μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÁèÕÃÒ¾Ë¹Ñ ÅÍÒÂÒË·ÒÕèä»Ã 189
ตลาดคลองถมดานซายจะเปดเฉพาะวันพุธบายถึงค่ํา ลูกคามาจาก
ในอําเภอดานซาย และอําเภอนาแหว สวนตลาดนัดคลองถมบานโคกงาม
จะเปดขายเฉพาะวันอาทิตยชวงบายไปจนคํ่า เปนแหลงขายอาหารพื้นบาน
และเคร่ืองใชตางๆ ของชาวบานในละแวกน้ีและพ้ืนท่ีใกลเคียง ไมวาจะเปน
คนตาํ บลโคกงาม ตาํ บลรอ งจิก ตําบลโพนสูง ตําบลวังยาว หรอื แมแตช าวบานท่ี
เดนิ ทางผา นไปมา กจ็ ะแวะซอื้ หาขา วปลากลบั บา นดว ย เชน คนจากอาํ เภอนาแหว
อําเภอดานซาย ที่เดินทางไปทําธุระท่ีตัวจังหวัดเลย มาพบตลาดนัดคลองถม
ก็จะมาซอื้ กับขา วเชนกนั
ตลาดนดั คลองถมมีท้ังคลองถมดานซา ย (เปด ขายวนั พุธบาย) และคลองถมโคกงาม
(เปด ขายวนั อาทิตยบา ย) ในภาพเปน คลองถมดา นซายจะเห็นวา มีทงั้ พืชผกั พ้ืนบา น
และอาหารทมี่ าจากตา งถิน่ นอกจากนี้ ยังมอี าหารสาํ เร็จรปู พวกแกงและหวาน
จาํ หนา ยในราคาประหยัด
189
190 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
รถเร
บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดมรี ถเรเ ขา มาขายอาหารและสง่ิ ของอยู 2
ประเภท คือ รถปกอพั และรถมอเตอรไซดทีช่ าวบานเรยี กวา “รถพวง” หรอื “รถ
พมุ พวง” ไดราว 10 กวาป
กรณีรถเรในบานนาเวียงใหญมีเขามาขายนอยราย ประมาณ 2 คันและ
เขามาขายสัปดาหละวัน เนื่องจากทําเลหมูบานต้ังใกลตลาด ทําใหรถเรเหลานี้
ขายไมค อ ยดี สว นรถเรท เี่ ขา มาขายจะขายอาหารแหง พวกหอมแดง กระเทยี ม นาํ้
ปลา อาหารสดคาวหวาน ผักและ ผลไมจากตา งถ่นิ ท่อี อกตามฤดูตางๆ เชน สม
แอปเปล ทุเรียน มงั คุด เงาะ ฯลฯ
กรณีรถเรข ายกบั ขา วในบา นหวยตาด คอื “รถยายดวง” จากบา นโคกงาม
เดินทางมาขายกับขาวบานหวยตาดทุกวัน ในรถเรจะมีอาหารเกือบทุกอยาง
เหมอื นยกตลาดเคล่ือนท่มี าไวท่ีรถ เชน กบั ขา ว ไสก รอก ขาวกลอง แกงถงุ พริก
มะเขือ ขา ตะไคร ผกั บงุ ผักคะนา ขนมหวาน ขนมแหง กาแฟ นมกลอ ง น้ําเตา หู
ของสด ของแหง เนอื้ หมู เนอ้ื ไก เนอ้ื ววั เหด็ นางฟา เหด็ ฟาง เหด็ บด ปลาสด ปลา
แหง ของปาก็มีเปนบางวนั กระรอก กระแต และบา ง ในบางวันยังมีรถขายเนือ้
หมมู าขายทบี่ า นอกี หนงึ่ คนั โดยจะเดนิ ทางเขา มาขายอาทติ ยล ะ 2 วนั รถขายเนอื้
หมจู ากบา นนาเจียง (ต.โคกงาม อ. ดานซาย)
รถเรท ่วี ง่ิ มาจําหนา ยอาหารและสนิ คาทุกเชาตามหมบู า นตา งๆ ท่ีเห็นในภาพคือ
ชาวบา นหวยตาดกาํ ลังมุงซื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารถุงพวกแกงไดรบั ความนิยมมาก
190
μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÕèÁÃÒ¾Ë¹Ñ ÅÍÒÂÒË·ÒèÕä»Ã 191
สิ่งท่นี า สนใจคือ มีรถเรอ ยูค ันหนง่ึ เปน รถบรรทกุ ขนาดใหญคนขายมาจาก
อําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ขายของสารพัดเหมือนกับหางเล็กๆ เคล่ือนท่ี
เดือนหนงึ่ เขามาในหมูบา น 2 ครั้ง นอกเหนอื จากการซื้อขายดวยเงนิ คนขายยงั
ใชระบบ “แลกเปลี่ยนสนิ คา” คือ ชาวบานนําขา วมาแลกกบั สนิ คาของตนเองได
จากการศึกษาพบวา มชี าวบานหลายรายนาํ ขาวเกาทเ่ี หลือจากปกอนมาแลกกบั
อาหารและขา วเครอื่ งใชท จ่ี าํ เปน สว นคนขายของกใ็ หเ หตผุ ลวา ขา วทบ่ี า นหว ยตาด
มีคุณภาพดแี ละราคาถกู สวนอัตราแลกเปลย่ี นกข็ น้ึ อยกู บั คนขายเปน คนกาํ หนด
เชน ขาวสาร 1 กิโล แลกไขไ กไ ด 5-6 ใบเปน ตน
ดังน้ันบทบาทของรถเรก็เหมือนกับรานคาในชุมชน กลาวคือกรณี
บานนาเวียงใหญ รถเรมีบทบาทนอยมากในการทําหนาท่ีตลาดใหกับชาวบาน
ดังเห็นไดจากจํานวนสินคา จํานวนรถเร และจํานวนวันที่เขาไปขาย เพราะชาว
นาเวียงใหญมีทางเลือกท่ีจะซื้ออาหารและสินคาจากแหลงตลาดศูนยกลางของ
อําเภอ ตรงขามกับกรณีบานหวยตาดรถเรกับแสดงบทบาทท่ีสําคัญยิ่งในชีวิต
ประจําวัน ทุกเชาและเย็นจะมีรถเรมากหนาหลายตา และหลากหลายสินคา
และอาหาร ประการสาํ คัญสุด รถเรบ างคันกบั คนหว ยตาดบางครวั เรอื นยงั แสดง
บทบาทสาํ คญั ในการชว ยใหเ ขา ถงึ อาหารไดง า ยขน้ึ โดยไมต อ งจา ย “เงนิ ” หากแต
ใชร ะบบแลกเปล่ยี นสินคา ท่เี คยดํารงอยใู นชมุ ชนมาใชใ นโลกสมยั ใหมไ ด
รา นขายของชาํ ในหมบู า น
กรณบี า นนาเวยี งใหญม รี า นขายของชาํ ในหมบู า นเพยี งรา นเดยี วตง้ั ขายของ
เลก็ ๆ นอยๆ เรือ่ ยมากวา 20 ป ชาวบา นจะซอ้ื สนิ คา ยามท่คี รัวเรือนตนเองขาด
เทา นั้น เนอ่ื งจากเปน หมบู านท่ตี ง้ั ใกลก บั ตลาดดานซา ย ขณะท่ีบานหวยตาดอายุ
รานคาไมเกาแกมากราว 20 ป ชาวบานซื้ออาหารจากรานขายของในหมูบานท่ี
รบั มาจากตลาดเชาดา นซายมีอยู 2 ราน คือ “รานเจน อ ย” อยูถนนใหญ อีกราน
อยูในบานชื่อ “รานออย” จะขายกับขาวตอนเย็น มีกับขาวหลายอยางมีท้ังผัก
ผลไม ของหวาน กับขาวสําเร็จรูป แกงถุง ขาวกลอง ไสกรอก เน้ือหมู เนื้อไก
ไขไก ลูกช้ิน ปลาสด ปลาแหง เหด็ นางฟา พรกิ แหง กระเทยี ม
191
192 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
รา นขายของชําประจําหมูบ า นนาเวยี งใหญ เปน รานเลก็ ๆ แตม ีขาวของ
และอาหารใหจ บั จายมากมาย
สิ่งท่ีนาสังเกตคืออาหารประเภทขนมหวานที่เปนท่ีนิยมสําหรับเด็กของ
บานนาเวียงใหญและบานหวยตาดคือ บะหมี่สําเร็จรูป ขนมขบเค้ียวกรุบกรอบ
ลูกกวาด นํ้าหวาน นํ้าอัดลม ฯลฯ ขณะท่ีอาหารและสินคาท่ีนิยมสําหรับผูใหญ
คอื เครอ่ื งดมื่ ชกู าํ ลงั สรุ า และเครอ่ื งประกอบอาหารตา งๆ เชน นา้ํ ปลา กระเทยี ม
กะป ฯลฯ
นอกจากนที้ งั้ บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด ยงั มชี าวบา นในหมบู า นทปี่ ลกู
พชื ผกั หรอื แปรรปู อาหารตา งๆ เชน คนั้ สม ผกั กาดไร (ผกั กาดพนื้ บา นดอง) และบาง
รายกท็ าํ แกงถงุ เดนิ เรข ายตามบา นตา งๆ อาจเปน หอ หมกปลาทตี่ กมาขายดว ยกนั
ท่ีนาสนใจกรณีบานหวยตาดท่ีสามแยกตนลําไยกลางหมูบานจะเปนจุดที่รถขาย
กับขา วก็จะมาจอดขายเปนประจํา บางวันอาจมกี ารต้งั ตลาดเชา เล็กๆ บริเวณน้ี
จงึ เหน็ ไดว า รา นคา ในชมุ ชนบา นนาเวยี งใหญก ค็ อื สถานทที่ ช่ี าวนาเวยี งใหญ
ซ้ือหาสินคาท่ีครัวเรือนตนเองขาดเพียงเล็กนอย เชน ขาดน้ําปลาท่ีกําลังปรุง
อาหาร หรอื ของกนิ เลน สาํ หรบั เดก็ เพราะหากซอื้ อาหารหรอื ขา วของเครอ่ื งใชอ น่ื ๆ
192
μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÁÕèÃÒ¾Ë¹Ñ ÅÍÒÂÒË·ÒäèÕ »Ã 193
ปริมาณมากๆ ก็จะเขาไปซื้อท่ีตลาดดานซาย ตรงขามกับรานคาในชุมชน
บา นหว ยตาดกลบั มคี วามสาํ คญั ตอ คนในหมบู า นเปน อยา งมาก คนหว ยตาดจะซอ้ื
อาหารและสง่ิ ของเครอ่ื งใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั จากรา นคา เหลา น้ี ทง้ั นเ้ี พราะหมบู า น
ตงั้ อยูไกลจากตลาดดานซา ย
รา นสะดวกซือ้
คนทจี่ ะไปซอื้ ของทรี่ า นสะดวกซอ้ื จะเปน คนหนมุ สาวมากกวา คนทสี่ งู อายุ
เพราะสนิ คา ทมี่ ขี ายในรา นสะดวกซอ้ื จะเปน ของทข่ี ายเฉพาะกลมุ มากกวา ชาวบา น
ธรรมดาจะไมค อ ยเขา ไปซอื้ สนิ คา ในรา นสะดวกซอื้ เพราะวา ของใชท จี่ าํ เปน หาซอื้
ไดตามรา นคาทวั่ ไปได ไมวาจะเปน สบู ยาสีฟน ผงชักฟอก ยาสระผม จะมขี อง
บางอยา งเทา นนั้ ทต่ี อ งไปซอ้ื หาทโี่ ลตสั เพราะชาวบา นมองวา มรี าคาถกู กวา รา นคา
ทวั่ ไป
บางครั้งชาวบานจะไปซื้อของท่ีโลตัส เชน อาหารทะเล เนื้อหมู ปลาสด
และเครอื่ งใชท จี่ าํ เปน ชาวบา นสว นใหญจ ะไมค อ ยมเี วลาไปซอื้ ของทโี่ ลตสั เทา ไรนกั
โดยอาจไปเดือนละครั้งสองครั้ง สวนใหญแลวคนท่ีจะไปซ้ือของท่ีโลตัสจะเปน
เดก็ นักเรียนท่ไี ปเรียนในตวั อําเภอดานซา ย
รา นชมุ ชนริมทาง
สินคาที่นํามาขายในรานคาชุมชนริมทางสวนใหญเปนผักผลไมที่ปลูก
เองหรือหามาจากปาตามธรรมชาติตามฤดูกาล เชน เห็ดไค เห็ดระโงก เหด็ ฟาง
เห็ดหอม ผักกาด ผักคะนา พริก มะเขือ มะนาว ถ่ัวฝกยาว เงาะ ลําไย สมโอ
สมเขียวหวาน สับปะรด มะขามหวาน กลวย ถั่วลิสงตม ขาวโพดตม ฯลฯ
รา นชมุ ชนรมิ ทางเหลานี้จะพบตามหมูบ านตางๆ รวมถึงบานหว ยตาด
193
194 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
การแพรก ระจายและความสัมพันธของอาหารจากตลาด
ความสมั พนั ธข องแหลง อาหารจากตลาดบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด
มีตลาด 6 แหลง คอื คอื 1) ตลาดเชาและแลง (เย็น) ท่ีตลาดดา นซา ย 2) ตลาดนัด
คลองถมดานซายและโคกงาม 3) รา นขายของชําในชุมชน 4) รถเรขายของและ
อาหาร 5) รา นคา ชมุ ชนรมิ ทางสว นใหญจ ะขายของทช่ี าวบา นปลกู และเปน อาหาร
ตามฤดกู าล เชน ผกั พน้ื บา น เหด็ และสตั วต า งๆ และ 6) รา นสะดวกซอ้ื และซเู ปอร
มารเ กตทต่ี ง้ั อยใู นเมอื งดา นซา ย แหลง อาหารจากตลาดเหลา นที้ าํ หนา ทค่ี ลา ยคลงึ
กันในแงของการกระจายอาหารสคู รวั เรอื นและหมูบา น กลา วโดยสรุปคอื
ตลาดดานซายจะเปนตลาดหลักในการกระจายอาหารและสินคาจากทอง
ถนิ่ ตา งๆ โดยเฉพาะตลาดเชา ดา นซา ย สนิ คา จะมาจากเมอื งใหญๆ อยา งกรงุ เทพฯ,
เมืองเลย, พิษณโุ ลก, หลม สัก, หลมเกา, รวมทงั้ จากประเทศเพ่ือนบานอยา งลาว
และจนี ดงั นนั้ ตลาดดา นซา ยจงึ มบี ทบาทสาํ คญั ในการนาํ อาหารทที่ อ งถน่ิ ผลติ ไม
ได เชน ผักสดบางประเภท แอปเปล องนุ อาหารทะเลแหง และสด ฯลฯ กระจาย
สูทองถ่ิน โดยมีรานคาชุมชน รถเรพวกปกอัพและรถมอเตอรไซดมาซื้อสินคาดัง
กลา วกอ นนาํ ไปขายยงั หมบู า นตา งๆ ในอาํ เภอดา นซา ย ซง่ึ รวมถงึ บา นนาเวยี งใหญ
และบานหวยตาด ขณะเดียวกันบางครัวเรือนในหมูบานท้ังสองก็นําผลผลิต
ทางการเกษตรพวกพชื ผักมาวางจาํ หนายท่ตี ลาดแหงน้เี ชนกัน
ในบริบทดังกลาว รานคาชุมชน รานขายของชําในหมูบาน รถเรพวก
รถมอเตอรไซค และรถบรรทุกขายอาหาร (บางราย) จึงทําหนาที่เปนส่ือกลาง
ระหวางครัวเรือนกับตลาดดานซาย ดังปรากฏแผนภาพดานบน โดยเฉพาะ
หมบู า นหว ยตาด รา นคา ในชมุ ชน รถมอเตอรไ ซด และรถบรรทกุ จงึ มบี ทบาทอยา ง
มาก เน่ืองจากระยะทางของหมูบานท่ีตั้งหางจากตลาดดานซาย ทําใหชาวบาน
ไมสะดวกในการเดินทางเขาไปตลาดในอําเภอดานซาย จึงนิยมซ้ืออาหารจาก
ตลาดดังกลาว ย่ิงกวา นน้ั รถบรรทุกทม่ี าจากอําเภอนครไทย (จ.พิษณโุ ลก) ยังใช
ระบบแลกเปลีย่ นสินคา (Barter system) โดยนาํ อาหารที่หมบู านหรอื ครัวเรือน
ผลิตไมได เชน เนื้อสัตว ไขไ ก ไขเปด และอาหารสาํ เร็จรปู ฯลฯ มาแลกกับขา ว
ที่ชาวบานผลิตได ซึ่งการแลกเปลี่ยนดังกลาวมีสวนสําคัญชวยเพิ่มความม่ันคง
อาหารใหกับครัวเรือนและหมูบาน เพราะชาวบานนําขาวสวนท่ีเหลือจาก
194
μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÕèÁÃÒ¾ËѹÅÍÒÂÒË·ÒèäÕ »Ã 195
การกินในครัวเรือนมาแลกเปล่ียน ทําใหไมตองเสียคาใชจาย อีกทั้งยังทําใหเกิด
ความหลากหลายและเขาถงึ อาหารทหี่ มูบา นมอี ยูจ าํ กดั
ขณะเดียวกันตลาดนัดคลองถมหรือตลาดรายสัปดาห รวมทั้งตลาด
ดานซายก็ทําหนาที่เปนสื่อกลางใหคนทองถิ่นนําพืชพักและอาหารพื้นบานท่ี
ตนเองปลกู และปรงุ แตง ไปวางจาํ หนา ย ซง่ึ เทา กบั เปน การกระจายอาหารทอ งถนิ่ สู
หมูบานอ่นื ๆ และยงั เพมิ่ รายไดใหก ับครวั เรือนอกี ทางหนงึ่
ภาพวาดแสดงความสัมพันธข องอาหารจากตลาดตา งๆ กับชุมชน
จากภาพวาดแสดงความสมั พนั ธข องอาหารจากตลาดตา งกบั ชมุ ชนจะเหน็
ไดว า แหลง อาหารจากตลาดตา งๆ จะทาํ หนา ทแี่ พรก ระจายอาหารผา นการซอื้ และ
ขายรปู แบบตา งๆ ทาํ ใหค รวั เรอื นและหมบู า นมโี อกาสเขา ถงึ อาหารทห่ี ลากหลาย
และมที างเลอื กมากขน้ึ ขณะเดยี วกนั สงิ่ ทนี่ า ฉกุ คดิ คอื มอี าหารหลายประเภทโดย
เฉพาะอาหารประเภทกรุบกรอบ อาหารปรุงแตง สําเรจ็ รปู อาหารถุง ขนมหวาน
ตา งๆ ซึ่งเปนทีน่ ยิ มในหมูบ าน ไดเ ขามามบี ทบาทแทนอาหารพน้ื บาน ในมมุ หนึง่
ชาวบานมองวานั่นคือความสะดวกสบายและรวดเร็ว ที่สอดคลองวิถีชีวิตในการ
