The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mahdee.w, 2020-05-17 05:42:07

276-360 ระเบียบวิธีจัยทางการศึกษา

34


กำรจ ำแนกประเภทของกำรวิจัยตำมกรอบเวลำของกำรเกิดปรำกฏกำรณ์

ประเภทของการวิจัยแบ่งตามระยะเวลาของการเกิดปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษา แบ่งได้เป็น 3 ประเภท
คือ การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research) การวิจัยเชิงปัจจุบัน (Contemporaneous Research)

และการวิจัยเชิงอนาคต (Future Research) ดังนี้



1. กำรวจัยเชิงประวติศำสตร์ (Historical Research) เป็นการวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทาง
สังคมหรือเหตุการณ์ในอดีต โดยใช้กระบวนการสืบสวนสอบสวน สืบประวัติ บันทึก วิเคราะห์ และแปลความหมาย

ปรากฏการณ์ในอดีตเพอหาข้อสรุปที่จะท าให้เข้าใจปรากฏการณ์ในอดีตและในปัจจุบัน อนจะน าไปสู่การก าหนด
ื่
ขอบเขตที่จะท านายหรือคาดคะเนปรากฏการณ์ในอนาคต
2. กำรวิจัยเชิงปัจจุบัน (Contemporaneous Research) เป็นการวิจัยที่ศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคม

ที่เกิดขึ้นในสภาพปัจจุบัน หรือเรียกว่าเป็นการวิจัยเชิงบรรยายนั่นเอง ซึ่งครอบคลุมการวิจัยประเภทต่าง ๆ หลาย

ประเภทดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
3. กำรวจัยเชิงอนำคต (Future Research) เป็นวิธีการส ารวจและศึกษาแนวโน้มที่เป็นไปได้หรือน่าจะ


เป็นของเรื่องราวหรือปรากฏการณ์ในอนาคตที่ต้องการศึกษา ทั้งในด้านบวกและด้านลบ หรือที่พงประสงค์และไม่


พงประสงค์ เพอหาแนวทางที่จะท าให้เกิดแนวโน้มที่พงประสงค์ ตลอดจนป้องกันขจัดแนวโน้มที่ไม่พงประสงค์ให้
ื่


หมดไป หรือหาวิธีการที่จะเผชิญแนวโน้มที่ไม่พงประสงค์นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นข้อมูลที่ได้จากการวิจัย
เชิงอนาคตจึงเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการวางแผน การก าหนดนโยบาย การตัดสินใจ การหายุทธวิธี (strategies)
กลวิธี (tactics) ที่จะน าไปสู่การสร้างอนาคตที่ต้องการและป้องกันหรือขจัดปรากฏการณ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นใน
อนาคต (จุมพล พูลภัทรชีวิน, 2532: 259)

วิธีการวิจัยเชิงอนาคตนั้นสามารถท าได้หลายวิธี เช่น

3.1 การคาดการณ์แนวโน้ม (Trend Projection) หรือการวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend analysis) โดยอาจ
ใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วทั้งในอดีตและปัจจุบันมาท านายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยวิธีการวิเคราะห์ทางสถิติ เช่น

การวิเคราะห์ถดถอย (regression analysis) การวิเคราะห์อนุกรมเวลา (time series analysis)

เป็นต้น
3.2 การเขียนภาพอนาคต (Scenario Writing) เป็นการจินตนาการความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์หรือ

เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บนพนฐานของข้อมูลที่ทราบ วิธีนี้จะท าให้นักวิจัยทราบลักษณะของผลที่อาจ
ื้
เกิดขึ้นในอนาคตได้
3.3 เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เป็นการศึกษาส ารวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ

ื่
เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องการศึกษา เพอหาฉันทามติ (consensus) ของความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ส าหรับ
น าไปใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

35


3.4 การจ าลองโดยคอมพวเตอร์ (Computer Simulation) เป็นการจ าลองโดยใช้โมเดล/สมการทาง


คณิตศาสตร์ที่แสดงความสัมพนธ์ของตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ข้อมูลและเงื่อนไขต่างๆ ที่ก าหนดแล้วใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประมวลผลแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ถ้าค่าแรงขั้นต่ าลดลง 2% คอมพิวเตอร์อาจ

แสดงว่าจะท าให้เกิดเงินเฟ้อ 5% และท าให้ประชาชนลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟอยลง 30% เป็นต้น


กำรจ ำแนกประเภทของกำรวิจัยตำมแหล่งข้อมูลที่ใช้ในกำรวิจัย

ประเภทของการวิจัยแบ่งตามแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ การวิจัยปฐม
มาน (primary research) การวิจัยทุติยมาน (secondary research) และการวิจัยอภิมาน (meta- analysis

research) ดังนี้ (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543)

1. กำรวิจัยปฐมมำน (primary research) เป็นการวิจัยที่ศึกษาข้อมูลจากแหล่งก าเนิดหรือต้นตอ
ผู้ให้ข้อมูล ผลการวิจัยมีความถูกต้องและทันสมัย เพราะนักวิจัยรวบรวมข้อมูลมาท าการวิจัยโดยตรง



2. กำรวิจัยทุติยมำน (secondary research) เป็นการวิจัยที่ใช้ข้อมูลที่มีผู้รวบรวมไว้แล้ว นักวิจัย
ได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต้นตอ เช่น อาจใช้ข้อมูลจากเอกสาร รายงานที่มีผู้จัดท าไว้แล้ว หรือใช้ข้อมูลที่เคยมี

นักวิจัยท าการวิจัยไว้แล้วมาเป็นข้อมูล ท าการวิเคราะห์ด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป เพอตอบปัญหาวิจัยใหม่ที่ไม่
ื่
ซ้ ากับงานวิจัยเดิม
3. กำรวิจัยอภิมำน (meta- analysis research) เป็นการวิจัยเพื่อสังเคราะห์ผลงานวิจัยหลายๆ

ื่
เรื่อง ที่ตอบปัญหาวิจัยเดียวกันเพอให้ได้ข้อค้นพบที่เป็นองค์ความรู้โดยรวมเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ โดยมีข้อมูลส าหรับ
การวิเคราะห์อภิมาน คือ ตัวรายงานวิจัยที่นักวิจัยน ามาสังเคราะห์นั่นเอง

การแบ่งประเภทของการวิจัยตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นนั้น สามารถสรุปได้ดังแผนภาพ ดังนี้ (นศ.สรุปเอง)


การแบ่งประเภทของการวิจัย นอกจากจะแบ่งตามหลักเกณฑที่ส าคัญดังกล่าวข้างต้นแล้วยังมีการแบ่งตาม
แนวคิดของนักวิจัย นักวิชาการอีกหลายท่านที่ส าคัญและจะน ามากล่าวถึงในที่นี้ มีดังต่อไปนี้

Kerlinger และ Lee (2000: 575) ได้แบ่งประเภทของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ออกเป็น 4 ประเภท คือ

การวิจัยเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการ (laboratory experimental research) การวิจัยเชิงทดลองในสนาม (field
experimental research) การวิจัยภาคสนาม (field research) และการวิจัยเชิงส ารวจ (survey research) การ

วิจัยทั้ง 4 ประเภท สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงทดลองกับการวิจัยที่ไม่ใช่

การทดลอง และความแตกต่างระหว่างการวิจัยในห้องปฏิบัติการกับการใช้ในสนาม



กำรวจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการ
และการวิจัยเชิงทดลองในสนาม การวิจัยเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการ (laboratory experimental research)

เป็นการวิจัยที่มีการจัดกระท าตัวแปรอสระและควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ได้อย่างเคร่งครัด

36



เป็นไปตามหลักทฤษฎี เพื่อให้ความแปรปรวนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดของตัวแปรตามเป็นผลมาจากตัวแปรอสระ
โดยที่สภาพการทดลองนั้นเป็นสภาพการณ์ที่แตกต่างจากสภาพการณ์ปกติโดยทั่วไปในชีวิตจริง ส่วนการวิจัยเชิง
ทดลองในสนาม (field experimental research) เป็นการวิจัยเชิงทดลองในสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นสภาพการณ์

ปกติในชีวิตจริงที่นักวิจัยมีการจัดกระท าตัวแปรอิสระภายใต้เงื่อนไขที่มีการควบคุมอย่างระมัดระวังเท่าที่จะเป็นไป



ได้ ซึ่งการวิจัยเชิงทดลองทั้งสองประเภทนี้มีจุดแขงและจุดออนแตกต่างกันดังจะกล่าวถึงรายละเอยดเกี่ยวกับเรื่อง

นี้ในบทที่ว่าด้วยเรื่องของการวิจัยเชิงทดลองต่อไป
กำรวิจัยแบบไม่ใช่กำรทดลอง (Nonexperimental Research) หมายถึง วิธีการแสวงหาความรู้ความ

จริงอย่างเป็นระบบด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่นักวิจัยไม่ได้ควบคุมตัวแปรอสระ เนื่องจากตัวแปรเหล่านั้นเกิดขึ้นอยู่

ก่อนแล้วตามธรรมชาติ หรือตัวแปรเหล่านั้นไม่สามารถจัดกระท าได้ เป็นการศึกษาความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร

โดยปราศจากการจัดกระท าหรือการควบคุมความแปรปรวนของทั้งตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม ในความหมายนี้ก็

คือการวิจัยภาคสนาม (field research) นั่นเอง ซึ่งเป็นการวิจัยที่ไม่อาศัยการทดลอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพอค้นหา
ื่
ความสัมพนธ์และปฏิสัมพนธ์ระหว่างพฤติกรรมหรือตัวแปรทางสังคมจิตวิทยาและการศึกษา รวมทั้งการระบุ



โครงสร้าง (construct) ความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร ในโลกของความเป็นจริง (real-world) ไม่มีการกระท าและ
ควบคุมตัวแปรใด ๆ ทั้งสิ้น

การวิจัยภาคสนามยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทกว้าง ๆ คือ การวิจัยเพอส ารวจ (exploratory)
ื่
และการวิจัยเพื่อทดสอบสมมติฐาน (hypothesis testing) การวิจัยภาคสนามเพื่อส ารวจมีวัตถุประสงค์ที่ส าคัญคือ

ื่

ื่
เพอส ารวจและระบุตัวแปรส าคัญในสถานการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษา และเพอหาความสัมพนธ์
ื่
ื่
ระหว่างตัวแปรเหล่านั้น ส าหรับการวิจัยภาคสนามเพอการทดสอบสมมติฐานนั้น มีวัตถุประสงค์เพอทดสอบทฤษฎี
หรือพฒนาทฤษฎีที่มีความหนักแน่นในการน าไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ ซึ่งนักวิจัยต้องก าหนดสมมติฐานและการ

ออกแบบการวัดตัวแปรเป็นอย่างดี (Katz, 1953 cited in Karlinger and Lee, 2000: 586)

การวิจัยแบบไม่ใช่การทดลอง หรือการวิจัยภาคสนามนี้ หรือเรียกอกอย่างหนึ่งว่าการวิจัยเชิงบรรยาย
นั่นเอง สามารถท าการวิจัยได้ในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพหรือเชิงปริมาณก็ได้ เช่น การวิจัย

แบบศึกษาเฉพาะกรณี การวิจัยเชิงส ารวจ การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงสืบย้อน หรือการวิจัยเชิงเปรียบเทียบ

สาเหตุ การวิจัยเชิงพัฒนาการ (developmental research) เป็นต้น
ในที่นี้ผู้เขียนขอขยายความเฉพาะการวิจัยบางประเภทที่ยังไม่ได้กล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ คือ การศึกษา

เฉพาะกรณี การวิจัยเชิงส ารวจ การวิจัยเชิงสืบย้อน และการวิจัยเชิงพัฒนาการพอสังเขป ดังนี้


กำรศึกษำเฉพำะกรณี (Case Study Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งแสวงหาความรู้ ความจริงอย่าง


ละเอยดลึกซึ้ง เกี่ยวกับปรากฏการณ์หรือกรณี (Case) ที่สนใจศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นบุคคล กลุ่มบุคคล ชุมชน
สถาบัน/องค์การ กระบวนการ โครงการ เหตุการณ์ หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในบริบทหรือระบบที่มีขอบเขต

37


เฉพาะเจาะจง (bounded system) ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง โดยที่ปรากฏการณ์หรือ

กรณีที่สนใจศึกษานี้อาจจะเป็นกรณีเดียว (multiple cases or collective case study) หรืออาจศึกษาหลาย
พื้นที่ (a multi-site study)(Stake, 1995 Cited in Creswell, 2003) หรือศึกษาหลายกรณีหลายพื้นที่ (a multi-

site cases study) ก็ได้


กำรวจัยเชิงส ำรวจ (Survey Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาข้อเท็จจริง สถานภาพ ลักษณะที่


เป็นอยู่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคม ตลอดจนความคิดเห็นและความสัมพนธ์ ระหว่างตัวแปรที่เป็นอยู่ในสภาพ
ธรรมชาติ จากกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรที่สนใจศึกษา โดยทั่วไปมักเป็นการส ารวจจากคน การวิจัยเชิงส ารวจนี้

จัดเป็นการวิจัยภาคสนามเชิงปริมาณ (quantitative field study) สารสนเทศที่ได้จากการวิจัยประเภทนี้จะได้

ภาพกว้าง แต่ไม่ลึก



กำรวจัยเชิงสืบย้อน (Ex-post Facto Research) มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น การวิจัยย้อนกลับ การ
วิจัยย้อนรอย การวิจัยย้อนประสบการณ์ ในที่นี้ผู้เขียนขอใช้ ค าว่า การวิจัยเชิงสืบย้อน เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษา
ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุในสภาพการณ์ธรรมชาติ โดยการศึกษาผลที่เกิดขึ้นหรือตัวแปรตาม เพื่อสืบย้อนกลับไปหา



สาเหตุหรือตัวแปรอสระที่ท าให้เกิดผลเช่นนั้น โดยที่ทั้งตัวแปรอสระและตัวแปรตามเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว นักวิจัย
ไม่ได้จัดกระท าหรือควบคุมตัวแปรที่คิดว่าน่าจะเป็นสาเหตุ แต่อย่างใด



กำรวจัยเชิงพัฒนำกำร (Developmental Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาแบบแผน (pattern)
และล าดับขั้นของพฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปลี่ยนไปของคุณลักษณะหรือตัวแปรที่

น่าสนใจ ซึ่งอาจจะเป็นการศึกษาความเจริญเติบโต (growth study) การศึกษาติดตามผล (follow-up study)

และการศึกษาแนวโน้ม (trend analysis) Gravetter และ Forzano ( 2003: 231) ได้ให้ค าจ ากัดความของ

การศึกษาเชิงพัฒนาการว่าเป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับอายุ



ประเภทของการวิจัยต่างๆ ดังกล่าวรายละเอยดมาข้างต้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นการแบ่งประเภทของการวิจัย
เพอชี้น าให้นักวิจัยรู้จักประเภทของการวิจัยแบบต่างๆ เพอประโยชน์ในการเลือกแบบการวิจัยให้เหมาะสมกับ
ื่
ื่
สภาพปัญหาที่นักวิจัยต้องการแสวงหาค าตอบ ธรรมชาติของตัวแปรและข้อมูล ความสามารถในการจัดกระท าและ

การควบคุมตัวแปร รวมทั้งบทบาทหน้าที่ของการวิจัยแต่ละประเภทที่มุ่งแสวงหาค าตอบที่มีจุดเน้นแตกต่างกัน
นอกจากนี้แล้ว ศิริชัย กาญจนวาสี, ดิเรก ศรีสุโข และ ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์ ( 2547) ได้ท าการศึกษาวิจัย

ื่
โดยมีวัตถุประสงค์ส าคัญประการหนึ่งคือ เพอจัดระบบจ าแนกประเภทงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ และวิธีการทาง
สถิติที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ ผลการวิจัยได้ค้นพบความจ าเป็นในการจ าแนกประเภทของการวิจัย
ทางสังคมศาสตร์ตามลักษณะ “เป้าหมายของการวิจัย” เพอให้การวิจัยทางสังคมศาสตร์ได้ค านึงถึงจุดหมาย
ื่


ปลายทางของระดับการพฒนาองค์ความรู้ของการวิจัยนั้นๆ โดยพจารณาถึงจุดเน้นของระดับคุณภาพค าตอบของ

38



การวิจัยที่ต้องการในแง่ของการแสวงหาหรือพฒนาองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ จากการวิเคราะห์ลักษณะของ
จุดมุ่งหมาย ของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ คณะผู้วิจัยจึงได้เสนอ การจ าแนกประเภทของการวิจัยทางสังคมศาสตร์
ตามลักษณะเป้าหมายของการวิจัยเป็น 6 ลักษณะ ได้แก่ การวิจัยที่มุ่งบรรยายประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง การวิจัย


ที่มุ่งทดสอบความแตกต่างระหว่างประชากร การวิจัยที่มุ่งจัดระบบหรือโครงสร้างความสัมพนธ์ของกลุ่มตัวแปร

การวิจัยที่มุ่งแสวงหาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และการวิจัยที่มุ่งพฒนาหรือทดสอบทฤษฎี โดยการสร้างสถานการณ์
จ าลองหรือสร้างสิ่งประดิษฐ์ ดังมีรายละเอียดของประเภทการวิจัย ดังต่อไปนี้

1. กำรวิจัยที่มุ่งบรรยำยประชำกรหรือกลุ่มตัวอย่ำง

การวิจัยในกลุ่มนี้เป้าหมายเพอบรรยายสรุปลักษณะของประชากร (ในกรณีท าส ามะโน) หรือ
ื่
บรรยายสรุปลักษณะของกลุ่มตัวอย่างจากประชากร ในกรณีท าการสุ่มหรือเลือกตัวอย่างจากประชากร สามารถ

แบ่งการบรรยายออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้

1.1 การวิจัยที่มุ่งบรรยายลักษณะตัวแปรของประชากรกลุ่มตัวอย่าง
ื่
การวิจัยในลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพอบรรยายลักษณะตัวแปร 1 ตัว หรือหลายตัวของ
ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างที่สนใจ

1.2 การวิจัยที่มุ่งบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง


การวิจัยในลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพอบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวหรือมากกว่า 2
ื่
ตัว ของประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่สนใจ

2. กำรวิจัยที่มุ่งทดสอบควำมแตกต่ำงระหว่ำงประชำกร

ื่
การวิจัยในกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพอการเปรียบเทียบลักษณะของประชากรที่ศึกษากับลักษณะที่
คาดหวัง หรือเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะของประชากรต่างกลุ่มกัน




3. กำรวิจัยที่มุ่งอธิบำยควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรหรือกำรท ำนำย

การวิจัยในกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพอการอธิบายหรือท านายความสัมพนธ์ระหว่างกลุ่มของตัวแปร
ื่

โดยมีการควบคุมอิทธิพลของบ้างตัวแปร สามารถแบ่งการวิจัยกลุ่มนี้ออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
3.1 การวิจัยที่มุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

ื่
การวิจัยในลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มของตัวแปร อาจเป็นการ


อธิบายความเกี่ยวข้องสัมพนธ์ระหว่าง 2 ตัวแปร หรือความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับอกตัวแปรหนึ่ง โดย


ควบคุมตัวแปรตัวอนๆ หรือความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับชุดของตัวแปร หรือความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร

ื่
2 ชุด

39


3.2 การวิจัยที่มุ่งท านายตัวแปรตาม (ตัวแปรเกณฑ์)

การวิจัยในลักษณะนี้มีจุดหมายเพอท านายตัวแปรตามหรือตัวแปรเกณฑ์ 1 ตัว หรือหลายตัว
ื่
จากชุดของตัวแปรอิสระหรือตัวแปรพยากรณ์

