¡ÒÃà»ÅÕè¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íéÒÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 89
ลํานา้ํ หมันตอนลางชว งผานเขตตัวอําเภอดา นซา ยจะมนี ้ําคอนขางมาก
เนื่องจากบนั ทกึ ภาพชว งฝนตกชุกของป พ.ศ. 2556
แมน าํ้ หมนั ตอนบน : เปน ชว งแรก เรม่ิ จากบา นกกสะทอนถงึ เหนอื ตวั บา น
ดานซายหรือบริเวณที่ต้ังโรงไฟฟาดานซาย ในชวงตนจะไหลผานปาธรรมชาติ
พื้นท่ีใกลฝ งนํา้ เปนปา เบญจพรรณ มีตนประดู ซอ ชิงชนั มะคา โมง หางออกไป
เปนปา เต็งรัง มไี มเ ตง็ รัง มะขามปอ ม และผักหวานปา ลกั ษณะลาํ นาํ้ เปน โขดหนิ
ขนาดนอยใหญติดตอกันเปนแนวยาว ลําน้ําจะมีลักษณะทั่วไปเปนพื้นท่ีลาดชัน
มากกวา 30 องศา สาํ หรบั พืชท่ขี น้ึ ตามริมฝง นํา้ พบวา มสี มุนไพร เชน แกนเหลือง
ผกั กมุ ออ ยสามสวน และสาเหล ไครช นดิ ตา งๆ ปะปนกบั หญา ออ ยหนู ตน ออ และ
ไผ ลักษณะลาํ นา้ํ เปนวังนํ้า ลึกบาง บา งตื้น สลบั กบั แกง หิน สองฝงของลาํ นํา้ เปน
ทปี่ ลกู พชื เศรษฐกิจสาํ คัญพวกขา วโพดและขา วไร
89
90 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
แมนํา้ หมนั ตอนลา ง : เปน ชวงท่แี มนาํ้ หมันดานใตเ ข่ือนโรงไฟฟาน้ําหมนั
กอนไหลไปบรรจบแมนํ้า ลํานํ้าสาขาหนึ่งท่ีไหลไปบรรจบกับแมนํ้าโขงที่อําเภอ
ทา ลี่ จงั หวัดเลย ถอื เปนชวงท่ผี านชุมชนมากท่สี ดุ ลักษณะเปนพ้นื ทร่ี าบ บริเวณ
ริมตลิ่งมีหญาออยหนู ตนกา งปลา และหญาไมยราบยักษ ลักษณะลําน้าํ เปน ตล่ิง
สงู เมอื่ นา้ํ ลดบางชว งจะเปน ดนิ มนู พน้ื ทอ งนา้ํ โดยรวมเปน โคลนปนทรายไหลคอ น
ขา งชา พชื สาํ คญั ทปี่ ลกู คอื ขา ว อยา งไรกต็ ามในมมุ มองของชาวบา นไดแ บง ระบบ
นเิ วศลาํ นา้ํ หมนั ออกตามชอ่ื เรยี กซงึ่ สรปุ รายละเอยี ดดงั ปรากฏในตารางชอื่ ทอ งถน่ิ
ของภูมนิ ิเวศทส่ี ัมพนั ธก บั แมน ํ้า
สว นการใชน้ําทางการเกษตร หนา แลง ชาวบา นจะปลูกพืชผัก เชน หอม
กระเทยี ม ผกั ชี ผกั กาด กะหลา่ํ ปลี กะหลา่ํ ดอก เปน ตน ตามรมิ ฝง ทง้ั สองฟาก โดย
ใชน า้ํ ในลาํ นาํ้ หมนั รดพชื ผกั ทป่ี ลกู ในหนา ฝน คนนาเวยี งทม่ี ที นี่ าอยใู กลล าํ นาํ้ หมนั
ใชนํ้าจากลํานา้ํ ชว ยในการทาํ นา เรยี กวา นาน้าํ พัด โดยการทําพัด (ระหัด) วดิ นา้ํ
เขา นา จะทาํ นาปล ะครง้ั ปจ จบุ นั ยงั พอมี 3-4 ครวั เรอื นทย่ี งั ทาํ พดั วดิ นา้ํ เขา นาอยู
นอกจากนี้ยังเปนแหลงท่ีอยูอาศัยของปลาที่ชาวบานเรียกวาวังปลา ที่มีลักษณะ
เปน แอง นํ้าในลาํ น้าํ และจะมีนาํ้ วนทําใหป ลาไหลวนมารวมกนั
นิเวศหว ยตาด
บา นหว ยตาดมแี หลง นา้ํ สาํ คญั 2 แหลง คอื หว ยตาด และนา้ํ ซบั (นา้ํ จากภเู ขา)
ซําใหญ ลาํ นํา้ หวยตาดเกดิ จากปา ตน นาํ้ ทางทศิ เหนือของหมบู า น มลี าํ หวยเล็กๆ
หลายสาย ไดแก หวยเซิมเล็ก หวยเซิมใหญ (หวยบาง) หวยธวัต (หวยแหว)
หวยหนิ หอม (ลอ งหินหอ ม) ทั้งหมดไหลมารวมกันกลายเปน ลําน้าํ หวยตาด และ
ไหลจากทิศเหนือผานหมูบานลงไปทางทิศใต กอนไหลไปบรรจบกับหวยศอก
ทท่ี า ยหมบู าน ซ่ึงลาํ น้ําหว ยศอกจะไหลบรรจบกับลาํ น้ําหมนั ทต่ี วั อาํ เภอดานซาย
แมหวยตาดจะเปนลํานํ้าสายส้ันๆ และแคบๆ แตก็ถือเปนลํานํ้าสายสําคัญของ
ชาวหวยตาด
90
¡ÒÃà»ÅèÂÕ ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íéÒÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 91
ลาํ หว ยตาดบริเวณหมบู านหว ยตาดชวงฤดแู ลงนาํ้ แทบจะแหง ขอด
ทําใหเกิดปญ หาการขาแคลนน้ําในการทาํ การเกษตร
ระบบนิเวศของหวยตาดจะมีลักษณะเชนเดียวกับแมน้ําหมันตอนบน
ซง่ึ ชว งตนลําหว ยประกอบดวยปา เบญจพรรณ มีตนซอ ชงิ ชนั มะคา โมง หา งออก
ไปเปน ปา เตง็ รงั มไี มเ ตง็ รงั มะขามปอ ม และผกั หวานปา ลกั ษณะลาํ นาํ้ เปน โขดหนิ
ขนาดนอ ยใหญต ดิ ตอ กนั เปน แนวยาว เมอื่ หว ยตาดไหลผา นหมบู า นรมิ ฝง นา้ํ พบพชื
เชน แกน เหลอื ง ผกั กมุ ออ ยสามสวน ออ และไผ ในชว งพน้ื ทดี่ งั กลา วสองฝง ลาํ หว ย
ทเ่ี ปน ทรี่ าบลมุ จะปลกู พชื พวกขา วและขา วโพด กระทง่ั เมอ่ื ไหลพน หมบู า นกจ็ ะเปน
นํ้าตกหวยตาด กอ นไหลไปบรรจบหวยศอกที่ปากศอกดงั ทีก่ ลาวมา
91
92 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ลาํ น้าํ หมันและหว ยตาด ในสายธารการเปล่ียนแปลง
ลํานํา้ หว ยตาดเปลย่ี นแปลงไปมาก เมื่อกอ นมีนํ้าไหลผา นตลอดเกือบทงั้ ป
นํ้าจะหยุดไหลประมาณเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน แตปจจุบันพอฝนหมด
นํ้าในลําน้ําหวยตาดก็จะหยุดไหล บางปฝนตกนอยแคเดือนมกราคม-กุมภาพันธ
นา้ํ ในลาํ นา้ํ หว ยตาดกห็ ยดุ ไหลแลว ลา้ํ นา้ํ หว ยตาดมวี งั ปลาหลายวงั เชน วงั ตาดสงู
วังยาว วงั ตาด วังเวนิ วังปลา ซึง่ วังเหลานม้ี ีวงั นาํ้ ลกึ มาก โดยมคี วามลกึ ประมาณ
2 เมตรหรือบางวงั กม็ คี วามลกึ กวา 2 เมตร แตป จ จุบันเปน แควังทรายหมดแลว
ไมเหลือสภาพวังปลาใหเห็นอีกมีแตทรายเต็มลําหวยตลอดท้ังสายลํานํ้าหวยตาด
ลํานํ้าหวยศอกก็เปล่ียนแปลงไปมาก วังปลาไมมีเหมือนแตกอน ลํานํ้าหวยศอก
ตั้งแตปากตาดลงไป สภาพลําน้ําหวยศอกจะไมเปนวังปลาสักเทาไหรมีแตทราย
ตลอดลํานํ้าหวยศอก สวนที่อยูเหนือปากตาดข้ึนไปสภาพลําน้ําหวยศอกจะ
พบวังปลาอยูแตมักจะตื้นเขินอยูหลายวัง เชน วังบง วังดาย วังปากหวยยาง
วังทางโพนสูง วังเครือบักน้ํา วังตาดกกขา วังปลา ซึ่งวังเหลาน้ีมีสภาพตื้นเขิน
มีความลึกประมาณเมตรเศษเทาน้ัน บางวังระดับนํ้าลึกแคหัวเขา สวนสัตว
น้ําในลําหว ยก็หายาก ไปหาแลวไดนอยหรอื ไมค อยมีวังปลาใหห า ลาํ น้าํ หวยศอก
และหวยตาดเปล่ียนแปลงไปมาก ชาวบานไดถางไรตัดกอไผที่อยูขางลําหวย
เพอ่ื ทาํ ไรข า วโพดทาํ ใหส ภาพขา งลาํ หว ยไมม กี อไผแ ละตน ไม พอถงึ ฤดหู นาวกไ็ มม ี
อีแงด กบเขียดตามฝงขอบลาํ หว ย แมแ ตอปี ุมก็ไมมแี ลวในปน ี้
92
¡ÒÃà»ÅÂèÕ ¹á»Å¼§¹×㹻ÆÒкºÊ¡ÒÒÂù¼éÒí ÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 93
ตารางชอ่ื ทองถิน่ ของภูมนิ เิ วศทีส่ ัมพนั ธก บั แมน ้าํ
µÎ o°·É ªµ¤®¤µ¥ ®¤n¼oµ
Á¦¸¥£¼¤· ·Áª«
¹ÒàµÇÁÂÕª§¥¸ ãËÞ‹ ®oª¥µ
»
Ân ¦·Áª¸ÉÁ¥ÁȤnʵΠ¤µn°Â¨ªo Á¨¸É¥·«µÁ·Áª·Ê ʵΠ99
°
¦·Áª¸É¤¸ÊµÎ ʺ¨ªo ¤¸®·°¥Án¼ ȵΠª¤µ 9
´ , µÎ
µ¦Á¨É¸¥Â¨«· µ
°ÊµÎ °°ÁȰµ åʵΠ¤µ³Å®¨°
°
µ ´É, ° É´ µ ʵΠ°o ¥³Å®¨µÁ¸¥ª
Ê´ ¦·ÁªÉ¸¤¸ÊµÎ ¹¤°°¤µµ®¨º®· ¦n°Á
µ ³¡¡º ¡ª° ´ ¼ 9 9
³
n», ®° ¨ªo ¥n µ
µ®ªo ¥
Á±µ³ ¦· ÁªÉ¸ÁÈ Áµ³¨µÊ µÎ
ª´ ¨µ
¦·Áª¸É°¥n¼ ·¦·¤ÊµÎ 99
®¨
®µ ¦·Áª¸É¤nʵΠ٨µn Äo ·®¦º°Ê´ ®· 9
®ªo ¥
°n»¤ ¦·Áª¦·¤¨É·É¸¡´ ÅĤnʵΠ¨³¤¸¨´ ¬³¼´ 9
¦·Áª¸É¤¸ÊµÎ °¥n¼ µ¤¨¤»n ʵΠ¨³¨µÎ ʵΠµ
µÁª¨µÂ®o ¨ªo Á·ÁÈ®° 9
¦·Áª¸É¨µÎ ʵΠµ
µÅ®¨¤µ¦¦´ ¤nʵΠ(®¨´ ) ®¤´ 99
¦·ÁªÉ¸¤¸Á«¬Å¤°o ¥Än¼ ¤nʵΠµªµo ¦oµ
ʹ Á¡É°º ´ ¨µ 9
¦·ÁªÉ¸¤¸ÊµÎ ¨¹Ê´ Ân 2 Á¤¦
ʹЍ³¤¸ªµ¤¥µªÊ´ Ân 50 Á¤¦
ʹŠ9
¨³Å¤ÁÅoμÕ ¹Œ ®n 伦º‹Ë°Ã¤×͸μo Œ¹Åä¤ÁÄo㌠®ËÞ‹n
ʹ°¥¦n¼ ·¤¨É·
¦·ÁªÉ¸Á¥ÁȤnʵΠ¤µn°Â¨ªo Á¨É¸¥·«µÁ·®°
¦· Áª¸ÉÁÈ ®µ¦µ¥ 9
¨µÎ ʵΠµ
µÁ¨È Ç ¸ÉÅ®¨Å¦¦´ ¤nʵΠµ¥®¨´ 9
¦·ÁªÉ¸Áȡʺ ɸʵΠnª¤¹Ä§¼ ¡°¹®µo ¨o ³ÁȡʺɸµÎ 9
µ¦Á¬¦
ทม่ี า : ภาคสนาม (2556-57)
นอกจากนี้ชาวหวยตาดก็มีช่ือหรือคําทองถ่ินที่เรียกระบบนิเวศแมน้ํา
เชน เดยี วกบั ชาวนาเวยี งใหญ ดังน้นั คาํ ทอ งถิ่นที่ใชเรยี กลักษณะทางกายภาพของ
แมนํ้าจึงสะทอนภาพระบบนิเวศลุมน้ําไดดีอีกอยางหน่ึงวามีสภาพทางกายภาพ
เปนเชนไร กรณีบานนาเวียงใหญและหวยตาดก็เห็นอยางเดนชัดวามีความแตก
ตางในเชิงกายภาพของแมน้ํา สงผลทําใหคําเรียกช่ือระบบนิเวศหลายอยาง
ตางตามกันดวย ขณะเดียวกัน บางนิเวศก็มีสวนคลายกัน กลาวคือจะพบคําวา
93
94 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
กดุ ซบั /ซาํ ตาฝง /ตอฝง ปากหว ยและเฮาะเปน คาํ ทใี่ ชเ รยี กทง้ั สองหมบู า นซงึ่ สะทอ น
ใหเ หน็ มลี กั ษณะทางกายภาพของแมน าํ้ ทเี่ หมอื นกนั ขณะเดยี วกนั คาํ บางคาํ เชน
บะ บุง/หนอง วังปลา หาด อุม ก็พบและใชเรียกเฉพาะบานนาเวียงใหญ
เทานั้น ซึ่งคําเหลานี้เปนระบบนิเวศท่ีพบในที่ลุมลําน้ําสายใหญหรือหลักเทาน้ัน
ตรงขามกัน จะพบคําวา แกง ใชกับนิเวศแมน้ําบานหวยตาด เน่ืองจาก
ลักษณะนิเวศดังกลาวจะพบเฉพาะพื้นที่ท่ีแมนํ้าไหลผานโขดหิน ซึ่งไมพบที่
บานนาเวียงใหญ นอกจากนี้ยังมีคําวา คอน ดอน และหลง ที่ไมพบในทั้งสอง
หมบู า น ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางชอื่ ทอ งถน่ิ ของภมู นิ เิ วศทสี่ มั พนั ธก บั แมน า้ํ
ขณะที่ภูมินิเวศวังปลาและแกมลิงซ่ึงเปนท่ีอยูของปลาและสัตวน้ําตางๆ
เทาที่รวบรวมจากการสํารวจสรุปรายละเอียดตารางภูมินิเวศแกมลิงและวังปลา
ลําน้ําหมัน
ตารางภูมนิ เิ วศแกมลงิ และวังปลาลาํ น้ําหมัน
µÎ ¨ Âo¤¨· ª´ ¨µ
³°
- 1. ª´ ®ªo ¥®·Á
¸¥ª, 2. ª´ °o ®·Ã®n,
nµµo ¥ 3. ª´ ¤´ ¡´ (µ¤¡´ )
1.ª´ µ°¼,o 2.ª´ Á®º°/®¨´ µo 1. ª´ Ŧo, 2. ª´ ¨µ, 3. ª´ ®µÂn°, 4. ª´ ¤, 5. ª´ Á±Ê¸¥,
ਵŒÒáÁÁ¸¥‹¹¤Ò§, à3·.ÄÕÂÁ¨,Âo 3¢.¨ã¡ÅጠµÎ ¿¦ªÅμ,μ4Ó.ÃnµÇ¨, 6. ª´ µ¦o°®°Á
¸¥ª, 7. ª´ Ân ¦ª (Á®º°³¡µ¦»n¢o µ),
4ª.´ ·ÁªÒ‹ ·Çѧ, à5Ç.Ã¹Ô ,o 5Ä.⤨§Œo ãµo ¡ÅŒºµŒÒ¥¹¹ÒÂʹ 8. ª´ Ân±µ, 9.ª´ ¨µo Å,o 10. ª´ µ°¼,o 11. ª´ Áɺ°,
12. ª´ µ«°, 13. ª´ Áª· (nµª´ ), 14. ª´ ®µÂnµµo
µª,
15. ª´ Ão ¤³¤ªn , 16. Ânµ·Áµo
µ¸ - 1.ª´
°Â, 2.ª´ Á¸¥¤, 3.ª´ µ®ªo ¥£¼, 4.ª´ µ¡°n
µn ¥,
µ®¤´ 5.ª´ ¨µÂn
- 1.ª´ áͷ, 2.ª´ Å®
ท่มี า : งานภาคสนาม (2557)
94
¡ÒÃà»ÅèÕ¹á»Å¼§¹×㹻ÆÒкºÊ¡ÒÒÂù¼íéÒÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 95
จงึ เหน็ ไดว า นา้ํ เปน ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี คี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ ตอ การผลติ
ในดานเกษตรกรรม การมีปริมาณนํ้าที่พอเพียงตอการเกษตรยอมเปนปจจัย
สาํ คญั ทสี่ ง ผลใหพ ชื เจรญิ เตบิ โตและใหผ ลผลติ ไดอ ยา งเตม็ ประสทิ ธภิ าพ อกี ทง้ั นา้ํ
ยังเปนปจจัยกําหนดชนิดพืชปลูกของพื้นที่น้ันๆ ตลอดจนเปนปจจัยจํากัด
การเพมิ่ ศกั ยภาพของพน้ื ทเี่ พาะปลกู ทรพั ยากรนา้ํ จงึ เปน สง่ิ สาํ คญั โดยเฉพาะเรอ่ื ง
ลักษณะการใชและปริมาณน้ําที่สามารถใชเพื่อการเกษตร ท้ังน้ีเพื่อใชเปนขอมูล
เบื้องตนสําหรับอธิบายสถานภาพปริมาณน้ํา พฤติกรรม วิธีการ และปริมาณ
การใชน้ําของการใชประโยชนที่ดินและพื้นที่เกษตรแบบตางๆ ภายในพ้ืนท่ีบาน
นาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด อกี ทง้ั ยงั สามารถใชว างแผนในการจดั การทรพั ยากรอนื่ ๆ
ภายในลมุ นํา้ ไดตอไป
การใชประโยชนผนื ปาและสายนาํ้
เนอื่ งดว ยลกั ษณะทางกายภาพของบา นทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะดงั ทก่ี ลา วไวข า ง
ตน ทาํ ใหบ า นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดมแี หลง ทรพั ยากรทางธรรมชาตคิ อ น
ขา งหลากหลาย เชน ท่ดี นิ ปา แมน ้าํ ฯลฯ นอกจากน้ี ชาวบา นทัง้ สองหมูบ า นยงั
ใชท รพั ยากรทางธรรมชาตบิ างอยา งรว มกนั เชน ภอู งั ลงั อยา งไรกต็ าม ในหวั ขอ น้ี
จะอธบิ ายแหลง ทรพั ยากรหลกั ของสองหมบู า นทส่ี มั พนั ธก บั ระบบการผลติ อาหาร
ของชุมชนซ่ึงน่นั กค็ ือ ท่ีดินทําการเกษตร แหลงน้ํา และภูอังลัง
ภาพเขียนตัดการใชพ ื้นท่หี มบู านนาเวียงใหญซงึ่ ประกอบดวยพืน้ ท่ีลุมลาํ นํ้าหมนั ดานซายสุด
