The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:13:35

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

ÀÒ¤¼¹Ç¡

“ä·´Ò‹ ¹”¨Ò¡»†Òʤً ÃÑÇ
301

¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ปรับปรุงจากรายงานการวิจัยเร่ือง “โครงการการพัฒนาระบบองคความรูดานฐานทรัพยากรอาหาร
ของชุมชนในภาวะเปราะบางเพื่อเสรมิ สรางความมน่ั คงทางอาหาร” (อาํ เภอดา นซาย: 2556-57)
สํานกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว.) ฝายเกษตร (ฝาย 2)

ผูป ระสานชุดโครงการความม่นั คงอาหาร (สกว.)

รศ. ส.พญ. ดร.ประภาพร ขอไพบูลย

หวั หนา โครงการวิจัย

เอกรนิ ทร พ่ึงประชา

คณะวิจัยทองถ่ิน

เปรมศรี สาระทศั นานนั ท, ไพโรจน ทองคาํ , ไกรลาศ พิมพรัตน,

นภาพร ภักดีสาร, ดรุณี โพธ์ิปลดั , ประกาย แถวอุทมุ ,

และสมัย ฐานหมัน่

ทป่ี รึกษาโครงการ

นายแพทยภ กั ดี สบื นุการณ และดร.กุลวดี แกน สนั ตสิ ขุ มงคล

พิสูจนอกั ษร

เภสัชกรหญิงดารนิ จึงพฒั นาวดี

ภาพประกอบ

รัชดาภรณ เหมจนิ ดาและวาศินี กลิน่ สมเชอ้ื

จดั พิมพค รัง้ ท่ี 1 พ.ศ. 2557

โดยสาํ นกั งานกองทนุ สนับสนนุ การวิจัย (สกว.) ฝายเกษตร (ฝา ย 2)

โรงพิมพ บจก.รงุ แสงธุรกิจการพิมพ 29/24 ถ.รวมใจ ต.กดุ ปอ ง อ.เมือง จ.เลย

302

คํานํา

“จากปาสูครัวไทดาน” เปนหนังสือซึ่งเกิดจากการยอยประเด็นสําคัญ
จากงานวิจัยโครงการ “การพัฒนาระบบองคความรูดานฐานทรัพยากรอาหาร
ของชุมชนในภาวะเปราะบางเพื่อเสริมสรางความมั่นคงทางอาหาร” โดยไดรับ
ทนุ สนบั สนนุ จากสาํ นักงานกองทุนสนับสนนุ การวจิ ัย (สกว.) ฝา ยเกษตร (ฝา ย 2)
เพ่ือผลักดันผลงานวิจัยสูขอเสนอแนะเชิงนโยบายและใชเปนยุทธศาสตรในการ
พฒั นาทองถิน่ ภาคสวนตางๆ ในการเสรมิ สรางความมัน่ คงทางอาหารสชู มุ ชน

“จากปาสูครัวไทดาน” จะใหความสําคัญกับการต้ังคําถามท่ีสัมพันธกับ
ปจจัยหลักท่ีสงผลกระทบตอฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนจนทําใหเกิดภาวะ
เปราะบางดานความม่ันคงทางอาหาร ไมวาจะเปนการใชประโยชนจากผืนปา
กิจกรรมทางการเกษตร และความผันแปรของภาวะอากาศ เพื่อเช่ือมโยงสูครัว
ไทดาน ซึ่งจะทําใหเห็นการใชองคความรูในการจัดการปญหาดังกลาวอยางเปน
ระบบ นบั ตง้ั แตพ ืน้ ท่ปี าตน น้าํ พน้ื ท่หี ัวไรปลายนา แมน้าํ อาหารจากภาคเกษตร
ทช่ี าวบานปลูก สัตวเ ลยี้ ง และอาหารจากตลาด จนกา วสคู รัวไทดา น ปรุงแตง จน
เปนสํารับอาหาร

ดวยเหตุผลท่ีวาปาตนน้ําเปนแหลงฐานทรัพยากรอาหารชุมชนท่ีสําคัญ
แหลงหนึ่ง ซ่ึงทําหนาท่ีใหบริการในระบบนิเวศ (Ecosystem Services)
แกชุมชนท้ังทางตรงและออม โดยมีกระบวนการภายในเปนตัวขับเคลื่อน
(Supporting) ใหเกิดประโยชน นั่นคือกระบวนการหมุนเวียนของน้ําและธาตุ
อาหาร จากกระบวนการสรา งดนิ และกระบวนการสรา งผลผลติ ปฐมภมู ิ (Primary
Production) ทจ่ี ําแนกได 3 ประเภทคอื

1. การใหผ ลผลิต เชน การใหอ าหาร นํา้ ดืม่ เน้ือไม และไมฟน เปน ตน
2. ระบบการควบคุม ประกอบดวย การบรรเทาความรุนแรงของอากาศ
การควบคมุ อทุ กภยั /ปญ หาการขาดแคลนนาํ้ การควบคมุ การแพรร ะบาดของโรค
ภยั ไขเ จบ็ และการควบคุมคุณภาพของนํ้า

303

3. ประโยชนท างดานจิตใจ ไดแ ก การเปน พ้ืนทแ่ี หลง เรยี นรทู างธรรมชาติ
และการเปนพ้ืนทีพ่ กั ผอนหยอนใจ

กลา วโดยสรปุ คือ
การใชผืนปาและที่ดิน: ชาวบานมีภูมิปญญาชาวบานในการจัดการพื้นที่
ปาตนนํ้าและที่ดินทางการเกษตรเพื่อสงเสริมความม่ันคงทางอาหาร ในฐาน
ทรัพยากรทางอาหารของชุมชนหรือไมและอยางไร และการใชที่ดินดังกลาวมี
พลวตั ในรอบชว งอายคุ นหนง่ึ ทสี่ มั พนั ธก บั การเปลย่ี นแปลงในมติ เิ ศรษฐกจิ สงั คม
และสงิ่ แวดลอ มเปนอยางไร
กจิ กรรมทางการเกษตร: ชาวบา นมรี ปู แบบการจดั การกจิ กรรมทางเกษตร
ทสี่ าํ คญั เปน เชน ไร โดยเฉพาะกบั หลายหมบู า นในอาํ เภอดา นซา ย เชน บา นหว ยตาด
ท่ีกาวสูการใชเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม ไมวาจะเปนเคร่ืองจักรและ
การใชส ารเคมที างการเกษตรในปรมิ าณเขม ขน ชาวบา นมอี งคค วามรใู นการจดั การ
เทคโนโลยดี งั กลา วอยา งไรใหป ลอดภยั กบั ตนเอง ครวั เรอื นและสง่ิ แวดลอ มชมุ ชน
รวมถงึ มกี ารรบั รแู ละตระหนกั ถงึ ผลกระทบของการใชเ ทคโนโลยดี งั กลา วอยา งไร
ความผนั แปรของสภาวะอากาศ: ความผนั แปรของสภาวะอากาศของชมุ ชน
มขี อ เทจ็ จรงิ เปน เชน ไร ชาวบา นมอี งคค วามรแู ละ/หรอื มมี าตรวดั ความผนั แปรของ
อากาศเปนอยางไร
จึงเห็นไดวาคําถามเหลาน้ีมีสวนสําคัญอยางย่ิงตอการพัฒนาระบบองค
ความรดู า นฐานทรพั ยากรทางอาหารของชมุ ชน ไมว า จะเปน ฐานทรพั ยากรอาหาร
จากแหลง ธรรมชาติ ซงึ่ อาจไดร บั ผลกระทบจากการใชท ด่ี นิ และกจิ กรรมทางการ
เกษตรทช่ี าวบา นประยกุ ตใ ชเ ทคโนโลยสี มยั ใหม เชน การใชส ารเคมที างการเกษตร
เมื่อฝนตกเกิดการชะลางไหลลงสูแหลงอาหารบางจําพวก ทําใหเกิดสารเจือปน
หรือผลผลิตทางการเกษตรอยางขาวและขาวโพดตกต่ํา อันเน่ืองมาจากความ
ผันแปรของอากาศ (เอกรนิ ทรแ ละคณะ, 2555)
ทา ยทสี่ ดุ สงิ่ เหลา นจ้ี ะเชอื่ มโยงทง้ั ทางตรงและทางออ มผา นมายงั ครวั เรอื น
ตา งๆ ไดใ ชป รงุ สาํ รบั อาหารหลอ เลย้ี งสมาชกิ ในครวั “ไทดา น” ซงึ่ อาจจะประกอบ
ดว ยวตั ถุดบิ ท่มี าจากแหลง อาหารจากธรรมชาติ เชน พ้นื ทีป่ า ตนนํา้ แมน ํ้า และ

304

หัวไรปลายนา เปนตน อาหารจากภาคเกษตรที่ชาวบานปลูก และ/หรืออาหาร
จากตลาดดัง่ ทก่ี ลา วไวเ บอ้ื งตน

ดงั นัน้ การศึกษา “ครัวไทดาน” จึงเทากับเปน การวิเคราะหแหลงท่ีมาของ
วัตถุดิบในการปรุงสํารับอาหารน้ันมีความปลอดภัยตอการกินมากนอยเพียงใด
สถานการณก ารเขา ถงึ แหลง อาหารของครวั เรอื นเปน เชน ใด จนนาํ ไปสกู ารพฒั นา
ระบบองคค วามรดู า นฐานขอ มลู ทรพั ยากรอาหารของชมุ ชนในภาวะเปราะบางเพอ่ื
เสรมิ สรา งความมนั่ คงอาหาร ทง้ั น้ี “จากปา สคู รวั ไทดา น” ไดแ บง เนอื้ หาออกเปน
3 สวน กลา วโดยสรุปคอื

สว นแรกวา ดว ยขอมลู พ้ืนฐานของชุมชนในมติ เิ ศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม
และสขุ ภาวะชมุ ชน ประกอบดว ยเน้อื หา 3 บท คอื

“ไทดาน” พลวัตทางสังคม วัฒนธรรม และนิเวศชุมชน : บอกเลา
ลักษณะเชิงกายภาพของอําเภอดานซายและพ้ืนท่ีศึกษา ซ่ึงจะทําใหเห็นวาพ้ืนท่ี
ดังกลาวมีลักษณะทางกายภาพประกอบดวยเทือกเขาสูงสลับที่ราบแคบๆ ท่ีตั้ง
อยูกลางหุบเขาและมีลําน้ําหมัน สายน้ําหลักไหลผาน จากลกั ษณะทางกายภาพ
ดังกลาวนับวามีอิทธิพลสําคัญตอการกําหนดรูปแบบการดําเนินชีวิตประจําวัน
ของคนทองถิ่นในอําเภอดานซายหรือ “คนไทดาน” จนทําใหเกิดวิถีการทําการ
เกษตรที่มีรูปแบบเฉพาะตัว

การ “ผลิตใหม” และ “ผลิตซํ้า” วัฒนธรรมการ “เอาแฮง” ภาพ
สะทอนระบบการผลิตทางการเกษตรยุคสมัยใหม : เปนการถายทอดเรื่องการ
เอาแฮงของคนไทดานมีรูปแบบแตกตางกันไปตามบริบททางเศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรมในแตละยุคสมัย โดยมองวาการเอาแฮงจะมีกลไกสําคัญ ในการ
ชว ยสรา งความสมั พนั ธแ ละ/หรอื แมก ระทงั่ คงความสมั พนั ธข องสมาชกิ ชมุ ชน ไม
วา จะผา นในฐานะสญั ญาใจ การแลกเปล่ียนแรงงานหรือการวา จางดวยเงินตรา

สุขภาวะชุมชนคนไทดาน สถานการณและการรับมือ : เปนการนํา
เสนอขอมูลเชิงสถิติจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายพบวาในชวงป
พ.ศ. 2550-2556 ทั้งในแงโรคยอดนิยมท่ีชาวบานเผชิญอยู ตลอดจนภาวะ
เจ็บไขไดปวยอันเนื่องมาจากการใชสารเคมีทางการเกษตรของชาวบาน ขอมูล

305

เร่ืองอาหารปลอดภัยจากตลาด สถานการณสุขภาวะชุมชน และแนวทางการ
รับมือตอ ปญ หาดังกลาว

สวนท่ีสองบอกเลาเกี่ยวกับฐานทรัพยากรอาหารของชุมชน เน้ือหา
ประกอบ 4 บท คือ

ผืนปา สายนํ้า และสภาวะอากาศ การเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิต
อาหารของชมุ ชน : เนอื้ หาบทนจี้ ะเปน ขอ มลู พน้ื ฐานเชงิ กายภาพ ทบี่ อกเลา เรอื่ ง
ราวของสภาพผืนปา ภูอังลัง สายนาํ้ หมนั หวยตาด และสภาวะอากาศของอาํ เภอ
ดานซายโดยรวม รวมถึงบานนาเวียงใหญและหวยตาด การนําเสนอจะใหภาพ
ระบบนิเวศของปาและแมนํ้าวามีสภาพเปนอยางไร สวนสภาวะอากาศจะเปน
ขอมูลเชิงสถิติที่ไดจากกรมอุตุนิยมวิทยา เพ่ือเช่ือมโยงสูระบบหวงโซอาหารทาง
ธรรมชาติ ตลอดจนองคป ระกอบของระบบนเิ วศ ซึง่ ลว นมคี วามสาํ คัญตอการให
บริการดานตางๆ ในระบบนิเวศ โดยเฉพาะในแงการผลิตอาหารรวมถึงยังเปน
พื้นฐานในการทําความเขาใจและคนหาปจจัยสําคัญ ที่ทําใหเกิดภาวะเปราะบาง
และเส่ยี งตอ ดานความมั่นคงทางอาหารของชมุ ชน

ความหลากหลายของทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติและการจัดการ
ของชุมชน : ทรัพยากรอาหารทางธรรมชาตทิ ่ชี าวบานนาเวียงใหญแ ละหวยตาด
จะเกบ็ หาจากปา ภอู งั ลัง และตามแมน้ําหมนั กรณีบานนาเวยี งใหญ หว ยศอกและ
หว ยตาด กรณบี า นหว ยตาดนั้นมหี ลากหลาย ทั้งพชื สัตว และอาหารจําพวกเหด็
เพอ่ื ใหเ หน็ ภาพสถานการณโ ดยรวมของฐานทรพั ยากรอาหาร จงึ แบง การนาํ เสนอ
ออกเปน 2 สว น สวนแรกวาดวยการมอี ยแู ละการใชประโยชนของฐานทรพั ยากร
อาหารทางธรรมชาติ และสว นหลงั วา ดว ยภมู คิ วามรแู ละการจดั การฐานทรพั ยากร
อาหารทางธรรมชาติ

พืชอาหาร พืชเศรษฐกิจ และสัตวเลี้ยง “ซูเปอรมารเกต” สรางเอง
จากขา งบา น : พชื อาหาร พืชเศรษฐกจิ และสตั วเลย้ี ง ก็คอื “ซเู ปอรม ารเ กต”
ที่ชาวบานสรางเองหรือไดจากแหลงอาหารจากการเกษตร ซึ่งประกอบดวย
การปลูกขาว การทําไร การทําสวน และการปลูกผัก ตามพื้นท่ีตางๆ รวมถึง
สัตวเล้ียงจําพวกไก ปลา และเปด นอกจากน้ีชาวบานท้ังสองหมูบานยังปลูก

306

ขา วโพด ถวั่ ดํา และมะขามหวาน ในกรณบี า นหวยตาดบางครัวเรอื นยงั นยิ มปลูก
กะทกรก แกว มงั กร และยางพารา เปน ตน รวมทงั้ บางครวั เรอื นยงั ปลกู พชื ผกั เพอ่ื
บรโิ ภคในครวั เรอื นและสง ขาย สว นการปลกู ขา วโพดนน้ั คนบา นนาเวยี งใหญแ ละ
หวยตาดจะปลูกขาวโพดสําหรับเลี้ยงสัตว แมจะไมไดใชเปนอาหาร หากทวา
ขาวโพดเปนพืชเศรษฐกิจท่ีสัมพันธโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
เนอ่ื งจากเกย่ี วขอ งกบั ระบบการจดั การทด่ี นิ ทาํ การเกษตรและรายไดข องครวั เรอื น
ดว ยเหตนุ กี้ ารกลา วถงึ พชื อาหารจากการเกษตรจงึ หลกี เลย่ี งไมไ ดท จ่ี ะกลา วถงึ พชื
เศรษฐกจิ ทส่ี าํ คญั ในฐานะแหลง เงนิ รายไดแ ละแหลง การผลติ ทใ่ี ชพ น้ื ทก่ี ารเกษตร
ของครัวเรือนหน่ึงๆ เปนจํานวนมาก และรวมถึงสัตวเล้ียงจําพวกปลาและไกก็
ถอื วา มีบทบาทสําคญั ตอความม่นั คงทางอาหารของชมุ ชน

ตลาด สารพันอาหาร หลากท่ีมาหลายท่ีไป : เน้ือหาบทนี้จะนําเสนอ
ภาพรวมของแหลงอาหารจากตลาดตางๆ ที่สัมพันธกับชุมชน เบ้ืองตนเปนการ
ทําความรูจักกับลักษณะสําคัญของตลาดแตละแหลงวามีลักษณะเปนเชนไร ตอ
มาเปนรายงานสถานการณแหลงอาหารในแงโภชนาการและอาหารปลอดภัย
ตลอดจนองคค วามรขู องชาวบา นในการจดั การอาหารจากตลาด เพอ่ื ความมนั่ คง
ทางอาหารของครวั เรอื นและชมุ ชน และทา ยสดุ เปน การวเิ คราะหต ลาดเพอ่ื ทาํ ให
เหน็ ความสมั พนั ธข องคนไทดานกบั ตลาดดังกลา วในแงม มุ ตา งๆ

สวนท่ีสามเปน เรื่องราวของครวั “ไทดาน” วาตง้ั แตเ ร่ืองราวสาํ รบั ไทดา น
ในมติ ทิ างสงั คมและวฒั นธรรม โภชนาการ และการแพทยพ นื้ บา น จนนาํ ไปสกู าร
เชอ่ื มโยงระหวา งฐานทรพั ยากรอาหารของชมุ ชนกบั สาํ รบั ไทดา น ซงึ่ ประกอบดว ย
บทตา งๆ ดงั น้ี