4. กำรวิจัยที่มุ่งจัดระบบหรือโครงสร้ำงควำมสัมพันธ์ของกลุ่มตัวแปร

ื่
การวิจัยในกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพอศึกษาการจัดระบบจ าแนกประเภทสิ่งของหรือตัวแปรที่สนใจ
หรือศึกษาโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มตัวแปรว่าประกอบด้วยโครงสร้างหรือองค์ประกอบอะไรบ้าง

5. กำรวิจัยที่มุ่งแสวงหำควำมสัมพันธ์เชิงสำเหตุ


การวิจัยในกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพอแสวงหาความสัมพนธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรที่สนใจ สามารถ
ื่
แบ่งการวิจัยกลุ่มนี้ออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
5.1 การวิจัยเชิงสาเหตุในสภาพที่ไม่ใช่การทดลอง

การวิจัยในลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพอแสวงหาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรภายใต้
ื่
การออกแบบการวิจัยที่ไม่ใช่การทดลอง โดยใช้หลักการหรือแนวคิดทางทฤษฎี การออกแบบการวิจัย และการ

วิเคราะห์ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน เพื่อสรุปผลของตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตามในเชิงสาเหตุ

5.2 การวิจัยเชิงสาเหตุในสภาพการทดลอง
ื่
การวิจัยในลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพอแสวงหาความสัมพนธ์เชิงสาเหตุ ระหว่างตัวแปร

ภายใต้การออกแบบการวิจัยแบบทดลอง (experimental design) โดยมีการสุ่มตัวอย่างที่น ามาศึกษาจาก

ประชากร (random selection) และมีการสุ่มตัวอย่างเข้ารับการทดลอง ( random assignment) เพื่อสังเกตผล
จากตัวแปรตามอันเนื่องมาจากตัวแปรอิสระที่จัดกระท าส าหรับการสรุปผลในเชิงสาเหตุ




ี่
6. กำรวิจัยทมุ่งพฒนำหรือทดสอบทฤษฎีโดยกำรสร้ำงสถำนกำรณ์จ ำลองหรือสร้ำงสิ่งประดิษฐ ์
ื่

การวิจัยในกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพอศึกษา พฒนาหรือทดสอบ หลักการ แนวคิด ทฤษฎี หรือโมเดล
โดยอาศัยการจ าลองรูปแบบตามทฤษฎีหรือตามสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริง (simulation) ส าหรับท าการวิเคราะห์
และสรุปผลการวิจัย หรืออาจเป็นการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้นมา สามารถแบ่งการวิจัยประเภทนี้ออกเป็น 3
ลักษณะดังนี้

6.1 การวิจัยสถานการณ์จ าลองจากประชากรจริง

การวิจัยลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพอศึกษา พัฒนา หรือทดสอบหลักการ แนวคิด ทฤษฎี หรือ
ื่
โมเดลต่างๆ ที่สนใจ โดยท าการศึกษาข้อมูลจากประชากรจ าลองที่ก าหนดขึ้นตามเงื่อนไขที่ต้องการศึกษาข้อมูล

จากประชากรจริง ด้วยการสุ่มตัวอย่างตามเงื่อนไขต่างๆ ของรูปแบบจ าลองตามทฤษฎีหรือตามสิ่งที่คาดว่าจะ

เกิดขึ้นจริง เพื่อแสวงหาข้อสรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา

40


6.2 การศึกษาสถานการณ์จ าลองจากประชากรจ าลอง

การวิจัยลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพอศึกษา พัฒนา หรือทดสอบหลักการ แนวคิด ทฤษฎี หรือ
ื่
โมเดลต่างๆ ที่สนใจ โดยท าการศึกษาข้อมูลจากประชากรจ าลองที่ก าหนดขึ้นตามเงื่อนไขที่ต้องการศึกษา ซึ่ง

สามารถสร้าง (generate) ประชากรโดยอาศัยสถานการณ์จ าลองจากคอมพวเตอร์ (computer simulation) ให้

ได้ประชากรที่มีลักษณะตามเงื่อนไขที่ก าหนด โดยไม่มีจ านวนจ ากัด (infinite population) หรือเป็นประชากรที่มี
ลักษณะตามเงื่อนไขที่ก าหนดโดยมีจ านวนจ ากัด (finite population) เพอใช้ในการศึกษาตามแง่มุมต่างๆ ที่
ื่
ต้องการ การวิจัยในลักษณะนี้รู้จักกันแพร่หลายในนามของ “Monte Carlo Simulation”

6.3 การวิจัยสร้างสิ่งประดิษฐ์

การวิจัยลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพอพฒนาหรือสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้นมาอนเป็นการ

ื่
ส่งเสริม สนับสนุนคุณภาพการด ารงชีวิตหรือการปฏิบัติกิจกรรม หรือเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ

การจ าแนกประเภทของงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ตามเป้าหมายของการวิจัย ซึ่งผู้เขียนได้หยิบยกมา

น าเสนอรายละเอยดดังกล่าวข้างต้นนั้น ด้วยเหตุผลที่ส าคัญประการหนึ่งคือการจัดจ าแนกประเภทของงานวิจัยใน
ลักษณะดังกล่าวนี้ จะช่วยชี้น าให้นักวิจัยสามารถเลือกวิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลเพอตอบจุดมุ่งหมาย
ื่
ของการวิจัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั่นเอง
การจัดจ าแนกประเภทการวิจัยตามหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้นนั้น มิใช่เป็นการแบ่ง

ประเภทที่มีหลักการแบ่งตายตัว งานวิจัยเรื่องหนึ่งอาจจัดได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่น ามาใช้ใน

การแบ่ง

41


สรุป


ประเภทของการวิจัย จ าแนกออกได้เป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่น ามาใช้ในการจ าแนก ใน

บทนี้ผู้เขียนได้จ าแนกประเภทของการวิจัยโดยใช้หลักเกณฑ์ในการจ าแนก 6 แบบ คือ 1) การจ าแนกประเภทของ
การวิจัยตามประโยชน์ของการน าผลไปใช้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การวิจัยบริสุทธิ์หรือการวิจัย

พื้นฐาน การวิจัยประยุกต์ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2) การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามจุดมุ่งหมายของการ

วิจัย แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ การวิจัยเชิงบรรยาย การวิจัยขั้นส ารวจ การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย และการวิจัย
เชิงท านาย 3) การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามลักษณะข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การวิจัยเชิง

ปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ 4) การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

ได้แก่ การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การวิจัยเชิงบรรยายลบการวิจัยเชิงทดลอง 5) การจ าแนกประเภทของการวิจัย
ตามกรอบเวลาของการเกิดปรากฏการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การวิจัยเชิง

ปัจจุบัน และการวิจัยเชิงอนาคต และ 6) การจ าแนกประเภทของการวิจัยตามแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย แบ่ง

ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การวิจัยปฐมมาน การวิจัยทุติยมาน และการวิจัยอภิมาน นอกจากนี้ยังได้น าเสนอการ
แบ่งประเภทการวิจัยตามการจัดกระท าสภาพการณ์ และการควบคุม ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ การวิจัยเชิง

ทดลองในห้องปฏิบัติการ การวิจัยเชิงทดลองในสนาม การวิจัยภาคสนาม และการวิจัยเชิงส ารวจ และการแบ่ง

ประเภทของการวิจัยตามเป้าหมายของการวิจัย แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ การวิจัยที่มุ่งบรรยายประชากรหรือ

กลุ่มตัวอย่าง การวิจัยที่มุ่งทดสอบความแตกต่างระหว่างประชากร การวิจัยที่มุ่งอธิบายความสัมพนธ์ระหว่างตัว

แปรหรือการท านาย การวิจัยที่มุ่งจัดระบบหรือโครงสร้างความสัมพนธ์ของกลุ่มตัวแปร การวิจัยที่มุ่งแสวงหา
ความสัมพนธ์เชิงสาเหตุ และการวิจัยที่มุ่งพฒนาหรือทดสอบทฤษฎีโดยการสร้างสถานการณ์จ าลองหรือสร้าง


สิ่งประดิษฐ์

42


บทที่ 3


กำรเขียนข้อเสนอโครงกำรวจัย
จุดประสงค์กำรเรียนรู้

เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ
1. บอกความหมายของโครงการวิจัยได้

2. ระบุความส าคัญของโครงการวิจัยได้

3. อธิบายวัตถุประสงค์และหลักการเขียนโครงการวิจัยได้
4. อธิบายส่วนประกอบต่าง ๆ ของโครงการวิจัยได้

5. เขียนข้อเสนอส่วนประกอบต่าง ๆ ของโครงการวิจัยได้

เนื้อหำสำระ
 ความหมายของโครงการวิจัย


 ความส าคัญของโครงการวิจัย

 วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย

 หลักการเขียนโครงการวิจัย

 ส่วนประกอบของโครงการวิจัย

 แนวปฏิบัติในการเขียนโครงการวิจัย

1. ชื่อเรื่องวิจัย

2. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา
3. ค าถามวิจัย

4. วัตถุประสงค์

5. สมมติฐานการวิจัย
6. กรอบแนวคิดวิจัย

7. ขอบเขตการวิจัย

8. นิยามศัพท์เฉพาะ
9. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

10. ระเบียบวิธีวิจัย

11. แผนการด าเนินงานวิจัย
12. ทรัพยากรที่ใช้

13. งบประมาณ

43


บทที่ 3

แนวทำงกำรเขียนโครงร่ำงกำรวิจัย


โครงร่างการวิจัย ควรมีองค์ประกอบส าคัญดังนี้


1. ชื่อเรื่อง

2. ความส าคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย

3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
4. ค าถามของการวิจัย

5. ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

6. สมมติฐาน* และกรอบแนวความคิดในการวิจัย
7. ขอบเขตของการวิจัย

8. การให้ค านิยามเชิงปฏิบัติที่จะใช้ในการวิจัย*

9. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย
10. ระเบียบวิธีวิจัย

11. ระยะเวลาในการด าเนินงาน

12. งบประมาณค่าใช้จ่ายในการวิจัย
13. บรรณานุกรม

14. ภาคผนวก*

15. ประวัติของผู้ด าเนินการวิจัย


* ไม่จ าเป็นต้องมีทกโครงการ


44


1. ชื่อเรื่อง (the title)


ื่
ชื่อเรื่องควรมีความหมายสั้น กะทัดรัดและชัดเจน เพอระบุถึงเรื่องที่จะท าการศึกษาวิจัย ว่าท าอะไร กับใคร ที่
ไหน อย่างไร เมื่อใด หรือต้องการผลอะไร ยกตัวอย่างเช่น “ประสิทธิผลของการใช้วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันกับ

ทหารในศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ 2547” ในกรณีที่จ าเป็นต้องใช้ชื่อที่ยาวมากๆ อาจแบ่งชื่อเรื่อง
ออกเป็น 2 ตอน โดยให้ชื่อในตอนแรกมีน้ าหนักความส าคัญมากกว่า และตอนที่สองเป็นเพียงส่วนประกอบหรือ

ส่วนขยาย เช่น “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันโรคของนักเรียนชาย : การ

เปรียบเทียบระหว่างนักเรียนอาชีวศึกษากับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร 2547”

นอกจากนี้ ควรค านึงด้วยว่าชื่อเรื่องกับเนื้อหาของเรื่องที่ต้องการศกษาควรมีความสอดคล้องกันการเลือกเรื่อง
ในการท าวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่ส าคัญ ที่ต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ หลายประเด็น โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะ

ได้รับจากผลของการวิจัย ในการเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีข้อควรพิจารณา 4 หัวข้อ คือ
1.1 ความสนใจของผู้วิจัย

ควรเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจมากที่สุด และควรเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป

1.2 ความส าคัญของเรื่องที่จะท าวิจัย
ควรเลือกเรื่องที่มีความส าคัญ และน าไปใช้ปฏิบัติหรือสร้างแนวความคิดใหม่ๆ ได้

โดยเฉพาะเกี่ยวกับงานด้านเวชศาสตร์ครอบครัวหรือเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพ

1.3 เป็นเรื่องที่สามารถท าวิจัยได้
เรื่องที่เลือกต้องอยู่ในวิสัยที่จะท าวิจัยได้ โดยไม่มีผลกระทบอันเนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่น


ด้านจริยธรรม ด้านงบประมาณ ด้านตัวแปรและการเก็บขอมูล ด้านระยะเวลาและการ
บริหาร ด้านการเมือง หรือเกินความสามารถของผู้วิจัย
1.4 ไม่ซ้ าซ้อนกับงานวิจัยที่ท ามาแล้ว


ซึ่งอาจมีความซ้ าซ้อนในประเด็นต่างๆ ที่ต้องพจารณาเพื่อหลีกเลี่ยง ได้แก่ ชื่อเรื่องและ

ปัญหาของการวิจัย (พบมากที่สุด) สถานที่ที่ท าการวิจัย ระยะเวลาที่ทาการวิจัย วิธีการ หรือ
ระเบียบวิธีของการวิจัย

45



2. ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปญหำ (background and rationale)
อาจเรียกต่างๆกัน เช่น หลักการและเหตุผล ภูมิหลังของปัญหา ความจ าเป็นที่จะท าการวิจัย หรือ
ความส าคัญของโครงการวิจัย ฯลฯ ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ต้องระบุว่าปัญหาการวิจัยคืออะไร มีความเป็นมาหรือภูมิ

หลังอย่างไร มีความส าคัญ รวมทั้งความจ าเป็น คุณค่า และประโยชน์ ที่จะได้จากผลการวิจัยในเรื่องนี้ โดยผู้วิจัย

ควรเริ่มจากการเขียนปูพื้นโดยมองปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาอย่างกว้างๆ ก่อนว่าสภาพทั่วๆไปของปัญหาเป็น

อย่างไร และภายในสภาพที่กล่าวถึง มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ประเด็นปัญหาที่ผู้วิจัยหยิบยกมาศกษาคืออะไร
ระบุว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาแล้วหรือยัง ที่ใดบ้าง และการศึกษาที่เสนอนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่า ต่องานด้านนี้

ได้อย่างไร


3. วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย (objectives)

เป็นการก าหนดว่าต้องการศึกษาในประเด็นใดบ้าง ในเรื่องที่จะท าวิจัย ต้องชัดเจน และเฉพาะเจาะจง ไม่
คลุมเครือ โดยบ่งชี้ถึง สิ่งที่จะท า ทั้งขอบเขต และคาตอบที่คาดว่าจะได้รับ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว การตั้ง

วัตถุประสงค์ ต้องให้สมเหตุสมผล กับทรัพยากรที่เสนอขอ และเวลาที่จะใช้ จ าแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ


3.1 วัตถุประสงค์ทั่วไป (General Objective) กล่าวถึงสิ่งที่ คาดหวัง (implication) หรือสิ่งที่คาดว่าจะ

เกิดขึ้น จากการวิจัยนี้ เป็นการแสดงรายละเอยด เกี่ยวกับจุดมุ่งหมาย ในระดับกว้าง จึงควรครอบคลุมงานวิจัยที่

จะท าทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น

เพื่อศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์ และความต้องการของผู้ติดเชื้อเอดส์ ครอบครัว และชุมชน


3.2 วัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific Objective) จะพรรณนาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ในงานวิจัยนี้ โดยอธิบาย

ื่
รายละเอียดว่า จะท าอะไร โดยใคร ท ามากน้อยเพียงใด ที่ไหน เมื่อไร และเพออะไร โดยการเรียงหัวข้อ ควรเรียง
ตามล าดับความส าคัญ ก่อน หลัง ตัวอย่างเช่น
3.2.1 เพื่อศึกษาถึงรูปแบบปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวของผู้ติดเชื้อเอดส์ ครอบครัว และชุมชน

3.2.2 เพื่อศึกษาถึงปัญหาและความต้องการของผู้ติดเชื้อเอดส์ ครอบครัว และชุมชน

46


4. ค ำถำมของกำรวิจัย (research question)

เป็นสิ่งส าคัญที่ผู้วิจัยต้องก าหนดขึ้น (problem identification) และให้นิยามปัญหานั้น อย่างชัดเจน เพราะ
ปัญหาที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้วิจัย ก าหนดวัตถุประสงค์ ตั้งสมมติฐาน ให้นิยามตัวแปรที่ส าคัญ ๆ ตลอดจน การวัดตัว


แปรเหล่านั้นได้ ถ้าผู้วิจัย ตั้งค าถามที่ไม่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ตัวก็ยังไม่แน่ใจ ว่าจะศกษาอะไร ท าให้การ
วางแผนในขั้นต่อไป เกิดความสับสนได้
ค าถามของการวิจัยต้องเหมาะสม (relevant) หรือสัมพันธ์ กับเรื่องที่จะศึกษา โดยควรมีค าถาม ที่ส าคัญที่สุด

ื่
ซึ่งผู้วิจัย ต้องการค าตอบ มากที่สุด เพอค าถามเดียว เรียกว่า ค าถามหลัก (primary research question) ซึ่ง
ค าถามหลักนี้ จะน ามาใช้เป็นข้อมูล ในการค านวณ ขนาดของตัวอย่าง (sample size) แต่ผู้วิจัย อาจก าหนดให้มี
ค าถามรอง (secondary research question) อีกจ านวนหนึ่งก็ได้ ซึ่งค าถามรองนี้ เป็นค าถาม ที่เราต้องการ

ค าตอบ เช่นเดียวกัน แต่มีความส าคัญรองลงมา โดยผู้วิจัย ต้องระลึกว่า ผลของการวิจัย อาจไม่สามารถ ตอบ

ค าถามรองนี้ได้ ทั้งนี้เพราะ การค านวณขนาดตัวอย่าง ไม่ได้ค านวณเพอตอบค าถามรองเหล่านี้
ื่


5. ทฤษฎีและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง (review of related literatures)

อาจเรียกว่า การทบทวนวรรณกรรม ส่วนนี้เป็นการเขยนถึงสิ่งที่ผู้วิจัยได้มาจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารต่างๆ

ทั้งทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ ทฤษฎี หลักการ ข้อเท็จจริงต่างๆ แนวความคิดของผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจน

ผลงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกบปัญหาของผู้วิจัย รวมทั้งมองเห็นแนวทางในการด าเนินการศึกษาร่วมไปกับผู้วิจัย

ด้วย โดยจัดล าดับหัวข้อหรือเนื้อเรื่องที่เขียนตามตัวแปรที่ศึกษา และในแต่ละหัวข้อเนื้อเรื่องก็จัดเรียงตามล าดับ
เวลาด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นพัฒนาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัญหา นอกจากนี้ผู้วิจัยควรจะต้องมีการสรุปไว้ด้วย


เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นความสัมพนธ์ทั้งส่วนที่สอดคล้องกัน ขัดแย้งกัน และส่วนที่ยังไม่ได้ศึกษาทั้งในแง่ประเด็น เวลา
สถานที่ วิธีการศึกษาฯลฯ การเขียนส่วนนี้ท าให้เกิดประโยชน์ต่อการตั้งสมมติฐานด้วย
หลังจากที่ผู้วิจัยได้เขียนเรียบเรียงการทบทวนวรรณกรรมแล้ว ควรมีการประเมินงานเขียนเรียบเรียงนั้นอีก

ครั้งหนึ่ง ว่ามีความสมบูรณ์ทั้งเนื้อหา ภาษา และความต่อเนื่องมากน้อยแคไหน ส าหรับการประเมินการเขียนเรียบ

เรียงการทบทวนวรรณกรรม Polit & Hungler (1983, อ้างใน ธวัชชัย วรพงศธร, 2538 ) ได้ให้ข้อเสนอแนะที่
ส าคัญไว้ โดยการให้ตอบค าถามต่อไปนี้


