The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mahdee.w, 2020-05-17 05:42:07

276-360 ระเบียบวิธีจัยทางการศึกษา

178


การตรวจสอบความตรงตามโครงสร้างโดยพจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์



ดังกล่าว อาศัยหลักการลู่เข้าและการจ าแนก (convergent and discriminant principle) โดยมีหลักเกณฑในการ
พจารณาดังนี้ (Campbell and Fiske, 1959; Allen and Yen, 1979; Crockerand Algina, 1986; Kerlinger,

1986; Bollen, 1989)



(1) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ระหว่างผลการวัดคุณลักษณะ เดียวกัน ด้วยวิธีการวัด
ต่างกัน (MH) ควรมีค่าสูงอย่างมีนัยส าคัญและสอดคล้องกัน ซึ่งเรียกว่า ความตรงเชิงลู่เข้า (convergent validity)



(2) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ระหว่างผลการวัดคุณลักษณะต่างกัน ด้วยวิธีการวัด
เดียวกัน (HM) หรือผลการวัดคุณลักษณะต่างกัน ด้วยวิธีการวัดต่างกัน (HH) ควรมีค่าต่ า ซึ่งเรียกว่าความตรงเชิง

จ าแนก (discriminant validity)

(3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลการวัดคุณลักษณะเดียวกันด้วยวิธีการวัดต่างกัน

(MH) หรือสัมประสิทธิ์ความตรง ควรมีค่าสูงกว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ระหว่างผลการวัดคุณลักษณะต่างกัน

ด้วยวิธีการวัดต่างกัน (HH) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ระหว่างผลการวัดคุณลักษณะต่างกัน ด้วยวิธีการวัด

เดียวกัน (HM)


(4) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลการวัดคุณลักษณะต่างกัน ด้วยวิธีการวัดต่างกัน

(HH) จะมีค่าใกล้เคียงกับค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ระหว่างผลการวัดคุณลักษณะต่างกัน ด้วยวิธีการวัดเดียวกัน




(HM) ซึ่งแสดงถึงการไม่มีความล าเอยงของวิธีการวัด หรือกล่าวอกอย่างหนึ่งได้ว่า จะเกิดความล าเอยงของวิธีการ
วัด (method bias) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ HM มีค่าสูงกว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ HH
นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลการวัดคุณลักษณะเดียวกันด้วยวิธีการวัดเดียวกัน

(MM) ซึ่งแสดงถึงค่าความเที่ยง (reliability) ควรมีค่าสูง


การตรวจสอบความตรงตามโครงสร้างด้วยวิธีการวิเคราะห์ เมทริกซ์MTMM โดยพจารณาจากค่า

สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างเดียวตามทฤษฎีการวัดแบบดั้งเดิมดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นวิธีการที่สะดวกและได้รับความ

นิยมในการน าไปใช้มาก อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้มีจุดออนที่ส าคัญ 2 ประการ (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2542; Bollen,

1989) ประการแรกคือ การวิเคราะห์ข้อมูลมิได้น าค่าของคัวแปรคุณลักษณะแฝงมาพิจารณาด้วย ซึ่งต้องมีข้อตกลง
เบื้องด้นว่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคัวแปรสังเกตได้นั้นใช้แทนสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแฝง ซึ่ง

เป็นข้อตกลงเบื้องต้นที่อ่อนมาก ประการที่สอง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้ มิใช่ค่าที่บอกค่า

ความตรงได้ถูกต้อง เพราะตามนิยามค่าความตรงควรจะเป็นค่าที่บอกความสหสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้กับ

คุณลักษณะที่ต้องการวัด Bollen (1989) จึงได้เสนอให้ใช้โมเดลลิสเรลในการวิเคราะห์เมทริกซ์ MTMM ซึ่งได้มี

ผู้พฒนาวิธีการวิเคราะห์ขึ้นหลายวิธี ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอยดได้จาก วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ


วรรณี แกมเกตุ (2540)

179


4) วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบ (factor analysis) การวิเคราะห์ องค์ประกอบเป็นวิธีการวิเคราะห์

ทางสถิติขั้นสูง มีวัตถุประสงค์ส าคัญของการวิเคราะห์อยู่ 2 ประการ คือ ประการแรก เป็นการใช้วิธีการวิเคราะห์


ื่
องค์ประกอบเพอส ารวจและระบุองค์ประกอบร่วมที่สามารถอธิบายความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร และประการที่
ื่

สอง เป็นการใช้ การวิเคราะห์องค์ประกอบเพอทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับแบบแผนและโครงสร้างความสัมพนธ์
ของข้อมูล (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2542) จากวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์องค์ประกอบดังกล่าว จึงน าไปสู่การ

ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือส าหรับตรวจสอบความตรงตามโครงสร้างของตัวแปรว่า มีโครงสร้างตามนิยามทางทฤษฎี

หรือไม่ ด้วยหลักความเป็นจริงที่ว่า คุณลักษณะที่ต้องการวัด ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อยหลายองค์ประกอบ

ื่
เมื่อนักวิจัยสร้างเครื่องมือเพอวัด คุณลักษณะดังกล่าว ความตรงของผลการวัดจึงแสดงได้ด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง

องค์ประกอบที่จะวัดกับคะแนนที่เป็นผลจากการวัด ความตรงชนิดนี้เรียกอกอย่างหนึ่งว่าความ ตรงเชิง
องค์ประกอบ (tactorial validity) (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543; Allen and Yen, 1979)


ื่
ในการวิเคราะห์องค์ประกอบเพอตรวจสอบความตรงตาม โครงสร้าง สามารถท าการวิเคราะห์ได้
2 แบบ คือ 1) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงส ารวจ (exploratory tactor analysis) ใช้ในกรณีที่นักวิจัยยังไม่มี


ทฤษฎีสนับสนุนที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพนธ์ระหว่างองค์ประกอบที่ต้องการวัดกับคะแนนที่เป็นผลจากการวัด
ตามตัวบ่งชี้ ต่าง ๆ และ 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (contirmatory factor analysis) ใช้ในกรณีที่

นักวิจัยมีทฤษฎีสนับสนุนที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพนธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ต้องการวัดกับคะแนนที่เป็น

ผลจากการวัดตามตัวบ่งชี้ต่าง ๆ การวิเคราะห์แบบแรกสามารถใช้ โปรแกรมคอมพวเตอร์ส าเร็จรูป SPSS ท าการ

วิเคราะห์ได้ แต่การวิเคราะห์แบบที่สองซึ่งเป็น การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ยังไม่สามารถท าการวิเคราะห์

ได้โดยโปรแกรม SPSS แต่ สามารถท าการวิเคราะห์ไดโดยโปรแกรม ลิสเรล


2.2 ควำมเที่ยง (Reliability)


ความเที่ยงของเครื่องมือวิจัย หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือที่ให้ผลการ วัดที่คงที่หรือคงเส้นคง

วา เมื่อท าการวัดซ้ าหลาย ๆ ครั้งด้วยเครื่องมือที่วัดสิ่งเดียวกันวิธีการหา ความเที่ยงที่นิยมใช้กันมีหลายวิธี ทุกวิธี

เป็นการหาความเที่ยงในความหมายของความคงที่ หรือความคงเส้นคงวาของผลการวัดแตกต่างกันตรงที่วิธีการที่

ใช้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

2.2.1 การหาความเที่ยงแบบความคงที่ (Measure of stability) ความเที่ยงแบบความ

คงที่ เป็นความคงเส้นคงวาของคะแนนจากการวัดในช่วงเวลาต่างกัน โดยวิธีสอบซ ้า ด้วยเครื่องมือฉบับเดิม แล้วน า

ผลการ'วัดทั้งสองครั้งมาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์วิธีนี้ เรียกอกอย่างหนึ่งว่าวิธีสอบซ้ า (test-retest method)


การค านวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการวัดทั้ง 2 ครั้ง ใช้สูตรการค านวณดังนี้

180


1) ถ้าคะแนนที่ได้จากการวัดอยู่ในระดับอนตรภาค (interval scale) ใช้สูตร Pearson

Product Moment Correlation





n ∑ xy−(∑ x)(∑ y)
r =
xy
2
2
2
2
√[n ∑ x −(∑ x) ][n ∑ y −(∑ y) ]



2) ถ้าคะแนนที่ได้จากการวัดอยู่ในระดับเรียงอนดับ (ordinal scale) ใช้สูตร
Spearman Rank Correlation



6 ∑ D 2
ρ = 1-
2
n(n −1)
เมื่อ n คือ จ านวนคู่ของการเรียงล าดับของข้อมูล



D คือ ผลต่างของอันดับแต่ละคู่

2.2.2 การหาความเที่ยงแบบความเท่าเทียมกัน (Measure of Equivalence) ความเที่ยงแบบ

ความเท่าเทียมกัน หมายถึง ความสอดคล้องกันของคะแนนจากการวัดในช่วงเวลาเดียวกัน โดยใช้แบบทดสอบ

คู่ขนาน (parallel test) แล้วน าคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบทั้งสองฉบับมาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้สูตร


ดังกล่าวข้างต้น การหาความเที่ยงแบบนี้เป็นผลมาจากความพยายามในการปรับปรุงจุดออนของวิธีแรก อัน
เนื่องมาจาก ความคลาดเคลื่อนในการวัดซ้ า เพราะผู้สอบอาจจ าข้อสอบได้ในการสอบซ้ าแต่วิธีนี้ก็มีความยุ่งยากที่
จะต้องสร้างแบบทดสอบขึ้นมาอกชุดหนึ่งที่มีความคู่ขนานกับแบบทดสอบชุดเดิม นักวัดผลจึงได้พฒนาวิธีการหา


ความเที่ยงในรูปของความสอดคล้องภายใน


2.2.3 การหาความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน (Measure of Internal Consistency)


ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน เป็นความสอดคล้องกันระหว่างคะแนนรายข้อหรือความเป็นเอกพนธ์ของ
เนื้อหารายข้อ อันเป็นตัวแทนของคุณลักษณะเด่นเดียวกัน ที่ต้องการวัด (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2544) วิธีนี้นักวิจัยน า

เครื่องมือฉบับเดียวไปท าการวัดกับกลุ่มตัวอย่างเพียงครั้งเดียว แล้วน าผลการวัดมาหาค่าความเที่ยงโดยวิธีต่าง ๆ 4
วิธี ดังนี้

181


1) วิธีแบ่งครึ่งข้อสอบ (Split - Half Method) ด าเนินการดังนี้


(1) แบ่งครึ่งข้อสอบออกเป็น 2 ฉบับย่อย โดยอาจยึดเกณฑ์ ข้อคู่-ข้อคี่, ครึ่ง

ื่
แรก-ครึ่งหลัง, ตามเนื้อหาหรือโดยการสุ่ม รวมคะแนนข้อคู่-ข้อคี่ของแต่ละคน หรือรวมคะแนนตามเกณฑ์อน ๆ ที่
ใช้แบ่งครึ่งข้อสอบ



(2) ค านวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ระหว่างคะแนน ข้อคู่-ข้อคี่ (หรือตาม
เกณฑ์อื่น ๆ ที่ใช้ในการแบ่งครึ่งข้อสอบ) ซึ่งจะได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของครึ่งฉบับ (r )
hh

(3) ค านวณค่าความเที่ยงของเครื่องมือทั้งฉบับ (r ) โดยใช้สูตรของ Spearman-
tt
Brown

2r
r = hh
tt
1+r hh



นอกจากนี้ยังสามารถใช้สูตรของ Mosier, Horst, Rulon, Guttman, Flanagan

ในการค านวณหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือได้อีก ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้


2) วิธีของ Kuder-Richardson ใช้ในกรณีที่เครื่องมือมีการตรวจ ให้คะแนนแบบ 0, 1

โดย ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดให้ 0 คะแนน วิธีนี้มีสูตรการค านวณ 2 แบบ คือ KR-20 และ KR-21 การใช้สูตร


KR-21 มีข้อตกลงเบื้องต้นว่า ข้อสอบทุกข้อมีความยากง่ายเท่ากันหรือใกล้เคียงกันในกรณีที่ขอสอบมีความยากง่าย
แตกต่างกัน ควรใช้สูตร KR-20 โดยมีสูตรการค านวณเป็นดังนี้



k ∑ p q
KR-20 : r =( ) (1 − i i )
tt
k−1 s 2
t



k x ( − )
x
KR-20 : r =( ) [1 − ]
tt
k−1 2

เมื่อ k คือ จ านวนข้อสอบ

P คือ สัดส่วนของผู้ตอบถูกในแต่ละขอ

i
q คือ 1-p i
i

2
S คือ ความแปรปรวนของคะแนนทดสอบ
t
x คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบทั้งฉบับ

182



3) วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient: α)ใช้ใน


กรณีที่การให้คะแนนเป็นแบบมาตรประมาณค่า (rating scale) หรือ ข้อสอบอตนัย และบังใช้ได้กับแบบทดสอบที่
ให้คะแนนแบบ 0, 1 ได้ด้วยสูตรนี้เป็นที่นิยมใช้กัน แพร่หลาย โดยมีสูตรการค านวณดังนี้



k ∑ 2
α = ( ) [1 − ]
k−1 2




เมื่อ k คือ จ านวนข้อสอบ

2
S คือ ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ
i
2
S คือ ความแปรปรวนของคะแนนจากแบบทดสอบทั้งฉบับ
t
4) วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนของ Hoyt (Hoyt’s Anslysis of Variance) วิธีนี้ใช้การ

วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางของคะแนนที่ผู้ถูกทดสอบแต่ละคน ได้รับจากข้อสอบแต่ละข้อ โดยไม่มี


ปฏิสัมพันธ์วิธีนี้สามารถใช้ในแบบทดสอบที่ให้คะแนนแบบ 0, 1 หรือแบบทดสอบอัตนัย หรือมาตรประมาณคาก็ได้
ผลการวิเคราะห์ได้ค่าเท่ากับวิธีสัมประสิทธิ์เอลฟาของครอนบาค (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543;


ศิริชัย กาญจนวาสี, 2544)



ตำรำงที่ 8.5 การหาความเที่ยงด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนของ Hoyt
SV df SS MS
ข้อสอบ (item) k – 1 SS MS
item
item
ผู้สอบ (examinee) n - 1 SS examinee MS examinee
ความคลาดเคลื่อน (error) (k -1) (n - 1) SS MS
error
error
รวมทั้งหมด (total) nk - 1 SS
total

MS
r = 1- error
tt
MS examinee
ในกรณีที่ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์หรือการสังเกต สามารถหาความเที่ยงของการ

สัมภาษณ์หรือการสังเกตได้โดยใช้หลักการหาความเที่ยงแบบความคงที่ด้วยวิธีการสัมภาษณ์หรือสังเกตซ้ าโดยผู้

สัมภาษณ์/ผู้สังเกตคนเดียวกันท าการสัมภาษณ์/สังเกตกลุ่มตัวอย่างช้ า 2 ครั้ง ในเวลาต่างกัน แล้วน าคะแนนที่ได้


จากการสัมภาษณ์/ สังเกต 2 ครั้ง มาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์หรือเรียกวิธีนี้ว่า Intra-rater reliability หรือ
อาจหา ความเที่ยงแบบความสอดคล้องระหว่างผลการสัมภาษณ์/สังเกต ของผู้สัมภาษณ์/สังเกตตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปก็

ได้ หรือเรียกวิธีนี้ว่า Inter-rater reliability

183



คุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่ดี นอกจากจะพจารณาคุณสมบัติที่ส าคัญคือ ความตรงและความเที่ยงแล้ว
เครื่องมือที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ด้วย (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543)


3. ควำมมีประสิทธิภำพในกำรน ำไปใช้ (Efficiency)


ความมีประสิทธิภาพในการน าไปใช้ หมายถึง การน าเครื่องมือไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก

ภายใต้ข้อจ ากัดของทรัพยากร เวลา แรงงาน งบประมาณ ตลอดจน ความช านาญของผู้รวบรวมข้อมูล


4. ควำมไร้อคติ (Unbias)


ความไร้อคติของการวัด หมายถึง การวัดที่มีความเที่ยงธรรม ไม่ล าเอยงใน กระบวนการวัด นับตังแต่การ

เลือกกลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือ การให้คะแนน และการแปลความหมายคะแนน ผลการวัดปราศจากความ

คิดเห็นหรือความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูลและผู้รวบรวมข้อมูล

5. ควำมครบถ้วน (Completeness)


ข้อมูลที่มีความครบถ้วน หมายถึง ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ตามความต้องการของ นักวิจัย ไม่มีขาดตก


บกพร่องทั้งในแงรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูล และจ านวนผู้ให้ข้อมูล




สรุป



การออกแบบและพัฒนาเครื่องมือส าหรับการวิจัยที่มีคณภาพ เป็นปัจจัยส าคัญที่จะท าให้ผลการวัดตัวแปร
ต่างๆ มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะท าให้ผลการวิจัยมี ความตรงภายใน ดังนั้นในการออกแบบ

เครื่องมือส าหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ควรด าเนินการอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนดังนี้คือ การระบุ

และนิยามตัวแปร การเลือก ประเภทของเครื่องมือและรูปแบบของค าถามค าตอบ จากนั้นจึงด าเนินการสร้างและ

ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ซึ่งในบทนี้ได้น าเสนอขั้นตอนการสร้างเครื่องมือประเภทต่าง ๆ ที่เป็น ที่นิยมใช้ 5

ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบ บันทึก รวมถึงวิธีการตรวจสอบ

คุณภาพของเครื่องมือวิธีต่าง ๆ เครื่องมือที่มีคุณภาพควรเป็น เครื่องมือที่ให้ ผลการวัดที่มีความตรง ความเที่ยง มี

ความเป็นปรนัย และเป็นเครื่องมือที่มีความยากงายพอเหมาะ มีอ านาจจ าแนกสูง มีประสิทธิภาพในการน าไปใช้ ไร้

อคติ และได้ข้อมูลที่ ครบถ้วนสมบูรณ์

184


บทที่ 9

วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูล


จุดประสงค์กำรเรียนรู้


เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ


1. อธิบายหลักการในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบต่าง ๆ ได้

2. แยกแยะ ข้อดี ข้อจ ากัด ของการเก็บรวบรวมขอมูลแต่ละแบบได้



เนื้อหำสำระ


 การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการทดสอบ (Testing)

 การเก็บรวบรวมขอมูลโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire)

 การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ (Interviews)

 การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต ((Observation)
 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้ว

185


บทที่ 9

วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูล


การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนของการน าเครื่องมือไปใช้ในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีหลายวิธี การที่นักวิจัย

จะเลือกใช้วิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแบบแผนการวิจัย ลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นตัวอย่างของ

การวิจัย ลักษณะข้อมูล และตัวแปรที่ต้องการวัด รวมทั้งทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของก าลังคน แรงงาน

เวลา และงบประมาณ สิ่งเหล่านี้ เป็นปัจจัยส าคัญที่นักวิจัยควรต้องพจารณาในการก าหนดวิธีการเก็บรวบรวม
ข้อมูลให้มีความ เหมาะสมที่สุดส าหรับการวิจัยเรื่องนั้น ๆ ซึ่งในการวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ อาจใช้หลายวิธีประกอบกันก็


ได้ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่นิยมใช้กันในการวิจัยโดยทั่วไป แบ่งออกเป็น 5 วิธีได้แก่ การ เก็บรวบรวมขอมูลโดย
วิธีการทดสอบ การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต และการ บันทึกจากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้ว แต่

ละวิธีมีหลักการ ขั้นตอนการด าเนินการ รวมทั้งข้อดี และข้อจ ากัดแตกต่างกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้


กำรเก็บรวบรวมข้อมูลโดยกำรทดสอบ (Testing)

การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการทดสอบ เครื่องมือที่ใช้ก็คือแบบทดสอบ (test) แบบทดสอบเป็นชุดของ

