The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:13:35

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

¡ÒÃà»ÅÕè¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íéÒÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 89

ลํานา้ํ หมันตอนลางชว งผานเขตตัวอําเภอดา นซา ยจะมนี ้ําคอนขางมาก
เนื่องจากบนั ทกึ ภาพชว งฝนตกชุกของป พ.ศ. 2556

แมน าํ้ หมนั ตอนบน : เปน ชว งแรก เรม่ิ จากบา นกกสะทอนถงึ เหนอื ตวั บา น
ดานซายหรือบริเวณที่ต้ังโรงไฟฟาดานซาย ในชวงตนจะไหลผานปาธรรมชาติ
พื้นท่ีใกลฝ งนํา้ เปนปา เบญจพรรณ มีตนประดู ซอ ชิงชนั มะคา โมง หางออกไป
เปนปา เต็งรัง มไี มเ ตง็ รัง มะขามปอ ม และผักหวานปา ลกั ษณะลาํ นาํ้ เปน โขดหนิ
ขนาดนอยใหญติดตอกันเปนแนวยาว ลําน้ําจะมีลักษณะทั่วไปเปนพื้นท่ีลาดชัน
มากกวา 30 องศา สาํ หรบั พืชท่ขี น้ึ ตามริมฝง นํา้ พบวา มสี มุนไพร เชน แกนเหลือง
ผกั กมุ ออ ยสามสวน และสาเหล ไครช นดิ ตา งๆ ปะปนกบั หญา ออ ยหนู ตน ออ และ
ไผ ลักษณะลาํ นา้ํ เปนวังนํ้า ลึกบาง บา งตื้น สลบั กบั แกง หิน สองฝงของลาํ นํา้ เปน
ทปี่ ลกู พชื เศรษฐกิจสาํ คัญพวกขา วโพดและขา วไร

89

90 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

แมนํา้ หมนั ตอนลา ง : เปน ชวงท่แี มนาํ้ หมันดานใตเ ข่ือนโรงไฟฟาน้ําหมนั
กอนไหลไปบรรจบแมนํ้า ลํานํ้าสาขาหนึ่งท่ีไหลไปบรรจบกับแมนํ้าโขงที่อําเภอ
ทา ลี่ จงั หวัดเลย ถอื เปนชวงท่ผี านชุมชนมากท่สี ดุ ลักษณะเปนพ้นื ทร่ี าบ บริเวณ
ริมตลิ่งมีหญาออยหนู ตนกา งปลา และหญาไมยราบยักษ ลักษณะลําน้าํ เปน ตล่ิง
สงู เมอื่ นา้ํ ลดบางชว งจะเปน ดนิ มนู พน้ื ทอ งนา้ํ โดยรวมเปน โคลนปนทรายไหลคอ น
ขา งชา พชื สาํ คญั ทปี่ ลกู คอื ขา ว อยา งไรกต็ ามในมมุ มองของชาวบา นไดแ บง ระบบ
นเิ วศลาํ นา้ํ หมนั ออกตามชอ่ื เรยี กซงึ่ สรปุ รายละเอยี ดดงั ปรากฏในตารางชอื่ ทอ งถน่ิ
ของภูมนิ ิเวศทส่ี ัมพนั ธก บั แมน ํ้า

สว นการใชน้ําทางการเกษตร หนา แลง ชาวบา นจะปลูกพืชผัก เชน หอม
กระเทยี ม ผกั ชี ผกั กาด กะหลา่ํ ปลี กะหลา่ํ ดอก เปน ตน ตามรมิ ฝง ทง้ั สองฟาก โดย
ใชน า้ํ ในลาํ นาํ้ หมนั รดพชื ผกั ทป่ี ลกู ในหนา ฝน คนนาเวยี งทม่ี ที นี่ าอยใู กลล าํ นาํ้ หมนั
ใชนํ้าจากลํานา้ํ ชว ยในการทาํ นา เรยี กวา นาน้าํ พัด โดยการทําพัด (ระหัด) วดิ นา้ํ
เขา นา จะทาํ นาปล ะครง้ั ปจ จบุ นั ยงั พอมี 3-4 ครวั เรอื นทย่ี งั ทาํ พดั วดิ นา้ํ เขา นาอยู
นอกจากนี้ยังเปนแหลงท่ีอยูอาศัยของปลาที่ชาวบานเรียกวาวังปลา ที่มีลักษณะ
เปน แอง นํ้าในลาํ น้าํ และจะมีนาํ้ วนทําใหป ลาไหลวนมารวมกนั

นิเวศหว ยตาด

บา นหว ยตาดมแี หลง นา้ํ สาํ คญั 2 แหลง คอื หว ยตาด และนา้ํ ซบั (นา้ํ จากภเู ขา)
ซําใหญ ลาํ นํา้ หวยตาดเกดิ จากปา ตน นาํ้ ทางทศิ เหนือของหมบู า น มลี าํ หวยเล็กๆ
หลายสาย ไดแก หวยเซิมเล็ก หวยเซิมใหญ (หวยบาง) หวยธวัต (หวยแหว)
หวยหนิ หอม (ลอ งหินหอ ม) ทั้งหมดไหลมารวมกันกลายเปน ลําน้าํ หวยตาด และ
ไหลจากทิศเหนือผานหมูบานลงไปทางทิศใต กอนไหลไปบรรจบกับหวยศอก
ทท่ี า ยหมบู าน ซ่ึงลาํ น้ําหว ยศอกจะไหลบรรจบกับลาํ น้ําหมนั ทต่ี วั อาํ เภอดานซาย
แมหวยตาดจะเปนลํานํ้าสายส้ันๆ และแคบๆ แตก็ถือเปนลํานํ้าสายสําคัญของ
ชาวหวยตาด

90

¡ÒÃà»ÅèÂÕ ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íéÒÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 91

ลาํ หว ยตาดบริเวณหมบู านหว ยตาดชวงฤดแู ลงนาํ้ แทบจะแหง ขอด
ทําใหเกิดปญ หาการขาแคลนน้ําในการทาํ การเกษตร

ระบบนิเวศของหวยตาดจะมีลักษณะเชนเดียวกับแมน้ําหมันตอนบน
ซง่ึ ชว งตนลําหว ยประกอบดวยปา เบญจพรรณ มีตนซอ ชงิ ชนั มะคา โมง หา งออก
ไปเปน ปา เตง็ รงั มไี มเ ตง็ รงั มะขามปอ ม และผกั หวานปา ลกั ษณะลาํ นาํ้ เปน โขดหนิ
ขนาดนอ ยใหญต ดิ ตอ กนั เปน แนวยาว เมอื่ หว ยตาดไหลผา นหมบู า นรมิ ฝง นา้ํ พบพชื
เชน แกน เหลอื ง ผกั กมุ ออ ยสามสวน ออ และไผ ในชว งพน้ื ทดี่ งั กลา วสองฝง ลาํ หว ย
ทเ่ี ปน ทรี่ าบลมุ จะปลกู พชื พวกขา วและขา วโพด กระทง่ั เมอ่ื ไหลพน หมบู า นกจ็ ะเปน
นํ้าตกหวยตาด กอ นไหลไปบรรจบหวยศอกที่ปากศอกดงั ทีก่ ลาวมา

91

92 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ลาํ น้าํ หมันและหว ยตาด ในสายธารการเปล่ียนแปลง

ลํานํา้ หว ยตาดเปลย่ี นแปลงไปมาก เมื่อกอ นมีนํ้าไหลผา นตลอดเกือบทงั้ ป
นํ้าจะหยุดไหลประมาณเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน แตปจจุบันพอฝนหมด
นํ้าในลําน้ําหวยตาดก็จะหยุดไหล บางปฝนตกนอยแคเดือนมกราคม-กุมภาพันธ
นา้ํ ในลาํ นา้ํ หว ยตาดกห็ ยดุ ไหลแลว ลา้ํ นา้ํ หว ยตาดมวี งั ปลาหลายวงั เชน วงั ตาดสงู
วังยาว วงั ตาด วังเวนิ วังปลา ซึง่ วังเหลานม้ี ีวงั นาํ้ ลกึ มาก โดยมคี วามลกึ ประมาณ
2 เมตรหรือบางวงั กม็ คี วามลกึ กวา 2 เมตร แตป จ จุบันเปน แควังทรายหมดแลว
ไมเหลือสภาพวังปลาใหเห็นอีกมีแตทรายเต็มลําหวยตลอดท้ังสายลํานํ้าหวยตาด
ลํานํ้าหวยศอกก็เปล่ียนแปลงไปมาก วังปลาไมมีเหมือนแตกอน ลํานํ้าหวยศอก
ตั้งแตปากตาดลงไป สภาพลําน้ําหวยศอกจะไมเปนวังปลาสักเทาไหรมีแตทราย
ตลอดลํานํ้าหวยศอก สวนที่อยูเหนือปากตาดข้ึนไปสภาพลําน้ําหวยศอกจะ
พบวังปลาอยูแตมักจะตื้นเขินอยูหลายวัง เชน วังบง วังดาย วังปากหวยยาง
วังทางโพนสูง วังเครือบักน้ํา วังตาดกกขา วังปลา ซึ่งวังเหลาน้ีมีสภาพตื้นเขิน
มีความลึกประมาณเมตรเศษเทาน้ัน บางวังระดับนํ้าลึกแคหัวเขา สวนสัตว
น้ําในลําหว ยก็หายาก ไปหาแลวไดนอยหรอื ไมค อยมีวังปลาใหห า ลาํ น้าํ หวยศอก
และหวยตาดเปล่ียนแปลงไปมาก ชาวบานไดถางไรตัดกอไผที่อยูขางลําหวย
เพอ่ื ทาํ ไรข า วโพดทาํ ใหส ภาพขา งลาํ หว ยไมม กี อไผแ ละตน ไม พอถงึ ฤดหู นาวกไ็ มม ี
อีแงด กบเขียดตามฝงขอบลาํ หว ย แมแ ตอปี ุมก็ไมมแี ลวในปน ี้

92

¡ÒÃà»ÅÂèÕ ¹á»Å¼§¹×㹻ÆÒкºÊ¡ÒÒÂù¼éÒí ÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 93

ตารางชอ่ื ทองถิน่ ของภูมนิ เิ วศทีส่ ัมพนั ธก บั แมน ้าํ

‡µÎ šo°Š™œ·É ‡ªµ¤®¤µ¥ ®¤n¼oµœ
Á¦¸¥„£¼¤œ· ·Áª«
¹œÒàµÇÁÂÕª§¥¸ ãŠËÞ‹ ®oª¥˜µ—
„—»
„nŠ ¦·Áª–š¸ÉÁ‡¥ÁžÈœÂ¤nœÊµÎ ¤µ„n°œÂ¨ªo Áž¨¸É¥œš·«šµŠ‹œÁ„·—Áª·ŠÊ œÊµÎ 99
‡°œ
¦·Áª–š¸É¤¸œÊµÎ ˜ÊºœÂ¨ªo ¤¸®·œ°¥Án¼ žÈœ‹µÎ œªœ¤µ„ 9
Ž´ , ޵Î
„µ¦Áž¨É¸¥œÂž¨Šš«· šµŠ…°ŠœÊµÎ °°„ÁžÈœ­°ŠšµŠ ×¥œÊµÎ ¤µ„‹³Å®¨­°Š
—°œ
˜µ ´ÉŠ, ˜° É´Š šµŠ œÊµÎ œ°o ¥‹³Å®¨šµŠÁ—¸¥ª

—Êœ´ ¦·Áª–šÉ¸¤¸œÊµÎ ޹¤°°„¤µ‹µ„®¨º®·œ ¦n°ŠÁ…µ ‹³¡¡º ¡ª„°œ Ÿ„´ „—¼ 9 9
³
n»Š, ®œ°Š „¨ªo ¥žn µ
žµ„®ªo ¥
Á±µ³ ¦· Áª–šÉ¸ÁžÈ œÁ„µ³„¨µŠœÊ µÎ
ªŠ´ ž¨µ
¦·Áª–š¸É°¥˜n¼ ·—¦·¤œÊµÎ 99
®¨Š
®µ— ¦·Áª–š¸É¤nœÊµÎ Å®¨Ÿµn œÄ˜—o ·œ®¦º°Êœ´ ®·œ 9
®ªo ¥
°n»¤ ¦·Áª–¦·¤˜¨É·ŠšÉ¸¡Š´ ŞĜ¤nœÊµÎ ¨³¤¸¨„´ ¬–³­¼Šœ´ 9

¦·Áª–š¸É¤¸œÊµÎ °¥˜n¼ µ¤¨¤»n œÊµÎ ¨³¨µÎ œÊµÎ ­µ…µÁª¨µÂ®Šo ¨ªo Á„·—ÁžÈœ®œ°Š 9

¦·Áª–š¸É¨µÎ œÊµÎ ­µ…µÅ®¨¤µ¦¦‹„´ ¤nœÊµÎ (®¨„´ ) ®¤œ´ 99

¦·Áª–šÉ¸¤¸Á«¬Å¤°o ¥Än¼ œÂ¤nœÊµÎ µªµo œ­¦oµŠ…Êœ¹ Á¡É°º ‹´ ž¨µ 9

¦·Áª–šÉ¸¤¸œÊµÎ ¨¹„˜ÊŠ´ ˜n 2 Á¤˜¦…ʹœÅž ¨³¤¸‡ªµ¤¥µª˜ÊŠ´ ˜n 50 Á¤˜¦…ʹœÅž 9

¨³Å¤ÁÅoμÕ Ÿ¹Œ ®n 伦º‹Ë°Ã¤×͸˜μœo Œ¹Åä¤ÁÄo㌠®Ëސ‹n…ʹœ°¥¦n¼ ·¤˜¨É·Š

¦·Áª–šÉ¸Á‡¥ÁžÈœÂ¤nœÊµÎ ¤µ„n°œÂ¨ªo Áž¨É¸¥œš·«šµŠ‹œÁ„·—®œ°Š

¦· Áª–š¸ÉÁžÈ œ®µ—𦵥 9

¨µÎ œÊµÎ ­µ…µÁ¨„È Ç š¸ÉÅ®¨Åž¦¦‹„´ ¤nœÊµÎ ­µ¥®¨„´ 9

¦·Áª–šÉ¸ÁžÈœ¡Êœº šÉ¸œÊµÎ šnª¤™¹ŠÄœ§—¼ œ ¡°™¹Š®œµo ¨Šo ‹³ÁžÈœ¡ÊºœšÉ¸šµÎ 9

„µ¦Á„¬˜¦

ทม่ี า : ภาคสนาม (2556-57)

นอกจากนี้ชาวหวยตาดก็มีช่ือหรือคําทองถ่ินที่เรียกระบบนิเวศแมน้ํา
เชน เดยี วกบั ชาวนาเวยี งใหญ ดังน้นั คาํ ทอ งถิ่นที่ใชเรยี กลักษณะทางกายภาพของ
แมนํ้าจึงสะทอนภาพระบบนิเวศลุมน้ําไดดีอีกอยางหน่ึงวามีสภาพทางกายภาพ
เปนเชนไร กรณีบานนาเวียงใหญและหวยตาดก็เห็นอยางเดนชัดวามีความแตก
ตางในเชิงกายภาพของแมน้ํา สงผลทําใหคําเรียกช่ือระบบนิเวศหลายอยาง
ตางตามกันดวย ขณะเดียวกัน บางนิเวศก็มีสวนคลายกัน กลาวคือจะพบคําวา

93

94 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

กดุ ซบั /ซาํ ตาฝง /ตอฝง ปากหว ยและเฮาะเปน คาํ ทใี่ ชเ รยี กทง้ั สองหมบู า นซงึ่ สะทอ น
ใหเ หน็ มลี กั ษณะทางกายภาพของแมน าํ้ ทเี่ หมอื นกนั ขณะเดยี วกนั คาํ บางคาํ เชน
บะ บุง/หนอง วังปลา หาด อุม ก็พบและใชเรียกเฉพาะบานนาเวียงใหญ
เทานั้น ซึ่งคําเหลานี้เปนระบบนิเวศท่ีพบในที่ลุมลําน้ําสายใหญหรือหลักเทาน้ัน
ตรงขามกัน จะพบคําวา แกง ใชกับนิเวศแมน้ําบานหวยตาด เน่ืองจาก
ลักษณะนิเวศดังกลาวจะพบเฉพาะพื้นที่ท่ีแมนํ้าไหลผานโขดหิน ซึ่งไมพบที่
บานนาเวียงใหญ นอกจากนี้ยังมีคําวา คอน ดอน และหลง ที่ไมพบในทั้งสอง
หมบู า น ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางชอื่ ทอ งถน่ิ ของภมู นิ เิ วศทสี่ มั พนั ธก บั แมน า้ํ

ขณะที่ภูมินิเวศวังปลาและแกมลิงซ่ึงเปนท่ีอยูของปลาและสัตวน้ําตางๆ
เทาที่รวบรวมจากการสํารวจสรุปรายละเอียดตารางภูมินิเวศแกมลิงและวังปลา
ลําน้ําหมัน

ตารางภูมนิ เิ วศแกมลงิ และวังปลาลาํ น้ําหมัน

˜µÎ ¨ „o¤¨Š· ªŠ´ ž¨µ
„„­³š°œ
- 1. ªŠ´ ®ªo ¥®·œÁ…¸¥ª, 2. ªŠ´ „°o œ®·œÃ®Šnœ,
—nµœŽµo ¥ 3. ªŠ´ ­¤´ ¡œ´ (­µ¤¡œ´ )

1.ªŠ´ žµ„°¼,o 2.­ªœŸ„´ Á®œº°/®¨Š´ µo œ 1. ªŠ´ Ҧo, 2. ªŠ´ ž¨µ, 3. ªŠ´ ®µŠÂ„nЇ°œ, 4. ªŠ´ ¤œ, 5. ªŠ´ Á±Ê¸¥,
àœ¨µŒÒŠáÁšÁ¸¥‹¹¤Ò§, à3·.ÄÕ„Á¨,Âo 3¢.¨ã¡˜Å˜áŒ µÎ ¿¦ªÅ‹μ,μ4Ó.šÃnµÇ¨, 6. ªŠ´ žµ„¦o°Š®œ°ŠÁ…¸¥ª, 7. ªŠ´ „Šn ¦ª„ (Á®œº°­³¡µœ¦»nŠ¢o µ),
4ªŠ.´ ·ÁªÒ‹ ·œÇѧ, à5Ç.Ã¹Ô ‡,Šo 5Ä.„⤨§Œo ãµo ¡œÅœŒºµŒÒ¥¹­¹œÒÂʹ 8. ªŠ´ „nᵄ, 9.ªŠ´ ¨µo ŠÅ­,o 10. ªŠ´ žµ„°¼,o 11. ªŠ´ „„Á—ɺ°,

12. ªŠ´ žµ„«°„, 13. ªŠ´ Áªœ· (šnµª—´ ), 14. ªŠ´ ®µŠÂ„nŠœµŸµo …µª,
15. ªŠ´ NJo „„¤³¤ªn Š, 16. „nŠœµ—·œÁµo

œµ—¸ - 1.ªŠ´ …°œÂ—Š, 2.ªŠ´ Áš¸¥¤, 3.ªŠ´ žµ„®ªo ¥£¼, 4.ªŠ´ œµ¡°n …µn ¥,
žµ„®¤œ´ 5.ªŠ´ ž¨µÂ„nŠ

- 1.ªŠ´ „„á›Í·, 2.ªŠ´ Å®

ท่มี า : งานภาคสนาม (2557)