5.1 รายงานนั้นได้มีการเชื่อมโยงปัญหาที่ศึกษากับปัญหาวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศึกษามากอนแล้วหรือไม่
5.1.1 รายงานนั้นได้เรียบเรียงจากแหล่งเอกสารทุติยภูมิมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งตามความ
เป็นจริงแล้วควรใช้แหล่งเอกสารปฐมภูมิ (ต้นฉบับ) ให้มากที่สุด

5.1.2 รายงานได้ครอบคลุมเอกสาร ที่ส าคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ศึกษาครบหมดหรือไม่

5.1.3 รายงานได้ครอบคลุมเอกสารใหม่ๆหรือไม่

47


5.1.4 รายงานได้เน้นในเรื่องความคิดเห็น หรือการบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรม

มากเกินไป และมีการเน้นผลการวิจัยด้านปฏิบัติจริงๆ น้อยไปหรือไม่
5.1.5 รายงานได้เรียบเรียงข้อความอย่างต่อเนื่องสมบูรณ์หรือไม่ หรือเป็นเพียงแต่ลอก

ข้อความจากเอกสารต้นฉบับมาเรียงต่อกันเท่านั้น

5.1.6 รายงานนั้นเป็นแต่เพียงสรุปผลการศึกษาที่ท ามาแล้วเท่านั้น หรือเป็นการเขียนใน
เชิงวิเคราะห์วิจารณ์ และเปรียบเทียบกับผลงานเด่นๆ ที่ศึกษามาแล้วหรือไม่

5.1.7 รายงานได้เรียบเรียงในลักษณะที่เชื่อมโยง และชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าในความ

คิดอย่างชัดเจนมากน้อยแคไหน

5.1.8 รายงานได้น าผลสรุปของงานวิจัยและข้อเสนอแนะของการน าผลการวิจัยไปใช้

ทั้งหมด มาเชื่อมโยงกับปัญหาที่จะศึกษามากน้อยแค่ไหน

5.2 รายงานนั้นได้มีการเชื่อมโยงปัญหาที่ศึกษากับกรอบทฤษฎี หรือ กรอบแนวคิดหรือไม่
5.2.1 รายงานได้เชื่อมโยงกรอบทฤษฎีกับปัญหาที่ศึกษาอย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่

5.2.2 รายงานได้เปิดช่องโหว่ให้เห็นถึงกรอบแนวคิดอื่นที่เหมาะสมกว่าหรือไม่

5.2.3 รายงานได้เชื่อมโยงอนุมานจากทฤษฎี หรือกรอบแนวคิดอย่างมีเหตุมีผลหรือไม่


6. สมมติฐำน (Hypothesis) และกรอบแนวคิดในกำรวิจัย (conceptual framework)

การตั้งสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนหรือการทายค าตอบอย่างมีเหตุผล มักเขียนในลักษณะ การแสดง
ความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น(independent variables) และตัวแปรตาม (dependent

variable) เช่น การติดเฮโรอนชนิดฉีด เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเอดส์ สมมติฐานท าหน้าที่เสมือนเป็นทิศทาง และ

แนวทาง ในการวิจัย จะช่วยเสนอแนะ แนวทางในการ เก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
สมมติฐานต้องตอบวัตถูประสงค์ของการวิจัยได้ครบถ้วนและทดสอบและวัดได้

นอกจากนี้ ผู้วิจัยควรน าเอาสมมติฐานต่างๆ ที่เขียนไว้มารวมกันให้เป็นระบบและมีความเชื่อมโยงกนใน

ลักษณะที่เป็นกรอบแนวความคิดของการศึกษาวิจัยทั้งเรื่อง เช่น จะศึกษาถึง พฤติกรรมสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยของ
คนงาน อาจต้องแสดง (นิยมท าเป็นแผนภูมิ) ถึงที่มาหรือปัจจัยที่เป็นตัวก าหนดในพฤติกรรมดังกล่าว หรือในทาง

กลับกัน ผู้วิจัยอาจก าหนดกรอบแนวความคิดของการวิจัย ซึ่งระบุว่าการวิจัยนี้มีตัวแปรอะไรบ้าง และตัวแปร

เหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไรก่อน แล้วจึงเขียนสมมติฐานที่ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในลักษณะที่
เป็นข้อๆ ในภายหลัง

48


7. ขอบเขตของกำรวิจัย


เป็นการระบุให้ทราบว่าการวิจัยที่จะศกษามีขอบข่ายกว้างขวางเพียงใด เนื่องจากผู้วิจัยไม่สามารถ
ท าการศึกษาได้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมของปัญหานั้น จึงต้องก าหนดขอบเขตของการศึกษาให้แน่นอน ว่าจะ

ครอบคลุมอะไรบ้าง ซึ่งอาจท าได้โดยการก าหนดขอบเขตของเรื่องให้แคบลงเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของสาขาวิชา

หรือก าหนดกลุ่มประชากร สถานที่วิจัย หรือระยะเวลา


8. กำรให้ค ำนิยำมเชิงปฏิบัติที่จะใช้ในกำรวิจัย (operational definition)

ในการวิจัย อาจมี ตัวแปร (variables) หรือค า (terms) ศัพท์เฉพาะต่าง ๆ ที่จ าเป็นต้องให้ค าจ ากัดความ
อย่างชัดเจน ในรูปที่สามารถสังเกต (observation) หรือวัด (measurement) ได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจมีการแปล

ความหมายไปได้หลายทาง ตัวอย่างเช่น ค าว่า คุณภาพชีวิต, ตัวแปรที่เกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ , ความพึงพอใจ,

ความปวด เป็นต้น


9. ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับจำกกำรวิจัย (expected benefits and application)

อธิบายถึงประโยชน์ที่จะน าไปใช้ได้จริง ในด้านวิชาการ เช่น จะเป็นการค้นพบทฤษฎีใหม่ซึ่งสนับสนุนหรือ
คัดค้านทฤษฎีเดิม และประโยชน์ในเชิงประยุกต์ เช่น น าไปวางแผนและก าหนดนโยบายต่างๆ หรือประเมินผลการ

ปฏิบัติงานเพื่อหาแนวทางพัฒนาให้ดีขึ้น เป็นต้น โดยครอบคลุมทั้ง ผลในระยะสั้น และระยะยาว ทั้งผลทางตรง


และทางออม และควรระบุในรายละเอียดว่า ผลดังกล่าว จะตกกับใคร เป็นส าคัญ ยกตัวอย่าง เช่น โครงการวิจัย
เรื่อง การฝึกอบรมอาสาสมัคร ระดับหมู่บ้าน ผลในระยะสั้น ก็อาจจะได้แก่ จ านวนอาสาสมัครผ่านการอบรมใน

โครงนี้ ส่วนผลกระทบ (impact) โดยตรง ในระยะยาว ก็อาจจะเป็น คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนนั้น ที่ดีขึ้น ส่วน

ผลทางอ้อม อาจจะได้แก่ การกระตุ้นให้ประชาชน ในชุมชนนั้น มีส่วนร่วม ในการพัฒนาหมู่บ้าน ของตนเอง


10. ระเบียบวิธีวิจัย (research methodology)

เป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการด าเนินการวิจัยว่าแต่ละขั้นตอนจ าท าอย่างไร โดยทั่วไปเป็น
การให้รายละเอียดในเรื่องต่อไปนี้ คือ

10.1 วิธีวิจัย จะเลือกใช้วิธีวิจัยแบบใด เช่น จะใช้การวิจัยเอกสาร การวิจัยแบบทดลอง การวิจัยเชิงส ารวจ

การวิจัยเชิงคุณภาพ หรือจะใช้หลายๆ วิธีรวมกัน ซึ่งก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้วิธีอะไรบ้าง
10.2 แหล่งข้อมูล จะเก็บข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง เช่น จะเก็บข้อมูลทุติยภูมิ จากทะเบียนราษฎร์ สมุดสถิติราย

ปี ส ามะโนประชากรและเคหะ ฯลฯ หรือจะเป็นข้อมูลปฐมภูมิ จากการส ารวจ การสนทนากลุ่ม การสังเกต การ

สัมภาษณ์ระดับลึก ฯลฯ เป็นต้น

49



10.3 ประชากรที่จะศึกษา ระบุให้ชัดเจนว่าใครคือประชากรที่ต้องการศกษา และกาหนดคุณลักษณะของ

ประชากรที่จะศึกษาให้ชัดเจน เช่น เพศ อายุ สถานภาพสมรส ศาสนา เขตที่อยู่อาศัย บางครั้งประชากรที่ต้องการ
ศึกษาอาจไม่ใช่ปัจเจกบุคคลก็ได้ เช่น อาจเป็นครัวเรือน หมู่บ้าน อ าเภอ จังหวัด ฯลฯ ก็ได้

10.4 วิธีการสุ่มตัวอย่าง ควรอธิบายว่าจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใด ขนาดตัวอย่างมีจ านวนเท่าใด จะเก็บ

ี่
ข้อมูลจากทไหน และจะเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างได้อย่างไร
10.5 วิธีการเก็บข้อมูล ระบุว่าจะใช้วิธีการเก็บข้อมูลอย่างไร มีการใช้เครื่องมือและทดสอบเครื่องมืออย่างไร

เช่น จะใช้วิธีการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ การสัมภาษณ์แบบมีแบบสอบถาม การสังเกต หรือการสนทนากลุ่ม

เป็นต้น
10.6 การประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ระบุการประมวลผลข้อมูลจะท าอย่างไร จะใช้เครื่องมือ

อะไรในการประมวลผลข้อมูล และในการวิเคราะห์ข้อมูลหรือการทดสอบสมมติฐานจะท าอย่างไร จะใช้สถิติ

อะไรบ้างในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถตอบค าถามของการวิจัยที่ต้องการได้


11. ระยะเวลำในกำรด ำเนินงำน

ผู้วิจัยต้องระบุถึงระยะเวลาที่จะใช้ในการด าเนินงานวิจัยทั้งหมดว่าจะใช้เวลานานเท่าใด และต้องระบุ
ระยะเวลาที่ใช้ส าหรับแต่ละขั้นตอนของการวิจัย วิธีการเขียนรายละเอียดของหัวข้อนี้อาจท าได้ 2 แบบ ตามที่

แสดงไว้ในตัวอย่างต่อไปนี้ (การวิจัยใช้เวลาด าเนินการ 12 เดือน)


ตัวอย่างที่ 1

ก. ขั้นตอนการเตรียมการ : ค้นหาชื่อเรื่องหรือปัญหาที่จะท า (3 เดือน)

1. ศึกษาเอกสารและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2. ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ขออนุมัติด าเนินการ, ติดต่อผู้น าชุมชน,เตรียมชุมชน)

และรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่จ าเป็น

3. สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
4. จัดหาและฝึกอบรมผู้ช่วยนักวิจัย

5. ทดสอบและแกไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ข. ขั้นตอนการเก็บขอมูล (2 เดือน)

6. เลือกประชากรตัวอย่าง

7. สัมภาษณประชากรตัวอย่าง


50


ค. ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล (3 เดือน)

8. ลงรหัส ตรวจสอบรหัส น าข้อมูลเข้าเครื่อง และท าการบรรณาธิการด้วยเครื่อง
คอมพิวเตอร์

ื่
9. เขียนโปรแกรมเพอท าการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติต่างๆ ตามที่ก าหนดไว้
รวมทั้งแปลผลข้อมูล
ง. การเขียนรายงาน และการเผยแพร่ผลงาน (4 เดือน)

10.เขียนรายงานการวิจัย 3 เดือน

11.จัดพิมพ์ 1 เดือน


12. งบประมำณ (budget)

การก าหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัย ควรบ่างเป็นหมวดๆ ว่าแต่ละหมวดจะใช้งบประมาณเท่าใด

การแบ่งหมวดค่าใช้จ่ายท าได้หลายวิธี ตัวอย่างหนึ่งของการแบ่งหมวด คือ แบ่งเป็น 8 หมวดใหญ่ๆ ได้แก่
12.1 เงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร

12.2 ค่าใช้จ่ายส าหรับงานสนาม

12.3 ค่าใช้จ่ายส านักงาน
12.4 ค่าครุภัณฑ ์

12.5 ค่าประมวลผลข้อมูล

12.6 ค่าพิมพ์รายงาน
ื่
12.7 ค่าจัดประชุมวิชาการ เพื่อปรึกษาเรื่องการด าเนินงาน หรือเพอเสนอผลงานวิจัยเมื่อจบโครงการแล้ว
12.8 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยแต่ละแห่งอาจก าหนดรายละเอียดของการเขียนงบประมาณแตกต่าง
กัน ผู้ที่จะขอทุนวิจัยจึงควรศึกษาวิธีการเขียนงบประมาณของแหล่งทุนที่ตนต้องการขอทุนสนับสนุน และควร

ทราบถึงยอดเงินงบประมาณสูงสุดต่อโครงการที่แหล่งทุนนั้นๆ จะให้การสนับสนุนด้วย เนื่องจากถ้าผู้วิจัยตั้ง

งบประมาณไว้สูงเกินไป โอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนก็จะมีน้อยมาก


13. เอกสำรอ้ำงอิง (references) หรือ บรรณำนุกรม (bibliography)


ตอนสุดท้ายของโครงร่างการวิจัย จะต้องมี เอกสารอ้างอิง หรือรายการอ้างอง อันได้แก่ รายชื่อหนังสือ
สิ่งพิมพ์อื่น ๆ โสตทัศนวัสดุ ตลอดจนวิธีการ ที่ได้ข้อมูลมา เพื่อประกอบ การเอกสารวิจัยเรื่องนั้น ๆ รายการอ้างอิง

51


จะอยู่ต่อจากส่วนเนื้อเรื่อง และก่อนภาคผนวก โดยรูปแบบที่ใช้ควรเป็นไปตามสากลนิยม เช่น Vancouver Style

หรือ APA(American Psychological Association) style.
14. ภำคผนวก (appendix)


สิ่งที่นิยมเอาไว้ที่ภาคผนวก เช่น แบบสอบถาม แบบฟอร์มในการเก็บหรือบันทึกขอมูล เมื่อภาคผนวก มีหลาย
ภาค ให้ใช้เป็น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ฯลฯ แต่ละภาคผนวก ให้ขึ้นหน้าใหม่


15. ประวัติของผู้ด ำเนินกำรวจัย (biography)

ประวัติของผู้วิจัย เป็นข้อมูลที่ผู้ให้ทุนวิจัยมักจะใช้ประกอบการพิจารณาให้ทุนวิจัย ซึ่งถ้ามีผู้วิจัยหลายคนก ็
ต้องมีประวัติของผู้วิจัยที่อยู่ในต าแหน่งส าคัญๆ ทุกคนซึ่งต้องระบุว่า ใครเป็นหัวหน้าโครงการ ใครเป็นผู้ร่วม

โครงการในต าแหน่งใด และใครเป็นที่ปรึกษาโครงการ

ประวัติผู้ด าเนินการวิจัย ควรประกอบด้วยประวัติส่วนตัว (เช่น อายุ เพศ การศึกษา) ประวัติการท างาน และ
ผลงานทางวิชาการต่างๆ



-------------------------------------------------------------------
ที่มา : ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย, 2551

Copy right by www.dsed.in.th

52


บทที่ 4


กำรก ำหนดปัญหำและวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย





จุดประสงค์กำรเรียนรู้

เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ


1. บอกความหมายของปัญหาวิจัยได้

2. ระบุที่มาของปัญหาวิจัยได้

3. ก าหนดและนิยามปัญหาวิจัยได้
4. อธิบายลักษณะของปัญหาวิจัย และน าเสนอปัญหาวิจัยได้

5. ตั้งชื่อเรื่องในการวิจัยได้

6. ก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้




เนื้อหำสำระ


 ความหมายของปัญหาวิจัย

 ที่มาของปัญหาวิจัย

 การก าหนดและนิยามปัญหาวิจัย

 การประเมินปัญหาวิจัย (Evaluation of a Problem)

 ลักษณะของปัญหาวิจัย

 การตั้งชื่อเรื่องในการวิจัย


 การน าเสนอปัญหาวิจัย

 การก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย

 สรุป

53


บทที่ 4


กำรก ำหนดปัญหำและวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย


เมื่อมีค าถามเกิดขึ้นบุคคลมักจะหาวิธีการที่จะท าให้ได้มาซึ่งค าตอบโดยแต่ละคนอาจจะใช้วิธีที่แตกต่างกัน

ไป การวิจัยต้องเริ่มต้นด้วยการมีปัญหาวิจัยก่อนเช่นกัน จากนั้นจึงใช้กระบวนการวิจัยเพอแสวงหาค าตอบให้กับ
ื่
ปัญหาวิจัยนั้น จนอาจกล่าวได้ว่าเพราะมีปัญหาเกิดขึ้นจึงท าให้มีการวิจัยเกิดขึ้นเป็นผลตามมา



ด้วยเหตุที่ปรากฏทางสังคมนั้นมีความซับซ้อน หลากหลาย มีปฏิสัมพนธ์ต่อกันมีความเชื่อมโยงกระทบถึง
ื่
กัน และอยู่ในสภาพที่ไม่เคยหยุดนิ่งเพราะในขณะที่เรื่องหนึ่งค่อนข้างจะมั่นคงหยุดนิ่งนั้นเรื่องอนๆมิได้มั่นคงหรือ

หยุดนิ่งตามไปด้วยในขณะที่มุมหนึ่งของสังคมมีความสงบผาสุก แต่อกมุมหนึ่งของสังคมอาจจะก าลังวุ่นวาย
เดือดร้อนก็เป็นได้ดังนั้นในปรากฏการณ์ทางสังคมจึงมีค าถามหรือปัญหาให้ต้องขบคิดหาค าตอบอยู่ตลอดเวลาและ

มีเป็นจ านวนมากไม่เป็นที่สิ้นสุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากทองวิถีชีวิตความเป็นอยู่เรื่องการเมืองการปกครองเรื่องอาชีพ

การท ามาหากินเรื่องปัญหาสังคมปัญหาสิ่งแวดล้อมปัญหาประชากรปัญหาด้านการศึกษาและปัญหาอื่นอื่นๆอกนับ

ไม่ถ้วนในฐานะของนักวิจัยจะเลือกปัญหามาท าการวิจัยอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์มากพอหรือเหมาะสมและคุ้มค่า
กับการลงทุนในการวิจัย


ในบทนี้จะได้กล่าวถึงความหมายของปัญหาวิจัยที่มาของปัญหาวิจัยการก าหนดและนิยามปัญหาวิจัยการ

ประเมินปัญหาวิจัยลักษณะของปัญหาวิจัยการตั้งชื่อเรื่องในการวิจัยการน าเสนอปัญหาวิจัยและการก าหนด

วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพอให้นักวิจัยมีแนวทางในการด าเนินการที่ละเอยดชัดเจนสามารถที่จะเลือกปัญหาวิจัย

ื่
ได้อย่างเหมาะสมเกิดประโยชน์และด าเนินการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ควำมหมำยของปัญหำวิจัย


ทุกครั้งที่กล่าวถึงค าว่าปัญหาโดยทั่วไปก็มักจะนึกถึงความเดือดร้อนวุ่นวายในสังคมความยุ่งยากต่าง ๆ ใน

การด าเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพอปสรรคความขัดแย้งความไม่เท่าเทียมกันความขัดสนแรงแค้นต่าง ๆ อย่าง

นี้เป็นต้น ซึ่งนัยดังกล่าวเป็นความหมายของปัญหาทัวร์ทั่วไปแต่ค าว่าปัญหาวิจัย (research problem) นั้นมี

