน้ี ไดบ้ รรลุ
วิชชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคุณวเิ ศษ
๒. เมขลทายกิ าเถรยิ าปทาน ประวตั ิในอดีตชาติของพระเมขลทายกิ าเถรี
ในอดีตชาตกิ ปั ที่ ๙๔ ท่านได้ร่วมสรา้ งพระสถปู ของพระพุทธเจา้ พระนามวา่ สทิ ธตั ถะ
และได้ถวายสายรัดเอว เพ่ือใช้ในการก่อสร้างนั้นด้วย เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จัก
ทคุ ติเลย ในชาติสดุ ท้ายนี้ ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมดว้ ยคณุ วิเศษ
๓. มณั ฑปทายกิ าเถรยิ าปทาน ประวัติในอดตี ชาติของพระมณั ฑปทายกิ าเถรี
ในอดตี ชาตใิ นภทั รกปั นี้ ทา่ นเคยสรา้ งมณฑปและสถปู ถวายแดพ่ ระพทุ ธเจา้ พระนามวา่
โกนาคมนะ เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านจึงได้รับการบูชาในทุกท่ีที่ท่านเกิด ในชาติสุดท้ายน้ี
ได้บรรลุวชิ ชา ๓ พร้อมดว้ ยคุณวเิ ศษ
๔. สังกมนทาเถรยิ าปทาน ประวัตใิ นอดีตชาติของพระสังกมนทาเถรี
ในอดีตชาติ ๓ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปั ท่านไดอ้ ุทศิ ร่างกายใหพ้ ระพทุ ธเจา้ พระนามว่า
โกณฑญั ญะ เสดจ็ เหยยี บขา้ มไป เพราะผลแหง่ กรรมนนั้ ทา่ นไดไ้ ปเกดิ ในสวรรค์ ในชาตสิ ดุ ทา้ ย
นี้ ไดบ้ รรลุวชิ ชา ๓ พรอ้ มด้วยคุณวเิ ศษ
๕. นฬมาลกิ าเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระนฬมาลกิ าเถรี
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๔ ท่านได้ถวายดอกอ้อแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
เพราะผลแหง่ ทานน้ัน ท่านไมร่ ู้จักทคุ ติเลย เวียนเกดิ เวียนตายอยูใ่ นเทวดาและมนษุ ยเ์ ทา่ นั้น
ในชาติสดุ ทา้ ยนี้ ได้บรรลวุ ชิ ชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๖. เอกปิณฑปาตทายิกาเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเอกปิณฑปาต
ทายกิ าเถรี
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๑ ท่านได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่ภิกษุรูปหน่ึงเพียงครั้งเดียว
เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เท่าน้ัน

714 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลวุ ิชชา ๓ พร้อมดว้ ยคุณวิเศษ
๗. กฏัจฉุภกิ ขทายิกาเถรยิ าปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระกฏจั ฉภุ กิ ขทายกิ าเถรี
ในอดตี ชาตกิ ปั ท่ี ๙๒ ทา่ นไดถ้ วายภกิ ษาหารทพั พหี นงึ่ แดพ่ ระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ ตสิ สะ

เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่รู้จักทุคติเลย เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เท่านั้น
ในชาตสิ ุดทา้ ยน้ี ไดบ้ รรลุวิชชา ๓ พร้อมดว้ ยคณุ วิเศษ

๘. สตั ตอุปปลมาลิกาเถริยาปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระสตั ตอปุ ปลมาลิกาเถรี
ในอดีตชาติกัปที่ ๓๑ ท่านได้ถวายดอกอุบล ๗ ดอก แด่พระพุทธเจ้า เพราะผลแห่ง
ทานนั้น ทา่ นไมร่ ู้จกั ทคุ ตเิ ลย เวียนเกิดเวยี นตายอยู่ในเทวดาและมนุษยเ์ ท่าน้นั ในชาติสุดท้าย
ไดบ้ รรลวุ ชิ ชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคุณวเิ ศษ
๙. ปัญจทปี ิกาเถรยิ าปทาน ประวัตใิ นอดีตชาติของพระปัญจทีปิกาเถรี
ในอดีตชาตกิ ปั ท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้ถวายประทปี ๕ ดวง บูชาต้นโพธิ์ นอ้ มระลึกถงึ
พระพทุ ธเจ้าในอดีตชาติ เพราะผลแห่งทานนั้น ทา่ นไม่รจู้ ักทุคติเลย เวยี นเกิดเวียนตายอยู่ใน
เทวดาและมนษุ ยเ์ ท่านั้น ในชาตสิ ุดทา้ ยนี้ ได้บรรลุวชิ ชา ๓ พร้อมดว้ ยคุณวเิ ศษ
๑๐. อทุ กทายกิ าเถรยิ าปทาน ประวัติในอดตี ชาติของพระอทุ กทายิกาเถรี
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๑ ท่านได้ถวายน้�ำสรงแด่พระสงฆ์ เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านไม่
รู้จักทุคติเลย เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เท่านั้น ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุ
วิชชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคุณวิเศษ

ตารางแสดงรายชื่อและคณุ สมบัติของพระเถรี เลม่ ที่ ๒๕
๑. สุเมธาวรรค

จำ�นวน ชือ่ ในอปทาน ประเภท ระยะเวลาทีบ่ �ำ เพญ็ บุญเขต เอตทคั คะ ช่ือท่ีปรากฏ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๓
สาวิกา บุญกรรมน้ี ในคมั ภรี ์อืน่ ๆ
๑. สุเมธาเถรี โกนาคมนะ -
๒. เมขลทายกิ าเถรี ปกติสาวก ภทั รกปั สิทธตั ถะ - -
๓. มณั ฑปทายกิ าเถรี ” ๙๔ กัป โกนาคมนะ - -
๔. สังกมนทาเถรี ” ภัทรกัป โกณฑัญญะ - -
๕. นฬมาลกิ าเถรี ” ๓ อสงไขยแสนกปั สิทธตั ถะ - -
๖. เอกปณิ ฑปาตทายกิ าเถรี ” ๙๔ กัป ภกิ ษุรูปหนง่ึ - -
๗. กฏัจฉุภกิ ขทายิกาเถรี ” ๙๑ กัป ตสิ สะ - -
๘. สัตตอุปปลมาลิกาเถรี ” ๙๒ กัป พระพุทธเจ้า - -
๙. ปัญจทปี ิกาเถรี ” ๓๑ กัป โพธิฤกษ์ - -
๑๐. อุทกทายิกาเถรี ” ๑๐๐,๐๐๐ กัป - -
” ๙๑ กปั - -

715

716 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๒. เอกโู ปสถิกวรรค

๑. เอกโู ปสถิกาเถรยิ าปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระเอกูโปสถกิ าเถรี
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๑ ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ สาวใช้ ได้รกั ษาอุโปสถศลี เพยี งครงั้ เดียว เพราะ
ผลแหง่ กรรมนน้ั ท่านได้เสวยมนุษยสมบตั ิและสวรรคส์ มบัติ ไม่รจู้ ักทคุ ตเิ ลย ในชาติสดุ ทา้ ยน้ี
ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมดว้ ยคณุ วิเศษ
๒. สลฬปุปผกิ าเถรยิ าปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระสลฬปปุ ผิกาเถรี
ในอดีตชาติกัปที่ ๙๑ ท่านได้เกิดเป็นกินนรี ได้ถวายดอกช้างน้าวแด่พระพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านไม่รู้จักทุคติเลย ในชาติสุดท้ายน้ี ได้บรรลุ
วิชชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ
๓. โมทกทายกิ าเถริยาปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระโมทกทายิกาเถรี
ในอดีตชาติกัปท่ี ๙๒ ท่านได้เกิดเป็นสาวใช้ ได้ถวายขนมต้ม ๓ มัด เพราะผลแห่ง
ทานน้ัน ท่านไม่ร้จู ักทุคติเลย ในชาตสิ ดุ ท้ายนี้ ไดบ้ รรลวุ ิชชา ๓ พร้อมดว้ ยคุณวิเศษ
๔. เอกาสนทายกิ าเถรยิ าปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระเอกาสนทายิกาเถรี
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้เกิดเป็นช่างร้อยมาลัย ได้จัดปูอาสนะถวาย
พระพทุ ธเจ้าพระนามว่าปทมุ ุตตระ เพราะผลแหง่ ทานน้ัน ทา่ นไม่รจู้ กั ทคุ ติเลย ในชาตสิ ุดท้าย
น้ี ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมด้วยคณุ วเิ ศษ
๕. ปญั จทีปทายกิ าเถริยาปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระปัญจทีปทายิกาเถรี
ในอดตี ชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ทา่ นได้ถวายประทีป ๕ ดวง บูชาต้นโพธ์ิ น้อมระลึกถงึ
พระพุทธเจ้าในอดีตชาติ เพราะผลแห่งการบูชาน้นั ท่านไม่รจู้ ักทุคตเิ ลย เวยี นเกดิ เวียนตายอยู่
ในเทวดาและมนษุ ยเ์ ทา่ น้นั ในชาติสดุ ทา้ ยนี้ ได้บรรลุวิชชา ๓ พรอ้ มด้วยคุณวเิ ศษ
๖. นฬมาลกิ าเถรยิ าปทาน ประวัติในอดตี ชาตขิ องพระนฬมาลิกาเถรี
ในอดตี ชาตกิ ปั ท่ี ๙๔ ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ กนิ นรี ไดถ้ วายดอกออ้ แดพ่ ระพทุ ธเจา้ พระนามวา่
สทิ ธตั ถะ เพราะผลแหง่ ทานนน้ั ทา่ นไมร่ ้จู กั ทุคติเลย ในชาติสุดทา้ ยนี้ ได้บรรลุวิชชา ๓ พรอ้ ม
ด้วยคุณวิเศษ
๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน ประวตั ิในอดีตชาติของพระมหาปชาบดีโคตรมีเถรี
ในอดตี ชาตกิ ปั ท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ ธดิ าอ�ำมาตยใ์ นกรงุ หงสวดี ไดฟ้ งั พระธรรม
เทศนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ และได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งภิกษุณีผู้เป็น
พระมาตจุ ฉาไวใ้ นต�ำแหนง่ ผเู้ ลศิ กวา่ ภกิ ษณุ ที งั้ หลายผรู้ ตั ตญั ญู ทา่ นจงึ ถวายทานและไดป้ รารถนา
ต�ำแหน่งนน้ั เพราะผลแห่งกรรมนน้ั ทา่ นเวยี นเกิดเวยี นตายอยู่ในภพนอ้ ยภพใหญ่เป็นอันมาก

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๓ 717

ในชาตสิ ดุ ทา้ ยนี้ ไดไ้ ปเกดิ ในศากยตระกลู กรงุ เทวทหะ และไดเ้ ปน็ พระมาตจุ ฉาของพระพทุ ธเจา้
ไดอ้ อกผนวชบรรลวุ ชิ ชา ๓ พร้อมด้วยคณุ วเิ ศษ เปน็ ผู้ช�ำนาญในทิพพโสตธาตุ และได้รับแตง่
ต้ังจากพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีท้ังหลายผู้รัตตัญญู ต่อจากน้ันจึงได้ทูลลาปรินิพาน
พรอ้ มดว้ ยภกิ ษุณีบรวิ าร ๕๐๐

๘. เขมาเถรยิ าปทาน ประวัตใิ นอดีตชาติของพระเขมาเถรี
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทมุ ตุ ตระ เกดิ ความเลอื่ มใสศรทั ธา และไดเ้ หน็ พระพทุ ธเจา้ ทรงตง้ั ภกิ ษณุ รี ปู หนง่ึ ไวใ้ นต�ำแหนง่
ผู้เลิศกวา่ ภกิ ษุณีทั้งหลายผูม้ ีปัญญา ท่านจงึ ถวายทานแลว้ ปรารถนาต�ำแหน่งน้ัน เพราะผลแห่ง
กรรมนั้น ท่านเวยี นเกดิ เวียนตายอยใู่ นเทวดาและมนุษย์เปน็ อนั มาก ในกปั ที่ ๙๑ ทา่ นไดบ้ วช
เปน็ บรรพชติ ในศาสนาของพระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ วปิ สั สี เปน็ ผฉู้ ลาด มปี ญั ญามาก เปน็ พหสู ตู
แสดงธรรมไพเราะ จุติจากชาติน้ันแล้วไปเกิดในสวรรค์ ในภัทรกัปน้ี ในสมัยของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าโกนาคมนะ ท่านพร้อมด้วยเพื่อนหญิงคือนางธนัญชานีพราหมณีและนางสุเมธา
ได้สร้างวิหารถวายสงฆ์ จุติจากชาตินั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ ในภัทรกัปน้ี สมัยพระพุทธเจ้า
พระนามว่ากสั สปะ ทา่ นเกิดเป็นพระราชธิดาองค์
ใหญ่ของพระเจ้ากาสี และมีพระน้องนางอีก ๖ องค์ ชวนกันประพฤติพรหมจรรย์ใน
ขณะทยี่ ังเปน็ พระกุมารี เพราะเหตนุ ้ัน พระกมุ ารที งั้ ๗ องค์ คือ เขมา อุบลวรรณา ปฏาจารา
กณุ ฑลเกสี กีสาโคตมี ธรรมทนิ นา และวสิ าขา ตอ่ มาไดม้ าเป็นสาวกิ า ของพระพทุ ธเจา้ ในชาติ
สุดท้ายน้ี ท่านเกิดเป็นพระราชธิดาของพระเจ้ามัททราช กรุงสากล ต่อมาได้เป็นมเหสีของ
พระเจ้าพิมพิสาร เกิดความเลื่อมใสในธรรมของพระพุทธเจ้า ทูลขอบรรพชาต่อพระองค์
เม่ือได้บรรพชาแล้วบ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ เดือน จึงได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมด้วยคุณวิเศษแล้วได้
ต�ำแหน่งผเู้ ลิศกว่าภิกษณุ ที ั้งหลายผู้มีปญั ญามาก
๙. อปุ ปลวณั ณาเถรยิ าปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระอุบลวรรณาเถรี
หลังจากท่ที ่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ทา่ นไดท้ ลู ขอขมาโทษตอ่ พระพทุ ธเจ้า ท่อี าจจะ
เคยล่วงเกินมาบ้างในอดีตชาติที่เคยเกิดร่วมกันมากับพระผู้มีพระภาคและพระราหุล จากน้ัน
ท่านจึงแสดงฤทธ์ิต่าง ๆ ถวายให้พระพุทธเจ้าทอดพระเนตร และได้เล่าประวัติของท่านไว้ว่า
ในอดตี ชาตกิ ปั ท่ี ๑๐๐,๐๐๐ สมยั พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ ปทมุ ตุ ตระ ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ นางนาคชอ่ื
วมิ ลา เกดิ เลอื่ มใสศรทั ธาไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาและถวายทานเปน็ อนั มาก ไดเ้ หน็ ภกิ ษณุ รี ปู หนงึ่
มฤี ทธ์ิมาก ท่านจงึ ปรารถนาต�ำแหน่งนน้ั จุติจากชาตนิ ั้นแล้วไปเกดิ ในสวรรค์ ตอ่ มาในกัปท่ี ๙๑
สมัยพระพุทธเจา้ พระนามว่าวิปสั สี ท่านเกดิ เปน็ ธิดาเศรษฐี ได้ฟังพระธรรมเทศนา ถวายทาน

718 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

และบูชาดว้ ยดอกอุบล เพราะผลแห่งทานนนั้ ทา่ นจงึ มีผวิ พรรณเหมอื นดอกอบุ ล ในภัทรกัปนี้
สมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านเกิดเป็นพระราชธิดาองค์ท่ี ๒ ของพระเจ้ากาสี
ได้ประพฤติพรหมจรรย์กับพระพ่ีนางและพระน้องนาง ๗ องค์ (เหมือนอปทานที่ ๘) จุติจาก
ชาตนิ นั้ แลว้ ไปเกดิ ในสวรรค์ จากนนั้ ทา่ นเวยี นเกดิ เวยี นตายอยู่ บ�ำเพญ็ บญุ อกี หลายชาติ ในชาติ
สดุ ทา้ ยน้ี ท่านเกิดในตระกลู เศรษฐี ในกรุงสาวัตถี แตไ่ มย่ ินดีในทรพั ย์สมบตั ิ ทา่ นไดอ้ อกผนวช
ประพฤตพิ รหมจรรย์ ยงั ไมถ่ งึ เดือนก็ไดบ้ รรลวุ ิชชา ๓ พร้อมด้วยคณุ วิเศษ และได้รับต�ำแหน่ง
ผู้เลิศกว่าภกิ ษณุ ีทัง้ หลายผ้มู ฤี ทธิ์มาก

๑๐. ปฏาจาราเถรยิ าปทาน ประวตั ิในอดีตชาติของพระปฏาจาราเถรี
ในอดตี ชาตกิ ปั ที่ ๑๐๐,๐๐๐ ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ ธดิ าเศรษฐี และไดถ้ วายทานแดพ่ ระพทุ ธเจา้
พระนามว่าปทุมุตตระ ทา่ นได้เหน็ พระพทุ ธเจ้าทรงแต่งตงั้ นางภิกษุณีรปู หนึ่งในต�ำแหน่งผเู้ ลิศ
กว่าภิกษุณีท้ังหลายผู้ทรงวินัย จึงปรารถนาต�ำแหน่งน้ัน จุติจากชาติน้ันแล้วไปเกิดในสวรรค์
ในกปั นี้ ในสมยั พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ กสั สปะ ทา่ นเกดิ เปน็ พระราชธดิ าองคท์ ่ี ๓ ของพระเจา้ กาสี
ไดป้ ระพฤตพิ รหมจรรยใ์ นขณะทย่ี งั เปน็ พระกมุ ารี พรอ้ มกบั พระพนี่ างและพระนอ้ งนาง ๗ องค์
(เหมอื น อปทานท่ี ๘) ต่อมาทา่ นเวยี นเกิดเวยี นตายอยูอ่ ีกหลายชาติ ในชาตสิ ุดท้ายน้ี ทา่ นเกดิ
เปน็ ธดิ าเศรษฐี ในกรงุ สาวตั ถี ไดห้ นตี ามบรุ ษุ คนใชไ้ ปอยปู่ า่ ตอ่ มาทา่ นไดส้ ญู เสยี สามี บตุ ร ๒ คน
มารดา บิดา และพี่ชาย ท�ำให้ท่านเสียสติ ต่อเม่ือได้มาพบพระพุทธเจ้าท่านจึงกลับได้สติ
ทูลขอบวช เม่ือบวชได้ไม่นาน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมด้วยคุณวิเศษ และได้รับต�ำแหน่ง
ผู้เลศิ กวา่ ภกิ ษุณที ั้งหลาย ผู้ทรงวนิ ัย

ตารางแสดงรายชื่อและคณุ สมบัตขิ องพระเถรี เลม่ ที่ ๒๕
๒. เอกูโปสถกิ วรรค

จำ�นวน ชื่อในอปทาน ประเภท ระยะเวลาทบ่ี �ำ เพญ็ บุญเขต เอตทัคคะ ชอื่ ที่ปรากฏ
สาวกิ า บุญกรรมนี้ ในคัมภรี อ์ น่ื ๆ
๑. เอกูโปสถกิ าเถรี - รัตตญั ญู
๒. สลฬปุปผกิ าเถรี ปกติสาวิกา ๙๑ กปั วิปัสสี มปี ัญญามาก พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๓
๓. โมทกทายิกาเถรี ” ” มฤี ทธิม์ าก
๔. เอกาสนทายกิ าเถรี ” ” -
๕. ปัญจทีปทายิกาเถรี ” ปทมุ ตุ ตระ ทรงวินัย
๖. นฬมาลิกาเถรี ” ๑๐๐,๐๐๐ กปั โพธิฤกษ์
๗. มหาปชาปตโี คตรมเี ถรี ” ” สทิ ธัตถะ
๘. เขมาเถรี ปทุมุตระ
๙. อปุ ปลวัณณาเถรี มหาสาวิกา ๙๔ กัป
๑๐. ปฏาจาราถรี อคั รสาวกิ า ๑๐๐,๐๐๐ กัป ”

” ” ”
มหาสาวกิ า ”


