The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mahdee.w, 2020-05-17 05:42:07

276-360 ระเบียบวิธีจัยทางการศึกษา

84


สุภางค์ จันทวานิช (2543: 19) ได้สรุปลักษณะเด่นเฉพาะตัวของกรอบแนวคิดทฤษฎีในการวิจัย

เชิงคุณภาพไว้ 2 ประการคือ

1. ในขั้นของการทดลองสร้างกรอบแนวคิดจะสร้างขึ้นมาจากแนวคิดหลายๆแนวคิดประกอบกัน

ไม่เน้นการใช้เพียงแนวคิดหรือทฤษฎีเดียวในการสร้าง แต่จะมีลักษณะสหสาขาวิชา
2. ในขั้นของการสรุป กรอบแนวคิดจะมีความใกล้ชิดกับข้อมูลรูปธรรมค่อนข้างมาก ตาม

แนวทางของทฤษฎีรากฐาน (grounded theory) กล่าวคือทฤษฎีหรือข้อสรุปที่สร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบ จาก

ข้อมูลรูปธรรมหรือความเป็นจริงโดยตรงของการวิจัยและได้มาในกระบวนการวิจัย

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ไม่ว่านักวิจัยจะท าวิจัยประเภทใดหรือลักษณะใดก็ตามควรจะต้องมีการ


ก าหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยทุกครั้งและมีรากฐานการพฒนามาจากทฤษฎีหรือมีทฤษฎีรองรับแม้ว่าจะเป็น
เพียงกรอบแนวคิดชั่วคราวของการวิจัยเชิงคุณภาพก็ตาม

การใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีเป็นสิ่งจ าเป็นในการวิเคราะห์ข้อมูลเพอให้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไป
ื่
อย่างมีทิศทาง แต่นักวิจัยเชิงคุณภาพจะต้องใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีให้เหมาะสม โดยไม่ปล่อยให้แนวคิดมาเป็น

ข้อจ ากัดกักขังนักวิจัยให้อยู่ในกรอบนั้นโดยสิ้นเชิง (สุภางค์ จันทวานิช, 2543: 22)
3. แหล่งที่มำของกรอบแนวคิด

นักวิจัยใหม่อาจมีข้อจ ากัดในขีดความสามารถของการพัฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยและมีปัญหาว่าจะ

ได้กรอบแนวคิดในการวิจัยมาจากแหล่งใดหรือท าอย่างไรจึงจะเกิดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยได้ ชาย โพธิสิตา

(2547) จ าแนกแหล่งที่มาของกรอบแนวคิดไว้ 4 แหล่งได้แก ่

3.1 จากความรู้และประสบการณ์ของนักวิจัย (experiential knowledge) นักวิจัยอาจจะพัฒนากรอบ


แนวคิดการวิจัยบางส่วนหรือทั้งหมดจากประสบการณ์ส่วนตัวก็ได้ถ้ากรอบแนวคิดนั้นพฒนาขึ้นมาอย่างมีเหตุผล
และน่าจะได้มีการพสูจน์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ชาย โพธิสิตา (2547: 122) เสนอว่า นักวิจัยไม่ควรปิดกั้น

ประสบการณ์ส่วนตัวออกไปจากการออกแบบกรอบแนวคิดในการวิจัยแต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรยอมให้

ประสบการณ์ส่วนตัวครอบง ากระบวนการออกแบบกรอบแนวคิดโดยสิ้นเชิง


3.2 จากการศึกษาทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว (existing theories) อนเป็นผลมาจากการทบทวนวรรณกรรมที่
เกี่ยวข้อง (literature review) ซึ่งนักวิจัยจะพบว่าในการอธิบายตัวแปรตามหรือตัวแปรที่ต้องการศึกษานั้นจะมี

ทฤษฎีซึ่งถือว่าเป็นทฤษฎีหลัก (grand theory) ในศาสตร์สาขาต่างๆที่เกี่ยวข้องอยู่จ านวนมากดังนั้นนักวิจัยจึง

สามารถที่จะศึกษาวิเคราะห์และสกัดเอามโนทัศน์/แนวคิด (concept) หรือตัวแปร (variable) ที่ส าคัญจากทฤษฎี

หลักต่างๆมาใช้ในการพฒนากรอบแนวคิดของการวิจัยได้ตามที่นักวิจัยเห็นว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับ

วัตถุประสงค์ของการวิจัยและได้กรอบแนวคิดที่เหมาะกับการอธิบายปรากฏการณ์ที่นักวิจัยก าลังศึกษาวิจัยนั้น

85



ชาย โพธิสิตา (2547: 122-123) เสนอแนะว่าแนวความคิดในการวิจัยควรจะถูกพฒนาขึ้นมาเพอใช้
ื่
กับงานวิจัยของตนเองโดยเฉพาะโดยอาจจะรับเอาแนวคิดมาจากวรรณกรรมหลายแหล่งแล้วน ามาเชื่อมโยงขึ้นเป็น


กรอบแนวคิดของตนเองและไม่ควรยึดติดอยู่กับวรรณกรรมชิ้นใดชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะเสมือนว่าเป็น “คัมภีร์อน
ศักดิ์สิทธิ์” เพราะจะท าให้ความคิดดี ๆ จากแหล่งอนถูกปิดกั้น ทั้งนี้ในการทบทวนวรรณกรรมต่าง ๆ นักวิจัยควร
ื่
ทบทวนจากหลายๆแหล่ง อย่างวิพากษ์วิจารณ์และใช้เหตุผลมุมมองในการสกัดเอามโนทัศน์หรือแนวคิดส าคัญจาก

วรรณกรรมมาใช้ออกแบบกรอบแนวคิดให้เหมาะสมกับบริบทของกลุ่มเป้าหมายหรือปรากฏการณ์ที่ศึกษา

3.3 การศึกษาน าร่อง (pilot study) ในการศึกษาวิจัยบางครั้ง นักวิจัยอาจด าเนินการศึกษาน าร่องใน

พื้นที่หรือสเกลเล็ก ๆ เพื่อหาแนวคิดส าคัญที่จะน าไปใช้ในการศึกษาวิจัยในโครงการที่ใหญ่ขึ้น ตามความสนใจและ

แนวความคิดหรือประสบการณ์ของนักวิจัย แล้วสรุปขึ้นมาเป็นกรอบแนวคิดหรือเป็นไปในลักษณะของการสร้าง

ื่
ทฤษฎีที่เรียกว่าทฤษฎีรากฐาน (grounded theory) ของนักวิจัยเชิงคุณภาพเพอน าไปใช้ศึกษาในสถานการณ์จริง
ที่กว้างขวางมากขึ้นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม


3.4 อย่าความคิดสร้างสรรค์ (creative thoughts) ของนักวิจัย อนเกิดจากการคิดที่มีลักษณะ
สร้างสรรค์แปลกใหม่ไปจากความคิดหรือบรรทัดฐานที่มีอยู่เดิมในสังคมหรือวรรณกรรมต่างๆในลักษณะของการ
ทดลองทางความคิด (thought experiments) ที่ได้จากการคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผล (ตรรกะ) จนเกิด

ความรู้เชิงทฤษฎีที่สามารถพัฒนามาใช้ประโยชน์ในการวิจัยได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์นี้

กับความรู้และประสบการณ์ส่วนตัว แนวคิดทฤษฎีที่มีอยู่ก่อนแล้ว และความรู้ที่ได้จากการศึกษาน าร่องก็จะท าให้

กรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นมีความแกร่งและมีประสิทธิภาพในการอธิบายปรากฏการณ์มากยิ่งขึ้น


4. แนวทำงกำรพัฒนำกรอบแนวคิด

ในการพัฒนากรอบแนวคิดของการวิจัยและคุณใหญ่ควรด าเนินการดังนี้

4.1 กำรท ำค ำถำมวิจัยและเป้ำหมำยของกำรวิจัยให้ชัดเจน

ในการพัฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยทางสังคมศาสตร์นั้น นักวิจัยจะต้องตั้งค าถามวิจัยที่มี
แนวโน้มว่าจะสามารถหาค าตอบได้ ไม่ใช่ปัญหาเชิงปรัชญาหรือปัญหาที่หาค าตอบไม่ได้ แต่จะต้องเป็นปัญหาที่มี

เป้าหมายที่ชัดเจนเพอให้สามารถก าหนดกรอบแนวคิดและแนวทางการวิเคราะห์ได้นั่นหมายความว่าก่อนที่จะ
ื่
ก าหนดกรอบแนวคิดและวิจัยจะต้องศึกษาท าความเข้าใจให้ชัดเจนกับเป้าหมายของการวิจัยนั้นๆเสียก่อน เพราะ

เป้าหมายของการวิจัยนี้จะช่วยในการก าหนดองค์ประกอบที่ส าคัญของกรอบแนวคิดคอ หน่วยของการวิเคราะห์

(unit of analysis) และระดับของการวิเคราะห์ (level of analysis) (อนันท์ กาญจนพันธุ์, 2544: 54)

86


4.2 กำรก ำหนดรูปแบบกำรวิจัยหรือประเภทของกำรวิจัย

ผู้วิจัยจะต้องก าหนดให้ได้ก่อนว่าจะท าการวิจัยประเภทใดเช่น ถ้าเป็นการวิจัยพื้นฐาน กรอบ

แนวคิดจะมีระดับความเป็นนามธรรมสูง ในขณะที่การวิจัยเชิงปฏิบัติการกรอบแนวคิดควรมีลักษณะเฉพาะเจาะจง

ื้
กับเนื้อหาของประเด็นและลักษณะของพนที่ และถ้าเป็นการวิจัยเชิงปริมาณควรจะก าหนดกรอบแนวคิดไว้อย่าง

ชัดเจนส าหรับทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพกรอบแนวคิดจะเป็นเพยงการก าหนด
แนวทางในการหาค าตอบซึ่งมีลักษณะกรอบแนวคิดชั่วคราวที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้สอดคล้องกับ

ข้อมูลที่เป็นจริงได้

4.3 กำรก ำหนดหน่วยของกำรวิเครำะห์

ณรงค์ ศรีสวัสดิ์(2542:24-26) ได้จ าแนกหน่วยในการวิเคราะห์ของการวิเคราะห์ทางสังคมวิทยาไว้

7 ระดับได้แก่

4.3.1 ระดับบุคคล ใช้ในกรณีของการศึกษาพฤติกรรมต่างๆของบุคคลโดยมีบุคคลเป็นหน่วยใน

การวิเคราะห์

4.3.2 ระดับกลุ่ม เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกลุ่มต่างๆในสังคม
4.3.3 ระดับองค์กร หน่วยการวิเคราะห์ระดับองค์กรเช่นกระทรวง กรม มหาวิทยาลัยโรงเรียนเป็น

ต้น ในการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา ซึ่งด าเนินการโดยส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน

คุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.ใช้ในโรงเรียน วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเป็นหน่วยในการวิเคราะห์

หรือในการจัดอันดับ (Ranking) หรือการจัดกลุ่ม (grouping) ของมหาวิทยาลัยเป็นต้น


4.3.4 ระดับสถาบัน ผู้วิจัยสามารถศกษาถึงความสัมพนธ์ระหว่างส่วนประกอบต่างๆของแต่ละ

สถาบัน หรือศึกษาความสัมพนธ์ระหว่างสถาบันได้ โดยใช้สถาบันเป็นหน่วยในการวิเคราะห์เช่น สถาบันครอบครัว

ศาสนา การศึกษา เศรษฐกิจ อนามัย และการปกครองเป็นต้น
4.3.5 ระดับนิเวศวิทยา เป็นเรื่องราวทางด้านนิเวศวิทยามนุษย์ที่มีการวิจัยทางนิเวศวิทยาและ

ใช้พนที่เป็นหน่วยในการวิเคราะห์เช่นการศึกษาวิถีชีวิตของประชาชนเขตลุ่มน้ าท่าจีนหรือบริเวณรอบอทยาน

ื้
แห่งชาติล าน้ าน่านเป็นต้น

4.3.6 ระดับวัฒนธรรมเป็นการใช้วัฒนธรรมเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ซึ่งวัฒนธรรมในที่นี้

หมายถึงบรรทัดฐาน ค่านิยม ข้อปฏิบัติ ประเพณีที่สืบต่อกันมา เทคโนโลยี คตินิยมฯลฯของกลุ่มคน การศึกษาถึง

ความสัมพนธ์ระหว่างส่วนประกอบต่างๆทางวัฒนธรรมเช่น โครงสร้างครอบครัว วิธีการผลิต การใช้เทคโนโลยี

ธรรมเนียมการเลี้ยงดูเด็กและอื่นๆหรือท าการศึกษาเชิงเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมต่างๆเป็นต้น

87


4.3.7 ระดับสังคม ส่วนประกอบต่างๆในระดับสังคมเช่นระบบการจัดช่วงชั้นของการท าให้

เป็นเมือง ระดับช่วงชั้นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นต้น บางครั้งการวิเคราะห์ระดับนี้ก็อาจจะเป็นการ

กล่าวถึงสถาบันที่ใหญ่ขึ้น หรือวิเคราะห์สังคมโดยรวมก็ได้ เช่น สังคมเมือง สังคมชนบท สังคมที่พัฒนาแล้ว สังคมท ี่

ก าลังพัฒนาเป็นต้น
ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์หรือว่าหน่วยของการวิเคราะห์เป็นหน่วยของความสัมพันธ์ทางสังคม


หมายความว่า เป็นหน่วยที่สร้างขึ้นมาทางความคิด เพอประมวลภาพรวมของความสัมพนธ์ทางสังคมลักษณะใด
ื่
ื้
ื่
ลักษณะหนึ่งที่เป็นประเด็นของการวิจัย ซึ่งต่างจากหน่วยที่ สร้างขึ้นมาบนพนฐานของพนที่เพอการบริหาร
ื้
(อานันท์ กาญจนพันธุ์, 2544: 54)
ในการวิจัยบางเรื่องอาจมีกรอบแนวคิดในการวิจัยหลายกรอบแนวคิดตามกลุ่มที่ใช้ในการ

วิเคราะห์เช่นงานวิจัยเรื่อง การสังเคราะห์งานวิจัยทางการศึกษาด้วยการวิเคราะห์อภิมานและการวิเคราะห์เนื้อหา

ของ เลขา ปิยะอัจฉริยะ และ นงลักษณ์ วิรัชชัย (2544) ซึ่งประกอบด้วยกรอบแนวคิดในการวิจัยส าหรับผู้บริหาร

กรอบแนวคิดในการวิจัยของครูและกรอบแนวคิดในการวิจัยของนักวิจัยในพื้นที่เป็นต้น

4.4 กำรก ำหนดระดับของกำรวิเครำะห ์
เนื่องจากธรรมชาติของตัวแปร/ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนใน

ลักษณะที่เป็นข้อมูลพหุระดับ (multi- level data) เช่นข้อมูลระดับนักเรียน ระดับห้องเรียน ระดับโรงเรียน ระดับ

เขตพื้นที่ เป็นต้น นักวิจัยตั้งปัญหาวิจัยในรูปความสัมพนธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรได้ละเอยดลงถึงข้อมูลในแต่ละ


ระดับได้ด้วย เป็นเหตุให้กรอบแนวคิดในการวิจัยเป็นกรอบแนวคิดที่แสดงความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรต่างระดับ

กันดังนั้นการวิเคราะห์ข้อมูลก็จะเป็นการวิเคราะห์พหุระดับ (multi-level analysis) เพอช่วยให้นักวิจัยสามารถ
ื่
ท าความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมได้ใกล้เคียงกับสภาพที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น

4.5 กำรด ำเนินกำรพัฒนำกรอบแนวคิด
เนื่องจากกรอบแนวคิดคือแผนภาพทางความคิดของนักวิจัยในการหาค าตอบซึ่งประกอบไปด้วย

ตัวแปรที่มุ่งศึกษาและรวมไปถึงการระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่มุ่งศึกษาเหล่านั้น ดังนั้นในการก าหนดกรอบ

แนวคิดจึงต้องเริ่มจากการทบทวนเอกสารและรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบกับการวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ดัง

กล่าวถึงข้างต้นให้ชัดเจน ทั้งในเรื่องของประเด็นปัญหาวิจัย ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง แบบการวิจัยที่เลือกใช้ในการหา

ค าตอบของปัญหาวิจัย แหล่งข้อมูลและหน่วยของการวิเคราะห์รวมถึงระดับการวิเคราะห์ตลอดจนเงื่อนไขหรือ

ข้อตกลงเบื้องต้นในการท าวิจัย

88


เมื่อนักวิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมหรือศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ

ปัญหาการวิจัยแล้วนักวิจัยสามารถที่จะสร้างกรอบแนวคิดในการวิจัยได้โดยน าเอาแนวคิดอย่างทฤษฎีผลการวิจัย

ตลอดจนเหตุผลและวิจารณญาณของตัวเองมาประกอบกัน แต่ในทางปฏิบัติอย่างมีนักวิจัยจ านวนมากที่ไม่เข้าใจ

อย่างถ่องแท้ถึงเหตุผลความจ าเป็นในการศึกษาทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องว่านั่นคือกระบวนการขยายโลก

ื้
ทัศน์ (world view) ซึ่งเป็นพนฐานที่จ าเป็นของการพฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยดังนั้นจึงมักท าการทบทวน
แนวคิดทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างผิวเผิน หรือไม่ได้ให้ความส าคัญกับการทบทวนแนวคิดทฤษฎีและ

ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมากนัก

ในส่วนของทฤษฎีที่เกี่ยวข้องนี้นักวิจัยจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาให้ครอบคลุมและลึกซึ้ง ทั้ง

ทฤษฎีเฉพาะที่อยู่ในศาสตร์ของตนและศาสตร์ข้างเคียงอน ๆ ซึ่งจะท าให้นักวิจัยมีความเข้าใจแนวคิด (concept)
ื่

ส าคัญของทฤษฎี ตลอดจนความสัมพนธ์เชื่อมโยงระหว่างแนวคิดอย่างถ่องแท้จนสามารถคัดเลือกตัวแปรที่เป็น
ตัวแทนของแนวคิดต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมมความเข้าใจหยั่งเห็นค าอธิบายและรายละเอยดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ


ปรากฏการณ์ในมุมมองของทฤษฎีนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นผลให้นักวิจัยสามารถพฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยได้อย่างมี

คุณภาพ มีเหตุผล และมีรากฐานทางทฤษฎีที่ชัดเจน ข้อสรุปหรือค าอธิบายใด ๆ จากการวิจัยที่ได้ ก็จะเป็นข้อสรุป
ที่มีคุณค่าทั้งในทางวิชาการและในการปฏิบัติ

นอกเหนือจากทฤษฎีต่าง ๆ แล้วงานวิจัยในอดีตที่บุคคล คณะบุคคล หรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้