94

¡ÒÃà»ÅèÕ¹á»Å¼§¹×㹻ÆÒкºÊ¡ÒÒÂù¼íéÒÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 95
จงึ เหน็ ไดว า นา้ํ เปน ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี คี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ ตอ การผลติ
ในดานเกษตรกรรม การมีปริมาณนํ้าที่พอเพียงตอการเกษตรยอมเปนปจจัย
สาํ คญั ทสี่ ง ผลใหพ ชื เจรญิ เตบิ โตและใหผ ลผลติ ไดอ ยา งเตม็ ประสทิ ธภิ าพ อกี ทง้ั นา้ํ
ยังเปนปจจัยกําหนดชนิดพืชปลูกของพื้นที่น้ันๆ ตลอดจนเปนปจจัยจํากัด
การเพมิ่ ศกั ยภาพของพน้ื ทเี่ พาะปลกู ทรพั ยากรนา้ํ จงึ เปน สง่ิ สาํ คญั โดยเฉพาะเรอ่ื ง
ลักษณะการใชและปริมาณน้ําที่สามารถใชเพื่อการเกษตร ท้ังน้ีเพื่อใชเปนขอมูล
เบื้องตนสําหรับอธิบายสถานภาพปริมาณน้ํา พฤติกรรม วิธีการ และปริมาณ
การใชน้ําของการใชประโยชนที่ดินและพื้นที่เกษตรแบบตางๆ ภายในพ้ืนท่ีบาน
นาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด อกี ทง้ั ยงั สามารถใชว างแผนในการจดั การทรพั ยากรอนื่ ๆ
ภายในลมุ นํา้ ไดตอไป

การใชประโยชนผนื ปาและสายนาํ้

เนอื่ งดว ยลกั ษณะทางกายภาพของบา นทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะดงั ทก่ี ลา วไวข า ง
ตน ทาํ ใหบ า นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดมแี หลง ทรพั ยากรทางธรรมชาตคิ อ น
ขา งหลากหลาย เชน ท่ดี นิ ปา แมน ้าํ ฯลฯ นอกจากน้ี ชาวบา นทัง้ สองหมูบ า นยงั
ใชท รพั ยากรทางธรรมชาตบิ างอยา งรว มกนั เชน ภอู งั ลงั อยา งไรกต็ าม ในหวั ขอ น้ี
จะอธบิ ายแหลง ทรพั ยากรหลกั ของสองหมบู า นทส่ี มั พนั ธก บั ระบบการผลติ อาหาร
ของชุมชนซ่ึงน่นั กค็ ือ ท่ีดินทําการเกษตร แหลงน้ํา และภูอังลัง

ภาพเขียนตัดการใชพ ื้นท่หี มบู านนาเวียงใหญซงึ่ ประกอบดวยพืน้ ท่ีลุมลาํ นํ้าหมนั ดานซายสุด
ถดั มาชวงกลางคอื พ้ืนทนี่ าและสวน และดา นขาวคอื พื้นทีเ่ ชิงเขาและปา ภอู ังลัง

95

96 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

การใชประโยชนผ ืนปา และสายนา้ํ บา นนาเวียงใหญ : บานนาเวยี งใหญ
มแี หลง ทรพั ยากรทางธรรมชาตทิ ส่ี าํ คญั 3 แหลง คอื ภอู งั ลงั แมน าํ้ หมนั และทด่ี นิ
ทาํ การเกษตร

ภูอังลัง : หากกลาวเฉพาะบานนาเวียงใหญ ภูอังลังเปนแหลงตน
น้ําหวยยางบงและบก ในอดีตชาวบานสามารถใชน้ําจากแหลงดังกลาวไดเกือบ
ตลอดทั้งป แตปจจุบันมนี ํา้ ใหใ ชเฉพาะชว งหนาฝน สวนหนาแลง น้ําจะแหง ขอด
เน่ืองจากปาตนนํ้าถูกเพื่อนบานทําลาย ประการสําคัญภูอังลังยังเปนท่ีสิงสถิต
ดวงวิญญาณ พ้ืนที่ดังกลาวจึงกลายเปนปาศักดิ์สิทธิ์ท่ีชาวบานไมกลาเขาไปทํา
กิจกรรมตางๆ ทางการเกษตร หรอื ตดั ไมท ําลายปา เพราะกลวั ผภี ูเขาจะลงโทษ
ปาบริเวณนจ้ี งึ มคี วามหลากหลายทางชีวภาพ

นอกเหนือจากนี้ในอดีตคนบานนาเวียงใหญยังใชพื้นที่ภูอังลังบางสวน
ทําขาวไร เน่ืองจากมีท่ีราบลุมจํากัด อยางไรก็ตาม เนื่องจากจํานวนประชากร
ที่ลดลง ประกอบกับมีสมาชิกในครัวเรือนรุนใหมออกไปทํางานตางถิ่นหรือ
ประกอบอาชีพอื่น อีกทั้งการขึ้นไปทําไรขาวบนภูก็เปนงานที่หนักชาวบาน
จึงตดั สนิ ใจเลกิ ปลูกขาวบนภู

แมนํ้าหมัน : ชาวนาเวียงใหญและคนไทดานในอําเภอดานซาย ท่ีอยู
ติดลํานํ้าหมันจะใชนํ้าหมันเพื่อการเกษตรเปนหลัก หนาแลงชาวบานจะปลูก
พืชผักสวนครัวตามริมฝงน้ํา ในหนาฝนคนนาเวียงใหญท่ีมีท่ีนาอยูใกลลําน้ําหมัน
ก็จะ“พัด” หรือใชระหัดวิดน้ําเขาสูนา ปจจุบันมี 3-4 ครัวเรือนท่ียังทําพัด
นอกจากน้ีลําน้ําหมันยังเปนแหลงที่อยูอาศัยของปลาท่ีชาวบานเรียกวาวังปลา
ท่มี ีลกั ษณะเปนแอง นา้ํ ในลํานา้ํ และจะมีน้ําวนทาํ ใหปลาไหลวนมารวมกัน

ทดี่ นิ ทาํ การเกษตร : ทด่ี นิ ทาํ การเกษตรแบง พนื้ ทอ่ี อกเปน 3 สว น คอื สว น
แรกเปน ท่รี าบลุม ไวสาํ หรบั ทํานาดํา ปลกู ผกั ปลูกขาวโพด และถัว่ ดํา สวนท่ีสอง
คอื ทีด่ อนสาํ หรบั ทาํ นาดําแบบขั้นบันได ปลกู ขา วโพด และสวนทสี่ ามคอื พน้ื ท่เี ชิง
เขาและทส่ี ูงบนเขา ปลกู ขา วไร และสวน

พื้นท่ีลมุ จะตดิ กับลาํ น้าํ หมนั ทดี่ ินมคี วามอดุ มสมบูรณส งู เนื่องจากอยใู กล
แหลงนํ้าและเปนที่สะสมดินตะกอนท่ีไหลจากแมนํ้าและน้ําท่ีไหลมาจากภูเขา

96

¡ÒÃà»ÅÂèÕ ¹á»Å¼§¹×㹻ÆÒкºÊ¡ÒÒÂù¼íÒé ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 97

โดยสว นใหญพ น้ื ทจี่ ะมนี าํ้ ใชเ กอื บทงั้ ป แมก ระทง่ั หนา แลง อยา งไรกต็ ามหากปไ หน
ทฝ่ี นทง้ิ ชว งนาน กอ็ าจขาดนา้ํ ได อยา งไรกต็ ามพน้ื ทส่ี ว นนก้ี เ็ ปน จดุ เสยี่ งตอ นาํ้ ทว ม
ในฤดฝู น กลา วคือในรอบ 10 ปทีผ่ านมา ชาวบานตอ งเผชิญนา้ํ ทวมมาโดยตลอด

พน้ื ทดี่ อนตงั้ อยรู ะหวา งพน้ื ทร่ี าบกบั พน้ื ทเ่ี ชงิ เขา เปน เขตทมี่ พี น้ื ทมี่ ากทส่ี ดุ
ของหมบู า น ชาวบา นจะใชท ดี่ นิ เพอ่ื การเกษตร แตม กั ประสบกบั ภาวะแลง เพราะอยู
หา งจากแหลง นาํ้ อกี อยา งตงั้ อยบู นทดี่ อนไมส ามารถผนั นา้ํ จากลาํ นาํ้ หมนั ทตี่ ง้ั อยู
พืน้ ท่ีลุมกวาได ขณะเดียวกัน บอนํ้าท่ชี าวบานขุดเพอื่ กักเก็บน้ํากม็ นี ํา้ ไมเพียงพอ
โดยเฉพาะเมอื่ เกดิ ฝนแลง

พ้ืนที่เชิงเขาและท่ีสูงบนภูเขาก็คือพื้นท่ีท่ีอยูบนภูอังลังตั้งอยูติดกับที่ดอน
คณุ ภาพดนิ ไมส มบรู ณน กั เมอ่ื เทยี บกบั พนื้ ทล่ี มุ และดอน เนอื่ งจากมคี วามลาดชนั
จงึ เกดิ การกดั เซาะหนา ดนิ ชาวบา นมกั ขดุ สระนา้ํ ขนาดพอเหมาะไวเ กบ็ นาํ้ เพอ่ื ใช
ในหนาแลง พืชทีป่ ลูกมขี าวไร ขา วโพด และสวน เปน ตน

การใชประโยชนผนื ปา และลําหวยบา นหวยตาด : บานหวยตาดมแี หลง
ทรัพยากรทางธรรมชาติท่ีสัมพันธกับระบบการผลิตอาหารของชุมชน 3 แหลง
คอื ภอู งั ลังและภูหว ยผักเนา (ภูปา ทับนาง) แหลงน้าํ และพืน้ ทีท่ างการเกษตร

ภูอังลังและภูหวยผักเนา : ภูอังลังทอดตัวยาวทางทิศเหนือ ขณะท่ี
ภูหวยผักเนา ทอดตัวอยูทางทิศใต อยางไรก็ตามบริเวณภูหวยผักเนาสวนใหญ
เปนพื้นที่ของบานโคกงาม บานหนองอุมลัว โพนสูงและถูกขายใหกับ
นายทุนเปนจํานวนมาก มีชาวบานหวยตาดเพียงไมกี่ครัวเรือนท่ีครอบครอง
พนื้ ท่ดี ินกลาว

บา นหว ยตาดตง้ั อยดู า นทศิ ตะวนั ออกของภอู งั ลงั บนยอดเขามลี กั ษณะเปน
ทร่ี าบซงึ่ ชาวบา นใชท าํ การเกษตร สว นพนื้ ทภ่ี เู ขาทต่ี ดิ กบั บา นหว ยตาดมกี ายภาพ
เปนผาสูงชันจึงยากตอการทํากิจกรรมทางการเกษตรตางๆ เปนเหตุใหพื้นที่ปา
ภูอังลังบริเวณน้ีคอนขางสมบูรณดวยพันธุพืชและสัตว ปจจุบันพื้นที่
จํานวนมากถูกขายใหคนตางถ่ินเพื่อปลูกยางพารา ซ่ึงมีราคาผลผลิตสูงเปน
แรงจงู ใจ

97

98 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ภาพเขียนตัดขวางหมบู า นหวยตาดบริเวณหมบู า นในสว นฝง ภอู ังลงั ดานซายสุดเปนลําหว ยตาด
และทต่ี ั้งหมูบาน ถัดมาเปน ทีเ่ ชิงเขาภอู ังลัง ชาวบา นจะปลูกขา วโพด ขาวไร ผลไมต า งๆ
และยางพารา และขวาสดุ เปนพ้นื ทปี่ าอังลังซึ่งแตเดิมเปนผนื ปา
แตปจจบุ ันเปลย่ี นเปน ไรข า วโพด ไรข าวและสวนยางพารา

จากการจัดการพื้นที่ทํากิจกรรมตางๆ คนหวยตาดแบงพ้ืนที่ภูอังลังออก
เปน 3 แบบ คอื พน้ื ทหี่ นา ผาสงู ชนั ตดิ กบั หมบู า นจะเปน พน้ื ทอี่ นรุ กั ษท ท่ี รพั ยากร
ทางธรรมชาตจิ ะไดร บั การบาํ รงุ รกั ษาจากคนทอ งถนิ่ พน้ื ทปี่ า เปด อนญุ าตใหเ ขา ไป
เกบ็ ของปา และพน้ื ทท่ี าํ การเกษตรจะอนุญาตใหทาํ การเกษตรปลกู พืชเศรษฐกจิ
ตา งๆ

แหลง นา้ํ : บา นหว ยตาดมแี หลง นาํ้ สาํ คญั 2 แหลง คอื หว ยตาด และนาํ้ ซบั
(นาํ้ จากภเู ขา) ซาํ ใหญ ลาํ นาํ้ หว ยตาดเกดิ จากปา ตน นาํ้ อยทู างทศิ เหนอื ของหมบู า น มี
ลาํ หว ยเลก็ ๆหลายสายไดแ กหว ยเซมิ เลก็ หว ยเซมิ ใหญ(หว ยบา ง)หว ยธวตั (หว ยแหว)
หวยหินหอม (ลองหินหอม) ทั้งหมดไหลมารวมกันกลายเปนลําน้ําหวยตาด
และไหลจากทิศเหนอื ผา นหมูบานลงไปทางทศิ ใต

นํ้าซับซําใหญจึงเปนทรัพยากรธรรมชาติท่ีสําคัญอีกแหงหนึ่ง อยูทางทิศ
ตะวันตกของหมูบาน คนหวยตาดใชน้ําซับเพ่ืออุปโภค เชน อาบน้ํา ชักเส้ือผา
และใชในครัวเรือน ปจจุบันหลายครัวเรือนไมไดใชนํ้าซับซําใหญแลวเพราะมีนํ้า
ประปาที่สรางเปนหอสูงใชแทน

98

¡ÒÃà»ÅèÂÕ ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼éÒí ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 99

พน้ื ทที่ างการเกษตร : เนอ่ื งจากหมบู า นหว ยตาดตง้ั อยใู นทรี่ าบหบุ เขาบนท่ี
สงู ทม่ี ลี าํ นา้ํ เลก็ ๆ ไหลผา น ลอ มรอบดว ยภอู งั ลงั ทางทศิ ตะวนั ตก และภหู ว ยผกั เนา
ทางทิศตะวันออก ดว ยเหตุน้จี งึ ทําใหพน้ื ทที่ างการเกษตรแบงเปน 3 ลกั ษณะ คือ
ที่ลมุ (บนทสี่ งู ) ที่เชงิ เขา และที่สูง (ทร่ี าบบนยอดเขา)

ท่ีลุมเปนพ้ืนท่ีมีความอุดมสมบูรณ แตเปนท่ีราบแคบและมีพื้นที่จํากัด
มีลํานํ้าหวยตาดไหลผานกลางหมูบาน เหมาะตอการปลูกพืชผัก ทําสวน และ
บางครัวเรือนใชปลูกขาวไร ถ่ัวดํา ขาวโพด และทําสวน ฯลฯ ดวยความ
อุดมสมบูรณและมีแหลงนํ้า ชาวบานจึงต้ังบานเรือนเปนกลุมตามแนวลําหวย
อยา งไรกต็ าม พ้นื ที่สว นนีก้ ็เส่ยี งตอ น้ําทว มเม่อื ยามนํ้าหลาก

พ้ืนท่ีเชิงเขาต้ังอยูถัดพ้ืนที่ลุม มี 2 ผืน ผืนแรกอยูดานทิศตะวันตก
ของหมูบานติดกับภูอังลัง สวนอีกผืนอยูดานทิศตะวันออกของหมูบานติดกับ
ภูหวยผักเนา พ้ืนท่ีทั้งสองผืนมีคุณภาพดินท่ีเหมาะกับการทําขาวไร ทําสวน
ปลูกขาวโพด ถั่วดํา ชาวบานบางครัวเรือนจะขุดบอน้ําขนาดพอเหมาะไวใน
ทตี่ นเองเพอ่ื กกั เกบ็ นา้ํ ไวใ ชใ นยามแลง ขณะทอ่ี กี หลายครวั เรอื นไมส ามารถขดุ บอ
น้ําไดเน่ืองจากมีท่ีดินจํากัด หากขุดบอน้ําก็เทากับลดพ้ืนที่การเพาะปลูก
ของตนเอง ดงั นน้ั พนื้ ที่สว นนีจ้ งึ เสี่ยงตอภยั แลง เปน อยางมาก

พื้นท่ีสูงหรือพื้นท่ีราบบนภูอังลังและภูหวยผักเนาเปนพ้ืนที่ที่มีความ
อุดมสมบูรณต่ํา เน่ืองจากการกดั เซาะของหนาดนิ มีพนั ธพุ ชื และสัตวป า มากมาย
ปจ จบุ นั จาํ นวนทรพั ยากรทางธรรมชาตเิ หลา นไ้ี ดล ดลงเปน จาํ นวนมาก เนอื่ งจาก
มีการบุกรุกทําลายปาเพ่ือขยายพ้ืนที่ทําการเกษตรของชาวบานเพ่ิมมากขึ้น
รวมทั้งมีหลายครัวเรือนขายท่ีทํากินใหกับนายทุนตางถิ่นเขามาปลูกยางพารา
ดังน้ันการถือครองท่ีดินจึงเปลี่ยนมือ หากชาวบานตองการทําไรจะตองเชา
ที่ดินจากนายทุนเหลานี้ สวนพืชท่ีปลูกในพื้นท่ีนี้จะเปนขาวไรและขาวโพด
อยา งไรกต็ ามชาวบา นยงั อนรุ กั ษพ น้ื ทปี่ า ของชมุ ชนซงึ่ ตง้ั อยฝู ง ตะวนั ตกดา นเหนอื
ของหมบู า น

99

100 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ความผันแปรของสภาวะอากาศชุมชน
บานนาเวียงใหญและหวยตาดมีสภาพอากาศเปนมรสุมเขตรอนมี 3 ฤดู

คือ ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูรอน สภาพภูมิอากาศทั่วไปของสองหมูบาน รวม
ถึงหมูบานอื่นๆ ในอําเภอดานซายจะมีอากาศแปรปรวนตลอดป อากาศรอนจัด
ในฤดูรอน หนาวถึงหนาวจัดในฤดูหนาว และมีฝนตกชุกระหวางเดือนมิถุนายน
ถึงตุลาคม อยางไรก็ตามปจจุบันชวงเวลาของฤดูกาลเปลี่ยนแปลงและยากที่จะ
กาํ หนดแนช ดั ดงั ปรากฏในแผนภมู แิ สดงปรมิ าณนา้ํ ฝนอาํ เภอดา นซา ยรอบ 10 ป
(พ.ศ. 2546-2555) จะเห็นวาชวงตนฤดูหรือราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
แมจ ะมปี รมิ าณฝนหากแตต กในปรมิ าณนอ ย กระทง่ั ชว งเดอื นกรกฎาคม-สงิ หาคม
ฝนกลบั ตกในปรมิ าณทนี่ อ ยลงในบางป และเรมิ่ ตกชกุ ชว งเดอื นกนั ยายน-ตลุ าคม
หรือชวงปลายฤดอู ีกคร้งั

แผนภูมแิ สดงปรมิ าณน้ําฝนอาํ เภอดา นซายรอบ 10 ป (พ.ศ. 2546-55)

ที่มา: กรมอุตุนิยมวทิ ยา (2557)
หมายเหต:ุ เกณฑใ นการพจิ ารณานา้ํ ฝนในรอบ 24 ชวั่ โมง จากกรมอตุ นุ ยิ มวทิ ยาคอื 1) ฝนเลก็ นอ ย (Light Rain)
ฝนตกมีปรมิ าณตงั้ แต 0.1 มลิ ลเิ มตร ถงึ 10.0 มลิ ลิเมตร, 2) ฝนปานกลาง (Moderate Rain) ฝนตกมีปริมาณ
ตั้งแต 10.1 มิลลิเมตร ถึง 35.0 มิลลิเมตร, 3) ฝนหนัก (Heavy Rain) ฝนตกมปี รมิ าณต้งั แต 35.1 มิลลิเมตร
ถึง 90.0 มิลลเิ มตร, และ 4) ฝนหนักมาก (Very Heavy Rain) ฝนตกมีปรมิ าณตั้งแต 90.1 มลิ ลเิ มตร ข้นึ ไป