719

720 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๓. กุณฑลเกสีวรรค

๑. กณุ ฑลเกสีเถรยิ าปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระกณุ ฑลเกสีเถรี
ในอดีตชาตกิ ัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ ธดิ าเศรษฐใี นกรงุ หงสวดี ไดฟ้ งั พระธรรม
เทศนาของพระพทุ ธเจา้ พระนามว่าปทุมุตตระ เกดิ ความเล่ือมใสศรัทธา และเหน็ พระพทุ ธเจา้
ทรงแต่งต้ังนางภิกษุณีรูปหน่ึงผ้มู ีปญั ญาในต�ำแหน่งผ้ตู รัสรเู้ ร็ว ทา่ นจงึ ถวายทานและปรารถนา
ต�ำแหน่งนั้น เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านจุติจากชาติน้ันแล้ว ได้ไปเกิดในสวรรค์เป็นล�ำดับชั้น
ข้ึนไปและได้มาเกิดในมนุษย์อีกหลายชาติ ในภัทรกัปนี้ สมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
ท่านเกิดเป็นพระราชธิดาองค์ท่ี ๔ ของพระเจ้ากา-สี ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในขณะที่ยังเป็น
พระกมุ ารี พรอ้ มกบั พระพนี่ างและพระนอ้ งนาง ๗ องค์ (เหมอื นอปทานท่ี ๘ วรรค ๒) ตอ่ มาทา่ น
เวยี นเกดิ เวยี นตายอยอู่ กี หลายชาติ ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี ทา่ นเกดิ เปน็ ธดิ าเศรษฐกี รงุ ราชคฤหไ์ ปหลง
รกั โจรทมี่ โี ทษประหาร ทา่ นไดน้ �ำทรพั ยถ์ า่ ยตวั มาเปน็ สามี แตโ่ จรมนี สิ ยั ไมซ่ อ่ื คดิ จะฆา่ ทา่ นเพอ่ื
หวงั ทรพั ย์ แตด่ ว้ ยปญั ญาของหญงิ ทา่ นจงึ เอาตวั รอดมาได้ ตอ่ มาทา่ นไดไ้ ปบวชในส�ำนกั ปรพิ าชก
เรียนลัทธิวิธีถามปัญหาจบแล้วเท่ียวไปถามปัญหากับคนทั่วไปไม่มีใครสู้ได้ ต่อเมื่อมาพบ
พุทธสาวกแล้วถูกน�ำตัวมาพบพระพุทธเจ้า ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วได้ดวงตาเห็นธรรม
ได้ทูลขอบวช จากนั้นไม่นานก็ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมด้วยคุณวิเศษ และได้รับต�ำแหน่ง
ผูเ้ ลศิ กวา่ ภิกษุณีทงั้ หลายผูต้ รสั รเู้ ร็ว
๒. กสี าโคตมเี ถรยิ าปทาน ประวัตใิ นอดีตชาตขิ องพระกสี าโคตมเี ถรี
ในอดีตชาติกปั ที่ ๑๐๐,๐๐๐ ทา่ นได้เกดิ ในตระกลู หนงึ่ ในกรงุ หงสวดี ไดฟ้ ังพระธรรม
เทศนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เกิดเล่ือมใสศรัทธา และเห็นพระพุทธเจ้าทรง
แตง่ ตง้ั ภกิ ษณุ รี ปู หนง่ึ ในต�ำแหนง่ ผทู้ รงจวี รเศรา้ หมอง ทา่ นจงึ ถวายทานแลว้ ปรารถนาต�ำแหนง่ นนั้
เพราะผลแหง่ ทานนน้ั ทา่ นเวยี นเกดิ เวยี นตาย อยใู่ นสวรรคเ์ ทา่ นน้ั ในภทั รกปั นี้ สมยั พระพทุ ธเจา้
พระนามวา่ กสั สปะ ทา่ นเกดิ เปน็ พระราช-ธดิ าองคท์ ่ี ๕ ของพระเจา้ กาสี ไดป้ ระพฤตพิ รหมจรรย์
ในขณะทยี่ ังเปน็ พระกมุ ารี พรอ้ มกับพระพน่ี างและพระนอ้ งนาง ๗ องค์ (เหมอื นอปทานท่ี ๘
วรรค ๒) ต่อมาท่านได้ไปเกิดในสวรรค์ ในชาติสุดท้ายนี้ ท่านเกิดเป็นธิดาเศรษฐีตกยาก
ได้แต่งงานกับลูกชายเศรษฐี เม่ือท่านมีบุตรแล้ว บุตรของท่านได้เสียชีวิตต้ังแต่ยังเล็ก ท่านได้
เทย่ี วแสวงหาหมอรกั ษาบตุ ร จงึ ไดม้ าพบพระพทุ ธเจา้ และไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา แลว้ ไดด้ วงตา
เห็นธรรม ได้ทูลขอบวช จากนน้ั ไม่นานก็ไดบ้ รรลุวิชชา ๓ พร้อมดว้ ยคุณวเิ ศษ และได้ต�ำแหน่ง
ผูเ้ ลศิ กวา่ ภิกษณุ ที ั้งหลายผูท้ รงจวี รเศร้าหมอง

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๓ 721

๓. ธัมมทนิ นาเถรยิ าปทาน ประวัติในอดตี ชาติของพระธรรมทินนาเถรี
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้เกิดเป็นหญิงรับใช้ แต่ได้เป็นลูกสะใภ้เศรษฐี
ทา่ นพาแมส่ ามีไปฟังธรรมของพระพทุ ธเจา้ พระนามว่าปทมุ ุตตระ เกิดความเลือ่ มใส และเห็น
พระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งภิกษุณีรูปหน่ึงในต�ำแหน่งธรรมกถึกผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ท่าน
จึงถวายทานและปรารถนาต�ำแหน่งนั้น เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านเวียนเกิดเวียนตายอยู่ใน
สวรรค์เท่านั้น ในภัทรกัปน้ี สมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านเกิดเป็นพระราชธิดา
องค์ที่ ๖ ของพระเจ้ากาสี ได้ประพฤติพรหมจรรย์ ในขณะท่ียังเป็นพระกุมารี พร้อมกับ
พระพน่ี างและพระนอ้ งนาง ๗ องค์ (เหมอื นอป-ทานท่ี ๘ วรรค ๒) ตอ่ มาทา่ นไดไ้ ปเกดิ ในสวรรค์
ในชาติสุดท้ายนี้ ท่านไปเกิดเป็นธิดาเศรษฐีกรุงราชคฤห์ ได้สามีผู้มีปัญญาพาไปฟังธรรมแล้ว
ไดบ้ รรลอุ นาคามผิ ล ขออนญุ าตสามีบวช ไมน่ านก็ได้บรรลวุ ชิ ชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคุณวเิ ศษ และ
ได้ต�ำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก(ดูค�ำแนะน�ำจูฬเวทัลลสูตรในบทน�ำของ
มชั ฌมิ นิกาย มลู ปัณณาสก์ประกอบ)
๔. สกุลาเถริยาปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระสกุลาเถรี
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเกิดเป็นพระภคินีต่างพระมารดากับพระพุทธเจ้า
พระนามว่า ปทมุ ุตตระ ทา่ นไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาของพระศาสดาเกิดความเลอื่ มใส และเหน็
พระพทุ ธเจา้ ทรงแตง่ ตง้ั ภกิ ษณุ รี ปู หนง่ึ ในต�ำแหนง่ ผเู้ ลศิ กวา่ ภกิ ษณุ ที ง้ั หลายผมู้ ที พิ ยจกั ษุ ทา่ นจงึ
ถวายทานแลว้ ปรารถนาต�ำแหนง่ นน้ั ในภทั รกปั นี้ สมยั พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ กสั สปะ ทา่ นเปน็
ปรพิ าชกิ า ไดน้ �ำนำ�้ มนั ไปตามประทปี บชู าพระเจดยี ข์ องพระพทุ ธเจา้ ในอดตี ชาติ เพราะผลแหง่
กรรมนน้ั ทา่ นเวียนเกิดเวยี นตายอย่ใู นเทวดาและมนุษย์เปน็ อันมาก ในภพสุดท้ายนี้ ได้เกิดใน
ตระกลู พราหมณม์ ที รพั ยม์ าก พบพระศาสดาแลว้ เกดิ ความเลอ่ื มใส ไดบ้ รรพชาในพระพทุ ธศาสนา
ไม่นานก็ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมด้วยคุณวิเศษ และได้ต�ำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย
ผู้มีทิพยจักษุ
๕. นันทาเถรยิ าปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาติของพระนนั ทาเถรี
ในอดตี ชาตกิ ปั ที่ ๑๐๐,๐๐๐ ทา่ นเกดิ เปน็ ธดิ าเศรษฐกี รงุ หงสวดี ไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา
ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เกิดความเล่ือมใส และเห็นพระพุทธเจ้าทรงแต่งต้ัง
ภกิ ษณุ รี ูปหนึง่ ในต�ำแหนง่ ผูเ้ ลศิ กวา่ ภกิ ษณุ ที งั้ หลายผเู้ ขา้ ฌาน ท่านจงึ ถวายทานและปรารถนา
ต�ำแหน่งน้ัน เพราะผลแห่งทานน้ัน ท่านเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในมนุษย์และสวรรค์หลาย
แสนชาติ ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี เกดิ เปน็ พระราชธดิ าของพระเจา้ สทุ โธทนะ เปน็ ภคนิ ตี า่ งพระมารดากบั
พระพุทธเจ้า มพี ระเชฏฐาใหญเ่ ป็นพระพุทธเจ้า พระเชฏฐารองคอื พระนันทะ เปน็ พระอรหันต์

722 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

พระมารดาก็เป็นพระอรหันต์ แต่ท่านยังหลงมัวเมาในรูปสมบัติอยู่ไม่ยอมออกผนวช ต่อเม่ือ
พระมารดาตักเตือนถึงความไม่เท่ียงแห่งสังขาร ท่านจึงออกผนวชแต่ตัว ส่วนใจยังไม่ผนวช
เมื่อพระศาสดาทรงนิรมิตรูปที่สวยงามกว่ารูปของท่านและทรงสอนให้เห็นความไม่เที่ยง
ทา่ นจงึ ไดบ้ รรลวุ ชิ ชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ และไดต้ �ำแหนง่ ผเู้ ลศิ กวา่ ภกิ ษณุ ที ง้ั หลายผเู้ ขา้ ฌาน

๖. โสณาเถริยาปทาน ประวตั ิในอดีตชาตขิ องพระโสณาเถรี
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเกิดเป็นธิดาเศรษฐีได้ฟังพระธรรมเทศนาของ
พระพุทธเจ้าพระนามวา่ ปทมุ ตุ ตระ เกิดความเลอ่ื มใส และเห็นพระพุทธเจา้ ทรงแตง่ ตัง้ ภกิ ษณุ ี
รูปหน่ึงไว้ในต�ำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุณีท้ังหลายผู้ปรารภความเพียร ท่านจึงถวายสักการะแล้ว
ปรารถนาต�ำแหน่งน้ัน เพราะผลแห่งทานนั้น ท่านเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดาและมนุษย์
เป็นอันมาก ในชาติสุดท้ายน้ี เกิดเป็นธิดาเศรษฐีในกรุงสาวัตถี เม่ือเจริญวัยจึงมีครอบครัว
มีบุตรถึง ๑๐ คน เมื่อสามีและลูกของท่านออกบวชหมดแล้ว ท่านจึงบวชตาม ได้ปรารภ
ความเพียรอย่างยอดยิ่ง ไม่นานก็ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมด้วยคุณวิเศษ และได้ต�ำแหน่ง
ผ้เู ลศิ กว่าภกิ ษณุ ีท้ังหลายผูป้ รารภความเพยี ร
๗. ภทั ทกาปลิ านเี ถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระภทั ทกาปลิ านเี ถรี
ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเกิดเป็นภริยาของวิเทหเศรษฐี กรุงหงสวดี ได้ฟัง
พระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ ปทมุ ตุ ตระ เกดิ ความเลอื่ มใส และเหน็ พระพทุ ธเจา้
ทรงแต่งตั้งภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในต�ำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ผู้ระลึกชาติได้ ท่านจึงได้
ถวายทานและปรารถนาต�ำแหนง่ นนั้ ทา่ นเกดิ รว่ มกบั สามขี องทา่ นทกุ ภพทกุ ชาตมิ าและไมร่ จู้ กั
ทุคติเลย ในกัปที่ ๙๑ สมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ท่านและสามีได้ท�ำบุญร่วมกัน
อีกเป็นอันมาก จุติจากชาตินั้นแล้วเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก
โดยมิพรากจากกัน แม้บางชาติจะมีกรรมที่เศร้าหมองบ้างก็ตาม ในชาติสุดท้ายน้ี สามีของ
ท่านเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อปิปผลายนะ ส่วนท่านเกิดเป็นธิดาพราหมณ์ เม่ือแต่งงานกันแล้ว
ท้ังคู่ไมป่ รารถนาครองเรือน จึงชวนกันออกผนวช สามขี องทา่ นคอื พระมหากัสสปะ สว่ นทา่ น
ไดบ้ รรลุวชิ ชา ๓ พร้อมดว้ ยคุณวิเศษ และได้รับต�ำแหนง่ ผู้เลิศกว่าภกิ ษณุ ที ง้ั หลายผรู้ ะลกึ ชาติ
๘. ยโสธราเถรยิ าปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาติของพระยโสธราเถรี
พระยโสธราเถรี ขณะมีอายุ ๗๘ ปี ไปทูลลาพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระพุทธองค์
ทรงอนุญาตและขอใหแ้ สดงฤทธใ์ิ ห้ทอดพระเนตร ทา่ นได้แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ และไดเ้ ล่าอดตี ชาติ
ต่าง ๆ ทีไ่ ดร้ ่วมบ�ำเพ็ญบารมีมากับพระพุทธเจา้ วา่ ในพระชาติ ทพ่ี ระพทุ ธองค์เป็นสุเมธดาบส
ท่านก็เกิดเป็นธิดาพราหมณ์ช่ือสุมิตตา ได้ถวายดอกบัว ๘ ก�ำ แด่พระสุเมธดาบส และได้รับ

เลม่ ท่ี ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๓ 723

ค�ำพยากรณจ์ ากพระพุทธเจ้าพระนามวา่ ทีปังกร วา่ จกั เปน็ คู่สรา้ งบญุ บารมรี ว่ มกนั จนกว่าจะ
ไดต้ รสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ จากนน้ั ไดบ้ �ำเพญ็ บารมรี ว่ มสขุ รว่ มทกุ ขก์ นั มาทกุ ชาติ ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี
ท่านเกิดในศากยตระกูลกรุงเทวทหะ ได้เป็นชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระมารดาของ
พระราหุลกมุ าร เม่ือพระพุทธเจา้ ไดต้ รัสรูแ้ ลว้ ทา่ นไดอ้ อกผนวชตาม ไมน่ านกไ็ ด้บรรลุวิชชา ๓
พร้อมด้วยคุณวิเศษ

๙. ทสสหัสสเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเถรี ๑๐,๐๐๐ รปู
ในอดตี ชาติ ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปั หญงิ ๑๐,๐๐๐ คนไดเ้ หน็ พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่
ทีปังกร พยากรณ์ท่านสุเมธดาบสและท่านสุมิตตาว่า จักเป็นคู่บ�ำเพ็ญบารมีกันจนกว่าจะ
ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พวกเธอจึงได้บ�ำเพ็ญบารมีติดตามมาด้วยทุกภพทุกชาติ ในชาติ
สุดท้ายน้ี เกิดในศากยตระกูลเป็นส่วนมาก ออกบวชติดตามพระนางยโสธรา และได้บรรลุ
วชิ ชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคุณวิเศษ
๑๐. อัฏฐารสเถรสี หัสสานมปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเถรี ๑๘,๐๐๐ รปู
ในอดีตชาติ ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป หญิงอีก ๑๘,๐๐๐ คน ได้บ�ำเพ็ญบารมี
เพ่ือประโยชน์แก่พระพุทธเจ้า ในชาติสุดท้ายน้ี เป็นบริวารของพระนางยโสธรา ต้ังแต่ยังเป็น
พระราชธดิ า ต่อเมอื่ พระนางยโสธราออกผนวช จงึ ออกบวชตาม ได้บรรลวุ ชิ ชา ๓ พร้อมดว้ ย
คุณวิเศษ ได้มาทูลลาปรินิพพานและได้กราบทูลเล่าอดีตชาติของท่านถวาย ซ่ึงพระพุทธองค์
ก็ทรงอนุญาตให้ปรินพิ พาน

ตารางแสดงรายช่อื และคุณสมบตั ขิ องพระเถรี 724
๓. กุลฑลเกสวี รรค

จำ�นวน ชอื่ ในอปทาน ประเภท ระยะเวลาทบี่ �ำ เพญ็ บุญเขต เอตทคั คะ ช่อื ที่ปรากฏ
สาวกิ า บุญกรรมน้ี ในคมั ภีร์อ่ืน ๆ
ปทมุ ตุ ตระ รแู้ จง้ ไดเ้ ร็ว
๑. กุณฆลเกสเี ถรี มหาสาวิกา ๑๐๐,๐๐๐ กปั ” ทรงจีวรเศร้าหมอง พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
๒. กีสาโคตรมเี ถรี ” ” ”
๓. ธัมมทินนาเถรี ” ” ” ธรรมกถกึ
๔. สกลุ าเถรี ” ” มีตาทิพย์
๕. นันทาเถรี ปกติสาวก ” ”
๖. โสณาเถรี ” ” ” -
๗. ภัททากาปลิ านเี ถรี ” ” มคี วามเพยี ร
๘. ยโสธราเถรี ” ทีปังกร ระลึกชาติ
๙. กลุ่มภิกษณุ หี นึ่งหม่ืน ๔ อสงไขยแสนกัป ”
๑๐. กลุ่มภิกษณุ หี นงึ่ หมน่ื แปดพัน มหาสาวิกา ” - -
” ” -
” -

พระสุตตนั ตปฎิ ก

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๓ 725

๔. ขัตติยกญั ญาวรรค

๑. อัฏฐารสสหัสสขัตติยกัญญาเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเถรี ผู้เคย
เป็นขตั ตยิ กญั ญา ๑๘,๐๐๐ รปู

ในอดีตชาติ ท่านเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเคยสร้างกุศลร่วมกันมาเป็นเวลานาน ในชาติ
สุดท้ายน้ี แม้เกดิ ในตระกลู กษัตริย์ แตก่ ็พอใจออกบวช เม่อื บวชแลว้ ไมน่ าน ได้บรรลุวิชชา ๓
พรอ้ มดว้ ยคณุ วิเศษ

๒. จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเถรี
พราหมณกัญญา ๘๔,๐๐๐ รูป

ในอดีตชาติกัปท่ี ๑๐๐,๐๐๐ ท่านเหล่านี้ท้ังหมดล้วนเคยเกิดร่วมกันทุกภพทุกชาติ
และได้บ�ำเพ็ญกุศลร่วมกันมาในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ในชาติสุดท้ายน้ี
ได้เกดิ ในตระกูลพราหมณ์ แล้วไดม้ าสูพ่ ระพทุ ธศาสนา ไดบ้ รรลวุ ชิ ชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคณุ วเิ ศษ

๓. อุปปลทายิกาเถริยาปทาน ประวัตใิ นอดตี ชาตขิ องพระอุปปลทายกิ าเถรี
ในอดีตชาติกัปที่ ๓๑ ท่านเกิดเป็นมเหสีของพระเจ้าอรุณะในกรุงอรุณวดี ได้บ�ำรุง
สมณะรูปหน่ึงด้วยความเคารพ เพราะผลแห่งกรรมนั้น ท่านได้เสวยสมบัติทั้งในมนุษย์และ
สวรรคห์ ลายแสนชาติ ในชาตสิ ดุ ทา้ ยนี้ เกดิ ในศากยตระกลู ไดเ้ ปน็ หวั หนา้ พระสนมของพระโอรส
ของพระเจา้ สทุ โธทนะ มบี รวิ าร ๑,๐๐๐ คน ในขณะทย่ี ังเป็นฆราวาสวสิ ัย ตอ่ มาจึงออกบวช
ได้บรรลวุ ิชชา ๓ พร้อมดว้ ยคณุ วิเศษ
๔. สิงคาลมาตุเถรยิ าปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระสิงคาลมาตาเถรี
ในอดีตชาติกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เกิดความเล่ือมใสแล้วออกบวช มีความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างแรงกล้า เห็น
พระพทุ ธเจา้ ทรงแตง่ ตงั้ ภกิ ษณุ รี ปู หนง่ึ ไวใ้ นต�ำแหนง่ ผเู้ ลศิ กวา่ ภกิ ษณุ ที งั้ หลายผนู้ อ้ มไปในศรทั ธา
ท่านจึงปรารถนาต�ำแหน่งนน้ั ทา่ นจุติจากอัตภาพนนั้ แล้ว ได้ไปเกิดในสวรรค์ ในชาตสิ ุดท้ายนี้
เกดิ ในตระกูลเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ท่านเปน็ มารดาของสงิ คาลมาณพ ผ้มู คี วามเห็นผิด ไดฟ้ ัง
ภาษติ ของพระพุทธเจา้ ที่สอนสงิ คาลมาณพได้บรรลุโสดาปตั ติผล จงึ บวชในพุทธศาสนา ตอ่ มา
ไม่นานก็ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมด้วยคุณวิเศษ และได้รับต�ำแหน่งผู้เลิศกว่า ภิกษุณีท้ังหลาย
ผู้น้อมไปในศรัทธา
๕. สกุ กาเถริยาปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาตขิ องพระสุกกาเถรี
ในอดีตชาตกิ ปั ท่ี ๙๑ ท่านเกิดในกรงุ พนั ธุมดี ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจา้
พระนามว่าวิปัสสี เกิดศรัทธาเล่ือมใสจึงออกบวชประพฤติธรรม และเป็นพระธรรมกถึก

726 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในสวรรค์ ในกัปที่ ๓๑ ได้บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าสิขี และพระพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู ในภัทรกัปน้ี ได้บวชในศาสนาของ
พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ คือ กกุสันธะ โกนาคมนะ และ กัสสปะ ทุกชาติล้วนเป็นพหูสูต
และเปน็ นักเทศก์ จุตจิ ากอัตภาพน้นั แลว้ ไปเกิดในสวรรค์ ในชาตสิ ดุ ท้ายนี้ เกดิ ในตระกลู เศรษฐี
กรุงราชคฤห์ ได้เห็นพุทธานุภาพ และได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วเกิดความเล่ือมใสจึงบวช
ในส�ำนกั ของพระธรรมทินนาเถรี ไมน่ านก็ไดบ้ รรลวุ ิชชา ๓ พร้อมด้วยคณุ วิเศษ