จัดท าไว้ก็มีความส าคัญต่อการพฒนากรอบแนวคิดอยู่ไม่น้อย ซึ่งในงานวิจัยนั้นอาจจะมีวิธีวิทยาการวิจัย ประเด็น

การวิจัย หรือมีตัวแปรบางตัวแปรที่เป็นประโยชน์ต่อการน ามาประยุกต์ใช้ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนี้อาจจะเป็น

งานวิจัยในสาขาของตนหรือในศาสตร์สาขาอนๆก็ได้ การศึกษาผลการวิจัยในอดีตนอกจากจะท าให้ทราบแง่มุมใน
ื่
การศึกษาของนักวิจัยแต่ละคน ทราบนิยามและวิธีการวัดค่าตัวแปรแล้วยังท าให้ทราบว่าตัวแปรต่าง ๆ เหล่านั้นมี


ความส าคัญและมีความส าคัญอย่างไรต่อการพฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัย
สามารถพัฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยได้อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ความคิดของนักวิจัยก็เป็นส่วนส าคัญที่จะท าให้กรอบแนวคิดในการวิจัยมีความ

เหมาะสมกับปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษามากขึ้นเช่น ในการก าหนดหน่วยในการวิเคราะห์ (Unit of analysis)

ิ่
ของการวิจัย ซึ่งจะมีผลต่อการก าหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยการเพมตัวแปรบางตัวแปรในกรอบแนวคิดโดย
อาศัยเหตุผลจากความสนใจและประสบการณ์ของนักวิจัยเองเป็นต้น

89


5. ข้อดีและข้อจ ำกัดของกรอบแนวคิดในกำรวิจัย

อานันท์ กาญจนพันธุ์ (2544: 53) กล่าวว่า การสร้างกรอบแนวคิดในการวิจัยก็เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ

ื่
ในการรวบรวมประเด็นที่เกี่ยวข้อง และแปลประเด็นเหล่านั้นออกมาเป็นค าถามเพอใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ต่อไป นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคงานวิจัยด้วยโดยจะท าให้ทราบได้ว่านักวิจัยมีแนวความคิดอย่างไรใน

การวิจัยครั้งนั้นต้องการศึกษาอะไร มีตัวแปรอะไรบ้าง และตัวแปรต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องสัมพนธ์กันอย่างไรมี
ทิศทางความสัมพนธ์เป็นอย่างไรรวมทั้งมีประโยชน์ในการติดตามตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของการ

ด าเนินการวิจัยและผลการวิจัยที่เกิด เช่น การออกแบบการวิจัย การก าหนดขอบเขตการวิจัย ข้อตกลงเบื้องต้น

การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปและการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น (สุวิมล ว่องวาณิช

(บรรณาธิการ), 2538: 5, 22- 23; สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2544: 82- 83 )

ข้อควรระวังก็คือ กรอบแนวคิดนั้นไม่ใช่ข้อสรุปของการวิจัย แต่เป็นเพยงแนวทางในการแสวงหา

ื่
ข้อมูลหรือค าอธิบายเพอให้เกิดความเป็นไปได้ในการที่จะวิเคราะห์หาข้อสรุปและการมีกรอบแนวคิดในการวิจัยจะ
มีประโยชน์อยู่มาก แต่การในกรอบแนวคิดในการวิจัยก็อาจเป็นข้อจ ากัดในการท าความเข้าใจปรากฏการณ์ทาง

สังคมต่างๆได้เช่นกัน หากการก าหนดกรอบแนวคิดนั้นไม่รัดกุม หรือเป็นกรอบแนวคิดที่ไม่สมเหตุสมผลเพยงพอ


นั่นหมายความว่า การท าความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการศึกษา หรือการอธิบายตัวแปรตามโดยใช้ตัวแปรอสระที่
ก าหนดไว้นั้น อาจจะขาดประสิทธิภาพ ไม่สมเหตุสมผล หรือไม่มีน้ าหนักในการอธิบายที่น่าพอใจนัก เนื่องจาก

นักวิจัยจะมองไม่เห็นหรือไม่ให้ความส าคัญกับตัวแปรอสระอน ๆ ซึ่งอยู่นอกกรอบแนวคิดที่ก าหนดไว้โดยเฉพาะ

ื่
อย่างยิ่งในการวิจัยเชิงปริมาณแม้ในภายหลังจะเห็นความส าคัญของแนวคิดหรือตัวแปรอน ๆ เพมเติมเช่นในขณะ
ิ่
ื่
เก็บรวบรวมข้อมูลหรือในขณะวิเคราะห์ข้อมูลก็ยากที่จะผนวกเอาแนวคิดหรือตัวแปรเหล่านั้นมาไว้ในกรอบแนวคิด

ได้ อาจเนื่องจากไม่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างครบถ้วนเป็นระบบหรือไม่มีเครื่องมือที่จะใช้วัดค่าของตัว

แปรได้ในขณะนั้นเป็นต้น แนวคิดหรือตัวแปรอื่น ๆ ที่ไม่ได้ก าหนดไว้ก่อนในกรอบแนวคิดจึงไม่สามารถผนวกเข้ามา
ได้

ส่วนในการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งถือว่ากรอบแนวคิดเป็นแนวทางในการหาค าตอบของการวิจัย กรอบ

แนวคิดจึงมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนทดลองเอาแนวคิดหรือตัวแปรอน ๆ ที่พบในขณะที่ด าเนินการ
ื่
เก็บรวบรวมข้อมูลหรือการวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนามเข้ามาไว้ในกรอบแนวคิดได้ตามข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏ

เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง

90


6. กำรน ำเสนอกรอบแนวคิดในกำรวิจัย

การน าเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยเพื่อให้ผู้อ่านงานวิจัยหรือผู้บริโภคผลงานวิจัยมีความเข้าใจ

แนวคิดของนักวิจัย ว่าในการวิจัยแต่ละเรื่องนั้นนักวิจัยมีกรอบแนวคิดเป็นอย่างไรสามารถน าเสนอได้หลายแบบ

ได้แก่แบบพรรณนาความ แบบแผนภาพ แบบจ าลองทางคณิตศาสตร์ แบบตาราง แบบรูปภาพ และแบบ
ผสมผสานดังตัวอย่างต่อไปนี้

6.1 กำรน ำเสนอกรอบแนวคิดแบบพรรณนำควำม

การน าเสนอกรอบแนวคิดแบบพรรณนาความ เป็นการน าเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยโดยใช้

วิธีการบรรยายให้ทราบว่าการวิจัยนั้นนักวิจัยมุ่งศึกษาตัวแปรอะไรบ้างและตัวแปรต่างๆมีความสัมพนธ์กันอย่างไร


ซึ่งอาจจะมีการอางถึงทฤษฎีหรือเหตุผลมาสนับสนุนกรอบแนวคิดของนักวิจัยด้วยดังตัวอย่างของ ทวีวรรณ ลีระ
พันธ์, รวมพร คงก าเนิด และเพ็ญศรี อนันตกุลนที (2541) และงานวิจัยของ ชาญอาวุฒ ไชยรักษา (2546) เป็นต้น

ทวีวรรณ ลีระพันธ์และคณะ(2541) ได้ท าการวิจัยเรื่อง “องค์กรส่งเสริมสุขภาพดีเด่น : กรณีศึกษาบริษัท

ยูนิลีเวอร์ไทยโอสติ้งส์จ ากัด” ซึ่งใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นแบบวิจัยหลักและได้น าเสนอกรอบแนวคิด

ในลักษณะการพรรณนาความไว้ดังนี้ (http://www.advisor.anamai.moph.go.th/223/22304.html)
กรอบแนวคิด


ผู้วิจัยใช้ 2 แนวคิดหลักเป็นฐานการสร้างกรอบความคิดคือแนวคิดการวิเคราะห์องค์กรของเฟรนช์ และ
เบลล์ (French and Bell,1984) และใช้แนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการส่งเสริมสุขภาพตามข้อสรุปของการประชุมการ

ส่งเสริมสุขภาพนานาชาติ “กฎบัตรออตตาวา” และ “ค าประกาศจากจาการ์ตา” (The Ottawa Charter and Jarkata
Declaration) โดยแนวคิดของเฟรนช์ และ เบลล์ ได้วิเคราะห์องค์ประกอบส าคัญขององค์กรมีอย่างน้อย 4 เรื่องที่


เกี่ยวเนื่องและสัมพนธ์กันภายในองค์กรคือ โครงสร้างองค์กรและการจัดระบบงาน การก าหนดกลยุทธ์และการ
พัฒนาบุคลากร ในส่วนของแนวคิดเชิงกลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพมี 5 เรื่องด้วยกันคือ การก าหนดนโยบายส่วนรวม
เพื่อสุขภาพ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เออต่อสุขภาพ การปรับเปลี่ยนให้บริการทางสุขภาพ การส่งเสริมความเข้มแข็ง
ื้

ของชุมชนและการพฒนาทักษะส่วนบุคคล การวางแผนการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้แนวคิดการวิเคราะห์องค์กรที่มีองค์กร
เป็นฐานในการวิเคราะห์และอธิบายองค์กร และใช้องค์ประกอบของกลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพเป็นกรอบในการ

พิจารณาถึงปัจจัยหรือเงื่อนไขที่เป็นตัวก าหนดผลหรือความส าเร็จในการด าเนินงานส่งเสริมสุขภาพขององค์กร


ตัวอย่างการวิจัยอีกเรื่องหนึ่งที่จะน าเสนอกรอบแนวความคดในลักษณะของการพรรณนาคือการวิจัยเรื่อง

“ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น:ศึกษากรณีเทศบาลนครพษณุโลก”
ของ ชาญณวุฒ ไชยรักษา (2546) ซึ่งเป็นการวิจัยที่ใช้วิธีการศึกษาเอกสาร (documentary research) แนะน าเสนอ

กรอบแนวคิดไว้ดังนี้ (http://www.social.nu.ac.th/papers/reseach/locals2.pdf )

91


การศึกษาความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีศึกษาเทศบาล

นครพิษณุโลกมีกรอบแนวคิดในการศึกษาดังนี้

1. ความโปร่งใส
1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายและการด าเนินงานต่าง ๆ

แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง
2) ประชาชนในท้องถิ่นได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้องและตระหนักถึงความจ าเป็นที่จะต้อง

เข้าไปมีส่วนร่วม

ในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3) ในวาระการด ารงต าแหน่งคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบ

แล้วพบว่ามีความไม่โปร่งใส

2. การมีส่วนร่วมของประชาชน
1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มหรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนใน

ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานของท้องถิ่น
3) ประชาชนในท้องถิ่นร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบการด าเนินงานขององค์กรปกครอง

ส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ

3. ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน
1) ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจว่าการด าเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มี


การทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
2) ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจในการบริหารงานและการด าเนินการในการจัดบริการสาธารณะ

ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

92


6.2 กำรน ำเสนอกรอบแนวคิดโดยใช้แผนภำพ

การน าเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยโดยใช้แผนภาพเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเนื่องจาก

สามารถสร้างความเข้าใจได้ง่าย กระชับและชัดเจน ซึ่งแผนภาพแสดงกรอบแนวคิดในการวิจัยนี้จะระบุ

องค์ประกอบของตัวแปร ชื่อตัวแปรและรูปแบบความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรได้อย่างชัดเจน มีความเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะของงานวิจัยเรื่องนั้นๆ แม้ว่าจะมีนักวิจัยอนที่ศึกษาในประเด็นเดียวกันและใช้ตัวแปรเหมือนกัน
ื่
แต่ถ้าใช้แผนภาพแสดงกรอบแนวคิดต่างกันก็สะท้อนให้เห็นว่านักวิจัยเหล่านั้นมีกรอบแนวคิดในการวิจัยที่แตกต่างกัน
เลขา ปิยะอัจฉริยะ และ นงลักษณ์ วิรัชชัย (2544) ได้เสนอกรอบแนวคิดในการวิจัย “แนวทางการวิจัย

ปฏิบัติการในโครงการโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน” โดยใช้แผนภาพดังนี้





การประกันคุณภาพภายนอก

การประกันคุณภาพภายใน



การปฏิรูปการบริหารของผู้บริหาร
- การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน


- การปฏิรูปทั้งโรงเรียน


การปฏิรูปการสอนของครู
- การเรียนรู้ที่ผู้เรียนส าคัญที่สุด
การปฏิรูปการสอนของครู

- การเรียนรู้ที่ผู้เรียนส าคัญที่สุด


การปฏิรูปการเรียนของ

ผู้เรียน
- ผู้บริหาร

- ครู
- นักเรียน

- นักวิจัย





แผนภำพที่ 4.5 กรอบแนวคิดของโครงการโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ที่มำ: เลขา ปิยะอัจฉริยะ และ นงลักษณ์ วิรัชชัย (2544:5)

93


6.3 กำรน ำเสนอกรอบแนวคิดโดยใช้แบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์

การวิจัยบางเรื่องมีการน าเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยโดยใช้แบบจ าลองทางคณิตศาสตร์ในรูปของ



สมการแสดงความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรอสระกับตัวแปรตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เช่น
งานวิจัยของ กิตติชัย เล้าสกุล (2541) และกิตติมา แต้มทอง (2541) เป็นต้น

กรอบแนวคิดในการศึกษาความสัมพนธ์ระหว่างสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยกับการออม การ

ลงทุน และผลิตภัณฑ์ประชาชาติ ของ กิตติชัย เล้าสกุล (2541: 63) ซึ่งพฒนามาจากการศึกษาทฤษฎีการจัดสรร
หลักทรัพย์และแสวงหาก าไรสูงสุดที่พบว่า ปัจจัยที่ก าหนดอุปทานการใช้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์คือปริมาณเงิน

กู้ยืมจากต่างประเทศ อตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งจะมีความสัมพนธ์ทางเดียวกัน ส่วนอตราดอกเบี้ยเงินฝากจะมี




ความสัมพนธ์ในทิศทางลบกับการให้สินเชื่อ ในขณะที่การศึกษาของ Anderson และ Burger โดยการน า

ผลิตภัณฑ์ประชาชาติและอตราดอกเบี้ยเงินฝากเข้ามาศึกษาในสมการพบว่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติมีความสัมพนธ์



ในทิศทางบวกกับระดับการใช้สินเชื่อ ในอตราดอกเบี้ยเงินฝากมีความสัมพนธ์ในทิศทางลบกับการให้สินเชื่อ กิตติ
ชัย เล้าสกุล จึงเขียนกรอบแนวคิดในการวิจัยเป็นฟังก์ชันการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ดังนี้

+
+
+
-
CRD = f (Y , LR , RT , BORR )
โดยที่ CDR = ปริมาณสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์
Y = รายได้ประชาชาติ

LR = อัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยเฉลี่ย

RT = อัตราดอกเบี้ยเงินฝากโดยเฉลี่ย

BORR = ปริมาณเงินกู้ยืมจากต่างประเทศ



การศึกษาความมประสิทธิภาพภายในองค์กรของธนาคารพาณิชย์ไทยของ กิตติมา แต้มทอง (2541:
80-82) ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการที่ประยุกต์มาจากแบบจ าลองทางเศรษฐมิติตามวิธีของ Gardner และ Grace (1993
อางถึงใน กิตติมา แต้มทอง, 2541) ซึ่งเป็นแบบจ าลองที่ใช้วัดความมีประสิทธิภาพโดยพิจารณาความคลาดเคลื่อน

(error term) ที่เกิดจากต้นทุนการผลิต ถ้าธนาคารพาณิชย์ใดมีความคลาดเคลื่อนต่ าที่สุดจะเป็นธนาคารที่มี

ประสิทธิภาพมากที่สุดโดยเปรียบเทียบ

ในการศึกษาผู้วิจัยก าหนดให้ต้นทุนรวมเป็นฟังก์ชันของผลผลิตซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการผลิตในทาง

เศรษฐศาสตร์และก าหนดให้ต้นทุนรวมของธนาคารพาณิชย์อยู่ในรูปของ translog cost function ส่วนสมมติฐาน

ของแบบจ าลองที่ใช้ในการศึกษาก าหนดให้ราคาปัจจัยการผลิตคงที่ซึ่งสามารถแสดงแบบจ าลองที่ใช้ได้ดังนี้

94


TC = f(Q) เมื่อ i = 1, 2, 3
i

โดยที่ TC = ต้นทุนในการด าเนินงานทั้งหมดไม่รวมต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย

Q = ผลผลิตรวมของธนาคารพาณิชย์ประกอบด้วย q , q และ q
i
3
1
2
q = เงินลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมด (เงินลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาล ส่วนที่เกินอัตรา
1
บังคับขั้นต่ า หลักทรัพย์จดทะเบียนและหลักทรัพย์อื่น)
q = เงินให้สินเชื่อสุทธิ (หากจ านวนกันไว้เผื่อหนี้สงสัยจะสูญ)
2

q = จ านวนหนี้สินที่อาจเกิดภายหน้าและภาระผูกพัน (แสดงถึงการให้บริการต่างๆของ
3
ธนาคารพาณิชย์ที่นอกเหนือไปจากการให้กู้ยืมตัวอย่างเช่น เล็ตเตอร์ออฟเครดิต การ

รับรางวัล ตั๋วเงิน การค้ าประกันการกู้ยืมเงินเป็นต้น ซึ่งการให้บริการทางการเงินเหล่า

นี้จะให้ผลตอบแทนแก่ธนาคารในรูปของค่าธรรมเนียมและสมการต้นทุนประมาณจาก

Taylor’s series degree 2 ที่แปลงให้อยู่ในรูปของสมการต้นทุนแบบ translog ได้ดังนี้


InTC = b + ∑ Inq +
i
0
i

ดังนั้นสมการที่ใช้ในการศึกษาประสิทธิภาพของธนาคารพาณิชย์จึงเขียนได้ดังนี้

InTC = b + ∑ Inq +
0
i
i


6.4 กำรน ำเสนอกรอบแนวคิดโดยใช้ตำรำง
ในการวิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนากรอบแนวคิดในการวิจัยจะกล่าวถึงเฉพาะตัวแปรที่มุ่งศึกษาว่า

มีองค์ประกอบอะไรบ้าง กรอบแนวคิดในลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเสนอในรูปแผนภาพได้แล้ว ยังมีงานวิจัยบาง

เล่มที่เสนอโดยใช้ตาราง เช่น กรอบแนวคิดในการวิจัยของ สุจิตรา ระโหฐาน (2543) และมานะ ร้อยดาพนธุ์

(2543) เป็นต้น

ื่
สุจิตรา ระโหฐาน (2543) น าเสนอกรอบแนวคิดในรูปของดาราเพอศึกษาเปรียบเทียบการ
ปฏิบัติงานของโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เรื่อง การปฏิบัติงานตามเกณฑ์มาตรฐาน