100

¡ÒÃà»ÅèÕ¹á»Å¼§¹×ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼Òéí ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 101

ภูมิอากาศที่ผันแปรจึงเปนปจจัยท่ีสงผลกระทบอยางยิ่งในการทําการ
เกษตรตลอดมา โดยเฉพาะเกยี่ วกบั ปรมิ าณนาํ้ ฝน กลา วคอื ในรอบทศวรรษทผ่ี า น
มาพน้ื ทลี่ มุ ของอาํ เภอดา นซา ย รวมถงึ บา นนาเวยี งใหญป ระสบปญ หานา้ํ ทว มบอ ย
ครงั้ เนอ่ื งจากเกดิ ฝนตกหนกั ในบางพนื้ ที่ อกี ทง้ั ยงั มลี กั ษณะไมแ นน อนในแตล ะป
ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากการคาดการณสภาพอากาศในปจจุบันที่มีแนวโนม
ของสภาวะอากาศที่รนุ แรงข้ึน เชน สภาพฝนตกหนกั ฝนทิ้งชว ง และพายลุ กู เห็บ
เงื่อนไขเหลานี้ลวนมีบริบทท่ีสัมพันธกับการกิจกรรมทางการเกษตรและแหลง
อาหารจากธรรมชาติ ท้งั บา นนาเวยี งใหญและบา นหวยตาด

ตัวอยางหน่ึงที่เห็นไดชัดคือ ภาวะฝนทิ้งชวงและฝนชุกหรือตกหนักได
สงผลกระทบตอชุมชนในมิติตางๆ มากมาย เชน มิติฐานทรัพยากรอาหารทาง
ธรรมชาติ พบพืชบางชนิดอยาง ผักหวาน อีลอก หนอไม และรวมถึงเห็ดปาไม
เกิดขน้ึ ตามฤดกู าล อีกท้ังทําใหพืชผกั และของปามีนอยหรอื แทบไมเกดิ ข้ึน

หรอื ในบางป เชน ป พ.ศ. 2535, 2536, 2555 และ 2556 เกดิ ฝนแลง ทาํ ให
ผลผลติ ทางการเกษตรไดรบั ความเสียหาย หรืออาจไดผ ลผลติ นอย เชน ขา วเกบ็
เกย่ี วไดนอย (2556, 2556) หรือเกบ็ เกยี่ วแทบไมไ ดเ ลย (2535, 2536) เนื่องจาก
ปน นั้ แลง มาก แดดแรง ทาํ ใหเ กดิ โรคระบาดจากเพลย้ี กระโดด ขา วไมอ อกรวง ซา้ํ
ปไหนแลงมาก ก็จะเกิดไฟปาท่รี นุ แรงตามมาดวย

เชน เดยี วกนั หากปไ หนเกดิ ฝนหนกั กวา ปกตกิ ส็ ง ผลใหพ ชื ผลทางการเกษตร
ไดรับความเสียหาย กลาวคือหากเกิดฝนชุกมากในชวงปลายปจะทําใหขาวไรได
รบั ความเสยี หาย เกย่ี วขา วแลว ฝนตกลงมาทาํ ใหข า วเนา ในบางปท ย่ี งั มฝี นตกชกุ
ประมาณเดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม ถา ฝนตกชกุ มากกจ็ ะสง ผลใหพ ชื ผลทางการ
เกษตรไดผ ลกระทบแตไ มมากเหมือนภยั แลง

ดวยเหตุนี้จึงอาจสรุปเหตุการณครั้งสําคัญของบานนาเวียงใหญและบาน
หวยตาดที่ตองเผชิญกับภาวะอากาศเปล่ียนแปลงครั้งสําคัญในชวง 5 ท่ีผานมา
(2553-2557) สรปุ ไดคือ

101

102 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

นํ้าทวมป พ.ศ. 2554 : เหตกุ ารณน้ําทวมเมือ่ ป พ.ศ. 2554 เปนนา้ํ ปา
ไหลหลาก นํ้าทวมแคที่ราบลุมขางลําหวยตาดและทําความเสียหายใหกับพืชไร
ของชาวบา นตามขางลําหวย สว นขาวโพดก็ไดรับความเสยี หายเชน กัน เพราะวา
ชวงน้ันฝนตกชุกมาก กระแสน้ําชะลางหนาดินรุนแรงมาก คือปลูกขาวโพดแลว
ถูกน้ําฝนชะลางไหลขาวโพดลงมาขางลางหมดทําใหตองปลูกขาวโพดใหม
หลายรอบ นบั เปน ปท พี่ ชื ผลทางการเกษตรไดร บั ความเสยี หายมาก เพราะฝนตก
ชกุ มาก หากปไ หนฝนตกนอ ยกไ็ มม นี า้ํ ฝนมาเพาะปลกู พชื ปไ หนฝนตกมากตกชกุ
ก็ทาํ ใหก ารชะลางหนา ดินรุนแรงมากตองปลูกพืชใหมหลายครัง้ ตอ ป

ไฟปา : ไฟปา บนภูองั ลงั เกดิ ขึ้นทกุ ป แลว แตจะเกดิ ขึน้ เมอื่ ไหร ขึ้นอยูกับ
สภาพแวดลอมหลายปจจัยที่ทําใหเกิดไฟปาบนภูอังลัง สวนใหญแลวไฟปาเกิด
ขึ้นเพราะชาวบานท่ีทําไรบนภูอังลัง การเก็บหาของปาและการลาสัตวก็ทําให
เกดิ ไฟปา ได ไฟปา บนภอู งั ลงั เกดิ ขนึ้ ราวเดอื นมกราคม-พฤษภาคมของทกุ ป เดอื น
มกราคมชาวบานจะหาของปา ผักหวานปา ลาสัตว ยิงไกปา และเอาหมาไปไล
กระแต เมอื่ ชาวบา นไปลา สตั วเ ศษใบไมเ ยอะทาํ ใหไ ปมาลาํ บากลนื่ ลม ไปยงิ ไกไ มไ ด
ชาวบา นบางคนกแ็ อบเผาปา แตใ นบางปไ ฟปา ไมร นุ แรงมากอยไู ดไ มข า มคนื กด็ บั
ไฟปาท่ีรุนแรงมากประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ชาวบานมีการตัดหญาในไร
ขาวโพดมีการถางไรเพ่ือเตรียมการเพาะปลูกในฤดูกาลตอไป และในชวงน้ีไฟปา
จะมีความรุนแรงมากขึ้น ถามีการจุดไฟเผาปาที่ไหนสักแหงบนภูอังลังก็จะเกิด
ไฟปาลุกลามไปทั้งเขายากตอการควบคุมไดเพราะวาชวงเดือนมีนาคม-เมษายน
เปนชวงฤดูแลงอากาศแหงแลงและมีลมแรง ถาปไหนมีฝนตกลงมาบางปนั้น
ไฟปาอาจไมร นุ แรงมากนัก

102

¡ÒÃà»ÅÂÕè ¹á»Å¼§¹×ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íéÒÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 103
สวนจุดเกิดเหตุไฟปาบนภอู ังลังที่สําคัญคอื
จุดที่ 1 ตรงหลัก ก.ม 3 (จากตัวอําเภอดานซายมายังตําบลโคกงาม)
ประมาณเดอื นมกราคม-กมุ ภาพนั ธ ชาวบา นเผาปา เพอื่ หาผกั หวานปา และลา สตั ว
จุดท่ี 2 บนภูอังลังอยูตรงบริเวณไรของชาวบานหวยตาดดานสุดเขต
ภูอังลังของหมูบาน จุดเกิดไฟปาตรงกับบานบุงกุมที่ชาวบานเรียกกันวา
“ชําตองชําอีเลิศ”
จุดท่ี 3 ตรง “ชําหวาย” ตรงกับบานนานํ้าทวม บริเวณน้ีสําคัญมาก
ถา ไฟปา เกดิ ตรงจดุ นจ้ี ะรนุ แรงมากไหมว นั เดยี วอาจหมดเขาไดเ พราะทาํ ไรข า วโพด
เพียงอยา งเดยี ว ซ่ึงเผาปา ทุกปแ ละนยิ มนัดกนั เผาวันเดียวทั้งเขาก็วาได

ไฟปาบนภูอังลงั บริเวณพ้ืนท่ีบานหวยตาดเปนเหตุการณท เี่ กิดขนึ้ เม่อื ตน ป พ.ศ. 2557

103

104 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

สาเหตุทเี่ กิดไฟปาบนภูองั ลังคือ ชาวบานทําไรเ ลื่อนลอย เมือ่ ยางเขา สฤู ดู
ทําไรชาวบานจะถางไรแลวก็เผาไรกันทุกป สวนผลกระทบการเผาปาบนภูอังลัง
ขึ้นอยูกับความรุนแรงของไฟปา บางคร้ังไฟไหมเถียงนารวมท้ังสวนของ
ชาวบานดวย ตองข้ึนบานใหมก็มี สวนใหญแลวจะเปนเรื่องสวนยางพารา
ท่ีเปนเร่ืองเปนราวทุกปสําหรับไฟปา สวนสุขภาพก็พบวามีปญหาบาง
แตควันไฟก็หายไปในวันที่สอง ผลของไฟปาไหมหนักบนภูเขาทําใหคน
ในหมบู านแสบจมกู ตาแดงเหมือนกันแตยงั ไมถ ึงกบั เขาโรงพยาบาล

ลกู เหบ็ ตกเดอื นมนี าคม 2557 : เหตกุ ารณเ กดิ ในวนั ที่ 16 มนี าคม 2557
เวลาประมาณ 15.00 น.กอนท่ีฝนจะตกมีอากาศรอนอบอาว ฟาคร้ึม จากน้ัน
มลี มแรง และตามมาดวยฝน ซง่ึ มลี ูกเหบ็ ลกู เล็กๆ ตกลงมาประมาณ 10 นาที
จากนั้นฝนก็หยุด แลวมีลมแรงเปนระยะตามมาดวยลูกเห็บขนาดใหญ ซ่ึงไมมี
ฝนตกมีแตลูกเห็บและตกอยูนานประมาณ 1 ชั่วโมง ขนาดของลูกเห็บเทาลูก
มะนาวและลกู มะกรดู บรเิ วณถนนเตม็ ไปดว ยลกู เหบ็ เหมอื นหมิ ะตก หลงั ลกู เหบ็
ตกเสรจ็ อากาศคอ นขา งหนาว ซง่ึ ลกู เหบ็ ตกบรเิ วณ 3 หมบู า น คอื บา นสานตม บา น
ทา ศาลา บา นหนองแซง อาํ เภอภเู รอื จงั หวดั เลย รวมประมาณ 300 หลงั คาเรอื น

สวนพ้ืนท่ีบริเวณดานซายจะมีฟาครึ้มและมีเสียงฟารองเปนระยะ
ท่ีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายฝนไมตก แตฝนจะตกบริเวณบาน
บานโคกงามซ่ึงอยูถัดไปดานทิศตะวันออก สวนบานหางนา (ตําบลโพนสูง)
กม็ ฝี นตก แตไ มต กแรง มลี มพดั แรงเปน ระยะ หลงั จากนน้ั กม็ ลี กู เหบ็ ลกู เลก็ ๆ ตกลง
มาประมาณ 15 นาที

สวนบานหวยตาด ขณะเกิดเหตุการณวันน้ันสภาพอากาศโดยทั่วไป
มีฟาหลัว แสงแดดไมแรง แตอากาศรอนอบอาวในตอนกลางวัน ทําใหเนื้อตัว
เหนียวเหนอะหนะ ในชวงบายๆ ใกลเกิดเหตุอากาศรอนอบอาวมากกวาปกติ
ไมมีลมพัด สภาพอากาศเหมือนหยุดน่ิง สักพักทองฟาคร้ึม และมีดําครึ้มขึ้น
เรื่อยๆ พอประมาณสักบาย 2-3 โมง เร่ิมมีลมพัดแรงมากอน จากน้ันก็เร่ิม
มีฟารองและลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ กอนที่ทองฟาจะเปลี่ยนเปนสีแดง โดยจะแดง
มากทางทศิ ตะวนั ออก หลงั จากนนั้ ฝนจงึ ตกมาเม็ดใหญม าก

104

¡ÒÃà»ÅÕÂè ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íÒé ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 105

วนั นนั้ ทบี่ า นหว ยตาดและอกี หลายหมบู า นในอาํ เภอดา นซา ยฝนตกอยรู าว
เกือบชัว่ โมง แตไ มม ลี กู เห็บตก อยางไรก็ตาม พบลูกเห็บตกท่หี นา ภูผาน้ํา ตําบล
โคกงาม ต้งั แตศาลาหกเหล่ียม (จดุ ชมวิวบนถนนสายดา นซาย-ภเู รอื ซ่ึงต้งั หา งไป
ทศิ ตะวันออกของหมบู านราว 1-2 กิโลเมตร) ลงมาไมม ลี ูกเหบ็ ตก

ปรากฏการณทางธรรมชาติวันน้ัน ผูเฒาผูแกเลาขานตอกันมาวาเปน
“ลมพายลุ มดาํ ลมแดง” นานๆ คร้ังจะเกิดข้นึ ไมไดเกดิ ขน้ึ บอย ผเู ฒา ผแู กเ ลาให
ฟงวาถาเห็นทองฟาเปลี่ยนสีอยางรวดเร็วจากทองฟาสีดํากลายเปนทองฟาสีแดง
แบบนีแ้ สดงวา จะมพี ายลุ มแรงมากๆ และฝนตกหนกั ได ใหร ะวังมากๆ หรือระวงั
เปน พิเศษ

ไมยราบยักษและนกปากหา ง
ปรากฏการณก ารเปล่ยี นแปลงของระบบนเิ วศ

เม่อื ผืนปา สายนา้ํ และสภาวะเกิดการเปล่ยี นแปลง ตลอดจนรูปแบบการ
ทาํ การเกษตร สงิ่ หนง่ึ ทสี่ ง ผลกระทบตามมากค็ อื การเปลย่ี นแปลงของระบบนเิ วศ
โดยเฉพาะการเปลยี่ นแปลงทสี่ ง ผลกระทบตอ ฐานทรพั ยากรอาหาร ทสี่ งั เกตไดช ดั
ในรอบทศวรรษทผี่ า นมากค็ อื การเกดิ ขนึ้ ของตน ไมยราบยกั ษแ ละการเขา มาของ
นกปากหา ง ซง่ึ มนี ยั สําคญั อยางยงิ่ ตอความม่ันคงทางอาหาร

ไมยราบยักษ

ไมยราบยกั ษ (Mimosa pigra L.) หรอื ทรี่ จู กั ในชอ่ื ไมยราบตน , ไมยราบนาํ้ ,
และกระถนิ น้ํา สนั นษิ ฐานวาเขา มาในดา นซายประมาณ 10 ปท ่ีผานมา มกั จะขน้ึ
ตามทงุ นาและรมิ แมน าํ้ หมนั สว นไรน าทห่ี า งจากแมน า้ํ หมนั ยงั ไมไ ดร บั ผลกระทบ
จากพชื พันธุดงั กลาว สวนกรณีพน้ื ทีด่ า นซา ย รวมถงึ บา นนาเวยี งใหญส ันนิษฐาน
วา นา จะตดิ มากบั ดนิ ทลี่ อ รถแทรกเตอรใ ชไ ถไรน า รถเหลา นสี้ ว นหนงึ่ มาจากอาํ เภอ
หลม เกา อาํ เภอหลม สกั จังหวดั เพชรบรู ณ สวนความเดือนรอนท่ชี าวไรชาวนาได
รบั ผลกระทบเฉพาะพน้ื ทนี่ าทอี่ ยตู ดิ รมิ แมน าํ้ หมนั อกี กระแสหนงึ่ เชอื่ วา ไมยราบ
ยกั ษม ากบั นา้ํ ในแมน า้ํ หมนั ทไ่ี หลมาจากพนื้ ทไี่ รต น นาํ้ ทมี่ กี ารใชร ถแทรกเตอรไ ถไร

105

106 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
เมอื่ เกดิ ฝนตก ฝนจงึ ชะลา งเมลด็ พนั ธไุ มยราบยกั ษไ หลลงสลู าํ นา้ํ หมนั จงึ ไมแ ปลก
ทจี่ ะเหน็ ไมยราบยกั ษข ึ้นตามริมฝง นํา้ หมนั มากมาย

ไมยราบยกั ษขึ้นมากมายตามริมน้าํ หมัน ในภาพเปนชวงทายหมบู า นนาเวียงใหญ

สวนเหตุที่ขยายพันธุอยางรวดเร็ว ชาวบานไดต้ังขอสังเกตวา ประการ
แรกตนไมยราบยักษสามารถข้ึนในดินทุกสภาพ แมดินที่มีความอุดมสมบูรณตํ่า
เนอ่ื งจากปมรากสามารถตรงึ ไนโตรเจนได ประการตอ มาไมยราบยกั ษเ ปน ไมพ มุ ที่
มรี ะบบรากลกึ โดยลกึ มากกวา พชื อน่ื ในขนาดเดยี วกนั สามารถออกดอกไดต ลอด
ทงั้ ปแ ละตดิ เมลด็ มาก ประการทส่ี าม เปน พชื ทฝี่ ก สามารถหลดุ ออกเปน ขอ ๆและ
ลอยนํ้าไดนับเดือนทําใหสามารถแพรกระจายได เมล็ดมีเปลือกหุมปองกันการ
ซึมเขาของนํ้า หรืออาจติดไปกับเส้ือผาหรือสัตว อีกท้ังเมล็ดของไมยราบยักษย ัง
สามารถอยูในนํ้ามีชีวิตอยไู ดน านเกอื บนบั ป ประการที่สี่ เนอื่ งจากเปนพชื ข้ึนอยู
รมิ นา้ํ เมลด็ จงึ มกั ตดิ ไปกบั ดนิ หรอื ทรายทถี่ กู ขดุ ไปใชใ นการกอ สรา ง และประการ
ทา ยสุด ลําตนมีหนามเปน อปุ สรรคในการกําจดั

106

¡ÒÃà»ÅèÂÕ ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼Òíé ÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 107

การกาํ จดั ไมยราบยกั ษน ้ัน หากเปน ตน ไมยราบยกั ษตน เลก็ ชาวบา นมักจะ
ถอน แตถาเปนตนใหญก็จะใชเครื่องตัดหญาตัดแลวจึงไถกลบ สวนที่เปนปญหา
ใหญคอื ตน ไมยราบขึ้นในที่สาธารณะ เชน รมิ แมน ํ้าหมัน ซงึ่ จะไมม ีใครไปกําจดั
และบรเิ วณนจี้ ะเปน แหลง แพรพ นั ธขุ องไมยราบยกั ษอ ยา งตอ เนอื่ ง รวมถงึ ไมยราบ
ยักษท่เี กดิ ในบริเวณตลิง่ ที่ชนั ในแมน าํ้ หมนั หรอื เขาถึงยาก

ประการสาํ คญั นอกจากไมม ใี ครไปกาํ จดั ตน ไมยราบยกั ษแ ลว ยงั เปน แหลง
เพาะพันธุของหอยเชอร่ี เพราะนกปากหางไมสามารถเขาไปในดงไมยราบยักษ
ได หอยเชอร่ีจึงไมถูกกําจัดโดยนกปากหาง ดังนั้นหากไมกําจัดตนไมยราบยักษ
กเ็ ปน การสรา งปญ หาของการแพรข องหอยเชอรไี่ ดอ ยา งตอ เนอ่ื ง ดงั นน้ั ในปจ จบุ นั
ไมยราบยักษจึงเปนวัชพืชท่ีเปนอุปสรรคสําคัญของอําเภอดานซายรวมทั้งบาน
นาเวยี งใหญท ่ีอยรู มิ ฝง ลํานํา้ หมนั

