227
กำรวิเครำะห์ควำมถี่ ร้อยละ โดยกำรใช้ Crosstab
เริ่มจากการคลิกที่รายการ
(Analyze) บนแถบเมนู จากนั้น
เลือกรายการ
(Descriptive Statistics) แล้ว
เลือก รายการ
(Cosstabs) จากนั้นเลือกตัวแปร
เลือกตัวแปร Faculty ไปใส่ไว้
ช่อง Row Sex ไปใส่ไว้ในช่อง
Column
228
ผลกำรวิเครำะห์ Crosstab
Case Processing Summary
Cases
Valid Missing Total
N Percent N Percent N Percent
Faculty * Sex 400 100.0% 0 .0% 400 100.0%
Faculty * Year 400 100.0% 0 .0% 400 100.0%
Faculty * Sex Crosstabulation
Sex
ชาย หญิง Total
Faculty ครุศาสตร์ Count 44 56 100
% of Total 11.0% 14.0% 25.0%
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Count 20 80 100
% of Total 5.0% 20.0% 25.0%
วิทยาการจัดการ Count 72 28 100
% of Total 18.0% 7.0% 25.0%
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี Count 40 60 100
% of Total 10.0% 15.0% 25.0%
Total Count 176 224 400
% of Total 44.0% 56.0% 100.0%
229
น ำเสนอตำรำงควำมถี่ ร้อยละ แบบ Crosstab และกำรแปลผล
กำรน ำเสนอตำรำงควำมถี่ ร้อยละ
ตารางที่.... ความถี่ ร้อยละของ นศ.ผู้ตอบแบบสอบถามจ าแนกตามเพศ และคณะที่สังกัด
เพศ
รวม
ชาย หญิง
ครุศาสตร์ 44 56 100
11.0% 14.0% 25.0%
มนุษยศาสตร์และ 20 80 100
สังคมศาสตร์ 5.0% 20.0% 25.0%
คณะ
วิทยาการจัดการ 72 28 100
18.0% 7.0% 25.0%
วิทยาศาสตร์และ 40 60 100
เทคโนโลยี 10.0% 15.0% 25.0%
176 224 400
รวม
44.0% 56.0% 100.0%
จากตารางพบว่า นศ.ที่ตอบแบบสอบถามจ านวนทั้งสิ้น 400 คนจาก 4 คณะ
คณะละ 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 56 โดยเพศหญิงสังกัดคณะมนุษยศาสตร์
และสังคมศาสตร์จ านวนมากที่สุด ส่วนเพศชายสังกัดคณะวิทยาการจัดการจ านวนมากที่สุด
230
กำรวิเครำะห์ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน
เริ่มจากการคลิกที่รายการ
(Analyze) บนแถบเมนู จากนั้น
เลือกรายการ
(Descriptive Statistics) แล้ว
เลือก รายการ
(Descriptives) จากนั้นเลือกตัว
แปร ไปใส่ไว้ในช่อง
(Variable) เลือก (Options)
231
ผลกำรวิเครำะห ์
Descriptive Statistics
N Mean Std. Deviation
s1 400 3.5550 .49759
s2 400 3.6100 .48836
s3 400 3.6800 .46706
s4 400 4.3950 .48946
s5 400 4.4350 .59722
s6 400 4.0000 .00000
s7 400 3.565 .4964
s8 400 3.5025 .50062
s9 400 4.8200 .38467
s10 400 4.4975 .50062
Sat1 400 4.0060 .11832
Valid N (listwise) 400
เกณฑ์กำรแปลผลค่ำเฉลี่ย Rating Scale 5 ระดับ
4.51 – 5.00 มากที่สุด
3.51 – 4.50 มาก
2.51 – 3.50 ปานกลาง
1.51 – 2.50 น้อย
น้อยกว่า 1.51 น้อยที่สุด
232
ตำรำงที่.... ค่ำเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำนควำมพึงพอใจของนักเรียนต่อกำรจัดกำรเรียนกำร
สอนรำยวิชำภำษำอังกฤษ
ประเด็นประเมิน ระดับความพึงพอใจ
S.D. แปลผล
1.ความตรงเวลาในการสอนของอาจารย์ 3.55 .49 มาก
2.อาจารย์แจ้งจุดมุ่งหมาย จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เกณฑ์การและ 3.61 .48 มาก
ประเมินผลการสอนชัดเจน
3.อาจารย์สามารถถ่ายทอดจัดการเรียนการสอนเป็นขั้นตอน 3.68 .46 มาก
เหมาะสมเข้าใจง่าย
4.อาจารย์เปิดโอกาส ส่งเสริมให้นักศึกษาได้ศึกษา/เรียนรู้จาก 4.39 .48 มาก
กรณีศึกษา จากการท างานจริง ฝึกปฏิบัติ ค้นคว้าวิจัย โครงงาน/
สัมมนา ค้นคว้าทาง Internet
5.อาจารย์ส่งเสริมให้นักศึกษาฝึกการคิดวิเคราะห์ การใช้ความคิด 4.43 .59 มาก
เพื่อหาเหตุผลและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
6.อาจารย์สอนโดยมีการสอดแทรกคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ 4.00 .00 มาก
วิชาชีพ ค่านิยมที่ดี เช่น ความซื่อสัตย์ ความอดทน ความพอเพียง
เห็นแก่ส่วนรวมเป็นต้น
7.อาจารย์เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ซักถาม แสดงความคิดเห็น 3.56 .49 มาก
ประชุม พูดคุยให้ค าแนะน า และรับฟัง ข้อคิดเห็นของนักศึกษาท ี่
แตกต่างหรือขัดแย้งจากอาจารย์
้
8.อาจารย์ใช/มีสื่อเทคโนโลยีการสอน ที่น่าสนใจ ทันสมัย เหมาะสม 3.50 .50 ปานกลาง
กับเนื้อหาวิชา และช่วยเสริมการเรียนรู้และความเข้าใจในเนื้อหาวิชา
9.อาจารย์แจ้งรายชื่อหนังสือและระบบสืบค้นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ 4.82 .38 มากที่สุด
จะศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเองได้
10.นักศึกษามีความพึงพอใจในความสามารถในการสอนของ 4.49 .50 มาก
อาจารย์/คุณภาพ/ของสิ่งสนับสนุนการสอน
สรุปความพึงพอใจโดยภาพรวม 4.00 .11 มาก
233
จากตารางพบว่า นักเรียนมีความพงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาองกฤษ
ึ
ั
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.00, SD = .11) โดยประเด็นเรื่องอาจารย์แจ้งรายชื่อหนังสือ
ิ
และระบบสืบค้นข้อมูลอเล็กทรอนิกส์ที่จะศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเองได้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =4.82 ,
ึ
SD =.38) รองลงมาได้แก่ นักศึกษามีความพงพอใจในความสามารถในการสอนของอาจารย์/
คุณภาพ/ของสิ่งสนับสนุนการสอน ( =4.49, SD =.50) และอาจารย์ส่งเสริมให้นักศึกษาฝึกการคิด
ื่
วิเคราะห์การใช้ความคิดเพอหาเหตุผลและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ( =4.43 , SD =.59)
ตามล าดับ
234
กำรวิเครำะห์ One-Sample T Test
เริ่มจากการคลิกที่รายการ
(Analyze) บนแถบเมนู จากนั้น
เลือกรายการ
(Compare Means) แล้วเลือก
รายการ (One-Sample T
Test) จากนั้นเลือกตัวแปร ไปใส่
ไว้ในช่อง (Test Value) ใส่
ค่าที่ต้องการทดสอบ
235
ผลกำรวิเครำะห ์
One-Sample Statistics
N Mean Std. Deviation Std. Error Mean
Sat1 400 4.0060 .11832 .00592
One-Sample Test
Test Value = 3.51
95% Confidence Interval of the
Difference
t df Sig. (2-tailed) Mean Difference Lower Upper
Sat1 83.842 399 .000 .49600 .4844 .5076
กำรน ำเสนอตำรำงกำรวิเครำะห์และกำรแปลผล
ตารางที่.....แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนภาษา
ึ
อังกฤษของ นศ.มรย. โดยใช้สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่
ก าหนดไว้
N . . เกณฑ์ t sig
400 4.00 .12 3.51 83.842 .000
ั
จากตารางพบว่า นศ.มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาองกฤษอยู่ในระดับ
มาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.12 โดยพบว่าค่าเฉลี่ยความ
พึงพอใจสูงกว่าเกณฑ์ทก าหนดไว้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ี่
236
กำรวิเครำะห์เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย 2 กลุ่มที่สัมพันธ์กัน (กลุ่มเดียวกัน)
เริ่มจากการคลิกที่รายการ
(Analyze) บนแถบเมนู จากนั้น
เลือกรายการ
(Compare Means) แล้วเลือก
รายการ
(Paired-Sample T Test)
จากนั้นเลือกตัวแปร Posttest
ไปใส่ไว้ในช่อง (Variable1)
และเลือกตัวแปร Pretest
(Variable2)
237
ผลกำรวิเครำะห ์
Paired Samples Statistics
Mean N Std. Deviation Std. Error Mean
Pair 1 Posttest 25.0975 400 4.14015 .20701
Pretest 16.3600 400 .77259 .03863
Paired Samples Correlations
N Correlation Sig.
