¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¾¢ª× ÍͧҷËÃÒ¾ÑþÒת¡àÃÈÍÃÒÉË°Ò¡Ã¨Ô ·Òá§Å¸ÐÊÃÑμÃÇÁàŪÕÂéÒμ§Ô 139
“«Ùà»ÍÃÁÒÃà á¡μÅД¡ÊÒèҌ §´Ñ à¡Íҧè¢ÒÍ¡§¢ªÒŒ §ØÁºªÒŒ ¹
พชื อาหาร พืชเศรษฐกจิ และสตั วเ ลี้ยง
“ซูเปอรม ารเกต” สรางเองจากขางบา น
“ บ า น น า เ วี ย ง ใ ห ญ แ ล ะ บ า น ห ว ย ต า ด ห ล า ย ค รั ว เ รื อ น ต า ง ก็ มี
“ซูเปอรมารเกต” ขางบานที่ตนเองสรางข้ึนดวยมือ และในขณะเดียวกัน
“ซูเปอรมารเกต” ดังกลาวก็มีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงอยางมีนัยสําคัญ
โดยมีเง่ือนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการเปล่ียนแปลงดานส่ิงแวดลอมโดย
เฉพาะสภาวะอากาศที่ผันแปรถือเปนแรงผลักดันทําใหเกิดการเปล่ียนแปลง
ของ “ซูเปอรมารเกต” ขางบานดังกลาว ดังเห็นไดจากการเขามาของพืช
เศรษฐกิจตางๆ ไมวาจะเปนฝาย ถ่ัวดํา งา ฯลฯ โดยเฉพาะขาวโพดและ
ยางพารา รวมถึงภาวะแลงและนํ้าทวม ดวยเหตุนี้การปรับตัวใหเทาทัน
ตอสถานการณดังกลาว ดวยการใชภูมิความรูท่ีชาวบานมีอยูผสานเขากับ
ความรูสมัยใหมจึงมีความสําคัญอยางยิ่งตอการสรางความม่ันคงทางอาหาร
ของชุมชน”
139
140 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
พืชอาหาร พืชเศรษฐกิจ และสัตวเลี้ยง ก็คือ “ซูเปอรมารเกต”
ท่ีชาวบานสรางเองหรือไดจากแหลงอาหารจากการเกษตร ซึ่งประกอบดวย
การปลูกขาว การทาํ ไร การทําสวน และการปลูกผกั ตามพื้นทตี่ า งๆ รวมถงึ สัตว
เลยี้ งจาํ พวกไก ปลา และเปด ซง่ึ อาจจะอยเู ปน บรเิ วณไรแ ละ/หรอื นาตามภมู นิ เิ วศ
เกษตรของแตละครัวเรือนและหมูบาน อยางไรก็ตามระบบการทําการเกษตรท่ี
โดดเดนของพ้ืนท่ีลุมอยางบานนาเวียงใหญและพื้นท่ีสูงอยางบานหวยตาดก็คือ
การปลกู ขา วนานา้ํ ทว มหรอื ทเ่ี รยี กสนั้ ๆ วา การทาํ “ขา วนา” กบั การทาํ “ขา วไร”
ตามลําดับ
นอกจากนี้ชาวบานทั้งสองหมูบานยังปลูกขาวโพด ถั่วดํา และ
มะขามหวาน ในกรณบี า นหวยตาดบางครวั เรอื นยงั นิยมปลกู กะทกรก แกว มงั กร
และยางพารา เปนตน รวมท้ังบางครัวเรือนยังปลูกพืชผักเพ่ือบริโภคในครัว
เรือนและสงขาย การปลูกขาวโพด คนบานนาเวียงใหญและหวยตาดจะปลูก
ขาวโพดสําหรับเล้ียงสัตว แมจะไมไดใชเปนอาหาร หากทวาขาวโพดกับเปน
พืชเศรษฐกิจที่สัมพันธโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหารของชุมชน เนื่องจาก
เก่ียวของกับระบบการจัดการท่ีดินทําการเกษตรและรายไดของครัวเรือน
ดว ยเหตนุ ก้ี ารกลา วถงึ พชื อาหารจากการเกษตรจงึ หลกี เลยี่ งไมไ ดท จ่ี ะกลา วถงึ พชื
เศรษฐกจิ ทสี่ าํ คญั ในฐานะแหลง เงนิ รายไดแ ละแหลง การผลติ ทใี่ ชพ น้ื ทกี่ ารเกษตร
ของครัวเรือนหนึ่งๆ เปนจํานวนมาก และรวมถึงสัตวเลี้ยงจําพวกปลาและไก
ก็ถือวามีบทบาทสําคัญตอความม่ันคงทางอาหารของชุมชน ดังน้ันเนื้อหาสวนนี้
จะแบงโครงสรางออกเปน 3 สวน คือ พืชอาหารจากการเกษตร พืชเศรษฐกิจ
ทายสุดคอื สัตวเลี้ยงและปลา
พชื อาหารจากการเกษตร
พืชอาหารจากการเกษตรของบานนาเวียงใหญและหวยตาดที่สําคัญก็คือ
ขา ว ชาวบา นจะปลกู ตามทนี่ าและทไี่ ร การปลกู ขา วจะเนน ปลกู เพอื่ บรโิ ภคในครวั
เรือนเปน หลัก สวนพืชผกั และผลไมจ ะปลูกตามหัวไรปลายนา ทสี่ วน และตามที่
วางในเน้ือท่ีบาน ตลอดจนริมรั้ว ขางทาง และริมแมนํ้า กรณีพืชผักและผลไมก็
เชนกันจะปลกู เพอื่ บรโิ ภคในครวั เรอื น มคี รัวเรอื นไมม ากนักที่ปลูกเพ่อื ขาย
140
¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊμÑ ÇàÅÕÂé § 141
“«àÙ »ÍÃÁÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹
ขา ว
บานนาเวียงใหญ : ชาวนาเวียงใหญปลูกขาวนาดํา (ทั้งขาวเหนียว
และขาวเจา โดยจะปลูกขาวเหนียวในปริมาณท่ีมากกวา) ในอดีตมีการปลูกขาว
พ้ืนบานหลากหลายสายพันธุเชนกัน เชน ขาวหมากใหญ ขาวหมาใน ขาวบัก
ข้ตี ม ขาวเกล็ดเตา ฯลฯ ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางแสดงพนั ธขุ า วท่ปี ลูกใน
บานนาเวียงใหญและบา นหวยตาด ตอ มาชาวบา นไดเปลย่ี นมาปลูกขา วสายพนั ธุ
ใหม เชน ขาวหอมสกล เมื่อชวง 10 กวาปที่ผานมา จากการสงเสริมของภาค
รัฐ โดยชาวบานเชื่อวาขาวสายพันธุใหมจะใหผลผลิตท่ีสูงกวาและเม่ือเวลาหุง
เนอ้ื ขาวจะมีเน้ือนุม นวลกวาขาวพ้ืนเมือง
บานหวยตาด : บานหวยตาดปลูกขาวไร (ขาวเหนียวและขาวจาว โดย
จะปลูกขาวเหนียวในปริมาณที่มากกวา) บนพื้นที่สูง ในอดีตชาวหวยตาดนิยม
ปลูกขา วพันธุพื้นเมืองหลากหลายชนิดพนั ธุ เชน ขาวแดง, ขาวของ, ขาวแมงม่ี,
ขาวหมากไร, ขาวบิด ฯลฯ ดังปรากฏรายละเอียดในตารางแสดงพันธุขาว
ทปี่ ลกู ในบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด อยา งไรกต็ ามเมอ่ื พชื เศรษฐกจิ อยา ง
ขา วโพดไดเ ขา มามบี ทบาทในหมบู า น ขา วสายพนั ธพุ นื้ บา นกเ็ รม่ิ หายไปจากชมุ ชน
ท่ีละพันธุสองพันธุ เน่ืองจากชาวบานหันไปปลูกขาวโพดกันเปนจํานวนมาก
และลดการปลูกขาวลง จึงทําใหพันธุขาวพื้นบานหลายชนิดพันธุลดจํานวนลงไป
โดยปรยิ าย
141
142 ¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ตารางแสดงพนั ธขุ าวทีป่ ลูกในบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด
¡´ r»
oµª ¨´ ¬³Á¤¨È oµµÁª¥¸ Ä®n oµ®oª¥µ
°¸ ´» ´ °¸ ´» ´
µo ªÂ Á¤¨È ¥µªÁʺ°¸°°Â¨³Â
È 9
9 9
µo ª° Á¤¨È ¥µªÁʺ°ÊµÎ µ¨Â¨³Â
È 99
9 9
µo ªÂ¤ªo Á¤¨È ¥µªÁʺ°¸ÊµÎ µ¨Â¨³»n¤ 99
9
µo ªÂ¤¤¸É((¢
ÒŒµo Ǫ¨ÁŒÒǵo )) Á¤¨È o °¤¸