นกปากหาง

นกปากหา ง (Anastomus oscitans) จดั เปน นกวงศข นาดเลก็ แตม จี ดุ เดน
ไมเหมือนใครคือมีปากท่ีเม่ือหุบจะเหลือชองตรงกลาง ทําใหมันคาบเปลือกหอย
โขง และหอยเชอรท่ี ่ีทัง้ กลมท้งั ลน่ื ไดอ ยางช่าํ ชอง เม่ือจับหอยไดแ ลว มันจะคาบไป
หาทาํ เลเหมาะๆ เพอื่ ใชจ ะงอยปากทาํ หนา ทเี่ หมอื นแหนบจกิ เนอื้ หอยออกมากนิ

ตวั ผแู ละตวั เมยี คลา ยกนั มขี ายาว คอยาว ปากใหญ สว นกลางของปากหา ง
ออกเพ่ือคาบหอยโขงซึ่งกลมลื่นได ขนตามตัวมีสีขาวมอๆ หางมีสีดําแกม
นาํ้ เงนิ ขนปลายปก เปน แถบสดี าํ นกปากหา งมลี าํ ตวั ยาวพอประมาณ ชอบอยเู ปน ฝงู
ทาํ รงั บนตน ไม ทาํ รังดวยเรยี วไมแบบนกยางหรือรังกา

โดยทวั่ ไปมกั พบนกปากหา งทกุ ภาคในประเทศไทย แตพ บมากทภี่ าคกลาง
บริเวณนาขาวมากที่สดุ นกชนดิ น้ชี อบกินหอยเชอรรแี่ ละหอยโขง

ปกติทกุ ๆ ปในชวงหนา หนาว จะมีฝงู นกปากหา ง จาํ นวนนับ 100,000 ตัว
อพยพหนีหนาว มาจากไซบีเรีย ประเทศจีน มาอาศัยอยูท่ีอุทยานนครไชยบวร
ตาํ บลทาเสา อาํ เภอโพธ์ทิ ะเล จงั หวัดพิจติ ร แตปรากฏวา ปน้ีจํานวนนกปากหา ง
ลดหายลงไปกวาคร่ึง สาเหตุท่ีนกปากหางอพยพมาที่จังหวัดพิจิตรลดลง

107

108 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
เน่อื งมาจากไดรบั ผลกระทบจากเมือ่ ปลายปท่ีแลว นาขาวถูกเพลย้ี กระโดด และ
น้ําทวม ทําใหแหลงอาหารมีลดลง อีกท้ังอากาศท่ีแปรปรวน จึงทําใหปริมาณ
นกท่ีอพยพมาเร่ิมแตกฝูง และอยูกระจัดกระจาย พฤติกรรมการอยูเปนกลุมจึง
แปรเปลย่ี นไปเปน ฝงู ยอ ยๆ และยงั ไมพ บการแพรร ะบาดของไขห วดั นกแตอ ยา งใด
นกปากหางพวกน้ี ชาวนาพิจิตร เริ่มออกมาชวยกันอนุรักษ เพราะชวยระบบ
นเิ วศ ในการกําจดั หอยเชอรร ่ีในนาขา ว ทาํ ใหลดตนทนุ การผลติ ในการใชส ารเคมี
อีกชองทางหนึง่ ดว ย

นกปากหา งในกลมุ ยางขาวกาํ ลังมองหาเหยื่อในทอ งนา
หลังจากชาวนาในหมูบ า นนาเวยี งใหญไ ถนาเตรยี มปลูกขาวแลว เสร็จ

108

¡ÒÃà»ÅèÕ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼éÒí ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 109

ในกรณีพ้ืนท่ีอําเภอดานซาย นกปากหางมีสถานะเปนนกอพยพเขามา
ทอ งถน่ิ นี้ แตเ มอื่ หลงั เหตกุ ารณน าํ้ ทว มครงั้ ใหญท ภ่ี าคกลางและกรงุ เทพมหานคร
ในชวงปลายป พ.ศ. 2554 ทาํ ใหฝ งู นกปากหางจาํ นวนมากกวา 200 ตัว อพยพ
มาอาศัยในพ้ืนที่ดานซาย ตั้งแตเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 จนถึงปจจุบัน
รว ม 2 ปก วา ถอื วา มสี ถานะเปน นกประจาํ ถน่ิ เพราะพบเหน็ ไดต ลอดทง้ั ป อยา งไร
ก็ตาม กอนหนาน้ีเมื่อป พ.ศ. 2553 ชาวบานหวยปลาฝา ตําบลนาดี หมูบาน
ที่ต้ังอยูดานใตแมนํ้าหมันทางทิศเหนือของบานนาเวียงใหญเลาใหฟงวา มีนก
ปากหาง จาํ นวน 6 ตัว มาอาศัยที่ทงุ นาบานหว ยปลาฝา เรมิ่ เขา มาชวงหนา แลง
และอาศัยอยูป ระมาณ 6 เดอื น แลว กอ็ พยพไปไมมาอกี เลยจนถงึ ปจจุบนั

ทงั้ สองเหตกุ ารณนบี้ งบอกถึงการอพยพของนกปากหางวา ตอ งการแหลง
อาหารขนาดใหญโดยเฉพาะในชวงหนาแลง เพราะทุงนาตําบลนาดีในชวงหนา
แลงมกี ารทาํ นาปลัง ทาํ ใหม ีอาหารสําหรบั นกปากหา งตลอดชว งหนาแลง สาเหตุ
สําคัญของการอพยพนั้นนาจะมาจากแหลงอาหารขาดแคลน เพราะปลายป
พ.ศ. 2554 ทุงนาแถวภาคกลางถูกนํ้าทวมตอเนื่องกันหลายเดือน นาจะทําให
อาหารสาํ หรบั นกปากหา งขาดแคลน จงึ ไดเ กิดการอพยพของนกบางฝูง

สวนอาหารของนกปากหางนอกจากปลาแลว ยังมีหอยเชอร่ี
ที่มีอยูมากมายในทุงนาตําบลนาดี เดิมชาวบานใชการกําจัดหอยเชอ
ร่ีหลายวิธีดวยกัน เชน นําไปเปนอาหารของเปด หรือเก็บเอาไปท้ิงบน
พื้นดิน หรือใชสารเคมีกําจัดหอยในทุงนา แตเม่ือมีนกปากหางเขา
ม า ใ น ทุ ง น า ตํ า บ ล น า ดี ไ ด ช ว ย ช า ว น า เร่ื อ ง ก า ร กํ า จั ด ห อ ย เช อ รี่
ทาํ ใหป รมิ าณหอยเชอรลี่ ดลงอยา งมาก ชาวบา นหลายคนบอกวา ตง้ั แตม นี กเขา มา
ในหมูบา น ไมไ ดใชสารเคมีกาํ จัดหอยเชอรีอ่ ีกเลย

อีกสาเหตุหนึ่งท่ีทําใหนกปากหางซึ่งเปนนกขนาดใหญยังไมไดลดจํานวน
ลงไปเพราะชาวบานไมก ินนกปากหา ง เนือ่ งจากเน้ือของนกปากหางมีกลิน่ เหมน็
สาบ เนื่องจากมีชาวบานเคยยิงนกปากหางไปทําเปนอาหารแลวเลาใหฟงวาเนื้อ
นกปากหา งไมนา กนิ ซงึ่ แตกตางจากเนื้อของนกยางกรอก ชาวบา นยังนยิ มลามา
กนิ เปน อาหาร

109

110 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

นอกจากนกปากหางแลวยังมีนกอีกหลายชนิดที่หากินในทุงนาตําบลนาดี
สว นใหญเ ปน นกทก่ี นิ แมลงเปน หลกั มนี กบางชนดิ ทก่ี นิ อาหารของคนในพน้ื ท่ี เชน
นกกระตด๊ิ ขหี้ มู นกกระตดิ๊ ตะโพกขาว มกั หากนิ เปน ฝงู โดยกนิ เมลด็ ขา วบนตน ขา ว
ในทงุ นาดสี รา งความเสยี หายใหช าวบา นเหมอื นกนั แตท งุ นาทขี่ า วออกรวงและแก
พรอมกัน ทําใหกระจายความเสี่ยงตอการถูกนกมากินเมล็ดขาว สรางความเสีย
หายนอ ยลงเมื่อมกี ารทาํ นาพรอมกัน

ดงั นน้ั ในมมุ มองของชาวบา นเกยี่ วกบั นกปากหา ง ถอื วา เปน เรอื่ งทด่ี ี เพราะ
ตา งฝา ยตา งเกอ้ื ประโยชนซ งึ่ กนั และกนั และทสี่ าํ คญั ทาํ ใหช าวนาลดการใชส ารเคมี
กําจดั ศัตรูพืชลง

ทายสดุ อาจกลา วไดวา ผืนปา ภูอังลงั ภหู ว ยผักเนา ลาํ น้ําหมัน หวยตาด
ฯลฯ ถือเปนฐานทรัพยากรธรรมชาติท่ีสําคัญในฐานะแหลงใหบริการของระบบ
นิเวศ ไมว าจะเปนในแงผ ืนดนิ ผืนปาและแหลง นาํ้ ทีโ่ ยงใยกบั การทําการเกษตร
และแหลงอาหารใหชาวบานนาเวียงใหญ หวยตาด และคนไทดานไดประกอบ
กิจกรรมทางการเกษตรและเก็บหาของจากปาและลํานํ้า ขณะเดียวกับความ
ผนั แปรของสภาวะอากาศ ทงั้ ภาวะฝนทง้ิ ชว งและ/หรอื นา้ํ ทว มลว นสง ผลกระทบ
ตอ วถิ ชี วี ติ คนไทดา นอยา งไมอ าจหลกี เลย่ี งไดเ ชน กนั กลา วคอื ในแงผ ลผลติ ทางการ
เกษตรทอี่ าจทาํ ใหต กตาํ่ หรอื แหลง ทรพั ยากรอาหารทางธรรมชาตทิ อ่ี าจเขา ถงึ ได
ยากขนึ้ เพราะมปี รมิ าณลดลง เชน เหด็ และหนอ ไมป า เปน ตน รวมถงึ ปรากฏการณ
การเกดิ ขนึ้ ของไมยราบยกั ษ วชั พชื ทด่ี เู หมอื นจะเปน อปุ สรรคสาํ คญั ในการทาํ การ
เกษตร ขณะท่กี ารอพยพยายถ่ินของนกปากหาง ดูเหมือนวาจะสงผลเชงิ บวกใน
แงก ารกาํ จดั หอยเชอรที่ รี่ ะบาดในนาขา ว ดงั นน้ั คงปฏเิ สธไมไ ดว า ปจ จยั เหลา นล้ี ว น
มีสวนสําคัญตอการทําความเขาใจภาวะเปราะบางของฐานทรัพยากรอาหารของ
ชุมชนไดดีอกี มติ ิหนึ่ง

110

¤ÇÒÁ¡ËÒÅÃÒ໡ÅËÕèÂŹÒỢÅͼ§§×¹ã¹·»ÃÆÒÐѾººÂÊá¡ÒÅÒ¡ÂÐÃù¡¼ÍÒíéÒÒÅÃËáÔμ¨ÒÍ´ÑÅÃÒС·ËÊÒÒÒÀçâҸ¢ÍÇÃͧÐçͪÁªÒÁØ ª¡ØÁªªÒ¹μÈÔ 111

ความหลากหลายของทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติ
และการจัดการของชุมชน

“บานนาเวียงใหญและบานหวยตาดอุดมสมบูรณดวยแหลงทรัพยากร
ทางธรรมชาติ เชน ปาไมและแมน้ํา ดวยเหตุน้ีการจับปลา ลาสัตว และเก็บ
ของปา จงึ ถอื เปน วถิ กี ารดาํ รงชพี ทส่ี าํ คญั ของชาวบา นทงั้ สองหมบู า นทสี่ มั พนั ธ
กบั ฤดกู าลและกจิ กรรมทางการเกษตร เชน การหาเหด็ ตามฤดกู าล การหาของ
ปาอยางหนอไมชวงหนาฝน ฯลฯ ขณะเดียวกนั ชาวบา นกม็ ีองคความรูในการ
จัดการเร่ืองดังกลาว ทั้งอยางซับซอนและงายแตกตางกันออกไปตามเง่ือนไข
ภมู ินิเวศท่ีมีสวนสําคัญตอ การกาํ หนดรปู แบบขององคค วามรูดังกลา ว”

111

112 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

ทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติท่ีชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดจะ
เก็บหาจากปาภูอังลังและตามแมนํ้าหมัน กรณีบานนาเวียงใหญ หวยศอกและ
หว ยตาด กรณบี านหวยตาดน้นั มีหลากหลาย ทัง้ พชื สัตว และอาหารจําพวกเหด็
เพอ่ื ใหเ หน็ ภาพสถานการณโ ดยรวมของฐานทรพั ยากรอาหารจงึ แบง การนาํ เสนอ
ออกเปน 2 สว น สวนแรกวาดวยการมอี ยูแ ละการใชประโยชนของฐานทรพั ยากร
อาหารทางธรรมชาติ และสว นหลงั วา ดว ยภมู คิ วามรแู ละการจดั การฐานทรพั ยากร
อาหารทางธรรมชาติ

การมีอยูและการใชประโยชนของฐานทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติ
เนอื่ งดว ยลกั ษณะทางกายภาพทเี่ ฉพาะตวั บา นนาเวยี งใหญต ง้ั อยบู นทร่ี าบ
ในหบุ เขามีภผู าแดดโอบลอ มทางทิศตะวันตกและมภี ูองั ลังทางทศิ ตะวันออก อีก
ทั้งมีลําน้ําหมันไหลผานกั้นอาณาเขตกับหมูบานใกลเคียง สวนบานหวยตาดตั้ง
อยูเชิงเขาของพ้ืนท่ีสูงภูอังลัง ซ่ึงอยูอีกฟากเขาฝงตรงขามกับบานนาเวียงใหญ
และมลี าํ นาํ้ หว ยตาดสายเล็กๆ ไหลผา นกลางหมูบา น ดวยเหตุนี้ชาวนาเวยี งใหญ
จึงเก็บและหาอาหารจากแหลงธรรมชาติตางๆ ท้ังจากพ้ืนที่ดินทางการเกษตร
แมนํ้าหมัน และปาบนภูอังลัง สวนชาวหวยตาดเก็บและหาอาหารจากพ้ืนท่ีทํา
การเกษตร ลาํ นา้ํ หว ยตาด หว ยศอก และปา บนภอู งั ลงั อาหารจากแหลง ธรรมชาติ
ของท้ังสองหมูบานแบงไดเปนพันธุพืชสําหรับใชเปนอาหารและใชประโยชน
ในครวั เรือน ผกั พืน้ บา น เห็ด สัตวเ ปลือกแขง็ ปลา แมง และแมลง

พนั ธุพ ชื

บานนาเวียงใหญ : พนั ธพุ ืชพบไดต ามทงุ นา ปาเขา และริมแมน าํ้ หมนั
จากการสํารวจพบพันธุพืช 146 ชนิดพันธุ ระบุชื่อตามหลักอนุกรมวิธานพืช
ได 145 ชนิดพันธุ และ 62 วงศ โดยพบพืชวงศ Graminacea จําพวกไผมาก
ที่สุด มีจํานวน 13 ชนิดพันธุ คือ ไผจอด, ไผสีสุก, ไผบง, ไผเลี้ยง, ไผหลาม,
ไผเฮียะ, ไผตง, ไผเปํ๊าะ, ไผหก, ไผซาง, ไผไร. ไผไลลอ, และไผลวก รองลงมา
คอื วงศ Euphobiaceae มี 9 ชนิดพนั ธุ คือ หมากเหมือดโลด, มะไฟ, ชมฟาด,

112

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 113
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹

ผักกานดง, เปลาหลวง, น้ํานมราชสีห, สบูแดง, มะขามปอม, และหมากดุก
สวนวงศ Leguminose-papillonideae พบ 8 ชนิดพันธุ คือ จาน, ขะยูง,
กระพ้ีตน , ชงิ ชนั , ดอกทอง, กระพจ้ี ัน, จักจน่ั , และดู และพันธพุ ืชอืน่ ๆ แตห าก
แบงตามวสิ ัยพชื พบมี 4 ประเภทคือ ไมเ ล้ือย 14 ชนดิ พันธุ พชื ลม ลกุ 15 ชนิด
พันธุ ไมพุม 27 ชนิดพันธุ และไมยืนตนจํานวน 90 ชนิดพันธุ อยางไรก็ตาม
หากแบงเปนพืชอาหารกินไดและแยกตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว และพืชอาหาร
ท่ชี าวบา นหาและเกบ็ กนิ ประจาํ สรุปไดดงั นี้

พืชอาหารตามฤดูกาล : หากพิจารณาเฉพาะพันธุพืชท่ีใชเปนอาหาร
และแบงตามฤดูกาลเก็บเก่ียวมากสูนอยตามลําดับ ดังน้ี ฤดูฝนท่ีผืนปา
มีความสมบูรณพ บ 31 ชนดิ พนั ธุ แบง เปน พืช 25 ชนิดพนั ธุ และผลไม 6 ชนิด
พันธุ สวนฤดูรอนแมจะแหงแลง แตกลับพบพืชอาหารมากถึง 24 ชนิดพันธุ
แบงเปนพืช 13 ชนิดพันธุ และผลไม 11 ชนิดพันธุ ในทุกฤดูกาลพบ 20 ชนิด
พันธุ แบงเปน พชื 12 ชนดิ พันธุ และผลไม 8 ชนดิ พันธุ และฤดหู นาวที่มอี ากาศ
แหงแลง และเยน็ พบพืชอาหารนอยทสี่ ดุ 17 ชนิดพนั ธุ แบง เปน พืช 13 ชนดิ พนั ธุ
และผลไมเพียง 4 ชนิดพันธุ ตามปรากฏรายละเอียดในตารางพืชอาหาร
ทางธรรมชาตขิ องบา นนาเวยี งใหญแ ละหวยหวยตาดแบง ตามฤดูกาล

113

114 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ตารางพชื อาหารทางธรรมชาตขิ องบา นนาเวียงใหญ
และหวยหว ยตาดแบง ตามฤดูกาล

§—¼ Éº°šo°Š™œÉ· / ­µ¤´
§—¼¦o°œ ¡º 1.—»„Á—˸¥ (»„), 2. °¸¨°„ (»„), 3. °¸¨µ¥ (»„), 4. °œ, 5. ‡žn µ, 6. ¨·Êœ¢o µ (Á¡„µ), 7. Š·Êª, 8.„n¤» œµÊÎ , 9.