ทาํ งานในไร แตขณะเดยี วกนั สงิ่ ท่ีตองพึงระวงั กค็ อื เรื่องสขุ อนามยั และคณุ คาทาง
โภชนาการที่จะไดรับจากอาหารเหลาน้ัน ซ่ึงชาวบานยังขาดองคความรูในการ
จัดการกบั ปญ หาดังกลาว
195
196 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ตลาด: จาก “สอ่ื กลาง” แลกเปล่ยี นอาหาร
สูฐ านทรัพยากรอาหาร “หลัก” ของชมุ ชน
นอกเหนอื จากนเ้ี มอ่ื นาํ สดั สว นการบรโิ ภคอาหารจากตลาดไปเปรยี บเทยี บ
กับฐานทรพั ยากรทางอาหารจากแหลงตา งๆ ในรอบ 10 ป ของสองชวงเวลาคอื
ชวงฤดูฝนท่ีฐานทรัพยากรอาหารจากธรรมชาติคอนขางสมบูรณ และชวงฤดู
แลงที่ฐานทรัพยากรอาหารจากธรรมชาติมีแนวโนมลดลง ผลการศึกษาพบวา
มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราสวนการบริโภคในชวงเวลาดังกลาวอยางมีนัยสําคัญ
ดังปรากฏรายละเอียดในตารางแสดงอัตราสวน (รอยละ) การบริโภคอาหาร
จากแหลงอาหารตางๆ ของชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดโดยเปรียบเทียบ
เฉพาะฤดฝู นและรอน
ตารางแสดงอัตราสวน (รอ ยละ) การบริโภคอาหารจากแหลงอาหารตา งๆ
ของชาวบานนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด โดยเปรยี บเทยี บเฉพาะฤดูฝนและรอ น
ħ´¼Ù¡µÒ¨Å Ë®¤Án¼Ùº‹ oµÒŒ ¹ µ¦¦·Ã£°µ®µ¦µ µ¦¦·Ã£°µ®µ¦µ µ¦¦·Ã£°µ®µ¦µ¨µ
®¨n¦¦¤µ· (¦o°¥¨³) ®¨nÁ¬¦ (¦o°¥¨³) (¦o°¥¨³)
µÁª¥¸ Ä®n 10 ¸ n°
45 40 15
¹ÒàÇÕ§ãËÞ‹ 5 ¸ n° 42 36 22
40 30 30
½¹ ®ªo ¥µ ´»´ 42 23 35
10 ¸ n° 40 20 40
25 15 60
ËŒÇÂμÒ´ 5 ¸ n° 48 32 20
45 27 28
´»´ 40 20 40
44 18 38
¦o° µÁª¥¸ Ä®n 10 ¸ n° 30 15 55
25 25 50
¹ÒàÇÕ§ãËÞ‹ 5 ¸ n°
ÃÍŒ ¹ ®ªo ¥µ ´»´
10 ¸ n°
ËŒÇÂμÒ´ 5 ¸ n°
´»´
ทมี่ า: งานภาคสนาม (2556-57)
จากการสาํ รวจครวั เรอื นเกย่ี วกบั การบรโิ ภคอาหารของชาวบา นนาเวยี งใหญ
และหวยตาดในชวงเวลาตา งๆ ในชวง 10 ปทีผ่ านมา โดยสาํ รวจ 2 ชว งฤดกู าล
คอื ฤดฝู นและฤดรู อ น ผลสาํ รวจมนี ยั สาํ คญั อยา งยงิ่ ตอ การศกึ ษาความมนั่ คงทาง
196
μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÕÁèÃÒ¾Ë¹Ñ ÅÍÒÂÒË·ÒÕäè »Ã 197
อาหารของชมุ ชน กลา วคอื หากเปรยี บเทยี บอตั ราสว นเปน รอ ยละกรณฤี ดฝู นและ
ฤดูรอนท่ีบานนาเวียงใหญนั้นไมแตกตางกันมากนัก แหลงอาหารจากธรรมชาติ
มีความสําคัญตอชุมชุนเปนอยางมาก แมคารอยละการบริโภคของชาวบานใน
ปจ จุบนั จะลดลงจากชวงเวลาตา งๆ ในอดตี แมอัตราสวนการเปลี่ยนแปลงไมม าก
หากทวาก็เปนสัญญาณเตือนใหเห็นถึงรูปแบบการดําเนินชีวิตท่ีเปล่ียนแปลงไป
ของชาวบาน เชนเดียวกับแหลงอาหารจากการเกษตรก็ยังมีบทบาทสําคัญตอ
ชมุ ชนในอตั ราสว นทใ่ี กลเ คยี งกบั แหลง อาหารจากธรรมชาติ สว นอาหารจากตลาด
มีอตั ราสวนเปนรอยละที่นอ ยกวา แหลงอาหารจากภาคอืน่ ๆ
อยางไรก็ตามตัวเลขอัตราสวนกลับมีแนวโนมที่สูงข้ึนจากอดีต เหตุผล
สําคัญคอื ชาวนาเวียงใหญต องการความสะดวกสบาย ขณะเดยี วกนั การเดินทาง
ไปยังตลาดก็สะดวกจึงทําใหชาวบานนิยมอาหารจากตลาดเพิ่มข้ึนตามลําดับ
นอกเหนือจากน้ียังมีอาหารท่ีชาวบานไมสามารถผลิตหรือหาจากปาไดพวกเน้ือ
สัตว เชน ไก หมู เน้ือ อาหารทะเล ฯลฯ ชาวบา นจงึ ตองพงึ่ พาอาหารสว นนี้จาก
ตลาดเชนเดยี วกัน
กรณีบานหวยตาดความแตกตางของฤดูกาลคือ ฤดูฝนและฤดูรอน
และความแตกตา งของชว งเวลาตา งๆ ในรอบ 10 ป ตา งสง ผลกระทบตอ อตั ราสว น
รอ ยละของการบรโิ ภคอาหารจากแหลง ตา งๆ ของบา นหว ยตาด กรณฤี ดฝู นอาหาร
จากแหลงธรรมชาตินั้นในอดีตมีคารอยละที่สูง แตกลับลดลงอยางตอเน่ืองมา
กระทั่งปจจุบัน ตรงขามกับแหลงอาหารจากตลาดในอดีตแมจะมีรอยละที่ไมสูง
เทา อาหารจากแหลง ธรรมชาติ หากทวา กลบั มแี นวโนม สงู ขนึ้ จนมรี อ ยละทสี่ งู กวา
อาหารจากแหลง ธรรมชาติ สว นอาหารจากภาคเกษตรมคี า รอ ยละตา่ํ สดุ เมอื่ เทยี บ
กบั อาหารจากแหลง ธรรมชาตแิ ละตลาด สว นเหตผุ ลสาํ คญั คอื ชาวบา นตอ งใชเ วลา
อยกู บั การทาํ ไรจ งึ ไมส ะดวกทป่ี ลกู พชื กนิ เอง ขณะเดยี วกนั อาหารจากภาคเกษตร
เชน พชื พกั พนื้ บา น กไ็ มถ งึ ฤดเู พาะปลกู ทตี่ รงกบั ชว งหนา หนาว จงึ ทาํ ใหค า รอ ยละ
ของอาหารจากภาคเกษตรลดลง สวนคา รอ ยละของอาหารจากแหลงธรรมชาติที่
ยังคงมีคาสูงกเ็ น่ืองมาจาก ฤดูฝนแหลง อาหารธรรมชาติจากปากําลงั ใหผ ลิต เชน
หนอไมอ อน เห็ด ฯลฯ ประกอบกบั ชว งเวลาเพาะปลูกมีบางชวงท่ชี าวบานไดพ กั
197
198 ¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
และรอเวลาทพี่ ชื ไรเ จรญิ เตบิ โตจงึ ไดแ บง แรงงานบางสว น โดยเฉพาะแรงงานฝา ย
หญิงเขา ไปเกบ็ ของปา
ขณะทฤ่ี ดรู อ นคา รอ ยละของการบรโิ ภคอาหารจากแหลง ตา งๆ มคี วามแตก
ตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั กบั ชว งฤดฝู นและแตล ะชว งเวลากลา วคอื คา รอ ยละของการ
บรโิ ภคอาหารจากตลาดมแี นวโนม ทค่ี อ นขา งสงู ผกผนั กบั คา รอ ยละของการบรโิ ภค
อาหารจากแหลง ธรรมชาติและการเกษตร ที่มีแนวโนม ลดลงอยางตอ เนือ่ ง ทั้งนี้
เปนเพราะชวงฤดูรอนคือชวงหลังการเก็บเก่ียวผลผลิตไมนานนัก ชาวบานยังคง
มีเงนิ ไดทไ่ี ดจ ากการทาํ ไร ศักยภาพในการซอ้ื ขายสงู นอกจากน้ีชวงเวลาดังกลาว
แหลงอาหารจากภาคเกษตรก็ไมสามารถใหผลผลิตไดเต็มที่เนื่องจากเปนชวง
แลง ชาวบานขาดปจจยั พื้นฐานทจี่ ะทาํ การเกษตร เชนเดียวกบั อาหารจากแหลง
ธรรมชาตทิ ี่มจี าํ นวนนอ ยลงเชนกัน
กลาวโดยสรุป อัตราสวนรอยละของการบริโภคอาหารจากแหลงตางๆ
ในชวงเวลาท่ีตางฤดูกาลคือฤดูฝนและฤดูรอนในชวงเวลาตางๆ ในรอบ 10 ป
ที่ผานมา สื่อใหเห็นวากรณีบานนาเวียงใหญท่ีชาวบานสวนใหญทําการเกษตร
ระบบนาดําและทําไรพืชเชิงเด่ียวเพียงเล็กนอย มีศักยภาพในการพ่ึงตนเองคอน
ขา งสงู คอื สามารถหาอาหารจากแหลง ธรรมชาตแิ ละเพาะปลกู เองไดท ง้ั 2 ฤดกู าล
อยา งไรกด็ เี มอ่ื หมบู า นเกดิ การเปลยี่ นแปลงดา นเศรษฐกจิ สงั คม และสง่ิ แวดลอ ม
อาหารจากตลาดก็เร่ิมเขามามีบทบาทมากขึ้น แมอัตราสวนเปนรอยละจะไม
สูงนักก็ตาม ตรงขามกับบานหวยตาดที่ชาวบานสวนใหญทําขาวไรและปลูกพืช
เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวอยางขาวโพด มีแนวโนมที่ไมสามารถพ่ึงตนเองไดจากแหลง
ผลิตอาหาร เพราะดูจากแนวโนมการบริโภคอาหารจากแหลงตลาดท่ีสูงข้ึนทุกป
และมีคาอัตราสวนเปนรอยละท่ีสูงกวาแหลงอาหารจากแหลงอื่นๆ ดังนั้นหาก
ปใดท่ีผลผลิตทางการเกษตรพืชเชิงเดี่ยวตกตํ่าหรือผลผลิตท่ีตกตํ่าเนื่องจาก
ภาวะผันแปรของสภาวะอากาศ นั่นหมายความวาเงินไดจากสวนน้ียอมลดลง
หรือกลาวอีกนัยหน่ึงศักยภาพในการซ้ือหาอาหารจากแหลงตลาดยอมนอยลง
ตามลําดบั ภาวะเสีย่ งตอ ความม่นั คงทางอาหารของชุมชนกจ็ ะเกิดขนึ้ ทนั ที
198
¤ÃÇÑ ä·Â´‹Ò¹ : ã¹ÁμμÔÅÔÊÒ˴ѧŤ:ÒÁ¡áÊÅ·ÒÐÁèÕÃÇÒ¾²Ñ ËѹŹÍÒ¸ÂÒÃË·ÃÒÕèäÁ»Ã 199
ครวั ไทยดา น : ในมติ ิสังคมและวฒั นธรรม
“ครัวไทดานในมิติสังคมและวัฒนธรรมประกอบดวยเรื่องราวท่ี
หลากหลายมิติ ท้ังการมองผานกายภาพของเฮือน เฮือนครัว ตลอดจนขาว
ของเครื่องใช ซึ่งทั้งหมดลวนมีสวนสําคัญอยางยิ่งตอการทําความเขาใจเร่ือง
“สุขภาวะ” ผานการมอง “ครัว” ตลอดจนผานขาวของเคร่ืองใชท่ีจําเปน
ในการปรุงแตงสํารับไทดานตางๆ ประการสําคัญยังทําใหเห็นวาเร่ืองอาหาร
ไดเขามามีบทบาท และอิทธิพลผานการพูดคุยของคนรุนกอนไมวาจะเปน
คํา “ผญา” การมองรสชาติอาหารผานคําทองถิ่น หรือแมกระท่ังนิทาน
ปรัมปราพ้ืนบานอยาง “ขันตาปา” ท้ังหมดลวนเปนเครื่องมือสําคัญที่ทําให
เกิดการถา ยทอดและเรียนรสู าํ รบั อาหารไทดา นผา นรุนตอรนุ อยา งไมรจู บ”
199
200 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ลกั ษณะเดน ของอาหารของคนบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด รวมทงั้
ไทดานในอําเภอดานซายจะใชวัตถุดิบพวกพืชผักและสัตวในการปรุงแตงอาหาร
ท่ีมาจากแหลงอาหารตา งๆ ไมว า จะเปน ปา สวนรมิ รัว้ หัวไรป ลายนา และตลาด
มาปรงุ แตง จนเกดิ เอกลกั ษณเ ฉพาะถนิ่ และนยิ มทาํ อาหารกนิ ตามฤดกู าล เชน แกง
ผกั หวานหนารอน แกงเห็ดระโงกหนาฝน และออมอแิ งด (สตั วพื้นเมอื งประเภท
กบเขียด) ชวงฤดูหนาว สํารับตามฤดูกาลเหลานี้ลวนถูกปรุงแตงมาจาก “ครัว”
ของคนไทดา นแทบทง้ั สน้ิ “ครวั ” จงึ เปน กายภาพสาํ คญั ทสี่ ะทอ นใหเ หน็ จดุ เรม่ิ ตน
วัฒนธรรมกินอยูของคนไทดาน เน้ือหาสวนน้ีจะวาดวยเร่ืองเฮือน (เรือน) และ
ครวั ไทดา นในมติ สิ งั คมและวฒั นธรรม นบั ตงั้ แตก ายภาพและภมู ลิ กั ษณข องเฮอื น
และครวั เครอื่ งครัว ความเชื่อ และ “คําผญา” หรอื คาํ กลอนคาํ คมที่สมั พนั ธก ับ
อาหารทอ งถนิ่ เพอื่ เปน พนื้ ฐานในการทาํ ความเขา ใจสาํ รบั ครวั ไทดา นในบทตอ ไป
เฮอื นและขาวของเครือ่ งใชใ นเฮือนครวั
เดิมเฮือนไทดานปลูกสรางอยางงายๆ กอนพัฒนาสูเฮือนท่ีมีความสลับ
ซบั ซอนและมีรปู ทรงท่ีเปน เอกลกั ษณเ ฉพาะ โดยชาวบา นนยิ มสรา งเฮอื นบนเสา
หนิ หรอื ที่คนทองถน่ิ เรยี กวา “ยองหนิ ” คือใชหินทาํ เปน ฐานรากและใชเ สาเฮอื น
ตงั้ ดานบน เปนภูมปิ ญ ญาทองถนิ่ เพอ่ื ปอ งกนั ปลวกกดั กินตัวเฮอื นทส่ี รางจากไม
สว นหลงั คาจะทาํ ทรงจว่ั ตวั เฮอื นมขี นาดแตกตา งกนั ไป สงิ่ ทนี่ า สนใจคอื มกั มกี าร
สรางหองครัวหรือเฮือนครัวแยกจากตัวบาน โดยใชชานเปนตัวเชื่อมกับตัวเฮือน
กลาวกันวา การสรางเฮือนครัวท่ีแยกออกมาก็เพื่อปองกันกล่ินอาหารที่เกิดจาก
การปรงุ แตง เขา มารบกวนตัวบาน ดังนั้นเพอ่ื ใหเ ห็นภาพของครวั ไทดา นท่ีชดั เจน
เนื้อหาสวนน้ีจะวาดวยเร่ืองเฮือนและครัวไทดาน ตลอดจนขาวของเคร่ืองใชใน
เฮอื นครวั ซงึ่ เปรยี บเสมอื นจดุ เรม่ิ ตน ของการรวบรวมอาหารจากแหลง ตา งๆ กอ น
ปรุงแตงเปน สาํ รับอาหารไทดาน
200
¤ÃÇÑ ä·Â´Ò‹ ¹ : ã¹ÁÔμÊÔ Ñ§¤ÁáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ 201
เฮอื นและครัวไทดา น
เฮอื นไทดา นสมยั กอ นมกั ทาํ จากไมไ ผ ฝาและพน้ื บา นทาํ จากฟากมากกวา ที่
จะใชไ ม เนอ่ื งจากสมยั นน้ั ยงั ไมม เี ลอื่ ย สว นเสาบา นมกั สรา งจากไมเ นอ้ื แขง็ ใชข วาน
ถาก หลงั คามงุ ดว ยหญา คา และพฒั นามาเปน ดนิ ปน คลา ยกอ นอฐิ และสงั กะสใี น
ยุคหลงั ๆ
อกี เหตผุ ลหนงึ่ ทคี่ นไทดา นรนุ กอ นสรา งเฮอื นอยา งงา ยๆ คอื ชา งในดา นซา ย
มีนอย จึงสรางบานเรือนที่ไมมีความสลับซับซอนมากนัก กระท่ังมีคนจากภาค
เหนือของไทยหรือคนไทดานเรยี กวา “ไทยวน” เปน กลุมคนผมู ีฝมือทางงานชา ง
มาขายผา และมคี รอบครวั อยดู า นซา ย จงึ มกี ารสรา งบา นเรอื นทส่ี วยงามขนึ้ พรอ ม
กับมีการใชไมเปนสวนประกอบของเฮือนมากข้ึน ประการสําคัญยังมีการนํารูป
แบบการสรา งเฮอื นเสาหนิ ตง้ั มาประยกุ ตใ ชเ พอื่ ปอ งกนั ปลวก โดยชาวบา นเชอ่ื วา
พระอาจารยอิน แหงวัดประจําบานนาดี (หมูบานเกาแกอีกแหงหน่ึงของอําเภอ
ดานซาย ตั้งอยูดานทิศเหนือของบานนาเวียงใหญ) ในอดีตเปนผูริเริ่มการปลูก
เฮอื นดังกลา วในดานซาย
เฮอื นไทดา นสว นใหญป ระกอบดว ย 3 สว นคอื ตวั เฮอื นทใี่ ชเ ปน ทห่ี ลบั นอน
ชานเฮือนและเฮือนครวั เฮอื นแตละหลงั จะมีพนื้ ท่ไี มมากนกั และตัง้ อยใู กลช ิดกนั
สามารถย่ืนสงขาวปลาอาหารกันชานตอชานเฮือนได เวลาเจ็บปวยก็เรียกกันได
สะดวก หรือใครไมอยูบ า นก็ฝากกนั ดไู ดแทบไมคลาดสายตา
201
202 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
รปู แบบท่ีสาํ คัญประการหนึ่งของเฮือนไทดา นคอื สรา งบน “เสายองหิน” จะมเี ฮอื นครวั แยกจาก
ตวั บาน โดยมีชานเฮอื นเปนตัวเช่ือม ซึง่ จะทําใหเ วลาปรงุ อาหารกลิ่นจะไมรบกวนสว นตวั เฮอื น
ในภาพคอื เฮอื นไทดานท่บี า นเกา อําเภอดานซาย
ตวั เฮอื น : โดยสว นใหญ ตวั เฮอื นเปน เฮอื นหอ งเดยี ว มปี ระตเู ขา ออกเพยี ง
2 บาน สวนหองอาจจะมีหองโถงเล็กและใหญข้ึนอยูกับฐานะทางเศรษฐกิจของ
