The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:13:35

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

ÀÒ¾ÊзŒÍ¹¡ÃÒкú¼¡ÅÒμÔ Ãã¼ËÁÅ‹áÔμŷмҧšÔμÒ«ÃÒíéà¡¡ÉÒμÃÓ¤ØàÍÊÒÁáÑÂÎã˧Á”‹ 39
เชน ไปเอาแฮงเพอ่ื นบาน 10 วนั จะไปเกบ็ ถัว่ บาง ปลูกขา วบาง เขากจ็ ะมาตอบ
แฮงถางไรก็ได ปลกู ขาวโพดก็ได หรือจะมาตอบแฮงเปนจํานวน 10 วัน กไ็ ดเ ชน
กนั แตหากเกิดตอบแฮงในปน นั้ ๆ ไมหมดกจ็ ะเกบ็ “ทบแฮง” ไวในปต อไป แลว
คอ ยมาตอบแฮงกัน

ปจ จบุ นั ระบบการเอาแฮงไดล ดนอ ยลงเพราะการทาํ การเกษตรมเี ครอื่ งจกั ร
มาชวยในการทําการเกษตร หากทวาการเอาแฮงกันก็ยังพอมีใหเห็นอยูบาง แต
จาํ กดั การเอาแฮงกนั กลา วคอื ชาวบา นจะเอาแฮงอะไรกจ็ ะไปตอบแทนแฮง จาก
การเอาแฮงนนั้ ๆ เชน เอาแฮงไปหยอดขา วโพดหรอื เกย่ี วขา วกจ็ ะไปตอบแฮงหยอด
ขา วโพดหรอื เกย่ี วขา วไรเ ทา นน้ั จะตา งจากสมยั กอ นทเ่ี อาแฮงอะไรกไ็ ดจ ะไปตอบ
แทนแฮงอะไรกไ็ ด

พลวัตการ “เอาแฮง” ของคนไทดาน

การพฒั นาดา นซา ยนา จะเรมิ่ ขน้ึ หลงั จากเวลาผา นไปอกี 5 ทศวรรษ ในสมยั
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต (พ.ศ. 2501-2506) เปน นายกรฐั มนตรี เมอ่ื ภาคอสี านถกู
คกุ คามจากคอมมวิ นสิ ต รฐั บาลไดเ รม่ิ พฒั นาทางดา นการคมนาคมมกี ารปรบั ปรงุ
ถนนสายตางๆ ในภาคอีสานใหมีสภาพที่ดี พรอมทั้งยังพัฒนาภาคอีสานอยาง
จริงจัง โดยเฉพาะในเร่ืองของโครงสรางพื้นฐาน เชน การคมนาคม การสงเสริม
ในการผลิตทางการเกษตร สงผลใหการผลิตเร่ิมมีการเปล่ียนแปลงจากการผลิต
เพือ่ ยงั ชีพมาสกู ารผลติ เพ่ือขาย

การเอาแฮงดาํ นาในความสมั พนั ธทางเครอื ญาตยิ งั พบเห็นไดท ัว่ ไปในสงั คมไทดาน

39

40 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

บานนาเวียงใหญและหวยตาดก็เปนอีกสองหมูบานที่ไดรับผลกระทบจาก
การพัฒนาดงั กลาว กลา วคอื ทัง้ สองหมบู า นมีระบบเศรษฐกจิ ท่ีเล้ยี งตนเอง “ทํา
พอไดอ ยไู ดก นิ ” ชาวบา นมกี ารเพาะปลกู ขา วบรเิ วณรอบๆ หมบู า น มกี ารปลกู พชื
ผักตางๆ และการเลย้ี งสัตว เพอื่ บรโิ ภคในครวั เรือนและเพือ่ ใชแรงงาน มผี ลผลิต
สว นเกนิ เพยี งเลก็ นอ ยไวแ ลกเปลย่ี นและทาํ บญุ ความสมั พนั ธใ นการผลติ จะอยบู น
พนื้ ฐานความเปน ญาตมิ ลี กั ษณะของการพง่ึ พา โดยจะอาศยั หลกั การตอบแทนซง่ึ
กันและกันเปนกลไกสําคัญในการอยูรวมกันในชุมชน มีการชวยเหลือกันในการ
ผลติ กรรมสทิ ธใิ์ นทด่ี นิ กม็ กั จะยงั ไมม กี ารแบง แยกจะรวมเปน แปลงใหญ ลกู ๆ มา
ทําการผลิตรวมกัน เมอื่ พอแมสน้ิ ชวี ิตจงึ มกี ารแบงแยกทีด่ ินตามทพ่ี อแมย กให

เมื่อมีการพัฒนาอําเภอดานซายอยางจริงจังในชวงครึ่งศตวรรษที่ผานมา
สง ผลใหท งั้ สองหมบู า นทแ่ี มจ ะมอี ายใุ นการกอ ตงั้ ทแี่ ตกตา งกนั แตพ ฒั นาการของ
การผลติ ไมแ ตกตา งกนั นกั มกี ารพฒั นาการในการผลติ จากการผลติ เพอื่ ยงั ชพี มาสู
การผลติ เพอ่ื ขายภายใตก ระแสทนุ นยิ มเชน กนั และมกี ารรบั เอาเทคโนโลยใี นการ
ผลิตทางการเกษตรในระยะเวลาไลเ ลยี่ กนั เชน ฝา ย ขาวโพด มะขาม ยางพารา
กะทกรก

การรับเทคโนโลยีสมัยใหมเขามาเพ่ือเพิ่มพลังในการผลิตภายใตกระแส
ของทนุ นยิ ม อนั เปน ผลมาจากนโยบายของรฐั บาลในการเนน การผลติ เพอ่ื การคา
สงออกผลผลิตทางการเกษตร การพัฒนาดังกลาวเปนปจจัยสําคัญประการหนึ่ง
นอกจากแรงกดดันในเร่ืองการเพิ่มจํานวนของประชากรและการลดลงของ
ทรัพยากร ท่ีสงผลใหมีการเปล่ียนแปลงในการผลิต ความสัมพันธในการผลิต
การครอบครองทด่ี นิ ทาํ กนิ ตลอดจนความคดิ ความเชอ่ื ของชาวบา น การทชี่ าวบา น
มีการลงทุนในการผลิตมากขึ้น เนนการผลิตเพ่ือขาย ความคิดในเร่ืองการผลิต
ในเชิงพ่ึงพา การตางตอบแทนซ่ึงกันและกันถูกแทนท่ีดวยความคิดในเร่ือง
ของความคมุ ทุน

ความสัมพันธทางการผลิตท่ีอยูบนพื้นฐานความเปนเครือญาติ ถูกแทนท่ี
ดวยความสัมพันธเชิงลูกจางและนายจาง อันเปนผลมาจากการใชวิธีการจาง
แรงงาน ทาํ ใหว ัฒนธรรมการ “เอาแฮง” หรอื “ลงแขก” เร่ิมจางหาย

40

ÀÒ¾Êз͌ ¹¡ÃÒкú¼¡ÅÒμÔ Ãã¼ËÁÅ‹áÔμŷмҧšÔμÒ«ÃÒéíà¡¡ÉÒμÃÓ¤ØàÍÊÒÁáÑÂÎã˧Á”‹ 41

ชาวนาเวียงใหญและหวยตาดกลาวถึงเหตุผลที่เลิกใชการเอาแฮงในชวง
หลงั ทีช่ าวบานมีการผลติ พชื เศรษฐกิจ อยา ง ขาวโพด มีการลงทุนท่ีสงู ขึ้น ทาํ ให
ชาวบานมีภาระหน้ีสินมากข้ึน ประกอบกับคนรุนใหมยายเขาไปทํางานในภาค
อุตสาหกรรมในเมือง การผลักดันใหชาวบานออกไปรับจางทํางานนอกหมูบาน
เพ่มิ ขึน้ การขาดแคลนแรงงานในการผลติ จึงเปนปญหาลกู โซท ่ีตามมา

ชาวบานในท้ังสองหมูบานมีการแกปญหาโดยการจางแรงงาน แตในชวง
10-15 ป ท่ีผานมาชาวบานทั้งบานนาเวียงใหญและหวยตาดเผชิญกับวิกฤติ
ดานแรงงาน เนื่องจากมีการอพยพแรงงานออกไปทํางานนอกหมูบานมากข้ึน
ทําใหหมูบานไมมีแรงงานมารับจาง ขณะเดียวกันก็มีการแยงชิงแรงงานรับจาง
โดยใชกลยุทธในการเพิ่มคาแรงใหสูงข้ึน ชาวบานบางรายตองใชเครือขายทาง
สังคมในการติดตอจางแรงงานจากหมูบานอ่ืนโดยผานญาติหรือเพ่ือนบาน
จากหลายหมบู าน

กระบวนการผลติ ใหมแ ละการผลิตซ้าํ
ทางวัฒนธรรมในการ “เอาแฮง”

สาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงการเอาแฮงก็คือ การทําการ
เกษตรเชงิ เดยี่ ว ชาวบา นหนั มาปลกู พชื เศรษฐกจิ ทาํ ใหเ กดิ การแขง กนั ในการปลกู
คือ ปลูกพืชเศรษฐกิจท่ีไดผลผลิตสูง จําเปนตองปลูกในพื้นที่มากๆ ปจจัยตางๆ
เหลา นีส้ ง ผลทาํ ใหชาวบา นไมค อยจะมีการเอาแฮงตอกัน มแี ตการวาจางแรงงาน
ตา งคนก็ตางทาํ แตง านของตวั เอง

อยางไรก็ดีกรณีคนไทดานรวมทั้งบานนาเวียงใหญและหวยตาดน้ัน มีจุด
เปลี่ยนสําคัญที่ทําใหเกิดการวาจางแรงงานก็คือ มีการจางงานจากการทําการ
เกษตรของนายทุนนอกพื้นที่ ซึ่งคนไทหลมและชาวเขาเผามง จากจังหวัด
เพชรบรู ณ มาจางงานแบบรายวนั และแบบเหมาจาง เมอื่ เกือบ 20 ปกอน โดยมี
การจา งแบบเหมาถางไรๆ ละ 800-1,000 บาท ยกรอ งขงิ ไรล ะ 400-600 บาท
นบั แตน้ันมา ไดมีการจา งงานแบบเหมาเร่ือยมาจนถงึ ปจ จบุ ัน ขณะเดยี วกนั การ
จา งงานในการทาํ การเกษตรก็มากขึ้นเรื่อยๆ และคา แรงก็เพม่ิ ขน้ึ ทกุ ปๆ ละ 5-10

41

42 ¨Ò¡»†Òʤً ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

บาทตอป แตกอ นเมือ่ สัก 20 ปทแี่ ลวคาจางวัน 30-35 บาท หรือ 3 วัน 100 บาท
แตปจจบุ ันคาแรงอยทู ี่ 250-300 บาท ซึง่ น่นั เทา กับวามีการผลติ ใหมแ ละผลติ ซ้ํา
ใหก ับวัฒนธรรมเอาแฮงในสังคมยุคใหมซึง่ จะกลา วรายละเอยี ดในลําดบั ตอไป

การสรา งความหมายใหมข องการ “เอาแฮง”
จากการศึกษาพบวา บานนาเวียงใหญและหวยตาดมีการใชวัฒนธรรม
การเอาแฮงมานานหลายชั่วคน ในอดีต การเอาแฮงเปนการชวยเหลือแรงงาน
กันในเรื่องตางๆ เสมือนหน่ึงเปน “ขอผูกพันทางใจ” ซ่ึงตางก็รับรูวาจะตองตาง
ตอบแทนซง่ึ และกนั โดยปราศจากการมัดจาํ ไวด วยสิ่งใดๆ ถือเปนหลักจริยธรรม
ในการดํารงชีพภายใตระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาท่ียึดความสัมพันธเชิงเครือญาติ
เปน พื้นฐานสําคญั ในการกําหนดความหมายของการเอาแฮง
ผลการศึกษาในหมูบานนาเวียงใหญและหวยตาดพบวา การเอาแฮงยัง
คงเปนวัฒนธรรมท่ีปรากฏในสองหมูบาน คือ มักสื่อถึงการชวยเหลือกันในการ
ทาํ งาน อาจจะมหี รอื ไมม พี นั ธะสญั ญาชดั เจน แตจ ะตอ งมกี ารใชแ รงกนั กลบั คนื ใน
สัดสวนหรอื มูลคาที่เทากัน คือจํานวนวนั เทากนั จํานวนคนทม่ี าชว ยเทากัน หรอื
มีสง่ิ ตอบแทนในมลู คาเทากัน ทง้ั นข้ี ึน้ อยกู ับลักษณะงานทชี่ ว ย
การปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการและเง่ือนไขในการเอาแฮง ในอดีตการเอา
แฮงจะมีลักษณะเปนการพึ่งพาชวยเหลือกันในการทํากิจกรรม ภายใตพันธะ
สญั ญาใจ โดยไมม กี ารสรา งพนั ธะทชี่ ดั เจนจะตอบแทนแรงงานกลบั คนื หรอื ไมก ไ็ ด
แตม กั จะมกี ารตอบแทนกลบั คนื ซงึ่ กนั และกนั เปน จารตี ทคี่ นในชมุ ชนตอ งปฏบิ ตั ิ
ตามและเปน กลไกในการสรา งและสานสัมพนั ธ ซงึ่ มีตอกนั เอาไวยดื ยาว การตาง
ตอบแทนจึงเปนหลักการสําคัญของจริยธรรมในการดํารงชีพท่ีเนนการอยูดีกินดี
ถวนหนา ของคนในชมุ ชน ซึ่งหลักการนีจ้ ะเนน ที่ความเทา เทียมกนั
ชาวบานจะมีการเอาแฮงในการผลิต เชน ดํานา เก็บเกี่ยวขาว นวดขาว
ขนขา วข้ึนยงุ และทําลานนวดขา ว เปน ตน นอกจากนย้ี งั มีการเอาแฮงในการทํา
กจิ กรรมอนื่ ๆ เชน การยกเสาเรือน ซอมแซมบานเรือน และเกบ็ ฝา ย

42

ÀÒ¾Êз͌ ¹¡ÃÒкú¼¡ÅÒμÔ Ãã¼ËÁÅ‹áÔμŷмҧšμÔ Ò«ÃéíÒà¡¡ÉÒμÃÓؤàÍÊÒÁáÑÂÎã˧Á”‹ 43

ไมวาจะเปนการเอาแฮงประเภทใดก็ไมมีการสราง “สัญญาใจ” ในการ
ตอบแทนแรงงาน จํานวนผูมาชวยงานจะมีความแตกตางกัน ข้ึนอยูกับประเภท
ของกิจกรรม แตสวนใหญมักจะมีจํานวนมากมีทั้งเครือญาติเพื่อนบานและจาก
ทั้งภายใน ภายนอกหมูบ าน

ดว ยเหตนุ ้ี จาํ นวนผมู าชว ยงานจะเปน ตวั บง บอกความกวา งขวางและความ
สามารถในการสรางเครือขายทางสังคมของเจาของงาน สวนระยะเวลาในการ
ทํางานมักจะเปน 1 วัน เจาภาพจะมีการเล้ียงอาหารกลางวันอยางเต็มที่ 1 ม้ือ
อาหารที่จัดหามาเล้ียงผูท่ีมาชวยงานจะถูกคาดหวังจากผูชวยงาน และยังเปน
เหมือนบรรทัดฐานทางสังคมที่ชาวบานรับรูรวมกันวาตนเองควรจะปฏิบัติเชนไร
ดังนั้นเจาภาพจะตองแสดงออกถึงความเปนคน “ใจกวาง” โดยการเลี้ยงอาหาร
เต็มท่ีทั้งปริมาณและคุณภาพเทาท่ีศักยภาพตนเองจะหามาได ถาหากเจาภาพ
เลย้ี งอาหารไมด ี ปตอ ไปจะไมค อ ยมแี รงงานอยากมาชว ยงานในการเอาแฮง

สิ่งที่นาสนใจคือการเอาแฮงในอดีตจะเปนการมาชวยกันดวยความ
สนุกสนาน และยังเปนเวทีที่เปดโอกาสใหคนหนุมสาวไดพบปะ พูดคุย กันอีก
ดวย หากทวา การเอาแฮงในลักษณะเดิมไดคอยๆ เลือนหายไป หรือแทบหมด
ลมหายใจกว็ าได

ดังที่เกริ่นไวเบื้องตนวาการลงทุนในการผลิตท่ีสูงข้ึน เทากับวามีภาระหนี้
สนิ ทเ่ี พมิ่ ขนึ้ ความคดิ ในการอยรู ว มกนั ในชมุ ชนทเี่ นน การพออยพู อกนิ จงึ จางหาย
ไป ถกู ทดแทนดว ยความคดิ การจา งแรงงานแทนการเอาแฮง ความสมั พนั ธใ นการ
ผลติ จงึ เปลย่ี นแปลงไปจากการชว ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั บนพนื้ ฐานความเปน เครอื
ญาตมิ าเปน การคดิ “มลู คา ” ความคมุ ในเรอ่ื งของแรงงานและปรมิ าณงานระหวา ง
คูแลกเปลี่ยน แตอยางไรก็ตามเมื่อมีวิกฤติเรื่องของแรงงานในการผลิตเกิดข้ึนใน
ชมุ ชนในชว ง 10-15 ปท ผ่ี า นมา แรงงานขาดแคลน หาแรงงานมารับจางในการ
ผลิตยากขึ้น คา แรงงานที่สูงข้ึนทําใหการลงทุนยงิ่ สงู มากข้นึ

43

44 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
รปู แบบการ “เอาแฮง” ยคุ ผลติ ซํ้า
ดังนั้นชาวนาเวียงใหญและหวยตาดจึงนําการเอาแฮงกลับคืนมาใชหรือ

“ผลติ ซาํ้ ” ภายใตก ารสรา งเงอ่ื นไขใหม ตามการเปลยี่ นแปลงทางสงั คมเศรษฐกจิ
ในปจจุบันการเอาแฮง 2 มี รูปแบบ คือ การเอาแรงท่ีมีพันธะสัญญาในการใช
แรงงานกลับคืนและการเอาแรงทีไ่ มมีพันธะสัญญาในการใชแ รงงานกลับคนื