ถดั มาชวงกลางคอื พ้ืนทนี่ าและสวน และดา นขาวคอื พื้นทีเ่ ชิงเขาและปา ภอู ังลัง
95
96 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
การใชประโยชนผ ืนปา และสายนา้ํ บา นนาเวียงใหญ : บานนาเวยี งใหญ
มแี หลง ทรพั ยากรทางธรรมชาตทิ ส่ี าํ คญั 3 แหลง คอื ภอู งั ลงั แมน าํ้ หมนั และทด่ี นิ
ทาํ การเกษตร
ภูอังลัง : หากกลาวเฉพาะบานนาเวียงใหญ ภูอังลังเปนแหลงตน
น้ําหวยยางบงและบก ในอดีตชาวบานสามารถใชน้ําจากแหลงดังกลาวไดเกือบ
ตลอดทั้งป แตปจจุบันมนี ํา้ ใหใ ชเฉพาะชว งหนาฝน สวนหนาแลง น้ําจะแหง ขอด
เน่ืองจากปาตนนํ้าถูกเพื่อนบานทําลาย ประการสําคัญภูอังลังยังเปนท่ีสิงสถิต
ดวงวิญญาณ พ้ืนที่ดังกลาวจึงกลายเปนปาศักดิ์สิทธิ์ท่ีชาวบานไมกลาเขาไปทํา
กิจกรรมตางๆ ทางการเกษตร หรอื ตดั ไมท ําลายปา เพราะกลวั ผภี ูเขาจะลงโทษ
ปาบริเวณนจ้ี งึ มคี วามหลากหลายทางชีวภาพ
นอกเหนือจากนี้ในอดีตคนบานนาเวียงใหญยังใชพื้นที่ภูอังลังบางสวน
ทําขาวไร เน่ืองจากมีท่ีราบลุมจํากัด อยางไรก็ตาม เนื่องจากจํานวนประชากร
ที่ลดลง ประกอบกับมีสมาชิกในครัวเรือนรุนใหมออกไปทํางานตางถิ่นหรือ
ประกอบอาชีพอื่น อีกทั้งการขึ้นไปทําไรขาวบนภูก็เปนงานที่หนักชาวบาน
จึงตดั สนิ ใจเลกิ ปลูกขาวบนภู
แมนํ้าหมัน : ชาวนาเวียงใหญและคนไทดานในอําเภอดานซาย ท่ีอยู
ติดลํานํ้าหมันจะใชนํ้าหมันเพื่อการเกษตรเปนหลัก หนาแลงชาวบานจะปลูก
พืชผักสวนครัวตามริมฝงน้ํา ในหนาฝนคนนาเวียงใหญท่ีมีท่ีนาอยูใกลลําน้ําหมัน
ก็จะ“พัด” หรือใชระหัดวิดน้ําเขาสูนา ปจจุบันมี 3-4 ครัวเรือนท่ียังทําพัด
นอกจากน้ีลําน้ําหมันยังเปนแหลงที่อยูอาศัยของปลาท่ีชาวบานเรียกวาวังปลา
ท่มี ีลกั ษณะเปนแอง นา้ํ ในลํานา้ํ และจะมีน้ําวนทาํ ใหปลาไหลวนมารวมกัน
ทดี่ นิ ทาํ การเกษตร : ทด่ี นิ ทาํ การเกษตรแบง พนื้ ทอ่ี อกเปน 3 สว น คอื สว น
แรกเปน ท่รี าบลุม ไวสาํ หรบั ทํานาดํา ปลกู ผกั ปลูกขาวโพด และถัว่ ดํา สวนท่ีสอง
คอื ทีด่ อนสาํ หรบั ทาํ นาดําแบบขั้นบันได ปลกู ขา วโพด และสวนทสี่ ามคอื พน้ื ท่เี ชิง
เขาและทส่ี ูงบนเขา ปลกู ขา วไร และสวน
พื้นท่ีลมุ จะตดิ กับลาํ น้าํ หมนั ทดี่ ินมคี วามอดุ มสมบูรณส งู เนื่องจากอยใู กล
แหลงนํ้าและเปนที่สะสมดินตะกอนท่ีไหลจากแมนํ้าและน้ําท่ีไหลมาจากภูเขา
96
¡ÒÃà»ÅÂèÕ ¹á»Å¼§¹×㹻ÆÒкºÊ¡ÒÒÂù¼íÒé ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 97
โดยสว นใหญพ น้ื ทจี่ ะมนี าํ้ ใชเ กอื บทงั้ ป แมก ระทง่ั หนา แลง อยา งไรกต็ ามหากปไ หน
ทฝ่ี นทง้ิ ชว งนาน กอ็ าจขาดนา้ํ ได อยา งไรกต็ ามพน้ื ทส่ี ว นนก้ี เ็ ปน จดุ เสยี่ งตอ นาํ้ ทว ม
ในฤดฝู น กลา วคือในรอบ 10 ปทีผ่ านมา ชาวบานตอ งเผชิญนา้ํ ทวมมาโดยตลอด
พน้ื ทดี่ อนตงั้ อยรู ะหวา งพน้ื ทร่ี าบกบั พน้ื ทเ่ี ชงิ เขา เปน เขตทมี่ พี น้ื ทมี่ ากทส่ี ดุ
ของหมบู า น ชาวบา นจะใชท ดี่ นิ เพอ่ื การเกษตร แตม กั ประสบกบั ภาวะแลง เพราะอยู
หา งจากแหลง นาํ้ อกี อยา งตงั้ อยบู นทดี่ อนไมส ามารถผนั นา้ํ จากลาํ นาํ้ หมนั ทตี่ ง้ั อยู
พืน้ ท่ีลุมกวาได ขณะเดียวกัน บอนํ้าท่ชี าวบานขุดเพอื่ กักเก็บน้ํากม็ นี ํา้ ไมเพียงพอ
โดยเฉพาะเมอื่ เกดิ ฝนแลง
พ้ืนที่เชิงเขาและท่ีสูงบนภูเขาก็คือพื้นท่ีท่ีอยูบนภูอังลังตั้งอยูติดกับที่ดอน
คณุ ภาพดนิ ไมส มบรู ณน กั เมอ่ื เทยี บกบั พนื้ ทล่ี มุ และดอน เนอื่ งจากมคี วามลาดชนั
จงึ เกดิ การกดั เซาะหนา ดนิ ชาวบา นมกั ขดุ สระนา้ํ ขนาดพอเหมาะไวเ กบ็ นาํ้ เพอ่ื ใช
ในหนาแลง พืชทีป่ ลูกมขี าวไร ขา วโพด และสวน เปน ตน
การใชประโยชนผนื ปา และลําหวยบา นหวยตาด : บานหวยตาดมแี หลง
ทรัพยากรทางธรรมชาติท่ีสัมพันธกับระบบการผลิตอาหารของชุมชน 3 แหลง
คอื ภอู งั ลังและภูหว ยผักเนา (ภูปา ทับนาง) แหลงน้าํ และพืน้ ทีท่ างการเกษตร
ภูอังลังและภูหวยผักเนา : ภูอังลังทอดตัวยาวทางทิศเหนือ ขณะท่ี
ภูหวยผักเนา ทอดตัวอยูทางทิศใต อยางไรก็ตามบริเวณภูหวยผักเนาสวนใหญ
เปนพื้นที่ของบานโคกงาม บานหนองอุมลัว โพนสูงและถูกขายใหกับ
นายทุนเปนจํานวนมาก มีชาวบานหวยตาดเพียงไมกี่ครัวเรือนท่ีครอบครอง
พนื้ ท่ดี ินกลาว
บา นหว ยตาดตง้ั อยดู า นทศิ ตะวนั ออกของภอู งั ลงั บนยอดเขามลี กั ษณะเปน
ทร่ี าบซงึ่ ชาวบา นใชท าํ การเกษตร สว นพนื้ ทภ่ี เู ขาทต่ี ดิ กบั บา นหว ยตาดมกี ายภาพ
เปนผาสูงชันจึงยากตอการทํากิจกรรมทางการเกษตรตางๆ เปนเหตุใหพื้นที่ปา
ภูอังลังบริเวณน้ีคอนขางสมบูรณดวยพันธุพืชและสัตว ปจจุบันพื้นที่
จํานวนมากถูกขายใหคนตางถ่ินเพื่อปลูกยางพารา ซ่ึงมีราคาผลผลิตสูงเปน
แรงจงู ใจ
97
98 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ภาพเขียนตัดขวางหมบู า นหวยตาดบริเวณหมบู า นในสว นฝง ภอู ังลงั ดานซายสุดเปนลําหว ยตาด
และทต่ี ั้งหมูบาน ถัดมาเปน ทีเ่ ชิงเขาภอู ังลัง ชาวบา นจะปลูกขา วโพด ขาวไร ผลไมต า งๆ
และยางพารา และขวาสดุ เปนพ้นื ทปี่ าอังลังซึ่งแตเดิมเปนผนื ปา
แตปจจบุ ันเปลย่ี นเปน ไรข า วโพด ไรข าวและสวนยางพารา
จากการจัดการพื้นที่ทํากิจกรรมตางๆ คนหวยตาดแบงพ้ืนที่ภูอังลังออก
เปน 3 แบบ คอื พน้ื ทหี่ นา ผาสงู ชนั ตดิ กบั หมบู า นจะเปน พน้ื ทอี่ นรุ กั ษท ท่ี รพั ยากร
ทางธรรมชาตจิ ะไดร บั การบาํ รงุ รกั ษาจากคนทอ งถนิ่ พน้ื ทปี่ า เปด อนญุ าตใหเ ขา ไป
เกบ็ ของปา และพน้ื ทท่ี าํ การเกษตรจะอนุญาตใหทาํ การเกษตรปลกู พืชเศรษฐกจิ
ตา งๆ
แหลง นา้ํ : บา นหว ยตาดมแี หลง นาํ้ สาํ คญั 2 แหลง คอื หว ยตาด และนาํ้ ซบั
(นาํ้ จากภเู ขา) ซาํ ใหญ ลาํ นาํ้ หว ยตาดเกดิ จากปา ตน นาํ้ อยทู างทศิ เหนอื ของหมบู า น มี
ลาํ หว ยเลก็ ๆหลายสายไดแ กหว ยเซมิ เลก็ หว ยเซมิ ใหญ(หว ยบา ง)หว ยธวตั (หว ยแหว)
หวยหินหอม (ลองหินหอม) ทั้งหมดไหลมารวมกันกลายเปนลําน้ําหวยตาด
และไหลจากทิศเหนอื ผา นหมูบานลงไปทางทศิ ใต
นํ้าซับซําใหญจึงเปนทรัพยากรธรรมชาติท่ีสําคัญอีกแหงหนึ่ง อยูทางทิศ
ตะวันตกของหมูบาน คนหวยตาดใชน้ําซับเพ่ืออุปโภค เชน อาบน้ํา ชักเส้ือผา
และใชในครัวเรือน ปจจุบันหลายครัวเรือนไมไดใชนํ้าซับซําใหญแลวเพราะมีนํ้า
ประปาที่สรางเปนหอสูงใชแทน
98
¡ÒÃà»ÅèÂÕ ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼éÒí ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 99
พน้ื ทที่ างการเกษตร : เนอ่ื งจากหมบู า นหว ยตาดตง้ั อยใู นทรี่ าบหบุ เขาบนท่ี
สงู ทม่ี ลี าํ นา้ํ เลก็ ๆ ไหลผา น ลอ มรอบดว ยภอู งั ลงั ทางทศิ ตะวนั ตก และภหู ว ยผกั เนา
ทางทิศตะวันออก ดว ยเหตุน้จี งึ ทําใหพน้ื ทที่ างการเกษตรแบงเปน 3 ลกั ษณะ คือ
ที่ลมุ (บนทสี่ งู ) ที่เชงิ เขา และที่สูง (ทร่ี าบบนยอดเขา)
ท่ีลุมเปนพ้ืนท่ีมีความอุดมสมบูรณ แตเปนท่ีราบแคบและมีพื้นที่จํากัด
มีลํานํ้าหวยตาดไหลผานกลางหมูบาน เหมาะตอการปลูกพืชผัก ทําสวน และ
บางครัวเรือนใชปลูกขาวไร ถ่ัวดํา ขาวโพด และทําสวน ฯลฯ ดวยความ
อุดมสมบูรณและมีแหลงนํ้า ชาวบานจึงต้ังบานเรือนเปนกลุมตามแนวลําหวย
อยา งไรกต็ าม พ้นื ที่สว นนีก้ ็เส่ยี งตอ น้ําทว มเม่อื ยามนํ้าหลาก
พ้ืนท่ีเชิงเขาต้ังอยูถัดพ้ืนที่ลุม มี 2 ผืน ผืนแรกอยูดานทิศตะวันตก
ของหมูบานติดกับภูอังลัง สวนอีกผืนอยูดานทิศตะวันออกของหมูบานติดกับ
ภูหวยผักเนา พ้ืนท่ีทั้งสองผืนมีคุณภาพดินท่ีเหมาะกับการทําขาวไร ทําสวน
ปลูกขาวโพด ถั่วดํา ชาวบานบางครัวเรือนจะขุดบอน้ําขนาดพอเหมาะไวใน
ทตี่ นเองเพอ่ื กกั เกบ็ นา้ํ ไวใ ชใ นยามแลง ขณะทอ่ี กี หลายครวั เรอื นไมส ามารถขดุ บอ
น้ําไดเน่ืองจากมีท่ีดินจํากัด หากขุดบอน้ําก็เทากับลดพ้ืนที่การเพาะปลูก
ของตนเอง ดงั นน้ั พนื้ ที่สว นนีจ้ งึ เสี่ยงตอภยั แลง เปน อยางมาก
พื้นท่ีสูงหรือพื้นท่ีราบบนภูอังลังและภูหวยผักเนาเปนพ้ืนที่ที่มีความ
อุดมสมบูรณต่ํา เน่ืองจากการกดั เซาะของหนาดนิ มีพนั ธพุ ชื และสัตวป า มากมาย
ปจ จบุ นั จาํ นวนทรพั ยากรทางธรรมชาตเิ หลา นไ้ี ดล ดลงเปน จาํ นวนมาก เนอื่ งจาก
มีการบุกรุกทําลายปาเพ่ือขยายพ้ืนที่ทําการเกษตรของชาวบานเพ่ิมมากขึ้น
รวมทั้งมีหลายครัวเรือนขายท่ีทํากินใหกับนายทุนตางถิ่นเขามาปลูกยางพารา
ดังน้ันการถือครองท่ีดินจึงเปลี่ยนมือ หากชาวบานตองการทําไรจะตองเชา
ที่ดินจากนายทุนเหลานี้ สวนพืชท่ีปลูกในพื้นท่ีนี้จะเปนขาวไรและขาวโพด
อยา งไรกต็ ามชาวบา นยงั อนรุ กั ษพ น้ื ทปี่ า ของชมุ ชนซงึ่ ตง้ั อยฝู ง ตะวนั ตกดา นเหนอื
ของหมบู า น
99
100 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ความผันแปรของสภาวะอากาศชุมชน
บานนาเวียงใหญและหวยตาดมีสภาพอากาศเปนมรสุมเขตรอนมี 3 ฤดู
คือ ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูรอน สภาพภูมิอากาศทั่วไปของสองหมูบาน รวม
ถึงหมูบานอื่นๆ ในอําเภอดานซายจะมีอากาศแปรปรวนตลอดป อากาศรอนจัด
ในฤดูรอน หนาวถึงหนาวจัดในฤดูหนาว และมีฝนตกชุกระหวางเดือนมิถุนายน
ถึงตุลาคม อยางไรก็ตามปจจุบันชวงเวลาของฤดูกาลเปลี่ยนแปลงและยากที่จะ
กาํ หนดแนช ดั ดงั ปรากฏในแผนภมู แิ สดงปรมิ าณนา้ํ ฝนอาํ เภอดา นซา ยรอบ 10 ป
(พ.ศ. 2546-2555) จะเห็นวาชวงตนฤดูหรือราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
แมจ ะมปี รมิ าณฝนหากแตต กในปรมิ าณนอ ย กระทง่ั ชว งเดอื นกรกฎาคม-สงิ หาคม
ฝนกลบั ตกในปรมิ าณทนี่ อ ยลงในบางป และเรมิ่ ตกชกุ ชว งเดอื นกนั ยายน-ตลุ าคม
หรือชวงปลายฤดอู ีกคร้งั
แผนภูมแิ สดงปรมิ าณน้ําฝนอาํ เภอดา นซายรอบ 10 ป (พ.ศ. 2546-55)
ที่มา: กรมอุตุนิยมวทิ ยา (2557)
หมายเหต:ุ เกณฑใ นการพจิ ารณานา้ํ ฝนในรอบ 24 ชวั่ โมง จากกรมอตุ นุ ยิ มวทิ ยาคอื 1) ฝนเลก็ นอ ย (Light Rain)
ฝนตกมีปรมิ าณตงั้ แต 0.1 มลิ ลเิ มตร ถงึ 10.0 มลิ ลิเมตร, 2) ฝนปานกลาง (Moderate Rain) ฝนตกมีปริมาณ
ตั้งแต 10.1 มิลลิเมตร ถึง 35.0 มิลลิเมตร, 3) ฝนหนัก (Heavy Rain) ฝนตกมปี รมิ าณต้งั แต 35.1 มิลลิเมตร
ถึง 90.0 มิลลเิ มตร, และ 4) ฝนหนักมาก (Very Heavy Rain) ฝนตกมีปรมิ าณตั้งแต 90.1 มลิ ลเิ มตร ข้นึ ไป
100
¡ÒÃà»ÅèÕ¹á»Å¼§¹×ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼Òéí ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 101
ภูมิอากาศที่ผันแปรจึงเปนปจจัยท่ีสงผลกระทบอยางยิ่งในการทําการ
เกษตรตลอดมา โดยเฉพาะเกยี่ วกบั ปรมิ าณนาํ้ ฝน กลา วคอื ในรอบทศวรรษทผ่ี า น
มาพน้ื ทลี่ มุ ของอาํ เภอดา นซา ย รวมถงึ บา นนาเวยี งใหญป ระสบปญ หานา้ํ ทว มบอ ย
ครงั้ เนอ่ื งจากเกดิ ฝนตกหนกั ในบางพนื้ ที่ อกี ทง้ั ยงั มลี กั ษณะไมแ นน อนในแตล ะป
ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากการคาดการณสภาพอากาศในปจจุบันที่มีแนวโนม
ของสภาวะอากาศที่รนุ แรงข้ึน เชน สภาพฝนตกหนกั ฝนทิ้งชว ง และพายลุ กู เห็บ
เงื่อนไขเหลานี้ลวนมีบริบทท่ีสัมพันธกับการกิจกรรมทางการเกษตรและแหลง
อาหารจากธรรมชาติ ท้งั บา นนาเวยี งใหญและบา นหวยตาด
ตัวอยางหน่ึงที่เห็นไดชัดคือ ภาวะฝนทิ้งชวงและฝนชุกหรือตกหนักได
สงผลกระทบตอชุมชนในมิติตางๆ มากมาย เชน มิติฐานทรัพยากรอาหารทาง