Pair 1 Posttest & Pretest 400 -.046 .356
Paired Samples Test
Paired Differences
95% Confidence
Interval of the
Std. Difference Sig.
Mean Deviation Std. Error Mean Lower Upper t df (2-tailed)
Pair 1 Posttest - Pretest 8.73750 4.24661 .21233 8.32007 9.15493 41.150 399 .000
238
กำรน ำเสนอตำรำงและกำรแปลผล
ั
ตำรำงที่..... จ านวน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาองกฤษ
ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอสระจากกัน (Dependent
ิ
Samples t test)
n S.D. t sig
ก่อนเรียน 400 16.36 0.77 41.150 .000
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรียน 400 25.09 4.14
จากตารางพบว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ก่อนเรียนมีคะแนน
ั
เฉลี่ยเท่ากับ 16.36 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากบ 0.77 และหลังมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.09 ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.14 โดยพบว่าหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05
n S.D. t sig
ก่อนเรียน 400 16.36 0.77 41.150 .067
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรียน 400 25.09 4.14
จากตารางพบว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ก่อนเรียนมีคะแนน
เฉลี่ยเท่ากับ 16.36 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากบ 0.77 และหลังมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.09 ส่วน
ั
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.14 โดยพบว่าก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยไม่แตกต่างกันที่ระดับ
นัยส าคัญ .05
239
กำรเปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย 2 กลุ่มที่เป็นอิสระจำกกัน (คนละกลุ่มกัน)
เริ่มจากการคลิกที่รายการ
(Analyze) บนแถบเมนู จากนั้น
เลือกรายการ
(Compare Means) แล้วเลือก
รายการ
(Independent-Sample T
Test) จากนั้นเลือกตัวแปร
Posttest ไปใส่ไว้ในช่อง
(Test Variable) และเลือกตัว
แปร Sex (Grouping
Variable)
240
Group Statistics
Sex N Mean Std. Deviation Std. Error Mean
Posttest ชาย 176 25.0568 4.02807 .30363
หญิง 224 25.1295 4.23484 .28295
Independent Samples Test
Levene's Test for t-test for Equality of Means
Equality of 95% Confidence Interval of the
Variances Difference
Std. Error
F Sig. t df Sig. (2-tailed) Mean Difference Difference Lower Upper
Posttest Equal variances assumed 2.284 .131 -.174 398 .862 -.07265 .41754 -.89350 .74821
Equal variances not -.175 383.791 .861 -.07265 .41503 -.88867 .74337
assumed
242
240
Group Statistics
Sex N Mean Std. Deviation Std. Error Mean
Posttest ชาย 176 25.0568 4.02807 .30363
หญิง 224 25.1295 4.23484 .28295
Independent Samples Test
Levene's Test for t-test for Equality of Means
Equality of 95% Confidence Interval of the
Variances Difference
Std. Error
F Sig. t df Sig. (2-tailed) Mean Difference Difference Lower Upper
Posttest Equal variances assumed 2.284 .131 -.174 398 .862 -.07265 .41754 -.89350 .74821
Equal variances not -.175 383.791 .861 -.07265 .41503 -.88867 .74337
assumed
242
241
กำรน ำเสนอตำรำงและแปลผล
ั
ตารางที่......เปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาองกฤษ
ระหว่าง นศ.ชายกับ นศ.หญิง โดยใช้สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างเป็นอสระจากกัน
ิ
(Independent Samples t test)
เพศ n S.D. t sig
ชาย 176 25.05 4.03 -.174 .862
หญิง 224 25.12 4.23
ั
จากตารางพบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาองกฤษของนักศึกษาชายมี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.05 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.02 ส่วนนักศึกษาหญิงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
25.12 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.23 ซึ่งจากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพบว่า คะแนนเฉลี่ย
ของนักศึกษาชายและนักศึกษาหญิง ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยส าคัญ 0.05
242
วิเครำะห์ควำมแปรปรวนแบบทำงเดียว (One-Way ANOVA)
เริ่มจากการคลิกที่รายการ
(Analyze) บนแถบเมนู จากนั้น
เลือกรายการ
(Compare Means) แล้วเลือก
รายการ
(One-Way ANOVA) จากนั้น
เลือกตัวแปร Posttest ไปใส่ไว้ใน
ช่อง (Dependent List)
และเลือกตัวแปร Faculty
(Factor) และเลือก (Post
Hoc) เพอเปรียบเทียบรายคู่ โดย
ื่
ใช้วิธี Tukey และ Scheffe
243
ผลกำรวิเครำะห ์
Posttest
95% Confidence Interval for Mean
N Mean Std. Deviation Std. Error Lower Bound Upper Bound Minimum Maximum
ครุศาสตร์ 100 26.1000 3.58589 .35859 25.3885 26.8115 16.00 30.00
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 100 23.2000 4.60347 .46035 22.2866 24.1134 17.00 30.00
วิทยาการจัดการ 100 25.2200 4.18168 .41817 24.3903 26.0497 16.00 30.00
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี 100 25.8700 3.50369 .35037 25.1748 26.5652 18.00 30.00
Total 400 25.0975 4.14015 .20701 24.6905 25.5045 16.00 30.00
Test of Homogeneity of Variances
Posttest
Levene Statistic df1 df2 Sig.
8.735 3 396 .000
243
243
ผลกำรวิเครำะห ์
Posttest
95% Confidence Interval for Mean
N Mean Std. Deviation Std. Error Lower Bound Upper Bound Minimum Maximum
ครุศาสตร์ 100 26.1000 3.58589 .35859 25.3885 26.8115 16.00 30.00
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 100 23.2000 4.60347 .46035 22.2866 24.1134 17.00 30.00
วิทยาการจัดการ 100 25.2200 4.18168 .41817 24.3903 26.0497 16.00 30.00
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี 100 25.8700 3.50369 .35037 25.1748 26.5652 18.00 30.00
Total 400 25.0975 4.14015 .20701 24.6905 25.5045 16.00 30.00
Test of Homogeneity of Variances
Posttest
Levene Statistic df1 df2 Sig.
