The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mahdee.w, 2020-05-17 05:42:07

276-360 ระเบียบวิธีจัยทางการศึกษา



ค ำน ำ


วิธีการแสวงหาความรู้นั้น สามารถหาได้จากแหล่งต่าง ๆ หลากหลายวิธี เช่น ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อ่านจาก

เอกสาร ต ารา บทความต่าง ๆ สังเกตจากเพอนร่วมงาน แต่มีข้อจ ากัดบางประการว่า ค าตอบที่ได้อาจจะไม่ถูกต้อง
ื่
หรือเชื่อถือได้เสมอไป แต่การวิจัยเป็นการค้นหาความรู้ ความจริง ที่ใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ มีระบบและมีขั้นตอน ใน
การด าเนินงาน คือ ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จึงท าให้การวิจัยมีคุณค่าและมีความส าคัญ อย่างยิ่ง เพราะได้

ข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ท าให้โลกเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ื้
ในปัจจุบันสถานศึกษาทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็นระดับการศึกษาขั้นพนฐาน หรือระดับอดมศึกษา ต้องท า

การประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคมถึงคุณภาพการจัดการศึกษา
ของสถานศึกษานั้น ๆ การวิจัยจึงมีความจ าเป็น และความส าคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลงานวิจัยจะน ามาใช้ในการ


ื่
แก้ปัญหา และ พฒนา การจัดการเรียนการสอน การบริหารงาน และ อน ๆ ช่วยให้โรงเรียนมีคุณภาพ เป็นที่
ยอมรับของคนทั่วไป
การวิจัยนั้นมีความส าคัญต่อวิชาชีพทางการศึกษา การวิจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การ


วิจัยแบบมีส่วนร่วม ฯลฯ ผลของการวิจัยจะช่วยท าให้ครูผู้สอนน าไปพฒนางานการเรียนการสอนของตนเอง ใน
ปัจจุบันนี้ได้ส่งเสริมการท าวิจัยเพราะนอกจากจะช่วยขยายองค์ความรู้ (body of knowledge) เทคนิคการสอน

และ นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนแล้ว การวิจัยทางการศึกษา จะเป็นพนฐานในการพฒนาและ ปฏิรูป
ื้

การศึกษาของนักศกษา ให้เป็นคนเก่ง คนดี อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้

ดังนั้นเอกสารประกอบการสอนรายวิชา 276-360 ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษาเล่มนี้ จัดท าขึ้นเพอ
ื่
ประกอบการเรียนการสอนส าหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการประเมินผล

ื่
การศึกษา ชั้นปีที่ 3 เพอเป็นแหล่งเรียนรู้อกแหล่งหนึ่งในการค้นคว้าหาความรู้ เพอใช้ประกอบกับการจัดกิจกรรม
ื่

ื่
ใช้ลักษณะของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพอ
พัฒนาทักษะการวิจัยและทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาต่อไป


ผู้เขียนขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงเอกสารประกอบการสอนให้


มีความสมบูรณ์มากที่สุด ผู้เขียนหวังว่าเอกสารประกอบการสอนเล่มนี้จะมคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา
และบุคคลที่สนใจทุกคน





มัฮดี แวดราแม

สิงหาคม 2561



สำรบัญ


หน้า


ค ำน ำ ก

สำรบัญ ข
แผนกำรสอน ค

รำยละเอียดเนื้อหำวิชำ

บทที่ 1 บทน าสู่การวิจัย 1

บทที่ 2 ประเภทของการวิจัย 24

บทที่ 3 การเขียนโครงการวิจัย 42

บทที่ 4 การระบุปัญหาและวัตถุประสงค์การวิจัย 52

บทที่ 5 การเขียนสมมติฐานและกรอบแนวคิดการวิจัย 70

บทที่ 6 การออกแบบการวิจัย 102

บทที่ 7 การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง 126
บทที่ 8 การออกแบบและพัฒนาเครื่องมือส าหรับการวิจัย 154

บทที่ 9 วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลวิจัย 184

บทที่ 10 การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย 214

บทที่ 11 การเขียนรายงานการวิจัย 264

บทที่ 12 จรรยาบรรณนักวิจัย 273

บรรณำนุกรม 280

ภำคผนวก 284
ภาคผนวก ก แบบฟอร์มการเขียนโครงร่างวิจัย 285

ภาคผนวก ข โครงการวิจัย : เขียนอย่างไรให้มีคุณภาพ 293

ภาคผนวก ค การก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างในการทดสอบสมมติฐานวิจัย 313

ภาคผนวก ง ตัวอย่างบทความวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร 1 334

ภาคผนวก จ ตัวอย่างบทความวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร 2 343



แผนกำรสอน

รำยวิชำ ระเบียบวิธีวิจัยทางการศกษา

รหัสวิชำ 276-360

ผู้สอน ดร.มัฮดี แวดราแม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เริ่มสอนเมื่อ 15 สิงหาคม 2560 สอนจบ เมื่อ 17 ธันวาคม 2560

จ ำนวนหน่วยกิต 3 หน่วยกิต สอนโดยกำรบรรยำย สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง

รวมทั้งสิ้น 45* ชั่วโมง

สอนภำคปฏิบัติ สัปดาห์ละ ชั่วโมง

รวมทั้งสิ้น ชั่วโมง

* หมายเหตุ ในการสอนจริง มีการปฏิบัติด้วย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รายวิชา 276-360 ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษา (Educational Research Methodology) เป็น

รายวิชาบังคับส าหรับนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการประเมินทางการศึกษา จ านวน 3 หน่วยกิต

การจัดกิจกรรมใช้ลักษณะของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยี

ื่

สารสนเทศ เพอพฒนาทักษะการวิจัยและทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยี
สารสนเทศและการประเมินทางการศึกษาชั้นปีที่ 3


1.ค ำอธิบำยรำยวิชำ


ความหมายและประเภทของการวิจัย บทบาทและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ประเภทของการวิจัย

การเลือกปัญหาและตั้งสมมติฐาน การเตรียมโครงร่างการวิจัย เครื่องมือในการวิจัย การเขียนรายงานวิจัย

การประเมินผลการวิจัย และจรรยาบรรณของนักวิจัย


Definitions and types of research, Role and scientific method, Research types, Research

problem and hypothesis, Research proposal preparation, Research tools, Research report,

Research evaluation and the ethics of researcher.

1


2.วัตถุประสงค์ของรำยวิชำ เมื่อนักศึกษาเรียนจบวิชานี้แล้ว นักศึกษาจะสามารถ


1) มีความรู้ความเข้าใจ ในหลักการและทฤษฎีของการวิจัย ความหมายและประเภทของการวิจัย

บทบาทและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ประเภทของการวิจัย การเลือกปัญหาและการตั้งสมมติฐานวิจัย การ
ออกแบบการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนรายงานวิจัย การน าเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย

2) เขียนโครงร่างการวิจัยได้ถูกต้อง

3) สร้างเครื่องมือในการวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือได้
4) ออกแบบการวิจัยได้

5) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปได้

6) เขียนรายงานวิจัย และบทความวิจัยได้

7) ประเมนผลคุณภาพของงานวิจัยได้

8) ตระหนักในจรรยาบรรณของนักวิจัย


3.เนื้อหำวิชำ (Course Contents)


จ ำนวน
สัปดำห์ท ี่ หน่วยกำรเรียนรู้ กิจกรรมกำรเรียนกำรสอน สื่อกำรเรียนรู้ กำรประเมินผล
(ชม)
1 1.บทน าสู่การวิจัย 3 1. ชี้แจงประมวลการสอน 1. มคอ. 3 1. แบบทดสอบ
แผนการสอน การวัดและ 2. เอกสาร ก่อนเรียน

ประเมินผลรายวิชา ประกอบการสอน 2. แบบประเมิน
2. เปิดกลุ่ม Facebook และ หน่วยการเรี่ยนรู้ที่ 1 พฤติกรรมการมี
Google Classroom ส าหรับ 3. Facebook, ส่วนร่วมในชั้น

เป็นช่องทางในการท ากิจกรรม Google เรียน
และการสื่อสารระหว่างกลุ่ม classroom และ
3. Pretest โดยใช้แอพพลิเคชั่น Google form

Google form
4. เกริ่นน า อภิปราย น าสู่บทน า
ความหมายและความส าคัญของ

การวิจัย
5. มอบหมาย สืบค้นประเภท
ของการวิจัยเป็นรายกลุ่ม

2


จ ำนวน
สัปดำห์ท ี่ หน่วยกำรเรียนรู้ กิจกรรมกำรเรียนกำรสอน สื่อกำรเรียนรู้ กำรประเมินผล
(ชม)

2-3 2.ประเภทของการวิจัย 6 1. แต่ละกลุ่มน าเสนอประเภท 1. เอกสาร 1. แบบประเมิน
ของการวิจัยและตัวอย่าง ประกอบการสอน การน าเสนอ
งานวิจัยประเภทนั้น ๆ พร้อมทั้ง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ประเภทการวิจัย

upload & Share ข้อมูลลงใน 2. Facebook, 2. แบบประเมิน
Facebook กลุ่ม Google form ใบงานประเภท

2. นศ.แต่ละคน ตอบค าถามใน การวิจัย
ใบงานเกี่ยวกับประเภทการวิจัย
ลงใน Google form
3. สรุปและอภิปรายร่วมกันใน

ประเด็นความเหมือน ความ
แตกต่างระหว่างงานวิจัยแต่ละ

ประเภท
4. มอบหมายให้แต่ละกลุ่ม คิด
ประเด็น/หัวขอที่จะท าวิจัย

4 3.การเขียนโครงการวิจัย 3 1. ผู้สอนให้ตัวอย่างงานวิจัย 1. เอกสารประอบ 1. แบบประเมิน

ส าหรับเป็นแนวทางการเขียน การสอนหน่วยการ การเขียน
โครงการวิจัย เรียนรู้ที่ 3 โครงการวิจัย

2.แต่ละกลุ่มน าเสนอประเด็น/ 2. Facebook,
หัวข้อที่สนใจจะท าวิจัย Google Doc.1
3. เขียนโครงการวิจัย ลงใน
แบบฟอร์ม Google Doc.1


5 4.การระบุปัญหาและ 3 1. แต่ละกลุ่มปรับปรุงการเขียน 1. เอกสาร 1. แบบประเมิน

วัตถุประสงค์การวิจัย บทที่ 1 ตามข้อเสนอแนะของ ประกอบการสอน คุณภาพการเขียน
5.การเขียนสมมติฐานและ ผู้สอน หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 บทที่ 2
กรอบแนวคิดการวิจัย 2. สืบค้นข้อมูลบทที่ 2 เอกสาร และ 5
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ลงใน 2. Facebook,

Google Doc.2 Google Doc.2
6 6.การออกแบบการวิจัย 3 1. แต่ละกลุ่มเขียนบทที่ 3 การ 1. เอกสาร 1. แบบประเมิน

7 7.การเลือกตัวอย่างวิจัย 3 ออกแบบการวิจัย การเลือก ประกอบการสอน การออกแบบการ
ตัวอย่างที่จะใช้ในการวิจัย การ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 วิจัย
ระบุเครื่องมือวิจัย และการ และ 7

3


จ ำนวน
สัปดำห์ท ี่ หน่วยกำรเรียนรู้ กิจกรรมกำรเรียนกำรสอน สื่อกำรเรียนรู้ กำรประเมินผล
(ชม)

วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบค าถาม 2. Facebook,
วิจัย ลงใน Google Doc.3 Google Doc.3
8-9 8.การสร้างและพัฒนา 6 1. แต่ละกลุ่มสร้างเครื่องมือที่จะ 1. เอกสาร 1. แบบประเมิน

คุณภาพเครื่องมือในการ ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบการสอน ความเหมาะสม
วิจัย พร้อมทั้งวิเคราะห์คุณภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 ถูกต้องของ

เครื่องมือ 2. โปรแกรม เครื่องมือวิจัย
วิเคราะห์ข้อสอบ
TAP

10 9.การเก็บรวบรวมข้อมูล 3 1. แต่ละกลุ่มออกแบบว่าจะเก็บ 1. เอกสาร 1. แบบประเมิน
วิจัย ข้อมูลในลักษณะ paper-based ประกอบการสอน คุณภาพเครื่องมือ
หรือ online-based ก็ได้ตาม หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 วิจัย

ความเหมาะสม 2. Facebook,
Google form.
11-12 10.การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย 6 1. แต่ละกลุ่มด าเนินการ 1. เอกสาร 1. แบบประเมิน

วิเคราะห์ข้อมูลวิจัย โดยใช ้ ประกอบการสอน คุณภาพการเขียน
โปรแกรมส าเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ บทที่ 4และบทที่
2. น าเสนอผลการวิเคราะห์แก่ 10 5

ผู้สอน 2. โปรแกรม
3. ปรับปรุงและเขียนรายงานบท คอมพิวเตอร์ส าหรับ
ที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล

4. เขียนรายงานบทที่ 5 สรุป ทางการวิจัย
อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 3. โปรแกรม
วิเคราะห์พัฒนาการ

สัมพัทธ์และ
วิเคราะห์
แบบสอบถามที่

ผู้สอนพัฒนาขึ้น
13-14 11.การเขียนบทความวิจัย 6 1. จัดท าบทความวิจัยเพื่อส่งไป 1. เอกสาร 1. แบบประเมิน
เพื่อเผยแพร่และน าเสนอ น าเสนอในงานประชุมวิชาการลง ประกอบการสอน คุณภาพการเขียน

ใน Google Doc.4 หน่วยการเรียนรู้ที่ บทความวิจัย
11 และการน าเสนอ
ผลงานวิจัย

4


จ ำนวน
สัปดำห์ท ี่ หน่วยกำรเรียนรู้ กิจกรรมกำรเรียนกำรสอน สื่อกำรเรียนรู้ กำรประเมินผล
(ชม)

2. Facebook,
Google Doc.4
15 12.จรรยาบรรณนักวิจัย 3 1. บรรยาย และอภิปราย 1. เอกสาร 1. แบบประเมิน

กรณีศึกษาเกี่ยวกับจรรยาบรรณ ประกอบการสอน การมีส่วนร่วมใน
นักวิจัย หน่วยการเรียนรู้ที่ การอภิปราย

12
2. Facebook,
Flinga



4. กำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ (Learning experience)


ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวังในรำยวิชำ (CLO) กำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ กำรวัดและประเมินผล

ด้ำนควำมรู้ ควำมเข้ำใจ ผู้สอนใช้กระบวนการจ ัดการเรียนรู้โดย 1. การทดสอบโดยใช้แบบทดสอบ
1) มีความรู้ความเข้าใจ ในหลักการและ ใช้วิจัยเป็นฐาน (Research Based ประเภทต่าง ๆ ได้แก่การสอบแบบ

ทฤษฎีของการวิจัย ความหมายและ Learning) โดยมีขั้นตอนดังนี้ ออนไลน์ การทดสอบย่อยในแต่ละหัวข้อ
ประเภทของการวิจัย บทบาทและวิธีการ 1. การอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้เรียน 2. การประเมินทักษะจากการปฏิบัติ
ทางวิทยาศาสตร์ ประเภทของการวิจัย กับผู้สอน ถึงจุดประสงค์การเรียนรู้ เช่น การเขียนโครงร่างวิจัย การ
การเลือกปัญหาและการตั้งสมมติฐานวิจัย ผลลัพธ์ที่คาดหวังของรายวิชา ออกแบบเครื่องมือและวิเคราะห์คุณภาพ

การออกแบบการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล แผนการจัดการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นเทอม เครื่องมือ
และการเขียนรายงานวิจัย จนถึงสิ้นเทอม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม
2) เขียนโครงร่างการวิจัยได้ถูกต้อง 2. มอบหมายให้นักศึกษาศึกษาค้นคว้า ส าเร็จรูป ฯลฯ

3) สร้างเครื่องมือในการวิจัยและวิเคราะห์ ตัวอย่างงานวิจัยเป็นรายบุคคลและ 3. การประเมินจากชิ้นงาน ได้แก่
คุณภาพเครื่องมือได้ ศึกษาค้นคว้าประเภทของการวิจัย รายงานการวิจัย บทความวิจัย
4) ออกแบบการวิจัยได้ ประเภทต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่ม 4. การสะท้อนผลการเรียนรู้ผ่านการ

5) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป หลังจากนั้นให้น าเสนอ ตอบค าถาม เขียน ASR (AfterStudyReflection)
ได้ สรุปและอภิปรายร่วมกันถึงลักษณะ โดยใช้ Google form
6) เขียนรายงานวิจัย และบทความวิจัยได้ และจุดเด่นของประเภทของงานวิจัย

7) ประเมินผลคุณภาพของานวิจัยได้ ประเภทต่าง ๆ
8) ตระหนักในจรรยาบรรณของนักวิจัย 3. ผู้สอนบรรยาย อภิปรายเกี่ยวกับ
หลักการ ทฤษฎีของการวิจัย หลักการ

ออกแบบและเขียนโครงร่างวิจัย
น าเสนอตัวอย่างโครงร่างวิจัย ให้

5


ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวังในรำยวิชำ (CLO) กำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ กำรวัดและประเมินผล

นักศึกษาวิเคราะห์ส่วนประกอบต่าง ๆ
และหลักในการเขียนโครงการวิจัยใน
แต่ละหัวข้อ
4.นักศึกษาร่วมกันก าหนดหัวข้อ

ประเด็นวิจัยที่สนใจและด าเนินการ
เขียนโครงร่างวิจัยของกลุ่มตาม

ประเด็นความสนใจ น าเสนอและ
อภิปรายร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาและ
วางแผนการด าเนินการต่อไป
5. นักศึกษาปรับปรุงข้อเสนอโครงร่าง

วิจัยตามข้อเสนอแนะ
6. นักศึกษาด าเนินการสร้างเครื่องมือ

วิจัย วิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ
7. นักศึกษาด าเนินการเก็บรวบรวม
ข้อมูลด้วยตนเอง ทั้งแบบออนไลน์
และออฟไลน์

8. นักศึกษาด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล
ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป
9. นักศึกษาเขียนรายงานการวิจัย และ