ธรรมชาติ พบพืชบางชนิดอยาง ผักหวาน อีลอก หนอไม และรวมถึงเห็ดปาไม
เกิดขน้ึ ตามฤดกู าล อีกท้ังทําใหพืชผกั และของปามีนอยหรอื แทบไมเกดิ ข้ึน
หรอื ในบางป เชน ป พ.ศ. 2535, 2536, 2555 และ 2556 เกดิ ฝนแลง ทาํ ให
ผลผลติ ทางการเกษตรไดรบั ความเสียหาย หรืออาจไดผ ลผลติ นอย เชน ขา วเกบ็
เกย่ี วไดนอย (2556, 2556) หรือเกบ็ เกยี่ วแทบไมไ ดเ ลย (2535, 2536) เนื่องจาก
ปน นั้ แลง มาก แดดแรง ทาํ ใหเ กดิ โรคระบาดจากเพลย้ี กระโดด ขา วไมอ อกรวง ซา้ํ
ปไหนแลงมาก ก็จะเกิดไฟปาท่รี นุ แรงตามมาดวย
เชน เดยี วกนั หากปไ หนเกดิ ฝนหนกั กวา ปกตกิ ส็ ง ผลใหพ ชื ผลทางการเกษตร
ไดรับความเสียหาย กลาวคือหากเกิดฝนชุกมากในชวงปลายปจะทําใหขาวไรได
รบั ความเสยี หาย เกย่ี วขา วแลว ฝนตกลงมาทาํ ใหข า วเนา ในบางปท ย่ี งั มฝี นตกชกุ
ประมาณเดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม ถา ฝนตกชกุ มากกจ็ ะสง ผลใหพ ชื ผลทางการ
เกษตรไดผ ลกระทบแตไ มมากเหมือนภยั แลง
ดวยเหตุนี้จึงอาจสรุปเหตุการณครั้งสําคัญของบานนาเวียงใหญและบาน
หวยตาดที่ตองเผชิญกับภาวะอากาศเปล่ียนแปลงครั้งสําคัญในชวง 5 ท่ีผานมา
(2553-2557) สรปุ ไดคือ
101
102 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
นํ้าทวมป พ.ศ. 2554 : เหตกุ ารณน้ําทวมเมือ่ ป พ.ศ. 2554 เปนนา้ํ ปา
ไหลหลาก นํ้าทวมแคที่ราบลุมขางลําหวยตาดและทําความเสียหายใหกับพืชไร
ของชาวบา นตามขางลําหวย สว นขาวโพดก็ไดรับความเสยี หายเชน กัน เพราะวา
ชวงน้ันฝนตกชุกมาก กระแสน้ําชะลางหนาดินรุนแรงมาก คือปลูกขาวโพดแลว
ถูกน้ําฝนชะลางไหลขาวโพดลงมาขางลางหมดทําใหตองปลูกขาวโพดใหม
หลายรอบ นบั เปน ปท พี่ ชื ผลทางการเกษตรไดร บั ความเสยี หายมาก เพราะฝนตก
ชกุ มาก หากปไ หนฝนตกนอ ยกไ็ มม นี า้ํ ฝนมาเพาะปลกู พชื ปไ หนฝนตกมากตกชกุ
ก็ทาํ ใหก ารชะลางหนา ดินรุนแรงมากตองปลูกพืชใหมหลายครัง้ ตอ ป
ไฟปา : ไฟปา บนภูองั ลงั เกดิ ขึ้นทกุ ป แลว แตจะเกดิ ขึน้ เมอื่ ไหร ขึ้นอยูกับ
สภาพแวดลอมหลายปจจัยที่ทําใหเกิดไฟปาบนภูอังลัง สวนใหญแลวไฟปาเกิด
ขึ้นเพราะชาวบานท่ีทําไรบนภูอังลัง การเก็บหาของปาและการลาสัตวก็ทําให
เกดิ ไฟปา ได ไฟปา บนภอู งั ลงั เกดิ ขนึ้ ราวเดอื นมกราคม-พฤษภาคมของทกุ ป เดอื น
มกราคมชาวบานจะหาของปา ผักหวานปา ลาสัตว ยิงไกปา และเอาหมาไปไล
กระแต เมอื่ ชาวบา นไปลา สตั วเ ศษใบไมเ ยอะทาํ ใหไ ปมาลาํ บากลนื่ ลม ไปยงิ ไกไ มไ ด
ชาวบา นบางคนกแ็ อบเผาปา แตใ นบางปไ ฟปา ไมร นุ แรงมากอยไู ดไ มข า มคนื กด็ บั
ไฟปาท่ีรุนแรงมากประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ชาวบานมีการตัดหญาในไร
ขาวโพดมีการถางไรเพ่ือเตรียมการเพาะปลูกในฤดูกาลตอไป และในชวงน้ีไฟปา
จะมีความรุนแรงมากขึ้น ถามีการจุดไฟเผาปาที่ไหนสักแหงบนภูอังลังก็จะเกิด
ไฟปาลุกลามไปทั้งเขายากตอการควบคุมไดเพราะวาชวงเดือนมีนาคม-เมษายน
เปนชวงฤดูแลงอากาศแหงแลงและมีลมแรง ถาปไหนมีฝนตกลงมาบางปนั้น
ไฟปาอาจไมร นุ แรงมากนัก
102
¡ÒÃà»ÅÂÕè ¹á»Å¼§¹×ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íéÒÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 103
สวนจุดเกิดเหตุไฟปาบนภอู ังลังที่สําคัญคอื
จุดที่ 1 ตรงหลัก ก.ม 3 (จากตัวอําเภอดานซายมายังตําบลโคกงาม)
ประมาณเดอื นมกราคม-กมุ ภาพนั ธ ชาวบา นเผาปา เพอื่ หาผกั หวานปา และลา สตั ว
จุดท่ี 2 บนภูอังลังอยูตรงบริเวณไรของชาวบานหวยตาดดานสุดเขต
ภูอังลังของหมูบาน จุดเกิดไฟปาตรงกับบานบุงกุมที่ชาวบานเรียกกันวา
“ชําตองชําอีเลิศ”
จุดท่ี 3 ตรง “ชําหวาย” ตรงกับบานนานํ้าทวม บริเวณน้ีสําคัญมาก
ถา ไฟปา เกดิ ตรงจดุ นจ้ี ะรนุ แรงมากไหมว นั เดยี วอาจหมดเขาไดเ พราะทาํ ไรข า วโพด
เพียงอยา งเดยี ว ซ่ึงเผาปา ทุกปแ ละนยิ มนัดกนั เผาวันเดียวทั้งเขาก็วาได
ไฟปาบนภูอังลงั บริเวณพ้ืนท่ีบานหวยตาดเปนเหตุการณท เี่ กิดขนึ้ เม่อื ตน ป พ.ศ. 2557
103
104 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
สาเหตุทเี่ กิดไฟปาบนภูองั ลังคือ ชาวบานทําไรเ ลื่อนลอย เมือ่ ยางเขา สฤู ดู
ทําไรชาวบานจะถางไรแลวก็เผาไรกันทุกป สวนผลกระทบการเผาปาบนภูอังลัง
ขึ้นอยูกับความรุนแรงของไฟปา บางคร้ังไฟไหมเถียงนารวมท้ังสวนของ
ชาวบานดวย ตองข้ึนบานใหมก็มี สวนใหญแลวจะเปนเรื่องสวนยางพารา
ท่ีเปนเร่ืองเปนราวทุกปสําหรับไฟปา สวนสุขภาพก็พบวามีปญหาบาง
แตควันไฟก็หายไปในวันที่สอง ผลของไฟปาไหมหนักบนภูเขาทําใหคน
ในหมบู านแสบจมกู ตาแดงเหมือนกันแตยงั ไมถ ึงกบั เขาโรงพยาบาล
ลกู เหบ็ ตกเดอื นมนี าคม 2557 : เหตกุ ารณเ กดิ ในวนั ที่ 16 มนี าคม 2557
เวลาประมาณ 15.00 น.กอนท่ีฝนจะตกมีอากาศรอนอบอาว ฟาคร้ึม จากน้ัน
มลี มแรง และตามมาดวยฝน ซง่ึ มลี ูกเหบ็ ลกู เล็กๆ ตกลงมาประมาณ 10 นาที
จากนั้นฝนก็หยุด แลวมีลมแรงเปนระยะตามมาดวยลูกเห็บขนาดใหญ ซ่ึงไมมี
ฝนตกมีแตลูกเห็บและตกอยูนานประมาณ 1 ชั่วโมง ขนาดของลูกเห็บเทาลูก
มะนาวและลกู มะกรดู บรเิ วณถนนเตม็ ไปดว ยลกู เหบ็ เหมอื นหมิ ะตก หลงั ลกู เหบ็
ตกเสรจ็ อากาศคอ นขา งหนาว ซง่ึ ลกู เหบ็ ตกบรเิ วณ 3 หมบู า น คอื บา นสานตม บา น
ทา ศาลา บา นหนองแซง อาํ เภอภเู รอื จงั หวดั เลย รวมประมาณ 300 หลงั คาเรอื น
สวนพ้ืนท่ีบริเวณดานซายจะมีฟาครึ้มและมีเสียงฟารองเปนระยะ
ท่ีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายฝนไมตก แตฝนจะตกบริเวณบาน
บานโคกงามซ่ึงอยูถัดไปดานทิศตะวันออก สวนบานหางนา (ตําบลโพนสูง)
กม็ ฝี นตก แตไ มต กแรง มลี มพดั แรงเปน ระยะ หลงั จากนน้ั กม็ ลี กู เหบ็ ลกู เลก็ ๆ ตกลง
มาประมาณ 15 นาที
สวนบานหวยตาด ขณะเกิดเหตุการณวันน้ันสภาพอากาศโดยทั่วไป
มีฟาหลัว แสงแดดไมแรง แตอากาศรอนอบอาวในตอนกลางวัน ทําใหเนื้อตัว
เหนียวเหนอะหนะ ในชวงบายๆ ใกลเกิดเหตุอากาศรอนอบอาวมากกวาปกติ
ไมมีลมพัด สภาพอากาศเหมือนหยุดน่ิง สักพักทองฟาคร้ึม และมีดําครึ้มขึ้น
เรื่อยๆ พอประมาณสักบาย 2-3 โมง เร่ิมมีลมพัดแรงมากอน จากน้ันก็เร่ิม
มีฟารองและลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ กอนที่ทองฟาจะเปลี่ยนเปนสีแดง โดยจะแดง
มากทางทศิ ตะวนั ออก หลงั จากนนั้ ฝนจงึ ตกมาเม็ดใหญม าก
104
¡ÒÃà»ÅÕÂè ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íÒé ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 105
วนั นนั้ ทบี่ า นหว ยตาดและอกี หลายหมบู า นในอาํ เภอดา นซา ยฝนตกอยรู าว
เกือบชัว่ โมง แตไ มม ลี กู เห็บตก อยางไรก็ตาม พบลูกเห็บตกท่หี นา ภูผาน้ํา ตําบล
โคกงาม ต้งั แตศาลาหกเหล่ียม (จดุ ชมวิวบนถนนสายดา นซาย-ภเู รอื ซ่ึงต้งั หา งไป
ทศิ ตะวันออกของหมบู านราว 1-2 กิโลเมตร) ลงมาไมม ลี ูกเหบ็ ตก
ปรากฏการณทางธรรมชาติวันน้ัน ผูเฒาผูแกเลาขานตอกันมาวาเปน
“ลมพายลุ มดาํ ลมแดง” นานๆ คร้ังจะเกิดข้นึ ไมไดเกดิ ขน้ึ บอย ผเู ฒา ผแู กเ ลาให
ฟงวาถาเห็นทองฟาเปลี่ยนสีอยางรวดเร็วจากทองฟาสีดํากลายเปนทองฟาสีแดง
แบบนีแ้ สดงวา จะมพี ายลุ มแรงมากๆ และฝนตกหนกั ได ใหร ะวังมากๆ หรือระวงั
เปน พิเศษ
ไมยราบยักษและนกปากหา ง
ปรากฏการณก ารเปล่ยี นแปลงของระบบนเิ วศ
เม่อื ผืนปา สายนา้ํ และสภาวะเกิดการเปล่ยี นแปลง ตลอดจนรูปแบบการ
ทาํ การเกษตร สงิ่ หนง่ึ ทสี่ ง ผลกระทบตามมากค็ อื การเปลย่ี นแปลงของระบบนเิ วศ
โดยเฉพาะการเปลยี่ นแปลงทสี่ ง ผลกระทบตอ ฐานทรพั ยากรอาหาร ทสี่ งั เกตไดช ดั
ในรอบทศวรรษทผี่ า นมากค็ อื การเกดิ ขนึ้ ของตน ไมยราบยกั ษแ ละการเขา มาของ
นกปากหา ง ซง่ึ มนี ยั สําคญั อยางยงิ่ ตอความม่ันคงทางอาหาร
ไมยราบยักษ
ไมยราบยกั ษ (Mimosa pigra L.) หรอื ทรี่ จู กั ในชอ่ื ไมยราบตน , ไมยราบนาํ้ ,
และกระถนิ น้ํา สนั นษิ ฐานวาเขา มาในดา นซายประมาณ 10 ปท ่ีผานมา มกั จะขน้ึ
ตามทงุ นาและรมิ แมน าํ้ หมนั สว นไรน าทห่ี า งจากแมน า้ํ หมนั ยงั ไมไ ดร บั ผลกระทบ
จากพชื พันธุดงั กลาว สวนกรณีพน้ื ทีด่ า นซา ย รวมถงึ บา นนาเวยี งใหญส ันนิษฐาน
วา นา จะตดิ มากบั ดนิ ทลี่ อ รถแทรกเตอรใ ชไ ถไรน า รถเหลา นสี้ ว นหนงึ่ มาจากอาํ เภอ
หลม เกา อาํ เภอหลม สกั จังหวดั เพชรบรู ณ สวนความเดือนรอนท่ชี าวไรชาวนาได
รบั ผลกระทบเฉพาะพน้ื ทนี่ าทอี่ ยตู ดิ รมิ แมน าํ้ หมนั อกี กระแสหนงึ่ เชอื่ วา ไมยราบ
ยกั ษม ากบั นา้ํ ในแมน า้ํ หมนั ทไ่ี หลมาจากพนื้ ทไี่ รต น นาํ้ ทมี่ กี ารใชร ถแทรกเตอรไ ถไร
105
106 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
เมอื่ เกดิ ฝนตก ฝนจงึ ชะลา งเมลด็ พนั ธไุ มยราบยกั ษไ หลลงสลู าํ นา้ํ หมนั จงึ ไมแ ปลก
ทจี่ ะเหน็ ไมยราบยกั ษข ึ้นตามริมฝง นํา้ หมนั มากมาย
ไมยราบยกั ษขึ้นมากมายตามริมน้าํ หมัน ในภาพเปนชวงทายหมบู า นนาเวียงใหญ
สวนเหตุที่ขยายพันธุอยางรวดเร็ว ชาวบานไดต้ังขอสังเกตวา ประการ
แรกตนไมยราบยักษสามารถข้ึนในดินทุกสภาพ แมดินที่มีความอุดมสมบูรณตํ่า
เนอ่ื งจากปมรากสามารถตรงึ ไนโตรเจนได ประการตอ มาไมยราบยกั ษเ ปน ไมพ มุ ที่
มรี ะบบรากลกึ โดยลกึ มากกวา พชื อน่ื ในขนาดเดยี วกนั สามารถออกดอกไดต ลอด
ทงั้ ปแ ละตดิ เมลด็ มาก ประการทส่ี าม เปน พชื ทฝี่ ก สามารถหลดุ ออกเปน ขอ ๆและ
ลอยนํ้าไดนับเดือนทําใหสามารถแพรกระจายได เมล็ดมีเปลือกหุมปองกันการ
ซึมเขาของนํ้า หรืออาจติดไปกับเส้ือผาหรือสัตว อีกท้ังเมล็ดของไมยราบยักษย ัง
สามารถอยูในนํ้ามีชีวิตอยไู ดน านเกอื บนบั ป ประการที่สี่ เนอื่ งจากเปนพชื ข้ึนอยู
รมิ นา้ํ เมลด็ จงึ มกั ตดิ ไปกบั ดนิ หรอื ทรายทถี่ กู ขดุ ไปใชใ นการกอ สรา ง และประการ
ทา ยสุด ลําตนมีหนามเปน อปุ สรรคในการกําจดั
106
¡ÒÃà»ÅèÂÕ ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼Òíé ÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 107
การกาํ จดั ไมยราบยกั ษน ้ัน หากเปน ตน ไมยราบยกั ษตน เลก็ ชาวบา นมักจะ
ถอน แตถาเปนตนใหญก็จะใชเครื่องตัดหญาตัดแลวจึงไถกลบ สวนที่เปนปญหา
ใหญคอื ตน ไมยราบขึ้นในที่สาธารณะ เชน รมิ แมน ํ้าหมัน ซงึ่ จะไมม ีใครไปกําจดั
และบรเิ วณนจี้ ะเปน แหลง แพรพ นั ธขุ องไมยราบยกั ษอ ยา งตอ เนอื่ ง รวมถงึ ไมยราบ
ยักษท่เี กดิ ในบริเวณตลิง่ ที่ชนั ในแมน าํ้ หมนั หรอื เขาถึงยาก
ประการสาํ คญั นอกจากไมม ใี ครไปกาํ จดั ตน ไมยราบยกั ษแ ลว ยงั เปน แหลง
เพาะพันธุของหอยเชอร่ี เพราะนกปากหางไมสามารถเขาไปในดงไมยราบยักษ
ได หอยเชอร่ีจึงไมถูกกําจัดโดยนกปากหาง ดังนั้นหากไมกําจัดตนไมยราบยักษ
กเ็ ปน การสรา งปญ หาของการแพรข องหอยเชอรไี่ ดอ ยา งตอ เนอ่ื ง ดงั นน้ั ในปจ จบุ นั
ไมยราบยักษจึงเปนวัชพืชท่ีเปนอุปสรรคสําคัญของอําเภอดานซายรวมทั้งบาน
นาเวยี งใหญท ่ีอยรู มิ ฝง ลํานํา้ หมนั
นกปากหาง
นกปากหา ง (Anastomus oscitans) จดั เปน นกวงศข นาดเลก็ แตม จี ดุ เดน
ไมเหมือนใครคือมีปากท่ีเม่ือหุบจะเหลือชองตรงกลาง ทําใหมันคาบเปลือกหอย
โขง และหอยเชอรท่ี ่ีทัง้ กลมท้งั ลน่ื ไดอ ยางช่าํ ชอง เม่ือจับหอยไดแ ลว มันจะคาบไป
หาทาํ เลเหมาะๆ เพอื่ ใชจ ะงอยปากทาํ หนา ทเี่ หมอื นแหนบจกิ เนอื้ หอยออกมากนิ