แตละครอบครวั ตัวหองแบงกนั อยดู วยผามา นหรอื เรยี กกันสมัยกอ นวา “ผา ก้งั ”
ถาบานไหนมีหิ้งพระจะเอาไวที่มุมใดมุมหนึ่งของหอง วันพระจะไปบูชาดอกไม
หรือปูย า ตายายจะพาลูกหลานไหวพระหรอื ไหวห้งิ พระธรรม พน จากตัวเฮอื นจะ
เปนหองโถงเปดโลงระดับเดียวกับหองนอน ขณะท่ีหองนั่งคุยพบปะสังสรรคจะ
ใชเปนที่น่ังกินขาวของครอบครัว หนาหองประดับดวยรูปภาพเจาของบานและ
ครอบครัวหรอื รปู ผูใหญท ่นี บั ถอื
ชานเฮือน : ชานเฮอื นจะสรา งอยูระหวางตัวบา นและครวั มบี ันไดขึ้นตรง
รมิ หรอื กลางชานเฮอื น ชานเฮอื นจะมพี น้ื ทไี่ วว างโอง นาํ้ และไห เจา ของบา นจะเอา
ไวเ ปน ทล่ี า งจานและลา งเทา กอ นขน้ึ เฮอื นใหญ บางครอบครวั จะสรา งเลา ขา วหรอื
202
¤ÃÑÇä·Â´‹Ò¹ : ã¹ÁμÔ ÊÔ Ñ§¤ÁáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ 203
ยงุ ขา วไวอ กี ฝากหนง่ึ ของชาน เพอื่ สะดวกในการตกั ขา วไปสใี นแตล ะครง้ั หรอื อาจ
สรา งยงุ อยูใกลตวั บานเปนการปองกันขโมยในตัว บางเทศกาลก็ใชช านเฮอื นเปน
ท่ชี ุมนมุ กนั เชน วงเหลา ในเทศกาลสงกรานตแ ละปใหม เปน ตน
เฮือนครัว : ครัวเม่ือกอ นทําไวในบาน ขางบานหรอื หลังบา น ถาบา นไหน
มีครัวอยูแ ยกจากตวั บานบงบอกไดว า พอบา นหลังนี้เปนคนขยัน เวลาทําอาหาร
จะไมจ ามกันทงั้ บา น เพราะจะไมมีควันไฟและกลิน่ อาหารรบกวน
ครัวไทดานมักสรางติดตัวเฮือนขางใดขางหน่ึงหรือไมก็ติดกับชานเฮือน
บางบานมีพ้ืนที่มากอาจจะสรางครัวอยูคนละฟากกับตัวบานโดยมีชานเฮือน
ก้ันกลาง ภายในเฮือนครัวของคนไทดานจะมีเครื่องครัวที่สําคัญ ไดแก
เตาไฟ หมอนงึ่ ขาว หวดนงึ่ ขาว กระเบียน หมอ แกง มดี เขียง ครก สาก กระบอก
เก็บสากและไมดาม ถวยชาม ฯลฯ ซ่ึงจะกลาวรายละเอียดเฉพาะเครื่องครัว
ที่สาํ คัญของคนไทดานในหวั ขอ ถัดไป
ภาพวาดจําลองหอ งครวั ไทดานจะเหน็ เตาไฟดา นลา งและห้ิงขาอยูส ว นบนของเตาไฟ
ขณะท่ผี นงั เฮือนประกอบดว ยเครื่องครวั พ้นื บานที่ใชเ ปนภาชนะในการปรุงแตง อาหาร
203
204 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
เตาไฟของคนไทดา นเมอื่ 40-50 ปก อ น จะใชเ ตาไฟทปี่ น จากดนิ เหนยี ว ทาํ
กนั เองในครวั เรอื น ปน (ขนึ้ รปู ) เตาตามใจชอบ แตต อ งกะใหว างหมอ นงึ่ และหมอ
แกงได เตาจะใชกับฟนที่หาไดจากไรหรือจากการโคนตนไมที่ไมใชทําประโยชน
แลว การตั้งเตาจะตง้ั บนพื้นท่ีทําจากดินเหนยี วเปนแทนส่ีเหลยี่ ม มกี รอบทําจาก
ไม กรอบเตาจะเลก็ หรือใหญก ็แลวแตพ น้ื ท่คี รวั ของแตล ะบา นเชน กัน รอบๆ เตา
สามารถวางไมค บี ถา นวางหมอ หรอื ผงึ่ อาหารใหเ ยน็ กอ นนาํ ไปปรงุ อาหาร เชน พรกิ
หอม กระเทยี ม ทเี่ ผาแลว สว นดา นบนเตาจะมชี นั้ ทหี่ อ ยมาจากเพดานครวั หรอื ที่
เรยี กกนั วา “หิง้ ขา”
หิ้งขาสรางจากไมทําเปนตะแกรงหางๆ ใชแทนตูเย็นสมัยใหมสําหรับเก็บ
อาหาร เชน พริกแหง หอม กระเทยี ม เนอ้ื แหง ปลาแหง เมลด็ พนั ธทุ ตี่ องเก็บไว
ใชในปตอไป หรือหวดน่ึงขาว กระติบขาวหรือแอบขาวท่ียางไวกันมอดแมลงกัด
ทุกๆ วันพระ พอแมหรือผูเฒาผูแกในบานจะพาลูกหลานบูชาเตาไฟดวยดอกไม
เทียน พรอ มๆ กับบูชาเฮือน เพราะถอื วาเปน สิง่ คา้ํ คูณ (คุม ครอง) อยา งหนง่ึ ใน
บาน ปจจุบันแทบจะไมมีปฏิบัติกันแลว คงเปนเพราะมีการใชเตาอั้งโลหรือเตา
แกส ชาวบานจึงไมเห็นความสําคัญเคร่ืองครัวดังกลาวท่ีมีบทบาทสําคัญตอการ
หลอเลย้ี งชีวติ
เตาไฟสว นมากทาํ มาจากดนิ ปน เปน สามเสา หมายถงึ พระพทุ ธ พระธรรม
และพระสงฆ เตาจะต้ังอยูบนฐานท่ีกอ จากดินอกี ช้นั หนึ่ง กน หมอ น่งึ ขาวที่มเี ขมา
สดี ําเรยี ก “ขห้ี มน่ิ หมอ” เวลาลูกหลานไมสบายจะใชท าจมูก (แปดดัง) ใหรกั ษา
และกันไมใหแมเ กา แมหลงั จาํ ได จะไดไ มมาเอาไปอยดู วย
กลา วโดยสรปุ เฮอื นไทดา นสว นใหญจ ะสรา งอยา งงา ยๆ ชนั้ เดยี ว ยกพน้ื สงู
หลังคาทรงจ่วั การปลกู เฮือนจะสรา งใหเ หมาะสมกบั สภาพภมู ิศาสตร เชน เฮือน
ยกพ้ืนสูงเพ่ือปองกันนํ้าทวม หลังคามีจั่วสูงเพื่อระบายนํ้า เวลาฝนตก และให
อากาศถา ยเทสะดวก วสั ดุในการสรางเฮือนทําดว ยไมทีห่ าไดจากทองถ่นิ หลงั คา
สวนมากมุงหญาแฝก มุงเกร็ดไมห รือสังกะสี
204
¤ÃÑÇä·Â´Ò‹ ¹ : ã¹ÁμÔ ÊÔ Ñ§¤ÁáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ 205
เคร่ืองครัวไทดาน: ความหลากหลายทางภมู ิปญญา
ดังท่ีเกรน่ิ ไวเ บือ้ งตน ภายในครวั ไทดานประกอบดวยเรอ่ื งราวหลากหลาย
หนึ่งในน้ันคือ เครื่องครัวที่ไมไดเปนเพียงอุปกรณสําคัญในการปรุงแตง หากยัง
สะทอ นใหเ หน็ รปู แบบการปรงุ แตง อาหารผา นเครอื่ งครวั ดงั กลา ว เครอ่ื งครวั หลกั ๆ
ประกอบดวย หมอ น่ึง หวด กระเบยี น และหมอแกง
หมอ นง่ึ (ขา ว) และหวด : หมอ นงึ่ ขา วเปน ภาชนะหลกั ในครวั ทาํ จากหมอ
อลมู เิ นียม ขนาดรูปทรงแตกตางกนั ไปในแตล ะครัวเรือน ดวยเหตทุ ีค่ นไทดา นกิน
ขาวเหนียวเปนหลกั หมอ นึง่ ขา วจะใชค ูกับหวด จกั สานจากไมไ ผ แตละครวั เรอื น
จะมหี วดตดิ ครวั อยา งนอ ย 2 ใบ ใบหนง่ึ สาํ หรบั นงึ่ ขา วและอกี ใบสาํ หรบั นง่ึ ผกั ซงึ่
ปจ จบุ นั ยงั ใชหมอน่งึ อลมู ิเนียมและหวดเปนภาชนะหลกั
กระเบียน : กระเบียนเปนอุปกรณค รัวทค่ี นไทดานใช “ปงขา ว” คอื การ
เอาขาวเหนียวที่นึ่งสุกแลว มาเทลงในกระเบียนแลวพลิกกลับไปมาใหเย็นกอน
บรรจุใสกระติบขาว เพ่ือใหไอน้ําระเหยออกไปกอน เวลานําขาวใสกระติบจะได
ไมเละ แฉะ หรอื เหนยี วเกินไป ประการสําคญั จะทําใหข า วไมบดู เรว็ ปนไมต ิดมือ
สว นตวั กระเบยี นอาจทาํ มาจากไมเ นอื้ แขง็ แกะสลกั ใหเ ปน หลมุ วงกลมหรอื สเ่ี หลยี่ ม
สว นขนาดแลว แตค วามตอ งการใชใ นบา นนน้ั ๆ กระเบยี นจะใชค กู บั ไมด า มทท่ี าํ จาก
ไมเ นือ้ แข็งหรอื ไมไผก ็มี ปจ จบุ นั กระเบยี นสวนมากสานจากไมไ ผ อาจเปนเพราะ
ไมเนอื้ แขง็ หายากข้ึนก็ได
หมอแกง : สมัยกอนหมอแกงทําจากดินเหนียวเก็บความรอนไดดี
แตส มยั ใหมน ใี้ ชเ ปน หมอ อลมู เิ นยี มหรอื สแตนเลส คนไทดา นสว นมากปรงุ แตง สาํ รบั
อาหารเปนแกงสวนใหญ สมัยกอนจึงไมคอยมีกระทะเหล็กไวในครัวสําหรับผัด
เหมอื นปจ จบุ นั ถา มกี เ็ อาไวก วนขนมเทา นน้ั การใชเ ครอ่ื งครวั อยา งหมอ แกงดนิ เผา
คนสมัยกอนเชื่อวา จะทาํ ใหมีสขุ ภาพทดี่ ี แข็งแรง และอายุยนื
นอกจากนใี้ นครวั ยงั มไี หสาํ หรบั ใสเ พอ่ื ถนอมอาหารไวก นิ ทงั้ ป อาทิ ปลารา
หนอไมดอง เกลือ บางบานจะมีตูกับขาว ช้ันเก็บถวยจาน โองเก็บขาวที่สีแลว
หากบา นไหนมีครวั ขนาดใหญจะใชเ ปน ท่กี นิ ขา วของครอบครวั
205
206 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
มอง “สาํ รับ” ผาน “ผญา”
มองสํารับผาน “ผญา” เปนการสังเคราะหขอมูลวิถีการกินอยูอยาง
คนไทดานผานวัฒนธรรมภาษา ซึ่งมีนัยสําคัญตอการทําความเขาใจความม่ันคง
ทางอาหารของคนไทดาน ในแงภูมิปญญาและความหลากหลายของมื้ออาหาร
ไทดา น โดยรวบรวมจากบันทกึ ความทรงจําของนักวิจยั ทองถิ่น พรอมตรวจสอบ
ขอ มลู จากการทาํ สมั ภาษณแ บบกลมุ ผเู ฒา ผแู กใ นชมุ ชน ตลอดจนปราชญช าวบา น
คนไทดา น อยา ง นายสมเดช สงิ หป ระเสรฐิ พอ แกว ยั ใกล 80 และนางฉวี อรรคสรู ย
แมแกวัย 86 ทั้งสองเปนคนดานซายโดยกําเนิดและเปนผูเชี่ยวชาญดาน
ประวัตศิ าสตรท องถนิ่
โดยพ้ืนฐานคนไทดานอยูในสังคมเกษตรกรรม ไมใชคนเจาบทเจากลอน
หากทวาก็มีบางคนที่สามารถใชคาํ “ผญา” หรอื คํากลอนและคาํ คมบางในชีวิต
ประจําวัน หรือไมก็ในบางโอกาสท่ีหนุมสาวใชเก้ียวพาราสี คําผญาเหลาน้ีมีสวน
สัมพันธกับอาหารไทดานในแงมุมตางๆ บางก็สัมพันธกับสํารับอาหารโดยตรง
บางสัมพันธกับพืชและสัตวที่ใชกินอาหาร รวมทั้งการกินอยู ซ่ึงรวบรวมปรากฏ
รายละเอียดในตารางคํา “ผญา” ทสี่ ัมพันธก บั วิถกี ารกนิ อยขู องคนไทดาน
206
¤ÃÇÑ ä·Â´‹Ò¹ : ã¹ÁÔμÔÊѧ¤ÁáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ 207
ตารางคํา “ผญา” ที่สมั พันธก บั วิถีการกนิ อยูข องคนไทดาน
ผญา ความหมาย/การส่ือสาร สัมพันธกับอาหาร/พชื /สัตว
“เผนิ่ นหี้ นอ ไมบ มั้ ตาเตา จะใชบอกกับหนุมที่มาจีบสาววา ชายหนุมไม หนอไม
อยา แหลมมา” คูควรกับสาว เพราะเปรียบสาวเปนหนอไมใน
ดินท่สี วยงามนากนิ แตชายหนุม เปรยี บเสมอื น
หนอ ไมท แี่ ตกเปน หนอ นอกกอ ไมส วย ไมน า กนิ
“แมนวาแกงกระดูก กะ เปนคําสอนลูกหลานเกี่ยวกับอาหารของคน การกนิ อยู
ไดก นิ ซ้ินซุคาํ หลา เอย” สมัยกอนพูดเพื่อกระตุนใหกนิ อาหารใหอรอย
“กินหอยขาวยัง กินหนัง เปนคําพูดที่แสดงถึงพฤติกรรมการกินอาหาร การกนิ อยู
ขาวเมดิ้ ” กนิ แกงหอยจบู หอยเพลนิ ลมื เอาขา วใสป าก แต
กินจ่ีหนังๆจะเหนียว กินขาวหมดไปเยอะแลว
แตห นงั ก็ยังไมหมด
“กินขาวโต อยาโสความ คําสอนใหเปนคนรูวาอะไรเปนส่ิงจําเปน อะไร ขาว, การกนิ อยู
เพ่นิ ” เปน ส่ิงมปี ระโยชน ใหมีเหตมุ ผี ล
“กินหลายทอ งแตก แบก คําสอนใหรูจักการกระทําส่ิงใด ใหรูจักการ การกนิ อยู
หลายหลงั หัก” ประมาณตนวา มคี วามรู ความชาํ นาญ และอยา
กระทาํ ใหเ กนิ กาํ ลงั ตน หากกระทาํ แลว จะทาํ ให
เกิดเปน โทษขึ้นได
“กนิ บซ า งกนิ เปน หนี้ ตด เปน คาํ สอนใหรูจ กั การประมาณในการกิน การ การกนิ อยู, การใชชีวิต
บซางตดขีอ้ อกนาํ ” ใชจ าย ตอ งคาํ นงึ ถงึ หลักการเหตผุ ล ประโยชน
ความจําเปน หากไมประมาณตนก็จะทําใหตน
เกดิ ความเดือดรอนขึ้นได
“กินชางกะบเหลือ กิน ความหมายวา กินชางกไ็ มเหลอื กินเสอื กไ็ มอ ่มิ สตั วปา, การกินอยู,
เสอื กะบอ ิ่ม” ใหร จู กั ประมาณตนในการกนิ อยา เปน คนทโ่ี ลภ การใชชีวิต
มากจะทาํ ใหตนเองเกิดความเดือดรอน
207
208 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
ผญา ความหมาย/การสื่อสาร สัมพันธกับอาหาร/พืช/สตั ว
“กนิ พวมฮอ น ฟอ นพวม คําสอนใหเปนคนที่ตรงตอเวลา ไมเปนคน การกนิ อย,ู การใชช ีวิต
เมา” ผลัดวันประกันพรุง เปรียบกับอาหารรอนจะ
อรอย ฟอนตอนเมาก็จะสนุกเพราะไมอาย
จากฤทธิน์ ํ้าเมา
“บกินผักบมีเหยื่อทอง คําสอนเพื่อเตือนสติอยาลืมชาติ ลืมตระกูล ผกั , การใชชีวติ
บเอาพี่เอานองเสียหนอ ของตนเอง
เสยี แนว”
“ขาวกะออน หมูตอน เปนคําท่ีหนุมพูดเอาใจสาว เวลากินอาหาร ขา ว, เนอ้ื สตั ว
กะมนั ขา วกะแซบ ขแ้ี กบ ดว ยกนั ชมวาอาหารทส่ี าวทาํ อรอ ยทกุ อยา ง
กะหอม”
“เกล้ียงปากบ้ัง ขังขอ สวนฝายหญิงก็มีคําตอบโต วาหนุมๆ ท่ีมา ขา ว
อยูใน” ชายก็เถียงวา เกย้ี วพาราสนี ้ัน อาจจะพูดไมจริง
“เกลี้ยงเทิงใน ใสขาง
กระดูก ใสขางขาวปลูก
ขา งขาวปด ลาน”
“เกลย้ี งคอื หมากเดอ่ื แต ขางนอกดูดี แตขางในอาจจะไมดีเทาท่ีพูด พืช
นางนอ ยอยูใน” ทีเ่ หน็
“เพ่ินน้ันคือหมากง้ิว พชื
ปลิวไปทั่วปา คือเชอื้ ผกั สาวตอ วา วาหนุมเจา ชู จีบหลายคน
บง ยายไวท่วั ดง”
ทีม่ า: ภาคสนาม (2556-57)
208
¤ÃÇÑ ä·Â´Ò‹ ¹ : ã¹ÁÔμÔÊѧ¤ÁáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ 209
จงึ เห็นไดว า จากคําผญาทยี่ กมาลว นสะทอนใหเ ห็นโลกทัศนท างความคิด
ของของคนไทดา นรนุ กอ นทหี่ ยบิ ยกเรอื่ งราวใกลต วั อยา งอาหารการกนิ พชื และ
สัตวตางๆ มาไวเปนเปนคําบอกเลาและเปรียบเปรย ซ่ึงนอกจากสะทอนความ
เขาใจตออาหารหรือวิถีการกินอยูของคนไทดานแลว นาจะมีนัยยะบงบอกถึง
ความสมบูรณของแหลงอาหารชุมชน ไมวาจะเปนพืชอยางไผ หมากเด่ือ หมาก
งว้ิ สัตวต างๆ ฯลฯ ไดเปน อยางดี ขณะเดียวกันกย็ งั สะทอนถึงภมู ปิ ญ ญาในการ
เร่ืองพืชและสัตวที่นํามากินวาควรมีลักษณะเชนไร ซึ่งนั่นเทากับวาคําผญาก็คือ
กระบวนการเรยี นรอู ยา งหนงึ่ ทสี่ มั พนั ธก บั วฒั นธรรมอาหารทอ งถน่ิ นน่ั เอง อยา งไร
กต็ ามกับคนรนุ ใหม นอ ยคนนักทจ่ี ะรจู ักคําผญาหรอื เร่ืองเลาตา งๆ ความหมายที่
สง ตอของคนรุน กอ นจึงขาดความหมายไปโดยปริยายวาส่ือถงึ สง่ิ ใด
มองรสชาตผิ านคําทองถนิ่
ประเดน็ ทน่ี า สนใจเกยี่ ววฒั นธรรมการกนิ อยขู องคนไทดา นกค็ อื คาํ ทอ งถนิ่