8.735 3 396 .000
243
244
ANOVA
Sum of Squares df Mean Square F Sig.
Between Groups 521.728 3 173.909 10.901 .000
Within Groups 6317.470 396 15.953
Total 6839.198 399
Multiple Comparisons
Mean Difference (I- 95% Confidence Interval
(I) Faculty (J) Faculty J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound
*
Tukey HSD ครุศาสตร ์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.90000 .56486 .000 1.4427 4.3573
วิทยาการจัดการ .88000 .56486 .404 -.5773 2.3373
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี .23000 .56486 .977 -1.2273 1.6873
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ ครุศาสตร ์ -2.90000 .56486 .000 -4.3573 -1.4427
*
วิทยาการจัดการ -2.02000 .56486 .002 -3.4773 -.5627
*
์
*
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี -2.67000 .56486 .000 -4.1273 -1.2127 244
244
ANOVA
Sum of Squares df Mean Square F Sig.
Between Groups 521.728 3 173.909 10.901 .000
Within Groups 6317.470 396 15.953
Total 6839.198 399
Multiple Comparisons
Mean Difference (I- 95% Confidence Interval
(I) Faculty (J) Faculty J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound
*
Tukey HSD ครุศาสตร ์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.90000 .56486 .000 1.4427 4.3573
วิทยาการจัดการ .88000 .56486 .404 -.5773 2.3373
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี .23000 .56486 .977 -1.2273 1.6873
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ ครุศาสตร ์ -2.90000 .56486 .000 -4.3573 -1.4427
*
วิทยาการจัดการ -2.02000 .56486 .002 -3.4773 -.5627
*
์
*
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี -2.67000 .56486 .000 -4.1273 -1.2127 244
245
Multiple Comparisons
Mean Difference (I- 95% Confidence Interval
(I) Faculty (J) Faculty J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound
วิทยาการจัดการ -.88000 .56486 .404 -2.3373 .5773
ครุศาสตร ์
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.02000 .56486 .002 .5627 3.4773
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี -.65000 .56486 .658 -2.1073 .8073
-.23000 .56486 .977 -1.6873 1.2273
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี ครุศาสตร ์
์
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.67000 .56486 .000 1.2127 4.1273
*
วิทยาการจัดการ .65000 .56486 .658 -.8073 2.1073
*
Scheffe ครุศาสตร ์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.90000 .56486 .000 1.3141 4.4859
วิทยาการจัดการ .88000 .56486 .489 -.7059 2.4659
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี .23000 .56486 .983 -1.3559 1.8159
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ ครุศาสตร ์ -2.90000 .56486 .000 -4.4859 -1.3141
*
วิทยาการจัดการ -2.02000 .56486 .006 -3.6059 -.4341
*
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี -2.67000 .56486 .000 -4.2559 -1.0841
์
245
245
Multiple Comparisons
Mean Difference (I- 95% Confidence Interval
(I) Faculty (J) Faculty J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound
วิทยาการจัดการ -.88000 .56486 .404 -2.3373 .5773
ครุศาสตร ์
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.02000 .56486 .002 .5627 3.4773
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี -.65000 .56486 .658 -2.1073 .8073
-.23000 .56486 .977 -1.6873 1.2273
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี ครุศาสตร ์
์
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.67000 .56486 .000 1.2127 4.1273
*
วิทยาการจัดการ .65000 .56486 .658 -.8073 2.1073
*
Scheffe ครุศาสตร ์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.90000 .56486 .000 1.3141 4.4859
วิทยาการจัดการ .88000 .56486 .489 -.7059 2.4659
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี .23000 .56486 .983 -1.3559 1.8159
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ ครุศาสตร ์ -2.90000 .56486 .000 -4.4859 -1.3141
*
วิทยาการจัดการ -2.02000 .56486 .006 -3.6059 -.4341
*
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี -2.67000 .56486 .000 -4.2559 -1.0841
์
245
246
Multiple Comparisons
Mean Difference (I- 95% Confidence Interval
(I) Faculty (J) Faculty J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound
วิทยาการจัดการ ครุศาสตร ์ -.88000 .56486 .489 -2.4659 .7059
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.02000 .56486 .006 .4341 3.6059
*
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี -.65000 .56486 .724 -2.2359 .9359
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี ครุศาสตร ์ -.23000 .56486 .983 -1.8159 1.3559
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.67000 .56486 .000 1.0841 4.2559
วิทยาการจัดการ .65000 .56486 .724 -.9359 2.2359
*
Dunnett T3 ครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2.90000 .58353 .000 1.3490 4.4510
วิทยาการจัดการ .88000 .55086 .506 -.5837 2.3437
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี .23000 .50134 .998 -1.1018 1.5618
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครุศาสตร์ -2.90000 .58353 .000 -4.4510 -1.3490
*
วิทยาการจัดการ -2.02000 .62192 .008 -3.6722 -.3678
*
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี -2.67000 .57851 .000 -4.2078 -1.1322
246
246
Multiple Comparisons
Mean Difference (I- 95% Confidence Interval
(I) Faculty (J) Faculty J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound
วิทยาการจัดการ ครุศาสตร ์ -.88000 .56486 .489 -2.4659 .7059
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.02000 .56486 .006 .4341 3.6059
*
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี -.65000 .56486 .724 -2.2359 .9359
์
วิทยาศาสตร เทคโนโลยี ครุศาสตร ์ -.23000 .56486 .983 -1.8159 1.3559
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ 2.67000 .56486 .000 1.0841 4.2559
วิทยาการจัดการ .65000 .56486 .724 -.9359 2.2359
*
Dunnett T3 ครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2.90000 .58353 .000 1.3490 4.4510
วิทยาการจัดการ .88000 .55086 .506 -.5837 2.3437
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี .23000 .50134 .998 -1.1018 1.5618
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครุศาสตร์ -2.90000 .58353 .000 -4.4510 -1.3490
*
วิทยาการจัดการ -2.02000 .62192 .008 -3.6722 -.3678
*
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี -2.67000 .57851 .000 -4.2078 -1.1322
246
247
Multiple Comparisons
Mean Difference (I- 95% Confidence Interval
(I) Faculty (J) Faculty J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound
วิทยาการจัดการ ครุศาสตร์ -.88000 .55086 .506 -2.3437 .5837
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2.02000 .62192 .008 .3678 3.6722
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี -.65000 .54555 .797 -2.0996 .7996
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ครุศาสตร์ -.23000 .50134 .998 -1.5618 1.1018
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2.67000 .57851 .000 1.1322 4.2078
*
วิทยาการจัดการ .65000 .54555 .797 -.7996 2.0996
*. The mean difference is significant at the 0.05 level. 247
247
Multiple Comparisons
Mean Difference (I- 95% Confidence Interval
(I) Faculty (J) Faculty J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound
วิทยาการจัดการ ครุศาสตร์ -.88000 .55086 .506 -2.3437 .5837
*
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2.02000 .62192 .008 .3678 3.6722
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี -.65000 .54555 .797 -2.0996 .7996
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ครุศาสตร์ -.23000 .50134 .998 -1.5618 1.1018
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2.67000 .57851 .000 1.1322 4.2078
*
วิทยาการจัดการ .65000 .54555 .797 -.7996 2.0996
*. The mean difference is significant at the 0.05 level. 247
248
กำรน ำเสนอตำรำงและกำรแปลผล
ตำรำงที่...ควำมแตกต่ำงของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนภำษำอังกฤษของ นศ.คณะต่ำง ๆ
แหล่งความแปรปรวน SS df MS F Sig.