ตวั ผแู ละตวั เมยี คลา ยกนั มขี ายาว คอยาว ปากใหญ สว นกลางของปากหา ง
ออกเพ่ือคาบหอยโขงซึ่งกลมลื่นได ขนตามตัวมีสีขาวมอๆ หางมีสีดําแกม
นาํ้ เงนิ ขนปลายปก เปน แถบสดี าํ นกปากหา งมลี าํ ตวั ยาวพอประมาณ ชอบอยเู ปน ฝงู
ทาํ รงั บนตน ไม ทาํ รังดวยเรยี วไมแบบนกยางหรือรังกา
โดยทวั่ ไปมกั พบนกปากหา งทกุ ภาคในประเทศไทย แตพ บมากทภี่ าคกลาง
บริเวณนาขาวมากที่สดุ นกชนดิ น้ชี อบกินหอยเชอรรแี่ ละหอยโขง
ปกติทกุ ๆ ปในชวงหนา หนาว จะมีฝงู นกปากหา ง จาํ นวนนับ 100,000 ตัว
อพยพหนีหนาว มาจากไซบีเรีย ประเทศจีน มาอาศัยอยูท่ีอุทยานนครไชยบวร
ตาํ บลทาเสา อาํ เภอโพธ์ทิ ะเล จงั หวัดพิจติ ร แตปรากฏวา ปน้ีจํานวนนกปากหา ง
ลดหายลงไปกวาคร่ึง สาเหตุท่ีนกปากหางอพยพมาที่จังหวัดพิจิตรลดลง
107
108 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
เน่อื งมาจากไดรบั ผลกระทบจากเมือ่ ปลายปท่ีแลว นาขาวถูกเพลย้ี กระโดด และ
น้ําทวม ทําใหแหลงอาหารมีลดลง อีกท้ังอากาศท่ีแปรปรวน จึงทําใหปริมาณ
นกท่ีอพยพมาเร่ิมแตกฝูง และอยูกระจัดกระจาย พฤติกรรมการอยูเปนกลุมจึง
แปรเปลย่ี นไปเปน ฝงู ยอ ยๆ และยงั ไมพ บการแพรร ะบาดของไขห วดั นกแตอ ยา งใด
นกปากหางพวกน้ี ชาวนาพิจิตร เริ่มออกมาชวยกันอนุรักษ เพราะชวยระบบ
นเิ วศ ในการกําจดั หอยเชอรร ่ีในนาขา ว ทาํ ใหลดตนทนุ การผลติ ในการใชส ารเคมี
อีกชองทางหนึง่ ดว ย
นกปากหา งในกลมุ ยางขาวกาํ ลังมองหาเหยื่อในทอ งนา
หลังจากชาวนาในหมูบ า นนาเวยี งใหญไ ถนาเตรยี มปลูกขาวแลว เสร็จ
108
¡ÒÃà»ÅèÕ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼éÒí ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 109
ในกรณีพ้ืนท่ีอําเภอดานซาย นกปากหางมีสถานะเปนนกอพยพเขามา
ทอ งถน่ิ นี้ แตเ มอื่ หลงั เหตกุ ารณน าํ้ ทว มครงั้ ใหญท ภ่ี าคกลางและกรงุ เทพมหานคร
ในชวงปลายป พ.ศ. 2554 ทาํ ใหฝ งู นกปากหางจาํ นวนมากกวา 200 ตัว อพยพ
มาอาศัยในพ้ืนที่ดานซาย ตั้งแตเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 จนถึงปจจุบัน
รว ม 2 ปก วา ถอื วา มสี ถานะเปน นกประจาํ ถน่ิ เพราะพบเหน็ ไดต ลอดทง้ั ป อยา งไร
ก็ตาม กอนหนาน้ีเมื่อป พ.ศ. 2553 ชาวบานหวยปลาฝา ตําบลนาดี หมูบาน
ที่ต้ังอยูดานใตแมนํ้าหมันทางทิศเหนือของบานนาเวียงใหญเลาใหฟงวา มีนก
ปากหาง จาํ นวน 6 ตัว มาอาศัยที่ทงุ นาบานหว ยปลาฝา เรมิ่ เขา มาชวงหนา แลง
และอาศัยอยูป ระมาณ 6 เดอื น แลว กอ็ พยพไปไมมาอกี เลยจนถงึ ปจจุบนั
ทงั้ สองเหตกุ ารณนบี้ งบอกถึงการอพยพของนกปากหางวา ตอ งการแหลง
อาหารขนาดใหญโดยเฉพาะในชวงหนาแลง เพราะทุงนาตําบลนาดีในชวงหนา
แลงมกี ารทาํ นาปลัง ทาํ ใหม ีอาหารสําหรบั นกปากหา งตลอดชว งหนาแลง สาเหตุ
สําคัญของการอพยพนั้นนาจะมาจากแหลงอาหารขาดแคลน เพราะปลายป
พ.ศ. 2554 ทุงนาแถวภาคกลางถูกนํ้าทวมตอเนื่องกันหลายเดือน นาจะทําให
อาหารสาํ หรบั นกปากหา งขาดแคลน จงึ ไดเ กิดการอพยพของนกบางฝูง
สวนอาหารของนกปากหางนอกจากปลาแลว ยังมีหอยเชอร่ี
ที่มีอยูมากมายในทุงนาตําบลนาดี เดิมชาวบานใชการกําจัดหอยเชอ
ร่ีหลายวิธีดวยกัน เชน นําไปเปนอาหารของเปด หรือเก็บเอาไปท้ิงบน
พื้นดิน หรือใชสารเคมีกําจัดหอยในทุงนา แตเม่ือมีนกปากหางเขา
ม า ใ น ทุ ง น า ตํ า บ ล น า ดี ไ ด ช ว ย ช า ว น า เร่ื อ ง ก า ร กํ า จั ด ห อ ย เช อ รี่
ทาํ ใหป รมิ าณหอยเชอรลี่ ดลงอยา งมาก ชาวบา นหลายคนบอกวา ตง้ั แตม นี กเขา มา
ในหมูบา น ไมไ ดใชสารเคมีกาํ จัดหอยเชอรีอ่ ีกเลย
อีกสาเหตุหนึ่งท่ีทําใหนกปากหางซึ่งเปนนกขนาดใหญยังไมไดลดจํานวน
ลงไปเพราะชาวบานไมก ินนกปากหา ง เนือ่ งจากเน้ือของนกปากหางมีกลิน่ เหมน็
สาบ เนื่องจากมีชาวบานเคยยิงนกปากหางไปทําเปนอาหารแลวเลาใหฟงวาเนื้อ
นกปากหา งไมนา กนิ ซงึ่ แตกตางจากเนื้อของนกยางกรอก ชาวบา นยังนยิ มลามา
กนิ เปน อาหาร
109
110 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
นอกจากนกปากหางแลวยังมีนกอีกหลายชนิดที่หากินในทุงนาตําบลนาดี
สว นใหญเ ปน นกทก่ี นิ แมลงเปน หลกั มนี กบางชนดิ ทก่ี นิ อาหารของคนในพน้ื ท่ี เชน
นกกระตด๊ิ ขหี้ มู นกกระตดิ๊ ตะโพกขาว มกั หากนิ เปน ฝงู โดยกนิ เมลด็ ขา วบนตน ขา ว
ในทงุ นาดสี รา งความเสยี หายใหช าวบา นเหมอื นกนั แตท งุ นาทขี่ า วออกรวงและแก
พรอมกัน ทําใหกระจายความเสี่ยงตอการถูกนกมากินเมล็ดขาว สรางความเสีย
หายนอ ยลงเมื่อมกี ารทาํ นาพรอมกัน
ดงั นน้ั ในมมุ มองของชาวบา นเกยี่ วกบั นกปากหา ง ถอื วา เปน เรอื่ งทด่ี ี เพราะ
ตา งฝา ยตา งเกอ้ื ประโยชนซ งึ่ กนั และกนั และทสี่ าํ คญั ทาํ ใหช าวนาลดการใชส ารเคมี
กําจดั ศัตรูพืชลง
ทายสดุ อาจกลา วไดวา ผืนปา ภูอังลงั ภหู ว ยผักเนา ลาํ น้ําหมัน หวยตาด
ฯลฯ ถือเปนฐานทรัพยากรธรรมชาติท่ีสําคัญในฐานะแหลงใหบริการของระบบ
นิเวศ ไมว าจะเปนในแงผ ืนดนิ ผืนปาและแหลง นาํ้ ทีโ่ ยงใยกบั การทําการเกษตร
และแหลงอาหารใหชาวบานนาเวียงใหญ หวยตาด และคนไทดานไดประกอบ
กิจกรรมทางการเกษตรและเก็บหาของจากปาและลํานํ้า ขณะเดียวกับความ
ผนั แปรของสภาวะอากาศ ทงั้ ภาวะฝนทง้ิ ชว งและ/หรอื นา้ํ ทว มลว นสง ผลกระทบ
ตอ วถิ ชี วี ติ คนไทดา นอยา งไมอ าจหลกี เลย่ี งไดเ ชน กนั กลา วคอื ในแงผ ลผลติ ทางการ
เกษตรทอี่ าจทาํ ใหต กตาํ่ หรอื แหลง ทรพั ยากรอาหารทางธรรมชาตทิ อ่ี าจเขา ถงึ ได
ยากขนึ้ เพราะมปี รมิ าณลดลง เชน เหด็ และหนอ ไมป า เปน ตน รวมถงึ ปรากฏการณ
การเกดิ ขนึ้ ของไมยราบยกั ษ วชั พชื ทด่ี เู หมอื นจะเปน อปุ สรรคสาํ คญั ในการทาํ การ
เกษตร ขณะท่กี ารอพยพยายถ่ินของนกปากหาง ดูเหมือนวาจะสงผลเชงิ บวกใน
แงก ารกาํ จดั หอยเชอรที่ รี่ ะบาดในนาขา ว ดงั นน้ั คงปฏเิ สธไมไ ดว า ปจ จยั เหลา นล้ี ว น
มีสวนสําคัญตอการทําความเขาใจภาวะเปราะบางของฐานทรัพยากรอาหารของ
ชุมชนไดดีอกี มติ ิหนึ่ง
110
¤ÇÒÁ¡ËÒÅÃÒ໡ÅËÕèÂŹÒỢÅͼ§§×¹ã¹·»ÃÆÒÐѾººÂÊá¡ÒÅÒ¡ÂÐÃù¡¼ÍÒíéÒÒÅÃËáÔμ¨ÒÍ´ÑÅÃÒС·ËÊÒÒÒÀçâҸ¢ÍÇÃͧÐçͪÁªÒÁØ ª¡ØÁªªÒ¹μÈÔ 111
ความหลากหลายของทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติ
และการจัดการของชุมชน
“บานนาเวียงใหญและบานหวยตาดอุดมสมบูรณดวยแหลงทรัพยากร
ทางธรรมชาติ เชน ปาไมและแมน้ํา ดวยเหตุน้ีการจับปลา ลาสัตว และเก็บ
ของปา จงึ ถอื เปน วถิ กี ารดาํ รงชพี ทส่ี าํ คญั ของชาวบา นทงั้ สองหมบู า นทสี่ มั พนั ธ
กบั ฤดกู าลและกจิ กรรมทางการเกษตร เชน การหาเหด็ ตามฤดกู าล การหาของ
ปาอยางหนอไมชวงหนาฝน ฯลฯ ขณะเดียวกนั ชาวบา นกม็ ีองคความรูในการ
จัดการเร่ืองดังกลาว ทั้งอยางซับซอนและงายแตกตางกันออกไปตามเง่ือนไข
ภมู ินิเวศท่ีมีสวนสําคัญตอ การกาํ หนดรปู แบบขององคค วามรูดังกลา ว”
111
112 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
ทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติท่ีชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดจะ
เก็บหาจากปาภูอังลังและตามแมนํ้าหมัน กรณีบานนาเวียงใหญ หวยศอกและ
หว ยตาด กรณบี านหวยตาดน้นั มีหลากหลาย ทัง้ พชื สัตว และอาหารจําพวกเหด็
เพอ่ื ใหเ หน็ ภาพสถานการณโ ดยรวมของฐานทรพั ยากรอาหารจงึ แบง การนาํ เสนอ
ออกเปน 2 สว น สวนแรกวาดวยการมอี ยูแ ละการใชประโยชนของฐานทรพั ยากร
อาหารทางธรรมชาติ และสว นหลงั วา ดว ยภมู คิ วามรแู ละการจดั การฐานทรพั ยากร
อาหารทางธรรมชาติ
การมีอยูและการใชประโยชนของฐานทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติ
เนอื่ งดว ยลกั ษณะทางกายภาพทเี่ ฉพาะตวั บา นนาเวยี งใหญต ง้ั อยบู นทร่ี าบ
ในหบุ เขามีภผู าแดดโอบลอ มทางทิศตะวันตกและมภี ูองั ลังทางทศิ ตะวันออก อีก
ทั้งมีลําน้ําหมันไหลผานกั้นอาณาเขตกับหมูบานใกลเคียง สวนบานหวยตาดตั้ง
อยูเชิงเขาของพ้ืนท่ีสูงภูอังลัง ซ่ึงอยูอีกฟากเขาฝงตรงขามกับบานนาเวียงใหญ
และมลี าํ นาํ้ หว ยตาดสายเล็กๆ ไหลผา นกลางหมูบา น ดวยเหตุนี้ชาวนาเวยี งใหญ
จึงเก็บและหาอาหารจากแหลงธรรมชาติตางๆ ท้ังจากพ้ืนที่ดินทางการเกษตร
แมนํ้าหมัน และปาบนภูอังลัง สวนชาวหวยตาดเก็บและหาอาหารจากพ้ืนท่ีทํา
การเกษตร ลาํ นา้ํ หว ยตาด หว ยศอก และปา บนภอู งั ลงั อาหารจากแหลง ธรรมชาติ
ของท้ังสองหมูบานแบงไดเปนพันธุพืชสําหรับใชเปนอาหารและใชประโยชน
ในครวั เรือน ผกั พืน้ บา น เห็ด สัตวเ ปลือกแขง็ ปลา แมง และแมลง
พนั ธุพ ชื
บานนาเวียงใหญ : พนั ธพุ ืชพบไดต ามทงุ นา ปาเขา และริมแมน าํ้ หมนั
จากการสํารวจพบพันธุพืช 146 ชนิดพันธุ ระบุชื่อตามหลักอนุกรมวิธานพืช
ได 145 ชนิดพันธุ และ 62 วงศ โดยพบพืชวงศ Graminacea จําพวกไผมาก
ที่สุด มีจํานวน 13 ชนิดพันธุ คือ ไผจอด, ไผสีสุก, ไผบง, ไผเลี้ยง, ไผหลาม,
ไผเฮียะ, ไผตง, ไผเปํ๊าะ, ไผหก, ไผซาง, ไผไร. ไผไลลอ, และไผลวก รองลงมา
คอื วงศ Euphobiaceae มี 9 ชนิดพนั ธุ คือ หมากเหมือดโลด, มะไฟ, ชมฟาด,
112
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 113
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹
ผักกานดง, เปลาหลวง, น้ํานมราชสีห, สบูแดง, มะขามปอม, และหมากดุก
สวนวงศ Leguminose-papillonideae พบ 8 ชนิดพันธุ คือ จาน, ขะยูง,
กระพ้ีตน , ชงิ ชนั , ดอกทอง, กระพจ้ี ัน, จักจน่ั , และดู และพันธพุ ืชอืน่ ๆ แตห าก
แบงตามวสิ ัยพชื พบมี 4 ประเภทคือ ไมเ ล้ือย 14 ชนดิ พันธุ พชื ลม ลกุ 15 ชนิด
พันธุ ไมพุม 27 ชนิดพันธุ และไมยืนตนจํานวน 90 ชนิดพันธุ อยางไรก็ตาม
หากแบงเปนพืชอาหารกินไดและแยกตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว และพืชอาหาร
ท่ชี าวบา นหาและเกบ็ กนิ ประจาํ สรุปไดดงั นี้
พืชอาหารตามฤดูกาล : หากพิจารณาเฉพาะพันธุพืชท่ีใชเปนอาหาร
และแบงตามฤดูกาลเก็บเก่ียวมากสูนอยตามลําดับ ดังน้ี ฤดูฝนท่ีผืนปา
มีความสมบูรณพ บ 31 ชนดิ พนั ธุ แบง เปน พืช 25 ชนิดพนั ธุ และผลไม 6 ชนิด
พันธุ สวนฤดูรอนแมจะแหงแลง แตกลับพบพืชอาหารมากถึง 24 ชนิดพันธุ
แบงเปนพืช 13 ชนิดพันธุ และผลไม 11 ชนิดพันธุ ในทุกฤดูกาลพบ 20 ชนิด
พันธุ แบงเปน พชื 12 ชนดิ พันธุ และผลไม 8 ชนดิ พันธุ และฤดหู นาวที่มอี ากาศ
แหงแลง และเยน็ พบพืชอาหารนอยทสี่ ดุ 17 ชนิดพนั ธุ แบง เปน พืช 13 ชนดิ พนั ธุ
และผลไมเพียง 4 ชนิดพันธุ ตามปรากฏรายละเอียดในตารางพืชอาหาร
ทางธรรมชาตขิ องบา นนาเวยี งใหญแ ละหวยหวยตาดแบง ตามฤดูกาล
113
114 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ตารางพชื อาหารทางธรรมชาตขิ องบา นนาเวียงใหญ
และหวยหว ยตาดแบง ตามฤดูกาล
§¼ ɺ°o°É· / µ¤´
§¼¦o° ¡º 1.»Á˸¥ (»), 2. °¸¨° (»), 3. °¸¨µ¥ (»), 4. °, 5. Ân µ, 6. ¨·Ê¢o µ (Á¡µ), 7. ·Êª, 8.n¤» µÊÎ , 9.
¤´ Áµ, 10. ¨°¥, 11.Áʸ¥ª, 12. °°, 13.´ ®ªµn µ
¨Å¤o 1. ¤³Â¢, 2.¤°Â®, 3.®¤µ¤o ¤°, 4.®¤µoµ, 5.®¤µ¤n» , 6.¤³Å¢, 7.¤³
µ¤o °¤, 8.Áɺ°n °
, 9.®¤µ®¤n°, 10.¤³¤¼ , 11.®¤µ®ª
§¼ ¡º 1. ´
¤, 2. ´
¤n µ, 3.´
¤®µ¤, 4.´ ¨Ê·¸É , 5.´ ¨´ , 6.´ oµ, 7.ÅÃn p, 8.Ån ¸», 9.Ån
, 10.ÅÁn ¨Ê¸¥, 11.Å®n ¨µ¤, 12.ÅÁn ±¸¥³, 13.Ån , 14.ÅÁn p µ³, 15.Ån®, 16.Ånµ, 17.ÅÅn ¦n, 18.