ื่
ค าถามหรือสิ่งเร้าเพอกระตุ้นให้ผู้ถูกทดสอบหรือกลุ่มตัวอย่างแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นออกมาให้
นักวิจัยท าการวัด การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบทดสอบนี้ เหมาะส าหรับข้อมูลที่เป็นพฤติกรรมภายในหรือเป็น
คุณลักษณะแฝงที่ไม่สามารถ สังเกตหรือวัดได้โดยตรง และเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถทางสมอง เช่น

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความถนัด เชาวน์ปัญญา แบบทดสอบเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กันมากในการวิจัย ทาง

การศึกษา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจ าแนกดังนี้
1. ประเภทของแบบทดสอบ


1.1 จ าแนกตามคุณลักษณะพเศษของสิ่งที่มุ่งวัด แบ่งเป็นแบบทดสอบ สมรรถนะสูงสุด (maximal
performance) และแบบทดสอบสมรรถนะเฉพาะแบบ (typical performance)
แบบทดสอบสมรรถนะสูงสุด เช่น แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ (achievement tests) แบบทดสอบ

ความสามารถ (ability tests) แบบทดสอบความถนัด (aptitude tests)

แบบทดสอบสมรรถนะเฉพาะแบบ เช่น แบบวัดบุคลิกภาพ (personality tests) แบบวัดความ
สนใจ (interest tests) แบบวัดเจตคติ (attitude tests)

1.2 จ าแนกตามการแปลผล แบ่งเป็นแบบทดสอบองกลุ่ม (norm-referenced tests) และ

แบบทดสอบอิงเกณฑ์(criterion-referenced tests)

1.3 จ าแนกตามรูปแบบการตอบ แบ่งเป็นแบบทดสอบประเภทเสนอค าตอบ (supply type

,
tests) และแบบทดสอบประเภทเลือกค าตอบ (selection type tests)

186


แบบทดสอบประเภทเสนอค าตอบ ได้แก่ แบบทดสอบความเรียง (essay tests) แบบทดสอบแบบตอบ

สั้น (short answer) และแบบทดสอบแบบเติมค า (completion) แบบทดสอบประเภทเลือกตอบ ได้แก่ แบบทดสอบแบบ

ถูกผิด (true-false) แบบทดสอบแบบจับคู่ (matching) และแบบทดสอบแบบหลายตัวเลือก (multiple choice)
1.4 จ าแนกตามเวลาที่ใช้สอบ แบ่งเป็นแบบทดสอบวัดความเร็ว (speed test) และแบบทดสอบ

วัดความสามารถ (power test)


แบบทดสอบวัดความเร็ว เป็นแบบทดสอบที่ต้องใช้ความเร็วในการท าข้อสอบ มีจ านวนข้อสอบ

มาก แต่ค่อนข้างง่าย ส่วนแบบทดสอบวัดความสามารถ เป็นแบบทดสอบที่ให้เวลาในการท าข้อสอบเต็มที่ เพอให้
ื่
ผู้สอบได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีจ านวนข้อไม่มาก และค่อนข้างยาก

1.5 จ าแนกตามวิธีด าเนินการสอบ แบ่งเป็นแบบทดสอบรายบุคคล (individual test) กับ

แบบทดสอบรายกลุ่ม (group test)


1.6 จ าแนกตามลักษณะของวิธีตอบ แบ่งเป็นการทดสอบปากเปล่า (oral test) แบบทดสอบ

เขียนตอบ (paper-pencil test) และแบบทดสอบปฏิบัติการ (performance test)


1.7 จ าแนกตามผู้สร้าง แบ่งเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (teacher-made test) และ

แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test)

2. หลักกำรน ำแบบทดสอบไปใช้


การน าแบบทดสอบไปใช้ในการด าเนินการสอบ เป็นอกขั้นตอนหนึ่งที่มี ความส าคัญนอกเหนือจาก

ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ ที่นักวิจัยจะต้องด าเนินการอย่างรัดกุม เหมาะสม ตั้งแต่ค าสั่ง ค าชี้แจงในการสอบ

ระยะเวลาที่ใช้ในการสอบ สภาพแวดล้อม ของการสอบ การคุมสอบ ตลอดจนการตรวจให้คะแนน โดยมีเป้าหมาย
ส าคัญคือ ท าให้ผู้สอบทุกคนสามารถแสดงศักยภาพหรือความสามารถของตนออกมาได้อย่างเต็มที่ภายใต้

สภาวการณ์ในการด าเนินการสอบที่มีความเท่าเทียมกัน ดังนี้

ื่
2.1 ค าสั่ง/ค าชี้แจงในการสอบ โดยปกติแบบทดสอบจะมีส่วนที่เป็นค าชี้แจงส าหรับผู้สอบเพอให้ทราบ
ถึงวิธีการในการตอบแบบทดสอบ จ านวนข้อสอบมีทั้งหมดกี่ข้อ ประกอบด้วยกี่ตอน แต่ละข้อแต่ละตอนก าหนด

คะแนนไว้เท่าไร ใช้ระยะเวลาเท่าใดในการ ทดสอบ นอกจากนี้ในกรณีที่เป็นแบบทดสอบมาตรฐาน มักมีค าชี้แจง

ื่
ส าหรับผู้คุมสอบด้วย เพอให้ผู้คุมสอบทุกคนด าเนินการจัดการสอบได้อย่างเหมาะสม เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน
เดียวกัน

2.2 ระยะเวลาที่ใช้ในการสอบ นักวิจัยควรก าหนดระยะเวลาในการทดสอบให้ เหมาะสมสอดคล้องกับ

วัตถุประสงค์ของการทดสอบ ไมให้เวลามากหรือน้อยเกินไป โดยทั่วไป ถ้าเป็นแบบทดสอบความสามารถ (power
test) ควรมีเวลาให้เพยงพอส าหรับผู้สอบส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) สามารถท่าข้อสอบได้ครบทุกข้อ ซึ่งมีหลักในการ

ก าหนดเวลาส าหรับการทดสอบ คือ ถ้าเป็นข้อสอบถูกผิด ส าหรับผู้สอบทั่วไปควรให้เวลา 1 นาทีต่อข้อสอบ 2 ข้อ

หรือถ้าเป็น ข้อสอบแบบหลายตัวเลือกควรให้เวลา 1 นาทีต่อข้อสอบ 1 ข้อ (คิริชัย กาญจนวาสี, 2544)
2.3 สภาพแวดล้อมของการสอบ ในการจัดด าเนินการสอบ ผู้คุมสอบควรจัดสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ให้

187


เหมาะสม เช่น สถานที่สอบควรจัดให้เป็นระบบระเบียบ ระยะห่างระหว่าง ที่นั่งสอบแต่ละคนไม่ควรใกล้ชิดกันมาก

พอที่จะท่าให้ผู้สอบสามารถลอกกันได้ มีแสงสว่างเพียงพอ อุณหภูมิไม่เย็นหรือร้อนเกินไป ไม่มีเสียงดังรบกวน เป็นต้น

2.4 ผู้คุมสอบ ผู้คุมสอบควรปฏิบัติตนให้เหมาะสมในการคุมสอบ เช่น ไม่สร้าง บรรยากาศที่ก่อให้เกิด
ความเครียด ความวิตกกังวลต่อผู้สอบ ด้วยการดุด่าว่ากล่าวผู้สอบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ไม่พดหรืออธิบายสิ่งที่

ไม่จ าเป็นในระหว่างการสอบ หรือในกรณีที่จ าเป็น ก็ควรใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพราะจะไปรบกวนเวลาและสมาธิของ

ผู้สอบ ไม่เดินไปเดินมาบ่อยมากจนเกินความจ าเป็น ไม่พดคุยกันเสียงดัง ไม่ควรอธิบายหรือชี้แนวทางในการท า

ข้อสอบของผู้สอบบางคน ถ้ามีบางคนถามและเห็นว่าควรอธิบาย ก็ควรอธิบายให้ผู้สอบทั้งห้อง ได้รับทราบโดยทั่ว

ื่
กัน ผู้คุมสอบควรนั่งในที่ที่สามารถมองเห็นผู้สอบได้ทั่วทั้งห้อง และควรระมัดระวังอย่างเคร่งครัดเพอป้องกันการ
ทุจริต
2.5 การตรวจให้คะแนน ส าหรับข้อสอบแบบปรนัยมักไม่เป็นปัญหาในการตรวจให้คะแนน แต่ก็ควร

ตรวจสอบความถูกต้องของค าเฉลยเพื่อป้องกันความผิดพลาดเนื่องจาก เฉลยไมถูกต้อง ส าหรับข้อสอบแบบอัตนัย

มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับความไม่เป็นปรนัยในการตรวจ ซึ่งอาจเกิดความล าเอียง (bias) จากตัวผู้ตรวจได้ แต่อย่างไร
ก็ตาม ปัญหาตังกล่าว สามารถขจัดหรือท าให้ความล าเอียงลดลงได้โดยด าเนินการดังนี้

2.5.1 ควรก าหนดแนวค าตอบที่ถูกต้องและเป็นไปได้ทั้งหมด พร้อมทั้งก าหนดเกณฑ์การให้

คะแนนในแต่ละประเด็นค าตอบไว้ล่วงหน้า เพอควบคุมให้การตรวจให้คะแนนเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันส าหรับ
ื่
ในแต่ละระดับคุณภาพของค าตอบของผู้สอบแต่ละคน

2.5.2 ควรตรวจข้อสอบข้อเดียวกันของผู้สอบทุกคนให้ครบแล้วจึงเริ่มตรวจข้ออน ๆ ในลักษณะ
ื่
ื่
เดียวกันจนครบทุกข้อของผู้สอบทุกคน เพอช่วยให้สามารถเปรียบเทียบ ระดับคุณภาพค าตอบของผู้สอบแต่ละคน
ในข้อนั้น ๆ ในการให้คะแนนที่เที่ยงธรรม


2.5.3 ควรใช้ผู้ตรวจให้คะแนนมากกว่า 1 คน ถ้าเป็นไปได้ แล้วน าผลการตรวจมาพจารณาความ
สอดคล้องและตัดสินคะแนนร่วมกัน โดยอาจใช้ค่าเฉลี่ยของคะแนนจากผู้ตรวจแต่ละคนก็ได้
3. ข้อดีและข้อจ ำกัดของแบบทดสอบ


การเก็บรวบรวมขอมูลหรือการวัดคุณลักษณะของบุคคล/ผู้เรียนด้วยแบบทดสอบมีข้อดีตรงที่สามารถใช้
วัดคุณลักษณะภายในของบุคคล/ผู้เรียนได้มีความสะดวก และประหยัดในการใช้ โดยเฉพาะแบบทดสอบข้อเขียน
แต่ก็มีข้อจ ากัดตรงที่สร้างยาก ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการตรวจให้คะแนนและการแปลผลต้องอาศัยผู้รู้ทั้ง

ทางด้านเนื้อหา และด้านการวัดและประเมินผล จึงจะท าให้ได้ผลการวัดที่มีคุณภาพ

188


กำรเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถำม (Questionnaire)


แบบสอบถาม เป็นชุดของข้อค าถามหรือข้อความที่นักวิจัยสร้างขึ้น และจัดเรียงอย่างเป็นระบบ เพอใช้
ื่
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความรู้สึก ความคิดเห็น ความเชื่อ และความสนใจของกลุ่มตัวอย่างตามจุดมุ่ง

หมายของการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากในการวิจัย โดยเฉพาะการวิจัย

เชิงส ารวจ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ การใช้แบบสอบถามจะท าให้ประหยัดเวลา และ

ค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้แบบสอบถามดังต่อไปนี้


1. รูปแบบของข้อค ำถำมในแบบสอบถำม


โดยทั่วไปข้อค าถามในแบบสอบถามมี 2 รูปแบบ คือ แบบปลายปิด (close-ended form) และแบบ
ปลายเปิด (open-ended form) ค าถามแบบปลายปิด เป็นข้อค าถามที่มีรายการ ค าตอบที่เป็นไปได้ทั้งหมดไว้ให้

ผู้ตอบเลือกตอบ ซึ่งมีหลายแบบ เช่น แบบ 2 ตัวเลือก แบบหลาย ตัวเลือก แบบจัดอนดับค าตอบ และแบบมาตร

ประมาณค่า (rating scale) เป็นต้น การจะใช้ แบบไหนนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของข้อมูลที่นักวิจัยต้องการ

ค าถามแบบปลายปิดนี้มีข้อดี คือ มีความสะดวกในการตอบ ใช้เวลาในการตอบน้อย อาจช่วยให้กลุ่มตัวอย่างให้


ความร่วมมือในการให้ข้อมูลมากขึ้น แต่อาจมีข้อจ ากัดในเรื่องความละเอยดลึกซึ้งของข้อมูล หากนักวิจัยต้องการ
ื่
ค าตอบที่ละเอยดลึกซึ้งถึงเหตุผลหรือความคิดเห็นอน ๆ ประกอบ ควรเลือกใช้ค าถามแบบปลายเปิด ซึ่งเป็น

รูปแบบที่มีเฉพาะประเด็นค าถาม แต่เว้นช่องว่างไว้ให้ผู้ตอบเขียนตอบเองอย่างอสระ รูปแบบนี้มีข้อดีคือ ท าให้ได้

ึ้
ข้อมูลที่ละเอียดลึกซง สอดคล้องกับความเป็นจริงของผู้ตอบมากกว่าแบบปลายปิด เนื่องจากผู้ตอบมีอิสรเสรีในการ
เขียนตอบได้อย่างเต็มที่ สร้างง่าย และใช้เวลาในการสร้างน้อย แต่ก็มีข้อจ ากัดคือ ไม่สะดวกในการตอบ ผู้ตอบต้อง

ใช้เวลาในการคิด เรียบเรียง และเขียนค าตอบออกมา ซึ่งอาจมีปัญหาในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างขาดทักษะในการอาน

และเขียน อาจท าให้ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรจากกลุ่มตัวอย่าง และข้อมูลที่ได้อาจไม่สมบูรณ์ เนื่องจากกลุ่ม

ตัวอย่างบางคนอาจเว้นบางข้อไว้ไม่ตอบ นอกจากนี้ยังมีความยุ่งยากในการวิเคราะห์ข้อมูลและการลงข้อสรุป ซึ่ง

ความถูกต้องน่าเชื่อถือของข้อสรุป ที่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถความเชี่ยวชาญในการตีความ และสรุปความหมาย

ของนักวิจัยเป็น ส าคัญ ในทางปฏิบัตินักวิจัยสามารถใช้ค าถามได้ทั้ง 2 รูปแบบ ผสมผสานกันในแบบสอบถาม ชุด

เดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะข้อมูลที่นักวิจัยต้องการในแต่ละประเด็น/ตัวแปรที่ต้องการศึกษา โดยมีหลักและ

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามตังจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไปนี้

2. วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถำม


โดยทั่วไปวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามสามารถกระท าได้ 2 วิธี คือ การส่งแบบสอบถาม

โดยนักวิจัยหรือผู้รวบรวมข้อมูลด าเนินการน าไปส่งด้วยตนเอง (self- administered) และการส่งแบบสอบถามโดย

ทางไปรษณีย์ (mailed questionnaire) การส่งแบบสอบถามโดยนักวิจัยหรือผู้รวบรวมข้อมูลด าเนินการน าไปส่ง

ด้วยตนเองนั้น นักวิจัยหรือผู้รวบรวมข้อมูลมีโอกาสชี้แจง อธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัยและการเก็บรวบรวม

189


ข้อมูล รวมทั้งสามารถอธิบายเพมเติมเพอให้ความกระจ่างกับผู้ตอบแบบสอบถามได้เมื่อเกิดปัญหา หรือข้อสงสัย
ื่
ิ่
เกี่ยวกับค าถามในแบบสอบถามวิธีการรวบรวมข้อมูลแบบนี้นักวิจัยหรือผู้รวบรวมข้อมูลมีโอกาสรวบรวม

แบบสอบถามกลับคืนด้วยตนเองทันที หรืออาจนัดหมายมารับในวันหลัง ซึ่งท าให้มีโอกาสได้คืนแบบสอบถามครบ

จ านวน และรวดเร็ว ส่วนการส่งแบบสอบถามทาง ไปรษณีย์มักจะท าให้ได้รับแบบสอบถามคืนไม่ครบจ านวน แม้จะ

ส่งไปรษณีย์สองรอบ สามรอบ ก็ตาม และใช้เวลานานกว่าการด าเนินการส่งด้วยตนเอง นอกจากสองวิธีดังกล่าวนี้

แล้ว ในยุคปัจจุบันเนื่องจากมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้นจึงมีนักวิจัยหันไปใช้วิธีการ ส่ง


แบบสอบถามโดยทางอนเทอร์เน็ต แต่วิธีนี้ก็ยังมีข้อจ ากัดที่สามารถใช้ได้เฉพาะกลุ่ม เป้าหมายบางกลุ่มเท่านั้น ที่มี
ความรู้ความสามารถในการใช้และเข้าถึงอนเทอร์เน็ตได้ ซึ่งวิธีการส่งแบบสอบถามโดยทางไปรษณีย์และทาง

อินเทอร์เน็ต นักวิจัยมักประสบปัญหาเกี่ยวกับอัตราการตอบกลับไม่เป็นไปตามจ านวนที่ต้องการ



อัตราการตอบกลับที่ยอมรับได้ จากหลักการของสถิติแบบสรุปอางอง (inferential statistics) มีข้อหนึ่งที่


ระบุว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้มาต้องเป็นไปอย่างสุ่ม มินั้นจะมีความล าเอยง (bias) เกิดขึ้นในกลุ่มตัวอย่างที่ได้มา แต่
ในทางปฏิบัติโอกาสที่จะได้ตัวอย่างครบถ้วนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น การได้ตัวอย่างมาจึงเน้นที่ว่าควร

ได้กลับคืนมาในอัตราที่สูงพอสมควร


ค าถาม คือ อตราการตอบกลับคืนควรจะเป็นเท่าใดจึงจะถือว่า “สูงพอ” ในเรื่องนี้ มีผู้เสนอแนะไว้หลาย

ท่านขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการท าวิจัยของแต่ละคน Babbie (2007: 262) เสนอแนะว่าอัตราการตอบกลับอย่าง

น้อยประมาณร้อยละ 50 ถือว่าเพยงพอ (adequate) ส าหรับการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ถ้าได้อย่างน้อยประมาณ

ร้อยละ 60 ถือว่าดี (good) และถ้าได้กลับคืนอย่างน้อยร้อยละ 70 ถือว่าดีมาก (very good) ส่วนสมาคม NEA

เสนอแนะว่า ควรได้รับแบบสอบตามกลับคืนร้อยละ 90 ขึ้นไป ตัวเลขเหล่านี้ เป็นเพียงข้อเสนอแนะคร่าว ๆ เท่านั้น

ไม่ได้ใช้สถิติเป็นฐานในการค านวณ นอกจากนี้ จากผลการวิจัยของ สุณี พนิตประชา (2535) พบว่า อัตราการตอบ

แบบสอบถามกลับคืนทางไปรษณีย์ที่ต่ าที่สุด ซึ่งท าให้ตัวประมาณค่าไม่มีความล าเอยง (unbias estimators) คือ



อตราการตอบกลับตั้งแต่ร้อยละ 95 และจากผลการวิจัยของ วิภา บ าเรอจิตร (2542) พบว่า อตราการตอบกลับ

ขั้นต่ าของแบบสอบถามทางไปรษณีย์ซึ่งตอบ ด้วยความจริงใจที่ท าให้ตัวประมาณค่าทุกตัวปราศจากความล าเอยง
คือ ร้อยละ 85



จากที่กล่าวมาช้างต้น จะเห็นได้ว่าอตราการตอบแบบสอบถามกลับคืนทางไปรษณีย์ที่จะท าให้ผลการวิจัย
น่าเชื่อถือได้นั้น อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นนักวิจัยจะมีเทคนิคหรือแนวทางอย่างไรที่จะท าให้การเก็บรวบรวม

ข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ส่งทางไปรษณีย์ มีอัตราการตอบกลับอยู่ในเกณฑ์ทน่าพอใจ ในบทนี้ผู้เขียนจึงได้น าเสนอ
ี่
หลักการ ต่าง ๆ ในการรวบรวมข้อมูลด้วยแบบลอบถามที่จะช่วยท าให้อตราการตอบกลับ (response rates)