ครัวไทยดานในมิติสังคมและวัฒนธรรม : เปนการถายทอดเร่ืองราว
ลกั ษณะเดน ของอาหารของคนบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด รวมทงั้ ไทดา น
ในอําเภอดานซายจะใชวัตถุดิบพวกพืชผักและสัตว ในการปรุงอาหารท่ีมาจาก
แหลงอาหารตางๆ ไมวาจะเปนปา สวนริมรั้ว หัวไรปลายนาและตลาด มาปรุง
จนเกดิ เอกลกั ษณเ ฉพาะถนิ่ และนยิ มทาํ อาหารกนิ ตามฤดกู าล ดว ยเหตนุ ้ี “ครวั ”
จึงเปนกายภาพสําคัญท่ีสะทอนใหเห็นจุดเร่ิมตนวัฒนธรรมกินอยูของคนไทดาน

307

ซง่ึ เนือ้ หาจะใหค วามสําคญั กบั เร่อื งเฮอื น (เรอื น) และครัวไทดา นในมติ ิสังคมและ
วฒั นธรรม นบั ตงั้ แตกายภาพและภมู ลิ ักษณข องเฮือนและครัว เคร่ืองครวั ความ
เชื่อ และ “คาํ ผญา” หรือคํากลอนคําคมท่ีสัมพันธกบั อาหารทองถน่ิ

สํารับ “ไทดาน”: กินอยูอยางคนไทดาน : บทนี้เปนเร่ืองราวบอกเลา
วฒั นธรรมการกนิ รปู แบบตา งๆ นบั ตงั้ แตม อ้ื ของอาหาร ประเภทอาหาร เรอื่ งราว
ของ “แจว” อาหารพ้นื บานประเภทนํา้ พริกท่มี ากสตู ร สาํ รบั อาหารตามฤดูกาล
อาหารถนอมอยางน้ําผกั สะทอนและปลารา และสํารบั ไทดานที่ “หาย” หรอื ไม
นยิ ม วฒั นธรรมอาหารเหลา นจี้ ะทาํ ใหเ หน็ ภาพรวมวา การกนิ อยอู ยา งคนไทดา น
มีลกั ษณะสําคญั เปนเชน ไร

จากปาสคู รวั ไทดา น : เนอ้ื หาบทนี้เปน การเผยใหเหน็ พลวตั ของชุมชนทง้ั
ในมติ สิ งั คมและวฒั นธรรมทท่ี าํ ใหเ กดิ การเปลย่ี นแปลงฐานทรพั ยากรอาหารของ
ชมุ ชน ความสมั พนั ธข องแหลง ทรพั ยากรอาหารตา งๆ ตลอดจนองคค วามรใู นการ
จดั การฐานทรพั ยากรอาหารของชมุ ชน ซงึ่ ทง้ั หมดลว นโยงใยอยา งไมอ าจแยกออก
จากกนั จนนาํ ไปสคู วามเขา ใจสาํ รบั ไทดา นและภาวะเปราะบางของฐานทรพั ยากร
ชุมชน

คณะผูจัดทําหวังเปนอยางย่ิงวาหนังสือเลมน้ีจะเปนประโยชนตอชุมชน
ทองถิ่น อําเภอดานซาย ในการสืบสานภูมิปญญาท่ีมีคาของคนไทดาน ทายสุด
ขอขอบคุณ รศ. ดร.จันทรจรัส เรี่ยวเดชะ ผูอํานวยการฝายเกษตร สกว. และ
รศ. ส.พญ. ดร.ประภาพร ขอไพบูลย ผูประสานงานชุดโครงการความมั่นคง
อาหาร สกว. ท่ใี หค าํ แนะนําที่มีคณุ คา ในเชิงวิชาการ และขอขอบคุณฝา ยเกษตร
(ฝา ย 2) สกว. ทใ่ี หท นุ สนบั สนนุ ในการวจิ ยั ตลอดจน ดร.กลุ วดี แกน สนั ตสิ ขุ มงคล
ที่ใหคําแนะนําที่ดีเสนอมา และที่สําคัญขอขอบคุณนายแพทยภักดี สืบนุการณ
ผูอํานวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย ที่ใหแงคิดที่เปนประโยชน
ในการทําวจิ ัยมาโดยตลอด และรวมถงึ “คนไทดาน” ผถู ายทอดความรผู า นเร่ือง
เลาท่ีมีคุณคา

เอกรินทร พงึ่ ประชาและคณะวจิ ยั ทองถ่ิน

308

สารบัญ

หนา
“ไทดาน” : พลวัตทางสังคม วฒั นธรรมและนิเวศชมุ ชน ...................................1

ดา นซาย: เมืองในหบุ เขาและพนื้ ทส่ี งู ............................................................... 2
กายภาพของบานนาและบา นไร....................................................................... 3
ประชากร......................................................................................................... 5
ครอบครวั การแตงงาน แรงงาน และการถือครองท่ดี นิ ................................... 5
ประวตั ศิ าสตรชมุ ชน ....................................................................................... 6
ศาสนาและความเชอื่ ....................................................................................... 8
เศรษฐกจิ และการดํารงชีพ............................................................................. 27

การ “ผลติ ใหม” และ “ผลิตซาํ้ ” วฒั นธรรมการ “เอาแฮง”
ภาพสะทอ นระบบการผลติ ทางการเกษตรยุคสมัยใหม ......................................37

เรื่องของการ “เอาแฮง” คนไทดา น............................................................... 38
พลวตั การ “เอาแฮง” ของคนไทดา น ............................................................ 39
กระบวนการผลิตใหมและการผลติ ซํ้าทางวฒั นธรรมในการ “เอาแฮง”......... 41

สขุ ภาวะชุมชนคนไทดานสถานการณแ ละการรบั มอื .........................................47
สถานการณโ ภชนาการและสขุ ภาพ ............................................................... 48
สถานการณอาหารปลอดภยั ของชมุ ชน ......................................................... 60
ภาวะทุพโภชนาการและอาหารไมป ลอดภัยแนวทางรบั มือและการจัดการ... 75

309

สารบัญ (ตอ ) หนา

ผนื ปา สายน้าํ และสภาวะอากาศ
การเปลย่ี นแปลงในระบบการผลติ อาหารของชมุ ชน ........................................81

ภอู ังลังในระบบนเิ วศปา เต็งรัง ...................................................................... 82

สายนํ้าสายใยหลอเลีย้ งผคู น .......................................................................... 87

การใชป ระโยชนผนื ปาและสายนํ้า ................................................................. 95

ความผนั แปรของสภาวะอากาศชมุ ชน.........................................................100

ไมยราบยกั ษแ ละนกปากหา ง

ปรากฏการณการเปลย่ี นแปลงของระบบนเิ วศ ............................................105

ความหลากหลายของทรพั ยากรอาหารทางธรรมชาตแิ ละการจดั การของชมุ ชน ... 111
การมอี ยูและการใชป ระโยชนข องฐานทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติ.........112

องคค วามรูดานในการจดั การทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติ......................129

พืชอาหาร พืชเศรษฐกิจ และสตั วเลี้ยง
“ซุเปอรมารเกต” สรางเองจากขา งบาน........................................................ 139

พชื อาหารจากการเกษตรของชุมชน ............................................................140

พืชเศรษฐกจิ ................................................................................................149

สตั วและปลาทช่ี าวบา นเลี้ยง........................................................................154

องคความรูใ นการจดั การการเกษตร ............................................................155

310

สารบญั (ตอ ) หนา

ตลาด: สารพนั อาหาร หลากทมี่ าหลายที่ไป................................................... 179
หลายตลาดหลากอาหาร.............................................................................. 180
การแพรก ระจายและความสัมพันธข องอาหารจากตลาด.............................194
ตลาด: จาก “ส่ือกลาง” แลกเปล่ยี นอาหาร
สฐู านทรัพยากรอาหาร “หลัก” ของชมุ ชน .................................................196

ครวั ไทยดา นในมติ สิ ังคมและวฒั นธรรม ......................................................... 199
เฮือนและขาวของเครอ่ื งใชในเฮือนครัว .....................................................200
มอง “สํารับ” ผา น “ผะหยา” .....................................................................206
ชมิ รสชาติผานคาํ ทองถ่นิ .............................................................................209
นิทานปรัมปรา: สํารับอาหารทีแ่ ทรกอยใู นปรศิ นาคําสอน...........................212

สํารบั “ไทดาน”: กินอยอู ยางคนไทดาน ........................................................ 223
ขา วงาย, ขาวสวย, ขาวแลง : มอ้ื หลกั ของคนไทดา น...................................224
การปรุงแตง หลากวธิ ีหลายสาํ รับ .............................................................225
หลากรสแจว หลายแหลง อาหาร...................................................................227
สํารับไทดานตามฤดกู าล..............................................................................236
อาหารถนอม................................................................................................ 248
“ไทดา น” ในวฒั นธรรม “น้ําผกั สะทอน” หรือ “ปลารา ”? ........................251
สาํ รับไทดานท่ี “หาย” หรือไมน ยิ ม.............................................................254

311

สารบญั (ตอ ) หนา

จากปาสคู รวั ไทดา น....................................................................................... 259

พลวตั ชมุ ชน “เงอ่ื นไข” การเปลย่ี นแปลงฐานทรพั ยากรอาหารของชมุ ชน.....260

แหลง ทรัพยากรอาหาร ความสัมพนั ธแ ละการเปลย่ี นแปลง ........................263

ภมู ปิ ญญาทองถิ่น ในการจัดการฐานทรพั ยากรอาหารของชมุ ชน................265

องคค วามรูในการจดั การทดี่ ินและกจิ กรรมทางการเกษตร .........................266

การจัดการระบบการเกษตร: ระบบนาและไร..............................................266

องคค วามรูวาลมฟาอากาศและกิจกรรมทางการเกษตร ..............................268

องคค วามรใู นการจดั การน้ํา.........................................................................269

องคค วามรใู นการหาของปา จับปลา และลาสตั ว........................................270

ประเพณแี ละพธิ กี รรมในมิติความมั่นคงทางอาหารชมุ ชน ...........................272

สาํ รับไทดา น บทสรุปคุณภาพความ “นวั ” และ “แซบ” ...........................275

เอกสารอา งอิง ............................................................................................... 278

ภาคผนวก
อนุกรมวิธานพันธพุ ืชทางธรรมชาตขิ องบา นนาเวียงใหญแ ละหว ยตาด........280
อนกุ รมวิธานพันธพุ ืชทช่ี าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหวยตาดปลกู ....................287
อนุกรมวิธานเหด็ บา นนาเวียงใหญแ ละหวยตาด ..........................................293
อนกุ รมวธิ านปลาบา นนาเวยี งใหญและหวยตาด..........................................295
อนุกรมวธิ านกุง หอย และปูบา นนาเวียงใหญแ ละหว ยตาด.........................296
อนกุ รมวธิ านสตั วป า เลก็ และสตั วค รง่ึ บกครง่ึ นา้ํ บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด ....297
อนุกรมวธิ านแมงและแมลงบานนาเวียงใหญและหว ยตาด ..........................298

312

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪÁØ ª¹ 1

“ไทดาน”

พลวัตทางสงั คม วฒั นธรรมและนเิ วศชุมชน

“พลวัตทางสังคมของหมูบานนาเวียงใหญและหวยตาด เครือญาติ
เปน ลกั ษณะสาํ คญั ทางสงั คมทที่ าํ ใหเ กดิ การอปุ ถมั ภใ นแงต า งๆ ทางเศรษฐกจิ
สังคม และการเกษตร ขณะท่ีการเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกิจพบวาในยคุ กอน
พ.ศ. 2500 ทง้ั บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดเปน ชมุ ชนทพ่ี งึ่ พาตนเองไดด ี เมอื่
กาวเขาสูยุค พ.ศ. 2500-2530 บานนาเวียงใหญยังคงพ่ึงพาตนเองได ขณะ
ที่บานหวยตาดชุมชนยังคงพึ่งพาตนเองไดระดับหน่ึง แตขณะเดียวกันระบบ
เศรษฐกจิ กเ็ รมิ่ องิ อยกู บั ปจ จยั เศรษฐกจิ จากภายนอก เนอ่ื งจากชมุ ชนถกู ผสาน
เขา กับการปลกู เศรษฐกจิ เชิงเดีย่ วอยา ง ฝาย จวบจนยุคทา ยสุด บา นนาเวียง
ใหญย งั คงพง่ึ พาตนเองเองไดแ ตข ณะเดยี วกนั กม็ หี ลายครวั เรอื นเรม่ิ ผนั แปรตาม
กระแสจากวัฒนธรรมขางนอก ดวยการหันมาปลูกขาวโพด ขณะท่ีบานหวย
ตาด ระบบเศรษฐกิจเปล่ียนมาเปนการคาอยางเต็มรูปแบบดวยการปลูกพืช
เศรษฐกจิ เชิงเดี่ยวนานาชนดิ ไมว าจะเปน ขา วโพด ยางพารา และกะทกรก”

1

2 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
ดา นซา ยเปน อาํ เภอหนง่ึ ของจงั หวดั เลย ตงั้ อยใู นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

ของประเทศไทย มลี กั ษณะทางกายภาพประกอบดว ยเทอื กเขาสงู สลบั ทรี่ าบแคบๆ
ท่ีตั้งอยูกลางหุบเขา และมีลํานํ้าหมัน เปนลํานํ้าสายหลักไหลผาน ลักษณะทาง
กายภาพดังกลาวนับวามีอิทธิพลสําคัญตอการกําหนดรูปแบบการดําเนินชีวิต
ประจําวันของคนทองถิ่นในอําเภอดานซายหรือ “คนไทดาน” จนทําใหเกิดวิถี
การทําการเกษตรทมี่ รี ปู แบบเฉพาะตวั

ดานซา ย: เมอื งในหบุ เขาและพืน้ ท่สี งู

อําเภอดานซายต้ังอยูทางทิศตะวันตกหางจากตัวจังหวัดเลยราว 82
กโิ ลเมตร มพี ้นื ทป่ี ระมาณ 1,732 ตารางกโิ ลเมตร ภูมปิ ระเทศเปนเทอื กเขาสลบั
ซบั ซอ น บางแหง เปน พน้ื ทร่ี าบลมุ ๆ ดอนๆ แตม ลี กั ษณะเดน อยตู รงทต่ี งั้ ตวั อาํ เภอ
จะเปนที่ราบแคบๆ ทอดยาวไปทางทิศเหนือ และมีภูเขาขนาบสามดานใน
ทิศตะวนั ออก ทศิ ใต และทศิ ตะวันตก

แผนแสดงพ้ืนที่จังหวดั ประเทศไทย แผนทแี่ สดงอําเภอตา งๆ ของจงั หวัดเลย
(ที่มา : กรมพัฒนาที่ดนิ เขต 8 จังหวัดเลย, 2552)

2

“ä·´Ò‹ ¹” ¾ÅÇμÑ ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪØÁª¹ 3

กลา วโดยสรปุ อาํ เภอดา นซา ยมพี น้ื ทรี่ าบราวรอ ยละ 20 ของพน้ื ทที่ งั้ หมด
นอกนนั้ เปน เขตภเู ขาสงู พน้ื ทร่ี าบระหวา งหบุ เขาจะใชท าํ นาดาํ และสวน สว นพน้ื ท่ี
ตามเชงิ เขาเหมาะสาํ หรับทาํ ไร เชน ขาวไร ขา วโพด ถวั่ ลิสง ถัว่ ดํา ฝาย ยางพารา
ฯลฯ สว นดินมีลักษณะเปนดินรว นผสมดินปนทราย และตามภเู ขามปี าไมจาํ พวก
ปาเบญจพรรณและปาเตง็ รังเปนสว นใหญ

อาํ เภอดานซา ยแบงการปกครองออกเปน 10 ตาํ บล 97 หมูบาน และการ
ปกครองสวนทองถ่ิน ประกอบดวยเทศบาลตําบล 2 แหง องคการบริหารสวน
ตาํ บล 9 แหง มปี ระชากรราว 51,237 คน (สาํ นกั ทะเบยี นกลาง กรมการปกครอง,
2556) สวนการวิจัยครั้งน้ีเลือกบานนาเวียงใหญ ในวัฒนธรรมบานนาและ
บานหวยตาดในวัฒนธรรมบานไรเปนภาพแทนของวัฒนธรรมการเกษตรของคน
ดานซา ย

กายภาพของบา นนาและบา นไร
บา นนาเวยี งใหญ : บา นนาเวยี งใหญต งั้ อยรู มิ ลาํ นาํ้ หมนั หา งจากตวั อาํ เภอ
ดา นซา ยไปทางทศิ เหนอื ราว 2 กโิ ลเมตร พนื้ ทสี่ ว นใหญเ ปน ทร่ี าบและหบุ เขาสงู ตา่ํ
สลับกบั เชงิ เขา มีพืน้ ทร่ี าว 1,300 ไร มีลาํ นํ้าหมนั ตั้งอยูท ิศตะวนั ตกเปน พรมแดน
ธรรมชาตริ ะหวา งหมบู า นบา นนาเวยี งใหญก บั บา นหนองฟา แลบ ถดั จากพนื้ ทร่ี าบ
ลมุ นาํ้ หมนั จะเปน ทด่ี อนและทเ่ี ชงิ เขาภอู งั ลงั ดว ยลกั ษณะทางกายภาพดงั กลา วจงึ
ทาํ ใหบานนาเวยี งใหญม พี ืน้ ทร่ี าบทาํ การเกษตรจาํ กดั

บานนาเวยี งใหญมมุ มองจากภูอังลังจะเหน็ วา มีลักษณะเปน ทร่ี าบลมุ กลางหบุ เขา

3

4 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
บานหวยตาด: บานหวยตาดมีพ้ืนท่ีประมาณ 14,700 ไร มีลําหวยตาด

ไหลผา นกลางหมบู า น ตัวหมูบา นถกู โอบลอ มดวยภูเขา กลา วคือ มภี ูองั ลงั ต้งั อยู
ดานทิศตะวันตกและเหนือของหมูบาน และมีภูหวยผักเนาตั้งอยูทิศตะวันออก
และดานใตของหมบู าน ซึ่งตัวหมบู านต้งั หา งจากอาํ เภอดานซายราว 8 กิโลเมตร
ดว ยลักษณะทางกายภาพท่กี ลาวมา บา นหว ยตาดจึงไมตางจากบานนาเวียงใหญ
ในแงท่ีดินทําการเกษตรท่ีมีอยูอยางจํากัด ยิ่งกวาน้ันพื้นท่ีราบสําหรับทําการ
เกษตรเมอื่ เทยี บกบั จาํ นวนประชากรถอื วา มนี อ ยมาก จนเปน เหตใุ หช าวบา นตอ ง
ขยายทท่ี าํ กินขึ้นไปบนภูอังลงั