µªÂ¨³Â
È 9 9
9 9
µo ª·ªÁ¨Ê¸¥/®µ¨µÅ®¨ Á¤¨È o °¤Áʺ°¸ª¨Â¨³n»¤ 9 9
9
µo ª®¤°Ä®n ((
¢ÒŒµo Ǫ¨ÁŒÒǵo )) Á¤¨È o °¤Áʺ°¸
µªÂ¨³Â
È 9 9
9 9
µo ª®¤µ¼ Á¤¨È Ê´ Áʺ°¸ÊµÎ µ¨°n°Â¨³Â
È 9 99
9
µo ª®¤µÅ¦n Á¤¨È o °¤Áʺ°¸
µªÂ¨³»n¤ 9
9 99
µo ª®¤µÁ®¨ºÉ°¤ Á¤¨È Ê´ Áʺ°¸ÊµÎ µ¨°n°Â¨³Â
È 9
9
µo ª®µ¨µÅ®¨ Á¤¨È o °¤Áʺ°¸ÊµÎ µ¨°n°Â¨³Â
È 9 9
9
µo ª®¤µ· Á¤¨È o °¤Áʺ°¸ÊµÎ µ¨Â¨³Â
È
µo ª·ª´ ¦r/
Á¤¨È ¥µªÁʺ°¸ª¨Â¨³n»¤
µo ªÁ¨È µo Á¤¨È ¥µªÁʺ°¸
µªÂ¨³»n¤
µo ª´ ®µ¤ Á¤¨È ¥µªÁʺ°¸
µªÂ¨³Â
È
µo ª
ʸ ¦¤ Á¤¨È o °¤Áʺ°ª¨Â¨³Â
È
µo ª¨µ¥ Á¤¨È o °¤Áʺ°ª¨Â¨³Â
È
µo ªÁ¨È Ánµ (
µo ª°) Á¤¨È o °¤Áʺ°ª¨Â¨³Â
È
µo ª´ · (
µo ª°) Á¤¨È o °¤Áʺ°ª¨Â¨³Â
È
µo ªÁ®¨º°Ä®n Á¤¨È ¥µªÁʺ°¸Á®¨º°Â¨³Â
È
µo ª´ ´ª Á¤¨È o °¤Áʺ°¸
µªÂ¨³Â
È
µo ª®°µo Á¤¨È ¥µªÁʺ°¸
µªÂ¨³Â
È
µo ¨ÉµÎ Á¤¨È ¥µªÁʺ°µÎ , »n¤Â¨³®°¤
µo ª®°¤°» ¨ Á¤¨È ¥µªÁʺ°
µª, »n¤, ¨³®°¤
µo ª®°¤£¼¡µ Á¤¨È ¥µªÁʺ°
µª, »n¤, ¨³¤¸¨É·®°¤
µo ª¤o (
µo ªÁµo ) Á¤¨È ¥µªÁʺ°
µªÂ¨³»n¤
µo ªÂ¤n
» ¥ª¤ Á¤¨È Ê´ Áʺ°µÎ ¨³n»¤
µo ªÁ®¸¥ª¸Én » Á¤¨È Ê´ Áʺ°µÎ , n»¤, ¨³®°¤
µo ª¦³Â Á¤¨È ¥µªÁʺ°°°ÂµÎ ¨³n»¤
ทม่ี Éา: งานภาคสนาม 2556-57
142
¾ª× ÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅéÂÕ § 143
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºÒŒ ¹
อยางไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบการปลูกขาวสายพันธุพ้ืนเมืองระหวาง
บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด จะพบวา บา นหว ยตาดมชี นดิ พนั ธพุ น้ื เมอื งมากกวา
พันธุขาวพื้นเมืองที่ชาวหวยตาดนิยมปลูกคือ ขาวแมว ขาวซิวเกลี้ยงและขาวก่ํา
สง่ิ ทนี่ า สงั เกตคอื มคี รวั เรอื นหนง่ึ ไดร บั เลอื กเปน ตวั แทนจากมหาวทิ ยาลยั ขอนแกน
เม่ือ 3-4 ปกอน ใหเปนแหลงขยายสายพันธุขาวพ้ืนเมือง เชน ขาวหอมญี่ปุน
และขาวขุนยวม จึงทําใหหมูบานหวยตาดมีการร้ือฟนและสงเสริมขาวพืชเมือง
สายพนั ธใุ หมท เ่ี หมาะสมกบั พน้ื ทมี่ ากขน้ึ อยา งไรกต็ ามการปลกู ขา วพนั ธพุ นื้ เมอื ง
ดังกลาวกลับมีปญหาในปจจุบัน เพราะโรงสีชุมชนในหมูบานไมรับสีเนื่องจาก
รําขาวพื้นเมืองขายไมได เนื่องจากสัตวพวกเปดไกและหมูไมกินรําขาวพวกนี้
สว นเหตผุ ลในการปลกู ขา วเจา ของ 2 หมบู า น ชาวบา นใหเ หตผุ ลวา แมว ฒั นธรรม
คน “บา นนา” และ “บานไร” จะกินขา วเหนียวเปน อาหารหลกั หากทวาเหตุผล
ที่ครัวเรือนตองปลูกขาวเจาก็เพื่อสํารองและเก็บใหญาติที่ทํางานอยูตางถ่ินหรือ
ไวตอ นรบั แขกผูมาเยือน
พชื และผลไม
บานนาเวียงใหญ : ชาวนาเวียงใหญมีการปลูกพืชเพ่ือใชประโยชนใน
ครัวเรือนตางๆ รวบรวมได 108 ชนิดพันธุ พืชทั้งหมดสามารถระบุช่ือตาม
หลักอนุกรมวิธานได 42 วงศ ดังปรากฏรายละเอียดในอนุกรมวิธานพืชท่ี
ชาวบานนาเวียงใหญปลูกในภาคผนวก วงศพืชที่ปลูกมากที่สุดคือ
Cucurbitaceae, Gramineae, และ Zingberaceae พบอยาง 8 ชนิดพันธุ
เชน วงศ Cucurbitaceae มพี ชื จาํ พวกผกั บุง แตงกวา ฟกหอม ฟกทอง น้าํ เตา
มะระขี้นก ฟกขาว บวบงู และตําลึง, วงศ Gramineae มีพืชจําพวกไผน้ําเตา
ตะไคร ออย ขาว ขาวโพด และวงศ Zingberaceae มีพืชจําพวกขา กระชาย
กระเจยี ว ขมน้ิ ขาว กระชายดาํ อีตูบ ไพล และขิง ขณะท่วี งศ Euphorbiaceae
พบ 6 ชนดิ พนั ธุ คือ มะไฟปา โกสน มัน มะยม ละหุง และผกั หวานบาน และ
วงศ Leguminoseae-mimosoideae พบ 6 ชนิดพันธุเชนกันคือ ผักเนา
มะขามเทศ อัญชัน ถั่วแปบ แคบาน และถ่ัวฝกยาว สวนวงศ Febaceae,
143
144 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
Leguminoseae-Caesalphinioldeae และ Solanaceae พบอยา งละ 5 ชนดิ พนั ธุ
หากแบง ตามลกั ษณะวสิ ยั ของพนั ธพุ ชื บา นนาเวยี งใหญแ บง เปน ไมเ ลอ้ื ย 17 ชนดิ
พันธุ ไมลมลุก 38 ชนิดพันธุ ไมพุม 28 ชนิดพันธุ และไมยืนตน 25 ชนิดพันธุ
ดังปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวก อยา งไรก็ตามหากพิจารณาเฉพาะพืชอาหาร
ท่ีชาวบานนาเวียงใหญ โดยแบงตามฤดูกาลสรุปไดตามตารางพืชอาหารท่ีชาว
บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดปลูกโดยแบง ตามฤดูกาล
ตารางพชื อาหารทชี่ าวบานนาเวียงใหญแ ละหว ยตาดปลกู โดยแบง ตามฤดูกาล
§¼ ºÉ°o°·É / µ¤´
¦o° ¡º 1.°µÎ , 2.Á°º , 3.Á°º µÎ , 4.Á°º ®°¤, 5.·Êª, 6.¤´ n,¼ 7.³°
¨Å¤o 1.¤³¦µ, 2.®¤µ¤nª, 3.¤³Å¢n µ, 4.¤³
µ¤, 5.¤³
µ¤Á«, 6.¤¡,n¼ 7.¡» ¦µ, 8.¤o
¡º 1.´ µ¥µ, 2.´ ³Ã, 3.°, 4.¦³Á¸¥ª, 5.°¸¼, 6.
·
¨Å¤o 1.¤¡,n¼ 2.¤o ð, 3.¨·Êɸ
®µª ¡º 1.°µÎ , 2.Á°º , 3.Á°º µÎ , 4.Á°º ®°¤, 5.¤´ n¼, 6.¤´ µÎ ³®¨´ , 7.ªÉ´ ¦³, 8.
¤·Ê
µª, 9.
¦³µ¥µÎ , 10.
·
¨Å¤o 1.¤³
µ¤, 2.¤³
µ¤Á«, 3.¤o
»§¼ ¡º 1.´ ª´É (®°¤), 2.´ ®n» (¤³¨³°), 3.´ »o , 4.ªµ, 5.¢´®°¤ (¢), 6.´ °¹ (¢´°), 7.
ʵΠÁµo , 8.¤³¦³
ʸ, 9.¢´
µo ª, 10.ª,¼ 11.µÎ ¨¹, 12.¨·Ê¤´ ¦, 13.´ ®ªµµo , 14.¤o n °¥, 15.
Â, 16.
ʸÁ®¨È , 17.Ån ʵΠÁµo , 18.³Å¦o, 19.´ ¤µ (³¦³Â®n), 20.¡µ, 21.¥®É¸ ¦nµ, 22.
³Á¡¦µ, 23.¦³·, 24.´ Ánµ (³°¤), 25.ªÉ´ Â, 26.µo , 27.ªÉ´ ´¥µª, 28.¦³Á¸Ë¥Â,
29.³Áµ, 30.®¤µ°o ¥, 31.¥µn µ, 32.¤³¦»¤, 33.Á
¤È , 34.°¸Á¨·« (³¡¨¼), 35.¤³µª, 36.¤³¦¼,
37.¡¦·, 38.¤³Á
º°Á«, 39.¤³Á
º°Á¦µ³, 40.®¤µÂ
o (¤³Á
º°¡ª), 41. ´ ¸ÄÁ¨Éº°¥, 42.¤o °°
°, 43.
nµ, 44.¦³µ¥
¨Å¤o 1.®¤µÁ
¸¥ (°o ¥®nµ), 2.®¤µ´ (´ ³¦), 3.ªo ¤´ ¦, 4.¤³¥¤, 5.°°o ¥, 6.