ระหว่างกลุ่ม 521.728 3 173.909 10.901 .000
ภายในกลุ่ม 6317.470 396 15.953
รวม 6839.198 399
จากตารางพบว่าค่า F มีค่าเท่ากับ 10.901 และค่า sig มีค่าน้อยกว่า 0.05 ดังนั้นสรุปได้ว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของ นศ.มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาต่างคณะกัน มีอย่างน้อย 1 คู่ ที่
มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะท าการทดสอบรายคู่ต่อไป
ตำรำงท.....การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ ของนศ.ต่าง
ี่
คณะกัน
วิทยำกำร
ครุศำสตร ์ มนุษย์ วิทยำศำสตร ์
คณะ ค่ำเฉลี่ย จัดกำร
26.10 23.20 25.22 25.87
ครุศำสตร ์ - 2.90* 0.88 0.23
26.10
มนุษย์ฯ 23.20 - -2.02* -2.67*
วิทยำกำร 25.22 - -.65
จัดกำร
25.87 -
วิทยำศำสตร์ฯ
*มีนัยส าคัญที่ระดับ .05
ั
จากตารางการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาองกฤษของ
ั
นักศึกษาคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลาพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาองกฤษ
ของคณะครุศาสตร์มีความแตกต่างกับคะแนนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างมี
นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้คะแนนผลสัมฤทธิ์ของคณะวิทยาการจัดการก็มีความแตกต่าง
กับคะแนนผลสัมฤทธิ์ของคณะมนุษยศาสตร์ และคะแนนผลสัมฤทธิ์ของคณะวิทยาศาสตร์ก็แตกต่างจาก
คะแนนผลสัมฤทธิ์ของคณะมนุษยศาสตร์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เมื่อ
ิ
พจารณาคะแนนเฉลี่ยพบว่า คณะครุศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือคณะวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี คณะวิทยาการและคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตามล าดับ
249
กำรวิเครำะห์สหสัมพันธ์อย่ำงง่ำย (Pearson Simple Correlation)
เริ่มจากการคลิกที่รายการ
(Analyze) บนแถบเมนู จากนั้น
เลือกรายการ
(Correlate) แล้วเลือก รายการ
(Bivariate) จากนั้นเลือกตัวแปร
GPA, Posttest ไปใส่ไว้ในช่อง
(Variables) และเลือกวิธี
Pearson และเลือก
Options (Statistics) เลือก
Means and standard
deviatons
250
ผลกำรวิเครำะห ์
Descriptive Statistics
Std.
Mean Deviation N
GPA 3.3726 .54559 400
Posttest 25.0975 4.14015 400
Correlations
GPA Posttest
GPA Pearson Correlation 1 .555**
Sig. (2-tailed) .000
N 400 400
Posttest Pearson Correlation .555** 1
Sig. (2-tailed) .000
N 400 400
**. Correlation is significant at the 0.01 level
(2-tailed).
การน าเสนอตารางและการแปลผล
ตัวแปรสหสัมพันธ์ r sig.
GPA กับ Posttest .555 .000
จากตารางพบว่า GPA มีความสัมพันธ์กับ Posttest ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยส าคัญทาง
สถิติที่ระดับ .01
251
กำรวิเครำะห์กำรถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression)
ค าสั่ง Multiple Regression เป็นการหาความสัมพันธ์เชิงพหุคูณ คือความสัมพันธ์ระหว่างตัว
ี
แปรตามหนึ่งตัว (มาตรวัดระดับ Interval) กับตัวแปรอิสระอกอย่างน้อย 2 ตัว (ตัวแปรทั้งหมดจะมี
มาตรวัดเป็นแบบนามบัญญัติ แบบช่วง หรือ แบบอัตราส่วนก็ได้)
ขั้นตอนการค านวณ Multiple Regression มีดังนี้
1. ท าการเปิดแฟ้มข้อมูลที่ต้องการค านวณค่าสถิติ
2. คลิกที่เมนู (Analyze) --> (Regression) --> (Linear) .... จะ
ได้ดังรูป
252
3. คลิกที่ตัวแปรที่ต้องการทดสอบ ตัวแปรตามคือ Posttest แล้วคลิกที่ลูกศรชี้ขวาอันบนตัวแปร
จะเข้าไปอยู่ใน (Dependent) และเลือกตัวแปรต้นที่ต้องการคือ GPA Att Pretest Sat1 แล้วคลิก
ที่ลูกศรชี้ขวาอันล่างเอาไว้ใน (Independent) ดังรูป
Method คือวิธีการเลือกตัวแปรอิสระเข้าสมการความถดถอย จะต้องมีเกณฑ์ในการเลือก
คือจะต้องพิจารณาว่ามีตัวแปรอิสระตัวใดบ้างที่น่าจะมืความสัมพันธืกับตัวแปรตามสามารถเลือกใช้ได้
หลายวิธี ซึ่งจะท าให้ได้สมการความถดถอยหลาย ๆ รูปแบบ เทคนิคในการเลือก มี 5 วิธี คือ
Enter เป็นวิธีการก าหนดให้ตัวแปรอสระหนึ่งตัวหรือหลายตัวเป็นตัวแปรในเส้นถดถอย การเลือก
ิ
ตัวแปรอสระเข้าสมการความถดถอยในขั้นตอนเดียว ผู้ใช้จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าตัวแปรอสระตัว
ิ
ิ
ใดบ้างที่ควรจะอยู่ในสมการความถดถอย โดยพิจารณาจากค่า Sig. ของสถิติทดสอบ
253
Forward เป็นเทคนิคการเลือกตัวแปรอสระเข้าสมการความถดถอยครั้งละ 1 ตัว โดยเลือกตัว
ิ
ิ
แปรอสระที่มีความสัมพนธ์กับตัวแปรตามมากที่สุดเข้าเป็นตัวแรก ต่อจากนั้นเลือกตัวแปรอสระที่
ิ
ั
เหลือ โดยค านวณค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระแต่ละตัว
ั
Backward เป็นวิธีที่ตรงกันข้ามกับ Forward คือน าตัวแปรทุกตัวที่คาดว่าจะมีความสัมพนธ์กับ
ตัวแปรตามเข้าสมการ จากนั้นจะตัดตัวแปรอสระที่ไม่มีความสัมพนธ์กับตัวแปรตามออกจาก
ิ
ั
สมการครั้งละตัวจนกว่าจะไม่สามารถตัดได้แล้ว
Stepwise เป็นวิธีการเลือกตัวแปรอสระเข้าสมการที่นิยมใช้กันมากที่สุด จะใช้วิธี Forward และ
ิ
วิธี Backward ผสมกัน
4. เลือกค่าสถิติที่ต้องการจะใช้ โดยกดปุ่ม (Statistics) จะได้ดังรูป
254
ผลกำรวิเครำะห ์
Descriptive Statistics
Mean Std. Deviation N
Posttest 25.0975 4.14015 400
GPA 3.3726 .54559 400
Att 23.7900 5.91806 400
Pretest 16.3600 .77259 400
Sat1 4.0060 .11832 400
255
Correlations
Posttest GPA Att Pretest Sat1
Pearson Correlation Posttest 1.000 .555 .623 -.046 .017
GPA .555 1.000 .520 .051 .014
Att .623 .520 1.000 -.030 .001
Pretest -.046 .051 -.030 1.000 .009
Sat1 .017 .014 .001 .009 1.000
Sig. (1-tailed) Posttest . .000 .000 .178 .369
GPA .000 . .000 .155 .386
Att .000 .000 . .275 .491
Pretest .178 .155 .275 . .427
Sat1 .369 .386 .491 .427 .