บา นหวยตาดมุมมองจากภอู งั ลังจะเห็นวา ตั้งอยบู นทีร่ าบแคบๆ บนพนื้ ทส่ี งู
โดยมเี สน ทางสายหลวงสายดา นซาย-ภูเรอื ตดั ผานกลาง

4

“ä·´Ò‹ ¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪØÁª¹ 5

ประชากร

ประชากรของบา นนาเวยี งใหญมีท้งั หมด 224 คน แบงเปน เพศชาย 114
คน เพศหญิง 101 คน สวนครัวเรือนมี 70 ครวั เรอื น (ครวั เรอื นทอี่ าศยั อยจู รงิ มี
เพยี ง 60 ครวั เรอื น แตแจง ข้ึนทะเบยี นราษฎรก บั อําเภอดา นซาย 70 ครวั เรือน)
ขณะท่ีบานหวยตาดมีประชากร 710 คน 160 ครัวเรือน (สํานักทะเบียนกลาง
กรมการปกครอง, 2556)

ครอบครวั การแตง งาน แรงงาน และการถอื ครองทีด่ นิ

ระบบครอบครัวของบานนาเวียงใหญและหวยตาดเปนครอบครัวขยาย
เมอ่ื แตง งานแลว คบู า วสาวจะนยิ มอยเู รอื นกบั ขา งพอ แมฝ า ยใดฝา ยหนง่ึ ตามตกลง
กัน มคี รวั เรือนนอ ยรายที่แยกไปอยูต างหาก โดยครัวเรอื นดงั กลาวจะไดรบั มรดก
ทดี่ นิ จากพอ แมข องตนเอง ปจ จบุ นั คนรนุ ใหมท งั้ สองหมบู า นมกั แตง งานกบั คนตา ง
ถิ่น เพราะสว นใหญจ ะออกไปทาํ งานท่ีเมืองใหญๆ เชน กรงุ เทพฯ อยธุ ยา ชลบุรี
และสมุทรปราการ เปนตน จงึ พบคูค รองทน่ี ่ัน ดว ยเหตุนแ้ี รงงานภาคเกษตรของ
ท้ังสองหมูบานจึงแทบจะไมพบคนรุนใหม จนชาวบานหลายคนกังวลวาอนาคต
อาจจะไมม ีคนทาํ นาและทําไรห ากหมดคนรนุ ผใู หญ หรอื ไมกอ็ าจเปนการทําการ
เกษตรแบบ “วา จา ง” คอื จา งแรงงานมาทาํ นาและไรแ ทน

ในแงที่ดินทํากนิ บานนาเวียงใหญแ ละหว ยตาดยงั มีขอจํากดั ทางกายภาพ
แมบานนาเวียงใหญจะมีพื้นท่ีนอยกวาบานหวยตาด แตเม่ือคิดเปนอัตราสวนตอ
ครัวเรือนจะพบวามีที่ดินมากกวาบานหวยตาดคือ 10 ไรตอครัวเรือน ในขณะที่
บา นหว ยตาด 5 ไรต อ ครวั เรอื น เหตผุ ลสาํ คญั เปน เพราะจาํ นวนประชากรของบา น
หว ยตาดทมี่ ากกวา อกี ทงั้ หลายครวั เรอื นของบา นหว ยตาดไดข ายทด่ี นิ ของตวั เอง
ใหก บั นายทนุ ตา งถน่ิ ดงั นนั้ หากชาวหว ยตาดบางครวั เรอื นตอ งการทท่ี าํ การเกษตร
มากข้ึนก็ตองจายคาเชาเปนรายปใหกับนายทุน โดยคิดคาเชา 300-400 บาท
ตอ ไรต อ ป สง่ิ เหลา นถ้ี อื เปน อกี แรงกดดนั หนง่ึ ทสี่ าํ คญั ตอ ระบบการผลติ อาหารของ
ชมุ ชน

5

6 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

ประวตั ิศาสตรช ุมชน

ประวตั ศิ าสตรช มุ ชนบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดเกดิ จากการสงั เคราะห
ขอมูลชุมชนจากเอกสารตางๆ ผสานเขากับประวัติศาสตรบอกเลา จากการ
สอบถามผเู ฒา ผแู กแ ละผรู ทู อ งถนิ่ ทาํ ใหเ หน็ วา พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตรส งั คม
ของบา นนาเวยี งใหญม คี วามสมั พนั ธใ กลช ดิ กบั ประวตั ศิ าสตรเ มอื งดา นซา ย ทกี่ ลมุ
คนเปนรากฐานทางวัฒนธรรมเดยี วกนั กลาวโดยสังเขปไดคอื

บานนาเวยี งใหญใ นบริบทประวัตศิ าสตรด า นซาย

คนนาเวียงใหญสวนใหญเช่ือวาบรรพบุรุษของตนเองเปนคนลาวที่อพยพ
มาจากหลวงพระบาง ดวยเหตุผลกลใดไมอาจทราบแนชัด สืบเนื่องมานานนับ
รอ ยป โดยใชเ สน ทางตามลาํ นาํ้ โขงลดั เลาะผา นเขา สลู าํ นา้ํ เหอื ง กอ นวกเขา สลู าํ นาํ้
หมนั กระทงั่ เดนิ ทางมาพบพน้ื ทรี่ าบกวา งระหวา งหบุ เขาจงึ ตง้ั หมบู า นขน้ึ พรอ มตง้ั
ชอ่ื วา “บา นดานซาย” ตามสภาพทต่ี ้ังของหมบู า นท่อี ยูใ นหุบเขาและตั้งอยรู มิ ฝง
ซายของลําน้ําหมัน (ปจจุบันเปนหมูบานหนึ่งในเขตหมูบานนาหอซึ่งตั้งอยูเหนือ
บานนาเวียงใหญ)

เมื่อสรางหมูบานเปนท่ีม่ันคง ชาวบานบางสวนจึงขยายที่ทํากิน และเดิน
ทางข้ึนสูดานเหนือของลํานํ้าหมันมาสรางหมูบานขึ้นใหมเรียกชื่อหมูบานนี้วา
“บานนาเหาะ” สวนเหตุที่เรียกวา “บานนาเหาะ” ชาวบานเลาขานวา คงมา
จากชื่อของ “ทาวเหาะหานาง” ผูนําหมูบานคนหนึ่งในกลุมบรรพบุรุษของพวก
ตน ตอมาบริเวณดังกลาวไดกลายเปนท่ีต้ังเปนหอโรง (ตั้งอยูที่วัดศรีภูมิ บานนา
หอในปจ จบุ นั ) ของพระแกวอาสา ทาวกรองสา ผนู ําชมุ ชนระดับเจาเมืองในเวลา
ตอมา ดว ยเหตเุ ปนทตี่ งั้ ของหอโรงของผนู าํ ชุมชนน้ีเอง ชาวบานจึงพากันเรียกช่อื
หมบู านวา “บา นหอโรง” กอนเตมิ คาํ วา “นา” ลงขางหนา เพราะมที ี่นาอยูใ กล
หมบู า นมากมาย ตอ มาชาวบา นจึงตดั คําวา “โรง” ออก เหลือแต “นาหอ” และ
พากนั เรยี ก “บา นนาหอ” จนถึงทกุ วนั น้ี

6

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇμÑ ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪØÁª¹ 7

หลงั จากนน้ั ชาวบา นจงึ ขยายทท่ี าํ กนิ อกี ครง้ั โดยเดนิ ทางขนึ้ สทู ศิ เหนอื ของ
ลําน้าํ หมนั มาต้งั หมูบา นใหมข น้ึ ที่บา นดานซา ยและบา นนาเวียงใหญ ซ่ึงเปนทมี่ า
ของหมบู า นซงึ่ เปน ทต่ี งั้ ของตวั อาํ เภอดา นซา ย และหมบู า นนาเวยี งใหญซ งึ่ เปน หนง่ึ
ในหมูบา นสนามวิจยั ครง้ั น้ี

หวยตาด: หมบู านใหมบนรากฐานวฒั นธรรมเกา

สว นบา นหว ยตาดเปนหมูบา นใหมอ ายปุ ระมาณ 100 กวา ป เกิดจากการ
ขยายตัวของคนดานซายที่อยูตามลําน้ําหมันเร่ิมแออัด ผูคนจึงขยับขยายมาต้ัง
ถนิ่ ฐานในพนื้ ทสี่ งู ทส่ี ามารถขยายพน้ื ทที่ าํ การเกษตรตอ ไปในอนาคต หากทวา กม็ ี
ขอ จาํ กดั ในเรอ่ื งของแหลง นา้ํ ดว ยเหตนุ คี้ นหว ยตาดจงึ มรี ากฐานทางประวตั ศิ าสตร
สังคมและวัฒนธรรมเดียวกับคนดานซายทั่วๆ ไป รวมทั้งคนบานนาเวียงใหญ
อยา งไรกต็ าม ประวตั คิ วามเปน มาของหมบู า นจากคาํ บอกเลา ของผเู ฒา ผแู กพ บวา
เมอื่ ประมาณ 100 ป มชี าวบา น 5-6 ครอบครวั ไดอ พยพจากบา นเกา หว ยบา ง บา น
เกาปากตลาด และบานเกาโพนฮังมาอาศัยอยูที่บานหวยตาด เนื่องจากหมูบาน
อยใู กลลาํ นา้ํ ซึง่ มีน้าํ ตกจากลานหนิ เปน ลดหลั่น จงึ ไดต ั้งชอ่ื หมูบานวา หว ยตาด
มาจนทกุ วนั น้ี

จึงเห็นไดวาบานนาเวียงใหญเปนหมูบานเกาท่ีมีรากฐานทางวัฒนธรรม
ยาวนานนับรอยๆ ป ตรงขามกันคือบานหวยตาดกลับมีประวัติศาสตรชุมชนท่ี
ไมยาวนานนัก เพราะเปน ชมุ ชนใหมท่ีเพง่ิ ตง้ั อยา งไรก็ตามท้ังสองหมบู านก็มีจดุ
รว มเดยี วกนั คอื มรี ากฐานทางวฒั นธรรมสบื ทอดมาจากกลมุ คนลาวหลวงพระบาง
ดว ยเงอ่ื นไขของอายชุ มุ ชนนเ้ี อง นา จะมนี ยั สาํ คญั ตอ วถิ กี ารดาํ รงชพี ของคนรนุ ยคุ
ปจจบุ นั

7

8 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

ศาสนาและความเชื่อ

ชาวนาเวียงใหญและหวยตาดนับถือพุทธศาสนาควบคูไปกับการนับถือ
ผี ดงั เห็นจากขนบธรรมเนียมตางๆ เชน ความเช่อื เรือ่ งผตี า งๆ ความเช่ือเจา กวน
และเจา แมน างเทยี ม เปน ตน ขณะเดยี วกนั กม็ งี านบญุ ประเพณที ม่ี ลี กั ษณะเฉพาะ
ของแตละชุมชนที่สัมพันธกับสิ่งศักดิ์สิทธ์ิเหนือธรรมชาติ เชน งานไหวภูอังลัง
ของบานนาเวยี งใหญและงานไหวภูผาแดดของบานนาหอ เปนตน สว นประเพณี
สาํ คญั ทางพทุ ธศาสนาจะรว มกนั จดั ทว่ี ดั ประจาํ ชมุ ชนของตนเอง สง่ิ ทนี่ า สนใจคอื
ประเพณี พธิ ีกรรม และความเชือ่ หลายๆ อยางมีสว นสัมพันธท ้ังทางตรงและทาง
ออ มกบั วถิ กี ารดาํ รงชวี ติ ในสงั คมเกษตรทม่ี สี ว นสาํ คญั ในการสรา งความมน่ั คงทาง
อาหารของชุมชน

วัด : ศูนยก ลางของชมุ ชน

ดานความเชื่อทางพุทธศาสนาของคนในลุมนํ้าหมันจะมีวัดประจําหมูบาน
เปน ศนู ยก ลางของชมุ ชนประกอบพธิ กี รรมตา งๆ วดั ทสี่ าํ คญั ของบา นนาเวยี งใหญ
คือวัดโพธ์ศิ รีสว นบานหวยตาดคอื วัดมชั ฌิมาวาท

ประวัติความเปนมาของวัดโพธ์ิศรีบานนาเวียงใหญ เริ่มกอตั้งขึ้นสมัย
กอสรา งองคพ ระธาตศุ รสี องรกั เรม่ิ แรกไดก อ ตง้ั เปน สาํ นกั สงฆ โดยมชี าวลาวเปน
ผกู อ ตง้ั ตอ มามกี ารปรบั ปรงุ ใหม าเปน วดั หลายปต อ มาจงึ ยกฐานะจากสาํ นกั สงฆ
ขนึ้ เปน วดั ชอ่ื วดั โพธศิ์ รบี า นนาเวยี งใหญ มหี ลวงตาหลา เปน ภกิ ษดุ แู ลและบรหิ าร
งานวดั พรอ มกบั พระลกู วดั คอื หลวงตาสมบรู ณ หลวงตานา น และในป พ.ศ. 2515
หลวงตาหลา ไดร บั การแตง ตงั้ เปน เจา อาวาส และในชว งทเ่ี ปน เจา อาวาสอยนู นั้ ได
มกี ารสรา งกฏุ ขิ นึ้ อกี 2 หลงั เพอ่ื ไวใ หพ ระและสามเณรเขา มาพกั และจาํ พรรษาอยู
ทวี่ ัด ในปตอมาไดสรางศาลาการเปรยี ญขึ้นอกี 1 หลัง

8

“ä·´Ò‹ ¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Ê§Ñ ¤Á Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪØÁª¹ 9

ปจจุบันชาวบานและพ่ีนองจากบานใกลเรือนเคียงไดชวยกันกอสราง
จนแลวเสร็จ ซึ่งทางวัดไมไดใชงบประมาณจากทางราชการแตอยางใด และ
ในป พ.ศ.2539 หลวงตาหลา ไดมรณภาพ พระสมบรู ณก ข็ ึ้นมารบั ชว งตอ จากเจา
อาวาส ซงึ่ บรหิ ารวดั ไดไ มน านกอ็ อกจากวดั ไปจาํ พรรษาอยทู ว่ี ดั ในอาํ เภอเมอื งเลย
ตอ จากนน้ั ทางวดั รว มกบั ชาวบา นในหมบู า นไดแ ตง ตง้ั หลวงตานา นเปน เจา อาวาส
กอ นท่พี ระอนนั ตจะขึ้นมาเปนเจา อาวาสในปจ จบุ นั

สวนบานหวยตาดมีวัดมัชฌิมาวาทเปนศูนยกลางประกอบพิธีกรรมทาง
ศาสนาเปนวัดใหมท่ีสรางข้ึนชวงหลังจากการกอตั้งชุมชน ตัววัดตั้งอยูดานเหนือ
หมูบานติดกับเชิงเขาภูอังลัง ปจจุบันมีพระจําพรรษาเพียงสองรูป วัดจึงมีสภาพ
คอนขางเงียบเหงา แตก็ยังคงเปนสถานท่ีหลักในการประกอบกิจกรรมทางพุทธ
ศาสนาตางๆ ปจจุบัน บานหวยตาด ยังมีสํานักสงฆลาดหินอินแปลงต้ังอยูดาน
ทิศตะวันออกของหมูบาน ซ่ึงกอตั้งไดไมนานนัก ถือเปนศูนยรวมจิตใจของคน
ในชมุ ชนอกี แหง หนึง่

ความเชื่อเรื่องผี

ความเชื่อเร่ืองการนับถือผีและสิ่งศักด์ิสิทธิ์เหนือธรรมชาติเปนความเชื่อ
ดงั้ เดมิ ทชี่ าวนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดเชอ่ื กนั วา ตามปา ตามภเู ขา ถา้ํ แมน า้ํ หว ย
หนอง คลองบงึ และรอบหมบู า นจะมดี วงวญิ ญาณสงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธอิ์ าศยั อยู ผใู ดละเมดิ
หรอื ไมเ คารพบชู าจะไดร บั อนั ตราย เจบ็ ไข ไดป ว ย หรอื ประสบเคราะหก รรมตา งๆ
นานา อยางไรกต็ าม ในหัวขอ นจ้ี ะกลา วเฉพาะความเช่ือเรอ่ื งผี ทส่ี ัมพนั ธก ับฐาน
ทรัพยากรทางอาหารของชมุ ชนซ่งึ ก็คือความเชื่อเร่อื งผีปา และผีนํ้า

ผปี า: ผีปาหมายถึงคนตายที่ประสบอุบัติเหตุ เชน ตกตน ไม ถกู สตั วปาขบ
กดั ถูกงกู ัด หรอื ถูกอสรพษิ กัดจนถงึ แกค วามตาย จะกลายเปน ดวงวิญญาณลอ ง
ลอยวนเวยี นเปน เจาปา อยตู ามบริเวณที่เกิดเหตุนน้ั ๆ

9

10 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ผปี า ผดี ง : ผปี า ผีดง คนในชมุ ชนยังเช่อื ถอื กันอยูวา ผปี า ผีดงมจี ริง และจะ
ทาํ ใหเ ราไดร ับอันตรายจากผีปา ผดี ง หากเราไปลบหลูห รือเรียกอกี อยางวาผดิ ปา
เชน เราไปหากินลงเบด็ หรอื เขา ปาไปลาสตั ว หากเราพดู จาไมดีมีการทา ทายสิ่งท่ี
มองไมเ หน็ เปน การผดิ วนั นน้ั ทงั้ วนั จะไมไ ดป ลาสกั ตวั เดยี วหรอื ไมพ บเหน็ สตั วป า
และจะเกดิ สงิ่ ทไี่ มค าดฝน ขนึ้ มา บางคนทผ่ี ดิ ผปี า ผดี งมากๆ อาจจะไดร บั อนั ตรายถงึ
ขน้ั บาดเจบ็ ได เวลาเขา ปา เขาหา มพดู จาไมด ที พ่ี ดู แลว เปน การลบหลเู จา ปา เจา เขา
เพราะวา เจา ทแี่ รง (ปา เขตปา ขวา ง) หรอื เปน ปา ทเี่ ปน โปง เปน ซาํ บางทกี ไ็ มพ ดู จากนั
ถาไมจาํ เปน จะหาปลาก็หาไปพอหาไดพ อแลว ก็รีบกลับบา น

ผีนาํ้ : ผนี า้ํ ก็เชน เดียวกนั จะประสบอุบตั เิ หตุ ตายในนํ้า จะเปนผสี งิ อยใู น
วงั น้าํ นั้นๆ หากมผี คู นเขา ไปกลํ้ากลายบุกรกุ จะประสบเคราะห มีอนั เปน ไปตา งๆ
นานา