การเอาแฮงดวยการจางเปนคา แรงถอื เปน ภาพปกตทิ ่ีพบเหน็ ไดท วั่ ไปในสงั คมไทดา น

รูปแบบแรก การเอาแฮงท่ีมีพันธะสัญญาท่ีตองมีการใชแรงคืน มักมีการ
ใชแรงงานเปนจํานวนวัน เปนการแลกเปล่ียนแรงงานกับแรงงาน หรือการแลก
เปลย่ี นแรงงานกบั สงิ่ ของ กจิ กรรมทม่ี กี ารแลกเปลยี่ นแรงงานในรปู แบบทพี่ บสว น
ใหญเ ปน กจิ กรรมทาํ นา เชน การดาํ นา เกยี่ วขา ว ผทู ม่ี าแลกเปลย่ี นแรงงานกนั มกั
จะเปนญาตหิ รือเพ่ือนบา น ทีม่ ีกิจกรรมการผลิตในลกั ษณะเดยี วกนั

44

ÀÒ¾ÊзŒÍ¹¡ÃÒкú¼¡ÅÒμÔ Ãã¼ËÁÅ‹áμÔ Å·Ð¼Ò§Å¡μÔ Ò«ÃíÒéà¡¡ÉÒμÃÓؤàÍÊÒÁáÂÑ Îã˧Á”‹ 45

ในชว งแรกทมี่ กี ารใชก ารเอาแฮงในการทาํ นา ชาวบา นมกี ารตอบแทนการ
แลกเปล่ียนแรงงานทันทโี ดยการจา ยเปนคาแรงวนั 250-300 บาท ตางจากการ
จางท่ีมีการกําหนดราคาตายตัว และมีการตกลงวาจะตองกลับมาชวยตอบแทน
ซ่ึงกันและกัน แตประสบปญหาที่ไมคอยมีการมาตอบแทนแรงงานกันกลับคืน
เพราะตางมีความรูสึกคลายการจางแรงงานและไดตอบแทนแรงงานกันไปแลว
ภายหลงั จงึ มกี ารพดู คยุ กนั เพอื่ แกไ ขปญ ญาดงั กลา วและไดส รา งขอ ตกลงใหมโ ดย
ไมม กี ารจา ยคา แรงตอบแทนกนั แตม กี ารกาํ หนดเงอื่ นไขของการเอาแฮงและการ
ตมี ลู คา ในการตอบแทนกนั ไวล ว งหนา อยา งชดั เจน กลา วคอื คแู ลกเปลยี่ นแรงงาน
จะมกี ารใชแรงงานกลบั คนในปรมิ าณทีเ่ ทากนั ถา ตนเองไมสามารถใชแ รงงานคนื
ได จะตองจางคนอน่ื มาใชแรงงานกลับคนื หรือชดใชคาแรง

รปู แบบทสี่ อง เปน การเอาแฮงหรือขอแฮงโดยไมม กี ารสรางพนั ธะสญั ญา
ในการตอบแทนแรงงานคนื สว นใหญเ ปน งานทใี่ ชเ วลาตลอดวนั มเี ฉพาะการแลก
เปลย่ี นแรงงานกบั แรงงาน จาํ นวนคนทม่ี ารว มงานไมม ากนกั จะมกี ารขอแรงกนั ใน
กลุมญาติหรอื เพือ่ นสนทิ และไมจ าํ เปนจะตอ งใชแ รงงานกลบั คืนสว นใหญมักพบ
ในการทาํ กจิ กรรม การนวดขา ว การขนฟอ นขา วใสเ ครอื่ งนวดขา ว การขนขา วขนึ้
ยงุ หรอื การยกเสาเอก การซอ มแซมบา นเลก็ ๆ นอ ยๆ เปน ตน โดยเจา ภาพจะเลย้ี ง
อาหารมือ้ กลางวนั เตม็ ท่ี 1 ม้ือเทานัน้ การเอาแรงในลกั ษณะทส่ี องคลา ยกบั การ
ลงแขกในอดตี แตกตา งกนั เพยี งแตร ะยะเวลา จาํ นวนผทู ม่ี าชว ยงาน และประเภท
ของงาน จะถกู จาํ กัดเฉพาะงานท่ีใชเวลาไมม ากเทา นัน้

จึงเห็นไดวาการเอาแฮงท้ังสองรูปแบบมีความแตกตางกันในแงของการมี
พันธะสัญญา ระยะเวลาในการทํากิจกรรม ประเภทของกิจกรรมและผูเขารวม
กิจกรรมการเอาแฮงภายใตวิถีการผลิตแบบใหมของสังคม มีการปรับเปลี่ยนให
เหมาะสมกับสภาพสังคมทั้งของชุมชน และครัวเรือน ดังน้ัน การเอาแฮงจึงเปน
กระบวนการผลิตใหมและผลิตซ้ําทางวัฒนธรรมของชุมชน อีกทั้งการเอาแฮง
ยังสัมพันธกับองคประกอบสําคัญในการผลิตของชาวบานนาเวียงใหญและหวย
ตาดในปจ จุบัน

45

46 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

นอกเหนอื จากนผี้ ลการศกึ ษาพบวา เง่อื นไขทมี่ ผี ลตอ การตดั สนิ ใจการเอา
แฮงของครวั เรอื นในหมูบา นนาเวียงใหญแ ละหว ยตาด ไดแ ก องคประกอบสําคัญ
ในการผลิต เชน ขนาดท่ีดินทาํ กนิ ครัวเรือนทีม่ ีทน่ี านอ ยจะไมม ีการเอาแรงจะใช
การจา งแรงงานเสรมิ เลก็ นอ ยหรอื ทาํ เอง ครวั เรอื นทมี่ ที น่ี า/ไรม าก เพาะปลกู ขา ว
ขา วโพดมาก มกั จะตอ งใชก ารเอาแฮงวิธกี ารใดวิธีการหน่งึ ครวั เรอื นที่นาไมม าก
เชน บานนาเวียงใหญชาวบานนิยมใชการแลกเปลี่ยนแรงงานกับแรงงาน และมี
การกําหนดเง่ือนไขในการใชคืนแรงงาน เชน ใหหาแรงงานมาทดแทนหรือจาย
เปน เงนิ แตส ง่ิ ทน่ี า สงั เกตคอื กรณบี า นนาเวยี งใหญม หี ลายครวั เรอื นทเ่ี ปลย่ี นการ
ทาํ นาเปน ระบบวา จา ง เพราะลกู หลานมกั รบั ราชการหรอื ทาํ งานมเี งนิ เดอื น จงึ สง
เงนิ กลบั มาใหทางบานเพ่ือใชว าจา งในการทํานาและสวน

กลาวโดยสรุปการเอาแฮงถือเปนกลไกท่ีชวยสรางความสัมพันธและคง
ความสมั พนั ธข องสมาชกิ ชมุ ชนไวด ว ยกนั ความสมั พนั ธด งั กลา วจงึ ถอื เปน ทนุ ทาง
สังคมและวัฒนธรรม กลาวอีกนัยหน่ึง การเอาแฮงก็คือภูมิปญญาทองถ่ิน เปน
ความรูที่ข้ึนอยูกับการปรับเปล่ียนไปตามสถานการณ มีการสืบทอดกันมา โดย
ผานกระบวนการปรับเปล่ียนท้ังในเชิงความหมาย รูปแบบ วิธีการ และเง่ือนไข
ทาํ ใหเ กดิ การผลติ ซ้าํ ทางวัฒนธรรม ภายใตส ภาวะทางสังคม เศรษฐกิจที่เปล่ียน
ไป

การดํารงอยูของการเอาแฮงภายใตการสรางใหมและการผลิตซํ้า ความ
สําคัญของการเอาแฮงท่ีมีตอชุมชน ทั้งในแงของการเปนทุนทางเศรษฐกิจ ทุน
ทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรม แมจะมีการเปล่ียนแปลงอันเน่ืองมาจากการ
ใชเทคโนโลยีดานการผลิตใหมๆ เขา มา แตก ิจกรรม โดยเฉพาะกจิ กรรมทางการ
เกษตรบางอยางยังคงตองมีการพึ่งพาแรงงานซึ่งกันและกัน ประกอบกับความ
จําเปนในการผลิตซํ้าและการเสริมสรางการคงความสัมพันธทางสังคมของชุมชน
การเอาแฮงจึงถูกนํามาใชเปนกลไกที่จะชวยสรางและคงความสัมพันธทางสังคม
เพ่ือแกไขปญหาดานตางๆ ของชุมชนโดยมีการปรับเปลี่ยนใหเหมาะกับสภาพ
เศรษฐกิจของสังคม

46

梯 ÀÀÒÒǾÐʪÐÁØ ·ªŒÍ¹¹¡Ã¤ÒйºÃºä¼·¡Å´ÒÔμÃÒ‹ ã¼¹ËÁÅÊá‹ÔμŶ·ÐÒ¼Ò¹§Å¡¡μÔ ÒÒ«ÃÃÒéíೡ¡ÉáÒμÃÅÃГ¡¤ØàÒÍÊÃÒÁÃáÑ弄 ÎãÁ˧Á×Í”‹ 47

สขุ ภาวะชุมชนคนไทดา น
สถานการณและการรับมือ

ภาพสะทอ นระบบการผลิตทางการเกษตรยคุ สมยั ใหม

“ดวยการดํารงชีวิตในปจจุบัน โดยเฉพาะกับอาชีพเกษตรกรรรม
ทผ่ี นู าํ ครอบครวั ตอ งหาเลย้ี งครอบครวั อกี ทง้ั ในสภาวะทรพั ยากรทางธรรมชาติ
ลดลงมากในชว งทศวรรษทผ่ี า นมา ทาํ ใหว ถิ ชี วี ติ เปลย่ี นไป ครอบครวั สว นมาก
ใชเวลาในการทําเกษตรกรรม เพ่ือท่ีจะนําเงินจากรายไดการขายสินคาทาง
การเกษตรไปซอื้ อาหารตา งๆ มาเลย้ี งครอบครวั ตอ งใชเ งนิ เปน ตวั กลางในการ
แลกเปลีย่ นสินคา ทรพั ยากรทางธรรมชาตดิ านอาหารก็ลดนอยเปนอยางมาก
เชน เห็ด หนอไม ผักตางๆ สัตวปา สิ่งเหลานี้เริ่มหายากข้ึน ในเม่ืออาหาร
จากธรรมชาติลดลง สวนหนึ่งของชุมชนจึงกินอาหารที่ผลิตเอง แตมีสาร
ปนเปอนในอาหารเพิ่มมากขึ้น เน่ืองจากการผลิตจํานวนมากที่เนนเพื่อ
ขายทําใหมีการใชสารเคมีทางการเกษตรเขามาใชเพื่อเพ่ิมผลการผลิต
ขณะเดียวกันอีกสวนหน่ึงของชุมชนก็พึ่งพาอาหารจากตลาดซึ่งมีแหลงท่ีมา
หลากหลาย ประเดน็ เรอ่ื งอาหารปลอดภยั จงึ เปน สง่ิ สาํ คญั ทช่ี มุ ชนควรตระหนกั
ถงึ สถานการณดงั กลาว”

47

48 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

จากขอ มลู เชงิ สถติ ขิ องโรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยพบวา ในชว ง
ป พ.ศ. 2550-2556 สาเหตุการเสยี ชวี ิตของคนดา นซายในแตละปม ีลักษณะการ
เกดิ โรคคลา ยกนั ซึง่ โรคยอดนยิ ม 5 อันดบั แรก คอื โรคหัวใจและหลอดเลือด โรค
มะเร็ง โรคชรา อบุ ตั เิ หตจุ ากการจราจร และโรคตบั แขง็ ซ่ึงทง้ั 5 โรคน้ีมีสาเหตุ
โดยตรงของการเสยี ชวี ติ จากพฤตกิ รรมการกนิ ทง้ั การกนิ อาหารทไี่ มส มสว น โดย
กนิ อาหารประเภทคารโ บไฮเดรตมากเกนิ ความตอ งการของรา งกาย การกนิ อาหาร
ทมี่ โี ซเดยี มสงู ซง่ึ เปน สาเหตเุ บอ้ื งตน ของโรคหวั ใจและหลอดเลอื ด การกนิ อาหารที่
ไมส ะอาดมสี ารเคมปี นเปอ นทเี่ ชอื่ วา เปน สาเหตหุ นง่ึ ของการเกดิ โรคมะเรง็ การดมื่
เหลา จนควบคมุ สตไิ มไ ดเ ปน สาเหตหุ ลกั ของการเกดิ อบุ ตั เิ หตจุ ากการจราจร และ
การปว ยดว ยโรคไวรสั ตบั อกั เสบ เปน สาเหตขุ องโรคตบั แขง็ ดงั นนั้ เพอื่ ใหเ ขา ใจตอ
ปรากฎการณโ รคภยั ไขเ จบ็ ดงั กลา ว จงึ จาํ เปน อยา งยง่ิ ทตี่ อ งทาํ ความความรจู กั เรอื่ ง
ราวของสขุ ภาวะชมุ ชนผา นการรายงานสถานการณโ ภชนาการสขุ ภาพ และอาหาร
ปลอดภยั ตลอดจนแนวทางการรบั มอื กบั ปญหาดงั กลา ว

สถานการณโภชนาการและสุขภาพ

โภชนาการในเดก็ เปน “ดชั น”ี ชว้ี ดั สขุ ภาวะชมุ ชนไดอ กี ปจ จยั หนง่ึ ดงั เหน็
ไดจากโรคขาดโปรตีนและพลังงานซ่ึงกรณีเด็กในเขตอําเภอดานซายยังมีพบอยู
จํานวนหนึ่ง คือ เปนโรคขาดสารอาหารท่ีเกิดจากรางกายไดรับพลังงานโปรตีน
และพลังงานไมเ พียงพอ ซึง่ จะมีผลตอการเจริญเตบิ โตของเด็ก เชน เตีย้ ผอม
น้ําหนักตํ่ากวา เกณฑ และสติปญญาของเด็ก

สว นสาเหตสุ าํ คญั เกดิ จากการขาดความรเู รอื่ งการเลยี้ งลกู ดว ยนมแม ซงึ่ นม
แมเ ปนสารอาหารทดี่ ที ่สี ุดตงั้ แตแ รกเกดิ ถงึ 6 เดอื น เนอื่ งจากมสี ารอาหารทคี่ รบ
ถวนเหมาะสมกับเด็กและมีภูมิคุมกันโรค เด็กที่ไดรับนมแมจะเจ็บปวยนอยกวา
เด็กท่ีไดร บั นมผง แมนมผงจะปรบั เปลย่ี นเพ่ือใหมคี วามใกลเ คยี งกบั นมแม แตก็
ยังไมส ามารถทดแทนกนั ได เดก็ บางคนอาจมอี าการแพจ ากการกนิ นมผสม หรอื
บางครัง้ อาจมีความสะอาดไมเพยี งพอ เปนผลใหเ ด็กไดรับสารอาหารไมเพยี งพอ
ตามทร่ี างกายตองการ

48

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒÃÒ‹ ¼¹ÅÊμÔ ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃСؤÒÊÃÁÃÂÑѺãÁËÁÍ× ‹ 49

นอกจากน้ีอาจมาจากความยากจนซึ่งในบางครอบครัวอาจจะตองออกไป
ทํางานตั้งแตเชา มารดาซ่ึงปกติตองอยูบานเพ่ือดูแลลูกก็อาจจะตองไปทํางาน
ในไรแตเ ชาหรือตองออกไปทํางานในพ้ืนท่หี า งไกล ทาํ ใหการจดั หาอาหารที่เพียง
พอและมีคุณภาพดีสําหรับสมาชิกในครอบครัวมีคอนขางนอย หรืออยางที่เกร่ิน
ไววาบางครอบครัวอาจจะเปนความเรงรีบในการไปทํางานในไร ทําใหตองพึ่งพา
อาหารสําเร็จตามรถเรขายอาหารซึ่งคุณภาพคอนขางต่ํา นอกจากน้ีในมารดา
ทีต่ ั้งครรภ ถา ไดรบั อาหารท่ีไมเ พียงพอตอความตองการของรา งกายจะทาํ ใหเกดิ
ภาวะขาดสารอาหาร เม่อื ทารกเกิดก็จะทาํ ใหนํ้าหนักตัวนอยกวา ปกติ เดก็ กลุม นี้
จะเจ็บปวยบอย เติบโตชา สติปญญาตํ่า ดวยเหตุน้ีการเลี้ยงดูในระยะ 2 ปแรก
ของชวี ติ ถอื วา เปน ชว งสาํ คญั ของชวี ติ ถา ปลอ ยใหเ กดิ การภาวะขาดสารอาหารจะ
มผี ลกระทบตอ การพฒั นาสมองของทารก และการเจรญิ เตบิ โตของเดก็ ในอนาคต

สวนตวั ชี้วัดในการประเมนิ การเจรญิ เติบโตของเด็กมีตัวช้วี ดั สําคัญ คือ
นา้ํ หนกั ตามเกณฑอ ายุ : ในเดก็ 0-2 ป จะเปน การนอนวดั ความสงู เรยี กวา
ความยาว และในเด็กอายุมากกวา 2 ป จะเปนการยนื วัดความสูงเรยี กวาสว นสงู
เมอื่ ชง่ั นา้ํ หนกั และวดั สว นสงู แลว นาํ มาเปรยี บกบั เกณฑม าตรฐานของกรมอนามยั
(ป พ.ศ. 2542) กลาวโดยสรปุ นํ้าหนักตามเกณฑอ ายุ (Weight for Age) มขี อ
จํากัดที่ไมสามารถแยกแยะการขาดสารอาหารแบบฉับพลันจากการขาดอาหาร
แบบเรอื้ รงั นอกจากนเ้ี ดก็ อายเุ ดยี วกนั ทม่ี สี ว นสงู ทต่ี า งกนั จะถกู ประเมนิ ดว ยดชั นี
ตวั นว้ี า มภี าวะโภชนาการระดับเดยี วกนั

นาํ้ หนักมากกวา เกณฑ >+2 SD
น้ําหนกั คอ นขา งมาก >+1.5 SD ถงึ +2 SD
นาํ้ หนักตามเกณฑ -1.5 SD ถงึ +1.5 SD
น้าํ หนักคอ นขา งนอ ย <-1.5 SD ถึง-2 SD
นา้ํ หนกั นอยกวาเกณฑ <-2 SD