N Posttest 400 400 400 400 400
GPA 400 400 400 400 400
Att 400 400 400 400 400
Pretest 400 400 400 400 400
Sat1 400 400 400 400 400
256
Variables Entered/Removed
Variables Variables
Model Entered Removed Method
1 Sat1, Att, . Enter
a
Pretest, GPA
a. All requested variables entered.
Model Summaryb
Change Statistics
Adjusted R Std. Error of the R Square
Model R R Square Square Estimate Change F Change df1 df2 Sig. F Change
a
1 .681 .463 .458 3.04849 .463 85.233 4 395 .000
a. Predictors: (Constant), Sat1, Att, Pretest, GPA
b. Dependent Variable: Posttest
256
256
Variables Entered/Removed
Variables Variables
Model Entered Removed Method
1 Sat1, Att, . Enter
a
Pretest, GPA
a. All requested variables entered.
Model Summaryb
Change Statistics
Adjusted R Std. Error of the R Square
Model R R Square Square Estimate Change F Change df1 df2 Sig. F Change
a
1 .681 .463 .458 3.04849 .463 85.233 4 395 .000
a. Predictors: (Constant), Sat1, Att, Pretest, GPA
b. Dependent Variable: Posttest
256
292
ANOVA
b
Model Sum of Squares df Mean Square F Sig.
a
1 Regression 3168.358 4 792.090 85.233 .000
Residual 3670.839 395 9.293
Total 6839.198 399
a. Predictors: (Constant), Sat1, Att, Pretest, GPA
b. Dependent Variable: Posttest
a
Coefficients
Standardized
Unstandardized Coefficients Coefficients Collinearity Statistics
Model B Std. Error Beta t Sig. Tolerance VIF
1 (Constant) 11.945 6.125 1.950 .052
GPA 2.432 .329 .320 7.400 .000 .725 1.380
Att .318 .030 .455 10.506 .000 .726 1.377
Pretest -.263 .198 -.049 -1.326 .186 .993 1.007
Sat1 .421 1.290 .012 .326 .744 1.000 1.000
a. Dependent Variable: Posttest
261
กำรน ำเสนอตำรำงและกำรแปลผล
ตำรำงที่.......เมตริกซ์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
Posttest GPA Att Pretest Sat1
Posttest -
GPA .555* -
Att .623* 520* -
Pretest -.046 .051 -.030 -
Sat1 0.17 0.14 .001 .009 -
* มีนัยส าคัญที่ระดับ .05
ั
จากตารางพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรแต่ละด้านมีค่าอยู่ระหว่าง .001 - .623
ั
โดยตัวแปรที่มีความสัมพนธ์กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ Att มีความสัมพนธ์กับ Posttest
ั
สูงสุดมีค่าเท่ากับ .623 รองลงมาคือความสัมพนธ์ระหว่าง GPA กับ Posttest มีค่าเท่ากับ .555 และ Att กับ
ั
ื่
ั
GPA มีค่าเท่ากับ .520 ตามล าดับ ส่วนด้านอน ๆ นั้นมีความสัมพนธ์กันต่ า และไม่มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ
.05
ตำรำงที่.......แสดงผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พหุคูณ ก าลังสองของค่าสหสัมพันธ์พหุคูณ ก าลังสองของค่า
สหสัมพันธ์พหุคูณที่ปรับแก้ และค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน
Model R R Square Adjusted R Square Std. Error of the Estimate
Enter .681 .463 .468 3.048
a
Predictors: (Constant), Sat1, Att, Pretest, GPA
จากตารางพบว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์พหุคูณมีค่าเท่ากับ .681 และก าลังสองของค่าสหสัมพนธ์
ั
ั
พหุคูณมีค่า .463 แสดงว่า ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 4 ตัวร่วมกันพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาองกฤษได้
ั
ี
ร้อยละ 46.3 ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์มค่าเท่ากับ 3.048
262
ตำรำงที่... การวิเคราะห์ความแปรปรวน
Sum of Squares df Mean Square F Sig.
a
Regression 3168.358 4 792.090 85.233 .000
Residual 3670.839 395 9.293
Total 6839.198 399
* มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่ามีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั่นแปลว่ามีตัวแปรอิสระ
อย่างน้อย 1 ตัวที่ส่งผลต่อตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ โดยมีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงและ
สามารถสร้างเป็นสมการพยากรณ์ได้
์
ตำรำงแสดงผลกำรวิเครำะหกำรถดถอยพหุคูณ
ตัวแปร B Std. Error Beta t sig
11.945 6.125 1.950 .052
GPA 2.432 .329 .320 7.400 .000
Att .318 .030 .455 10.506 .000
Pretest -.263 .198 -.049 -1.326 .186
Sat1 .421 1.290 .012 .326 .744
2
R = .681 R = .463 R = .458 SE = 3.04 a = 11.945 F = 85.233*
2
adj
* มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ั
ี่
จากตารางพบว่าตัวแปรพยากรณ์ทส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาองกฤษอย่างมีนัยส าคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 มีจ านวน 2 ตัวแปรได้แก่เกรดเฉลี่ย (GPA) และ เจตคติต่อวิชาภาษาองกฤษ (Att) ส่วนตัว
ั
แปรที่เหลือนั้น ไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ โดยตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 4 ตัวร่วมกันพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ภาษาอังกฤษได้ร้อยละ 46.3 ซึ่งสามารถสร้างเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ดังนี้
263
สมกำรพยำกรณ์ในรูปคะแนนดิบ
̂
= 11.945 +2.432 (GPA)* +.318 (Att)* -2.63(Pretest)+.421(Sat1)
สมกำรในรูปคะแนนมำตรฐำน
̂
= .320Z + .455Z -.049Z Pretest + 0.012Z
Att
Sat1
GPA
264
บทที่ 11
กำรเขียนรำยงำนกำรวิจัย
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ
1. อธิบายหลักการเขียนรายงานการวิจัยได้
2. เขียนรายงานการวิจัยที่ถูกต้องได้
เนื้อหำสำระ
ส่วนที่ 1 ส่วนน า
ส่วนที่ 2 เนื้อหา จ านวน 5 บท
ส่วนที่ 3 บรรณานุกรม
ส่วนที่ 4 ภาคผนวก
ส่วนที่ 5 ประวัติผู้วิจัย
เทคนิคในการเขียนรายงานการวิจัยในแต่ละส่วน
265
บทที่ 11
กำรเขียนรำยงำนกำรวิจัย
การเขียนรายงานการวิจัยเป็นการเล่าเรื่องราวเหตุการณ์และผลที่เกิดขึ้นในขณะที่ด าเนินการวิจัย
รวมถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิจัยและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานของผู้วิจัย การ
เขียนรายงานการวิจัยเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยให้สาธารณชนได้รับรู้ และเพื่อครูอาจารย์หรือนักศึกษาท่านอื่น ๆ
จะได้น าไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาของตนหรือเป็นแนวทางที่จะท าการวิจัยต่อไป แนวทางการเขียนรายงาน
การวิจัยฉบับสมบูรณ์มีดังนี้
ส่วนที่ 1 ส่วนน ำ
ปกนอก ประกอบด้วยชื่อเรื่อง รายชื่อผู้วิจัยทั้งหมด สาขาวิชา คณะ มหาวิทยาลัย พ.ศ...