สูงขึ้น โดยการศึกษาและประมวลข้อค้นพบจากผลการวิจัยที่ผ่านมาในอดีตเป็นฐานในการน าเสนอดังนี้

190


3. หลักกำรรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถำมทำงไปรษณีย์



จากผลการลังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับอตราการตอบกลับแบบสอบถามที่ส่งทางไปรษณีย์ที่ท าขึ้นใน
ิ่
ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522-2538 ของ ปรีดา เบ็ญคาร (2539) พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเพมอตราการตอบ

กลับแบบสอบถามตามที่ล่งทางไปรษณีย์ สรุปได้ 5 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยด้านตัวแบบสอบถาม ด้านการส่งและการ

จัดเก็บ ด้านการติดต่อกับผู้ตอบ ด้านการ ให้สิ่งจูงใจ และด้านภูมิหลังของผู้ตอบ ซึ่งปัจจัย 4 ด้านแรก เป็นปัจจัยที่

นักวิจัยสามารถจัดกระท าได้ ส่วนปัจจัยด้านภูมิหลังของผู้ตอบอาจถูกจ ากัดด้วยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเป้าหมาย ของ

การวิจัย ท าให้นักวิจัยมิอาจเลือกหรือหลีกเลี่ยงที่จะศึกษาหรือไม่ศึกษากับกลุ่มใดได้ ดังนั้น ในการน าเสนอหลักการ

ในการรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ล่งทางไปรษณีย์ ผู้เขียนจึง ยึดกรอบในการน าเสนอ ตามปัจจัยทั้ง 4 ด้าน
ดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้


3.1 ปัจจัยด้ำนตัวแบบสอบถำม


ในการเก็บรวบรวมขอมูลด้วยแบบสอบถาม นักวิจัยควรมีการเตรียมการเป็นอย่างดี นับตั้งแต่การ

สร้างแบบสอบถาม การทดลองใช้และปรับปรุงแบบสอบถาม ซึ่งแบบสอบถามที่ดีควรมีค าชี้แจงชัดเจน ทั้งในเรื่อง

ของวัตถุประสงค์ของการวิจัย การเก็บ รวบรวมข้อมูล วิธีการตอบแบบสอบถาม และวิธีการส่งแบบสอบถาม


กลับคืน ใช้ภาษาง่าย ค าถามสั้น ถามตรงตามสิ่งที่ต้องการ การจัดหน้า การพมพเป็นไปอย่างประณีต สวยงาม

เลือกใช้สีหมึกพมพ์ และกระดาษอย่างเหมาะสม ชวนใจให้ผู้ตอบอยากตอบ อ่านง่าย ไม่ยาวเกินไป เป็นต้น ซึ่งจาก

ผลการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยต้านตัวแบบสอบถาม ที่มีผลต่อการเพมอตราการตอบกลับแบบสอบถามทางไปรษณีย์
ิ่


พบว่า ปัจจัยด้านตัวแบบสอบถามที่มีผลต่อการเพมอตราการตอบกลับแบบสอบถามทางไปรษณีย์ที่ส าคัญ ได้แก่
ิ่
วิธีการตอบแบบสอบถามที่ง่าย เช่น วิธีการตอบโดยการกาเครื่องหมาย (บุญชอบ ศราธพนธุ, 2535; วนิดา ศูนย์


จันทร์, 2537) การใช้ กระดาษสีขาวหมึกพมพสีเขียวและสีน้ าเงิน มีผลท าให้อัตราการตอบกลับและความจริงใจใน

การตอบสูงกว่าแบบสอบถามที่พมพ์ด้วยหมึกสีแดงและสีด า (สุขีรา ภัทรายุตวรรตน์, 2530) แบบสอบถามประเภท

ปลายปิดและการจัดหน้าแบบสอบถาม (ปรีดา เบ็ญคาร, 2539) นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยถึงเหตุผลของกลุ่ม

ตัวอย่างที่ท าให้ตอบและไม่ตอบแบบสอบถาม ในประเด็นที่เกี่ยวช้องกับตัวแบบสอบถาม พบว่า เหตุผลที่ท าให้กลุ่ม

ตัวอย่างตอบแบบสอบถาม คือ รูปแบบการตอบแบบสอบถามที่ง่าย ความประณีตในการจัดท าแบบสอบถาม การ

จัดเรียง รูปแบบ และการจัดหน้าแบบสอบถามให้กะทัดรัด มีการตรวจสอบความถูกต้องของประโยค ข้อความ
ความยาวหรือจ านวนหน้าของแบบสอบถามไม่มากเกินไป ถามในประเด็นที่ตอบได้ค าถาม ไม่กว้างเกินไป ค าถาม

เป็นแบบปรนัยและอธิบายวิธีการตอบอย่างชัดเจน (สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์, 2530; จิรดา วุฑฒยากร, 2535)

ส าหรับเหตุผลที่ท าให้กลุ่มตัวอย่างไม่ตอบแบบสอบถามคือ ค าถามเป็นแบบปลายเปิด แบบสอบถามยาวเกินไป สี

ของกระดาษที่ใช้พมพแบบสอบถาม ถามในเรื่องที่ตอบไม่ได้ (สุขีรา ภัทรายุตวรรตน์, 2530; เจษฎา กิตติสุนทร,


2535)

191


3.2 ปัจจัยด้ำนกำรส่งและกำรจัดเก็บแบบสอบถำม

ในการส่งและการจัดเก็บแบบสอบถามทางไปรษณีย์ได้มีผู้ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน 4

ประเด็นหลัก คือ สถานที่ส่ง วิธีการส่ง รูปแบบการส่งแบบสอบถาม และการก าหนดวันส่งกลับแบบสอบถาม จาก

ผลการวิจัย พบว่า สถานที่ส่งแบบสอบถามไม่ว่าจะส่งไปให้ผู้รับที่บ้านหรือที่ทางาน ไม่มีผลท าให้อัตราการตอบกลับ

แตกต่างกัน (สุเทพ ไชยบุตร, 2527) วิธีการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ธรรมดาและลงทะเบียน รวมทั้งรูปแบบ


การส่ง แบบสอบถามโดยการพบและใส่ซองก็ไม่มีผลท าให้อตราการตอบกลับแบบสอบถามแตกต่างกัน (บุญชอบ


ศราธพันธุ์, 2535) นอกจากนี้การก าหนดวันส่งกลับและไม่กาหนดวันส่งกลับ ก็ไม่มีผลท าให้อัตราการตอบกลับและ
ความจริงใจในการตอบแบบสอบถามแตกต่างกันซึ่งสอดคล้อง กับผลการวิจัยของเจษฎา กิตติสุนทร (2535) ที่

พบว่าปัจจัยเกี่ยวกับกระบวนการส่งและจัดเก็บ แบบสอบถามมีผลเพยงเล็กน้อยต่อการไม่ตอบกลับแบบสอบถาม

ทางไปรษณีย์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการส่งหรือสถานที่รับแบบสอบถาม และสอดคล้องกับผลการสังเคราะห์งานวิจัย

เกี่ยวกับ ปัจจัยที่ส่งผลต่ออตราการตอบกลับแบบสอบถามทางไปรษณีย์ของปรีดา เบ็ญคาร (2539) ที่พบว่าปัจจัย

ด้านส่งและการจัดเก็บแบบสอบถามมีผลเพยงเล็กน้อยต่ออตราการตอบกลับ นั่นคือมีขนาดอทธิพลต่ ากว่าเกณฑ์ท ี่




ก าหนด ไม่ว่าจะเป็นขนาดอทธิพลที่วัดจากผลต่างของอตราการตอบกลับแบบสอบถามของกลุ่มทดลองและกลุ่ม
ควบคุม ซึ่งต่ ากว่า 9% และขนาดอิทธิพลที่พิจารณาค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยมาตรฐาน ซึ่งมีค่าต่ ากว่า 0.30 และ

สอดคล้องกับ การพจารณาค่าขนาดอทธิพลที่เป็นค่าประมาณไมคลาดเคลื่อน มีความแปรปรวนต่ า ก็ไม่ พบว่ามี


ปัจจัยด้านการส่งและการจัดเก็บแบบสอบถามที่มีผลต่อการเพมอตราการตอบกลับ แบบสอบถาม

ิ่
แต่จากการวิจัยของ ธรรมรส ช่างไม้งาม (2543) พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ส่ง หรือได้รับแบบสอบถามทาง


ไปรษณีย์มีอตราการตอบกลับสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับแบบสอบถามทางไปรษณีย์อเล็กทรอนิกส์ประมาณ 4.5
เท่า ในด้านความเร็วในการตอบกลับ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับแบบสอบถามทางไปรษณีย์อเล็กทรอนิกส์มี

ความเร็วในการตอบกลับ (ประมาณ 4 วัน) สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับแบบสอบถามทางไปรษณีย์ (ประมาณ 8 วัน)

สรุปได้ว่าวิธีการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ใช้เวลามากกว่าอนเทอร์เน็ตถึง 2 เท่า และ จากการวิจัยของ ชยการ


คีรีรัตน์ (2543) พบว่ากลุ่มที่ได้รับแบบสอบถามที่ส่งด้วย WWW. มีอตราการตอบกลับ (50%) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับ
แบบสอบถามที่ส่งทาง E-mail (15%) แต่ ความจริงใจในการตอบแบบสอบถามทั้ง 2 วิธีนี้ ไม่แตกต่างกันอย่างมี

นัยส าคัญ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การส่งและการจัดเก็บแบบสอบถามทางไปรษณีย์
หน้าที่ที่นักวิจัยพงกระท าก็คือตรวจสอบรายชื่อและที่อยู่ของกลุ่มตัวอย่างให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพอการส่ง
ื่

แบบสอบถามให้ถึงมือผู้รับ และอานวยความสะดวกในการส่งแบบสอบถามกลับคืนนักวิจัย โดยอาจแนบซองเปล่า

พร้อมติดแสตมป์และจ่าหน้าซองถึงตัวนักวิจัยให้เรียบร้อย ส่วนวิธีการส่ง รูปแบบการส่ง การก าหนดวันส่งกลับ จะ

ก าหนดวันที่แน่นอนหรือไม่ก าหนด หรือจะก าหนดในรูปของข้อความ เช่น “โปรดส่งคืน โดยเร็วที่สุด” ก็มีข้อดี


ข้อเสียแตกต่างกัน ทั้งนี้ขอให้นักวิจัยพจารณาด าเนินการโดยยึดหลัก ความมีมารยาทในการติดต่อลื่อสารและให้
เกียรติผู้ตอบเป็นส าคัญ ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ที่ นักวิจัยมีอยู่ เช่น งบประมาณ ระยะเวลา เป็นต้น ตัวอย่าง


ประกอบการพจารณา เช่น ในกรณีที่นักวิจัยไม่ก าหนดวันส่งกลับแบบสอบถาม แต่ถ้านักวิจัยมีวิธีการติดต่อผู้ตอบ
หรือมีวิธีการติดตาม ทวงถามที่ดี ก็อาจช่วยให้อัตราการตอบกลับเพิ่มขึ้นก็ได้

192




3.3 ปัจจัยด้ำนกำรติดต่อกับผู้ตอบ


กระบวนการติดต่อกับผู้ตอบ เริ่มตั้งแต่การส่งจดหมายน าเพอขอความร่วมมอจากกลุ่มตัวอย่างใน

ื่

การตอบแบบสอบถาม มีประเด็นการพจารณาคือ ในจดหมายน า จะมีการเจาะจง/ไม่เจาะจงตัวผู้ตอบ ผู้ที่ลงนาม
ในจดหมายน าจะเป็นใคร การแจ้ง/ไม่แจ้งให้ ผู้ตอบทราบล่วงหน้า และการติดตาม/ไม่ติดตามแบบสอบถาม ซึ่งก็มี


ประเด็นให้พจารณา ในเรื่องรูปแบบการติดตาม ระยะเวลาในการติดตาม จ านวนครั้งที่ติดตาม เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้อาจมีผลต่ออตราการตอบกลับ ความจริงใจและคุณภาพข้อมูลในการตอบกลับ แบบสอบถามทางไปรษณีย์

ได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้มีผู้ที่ได้ศึกษาวิจัยไว้ในอดีต เช่น จากการวิจัย ของ สุชีรา ภัทรา ยุตวรรตน์ (2530) พบว่าอตรา

การตอบกลับและความจริงใจในการตอบ แบบสอบถามที่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สูงกว่าอัตราการตอบกลับและ

ความจริงใจในการ ตอบแบบสอบถามที่ไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องกบผลการวิจัยของ สุทิศศา บุญ

ยงค์ (2540) ที่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้ามีความจริงใจในการ ตอบแบบสอบถาม สูงกว่า

กลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในส่วนของรูปแบบ การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จากการวิจัยของ

ธรรมรส ช่างไม้งาม (2543) พบว่ากลุ่มที่ได้รับการ แจ้งให้ทราบล่วงหน้าทางไปรษณีย์มีอตราการตอบกลับสูงกว่า

กลุ่มที่ได้รับการแจ้งให้ทราบ ล่วงหน้าทางไปรษณีย์อเล็กทรอนิกส์ และสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการแจ้งให้ทราบ


ล่วงหน้า แต่อตราการตอบกลับแบบสอบถามทางอนเทอร์เน็ต การแจ้งและไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ไม่แตกต่างกัน

อย่างมีนัยส าคัญ (จิราพร รอดพ่วง, 2544)


ส าหรับในเรื่องของการติดตาม/การเตือน จากผลการวิจัยของจรินทร์ กองศรี (2535) พบว่าอตรา

การตอบกลับแบบสอบถามทางไปรษณีย์ของกลุ่มที่ได้รับการติดตามก่อนและหลังก าหนดวันส่งกลับ สูงกว่าอตรา
การตอบกลับของกลุ่มที่ไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าหรือการติดตาม นอกจากนี้จากผลการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการ

เตือนของ เชิงชาย เหมพัฒน์ (2534) พบว่า กลุ่มที่ได้รับการเตือนภายหลังส่งแบบสอบถามไปให้ 7 วัน มีอัตราการ

ตอบกลับสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเตือนภายหลังส่งแบบสอบถามไปให้ 10 วัน ในส่วนของจ านวน ครั้งที่เตือนพบว่า

กลุ่มที่ได้รับการเตือน 1 ครั้งมีอตราการตอบกลับสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการเตือน กลุ่มที่ได้รับการเตือน 2 ครั้ง มี

อัตราการตอบกลับไม่แตกต่างกับกลุ่มที่ได้รับการเตือน 1 ครั้ง และกลุ่มที่ไม่ได้รับการเตือนเลย แต่จากการวิจัยของ
กอบแก้ว ภูติธนารักษ์ (2537) พบว่ากลุ่มที่ได้รับการติดตามด้วยความถี่ต่างกัน มีอตราการตอบกลับแบบสอบถาม

ต่างกัน กล่าวคือ กลุ่มที่ได้รับการติดตาม 2 ครั้ง มีอตราการตอบกลับสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการติดตาม 1 ครั้ง และไม่


มีการติดตาม และยังพบว่ากลุ่มที่ได้รับการเตือนและการติดตามด้วยเทคนิคต่างกัน มีอตราการตอบกลับ
แบบสอบถามแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ กล่าวคือ กลุ่มที่ได้รับการเตือนและติดตามด้วยโทรศัพท์ มีอัตราการตอบ

กลับสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเตือนและการติดตามด้วยการ์ด และไปรษณียบัตร รวมทั้งเทคนิคการเตือนและการ

ติดตามกับความถี่ในการติดตามมีผลร่วมกันต่อความจริงใจในการตอบแบบสอบถามที่ส่งทางไปรษณีย์

193




ส าหรับอตราการตอบกลับแบบสอบถามทางอนเทอร์เน็ต จากผลการวิจัย ของ ชยการ คีรีรัตน์
(2543) พบว่า กลุ่มที่ติดตามด้วย E-mail มีอัตราการตอบกลับสูงกว่ากลุ่มที่ติดตามด้วย Chat


การติดตามเป็นเทคนิคที่ส าคัญที่ควรท าเมื่อแบบสอบถามที่ส่งไป กลับคืนมาน้อย ระยะห่างของ

การติดตามผล ควรอยู่ระหว่าง 2-3 สัปดาห์หลังจากที่ส่งแบบสอบถาม ไป การติดตามอาจท าได้หลายรูปแบบ เช่น

ส่งเป็นการ์ด หรือจดหมายเตือนให้ผู้ตอบช่วยตอบ หรืออาจจะส่งแบบสอบถามฉบับใหม่ไปให้ด้วย แต่ทั้งนี้การ

ติดตามทวงถามควรกระท าอย่าง ระมัดระวัง เพราะจากผลการวิจัยพบว่าการติดตามทวงถามท าให้ได้ข้อมูลกลับคืน

มามากจริง แต่คุณภาพของข้อมูลลดลงอย่างมีนัยส าคัญ (สมหวัง พิธิยานุวัฒน์, 2536) ซึ่งสอดคล้องกับ ผลการวิจัย

ของวงเดือน อิ่มเงิน (2537) ที่พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความจริงใจในการตอบ แบบสอบถามก่อนระยะการติดตาม สูง
กว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความจริงใจในการตอบแบบสอบถาม หลังระยะการติดตามอย่างมีนัยส าคัญ


จากการสังเคราะห์งานวิจัยของ ปรีดา เบ็ญคาร (2539) พบว่าปัจจัยด้านการติดต่อกับผู้ตอบที่มี

ิ่
ผลมากต่อการเพมอัตราการตอบกลับแบบสอบถาม ได้แก่ การเจาะจงตัวผู้ตอบ การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า การแจ้ง
ให้ทราบล่วงหน้าโดยใช้จดหมาย ผู้ออกจดหมายน าที่เกี่ยวข้องกับผู้ตอบ การเตือน (ไม่ระบุวิธี) การเตือนครั้งที่ 1

และการเตือนครั้งที่ 2 การเตือน โดยใช้โทรศัพท์การเตือนโดยใช้ไปรษณียบัตร การเตือนโดยใช้จดหมาย การ

ติดตาม (ไม่ระบุวิธี) การติดตามครั้งที่ 1 และการติดตามครั้งที่ 2


3.4 ปัจจัยด้ำนกำรให้สิ่งจูงใจ


จากผลการวิจัยของ อญชลี คงมั่น (2522) พบว่า การให้สิ่งตอบแทนแก่ผู้ตอบแบบสอบถาม ท า


ให้อตราการตอบกลับแบบสอบถามทางไปรษณีย์สูงกว่าการไม่ให้สิ่งตอบแทน การให้สิ่งตอบแทนแก่ผู้ตอบ

แบบสอบถามเป็นหนังสือการประเมินทางการศึกษาในระยะแรก ท าให้อตราการตอบกลับสูงกว่าการให้สิ่งตอบ
แทนในระยะที่ 2 ระยะที่ 3 และสูงกว่าการให้สิ่งตอบแทนที่เป็นการสัญญาว่าจะส่งบทคัดย่องานวิจัยไปให้ การให้


สิ่งตอบแทนเป็นการสัญญาว่าจะส่งบทคดย่องานวิจัยไปให้ ท าให้อัตราการตอบกลับสูงกว่าการไม่ให้สัญญาว่าจะส่ง
บทคัดย่องานวิจัยไปให้ ผลการวิจัยดังกล่าวนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ มารศรี กลางประพนธ์ (2534) ที่พบว่า

อัตราการตอบกลับแบบสอบถามของกลุ่มที่ได้รับสิ่งตอบแทนสูงกว่ากลุ่มที่ ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทั้งในระยะก่อนการ


ติดตามและหลังการติดตาม ครั้งที่ 1 และ 2 นอกจากนี้ผลการวิจัยของ สุภา ลวกุล (2533) พบว่าอตราการตอบ
กลับรายสัปดาห์ของแบบสอบถามที่ส่งทางไปรษณีย์โดยวิธีการให้สิ่งส่อใจที่ต่างกัน มีความแตกต่างกันอย่างมี