ที่บงบอกถึงรสชาติอาหารจากการรวบรวมขอมูลที่ไดจากงานภาคสนามสรุปได
ตามตารางคาํ ทอ งถนิ่ ทบี่ ง บอกรสชาตอิ าหารของคนไทดา น ไดห ลากหลายรสชาติ
และสํารบั อาหาร
ตารางคําทอ งถ่ินทีบ่ งบอกถงึ รสชาตอิ าหารไทดา น
คําทองถ่ิน ความหมาย สํารับอาหารทใี่ ช
นวั
บงบอกถึงความอรอยถึงเครื่องและ สวนใหญมักใชกับสมตํา แกง แกงเอาะ ปลารา
ถึงรสของอาหารทุกชนิด เมื่อปรุง เชน สมตําใสปลารานัวมาก ตมเน้ือเปอยถาจะ
เสรจ็ แลว ใหน วั ตองใสข ้ีเพย้ี นิดหนอ ย
แซบ บงบอกถึงการปรุงอาหารท่ีถึงเคร่ือง สมตาํ ตม ยาํ แจว หรอื ใชเปน สัญญาลกั ษณข อง
และถึงรส ทําใหมีรสจัดจานและ รานอาหารหรือตัวบุคคล เชน รานจงใจบริการ
อรอยถกู ใจ ทําอาหารแซบทุกอยาง ปาหนูทําอาหารเกง
แซบทุกอยาง
209
210 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
คาํ ทองถนิ่ ความหมาย สาํ รบั อาหารทใ่ี ช
อาหารทุกสํารับท่ีปรุงรสเปรี้ยวเกินไปหรือใช
สม รสเปรยี้ ว บอกรสผลไม เชน มะขามสม มะมวงสม หมาก
คอสม ฯลฯ
ข่ืน รสอาหารทีอ่ อกรสฝาดปนขม อาหารทุกสํารับที่ปรุงรสดวยเครื่องปรุงมากเกิน
ไป เชน แกงถว ยนี้ขืน่ ปลารา หรอื ใชเรียก ผกั ผล
ไมท่มี รี สแบบน้ี เชน มะเขอื ขืน่
ฮืน รสอาหารทอ่ี อกรสขมและ/หรอื ชาลนิ้ ใชกับผลไมที่ยังไมแกจัดแลวมีรสขม เชน สมโอ
ไมแ กม นั ยงั ฮนื อยู ผกั พน้ื บางชนดิ ทม่ี รี สฮนื ไดแ ก
ใบบวั บก ผกั ฮาด ผักสรา งดิบ ดปี ลาหมอ ผัก
กาดเขยี ว หมากแขงขม (มะเขือพวง) หนอไมข ม
ทีต่ ม ไมส กุ
เจย๊ี ะเล๊ยี ะ รสอาหารท่ีออกรสหวานหรือมัน อาหารทุกสํารับท่ีปรุงออกรสหวานหรือมันเกิน
เกินไป ไป เชน ผดั ใสหมสู ามชั้นมากไปจนมันเจย๊ี ะเลย๊ี ะ
ไมอรอยหรือ ขนมหวานใสนํ้าตาลมากเกินจน
หวานเจยี๊ ะเลย๊ี ะ
อา่ํ หลาํ่ รสชาติอาหารท่ีปรุงแลวมีรสขมเล็ก ลาบใสข้ีเพ้ีย ขมอ่ําหลํ่าดี แกงคั่วอีเห็นแซบ
นอย แตกลมกลอม หรือรสชาติ อํ่าหลํ่าดีจัง แกงเอาะกบใสดอกดีปลากั้งอํ่า
อาหารทป่ี รุงแลวอรอ ยถูกใจ หล่ําดีจัง
แจดแลด รสอาหารท่ีออกรสจดื ไมถงึ เครื่อง แกงถวยน้ีจางแจดแลด บพอเกลือ บพอปลารา
นาํ้ ผกั สะทอนบานน้ีเอาใสเกิน จางแจดแลด
เขาหมี่ รสกลมกลอม รสชาตดิ ี สํารับอาหารหลายอยางที่ ปรุงถึงเคร่ือง ถึงรส
(เขาเครื่อง) ทําใหมีรสอรอยถูกใจ เชน เมี่ยงหัวทูนคนจน
เขาหมี่เขาเคร่ืองดีจัง ลาบปลาคนเขาหมี่ เขา
เครือ่ งดีจัง
210
¤ÃÇÑ ä·Â´‹Ò¹ : ã¹ÁμÔ Ô椄 ¤ÁáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ 211
คําทอ งถิ่น ความหมาย สาํ รบั อาหารท่ีใช
คายหมี่ รสอาหารท่ีออกรสจืด ชืดแลวหลังทิ้ง สมตําคายหม่ีแลวเพราะตําไวนานเกิน กอยกุง
ไวน านเกนิ ไป คายหมแ่ี ลว เพราะทาํ ไวน านเกนิ แจว กงุ ตาํ ไมเ ขา
หมเี่ ขา เครอ่ื งจงึ ไมอรอยเหมอื นมันคายหม่ี
โขก รสอาหารที่ออกรสชดื แลว สมตําท่ีตําไวนานจนโขก แตงโมมันแกเกิน จน
โขกแลวไมอรอย แตงกวาแกจัดจนโขก จะออก
เปร้ียวไมอ รอย
แฮด รสอาหารท่ีออกรสชาติแหลมเกินไป อาหารทุกสํารับท่ีปรุงรสแลวใสเคร่ืองปรุงมาก
ทําใหร ะคายคอ เกินไป เชน หวานจนแฮดคอ กลวยดิบกินแลว
มนั แฮดคอ อาหารทีฝ่ าดมากจนแฮดคอ
ฝาด ผกั ผลไม อาหารทอี่ อกรสฝาดทกุ ชนดิ กลว ยดบิ กนิ แลว ฝาดคอ ตะขบปา ดบิ จะมรี สฝาด
มาก หวั ปลีดบิ จะฝาดมาก ขนนุ ออ นจะฝาดตอง
ตมหรือน่ึงกอน ผลไมพื้นบานหลายชนิดท่ีมีรส
ฝาด ถายังดิบอยู เชน สมอ ลูกจันทร ลูกพลับ
หมากหวา หมากเก็นตาควาย ละมุดดิบ ฯลฯ
หยะ รสชาติท่ีไมกลมกลอมเกิดจากการตํา อาหารทุกสํารับท่ีปรุงรสแลวทําไมถูกหลักไมถูก
หรือสับไมล ะเอยี ดพอ เทคนิค เชน ซุปผักสรางเน่ืองจากนึ่งผักไมสุก
ดีหรือตําไมละเอียดดี, แจวปูหยะเพราะตําไม
แหลก, แจวกุงถาไมเด็ดหนวดและขาออกและ
ตําไมแหลกจะหยะ ฯลฯ
ทมี่ า: ภาคสนาม (2556-57)
211
212 ¨Ò¡»†Òʤً ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
จากการรวบรวมคําทองถิ่นที่เกี่ยวของกับรสชาติอาหารทําใหเห็นวา แม
พนื้ ฐานรสชาตอิ าหารไทดา น (รวมทงั้ พชื และผลไมบ างอยา ง) สว นใหญจ ะถกู มอง
วามีรสชาติไมจัดจาน อีกท้ังยังมีสวนผสมเพียงไมก่ีอยาง หากแตความจริงกลับ
พบวา สํารับอาหารไทดานและพืชผักผลไมน้ันมีรสชาติที่หลากหลาย กลาวอีก
นยั ยะหนงึ่ มหี ลายระดบั ของรสชาตดิ งั เหน็ ไดจ ากคาํ ทอ งถน่ิ ทใ่ี ชเ รยี กสาํ รบั อาหาร
เหลา น้ี ไมว า จะเปน นวั หยะ โขก แฮด ฯลฯ ประการสาํ คญั คาํ บางคาํ ยงั มลี กั ษณะ
เฉพาะที่ใชกับบางสํารับเมนูเทานั้น เชน คําวา “ฮืน” ใชสื่อถึงรสชาติผลไมและ
พชื ผกั บางชนดิ เทา นน้ั ซง่ึ นน้ั สะทอ นใหเ หน็ ความหลากหลายของสาํ รบั อาหารและ
พชื ผกั ผานคําทองถ่นิ ท่ีเอยถงึ รสชาตินั่นเอง
นทิ านปรมั ปรา : สาํ รบั อาหารท่แี ทรกอยใู นปรศิ นาคําสอน
นทิ านปรมั ปราพน้ื บา นทเี่ กย่ี วกบั อาหารของคนไทดา นทเ่ี ลา สบื ตอ กนั มาก
ทสี่ ุดคอื “ขันตาปา” ทเ่ี ลา เรือ่ งราวของพระและเณรในวดั คูหน่งึ ทไ่ี มเ พียงแตแฝง
ดวยคติสอนใจ หากยังแทรกสอดดวยสํารับอาหารที่มีนัยสําคัญตอการทําความ
เขาใจความมัน่ คงทางอาหารของชุมชน
นิทานปรัมปราเลาขานกันวา นานมาแลวท่ีบานนาขา ตําบลปากหมัน
อําเภอดานซาย จังหวัดเลย ขณะนี้มีอยูวัดหน่ึงหลวงตารูปหนึ่งซึ่งชาวบานเรียก
วา “เจา หวั ตา” คําวา “เจาหัว” เปนภาษาถิ่น หมายถึง พระภกิ ษุ ดังนนั้ คาํ วา
“เจา หวั ตา” กห็ มายความวา พระภกิ ษทุ จี่ าํ วดั อยรู ปู เดยี ว แตม เี ดก็ หนมุ ลกู ศษิ ยว ดั
อาศยั และคอยรับใชหลวงตาอยคู นหนงึ่ เทา นน้ั เด็กหนมุ คนน้ีมชี อื่ วา “ขนั ตาปา”
เจา ขนั ตาปาคนนมี้ ลี กั ษณะคลา ย “ศรธี นญชยั ” ของภาคกลาง หรอื “เซยี งเมย่ี ง”
ของภาคอีสาน และคงเกิดมาเพือ่ เปนครู กั คูแ คน ของหลวงตากว็ าได ดังจะขอเลา
ใหฟงตอไปน้ี และเพ่อื ใหเขาบรรยากาศพนื้ บา น ขอเรียกหลวงตาวา “เจา หัวตา”
ตามปกติเจาหัวตากับขันตาปารักใครกันดี มีอะไรก็พ่ึงพาอาศัยกัน โดยเฉพาะ
เจาหัวตาแมจะเปนคนปากราย ก็เปนเพียงบางคร้ัง แตนํ้าใจแทจริง มีความรัก
และเมตตาตอ เจาขันตาปาเสมอ สวนขันตาปาดูเปนคนซ่ือและเซอ แตบางคร้ัง
212
¤ÃÇÑ ä·Â´Ò‹ ¹ : ã¹ÁμÔ ÊÔ §Ñ ¤ÁáÅÐÇ²Ñ ¹¸ÃÃÁ 213
เปนคนฉลาดแกมโกงและมีนิสัยชอบโกง ขันตาปามักเห็นความทุกขของเจาหัว
ตาเปนเรื่องสนุกของตน
อยมู าคืนวนั หน่ึง เจา หวั ตานึกสนกุ อยา งไรกไ็ มทราบ กอนเขานอนไดบอก
กบั ขันตาปาวา
“ขันตาปา วันพรุงน้ีขาจะไปบิณฑบาตแตเชามืด ใหแกคอยดูวาดาว
ประกายพรึกขึน้ สูงเพยี งยอดตาลเม่ือใด ขอใหปลกุ ขาดว ย”
ขันตาปากร็ ับปฏบิ ัตติ าม การทเี่ จาหัวตาสั่งขนั ตาปาเชน นัน้ เน่อื งจากคน
โบราณถือวา หากดาวประกายพรกึ ขึ้น แสดงวาจวนสวางแลว
คนื นน้ั ขนั ตาปาอยากจะแกลง หลวงตาเลน พอคอ นคนื แลว ขนั ตาปาจงึ ตน่ื
ขนึ้ และเอาเทยี นเลม หนงึ่ ขนาดใหญม าจดุ แลว ปน ตดิ ไวบ นยอดตาล เมอื่ ตดิ เทยี น
บนยอดตาลเรยี บรอ ยแลว ลงจากตน ตาลขน้ึ มายงั กฏุ ิ จงึ คลานเขา ไปปลกุ เจา หวั ตา
แลวบอกวา ดาวประกายพรึกข้ึนเพียงยอดตาลแลว เจาหัวตาเขาใจวาเปนความ
จริง จึงลุกขึ้นมาเปดหนาตางสองดูยอดตาล เห็นแสงเทียนอยูบนยอดตาลเปน
ประกายวบั ๆ เขา ใจวา เปน ดาวประกายพรกึ ตามทขี่ นั ตาปาบอก ทง้ั นเี้ นอื่ งจากตา
ของเจา หวั ตาไมค อ ยดี มองดอู ะไรไมเ หน็ ชดั นนั้ เอง เมอ่ื เหน็ เชน นนั้ เจา หวั ตาจงึ ลกุ
ขน้ึ ลา งหนา คลมุ ผา เรยี บรอ ยแลว อมุ บาตรลงจากกฏุ ไิ ป และกอ นจะลงจากกฏุ ไิ ด
สง่ั กาํ ชบั ขนั ตาปาวา ใหใ สก ลอนประตกู ฏุ ใิ หเ รยี บรอ ย หากยงั ไมส วา ง ใครมาเรยี ก
ใหเปดประตูอยายอมเปนอันขาด ถาเปดจะถูกทําโทษ ขันตาปาก็รับคําอยางม่ัน
เหมาะ
เม่ือเจาหัวตาลงจากกุฏิ ขันตาปาใสกลอนปดประตู ฝายเจาหัวตาไป
บิณฑบาตดึกเกินไป ปรากฏวาไมมีชาวบานต่ืนขึ้นมาใสบาตรเลย พอเดินไปท่ัว
บรเิ วณหมูบานจนเหนอื่ ย และไมมีคนใสบาตรเชนน้ัน เจา หัวตาจงึ เดนิ ทางกลับ
มายงั วดั และคอ ยคลานขน้ึ ไปบนกฏุ ิ พอถงึ ประตกู ฏุ เิ จา หวั ตาเรยี กใหข นั ตาปาเปด
ประตู ขนั ตาปาจงึ แกลง บอกวา เปด ไมไ ดเ พราะเจา หวั ตาหา มไมใ หเ ปด แมเ จา หวั
ตาจะบอกวา
213
214 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
“เปด ประตูซิ กเู อง”
ขนั ตาปาตอบวา “ไม กไู มกาละ เจาหัวตาไมใ หเปด ”
แมจ ะพดู ซ้ําซากอยา งไร ขนั ตาปากไ็ มย อมเปด ทา เดียว
เมอ่ื เหน็ เชน นนั้ เจา หวั ตาจงึ อมุ บาตรกลบั เขา ไปในหมบู า นอกี แตก ย็ งั ไมม ชี าวบา น
ตืน่ ขึ้นมาใสบ าตรเชนเคย เนอื่ งจากยงั ไมส วา งดี เจา หัวตาจึงไปซอนตัวอยใู นสวน
ของชาวบา นตรงใตร า นฟก เขยี วแหง หนงึ่ พอดหี ญงิ เจา ของสวนตนื่ แตเ ชา มดื จะมา
เก็บเอาลูกฟก เขยี วไปประกอบอาหาร ขณะทีห่ ญิงคนนัน้ เขาไปในสวน เนอื่ งจาก
เจาหัวตาตนื่ ดึกเกินไป เมื่อนานๆ เขา รูสึกงว ง จงึ หลับสัปหงกอยู ณ ที่นัน้
ขณะท่ีหญิงสาวคนนั้นเดินมาท่ีเจาหัวตาน่ังหลับอยู เห็นศีรษะเจาหัวตา
เปนลูกกลมเกลี้ยงเขาใจวาเปนลูกฟกเขียว จึงเอ้ือมมือท้ังสองควาจับเพื่อจะปด
เอาลกู ฟก เขยี ว
ฝา ยเจา หวั ตาเมอื่ ถกู จบั ศรี ษะ ตกใจตน่ื รบี อมุ บาตรวงิ่ หนไี ปวดั ทนั ที พอถงึ
วดั กส็ วา งพอดี ขนั ตาปาจงึ เปด ประตใู หเ จา หวั ตาเขา ไปในกฏุ ไิ ด สว นหญงิ สาวคน
นนั้ ตกใจเชนกัน เขา ใจวาผีหลอกตนรองโวยวายและวงิ่ กลบั ไปบานอยา งรวดเรว็
ปากก็รองวา “ผีๆ” พอถงึ บา นกน็ งั่ ลงตัวสั่นงนั งกดวยความตกใจกลัว
ตอมาอีกหลายวันพอดีท่ีวัดไมมีเกลือกิน เจาหัวตาจึงชวนขันตาปาไป
บอกบุญขอเกลือจากชาวบานท่ีหมูบานปากหมัน ซึ่งอยูหางจากวัดบานนาขา
ประมาณ 5-6 กิโลเมตร โดยเจาหัวตาขี่มา สวนขันตาปาเดินดวยเทา พอไปถึง
หมบู า นไดบ อกบญุ ขอเกลอื จากชาวบา น พวกชาวบา นมคี วามยนิ ดี พากนั เอาเกลอื
มาถวายเจาหวั ตา ไดเกลือประมาณ 2 กระทอ (เครื่องจกั สานไมไ ผชนดิ หน่ึง) เมื่อ
ไดเ กลอื พอแลว เจา หวั ตากบั ขนั ตาปาจงึ เดนิ ทางกลบั ไปวดั โดยเจา หวั ตาขม่ี า ออก
หนา ขนั ตาปาหาบเกลอื ตามหลงั
พอเดินมาไดสักพักใหญ ขันตาปารูสึกหนักและเหน่ือยมาก จึงออกอุบาย
ทําทีหลับอยางสบาย ท้ังๆ ท่ีหาบเกลืออยูบนบา เจาหัวตาเหลือบไปเห็นเชนน้ัน
รสู กึ สงสัย เขาใจวาขันตาปาหลับ จึงรองถามไปวา
214
¤ÃÑÇä·Â´‹Ò¹ : ã¹ÁÔμÊÔ §Ñ ¤ÁáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ 215
“ขนั ตาปาๆ เปน อยา งไรบางทีห่ าบเกลอื ”
ขนั ตาปาไดทีจึงแกลง ตอบไปวา “สบายมากครบั เจา หวั ตา ผมหาบเกลือ
ไป หลบั ไป สบายดี ไมมที ุกขไมม รี อ นและไมเหนอ่ื ยเลย”
เจาหัวตาเม่ือนั่งบนหลังมานานรูสึกปวดเอวเปนกําลัง ไดยินขันตาปาพูด
เชน นนั้ สาํ คญั วา เปน จรงิ อยากจะสบายอยา งขนั ตาปาบา ง จงึ หยดุ และลงจากหลงั
มา พดู ขอเปลยี่ นเปน ผหู าบเกลอื แทนขนั ตาปา โดยเจา หวั ตารบั อาสาจะหาบเกลอื
และใหขนั ตาปาขน้ึ ข่มี า ขันตาปาก็ตอบตกลงอยางไมร ีรอ
เม่ือขันตาปายกหาบเกลือใสบนบาใหเจาหัวตาแลว ไดทีตนเองก็กระโดด
ขึ้นหลังมา ตีมาวิ่งกลับไปยังวัดอยางรวดเร็วและไปนอนคอยเจาหัวตาท่ีวัดอยาง
สบาย ฝา ยเจา หวั ตาหาบเกลอื มาใหส กั พกั หนง่ึ รสู กึ หนกั เหนอ่ื ยมาก เหน็ วา จะหาบ
เกลอื ตอ ไปอกี ไมไ หว จึงปลงหาบเกลอื ออกจากบา ไวบ นพ้ืนดนิ ชั้นแรกเจาหัวตา
นาํ หาบเกลอื ไปซอ นไวท ปี่ า ละเมาะขา งๆ ทาง แลว เดนิ ออกมาสอ งดู ปรากฏวา ยงั
มองเห็นกระทอเกลอื อยู เจาหัวตาเกรงวาจะมีคนมาขโมยหาบเกลอื พอดีเหลือบ
ไปเหน็ หนองนาํ้ อยใู กลๆ เหน็ วา จะเอาหาบเกลอื ไปซอ นไวใ นหนองนาํ้ คงจะเหมาะ
เพราะมองไมเหน็ เมื่อคดิ เชน นน้ั จึงนาํ หาบเกลอื ไปซอ นไวท ีห่ นองนํา้ นัน้ แลวเจา
หวั ตาก็เดินตัวเปลากลับไปวดั
วนั รงุ ขนึ้ เจา หวั ตาชวนขนั ตาปาไปหาบเอาเกลอื ทซ่ี อ นไวท หี่ นองนา้ํ ตง้ั แตว นั