ÅÅn ¨¨n°, 19.Ŧn ª, 20.´ ªµ¨¡¦³°·¦r, 21.´ ¡µ¥ (´ ´ °), 22.´ ¼ , 23.´ Â
¥, 24.Á
º°,
25.´ ®°
¨Å¤o 1.®¤µÂ, 2.¤³Å¢, 3.®¤µ´, 4.¨µÎ Å¥n µ, 5.°o ¤o , 6.¤³°n µ
§¼®µª ¡º 1.»Á¸Ë¥ (»), 2.°¸¨° (»), 3. °¸¨µ¥ (»), 4.°, 5.´ ¸µo , 6.Ân µ, 7.·Êª, 8.¤´ Áµ, 9.¨°¥,
10.®¤´ Á®¤º°Ã¨, 11.·ªÊ
µª, 12.Áʸ¥ª, 13.´ ¼
¨Å¤o 1.®¤µÁ¨Éº°¤, 2.¤³
µ¤o °¤, 3.n°
ʸ®¤,¼ 4.ÁºÉ°n °
»§¼ ¡º 1.¤o ¨¤, 2.®ªµ¥n µ, 3.¢´
µo ª, 4.¤ µ, 5.
ʸÁ®¨È , 6.¦³ÃµÊÎ (·µ),7.¦³Ã, 8.o¤n °¥, 9.
³Áµ, 10.¥µn µ, 11.Ánµ¦oµ, 12.®¤µ¤µ
¨Å¤o 1.¤³°n µ, 2.n°¡ª, 3.³
, 4.®¤µ¦³, 5.¦³°o , 6.¨µÎ Å¥n µ (´ ¨·Ê ), 7.°o , 8.³¦
หมายเหตุ : ตวั อักษรตรงคือพชื อาหารทางธÊ รรมชาตทิ ี่พบทง้ั บานนาเวยี งใหญและหวยตาด
สวนตัวอักษรเอนคือพชื อาหารทางธรรมชาติทพ่ี บเฉพาะบา นนาเวยี งใหญ
พชื อาหารตามฤดูกาลทีช่ าวบานกนิ ประจาํ : พืชอาหารจากธรรมชาติที่
ชาวบานกินเปนประจําจะเนนผักเปนหลัก สวนผลไมถือเปนอาหารเสริม ดังนั้น
ในการจดั ทาํ ปฏทิ นิ พชื จากปา ทใี่ ชเ ปน อาหารหลกั ของครวั เรอื นจะมเี ฉพาะพชื ผกั
เทานนั้
จากตารางปฏิทินพืชอาหารพบวา ครัวเรือนบานนาเวียงใหญมีการนําพืช
จากธรรมชาติมากนิ เปนอาหารประจํา 40 ชนิดพันธุ แบง ตามฤดูตา งๆ ไดด งั น้ี
ฤดูรอน (เดือนมีนาคม-มิถุนายน): ชาวนาเวียงใหญมีพืชผักท่ีใชกินเปน
ประจาํ 7 ชนดิ พนั ธุ ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ นิ พชื อาหารจากปา สว น
พืชที่มีความโดดเดนในชวงฤดูรอน คือ เพกาท่ีชาวบานนําฝกไปยางแลวใชเปน
เคร่ืองเคียงกับลาบและยําตางๆ นอกจากนี้ ยังมีแคปาท่ีชาวบานนํายอดออนมา
แกลมกับน้ําพริกตางๆ รวมถึง เสี้ยวและผักหวานปาที่ชาวบานจะเก็บยอดออน
มาใสแ กงตางๆ เชน แกงผกั หวาน
114
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 115
áÅСÒè´Ñ ¡ÒâͧªØÁª¹
ฤดฝู น (กรกฎาคม-ตลุ าคม): ชาวนาเวยี งใหญม พี ชื ทใี่ ชก นิ เปน อาหารประจาํ
มากถึง 16 ชนดิ พันธุ พชื ท่ีสําคญั ชวงฤดูนค้ี อื พืชทใี่ ชเปน เคร่อื งเคียงกบั น้าํ พรกิ
หรอื ใชแกลม กบั ลาบและยําตา งๆ ไดแ ก ผกั ขม, ผักขมปา , ผักขมหนาม, ผกั ปลัง,
ผกั กานตง, ไผโ จด, ไผบ ง, ไผหลาม, ไผเ ฮยี ะ, ไผต ง, ไผไ ร, ไผไ ลลอ, ผักพาย, ผกั
กนั จอง, ผกั กดู , ผกั แขยง, ผกั หนอก, บวั บก สว นพชื ทใ่ี ชเ ปน สว นผสมของแกงกค็ อื
พวกหนอ ไมอ อ นทง้ั หลาย เชน ไผบ ง, ไผห ลาม, ไผเ เฮยี ะ, ไผต ง, และ ไผไ ร เปน ตน
ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ): พบพืชผักที่ชาวนาเวียงใหญกิน
เปนประจํา 6 ชนิดพันธุ พืชผักที่มีความโดดเดนในชวงเวลาคือ พืชผักที่ใช
แกลมกับนํ้าพริกและยาํ ตางๆ คอื ผักชีชาง, แคปา , เสี้ยว, และ ผักกดู สวนพชื ผกั
ท่ใี ชเ ปน สวนประกอบของแกงกค็ อื บอนและมนั เสา
ชวงเวลาตลอดท้ังป พบพืชท่ีชาวนาเวียงใหญกินเปนประจํา 5 ชนิดพันธุ
พชื ทม่ี คี วามโดดเดน คอื สม ปอ ยทใี่ หร สเปรยี้ วและยา นางรสเฝอ นๆ ทชี่ าวบา นนาํ
ไปเพิ่มรสชาตอิ าหารและแกงตา งๆ ของครัวเรือน
115
116 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ตารางปฏิทนิ อาหารทางธรรมชาตทิ ี่ชาวบานนาเวียงใหญ ..
และหวยตาดกนิ กันเปนประจาํ
¤.. .¡. ¤.¸ . Á¤.¥. ¡.. ¤.· ¥. .. .. .¥. .. ¡.¥.
1.°, 2.Ân µ, 3.¨·Ê¢o µ (Á¡µ), 4.n¤»
µÊÎ , 5.¤´ Áµ, 6.Áʸ¥ª, 7. ´ ®ªµn µ
1.´
¤,2.´
¤n µ, 3.´
¤®µ¤, 4.
´ ¨´ , 5.´ oµ, 6.ÅÃn p, 7.Ån
, 8.Å®n ¨µ¤, 9.ÅÁn ±¸¥³, 10.Ån , 11.
ÅÅn ¦n, 12.ÅÅn ¨¨n°, 13.´ ¡µ¥, ´ ´
°, 14.´ ¼ , 15.´ Â
¥, 16.
´ ®° (ª´ )
1.°, 2.´ ¸ 1.°, 2.´ ¸
µo , 3.Ân µ, µo , 3.Ân µ, 4.
4.¤´ Áµ, 5. ¤´ Áµ, 5.Áʸ¥ª,
Áʸ¥ª, 6.´ ¼ 6.´ ¼
1.¢´
µo ª, 2.
ʸÁ®¨È , 3.¤o n °¥, 4.³Áµ, 5.¥µn µ
ที่มา: ภาคสนาม (2556)
หมายเหตุ : ตัวอักษรตรงคอื พืชอาหารทางธรรมชาติทพ่ี บทงั้ บา นนาเวียงใหญและหว ยตาด
สว นตวั อกั ษรเอนคือพืชอาหารทางธรรมชาตทิ พี่ บเฉพาะบานนาเวยี งใหญ
จงึ เหน็ ไดว า พชื ผกั จากปา ทชี่ าวนาเวยี งใหญใ ชก นิ เปน ประจาํ ของครวั เรอื น
แบงหลักๆ ได 2 ประเภท คอื ประเภทแรกพืชทใ่ี ชเปนแกลม นํ้าพรกิ และยาํ ตา งๆ
ซ่ึงอาจจะกินไดท้ังสดและนําไปน่ึง ประเภทท่ีสองคือ พืชท่ีใชเปนสวนประกอบ
อาหารพวกแกงตา งๆ พบวา ชว งเดอื นกรกฎาคม-ตลุ าคม เปน ชว งทพ่ี ชื และผกั จาก
ธรรมชาติมีความสมบูรณม ากทสี่ ุด เน่ืองจากปริมาณนํา้ สมบูรณเพราะตรงกบั ฤดู
ฝน ขณะทช่ี ว งเดอื นมนี าคม-มถิ นุ ายน และพฤศจกิ ายน-กมุ ภาพนั ธ ซงึ่ ตรงกบั ชว ง
ฤดแู ลง และหนาวตามลาํ ดบั มจี าํ นวนของพชื ทชี่ าวบา นใชเ ปน อาหารใกลเ คยี งกนั
สวนพืชที่ใชกินเปนอาหารประจําในทุกฤดูกาลพบนอยท่ีสุด อยางไรก็ตามแมจะ
116
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 117
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªØÁª¹
พบนอยหากทวา พืชเหลา น้ีก็ทําหนาทสี่ าํ คัญตอครัวเรือน เพราะชาวนาเวยี งใหญ
ใชเปน อาหารและเครือ่ งปรงุ พนื้ ฐานใหกบั การปรุงอาหารตา งๆ ของครัวเรอื น ซึ่ง
น่ันแสดงใหเห็นวา ตลอด 12 เดือน ชาวบานนามีพืชผักท่ีใชเปนอาหารหลักท่ี
หลากหลาย และมคี วามสมบรู ณมากพอตอการเขา ถึงของครวั เรือน
ไผรวกพบเห็นไดท ่วั ไปในชายปาภูองั ลัง ชาวบา นนยิ มเกบ็ มาปรงุ แตงเปนอาหาร
บานหวยตาด : พันธุพืชบานหวยตาดที่พบจากแหลงธรรมชาติไดตาม
หัวไร ปา และตามแหลงนํ้าตางๆ ผลการศึกษาพบวาพันธุพืชที่ชาวบานเก็บมา
ใชประโยชนดานตางๆ มี 146 ชนิดพันธุ ระบุชื่อตามหลักอนุกรมวิธานได 145
ชนดิ พนั ธุ พืชวงศ Graminacea จาํ พวกไผพบมากทสี่ ดุ 11 ชนิดพันธุ คอื ไผโจด,
ไผส สี ุก, ไผบง, ไผเลยี้ ง, ไผหลาม, ไผเฮยี ะ, ไผต ง, ไผเปา ะ, ไผหก, ไผซาง, ไผไร,
ไผไลลอ, และไผร วก, พืชวงศ Euphorbiaceae จํานวน 9 ชนิดพนั ธุ คอื หมาก
เหมอื ดโลด, มะไฟ, ชมฝาด, ผกั กา นตง, เปลา หลวง, นาํ้ นมราชสหี , สบแู ดง, มะขาม
ปอม, และหมากดูก, พืชวงศ Leguminose-papillonideae จํานวน 8 ชนิด
พันธุ คือ จาน, ขะยงู , กระพี้ตน , ชงิ ชัน, ดอกทอง, กระพจี้ ัน่ , จกั จนั่ , และพชื อน่ื ๆ
117
118 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ดังปรากฏรายละเอียดอนุวิธานแมลงกินไดของบานนาเวียงใหญและหวยตาดใน
ภาคผนวก อยางไรก็ตามหากแบงเปนพืชอาหารกินไดและแยกตามฤดูกาลเก็บ
เกยี่ ว และพชื อาหารที่ชาวบานหาและเกบ็ กนิ เปน ประจาํ สรปุ ไดด ังนี้
พืชอาหารตามฤดูกาล : จากตารางพืชตามฤดูกาลเก็บเก่ียวพบวาแตละ
ฤดูกาลมีความหลากหลายของพันธุพืช ที่ใชเปนอาหารของครัวเรือนบานหวย
ตาดไมแ ตกตา งกนั มากนกั กลา วคอื ฤดฝู นมคี วามสมบรู ณข องอาหารมากทส่ี ดุ คอื
พบ 24 ชนดิ พนั ธุ แบงเปนพชื 19 ชนดิ พันธุ ผลไม 5 ชนิดพันธุ ขณะทฤี่ ดรู อน
มคี า ความหลากหลายของชนดิ พนั ธพุ ชื นอ ยกวา ฤดรู อ นเพยี ง 1 ชนดิ ประกอบดว ย
พืช 12 ชนดิ พนั ธุ ผลไมพ บ 11 ชนิดพันธุ ลาํ ดบั ตอมาคอื พชื อาหารท่ีเก็บเก่ียวได
ทกุ ฤดกู าลพบ 19 ชนิดพันธุ แบง เปน พืช 11 ชนดิ พนั ธุ และผลไม 8 ชนิดพันธุ
ทา ยสดุ ฤดหู นาวพบพชื อาหารนอ ยสดุ คอื 16 ชนดิ พนั ธุ แบง เปน พชื 12 ชนดิ พนั ธุ
และผลไมเพยี ง 4 ชนิดพันธุ
พชื อาหารตามฤดกู าลทชี่ าวบา นหากนิ กนั ประจาํ : จากปฏทิ นิ พชื อาหาร
จากธรรมชาติพบวาชาวหวยตาดมีการนําพืชผักจากธรรมชาติมากินเปนอาหาร
ประจาํ นวนของครัวเรอื น 36 ชนิดพันธุ กลา วคือ
ชวงเดือนมีนาคม-มิถุนายน (ฤดูรอน) ชาวหวยตาดมีพืชที่ใชกินเปน
อาหารประจํา 6 ชนดิ พนั ธุ ดังรายละเอียดปรากฏในตารางปฏิทนิ พชื อาหารจาก
ธรรมชาติ สว นพชื ทมี่ คี วามโดดเดน ในชว งเดอื นดงั กลา วจะมลี กั ษณะเชน เดยี วกบั
บา นนาเวยี งใหญค อื นาํ ไปกนิ เคยี งกบั นา้ํ พรกิ และกนิ แกลม ยาํ ตา งๆ รวมถงึ ใชเ ปน
สว นประกอบของแกงตางๆ เชน เพกา, แคปา, เสี้ยว และผกั หวานปา
118
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 119
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹
แคปา เปนพืชอีกสายพนั ธหุ นึ่งทีพ่ บเห็นท่วั ไปบนผืนปา ภอู งั ลงั และตามหัวไรปลายนา
ชวงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม (ฤดูหนาว) ชาวหวยตาดมีพืชท่ีใชกิน
เปนอาหารประจํามากถึง 12 ชนิดพันธุ พืชผักที่สําคัญชวงเดือนนี้คือ พืชผัก
ที่ใชเปนเคร่ืองเคียงกับนํ้าพริก หรือใชแกลมกับลาบและยําตางๆ เชนเดียวกับ
บานนาเวียงใหญ แตพืชที่มีความโดดเดนมากท่ีสุดในชวงน้ีก็คือหนอไมออน
ซงึ่ แตกหนอ เปน จาํ นวนมาก เนอ่ื งจากเปน ชว งฤดฝู น เชน ไผโ จด , ไผบ ง, ไผห ลาม,
ไผเอยี ะ, ไผตง, และไผไร
ชวงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ (ฤดูหนาว) พบพืชที่ชาวหวยตาดกิน
เปนอาหารประจํา 6 ชนิดพันธุ พืชท่ีมีความโดดเดนจะเปนชนิดเดียวกับที่พบท่ี
บานนาเวียงใหญ เชน ผักชีชาง, แคปา, เสย้ี ว, และผกั กดู ที่ใชเ ปน ผกั แกลมกบั
นํ้าพริกและยําตา งๆ นอกจากน้ียงั มบี อนและมันเสาท่ใี ชเ ปน สวนประกอบสาํ คญั
ในการทาํ อาหารประเภทแกง
119
120 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ชวงทกุ ฤดกู าล พบพชื ทชี่ าวหวยตาดกินเปน ประจํา 5 ชนดิ พันธุ เชนเดยี ว
กับบานนาเวยี งใหญ พืชท่มี ีความโดดเดนคอื สม ปอยและยา นาง ท่เี ปรียบไดก บั
เปน เคร่ืองปรงุ รสอาหารจานสาํ คญั ของครัวเรอื น
ดวยเหตุน้ีพืชจากธรรมชาติท่ีชาวบานหวยตาดใชเปนอาหารหลักของครัว
เรอื นจะนาํ ไปใชเ ปน พชื และผกั ทอี่ าจจะกนิ สดๆ หรอื นง่ึ แกลม นาํ้ พรกิ และยาํ ตา งๆ
กบั พชื อกี สว นหนงึ่ จะนาํ ไปเปน สว นประกอบอาหารพวกประเภทแกง จากผลการ
ศึกษาพบวากรณีบานหวยตาดมีคาความหลากหลายของชนิดพืชแตละชวงเวลา
ไมตางกันมากนัก โดยพบวาชวงท่ีพืชผักมีความสมบูรณมากท่ีสุดคือชวงฤดูฝน
(กรกฎาคม-ตลุ าคม) ขณะทีฤ่ ดรู อ น (มนี าคม-มถิ ุนายน) และหนาว (พฤศจกิ ายน)
จะมีคาความหลากหลายของชนิดพืชท่ีใชเปนอาหารประจําจํานวนเทากัน
สวนพืชท่ีใชกินเปนประจําทุกฤดูกาลพบนอยท่ีสุด หากทวาก็มีความสําคัญ
อยางมาก เพราะเปนพืชที่ทุกครัวเรือนใชปรุงแตงใหเกิดรสชาติอาหารในสํารับ
เมนูตา งๆ จงึ กลา วไดว า ตลอด 12 เดอื น ชาวบา นหวยตาดมีพืชและผักท่ีใชเ ปน
อาหารหลักทห่ี ลากหลาย และมีความสมบรู ณม ากพอตอการเขา ถงึ ของครวั เรอื น
เห็ดปา
เห็ดเปนเชื้อราประเภทหน่ึงท่ีบางสายพันธุสามารถนํามาเปนอาหารได
มีคุณคาทางโภชนาการเพราะใหสารอาหารจําพวกโปรตีนสูง ท้ังบานนาเวียง
ใหญและบานหวยตาดจะพบเห็ดหลากหลายสายพันธุ สวนใหญเห็ดจะออกดอก
ในชว งหนา ฝนตามปา ภูอังลัง
120
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 121
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹
เห็ดระโงก (เหลอื ง) สว นหนง่ึ ทีช่ าวบานหวยตาดและคนไทดา นในหมบู า นอ่ืนๆ
นิยมเก็บมาปรงุ แตง เปนอาหารชว งหนาฝน
ผลการสาํ รวจพบวา บานนาเวยี งใหญม เี ห็ด 33 ชนดิ พันธุ บา นหวยตาดมี
31 สายพันธุ มี 2 ชนิดพันธุ ท่ไี มพ บที่บานหวยตาดแตพ บท่ีบานนาเวียงใหญ คือ
เหด็ ตบั เตา (Boielus edulis Bull. Ex. Fr.) และเหด็ ขค้ี วาย (Corprinus cinerus)
ดังรายละเอยี ดที่ปรากฏในอนกุ รมวธิ านเหด็ ในภาคผนวก
จํานวนชนิดพันธุเห็ดของบานนาเวียงใหญมีวงศ Tricholomataceae
มากถึง 7 ชนิดพนั ธุ คอื เหด็ เขม็ ขาว, เห็ดเข็มดาํ , เห็ดเข็มนา้ํ ตาล, เห็ดเขม็ แดง,
เห็ดเข็มมวง, เห็ดโคน, และเห็ดขาวตอก รองลงมาคือ วงศ Russulaceae
พบ 6 ชนิดพันธุคือ เห็ดขา, เห็ดฟาน, เห็ดถานเล็ก, เห็ดถานใหญ, เห็ดกอ,
และเห็ดหนามอย สวนวงศ Boletaceae พบ 5 ชนิดพันธุ ไดแก เห็ดผึ้ง,
เห็ดผึ้งดํา, เห็ดผึ้งน้ําตาล, เห็ดตับเตา, และเห็ดปอด ขณะที่วงศ Agaricaceae
พบ 4 ชนดิ พนั ธุ คอื เหด็ มนั , เหด็ หนา ไค, เหด็ ลม, และเหด็ ฟาง สว นสายพนั ธอุ นื่ ๆ
ดงั ปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก
121
122 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
จํานวนชนิดพันธุเห็ดของบานหวยตาดพบวา วงศ Tricholomataceae
และ Russulaceae มีจํานวนเทา กบั บานนาเวยี งใหญค อื 7 และ 6 ชนิดพันธุ
ตามลาํ ดับ สว นวงศ Boletaceae และ Agaricaceae พบ 4 ชนดิ พนั ธุ สวนสาย
พันธุอ่ืนๆ ดังปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก อยางไรก็ตาม หากแบงเห็ดแยก
ตามเดอื นท่ีใหผลผลิต และเห็ดทช่ี าวบา นหาและเก็บกนิ ประจําสรปุ ไดดงั น้ี
บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดจะมเี หด็ ปา ออกจาํ นวนมากชว งหนา ฝน
กรณบี า นนาเวยี งใหญจ ะพบเหด็ ทคี่ รวั เรอื นตา งๆ นาํ มาทาํ อาหารกนิ กนั ประจาํ 11
ชนดิ พนั ธุ ขณะทบี่ า นหว ยตาดนาํ เหด็ มาเปน อาหารหลกั นอ ยกวา บา นนาเวยี งใหญ
1 ชนดิ พนั ธุ คอื เหด็ ขา วตอกซงึ่ พบทที่ อ งนาบา นนาเวยี งใหญเ ทา นน้ั สง่ิ ทนี่ า สนใจ
คอื เห็ดแตล ะสายพันธจุ ะออกตางชวงเวลากัน กลา วคอื
ชว งเดอื นกรกฎาคม-สงิ หาคมหรอื ชว งตน ฤดฝู นจะพบเหด็ หนา ไค,เหด็ หนา มอ ย,
เห็ดโคน, และ เห็ดขาวตอก (เฉพาะเห็ดขาวตอกพบบานนาเวียงใหญเทานั้น)
ชวงเดือนสิงหาคม-กันยายน หรือกลางฤดูฝนจะพบเห็ดระโงกขาวและ
เห็ดระโงกเหลอื ง
ชวงเดือนกันยายน-ตุลาคม หรือปลายฤดูฝนจะพบเห็ดบดและเห็ดท่ีเคย
พบชวงตนฤดูฝน อยางเห็ดหนามอยและเห็ดโคนก็จะกลับมาออกดอกอีกคร้ัง
เน่ืองจากชวงเดือนดังกลาวฝนจะทิ้งชวงและมีอากาศรอนอบอาว สวนเห็ดที่พบ
ระหวางเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม หรือตลอดชวงฤดูฝน คือ เห็ดผึ้ง, เห็ดผ้ึงดํา,
เห็ดผง้ึ นาํ้ ตาล, และเหด็ ขอน
ตารางปฏิทินอาหารจําพวกเหด็ ท่ชี าวบานนาเวียงใหญแ ละหวยตาดกินเปน ประจํา
¤.· ¥. .. .. .¥. .. ¡.¥.