ปจ จุบนั แทบทุกครวั เรอื นยงั มีความเชอื่ ในเรือ่ งดังกลาว โดยจะนบั ถือและ
ปฏิบัติอยูเปนประจํา นอกจากน้ี ในหลายครัวเรือนยังคงมีความเช่ือเร่ืองผีบาน
รวมกันกลายเปนผีประจําหมูบาน แตสิ่งท่ีนาสังเกต คือ ผีท่ีรับการยกยองมัก
เปน บคุ คลผลู ว งลบั ทสี่ รา งคณุ ความดแี ละมฐี านะ ทาํ ใหผ คู นเคารพนบั ถอื จะไดร บั
การยกยอ ง และมอบใหเ ปนผปู กครองหรอื หวั หนา หมูบาน (เหมอื นผใู หญบ า นใน
ปจ จบุ นั ) รกั ษาความสงบเรยี บรอ ยของหมูบาน ใหผูคนในหมูบ า นประกอบอาชีพ
และดาํ รงชวี ิตอยเู ยน็ เปน สขุ เม่อื บคุ คลดงั กลาวถึงแกกรรม วิญญาณจะลอ งลอย
วนเวียนอยใู นบรเิ วณหมบู านหรอื ชุมชนนนั้ ๆ

ชาวบา นจะรวมกันจัดหาสถานท่ีทเี่ ปนปา มีตน ไมใหญร ม ร่นื มนี ํ้าซบั นํา้
ตามธรรมชาติ อยใู นทล่ี บั แล (ภาษาถน่ิ เรยี กวา อยตู ามซอกหลบื ) เพอื่ ปลกู สรา งหอ
หรือศาลเรยี กวา หอเจา หรอื ศาลเจา สาํ หรับใหดวงวิญญาณของหัวหนาท่ีลว งลบั
ไปแลว สงิ สถติ ย แตล ะปช าวบา นจะรว มกนั จดั หาจดั ทาํ อาหารคาวหวานมขี า วตม
ไกต ม เหลา ดอกไม เทยี น ไปเซน ไหว บวงสรวงและอธษิ ฐานใหล กู หลานไดอ ยเู ยน็
เปน สขุ อยาไดมีสง่ิ ช่วั รา ย เหตเุ ภทภยั ตางๆ มากลํา้ กลาย ขอใหท กุ คนในหมบู า น
มคี วามรักใคร สามคั คีปรองดอง พึ่งพาอาศัยหวงหาอาทรซง่ึ กนั และกนั ทาํ ไรท ํา
นาไดหมากไดผล พธิ นี ี้จดั ทาํ ในตอนฤดูฝนของแตล ะป

10

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Êѧ¤Á Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪÁØ ª¹ 11

กลาวโดยสรุปปจจุบันความเชื่อตางๆ เก่ียวกับเร่ืองผียังคงปรากฏอยูใน
โลกทศั นท างความเชอ่ื ของคนบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด รวมทงั้ คนไทดา น
ในอาํ เภอดา นซา ย เพยี งแตธ รรมเนยี มปฏบิ ตั ไิ มเ ขม งวดเทา สมยั กอ น ในขณะทเี่ ดก็
รนุ ใหมส ว นใหญก ลบั เหน็ วา เปน เรอื่ งเลา ของคนรนุ กอ น มากกวา ทจี่ ะเปน เรอื่ งจรงิ
แตก ็ยังคงใหความเคารพนับถอื

ฮีตสบิ สอง : ประเพณีและพธิ ีกรรมในรอบป

นอกเหนอื จากฮตี สบิ สองทเี่ ปน ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ทิ วั่ ไปของคนนาเวยี งใหญ
และหว ยตาด ชาวบา นยงั ผนวกประเพณแี ละพธิ กี รรมในรอบป ทสี่ มั พนั ธก บั พทุ ธ
ศาสนาและการนบั ถอื ถอื ผี โดยมงี านประเพณที สี่ าํ คญั จะนบั ตามปฏทิ นิ จนั ทรคติ
เรม่ิ จากเดือนหา ทีถ่ ือเปนเดือนเร่ิมตนกิจกรรมทางการเกษตร

เดอื นหา : สงกรานต

สงกรานต เรมิ่ ตง้ั แตว นั ที่ 13-15 เมษายน วนั แรกถอื เปน วนั มหาสงกรานต
วันท่ีสองเปนวันเนา และวันสุดทายเปนวันเถลิงศก ชาวบานหรือผูเฒาผูแกคน
โบราณถอื เปน วันขึ้นปใหม

วันแรกมพี ิธสี รงน้ําพระพุทธรูปท่วี ดั ตามประสาชาวบา นเรยี กกันวาสรงนา้ํ
พระเจานอย เพราะจะนาํ พระไปตั้งไวทรี่ า นหรอื หอพระเจานอ ย ตอนเชาทางวัด
จะรว มมอื กบั กวนจาํ้ (ผนู าํ แหง จติ วญิ ญาณของหมบู า น) จดั เตรยี มนมิ นตพ ระพทุ ธ
รูปไว ชว งบา ย ชาวบานจะนําน้ําอบ น้ําหอม และดอกไม ไปวัด เมอ่ื พรอมกวนจ้ํา
จะกลาวคําบูชาคารวะตอพระพุทธรูปและพระภิกษุสงฆขอสรงนํ้า กอนทําการส
รงนํ้าพระพุทธรูปโดยใชช อดอกไมจมุ นํ้าอบนาํ้ หอมสรงองคพระพทุ ธรปู

วันตอมาแตละครอบครัวจะมีการรวมตัวเพื่อพบปะญาติพี่นองพูดคุย
สนกุ สนานเฮฮา นอกจากนตี้ ามละแวกหมบู า นจะมกี ารละเลน ตา งๆ ขณะเดยี วกนั
คนเฒา คนแกแ ละคนหนมุ สาวในหมบู า นจะมารวมตวั กนั ทลี่ านหมบู า นของตนเอง
เพื่อรว มสนุกกัน มีการละเลน กนั หลายอยา ง เชน การโยนเงนิ การเลน หมากและ
(การเลนสะบา ) การเลน นาํ้ ปะแปง และทขี่ าดไมไ ดอ ีกอยา งหนง่ึ คอื คนหนมุ สาว

11

12 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

ทอ่ี ยใู นหมบู า นจะพากนั ไปตกั นาํ้ ทแี่ มน า้ํ หมนั ไปไวใ หค นเฒา คนแกไ วอ าบนาํ้ ในวนั
สงกรานต

ตอนเชาของวันสุดทายของงาน จะมีการทําบุญตักบาตร ตอนบายมีการ
แขวนธงยาว และกอพระเจดียทรายที่วัด นอกจากนี้ ยังมีการสรงนํ้าพระสงฆ
ผูหลักผูใหญ และผูเฒาผูแก ขออโหสิกรรม มีพิธีบายศรีสูขวัญพระพุทธรูปหรือ
พระเจา นอ ย ขณะท่บี างวัดอาจอัญเชิญพระพทุ ธรูป 4 องคไปไวท ี่หอสรง เพื่อให
พี่นองประชาชนนําเอานํ้าหอมไปสรงน้ํา ถัดจากวันสงกรานตอีกดวย โดยมีการ
สรงนํ้าทุกวันจนกวาจะแหดอกไมเสรจ็ หรอื อยา งชา ไมเกินวันเพญ็ เดือนหก

แตกตา งกบั สมยั ปจ จบุ นั เพราะคนสมยั นไ้ี มม กี ารละเลน แบบสมยั กอ น คน
หนมุ สาวยคุ นจ้ี ะไมค อ ยเลน อยใู นหมบู า น สว นมากจะออกไปเทยี่ วทหี่ มบู า นอนื่ ๆ
หนุมสาวบางสวนที่เหลืออยูในหมูบานก็จะมีการกินเหลาสังสรรคกับเพ่ือนๆ ใน
หมูบาน อยางไรก็ดีส่ิงท่ียังคงไวก็คือการสรงน้ําพระพุทธรูปและการประกอบพิธี
สงฆตางๆ ซึง่ จะจัดข้ึนชวงวนั แรก

เดือนหก: บญุ สตู รซาํ ฮะและงานไหวพ ระธาตศุ รีสองรกั

บุญสูตรซําฮะ: งานบุญนี้ประกอบพิธีภายในเดือน 6 จะเปนวันไหนก็ได
ท่ีเปน วันดี ไมใชวันหลมหลวง วนั ไหม วันเกา กอง และวันจม วนั ทกี่ ลาวมานี้ชาว
บานไมเลือกทําบุญ กอนประกอบพิธีกวนจ้ํา (ผูนําทางจิตวิญญาณของชุมชน)
และผเู ฒาผแู กจ ะเปนผใู หคําแนะนําในการกําหนดวนั ประกอบพิธี เมือ่ ถงึ วนั งาน
ชาวบานจะมาชวยกันหาสง่ิ ของท่จี ําเปนในการแตง บุญคณุ บา น

วนั แรกของงาน ชาวบา นจะชว ยปลกู ผามจดั เปน ทนี่ ง่ั ใหพ ระภกิ ษสุ งฆส วด
มนตเย็น โดยชาวบา นทกุ ครอบครวั จะเตรียมทรายใสถังหรือกระปองน้ํา ฝายผูก
แขนหลายเสน เอามาตง้ั ไวใ หพ ระสวดจนครบ 3 วนั เพอ่ื เปน สริ มิ งคลและใหห มด
เคราะห นอกจากนี้ ยงั รว มกนั แตง เครอื่ งสกั การะบชู า และแตง เครอ่ื งรอ ยเครอ่ื งพนั

12

“ä·´Ò‹ ¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Êѧ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪØÁª¹ 13

ทกุ กระทงของเครื่องรอยเคร่อื งพนั จะมีเครอ่ื งสักการะเหมอื นกนั หมด แต
จะใสต ามวนั ทร่ี ะบมุ า และนมิ นตพ ระภกิ ษสุ งฆม าสวดพระพทุ ธมนตเ ยน็ เปน เวลา
3 วนั ในวนั สดุ ทา ย ชาวบา นทกุ หลงั คาเรอื นและบา นใกลเ คยี งจะเตรยี มเงนิ ทาํ บญุ
พรอมรับนํ้ามนต ชวงเวลาดังกลาว จะมีพราหมณมาประกอบพิธีสูตรสะเดาะ
เคราะหกระทงประจําวัน (พราหมณคือ คนธรรมดาๆ แตถือขอปฏิบัติเครงครัด
กวา ชาวบานทวั่ ๆ กลาวคอื จะไมตดั ผม ทุกวันพระจะตอ งเขา วดั ถอื ศีล 8 ปฏิบตั ิ
ตัวคลายกับพระภิกษุสงฆ) ใครเกิดวันไหนก็ไปจุดเทียนเล็กใสกับกระทงวันเกิด
ของตนเอง พรอ มทง้ั ใสเ งนิ ลงไปในกระทง สง กระทงใหญพ ระสวดสะเดาะเคราะห
ใหท้ังหมบู า น แลว นําไปลอยที่แมน า้ํ ยงิ ปน สง สามนัด เพื่อสะเดาะเคราะหใหท ง้ั
หมูบา นใหท ุกคนอยูรม เย็นเปน สุขตลอดไป

บญุ สตู รซาํ ฮะจงึ เปน ความเชอ่ื ทช่ี าวบา นยดื ถอื มาตง้ั แตส มยั คณุ ปยู า ตายาย
พอ แมพ ีน่ อ ง จนสืบทอดมาสสู มัยปจจบุ นั กย็ ังมพี ิธีกรรมน้ีอยู เพราะชาวบา นเช่อื
วา ถา หมูบ านไดจดั สตู รบุญคณุ บานไปแลวจะทําใหช าวบา นมีการกินดีอยูดี ไมม ี
โรคภัยไขเจ็บมาเบียดเบยี นทําอะไรกเ็ จริญรุงเรอื ง ไมม ีอปุ สรรคและเปน สิริมงคล
ใหกับตัวเอง ครอบครัวและคนในหมูบานตอไป ซึ่งเปนเหตุผลท่ีชาวบานตองจัด
พธิ กี รรมอนั นข้ี น้ึ ทกุ ป และเปน ความเชอื่ อกี ทางหนง่ึ ของหมบู า นกค็ อื ถา ในปไ หน
ทางหมูบานไมม กี ารจัดสตู รบุญคุณบานกจ็ ะทําใหห มูบานทําอะไรไมราบรืน่ จะมี
อุปสรรคตา งๆเกิดขน้ึ ในหมบู า น

ไหวพ ระธาตศุ รสี องรกั : แมพ ระธาตศุ รสี องรกั จะไมไ ดต ง้ั อยทู บี่ า นนาเวยี ง
ใหญแ ละบา นหว ยตาด แตพ ระธาตศุ รีสองรกั กเ็ ปน ศูนยก ลางจิตใจของคนทงั้ สอง
หมบู า น งานประเพณไี หวพ ระธาตศุ รสี องรกั จดั ขนึ้ ชว งเดอื น 6 งานจดั 4 วนั 3 คนื
ภายในงานจะมหี นว ยงานราชการมาขายดอกไมธ ปู เทยี นเพอ่ื ใหผ คู นทมี่ าเทย่ี วงาน
ไดท าํ บุญกับองคพ ระธาตศุ รสี องรัก แตล ะคืนจะมมี หรสพตลอดท้งั คืน

13

14 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
ตอนเชามีการบูชาองคพระธาตุศรีสองรักนําโดยเหลาผูนําจิตวิญญาณ

ของชมุ ชน ไดแ ก เจา พอ กวน เจา แมน างเทยี ม พอ แสน และนางแตง ทกุ คนมารวมตวั
กันในบริเวณองคพระธาตุศรสี องรกั เพ่ือทําพิธบี ูชาองคพระธาตุ เมอื่ เสรจ็ พิธีแลว
ชาวบานท่ีมารอลางองคพระธาตุ จะนํานํ้าใสถังห้ิวขึ้นมาใหเจาพอกวน พอแสน
ท่ขี ้นึ ไปบนองคพ ระธาตุเพอ่ื ทําการลา งธาตุ

วันสุดทา ยของงาน คือ วนั ข้ึน 15 คํ่า เดอื น 6 ชว งเชา จะมชี าวบานจาก
ทวั่ สารทิศและหมูบา นใกลเคยี ง ท้งั ท่ีอยูใ นจงั หวัดเดียวกันและตางทอ งถน่ิ ท่เี คย
บนไวก บั องคพ ระธาตศุ รสี องรกั เม่อื ครบกําหนดจะมาแกบน โดยนาํ เอาตน ผึ้งมา
ถวายองคพ ระธาตศุ รอี งรัก

การถวายตนผง้ึ แกบ น (บะ) คือหนง่ึ ในพิธีกรรมท่สี ําคญั
ของงานไหวพ ระธาตุศรสี องรกั

14

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇμÑ ·Ò§Ê§Ñ ¤Á Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪÁØ ª¹ 15

วธิ กี ารทาํ ตน ผง้ึ ชาวบา นจะนาํ เอาตน กลว ยตน เลก็ ๆ มาตกแตง ใบซงึ่ มดี ว ย
กนั หลายวธิ ี เชน วธิ แี รกทาํ จากตน กลว ยเลก็ ๆ ใชข ผ้ี ง้ึ เปน แผน เลก็ ๆ เอามาเสยี บไม
แลวนาํ มาปก ตามตน กลวยเพอ่ื ใหสวยงาม วธิ ที ี่สองคอื ใชไมไ ผสานเปน แผน เลก็ ๆ
มาเสยี บกบั ไม แลว นาํ มาปก ตดิ กบั ตน ผง้ึ เพอื่ ใหส วยงามเปน อนั เสรจ็ พรอ มทจ่ี ะนาํ
มาถวาย (ตนผึ้งมี 2 ขนาด คือ ใหญแ ละเลก็ )

ชวงกลางวันของงานจะมีการบวชพระ ณ บริเวณองคพระธาตุศรีสองรัก
การบวชพระนี้ถือเปนความเชื่อที่มีมานานแลววาชาวไทยที่มีอายุ 20 ปขึ้นไปถา
ไดบ วชในงานพระธาตุแลวจะไดบ ุญวาสนา มหาศาลและปฏิบตั สิ ืบสานประเพณี
ต้ังแตบัดนนั้ จนมาถึงปจ จบุ นั

เดอื นเจ็ด : พิธีแฮกนา/ไร

เมื่อถึงเดือน 7–8 ฝนเริ่มลง ชาวบานเร่ิมทําไรทํานา กอนที่จะดํานาหรือ
หวา นขา ว ชาวบา นตอ งประกอบพธิ แี ฮกนา/ไร ดว ยการทาํ คนั แฮกใหส งู จากคนั นา
โดยใชไมตอกยาวราว 2-3 เมตร สานเปน รูปปลาแขวนไวดานทาย พรอ มสรางตูบ
นอ ยปก ไวก บั คนั แฮกทนี่ า/ไร แลว ปก ตน ขา ว 9 ตน พรอ มทอ งคาถา ดงั นี้ ปก ตน ที่
1 วา ปก ตนนมี้ ดี ว ยสายตะวนั ออก, ปก ตน ท่ี 2 วา ปก ตน น้ีดีดวยพระจันทร ออก
ขาวใส, ปก ตน ที่ 3 วา ปกตน นด้ี ีดวยใบ แสนหนอ, ปก ตนท่ี 4 วา ปก ตน นด้ี ีดว ย
แสนฮวง, ปกตนที่ 5 วา ปก ตน น้ดี ีดวยแสนเม็ด, ปก ตนที่ 6 วา ปกตนน้ีดีดวยขา ว
ปาแสนเหลา, ปก ตน ท่ี 7 วา ตนนีด้ ีกวาขา วแสนหมนื่ , ปก ตนที่ 8 วา ปก ตนน้ีดมี ี
ฤทธบิ์ เศรา (บเศรา หมายถงึ ไมโศกเศรา ), และทา ยสุดปกตน ท่ี 9 วา ไดข าวแสน
ลา น ขา วหมน่ื เยยี (เยยี หมายถึง กระบุง-กระทอ) เม่อื ปกครบ 9 ตนแลวเอาไม
ปกลอ มไว

15

16 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

เดือนแปด : บุญหลวงและไหวภูองั ลงั

งานบญุ หลวง:โดยทว่ั ไปงานบญุ หลวงของชาวอสี านมกั จดั ขนึ้ ในชว งเดอื น 4
แตบา นนาเวยี งใหญจดั ขน้ึ เดอื น 8 หลังจากงานบุญหลวงวดั โพนชัยบานดา นซาย
จัดเสร็จส้ินแลว เหตุท่ีถือเชนน้ีเพราะถือวาตองใหวัดเกาแกประกอบพิธีกอน ซึ่ง
วัดโพนชัยเปนวัดเกาแกของอําเภอดานซาย สวนบานหวยตาดไมมีการประกอบ
พธิ บี ญุ นที้ ห่ี มบู า นเพราะเปน หมบู า นทจ่ี ดั ตง้ั ขน้ึ ใหม หากจะเขา มารว มพธิ งี านบญุ
หลวงตอ งเดินทางมาประกอบพธิ ีทว่ี ัดโพนชยั ศูนยก ลางของอาํ เภอดานซาย