น าเสนอรายงานการวิจัยในรูปแบบ
Oral Presentation และ Poster
Presentation

ด้ำนคุณธรรม จริยธรรม ผู้สอนน าข่าว เหตุการณ์ การทุจริตการ 1.ประเมินจากการเข้าชนเรียนสม่ าเสมอ
ั้
1.มีวินัย ซื่อสัตย์ สุจริต และ รับผิดชอบใน ท าวิจัย การคัดลอกงานวิจัย แล้วน ามา การตรงต่อเวลาของนักศึกษาในการเข้า

ั้
หน้าที่ของตนเองและผู้อื่น เคารพในสิทธ ิ อภิปรายร่วมกันกับผู้เรียน เพื่อ ชนเรียน การเข้าร่วมกิจกรรม ความ
และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เชื่อมโยงไปสู่เรื่องจรรยาบรรณของ ซื่อสัตย์ และการส่งงานที่ได้รับ
2.มีจิตสาธารณะที่ถูกต้องดีงามและถือ นักวิจัย มอบหมายตรงเวลา
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง 2.ประเมินจากการมอบหมายงานเดี่ยว

3. มีคุณลักษณะของนักวิจัยที่ดี มี และงานกลุ่มที่มีการค้นหาข้อมูลจาก
จรรยาบรรณในการท าวิจัย แหล่งเรียนรู้ต่างๆ โดยจะต้องมีการ
อ้างอิงที่มาของข้อมูลอย่างครบถ้วน

3.ประเมินจากความรับผิดชอบในหน้าที่
ที่ได้รับมอบหมาย

6


ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวังในรำยวิชำ (CLO) กำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ กำรวัดและประเมินผล

4.สังเกตจากพฤติกรรมการเรียน
5.ประเมินจากากรท างานกลุ่มและ
ผลงานของกลุ่ม
6.ประเมินจากคะแนนจิตพิสัย

ทักษะทำงปัญญำ ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยี 1. การประเมินจากการสืบค้นข้อมูลจาก

1.สามารถคิดค้นหาข้อเท็จจริง ท าความ ในการสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ เช่นตัวอย่าง แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ความทนสมัย
เข้าใจและประเมินข้อมูลสารสนเทศ และ งานวิจัย ประเภทของงานวิจัย และความถูกต้องของข้อมูล
แนวคิดจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อ ฐานข้อมูลงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อน ามาใช ้ 2. สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่าง ๆ
น ามาใช้ในการพัฒนาโครงร่างวิจัย ในการออกแบบและน าเสนองานวิจัย ได้ ประเมินจากการแก้ไขปัญหา
2.สามารถคิดแก้ปัญหาในการจัดการเรียนรู้ ทั้งงานเดี่ยว และงานกลุ่ม อุปสรรคในการออกแบบการวิจัย การ

เสนอทางออกและน าไปสู่การแก้ไขได้อย่าง อภิปรายแนวทางการออกแบบเครื่องมือ
สร้างสรรค์ การเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ

3.มีความเป็นผู้น าทางปัญญาในการคิด
พัฒนาอย่างสร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์
ทักษะควำมสัมพนธ์ระหว่ำงบุคคลและ ผู้สอนมีการมอบหมายงานกลุ่มผ่าน ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมในการ

ควำมรับผิดชอบ Google Docs ซึ่งจะสามารถติดตาม ท างานกลุ่มและผลงานของกลุ่ม

1.มีความไวในการรับความรู้สึกของผู้เรียน log book ของการ log in เข้ามามี ประเมินความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับ
ด้วยความเข้าใจ และความรู้สึกเชงบวก มี ส่วนร่วมในการท างานของแต่ละคนได้ มอบหมาย

วุฒิภาวะทางอารมณ์และสังคม สังเกตจากพฤติกรรมการเรียน


2.มีความเอาใจใส่ มีส่วนชวยเหลือและเอื้อ และใชการประเมินสามเส้าแบบ 360
ต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ในกลุ่มและ องศา (ครู เพื่อน ตนเอง)
ระหว่างกลุ่มผู้เรียนอย่างสร้างสรรค์ การวิพากษ์อย่างกัลยาณมิตร

3.มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เรียน เป็นผู้น าและ
ผู้ตามที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ทักษะกำรวิเครำะห์เชิงตัวเลข กำรสื่อสำร ผู้สอนสร้างแบบฝึกหัดเพื่อใช้ในการ 1. การประเมินจากแบบฝึกหัดการ
และกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศ วิเคราะห์ข้อมูล การค านวณสถิติ วิเคราะห์ข้อมูล
1. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยได้ พื้นฐานต่าง ๆ และการใช้โปรแกรม 2. การประเมินจากทักษะในการสืบค้น

2. มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป ข้อมูล การใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ ในการ
3. มีทักษะในการสื่อสาร สื่อสาร การส่งงาน การสอบถามประเด็น
ต่าง ๆ กับผู้สอนผ่านสื่อเทคโนโลยี

สารสนเทศ

7


ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวังในรำยวิชำ (CLO) กำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ กำรวัดและประเมินผล

3. ประเมินการน าเสนอผลงานวิจัยผ่าน
การเขียน Manuscript และการน าเสนอ
ปากเปล่า
ทักษะในกำรจัดกำรเรียนรู้ ผู้สอนก าหนดให้มีการน าเสนอรายงาน ประเมินการใช้แอปพลิเคชันทาง

มีทักษะในการจัดการเรียนรู้ การประยุกต์ใช ทั้งรายงานย่อย และรายงานการ การศึกษา ในการจัดการเรียนรู้ การส่ง

แอปพลิเคชันเพื่อการจัดการเรียนรู้ น าเสนอผลการวิจัย ซึ่งจะให้อิสระใน งาน การสื่อสารระหว่างครูและระหว่าง

การให้ผู้เรียนได้ออกแบบการน าเสนอ เพื่อนผู้เรียนกันเอง
ด้วยรูปแบบใดก็ได้ (การประเมินผลจากการสะท้อนคิดใน
ประเด็น ท่านได้แนวคิดการจัดการ
เรียนรู้ที่ได้จากการเรียนรายวิชานี้

อย่างไรบ้าง?)



5. สื่อกำรเรียนรู้

5.1 ประเภทเอกสาร หนังสือและต ารา
1) หนังสือและต าราทางด้านวิจัยทางการศึกษา

2) เอกสารประกอบการสอนวิชา 276-360 ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษา

5.2 ประเภทสื่อโซเชียลมิเดีย
1) Facebook กลุ่ม

2) Google Classroom

3) Google Docs
4) Google Sheets

5) Google Forms

6) Prezi
7) Plickers

8) Kahoot

9) Socrative
10) YouTube เกี่ยวกับการวิจัย

11) ฐานข้อมูลวิจัย เช่น database, journal online

8


5.3 ประเภทกิจกรรม Active learning ได้แก่

1) Inquiry
2) Focus group

3) Project bases & reward

4) Mind mapping
5) Task design

6) Survey

7) Assignments
8) Presentation & Report

9) VDO& Inquiry

10) Project based Learning
11) Flipped classroom and Reflection

12) Research Based Learning




6. กำรประเมินผลกำรเรียนรู้

การเข้าชั้นเรียนและการมีส่วนร่วม 10%

แบบฝึกหัด ทักษะการวิจัย 10%

ประเมินรายงานวิจัย 30%
บทความวิจัยและการน าเสนอ 10%

ทดสอบระหว่างภาคเรียน 20%

ทดสอบปลายภาคเรียน 20%

รวม 100%

9


7. เอกสำรอ้ำงอิงที่ใช้ในกำรสอน

คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, ส านักงาน. (2541). จรรยาบรรณนักวิจัย : แนวทางปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ส านักงาน

คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

จุฑา ธรรมชาติ. (2555). เอกสารประกอบการสอน วิชา 276-402 การวิจัยทางการศึกษา. ปัตตานี:ภาควิชา
ประเมินผลและวิจัยการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

ชิดชนก เชิงเชาว์. (2551). ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษา. ปัตตานี: โครงการสนับสนุนทุนการผลิตต ารา คณะ

ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

ซูไฮซัน มาฮะและมัฮดี แวดราแม (2561). “การใช้ Google classroom ในการพัฒนาผบสัมฤทธิ์ทางการเรียน


และพฤติกรรมความรับผิดชอบของนักเรียนชั้นมัธยมศกษาปีที่ 1 โรงเรียนเบฐจมราชูทิศ ปัตตานี”
เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ “การเรียนรู้เชิงรุก” ครั้งที่ 6 “Active learning ตอบ

โจทย์ Thailand 4.0 อย่างไร” ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัด

นครศรีธรรมราช.

ทัพทิวา นามวงษ์และมัฮดี แวดราแม (2561). “การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศิริธรรมวิทยา โดยใช้โปรแกรมการเรียนรู้ PNK” เอกสารประกอบการ

ประชุมวิชาการระดับชาติ “การเรียนรู้เชิงรุก” ครั้งที่ 6 “Active learning ตอบโจทย์ Thailand 4.0

อย่างไร” ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช.




นิศา ชูโต. (2545). การวิจัยเชิงคุณภาพ. พมพครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: แม็ทส์ปอยท์.
นิตยา หลงโดยและมัฮดี แวดราแม (2561). “การใช้บทเรียนโปรแกรมส าเร็จรูปเรื่อง HTML ในการพัฒนาความ

สนใจในการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนรัตภูมิวิทยา”

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ “การเรียนรู้เชิงรุก” ครั้งที่ 6 “Active learning ตอบ
โจทย์ Thailand 4.0 อย่างไร” ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัด

นครศรีธรรมราช.


นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2543). สถิติชวนใช้. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2555). เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง วิธีการที่ถูกต้องและทันสมัยในการก าหนดขนาด


ตัวอย่าง ในโครงการ Research Zone จัดโดย ศูนย์การเรียนรู้ทางการวิจัย ณ อาคารศนย์การเรียนรู้
ทางการวิจัย สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) วันที่ 26 มกราคม 2555 เวลา 9.00-12.00 น.

10


นูรอัยนี่ นิยมเดชาและมัฮดี แวดราแม (2561). “การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนร่วมกับ Kahoot และ

Plickers ในการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดค าภาษาไทย และ ความสนใจในการเรียนวิชาภาษาไทยของ

นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนศาสนูถัมภ์ จังหวัดปัตตานี” เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ

ระดับชาติและนานาชาติ National and International Conference on Education (NICE 2018)
“Education Leadership, and Innovation in Learning Societies” ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม

2561 ณ โรงแรมภูเก็ตเกรซแลนด์ จังหวัดภูเก็ต.

โนรฮีดาย สะมะแอ และมฮดี แวดราแม (2561). “การสอนโดยใชบทเรียนอิเล็กทรอนิกส(e-Learning)

เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาคอมพิวเตอรของนักเรียนชั้นมัธยมศกษาปที่ 1 โรงเรียนสาธิต

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร” . เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ “นวัตกรรมวิชาชีพครู”
ครั้งที่ 1 วันที่ 21 มกราคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยทักษณ จังหวัดสงขลา.

บุญชม ศรีสะอาด. (2535). การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน์.

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2535). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: บีแอนบี พับลิชชิ่ง.

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2553). การเขียนรายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์. พิมพ์ครั้งที่ 10.กรุงเทพมหานคร : โรง

พิมพ์เรือนแก้ว.
บุญเรียง ขจรศิลป์. (2543). วิธีวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพมหานคร: พีเอ็นการพิมพ์.

ปทมา ยีสิดิ และมฮดี แวดราแม (2561). “การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

เรื่ององคประกอบคอมพิวเตอร โดยใช Augmented Reality และ แอปพลิเคชัน Quizizz ส าหรับ

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 1 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปตตานี” เอกสารประกอบการประชุม

วิชาการระดับชาติ “นวัตกรรมวิชาชีพครู” ครั้งที่ 1 วันที่ 21 มกราคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยทักษณ
จังหวัดสงขลา.

ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และส าลี ทองทิว (บรรณาธิการ). การวิจัยทางการศึกษา : หลักและวิธีการส าหรับนักวิจัย.
พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มัฮดี แวดราแม อาฟีฟี ลาเต๊ะ แวฮาซัน แวหะมะ สุพรรษา สุวรรณชาตรี นูรอาซีกีน ยีสมันและฮามีด๊ะ มูสอ.

(2561). ความต้องการจ าเป็นในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่าน
มุมมองของนักศึกษา ครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศและผู้บริหารสถานศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2561

11


ยูฮานีส ยีระ และมัฮดี แวดราแม (2561). “การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในการเรียนวิชา

คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองปัตตานีโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ open


approach และสื่อนาฬกาหรรษา” เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ
National and International Conference on Education (NICE 2018) “Education
Leadership, and Innovation in Learning Societies” ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2561 ณ

โรงแรมภูเก็ตเกรซแลนด์ จังหวัดภูเก็ต.

ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน์.

วรรณี แกมเกตุ. (2551). วิธีวิทยาการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพแห่ง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วิรัตน์ ธรรมาภรณ์. (2550). วิธีการทางสถิติส าหรับการวิจัยทางการศึกษา. ปัตตานี: ภาควิชาประเมินผลและวิจัย

ทางการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

สมคิด พรมจุ้ย. (2558). โครงการวิจัย เขียนอย่างไรให้มีคุณภาพ. วารสารศึกษาศาสตร์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2558.
สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (2551). วิธีวิทยาการประเมิน ศาสตร์แห่งคุณค่า. พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ:ส านักพิมพ์แห่ง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุกันยา ขวัญอ่อน และมัฮดี แวดราแม (2561). “ปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมของนักเรียนชั้น

มัธยมศึกษาตอนปลายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติและ

นานาชาติ National and International Conference on Education (NICE 2018) “Education

Leadership, and Innovation in Learning Societies” ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2561 ณ

โรงแรมภูเก็ตเกรซแลนด์ จังหวัดภูเก็ต.


สุชาดา บวรกิติวงศ์. (2548). สถิติประยุกต์ทางพฤติกรรมศาสตร์.พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพแห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุภางค์ จันทวานิช. (2546). วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2546). การวิจัยในชั้นเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพแห่งจุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2553).เคล็ดลับการท าวิจัยในชั้นเรียน. พมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อกษรไทย



12



สุวิมล ว่องวาณิช และนงลักษณ์ วิรัชชัย. (2546). แนวทางการให้ค าปรึกษาวิทยานิพนธ์. พิมพครั้งที่ 1.
กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ต าราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อาฟฟี ลาเต๊ะ มัฮดี แวดราแม แวฮาซัน แวหะมะ สุพรรษา สุวรรณชาตรี นูรอาซีกีน ยีสมันและฮามีด๊ะ มูสอ.

(2559). การพัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูผ่านการพัฒนาครูพ ี่
เลี้ยงด้วยการสร้างระบบการโค้ชในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้. วารสารศึกษาศาสตร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปีที่ 28 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560

อวยพร เรืองตระกูล. (2553). สถิติประยุกต์ทางพฤติกรรมศาสตร์1 .กรุงเทพฯ: ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยา

การศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อุทุมพร จามรมาน. (2533). การเขียนโครงการวิจัย. กรุงเทพมหานคร: ฟันนี่พับลิชชิ่ง.





Babbie, E. (2013). The practice of social research. 13 ed. CA: Wadsworth/Thomson Learning.
th
Best, W.John., and Kahn, V. James, (2003). Research in education.5 ed. NJ:Prentice-Hall.
th
Creswell, J.W. (2008). Educational research: planning, conducting, and evaluating quantitative

and qualitative research. 3rd ed. NJ: Pearson Education.

Creswell, J.W., and Plano Clark, V.L. (2011). Designing and conducting mixed methods research.

2nd ed. CA: Sage.

Ernic Stinger. (2004). Action research in education. New Jersey: Pearson Education.

Glass, V.Gene, and Hopkins, D.Kenneth. (1996). Statistical methods in education and psychology. Boston

Hartas, D. (editor). (2010). Educational research and inquiry:qualitative and quantitative approaches. NY:
Continuum.

Kerlinger, F.N.,and Lee H.B. (2000). Foundation of behavioral research. New York: Holt, Rinehart and

Winston, Inc.

Lodico, M.G., Spaulding, D.T.,and Voegtle, K.H. (2010). Methods in educational research: from theory

to practice. 2 ed. CA: John Wiley & sons.
nd
Mertler, C.A. (2014). Action research: improving schools and empowering educators. 4th ed.

California: Sage.