49

50 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

ดังนัน้ ถา มนี ํ้าหนกั ตาํ่ กวา เกณฑบง ช้ีถือวาขาดอาหาร แตบ อกไมไดว าขาด
มานานเทาไหร หรอื เรม่ิ ขาดอาหาร

นอกจากน้ียังพิจารณาจากความยาว/สวนสูงตามเกณฑอายุ และน้ําหนัก
ตามเกณฑสวนสูง: ถามีสวนสูงต่ํากวาเกณฑ (เต้ีย) บงช้ีไดวาขาดอาหารเปน
เวลานาน ถา มนี ํ้าหนักเทยี บกับสว นสงู ตํ่ากวามาตรฐาน (ผอม) กลาวคือความสูง
ตามเกณฑอ ายุ จะสมั พนั ธกับภาวะโภชนาการท่ีตอเนอื่ งยาวนานในอดตี จึงชี้บง
ภาวการณข าดสารอาหารแบบเรอื้ รัง

สูงกวาเกณฑ >+2 SD
คอนขา งสูง >+1.5 SD ถงึ +2 SD
สว นสงู ตามเกณฑ -1.5 SD ถงึ +1.5 SD
คอ นขา งเตย้ี <-1.5 SD ถึง-2 SD
เตีย้ <-2 SD

ขณะท่ีตวั บง ชีไ้ ดวาขาดสารอาหารเฉียบพลัน เชน เจบ็ ปว ยหรอื กนิ อาหาร
นอ ยในชว งสัน้ ๆ เชน 2-3 วัน 1 สัปดาห หรอื 1 เดือน ตัวชี้วัดน้ียังใชประเมิน
โภชนาการเกินหรือภาวะอวนดว ย

ปจจัยเหลานี้จะเปนตัวบงบอกวาแหลงอาหารในชุมชนมีเพียงพอหรือ
ไม และอาหารที่มีอยูมีคุณภาพ ปลอดภัยและเหมาะสมตอการนํามากินหรือไม
นอกจากนี้การกินอาหารท่ีไมถูกตองตามหลักโภชนาการอาจทําใหเกิดโรคตางๆ
ตามมา เชน อาหารท่ีไมสะอาดอาจทําใหเ กิดโรคอุจจาระรว ง อาหารทม่ี ีสารเคมี
ปนเปอนอาจทําใหเกิดการสะสมจนกลายเปนโรคมะเร็งได การรับประทานขนม
นาํ้ หวานในเดก็ มากเกนิ ไปทาํ ใหม ภี าวะโภชนาการเกนิ หรอื เดก็ อว น และจะสง ผล
ตอ สขุ ภาพของเดก็ ในอนาคตในเรอื่ งของโรคตา งๆ เชน เบาหวาน ความดนั โลหติ สงู
หรือแมก ระทง่ั โรคหัวใจและหลอดเลือด

50

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐʪÐÁØ ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊμÔ ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡɏáμÅÃСؤÒÊÃÁÃÂÑºÑ ãÁËÁ×Í‹ 51

สวนสูง : สถานการณโภชนาการของคนไทดานจะพิจารณาไดจากมิติ
ตางๆ ดังที่เกริ่นไวเบ้ืองตน ซึ่งจากจากแผนภูมิจะเห็นไดวา เด็กที่มีสวนสูงเพิ่ม
ข้ึนมีปริมาณเพ่ิมขึ้นทุกปเหตุผลสวนหน่ึงอาจมาจากพอแมที่สูงอยูแลว อีกสวน
หน่ึงนาจะมาจากการเลี้ยงดูของผูปกครองซ่ึงสมัยนี้ผูปกครองบางสวนจะมี
ความรูคอนขางดีและจะใหการเล้ียงดูคอนขางดีโดยอาจใหอาหารเสริมและนม
ท่ีมากกวาเมื่อกอน รวมท้ังผูเล้ียงดูเด็กอาจมีความรูในขณะตั้งครรภจากทาง
โรงพยาบาลที่มีการกระตุนและชวยสอน อีกท้ังแหลงการซื้ออาหารประเภทที่มี
แคลเซียม โดยเฉพาะนมจะหาซอ้ื คอ นขางงายและแพรห ลายมาก อยางไรกต็ าม
จากแผนภูมิจะสังเกตไดวาเด็กท่ีอยูรอบๆ เขตเมืองดานซาย เชน บานนาเวียง
ใหญจ ะมรี ะดบั ของความสงู คอ นขา งมากกวา เดก็ ทอ่ี ยไู กลเมอื งอยา งบา นหว ยตาด
ซง่ึ ชว ยสนบั สนนุ ถงึ แหลง อาหารทม่ี คี อ นขา งมากและหลากหลายมสี ว นทาํ ใหเ ดก็ ท่ี
มีสว นสูงตามเกณฑม ีจาํ นวนมากขน้ึ

แผนภมู ริ ายงานการตดิ ตามภาวะโภชนาการของเดก็ อายุ 0-72 เดือน
(สว นสงู ตามเกณฑอายุ) ทม่ี ีภาวะโภชนาการสว นสงู ตามเกณฑ

90
80
70
60
50
40
30
20
10
0

ž¸ 2553 ž¸ 2554 ž¸ 2555

PCU —nµœŽµo ¥ 63.75 72.81 67.13

µo œœµÁª¥¸ ŠÄ®n 83.33 71.42 55.55

µo œ®ªo ¥˜µ— 61.53 72.41 65.71

ท่มี า: โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดา นซา ย (2556)
หมายเหตุ: PCU หมายถึงศนู ยส ุขภาพชมุ ชน

51

52 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

แผนภูมิรายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดือน
(สวนสูงตามเกณฑอายุ) ท่ีมีภาวะโภชนาการสวนสูงตามเกณฑแสดงแนวโนม
รอยละภาวะโภชนาการสวนสงู ตามเกณฑของเดก็ 0-72 เดอื น 3 ปยอนหลงั เมื่อ
เทียบสวนสูงตามเกณฑอายโุ ดยเปรียบเทียบจาก สว นสงู ตามเกณฑ -1.5 SD ถงึ
+1.5 SD ซึ่งจากตารางจะเห็นไดวา บานนาเวียงใหญเด็กที่มีสวนสูงตามเกณฑ
มแี นวโนม ลดลงอยา งตอ เนอื่ งในป พ.ศ. 2554 และป พ.ศ. 2555 สว นบา นหว ยตาด
เด็กท่ีมีสวนสูงตามเกณฑในป พ.ศ. 2554 มีแนวโนมสูงข้ึนและลดลงในป
พ.ศ.2555

แผนภมู ิรายงานการตดิ ตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดือน
(สว นสูงตามเกณฑอ าย)ุ ท่มี ภี าวะโภชนาการคอนขา งสูง

18

16

14

12

10

8

6

4

2

0 ž¸ 2554 ž¸ 2555
ž¸ 2553

PCU —nµœŽµo ¥ 7.08 7.76 7.3

µo œœµÁª¸¥ŠÄ®n 16.66 0 11.11

µo œ®ªo ¥˜µ— 7.69 10.34 14.28

ท่ีมา: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดานซา ย (2556)
หมายเหต:ุ PCU หมายถึงศูนยส ุขภาพชมุ ชน

52

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐʪÐÁØ ·ªŒÍ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊμÔ ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡɏáμÅÃСؤÒÊÃÁÃÂÑѺãÁËÁÍ× ‹ 53

แผนภูมิรายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดือน
(สว นสงู ตามเกณฑอ าย)ุ ทม่ี ภี าวะโภชนาการคอ นขา งเตย้ี และเตยี้ แสดงแนวโนม
รอ ยละทมี่ ภี าวะโภชนาการคอ นขา งเตยี้ และเตย้ี ของเดก็ อายุ 0-72 เดอื น 3 ปย อ น
หลังเมื่อเทยี บสว นสงู ตามเกณฑอ ายโุ ดยเปรยี บเทียบจากคอนขา งเต้ยี <1.5 SD
ถงึ -2 SD เตย้ี <-2 SD ซ่งึ จากแผนภมู ิดงั กลา วจะเห็นไดว า บา นนาเวียงใหญจะ
พบเด็กทม่ี ีภาวะโภชนาการคอนขา งเตี้ยและเต้ยี ในป พ.ศ. 2554 เทา นั้น สว น
ป พ.ศ. 2553 และ 2555 ไมพบเด็กที่มีภาวะโภชนาการคอนขางเตี้ยและเตี้ย
สวนบานหวยตาดเด็กท่ีมีภาวะโภชนาการคอนขางเตี้ยและเตี้ย มีแนวโนมลดลง
ทกุ ปซึ่งจะสมั พันธก บั ตารางที่ 2 เด็กบานหวยตาดมีแนวโนมที่มีภาวะโภชนาการ
คอ นขา งสงู เพิม่ ข้ึนทุกปเชนกัน

แผนภูมริ ายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดอื น
(นํา้ หนกั ตามเกณฑอ ายุ)ท่มี ีภาวะโภชนาการนํา้ หนักมากกวา เกณฑ

16 ž¸ 2553 ž¸ 2554 ž¸ 2555
14 6.66 5.8 10.95
12 14.28
10 0 3.44 0
8 7.69 2.85
6
4
2
0

PCU —nµœŽµo ¥
µo œœµÁª¥¸ ŠÄ®n
µo œ®ªo ¥˜µ—

ทม่ี า: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดา นซาย (2556)
หมายเหต:ุ CPU หมายถึงการดแู ลขัน้ ปฐมภูมิ

53

54 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

แผนภูมิรายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดือน
(นํ้าหนักตามเกณฑอายุ) แสดงแนวโนมรอยละภาวะโภชนาการน้ําหนักมากกวา
เกณฑของเด็กอายุ 0-72 เดือน ชว ง 3 ป ยอ นหลังเมื่อเทียบนา้ํ หนกั ตามเกณฑ
อายุ โดยเปรยี บเทยี บกบั นาํ้ หนกั มากกวา เกณฑ > +2 SD จากแผนภมู ดิ งั กลา วจะ
เหน็ วา รอ ยละเดก็ ทมี่ ภี าวะโภชนาการนาํ้ หนกั มากกวา เกณฑข องบา นนาเวยี งใหญ
จะสูงข้ึนในป พ.ศ. 2554 และในป พ.ศ. 2555 ไมพบเด็กที่มีภาวะโภชนาการ
น้ําหนักมากกวาเกณฑ สวนบานหวยตาดเด็กท่ีมีภาวะโภชนาการน้ําหนัก
ม า ก ก ว า เ ก ณ ฑ มี จํ า น ว น เ พิ่ ม ม า ก ข้ึ น ทุ ก ป เ ห มื อ น กั บ ภ า พ ร ว ม ข อ ง เ ข ต
ความรับผดิ ชอบโรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดานซาย

กลาวโดยสรุปจากแผนภูมิความสูงท่ีนําเสนอดานบนจะเห็นไดวาปริมาณ
ของเด็กที่เตี้ยในภาพรวมมีแนวโนมลดลงอยางเห็นไดชัด สวนบานนาเวียงใหญ
ไมพ บภาวะเดก็ เตยี้ ขณะทบ่ี า นหว ยตาดภาวะเดก็ เตย้ี ยงั คงปรากฏอยู สาเหตหุ ลกั
นาจะมาจากผูปกครองมีความรูท่ีแตกตางกันในเร่ืองโภชนาการและการเขาถึง
แหลงอาหารท่ีคอนขางหลากหลายนอยกวาบานนาเวียงใหญ ซ่ึงมีแหลงอาหาร
ที่หลากหลายกวา อีกทั้งการเขาถึงขอมูลขาวสารและความรูดานโภชนาการที่มี
คอ นนอ ยกวา ปจ จยั ดงั กลา วนา จะเปน สาเหตสุ าํ คญั ทาํ ใหม ปี รมิ าณเดก็ ทคี่ อ นขา ง
เต้ียท่แี ตกตางกนั อยา งเหน็ ไดชัด

นํ้าหนัก : จากขอ มูลภาวะโภชนาการในเดก็ 0-5 ปที่มีน้าํ หนกั มาตรฐาน
ตามเกณฑม แี นวโนม คอ นขา งลดลงอยา งตอ เนอ่ื ง ปจ จยั นา จะเกดิ จากหลายปจ จยั
เชน การขาดคนดแู ลทม่ี คี วามรหู รอื มคี วามตระหนกั ในเรอื่ งอาหารและโภชนาการ
ทเ่ี หมาะกบั เด็ก การดแู ลทารกแรกเกดิ ถึงหาขวบซง่ึ สง ผลใหเ ด็กมีน้ําหนกั ตวั ท่ไี ด
ตามมาตรฐานลดลงทกุ ป เมอื่ พจิ ารณาดจู ากแผนภมู ิ จะเหน็ ความสมั พนั ธร ะหวา ง
แผนภมู คิ อื แนวโนม ของเดก็ ทมี่ นี าํ้ หนกั ตา่ํ กวา เกณฑม าตรฐานและเดก็ ทม่ี นี าํ้ หนกั
มากกวา เกณฑมาตรฐานเพ่ิมขึน้ อยา งตอเนอ่ื งเชน กนั

54

梯 ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒÃÒ‹ ¼¹ÅÊμÔ ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃС¤Ø ÒÊÃÁÃÂÑºÑ ãÁËÁÍ× ‹ 55

แผนภูมริ ายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดือน
(น้าํ หนกั ตามเกณฑอาย)ุ ทมี่ ภี าวะโภชนาการน้ําหนกั นอยกวาเกณฑ

16 ž¸ 2553 ž¸ 2554 ž¸ 2555
14 6.3 5.53 4.2
12 7.69 8.69 0
10 8.69 10.66 13.46
8
6
4
2
0

PCU —nµœŽµo ¥
µo œœµÁª¥¸ ŠÄ®n
µo œ®ªo ¥˜µ—

ทม่ี า: โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย (2556)
หมายเหต:ุ PCU หมายถึงศนู ยสุขภาพชมุ ชน

แผนภมู ิรายงานการติดตามภาวะโภชนาการน้ําหนักตา่ํ กวา เกณฑ
ของเด็กอายุ 0-72 เดอื น (อาย/ุ นํา้ หนกั )
16

14

12

10

8

6

4

2

0 ž¸ 2554 ž¸ 2555
ž¸ 2553

PCU —nµœŽµo ¥ 5.46 4.35 9.5

µo œœµÁª¥¸ ŠÄ®n 7.69 4.34 14.28

µo œ®ªo ¥˜µ— 4.34 1.33 11.53

ทม่ี า: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดานซาย (2556)
หมายเหต:ุ CPU หมายถึงการดแู ลขน้ั ปฐมภูมิ

55

56 ¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

แผนภูมิรายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดือน
(นํ้าหนักตามเกณฑอายุ) แสดงแนวโนมรอยละภาวะโภชนาการน้ําหนักนอยกวา
เกณฑของเด็กอายุ 0-72 เดือน 3 ปยอนหลังเม่ือเทียบน้ําหนักตามเกณฑอายุ
เปรยี บเทยี บกบั นาํ้ หนกั นอ ยกวา เกณฑ < -2 SD จะเหน็ วา ในภาพรวมของความรบั
ผดิ ชอบโรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ย กรณบี า นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด
พบวา รอ ยละของเดก็ ทมี่ ภี าวะโภชนาการนา้ํ หนกั นอ ยกวา เกณฑใ นป พ.ศ. 2555
ของบา นนาเวยี งใหญมจี ํานวนเพิ่มขึน้

รายงานการติดตามภาวะโภชนาการน้ําหนักนอยกวาเกณฑของเด็กอายุ
0-72 เดอื น (นาํ้ หนกั ตามเกณฑอ าย)ุ มแี นวโนม เพมิ่ ขนึ้ อยา งตอ เนอ่ื ง ไมว า จะเปน
ในภาพรวมหรอื ของหมบู า นทง้ั หมบู า นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด จากการสอบถาม
กับผูปกครองและผูเลี้ยงดูเด็กในวัยนี้แลวคนที่เลี้ยงดูยังไมไดเห็นถึงความสําคัญ
ของการดูแลในเร่ืองอาหารของเด็กเทาท่ีควร โดยเด็กท่ีมีนํ้าหนักตัวคอนขางตํ่า
หรอื ตา่ํ เกดิ จากการทพ่ี อ แมต อ งออกไปทาํ งานในไรต งั้ แตเ ชา ภาระการเลยี้ งดกู จ็ ะ
เปนของปูย า ตายายซึ่งมกั ตามใจเมื่อหลานรองขออยากกนิ ขนม น้าํ หวาน ลูกอม

เด็กเหลาน้ีคอนขา งเขา ถงึ อาหารพวกนีค้ อ นขา งงา ย ไมวา จะเปนรถเรขาย
อาหารตามหมูบา นหรือรา นคา ประจําหมบู าน เดก็ บางคนเมื่อรบั ประทานอาหาร
พวกนแ้ี ลว กจ็ ะอมิ่ และไมร บั ประทานขา ว เพราะขนมพวกนอี้ ดุ มดว ยแปง นาํ้ ตาล
โซเดียมคอนขางสูง เมื่ออิ่มแลวก็จะไมยอมรับประทานอาหารที่จัดเตรียมไวซ่ึง
จะมีประโยชนมากกวาหรือเด็กบางคนอาจจะไมไดรับประทานอาหารเชากอน
ไปโรงเรียนดวยเน่ืองจากขาดคนคอยดูแลและกระตุนใหรับประทานอาหาร
ขณะท่ีเด็กบางสวนเม่ือไปโรงเรียนมีครูคอยกระตุนก็จะรับประทานอาหารใน
ตอนเที่ยงไดคอนขางดี แตก็ยังมีเด็กบางกลุมที่ไมยอมรับประทานอาหารหรือ
รับประทานคอนขางนอยทําใหเกิดภาวะน้ําหนักตัวนอยตามมา เด็กบางสวน
ท่ีมีน้ําหนักตัวนอยอาจเกิดจากพันธุกรรม เนื่องจากพอแมตัวคอนขางเล็ก
ลูกเกิดมากจ็ ะมีขนาดตวั และน้ําหนักนอ ยตามไปดว ย