๖. อภริ ปู นนั ทาเถริยาปทาน ประวตั ใิ นอดีตชาติของพระอภริ ูปนนั ทาเถรี
ในอดตี ชาตกิ ัปท่ี ๙๑ ท่านเกิดในกรุงพันธมุ ดี ได้ฟงั พระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้น�ำฉัตรทองไปบูชาพระสถูปของ
พระพุทธเจ้า จุติจากชาติน้ันแล้วได้เกิดในสวรรค์ ในชาติสุดท้ายนี้ เกิดในราชตระกูลของ
เจ้าศากยะชื่อเขมกะ เม่ือเจริญวัยถูกเจ้าชายศากยะ แย่งกัน พระบิดาจึงขอร้องให้ท่านบวช
หลังจากบวชแล้วไม่ยอมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะกลัวจะถูกต�ำหนิเร่ืองรูป แต่พระพุทธองค์
ทรงเนรมิตรูปหญิงข้นึ สอนทา่ น จนทา่ นไดบ้ รรลุวิชชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคุณวเิ ศษ
๗. อฑั ฒกาสเี ถริยาปทาน ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระอฑั ฒกาสีเถรี
ในอดีตชาติในภัทรกัปนี้ ท่านได้บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
เป็นผู้ส�ำรวมในปาฏิโมกข์ และส�ำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณตน และต้ังใจบ�ำเพ็ญเพียร แต่เกิด
ความคดิ ช่ัว ไปด่าภิกษุณีผสู้ ิ้นอาสวะแล้วว่า เปน็ หญิงแพศยา เพราะผลแหง่ กรรมนนั้ ทา่ นจงึ
ตอ้ งหมกไหมไ้ ปนรก พ้นจากนรกแล้วมาเกดิ ใน
ตระกลู หญงิ แพศยาถกู ขายใหบ้ รกิ ารแกช่ ายจ�ำนวนมาก ในชาตสิ ดุ ทา้ ยน้ี เกดิ ในตระกลู
เศรษฐแี คว้นกาสี มีรูปงามย่งิ เพราะผลจากการเคยประพฤติพรหมจรรย์ แตถ่ กู ชาวเมอื งตัง้ ให้
เปน็ หญงิ คณกิ า (โสเภณ)ี เพราะผลทดี่ า่ ภกิ ษณุ ี ตอ่ มาไปไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา้
ประสงค์จะบวช จงึ เดินทางมาส�ำนกั ของพระพทุ ธเจ้า แต่ถกู นักเลงดักทางไว้ ท่านจึงสง่ ทูตมา
ขอบวชแทน เมอื่ บวชแล้วไดท้ �ำความเพยี รไมน่ านก็บรรลวุ ิชชา ๓ พรอ้ มดว้ ยคุณวิเศษ
๘. ปุณณิกาเถริยาปทาน ประวัตใิ นอดีตชาตขิ องพระปณุ ณิกาเถรี
ในอดีตชาติ ท่านได้บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ๖ พระองค์ คือ พระวิปัสสี
พระสขิ ี พระเวสสภู พระกกุสนั ธะ และพระโกนาคมนะ เป็นผมู้ ีศีล มปี ญั ญา และเป็นพหสู ูต
แต่ถือตัวจัด เพราะความเป็นพหูสูตน้ัน ในชาติสุดท้ายน้ี เกิดเป็นลูกนางทาสีในเรือนของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีในกรุงสาวัตถี วันหน่ึงท่านไปตักน�้ำ ได้สอนพราหมณ์ผู้ก�ำลังล้างบาป
ในแมน่ ำ้� ในฤดหู นาว ท�ำใหพ้ ราหมณส์ ลดใจ จงึ ไปขอบวชในส�ำนกั ของพระพทุ ธเจา้ ไดส้ �ำเรจ็ เปน็

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๓ 727

พระอรหนั ต์ เนอ่ื งจากทา่ นเป็นทาสคี นที่ครบ ๑๐๐ ท่านจึงเปน็ ไทและขออนุญาตท่านเศรษฐี
ออกบวช ไม่นานนกั ทา่ นก็ไดบ้ รรลุวิชชา ๓ พรอ้ มด้วยคณุ วิเศษ

๙. อมั พปาลเี ถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาตขิ องพระอมั พปาลเี ถรี
ในอดตี ชาตกิ ปั ที่ ๙๒ ทา่ นไดเ้ กดิ เปน็ พระภคนิ ขี องพระปจั เจกพทุ ธเจา้ พระนามวา่ ผสุ สะ
ไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาแลว้ เกดิ ความเลอื่ มใสจงึ ไดถ้ วายทานแลว้ ปรารถนารปู สมบตั ิ ในกปั ท่ี ๓๑
สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ในกรุงอรุณวดี ได้ด่าภิกษุณี
ผู้ไม่มีอาสวะว่า เป็นหญิงแพศยาประพฤติอนาจาร ประทุษร้ายพระศาสนา เพราะผลแห่ง
กรรมน้ัน ท่านจึงตกนรกอันร้ายแรง พ้นจากนรกแล้วได้มาเกิดเป็นหญิงแพศยาอีก ๑๐,๐๐๐
ชาติ ชาตติ อ่ มาไดบ้ วชในศาสนาของพระพทุ ธเจ้าพระนามวา่ กัสสปะ เพราะผลแหง่ การบวชนน้ั
ท่านจึงไดไ้ ปเกิดในสวรรค์ ในชาตสิ ดุ ท้ายนี้ เกดิ เป็นโอปปาติกะ ที่ระหว่างกงิ่ มะมว่ ง จึงชอ่ื วา่
อัมพปาลี ต่อมาได้มาบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ไม่นานก็ได้บรรลุวิชชา ๓ พร้อมด้วย
คณุ วิเศษ
๑๐. เสลาเถรยิ าปทาน ประวตั ิในอดตี ชาติของพระเสลาเถรี
ในอดีตชาติในภัทรกัปนี้ ท่านเกิดในตระกูลอุบาสกกรุงสาวัตถี ได้ฟังพระธรรมเทศนา
ของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เข้าใจอริยสัจที่ไม่เคยฟังมาก่อน เพราะผลแห่งกรรมนั้น
ท่านจึงไปเกิดในสวรรค์ ในชาติสุดท้ายน้ี เกิดในตระกูลเศรษฐีใหญ่ ได้ฟังพระธรรมเทศนา
ของพระพุทธเจ้าเกย่ี วกับเร่ืองความตาย จึงเกิดสลดใจแล้วออกบวช ไม่นานก็ได้บรรลวุ ิชชา ๓
พร้อมดว้ ยคุณวเิ ศษ

ตารางแสดงรายชอ่ื และคุณสมบัตขิ องพระเถรี 728
๔. ขัตติยกญั ญวรรค

จ�ำ นวน ช่อื ในอปทาน ประเภท ระยะเวลาทบี่ �ำ เพ็ญ บญุ เขต เอตทัคคะ ชือ่ ที่ปรากฏ
สาวิกา บญุ กรรมนี้ ในคมั ภรี ์อ่นื ๆ
๑. กลุ่มภกิ ษุณี ๑๘,๐๐๐ -
๒. กลุม่ ภกิ ษณุ ี ๘๔,๐๐๐ มหาสาวกิ า -- -
๓. อปุ ปลทายิกาเถรี ” -
๔. สิงคาลมาตเุ ถรี ” ๑๐๐,๐๐๐ กัป ปทมุ ุตตระ หลุดพน้ ด้วยศรทั ธา
๕. สกุ กาเถรี ” -
๖. อภิรูปนนั ทาเถรี ” ๓๑ กัป - - พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
๗. อัฑฒกาสีเถรี ” -
๘. ปุณณิกาเถรี ” ๑๐๐,๐๐๐ กปั ปทมุ ตุ ตระ -
๙. อมั พปาลเิ ถรี ” -
๑๐. เสลาเถรี ” ๙๑ กัป วิปสั สี -

””

ภทั รกัป กัสสปะ

--

๓๑ กัป ผสุ สปัจเจกพุทธะ

ภทั รกปั กัสสปะ

พระสุตตนั ตปฎิ ก

เลม่ ท่ี ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๓ 729

ข้อสังเกต

ในอปทาน ภาค ๒ น้ีมีข้อที่น่าสังเกตหลายประการ ขอเสนอเพื่อพิจารณาประดับ
สตปิ ัญญาดงั น้ี

๑. ในเถราปทาน ตอนปลาย เรอื่ งด�ำเนนิ ไปเชน่ เดยี วกบั เถราปทานตอนตน้ ทกุ ประการ
เช่น ในการบ�ำเพ็ญบารมีพระเถระเหล่านั้นบ�ำเพ็ญทานบารมีกันมาเป็นอันดับ ๑ ส่วนบารมี
อ่นื ๆ อาจสงั เกตได้จากกุศลกรรมดงั ต่อไปน้ี

๑. การกอ่ สร้างเจดยี ส์ ถานและปชู นยี วัตถุตา่ ง ๆ
๒. การบ�ำรงุ รกั ษาดูแลความสะอาดบรเิ วณปชู นยี วัตถุสถาน
๓. การดูแลรกั ษาท�ำความสะอาดบรเิ วณต้นพระศรมี หาโพธห์ิ รอื เจดยี ์
๔. การก่อสรา้ งอาคารหรอื ทีพ่ กั เพ่ือบ�ำเพ็ญเพียร
๕. การบชู าองคพ์ ระเจดีย์โดยการใช้ผา้ ขาวหม่ คลมุ
๖. การปฏิสงั ขรณ์ตกแตง่ ทาสีพระเจดยี ใ์ ห้ขาวสะอาด
๗. การน�ำดอกไมห้ ลากสไี ปบูชาสกั การะองค์พระเจดีย์
ผลทไ่ี ดร้ ับในระหว่างการสง่ั สมบารมี คือมนษุ ยสมบัตแิ ละสวรรค์สมบตั ิ และที่ได้รับใน
ชาติสุดทา้ ยคอื นพิ พานสมบัติ พร้อมดว้ ยคณุ วเิ ศษ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
เหมอื นพระเถระทัง้ หลายในเถราปทาน ตอนตน้
ในเร่อื งบุคคลผู้เปน็ บญุ เขตของพระเถระเหลา่ น้ีมีพระพุทธเจ้าและพระปจั เจกพุทธเจ้า
หลายพระองค์ อาจจะรวบรวมได้ดังนี้
ก. พระพทุ ธเจา้ ทปี่ รากฏพระนามมจี �ำนวน ๑๖ พระองค์ จดั เรยี งจากพระนามทปี่ รากฏ
มากท่ีสดุ ไปหาน้อยท่ีสดุ คือ
๑. พระปทุมุตตรพุทธเจา้ ๒. พระสิทธัตถพุทธเจ้า
๓. พระวปิ สั สีพุทธเจ้า ๔. พระอัตถทัสสีพทุ ธเจา้
๕. พระสเุ มธพทุ ธเจ้า ๖. พระตสิ สพทุ ธเจ้า
๗. พระกสั สปพทุ ธเจ้า ๘. พระกกุสนั ธพทุ ธเจ้า
๙. พระสิขพี ุทธเจ้า ๑๐. พระเวสสภูพทุ ธเจา้
๑๑. พระธมั มทสั สพี ทุ ธเจา้ ๑๒. พระโสภิตพุทธเจ้า
๑๓. พระสุมนพุทธเจ้า ๑๔. พระอโนมพุทธเจา้
๑๕. พระทปี ังกรพทุ ธเจ้า ๑๖. พระนารทพทุ ธเจ้า
ข. พระปัจเจกพุทธเจา้ ท่ปี รากฏพระนามจ�ำนวน ๙ พระองค์ จัดเรียงจากพระนามท่ี
ปรากฏมากท่สี ุด ไปหานอ้ ยท่สี ุด คอื

730 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๑. พระสตรงั สีปัจเจกพุทธเจา้ ๒. พระสหสั สรงั สปี จั เจกพุทธเจ้า
๓. พระโลมสปจั เจกพุทธเจ้า ๔. พระโกสิกปัจเจกพุทธเจ้า
๕. พระสทุ ัสสนปจั เจกพทุ ธเจา้ ๖. พระโสภติ ปจั เจกพุทธเจา้
๗. พระสมั ภวปจั เจกพทุ ธเจา้ ๘. สุมนปัจเจกพุทธเจา้
๙. นารทปจั เจกพทุ ธเจา้
ถ้ามองว่าพระเถระรูปใดบ�ำเพ็ญบารมียาวนานท่ีสุด ก็ต้องยกให้ผู้บ�ำเพ็ญบารมีใน
พระทีปังกรพุทธเจ้า เพราะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกในพุทธวงศ์ ท่ีเป็นบุญเขตแรกของ
พระพุทธเจา้ ของเรา คอื เมื่อ ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัปมาแล้ว พระเถระท่บี �ำเพญ็ บารมีใน
พระพทุ ธเจา้ พระองค์น้ีมีรปู เดยี ว
ในพระเถระทัง้ หมด ๕๐๐ รูปของเถราปทาน(ทงั้ ๒ ภาค) พระเถระทีไ่ ด้รับยกยอ่ งจาก
พระผมู้ พี ระภาควา่ เปน็ เลศิ ในทางใดทางหน่งึ มี ๔๐ รปู ดังนค้ี อื
๑. พระอัญญาโกณฑญั ญเถระ ผู้เป็นรัตตญั ญู
๒. พระสารีบตุ รเถร ผู้มีปัญญามาก
๓. พระมหาโมคคลั ลานเถระ ผู้มีฤทธิม์ าก
๔. พระมหากัสสปเถระ ผ้ถู อื ธดุ งค์
๕. พระอนรุ ทุ ธเถระ ผู้มีตาทพิ ย์
๖. พระภัททิยเถระ ผู้เกดิ ตระกูลสูง
๗. พระลกณุ ฏกภทั ทิยเถระ ผมู้ เี สยี งไพเราะ
๘. พระปิณโฑลภารทวาชเถระ ผู้บนั ลือสหี นาท
๙. พระปณุ ณเถระ ผเู้ ป็นธรรมกถึก
๑๐. พระมหากัจจายนเถระ ผอู้ ธบิ ายความยอ่ ให้พสิ ดาร
๑๑. พระจฬู ปันถกเถระ ผู้สามารถเนรมติ กาย
๑๒. พระมหาปันถกเถระ ผู้ฉลาดในสัญญาวิวัฏ
๑๓. พระสภุ ตู ิเถระ ผู้มีปกตอิ ยู่ดว้ ยความไมม่ ีกิเลส
๑๔. พระขทริ วนยิ เรวตเถระ ผู้มปี กตอิ ยปู่ ่าเปน็ วตั ร
๑๕. พระกงั ขาเรวตเถระ ผยู้ ินดีฌาน
๑๖. พระโสณโกฬวิ ิสเถระ ผปู้ รารภความเพียร
๑๗. พระโสณกุฏกิ ณั ณเถระ ผู้กลา่ วถ้อยค�ำไพเราะ
๑๘. พระสวี ลีเถระ ผมู้ ลี าภ
๑๙. พระวกั กลเิ ถระ ผหู้ ลดุ พน้ ด้วยศรัทธา

เลม่ ท่ี ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๓ 731

๒๐. พระราหลุ เถระ ผู้ใคร่ตอ่ การศึกษา
๒๑. พระรฐั บาลเถระ ผู้บวชด้วยศรทั ธา
๒๒. พระโกณฑธานเถระ ผจู้ บั สลากไดก้ อ่ น
๒๓. พระวังคสี เถระ ผมู้ ปี ฏภิ าณ
๒๔ พระอุปเสนเถระ ผู้เปน็ ทเ่ี ลือ่ มใสของคนโดยรอบ
๒๕. พระทัพพเถระ ผู้จดั แจงเสนาสนะ
๒๖. พระปลิ ินทวัจฉเถระ ผู้เป็นทร่ี ักท่ีชอบใจของเหล่าเทวดา
๒๗. พระพาหยิ ทารจุ ริ ยิ เถระ ผู้รแู้ จ้งไดเ้ ร็ว
๒๘. พระกุมารกสั สปเถระ ผู้แสดงธรรมได้วิจติ ร
๒๙. พระมหาโกฏฐิกเถระ ผบู้ รรลปุ ฏสิ มั ภทิ า
๓๐. พระอานนทเถระ เปน็ ผู้เลิศในทาง ๕ อย่าง คือ ผู้เปน็ พหสู ตู
ผมู้ ีสติ ผู้มคี ติ ผู้มธี ติ ิ ผู้เปน็ อุปฏั ฐาก
๓๑. พระอรุ ุเวลกัสสปเถระ ผมู้ บี รวิ ารมาก
๓๒. พระกาฬทุ ายีเถระ ผยู้ ังสกลุ ใหเ้ ลือ่ มใส
๓๓. พระพากลุ เถระ ผมู้ อี าพาธน้อย
๓๔. พระโสภติ เถระ ผรู้ ะลกึ ชาตไิ ด้
๓๕. พระอุปาลเิ ถระ ผู้ทรงวินัย
๓๖. พระนนั ทกเถระ ผู้กล่าวสอนนางภกิ ษณุ ี
๓๗. พระนันทเถระ ผ้คู ้มุ ครองทวารในอนิ ทรยี ์ท้ังหลาย
๓๘. พระมหากัปปนิ เถระ ผู้กลา่ วสอนภกิ ษุ
๓๙. พระราธเถระ ผมู้ ปี ฏิภาณแจม่ แจ้ง
๔๐. พระโมฆราชเถระ ผทู้ รงจีวรเศรา้ หมอง
๒. ในเถริยาปทาน เร่ืองด�ำเนินไปเช่นเดียวกันกับเถราปทาน และมีการบ�ำเพ็ญ
ทานบารมเี ปน็ อนั ดบั ๑ มพี ระพทุ ธเจา้ ทเ่ี ปน็ บญุ เขต ๑๒ พระองค์ จดั เรยี งตามพระนามทปี่ รากฏ
มากท่ีสุด ไปหานอ้ ยทีส่ ดุ คอื
๑. พระปทมุ ุตตรพทุ ธเจา้ ๒. พระกัสสปพุทธเจา้
๓. พระวิปัสสีพทุ ธเจ้า ๔. พระโกนาคมนพทุ ธเจ้า
๕. พระทปี ังกรพทุ ธเจา้ ๖. พระสิขพี ุทธเจ้า
๗. พระสิทธัตถพทุ ธเจ้า ๘. พระโกณฑญั ญพทุ ธเจา้
๙. พระตสิ สพุทธเจา้ ๑๐. พระเวสสภพู ทุ ธเจา้

732 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๑๑. พระกกสุ ันธพุทธเจา้ ๑๒. พระผสุ สพทุ ธเจา้
บุญเขตเหล่าน้ี ยังบอกถึงระยะเวลาแห่งการบ�ำเพ็ญบารมีแตกต่างกันอย่างสูงสุดคือ
พระเถรีท่ีบ�ำเพ็ญบารมีในพระทีปังกรพุทธเจ้า ๒ รูป ถือว่าบ�ำเพ็ญบารมียาวนานที่สุดถึง ๔
อสงไขยแสนกัป ส่วนพระเถรีที่มาบ�ำเพ็ญบารมีในพระกัสสปพุทธเจ้า ถือว่าบ�ำเพ็ญบารมีส้ัน
ที่สุด เพราะพุทธเจ้าพระองค์นี้ทรงอุบัติขึ้นในภัทรกัป นี้ก่อนหน้าพระพุทธเจ้าของเราเพียง
๒๐,๐๐๐ ปี พระเถรีผู้บ�ำเพญ็ บารมีในพระพทุ ธเจา้ พระองคน์ มี้ ี ๙ รูป
ในพระเถรีท้ัง ๔๐ มีที่ได้รับยกย่องจากพระผู้มีพระภาคว่าเป็นเลิศในทางใดทางหนึ่ง
มี ๑๒ รปู คือ
๑. พระมหาปชาบดโี คตมเี ถรี ผเู้ ปน็ รตั ตัญญู
๒. พระเขมาเถรี ผู้มีปญั ญามาก
๓. พระอบุ ลวรรณาเถรี ผมู้ ฤี ทธมิ์ าก
๔. พระปฏาจาราเถรี ผู้ทรงวนิ ัย
๕. พระกณุ ฑลเกสเี ถรี ผู้รู้แจ้งได้เรว็
๖. พระกสี าโคตมเี ถรี ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง
๗. พระธรรมทินนาเถรี ผู้เปน็ ธรรมกถึก
๘. พระสกุลาเถรี ผมู้ ีตาทพิ ย์
๙. พระนันทาเถรี ผยู้ ินดีฌาน
๑๐. พระโสณาเถรี ผปู้ รารภความเพียร
๑๑. พระภัททกาปลิ านเี ถรี ผ้รู ะลึกชาตไิ ด้
๑๒. พระสิงคาลมาตเุ ถร ี ผหู้ ลดุ พ้นดว้ ยศรทั ธา
ประวตั ขิ องพระเถรเี หลา่ นี้ มเี รอื่ งทสี่ นใจอยมู่ าก ประวตั บิ างทา่ นกก็ อ่ ใหเ้ กดิ ความสงั เวช
เชน่ พระอฑั ฒกาสเี ถรี หรอื พระอมั พปาลเี ถรี ในอดตี ชาติ ทา่ นไดด้ า่ ภกิ ษณุ ผี เู้ ปน็ พระอรหนั ตว์ า่
เป็นหญิงแพศยา จึงต้องไปตกนรก พ้นจากนั้นแล้วมาเกิดเป็นหญิงโสเภณีอีกหลายร้อยชาติ
หรือพระเขมาเถรี ผ้มู ปี ัญญามาก พระอุบลวรรณาเถรี ผู้มฤี ทธม์ิ าก พระธรรมทนิ นาเถรี ผู้เปน็
ธรรมกถึก (ช�ำนานในการแสดงธรรม) ล้วนแต่สร้างบารมีในชาตินั้น ๆ มาแล้วเป็นเวลานาน
จึงท�ำให้ประสบ ผลน้ัน ๆ แสดงว่าสตรีก็มีปัญญาสามารถพัฒนาจนสามารถบรรลุธรรม
ไดเ้ ชน่ กบั บุรษุ เชน่ กนั แมป้ ระวตั ิของพระเถรีรปู อ่ืน ๆ กค็ วรศึกษาท้ังส้ิน
อตั ชวี ประวตั ขิ องพระเถระและพระเถรที ป่ี รากฏในคมั ภรี อ์ ปทาน ลว้ นเปน็ ตวั อยา่ งของ
ผพู้ ยายามสรา้ งความดเี พื่อชีวิตอนั อุดม จึงควรศึกษาเพ่อื เปน็ บทเรยี นแหง่ ชีวิตของเราต่อไป