13


การสืบค้นข้อมูลออนไลน์
https://scholar.google.co.th


https://www.chula.ac.th/research-and-innovation/cuir

http://tanee.oas.psu.ac.th
https://soreda.oas.psu.ac.th

http://www.oas.psu.ac.th/thesis

http://eds.a.ebscohost.com

http://www.watpon.com

http://tdc.thailis.or.th/tdc/basic.php




8. นักศึกษำที่เรียนวิชำนี้ เป็นนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

ประเมินผลการศึกษา ชั้นปีที่ 3 จ านวน 28 คน

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกษา 2560

9. ผลกำรสอน ภาคเรียนที่ 1/2560 ได้เกรด A 17 คน คิดเป็นร้อยละ 60.71

B+ 11 คน คิดเป็นร้อยละ 39.29










ลงชื่อ


(ดร.มัฮดี แวดราแม)
ผู้สอน

1


บทที่ 1


บทน ำสู่กำรวิจัย


จุดประสงค์กำรเรียนรู้


เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ

1. อธิบายความรู้และการเรียนรู้ของมนุษย์ได้

2. ระบุวิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ได้

3. บอกความหมายของการวิจัยได้
4. อธิบายจุดมุ่งหมาย ลักษณะและธรรมชาติ และประโยชน์ของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ได้

5. อธิบายกระบวนการการวิจัยและบอกลักษณะของนักวิจัยที่ดีได้




เนื้อหำสำระ


 ความรู้และการเรียนรู้ของมนุษย์

 ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์

 ลักษณะของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์
 ความรู้ความจริงทางสังคมศาสตร์

 วิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์

 ข้อตกลงเบื้องต้นของวิธีการทางวิทยาศาสตร์
 การวิจัย (Research)

1. ความหมายของการวิจัย

2. จุดมุ่งหมายของการวิจัย
3. ลักษณะและธรรมชาติของการวิจัยทางสังคมศาสตร์

4. ข้อจ ากัดของการวิจัยทางสังคมศาสตร์

5. ประโยชน์ของการวิจัย
6. กระบวนการวิจัย

7. ลักษณะของนักวิจัยที่ดี

 สรุป

2


บทที่ 1


บทน ำเข้ำสู่กำรวิจัย




โดยทั่วไปเรามักได้รับข้อมูลที่เป็นเรื่องเล่า ข่าวลือ และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ บางครั้งก็

สามารถสืบหาได้ว่าใครเป็นคนเริ่มต้น ใครเป็นคนกระจายข่าว หรือใครเป็นผู้เสนอความคิดเห็น แต่ในที่สุดแล้ว

มักจะหาหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือไม่ได้ หรือแม้จะมีบุคคลยืนยันในข้อมูลและสามารถระบุตัวบุคคลที่แสดงความ
คิดเห็นได้อย่างชัดเจนก็อาจจะมีความเห็นแย้ง หรือมีค าถามเกิดขึ้นอยู่เสมอว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือ เป็นไปได้

อย่างไร เป็นต้น

ปัจจุบันนี้วิทยาการต่าง ๆ มีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และไม่เคยหยุดนิ่ง ประกอบกับประชาชนทั่วไป
ต่างก็ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง ได้เรียนรู้อย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง ท าให้มีระบบความคิดที่ใช้เหตุผลมากขึ้น ข้อมูล

ข่าวสารประเภทเรื่องเล่า ข่าวลือ ตลอดจนความคิดเห็นที่ไม่มีเหตุผลเพยงพอจะถูกปฏิเสธหรือถูกตรวจสอบยืนยัน



มากขึ้น ขณะที่การให้ข้อมูล หรือการแสดงความคดเห็นที่มีการอ้างถึงผลการวิจัยประกอบ ประชาชนจะรับฟงและ
เชื่อถือมากกว่าท าให้มีการอางองเอาผลงานวิจัยมาใช้มากขึ้นในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการค้า การโฆษณา






การพฒนาบุคลิกภาพ การพฒนาสุขภาพ การพฒนาอาชีพ การพฒนาองค์กร การจัดการศึกษา การพฒนาทาง

วิชาการ แลเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย
ในบทนี้จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ (world view) เกี่ยวกับการวิจัยกว้าง ๆ เพอเป็นพนฐานก่อนที่จะเข้าสู่
ื้
ื่
องค์ความรู้ว่าด้วยระเบียบวิธีการวิจัยโดยเฉพาะ โดยจะกล่าวถึงความเป็นมาเกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์
ความสัมพนธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์ ลักษณะของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์

ความรู้ความจริงทางสังคมศาสตร์ การแสวงหาความรู้ของมนุษย์ ขั้นตอนของวิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ กระบวนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ความหมายของการวิจัย จุดมุ่งหมายของการวิจัย ลักษณะและ

ธรรมชาติของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ข้อจ ากัดของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ประโยชน์ของการวิจัย ขั้นตอนของ

การวิจัย และลักษณะของนักวิจัยที่ดี เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถกต้องและเป็นแนวทางในการศกษาวิจัยต่อไป

ควำมรู้และกำรเรียนรู้ของมนุษย์
ค าถามเชิงปรัชญาที่เป็นรากฐานส าคัญของศาสตร์สาขาต่าง ๆ ก็คือค าถามที่ว่าความรู้คืออะไร และ

อะไรบ้างที่ถือว่าเป็นความรู้

วีระ สมบูรณ์ (2541: 65-66) ได้สรุปความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับอยู่โดยทั่วไป โดยเฉพาะ
ในวงวิชาการไว้ 3 ประการ คือ (1) ความรู้คือความเข้าใจที่ตรงต่อสภาพความเป็นจริง ซึ่งความเป็นจริงนั้นมีอยู่


ต่างหาก เมื่อมนุษย์สามารถคนพบกฎเกณฑ์หรือความเป็นจริงนั้น ๆ ก็จัดว่าเป็นความรู้หรือเป็นศาสตร์ (2) ความรู้

3


ท าให้เราสามารถจัดการกับสถานการณ์และปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ (3) แบบแผนของ

ความรู้กระแสหลักที่จะเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ได้รับการศึกษาสมัยใหม่โดยส่วนใหญ่จะต้องเป็นแบบที่มีเหตุผลและ
พิสูจน์ได้ กล่าวคือจะต้องมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ตามกระบวนการของเหตุผล


จากความเข้าใจดังกล่าวท าให้มีความเชื่อกันว่าความรู้ท านองนี้เป็นสิ่งส าคัญที่ท าให้สังคมพฒนา เพราะได้

ช่วยให้ผู้คนมีจิตใจที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมาะสมต่อการพฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังมีผล
ต่อการขยายพรมแดนแห่งความรู้ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ออกไปอย่างกว้างขวาง และท าให้มีความเป็น

ศาสตร์มากขึ้นโดยการเลียนแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

ความมั่นใจในความรู้ และแบบแผนของความรู้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถน ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
ตลอดจนท่าทีของผู้คนต่อความรู้ลักษณะนี้ เรียกได้ว่าเป็นท่าทีแบบปฏิฐานนิยม (positivism) นั่นคือเป็นท่าทีแห่ง

ความเชื่อที่ว่า ความจริงนั้นมีอยู่อย่างเป็นเอกเทศ โดยที่ทุกสิ่งทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ของความจริงอยู่ ความรู้จึงเกิด

จากการค้นพบความจริงและผู้รู้ก็คือผู้ที่ค้นพบกฎเกณฑ์นั้น (วีระ สมบูรณ์, 2541: 69)
จากความคิดข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ปรัชญาความเชื่อทางวิชาการของผู้คนยุคปัจจุบันนั้นจะเน้นหนักไป



ทางด้านเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์มากขึ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การอางองผลการวิจัยจะท าให้ผู้คนยอมรับและ
เชื่อถือผลที่ได้จากการแสวงหาความรู้นั้น ๆ อย่างไรก็ตามการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ก็มิได้อาศัย
ื่
เฉพาะแต่กระบวนการวิจัยเท่านั้น หากแต่ได้เรียนรู้และแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการอน ๆ ที่หลากหลาย การเรียนรู้
ของมนุษย์นี้จึงนับวันแต่จะกว้างขวางลึกซึ้งและมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีฐานความรู้เดิมที่สั่งสมต่อกัน

มาและนวัตกรรมทางปัญญาต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ใหม่เพิ่มเติม
ปรีชา ช้างขวัญยืน (2547: 2-8) ซึ่งเป็นนักปรัชญาที่ส าคัญท่านหนึ่งของประเทศไทย กล่าวถึงสิ่งที่มนุษย์

เรียนรู้ และวิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ไว้ว่า ในสมัยที่มนุษย์ยังด ารงชีวิตแบบพงพาธรรมชาติล้วน ๆ นั้น
ึ่
ความคิดและความรู้ของมนุษย์ยังไม่สลับซับซ้อนมากนัก แต่เมื่อมนุษย์เจริญขึ้นความคิดและความรู้ของมนุษย์ก็มี

ความซับซ้อนยิ่งขึ้นตามความจ าเป็น ซึ่งมีการพฒนาอย่างต่อเนื่องมีการคิดค้นเทคโนโลยีและมีการถ่ายทอดสืบต่อ
กันมา ความรู้ของมนุษย์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่แวดล้อมมนุษย์ ความรู้เกี่ยวกับ


สังคมที่มนุษย์เป็นสมาชิกและความรู้เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่ดีมคุณค่า
การที่มนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติ ท าให้มนุษย์สะสมความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติไว้อย่างเป็นระบบและ


บางส่วนได้พฒนาต่อมาเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงกล่าวได้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ประเภทแรก
ที่มีความจ าเป็นส าหรับมนุษย์ และมนุษย์ได้พัฒนาขึ้นขณะที่บางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจก็พัฒนาไปเป็นความ
เชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ เพอที่จะอธิบายธรรมชาติที่ตนยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีอยู่และรอการ
ื่
ศึกษาวิจัยเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป

4



ความไม่เข้าใจและความกลัวภัยจากธรรมชาติ ท าให้มนุษย์ยมจ านนต่ออานาจของธรรมชาติ และต่อมา
ยอมรับว่าที่ธรรมชาติมีอ านาจเช่นนั้น เพราะมีสิ่งเหนือธรรมชาติที่สามารถบันดาลให้มีอันเป็นไปได้ ขณะเดียวกันก็
เริ่มคิดถึงการให้คุณและโทษของธรรมชาติหรือสิ่งเหนือธรรมชาติว่ามิได้เป็นไปโดยอ าเภอใจ หากแต่เป็นไปตามคุณ

และโทษ หรือกรรมดีและกรรมชั่วที่มนุษย์เป็นผู้กระท า หรือเป็นไปตามกลักกฎแห่งกรรมนั่นเอง ท าให้มนุษย์ได้

แสวงหาและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องความดีความชั่ว รวมทั้งเรื่องความงดงามทางศิลปะและทางภาษา โดยมนุษย์ได้ใช้
เหตุผลในการแสวงหาความเข้าใจและหลักตัดสินคุณค่าต่าง ๆ โดยถือเป็นเรื่องส าคัญสูงส่งซึ่งเป็นสิ่งที่ท าให้มนุษย์

ื่
แตกต่างจากสัตว์โลกอื่น ๆ อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นคือมนุษย์สามารถคด รู้สึก และปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามได้ ความรู้เพอ


การมีชีวิตที่มีคุณค่าและการสร้างสรรค์สิ่งดีงามเหล่านี้ได้รับการพฒนาต่อมาเป็นศาสตร์แขนงต่าง ๆ ทาง
มนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีบทบาทส าคัญควบคู่กับสังคมมนุษย์มาโดยตลอดเช่นกัน



การสร้างสรรค์ความรู้ความคิด ทฤษฎีและปรัชญาอนเป็นอดมคติของมนุษยศาสตร์นั้นบางส่วนได้น ามาสู่

การปฏิบัติ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ได้น ามาปฏิบัติ หรือน ามาปฏิบัติได้ไม่ครบถ้วนตามความคด ทฤษฎีหรือปรัชญา หรือ
แม้บางกรณีก็มีการปฏิบัติในทิศทางที่ตรงกนข้าม ท าให้มนุษย์มีการแสวงหาและเรียนรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม และต่อมาได้มีการพฒนาเป็นความรู้ทางสังคมศาสตร์สาขาต่าง ๆ มากมาย ซึ่งความรู้

ของมนุษย์เหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจ าเป็นต่อการด ารงอยู่ของมนุษย์ และการใช้ความรู้แต่ละอย่างหรือการ
ผสมผสานกันระหว่างความรู้ขึ้นอยู่กับความต้องการ ปัญหา และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของมนุษย์ในยุคนั้น ๆ

(ปรีชา ช้างขวัญยืน, 2547: 8-9)


ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงวิทยำศำสตร์ สังคมศำสตร์ และพฤติกรรมศำสตร์

ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่าพฒนาการของความรู้ท าให้เกิดศาสตร์สาขาต่าง ๆ ขึ้นและมีการ
จ าแนกเป็นสาขาย่อย ๆ อีกจ านวนมาก และโดยส่วนใหญ่เป็นการแยกสาขาเพื่อให้เกิดความลุ่มลึกทางวิชาการ เมื่อ


ประมาณ 100 กว่าปีมานี้ ความก้าวหน้าทางวิชาการได้ก่อให้เกิดศาสตร์ใหม่ขึ้นมาอกสาขาหนึ่งคือ พฤติกรรม
ศาสตร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการบูรณาการกันระหว่างสาขาจิตวิทยาในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ กับสาขาสังคมวิทยาและ

มานุษยวิทยาในสังคมศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัติแล้วมนุษย์ใช้ความรู้โดยมิได้แยกออกจากกันว่า ส่วนไหนเป็น

วิทยาศาสตร์ ส่วนไหนเป็นสังคมศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ หากแต่เป็นการใช้คุณค่าของศาสตร์
หลายสาขาร่วมกัน

ส าหรับพฤติกรรมศาสตร์ (behavioral sciences) ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอย่างมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ

พฤติกรรมมนุษย์ ว่ามีที่มาและการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดังนั้นการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์จึงต้องอาศัยความรู้และ

การค้นพบจากศาสตร์หลายสาขา โดยมี 3 สาขาหลักที่มีความสัมพนธ์ซึ่งกันและกันอย่างมาก คือ จิตวิทยา สังคม
วิทยา และมานุษยวิทยา เข้ามาร่วมกันอธิบายว่าปัจจัยหรือตัวแปรใดบ้างที่มีอิทธิพลหรือมีผลกระทบต่อพฤติกรรม

ื่
มนุษย์เพอที่จะท าความเข้าใจความหมายหรือสาเหตุของพฤติกรรมได้ถูกต้อง สามารถคาดคะเนหรือท านาย

5


พฤติกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ตลอดจนสามารถที่จะก ากับเปลี่ยนแปลงและควบคุมพฤติกรรมของบุคคล

ได้
จะเห็นได้ว่าทั้งสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ ต่างก็มุ่งศึกษาและอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์และโดย

ื้
เหตุที่สังคมวิทยาและมานุษยวิทยานั้นเป็นกลุ่มวิชาพนฐานของสังคมศาสตร์ ขณะเดียวกันก็เป็นฐานความรู้ส าคัญ
ของพฤติกรรมศาสตร์ด้วย จึงท าให้สังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์มีความใกล้เคียงกัน ในการจัดมาตรฐาน

อาชีพของผู้สอนในสถาบันอดมศึกษา ซึ่งจัดโดยกองส่งเสริมการมีงานท า กระทรวงแรงงาน ก็ได้จัดให้ผู้สอนวิชา
สังคมศาสตร์และผู้สอนวิชาพฤติกรรมศาสตร์อยู่ในกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้นักวิชาการบางท่านระบุว่าพฤติกรรม

ศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมศาสตร์ บางท่านเห็นว่าพฤติกรรมศาสตร์เป็นสหวิทยาการที่มาจากศาสตร์หลาย
แขนง ในขณะที่บางท่านเห็นว่าสังคมศาสตร์เป็นกลุ่มวิชาหนึ่งในพฤติกรรมศาสตร์

จากความเป็นมาของศาสตร์และทัศนะของนักวิชาการดังกล่าว จึงสรุปได้ว่าพฤติกรรมศาสตร์และ


สังคมศาสตร์มีความใกล้ชิดกันมาก เพราะมีธรรมชาติขิงวิชาและเป้าหมายของการศกษาคล้ายคลึงกัน กล่าวคือเป็น
ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และใช้ข้อเท็จจริงจากพฤติกรรมของมนุษย์เป็นข้อมูลในการศึกษา ทั้งยังใช้

กระบวนการในการศึกษาแบบเดียวกัน เพอให้เกิดความกระชับและเข้าใจง่ายขึ้นในเนื้อหาสาระของเอกสารนี้
ื่
ผู้เขียนจึงใช้ค าว่า “สังคมศาสตร์” ในความหมายที่ครอบคลุมถึงพฤติกรรมศาสตร์ด้วย

ตามพฒนาการของศาสตร์ กล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์เป็นต้นแบบของการศึกษาทางสังคมศาสตร์และ
พฤติกรรมศาสตร์ ดังนั้นสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์จึงมีลักษณะและวิธีการศึกษาที่คล้ายคลึงกับ

วิทยาศาสตร์หลายประการ โดยสังคมศาสตร์ให้ความส าคัญกับการศึกษาสภาพจริง และการศึกษาในฐานะ
ข้อเท็จจริงคล้าย ๆ กับวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์นั้นใช้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติเป็นข้อมูลในการศึกษา

ขณะที่สังคมศาสตร์ใช้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นข้อมูลในการศึกษา การที่สังคมศาสตร์ใช้

ข้อเท็จจริงเป็นข้อมูลในการศึกษาเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ก็เพราะต้องการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสังคมอย่างเป็น
วิทยาศาสตร์ให้มากที่สุดนั่นเอง โดยเชื่อว่าจะท าให้สามารถเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมได้เช่นเดียวกับทการศึกษา
ี่
ทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายปรากฏการณ์ในสภาพธรรมชาติได้ วิธีการศึกษาทางสังคมศาสตร์จึงยอมรับใน

หลักการ และวิธีการทางวิทยาศาสตร์อยู่มาก (ปรีชา ช้างขวัญยืน, 2547: 9-11, 24-26) เช่น
1. ศึกษาเรื่องประเภทเดียวกัน คือเรื่องข้อเท็จจริง (fact) โดยวิทยาศาสตร์หาความรู้โดยใช้ข้อเท็จจริงทาง

ธรรมชาติเป็นข้อมูล ส่วนสังคมศาสตร์หาความรู้โดยใช้ข้อเท็จจริงทางสังคมเป็นข้อมูล

2. ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ถือว่าคุณค่า (value) เป็นสิ่งสมมติไม่ใช่ความจริงทางวิทยาศาสตร์
และเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถรับรู้ทางประสาทสัมผัสได้ แม้ทางสังคมศาสตร์จะศึกษาเรื่องของคุณค่าอยู่บ้าง แต่ก็

ื่
เป็นการศึกษาคุณค่าที่ปฏิบัติหรือสอนกันในฐานะเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของสังคม ไม่ได้ศึกษาเพอประเมินว่า
ระบบคุณค่าใดถูกหรือไม่ ดีหรือไม่ดี การตั้งค าถามเกี่ยวกับคุณค่าว่าดีหรือไม่ดี จึงไม่อยู่ในขอบข่ายของการศึกษา
ทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์

6


3. ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์มุ่งค้นหาลักษณะทั่วไป หรือสามานยลักษณ์ (common qualities)


อนเป็นลักษณะกลาง ๆ หรือลักษณะร่วมของสิ่งที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน นั่นคือเป็นการพยายามมองสิ่งต่าง ๆ
โดยผ่านมโนทัศน์ร่วม (common concept)

4. สังคมศาสตร์ไม่ได้มุ่งศึกษาหลักการประเมินค่า (evaluation) สังคมศาสตร์มักจะถือว่าสิ่งที่สังคมเห็น

ว่าดีเป็นสิ่งที่ดีจริง นั่นคือ ค่านิยมที่สังคมยอมรับ แต่ไม่ได้ให้ความส าคัญกับการศึกษาหลักการประเมินค่า ทั้งที่