1.Á®È®µo Å, 2.Á®È®µo ¤n°¥, 3.Á®ÈÃ,
4.Á®È
oµª°
1.Á®È¦³Ã
µª, 2.Á®È¦³ÃÁ®¨º°
1.Á®È, 2. Á®È®µo ¤n°¥,
3.Á®ÈÃ
1.Á®Èʹ , 2.Á®Èʹ µÎ , 3.Á®Èʹ ʵΠµ¨, 4.Á®È
°
ท่มี า: ภาคสนาม (2556-57)
หมายเหตุ : ตัวอักษรตรงคอื เหด็ ทีพ่ บทง้ั บานนาเวียงใหญแ ละหวยตาด
สวนตวั อกั ษรเอนคอื เหด็ ทีพ่ บเฉพาะบานนาเวียงใหญ
122
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 123
áÅСÒè´Ñ ¡ÒâͧªØÁª¹
จงึ เหน็ ไดว า เหด็ ปา ทค่ี รวั เรอื นบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดนาํ มากนิ
เปน อาหารประจาํ จะออกตลอดชว งฤดฝู นในเวลาทแ่ี ตกตา งกนั ขน้ึ อยกู บั ลกั ษณะ
ชนิดของเหด็ ปา และสภาวะอากาศ ดงั นั้นหากครัวเรือนเก็บเห็ดไมท ันในชวงเวลา
ดังกลาว ดอกเหด็ จะบานและรวงลงดนิ ไมส ามารถเก็บได
จากความสมบูรณและหลากหลายชนิดของเห็ด ทําใหสํารับอาหารที่
ชาวบานท้ังสองหมูบานนิยมปรุงแตงในฤดูฝนคือ น้ําพริกเห็ด แกงเห็ด และ
นึ่งเห็ด เปนตน ดังนั้น เห็ดปาจึงเปนอาหารที่เปนเอกลักษณในชวงฤดูฝนซ่ึงมี
บทบาทสาํ คญั ในการสง เสรมิ ใหเ กดิ ความมนั่ คงทางอาหารของครวั เรอื นและชมุ ชน
เนอื่ งจากเปนอาหารจากธรรมชาตแิ ละออกเปนจํานวนมาก มคี วามถใ่ี นการออก
อยา งรวดเรว็ ทาํ ใหส ามารถเกบ็ กนิ ไดตลอดฤดูกาล และสวนทเ่ี หลือจากครวั เรือน
นําไปขายสรางรายไดเสริมได
ปลา
ชาวนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดจบั ปลาจากแหลง ธรรมชาตติ ามทตี่ า งๆ กลา ว
คือบานนาเวียงใหญม ลี าํ นํ้าหมนั ลําราง และนาซงึ่ สามารถจบั ปลาไดช วงหนาฝน
ขณะทบี่ า นหว ยตาดชาวบา นจะหาปลาบรเิ วณตามลาํ หว ยตาดและหว ยศอก อกี ทงั้
ยงั จบั ไดท ส่ี ระนา้ํ สาธารณะประจาํ หมบู า น จากการสาํ รวจพบวา บา นนาเวยี งใหญ
มีพันธปุ ลาจํานวน 18 ชนิดพนั ธุ ขณะทบี่ า นหว ยตาดมี 12 ชนดิ พันธุ ดงั ปรากฏ
รายละเอียดในอนุกรมวิธานปลาในภาคผนวก เหตุท่ีบานหวยตาดมีจํานวนพันธุ
นอ ยกวา บา นนาเวยี งใหญ เนอื่ งจากลกั ษณะทางกายภาพของลาํ หว ยตาดและหว ย
ศอก ท่เี ลก็ และมีปริมาณน้าํ ท่นี อ ยกวา ลาํ นํา้ หมัน
หากพจิ ารณาในแงข องพนั ธปุ ลาจะพบวา บา นนาเวยี งใหญม พี นั ธปุ ลาวงศ
Cyprinidae จํานวน 8 ชนิดพันธุ คือ ปลาซิวนา้ํ ขา ว, ปลาซิวหนวด, ปลาซิวอาว,
ปลาตอง, ปลาจาด, ปลาปก เหลอื ง, ปลาปก แดง, และปลาสรอ ย สว นปลาวงศอ นื่ ๆ
พบเพียง 1 ชนดิ พนั ธุ ดังปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวก สว นบานหวยตาดพบ
ปลาวงศ Cyprinidae นอ ยกวา บา นนาเวยี งใหญ 4 ชนดิ พนั ธุ นอกเหนอื จากนนั้ พบ
เพยี ง 1 ชนดิ พนั ธุ เชน ปลาคงั , ปลาเขม็ , ปลากา ง, ปลาหมอ, และปลาหลอด เปน ตน
123
124 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ดังปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวก
สิ่งที่นาสังเกตคือท้ังบานนาเวียงใหญและบานหวยตาด ชาวบานทุกครัว
เรอื นสามารถเขา ถงึ แหลง อาหารจากแหลง ธรรมชาตอิ ยา งปลาเหมอื นกนั ครวั เรอื น
เกอื บทงั้ หมดจะจบั ปลากนิ ภายในครวั เรอื นเปน หลกั ทง้ั นจี้ ากการสาํ รวจครวั เรอื น
พบวา ปลาทช่ี าวบานนาเวยี งใหญใ ชเปน อาหารประจํามี 14 ชนิดพนั ธุ สวนปลาท่ี
ชาวหว ยตาดกนิ เปน อาหารประจาํ มนี อ ยกวา บา นนาเวยี ง 4 ชนดิ พนั ธุ คอื ปลาซวิ
น้ําขาว, ปลาซิวหนวด, ปลาซิวอาว, และปลาตอง ท้ังนี้เพราะปลาชนิดพันธุ
ดังกลาวจะไมพบท่ีบานหวยตาด เน่ืองจากปลาเหลาน้ีอาศัยอยูตามลําน้ําใหญ
อยางลํานํ้าหมัน โดยชาวบานจะนําปลาไปประกอบอาหารท่ีกินประจําไดหลาก
หลาย เชน เปน สว นประกอบของแกง หมก นงึ่ และปง และหากหาไดจ าํ นวนมาก
ก็จะตากแหง สาํ รองเปนมอ้ื อาหารตอไป
ตารางปฏทิ นิ อาหารประเภทปลาทีช่ าวบา นนาเวียงใหญ
และหวยตาดหามากนิ กันเปนประจํา
¤.. .¡. ¤.¸ . Á¤.¥. ¡.. ¤.· ¥. .. .. .¥. .. ¡.¥. ..
1.¨µ´ , 2.¨µµo , 3.¨µ±µ¨ªo ¥, 4.¨µ·ªµÊÎ
oµª, 5.¨µ·ª®ª, 6.¨µ·ª°oµª, 7.¨µ°, 8.¨µµ, 9.
¨µ¸ Á®¨º°, 10.¨µ¸ Â, 11.¨µ¦o°¥, 12.¨µ®¨, 13.¨µ®¤°, 14.¨µÁµo
ท่ีมา: ภาคสนาม (2556-57)
หมายเหตุ : ตัวอักษรตรง คือปลาทพ่ี บท้ังบา นนาเวยี งใหญและหว ยตาด
สว นตัวอกั ษรเอน คือปลาท่ีพบเฉพาะบา นนาเวยี งใหญ
กรณีการหาปลาจะตางจากการหาอาหารจากแหลงธรรมชาติอื่นๆ
เชน การเก็บและหาของปาซ่ึงสวนใหญมักเปนคนวัยทํางานท่ียังมีพละกําลัง
คนสูงวัยไมอาจเขาไปหาอาหารจากแหลงดังกลาวได ขณะท่ีการหาปลาเพียง
เดินไปท่ีแหลงน้ําก็หาได นัยยะดังกลาวทําใหเห็นวาเร่ืองของอายุก็เปนปจจัย
สําคัญอยางหนึ่งในการเขาถึงแหลงอาหารจากธรรมชาติ โดยเฉพาะกับครัว
เรือนท่ีมีสมาชิกเฉพาะผูสูงวัย สวนการหาปลาเพ่ือกินในครัวเรือนก็มีนัยสําคัญ
2 ประการ คือ
124
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 125
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹
ประการแรก แหลงทรัพยากรทางธรรมชาติซ่ึงเปนท่ีอยูอาศัยของปามี
ขนาดเลก็ กลา วคอื บา นนาเวยี งใหญม เี พยี งลาํ นาํ้ หมนั ซง่ึ เปน ลาํ นาํ้ สายเลก็ จาํ นวน
ปลาจงึ ไมม ากพอทจ่ี ะใหครัวเรอื นตา งๆ หาเพ่อื การคา เชน เดยี วกบั บานหว ยตาด
มีลํานํ้าหวยตาดและหวยศอก ท่ีไหลมาบรรจบกับลํานํ้าหมันดานเหนือ
หมบู านนาเวียงใหญ
ประการท่ีสอง เปนผลสืบเน่ืองจากกายภาพของแมน้ําที่เล็กทําให
ชาวบานสรางเครื่องมือในการจับปลาพื้นบานท่ีมีขนาดพอเหมาะจึงทําใหการ
จบั ปลาไดจาํ นวนนอ ยหรือพอเหมาะกับการบรโิ ภคในครวั เรอื นเทาน้นั เครื่องมอื
จบั ปลาพน้ื บา นดงั กลา วจงึ ทาํ หนา ทช่ี ว ยกระจายอาหารจากแหลง ธรรมชาตใิ หก บั
ครวั เรือนไดอ ยา งทว่ั ถงึ น่ันเอง
กุงและหอย
กุงและหอยที่ชาวนาเวียงใหญจับเปนอาหารมี 16 ชนิดพันธุ ขณะที่
บานหวยตาดมี 15 ชนิดพันธุ สกุลที่บานหวยตาดไมพบแตจะพบเฉพาะท่ี
บานนาเวียงใหญ คือ วงศ Parathephusidae หรือ ปูนา สวนวงศท่ีพบท่ี
บานนาเวียงใหญ และบานหวยตาดมากท่ีสุดคือ วงศ Amblemidae โดยพบ
3 ชนิดพนั ธุ คอื หอยจิบจี้, หอยกาบ, และหอยเสียบ สวนวงศ Ampullaridae
พบท้งั 2 หมูบ านมีจาํ นวน 2 ชนดิ พันธุ คอื หอยโขง และหอยเชอรรี่ อยา งไรก็ตาม
หากแบงเปน กงุ และหอยท่ชี าวบา นหาและเกบ็ กนิ เปนประจาํ สรปุ ไดด ังนี้
กรณบี า นนาเวยี งใหญพ บกงุ และหอยทค่ี รวั เรอื นกนิ เปน อาหารหลกั 7 ชนดิ
พันธุ ขณะท่ีบานหวยตาดพบนอยกวาบานนาเวียง 4 ชนิดพันธุ คือ หอยจิบจี้,
หอยกาบ, หอยทราย, และปูนา ดังปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ ินสตั วพ วก
กุงและหอย ที่ใชเปนอาหารหลักของบานนาเวียงใหญและบานหวยตาด ซ่ึงจะ
อาศยั อยเู ฉพาะทลี่ มุ และตามทอ งนา กงุ และหอยเหลา นค้ี รวั เรอื นทง้ั หมดของบา น
นาเวียงใหญและบานหวยตาดจะเก็บเพื่อกินในครัวเรือน เพราะปริมาณกุงและ
หอยแตละชนิดพันธขุ องแตล ะหมบู า นมไี มม ากนกั นอกจากนกี้ ารหากุงและหอย
ก็มีลักษณะคลายกับการหาของปา คือ ในมุมมองชาวบานถือเปนงานที่ไมหนัก
125
126 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
ผูเฒาผูแกก็สามารถหาหอยได จึงพบวาครัวเรือนทั้งหมดท้ังสองหมูบานสามารถ
เขา ถงึ หอยอาหารจากแหลงธรรมชาตนิ ไ้ี ดเ ชนกัน
ตารางปฏิทินสตั วน ํา้ พวกกุงและหอยที่ชาวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดกินเปนประจาํ
¤.. .¡. ¤.¸ . Á¤.¥. ¡.. ¤.· ¥. .. .. .¥. .. ¡.¥. ..
1.®°¥·¸,Ê 2.®°¥µ, 3.®°¥¦µ¥, 4.»o °¥, 5.¼µ, 6.®°¥Á¸¥,r 7.®°¥
¤
ท่มี า: ภาคสนาม (2556-57)
หมายเหตุ : ตวั อกั ษรตรง คือ กงุ หอยทพี่ บทัง้ บา นนาเวียงใหญแ ละหวยตาด
สว นตัวอกั ษรเอน คอื กุงหอยท่พี บเฉพาะบา นนาเวยี งใหญ
สัตวปา และสตั วค รง่ึ บกครงึ่ นํ้า
สตั วป า และสตั วค รง่ึ บกครง่ึ นา้ํ ทช่ี าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดนยิ มจบั
เปนอาหารมีจํานวน 16 ชนิดพนั ธเุ ทา กนั ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ ิน
อาหารจาํ พวกสตั วป า และสตั วค รงึ่ บกครงึ่ นา้ํ ทช่ี าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด
กนิ เปน ประจํา สว นวงศ Ramidae พบมากทสี่ ดุ 5 ชนิดพันธุ คือ อีปุม , เขยี ดนา,
อีฮวก, กบภูเขา, และกบนา รองลงมาคือ วงศ Muridae พบ 3 ชนิดพันธุ คือ
หนหู วาย หนนู า และหนู วงศ Microhydae พบ 2 ชนดิ พันธุ คือ อ่งึ และอ่งึ -เผา
สวนสายพันธุอื่นๆ ท่ีพบจะปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก อยางไรก็ตามหาก
แบง สตั วป า และสตั วค รง่ึ บกครง่ึ นาํ้ ทช่ี าวบา นหาและเกบ็ กนิ เปน ประจาํ สรปุ ไดด งั น้ี
สัตวปาและสัตวคร่ึงบกคร่ึงน้ําท่ีครัวเรือนบานนาเวียงใหญและบานหวย
ตาดหากนิ เปนอาหารประจํามี 9 ชนิดพันธุ ชวงเดือนมนี าคม-มถิ นุ ายน (ฤดูรอน)
บา นนาเวยี งและบา นหว ยตาดมไี ขม ดแดงทคี่ รวั เรอื นนาํ ไปปรงุ แกงออ ม ชว งเดอื น
กรกฎาคม-ตลุ าคม (ฤดฝู น) บา นนาเวยี งใหญม อี ง่ึ , องึ่ -เผา , และเขยี ดนา ทค่ี รวั เรอื น
นิยมนําไปปงและใสเปนสวนผสมของแกง สวนบานหวยตาด นอกจากจะนําอึ่ง
และอ่ึง-เผาไปปรุงแตงเปนอาหารเหมือนบานนาเวียงใหญแลว ครัวเรือนยังนํา
สัตวครึ่งบกครึ่งนํ้าท่ีมีเอกลักษณเดนคือพบในพื้นท่ีสูงอยางอีปุมและอีน่ิวเปน
อาหารทกี่ นิ เปน ประจาํ สว นชว งเดอื นพฤศจกิ ายน-กมุ ภาพนั ธ ทง้ั บา นนาเวยี งใหญ
126
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 127
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹
และบานหวยตาดจะมีหนูพุกและหนูหวายนําไปเปนอาหารกินเปนประจําท้ังปง
และแกง สว นสตั วท พ่ี บทกุ ฤดกู าลและชาวบา นทงั้ 2 หมบู า น แมจ ะมเี พยี ง 2 ชนดิ
พนั ธุ คือ หนูและตนุ หากทวา ก็เปน แหลงอาหารทม่ี ีคณุ คา ทางโภชนาการท่ีครวั
เรือนนาํ ไปปง และสว นผสมของแกงตางๆ
ตารางปฏิทินอาหารจาํ พวกสัตวปาและสัตวค รึ่งบกครง่ึ นา้ํ ที่ชาวบา นนาเวียงใหญ
และหวยตาดกินเปน ประจาํ
แมลงและแมง
¤.. .¡. ¤.¸ . Á¤.¥. ¡.. ¤.· ¥. .. .. .¥. .. ¡.¥. ..