กอ น พอไปถงึ หนองนา้ํ นนั้ เจา หวั ตาไปยกหาบเกลอื ขน้ึ มา ปรากฏวา เกลอื ละลาย
หมดไมม เี หลอื เลย เจา หวั ตาเขา ใจวา ปลาในหนองขโมยเกลอื ของตน มคี วามโกรธ
จึงชวนขันตาปาวิดนํ้าเพ่ือเอาปลาในหนองตรงที่เอาหาบเกลือซอนไว เจาหัวตา
และขนั ตาปาพากนั ทาํ คเู ล็กๆ กันนาํ้ ตรงนนั้ แลว ทาํ การวิดนา้ํ จนแหง ปรากฏวา
มีปลาดกุ และปลาชอนขนาดใหญจ าํ นวนหลายตวั
เมื่อเห็นปลาเชนน้ัน ขันตาปาอยากจะแกลงเจาหัวตาเลนเปนการสนุก
จงึ ออกอุบายโดยพูดวา
215
216 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
“ปลาดุกรุกไปหาเจาหวั ตา ปลาคอ (ปลาชอ น) ลอมาหาขานอย”
พูดจบเม่ือปลาชอนแหวกโคลนตมเขามาหาตน ขันตาปาทําทีเอาเทาและ
มอื ตบทก่ี กหปู ลาชอ น และบอกใหเ จา หวั ตาตบกกหปู ลาดกุ ดว ย เจา หวั ตาหลงกล
เมื่อตบหูปลาดุกตะเกียกตะกายมาใกล ก็ใชเทาตบกกหูปลาดุกขนาดใหญตัว
หน่ึงอยางแรง เปนผลทําใหเง่ียงปลาดุกท่ิมเอาเชนน้ัน รูสึกเจ็บปวดมาก รีบเดิน
เขยกๆ ขน้ึ มานงั่ ครวญครางอยบู นบก พอนง่ั อยพู กั หนง่ึ เจา หวั ตาจะเดนิ กลบั ไปวดั
คงลาํ บาก จึงบงั คบั ใหข นั ตาปาหามไปทว่ี ดั ทัง้ ๆ ท่ีขนั ตาปามคี นเดยี ว
เมื่อถูกบังคับเชนน้ันขันตาปาจึงออกอุบายวาจะไปตัดคานหาม ซึ่งอยูบน
ยอดเขาซง่ึ อยใู กลๆ นกี้ อ น พดู แลว ออกเดนิ ถอื มดี ปน ขนึ้ เขาไปพอตดั ไมไ ดล าํ หนง่ึ
ขนั ตาปาจงึ เอาไมล าํ นน้ั งดั กอ นหนิ ขนาดใหญบ นยอดเขาใหก ลง้ิ ลงมาทางเจา หวั ตา
นง่ั อยู ขณะท่กี อ นหนิ ว่ิงลงมา ขนั ตาปาก็รอ งบอกเจา หัวตาดวยเสียงอนั ดังวา
“หมูโทน เจา หัวตาวิง่ หนีเรว็ ”
เจา หวั ตาไดย ินเสียงกอนหินกลง้ิ ลงมา เขา ใจวา เปนหมโู ทนขนาดใหญจ ริง
กลวั หมจู ะขวดิ เอา จงึ ออกวงิ่ หนไี ปยงั วดั อยา งรวดเรว็ อยา งไมค ดิ ชวี ติ โดยลมื ความ
เจบ็ ปวดทม่ี อี ยทู ง้ั หมด ดว ยอบุ ายอยา งนข้ี นั ตาปาจงึ ไมต อ งออกแรงหามเจา หวั ตา
หนิ ทขี่ นั ตาปางดั กลงิ้ ลงมาจากภเู ขานน้ั ยงั ปรากฏอยใู กลห นองนา้ํ แหง หนงึ่ ซง่ึ อยู
ขา งทางระหวา งบา นนาขา กบั บา นปากหมนั คนเดนิ ทางผา นจากอาํ เภอดา นซา ยไป
บานนาขากับบานปากหมันจะเห็นกอนหินขนาดใหญกอนหนึ่งต้ังอยูริมทาง ขาง
ขวามอื ชาวบานเรียกหนิ กอ นนวี้ า “หินขนั ตาปา” และหนองน้าํ ทีเ่ จาหวั ตาซอน
เกลอื ซึ่งอยูทางดา นซายมอื ชาวบา นเรยี กวา “หนองขนั ตาปา” จนทุกวนั น้ี
216
¤ÃÇÑ ä·Â´Ò‹ ¹ : ã¹ÁÔμÊÔ §Ñ ¤ÁáÅÐÇ²Ñ ¹¸ÃÃÁ 217
“ขันตาปา” แมจ ะเปนเรื่องเลา หากแตในความเปน จรงิ ชอื่ ดงั กลาวก็ปรากฏวาเปน ชอ่ื เรยี ก
“หนอง” และ “หิน” ขันตาปา ตัง้ อยูบ ริเวณบานปากหมัน ริมถนนดา นซาย-บา นนาขา
ท้งั เจาหัวตาและขนั ตาปาอยูดวยกันเปน ปกติสุข ตอมาเชาวนั หน่งึ เจา หวั
ตามธี รุ ะไปที่อืน่ จึงบอกขันตาปาวา
“ขนั ตาปา วนั นขี้ า จะไปธรุ ะบา นโนน กอ น ใหด แู ลกฏุ ใิ หด ี อยา ใหไ กข น้ึ มาข้ี
ใสก ฏุ เิ ปน อนั ขาด หากไกข น้ึ มาขใ้ี สก ฏุ ขิ า จะบงั คบั ใหแ กกนิ ขไ้ี กจ นหมด” ขนั ตาปา
ก็รบั คํา
พอตกสาย คะเนวาเจาหัวตากลับจากธุระขันตาปาจึงออกอุบายไปหา
นา้ํ ออ ยซง่ึ เขาตม อยา งเหลวๆ เอามาหยอดใสไ วต ามพนื้ กฏุ ิ 4–5 กอง ทาํ เหมอื นกบั
ไกม าถา ยอจุ จาระชนดิ สเี หลอื งไว เมอื่ เจา หวั ตากลบั จากธรุ ะมาถงึ กฏุ ิ เหน็ นา้ํ ออ ย
หยดอยตู ามพน้ื ซงึ่ เขา ใจวา เปน ขไ้ี กจ รงิ รสู กึ โกรธขนั ตาปาทไ่ี มด แู ลกฏุ ใิ หด ี ปลอ ย
ใหไกมาข้ีใสพ้ืนกุฏิได จึงเรียกขันตาปามาหา แลวบังคับใหขันตาปากินนํ้าออย
ซ่ึงเขาใจวาเปนขี้ไกนั้น ครั้งแรกขันตาปาทําทาอิดเอื้อนไมอยากจะกิน แตเมื่อ
เจาหัวตาขบู ังคบั จงึ เอามอื ปาดกองข้ีไกปลอมใสป ากกินอยางหนาตาเฉย
217
218 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
เจา หวั ตาเหน็ ขนั ตาปากนิ ขไี้ กเ หมอื นอาหารทอ่ี รอ ยเชน นนั้ นกึ สงสยั จงึ ถามวา
“เปนอยางไรขไ้ี กอรอยนกั หรอื แกจึงกินเอากนิ เอา”
ขนั ตาปาไดทจี ึงตอบวา “ครับ อรอ ยมากเจาหัวตา หวานดเี หลอื เกิน”
เจา หวั ตาเชอ่ื วา เปน จรงิ จงึ ลองกนิ ดบู า ง กป็ รากฏวา มรี สหวานดี จงึ ถามขนั
ตาปาวา “แกทําอยางไร ไกจ ึงมาขีใ้ หก นิ อยา งเอรด็ อรอยเชนน้ี” ขนั ตาปากต็ อบ
วา
“ไมยากเลยเจาหัวตา เพียงแตเอาขาวสารหวานไวตามพื้นกุฏิ เม่ือไกข้ึน
มากป็ ด ประตูไว แลว ปลอยใหม ันกินตามสาย สักพกั หน่งึ เทา นนั้ ก็จะไดขี้ไกตาม
ตองการ”
เจาหัวตาหลงเช่ือ ดังน้ันหลายวันตอมา ขณะที่ขันตาปาไปเที่ยว เจาหัว
ตาอยูกุฏิคนเดียว นึกถึงรสขี้ไกข้ึนมา อยากลองล้ิมรสดูอีก จึงทําอยางขันตาปา
บอก โดยเมอื่ ไกเ ขา ไปกนิ ขา วสารในกฏุ แิ ลว กข็ งั ไวจ นตอนเยน็ พอคะเนวา ไกถ า ย
อจุ จาระใสก ฏุ แิ ลว จงึ เปด ประตู ปรากฏวา มขี ไ้ี กห ลายกองทง้ั สเี หลอื งบา งไมเ หลอื ง
บาง เมื่อไลไกลงจากกฏุ ิแลว เจา หัวตาจึงเอามอื ปายข้ไี กใสป ากทันที ปรากฏวาขี้
ไกมีรสขมขื่นและมีกลิ่นเหม็นดวย เจาหัวตาอาเจียนออกมา เมื่อนึกพิจารณาดูก็
ทราบวา ขนั ตาปาแกลง หลอกใหก นิ ขไี้ ก แตไ มร จู ะทาํ อยา งไร เพราะหากพดู ไปละ
ก็จะอายเขาเปลา ๆ
อยูมาวนั หนึ่งเจา หวั ตามีธุระไปทอี่ ื่นอีก จึงบอกใหขนั ตาปาอยเู ฝากฏุ ิ และ
กําชับขันตาปาอยาใหหมาขึ้นมาบนกุฏิและไมใหขี้ใสดวย หากปลอยใหหมาข้ีใส
บนกุฏจิ ะบงั คบั ใหข ันตาปากนิ ขหี้ มานนั้ ขันตาปาก็รับคํา
เม่ือเจาหัวตาไปธุระแลว พอตะวันสายข้ึนขันตาปาจึงคิดไดวา จะหลอก
ใหเจาหัวตากินขี้หมาในโอกาสตอไป ดังน้ันพอตอนบายคะเนวาอีกไมนานเจา
หัวตาคงจะกลบั มา ขันตาปาจึงไปหางาดําไดป ระมาณ 2 กํามอื นํามาใสครกตํา
ใหแ หลกดีแลว จึงนําขาวเหนยี วนง่ึ และนาํ้ ออยมาตาํ ใสก นั ใหขา วเหนยี ว นํา้ ออ ย
และงาเขากันเปนอยางดี (การนําของสามอยางดังกลาวมาตําใสกันโดยโขลกใน
ครก เชนนี้ ชาวไทดานเรยี กวา “ขาวแดกงา”) จึงเอาสง่ิ ท่ีทาํ ขึ้นมาทาํ เปน ทอนก
ลมๆ ยาวๆ ใหม ลี กั ษณะคลายขห้ี มา นาํ มาวางไวตามพนื้ กุฏิ พอตอนบา ยเจา หวั
218
¤ÃÑÇä·Â´Ò‹ ¹ : ã¹ÁμÔ ÊÔ §Ñ ¤ÁáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ 219
ตากลบั จากธรุ ะมาถึงกฏุ ิ เหน็ กอ นขาวผสมน้ําออ ยและงาเปน ทอนวางอยเู รี่ยราด
กับพ้ืนกุฏิ เขาใจวาเปนกอนข้ีหมาก็โกรธ ที่ขันตาปาปลอยใหหมามาข้ีใสกุฏิ จึง
เรยี กขนั ตาปามาและบงั คบั กนิ กอ นดาํ ๆ ซง่ึ เขา ใจวา เปน ขหี้ มาทนั ที ขนั ตาปากห็ ยบิ
กอ นขห้ี มาทนั ที ขนั ตาปากห็ ยบิ กอ นขหี้ มาปลอมดงั กลา วยดั เขาใสป าก แลว เคยี้ ว
กนิ อยา งเอรด็ อรอย เจา หัวตาเห็นขันตาปากินเชนนั้นก็ถามดูวา มรี สเปนอยา งไร
ขนั ตาปาบอกวา ทั้งหวานทง้ั มัน อรอยมาก เจา หวั ตาจึงขอทดลองกนิ ดูบาง เมอ่ื
กินเขาไปแลวมีรสดังที่ขันตาปาพูดรูสึกติดใจ จึงถามขันตาปาถึงวิธีท่ีใหหมามาข้ี
ใสก ฏุ ิทําอยา งไร
ขาวแดกงาอาหารหวานที่เปนอัตลกั ษณส ําคญั ของคนไทดา นก็ปรากฏในเรอ่ื งเลาขันตาปา
219
220 ¨Ò¡»†Òʤً ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ขันตาปาจึงแกลงพดู หลอกเจา หัวตาวา “ทีจ่ ะใหไ ดข ้หี มาไมย ากเลย คราว
แรกกเ็ อาขา วเหนยี วนง่ึ ลอ ใหม นั เขา ไปกนิ ในกฏุ ิ พอมนั เขา ไปขา งในแลว กป็ ด ประตู
ขงั ไวเ ทานัน้ หากหมาไมถายอุจจาระอาจเอาไมค อนตจี นมนั ข้ีแตกกไ็ ด”
เจาหวั ตาไดฟ งเขา ใจวา เปน ความจริง กผ็ งกหัวรับเอา หลายวันตอ เจา หัว
ตาอยากลองลิ้มรสข้ีหมาอีก วันน้ันขันตาปาไมอยูที่วัด และพอดีมีหมาอยูตาม
ลานวัด 2–3 ตัว จงึ เอาขา วลอ หมาเขา ไปในกฏุ ิ แลวปด ประตขู งั ไวต ามทขี่ นั ตาปา
แนะนาํ เมอ่ื ขงั หมาไวน านพอสมควร คะเนวา หมาคงถา ยมลู ออกแลว เจา หวั ตาจงึ
เปด ประตกู ฏุ ปิ รากฏวา หมาถา ยอจุ จาระไว 2–3 กองตามทตี่ อ งการ เจา หวั ตารสู กึ
ดีใจท่ีจะไดก นิ ข้หี มาตามที่ตงั้ ใจไว เมื่อไลหมาออกจากกุฏิไปแลว มอื ก็ควา ขหี้ มา
เขา ปากทนั ที ปรากฏวา ขห้ี มาทกี่ นิ เขา ไปแทนทจี ะมรี สหวานมนั ดงั ทคี่ าดหมาย แต
กลบั มรี สชาตขิ นื่ ขมและมกี ลน่ิ เหมน็ เจา หวั ตาจงึ นกึ ไดว า ตนถกู ขนั ตาปาหลอกอกี
เย็นวนั นนั้ เม่ือขนั ตาปากลับมาที่กุฏิเจา หวั ตาจึงดดุ า ขนั ตาปาตั้งหลายยกทเี ดียว
ทลี่ านวดั นน้ั บางแหง มหี ญา ขนึ้ อยบู า งและเมอื่ ควายของชาวบา นมากนิ หญา กข็ ใี้ ส
ลานวดั บอ ยๆ วนั หนงึ่ เจา หวั ตามธี รุ ะไปอกี เชน เคย และไดส งั่ กาํ ชบั ขนั ตาปาวา ให
ดแู ลลานวดั ใหด ี อยา ใหค วายมาขใี้ สล านวดั เปน อนั ขาด หากปลอ ยใหค วายมาขจี้ ะ
บังคับใหกินขี้ควาย ขันตาปากร็ ับคํา
เม่ือเจาหัวตาไปแลว ขันตาปาอยากจะหลอกใหเจาหัวตากินข้ีควายท่ีได
เคยหลอกมาแลว จึงไปเก็บยอดใบชุมเห็ดไทย (คนไทดานเรียกใบชุมเห็ดไทยวา
“ข้ีเหล็ก”) โดยเด็ดเอาแตใบออนตมใสหมอเกือบเต็มจนเปอยแลวจึงนําใบ
หญานางมาขย้ีใหมีน้ําสีเขียว นํามาแกงใสใบชุมเห็ดไทย พรอมใสกะทิมะพราว
และเคร่ืองแกง ทําการเค่ียวจนขนคลายอุจจาระของควาย ชิมรสดูอรอยดีแลว
พอคะเนเจาหัวตาจะกลับมาวัดจึงนําเอาแกงดังกลาวไปเทใสใบตองตามลานวัด
ซึง่ มีหญา ขึ้นอยู 2–3 กอง
เม่ือเจาหัวตากลับจากธุระตอนบาย เหลือบไปเห็นแกงใบชุมเห็ดไทย
ซงึ่ ขนั ตาปานาํ ไปเทเปน กองไว เขา ใจวา เปน กองขคี้ วายกโ็ กรธ จงึ เรยี กขนั ตาปามา
หาและบงั คบั ใหก นิ ขคี้ วาย ขนั ตาปากน็ าํ ถว ยมาตกั แกงชมุ เหด็ ไทย ทตี่ นกองไวน น้ั
ใสจานพรอมกับนาํ ขาวเหนียวนึ่งมาจ้มิ แกงนน้ั กนิ ดวย เจา หวั ตานกึ สงสัย จงึ ถาม
220
¤ÃÇÑ ä·Â´Ò‹ ¹ : ã¹ÁμÔ ÊÔ Ñ§¤ÁáÅÐÇ²Ñ ¹¸ÃÃÁ 221
ขนั ตาปาวา เปน อยา งไร ขนั ตาปากบ็ อกวา อรอ ยมาก เจา หวั ตาไดย นิ เชน นนั้ กล็ อง
ชมิ ดูบาง เม่ือกินแลวปรากฏวามีรสดี รสู กึ ตดิ ใจและออกปากชมวา ขี้ควายกองน้ี
อรอยมาก จงึ ถามขันตาปาถงึ วิธที ี่จะไดข้คี วายมาวาทําอยางไร
ขนั ตาปาอยากจะแกลงเจาหวั ตาย่ิงขนึ้ จึงหลอกใหเจาหวั ตา ขีค้ วายที่กนิ
วนั นน้ี บั วา อรอ ยพอสมควร แตไ มถ งึ กบั อรอ ยทสี่ ดุ เนอ่ื งจากเปน ขค้ี วายทถ่ี า ยออก
มาตามปกติ แตถ า จะใหไ ดข ค้ี วายทอี่ รอ ยวเิ ศษยงิ่ กวา นมี้ ากนิ นนั้ ยากสกั หนอ ย ซงึ่
นบั เปน ขค้ี วายวเิ ศษ คอื ตอ งเอาขคี้ วายทก่ี าํ ลงั ถา ยและถา ลว งเอาจากในทอ งควาย
กจ็ ะอรอ ยมากยง่ิ ขนึ้ เจา หวั ตาไดฟ ง ขนั ตาปาอธบิ ายเสยี ยดื ยาวเชน นน้ั กเ็ ชอ่ื วา เปน
จริง
หลายเดอื นตอ มาถงึ ฤดแู ลง ชาวนาเกบ็ เกย่ี วขา วในนาเสรจ็ ชาวนาจงึ ปลอ ย
ควายใหค วามกนิ หญา และฟางตามทอ งทงุ วนั หนงึ่ เจา หวั ตานกึ อยากกนิ ขคี้ วายขน้ึ
มา จงึ ชวนขนั ตาปาทที่ งุ นา เพอื่ ไปเสาะหาขคี้ วายมากนิ ใหห ายอยาก เมอ่ื ไดร บั การ
ชกั ชวน ขนั ตาปากท็ าํ ทเี หน็ พอ งดว ยและคดิ วา การทต่ี นไดแ นะนาํ เจา หวั ตาไวแ ลว
นนั้ คราวนต้ี นคงจะไดเ หน็ เจา หวั ตาลว งกน ควายเพอ่ื เอาขอ้ี ยา งสนกุ ขณะทไี่ ปนน้ั
ขนั ตาปาจงึ นาํ ภาชนะใสขีค้ วายไปดวย
พอไปถึงทุงนาปรากฏวามีควายของชาวบานกําลังแทะเล็มหญาอยูหลาย
ตัว เจาหัวตาและขันตาปาน่ังรออยูสักพักหนึ่ง ก็มีควายตัวหน่ึงยืนถางขาหลัง
ออก ทาํ ทา โกง โคง จะถา ยอจุ จาระ เจา หวั ตาเหน็ เปน โอกาส จงึ เปลอ้ื งผา จวี รออก
มือถือชามรีบวิ่งเขาไปขางทายตรงกนควายทันที พอดีควายถายมูลออกมา
เจา หวั ตาอยากไดข ค้ี วายอรอ ยเปน พเิ ศษ ตามทข่ี นั ตาปาบอกไว จงึ เอามอื หนง่ึ ถอื
ชามเอาไว อีกมือหน่งึ รบี ลวงทวารควายเขา ไปใหลึกทส่ี ุดเทาที่จะทําได ฝายควาย
เมอื่ ถกู ลว งรทู วารหนกั เชน นนั้ กต็ นื่ ตกใจจงึ หบุ รทู วารพรอ มกบั วง่ิ ไปอยา งรวดเรว็
ทงั้ มอื และแขนของหลวงตาตอ งตดิ ไปกบั รทู วารควายดว ย แมจ ะพยายามดงึ ออก
ก็ไมหลุด เจาหัวตาตองวิ่งตามควายไปติดๆ จนผาผอนหลุดลุยหมดเหลือแตตัว
ขนั ตาปาเหน็ เจา หวั ตาเลน ชกั เยอ กบั ควายและมแี ตต วั ลอ นจอ นเชน นนั้ รสู กึ ขบขนั