¤œ´ Á­µ, 10. „¨°¥, 11.Á­Ê¸¥ª, 12. —°„š°Š, 13.Ÿ„´ ®ªµœžn µ
Ÿ¨Å¤o 1. ¤³Â¢œ, 2.­¤°Â®œ, 3.®¤µ„­¤o ¤°, 4.®¤µ„­oµœ, 5.®¤µ„¤œn» , 6.¤³Å¢, 7.¤³…µ¤žo °¤, 8.Á—ɺ°žn °Š

, 9.®¤µ„®¤n°œ, 10.¤³˜¤¼ , 11.®¤µ„®ª—
§—¼ œ ¡º 1. Ÿ„´ …¤, 2. Ÿ„´ …¤žn µ, 3.Ÿ„´ …¤®œµ¤, 4.Ÿ„´ ¨Ê·œž¸É , 5.Ÿ„´ ž¨Š´ , 6.Ÿ„´ „oµœ˜Š, 7.şÃn ‹p—, 8.ş­n ¸­»„, 9.şn

Š, 10.şÁn ¨Ê¸¥Š, 11.ş®n ¨µ¤, 12.şÁn ±¸¥³, 13.ş˜n Š, 14.şÁn žp µ³, 15.şn®„, 16.şn޵Š, 17.şÅn ¦n, 18.
şÅn ¨¨n°, 19.ş¦n ª„, 20.­Š´ ªµ¨¡¦³°·œš¦r, 21.Ÿ„´ ¡µ¥ (Ÿ„´ „œ´ ‹°Š), 22.Ÿ„´ „—¼ , 23.Ÿ„´ …¥Š, 24.Á…º°Š,
25.Ÿ„´ ®œ°„
Ÿ¨Å¤o 1.®¤µ„˜„, 2.¤³Å¢, 3.®¤µ„­´Š, 4.¨µÎ Å¥žn µ, 5.‡°o ­¤o , 6.¤³„°„žn µ
§—¼®œµª ¡º 1.—»„Á—¸Ë¥ (»„), 2.°¸¨°„ (»„), 3. °¸¨µ¥ (»„), 4.°œ, 5.Ÿ„´ ¸µo Š, 6.‡žn µ, 7.Š·Êª, 8.¤œ´ Á­µ, 9.„¨°¥,
10.®¤„´ Á®¤º°—è—, 11.˜·ªÊ …µª, 12.Á­Ê¸¥ª, 13.Ÿ„´ „—¼
Ÿ¨Å¤o 1.®¤µ„Á¨Éº°¤, 2.¤³…µ¤žo °¤, 3.„n°…ʸ®¤,¼ 4.Á—ºÉ°žn °Š

𻄧—¼ ¡º 1.­¤o ¨¤, 2.®ªµ¥žn µ, 3.¢´„…µo ª, 4.¤ µ—, 5.…ʸÁ®¨„È , 6.„¦³Ã—œœµÊÎ (‹·„œµ),7.„¦³Ã—œ, 8.­o¤žn °¥, 9.
­³Á—µ, 10.¥µn œµŠ, 11.Á˜nµ¦oµŠ, 12.®¤µ„œ¤œµŠ

Ÿ¨Å¤o 1.¤³„°„žn µ, 2.„n°¡ªŠ, 3.˜³…, 4.®¤µ„„¦³„, 5.„¦³š°o œ, 6.¨µÎ Å¥žn µ („—´ ¨·œÊ ), 7.‡°o , 8.„³š„¦„

หมายเหตุ : ตวั อักษรตรงคือพชื อาหารทางธÊ รรมชาตทิ ี่พบทง้ั บานนาเวยี งใหญและหวยตาด
สวนตัวอักษรเอนคือพชื อาหารทางธรรมชาติทพ่ี บเฉพาะบา นนาเวยี งใหญ

พชื อาหารตามฤดูกาลทีช่ าวบานกนิ ประจาํ : พืชอาหารจากธรรมชาติที่
ชาวบานกินเปนประจําจะเนนผักเปนหลัก สวนผลไมถือเปนอาหารเสริม ดังนั้น
ในการจดั ทาํ ปฏทิ นิ พชื จากปา ทใี่ ชเ ปน อาหารหลกั ของครวั เรอื นจะมเี ฉพาะพชื ผกั
เทานนั้

จากตารางปฏิทินพืชอาหารพบวา ครัวเรือนบานนาเวียงใหญมีการนําพืช
จากธรรมชาติมากนิ เปนอาหารประจํา 40 ชนิดพันธุ แบง ตามฤดูตา งๆ ไดด งั น้ี

ฤดูรอน (เดือนมีนาคม-มิถุนายน): ชาวนาเวียงใหญมีพืชผักท่ีใชกินเปน
ประจาํ 7 ชนดิ พนั ธุ ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ นิ พชื อาหารจากปา สว น
พืชที่มีความโดดเดนในชวงฤดูรอน คือ เพกาท่ีชาวบานนําฝกไปยางแลวใชเปน
เคร่ืองเคียงกับลาบและยําตางๆ นอกจากนี้ ยังมีแคปาท่ีชาวบานนํายอดออนมา
แกลมกับน้ําพริกตางๆ รวมถึง เสี้ยวและผักหวานปาที่ชาวบานจะเก็บยอดออน
มาใสแ กงตางๆ เชน แกงผกั หวาน

114

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 115
áÅСÒè´Ñ ¡ÒâͧªØÁª¹

ฤดฝู น (กรกฎาคม-ตลุ าคม): ชาวนาเวยี งใหญม พี ชื ทใี่ ชก นิ เปน อาหารประจาํ
มากถึง 16 ชนดิ พันธุ พชื ท่ีสําคญั ชวงฤดูนค้ี อื พืชทใี่ ชเปน เคร่อื งเคียงกบั น้าํ พรกิ
หรอื ใชแกลม กบั ลาบและยําตา งๆ ไดแ ก ผกั ขม, ผักขมปา , ผักขมหนาม, ผกั ปลัง,
ผกั กานตง, ไผโ จด, ไผบ ง, ไผหลาม, ไผเ ฮยี ะ, ไผต ง, ไผไ ร, ไผไ ลลอ, ผักพาย, ผกั
กนั จอง, ผกั กดู , ผกั แขยง, ผกั หนอก, บวั บก สว นพชื ทใ่ี ชเ ปน สว นผสมของแกงกค็ อื
พวกหนอ ไมอ อ นทง้ั หลาย เชน ไผบ ง, ไผห ลาม, ไผเ เฮยี ะ, ไผต ง, และ ไผไ ร เปน ตน

ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ): พบพืชผักที่ชาวนาเวียงใหญกิน
เปนประจํา 6 ชนิดพันธุ พืชผักที่มีความโดดเดนในชวงเวลาคือ พืชผักที่ใช
แกลมกับนํ้าพริกและยาํ ตางๆ คอื ผักชีชาง, แคปา , เสี้ยว, และ ผักกดู สวนพชื ผกั
ท่ใี ชเ ปน สวนประกอบของแกงกค็ อื บอนและมนั เสา

ชวงเวลาตลอดท้ังป พบพืชท่ีชาวนาเวียงใหญกินเปนประจํา 5 ชนิดพันธุ
พชื ทม่ี คี วามโดดเดน คอื สม ปอ ยทใี่ หร สเปรยี้ วและยา นางรสเฝอ นๆ ทชี่ าวบา นนาํ
ไปเพิ่มรสชาตอิ าหารและแกงตา งๆ ของครัวเรือน

115

116 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ตารางปฏิทนิ อาหารทางธรรมชาตทิ ี่ชาวบานนาเวียงใหญ ›.‡.
และหวยตาดกนิ กันเปนประจาํ

¤.‡. „.¡. ¤.¸ ‡. Á¤.¥. ¡.‡. ¤.· ¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥.
1.°œ, 2.‡žn µ, 3.¨·Êœ¢o µ (Á¡„µ), 4.„n¤»
œµÊÎ , 5.¤œ´ Á­µ, 6.Á­Ê¸¥ª, 7. Ÿ„´ ®ªµœžn µ

1.Ÿ„´ …¤,2.Ÿ„´ …¤žn µ, 3.Ÿ„´ …¤®œµ¤, 4.
Ÿ„´ ž¨Š´ , 5.Ÿ„´ „oµœ˜Š, 6.şÃn ‹p—, 7.şn
Š, 8.ş®n ¨µ¤, 9.şÁn ±¸¥³, 10.ş˜n Š, 11.
şÅn ¦n, 12.şÅn ¨¨n°, 13.Ÿ„´ ¡µ¥, Ÿ„´ „œ´
‹°Š, 14.Ÿ„´ „—¼ , 15.Ÿ„´ …¥Š, 16.
Ÿ„´ ®œ°„ (ª´ „)

1.°œ, 2.Ÿ„´ ¸ 1.°œ, 2.Ÿ„´ ¸
µo Š, 3.‡žn µ, µo Š, 3.‡žn µ, 4.
4.¤œ´ Á­µ, 5. ¤œ´ Á­µ, 5.Á­Ê¸¥ª,
Á­Ê¸¥ª, 6.Ÿ„´ „—¼ 6.Ÿ„´ „—¼

1.¢´„…µo ª, 2.…ʸÁ®¨„È , 3.­¤o žn °¥, 4.­³Á—µ, 5.¥µn œµŠ

ที่มา: ภาคสนาม (2556)
หมายเหตุ : ตัวอักษรตรงคอื พืชอาหารทางธรรมชาติทพ่ี บทงั้ บา นนาเวียงใหญและหว ยตาด

สว นตวั อกั ษรเอนคือพืชอาหารทางธรรมชาตทิ พี่ บเฉพาะบานนาเวยี งใหญ

จงึ เหน็ ไดว า พชื ผกั จากปา ทชี่ าวนาเวยี งใหญใ ชก นิ เปน ประจาํ ของครวั เรอื น
แบงหลักๆ ได 2 ประเภท คอื ประเภทแรกพืชทใ่ี ชเปนแกลม นํ้าพรกิ และยาํ ตา งๆ
ซ่ึงอาจจะกินไดท้ังสดและนําไปน่ึง ประเภทท่ีสองคือ พืชท่ีใชเปนสวนประกอบ
อาหารพวกแกงตา งๆ พบวา ชว งเดอื นกรกฎาคม-ตลุ าคม เปน ชว งทพ่ี ชื และผกั จาก
ธรรมชาติมีความสมบูรณม ากทสี่ ุด เน่ืองจากปริมาณนํา้ สมบูรณเพราะตรงกบั ฤดู
ฝน ขณะทช่ี ว งเดอื นมนี าคม-มถิ นุ ายน และพฤศจกิ ายน-กมุ ภาพนั ธ ซงึ่ ตรงกบั ชว ง
ฤดแู ลง และหนาวตามลาํ ดบั มจี าํ นวนของพชื ทชี่ าวบา นใชเ ปน อาหารใกลเ คยี งกนั
สวนพืชที่ใชกินเปนอาหารประจําในทุกฤดูกาลพบนอยท่ีสุด อยางไรก็ตามแมจะ

116

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 117
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªØÁª¹

พบนอยหากทวา พืชเหลา น้ีก็ทําหนาทสี่ าํ คัญตอครัวเรือน เพราะชาวนาเวยี งใหญ
ใชเปน อาหารและเครือ่ งปรงุ พนื้ ฐานใหกบั การปรุงอาหารตา งๆ ของครัวเรอื น ซึ่ง
น่ันแสดงใหเห็นวา ตลอด 12 เดือน ชาวบานนามีพืชผักท่ีใชเปนอาหารหลักท่ี
หลากหลาย และมคี วามสมบรู ณมากพอตอการเขา ถึงของครวั เรือน

ไผรวกพบเห็นไดท ่วั ไปในชายปาภูองั ลัง ชาวบา นนยิ มเกบ็ มาปรงุ แตงเปนอาหาร

บานหวยตาด : พันธุพืชบานหวยตาดที่พบจากแหลงธรรมชาติไดตาม
หัวไร ปา และตามแหลงนํ้าตางๆ ผลการศึกษาพบวาพันธุพืชที่ชาวบานเก็บมา
ใชประโยชนดานตางๆ มี 146 ชนิดพันธุ ระบุชื่อตามหลักอนุกรมวิธานได 145
ชนดิ พนั ธุ พืชวงศ Graminacea จาํ พวกไผพบมากทสี่ ดุ 11 ชนิดพันธุ คอื ไผโจด,
ไผส สี ุก, ไผบง, ไผเลยี้ ง, ไผหลาม, ไผเฮยี ะ, ไผต ง, ไผเปา ะ, ไผหก, ไผซาง, ไผไร,
ไผไลลอ, และไผร วก, พืชวงศ Euphorbiaceae จํานวน 9 ชนิดพนั ธุ คอื หมาก
เหมอื ดโลด, มะไฟ, ชมฝาด, ผกั กา นตง, เปลา หลวง, นาํ้ นมราชสหี , สบแู ดง, มะขาม
ปอม, และหมากดูก, พืชวงศ Leguminose-papillonideae จํานวน 8 ชนิด
พันธุ คือ จาน, ขะยงู , กระพี้ตน , ชงิ ชัน, ดอกทอง, กระพจี้ ัน่ , จกั จนั่ , และพชื อน่ื ๆ

117

118 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

ดังปรากฏรายละเอียดอนุวิธานแมลงกินไดของบานนาเวียงใหญและหวยตาดใน
ภาคผนวก อยางไรก็ตามหากแบงเปนพืชอาหารกินไดและแยกตามฤดูกาลเก็บ
เกยี่ ว และพชื อาหารที่ชาวบานหาและเกบ็ กนิ เปน ประจาํ สรปุ ไดด ังนี้

พืชอาหารตามฤดูกาล : จากตารางพืชตามฤดูกาลเก็บเก่ียวพบวาแตละ
ฤดูกาลมีความหลากหลายของพันธุพืช ที่ใชเปนอาหารของครัวเรือนบานหวย
ตาดไมแ ตกตา งกนั มากนกั กลา วคอื ฤดฝู นมคี วามสมบรู ณข องอาหารมากทส่ี ดุ คอื
พบ 24 ชนดิ พนั ธุ แบงเปนพชื 19 ชนดิ พันธุ ผลไม 5 ชนิดพันธุ ขณะทฤี่ ดรู อน
มคี า ความหลากหลายของชนดิ พนั ธพุ ชื นอ ยกวา ฤดรู อ นเพยี ง 1 ชนดิ ประกอบดว ย
พืช 12 ชนดิ พนั ธุ ผลไมพ บ 11 ชนิดพันธุ ลาํ ดบั ตอมาคอื พชื อาหารท่ีเก็บเก่ียวได
ทกุ ฤดกู าลพบ 19 ชนิดพันธุ แบง เปน พืช 11 ชนดิ พนั ธุ และผลไม 8 ชนิดพันธุ
ทา ยสดุ ฤดหู นาวพบพชื อาหารนอ ยสดุ คอื 16 ชนดิ พนั ธุ แบง เปน พชื 12 ชนดิ พนั ธุ
และผลไมเพยี ง 4 ชนิดพันธุ

พชื อาหารตามฤดกู าลทชี่ าวบา นหากนิ กนั ประจาํ : จากปฏทิ นิ พชื อาหาร
จากธรรมชาติพบวาชาวหวยตาดมีการนําพืชผักจากธรรมชาติมากินเปนอาหาร
ประจาํ นวนของครัวเรอื น 36 ชนิดพันธุ กลา วคือ

ชวงเดือนมีนาคม-มิถุนายน (ฤดูรอน) ชาวหวยตาดมีพืชที่ใชกินเปน
อาหารประจํา 6 ชนดิ พนั ธุ ดังรายละเอียดปรากฏในตารางปฏิทนิ พชื อาหารจาก
ธรรมชาติ สว นพชื ทมี่ คี วามโดดเดน ในชว งเดอื นดงั กลา วจะมลี กั ษณะเชน เดยี วกบั
บา นนาเวยี งใหญค อื นาํ ไปกนิ เคยี งกบั นา้ํ พรกิ และกนิ แกลม ยาํ ตา งๆ รวมถงึ ใชเ ปน
สว นประกอบของแกงตางๆ เชน เพกา, แคปา, เสี้ยว และผกั หวานปา

118

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 119
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹

แคปา เปนพืชอีกสายพนั ธหุ นึ่งทีพ่ บเห็นท่วั ไปบนผืนปา ภอู งั ลงั และตามหัวไรปลายนา

ชวงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม (ฤดูหนาว) ชาวหวยตาดมีพืชท่ีใชกิน
เปนอาหารประจํามากถึง 12 ชนิดพันธุ พืชผักที่สําคัญชวงเดือนนี้คือ พืชผัก
ที่ใชเปนเคร่ืองเคียงกับนํ้าพริก หรือใชแกลมกับลาบและยําตางๆ เชนเดียวกับ
บานนาเวียงใหญ แตพืชที่มีความโดดเดนมากท่ีสุดในชวงน้ีก็คือหนอไมออน
ซงึ่ แตกหนอ เปน จาํ นวนมาก เนอ่ื งจากเปน ชว งฤดฝู น เชน ไผโ จด , ไผบ ง, ไผห ลาม,
ไผเอยี ะ, ไผตง, และไผไร

ชวงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ (ฤดูหนาว) พบพืชที่ชาวหวยตาดกิน
เปนอาหารประจํา 6 ชนิดพันธุ พืชท่ีมีความโดดเดนจะเปนชนิดเดียวกับที่พบท่ี
บานนาเวียงใหญ เชน ผักชีชาง, แคปา, เสย้ี ว, และผกั กดู ที่ใชเ ปน ผกั แกลมกบั
นํ้าพริกและยําตา งๆ นอกจากน้ียงั มบี อนและมันเสาท่ใี ชเ ปน สวนประกอบสาํ คญั
ในการทาํ อาหารประเภทแกง

119

120 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ชวงทกุ ฤดกู าล พบพชื ทชี่ าวหวยตาดกินเปน ประจํา 5 ชนดิ พันธุ เชนเดยี ว
กับบานนาเวยี งใหญ พืชท่มี ีความโดดเดนคอื สม ปอยและยา นาง ท่เี ปรียบไดก บั
เปน เคร่ืองปรงุ รสอาหารจานสาํ คญั ของครัวเรอื น

ดวยเหตุน้ีพืชจากธรรมชาติท่ีชาวบานหวยตาดใชเปนอาหารหลักของครัว
เรอื นจะนาํ ไปใชเ ปน พชื และผกั ทอี่ าจจะกนิ สดๆ หรอื นง่ึ แกลม นาํ้ พรกิ และยาํ ตา งๆ
กบั พชื อกี สว นหนงึ่ จะนาํ ไปเปน สว นประกอบอาหารพวกประเภทแกง จากผลการ
ศึกษาพบวากรณีบานหวยตาดมีคาความหลากหลายของชนิดพืชแตละชวงเวลา
ไมตางกันมากนัก โดยพบวาชวงท่ีพืชผักมีความสมบูรณมากท่ีสุดคือชวงฤดูฝน
(กรกฎาคม-ตลุ าคม) ขณะทีฤ่ ดรู อ น (มนี าคม-มถิ ุนายน) และหนาว (พฤศจกิ ายน)
จะมีคาความหลากหลายของชนิดพืชท่ีใชเปนอาหารประจําจํานวนเทากัน
สวนพืชท่ีใชกินเปนประจําทุกฤดูกาลพบนอยท่ีสุด หากทวาก็มีความสําคัญ
อยางมาก เพราะเปนพืชที่ทุกครัวเรือนใชปรุงแตงใหเกิดรสชาติอาหารในสํารับ
เมนูตา งๆ จงึ กลา วไดว า ตลอด 12 เดอื น ชาวบา นหวยตาดมีพืชและผักท่ีใชเ ปน
อาหารหลักทห่ี ลากหลาย และมีความสมบรู ณม ากพอตอการเขา ถงึ ของครวั เรอื น

เห็ดปา

เห็ดเปนเชื้อราประเภทหน่ึงท่ีบางสายพันธุสามารถนํามาเปนอาหารได
มีคุณคาทางโภชนาการเพราะใหสารอาหารจําพวกโปรตีนสูง ท้ังบานนาเวียง
ใหญและบานหวยตาดจะพบเห็ดหลากหลายสายพันธุ สวนใหญเห็ดจะออกดอก
ในชว งหนา ฝนตามปา ภูอังลัง

120

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 121
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹

เห็ดระโงก (เหลอื ง) สว นหนง่ึ ทีช่ าวบานหวยตาดและคนไทดา นในหมบู า นอ่ืนๆ
นิยมเก็บมาปรงุ แตง เปนอาหารชว งหนาฝน

ผลการสาํ รวจพบวา บานนาเวยี งใหญม เี ห็ด 33 ชนดิ พันธุ บา นหวยตาดมี
31 สายพันธุ มี 2 ชนิดพันธุ ท่ไี มพ บที่บานหวยตาดแตพ บท่ีบานนาเวียงใหญ คือ
เหด็ ตบั เตา (Boielus edulis Bull. Ex. Fr.) และเหด็ ขค้ี วาย (Corprinus cinerus)
ดังรายละเอยี ดที่ปรากฏในอนกุ รมวธิ านเหด็ ในภาคผนวก