ปกใน เหมือนปกนอก แต่พมพ์ด้วยกระดาษขาว A4 ธรรมดา
ิ
บทคัดย่อ เป็นเนื้อหาสรุปงานวิจัยทั้งเรื่อง โดยจะเขียนสรุปความเฉพาะประเด็นส าคัญ ประกอบด้วย
วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัยและผลของการวิจัยที่ส าคัญ
กิตติกรรมประกำศ เป็นข้อความแสดงความขอบคุณบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุน
งานวิจัย เป็นข้อความสั้น ๆ ชัดเจน ไม่ควรมีจ านวนผู้รับค าขอบคุณมากเกินไป ค าขอบคุณที่ใช้ระดับเดียวกัน
เช่น กราบขอบพระคุณ หรือขอบพระคุณให้ใช้เหมือนกัน ยกเว้นค า ราชาศัพท์ที่ต้องใช้จึงใช้ จึงใช้แตกต่าง
กันตามความเหมาะสมและถูกควร
สำรบัญ เป็นรายการแสดงส่วนต่าง ๆ ของรายงานวิจัยว่าผู้ส่วนใดของรายงานโดยระบุหัวข้อส่วน
ต่างๆ และล าดับหน้าทีเริ่มหัวข้อนั้น ๆ
ส่วนที่ 2 เนื้อหำ จ ำนวน 5 บท
บทที่ 1 บทน า
บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย
บทที่ 4 ผลการวิจัย
266
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายและข้อเสนอแนะ
ส่วนที่ 3 บรรณำนุกรม
ส่วนที่ 4 ภำคผนวก
ภาคผนวก ก. เครื่องมอส าหรับเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย
ื
ภาคผนวก ข. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล Output
ส่วนที่ 5 ประวัติผู้วิจัย
(ให้น าเสนอในส่วน ชื่อ รหัสนักศึกษา ที่อยู่ เบอร์โทร ระดับการศึกษา รูปภาพ)
เทคนิคในกำรเขียนรำยงำนกำรวิจัยในแต่ละส่วน
1. กำรเขียนชื่อเรื่องงำนวิจัย
1. กะทัดรัด มีความชัดเจนในตัวเอง
2. เห็นลักษณะของตัวแปร กลุ่มตัวอย่าง และขอบเขตของการวิจัย
3. ภาษาที่ใช้ต้องเป็นภาษาที่เชื่อถือได้ในวิชาชีพนั้น ๆ
4. เป็นประโยคที่สมบูรณ์ ข้อความ หรือวลีก็ได้
2. กำรเขียนควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของกำรวิจัย
1. แนวในการเขียนแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1.1 เริ่มจากจากสภาพปัจจุบันของสิ่งที่จะวิจัย
1.2 ปัญหาที่เกิดขึ้นส าหรับสิ่งที่จะวิจัย
1.3 แนวทาง หรือ หลักการที่จะแก้ปัญหานั้น
2. ตรงประเด็น และชี้ให้เห็นความส าคัญของสิ่งที่จะวิจัย ไม่ควรเขียนเยิ่นเย้อ และนอกเรื่อง
เพราะจะท าให้ผู้อ่านไขว้เขวได้
ิ
3. มีข้อมูลอางอง เพอความน่าเชื่อถือ การมีข้อมูลอางองจะท าให้งานวิจัยมีคุณค่า และบางครั้ง
ื่
ิ
้
้
ท าให้การเขียนมีความสละสลวย มีเหตุมีผล
267
4. มีความต่อเนื่องกัน ในแต่ละย่อหน้าผู้เขียนต้องเขียนให้ต่อเนื่องกัน ห้ามเขียนวกไปวนมา
โดยต้องยึดหลักการเขียนตามข้อ 1
5. สรุปเหตุผลที่ผู้วิจัยจะศึกษา ในส่วนสุดท้ายของความเป็นมาและความส าคัญของการวิจัย
3. กำรเขียนวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย
1. สอดคล้อง/สัมพันธ์ กับชื่อเรื่องการวิจัย
2. ระบุอย่างชัดเจนว่าต้องการศึกษาอะไร กับใคร ที่ไหน
3. ถ้าเรื่องที่วิจัยเกี่ยวข้องกับตัวแปรหลาย ๆ ตัว ควรเขียนแยกเป็นข้อ ๆ
4. ภาษาที่ใช้ต้องเข้าใจง่าย และแจ่มชัดในตัวเอง
5. สามารถเก็บข้อมูลได้ ประเด็นนี้ส าคัญมาก เพราะถ้าเขยนแล้ว ผู้วิจัยไม่รู้ หรือไม่สามารถที่จะ
ี
เก็บขอมูลได้ จะท าให้การวิจัยประสบความล้มเหลวได้
้
4. กำรเขียนสมมุติฐำนกำรวิจัย
สมมุติฐานการวิจัย (Research hypothesis) เป็นการคาดคะเนผลของการวิจัยไว้ล่วงหน้า โดยใช้
ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง เพื่ออ้างอิงไปยังประชากร การก าหนด/เขียนสมมุติฐานการวิจัย ควรเขียนหลังจากที่
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยเรียบร้อย เพราะจะท าให้ผู้วิจัยมีเหตุผลในการก าหนดสมมุติฐาน
1. หลักกำรก ำหนดและทดสอบสมมุติฐำน
ั
ี
1.1 มีข้อมูลพอเพยงเกี่ยวกับตัวแปร และ ความสัมพนธ์ของตัวแปร จากเอกสารงาน
วิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.2 มีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Samples , not populations, are used.)