ผู้บริหารการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดชัยภูมิไว้ดังนี้
(http://www.ednet.kku.ac.th/~de128/ad10/t5.html)

95



ตัวแปรต้น ตัวแปรตำม


ขนาดของโรงเรียนมัธยมศึกษา 4 ขนาด ได้แก่ ขนาด 1. ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพ
เล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่พิเศษ การบริหารการศึกษา

2. ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆโดยค านึงถึงผลที่จะเกิด

ขึ้นกับการพัฒนาของบุคลากรผู้เรียนและชุมชน
3. มุ่งมั่นพัฒนาผู้ร่วมงานให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็ม

ศักยภาพ

4. พัฒนาแผนงานขององค์กรให้สามารถปฏิบัติได้เกิด
ผลจริง

5. พัฒนาและใช้นวัตกรรมการบริหารจนเกิดผลงานที่มี

คุณภาพสูงขึ้นเป็นล าดับ
6. ปฏิบัติงานขององค์กรโดยเน้นผลถาวร

7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็น

ระบบ
8. ปฏิบัติตนเองเป็นแบบอย่างที่ดี

9. ร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่นอย่างสร้างสรรค์

10. แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา
11. เป็นผู้น าและสร้างผู้น า

12. สร้างโอกาสในการพัฒนาได้ทุกสถานการณ์





มานะ ร้อยดาพนธุ์ (2543) ได้วิจัยเรื่องการศึกษาคุณลักษณะที่เป็นจริงและลักษณะที่พงประสงค์ของ
นักเรียนในระดับมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น โดยเสนอกรอบแนวคิดในรูปของตาราง

อธิบาย องค์ประกอบของประเด็นหลักหรือตัวแปรส าคัญที่ต้องการศึกษาดังนี้

(http://www.ednet.kku.ac.th/~de128/ad10/t5.html)

96



ประเด็นหลัก ประเด็นย่อย


1. คุณลักษณะที่เป็นจริง 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์

2. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 2. เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และปฏิบัติตนตาม

ระบอบประชาธิปไตย

3. มีจิตส านึกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม อนุรักษ์และพฒนา

สิ่งแวดล้อม
4. มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มี

ความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์

5. มีความรู้และทักษะที่จ าเป็นในการเรียนรู้ตามหลักสูตร

6. มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และ

พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

7. เห็นคุณค่าและภูมิใจในภูมิปัญญาไทยศิลปะวัฒนธรรมที่ดีงาม

ของไทย
8. รู้จักตนเองพึ่งตนเองได้ มีบุคลิกภาพที่ดี

9. มีทักษะในการท างาน รักการท างาน สามารถท างานร่วมกับผู้อื่น

ได้และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ

10. มีสุขนิสัยสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี

11. ปลอดจากสิ่งเสพย์ติดให้โทษและสิ่งมอมเมา

12. มีสุนทรียภาพและลักษณะนิสัยด้าน ศิลปะ ดนตรี และกีฬา

97


6.5 กำรน ำเสนอกรอบแนวคิดโดยใช้รูปภำพ


การใช้รูปภาพเป็นอกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้อานงานวิจัยเข้าใจกรอบแนวคิดของนักวิจัยได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะกรอบแนวคิดที่แสดงความเชื่อมโยงของมโนทัศน์หลายระดับ แม้ว่าการน าเสนอกรอบแนวคิดด้วยวิธีนี้จะ

ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เช่น กรอบแนวคิดในการวิจัยเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของไวรัสที่แพร่กระจายใน
แบคทีเรีย (SGS) ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโด เป็นต้น

การวิจัยเรื่องปัจจัยก าหนดโครงสร้างและหน้าที่ของไวรัสที่แพร่กระจายในแบคทีเรีย (SGS) ของ

ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโด (2002) ซึ่งคณะผู้วิจัยได้เสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยโดยใช้

รูปภาพประกอบ ดังนี้







































แผนภำพที่ 4.6 กรอบแนวคิดการวิจัยโครงสร้างและหน้าที่ของไวรัสที่แพร่กระจายในแบคทีเรีย

ที่มำ: http://www.sgs.cnr.colostate.edu/2002proposal/contents/FigSctn2.pdf

98


6.6 กำรน ำเสนอกรอบแนวคิดแบบผสมผสำน

ในบางครั้งเราอาจจะพบว่ามีงานวิจัยบางเรื่องที่นักวิจัยมีการน าเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัย

โดยใช้มากกว่า 1 รูปแบบผสมผสานกัน เช่น การใช้แผนภาพประกอบค าบรรยาย การใช้แบบจ าลองประกอบค า

บรรยาย หรือการใช้แผนภาพประกอบกับแบบจ าลอง งานวิจัยที่น าเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยแบบผสมผสาน
เช่น งานวิจัยของ นงลักษณ์ วิรัชชัย และ สุวิมล ว่องวานิช (2544) และ สรพงษ์ วิชัยดิษฐ์ (2547 ) เป็นต้น

จากการสังเคราะห์งานวิจัยทางการศึกษาด้วยการวิเคราะห์ปริมาณและการวิเคราะห์เนื้อหาของ นง

ลักษณ์ วิรัชชัย และ สุวิมล ว่องวานิช (2544: 63- 64) ได้ก าหนดกรอบแนวคิดไว้ดังนี้



กรอบแนวคิดในการวิจัย

โดยที่การสังเคราะห์งานวิจัยครั้งนี้เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยทุกเรื่องที่เสนอใช้ในการประชุม

วิชาการครั้งที่ 9 ของส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เรื่อง “การวิจัยทางการศึกษา และที่

เกี่ยวข้องกับการศึกษา” จ านวน 328 เรื่อง งานวิจัยเหล่านี้ศึกษาปัญหาวิจัยที่มีความหลากหลายและงานวิจัย

3 เรื่อง ในจ านวน 328 เรื่องนั้นเป็นการสังเคราะห์งานวิจัยที่ใช้เทคนิคการวิเคราะห์อภิมาน ดังนั้นกรอบ

ความคิดในการวิจัยครั้งนี้จึงถูกพฒนาขึ้นโดยอาศัยสาระข้อค้นพบจากรายงานเอกสารและการวิจัยที่


เกี่ยวข้องทุกเรื่องมาบูรณาการกัน แทนที่จะใช้กรอบความคิดที่องงานวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพยงเรื่องเดียว



กรอบความคิดในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยรูปแบบความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรจัดกระท า/ตัวแปรต้น กับ
ตัวแปรตาม ซึ่งจะถูกประมาณค่าด้วยเทคนิคการวิเคราะห์อภิมานให้ได้ดัชนีมาตรฐานที่เรียกว่า ขนาด
อทธิพล/สัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ ซึ่งจะถูกก าหนดให้เป็นตัวแปรตามในการสังเคราะห์งานวิจัยครั้งนี้ โดยมีตัว




แปรต้นประกอบด้วย ตัวแปรเกี่ยวกับคุณลักษณะงานวิจัย ได้แก่ ตัวแปรเกี่ยวกับการวิจัยและการพมพ ตัว

แปรเกี่ยวกับผู้ท าวิจัย และตัวแปรเกี่ยวกับวิธีวิทยาการวิจัย ลักษณะของตัวแปรตามที่ศึกษาในงานวิจัย
ดังกล่าว ได้แก่ ผลการเรียนวัดในรูปผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย พฤติกรรม

การเรียน จิตลักษณะนิสัย และความคิดเห็นของผู้เรียน พฤติกรรมการท างาน ความคิดเห็น ความต้องการ

เจตคติของครูและผู้บริหาร ตลอดจนศึกษานิเทศก์ ตัวแปรจัดกระท า ได้แก่ รูปแบบการสอน นวัตกรรม

หลักสูตร การฝึกอบรม วิธีการสอน/การนิเทศ/การบริหาร /การฝึกอบรม ตัวแปรต้น ได้แก่ ลักษณะภูมิหลัง

และลักษณะทางประชากรของกลุ่มผู้เรียน ครู บริหาร นักศึกษานิเทศก์ ตลอดจนวิธีด าเนินการ นโยบายและ
ลักษณะขององค์กร ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าว แสดงได้ดังแผนภาพ

99


กลุ่มศึกษานิเทศกและนักการศึกษา

กลุ่มผู้บริหารและกลุ่มครู



ตัวแปรเกี่ยวกับการพิมพ์ กลุ่มผู้เรียน
การบริหาร
ขนาดอทธิพล/สัมประสิทธ์สหสัมพันธ์



ตัวแปร/จัดกระทา ตัวแปรตาม


ตัวแปรเกี่ยวกับผู้วิจัย

ภูมิหลัง ผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียน

ตัวแปรวิธีวิทยาการ รูปแบบการสอน พฤติกรรม

วิจัย นวัตกรรมหลักสูตร ความคิดเห็น
การฝึกอบรม นิสัย
วิธีการสอน/นิเทศ/ฝึกอบรม จิตลักษณะ
การบริหาร



แผนภำพที่ 4.7 กรอบความคิดในการสังเคราะห์งานวิจัย

ที่มำ: นงลักษณ์ วิรัชชัย และ สุวิมล ว่องวานิช ( 2544: 64)



งานวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องหนึ่งที่ก าหนดกรอบแนวคิดและน าเสนอโดยใช้แผนภาพประกอบค าบรรยาย คือ

งานวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท สาขามานุษยวิทยาของ สรพงษ์ วิชัยดิษฐ์ (2547) เรื่อง “กระบวนการ

ื้



ก่อรูปอตลักษณ์ของผู้อพยพชาวกะเหรี่ยง: ศึกษากรณี กะเหรี่ยงในพนที่พกพงชั่วคราวบ้านแม่หละ อาเภอท่าสอง
ยาง จังหวัดตาก” ซึ่งผู้วิจัย ใช้ 3 แนวคิดหลักในการเชื่อมโยงเพอศึกษาปรากฏการณของผู้อพยพ คือ อัตลักษณ์ ผู้

ื่
อพยพ และพื้นที่กับการสร้างตัว ดังนี้

100





อัตลักษณ์ใหม่



การประดิษฐ์ใหม่

การผสมผสาน การเลือกอัตลักษณ์



การตัดและผสม


พื้นที่พักพิง ผู้อพยพ พื้นที่พักพิง

ชั่วคราว การนิยาม (ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง) การนิยาม ชั่วคราว

ประวัติศาสตร์กะเหรี่ยง
ก่อนเข้ามาประเทศไทย

แผนภำพที่ 4.8 แนวคิดการศึกษาชุมชนและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์
ที่มำ: สรพงษ์ วิชัยดิษฐ์ (2547 : 29)

ื่
จากการสังเคราะห์แนวคิดเพอการวิจัยเชิงกระบวนการก่อรูป ในการอธิบายกระบวนการประกอบ

สร้างของผู้อพยพ ผู้วิจัยได้อาศัยการน าวิธีการเลือกคุณลักษณะ (attribute) จากการทบทวนแนวคิดและทฤษฎี
ื่
ทั้ง 3 แนวคิด เพอช่วยในการสร้างแนวคิดเบื้องต้นในการวิจัยครั้งนี้ โดยผู้วิจัยได้น าเสนอกระบวนการของผู้

อพยพ (ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง) ออกเป็น 4 ส่วนคือ
ื้


1. สถานภาพของผู้อพยพในอดีตก่อนที่จะเข้ามาสู่พนที่พกพงที่ทางรัฐบาลไทยได้จัดไว้ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้

อาศัยการศึกษาประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพนธุ์ จากการทบทวนเอกสาร การสัมภาษณ์ และการเข้าร่วมใน
กิจกรรมของชุมชน
2. การศึกษาสถานภาพของผู้อพยพในประเทศ การนิยามตัวตน (define) การต่อสู้ทางวัฒนธรรม
(cultural battle/hegemony) ซึ่งผู้อพยพถูกก าหนดสถานภาพของตนเองผ่านการนิยามของรัฐและการต่อสู้ของ

ื้
ตนเอง และการแสดงตนเองผ่านหน่วยงาน เช่น NGOs ท าให้มีการสร้างพนที่ของตนเองขึ้นมาและถูกน าไปอยู่

ื้
ในพนที่พเศษที่ทางรัฐบาลสร้างไว้เพอการควบคุม (temporary shelter areas) พร้อมๆ กับการสร้างพนที่ของ
ื้

ื่
ตนเอง

3. กระบวนการก่อรูปของผู้อพยพ เช่น การสร้างตัวแทน (representation) และการคัดเลือกอัตลักษณ์
(selection) เช่น การผสมผสาน (assimilation) ตัดและผสม (cutting) ประดิษฐ์ใหม่ (invention)

4. การปรับตัวเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของกลุ่มตัวเองและการด ารงอัตลักษณ์ใหม่ (new identities being)

101


เมื่อนักวิจัยพฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยขึ้นแล้ว ประโยชน์ขั้นแรกที่จะติดตามมาในเบื้องต้นก็คือการ



ก าหนดสมมติฐานการวิจัย เพราะโดยแท้จริงแล้วกระบวนการพฒนากรอบแนวคิดก็เป็นกระบวนการพฒนา
สมมติฐานการวิจัยไปพร้อมกันนั่นเอง เว้นแต่ว่างานวิจัยบางลักษณะ นักวิจัยอาจจะไม่เขียนสมมติฐานออกมาอย่าง

ชัดเจน


สรุป

ในบทนี้เป็นการกล่าวถึงการพฒนากรอบแนวคิดและสมมติฐานของการวิจัย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความคิด


ของนักวิจัยเกี่ยวกับตัวแปร และความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย การพฒนากรอบแนวคิดและ

สมมติฐานนี้ ถือว่าเป็นขั้นตอนที่ส าคัญยิ่งอกขั้นตอนหนึ่ง เพราะกรอบแนวคิดและสมมติฐานจะเป็นตัวชี้แนะ

แนวทางในการออกแบบการวิจัย เพื่อให้ได้ค าตอบตามที่นักวิจัยต้องการ แต่อย่างไรก็ตาม กรอบแนวคิดในการวิจัย

อาจมีข้อเสียในแง่ของการจ ากัดความคิดของนักวิจัยในการท าความเข้าใจปรากฏการณ์ทต้องการศึกษา หากกรอบ
ี่

แนวคิดนั้นไม่ครอบคลุม หรือนักวิจัยยึดมั่นในกรอบแนวคิดจนไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกบปรากฏการณ์
ที่เป็นจริงได้ ส าหรับสมมติฐานของการวิจัย เป็นการคาดหมายหรือการอธิบายความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรใน

ปรากฏการณ์ที่ศึกษา ซึ่งเป็นค าตอบชั่วคราวของปัญหาวิจัยที่นักวิจัยก าหนดขึ้นอย่างมีเหตุผล สมมติฐานที่ดีควรมี

ลักษณะ “START” กล่าวคือ มีความเฉพาะเจาะจง (specific) สามารถวัดค่าและทดสอบได้ (testable) เข้าใจได้

ง่าย (accessibility) มีเหตุผลสอดคล้องกบสถานการณ์ (reasonable) และมีความเหมาะสมกับระยะเวลา (time)

ของการวิจัย ซึ่งจะท าให้การทดสอบสมมติฐานและสรุปผลการวิจัยเป็นไปอย่างชัดเจน ตรงประเด็น

102


บทที่ 6


กำรออกแบบกำรวิจัย


จุดประสงค์กำรเรียนรู้


เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ

1. บอกความหมายของการออกแบบการวิจัยได้

2. อธิบายวัตถุประสงค์ และหลักการออกแบบการวิจัยได้

3. ระบุหลักเกณฑ์การออกแบบการวิจัยได้
4. อธิบายวิธีการและขั้นตอนในการออกแบบการวิจัยได้

5. เลือกแบบแผนการวิจัยที่เหมาะสมได้

6. ระบุแนวทางในการพิจารณาทางเลือกใช้แบบการวิจัยและบอกประโยชน์ของการออกแบบการวิจัย
ได้


เนื้อหำสำระ


 ความหมายของการออกแบบการวิจัย

 วัตถุประสงค์ของการออกแบบการวิจัย

 หลักการออกแบบการวิจัย

 หลักเกณฑ์การออกแบบการวิจัย

 วิธีการและขั้นตอนในการออกแบบการวิจัย
 แบบแผนการวิจัย

 แนวทางในการพิจารณาเลือกใช้แบบการวิจัย

 ประโยชน์ของการออกแบบการวิจัย

103


บทที่ 6


กำรออกแบบกำรวิจัย


ื่
เมื่อนักวิจัยตัดสินใจที่จะท าการวิจัยเพอแสวงหาค าตอบต่อปัญหาการวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สนใจ
ก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย กรอบความคิด และสมมติฐานของการวิจัยไว้แล้วงานในขั้นตอนต่อไปที่มี
ความส าคัญยิ่งที่จะต้องด าเนินการก็คือ การออกแบบการวิจัย (research design) แบบการวิจัยเป็นสิ่งที่เชื่อมโยง

ื่
กิจกรรมต่างๆ ของงานวิจัย ที่นักวิจัยจะต้องท าในแต่ละขั้นตอน เพอให้ได้ข้อเท็จจริงที่สามารถน ามาสู่การตอบ
ปัญหาการวิจัยได้อย่างถูกต้อง การออกแบบการวิจัยเปรียบเสมือนการว่างโครงสร้างของบ้าน ซึ่งอาจมีรูปแบบ

โครงสร้างต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของเจ้าของบ้าน


จากความส าคัญของการออกแบบการวิจัยดังกล่าว ผู้เขียนจึงได้น าเสนอสาระเกี่ยวกับการออกแบบการ

วิจัยในบทนี้ โดยคลอบคลุมสาระเกี่ยวกับ ความหมายของการอกแบบการวิจัย วัตถุประสงค์ของการออกแบบการ

วิจัย หลักการออกแบบการ หลักการออกแบบการวิจัย วิธีการและขั้นตอนการออกแบบการวิจัย แบบการวิจัย

แนวทางการพิจารณาเลือกใช้แบบการวิจัย และประโยชน์ของการออกแบบการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้


ควำมหมำยของกำรออกแบบกำรวิจัย

แบบการวิจัยหรือแผนกการวิจัย หมายถึง แผนกงานแสดงแนวทาง วิธีการที่มีระบบมีขั้นตอนในการ

แสวงหาข้อเท็จจริงให้ได้ค าตอบปัญหาที่เที่ยงตรงเชื่อถือได้ (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543:118 )

พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543:54) ให้ความหมายของการวิจัยว่า หมายถึง การก าหนดขอบเขตและว่างรูปแบบการ