56

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊÔμ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃС¤Ø ÒÊÃÁÃÑÂѺãÁËÁ×Í‹ 57
สถานการณโรคเบาหวาน
จากแผนภูมิรายงานจํานวนผูปวยเบาหวานภาพรวมของอําเภอดานซาย
(5 ปยอนหลัง) และแผนภูมิรายงานจํานวนผูปวยเบาหวานบานนาเวียงใหญ
และหวยตาด (5 ปย อ นหลงั ) แสดงใหเหน็ วา จํานวนผปู วยเบาหวานในภาพรวม
ของอําเภอดานซาย ซ่ึงรวมทั้งบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดมีจํานวนเพิ่ม
ข้ึนทุกป สถิติดังกลาวเปนสิ่งที่นาเปนหวงเพราะนั่นหมายถึงตองเพ่ิมการรักษา
ใหกับผูปวยมากข้ึน ไมวาจะเปนจํานวนเงินและบุคลากรที่จะตองมารักษาผูปวย
ท่ีมีปริมาณเพ่ิมขึ้นทุกป สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานสวนใหญนาจะมาจาก
พันธุกรรมท่ีเปนสาเหตุหลัก ตอมาคือจากพฤติกรรมการบริโภคของชาวบาน
ซึ่งโดยปกติคนในพ้ืนท่ีของอําเภอดานซายจะกินขาวเหนียวเปนอาหารหลัก
ทั้งสามมอื้ และกนิ ปรมิ าณมาก ในขา วเหนยี วจะมปี รมิ าณนํา้ ตาลคอนขา งมาก
นอกจากนอ้ี าหารหวานตางๆ ก็จะทําจากขา วเหนียว เชน ขาวหลาม ขา ว
แดกงา ขา วเมา รวมถงึ พฤติกรรมการบรโิ ภคอกี อยางหน่ึงคือ การชอบด่ืมกาแฟ
สําเร็จรูปไมวาจะเปนแบบขวดหรือแบบซองท่ีผสมเสร็จน้ันมีปริมาณน้ําตาล
คอนขางมาก ประการสําคัญในกลุมคนดังกลาวยังเปนวัยท่ีตองใชพลังงานมาก
จงึ มกั ดมื่ เครอ่ื งดมื่ ชกู าํ ลงั ประเภทตา งๆ ทม่ี ปี รมิ าณนาํ้ ตาลคอ นขา งมากและหาซอื้
ไดงายตามทองตลาดท่ัวไปเพื่อหวังเพ่ิมพลังงาน สวนเคร่ืองด่ืมอีกอยางหนึ่งที่
ชาวบา นจะชอบดม่ื เวลาไปชว ยกนั ทาํ งานในไรค อื นา้ํ หวาน พฤตกิ รรมตา งๆ เหลา น้ี
อาจเปน สาเหตุท่ีทําใหป รมิ าณผปู วยเบาหวานเพิ่มข้นึ ทุกป

57

58 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

แผนภูมริ ายงานจํานวนผูปว ยเบาหวานภาพรวม
ของอาํ เภอดา นซา ย (5 ปยอ นหลงั )

3,000

2,500

2,000

1,500

1,000

500

0 ž¸ 2552 ž¸ 2553 ž¸ 2554 ž¸ 2555 ž¸ 2556
—nµœŽµo ¥ 1,796 1,982 2,164 2,349 2,575

ที่มา: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดานซาย (2556)

แผนภูมริ ายงานจาํ นวนผปู วยเบาหวานบา นนาเวียงใหญ
และหว ยตาด (5 ปย อนหลัง)

80
70
60
50
40
30

20

10

0 ž¸ 2552 ž¸ 2553 ž¸ 2554 ž¸ 2555 ž¸ 2556

µo œ®ªo ¥˜µ— 35 42 50 53 56

µo œœµÁª¸¥ŠÄ®n 14 16 17 17 17

ทม่ี า: โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซา ย (2556)

58

梯 ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªŒÍ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊμÔ ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡɏáμÅÃС¤Ø ÒÊÃÁÃÑ弄 ãÁËÁÍ× ‹ 59

โรคความดนั โลหิตสูง : จากแผนภมู ิรายงานจํานวนผูปว ยความดนั โลหิต
สงู ภาพรวมของอาํ เภอดา นซา ย (5 ปย อ นหลงั ) และแผนภมู ริ ายงานจาํ นวนผปู ว ย

ความดันโลหิตสูงภาพรวมของบานนาเวียงใหญและหวยตาด (5 ป ยอนหลัง)

จะเห็นไดวา ภาพรวมทัง้ อําเภอดานซา ย บานนาเวียงใหญแ ละบานหวยตาดจะมี

ปรมิ าณของผปู ว ยโรคความดนั โลหติ สงู เพม่ิ ขน้ึ ทกุ ป สาเหตนุ า จะมาจากพนั ธกุ รรม

และโรคอว น ซงึ่ อาํ เภอดา นซา ยมปี รมิ าณคนอว นเพม่ิ ขนึ้ นอกจากนน้ี า จะเกดิ จาก

พฤติกรรมการบรโิ ภค กลาวคืออาหารท่ีคนไทดานกินสวนใหญจ ะเปนอาหารพ้ืน

บานท่ีไมคอยมีไขมันและใหพลังงานคอนขางตํ่า อีกท้ังชาวบานก็ไมไดกินอาหาร

ท่ีมีรสชาติเค็มจัด แตเวลาที่ชาวบานปรุงอาหารนิยมใสผงชูรส รสดี หรือคนอร

ปริมาณคอนขางมาก เคร่ืองปรุงเหลานี้จะแฝงไวดวยเกลือโซเดียมท่ีคอนขางสูง

ชาวบานแทบจะไมรูเลยวากินเกลือเขาไปคอนขางมาก และหลายคนก็

ขาดความรูเร่ืองเหลานี้ ทําใหการทําอาหารจะเนนที่รสชาติอรอย แตไมมีความ

รูเร่ืองโภชนาการ ซ่ึงอาจเปนสาเหตุหน่ึงท่ีทําใหปริมาณผูปวยความดันโลหิตสูง

เพม่ิ ขึน้ ทกุ ป

แผนภมู ิรายงานจํานวนผูปวยความดันโลหติ สูงภาพรวม
ของอาํ เภอดานซาย (5 ปย อ นหลัง)

4,000

3,500

3,000

2,500

2,000

1,500

1,000

500

0 ž¸ 2553 ž¸ 2554 ž¸ 2555 ž¸ 2556
ž¸ 2552

—nµœŽµo ¥ 1,921 2,093 2,266 2,455 3,743

ท่มี า: โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดานซา ย (2556)

59

60 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

แผนภมู ริ ายงานจํานวนผปู วยความดันโลหติ สูงภาพรวม
ของบา นนาเวยี งใหญและหว ยตาด (5 ป ยอนหลัง)

100

‹µœªœŸ¼žª¥‡ªµ¤—œÃ¨®˜ ¼­Š 80

60

40

20

0 ž¸ 2552 ž¸ 2553 ž¸ 2554 ž¸ 2555 ž¸ 2556
41 43 47 59 60
µo œ®ªo ¥˜µ— 15 18 19 25 26
µo œœµÁª¥¸ ŠÄ®n

ท่ีมา: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซาย (2556)

สถานการณอาหารปลอดภยั ของชุมชน
ดวยการดํารงชีวิตในปจจุบัน โดยเฉพาะกับอาชีพเกษตรกรรรมที่ผูนํา
ครอบครัวตองหาเลี้ยงครอบครัว อีกท้ังในสภาวะทรัพยากรทางธรรมชาติลดลง
มากในชวงทศวรรษที่ผาน ทําใหวิถีชีวิตท่ีเปล่ียนไป ครอบครัวสวนมากใชเวลา
ในการทําเกษตรกรรม เพื่อนําเงินรายไดจากการขายสินคาทางการเกษตร
ไปซื้ออาหาร มาเล้ียงครอบครัว ตองใชเงินเปนตัวกลางในการแลกเปล่ียนสินคา
ทรัพยากรทางธรรมชาติดานอาหารก็ลดนอยเปนอยางมาก เชน เห็ด หนอไม
ผกั ตา งๆ สตั วป า สง่ิ เหลา นเี้ รม่ิ หายากขน้ึ ในเมอ่ื อาหารจากธรรมชาตลิ ดลง สว นหนงึ่
ของชมุ ชนจงึ กนิ อาหารทผี่ ลติ เอง แตม สี ารปนเปอ นในอาหารเพมิ่ มากขน้ึ เนอ่ื งจาก
การผลิตจํานวนมากท่ีเนนเพ่ือขายทําใหมีการใชสารเคมีทางการเกษตรเพ่ือเพ่ิม
ผลผลิต ขณะเดียวกันอกี สวนหนง่ึ ของชมุ ชนกพ็ ่ึงพาอาหารจากตลาดซ่ึงมแี หลง
ท่ีมาหลากหลาย ประเด็นเรื่องอาหารปลอดภัยจึงเปนส่ิงสําคัญที่ชุมชนควร
ตระหนกั ถึงสถานการณดงั กลาว

60

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªŒÍ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊμÔ ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃС¤Ø ÒÊÃÁÃÂÑºÑ ãÁËÁ×Í‹ 61

สถานการณ “อาหารปลอดภยั ” จากตลาด
สถานการณอาหารปลอดภัยจะพิจารณาอาหารจากตลาดเปนหลัก
โดยงานวจิ ยั ครง้ั นจ้ี ะทาํ การตรวจสารปนเปอ นในอาหารทตี่ ลาดเชา ตลาดแลง รา น
อาหาร และแผงลอย ในเขตตาํ บลดา นซา ย ระหวา งชว ง พ.ศ. 2553–2556 เปน การ
ทํางานรวมกันระหวางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย เทศบาลตําบล
ดานซา ย กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย และอาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาํ หมบู า น
สว นสารปนเปอ นทต่ี รวจในอาหารมี 5 ประเภท คอื ยาฆา แมลง บอแรกซ ฟอรม าลนี
สารกนั รา และสารฟอกขาว สรปุ ผลไดดงั น้ี
ป พ.ศ. 2553 ตรวจสารปนเปอนในอาหาร จํานวน 124 ตัวอยาง พบ
สารปนเปอน 4 ตัวอยาง (รอยละ 3.2) สวนป พ.ศ. 2554 ตรวจสารปนเปอน
ในอาหาร จาํ นวน 104 ตวั อยาง พบสารปนเปอ น 13 ตวั อยาง (รอยละ 12.50)
ขณะทปี่  พ.ศ. 2555 ตรวจสารปนเปอ นในอาหาร จาํ นวน 129 ตัวอยา ง พบสาร
ปนเปอน 0 ตวั อยาง ทายสุด ป พ.ศ. 2556 ตรวจสารปนเปอนในอาหาร จาํ นวน
132 ตวั อยาง พบสารปนเปอน 4 ตวั อยา ง (รอยละ 3.0) ดงั ปรากฏรายะเอียดใน
ตารางผลการตรวจสารปนเปอ นในอาหารระหวา ง พ.ศ. 2553-2556

ตารางผลการตรวจสารปนเปอ นในอาหารจากตลาดดานซาย
ระหวา ง พ.ศ. 2553-2556

­µ¦ ž¸ 2553 ž¸ 2554 ž¸ 2555 ž¸ 2556
žœÁžºÊ °œ
‹µÎ œªœ ŤnŸnµœ ‹µÎ œªœ ŤnŸnµœ ‹µÎ œªœ ŤnŸnµœ ‹µÎ œªœ ŤnŸnµœ
˜¦ª‹ ˜¦ª‹ ˜¦ª‹ ˜¦ª‹

¥µ‰nµÂ¤¨Š 100 4 52 13 94 0 78 3

°Â¦„Žr 8 0 10 0 90 10 0

¢°¦r¤µ¨¸œ 11 0 21 0 80 11 0

­µ¦„œ´ ¦µ 2 0 15 0 12 0 21 1

¢°„…µª 3 0 6 0 30 12 0

¦ª¤ 124 4 104 13 126 0 132 4

ที่มา: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดานซาย (2556)

61

62 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

สว นรายละเอียดการตรวจพบสารปนเปอ นสรปุ ได คอื
ยาฆาแมลง : กลุมยาฆาแมลง อาหารท่ีสุมตรวจแบงเปนกลุมๆ คือ
กลุมผัก พบในพืชสําคัญคือ ผักบุงจีน กะหลํ่าปลี ผักชีไทย ฟกแมว พริกปอบ
ผักกานจอง ผักข้ีนาก ผักปง ผักแวน ผักไห กะเพรา ใบโหระพา คะนา
ผักกาดเขียว มะเขือมว ง กระเจยี๊ บเขยี ว บวบงู พรกิ ผกั กาดขาว กะหลํ่าดอก
มะเขอื ยาว ใบแมงลกั เทา หอมจีน ตนหอม ผกั กาดกวางตงุ ผกั กดู ผกั สลดั
พริกหยวก ถั่วฝกยาว ค่ืนฉาย สวนกลุมผลไมพบในแตงไทย เงาะ ลองกอง
แอปเปล สละ มงั คุด ลาํ ไย องนุ แตงโม และกลุมอาหารจะพบในปลาวง
บอแรกซ : อาหารสว นใหญท ่ตี รวจ เชน หมูยอ ไสกรอก ลูกช้นิ เนอื้ แหนม
กนุ เชยี ง เฉากว ย ลกู ชนิ้ ปลา ป พ.ศ. 2553 – 2556 ตรวจแลว ไมพ บอาหารที่มี
บอแรกซ
ฟอรมาลนี : อาหารสว นใหญท ีต่ รวจ เชน ปลาทู สไบนาง เห็ดฟาง เหด็
หูหนู กงุ ปลาหมกึ หอยนางรม เลบ็ มอื นาง (ตีนไก) แมงกะพรุน ปลาหมึกสด
ป พ.ศ. 2553–2556 ตรวจแลวไมพบอาหารที่มีฟอรมาลีน
สารกนั รา : อาหารสว นใหญท ตี่ รวจ เชน ผกั เสย้ี นดอง ผกั กาดดอง ผกั กาด
ดองหวาน ผักกาดดองเปร้ียว ปูทะเลดอง ปลาราสบั ปลารา กะป หัวไซโป เหด็
ปยุ ฝา ยขาว ขิงดอง ผลการตรวจสอบชว งป พ.ศ. 2553–2555 ไมพบอาหารท่ีมี
สารกนั รา ยกเวน ป พ.ศ. 2556 ตรวจพบสารกันราในดอกไมจนี 1 ตัวอยาง
สารฟอกขาว : อาหารสวนใหญท่ีตรวจ เชน เสนกวยเตี๋ยว เสนหมี่
ลูกชิด หนังหมู ถั่วงอก ขิงซอย ป พ.ศ. 2553–2556 ตรวจแลวไมพบอาหาร
ท่ีมีสารฟอกขาว

62

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊÔμ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃСؤÒÊÃÁÃÑÂѺãÁËÁ×Í‹ 63

ตารางการตรวจยาฆา แมลงในอาหารตลาดดานซาย
ž¸ ¥µ‰nµÂ¤¨Š ­µ¦„œ´ ¦µ

2553 1.¤³Á…º°Á¨„È 2. ­¤o Á…¥¸ ª®ªµœ 3. ¡¦·„ 4. Ÿ„´ ¸¨µª Ťn¡

2554 Ÿ¨Å¤:o Áе³ °Š»nœÁ…¸¥ª ¨µÎ Å¥ (®¨nŠš¸É¤µ…°Š°µ®µ¦ ‹µ„˜¨µ—Åš¥Á‹¦· ‹.¡·¬–»Ã¨„) Ťn¡

Ÿ„´ : ĝ¡µ ‡³œµo Ÿ„´ „µ—…µª ˜œo ®°¤ª´É Ÿ„´ ¸Åš¥ (®¨nŠš¸É¤µ…°Š°µ®µ¦ ‹µ„˜¨µ—

®¨n¤­„´ ‹.Á¡¦¼¦–r) ¡¦·„ ĝ¤Š¨„´ (®¨nŠšÉ¸¤µ…°Š°µ®µ¦ ‹µ„˜¨µ—Á¤º°ŠÁ¨¥ ‹.Á¨¥)

™ª´É  ´„¥µª 2 ˜ª´ °¥µn Š (®¨nŠš¸¤É µ…°Š°µ®µ¦ ‹µ„µo œ®ª´ œµÂ®¨¤Â¨³µo œÁ—·Éœ °.—nµœŽµo ¥

‹.Á¨¥) Ÿ„´ ­¨—´ (®¨nŠš¸É¤µ…°Š°µ®µ¦ ‹µ„µo œœµ®ªµo °.—nµœŽµo ¥)

2555 Ťn¡ Ťn¡

2556 Ÿ„´ ¸Å𥠤³Á…º°Á𫦵·œ¸ ¨³°Š»nœÁ…¸¥ª (®¨nŠšÉ¸¤µ…°Š°µ®µ¦ ‹µ„˜¨µ—®¨n¤­„´ ‹. —°„Ť‹o ¸œ

Á¡¦¼¦–r)

ท่ีมา: โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดา นซา ย (2556)

จากตารางการตรวจยาฆาแมลงในอาหารตลาดดานซายพบวา อาหารท่ี
ตรวจพบสารปนเปอนมีเฉพาะยาฆาแมลงในผักและผลไม เทาน้ัน สารปนเปอน
ชนิดอ่ืนตรวจไมพบ สวนยาฆาแมลงตรวจพบเฉพาะป พ.ศ. 2553, 2554 และ
2556 การตรวจพบยาฆา แมลงในผกั ผลไมม ีขอ สังเกตประการหนึ่งคอื หากตลาด
มีความตองการพืชผักชนิดใดชนิดหน่ึงเปนจํานวนมาก ชาวสวนก็มักจะใชยาฆา
แมลงจํานวนมากในขั้นตอนการเพาะปลูก ทําใหมียาฆาแมลงตกคางถึงผูบริโภค
เชน ชวงท่ชี าวไรลงทําไรขาวโพด ชาวไรน ยิ มทาํ สม ตาํ เปนอาหารกลางวัน ซง่ึ ตอ ง
ใชมะเขือเครือสมและพริกเปนเครื่องปรุงของสมตํา ดังนั้นชวงน้ีราคาของมะเขือ
เครอื สมและพริกจะมีราคาแพงมาก ประเด็นดงั กลาวแมค าบอกวา ชาวสวนจะใช
สารเคมีในการเพาะปลกู มากข้ึน เพ่ือใหไ ดผ ลผลิตที่สงู กวาปกติ