จํานวนชนิดพันธุเห็ดของบานนาเวียงใหญมีวงศ Tricholomataceae
มากถึง 7 ชนิดพนั ธุ คอื เหด็ เขม็ ขาว, เห็ดเข็มดาํ , เห็ดเข็มนา้ํ ตาล, เห็ดเขม็ แดง,
เห็ดเข็มมวง, เห็ดโคน, และเห็ดขาวตอก รองลงมาคือ วงศ Russulaceae
พบ 6 ชนิดพันธุคือ เห็ดขา, เห็ดฟาน, เห็ดถานเล็ก, เห็ดถานใหญ, เห็ดกอ,
และเห็ดหนามอย สวนวงศ Boletaceae พบ 5 ชนิดพันธุ ไดแก เห็ดผึ้ง,
เห็ดผึ้งดํา, เห็ดผึ้งน้ําตาล, เห็ดตับเตา, และเห็ดปอด ขณะที่วงศ Agaricaceae
พบ 4 ชนดิ พนั ธุ คอื เหด็ มนั , เหด็ หนา ไค, เหด็ ลม, และเหด็ ฟาง สว นสายพนั ธอุ นื่ ๆ
ดงั ปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก

121

122 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

จํานวนชนิดพันธุเห็ดของบานหวยตาดพบวา วงศ Tricholomataceae
และ Russulaceae มีจํานวนเทา กบั บานนาเวยี งใหญค อื 7 และ 6 ชนิดพันธุ
ตามลาํ ดับ สว นวงศ Boletaceae และ Agaricaceae พบ 4 ชนดิ พนั ธุ สวนสาย
พันธุอ่ืนๆ ดังปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก อยางไรก็ตาม หากแบงเห็ดแยก
ตามเดอื นท่ีใหผลผลิต และเห็ดทช่ี าวบา นหาและเก็บกนิ ประจําสรปุ ไดดงั น้ี

บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดจะมเี หด็ ปา ออกจาํ นวนมากชว งหนา ฝน
กรณบี า นนาเวยี งใหญจ ะพบเหด็ ทคี่ รวั เรอื นตา งๆ นาํ มาทาํ อาหารกนิ กนั ประจาํ 11
ชนดิ พนั ธุ ขณะทบี่ า นหว ยตาดนาํ เหด็ มาเปน อาหารหลกั นอ ยกวา บา นนาเวยี งใหญ
1 ชนดิ พนั ธุ คอื เหด็ ขา วตอกซงึ่ พบทที่ อ งนาบา นนาเวยี งใหญเ ทา นน้ั สง่ิ ทนี่ า สนใจ
คอื เห็ดแตล ะสายพันธจุ ะออกตางชวงเวลากัน กลา วคอื

ชว งเดอื นกรกฎาคม-สงิ หาคมหรอื ชว งตน ฤดฝู นจะพบเหด็ หนา ไค,เหด็ หนา มอ ย,
เห็ดโคน, และ เห็ดขาวตอก (เฉพาะเห็ดขาวตอกพบบานนาเวียงใหญเทานั้น)

ชวงเดือนสิงหาคม-กันยายน หรือกลางฤดูฝนจะพบเห็ดระโงกขาวและ
เห็ดระโงกเหลอื ง

ชวงเดือนกันยายน-ตุลาคม หรือปลายฤดูฝนจะพบเห็ดบดและเห็ดท่ีเคย
พบชวงตนฤดูฝน อยางเห็ดหนามอยและเห็ดโคนก็จะกลับมาออกดอกอีกคร้ัง
เน่ืองจากชวงเดือนดังกลาวฝนจะทิ้งชวงและมีอากาศรอนอบอาว สวนเห็ดที่พบ
ระหวางเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม หรือตลอดชวงฤดูฝน คือ เห็ดผึ้ง, เห็ดผ้ึงดํา,
เห็ดผง้ึ นาํ้ ตาล, และเหด็ ขอน

ตารางปฏิทินอาหารจําพวกเหด็ ท่ชี าวบานนาเวียงใหญแ ละหวยตาดกินเปน ประจํา

¤.· ¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥.
1.Á®È—®œµo Ň, 2.Á®È—®œµo ¤n°¥, 3.Á®È—Çœ,
4.Á®È—…oµª˜°„
1.Á®È—¦³ÃŠ„…µª, 2.Á®È—¦³ÃŠ„Á®¨º°Š
1.Á®È——, 2. Á®È—®œµo ¤n°¥,
3.Á®È—Çœ
1.Á®È—ŸÊй , 2.Á®È—ŸÊй —µÎ , 3.Á®È—ŸÊй œÊµÎ ˜µ¨, 4.Á®È—…°œ

ท่มี า: ภาคสนาม (2556-57)
หมายเหตุ : ตัวอักษรตรงคอื เหด็ ทีพ่ บทง้ั บานนาเวียงใหญแ ละหวยตาด

สวนตวั อกั ษรเอนคอื เหด็ ทีพ่ บเฉพาะบานนาเวียงใหญ

122

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 123
áÅСÒè´Ñ ¡ÒâͧªØÁª¹

จงึ เหน็ ไดว า เหด็ ปา ทค่ี รวั เรอื นบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดนาํ มากนิ
เปน อาหารประจาํ จะออกตลอดชว งฤดฝู นในเวลาทแ่ี ตกตา งกนั ขน้ึ อยกู บั ลกั ษณะ
ชนิดของเหด็ ปา และสภาวะอากาศ ดงั นั้นหากครัวเรือนเก็บเห็ดไมท ันในชวงเวลา
ดังกลาว ดอกเหด็ จะบานและรวงลงดนิ ไมส ามารถเก็บได

จากความสมบูรณและหลากหลายชนิดของเห็ด ทําใหสํารับอาหารที่
ชาวบานท้ังสองหมูบานนิยมปรุงแตงในฤดูฝนคือ น้ําพริกเห็ด แกงเห็ด และ
นึ่งเห็ด เปนตน ดังนั้น เห็ดปาจึงเปนอาหารที่เปนเอกลักษณในชวงฤดูฝนซ่ึงมี
บทบาทสาํ คญั ในการสง เสรมิ ใหเ กดิ ความมนั่ คงทางอาหารของครวั เรอื นและชมุ ชน
เนอื่ งจากเปนอาหารจากธรรมชาตแิ ละออกเปนจํานวนมาก มคี วามถใ่ี นการออก
อยา งรวดเรว็ ทาํ ใหส ามารถเกบ็ กนิ ไดตลอดฤดูกาล และสวนทเ่ี หลือจากครวั เรือน
นําไปขายสรางรายไดเสริมได

ปลา

ชาวนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดจบั ปลาจากแหลง ธรรมชาตติ ามทตี่ า งๆ กลา ว
คือบานนาเวียงใหญม ลี าํ นํ้าหมนั ลําราง และนาซงึ่ สามารถจบั ปลาไดช วงหนาฝน
ขณะทบี่ า นหว ยตาดชาวบา นจะหาปลาบรเิ วณตามลาํ หว ยตาดและหว ยศอก อกี ทงั้
ยงั จบั ไดท ส่ี ระนา้ํ สาธารณะประจาํ หมบู า น จากการสาํ รวจพบวา บา นนาเวยี งใหญ
มีพันธปุ ลาจํานวน 18 ชนิดพนั ธุ ขณะทบี่ า นหว ยตาดมี 12 ชนดิ พันธุ ดงั ปรากฏ
รายละเอียดในอนุกรมวิธานปลาในภาคผนวก เหตุท่ีบานหวยตาดมีจํานวนพันธุ
นอ ยกวา บา นนาเวยี งใหญ เนอื่ งจากลกั ษณะทางกายภาพของลาํ หว ยตาดและหว ย
ศอก ท่เี ลก็ และมีปริมาณน้าํ ท่นี อ ยกวา ลาํ นํา้ หมัน

หากพจิ ารณาในแงข องพนั ธปุ ลาจะพบวา บา นนาเวยี งใหญม พี นั ธปุ ลาวงศ
Cyprinidae จํานวน 8 ชนิดพันธุ คือ ปลาซิวนา้ํ ขา ว, ปลาซิวหนวด, ปลาซิวอาว,
ปลาตอง, ปลาจาด, ปลาปก เหลอื ง, ปลาปก แดง, และปลาสรอ ย สว นปลาวงศอ นื่ ๆ
พบเพียง 1 ชนดิ พนั ธุ ดังปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวก สว นบานหวยตาดพบ
ปลาวงศ Cyprinidae นอ ยกวา บา นนาเวยี งใหญ 4 ชนดิ พนั ธุ นอกเหนอื จากนนั้ พบ
เพยี ง 1 ชนดิ พนั ธุ เชน ปลาคงั , ปลาเขม็ , ปลากา ง, ปลาหมอ, และปลาหลอด เปน ตน

123

124 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ดังปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวก
สิ่งที่นาสังเกตคือท้ังบานนาเวียงใหญและบานหวยตาด ชาวบานทุกครัว

เรอื นสามารถเขา ถงึ แหลง อาหารจากแหลง ธรรมชาตอิ ยา งปลาเหมอื นกนั ครวั เรอื น
เกอื บทงั้ หมดจะจบั ปลากนิ ภายในครวั เรอื นเปน หลกั ทง้ั นจี้ ากการสาํ รวจครวั เรอื น
พบวา ปลาทช่ี าวบานนาเวยี งใหญใ ชเปน อาหารประจํามี 14 ชนิดพนั ธุ สวนปลาท่ี
ชาวหว ยตาดกนิ เปน อาหารประจาํ มนี อ ยกวา บา นนาเวยี ง 4 ชนดิ พนั ธุ คอื ปลาซวิ
น้ําขาว, ปลาซิวหนวด, ปลาซิวอาว, และปลาตอง ท้ังนี้เพราะปลาชนิดพันธุ
ดังกลาวจะไมพบท่ีบานหวยตาด เน่ืองจากปลาเหลาน้ีอาศัยอยูตามลําน้ําใหญ
อยางลํานํ้าหมัน โดยชาวบานจะนําปลาไปประกอบอาหารท่ีกินประจําไดหลาก
หลาย เชน เปน สว นประกอบของแกง หมก นงึ่ และปง และหากหาไดจ าํ นวนมาก
ก็จะตากแหง สาํ รองเปนมอ้ื อาหารตอไป

ตารางปฏทิ นิ อาหารประเภทปลาทีช่ าวบา นนาเวียงใหญ
และหวยตาดหามากนิ กันเปนประจํา

¤.‡. „.¡. ¤.¸ ‡. Á¤.¥. ¡.‡. ¤.· ¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥. ›.‡.

1.ž¨µ‡Š´ , 2.ž¨µ„µo Š, 3.ž¨µ±µ„„¨ªo ¥, 4.ž¨µŽ·ªœµÊÎ …oµª, 5.ž¨µŽ·ª®œª—, 6.ž¨µŽ·ª°oµª, 7.ž¨µ˜°Š, 8.ž¨µ‹µ—, 9.
ž¨µž¸ „Á®¨º°Š, 10.ž¨µž¸ „—Š, 11.ž¨µ­¦o°¥, 12.ž¨µ®¨—, 13.ž¨µ®¤°, 14.ž¨µÁ‡µo

ท่ีมา: ภาคสนาม (2556-57)
หมายเหตุ : ตัวอักษรตรง คือปลาทพ่ี บท้ังบา นนาเวยี งใหญและหว ยตาด

สว นตัวอกั ษรเอน คือปลาท่ีพบเฉพาะบา นนาเวยี งใหญ

กรณีการหาปลาจะตางจากการหาอาหารจากแหลงธรรมชาติอื่นๆ
เชน การเก็บและหาของปาซ่ึงสวนใหญมักเปนคนวัยทํางานท่ียังมีพละกําลัง
คนสูงวัยไมอาจเขาไปหาอาหารจากแหลงดังกลาวได ขณะท่ีการหาปลาเพียง
เดินไปท่ีแหลงน้ําก็หาได นัยยะดังกลาวทําใหเห็นวาเร่ืองของอายุก็เปนปจจัย
สําคัญอยางหนึ่งในการเขาถึงแหลงอาหารจากธรรมชาติ โดยเฉพาะกับครัว
เรือนท่ีมีสมาชิกเฉพาะผูสูงวัย สวนการหาปลาเพ่ือกินในครัวเรือนก็มีนัยสําคัญ
2 ประการ คือ

124

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 125
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹

ประการแรก แหลงทรัพยากรทางธรรมชาติซ่ึงเปนท่ีอยูอาศัยของปามี
ขนาดเลก็ กลา วคอื บา นนาเวยี งใหญม เี พยี งลาํ นาํ้ หมนั ซง่ึ เปน ลาํ นาํ้ สายเลก็ จาํ นวน
ปลาจงึ ไมม ากพอทจ่ี ะใหครัวเรอื นตา งๆ หาเพ่อื การคา เชน เดยี วกบั บานหว ยตาด
มีลํานํ้าหวยตาดและหวยศอก ท่ีไหลมาบรรจบกับลํานํ้าหมันดานเหนือ
หมบู านนาเวียงใหญ

ประการท่ีสอง เปนผลสืบเน่ืองจากกายภาพของแมน้ําที่เล็กทําให
ชาวบานสรางเครื่องมือในการจับปลาพื้นบานท่ีมีขนาดพอเหมาะจึงทําใหการ
จบั ปลาไดจาํ นวนนอ ยหรือพอเหมาะกับการบรโิ ภคในครวั เรอื นเทาน้นั เครื่องมอื
จบั ปลาพน้ื บา นดงั กลา วจงึ ทาํ หนา ทช่ี ว ยกระจายอาหารจากแหลง ธรรมชาตใิ หก บั
ครวั เรือนไดอ ยา งทว่ั ถงึ น่ันเอง

กุงและหอย

กุงและหอยที่ชาวนาเวียงใหญจับเปนอาหารมี 16 ชนิดพันธุ ขณะที่
บานหวยตาดมี 15 ชนิดพันธุ สกุลที่บานหวยตาดไมพบแตจะพบเฉพาะท่ี
บานนาเวียงใหญ คือ วงศ Parathephusidae หรือ ปูนา สวนวงศท่ีพบท่ี
บานนาเวียงใหญ และบานหวยตาดมากท่ีสุดคือ วงศ Amblemidae โดยพบ
3 ชนิดพนั ธุ คอื หอยจิบจี้, หอยกาบ, และหอยเสียบ สวนวงศ Ampullaridae
พบท้งั 2 หมูบ านมีจาํ นวน 2 ชนดิ พันธุ คอื หอยโขง และหอยเชอรรี่ อยา งไรก็ตาม
หากแบงเปน กงุ และหอยท่ชี าวบา นหาและเกบ็ กนิ เปนประจาํ สรปุ ไดด ังนี้

กรณบี า นนาเวยี งใหญพ บกงุ และหอยทค่ี รวั เรอื นกนิ เปน อาหารหลกั 7 ชนดิ
พันธุ ขณะท่ีบานหวยตาดพบนอยกวาบานนาเวียง 4 ชนิดพันธุ คือ หอยจิบจี้,
หอยกาบ, หอยทราย, และปูนา ดังปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ ินสตั วพ วก
กุงและหอย ที่ใชเปนอาหารหลักของบานนาเวียงใหญและบานหวยตาด ซ่ึงจะ
อาศยั อยเู ฉพาะทลี่ มุ และตามทอ งนา กงุ และหอยเหลา นค้ี รวั เรอื นทง้ั หมดของบา น
นาเวียงใหญและบานหวยตาดจะเก็บเพื่อกินในครัวเรือน เพราะปริมาณกุงและ
หอยแตละชนิดพันธขุ องแตล ะหมบู า นมไี มม ากนกั นอกจากนกี้ ารหากุงและหอย
ก็มีลักษณะคลายกับการหาของปา คือ ในมุมมองชาวบานถือเปนงานที่ไมหนัก

125

126 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

ผูเฒาผูแกก็สามารถหาหอยได จึงพบวาครัวเรือนทั้งหมดท้ังสองหมูบานสามารถ
เขา ถงึ หอยอาหารจากแหลงธรรมชาตนิ ไ้ี ดเ ชนกัน

ตารางปฏิทินสตั วน ํา้ พวกกุงและหอยที่ชาวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดกินเปนประจาํ

¤.‡. „.¡. ¤.¸ ‡. Á¤.¥. ¡.‡. ¤.· ¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥. ›.‡.

1.®°¥‹·‹¸,Ê 2.®°¥„µ, 3.®°¥š¦µ¥, 4.„Š»o  °¥, 5.ž¼œµ, 6.®°¥Á‹—¸¥,r 7.®°¥…¤

ท่มี า: ภาคสนาม (2556-57)
หมายเหตุ : ตวั อกั ษรตรง คือ กงุ หอยทพี่ บทัง้ บา นนาเวียงใหญแ ละหวยตาด

สว นตัวอกั ษรเอน คอื กุงหอยท่พี บเฉพาะบา นนาเวยี งใหญ

สัตวปา และสตั วค รง่ึ บกครงึ่ นํ้า

สตั วป า และสตั วค รง่ึ บกครง่ึ นา้ํ ทช่ี าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดนยิ มจบั
เปนอาหารมีจํานวน 16 ชนิดพนั ธเุ ทา กนั ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ ิน
อาหารจาํ พวกสตั วป า และสตั วค รงึ่ บกครงึ่ นา้ํ ทช่ี าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด
กนิ เปน ประจํา สว นวงศ Ramidae พบมากทสี่ ดุ 5 ชนิดพันธุ คือ อีปุม , เขยี ดนา,
อีฮวก, กบภูเขา, และกบนา รองลงมาคือ วงศ Muridae พบ 3 ชนิดพันธุ คือ
หนหู วาย หนนู า และหนู วงศ Microhydae พบ 2 ชนดิ พันธุ คือ อ่งึ และอ่งึ -เผา
สวนสายพันธุอื่นๆ ท่ีพบจะปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก อยางไรก็ตามหาก
แบง สตั วป า และสตั วค รง่ึ บกครง่ึ นาํ้ ทช่ี าวบา นหาและเกบ็ กนิ เปน ประจาํ สรปุ ไดด งั น้ี

สัตวปาและสัตวคร่ึงบกคร่ึงน้ําท่ีครัวเรือนบานนาเวียงใหญและบานหวย
ตาดหากนิ เปนอาหารประจํามี 9 ชนิดพันธุ ชวงเดือนมนี าคม-มถิ นุ ายน (ฤดูรอน)
บา นนาเวยี งและบา นหว ยตาดมไี ขม ดแดงทคี่ รวั เรอื นนาํ ไปปรงุ แกงออ ม ชว งเดอื น
กรกฎาคม-ตลุ าคม (ฤดฝู น) บา นนาเวยี งใหญม อี ง่ึ , องึ่ -เผา , และเขยี ดนา ทค่ี รวั เรอื น
นิยมนําไปปงและใสเปนสวนผสมของแกง สวนบานหวยตาด นอกจากจะนําอึ่ง
และอ่ึง-เผาไปปรุงแตงเปนอาหารเหมือนบานนาเวียงใหญแลว ครัวเรือนยังนํา
สัตวครึ่งบกครึ่งนํ้าท่ีมีเอกลักษณเดนคือพบในพื้นท่ีสูงอยางอีปุมและอีน่ิวเปน
อาหารทกี่ นิ เปน ประจาํ สว นชว งเดอื นพฤศจกิ ายน-กมุ ภาพนั ธ ทง้ั บา นนาเวยี งใหญ

126

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 127
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹

และบานหวยตาดจะมีหนูพุกและหนูหวายนําไปเปนอาหารกินเปนประจําท้ังปง
และแกง สว นสตั วท พ่ี บทกุ ฤดกู าลและชาวบา นทงั้ 2 หมบู า น แมจ ะมเี พยี ง 2 ชนดิ
พนั ธุ คือ หนูและตนุ หากทวา ก็เปน แหลงอาหารทม่ี ีคณุ คา ทางโภชนาการท่ีครวั
เรือนนาํ ไปปง และสว นผสมของแกงตางๆ

ตารางปฏิทินอาหารจาํ พวกสัตวปาและสัตวค รึ่งบกครง่ึ นา้ํ ที่ชาวบา นนาเวียงใหญ

และหวยตาดกินเปน ประจาํ

แมลงและแมง

¤.‡. „.¡. ¤.¸ ‡. Á¤.¥. ¡.‡. ¤.· ¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥. ›.‡.

ºoµŒÒœ¹œ¹ÒµàÁǪÕÂ¥¸ §Šã&Ëޝ‹ o&µœº®ŒÒo¹ª¥Ë˜ŒÇµÂ—μÒ´
1.Ҥn ——Š)

ºÒŒ¹oµ¹œÒœàǵÂÕÁª§¥¸ ãˊ Þ‹
1. °É¹Š, 2. °É¹Š-ÁŸµo , 3.Á…¥¸ —œµ

oµœ®oª¥˜µ—
1.°É¹Š, 2.°É¹Š-ÁŸµo , 3. °¸žn »¤, 4.°¸œÉ·ª

ºÒŒ ¹oµ¹œÒœàǵÁÂÕ ª§¥¸ ãŠËÞ&‹ & ºŒÒ¹oµ¹œÒœàǵÂÕÁª§¥¸ãˊÞ&‹ &
oµœ®oª¥˜µ— oµœ®oª¥˜µ—
1.®œ¼¡„» , 1.®œ¼¡„» ,
2.®œ¼®ªµ¥ 2.®œ¼®ªµ¥

ºŒÒ¹oµ¹œÒœàǵÂÕÁª§¥¸ãˊÞ&‹ &ºoµœÒŒ ¹®ËoªŒÇ¥Â˜μµÒ—´
1.®œ¼, 2. ˜n»œ

ทีม่ า: ภาคสนาม (2556-57)

แมลงและแมงท่ีชาวนาเวียงใหญและหวยตาดจับและดักกินเปนอาหารมี
จาํ นวนชนดิ พันธเุ ทากัน คือ 16 ชนิดพันธุ ดงั ปรากฏรายละเอียดในอนกุ รมวธิ าน
แมลงและแมงในภาคผนวก สว นวงศ Scarabacidae พบมากทส่ี ดุ 3 ชนดิ พนั ธุ คอื
ดว ง แมงเงา และแมงกนิ นู ขณะทวี่ งศ Acrididae และ Grylidae ไมส ามารถระบุ
ชนดิ พนั ธไุ ด สว นจาํ นวนชนดิ พนั ธุอ่นื ๆ ปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวก อยางไร
กต็ าม หากแบง แมลงและแมงท่ีชาวบานหาและเก็บกนิ ประจาํ สรปุ ไดด งั น้ี

127

128 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

บานนาเวียงใหญหาแมลงมากินเปนประจํา 13 ชนิดพันธุ สวนบาน
หวยตาดหาแมลงมากินเปนอาหารประจํา 1 ชนิดพันธุ โดยชนิดท่ีพบเฉพาะ
บานนาเวียงใหญแตไมพบบานหวยตาด คือ จิหลอ ชวงเดือนมีนาคม-
มิถุนายน ครัวเรือนบานนาเวียงใหญนําแมลงมากินเปนอาหารประจํา
5 ชนิดพันธุ สวนบานหวยตาดมีนอยกวา 1 ชนิดพันธุ ซ่ึงก็คือจิหลอ
สวนแมลงท่ีมีความโดดเดนในชวงน้ีก็คือ แมงแคงและกุดจ่ี ชวงเดือน
กรกฎาคม-ตุลาคม บานนาเวียงใหญและบานหวยตาดมีการนําแมลง
มาทําเปนอาหารประจํา มีจํานวนชนิดใกลเคียงกัน โดยบานนาเวียงใหญ
มมี ากกวา 1 ชนดิ พันธุ คือ จิหลอ ซง่ึ พบมาก 2 ชว งฤดกู าล สว นแมลงท่ีโดดเดน
ในชวงเดือนนี้ก็คือ แมงแคง, จิโปม, แมงจินูน ขณะที่ชวงเดือนพฤศจิกายน-
กมุ ภาพนั ธ ทง้ั 2 หมบู า นมกี ารนาํ แมลงเปน อาหาร 2 ชนดิ พนั ธเุ ทา กนั คอื แมงมนั
และแมงแคง ทา ยสดุ คอื ทกุ ฤดกู าลทง้ั บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดมกี ารนาํ
แมลงมากนิ เปนอาหารประจําเทากนั คอื คา งคาวและแมงเงา

ตารางปฏทิ นิ อาหารประเภทแมลงที่ชาวบา นนาเวียงใหญ
และหว ยตาดหากนิ กนั เปน ประจาํ

¤.‡. „.¡. ¤¸.‡. Á¤.¥. ¡.‡. ¤·.¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥. ›.‡.
1.‹·®¨n°, 2.‹„´ ‹œ´É , 3.‹·ÊŠ®¦¸—,
4.¤ŠÂ‡Š, 5.„—» ‹¸É

1. ‹·®¨n°, 2.¤ŠÂ‡Š, 3.‹·Ãž¤,
4.¤Š‡œ´ În, 5. ¤Š‹·œ¼œ

1.¤Š¤œ´ , 1.¤Š¤œ´ ,
2.¤ŠÂ‡Š 2.¤ŠÂ‡Š

1. ‡µo Їµª, 2.¤ŠÁе

ท่มี าÉ : ภาคสนาม (2556)
หมายเหตุ : ตัวอักษรตรง คือ แมลงทพี่ บทั้งบา นนาเวียงใหญแ ละหวยตาด

สวนตวั อกั ษรเอน คือ แมลงท่ีพบเฉพาะบานหวยตาด

128

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 129
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªØÁª¹

องคค วามรูด านในการจัดการทรพั ยากรอาหารทางธรรมชาติ

จากทเ่ี กรน่ิ ไวเ บอ้ื งตน บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดมอี าหารธรรมชาติ
ท่ีหลากหลาย ทําใหชาวบานไดห า จบั ลา และเกบ็ ตลอดทง้ั ป กิจกรรมดงั กลาว
จะสัมพันธโดยตรงกับฤดูกาล กลาวคือกรณีบานนาเวียงใหญ ในฤดูฝนชาว
บา นนาเวยี งใหญจ ะเกบ็ พชื ผกั พน้ื บา นมากมายจากแหลง ธรรมชาตทิ งั้ จากปา และ
ตามทุงนา เชน เห็ด หนอไมออน และใบบัวบก เปนตน สวนฤดูหนาวมีพืชผัก
มากมายท่ีเก็บไดจากทุงนา และฤดูรอนมีผักหวานและพืชสมุนไพรตางๆ ที่เก็บ
ไดต ลอดป ขณะทีบ่ า นหวยตาดนั้น ในฤดฝู นชาวบา นจะเก็บเหด็ และหนอ ไมจ าก
ปา และเก็บพืชผักพื้นเมืองจําพวกผักหนาม สวนฤดูหนาวและฤดูรอนสามารถ
เก็บผักหวาน สว นวธิ ีการเก็บของชาวบา นนาเวยี งใหญแ ละหวยตาดจะมลี ักษณะ
คลา ยกนั อยา งไรกต็ ามหมบู า นนาเวยี งใหญม พี ชื ผกั พน้ื บา นทข่ี น้ึ ตามนา เนอื่ งจาก
มีความช้ืนทเี่ หมาะตอการเติบโตของพชื ผักพื้นบา น

องคค วามรดู า นเหด็ ปา : การจาํ แนก, การเกบ็ และการใชป ระโยชน

การใชประโยชนจากเห็ดปาดําเนินไปภายใตระบบการผลิตแบบยังชีพ
และแจกจายใหหมูญาติ การเก็บเห็ดของบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดไมมี
ความเขม ขนในแงก ารแขง ขนั มากนัก ยกเวน ชว งเวลาท่ชี าวบา นหมอู นื่ เขามาเกบ็
เพอื่ ขาย เหด็ จะมหี ลากหลายสายพนั ธแุ ละมปี รมิ าณมากนอ ยตา งกนั แตช าวบา นจะ
เลอื กเกบ็ เหด็ ทใี่ ชป ระโยชนห ลกั หรอื เปน อาหารหลกั ไมก ชี่ นดิ คอื บา นนาเวยี งใหญ
และหวยตาดมี 11 สายพันธุ คือ เห็ดหนาไค, เห็ดหนามอย, เห็ดโคน,
เห็ดขาวตอก, เห็ดระโงกขาว, เห็ดระโงกเหลือง, เห็ดบด, เห็ดผ้ึง, เห็ดผ้ึงดํา,
เห็ดผ้ึงน้าํ ตาล, และเห็ดขอน

เห็ดปามีจํานวนมากและหลากหลายชนิดในชวงฤดูฝน ชาวบานจะแบง
เปนเห็ดดินคือเห็ดที่ขึ้นบนดิน และเห็ดขอนคือเห็ดท่ีขึ้นบนขอนไม สวนพื้นที่
ในการเก็บเห็ดจะใกลกับชุมชนหรือบริเวณปาละเมาะ ในกรณีบานนาเวียงใหญ
ยังสามารถหาเห็ดไดจากรอบๆ ทุงนา ลักษณะการเก็บเห็ดปาของชาวบาน
นาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดยงั คงรปู แบบเชน เดมิ โดยมภี มู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ในเรอื่ ง

นเิ วศกบั เห็ดปา และการใชป ระโยชนจ ากเห็ด

129

130 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ตารางแสดงแหลง และสภาพกายภาพทเ่ี กดิ เหด็ ของบา นนาเวียงใหญและหวยตาด

Éº° ­£µ¡¡œºÊ š¸É ­£µ¡°µ„µ«
1. Á®È—®œµo Ň
àËÁ®ç´È—˘¹³ŒÒÅ䤇¡Å—šo °o Йɷœ˜µ¤›¦¦¤µ˜· ¦·Áª–žn µ ¦o°œÊºœ °°µo ª
2.Á®È—®œµo ¤n°¥
3.Á®È—Çœ ¨³Á¤µ³ žn µÁ˜ŠÈ ¦´Š ™£µ‡°¸­µœ
4.Á®È—…µo ª˜°„
žn µ¨³Á¤µ³ žn µÁ˜ŠÈ ¦´Š ¦o°œÊºœ °°µo ª
5.Á®È—¦³ÃŠ„…µª
6.Á®È—¦³ÃŠ„Á®¨º°Š ¤„´ Á„·—˜µ¤‹°¤ž¨ª„ ‡ªµ¤ÊºœÂ¨³°»–®£¼¤·š¸É¡°Á®¤µ³
7.Á®È——
žn µÅŸn žn µ¨³Á¤µ³ žn µÁ‹¡¦¦– ®ª´ Ŧnž¨µ¥œµ ‡ªµ¤ÊºœÂ¨³°»–®£¼¤·šÉ¸¡°Á®¤µ³
8.Á®È—ŸÊй
9.Á®È—ŸÊй —µÎ ˜µ¤‹°¤ž¨ª„¦oµŠ
10.Á®È—ŸÊй œÊµÎ ˜µ¨
11.Á®È—…°œ ¡œ¡Êœº —·œ…ʹœÁžÈœ—°„Á—¸É¥ª žn µÁ˜ŠÈ ¦´Š ¦o°œÊºœ °°µo ª

¡œ¡Êœº —·œ…ʹœÁžÈœ—°„Á—ɸ¥ª žn µÁ˜ŠÈ ¦´Š ¦o°œÊºœ °°µo ª

°°„˜µ¤…°œÅ¤Ÿo » …ʹœÁžÈ œ—°„Á—¸É¥ª®¦º°„¨n»¤ °µ„µ«Á¥œÈ

ǜ˜·—„œ´ 3-5 —°„ Ĝ¦·Áª–žn µÁ˜ŠÈ ¦´Š

¡Äœžn µ—·Â¨Šo žn µÁ‹¡¦¦– °µ„µ«¦o°œ°°µo ª

¡Äœ¦·Áª–žn µÁ˜ŠÈ ¦´Š °µ„µ«¦o°œ°°µo ª

¡Äœžn µ—·Â¨Šo žn µÁ‹¡¦¦– °µ„µ«¦o°œ°°µo ª

°…ʹœœ…°œÅ¤˜o ¦³„¨¼ Á˜ŠÈ ¦´Š ¨³Å¤¤o ³¤nªŠ °µ„µ«¦o°œ°°µo ª

ท่มี า: ภาคสนาม (2556-57)

นิเวศของเห็ดดินและเห็ดขอนทั้งในดานพ้ืนที่และสภาพอากาศมีความ
สมั พนั ธส ง ผลซงึ่ กนั และกนั กลา วคอื เหด็ ทง้ั 2 ประเภทตอ งการความชน้ื ทเี่ หมาะสม
และธาตุอาหารที่เกิดจากบริเวณนั้นๆ รวมกับการปรับเปลี่ยนของสภาพอากาศ
ทงั้ ฝนและแสงแดดซงึ่ ชาวบา นมคี วามรใู นเรอื่ งดงั กลา ว สรปุ ไดด งั ตารางแหลง และ
สภาพทางกายภาพทเ่ี กดิ เหด็ ของบานนาเวยี งใหญและหวยตาด

ขณะท่ีภูมิปญญาทองถิ่นในการเก็บเห็ดปาของชาวบานนาเวียงใหญและ
หวยตาดเปนองคความรูที่สัมพันธกับระบบนิเวศ ดังเห็นจากการท่ีชาวบานท้ัง
2 หมูบานมีความสามารถแยกประเภทของเห็ดออกเปนเห็ดดินและเห็ดขอน
อกี ทงั้ ยงั เกี่ยวขอ งกับพ้ืนทีแ่ ละสภาพอากาศ เพราะเห็ดท้งั 2 ประเภทนตี้ องการ
ความชน้ื ทีเ่ หมาะสม และธาตุอาหารทเ่ี กดิ จากบริเวณหรอื พ้ืนท่ีน้ันๆ รวมกับการ
เปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศทง้ั ฝนและแสงแดด ซง่ึ สรปุ เปน องคค วามรดู งั ปรากฏ
ในตารางแสดงภูมนิ เิ วศและลกั ษณะอากาศที่เกิดเห็ดดนิ และเหด็ ขอน

130

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 131
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªÁØ ª¹

ตารางแสดงภูมนิ ิเวศและลักษณะอากาศท่ีเกิดเห็ดดนิ และเห็ดขอน

ž¦³Á£š…°ŠÁ®È— ¨„´ ¬–³£¼¤œ· ·Áª« ¨„´ ¬–³£¼¤°· µ„µ«

Á®È——·œ ¡¦·Áª–¡Êºœ—·œš¸É¤¸‡ªµ¤n»¤Êºœ ¤¸ÄÅ¤šo ´ Á‹¦·Á˜·Ã˜Å—Äo œ­£µ¡£¤¼ ·°µ„µ«šÉ¸¤¸

™¤ ¤¸Á®È—µŠ­µ¥¡œ´ ›»šr ¸É˜°o ൫¥´ ›µ˜»°µ®µ¦ ‡ªµ¤Êºœ °°„—°„nªŠ˜œo §—¼ œ ŽÉ¹Š¤¸ œ˜„

ÁžÈœ¡·Á«¬ Ánœ Á®È—Çœ˜°o ൫¥´ ›µ˜»°µ®µ¦ ­¨´ „´ ——°°„ ¨³¤¸°µ„µ«š¸É¦o°œ°°µo ª

‹µ„ž¨ª„ ®¨Š´ ‹µ„ œ˜„ž¦³¤µ– 2-3 ªœ´

Á®—È …°œ ¡¦·Áª–…°œÅ¤šo ¸É¤¸‡ªµ¤n»¤ÊºœÂ¨³¤„´ ‹³ Á‹¦·Á˜·Ã˜Å——o ¸Äœ­£µ¡°µ„µ«šÉ¸¤¸‡ªµ¤Êºœ

ÁžÈœ…°œÅ¤Áo —·¤®¦º°…°œÅ¤Áo „nµš¸ÉÁ‡¥¤¸Á®È— ¨³Á¥œÈ °°„—°„nªŠ„¨µŠ™¹Šž¨µ¥§—¼ œš¸É

°°„—°„¤µ„n°œ Á¦·É¤¤¸¨¤®œµªÁ¦·É¤¡—´ Ÿµn œ ¤¸ œÁµµŠ­¨´

„´ ——°°„

ทีม่ ɸ า: ภาคสนาม (2556-57)

นอกจากองคความรูเกี่ยวกับเห็ดดินและขอนท้ังในเชิงภูมินิเวศและภูมิ
อากาศแลว ชาวบา นยงั มภี มู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ เกย่ี วกบั การหาเหด็ ปา ทง้ั ในการจาํ แนก
ประเภทของเหด็ ปา ระหวา งเหด็ ทก่ี นิ ไดแ ละเหด็ กนิ ไมไ ด ชว งเวลาในการออกดอก
ของเหด็ แตล ะประเภท หรอื บรเิ วณที่พบ และวิธกี ารหาเหด็ ปา กลาวโดยสรปุ คือ

ในการจําแนกเห็ดปาที่กินไดกับกินไมได ชาวบานนาเวียงใหญและบาน
หวยตาดมีภูมิปญญาทองถิ่นในการสังเกต การจดจําและจากประสบการณเดิม
กลาวคือชาวบานจะสังเกตจากเห็ดท่ีมีรอยแมลงกัด สีสันไมสดใสเกินไป
ไมมีน้ํายางสีขาวไหลออกมาบริเวณตีนเห็ดท่ีเด็ดท้ิง จึงจะจัดวาเปนเห็ดท่ีกินได
จากน้นั จงึ มีการจดจาํ วาหากเหด็ ทีพ่ บไมจดั อยูในลกั ษณะดังกลา วนอี้ าจเปนพิษ

ชว งเวลาในการออกดอกเหด็ ปา แตล ะชนดิ จะสมั พนั ธก บั ฤดกู าลและสภาพ
อากาศ กลาวคือโดยมากชาวบานจะมีภูมิปญญาในการสังเกตวามีดอกเห็ดออก
หรอื ยัง หากในชวงฤดฝู น มฝี นตกติดตอกนั 2-3 วัน เม่ือฝนหยุดตก มีแดดออก
และรสู กึ วา อากาศรอ นอบอา วนนั่ แสดงวา เหด็ กาํ ลงั เรมิ่ ออกดอก ชาวบา นจะเขา ไป
สํารวจ “ดานเห็ด” หรือพื้นที่ที่เคยพบเห็ดปา ซึ่งจะพบวาเริ่มมีดอกเห็ดออกใน
ลักษณะทเี่ รยี กวา “เหด็ รองดา น”

131

132 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

บริเวณที่พบเห็ด ชาวบานยังมีหลักในการสังเกตและจดจําสภาพพ้ืนท่ี
พนั ธไุ ม และจดุ ทเี่ คยพบเหด็ เชน บรเิ วณดา นเหด็ โคน ดา นเหด็ ตบั เตา หรอื บรเิ วณ
ขอนไมเดิมที่เคยพบเห็ด ซึ่งจากสภาพพื้นท่ีที่พบเห็ดนี้จะเชื่อมโยงกับความรู
ในการเกบ็ เหด็ ปา กลาวคอื หากเปน เหด็ ดนิ จะตอ งใชก ารสงั เกตมากกวา เหด็ ขอน
เพราะเหด็ ดนิ จะมใี บไมท บั ทม การเกบ็ ตอ งระมดั ระวงั เพราะเหด็ ดนิ จะมลี กั ษณะ
ดอกที่ออนกวาเห็ดขอน แตกยุยงาย หรืออยางเห็ดโคนที่ชอบออกตามจอม
ปลวก อาจจะตองมีการใชเสียมขุดออกมา แตถาเปนเห็ดขอนก็ใชมือรูดออกมา
โดยไมตองระมัดระวังมากนัก ดังน้ันการเก็บเห็ดดินของชาวบานนาเวียงใหญ
และบานหวยตาดจะแฝงภูมิปญญาทองถ่ิน ท้ังในการจําแนกเห็ดวาเปนพิษ
หรือไม โดยการดึงตีนเห็ดท้ิงลงบนดิน แลวสังเกตดูวามีนํ้ายางสีขาวไหลออกมา
หรือไม ถามแี สดงวาเปนเหด็ พิษ เปน ตน