วิจัยเพื่อให้ได้ซึ่งค าตอบที่เหมาะสมกับปัญหาที่วิจัย

Kerlinger และ lee (2000:449-450) ได้ให้ความหมายของการออกแบบการวิจัยว่าเป็นแผนการ (plan)

ื่
และโครงสร้าง (structure) ของการท าวิจัย เพอให้ได้ค าตอบส าหรับปัญหาการวิจัย กล่าวคือ แผนการ หมายถึง
ส่งที่แสดงแนวทางและขั้นตอนวิธีการด าเนินการวิจัยที่นักวิจัยก าหนดขึ้น และตัดสินใจว่าจะท าตามที่ก าหนดนี้ เริ่ม

ตั้งแต้การตั้งสมมติฐานที่จะน าไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลโดยภาพรวม ส่วนโครงสร้าง หมายถึง เค้าโครงหรือรูปแบบ
ื่
(paradigm or model) แสดงความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรการวิจัยที่นักวิจัยจะท าการศึกษาเพอตอบปัญหาการ

วิจัย

นอกจากนี้ Kumar (1999: 74) ให้ความหมายของการออกแบบการวิจัยว่า เป็นแผนกระบวนการที่นักวิจัย

จัดท าขึ้นเพอตอบปัญหาการวิจัยได้อย่างมีความตรง (validity) มีความหมายเป็นปรนัย (objectivity) มีความถูก
ื่
ต้องแม่นย า (accuracy) และมีความประหยัดไม่สิ้นเปลืองมาก

104


จากความหมายดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปได้ว่าการออกแบบการวิจัย หมายถึง การก าหนดแผนการ

ื่
ด าเนินงานที่แสดงถึงรูปแบบ แนวทาง และวิธีการที่มีระบบมีขั้นตอนในการวิจัย เพอให้ได้ค าตอบส าหรับปัญหา
การวิจัยที่มีความตรง เป็นปรนัย และแม่นย า ภายใต้ทรัพยากรที่ประหยัด


วัตถุประสงค์ของกำรออกแบบกำรวิจัย

การออกแบบการวิจัยมีวัตถุประสงค์ที่ส าคัญ 2 ประการ คือ (Kerlinger and lee 2000:450-451 ; นงลักษณ ์
วิรัชชัย, 2543: 118-119)

1. เพอให้ได้ค าตอบส าหรับปัญหาการวิจัยที่มีความตรง ถูกต้องแม่นย า เป็นปรนัยและประหยัดมากที่สุด
ื่
เท่าที่จะท าได้

ื่
2. เพอควบคุมความแปรปรวน การควบคุมความแปรปรวนมีหลักการ 3 ประการคือ การศึกษาที่คลอบคุม

ขอบข่ายของปัญหาการวิจัยให้มากที่สุด การคลอบคลุมอทธิพลของสิ่งต่างๆ ที่ไม่อยู่ในขอบข่ายการวิจัย
แต่สงผลต่อการวิจัยให้มากที่สุด การควบคุมความผิดพลาดคลาดเคลื่อนให้ได้มากที่สุด

หลักกำรออกแบบกำรวิจัย

เนื่องจากวัตถุประสงค์ที่ส าคัญของการออกแบบการวิจัยคือ การควบคุมหรือขจัดอิทธิพลของตัวแปรแทรกซ้อน


ที่ไม่ต้องการศึกษาให้หมดไป เพอให้ผลการวัดค่าตัวแปรตามนั้น มาจากการจัดการกระท าของตัวแปรอสระเพยง

ื่
อย่างเดียว อันน าไปสู่การได้ค าตอบต่อปัญหาการวิจัยที่ถูกต้องแม่นย าที่สุด ดังนั้นหลักการออกแบบการวิจัยจึงเป็น
เรื่องขิงการควบคุมตัวแปรปรวนของตัวแปรในการวิจัยนั้นเอง โดยยึดหลักการที่เรียกว่า “the max min con

principle” (Kerlinger and lee, 2000) ซึ่งประกอบด้วยองประกอบที่ส าคัญ 3 ประการ ดังนี้



1. กำรท ำควำมแปรปรวนของตัวแปรตำมที่ศึกษำอนเนื่องมำจำกตัวแปรอสระ หรือตัวแปรจัดกระท ำ

(treatment variable) ซึ่งเรียกวำควำมแปรปรวนแบบมระบบมค่ำสูงสุด (maximization of the




systematic variance) ในการวิจัย นักวิจัยจะต้องพยายามวัดหรือจัดกระท าตัวแปรอสระที่ศึกษานั้นให้มีความ
ผันแปรหรือมีความแตกต่างกันมากที่สุด เพื่อให้เห็นผลของการเปรียบเทียบที่วัดจากตัวแปรตามชัดเจนที่สุด กล่าว
โดยสรุปหลักการข้อนี้คือการก าหนดให้ตัวแปรทมีคุณสมบัติในการเป็นตัวแปรที่ดีที่สุด (ภิรมย์ กมนรัตนกุล,

httpp://www.cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re3_4.htm) คุณสมบัติของการเป็นตัวแรที่ดี ก็คือ มี

ความผันแปรมากพอที่จะท าให้ผลการวิเคราะห์สามารถน ามาตอบค าถามที่ต้องการวิจัยได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้วิจัย

ต้องการศึกกาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม หากตัวแปรามไม่ผันแปรมาก คือค่อยข้างคงที่ การ


สรุปผลความส าพนธ์ระหว่างตัวแปรอสระกับตัวแปรตามก็ท าได้ยากหรือท านองเดียวกัน หากตัวแปรอสระไม่ผัน



105




แปรมาก การจะสรุปความสัมพันธ์ก็ทาได้ยากดังนั้นการออกแบบการวิจัยจึงต้องพยายามกาหนดตัวแปรให้มีความ
ผันแปรหรือมีความแปรปรวนให้มากพอที่จะสรุปผลได้ชัดเจน



2. กำรก ำหนดควำมแปรปรวนอนเนื่องมำจำกควำมคลำดเคลื่อนมค่ำต ำสุด (minimization of

error variance) ความคลาดเคลื่อนในที่นี้อาจเกิดจากความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือความคลาดเคลื่อนอันเกิด

จากการวัด ซึ่งความคลาดเคลื่อนดังกล่าวอาจเกิดจาก 2 ลักษณะ คือ

2.1 ความคลาดเคลื่อนอย่างสุ่ม (random error) เป็นความคลาดเคลื่อนอนเกิดจากความไม่เท่า


เทียมกนของโอกาสที่จะเกดขึ้นของตัวแปรที่แทรกซ้อน มักจะเป็นตัวแปรที่เกิดจากกลุ่มตัวอย่าง เช่น อายุ เพศ เชื้อ

ชาติ วุฒิภาวะ อารมณ์ ความสนใจ เป็นต้น หรือ อาจเกิดจากตัวแปรแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดระหว่างการทดลองได้

2.2 ความคลาดเคลื่อนอย่างมีระบบ (systematic error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่มีผลต่อกลุ่ม


ตัวอย่างโดยเท่าเทียมกัน ได้แก่ ความคลาดเคลื่อนอนเกิดจากตัวเครื่องมือ หรือ ความบกพร่องของเครื่องมือ

ความคลาดเคลื่อนอนเกิดจากการวัดหรือความบกพร่องเนื่องจากผู้ใช้เครื่องมือ ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากตัว
เครื่องมือ การแก้ไขโดยผู้วิจัยจะต้องสร้างหรือเลือกใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพทั้งในด้านความตรง ความเที่ยง ความ


เป็นปรนัย และมีประสิทธิภาพสูง ส่วนความคลาดเคลื่อนอนเกิดจากผู้ใช้เครื่องมือ การแก้ไขท าโดนผู้ใช้เครื่องมือ
ควรจะต้องศึกษาการใช้เครื่องมือให้เข้าใจถูกต้อง และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด


3. กำรควบคุมควำมแปรปรวนที่เกิดจำกตัวแปรแทรกซ้อนที่ส่งผลอย่ำงมระบบ (control of
extraneous systematic variance) นั่นคือความพยายามท าให้ความแปรปรวนของตัวแปรเกิดขึ้นเนื่องจาก


อทธิพลของตัวแปรอสระที่ศึกษาแต่เพยงอย่างเดียวโดยการควบคุมอทธิพลของตัวแปรแทรกซ้อน ซึ่งมีวิธีการ



ควบคุมได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดกระท าแบบสุ่ม (randomization) การขจัดตัวแปร (elimination) การเพิ่มตัว
แปรในแบบแผนการวิจัย (build into the research design) การจับคู่ (matching) การควบคุมโดยวิธีการทาง

สถิติ (statistical control) และการควบคุมโดยการวางแบบแผนการทดลอง การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนแต่ละ
วิธีดังกล่าว มีลายละเอียดพอสังเขปดังนี้

3.1 กำรจัดกระท ำแบบสุ่ม (randomization)


การจัดกระท าแบบสุ่ม เป็นวิธีการท าให้กลุ่มตัวอย่างมีความเท่าเทียมกันเมื่อเริ่มต้นท าการวิจัย

โดยการจัดท าตัวแปรอิสระที่สนใจและกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาแบบสุ่มปราศจากความล าเอียงและอคติ เพื่อให้เงื่อนไข

ของการศึกษาเป็นตัวแทนของเหตุการณ์ทวไป “การจัดกระท าแบบสุ่มท าให้ตัวแปรควบคุมส่งผลต่อตัวแปรตามใน
ั่
ลักษณะคล้ายๆ กันในแต่ละเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่ท าการศึกษา” (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2541) วิธีนี้เป็นวิธีการ

ควบคุมตัวแรแทรกซ้อนที่ดีที่สุด และมีความเป็นไปได้ในการด าเนินการ

106


3.2 กำรขจัดตัวแปรออก (elimination)


เป็นวิธีการขจัดอทธิพลของตัวแปรแทรกซ้อนที่จะส่งผลต่อตัวแปรตามที่สนใจออก โดยการท าให้ตัว
แปรคงที่ เช่น ในการวิจัย ถ้านักวิจัยคาดว่าเพศและระดับสติปัญญาจะส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักวิจัยก็เลือกศึกษา

เฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับสติปัญญาเหมือนกันระดับเดียว หรือศึกษาเฉพาะเพศชายหรือเพศหญิง วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย
สะดวก ได้ผลอย่างแท้จริง แต่มีข้อเสียคืออาจท าให้ความสามารถในการสรุปอางอง (power of generalization)


ลดลง นั่นคือผลการวิจัยสามารถสรุปอ้างองเฉพาะกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มที่ศึกษาเท่านั้น


3.3 กำรน ำตัวแปรแทรกซ้อนมำเป็นตัวแปรอสระในกำรศึกษำในแบบแผนกำรวจัย (build

into the research design)

วิธีนี้เป็นการเปลี่ยนสภาพของตัวแปรแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อตัวแปรตามให้เป็นตัวแปรอสระที่


ศึกษาอกตัวหนึ่งในแบบแผนการวิจัย ซึ่งท าให้ผู้วิจัยสามารถศึกษาผลของตัวแปรแทรกซ้อนนั้นได้ และสามารถ
ี่
ศึกษาผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในการวิจัยได้อกด้วย แต่อาจมีข้อจ ากัดในการด าเนินการในกรณีทมีตัวแปร

แทรกซ้อนหลายตัว

3.4 กำรจับคู่ (matching)
วิธีนี้เป็นการท าให้กลุ่มตัวอย่างมีความเหมือนกันหรือเท่าเทียมกันเหมือนวิธีการจัดกระท าแบบสุ่ม

(randomization) โดยการจับคู่ตัวอย่างที่มีลักษณะเหมือนกันเป็นคู่ๆ แล้วสุ่มแยกไปอยู่คนละกลุ่ม ท าให้กลุ่ม

ตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มมีความใกล้เคียงมากที่สุด การใช้วิธีการจับคู่มีเงื่อนไขหรือข้อจ ากัดคือ ผู้วิจัยจะต้องทราบผลของ

ตัวแปรแทรกซ้อนอย่างแน่ชัดว่าส่งผลต่อตัวแปรตามจริง ไม่เช่นนั้นการจับคู่จะไร้ประโยชน์ และอาจท าให้การแปล


ผลของการวิจัยผิดพลาดได้ นอกจากนี้การจับคู่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซอนได้ไม่มากนัก แต่มีข้อดีคือจะให้ผล
ที่เที่ยงตรงถ้าหากมีความแน่ชัดว่าตัวแปรแทรกซ้อนมีผลต่อตัวแปรตามจริง

3.5 กำรควบคุมโดยวิธีกำรทำงสถิติ (statistical control)


เป็นการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์
บางส่วน (partial correlation) และการใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนรวม (analysis of covariance:

ANCOVA)

3.6 กำรควบคุมโดยกำรวำงแบบแผนกำรทดลอง


การควบคุมโดยการวางแบบแผนการทดลอง เป็นการควบคุมที่ใช้มากในการวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งมี

การจัดกลุ่มควบคุมและการทดลองให้มีลักษณะของตัวแปรแทรกซ้อนคล้ายคลึงกัน แต่มีตัวแปรอสระหรือตัวแปร

จัดกระท าแตกต่างกัน

107


หลักเกณฑ์กำรออกแบบกำรวิจัย


จากวัตถุประสงค์หลักของการออกแบบการวิจัยดังกล่าวข้างต้น เป็นแนวทางที่นักวิจัยใช้ในการก าหนด

ลักษณะของแบบการวิจัยที่ดี ซึ่ง Campbell และ Stanley (1963); Kerlinger และ lee ได้สรุปหลักเกณฑ์ในการ

ตรวจสอบการออกแบบการวิจัยที่ดีไว้ 2 ประการคือ

1. ควำมตรงภำยใน (Internal Validity)


ความตรงภายใน หมายถึง ความตรงของแบบการวิจัยว่าสามารถตอบปัญหาการวิจัยได้หรือไม่ มีการ

ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน (extraneous variables) ที่ไม่อยู่ในขอบข่ายของการวิจัย แต่ส่งผลต่อการวิจัยได้ดี

เพียงไร ลดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้มากเพียงไร หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่าความตรงภายใน หมายถึง การที่


ผลการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตาม (dependent variables) เป็นผลมาจากตัวแปรอสระ (independent
variables) ที่ใช้ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีผลมาจากตัวแปรแทรกซ้อนอน นอกเหนือจากตัวแปรที่ต้องการ
ื่
ศึกษาวิจัยซึ่งงานวิจัยจะมีความตงภายในสูงจะต้องมีความคลาดเคลื่อนของการวัดตัวแปรต่ า และจะต้องสามารถ

ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนทีมีอทธิพลต่อตัวแปรตามได้เป็นอย่างดี รวมทั้งมีกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่าง

ถูกต้องเหมาะสม



ปัจจัยที่มีผลต่อความตรงภายในที่นักวิจัยควรจะต้องพจารณาควบคุมในการออกแบบการวิจัย ได้แก่
ประวัติประสบการณ์ของกลุ่มที่ศึกษา(history) วุฒิภาวะ(maturation) การทดสอบ(testing) เครื่องมือวัด

(instrumentation) การถดถอยของสถิติ (statistical regression) การคัดเลือกตัวอย่าง (selection) การขาด

หายของตัวอย่าง (mortality) และปฏิสัมพันธ์ระหว่างการคัดเลือกตัวอย่างและวุฒิภาวะของตัวอย่าง (interaction

of selection and maturation) (Campbell and Stanley, 1963; Neuman, 2000; Babbie, 2007; ธวัชชัย

วรพงศธร , 2530) ซึ่งรายละเอียดของปัจจัยดังกล่าวมีดังนี้


1.1 ประวัติประสบกำรณ์ของกลุ่มที่ศึกษำ (History)

ประวัติประสบการณ์ของกลุ่มที่ศึกษาเป็นความแตกต่างของตัวอย่างที่มีตั้งแต่เริ่มแรกของการศึกษา หรือ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างด าเนินการทดลอง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีผลท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวแปร

ท าให้นักวิจัยไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าผลที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามเป็นผลมาจากตัวแปรอิสระที่ศึกษา ซึ่งอาจ



ท าให้นักวิจัยสรุปผลการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรตามว่าเป็นผลมาจากอทธิผลของตัวแปรอสระที่ศึกษา หรือสิ่ง
ทดลองที่ให้ไป แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเนื่องมาจากเหตุการณ์พอง หรือ



อทธิผลร่วมกันระหว่างสิ่งทดลองและเหตุการณ์พองก็ได้ เช่น นักวิจัยต้องการศึกษาผลของการอบรมให้ความรู้

108



ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการด าเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยงแก่ประชาชนในชุมชนแห่งหนึ่ง ว่า
จะท าให้ประชาชนมีพฤติกรรมการด าเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ในระหว่างการด าเนินการทดลองประเทศไทย

ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง ท าให้ประชาชนต้องด าเนินชีวิตอย่างพอเพยง ประหยัดอดออม

มากขึ้น พฤติกรรมการด าเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้เกิดจากผลการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจ แต่อาจเกิด
จากสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ดั้งนั้นนักวิจัยจึงควรระมะระวังในการสรุปผลการทดลอง

1.2 วุฒิภำวะ (maturation)

วุฒิภาวะ เป็นการเจริญเติบโตหรือการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจของกลุ่มตัวอย่างที่ถูกทดลอง ซึ่ง

ิ่
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปในทางเพมขึ้นหรือลดลงก็ได้ ตามระยะเวลาที่ผ่านไปในการทดลอง

โดยเฉพาะการทดลองที่ใช่ระยะเวลายาวนานตัวอย่างที่มีอายุมากขึ้น มีการพฒนาทางร่างการ และสติปัญญา
เพมขึ้น มีความช านาญเพมขึ้นในการทดลองระยะสั้น ตัวอย่างอาจเกิดจากการเหนื่อย เบื่อหน่ายต่อสภาพการณ์
ิ่
ิ่
ิ่
ทดลอง ง่วง หิว มีความเครียดเพมขึ้น มีความสนใจและความพยายามลดลง เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อ
พฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง ท าให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

1.3 กำรทดสอบ (testing)
ื่
การทดสอบในที่นี้ หมายถึง การใช้เครื่องมือวัดตัวแปรตามก่อนการให้สิ่งทดลอง เพอใช้เป็นข้อมูลส าหรับ
เปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตามเดียวกัน ภายหลังได้รับสิ่งทดลองแล้ว การทดสอบก่อนการทดลอง

นี้อาจท าให้ผู้ถูกทดลองนี้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการจัดเก็บข้อมูลครั้งแรกได้ เช่น มีความคุ้นเคยในค าถาม หรือ