นัยส าคัญ โดยอตราการตอบกลับในสัปดาห์ที่ 1 และ 2 มีอตราการตอบกลับสูงสุด และไม่แตกต่างกัน ส่วนอตรา


การตอบกลับในสัปดาห์ที่ 3 มีอัตราต าสุด และจากการลังเคราะห์งานวิจัยของ ปรีดา เบ็ญคาร (2539) ก็พบว่าการ
ให้สิ่งจูงใจ (ไม่ระบุชนิด) และการให้สิ่งจูงใจที่เป็นหนังสือ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเพมอตราการตอบกลับ

ิ่
แบบสอบถามทางไปรษณีย์

194


ิ่

กล่าวโดยสรุป ปัจจัยที่มีประสิทธิภาพมากต่อการเพมอตราการตอบกลับ แบบสอบถามทาง
ไปรษณีย์ที่ให้ผลชัดเจน คือ การตอบด้วยวิธีการกาเครื่องหมาย การจัดหน้า แบบสอบถาม การเจาะจงตัวผู้ตอบ

การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าโดยใช้จดหมาย ผู้ออกจดหมายน าที่เกี่ยวข้องกับผู้ตอบ การ

เตือน (ไม่ระบุวิธี) การเตือนครั้งที่ 1 และ การเตือนครั้งที่ 2 การเตือนโดยใช้โทรศัพท์ การเตือนโดยใช้ไปรษณียบัตร

การเตือนโดยใช้ จดหมาย การติดตาม (ไม่ระบุวิธี) การติดตามครั้งที่ 1 การติดตามครั้งที่ 2 การให้สิ่งจูงใจ (ไม่ระบุ

ชนิด) และการให้สิ่งจูงใจที่เป็นหนังสือ (ปรีดา เบ็ญคาร, 2538) ปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ นักวิจัยสามารถน าไป

ประยุกต์ใช้เพอเพมอตราการตอบกลับแบบสอบถามทางไปรษณีย์ได้ตาม ความเหมาะสม โดยเฉพาะกับกลุ่ม
ิ่

ื่
ตัวอย่างที่เป็นครู อาจารย์ในสถานศึกษา เนื่องจากผลการวิจัยที่กล่าวมาข้างต้นนั้นส่วนใหญ่เป็นการศึกษาวิจัยกับ
กลุ่มตัวอย่างครูอาจารย์ในระดับมัธยมศึกษา


4. ข้อดีและข้อจ ำกัดของแบบสอบถำม


การรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามมีข้อดีตรงที่สะดวกในการใช้รวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจ านวน

มาก ประหยัดแรงงาน เวลา และค่าใช้จ่าย ผู้ตอบ/ผู้ให้ข้อมูลมีอสระในการตอบและสบายใจที่จะตอบ ไม่ต้อง

ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลมากเป็นพเศษ นอกจากนี้ ตัวค าถามมีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทุกคนถูกถาม

เหมือนกันหมด ได้ข้อมูลขั้นปฐมภูมิและสามารถเก็บเป็นความลับได้ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ว่า แม้ตัวค าถามจะ

เหมือนกัน ผู้ตอบต่างบุคคลกันอาจตีความหมายแตกต่างกันได้ เป็นวิธีที่ยืดหยุ่นได้น้อย ใช้ได้กับผู้ตอบ/ผู้ให้ข้อมูลที่

ต้อง อ่านออกและเขียนได้ และที่ส าคัญคือ มีปัญหาเรื่องอัตราการตอบกลับต่ า ถ้าส่งทางไปรษณีย์ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งถ้าเป็นค าถามประเภทปลายเปิด ผู้ตอบมักจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการตอบ นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้อาจไม่มี

ความตรง ถ้าผู้ตอบไม่ซื่อสัตย์ในการตอบ หรือผู้ตอบไม่จริงใจ หรือให้ผู้อนตอบแทน รวมทั้งสภาพแวดล้อมในการ
ื่
ตอบที่แตกต่างกันของแต่ละคน เช่น สถานที่ เวลา ก็อาจมีผลต่อค าตอบได้


กำรเก็บรวบรวมข้อมูลโดยกำรสัมภำษณ์ (Interviews)


ด้วยข้อจ ากัดของการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามดังกล่าวข้างต้น วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

อีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักและใช้กันโดยทั่วไปในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากบุคคล ก็คือ การสัมภาษณ์ (interviews)


การสัมภาษณ์ เป็นปฏิสัมพันธ์หรือสถานการณ์ของการสนทนา ซักถาม โต้ตอบแบบ เผชิญหน้า (face-to-

face) อย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างบุคคลสองฝ่าย คือ นักวิจัยหรือผู้สัมภาษณ์ (interviewer) กับผู้ถูกสัมภาษณ์
(interviewee) โดยใช้ประเด็นค าถามที่ได้ออกแบบไว้เพอรวบรวมข้อมูลส าหรับตอบปัญหาวิจัย การสัมภาษณ์
ื่
ื่
สามารถน าไปใช้ส าหรับ วัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ ประกำรแรก ใช้การสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือส ารวจเพอ

ช่วย ระบุตัวแปรและความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรในการตั้งสมมติฐานวิจัย ประกำรที่สอง ใช้การสัมภาษณ์เป็น
เครื่องมือหลักส าหรับเก็บรวบรวมข้อมูลหรือวัดตัวแปรต่าง ๆ ในการวิจัย และ ประกำรสุดท้ำย ใช้การสัมภาษณ์

ื่
เป็นเครื่องมือประกอบหรือเสริมจากวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลวิธีอน ๆ เช่น ตรวจสอบความตรงของข้อมูลที่ได้กับ

195


วิธีการอน ๆ ติดตามผลที่เกิดขึ้นโดยที่ นักวิจัยไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน หรือเป็นการศึกษาข้อมูลในเชิงลึกถึงที่มาหรือ
ื่
เหตุผลต่าง ๆ ของ ผู้ให้ข้อมูล เป็นต้น (Kerlinger and Lee, 2000: 693)


1. ประเภทของกำรสัมภำษณ์


การสัมภาษณ์มีหลายประเภท หลายวิธี ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง โดยทั่วไป ถ้าแบ่งอย่างกว้าง ๆ

ตามรูปแบบของการสัมภาษณ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น2 ประเภท คือ การสัมภาษณแบบมีโครงสร้างหรือแบบเป็น

มาตรฐาน (structured or standardized interview) กับการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือแบบไม่เป็น

มาตรฐาน (unstructured or unstandardized interview) (Kerlinger and Lee, 2000: 693) ถ้าแบ่งตาม

จ านวนของผู้ถูกสัมภาษณ์สามารถ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ การสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล (individual

interview) กับการ สัมภาษณ์เป็นกลุ่ม (group interview) (Van Dalen, 1979) โดยแต่ละประเภทมีลักษณะ
ส าคัญและความเหมาะสมในการน าไปใช้แตกต่างกัน ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


1.1 ประเภทของการสัมภาษณ์ แบ่งตามรูปแบบการสัมภาษณ์


1.1.1 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างหรือแบบเป็นมาตรฐาน (Structured or

standardized Interview) การสัมภาษณ์แบบนี้เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการก าหนดและคัดเตรียมข้อค าถามที่

แน่นอนไว้ล่วงหน้า มีการคัดเรียงส าคับก่อนหลังของข้อค าถาม รวมทั้งการใช้ภาษา การใช้ค าต่าง ๆ ถูกก าหนดไว้

อย่างเป็นระบบชัดเจนในลักษณะเช่นเดียวกับแบบสอบถาม แต่ในกรณีของการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง


เครื่องมือที่ใช้ประกอบการสัมภาษณคือแบบสัมภาษณ์ (interview schedule)
ประเภทของสารสนเทศและข้อค าถามในแบบสัมภาษณ์ (kinds of schedule

information and items) โดยทั่วไปประกอบด้วยสารสนเทศ/ข้อมูลทีต้องรวบรวม 3 ประเภท คือ สารสนเทศที่

ระบุถึงผู้ถูกสัมภาษณ์หรือข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์ (identification information: face sheet)

ื่
สารสนเทศทางด้านสังคมวิทยา (sociological information: census type) และสารสนเทศเพอตอบปัญหาของ
ื่
การวิจัย (problem information) โดยลักษณะของข้อค าถามเพอรวบรวมข้อมูล/สารสนเทศดังกล่าว ที่นิยมใช้กัน
เป็นส่วนใหญ่มี 3 รูปแบบคือ ข้อค าถามแบบปลายปิด (close-ended or fixed-alternative items) ข้อค าถาม

แบบปลายเปิด (open-ended items) และข้อค าถามแบบสเกล (scale items) ซึ่งเป็นข้อค าถาม ที่ให้ผู้ตอบ

แสดงออกในลักษณะของระดับความมากน้อยเกี่ยวกับ ข้อค าถามนั้นๆ เช่น ระดับของการเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วย
(Kerlinger and Lee, 2000: 694- 696) ค าถามประเภทนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในลักษณะของมาตรประมาณค่า

(rating scale) นั้นเอง ข้อค าถามต่าง ๆ ในการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างนี้จะต้องด าเนินการสร้างและจัดเตรียมไว้

เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับแบบสอบถาม ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวถึงแล้วในขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม

196


การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างนี้ เหมาะส าหรับกรณีที่นักวิจัยต้องการศึกษาเรื่องใดเรื่อง

หนึ่งจากกลุ่มตัวอย่างจ านวนมาก ในลักษณะของการวิจัยเชิงส ารวจที่กลุ่มตัวอย่างอาจมีข้อจ ากัดในเรื่อง

ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ จึงต้องอาศัยการสัมภาษณ์แทนการใช้แบบสอบถาม ในกรณีนี้ นักวิจัยอาจไม่

สามารถท าการเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างได้เองทั้งหมด ซึ่งต้องอาศัยพนักงานสัมภาษณ์ช่วยในการเก็บ

รวบรวมข้อมูล ดังนั้นแบบสัมภาษณ์จึงต้องออกแบบไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีคู่มือการสัมภาษณ์และมีการอบรม

พนักงานสัมภาษณ์เป็นอย่างดี เพอให้พนักงานสัมภาษณ์เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ของการ
ื่
สัมภาษณ์ ลักษณะข้อมูลที่นักวิจัยต้องการ และท าความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของประเด็นค าถามในแต่ละข้อ

เพอที่จะได้ซักถามข้อมูลได้ตรงประเด็นที่นักวิจัยต้องการ รวมทั้งอบรมเกี่ยวกับเทคนิคและมารยาทในการ
ื่
สัมภาษณ์ ซึ่งจะได้กล่าวถึง รายละเอียดในตอนต่อไป การด าเนินการต่าง ๆ เหล่านี้มีเป้าหมายเพอให้การสัมภาษณ์
ื่
เป็นไป ในมาตรฐานเดียวกัน อันจะน ามาซึ่งข้อมูลที่มีคุณภาพ การสัมภาษณ์วิธีนี้ท าให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่เบี่ยงเบน

เนื่องจากความแตกต่างในการสัมภาษณ์ และนักเป็นข้อมูลที่ให้ภาพกว้าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการศึกษา แต่มี

ข้อจ ากัดตรงที่ท าให้ได้ข้อมูลไม่ลึกซึ้งเพยงพอ ในแง่ของความหมายและความรู้สึกนึกคิดที่แฝงเร้นอยู่ จึงไม่เป็นที่

นิยมใช้เป็นวิธีการหลักในการรวบรวม ข้อมูลส าหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ


1.1.2 การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือแบบไม่เป็นมาตรฐาน (Unstructured or

Unstandardized Interview) กาสัมภาษณ์แบบนี้เป็นวิธีการที่มีความยืดหยุ่นสูงและเปิดกว้าง ไม่มีการก าหนดข้อ
ค าถามที่แน่นอนตายตัวไว้ล่วงหน้า จะถามเนื้อหาสาระอะไร ก่อนหลัง และจะใช้ค า ใช้ภาษาอย่างไรในการถามก็ได้

ผู้สัมภาษณ์มีอสระในการตั้งค าถาม สามารถปรับเปลี่ยนค าถาม ลีลาการใช้ค าถามให้เหมาะสมตามบริบทของการ

สัมภาษณ์ได้อย่างเต็มที่ และไม่จ าเป็นจะต้องใช้ภาษาในการถามเหมือนกันทุกคน แต่ทั้งนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องพยายาม

ล้วงหาค าตอบที่ต้องการในการวิจัยให้ได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอและครอบคลุม การสัมภาษณ์แบบนี้เป็นวิธีการที่เหมาะ

ส าหรับใช้รวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ และต้องอาศัยผู้สัมภาษณ์ที่มีประสบการณ์และทักษะในการ

สัมภาษณ์เป็นอย่างดี ในการสัมภาษณ์แบบนี้นักด าเนินการโดยตัวนักวิจัยเอง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ

ในเรื่องที่ตนเองจะท าวิจัย ทราบถึงข้อมูลที่ต้องการ ดังนั้นจึงสามารถตั้งค าถาม ปรับเปลี่ยนค าถามได้ตามความ

เหมาะสมในขณะที่สัมภาษณ์โดยนักวิจัยอาจเตรียมประเด็นการสัมภาษณ์หรือแนว ค าถามกว้าง ๆ ไว้ล่วงหน้าก็ได้


การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างนี้อาจแบ่งออกเป็นแบบย่อย ๆ ที่จะกล่าวถึงในที่นี้อก 2 แบบ คือ การสัมภาษณ์
แบบเปิดกว้างไม่จ ากัดค าตอบ กับการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (indepth interview) หรือการสัมภาษณ์แบบมีจุด

สนใจเฉพาะ (focus interview) ดังนี้


1) การสัมภาษณ์แบบเปิดกว้างไม่จ ากัดค าตอบ การสัมภาษณ์แบบนี้เป็นการสัมภาษณ์ท ี่

มีวัตถุประสงค์เพอให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มีอสระที่จะแสดงความคิดเห็นหรืออธิบายแนวคิดของตนเองเกี่ยวกับเรื่องใด

ื่
เรื่องหนึ่งที่นักวิจัยต้องการออกมาอย่างเต็มที่ โดยที่นักวิจัยไม่ได้ก าหนดกรอบหรือประเด็นเฉพาะเจาะจงในเรื่องนั้น



ๆ เพยงแต่นักวิจัยกล่าวน าให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ทราบถึงความต้องการ แล้วให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เล่าเรื่องอย่างอสระ การ

197


สัมภาษณ์แบบนี้จึงเหมาะที่จะใช้ในกรณีที่นักวิจัยยังไม่มีแนวคิดที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับข้อมูลที่จะได้รับส าหรับ

เรื่องนั้น ๆ หากแต่มีแนวความคิดทางด้านทฤษฎีในเรื่องนั้น ๆ อยู่แล้ว (สุภางค์ จันทวานิช, 2548) การสัมภาษณ์

ื่
แบบนี้อาจน าไปใช้เพอส ารวจแนวความคดเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่อง หนึ่งก่อนที่จะศึกษาเจาะลึกเพอลงข้อสรุป

ื่
เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ

2) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (Indepth or Intensive lnterview) การสัมภาษณ์แบบนี้


เรียกอกอย่างหนึ่งว่าการสัมภาษณ์แบบมีจุดสนใจเฉพาะ (focus interview) ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ที่นักวิจัยหรือผู้
สัมภาษณ์มีจุดสนใจหรือประเด็นที่ต้องการศึกษาอยู่แล้ว จึงต้องพยายามดึงความสนใจของผู้ถูกสัมภาษณ์ให้เข้าสู่

ื่
จุดสนใจที่นักวิจัยต้องการศึกษา โดยนักวิจัยต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการตะล่อมถาม (probe) เพอล้วงเอาความ
จริงหรือความรู้สึกนึกคิด ลึก ๆ จากผู้ถูกสัมภาษณ์ให้มากที่สุด ในกรณีที่เห็นว่าผู้ถูกสัมภาษณ์พดนอกเรื่องก็ต้อง

พยายามโยงเข้าหาประเด็นทีต้องการสัมภาษณ์หรือในบางครั้งอาจจะต้องหาจังหวะรวบรัดตัดบทอย่างสุภาพ โดย

ไม่ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เกิดความรู้สึกไม่สบายใจและไม่อยากให้ความร่วมมือ การจะท าเช่นนี้ได้ต้องอาศัยประสบการณ์

และความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งศิลปะของผู้สัมภาษณ์เป็นส าคัญ ซึ่งนักวิจัยจะต้องฝึกฝนและเตรียมการ

สัมภาษณ์ไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี


1.2 ประเภทของกำรสัมภำษณ์แบ่งตำมจ ำนวนผูให้สัมภำษณ์


1.2.1 การสัมภาษณเป็นรายบุคคล (lndividual Interview) เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2 คน

คือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์การสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลนี้ใช้เมื่อนักวิจัยต้องการทราบรายละเอยดของข้อมูล

เฉพาะบุคคล หรือใช้รวบรวมข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนตัวเฉพาะบุคคลที่ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่ต้องการให้ผู้อนทราบด้วย
ื่
วิธีการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ (interview schedule) เป็นเครื่องมือ หรือใช้วิธีการ

สัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างก็ได้ การสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลนี้สามารถสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้ากัน (face-to-

face) ระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ถูกสัมภาษณ์ หรืออาจเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (telephone interview) ก็ได้

การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เป็นนวัตกรรมใหม่ส าหรับการรวบรวมข้อมูลในการวิจัยทางสังคมศาสตร์โดยเฉพาะการ

ื่
วิจัยเชิงส ารวจ หรืออาจใช้การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เป็นวิธีหนึ่งในการติดตามแบบสอบถามที่ส่งทางไปรษณีย์เพอ

ิ่
เพมอตราการตอบกลับก็ได้ (Miller and Salkind, 2002: 313) การสัมภาษณ์ทั้ง 2 แบบนี้ ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย
แตกต่างกน กล่าวคือ การสัมภาษณแบบเผชิญหน้า มีข้อดีตรงที่ผู้สัมภาษณ์สามารถสังเกตสีหน้าท่าทาง พฤติกรรม



ที่แสดงออกในระหว่างการสัมภาษณได้ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาพบกันระหว่างผู้
สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ ส่วนการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์มีข้อดีคือ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่า และมี

ความสะดวกในการสัมภาษณ์ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์จะอยู่ไกลกันสักเพยงใดก็ตาม แต่ก็มีข้อเสียตรงที่

นักวิจัยไม่มั่นใจว่า ผู้ให้สัมภาษณ์เป็นตัวตนที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลหรือไม่ หากเปรียบเทียบวิธีการ

สัมภาษณ์ทั้ง 2 แบบนี้ กับการใช้แบบสอบถามทางไปรษณีย์ได้ผลดังตารางที่ 9.1 อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์เป็น

รายบุคคลนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม เป็นวิธีการที่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม

198


ตำรำงที่ 9.1 การเปรียบเทียบความมีประสิทธิภาพระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถามทางไปรษณีย์

การสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า และการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์



องค์ประกอบในกำรพิจำรณำ แบบสอบถำม กำรสัมภำษณ์ แบบ กำรสัมภำษณ์
ทำงไปรษณีย์ เผชิญหน้ำ ทำงโทรศัพท์
ค่าใช้จ่ายเชิงเปรียบเทียบ 1 3 2

อัตราการตอบกลับ 3 1 2

ความถูกต้องของข้อมูล 2 1 3

ความครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 1 3 2

ความสมบูรณ์ครบถ้วนในการรับรู้บริบทที่ไวต่อความรู้สึก 3 1 2
ความเที่ยงและความตรงโดยภาพรวม 2 1 3

เวลาที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล 3 2 1



หมำยเหตุ 1 หมายถึง มีประสิทธิภาพ น่าพึงพอใจมากที่สุด


2 หมายถึง มีประสิทธิภาพ น่าพึงพอใจปานกลาง


3 หมายถึง มีประสิทธิภาพ น่าพึงพอใจน้อยที่สุด


ที่มำ: สรุปจาก Millerand Salkind (2002: 318)