คุณค่าหรือคานิยมก็เป็นข้อเท็จจริงทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นสิ่งสัมพทธ์ (relative) ที่สังคมสร้างขึ้น ถือ

ปฏิบัติสืบต่อกันมาและเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีอะไรเป็นสิ่งคงที่ถาวร


ลักษณะของทฤษฎีทำงสังคมศำสตร์

เนื่องจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์มาจากการสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในสังคม โดยใช้วิธีการทาง


วิทยาศาสตร์ จึงเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและความสัมพนธ์ระหว่างข้อเท็จจริงในเชิงสาเหตุ ดังนั้นความ
แม่นย าและครอบคลุมของทฤษฎีจึงขึ้นอยู่กับความครอบคลุมของข้อมูลและความเชื่อพื้นฐานของทฤษฎีเหล่านั้น

จากที่มาของทฤษฎีดังกล่าว จึงท าให้ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์มีลักษณะ ดังนี้

(ปรีชา ช้างขวัญยืน, 2547: 36)
1. เป็นทฤษฎีที่อธิบายสาเหตุของพฤติกรรมที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างทั่ว ๆ ไปของคนส่วนใหญ่

แต่อาจใช้กับบุคคลพิเศษหรือบุคคลบางกลุ่มไม่ได้ เช่น อัจฉริยบุคคลหรือบุคคลที่เหนือมาตรฐาน เนื่องจากเป็นการ

สังเกตจากจากคนทั่วไป ซึ่งมักจะประพฤติตามกันไปในกรอบของสังคมและความเชื่อพื้นฐาน
2. ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ไม่มีบทบาทในการประเมินค่าข้อมูลที่ศึกษาในแง่ว่าควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี

และมักเป็นไปตามกระแสทฤษฎีคุณค่าที่สังคมยึดถือ คือเป็นทฤษฎีที่ตามสังคมไม่น าสังคม ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์

จึงอาจมีประสิทธิภาพในการพรรณนาและอธิบายว่าสังคมเป็นอย่างไร แต่มิได้บอกว่าควรน าประสิทธิภาพนั้นไปใช้
ในทางใด

3. นักสังคมศาสตร์ส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการศึกษาทฤษฎี และน าทฤษฎีไปอธิบายข้อเท็จจริงทางสังคม

มากกว่าจะเป็นนักสร้างทฤษฎี และทฤษฎีเองก็สรุปมาจากปรากฏการณ์มากกว่าจะเป็นทฤษฎีที่บอกว่าสังคมควร
เป็นอย่างไร นักสังคมศาสตร์อาจโต้แย้งกันบ้างในการน าทฤษฎีไปใช้มากกว่าที่จะเป็นการประเมินค่าของทฤษฎี

7


ควำมรู้ควำมจริงทำงสังคมศำสตร์

ความจริงหรือความรู้ความจริงทางสังคมศาสตร์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ความจริงส่วน
บุคคล (personnel or private facts) ซึ่งเป็นความจริงเฉพาะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือความจริงที่เป็นปัจเจก

ลักษณ์ และความจริงทั่วไป (public facts) ซึ่งเป็นความจริงที่บุคคลทั่วไปมีร่วมกัน หรือความจริงที่เป็นสามานย

ลักษณ ์
วิธีการได้มาซึ่งความรู้ความจริง ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ก็ตาม แบ่งตามช่อง

ทางการได้รับเป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ ความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัสและความรู้ที่ได้จากการตีความ ดังนี้

1. ความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัส ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัสโดยตรงจาก
ลิ้น หู ตา จมูก และกาย เช่น ท าให้เรารู้ว่ามะนาวมีรสเปรี้ยว รู้ว่าดอกราชพฤกษ์มีสีเหลือง รู้ว่าเมื่อเข้าใกล้กองไฟ

แล้วจะร้อน รู้ว่าดอกกุหลาบมีกลิ่นหอมหรือเสียงนกที่ร้องอยู่หลังบ้านเป็นเสียงนกกระจิบ เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งเป็น

ื่
ความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัสเช่นกัน แต่ไม่ใช่ความรู้โดยตรง เนื่องจากเป็นความรู้ที่เกิดจากการใช้เครื่องมืออน
ช่วย เช่น รู้ว่าบริเวณนี้มีสัญญาณโทรศัพท์ การรู้ว่าเด็กในครรภ์มารดาเป็นเพศชาย รู้ว่าก าลังเกิดเหตุรุนแรงจาก

การถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ รู้ว่าท่อน้ าท่ออาหารของต้นข้าวโพดมีลักษณะเป็นอย่างไร เป็นต้น ซึ่ง


ความรู้ที่ได้จากการสัมผัสเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางออมก็ตามถือว่าเป็นความรู้ประจักษ์ชัด
2. ความรู้ที่ได้จากการตีความ ความรู้ลักษณะนี้เกิดจากการใช้ความคิด ใช้เหตุผล ใช้สติปัญญา

ความสามารถของบุคคล เช่น รู้ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง รู้ว่าการยิ้มเป็นการสร้างสัมพนธภาพที่ดีต่อกัน รู้ว่าการท า

ธุรกิจมีความเสี่ยง รู้ว่าข้าราชการมีอยู่หลายประเภท รู้ว่าอาชีพของเกษตรกรมีลักษณะที่แตกต่างกันได้หลาย
ลักษณะ รู้ว่าสัตว์ปีกมีหลายชนิด เป็นต้น การสร้างความรู้จากการตีความก็คือการเชื่อมโยงสิ่งที่ต่างกันเข้ามา

รวมกัน หรือเป็นการค้นหาเอกภาพในพหุภาพ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการโยงความหลากหลายเข้าเป็นเอกภาพนั้น

เกิดจากความคิดของมนุษย์ ซึ่งก็คือมโนภาพหรือภาพที่เราสร้างขึ้นในแนวคิด เพอที่จะโยงความหลากหลายให้เข้า
ื่
เป็นสิ่งเดียวกัน

เนื่องจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์นั้น บางทฤษฎีเป็นเพยงข้อสังเกตที่ไม่ครอบคลุมข้อมูลที่จ าเป็น บาง

ทฤษฎีมาจากการสังเกตที่ไม่ครบถ้วน หรือเป็นทฤษฎีที่มาจากการสังเกตข้อมูลบางส่วนและมีความเชื่อบางเรื่อง
เป็นหลัก แต่นักสังคมศาสตร์ก็ได้ใช้ทฤษฎีเหล่านี้เป็นจุดตั้งต้นและเป็นกรอบในการอธิบายข้อเท็จจริงและ


ปรากฏการณ์ในสังคม โดยถือเสมือนว่าเป็นทฤษฎีที่เป็นจริงไม่มปัญหาและไม่มีข้อจ ากัด โดยที่มโนทัศน์และทฤษฎี

อาจจะไม่ได้มาจากการทดลองแบบวิทยาศาสตร์ ในแง่นี้เมื่อนักสังคมศาสตร์พดถึงการหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์
ย่อมไม่ใช่การพดถึงข้อเท็จจริงและทฤษฎีที่มาจากข้อเท็จจริงล้วน ๆ แต่เป็นทฤษฎีที่มาจากความเชื่อและเป็นการ

น าทฤษฎีไปใช้กับข้อเท็จจริง เมื่อพูดถึงความจริงทางสังคมศาสตร์จึงมักจะเป็นความจริงตามกรอบหรือทฤษฎีที่วาง

ไว้

8


นอกจากนี้สังคมศาสตร์ยังใช้สถิติเป็นเครื่องมือส าคัญ เนื่องจากข้อมูลทางสังคมศาสตร์เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ

มนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ไม่แน่นอนตายตัวเหมือนสสารวัตถุทางวิทยาศาสตร์ ทั้งยังสามารถ
แสดงพฤติกรรมที่ไม่จริงได้ด้วย ข้อมูลของแต่ละคนจึงแทนกันไม่ได้ ความแตกต่างเหล่านี้ท าให้สังคมศาสตร์มี

ปัญหาเรื่องความผิดพลาด (error) และมักจะใช้วิธีการทดลองอย่างวิทยาศาสตร์ได้ยาก เนื่องจากมีปัญหาในการ

ควบคุมตัวแปรและสร้างตัวคงที่ เพราะตัวแปรมีมากมาย จนไม่สามารถสังเกตและท าความเข้าใจได้ทั่วถึง
การที่สังคมศาสตร์มีข้อมูลที่มีความผันแปรสูงนี้เอง จึงต้องอาศัยวิธีควบคุมความผันแปรด้วยวิธีการทาง

สถิติ เพื่อให้การสรุปมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจว่ากระบวนการได้มาซึ่งข้อมูลจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูล

ทุกขั้นตอนมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการแสวงหาความรู้และการใช้ความรู้ทาง
สังคมศาสตร์



วิธีกำรแสวงหำควำมรู้ของมนุษย ์

การแสวงหาความรู้ของมนุษย์ได้มีการพฒนามาเรื่อย ๆ และเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่
กระนั้นวิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ที่เคยใช้กันมาแต่ดั้งเดิมก็ยังคงมีการน ามาใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น

การศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณี (tradition) การใช้ประสบการณ์ (experience) การสอบถามผู้รู้
(authority) การศึกษาจากเอกสารต ารา (document/text) และสื่อต่าง ๆ การใช้เหตุผลแบบต่าง ๆ (reason)

การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (scientific process) และการวิจัย (research) เป็นต้น

1. กำรศึกษำจำกขนบธรรมเนียมประเพณี (Tradition)

ความรู้บางอย่างของมนุษย์ได้มาจากการศกษาและปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีของตน เช่น
ความรู้ในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา การทอดกฐิน การแต่งกาย การไหว้ครู เป็นต้น

อย่างไรก็ตามขนบธรรมเนียมบางอย่างอาจไม่สอดคล้องกับหลักการ หรือทฤษฎีที่เคยได้รับการพฒนาจน

เป็นที่ยอมรับของสังคม เนื่องจากขนบธรรมเนียมเหล่านั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไป

จากขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ดั้งเดิมก็ได้ เช่น ในการถวายเทียนและธูปแด่พระสงฆ์ในปัจจุบัน มีการใช้เทียน

ไฟฟาหรือธูปไฟฟาแทนของจริง การแสดงมหรสพในงานศพ แนวคิดในการจัดการกับเถ้ากระดูก (องคาร) ของ



บรรพบุรุษ เป็นต้น
2. กำรใช้ประสบกำรณ์ (Experience)

ความรู้บางอย่างของมนุษย์ได้มาจากประสบการณ์ในอดีตของตนเอง ซึ่งอาจจะเป็นความรู้ที่ได้มา

โดยบังเอญ (by chance) ได้จากการลองผิดลองถูก (by trial and error) จากการปฏิบัติและการฝึกฝน (by
practice) จนกลายเป็นความรู้ความเข้าใจที่สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ และการแสวงหาความรู้โดยใช้

ประสบการณ์นี้ก็ยังคงเป็นวิธีการส าคัญอย่างหนึ่งในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการแสวงหาความรู้โดยใช้
ประสบการณ์อาจน าไปสู่ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อนได้อนเนื่องจากการละเลยในสิ่งที่มองไม่เห็น การใช้เครื่องมือที่มี


9



ความล าเอยง การพลาดโอกาสในการสังเกตเหตุการณ์ส าคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การสรุปโดยมีข้อมูลที่ไม่เพยงพอ

ื้
การพลาดโอกาสในการสังเกตเหตุการณ์ส าคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือการสรุปบนพนฐานของความคิดเห็นส่วนตัว
(บุญเรียง ขจรศิลป์, 2543: 2)

3. กำรสอบถำมจำกผู้รู้ (Authority)

การสอบถามจากผู้รู้เพื่อหาความรู้ความจริงบางอย่างเป็นวิธีที่ใช้กันมาแต่โบราณแต่ถึงกระนั้น
วิธีการนี้ก็ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน บุคคลที่ได้ศึกษาและสั่งสมความรู้จนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้รู้หรือผู้ที่มีความ

เชี่ยวชาญในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งในยุคปัจจุบันเรียกว่ากูรู (GURU) นั้น นอกจากจะได้รับความเชื่อถือในองค์ความรู้ที่

ถ่ายทอดออกมาแล้ว ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้อกด้วย ในสังคมปัจจุบันพบว่ามีผู้รู้ในเรื่องต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง

อยู่มากมายและท าหน้าที่เป็นแหล่งความรู้ที่ส าคัญ ซึ่งอาจจะมีค าเรียกต่าง ๆ กัน เช่น นักวิจัย นักปฏิบัติการ ครู

อาจารย์ รวมทั้งพระสงฆ์ ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการสอบถามจากผู้รู้ หรือผู้ที่มีความรู้มากกว่าเราจะช่วยให้เราได้ค าตอบในสิ่งที่เรา
อยากรู้มีความสบายใจหรือมีความชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น แต่เนื่องจากผู้รู้ในแต่ละเรื่องหรือแต่ละระดับพนที่
ื้
อาจจะมีความรู้แตกต่างกน ดังนั้นการแสวงหาความรู้โดยการสอบถามจากผู้รู้จึงควรมีการตรวจสอบและต้องมั่นใจ

ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้รู้ในเรื่องที่ต้องการสอบถามอย่างแท้จริง
4. กำรศึกษำจำกเอกสำรต ำรำ (Document/Text) และสื่อต่ำง ๆ

ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการพิมพ์มีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ความรู้ต่าง ๆ ได้ถูก

ถ่ายทอดออกมาในรูปของเอกสารและสื่อสิ่งพิมพมากมาย ความรู้บางเรื่องยังมีการตีพมพ์เผยแพร่ในหลายประเทศ


รวมทั้งมีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ที่ง่ายต่อการศึกษามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการการแสวงหาความรู้

โดยผ่านสื่ออเล็กทรอนิกส์และอปกรณ์การเรียนรู้ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว ลึกซึ้งและสามารถศึกษาซ้ าได้

ตามความสนใจ โดยที่ผู้แสวงหาความรู้ไม่จ าเป็นต้องสอบถามจากผู้รู้โดยตรง แต่สามารถศึกษาจากเอกสารต ารา
และสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ผู้รู้ได้ถ่ายทอดไว้ หรือมีผู้รวบรวมความรู้และจัดท าไว้

5. กำรใช้เหตุผลเชิงอนุมำน (Deductive Method)

การใช้เหตุผลเชิงอนุมานมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ซิลลอจีสซึม (syllogism) ตรรกวิทยาเชิง
อนุมาน (deductive logic) หรือ inside-out method เป็นต้น อริสโตเติล (Aristotle) เป็นคนแรกที่ใช้วิธีการนี้

ค้นหาความรู้หรือข้อเท็จจริง โดยใช้การคิดเชิงเหตุผลด้วยการอ้างข้อเท็จจริงที่ “เป็นจริง”สองประการมาสรุปเป็น

ข้อเท็จจริงหรือความรู้ใหม่ เช่น


เหตุใหญ่: สิ่งมีชีวิตต้องการอาหาร

เหตุย่อย: กระรอกเป็นสิ่งมีชีวิต
ข้อสรุป: กระรอกต้องการอาหาร

10


เหตุใหญ่: พืชปรุงอาหารโดยใช้แสงแดด

เหตุย่อย: มะพร้าวเป็นพืชชนิดหนึ่ง
ข้อสรุป: มะพร้าวปรุงอาหารโดยใช้แสงแดด


วิธีการหาความรู้โดยการอนุมานของอริสโตเติลนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการหาความรู้ที่มีระบบแบบแผนและ

ได้มีการน ามาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง รวมทั้งการอนุมานทฤษฎีมาเป็นสมมติฐานการวิจัย แต่การค้นหาความรู้
หรือข้อเท็จจริงด้วยการใช้เหตุผลเชิงอนุมานนี้มีข้อบกพร่องที่ส าคัญ 2 ประการ เมื่อน ามาใช้กับปรากฏการณ์ทาง

สังคม ซึ่งมีลักษณะที่เป็นพลวัตมีความหลากหลายซับซ้อน มีปฏิสัมพันธ์และมีผลกระทบถึงกันได้ คือ

5.1 ข้อสรุปหรือข้อเท็จจริงที่ได้อาจไม่เป็นจริง หรือไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ทั้งนี้เพราะข้อเท็จจริงสอง
ประการที่ใช้สรุปหาข้อเท็จจริงใหม่นั้น อาจไม่จริงเสมอไปและเป็นการอ้างเหตุผลเชิงภาษาเป็นหลัก เช่น

เหตุใหญ่: นักศึกษาทุกคนที่ตั้งใจเรียนจะประสบความส าเร็จ

เหตุย่อย: นายกฤษณ์ เป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียน
ข้อสรุป: นายกฤษณ์จะประสบความส าเร็จ

ื่
การสรุปว่านายกฤษณ์จะประสบความส าเร็จ อาจจะเป็นจริงหรือไม่ก็ได้เพราะยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องอน ๆ
อกมาก หรือแม้แต่ค ากล่าวที่ว่า “ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน” โดยนัยที่ต้องการสื่อความหมายก็คือ “ถ้าใคร

เป็นคนขยัน คนนั้นจะไม่ยากจน” ก็ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป

5.2 ข้อสรุปหรือข้อเท็จจริงที่ได้มิใช่ความรู้ใหม่ หากแต่เป็นความรู้เดิมที่รู้อยู่แล้วนั่นเอง เนื่องจาก

ข้อเท็จจริงรวม (เหตุใหญ่) มีความหมายครอบคลุมข้อเท็จจริงย่อย (เหตุย่อย) อยู่แล้ว ถ้ายอมรับว่าข้อเท็จจริงรวม
เป็นจริง การสรุปว่าข้อเท็จจริงย่อยจะเป็นจริงด้วยจึงไม่ใช่ความรู้ใหม่


ื้
แนวทางการใช้เหตุผลเชิงอนุมานนี้จึงมีลักษณะที่เป็นอดมคติทางตรรกศาสตร์บนพนฐานว่าข้อเท็จจริงที่
อ้างถึงมีค่าความจริง (truth value) เป็นไปตามเงื่อนไขจะสามารถสรุปได้ตามหลักการ แต่ในทางสังคมศาสตร์อาจ

ไม่เป็นเช่นนั้น นั่นคือข้อเท็จจริงที่อางถึงทั้ง 2 ประการ อาจไม่ตรงกับความจริงเสมอไป และอาจท าให้ข้อสรุปเกิด
ความผิดพลาดได้