ิ่
วิธีการของเครื่องมือนั้น มีความรู้ความช านาญในเนื้อหาเพมขึ้น และอาจมีความคิด เจตคติเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น
นักวิจัยใช้เครื่องมือชนิดเดียวกันนี้ไปเก็บข้อมูลภายหลังจากการให้สิ่งทดลองไปแล้ว ผู้ถูกทดสอบอาจแสดง

พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ตอบในเรื่องที่ต้องการวัดได้ดีขึ้น แสดงความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนการให้

ื่
สิ่งทดลองอย่างชัดเจน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอนๆ ด้วย พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงนี้อาจเนื่องมาจาก
ี่

อิทธิพลของการวัดครั้งแรกก่อนให้สิ่งทดลอง ไม่ใช่เป็นเพราะอิทธิของสิ่งทดลองทให้กับตัวอย่างกอาจเป็นไปได้
ในการวิจัยจ าเป็นต้องมีการวัด หรือการทดสอบกับตัวอย่างมากกว่าหนึ่งครั้ง นักวิจัยจ าเป็นต้องมีการว่าง

แผนควบคุมปัจจัยการทดสอบให้ดี โดยการเว้นระยะห่างของการทดสอบให้เหมาะสม ไม่เร็วเกินไปจนจ าเนื้อหาใน

บททดสอบได้ หรือไม่นานเกินไปจนผู้ทดสอบมีการพัฒนาด้านสติปัญญา และความช านานมากขึ้น ทั้งนี้ระยะเวลา

ที่เว้น ควรเว้นนานเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับปัญหาวิจัยและธรรมชาติของตัวแปรที่ศึกษาในแต่ละเรื่อง แต่โดยปกติช่วง


ระยะเวลาการเว้นนานตั้งแต่ 2 อาทิตย์ จนถึง 1 เดือนซึ่งอยู่ในดุลยพนิจของนักวิจัยนอกการนี้แล้ว นักวิจัยอาจ
แก้ปัญหาของการทดสอบซ้ าโดยใช้เครื่องมืออีกชุดหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนหรือคู่ขนานกัน เช่น แบบทดสอบคู่ขนาน

(parallel test)

109


1.4 เครื่องมือวัด (instrumentation)

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คลอบคลุมเครื่องมือทุกชนิด เช่น แบบทดสอบ แบบวัด
แบบสอบถาม รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ในการชั่ง ตวง วัดน้ ายา สารเคมี เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งที่ท าให้เกิดความ

คลาดเคลื่อนในผลการวิจัยได้ หากเครื่องมือที่ใช้ไม่มีคุณภาพ หรือเสื่อมประสิทธิภาพ ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น

เครื่องมือที่ใช้วัดตัวแปรการวิจัยจึงต้องเป็นเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ มีความตรง (validity) ความเที่ยง
(reliability) ซึ่งความคลาดเคลื่อนในผลการวิจัยนอกจากเกิดจากคุณภาพของเครื่องมือแล้ว ยังเกิดจากวิธีการใช้

เครื่องมือ ผู้ใช้เครื่องมือที่ขาดทักษะความช านาญ หรือมีผู้เก็บข้อมูลหลายคน อาจใช้เกณฑ์การตัดสินผลการวัดและ

การแปลความหมายไม่ตรงกัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลความหมายไม่ตรงกัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเครื่องมือที่ใช้
เก็บรวบรวมข้อมูล เช่น ในการททดลองมีการวัดตัวแปรตาม 2 ครั้ง คือวัดก่อนการทดลอง (pretest) และวัดหลัง

การทดลอง (posttest) หากนักวิจัยใช้เครื่องมือคนละชุดกันต้องมั่นใจว่าเครื่องมือทั่ง 2 ชุดนั้นมีความเท่าเทียมกัน


หรือเป็นเครื่องมือที่คู่ขนานกัน มิเช่นนั้นแล้วความแตกต่างในผลการวัด อาจไม่ได้เกิดจากอทธิพลของการทดลอง

หรือตัวแปรอสระเพยงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากความแตกต่างของเครื่องมือที่ใช้วัดก็ได้ ท าให้นักวิจัยไม่สามารถ

สรุปผลการทดลองได้ชัดเจน หรืออาจสรุปผลผิดพลาด

1.5 กำรถดถอยทำงสถิติ (statistical regression)
การถดถอยทางสถิติเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของข้อมูลที่มีแนวโน้มเบี่ยงเบนเข้าสู่การเฉลี่ยของ

กลุ่มเสมอ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความตรงภายในของผลการวิจัย โดยที่ผล




การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตามไม่ได้เกิดจากอทธิพลของตัวแปรอสระหรือสิ่งทดลอง แต่เป็นอทธิพลของการ
ถดถอยทางสถิติที่มีส่วนท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งมักจะเกิดในกรณีที่มีการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างกลุ่ม
เดียวกัน 2 ครั้ง หรือมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป แล้วน าข้อมูลที่ต้องการศึกษาการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งมาวิเคราะห์

เปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะถ้านักวิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะสุดโต่ง (extreme) ทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่น

การเลือกกลุ่มที่มีค่าของตัวแปรสูงมากหรือต่ ามากผิดปรกติ เช่น เก่งมาก-ออนมาก ดีมาก-เลวมาก เป็นต้น เมื่อน า

ผลการวัดมาวิเคราะห์จะพบว่าผลการวัดครั้งแรกกับครั้งที่สองจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เข้าใกล้ค่าเฉลี่ย

ของกลุ่มดังแผนภาพที่ 5 (ธวัชชัย วรพงศธร, 2530: 13)

110




วัดครั้งที่ 1 ัดครั้งที่ 2


กลุ่มสูง

x

1


2 ค่าเฉลี่ยของ
1

……………………….............. ค่าเฉลี่ย x .........………………… ประชากร



1
กลุ่มต่ า


x
1
2


แผนภำพที่ 6.1 ลักษณะการถดถอยทางสถิติ


จากแผนภาพที่ 6.1 ถ้านักวิจัยเลือกตัวอย่างเฉพาะกลุ่มสูงอย่างเดียวผลการวัดข้อมูลครั้งที่ 2 (A ) ย่อม
2
ต่ ากว่าผลครั้งแรก (A ) แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเลือกเฉพาะกลุ่มต่ ามาศึกษา ผลการวัดข้อมูลครั้งที่ 2 (B ) ย่อมดีกว่า
1
2
ผลครั้งแรก (B ) ผลการเปลี่ยนแปลงนี้เนื่องจากการถดถอยทางสถิติเพอเบี่ยงเบนเข้าสู่ค่าเฉลี่ยของชากรส่วนใหญ่
ื่
2
ซึ่งเป็นค่าที่อยู่ระหว่างค่ากลางของกลุ่มสูงกับกลุ่มต่ านั่นเอง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลง

ปลอม ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากสิ่งทดลองที่ให้แต่อย่างใดตัวอย่างเช่น นักวิจัยต้องการศึกกาผล

ของโปรแกรมการบริหารสมองที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยเลือกกลุ่ม
ตัวอย่างที่มีผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ต่ ามากมาทั้งหมด แล้วเริ่มด าเนินการทดลองตามโปรแกรมที่ก าหนดหลังจบ

ิ่
การทดลอง นักวิจัยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ปรากฏว่าได้คะแนนเพมขึ้น การที่นักเรียนได้คะแนน

เพมขึ้นนี้ อาจไม่ได้เป็นผลของโปรแกรมการบริหารสมองก็ได้ แต่อาจเกิดจากอทธิผลการถดถอยทางสถิติ เพราะ
ิ่
นักเรียนที่สอบได้คะแนนต่ าในครั้งแรก มีแนวโน้มที่จะได้คะแนนสูงในภายหลัง


1.6 กำรคัดเลือกตัวอย่ำง (selection)

การคัดเลือกตัวอย่างในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกตัวอย่างจากประชากร หรือการคัดเลือกตัวอย่าง


จากการทดลอง และคลุมควบคุม ถ้านักวิจัยมีความล าเอยงในการเลือกตัวอย่าง (selection bias) เช่น อาจจะ
เลือกตัวอย่างที่มีลักษณะที่ดี เป็นผู้ที่เรียนเก่ง ขยัน อดทน แข็งแรง มีเจตคติที่ดี สวย หล่อ บุคลิกท่าทางดี ไว้ใน
กลุ่มทดลอง ส่วน ตัวอย่างที่มีลักษณะไม่ดีหรือแตกต่างจากกลุ่มทดลอง จัดไปไว้ในในกลุ่มควบคุม สภาพความ

111


แตกต่างระหว่างกลุ่มดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดความแตกต่างในตัวแปรตามที่ต้องการศึกษาอย่างเห็นได้ชัดเจน

ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผลการทดลองที่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มตัวอย่างทดลอง


ไม่ได้เกิดจากอทธิผลของสิ่งทดลองที่ให้แต่อย่างใด แต่เกิดเนื่องจากความล าเอยงในการเลือกคุณลักษณะที่

ได้เปรียบของตัวอย่างนั้นต่างหากตัวอย่างเช่น นักวิจัยต้องการศึกษาเปรียบเทียบผลของวิธีการสอน 2 วิธี คือ
วิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ กับวิธีการสอนแบบบรรยาย ว่าจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน

หรือไม่ อย่างไร นักวิจัยด าเนินการโดยการเลือกตัวอย่างนักเรียนทีเรียนเก่ง มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง และเป็นผู้ชอบ

แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นกลุ่มทดลองให้ได้รับการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ และเลือกนักเรียนที่มี

ลักษณะตรงกันข้ามเป็นกลุ่มควบคุมให้ได้รับการสอนแบบบรรยาย หลังจากจบการทดลองวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียนของนักเรียนทั้งสองกลุ่มมาวีเคราะห์เปรียบเทียบ พบว่านักเรียนที่ได้รับวิธีการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ

มีผลส าฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธรการสอนแบบบรรยายอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ความแตกต่าง


ดังกล่าวนี้อาจไม่ได้เกิดจากอทธิผลของวิธีการสอนที่แตกต่างกัน แต่เป็นเพราะสภาพเริ่มต้นของกลุ่มตัวอย่างทั้ง2
กลุ่มไม่เท่าเทียมกัน

ดังนั้น ในการคัดเลือกตัวอย่างในการวิจัย นักวิจัยควรใช้วิธีการสุ่ม (randomization) ทุกขั้นตอน ถ้า
ื่
สามารถท าได้ ทั้งขั้นตอนการเลือกตัวอย่างจากประขากร (random selection) เพอให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่ม
ตัวแทนที่ดี และขั้นตอนการเลือกตัวอย่างเข้าสู่กลุ่มควบคุม (random assignment) เพอให้ได้รับสิ่งทดลองที่
ื่
แตกต่างกัน

1.7 กำรขำดหำยของตัวอย่ำง (mortality)

การขาดหายของตัวอย่างอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ กัน เช่น จากการเจ็บป่วย หรือตายไปของตัวอย่าง การ
ื่
ถอนตัวจากการเป็นตัวอย่าง การย้ายถิ่นไปอยู่ที่อน เป็นต้น ซึ่งโอกาสที่จะเหตุการณ์ดังกล่าวนี่เป็นได้มาก ถ้าการ
วิจัยหรือการทดลองนั้นใช้เวลานาน ท าให้จ านวนตัวอย่างที่เหลือในขั้นสุดท้ายอาจมีคุณลักษณะไม่เป็นตัวแทนของ

กลุ่มตัวอย่างที่ก าหนดไว้เริ่มต้น หรือไม่สามารถเป็นตัวแทนของประชากรส่วนใหญ่ที่ต้องการสรุปผลคลอบคลุมไป

ถึงได้ ทั้งนี้เพราะผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขั้นสุดท้ายอาจเกิดเนื่องจากลักษณะพเศษของกลุ่มตัวอย่างที่
เหลืออยู่เท่านั้น ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ไม่มีในกลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างที่ถอนออกไป


1.8 ปฏิสัมพันธ์ระหวำงกำรคัดเลือกตัวอย่ำงและวฒิภำวะของตัวอย่ำง (interaction of selection

and maturation)


เป็นอิทธิพลร่วมระหว่างความล าเอียงในการเลือกตัวอย่าง กับการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของตัวอย่าง
เอง ได้แก่ การใช้ตัวอย่างในเวลาที่แตกต่างกันไป ท าให้ตัวอย่างมีวุฒิภาวะที่แตกต่างกันด้วย อิทธิพลร่วมนี้มิใช่มี

112



เพียงแต่อิทธิพลร่วมระหว่างการคัดเลือกตัวอย่างกับวุฒิภาวะของตัวอย่างเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงอทธิพลร่วม

ระหว่างการคัดเลือกตัวอย่างกับปัจจัยอื่นๆ ที่กล่าวมาขางต้น รวมทั้งอิทธิพลร่วมระหว่างปัจจัยอื่นๆ ด้วย
2. ควำมตรงภำยนอก (external validity)



ความหมายภายนอก หมายถึง ความตรงของแบบการวิจัยว่าสามารถน าผลการวิจัยไปสรุปอางอง

(generalizability) หรือใช้เป็นตัวแทนของประชากร (representativeness) ได้เหมาะสมเพยงไร ผลการวิจัยจะ
ใช้ได้กับประชากรกลุ่มใด สภาพการณ์ใด ตัวแปรและการวัดลักษณะใด หรือกล่าวโดยสรุปได้ว่า ความตรงภายนอก



หมายถึง การที่ผลการวิจัยสามารถสรุปอางอนไปยังประชากรเป้าหมาย เนื้อหา หรือสภาพการณ์ที่ใกล้เคียงกันได้
อย่างถูกต้อง

ปัจจัยที่มีอทธิพลต่อความตรงภายนอกที่นักวิจัยควรจะต้องพจารณาถึงในการออแบบการวิจัย มี


รายละเอียดดังนี้ (Campbell and Stanley, 1963; Neuman, 2000; babies, 2000 ; ธรัชชัย วรพงศธร, 2530)


2.1 ปฏิสัมพันธ์ระหวำงควำมล ำเอยงของกำรเลือกตังอย่ำงกับสิ่งทดลอง (interaction Effects of


selection biases and treatment)



ความล าเอยงของการเลือกตัวอย่าง อาจท าให้ได้ตัวอย่างมีคุณลักษณะพเศษแตกต่างไปจากกลุ่ม
ประชากร ซึ่งคุณลักษณะพิเศษนี้ สามารถมีอิทธิพลร่วมกับสิ่งทดลอง หรือตัวแปรอิสระมากกว่ากลุ่มประชากรทั่วๆ


ไป จึงท าให้ผลการวิจัยที่ได้ไม่สามารถที่จะน าไปใช้หรือสรุปอางองไปยังกลุ่มประชากรได้ ตัวอย่างเช่น นักวิจัย
ต้องการศึกษาผลของการเรียนแบบสืบเสาะที่มีต่อทักษะการแสวงหาความรู้ โดยการเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะเป็น

คนใฝ่รู้ใฝ่เรียน ชอบการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองมาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง โดยด าเนินการจัดการเรียน
การสอนแบบสืบเสาะเป็นเวลา 1 ภาคเรียน ผลปรากฏว่าวิธีนี้ใช้ได้ผลดีมาก นักเรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้

เพมขึ้น และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง แต่วิธีการเรียนแบบสืบเสาะนี้อาจน าไปใช้กับกลุ่มนักเรียนทั่วๆ ไปไม่
ิ่

ได้ผล เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างในการทดลองครั้งนี้มีลักษณะแตกต่างไม่เป็นตัวแทนที่ดีของนักเรียนทั่วๆ ไป อนเป็น
ผลมาจากการคัดเลือกตัวอย่างนักเรียนที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือ เป็นคนใฝ่เรียนรู้ ใฝ่เรียน ชอบการแสวงหาความรู้

ด้วยตัวเอง และคุณลักษณะพิเศษนี้ที่เข้ากันได้ดีหรือเหมาะสมกับวิธีการเรียนแบบสืบเสาะ



2.2 ปฏิสัมพันธ์ระหวำงกำรวดก่อนกำรทดลองที่มต่อวธีกำรหรือกระบวนกำรทดลอง (Reactive or


interactive Effects of Pretesting and treatment)
การปฏิสัมพนธ์ระหว่างการวัดก่อนการทดลองกับสิ่งทดลอง มีผลท าให้คุณลักษณะของกลุ่ม

ตัวอย่างในการทดลองครั้งนี้แตกต่างจากคุณลักษณะของกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ที่ไม่มีการวัดก่อนการทดลอง จึง

ท าให้ผลการวิจัยที่ได้ไม่สามารถสรุปอางองไปยังกลุ่มประชากรได้ ทั้งนี้เพราะในการวัดหรือการทดสอบบางเรื่อง


ก่อนเริ่มให้สิ่งทดลองมีผลท าให้ผู้ถูกวัดมีคุณลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีความรู้สึงในแง่ดีและแง่ไม่ดี มีความ

113



ตื่นตัว ตระหนัก หรือมีความสนในเรื่องที่ถูกวัดเป็นพเศษมากกว่าปรกติ คุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้
ผิดปรกติจากประชากรส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เป็นตัวแทนที่ดีของกลุ่มประชากรทั่วไป ดังนั้นผลที่เกิดจาก

ปฏิสัมพันธ์นี้จึงเป็นข้อจ ากัดในการขายผลสรุปจากการทดลองหรือการวิจัยครั่งนี้ไปสู่กลุ่มประชากรได้


2.3 อิทธิผลของปฎิกิริยำจำกผู้ถูกทดลองที่มต่อวิธีกำรหรือกระบวนกำรทดลอง (reactive effect of
experimental procedures)

กระบวนการทดลอง หรือวิธีการทดลองที่เกิดขึ้นในระหว่างการด าเนินการทดลอง อาจท าให้กลุ่ม

ตัวอย่างที่ผู้ถูกทดลองรู้ตัวว่าก าลังถูกทดลอง ท าให้มีปฏิกิริยาตอบสนองเปลี่ยนแปลงไปทั่วในทางที่ดีขึ้น หรือทางที่


ไม่ดีมากขึ้นก็ได้ อทธิผลของปฏิกิริยาจากผู้ถูกทดลองที่มีต่อกระบวนการทดลองนี้ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ท าให้เกิด
ข้อจ ากัดในการน าผลการวิจัยไปใช้กับกลุ่มไประชากรส่วนใหญ่ หรือขาดความตรงภายนอกนั้นเอง เช่น

ตัวอย่างการศึกษาการเพมประสิทธิภาพในการท างานของคนในโรงงานไฟฟาชื่อฮอธอรน์

ิ่
(Hawthorne Plant of Western Electric)ในเมืองชิคาโก ปี ค.ศ.1920 (Isaac,1977: อ้างถึงในธวัชชัย วรพงศธร,
2530: 17-18) โดยแยกกลุ่มคนงานในแผนกหนึ่งเป็นกลุ่มทดลอง ซึ่งสร้างบรรยากาศในการท างานที่แตกต่างจาก