µo ªÃ¡, 7.´ ¤É¸
(
») 8.¨ªo ¥, 9.´ µ ( ¦´É) 10.¤³Á¢º °, 11.®¤µ¡¦oµª
ท่ีมÉ า: ภาคสนาม (2556)
หมายเหตุ : ตวั อักษรตรง คอื พืชอาหารทีช่ าวบานปลูกพบทั้งบานนาเวยี งใหญและหวยตาด
สวนตวั อกั ษรเอน คือ พชื อาหารทช่ี าวบา นปลูกพบเฉพาะบานนาเวียงใหญ
144
¾ª× ÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅÂéÕ § 145
“«àÙ »ÍÃÁÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹
นอกจากนห้ี ากพจิ ารณาในแงพ ชื อาหารทชี่ าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด
ปลกู และใชก นิ เปน ประจาํ และแบง ตามฤดกู าลจะพบเพยี งผกั เทา นน้ั ขณะทผ่ี ลไม
ชาวบา นจะกนิ เพยี งบางโอกาสหรอื ไมไ ดก นิ ประจาํ สรปุ รายละเอยี ดพชื อาหารดงั
กลา วไดด งั นี้
ฤดูรอ น : ฤดูรอนหรือชว งเดอื นมนี าคม-มถิ นุ ายน ชาวบา นหวยตาดมีพชื
ผกั ทใ่ี ชก นิ เปน อาหารหลกั 5 ชนดิ พนั ธุ ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ นิ พชื
อาหารทช่ี าวบา นปลกู พชื ผกั ทมี่ คี วามโดดเดน ในชว งเดอื นดงั กลา ว คอื พชื จาํ พวก
หวั ท่สี ามารถใชกนิ แทนขา วได คือ บอนดาํ , เผือก, เผอื กดาํ , และเผอื กหอม สว น
พืชที่มีเอกลักษณเฉพาะถ่ินก็คือ ผักสะทอน (ไมยืนตน) ที่ชาวบานจะนําไปหมัก
และผา นขนั้ ตอนการทาํ อาหารออกมาเปน เครอื่ งปรงุ รสอาหารใสย าํ และแกงตา งๆ
ฤดฝู น: ฤดฝู นหรอื ชว งเดอื นกรกฎาคม-ตลุ าคม ชาวบา นนามพี ชื ผกั ทใี่ ชก นิ ประจาํ
มมี ากถงึ 5 ชนดิ พนั ธุ สว นใหญจ ะเปน ผกั ทใี่ ชก นิ สดๆ หรอื นง่ึ แกลม กบั อาหารพวก
ยาํ และน้าํ พริก คอื ผกั คายา, ผกั กะโดน, กระเจยี ว, และอตี ูบ สว นขิงชาวบา นจะ
นาํ ไปเปนสวนผสมสําคัญของแกงตางๆ
ฤดหู นาว : ฤดหู นาวชว งเดอื นพฤศจกิ ายน-กมุ ภาพนั ธ พบพชื ผกั ทชี่ าวบา น
ปากินเปนประจาํ อยู 7 ชนิดพันธุ เกอื บทั้งหมดจะเปน อาหารประเภทหวั เหมือน
กบั ชว งเดอื นมนี าคม-มถิ นุ ายนหรอื ฤดรู อ น ทชี่ าวบา นนาํ ใชก นิ แทนขา ว คอื เผอื ก,
เผอื กดํา, เผอื กหอม, และมนั สําปะหลงั สว นบอนดําจะนําไปแกง นอกจากน้ี ยงั
มีขมนิ้ ขาวทช่ี าวบา นนยิ มนาํ ไปกินสดๆ เปน เคร่อื งเคยี งยําและนา้ํ พรกิ และขิงใช
เปน สวนผสมของแกงตา งๆ
ทุกฤดู : ชวงเวลาตลอดท้ังปหรือทุกฤดูพบพืชผักท่ีชาวบานนากินเปน
อาหารหลักมากถึง 41 ชนิดพันธุ พืชแตละชนิดพันธุมีความโดดเดนและสําคัญ
ตอ ครวั เรือน เพราะชาวบา นจะปลูกไวร มิ รว้ั หรือหวั ไรป ลายนา พรอ มทีจ่ ะเก็บมา
ปรงุ แตงไดเสมอ พชื ผกั ทีส่ าํ คญั เปนเครื่องเคยี งกับอาหารยําและนาํ้ พรกิ เชน ผัก
บัว่ (หอม), ผกั บงุ , แตงกวา, มะระขนี้ ก, ฟกขาว, บวบงู, ตําลึง, แค, ผกั แมงดา
(สะระแหน) , โหราพา, กระถนิ , ผกั เนา , ถว่ั แปบ, แคบา น, ถวั่ ฝก ยาว, สะเดา, อเี ลศิ
(ชะพลู), มะเขือเปราะ, หมากแขง (มะเขือพวง), ผักชใี บเลือ่ ย, และสมออบแอบ
145
146 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
สว นพชื ผกั ทใี่ ชป รงุ แตงเพอ่ื เพิ่มรสชาติใหก บั อาหารทั้งยําและแกง เชน สมปอย,
มะนาว, มะกรูด, พริก, มะเขือเทศ, และยานาง สวนพืชท่ีใชเปนสวนประกอบ
อาหารประเภทแกง เชน ผกั บ่วั (หอม), มะละกอ (บกั หุง), ผกั บงุ , ฟก หอม (แฟง),
บกั อึ (ฟกทอง), น้าํ เตา , ฟกขาว, บวบงู, ผักหวานบา น, ขีเ้ หลก็ , ตะไคร, แคบาน,
อีฮมุ (มะรมุ ), ขา , และกระชาย
ตารางปฏิทินพืชเกษตรที่ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดปลกู
และใชกนิ เปน ประจํา
¤.. .¡. ¤.¸ . Á¤.¥. ¡.. ¤.· ¥. .. .. .¥. .. ¡.¥. ..
1.°µÎ , 2.Á°º , 3. Á°º µÎ , 4.
Á°º ®°¤, 5.³°
1.´ µ¥µ, 2.´ ³Ã, 3.¦³Á¸¥ª,
4.°¸¼, 5.
·
1.°µÎ , 2. 1.°µÎ , 2.
Á°º , 3. Á°º µÎ Á°º , 3. Á°º µÎ
, 4. Á°º ®°¤, , 4. Á°º ®°¤,
5.¤´ µÎ ³®¨´ , 5.¤´ µÎ ³®¨´ ,
6.
¤·Ê
µª, 7.
· 6.
¤·Ê
µª, 7.
·
1.´ ª´É (®°¤), 2.´ ®n» (¤³¨³°), 3.´ »o , 4.ªµ, 5.¢´®°¤ (¢), 6.´ °¹ (¢´°), 7.ʵΠÁµo , 8.¤³¦³
ʸ,
9.¢´
µo ª, 10.ª,¼ 11.µÎ ¨¹, 12.´ ®ªµµo , 13.¤o n °¥, 14.Â, 15.
ʸÁ®¨È , 16.³Å¦o, 17.´ ¤µ
(³¦³Â®n), 18.¡µ, 19.¥®¸É ¦nµ, 20.³Á¡¦µ, 21.¦³·, 22.´ Ánµ (³°¤), 23.ª´É Â, 24.µo , 25.
ª´É ´¥µª, 26.¦³Á˸¥Â, 27.³Áµ, 28.¥µn µ, 29.°¸±»¤ (¤³¦»¤), 30.Á
¤È , 31.°¸Á¨·« (³¡¨¼), 32.¤³µª, 33.
¤³¦¼, 34.¡¦·, 35.¤³Á
º°Á«), 36.¤³Á
º°Á¦µ³, 37.®¤µÂ
o (¤³Á
º°¡ª), 38.´ ¸ÄÁ¨Éº°¥, 39.¤o °°Â°, 40.
nµ, 41.¦³µ¥
ทม่ี า: ภาคสนาม (2556-57)
หมายเหตุ : ตวั อักษรตรง คอื พืชอาหารทชี่ าวบานปลกู พบทงั้ บา นนาเวยี งและหว ยตาด
สวนตวั อกั ษรเอน คือ พืชอาหารที่ชาวบา นปลูกพบเฉพาะบา นนาเวยี งใหญ
146
¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊμÑ Çà ÅÕÂé § 147
“«Ùà»ÍÃÁÒÃà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹
บา นหวยตาด : พชื ทปี่ ลกู เพอ่ื ใชป ระโยชนดา นตางๆ ในครวั เรือนจาํ นวน
107 ชนดิ พนั ธุ สามารถระบุช่ือหลกั อนกุ รมวิธานไดท ัง้ หมด แบง ได 42 วงศ วงศ
Cucurbitaceae, Gramineae, และ Zingberaceae พบวงศละ 8 ชนดิ พันธุ
ขณะทีว่ งศ Euphorbiaceae และ Leguminoseae-mimosoideae พบวงศล ะ
6 ชนดิ พันธุ สว นวงศ Febaceae, Leguminoseae-Caesalphinioldeae และ
Solanaceae พบวงศล ะ 5 ชนดิ พนั ธุ จาํ นวนวงศอ น่ื ๆ แสดงรายละเอยี ดในอนกุ รม
วิธานพืชทช่ี าวหว ยตาดปลูกในภาคผนวก หากแบง ตามลกั ษณะวิสัยของพันธุพชื
บานนาเวียงแบง ไดเปน ไมเ ล้ือย 17 ชนดิ พนั ธ,ุ ไมล ม ลกุ 38 ชนดิ พันธ,ุ ไมพุม 28
ชนิดพันธุ, และไมยืนตน 25 ชนดิ พนั ธุ สว นวิสยั พนั ธุพชื บานหว ยตาดจะพบชนดิ
พนั ธเุ ดยี วกบั บา นนาเวยี งใหญ ยกเวน ไมพ มุ ทบี่ า นหว ยตาดมนี อ ยกวา 1 ชนดิ พนั ธุ
ดงั ปรากฏในภาคผนวกเชน กนั
อยางไรก็ตามหากแบงเฉพาะพืชที่กินไดและแบงตามฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะ
พบวา บานหวยตาดจะมีลักษณะเชนเดียวกับนาเวียงใหญยกเวนฤดูฝนจะไมพบ
พืชผัก 3 ชนิดพันธุ คือ ผกั คายา, ผกั กะโดน, และอตี บู เนื่องจากพืชผกั ดงั กลาว
เจริญเติบโตไดเฉพาะท่รี าบลุม ดังปรากฏรายละเอียดในตาราง ปฏิทินพืชเกษตร
ทชี่ าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดปลกู และใชก นิ เปน ประจาํ สว นพชื ทชี่ าวหว ย
ตาดกินเปนอาหารประจําจะมีลักษณะเชนเดียวกับบานนาเวียงใหญ ยกเวนชวง
เดอื นกรกฎาคม-ตุลาคม หรอื ฤดฝู นท่ีพบพชื เพยี ง 2 ชนดิ พันธุ คอื กระเจยี วและ
ขงิ เทา นนั้ ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ นิ พชื เกษตรทช่ี าวบา นนาเวยี งใหญ
และหวยตาดปลูกและใชกินเปน ประจาํ
ส่ิงที่นาสังเกตคือพืชท่ีชาวบานปลูกและกินไดหลายชนิด ที่ชาวบาน
นาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดนาํ ไปปรงุ แตง อาหารไดห ลากหลายสาํ รบั อาจกนิ เปน ผกั
แกลม ปรงุ รส หรือสวนผสมของแกง เชน ผกั บั่ว (หอม), มะละกอ (บักหงุ ), ผัก
บุง, ฟกหอม (แฟง), บกั อึ ( ฟก ทอง), และนาํ้ เตา เปนตน ดว ยเหตุนี้เอง พืชผกั ที่
ชาวบานเก็บเก่ียวไดตลอดท้ังปหรือทุกฤดูจึงมีจํานวนสายพันธุและชนิดมากกวา
ชว งอน่ื ๆ เปน เพราะพชื ผกั เหลา นเ้ี ปน อาหารหลกั ทส่ี าํ คญั ของครวั เรอื นในการปรงุ
แตง สํารับเมนตู า งๆ น่ันเอง
147
148 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
พืชสวนครวั
พืชผักสวนครัวที่ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดปลูก พบวามีรูป
แบบการปลูกท่ีนาสนใจท้ังรูปแบบที่นิยมปลูก วิธีการปลูก พัฒนาการและการ
เปล่ยี นแปลง ผลการศึกษาสรปุ ไดตามตาราง แสดงรปู แบบและการเปลีย่ นแปลง
ในการปลูกพชื ผกั สวนครวั ของชาวบานนาเวยี งใหญและหว ยตาด
ตารางแสดงรปู แบบและการเปลี่ยนแปลงในการปลูกพืชผักสวนครัว
ของชาวบานนาเวยี งและหวยตาด
ª· ¸µ¦¨¼ ¡º ɸ ·¥¤¨¼ °¸ ´»´
¨¦·¤ µ¦¡´ : ¡¦·, ¤³Á
º°Á«, ¤nʵΠ¨µÎ ¨° Ã¥Á¡µ³Â¤nʵΠ®¤´ ¤¸ÊµÎ ¤¸µ¦¨¼ ¦·¤Â¤nʵΠÂn¨¼Åo
¤nʵΠ¤³Á
º°µ, ¤³Á
º°¡ª, Á¡¥¸ ¡°É¸³Ä¦o ʵΠ¡º ´ ª¦´ª Á¡¥¸ µ®¤n¼µo ®¦º°µ
o ¤¨´ , ¡µ, ¨°§¼µ¨ ʵΠ¤¸¤µÁº°¨o ¨É· ¦´ªÁ¦º°ÁnµÊ´ Á¡¦µ³µ
¦µÅ¤o ³Å¦o, o ®°¤, ´ µ, µÎ Ä®o µªµo nµ¥n°µ¦Á·
ʹ¨Ä ®¤n¼ µo ¸É¤nʵΠʺÁ
· Ťn
ªµ»o ° (¦¼Âµ¦ µ¦´ ¦´ ´ ¸É¨¼ ¦·¤ÊµÎ ³ ³ªÄµ¦¨¼ ¤¥´ Ä®¤n
¦³µ/ ¨¼ ¤¸Ê´ ¤´ ¨³ ¨´ Á¨¸É¥µ¤§¼ nª¤µ³¨¼ §¼ ɸ¨¼ ´ ·Á°È ³¨¼ ®¨´
¦³q ° ¨¼ ÂÁÈ ¦³Á¸¥ÁÈ ®µª Á¡¦µ³Å¤n°o ¨ª´ ʵΠ®¨µ ¨³ µo
µo µo ¨ªo Ân³ª
¨Ân°¥Än¼ ¡ÊºÉ¸Á¨È Ç) °µµ«¸É®µªÁ¥È µÎ Ä®o ¨¼¡º ´ ¨¼ ¨³¤´ Äo ¦³µ¦¡º´
¨¼¦· ¤¦Ê ´ª ´ ¸, ®°¤, ³¦³Â®n Å®o ¨µ¥·
¤¸®¨µ¥¦´ªÁ¦º°É¸¨¼ ¡º´ ª¦´ª Ťnn°¥·¥¤ ®µ¦µÅ¤¥o µ
¦oµ (ŤÅo n ´ ¸, ®°¤, ³¦³Â®n ¦µÅ¤o Ã¥Á¡µ³É¸°o Äo ·ÁÈ
¦ªÊ´ ´ ¦³µÎ ³°µ«¥´ ªµ¤¦ªÁ¦Èª¸É³µÎ ¤µ ¥´ ¤¸®¨µ¥¦´ªÁ¦º°É¸¨¼¡º ´
¡Êº) ¤³¨³°, Â, ³°¤, ¦»°µ®µ¦ ¦³°´ ¤¥´ n°¦µÅ¤o ª¦´ª Ħ³µ ¦³µÉ¸
¦³·, ´ ®ªµµo , Å®n ¦º°Å¤Áo ʺ°Â
È ®µÅo nµ¥ ¨³nª Äo È ³ÁÈ ³¨³¤´ Ánµ ¥µ
¤³¦¼,
µn , ¤³µª ¨ªo ¥ Ä®nÄÁo È É¸·ÊʵΠ¨µo µ ¨µo Áʺ° ¨µo ¦¥Ár nµ É¹È ¦³¥» r µ¤
¨µ ¸ÉŤn¤µ ³ÅÁo È q »¥ÅĪ´ ¤¥´ ®¦º°£µ³¸Éµ¤µ¦®µÅo
ªÉ´ ´¥µª, ª, ʵΠÁµo ¤¸®¨µ¥¦´ªÁ¦º°¸É¨¼¡º ´ ª¦´ª
Ħ³µ Ã¥Á¡µ³É¸°o Äo ¦³µÎ Ťn·¥¤ÁºÉ°µ¦Ê´ª´»´ µÎ
°µ«¥´ ªµ¤¦ªÁ¦Èª¸É³µÎ ¤µ¦»°µ®µ¦ ªo ¥Á®¨È ®¦º°ÂÁ¨ ¡º ´
ªo ¥ ¦³µÉ¸Äo È ³ÁÈ ¦³°Ánµµo °µ«¥´ ŤnÅo °o ŵΠ¦oµÄ®o
°Å¤Áo nµµo É¹È ¦³¥» £r µ³É¸ nµ®µ ®¦º°µµo È °o µ¦
µ¤µ¦®µÅo ʵΠ¸É¦¥È ´ Äo ʵΠ¨µo µ êr ªµ¤ª¥µ¤
°¦Ê´ª¹Å¤n
¨µo Áʺ° ¨µo ¨µµo ³ÅÁo È q »¥ÅÄ °¥µÄ®¤o ¸°³Å¦Å· ´
ª´ Án o ®°¤ ³¦³Â®n ´ ¡ª ²¨² Á®¤º°¤¥´ n°
¤¥´ n°·¥¤¨¼ ´ ¦·¤¦Ê´ª´ ¤µ
Áɺ°µ¦Ê´ª¤¥´ n°µÎ ªo ¥Å¤¡o º´ Äo
°µ«¥´ Åo åŤn°o ŵΠ¦oµÄ®Äo ®¤nÄ®o
Á¸¥Áª¨µÁn ª´É  ª´É ´¥µª ªÉ´ ¡²¼ ¨²
¨¼ µ¤¦·¤¦Ê´ª®¦º°®ª´ Ŧn¨µ¥µ ¦ª¤¹
¡ÊºÉ¸µ¤¦· ¤Ê µÎ
ทีม่ า : งานภาคสนาม (2556-57)
148
¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅéÂÕ § 149
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÃà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºÒŒ ¹
จงึ เหน็ ไดว า อาหารจากภาคเกษตรนนั้ มหี ลากหลายชนดิ พนั ธุ โดยมขี า วเปน
พชื อาหารหลกั ของหมบู า น นอกจากนย้ี งั มพี ชื ผกั ตา งๆ ทชี่ าวบา นหลายครวั เรอื น
นยิ มปลกู ไวก นิ เองในหมบู า น สว นรปู แบบการปลกู กม็ ลี กั ษณะแตกตา งกนั ไป โดย
เฉพาะการปลกู ขา วจะมเี งอื่ นไขทางกายภาพเปน ตวั กาํ หนด ดงั เหน็ ไดจ ากการปลกู
ขาวนาในบานนาเวยี งใหญ และปลกู ขา วไรในบา นหวยตาด
ภาพวาดจาํ ลองการปลกู พืชผักสวนครัวรูปแบบตางๆ ของคนไทดาน
พชื เศรษฐกจิ
พชื เศรษฐกจิ ของคนไทดา นโดยเฉพาะกบั คนในวฒั นธรรมบา นไรอ ยา งชาว
หว ยตาดมหี ลากหลายประเภท อาทิ ฝา ย ถวั่ ดาํ กะทกรก ยางพารา มนั สาํ ปะหลงั
และงาดํา อยางไรก็ตาม พืชเศรษฐกิจท่ีมีบทบาทสําคัญอยางมากของผูคนก็คือ
ขาวโพดและยางพารา ดังปรากฏรายละเอียดพืชเศรษฐกิจตางๆ ในภาพเขียน
จําลองเวลาชวี ิตขา วและพชื เศรษฐกจิ ของบานนาเวยี งใหญและบานหวยตาด
149
150 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
ภาพเขยี นจาํ ลองเวลาชีวิตขาวและพชื เศรษฐกิจทีส่ าํ คญั ของบา นนาเวียงใหญและบานหว ยตาด
ฝาย
ฝา ย (Gossypium herbaceum L.) เปน พืชที่ชาวบา นนาเวียงใหญและ
หว ยตาดปลกู มาเปน ระยะเวลานาน ในสว นของบา นนาเวยี งใหญป ลกู ฝา ยเพยี งเลก็
นอ ยเพอื่ ใชใ นครวั เรอื น สว นบา นหว ยตาดปลกู ฝา ยเปน พชื เศรษฐกจิ สมยั กอ นฝา ย
จากหมบู า นนี้ถอื วา มีชื่อเสยี งอันดบั ตน ๆ ของเมอื งไทยเพราะมีคณุ ภาพดี
บานหวยตาดปลูกฝาย “ฝายดอน” หรือพันธุฝายศรีสําโรง 2 มีความสูง
ราว 123 เซนตเิ มตร ปลูกในชวงเดอื นมิถนุ ายน-กรกฎาคม หลงั จากนัน้ ราว 50
วัน ตนฝายจะออกดอก รวมระยะเวลาเกบ็ เกยี่ วได 120-160 วนั ใหผ ลผลติ ราว
280-330 กิโลกรัมตอ ไร
อยางไรก็ตาม พันธุฝายศรีสําโรง 2 ก็มีขอจํากัดหลายประการเก่ียวกับ
เงอื่ นไขของสภาพพ้นื ท่ีทปี่ ลูก ทั้งในเรือ่ งการเจรญิ เตบิ โตท่ไี มส ูดนี ัก รวมถึงแมลง
และศัตรูพืชที่ระบาดอยางหนัก ทําใหชาวบานตองใชสารเคมีทางการเกษตร
150
¾ª× ÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊμÑ Çà ÅÂÕé § 151
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹
ไมวาจะเปนปุยและยาฆาแมลงเปนจํานวนมาก ทายที่สุด ชาวบานทั้งหมดจึง
ตดั สนิ ใจหนั ไปปลกู พชื เศรษฐกจิ อน่ื ทไี่ ดร าคาสงู กวา ซงึ่ นน่ั กค็ อื ขา วโพด ปจ จบุ นั
ครวั เรอื นตา งๆ ปลกู ฝา ยตามแบบธรรมชาตไิ วใ ชเ ฉพาะในครวั เรอื นตนเองเทา นนั้
งา
งา (Sesamum indicum L.) เปนพืชที่ปลูกเฉพาะพื้นท่ีสูง ปลูกเฉพาะ
บา นหว ยตาดเทา นนั้ ชาวบา นนยิ มปลกู งา 3 สายพนั ธคุ อื งาขาว งาดาํ และงาเทา
ในอดตี บา นหว ยตาดปลกู งาเพอ่ื บรโิ ภคในครวั เรอื น สว นทเี่ หลอื จงึ แบง ขายใหก บั
เพอ่ื นบา นและตลาด ในปจ จบุ นั ชาวหว ยตาดยงั คงปลกู งา โดยปลกู แบบธรรมชาติ
ปลอยใหตนงาข้ึนตามขอบพื้นท่ีไรและที่ดินตนเอง ตามปกติงาจะออกดอกหลัง
จากปลกู แลว 30-40 วัน หลงั จากนน้ั อีก 70-80 วันก็เกบ็ เกย่ี วได ฝก หน่งึ ๆ จะให
เมลด็ ประมาณ 70-100 เมล็ด
ถวั่ ดาํ
ถวั่ ดาํ (Phaseolus mungo Linn.) เปนไมลม ลุกท่ชี าวบานนาเวียงใหญ
และหวยตาดนิยมปลูกมาเม่ือหลายสิบปกอน ชาวบานจะปลูกหลังจากเก็บ
เกี่ยวผลผลิตขาวหรือขาวโพดแลวเสร็จ สวนสายพันธุมีท้ังพื้นเมืองและเกษตร
สายพันธุใหมท่ีใหเมล็ดโตและใหญกวา จากการศึกษาพบวาบานนาเวียงใหญ
มีนอยครัวเรือนท่ีปลูกถั่วดํา ขณะที่บานหวยตาดมีหลายครัวเรือนนิยมปลูก
เปนพืชเศรษฐกิจเสรมิ และเพ่อื บํารุงดนิ