ความหมายที่แตกต่างออกไป


ปัญหาวิจัยหมายถึงประเด็นที่นักวิจัยสงสัยและต้องการด าเนินการเพอหาค าตอบที่ถูกต้องตรงกับความ
ื่
เป็นจริงทั้งที่เป็นความขัดแย้งและไม่เป็นความขัดแย้งระหว่างสถานการณ์ที่เป็นจริงกับสถานการณ์ที่คาดหวัง หรือ

54


สถานการณ์ที่ควรจะเป็นหากนักวิจัยเห็นว่าครวญหาค าอธิบายสถานการณ์ใดก็สามารถน ามาเป็นประเด็นปัญหา

วิจัยได้


ตามความหมายดังกล่าวปัญหาวิจัยจึงมีลักษณะเป็นค าถามที่ต้องการสืบค้นหาค าตอบโดยใช้

กระบวนการวิจัยซึ่งเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถสังเกตได้สัมผัสได้ตรวจสอบความถูกต้องได้หรือ


ค้นหาซ้ าได้ซึ่งไม่ได้จ ากัดอยู่แต่เพยงการหาค าตอบส าหรับค าถามที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนวุ่นวายความยุ่งยาก


หรืออปสรรคความขัดแย้งต่างๆในสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงค าถามที่เกี่ยวกับการพฒนาการสร้างสรรค์ความ

เจริญการค้นหาต้นแบบหรือวิธีการที่ดีหรือค าถามที่จะท าให้ได้ค าตอบซึ่งเป็นความรู้ความเขาใจใด ๆ ก็ได้เช่นอยาก
ึ่

ทราบว่าครอบครัวและชุมชนในชนบทมีความสามารถในการพงพาตนเองมากน้อยเพยงใด มีปัจจัยใดบ้างที่มี
อทธิพลต่อความสามารถในการพงตนเองหรืออาจจะอยากทราบว่ากองทุนการเงินในชุมชนต่าง ๆ ที่ประสบ

ึ่
ความส าเร็จนั้นเขามีวิธีบริหารจัดการกันอย่างไรมีปัจจัยใดบ้างที่สัมพนธ์กับความส าเร็จนั้นหรืออาจจะอยากทราบ

ว่าในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหานั้นประชากรมีการปรับเปลี่ยนวิถีการด าเนินชีวิตหรือไม่อย่างไร เป็นต้น


ที่มำของปัญหำวิจัย

การก าหนดปัญหาวิจัยนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากส าหรับนักวิจัยใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กาลังฝึกหัดการ

เป็นนักวิจัยเว้นเสียแต่ว่าบุคคลนั้นจะคลุกคลีอยู่ในวงการวิจัยมาก่อนหรือมีประสบการณ์ในการท างานมามาก

พอสมควรอาจจะหาปัญหาในการวิจัยได้ง่ายขึ้นทั้งนี้ก็เพราะว่างานต่าง ๆ ที่ได้ปฏิบัติหรือมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่นั้น

ย่อมต้องมีสภาพปัญหาที่ต้องการค าตอบอยู่บ้างและปัญหาเหล่านั้นบางปัญหาก็เหมาะที่จะหาค าตอบด้วยการวิจัย

อย่างไรก็ตามปัญหาวิจัยอาจจะจะมาจากแหล่งอน ๆ อกมากมายไม่จ ากัดว่าจะต้องมาจากประสบการณ์ในการ

ื่
ท างานเท่านั้นเช่น


1. จากประสบการณ์ส่วนตัว ในกรณีที่ผู้วิจัยเคยพบเห็นหรือประสบกับปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทางสังคม

หรือเคยมีประสบการณ์ในการท างานวิจัยอาจหาหัวข้อวิจัยหรือปัญหาวิจัยได้จากประสบการณ์ส่วนตัวหรือได้จาก
ความต้องการในการขยายงานวิจัยของตนให้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


2. จากข้อเสนอแนะของผู้รู้ในงานหรือในศาสตร์สาขาต่างๆผู้ที่มีความรอบรู้หรือผู้ช านาญการในเรื่องใด

ย่อมสามารถที่จะเข้าใจและมองประเด็นปัญหาในเรื่องนั้น ๆ ได้ดีทั้งในระดับภาพรวมและในภาพย่อยจึงสามารถให้

ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการวิจัยในศาสตร์หรือในงานของตนได้



3. จากการศึกษาทฤษฎีต่าง ๆ ที่นักวิจัยสนใจหรือจากทฤษฎีต่าง ๆ ทางสังคมมักมข้อโต้แย้งประกอบกับ
ื้
ความซับซ้อนของปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีพลวัตอยู่ตลอดเวลาท าให้ทฤษฎีต่าง ๆ ใช้ได้ดีกับบางพนที่บาง

55


เหตุการณ์หรือบางเวลาเท่านั้นไม่สามารถน ามาสู่การปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบและมั่นคงยืนยาวได้ การเปลี่ยนแปลง

ของทฤษฎีทางสังคมจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีทฤษฎีอยู่มากมายในการอธิบายปรากฏการณ์ที่ใกล้เคียงกัน


การศึกษาถึงแนวคิดแนวความเชื่อและการปฏิบัติของทฤษฎีต่าง ๆ จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะท าให้มองเห็นจุดออน
ของทฤษฎีตลอดจนความขัดแย้งต่างๆในการตีความคดีเดียวกันความขัดแย้งระหว่างทฤษฎีที่กล่าวถึงสิ่งเดียวกัน

หรือความไม่สอดคล้องระหว่างทฤษฎีกับเหตุการณที่เกิดขึ้นจริงในสังคมที่สามารถน าไปสู่การก าหนดปัญหาวิจัยได้


4. จากการติดตามบทความพเศษหรือข่าวสารต่าง ๆ ที่ตีพมพเผยแพร่ในหนังสือพมพวารสารหรือ





หนังสือที่ตีพมพในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งจะท าให้เกิดความเข้าใจในสถานการณ์ทางสังคมสามารถติดตามได้อย่าง

ต่อเนื่องละเอยดถี่ถ้วนและทันเวลาเมื่อประกอบเข้ากับการคิดวิเคราะห์ของนักวิจัยยอมท าให้สามารถตรวจสอบ

และก าหนดปัญหาการวิจัยได้เช่นกัน
5. จากวิทยานิพนธ์ปริญญานิพนธ์หรือรายงานการวิจัยต่าง ๆ ที่มีขอบข่ายเกี่ยวข้องกับปัญหาที่นักวิจัย

สนใจการศึกษาผลงานเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้นักวิจัยเห็นแนวทางในการก าหนดปัญหาวิจัยแล้วยังช่วยให้เห็น

แนวทางในการด าเนินการวิจัยเห็นจุดออนข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง ช่วยในการพฒนากรอบแนวคิดใน


การวิจัยการออกแบบการวิจัยที่ดีขึ้นทั้งยังท าให้ทราบว่ามีใครบ้างที่ท าการวิจัยในเรื่องท านองเดียวกันจะน ามาใช้

ประโยชน์ลดปัญหาการซ้ าซ้อนได้อย่างไรเพื่อให้งานวิจัยในความครอบคลุมมีประสิทธิภาพและมีคณค่า นอกจากนี้
มีข้อเสนอแนะส าหรับการวิจัยที่ระบุไว้ท้ายเล่มของวิทยานิพนธ์ ปริญญานิพนธ์หรืองานวิจัยต่างๆก็เป็นอกแหล่ง

หนึ่งที่จะช่วยให้นักวิจัยก าหนดปัญหาการวิจัยได้ซึ่งข้อเสนอแนะนั้นอาจมาจากการพบเห็นข้อบกพร่องในงานวิจัย

หรือเห็นว่างานวิจัยนั้นยังไม่ครอบคลุมประเด็นที่น่าสนใจบางอย่างทั้งนี้เพอให้เกิดการวิจัยต่อเนื่องที่สมบูรณ์และ
ื่
สามารถใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น


6. จากการศึกษาบทคัดย่องานวิจัยที่หน่วยงานได้รวบรวมไว้เป็นเล่มได้แก่รวมบทคัดย่อวิทยานิพนธ์

บทคัดย่อของงานวิจัยที่ร่วมน าเสนอ ในการประชุมสัมมนาการวิจัยต่างๆบทคัดย่อของงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุน


ของแต่ละองค์กรบทคัดย่อที่เผยแพร่อยู่ในระบบฐานข้อมูลอเล็กทรอนิกส์เป็นต้น การศึกษาบทคัดย่อของงานวิจัย
ต่าง ๆ ที่มีการรวบรวมไว้จะช่วยประหยัดระยะเวลาในการส ารวจเอกสารได้มากท าให้ทราบขอบข่ายและ

ผลการวิจัยได้โดยเร็ว เมื่อพบประเด็นปัญหาที่น่าสนใจก็สามารถที่จะติดตามศึกษารายละเอยดจากเอกสารฉบับ

สมบูรณ์ต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ท าให้ทราบความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นปัญหาวิจัยและช่วยลดการท าวิจัย

ซ้ าซ้อนได้

56



7. จากหน่วยงานที่ประกาศให้ทุนอดหนุนการวิจัยแก่บุคคลทั่วไป ตามหัวข้อการวิจัยหรือปัญหาวิจัยที่
หน่วยงานเหล่านั้นได้ก าหนดเช่น ส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ส านักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ

ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ส านักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ สถาบันส่งเสริม

การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยงานราชการระดับกระทรวงกรมกองจังหวัด องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นองค์กรอิสระ และมูลนิธิต่าง ๆ เป็นต้น


8. จากการเข้าร่วมประชุมสัมมนาต่าง ๆ เป็นการสัมมนาด้านวิจัยโดยตรงการสัมมนาทางวิชาการรวมทั้ง

การสัมมนาเวทีสาธารณะทั่วไปซึ่งมักจะมีการอภิปรายการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะ และ

ตั้งประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนที่อาจพัฒนามาเป็นหัวข้อหรือปัญหาของการวิจัยได้


ื่

9. จากแหล่งอน ๆ เช่น จากเหตุการณ์การเกิดภัยพบัติ ความยากจนความเดือดร้อนของผู้คนในสังคมซึ่ง
สามารถเข้าไปศึกษาสัมผัสจากเหตุการณ์จริงได้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มและองค์กรทางสังคม พฤติกรรมที่เป็น

ปัญหาในสังคม รวมทั้งข่าวสารและการวิเคราะห์แนวโน้มของเหตุการณ์ที่น าเสนอผ่านสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ซึ่ง

ปัจจุบันได้มีพัฒนาการในการน าเสนอและให้ความส าคัญกับสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระ เน้นการสร้างเสริมสติปัญญาและ

สันติสุขในสังคมมากขึ้น เหล่านี้ก็เป็นช่องทางที่จะท าให้นักวิจัยเข้าถึงและก าหนดปัญหาการวิจัยได้เช่นกัน

กำรก ำหนดและนิยำมปัญหำวิจัย



ในการพฒนาหัวข้อวิจัยนั้น มีนิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยใหม่จ านวนไม่น้อยที่ก าหนด
หัวข้อวิจัยไว้ล่วงหน้า โดยยังไม่ทราบชัดเจนว่าปัญหาวิจัยของตนคืออะไร


ความสนใจของนักวิจัยใหม่นี้ ส่วนมากมักจะเริ่มจากประเด็นปัญหากว้าง ๆ คลุมเครือและถ้าเหตุผลในการ

เชื่อมโยง สภาพดังกล่าวท าให้นักวิจัยไม่สามารถก าหนดปัญหาวิจัยได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็อาจจะเกิด

ความรู้สึกเคว้งคว้าง และอึดอัดใจที่จะต้องอธิบายหรือตอบข้อซักถามเกี่ยวกับขั้นตอนในการพัฒนาหัวข้อวิจัย


ื่
ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์ ( 2541: 8- 11) กล่าวว่านักวิจัยจะต้องรู้วิธีที่จะลดความกว้างของปัญหาลง เพอให้
ประเด็นปัญหามีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เหมือนกับการปรับโฟกัสของกล้องส่องทางไกลเพอให้ได้ภาพที่มอง เห็นได้
ื่
ื่
ชัด การที่จะท าให้ประเด็นปัญหามีความชัดเจนขึ้นเพอเป็นปัญหาวิจัย (research problem) นั้น วิธีการหนึ่งที่ควร
กระท าคือ การเขียนรายละเอยดเกี่ยวกับความจริง (facts) ของปัญหาและค าอธิบาย (explanations) ที่เกี่ยวกับ

ปัญหานั้น ๆ แล้ววิเคราะห์ตรวจสอบตามขั้นตอนดังนี้

57


1. ระบุควำมจริง (facts) เกี่ยวกับปัญหำ


เมื่อมีประเด็นปัญหาที่น่าสนใจ นักวิจัยควรจะศึกษาและบันทึกความเป็นจริงเกี่ยวกับปัญหานั้นไว้ ให้


ครอบคลุมและมีรายละเอยดต่าง ๆ มากพอ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ การด ารง
อยู่ การเปลี่ยนแปลงและการสิ้นสุดยุติของปรากฏการณ์นั้น ๆ ว่ามีรายละเอยดเป็นอย่างไร มีใครเกี่ยวข้องบ้าง มี


คุณสมบัติทั่วไปเป็นอย่างไร มีจ านวนเท่าไหร่มากน้อยเพยงใด มีสถานการณ์แวดล้อมเป็นอย่างไร ทั้งที่เป็นปัจจัย
สนับสนุนและเป็นอุปสรรค มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีกระบวนการที่สังเกตได้อย่างไรเป็นต้น


2. สร้ำงค ำอธิบำย (explanations) เกี่ยวกับปัญหำ


หลังจากบันทึกความจริง (facts) ที่มีอยู่เกี่ยวกับตัวปัญหาแล้ว นักวิจัยจะต้องเขียนค าอธิบาย

(explanations) เกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะเป็นสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรบ้างหรือมีเงื่อนไขเกี่ยวข้องกันอย่างไร


3. พิจำรณำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงควำมจริงที่บันทึกไว้


หลังจากที่ได้บันทึกหัวข้อเกี่ยวกับความจริง (facts) และค าอธิบาย (Explanations) เกี่ยวกับปัญหา


แล้ว ขั้นต่อไปที่ควรท าก็คือพจารณาความสัมพนธ์ระหว่างความจริงด้วยกันว่าอะไรบ้างที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับตัว

ปัญหา (irrelevant constituents) แล้วตัดข้อความเหล่านั้นออกไป ให้เหลือแต่ประเด็นที่ควรจะต้องน ามา
พิจารณา


4. ตรวจสอบควำมจริงหรือค ำอธิบำยต่ำงๆกับข้อมลเชิงประจักษ ์


ขั้นตอนนี้ นักวิจัยควรตรวจสอบดูว่าในบรรดาความจริง (facts) ที่บันทึกไว้นั้นมีอะไรบ้างที่ตรวจสอบ

กับข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ ส่วนความจริงบางรายการที่ไม่สามารถตรวจสอบจากข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ในขณะนั้น

อาจจะต้องใช้วิธีการคาดคะเนว่าเป็นเช่นไร


ส าหรับในเรื่องของค าอธิบาย (explanations) ก็ท าแบบเดียวกันคือตรวจสอบกับหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า

ค าอธิบายใดบ้างที่เป็นสาเหตุของปัญหา ขณะเดียวกันก็อาจมีค าอธิบายบางรายการที่ตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นเช่นนั้น
จริงหรือไม่ แต่เป็นสิ่งที่นักวิจัยพอจะคาดคะเนได้

58


5. พิจำรณำควำมสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือสิ่งที่อำจจะเป็นเหตุผลสืบเนื่องต่อกันในระหว่ำงควำมจริง

กับค ำอธิบำย


ขั้นตอนนี้ เป็นการพจารณาดูความสัมพนธ์เกี่ยวข้องหรือสิ่งที่อาจจะเป็นเหตุผลสืบเนื่องต่อกันใน

ระหว่างความจริงกับค าอธิบาย เพื่อจะได้ข้อคิดที่จะก าหนดเป็นปัญหาวิจัย (research problem) หรืออาจจะเป็น
ปัญหาวิจัยอน ๆ ที่คิดขึ้นมาได้จากล าดับการวิเคราะห์นี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนักวิจัยและจะมองเห็นสภาพปัญหาที่ควร
ื่
วิจัยในลักษณะใด และยังจะต้องมีสิ่งที่ควรน ามาพิจารณาประกอบอีกหลายอย่างเพื่อให้ได้ปัญหาวิจัยที่เหมาะสม


6. กำรนิยำมปัญหำวิจัย


เมื่อนักวิจัยได้ก าหนดปัญหาวิจัยแล้ว นักวิจัยควรจะต้องให้นิยามปัญหาวิจัย โดยการอธิบายหรือ


ชี้แจงในรายละเอยดต่าง ๆ ของปัญหาวิจัยให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับความ
เป็นมาของปรากฏการณ์หรือสถานการณ์ปัญหา ขอบเขตของการวิจัย เงื่อนไขหรือข้อตกลงเบื้องต้นและข้อจ ากัด

ื่
ต่าง ๆ ของปัญหาวิจัย ตลอดจนความหมายของตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ทั้งนี้เพอช่วยให้การก าหนดวัตถุประสงค์
ของการวิจัยมีความชัดเจนและตรงกับประเด็นที่ต้องการศกษาหาค าตอบ


59


ขั้นตอนต่าง ๆ ของการก าหนดและนิยามปัญหาวิจัยสามารถแสดงโดยใช้แผนภาพ ดังนี้


สภาพที่เป็นปัญหา



รายการขั้นต้นส าหรับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหา

ความจริง ความอธิบาย


ก. ……………………………. ความสัมพันธ ์ ก. …………………………….

ข. ……………………………. (Relationships) ข. …………………………….

ค. ……………………………. ค. …………………………….


ง. ……………………………. ง. …………………………….