โดยทวั่ ไปงานบญุ หลวงจดั ขน้ึ 4 วนั คอื วนั แรกคอื วนั แตง วดั วนั ทส่ี องเปน
วนั โฮม ถัดมาวันทส่ี ามเปนวนั แหพ ระ ทายสุด เปนวนั ฟง เทศน สิง่ ทนี่ าสนใจกค็ อื
ในชวงเย็นของวันแหพระจะมีการจุดบั้งไฟ นอกจากจะเปนการแขงขันระหวาง
หมบู า น หากแตย งั เปน การเสยี่ งทายวา ฟา ฝนปน จ้ี ะตกเปน เชน ไร โดยดจู ากบง้ั ไฟ
แสนหรือบ้ังไฟอันแรก หากขึ้นสูงก็แสดงวาฝนตกชุกดี หากขึ้นต่ําก็แสดงวาแนว
โนมปน ฝ้ี นจะแลง เปน ตน

งานไหวภอู ังลัง : งานไหวภูองั ลงั เปน ประเพณีของหมบู านนาเวียงใหญที่
มมี าแตโ บราณ แตช าวบา นหมบู า นอน่ื ทเี่ คารพศรทั ธาหรอื มคี วามเชอื่ ตอ ภอู งั ลงั ก็
สามารถเขา รว มพธิ นี ี้ไดเ ชน กัน กลา วคอื เม่ือถึงเดือน 8 วนั อาสาฬหบูชาหรือวนั
กอนเขาพรรษา 1 วัน ชาวบานนาเวียงใหญและหมูบานใกลเคียงจะไปตักบาตร
ทําบุญทีว่ ดั ตอนเชาเสร็จเรียบรอยแลว กวนจ้าํ นางแตง ชาวบาน และพระภกิ ษุ
สงฆ 4 รปู จะรว มกนั เดนิ ทางขน้ึ ภอู งั ลงั สว นชาวบา นจะจดั เตรยี มนาํ้ กบั ขา ว และ
เครื่องท่ีจะนําไปแตงสักการะบูชาภูอังลัง ระหวางทางก็จะตีฆอง ตีกลอง และตี
ฉาบ เปนที่สนุกสนาน เม่ือเหน่ือยก็พักกันระหวางทาง หายเหน่ือยก็เดินกันตอ
โดยมีขอกําหนดวา ตองเดินทางไปถึงภูกอนเที่ยงและระหวางเดินขึ้นเขาหาม
ดื่มนํ้าและกินอาหารเปนอันขาด จึงตองอาศัยความศรัทธาและความอดทนสูง
ดังน้ันหากครอบครัวใดผูเฒาผูแกขึ้นไปไมได ก็จะสงลูกหลานเปนตัวแทนข้ึนไป
ไหวภูองั ลัง

16

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Êѧ¤Á Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪÁØ ª¹ 17

การประกอบพธิ ีกรรมบูชาส่งิ ศกั ดิส์ ทิ ธิเ์ หนอื ธรรมชาติ
ในประเพณไี หวภ ูองั ลังบานนาเวียงใหญ

พอไปถงึ สถานทปี่ ระกอบพธิ ี ชาวบา นจะชว ยกนั แตง เครอ่ื งบชู า แตง เครอ่ื ง
รอย เครื่องพันและจดั หาใบไมใ หญมาเย็บจอกใหไ ด 125 จอก เคร่อื งไหวแตล ะ
จอกประกอบดว ย กลว ย-ออย, แกงสม , แกงหวาน, เม่ยี ง, หมาก, เทยี น, ดอกไม,
ขนมหวาน, เน้ือยาง, ปลายาง, ผลไม, ขาวโพด, ขาวตม, ขาวตอก และใบพลู
ทง้ั หมดทกี่ ลาวมานอี้ ยางละ 10 ช้ิน

บริเวณลานประกอบพิธีมีขอหามวา หามคนเขานั่งเลน หามผูหญิงผาน
ลานหนิ ซึ่งจดั ทําเปน อาสนะของพระภิกษุ ดงั นน้ั เวลาประกอบพธิ ีผหู ญงิ น่ังฟาก
หนงึ่ ผชู ายจะนง่ั อกี ฟากหนงึ่ หลังจากนัน้ กวนจ้าํ จะเปน ผจู ดั ศาลทาํ ห้ิง 5 ห้ิง ใส
เครื่องไหวหิ้งละ 25 จอก และประกอบพิธีถวายเคร่ืองสักการะบูชาเจาภูอังลัง
ตอจากน้ัน ชาวบานจะรวมกันถวายภัตตาหารเพลแกพระสงฆ เม่ือฉันเสร็จแลว
เทศน 1 กัณฑ กอนทก่ี วนจ้ําจะประกอบพิธีตอเพื่อขอฟาขอฝนใหต กตามฤดกู าล

17

18 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

ขอใหพี่นองไดมีน้ําใชในนา ขอเจาปา เจาเขา และเหลาเทวดาทั้งหลายไมวาจะ
เปน ภอู งั ลงั ภูผาแดด ภูผาดาง ผาแดงนางไอ มารว มเพ่อื เปนสักขพี ยาน เพ่ือให
ชาวบา นอยเู ยน็ เปน สขุ หมดเคราะห หมดโศก ขอใหท าํ นาทาํ ไรไ ดผ ลอดุ มสมบรู ณ
เสร็จแลวจึงแขวนธงสักระบูชาภูอังลัง แลวจุดบ้ังไฟเปนการเสี่ยงทายวาปน้ี
ปรมิ าณนา้ํ ฝนจะดไี หม ถา ฝนดจี ะไดท าํ นากข็ อใหบ งั้ ไฟทจี่ ดุ เสย่ี งทายขน้ึ ดี ถา ไมม ี
ฟา ไมม ฝี นกอ็ ยา ไดข นึ้

พอเสร็จแลวจากพิธีตางๆ กวนจํ้านําทําพิธีคารวะตอเจาภูอังลังเผ่ือวา
ลูกหลานทุกคนที่ขึ้นไปรวมพิธีในครั้งนี้อาจกระทําการไมสมควร ควรขอคารวะ
ตอเจาของพ้ืนท่ี ใครท่ีรับผิดชอบหอบหิ้วสิ่งของข้ึนไปก็ตองรับผิดชอบเอาลงมา
ระหวางการเดินทางลงมีการตฆี อ งและกลองรองราํ เมื่อกลบั ลงมาเชงิ เขาสาดนาํ้
ขโ้ี คลนเลน กันเปนทสี่ นุกสนาน กอนแยกยา ยกลบั บา น

ชาวนาเวียงใหญเช่ือกันวา หากครอบครัวไหนไมไปรวมไหวภู ปตอมาจะ
ตอ งนาํ เครอ่ื งเซน ไปทาํ บญุ เปน สองเทา หากปฏบิ ตั ไิ หวภ ทู กุ ปจ ะทาํ ใหห มบู า นอยู
เปน เปน สขุ ไมเ กดิ ความเดอื ดรอ น ประสบแตค วามสขุ อกี ทง้ั ยงั เปน การเตรยี มตวั
วา ปน ค้ี วรจะวางแผนในการเพาะปลกู อยา งไร ถา ฝนฟา ดกี ต็ ดั สนิ ใจทาํ นา แตห าก
นํา้ ทาขาดแคลนก็ใหชาวบา นระมดั ระวงั ในการทํากิน

ปจจุบันประเพณีไหวภูอังลังในแงพิธีกรรมไมไดเปล่ียนแปลงไปจากเดิม
มากนัก ของที่ใชแตงบูชาภูอังลังยังเหมือนเดิม และจุดประสงคก็คลายๆ กันคือ
เพื่อใหปกปก รักษาคมุ ครอง คนทีอ่ ยใู นหมูบ า นใหป ลอดภัย แตส ิ่งท่เี ปลี่ยนแปลง
ไปคอื จาํ นวนชาวบา นทขี่ น้ึ ไปบชู าภลู ดลงมาก ตา งกนั อยา งสนิ้ เชงิ จากสมยั กอ นท่ี
ผูคนนิยมขึ้นไปบูชาเปนจํานวนมาก สวนสาเหตุที่ชาวบานไมนิยมข้นึ บูชาภูอังลัง
เพราะวา สถานที่ประกอบอยูบนภู ตองเดินทางไกลข้ึนเขา การเดินทางลําบาก
ทําใหเ ดนิ ขน้ึ เขาไมไ หว สคู นสมัยกอนไมไดขึน้ เขาเกง มคี วามอดทนสงู ประกอบ
กับหลายครอบครวั เปลย่ี นอาชพี จากการเกษตรไปทําอาชพี อ่ืน เชน รับจาง และ
รับขาราชการ เปนตน รวมไปถึงการที่ชาวบานไดรับการศึกษาท่ีสูงขึ้นก็มีสวน
สําคญั ตอการทศั นะและโลกทศั นต อความเชื่อดังกลาว อยา งไรกต็ ามทางหมูบา น
ยังคงปฏิบตั ิสืบสานประเพณนี ้อี ยอู ยา งตอ เนอื่ งทุกๆ ป

18

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇμÑ ·Ò§Êѧ¤Á Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪÁØ ª¹ 19

เดือนเกา : บุญขาวประดับดนิ

เดือนเกาทําบุญขาวประดับดินหรือวันหอขาวประดับดิน ตรงกับวันแรม
15 คาํ่ เดอื น 9 เครอื่ งเซน ประกอบดว ยขา วสารอาหารแหง รวมกนั แลว หอ ไปถวาย
พระท่ีวัด เพ่ืออุทิศใหญาติพ่ีนอง พอ แม ปู ยา ตา ยาย และเจากรรมนายเวร
ท่ีลวงลับไปแลว พอถึงวันแรม 12 คํ่า เดือน 9 ชาวบานจะจัดเตรียมอาหาร
คาวหวาน ผลไม พรอมทั้งหมากพลู หอดวยใบตองใสในกระทงเพื่อนําไปวางไว
ท่ีใดท่ีหน่ึงในบริเวณวัด พรอมจุดเทียนบอกกลาวใหผูที่ลวงลับไปแลวไดมารับ
เอาอาหารหวานคาว ตอ จากนัน้ เตรยี มสง่ิ ของตางๆ ไปใสบ าตรและถวายทานแด
พระสงฆ ฟงเทศนและกรวดน้ําอุทิศสวนกุศลไปใหผูที่ลวงลับไปแลว เปนอัน
เสรจ็ พิธี

เดือนสบิ : บญุ ขาวสาก

เดือนสิบทาํ บญุ ขาวสาก ตรงกบั วันขนึ้ 15 คํ่า เดอื น 10 ชาวบา นจะสาน
กรวยดวยไมตอก เปน ชะลอมขนม ผลไม ขา ว ใสใ นชะลอม เอาไปวดั ถวายพระ
โดยเจาของกรวยขาวสากจะเขียนช่ือผูท่ีลวงลับไปแลวติดไวท่ีกรวยขาวสากเพ่ือ
เปนการอุทิศสวนกศุ ลไปใหผ ทู ่ลี ว งลับไป เปน อันเสร็จพิธีทาํ บญุ ขา วสาก บุญขา ว
สาก เปนประเพณีของคนสมัยกอนที่มีการทําตอเนื่องมาเร่ือยๆ จนมาถึงสมัย
ปจ จบุ ัน

สว นการทาํ บญุ ขา วสากในสมยั กอ นนจี้ ะทาํ แบบตามมตี ามเกดิ คอื ใชส งิ่ ของ
ท่ีกินไดและหางายในหมูบาน เชน จะนําสิ่งของที่กินไดทั้งอาหารสดและอาหาร
แหง ใสล งไปในกรวยขา วสาก เม่อื เตรยี มเสร็จแลวก็จะนําเอาไปถวายใหก บั พระ
สงฆท วี่ ดั ในตอนเชา เพอ่ื จะไดท าํ พธิ สี วดสง ไปใหผ ทู ล่ี ว งลบั ไปแลว ไดร บั เอาสง่ิ ของ
ตางๆ ที่ญาตไิ ดอทุ ศิ ไปให เปน อันเสรจ็ พธิ ี

19

20 ¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

เดือนสิบเอ็ด : บุญออกพรรษา

บุญวันออกพรรษามีข้ึนในชวงเดือน 11 ของทุกป หลังจากพระสงฆจํา
พรรษาครบ 3 เดอื น ชาวบา นในสมยั กอ นจะมารวมตวั กนั ทวี่ ดั ทงั้ ในตอนเชา และ
ตอนเยน็ คือ ชว งเชา จะมกี ารแหต น ผ้ึง ตน ผาปารอบวัด 3 รอบ เพอ่ื อทุ ิศไปใหผทู ่ี
ลว งลบั ไปแลวไดร ับสวนกศุ ลทีญ่ าตทิ าํ ไปใหใ นวันออกพรรษา

สว นตอนเยน็ จะทาํ เหมอื นตอนเชา คอื จะมกี ารแหต น ผงึ้ และตน ผา ปา รอบ
วัด 3 รอบ หลงั แหเ สรจ็ แลว จะนาํ ไปถวายใหก ับพระสงฆ เพอื่ ใหพระสงฆท ําพิธี
อุทิศสวนกุศลไปใหกับผูที่ลวงลับไปแลวมารับสวนบุญไป สวนตอนกลางคืนจะมี
การลอ งเรอื ไฟโดยใชล าํ กลว ยมาทาํ เปน แพ และประดบั ดว ยแสงเทยี นลอ งไปตาม
แมน้าํ และพิธเี สร็จกป็ ระมาณ 3 ทมุ

ปจจุบันบุญวันออกพรรษาจะมีชาวบานในหมูบานและหมูบานใกลเคียง
มารว มทาํ บญุ กนั มากกวา แตก อ น การทาํ บญุ ในตอนเชา และตอนเยน็ ยงั คงเหมอื น
เดมิ แตท ี่เปลย่ี นแปลงไปบา งคือมีการละเลนของคนสมัยใหมทีส่ นุกสนาน คอื มี
คนหนุมสาว เด็กๆ ในหมบู านจะมีการจดุ พลุ ประทดั ดอกไมไ ฟ เพือ่ สรา งสีสันให
กับงานวนั ออกพรรษาอยางสนกุ สนาน จนถึงเวลา 23.00 น. จะหยุดการละเลน
ทุกอยาง เปนเสรจ็ พิธงี านวนั ออกพรรษา

นอกจากนี้ ในสวนของบานนาเวียงใหญ กอนวันออกพรรษา 2 วัน ยังมี
การทําปราสาทผ้ึง ไหลเรือไฟ ท่ีแมนํ้าหมัน เพ่ือบูชาพระแมคงคา ทางหมูบาน
จะจัดเตรียมหาไมไผเพ่ือสรางปราสาทผึ้งและเรือไฟ อุปกรณในการทําตนผึ้งจะ
ใชไ มไ ผส านเปนโครงข้นึ เปน รูปตนประสาทผ้ึงจํานวน 1 ตน เมอ่ื สานเสร็จจะนาํ
กาบกลว ยไปโอบรอบตน ปราสาทผงึ้ กอ นทจี่ ะสลกั เปน ลวดลายตา งๆ เมอื่ ทาํ เสรจ็
แลว ชาวบา นกจ็ ะนาํ เทยี นหลอ กอ นเลก็ ๆ มาตดิ ตามตน ประสาทผง้ึ เพอ่ื ใหส วยงาม

20

“ä·´Ò‹ ¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Êѧ¤Á Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪÁØ ª¹ 21

งานบญุ ออกพรรษาบา นนาเวยี งใหญจ ะจัดขึ้นอยางเรยี บงา ย

พอตกเยน็ ชาวบา นจะนาํ ตน ประสาทผงึ้ ไปแหร อบวดั 3 รอบ กอ นนาํ ไปถวายพระ
ภิกษสุ งฆ เปน อนั เสร็จพิธี

สวนตอนกลางคืนจะมีการลองเรือไฟ วัสดุสําคัญในการทําเรือไฟคือตน
กลวยนํามาทาํ เปน เรอื แพกอนที่จะนําไมไผมาสานเปน รูปจระเข เรอื และมา แลว
ใชก าบกลว ยมาโอบรอบจระเข เรอื และมา กอ นตกแตง ประดบั เทยี นใหส วยงาม ใน
ตอนกลางคนื กจ็ ะมกี ารนาํ เรอื ไฟออกมาลอ งไปตามลาํ นาํ้ เปน อนั เสรจ็ พธิ วี นั ออก
พรรษา

เดือนสิบสอง : ลอยกระทง

ลอยกระทงไมใชเปนประเพณีด้ังเดิมของวัฒนธรรมลุมนํ้าหมัน แตเปน
ประเพณีใหมซึ่งเริ่มข้ึนกอนป 2500 ไมนานนัก โดยหลายหนวยงานรวมกันจัด
เชน อาํ เภอ ตํารวจ ตาํ รวจตระเวนชายแดน โรงเรยี น และตวั แทนบานคมุ ตา งๆ
ทาํ แบบการลอยกระทงสโุ ขทยั ของภาคเหนอื ใหช าวบา นทาํ คนละกระทงใบเลก็ ๆ

21

22 ¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

มารวมกนั แลว ประธานในพธิ จี ะกลา วบชู าพระแมค งคา ไปลอยกนั ทห่ี นองนา้ํ ใกล
ตลาดใหม เปนการลอยกระทงเหมือนกับทางภาคกลาง

หลังจากนั้นไมถึงสิบป รูปแบบของการจัดงานไดพัฒนาข้ึน มีการจัด
ประกวดนางนพมาศ สรางกระทงใหญๆ ลอยอยไู ปในนํ้าเพือ่ ใหน างนพมาศลงไป
ระหวา งสราง ไฟฟา เกดิ ดูดคนงานตาย เพราะตอสายไฟลงไปในน้าํ แตทุกวนั นีก้ ็
ยังจดั อยู เพยี งแตย ายมาสรางกระทงบนบก

นอกจากนี้ ยังมีการประกวดประชันกันนางนพมาศ ประกวดกระทงนอย
กระทงใหญ เปนเหตุทําใหคนทะเลาะกัน เพราะเม่ือมีการแขงขันประกอบกับมี
การกินเหลาเมายา กม็ กี ารโกงกนั ขึ้นมา