ºoµŒÒ¹¹ÒµàÁǪÕÂ¥¸ §ã&ËÞ‹ o&µº®ŒÒo¹ª¥ËŒÇµÂμÒ´
1.Å
¤n Â)
ºÒŒ¹oµ¹ÒàǵÂÕÁª§¥¸ ãË Þ‹
1. °É¹, 2. °É¹-Áµo , 3.Á
¥¸ µ
oµ®oª¥µ
1.°É¹, 2.°É¹-Áµo , 3. °¸n »¤, 4.°¸É·ª
ºÒŒ ¹oµ¹ÒàǵÁÂÕ ª§¥¸ ãËÞ&‹ & ºŒÒ¹oµ¹ÒàǵÂÕÁª§¥¸ãËÞ&‹ &
oµ®oª¥µ oµ®oª¥µ
1.®¼¡» , 1.®¼¡» ,
2.®¼®ªµ¥ 2.®¼®ªµ¥
ºŒÒ¹oµ¹ÒàǵÂÕÁª§¥¸ãËÞ&‹ &ºoµÒŒ ¹®ËoªŒÇ¥ÂμµÒ´
1.®¼, 2. n»
ทีม่ า: ภาคสนาม (2556-57)
แมลงและแมงท่ีชาวนาเวียงใหญและหวยตาดจับและดักกินเปนอาหารมี
จาํ นวนชนดิ พันธเุ ทากัน คือ 16 ชนิดพันธุ ดงั ปรากฏรายละเอียดในอนกุ รมวธิ าน
แมลงและแมงในภาคผนวก สว นวงศ Scarabacidae พบมากทส่ี ดุ 3 ชนดิ พนั ธุ คอื
ดว ง แมงเงา และแมงกนิ นู ขณะทวี่ งศ Acrididae และ Grylidae ไมส ามารถระบุ
ชนดิ พนั ธไุ ด สว นจาํ นวนชนดิ พนั ธุอ่นื ๆ ปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวก อยางไร
กต็ าม หากแบง แมลงและแมงท่ีชาวบานหาและเก็บกนิ ประจาํ สรปุ ไดด งั น้ี
127
128 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
บานนาเวียงใหญหาแมลงมากินเปนประจํา 13 ชนิดพันธุ สวนบาน
หวยตาดหาแมลงมากินเปนอาหารประจํา 1 ชนิดพันธุ โดยชนิดท่ีพบเฉพาะ
บานนาเวียงใหญแตไมพบบานหวยตาด คือ จิหลอ ชวงเดือนมีนาคม-
มิถุนายน ครัวเรือนบานนาเวียงใหญนําแมลงมากินเปนอาหารประจํา
5 ชนิดพันธุ สวนบานหวยตาดมีนอยกวา 1 ชนิดพันธุ ซ่ึงก็คือจิหลอ
สวนแมลงท่ีมีความโดดเดนในชวงน้ีก็คือ แมงแคงและกุดจ่ี ชวงเดือน
กรกฎาคม-ตุลาคม บานนาเวียงใหญและบานหวยตาดมีการนําแมลง
มาทําเปนอาหารประจํา มีจํานวนชนิดใกลเคียงกัน โดยบานนาเวียงใหญ
มมี ากกวา 1 ชนดิ พันธุ คือ จิหลอ ซง่ึ พบมาก 2 ชว งฤดกู าล สว นแมลงท่ีโดดเดน
ในชวงเดือนนี้ก็คือ แมงแคง, จิโปม, แมงจินูน ขณะที่ชวงเดือนพฤศจิกายน-
กมุ ภาพนั ธ ทง้ั 2 หมบู า นมกี ารนาํ แมลงเปน อาหาร 2 ชนดิ พนั ธเุ ทา กนั คอื แมงมนั
และแมงแคง ทา ยสดุ คอื ทกุ ฤดกู าลทง้ั บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดมกี ารนาํ
แมลงมากนิ เปนอาหารประจําเทากนั คอื คา งคาวและแมงเงา
ตารางปฏทิ นิ อาหารประเภทแมลงที่ชาวบา นนาเวียงใหญ
และหว ยตาดหากนิ กนั เปน ประจาํ
¤.. .¡. ¤¸.. Á¤.¥. ¡.. ¤·.¥. .. .. .¥. .. ¡.¥. ..
1.·®¨n°, 2.´ ´É , 3.·Ê®¦¸,
4.¤Â, 5.» ¸É
1. ·®¨n°, 2.¤Â, 3.·Ã¤,
4.¤´ Ãn, 5. ¤·¼
1.¤¤´ , 1.¤¤´ ,
2.¤ 2.¤Â
1. µo µª, 2.¤Áµ
ท่มี าÉ : ภาคสนาม (2556)
หมายเหตุ : ตัวอักษรตรง คือ แมลงทพี่ บทั้งบา นนาเวียงใหญแ ละหวยตาด
สวนตวั อกั ษรเอน คือ แมลงท่ีพบเฉพาะบานหวยตาด
128
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 129
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªØÁª¹
องคค วามรูด านในการจัดการทรพั ยากรอาหารทางธรรมชาติ
จากทเ่ี กรน่ิ ไวเ บอ้ื งตน บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดมอี าหารธรรมชาติ
ท่ีหลากหลาย ทําใหชาวบานไดห า จบั ลา และเกบ็ ตลอดทง้ั ป กิจกรรมดงั กลาว
จะสัมพันธโดยตรงกับฤดูกาล กลาวคือกรณีบานนาเวียงใหญ ในฤดูฝนชาว
บา นนาเวยี งใหญจ ะเกบ็ พชื ผกั พน้ื บา นมากมายจากแหลง ธรรมชาตทิ งั้ จากปา และ
ตามทุงนา เชน เห็ด หนอไมออน และใบบัวบก เปนตน สวนฤดูหนาวมีพืชผัก
มากมายท่ีเก็บไดจากทุงนา และฤดูรอนมีผักหวานและพืชสมุนไพรตางๆ ที่เก็บ
ไดต ลอดป ขณะทีบ่ า นหวยตาดนั้น ในฤดฝู นชาวบา นจะเก็บเหด็ และหนอ ไมจ าก
ปา และเก็บพืชผักพื้นเมืองจําพวกผักหนาม สวนฤดูหนาวและฤดูรอนสามารถ
เก็บผักหวาน สว นวธิ ีการเก็บของชาวบา นนาเวยี งใหญแ ละหวยตาดจะมลี ักษณะ
คลา ยกนั อยา งไรกต็ ามหมบู า นนาเวยี งใหญม พี ชื ผกั พน้ื บา นทข่ี น้ึ ตามนา เนอื่ งจาก
มีความช้ืนทเี่ หมาะตอการเติบโตของพชื ผักพื้นบา น
องคค วามรดู า นเหด็ ปา : การจาํ แนก, การเกบ็ และการใชป ระโยชน
การใชประโยชนจากเห็ดปาดําเนินไปภายใตระบบการผลิตแบบยังชีพ
และแจกจายใหหมูญาติ การเก็บเห็ดของบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดไมมี
ความเขม ขนในแงก ารแขง ขนั มากนัก ยกเวน ชว งเวลาท่ชี าวบา นหมอู นื่ เขามาเกบ็
เพอื่ ขาย เหด็ จะมหี ลากหลายสายพนั ธแุ ละมปี รมิ าณมากนอ ยตา งกนั แตช าวบา นจะ
เลอื กเกบ็ เหด็ ทใี่ ชป ระโยชนห ลกั หรอื เปน อาหารหลกั ไมก ชี่ นดิ คอื บา นนาเวยี งใหญ
และหวยตาดมี 11 สายพันธุ คือ เห็ดหนาไค, เห็ดหนามอย, เห็ดโคน,
เห็ดขาวตอก, เห็ดระโงกขาว, เห็ดระโงกเหลือง, เห็ดบด, เห็ดผ้ึง, เห็ดผ้ึงดํา,
เห็ดผ้ึงน้าํ ตาล, และเห็ดขอน
เห็ดปามีจํานวนมากและหลากหลายชนิดในชวงฤดูฝน ชาวบานจะแบง
เปนเห็ดดินคือเห็ดที่ขึ้นบนดิน และเห็ดขอนคือเห็ดท่ีขึ้นบนขอนไม สวนพื้นที่
ในการเก็บเห็ดจะใกลกับชุมชนหรือบริเวณปาละเมาะ ในกรณีบานนาเวียงใหญ
ยังสามารถหาเห็ดไดจากรอบๆ ทุงนา ลักษณะการเก็บเห็ดปาของชาวบาน
นาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดยงั คงรปู แบบเชน เดมิ โดยมภี มู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ในเรอื่ ง
นเิ วศกบั เห็ดปา และการใชป ระโยชนจ ากเห็ด
129
130 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ตารางแสดงแหลง และสภาพกายภาพทเ่ี กดิ เหด็ ของบา นนาเวียงใหญและหวยตาด
ɺ° £µ¡¡ºÊ ¸É £µ¡°µµ«
1. Á®È®µo Å
àËÁ®ç´È˹³ŒÒÅ䤡Åo °o É·µ¤¦¦¤µ· ¦·Áªn µ ¦o°Êº °°µo ª
2.Á®È®µo ¤n°¥
3.Á®Èà ¨³Á¤µ³ n µÁÈ ¦´ £µ°¸µ
4.Á®È
µo ª°
n µ¨³Á¤µ³ n µÁÈ ¦´ ¦o°Êº °°µo ª
5.Á®È¦³Ã
µª
6.Á®È¦³ÃÁ®¨º° ¤´ Á·µ¤°¤¨ª ªµ¤ÊºÂ¨³°»®£¼¤·¸É¡°Á®¤µ³
7.Á®È
n µÅn n µ¨³Á¤µ³ n µÁ¡¦¦ ®ª´ Ŧn¨µ¥µ ªµ¤ÊºÂ¨³°»®£¼¤·É¸¡°Á®¤µ³
8.Á®Èʹ
9.Á®Èʹ µÎ µ¤°¤¨ª¦oµ
10.Á®Èʹ ʵΠµ¨
11.Á®È
° ¡¡Êº ·
ʹÁȰÁ¸É¥ª n µÁÈ ¦´ ¦o°Êº °°µo ª
¡¡Êº ·
ʹÁȰÁɸ¥ª n µÁÈ ¦´ ¦o°Êº °°µo ª
°°µ¤
°Å¤o »
ʹÁÈ °Á¸É¥ª®¦º°¨n»¤ °µµ«Á¥È
÷´ 3-5 ° Ħ·Áªn µÁÈ ¦´
¡Än µ·Â¨o n µÁ¡¦¦ °µµ«¦o°°°µo ª
¡Ä¦·Áªn µÁÈ ¦´ °µµ«¦o°°°µo ª
¡Än µ·Â¨o n µÁ¡¦¦ °µµ«¦o°°°µo ª
°
ʹ
°Å¤o ¦³¨¼ ÁÈ ¦´ ¨³Å¤¤o ³¤nª °µµ«¦o°°°µo ª
ท่มี า: ภาคสนาม (2556-57)
นิเวศของเห็ดดินและเห็ดขอนทั้งในดานพ้ืนที่และสภาพอากาศมีความ
สมั พนั ธส ง ผลซงึ่ กนั และกนั กลา วคอื เหด็ ทง้ั 2 ประเภทตอ งการความชน้ื ทเี่ หมาะสม
และธาตุอาหารที่เกิดจากบริเวณนั้นๆ รวมกับการปรับเปลี่ยนของสภาพอากาศ
ทงั้ ฝนและแสงแดดซงึ่ ชาวบา นมคี วามรใู นเรอื่ งดงั กลา ว สรปุ ไดด งั ตารางแหลง และ
สภาพทางกายภาพทเ่ี กดิ เหด็ ของบานนาเวยี งใหญและหวยตาด
ขณะท่ีภูมิปญญาทองถิ่นในการเก็บเห็ดปาของชาวบานนาเวียงใหญและ
หวยตาดเปนองคความรูที่สัมพันธกับระบบนิเวศ ดังเห็นจากการท่ีชาวบานท้ัง
2 หมูบานมีความสามารถแยกประเภทของเห็ดออกเปนเห็ดดินและเห็ดขอน
อกี ทงั้ ยงั เกี่ยวขอ งกับพ้ืนทีแ่ ละสภาพอากาศ เพราะเห็ดท้งั 2 ประเภทนตี้ องการ
ความชน้ื ทีเ่ หมาะสม และธาตุอาหารทเ่ี กดิ จากบริเวณหรอื พ้ืนท่ีน้ันๆ รวมกับการ
เปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศทง้ั ฝนและแสงแดด ซง่ึ สรปุ เปน องคค วามรดู งั ปรากฏ
ในตารางแสดงภูมนิ เิ วศและลกั ษณะอากาศที่เกิดเห็ดดนิ และเหด็ ขอน
130
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 131
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹
ตารางแสดงภูมนิ ิเวศและลักษณะอากาศท่ีเกิดเห็ดดนิ และเห็ดขอน
¦³Á£
°Á®È ¨´ ¬³£¼¤· ·Áª« ¨´ ¬³£¼¤°· µµ«
Á®È· ¡¦·Áª¡Êº·¸É¤¸ªµ¤n»¤Êº ¤¸ÄŤo ´ Á¦·Á·ÃÅÄo £µ¡£¤¼ ·°µµ«É¸¤¸
¤ ¤¸Á®Èµµ¥¡´ »r ¸É°o °µ«¥´ µ»°µ®µ¦ ªµ¤Êº °°°nªo §¼ ɹ¤¸
ÁÈ¡·Á«¬ Án Á®Èðo °µ«¥´ µ»°µ®µ¦ ¨´ ´ °° ¨³¤¸°µµ«¸É¦o°°°µo ª
µ¨ª ®¨´ µ ¦³¤µ 2-3 ª´
Á®È
° ¡¦·Áª
°Å¤o ¸É¤¸ªµ¤n»¤ÊºÂ¨³¤´ ³ Á¦·Á·ÃÅo ¸Ä£µ¡°µµ«É¸¤¸ªµ¤Êº
ÁÈ
°Å¤Áo ·¤®¦º°
°Å¤Áo nµ¸ÉÁ¥¤¸Á®È ¨³Á¥È °°°nª¨µ¹¨µ¥§¼ ¸É
°°°¤µn° Á¦·É¤¤¸¨¤®µªÁ¦·É¤¡´ µn ¤¸ Áµµ¨´
´ °°
ทีม่ ɸ า: ภาคสนาม (2556-57)
นอกจากองคความรูเกี่ยวกับเห็ดดินและขอนท้ังในเชิงภูมินิเวศและภูมิ
อากาศแลว ชาวบา นยงั มภี มู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ เกย่ี วกบั การหาเหด็ ปา ทง้ั ในการจาํ แนก
ประเภทของเหด็ ปา ระหวา งเหด็ ทก่ี นิ ไดแ ละเหด็ กนิ ไมไ ด ชว งเวลาในการออกดอก
ของเหด็ แตล ะประเภท หรอื บรเิ วณที่พบ และวิธกี ารหาเหด็ ปา กลาวโดยสรปุ คือ
ในการจําแนกเห็ดปาที่กินไดกับกินไมได ชาวบานนาเวียงใหญและบาน
หวยตาดมีภูมิปญญาทองถิ่นในการสังเกต การจดจําและจากประสบการณเดิม
กลาวคือชาวบานจะสังเกตจากเห็ดท่ีมีรอยแมลงกัด สีสันไมสดใสเกินไป
ไมมีน้ํายางสีขาวไหลออกมาบริเวณตีนเห็ดท่ีเด็ดท้ิง จึงจะจัดวาเปนเห็ดท่ีกินได
จากน้นั จงึ มีการจดจาํ วาหากเหด็ ทีพ่ บไมจดั อยูในลกั ษณะดังกลา วนอี้ าจเปนพิษ
ชว งเวลาในการออกดอกเหด็ ปา แตล ะชนดิ จะสมั พนั ธก บั ฤดกู าลและสภาพ
อากาศ กลาวคือโดยมากชาวบานจะมีภูมิปญญาในการสังเกตวามีดอกเห็ดออก
หรอื ยัง หากในชวงฤดฝู น มฝี นตกติดตอกนั 2-3 วัน เม่ือฝนหยุดตก มีแดดออก
และรสู กึ วา อากาศรอ นอบอา วนนั่ แสดงวา เหด็ กาํ ลงั เรมิ่ ออกดอก ชาวบา นจะเขา ไป
สํารวจ “ดานเห็ด” หรือพื้นที่ที่เคยพบเห็ดปา ซึ่งจะพบวาเริ่มมีดอกเห็ดออกใน
ลักษณะทเี่ รยี กวา “เหด็ รองดา น”
131
132 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
บริเวณที่พบเห็ด ชาวบานยังมีหลักในการสังเกตและจดจําสภาพพ้ืนท่ี
พนั ธไุ ม และจดุ ทเี่ คยพบเหด็ เชน บรเิ วณดา นเหด็ โคน ดา นเหด็ ตบั เตา หรอื บรเิ วณ
ขอนไมเดิมที่เคยพบเห็ด ซึ่งจากสภาพพื้นท่ีที่พบเห็ดนี้จะเชื่อมโยงกับความรู
ในการเกบ็ เหด็ ปา กลาวคอื หากเปน เหด็ ดนิ จะตอ งใชก ารสงั เกตมากกวา เหด็ ขอน
เพราะเหด็ ดนิ จะมใี บไมท บั ทม การเกบ็ ตอ งระมดั ระวงั เพราะเหด็ ดนิ จะมลี กั ษณะ
ดอกที่ออนกวาเห็ดขอน แตกยุยงาย หรืออยางเห็ดโคนที่ชอบออกตามจอม
ปลวก อาจจะตองมีการใชเสียมขุดออกมา แตถาเปนเห็ดขอนก็ใชมือรูดออกมา
โดยไมตองระมัดระวังมากนัก ดังน้ันการเก็บเห็ดดินของชาวบานนาเวียงใหญ
และบานหวยตาดจะแฝงภูมิปญญาทองถ่ิน ท้ังในการจําแนกเห็ดวาเปนพิษ
หรือไม โดยการดึงตีนเห็ดท้ิงลงบนดิน แลวสังเกตดูวามีนํ้ายางสีขาวไหลออกมา
หรือไม ถามแี สดงวาเปนเหด็ พิษ เปน ตน
การหาหนอ ไมป า
ชวงฤดูฝนราวเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เปนชวงเวลาท่ีชาวนาเวียงใหญ
และหวยตาดจะเขาปาเก็บหนอไมท่ีเริ่มแตกหนอออนตามราวปารอบๆ หมูบาน
ชาวบานจะเก็บหนอไมเพ่ือบริโภคสด แตหากเก็บไดปริมาณมากก็จะใชวิธีการ
ถนอมอาหารดวยการตมแลวใสถุงพลาสติกผูกใหแนน หรือดองเก็บไวกินขามป
ชาวบานต้งั ขอ สงั เกตวา ไผลําหนึ่งๆ จะแตกหนอโดยรอบประมาณ 10-20 หนอ
จะมากนอยข้ึนอยูกับสภาพอากาศโดยเฉพาะปริมาณฝน ซึ่งตองพอเหมาะ