สิ่งที่เห็นว่าไม่ตรงกับประเด็นของปัญหา




สิ่งที่อาจจะตรงกับประเด็นของปัญหา

(Probable reievant constituents)



ความจริง ความจริง ค าอธิบาย ค าอธิบาย

ความสัมพันธ ์

(Relationships)


สามารถ คาดคะเนสงสัย สามารถจะ คาดคะเนสงสัย

ตรวจสอบได้ ว่าจะเป็นเช่นนั้น ตรวจสอบได้ ว่าจะเป็นเช่นนั้น



ท านายแต่ยัง ท านายแต่ยัง
สิ่งที่เห็นว่าไม่ตรงกับประเด็นของปัญหา
ไม่ตรวจสอบ ไม่ตรวจสอบ

แผนภำพที่ 3.1 วิธีการวิเคราะห์ปัญหาวิจัยของ Van Dalen

ที่มำ: ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์ (2541: 11)

60


กำรประเมินปัญหำวิจัย (Evaluation of a Problem)


หัวข้อปัญหาที่จะวิจัยที่ก าหนดขึ้นในช่วงแรก ก าหนดไว้อย่างกว้าง ๆ ก่อน ซึ่งนักวิจัยสามารถที่จะปรับแก้

ไขให้มีความเหมาะสมมากขึ้นในภายหลังได้ และท้ายที่สุดแล้วหัวข้อวิจัยที่ตั้งขึ้นจะต้องเป็นหัวข้อที่สามารถท าการ

ื่
วิจัยได้ (researchable problem) ซึ่งกระบวนการประเมินปัญหาวิจัยเพอปรับปรุงให้เหมาะสมนี้ นักวิจัยจะต้อง
ใช้ความรู้ความสามารถหลายอย่างประกอบกันเช่นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิควิธีการวิจัย ลักษณะความ
เป็นไปของสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชนที่จะท าการศึกษาเป็นต้น และควรจะต้องประเมินทั้งใน


ด้านส่วนตัวของนักวิจัย (personal component) ทางด้านสังคม (social component) และด้านปัญหาอปสรรค
ของการด าเนินการวิจัยดังนี้ (ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์ , 2541: 13 -14)


1. องค์ประกอบส่วนตัวของนักวิจัย (personal component)


การเลือกหัวข้อปัญหาที่จะท าการวิจัยนั้น นักวิจัยควรพจารณาถึงความสนใจ ประสบการณ์ ศักยภาพ
และปัจจัยสนับสนุนของตัวเองว่ามีความเหมาะสม ความพร้อมที่จะท าการวิจัยหรือไม่ เช่น


1.1 หัวข้อปัญหาที่จะท าการวิจัยตรงกับวัตถุประสงค์หรือความสนใจของนักวิจัยหรือไม่เพียงใด โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งหัวข้อปัญหาที่ได้มาจากผู้อื่นหรือจากหน่วยงานอื่น


1.2 นักวิจัยมีประสบการณ์ มีความสามารถ จะรู้ความช านาญ ตลอดจนภูมิหลังเพียงพอที่จะท าการวิจัยใน

ปัญหานั้นหรือไม่

1.3 ความรู้ของนักวิจัยเกี่ยวกับสิ่งที่จะท าการวิจัยมีมากน้อยเพยงใด เพราะถ้านักวิจัยขาดความรู้ในสิ่งที่

วิจัย ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า ท าการวิจัยได้ดี แม้จะมีความรู้ในเรื่องระเบียบวิธีการวิจัยเป็นอย่างดีก็ตาม



1.4 นักวิจัยมีทีมงาน อปกรณ์และเครื่องมือเพยงพอที่จะสร้างผลงานการวิจัยที่มีคุณภาพได้หรือไม่

เครื่องมือที่จะใช้ในการรวบรวมข้อมูลจะพัฒนาให้มีคุณภาพดีได้อย่างไร จะสร้างขึ้นเองหรือจัดหามาจากแหล่งใด


1.5 และวิจัยมีเวลาเพยงพอที่จะท าการวิจัยหรือไม่ จะสามารถท างานให้แล้วเสร็จและส่งงานได้ตาม

ก าหนดเวลาหรือไม่



1.6 จะสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและสามารถหาข้อมูลได้อย่างเพยงพอหรือไม่ อย่างไร เพราะงานวิจัย
บางเรื่องอาจล่อแหลม เสี่ยงต่ออนตรายจนเป็นเหตุให้ได้ข้อมูลมาอย่างผิวเผินหรือไม่มากพอ ซึ่งอาจมีผลต่อความ

น่าเชื่อถือของผลงานวิจัย ท าให้การวิจัยนั้นต้องล้มเหลว และท าให้นักวิจัยขาดความน่าเชื่อถือได้

61


1.7 นักวิจัยจะขอรับการสนับสนุน ตลอดจนความร่วมมือจากผู้บริหาร หรือสถาบันการวิจัยนี้เข้าไป

เกี่ยวข้องได้อย่างไร และมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด



ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นประเด็นที่นักวิจัยควรพจารณาพร้อมๆกับการประเมินหัวข้อปัญหาที่ตั้ง ทั้งนี้
เพอป้องกันความเสียหายจากการวิจัยที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง หากว่านักวิจัยไม่มีความพร้อมในด้านต่างๆรายได้
ื่
และไม่สามารถจัดหาจากส่วนอื่นหรือบุคคลอื่นมาทดแทนได้

2. องค์ประกอบทำงด้ำนสังคม (social component)

เมื่อพิจารณาตนเองแล้ว นักวิจัยควรพิจารณาในแง่มุมทางสังคมประกอบกันเพราะนักวิจัยไม่ได้ท าการวิจัย

ื่
ื่
เพอสนองความอยากรู้หรือเพอผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้นหากแต่ยังท าเพอการที่จะได้สร้างเสริมเพมเติม
ื่
ิ่
ความรู้ในสาขานั้น ๆ ให้มากขึ้น เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย เช่นถ้าท างานวิจัยให้กับส านักงานกองทุนสนับสนุน
การสร้างเสริมสุขภาพจะมีผลต่อการสร้างเสริม หรือการส่งเสริมให้เกิดการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างไร ถ้า

ท างานวิจัยให้กับกระทรวงศึกษาธิการจะมีผลเกี่ยวข้องกับการพฒนาการเรียนการสอนหรือการส่งเสริมการจัด

การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได้อย่างไรบ้างเป็นต้น ประเด็นในการพิจารณาองค์ประกอบทางสังคม ได้แก ่


2.1 งานวิจัยที่จะท าเป็นประเด็นที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเหตุการณ์ทางสังคมหรือไม่ ซ้ าซ้อนกับ

ื่
ผลงานของคนอนหรือไม่ ซึ่งโดยหลักการแล้วงานวิจัยใหม่ไม่ควรจะซ้ ากับงานวิจัยที่ผู้อนท าไว้ นอกเสียจากว่าการ
ื่
วิจัยครั้งนั้นผ่านมาแล้วหลายปีและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

2.2 ผลงานวิจัยในเรื่องนั้นจะช่วยเสริมสร้างความรู้แก่สังคมอย่างไร มากน้อยเพียงใด


2.3 บุคคลหรือหน่วยงานลักษณะใดที่สามารถจะน าเอาข้อค้นพบต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ได้และใช้อย่างไร


2.4 ประโยชน์จากข้อค้นพบจะสามารถน าไปใช้ได้กว้างขวางแค่ไหนเพยงใด ทั้งในแง่ของกลุ่มคนหรือ

องค์กร ระยะเวลา สถานที่และสถานการณ์ที่จะน าไปใช้ หากการวิจัยนั้นจะยังมีประโยชน์แก่ผู้คนจ านวนมาก ใช้


ประโยชน์ได้ในระยะเวลาที่ยาวนานหรือช่วยแก้ปัญหาวิกฤตของสังคมได้พอสมควรก็ถือว่าคุ้มคากับการท าวิจัย แต่
หากมีคนเพยงไม่กี่คนที่จะได้ประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ในช่วงเวลาสั้น ๆ ข้อค้นพบที่ได้อาจจะไม่คุ้มกับการ

ลงทุนลงแรงในการท าการวิจัย


2.5 ข้อจ ากัดหรือความไม่สมบูรณ์ของการวิจัยบางประการที่นักวิจัยอาจจ าเป็นต้องยอมรับในการวิจัยนี้
จะท าให้ผลสรุปที่ได้ขาดความน่าเชื่อถือหรือไม่

62


3. องค์ประกอบด้ำนปัญหำและอุปสรรคของกำรวิจัย



นอกจากการพจารณาในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว นักวิจัยควรส ารวจขั้นต้นเกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจาก
การท าวิจัยเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนต่าง ๆ ของการด าเนินการวิจัย

ไปได้ แม้ว่าการส ารวจเบื้องต้นนี้จะไม่สามารถบอกปัญหาและอปสรรคได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก้อนท าให้นักวิจัย

สามารถวางแผนด าเนินการได้รอบคอบ เหมาะสมและเป็นไปได้มากขึ้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การเลือกปัญหาวิจัยหรือหัวข้อการวิจัย นักวิจัยควรจะพจารณาในส่วนที่

เกี่ยวกับตนเอง กับสังคม และปัญหาอุปสรรคในการด าเนินการโดยมีหลักการดังต่อไปนี้



1. ปัญหำวจัยต้องมลักษณะที่เหมำะสมสอดคล้องกับเงื่อนไขบำงอย่ำงที่จ ำเป็น ส ำหรับกำรวจัย


เงื่อนไขของความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ ของการวิจัย ที่นักวิจัยจะต้องค านึงถึง ได้แก ่

1.1 ความเหมาะสมกับด้านงบประมาณ ระยะเวลา และทีมงาน ปัญหาของการวิจัยที่ดีต้องมี

ขนาดหรือขอบเขตของการวิจัยที่เหมาะสมสอดคล้องกับงบประมาณ ระยะเวลาในการด าเนินการวิจัยและทีมงานที่

มีอยู่ เพราะว่าขนาดหรือขอบเขตของปัญหาการวิจัยมีความสัมพนธ์กันโดยตรงต่อค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการ

ด าเนินการวิจัย และทีมงานที่จะต้องใช้ในการวิจัย

1.2 ความเหมาะสมกับความรู้ความสามารถของนักวิจัย ทั้งนี้ก็เพราะว่าถ้านักวิจัยที่มีความรอบรู้

เชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในศาสตร์หรือสาขาวิชาที่ด าเนินการวิจัย นักวิจัยก็ย่อมจะมีก าลังใจและมีความกระตือรือร้น

จนสามารถด าเนินการวิจัยให้ส าเร็จลุล่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพและที่ส าคัญ คือได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ


1.3 ความเหมาะสมกับสิ่งอ านวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จ าเป็นต้องใช้ในการด าเนินการวิจัย ได้แก่


มีแหล่งวิชาการส าหรับศึกษา ค้นคว้า หรือมีผู้รอบรู้ ผู้ช านาญการ ที่สามารถให้ค าปรึกษาหารือและข้อแนะน าอน

เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยได้ มีอปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ตั้งจะเป็นประโยชน์ต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลและการ
วิเคราะห์ข้อมูล



2. ปัญหำวจัยต้องเหมำะสมสอดคล้องกับควำมสนใจของนักวจัย ทั้งนี้ก็เพราะว่าถ้านักวิจัยมีความ

สนใจในปัญหาของการวิจัย ย่อมท าให้นักวิจัยมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความตั้งใจ ความเอาจริงเอาจัง ความ
กระตือรือร้น และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ อันส่งผลต่อความส าเร็จลุล่วงของงานวิจัยที่มีคุณภาพ

63




3. ปัญหำวจัยต้องมคุณค่ำเพียงพอ นั่นคือ ปัญหาวิจัยต้องเป็นสิ่งที่นักวิจัยได้ริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่
ิ่

ซ้ าซ้อนหรือลอกเลียนแบบมาจากงานวิจัยของคนอื่น ผลการวิจัยจะต้องก่อให้เกิดความรู้ความจริงใหม่ที่เพมพนขึ้น
อนอาจเป็นการขยายทฤษฎีหรือเสริมสร้างทฤษฎีต่าง ๆ จะรอจนอาจเป็นประโยชน์ในการน าไปใช้ปรับปรุงสภาพ

ต่าง ๆ หรือแก้ปัญหาต่างๆให้ส าเร็จลุล่วงได้


4. ปัญหำวจัยต้องมข้อยุติ นั่นคือ ปัญหาวิจัยต้องสามารถหาข้อมูลมาตรวจสอบเพอหาข้อสรุปหรือหา

ื่

ค าตอบให้แก่ปัญหาวิจัยได้ อันเป็นการน าไปสู่ข้อยุติของปัญหาวิจัย



ลักษณะของปัญหำวิจัย


นงลักษณ์ วีรัชชัย (2548: 5-11) ได้ศึกษาลักษณะของปัญหาวิจัยเชิงปริมาณในอดีตและหน้าสรุปลักษณะ

ของปัญหาวิจัย ตามวัตถุประสงค์การวิจัยไว้ดังนี้



1. ปัญหำวจัยเพื่อส ำรวจ/บรรยำย ปัญหาวิจัยรูปแบบนี้ เป็นปัญหาวิจัยที่นักวิจัยก าเนิดขึ้นในการวิจัย
ื่
เชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพอบรรยาย ส ารวจ หรือเปรียบเทียบปรากฏการณ์ วิธีการวิจัยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็น
การวิจัยเชิงบรรยาย การวิจัยเชิงส ารวจ หรือการวิจัยเชิงเปรียบเทียบ


2. ปัญหำวจัยเพื่ออธิบำย (explain) ควำมสัมพันธ์ นักวิจัยที่มุ่งอธิบายความสัมพนธ์เชิงสาเหตุ


ระหว่างปรากฏการณ์ ท าการวิจัยเป็น 2 แบบ แบบแรก เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) ซึ่งมี

การควบคุม (control) ความแปรปรวนจากตัวแปรแทรกซ้อน (extraneous or nuisance variable) โดยการ

ออกแบบการวิจัยให้มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมส าหรับเปรียบเทียบผลการทดลอง และท าการแทรกแซง

(intervention manipulation) โดยให้ตัวแปรจัดกระท า (treatment) เฉพาะกลุ่มทดลอง เพอศึกษาว่าตัวแปร
ื่
จัดกระท าเป็นสาเหตุของตัวแปรตาม (dependent variable) จริงหรือไม่ อย่างไร และแบบที่สอง เป็นการวิจัย

เชิงสหสัมพนธ์ (correlational research) ซึ่งมีการควบคุมความแปรปรวนจากตัวแปรแทรกซ้อนโดยวิธีการทาง

สถิติ จึงมีการรวบรวมข้อมูลซึ่งประกอบด้วยตัวแปรจ านวนมาก ทั้งตัวแปรตาม ตัวแปรต้น และตัวแปรแทรกซ้อนที่

นักวิจัยต้องการควบคุม

64




3. ปัญหำวจัยเน้นกำรศึกษำอทธิพลปฏิสัมพันธ์ (interaction effects) ในระยะต่อมานักวิจัยเชิง
ทดลองและนักวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ได้พัฒนาปัญหาวิจัยให้มีความละเอียดมากขึ้นแทนที่จะศึกษาเฉพาะอิทธิพลหลัก



(main effects) แบบดั้งเดิมอย่างเดียว มีการศึกษาวิจัยที่ใช้ตัวแปรต้นหลายตัวมุ่งศึกษาอทธิพลปฏิสัมพนธ์


(interaction effect) ระหว่างตัวแปรต้นที่มีต่อตัวแปรตามด้วย ผลของการศึกษาอทธิพลปฏิสัมพนธ์ท าให้นักวิจัย
ได้ผลการวิจัยที่มีความชัดเจนมากขึ้น ระบุได้ว่าประชากรกลุ่มใดลักษณะใด ได้รับอทธิพลจากตัวแปรสาเหตุสูงสุด

หรือต่ าสุด


4. ปัญหำวจัยเน้นกำรตรวจสอบควำมตรงของโมเดล (model validation) การศึกษาความสัมพันธ์

เชิงสาเหตุในระยะหลัง เน้นความส าคัญของการประมาณค่าขนาดอทธิพลทางตรงและทางออม (direct and


indirect effects) ของตัวแปรสาเหตุ และตัวแปรส่งผ่าน (mediator or mediating variable) ที่มีต่อตัวแปรตาม


รวมถึงการพฒนาและตรวจสอบความตรงของโมเดลที่สร้างตามทฤษฎี ซึ่งเป็นการตรวจสอบความสอดคล้อง
กลมกลืน (goodness of fit test) ของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์



5. ปัญหำวจัยเพื่ออธิบำยควำมสัมพันธ์กรณีข้อมลพหุระดับ (multi-level data) แม้ว่าข้อมูลทาง

การศึกษาสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ จะมีธรรมชาติเป็นข้อมูลพหุระดับ แต่การวิจัยในอดีตที่มุ่งอธิบาย


ความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรพหุระดับยังไม่สามารถท าได้ ต่อมาในระยะหลังเมื่อมีการพฒนาสถิติวิเคราะห์โมเดล
เชิงเส้นระดับลดหลั่น (hierarchical linear model = HLM) แล้วนักวิจัยจึงตั้งปัญหาวิจัยในรูปความสัมพนธ์เชิง

สาเหตุระหว่างตัวแปรได้ละเอียดลงถึงข้อมูลแต่ละระดับได้ทุกระดับ





6. ปัญหำวจัยเน้นกำรศึกษำอทธิพลก ำกับ (moderating effects) เจ้าความสนใจศึกษาอทธิพล
ปฏิสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรต้นที่มีต่อตัวแปรตาม นักสถิติได้พฒนาสถิติวิเคราะห์ให้สามารถศึกษาปัญหาวิจัย


เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ละเอียดลึกซึ้งมากขน เป็นการศึกษาอิทธิพลจากตัวแปรก ากับหรือตัวแปรปรับ (Moderator or
ึ้
moderating variable) เมื่อมีอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร X กับ Y ต่อตัวแปร Z นักวิจัยสามารถแยกศึกษา



ว่าตัวแปร X เป็นตัวก ากับอทธิพลของ Y ที่มีต่อ Z หรือตัวแปร Y เป็นตัวก ากับอทธิพลของ X ที่มีผลต่อ Z
ผลการวิจัยที่ได้จึงมีรายละเอียดในการน าไปใช้มากขึ้น


7. ปัญหำวจัยในกำรวเครำะห์อภิมำน (meta - analysis) โดยที่การสังเคราะห์งานวิจัยโดยการ


วิเคราะห์อภิมาน นักวิจัยประมาณค่าขนาดอทธิพล (effect size) จากผลการวิจัยแต่ละเรื่องแล้วศึกษาว่าขนาด
อทธิพลนั้นแตกต่างกันตามตัวแปรปรับ/ตัวก ากับชนิดใดในการสังเคราะห์งานวิจัย นักวิจัยอาจพฒนาโมเดล



65


ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้วย ลักษณะปัญหาวิจัยส่วนหนึ่งจึงเกี่ยวข้องกับการศึกษาอิทธิพลก ากับเช่นเดียวกับปัญหา

วิจัยข้อ 6


8. ปัญหำวจัยเพื่อศึกษำพัฒนำกำร (Growth) หรือควำมเปลี่ยนแปลง (change) การวิจัยในอดีต

ส่วนใหญ่มักเป็นงานวิจัยโดยมีการรวบรวมข้อมูลครั้งเดียว ในระยะหลัง นักวิจัยให้ความสนใจกับเรื่องมูลค่าเพม
ิ่

(value added) คะแนนความเปลี่ยนแปลงและพฒนาการมากขึ้น ทั้งการวิจัยเชิงทดลองและการวิจัยเชิง
สหสัมพนธ์ที่มีการรวบรวมข้อมูลระยะยาว (longitudinal data) ช่วยให้นักวิจัยตั้งปัญหาวิจัยที่สะท้อนถึงความ

เปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ได้


9. ปัญหำวิจัยเน้นกำรพยำกรณ์/กำรท ำนำย (Forecasting/predicting) นักวิจัยที่สนใจศึกษาข้อมูล

ระยะยาวในลักษณะที่เป็นข้อมูลอนุกรมเวลา (time series data) ต้องการสมการหรือโมเดลที่ดีที่สุดซึ่งสามารถใช้

พยากรณ์หรือท านายปรากฏการณ์ในอนาคตโดยใช้ข้อมูลในอดีต การวิจัยลักษณะนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการ

วางแผนงานและการบริหารองค์กร



10. ปัญหำวิจัยเน้นกำรพัฒนำตัวบ่งชี้ (Indicator) การวิจัยเพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้หรือพฒนาโมเดลการวัด
มีมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันซึ่งมีการใช้การประเมินเป็นกลไกลการพัฒนางานท าให้ความต้องการงานวิจัยที่เป็นการ


พฒนาตัวบ่งชี้ส าหรับการประเมินและการประกันคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงของตัวบ่งชี้ที่

พฒนาขึ้น การศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตัวบ่งชี้ การศึกษาความแตกต่างของตัวบ่งชี้ในเงื่อนไขและ
สภาพการณ์ต่างๆและการตรวจสอบความตรงของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวบ่งชี้ เพื่อศึกษาปัจจัยส าคัญ

ที่เป็นสาเหตุท าให้เกิดความแตกต่างของตัวบ่งชี้มีสูงมากขึ้น


11. ปัญหำวจัยเน้นกำรพัฒนำโมเดลที่มตัวแปรแฝง (Latent Variable) ปัญหาวิจัยในหัวข้อนี้มี