มะขามหวาน
มะขามหวาน (Tamarindus indica Linn.) เปนไมยืนตน มีความสูง
ราว 10-12 เมตร มที รงเปน พุม เปนพืชเศรษฐกจิ อีกสายพันธหุ น่งึ ท่บี า นนาเวียง
ใหญแ ละบา นหว ยตาดไดร บั การสง เสรมิ จากภาครฐั กลา วคอื หลงั จากทเ่ี กษตรกร
จังหวัดเพชรบูรณปลูกและขายมะขามหวานแลวไดราคาดี ภาครัฐจึงสงเสริม
ใหชาวดานซายปลูกซ่ึงรวมถึงบานนาเวียงใหญและบานหวยตาด สวนสายพันธุ
151
152 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ทภ่ี าครฐั สง เสรมิ ใหป ลกู คอื พนั ธสุ ที อง โดยชาวบา นเรมิ่ ปลกู อยา งจรงิ จงั นบั จากป
พ.ศ. 2540 เปนตน มา
ชวงตนท่ีปลูกตนมะขามหวานปรากฏวา มะขามหวานทํารายไดใหกับ
ชาวบานเปนอยางมาก ชาวบานอีกหลายครัวเรือนที่ยังไมไดปลูกจึงคิดปลูก
มะขามหวานตาม ปรากฏวา เมอื่ ผลผลติ ออกมาพรอ มกนั หลายๆ หมบู า นจงึ ทาํ ให
มะขามหวานราคาตก ประกอบลกั ษณะภมู อิ ากาศทหี่ มอกและนาํ้ คา งลงจดั ทาํ ให
มะขามหวานมีความช้ืนสูงและข้ึนรา ขายไมได ทายสุดชาวบานเกือบทั้งหมด
จึงโคนมะขามท่ีลงทุนปลูกไป เหลือติดบานไวเพียงไมก่ีตนเพ่ือเก็บไวบริโภค
ในครัวเรอื น เปลย่ี นกลับมาทาํ สวน ปลกู ขาว และพืชพนั ธอุ นื่ ๆ
ขาวโพด
ขาวโพด (Zea mays L.) ในฐานะเปนพืชเศรษฐกิจเริ่มปลูกในบาน
นาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดชว งกลางทศวรรษท่ี 2510 โดยเฉพาะกรณบี า นหว ยตาดท่ี
ชาวบา นเรม่ิ ประสบปญ หาการใชส ารเคมใี นปรมิ าณมากจากการปลกู ฝา ย ปจ จบุ นั
ครัวเรือนเกือบท้งั หมดของบานหว ยตาดปลกู ขา วโพด สว นบา นนาเวียงใหญปลูก
ขาวโพดเพียง 5 ครัวเรือน ขาวโพดนี้ถือวามีบทบาทสําคัญอยางมากในฐานะ
พืชเศรษฐกจิ ในยคุ ปจจุบนั ของบานหวยตาด
ยางพารา
ยางพารา (Hevea brasiliensis (A. Juss) Muell. Arg) เปนพืชเศรษฐกิจ
อีกสายพันธุหนึ่งท่ีไดรับการสงเสริมและสนับสนุนจากหนวยงานภาครัฐให
ชาวบานปลูก ในสวนของภาคอีสานยางพาราไดเขามามีบทบาทสําคัญเม่ือ
2 ทศวรรษกอน แตในสวนของอําเภอดานซาย จังหวัดเลย โดยเฉพาะในพ้ืนที่
วิจัย ยางพาราไดเขามามีบทบาทสําคัญไดราว 10 ป อยางไรก็ตาม ยางพารา
โดยสวนใหญปลูกไดเฉพาะบานหวยตาด สวนบานนาเวียงใหญปลูกไดเฉพาะ
พ้ืนท่ีเชิงเขา ขณะท่ีพื้นที่บนภูอังลัง ชาวบานสงวนไวเปนเขตปาชุมชน สวน
สายพันธทุ ่ีชาวบา นนยิ มปลกู คอื RRM และ R2410
152
¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμÇàÅÂéÕ § 153
“«àÙ »ÍÃÁÒÃà¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹
แกว มังกรและกะทกรก
แกว มงั กร (Hylocercus undatus) และกะทกรก (Passiflora foetida)
เปนพืชลมลุกไดเขามามีบทบาทสําคัญตอชีวิตคนดานซายโดยเฉพาะหมูบานที่
อยูบนท่ีสูงอยางหวยตาดในระยะเวลาใกลเคียงกัน คือราว ชวง 10 ปท่ีผานมา
เนอื่ งจากชาวบา นเหน็ วา เกษตรกรในจงั หวดั อน่ื ปลกู แลว ขายไดร าคาดจี งึ คดิ ปลกู
บา ง สายพนั ธแุ กว มงั กรทนี่ ยิ มปลกู คอื พนั ธเุ นอ้ื ขาว สว นเนอื้ แดงปลกู เพยี งบางครวั
เรอื น สวนสายพนั ธุกะทกรกทีน่ ยิ มปลูกคอื พันธลุ กู สีมว งและสเี หลอื ง พันธสุ มี ว ง
ผลสมี ว งออมแดง มผี ลใหญแ ละมรี สชาตทิ ห่ี วานกวา พนั ธสุ เี หลอื ง พชื เศรษฐกจิ ทงั้
สองตวั นม้ี รี าคาขน้ึ ลง ทาํ ใหห ลายครวั เรอื นทตี่ ามราคาตลาดไมท นั ตอ งขาดทนุ จาก
การลงทนุ เชน ราคาปกอ นหนาสูง จึงตัดสินใจปลกู เสรมิ และปลกู เพ่มิ เม่ือออก
ผลกลบั ปรากฏวา ราคาตก ซง่ึ เปนปญหาทีห่ ลายครวั เรอื นประสบอยใู นปจ จบุ ัน
มนั สาํ ปะหลงั
มันสําปะหลงั (Manihot esculenta (L.) Crantz) เปน ไมพุมมีความสงู
ประมาณ 2-3 เมตร เปนพืชเศรษฐกิจอีกสายพันธุหนึ่งท่ีไดรับการสงเสริมจาก
ภาครัฐในยุคท่ีราคานํ้ามันมีราคาสูง เพื่อนําไปกลั่นเปนน้ํามันเอธานอลหรือพืช
พลังงานทดแทน ในดานซายสวนใหญจะปลูกมันสําปะหลังบนพ้ืนที่สูงอยางเชน
บานหวยตาด โดยชาวบานใหความสนใจปลูกเพ่ิมขึ้นเร่ือยๆ นับจากปท่ีผานมา
ผลการศึกษาพบวามีครัวเรือนบานหวยตาด 10 ครัวเรือนท่ีปลูกมันสําปะหลัง
โดยครัวเรือนดังกลาวจะตองจัดสรรท่ีดินทํากินตนเองใหม เพื่อแบงพื้นท่ี
ใหกับการปลูกมันสําปะหลัง เชน ลดจํานวนขาวโพดหรือพ้ืนท่ีขาว เปนตน
โดยชาวบานจะไปหาซื้อพันธุจากตางอําเภอ เชน อําเภอทาลี่ จังหวัดเลย
หรืออําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ครัวเรือนท่ีปลูกมันสําปะหลังเชื่อวา
การปลูกมันสําหลังจะใชตนทุนต่ํากวาการปลูกขาวโพด และคาดวานาจะได
ราคาขายผลผลติ ทส่ี งู เพราะกําลังเปนทตี่ องการของทอ งตลาด
153
154 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
สัตวและปลาท่ชี าวบา นเลีย้ ง
บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดมสี ตั วเ ลย้ี งทเี่ ลย้ี งไวเ ปน อาหารกค็ อื พวกไก
เปด และปลา สว นววั จะมีบางครัวเรือนเลย้ี งไวข าย
กรณีการเลี้ยงวัวพบวาบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดเลี้ยงเพียงบาง
ครวั เรอื นเทา นน้ั จดุ ประสงคห ลกั ไมไ ดเ ลยี้ งววั เพอื่ กนิ ในครวั เรอื น หากแตเ ลยี้ งไว
ขาย ชาวบา นจะปลอ ยววั แลว เลยี้ งตามธรรมชาตใิ หก นิ หญา ตามทงุ นาและไรห รอื
ตามราวปา อยา งไรก็ตามมีแนวโนม วาการเลย้ี งวัวของชาวบานทง้ั สองหมูบ านจะ
ลดลงทกุ ปเ นอื่ งจากไมม แี รงงานทจี่ ะเลย้ี งววั เพราะเดก็ หนมุ สาวและคนวยั ทาํ งาน
ยา ยเขา ไปเรยี นหรอื ทาํ งานในเมอื ง สว นแรงงานทเี่ หลอื กต็ อ งทาํ นาและไร ประการ
สําคัญท้ังสองหมูบานมีแนวโนมที่จะขาดพ้ืนท่ีเลี้ยงวัว โดยเฉพาะเมื่อยางเขาสู
ฤดูกาลเพาะปลกู ชาวบานจะตอ งจงู ววั ไปเล้ียงไกลๆ ตามปา เพราะไมเ ชนน้ันวัว
อาจทาํ ลายผลผลิตทางการเกษตรของเพื่อนบานใหเ สยี หายได
กรณกี ารเลยี้ งไกพ บวา บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดเลย้ี งเพยี งบางครวั
เรือนเชนกัน โดยสวนใหญจะเล้ียงไวกินไข และกินเน้ือภายในครัวเรือน อยางไร
กต็ ามมีหลายครวั เรอื น เมื่อเลีย้ งแลวมีความผูกพันกบั ไก จึงไมตอ งการกินเนือ้ ไก
กลายเปน สตั วเ ลย้ี งทอี่ ยใู นฐานะ “เพอ่ื น” ใหค วามสขุ ทางใจมากกวา สว นเปด พบ
เพยี งครวั เรอื นในบา นนาเวยี งใหญท ไี่ ดเ ลย้ี งไวเ อาไวก นิ ไข ขณะเดยี วกนั กเ็ ลย้ี งเพอ่ื
กาํ จดั หอยเชอรรี่ในนา
กรณีการเล้ียงปลาพบวาคนบานนาเวียงใหญและบานหวยตาด บางครัว
เรือนท่ีมีพื้นที่ทําเกษตรผืนใหญและมีสภาพพื้นท่ีเอ้ืออํานวย เชน มีสภาพดินท่ี
สามารถกักเก็บนํ้าไดก็จะขุดสระเพ่ือเก็บน้ําไวในในยามแลงบริเวณที่นาและไร
ของตน ทาํ นองเดยี วกนั ชาวบา นครวั เรอื นดงั กลา วจะใชส ระนา้ํ เปน แหลง เลยี้ งปลา
เพอ่ื เปน อาหารใหก บั ครวั เรอื น โดยสว นใหญช าวบา นจะเลย้ี งปลา 2 ชนดิ พนั ธุ คอื
ปลาดุกและปลานลิ
154
¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμÇà ÅéÕ§ 155
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºÒŒ ¹
องคความรใู นการจดั การการเกษตร
เน่ืองจากลักษณะทางกายภาพของบานนาเวียงใหญและหวยตาด
มีลักษณะเฉพาะ จึงสงผลใหบานนาเวียงใหญปลูกขาวระบบนาดําใน
พ้ืนท่ีลุม ขณะท่ีบานหวยตาดปลูกขาวระบบไรบนพ้ืนท่ีสูง ระบบการปลูกขาว
จึงเปนกิจกรรมทางการเกษตรท่ีสําคัญ และยังสัมพันธกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ
อ่ืนๆ เชน ขาวโพด กะทกรก ถั่วดํา ฯลฯ โดยกอนฤดูกาลเพาะปลูกชาวบาน
ทั้ง 2 หมูบานจะใชองคความรูในการจัดการที่ดินทางการเกษตรใหสัมพันธกับ
การปลกู ขาวและพืชตา งๆ
การจัดการระบบนาของบา นนาเวยี งใหญ
พ้นื ท่ีทาํ การเกษตรของบา นนาเวยี งใหญแ บง ได 3 ลักษณะ คือ
พื้นที่ลุม : เปนที่ตั้งหมูบานและทําการเกษตร ดินมีความอุดมสมบูรณ
เพราะตงั้ ตดิ กบั ลาํ นา้ํ หมนั ทเี่ ปน แหลง สะสมดนิ ตะกอนจากลาํ นาํ้ และลาํ ธารเลก็ ๆ
ทไ่ี หลจากภอู งั ลงั ดงั นน้ั พน้ื ทส่ี ว นน้ี ชาวนาเวยี งจะปลกู พชื ไดห ลากหลายประเภท
เชน ขาว ผัก ตนไม ฯลฯ และ
ใหผลผลิตท่ีคอนขางสูงกวาพ้ืนท่ี
อนื่ ๆ อกี ทง้ั ยังสะดวกตอการผนั นา้ํ
จากลาํ นาํ้ หมนั มาใชใ นชว งหนา แลง
อยางไรก็ตามพ้ืนที่ลุมมักประสบ
ปญหานํ้าทวมในยามนํ้าหลาก สง
ผลทําใหไดผลผลิตทางการเกษตร
โดยเฉพาะผลผลิตขา วตกตํ่า
ภาพเขียนจําลองการจัดการพื้นท่ีทางการเกษตร
บา นนาเวยี งใหญจ ะแบง ออกเปน 3 สว นหลกั ๆ คอื
พ้ืนท่ีลุม (ดานซาย) พ้ืนท่ีดอน (สวนกลาง) และ
พน้ื ท่ภี เู ขาสูง (ดา นขวา)
155
156 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
พ้ืนที่ดอนหรือโคก : ตั้งอยูระหวางพื้นท่ีลุมกับพื้นที่ภูเขาสูงเปนพื้นที่
ทําการเกษตรผืนใหญท่ีสุดของหมูบาน โดยท่ัวไปพื้นท่ีนี้มักประสบกับปญหา
ภัยแลงในชวงฤดูแลง เน่ืองจากชาวบานไมสามารถผันน้ําจากลํานํ้าหมันมาใชได
เน่ืองจากมีความตางของพื้นที่จากระดับลํานํ้าหมันมาก มีครัวเรือนนอยรายที่
กกั เกบ็ นาํ้ ในสระของพนื้ ทตี่ นเองไวใ ชย ามแลง คณุ ภาพของดนิ พนื้ ทโี่ คกจะตาํ่ กวา
พนื้ ทล่ี มุ สว นกจิ กรรมทางการเกษตร ชาวบา นแบง พนื้ ทอ่ี อกเปน 3 สว น คอื พน้ื ที่
สาํ หรบั ปลกู ขา ว ขดุ สระกกั เกบ็ นาํ้ และทาํ สวน เนอ่ื งจากพนื้ ทม่ี ลี กั ษณะลาดเอยี ง
ชาวบา นจงึ ดดั แปลงทน่ี าทาํ นาขนั้ บนั ไดลดหลน่ั ตามลาํ ดบั ของพนื้ ท่ี ดงั นน้ั พนื้ ทนี่ ้ี
จึงปลกู ขาวนาดําและขา วโพดไดเพยี งหน่ึงครัง้ ตอป การทําการเกษตรท้งั หมดขึ้น
อยูกบั เง่อื นไขทางธรรมชาติ เชน ปริมาณนาํ้ ฝนเปน สาํ คญั
พ้ืนที่ภูเขาสูง : เปนพื้นท่ีสวนหน่ึงของภูอังลังต้ังถัดไปจากพื้นที่โคก
เปนพื้นที่มีการสึกกรอนของดินสูง ดินจึงมีความอุดมสมบูรณนอยกวาพ้ืนท่ีอ่ืน
ในอดีตบานนาเวียงใหญจะปลูกขาวไร สวนปจจุบันชาวบานเลิกปลูกขาวไร
แตมีบางครัวเรือนเร่ิมหันมาทํานาหยอด รวมท้ังหันมาปลูกไมสัก ขาวโพด
มะขามหวาน ฯลฯ สวนพืน้ ที่บนภูอังลังชาวบา นไมตอ งการถางปาและตองการ
อนรุ ักษ จงึ ไมทาํ กิจกรรมทางการเกษตรใด
อยางไรก็ตามสภาพความเปนจริงน้ัน ครัวเรือนในพื้นที่ภูเขาสูงกลับไมได
ปลูกขาวไร เพราะชาวนาเวียงใหญสวนใหญคิดวาการปลูกขาวไรเปนงานหนัก
และใหผ ลผลติ ตาํ่ กวา การทาํ ขา วนาดาํ รวมทงั้ ตอ งการอนรุ กั ษพ นื้ ทบ่ี รเิ วณดงั กลา ว
ในเขตปาภอู ังลังใหเปนแหลงอาหารของชมุ ชน
156
¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅéÕ§ 157
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹
การจัดการระบบไรบานหวยตาด
บานหว ยตาดตั้งอยใู นทร่ี าบบนภูเขาสงู รายลอ มดวยภูเขาใหญ 2 ดา น คอื
ภูอังลังดานทิศตะวันตก และภูหวยผักเนาดานทิศตะวันออก พื้นที่แบงออกเปน
3 ลักษณะคือ พ้ืนท่ลี ุม พืน้ ทโี่ คก และพ้นื ทบี่ นภูเขาสูง เชน กัน
พน้ื ทล่ี มุ (บนทส่ี ูง) : เปน พนื้ ทแี่ คบ เลก็ และมีลาํ หว ยตาดไหลผา นกลาง
เปน พน้ื ทที่ มี่ คี วามอดุ มสมบรู ณเ หมาะแกก ารปลกู ผกั และทาํ สวนเพราะมกี ารสะสม
อินทรียวัตถุจากแหลงนํ้าธรรมชาติ และระบบสงน้ําจากบอนํ้าสวนตัว สามารถ
ใชไดตลอดท้ังป ดวยเหตุน้ีชาวหวยตาดจึงตั้งบานเรือนบริเวณน้ี เพราะสะดวก
ตอ การใชน าํ้ ในวถิ ีชวี ิตประจําวนั และทําการเพาะปลกู อยา งไรก็ดพี น้ื ทด่ี งั กลาวมี
ความเส่ยี งตอนํา้ ทว มในฤดูฝนเม่อื ยามนํ้าหลาก
พืน้ ที่ดอน : คือพน้ื ท่ีลาดชันต้งั อยรู ะหวางท่ีลมุ กบั ท่ีบนเขา แบงออกเปน
2 สวน ดานตะวันตกคือที่โคกของภูอังลัง ดานตะวันออกคือภูหวยผักเนา พ้ืนท่ี
ในสว นของภอู งั ลงั จะมมี ากกวา ซงึ่ พน้ื ทท่ี ง้ั สองสว นมคี ณุ ภาพดนิ ทคี่ ลา ยกนั เหมาะ
กบั การปลกู ขา วไร ทาํ สวน และ ปลกู ขา วโพด เปน ตน เจา ของทบี่ างรายจะขดุ สระ
นา้ํ เลก็ ๆ กกั เกบ็ นาํ้ ไวใ ชใ นฤดแู ลง แตก ม็ หี ลายครวั เรอื นทไี่ มส ามารถขดุ สระเกบ็ นาํ้
ได เนอ่ื งจากมพี น้ื ทีเ่ พาะปลูกจาํ กดั และดินมคี ณุ ภาพไมเ หมาะกบั การกักเกบ็ นํ้า
พนื้ ที่ภเู ขาสงู : เน่ืองจากการสึกกรอ นของดินและการทําลายปาไม มสี วน
สําคัญทําใหพ้ืนท่ีภูอังลังและภูหวยผักเนามีคุณภาพดินตํ่าเมื่อเทียบกับดินพ้ืนที่
อนื่ ๆ พนื้ ทด่ี งั กลา วประกอบดว ยพชื และสตั วป า หลากหลายสายพนั ธุ อยา งไรกต็ าม
ปจ จบุ นั พนั ธพุ ชื และสตั วไ ดล ดจาํ นวนลง เนอื่ งจากการทาํ ลายปา ไมเ พอ่ื ขยายพน้ื ท่ี
ทางการเกษตร ยง่ิ กวา นนั้ ชาวบา นหลายครวั เรอื นยงั ขายทที่ าํ กนิ ใหก บั นายทนุ จาก
ตา งถนิ่ เมอื่ การถอื ครองทดี่ นิ เปลยี่ นมอื หากชาวบา นตอ งการเพาะปลกู จะตอ งเสยี
คา เชา ใหก บั นายทนุ เหลา นี้ พชื ทเี่ พาะปลกู จะเปน พวกขา วไร ขา วโพด ฯลฯ ซง่ึ ตอ ง
อาศัยนํา้ ฝนเปนหลัก
157
158 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
ภาพเขียนจาํ ลองการจดั การพื้นท่ที างการเกษตรบา นหวยตาดจะแบงออกเปน 3 สวนหลักๆ คือ
พ้ืนทลี่ มุ (สวนกลาง) พนื้ ทีด่ อน (ถดั จากสวนกลาง) และพืน้ ทภี่ เู ขาสูง (ดา นซายและดานขวา)
องคความรูในการอนุรักษดิน
การทําความเขาใจในการอนุรักษดินของบานนาเวียงใหญและหวยตาด
จําเปนตองเขาใจถึงปจจัยสําคัญท่ีทําใหดินเสื่อมคุณภาพ เพราะดินคือปจจัยพ้ืน
ฐานท่ีสงผลกระทบโดยตรงตอผลผลิตทางการเกษตร หากดินมีคุณภาพดีก็จะมี
สวนสําคัญตอการเจริญเติบโตของพืชและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ปญหาดิน
เสื่อมคณุ ภาพของท้งั สองหมบู า นประกอบดวยปจ จยั สําคญั กลาวโดยสรุปคอื
ในระบบนาดํา คุณภาพของดินพิจารณาไดจากชวงชาวนาถอนกลาขาว
หากถอนตน กลา ไดย ากนนั่ อาจหมายถงึ ดนิ เรมิ่ มปี ญ หาใดปญ หาอยา งใดอยา งหนงึ่
เชน เน้ือดินเกาะแนนเกินไป ไมสามารถซึมซับและเก็บนํ้าได เกษตรกรมองวา