เปนกําลัง จึงสงเสียงหัวเราะอยางดัง และหัวเราะจนทองคัดทองแข็ง ปากก็รอง
บอกเจา หวั ตาวา
221
222 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
“เจา หวั ตายันคันนา เจาหวั ตายนั คันนา”
แตเ จา หวั ตาไมส ามารถเอาเทา ยนั คนั นาได เพราะควายกาํ ลงั วงิ่ อยกู ลางทงุ
นา ในทส่ี ดุ มอื เจา หวั ตาหลดุ จากรทู วารควาย รา งกายถกู เหวยี่ งอยา งแรง ศรี ษะไป
กระทบคนั นา เปน ผลใหเ จา หวั ตาสนิ้ ชวี ติ กบั ที่ สว นขนั ตาปานกึ ขาํ เจา หวั ตาอยา ง
มาก นงั่ หวั เราะงอหงายอยบู นคนั นาไมห ยดุ ในทส่ี ดุ ขาดใจตายพรอ มกบั เจา หวั ตา
ในเวลาไลเลยี่ กนั นัน้ เอง
เรอื่ งนค้ี งจะเปน ดงั คตทิ ว่ี า “ใหท กุ ขแ กท า น ทกุ ขน น้ั มาถงึ ตน” หากทวา มติ ิ
อาหารนิทานปรัมปราขันตาปาก็แทรกสอดสํารับพื้นบานของคนไทดานที่สําคัญ
ไวหลายอยางไมวาจะเปนของคาวและหวานท่ีปรากฏตามชวงตางๆ ของนิทาน
ดงั กลา ว ไมว า จะเปน เกลอื และนาํ้ ออ ยซงึ่ เปน เครอื่ งมอื หรอื วตั ถดุ บิ ในการประกอบ
อาหารท่ีมีคาในสมัยกอน เพราะเปนของที่หายากในทองถ่ิน เชน เกลือจาก
ทองถิ่นอ่ืน อยางเกลือจากอําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ก็สามารถแลกขาว
และผาฝายกับคนดานซายได ขณะเดียวกันสํารับอาหารอยางขาวแดกงา
ซึ่งเปนสํารับอาหารที่มีลักษณะเปนอัตลักษณเฉพาะถิ่น ซึ่งเทากับเปนการ
ตอกย้ําความสําคัญของสํารับอาหารดังกลาวที่ถูกผูกเปนเรื่องเลาในตํานานดัง
กลาว ประการสาํ คัญ ยังเปน เสมอื นเคร่อื งมือในการถา ยทอดความรเู รื่องอาหาร
ผา นเร่อื งเลา จากคนรนุ หน่ึงสูรนุ หนง่ึ
ทง้ั หลายทงั้ ปวงจะเหน็ ไดว า ครวั ไทดา นในมติ สิ งั คมและวฒั นธรรมประกอบ
ดวยเร่ืองราวท่ีหลากหลายมิติ ทั้งการมองผานกายภาพของเฮือน เฮือนครัว
ตลอดจนขาวของเคร่ืองใช ซึ่งท้ังหมดลวนมีสวนสําคัญอยางย่ิงตอการทําความ
เขาใจเรื่อง “สุขภาวะ” ผานการมอง “ครัว” ตลอดจนผานขาวของเครื่องใชที่
จาํ เปน ในการปรงุ แตง สาํ รบั ไทดา นตา งๆ ประการสาํ คญั ยงั ทาํ ใหเ หน็ วา เรอื่ งอาหาร
ไดเขามามีบทบาท และอิทธิพลผานการพูดคุยของคนรุนกอนไมวาจะเปนคํา
“ผญา” การมองรสชาตอิ าหารผา นคําทอ งถิ่น หรือแมก ระทง่ั นิทานปรมั ปราพ้นื
บานอยาง “ขันตาปา” ทงั้ หมดลวนเปน เครือ่ งมอื สาํ คัญท่ที ําใหเกดิ การถา ยทอด
และเรยี นรูสํารับอาหารไทดา นผา นรุนตอรนุ อยา งไมร ูจ บ
222
¤ÃÊÇÑ Óä÷Ѻ´“äÒ‹ ·¹´:‹Ò¹ã¹”Á:Ôμ¡ÊÔ Ô¹Ñ§Í¤ÂÁÙ‹ÍáÅÂЋÒǧ²Ñ ¤¹¹ä¸·Ã´Ã‹Ò¹Á 223
สาํ รับ “ไทดาน”: กนิ อยอู ยา งคนไทดา น
“สํารับไทดานจึงเปนมากกวาอาหารเพราะสะทอนภาพวิถีชีวิตคน
ทองถ่ิน ดวยเหตุน้ีสํารับไทดานและการกินอยูอยางคนดานซายจึงเปนเร่ือง
ราวของการบอกเลาวัฒนธรรมการกินรูปแบบตางๆ นับตั้งแตมื้อของอาหาร
ประเภทอาหาร เร่ืองราวของ “แจว” อาหารพ้ืนบานประเภทน้ําพริกท่ีมาก
สูตร สํารับอาหารตามฤดูกาล อาหารถนอมอยางนํ้าผักสะทอน และปลารา
และสํารบั ไทดา นท่ี “หาย” หรอื ไมนยิ ม วฒั นธรรมอาหารเหลานจี้ ะทาํ ใหเห็น
ภาพรวมวา การกินอยูอยา งคนไทดา นมลี กั ษณะสาํ คญั เปนเชน ไร”
223
224 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
กลาวกันวา วถิ คี นไทดา นท่ผี คู นสวนใหญอ ิงอยกู ับวถิ กี ารเกษตร ใชชีวิตอยู
ในนาไร สงผลทําใหการกินอยูคอนขางเรียบงาย ดังเห็นจากการปรุงแตงสํารับ
อาหารประเภทแกงมักใชสวนผสมหลักเพียง 2-3 ชนิด เชน พริก ตะไคร และ
หอมแดง แตหากพิจารณารายละเอียดจะพบวา ความเรียบงายดังกลาวกลับ
แฝงเรอ่ื งราวมากมาย อาทิ วฒั นธรรม เศรษฐกิจ สังคม โภชนาการ การแพทย
พื้นบาน และแหลงที่มาของวัตถุดิบในการปรุงแตง สํารับไทดานจึงเปนมากกวา
อาหารเพราะสะทอนภาพวิถีชีวิตคนทองถ่ิน ดวยเหตุนี้สํารับไทดานและการกิน
อยูอยางคนดานซายจึงเปนเรื่องราวของการบอกเลาวัฒนธรรมการกินรูปแบบ
ตางๆ นับตั้งแตมื้อของอาหาร ประเภทอาหาร เรื่องราวของ “แจว” อาหาร
พ้ืนบานประเภทนํ้าพริกท่ีมากสูตร สํารับอาหารตามฤดูกาล อาหารถนอมอยาง
นํ้าผักสะทอน และปลารา และสํารับไทดานท่ี “หาย” หรือไมนิยม วัฒนธรรม
อาหารเหลา นจี้ ะทาํ ใหเ หน็ ภาพรวมวา การกนิ อยอู ยา งคนไทดา นมลี กั ษณะสาํ คญั
เปนเชนไร
ขา วงาย, ขา วสวย, ขา วแลง: ม้อื หลักของคนไทดาน
อยางท่ีเกร่ินวาการกินอยูของคนไทดานมีวัฒนธรรมการกินที่เรียบงาย
ชาวบา นสวนใหญกนิ อาหาร 3 ม้อื คือ “ขา วงาย” คอื อาหารมือ้ เชา “ขา วสวย”
คืออาหารมื้อกลางวนั และ “ขา วแลง” คอื อาหารมอื้ เย็น อยา งไรก็ตาม เวลาของ
แตละม้ือ แตละครัวเรือน และแตละหมูบานอาจไมเหมือนกัน เพราะดานซาย
เปนพ้ืนที่เกษตรกรรม เชน ชาวนาเวียงใหญและหวยตาดตองออกจากบานแต
เชา มดื เพอื่ เดนิ ทางไปยงั นาและไร บางครวั เรอื นอาจกนิ อาหารมอ้ื เชา ตงั้ แตเ ชา มดื
ขณะทอ่ี กี หลายครวั เรอื นอาจกนิ เวลาสายๆ หลงั จากทาํ งานเชา เสรจ็ บางครวั เรอื น
อาจกนิ แคเ พยี งรองทอ ง ดว ยอาหารทปี่ รงุ อยา งงา ยๆ จะไปกนิ เปน กจิ ลกั ษณะหรอื
กินรวมกันอีกทีราว 9-10 โมงเชา จงึ พากนั เรยี กอาหารทีผ่ ิดเวลาไปน้ีวา “กนิ งาย
แก” เพราะหากเลอ่ื นอาหารมอื้ เชา ไปกนิ เปน อาหารมอื้ กลางวนั กอ็ าจเลยเวลาไป
อกี แลว มอื้ เยน็ กก็ ลบั มากนิ ทบ่ี า นตอนหวั คา่ํ สว นชาวบา นทไ่ี มต อ งออกไปทาํ การ
เกษตรนอกบานก็กินอาหารปกติ หากไมนับวัฒนธรรมใหมท่ีเขามา เชน การซ้ือ
อาหารถุงจากตลาดหรือการกินอาหารตามรานคา คนไทดานสวนใหญนิยมกิน
ขา วที่บานซึ่งทํากินกนั เอง
224
ÊÓÃѺ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡Ô¹ÍÂÍÙ‹ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 225
การปรุงแตง
หลากวธิ ีหลายสํารับ
การทาํ อาหารของคนไทดานมีการปรุงหลายวิธี เชน ลาบ ออม ปง ยา ง ค่วั
นง่ึ ลวก หมก เอาะ ตม ซุป เผา จ่ี รม ดอง ตํา แจว ปน เม่ียง ซึ่งรสชาติอาหาร
ของไทดานมักมีรสไมจัด นอกจากนี้คนไทดานยังใชผักพ้ืนบานเปนสวนประกอบ
สําคัญในการปรงุ อาหาร เชน กอ ย มีกอยผกั เมก็ กอยผกั พาย ซุป มีซปุ เห็ด ซปุ
มะเขอื ซุปหนอ ไม ตํา มีตาํ แตง ตาํ ถว่ั การปรุงอาหารมักจะใสห วั หอม กระเทียม
ขา ตะไคร ขาวเบอื ขาวคว่ั เกลือ ปลารา และน้าํ ผกั สะทอนจนเกิดรสชาตทิ ีเ่ ปน
อตั ลกั ษณเฉพาะถ่ิน การปรุงแตงจงึ มีวิธหี ลากหลาย สรุปไดดังนี้
แกงและตม : แกงและตม เปน การปรงุ อาหารทใ่ี ชเ ครอ่ื งแกงและใสอ าหาร
ลงไปในนํ้าที่พอเหมาะ กอนปลอยใหเดือด แกงของคนไทดานมักเรียกช่ือตาม
ประเภทของเนือ้ สตั วแ ละเครอื่ งปรุงทีใ่ ส นอกจากนี้ แกงจะใสผักตา งๆ เชน แกง
ไกใ สฟ ก แกงปลาใสห นอ ไมส ม หรอื ใสเ ฉพาะผกั อยา ง แกงหนอ ไม แกงบอน แกง
ข้ีเหล็ก แกงเห็ด ฯลฯ หากเปนตมจะไมใสผักนอกจากแตงกลิ่นและปรุงรส เชน
ตมสม ปลา ตม สมกบ ตมไก ตมเหด็
ออม : “ออม” ปรงุ แตงคลายกับแกง แตใสน า้ํ นอ ยกวา แกง คอื ใสเพยี ง
นา้ํ ขลกุ ขลกิ วตั ถดุ บิ จะใสพ วกเนอื้ สตั วแ ละผกั ตา งๆ โดยจะใสผ กั มากกวา เนอื้ สตั ว
เชน ออมเนอื้ ออมกบ ออมเขียด ออมไก ฯลฯ
เอาะ : เอาะเปนการปรุงแตงท่ีมักใชเน้ือสัตวเล็กหรือสัตวที่สุกงาย เชน
เอาะปลา เอาะฮวก เอาะไขมด เอาะกงุ ฯลฯ
อุ : อุปรงุ แตงคลายกบั ออมและเอาะ แตจ ะใชเ น้ือสตั วเปน หลกั ผกั เปน
เพยี งแตงกล่ินและรสเทา นนั้ เชน อุเน้ือ อุไก ฯลฯ
ลาบและกอย : ลาบและกอยเปนอาหารท่ีไมมีผักเปนสวนประกอบหลัก
ผักจะใชเ ปนเคร่ืองแตงกลิน่ เทาน้ัน ลาบจะใชเนอ้ื สัตวที่สบั ละเอียด ปรงุ แตง ดวย
พชื ผกั สมนุ ไพรพนื้ บา นตา งๆ กนิ รว มกบั ผกั สด เชน ลาบเนอ้ื ลาบหมู ลาบไก ลาบ
เปด ฯลฯ สวนกอยจะปรุงเหมือนกับลาบแตไมนิยมทําใหสุก และไมตองสับให
ละเอียด เชน กอ ยปลา กอ ยกุง กอยไขมดแดง ฯลฯ
225
226 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
ซปุ : ซปุ จะปรงุ ออกเปน ทง้ั รสธรรมดาและซปุ ทปี่ รงุ แตง รสออกเปรยี้ ว ออก
เคม็ ออกเผด็ แลว แตป ระเภทผกั ทน่ี าํ มาทาํ ใชผ กั เปน เครอ่ื งปรงุ สาํ คญั หรอื เครอื่ ง
ปรุงหลกั ผกั ท่ีใชจ ะทาํ ใหส กุ กอ น เชน ผักกูด ผกั สราง ผักชะอม หนอ ไมสบั แลว
ตมในนํ้ายา นาง มะเขอื เผา เหด็ ลวก ฯลฯ
หมกและนึ่ง : หมกเปนการทําอาหารโดยใชใบตองหอแลวนําไปนึ่งหรือ
ปง ปรงุ โดยนาํ เนอ้ื สตั วห รอื หนอ ไม คลกุ เขา กนั กบั เครอื่ งปรงุ สว น “นงึ่ ” เปน การ
ประกอบอาหารทที่ าํ ใหส กุ โดยใชไ อนาํ้ การทาํ อาหารประเภทนง่ึ ทค่ี นไทดา นนยิ ม
ทาํ กันคือ นึ่งปลาและนึง่ กบ
ปงและยาง : ปงและยางเปนการทําอาหารใหสุกโดยใชความรอนผาน
อาหารบนตะแกรง หรอื ใชไ มเสยี บ
คว่ั : ค่ัวเปนการทาํ อาหารใหสุกโดยนาํ อาหารใสกระทะ แลว ค่วั ตัวอาหาร
ใหสุกจนแหง
ตาํ : เปนอาหารทปี่ รงุ จากผักหรอื ผลไม โดยโขลกกบั พริกและกระเทยี ม
ใหละเอียด แลว ใสเ คร่อื งทจ่ี ะตาํ เชน มะละกอ แตงกวา ถว่ั
ดวยสารพัดวิธีการปรุงแตงท่ีกลาวมาน้ีเองจึงทําใหสํารับไทดานมีความ
หลากหลายในแงประเภทของอาหาร ทําใหไมเกิดความจําเจการในกินแมวาจะ
ใชสวนผสมหลักเพียงไมก่ีชนิด นอกจากนี้การปรุงแตงสํารับแตละประเภทก็ยาก
งา ยและสลบั ซบั ซอ นแตกตา งกนั ไป ซง่ึ ขน้ึ อยกู บั โอกาสการไดม าของวตั ถดุ บิ และ
เงื่อนไขการทํางานในชีวิตประจําวันของสํารับเกษตรกร โดยเฉพาะในวัฒนธรรม
บา นไรอ ยา งบา นหว ยตาดทถี่ กู รดั ตวั ดว ยการปลกู พชื เศรษฐกจิ เชน อาหารประเภท
ตํามักเปนท่ีนิยมของชาวไร เพราะปรุงแตงงายและวัตถุดิบก็หาไดจากริมไรและ
เชิงภู เปนตน
226
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡Ô¹Í‹Í٠‹ҧ¤¹ä·´Ò‹ ¹ 227
หลากรสแจวหลายแหลงอาหาร
“แจว” หรือน้ําพริกเปนเครื่องจ้ิมอาหารท่ีมีรสจัด ใชเสริมอาหาร
ประเภทอนื่ ๆ ใหไ ดร สชาตเิ ขม ขน ตามความตอ งการของแตล ะคน เชน แจว บอง ปน
น้ําพริกที่ชาวบานนิยมกินมีนํ้าพริกแจวดํา นํ้าพริกแจวปลารา แจวกบ แจวปลา
ดุก แจวนกเหลือง แจวนกคุม แจวปลาแหง แจวพริกจี่ แจวพริกเกลือ นํ้าพริก
กะป แจว แตล ะอยา งมสี ว นประกอบไมเ หมอื นกนั แจว บางชนดิ จะมสี ว นประกอบ
ที่แตกตางกนั เลก็ นอย ชาวบา นนยิ มกนิ แจว เกอื บทกุ ม้ือ ไมว า จะเปน มอ้ื เชากต็ อ ง
มแี จว ดาํ หรอื ไมก แ็ จว พรกิ เกลอื หรอื แจว ปลา หากเปน ฤดฝู นจะมแี จว กบ แจว เขยี ด
อแี งด กบขาเหลอื ง และกบหอน เปน ตน แจว ทกุ อยา งกนิ กบั ผกั สดหรอื ไมก ผ็ กั ลวก
ผกั นึง่ เชน ฤดูหนาวกก็ นิ แจว กบั ผักกาดสด ลวก และ/หรือนึ่งกไ็ ด
แจวดาํ สาํ รบั ยอดนยิ มของคนไทดานกนิ เคียงกับผกั และอาหารตางๆ นานาชนิด
227
228 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
228
µ¦µ°µ®µ¦¦³Á£Ânª¦É¸ ª¦ª¤µoµµÁª¥¸ ¨³oµ®oª¥µ
Ânª n ª¤ »nµµÂ¡¥r¡ºÊ oµ »nµµÃ£µµ¦ ´ /ε¦´É¸ · n¼´
(ÎµÊ ¡¦·)
ÂnªµÂ ¡¦·¸Â¸É»Â¨ªo ¦³Á¸¥¤ ¤³Á
º°¤o Á¨È (Å Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦
´ ¨¤ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·n¼ ´ ´ ¨ª ´ ɹ æ¸
ÂÅo °
´ Á¤®³Âo ʵΠ¨µ¥ ¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸1 ª· µ¤·¸2 ·Ê ¥µn Åo »· Á®È·É¹
Ânª¡¦·É¸ nµÁ¦¸¥¤³Á
º°Á¦º°) ®¦º°¤³µª Á¨º° ʵΠ¨µÂ¨³ Á®¸¥ª
´ Á®Éº° Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á°
´ ¸®°¤ Ã
¨¡¦·-¦³Á¸¥¤-Á¨º°Ä®¨o ³Á°¸¥ µ¤ áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤
ÂnªµÎ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦
´ ¨¤
ªo ¥¤³µª¤o ®¦º°´ ¤³µªÁ¨È °o ¥Á·¤ÊµÎ ¨µ ÂÅo °
´ Á¤®³Âo ʵΠ¨µ¥ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·¼n´ ´ ¨ª ´ ɹ æ¸
Ânª¨µ¦oµ ¨³´ ¸®°¤µÎ Ä®o nµ·¥·É
ʹ Á®¸¥ª
´ Á®ºÉ°
¡¦··¸É®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ ®°¤ÂÁµ ¢°¢°¦´ Á®¨È Áµo Âæ¸ ª· µ¤· ·Ê ¥µn Åo »· µÎ ®¦´¸É