6. กำรใช้เหตุผลเชิงอุปมำน (Inductive Method)
จากข้อบกพร่องของการใช้เหตุผลเชิงอนุมาน ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) จึงได้เสนอว่า

การค้นคว้าหาความรู้ให้ได้ความรู้ใหม่หรือข้อเท็จจริงใหม่นั้นจะต้องเป็นไปในลักษณะของการเก็บรวบรวมข้อมูล


หรือข้อเท็จจริงย่อย ๆ เสียก่อน แล้วน ามาจ าแนกแยกประเภทตามลักษณะ และหาความสัมพนธ์ของข้อเท็จจริง
ตามลักษณะต่าง ๆ จากนั้นจึงแปลความหมายและสรุปผล ซึ่ง ฟรานซิส เบคอน ได้เสนอวิธีการค้นคว้าหาความรู้

เชิงเหตุผลด้วยวิธีการอุปมานไว้ 2 วิธี ดังนี้

11




6.1 การใช้เหตุผลเชิงอปมานแบบสมบูรณ์ (perfect inductive method) การอปมานแบบนี้จะเก็บ
รวบรวมข้อเท็จจริงย่อย ๆ ให้ครบทุกหน่วยประชากรที่ต้องการศึกษาเสียก่อน จากนั้นน าข้อมูลไปจัดกระท า
วิเคราะห์ ตรวจสอบให้ละเอยดทุกหน่วยประชากร แล้วจึงแปลความหมายและสรุปผล ซึ่งจะท าให้ได้ข้อเท็จจริงที่

เชื่อได้

6.2 การใช้เหตุผลเชิงอปมานแบบไม่สมบูรณ์ (imperfect inductive method) การอนุมานแบบนี้เป็น

การเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงย่อย ๆ จากตัวอย่างซึ่งเป็นเพยงบางส่วนของหน่วยประชากร น ามาวิเคราะห์ สรุปหรือ


อปมานเอาว่าเป็นข้อสรุปหรือข้อเท็จจริงที่กล่าวคลุมทั่วไป อางองไปถึงประชากรทั้งหมด วิธีการนี้เป็นการศึกษา


จากตัวอย่างทั่วไปนั่นเอง
การหาข้อสรุปโดยใช้ตัวอย่างจะสมเหตุผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวอย่างที่น ามาใช้ สรุปว่ามีจ านวนมากพอและ

ื่
เป็นตัวแทนของกรณีอน ๆ ทั้งหมดหรือไม่ ถ้าหากจ านวนตัวอย่างไม่มากพอและไม่เป็นตัวแทนแล้ว ข้อสรุปที่ได้
อาจจะไม่ถูกต้อง
7. วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ (Scientific Method)

ชาร์ล ดาวิน (Charles Darwin) เป็นผู้น าวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 19


วิธีการนี้เป็นกระบวนการศึกษาที่ใช้ทั้งวิธีการอนุมานของอริสโตเติล และวิธีการอปมานของ ฟรานซิส เบคอน
ร่วมกัน กล่าวคือ เมื่อต้องการค้นหาความรู้เรื่องใดจะตั้งปัญหาหรือค าถามในเรื่องนั้นก่อนว่าต้องการทราบอะไร

แล้วจึงใช้วิธีการอนุมานคาดเดาค าตอบของปัญหานั้นเอาไว้ในลักษณะของการตั้งสมมติฐานล่วงหน้า จากนั้นใช้


วิธีการอปมานรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงย่อย ๆ จากตัวอย่างจ านวนหนึ่งมาทดสอบหรือยืนยันสมมติฐานที่ตั้งไว้
แล้วจึงสรุปเป็นความรู้ใหม่ หรือข้อเท็จจริงใหม่

โดยสรุปแล้ว วิธีการทางวิทยาศาสตร์มีขั้นตอนหลักอยู่ 5 ขั้นด้วยกัน คือ

1. การก าหนดและนิยามปัญหา (identification and definition of problem)
2. การตั้งสมมติฐาน (formation of hypothesis)

3. การเก็บรวบรวมข้อมูล (collection data)

4. การวิเคราะห์ข้อมูล (analysis of data)
5. การสรุปผล (conclusion)

ื่
วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีแก้ปัญหาด้วยการสังเกตการณ์ (investigation) เพอพสูจน์แยกประเภท

และแปลความหมายของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบและมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งมีลักษณะส าคัญดังนี้
(สุวิทย์ อารีกุล, 2521 อ้างถึงใน บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2540: 7)

1. เป็นวิธีการที่มีระบบระเบียบ ทั้งในด้านการตั้งปัญหา ตั้งสมมติฐาน และวิธีด าเนินการหาค าตอบ

ซึ่งต้องกระท าเป็นขั้นตอนอย่างมีระบบระเบียบแน่นอน อาศัยหลักเหตุผล และความสอดคล้องกันระหว่างทฤษฎี
กับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ

12


2. ใช้วิธีตรรกวิทยาในการหาเหตุผล วิธีการทางวิทยาศาสตร์จะหาเหตุผลโดยใช้ตรรกวิทยา

วิเคราะห์ข้อปัญหาที่เกิดความสงสัยและทดสอบหาความจริงหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้แน่ใจก่อนจึงสรุปผล
3. เน้นความจริงเป็นหลัก วิธีการทางวิทยาศาสตร์จะกระท าโดยปราศจากอคติส่วนตัว ผลการศึกษา

จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่การเดาหรือเป็นความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้

4. เป็นวิธีการเพื่อเสาะหาความรู้ด้วยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์แยกรายละเอียดให้เป็นส่วย
ย่อย ๆ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในปรากฏการณ์ต่าง ๆ

5. เป็นการสังเคราะห์ ด้วยการรวบรวมองค์ประกอบหรือส่วนย่อย ๆ หลายอย่างเข้าด้วยกันและหา

ความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุและผลกัน จัดระบบระเบียบจนได้ข้อเท็จจริงใหม่
6. เป็นการสะสม (accumulation) ความรู้ ทฤษฎี กฎต่างๆ ไว้ด้วยกัน และมีการแก้ไขดัดแปลงสิ่ง

เหล่านี้อยู่เสมอ

7. เป็นวิธีที่เชื่อถือได้ (reliable) เมื่อหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ความรู้ที่ได้จะเป็นความรู้ที่
แน่นอน ถูกต้องและเชื่อถือได้ เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป

8. วิธีกำรค้นหำควำมจริงเชิงเหตุผลของมิลล์ (Mill’s Canons)

การแสวงหาความรู้ความจริงตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยความสัมพันธ์เชิงเหตุผลนั้น
มิลล์ (John Stuart Mill) ได้เสนอไว้ ซึ่งมีชื่อที่รู้จักกันทั่วไปว่า Mill’s Canons มี 5 ประการ (พจน์ สะเพยรชัย,

2517 อ้างถึงใน บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2540: 8-11) ดังนี้

1. วิธีการของความสอดคล้อง (method of agreement) ใจความของวิธีนี้สรุปได้ว่าถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เกิดขึ้นภายใต้สภาพเงื่อนไขตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป และสภาพเงื่อนไขแต่ละอย่างนั้นประกอบด้วยกรณีต่าง ๆ หลาย


กรณี และถ้ามีเพยงกรณีเดียวเท่านั้นที่เหมือนกัน กรณีที่เหมือนกันนี้จะเป็นมูลเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ในกรณี
ของนักเรียนในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งมีทีอาการท้องเสียจ านวนมาก ภายหลังการรับประทานอาหารกลางวัน


ประเด็นนี้วิเคราะห์ได้ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากการได้รับอาหารกลางวันที่เป็นพษ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์ต่อไปอกว่าเป็น
อาหารชนิดใดที่นักเรียนรับประทานเหมือนกัน ซึ่งชนิดของอาหารที่รับประทานเหมือนกันนั้นจะเป็นสาเหตุของ

อาการท้องเสียดังกล่าว เป็นต้น

2. วิธีการของความแตกต่างกน (method of difference) วิธีนี้สรุปได้ว่า ถ้ามีสภาพเงื่อนไขตั้งแต่สอง
ื่
ชุดขึ้นไป แต่ละชุดมีกรณีต่าง ๆ เหมือนกัน เว้นแต่มีกรณีเดียวที่ปรากฏอยู่ในสภาพเงื่อนไขชุดเดียวซึ่งชุดอนไม่มี
กรณีที่ต่างออกไปนั้นจะเป็นมูลเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ในกรณีของการรับประทานอาหารร่วมกันหลาย
คนและรับประทานอาหารเหมือนกัน แต่มีเพยงคนใดคนหนึ่งที่มีอาการผิดปกติ ประเด็นนี้จะต้องวิเคราะห์ความ

แตกต่างซึ่งอาจจะเป็นการรับประทานอาหารที่นอกเหนือจากคนอื่น หรือลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้นที่แพอาหาร

บางชนิด เป็นต้น

13


3. วิธีการร่วมของความสอดคล้องและความแตกต่างกัน (joint method of agreement and


disagreement) วิธีการนี้หาข้อสรุปด้วยการพจารณาจากความสอดคล้องและความแตกต่างกันของสภาพเงื่อนไข

ที่เกิดขึ้น กล่าวคือ จากการพจารณาความความสอดคล้องจะท าให้ทราบว่าสิ่งใดเป็นเหตุ เป็นผลกัน เมื่อพจารณา


ความแตกต่างอกครั้งก็จะท าให้การสรุปความเป็นเหตุเป็นผลของข้อสรุปเดิมนั้นมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ในการ
รับประทานอาหารร่วมกันและมีอาหารบางชนิดเป็นพษ ท าให้ผู้ที่รับประทานมีอาการแพอาหาร ซึ่งสามารถ





วิเคราะห์หาชนิดของอาหารที่เป็นพษนั้นได้ โดยอาศัยวิธีพจารณาความสอดคล้อง แต่การแพอาหารดังกล่าวอาจมี

ระดับของความรุนแรงที่ต่างกัน ตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพยงเล็กน้อยจนถึงขั้นที่ต้องเข้ารับการรักษาจาก
แพทย์หรือเสียชีวิต ในลักษณะนี้การวิเคราะห์ถึงความแตกต่างในด้านปริมาณหรือความเข้มข้นของอาหารที่ได้รับ
จะท าให้การสรุปสาเหตุของการแพ้อาหารมีความชัดเจนมากขึ้น เป็นต้น

4. วิธีการของส่วนที่เหลือ (method of residues) วิธีการนี้จะพิจารณาเงื่อนไขบางข้อที่น่าสงสัยว่าจะ

มีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วพยายามขจัดเงื่อนไขอื่น ๆ ออกไปให้หมดจนเหลือเงื่อนไขสุดท้าย ถ้า
ยังมีปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นอกก็สรุปได้ว่า เงื่อนไขสุดท้ายนั้นเป็นมูลเหตุหรือเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่เกิดที่

เกิดขึ้น

5. วิธีการขอของความแปรผันร่วมกัน (method of concomitant variation) วิธีการนี้สรุปได้ว่า ถ้า
การเปลี่ยนแปลงของสิ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอกสิ่งหนึ่งในสภาพเดียวกันและมีลักษณะการ

เปลี่ยนแปลงร่วมกันแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพนธ์ที่เป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน เช่น คนที่มีโอกาส


ได้พูดในที่สาธารณะบ่อยๆ ก็จะมีประสบการณ์ มีทักษะในการพูดมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อมีประสบการณ์มทักษะ


การพดมากขึ้นก็จะมีความกล้าในการพดในที่สาธารณะมากขึ้นด้วย ลักษณะเช่นนี้กล่าวได้ว่าประสบการณ์และ
ความกล้าในการพูดในที่สาธารณะต่างก็เป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน เป็นต้น


ข้อตกลงเบื้องต้นของวิธีกำรทำงวทยำศำสตร์

การท าวิจัยเป็นการแสวงหาค าตอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ฉะนั้นข้อตกลงเบื้องต้นของ


วิธีการทางวิทยาศาสตร์จึงมีอทธิพลโดยตรงต่อกิจกรรมทางการวิจัยทั้งหมดทั้งกระบวนการวิจัย การบริหารการ
วิจัย การแปลความหมายและการสรุปผลการวิจัย ดังนั้นนักวิจัยจึงจ าเป็นต้องเข้าใจและยอมรับข้อตกลงเบื้องต้น

ของวิธีการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ซึ่งมีสาระส าคัญหลัก ๆ 3 ประการ (Van Dalen, 1979 อ้างถึงใน บุญธรรม กิจ

ปรีดาบริสุทธิ์, 2540: 14) ดังนี้
1. ข้อตกลงว่าด้วยความจริงตามธรรมชาติ (assumption of the nature of reality) ข้อตกลงนี้

หมายถึง ปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมทั้งหลายเป็นไปตามธรรมชาติ ผลทุกอย่างต้องมาจากเหตุ หรือผลที่เกิดขึ้น

ื่
จะต้องมีปัจจัยเป็นเหตุเสมอ นั่นคือเราย่อมสามารถสังเกตเชิงประจักษ์ของปรากฏการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพอ
ค้นหาสาเหตุได้ เพราไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอย ๆ โดยปราศจากเหตุ

14


2. ข้อตกลงว่าด้วยรูปแบบของธรรมชาติ (uniformity of nature) ข้อตกลงนี้สรุปได้ว่าปรากฏการณ์

ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดขึ้นอย่างมีระบบ แต่ละระบบที่มีเงื่อนไขเดียวกันจะต้องปรากฏขึ้นเหมือนกัน
เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งข้อตกลงว่าด้วยรูปแบบของธรรมชาตินี้แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ

2.1 สัจพจน์เกี่ยวกับชนิดตามธรรมชาติ (postulate of natural kinds) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมี

ลักษณะเป็นกลุ่มพวกเสมอ กล่าวคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีคุณสมบัติ หน้าที่โครงสร้างและประโยชน์ที่น าไปใช้
ในลักษณะทั้งที่ต่างกันและเหมือนกัน ปรากฏการณ์ใดที่มีคุณสมบัติ หน้าที่ โครงสร้างและประโยชน์ที่น าไปใช้

เหมือนกันจะเป็นกลุ่มพวกเดียวกัน แต่ถ้ามีคุณสมบัติ หน้าที่ โครงสร้างและประโยชน์ที่จะน าไปใช้ต่างกันจะเป็น

คนละกลุ่มกัน จากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงสามารถน ามาจัดท าเป็นหมวดหมู่ แบ่งกลุ่ม เป็นพวกได้ เช่น
สวนแห่งหนึ่งปลูกมะม่วงไว้หลาย ๆ ชนิด สามารถแบ่งออกได้เป็นมะม่วงเปรี้ยวกับมะม่วงมัน หรือแบ่งเป็นมะม่วง

ส าหรับรับประทานผลดิบกับมะม่วงส าหรับรับประทานผลสุก หรือแบ่งเป็นมะม่วงที่เหมาะส าหรับการส่งออกกับ


มะม่วงที่เหมาะส าหรับการขายภายในประเทศ หรืออาจจะแบ่งให้ละเอยดกว่านี้ก็ได้ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังกล่าว
ข้างต้น

2.2 สัจพจน์เกี่ยวกับความคงตัวตามเงื่อนไข (postulate of constancy) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะ

ผันแปรเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป ถ้าเงื่อนไขคงเดิมปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องเหมือนกันเสมอไป ไม่มี
ข้อยกเว้น

2.3 สัจพจน์เกี่ยวกับความเป็นสาเหตุ (postulate of determinism) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น

จะต้องมีเหตุท าให้เกิดขึ้นและเมื่อมีเหตุแล้วจะต้องมีผลเกิดขึ้นตามมาเสมอ ซึ่งผลจะเกิดขึ้นโดยปราศจากสาเหตุ
ไม่ได้

3. ข้อตกลงที่เกี่ยวกับกระบวนการทางจิตวิทยา (assumptions concerning the psychological

process) ข้อตกลงนี้สรุปได้ว่า ข้อเท็จจริงหรือความรู้ที่ได้มานั้นต้องผ่านกระบวนการทางจิตวิทยา คือ ผ่าน
กระบวนการรับรู้ การจ า เหตุผล ความคิด การถ่ายทอดความรู้ ฯลฯ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นที่ยอมรับว่าเชื่อถือ

ได้ โดยข้อตกลงแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

3.1 สัจพจน์เกี่ยวกับความเที่ยงของการรับรู้ (postulate of the reliability of perceiving) ถือว่า
การรับรู้ตามกระบวนการทางจิตวิทยาของมนุษย์มีความเที่ยง มีประสาทสัมผัสการรับรู้สมบูรณ์ รับรู้ได้อย่าง

เที่ยงตรง เชื่อถือได้เสมอ

3.2 สัจพจน์เกี่ยวกับความเที่ยงของความจ าได้ (postulate of the reliability of remembering)
ถือว่ามนุษย์สามารถที่จะระลึกสิ่งที่จ าเอาไว้ออกมาได้อย่างเที่ยงตรง

3.3 สัจพจน์เกี่ยวกับความเที่ยงของเหตุผล (postulate of the reliability of reasoning) ถือว่า

การใช้เหตุผลเป็นไปอย่างเที่ยงตรง เชื่อถือได้

15


กำรวิจัย (Research)


การวิจัยเป็นวิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์อกรูปแบบหนึ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเป็น
พัฒนาการที่ต่อเนื่องมาจากความก้าวหน้าของการใช้เหตุผลและวิธีการทางวิทยาศาสตร์

1. ควำมหมำยของกำรวิจัย

การวิจัยคืออะไร ท าไมจึงมีคนจ านวนมากที่น าผลการวิจัยมาใช้อ้างอิงในการแสดงความคิดเห็น
หรือให้ข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ในประเด็นของความหมายนี้มีนักวิชาการจ านวนมากที่ได้ให้ความหมายของการวิจัย

(research) ไว้ เช่น


ื่
เทียนฉาย กีระนันทน์ (2541: 4) ให้ความหมายว่าการวิจัย คือ การศึกษาค้นคว้าเพอพสูจน์ หรือหา

ค าตอบ หรือหาข้อเท็จจริงอะไรบางอย่าง ที่อาจจะยังไม่มีการค้นพบในเรื่องนั้น ๆ มากอน หรืออาจจะมีการค้นพบ