เดอื นอาย : บุญเขา ปรวิ าสกรรม

เดือนอายนิมนตพระสงฆเขาปริวาสกรรม เปนพิธีกรรมเพื่อใหพระภิกษุ
ผูกระทําผิดไดสารภาพตอหนาคณะสงฆ (ไมใชการลางบาป) แตเปนการฝก
สํานึกความผิดขอ บกพรอ งของตวั เอง

เดอื นย่ี : บุญขา วแจก

บุญขาวแจกคือการทําบุญทานไปใหญาติท่ีลวงลับไปแลว ซึ่งมักทําตอน
เดือนยี่ ถา บา นไหนมบี ญุ ขา วแจก กอนถึงวันแตง หนง่ึ วนั กลุมผูช ายในหมูบ านจะ
ชวยกันปลูกผาม (หางนั่งเล็กๆ) เพ่ือใหญาติพ่ีนองและชาวบานมานั่งแตงเครื่อง
ทาน ผามสรางจากไมไ ผทีม่ ีลําตน ไมใหญน กั นํามาทําเปน เสา มุงหลงั คาดวยกา น
มะพรา ว พนื้ ปดู ว ยกะลา วนั สกุ ดบิ ญาตพิ นี่ อ งและชาวบา นยงั จะไปชว ยกนั เตรยี ม
ขาวของที่จะทําบุญใหผูลวงลับ เชน เสื่อ ผาหม หมอน รองเทา ถวยจาน และ
ตะเกียง โดยจะนํามาหอเขารวมกันใสกรวยใบใหญเรียกวา “กรวยบัง” และยัง
ชวยทําอาหารคาวหวาน มีการลมหมูลม วัวเพอื่ นํามาทํากับขาวไวเ ลย้ี งพระ ญาติ
พ่ีนอง และชาวบานที่มารวมงาน บานไหนมีฐานะดีจะจางหมอลํามาแสดงทั้ง
คืน เม่ือถึงวันแตงจะประกอบพิธีท่ีผามในชวงสายๆ ชาวบานท่ีมารวมงานจะนํา
ขิง ถว่ั ขาวสาร เงิน ดอกไม ธูป และเทียนมารวมงาน สว นเจาภาพจะนิมนตพระ

22

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇμÑ ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪÁØ ª¹ 23

ภกิ ษสุ งฆแ ละสามเณรมาเทศนถ วายอาหารเพล หลงั จากฉนั เสรจ็ จะฟง พระเทศน
กอ นประกอบพธิ ถี วายบงั กรวยแดญ าตผิ ลู ว งลบั พรอ มถวายขา วของในบงั กรวยให
พระ เดมิ การทาํ บญุ ขา วแจกนบั เปน งานบญุ ทย่ี ง่ิ ใหญ เพราะทาํ ใหญ าตพิ นี่ อ งไมว า
อยูไ กลก็จะไดม โี อกาสพบปะกันอีกคร้งั

เดอื นสาม : บุญขาวจี่

เมื่อเสร็จจากงานในนาและไร ชาวบานแตละหมูบานจะมารวมกันทําบุญ
ในหมูบานของตนเพ่ือทําขาวจ่ีถวายพระสงฆ คือจะนําไมเสียบขาวเหนียวปงไฟ
จนใกลสุกแลวทาดวยไข ปงตอไปจนเหลือง งานบุญนี้ทางวัดประจําหมูบานจะ
กําหนดวันแลวประกาศใหชาวบานไดรับทราบ เม่ือถึงวันงานชาวบานก็จะนํา
ขา วจไี่ ปถวายพระสงฆท ว่ี ดั ชาวบา นเชอื่ วา การทาํ บญุ ขา วจจ่ี ะไดอ านสิ งสม าก แม
ปจจุบันชาวบา นหลายคนจะเปลีย่ นอาชีพจากการทํานาก็ยังคงความเชอื่ น้ีอยู

เดือนสี่ : บุญขา วเปลือกขา วสาร

บญุ ขา วเปลอื กขา วสารจดั ขนึ้ ชว งเดอื น 4-5 สมยั กอ น ชาวบา นทกุ ครวั เรอื น
จะนาํ ขา วเปลอื กขาวสารไปรวมกันไวทลี่ านวดั (ใตตนโพธิ์) เมอื่ รวมกันเสรจ็ แลว
ตกเยน็ ชาวบา นจะมารวมตวั กนั ที่วดั เพื่อทาํ พิธสี วดมนตเยน็ ตกกลางคืนจะมีคน
เฒา คนแกมานอนกันทวี่ ดั กระท่ังเชาจะประกอบพธิ ที างสงฆอกี ครง้ั เปนอันเสร็จ
พธิ ที างศาสนา หลงั จากน้ันจะเปนหนา ที่ของ “หมอขวัญ” ที่จะมาทําการสขู วญั
ขา ว เมอื่ สขู วญั ขา วเสรจ็ จะนาํ ขา วทเี่ หลอื ออกมาขายใหก บั ญาตโิ ยมหรอื ชาวบา น
ในราคาท่ีถกู แลว นาํ เงนิ ทไ่ี ดทาํ บญุ มอบใหทางวัด

ปจ จุบันมีการเปลี่ยนแปลงและตา งไปจากเดมิ มาก กลาวคือเม่ือถงึ วนั บุญ
ชาวบา นจะนาํ ขา วเปลอื กขา วสารไปรวมทศี่ าลาวดั โดยแยกขา วสารใสไ วโ อง หรอื
กะละมงั สว นขา วเปลอื กจะใสไ วใ นถงุ ปยุ หรอื กระสอบ ตกเยน็ จะทาํ การสวดมนต
เยน็ หลงั จากนน้ั จงึ แยกยา ยกนั กลบั บา น โดยไมม กี ารนอนเฝา อยทู วี่ ดั เหมอื นสมยั
กอ น สว นตอนเชา จะทาํ พธิ สี งฆเ หมอื นเดมิ หลงั จากนนั้ หมอขวญั จะประกอบพธิ สี ู
ขวญั ขา วเปน อนั เสรจ็ พธิ ี ตอ จากนน้ั คณะกรรมการวดั จะนาํ ขา วทไี่ ดจ ากการทาํ บญุ

23

24 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

นอ้ี อกจําหนายใหกบั ชาวบานทถ่ี ูกกวา ตลาด แลว นาํ เงินที่ไดม าไวพฒั นาวัดตอ ไป
เปนอนั เสรจ็ พิธีการทาํ บุญขาวเปลอื กขา วสารอยา งสมบูรณ

การสูขวัญเปนประเพณีโบราณที่บรรพบุรุษไดเคยประพฤติปฏิบัติสืบตอ
กนั มา เช่ือกนั วาทําใหเกดิ สริ มิ งคลตอการดาํ เนนิ ชวี ิตของชาวบาน การประกอบ
พธิ สี ขู วญั ตอ งอาศยั ผรู ทู เี่ คารพนบั ถอื ของชาวบา นเปน ผปู ระกอบพธิ ี จงึ ถอื เปน สริ ิ
มงคล เหตทุ ห่ี มบู า นตอ งจดั บญุ ขา วเปลอื กขา วสารนน้ั เปน เพราะวา ความเชอ่ื ของ
คนในหมบู า นทวี่ า ถา หมบู า นไดท าํ บญุ ขา วเปลอื กขา วสารแลว จะสง ผลไปถงึ ขา วท่ี
ชาวบานปลูกไวใ หเจรญิ งอกงาม อุดมสมบูรณด ี และจะไดข า วเพิ่มมากขึ้นเรอ่ื ยๆ
และเหตกุ ารจดั บญุ ขา วเปลอื กขา วสารอกี ประการหนงึ่ คอื เปน การบชู าและราํ ลกึ
ถงึ พระคุณของขาวทีไ่ ดใหพ ่นี องชาวบานในหมบู านมอี ยูมกี ินมาจนถึงทกุ วนั นี้

จึงเห็นไดวาความเช่ือของคนบานนาเวียงใหญและหวยตาดมีทั้งความเชื่อ
ในพทุ ธศาสนา มีวัดประจาํ หมูบานเปนศนู ยก ลางของหมูบ า น บานนาเวียงใหญม ี
วดั โพธ์ศิ รีและบา นหวยตาดมีวัดมัชฌมิ าวาท นอกจากน้ีคนท้งั สองหมบู า นยังเช่ือ
ตอ สงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธเิ์ หนอื ธรรมชาตติ า งๆ มากมาย เชน ความเชอื่ เรอ่ื งผแี ละสงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์
เหนือธรรมชาติ คอื เชือ่ วา ตามปา ตามภูเขา ถํา้ แมน ํ้า หว ยหนอง คลองบึง และ
ตามบรเิ วณหมบู า นจะมผี ี ดวงวญิ ญาณของสง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธอิ์ าศยั อยู ผใู ดละเมดิ หรอื ไม
เคารพบชู าจะไดร บั อนั ตราย เจบ็ ไข ไดป ว ย หรอื ประสบเคราะหก รรมตา งๆ นานา

นอกจากนหี้ ากครอบครวั ใดเกดิ เจบ็ ไขไ ดป ว ยกอ็ าจไปหาหมอยามหรอื หมอ
ตรวจดวง ถาหมอยามทวงทักวามีเหตุมาจากผีตนใดตนหนึ่งจะทําใหเจ็บปวยไข
ญาติผูปวยจะบอกกลาวขอขมาลาโทษ แลวนําเคร่ืองเซนพวกขาวปลาอาหารท้ัง
หวานและคาว ไปเซนไหวผ ีทหี่ มอยามอางถงึ

ปจจุบันความเชื่อตางๆ เหลานี้ยังคงปรากฏอยูในโลกทัศนทางความเช่ือ
ของคนรุนผใู หญอยู เพียงแตธรรมเนยี มปฏบิ ตั ิไมเ ครงครดั เทา สมัยกอ น สวนเดก็
รุนใหมกลับเห็นวาเปนเร่ืองเลาของคนรุนกอนมากกวาท่ีจะเปนเร่ืองจริง แตก็ไม
ถึงกบั ลบหลู

24

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇμÑ ·Ò§Êѧ¤Á Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪÁØ ª¹ 25

ตารางแสดงฮตี สบิ สองที่สมั พนั ธกับวถิ ที างการเกษตร

เดือนตามปฏิทนิ จนั ทรคติ ฮีตสบิ สอง สัมพันธ
กับวิถเี กษตร
หา/ เม.ย-พ.ค. สงกรานต


หก/ พ.ค.-ม.ิ ย. บุญสูตรซําฮะ 

ไหวพ ระธาตศุ รีสองรัก 

เจด็ /ม.ิ ย.-ก.ค. แฮกนา 

แปด/ก.ค.-ส.ค. บญุ หลวง 

ไหวภอู งั ลัง 

เกา /ส.ค.-ก.ย. บุญขาวประดบั ดนิ 

สบิ /ก.ย.-ต.ค. บุญขาวสาก 

สิบเอ็ด/ต.ค.-พ.ย. บญุ ออกพรรษา -

สิบสอง/พ.ย.-ธ.ค. ลอยกระทง 

อา ย/ธ.ค.-ม.ค. บญุ ปรวิ าสกรรม -

ย/่ี ม.ค.-ก.พ. บญุ ขาวแจก -

สาม/ก.พ.-ม.ี ค. บุญขา วจี่ -

ส่/ี ม.ี ค.-เม.ย. บญุ ขา วเปลือกขาวสาร 

แหลง ท่มี า : งานภาคสนาม (2557) และเอกรินทร และคณะ (2555)

25

26 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

กลา วโดยสรปุ จากฮติ สบิ สองหรอื ประเพณที ส่ี มั พนั ธก บั วถิ ที างการเกษตร
จะพบวา คนบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดกม็ กั บนบานศาลกลา วและแกบ ะ (บน)
เพื่อหวังเปนที่พ่ึงทางใจ อยางไรก็ตาม เม่ือสังคมไดรับผลกระทบจากวัฒนธรรม
กระแสหลัก ไมวาจะเปนจากนโยบายของภาครัฐและผลของการปฏิวัติเขียว
หมูบานจึงเปลี่ยนรูปแบบวิถีการดําเนินชีวิตจากสังคมเกษตรแบบท่ีพึ่งพาตนเอง
ไดสูการผลิตพืชเศรษฐกิจเพื่อการคา นวัตกรรมดังกลาวไดสงผลกระทบทั้งสอง
หมูบานในหลากหลายมิติ ทั้งในแงผลผลิตทางการเกษตร การใชท่ีดิน พันธุพืช
ทอ งถิ่น ฯลฯ จึงไมอาจปฏเิ สธวา ปรากฏการณดังกลา วไดสงผลตอ ระบบอาหาร
ของชุมชนซงึ่ เปน ศนู ยก ลางของชวี ติ คน และหมูบ าน

วนั พระกับความเชือ่ ในกจิ กรรมทางการเกษตร

จากทเ่ี กรน่ิ ไวเ บอ้ื งตน วา วดั และพทุ ธศาสนานอกจากจะเปน ศนู ยก ลางของ
ชุมชนแลว หากแตชาวบา นในสังคมเกษตรบา นนาเวียงใหญและหวยตาด ตลอด
จนคนไทดานหลายหมูบานในอําเภอดานซาย ยังถือคติหยุดการทํานาและไรใน
วันพระใหญ หรอื วันข้ึนและแรม 15 คา่ํ เพ่อื ใหช าวบานไดม ีโอกาสเขาวัดและถือ
เปน การพักผอ นจากการทํางานหนักมาทั้งสัปดาห

ถาชาวบานไปทาํ ไรก็จะถูกชาวบานวากลาวหรือติฉินนินทาวา วันพระวัน
ศีลก็ไมหยุดทํางานพักผอน ถาชาวบานคนไหนยังไปทํางานอยูท่ีไรบางคร้ังก็จะ
ไดร บั บาดเจบ็ หรอื ไดร บั ความเจบ็ ปว ยไมส บาย เชน ไปถางไรก เ็ จอไมด ดี ตาหรอื ดดี
ขาแขนใหไ ดรับความบาดเจ็บตอ งกลับบา น รักษาตัวอยูหลายวนั และเจา นายจติ
วิญญาณผูร กั ษาหมูบ านจะเอาโทษ จะตองเสียไก 1-2 ตวั ตอนเล้ียงหอประจาํ ป

ส่ิงท่ีนาสนใจ คือ บางคร้ังชาวบานก็ยอมเสียไกที่ทําผิดกฎของหมูบาน
ถาชาวบานทํางานในวันพระไปแลวไมยอมมาแกบนก็จะไดรับความเจ็บปวย
ปวดหวั ปวดทอ ง เจ็บปวยไมทราบสาเหตุ เนอ่ื งเจานายเอาโทษ ชาวบา นบางคน
ก็ยังถือและยังปฏิบัติกันมาตลอดไมเคยลืม วันพระใหญเขาจะไมไปทําไร เพราะ
เขาถือวาตองหยุดทํางานเพ่ือจะไดไปทําบุญ และไปหาเก็บผักเก็บหญา หาปู
หาปลามาอยู มากนิ ในครอบครวั ชาวบา นเขาบอกหยดุ งานแคว นั เดยี ว ทาํ งานไป

26

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪÁØ ª¹ 27

กค็ งไมร วยหรอก ถา ยงั ไปทาํ งานอยกู ไ็ ดร บั อบุ ตั เิ หตมุ าไมค มุ กนั กลวั เจา นายจะเอา
โทษใหไ ดร บั อบุ ตั เิ หตเุ อาได

อยางไรก็ดีแมคติดังกลาวจะเปนที่ยึดมั่นของคนไทดานในปจจุบัน หาก
ทวาในชวงฤดูกาลเรงรีบ เชน การทําไรหรือเก็บเก่ียวผลผลิตทางการเกษตร ไม
วาจะเปนขาวและขาวโพด ชาวบานก็ละที่จะปฏิบัติตามคติดังกลาวเพราะเกรง
จะทํางานไมทัน ภาวะดังกลาวปรากฏข้ึนชัดเจนในสังคมบานไรอยางหวยตาด
ชาวบานยังคงมีความเช่ือเก่ียวกับการทํางานในวันพระใหญ ที่จะเลือกไมทํางาน
ในวนั พระ ไมว าจะไปทําอะไรที่ไรและทอ่ี ื่นๆ เชน จะไมกอสรา งบาน คือจะหยุด
พักผอนอยูบานหรือไปทําบุญตักบาตรที่วัดหรือไมก็จะไปหาอยูหากิน ไปเก็บผัก
และหาปลา

เศรษฐกิจและการดาํ รงชีพ

“พรกิ อยทู างเหนอื มะเขอื อยทู างใต ตะไครอ ยเู ฮอื นผอู น่ื ฟน อยใู นปา ปลา
อยใู นลาํ หว ย”

น่ันคือคําเปรียบเปรยท่ีคนรุนกอนในบานนาเวียงใหญและหวยตาด (รวม
ทั้งคนดานซาย) ส่ือถึงการดําเนินชีวิตสมัยกอนท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพ
มีการเขาถึง และมีการพึ่งพาตอกันเพื่อใหทุกคนมีสิทธิในการเขาถึงอาหารของ
ชมุ ชนอยางเสมอภาค

บา นนาเวยี งใหญ : สมยั กอ นการดาํ เนนิ ชวี ติ ของชาวบา นนาเวยี งใหญส ว น
ใหญจ ะทาํ นา ปลกู พชื ผกั สวนครวั ไวก นิ ภายในครวั เรอื น เลยี้ งสตั วแ ละลา สตั วเ ปน
อาหาร หากินตามฤดูกาล อาชีพหลักของชาวนาเวียงใหญจึงเปนเกษตรกร ชาว
บานเริ่มทํานาประมาณเดือนพฤษภาคมและมีการปลูกขาวเพียงปละคร้ังพรอม
กบั ปลกู ขา วโพดป (เปน ขา วโพดเลย้ี งสตั ว) สว นขา วโพดแลง จะปลกู เดอื นธนั วาคม
และชวงหนาปลายฤดูฝนก็จะเร่ิมปลูกถั่วดํา สวนการปลูกผลไมมักจะปลูกตาม
หวั ไรป ลายนา นอกจากน้ี ในฤดฝู นชาวบา นจะออกหาปลาตามแมน าํ้ ลาํ คลอง หรอื
หาของปา และลาสตั วป า เชน หมปู า ลิง เมน อเี ห็น กระรอก กระแต กระตา ยปา
ชะนี ฯลฯ มาขายหรอื นํามาประกอบอาหารในครัวเรือน