Á¨º° Ã
¨¤´ Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°
´ ¸®°¤ÈÅo ¸ ª·µ¤·Á° Ťn°ÁÈ ¤µ®¦º°°o µ¦
áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤ ¦µ·°µ®µ¦É¸®°¤
ʹ
¡¦·Â®o ªÉ´ ¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤®¤Å¢ µÁ¡·¤É Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦
´ ¨¤ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ æ¸
¦µ·ªo ¥
· ÂÁµ Á¨º° ʵΠ¨µ ʵΠ´ ³° ÂÅo °
´ Á¤®³Âo ʵΠ¨µ¥
¤³Á
º°¤o ®¦º°´ ¸®°¤ Ã
¨»°¥µn ¦ª¤´ ¦» Á®¸¥ª °o º°o
´ Á®ºÉ° ¢°¢°¦´ Á®¨È Áµo Âæ¸ ª· µ¤·¸ ·Ê ¥µn Åo »· ®¦º°ÁȮɹ
ª· µ¤·Á° ÃÁ¸¥¤ áÂÁ¸¥¤ Űè¼ ¸ ĵΠ¦´°µ®µ¦ÄÂn¨³¤Êº°Á¡Éº°
¦ªo ¥Á¨º°ÊµÎ ´ ³°ÁÈ ÅªÅo o µ ¦¸³· Ūo ʵΠ´
µo ªÁ®¸¥ª µÎ ®¦´É¸
Įɹª´ ·¥¤¦»¦ªo ¥¤³Á
º°Á¦º° Á®¥µ³ÊµÎ ¨µ °µ¦r·¸ ¨¼¸ Á¤·Ã°¸ Á¢·¨°³¨µ¸ °°µ®µ¦¦ÁÈ
°°µ®µ¦Ân
®¦º°´ ¸®°¤ ¦¸Ã°¸ ¦·Ã¢ ªµ¨¸ ±¸·¸
¨³¤Êº°
¡¦·Á¤È ¸Â¸É»Â¨ªo ¦³Á¸¥¤ ¤³Á
º°¤o Á¨È ( Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦
´ ¨¤ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·¼n´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
ÅnµÁ¦¸¥¤³Á
º°Á¦º°) ®¦º°¤³µª Á¨º° ʵΠ¨µ ÂÅo °
´ Á¤®³Âo ʵΠ¨µ¥ ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª· µ¤·¸2
¨³´ ¸®°¤ Ã
¨¡¦·-¦³Á¸¥¤-Á¨º°Ä®¨o ³Á°¸¥ Á®¸¥ª
´ Á®ºÉ° Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á° ®n°Å¤®o ¦º°ÁȮɹĵΠ¦´
µ¤ªo ¥¨µ¦oµ µµo Än· µµo ¤o Ä®o » áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤
n° µ¤ªo ¥¤³Á
º°Á¦º°®¦º°´ ¤³µªÁ¨È °o ¥Á·¤ °µ®µ¦ÄÂn¨³¤Êº°Á¡Éº°Åªo ʵÎ
ʵΠ¨µ ¨³´ ¸®°¤µÎ Ä®o nµ·¥·É
ʹ ´
µo ªÁ®¸¥ªÂæ¸
Ânª·®µ¥ ¡¦·»®¦º° ¡¦··É¸®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·n¼ ´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
®¦º°·Ê®¦¸ ®°¤ÂÁµ Á¨º° ·®µ¥³ªÉ´ ¥µn ®¦º°¤o Ä®o »È µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®Éº° ¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸2 Áµo Âæ ®n°Å¤®o ¦º°´ ¦·¤¦Ê´ª»·
¸ ª· µ¤·¸ ª·µ¤·Á° áÂÁ¸¥¤
ÅÃo
¨¤Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸ ÃÁ¸¥¤ ·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ®¦º°´
®°¤ÈÅo æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ¦·¤¦Ê´ª»·
¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2
Ânª ¡¦·»®¦º° ¡¦··É¸®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á° ·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ®¦º°´
®°¤ÂÁµ Á¨º° ¥µn ®¦º°¤o Ä®o »Ã
¨¤Ä®o µÎ ¨´
´ ¨¤ áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤ ¦·¤¦Ê´ª»·
Á
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ o ®°¤ ®¦º°´ ¸®°¤ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·n¼ ´ ´ ¨ª ´ ɹ®¦º°´
ÅÈ o µµo ·¥¤ÄnʵΠ¨µ¦oµ¤o Á¡·¤É ¦·¤µ®¦º° ¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2 ¦·¤¦Ê´ª»· Ĥo »o
¦µ· Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á°
áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤ ·¼n´ ´ ¨ª ´ ɹ®¦º°´
ÂnªÁ
¥¸ ¡¦·»®¦º° ¡¦··¸É®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ¦·¤¦Ê´ª»· Ĥo »o
®°¤ÂÁµ Á¨º° Á
¸¥¥µn ®¦º°¤o Ä®o »Ã
¨¤ µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®ºÉ° ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2
Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á°
Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤ÈÅo µ áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤
µo ·¥¤ÄnʵΠ¨µ¦oµ¤o Á¡¤É· ¦·¤µ®¦º°¦µ· æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤
Ânª¼ ¡¦·»®¦º° ¡¦··¸É®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2
®°¤ÂÁµ Á¨º° ¼ ¤o Ä®o »Â³Á°µÂnÁʺ°Â¨³ µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®ºÉ° Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á°
¤´ ¼ Ã
¨¤Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ ´ ¸ áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤
®°¤®¦º°Ä¦³Á¸¥¤ÅÈ o
Ânª¨µ ¡¦·»®¦º° ¡¦··É¸®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦»
®°¤ÂÁµ Á¨º° ¨µ¥µn ®¦º°¤o Ä®o »Ã
¨¤ µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®Éº°
Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤®¦º°
o ®°¤ Ħ³Á¸¥¤ ´ ¸ ¦É´ (Ånµ
Á¦¸¥´ ®°¤Á«) ÅÈ o µµo ·¥¤ÄnʵΠ¨µ¦oµ¤o
Á¡¤·É ¦·¤µ®¦º°¦µ·
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡¹Ô Í‹ÍÙ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 229
229
230 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹” ·n¼ ´ ´ ¨ª ´ ɹ®¦º°´
¦·¤¦Ê´ª»· Ĥo »o
230
Ânª»o ¡¦·¸Â¸É»Â¨ªo ¦³Á¸¥¤ ¤³Á
º°Á¦º° Á¨º° Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·¼n´ ´ ¨ª ´ ɹ®¦º°´
¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸1 ª· µ¤·¸2 ¦·¤¦Ê´ª»·
ʵΠ¨µÄ¦³Á¸¥¤ ´ ¸®°¤
µo ªª´É Ã
¨¡¦·- µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á¤®³
´ Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á°
áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤ ·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ®¦º°´
¦³Á¸¥¤-Á¨º°Â¨³»o Ä®¨o ³Á°¸¥ (»®¦º°·Èµ¤ Á®ºÉ° ¦·¤¦Ê´ª»·
æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤
°) µ¤ªo ¥¤³Á
°º Á¦º° Á·¤ÊµÎ ¨µ
µo ªªÉ´ ¨³ ¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2 ·n¼ ´ ´ ¨ª ´ ɹ®¦º°´
Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á° ¦·¤¦Ê´ª»·
´ ¸®°¤µÎ Ä®o nµ·¥·É
ʹ µÄnʵΠ´ ³° áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤
æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤
ªo ¥µÎ Ä®¤o ¸¨É·®°¤
ʹ ¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸1 ª· µ¤·¸2
Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á°
Ânªªo ¡¦·¸Âɸ»Â¨ªo ¦³Á¸¥¤ Á¨º° ʵΠ¨µÄ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤
¦³Á¸¥¤ ´ ¸®°¤ Ã
¨¡¦·-¦³Á¥¸ ¤-Á¨º° µÎ ¨´
´ Á®Éº° æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤
¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2
¨³ªo ¸Éª´É »Â¨ªo Ä®¨o ³Á°¥¸ Á·¤ÊµÎ ¨µ ¨³´ ¸ Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á°
áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤
®°¤µÎ Ä®o nµ·¥·É
ʹ
ÂnªÅ
n ¡¦·¸Â¸É»Â¨ªo ¦³Á¸¥¤ Á¨º° ʵΠ¨µ ´ ¸ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦»
®°¤ Ã
¨¡¦·-¦³Á¸¥¤-Á¨º°Â¨³Å
nɸ¤o »Â¨ªo µÎ ¨´
Ä®¨o ³Á°¸¥ Á·¤ÊµÎ ¨µ Á®¥µ³ÊµÎ ¤o » (¤¥´ n°
·¥¤Á°µÊµÎ Áº°Çµo ®¤°o ɹ
µo ªÁ®¸¥ª) ¨³
´ ¸®°¤ o ®°¤µÎ Ä®o nµ·¥·É
ʹ
ÂnªÂ¤· ¼ ¡¦·»®¦º° ¡¦··É¸®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦»
¼ ®°¤ÂÁµ Á¨º° ¤·¼ª´É ®¦º°¤o Ä®o »Ã
¨ µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®ºÉ°
¤Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤®¦º°
Ħ³Á¸¥¤ ´ ¸ ¦´ÉµÄnʵΠ´ ³°ªo ¥
µÎ Ä®¤o ¸¨·É®°¤
ʹ
Ânª®¤¼ ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡¹Ô Í‹ÍÙ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 231¡¦·»®¦º° ¡¦··¸É®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦»Ã¦¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®Éº° ¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸1 ª· µ¤·¸2 ®n°Å¤o ª¤o ¢´°É¹ ®¦º°
Ânª¨µ¥µn 231®°¤ÂÁµ Á¨º° Áʺ°®¤¼´ ¨³Á°¥¸ ¤o Ä®o »Ã
¨ Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á° ´ ¦·¤¦Ê´ª»·
¤Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤
ÂnªÂ¤µ o ®°¤®¦º°Ä¦³Á¸¥¤ ´ ¸ ¦´Éµµo µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®ºÉ° ·¼n´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
ÂnªÂ¤ ·¥¤ÄnʵΠ¨µ¦oµ¤o Á¡¤·É ¦·¤µ®¦º°¦µ· æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ®n°Å¤o ª¤o ¢´°É¹ ®¦º°
 ¡¦·»¸É®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ ®°¤ÂÁµ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2 ´ ¦·¤¦Ê´ª»·
Ânª¥° Á¨º° ¨µ¥µn ¥µn ŢĮo »®°¤ Ã
¨¤Ä®Áo
µo ´ µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®ºÉ° Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á°
®ªµ¥ áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤ ·n¼´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤o ®°¤®¦º°Ä Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» ®n°Å¤o ª¤o ¢´°É¹ ®¦º°
Ê ¦³Á¸¥¤ ´ ¸ ¦´Éµµo ·¥¤ÄnʵΠ¨µ¦oµ¤o µÎ ¨´
´ ¨¤ ®o ª´ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ´ ¦·¤¦Ê´ª»·
Á¡¤É· ¦·¤µ®¦º°¦µ· ¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸1 ª· µ¤·¸2
¡¦·»É¸®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ ®°¤ÂÁµ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á° ·¼n´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®Éº° áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤ ®n°Å¤o ª¤o ¢´°É¹ ®¦º°
Á¨º° ¤µ ¥µn ŢĮo »®°¤ Ã
¨¤Ä®Áo
µo ´ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ´ ¦·¤¦Ê´ª»·
¢°¢°¦´ ª·µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2 Áµo
¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤®¦º°Ä¦³Á¸¥¤ Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á° ·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
´ ¸ ¦´É áÂÁ¸¥¤ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤ ®n°Å¤o ª¤o ¢´°É¹ ®¦º°
¡¦·»É¸®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ ®°¤ÂÁµ ´ ¦·¤¦Ê´ª»·
æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤
Á¨º° ¤ (·¥¤Äo ª´ Á¤¸¥) ª´É ŢĮo »®°¤ ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª· µ¤·¸2
Ã
¨¤Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤ Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á°
®¦º°Ä¦³Á¸¥¤ ´ ¸ ¦É´ ÂnªÂ¤Â ·¥¤µÎ áÂÁ¸¥¤ ´³¸ ÃÁ¸¥¤
¦´ ÇÁ¡°Éº ´ ¨·É»
°Â¤Â
¡¦·»É¸®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ ®°¤ÂÁµ
Á¨º° ¥°®ªµ¥ÁµÅ¢Ä®o »®°¤¨°Á°µÁ¡µ³¥°
°n°nªÄ ´ ÁÈn°¥µª 1 Ê·ª Ã
¨¤Ä®Áo
µo
´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤o ®°¤®¦º°
Ħ³Á¸¥¤ ´ ¸ ¦É´ µµo ·¥¤ÄnʵΠ¨µ¦oµ
¤o Á¡¤É· ¦·¤µ®¦º°¦µ·
ÂnªÊ¹ 232 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”¡¦·»É¸®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ ¦³Á¸¥¤ ®°¤ÂÁµÁ¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦»Ã¦¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤·n¼ ´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
Ânª¨µ¦oµ Á¨º° ʹ ¥µn ŢĮo »®°¤ Ã
¨¤Ä®Áo
µo ´ ¦» µÎ ¨´
´ ¨¤ ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª· µ¤·¸2 ®n°Å¤o ª¤o ¢´°É¹ ®¦º°