เลม่ ที่ ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๓ 733

แนะน�ำพุทธวงศ์

พทุ ธวงศ์

ทมี่ าของพทุ ธวงศ์
หลังจากท่ีพระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเสด็จจ�ำพรรษาที่ ๒ ท่ี

กรงุ ราชคฤห์ หลงั จากออกพรรษาแลว้ พระพทุ ธบดิ าเชญิ เสดจ็ ไปยงั กรงุ กบลิ พสั ด์ุ อนั เปน็ ดนิ แดน
มาตภุ มู ขิ องพระองค์ ในขณะทปี่ ระทบั อยทู่ อ่ี ทุ ยานนโิ ครธารามพรอ้ มดว้ ยพระสงฆ์ ๒๐,๐๐๐ รปู
ทรงเห็นว่า พวกเจ้าศากยะยังมีทิฏฐิมานะถือตัวจัดอยู่ ยังไม่แสดงความเคารพต่อพระองค์
อย่างสนิทใจ เพราะบางรายส่งพระโอรสไปเฝ้าแทน พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดง อิทธิฤทธิ์
ในท่ามกลางหมู่พระญาติ และแสดงยมกปาฏิหาริย์โดยประการต่าง ๆ จนพระพุทธบิดาและ
พระประยรู ญาตยิ อมลดทฏิ ฐมิ านะ กม้ ลงกราบพระพทุ ธองค์ จากนน้ั พระพทุ ธองคจ์ งึ ทรงนริ มติ
รัตนจงกรมในอากาศพาดยาวจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก ทรงเดินจงกรมและแสดงธรรม
ไปพร้อม ๆ กัน ขณะนน้ั พระสารบี ตุ รอยทู่ ี่ภูเขาคิชฌกูฏ ทราบเหตนุ นั้ แลว้ พลางคดิ ว่า หากเรา
ไปทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความเป็นมาของพระพุทธเจ้า ในขณะนี้น่าจะดีแน่
ดังน้ัน ท่านพร้อมด้วยพระสงฆ์ ๕๐๐ จึงเดินทางไปเฝ้าพระพุทธองค์ และทูลขอให้ทรงแสดง
พุทธวงศ์ พระผ้มู ีพระภาคจงึ ทรงแสดงพุทธวงศใ์ นคราวนั้น

ล�ำดบั การแสดงพุทธวงศ์
๑. รตนจังกมนกัณฑ์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอิทธิฤทธิ์เนรมิตท่ีจงกรมหลายอย่าง

ตา่ ง ๆ กัน ทรงเดนิ จงกรมด้วย แสดงธรรมด้วย เพ่อื โปรดพระประยรู ญาติ ผมู้ ที ิฏฐิมานะกลา้
จนทุกพระองค์ยอมรับ จากน้ันจึงทรงแสดงพระประวัติของพระองค์ นับแต่เป็นพระโพธิสัตว์
ช่อื สุเมธดาบส เริ่มบ�ำเพ็ญบารมีผ่านพระพุทธเจา้ มา ๒๔ พระองค์ จึงไดต้ รสั รู้เปน็ พระพุทธเจา้
องคท์ ี่ ๒๕ นี้

๒. สุเมธกถา ทรงแสดงถงึ พระชาติท่เี ปน็ สุเมธะ ชาวกรงุ อมระ สละทรัพย์ออกผนวช
เปน็ ดาบส บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ในปา่ หิมพานต์ จนบรรลุอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ตอ่ มาไดท้ อดตวั เป็น
สะพานให้พระพทุ ธเจา้ พระนามว่าทปี งั กร พร้อมด้วยพระสงฆข์ ณี าสพ ๔๐๐,๐๐๐ องค์ เสด็จ
ขา้ มไป และพระทปี งั กรพระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงพยากรณว์ า่ ทา่ นผนู้ จ้ี กั เปน็ พระพทุ ธเจา้ นามวา่ โคดม
ในอนาคต จงึ ทรงเริ่มบ�ำเพ็ญบารมเี พือ่ เปน็ พระพุทธเจ้ามาแต่ชาตนิ ้ัน และในการบ�ำเพญ็ บารมี
ต่อจากนัน้ มาก็ทรงได้รับการพยากรณจ์ ากพระพทุ ธเจา้ ๒๔ พระองคต์ ามล�ำดบั

734 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๓. พทุ ธวงศ์ วา่ ด้วยเรอื่ งของพระพทุ ธเจา้ ถึง ๒๕ พระองค์ และยงั กลา่ วถึงเรื่องเลก็ ๆ
น้อย ๆ อกี มที ั้งหมด ๒๗ หัวขอ้ ดงั น้ี

๓.๑ ทปี งั กรพุทธวงศ์ ว่าด้วยพระประวัตพิ ระทปี งั กรพุทธเจา้
พระผู้มีพระภาคทรงเล่าว่า นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป
พระทปี งั กรพทุ ธเจา้ ประสตู ใิ นกรงุ รมั มวดี พระชนกพระนามวา่ พระเจา้ สเุ ทพ พระชนนพี ระนามวา่
สเุ มธา พระมเหสพี ระนามวา่ พระทา่ นปทมุ า พระโอรสพระนามวา่ อสภุ ขนั ธกมุ าร ครองฆราวาส
อยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจบ็ คนตาย และสมณะ จงึ เสดจ็ ออกผนวชด้วย
ราชพาหนะ คอื ช้าง บ�ำเพญ็ เพียรอยู่ ๑๐ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพทุ ธเจ้าภายใตต้ น้ ไม้เลยี บ
พระสุมังคลเถระและพระติสสเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสาคตเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระนันทาเถรีและพระสุนันทาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา ตปุสสอุบาสกและภัลลิกอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก สิริมาอุบาสิกาและโสณาอุบาสิกาเป็นคู่อุปัฎฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย
๑๐๐,๐๐๐ ปี และพระองค์กม็ พี ระชนมายุประมาณนั้น
ทรงเล่าต่อไปว่า ในคร้ังนั้น พระองค์เกิดเป็นสุเมธดาบส ได้อุทิศชีวิตทอดร่างกาย
พระองคเ์ ป็นสะพานใหพ้ ระพทุ ธเจา้ และพระสงฆเ์ หยียบขา้ มไป และได้รบั พยากรณว์ า่ จะไดม้ า
ตรัสรเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ในกาลภายหน้า
๓.๒ โกณฑัญญพุทธวงศ์ วา่ ด้วยพระประวตั ิของพระโกณฑัญญพทุ ธเจา้
ทรงเลา่ ว่า นบั ถอยหลังจากกัปนไี้ ป ๓ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระโกณฑัญญพุทธเจา้
ประสตู ใิ นกรงุ รมั มวดี พระชนกพระนามวา่ พระเจา้ สนุ นั ทะ พระชนนพี ระนามวา่ พระนางสชุ าดา
พระมเหสีพระนามว่าพระนางรุจิเทวี พระโอรสพระนามว่าวิชิตเสนกุมาร ครองฆราวาสอยู่
๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชพาหนะคือรถ ทรงบ�ำเพ็ญเพียรอยู่
๑๐ เดอื น จงึ ตรสั รูเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ภายใต้ต้นสาลกลั ยาณี (ไม้ขาท่าน)
พระภทั ทเถระและพระสภุ ทั ทเถระเปน็ คอู่ คั รสาวก พระอนรุ ทุ ธเถระเปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก
พระติสสาเถรีและพระอุปติสสาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา โสณอุบาสกและอุปโสณอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก นันทาอุบาสิกาและสิริมาอุบาสิกาเป็นคู่อุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย
๑๐๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ม็ พี ระชนมายปุ ระมาณเท่านั้น
ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครงั้ นน้ั พระองคเ์ กดิ เปน็ กษตั รยิ พ์ ระนามวา่ วชิ ติ าวี ไดถ้ วายทานอนั
ประณตี และไดร้ บั พยากรณ์วา่ จะไดม้ าตรสั รเู้ ป็นพระพทุ ธเจ้าในกาลภายหน้า
๓.๓ มงั คลพุทธวงศ์ ว่าดว้ ยพระประวัตขิ องพระมังคลพุทธเจา้
ทรงเลา่ ว่า นับถอยหลังจากกปั นั้นไป ๒ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปั ในกัปนี้มีพระพุทธเจา้
อบุ ตั ขิ นึ้ ๔ พระองค์ คอื พระมงั คละ พระสมุ นะ พระเรวตะ และ พระโสภติ ะ พระมงคลพทุ ธเจา้

เลม่ ที่ ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๓ 735

ประสูติในกรุงอุตตระ พระชนกพระนามว่าอุตตระ พระชนนีพระนามว่าอุตตรา พระมเหสี
พระนามว่ายสวดี พระโอรสพระนามว่าสีวละ ทรงครอง ฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมติ ๔
จงึ เสดจ็ ออกผนวชดว้ ยราชพาหนะคอื มา้ ทรงบ�ำเพญ็ เพยี รอยู่ ๘ เดอื น จงึ ตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้
ภายใตต้ น้ กากะทงิ

พระสุเทวเถระและพระธรรมเสนเถระเป็นคู่อัครสาวก พระปาลิตเถระเป็นพุทธ-
อุปฏั ฐาก พระสีลวาเถรแี ละพระอโสกาเถรีเปน็ คอู่ คั รสาวิกา นนั ทอบุ าสกและวสิ าขอุบาสกเป็น
คอู่ คั รอปุ ฏั ฐาก อนฬุ าอบุ าสกิ าและสมุ นาอบุ าสกิ าเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐายกิ า ในกปั นม้ี นษุ ยม์ อี ายขุ ยั
๙๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ม็ ีพระชนมายุประมาณเท่านน้ั

ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครงั้ นน้ั พระองคเ์ ปน็ พราหมณช์ อื่ สรุ จุ ิ ไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา ใหท้ าน
รักษาศลี และได้รบั พยากรณว์ า่ จะมาตรัสร้เู ป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า

๓.๔ สมุ นพุทธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวัติของพระสมุ นพุทธเจา้
ทรงเลา่ วา่ นบั ถอยหลงั จากกปั นไี้ ป ๒ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปั พระสมุ นพทุ ธเจา้ ประสตู ิ
ในกรงุ เมขละ พระชนกพระนามวา่ พระเจา้ ทตั ตะ พระชนนพี ระนามวา่ สริ มิ า พระมเหสพี ระนาม
วา่ วฏงั สกี พระโอรสพระนามว่าอนูปมะทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นิมิต ๔ จึง
เสดจ็ ออกผนวชดว้ ยราชพาหนะคอื ชา้ ง บ�ำเพญ็ บารมอี ยู่ ๑๐ เดอื น จงึ ไดต้ รสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้
ภายใต้ต้นกากะทงิ
พระสรณเถระและพระภาวติ ตั ตเถระเปน็ คอู่ คั รสาวก พระอเุ ทนเถระเปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก
พระโสณาเถรีและพระอุปโสณาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา วรุณอุบาสกและสรณอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก จาลาอุบาสิกาและอุปจาลาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปน้ีมนุษย์มี
อายขุ ยั ๙๐,๐๐๐ ปี และพระองค์ก็มพี ระชนมายปุ ระมาณเทา่ นัน้
ทรงเล่าต่อไปว่า ในครั้งน้ัน พระองค์เกิดเป็นพญานาคช่ืออตุละ ได้บ�ำรุงพระพุทธเจ้า
ด้วยดนตรีทพิ ย์ และได้รบั พยากรณว์ า่ จะได้มาตรัสรเู้ ป็นพระพทุ ธเจ้า ในกาลภายหน้า
๓.๕ เรวตพทุ ธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวัติของพระเรวตพุทธเจา้
ทรงเลา่ วา่ นับถอยหลงั จากกปั นี้ ๒ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระเรวตพุทธเจ้า ประสตู ิ
ในกรุงสุธัญญกะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าวิปุละ พระชนนีพระนามว่าพระนางวิปุลา
พระมเหสีพระนามว่าสุทัสสนา พระโอรสพระนามว่าวรุณะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๖,๐๐๐ ปี
ทรงเหน็ นมิ ิต ๔ จงึ ออกบวชด้วยราชพาหนะคือรถ บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ เดือน จงึ ได้ตรสั รูเ้ ปน็
พระพุทธเจ้า ภายใต้ต้นกากะทงิ
พระวรณุ เถระและพระพรหมเทพเถระเปน็ คอู่ คั รสาวก พระสมั ภวเถระเปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก
พระภทั ทเถรแี ละพระสภุ ทั ทเถรเี ปน็ คอู่ คั รสาวกิ า วรณุ อบุ าสกและสรภอบุ าสกเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐาก

736 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

ปาลาอุบาสกิ าและอปุ ปาลาอบุ าสิกาเปน็ คู่อคั รอปุ ฏั ฐายิกา ในกัปนีม้ นุษยม์ อี ายุขยั ๖๐,๐๐๐ ปี
และพระองค์กม็ ีพระชนมายปุ ระมาณเทา่ น้ัน

ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครง้ั นน้ั พระองคเ์ ปน็ พราหมณช์ อื่ อตเิ ทพ ไดส้ นทนาธรรม ถวายทาน
และไดร้ บั พยากรณ์วา่ จะได้มาตรัสร้เู ปน็ พระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า

๓.๖ โสภิตพทุ ธวงศ์ ว่าด้วยพระประวัตขิ องพระโสภิตพุทธเจา้
ทรงเล่าว่า นับถอยหลังจากกัปน้ีไป ๒ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระโสภิตพุทธเจ้า
ประสูติในกรุงสุธรรมา พระชนกพระนามว่าสุธรรม พระชนนีพระนามว่าสุธรรมา พระมเหสี
พระนามว่ามกิลา พระโอรสพระนามว่าสีหะ ครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔
จึงเสด็จออกจากปราสาทไปบวชบ�ำเพ็ญบารมี ๗ วัน ได้ฌาน ๔ ต่อจากน้ันไปบ�ำเพ็ญเพียร
จนได้ตรัสรูภ้ ายใต้ต้นกากะทงิ
พระอสมเถระและพระสุเนตตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระอโนมเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระนกุลาเถรีและพระสุชาดาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา รัมมอุบาสกและสุเนตตอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก นกุลาอุบาสิกาและจิตตาอุบาสิกาเป็นคู่อุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย
๙๐,๐๐๐ ปี และพระองค์กม็ ีพระชนมายปุ ระมาณเท่าน้ัน
ทรงเลา่ ต่อไปว่า ในคร้ังนน้ั พระองค์เป็นพราหมณ์ชื่อว่าสชุ าตะ ไดถ้ วายทานจนเพยี ง
พอ และได้รบั พยากรณ์ว่า จะมาตรสั รูเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ในกาลภายหน้า
๓.๗ อโนมทสั สีพุทธวงศ์ ว่าด้วยพระประวตั ขิ องพระอโนมทสั สีพทุ ธเจ้า
ทรงเลา่ วา่ นบั ถอยหลังจากกปั นไี้ ป ๑ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปั พระอโนมทสั สี พทุ ธเจา้
ประสูติในกรุงจันทวดี พระชนกพระนามว่ายสวา พระชนนีพระนามว่ายโสธรา พระมเหสี
พระนามว่าสิริมา พระโอรสพระนามว่าอปุ สาละ ครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนมิ ติ ๔
จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชพาหนะคือวอทอง บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือน จึงได้ตรัสรู้เป็น
พระพุทธเจ้าภายใตต้ ้นรกฟ้า
พระนิสภเถระและพระอโนมเถระเป็นคู่อัครสาวก พระวรุณเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระสุนทราเถรีและพระสุมนาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา นันทิวัฑฒอุบาสกและสิริวัฑฒอุบาสกเป็น
คอู่ คั รอปุ ฏั ฐาก อปุ ปลาอบุ าสกิ าและปทมุ าอบุ าสกิ าเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐายกิ า ในกปั นม้ี นษุ ยม์ อี ายขุ ยั
๑๐๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ็มีพระชนมายปุ ระมาณเทา่ น้นั
ทรงเลา่ ต่อไปวา่ ในครัง้ นั้น พระองค์เกิดเป็นยกั ษ์มฤี ทธ์ิมาก มจี ิตศรทั ธาไดถ้ วายทาน
เป็นอันมาก และไดร้ ับพยากรณว์ า่ จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพทุ ธเจ้าในกาลภายหน้า
๓.๘ ปทุมพทุ ธวงศ์ วา่ ด้วยพระประวตั ขิ องพระปทุมพุทธเจ้า
ทรงเล่าว่า นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระปทุมพุทธเจ้าประสูติใน

เล่มที่ ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๓ 737

กรงุ จมั ปกะ พระชนกพระนามวา่ อสมะ พระชนนพี ระนามวา่ อสมา พระมเหสี พระนามวา่ อตุ ตรา
พระโอรสพระนามวา่ รมั มะ ครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นมิ ติ ๔ จงึ เสดจ็ ออกผนวชดว้ ย
ราชพาหนะคือรถ บ�ำเพญ็ เพยี รอยู่ ๘ เดือน จึงตรสั ร้เู ป็นพระพุทธเจา้ ภายใตต้ น้ อ้อยช้างใหญ่

พระสาลเถระและพระอุปสาลเถระเป็นคู่อัครสาวก พระวรุณเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระราธาเถรแี ละพระสรุ าธาเถรเี ปน็ คอู่ คั รสาวกิ า สภยิ อบุ าสกและอสมอบุ าสกเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐาก
รจุ อิ บุ าสกิ าและนนั ทรามาอบุ าสิกาเปน็ คอู่ ัครอปุ ฏั ฐายกิ า ในกปั นี้มนุษยม์ อี ายขุ ัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี
และพระองค์ก็มพี ระชนมายุประมาณเทา่ นัน้

ทรงเล่าต่อไปว่า ในครั้งน้ัน พระองค์เกิดเป็นราชสีห์ ได้บ�ำรุงพระพุทธเจ้าอยู่ ๗ วัน
และไดร้ บั พยากรณว์ า่ จะได้มาตรัสรเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ในกาลภายหนา้

๓.๙ นารทพุทธวงศ์ ว่าด้วยพระประวัติพระนารทพทุ ธเจา้
ทรงเลา่ วา่ นบั ถอยหลงั จากกปั นไ้ี ปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กปั พระนารทพทุ ธเจา้ ประสตู ิ
ในกรุงธญั ญวดี พระชนกพระนามวา่ สุเทพ พระชนนพี ระนามว่า
อโนมา พระมเหสีพระนามว่าวชิ ิตเสนา พระโอรสพระนามวา่ นนั ทุตตระ ครองฆราวาส
อยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นมิ ติ ๔ จงึ เสดจ็ ออกผนวช ดว้ ยการเสดจ็ พระราชด�ำเนนิ ไป บ�ำเพญ็ เพยี ร
อยู่ ๗ วนั จึงได้ตรัสรู้เปน็ พระพุทธเจ้าภายใตต้ ้นออ้ ยชา้ งใหญ่
พระภัททสาลเถระและพระชิตมิตตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระวาเสฏฐเถระเป็น
พทุ ธอปุ ฏั ฐาก พระอตุ ตราเถรแี ละผคั คนุ เี ถรเี ปน็ คอู่ คั รสาวกิ า อคุ ครนิ ทอบุ าสกและวสภอบุ าสก
เป็นคู่อัครอุปัฏฐาก อินทวรีอุบาสิกาและคัณฑีอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์
มีอายขุ ยั ๙๐,๐๐๐ ปี และพระองค์ก็มีพระชนมายปุ ระมาณนน้ั
ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครงั้ นนั้ พระองคเ์ ปน็ ชฎลิ มตี บะแกก่ ลา้ ไดถ้ วายทานแกพ่ ระศาสดา
ด้วยความเคารพและได้รับพยากรณว์ ่า จะไดม้ าตรัสร้เู ปน็ พระพทุ ธเจา้ ในกาลภายหนา้
๓.๑๐ ปทุมุตตรพทุ ธวงศ์ ว่าดว้ ยพระประวตั ขิ องพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
ทรงเลา่ ว่า ในมณั ฑกปั นับถอยหลังจากกปั นไี้ ป ๓๐๐,๐๐๐ กปั เป็นกปั ทีม่ ีพระพทุ ธเจา้
อบุ ตั ิ ๒ องค์ พระปทมุ ตุ ตรพทุ ธเจา้ ประสตู ใิ นกรงุ หงสวดี พระชนกพระนามวา่ อานนั ทะ พระชนนี
พระนามวา่ สชุ าดา พระมเหสพี ระนามวา่ สลุ ทตั ตา พระโอรสพระนามวา่ อตุ ตระ ครองฆราวาสอยู่
๙,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นมิ ิต ๔ จึงเสด็จออกจากปราสาทเล่ือนลอยไป บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วนั จึงได้
บรรลุเป็นพระพุทธเจา้ ภายใตต้ ้นสน
พระเทวิลเถระและพระสุชาตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสุมนเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระอมติ าเถรแี ละพระอสมาเถรเี ปน็ คอู่ คั รสาวกิ า อมติ อบุ าสกและตสิ สอบุ าสกเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐาก

738 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

หตั ถาอบุ าสกิ าและสจุ ติ ตาอบุ าสกิ าเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐายกิ า ในกปั นมี้ นษุ ยม์ อี ายขุ ยั ๑๐๐,๐๐๐ ปี
และพระองค์กม็ พี ระชนมายุประมาณเทา่ นั้น

ทรงเล่าต่อไปว่า ในคร้ังน้ัน พระองค์เป็นชฎิลชื่อรัฏฐิกะได้ถวายผ้าและภัตตาหาร
ไดร้ ับค�ำพยากรณ์วา่ จะไดม้ าตรสั รูเ้ ป็นพระพุทธเจา้ ในกาลภายหนา้