บริบทตรงกับปัญหาวิจัยในหัวข้อที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด มีส่วนที่แตกต่างกันกรมที่โมเดลการวิจัยเป็นโมเดลสมการ



โครงสร้างเชิงเส้นหรือโมเดลเอสอเอม (structural equation model= SEM) หรือโมเดลลิสเรล
(linear structural relationship model=LISREL) ที่มีตัวแปรแฝง

66


กำรตั้งชื่อเรื่องในกำรวิจัย


เมื่อได้ประเด็นปัญหาในการท าวิจัยแล้ว นักวิจัยก็สามารถที่จะตั้งชื่อเรื่องในการวิจัยได้ซึ่งมีแนวทางในการ

ตั้งชื่อเรื่องดังนี้



1. ชื่อเรื่องในการวิจัยที่ดีต้องแสดงให้เห็นถึงตัวแปรส าคัญที่มุ่งศึกษาและ/หรือความสัมพนธ์ของตัวแปร
ที่น ามาศึกษา


2. ชื่อเรื่องในการวิจัยเรื่องในการวิจัยที่สื่อความหมายได้ดี ควรมีการระบุขอบเขตที่ชัดเจนเกี่ยวกับกลุ่ม

ประชากรเป้าหมายหรือกลุ่มตัวอย่างของการวิจัย รวมถึงขอบเขตทางภูมิศาสตร์หรือพื้นที่เป้าหมายที่ท าการวิจัย


3. ชื่อเรื่องในการวิจัย ควรบอกหรือชี้น าให้ทราบถึงวิธีวิจัยอย่างคร่าว ๆ ว่าเป็นการวิจัยประเภทใด หรือ


ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบใดเช่น การวิจัยเชิงส ารวจ การวิจัยเชิงเปรียบเทียบ การวิจัยเชิงสหสัมพนธ์ การวิจัยเชิง
ทดลอง เป็นต้น แต่หากมีข้อจ ากัดไม่สามารถระบุได้ก็ไม่จ าเป็นต้องระบุก็ได้


4. การตั้งชื่อเรื่องในการวิจัยควรใช้ประโยคบอกเล่าที่มีความหมายเป็นกลาง และใช้ภาษาที่สื่อ

ความหมายชัดเจน


5. ชื่อเรื่องควรสั้นกะทัดรัดและมีความหมายชัดเจนในตัวเอง สามารถซื้อให้ผู้อ่านทราบประเด็นส าคัญได้
ว่าศึกษาอะไร กับใคร แต่ถ้าจ าเป็นต้องเขียนด้วยข้อความที่ยาวจึงจะต้องมีความหมายสมบูรณ์ชัดเจน อาจ


แก้ปัญหาได้โดยการน าส่วนที่เป็นภาคขยายไปไว้หลังเครื่องหมายจุดคู่ หรือเครื่องหมายอภยภาค (colon) หรือ
น าไปเขียนไว้ในขอบเขตของการวิจัยก็ได้


6. ชื่อเรื่องต้องสอดคล้องกับศาสตร์หรือสาขาวิชาที่ท าการวิจัย ถ้ามีศัพท์เทคนิคต้องเป็นศัพท์ที่เป็นที่

ยอมรับในสาขาวิชานั้น ๆ


7. การตั้งชื่อเรื่องในการวิจัย ระวังไม่ให้ซ้ าซ้อนกับผู้อื่น แม้ว่าประเด็นที่ศึกษานั้นจะคล้ายกันก็ตาม

67


กำรน ำเสนอปัญหำวิจัย


หลังจากที่ได้ปัญหาวิจัยและก าหนดชื่อเรื่องในการวิจัยแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการน าเสนอปัญหาวิจัยที่มีการ

น าเสนอได้หลายลักษณะ เช่น


1. เขียนปัญหาวิจัยรวมอยู่ในความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา โดยอาจจะเขียนในรูปประโยค
บอกเล่าเพื่อบรรยายสภาพปัญหา


2. เขียนปัญหาวิจัยรวมอยู่ในความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา โดยอาจเขียนสรุปไว้ในช่วงท้าย

ของหัวข้อนี้ด้วยข้อความที่เป็นประโยคค าถาม


3. เขียนปัญหาวิจัย โดยขึ้นหัวข้อต่อจากความเป็นมาและความส าคัญของปัญหาในบทที่ 1 ของรายงาน

การวิจัย และเขียนอยู่ในรูปประโยคค าถาม





กำรก ำหนดวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย


การก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นการแสดงเจตนาของนักวิจัยในการหาค าตอบของประเด็นปัญหา
การวิจัย ซึ่งมีแนวทางในการด าเนินการดังนี้


1. ที่มาของวัตถุประสงค์การวิจัย


การก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย อาจเริ่มต้นจากการแยกแยะปัญหาวิจัยออกเป็นประเด็นย่อย ๆ

ที่ต้องการจะศึกษาหาค าตอบ จากนั้นจึงน าประเด็นย่อยมาเขียนเป็นวัตถุประสงค์ที่มีความเฉพาะเจาะจง


ื่
การก าหนดประเด็นย่อยที่จะศึกษาหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย ก็เพอให้นักวิจัยมีเป้าหมายที่
ชัดเจนว่าต้องการศึกษาวิจัยในประเด็นใดบ้าง เพราะในหัวเรื่องเดียวกันนี้นักวิจัยแต่ละคนอาจจะมีมุมมองที่

ื่
แตกต่างกัน หรือมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยที่แตกต่างกันได้ ในการก าหนดประเด็นย่อยเพอน าไปสู่การเขียน
วัตถุประสงค์การวิจัยนั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้


1.1 การตั้งประเด็นที่ก าหนดจะต้องมีความชัดเจน

1.2 ต้องไม่มีความซ้ าซ้อนกันในระหว่างประเด็นย่อย


1.3 จัดล าดับให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นย่อยเหล่านั้น

68


ผลจากการก าหนดประเด็นย่อยจะท าให้นักวิจัยเกิดความชัดเจนว่าตนต้องการศึกษาอะไร จะต้องเก็บ


ข้อมูลส าคัญในเรื่องใดบ้าง นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้อานรายงานการวิจัยสามารถติดตามและประเมินผลงานวิจัยได้
ง่ายขึ้น



โดยทั่วไปประเด็นย่อยที่จะศึกษาในการวิจัยแต่ละครั้งจะมีไม่มากนัก อาจจะมีเพยง 2-3 ประเด็น
เท่านั้น และประเด็นย่อยเหล่านี้ก็คือเป้าหมายในการวิจัยหรือเป็นที่มาของวัตถุประสงค์ในการวิจัย ดังนั้นในการ
วิจัยเรื่องหนึ่งจึงไม่ควรมีวัตถุประสงค์การวิจัยมากนักเช่นกัน


2. หลักการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย


ื่
การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยควรเขียนในรูปประโยคบอกเล่าโดยขึ้นต้นประโยคด้วยค าว่า“เพอ”

แล้วตามด้วยค าที่แสดงพฤติกรรมในการแสวงหาค าตอบและสาระหลักการที่ต้องการศกษาเช่น

“เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับอัตราการตอบกลับของแบบทดสอบที่ส่งทางไปรษณีย์”


ื่
“เพอเปรียบเทียบปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่มออนไลน์ ระหว่างกลุ่ม
ที่มีการแสดงตนในการสนทนากลุ่มที่แตกต่างกัน”


ื่

“เพอศึกษาผลการใช้โปรแกรมพฒนาเชาวน์อารมณ์ที่มีต่อระดับเชาวน์อารมณ์ของนักศึกษา
พยาบาลชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ”

“เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในของวชิราวุธวิทยาลัย”


“เพื่อสร้างและพัฒนาแบบสัมภาษณ์ในการคัดเลือกช่างเทคนิคอุตสาหกรรม”


จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า ค าแสดงพฤติกรรมบางค ามีความชัดเจนในตัวเองเข้าใจได้ง่าย ตรงไปตรงมา

ว่านักวิจัยประสงค์ที่จะท าอะไร แต่บางค าก็ยังกว้างและคลุมเครือ เช่น ค าว่า นักศึกษาเป็นต้น เพราะค านี้มี

ความหมายกว้างครอบคลุมพฤติกรรมของนักศกษาได้หลายลักษณะ นอกจากนี้ยังมีคากริยาอนๆที่แสดงพฤติกรรม


ื่
ในการด าเนินงานของนักวิจัยอีกหลายค าที่มักปรากฏอยู่ในวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น ส ารวจ ประเมิน ค้นคว้า
จ าแนก วิเคราะห์ ทดลอง เป็นต้น

69


3. ลักษณะของวัตถุประสงค์การวิจัยที่ดี


วัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

3.1 ต้องมีความสอดคล้องกับชื่อเรื่อง และมีความสืบเนื่องจากความเป็นมาและความส าคัญของ

ปัญหา

3.2 มีความชัดเจนว่าต้องการศึกษาอะไร อย่างไร
3.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกข้อ ต้องสามารถศึกษาหาค าตอบได้

3.4 ควรเขียนให้อยู่ในรูปของประโยคบอกเล่า

3.5 ควรเป็นข้อความที่สั้น กะทัดรัด และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย

3.6 ควรจัดเรียงวัตถุประสงค์ตามล าดับของการศึกษาหรือเรียงล าดับตามความส าคัญหรือจุดเน้นก็

ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการวิจัยแต่ละเรื่อง

4. ข้อควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย


ในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยนั้น ไม่ควรที่จะน าเอาประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

มาใช้ในการเขียน แม้ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน แต่มีความแตกต่างกันโดยที่วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ
ประเด็นที่จะท าการวิจัย ส่วนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเป็นการคาดหมายถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการน า

ผลการวิจัยที่ท าเสร็จแล้วไปใช้





สรุป


ในกระบวนการวิจัยนั้น ขั้นตอนของการก าหนดปัญหาวิจัยถือว่าเป็นขั้นตอนที่มีความส าคัญมากขั้นตอน

หนึ่ง เพราะขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนเริ่มต้น หากนักวิจัยยังก าหนดไม่ได้ว่าปัญหาวิจัยคืออะไร ขั้นตอนอนๆที่จะ
ื่
ตามมาก็ไม่สามารถด าเนินการได้ เมื่อนักวิจัยก าหนดปัญหาวิจัยได้เหมาะสมแล้ว การด าเนินการขั้นตอนต่อไปก็คือ

การนิยามปัญหาวิจัยให้มีความชัดเจน การประเมินปัญหาวิจัย การตั้งชื่อเรื่องในการวิจัย การก าหนดวัตถุประสงค์

ของการวิจัยให้สอดคล้องกับปัญหาวิจัย จากนั้นก็เป็นการพฒนากรอบแนวคิดและสมมติฐานในการวิจัย ซึ่งจะได้
กล่าวถึงรายละเอียดในบทต่อไป

70


บทที่ 5

สมมติฐำนกำรวิจัยและกรอบแนวคิดในกำรวิจัย


จุดประสงค์กำรเรียนรู้


เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ


1. บอกความหมายของสมมติฐานได้
2. อธิบายที่มาและการสร้างสมมติฐานได้

3. จ าแนกประเภทของสมมติฐานได้

4. อธิบายลักษณะของสมมติฐานที่ดีได้
5. บอกความหมายของกรอบแนวคิดได้

6. จ าแนกประเภทของกรอบแนวคิดได้

7. อธิบายแหล่งที่มา ข้อดีข้อจ ากัด และการน าเสนอกรอบแนวคิดการวิจัยได้


เนื้อหำสำระ


 สมมติฐานการวิจัย

1. ความหมายของสมมติฐาน

2. ที่มาของสมมติฐาน

3. การสร้างสมมติฐาน
4. ประเภทของสมมติฐาน

5. ลักษณะของสมมติฐานที่ดี



 กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี ( Theoretical Framework)

 กรอบแนวคิดในกำรวิจัย ( Conceptual Framework )
1. ความหมายของกรอบแนวคิด

2. กรอบความคิดกับประเภทของการวิจัย

3. แหล่งที่มาของกรอบแนวคิด
4. แนวทางการพัฒนากรอบแนวคิด

5. ข้อดีและข้อจ ากัดของกรอบแนวคิดในการวิจัย

6. การน าเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัย

71


บทที่ 5

สมมติฐำนกำรวิจัยและกรอบแนวคิดในกำรวิจัย


ในการด าเนินการวิจัยนั้น หลังจากมีการตั้งวัตถุประสงค์การวิจัยแล้ว ผู้วิจัยจะต้องมีการตั้งสมมติฐานการ

วิจัย ในทีนี้จะกล่าวถึงความหมายของสมมติฐาน ที่มาของสมมติฐาน การสร้างสมมติฐาน ประเภทของสมมติฐาน

และลักษณะสมมติฐานที่ดี นอกจากนั้นแล้วในการวิจัยนั้นจ าเป็นที่นักวิจัยจะต้องมีกรอบแนวคิดในการวิจัย

(conceptual framework) ของตน เพอใช้เป็นเครื่องมือบอกทิศทางในการด าเนินการค้นหาค าตอบให้กับโจทย์
ื่
หรือปัญหาวิจัย ในการท าความเข้าใจกรอบแนวคิดในการวิจัยนั้น ควรที่นักวิจัยจะได้ศึกษาเรียนรู้ความหมายของ


ค าอกค าหนึ่งที่เกี่ยวข้องกนคือ ค าว่ากรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (theoretical framework) ซึ่งในบทนี้จะได้กล่าวถึง


ไว้ในช่วงต้น จากนั้นจะกล่าวถึงรายละเอยดของกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยครอบคลุมถึงความหมายของกรอบ
แนวคิด กรอบแนวคิดกับประเภทงานวิจัย แหล่งที่มาของกรอบแนวคิด แนวทางการพฒนากรอบแนวคิด ตัวอย่าง

การพัฒนากรอบแนวคิด ข้อดีข้อจ ากัดของกรอบแนวคิด การน าเสนอกรอบแนวคิดในการท าวิจัยแบบต่างๆ


สมมติฐำนกำรวิจัย

ในการก าหนดค าถามวิจัยและการพฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยเพอหาค าตอบนั้น สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิด
ื่

ควบคู่กันไปกับการพัฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยก็คือการคาดเดาค าตอบของการวิจัยนั้น ว่าผลการวิจัยน่าจะเป็น

อย่างไร

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ถ้ายังไม่มีความกระจ่างชัดหรือยังมีคาถามอยู่ว่าปรากฏการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นได้

อย่างไร เป็นเพราะอะไร หรือเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง คนทั่วไปก็มักจะมีการสันนิษฐานขึ้นมาก่อนว่าค าถามนั้นน่าจะ
มีค าตอบเป็นอย่างไร เช่น ในการส่งนักกีฬาทีมชาติไทยไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อปี

พ.ศ. 2547 ท าไมนักกีฬาจากสมาคมยกน้ าหนักแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักกีฬาหญิงจึงสามารถ

ื่
สร้างผลงานได้โดดเด่นและประสบความส าเร็จอย่างมาก ในขณะที่นักกีฬาจากสมาคมกีฬาประเภทอนไม่ประสบ
ความส าเร็จอย่างที่คาดหวัง

กรณีมีคนร้ายกลุ่มหนึ่งยิงถล่มรถรับส่งนักเรียนที่จังหวัดราชบุรีและต่อมาเจ้าหน้าที่ต ารวจได้จับกุมผู้ต้อง

สงสัยได้คนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดน จังหวัดราชบุรี โดยทางฝ่ายเจ้าหน้าที่สืบสวน

และสันนิษฐานว่าชายคนนี้ เป็นผู้กระท าความผิดในคดีดังกล่าว ในขณะที่ผู้ปกครองนักเรียน ซึ่งรวมทั้งผู้ปกครอง
ของนักเรียนที่ต้องเสียชีวิตในเหตุการณ์กลับสันนิษฐานว่าผู้ที่ถูกจับกุมไม่น่าจะเป็นคนร้ายตัวจริงที่เป็นผู้ก่อเหตุ


และเมื่อศาลตัดสินยกฟอง ผู้ปกครองนักเรียนร่วมกันแสดงความยินดีกับจ าเลย ทั้งที่ตนเองต้องสูญเสียลูกหลานไป
ในเหตุการณ์ครั้งนี้

72



กรณีต่างๆ ที่ยกขึ้นมานี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีค าถามหรือข้อสงสัยเกิดขึ้นก็มกจะมีการคาดเดาค าตอบ
ส าหรับค าถามนั้นๆ และสามารถคาดเดาได้หลายอย่าง การคาดเดาค าตอบนี้ในทางการวิจัยก็คือขั้นตอนของการ

ตั้งสมมติฐาน (hypothesis) นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานหรือสมมติฐานที่ตั้งขึ้น อาจจะเป็นจริงหรือไม่จริงๆก็ได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่
ของนักวิจัยต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการทดสอบสมมติฐานต่อไป

1.ควำมหมำยของสมมติฐำน

นักวิชาการด้านการวิจัยได้ให้ความหมายของสมมติฐานไว้จ านวนมาก ซึ่งสามารถจ าแนกได้เป็น 4 กลุ่ม

ดังนี้

กลุ่มแรก เป็นการให้ความหมายของสมมติฐานในฐานะที่เป็นข้อสันนิษฐานหรือเป็นการท านาย

ปรากฏการณ์ เช่น บุญธรรม จิตต์ปนันต์ (2540: 34) ได้ให้ความหมายของสมมติฐานไว้ว่า สมมติฐาน คือ ข้อ
ื่

สันนิษฐาน ข้อสมมติ หรือค าท านายปรากฏการณ์ที่ตั้งไว้ เพอท าการทดลองหาสาเหตุ หรือพสูจน์ข้อเท็จจริงว่าจะ
เป็นไปตามที่สันนิษฐานหรือคาดการณ์ไว้หรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับ Selltiz และคณะ (1959 อางถึงใน บุญธรรม

จิตต์ปนันต์, 2540: 34) ที่อธิบายไว้ว่า สมมติฐาน หมายถึง ข้อเสนอ เงื่อนไขหรือหลักการ เป็นข้อสันนิษฐานที่ตั้งไว้
ื่
เพอหาข้อสรุป โดยการทดลองกับข้อเท็จจริงอย่างมีเหตุผล และความหมายที่ Simon (1969: 37) ระบุว่า
สมมติฐาน หมายถึง ข้อความที่พยายามจะอธิบายหรือท านายปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยระบุ

ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวหรือมากกว่า
กลุ่มที่สอง เป็นการให้ความหมายของสมมติฐานในฐานะที่เป็นค าอธิบายถึงความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร

เช่น บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2540: 44) อธิบายว่า สมมติฐาน หมายถึง ข้อความที่บอกอยู่คาดคะเนไว้ว่า ตัว

แปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไปมีความสัมพนธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร ทั้งนี้เพออธิบายข้อเท็จจริง เงื่อนไข หรือพฤติกรรมที่

ื่
เกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสิงธุ์ (2544: 90) ที่ให้ความหมายของสมมติฐานว่าหมายถึง

ข้อความที่ระบุความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร (variables) หรือแนวคิด (concepts) ซึ่งผู้ที่ท าการวิจัยต้องการจะ
ท าการทดสอบว่าเป็นจริงหรือไม่
กลุ่มที่สาม เป็นการให้ความหมายของสมมติฐานในภาวะที่เป็นค าตอบชั่วคราวของปัญหาวิจัย เช่น ล้วน

สายยศ และ อังคณา สายยศ (2538: 57) อธิบายว่า สมมติฐาน คือ การเดาค าตอบอย่างมีเหตุผลและใช้สติปัญญา