1.2.2 การสัมภาษณ์กลุ่ม (Group lnterview) เป็นการสัมภาษณ์ที่มีผู้ให้สัมภาษณ์ ตั้งแต่ 2 คน

ขึ้นไปในเวลาเดียวกัน การสัมภาษณ์กลุ่มใช้เมื่อนักวิจัยต้องการข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่อง

หนึ่งจากสมาชิกทั้งกลุ่มแนวคิดการสัมภาษณกลุ่มนี้ได้รับการปรับปรุงให้มีระเบียบวิธีชัดเจนขึ้น โดยรวมแนวคิดการ


สัมภาษณ์แบบเจาะลึก (indepth mterview) หรือการสัมภาษณแบบมีจุดสนใจเฉพาะ (focus interview) เข้ากับ
การสัมภาษณ์กลุ่ม ให้ผลการพฒนาเป็นเทคนิคการสนทนากลุ่ม (focus group interview) (นงลักษณ์ วิรัชชัย,

2543: 194) ค าว่า “focus group interview” ในหนังสือภาษาไทยบางเล่ม อาจใช้ค าว่า “การสัมภาษณ์กลุ่ม”

“การสนทนากลุ่ม” หรือ “การอภิปรายกลุ่มแบบเจาะจง” (focus group discussion) ส าหรับในที่นี้ผู้เขียนขอใช้

ค าว่าการสนทนากลุ่ม (focus group interview)

199


กำรสนทนำกลุ่ม (Focus Group lnterview)


การสนทนากลุ่ม เป็นเทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพวิธีหนึ่ง ซึ่งมักใช้กับการวิจัยเชิง

คุณภาพ โดยใช้ลักษณะของการสัมภาษณ์กลุ่มแบบเจาะลึก กับกลุ่มคนจ านวนหนึ่งที่ถูกเลือกมารวมกันอย่าง

เจาะจงตามคุณสมบัติที่นักวิจัยก าหนดเพอการสนทนา โต้ตอบ ถกปัญหา หรือการอภิปรายร่วมกัน โดยมี
ื่
ื่
จุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงเพอที่จะหาข้อมูลที่ถูกต้องตรงประเด็นส าหรับตอบค าถามการวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
โดยเฉพาะ


stewart และ Shamdasani (1990 อางถึงใน ชาย โพธิสิตา, 2547: 208-209) ให้นิยาม focus

groups โดยเน้นความส าคัญของพลวัตกลุ่ม (group dynamics) ในฐานะเป็นหัวใจส าคัญของการสนทนา ใน

ความหมายนี้กุญแจส าคัญสู่ความส าเร็จของการสนทนาอยู่ที่การจัดการให้มีพลวัตกลุ่มที่เหมาะสม เพอให้สมาชิก
ื่
กลุ่มได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อกันในเรื่องที่ยกมาเป็นประเด็นสนทนา ไม่ใช่การให้สมาชิกกลุ่มตอบค าถามของนักวิจัย

เป็นรายคน ดังเช่น ในการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว โดยนัยนี้ข้อมูลที่ดีจากการสนทนากลุ่มควรจะมาจากการ

อภิปรายที่สมาซิกกลุ่มมการโต้ตอบต่อกันในหัวข้อที่ผู้ด าเนินการยกมาเป็นประเด็นการสนทนา เพราะคุณสมบัติข้อ

นี้เอง วิธีการนี้จึงมักถูกเรียกกันโดยทั่วไปว่า “การอภิปรายกลุ่มแบบเจาะจง” หรือ focus group discussion

(FGD) มากกว่าจะเรียกว่า “การสัมภาษณ์กลุ่มแบบเจาะจง” หรือ focus group interview


ื่
การสนทนากลุ่มต่างจากวิธีการที่เกี่ยวกับกลุ่มแบบอน ๆ กล่าวคือ การสนทนากลุ่มไม่ใช่การ
สัมภาษณ์คนเป็นกลุ่ม (group interview) ทีมุ่งหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่นักวิจัยต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูล

ื่
เซิงปริมาณหรือเซิงคุณภาพก็ได้ เช่น การสัมภาษณ์กลุ่มผู้น าชุมชนหลายคนพร้อมกัน เพอรวบรวมข้อมูลพนฐาน
ื้
เกี่ยวกับชุมชนนั้น ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับ ประชากร เศรษฐกิจ การศึกษา และสุขภาพอนามัยของคนในชุมชนโดยรวม

เป็นต้น ในการสัมภาษณ์กลุ่มเช่นนั้น ผู้สัมภาษณ์มักใช้แบบสอบถามที่มีค าถามทั้งแบบปลายเปิด และปลายปิด แต่

การสนทนากลุ่มเป็นการอภิปรายมากกว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ดังที่กล่าวมาแล้ว ขณะเดียวกันการสนทนากลุ่มก็

ไม่ใช่การระดมสมองของกลุ่มผู้รู้ จุดต่างอยู่ที่การระดมสมองนั้น มุ่งหาข้อสรุปที่ลงตัว (consensus) เกี่ยวกับเรื่อง

ใดเรื่องหนึ่ง แต่การสนทนากลุ่มมุ่งหาความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้ร่วมสนทนา ซึ่งอาจแตกต่างกัน

หลากหลาย ไม่จ าเป็นต้องสอดคล้องลงรอยกันเสมอไป (ชาย พิโธสิตา, 2547: 209)

เทคนิคกำรจัดสนทนำกลุ่ม


เทคนิคการจัดสนทนากลุ่มนี้ Kerlinger และ Lee (2000: 700) กล่าวไว้ว่า ขนาดของกลุ่มควรจะ

ใหญ่พอที่จะสร้างมุมมองที่หลากหลาย แต่ก็ควรเป็นกลุ่มที่เล็กพอที่จะสามารถบริหารจัดการได้เกี่ยวกับเรื่องนี้

Krueger (1994 cited in Kerlinger and Lee, 2000: 700) เสนอแนะว่าจ านวนสมาชิกในกลุ่มสนทนาควรอยู่

ระหว่าง 7-10 คน ซึ่งเป็นขนาดกลุ่มที่พอเหมาะที่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละคนได้มีส่วนร่วมในการสนทนา การ

จัดกลุ่มสมาชิก ผู้ให้สัมภาษณ์นักวิจัยควรเลือกสรรกลุ่มคนที่เป็นผู้รู้หรือผู้ให้ข้อมูลส าคัญ (key informants) ที่คาด

200


ว่าเป็นกลุ่มที่สามารถตอบประเด็นค าถามที่นักวิจัยต้องการศึกษาได้ดีที่สุด และเป็นผู้มีคุณลักษณะภูมิหลังใกล้เคียง

ื่
กัน (homogeneous) (Kerlinger and Lee, 2000: 700; โยธิน แสวงดี, 2541: 140) เพอช่วยให้สมาชิกในกลุ่ม
กล้าและเต็มใจที่จะตอบค าถาม หรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสรเสรี


ในการจัดสนทนากลุ่มนักวิจัยจะต้องเตรียมการตั้งแต่การก าหนดเรื่องที่จะท าการศึกษา ก าหนด

ประเด็นค าถามในการสนทนากลุ่มให้ครอบคลุมตัวแปรที่ศึกษาทั้งหมด คัดเลือกผู้เข้าร่วมกลุ่มสนทนา ก าหนด

ผู้ด าเนินการสนทนา (Moderator) ผู้จดบันทึกค าสนทนา (notetaker) เจ้าหน้าที่บริการทั่วไปที่จะช่วยในการ

บันทึกเทปและคอยอานวยความสะดวก ต่าง ๆ รวมทั้งอปกรณ์ที่จ าเป็นในการสนทนากลุ่ม เช่น แบบบันทึกข้อมูล


การสนทนากลุ่ม เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูป ตลอดจนจัดเตรียมสถานที่และของที่ระลึก (ถ้ามี)


ในการด าเนินการสนทนากลุ่ม ผู้ด าเนินการสนทนากลุ่มควรแนะน าตนเอง และทึมงานอธิบาย
ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดสนทนากลุ่ม วัตถุประสงค์ของการวิจัย และถ้าจะมีการบันทึกเทป ควรแจ้งให้สมาชิก

ุ่
ในกลุ่มรับทราบ แล้วจึงเริ่มเกริ่นน าด้วยค าถามเบา ๆ เป็นการอนเครื่องเพอสร้างบรรยากาศความคุ้นเคย ความ
ื่
สบายใจ ให้เกิดขึ้นในกลุ่มสนทนา แล้วจึงเริ่มซักไซ้ไล่เรียงเข้าสู่ประเด็นค าถามหลัก ค าถามเจาะลึกในประเด็นที่

ต้องการศึกษา ในระหว่างด าเนินการสนทนาอยู่นี้ ผู้ด าเนินการสนทนาต้องให้เวลาแก่สมาชิกในการตอบค าถาม

อย่างอสรเสรี และต้องมีเทคนิคในการกระตุ้นผู้ที่ไม่ค่อยพดให้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นบ้าง และคอยควบคุม


สมาชิกบางคนที่พดเก่ง ๆ ไม่ให้ชี้น าความคิดของผู้อน ในตอนท้ายของการสนทนาควรจบลงด้วยค าถามที่ผ่อน

ื่
คลาย หรืออาจใช้ค าถามเสริมหรือเพมเติมในประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน โดยไม่ควรใช้เวลานานเกิน 2 ชั่วโมง ส าหรับ
ิ่
การสนทนากลุ่มในแต่ละครั้ง


จะเห็นได้ว่าการสนทนากลุ่มจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพยงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้ความ

เชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้น าการสนทนาเป็นส าคัญ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ท าวิจัย

เป็นอย่างดี สามารถควบคุมการสนทนาให้เป็นไปอย่างราบรื่น ได้ข้อมูลครอบคลุมและตรงประเด็นในเรื่องที่วิจัย มี

ศิลปะในการพูดคุย ชักถาม และสามารถสร้างบรรยากาศการสนทนาไม่ให้น่าเบื่อ


เทคนิคการสนทนากลุ่มนี้ นอกจากจะใช้เป็นวิธีการหลักในการรวบรวมข้อมูลส าหรับการวิจัยเชิง

คุณภาพแล้ว ยังสามารถน าไปใช้ประโยชน์ในกรณีอน ๆ ได้ เช่น ใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการพฒนา

ื่
แบบสอบถาม การพฒนากรอบแนวคิดและสมมติฐานในการวิจัย ใช้เพอค้นหาค าตอบในเชิงลึกหรือค าตอบที่ยังไม่

ื่
ชัดเจนเสริมจากการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นต้น นอกจากนี้เทคนิคการสนทนากลุ่มยังมีข้อดีตรงที่เป็นวิธีที่
ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล แต่ก็มีข้อจ ากัดเกี่ยวกับความสามารถในการ

สรุปอ้างอิง (generalization)


,
ในที่นี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประเด็นการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกข้อมูล การสนทนากลุ่มของ
วรรณี แกมเกตุ (2545) ดังนี้

201


ตัวอย่ำงประเด็นกำรสนทนำกลุ่มและแบบบันทึกข้อมูลกำรสนทนำกลุ่ม

ประเด็นการสนทนากลุ่ม (Focused Group lnterviews)

ในการวิจัยเรื่อง
การพัฒนาตัวบ่งชี้ความสามารถในการพึ่งตนเองของครอบครัวและชุมชนชนบท


(A DEVELOPMENT OF SELF-RELIANCE INDICATORS OF THE RURAL FAMILY
AND COMMUNITY)
***************


1. ท่านรู้สึกอย่างไรที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นครอบครัวที่สามารถพึ่งตนเองได้ ถ้าไม่ยอมรับ เป็นเพราะอะไร
/ มีเหตุผลอย่างไรที่คิดว่ายังพึ่งตนเองไม่ได้


2. ก่อนที่จะมาถงจุดนี้ แต่ละครอบครัวมีความเป็นมาอย่างไร
3. ท่านมีวิธีคิดอย่างไร ท าอะไรบ้าง ที่จะท าให้ครอบครัวอยู่รอดและพึ่งตนเองได้


4. ในการที่ครอบครัวของท่านพึ่งตนเองได้ ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากใคร หรือ หน่วยงานใดเป็นพิเศษ
หรือไม่ อย่างไร
5. จุดเด่นของครอบครัวท่านมีอะไรบ้าง ที่พูดได้ว่าท่านพึ่งตนเองได้

6. ในด้านเทคโนโลยี ท่านคิดว่าท่านพึ่งตนเองได้ดีเพยงใด ท่านมีกระบวนการพัฒนาตนเอง อย่างไร

7. ในด้านสาธารณสุข ท่านคิดว่าท่านพึ่งตนเองได้ดีเพียงใด ท่านมีกระบวนการพัฒนาตนเอง อย่างไร

8. ในด้านเศรษฐกิจ ท่านคิดว่าท่านพึ่งตนเองได้ดีเพียงใด ท่านมีกระบวนการพัฒนาตนเอง อย่างไร


9. ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ท่านคิดว่าท่านพึ่งตนเองได้ดีเพียงใด ท่านมีกระบวนการพฒนา ตนเองอย่างไร
10. ในด้านจิตใจ ท่านคิดว่าท่านพึ่งตนเองได้ดีเพียงใด ท่านมีกระบวนการพัฒนาตนเองอย่างไร


11. ในด้านสังคมวัฒนธรรมท่านคิดว่าท่านพึ่งตนเองได้ดีเพยงใด ท่านมีกระบวนการพัฒนา ตนเองอย่างไร
12. ท่านพึงพอใจกับความสามารถของครอบครัวโดยรวม ขณะนี้เพียงใด

ื่
ึ่
13. ท่านจะท าอะไรต่อไป และท าอย่างไร เพอให้ครอบครัวสามารถพงตนเองได้ดียิ่งขึ้น
14. มีทางเป็นไปได้เพียงใดที่ครอบครัวอื่น ๆ ในหมู่บ้านนี้จะท าอย่างท่าน มีรายละเอียดที่ต้อง มุ่งมั่นเป็นพิเศษ
ในประเด็นใดบ้าง

15. ถ้าจะน ารูปแบบและวิธีการของท่านไปใช้กับหมู่บ้านอน ๆ ควรจะท าอะไร อย่างไร เป็น ไปได้หรือไม่ มาก
ื่
น้อยเพียงใด


16. ส าหรับท่านผู้น าชุมชน ท่านมีแนวทางส่งเสริมอะไรบ้าง และท าอย่างไร ที่จะท าให้ชาวบ้าน พึ่งตนเองได้


17. ถ้าจะน ารูปแบบของครอบครัวเหล่านี้ไปใช้กับหมู่บ้านอื่น ๆ ผู้น าของหมู่บ้านนั้นควรจะมี ส่วนช่วย

ชาวบ้านได้อย่างไรบ้าง



18. หน่วยงาน/องคกรภายนอกจะต้องเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนหรือไม่ อย่างไร

202




แบบบันทึกขอมลกำรสนทนำกลุ่ม

หมู่บ้าน ................................... หมู่ที่ ..................... ต าบล .................


อ าเภอ ............................................ จังหวัด ......................................
วันที่ .......................... เดือน ........................... พ.ศ ...........................

***************************************************

ผู้เข้ำร่วมกำรสนทนำกลุ่ม

1. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง

2. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง


3. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง

4. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง

5. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง

6. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง


7. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง

8. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง

9. ชื่อ-นามสกุล .................................................................... ต าแหน่ง

10. ชื่อ-นามสกุล ................................................................... ต าแหน่ง


11. ชื่อ-นามสกุล ................................................................... ต าแหน่ง

12. ชื่อ-นามสกุล ................................................................... ต าแหน่ง



แผนผังที่นั่งผู้เข้ำร่วมกำรสนทนำกลุ่ม


…………...…...……………………...……………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………


……………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………..……………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………..……………………………………………………………………………………………………………………...

203



เริ่มกำรสนทนำกลุ่มเวลำ





รำยละเอียดกำรสนทนำกลุ่ม

…………...…...……………………...……………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………..………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………

.…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………..………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………..………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

…………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………


ลงชื่อ ....................... .............................................


( ................................................................. )

ผู้จดบันทึกการสนทนากลุ่ม

204


1.2.3 เทคนิคพาเนล (The Panel Techniaue)



เทคนิคพาเนล (Panel Technique) เป็นวิธีการสัมภาษณ์กลุ่มอกวิธีหนึ่งที่ใช้เพอศึกษา
ื่
การเปลี่ยนแปลงในคุณลักษณะที่สนใจ ซึ่งอาจเป็นความคิดเห็น เจตคติและพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อเวลา

เปลี่ยนไป โดยการสัมภาษณ์ซ้ ากับคนกลุ่มเติม 2 ครั้ง หรือมากกว่า จ านวนครั้งของการสัมภาษณ์โดยทั่วไป
มักอยู่ระหว่าง 2-4 ครั้ง และมากที่สุดไม่ควรเกิน 7 ครั้ง ช่วงห่างของระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ทั้งนี้

ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะทีสนใจศึกษา เทคนิคการสัมภาษณ์แบบนี้มีข้อเสียตรงที่เมื่อเวลาผ่านไป อาจเกิดการ


ขาดหายไปของกลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งมีผลท าให้กลุ่มตัวอย่างมีความล าเอยงเกิดขึ้น และอาจเกิดความ
ล าเอียงจากการสัมภาษณ์ซ้ า (reinterviewing bias) ได้ (Miller and Salkind, 2002: 319 - 323)


2. ขั้นตอนกำรสัมภำษณ์


ในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์มีขั้นตอนที่ส าคัญที่นักวิจัยจะต้อง ด าเนินการ คือ

ขั้นเตรียมการ ขั้นเริ่มการสัมภาษณ์ ขั้นสัมภาษณ์ และบันทึกข้อมูล และ ขั้นสิ้นสุดการสัมภาษณ์ ดังนี้


2.1 ขั้นเตรียมการ นักวิจัยต้องเตรียมการในเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้


2.1.1 นักวิจัยควรก าหนดจุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์ให้ชัดเจน เตรียมการใน
การสัมภาษณ์ให้เรียบร้อยก่อนออกท าการสัมภาษณ์ ก าหนดตัวผู้ให้สัมภาษณ์ และติดต่อนัดหมายท าความ

ตกลงกับผู้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องก าหนดเวลา สถานที่ และวิธีการ สัมภาษณ์ให้เรียบร้อย


2.1.2 เตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการสัมภาษณ์ไม่ว่าจะเป็นแบบสัมภาษณ์ แบบ

ื่

บันทึกข้อมูล ตลอดจนอปกรณ์อน ๆ ที่จ าเป็นต้องใช้ในการสัมภาษณ์ เช่น เทปบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูป
ปากกา ดินสอ เป็นต้น


2.1.3 คัดเลือกและอบรมพนักงานสัมภาษณ์ เป็นขั้นตอนที่มีความส าคัญ ในกรณี

ที่นักวิจัยไม่สามารถด าเนินการสัมภาษณ์ได้เองทั้งหมด ต้องใช้พนักงานสัมภาษณ์ช่วย ในการสัมภาษณ์
นักวิจัยควรคัดเลือกพนักงานสัมภาษณ์ที่มีประสบการณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม และ/หรือมี

ประสบการณ์การศึกษาอบรมเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล หลังจากนั้นจึงด าเนินการแกอบรมพนักงาน

สัมภาษณ์ เพื่อชี้แจงและท าความเข้าใจเกี่ยวกับ วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการ

สัมภาษณ์ การใช้แบบสัมภาษณ์ นอกจากนี้นักวิจัยและพนักงานสัมภาษณ์ควรได้ร่วมกันทดลองใช้แบบ

ื่
สัมภาษณ์ทั้งนี้เพอให้พนักงานสัมภาษณ์ได้มีโอกาสเข้าร่วมกระบวนการศึกษาปัญหา การปรับปรุงแก้ไข
แบบสัมภาษณ์ และมีประสบการณ์ในการใช้แบบสัมภาษณ์ อนจะท าให้พนักงานสัมภาษณ์มีความเข้าใจข้อ