ปญ หาดงั กลา วเปน ผลพวงมาจากการใชส ารเคมที างการเกษตรมากเกนิ ไปนนั่ เอง
หรือไมก็อาจพจิ ารณาผลผลิตขาวที่ไดต ํา่ ลง และเมลด็ ขาวไมส มบูรณ เปนตน
158
¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇàÅÕé§ 159
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹
ระบบการทําไร หลังจากพืชเศรษฐกิจเขามามีบทบาทอยางจริงจังในรอบ
20 ปท่ีผานมา วิถีการดําเนินชีวิตของเกษตรกรบานหวยตาดจึงเริ่มเปล่ียนไป
จากเดิม เชน จากการใชจอบและเสียมในการขุดดิน ก็เปล่ียนมาเปนเทคโนโลยี
สมัยใหมอยางรถแทรคเตอรไถดิน และใชสารเคมีทางการเกษตรมากขึ้น อาทิ
ยาฆาหญาและปุยเคมีในการทําไรขาวโพด แมการใชรถแทรคเตอรจะประหยัด
แรงงานและเวลาในการทําไรกวาแตกอน หากทวาชาวบานตองเสียคาใชจาย
ในสวนน้ีเพื่อวาจางรถแทรคเตอรมาไถดิน หรือในรายท่ีซื้อรถแทรคเตอรก็ตอง
ลงทนุ เปน เงนิ กอ นใหญ ทาํ ใหต อ งกเู งนิ จากแหลง ทนุ ตา งๆ เกดิ เปน หนส้ี นิ มากมาย
ปจจุบันบานหวยตาดมีรถแทรคเตอรไถดิน 6 คัน สิ่งท่ีนาสนใจคือ การใชรถ
แทรคเตอรไถดินไมเพียงแตทําใหอนุภาคของดินมีขนาดเล็กและยึดเกาะ
แนนมากข้ึน หากยังสงผลกระทบในชวงฝนตก ทําใหดินเกิดเปนเลนตม
และนํ้าทวมขังไดงาย ในทางกลับกัน ดินก็ไมสามารถกักเก็บน้ําได หนาดิน
ชะลางไดงาย ทําใหคุณภาพดินตกตํ่าจนชาวบานสามารถรับรูปญหาดังกลาวได
อยางเปนรูปธรรม
ดังนั้นองคความรูในการอนุรักษดินบานนาเวียงใหญและหวยตาด
จึงประกอบดวยหลากหลายวิธี เชน การทํานาเลียนแบบนาข้ันบันได การปลูก
พืชหมุนเวียน และการใชสารเคมที างการเกษตรในปริมาณนอ ยหรอื เทา ทีจ่ าํ เปน
เปนตน ดังมรี ายละเอยี ดดังน้ี
การทํานาเลียนแบบนาขั้นบันได : การทํานาข้ันบันไดจะพบบริเวณ
พื้นที่โคกซ่ึงมีที่ดินลดหลั่นกันไป ซ่ึงจะชวยชะลอกระแสน้ําท่ีไหลบาจากภูเขา
ดังน้ันเกษตรกรจึงสามารถควบคุมระดับนํ้าในนาใหอยูในปริมาณที่พอเหมาะกับ
ชวงอายุของการปลูกขาว เชน ชวงหลังปกดําตองการน้ํามากก็ปดประตูระบาย
น้ําที่ทําบริเวณคันนา หรือเม่ือตนขาวเร่ิมต้ังทองก็สามารถระบายน้ําออกจากนา
ได เปน ตน อยา งไรกต็ าม ระบบการทาํ นาขนั้ บนั ไดเปน องคค วามรทู ไ่ี มม กี ารนาํ ไป
ปรบั ใชใ นกรณขี องบา นหว ยตาดทง้ั ๆ ทพ่ี น้ื ทท่ี าํ การเกษตรสว นใหญเ ปน ทลี่ าดชนั
159
160 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
การปลกู พชื หมนุ เวยี น : การปลกู พชื หมนุ เวยี นเปน อกี วธิ กี ารหนง่ึ ทพ่ี บเหน็
ทั่วไปท้ังบานนาเวียงใหญและหวยตาด ชาวบานบางครัวเรือนของสองหมูบาน
ท่ีมีท่ีทํากินบริเวณท่ีลุม สามารถปลูกพืชหมุนเวียนได 3-4 ประเภทตอป ไดแก
ขา ว ขาวโพด ถ่ัว และผัก โดยชาวบา นจะปลูกถั่ว ขาวโพด และผกั ตา งๆ กลา วคือ
หลังฤดูการเก็บเกี่ยวขาว ชาวบานบางครัวเรือนจะปลูกถั่วดํา (เพราะไมประสบ
ปญหาเรื่องโรคแมลงและไมตองดูแลมาก) เพ่ือชวยปรับปรุงคุณภาพของดินใหดี
ข้ึนและถอื เปนการอนรุ ักษค ณุ ภาพของดินไดอ กี วิธีการหนง่ึ เน่ืองจากซงั และราก
ตน ถวั่ จะทําใหอ นุภาคของดนิ มชี อ งอากาศไหลผา นเขา ไปไดม ากขนึ้ หลังจากการ
เก็บถ่ัว ชาวบานจะพรวนไถดินในที่ของตนเอง เพ่ือยอยรากและลําตนของถั่วให
กลายเปนปุยธรรมชาติ เปนการบํารุงดินไปในตัว ชาวบานมองวา การปฏิบัติดัง
กลาวจะเพ่ิมความสมบูรณของดิน เพราะจากประสบการณท่ีผานมา หลังจาก
ปลูกถ่วั ในนาและไร เนอ้ื ดินจะเปล่ียนเปน สีดาํ และใหผ ลผลติ ทางการเกษตร โดย
เฉพาะไดผลผลิตขา วตอ ไรทส่ี งู กวา เดิม
การประยุกตวิถีดั้งเดิมใหเขากับการเกษตรสมัยใหม : ชาวบานนาเวียง
ใหญและบานหวยตาดหลายครัวเรือนมีการนําสารเคมีทางการเกษตรเพื่อเพ่ิม
ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอยางยิ่งกบั ชาวหวยตาด เงื่อนไขสาํ คัญทีท่ ําให
ชาวหว ยตาดใชส ารเคมที างการเกษตรในปรมิ าณทม่ี ากขน้ึ ทกุ ๆ ปค อื การปลกู พชื
เศรษฐกจิ อยา งขา วโพดและกะทกรก เปน ตน ถงึ แมว า เกษตรกรจะรถู งึ ผลกระทบ
ของการใชส ารเคมี เชน ทาํ ใหอ นภุ าคดนิ แขง็ ยากตอ การพรวนดนิ ดนิ เสอ่ื มคณุ ภาพ
ฯลฯ แตก็มีความจําเปนที่ตองใชสารเคมีดังกลาว เพราะตองการใหไดผลผลิตที่
สูงข้ึน ประการสําคัญคือชาวบานคิดวา ปุยอินทรียใหผลชาไมสัมพันธกับวงจร
การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจอยางขาวโพดท่ีมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวเพียงแค
90-120 วนั กส็ ามารถเกบ็ เกย่ี วผลผลติ ได อยา งไรกต็ ามเกษตรกรบางรายในบา น
หว ยตาด ตระหนกั ความสําคญั ของปญ หาดังกลา ว จงึ หันมาใชว ิถที างการเกษตร
ผสมผสานระหวางปยุ อินทรียกับปุยเคมเี ขาดว ยกัน
160
¾ª× ÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμÇàÅÕÂé § 161
“«àÙ »ÍÃÁÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºÒŒ ¹
การอนรุ กั ษด นิ ของบา นหว ยตาด ชาวบา นหลายคนใชว ธิ ปี ลกู กลว ยไวร มิ ไร
ไมเ พยี งแตบ รโิ ภคในครวั เรอื นและขาย หากยงั เปน การเพมิ่ ความชนื้ ใหก บั ดนิ โดย
จะปลกู ตน กลว ยระหวา งตน ไมใ หญ การปฏบิ ตั ดิ งั กลา วยงั เปน การเพม่ิ คณุ ภาพให
กบั ดนิ หากยงั เปน การปอ งกนั ไฟในหนา แลง เพราะกลว ยเปน พชื ทอี่ มุ นา้ํ จงึ มคี วาม
ชนื้ มาก
ตรงขามกันกรณีบานนาเวียงใหญ ชาวบานพยายามใชสารเคมีทาง
การเกษตรในปรมิ าณนอ ยเทา ทจี่ ะทาํ ไดแ ละปลกู ตามสภาพธรรมชาติ ทงั้ นเี้ พราะ
การใชสารเคมีทางการเกษตรในปริมาณมากจะสงผลกระทบตอคุณภาพของดิน
ทําใหดินแนน อากาศและน้ําผานไดยาก ยากตอการไถพรวนดิน น่ันหมาย
ความวา เวลาปลกู พชื ตา งๆ รากพชื จะลงไปไดย าก อยา งทเี่ กรน่ิ ไปแลว วา ชาวบา น
หลายรายจะปลูกถ่ัว ไมเ ผาซังและตอ ปลอยใหเ ปนปยุ ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ
ซังและตอขาวยังสามารถใชเลี้ยงวัว อีกท้ังมูลวัวก็มีสวนชวยเพิ่มความสมบูรณ
ของธาตุอาหารทางธรรมชาติใหกบั ดนิ
แนวคิดเกษตรอินทรีย : ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดไมนิยมทํา
เกษตรอินทรียเทาที่ควร แตก็ไมไดหมายความวาแนวคิดดังกลาวไมไดรับความ
สนใจ มีชาวบานจํานวนหนึ่งท่ีพยายามลดและปรับเปล่ียนรูปแบบการใชปุยเคมี
วิธีทางเกษตรอินทรียที่เปนมิตรตอส่ิงแวดลอมลอม เพื่อเพ่ิมคุณภาพของดิน ลด
ตนทุนทางการเกษตร และใสใจตอ สุขภาพของตนเอง
กรณบี า นนาเวยี งใหญช าวบา นจะใชส ารเคมที างการเกษตรในขน้ั ตอนการ
ฆา หญา กอ นทจี่ ะลงมอื ปลกู ขา วในชว งไถนา หลงั จากนน้ั จะไมใ ชส ารเคมใี ดๆ ชาว
บา นปลกู ดว ยวถิ ที างธรรมชาติ คณุ ภาพของดนิ จงึ ขนึ้ อยกู บั วถิ กี ารปฏบิ ตั ขิ องชาว
บา น ดงั ทก่ี ลา วมาแลว คอื ไมเ ผาตอและซงั ขา ว นาํ ววั มาเลย้ี งในกรณที ม่ี วี วั แลว ใช
มลู วัวเปนปยุ บาํ รงุ ดนิ
ตรงขามกัน บานหวยตาดกลับมีชาวบานนอยรายมากที่จะใหความสนใจ