อย่างรอบคอบ เพออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเพอเป็นแนวทางในการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับเรื่องนั้น
ื่
ื่

โดยเฉพาะ อาจจะเป็นข้อสรุปที่ยังไม่คงตัว แต่ก็อาจมีความจริง (fact) และสถานการณ์บางอย่างที่สัมพนธ์กันชี้ให้
คิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถทดลองค้นคว้าและวิจัยได้ สอดคล้องกับ ศุภชัย ยาวะประภาษ (

2544: 42) ซึ่งให้ความหมายไว้ว่าสมมติฐาน คือ ค าตอบชั่วคราวส าหรับปัญหาการวิจัยที่เป็นผลลัพธ์มาจากการ

73



ตรวจสอบทฤษฎี และแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมักแสดงในรูปของประโยคที่บ่งชี้ความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร
สองตัว
นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางท่านที่ให้ความหมายในเชิงความคาดหวังเกี่ยวกับสิ่งที่ควรจะเป็น เช่น

Babbie (2007: 44) ซึ่งจะอธิบายไว้ว่าสมมติฐาน คือ ความคาดหวังที่เฉพาะเจาะจงและสามารถทดสอบได้

เกี่ยวกับความจริงเชิงประจักษ์ หรือธรรมชาติของสิ่งต่างๆ โดยได้มาจากทฤษฎี ซึ่งข้อความที่แสดงถึงความหวัง
เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่สามารถสังเกตวัดได้ในโลกแห่งความเป็นจริงห้างทฤษฎีถูกต้อง

จากนิยามของสมมติฐานข้างต้น ทั้งในลักษณะของข้อสันนิษฐานหรือค าท านายปรากฏการณ์ การอธิบาย

ความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร เป็นค าตอบชั่วคราวของปัญหาวิจัยและเป็นความคาดหวังกว้าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ควร

จะเป็น พอจะสรุปได้ว่า สมมติฐาน คือ การคาดหมายหรือการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในปรากฏการณ์

ที่ศึกษา ซึ่งเป็นค าตอบชั่วคราวของปัญหาวิจัยที่นักวิจัยก าหนดขึ้นอย่างมีเหตุผล

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2540: 45-46) ได้จ าแนกสมมติฐานการวิจัยทางสังคมศาสตร์ออกเป็น 3
ลักษณะใหญ่ๆ คือ

1) สมมติฐานที่กล่าวว่า ความจริงในเรื่องนั้นคืออะไร หรือบุคคล สิ่งของ สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่

กล่าวถึงนั้นมีลักษณะเฉพาะอย่างไร เป็นการกล่าวพรรณนาถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นเท่านั้น โดยไม่มีการกล่าวถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรใดๆ เลย

2) สมมติฐานที่กล่าวว่า มีปรากฏการณ์ เหตุการณ์หรือพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นโดยสม่ าเสมอ

ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป หรือเป็นแบบแผนของพฤติกรรมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ได้
3) สมมติฐานที่กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ (factors) หรือตัวแปรที่สัมพนธ์กันในทางเป็น

เหตุและผล (causal relationship) กล่าวคือ เป็นสมมติฐานที่กล่าวว่าคุณลักษณะปรากฏการณ์อย่างหนึ่งมีส่วน

เป็นสาเหตุหรือตัวก าหนด (determine) คุณลักษณะคือปรากฏการณ์อกอย่างหนึ่ง หรืออาจกล่าวสั้นๆ ว่า

สมมติฐานประเภทนี้จะระบุว่ามีตัวแปรอิสระใดบ้างที่เป็นเหตุท าให้เกิดผลหรือก าหนดตัวแปรตาม



2.ที่มำของสมมติฐำน

เมื่อจะตั้งสมมติฐาน นักวิจัยมักมีค าถามว่าจะตั้งสมมติฐานได้อย่างไร และหาเหตุผลมาสนับสนุนได้อย่างไร

นักวิจัยอาจก าหนดสมมติฐานการวิจัย โดยมีแหล่งที่มาของความคิด ดังนี้
2.1 จากความรู้และประสบการณ์ส่วนตัว ที่ได้คลุกคลีเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาวิจัยมาก่อน ซึ่งโดยปกติ

แล้วนักวิจัยมักจะท าการวิจัยในเรื่องที่ตนเองคุ้นเคย สนใจ และมีความเข้าใจมาก่อนพอสมควร ความรู้ความเข้าใจ

ดังกล่าวอาจช่วยให้นักวิจัยตั้งสมมติฐานได้โดยตรง หรืออาจน ามาประกอบกับการคิดอย่างเชื่อมโยงแล้วสร้างเป็น

สมมติฐานขึ้นมาอย่างสมเหตุสมผล

74


2.2 จากการสังเคราะห์และประเมินเหตุการณ์ทั่วไป ในลักษณะของการคิดแบบผสมผสานเหตุการณ์ย่อย ๆ

2.3 จากความเชื่อขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ในการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์

นักวิจัยอาจได้แนวทางการตั้งสมมติฐานจากความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมโดยทั่วไปในสังคม

แล้วน ามาสร้างเป็นสมมติฐานในการวิจัยเพื่อทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ต้องไป
2.4 จากการทบทวนเอกสาร แนวคิด และทฤษฎีต่างๆ การตั้งสมมติฐานควรมีเหตุผลเชิงทฤษฎีเป็นตัวน า


ดังนั้นในการตั้งสมมติฐานจึงควรอาศัยหลักการทางทฤษฎีที่เชื่อถอได้
2.5 จากผลงานวิจัยในอดีต ผลงานวิจัยที่ผ่านมาเป็นอกแหล่งหนึ่งที่จะท าให้นักวิจัยสามารถส ารวจหา

เหตุผลหรือข้อค้นพบในการน ามาสนับสนุนความคิดของตน ในกระบวนการสร้างสมมติฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน

ส่วนของการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ถ้านักวิจัยศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตได้อย่างครอบคลุม

ก็ยิ่งจะท าให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตั้งสมมติฐานมากยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว แหล่งที่มาและแนวคิดในการตั้งสมมติฐานก็เป็นแหล่งเดียวกันกับการพฒนากรอบ

แนวคิดในการวิจัย โดย แท้จริงแล้วกรอบแนวคิดในการวิจัยจึงเป็นผลรวมของแนวคิดต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาที่

ส าคัญของการตั้งสมมติฐานนั่นเอง ดังค ากล่าวของ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2544: 72) ที่ว่า กรอบแนวคิดการ
วิจัย หมายถึง แนวความคิดของผู้วิจัยเกี่ยวกับความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ที่ผู้วิจัยก าหนดไว้เป็นข้อ

สมมติฐานในการศึกษาและวิจัยแต่ละครั้งนั้น นั่นเอง



3. กำรสร้ำงสมมติฐำน

ในการสร้างสมมติฐานการวิจัยนั้น นักวิจัยด าเนินการสร้างโดยอาศัยแนวคิดหลัก 2 ประการ คือสร้างโดย

อาศัยการอนุมาน และสร้างโดยอาศัยการอุปมาน


ล้วน สายยศ และ องคณา สายยศ (2538: 59) กล่าวว่าการสร้างสมมติฐานโดยวิธีการอนุมาน เป็น
กระบวนการน าความคิดทั่วไปกว้าง ๆ ไปสู่ความคิดที่แคบเฉพาะ นั่นคือ นักวิจัยจะสร้างสมมติฐานขึ้นโดยอาศัย

ความเชื่อ กฎ หรือทฤษฎีเป็นพื้นฐานไว้ก่อน

ส าหรับการตั้งสมมติฐาน โดยอาศัยการอุปมาน เป็นกระบวนการที่นักวิจัยจะต้องรวบรวมรายละเอียดย่อย

ๆ ก่อน แล้วน ามาสร้างข้อความที่มีความสัมพนธ์แบบทั่วไป ซึ่งก็เป็นสมมติฐานอีกรูปแบบหนึ่ง วิธีการนี้นักวิจัยต้อง


เริ่มจากการค้นคว้าเอกสารอางอิงที่มีผลงานทางด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะ แล้วน าเอาข้อเท็จจริงมาสร้างเป็นสมมติฐานขึ้น
อย่างไรก็ตาม การตั้งสมมติฐานในการวิจัย จะต้องขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายหมายของการวิจัยเป็นส าคัญ และ

มีงานวิจัยจ านวนมากที่ไม่ได้เขียนสมมติฐานออกมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเชิงส ารวจ

75


4. ประเภทของสมมติฐำน

สมมติฐานแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สมมติฐานการวิจัย (research hypothesis) และสมมติฐานทาง

สถิติ (statistical hypothesis)
4.1 สมมติฐำนกำรวิจัย (Research Hypothesis)

สมมติฐานการวิจัย เป็นประโยคข้อความหรือบรรยายถึงความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัว

แปรอย่างน้อย 2 ตัว (ความเกี่ยวข้องสัมพนธ์กันระหว่างตัวแปรนั้นอาจเป็นความเกี่ยวข้องเชิงเปรียบเทียบ หรือ

อาจจะเป็นความเกี่ยวข้องในเชิงความแปรผันหรือความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร) ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะการ

เขียนได้เป็น 2 ลักษณะ คือ สมมติฐานแบบมีทิศทาง (directional hypothesis) และสมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง

(nondirectional hypothesis)
ตัวอย่างสมมติฐานแบบมีทิศทาง เช่น

1) นักศึกษาเพศชายมีความสนใจทางการเมืองมากกว่านักศึกษาเพศหญิง

2) เกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรภาวะผู้น ามีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ดีกว่าเกษตรกรที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรม

3) บัณฑิตที่ส าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปิดของรัฐ มีวินัยในตนเองน้อยกว่าบัณฑิตที่ส าเร็จ

จากมหาวิทยาลัยเปิด
สมมติฐาน 3 ข้อข้างต้นเป็นสมมติฐานแบบมีทิศทาง โดยข้อแรกเป็นการเปรียบเทียบความสนใจ

ทางการเมืองของนักศึกษาเพศชาย และนักศึกษาเพศหญิง ข้อ 2 เป็นการเปรียบเทียบความสามารถในการ

แก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรม และเกษตรกรที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรม ข้อ 3 เป็นการ
เปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของบัณฑตที่ส าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นมหาวิทยาลัยปิด และ

มหาวิทยาลัยเปิด โดยมีค าว่า สูงกว่า ดีกว่า และน้อยกว่า เป็นตัวบอกทิศทางของการเปรียบเทียบ แต่ในกรณีที่เป็น

ื่

การตั้งสมมติฐานเพอทดสอบความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรจะใช้ค าว่า ทางบวกหรือทางลบ เป็นตัวบอกทิศทางของ
ความสัมพันธ์ เช่น
1) ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความถนัดทางการเรียนของนักศึกษา มี

ความสัมพันธ์กันทางบวก
2) ค่านิยมเสรีของนักศึกษา มีความสัมพนธ์ทางลบกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ

มหาวิทยาลัย

จากตัวอย่างที่ 1 ค าว่า “ สัมพันธ์กันทางบวก” แสดงให้เห็นการคาดเดาค าตอบของนักวิจัยว่า ตัว
แปรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับความถนัดทางการเรียนของนักเรียนน่าจะแปรผันไปในทางเดียวกัน ส่วนข้อ 2 ซึ่ง

ใช้ค าว่า “สัมพนธ์กันทางลบ” นั้น เป็นการชี้ให้เห็นการคาดเดาค าตอบของนักวิจัยว่า คะแนนค่านิยมแบบเสรีของ

นักศึกษาจะแปรผันในทิศทางตรงข้ามกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย

76


ตัวอย่างสมมติฐานที่ไม่มีทิศทาง เช่น

1) บุคคลที่มีรายได้ต่างกัน มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาชุมชนแตกต่างกัน

2) นักศึกษาเพศชายและเพศหญิงมีความผูกพันกับสถาบันแตกต่างกัน

3) การรับรู้ศักยภาพในการอ่านของตนเอง กับความสามารถในการอ่านของนักเรียนมีความสัมพันธ์กัน
4) การเลือกซื้อหนังสือมีความสัมพันธ์กับเพศของผู้หญิง



สมมติฐานทั้ง 4 ข้อข้างต้นนี้ เป็นสมมติฐานที่ไม่ระบุทิศทางชัดเจน กรณีข้อ 1 และ 2 เป็นการ

เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรตาม เมื่อจ าแนกกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม โดยระบุว่ามีความแตกต่างกัน แต่ไม่

ระบุชัดเจนว่ากลุ่มใดจะมีค่าของตัวแปรตามมากกว่าหรือน้อยกว่า ส่วนกรณีข้อ 3 และ 4 เป็นการตั้งสมมติฐาน





เกี่ยวกับความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว โดยระบุเพยงว่าสัมพนธ์กัน แต่ไม่ได้ระบุว่าสัมพนธ์กันในทิศทางบวก
(ค่าของตัวแปรแปรผันในทิศทางเดียวกัน) หรือทิศทางลบ (ค่าของตัวแปร แปรผันในทิศทางตรงกันข้าม)

4.2 สมมติฐำนทำงสถิติ (Statistical Hypothesis)

สมมติฐานทางสถิติ เป็นประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ตามสมมติฐานของการวิจัย ส าหรับใช้ในการ

ทดสอบทางสถิติ และถือว่าสมมติฐานทางสถิติเป็นค่าความจริงของประชากร (parameter) โดยสมมติฐานที่ใช้เป็น

หลักในการทดสอบ เรียกว่า null hypothesis ใช้แทนสัญลักษณ์ H ส่วนสมมติฐานอนที่เป็นทางเลือก
ื่
0
(alternative hypothesis) ซึ่งแปลงมาจากสมมติฐานการวิจัย แทนด้วยสัญลักษณ์ H สมมติฐานทางสถิตินั้นจะม ี
1
ทิศทางหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตั้งสมมติฐานการวิจัยของผู้วิจัยโดยตรง ดังตัวอย่างข้างล่างนี้


สมมติฐานการวิจัย สมมติฐานทางสถิติ

1) บัณฑิตที่ส าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปิดของรัฐ H : µ = µ
0
1
2
มีวินัยในตนเองน้อยกว่าบัณฑิตที่ส าเร็จจากมหาวิทยาลัยเปิด H : µ < µ
2
1
0
2) นักศึกษาเพศชายและเพศหญิงมีความผูกพันกับสถาบันแตก H : µ = µ
1
0
2
ต่างกัน H : µ ≠ µ
1
2
0
3) ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความถนัดทาง H : ρ = 0
0
xy
4) การเรียนของนักศึกษา มีความสัมพันธ์กันทางบวก H : ρ > 0
xy
0

77


เมื่อตั้งสมมติฐานแล้ว สิ่งที่นักวิจัยจะต้องท าคือการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์มาทดสอบสมมติฐาน


โดยใช้วิธีการทางสถิติเพอช่วยในการตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งรายละเอยดเกี่ยวกับ
ื่
เรื่องนี้ ผู้อ่านสามารถศึกษา เพิ่มเติมได้ในบทที่ 14


5. ลักษณะของสมมติฐำนที่ดี

ในการตั้งสมมติฐานการวิจัย นักวิจัยควรจะมหลักการหรือเหตุผลที่เหมาะสม เพื่อแสดงให้เห็นว่าท าไม

นักวิจัยจึงตั้งสมมติฐานในหัวข้อปัญหาที่จะท าการวิจัยอย่างนั้น โดยการศึกษาทฤษฎีหรือผลงานวิจัยไม่ว่าจะ

เกี่ยวข้องทางตรงหรือทางออมก็ตาม นอกจากนี้ประสบการณ์ของนักวิจัยก็อาจใช้เป็นเหตุผลในการตั้งสมมติฐานได้
ซึ่งนักวิจัยควรจะได้มีการกล่าวน าถึงที่มาและเหตุผลต่างๆ ก่อนที่จะตั้งสมมุติฐานขึ้น ซึ่งสมมติฐานที่ดีควรมี

ลักษณะดังนี้
5.1 มีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ค าที่มีความหมายกว้างเกินไป

โดยเฉพาะค าคุณศัพท์ที่ยากต่อการก าหนดขอบเขตหรือระดับของค าเหล่านั้น เช่น ค าว่า ดี เหมาะสม ซึ่งยากต่อ

การทดสอบและสรุปข้อค้นพบจากการวิจัย
5.2 สมมติฐานควรเป็นประโยคที่ง่ายต่อการท าความเข้าใจ ใช้ค าที่เข้าใจง่าย มีความหมายชัดเจน

เพอสื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ชมกัน ว่านักวิจัยคาดหมายค าตอบของการวิจัยอย่างไร หรือต้องการทดสอบ
ื่
อะไร ทั้งยังท าให้ทราบแนวทางในการทดสอบสมมติฐานมากกว่าการตั้งสมมติฐานที่ใช้ภาษาสลับซับซ้อน

ี่
5.3 สมมติฐานควรจะสอดคล้องกบสถานการณ์หรือสภาพความจริงของปรากฏการณ์ทศึกษาวิจัย
และจะต้องมีหลักการมีเหตุผลประกอบการตั้งสมมติฐาน

5.4 สมมติฐานที่ดีต้องสามารถทดสอบได้และสามารถทดสอบได้ภายในระยะเวลาที่งบประมาณที่
มีอยู่อย่างจ ากัด

กล่าวโดยสรุปแล้วเราไม่ควรตั้งสมมติฐานการวิจัยกลุ่มกลุ่มเครืออยู่กว้างขวางจนเกินไป จนไม่สามารถ


ทดสอบได้ในระยะเวลาที่โครงการวิจัยนั้นมีอยู่ กล่าวอกนัยหนึ่งก็คือ สมมติฐานที่ดีจะต้องมีลักษณะ
“START” กล่าวคือ มีความเฉพาะเจาะจง (specific) สามารถวัดค่าและทดสอบได้ (testable) เข้าใจได้ง่าย

(accessibility) มีเหตุผลสอดคล้องกับสถานการณ์ (reasonable) และมีความเหมาะสมกับระยะเวลา (time) ของ

โครงการวิจัย
กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี ( Theoretical Framework)


กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีเป็นแบบจ าลองแสดงโครงสร้างความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
ตามทฤษฎี (สุวิมล ว่องวานิช (บรรณาธิการ), 2538: 20-21) อนเป็นผลมาจากกระบวนการสร้างมโนทัศน์/

แนวคิดจากปรากฏการณ์ที่ก าหนดจริงในธรรมชาติ โดยอาศัยทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกรอบแนวคิดเชิง
ทฤษฎีมีลักษณะเป็นกรอบที่ก าหนดไว้กว้างๆยังไม่เฉพาะเจาะจงและอาจจะยังไม่เหมาะสมกับการปฏิบัติการใน

78



พื้นที่ใดกลุ่มใดโดยเฉพาะ กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีนี้จะท าให้ทราบว่านักวิจัยมีฐานทางทฤษฎีในการอ้างองอะไรบ้าง
ดังตัวอย่างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีของ Kale และ Little(2005) และวรรณี แกมเกตุ (2545) ที่จะได้ออกมาเป็น
ตัวอย่างดังนี้

กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (theoretical framework) ของ Kale และ Little (2005: 93) ในการวิจัยเรื่อง


การสร้างความรู้ในประเทศก าลังพฒนา: กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีในการส ารวจการเรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูง
(knowledge generation in developing countries: a theoretical framework for exploring dynamic

learning in high-technology firms) ซึ่งเน้นหรือให้ความส าคัญศัพท์เรื่องกระบวนการหรือกลไกทางสังคมที่ถูก