ค าถามในแบบสัมภาษณ์ตรงกัน และมีความคล่องตัวในการเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานการณ์จริง

205


2.2 ขั้นเริ่มการสัมภาษณ์ หลังจากที่ได้มีการเตรียมการนัดหมายผู้ให้สัมภาษณ์ และ

เตรียมการในเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงก าหนดนัดหมายผู้สัมภาษณ์เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย

เพื่อพบปะกับผู้ให้สัมภาษณ์ในขั้นนี้ผู้สัมภาษณ์ควรด าเนินการดังนี้


2.2.1 แนะน าตนเอง ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์การน าข้อมูลที่ได้จาก
การสัมภาษณ์ไปใช้ประโยชน์ในการวิจัยอย่างไร และการรับรองเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลที่ได้

เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์สบายใจ และไว้วางใจที่จะให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากมีการบันทึกเสียงต้องแจ้งให้ผู้

ถูกสัมภาษณ์ทราบ



2.2.2 พดคุยเกริ่นน าก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์จริง เพอสร้างบรรยากาศที่ดี และท า
ื่
ความคุ้นเคยกับผู้ให้สัมภาษณ์


2.3 ขั้นสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ชักถามโดยใช้ค าถามตามที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า ในขั้นนี้ผู้

สัมภาษณ์ควรปฏิบัติดังนี้



2.3.1 ในขณะสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ควรถามไปที่ละประเด็นค าถาม และเป็นผู้ฟง

ที่ดี รอฟงค าตอบโดยไม่เร่งเร้า รอจังหวะเพอป้อนค าถามต่อไป ไม่ควรใช้ค าถามน า หรือชี้แนะ ไม่ชวนคุย
ื่
ออกนอกเรื่อง ในกรณีผู้ให้สัมภาษณ์ตอบไม่ตรงประเด็นหรือพูดออกนอกเรื่อง ควรหาจังหวะพูดตัดบทอย่าง


สุภาพ และดึงเข้าสู่ประเด็นค าถามต่อไป ไม่ควรแสดง อารมณ์หรือปฏิกิริยาใด ๆ เมื่อได้ฟงค าตอบ ถ้า
จ าเป็นต้องตั้งค าถามเพื่อล้วงหาความจริงให้กระท าด้วยความสุภาพ


2.3.2 การบันทึกผลการสัมภาษณ์ควรจดบันทึกทันทีตามข้อเท็จจริงที่ได้ ไม่ควร

จดบันทึกแบบตีความหรือสรุปความ เพราะอาจท าให้ความหมายบิดเบือนไปจากความเป็นจริงได้ และควร

ื่
จดบันทึกอย่างรวดเร็ว เพอไม่ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ต้องรอ และท าให้การสัมภาษณ์ขาดความต่อเนื่อง ในการ
บันทึกผลการสัมภาษณ์นี้ ควรบันทึกบริบทแวดล้อมของการสัมภาษณ์พร้อมทั้งสีหน้า ท่าทาง หรือ
พฤติกรรมต่าง ๆ ที่แสดงออกเป็นพิเศษด้วย


2.4 ขั้นสิ้นสุดการสัมภาษณ์ ก่อนยุติการสัมภาษณ์ควรด าเนินการดังนี้


2.4.1 ตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของด าตอบที่ได้จากการสัมภาษณ์ หาก

ยังมีบางประเด็นที่ไม่ชัดเจนหรือไม่สมบูรณ์ ควรซักถามเพมเติมและอาจทบทวนค าตอบ เพอย้ าให้มั่นใจว่า
ิ่
ื่
เป็นค าตอบที่ตรงตามความเป็นจริงของผู้ให้สัมภาษณ์


2.4.2 ปิดการสัมภาษณ์โดยการกล่าวขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยความประทับใจ

และแสดงให้เห็นว่าด าตอบของผู้ให้สัมภาษณ์มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อการวิจัยครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากมี

การสัมภาษณ์ซ้ าไม่ว่ากรณีใด ๆ ควรแจ้งและอธิบายให้ผู้ให้สัมภาษณ์ทราบถึงความจ าเป็น

206


3. ข้อดีและข้อจ ำกัดของกำรสัมภำษณ์


วิธีการสัมภาษณ์มีจุดเด่นตรงที่ใช้ได้กับผู้ให้ข้อมูลทุกประเภท ไม่ว่าผู้นั้นจะอ่านออกเขียนได้หรือไม่

ก็ตาม มีความยืดหยุ่นสูง ผู้สัมภาษณ์ได้เผชิญหน้ากับผู้ให้สัมภาษณ์ ท าให้สามารถอธิบายค าถามให้ผู้ตอบ

เข้าใจชัดเจนได้หรือสามารถปรับเปลี่ยนการถามให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสสังเกตพฤติกรรมของผู้ตอบ
ิ่
ประกอบ สามารถตั้งค าถามเพมเติมเพอ ล้วงหาความจริงให้ละเอยดลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ และเหมาะที่จะใช้กับ

ื่
เรื่องราวที่มีความสลับซับซ้อน แต่ก็มีข้อจ ากัดเนื่องจากคุณภาพของข้อมูลที่ได้ขึ้นอยู่กับความช านาญของผู้
ื่
สัมภาษณ์ ความร่วมมือของผู้ให้สัมภาษณ์ และที่ส าคัญคือต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าวิธีอน ไม่
สะดวกในการใช้กับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นการเผชิญหน้ากันอาจมีผลท าให้ผู้ให้ข้อมูลปิดบัง

ข้อเท็จจริงบางอย่างได้เหมือนกัน ถ้าหากผู้สัมภาษณ์ไม่สามารถสร้างบรรยากาศที่ก่อให้เกิดความไว้วางใจได้





กำรเก็บรวบรวมข้อมูลโดยกำรสังเกต (Observation)


การสังเกต หมายถึง การเฝ้าดูหรือศึกษาพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมี
จุดมุ่งหมายด้วยวิธีการที่ก าหนดไว้ล่วงหน้าอย่างมีระบบ


การสังเกตเป็นวิธีการรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย ผู้สังเกต และผู้ถูกสังเกตโดยที่ผู้สังเกตใช้

ประสาทสัมผัส และ/หรือเครื่องมือช่วยในการรับรู้เหตุการณ์ และพฤติกรรมของผู้ถูกสังเกต แล้วบันทึก

ข้อมูลไว้ วิธีการนี้ใช้ได้ทั้งในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ เหมาะส าหรับใน

การรวบรวมข้อมูลที่เป็นการกระท า กิริยาอาการหรือพฤติกรรม จากสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ และจาก

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ


1. ประเภทและลักษณะของกำรสังเกต


การสังเกตมีหลายประเภท หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับมิติหรือเกณฑ์ในการจ าแนก ถ้าหากยึดบทบาท
ของผู้สังเกตเป็นเกณฑ์จ าแนก อาจแบ่งการสังเกตออกเป็น 2 ประเภท คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปมี

ส่วนร่วม และไม่มีส่วนร่วม ซึ่งการสังเกตดังกล่าวนี้ อาจด าเนินการโดยท าให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่า

ถูกสังเกตก็ได้ และในการสังเกตนั้น ผู้สังเกตอาจมีการก าหนดแนวทางไว้ล่วงหน้าหรือไม่มีการก าหนด

แนวทางไว้ล่วงหน้าอย่างมีระบบก็ได้ นอกจากนี้ในการสังเกตนั้น ผู้สังเกตอาจจะสังเกตจากเหตุการณ์หรือ

พฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยตรง หรืออาจจะสังเกตโดยทางอ้อมจากการบันทึกเทปโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ที่ถ่าย

เก็บไว้ก็ได้ ในที่นี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงลักษณะของการสังเกตแต่ละประเภท เพอประโยชน์ส าหรับนักวิจัยใน
ื่
การน าไปพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณที่ต้องการสังเกต ดังนี้


207





1.1 กำรสังเกตโดยผู้สังเกตเข้ำไปม/ไมมส่วนร่วม (Participant/Non-participant
Observation)

การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ระดับของการมีส่วนร่วมมีความมากน้อย

แตกต่างกันหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่การมีส่วนร่วมมากไปหาน้อยจนกระทั่งไม่มีส่วนร่วมเลย ดังนี้


1.1.1 การมีส่วนร่วมแบบสมบูรณ์ (Complete Participation) ผู้สังเกตสวม
บทบาทของการเป็นสมาชิกของกลุ่มอย่างเต็มที่ โดยเข้าร่วมท ากิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่ม หรือชุมชนนั้น

เสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งโดยไม่เปิดเผยบทบาทหรือตัวตนที่แท้จริงว่าเป็นใคร เข้ามาท าอะไรให้กับกลุ่มผู้

ถูกสังเกตรับทราบ เช่น นักวิจัยต้องการศึกษาพฤติกรรมการเล่นการพนันของชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

นักวิจัยอาจเข้าไปพกอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น และก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งในการร่วมเล่นการพนันในหมู่บ้านนั้น

เลย หรือสมัครเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้นับถือศาสนา เพื่อศึกษาความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และพฤติกรรม

ต่าง ๆ เป็นต้น วิธีนี้ มีข้อดีคือปรากฏการณ์ เหตุการณ์ หรือพฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตมีความเป็นธรรมชาติ

เป็นสภาพการณ์ปกติในชีวิตประจ าวัน ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตสอดคล้องกับความเป็นจริงมาก แต่อย่างไร
ก็ตาม นักวิจัยหรือผู้สังเกตควรค านึงถึงความปลอดภัยของตนเองและปัญหาทางด้านจริยธรรมด้วย


1.1.2 การมีส่วนร่วมแบบผู้สังเกต (Participation as Observer) นักวิจัย หรือผู้

สังเกตสวมบทบาทของการเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มผู้ถูกสังเกต และเข้าร่วมท ากิจกรรมเสมือนเป็นสมาชิก

คนหนึ่งของกลุ่มเช่นเดียวกับกรณีแรก แต่การมีส่วนร่วมแบบนี้นักวิจัยเปิดเผยบทบาทที่แท้จริงในฐานะผู้

สังเกตการณ์ให้กับกลุ่มผู้ถูกสังเกตรับทราบ วิธีนี้มีข้อดีคือ นักวิจัยได้รับประสบการณ์จริงจากการเข้าร่วม

และได้สังเกตกิจกรรมต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กัน และขจัดปัญหาเกี่ยวกับการปิดบังอาพรางตนเอง แต่อาจมี

ข้อเสียคือนักวิจัยอาจลืมบทบาททางวิชาการของตนเองไป เนื่องจากการเข้าร่วมกิจกรรมเหมือนเป็นสมาชิก

คนหนึ่งของกลุ่ม ท าให้พลาดการสังเกตการบันทึกข้อมูลบางส่วนได้


1.1.3 การมีส่วนร่วมบางส่วนแบบผู้สังเกต (Partial Participation as Observer)
ในกรณีนี้นักวิจัยหรือผู้สังเกตจะเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างที่จ าเป็นต้องสังเกตเท่านั้น เช่น นักวิจัยต้องการ

ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน นักวิจัยอาจเข้าไปจัดประชุมชาวบ้าน เพอก าหนดแผนพฒนา

ื่
หมู่บ้าน แล้วสังเกตการมีส่วนร่วมของซาวบ้าน วิธีนี้นักวิจัยสามารถจ ากัดขอบเขตการมีส่วนร่วมของตนเอง

ได้มากขึ้น และแยกบทบาทของตนเองได้เด่นชัดขึ้น การสังเกตและการบันทึกข้อมูลก็สามารถท าได้อย่าง

ครอบคลุม แต่อาจมีข้อเสียถ้านักวิจัยไม่สามารถรักษาความเป็นธรรมชาติของเหตุการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ

ได้

208


1.1.4 การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation) ใน

กรณีนี้นักวิจัยหรือผู้สังเกตสวมบทบาทในฐานะผู้สังเกตการณ์อย่างสมบูรณ์ (complete observer) การ

สังเกตแบบนี้สามารถด าเนินการได้ใน 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นการ สังเกตโดยเปิดเผยบทบาทให้ผู้

สังเกตรับทราบ ซึ่งเป็นการสังเกตที่นักวิจัยเข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่ไม่ได้เข้าร่วม

ท ากิจกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น กับลักษณะที่สอง เป็นการสังเกตโดยไม่เปิดเผยบทบาทให้ผู้สังเกตรับทราบ อาจท า
ได้โดยการแฝงตัวปะปนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์หรือเผ่าสังเกตเหตุการณ์ผ่านทางกระจกด้านเดียว เป็นต้น


1.2 กำรสังเกตโดยผู้ถูกสังเกตรู้ตัว/ไม่รู้ตัว (Known/Unknown Observation)


การสังเกตโดยผู้ถูกสังเกตรู้ตัวนั้น นักวิจัยหรือผู้สังเกตจะเข้าไปมีส่วนร่วม อยู่ใกล้ชิดกับผู้ถูกสังเกต

และติดตามสังเกตพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา วิธีนี้มีข้อดีคือผู้สังเกตติดตามสังเกต

พฤติกรรมได้ครบถ้วน แต่วิธีนี้มีข้อจ ากัดเนื่องจากผู้ถูกสังเกตรู้ตัว อาจจะไม่แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติก็

ได้ ส่วนการสังเกตโดยผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัวนั้น อาจท าได้โดยการแอบสังเกต โดยใช้กระจกทมองเห็นเพยงด้าน

ี่
เดียว หรืออาจแฝงตัวเข้าไปสังเกตโดยผู้สังเกตไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เช่น สังเกตพฤติกรรมผู้เดินขบวนประท้วง
รัฐบาล สังเกตพฤติกรรมของประชาชนที่มาร่วมพธีฉลองสิริราชสมบัติครบ60ปีของในหลวง เป็นต้น วิธีนี้ผู้

สังเกตอาจจะไม่ได้เห็นพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตอย่างใกล้ชิด แต่จะได้พฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติอย่าง

แท้จริง


1.3 กำรสังเกตโดยตรง/อ้อม (Direct/Indirect Observation)


การสังเกตโดยตรงเป็นการสังเกตที่ผู้สังเกตได้สัมผัสสิ่งที่สังเกตด้วยตนเอง ในกรณีที่ผู้สังเกตไม่

สามารถไปสังเกตเหตุการณ์หรือพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงได้ด้วยตนเอง แต่ใช้การบันทึกเทปโทรทัศน์


หรือถ่ายภาพยนตร์ แล้วน ามาสังเกตภายหลัง ถือเป็นการสังเกตโดยออม ซึ่งมีข้อจ ากัดทางด้านความ
ละเอียดลึกซึ้งและคุณภาพของข้อมูลมากกว่าการสังเกตโดยตรง

1.4 กำรสังเกตแบบมี/ไม่มีกำรก ำหนดแนวทำงล่วงหน้ำ (Structured/unstructured

Observation)


ในสภาพการณ์ที่ผู้สังเกตทราบแน่ชัดว่าจะมีพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตเกิดขึ้น ผู้สังเกต

อาจก าหนดแนวทางการสังเกต และวางระบบการสังเกตไว้ล่วงหน้าได้ กล่าวคือ มีการจ าแนกพฤติกรรมที่

ต้องการสังเกต การก าหนดหน่วยสังเกตหรือผู้ถูกสังเกต การก าหนดช่วงเวลาในการสังเกต การใช้เครื่องมือ

ประกอบการสังเกต และการบันทึก โดยมีการเตรียมระบบการสังเกตล่วงหน้าท าให้ข้อมูลที่ได้รับมีความเป็น

ปรนัย และครบถ้วน รวมทั้งสามารถใช้ผู้สังเกตหลายคนท าการสังเกตได้อย่างมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน

ส าหรับการสังเกตที่ไม่มีการก าหนดแนวทางล่วงหน้า เป็นการสังเกตที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะส าหรับ

209


สภาพการณ์ที่ผู้สังเกตยังไม่มีจุดมุ่งหมายแน่นอน เกี่ยวกับพฤติกรรมหรือหน่วยสังเกต ต้องการสังเกต

ลักษณะทั่ว ๆ ไป หรือยังไม่คุ้นเคยกับสภาพการณ์ที่จะสังเกต โดยมากนักวิจัยเชิงคุณภาพมักนิยมใช้วิธีนี้

ื่
และใช้วิธีการสังเกตแบบเช้าไปมีส่วนร่วมเพอเก็บรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด นักวิจัยสามารถปรับเปลี่ยน
แง่มุมการสังเกต การจดบันทึกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

2. หน่วยในกำรสังเกต


ในการสังเกต นักวิจัยคงไม่สามารถสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์ หรือเหตุการณ์ที่

สังเกตได้ทั้งหมด ดังนั้นนักวิจัยควรจะก าหนดกรอบของสิ่งที่ต้องการสังเกต หรือหน่วยในการสังเกตให้

ชัดเจนว่าจะสังเกตอะไร กรอบของการสังเกตซึ่งแบ่งตามประเภทของปรากฏการณ์ทางสังคมมี 6 ประเภท

(categories) ดังนี้ (Lofland and Lofland, 1995; สุภางค์จันทวานิช, 2548; นิศา ชูโต, 2545)


2.1 การกระท า (acts) หรือพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนในชีวิตประจ าวันหรือในเหตุการณ์

หนึ่ง ๆ


2.2 กิจกรรม (activities) คือการกระท าหรือพฤติกรรมที่เป็นกระบวนการ มีขั้นตอนและ
มีลักษณะต่อเนื่องของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน เช่น กิจกรรมการประกอบ

อาชีพ การท านา การแห่เทียนเข้าพรรษา เป็นต้น


2.3 ความหมาย (meanings) คือการให้ความหมายของการกระท าหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้น



2.4 ความสัมพนธ์ (relationship) ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในปรากฏการณ์ทาง
สังคม


2.5 การมีส่วนร่วม (participation) ของบุคคลในกิจกรรมหรือในปรากฏการณ์ทางสังคม


ื้
2.6 สภาพสังคมหรือสถานที่ (setting) ที่นักวิจัยใช้เป็นพนที่ในการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็น
ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

ในการสังเกตปรากฏการณ์ทางสังคมที่ต้องการศึกษา นักวิจัยอาจน าหลักการสุ่มมาใช้เพื่อ

สุ่มเหตุการณ์ (event sampling) หรือสุ่มเวลา (time sampling) ในการสังเกตก็ได้ เช่น นักวิจัยต้องการ

ศึกษากระบวนการการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง กิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านมี

มากมายหลายกิจกรรม เช่น กิจกรรมการประกอบอาชีพ (การเพาะปลูก การทอผ้าของกลุ่มแม่บ้าน)

กิจกรรมเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี (การท าบุญในวันส าคัญต่าง ๆ วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์งาน

ทอดกฐิน) เป็นต้น ซึ่งในแต่ละ กิจกรรมอาจเกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา นักวิจัยอาจลุ่มสังเกตบางกิจกรรม

210


ื่
และบางช่วงเวลาเพอ ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในกิจกรรมต่าง ๆ ก็ได้ โดยค านึงถึงความเป็น
ตัวแทนของกิจกรรมและช่วงเวลาด้วย


ในการสังเกตปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษา ผู้สังเกตอาจแบ่งช่วงเวลาสังเกตออกเป็น 3


ื้
ช่วง คือ ช่วงแรก เป็นการสังเกตรายละเอยดทั่ว ๆ ไป (descriptive) ของทุกสิ่งทุกอย่างในพนที่ที่สังเกต
(setting) ช่วงที่สอง เป็นการสังเกตแบบมีจุดสนใจ (focused) มุ่งประเด็นสังเกตเฉพาะบางกิจกรรมที่สนใจ
ตามที่ได้วางแผนไว้เท่านั้น และช่วงที่สาม เป็นการ สังเกตแบบเลือกเฟ้น (selective) มุ่งประเด็นเรื่องความ

แตกต่างของกิจกรรมเพื่อตรวจสอบให้ เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น (Spradley, 1980; นิศา ชูโต, 2545)