27

28 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

บานหวยตาด : ขณะที่วิถีการดํารงชีพของคนหวยตาดคือการทําไร
แตเดิมคนหวยตาดมีการเล้ียงสัตวโดยเฉพาะวัวหลายครัวเรือน แตปจจุบันแทบ
ไมไดเลี้ยงวัว หันมาทําไรอยางเดียว เพราะการเลี้ยงวัวไมมีวันหยุดพักเหมือน
กับการทําไร ฝนตกแดดออกก็ตองไป ตางจากการทําไรเสร็จก็จะมีเวลาไดพัก
รวมถึงการเลี้ยงวัวยังสรางความเดือดรอนใหกับเพ่ือนบาน หากดูแลไมท่ัวถึง
คือ วัวอาจเขามาทําลายพืชและผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้คนหวยตาด
ยังนิยมปลูกพืชเศรษฐกิจอยางขาวโพด (เลี้ยงสัตว) ถ่ัวดํา มันสําปะหลัง
ยางพารา ฯลฯ

พฒั นาการทางเศรษฐกจิ และสงั คมของบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด
มลี กั ษณะใกลเ คยี งกบั หมบู า นตา งๆ ในบรบิ ทของสงั คมไทยทไี่ ดร บั ผลกระทบจาก
สังคมและวัฒนธรรมเมือง โดยเฉพาะกระแสจากการพัฒนาจากรัฐสวนกลางที่
ไหลบา อยางไรก็ตามภาพของการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นกลับไมชัดเจนเทากับ
ชุมชนอื่นๆ ท่ีตั้งอยูในเขตปริมณฑลหรือเมืองท่ีเจริญ หากแตเปล่ียนแปลงอยาง
คอยเปนคอยไป เหตุผลสําคัญขอหนึ่งอาจเปนเพราะ สภาพทางกายภาพของ
หมบู า นทง้ั สองทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะเหมอื นเชน ทกี่ ลา วไวใ นบทขา งตน กลา วคอื เปน
เมอื งทตี่ งั้ อยใู นแอง ทรี่ าบหบุ เขา และมเี ทอื กเขาลอ มรอบ จงึ ทาํ ใหต ดิ ตอ กบั ชมุ ชน
ภายนอกไมส ะดวกนกั แมป จ จบุ นั การคมนาคมจะสะดวก หากแตอ าํ เภอดา นซา ย
และหมบู านทัง้ สองกเ็ ปนแคเพียงผา น

อยางไรก็ตามผลการศึกษาทําใหทราบถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและ
สังคมของบานนาเวียงใหญและหวยตาดไดพัฒนาอยางเปนพลวัต สอดคลองกับ
วฒั นธรรมจากสว นกลางอยา งมนี ยั สาํ คญั ตอ ระบบการผลติ อาหารและความมนั่ คง
ทางอาหารของชมุ ชน โดยสรุปเปนยุคสมัยไดด งั น้ี

28

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪÁØ ª¹ 29

เศรษฐกิจชมุ ชนแบบพ่ึงตนเองกอ นป พ.ศ. 2500

ในอดีตระบบการผลิตอาหารของชุมชนจะผลิตเพ่ือบริโภคเฉพาะครัว
เรือนและในหมูบาน เนนการเพาะปลูก หาของปา และการลาสัตว ทั้งน้ีเพราะ
พื้นท่ีในเขตบานนาเวียงใหญและหวยตาดมีความหลากหลายทางกายภาพท่ีมีทั้ง
ท่ีราบกลางหุบเขา พื้นท่ีสูงเชิงเขา และพ้ืนที่สูงที่มีลักษณะเปนท่ีราบบนยอดเขา
(Plateau) ทส่ี ง ผลตอ ระบบการผลติ อาหารของชมุ ชน คนทอ งถน่ิ จงึ พฒั นาระบบ
การผลติ ของตนเองตามลกั ษณะทตี่ งั้ ทางกายภาพของชมุ ชน กลา วคอื ชาวบา นมกั
จะไมต ัง้ ถนิ่ ฐานในพน้ื ท่สี งู แตจะใชพ ้ืนที่ดงั กลาวทาํ ไร เชน ปลกู ขา วไร ขาวโพด
ยางพารา เปน ตน

ขณะพน้ื ทร่ี าบลมุ นาํ้ หมนั บา นนาเวยี งใหญจ ะมพี นื้ ทดี่ นิ เหมาะแกก ารเกษตร
สว นใหญเ ปน ทน่ี า ปลกู ขา วนาปเ พอ่ื ใชก นิ ในครวั เรอื น มกี ารใชพ ดั หรอื ระหดั วดิ นา้ํ
ในการผนั นาํ้ เพอ่ื การเพาะปลกู นอกจากน้ี ยงั มกี ารปลกู พชื ผกั สวนครวั ตา งๆ ตาม
เขตทรี่ าบรมิ ฝง ลาํ นา้ํ หมนั การดาํ รงชพี ดงั กลา วถอื เปน ความพยายามของชาวบา น
ที่จะใชพื้นท่ีที่มีอยูจํากัดใหไดประโยชนสูงสุด สวนที่ราบลําน้ําหวยตาดท่ีตั้งอยู
พ้ืนท่ีสูงกลับไมเอื้ออํานวยในการทํานา แตเหมาะสมที่ทําระบบไรและสวนตางๆ
ทง้ั นเ้ี นอ่ื งจากเปน ทีร่ าบแคบๆ และมีหวยตาดลาํ นาํ้ สายเล็กๆ เทาน้ัน

จึงเห็นไดวาปจจัยสําคัญในการผลิตของคนนาเวียงใหญและหวยตาดคือ
ทรัพยากรธรรมชาติอันไดแก ดิน น้ํา และปา หรือการเกษตรที่พึ่งพาปจจัยทาง
ธรรมชาตเิ ปน หลกั นอกจากนย้ี งั มที รพั ยากร “คน”หรอื ตวั ชาวบา น และวฒั นธรรม
ชว ยเสรมิ ใหก ารดาํ รงชพี มปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ ซงึ่ นนั่ กค็ อื แรงงานและภมู ปิ ญ ญา
ทอ งถนิ่ อยา งเชน การสรา งพดั ในการผนั นา้ํ เปน ตน สง่ิ เหลา นท้ี าํ ใหช าวบา นไมต อ ง
อาศยั ปจ จยั ดา นการเงนิ กส็ ามารถดาํ รงชพี อยไู ด เนอื่ งจากมที นุ จากธรรมชาตแิ ละ
วัฒนธรรมท่ีทุกคนเปนเจาของและแบงปนกันใชสอยกันตามอัตภาพ ตางจากใน
ยคุ หลงั ท่ปี จจยั ดานการเงนิ เขา มามีบทบาทสัมพนั ธในวถิ ชี วี ติ มากขึ้น

29

30 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ดังนนั้ เมอ่ื ตองพึง่ พาธรรมชาติเปนหลัก คนบา นนาเวยี งใหญและหวยตาด
จึงปรับวิถีแหงการผลิตทางการเกษตรใหสอดคลองกับระบบนิเวศในบริบทของ
ตนเอง ดังเห็นจาก บา นนาเวียงใหญใ นลุมน้ําหมนั เปนชมุ ชนเกษตรกรรมทเ่ี นน
การทํานาในเขตพื้นท่ีลุมที่สามารถรับน้ําจากลํานํ้าหมันทํานาปละคร้ัง บางครัว
เรอื นมกี ารปลกู ขา วไรใ นทด่ี อนหรอื สงู และปลกู พชื ผกั สวนครวั ตา งๆ เพอ่ื บรโิ ภคใน
ครวั เรอื น มสี ตั วเ ลย้ี งประเภทววั ควาย ไวใ ชง านในไรน า นอกเหนอื จากหมู เปด ไก
ทเ่ี ลีย้ งไวในครัวเรอื น ชาวบานมอี าชีพเสรมิ คอื การหาของปา และเผาถา น ขณะ
ทบ่ี า นหว ยตาดตงั้ อยพู นื้ ทส่ี งู ระบบการเกษตรจงึ เปน ระบบไร ปลกู ขา วไร และพชื
เศรษฐกิจตา งๆ มากมาย

จึงเห็นไดวาชาวบานใหความสําคัญกับการทํานาและทําไรขาวเปนอยาง
มาก เพราะขา วหมายถงึ การผลิตทางการเกษตรที่สรา งความมน่ั คงทางอาหารให
กบั ชมุ ชนเพอื่ เกบ็ เกย่ี วผลผลติ ไวใ ชใ นปห รอื ระหวา งฤดกู าลตอ ไป ผลผลติ จากขา ว
จึงเปน “ทุนสาํ รอง” ความมั่นคงทางอาหารของครอบครวั และชมุ ชนนน่ั เอง

กิจกรรมทางการเกษตรที่มีความสําคัญรองจากการปลูกขาวคือ การปลูก
พืชผักสวนครัว เนื่องจากเปนการลงทุนท่ีตํ่าและไมตองใชแรงงานมาก ดังน้ันจึง
เห็นเกือบทุกครัวเรือนปลูกพืชผักสวนครัวไวกินเองอยูขางบาน ริมร้ัว หรือไมก็
หัวไรปลายนา สวนของปาน้ันเปนแหลงของอาหารและยารักษาโรค ท่ีสําคัญอีก
แหลง ของคนทองถ่นิ ในบา นนาเวยี งใหญแ ละบานหวยตาดเปน อยางมาก

ในสมยั กอ นการใชประโยชนจากปา จงึ เปนไปเพ่อื บรโิ ภคในครัวเรอื น ไมม ี
จดุ ประสงคห ลกั เพอื่ นาํ ไปขาย การหาอาหารตามธรรมชาตทิ าํ ใหช วี ติ ของชาวบา น
สะดวกสบายขนึ้ มกี ารแบง ปน ใหญ าตพิ น่ี อ ง หรอื มกี ารถนอมอาหารไวก นิ ยามนอก
ฤดกู าล เชน หนอ ไมล วก หนอ ไมด อง และการทาํ นํ้าผกั สะทอน (พนั ธพุ ชื พ้ืนถ่ิน
ซ่ึงจะกลาวละเอียดในบทสํารับ “ไทดาน”: กินอยูอยางคนไทดาน) เปนตน แม
ในชวงเวลาดังกลาว จะมีขอจํากัดดานเทคโนโลยีการผลิต อีกทั้งยังตองเส่ียงกับ
ความไมแ นน อนทางธรรมชาติ แตช าวบา นจะรวู ธิ วี า จะตดั สนิ ใจอยา งไรในการทาํ
กจิ กรรมตา งๆ ทางการเกษตรโดยไมร สู กึ วา ตนเองตอ งเสยี่ งตอ ความไมม น่ั คงทาง
อาหารหรือ “กลัว” ตอภาวะขาดแคลนอาหาร ท้ังน้ีเนื่องจากหากเกิดวิกฤติท่ี

30

“ä·´Ò‹ ¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйÔàÇȪÁØ ª¹ 31

เฟองจักรใดเฟองจักรหนึ่งในระบบการผลิตอาหาร ชาวบานก็จะใชวิธีการแลก
เปลยี่ น หยบิ ยมื แบง ปน ระหวา งเครอื ญาตแิ ละเพอื่ นบา นภายในชมุ ชนตนเองและ
ชมุ ชนใกลเคียง ตวั อยา งหนงึ่ ที่เห็นไดชดั ก็คอื ชมุ ชนอยา งบา นนาเวยี งใหญจ ะนาํ
ผลผลติ บางชนดิ เชน ผา ฝา ยไปแลกเปลย่ี นกบั ขา วชาวนครไทย ขณะทบี่ า นหว ยตาด
ก็จะนําปูนขาวและฝายคุณภาพดีท่ีตนเองผลิตไดไปแลกกับอาหารที่ตนเองผลิต
ไมไ ดใ นหมูบา นอ่ืนๆ เปน ตน

สวนการลาสัตวและการเก็บหาของปาถือเปนกิจกรรมท่ีชวยเสริมระบบ
การผลิตอาหารของชุมชนบานนาเวียงใหญและหวยตาดใหเกิดความมั่นคงยิ่งข้ึน
เพราะทาํ ใหช มุ ชนมอี าหารเพยี งพอในการดาํ รงชวี ติ การพงึ่ พาฐานทรพั ยากรของ
ชมุ ชนเชน นท้ี าํ ใหเ ศรษฐกจิ ของชมุ ชนมี “ความยดื หยนุ ” และมี “ความสามารถ”
ในการรับมือกับปญหาความไมม่ันคงทางอาหารที่อาจเกิดข้ึน เชน ปญหาภัย
ธรรมชาตอิ ยางฝนแลง หรอื นา้ํ ทว ม ที่ทาํ ใหผลผลิตนอย เปนตน อาหารจากสวน
นี้จะมีบทบาทสาํ คัญในชว งเวลาดงั กลาวเปนอยางมาก

ดังนนั้ ปา จงึ เปนท่ีพ่ึงของชาวบานมาโดยตลอด กระท่ังรฐั เขา มาแทรกแซง
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอางความเปนเจาของแทนชุมชน (ในระยะ
หลงั ป พ.ศ. 2520 และกระทบกับชุมชนอยา งเดนชัดหลงั ป พ.ศ. 2530) ปดกน้ั
และหวงหามไมใหชุมชนใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ แตอนุญาตใหคน
ภายนอกเขา ตดั ฟน หกั เกบ็ อยา งลา งผลาญจนผนื ปา แทบจะหมดความอดุ มสมบรู ณ
คนบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดจึงประกอบกิจกรรมหลายๆ อยางในเวลา
เดยี วกนั เพอื่ เพม่ิ ความอดุ มสมบรู ณแ ละสนองความตอ งการในครวั เรอื น ชาวบา น
ท่ไี ถนาหรอื ปลูกขาวนาจะจับกุง หอย ปู ปลา กบ เขยี ดและสตั วอืน่ ทสี่ ามารถนาํ
ไปปรุงอาหารได พวกท่ีนําวัวควายไปเล้ียงในชายปาก็จะถือโอกาสเก็บหาสิ่งของ
ที่จําเปนในการดํารงชีพไปในตัว เชน ผักหวาน หนอไม และเห็ดตางๆ รวมท้ัง
ทาํ งานจกั สานและทอผา เปนตน

ดังนั้นการใชชีวิตที่เรียบงายของคนบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดจึง
ไมใ ชค าํ ในอดุ มคติ หากแตเ ปน ภาพชวี ติ ทเี่ กดิ ขน้ึ จรงิ เพราะชาวบา นเนน การทาํ นา
ทําไรขาว ปลูกผัก ทาํ งานหัตถกรรมพนื้ บาน และเก็บของปา เปนอาหารหลกั ไม

31

32 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

เนน อาหารจากเนอื้ สตั วม ากนกั สว นใหญจ ะกนิ ปลา เนอ้ื สตั วม กั เปน อาหารพเิ ศษ
ในเทศกาลตา งๆ เทา นน้ั จงึ ทาํ ใหเ หน็ วา ไมต อ งมเี งนิ กอ็ ยไู ด เพราะในทงุ นาและปา
รอบๆ หมูบานมวี ัตถดุ ิบทางธรรมชาตมิ ากมาย ชาวบา นไมต องพ่งึ ตลาดเพราะมี
ทุงนาและปาเปน “ซเู ปอรมารเกต็ ” ทไี่ มต องใชเงินซื้อหา

กลาวโดยสรุปลักษณะเศรษฐกิจและสังคมบานนาเวียงใหญและหวยตาด
ในชวงเวลาน้ีจะเปนแบบการพึ่งตนเอง มีระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ผลติ อาหารไวบ รโิ ภคในครอบครวั และชมุ ชน หากเหลอื กจ็ ะสาํ รองไวใ นยามวกิ ฤติ
หรอื ไมก น็ าํ ไปแลกเปลย่ี นกบั ชมุ ชนใกลเ คยี ง ความสมั พนั ธภ ายในชมุ ชนแบบเครอื
ญาติ ชว ยเหลือดานแรงงาน ชวยเหลือดานสังคม

เศรษฐกิจสงั คมชมุ ชนยคุ เปลี่ยนผาน (พ.ศ. 2500-2530)

ระยะตอมาถือเปนจุดเปล่ียนผานทางเศรษฐกิจและสังคมของบาน
นาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด เมอื่ ระบบเศรษฐกจิ ภายนอกเขา มามบี ทบาทอยา งมาก
ในชุมชน กลา วคือ เดมิ ชุมชนตอ งเดนิ ทางรอนแรม ลัดเลาะทุง นาและปา เขาเพือ่
ตดิ ตอ แลกเปลย่ี นสนิ คา จากภายนอกหมบู า นกแ็ ปรเปลยี่ นเปน ระบบตลาด (ตลาด
ตัวอําเภอดานซาย) ตลาดจึงเร่ิมเขามามีบทบาทในชุมชน ในขณะท่ีสินคา (จาก
ภายนอกที่หาไมไดในชุมชน) เชน ของทะเลแหงและขาวของเครื่องใชสมัยใหม
จากตลาดกเ็ รม่ิ เขา มาในหมบู า น ทาํ ใหก ารดาํ เนนิ ชวี ติ ของชาวบา นเปลยี่ นไป จาก
เดิมชุมชนอาศัยของกินจากธรรมชาติเปนหลัก เชน หาพืชผักจากปาจากไรและ
หาปลาจากแหลงน้ํา เปนตน ก็เรม่ิ มีการซือ้ สนิ คาจากตลาดมากขนึ้

ปรากฏการณด งั กลา วถอื เปน แรงผลกั ดนั ใหช มุ ชนเรม่ิ ใหค วามสาํ คญั กบั การ
เพม่ิ ผลผลติ ขา ว เพอื่ ใหม ขี า วสว นเกนิ เหลอื จากการบรโิ ภคเพม่ิ ขนึ้ แลว นาํ ขา วสว น
ที่เหลือไปขายเปนเงิน เงินตราจึงเร่ิมเขามามีความสําคัญกับชุมชนมากขึ้น ท้ังน้ี
เพราะการที่จะไดบริโภคสินคาจากระบบตลาดตองแลกเปลี่ยนมาดวยเงิน ไมใช
การแลกเปล่ียนสงิ่ ของและอาหารด่ังเชน ชมุ ชนเคยปฏิบัติมาในยุคกอน