1.3 ผู้วิจัยต้องการจะใช้วิธีการ การทดสอบสมมุติฐาน
2. หลักกำรเขียนสมมุติฐำนกำรวิจัย
2.1 งานวิจัยจะมีสมมุติฐานการวิจัย เมื่อวัตถุประสงค์การวิจัยเป็นการเปรียบเทียบ
หรือมีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบ
2.2 ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
2.3 สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไป หรือ มีทฤษฎี งานวิจัยรองรับ
2.4 ถ้ามีข้อมูลสนับสนุนพอเพยง ให้ตั้งสมมุติฐานว่า “สูงกว่า/น้อยกว่า” ในทางตรง
ี
กันข้าม ถ้ามีข้อมูลสนับสนุนน้อย หรือไม่มีข้อมูลสนับสนุน ให้ตั้งสมมุติฐานว่า
“แตกต่างกัน”
2.5 ใช้ค าที่เข้าใจง่าย ชัดเจน เป็นข้อความที่คนทั่วไปเข้าใจได้ตรงกัน
268
5. กำรเขียนตัวแปร
1. ตัวแปรต้น หรือตัวแปรอิสระ (Independent variable) เป็นตัวแปรที่เป็นเหตุ (Cause) ที่ท า
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ตัวแปรต้นเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยก าหนดขึ้น หรือจัดกระท า
(Treatment) เช่น แบบฝึกทักษะ วิธีสอนแบบบทบาทสมมุติ เป็นต้น ตัวแปรต้นจะมีผลต่อตัวแปรตาม
ค่าตัวแปรต้นมีส่วนก าหนดค่าตัวแปรตาม
2. ตัวแปรตำม (Dependent variable) เป็นตัวแปรซึ่งเป็นผลที่เกิดจากตัวแปรต้น เป็นสิ่งที่ผู้วิจัย
ต้องการให้เกิดพฤติกรรมนั้น ๆ ค่าตัวแปรตาม ผันแปรตามค่าของตัวแปรต้น
6. กำรเขียนและกำรระบุตัวแปรในกำรวิจัย
การระบุตัวแปรส าหรับการวิจัย ถ้าเป็นงานวิจัยเชิงส ารวจที่วัตถุประสงค์การวิจัยไม่ได้เปรียบเทียบกัน
หรือ มีลักษณะเปรียบเทียบกัน ให้ระบุเฉพาะตัวแปรที่ศึกษา ไม่ต้องมีตัวแปรต้น และตัวแปรตาม ถ้าเป็น
งานวิจัยเชิงส ารวจที่วัตถุประสงค์มีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบกัน หรือ เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง ให้ระบุ
ทั้งตัวแปรต้น และตัวแปรตาม
7. กำรเขียนนิยำมศัพท์เฉพำะที่ใช้ในกำรวิจัย
นิยามศัพท์เฉพาะ (Definitions of specific terms) เป็นการให้ความหมายของตัวแปร หรือ
ค าศัพท์ ที่น ามาใช้ในการวิจัย ให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ระหว่างผู้อ่านงานวิจัยกับผู้วิจัย ค าที่ควรเขียนเป็น
นิยามศัพท์เฉพาะ ควรเป็นตัวแปร หรือค าที่ผู้วิจัยเขียนบ่อยมากในงานวิจัยครั้งนั้น
1. หลักกำรเขียนนิยำมศัพท์เฉพำะที่ใช้ในกำรวิจัย
1.1 ไม่ขัดแย้งกับหลักทฤษฎี หรือ ข้อเท็จจริงทั่วไป
1.2 ควรเป็นนิยามที่ผู้วิจัยเขียนขึ้นเอง โดยศึกษาจากเอกสาร งานวิจัย และทฤษฎี
1.3 ควรนิยามตามตัวแปรที่จะศึกษา และ เนื้อหาที่วิจัย
1.4 มีความชัดเจน เข้าใจได้ง่าย และผู้อ่านเข้าใจได้ตรงกัน
1.5 ควรเป็นนิยามเชิงปฏิบัติการ (ตัวแปรวัดด้วยอะไร ผลเป็นอะไร)
2. เทคนิคกำรก ำหนดนิยำมศัพท์เฉพำะที่ใช้ในกำรวิจัย
เนื่องจากในการท าวิจัยแต่ละเรื่อง ผู้วิจัยอาจมีค าเฉพาะที่ใช้ในการวิจัย เนื่องจากค าที่ใช้มี
ความหมายคลุมเครือหรือแปลความได้หลายความหมาย หรือค าบางค าที่ผู้วิจัยคิดว่าถ้าไม่บอก หรืออธิบายค า
269
ื่
นั้น ๆ ก่อน อาจจะท าให้เกิดข้อสงสัยขึ้นต่อผู้อานงานวิจัยได้ จึงจ าเป็นต้องให้ค าจ ากัดความไว้ เพอให้
่
ผู้อานมีความเข้าใจได้ตรงกับผู้วิจัย เช่น งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการอาน ค าว่า “ทักษะการ
่
่
ั
ิ
อ่าน” ถ้าไม่ท าการนิยามศพท์เฉพาะแล้ว ผู้อ่านสามารถคดได้หลายประเด็น เช่น คิดว่าเป็นทักษะการอาน
่
ค าที่ยากมาก ๆ หรือ อ่านบทร้อยแก้ว หรือ อ่านหนังสือพิมพ์ ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่ผู้วิจัยต้องการให้นักเรียนอาน
่
ค าที่ก าหนดให้เท่านั้น และค าที่ให้อ่าน ก็เหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรียนด้วย
ส าหรับค าที่เป็นศัพท์ทางวิชาการที่ไม่ค่อยได้ใช้กันแพร่หลาย ก็ควรนิยามศัพท์ หรือให้ค า
จ ากัดความไว้เช่นกัน การนิยามศัพท์เฉพาะไม่ควรให้ความหมายที่แตกต่างมากไปจาก ความหมายโดยทั่วไป
ของค านั้น เนื่องจากจะท าให้ ผู้อ่านตีความหมายของผู้ท าการวิจัยผิดพลาดได้
8. กำรเขียนประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรวิจัย
1. เขียนประโยชน์ที่ได้รับโดยตรงมากที่สุด ไปหาประโยชน์น้อยที่สุดจากการวิจัย
2. เขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และสิ่งที่วิจัย ไม่เขียนล้อเลียนวัตถุประสงค์ แต่ควร
่
เขียนในลักษณะว่า เมื่อทราบความแตกต่างแล้ว จะกอให้เกิดประโยชน์ ในแง่การเสริมสร้างความรู้ หรือการ
ใช้ผลอย่างไร
่
3. ไม่ขยายความเกินความเป็นจริง ต้องอยู่ในขอบข่ายของวัตถุประสงค์ที่ศึกษาเทานั้น
9. กำรเขียนเอกสำรที่เกี่ยวข้อง
ู
1. ควรสรุปเป็นค าพดของตนเอง เขียนในลักษณะของการวิเคราะห์มากกว่าที่จะน าเอามาย่อ แล้ว
ก็เรียงล าดับกัน
2. ควรเขียนให้ต่อเนื่องเกี่ยวโยงกันตลอดเนื้อหา ไม่เขียนในลักษณะการน ามาเรียงต่อกัน
เพราะจะท าให้การอานไม่ต่อเนื่องและราบเรียบ การเขียนต้องให้เชื่อมโยงความสัมพนธ์ระหว่างทฤษฎี
่
ั
แนวคิด หลักการ และผลงานวิจัย
์
ิ
3. ไม่ควรเขียนเรียงตามปีที่พมพ/วิจัย หรือ เรียงตามชื่อผู้เขียน แต่ควรเรียบเรียงใหม่ตามแนวคิด
และตัวแปรที่ศึกษา โดยระบุความส าคัญ และความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ
4. ควรแบ่งกลุ่มหรือประเภทเนื้อหาที่น ามาอางอง จัดให้เป็นหมวดหมู่ โดยแบ่งออกเป็นประเด็น
้
ิ
ต่าง ๆ หรือ แยกเป็นหัวเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน
5. ทฤษฏี แนวคิด หลักการ และงานวิจัยที่น ามาเขียนหรืออ้างอิง ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง
กับการวิจัยที่ศึกษาโดยตรง
270
ื่
6. ควรมีการสรุปประเด็นหรือหัวเรื่องที่น าเสนอทุกเรื่อง ตามแนวคิดของผู้วิจัยเอง เพอให้ผู้อาน
่
เข้าใจในหัวเรื่องนั้น ๆ โดยใช้ค าว่า จากที่กล่าวมาแล้วนั้นสรุปได้ว่า………. หรือ จะเห็นได้ว่า………………..