มาบ้างแล้ว แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปก็ต้องการค้นหาใหม่อกครั้งหนึ่งก็ได้ซึ่งสอดคล้องใกล้เคียงกบความหมายของ บุญ

ธรรม จิตต์อนันต์ (2540: 7) ที่ระบุว่า การวิจัย หมายถึง การเสาะหา ค้นคว้า หรือส ารวจหลาย ๆ ครั้ง หรือเป็น
การศึกษาค้นคว้าอย่างละเอยดทั่วถึงอย่างมีระบบและระเบียบแบบแผน เพื่อจะค้นหาค าตอบในสิ่งที่ยังไม่รู้

นอกจากนี้ยังมีค านิยามที่ใกล้เคียงกันอกหลายความหมาย เช่น การวิจัย คือ การค้นคว้าหรือการศึกษาหา

ค าตอบอย่างละเอยดรอบคอบต่อประเด็นค าถามที่ก าหนดขึ้นไว้ก่อน (สุจิตรา บุญยรัตน์พนธุ์, 2542: 1) การวิจัย


คือ การค้นหาความรู้ความจริงที่เชื่อถือได้โดยวิธีการที่มีระบบแบบแผนที่เชื่อถือได้ เพอน าความรู้ที่ได้นั้นไปสร้าง
ื่
ื่
กฎเกณฑ์ ทฤษฎีต่าง ๆ เพอไว้ใช้ในการอางอง อธิบายปรากฏการณ์เฉพาะเรื่อง และปรากฏการณ์ทั่ว ๆ ไป และ


เป็นผลท าให้สามารถท านายและควบคุมการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543: 11) และการ
วิจัย คือ การแสวงหาความจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่สนใจศึกษาด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ (ศุภชัย ยาวะ

ประภาษ, 2544: 1-5) เป็นต้น ซึ่งค านิยามเหล่านี้มีนัยที่เน้นความส าคัญของผลลัพธ์ (output) จากการศึกษา

ค้นคว้า นั่นคือความรู้ความจริงใหม่ที่ถูกต้องเชื่อถือได้
นอกจากนี้ยังมีค านิยามของการวิจัยโดยเน้นที่กระบวนการ (process) ของการศึกษาค้นคว้าที่จะน ามาซึ่ง

ความรู้ความจริงที่ถกต้องเชื่อถือได้ เช่น การวิจัย หมายถึงกระบวนการแสวงหาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่

ต้องการศึกษา มีการเก็บรวบรวมข้อมูลการจัดระเบียบข้อมูล การวิเคราะห์ และการตีความหมายผลที่ได้จากการ
ื่
วิเคราะห์ ทั้งนี้เพอให้ได้มาซึ่งค าตอบที่ถูกต้อง (สุชาติ ประสิทธิ์รัญสินธุ์, 2544: 1) หรือ การวิจัย หมายถึง
กระบวนการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ อย่างมีระบบระเบียบและมีจุดมุ่งหมายที่

แน่นอน เพื่อให้ได้ความรู้ที่เชื่อถือได้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2540: 14) เป็นต้น
แม้ว่าการนิยามความหมายของการวิจัยจะมีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่การนิยามข้างต้นยังมีจุดร่วม

ทางความคิดที่ส าคัญ 2 ประการ คือ มีเป้าหมายอยู่ที่ความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อค้นพบ และการใช้วิธีการที่เป็น

ระบบหรือวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์

16


จากความหมายดังกล่าวพอสรุปได้ว่า การวิจัย คือ กระบวนการในการแสวงหาความรู้ความจริงของ

ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการที่มีระบบ มีเหตุมีผล และมี
ความน่าเชื่อถือ ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงยอมรับและเชื่อถือในข้อมูลที่เป็นผลมาจากการศึกษาวิจัยมากกว่าข้อมูล

ข่าวสารที่เล่าลือกันทั่ว ๆ ไป

2. จุดมุ่งหมำยของกำรวิจัย
การวิจัยโดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์ที่ส าคัญ ดังนี้

ื่
1. เพอการแก้ปัญหา (problem solving research) เนื่องจากมนุษย์ต้องประสบกับปัญหาต่าง ๆ
ื่
รอบด้าน มนุษย์จึงต้องท าการวิจัยเพอหาทางแก้ปัญหาให้หมดไป เช่น ปัญหาในการประกอบอาชีพ ปัญหาความ
ยากจนของประชาชนในเขตชนบท ปัญหาการใช้แรงงานเด็กปัญหาเรื่องสวัสดิการของแรงงานนอกระบบ เป็นต้น

2. เพอสร้างทฤษฎี (theory-developing research) เนื่องจากกฎเกณฑ์และทฤษฎีต่าง ๆ เป็นสิ่งที่
ื่
มีประโยชน์มากมาย สามารถน าไปใช้อ้างอิง (generalization) อธิบาย (explanation) ท านาย (prediction) และ
ควบคุม (control) ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทั้งทางธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี มนุษย์จึงต้องท า

การวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีไว้ให้มาก ๆ


3. เมื่อพสูจน์ทฤษฎี (theory testing research) เนื่องจากกฎเกณฑ์และทฤษฎีต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมา
นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มนุษย์จึงต้องท าการวิจัยเพอตรวจสอบว่าข้อค้นพบที่ได้
ื่

จากการวิจัยก่อน ๆ นั้นยังคงถูกต้องอยู่หรือไม่ เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ถ้าผลการพสูจน์พบว่าไม่ถูกต้อง
ทฤษฎีที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้านั้นก็จะมีข้อจ ากัดในการน าไปใช้ ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือพฒนาทฤษฎีให้

มีความถูกต้องมากขึ้น

ลักษณะและธรรมชำติของกำรวิจัยทำงสังคมศำสตร์

การวิจัยทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ยึดถือและปฏิบัติตามล าดับขั้นตอนของวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ โดยค านึงถึงข้อตกลงเบื้องต้นของวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นส าคัญท าให้มีลักษณะและธรรมชาติที่

ส าคัญ ดังนี้

1. การวิจัยจะต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อการแสวงหาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะน าไปสู่การสร้างองค์ความรู้
ใหม่ การสร้างกฎเกณฑ์ หรือการพฒนาทฤษฎีต่าง ๆ เพอประโยชน์ในการอธิบายใช้อางอง ท านาย และควบคุม
ื่



ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
2. การวิจัยจะต้องมีกระบวนการที่เป็นระบบและมการวางแผนล่วงหน้าอย่างเหตุผล อันจะน าไปสู่

การค้นพบข้อสรุปที่เชื่อถือได้

3. การวิจัยจะต้องมีปัญหาวิจัยที่สามารถตรวจสอบหรือหาค าตอบได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

ื่
4. การวิจัยจ าเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้าทั้งในด้านเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพอให้สามารถ
เห็นแนวทางในการต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ รวมทั้งการใช้วิธีวิทยาการวิจัยที่เหมาะสม

17


5. การวิจัยต้องอาศัยข้อมูลที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ ดังนั้นจึงจ าเป็นต้องมีเครื่องมือที่มีคุณภาพดี

เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่เชื่อถือได้
6. การวิจัยเป็นกระบวนการของการหาความรู้ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของการใช้เหตุผลทุกขั้นตอนของ

การวิจัยจะต้องมีเหตุมีผลและตรวจสอบได้

ข้อจ ำกัดของกำรวิจัยทำงสังคมศำสตร์

ถ้าพจารณาลักษณะวิชาต่าง ๆ ของสังคมศาสตร์ กล่าวได้ว่าการวิจัยทางสังคมศาสตร์เป็นการศึกษาวิจัยที่

เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่มีอทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ การวิจัยทางสังคมศาสตร์มีข้อเสีย
เปรียบเมื่อเทียบกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในหลายด้านด้วยกันที่เห็นได้ชัดคือการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็น
การศึกษาค้นคว้าทางกายภาพโดยใช้อุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีความแม่นย าในการวัดสูงกว่าเครื่องมือในการ

วิจัยทางสังคมศาสตร์ เช่น เครื่องมือในการวัดแสง เสียง อุณหภูมิ เป็นต้น การควบคุมสภาพแวดล้อมขณะท าการ

ทดลองในห้องทดลอง ก็กระท าได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนการวิจัยทางสังคมศาสตร์นั้น การสร้างเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้

ศึกษาให้มีความแม่นย าท าได้ยาก การควบคุมสภาพแวดล้อมหรือตัวแปรที่จะมีอทธิพลต่อมนุษย์ก็ท าได้ยากเช่นกัน
เพราะเป็นการศึกษาจากสภาพที่เป็นจริงตามธรรมชาติ ดังนั้นข้อค้นพบที่น าไปสร้างเป็นกฎเกณฑ์และทฤษฎีต่าง ๆ

ทางสังคมศาสตร์จึงยืดหยุ่นได้และมีข้อยกเว้นเสมอ อย่างไรก็ตามการวิจัยทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ก็
ื่
ได้ด าเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพอให้ความรู้ความจริงที่ค้นพบมีความเชื่อถือได้มาก
ที่สุด (พวงรัตน์ มณีรัตน์, 2543: 11)


ประโยชน์ของกำรวิจัย

ในปีหนึ่ง ๆ มีการใช้งบประมาณเพื่อการวิจัยจ านวนมหาศาล มีการตั้งหน่วยงานรับผิดชอบในเรื่องการวิจัย

ทั้งในระดับชาติ ระดับกระทรวงและกรม กอง มีการตั้งสถาบันวิจัยในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งก าหนดให้การ


วิจัยเป็นพนธกิจหลักประการหนึ่งของสถาบันอดมศึกษา เหล่านี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าการวิจัยนั้นเป็นสิ่งที่มี
ประโยชน์ ผลของการวิจัยย่อมมีคุณค่ามากมายหลายด้าน ซึ่งสามารถจ าแนกได้ดังนี้

1. ประโยชน์ต่อนักวิจัย
การศึกษาวิจัยมีผลต่อการพัฒนานักวิจัยโดยตรง แม้ว่าการวิจัยในระยะแรกอาจจะท าได้ไม่ดีนัก แต่

การด าเนินการวิจัยก็ช่วยให้นักวิจัยได้พัฒนาความคิดของตนเอง ให้คิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบมากขึ้น มีระบบ

คิดที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งถือว่าการท าวิจัยเป็นกระบวนการพฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความส าคัญยิ่งอย่าง

หนึ่ง

18


2. ประโยชน์ต่อองค์กรของนักวิจัย


นอกจากองค์กรที่นักวิจัยสังกัดอยู่จะได้บุคลากรที่มการพัฒนาระบบคิดที่เป็นเหตุ เป็นผลมากขึ้น
ื่
ื่
แล้ว ผลการวิจัยยังสามารถที่จะช่วยให้ผู้บริหารมีสารสนเทศเพอใช้ส าหรับการวินิจฉัย ตัดสินใจ เพอประโยชน์ต่อ
ื่
การด าเนินการที่รัดกุม มีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาขององค์กรได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพอเป็นประโยชน์ต่อ
การวิจัยสถาบัน ซึ่งเป็นการหยิบยกปัญหาวิจัยจากสภาพการด าเนินงานขององค์กรขึ้นมาศึกษา
3. ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชำติ

3.1 งานวิจัยสามารถที่จะช่วยให้แก้ปัญหาของสังคมโดยรวมเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น มองเห็น

รากเหง้าของปัญหาได้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งมองเห็นแนวทางแก้ปัญหาในภาพกว้างได้ดีขึ้น เช่น ปัญหาความยากจน
ปัญหาคุณภาพผลผลิตของกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในชนบท ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จ าเป็นต้อง

ื่
อาศัยการวิจัยเป็นเครื่องมือในการค้นหาสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กับการด าเนินการตามมาตรการอน

3.2 งานวิจัยบางลักษณะเป็นการให้ข้อมูลย้อนกลับแก่สังคม ที่เป็นประโยชน์ต่อการทบทวน

ติดตามและประมวลผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด าเนินโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณจ านวนมาก จ าเป็นอย่าง

ยิ่งที่จะต้องมีการประเมินถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพของโครงการ รวมทั้งผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นว่า
คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ จะวางแผนควบคุมหรือด าเนินการอย่างไรต่อไป

3.3 นอกจากการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อการท าควำมเข้ำใจสภำพที่เป็นอยู่แล้ว การวิจัยบาง

ื่
ลักษณะก็ยังมีประโยชน์ต่อสังคมในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเพอพัฒนานโยบาย เพื่อให้สามารถวางแผน
อนาคตได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

4. ประโยชน์ทำงวิชำกำร

การศึกษาวิจัย นอกจากจะช่วยให้เกิดการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างถูกต้องเป็นเหตุเป็นผล
แล้วยังช่วยให้เกิดการพัฒนาในศาสตร์นั้น ๆ ด้วย ศาสตร์ใดที่มีนักวิจัยหรือมีการด าเนินการวิจัยมาก การค้นคว้าหา

ทฤษฎีใหม่ ๆ การตรวจสอบทฤษฎี การสร้างทฤษฎีในศาสตร์ก็จะมีอย่างกว้างขวาง และศาสตร์สาขานั้นก็จะ


พฒนาการก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในส่วนที่เป็นความถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงของศาสตร์และส่วนที่เป็นแนวคิด
ทฤษฎี

19


กระบวนกำรวิจัย

ื่
ื่
ในการวิจัยเพอแสวงหาความรู้ความจริงใหม่ ๆ หรือเพอตอบปัญหาต่าง ๆ โดยอาศัยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์นั้น มีกระบวนการของการด าเนินงาน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 9 ขั้นตอนที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน
ดังนี้

1. การก าหนดและนิยามปัญหาวิจัย
2. การพัฒนากรอบแนวคิดและสมมติฐานการวิจัย

3. การออกแบบการวิจัย

4. การพัฒนาเครื่องมือวิจัย
5. การก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

6. การเก็บรวบรวมข้อมูล

7. การวิเคราะห์ข้อมูล
8. การแปลความหมายและสรุปผลการวิจัย

9. การเขียนรายงานการวิจัย

ในการท าวิจัยมีกระบวนการด าเนินงานตามขั้นตอนหลักของวิธีการทางวิทยาศาสตร์และได้มีการน ามา

ขยายให้เป็นขั้นตอนที่ละเอยดที่มีความต่อเนื่องกันเพอความสะดวกในการปฏิบัติ นักวิจัยจึงสามารถที่จะวางแผน
ื่
ด าเนินงานไว้ล่วงหน้าได้ เพื่อให้งานวิจัยนั้นส าเร็จตามเป้าหมาย ขั้นตอนของการท าวิจัยที่ได้ปรับขยายแล้ว มีดังนี้


1. กำรก ำหนดและนิยำมปัญหำวิจัย

การก าหนดปัญหาวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่ส าคัญมากในการวิจัยของนักวิจัยว่าจะสามารถด าเนินการให้

เป็นผลส าเร็จได้หรือไม่ ในการก าหนดปัญหาวิจัยนี้ นักวิจัยจะต้องศึกษาท าความรู้จักกับปรากฏการณ์ที่มุ่งศึกษา
เป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถก าหนดปัญหาวิจัยได้อย่างเหมาะสม จากนั้นจะต้องนิยามปัญหาวิจัยให้ชัดเจน สามารถ

ปฏิบัติการวิจัยเพื่อหาค าตอบส าหรับปัญหาวิจัยที่ตั้งไว้

2. กำรพัฒนำกรอบแนวคิดและสมมติฐำนกำรวิจัย
เมื่อได้ก าหนดปัญหาวิจัย นิยามปัญหาวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยชัดเจนแล้ว สิ่งที่นักวิจัยจะต้อง


ด าเนินการต่อไปก็คือ การพฒนากรอบแนวคิด และสมมติฐานการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัยคือแผนภาพทาง
ความคิดของนักวิจัยในการหาค าตอบ ส าหรับปัญหาวิจัยที่ตั้งขึ้น ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรที่มุ่งศึกษาและอาจรวมไป
ถึงการระบุความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาด้วย ส่วนการตั้งสมมติฐานเป็นขั้นตอนการคาดคะเนค าตอบของ

ปัญหาวิจัยไว้ล่วงหน้า โดยอาศัยเหตุผลซึ่งอาจจะได้มาจากความรู้ จากประสบการณ์ หรือจากเอกสารงานวิจัยที่

เกี่ยวข้องที่ได้ศึกษามา

20


3. กำรออกแบบกำรวิจัย


เมื่อพฒนากรอบแนวคิด และสมมติฐานในการวิจัยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการออกแบบการวิจัย
ื่
เพอให้ได้มาซึ่งข้อค้นพบที่ดีมีคุณภาพ ส าหรับการตอบปัญหาวิจัย การออกแบบการวิจัยนี้จะต้องพจารณาอย่าง

น้อย 3 เรื่อง คือ (1) การออกแบบเครื่องมือในการวัดค่าตัวแปร และการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน (2) การก าหนด

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง และ (3) การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล

ในขั้นตอนนี้ นักวิจัยจะต้องเขียนรายละเอยดของแบบแผนการวิจัยและพจารณาขั้นตอนการ

ด าเนินการนั้นอย่างรัดกุม เพื่อให้แต่ละขั้นตอนเกิดความผิดพลาดหรือเกิดความคลาดเคลื่อนในการด าเนินการน้อย

ที่สุด
4. กำรพัฒนำเครื่องมือวิจัย

ขั้นตอนนี้นักวิจัยจะต้องก าหนดและเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับงานวิจัย โดยค านึงถึงรูปแบบ

ของการวิจัยและข้อมูลที่ต้องการศึกษา ด าเนินการสร้างและทดลองใช้ (try out) ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพ

ของเครื่องมือ เพอให้ได้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลจริงต่อไป นักวิจัยพงตระหนักอยู่เสมอ
ื่
ว่าการที่จะท าให้ได้ผลการวิจัยที่น่าเชื่อถือนั้น ส่วนหนึ่งมาจากคุณภาพของข้อมูล หากนักวิจัยใช้เครื่องมือที่ขาด

คุณภาพหรือมีเครื่องมือดีแต่วิธีการใช้เครื่องมือไม่ถูกต้องก็จะท าให้ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลที่ด้อยคุณภาพ ดังนั้น
นักวิจัยจึงต้องเอาใจใส่และพิถีพิถันกับการเลือกใช้และการพัฒนาเครื่องมือด้วย