๓.๑๑ สเุ มธพุทธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวัติของพระสุเมธพุทธเจ้า
ทรงเลา่ วา่ ในมณั ฑกปั พระสุเมธพทุ ธเจ้าประสตู ิในกรุงสุทัสสนะ พระชนกพระนามว่า
สทุ ตั ตะ พระชนนพี ระนามวา่ สทุ ตั ตา พระมเหสพี ระนามวา่ สมุ นา พระโอรสพระนามวา่ ปนุ พั พะ
ครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ จึงเสด็จ ออกผนวชด้วยราชพาหนะคือช้าง
บ�ำเพ็ญเพยี รอยู่ ๘ เดือน จงึ บรรลุเป็นพระพทุ ธเจ้า ภายใตต้ ้นสะเดา
พระสรณเถระและพระสัพพกามเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระสาครเถระเป็น
พทุ ธอปุ ฏั ฐาก พระรามาเถรแี ละพระสรุ ามาเถรเี ปน็ คอู่ คั รสาวกิ า อรุ เุ วลาอบุ าสกและยสวาอบุ าสก
เป็นคู่อัครอุปัฏฐาก ยโสธราอุบาสิกาและสิริมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปน้ีมนุษย์
มอี ายขุ ัย ๙๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ม็ ีพระชนมายุประมาณเท่าน้นั
ทรงเล่าต่อไปว่า ในคร้ังน้ัน พระองค์เป็นมาณพชื่ออุตตระ ได้ถวายทรัพย์ที่เก็บไว้ใน
เรือนประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วออกผนวช ได้รับพยากรณ์ว่า จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใน
กาลภายหน้า
๓.๑๒ สุชาตพุทธวงศ์ ว่าด้วยพระประวตั ิของพระสชุ าตพทุ ธเจ้า
ทรงเลา่ ว่า ในมณั ฑกัป พระสชุ าตพุทธเจา้ ประสูติในกรงุ สุมังคละ พระชนกพระนามว่า
อคุ คตะ พระชนนพี ระนามว่าประภาวดี พระมเหสีพระนามวา่ สริ ินนั ทา พระโอรสพระนามว่า
อปุ เสนะ ครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ จึงเสด็จออกผนวชดว้ ยราชพาหนะคือ
ม้า บ�ำเพญ็ เพยี รอยู่ ๙ เดอื นจึงได้ตรสั ร้เู ปน็ พระพทุ ธเจ้า ภายใตต้ ้นไผใ่ หญ่
พระสทุ สั สนเถระและพระสเุ ทวเถระเปน็ คอู่ คั รสาวก พระนารทเถระเปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก
พระนาคาเถรีและพระนาคสมานาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สุทัตตอุบาสกและ จิตตอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก สุภัททาอุบาสิกาและปทุมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มี
อายุขยั ๙๐,๐๐๐ ปี และพระองค์กม็ ีพระชนมายปุ ระมาณเท่านน้ั
ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครงั้ นน้ั พระองคเ์ ปน็ พระเจา้ จกั รพรรดิ ไดถ้ วายราชสมบตั ิ แลว้ ออก
ผนวช ได้รับพยากรณ์ว่า จะไดม้ าตรัสรู้เปน็ พระพทุ ธเจา้ ในกาลภายหนา้
๓.๑๓ ปิยทัสสีพทุ ธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวตั ขิ องปยิ ทัสสพี ุทธเจ้า
ทรงเล่าวา่ ในท่ีสุดกัปที่ ๑๑๘ นับถอยหลงั จากกัปนี้ไป พระปิยทสั สีพทุ ธเจา้ ประสูตใิ น
กรงุ สุธัญญะ พระชนกพระนามว่าสทุ ัตตะ พระชนนีพระนามว่าสุจนั ทา พระมเหสีพระนามว่า

เลม่ ที่ ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๓ 739

วิมลา พระราชโอรสพระนามว่ากัญจนาเวฬะ ครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔
จงึ เสด็จออกผนวชดว้ ยราชรถ บ�ำเพญ็ เพียรอยู่ ๖ เดอื น จงึ ตรสั รู้เปน็ พระพุทธเจา้ ภายใต้ต้นกมุ่

พระปาลติ เถระและพระสพั พทสั สเี ถระเปน็ คอู่ คั รสาวก พระโสภติ เถระเปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก
พระสชุ าดาเถรแี ละพระธรรมทินนาเถรเี ป็นคอู่ คั รสาวิกา สนั ทกอบุ าสก และธรรมกิ อบุ าสกเปน็
คู่อัครอุปัฏฐาก วิสาขาอุบาสิกาและธรรมทินนาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์
มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ ปี และพระองค์ กม็ ีพระชนมายปุ ระมาณเทา่ นนั้

ทรงเล่าตอ่ ไปว่า ในครั้งน้นั พระองค์เป็นมาณพช่อื ว่ากสั สปะ เป็นผู้คงแกเ่ รยี น ไดฟ้ ัง
พระธรรมเทศนาแล้วเกิดความเล่ือมใสได้สร้างวัดถวาย และได้รับพยากรณ์ว่า จะได้มาตรัสรู้
เปน็ พระพทุ ธเจา้ ในกาลภายหน้า

๓.๑๔ อัตถทสั สีพทุ ธวงศ์ ว่าด้วยพระประวัติของพระอัตถทัสสีพทุ ธเจ้า
ทรงเล่าว่า ในที่สุดแห่งกัปท่ี ๑๑๘ นับถอยหลังจากกัปน้ีไป พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า
ประสูติในกรุงโสภณะ พระชนกพระนามว่าสาคระ พระชนนีพระนามว่าสุทัสสนา พระมเหสี
พระนามวา่ วิสาขา พระโอรสพระนามว่าเสละ ครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นมิ ติ ๔
จงึ เสดจ็ ออกผนวชด้วยราชพาหนะคือมา้ บ�ำเพญ็ เพียรอยู่ ๘ เดือน จงึ ได้ตรสั รูเ้ ปน็ พระพุทธเจ้า
ภายใตต้ น้ จ�ำปา
พระสันตเถระและพระอุปสันตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระอภัยเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระธรรมาเถรีและพระสุธรรมาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา นกุลอุบาสกและนิสภอุบาสกเป็น
คอู่ คั รอปุ ฏั ฐาก มกลิ าอบุ าสกิ าและสนุ นั ทาอบุ าสกิ าเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐายกิ า ในกปั นมี้ นษุ ยม์ อี ายขุ ยั
๑๐๐,๐๐๐ ปี และพระองค์ก็มพี ระชนมายุประมาณเทา่ น้ัน
ทรงเล่าต่อไปว่า ในครั้งน้ัน พระองค์เป็นชฎิลมีตบะแก่กล้า ได้น�ำดอกไม้ทิพย์ไปบูชา
พระพทุ ธเจ้า และไดร้ ับพยากรณว์ า่ จะไดม้ าตรัสรูเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ในกาลภายหน้า
๓.๑๕ ธัมมทัสสีพทุ ธวงศ์ ว่าด้วยพระประวัตขิ องพระธมั มทสั สีพทุ ธเจ้า
ทรงเลา่ วา่ ในทส่ี ดุ แหง่ กปั ท่ี ๑๑๘ นบั ถอยหลงั จากกปั นไี้ ป พระธมั มทสั สี พทุ ธเจา้ ประสตู ิ
ในกรุงสรณะ พระชนกพระนามว่าสรณะ พระชนนีพระนามว่าสุนันทา พระมเหสีพระนามว่า
วจิ โิ กลี พระโอรสพระนามวา่ ปญุ ญวฑั ฒนะ ครองฆราวาสอยู่ ๘,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นมิ ติ ๔ จงึ เสดจ็
ออกจากปราสาทไปบวช บ�ำเพญ็ เพียรอยู่ ๗ วนั จึงได้ตรัสรูเ้ ป็นพระพุทธเจา้ ภายใต้ต้นมะกล่ำ�
พระปทมุ เถระและพระปสุ สเทวเถระเปน็ คอู่ คั รสาวก พระสทุ ตั ตเถระเปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก
พระเขมาเถรีและพระสัจจนามาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สุภัททอุบาสกและกฏิสสหอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก สฬิสาอุบาสิกาและกฬิสสาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษ
ยม์ ีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี และพระองค์ก็มพี ระชนมายปุ ระมาณเทา่ น้นั

740 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

ทรงเล่าต่อไปวา่ ในคร้งั นั้น พระองคเ์ กดิ เปน็ ทา้ วสักกะ ได้บชู าพระพทุ ธเจา้ ด้วยพวง
ของหอมท่ีเป็นทิพย์พร้อมด้วยดนตรี และได้รับพยากรณ์ว่า จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ในกาลภายหนา้

๓.๑๖ สิทธัตถพทุ ธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวัตขิ องพระสิทธตั ถพทุ ธเจ้า
ทรงเล่าว่า ในกัปที่ ๙๔ นับถอยหลังจากกัปน้ีไป พระสิทธัตถพุทธเจ้าประสูติ
ในกรุงเวภาระ พระชนกพระนามว่าอุเทน พระชนนีพระนามว่าสุผัสสา พระมเหสีพระนามว่า
สุมนา พระโอรสพระนามว่าอนปุ มะ ครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นิมิต ๔ จงึ เสดจ็
ออกผนวชดว้ ยราชพาหนะคือวอทอง บ�ำเพญ็ เพยี รอยู่ ๑๐ เดือน จึงไดต้ รสั รเู้ ป็นพระพทุ ธเจา้
ภายใต้ต้นไมก้ รรณิการ์
พระสัมพลเถระและพระสุมิตตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระเรวตเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระสีวลาเถรีและพระสุรามาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกาสุปปิยอุบาสกและสมุททอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก รัมมาอุบาสิกาและสุรัมมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปน้ีมนุษย์
มอี ายขุ ยั ๑๐๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ม็ พี ระชนมายุประมาณเทา่ น้ัน
ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครง้ั นนั้ พระองคเ์ ปน็ ดาบสชอ่ื มงคล ไดถ้ วายผลหวา้ แดพ่ ระพทุ ธเจา้
และไดร้ ับค�ำพยากรณ์วา่ จะไดม้ าตรัสรเู้ ปน็ พระพุทธเจ้าในกาลภายหนา้
๓.๑๗ ตสิ สพทุ ธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวตั ขิ องพระตสิ สพุทธเจ้า
ทรงเล่าว่า ในกัปท่ี ๙๒ นับถอยหลังจากกัปน้ีไป พระติสสพุทธเจ้า ประสูติใน
กรุงเขมกะ พระชนกพระนามว่าชนสันธะ พระชนนีพระนามว่าปทุมา พระมเหสีพระนามว่า
สภุ ทั ทา พระโอรสพระนามวา่ อานนั ทะ ครองฆราวาสอยู่ ๗,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นมิ ติ ๔ จงึ เสดจ็ ออก
ผนวชดว้ ยราชพาหนะคอื มา้ บ�ำเพญ็ เพยี รอยู่ ๑๕ วนั จงึ ตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ภายใตต้ น้ ประดู่
พระพรหมเทพเถระและพระอุทยเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสมังคลเถระเป็นพุทธ-
อปุ ัฏฐาก พระผุสสาเถรีและพระสทุ ัตตาเถรเี ปน็ ค่อู คั รสาวกิ า สมั พลอุบาสกและสิรอิ ุบาสกเป็น
ค่อู คั รอปุ ฏั ฐาก กีสาโคตรมีอุบาสกิ าและอปุ เสนาอุบาสิกาเป็นคอู่ คั รอปุ ัฏฐายิกา ในกัปนีม้ นษุ ย์
มอี ายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ็มพี ระชนมายุ ประมาณเท่าน้ัน
ทรงเล่าต่อไปว่า ในคร้ังนั้น พระองค์เป็นกษัตริย์พระนามว่าสุชาตะ สละราชสมบัติ
ออกผนวชเป็นฤาษี เมือ่ ทราบวา่ พระพุทธเจา้ เกิดแลว้ จงึ เขา้ ไปเฝา้ และกถ็ วายดอกไมท้ พิ ย์เป็น
เคร่อื งบูชา และไดร้ ับพยากรณ์วา่ จะไดม้ าตรัสรเู้ ปน็ พระพุทธเจ้า ในกาลภายหนา้
๓.๑๘ ปสุ สพทุ ธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวตั ขิ องพระปุสสพทุ ธเจ้า
ทรงเลา่ วา่ ในทส่ี ดุ กปั ท่ี ๙๒ นบั ถอยหลงั จากกปั นไ้ี ป พระปสุ สพทุ ธเจา้ ประสตู ใิ นกรงุ กาสกิ ะ
พระชนกพระนามวา่ ชยเสนะ พระชนนพี ระนามวา่ สริ มิ า พระมเหสพี ระนามวา่ กสี าโคตมพี ระโอรส

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๓ 741

พระนามว่าอนุปมะ ครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ จึงเสด็จออกผนวชด้วย
ราชพาหนะคือชา้ ง บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วนั จึงได้ตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจ้าภายใต้ต้นมะขามป้อม

พระสุรักขิตเถระและธรรมเสนเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสภิยเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระจาลาเถรีและพระอุปจาลาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา ธนัญชัยอุบาสกและวิสาขอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก ปทุมาอุบาสิกาและสิรินาคาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปน้ีมนุษย์
มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ ปี และพระองค์กม็ พี ระชนมายุประมาณเท่านั้น

ทรงเล่าต่อไปว่า ในคร้ังน้ัน พระองค์เป็นกษัตริย์พระนามว่าวิชิตะ ได้สละราชสมบัติ
ออกผนวชในส�ำนักของพระพุทธเจ้า และได้รับค�ำพยากรณ์ว่า จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ในกาลภายหน้า

๓.๑๙ วปิ สั สิพทุ ธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวัตขิ องพระวิปัสสีพุทธเจา้
ทรงเลา่ วา่ ในกปั ที่ ๙๑ นบั ถอยหลงั จากกปั นไี้ ป พระวปิ สั สพี ทุ ธเจา้ ประสตู ิ ในกรงุ พนั ธมุ ดี
พระชนกพระนามว่าพันธุมา พระชนนีพระนามว่าพันธุมดี พระมเหสีพระนามว่าสุทัสสนา
พระโอรสพระนามวา่ สมวตั ตขันธ์ ครองฆราวาสอยู่ ๘,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นิมติ ๔ จึงออกผนวช
ด้วยราชพาหนะคือรถ บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือน จงึ ตรัสรู้เปน็ พระพุทธเจ้า ภายใตต้ ้นแคฝอย
พระขนั ธเถระและพระตสิ สนามเถระเปน็ คอู่ คั รสาวก พระอโศกเถระเปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก
พระจันทาเถรีและพระจันทมิตตาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา ปุนัพพสุมิตตอุบาสกและนาคอุบาสก
เป็นคู่อัครอุปัฏฐาก สิริมาอุบาสิกาและอุตตราอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปน้ีมนุษย์
มีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ็มพี ระชนมายุประมาณเทา่ นั้น
ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครงั้ นน้ั พระองคเ์ ปน็ พญานาคมฤี ทธม์ิ ากชอื่ วา่ อตลุ ะ ไดบ้ รรเลงเพลง
ทิพยถ์ วายและไดถ้ วายตัง่ ทองอนั สวยงามแด่พระพทุ ธเจา้ และไดร้ บั พยากรณว์ า่ จะไดม้ าตรสั รู้
เป็นพระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ โคดม ในกาลภายหน้า
๓.๒๐ สิขีพุทธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวตั ขิ องพระสขิ พี ุทธเจ้า
ทรงเล่าว่า ในกัปท่ี ๓๑ นับถอยหลังจากกัปน้ี พระสิขีพุทธเจ้าประสูติในกรุงอรุณวดี
พระชนกพระนามว่าอรุณะ พระชนนีพระนามว่าประภาวดี พระมเหสีพระนามว่าสัพพกามา
พระโอรสพระนามวา่ อตลุ ะ ครองฆราวาสอยู่ ๗,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นิมติ ๔ จงึ เสด็จออกผนวช
ด้วยราชพาหนะคือช้าง บ�ำเพญ็ เพียรอยู่ ๘ เดือน จงึ ตรัสรเู้ ป็นพระพทุ ธเจา้ ภายใตต้ น้ กมุ่ บก
พระอภภิ ูเถระและพระสัมภวเถระเป็นคูอ่ ัครสาวก พระเขมังกรเถระเปน็ พุทธอปุ ัฏฐาก
พระสขิลาเถรีและพระปทุมาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สิริวัฑฒอุบาสกและนันทอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก จิตตาอุบาสิกาและสุจิตตาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์
มอี ายขุ ัย ๗๐,๐๐๐ ปี และพระองค์กม็ พี ระชนมายุประมาณเทา่ นัน้

742 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครง้ั นน้ั พระองคเ์ ปน็ กษตั รยิ พ์ ระนามวา่ อรนิ ทมะ ไดถ้ วายขา้ วและนำ้�
เปน็ อนั มากแดพ่ ระสขิ พี ทุ ธเจา้ และพระสงฆ์ ไดร้ บั ค�ำพยากรณว์ า่ จะไดม้ าตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้
พระนามว่าโคดม ในกาลภายหนา้

๓.๒๑ เวสสภูพทุ ธวงศ์ วา่ ด้วยพระประวัตขิ องพระเวสสภพู ุทธเจ้า
ทรงเล่าว่า ในกัปที่ ๓๑ นับถอยหลังจากกัปนี้ไปไป พระเวสสภูพุทธเจ้าประสูติใน
กรุงอโนมะ พระชนกพระนามว่าสุปปติตะ พระชนนีพระนามว่ายสวดี พระมเหสีพระนามว่า
สุจติ ตา พระโอรสพระนามว่าสุปปพทุ ธะ ครองฆราวาสอยู่ ๖,๐๐๐ ปี ทรงเหน็ นิมิต ๔ จึงเสดจ็
ออกผนวชด้วยราชพาหนะคือ วอทอง บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ภายใต้ตน้ อ้อยชา้ งใหญ่
พระโสณเถระและพระอุตตรเถระเปน็ คูอ่ ัครสาวก พระอปุ สนั ตเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระรามาเถรีและพระสมาลาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา โสตถิกอุบาสกและรัมมอุบาสกเป็น
คู่อัครอุปัฏฐาก โคตมีอุบาสิกาและสิริมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์
มีอายขุ ยั ๖๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ม็ พี ระชนมายปุ ระมาณเทา่ นัน้
ทรงเล่าต่อไปว่า ในครั้งน้ัน พระองค์เป็นกษัตริย์พระนามว่าสุทัสสนะ ได้ถวายทาน
มีค่ามาก และสสะราชสมบัติออกผนวชด้วยศรัทธา ได้รับค�ำพยากรณ์ว่า จะได้มาตรัสรู้เป็น
พระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ โคดม ในกาลภายหนา้
๓.๒๒ กกุสันธพทุ ธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวัตขิ องพระกกุสันธพทุ ธเจ้า
ทรงเลา่ วา่ ในภทั รกปั น้ีมพี ระพทุ ธเจา้ เกดิ ขนึ้ ๕พระองคค์ อื พระกกสุ นั ธะพระโกนาคมนะ
พระกสั สปะ และพระพุทธเจ้าของเรา สว่ นพระเมตเตยยพุทธเจา้ จักมาตรสั รู้ในกาลภายหน้า
พระ กกสุ นั ธพทุ ธเจา้ ประสตู ใิ นกรงุ เขมวดี ในรชั สมยั พระเจา้ เขมะ พระพทุ ธบดิ าเปน็ พราหมณ์
ช่ือว่าอัคคิทัตตะ พุทธมารดาเป็นท่านพราหมณีชื่อว่าวิสาขา ภริยาช่ือว่าโรปินี บุตรชื่อว่า
อตุ ตระ ครองฆราวาสอยู่ ๔,๐๐๐ ปี เหน็ นิมติ ๔ จึงออกผนวชดว้ ยพาหนะคอื รถ บ�ำเพ็ญเพยี ร
อยู่ ๘ เดอื น จงึ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภายใต้ต้นซึก
พระวิธุรเถระและพระสัญชีวเถระเป็นคู่อัครสาวก พระพุทธิชเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก
พระสามาเถรีและพระจัมปานามาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา อัจจุคคตอุบาสกและสุมนอุบาสก
เป็นคู่อัครอุปัฏฐาก นันทาอุบาสิกาและสุนันทาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปน้ีมนุษย์
มีอายุขัย ๔๐,๐๐๐ ปี และพระองค์กม็ พี ระชนมายุประมาณเทา่ นัน้
ทรงเลา่ ตอ่ ไปวา่ ในครงั้ นนั้ พระองคเ์ ปน็ กษตั รยิ พ์ ระนามวา่ เขมะ ไดถ้ วายทานเปน็ อนั มาก
และได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่า จะได้มาตรัสรู้ป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม
ในกาลภายหน้า