3. หลักกำรสังเกต


3.1 ผู้สังเกตต้องมีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่าจะสังเกตพฤติกรรมอะไร ทั้งนี้ควรต้องจ ากัด

พฤติกรรมเฉพาะเป็นเรื่อง ๆ ไป ยกเว้นในการวิจัยเชิงคุณภาพที่อาจจะต้องท าการสังเกตกว้าง ๆ เพอให้
ื่
เห็นภาพรวมของปรากฏการณ์


3.2 ผู้สังเกตควรมีการเตรียมแนวทาง วางระบบการสังเกตไว้ล่วงหน้า ถ้าสามารถท าได้


3.3 ในขณะสังเกต ผู้สังเกตควรตั้งใจจดจ่ออยู่กับหน่วยสังเกต เตรียมประสาท สัมผัสทุก
ด้านและเครื่องมือให้พร้อมที่จะรับรู้พฤติกรรมที่ต้องการสังเกต โดยพยายามไมให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัว หรือ

รบกวนผู้ถูกสังเกตให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ได้พฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด


3.4 ควรใช้เครื่องมืออปกรณ์ช่วยในการบันทึกข้อมูลโดยให้กระทบกระเทือนผู้ถูกสังเกต

ื่
น้อยที่สุด และควรบันทึกผลการสังเกตให้เร็วที่สุดเพอป้องกันการลืม การบันทึกต้องระวังให้ข้อมูลตรงตาม
สภาพที่เป็นจริงมากที่สุด


3.5 ในกรณีที่มีผู้สังเกตหลายคน ควรใช้วิธีสังเกตเป็นระบบ และมีการฝึกซ้อม เพอให้ผู้
ื่
สังเกตทุกคนมีความคล่องตัว ท าการสังเกตด้วยมาตรฐานเดียวกัน


4. เครื่องมือที่ใช้ในกำรสังเกต

เครื่องมือในการสังเกต ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยผู้สังเกตให้ท าการรวบรวมข้อมูล ด้วยการสังเกตได้ดีขึ้น

เช่น เทปบันทึกเสียง เทปโทรทัศน์ช่วยบันทึกเหตุการณ์ให้สามารถ สังเกตซ้ าได้ แบบบันทึกการสังเกตช่วย

ในการบันทึกข้อมูล แบบบันทึกนี้อาจอยู่ในรูปของ แบบส ารวจรายการสังเกต (checklist) หรือมาตร


ประมาณคา (rating scales) ก็ได้ แบบส ารวจรายการ นิยมสร้างเป็นรายการพฤติกรรมแล้วบันทึกด้วยการ
ท าเครื่องหมายในที่ว่างหน้าพฤติกรรมนั้น นอกจากนี้อาจบันทึกโดยการให้รหัสพฤติกรรมแล้วบันทึกเฉพาะ

รหัสก็ได้

211


5. ลักษณะที่ดีของกำรสังเกต


5.1 ต้องสังเกตเฉพาะเรื่องที่ศึกษา


5.2 วางแผนการสังเกตให้แน่นอน


5.3 บันทึกข้อมูลการสังเกตให้ละเอียดถูกต้อง


5.4 ควรมีการตรวจสอบข้อมูลซ้ า

5.5 ผู้สังเกตต้องได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี


6. ลักษณะที่ไม่ดีของกำรสังเกต


6.1 นิยามพฤติกรรมไม่แน่นอน


6.2 กลุ่มตัวอย่างพฤติกรรมไม่เป็นตัวแทน


6.3 มีอคติในการสังเกต


6.4 สังเกตที่ละหลายเรื่องและนานเกินไป


6.5 ขาดการฝึกฝนการสังเกต

6.6 ผู้สังเกตท าให้พฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตเปลี่ยนไป


7. ข้อดีและข้อจ ำกัดของกำรสังเกต


ข้อดีของการสังเกต คือการสังเกตเป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้รวบรวมข้อมูลได้ข้อมูลจากผู้ถูก


สังเกตได้อย่างละเอยด ไม่ว่าผู้นั้นจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจตอบค าถาม หรือไม่สามารถตอบค าถามได้ เป็น
วิธีการที่ท าให้ได้ข้อมูลปฐมภูมิ มีความเชื่อถือได้ และมีความครบถ้วน ผู้รวบรวมข้อมูลได้สัมผัสกับ

เหตุการณ์ทราบสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติ และใช้ได้ กับสถานการณ์และบุคคลทุกประเภท

ส าหรับข้อจ ากัดของวิธีนี้คือไม่สามารถใช้รวบรวมข้อมูลในอดีตหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันได้ หรือ

เหตุการณ์ที่ต้องการสังเกตไม่เกิดขึ้น เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ไม่สะดวกใน

การใช้กับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ นอกจากนี้ถ้าผู้สังเกตขาดความช านาญหรือมีอคติในการสังเกต หรือมี
เหตุการณ์อนแทรกซ้อน หรือในกรณีที่ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่าถูกสังเกต อาจท าให้ผู้ถูกสังเกตเปลี่ยนแปลง
ื่
พฤติกรรมไป ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ข้อมูลที่ได้อาจบิดเบือนไม่ตรงกับความเป็นจริงและขาดความ

น่าเชื่อถือได้

212



กำรเก็บรวบรวมข้อมูลจำกเอกสำรหลักฐำนที่มอยู่แล้ว

การเก็บรวบรวมข้อมูล นอกเหนือจากวิธีการทดสอบ การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการ


สังเกต ตังได้กล่าวรายละเอยดไปแล้วนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้ว เป็นอกวิธี

หนึ่งที่ใช้ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์โดยเฉพาะในการวิจัยเซิงประวัติศาสตร์
(historical research) การวิจัยเอกสาร (documentary research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative

research) และมีใช้อยู่บ้างในการวิจัยเชิงส ารวจ การเก็บรวบรวม จากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้ว เช่น

เอกสาร สถิติ ตัวเลข วัตถุ ร่องรอย หลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว นักวิจัยไม่ได้ท าการวัดหรือจัดกระท าใด ๆ

กับกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลแต่อย่างใด การรวบรวมข้อมูลโดยวิธีนี้เรียกว่า “unobtrusive measures”

ข้อมูลหลักฐานดังกล่าวนั้น สามารถจัดเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลเอกสารหรือ

บันทึก (records) กับหลักฐาน '



ื่
ค าว่าเอกสาร หมายถึง กระดาษหรือวัตถุอนใดที่มีสัญลักษณ์ ตัวเลข ตัวอกษร ซึ่งปรากฏ
ความหมายที่สื่อสารให้เข้าใจถึงหลักฐานแห่งความหมายนั้น ดังนั้นเอกสารจึงหมายรวมถึงหนังสือ วารสาร
บันทึก (บันทึกราชการ บันทึกส่วนตัว) รายงาน พินัยกรรม สัญญา แผนที่ ภาพถ่าย คัมภีร์ใบลาน ศิลาจารึก

ส่วนค าว่าหลักฐาน หมายถึง วัตถุที่เหลือร่องรอยแสดงความคงอยู่ของวัตถุนั้นในอดีต (remains) อาจเป็น


ของเก่าลายคราม ซากปรัก หักพง เหรียญตรา เครื่องปันดินเผา โครงกระดูก ภาพวาด เป็นต้น (นงลักษณ์
วิรัชชัย, 2543)


1. กระบวนกำรรวบรวมข้อมูลจำกเอกสำรหลักฐำน


กระบวนการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารหลักฐาน มีขั้นตอนส าคัญที่นักวิจัยต้องด าเนินการอยู่ 4

ขั้นตอน คือ


1.1 ก าหนดขอบข่ายของข้อมูลที่ต้องการทั้งหมด เพอตอบค าถามและวัตถุประสงค์วิจัย ขั้นตอนนี้
ื่
นักวิจัยต้องศึกษาวิเคราะห์จากค าถามหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัยให้ชัดเจนและครอบคลุม


1.2 ส ารวจ สืบค้น และรวบรวมเอกสารหลักฐานจากแหล่งรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด


พพธภัณฑ์ โบราณสถานต่าง ๆ ห้องสมุดถือเป็นแหล่งสืบด้นข้อมูลที่ส าคัญ เป็นแหล่งรวบรวมเอกสารทุก

ชนิด ตลอดจนโสตทัศนวัสดุอปกรณ์ต่าง ๆ แหล่งเอกสารที่มีอยู่ในห้องสมุดประกอบด้วย ข้อมูลสถิติ

บรรณานุกรม พจนานุกรมและอภิธานศัพท์ สารานุกรม หนังสือ ต ารา และคู่มือต่าง ๆ (Miller and

Salkind, 2002) นอกจากนี้ยังมีฐานข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันสามารถสืบค้นได้สะดวกรวดเร็วมาก เพราะ

มีระบบห้องสมุดอีเล็กทรอนิกส์(e - libraries) และระบบสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

213


1.3 การประเมินวิพากษ์ และคัดเลือกเอกสารหลักฐาน ในขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบความถูกต้อง

น่าเชื่อถือของเอกสารหลักฐานเพอให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพการประเมินวิพากษ์นี้สามารถท าได้ทังการวิพากษ์
ื่
ภายนอก (external criticism) และการวิพากษ์ภายใน (internal criticism) การวิพากษ์ภายนอก หมายถึง

เป็นการพจารณาลักษณะภายนอกทั่ว ๆ ไป ของเอกสารหลักฐาน ว่ามีความเป็นของจริงของแท้ดั้งเดิม

(authenticity) หรือไม่ ส่วนการวิพากษ์ภายใน เป็นการตรวจสอบลักษณะภายในของเอกสารหลักฐานใน
ด้านความถูกต้อง เชื่อถือได้ คุณค่าเนื้อหาสาระในเอกสารหลักฐาน (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543; พวงรัตน์ ทวิ

รัตน์, 2543; McMillan and Schumacher, 1997) เมื่อนักวิจัยประเมินความถูกต้องน่าเชื่อถือ ของ

เอกสารหลักฐานได้แล้ว จึงคัดเลือกเอกสารหลักฐานที่มีคุณภาพไปใช้ในการวิจัยต่อไป

1.4 การบันทึกข้อมูล ในการบันทึกข้อมูลนั้น นักวิจัยอาจใช้แบบบันทึกข้อมูลที่ได้ออกแบบไว้เพอ
ื่
ช่วยให้การบันทึกข้อมูลสะดวก และครอบคลุมข้อมูลที่ต้องการทั้งหมด แบบบันทึกนี้เหมาะส าหรับบันทึก

ข้อมูลที่เป็นตัวเลข สถิติต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีที่ช่วยในการบันทึกข้อมูลมีมากมายหลายประเภท

เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องบันทึกเทป โทรทัศน์ กล้องถ่ายรูป เป็นต้น
2. ข้อดีและข้อจ ำกัดของกำรเก็บรวบรวมขอมูลจำกเอกสำรหลักฐำนที่มอยู่แล้ว

การรวบรวมขอมูลจากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้ว มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลอน จึงตัด
ื่

ปัญหาเรื่องที่ผู้ให้ข้อมูลไม่ให้ความร่วมมือ หรือปิดบังข้อเท็จจริงไว้ เป็นวิธีที่ง่าย และสะดวกในการเก็บ

รวบรวมข้อมูล โดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่ก็มีจุดด้อยของวิธีนี้ อยู่ที่ความจ ากัดของวิธีการ ไม่

สามารถรวบรวมข้อมูลที่เป็นเหตุการณ์ปัจจุบันได้ ถ้าผู้รวบรวม ไม่กระจ่าง ไม่เข้าใจเอกสาร หลักฐาน ก็ไม่

สามารถซักถามผู้ผลิตเอกสารหลักฐานเหล่านั้นได้ และข้อมูลที่ได้อาจไม่ครอบคลุมประเด็นปัญหาวิจัย

นอกจากนี้คุณภาพของข้อมูลอาจไม่ดี เท่าที่ควร โดยเฉพาะถ้าเป็นเอกสารหลักฐานทุติยภูมิ ต้องเสียเวลา

มากในการตรวจสอบ และบางครั้งก็ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้

สรุป

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลส าหรับการวิจัยที่นิยมใช้โดยทั่วไป ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล

โดยการทดสอบ การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต และการเก็บ รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร

หลักฐานที่มีอยู่แล้ว การที่จะเลือกใช้วิธีการใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมหลายประการ เช่น คุณลักษณะ

หรือตัวแปรที่ต้องการวัด ลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นตัวอย่างในการวิจัย และทรัพยากรที่มีอยู่ รวมทั่ง

ข้อดีและข้อจ ากัดของ แต่ละวิธีการด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการทดสอบ และการใช้แบบสอบถาม

เป็นวิธีที่มักใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ส่วนการสัมภาษณ์โดยเฉพาะการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง การ

สัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกต และการศึกษาจากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้ว เป็นวิธีที่

มักนิยมใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ เนื่องจากการวิจัยทั้งสองประเภทมีความ ต้องการข้อมูลที่มีความละเอียด
ลึกซึ้งแตกต่างกัน

214


บทที่ 10


กำรวิเครำะห์ข้อมูล



จุดประสงค์กำรเรียนรู้

เมื่อจบหน่วยนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ
1. บอกความหมายของการวิเคราะห์ข้อมูลได้

2. จ าแนกระดับของการวัดได้

3. บอกความหมายและประเภทของสถิติได้

4. ค านวณสถิติเชิงบรรยายได้

5. อธิบายประเภทของสถิติอ้างอิงได้

6. ทดสอบสมมติฐานแบบต่าง ๆ ได้

7. เลือกใช้การทดสอบค่าเฉลี่ยได้

8. วิเคราะห์ความแปรปรวนได้

9. ทดสอบเกี่ยวกับสัดส่วนได้
10.ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรได้

11.วิเคราะห์การถดถอยได้

215


เนื้อหำสำระ


การวิเคราะห์ข้อมูลจะกระท าหลังจากที่ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างแล้ว การ

วิเคราะห์ข้อมูลมีทั้งการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ เพอให้ได้ค าตอบตาม
ื่

วัตถุประสงค์ที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้ตามระดับของการวัด ประเภทของสถิติอางอง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการ

ทดสอบสมมติฐาน การทดสอบเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความแปรปรวน การทดสอบเกี่ยวกับสัดส่วน
การทดสอบเกี่ยวกับจ านวนและความถี่ การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร หลักการเลือกใช้สถิติสถิติ


อางอง หรือสถิติอนุมาน (inferential statistics) เป็นสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษากับกลุ่ม

ตัวอย่าง แล้วอาศัยทฤษฎีความน่าจะเป็นมาใช้ในการวิเคราะห์เพอสรุปผลไปยังกลุ่มประชากรเป้าหมาย
ื่
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการศึกษาค่าสถิติ (statistic) เพื่ออ้างอิงไปยังค่าพารามิเตอร์ (parameter) การวิจัย

จ านวนมากไม่สามารถศึกษาได้โดยตรงจากประชากร ทั้งนี้เนื่องจากประชากรมีขนาดใหญ่เกินไป มีข้อจ ากัด

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากร ดังนั้นจึงใช้กลุ่มตัวอย่างซึ่งจะมีขนาดที่เล็กกว่า แต่มีความเป็นตัว

แทนที่ดีของประชากรมาศึกษาแทน ซึ่งหากกลุ่มตัวอย่างมีความเป็นตัวแทนที่ดีแล้ว ค่าสถิติที่ได้จาก

การศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างน่าจะเท่ากับค่าพารามิเตอร์ของประชากร

การวิเคราะห์ข้อมูลจะกระท าหลังจากที่ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างแล้ว การ

วิเคราะห์ข้อมูลมีทั้งการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ เพอให้ได้ค าตอบตาม
ื่
วัตถุประสงค์ที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้



1. ควำมหมำยของกำรวิเครำะห์ข้อมล
การวิเคราะห์ข้อมูล (analysis of data) หมายถึง การจัดระเบียบ แยกแยะส่วนต่าง ๆ ของ
ข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ เพอหาค าตอบตามวัตถุประสงค์ หรือตามสมมติฐานของการวิจัยที่ได้ก าหนดไว้
ื่
โดยปกติในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น ข้อมูลที่ได้จะกระจัดกระจายท าให้ยากแก่การเข้าใจ ดังนั้น ผู้วิจัยจึง

ต้องอาศัยความรู้และหลักการทางสถิติมาวางแผนจัดระบบระเบียบของข้อมูลเสียใหม่
การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

1.1 การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ หรือการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์จะใช้วิธีการ

วิพากษ วิจารณ์ เพื่อตีความหมายและสรุปผล

1.2 การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงบรรยายหรือการวิจัยเชิงทดลองจะใช้วิธีการทางสถิติใน

การวิเคราะห์ข้อมูล

216


2. หลักกำรวิเครำะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลมีหลักการ (ไพศาล หวังพานิช, 2531, หน้า 226-227) ดังนี้

2.1 จัดหรือแยกประเภทขอมูลที่จะศึกษาออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อ การที่จะ
น าไปวิเคราะห์ต่อไป การแยกประเภทข้อมูลมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

ื่
2.1.1 จัดแบ่งข้อมูลที่รวบรวมได้ออกเป็นกลุ่ม หรือประเภทตามตัวแปรที่จะศึกษาเพอให้
สะดวกในการวิเคราะห์ และได้ผลครบถ้วนตามความมุ่งหมายของการวิจัย

2.1.2 การจัดประเภทต่าง ๆ ของตัวแปรที่ก าหนดไว้ ต้องให้ได้ข้อมูลในเรื่องนั้น ๆ มาให้

ครบ และน ามาใช้ในการวิเคราะห์ได้หมด
2.1.3 การจัดประเภทต่าง ๆ ของตัวแปรเหล่านี้ต้องเป็นอิสระกัน นั่นคือข้อมูลของคนหนึ่ง

ๆ หรือแต่ละจ านวนจะใช้ได้ในช่องเดียวของตารางการวิเคราะห์

2.1.4 การจัดแบ่งประเภทข้อมูลควรแบ่งทีละด้าน ไม่ควรแบ่งข้อมูลตามตัวแปรหลาย ๆ
ด้านพร้อม ๆ กัน ปกติในการวิเคราะห์นั้นจะวิเคราะห์ตามตัวแปรตาม และใช้ชุดของตัวแปรอิสระเป็นหลัก

ในการแยกประเภท

2.2 รวบรวมและจดบันทึกข้อมูลลงในกระดาษที่ได้เตรียมไว้
2.3 ท าการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเลือกใช้เทคนิคต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูลและ

ระดับของข้อมูลที่น ามาศึกษา และสามารถตอบค าถามตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ตั้งไว้

2.4 เสนอผลการวิเคราะห์ที่ได้ โดยพยายามเสนอให้มีความแจ่มชัด และเข้าใจง่าย ซึ่งนิยมเสนอ
ในรูปตาราง หรือแผนภูมิ



ระดับของกำรวัด
ื่
การวัดเป็นการก าหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์อย่างมีระบบให้กับสิ่งของหรือเหตุการณ์ เพอแทน
ปริมาณหรือคุณภาพของสิ่งที่ต้องการศึกษาอย่างมีกฎเกณฑ์ ระดับของการวัด (levels of measurement)

แบ่งออกเป็น 4 ระดับ (Wiersman, 1990, pp. 9-13) ดังนี้ 1) ระดับนามบัญญัติ (nominal scale) 2)



ระดับเรียงอนดับ (ordinal scale) 3) ระดับอนตรภาค (interval scale) และ 4) ระดับอตราส่วน (ratio
scale)


1. ระดับนำมบัญญติ (nominal scale) เป็นมาตราการวัดที่ก าหนดสัญลักษณขึ้นมาเพอเรียกหรือ
ื่

จ าแนก หรือจัดประเภทสิ่งของตามคุณลักษณะ เช่น จ าแนกคนเป็น 2 เพศ คือ เพศหญิง-เพศชาย จ าแนก

คนที่นับถือศาสนาต่าง ๆ ได้แก่ การนับถือศาสนา พทธ-ศริสต์-อสลาม เป็นต้น จ าแนกขนาดโรงเรียน