5. กำรก ำหนดประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง

นักวิจัยจะต้องออกแบบก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่างในปรากฏการณ์ที่ศึกษาอย่างเหมาะสม
รอบคอบ โดยนักวิจัยจะต้องก าหนดวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนขนาดของกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่

เป็นตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของมวลประชากรที่ศึกษานั้น

21


6. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล


การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นขั้นตอนของการน าเครื่องมือที่ผ่านการพฒนาจนมีคุณภาพดีแล้วไปใช้กับกลุ่ม
ตัวอย่างจริงที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งเทคนิคและวิธีการใช้นั้นขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะของเครื่องมือที่สร้างขึ้น

7. กำรวิเครำะห์ข้อมูล


เมื่อเก็บรวบรวมได้ตามที่ต้องการแล้วก็ถึงขั้นตอนการวิเคราะห์ นักวิจัยจะต้องน าข้อมูลที่รวบรวม


ได้มาจัดประเภทข้อมูลให้ง่ายและสะดวกต่อการวิเคราะห์และพจารณาเลือกใช้สถิติให้เหมาะสม สอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ของการวิจัยและธรรมชาติของข้อมูล
8. กำรแปลควำมหมำยและสรุปผลกำรวิจัย


จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล นักวิจัยจะต้องอ่านค่าสถิติ จับประเด็นที่เป็นสาระส าคัญ แปลความหมาย

ื่
และสรุปผลเพอตอบปัญหาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย รวมทั้งการพจารณาตรวจสอบว่าผลวิจัยที่ได้เป็นไปตาม

สมมติฐานหรือไม่ อย่างไร (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทที่ 16)
9. กำรเขียนรำยงำนกำรวิจัย


ในขั้นตอนนี้นักวิจัยต้องเขียนรายงานการวิจัย เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัยที่ตั้งไว้ให้ครบถ้วน ตาม

แนวการเขียนรายงานวิจัยซึ่งมีเนื้อหาสาระครอบคลุมทุกขั้นตอนที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งการอภิปรายผลการวิจัย
ด้วย โดยการพยายามเขียนด้วยภาษาที่ถูกต้อง รัดกุมและอ่านเข้าใจ


จากกกระบวนการวิจัยดังกล่าวข้างต้น สามารถแสดงเป็นแผนภาพ ได้ดังนี้


การเขียน
รายงาน
การวิจัย







การ
ก าหนด
และนิยาม
ปัญหาวิจัย


แผนภำพที่ 1.1 กระบวนกำรวิจัย

ที่มำ : วรรณี แกมเกตุ (2545)

22


ลักษณะของนักวิจัยที่ดี

จากการวิเคราะห์ความหมายของการวิจัย ลักษณะและธรรมชาติของการวิจัย ซึ่งนักวิจัยจะต้องท างาน
อย่างเอาจริงเองจัง เพื่อให้ได้มาซึ่งค าตอบจากการวิจัยที่มีคุณค่าและน่าเชื่อถือนั้น พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543: 15) ได้

สรุปลักษณะที่ส าคัญของนักวิจัยที่ดีไว้ 3 ด้าน คือ ด้านความรู้สึกและอารมณ์ ด้านความรู้ความสามารถและด้าน

การตัดสินใจ ดังนี้
1. คุณสมบัติทางด้านความรู้สึกและอารมณ์ นักวิจัยที่ดีจะต้อง

1.1 เป็นผู้มีความสนใจอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

1.2 เป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีต่อการแสวงหาความรู้หรือการท าวิจัย
1.3 เป็นผู้ที่มีความสุขเพลิดเพลินต่องานวิจัยที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

1.4 เป็นผู้ที่มีจิตใจและมีความสามารถในการติดต่อประสานงานกับผู้อื่นได้ดี

1.5 เป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นในการท างานวิจัย
2. คุณสมบัติทางด้านความรู้ความสามารถ นักวิจัยที่ดีจะต้อง

2.1 เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านการวิเคราะห์ คือสามารถวิเคราะห์คัดเลือกงานวิจัยและความรู้

จากเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องการได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว
2.2 เป็นคนที่ท างานอย่างเป็นระบบ สามารถวางแผนในการท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.3 เป็นผู้ที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีการวิจัย

2.4 เป็นผู้ที่มีความสามารถในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ และพยากรณ์ค าตอบได้ดี
2.5 เป็นผู้ที่มีความสามารถในเชิงสังเคราะห์ มีทักษะในการบันทึก การสรุปและการเขียนรายงาน

2.6 เป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ดี

3. คุณสมบัติทางด้านการตัดสินใจ นักวิจัยที่ดีจะต้อง
3.1 กล้าคิด กล้าตัดสินใจ

3.2 มีความรอบคอบและใช้เหตุผลในการตัดสินใจ

3.3 เป็นคนมีเหตุผลและเชื่อมั่นในหลักของเหตุผล
3.4 เป็นคนที่สามารถประเมินฐานะและศักยภาพของตนได้ดี

3.5 เป็นคนมีความเชื่อมั่นในตนเอง รวมทั้งเชื่อมั่นในผลงานของตัวเอง

3.6 เป็นคนที่มีความขยันและอดทนต่อการแสวงหาความรู้ และมีใจกว้าง ยอมรับฟังค าวิจารณ์ของ
ผู้อื่นที่มีต่อผลงานวิจัยของตนเอง

3.7 เป็นคนที่มีความสามารถในการควบคุมตนเองให้กระท าตามหลักวิชาที่ดีงามและความยุติธรรม

3.8 เป็นคนที่มีความหวังที่จะได้เห็นผลงานวิจัยอยู่เสมอ
3.9 เป็นผู้ที่มีความสามารถในการประเมินสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้อง

23




สรุป
จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น สรุปสาระส าคัญได้ว่า การวิจัย คือกระบวนการในการแสวงหาความรู้ ความ

จริงของปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีการจัดองค์

ความรู้ที่เป็นระบบมีเหตุมีผลและน่าเชื่อถือ นักวิชาการในศาสตร์สาขาต่าง ๆ จึงพยายามที่จะน าวิธีการทาง
ื่
วิทยาศาสตร์มาใช้กับการศึกษาในศาสตร์ของตน รวมทั้งในสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ด้วย เพอให้สามารถ
เข้าใจปรากฏการณ์ที่ศึกษาได้ดีที่สุด น่าเชื่อถือมากที่สุด แม้ว่าในความเป็นจริงจะยังไม่สามารถทาได้ดีหรือแม่นตรง

เท่ากับการศึกษาวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นต้นแบบ
รายละเอียดต่าง ๆ ที่น าเสนอไว้ นอกจากจะช่วยให้เข้าใจในธรรมชาติและความเกี่ยวข้องของสังคมศาสตร์

และพฤติกรรมศาสตร์กับวิทยาศาสตร์แล้ว ยังได้เสนอข้อจ ากัดต่าง ๆ ของศาสตร์ทางสังคม รวมทั้งขั้นตอนวิธีการที่

จะด าเนินการวิจัยอย่างระมัดระวัง ภายใต้ข้อจ ากัดของมโนทัศน์และทฤษฎีที่มีอยู่ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้
นักวิจัยมีความมุ่งมั่นที่จะท างานวิจัยต่อไปอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้เกิดการยอมรับในผลการวิจัยมากขึ้น

24





บทที่ 2


ประเภทของกำรวิจัย




จุดประสงค์กำรเรียนรู้


เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ


1. อธิบายลักษณะ ประเภทการวิจัยเมื่อแบ่งตามวิธีการต่าง ๆ ได้

2. จ าแนกความเหมือน ความแตกต่างของการวิจัยประเภทต่าง ๆ ได้
3. ยกตัวอย่าง ประเภทของการวิจัยชนิดต่าง ๆ ได้





เนื้อหำสำระ


 การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามประโยชน์ของการน าผลไปใช้
 การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามจุดมุ่งหมายของการวิจัย

 การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามลักษณะข้อมูล

 การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัย

 การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามกรอบเวลาของการเกิดปรากฏการณ์
 การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย

 สรุป

25


บทที่ 2


ประเภทของกำรวิจัย

การวิจัยมีหลากหลายประเภท การจัดจ าแนกประเภทของการวิจัยก็สามารถท าได้ในหลายลักษณะ ทั้งนี้

ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้เป็นกลักในการจ าแนก ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้เป็นหลักในการจ าแนกประเภทของการวิจัยแต่ละท่านอาจ

มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่าการแบ่งประเภทของการวิจัยที่แตกต่างกันมิใช่สาระส าคัญ
เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นการวิจัยประเภทใด ต่างก็อาศัยวิธีการที่มีระบบมีขั้นตอนที่เชื่อถือได้ในการแสวงหาความรู้

ื่
ความจริงเพอตอบปัญหาวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคมที่ต้องการศึกษาด้วยกันทั้งนั้น เพยงแต่การเรียนรู้

เกี่ยวกับประเภทของการวิจัยจะช่วยเปิดโลกทศน์ของนักวิจัยให้ทราบว่าในโลกของการวิจัยนั้น สามารถท าการวิจัย

ื่
ในลักษณะหรือประเภทใดได้บ้าง ประเด็นส าคัญจึงอยู่ที่นักวิจัยจะสามารถเลือกประเภทของการวิจัยเพอใช้เป็น
แนวทางในการแสวงหาความรู้ความจริงได้อย่างเหมาะสมกับสภาพ/ธรรมชาติของปัญหาที่สนใจจะศึกษาวิจัย


หรือไม่ อย่างไร เพราะงานวิจัยแต่ละประเภทต่างกมีความเหมาะสมกับเหมาะสมกับสภาพ/ธรรมชาติของปัญหาที่
แตกต่างกัน และมีรายละเอยดปลีกย่อยเกี่ยวกับการออกแบบการวิจัยที่แตกต่างกัน ในที่นี้ผู้เขียนขอน าเสนอการ

จ าแนกประเภทของการวิจัยตามหลักเกณฑ์ 6 แบบ คือ ประโยชน์ของการน าผลไปใช้ จุดมุ่งหมายของการวิจัย

ลักษณะข้อมูล ระเบียบวิธีวิจัย กรอบเวลาของการเกิดปรากฏการณ์ และแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย โดยมี
รายละเอียดดังต่อไปนี้


กำรจ ำแนกประเภทของกำรวิจัยตำมประโยชน์ของกำรน ำผลไปใช้


ประเภทของการวิจัยแบ่งตามประโยชน์ของการน าผลไปใช้ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ การวิจัย
ื้
บริสุทธิ์หรือการวิจัยพนฐาน (pure or basic research) การวิจัยประยุกต์ (applied research) และการวิจัยเชิง
ปฏิบัติการ (action research) ดังนี้

ื้
1. การวิจัยบริสุทธิ์หรือการวิจัยพนฐาน (Pure or Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งตอบปัญหาเชิงวิชาการ
ื้
และแสวงหาองค์ความรู้ใหม่หรือสร้างทฤษฎีใหม่ หรือท าความเข้าใจปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์พนฐาน (basic
scientific phenomena) โดยมิได้ให้ความส าคัญกับการน าผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทันที

2. การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งตอบปัญหาเกี่ยวกับการด าเนินงาน เพอน า
ื่
ผลการวิจัยที่ได้ไปใช้ในการแก้ปัญหาทางสังคมหรือองค์การ อันก่อให้เกิดการปรับปรุงหรือพัฒนางานให้ดีขึ้น

ื่
3. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการวิจัยประยุกต์ลักษณะหนึ่งโดยมีจุดมุ่งหมายเพอน า
ผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงพฒนาการปฏิบัติงานในองค์การหรือหน่วยงานอย่าง

ทันทีทันใดในขณะนั้น การวิจัยเชิงปฏิบัติการแตกต่างจากการวิจัยประยุกต์ตรงที่ การวิจัยเชิงปฏิบัติการมุ่ง

26



ศึกษาวิจัยเฉพาะองค์การหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไม่ได้มุ่งเน้นการน าผลวิจัยไปใช้สรุปอางองไปยัง

ประชากรอื่น และมุ่งน าผลวิจัยไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานอย่างทันทีทันใด
การแบ่งประเภทของการวิจัยตามประโยชน์ของการน าผลไปใช้นี้ Miller และ Salkind (2002: 3-5) ได้

แบ่งออกเป็น 3 ประเภทเช่นกัน ตามทิศทางของการแสวงหาความรู้ที่มีจุดเน้นแตกต่างกัน ประเภทแรก เป็นการ

วิจัยบริสุทธิ์หรือการวิจัยพนฐาน ประเภทที่สอง เป็นการวิจัยประยุกต์ ซึ่งหมายรวมถึงการวิจัยเชิงปฏิบัติการและ
ื้
การวิจัยเชิงนโยบาย (policy research) ด้วยโดยงานวิจัยทั้ง 2 ประเภทนี้มีความหมายเหมือนดังที่กล่าวแล้ว

ข้างต้น ส่วนประเภทที่สามคือ การวิจัยเชิงประเมิน (evaluation research) เป็นการวิจัยที่มุ่งพจารณาตัดสิน

เกี่ยวกับคุณค่าของโปรแกรม (programs) หรือโครงการ (projects) นโยบาย (policies) และผลผลิต (products)
ว่าการด าเนินงานประสบผลส าเร็จตามที่ก าหนดไว้หรือไม่ มีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร โดยได้เปรียบเทียบการวิจัย

ทั้งสามประเภทในประเด็นของธรรมชาติของปัญหา เป้าหมายของการวิจัย การใช้ทฤษฎีเป็นกรอบหรือแนวทาง

และเทคนิคที่เหมาะสมที่ใช้ในการวิจัย ดังตารางที่ 2.1

ตำรำงที่ 2.1 จุดเน้นของการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์ และการวิจัยเชิงประเมิน

คุณลักษณะ กำรวิจัยพื้นฐำน กำรวิจัยประยุกต์ กำรวิจัยเชิงประเมิน

1.ธรรมชาติของ ค้นหาความรู้ใหม่เกี่ยวกับ ค้นหาเพื่อท าความเข้าใจว่า ป ร ะ เ มิ น ผ ล ลั พ ธ์
ปัญหา ปรากฏการณ์ทางสังคม จะน าผลจากการวิจัย (outcomes) ของการจัด

เพื่อที่จะสร้างหลักการหรือ พื้นฐานไปช่วยในการ ก ร ะ ท า ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร
ท ฤ ษฎีทั่วไปในการอธิบาย แก้ปัญหาสังคม และเสนอ แก้ปัญหาสังคม หรือ

ปรากฏการณ์เหล่านั้น แนวทางในการปฏิบัติที่ดี ผลลัพธ์จากการปฏิบัติที่
แก่ก าหนดนโยบายได้ ผ่านมา

อย่างไร
2. เป้าหมายของการ เพื่อสร้างความรู้ใหม่รวมถึงการ เพื่อส ารวจคุณค่าของ เพื่อเสนอหรือใหข้อมูลที่

วิจัย ค้ น พ บ ธ ร ร ม ช า ติ ข อ ง ความรู้พื้นฐาน (basic ถูกต้องเกี่ยวกับผลของการ
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร knowledge) ใ น ก า ร จัดกระท าโปรแกรมที่ใช้ใน


ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ช้ ใ ห เ ป็ น การแก้ปัญหาสังคม
ประโยชน์ต่อการก าหนด

นโยบายเพื่อแก้ปัญหา
สังคม

3. การใช้ทฤษฎีเป็น เลือกทฤษฎีที่จะใช้ในการ เลือกทฤษฎีหรือแนวทาง เลือกทฤษฎีที่เหมาะสม
กรอบหรือแนวทาง ทดสอบสมมติฐาน ในการส ารวจพลวัตรของ สอดคล้องกับปัญหาที่จะ

ระบบสังคม ประเมิน

27


คุณลักษณะ กำรวิจัยพื้นฐำน กำรวิจัยประยุกต์ กำรวิจัยเชิงประเมิน

4. เทคนิคที่เหมาะสม การสร้างทฤษฎี การทดสอบ เหมือนกับการวิจัยพื้นฐาน ใ ช้ เ ท ค นิ ค ต่ า ง ๆ ที่
สมมติฐานโดยใช้การวิจัยเชิง เพียงแต่การวิจัยประยุกต์ เหมาะสมกับค าถาม

ทดลองหรือกึ่งทดลอง การสุ่ม เน้นการใหข้อเสนอแนะใน ประเมิน

ตัวอย่าง เทคนิคการเก็บ การน าไปใช้ประโยชน์ทันที

รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห ์
ข้อมูล และการตรวจสอบความ

ตรงหรือการทดสอบสมมติฐาน
ที่มำ : Miller and Salkind (2002: 3)


กำรจ ำแนกประเภทของกำรวิจัยตำมจุดมุ่งหมำยของกำรวิจัย

ประเภทของการวิจัยแบ่งตามจุดมุ่งหมายของการวิจัย (objectives of research) แบ่งได้เป็น 4 ประเภท

กว้าง ๆ คือ การวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research) การวิจัยขั้นส ารวจ (exploratory research) การวิจัย
เชิงอรรถาธิบาย (explanatory research) และการวิจัยเชิงท านายหรือการวิจัยเชิงสหสัมพนธ์ (predictive or

correlational research) ดังนี้ (Kumar, 1999: 9-10; Neuman, 2000: 21-23; Babbie, 2004: 87-89)

1. กำรวิจัยเชิงบรรยำย (Descriptive Research) เป็นการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมข้อมูล

ส าหรับบรรยายสภาพหรือให้รายละเอยดเกี่ยวกับบริบท เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ปัญหา บริการหรือโครงการต่าง
ๆ เช่น การศึกษาเจตคติของพนักงานที่มีต่อการบริหารจัดการของหน่วยงาน การศึกษาความต้องการของชุมชน

เป็นต้น
2. กำรวิจัยขั้นส ำรวจ (Exploratory Research) เป็นการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความเป็นไป

ได้ (feasibility study) หรือการศึกษาน าร่อง (pilot stud) ของโครงการ/การวิจัยหรือเป็นการศึกษาเพอพฒนา

ื่
เทคนิค กระบวนการ เครื่องมือ ก าหนดแนวคิดใหม่ หรือตั้งสมมติฐานในการวิจัยต่อไปในอนาคต (Kumar,
1999:9; Neuman, 2000: 21)