ไมนอยหรือมากจนเกินไป อยางไรก็ตามชาวบานจะไมเก็บหนอไมในชวงปลาย
ฤดูฝนเพ่ือที่จะใหหนอไผไดเจริญเติบโตในปถัดไป ถือเปนสรางความมั่นคงทาง
อาหารทางธรรมชาตอิ ีกวธิ หี นึ่ง
ชาวบานท้ังหมดจะเก็บหนอไมจากปาใกลหมูบาน ไมพบชาวบานคนไหน
ตองเดินทางออกไปหาหนอไมในปาไกลๆ เหมือนเชนคนจากหมูบานในจังหวัด
เพชรบูรณที่เดินทางมาเก็บหนอไมเพื่อขาย การเก็บหนอไมจะเก็บเพ่ือบริโภคใน
ครวั เรอื นเปน สว นใหญ กรณที เี่ กบ็ ไดม ากกจ็ ะเกบ็ ไวก นิ นอกฤดู เชน ลวกและดอง
เปน ตน อยา งไรกต็ ามหากปไ หนหรอื ครวั เรือนไหนทีข่ ยันเกบ็ ไดมากก็จะแบง ขาย
ใหกับเพ่ือนบา น
132
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 133
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªØÁª¹
การดกั สตั วป า และลา แมลง: “เครอื่ งมอื ” สะทอ นภาพ “ภมู ปิ ญ ญา”
องคค วามรเู กย่ี วกบั การลา สตั วข องชาวนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดมลี กั ษณะ
ทค่ี ลา ยกัน ชาวบานจะสรา งเครอื่ งมอื สาํ หรบั ดักและลา สตั ว
ขุนนก
ขนุ นกเปน เครอื่ งมอื ดกั สตั วช นดิ หนง่ึ สามารถใชด กั นกบนพน้ื ดนิ และบนทส่ี งู
เชน ตนไมหรือหลังคา ประกอบดวยแผนไมสาน ทําเปนพ้ืนสําหรับโรยเหย่ือ
ลักษณะเปนคร่ึงวงกลมและมีโครงตาขายสําหรับครอบนก มีกรอบโครงทําดวย
ไมไผดัดเปนรูปคร่ึงวงกลม โครงตาขายน้ีสามารถพับครอบกับตัวขุบตลอดเวลา
โดยใชแ รงดดี จากไมไ ผท อ นหนงึ่ ทดี่ ดี รง้ั อยขู า งหลงั ขบุ และมหี ลกั ไมเ จาะรขู ดั พรอ ม
เชือกรั้ง วิธีดักนกจะตองร้ังโครงขายขึ้นกอนโดยโยงเชือกขัดสลักไวที่รูสลัก โรย
เหย่อื เชน ขา ว เมล็ดขาวโพด ลงบนลานชบุ นาํ ไปตง้ั ในที่ตางๆ ทต่ี องการดักนก
เมือ่ นกเห็นเหยือ่ จะบินเขา มาในลานขุบเพอื่ กนิ เหยือ่ ตวั นกจะไปถูกกบั สายเชอื ก
ทข่ี งึ อยูท ําใหส ลกั หลุดจากรสู ลกั โครงตาขายจะดีดตวั ลงมาครอบนกทนั ที
“ได” สอยไขมดแดง
ไขมดแดงถือเปนอาหารหลักของชุมชนในชวงตนฤดูรอน โดยจะพบมาก
ในปลายฤดหู นาวถึงตนฤดรู อน พบบรเิ วณรอบๆ บาน สวน และปา เวลาท่ีออก
ไปเก็บผักหวานจะพบรังมดแดงอยูท่ีตนผักหวานเปนจํานวนมาก ชาวบานจะ
เกบ็ ไขมดแดงตดิ ตัวกลับบา น รวมถึงบรเิ วณรอบๆ บานท่มี ีตน เปา มะมว ง ลาํ ไย
อยูเปนจํานวนมากก็สามารถพบรังมดแดง เพราะมดแดงชอบทํารังบนบนตน
ดงั กลา วเวลาสอยรงั มดแดงจะใชเ ครอื่ งมอื ทเ่ี รยี กวา “ได” สอยรงั มดแดง สว นใหญ
ทํามาจากตะกราหรือกระสอบถุงปุยนํามาเย็บติดกับไมไผที่ขดเปนวงกลม
ซึ่งมคี วามยาวประมาณ 2-4 เมตร ดา มจับยาวจะสามารถสอยรงั มดแดงท่ีอยบู น
ตนไมสูง
สวนการสอยรังมดแดงจะจับตรงดามไมไผที่ปลายดานหน่ึงและย่ืนถุง
กระสอบสวมทางดานลางของรังมดแดงและออกแรงเขยาแรงๆ แมมดบางตัวจะ
133
134 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
ต่ืนรังและว่ิงหนีไป สวนบางตัวจะตกมาพรอมกับไขมดลงกระสอบปุย หลังจาก
นนั้ ชาวบา นจะนาํ กระสอบปยุ ทม่ี มี ดแดงและไขม ดแดงไปตากแดด เพอื่ ไลม ดออก
เมอื่ มดรอ น มดกจ็ ะหนไี ปจากกระสอบเอง หรอื อาจโรยแปง ขา วเหนยี ว แปง ขา วเจา
ในกระสอบ ซ่ึงมดไมชอบก็จะไปหนีไป ชาวบานมักนําไขมดแดงมาทําอาหาร
ไดหลายชนิด เชน แจว ไขม ดแดง ใสแกงผกั หวาน หรือแกงตางๆ
ตอ
ตอ รงั จะจบั ในตอนกลางคนื เพราะชว งกลางวนั ตอ จะบนิ ออกไปหาอาหาร
และนําอาหารกลับเขารัง สวนกลางคืนตอจะบินกลับรังหมดแลวจึงสามารถ
เขา ใกลร งั ไดง า ยกวา ตอนกลางวนั โดยจะใชว ธิ จี บั ตา งกนั เพราะอาศยั อยทู ต่ี า งกนั
โดยทว่ั ไปตอ จะทาํ รงั บนตน ไม ชาวบา นจะใชว ธิ รี มควนั โดยจดุ ไฟใหเ กดิ ควนั และ
นําไปจอ ทขี่ า งใตร ังตอ ตอจะเมาควันบางตัวอาจหนีออกจากรงั ในขณะที่บางตวั
จะตายอยใู นรัง ชาวบา นจะนํารังตอมาน่ึงหรือปง กินกับแจว
กบ เขียด และอง่ึ
ชว งฤดฝู นจะพบเขยี ด กบ อง่ึ อา ง เปน จาํ นวนมาก วนั ทฝ่ี นตกถา ไดย นิ เสยี ง
เขียด กบ อ่งึ อางรอ งดัง ชาวบา นจะออกไปสอ งเขยี ด กบ และอง่ึ อาง ในทองนา
และไร โดยใชไ ฟฉายทตี่ ดิ แบตเตอรร ส่ี อ งสวา งกลางนาและไร แลว ใชม อื จบั ใสข อ ง
ที่สะพายตดิ ตัว
หากเปน ฤดแู ลง เขยี ดจาํ ศลี อยใู ตด นิ ในหนองนา้ํ เพราะอากาศรอ นจดั ชาว
บานจะใชจอบและเสยี มขดุ หาเขยี ดตามรอยแตกของดินในหนองน้าํ สว นชวงตน
ฤดรู อ น กบ เขยี ด และอง่ึ อา งจะออกลกู มาเปน “อฮี วก” พบไดต ามนา้ํ นง่ิ ๆ ชาวบา น
จะใชสวิงชอ นอฮี วกมาทําเปนอาหาร
134
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 135
áÅСÒè´Ñ ¡ÒâͧªÁØ ª¹
“น่ัง” ดกั กระตาย
การดกั กระตาย ชาวบานจะชว ยกนั 2 คนขึน้ ไป เพอ่ื ทําหนาท่ีชว ยกนั กาง
“นงั่ ” (เครอื่ งดกั กระตา ย) และผลดั กนั เฝา ดกู ระตา ย นงั่ ประกอบดว ยตาขา ยโปรง
ถักดวยเชือกหรือดายเสนเล็ก เปนตาขายลายโปรง มีเชือกรูดปากตาขายคลาย
ตาขา ยเกบ็ ลกู บอล เชอื กมเี สน ผา ศนู ยก ลางประมาณ 1 เมตร เชอื กรดู ปากตาขา ย
นี้จะผกู ติดกบั ไมไผ โดยเหลาแลวทาํ เปน รูปโคงซึ่งเรยี กวา “ขานัง่ ”
การดักกระตาย ชาวบานท่ีออกไปดักกระตายปาจะเลือกทําเลที่เปน
ปาละเมาะ ปาแพะ และออกไปดักกลางคืน เน่ืองจากกลางคืนกระตายจะมอง
ไมเ หน็ วงิ่ มาชนตาขา ยไดง า ยกวา ตอนกลางวนั โดยจะนาํ นง่ั ไปกางครง้ั ละประมาณ
30-40 นั่ง เพื่อเปนการดักกระตายใหท่ัวพื้นที่บริเวณน้ัน เมื่อไดทําเลแลวจะปก
ขาไมไผใหโคงเปนรูปคร่ึงวงกลม ถางปากตาขายพาดไวท่ีขาน่ังใหกวางพอดี
กับชองขาไม หากิ่งไมมาก้ันเปนแนวร้ังเพ่ือบังคับเสนทางการเดินของกระตาย
เมือ่ กางน่ังเสร็จเรียบรอยชาวบานจะแอบซมุ บรเิ วณน้นั ตลอดทัง้ คืน
เม่ือกระตายติดขาย ตาขายจะรูดตามแรงดึงแลวพันตัวกระตายไว ย่ิงถา
กระตา ยดน้ิ แรงเทา ใดเชอื กตาขา ยจะยงิ่ บาดเนอื้ กระตา ยใหถ ลอกมากขน้ึ จนหมด
แรงด้ิน ชาวบานจะรีบออกจากท่ีซอนแลวนํากระตายออกจากน่ังเพื่อทําการดัก
ตัวตอ ไป
องคความรดู านการจบั และหาปลา
บานนาเวียงใหญมีแหลงทรัพยากรธรรมชาติใหจับสัตวนํ้าอยู 3 แหลง
คือ ลาํ นํ้าหมนั ทุงนา และตามสระน้าํ ท่อี ยใู นพื้นท่นี าของตนเอง
จากขอมูลพื้นฐานของหมูบาน ในอดีตลําน้ําหมันยังไมต้ืนเขินเฉกเชน
ปจ จบุ นั ตดิ กนั และอยบู รรทดั เดยี วกนั และมี “วงั ” หรอื ทอ่ี ยอู าศยั ของปลาบรเิ วณ
ท่ีมีรองน้ําลึก และมีกระแสนํ้าไหลวนจึงทําปลาและสัตวนํ้าตางๆ วายมารวมกัน
เมอื่ ยามแลง ระดบั นาํ้ จะลดลง ทาํ ใหป ลาไหลมารวมกนั ทว่ี งั กนั มากขน้ึ ชาวนาเวยี ง
จึงเรียกวังปลานว้ี าเปน บา นของปลาและสตั วนา้ํ ตางๆ อยางไรกต็ ามในชว ง 10 ป
ทผ่ี า นมา วงั ปลาไดล ดจาํ นวนลงเนอ่ื งจากการเปลย่ี นแปลงของระบบนเิ วศของลาํ
นา้ํ หมนั อนั เนอ่ื งมาจากการพฒั นาดา นการขดุ ลอกลาํ นาํ้ ทที่ าํ ใหว งั ปลาหายไปเปน
จํานวนมาก
135
136 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
การสะดุง (ยกยอ) ปลาเปนอีกวธิ ีหน่ึงของการจบั สตั วนา้ํ ที่คนไทดานนยิ ม
โดยเฉพาะอยา งยิง่ หลงั ฝนตกและนาํ้ หลาก คนไทดานจะไปสะดงุ ปลาตามหวั ไรป ลายนา
นอกจากนช้ี าวนาเวยี งใหญบ างครวั เรอื นยงั จบั ปลาและสตั วน า้ํ ในทนี่ าของ
ตนเอง ในฤดฝู นหรอื ระหวา งฤดทู าํ นา เมอื่ ฝนตกหนกั นาํ้ ปา ไหลบา ลงสลู าํ นาํ้ หมนั
น้ําจะเออลนเขาสูพ้ืนท่ีนา ชวงเวลาดังกลาวปลาก็จะไหลจากลําน้ําหมันเขาสูนา
เปน จํานวนมาก เชน ปลาดุก ปลาชอน ปลาหลด และรวมทัง้ หอยตา งๆ ทีไ่ หลมา
กบั กระแสนา้ํ ชาวบา นจะใชเ ครอื่ งดกั ปลาพวกไซและอจี ทู มี่ ขี นาดเลก็ บา งใหญบ า ง
ดกั ตามลาํ ราง คคู ลอง และรวมถงึ พนื้ ทน่ี า บางรายอาจใชย อยกดกั ปลา (สะดงุ ) ได
ทงั้ ท่ลี ําน้ําหมันและพ้ืนที่นา
ฤดูรอนแมนํ้าหมันจะลดระดับ ชาวนาเวียงใหญและเพื่อนบานใกลเคียง
จะลงหาปลาที่ลาํ นาํ้ ดวยวธิ ีตา งๆ โดยใชเครอื่ งมอื หาปลาพนื้ บานท่ีสวนใหญส าน
มาจากไมไผ และมีบางช้ินท่ีใชเชือกไนลอนเปนสวนประกอบ เชน อีจู ไซ สุม
ฯลฯ ในการดักปลาและสัตวน้ํา นอกจากนี้ยังมีการใชขายไนลอนในการจับปลา
โดยตอ งใชค นรว มกนั อยา งนอ ย 3 คนเปน อยา งตา่ํ ในการใชข า ยดกั ลากปลาบรเิ วณ
ทีเ่ ปน วงั ปลา
136
¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 137
áÅСÒè´Ñ ¡ÒâͧªÁØ ª¹
อจี จู ํานวนมากมายท่ีแขวนตามฝาผนงั บานนา จะเปน หนงึ่ ภาพสะทอ นภมู ปิ ญ ญา
ในการจับสตั วน าํ้ อยาง ปลาไหล ไดเปน อยางดี
ในภาพคืออจี จู ากบานหลังหน่ึงในหมูบา นนาเวยี งใหญ
สว นบา นหว ยตาดจะมแี หลง ธรรมชาตใิ นการหาและจบั สตั วน าํ้ ทสี่ าํ คญั คอื
ลาํ หว ยตาด ลาํ หว ยศอก สระนา้ํ ชมุ ชน และรวมถงึ สระนา้ํ ในพน้ื ทไี่ รข องสว นบคุ คล
หวยตาดเปนลํานํ้าสายเล็กๆ ท่ีไหลผานกลางหมูบานจากทิศตะวันออก
สูทิศตะวันตก กอนไหลไปรวมกับลําหวยศอกที่ทายหมูบาน ในอดีตลําหวยศอก
มีปริมาณมากพอที่จะมีนํ้าตลอดทั้งป แตในชวง 5-6 ปท่ีผานมาปริมาณน้ํากลับ
ลดลงอยางมาก โดยเฉพาะเม่ือเขาหนาแลงน้ําจะแหงขอดอยางไมเคยปรากฏ
มากอ น ดงั นน้ั ชาวบา นจะดกั และหาปลาบรเิ วณนไ้ี ดเ ฉพาะชว งฤดฝู น ตรงกนั ขา ม
ลําหวยศอกถือเปนแหลงจับสัตวน้ําแหลงใหญของหมูบานที่มีความอุดมสมบูรณ
ไปดวยสัตวน ํ้า
137
138 ¨Ò¡»†Òʤً ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
นอกจากน้ีบานหวยตาดยังมีสระน้ําชุมชน 2 สระ สระทั้งสองไดรับเงิน
สนับสนุนของรัฐบาลเม่ือหลายปกอน สระแรกอยูเหนือวัดมัชฌิมาวาสขึ้นไปทาง
แถบภูอังลัง อีกสระอยูทางดานทิศตะวันออกของหมูบาน สระน้ีมีจุดมุงหมาย
หลกั เพอ่ื ใชท างการเกษตร จะเปด ใหช าวบา นรว มกนั จบั ปลาปล ะครง้ั ในชว งปลาย
ฤดหู นาว โดยชาวบา นทจี่ ะตองจา ยเงินคา บํารงุ สระตอคนทไ่ี มส งู นักกอนจับปลา
เพ่ือนําไปซ้ือพันธุปลามาปลอยใหเติบโตตามธรรมชาติ เม่ือครบปก็จะเปดใหจับ
กันอกี คร้ัง โดยจะใชเครือ่ งมือพ้นื บา นในการจบั ปลาและสัตวน า้ํ
ชาวหว ยตาดทมี่ สี ระนา้ํ ในทด่ี นิ ของตนเองยงั สามารถหาปลาไดจ ากสระของ
ตนเอง ถือเปน ทางเลือกหนง่ึ ที่ทําใหส ะดวกตอการเขาถึงแหลงอาหาร หากทวาก็
จํากัดเฉพาะครัวเรอื นทีม่ ีความพรอมดานที่ดินเทาน้ัน
จึงเห็นไดวาทั้งบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดอุดมสมบูรณดวยแหลง
ทรัพยากรทางธรรมชาติ เชน ปา ไมและแมนา้ํ ดวยเหตนุ ีก้ ารจับปลา ลาสัตว และ
เกบ็ ของปา จงึ ถอื เปน วถิ กี ารดาํ รงชพี ทส่ี าํ คญั ของชาวบา นทงั้ สองหมบู า นทส่ี มั พนั ธ
กบั ฤดกู าลและกจิ กรรมทางการเกษตร เชน การหาเหด็ ตามฤดกู าล การหาของปา
อยา งหนอ ไมช ว งหนา ฝน ฯลฯ ขณะเดยี วกนั ชาวบา นกม็ อี งคค วามรใู นการจดั การ
เรอ่ื งดงั กลา ว ทง้ั อยา งซบั ซอ นและงา ยแตกตา งกนั ออกไปตามเงอื่ นไขภมู นิ เิ วศทมี่ ี
สวนสาํ คัญตอ การกาํ หนดรปู แบบขององคค วามรดู ังกลา ว
138