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๓ 743

๓.๒๓ โกนาคมนพทุ ธวงศ์ วา่ ดว้ ยพระประวตั ขิ องพระโกนาคมนพุทธเจา้
ทรงเล่าว่า ในภัทรกัปนี้พระโกนาคมนพุทธเจ้า ประสูติในกรุงโสภวดี ในรัชสมัย
ของพระราชาพระนามว่าโสภะ พระพุทธบดิ าเปน็ พราหมณช์ ือ่ วา่ ยญั ญทตั ตะ พระพุทธมารดา
เป็นท่านพราหมณีช่ือว่าอุตตรา ภรรยาช่ือว่ารุจิคัตตา บุตรช่ือว่าสัตถวาหะ ครองฆราวาสอยู่
๓,๐๐๐ ปี เห็นนิมิต ๔ จึงออกผนวชด้วยพาหนะคือช้าง บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือน จึงตรัสรู้
เป็นพุทธเจ้า ภายใตต้ น้ มะเดื่อ
พระภยิ โยสเถระและพระอตุ ตรเถระเปน็ คอู่ คั รสาวก พระโสตถชิ เถระเปน็ พทุ ธอปุ ฏั ฐาก
พระสมุททาเถรีและพระอุตตาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา อุคคอุบาสกและโสมเทพอุบาสกเป็น
ค่อู คั รอปุ ัฏฐาก สีวลาอบุ าสกิ าและสามาอุบาสิกาเปน็ คูอ่ ัครอปุ ฏั ฐายกิ า ในกปั นมี้ นษุ ยม์ อี ายขุ ยั
๓๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ็มีพระชนมายุประมาณเทา่ นัน้
ทรงเล่าต่อไปว่า ในคร้ังนั้น พระองค์เป็นกษัตริย์พระนามว่าปัพพตะ ได้ฟังพระธรรม
เทศนาและถวายทานเปน็ อนั มาก ไดร้ บั พยากรณจ์ ากพระพทุ ธเจา้ จะไดม้ าตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้
พระนามวา่ โคดม ในกาลภายหนา้
๓.๒๔ กัสสปพทุ ธวงศ์ วา่ ด้วยพระประวัตขิ องพระกัสสปพุทธเจ้า
ทรงเล่าว่า ในภัทรกัปนี้ พระกัสสปพุทธเจ้า ประสูติในกรุงพาราณสี ในรัชสมัยของ
พระราชาพระนามว่ากิกี พระพุทธบิดาเป็นพราหมณ์ชื่อว่าพรหมทัตตะ พระพุทธมารดาเป็น
ทา่ นพราหมณีชื่อว่าธนวดี ภริยาชื่อว่าสนุ นั ทา บตุ รชื่อว่าวิชิตเสนะ ครองฆราวาสอยู่ ๒,๐๐๐ ปี
เห็นนิมิต ๔ จึงเสด็จออกผนวชโดยปราสาทเลื่อนลอยไปบ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน จึงตรัสรู้เป็น
พระพุทธเจา้ ภายใต้ตน้ ไทร
พระติสสเถระและพระภารทวาชเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสัพพมิตตเถระเป็นพทุ ธ-
อปุ ฏั ฐาก พระอนลุ าเถรแี ละพระอรุ เุ วลาเถรเี ปน็ คอู่ คั รสาวกิ า สมุ งั คลอบุ าสกและฆฏกิ ารอบุ าสก
เป็นคู่อัครอุปัฏฐาก วิชิตเสนาอุบาสิกาและภัททาอุบาสิกาเป็นคู่อุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์
มีอายุขัย ๒๐,๐๐๐ ปี และพระองคก์ ม็ พี ระชนมายปุ ระมาณเท่านั้น
ทรงเลา่ ต่อไปว่า ในครง้ั นน้ั พระองค์เปน็ มาณพชอ่ื โชตปิ าละ เปน็ ผูเ้ ชยี่ วชาญไตรเพท
เมอ่ื มศี รทั ธาได้ออกผนวชไดเ้ ป็นพหสู ตู รและได้รับพยากรณจ์ ากพระกัสสปพทุ ธเจา้ วา่ จะได้มา
ตรสั รู้เป็นพระพุทธเจา้ พระนามวา่ โคดม ในกาลภายหน้า
๓.๒๕ โคตมพุทธวงศ์ ว่าด้วยพระประวตั ขิ องพระโคดมพทุ ธเจ้า
ทรงเล่าพระประวัติของพระองค์เองว่า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันพระองค์ประสูติใน
ศากยตระกลู ในกรงุ กบลิ พสั ด์ุ พระพุทธบดิ าพระนามวา่ สทุ โธทนะ พระพุทธมารดาพระนามว่า
มายาเทวี พระมเหสพี ระนามวา่ ยโสธรา พระโอรสพระนามว่าราหุล ทรงครองฆราวาสอยู่ ๒๙

744 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ จงึ เสด็จออกผนวชด้วยราชพาหนะคอื ม้า บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ ปี จงึ ตรสั รูเ้ ปน็
พระพทุ ธเจ้า ภายใต้ตน้ อัสสัตถพฤกษ์(ตน้ โพธิ)์

พระสารีบุตรเถระและพระโมคคัลลานเถระเป็นคู่อัครสาวก พระอานนท์เป็นพุทธ-
อปุ ฏั ฐาก พระเขมาเถรแี ละพระอบุ ลวรรณาเถรเี ปน็ คอู่ คั รสาวกิ า จติ ตคหบดอี บุ าสกและหตั ถก-
คหบดอี บุ าสกเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐาก นนั ทมาตาอบุ าสกิ าและอตุ ตราอบุ าสกิ าเปน็ คอู่ คั รอปุ ฏั ฐายกิ า
ในกัปนม้ี นุษยม์ ีอายขุ ยั ๑๐๐ ปี และพระองคม์ ีพระชนมายุ ๘๐ ปี จงึ ปรนิ พิ พาน

๓.๒๖ พุทธปกณิ ณกกณั ฑ์ วา่ ด้วยเรือ่ งเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกบั พระพทุ ธเจ้า
ตอนนก้ี ลา่ วถงึ ล�ำดบั ของกปั ทมี่ พี ระพทุ ธเจา้ และกปั ทวี่ า่ งพระพทุ ธเจา้ ไวโ้ ดยนบั จากกปั
ท่ีประมาณไม่ได้ ลงมาหากัปทีป่ ระมาณได้โดยล�ำดบั สรปุ ไดด้ งั นี้
กัปล�ำดับที่ ๑ (นับจากภัทรกัปนี้ไปประมาณไม่ได้) มีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ

(๑) พระตณั หังกรพทุ ธเจา้ (๒) พระเมธังกรพุทธเจา้ (๓) พระสรณงั -
กรพทุ ธเจา้ (๔) พระทีปังกรพุทธเจ้า
กัปล�ำดับที่ ๒ เป็นอันตรกัป คอื วา่ งจากพระพุทธเจ้า
กัปล�ำดับท่ี ๓ มีพระพุทธเจา้ พระองค์เดียวคือ พระโกณฑญั ญพุทธเจ้า
กปั ล�ำดับที่ ๔ เปน็ อันตรกัป
กปั ล�ำดับท่ี ๕ มีพระพุทธเจา้ ๔ พระองค์ คือ (๑) พระมงั คลพทุ ธเจา้ (๒) พระสุมน-
พทุ ธเจ้า (๓) พระเรวตพทุ ธเจ้า (๔) พระโสภติ พุทธเจ้า
กัปล�ำดับที่ ๖ เปน็ อันตรกปั
กัปล�ำดับท่ี ๗ มพี ระพุทธเจา้ ๓ พระองค์ คอื (๑) พระอโนมทัสสีพทุ ธเจา้
(๒) พระปทุมพุทธเจ้า (๓) พระนารทพทุ ธเจา้
กปั ล�ำดบั ท่ี ๘ เปน็ อนั ตรกปั
กัปล�ำดับท่ี ๙ มีพระพทุ ธเจา้ พระองคเ์ ดียว คอื พระปทุมุตตรพุทธเจา้
กัปล�ำดบั ท่ี ๑๐ เปน็ อันตรกปั
กัปล�ำดับท่ี ๑๑ มพี ระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คอื (๑) พระสุเมธพุทธเจา้
(๒) พระสชุ าตพุทธเจ้า
กปั ล�ำดบั ท่ี ๑๒ มีพระพทุ ธเจา้ ๓ พระองค์ คอื (๑) พระปยิ ทสั สีพุทธเจ้า
(๒) พระอัตถทสั สพี ทุ ธเจา้ (๓) พระธัมมทสั สีพทุ ธเจา้
กปั ล�ำดับท่ี ๑๓ (นบั จากกัปนไี้ ป ๙๔ กัป หรอื เรยี กอีกอยา่ งหนงึ่ วา่ กัปท่ี ๙๔)
มพี ระพทุ ธเจ้าพระองค์เดียวคอื พระสทิ ธัตถพุทธเจ้า

เล่มที่ ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๓ 745

กปั ล�ำดับที่ ๑๔ (กปั ท่ี ๙๒ นับจากกัปนี้) มีพระพทุ ธเจ้า ๒ พระองค์
เรยี กว่ามณั ฑกปั คอื (๑) พระตสิ สพทุ ธเจ้า (๒) พระปสุ สพทุ ธเจ้า
กปั ล�ำดบั ที่ ๑๕ (กัปท่ี ๙๑ นบั จากกัปน้)ี มพี ระพุทธเจา้ พระองคเ์ ดยี ว
คือ พระวปิ ัสสพี ุทธเจ้า
กัปล�ำดับท่ี ๑๖ (กปั ที่ ๓ นบั จากกปั น)ี้ มพี ระพทุ ธเจา้ ๒ พระองค์ คอื (๑) พระสขิ พี ทุ ธเจา้
(๒) พระเวสสภพู ุทธเจา้
กปั ล�ำดับท่ี ๑๗ กัปนีม้ พี ระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ เรียกวา่ ภัทรกัป คือ
(๑) พระกกุสันธพทุ ธเจา้ (๒) พระโกนาคมนพทุ ธเจา้
(๓) พระกสั สปพทุ ธเจา้ (๔) พระโคตมพทุ ธเจา้ (๕) พระเมตไตรยพทุ ธเจา้
ซึง่ จะอบุ ัติขึ้นในอนาคต
๕. ๒๗ ธาตุภาชนยิ กถา วา่ ด้วยการแบ่งพระบรมสารรี กิ ธาตขุ องพระโคตมพุทธเจา้
ตอนนี้กล่าวถึงเหตุการณ์หลังปรินิพพานว่า เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน
ณ กรงุ กสุ นิ ารา ไดม้ กี ารแบง่ พระบรมสารีรกิ ธาตขุ องเมอื งตา่ ง ๆ ๘ เมอื ง คอื
๑. กรงุ ราชคฤห์ ๒. กรุงเวสาลี
๓. กรงุ กบลิ พสั ด์ุ ๔. กรงุ อลั ลกัปปะ
๕. กรุงรามคาม ๖. กรุงเวฏฐทีปกะ
๗. กรงุ ปาวา ๘. กรุงกสุ ินารา
แตล่ ะเมอื งไดส้ รา้ งพระเจดยี บ์ รรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ สว่ นโทณพราหมณไ์ ดน้ �ำทะนาน
ส�ำหรับแบ่งพระบรมสารรี ิกธาตุไปบรรจุเป็นตมุ พสถปู นอกนนั้ เปน็ การ กลา่ วถงึ พระเขีย้ วแกว้
พระทนต์ พระเกศ พระโลมา และพทุ ธบริขารต่าง ๆ ทไี่ ป อย่ใู นท่ีต่าง ๆ หลายแห่งดว้ ยกนั
เช่น พระเขยี้ วแก้วเบอื้ งขวาอยูใ่ นพรหมโลก พระ เข้ยี วแกว้ เบอ้ื งซ้ายอยบู่ นเกาะสีหลเป็นต้น
พระบรมสารรี ิกธาตมุ ี ๓ ขนาดคือ ขนาดใหญเ่ ทา่ เมล็ดถ่ัวเขียว ขนาดกลางเท่าเมล็ด
ขา้ วสารหกั และขนาดเล็กเทา่ เมล็ดพันธผ์ุ กั กาด
จ�ำนวนพระบรมสารีริกธาตุขนาดใหญม่ ี ๕ ทะนาน ขนาดกลางมี ๕ ทะนาน และขนาด
เล็กมี ๖ ทะนาน สีของพระบรมสารีริกธาตุขนาดใหญ่เหมือนทองค�ำ ขนาดกลางเหมือนแก้ว
มุกดา ขนาดเล็กเหมอื นสดี อกมะลิ

ข้อสงั เกต

ในพทุ ธวงศน์ มี้ ขี อ้ ทนี่ า่ สงั เกตหลายประเภท ขอเสนอเพอื่ พจิ ารณาประดบั สตปิ ญั ญา ดงั น้ี
๑. ข้อเปรียบเทียบระหว่างพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ ในเร่ืองต่าง ๆ เช่น ในเรื่อง

746 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

พระชนมายพุ ระพทุ ธเจา้ หลายพระองคม์ เี ทา่ กนั แตส่ ว่ นมากมไี มเ่ ทา่ กนั ในจ�ำนวนนนั้ พระพทุ ธเจา้
ของเรามีพระชนมายนุ อ้ ยที่สุด

ในเร่ืองพระชาติ พระพุทธเจ้ามีพระชาติเป็นกษัตริย์มีจ�ำนวน ๒๒ พระองค์ นอกน้ัน
มพี ระชาตเิ ป็นพราหมณ์

ในเรื่องระยะเวลาท่ีทรงบ�ำเพ็ญเพียร ก่อนตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์
มีไมเ่ ท่ากัน คอื อย่างนอ้ ยทสี่ ดุ ๗ วัน อย่างมากทสี่ ดุ ๖ ปี ในเร่ืองขนาดพระกาย พระรศั มรี อบ
พระกาย ยานพาหนะที่ทรงใช้เมื่อทรงออกผนวช และบัลลังก์ที่ประทับน่ังเมื่อตรัสรู้มีความ
แตกตา่ งกนั

อน่ึงตัวเลขบอกกัปท่ีพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์อุบัติซึ่งมีปรากฏทั้งในพุทธวงศ์และ
อปทาน ถา้ พบว่าอรรถกถาอธบิ ายเปน็ อย่างอนื่ ต่างจากทีเ่ คยแปลกันมา กถ็ ือตามนยั อรรถกถา
เชน่ อฏฐฺ ารเส กปปฺ สเต แปลวา่ ในกัปท่ี ๑๑๘ ไม่ได้แปลว่ากัปท่ี ๑,๘๐๐ เพราะเป็นสังขยาบวก

นอกจากนี้ขอใหด้ ตู ารางแสดงข้อเปรยี บเทยี บไว้แลว้
๒. การจัดแบง่ วรรคตอนของพทุ ธวงศ์ออกจะสับสน คือในหลกั แบ่งเปน็ ๓ ตอนใหญ่
คอื (๑) รตั นจงั กมนกณั ฑ์ (๒) สเุ มธกถา (๓) พุทธวงศ์ และในตอนท่ี ๓ แบง่ ย่อยเปน็ ๒๗ ตอน
ตงั้ แตท่ ปี งั กรพทุ ธวงศถ์ งึ ธาตภุ าชนยิ กถา การแบง่ อยา่ งนท้ี �ำใหเ้ ขา้ ใจวา่ ๒ ตอนแรกเปน็ ขอ้ ความ
เบื้องต้นของพุทธวงศ์ ไม่ใช่ตัวพุทธวงศ์ ตอนท่ี ๓ ทั้งหมดเป็นตัวพุทธวงศ์ ซึ่งไม่ควรจะเป็น
อยา่ งนนั้ เพราะพทุ ธปกณิ ณกกณั ฑแ์ ละธาตภุ าชนยิ กถา เปน็ เพยี งภาคผนวกของพทุ ธวงศ์ อาจจะ
ไมใ่ ชพ่ ทุ ธวงศด์ ว้ ยซำ้� ไป โดยเฉพาะธาตภุ าชนยิ กถาเหลา่ น้ี กลา่ วถงึ เหตทุ เ่ี กดิ หลงั พทุ ธปรนิ พิ พาน
นา่ จะผนวกเข้ามาเม่อื คราวท�ำสงั คายนาครง้ั แรก
อน่ึง ในโคตมพุทธวงศ์ ท่ีตรัสถึงต�ำแหน่งต่าง ๆ ของพระสาวก ส่วนหนึ่งยังไม่เกิดใน
ขณะทตี่ รสั รู้ ถา้ ถอื วา่ พทุ ธวงศน์ ้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแกพ่ ระประยรู ญาตใิ นการเสดจ็ นวิ ตั ิ
กรงุ กบลิ พสั ดค์ุ รงั้ แรก ผดู้ �ำรงต�ำแหนง่ อคั รสาวกคอื ทา่ นพระสารบี ตุ รและทา่ นพระมหาโมคคลั ลานะ
มแี ลว้ แต่ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งอืน่ ๆ น่าจะยังไมม่ ี เช่นทา่ นพระอานนท์ ยังไมไ่ ด้บวชแน่นอน แต่ถา้
พระองคต์ รัสตามพระอนาคตงั สญาณ เพื่ออนโุ ลมตามพทุ ธวงศอ์ ื่น ๆ จึงจะฟังข้นึ
๓. อย่างไรก็ตาม ประโยชนท์ ที่ า่ นผู้อา่ นพทุ ธวงศ์จะพึงได้รับกม็ ีมาก เช่น ได้ทราบวา่
มีพระพุทธเจ้าอุบัติข้ึนในโลกน้ีแล้วหลายพระองค์ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงปฏิบัติอย่างไร
ตรัสร้อู ะไร ทรงสอนอะไรแก่ชาวโลก ทีส่ �ำคญั ที่สดุ คอื ท�ำให้เราทราบว่า พระพุทธศาสนาเป็น
สัจธรรมสากล มีผู้ตรัสรู้และสั่งสอนกันมายาวนาน พระพุทธเจ้าของเราก็ทรงบ�ำเพ็ญบารมีใน
พระพทุ ธเจา้ เหลา่ นน้ั มาแลว้ เหมอื นกนั จงึ ไดม้ าตรสั รใู้ นพระชาตสิ ดุ ทา้ ยและตรสั รเู้ รอ่ื งเดยี วกนั
ทั้งนี้ ขณะนั้นอย่ใู นช่วงวา่ งพระพุทธศาสนา

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๓ 747

ตารางแสดงขอ้ มูลพทุ ธวงศ์โดยสังเขป

พระนามพระพทุ ธเจ้า ๑. ทีปงั กร ๒. โกณฑัญญะ ๓. มงั คละ
สารมณั ฑกปั
๑. ชอ่ื กปั สารมัณฑกัป สารกัป ๒ อสงไขยแสนกัป
๒. จ�ำ นวนกปั ทผี่ ่านมา อตุ ตระ
๓. เมอื งหลวง ๔ อสงไขยแสนกัป ๓ อสงไขยแสนกปั อตุ ตระ
๔. พระบิดา อุตตรา
๕. พระมารดา รัมมาวดี รัมมาวดี ยสวา, รจุ มิ า, สริ มิ า
๖. ปราสาท ๓ ฤดู ยสวดี
๗. พระมเหสี สุเทวะ นนั ทะ สวี ละ
๘. พระโอรส ๙,๐๐๐ ปี
๙. ระยะเวลาครองราชย์ สมุ ธา สุชาตา ม้า
๑๐. ราชพาหนะที่ทรงใช้
หังสะ, โกญจะ, มยรู ะ สุจ,ิ สุรจุ ,ิ สุภ, ๘ เดอื น
เสดจ็ ออกผนวช
๑๑. ระยะเวลาที่บ�ำ เพญ็ ปทมุ า รุจิเทวี กากะทงิ
สเุ ทวะ
ทกุ กรกริ ิยา อสุ ภขันธะ วิชติ เสนะ ธัมมเสนะ
๑๒. ต้นไม้เปน็ ที่ตรสั รู้ ปาลิตะ
๑๓. อคั รสาวกฝ่ายขวา ๑๐,๐๐๐ ปี ๑๐,๐๐๐ ปี สีวลา
๑๔. อัครสาวกฝ่ายซ้าย อโสกา
๑๕. อุปัฏฐาก ชา้ ง รถ ๘๘ ศอก
๑๖. อัครสาวกิ าฝ่ายขวา ๗๒,๐๐๐ ปี
๑๗. อัครสาวิกาฝา่ ยซา้ ย ๑๐ เดอื น ๑๐ เดอื น ๓๐ โยชน์
๑๘. สว่ นสูงของพระสรรี ะ
๑๙. พระชนมายุ มะสัง ไม้ขานาง สรุ ุจพิ ราหมณ์
๒๐. ส่วนสงู ของพระเจดยี ์ สุมงั คละ ภัททะ ๑๖ อสงไขยแสนกัป
ติสสะ สุภทุ ทะ
บรรจุอัฐิ สาคตะ อนรุ ทุ ธะ
๒๑. ผทู้ ี่ได้รับพยากรณ์ นนั ทา ติสสา
๒๒. ระยะเวลาบ�ำ เพ็ญบารมี สนุ นั ทา อปุ ติสสะ
๘๐ ศอก ๘๘ ศอก
๘๐,๐๐๐ ปี ๘๐,๐๐๐ ปี
๓๖ โยชน์ ๗ โยชน์

สเุ มธดาบส จกั รพรรดิวิชิตาวี
ไม่ปรากฏ ๑๖ อสงไขยแสนกัป

748 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

พระนามพระพทุ ธเจ้า ๔. สุมนะ ๕. เรวตะ ๖. โสภติ ะ

๑. ช่อื กัป สารมณั ฑกัป สารมณั ฑกปั สารมณั ฑกปั

๒. จ�ำ นวนกปั ท่ผี ่านมา ๒ อสงไขยแสนกัป ๒ อสงไขยแสนกปั ๒ อสงไขยแสนกัป

๓. เมืองหลวง เมขละ สธุ ญั ญวดี สธุ ัมมะ

๔. พระบิดา สทุ ตั ตะ วปิ ุละ สธุ ัมมะ

๕. พระมารดา สริ มิ า วิปลุ า สุธมั มะ

๖. ปราสาท ๓ ฤดู จันทะ,สจุ นั ทะ,วฏงั สะ สทุ สั สนะ,รตนคั ฆิ, กุมทุ ะ,นาฬินะ,
อาเวฬะ ปทุมะ