ออกเป็นขนาดต่าง ๆ เช่น โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการก าหนดตัวเลข
ให้กับสิ่งต่าง ๆ เพอใช้ในการสื่อความหมาย โดยที่ตัวเลขดังกล่าวไม่มีความหมายในเชิงปริมาณ เช่น ห้อง
ื่
หมายเลข 327 สื่อความหมายว่าเป็นห้องห้องหนึ่งหรือทะเบียนรถ กค 1998 สกลนคร จะสื่อความหมายว่า
เป็นทะเบียนรถคันหนึ่ง เป็นต้น

217


2. ระดับเรียงอนดับ (ordinal scale) เป็นมาตราการวัดที่แสดงปริมาณความมากน้อย

(magnitude) การวัดในมาตรานี้ความแตกต่างระหว่างหน่วยไม่เท่ากันและไม่มีศูนย์แท้ ข้อมูลที่อยู่ใน
มาตรานี้เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติต่างกัน ซึ่งตัวเลขเหล่านั้นไม่สามารถบอกให้ทราบว่า

คุณสมบัติเหล่านั้นแตกต่างกันเป็นปริมาณเท่าใด เช่น ผลการสอบของนักเรียนคนเก่งที่สุดสอบได้ล าดับที่ 1

คนเก่งรองลงมาสอบได้ล าดับที่ 2, 3,… ตามล าดับ แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่าคนที่สอบได้ล าดับที่ 1 กับ
ล าดับที่ 2 หรือล าดับที่ 2 กับล าดับที่ 3 มีความเก่งแตกต่างกันเท่าไร หรือปริมาณความแตกต่างเท่ากัน

หรือไม่



3. ระดับอนตรภำค (interval scale) เป็นมาตราการวัดที่มีคุณสมบัติ 2 ประการคือ 1) เป็นตัว
เลขที่แสดงปริมาณมากน้อย (magnitude) และ 2) ความแตกต่างระหว่างหน่วยเท่ากัน (equal intervals)

เช่น การแบ่ง 1 ปีออกเป็น 365 วัน ซึ่งแต่ละวันถือว่ามีหน่วย หรือระยะเวลาเท่ากัน หรือการแบ่งช่วงการ
วัดระดับความร้อนออกเป็นองศา เป็นต้น ผลของการวัดระดับช่วงนี้นอกจากจะบอกประเภท ชนิดหรือบอก

อนดับได้แล้ว ยังบอกปริมาณของสิ่งที่วัดและสามารถน ามาเปรียบเทียบกันได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามการวัด

ในมาตรานี้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะยังขาดหน่วยเริ่มต้นที่แท้จริง คือยังไม่มีศูนย์แท้ (absolute zero) เช่น น้ าที่

0 องศาเซลเซียสไม่ได้แสดงว่าไม่มีความร้อนอยู่เลย เพยงแต่เป็นจุดที่น้ ากลายเป็นน้ าแข็ง เลขศูนย์ที่ใช้จึง
เป็นเพียงศูนย์สมมติ เพราะจุดดังกล่าวยังมีความร้อนอยู่ถึง 273 องศาเคลวิน เป็นต้น การวัดทางการศึกษา

เป็นการวัดที่อยู่ในมาตรานี้ เช่น คนที่สอบได้ 0 คะแนนไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความรู้เพยงแต่ข้อ

สอบถามในสิ่งที่เขาไม่รู้เท่านั้น สิ่งที่เขารู้ข้อสอบไม่ถาม หรืออกข้อสอบนอกเหนือจากสิ่งที่เรียน หรือ

ข้อสอบยาก เป็นต้น



4. ระดับอตรำส่วน (ratio scale) เป็นมาตราการวัดที่มีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1) เป็น
ตัวเลขที่แสดงปริมาณมากน้อย (magnitude) 2) ความแตกต่างระหว่างหน่วยแต่ละหน่วยเท่ากัน (equal

interval) และ 3) มีศูนย์แท้ (absolute zero) ข้อมูลที่จัดอยู่ในมาตรานี้มักเป็นข้อมูลทางกายภาพศาสตร์
(physical sciences) เช่น สมศรีสูง 160 เซนติเมตร แก้วสูง 80 เซนติเมตร แสดงว่าสมศรีสูงกว่าแก้ว 80

เซนติเมตร หรือสูงเป็น 2 เท่าของแก้ว หรือเก้าอี้สูง 0 เซนติเมตร แสดงว่าไม่มีความสูงอยู่เลย


ลักษณะส าคัญ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละระดับของการวัด พอสรุปได้ดังตารางที่

10.1

218


ตารางที่ 10.1 ลักษณะส าคัญ ตัวอย่างการวัด ตัวอย่างสถิติที่ใช้ และแบบของการทดสอบ


ระดับของกำร ลักษณะส ำคัญ ตัวอย่ำงกำรวัด ตัวอย่ำงสถิติที่ใช้ แบบของกำร
วัด ทดสอบ

นำมบัญญัติ 1. จ าแนก - หมายเลขโทรศัพท์ - การแจกแจง - การทดสอบที่ไม่

(nominal scale) ประเภท - หมายเลข ความถี่ ใช้พารามิเตอร์
2. ตัวเลขน ามา ประจ าตัว - ฐานนิยม (nonparametric

บวก ผู้เสียภาษี - ไคสแควร์ test)

ลบ คูณ หาร - หมายเลข
กัน ห้องเรียน

ไม่ได้ - เพศ

- ศาสนา
- สถานภาพสมรส

- ขนาดของโรงเรียน




เรียงอันดับ 1. เรียงอันดับ - ล าดับที่การสอบ - มัธยฐาน - การทดสอบที่ไม่
(ordinal scale) 2. ตัวเลขน ามา - ยศของต ารวจ - ส่วนเบี่ยงเบนควอ ใช้พารามิเตอร์

บวก ลบ คูณ ยศของทหาร ไทล์ (nonparametric

หารกัน ไม่ได้ - เปอร์เซ็นต์ไทล์ test)
- สัมประสิทธิ์

สหสัมพันธ์แบบ

อันดับ



อันตรภำค 1. ตัวเลขแสดง - คะแนนสอบ - ค่าเฉลี่ย - การทดสอบที่ใช้

(interval scale) ปริมาณมาก - อุณหภูมิระบบ - ส่วนเบี่ยงเบน- พารามิเตอร์


น้อย (magnitude) องศาเซลเซียส และ มาตรฐาน (parametric test)
2. ความแตกต่าง ฟาเรนไฮต์ - สัมประสิทธิ์

ระหว่างหน่วย สหสัมพันธ์แบบ

เท่ากัน (equal เพียร์สัน
intervals)

3. ไม่มีศูนย์แท้

219


ระดับของกำร ลักษณะส ำคัญ ตัวอย่ำงกำรวัด ตัวอย่ำงสถิติที่ใช้ แบบของกำร

วัด ทดสอบ

4. ตัวเลขน ามา
บวก ลบ กันได้

อัตรำส่วน 1. เป็นตัวเลข - ความสูง ใช้สถิติได้ทุก ใช้ได้ทั้งการ

ี่
(ratio scale) แสดงปริมาณมาก - น้ าหนัก ประเภท ทดสอบทใช้และไม่
น้อย (magnitude) - เวลา ใช้พารามิเตอร์

2. ความแตกต่าง - ความเร็ว

ระหว่างหน่วย - อุณหภูมิระบบเคล
เท่ากัน (equal วิน

intervals)

3. มีศูนย์แท้
4. ตัวเลขน ามา

บวก ลบ คูณ หาร

กันได้

220


ควำมหมำยและประเภทของสถิติ


1. ควำมหมำยของสถิติ

ค าว่า “สถิติ” ตรงกับภาษาองกฤษว่า “statistics” ซึ่งสามารถแยกเป็นความหมายต่าง ๆ ได้

ดังนี้ (ศิริชัย กาญจนวาสี, ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์, และดิเรก ศรีสุโข, 2540, หน้า 33-34)
1.1 สถิติในความหมายของ “ข้อมูลสถิติ” หมายถึง ตัวเลข (numeral) ที่แทนข้อเท็จจริง

(numerical facts) ของสิ่งที่เราสนใจ เช่น

- สถิติผู้มาสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ปี พ.ศ. 2548
- สถิติผู้ส าเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราช

ภัฏสกลนคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545-2548

1.2 สถิติในความหมายของ “สถิติศาสตร์” หมายถึง ศาสตร์เกี่ยวกับวิธีการ (method) ที่ใช้ใน
การศึกษาข้อมูล หรือที่เรียกว่าระเบียบวิธีการทางสถิติ (statistical method) ซึ่งประกอบด้วยการเก็บ

รวบรวมข้อมูล (collection of data) การน าเสนอข้อมูล (presentation of data) การวิเคราะห์ข้อมูล

(analysis of data) และการตีความหมายข้อมูล (interpretation of data) ดังนั้นสถิติในความหมายนี้จึง
เป็นเครื่องมือ (tool) ที่ส าคัญที่สุดอย่างหนึ่งของนักวิจัย นักประเมินผล นักวิชาการ และนักบริหารทุกสาขา

1.3 สถิติในความหมายของ “ค่าสถิติ” หมายถึง ค่าตัวเลขที่ค านวณได้จากข้อมูลของกลุ่ม

ตัวอย่าง (sample data) ตัวอย่างสัญลักษณ์ของค่าสถิติที่ใช้บ่อย ๆ เช่น (ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง) S.D.

(ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง) rxy (สัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร X และ Y ของกลุ่ม
ตัวอย่าง)

1.4 สถิติในความหมายของ “วิชาสถิติ” หมายถึง วิชาคณิตศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาและ
รากฐานมาจากวิชาคณิตศาสตร์ (mathematics) และตรรกวิทยา (logic) ในปัจจุบันได้มีการพฒนาทฤษฎี

และเทคนิคใหม่ ๆ ทางสถิติเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท าให้ขอบข่ายวิชาสถิติกว้างขวางและเกี่ยวข้องผูกพันอย่างแน่น

แฟ้นกับศาสตร์แขนงอื่น ๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ จิตวิทยา ศึกษาศาสตร์ เป็นต้น


2. ประเภทของสถิติ

สถิติในความหมายของ “สถิติศำสตร์” สามารถจ าแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
2.1 สถิติบรรยำย (descriptive statistics) เป็นสถิติที่ใช้บรรยายให้เห็นคุณลักษณะหรือ

คุณสมบัติของสิ่งที่ต้องการศึกษาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็กก็ได้

ผลที่ได้จากการศึกษานั้นจะบอกได้เพยงคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของกลุ่มที่ศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถน า

ผลสรุปไปใช้อ้างอิงหรือท านายค่าของกลุ่มอื่นได้ สถิติประเภทนี้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ การจัดต าแหน่ง

เปรียบเทียบ การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง การวัดการกระจาย การวัดความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปร เป็น

ต้น

221


2.2 สถิติอ้ำงอิง (inferential statistics) เป็นสถิติที่ใช้สรุปหรือประมาณค่าประชากรโดยอาศัย


ื่

หลักความน่าจะเป็น โดยจะศึกษาคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง (statistic) เพอที่จะสรุปอางองไปสู่
คุณลักษณะของประชากร (parameter) นั่นคือ เป็นการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง (sample) แล้วสรุปอ้างอง


ไปยังประชากร (population) สถิติประเภทนี้ ได้แก่ สถิติที่ใช้ในการประมาณคาพารามิเตอร์ และสถิติที่ใช้
ในการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับค่าพารามิเตอร์ เป็นต้น
ประเภทสมมติฐานสามารถสรุปเป็นแผนภาพได้ ดังนี้



ประเภทของสถิติ





สถิติบรรยำย สถิติอ้ำงอิง

- การแจกแจงความถี่ - การประมาณค่าพารามิเตอร์
- การจัดต าแหน่งเปรียบเทียบ - การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับ

- การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ค่าพารามิเตอร์

- การวัดการกระจาย
- การวัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร


ภำพที่ 10.2 ประเภทของสถิติ

222


ระดับกำรวัดของตัวแปร



ให้ นศ. เลือกตัวแปรต่อไปนี้ ใส่ในช่องว่างให้ตรงกับระดับการวัดของแปรนั้น ๆ




เพศ คณะ ชั้นปี เกรดเฉลี่ย เจตคติต่อวิชาภาษาอังกฤษ คะแนนสอบ ศาสนา


ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน น้ าหนัก ส่วนสูง ความพงพอใจ ล าดับที่ของผลการสอบ
รายได้ รายจ่าย อายุ ช่วงอายุ ต าแหน่ง ระดับการศึกษา




ระดับกำรวัด ตัวแปร

นามบัญญัติ (Nominal Scale) เพศ คณะ ชั้นปี ศาสนา ช่วงอายุ



เรียงล าดับ (Ordinal Scale) ต าแหน่ง ล าดับที่ผลการสอบ ระดับการศึกษา


ช่วง (Interval Scale) เกรดเฉลี่ย เจตคติ คะแนนสอบ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพึงพอใจ


อัตราส่วน (Ratio Scale) น้ าหนัก ส่วนสูง รายได้ รายจ่าย อายุ

ตัวแปรเชิงคุณภำพ ควำมถี่ ร้อยละ 223

(เพศ คณะ ชั้นปี ศำสนำ ฯลฯ)



ตัวแปรเชิงปริมำณ

(คะแนนสอบ เจตคติ ควำมพึงพอใจ) ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน
สถิติเชิงพรรณำ


เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย 1 กลุ่มกับเกณฑ ์ One-Sample t test

(ควำมพึงพอใจ ≥ 3.51)



เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย 2 กลุ่ม (อิสระกัน)

(เพศ ชำย vs หญง/3 จชต vs นอก 3 จชต) Independent-Samples t test



เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย 2 กลุ่ม (สัมพันธ์กัน) Dependent – Samples t test/

(vs Pretest Posttest)
Paired Samples t test



เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย > 2 กลุ่ม ขึ้นไป
(คณะ 4 คณะ -> ผลสัมฤทธิ์) ANOVA
สถิติเชิงสรุปอ้ำงอิง


ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปร

(ทัศนคติ vs ผลสัมฤทธิ์) Correlation



ปัจจัยที่สงผลต่อตัวแปรตำม Regression

(ตัวแปรที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์) 218

ตัวแปรเชิงคุณภำพ ควำมถี่ ร้อยละ 223

(เพศ คณะ ชั้นปี ศำสนำ ฯลฯ)



ตัวแปรเชิงปริมำณ

(คะแนนสอบ เจตคติ ควำมพึงพอใจ) ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน
สถิติเชิงพรรณำ


เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย 1 กลุ่มกับเกณฑ ์ One-Sample t test

(ควำมพึงพอใจ ≥ 3.51)



เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย 2 กลุ่ม (อิสระกัน)

(เพศ ชำย vs หญง/3 จชต vs นอก 3 จชต) Independent-Samples t test



เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย 2 กลุ่ม (สัมพันธ์กัน) Dependent – Samples t test/

(vs Pretest Posttest)
Paired Samples t test



เปรียบเทียบค่ำเฉลี่ย > 2 กลุ่ม ขึ้นไป
(คณะ 4 คณะ -> ผลสัมฤทธิ์) ANOVA
สถิติเชิงสรุปอ้ำงอิง


ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปร

(ทัศนคติ vs ผลสัมฤทธิ์) Correlation



ปัจจัยที่สงผลต่อตัวแปรตำม Regression

(ตัวแปรที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์) 218

เอกสำรหมำยเลข 2
224 เอกสำรหมำยเลข 2
เอกสำรหมำยเลข 2
กำรศึกษำปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิชำภำษำอังกฤษของนักศึกษำมหำวิทยำลัย

รำชภัฏยะลำ


วัตถุประสงค์กำรวิจัย


1. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ

2. เพื่อศึกษาผลการประเมินความพึงพอใจเทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนดไว้

3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ ระหว่างก่อนเรียน และ หลัง

เรียน

4. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ ระหว่างนักศึกษาเพศชายกับ

เพศหญิง

5. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ ระหว่างนักศึกษาแต่ละคณะ

6. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง GPA กับคะแนน Posttest ของนักศึกษา


7. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักศกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา






กลุ่มตัวอย่ำง

นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาจากคณะต่างๆ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ

จ านวน 400 คน


เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย


1. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ (Multiple Choices 30 ข้อ)

2. แบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษ

(แบบวัดเจตคติ Rating Scale 5 ระดับ จ านวน 30 ข้อ)

3. แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน

(แบบประเมิน Rating Scale 5 ระดับ 10 ข้อ)

225

กำรออกแบบสถิติกำรวิเครำะห์ข้อมูล


วัตถุประสงค์กำรวิจัย สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล

1. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียน ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน
การสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ

2. เพื่อศึกษาผลการประเมินความพึงพอใจเทียบ
กับเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ One – Sample t test
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน Paired –Samples t test/

รายวิชาภาษาอังกฤษ ระหว่างก่อนเรียน และ Dependent- Samples t test
หลังเรียน

4. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
รายวิชาภาษาอังกฤษ ระหว่างนักศึกษาเพศ Independent – Samples t test
ชายกับเพศหญิง
5. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

รายวิชาภาษาอังกฤษ ระหว่างนักศึกษาแต่ละ One- Way ANOVA
คณะ

6. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง GPA กับ
คะแนน Posttest ของนักศึกษา Simple Correlation
7. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักศึกษา Multiple Regression
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

226

แบบประเมินควำมพึงพอใจต่อกำรจัดกำรเรียนกำรสอนรำยวิชำภำษำอังกฤษ

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ประเมิน

เพศ  ชาย  หญิง

คณะ  ครุศาสตร์

 มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

 วิทยาการจัดการ

 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เกรดเฉลี่ยสะสม................

ตอนที่ 2 แบบประเมินควำมพึงพอใจต่อกำรจัดกำรเรียนกำรสอนรำยวิชำภำษำอังกฤษ
รำยละเอียดกำรประเมินกำรเรียนกำรสอน ระดับควำมคิดเห็น

5 4 3 2 1

1. ความตรงเวลาในการสอนของอาจารย์

2. อาจารย์แจ้งจุดมุ่งหมาย จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เกณฑ์การวัดและ
ประเมินผลการสอนชัดเจน

3. อาจารย์สามารถถ่ายทอด จัดการเรียนการสอนเป็นขั้นตอน เหมาะสมเข้าใจง่าย

4. อาจารย์เปิดโอกาส ส่งเสริมให้นักศกษาได้ศึกษา/เรียนรู้จากกรณีศึกษา

จากการท างานจริง ฝึกปฏิบัติ ค้นคว้าวิจัย โครงงาน/ สัมมนา ค้นคว้าทาง Internet

5. อาจารย์ส่งเสริมให้นักศึกษาฝึกการคิดวิเคราะห์ การใช้ความคิดเพื่อหาเหตุผล

และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

6. อาจารย์สอนโดยมีการสอดแทรกคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณวิชาชีพ
ค่านิยมที่ดี เช่น ความซื่อสัตย์ ความอดทน ความพอเพยง เห็นแก่ส่วนรวมเป็นต้น



7. อาจารย์เปิดโอกาสให้นักศกษาได้ซักถาม แสดงความคิดเห็น ประชุม พูดคุย

ให้ค าแนะน า และรับฟัง ข้อคิดเห็นของนักศกษาที่แตกต่างหรือขัดแย้งจากอาจารย์
8. อาจารย์ใช้/มีสื่อเทคโนโลยีการสอน ที่น่าสนใจ ทันสมัย เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา

และช่วยเสริมการเรียนรู้และความเขาใจในเนื้อหาวิชา

9. อาจารย์แจ้งรายชื่อหนังสือและระบบสืบค้นขอมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่จะศึกษา

ค้นคว้าด้วยตนเองได้

10. นักศึกษามความพงพอใจในความสามารถในการสอนของอาจารย์/คุณภาพ/ของ


สิ่งสนับสนุนการสอน
สรุปควำมพึงพอใจโดยภำพรวม


Click to View FlipBook Version