ขณะที่ป พ.ศ. 2555 ตรวจไมพบยาฆา แมลง นา จะมาจากผลการตรวจพบ
ยาฆา แมลงในปก อ น ทาํ ใหช าวสวนปรบั เปล่ยี นหรอื ลดการใชสารเคมี จงึ ทําใหไ ม
พบยาฆา แมลงในผักผลไม ตรงขามกนั ป พ.ศ. 2556 ตรวจพบยาฆาแมลงในผัก
และผลไมร วมถงึ 3 ชนดิ แสดงใหเ หน็ วา ชาวสวนยงั มกี ารใชส ารเคมอี ยา งตอ เนอื่ ง
และใชในปริมาณมากทําใหตกคา งในอาหาร

63

64 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

ภาวะเจ็บปวย: สารปนเปอ นและสารเคมที างการเกษตร
สุขอนามัยและความปลอดภัย การประกอบอาชีพเกษตรกรรมเปนอาชีพ
ทมี่ คี วามเสย่ี งตอ สขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ของชาวบา น โดยเฉพาะบา น
หวยตาด ปจ จัยตางสําคญั อันดับหนึง่ ไดแ กอันตรายจากการใชส ารเคมกี าํ จัดศตั รู
พชื ทม่ี สี ะสมอยใู นรา งกาย จากรายงานผลการศกึ ษาขอ มลู พนื้ ฐานจากการสาํ รวจ
เรอ่ื งการใชส ารเคมปี อ งกนั และกาํ จดั ศตั รพู ชื ของเกษตรกรพบวา มปี ญ หาการไดร บั
สารพษิ จากสารเคมที ใี่ ช ทาํ ใหป วดหวั มนึ งง อาเจยี น รองลงมากระทบตอ สตั วน าํ้
แหลงนํ้าในบริเวณใกลเคียง เชน ปลา กบ เขียด งู ท่ีอาศัยอยูในน้ําตายหมด
นอกจากน้กี ารใชส ารเคมียังสงผลใหส ุขภาพออ นแอ ออนเพลยี และเหนื่อย
บานนาเวียงใหญ : ชว งป พ.ศ. 2554–2556 ไมพบชาวนาเวยี งใหญเขา
รบั บรกิ ารจากการเจบ็ ปว ย เนอื่ งจากการไดร บั สารเคมที างการเกษตรจาํ พวกสาร
กาํ จดั วชั พืชและกาํ จดั แมลง
บา นหวยตาด : ป พ.ศ. 2554: มชี าวบา นเขา รบั บริการดวยการเจ็บปวย
จากการไดรับสารเคมีกําจัดวัชพืชและแมลง ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
ดา นซา ย จาํ นวน 3 คน เปน เพศหญงิ 1 คน เพศชาย 2 คน อายุ 30, 45, และ 49 ป
ตามลาํ ดบั โดยเขารบั บรกิ ารชวงเดอื นพฤษภาคม กรกฎาคม และตุลาคม 2554
โดยมีประวัติการไดรับสารเคมีจากการสัมผัสเมล็ดพันธุขาวโพดที่ผสมสารเคมี
ปองกันแมลงระหวางการปลูกขาวโพด 1 คน และไดรับสารเคมีจากการพนยา
กาํ จัดวัชพืช 2 คน
ป พ.ศ. 2555–2556: ไมมีชาวหวยตาดไปรับบริการดวยอาการเจ็บปวย
จากการไดรับสารเคมี ประเภทสารเคมีกําจัดวัชพืช และสารเคมีกําจัดแมลง ที่
โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดา นซา ย

64

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒÃÒ‹ ¼¹ÅÊÔμ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡɏáμÅÃСؤÒÊÃÁÃÑ弄 ãÁËÁÍ× ‹ 65

ภาวะเจบ็ ปว ยจากการไดร บั สารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั แมลง
ป พ.ศ. 2554 : ชาวดา นซา ยมารบั บรกิ ารทโ่ี รงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราช
ดา นซา ย ดว ยอาการเจบ็ ปว ยจากการไดร บั สารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั
แมลง จาํ นวน 170 คน 187 คร้ัง สว นใหญเ ปนเพศหญงิ จาํ นวน 94 คน (รอยละ
55.3) เปนเพศชาย จาํ นวน 76 คน (รอยละ 44.7) และสวนใหญอยใู นกลมุ อายุ
วยั ทํางาน (อายุ 15 – 59 ป) จํานวน 159 คน (รอ ยละ 93.5) รองลงมาเปน วัยสูง
อายุ (อายตุ ัง้ แต 60 ปข ึ้นไป) จาํ นวน 9 คน (รอ ยละ 5.3) ดงั ปรากฏรายละเอียด
ในแผนภูมิจํานวนผูปวยผูไดรับสารเคมีประเภทสารเคมีกําจัดวัชพืชและสารเคมี
กําจัดแมลง อ.ดา นซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2554 แบง ตามเพศ และแผนภมู ิขอ มูลการ
เจบ็ ปว ยจากการไดร บั สารเคมปี ระเภทสารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั แมลง
อ.ดานซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2554 แบงตามชวงอายุ

แผนภมู ิจํานวนผูปว ยผไู ดรบั สารเคมีประเภทสารเคมีกาํ จดั วัชพชื
และสารเคมีกําจดั แมลง อ.ดานซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2554 แบง ตามเพศ

120 หญงิ หญิง หญิง
100 ชาย ชาย ชาย

80 зь зіѤкѸ іѠҖ ѕјѣ
60 76 80 44.7
40 94 107 55.3
20

0
нѥѕ
ўркѧ

ทมี่ า: โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดานซาย (2556)

65

66 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

แผนภมู ขิ อมูลการเจ็บปวยจากการไดร บั สารเคมปี ระเภทสารเคมีกําจัดวัชพชื
และสารเคมีกําจดั แมลง อ.ดา นซาย จ.เลย ป พ.ศ. 2554 แบง ตามชว งอายุ

200 15-59

180 15-59 >60
160 <15

140 зіѤкѸ

120 15-59

100 >60
<15
80
іѠҖ ѕјѣ
60

40 <15 >60
20

0 зь

< 15 2 2 1.2

15 Ͳ 59 159 174 93.5

ш 60 9 11 5.3

ทม่ี า: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดานซา ย (2556)

จากแผนภูมิขอมูลการเจ็บปวยจากการไดรับสารเคมีประเภทสารเคมี
กําจัดวัชพืชและสารเคมีกําจัดแมลง อ.ดานซาย จ.เลย ป พ.ศ. 2554 แบง
ตามตําบลพบจํานวนผูปวยมากท่ีสุดที่ตําบลกกสะทอน 35 คน (รอยละ 20.6)
และตําบลอ่ืนอีกตามลําดับดังน้ี ตําบลอิปุม 27 คน (รอยละ 15.9)
ตําบลวังยาว 23 คน (รอยละ 13.5) ตําบลโพนสูง 21 คน (รอยละ 12.4)
ตําบลโปง 20 คน (รอยละ 11.8) ตําบลโคกงาม 16 คน (รอยละ 9.4)
ตําบลนาดี 14 คน (รอยละ 8.2) ตําบลปากหมัน 9 คน (รอยละ 5.3)
ตําบลนาหอ 4 คน (รอยละ 2.4) และตําบลดานซาย 1 คน (รอยละ 0.6)
ท้งั น้ี 6 ตาํ บลแรกทีพ่ บผปู วยมากทส่ี ุดท้ังหมดเปน พื้นท่ภี เู ขาสงู สว นอีก 4 ตาํ บล
สุดทาย เปนพ้นื ท่ีราบลุม

66

อิปุม 梯 ÀÀÒÒǾÐʪÐÁØ ·ªŒÍ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒÃÒ‹ ¼¹ÅÊÔμ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡɏáμÅÃСؤÒÊÃÁÃÂÑºÑ ãÁËÁÍ× ‹ 67ิอปุมอิปุม
กกสะทอนแผนภมู ิขอ มูลการเจบ็ ปว ยจากการไดรับสารเคมีประเภทสารเคมีกาํ จัดวัชพชืกกสะทอนกกสะทอน
และสารเคมกี าํ จดั แมลง อ.ดา นซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2554 แบง ตามตาํ บล
ดาน ซาย ดาน ซาย ดาน ซาย
ปากหมันทม่ี า: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดา นซา ย (2556)ปากห ัมนปากหมัน
นา ีด นาดี นาดี
โคกงามจากแผนภมู จิ าํ นวนผปู ว ยปว ยจากการไดร บั สารเคมี ประเภทสารเคมกี าํ จดัโคกงามโคกงาม
โพน ูสงวัชพืช และสารเคมีกาํ จดั แมลง อําเภอดานซา ย จงั หวัดเลย ป พ.ศ. 2554-2556โพน ูสงโพน ูสง
โ ปงแบง ตามเดอื น และแผนภมู แิ สดงจาํ นวนครง้ั ทผ่ี ปู ว ยจากการไดร บั สารเคมปี ระเภทโ ปงโ ปง
วังยาวสารเคมีกําจัดวัชพืช และสารเคมีกําจัดแมลง เขารักษาในโรงพยาบาลสมเด็จวังยาววังยาว
นาหอพระยุพราชดานซาย ป พ.ศ. 2554-2556 แบงตามเดือน พบวามีผูปวยมารับนาหอนาหอ
รักษาทโี่ รงพยาบาลทง้ั หมด จาํ นวน 187 คร้ัง ชว งเวลาท่ผี ปู วยมารักษามากท่ีสุด
คือ เดอื นมิถุนายน 72 คร้ัง (รอ ยละ 38.5) นอกจากนยี้ ังพบจํานวนครั้งการรักษา
ในแตล ะเดอื นดงั น้ี เดอื นกรกฎาคม 43 ครง้ั (รอ ยละ 23.0) เดอื นสงิ หาคม 29 ครง้ั
(รอ ยละ 15.5) เดอื นกันยายน 14 ครง้ั (รอ ยละ 7.5) เดอื นพฤษภาคม 13 ครง้ั
(รอยละ 7.0) เดือนตุลาคม 9 คร้ัง (รอยละ 4.8) เดือนเมษายน 2554 3 คร้ัง
(รอ ยละ 1.6) เดอื นพฤศจิกายน 2 คร้ัง (รอ ยละ 1.1) และเดอื นธันวาคม 2 ครงั้
(รอยละ 1.1)

67

68 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

แผนภูมจิ าํ นวนผปู ว ยปว ยจากการไดรบั สารเคมี ประเภทสารเคมกี ําจัดวชั พชื
และสารเคมีกาํ จัดแมลง อาํ เภอดานซา ย จังหวดั เลย
ป พ.ศ. 2554-56 แบงตามเดือน

80

70

60

50

40

30

20

10

0
¤.‡. „.¡. ¤¸.‡. Á¤.¥. ¡.‡. ¤·.¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥. ›.‡.

ท่ีมาžž¸¸:2255โ55ร45งพย09าบาลสม00 เด็จพร01ะยพุ รา38ชดา นซ13า35ย (25635936) 43 27 14 9 2 2
12 6 7 1 0 0

ž¸ 2556 0 1 0 0 2 7 10 7 0 0 0 1

แผนภูมิแสดงจํานวนครงั้ ทีผ่ ูป ว ยจากการไดรบั สารเคมปี ระเภทสารเคมกี าํ จัด
วชั พชื และสารเคมกี ําจดั แมลง เขารักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราช

ดา นซายป พ.ศ. 2554-56 แบงตามเดือน

80

70

60

50

40

30

20

10

0
¤.‡. „.¡. ¤¸.‡. Á¤.¥. ¡.‡. ¤·.¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥. ›.‡.

ž¸ 2554 0 0 0 3 13 72 43 29 14 9 2 2
ž¸ 2555 9 0 1 8 35 34 12 6 7 2 0 0
ž¸ 2556 0 1 0 0 2 7 10 7 0 0 0 1

ที่มา: โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดา นซาย (2556)

68

梯 ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊÔμ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃС¤Ø ÒÊÃÁÃÑÂѺãÁËÁÍ× ‹ 69

ป พ.ศ. 2555: คนดานซายมารับบรกิ ารทโ่ี รงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราช
ดา นซา ย ดว ยอาการเจบ็ ปว ยจากการไดร บั สารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั
แมลง จาํ นวน 109 คน 114 ครัง้ สวนใหญเปน เพศหญงิ อีกเชนกัน คอื มจี ํานวน
59 คน (รอ ยละ 54.1 ) เปน เพศชาย จํานวน 50 คน (รอ ยละ 45.9) สวนใหญอ ยู
ในกลุมอายุวยั ทํางาน (อายุ 15 – 59 ป) จาํ นวน 95 คน (รอยละ 87.2) รองลงมา
เปน วยั สงู อายุ (อายุต้ังแต 60 ปข้ึนไป)จํานวน 13 คน (รอ ยละ 11.9) และวัยเดก็
(อายตุ า่ํ กวา 15 ป) จํานวน 1 คน (รอยละ 0.9) โดยมีพน้ื ทอ่ี ยอู าศัยสว นใหญอยู
บนภูเขา ดังปรากฏรายละเอียดในแผนภูมิจํานวนผูปวยผูไดรับสารเคมีประเภท
สารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั แมลง อ.ดา นซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2555 แบง
ตามเพศ และแผนภมู จิ าํ นวนผปู ว ยผไู ดร บั สารเคมปี ระเภทสารเคมกี าํ จดั วชั พชื และ
สารเคมกี าํ จดั แมลง อ.ดา นซาย จ.เลย ป พ.ศ. 2555 ตามอายุ

แผนภมู จิ าํ นวนผปู ว ยผูไดร ับสารเคมปี ระเภทสารเคมีกาํ จดั วชั พืช
และสารเคมีกาํ จดั แมลง อ.ดานซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2555 แบงตามเพศ

70 หญิง หญิง หญิง
60 ชาย ชาย ชาย
50
40 зь зіѤкѸ іѠҖ ѕјѣ
30 50 54 45.9
20 59 60 54.1
10

0

нѥѕ
ўркѧ

ทีม่ า: โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดา นซาย (2556)

69

70 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

แผนภมู จิ ํานวนผูปว ยผูไดรับสารเคมีประเภทสารเคมีกาํ จดั วชั พชื
และสารเคมกี าํ จดั แมลง อ.ดานซาย จ.เลย ป พ.ศ. 2555 ตามอายุ

120 15-59 15-59

100 15-59 >60
<15
80
іѠҖ ѕјѣ
60 0.9
87.2
40 >60 >60 11.9
20 <15 <15

0 зь зіѤкѸ

< 15 1 1
15 Ͳ 59
ш 60 95 99

13 14

ทม่ี า: โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดา นซา ย (2556)

จากแผนภูมิขอมูลการเจ็บปวยจากการไดรับสารเคมีประเภทสาร
เคมีกําจัดวัชพืชและสารเคมีกําจัดแมลง อ.ดานซาย จ.เลย ป พ.ศ. 2555
แบง ตามตาํ บล พบจาํ นวนผปู ว ยมากทสี่ ดุ ทต่ี าํ บลกกสะทอน 25 คน (รอ ยละ 22.9)
และในตําบลอ่ืนเรียงตามลําดับ ดังนี้ ตําบลอิปุม 23 คน (รอยละ 21.1)
ตําบลวังยาว 14 คน (รอยละ 12.8) ตําบลโพนสูง 14 คน (รอยละ 12.8)
ตําบลโปง 9 คน (รอยละ 8.3) ตําบลนาดี 9 คน (รอยละ 8.3) ตําบลโคกงาม
5 คน (รอยละ 4.6) ตําบลปากหมัน 5 คน (รอยละ 4.6) ตําบลนาหอ 4 คน
(รอยละ 3.7) และตําบลดานซาย 1 คน (รอยละ 0.9) ท้ังน้ี 5 ตําบลแรกท่ีพบ
ผูปว ยมากทีส่ ุด ทงั้ หมดเปน พ้ืนทีภ่ เู ขาสงู

70

梯 ÀÀÒÒǾÐʪÐÁØ ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒÃÒ‹ ¼¹ÅÊÔμ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡɏáμÅÃСؤÒÊÃÁÃÂÑºÑ ãÁËÁÍ× ‹ 71

แผนภมู ขิ อ มูลการเจบ็ ปว ยจากการไดร ับสารเคมีประเภทสารเคมีกาํ จดั วัชพืช
และสารเคมกี ําจดั แมลง อ.ดา นซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2555 แบง ตามตําบล

30
อิปุม ิอปุม อิ ุปม
25 กกสะทอน กกสะทอน กกสะทอน

20 ดาน ซาย
ปากหมัน
15 ดาน ซาย นาดี ดาน ซาย
ปากห ัมน โคกงาม ปากห ัมน
10 นา ีด โพน ูสง นาดี
โคกงาม โปง โคกงาม
5 โพน ูสง ัวงยาว โพน ูสง
โปง นาหอ โ ปง
ัวงยาว ัวงยาว
นาหอ นาหอ

0 зь зіѤкѸ іѠҖ ѕјѣ
1 1 0.9
чѥҕ ьоѥҖ ѕ 5 5 4.6
юѥдўєьѤ 9 10 8.3
ьѥчѨ 5 6 4.6
ѱздкѥє 14 14 12.8
ѱёьѝкѬ 23 24 21.1
Ѡюѧ ҕ єѫ 25 25 22.9
ддѝѣъѠь 9 9 8.3
ѱюҕ к 14 15 12.8
њкѤ ѕѥњ 4 5 3.7
ьѥўѠ

ท่ีมา: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดานซาย (2556)

สว นจาํ นวนผปู ว ยทมี่ ารบั การรกั ษาทโี่ รงพยาบาลทง้ั หมด 114 ครงั้ เดอื นที่

ผูปวยเขามารกั ษามากที่สดุ คอื เดอื นพฤษภาคม 35 ครงั้ (รอ ยละ 30.7) นอกจาก

นี้ยังพบจํานวนคร้ังการเขารักษาในแตละเดือนดังนี้ เดือนมิถุนายน 34 คร้ัง

(รอ ยละ 29.8) เดอื นกรกฎาคม 12 ครง้ั (รอ ยละ 10.5) เดอื นมกราคม 9 คร้งั

(รอยละ 7.9) เดือนเมษายน 8 คร้ัง (รอยละ 7.0) เดือนกันยายน 7 ครั้ง

(รอ ยละ 6.1) เดอื นสงิ หาคม 6 ครงั้ (รอ ยละ 5.3) เดอื นตลุ าคม 2 ครงั้ (รอ ยละ 1.8)