๗. พระมเหสี วฏังสกิ า สทุ สั สนา มณิสา

๘. พระโอรส อนปุ มะ วรณุ ะ สีหะ

๙. ระยะเวลาครองราชย์ ๙,๐๐๐ ปี ๖,๐๐๐ ปี ๙,๐๐๐ ปี

๑๐. ราชพาหนะทีท่ รง ช้าง รถ ปราสาทลอยฟา้
ใช้เสด็จออกผนวช

๑๑. ระยะเวลาทบี่ �ำ เพญ็ ๑๐ เดือน ๗ เดือน ๗ วนั
ทุกกรกิรยิ า

๑๒. ต้นไม้เปน็ ที่ตรัสรู้ กากะทงิ กากะทิง กากะทงิ

๑๓. อัครสาวกฝา่ ยขวา สรณะ วรุณะ อสมะ

๑๔. อคั รสาวกฝ่ายซ้าย ภาวติ ตั ตะ พรัหมเทวะ สุเนตตะ

๑๕. อุปฏั ฐาก อุเทนะ สมั ภวะ อโนมะ

๑๖. อัครสาวิกาฝา่ ยขวา ณา ภัททา นกุลา

๑๗. อัครสาวิกาฝ่ายซ้าย อุปโสณา สุภัททา สุชาดา

๑๘. ส่วนสูงของพระสรรี ะ ๙๐ ศอก ๘๐ ศอก ๕๘ ศอก

๑๙. พระชนมายุ ๗๒,๐๐๐ ปี ๔๘,๐๐๐ ปี ๗๒,๐๐๐ ปี

๒๐. สว่ นสงู ของพระเจดีย์ ๔ โยชน์ --* --
บรรจอุ ฐั ิ

๒๑. ผู้ท่ไี ด้รับพยากรณ์ อตนุ าคราช พราหมณ์อตเิ ทพ พราหมณ์สชุ าตะ

๒๒. ระยะเวลาบ�ำ เพ็ญบารมี -- -- ๔ อสงไขยแสนกัป

* หมายความวา่ ทไ่ี มไ่ ดส้ รา้ งพระเจดยี บ์ รรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตเุ พราะไดม้ กี ารจ�ำแนกแจกจา่ ย
ไปในประเทศต่าง ๆ หมดแลว้

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๓ 749

พระนามพระพทุ ธเจา้ ๗. อโนมทัสสี ๘. ปทุมะ ๙. นารทะ
วรกัป
๑. ช่อื กัป ๑ อสงไขยแสนกปั วารกัป วรกปั
๒. จ�ำ นวนกัปท่ีผา่ นมา จันทวดี
๓. เมอื งหลวง ยสวา ๑ อสงไขยแสนกปั ๑ อสงไขยแสนกัป
๔. พระบิดา ยโสธรา
๕. พระมารดา สริ ิ, อุปสิร,ิ วัฑฒะ จมั ปกะ ธญั ญวดี
๖. ปราสาท ๓ ฤดู
สริ ิมา อสมะ สเุ ทวะ
๗. พระมเหสี อปุ วานะ
๘. พระโอรส ๑๐,๐๐๐ ปี อสมา อโนมา
๙. ระยะเวลาครองราชย์ วอทอง
๑๐. ราชพาหนะทท่ี รง นนั ทตุ ตระ, วสุตตระ, ชติ ะ, วชิ ติ ะ, อภิรามะ
ยสุตตระ
ใชเ้ สด็จออกผนวช
๑๑. ระยะเวลาทบี่ ำ�เพ็ญ อตุ ตรา วชิ ติ เสนา

ทุกกรกริ ิยา รัมมะ นนั ทุตตระ
๑๒. ต้นไม้เปน็ ทต่ี รัสรู้
๑๓. อคั รสาวกฝา่ ยขวา ๑๐,๐๐๐ ปี ๙,๐๐๐ ปี
๑๔. อคั รสาวกฝา่ ยซา้ ย
๑๕. อปุ ัฏฐาก ราชรถ โดยทางเท้า
๑๖. อัครสาวิกาฝา่ ยขวา
๑๗. อคั รสาวกิ าฝ่ายซา้ ย ๑๐ วัน ๘ เดอื น ๗ วนั
๑๘. สว่ นสูงของพระสรีระ
๑๙. พระชนมายุ กมุ่ จามจุรี ? จามจรุ ี ?
๒๐. สว่ นสูงของพระเจดีย์ นิสภะ สาละ ภัททสาละ
อโนมะ อปุ สาละ วชิ ิตมติ ตะ
บรรจอุ ัฐิ วรณุ ะ วรุณะ วาเสฏฐะ
๒๑. ผทู้ ไ่ี ด้รับพยากรณ์ สุนทรี ราธา อตุ ตรา
๒๒. ระยะเวลาบ�ำ เพญ็ บารมี สมุ นา สรุ าธา ผัคคณุ ี
๕๘ ศอก ๕๘ ศอก ๘๘ ศอก
๘๐,๐๐๐ ปี ๘๐,๐๐๐ ปี ๗๒,๐๐๐ ปี
๒๕ โยชน์ -- ๔ โยชน์

ยักขเสนาบดี พญาสีหราช ฤๅษี
๔ อสงไขยแสนกัป
๑๖๐ อสงไขยแสนกัป --

750 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

พระนามพระพทุ ธเจ้า ๑๐. ปทุมตุ ตระ ๑๑. สุเมธะ ๑๒. สชุ าตะ
มณั ฑกัป
๑. ชอ่ื กัป สารกปั มัณฑกัป
๒. จ�ำ นวนกัปทผี่ า่ นมา สุมงคล
๓. เมอื งหลวง ๑๐๐,๐๐๐ กปั ๓๐,๐๐๐ กัป อคุ คตะ
๔. พระบิดา ปภาวดี
๕. พระมารดา หงั สาวดี สทุ สั สนะ สริ ี, อุปสริ ี, สิรนิ ันทะ
๖. ปราสาท ๓ ฤดู
อานนั ทะ สุทัตตะ สิรนิ ันทา
๗. พระมเหสี อุปเสนะ
๘. พระโอรส สุชาตา สทุ ัตตา ๙,๐๐๐ ปี
๙. ระยะเวลาครองราชย์ มา้
๑๐. ราชพาหนะทที่ รงใช้ นรวาหนะ, ยสวาหนะ, สจุ ันทนะ, กญั จนะ,
วสวตั ตี สิริวฑั ฒนะ ๙ เดือน
เสด็จออกผนวช
๑๑. ระยะเวลาทบี่ �ำ เพญ็ วสุทตั ตา สมุ นา ไผ่ใหญ่
สทุ สั สนะ
ทุกกรกิริยา อตุ ตระ ปนุ ัพพสุ สเุ ทวะ
๑๒. ต้นไม้เปน็ ทต่ี รัสรู้ นารทะ
๑๓. อคั รสาวกฝ่ายขวา ๑๐,๐๐๐ ปี ๙,๐๐๐ ปี นาคา
๑๔. อัครสาวกฝา่ ยซ้าย นาคสมานา
๑๕. อปุ ฏั ฐาก ปราสาทลอยฟา้ ชา้ ง ๕๐ ศอก
๑๖. อัครสาวกิ าฝ่ายขวา ๙๐,๐๐๐ ปี
๑๗. อคั รสาวิกาฝ่ายซ้าย ๗ วนั ๑๕ วัน --
๑๘. ส่วนสงู ของพระสรีระ
๑๙. พระชนมายุ สน จิก พระเจา้ จกั รพรรดิ
๒๐. สว่ นสูงของพระเจดยี ์ เทวละ สรณะ
สชุ าตะ สพั พกามะ
บรรจอุ ัฐิ สุมนะ สาคระ
๒๑. ผทู้ ่ีได้รบั พยากรณ์ อมติ า รามา
๒๒. ระยะเวลาบำ�เพญ็ บารมี อสมา สุรามา
๕๘ ศอก ๘๘ ศอก
๘๐,๐๐๐ ปี ๗๒,๐๐๐ ปี
๑๒ โยชน์ --

เจา้ ชฏิล อตุ ตรมาณพ
-- --

เลม่ ท่ี ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๓ 751

พระนามพระพทุ ธเจ้า ๑๓. ปิยทัสสี ๑๔. อัตถทสั สี ๑๕. ธัมมทสั สี
วรกัป
๑. ชอ่ื กัป ๑๑๘ กปั วรกปั วรกป
๒. จำ�นวนกัปทีผ่ า่ นมา สธุ ัญญวดี ๑๑๘ กปั ๑๑๘ กัป
๓. เมอื งหลวง สทุ ัตตะ โสภณะ สรณะ
๔. พระบิดา จนั ทา สาคระ สรณะ
๕. พระมารดา สุนมิ มละ, วมิ ละ, สุทัสสนา สนุ นั ทา
๖. ปราสาท ๓ ฤดู สริ ิคหุ ะ อมระ, คริ ิ, อรชะ, วิรชะ,
วมิ ลา สคุ ริ ิวาหนะ สทุ ัสสนะ
๗. พระมเหสี กัญจนาเวฬะ วสิ าขา วจิ ิโกฬิ
๘. พระโอรส ๙,๐๐๐ ปี เสละ ปุญญวฑั ฒนะ
๙. ระยะเวลาครองราชย์ ราชรถ ๑๐,๐๐๐ ปี ๘,๐๐๐ ปี
๑๐. ราชพาหนะที่ทรงใช้ มา้ ทรง ปราสาท
๖ เดอื น
เสด็จออกผนวช ๘ เดอื น ๗ วัน
๑๑. ระยะเวลาทบ่ี ำ�เพ็ญ กมุ่
ปาลติ ะ จำ�ปา มะกล�ำ่ หลวง
ทกุ กรกิรยิ า สัพพทสั สี สันตะ ปทุมะ
๑๒. ต้นไมเ้ ปน็ ที่ตรัสรู้ โสภติ ะ อุปสนั ตะ ผุสสเทวะ
๑๓. อัครสาวกฝา่ ยขวา สุชาตา อภยะ สุเนตตะ
๑๔. อคั รสาวกฝา่ ยซ้าย ธัมมทินนา ธัมมา เขมา
๑๕. อปุ ฏั ฐาก ๘๐ ศอก สุธัมมา สจั จนามา(สพั พนามา)
๑๖. อคั รสาวิกาฝ่ายขวา ๗๒,๐๐๐ ปี ๘๐ ศอก ๘๐ ศอก
๑๗. อัครสาวกิ าฝ่ายซ้าย ๓ โยชน์ ๘๐,๐๐๐ ปี ๑๐๐,๐๐๐ ปี
๑๘. ส่วนสงู ของพระสรรี ะ -- ๓ โยชน์
๑๙. พระชนมายุ กสั สปพราหมณ์
๒๐. สว่ นสงู ของพระเจดีย์ -- สุสีมฤๅษี ท้าวสักกะ
-- --
บรรจอุ ฐั ิ
๒๑. ผูท้ ไ่ี ดร้ ับพยากรณ์
๒๒. ระยะเวลาบำ�เพ็ญบารมี

752 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

พระนามพระพุทธเจ้า ๑๖. สิทธัตถะ ๑๗. ติสสะ ๑๘. ผุสสะ
สารกัป
๑. ชอ่ื กัป ๙๔ กัป มัณฑกปั มัณฑกปั
๒. จำ�นวนกัปทผี่ ่านมา เวภาระ ๙๒ กัป ๙๒ กปั
๓. เมอื งหลวง อุเทนะ เขมมะ กาสิกะ
๔. พระบดิ า สุผสั สา ชนสันธะ ชยเสนะ
๕. พระมารดา โกกะ, สปุ ปละ, ปทมุ า สริ ิมา
๖. ปราสาท ๓ ฤดู โกกนทะ คหุ าเสละ, นาริสยะ, ครฬุ ปักขะ, หงั สะ,
โสมนสั สา นสิ ภะ สวุ ณั ณสาระ
๗. พระมเหสี อนุปมะ สุภัททา กิสาโคตรมี
๘. พระโอรส ๑๐,๐๐๐ ปี อานนั ทะ อนุปมะ
๙. ระยะเวลาครองราชย์ วอ ๗,๐๐๐ ปี ๙,๐๐๐ ปี
๑๐. ราชพาหนะท่ีทรงใช้ มา้ ช้าง
๖ เดอื น
เสดจ็ ออกผนวช ๘เดอื น ๗ วนั
๑๑. ระยะเวลาท่ีบำ�เพ็ญ กรรณกิ าร์
สัมพละ ประดู่ สีเสียด/มะขามป้อม
ทุกกรกริ ิยา สุมติ ตะ พรัหมเทวะ สุรักขติ ะ
๑๒. ตน้ ไมเ้ ป็นทตี่ รสั รู้ เรวตะ อุทยะ ธัมมเสนะ
๑๓. อัครสาวกฝา่ ยขวา สีวลา สมังคะ สภิยะ
๑๔. อคั รสาวกฝา่ ยซ้าย สรุ ามา ผุสสา จาลา
๑๕. อปุ ฏั ฐาก ๖๐ ศอก สทุ ตั ตา อปุ จาลา
๑๖. อคั รสาวกิ าฝ่ายขวา ๘๐,๐๐๐ ปี ๖๐ ศอก ๕๘ ศอก
๑๗. อัครสาวกิ าฝ่ายซ้าย ๔ โยชน์ ๘๐,๐๐๐ ปี ๗๒,๐๐๐ ปี
๑๘. สว่ นสงู ของพระสรีระ ๓ โยชน์ --
๑๙. พระชนมายุ ฤๅษีมงั คละ
๒๐. สว่ นสงู ของพระเจดยี ์ -- พระเจา้ สุชาตะ พระเจ้าวิชิตา
-- --
บรรจุอฐั ิ
๒๑. ผ้ทู ไ่ี ดร้ บั พยากรณ์
๒๒. ระยะเวลาบ�ำ เพญ็ บารมี

เล่มท่ี ๒๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๓ 753

พระนามพระพุทธเจา้ ๑๙. วิปสั สี ๒๐. สขิ ี ๒๑. เวสสภู
๑. ช่ือกัป สารกปั มัณฑกัป มัณฑกัป
๒. จ�ำ นวนกัปท่ผี ่านมา ๙๑ กัป ๓๑ กัป ๓๑ กัป
๓. เมอื งหลวง พนั ธมุ ดี อรณุ วดี อโนมะ
๔. พระบิดา พันธมุ ะ อรุณะ สปุ ปตตี ะ
๕. พระมารดา พันธมุ ดี ปภาวดี ยสวดี
๖. ปราสาท ๓ ฤดู นันทะ, สนุ นั ทะ, สุจนั ทกะ, คิร,ิ วสภะ รุจิ, สุริจ,ิ รตวิ ัฑฒนะ
สิรมิ า
๗. พระมเหสี สทุ สั สนา สัพพกามา สจุ ติ ตา
๘. พระโอรส สมวตั ตกั ขันธะ อตลุ ะ สปุ ปพทุ ธะ
๙. ระยะเวลาครองราชย์ ๘,๐๐๐ ปี ๗,๐๐๐ ปี ๖,๐๐๐ ปี
๑๐. ราชพาหนะที่ทรงใช้ รถ ช้าง วอ

เสดจ็ ออกผนวช ๘ เดอื น ๘ เดอื น ๖ เดอื น
๑๑. ระยะเวลาที่บำ�เพ็ญ
แคฝอย มะมว่ งสวายสอ สาละ
ทกุ กรกิริยา ขณั ฑะ อภิภู โสณะ
๑๒. ต้นไมเ้ ปน็ ท่ีตรสั รู้ ติสสะ สัมภะ อุตตระ
๑๓. อคั รสาวกฝ่ายขวา อโสกะ เขมังกระ อุปสนั ตะ
๑๔. อัครสาวกฝ่ายซ้าย จันทา สขลิ า รามา
๑๕. อปุ ัฏฐาก จนั ทมติ ตา ปทมุ า สมาลา
๑๖. อัครสาวกิ าฝา่ ยขวา ๘๐ ศอก ๗๐ ศอก ๖๐ ศอก
๑๗. อคั รสาวิกาฝา่ ยซา้ ย ๖๔,๐๐๐ ปี ๕๖,๐๐๐ ปี ๔๘,๐๐๐ ปี
๑๘. สว่ นสงู ของพระสรีระ ๗ โยชน์ ๓ โยชน์ --
๑๙. พระชนมายุ
๒๐. สว่ นสงู ของพระเจดยี ์ อตุลนาคราช พระเจา้ อรทิ มะ พระเจ้าสทุ สั สนะ
-- -- --
บรรจุอัฐิ
๒๑. ผทู้ ่ีไดร้ ับพยากรณ์
๒๒. ระยะเวลาบ�ำ เพญ็ บารมี

754 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

พระนามพระพุทธเจ้า ๒๒. กกสุ นั ธะ ๒๔. โกณาคมนะ
ภทั รกปั ภัทรกปั
๑. ชอ่ื กปั ภทั รกัปปัจจบุ ัน ภทั รกัปปัจจบุ ัน
๒. จ�ำ นวนกัปท่ีผา่ นมา เขมวดี โสภวดี
๓. เมืองหลวง อคั คทิ ตั ตะ ยัญญทัตตะ
๔. พระบิดา วสิ าขา อุตตรา
๕. พระมารดา กามะ, กามวัณณะ, กามสุทธิ ตสุ ติ ะ, สนั ตุสิตะ, สันตุฏฐะ
๖. ปราสาท ๓ ฤดู โรจินี รจุ ิคตั ตา
๗. พระมเหสี อุตตระ สตั ตวาหะ
๘. พระโอรส ๔,๐๐๐ ปี ๓,๐๐๐ ปี
๙. ระยะเวลาครองราชย์ รถ ชา้ ง
๑๐. ราชพาหนะท่ีทรงใช้
๘ เดอื น ๖ เดอื น
เสด็จออกผนวช
ซึก มะเดอ่ื
๑๑. ระยะเวลาทบี่ ำ�เพ็ญ วธิ ุระ ภยิ โยสะ
ทกุ กรกิรยิ า สัญชีวะ อุตตระ
พทุ ธชิ ะ โสตถชิ ะ
๑๒. ต้นไม้เป็นท่ีตรัสรู้ สามา สมุททา
๑๓. อัครสาวกฝา่ ยขวา จัมปา อุตตรา
๑๔. อคั รสาวกฝา่ ยซา้ ย ๔๐ ศอก ๓๐ ศอก
๑๕. อุปัฏฐาก ๔๘,๐๐๐ ปี ๒๔,๐๐๐ ปี
๑๖. อัครสาวิกาฝ่ายขวา ๑ คาวุ --
๑๗. อัครสาวกิ าฝา่ ยซ้าย
๑๘. ส่วนสูงของพระสรีระ พระเจา้ เขมะ พระเจา้ ปพั พชะ
๑๙. พระชนมายุ -- --
๒๐. สว่ นสงู ของพระเจดีย์

บรรจุอัฐิ

๒๑. ผทู้ ่ีไดร้ บั พยากรณ์
๒๒. ระยะเวลาบ�ำ เพญ็ บารมี

เลม่ ท่ี ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๓ 755

พระนามพระพุทธเจ้า ๒๔. กัสสปะ ๒๕. โคตมะ
ภทั รกปั ภทั รกัป
๑. ชอ่ื กปั ภัทรกัปปัจจบุ ัน ภทั รกัปปจั จุบัน
๒. จำ�นวนกัปท่ผี ่านมา พาราณสี กปลิ วตั ถุ
๓. เมอื งหลวง พรหมทัตตะ สุทโธทนะ
๔. พระบิดา ธนวดี มหามายา
๕. พระมารดา หงั สะ, ยสะ, สริ นิ ันทะ รัมมะ, สุรัมมะ, สภุ ะ
๖. ปราสาท ๓ ฤดู สนุ นั ทา ภัททกัจจานา
๗. พระมเหสี วชิ ติ เสนะ ราหุล
๘. พระโอรส ๒,๐๐๐ ปี ๒๙ ปี
๙. ระยะเวลาครองราชย์ ปราสาท มา้
๑๐. ราชพาหนะทีท่ รงใช้
๗ เดือน ๖ ปี
เสดจ็ ออกผนวช
๑๑. ระยะเวลาที่บ�ำ เพ็ญ ไทร อัศวตั ถพฤกษ์
ติสสะ อุปติสสะ (สารีบตุ ร)
ทกุ กรกิรยิ า ภารทวาชะ โกลติ ะ (โมคคลั ลานะ)
๑๒. ต้นไมเ้ ป็นที่ตรัสรู้ สัพพมิตตะ อานันทะ
๑๓. อัครสาวกฝ่ายขวา อนุฬา เขมา
๑๔. อัครสาวกฝ่ายซา้ ย อุรุเวฬา อุปปลวณั ณา
๑๕. อุปฏั ฐาก ๒๐ ศอก ๑๘ ศอก
๑๖. อคั รสาวกิ าฝ่ายขวา ๑๖,๐๐๐ ปี ๘๐ ปี
๑๗. อคั รสาวกิ าฝา่ ยซ้าย ๑ โยชน์ --
๑๘. ส่วนสูงของพระสรีระ
๑๙. พระชนมายุ โชติปาลมานพ --
๒๐. ส่วนสงู ของพระเจดีย์ -- ๔ อสงไขยแสนกปั

บรรจุอฐั ิ
๒๑. ผทู้ ไ่ี ด้รบั พยากรณ์
๒๒. ระยะเวลาบำ�เพญ็ บารมี

756 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

แนะน�ำจรยิ าปิฎก จริยาปิฎก
๑. อกติ ติวรรค

๑. ทานบารมี
๑. อกติ ติจริยา จรยิ าของอกติ ติดาบส
พระผู้มีพระภาคทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีพระองค์เป็นอกิตติดาบสบ�ำเพ็ญบารมีอยู่ในป่า

ท้าวสักกะแปลงเพศเป็นพราหมณ์มาขออาหาร พระดาบสได้ให้ใบหมากเม่านึ่งจนหมดแล้ว
ไม่แสวงหาอาหารอีก ท�ำอย่างน้ีอยู่ ๓ วัน ท่านไม่หิวอาหารแต่มุ่งบ�ำเพ็ญฌานให้เกิดปีติ
และสขุ ปรารถนาจะท�ำทานใหย้ ิ่งขน้ึ เพราะท่านบ�ำเพ็ญทานไม่ปรารถนาลาภ ยศ แต่ปรารถ
นาสัพพัญญตุ ญาณ