´232 ¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸®°¤ ®¦º°Ä¦³Á¸¥¤ Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á° ´ ¦·¤¦Ê´ª»·
´ ¸ ¦É´ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» áÂÁ¸¥¤ ´³¸ ÃÁ¸¥¤
Ânª
µn ¡¦· ¦³Á¸¥¤ ®°¤Â ¨µ¦oµª´ ÃÇ®¦º°®µ µÎ ¨´
´ ¨¤ µÎ ¦»¦³¼ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
ÁȨµ¦oµ¨µ¦³¸É³°¦n°¥
· ³Å¦o ¤³µª Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2 Áµo Âæ ®n°Å¤o ª¤o ¢´°É¹ ®¦º°
ʵΠ¨µ ¨µ¦oµ¨°®´ ¨³¦³¼ ·Ê´ Ä®¨o ³Á°¥¸ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á° áÂÁ¸¥¤ ´ ¦·¤¦Ê´ª»·
¡¦· ¦³Á¸¥¤ ®°¤Â ³Å¦o ®É´ °¥
·®É´ µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®ºÉ° ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤ ¢°¢°¦´
ÁȨ¼ÁqµÁ¨È Ç ¤»nªÄ®Áo
µo ´ ¦»¦ ·n¼ ´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
ªo ¥ÊµÎ ³µª ·¤¦ µo ¨µ¦oµÅ¤nÁ¤È ¤µÁÈ ·¤ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ®n°Å¤o ª¤o ¢´°É¹ ®¦º°
ʵΠ¨µÅo Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2 Áµo Âæ ´ ¦·¤¦Ê´ª»·®¦º°ÁÈ
¡¦·» ¦³Á¸¥¤ Á¨º°
µn ¤o ®¦º°ÁµÅ¢Ä®o » ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á° áÂÁ¸¥¤ ®É¹ÄµÎ ¦´°µ®µ¦ÄÂn¨³¤Êº°
®°¤ ®É´ ÁȪn Ç Ã
¨¤Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ ´ ³¸ ÃÁ¸¥¤ ¢°¢°¦´ Á¡°ºÉ Ūo ʵΠ´
µo ªÁ®¸¥ª µÎ ®¦´
Á¨º° ʵΠ¨µÁ¨È °o ¥ ɸ°°µ®µ¦¦ÁÈ ®¦º°Á¡ºÉ°
´ ¨¤
°°µ®µ¦Ân¨³¤Êº°
ÂnªÂ¤ ¡¦·»®¦º°¡¦··µÎ Ÿɮ¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ ®¦º°´
µ¤ ¦³Á¸¥¤ ®°¤ÂÁµ Á¨º° ¤µ¤ªÉ´ ®¦º°¤o Ä®o µÎ ¨´
´ ¨¤
´ Á®Éº° ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2 ¦·¤¦Ê´ª»·
»Ã
¨¤Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ®¦º°´ ¸ Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á°
ÂnªÁ®ÈÅ ®°¤®¦º°Ä¦³Á¸¥¤ ´ ¸ ¦É´µÄnʵΠ´ áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤ ·¼n´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
®¦º° ³°ªo ¥µÎ Ä®¤o ¸¨·É®°¤
ʹ ®n°Å¤o ®¦º°´ ¦·¤¦Ê´ª»·
Á®È®°¤ ¡¦·»®¦º°¡¦··µÎ Åɸ®¦º°¥µn Å¢¡°®°¤ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤
¦³Á¸¥¤ ®°¤ÂÁµ Á®ÈÅ¥µn Ä®o »®°¤ °° µÎ ¨´
´ Á®ºÉ° ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2 ·¼n ´ ´ ɸ
ʹĨµÎ ®ªo ¥ ®°
Ânª¤o ´ Á¦¸¥¤Á¨È °o ¥ Ã
¨¤Ä®Áo
µo ´ ¦»¦ªo ¥ Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á° µ ®¨µ®¨µ¥· Án ´ ªn
¦ª¤ ʵΠ¨µ o ®°¤®¦º° ´ ¸ ¦´É µµo ·¥¤Än áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤ ´ °¸Â³ ´ ¡µ¥ ´ Ä
ʵΠ¨µ¦oµ¤o Á¡¤É· ¦·¤µ®¦º°¦µ· µ®¤n¼ µo È ª´ ´ ¼ ´ ¸µo ²¨²
ÂnªÁ¨º° ¦»¦ªo ¥ÊµÎ ´ ³°Â¨µ¦oµ Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡¹Ô Í‹ÍÙ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 233¡¦· ¦³Á¸¥¤ ¤³
µ¤Á¸ ¥ ¤³Á
º°Á¦º° ʵΠ´ ³·¼n ´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
° Á¨º° Ã
¨¡¦·¦³Á¸¥¤ ¤³Á
º°Á¦º° Än ®n°Å¤o ®¦º°´ ¦·¤¦Ê´ª»·
233 ¤³
µ¤Á¸ ¥¸ÉÂnʵΠ¨ªo ¦»¦ªo ¥Á¨º°Â¨³ÊµÎ ´
³° µÎ ¨´
´ Á¤®³ nª¥¦³µ¥
´ ¢°¢°¦´ Á®¨È ª·µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2
¡¦·»®¦º°¡¦··ÅÈ o ¦³¤µ 10-12 Á¤È Á¨º°¦É¹ Á®Éº° Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª·µ¤·Á°
°o µ ¤³Á
º°Á¦º°» 2-3 ¨
µÎ ¡¦·¨ÅµÎ Ä®¨o ³Á°¸¥¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µÂ¨³¤³Á
º° áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤ Űè¼ ¸ °µ¦r
Á¦º°» µÎ ¡°Ä®Âo ®¨
·¸ ¨¼ ¸ Á¤·Ã°¸ Á¢·¨°³¨µ¸ ¦¸
¨ªo Á·¤´ ¸®É´ ¨Å
𸠦·Ã¢ ªµ¨¸ ±¸·¸
Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦
´ æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤
Á¤®³
´ Á®Éº° ¢°¢°¦´ Á®¨È ª· µ¤·¸1 ª·µ¤·¸2
Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ª· µ¤·Á°
áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤
234 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
234
Ânª³· ³· 1-2 °o óp ¤³Á
º°
ºÉÁµ 2-3 ¨ ®°¤ÂÁµ 2-3 Á¦¸¥ÊµÎ ¥°n ¥ Á¦·°µ®µ¦ µÎ ¦» æ¸ Å
¤´ µ¦rÃűÁ¦ ¨Á¸¥¤ ·n¼´ ´ ¨ª ´ ɹ ¤o
®ª´ ¦³Á¸¥¤Áµ 4-5 ¨¸ ʵΠ¨µÂ¨³Á¨º°¦É¹°o µ µÎ ¨´ Âo ʵΠ¨µ¥Á®¸¥ª
´ ¨¤ ¢°¢°¦´ Á®¨È Áµo Âæ¸ ª·µ¤·¸ ®n°Å¤o ®¦º°´ ¦·¤¦Ê´ª»·
¡¦· 4-5 Á¤È ʵΠµ¨ 1-2 °o óp ʵΠÁ¨nµ¦É¹Âªo
´ Á®ºÉ° ª· µ¤·Á° áÂÁ¸¥¤ ÃÁ¸¥¤
µÎ ¤³Á
º°
ɺ¸ÉÁµÅ¢¤µ¨µo ʵΠĮo ³°µ ¨ªo µÎ ¡¦·
´ Á¨º°¨ÅµÎ ¡¦o°¤´ ¤³Á
º°
ºÉÁµ ®°¤Â¨³
¦³Á¸¥¤Ä®¨o ³Á°¸¥Â¨ªo Än³· ¨ÅµÎ Ä®Áo
µo ´
µÊ´ ¦»¦ªo ¥ ʵΠ¨µ ʵΠµ¨ ¨ªo Á·¤ÊµÎ Án µ¨Å
¤É¸ µ: £µµ¤ (2556-57)
ÊÓÃºÑ “ä·´‹Ò¹” : ¡Ô¹ÍÂÙ‹ÍÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 235
กลา วโดยสรปุ แจว เปน นาํ้ พรกิ ทค่ี นไทดา นสว นใหญจ ะทาํ ในครวั เรอื น สว น
ประกอบในการปรุงแตง สาํ คญั คือ พรกิ กระเทยี ม น้ําปลา ปลารา เกลอื และนํ้า
ผกั สะทอน คนไทดา นจะใชแ จว เปน อาหารทกี่ นิ ไดแ ทบทกุ มอื้ การกนิ สว นใหญจ ะ
รับประทานกับขาวเหนียวและมีพวกผักตางๆ ท่ีหาไดในทองถิ่น และในหนาฝน
กจ็ ะรับประทานกบั อาหารท่หี าไดจ ากในปา เชน หนอ ไมไ ร ซง่ึ ในพ้นื ท่ที ี่การเขา
ถึงแหลงอาหารในเมืองคอนขางยาก จะมีอาหารท่ีสําคัญคือหนอไมกับน้ําพริก
บางครั้งชาวไรท่ีไปทําไรบนภูเขาสูงจะไปนอนที่ไรเปนแรมเดือน ก็จะใชน้ําพริก
เปนอาหารหลักของทุกวัน เพราะทําไดงายและหาคอนขางงาย นอกจากนี้
แจวบางชนิดสามารถทําแลวเก็บไวรับประทานคอนขางนาน เชน แจวดํา
นาํ้ ผกั สะทอนทาํ แลว เกบ็ กนิ ไดน าน ทกุ วนั นม้ี กี ารทาํ แจว ดาํ สง ขายทต่ี ลาดดา นซา ย
โดยไมตอ งทาํ เอง
หากพิจารณาคุณคาทางโภชนาการของแจวประกอบดวย พริกซ่ึงจะมี
วิตามนิ ซี สารเบตา แคโรทีนคอ นขา งสงู กระเทียมจะมีสารอาหารคอนขางนอยมี
คารโบไฮเดรต โปรตนี และวติ ามินบี 1 และ 2 แคลเซียมและฟอสฟอรัส เหลก็
โซเดยี มและโพแทสเซยี ม หากเปน แจว ทใ่ี สป ลารา จะมสี ารอาหารพวกโปรตนี คอ น
ขา งสงู นอกจากนย้ี งั รวมทง้ั แคลเซยี มฟอสฟอรสั และวติ ามนิ เอคอ นขา งสงู ดว ยเชน
กนั รวมถงึ บางสาํ รบั ของแจว ทใ่ี สน า้ํ ผกั สะทอนจะมโี ปรตนี และแคลเซยี ม นาํ้ ปลา
มคี ารโบไฮเดรต โปรตนี และเกลือแร ซง่ึ เกลอื แรพ วกโซเดียมทีม่ คี อนขางสูงเชน
กนั ดงั นนั้ สารอาหารในแจว จงึ มคี อ นขา งมากพอสมควร เมอื่ เรากนิ กจ็ ะกนิ ควบคู
กับผักและขาวเหนียวก็จะมีเกลือแร วิตามิน และคารโบไฮเดรตเพ่ิม ดังนั้นแจว
ยังเปนอาหารเพื่อสุขภาพถามีการปรุงที่ถูกหลักสุขลักษณะและสุกสะอาดเพราะ
ในน้ําพรกิ จะมีไขมันนอยมาก และจะชวยในเรอื่ งของการขับถายอีกดวย
หากพิจารณาแจวในมิติสังคมวัฒนธรรมจะพบวา แจวคือสํารับสําคัญ
ท่ีเช่ือมโยงฐานทรัพยากรอาหารท่ีสําคัญของคนไทดาน คือ ขาว ปลา และผัก
พ้นื บา นเขา ดว ยกนั เพราะแจว ทาํ ใหส มาชิกในครวั เรอื นสามารถกินผกั ไดม ากข้ึน
จะกนิ กบั ขา วและปลาไดเ อรด็ อรอ ยขน้ึ ดว ยเหตนุ แ้ี จว จงึ เปน ภมู ปิ ญ ญาสาํ คญั ของ
คนรนุ กอ นในการใชประโยชนจ ากฐานทรพั ยากรที่ตนมอี ยู โดยทาํ ใหม ีอาหารที่มี
235
236 ¨Ò¡»†Òʤً ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
โภชนาการครบถว น ไดแก คารโ บไฮเดรตจากขา ว โปรตนี จากปลา วิตามนิ และ
ธาตุอาหารรองตา งๆ จากผกั พื้นบา นดงั ทกี่ ลา วแลว น่ันเอง ประการสําคัญแจว ยงั
เปน อาหารขนั้ พ้ืนฐานทีส่ ดุ คือ เปน อาหารท่ีมีราคาไมแ พงและคนสามารถเขาถงึ
ไดงาย ขณะเดียวกันแจวก็ไมไดมีลักษณะทางชนชั้นที่ชัดเจน เพราะแจวมีความ
เอร็ดอรอ ยและมีคุณคา โภชนาการที่ทุกครวั เรอื นสามารถเขาถงึ ได
สาํ รบั ไทดานตามฤดกู าล
วัตถุดิบที่ใชในการประกอบอาหารของคนไทดานมีความแตกตางกันท้ัง
ประเภทและปริมาณอาหารโดยสวนใหญมักเปนวัตถุดิบหรืออาหารจากแหลง
ธรรมชาติ ซง่ึ ขนึ้ อยกู บั ฤดกู าล เชน ฤดฝู นมเี หด็ และพชื ผกั มากมาย อยา งเหด็ ขอน
เห็ดผึ้ง เหด็ หนาไค ผกั หนอก และผักกดู เปน ตน ผลไมท มี่ ีในฤดูนจ้ี ะเปนมะกอก
พอหลงั ฝนตกมักจะมนี าํ้ ทว มขังตามทองนา หว ยหนอง คลองบงึ ตางๆ กจ็ ะมี กบ
เขียด ปลา ปู กงุ หอย ผกั บุง ผักแวน และหากจับปลาไดมากกจ็ ะนาํ มาทําปลารา
หรือตากแหงเก็บไวกิน เมื่อยางเขาฤดูหนาว อาหารธรรมชาติจะคลายกับฤดูฝน
แตป รมิ าณอาหารจะลดลง มผี กั บางชนิดท่ีมีเฉพาะในฤดนู ี้ เชน ผกั กระโดน ผกั
ตว้ิ ผกั สะเมก็ สว นชว งฤดรู อ น อากาศคอ นขา งแหง แลง แมป รมิ าณอาหารจะมไี ม
มากเทาฤดูฝน แตก ย็ ังพอมอี าหารบา ง เชน หนู ไขมดแดง ผกั พืน้ บา นชนิด อยาง
ผักหวาน ผกั สะเดา กะทกรก ผกั อีนนู ฯลฯ
236
µ¦µª´ °¥nµÎµ¦´°µ®µ¦Ånµnª§¼ ¦³°oª¥nª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ãµµ¦ ¨³µ¦¦»Ân
ãµµ¦ (µ¦°µ®µ¦n°)
ε¦´¡ºÊ oµ n ª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ¡¨´ µ æ¸ µ¦rÃűÁ¦ Å
¤´ ª· ¸µ¦µÎ
ÂÁ®È¦³Ã
(¨°¦É¸) (¦´¤) (¦´¤) (¦´¤)
®¤·µ¥
1.Á®È¦³Ã 1.µÎ ¦»µÎ ¨´ nª¥¢Êº ¢¼ £µ¡ 63 6 7 1 1.µÎ Á®È¨³Ã¨µo ʵΠĮo ³°µÂ¨ªo ®É´
2.¥°o¤Â° 2.°o ´ Á µÎ ¦»µÎ ¨´ nª¥¢Êº ¢¼ £µ¡ Ä®o ·Ê¡°µÎ n°Än®¤°o ɸ¤o µÎ ʵΠÁº°
3.³Å¦o 3.nª¥
´ ¨¤ Âo °o °º
´ ´µª³ 2.ÄnÁ¦ºÉ°¦»¦ ¡¦·»´ 5-6 Á¤È
4.´ °¸n¼ (¤¨´ ) 4.
´ ¨¤Ä¨µÎ Åo ¨o ¤ª·Áª¥¸ µÎ ¦» ʵΠ¨µ¦oµ
®ª´ Ä 3.Á¸É¥ª´ ¡´ n°Än¥°¤o °¨³°¸n¼
5.¡¦· 5.nª¥
´ ¨¤ Âo »Á¸¥ °o °º Á¦· µo ¥
°µ®µ¦
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡¹Ô Í‹ÍÙ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 237
6.ʵΠ¨µÂ¨³¨µ¦oµ
237
1.·®nµ¥ 1.Ä®Ão ¦¸, ¢°¢°¦´, ¨Á¸É¥¤ 67 7 4 3 1.µÎ ªµ¤³°µ·®nµ¥Â¨³µÎ Á¦Éº°Ä
,áÂÁ¸¥¤ °°Ä®®o ¤Â¨ªo µÎ ¤µ´ Ä®¨o ³Á°¸¥¡¦o°¤
2.°¢´° 2.°o ´ Á µÎ ¦»¦³µ ´ °¢´°
3.Å
nÅn 3.Ä®Ão ¦¸ 2.°Å
nÅn¨ÅÄ·®nµ¥Â¨³°
4.ʵΠ¨µ ¢´°¸É´ ¨ªo Ä®Áo
µo ´ n°¦»
¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ
3.´ ·®nµ¥ÄnݸÉÁ¦¸¥¤Åªo µÎ ÁÈ
 (®n°®¤¸ÉµÎ ÁÈ®n°É¸Á®¨¸É¥¤) ¨ªo
µÎ ®n°®¤Å¥µn Å¢Áµnµ°n°ªµn
®n°®¤³» Ân ´»´ ·¥¤É¹Á¡¦µ³
³ªÂ¨³¦ªÁ¦Èª Ân ³®°¤°o ¥ªµn ·Ê
238 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
238
µ¦µª´ °¥nµÎµ¦´°µ®µ¦Ånµnª§¼ ¦³°oª¥nª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ãµµ¦ ¨³µ¦¦»Ân
ãµµ¦ (µ¦°µ®µ¦n°)
ε¦´¡ºÊ oµ n ª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ¡¨´ µ æ¸ µ¦rÃűÁ¦ Å
¤´ ª· ¸µ¦µÎ
(¨°¦¸É) (¦´¤) (¦´¤) (¦´¤)
¥µÎ Á®È 1.Á®È°n° 1.ÂÃo ¦¨¤ µo 椳Á¦È ¦³»o £¤¼ · 192 4.77 32.3 4.9 1.µÎ Á®È¨µo ʵΠ¨ªo µÎ ¤µ°¥n°
µo µ
°¦nµµ¥ µÎ ÅɹĮo »
2.o ®°¤´ ¸ 2.nª¥
´ Á®Éº° ®o ª´ ´ ¤¼ µÎ ¦»Å 2.µÎ ¡¦· Á¨º° ¦³Á¸¥¤Ä®¡o °Â µÎ
3.´ ¸ÄÁ¨ºÉ°¥ (´ ¸ ¦É´) 3.ÁÈ¥µ¦³µ¥ ®o ª´ ÂÅo
o Á®Èɸɹ»¨ÅµÎ Ħ µ¤ªo ¥
4.®°¤Â 4.nª¥¨¦³´ °Á¨Á°¦°¨ Á¦ºÉ°¦»¦ ʵΠ¨µ¦oµ ´ ¸ ´ ¸ÄÁ¨Éº°¥
5.Ĥ³¼ 5.nª¥
´ ¨¤ µÎ Ä®Áo ¨º°¨¤Å®¨Áª¥¸ ¸ ®°¤Â Ĥ³¼ °¥ ¨ªo µ¤ªo ¥µµÎ
nª¥µÎ ¦»®ª´ Ä µÎ
6.µµÎ 6.µÎ ¦»¤ ª· ¡¦¦ ¦³¼ Á¨È ¦³ 3.¨»Áµo nª¤Ê´ ®¤Ä®Áo
µo ´ È
´ nµ¥ µÎ ¦»®ª´ Ä ÄÅo o
7.¡¦· 7.nª¥
´ ¨¤ ¦³»o Ä®Áo ¦·°µ®µ¦
8.¦³Á¸¥¤ 8.¨Å
¤´ ¨³°Á¨Á°¦°¨
9.ʵΠ¨µÂ¨³¨µ¦oµ
®¤
µo ªÃ¡ 1.
µo ªÃ¡ µÎ ¦»Áo Á°È µÎ ¦»µÎ ¨´ (®µo ) 392.30 4.83 77.82 6.93 1.®É´
µo ªÃ¡ÁÈ·ÊÁ¨È Ç Â¨ªo ¨»Á¨µo
2.Âo
µo ªµo ª ´ Âo
µo ªÁµo ¨³³·
3.ʵΠ³· 3.¦»¦®ªµÁ¨È °o ¥ªo ¥ÊµÎ µ¨¦µ¥
4.ʵΠµ¨¦µ¥Â Â
4.Á¤ºÉ°¤Á
µo ´ ¸Ä®o ´ ÄnݵΠÁÈ
®n°®¤ ¨ªo µÎ ÅɹĮo »
¤¸É µ: £µµ¤ 2556-57