32

“ä·´Ò‹ ¹” ¾ÅÇÑμ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪÁØ ª¹ 33

ดว ยเหตนุ ี้ นโยบายจากภาครัฐและระบบเศรษฐกจิ จากภายนอกจะผนวก
ชุมชนหมูบานเขาสูวิถีการผลิตเพื่อการคาในระยะตอมาจึงเปนส่ิงที่ไมยากนัก
ดังเห็นจากการเขามาเปล่ียนแปลงวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจสังคมของหมูบานโดย
รัฐ ในการพัฒนาหมูบานรูปแบบตางๆ จนกอใหเกิดการเปล่ียนแปลงโครงสราง
ทางเศรษฐกิจสังคมของชุมชน อาทิ รัฐเขามาพัฒนาโครงสรางสาธารณูปโภค
พื้นฐาน เชน ถนนหนทาง จริงอยู แมจุดประสงคหลักของการสรางถนนจะเพ่ือ
ยทุ ธศาสตรท างการทหารในการปราบปรามผกู อ การรา ยคอมมวิ นสิ ต (พน้ื ทร่ี อบๆ
หมบู า นทง้ั สองเปน เขตสชี มพู ซงึ่ เปน ทต่ี งั้ ฐานและกองกาํ ลงั คอมมวิ นสิ ตใ นยคุ นนั้ )
แตข ณะเดียวกนั ถนนกส็ มั พนั ธกบั วิถีการผลติ ในระบบเศรษฐกจิ คอื ทําใหมีการ
ติดตอ การตลาดภายนอกไดงา ยข้นึ โดยเฉพาะการปลูกขา วถกู เชอื่ มโยงกับระบบ
การตลาดของประเทศโดยรวม กรณีนี้เห็นไดจากในชวงทศวรรษท่ี 2520 วิถี
การทําการเกษตรของคนบานนาเวียงใหญและหวยตาดเร่ิมมีการเปล่ียนแปลง
รูปแบบการผลิตและวิถีการผลิตของชุมชนเพื่อเพิ่มผลผลิตตอพื้นท่ีใหสูงขึ้น เชน
มกี ารเปลยี่ นแปลงพนั ธขุ า วจากพน้ื บา นเปน พนั ธขุ า วใหมท รี่ ฐั สง เสรมิ มกี ารลงทนุ
เคร่ืองจักรกลและใชปจจัยการผลิตตางๆ ในการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวอยาง
ขา วโพดมากขึน้

ดังนั้นลักษณะสําคัญของระบบเศรษฐกิจสังคมของบานนาเวียงใหญและ
หวยตาดในชวงเวลานี้ยังคงเปนชุมชนเกษตรกรรมแบบพอเพียงที่สามารถพ่ึง
ตนเองไดในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ตองพึ่งพาภายนอกเชนกัน โดยชุมชนเนน
การผลติ เพอ่ื การบรโิ ภคเปน หลกั สามารถผลติ อาหารไดเ พยี งพอตอ ความตอ งการ
ของชุมชน ทง้ั นเี้ พราะชุมชนมฐี านทรัพยากรทางธรรมชาตทิ ่ีหลากหลาย มรี ะบบ
เครอื ญาติท่เี กอื้ กลู ตอ กัน และมีระบบเศรษฐกิจแบบพอเพยี ง

กลาวโดยสรุปคือ ในแงฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีจํานวนมาก
เพียงพอตอการรองรับจํานวนประชากรในการดํารงชีวิตอยูแบบพอเพียงโดย
เฉพาะท่ีดินสามารถขยายพ้ืนที่ในการเพาะปลูกไดอยางไมจํากัด ขณะเดียวกัน
ในแงของทุนทางสังคม ความสัมพันธแบบเครือญาติที่สามารถชวยเหลือเก้ือกูล
ทายสุดมีระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงยังคงดําเนินอยูแมกําลังจะถูกทาทายจาก

33

34 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

ระบบตลาดจากภายนอก ชาวบา นยงั คงสามารถแลกเปลย่ี นผลผลติ ระหวา งชมุ ชน
ยงั ไมต อ งพงึ่ พาภายนอกมากนกั ใชแ รงงานในครวั เรอื นเปน หลกั ไมต อ งใชส ารเคมี
ในการเพมิ่ ผลผลิตทางดานการเกษตร

สวนขอจํากัดของบานนาเวียงใหญและหวยตาดในยุคนี้พบวาชาวบาน
ประสบปญหาเรอ่ื งการขาดแคลนน้าํ ปจจยั สาํ คญั ในการผลติ ขา ว ทาํ ใหใ นบางป
ชุมชนไมสามารถผลิตขาวไวบริโภคไดเพียงพอตลอดป ตองแลกเปลี่ยนหรือซ้ือ
จากภายนอกชมุ ชน รวมถงึ ทดี่ นิ ทางการเกษตรกข็ าดความอดุ มสมบรู ณ เนอื่ งจาก
มีนายทุนมาโคนไมใหญไปหมด พ้ืนท่ีบริเวณนี้กลายเปนปาไผท่ีแหงแลง ไมอุดม
สมบูรณ ทําใหม ีขอ จํากัดในการปลูกพืชไดเ พียงไมกชี่ นิดทม่ี ที นทานตอความแหง
แลง ได เชน สบั ปะรด กลวย ขา วโพด เปน ตน ประการสดุ ทาย แมการคมนาคม
ขนสงจะมีการสรางถนนหนทาง แตก็ยังไมสะดวกมากนัก ทําใหตองเสียเวลาใน
ทางเดินทาง

เศรษฐกจิ สงั คมชมุ ชนชวงขยายตวั หลังป 2530-ปจ จุบนั

บา นนาเวยี งใหญและหวยตาดชว งขยายตวั ทางเศรษฐกิจสังคมยุคนี้ เริ่มมี
การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคอยางครบครันไมวาจะเปนระบบคมนาคม ไฟฟา
และนา้ํ ประปา โดยเฉพาะกบั ถนนสง ผลทาํ ใหส ามารถขยายพน้ื ทใี่ นการเพาะปลกู
เพม่ิ ขน้ึ พชื เศรษฐกจิ เชงิ เดย่ี วทป่ี ลกู มคี วามหลากหลายมากขนึ้ อยา งไรกต็ าม การ
ปลกู พชื เศรษฐกจิ เชงิ เดย่ี วกท็ าํ ใหช าวบา นเรมิ่ ใชป ยุ เคมแี ละสารเคมที างการเกษตร
มากขนึ้ เชน กนั ทส่ี าํ คญั ระบบเศรษฐกจิ ของชมุ ชนมลี กั ษณะผสมผสาน กลา วคอื มี
ท้ังการพึ่งพากันเองในชุมชน ขณะเดียวกันก็ตองพึ่งพิงกับระบบตลาดและแหลง
ทุนจากภายนอก จนทําใหหลายครัวเรือนเปนหน้ีสินทั้งในและนอกระบบ ซ่ึงก็
สอดคลองกับชว งเวลาดงั กลาวท่ีกิจการธนาคารตางๆ ไดเริม่ เขา มาเปด กิจการใน
ตวั อําเภอดานซา ยเพอ่ื รองรับการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ

วถิ กี ารผลติ ดงั กลา วเหน็ ไดจ ากการปลกู พชื ไรจ าํ พวกขา วโพด ทาํ ใหช าวบา น

34

“ä·´‹Ò¹” ¾ÅÇμÑ ·Ò§Êѧ¤Á ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅйàÔ ÇȪØÁª¹ 35

ตองเรงเพม่ิ ผลผลิตดว ยการใชย าปราบศตั รพู ชื และปุยเคมอี ยา งเขม ขน เพื่อใหไ ด
ผลผลติ ทสี่ งู ขนึ้ ทนุ ทใ่ี ชท าํ การเกษตรจงึ สงู ตาม ผลทต่ี ามมากค็ อื มชี าวบา นเรม่ิ เปน
หนสี้ นิ สว นแหลง เงนิ ทนุ ทส่ี าํ คญั ของชมุ ชนคอื ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ

ชวงเวลานี้สถานการณทางเศรษฐกิจและสังคมจึงเกิดการเปล่ียนแปลง
ที่สําคัญ ชาวบานเริ่มประสบกับปญหาทางดานเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจาก
ตนทุนการผลิตสูงขึ้น การพึ่งพาปจจัยการผลิตจากภายนอก ท้ังดานเงิน
ทุน เทคโนโลยี และการตลาด รวมถึงราคาผลผลิตทางการเกษตรก็ไมคงที่
ขนึ้ ๆ ลงๆ ยากตอการคาดการณ

ขณะทก่ี ารเปลยี่ นแปลงทางดา นสงั คม วฒั นธรรมของชมุ ชน สง ผลกระทบ
ตอความสัมพันธภายในชุมชน ท่ีมีลักษณะสงเสริมความเปนอยูแบบปจเจกชน
มากขึ้น ความเปนชุมชนลดนอ ยลง ชมุ ชนแตกแยก เนนการบริโภคนิยมมากข้ึน
ใหความสาํ คัญทางดา นวตั ถมุ ากกวาดา นจิตใจ สมาชกิ ในชมุ ชนออกไปหางานทาํ
ขางนอก

อยางไรก็ตาม ปจจัยที่ทําใหชุมชนสามารถดํารงอยูไดคือ ความสัมพันธ
ภายในชมุ ชนทมี่ คี วามสมั พนั ธแ บบเครอื ญาติ และความเชอ่ื ทอ งถนิ่ บางอยา ง เชน
ไหวภ อู งั ลงั และบญุ ขา วเปลอื กขา วสาร เปน ตน ทย่ี งั คงชว ยเหลอื เกอื้ กลู กนั ในดา น
แรงงานและสังคม ประการตอมา ในเร่ืองของระบบนํ้าทางธรรมชาติที่สมบูรณ
ทาํ ใหช มุ ชนสามารถปลกู พชื ทหี่ ลากหลายไดม ากขนึ้ เชน ปรบั พนื้ ทท่ี าํ นาขา ว การ
ปลูกพืชผกั ไวข ายและบริโภคในครวั เรือน การทาํ สวนผลไม เลย้ี งสตั ว สมาชิกใน
ชุมชนประกอบอาชพี หลากหลายมากข้ึน

จึงเห็นไดวาในแงพลวัตทางสังคมของหมูบานนาเวียงใหญและหวยตาด

35

36 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

ตารางแสดงพัฒนาการทางเศรษฐกิจสงั คมของบานนาเวียงใหญแ ละหว ยตาด

ยุค ลักษณะทางสงั คม ลักษณะทางเศรษฐกิจ พชื สําคญั ทป่ี ลกู
นาเวยี งใหญ หวยตาด นาเวียงใหญ หวยตาด นาเวียงใหญ หว ยตาด

กอ น พ.ศ. 2500 เครือญาติ เครอื ญาติ พ่ึงตนเอง พ่งึ ตนเอง ขาว ขาว, ฝา ย

พ.ศ. 2500-2530 เครือญาติ เครอื ญาติ พึง่ ตนเอง พ่งึ ตนเอง ขา ว, ถว่ั ดาํ ขาว, ฝา ย,

กาวสูการคา ถว่ั ดาํ

หลงั พ.ศ. 2530- เครือญาติ เครอื ญาติ พง่ึ ตนเอง ระบบการคา ขา ว, ถวั่ ดาํ ขา วโพด,

ปจจุบนั กาวสกู ารคา ขาวโพด, ขาว, ถ่วั ดาํ ,
มะขามหวาน,

แกว มงั กร,

กะทกรก,

ยางพารา,

ฯลฯ

ทม่ี า : งานภาคสนาม (2556-57) และเอกรนิ ทร และคณะ (2555)

เครือญาติเปนลักษณะสําคัญทางสังคมท่ีทําใหเกิดการอุปถัมภในแงตางๆ ทาง
เศรษฐกจิ สังคม และการเกษตร ขณะทีก่ ารเปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกิจพบวา ใน
ยุคกอน พ.ศ. 2500 ทั้งบานนาเวียงใหญและหวยตาดเปนชุมชนที่พ่ึงพาตนเอง
ไดดี เมื่อกาวเขาสูยุค พ.ศ. 2500-2530 บานนาเวียงใหญยังคงพึ่งพาตนเองได
ขณะทบี่ า นหว ยตาดชมุ ชนยงั คงพง่ึ พาตนเองไดร ะดบั หนงึ่ แตข ณะเดยี วกนั ระบบ
เศรษฐกจิ กเ็ รม่ิ องิ อยกู บั ปจ จยั เศรษฐกจิ จากภายนอก เนอ่ื งจากชมุ ชนถกู ผสานเขา
กับการปลกู เศรษฐกจิ เชิงเดย่ี วอยาง ฝา ย จวบจนยุคสุดทาย บานนาเวยี งใหญยงั
คงพึ่งพาตนเองเองไดแตขณะเดียวกันก็มีหลายครัวเรือนเริ่มผันแปรตามกระแส
จากวฒั นธรรมขา งนอก ดวยการหนั มาปลูกขาวโพด ขณะทบ่ี า นหวยตาด ระบบ
เศรษฐกจิ เปลยี่ นมาเปน การคา อยา งเตม็ รปู แบบดว ยการปลกู พชื เศรษฐกจิ เชงิ เดยี่ ว
นานาชนดิ ไมว าจะเปน ขาวโพด ยางพารา และกะทกรก

36

ÀÒ¾Êз͌ ¹¡ÃÒкú¼¡ÅÒμÔ Ãã¼ËÁÅá‹ÔμŷмҧšμÔ Ò«ÃÒéíà¡¡ÉÒμÃÓ¤ØàÍÊÒÁáÑÂÎã˧Á”‹ 37

การผลิตใหมและผลติ ซ้าํ การ “เอาแฮง”

ภาพสะทอนระบบการผลิตทางการเกษตรยุคสมยั ใหม

“การดาํ รงอยขู องการเอาแฮงภายใตก ารสรา งใหมแ ละการผลติ ซา้ํ ความ
สาํ คญั ของการเอาแฮงทม่ี ตี อ ชมุ ชน ทง้ั ในแงข องการเปน ทนุ ทางเศรษฐกจิ ทนุ
ทางสงั คม และทนุ ทางวฒั นธรรม แมจ ะมกี ารเปลย่ี นแปลงอนั เนอื่ งมาจากการ
ใชเ ทคโนโลยดี า นการผลติ ใหมๆ เขา มา แตก จิ กรรม โดยเฉพาะกจิ กรรมทางการ
เกษตรบางอยา งยงั คงตอ งมกี ารพงึ่ พาแรงงานซงึ่ กนั และกนั ประกอบกบั ความ
จําเปนในการผลิตซํ้าและการเสริมสรางการคงความสัมพันธทางสังคมของ
ชมุ ชน การเอาแฮงจงึ ถกู นาํ มาใชเ ปน กลไกทจ่ี ะชว ยสรา งและคงความสมั พนั ธ
ทางสงั คมเพอ่ื แกไ ขปญ หาดา นตา งๆ ของชมุ ชนโดยมกี ารปรบั เปลย่ี นใหเ หมาะ
กับสภาพสงั คมเศรษฐกจิ ของสังคม”

37

38 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

การเอาแฮงของคนไทดา นมรี ปู แบบแตกตา งกนั ไปตามบรบิ ททางเศรษฐกจิ
สังคม และวัฒนธรรมในแตละยุคสมัย แตไมวายุคสมัยจะไปเปล่ียนไปเชนไร
การเอาแฮงก็มีกลไกสําคัญในการชวยสรางความสัมพันธและ/หรือแมกระท่ังคง
ความสัมพันธของสมาชิกชุมชน ไมวาจะผานในฐานะสัญญาใจ การแลกเปลี่ยน
แรงงาน หรือการวาจางดวยเงินตรา ความสัมพันธดังกลาวจึงเปรียบเสมือนทุน
ทางสังคมและวัฒนธรรม เพราะเปนองคความรูที่ข้ึนอยูกับการปรับเปลี่ยนไป
ตามสถานการณและมีการสืบทอดกันมาซ่ึงมีสวนชวยสงเสริมใหเกิดความม่ันคง
ทางอาหารของชุมชน ดังนั้นเพื่อทําความเขาใจทุนสังคมและวัฒนธรรมดังกลาว
เนื้อหาบทน้ีจะวาดวยเร่ืองการผลิตใหมและผลิตซ้ําการเอาแฮงผานการศึกษา
ฐานคดิ วาดว ยการเอาแฮงของคนไทดาน พลวตั ของการเอาแฮง และการผลิตซ้าํ
ทางวัฒนธรรมการเอาแฮง ซ่ึงท้ังหมดจะทําใหเกิดความเขาใจกระบวนการปรับ
เปลี่ยนทั้งในเชิงความหมาย รูปแบบ วิธีการและเง่ือนไข ทําใหเกิดการผลิตซ้ํา
ทางวัฒนธรรม ภายใตส ภาวะทางสงั คมและเศรษฐกิจที่เปล่ียนไปของชมุ ชน

เรอื่ งของการ “เอาแฮง” คนไทดาน

การ “เอาแฮง” หรอื การ “ลงแขก” ในสมัยกอ น คนไทดา นนิยมเอาแฮง
กนั มาก ไมว า จะเปน การทาํ นาบา นนาเวยี งใหญ ปลกู ขา วไรบ า นหว ยตาด ตลอดจน
การเกบ็ ถวั่ ดาํ เกบ็ ฝา ย หกั ขา วโพด แมแ ตถ างไรก ย็ งั มกี ารเอาแฮงกนั เหตผุ ลสาํ คญั
ที่คนรุนกอนนิยมเอาแฮงเพราะตองพึ่งพาอาศัยกันมาก กลาวคือ งานบางอยาง
ทตี่ องใชแ รงงานเปนพเิ ศษ เชน การถางไรทีต่ อ งใชแรงงานมาก เนอ่ื งจากไดพ ื้นที่
มาก เสรจ็ เรว็ และตน ตาย เพอ่ื จะไดจ ดุ ไฟเผาไรใ หต น ไมไ หมไ ฟหมดไมต อ งไปเกบ็
เศษไมอ กี การเอาแฮงยงั พบในงานอนื่ ๆ กเ็ พอ่ื ตอ งการใหง านบางอยา งเสรจ็ โดยเรว็
เชน เก็บฝาย เก็บถั่วดํา เพราะหากพืชไรเหลานี้เกิดถูกฝนหลงฤดูอาจจะทําให
ผลผลติ พชื เสียหายได จงึ ตองมกี ารเอาแฮงกัน

เดิมการเฮาแฮงอาจจะไปชวยในฐานะเครือญาติ คือเปนญาติพี่นอง หรือ
เปน เพอ่ื นสนิท (เส่ยี ว) ท่คี อยชวยเหลือกนั โดยไมไ ดค ิดคาแรงแตประการใด แต
ขณะเดียวกัน การเอาแฮงกม็ หี ลกั ในการตอบแทนที่เรยี กวา “แฮง” ตอ “แฮง”

38


Click to View FlipBook Version