๒. สงั ขพราหมณจริยา จริยาของสงั ขพราหมณ์
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีพระองค์เป็นสังขพราหมณ์เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงข้ามน�้ำมา
ดีใจ จึงถอดรองเท้าและร่วมถวาย เพราะเหตุน้ันในชาตินี้จึงทรงเป็นผู้ละเอียดอ่อน มีคุณ
ต้งั รอ้ ยและได้รับความสขุ
๓. กรุ ุธรรมจรยิ า จรยิ าของพระเจา้ ธนัญชัย
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีพระองค์เป็นพระเจ้าธนัญชัย ทรงประกอบด้วยทศพิธราชธรรม
เม่ือพราหมณ์ชาวกาลิงคะมาทูลขอช้างมงคล ก็ทรงประทานให้ แม้ถูกชาวเมืองคัดค้าน
ทรงกล่าวกับชาวเมืองว่า เรายินดีให้แม้กระทั้งราชสมบัติ และชีวิตร่างกาย เพราะปรารถนา
พระสัพพญั ญุตญาณ
๔. มหาสทุ ัสสนจรยิ า พระจริยาของพระเจ้ามหาสุทสั สนะ
ทรงเล่าวา่ ในสมัยท่เี ปน็ พระเจา้ สุทสั สนะ ครองราชสมบัติในกรงุ กสุ าวดี ทรงประกาศ
ให้ทานทกุ วัน ๆ ละ ๓ เวลา มิได้ทรงปรารถนาสงิ่ ใดนอกจากพระสพั พญั ญตุ ญาณ
๕. มหาโควินทจริยา จริยาของมหาโควนิ ทพราหมณ์
ทรงเล่าว่า ในสมัยทเี่ ป็นมหาโควนิ ทพราหมณเ์ ป็นปโุ รหิตของพระราชาถงึ ๗ พระองค์
ได้ถวายมหาทานเป็นอันมาก ไม่ใช่เกลียดทรัพย์ ไม่ใช่สะสมทรัพย์ไม่เป็น แต่ปรารถนา
พระสัพพัญญุตญาณ
๖. เนมิราชจริยา พระจริยาของพระเจ้าเนมริ าช
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นพระเจ้าเนมิราชครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา รับส่ังให้สร้าง
ศาลาจตุรมุข ๔ แหง่ ไดใ้ หท้ านทั้งแกค่ นและสัตว์ เพราะปรารถนาพระโพธญิ าณ

เล่มที่ ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๓ 757

๗. จันทกุมารจรยิ า พระจรยิ าของพระจันทกุมาร
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นพระจันทกุมารเป็นโอรสของพระเจ้าเอกราชในกรุงปุปผวดี
พน้ จากการถกู บชู ายญั จงึ ไดใ้ หถ้ วายมหาทานตลอด ๕-๖ วนั โดยไมย่ อมหยดุ พกั เพราะปรารถนา
พระโพธญิ าณ
๘. สริ ริ าชจริยา พระจรยิ าของพระเจา้ สิริราช
ทรงเล่าว่า ในสมัยที่เปน็ พระเจ้าสิริราชเป็นกษัตริย์ในกรงุ อรฏิ ฐะ ทรงพจิ ารณา ถึงทาน
ชนดิ ใดทยี่ งั ไมไ่ ดบ้ รจิ าค ทรงเหน็ วา่ ดวงตายงั ไมไ่ ดบ้ รจิ าค จงึ ประกาศบรจิ าค ดวงตา ทา้ วสกั กะ
แปลงเพศเป็นพราหมณ์ตาบอดมาขอ ก็พระราชทานให้ เพราะปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ
จึงท�ำให้พระองคไ์ ดด้ วงตาใหมก่ ลบั คืนมา
๙. เวสสันตรจรยิ า พระจรยิ าของพระเวสสันดร
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นพระเวสสันดรเป็นพระโอรสของพระเจ้าสัญชัย กรุงเชตุดร
ได้พระราชทานช้างปัจจยนาคแก่พราหมณ์ชาวเมืองกาลิงคะ จึงถูกชาวเมืองขับไล่ ทรง
บริจาคมหาทานก่อนเสด็จไป เม่ิืออยู่ป่าก็พระราชทานบุตรท้ัง ๒ คือพระชาลีและพระกัณหา
แก่พราหมณ์ชูชกผู้ไปขอ และพระราชทานพระมเหสีคือพระมัททีแก่ท้าวสักกะท่ีแปลงเป็น
พราหมณ์ไปขอ เพราะปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ
๑๐. สสปณั ฑิตจรยิ า จริยาของสสบณั ฑิต
ทรงเล่าว่า ในสมัยที่เป็นสสบัณฑิต(เป็นกระต่ายป่า) ได้สละชีวิตของตนกระโดดเข้า
กองไฟ เพือ่ เปน็ อาหารของทา้ วสกั กะที่แปลงเป็นพราหมณม์ าขออาหารแตไ่ มต่ าย

๒. หัตถินาควรรค

๒. สลี บารมี
๑. มาตุโปสกจรยิ า จรยิ าของพญาชา้ งผู้เลี้ยงมารดา
ทรงเล่าว่า ในสมัยที่เป็นพญาช้างเล้ียงมารดาอยู่ในป่า พรานป่าเห็นแล้วไปกราบทูล

พระราชา พระราชาให้ควาญช้างไปน�ำตัวมา พญาช้างเป็นสัตว์มีศีล เล้ียงดู มารดา จึงมิได้
ประทษุ ร้ายควาญช้างและยอมเดนิ ตามเขา้ มาในเมอื ง ดว้ ยจิตมิไดค้ ดิ โกรธแต่ประการใด

๒. ภรู ิทตั ตจริยา จริยาของพระภรู ิทตั ตนาคราช
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นภูริทัตตนาคราช ไปรักษาอุโบสถศีล อยู่ที่ฝั่งแม่น�้ำยมุนาถูก
หมองจู ับตวั ไปเท่ยี วเล่นกลหากิน กม็ ไิ ดท้ �ำความโกรธมงุ่ รักษาศีลอยา่ งเดยี ว

758 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

๓. จมั เปยยจริยา จรยิ าของจัมเปยยกนาคราช
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นจัมเปยยกนาคราช เป็นนาคมีธรรมถึงพร้อมด้วยศีลและวัตร
ขณะรักษาอุโบสถศีล ถูกหมองูจับไปเที่ยวเล่นกลหากิน มิได้แสดงความโกรธแต่ประการใด
เพราะกลัวศลี ขาด
๔. จูฬโพธจิ ริยา จรยิ าของจูฬาโพธิปรพิ าชก
ทรงเลา่ วา่ ในสมยั ทเี่ ปน็ จฬู โพธปิ รพิ าชก เหน็ ภยั ในการเวยี นวา่ ยตายเกดิ จงึ ชวน ภรรยา
ออกผนวชเป็นปริพาชกอยู่ในพระราชอทุ ยาน พระราชาเหน็ ท่านปรพิ าชกิ าก็ทรงพอพระทยั จงึ
ให้ทหารฉุดตวั ไป แต่จูฬปริพาชกระงบั ใจไดไ้ ม่ใหเ้ กิดความโกรธต่อพระราชา เพราะปรารถนา
พระโพธิญาณ
๕. มหิสราชจรยิ า จรยิ าของพญากระบือ
ทรงเลา่ วา่ ในสมยั ทเี่ ปน็ กระบอื ปา่ อาศยั อยใู่ ตต้ น้ ไม้ ถกู ลงิ รบกวนตา่ ง ๆ แต่ ไมท่ �ำความ
โกรธลงิ เพราะกลวั ศีลขาด
๖. รุรรุ าชจริยา จรยิ าของพญาเน้อื ชอ่ื รรุ ุ
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นพญาเน้ือรุรุเป็นสัตว์มีศีลอย่างยอดเย่ียม เห็นชายคนหน่ึงถูก
กระแสนำ้� พัดมาจงึ ชว่ ยชีวติ ไว้ แตข่ อร้องชายนน้ั อย่าได้ไปบอกใครว่า เจอเน้ือสที อง แต่ชายนนั้
เปน็ คนอกตญั ญจู งึ ไปกราบทลู พระราชาใหท้ รงทราบ พระราชาใหไ้ ปจบั เนอ้ื นนั้ มา ภายหลงั ทราบ
ว่า ชายนน้ั เป็นคนอกตัญญู จึงรีบสง่ ชายผ้นู น้ั ไปประหาร แต่เนอ้ื ขอร้องไว้ เพราะกลวั ศลี ขาด
๗. มาตังคจริยา จรยิ าของชฎิลชอื่ มาตงั คะ
ทรงเล่าว่า ในสมยั ที่เปน็ ชฎิลมาตงั คะเปน็ ผมู้ ีศีล มจี ติ ตั้งมัน่ มิได้มจี ติ คิดประทษุ รา้ ย
ต่อพราหมณ์ผู้มาสาปแช่งตน แด่กลับช่วยพราหมณ์นั้นให้พ้นจากค�ำสาป เพราะเหตุแห่ง
พระโพธิญาณ
๘. ธัมมเทวปตุ ตจรยิ า จรยิ าของธรรมเทพบตุ ร
ทรงเล่าว่า ในสมยั ท่ีเป็นยักษผ์ ูม้ ีธรรม ธรรมเทพบุตร ชกั ชวนใหม้ หาชนประพฤตกิ ุศล
กรรมบถ ๑๐ แต่อธรรมเทพบุตร ชักชวนให้มหาชนประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ต่างเป็นศัตรูกัน วันหนึ่งเมื่อขับรถสวนทางกัน แอกรถกระทบกัน ไม่ยอมแยกทางให้กัน
แต่ธรรมเทพบุตรก็อดกลั้นต่อความโกรธ ไม่ยอมประทุษร้ายตอบ เพราะกลัวศีลขาด ท�ำให้
อธรรมเทพบุตรต้องปราชยั ตกนรกไป
๙. ชยทิสจริยา พระจรยิ าของพระโอรสของพระเจ้าชยั ทศิ
ทรงเลา่ วา่ ในสมยั ทเ่ี ปน็ พระโอรสของพระเจา้ ชยั ทศิ พระนามวา่ อลนี สตั ตะ ในกรงุ กปั ปลิ า
เป็นผู้มีศีล ได้สละชีวิตของตนช่วยพระบิดาที่ถูกโจรโปริสาท(มนุษย์กินคน) จับตัวไป ไม่ย่อม

เล่มที่ ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๓ 759

ท�ำร้ายโจรนน้ั เพราะกลัวศลี ขาด แต่ได้พดู เกล้ียกลอ่ มให้โจรนัน้ ยอมกลบั ตัวเปน็ คนดี
๑๐. สงั ขปาลจรยิ า จรยิ าของสงั ขปาลนาคราช
ทรงเลา่ วา่ ในสมยั ทเ่ี ปน็ สงั ขปาลนาคราชไดย้ อมสสะชวี ติ ของตนอธษิ ฐานจ�ำอโุ บสถศลี

ในทางส่แี พรง่ ได้ถูกพวกพรานผ้ดู รุ ้ายแทง ๘ แหง่ แลว้ เอาหวายรอ้ ยหามไป มไิ ด้ท�ำความโกรธ
ต่อพรานน้ัน เพราะกลัวศลี ขาด

๓. ยุธัญชยวรรค

๓. เนกขัมมบารมีเป็นตน้
๑. ยธุ ญั ชยจรยิ า พระจริยาของพระยธุ ญั ชยกมุ าร
ทรงเล่าว่า ในสมัยที่เป็นพระยุธัญชยกุมาร เห็นหยาดน�้ำค้างเหือดแห้งไปแพราะแสง

อาทติ ยไ์ ดอ้ นจิ จสญั ญา จงึ กราบลามารดาบดิ าออกผนวช แมไ้ มไ่ ดร้ บั อนญุ าต กไ็ ดส้ ละราชสมบตั ิ
ออกผนวช เพราะตอ้ งการพระโพธญิ าณ

๒. โสมนสั สจริยา พระจริยาของพระโสมนัสสกมุ าร
ทรงเลา่ วา่ ในสมยั ทเี่ ปน็ พระโสมนสั สกมุ ารในกรงุ อนิ ทปตั ถ์ เปน็ ผมู้ ศี ลี มธี รรม ไดต้ �ำหนิ
ดาบสผปู้ ระพฤติสะสมทรัพย์ดจุ ผ้คู รองเรอื น ถูกดาบสใส่ความใหพ้ ระบดิ าลงโทษ แตท่ รงชีแ้ จง
จนพระองคร์ อดได้ เม่อื พน้ โทษแลว้ จึงออกผนวช เพราะต้องการพระโพธิญาณ
๓. อโยฆรจริยา พระจรยิ าของพระอโยฆรราชกมุ าร
ทรงเล่าว่า ในสมัยที่เป็นพระอโยฆรราชกุมาร เป็นโอรสพระเจ้ากาสี ทรงเจริญวัยใน
เรือนเหลก็ เพราะป้องกนั ทา่ นยกั ษณิ ี เมื่อเจริญวยั แล้ว เกดิ ความสังเวช ไมต่ ้องการราชสมบตั ิ
จงึ ออกผนวชเพราะตอ้ งการพระโพธญิ าณ
๔. ภงิ สจรยิ า จรยิ าของภงิ สพราหมณ์
ทรงเล่าว่า ในสมัยที่เป็นภิงสพราหมณ์เกิดในสกุลโสตถิยพราหมณ์ มีพี่น้องร่วมกัน
๗ คน เปน็ ผมู้ หี ริ แิ ละธรรมฝา่ ยขาว ไมป่ รารถนากาม แตป่ รารถนาออกผนวช ตอ่ มาไดส้ ละทรพั ย์
ออกผนวช และชักน�ำมารดาบดิ าและนอ้ ง ๆ ทงั้ หมด ออกผนวชดว้ ย
๕. โสณนนั ทปณั ฑิตจริยา จริยาของโสณะและนันทบัณฑติ
ทรงเล่าว่า ในสมัยที่เป็นโสณะและนันทบัณฑิต เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล
มีทรัพย์มากแต่ไม่ปรารถนาจะบริโภคกาม จึงชวนกันสละทรัพย์แล้วออกผนวชพร้อมด้วย
มารดาบดิ า

760 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

๖. มูคปกั ขจรยิ า พระจริยาของมคู ปักขกมุ าร
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นมูคปักขกุมาร (เตมียกุมาร) เป็นโอรสของพระเจ้ากาสี
หลังประสูติได้ไม่นานทรงระลึกชาติหนหลังได้ว่า เศวตฉัตรน้ีเองที่ท�ำให้พระองค์ไปสู่นรก
เพราะเหตุนัน้ จงึ ไมป่ รารถนาราชสมบตั ิ แกล้งท�ำเป็นใบ้จนอายุ ๑๖ ปี เม่อื พระบดิ ารับส่ังให้
น�ำไปฝงั ยงั ปา่ ชา้ จงึ ไดแ้ สดงใหน้ ายสารถที ราบวา่ พระองคม์ ไิ ดเ้ ปน็ ใบ้ แตไ่ มป่ รารถนาราชสมบตั ิ
จึงแกล้งท�ำเป็นใบ้ เพราะปรารถนาสัพพัญญุตญาณ จึงอธิษฐานบารมีอยู่ ๑๖ ปี จากน้ัน
ได้ออกผนวชบ�ำเพ็ญเพียรอยู่ในป่า ต่อมาพระราชบิดา พระราชมารดาก็ออกผนวชตามและ
มีประธานออกผนวชตามเป็นจ�ำนวนมาก
๗. กปิลราชจรยิ า จรยิ าของพญาวานร
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นพญาวานรกระโดดเหยียบศีรษะจระเข้ที่หลอกจะกินตับแล้ว
ข้ามไปฝั่งโน้นโดยไม่เป็นอันตราย และได้ฝึกสัจจะที่ว่าจะโดดแล้วโดดไปตามสัจจะน้ัน นี้เป็น
สัจจบารมี
๘. สจั จสวหยปัญฑติ จริยา จริยาของสจั จดาบส
ทรงเล่าว่าในสมัยที่เป็นดาบสได้ต้ังสัจจอธิษฐานว่าจะช่วยรักษาสัตว์โลกไว้ ท�ำให้
หมู่ชนสามัคคีกัน
๙. วัฏฏกโปตกจรยิ า จริยาของลกู นกคุ่ม
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นลูกนกคุ่มยังอ่อน ขนปีกยังไม่งอก เมื่อไฟป่าลุกลามมาใกล้
ไม่มีทางหนีจึงต้ังสัจจะอ้างเอาคุณศีล ระลึกถึงธรรมและระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ
เปน็ ท่พี งึ่ ท�ำให้ไฟน้นั ดบั ไป
๑๐. มจั ฉราชจรยิ า จรยิ าของพญาปลา
ทรงเล่าว่า ในสมัยที่เป็นพญาปลาอาศัยอยู่ในสระใหญ่ เมื่อถึงฤดูแล้ง น�้ำแห้งขอด
ท�ำให้ฝูงปลาตกเป็นอาหารของกา นกแร้ง นกกระสา นกตะกรุมและเมื่อพญาปลาเห็นดังนั้น
จงึ ตั้งสัจจวาจาขอใหฝ้ นตก เพอื่ มาช่วยฝงู ปลาและฝนก็ตกลงมาตามนัน้
๑๑. กณั หทีปายนจรยิ า จริยาของกณั หทปี ายนดาบส
ทรงเลา่ ว่า ในสมัยท่เี ปน็ กณั หทปี ายนดาบส ได้ต้งั สจั จอธษิ ฐานขอใหพ้ ิษงูทกี่ ัดลูกชาย
ของสหายจงหายไป ดว้ ยสจั จะนน้ั พษิ งกู ค็ อ่ ย ๆ จางหายไป เดก็ กป็ ลอดภยั แตส่ จั จะของดาบสนน้ั
ท�ำใหต้ ้องอธบิ ายต่อสหายว่า ยนิ ดปี ระพฤตพิ รหมจรรย์เพียง ๗ วัน แตป่ ระพฤติอยมู่ า ๕๐ ปี
เพราะได้สละทรัพย์ออกผนวชแล้วสึกไม่ได้ จึงจ�ำเป็นต้องอยู่ แต่ก็ได้ต้ังสัจจะพูดความจริง
ตามน้ัน ท�ำให้เหน็ ผลตามทีป่ รารถนานั้น

เล่มที่ ๒๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๓ 761

๑๒. สตุ โสมจริยา จรยิ าของพระเจา้ สตุ โสม
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นพระเจ้าสุตโสมถูกโปริสาท (มนุษย์กินคน) จับตัวไปพื่อท�ำ
พลีกรรม แต่พระองค์ทรงระลึกถึงข้อท่ีได้สัญญากับพราหมณ์คนหน่ึงจึงขออนุญาตโปริสาท
(มนษุ ย์กนิ คน) นน้ั กลบั มาท�ำธรุ ะกอ่ นแล้วจะกลบั ไป โปรสิ าท (มนษุ ย์กินคน) ไมเ่ ช่อื พระองค์
จึงให้สัจจะว่า จะกลับมา เม่ือได้รับอนุญาตกลับไปท�ำธุระเสร็จแล้ว พระองค์ก็กลับมาอีก
โปรสิ าท (มนุษย์กนิ คน) ยอมเชื่อและรบั ฟังค�ำสอน จนกลบั ตัวเปน็ คนดดี งั เดมิ
๑๓. สุวัณณสามจริยา จรยิ าของสวุ รรณสามดาบส
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นสุวรรณสามดาบส (เล้ียงดูมารดาบิดาตาบอดอยู่ในป่า)
ไปไหนมาไหนกับฝูงสัตวป์ ่า เช่น กวาง ราชสหี ์ เสือเหลอื ง เสือโครง่ เป็นตน้ สตั วเ์ หลา่ น้นั หาท�ำ
อันตรายกันไม่ ด้วยอานิสงส์แหง่ เมตตา
๑๔. เอกราชจริยา จริยาของพระเจ้าเอกราช
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นหฤทัยรักษาศีลอย่างยอดเยี่ยม ในการครองราชย์ พระองค์
ทรงสมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยไม่ให้เหลือ ทรงสงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔
ประการ เมื่อข้าศกึ แยง่ ชงิ ราชสมบัติ พระองคก์ ็ทรงยนิ ดสี ละให้ ถูกศตั รูน�ำไปฝงั ทง้ั เปน็ ในปา่ ช้า
พร้อมด้วยข้าราชบริพาร พระองค์ก็มิได้ว่ากระไร แต่เพราะอาศัยก�ำลังเมตตา ท�ำให้
พระองค์ไดร้ าชสมบัตกิ ลบั คืนมา
๑๕. มหาโลมหงั สจริยา จรยิ าของมหาหังสบณั ฑิต
ทรงเล่าว่า ในสมัยท่ีเป็นมหาหังสบัณฑิตออกผนวชเป็นดาบส บ�ำเพ็ญเพียรอยู่
ในป่าช้าเอาโครงกระดูกต่างหมอน พวกเด็ก ๆ ชาวบ้าน มาเห็นเข้า บางพวกใช้ก้อนดิน
ท่อนไม้ท�ำร้าย บางพวกใช้ดอกไม้บูชา แต่ท่านไม่ได้ท�ำความยินดีหรือยินร้ายต่อเด็ก และ
ชนน�ำดอกไม้มาบชู าเหล่านน้ั
ในตอนท้ายของจริยาปิฎก คาถาสรุปท่ีเรียกว่าสโมธานกถา กล่าวสรุป บารมีท่ี
พระผู้มีพระภาคขณะเป็นพระโพธิสัตว์ได้บ�ำเพ็ญมาถึง ๓๐ ประการ โดยแยก เป็นระดับ
ธรรมดาเรียกว่าบารมี มี ๑๐ ประการ เช่นการให้ทานท่ัวไปเป็นต้น ระดับกลางเรียกว่าอุป
บารมี มี ๑๐ ประการ เชน่ บริจาคอวยั วะ และระดบั สงู เรยี กวา่ ปรมตั ถบารมี เชน่ การบรจิ าค
ชีวิต และทา่ นไดใ้ หต้ วั อยา่ งไวอ้ ยา่ งชดั เจนครบทุกบารมี


Click to View FlipBook Version