เป็นต้น ดังตัวอย่าง
้
ิ
7. ควรมีการอางองอย่างถูกต้อง และชัดเจน โดยต้องระบุที่มาของเอกสารว่า เอกสารชื่ออะไร
ใครเป็นผู้เขียน พิมพ์ที่ไหน เมื่อไหร่ ตามรูปแบบการอ้างอิง
10. กำรเขียนและกำรก ำหนดประชำกร และกลุ่มตัวอย่ำง
ในการวิจัย ผู้วิจัยต้องระบุประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ทราบว่า งานวิจัยได้
ศึกษากับใคร มีจ านวนเท่าใด
1. หลักกำรก ำหนดกลุ่มประชำกร คือ เป็นใคร อยู่ที่ไหน มีจ านวนเท่าใด
2. หลักกำรก ำหนดกลุ่มกลุ่มตัวอย่ำง คือ เป็นใคร อยู่ที่ไหน มีจ านวนเท่าใด ได้มาอย่างไร
11. กำรเขียน กำรสร้ำงและกำรหำคุณภำพเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย
1. การเขียนการสร้างเครื่องมือ ให้ระบุลักษณะของเครื่องมือ จ านวนข้อ จ านวนตัวเลือก
2. การหาคุณภาพของเครื่องมือ มีดังนี้
2.1 ประเภทนวัตกรรมให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมิน และน าไปทดลองใช้ หาประสิทธิภาพ
ของนวัตกรรม
2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความยากง่าย
อ านาจจ าแนก และความเชื่อมั่น
2.3 แบบสอบถามหรือแบบวัดเจตคติ หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา อานาจจ าแนก และ
ความเชื่อมั่น
2.4 แบบประเมินภาคปฏิบัติ หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และความเชื่อมั่น
12. กำรเขียนสถิติที่ใช้ในกำรวิจัย
1. สถิติบรรยำย (Descriptive statistics)
เป็นสถิติที่ใช้ในการสรุปภาพรวมทั้งหมดของการวิจัย โดยน าเสนอในลักษณะบรรยายข้อมูล
ส่วนการน าเสนอข้อมูล อาจจะเสนอในรูปแบบตาราง กราฟ ฯลฯ สถิติบรรยายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การ
วัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง เช่น ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และค่าฐานนิยม การวัดการกระจาย เช่น พสัย
ิ
ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความแปรปรวน
271
2. สถิติอ้ำงอิง (Inferential statistics)
การวิจัยส่วนใหญ่จะศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง (Sample) ซึ่งท าการสุ่มมาจากประชากร
(Population) เมื่อได้ผลการวิจัยที่ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างว่ามีผลเป็นอย่างไร การศึกษากับประชากรก็จะ
่
ได้ผลอย่างนั้นด้วยจึงเรียกว่าเป็นการอ้างอิง (Infer) ไปยังกลุ่มประชากร สถิติอ้างอิง ได้แก t-test, ANOVA,
Chi-square เป็นต้น
13. หลักกำรวิเครำะห์ข้อมูล และ กำรแปลผล
1. วิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
2. การน าเสนออาจน าเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิกง กราฟ เส้นตรง
กราฟแท่ง ฯลฯ โดยทั่วไปแล้ว นิยมน าเสนอรูปแบบของตาราง รูปแบบที่น าเสนอ จะประกอบด้วย 3 ส่วน
คือ ส่วนหัว (ส่วนที่เป็นชื่อตาราง แผนภูมิ หรือ กราฟ) ส่วนเนื้อหา (ส่วนที่แสดงข้อมูล เช่น ความถี่
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฯลฯ) และ ส่วนที่เป็นการแปลผลหรืออธิบายผลของเนื้อหา
3. ควรมีการรวมหลาย ๆ เรื่อง เพอน าเสนอในตาราง/แผนภูมิ/กราฟเดียวกัน เพราะจะท าให้
ื่
ไม่สิ้นเปลืองตาราง/แผนภูมิ/กราฟ
4. การแปลผลควรน าเสนอต่อกันไปทีละเรื่อง เพราะจะท าให้ไม่สับสน
5. การแปลผลต้องอธิบายข้อมูลที่น ามาเสนอเท่านั้น ไม่ควรแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
14. กำรเขียนกำรสรุปผล
1. สรุปผลตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยแยกตามวัตถุประสงค์
2. น าผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล มาสรุปอย่างย่อ ๆ
3. การสรุปอาจเป็นความเรียงต่อ ๆ กันไป หรือ จะสรุปเป็นหัวข้อก็ได้
15. กำรเขียนกำรอภิปรำยผล
การอภิปรายผล เป็นการกล่าวผลวิจัย และแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม มีหลักการเขียน ดังนี้
1. อภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยแยกตามวัตถุประสงค์
ิ่
2. น าเอาผลการวิเคราะห์ข้อมูลมากล่าวถึง และแสดงความเห็นเพมเติม พร้อมทั้งระบุให้เห็นว่า
ผลการวิจัยมีความสัมพนธ์ หรือสอดคล้อง/ไม่สอดคล้อง กับทฤษฎี หลักการ และงานวิจัยใดบ้าง เพราะอะไร
ั
แสดงเหตุผลประกอบ
เคล็ดลับในกำรอภิปรำยผล การอภิปรายผลแบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 คือ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อน ามาเขียนไม่ต้องเขียนค าว่า “จากตาราง 1
พบว่า…” หรือ น าผลการสรุปผลมาเขียนนั่นเอง
ส่วนที่ 2 คือ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ในส่วนนี้ผู้วิจัยจะต้องแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
272
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อดีของการวิจัยนั้น ในส่วนนี้ถ้าผู้วิจัยไม่รู้ว่าจะ
เขียนอะไรลงไปให้น าประโยชน์ของนวัตกรรมนั้น ๆ มาเขียนโดยสรุปเป็น
แนวความคิดของผู้วิจัยเอง และไม่ต้องอ้างอิง
ส่วนที่ 3 คือ ทฤษฏีหรืองานวิจัยที่สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับการวิจัยของตนเอง
ิ
ถ้ำเป็นงำนวจัยเชิงทดลอง งานวิจัยที่จะน ามาเสนอควรเป็นงานวิจัยที่มีตัวแปรต้น และ ตัวแปรตาม
เหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีงานวิจัยดังกล่าวก็ควรเป็นงานวิจัยที่มีตัวแปรต้นเหมือนกัน
ส่วนงำนวิจัยเชิงส ำรวจ งานวิจัยที่จะน าเสนอต้องเป็นงานวิจัยที่มีตัวแปรที่ศึกษาเหมือนกัน
16. กำรเขียนข้อเสนอแนะ
หลักกำรเขียนข้อเสนอแนะส ำหรับกำรน ำผลกำรวิจัยไปใช้
ให้เสนอแนะว่าใคร หน่วยงานใด ควรจะด าเนินการอะไรต่อไป ข้อเสนอแนะต้องเป็นข้อเสนอที่
ได้จากการวิจัย ไม่ใช่ข้อเสนอแนะในเชิงทฤษฏี ที่ไม่ได้มาจากข้อค้นพบในการวิจัย และต้องเป็นเรื่องที่
เกี่ยวข้องกับเรื่องที่วิจัย
หลักกำรเขียนข้อเสนอแนะส ำหรับกำรวิจัยในครั้งต่อไป
เป็นการน าเสนอว่า ถ้าจะมีการวิจัยต่อไป ควรค านึงถึงอะไรบ้าง หรือควรท าเรื่องอะไรบ้าง
หรือ ควรจะเพิ่มตัวแปรอะไรบ้าง ควรปรับปรุงวิธีด าเนินการอย่างไร เครื่องมือในการวิจัยควรใช้แบบไหน
แนะน ำเว็บ
http://www.igetweb.com/www/ird/private_folder/researchtechnic.doc
http://www.nma6.obec.go.th/korat6/news_file/p26479881248.ppt
http://e-learning.vec.go.th/elearning/elearning/stat/text/2551-report.doc
http://www.vijai-nongkeuw.ob.tc/data/c11.pdf