ปรกติ ผลปรากฏว่าคนงานในกลุ่มนี้มีผลงานมากขึ้นกว่าปรกติ และจากการตรวจสอบภายหลังพบว่า ผลสรุปนี้

ผิดพลาดเนื่องจากอทธิผลของปฏิกิริยาจากผู้ถูกทดสอบทีมีต่อกระบวนการทดลองนั่นเอง ท าให้คนงานรู้สึกตัวว่า

เป็นกลุ่มที่ถูกทดลอง จึงมีการขยันท างานมากกว่าปรกติ นอกจากนี้บรรยากาศของกระบวนการทดลองเป็นส่วน

ส าคัญที่ท าให้คนงานรู้ตัวว่าผิดปรกติไปจากธรรมดาก็คือ การสร้างบรรยากาศในการท างานซึ่งผิดไปจากสภาพ

ปรกติ มีวิธีพบปะสังสรรค์ระหว่างเพอนร่วมงาน รวมทั้งการได้รับความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องปริมาณผลผลิตในแต่ละวัน
ื่
และวิธีการตรวจสอบประเมินผลผลิต ซึ่งสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ไม่เคยมีมาก่อนในการท างานของคนงาน ข้อผิดพลาดนี้จึง

เรียกว่า “Hawthorne effect” ซึ่งเป็นศัพท์ที่รู้จักกันดีในวงการวิจัยทั่วไป


2.4 ปฏิสัมพันธ์ร่วมของสิ่งทดลองหลำยสิ่งหรือหลำยวธี (Reaction Effects of Multiple
Treatments)
ปฏิสัมพันธ์ของสิ่งทดลองหลายสิ่งหรือหลายวิธี หมายถึง การทดลองที่ให้สิ่งทดลองหลายสิ่ง หรือ

หลายวิธีซ้ าๆ ต่อเนื่องกันในกลุ่มตัวอย่าง/ผู้ทดลองกลุ่มเดียวกันซึ่งอาจมีปัญหาว่าผลขั้นสุดท้ายอาจเป็นผล

เนื่องมาจากการสะสมของสิ่งทดลองก่อนหน้านี้เรื่อยๆ มาโดยที่ยังไม่ได้ลบปฏิกิริยาของสิ่งทดลองก่อนหน้านั้น

ออกไปให้หมดเสียก่อน ซึ่งอาจเป็นผลตกค้างที่เรียกว่า “carry over effect” ท าให้การสรุปผลไม่มาสารถสรุปไป

ยังประชากรทั่วไปได้ เพราะประชากรในสภาพทั่วไปจะไม่มีการให้สิ่งทดลองต่อเนื่องซ้ าๆ กันในลักษณะเดียวกับ

สภาพการทดลอง ตัวอย่างเช่น มียารักษาไข้หวัดอยู่ 4 ชนิด คือ ยาชนิด A, B, C และ D นักวิจัยต้องการทดสอบ

ว่ายาชนิดใดจะช่วยรักษาไข้หวัดให้หายเป็นปกติได้ดีที่สุด จึงท าการทดลองกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดกลุ่มหนึ่ง โดย
ให้ผู้ป่วยรับประทานยาชนิด A, B, C และ D ในสัปดาห์ที่ 1, 2, 3 และ 4 ล าดับ ผลปรากฏว่าในสัปดาห์ที่ 4 ผู้ป่วย

114


หายจากการเป็นไข้หวัด นักวิจัยจึงสรุปว่ายาชนิด D สามารถรักษาไข้หวัดได้ดีที่สุด ข้อสรุปนี้อาจไม่ถูกต้องและไม่

สามารถน ายาชนิด D ไปใช้กับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดทั่วๆ ไป หรือใช้แล้วอาจไม่ได้ผลก็ได้ ทั้งนี้การที่ยาชนิด D ใช้

ื่
ได้ผล อาจเป็นเพราะผลตกค้างของยาชนิดอนๆ ร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งผู้ป่วยทั่วๆ ไป ไม่ได้รับยาชนิด A, B, C และ D
เหมือนผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง

กล่าวโดยสรุปได้ว่าปัจจัยที่มีอทธิพลต่อความตรงภายนอกของผลการวิจัยทั้งหมด 4 ประการดังกล่าว
ข้างต้นนั้น เป็นปัจจัยที่ท าให้ลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรในสภาพ



ทั่วๆ ไป จึงท าให้ผลการวิจัยที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างในการทดลองไม่สามารถน าไปใช้หรือสรุปอางองไปยังประชากร
ทั่วไปได้

วิธีกำรและขั้นตอนในกำรออกแบบกำรวิจัย

เมื่อผู้วิจัยได้ตัดสินใจเลือกประเด็นปัญหาที่จะวิจัย โดยได้มีการก าหนดค าถามการวิจัย วัตถุประสงค์

ของการวิจัย และขอบเขตของการวิจัย รวมทั้งการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎี และรายงานการวิจัยที่

เกี่ยวข้องแล้ว งานที่ส าคัญในขั้นตอนต่อไปก็คือ การออกแบบการวิจัย วิธีการออกแบบการวิจัยไม่ว่าเป็นการวิจัย

ประเภทใด มีหลักการคลายคลึงกัน แต่อาจมีส่วนที่แตกต่างกันบ้างในรายละเอยด วิธีการออกแบบการวิจัยที่จะ

กล่าวต่อไปนี้เป็นวิธีการโดยทั่วๆ ไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1. กำรเลือกประเภทหรือรูปแบบของกำรวิจัย

เนื่องจากการวิจัยมีหลายประเภท แต่ละประเภทเหมาะสมกันปัญหาการวิจัยแตกต่างกัน การที่

จะตัดสินใจเลือกใช้การวิจัยประเภทใดขึ้นอยู่กับธรรมชาติของปัญหาการวิจัยนั้นว่า ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการ

วิจัยว่าต้องการแสวงหาความรู้อะไร ในลักษณะใด ตอบค าถามการวิจัยอะไร และขึ้นอยู่กับสถานภาพของความรู้

เกี่ยวกับปัญหาการวิจัยขณะนั้นว่าก้าวหน้าถึงระดับใด นักวิจัยต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกแนวทาง

และออกแบบการวิจัย
การเลือกประเภทหรือรูปแบบการวิจัย นอกจากจะขึ้นอยู่กับปัญหาหรือค าถาม การวิจัยเป็นหลัก


และองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในทางปฏิบัติอาจจ าเป็นต้องพจารณาปัจจัยอนๆ ร่วมด้วย (ภิรมย์ กมลรัต
ื่
นกุล, http//cai.md.chula.th/lessen/research/re4. 2.htm) เช่น

1.1 ทรัพยากร การออกแบบการวิจัยจ าเป็นต้องพจารณาถึงทรัพยากร ทั้งก าลังคน งบประมาณ

และเวลาที่มีอยู่ เช่น ถ้า ต้องการทดสอบสมมติฐานบางอย่างในเวลาและงบประมาณอันจ ากัด อาจจ าเป็นต้องเลือก

รูปแบบการวิจัยเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง (retrospection research) แต่ถ้ามีงบประมาณมากพอและต้องการผลที่

เชื่อถือได้มากขึ้น ก็อาจเลือกใช้รูปแบบการวิจัยเชิงวิเคราะห์ไปข้างหน้า (prospective research)

115




1.2 ประชากรที่ศึกษา โดยการพจารณาขนาดกลุ่มตัวอย่างว่าเพยงพอหรือไม่ส าหรับรูปแบบการ
วิจัยชนิดนั้นๆ เช่น การศึกษาเชิงวิเคราะห์ไปข้างหน้า ต้องใช้ตัวอย่างค่อนข้างมาก เพราะต้องใช้เวลานานในการ

ติดตามศึกษา หากกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีจ านวนน้อย หรือถ้าเลือกท าการศึกษากับกลุ่มประชากรที่มีการ


เคลื่อนย้ายมากก็อาจมีผลกระทบต่อการศกษาได้
2. กำรออกแบบกำรด ำเนินกำรวิจัย

ื่
การออกแบบการด าเนินการวิจัยหรือการก าหนดแนวทางการวิจัยเพอให้ได้มาซึ่งค าตอบต่อ
ปัญหาการวิจัยที่มีทั้งความตรงภายในและความตรงภายนอกนั้นนักวิจัยจะต้องด าเนินการออกแบบ 3 อย่าง คือ

การออกแบบการวัดตัวแปร (measurement design) การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง (sampling design) และการ

ออกแบบวิเคราะห์ข้อมูล (analysis design)

2.1 กำรออกแบบกำรวัดตัวแปร (measurement design)

การออกแบบการวัดตัวแปร เป็นการออกแบบการวิจัยในส่วนที่เป็นการก าหนดข้อมูลหรือวัดค่า

ของตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม รวมทั้งการควบคุมตัวแปรแทรกซอนเพื่อให้ผลการวิจัยมีความตรงภายในสูง การ

วัดค่าของตัวแปร ตามกรอบแนวคิดและสมมุติฐานของการวิจัย นักวิจัยต้องก าหนดว่ามีตัวแปรอะไรบ้างที่ศึกษาใน

การวิจัยและจัดแบ่งประเภทว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอสระ ตัวแปรตาม ตัวแปรแทรกซ้อน แล้วสร้างนิยาม
ปฏิบัติการโดยการแปลงคุณลักษณะที่เป็นนามธรรมตามทฤษฎีออกมาเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดได้จากนิยาม

ปฏิบัติการที่ได้ นักวิจัยต้องน ามาเป็นข้อมูลในการก าหนดเครื่องมือและวิธีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปรนั้นๆ


ให้มีความแม่นตรง เชื่อถือได้ นักวิจัยต้องก าหนดรายละเอยดของการสร้างเครื่องมือและวิธีการเก็บข้อมูลอย่าง
ชัดเจน ถ้าเป็นการวิจัยเชิงทดลอง ต้องก าหนดรายละเอยดของการด าเนินการทดลอง การจัดกระท าตัวแปร และ

วัดตัวแปรตามให้ชัดเจน


ในส่วนของตัวแรแทรกซ้อน นักวิจัยต้องหาทางควบคุมอทธิพลของตัวแปรแทรกซ้อนให้ได้มาก
ที่สุดเท่าที่จะท าได้ วิธีการที่ใช้ในการควบคุมอาจท าได้หลายวิธี ดังรายละเอียดที่กล่าวไว้ข้างต้น

2.2 กำรออกแบบกำรสุ่มตัวอย่ำง (sampling design)

การออกแบบการสุ่มตัวอย่างเป็นการก าหนดรูปแบบ ขอบเขต และแนวทางการด าเนินงานเพอให้
ื่
ได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเป็นตัวแทนของประชากร โดยมีเป้าหมายที่ส าคัญของการออกแบบการสุ่มตัวอย่าง


ื่

คือ เพอให้ผลการวิจัยที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสามรถสรุปอางอง (inference) ไปยังประชากรเป้าหมายได้ถูกต้อง
หรือสามารถน าผลการวิจัยไปสรุปใช้ (generalize) ในสถานการณ์อื่นที่คล้ายคลึงกันได้อย่างถูกต้อง ซึ่งกล่าวอีกนัย
หนึ่งได้ว่า เพื่อให้ผลการวิจัยมีความตรงภายนอก (external validity) นั่นเอง

116


หัวใจส าคัญของการออกแบบการสุ่มตัวอย่างจึงอยู่ที่การก าหนดขนาดของตัวอย่างที่เหมาะสม


และการเลือกเทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่ดี ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมควรเป็นขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ถกต้อง
ตามหลักสถิติ และควรเป็นขนาดของกลุ่มที่เหมาะสมตามหลักปฎิบัติ คือเป็นขนาดที่เป็นไปได้ภายใต้ทรัพยากรที่มี


อยู่จ ากัด เทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่ดีควรเทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่ไม่ล าเอยงและปราศจากอคติควรเป็นวิธีที่เปิด
โอกาสให้ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสเท่าๆ กันที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นการสุ่มตัวอย่างที่

อาศัยความน่าจะเป็น (probability sampling) ไม่ควรใช้เทคนิคการสุ่มที่ไม่ค านึงถึงความน่าจะเป็น (non-

probability sampling) ถ้าไม่จ าเป็น เพราะเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นตัวแทนที่ดีของ

ประชากรเป้าหมาย

การสุ่มตัวอย่างแบบอาศัยความน่าจะเป็น (probability sampling) แบ่งออกเป็น5วิธี ได้แก่ การสุ่ม

ตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (systematic random sampling)

การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบยกกลุ่ม (cluster random

sampling) และการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling)

การสุ่มตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นท าให้สามารถสรุปอางอนผลการวิจัยไปยังกลุ่มประชากรเป้าหมายได้ด้วย


วิธีการทางสถิติ แต่ในบางกรณีนักวิจัยไม่สามารถใช้วิธีการดังกล่าวได้ เพราะมีข้อจ ากัดต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง จึง
ต้องอาศัยการเลือกตัวอย่างอกแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า การเลือกตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (non-

probability sampling) ได้แก่การเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) การเลือกตัวอย่าง


แบบบังเอญ (accidental sampling) การเลือกตัวอย่างแบบโควตา (quota sampling) และการเลือกตัวอย่าง
แบบก้อนหิมะ (snowball sampling)

การเลือกตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นนี้ มักใช้เพอความสะดวก และมีเวลาจ ากัดในการศึกษา
ื่


หรือต้องการศึกษาเฉพาะกรณี (case study) ซึ่งผลการวิจัยที่ได้ไม่สามารถน าไปสรุปอางองยังประชากรได้ การ
สรุปผลจะท าได้เฉพาะกลุ่มที่ท าการศึกษาหรือ ภายใต้สถานการณ์ที่มีเงื่อนไขเช่นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันเท่านั้น
2.2 กำรออกแบบกำรวิเครำะห์ข้อมูล (analysis design)

การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการเลือกใช้แบบการวิเคราะห์ข้อมูลหรือใช้วิธีการทาง

สถิติที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ข้อมูล เพอตอบปัญหา วัตถุประสงค์ และสมมติฐานของการวิจัยได้อย่างถูกต้อง
ื่
โดยมีปัจจัยส าคัญที่ใช้ในการพจารณาเลือกใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย วัตถุประสงค์

หรือเป้าหมายของการวิจัย ระดับการวัดตัวแปร จ านวนตัวแปร ขนาดและจ านวนกลุ่มตัวอย่างประชากร เป็นต้น

การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative

data analysis ) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data analysis )

117


2.3.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นการวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทดลองสถิติ ซึ่ง


ประกอบด้วย สถิติเชิงบรรยาย (descriptive statistics) และสรุปสถิติเชิงสรุปอางอง (inferential

statistics)
1) สถิติเชิงบรรยาย เป็นสถิติที่มุ่งเสนอสารสนเทศเพอบรรยายลักษณะข้อมูล
ื่
เฉพาะของกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรตามข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ โดยไม่น าไปใช้อธิบายหรืออางองไป


ื่
ยังกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรกลุ่มอนๆ สถิติที่ใช้ เช่น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เป็นต้น


2) สถิติเชิงสรุปอางอง เป็นสถิติที่ศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่าง

(sample data) เพอประมาณค่า (estimate) คาดคะเน (prediction) สรุปอางอง (generalization)


ื่
หรือน าไปสู่การตัดสินใจไปยังประชากรเป้าหมายในแง่ที่ท าการศึกษาสถิติที่ใช้ เช่น z-test, t-test,
ANOVA เป็นต้น
2.3.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หลักความเป็นเหตุ

เป็นผล วิธีการที่นิยมใช้ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis)


แบบแผนกำรวิจัย

แบบแผนการวิจัยมีมากหมายหลายแบบ ที่จะน ามาเสนอในที่นี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่การวิจัยแบบ

ที่ไม่ใช่การทดลอง (nonexperimental design) และการวิจัยแบบทดลอง (experimental design) ซึ่งผู้เขียนได้

ื่
สรุปลักษณะส าคัญๆ ของการวิจัยแต่ละแบบเพอให้ผู้อานเห็นภาพโดยรวมในเชิงเปรียบเทียบ โดยครอบคลุม

ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะส าคัญของการวิจัย จุดมุ่งหมายของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย ข้อมูลของการวิจัย


การสุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และตัวอย่างแบบการวิจัย ซึ่งมีรายละเอยดสรุปได้ดัง
ตารางที่ 5.1 โดยสัญลักษณ์ที่ใช้ในตาราง มีความหมายดังนี้

X แทน ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรทดลอง/ตัวแปรจัดกระท า (treatment variable)
(x) แทน ตัวแปรทดลองเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว

E แทน กลุ่มทดลอง (experiment group)

C แทน กลุ่มควบคุม (control group)
R แทน การก าหนดกลุ่มตัวอย่างเข้าสู่กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแบบสุ่ม

O แทน การก าหนดตัวแปรตาม
i

118


ตารางที่ 6.1 ตารางสรุปลักษณะส าคัญของการวิจัยแบบต่างๆ (วรรณี แกมเกตุ, 2545)


รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง
เชิงประวัติศำสตร์ เชิงบรรยำย กำรทดลอง กึ่งทดลอง กำรทดลองที่

เชิงส ำรวจ เชิงสหสัมพันธ์ เชิงสืบย้อน เบื้องต้น แท้จริง
1. ลักษณะส าคัญ เป็นการวิจัยที่มุ่ง เป็นการวิจัยที่มุ่งส ารวจ เป็นการวิจัยที่มุ่งท านาย เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาสาเหตุของ เป็นการวิจัยที่มุ่งศกษาความน่าจะเป็นเหตุผลระหว่างตัวแปรที่

ของการวิจัย ศึกษาหรือตรวจสอบ ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือ ศึกษาความสัมพันธ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือการศึกษาสืบ สนใจ ภายใต้สภาพการณ์ควบคุม (control) หรือการจัดกระท า
เหตุการณ์ในอดีต ธรรมชาติ การแจกแจง ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัว ย้อนถึงเหตุในสภาพการณ์ตาม 3 ประเภทย่อยๆ ตามระดับของการควบคุมตัวแปรดังนี้
เพื่อให้เกิดความ ของตัวแปร ข้อเท็จจริง ขึ้นไป เพื่อบรรยายหรือ ธรรมชาติที่ตัวแปรอิสระและตัว
เข้าใจในปัจจุบันและ หรือส ารวจความต้องการ ท านายปรากฏการณ์ต่างๆ แปรตามได้เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว

ท านานอนาคต เพื่อบรรยาย ที่สนใจ ผู้วิจัยไม่สามารถจัดกระท าหรือ
ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ ควบคุมตัวแปรที่คิดว่าน่าจะเป็น -มีการจัดกระท า -มีการจัดกระท า -มีการจัดกระท า
สนใจ เหตุ แต่สังเกตตัวแปรตามหรือผล -ไม่มีการสุ่ม -ไม่มีการสุ่ม -มีการสุ่ม
ที่ตามมาเพื่อสืบย้อนกลับไปหาสิ่ง -ไม่มีการสุ่ม -มีการสุ่มควบคุม -มีการสุ่มควบคุม
ที่น่าจะเป็นเหตุหรือตัวแปรอิสระ ควบคุม



2. จุดมุ่งหมาย เพื่อบรรยาย เพื่อบรรยายสภาพหรือ เพื่อบรรยายและท านาน เพื่ออธิบายความเป็นเหตุเป็นผล เพื่ออธิบายความ เพื่ออธิบายความเป็น เพื่ออธิบายความ
ของการวิจัย เหตุการณ์ปัจจุบัน ข้อเท็จจริงของ ความสัมพันธ์ของตัวแปร ของตัวแปร ปรากฏการณ์ต่างๆ เป็นเหตุเป็นผล เหตุเป็นผลของตัว เป็นเหตุเป็นผล
และท านายอนาคต ปรากฏการณ์ต่างๆ พฤติกรรม และ โดยไม่มีการจัดกระท าและควบคุม ของตัวแปร แปร ปรากฏการณ ์ ของตัวแปร
โดยอาศยแนวโน้ม ปรากฏการณ์ต่างๆ ตัวแปร ปรากฏการณ ์ ต่างๆ โดยมีการจัด ปรากฏการณ ์

หรือความสัมพันธ์ ต่างๆ โดยมีการ กระท าและควบคุม ต่างๆ โดยมีการ
ของเหตุการณ์ในอ จัดกระท าตัว ตัวแปร จัดกระท าและ
ดีด แปร ควบคุมตัวแปร



118

118


ตารางที่ 6.1 ตารางสรุปลักษณะส าคัญของการวิจัยแบบต่างๆ (วรรณี แกมเกตุ, 2545)


รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง
เชิงประวัติศำสตร์ เชิงบรรยำย กำรทดลอง กึ่งทดลอง กำรทดลองที่

เชิงส ำรวจ เชิงสหสัมพันธ์ เชิงสืบย้อน เบื้องต้น แท้จริง
1. ลักษณะส าคัญ เป็นการวิจัยที่มุ่ง เป็นการวิจัยที่มุ่งส ารวจ เป็นการวิจัยที่มุ่งท านาย เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาสาเหตุของ เป็นการวิจัยที่มุ่งศกษาความน่าจะเป็นเหตุผลระหว่างตัวแปรที่

ของการวิจัย ศึกษาหรือตรวจสอบ ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือ ศึกษาความสัมพันธ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือการศึกษาสืบ สนใจ ภายใต้สภาพการณ์ควบคุม (control) หรือการจัดกระท า
เหตุการณ์ในอดีต ธรรมชาติ การแจกแจง ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัว ย้อนถึงเหตุในสภาพการณ์ตาม 3 ประเภทย่อยๆ ตามระดับของการควบคุมตัวแปรดังนี้
เพื่อให้เกิดความ ของตัวแปร ข้อเท็จจริง ขึ้นไป เพื่อบรรยายหรือ ธรรมชาติที่ตัวแปรอิสระและตัว
เข้าใจในปัจจุบันและ หรือส ารวจความต้องการ ท านายปรากฏการณ์ต่างๆ แปรตามได้เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว

ท านานอนาคต เพื่อบรรยาย ที่สนใจ ผู้วิจัยไม่สามารถจัดกระท าหรือ
ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ ควบคุมตัวแปรที่คิดว่าน่าจะเป็น -มีการจัดกระท า -มีการจัดกระท า -มีการจัดกระท า
สนใจ เหตุ แต่สังเกตตัวแปรตามหรือผล -ไม่มีการสุ่ม -ไม่มีการสุ่ม -มีการสุ่ม
ที่ตามมาเพื่อสืบย้อนกลับไปหาสิ่ง -ไม่มีการสุ่ม -มีการสุ่มควบคุม -มีการสุ่มควบคุม
ที่น่าจะเป็นเหตุหรือตัวแปรอิสระ ควบคุม



2. จุดมุ่งหมาย เพื่อบรรยาย เพื่อบรรยายสภาพหรือ เพื่อบรรยายและท านาน เพื่ออธิบายความเป็นเหตุเป็นผล เพื่ออธิบายความ เพื่ออธิบายความเป็น เพื่ออธิบายความ
ของการวิจัย เหตุการณ์ปัจจุบัน ข้อเท็จจริงของ ความสัมพันธ์ของตัวแปร ของตัวแปร ปรากฏการณ์ต่างๆ เป็นเหตุเป็นผล เหตุเป็นผลของตัว เป็นเหตุเป็นผล
และท านายอนาคต ปรากฏการณ์ต่างๆ พฤติกรรม และ โดยไม่มีการจัดกระท าและควบคุม ของตัวแปร แปร ปรากฏการณ ์ ของตัวแปร
โดยอาศยแนวโน้ม ปรากฏการณ์ต่างๆ ตัวแปร ปรากฏการณ ์ ต่างๆ โดยมีการจัด ปรากฏการณ ์

หรือความสัมพันธ์ ต่างๆ โดยมีการ กระท าและควบคุม ต่างๆ โดยมีการ
ของเหตุการณ์ในอ จัดกระท าตัว ตัวแปร จัดกระท าและ
ดีด แปร ควบคุมตัวแปร



118

119


ตารางที่ 6.1 (ต่อ)


รำยกำย กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง
เชิงประวัติศำสตร์ เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่

เชิงส ำรวจ เชิงสหสัมพันธ์ เชิงสืบย้อน แท้จริง

3. สมมติฐานการ มักไม่ตั้งสมมติฐาน มักไม่ตั้งสมมติฐานไว้ อาจตั้งหรือไม่ตั้งสมมติฐาน อาจตั้งหรือไม่ตั้งสมมติฐานไว้ ตั้งสมมติฐานไว้ล่วงหน้า ตั้งสมมติฐานไว้ ตั้งสมมติฐานไว้
วิจัย ไว้ล่วงหน้า ล่วงหน้า ไว้ล่วงหน้าก็ได้ ล่วงหน้าก็ได้ ล่วงหน้า ล่วงหน้า


4. ข้อมูลการวิจัย มักเป็นข้อมูลเชิง อาจเป็นข้อมูลเชิง อาจเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ อาจเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณจาก เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลเชิง

คุณภาพจากค า ปริมาณและ/หรือเชิง และ/หรือเชิงคุณภาพจาก และ/หรือเชิงคุณภาพจาก แหล่งปฐมภูมิ จากแหล่งปฐมภูมิ ปริมาณจาก
บรรยาย เรื่องราว คุณภาพจากแหล่ง แหล่งปฐมภูมิ แหล่งปฐมภูมิ แหล่งปฐมภูมิ
เอกสาร หลักฐาน ปฐมภูมิ
ต่างๆ จากแหล่ง
ปฐมภูมิ และทุติย
ภูมิ
5. การสุ่ม โดยทั่วไปมักไม่มี โดยทั่วไปเป็นการสุ่ม โดยทั่วไปเป็นการสุ่ม โดยทั่วไปเป็นการสุ่มตัวอย่าง โดยทั่วไปอาจมีหรือไม่มี โดยทั่วไปอาจมีหรือไม ่ โดยทั่วไปมี
ตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่างแต่ ตัวอย่างแบบอาศัย ตัวอย่างแบบอาศัยความ แบบอาศยความน่าจะเป็น random selection โดย มี random selection random

เป็นการเลือก ความน่าจะเป็น น่าจะเป็น ใช้การสุ่มแบบอาศัยความ โดยใช้การสุ่มแบบ selection โดย
ตัวอย่างแบบไม่ น่าจะเป็น หรือไม่อาศัย อาศัยความน่าจะเป็น ใช้การสุ่มแบบ
อาศัยความน่าจะ ความน่าจะเป็น แต่ไม่มี หรือไม่อาศัยความ อาศัยความน่าจะ

เป็น เช่น random assignment น่าจะเป็น แต่ไม่มี เป็น และมี
purposive random assignment random
selection เป็นต้น assignment



119

119


ตารางที่ 6.1 (ต่อ)


รำยกำย กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง
เชิงประวัติศำสตร์ เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่

เชิงส ำรวจ เชิงสหสัมพันธ์ เชิงสืบย้อน แท้จริง

3. สมมติฐานการ มักไม่ตั้งสมมติฐาน มักไม่ตั้งสมมติฐานไว้ อาจตั้งหรือไม่ตั้งสมมติฐาน อาจตั้งหรือไม่ตั้งสมมติฐานไว้ ตั้งสมมติฐานไว้ล่วงหน้า ตั้งสมมติฐานไว้ ตั้งสมมติฐานไว้
วิจัย ไว้ล่วงหน้า ล่วงหน้า ไว้ล่วงหน้าก็ได้ ล่วงหน้าก็ได้ ล่วงหน้า ล่วงหน้า


4. ข้อมูลการวิจัย มักเป็นข้อมูลเชิง อาจเป็นข้อมูลเชิง อาจเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ อาจเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณจาก เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลเชิง

คุณภาพจากค า ปริมาณและ/หรือเชิง และ/หรือเชิงคุณภาพจาก และ/หรือเชิงคุณภาพจาก แหล่งปฐมภูมิ จากแหล่งปฐมภูมิ ปริมาณจาก
บรรยาย เรื่องราว คุณภาพจากแหล่ง แหล่งปฐมภูมิ แหล่งปฐมภูมิ แหล่งปฐมภูมิ
เอกสาร หลักฐาน ปฐมภูมิ
ต่างๆ จากแหล่ง
ปฐมภูมิ และทุติย
ภูมิ
5. การสุ่ม โดยทั่วไปมักไม่มี โดยทั่วไปเป็นการสุ่ม โดยทั่วไปเป็นการสุ่ม โดยทั่วไปเป็นการสุ่มตัวอย่าง โดยทั่วไปอาจมีหรือไม่มี โดยทั่วไปอาจมีหรือไม ่ โดยทั่วไปมี
ตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่างแต่ ตัวอย่างแบบอาศัย ตัวอย่างแบบอาศัยความ แบบอาศยความน่าจะเป็น random selection โดย มี random selection random

เป็นการเลือก ความน่าจะเป็น น่าจะเป็น ใช้การสุ่มแบบอาศัยความ โดยใช้การสุ่มแบบ selection โดย
ตัวอย่างแบบไม่ น่าจะเป็น หรือไม่อาศัย อาศัยความน่าจะเป็น ใช้การสุ่มแบบ
อาศัยความน่าจะ ความน่าจะเป็น แต่ไม่มี หรือไม่อาศัยความ อาศัยความน่าจะ

เป็น เช่น random assignment น่าจะเป็น แต่ไม่มี เป็น และมี
purposive random assignment random
selection เป็นต้น assignment



119

120


ตำรำงที่ 6.1 (ต่อ)


รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง

เชิง เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่
ประวัติศำสตร์ แท้จริง
เชิงส ำรวจ เชิงสหสัมพันธ์ เชิงสืบย้อน

6. การเก็บ ใช้วิธีการศึกษา ใช้การสอบถาม การ ใช้การสอบถาม การ ใช้การสอบถาม การ ใช้การสังเกต การ ใช้การสังเกต การ ใช้การสังเกต การ
รวบรวมข้อมูล เอกสาร/ สัมภาษณ์ การสังเกต สัมภาษณ์ การสังเกต สัมภาษณ์ การสังเกต ทดสอบ จากผลการจัด ทดสอบ จากผลการ ทดสอบ จากผลการ
สิ่งพิมพ์บันทึก กระท า การทดลอง จัดกระท า การ จัดกระท า การ
เหตุการณ์ ทดลอง ทดลอง
รูปภาพ ซาก
วัตถุโบราณ


7. การวิเคราะห์ การวิเคราะห์เชิง การวิเคราะห์เชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงปริมาณเป็น การวิเคราะห์เชิง การวิเคราะห์เชิง การวิเคราะห์เชิง

ข้อมูล คุณภาพเป็น เป็นหลักประกอบกับ เป็นหลัก เชน correlation หลักประกอบกับการ ปริมาณเป็นหลักเช่น ปริมาณเป็นหลัก เช่น ปริมาณเป็นหลักเช่น
หลักโดยใช้ความ ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ เ ชิ ง regression วิเคราะห์เชิงคุณภาพ (ถ้ามี) ค่าเฉลี่ย การกระจาย t-test ANOVA t-test ANOVA
เป็นเหตุเป็นผล คุณภาพ
เช่น การ (ถ้ามี)
วิเคราะห์เนื้อหา










120

120


ตำรำงที่ 6.1 (ต่อ)


รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง

เชิง เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่
ประวัติศำสตร์ แท้จริง
เชิงส ำรวจ เชิงสหสัมพันธ์ เชิงสืบย้อน

6. การเก็บ ใช้วิธีการศึกษา ใช้การสอบถาม การ ใช้การสอบถาม การ ใช้การสอบถาม การ ใช้การสังเกต การ ใช้การสังเกต การ ใช้การสังเกต การ
รวบรวมข้อมูล เอกสาร/ สัมภาษณ์ การสังเกต สัมภาษณ์ การสังเกต สัมภาษณ์ การสังเกต ทดสอบ จากผลการจัด ทดสอบ จากผลการ ทดสอบ จากผลการ
สิ่งพิมพ์บันทึก กระท า การทดลอง จัดกระท า การ จัดกระท า การ
เหตุการณ์ ทดลอง ทดลอง
รูปภาพ ซาก
วัตถุโบราณ


7. การวิเคราะห์ การวิเคราะห์เชิง การวิเคราะห์เชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงปริมาณเป็น การวิเคราะห์เชิง การวิเคราะห์เชิง การวิเคราะห์เชิง

ข้อมูล คุณภาพเป็น เป็นหลักประกอบกับ เป็นหลัก เชน correlation หลักประกอบกับการ ปริมาณเป็นหลักเช่น ปริมาณเป็นหลัก เช่น ปริมาณเป็นหลักเช่น
หลักโดยใช้ความ ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ เ ชิ ง regression วิเคราะห์เชิงคุณภาพ (ถ้ามี) ค่าเฉลี่ย การกระจาย t-test ANOVA t-test ANOVA
เป็นเหตุเป็นผล คุณภาพ
เช่น การ (ถ้ามี)
วิเคราะห์เนื้อหา










120

121


ตำรำงที่ 6.1 (ต่อ)


รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง

เชิง เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่แท้จริง
ประวัติศำสตร์ เชิงส ำรวจ เชิงสหสัมพันธ์ เชิงสืบย้อน

8. ตัวอย่างแบบการ 1.1 the one-group 2.2 thepossttest-only 3.1the randomized comtrol-
วิจัย postterst-only Design design with group posttest only design
(one-shot case study) nonequivalent groups
E R X O 1
ก. (X) O X O E X O 1 CR - O 2
CR - O 2


วิธีการ วิธีการ วิธีการ วิธีการ
เลือกกลุ่มตัวอย่างมา เลือกกลุ่มตัวอย่างมา 1 เลือกกลุ่มทดลองและกลุ่ม เลือกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
1 กลุ่ม ปล่อยให้กลุ่ม กลุ่ม ท าการมดลองแล้ว ควบคุมโดยไม่มีการสุ่ม ให้ตัว โดยไม่มีการสุ่ม ให้ตัวแปรจัดกระท า
ตัวอย่างได้รับ วัดตัวแปรตาม แปรจัดกระท าเฉพาะกลุ่ม เฉพาะกลุ่มทดลอง แล้ววัดตัวแปร
ประสบการณ์ตาม ทดลอง แล้ววัดตัวแปร ตามหลังทดลอง
ธรรมชาติ ระยะเวลา ตามหลังทดลอง
หนึ่ง แล้ววัดตัวแปร
ตาม

การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ การวิเคราะห์
ค่าเฉลี่ย การกระจาย ค่าเฉลี่ย การกระจาย t-test t-test



121

121


ตำรำงที่ 6.1 (ต่อ)


รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง

เชิง เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่แท้จริง
ประวัติศำสตร์ เชิงส ำรวจ เชิงสหสัมพันธ์ เชิงสืบย้อน

8. ตัวอย่างแบบการ 1.1 the one-group 2.2 thepossttest-only 3.1the randomized comtrol-
วิจัย postterst-only Design design with group posttest only design
(one-shot case study) nonequivalent groups
E R X O 1
ก. (X) O X O E X O 1 CR - O 2
CR - O 2


วิธีการ วิธีการ วิธีการ วิธีการ
เลือกกลุ่มตัวอย่างมา เลือกกลุ่มตัวอย่างมา 1 เลือกกลุ่มทดลองและกลุ่ม เลือกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
1 กลุ่ม ปล่อยให้กลุ่ม กลุ่ม ท าการมดลองแล้ว ควบคุมโดยไม่มีการสุ่ม ให้ตัว โดยไม่มีการสุ่ม ให้ตัวแปรจัดกระท า
ตัวอย่างได้รับ วัดตัวแปรตาม แปรจัดกระท าเฉพาะกลุ่ม เฉพาะกลุ่มทดลอง แล้ววัดตัวแปร
ประสบการณ์ตาม ทดลอง แล้ววัดตัวแปร ตามหลังทดลอง
ธรรมชาติ ระยะเวลา ตามหลังทดลอง
หนึ่ง แล้ววัดตัวแปร
ตาม

การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ การวิเคราะห์
ค่าเฉลี่ย การกระจาย ค่าเฉลี่ย การกระจาย t-test t-test



121

122


ตำรำงที่ 6.1 (ต่อ)

รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง

เชิง เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่แท้จริง
ประวัติศำสตร์ เชิงส ำรวจ เชิง เชิงสืบย้อน

สหสัมพันธ์
ข O 1(X) O 1 1.2 the one group pretest 2.2 The pertest-posttest 3.3 the randomized control-
–posttest Design Design with group pretest-postest
วิธีการ noonequivalent Group Design
เลือกกลุ่มตัวอย่างมา 1 กลุ่ม
วัดตัวแปรตามก่อนทดลอง O 1 X O 1 E O 1 X O 2
ปล่อยให้กลุ่มตัวอย่างได้รับ C O 3 - O 4 E R O 1 X O 2
ประสบการณ์ตามธรรมชาติ วิธีการ วิธีการ C RO 3 - O 4
ระยะหนึ่ง แล้ววัดตัวแปรตาม เลือกกลุ่มตัวอย่างมา 1 กลุ่ม เลือกกลุ่มทดลองและกลุ่ม วิธีการ
อีกครั้งหนึ่ง วัดตัวแปรตามก่อนทดลองท า ควบคุมโดยไม่มีการสุ่ม วัดตัว เลือกกลุ่มทดลองและกลุ่ม