3. กำรวิจัยเชิงอรรถำธิบำย (Explanatory Research)เป็นการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการอธิบาย

หรือท าความเข้าใจปรากฏการณ์ในลักษณะของการศึกษาความเป็นเหตุเป็นผลของการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์
โดยมุ่งที่จะตอบค าถามไม (why) และอย่างไร (how) เช่น การศึกษาสิ่งแวดล้อมทางบ้านมีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์

ทางวิชาการของเด็กอย่างไร เป็นต้น

4. กำรวิจัยเชิงท ำนำยหรือกำรวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Predictive or Correlational Research) เป็น
การวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพอศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ เหตุการณ์หรือตัวแปร เพื่อใช้ในการพยากรณ์
ื่
หรือคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต

28


กำรจ ำแนกประเภทของกำรวิจัยตำมลักษณะข้อมูล

ประเภทของการวิจัยแบ่งตามลักษณะข้อมูล แบ่งได้ 2 ประเภท คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative
Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative Research) ดังนี้

1. กำรวิจัยเชิงปริมำณ (quantitative Research) หมายถึง การแสวงหาความรู้ความจริงเกี่ยวกับ

ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ต้องการศึกษา โดยอาศัยข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ (empirical evidence) ที่สามารถ
แจงนับและวัดค่าตัวแปรออกมาเป็นตัวเลขได้ในรูปของข้อมูลเชิงปริมาณ และใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์

ข้อมูลเพื่อตอบปัญหาวิจัย

2. กำรวิจัยเชิงคุณภำพ (qualitative Research) หมายถึง การแสวงหาความรู้ความจริงเพื่อท าความ
เข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมที่ต้องการศึกษาตามธรรมชาติที่เป็นจริงในทุกมิติ โดยให้ความส าคัญกับข้อมูลที่เป็น


ความรู้สึกนึกคิด ความหมาย ค่านิยม หรืออดมการณ์ของบุคคล ซึ่งมักเป็นข้อมูลเชิงคุณลักษณะหรือข้อความ
บรรยายลักษณะมากกว่าที่จะเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ มักใช้เวลานานในการศึกษาติดตามระยะยาว และใช้การสังเกต
แบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีการหลักในการรวบรวมข้อมูลและเน้นการวิเคราะห์

ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ตีความ และสร้างข้อสรุปแบบอุปมัย (inductive) เพื่อตอบปัญหาวิจัย

จากความหมายดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมีแนวความคิดพนฐาน
ื้

ในการแสวงหาความรู้ความจริงแตกต่างกันระหว่างกระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม (positivism) และปรากฏการณนิยม
(phenomenology) ซึ่งสามารถสรุปประเด็นของความแตกต่างได้ดังตารางต่อไปนี้ (Cresswell, 1994; Guba

and Lincoln, 1994; Holiday, 2002; นิศา ชูโต, 2545; วรรณี แกมเกตุ, 2538)


ตำรำงที่ 2.2 ความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพตามกระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยมและ

ปรากฏการณ์นิยม
กำรวิจัยเชิงคุณภำพ
กำรวิจัยเชิงปริมำณ
ประเด็นพิจำรณำ ตำมกระบวนทัศน์ปฏิฐำนนิยม ตำมกระบวนทัศน์ปรำกฏกำรณ์
นิยม

1. ฐานคติ/ความเชื่อพื้นฐาน - ความจริงทางสังคมเป็นความจริง - ความจริงคือสิ่งที่สร้างขึ้นโดย
ที่เป็นปรนัย (objective) ไม่ขึ้นกับ สังคม เป็นความจริงตามความคิด/


ค่านิยม คงที่ และอยู่นอกเหนือ การรับรู้/ค่านิยมเป็นอตนัย
หน่วยที่ถูกศึกษา (actor) (subjective) เปลี่ยนแปลงและถูก
- มีความเป็นเลิศในแง่ของวิธีการ สร้างขึ้นโดยหน่วยที่ถูกศึกษา

ความส าคัญอยู่ที่วิธีการ - ความส าคัญอยู่ที่เนื้อหาสาระ/
ความหมาย

29


กำรวิจัยเชิงคุณภำพ
กำรวิจัยเชิงปริมำณ

ประเด็นพิจำรณำ ตำมกระบวนทัศน์ปฏิฐำนนิยม ตำมกระบวนทัศน์ปรำกฏกำรณ์
นิยม
- ตัวแปรต่าง ๆ สามารถระบุได้และ - ตัวแปรต่าง ๆ มีความซับซ้อนและ


วัดความสัมพันธ์ได้ เกี่ยวพนกัน มีความยุ่งยากในการ
- เป็นทัศนะในฐานะบุคคลภายนอก วัด

(etic) - เป็นทัศนะในฐานะบุคคลภายใน

(emic)

2. บทบาทของนักวิจัย - มีความเป็นกลางไม่มีความ - น าตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมและ
ล าเอียง อาจมีความล าเอียงได้

- มีความรู้สึก ความเข้าใจและ

- บรรยายอย่างเป็นปรนัย ความสามารถในการตีความร่วม
ด้วย


3. การวางตัวและความสัมพนธ์ - ในฐานะบุคคลภายนอก - ในฐานะบุคคลภายใน
ระหว่างนักวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง - ห่างเหิน - ใกล้ชิด
ื่
4. วัตถุประสงค์ - เพื่ออ้างอิงไปสู่กลุ่มประชากร - เพออธิบายสภาพหรือบริบทที่
ศึกษาและเข้าใจปรากฏการณ์ทาง

สังคมที่ศึกษา (มีความเฉพาะในแต่
- เพื่อควบคุมท านายหรือพยากรณ์ ละบริบท)

ื่
- เพออธิบายความเป็นเหตุเป็นผล - เพื่อตีความหมาย
หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร - เพอท าเข้าใจทัศนะหรือมุมมอง
ื่

ของหน่วยที่ถูกศึกษา
5. วิธีการวิจัย - ด าเนินการตามขั้นตอนที่ก าหนด - มีความยืดหยุ่นในการด าเนินการ

อาจไม่ด าเนินการตามขั้นตอนหรือ
ปรับ

เปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

5.1 ปัญหา/สมมติฐานวิจัย - อะไร - ท าไม อย่างไร
- มองปัญหาตามหลักเหตุและผล (x - พยายามท าความเข้าใจถึง

ส่งผลกระทบต่อ y) ความหมาย เหตุผล ที่มาของการ
เกิดอะไรขึ้น

30


กำรวิจัยเชิงคุณภำพ
กำรวิจัยเชิงปริมำณ

ประเด็นพิจำรณำ ตำมกระบวนทัศน์ปฏิฐำนนิยม ตำมกระบวนทัศน์ปรำกฏกำรณ์
นิยม
5.2 ความสัมพนธ์ระหว่างทฤษฎี - เริ่มต้นด้วยทฤษฎีและสมมติฐาน - จบลงด้วยสมมติฐานและทฤษฎี

แนวความคิดและสมมติฐานการ ฐานราก (grounded theory) ที่ก่อ
วิจัย ตัวขึ้นจากข้อมูล

- เพื่อเป็นการทดสอบยืนยัน - เพื่ออธิบายตามที่ปรากฏ

5.3 ตัวแปรและธรรมชาติของตัว - ขีดกรอบตัวแปรเฉพาะที่ต้องการ - มองภาพรวมทั้งสถานการณ์

แปร/ข้อมูล ศึกษา มองตัวแปรแบบแยกส่วนที
ละตัว - ไม่ระบุชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นตัว

- ระบุตัวแปรชัดเจน ส่วนใหญ่เป็น แปรเชิงคุณลักษณะ
ตัวแปรที่สามารถแจงนับวัดค่า

ออกมาเป็นตัวเลขในเชิงปริมาณได้ - ให้ปรากฏการณ์ด าเนินไปและ

- สามารถควบคุมและจัดกระท าได้ บรรยายปรากฏการณ์นั้นตาม
ธรรมชาติ

- ข้อมูลหนักแน่นเชื่อถือได้ - ลุ่มลึก ความเชื่อถือได้ขึ้นอยู่กับ

ความสามารถในการเข้าถึง
ความหมายของนักวิจัยและความ

สอดคล้องของข้อมูลจากแหล่งต่าง


5.4 การก าหนดกลุ่มตัวอย่าง/ - กลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่โดย - กลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก

ขนาดกลุ่มตัวอย่าง ค านึงถึงความเป็นตัวแทนที่ดีของ เฉพาะเจาะจง ไม่ได้ให้ความส าคัญ

ประชากร กับความเป็นตัวแทนของกลุ่ม
ประชากร

- มักใช้วิธีการกลุ่มตัวอย่างแบบ - ไม่นิยมใช้วิธีการกลุ่มตัวอย่าง มัก

อาศัยความน่าจะเป็น ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบ
เฉพาะเจาะจงไม่อาศัยความน่าจะ

เป็น

5.5 เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล - ใช้เครื่องมือที่เป็นมาตรฐานเป็น - นักวิจัยเป็นเสมือนเครื่องมือ
ทางการ ผ่านการตรวจสอบ ส าคัญในการวิจัย วิธีการเก็บ

31


กำรวิจัยเชิงคุณภำพ
กำรวิจัยเชิงปริมำณ

ประเด็นพิจำรณำ ตำมกระบวนทัศน์ปฏิฐำนนิยม ตำมกระบวนทัศน์ปรำกฏกำรณ์
นิยม
คุณภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูลที่นิยมใช้ ได้แก่ การ

เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม สังเกต การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็น
แบบสัมภาษณ์ ชนิดมีโครงสร้าง ทางการ/ไม่มีโครงสร้าง การ

เป็นต้น สัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสนทนา

กลุ่ม รวมทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูล
จากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้ว

5.6 การวิเคราะห์ข้อมูลและ - ใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ - ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ตีความ


สรุปผล ข้อมูล/ทดสอบสมมติฐานและสร้าง และสร้างข้อสรุปแบบอปนัย
ข้อสรุปแบบนิรนัย (deductive) (inductive)



5.7 การน าเสนอข้อมูล/การ - มักน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล - ข้อค้นพบในรูปของการบรรยาย

รายงานผล ในรูปตาราง ตัวเลข ค่าสถิติ (report หรือพรรณนาและมักอางองค าพด


statistical analysis) หรือเรื่องราวจริงจากผู้ให้ข้อมูล
สนับสนุน (report rich narrative) ใช้
ตัวเลขน้อยหรืออาจไม่มีเลย


- เขียนรายงานด้วยภาษาอย่างเป็น - ใช้ภาษาไม่เป็นทางการ ภาษาที่

ทางการ มีแบบแผน และใช้ศัพท์ ผู้ให้ข้อมูลใช้กันอยู่ในชีวิตจริง
ทางการวิจัย

6. ขอบเขตของข้อค้นพบ - เพื่อยืนยันหรือสร้างทฤษฎี - เพื่ออธิบายหรือแปลความหมาย

- พยายามค้นหาความสอดคล้อง - พยายามค้นหาความหลากหลาย
หรือบรรทัดฐาน ความซับซ้อน

7. การอภิปรายผล - ถูกจ ากัดด้วยข้อค้นพบ - สามารถน าเอาคุณภาพของ

แหล่งข้อมูลมากล่าวตีความต่อ โดย
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้วิจัย

32


กำรจ ำแนกประเภทของกำรวิจัยตำมระเบียบวิธีวิจัย

ประเภทของการวิจัยแบ่งตามระเบียบวิธีวิจัย แบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก คือ การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์
(historical research) การวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research) และการวิจัยเชิงทดลอง (experimental

research) ดังนี้

1. กำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์ (historical research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศกษาความเป็นมาของ

เรื่องราว เหตุการณ์ ข้อเท็จจริงและทฤษฎีต่าง ๆ ในอดีต เพอให้ได้ความรู้ความจริงและท าความเข้าใจ
ื่
ปรากฏการณ์ในอดีต ส าหรับใช้ประโยชน์ในการอธิบายปรากฏการณ์ในปัจจุบัน และท านายปรากฏการณ์ใน

อนาคต โดยอาศัยแนวโน้มหรือความสัมพนธ์เกี่ยวข้องของเรื่องราว เหตุการณ์ ข้อเท็จจริงและทฤษฎีต่าง ๆ ที่ผ่าน

มาในอดีต การวิจัยประเภทนี้มักอาศัยข้อมูลจากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิ

(primary source) หรือแหล่งทุติยภูมิ (secondary source) เช่น เอกสารสิ่งพิมพ์ พงศาวดาร ศิลาจารึก วัตถุหรือ


ร่องรอยในอดีต ซากปรักหักพง เครื่องปั้นดินเผา โครงกระดูก เหรียญตรา ภาพวาด เป็นต้น ซึ่งนักวิจัยจะต้องมี
ื่
ความสามารถในการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลเพอให้ได้ข้อมูลที่ตรงและเชื่อถือได้ โดยการพิจารณาประเมินว่า
ข้อมูลหรือเอกสารหลักฐานที่รวบรวมได้มานั้นเป็นของจริง ของแท้ดั้งเดิมหรือไม่ ซึ่งเรียกว่าเป็นการวิพากษ์

ภายนอก (external criticism) และการพจารณาประเมินว่าเนื้อหาสาระในเอกสารหลักฐานมีความถูกต้อง

น่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งเรียกว่าเป็นการวิพากษ์ภายใน (internal criticism) ตัวอย่างงานวิจัย เช่น การศึกษา

“พัฒนาการของประวัติศาสตร์ชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2411-2487” (ราม วัชรประดิษฐ์, 2539)


2. กำรวิจัยเชิงบรรยำย (descriptive research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ

เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพอบรรยายและท าความเข้าใจสภาพ ลักษณะและ
ื่
ความสัมพนธ์ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ การวิจัยประเภทนี้ครอบคลุมการวิจัยประเภทย่อยอน ๆ อกหลายประเภท

ื่

เช่น การวิจัยเชิงส ารวจ (survey research) การวิจัยเชิงสืบย้อนหรือการวิจัยย้อนกลับ (ex post facto research)
หรือการวิจัยเชิงเปรียบเทียบสาเหตุ (causal comparative research) การศึกษาเฉพาะกรณี (case study) การ

วิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (correlational research) เป็นต้น


3. กำรวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและ

ผลระหว่างตัวแปรอสระ ( independent variable) หรือตัวแปรจัดกระท า (treatment variable) ที่มีผลต่อตัว

แปรตาม (dependent variable) ภายใต้การจัดสภาพการทดลองและการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน (extraneous

variables)

การวิจัยทั้งสามประเภท ซึ่งแบ่งตามระเบียบ วิธีวิจัยดังกล่าวข้างต้นนี้ มีความแตกต่างกันเห็นได้ชัดเจนใน
แง่ของการวิจัยก็คือการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์และการวิจัยบรรยายเป็นการวิจัยในในสภาพการณ์ธรรมชาติ ตัวแปร

33


หรือปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษาเกิดขึ้นอยู่แล้วตามธรรมชาติ นักวิจัยไม่ได้จัดกระท าสภาพการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่


การวิจัยเชิงทดลองเป็นการวิจัยที่นักวิจัยจัดกระท าสภาพการทดลองใช้เกิดขึ้น มีการควบคุมตัวแปรแทรกซอนไม่มี
ผลต่อตัวแปรตาม และวัดผลในตัวแปรตามที่เกิดจากการจัดการกระท าการทดลอง ส่วนการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

และการวิจัยเชิงบรรยายมีความแตกต่างที่เด่นชัดคือ การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต

ส่วนการวิจัยเชิงบรรยายศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
การแบ่งประเภทของการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง นอกจากจะแบ่งออกได้เป็น

3 ประเภท ดังกล่าวข้างต้นแล้ว นงลักษณ์ วิรัชชัย (2543) ได้กล่าวถึงประเภทของการวิจัยที่แบ่งตามวิธีการวิจัยว่า

สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทและได้กล่าวถึงการวิจัยบางประเภทที่ส าคัญไว้ดังนี้

1. กำรวจัยเชิงบรรยำย (Descriptive Research) หมายถึง การวิจัยที่เน้นการรวบรวมข้อมูลเพอท า
ื่
ความเข้าใจและบรรยายปรากฏการณ ์

2. กำรวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) และกำรวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental
Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศกษาอทธิพลจากตัวแปรจัดกระท า (treatment) ที่มีผลต่อตัวแปรตามโดยมีการวาง


ื่
แผนการทดลอง (Experimental design) เพอควบคุมความแปรปรวนที่เกิดขึ้นจากตัวแปรแทรกซ้อน
(extraneous variables)
3. กำรวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlation Research) หมายถึง การวิจัยที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง

ปรากฏการณ์หรือตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไป

4. กำรวิจัยเชิงเปรียบเทียบสำเหตุ (Causal Comparative Research) หมายถึง การวิจัยที่ใช้การ
ื่
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเพอให้ทราบสาเหตุที่ท าให้เกิดผลแตกต่างกัน เป็นการศึกษาผลไปหาสาเหตุ
โดยมากจะเป็นการวิจัยที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ในลักษณะของการศึกษาสืบย้อนถึงความเป็นสาเหตุ

(ex post facto)


ื่
5. งำนวจัยเชิงประเมน (Evaluation Research) หมายถึง การวิจัยเพอวิเคราะห์กระบวนการท างาน

ตามโครงการของหน่วยงาน ว่าได้ผลตรงตามเป้าหมายมากน้อยเพยงใดมีปัญหาข้อบกพร่องที่ควรแก้ไขปรับปรุงใน
ด้านใด ควรยกเลิกหรือด าเนินโครงการนั้นต่อไป งานวิจัยประเภทนี้เป็นการท าวิจัยและใช้ผลการวิจัยตัดสินใจ
เกี่ยวกับคุณค่าของโครงการที่ประเมิน

6. กำรวจัยและพัฒนำ (Research and Development หรือ R & D) หมายถึง การวิจัยเพอสร้าง
ื่


หรือพฒนานวัตกรรมและตรวจสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่พฒนาขึ้น วิธีการท าวิจัยอาจเริ่มต้นด้วยการวิจัย

เพื่อให้ได้ความรู้มาใช้ในการพัฒนา ต่อด้วยการพัฒนาและจบด้วยการวิจัยเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพก็ได้


Click to View FlipBook Version