การหาหนอ ไมป า

ชวงฤดูฝนราวเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เปนชวงเวลาท่ีชาวนาเวียงใหญ
และหวยตาดจะเขาปาเก็บหนอไมท่ีเริ่มแตกหนอออนตามราวปารอบๆ หมูบาน
ชาวบานจะเก็บหนอไมเพ่ือบริโภคสด แตหากเก็บไดปริมาณมากก็จะใชวิธีการ
ถนอมอาหารดวยการตมแลวใสถุงพลาสติกผูกใหแนน หรือดองเก็บไวกินขามป
ชาวบานต้งั ขอ สงั เกตวา ไผลําหนึ่งๆ จะแตกหนอโดยรอบประมาณ 10-20 หนอ
จะมากนอยข้ึนอยูกับสภาพอากาศโดยเฉพาะปริมาณฝน ซึ่งตองพอเหมาะ
ไมนอยหรือมากจนเกินไป อยางไรก็ตามชาวบานจะไมเก็บหนอไมในชวงปลาย
ฤดูฝนเพ่ือที่จะใหหนอไผไดเจริญเติบโตในปถัดไป ถือเปนสรางความมั่นคงทาง
อาหารทางธรรมชาตอิ ีกวธิ หี นึ่ง

ชาวบานท้ังหมดจะเก็บหนอไมจากปาใกลหมูบาน ไมพบชาวบานคนไหน
ตองเดินทางออกไปหาหนอไมในปาไกลๆ เหมือนเชนคนจากหมูบานในจังหวัด
เพชรบูรณที่เดินทางมาเก็บหนอไมเพื่อขาย การเก็บหนอไมจะเก็บเพ่ือบริโภคใน
ครวั เรอื นเปน สว นใหญ กรณที เี่ กบ็ ไดม ากกจ็ ะเกบ็ ไวก นิ นอกฤดู เชน ลวกและดอง
เปน ตน อยา งไรกต็ ามหากปไ หนหรอื ครวั เรือนไหนทีข่ ยันเกบ็ ไดมากก็จะแบง ขาย
ใหกับเพ่ือนบา น

132

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 133
áÅСÒèѴ¡ÒâͧªØÁª¹

การดกั สตั วป า และลา แมลง: “เครอื่ งมอื ” สะทอ นภาพ “ภมู ปิ ญ ญา”
องคค วามรเู กย่ี วกบั การลา สตั วข องชาวนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดมลี กั ษณะ
ทค่ี ลา ยกัน ชาวบานจะสรา งเครอื่ งมอื สาํ หรบั ดักและลา สตั ว

ขุนนก

ขนุ นกเปน เครอื่ งมอื ดกั สตั วช นดิ หนง่ึ สามารถใชด กั นกบนพน้ื ดนิ และบนทส่ี งู
เชน ตนไมหรือหลังคา ประกอบดวยแผนไมสาน ทําเปนพ้ืนสําหรับโรยเหย่ือ
ลักษณะเปนคร่ึงวงกลมและมีโครงตาขายสําหรับครอบนก มีกรอบโครงทําดวย
ไมไผดัดเปนรูปคร่ึงวงกลม โครงตาขายน้ีสามารถพับครอบกับตัวขุบตลอดเวลา
โดยใชแ รงดดี จากไมไ ผท อ นหนงึ่ ทดี่ ดี รง้ั อยขู า งหลงั ขบุ และมหี ลกั ไมเ จาะรขู ดั พรอ ม
เชือกรั้ง วิธีดักนกจะตองร้ังโครงขายขึ้นกอนโดยโยงเชือกขัดสลักไวที่รูสลัก โรย
เหย่อื เชน ขา ว เมล็ดขาวโพด ลงบนลานชบุ นาํ ไปตง้ั ในที่ตางๆ ทต่ี องการดักนก
เมือ่ นกเห็นเหยือ่ จะบินเขา มาในลานขุบเพอื่ กนิ เหยือ่ ตวั นกจะไปถูกกบั สายเชอื ก
ทข่ี งึ อยูท ําใหส ลกั หลุดจากรสู ลกั โครงตาขายจะดีดตวั ลงมาครอบนกทนั ที

“ได” สอยไขมดแดง

ไขมดแดงถือเปนอาหารหลักของชุมชนในชวงตนฤดูรอน โดยจะพบมาก
ในปลายฤดหู นาวถึงตนฤดรู อน พบบรเิ วณรอบๆ บาน สวน และปา เวลาท่ีออก
ไปเก็บผักหวานจะพบรังมดแดงอยูท่ีตนผักหวานเปนจํานวนมาก ชาวบานจะ
เกบ็ ไขมดแดงตดิ ตัวกลับบา น รวมถึงบรเิ วณรอบๆ บานท่มี ีตน เปา มะมว ง ลาํ ไย
อยูเปนจํานวนมากก็สามารถพบรังมดแดง เพราะมดแดงชอบทํารังบนบนตน
ดงั กลา วเวลาสอยรงั มดแดงจะใชเ ครอื่ งมอื ทเ่ี รยี กวา “ได” สอยรงั มดแดง สว นใหญ
ทํามาจากตะกราหรือกระสอบถุงปุยนํามาเย็บติดกับไมไผที่ขดเปนวงกลม
ซึ่งมคี วามยาวประมาณ 2-4 เมตร ดา มจับยาวจะสามารถสอยรงั มดแดงท่ีอยบู น
ตนไมสูง

สวนการสอยรังมดแดงจะจับตรงดามไมไผที่ปลายดานหน่ึงและย่ืนถุง
กระสอบสวมทางดานลางของรังมดแดงและออกแรงเขยาแรงๆ แมมดบางตัวจะ

133

134 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

ต่ืนรังและว่ิงหนีไป สวนบางตัวจะตกมาพรอมกับไขมดลงกระสอบปุย หลังจาก
นนั้ ชาวบา นจะนาํ กระสอบปยุ ทม่ี มี ดแดงและไขม ดแดงไปตากแดด เพอื่ ไลม ดออก
เมอื่ มดรอ น มดกจ็ ะหนไี ปจากกระสอบเอง หรอื อาจโรยแปง ขา วเหนยี ว แปง ขา วเจา
ในกระสอบ ซ่ึงมดไมชอบก็จะไปหนีไป ชาวบานมักนําไขมดแดงมาทําอาหาร
ไดหลายชนิด เชน แจว ไขม ดแดง ใสแกงผกั หวาน หรือแกงตางๆ

ตอ

ตอ รงั จะจบั ในตอนกลางคนื เพราะชว งกลางวนั ตอ จะบนิ ออกไปหาอาหาร
และนําอาหารกลับเขารัง สวนกลางคืนตอจะบินกลับรังหมดแลวจึงสามารถ
เขา ใกลร งั ไดง า ยกวา ตอนกลางวนั โดยจะใชว ธิ จี บั ตา งกนั เพราะอาศยั อยทู ต่ี า งกนั
โดยทว่ั ไปตอ จะทาํ รงั บนตน ไม ชาวบา นจะใชว ธิ รี มควนั โดยจดุ ไฟใหเ กดิ ควนั และ
นําไปจอ ทขี่ า งใตร ังตอ ตอจะเมาควันบางตัวอาจหนีออกจากรงั ในขณะที่บางตวั
จะตายอยใู นรัง ชาวบา นจะนํารังตอมาน่ึงหรือปง กินกับแจว

กบ เขียด และอง่ึ

ชว งฤดฝู นจะพบเขยี ด กบ อง่ึ อา ง เปน จาํ นวนมาก วนั ทฝ่ี นตกถา ไดย นิ เสยี ง
เขียด กบ อ่งึ อางรอ งดัง ชาวบา นจะออกไปสอ งเขยี ด กบ และอง่ึ อาง ในทองนา
และไร โดยใชไ ฟฉายทตี่ ดิ แบตเตอรร ส่ี อ งสวา งกลางนาและไร แลว ใชม อื จบั ใสข อ ง
ที่สะพายตดิ ตัว

หากเปน ฤดแู ลง เขยี ดจาํ ศลี อยใู ตด นิ ในหนองนา้ํ เพราะอากาศรอ นจดั ชาว
บานจะใชจอบและเสยี มขดุ หาเขยี ดตามรอยแตกของดินในหนองน้าํ สว นชวงตน
ฤดรู อ น กบ เขยี ด และอง่ึ อา งจะออกลกู มาเปน “อฮี วก” พบไดต ามนา้ํ นง่ิ ๆ ชาวบา น
จะใชสวิงชอ นอฮี วกมาทําเปนอาหาร

134

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·Ã¾Ñ ÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 135
áÅСÒè´Ñ ¡ÒâͧªÁØ ª¹

“น่ัง” ดกั กระตาย

การดกั กระตาย ชาวบานจะชว ยกนั 2 คนขึน้ ไป เพอ่ื ทําหนาท่ีชว ยกนั กาง
“นงั่ ” (เครอื่ งดกั กระตา ย) และผลดั กนั เฝา ดกู ระตา ย นงั่ ประกอบดว ยตาขา ยโปรง
ถักดวยเชือกหรือดายเสนเล็ก เปนตาขายลายโปรง มีเชือกรูดปากตาขายคลาย
ตาขา ยเกบ็ ลกู บอล เชอื กมเี สน ผา ศนู ยก ลางประมาณ 1 เมตร เชอื กรดู ปากตาขา ย
นี้จะผกู ติดกบั ไมไผ โดยเหลาแลวทาํ เปน รูปโคงซึ่งเรยี กวา “ขานัง่ ”

การดักกระตาย ชาวบานท่ีออกไปดักกระตายปาจะเลือกทําเลที่เปน
ปาละเมาะ ปาแพะ และออกไปดักกลางคืน เน่ืองจากกลางคืนกระตายจะมอง
ไมเ หน็ วงิ่ มาชนตาขา ยไดง า ยกวา ตอนกลางวนั โดยจะนาํ นง่ั ไปกางครง้ั ละประมาณ
30-40 นั่ง เพื่อเปนการดักกระตายใหท่ัวพื้นที่บริเวณน้ัน เมื่อไดทําเลแลวจะปก
ขาไมไผใหโคงเปนรูปคร่ึงวงกลม ถางปากตาขายพาดไวท่ีขาน่ังใหกวางพอดี
กับชองขาไม หากิ่งไมมาก้ันเปนแนวร้ังเพ่ือบังคับเสนทางการเดินของกระตาย
เมือ่ กางน่ังเสร็จเรียบรอยชาวบานจะแอบซมุ บรเิ วณน้นั ตลอดทัง้ คืน

เม่ือกระตายติดขาย ตาขายจะรูดตามแรงดึงแลวพันตัวกระตายไว ย่ิงถา
กระตา ยดน้ิ แรงเทา ใดเชอื กตาขา ยจะยงิ่ บาดเนอื้ กระตา ยใหถ ลอกมากขน้ึ จนหมด

แรงด้ิน ชาวบานจะรีบออกจากท่ีซอนแลวนํากระตายออกจากน่ังเพื่อทําการดัก

ตัวตอ ไป

องคความรดู านการจบั และหาปลา

บานนาเวียงใหญมีแหลงทรัพยากรธรรมชาติใหจับสัตวนํ้าอยู 3 แหลง
คือ ลาํ นํ้าหมนั ทุงนา และตามสระน้าํ ท่อี ยใู นพื้นท่นี าของตนเอง

จากขอมูลพื้นฐานของหมูบาน ในอดีตลําน้ําหมันยังไมต้ืนเขินเฉกเชน
ปจ จบุ นั ตดิ กนั และอยบู รรทดั เดยี วกนั และมี “วงั ” หรอื ทอ่ี ยอู าศยั ของปลาบรเิ วณ
ท่ีมีรองน้ําลึก และมีกระแสนํ้าไหลวนจึงทําปลาและสัตวนํ้าตางๆ วายมารวมกัน
เมอื่ ยามแลง ระดบั นาํ้ จะลดลง ทาํ ใหป ลาไหลมารวมกนั ทว่ี งั กนั มากขน้ึ ชาวนาเวยี ง
จึงเรียกวังปลานว้ี าเปน บา นของปลาและสตั วนา้ํ ตางๆ อยางไรกต็ ามในชว ง 10 ป
ทผ่ี า นมา วงั ปลาไดล ดจาํ นวนลงเนอ่ื งจากการเปลย่ี นแปลงของระบบนเิ วศของลาํ
นา้ํ หมนั อนั เนอ่ื งมาจากการพฒั นาดา นการขดุ ลอกลาํ นาํ้ ทที่ าํ ใหว งั ปลาหายไปเปน
จํานวนมาก

135

136 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

การสะดุง (ยกยอ) ปลาเปนอีกวธิ ีหน่ึงของการจบั สตั วนา้ํ ที่คนไทดานนยิ ม
โดยเฉพาะอยา งยิง่ หลงั ฝนตกและนาํ้ หลาก คนไทดานจะไปสะดงุ ปลาตามหวั ไรป ลายนา

นอกจากนช้ี าวนาเวยี งใหญบ างครวั เรอื นยงั จบั ปลาและสตั วน า้ํ ในทนี่ าของ
ตนเอง ในฤดฝู นหรอื ระหวา งฤดทู าํ นา เมอื่ ฝนตกหนกั นาํ้ ปา ไหลบา ลงสลู าํ นาํ้ หมนั
น้ําจะเออลนเขาสูพ้ืนท่ีนา ชวงเวลาดังกลาวปลาก็จะไหลจากลําน้ําหมันเขาสูนา
เปน จํานวนมาก เชน ปลาดุก ปลาชอน ปลาหลด และรวมทัง้ หอยตา งๆ ทีไ่ หลมา
กบั กระแสนา้ํ ชาวบา นจะใชเ ครอื่ งดกั ปลาพวกไซและอจี ทู มี่ ขี นาดเลก็ บา งใหญบ า ง
ดกั ตามลาํ ราง คคู ลอง และรวมถงึ พนื้ ทน่ี า บางรายอาจใชย อยกดกั ปลา (สะดงุ ) ได
ทงั้ ท่ลี ําน้ําหมันและพ้ืนที่นา

ฤดูรอนแมนํ้าหมันจะลดระดับ ชาวนาเวียงใหญและเพื่อนบานใกลเคียง
จะลงหาปลาที่ลาํ นาํ้ ดวยวธิ ีตา งๆ โดยใชเครอื่ งมอื หาปลาพนื้ บานท่ีสวนใหญส าน
มาจากไมไผ และมีบางช้ินท่ีใชเชือกไนลอนเปนสวนประกอบ เชน อีจู ไซ สุม
ฯลฯ ในการดักปลาและสัตวน้ํา นอกจากนี้ยังมีการใชขายไนลอนในการจับปลา
โดยตอ งใชค นรว มกนั อยา งนอ ย 3 คนเปน อยา งตา่ํ ในการใชข า ยดกั ลากปลาบรเิ วณ
ทีเ่ ปน วงั ปลา

136

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¢ͧ·ÃѾÂÒ¡ÃÍÒËÒ÷ҧ¸ÃÃÁªÒμÔ 137
áÅСÒè´Ñ ¡ÒâͧªÁØ ª¹

อจี จู ํานวนมากมายท่ีแขวนตามฝาผนงั บานนา จะเปน หนงึ่ ภาพสะทอ นภมู ปิ ญ ญา
ในการจับสตั วน าํ้ อยาง ปลาไหล ไดเปน อยางดี

ในภาพคืออจี จู ากบานหลังหน่ึงในหมูบา นนาเวยี งใหญ

สว นบา นหว ยตาดจะมแี หลง ธรรมชาตใิ นการหาและจบั สตั วน าํ้ ทสี่ าํ คญั คอื
ลาํ หว ยตาด ลาํ หว ยศอก สระนา้ํ ชมุ ชน และรวมถงึ สระนา้ํ ในพน้ื ทไี่ รข องสว นบคุ คล

หวยตาดเปนลํานํ้าสายเล็กๆ ท่ีไหลผานกลางหมูบานจากทิศตะวันออก
สูทิศตะวันตก กอนไหลไปรวมกับลําหวยศอกที่ทายหมูบาน ในอดีตลําหวยศอก
มีปริมาณมากพอที่จะมีนํ้าตลอดทั้งป แตในชวง 5-6 ปท่ีผานมาปริมาณน้ํากลับ
ลดลงอยางมาก โดยเฉพาะเม่ือเขาหนาแลงน้ําจะแหงขอดอยางไมเคยปรากฏ
มากอ น ดงั นน้ั ชาวบา นจะดกั และหาปลาบรเิ วณนไ้ี ดเ ฉพาะชว งฤดฝู น ตรงกนั ขา ม
ลําหวยศอกถือเปนแหลงจับสัตวน้ําแหลงใหญของหมูบานที่มีความอุดมสมบูรณ
ไปดวยสัตวน ํ้า

137

138 ¨Ò¡»†Òʤً ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
นอกจากน้ีบานหวยตาดยังมีสระน้ําชุมชน 2 สระ สระทั้งสองไดรับเงิน

สนับสนุนของรัฐบาลเม่ือหลายปกอน สระแรกอยูเหนือวัดมัชฌิมาวาสขึ้นไปทาง
แถบภูอังลัง อีกสระอยูทางดานทิศตะวันออกของหมูบาน สระน้ีมีจุดมุงหมาย
หลกั เพอ่ื ใชท างการเกษตร จะเปด ใหช าวบา นรว มกนั จบั ปลาปล ะครง้ั ในชว งปลาย
ฤดหู นาว โดยชาวบา นทจี่ ะตองจา ยเงินคา บํารงุ สระตอคนทไ่ี มส งู นักกอนจับปลา
เพ่ือนําไปซ้ือพันธุปลามาปลอยใหเติบโตตามธรรมชาติ เม่ือครบปก็จะเปดใหจับ
กันอกี คร้ัง โดยจะใชเครือ่ งมือพ้นื บา นในการจบั ปลาและสัตวน า้ํ

ชาวหว ยตาดทมี่ สี ระนา้ํ ในทด่ี นิ ของตนเองยงั สามารถหาปลาไดจ ากสระของ
ตนเอง ถือเปน ทางเลือกหนง่ึ ที่ทําใหส ะดวกตอการเขาถึงแหลงอาหาร หากทวาก็
จํากัดเฉพาะครัวเรอื นทีม่ ีความพรอมดานที่ดินเทาน้ัน

จึงเห็นไดวาทั้งบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดอุดมสมบูรณดวยแหลง
ทรัพยากรทางธรรมชาติ เชน ปา ไมและแมนา้ํ ดวยเหตนุ ีก้ ารจับปลา ลาสัตว และ
เกบ็ ของปา จงึ ถอื เปน วถิ กี ารดาํ รงชพี ทส่ี าํ คญั ของชาวบา นทงั้ สองหมบู า นทส่ี มั พนั ธ
กบั ฤดกู าลและกจิ กรรมทางการเกษตร เชน การหาเหด็ ตามฤดกู าล การหาของปา
อยา งหนอ ไมช ว งหนา ฝน ฯลฯ ขณะเดยี วกนั ชาวบา นกม็ อี งคค วามรใู นการจดั การ
เรอ่ื งดงั กลา ว ทง้ั อยา งซบั ซอ นและงา ยแตกตา งกนั ออกไปตามเงอื่ นไขภมู นิ เิ วศทมี่ ี
สวนสาํ คัญตอ การกาํ หนดรปู แบบขององคค วามรดู ังกลา ว

138


Click to View FlipBook Version