และเดือนมนี าคม 1 ครงั้ (รอยละ 0.9) ดงั ปรากฏรายละเอียดในแผนภมู จิ ํานวน

ผปู ว ยจากการไดร บั สารเคมี ประเภทสารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั แมลง

อําเภอดานซา ย จังหวัดเลย ป พ.ศ. 2554-56 แบงตามเดือน และแผนภมู แิ สดง

จาํ นวนครงั้ ทผ่ี ปู ว ยจากการไดร บั สารเคมปี ระเภทสารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมี

กาํ จดั แมลง เขา รกั ษาในโรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ย ป พ.ศ. 2554-56

แบงตามเดือน

71

72 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ป พ.ศ. 2556 : ชวงเดือนมกราคม–ธันวาคม 2556 คนดานซายเขา
มารับบริการท่ีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายดวยอาการเจ็บปวยจาก
การไดรับสารเคมีประเภทสารเคมีกําจัดวัชพืชและสารเคมีกําจัดแมลง จํานวน
28 คน 28 คร้ัง สวนใหญเปนเพศหญิง จํานวน 16 คน (รอยละ 57.1 ) เปน
เพศชาย จาํ นวน 12 คน (รอ ยละ 42.9) สวนใหญอ ยูในกลมุ อายุวยั ทาํ งาน (อายุ
15 – 59 ป) จํานวน 26 คน (รอ ยละ 92.9) รองลงมาเปน วยั สูงอายุ (อายตุ ้ังแต
60 ปข้ึนไป) จํานวน 2 คน (รอยละ 7.1) ดังปรากฎรายละเอียดในแผนภูมิ
จาํ นวนผปู ว ยผไู ดร บั สารเคมปี ระเภทสารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั แมลง
อ.ดานซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2556 แบงตามเพศ และแผนภมู ิจาํ นวนผปู ว ยผูไดร ับ
สารเคมปี ระเภทสารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั แมลง อ.ดา นซา ย จ.เลย ป
พ.ศ. 2556 แบง ตามชว งอายุ

แผนภมู ิจาํ นวนผปู ว ยผไู ดรบั สารเคมีประเภทสารเคมีกาํ จดั วัชพืช
และสารเคมกี ําจัดแมลง อ.ดานซาย จ.เลย ป พ.ศ. 2556 แบงตามเพศ

60 ชาย หญงิ หญิง
50 ชาย
40 ‡¦Ê ´Š
30 12 ¦o°¥¨³
16 42.9
20 ชาย หญงิ 57.1

10
0

‡œ
µ¥ 12
®·Š 16

ท่มี า: โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดานซาย (2556)

72

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªŒÍ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊÔμ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃСؤÒÊÃÁÃÑ弄 ãÁËÁÍ× ‹ 73

แผนภมู จิ าํ นวนผูป วยผูไดร บั สารเคมปี ระเภทสารเคมกี าํ จดั วชั พืช
และสารเคมีกําจัดแมลง อ.ดา นซาย จ.เลย ป พ.ศ. 2556 แบงตามชว งอายุ

100 15-59 15-59 15-59
80
60 <15 >60 <15 >60 <15 >60
40
20 ‡œ ‡¦Ê ´Š ¦o°¥¨³
0 0 0 0.0
26 26 92.9
< 15 2 2 7.1
15 - 59
• 60

ที่มา: โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดานซาย (2556)

เปนทน่ี าสังเกตวาพืน้ ที่อยูอ าศยั สว นใหญอ ยบู นภูเขาจะพบผปู ว ย จํานวน
มากที่สุดที่ตําบลกกสะทอน จํานวน 9 คน (รอยละ 32.1) รองลงมาเปนตําบล
อิปุม จํานวน 6 คน (รอยละ 21.4) ตาํ บลวังยาว จํานวน 5 คน (รอ ยละ 17.9)
ตาํ บลโพนสูง จํานวน 3 คน (รอยละ 10.7) ตาํ บลโคกงาม จาํ นวน 2 คน (รอยละ
7.1) ตาํ บลนาดี จาํ นวน 2 คน (รอ ยละ 7.1) และตาํ บลนาหอ จาํ นวน 1 คน (รอย
ละ 3.6) ทัง้ นี้ 5 ตาํ บลแรกทพี่ บผปู ว ยมากทสี่ ุดทงั้ หมดเปนพ้ืนท่ีภูเขาสงู สว นอกี
2 ตําบล เปนพ้ืนท่ีราบลุม และชวงเวลาท่ีมารับการรักษาท่ีโรงพยาบาลท้ังหมด
จํานวน 28 ครงั้ โดยมากทส่ี ุดคอื เดือนกรกฎาคม 2556 จํานวน 10 คร้งั (รอย
ละ 35.7) และมจี าํ นวนลดหล่นั กนั ตามลําดับดังนี้ เดอื นมิถนุ ายน 2556 จํานวน
7 ครงั้ (รอยละ 25.0) เดอื นสงิ หาคม 2556 จาํ นวน 7 ครั้ง (รอ ยละ 25.0) เดอื น
พฤษภาคม 2556 จาํ นวน 2 ครง้ั (รอ ยละ 7.1) เดือนกุมภาพนั ธ 2556 จาํ นวน
1 คร้ัง (รอ ยละ 3.6) และเดอื นธันวาคม 2556 จํานวน 1 ครั้ง (รอยละ 3.6) ดงั
ปรากฏรายละเอยี ดในแผนภมู ทิ ข่ี อ มลู การเจบ็ ปว ยจากการไดร บั สารเคมปี ระเภท
สารเคมกี าํ จดั วชั พชื และสารเคมกี าํ จดั แมลง อ.ดา นซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2556 แบง
ตามตาํ บล

73

74 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

แผนภูมิท่ขี อ มูลการเจบ็ ปว ยจากการไดรบั สารเคมปี ระเภทสารเคมกี าํ จดั วัชพชื
และสารเคมกี ําจดั แมลง อ.ดานซา ย จ.เลย ป พ.ศ. 2556 แบงตามตําบล
กกสะทอ
35
30 ดานซาย
25 ปากหมัน
20
นาดี
15 โคกงาม
โพน ูสง
10
อิ ุปม
5 กกสะทอ

0 โปง
ัวงยาว
—nµœŽµo ¥
žµ„®¤œ´ นาหอ
œµ—¸ ดาน ซาย
DŽе¤ ปากหมัน
ᜭ¼Š
°·žn »¤ นาดี
„„­³š°œ โคกงาม
Þn Š โพน ูสง
ªŠ´ ¥µª
œµ®° ิอ ุปม
กกสะทอ

โปง
วังยาว

นาหอ
ดานซาย
ปากหมัน

นาดี
โคกงาม

โพน ูสง
ิอปุม

โปง
ัวงยาว

นาหอ

‡œ ‡¦Ê ´Š ¦o°¥¨³

0 0 0.0
0 0 0.0
2 2 7.1
2 2 7.1
3 3 10.7
6 6 21.4
9 9 32.1
0 0 0.0
5 5 17.9
1 1 3.6

ทีม่ า: โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดา นซาย (2556)

จากขอ มลู การเจบ็ ปว ยจากการไดร บั สารเคมี ประเภทสารเคมกี าํ จดั วชั พชื
และสารเคมกี ําจัดแมลง อําเภอดา นซา ย ป 2554 – 2556 พบวาขอมลู ท้ัง 3 ป
มีลักษณะขอมูลคลายกัน สามารถสรุปไดวาประชาชนชาวดานซายมีการใช
สารเคมีและไดรับสารเคมีเขาสูรางกาย กรณีไดรับสารเคมีปริมาณมากจะแสดง
อาการปวยจนตองไดรบั การรกั ษา และสวนหนงึ่ ไดไ ปรบั การรกั ษาที่โรงพยาบาล
สมเด็จพระยุพราชดานซาย ท้ังนี้พบวาผูท่ีไดรับสารเคมีจากการทําเกษตรกรรม
เปน เพศหญงิ มากกวา เพศชาย เชน ในป 2556 เปน เพศหญงิ รอ ยละ 57.1 แสดงวา
ผหู ญงิ มสี ว นรว มในการทาํ เกษตรกรรมและมโี อกาสสมั ผสั สารเคมมี ากกวา เพศชาย
สว นใหญอ ยใู นกลมุ อายวุ ยั ทาํ งาน (อายุ 15 – 59 ป) มพี น้ื ทอ่ี ยอู าศยั สว นใหญอ ยบู น
ภเู ขา จาํ นวนมากทสี่ ดุ ทตี่ าํ บลกกสะทอน และลดหลน่ั ตามจาํ นวนมาเปน ตาํ บลอปิ มุ
ตาํ บลวงั ยาว ตําบลโพนสูง ตาํ บลโปง ตาํ บลโคกงาม ตําบลนาดี ตําบลปากหมัน
ตําบลนาหอ และตําบลดานซาย และชวงเวลาที่มารับการรักษาท่ีโรงพยาบาล

74

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐÊªÐØÁ·ªÍŒ ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊμÔ ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃСؤÒÊÃÁÃÂÑѺãÁËÁÍ× ‹ 75

มากทส่ี ดุ คือเดอื นมิถนุ ายน และลดหลั่นลงมาคือเดอื นกรกฎาคม เดอื นสงิ หาคม
เดือนกนั ยายน และเดอื นพฤษภาคม ขอ มลู ท้งั สามปท ่ีผานมามีลักษณะคลายกัน
ท้ังเพศหญิงพบมากกวาเพศชาย อายุอยูในวัยแรงงาน พื้นท่ีท่ีปวยอยูในพ้ืนที่
ภูเขาสูง และชวงเวลากลางฤดูฝน โดยในชวง 3 ปท่ีผานมาจํานวนผูปวยมี
แนวโนมลดลงทุกป

ภาวะทุพโภชนาการและอาหารไมป ลอดภยั
แนวทางรบั มอื และการจดั การ

แนวทางรับมือและการจัดการปญหาทุพโภชนาและอาหารไมปลอดภัย
เปนนโยบายที่ปฏิบัติในเชิงตั้งรับจากหนวยงานทองถ่ินถ่ินภาคสวนตางๆ
ที่เกี่ยวของกับอาหาร สาธารณสุขและส่ิงแวดลอมชุมชน โดยเฉพาะ
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย สาธารณสุขอําเภอ องคการบริหาร
สว นทอ งถนิ่ ถอื เปน เฟอ งจกั รสาํ คญั ทตี่ อ งทาํ งานแกโ จทยป ญ หาดงั กลา วเพอื่ นาํ ไปสู
การมสี ขุ ภาพชวี ติ ทด่ี ี ปราศจากโรคภยั และความมนั่ คงทางอาหารของชุมชน

การจดั การภาวะทุพโภชนาการ

ปญหาเก่ียวกับภาวะทุพโภชนาการหรือโภชนาการที่ไมเหมาะสม
ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายมีแผนการทํางานเแบบตั้งรับ
มีการใหความรูในคลินิกตางๆ รวมท้ังใหความรูกับผูปวยและญาติที่มานอน
โรงพยาบาล กลาวโดยสรุปคอื

1. มีการใหความรูเรื่องอาหารและโภชนาการแกผูปวย ท่ีอยูในเขต
เวชปฏิบัตคิ รอบครวั 17 หมูบา น ปละ 1 คร้ัง ในกลุม วัยรนุ และผใู หญ

2. คลินิกเบาหวานและคลินิกความดันโลหิตสูงจะมีการใหความรูเร่ือง
โภชนาการแกผูปวย กลาวคือกรณีคลินิกเบาหวาน จะมีการพูดคุยเร่ืองอาหาร
ที่ผูปวยตองกินและหลักการควบคุมอาหาร ทั้งในแงปริมาณอาหารและพลังงาน
ท่ีผูปวยจะตองไดรับในแตละวัน สวนคลินิกความดันโลหิตสูงจะมีการใหความรู
แกกลุมผูปวยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมากๆ และผูปวยที่มีภาวะเส่ียงที่จะเปน

75

76 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

เบาหวาน รวมทั้งผูปวยความดันโลหิตสูงปกติ อีกท้ังยังมีการติดตามผูปวยที่มี
ภาวะเสย่ี งเปน เบาหวานทกุ ๆ 3 เดอื น เพอ่ื ดแู ลและตดิ ตามในเรอื่ งโภชนาการและ
การควบคุมอาหารของผูปวย

3. กรณีผูปวยท่ีมานอนโรงพยาบาล การดูแลจะเนนการใหความรูเร่ือง
โภชนาการทง้ั แกผ ปู ว ยและญาตทิ เี่ ปน โรคเรอ้ื รงั เพอ่ื การดแู ลผปู ว ยตอ เนอื่ งทบี่ า น
อกี ทัง้ ยังมีการจัดอาหารเฉพาะโรคใหผ ปู วยไดกินทกุ ม้ือ นอกจากน้ี ผูป ว ยทีไ่ ดร บั
อาหารธรรมดายังมีการใชเมนูอาหารพ้ืนบานและขาวเหนียวเพื่อใหผูปวย
กินอาหารเหมือนอยูที่บาน เน่ืองจากผูปวยเมื่อเกิดภาวะเจ็บปวยและตองมี
การเปล่ียนแปลงการกินท่เี ปลีย่ นแปลงไปจากเดิม ทําใหค วามอยากอาหารลดลง
หรือผูปวยบางคนอาจไมกินอาหาร ทําใหรางกายที่เกิดความเจ็บปวยแลว
ย่ิงออนแอลง สงผลใหการรักษาในบางครั้งไมไดผลเทาท่ีควร อีกทั้งยังมีการ
แนะนาํ ผปู ว ยและญาตถิ ึงอาหารทค่ี วรกินและไมควรกนิ ในโรคทผ่ี ูป ว ยเปน

4. คลินิกเด็กอวนจะมีการใหความรูเร่ืองโภชนาการแกเด็กและผูปกครอง
ทม่ี าคลนิ กิ มกี ารตดิ ตามนดั ทกุ 1เดอื นนอกจากนี้ยงั มกี ารจดั กจิ กรรมตา งๆเชน คา ย
เดก็ อว นเพอ่ื เนน ใหผ ปู กครองและเดก็ ไดต ระหนกั ถงึ โรคและภาวะแทรกซอ นตา งๆ
ท่ีจะตามมาเมื่อเปนโรคอวน นอกจากน้ียังมีการจัดตารางเพ่ือการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมการกนิ ของเดก็ การปรุงอาหารและเลอื กอาหารของผูป กครอง

5. มีการใหความรูเรื่องโภชนาการแกหญิงต้ังครรภในโรงเรียนพอแม
เพ่ือการดูแลภาวะโภชนาการระหวางตั้งครรภและหลังคลอดของแม รวมท้ังให
ความรูเรื่องอาหารและโภชนาการของเด็กแรกเกิด ทั้งนี้โรงพยาบาลจะมีการ
นัดตรวจหญิงตั้งครรภที่คลินิกฝากครรภของฝายสูตินรีเวชและที่ฝายเวชปฏิบัติ
ครอบครัว สวนการนัดหญิงต้ังครรภมาตรวจจะมีการใหความรูในเร่ืองตางๆ กับ
หญิงต้ังครรภ ซึ่งจะมีการจัดเปนกลุมๆ หรือที่เรียกวาโรงเรียนพอแม โดยจะ
แบงเปน 2 ชว ง คือ ชว งทอี่ ายุครรภน อ ยๆ จะใหค วามรูโ ภชนาการขณะตง้ั ครรภ
ชวงท่สี องเมือ่ อายุครรภใ กลค ลอดจะใหค วามรเู รอ่ื งโภชนาการ ความรูเรือ่ งระยะ
เวลาใหน มบตุ รและการดูแลในเร่อื งโภชนาการเดก็ แรกเกิด

76

ÊØ¢ÀÀÒÒǾÐʪÐÁØ ·ªŒÍ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊμÔ ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃС¤Ø ÒÊÃÁÃÂÑѺãÁËÁ×Í‹ 77

6. มีการออกใหความรูในคลินิกเบาหวาน ในโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ
ตาํ บล (รพ.สต.) ซง่ึ จะทาํ คลา ยๆ กบั คลนิ กิ เบาหวานในโรงพยาบาลทางโภชนากร
จะมีการรวมออกหนวยท่ี รพ.สต. รวมกบั ทีมเบาหวานเพอื่ ไปตรวจรกั ษา รวมทั้ง
ใหความรูในเร่ืองโภชนาการและการควบคุมอาหารในผูปวยเบาหวานโดยจะมี
การชั่งขาวและสอบถามเรื่องการกินอยูของผูปวย รวมท้ังแนะนําใหปรับเปล่ียน
พฤตกิ รรมการกนิ เพอ่ื ควบคมุ ระดบั นาํ้ ตาลในเลอื ดโดยทางโรงพยาบาลจะออกไป
ใหค วามรทู ุกวนั ศุกรท ่ีสองของเดอื น

7. มีการออกเย่ียมบานผูปวยท่ีมีปญหาโภชนาการในพ้ืนท่ีรับผิดชอบ
การเยี่ยมบานของโภชนากรจะเปนวันพฤหัสบดีท่ีหน่ึงและสามของเดือน
ทางโรงพยาบาลจะมีการเยี่ยมบานผูปวยและหน่ึงในประเด็นการพูดคุยกับผูปวย
และญาติคือเร่ืองอาหารและโภชนาการ ซึ่งผูปวยท่ีทางโรงพยาบาลไปเยี่ยม
สวนใหญจะมีปญหาเรื่องโภชนาการอยูแลว เชน ผูปวยเบาหวาน ผูปวยมีแผล
ขนาดใหญ ผูปวยที่ชวยเหลือตนเองไมได นอกจากนี้ ในพื้นท่ีอ่ืนหากตองการ
ใหโภชนากรไปดูใหก ็สามารถไปรว มดวยทุกคร้งั