น ามาใช้เพอการได้มาซึ่งความรู้ (knowledge acquisition) การถ่ายโอนความรู้ (transfer) การผสมกลมกลืน
ื่
ผสม (assimilation) และการน าไปใช้ (application) ดังนี้





การบูรณาการของฐานความรู้ต่างๆ
Integration of different knowledge bases



การผสมผสานความรู้
Assimilation of knowledge



การได้มาซึ่งความรู้

เสถียรภาพของ Acquisition of knowledge เสถียรภาพของ

ฐานความรู้ภายใน ฐานความรู้ภายใน

Intra firm knowledge กลไกการถ่ายโอนความรู้ Intra firm knowledge
base Mechanisms of knowledge transfer base


แผนภำพที่ 4.1 กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีในการส ารวจการเรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูง

ที่มำ: Kale and Little (2005:93)

79


กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีอกตัวอย่างหนึ่งจากการวิจัยเรื่อง “การพฒนาตัวบ่งชี้ความสามารถในการ


ึ่
พงตนเองของครอบครัวและชุมชนชนบท” ของ วรรณี แกมเกตุ (2545:103-104) ซึ่งประยุกต์ใช้ทฤษฎีการ
ึ่
พงตนเองของชุมชนชนบทหรือตัวแบบ TERMS ของ สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2534, 2537, 2538) ประกอบกับ
ึ่
ื่
แนวคิดและทฤษฎีอน ๆ และเรียกตัวแบบความคิดเชิงทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัยว่า THERMS ประกอบด้วยการพงพา
ตนเองด้านเทคโนโลยี (T) ด้านสาธารณสุข (H) ด้านเศรษฐกิจ (E) ด้านทรัพยากรธรรมชาติ (R) ด้านจิตใจ (M) และ
ึ่
ด้านสังคมวัฒนธรรม (S) แสดงในรูปโมเดลความสัมพนธ์ระหว่างองค์ประกอบการพงพาตนเองทั้ง 6 ด้านภายใต้

บริบทของครอบครัวและชุมชนระบบราชการและนโยบายของหน่วยเหนือ ดังนี้





บริบทของครอบครัว ระบบราชการและ
และชุมชน นโยบายของหน่วย

ชุมชน เหนือ
ครอบครัว



การพึ่งตนเอง









เทคโนโลยี สาธารณสุข






สังคม เศรษฐกิจ

วัฒนธรรม



จิตใจ ทรัพยากร


ธรรมชาติ
สมาชิกชุมชน
ผู้น าชุมชน
แผนภำพที่ 4.2 กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีความสามารถในการพึ่งพาตนเองของครอบครัวและชุมชน


ที่มำ: วรรณีแกมเกตุ (2545: 104)

80



กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีนี้อาจแสดงโครงสร้างความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้แต่ละตัวกับตัวแปร
แฝง ถ้าแสดงสถานะของตัวแปรให้เห็น ร่างเป็นตัวแปรสังเกตได้ (observed variable) และตัวแปรใดบ้างเป็นตัว

แปรแฝง (latent variable) ก็จะได้โมเดล


กรอบแนวคิดในกำรวิจัย ( Conceptual Framework )

จากกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (Conceptual Framework) ถ้านักวิจัยก าหนดขอบเขตของการวิจัยให้

ื้
ื้

เฉพาะเจาะจงไปที่กลุ่มตัวอย่างในพนที่ใดพนที่หนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือศึกษาตัวแปรเพยงมิติใดมิติหนึ่ง โดยมี
เหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจนั้นเป็นอย่างดี การตัดสินใจดังกล่าวจะท าให้นักวิจัยลดตัวแปรลงได้จริง กรอบแนวคิด
ที่ปรับใหม่แล้วจะเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework) (สุวิมล ว่องวานิช (บรรณาธิการ),

2538: 21)

1. ควำมหมำยของกรอบแนวคิด

มีการใช้ค าที่แสดงความหมายเช่นเดียวกับค าว่ากรอบแนวคิดอยู่หลายค าเช่นกรอบความคิด กรอบ

แนวความคิดเป็นต้น และนักวิชาการทางด้านการวิจัยได้ให้นิยามความหมายของค าเหล่านี้ไว้แตกต่างกัน 3
แนวทางได้แก ่

1.1 นิยามในความหมายที่เป็นแผนภาพความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร เช่น บุญธรรมกิจ ปรีดาบริสุทธิ์

(2540: 42) ให้ความหมายของกรอบความคิดว่าเป็นภาพที่เป็นแนวความคิดในการวิจัยซึ่งจะก าหนดตัวแปรต่าง ๆ

ที่ศึกษามานั้นมีความสัมพนธ์กันอย่างไรปัญหาการวิจัยที่ตั้งไว้จะตอบค าถามค าตอบได้อย่างไร ใช้ระเบียบวิธีการ

วิจัยอย่างไร สอดคล้องกับความหมายของ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2544: 72) ที่อธิบายว่า กรอบแนวความคิดของ


การวิจัยหมายถึงแนวความคิดของผู้วิจัยเกี่ยวกับความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยก าหนดไว้เป็นข้อ
สมมติฐานในการศึกษาวิจัยแต่ละครั้ง
1.2 นิยามในความหมายที่เป็นข้อสรุปเบื้องต้นของปรากฏการณ์ เช่น Maxwell (1996) อธิบายกรอบ

แนวคิดคือ ความเชื่อหรือข้อสรุปเบื้องต้นของนักวิจัยว่าสิ่งที่จะศึกษานั้นน่าจะเป็นอย่างไร กล่าวอกนัยหนึ่ง

แนวความคิดในการวิจัยก็คือระบบมโนทัศน์ข้อสรุป สิ่งที่เราคาดหวัง ความเชื่อและทฤษฎีที่สนับสนุนและให้

แนวทางในการวิจัย

1.3 นิยามในความหมายที่เป็นข้อเสนอเกี่ยวกับโครงสร้างของปรากฏการณ์ เช่น พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว

(2545: 279) ได้ให้ความหมายไว้ว่า กรอบความคิด คือ ข้อเสนอที่พรรณนาถึงโครงสร้างที่กว้างขวางและ

องค์ประกอบของโครงสร้างนั้นอย่างเป็นระบบและชัดเจน

81


จากแนวทางการให้นิยามที่หลากหลายข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า กรอบแนวคิด ก็คือแผนภาพทาง

ความคิดของนักวิจัยในการหาค าตอบส าหรับปัญหาวิจัยครั้งนั้น ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแปรที่มุ่งท าการศึกษาและ

การระบุถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างตัวแปรเหล่านั้น

Maxwell (1996:25) กล่าวว่ากรอบแนวคิดในการวิจัยมีสภาพเป็นทฤษฎีชั่วคราว (tentative theory)
เกี่ยวกับสิ่งที่นักวิจัยต้องการศึกษา และยังต้องรอการพสูจน์จากข้อมูลเชิงประจักษ์ ทฤษฎีชั่วคราวนี้อาจจะเป็น

ทฤษฎีที่มีมโนทัศน์ส าคัญเพียง 2 มโนทัศน์ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุด หรืออาจจะประกอบด้วยมโนทัศน์จ านวน

มากและเป็นทฤษฎีที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นก็ได้


ทฤษฎีชั่วคราวนี้ จะบอกให้ทราบว่า ปรากฏการณ์ที่นักวิจัยศึกษาน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรมีปัจจัยใดเข้า

มาเกี่ยวข้องบ้างมโนทัศน์ต่างจากที่นักวิจัยน ามาพิจารณานั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรบทบาทของทฤษฎีชั่วคราว

ี่
ก็คือ การให้แนวทางในการอธิบายปรากฏการณ์ทศึกษาให้แนวทางในการด าเนินการวิจัยตลอดจนการเก็บรวบรวม
และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ตามกรอบแนวคิดที่ก าหนดไว้

กรอบแนวคิดในการวิจัยนี้โดยหลักการแล้วก็คือผลจากการเลือกรูปกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี

(theoretical framework)นั่นเอง ซึ่งกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีจะรวมตัวแปรทุกตัวที่เกี่ยวข้องสัมพนธ์กับตัวแปร
ตามที่นักวิจัยต้องการศึกษา แต่ในการวิจัยนักวิจัยอาจจ ากัดขอบเขตการวิจัยโดยการศึกษาตัวแปรเพยงบางตัวใน

ื่

กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี หรือมีการควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรบางตัวเพอให้อทธิพลจากตัวแปรนั้นคงที่
ดังนั้นตัวแปรที่เหลืออยู่ในกรอบแนวคิดของการวิจัยจึงอาจมีจ านวนน้อยกว่าตัวแปรในกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี

2. กรอบแนวคิดกับประเภทของกำรวิจัย

มีค าถามที่น าไปสู่ประเด็นการอภิปรายว่ากรอบแนวคิด(conceptual framework) มีความสอด

คล้องกับลักษณะการวิจัยประเภทใดบ้างหรือการวิจัยประเภทใดบ้างที่ต้องมีกรอบแนวคิดในการวิจัยและกรอบ

แนวคิดจะมีลักษณะเป็นอย่างไรการพิจารณากรอบแนวคิดในการวิจัยอ่านพิจารณาตามประเภทของการวิจัยดังนี้

2.1 กรอบแนวคิดในกำรวิจัยเชิงปริมำณ
จากนิยามของค าว่า “กรอบแนวคิด” ตามที่นักวิชาการด้านการวิจัยให้ไว้นั้นบ่งชี้ว่า การวิจัยเชิง

ื่
ปริมาณซึ่งมีจุดมุ่งหมายส าคัญเพอการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมมีความจ าเป็นที่จะต้องมีกรอบแนวคิดที่
ชัดเจนเนื่องจากการวิจัยเชิงปริมาณทมีจุดเน้นเพอการอธิบาย (explain) มีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายวัฏจักรของการ
ื่
ี่
เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลง และการสิ้นสุดยุติในเชิงเหตุและผลของปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษาโดยผู้วิจัยหลายคนที่

ศึกษาปรากฏการณ์เดียวกัน อาจมีแนวคิดทฤษฎีสนับสนุนหรือมุมมองในการท าความเข้าใจกับปรากฏการณ์นั้นนั้น

82


แตกต่างกันเป็นผลให้กรอบแนวคิดในการวิจัยของนักวิจัยแต่ละคนแตกต่างกันและนั่นหมายถึงรายละเอียดของการ

ด าเนินการวิจัยที่แตกต่างกันไปด้วย

โดยปกติกรอบแนวคิดของการวิจัยที่มุ่งอธิบายปรากฏการณ์จะต้องระบุว่ามีตัวแปรอะไรบ้างและ


ตัวแปรเหล่านั้นมีความสัมพนธ์กันอย่างไรซึ่งการวิจัยลักษณะนี้นักวิจัยมักจะเลือกตัวแปรที่ต้องการอธิบายหรือ
ต้องการท าความเข้าใจว่าตัวแปรตาม (dependent variable) และเรียกตัวแปรที่เป็นตัวอธิบายหรือเป็นสาเหตุว่า


ตัวแปรอสระ (independent variable) กรอบแนวคิดในการวิจัยเชิงปริมาณจึงเป็นการแสดงความสัมพนธ์

ระหว่างตัวแปรหรือมโนทัศน์ที่ต้องการอธิบาย (ตัวแปรตาม) กับตัวแปรหรือชุดของตัวแปรที่ใช้ในการอธิบาย (ตัว

แปรอสระ) ซึ่งอาจจะมีจ านวนมากน้อยแตกต่างกันไปตามความลึกซึ้งของค าถามวิจัยและความซับซ้อนของกรอบ

แนวคิด

ส าหรับการวิจัยเชิงปริมาณที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการบรรยายโดยทั่วไปมักจะมุ่งตอบค าถามการวิจัย

ประเภทอะไร ที่ไหน อย่างไร โดยการพรรณนาลักษณะและคุณสมบัติของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้มุ่งค้นหา

ค าอธิบายใด ๆ ส าหรับปรากฏการณ์ว่าเป็นเพราะอะไร ท าไมจึงเป็นเช่นนั้น เกี่ยวข้องสัมพันธ์หรือได้รับอิทธิพลจาก


ตัวแปรใด มีความเป็นเหตุและผลการอย่างไร กรอบแนวคิดในการวิจัยลักษณะนี้จึงอาจจะเป็นเพยงการระบุมโน
ทัศน์/แนวคิด (concept) หรือตัวแปรที่ต้องการศึกษาเท่านั้น ไม่มีตัวแปรอสระและตัวแปรตามแม้ว่านักวิจัยบาง

คนจะไม่ได้เขียนกรอบแนวคิดออกมาอย่างชัดเจน แต่การที่นักวิจัยเรื่องศึกษาบางตัวแปรอย่างมีเป้าหมายและได้

วางแผนออกแบบการวิจัยไว้แล้วก็สะท้อนให้เห็นว่านักวิจัยมีกรอบแนวคิดในการวิจัยเช่นกัน

2.2 กรอบแนวคิดในกำรวิจัยเชิงคุณภำพ

ทัศนะของนักวิจัยเชิงคุณภาพกลุ่มหนึ่งเห็นว่าการวิจัยเชิงคุณภาพมีเป้าหมายในการศึกษา


ื่

ท าความเข้าใจปรากฏการณ์เฉพาะกลุ่มเล็ก มิได้มุ่งอธิบายอางองไปยังประชากรในวงกว้าง ทั้งยังเป็นการวิจัยเพอ
สร้างกฎเกณฑ์หรือทฤษฎีรากฐาน (grounded theory) ดังนั้นอาจารย์ยิ่งใหญ่ประเภทนี้จึงไม่จ าเป็นต้องมีกรอบ
แนวคิดในการวิจัย

ในขณะที่ทัศนะของนักวิจัยเชิงคุณภาพอกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า การวิจัยเชิงคุณภาพก็จ าเป็นต้อง

มีพนฐานเชิงทฤษฎีรองรับเช่นกัน แม้จะไม่ได้มุ่งเก็บรวบรวมข้อมูลมาทดสอบความสอดคล้องกับกรอบแนวคิด แต่
ื้
ก็ควรที่จะต้องมีกรอบแนวคิดชั่วคราวไว้ก่อนไม่ใช่ด าเนินการวิจัยไปอย่างไร้ทิศทางหรือไม่มีกรอบแนวคิดใด ๆ เป็น

ฐาน

ในกรณีของการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) นี้จึงยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า

จ าเป็นต้องมีกรอบแนวคิดในการวิจัยหรือไม่และถ้ามีกรอบแนวคิดจะมีลักษณะเป็นอย่างไรจะต้องสร้างหรือ

พัฒนาขึ้นในขั้นตอนใดของกระบวนการวิจัย

83


กุศล สุนทรธาดา เเละ วรชัย ทองไทย (2541: 53) กล่าวว่าการวิจัยเชิงคุณภาพนั้นแตกต่าง

จากการวิจัยเชิงปริมาณในแง่ที่ว่าเป็นการแสวงหาความจริงในเชิงพฤติกรรมของบุคคลโดยเฉพาะ ในส่วนที่เป็น

นามธรรมซึ่งไม่สามารถศึกษาในรูปของตัวเลขหรือปริมาณได้อย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตามการวิจัยเชิงคุณภาพข้อยึด

หลักการวิจัยทางสังคมศาสตร์เช่นเดียวกับการวิจัยเชิงปริมาณ ดังนั้นเมื่อผู้วิจัยก าหนดประเด็นปัญหารู้หัวข้อการ

วิจัยและเสนอเหตุผลสนับสนุนแล้วผู้วิจัยจ าเป็นต้องสร้างแนวหรือกรอบส าหรับงานวิจัยนั้นๆด้วย โดยการกาหนด
ื่
วัตถุประสงค์กรอบแนวคิดสมมติฐานและวางแผนการวิเคราะห์ข้อมูลเพอให้การวิจัยด าเนินไปในทิศทางที่
สอดคล้องกับประเด็นปัญหาที่ได้ก าหนดขึ้น

ในขณะที่ สุภางค์ จันทวานิช (2543: 17-19) กล่าวว่า การใช้แนวคิดทฤษฎีในการวิจัยเชิง

คุณภาพเป็นเรื่องซับซ้อนบางครั้งดูเหมือนว่านักวิจัยไม่ต้องการแนวคิดทฤษฎีแต่บางครั้งก็ดูเหมือนว่านักวิจัยขาด

แนวคิดทฤษฎีไม่ได้ อย่างไรก็ตามไม่ว่าการวิจัยเชิงคุณภาพจะเน้นกระบวนการแสวงหาความรู้จากข้อเท็จจริงสู่

ข้อสรุปที่เป็นแนวคิดทฤษฎีตามวิธีการเชิงตรรกะแบบอปมาน (inductive method) แต่การวิจัยเชิงคุณภาพก็

ต้องการใช้แนวคิดทฤษฎีในหลายขั้นตอนของการวิจัยทั้งในช่วงก่อนเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเก็บรวบรวม

ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลการสร้างบทสรุปดังนั้นจึงควรมีกรอบแนวคิดในการวิจัยด้วย โดยมีสภาพเป็นกรอบ
แนวคิดเชิงทฤษฎีซึ่งก าหนดไว้กว้าง ๆ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้ตามข้อมูลที่เกิดขึ้น

ในขั้นตอนก่อนเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น นักวิจัยต้องการแนวคิดทฤษฎีเพอช่วยให้ตนมี
ื่
กรอบกว้าง ๆ และมีระบบในการศึกษาปรากฏการณ์ โดยผู้วิจัยต้องศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ

ื่

ปัญหาวิจัยอย่างกว้างขวางครอบคลุม มิใช่เลือกศกษาเพยงแนวคิดหรือทฤษฎีอันใดอันหนึ่งเท่านั้นเพอให้เกิดแง่มุม

ในการมองปัญหาหลาย ๆ แบบ สามารถสร้างสมมติฐานชั่วคราวได้อย่างลึกซึ้งโดยค านึงถึงความเป็นไปได้ในการ
พยายามอธิบายปรากฏการณ์ (phenomena) ในขั้นตอนของการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลใน


สนามอยู่ด้วย นักวิจัยจะรู้สึกต้องการแนวคิดทฤษฎีอกครั้งเพอช่วยผลักดันหรือสร้าง (generate) สมมติฐาน
ื่
ชั่วคราวขึ้นส าหรับการเก็บข้อมูลต่อไป และการท าข้อสรุปชั่วคราวเพื่อจะน าไปตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้าย คือการ
วิเคราะห์ข้อมูลเพอสร้างบทสรุป ความต้องการใช้แนวคิดทฤษฎีจะมีอีกครั้งหนึ่ง แต่มีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม
ื่
2 ประการคือ (1) ใช้เป็นกรอบในการพจารณาว่าข้อสรุปเบื้องต้นที่นักวิจัยสร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับแนวคิด

ทฤษฎีใดโดยอาจพจารณาในรายละเอยดว่ากระบวนและเงื่อนไขต่าง ๆ ในปรากฏการณ์เป็นไปตามทฤษฎีหรือไม่


แล้วสรุปอภิปรายตามข้อค้นพบที่ได้จากการเปรียบเทียบ (2) นักวิจัยอาจพบว่าข้อสรุปเบื้องต้นหรือบทสรุปการ

วิจัยที่ตนสร้างขึ้นจากข้อมูลนั้นไม่สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีใด ๆ ที่มีผู้เสนอไว้ ซึ่งนักวิจัยจะต้องพิสูจน์ตรวจสอบ

บทสรุปของตนจนแน่ใจในความเชื่อถือได้แล้วเสนอข้อค้นพบของตนเป็นการสร้างสมมติฐานใหม่หรือแนวคิดใหม่

ส าหรับการอธิบายปรากฏการณ์นั้น ๆ


Click to View FlipBook Version