การทดลองแล้ววัดตัวแปร แปรตามครั้งแรก ท าการ ควบคุมโดยไม่มีการสุ่ม วัดตัวแปร
การวิเคราะห์ ตามหลังทดลอง ทดลองโดยให้ตัวแปรจัดกระท า ตามครั้งแรก ท าการทดลองโดย
เปรียบเทียบ O 1 กับ O 2 โดย เฉพาะกลุ่มทดลอง แล้ววัดตัว ให้ตัวแปรจัดกระท าเฉพาะกลุ่ม
ใช้ แปรตามครั้งหลัง ทดลอง แล้ววัดตัวแปรตามครั้ง
t-test การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ หลัง
เปรียบเทียบ O 1กับ O 2 โดย t-test, ANOVA
ใช้ t-test การวิเคราะห์
t-test, ANOVA




122

122


ตำรำงที่ 6.1 (ต่อ)

รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง

เชิง เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่แท้จริง
ประวัติศำสตร์ เชิงส ำรวจ เชิง เชิงสืบย้อน

สหสัมพันธ์
ข O 1(X) O 1 1.2 the one group pretest 2.2 The pertest-posttest 3.3 the randomized control-
–posttest Design Design with group pretest-postest
วิธีการ noonequivalent Group Design
เลือกกลุ่มตัวอย่างมา 1 กลุ่ม
วัดตัวแปรตามก่อนทดลอง O 1 X O 1 E O 1 X O 2
ปล่อยให้กลุ่มตัวอย่างได้รับ C O 3 - O 4 E R O 1 X O 2
ประสบการณ์ตามธรรมชาติ วิธีการ วิธีการ C RO 3 - O 4
ระยะหนึ่ง แล้ววัดตัวแปรตาม เลือกกลุ่มตัวอย่างมา 1 กลุ่ม เลือกกลุ่มทดลองและกลุ่ม วิธีการ
อีกครั้งหนึ่ง วัดตัวแปรตามก่อนทดลองท า ควบคุมโดยไม่มีการสุ่ม วัดตัว เลือกกลุ่มทดลองและกลุ่ม

การทดลองแล้ววัดตัวแปร แปรตามครั้งแรก ท าการ ควบคุมโดยไม่มีการสุ่ม วัดตัวแปร
การวิเคราะห์ ตามหลังทดลอง ทดลองโดยให้ตัวแปรจัดกระท า ตามครั้งแรก ท าการทดลองโดย
เปรียบเทียบ O 1 กับ O 2 โดย เฉพาะกลุ่มทดลอง แล้ววัดตัว ให้ตัวแปรจัดกระท าเฉพาะกลุ่ม
ใช้ แปรตามครั้งหลัง ทดลอง แล้ววัดตัวแปรตามครั้ง
t-test การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ หลัง
เปรียบเทียบ O 1กับ O 2 โดย t-test, ANOVA
ใช้ t-test การวิเคราะห์
t-test, ANOVA




122

123


ตำรำงที่ 6.1 (ต่อ)

รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง

เชิง เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่แท้จริง
ประวัติศำสตร์ เชิงส ำรวจ เชิง เชิงสืบย้อน

สหสัมพันธ์
ค O 1O 2 O 3(X) O 4 O 5 O 6 1.3 the one-group 2.3 The control-group 3.3 the randomized control-
pretest –posttest time pretest –posttest time group pretest-postesttime

series Design series Design series Design
วิธีการ
คล้ายรูปแบบ ข. เพียงแต่มี การ O 1O 2 O 3 X O 4 O 5 O 6 E O 1 O 2 O 3 X O 4 O 5 O 6 R E O 1 O 2 O 3 X O 4 O 5 O 6
วัดตัวแปรตามก่อนและหลัง C O 7 O 8 O 9 – O 10 O 11 O 12 R C O 7 O 8 O 9 – O 10 O 11 O 12
ทดลองหลายๆครั้ง
การวิเคราะห์ วิธีการ วิธีการ วิธีการ
Time series Analysis, paired คล้ายรูปแบบที่ 1.2 เพียงแต่มี คล้ายรูปแบบที่ 2.2 เพียงแต่มี คล้ายรูปแบบที่ 3.2 เพียงแต่มี

t-tset การวัดตัวแปรตามก่อนและ การวัดตัวแปรตามก่อนและ การวัดตัวแปรตามก่อนและหลัง
หลังทดลองหลายๆครั้ง หลังทดลองหลายๆครั้ง ทดลองหลายๆครั้ง
การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ การวิเคราะห์
Time series Analysis, ใช้วิธีการเดียวกับรูปแบบ 1.3 ใช้วิธีการเดียวกับรูปแบบ 1.3
paired t-tset
123

123


ตำรำงที่ 6.1 (ต่อ)

รำยกำร กำรวิจัยแบบไม่ใช้กำรทดลอง กำรวิจัยแบบทดลอง

เชิง เชิงบรรยำย กำรทดลองเบื้องต้น กึ่งทดลอง กำรทดลองที่แท้จริง
ประวัติศำสตร์ เชิงส ำรวจ เชิง เชิงสืบย้อน

สหสัมพันธ์
ค O 1O 2 O 3(X) O 4 O 5 O 6 1.3 the one-group 2.3 The control-group 3.3 the randomized control-
pretest –posttest time pretest –posttest time group pretest-postesttime

series Design series Design series Design
วิธีการ
คล้ายรูปแบบ ข. เพียงแต่มี การ O 1O 2 O 3 X O 4 O 5 O 6 E O 1 O 2 O 3 X O 4 O 5 O 6 R E O 1 O 2 O 3 X O 4 O 5 O 6
วัดตัวแปรตามก่อนและหลัง C O 7 O 8 O 9 – O 10 O 11 O 12 R C O 7 O 8 O 9 – O 10 O 11 O 12
ทดลองหลายๆครั้ง
การวิเคราะห์ วิธีการ วิธีการ วิธีการ
Time series Analysis, paired คล้ายรูปแบบที่ 1.2 เพียงแต่มี คล้ายรูปแบบที่ 2.2 เพียงแต่มี คล้ายรูปแบบที่ 3.2 เพียงแต่มี

t-tset การวัดตัวแปรตามก่อนและ การวัดตัวแปรตามก่อนและ การวัดตัวแปรตามก่อนและหลัง
หลังทดลองหลายๆครั้ง หลังทดลองหลายๆครั้ง ทดลองหลายๆครั้ง
การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ การวิเคราะห์
Time series Analysis, ใช้วิธีการเดียวกับรูปแบบ 1.3 ใช้วิธีการเดียวกับรูปแบบ 1.3
paired t-tset
123

124


แนวทำงในกำรพิจำรณำเลือกใช้แบบกำรวิจัย

เนื่องจากแบบการวิจัยในด้านสังคมศาสตร์มีอยู่หลากหลายแบบ แต่ละแบบมีข้อดีและข้อจ ากัดแตกต่างกัน
การที่นักวิจัยจะเลือกใช้ในการวิจัยแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะและธรรมชาติของปัญหาวิจัยเป็นส าคัญ ซึ่งนักวิจัย

จะต้องศึกษาและท าความเข้าใจว่าปัญหาวิจัยที่สนใจศึกษานั้นควรใช้วิธีการวิจัยแบบใดในการหาค าตอบ ถ้าปัญหา

วิจัยมุ่งค้นหาค าตอบในแง่ของความเป็นเหตุผลเป็นผลระหว่างตัวแปรที่สนใจ โดยต้องอาศัยการจัดสถานการณ์
ทดลองให้เกิดขึ้นแล้วศึกษาผลการเปลี่ยนแปลง แบบการวิจัยที่เหมาะสมในกรณีนี้คือการวิจัยแบบทดลอง

(experimental design) แต่ถ้าปัญหาวิจัยนั้นมุ่งค้นหาค าตอบในแง่ของการบรรยายหรือท านายปรากฏการณ์เพื่อ

ท าความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ที่สนใจโดยมีสภาพปรากฏการณ์ต่างๆ ที่สนใจศึกษาเกิดขึ้นอยู่แล้วตามธรรมชาติ
แบบการวิจัยที่เหมาะสมในกรณีนี้ก็คือ การวิจัยแบบไม่ใช่ทดลอง (nonexperimental design)

ในกรณีที่นักวิจัยเลือกใช้แบบการวิจัยแบบทดลอง ก็ต้องพจารณาต่อไปว่าแบบแผนการทดลอง

(experimental design) ที่มีความเป็นไปได้เหมาะสมที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดภายใต้เงื่อนไขและข้อจ ากัด

ต่างๆ ที่มีอยู่ควรเป็นแบบใด ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนขอเสนอแนวทางการพจารณาเลือกใช้แบบแผนการทดลองไว้พอ
สังเขป

1. พิจารณาว่าค าตอบหรือผลการวิจัยนั้นต้องการสรุปอ้างอิงไปสู่ประชากรหรือสภาพการณอื่นหรือไม่

2. พิจารณาว่าปัญหาการวิจัยนั้นสามารถใช้กระบวนการสุ่มได้หรือไม่

3. พิจารณาว่าปัญหาการวิจัยนั้นจ าเป็นต้องมีกลุ่มควบคุมไว้เปรียบเทียบหรือไม่

4. พจารณาว่าปัญหาการวิจัยนั้นจ าเป็นต้องมีการทดสอบหรือเก็บข้อมูลก่อนให้ตัวแปรทดลองหรือไม่ และมี

ผลกระทบในเรื่องทดสอบครั้งแรกก่อนการทดลองหรือไม่

5. พิจารณาว่าปัญหาการวิจัยนั้นจ าเป็นต้องใช้ตัวแปรทดลองหลายสิ่งหรือหลายวิธีซ้ าๆ กันหรือไม่


ในกรณีที่นักวิจัยเลือกใช้แบบการวิจัยแบบไม่ใช่การทดลอง ก็ต้องพจารณาต่อไปว่าจะเป็นการวิจัย
ประเภทใด ซึ่งแบบการวิจัยแบบไม่ใช่การทดลองก็มีหลายประเภท เช่น การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์/การวิจัยเชิง


บรรยาย การวิจัยเชิงปริมาร/การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นต้น ประเด็นต่อไปนี้จะช่วยให้นักวิจัยพจารณาเลือกประเภท
ของการวิจัยได้ในเบื้องต้น เช่น


ื่
1. พจารณาว่าค าตอบหรือผลการวิจัยนั้นต้องการสรุปอางองไปสู่ประชากรหรือสภาพการณ์อนหรือไม่ หรือ

ต้องการท าความเข้าใจปรากฏการณ์ที่สนใจเฉพาะกลุ่มกรณีในบริบทหนึ่งโดยเฉพาะ
2. ตัวแปรหรือสิ่งที่สนใจศึกษามีธรรมขาติเป็นเช่นใด เป็นตัวแปรที่สามารถสังเกตวัดค่าได้ในเชิงปริมาณหรือ
เป็นตัวแปรในเชิงคุณภาพ และจะวัดตัวแปรเหล่านั้นได้ด้วยวิธีการหรือเครื่องมือแบบใด

3. ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง หรือผู้ให้ข้อมูลส าคัญในการวิจัยคือใคร จ านวนมากน้อยเท่าไร และจะใช้

กระบวนการสุ่มได้หรือไม่

125


4. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสมในการตอบค าถามวิจัยควรใช้วิธีการวิเคราะห์แบบใด เช่น การวิเคราะห์

เชิงปริมาณ หรือการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ถ้าเป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณจะใช้สถิติอะไรในการวิเคราะห์


ประเด็นค าถามเหล่านี้เป็นเพยงตัวอย่างค าถามหลักๆ ที่จะช่วยชี้แนะแนวทางให้นักวิจัยพจารณาเบื้องต้นใน
ื่
การเลือกใช้แบบการวิจัย หากนักวิจัยได้พิจารณาปัญหาวิจัยอย่างรอบคอบเพอตอบประเด็นค าถามดังกล่าวข้างต้น
ได้อย่างชัดเจน ก็น่าจะช่วยให้นักวิจัยสามารถตัดสินใจเลือกแบบการวิจัยที่เหมาะสมกับลักษณะและธรรมชาติของ

ปัญหาวิจัยในการที่จะท าให้ได้มาซึ่งค าตอบที่ถูกต้องได้


ประโยชน์ของกำรออกแบบกำรวิจัย



จากรายละเอยดการออกแบบการวิจัยดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีประโยชน์ต่อนักวิจัยหลายประการ
คือ ประกำรแรก ช่วยให้นักวิจัยสามารถวางแผนด าเนินการวิจัยและควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนในการวิจัยได้
ประกำรที่สอง ช่วยในการก าหนดและสร้างเครื่องมือเพอเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยประกำรที่สำม ช่วยในการ
ื่
ก าหนดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกำรที่สี่ ช่วยให้นักวิจัยสามารถเลือกใช้วิธีการทางสถิติที่เหมาะสมในการ

วิเคราะห์ข้อมูล ประกำรที่ห้ำ ช่วยให้การประเมินและวางแผนเกี่ยวกับทรัพยากรที่ชาในการวิจัยอนได้แก่

งบประมาณ ทีมงาน วัสดุอุปกรณ์ และระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย และประกำรที่สุดท้ำย ช่วยในการประเมินผลวิจัย


ที่ได้ว่ามีความถูกต้องน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพยงใด ทั้งในเรื่องของความตรงภายในและความตรงภายนอกของ
ผลการวิจัย



สรุป


การออกแบบการวิจัย (research design) เป็นการวางแผนการวิจัยที่แสดงถึงการก าหนดรูปแบบ และ

ื่
แนวทางการวิจัย เพอให้ได้ค าตอบหรือข้อความรู้ต่างปัญหาการวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพกล่าวคือ ได้ค าตอบที่มี
ความตรงภายใน (internal validity) และความตรงภายนอก (external validity) ภายใต้การใช้ทรัพยากรอย่าง

ประหยัด องค์ประกอบส าคัญของการออกแบบการวิจัยมี 3 ส่วน ได้แก่ การออกแบบการวิจัย (measurement

design) การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง (sampling design) และการออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล (analysis

design)

126


บทที่ 7

กำรออกแบบกำรสุ่มตัวอย่ำง




จุดประสงค์กำรเรียนรู้


เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ

1. บอกความหมายของประชากรและตัวอย่างได้

2. ระบุเหตุผล ความจ าเป็นในการสุ่มตัวอย่างได้

3. อธิบายหลักการได้มาซึ่งตัวอย่างได้
4. อธิบายหลักการออกแบบการสุ่มตัวอย่างได้

5. อธิบายและเลือกวิธีการสุ่มตัวอย่างได้


เนื้อหำสำระ


 ความหมายของประชากรและตัวอย่างส าหรับการวิจัย
 ความจ าเป็นหรือเหตุผลที่ต้องมีการสุ่มตัวอย่าง

 กระบวนการได้มาซึ่งตัวอย่าง

 หลักการออกแบบการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Design)
 วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Methods)

127


บทที่ 7

กำรออกแบบกำรสุ่มตัวอย่ำง


การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง (sampling design) เป็นการก าหนดรูปแบบ ขอบเขต และแนวทางการ

ื่
ด าเนินงานเพอให้ได้มาซึ่งตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเป็นตัวแทนของประชากร โดยมีเป้าหมายที่ส าคัญของการออกแบบ

การสุ่มตัวอย่าง คือ เพอให้ผลการวิจัยที่ได้จากตัวอย่างสามารถสรุปอางอง (inference) ไปยังประชากรเป้าหมาย
ื่

ื่
ได้อย่างถูกต้อง หรือสามารถน าผลการวิจัยไปสรุปใช้ (generalize) ในสถานการณ์อนที่คล้ายคลึงกันได้อย่าง
ถูกต้อง ซึ่งกล่าวอกนัยหนึ่งได้ว่า เพอให้ผลการวิจัยมีความตรงภายนอก (external validity) นั้นเอง โดยผู้วิจัย

ื่
จะต้องสามารถสุ่มหรือคัดเลือกตัวอย่างที่มีความเป็นตัวแทนของประชากรเป้าหมายที่ต้องการสรุปอ้างองไปถึง

หัวใจของการออกแบบการสุ่มตัวอย่าง จึงอยู่ที่การก าหนดขนาดของตัวอย่างที่เหมาะสมและการเลือก

วิธีการหรือเทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่ดี ในบทนี้จึงเป็นการน าเสนอสาระส าคัญเกี่ยวกับการก าหนดขนาดของตัวอย่าง
และเทคนิคการสุ่มตัวอย่าง โดยผู้เขียนน าเสนอเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามส าคัญดังนี้ ความหมายของ

ประชากรและตัวอย่างส าหรับการวิจัย ความจ าเป็นหรือเหตุผลที่ต้องมีการลุ่มตัวอย่าง กระบวนการได้มาซึ่ง

ตัวอย่าง หลักการออกแบบการลุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบด้วย การก าหนดขนาดของตัวอย่าง และวิธีการสุ่มตัวอย่าง
ทั้งแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นและแบบอาศัยความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ควำมหมำยของประชำกรและตัวอย่ำงส ำหรับกำรวิจัย
ค าว่า "ประชากร " (population) ในการวิจัย หมายถึง สมาชิกทั้งหมดของสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการจะศึกษา
ซึ่งอาจจะเป็น คน สัตว์ วัตถุ สิ่งของ พฤติกรรม หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยทั่วไปแล้วประชากรแบ่งออกเป็น 2

ประเภท คือ

1. ประชากรที่มีจ านวนจ ากัด (finite population) หมายถึง ประชากรที่สามารถนับจ านวนสมาชิกได้ว่ามี

อยู่ทั้งสิ้นเท่าไร เช่น จ านวนพนักงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

2. ประชากรที่มีจ านวนไม่จ ากัด (intinite population) หมายถึง ประชากรที่ไม่สามารถนับจ านวนสมาชิก

ได้ว่ามีอยู่ทั้งสิ้นเท่าไร หรือไม่สามารถนับจ านวนสมาชิกได้ครบถ้วน เนื่องจากมีจ านวนมากมายหรือมีจ านวนไม่


สิ้นสุดจนกระทั้งไม่สามารถนับจ านวนที่แน่นอนได้ เช่น จ านวนปลาในอาวไทย จ านวนนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวทุ่ง
ทานตะวัน เป็นต้น


Click to View FlipBook Version