8. มีการจัดนิทรรศการและใหความรูในเรื่องอาหารและโภชนาการ
ทุกเดอื น รวมทง้ั มกี ารสอนเรือ่ งอาหารและโภชนาการแกผ ดู แู ลผสู ูงอายทุ ่ีบา น

9. มีการวางแผนการดูแลผูปวยกอนกลับบานรวมกับแพทยและพยาบาล
โดยโภชนากรจะใหความรูเก่ียวกับอาหาร เชน ขณะอยูท่ีบาน ผูปวยควรกิน
อาหารประเภทใดบาง หรือกรณีท่ีเปนอาหารปนผสมโภชนากรก็จะชวยสอน
ใหญาตสิ ามารถทําอาหารเปนกอ นกลับไปอยูบ าน

ในสว นงานบรกิ ารอาหารของโรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยมกี าร
ตระหนักในเรื่องอาหารของผูปวยเปนอยางดี ซึ่งคนไทดานสวนใหญในพื้นท่ีจะ
รับประทานขาวเหนยี วเปน หลกั และอาหารพืน้ บานสวนใหญจ ะเปนอาหารทไ่ี ม
นิยมใชน้าํ มนั เชน ตม ปง ยาง แกง หมก และแจว (นา้ํ พริก) เมือ่ เกดิ การเจ็บปว ย
ตองเขามานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อาหารของผูปวยท่ีจัดในโรงพยาบาล
จะเปนขาวตม ขาวสวย และเปนอาหารพวกผัดทอด หรือหากเปนแกง ก็จะ
เปนแกงที่คลายกับภาคกลาง ดังน้ันผูปวยสวนใหญท่ีมารับการรักษาและนอน

77

78 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

โรงพยาบาล เม่ือเห็นอาหารท่ีไมคุนเคยก็จะเกิดอาการเบ่ืออาหารและไมอยาก
กินอาหาร ทําใหมีผลตอรางกายและไมมีเร่ียวแรงในการตอสูกับโรคท่ีเปนอยู
จนอาจนําไปสภู าวะโภชนาการบกพรองของผูป วย

ดวยเหตุผลดังกลาวทางหนวยงานบริการอาหารของโรงพยาบาลจึงมี
การจัดอาหารพื้นบานไวในเมนูอาหารของผูปวย กลาวคือ ในหน่ึงวันจะมีเมนู
อาหารพน้ื บา นเปน ขา วเหนยี วหนง่ึ มอื้ และในการจดั อาหารจะเปน อาหารธรรมดา
ซึ่งไมมีขอหามในโรคท่ีผูปวยเปนและในโรคเรื้อรังบางโรคจะผานการตรวจสอบ
จากโภชนากรกอนวาควรไดรับปริมาณเทาไร เชน ผูปวยโรคเบาหวานท่ีตองกิน
ขาวเหนียวซึ่งจะมีปริมาณนํ้าตาลสูงกวาขาวจาว จะมีการคํานวณพลังงานและ
แบงม้ืออาหารใหเหมาะสมกับท่ีผูปวยตองไดรับเพ่ือไมใหขัดกับแผนการรักษา
และชว ยรกั ษาปรมิ าณนา้ํ ตาลในกระแสเลอื ดผปู ว ยใหค งที่ นอกจากนยี้ งั มกี ารสอน
ผูปวยในการปรับการรับประทานอาหารที่บานเพื่อใหเขากับโรคท่ีผูปวยเปน
ขณะท่ีคลินิกเบาหวานจะมีการจัดทําอาหารพ้ืนบานใหกับผูปวยดวยเชนกันและ
มีการสอนผูปวยในการปนขาวกินโดยใหผูปวยฝกปนขาวเพื่อใหตรงกับปริมาณ
พลังงานท่ีผูปวยตองใชและควบคุมปริมาณนํ้าตาลไมใหมากเกินไป สวนคลินิก
ความดันโลหิตสูง คลินิกเด็กอวน หญิงตั้งครรภ และในกลุมผูสูงอายุก็จะมี
การสงเสริมใหรับประทานอาหารพื้นบานและวัตถุดิบที่หาไดเองตามทองถิ่นที่
ปลอดสารพิษมปี ระโยชนและมสี ารอาหารครบถว น

การจดั การอาหารไมป ลอดภัย

อันตรายจากการใชสารเคมีทางการเกษตร เจาหนาที่สาธารณสุขไดมีการ
สื่อสารขอมูลกับชุมชนอยางตอเน่ือง ในทุกตําบลของอําเภอดานซาย เน่ืองจาก
เปน ปญ หาสขุ ภาพของทกุ ตาํ บลในอาํ เภอดา นซา ย หลายหมบู า นในอาํ เภอดา นซา ย
ไดจัดทําโครงการเก่ียวกับเรื่องการใชสารเคมีทางการเกษตร จากงบประมาณ
สวนงานสาธารณสุขมูลฐานชุมชน องคการบริหารสวนตําบลและ/หรือเทศบาล
ในพื้นท่ี กิจกรรมสวนใหญเปนการใหความรูในการปองกันอันตรายจากการใช
สารเคมีทางการเกษตรหรือการตรวจสารเคมีในเลือด การใชสมุนไพรรางจืด

78

梯 ÀÀÒÒǾÐʪÐÁØ ·ªŒÍ¹¹Ã¤Ð¹ººä·¡´ÒËҼ¹ÅÊÔμ¶·ÒÒ¹§¡¡ÒÒÃÃೡÉᏠμÅÃС¤Ø ÒÊÃÁÃÂÑѺãÁËÁ×Í‹ 79

ในการรกั ษาอาการแพสารเคมีจากการเกษตร
จากผลการดาํ เนนิ กจิ กรรมชาวบา นสว นใหญม คี วามรเู รอื่ งอนั ตรายของจาก

การใชส ารเคมที างการเกษตร และรจู กั วธิ กี ารปอ งกนั ตนเอง แตใ นทางปฏบิ ตั กิ าร
สวมใสเ ครอ่ื งปองกนั ตัวที่ถกู ตอง ชาวบา นปฏบิ ัติตามไดยาก เนือ่ งจากรสู ึกอึดอัด
ไมส บายตวั แตจ ากพฤตกิ รรมการพน ยาฆา หญา ตอ เนอื่ งกันหลายชว่ั โมง จงึ ทาํ ให
ไดร บั สารเคมปี รมิ าณมากอยา งตอ เนอ่ื ง รวมทงั้ ในชว งปท ผ่ี า นมา ชาวบา นไดม กี าร
ใชสารเคมีจํานวนเพ่ิมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุมชาวบานที่ทําขาวโพด
ย่ิงทาํ ใหช าวบานไดร บั สารเคมมี ากกวา เดิม

ในปลายป พ.ศ. 2556 สาํ นกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั เลย ไดม ีนโยบายการ
ใชสมุนไพรรางจืด ในการรักษาความเปนพิษในรางกายจากสารเคมี โดยไดให
เจาหนาที่สาธารณสุขเพาะตนกลารางจืด เพื่อใชในการรักษาความเปนพิษจาก
สารเคมี แลว มอบใหอ าสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาํ หมบู า น (อสม.) นาํ ไปปลกู และ
ขยายพนั ธใุ หก บั ชาวบา น ทงั้ นห้ี ลายหมบู า นในอาํ เภอดา นซา ยไดป ลกู รางจดื เพอื่ ใช
ดแู ลสขุ ภาพของคนในหมบู า นหลายปแ ลว และมกี ารใชเ พม่ิ มากขนึ้ เรอื่ ยๆ ซง่ึ ทาง
โรงพยาบาลมีการใชรางจืดในการรักษาความเปนพิษจากการใชยาฆาหญาและ
ยาฆาแมลงมานานกวา สิบปแ ลว

นอกจากนี้ยังมีการเฝาระวังอันตรายที่เกิดจากการปนเปอนสารเคมีสูคน
และสง่ิ แวดลอ มเชน การตรวจสารปนเปอ น5อยา งคอื ตรวจสารบอแรกซฟอรม าลนิ
สารฟอกขาว สารกันรา และตรวจยาฆาแมลงในผักและผลไม โดยเจาหนาท่ี
สาธารณสุขจะสุมตรวจ 1–2 ครั้งตอป และจะแจงผลการตรวจตอพอคาแมคา
ท่ีจําหนายอาหาร หรือเจาของผูผลิตอาหาร การเฝาระวังอยางตอเนื่องจะทําให
สามารถดักจับสารปนเปอนไดบางสวน ทําใหผูบริโภคอาหารมีความปลอดภัย
ตอสขุ ภาพมากย่งิ ข้ึน

ปจ จบุ นั หนว ยงาน องคก ารปกครองสว นทอ งถน่ิ ไดเ ขา มามสี ว นรว มในการ
เฝาระวงั สว นใหญจะสนบั สนนุ เรื่องงบประมาณ ขณะท่ชี ุมชนจะเขา มามบี ทบาท
เร่ืองการเก็บตัวอยางและตรวจ จึงทําใหมีพลังในการพิทักษความปลอดภัยใน
ชมุ ชนมากข้ึน

79

80 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
การสรา งองคค วามรเู รอ่ื งความปลอดภยั จากอาหาร หนว ยงานสาธารณสขุ

จะประชาสัมพันธใหความรูเรื่องอันตรายจากอาหาร ผานชองทางตางๆ ไดแก
การประชุม ประจําเดือนของกํานันผูใหญบาน วิทยุชุมชน เสียงตามสาย
ของเทศบาล การประชมุ ของพอ คา แมค า ขายอาหาร และอาสาสมคั รสาธารณสขุ
ประจาํ หมบู า น การประชาสมั พนั ธผ า นเครอื ขา ยดงั กลา วจะทาํ ใหช มุ ชนรขู า วสาร
ท่ีทนั เหตุการณ สามารถเลือกซอ้ื อาหารที่ปลอดภัยได

การควบคุมเหตุที่เกิดจากความไมปลอดภัยดานอาหารเพ่ือปองกันและ
หาสาเหตุจากปญหาความไมปลอดภัยจากอาหารนั้นมีประสิทธิภาพปรากฏ
ใหเห็นอยางเปน รปู ธรรม เชน ป พ.ศ. 2555 กรณเี สียชวี ติ ของชาวบา นจากการ
รับประทานเห็ดพิษในตําบลดานซาย เจาหนาที่สาธารณสุขไดเขาไปสอบสวน
โรคเพ่ือหาสาเหตุของเสียชีวิตพบวา นาจะเกิดจากการรับประทานเห็ดพิษจริง
รวมทั้งมีโรคประจําตัว เมื่อเกิดอาการแสดงออกความเปนพิษจึงทําใหมี
ความรนุ แรงมาก และเขา รบั การรกั ษาไมท นั จงึ เปน เหตใุ หเ สยี ชวี ติ ขอ มลู เหลา นไ้ี ด
สรปุ ใหช มุ ชนทราบวา เกดิ จากสาเหตใุ ด เพอื่ ปอ งกนั การเกดิ เหตซุ า้ํ หรอื เหตกุ ารณ
โรคอาหารเปนพิษของกลุมชนขนาดใหญ เจาหนาที่สาธารณสุขจะเขาไปควบคุม
การระบาดของโรค รักษาผูปวยใหหายจากโรค และสรุปปญหาใหชุมชนรับรูถึง
สาเหตเุ พือ่ ปองกันการเกดิ

80

ÊØ¢ÀÀÒҡǾÐÒÊêàÐØÁ»·ªÅÍŒ ÕÂè¹¹¹Ã¤áйº»ºäÅ·¼¡§´Ò×¹ã¹ÃÒ‹ »Ã¼¹Ò†ÐºÅʺμÔ ¡¶·ÒÒÒÂù§¹¼¡¡Òíé ÒÅÒÃÃáÔμೡÍÅÉÒÐᏠËμÊÅÒÃÀÃÐÂÒ¡¢¤ØÇÍÒÐÊçÍÁêÒÂÑºÑ ¡ÁØ ãÁ˪ÒȹÁÍ× ‹ 81

ผืนปา สายน้ํา และสภาวะอากาศ

การเปล่ียนแปลงในระบบการผลิตอาหารของชุมชน

“ภูลังอัง” จึงเปนหนึ่งในฐานทรัพยากรอาหารท่ีสะทอนใหเห็นระบบ
ความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตกับส่ิงไมมีชีวิตบนพื้นท่ีภูเขา ซึ่งมีลักษณะซับซอน
ของพชื และสตั ว เปน แหลง ทรพั ยากรทางธรรมชาตทิ เ่ี ปรยี บเสมอื นวตั ถดุ บิ ใน
การผลติ อาหารและยารักษาโรค รวมถึงเปน แหลง ตนนํ้าสายเลก็ ๆ หรอื ลาํ นํ้า
สาขา ท่ีไหลไปบรรจบกับลํานํ้าหมันสายเลือดหลักของคนไทดานในอําเภอ
ดานซาย อยางไรก็ตามปจจุบันระบบนิเวศภูอังลังก็มีความเสี่ยงตอการถูก
คุกคามท้ังจากกิจกรรมตางๆ ของชาวบานและสภาวะอากาศของดานซายท่ี
เปลี่ยนแปลง”

81

82 ¨Ò¡»†Òʤً ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ปา แมนํ้า และสภาวะอากาศ ถือเปนฐานทรัพยากรธรรมชาติและปจจัย
ท่ีสําคัญตอระบบการผลิตอาหารของชุมชน เน้ือหาบทนี้จะเปนขอมูลพื้นฐาน
เชิงกายภาพที่บอกเลาเร่ืองราวของสภาพผืนปาภูอังลัง สายนํ้าหมัน หวยตาด
และสภาวะอากาศของอําเภอดานซายโดยรวม รวมถึงบานนาเวียงใหญและ
หวยตาด การนําเสนอจะใหภาพระบบนิเวศของปาและแมนํ้าวามีสภาพ
เปนอยางไร สวนสภาวะอากาศจะเปนขอมูลเชิงสถิติที่ไดจากกรมอุตุนิยมวิทยา
การบนั ทกึ ปรมิ าณนา้ํ ฝนและการเปลย่ี นแปลงของสภาวะอากาศของชมุ ชนอยา ง
งายๆ เพ่ือเชื่อมโยงสูระบบหวงโซอาหารทางธรรมชาติ ตลอดจนองคประกอบ
ของระบบนิเวศ ซึ่งลวนมีความสําคัญตอการใหบริการดานตางๆ ในระบบนิเวศ
โดยเฉพาะในแงการผลิตอาหาร รวมถึงยังเปนพ้ืนฐานในการทําความเขาใจ
และคนหาปจจัยสําคัญท่ีทําใหเกิดภาวะเปราะบางและเสี่ยงตอดานความม่ันคง
ทางอาหารของชมุ ชน

ภูอังลงั ในระบบนิเวศปา เต็งรงั

ภูอังลังเปนภูเขาสาขาของเทือกเขาเพชรบูรณ ทอดตัวยาวตามทิศเหนือ
ยาวลงมาทิศใต มีพื้นที่ราบลุมน้ําหมันแคบๆ อยูดานทิศตะวันตก และมีท่ีราบ
บนท่ีสูงของลําน้ําหวยตาดดานทิศตะวันออก ชื่อของภูมาจากช่ือ “ผี” ที่คน
ในอําเภอดานซายเชื่อวาเปนจิตวิญญาณท่ีสิงสถิตยอยูบนภูเขาในสวนของบาน
นาเวียงใหญ ซงึ่ ถอื วาเปนพ้นื ทปี่ าศักดสิ์ ิทธทิ์ ค่ี นใหความเคารพนบั ถือ

ดานกายภาพภูอังลังเปนหินทรายมีดินเปนฝุนลูกรังปนทราย เปนแหลง
ตนน้ําสําคัญหลายหมูบานในอําเภอดานซาย นอกจากน้ียังอุดมสมบูรณดวย
พันธุพืชและสัตวปา เชน ผักหวานปา ไผ เห็ด กบภูเขา ฯลฯ ลักษณะปาเปน
ปา เบญจพรรณผลัดใบ ปจ จบุ นั จํานวนพนั ธุพ ชื และสตั วปาลดลงเปน จํานวนมาก
เน่ืองจากการทําลายปาไมเพื่อขยายที่ทํากินบนภูเขาของหลายหมูบาน จึงเปน
เหตผุ ลหนงึ่ ทที่ าํ ใหก รมปา ไมป ระกาศใหภ อู งั ลงั เปน พนื้ ทป่ี า สงวนในป พ.ศ. 2526
อยางไรกต็ ามชาวบานก็ยังคงมสี ทิ ธิในที่ทาํ กินบางพื้นที่

82

¡ÒÃà»ÅÂèÕ ¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼Òíé ÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 83
ดว ยเหตุน้ี “ภลู ังอัง” จงึ เปน หนึง่ ในฐานทรัพยากรอาหารที่สะทอ นใหเ ห็น
ระบบความสมั พนั ธข องสงิ่ มชี วี ติ กบั สง่ิ ไมม ชี วี ติ บนพน้ื ทภ่ี เู ขา ซงึ่ มลี กั ษณะซบั ซอ น
ของพชื และสตั ว เปน แหลง ทรพั ยากรทางธรรมชาตทิ เ่ี ปรยี บเสมอื นวตั ถดุ บิ ในการ
ผลิตอาหารและยารักษาโรค รวมถึงเปนแหลงตนนํ้าสายเล็กๆ หรือลํานํ้าสาขา
ที่ไหลไปบรรจบกับลํานํ้าหมันสายเลือดหลักของคนไทดานในอําเภอดานซาย
อยางไรก็ตามปจจุบันระบบนิเวศภูอังลังก็มีความเส่ียงตอการถูกคุกคามทั้งจาก
กิจกรรมตางๆ ของชาวบา นและสภาวะอากาศของดา นซา ยท่ีเปล่ยี นแปลง
ระบบนเิ วศภอู งั ลงั ประกอบดว ยพนั ธไุ มห ลายชนดิ ขน้ึ ปะปนกนั พน้ื ทจ่ี ะเปน
ปา โปรง อยใู นระดบั ความสงู 50-800 เมตรเหนอื ระดบั น้ําทะเลปานกลาง ดาน
ทศิ ตะวันตกเขตตดิ ตอ บา นนาเวียงใหญม คี วามลาดชันตํา่ สว นดานทิศตะวนั ออก
เขตติดตอบานหวยตาดน้ันมีความลาดชันคอนขางสูง ดวยลักษณะดังกลาวจึง
ทําใหพื้นท่ีบานหวยตาดในสวนลาดชันมากยากตอการหักรางถางพง พื้นท่ีสวน
น้ีจึงมีความสมบูรณสูง ขณะที่บานนาเวียงใหญ แมจะมีความลาดชันไมมาก
แตชาวบานมีกฎเกณฑในการใชพ้ืนที่ชุมชน และมีพิธีกรรมไหวภูอังลัง ซึ่งเปน
ระบบความเชื่อท่ีชาวบานใชบริหารและจัดการผืนปา จึงทําใหรักษาสภาพ
ความสมบูรณของผืนปาไดเชนกัน สวนลักษณะหินจะเปนกลุมหินตะกอน
เนอื้ ทรายทาํ ใหป รากฏลกั ษณะเปน ดนิ ทรายเนอื้ คอ นขา งหยาบ และมดี นิ ปนทราย
ผสมลูกรัง ดนิ มีคุณภาพตาํ่ และขาดความอุดมสมบูรณ

83

84 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

ผนื ปา เต็งรังบนภูองั ลงั ทเี่ ชียวชอุมถอื เปนแหลงอาหารทางธรรมชาตทิ ส่ี ําคัญของคนไทดา น
ในภาพเปนผนื ปา บรเิ วณบานหว ยตาด

ขณะที่ปริมาณน้ําฝนเฉล่ียรายปต่ํากวา 1,600 มิลลิเมตรตอป และมีการ
แบงฤดูกาลเปน 3 ฤดูอยางชัดเจน โดยเฉพาะจะมีชวงแลงนานติดตอเกินกวา
3 เดอื นของแตละป สง ผลทําใหพ้นื ท่ีมีอากาศคอ นขางแหง แลง พันธุไ มจ งึ ผลัดใบ
ในชวงฤดูแลง ดวยลักษณะเดนดังกลาวสามารถแบงโครงสรางของระบบนิเวศ
ภูอังลังได 2 ระบบหลักๆ คือ โครงสรางของสิ่งมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิต มีรูปแบบ
ที่หลากหลายและมากดว ยสถานภาพ โดยจําแนกเปน สวนทเ่ี ปน พนื้ ดิน นาํ้ และ
อากาศ องคป ระกอบเหลา นอ้ี าจจะรวมตวั กบั องคป ระกอบทไ่ี มม ชี วี ติ ในระบบนเิ วศ
แลวยังสงผลตอการดํารงอยูของส่ิงมีชีวิตประเภทตางๆ ซึ่งในที่นี้จะกลาวเฉพาะ
พืชและสัตวท ี่สมั พนั ธใ นฐานะเปน แหลง อาหารของชุมชน

กลุมพืช : ประกอบดวยไมเดน, ไมรอง, ไมชั้นกลาง, และไมชั้นลาง
ซึ่งแตละสว นลว นแตมคี วามสัมพนั ธอยางไมอ าจแยกออกจากกนั กลาวคอื

84

¡ÒÃà»ÅÕè¹á»Å¼§×¹ã¹»Ã҆кºÊ¡ÒÒÂù¼íÒé ÅáμÔ ÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡÁØ ªÒȹ 85

ไมเ ดน : เปน กลมุ ของพชื ทมี่ คี วามสามารถในการปรบั ตวั เพอื่ แยง ชงิ แสงแดด
ไดดีท่ีสุดในระบบนิเวศปาภูอังลัง อีกทั้งยังเจริญเติบโตทางความสูงไดดีกวาพืช
กลุมอื่นๆ ทําใหพืชกลุมนี้มีลักษณะเดนที่ลําตนตรงและมีความสูงมาก รวมถึง
ยงั แผข ยายพมุ เรอื นยอดปกคลมุ พมุ เรอื นยอดของกลมุ ไมส ายพนั ธอุ นื่ เชน ยางดง,
ขาวหลามดง, ตนี เปด , มะคําดคี วาย, ปบ และชาด เปน ตน

ไมรอง : ขณะที่ไมเดนแผขยายพุมเรือนยอดและพัฒนาความสูงจนอยู
ในระดับเหนอื กวา พนั ธุไมกลมุ อ่นื ๆ ในระบบนเิ วศภูองั ลัง ไมรองจะเปน กลมุ ของ
พนั ธไุ มท มี่ กี ารพฒั นาความสงู และแผข ยายพมุ เรอื นยอดในระดบั รองลงมา ไมร อง
จะรับแสงแดดท่ีลอดระหวางพุมเรือนยอดของไมเดน ทําใหไดรับแสงนอยกวา
ไมเดน ขณะเดียวกันการแผขยายของพุมเรือนยอดของไมรองจะถูกกีดกันโดย
ไมเดนทําใหการแผขยายของพุมเรือนยอดถูกจํากัดขอบเขตไว กระท่ังเมื่อเกิด
การเปลี่ยนแปลงของกลุมไมเดนซง่ึ อาจทาํ ใหเ กิดชอ งวา งระหวา งตน จะสงผลให
พันธุไมรองไดรับแสงแดดเต็มที่ กอนจะพัฒนาตนเองเปนไมเดนทดแทนในเวลา
ทเ่ี หมาะสม เชน ไทร, กระโดน, เดอ่ื , ไขเ นา , และคอสม เปนตน

ไมช น้ั กลาง : ภายใตก ลมุ พชื ไมเ ดน และไมร องซง่ึ มกี ารพฒั นาความสงู และ
การแผขยายของพุมเรือนยอดเพื่อรองรับแสงแดดอยางเต็มท่ีแลว ยังมีกลุมพืช
ที่ปรับตัวเองเพื่อใหเขากับระบบนิเวศที่ถูกเบียดบังจากแสงแดด ทําใหเปนพืช
ทนรมไดดี แตขณะเดียวกันก็พรอมท่ีจะเจริญเติบโตข้ึนแทนไมรอง เม่ือสภาพ
แวดลอมของระบบนิเวศภูอังลังเหมาะสม เชน ชมฝาด, มะตูม, มะไฟ, ขี้เหล็ก,
มะขามปอม, กอขหี้ ม,ู และเสี้ยว เปน ตน

ไมพื้นลาง : กลุมพันธุไมในระดับไมเดน ไมรอง และไมช้ันกลางทุกตน
ในระบบนเิ วศภูอังลงั มีพื้นฐานพัฒนามาจากไมพื้นลา ง เพราะไมพ ื้นลางมีพนั ธไุ ม
ทส่ี าํ คญั อยู 2 ลกั ษณะ คอื ลกู ไม ไมพ มุ และไมล ม ลกุ โดยลกู ไมจ ะเจรญิ เตบิ โตและ
พฒั นาขน้ึ เปน ไมช นั้ กลาง ไมร อง และไมเ ดน ตามลาํ ดบั สว นไมพ มุ และไมล ม ลกุ จะ
เปน กลมุ ของพชื ทมี่ ลี กั ษณะการเจรญิ เตบิ โตคอ นขา งจาํ กดั ไมส ามารถพฒั นาความ
สูงและการแผขยายของพุมเรือนยอด ใหทัดเทียมและทดแทนกลุมพืชอื่นๆ ได
จงึ จดั อยใู นพืชกลมุ ลา งเทา นัน้ เชน ขอ ย, หนาดใหญ, ตะขบ, และไผ เปน ตน

85

86 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

สัตวป า : กลุมสง่ิ มีชวี ิตท่สี ําคญั อีกอยางหน่ึงในระบบนิเวศภอู งั ลงั คอื สัตว
ปา ทคี่ รอบคลมุ ถงึ สตั วท กุ ชนดิ ทดี่ าํ รงชวี ติ ในปา ซงึ่ อาจจาํ แนกตามลกั ษณะนเิ วศ
ความสูงและลักษณะการดาํ รงชีพ กลา วสรุปไดด ังน้ี

สตั วป า ทห่ี ากนิ ระดบั สงู กวา พมุ ยอดไม : สตั วป า กลมุ นจ้ี ะบนิ หากนิ กลาง
อากาศ ระดบั สงู กวาพมุ เรือนยอดไมเพ่ือจบั เหย่อื สวนใหญจะเปน แมลง คางคาว
และนกขนาดเลก็

สตั วป า ทหี่ ากนิ บนพมุ เรอื นยอดไม : สตั วป า กลมุ นหี้ ากนิ อยรู ะดบั ความสงู
ของยอดไม สว นใหญจ ะเปน สตั วป า พวกนกและสตั วท เี่ ลยี้ งลกู ดว ยนม ทหี่ ากนิ ยอด
ออนและกินผลไมน ํ้าหวานของดอกไม ตลอดจนกินแมลง เชน ชะนี คา ง เปน ตน

สัตวป าทหี่ ากินบรเิ วณกลางพุมเรือนยอดไม : บรเิ วณพุมเรอื นยอดไมจ ะ
เปน บรเิ วณทใ่ี หญท ส่ี ตั วป า อาศยั อยคู อ นขา งหนาแนน เนอื่ งจากเปน แหลง อาหาร
ทอี่ ดุ มสมบรู ณ โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ผลไมแ ละยอดออ นรวมทง้ั เปน บรเิ วณทมี่ คี วาม
ปลอดภัยสูง สัตวปาสามารถใชความรกทึบของพุมใบบริเวณพุมเรือนยอดไมเปน
ท่บี งั สายตาจากสัตวผ ูล า และหลบแสงแดดในตอนกลางวันได เชน นกชนิดตา งๆ
คา งคาว บาง และกระรอกบนิ เปนตน และสตั วป าทบี่ นิ ไมได เชน สัตวเ ลยี้ งลูก
ดวยนมทีก่ ินพืชและสตั วเ ปนอาหาร เชน ลงิ ลม ชะมด อีเหน็ เปน ตน

สัตวป า ทหี่ ากนิ ตามพน้ื ดนิ : สตั วป ากลมุ นม้ี ีรปู แบบการหาอาหารหลาก
หลายรูปแบบที่สุด สตั วปาท้ังหมดจะหาอาหารบรเิ วณดิน และในบางกรณพี บวา
สัตวปากลุมอ่ืนๆ จะรวมหากินหรือใชพื้นที่รวมกับสัตวปากลุมนี้ สัตวปากลุมนี้
สว นใหญเ ปนสัตวเ ลี้ยงลกู ดวยนม สัตวเ ลอ้ื ยคลาน และสัตวสะเทนิ น้าํ สะเทินบก
โดยแบงเปนสัตวปา ขนาดใหญ เชน เสือ ชา ง วัวแดง กระทิง เปนตน ซ่งึ ปจจุบัน
ไมพ บสัตวดงั กลาวในปา ภูอังลงั แลว และสัตวปาขนาดเลก็ เชน เกง กระตา ยปา
ไกป า เปน ตน

ถึงแมการจําแนกองคประกอบที่มีชีวิตในระบบนิเวศภูอังลังออกเปนสิ่งมี
ชีวิตจําพวกพันธุพืชและสัตวปา รวมทั้งมีการแบงระดับการพัฒนาของพืชและ
กลมุ ของสตั วป า เปน ระดบั และกลมุ ตา งๆ หากทวา พนั ธพุ ชื และสตั วป า เหลา นนั้ ไม
ไดแบงแยกตนเองอยางเด็ดขาด แตจะขน้ึ อยคู ละเคลา ปะปนกนั ในระหวางระดบั
และกลุม ตางๆ และเมอื่ พิจารณาภาพรวมของผืนปา กจ็ ะทําใหเห็นถงึ ความหลาก

86

¡ÒÃà»ÅÂèÕ ¹á»Å¼§¹×㹻ÆÒкºÊ¡ÒÒÂù¼íÒé ÅáÔμÍÅÒÐËÊÒÀÃÒ¢ÇÍЧͪҡØÁªÒȹ 87

หลายและการผสมผสานระหวา งพนั ธพุ ชื และสตั วป า ทมี่ ที ง้ั ระดบั แนวดง่ิ และราบ
กลาวคือเมื่อพิจารณาตามระดับความสูงจากพื้นดิน พันธุพืชท่ีตางระดับกันจะมี
การรุกล้ํากันบาง ขณะเดยี วกันสัตวป า ทห่ี าอาหารในระดับสูงทีแ่ ตกตางกันกอ็ าจ
หากนิ แพรก ระจายในระดบั เดียวกนั ได

จึงเห็นไดวาความสัมพันธระหวางส่ิงมีชีวิตกับปจจัยแวดลอมมิไดเกิดข้ึน
เฉพาะในลักษณะความสัมพันธทางตรงเทาน้ัน แตอาจเกิดข้ึนในลักษณะความ
สัมพันธทางออมเชนกัน จึงไมอาจปฏิเสธวา การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นกับองค
ประกอบตางๆ ของระบบนิเวศภูอังลัง ยอมสงผลกระทบอยางตอเนื่องตอองค
ประกอบอนื่ ๆ แตผ ลกระทบทเี่ กดิ ขนึ้ อาจเปน ไปในลกั ษณะทส่ี ง เสรมิ สนบั สนนุ หรอื
อาจขดั ขวางทาํ ลายความสมดลุ ขององคป ระกอบตา งๆ ในระบบนเิ วศ เชน การเกดิ
ไฟปาในระบบนิเวศปาภูอังลัง กรณีบานหวยตาดซ่ึงเปนปจจัยหน่ึงที่ทําใหระบบ
นิเวศดังกลาวยังคงสภาพความสมดุลไวได แตผลท่ีเกิดข้ึนจากไฟไหมน้ันทําให
พนั ธพุ ชื ในระดบั ไมพ น้ื ลา งไดร บั อนั ตรายจากความรอ นของไฟปา ใน ขณะเดยี วกนั
ผลกระทบทางออมท่ีเกิดขึ้นคือ ไฟปากลับทําหนาที่เปนผูรักษาความสะอาด
ของผืนปา เนื่องจากไฟปาจะเผาทําลายเศษไมที่ขัดขวางการงอกของเมล็ด
ทําใหเมล็ดไมมีโอกาสงอกและดํารงชีวิตตอไปได และเม่ือเกิดไฟปาในปตอๆ ไป
พันธุพืชจะมีการปรับตัวสรางเปลือกใหม ความหนาเพ่ือปองกันอันตราย
จากไฟปา ปรากฏการณต า งๆ เหลา นลี้ ว นสมั พนั ธเ กย่ี วเนอื่ งกบั การใหบ รกิ ารของ
ระบบนเิ วศในฐานะเปนแหลง อาหารอยา งไมอ าจหลกี เล่ยี งได

สายน้ําสายใยหลอ เล้ียงผูคน

สายนํ้าเปนฐานทรัพยากรทางธรรมชาติท่ีสําคัญ นอกจากการมีจุดหมาย
สําคัญทางการเกษตร ยังเปนแหลงท่ีอยูอาศัยของสัตวนํ้าตางๆ รวมท้ังบริเวณ
สองฝงลํานํ้าในบางพื้นที่ยังใชประโยชนทางการเกษตร อยางการปลูกพืชผัก
สวนครัว โดยเฉพาะลํานํ้าหมันที่เปนสายเลือดหลักหลอเล้ียงผูคนไทดานรวมทั้ง
คนนาเวยี งใหญ สวนหว ยตาดและหว ยศอกมีบทบาทสาํ คญั ตอ คนหวยตาด

87

88 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

นิเวศแมน้ําหมัน

ดังท่ีกลาวไวในบทขอมูลพ้ืนฐานหมูบานวา ลําน้ําหมันมีตนนํ้าเกิดจาก
ภูเขาคอนไก (ภูลมโล) ภูเขาลูกนี้มีพ้ืนที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จังหวัดเลย
จังหวัดเพชรบูรณ และจังหวัดพิษณุโลก ทางนํ้าไหลยอนไปทางทิศเหนือ
ผานตําบลกกสะทอน ตาํ บลดานซา ย ตําบลนาหอ ตาํ บลนาดี บรรจบแมน้าํ เหอื ง
ที่ตําบลปากหมนั (ตาํ บลดังกลา วทอี่ ยใู นเขตอาํ เภอดานซายทั้งหมด) มีความยาว
รวมทัง้ สิ้นราว 60 กโิ ลเมตร ประกอบดวยลาํ นาํ้ สาขา คือ

ลาํ นาํ้ พานเกดิ จากปา ภเู ปอ ยไหลผา นบา นหนามแทง บา นนาทมุ บา นนาเวยี ง
และบา นหนองฟาแลบ ตกท่ีลําน้ําหมันในเขตบา นหนองฟาแลบ

ลาํ นา้ํ อเู กดิ จากปา ภหู นามแทง ไหลผา นบา นนาหวา บา นหวั นายงู บา นเหนอื
ตกทีล่ ําน้าํ หมนั ในเขตบานเหนอื

ลาํ นาํ้ ศอกเกดิ จากภเู ขาในเขตตาํ บลโคกงาม อาํ เภอดา นซา ย ชว งทไี่ หลผา น
บานหวยตาดจะบรรจบลําหวยตาด กอนเขาสูบานเด่ิน ตําบลดานซาย ตกที่
ลาํ นา้ํ หมนั ในเขตบา นเดนิ่ สภาพของลาํ นา้ํ เปน ลาํ นาํ้ สายเลก็ ๆ และแคบ แตม นี าํ้ ไหล
ตลอดป มีลําหวยมากมายท่ีไหลลงสูลํานํ้าสายน้ี ตนน้ําในชวงที่น้ําไหลผาน
ตําบลกกสะทอน สภาพพ้ืนที่เปนภูเขาสูงต่ําลดหล่ันและสูงชัน มีแกงและโขด
หินติดตอกันเปนระยะทางไกล บางชวงนํ้าจะไหลลอดโขดหิน หนาแลงจะมอง
ไมเ ห็นนาํ้ (ชาวบา นเรียกวานํา้ ด้นั ดัน้ แปลวา ลอด) ฤดฝู นนํ้าไหลเช่ียวมาก สภาพ
ของลําน้ําในชวงท่ีไหลผานบานนาเวียงกระแสน้ําไมแรงนักเน่ืองจากเปนท่ีราบ
ซง่ึ หากพจิ ารณาตามลกั ษณะนเิ วศสาํ คญั จะแบง ได 2 ระบบ คอื แมน าํ้ หมนั ตอนบน
และแมนํ้าหมันตอนลาง

88


Click to View FlipBook Version