การนําแนวคิดเกษตรอินทรียมาปรับใช มีเกษตรกรเพียง 5 ราย ท่ีมีการปรับ
ใชวิธีผสมผสานระหวางปุยอินทรียกับเคมีเขาดวยกัน ชาวบานกลุมนี้จะทําปุย
อนิ ทรียท ี่เรยี นรจู ากสือ่ เชน หนังสือ วารสาร วทิ ยุ และทีวีทางการเกษตร รวม
161
162 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ทง้ั จากองคกรพัฒนาเอกชน เชน กลมุ เกษตรบา นสวนนํา้ พุ (ตงั้ อยูในตาํ บลนาํ้ พุ
อําเภอดานซาย) ปุยอินทรียจะมีสวนผสมของเศษใบไมผสมกับมูลวัวและไก
เขากับสารอีเอ็ม เพ่ือใหเกิดการยอยสลาย เหตุผลสําคัญที่ชาวบานใชวิธีนี้ก็คือ
เพ่ือตองการลดตนทุนทางการเกษตรเนื่องจากเคมีทางการเกษตรมีราคา
คอนขางสูง อีกทง้ั ยงั เสี่ยงตอ สขุ ภาพของชาวบานและผูบรโิ ภค
สง่ิ ท่นี า สนใจคอื มชี าวบา นเพียง 1 รายทใี่ ชว ธิ เี กษตรอินทรียมาเปนเวลา
กวา 30 ป หัวหนา ครวั เรือนดังกลา วเลา วา เขาเรยี นรูวธิ นี ี้จากคนรนุ กอ นๆ เขาจะ
ใหค วามสนใจเรอ่ื งการใชส ารเคมเี ปน อยา งมาก เพราะจะเปน อนั ตรายตอ สขุ ภาพ
ครอบครวั และผบู รโิ ภค ประการสาํ คัญยังสงผลกระทบตอ สิง่ แวดลอมและระบบ
นเิ วศทเ่ี ขาอยู ดว ยเหตดุ งั กลา วเขาจงึ ประยกุ ตว ถิ เี กษตรอนิ ทรยี ม าเปน แบบในการ
ดําเนนิ ชีวิตทางการเกษตร
ครวั เรือนดังกลา วมีที่ดินอยูในทีล่ มุ ของบา นหวยตาด มที ีด่ ินราว 9-10 ไร
หัวหนาครัวเรือนแบงท่ีดินออกเปน 3 สวน คือ ปลูกบาน ขุดสระ และทําการ
เกษตร เขาตัดสนิ ใจขุดสระกอนทีจ่ ะไดร บั การสง เสรมิ จากทางการ ชาวบานมอง
วา สระนํ้าเปนแนวคิดท่ีดีตอสภาพแวดลอมในหมูบานที่มักเผชิญกับปญหาการ
ขาดนา้ํ ในยามแลง แตข ณะเดยี วกนั ในสายตาเพอ่ื นบา นกร็ สู กึ วา การทาํ การเกษตร
เชน นเ้ี ปน เรอ่ื งนา ตลก แตเ ขากย็ งั คงวถิ เี ชน น้ี จนกระทง่ั ปจ จบุ นั เลกิ ทาํ การเกษตร
เนอ่ื งจากอายุท่ีมากขึ้น
ครัวเรือนดังกลาวจะทําการเกษตรไมเหมือนกับชาวบานหวยตาดท่ัวๆ
ไป กลา วคอื หัวหนาครัวเรือนจะไมป ลกู พืชเศรษฐกจิ ท่ีนิยมตามกระแส เชน ฝาย
ขาวโพด มะขามหวาน และพืชอน่ื ๆ แตเ ขาเลือกทีจ่ ะปลูกขา ว ถั่ว ผัก และผลไม
และปลกู ขา วประมาณ 5-6 ไร ทเ่ี หลอื จะแบง ไวป ลกู ผกั และผลไม ในชว งการปลกู
ขาว พืน้ ทร่ี ิมไรขาวจะปลูกพชื พวกงาดํา กลว ย มะละกอ พรกิ และผักอื่นๆ เขา
ปลูกเขาเพือ่ ไวบ รโิ ภคในครัวเรือน ที่เหลอื ถึงขายใหเ พอื่ นบาน หลังการเกบ็ เกย่ี ว
ขา ว จะปลกู ถ่ัว ครวั เรอื นน้ีจึงสามารถปลกู และเก็บผลผลิตไดตลอดทัง้ ป ผลไมท ี่
ปลูกจะมพี วกมะมว ง ลําไย กลว ย สวนผักก็ขึ้นอยูก ับฤดกู าล เชน หนารอนกจ็ ะ
ปลกู พรกิ มะเขอื เทศ หนา หนาวกจ็ ะปลกู ผกั ไดห ลากหลาย เพราะผกั สว นใหญช อบ
162
¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊμÑ ÇàÅÂÕé § 163
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹
อากาศเยน็ ผักเหลาน้จี ะขายทตี่ ลาดทอ งถน่ิ ที่สําคญั ครัวเรือนนี้ทาํ ปุยอนิ ทรียใช
เอง ผสมปยุ คอกเขา กับเศษใบไม สวนยาฆา แมลงเขาใชใบสะเดาผสมกบั ใบยาสูบ
แลว ผสมนํา้
ตารางท่ีแสดงองคค วามรูในการจัดการดนิ ของบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด
°rªµ¤¦o¼ oµµÁª¥¸ Ä®n oµ®oª¥µ
µ¦µÎ µÁ¨¸¥Âµ
Ê´ ´ Å 9
µ¦¨¼ ¡º ®¤»Áª¥¸ 9 -
µ¦¦³¥» ªr · ¸µ¦Á¬¦Ê´ Á·¤Ä®Áo
µo ´ µ¦Á¬¦¤¥´ Ä®¤n 9
9
ª·Á¬¦°·¦¸¥r -
9
É ท่ีมา : ภาคสนาม (2556-57) (4-5 ¦´ªÁ¦º°)
9
(1 ¦´ªÁ¦º°)
จากตารางแสดงองคความรูในการจัดการดินของบานนาเวียงใหญและ
หวยตาดแสดงใหเห็นวา การทํานาข้ันบันไดพบเฉพาะบานนาเวียงใหญ ขณะท่ี
บานหวยตาดไมมีการปรับใช สวนหนึ่งอาจเปนเพราะระบบนํ้าทางธรรมชาติที่
ไมเอ้ืออํานวย เพราะแหลงตนนํ้าถูกทําลายเนื่องจากการขยายพื้นท่ีทางการ
เกษตร ขณะที่การปลูกพืชหมุนเวียนพบไดทั้งสองหมูบาน โดยเฉพาะครัวเรือน
ท่ีต้ังอยูบนที่ลุมหรือสามารถผันนํ้าจากธรรมชาติหรือบอมาใชได ขณะที่การ
ประยุกตการเกษตรสมัยใหมเขากับวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมพบเห็นไดท้ัง
2 หมูบานเชนกัน สวนแนวคิดเกษตรอินทรียกับไมไดรับความนิยมเทาท่ีควร
เน่ืองจากชาวบานขาดความมั่นใจวาหากนํามาปรับใชในกิจกรรมทางการเกษตร
จะทําใหผ ลผลิตเพิม่ สูงข้ึน
สภาวะอากาศกบั การจดั การกจิ กรรมทางการเกษตร
บานนาเวียงใหญและบานหวยตาดตั้งอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ที่มรสุมกอตัวขึ้นมาจากดานตะวันตกเฉียงใตของเอเซียใตชวงฤดูรอน และลม
ตะวันออกเฉียงเหนือชวงฤดูหนาว สองหมูบานจึงอยูในพื้นท่ีท่ีไดรับผลกระทบ
จากมรสมุ ดงั กลา วตลอดทงั้ ป
163
164 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ฤดฝู นบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดจะอยชู ว งเดอื นกรกฎาคม-ตลุ าคม ฤดู
หนาวราวเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ และฤดูรอนราวเดือนมีนาคม-มิถุนายน
แตเนื่องจากสภาวะอากาศท่ีไมแนนอน ฤดูกาลจึงคลาดเคล่ือนจากที่กลาวมา
คือ อาจจะมาเร็วหรือลาชากวา 1-2 เดือน เชน ในปที่ทําการเก็บขอมูลภาค
สนาม (พ.ศ. 2556-57) พบวา ฤดฝู นมีปรมิ าณฝนนอยมากในชว งเดอื นกรกฎาคม
แตกลับตกหนักชวงเดือนสิงหาคม ตกประปรายชวงเดือนกันยายนถึงตุลาคม
จนยางเขาชวงฤดูหนาว ฝนกลับตกหนักชวงเดือนพฤศจิกายน และตกเล็ก
นอยเดือนธันวาคม ฝนหยุดตกหรือตกปริมาณนอยในเดือนมกราคม-เมษายน
ขณะทเี่ ดอื นมถิ นุ ายนและกรกฎาคมมปี รมิ าณฝนเพยี งเลก็ นอ ย จากสภาพอากาศ
ดังกลาว ชาวบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดจึงจําเปนตองจัดการกิจกรรม
ทางการเกษตรใหส ัมพนั ธกับสภาพการเปล่ียนแปลงดงั กลาว
ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน ความรูเก่ียวกับอากาศโดยเฉพาะอยางย่ิง
ฤดูกาลในรอบปถ ือเปนองคความรสู ําคญั ที่ชาวบา นนาเวียงใหญและหว ยตาดใช
เพอื่ เตรยี มตวั และจดั การกจิ กรรมทางการเกษตร โดยเฉพาะการปลกู ขา ว ขา วโพด
และพืชตางๆ ดังปรากฏในแผนภาพการจัดการดานสภาวะอากาศกับกิจกรรม
ทางการเกษตรบานนาเวยี งใหญแ ละหวยตาดในรอบป
แผนภาพการจัดการดานสภาวะอากาศกบั กิจกรรมทางการเกษตรบานนาเวยี งใหญ
และหว ยตาดในรอบป
164
¾ª× ÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅÕÂé § 165
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹
ขา ว : บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดจดั การการเพาะปลกู สมั พนั ธก บั
สภาวะอากาศ โดยเฉพาะพืชหลักของชาวบาน โดยพ้ืนฐานฤดูเพาะปลูกของทั้ง
สองหมบู า นจะเรมิ่ ตน ขน้ึ ในชว งฤดฝู น คอื ประมาณเดอื นพฤษภาคมหรอื มถิ นุ ายน
หากฝนมาลาชาสองหมูบานจําเปนตองเล่ือนฤดูการเพาะปลูกออกไปหน่ึงถงึ สอง
เดือน
ในสภาวะอากาศปกติ ชาวบานนาเวียงใหญจ ะเตรยี มดินเพ่ือการปลูกขาว
ราวเดอื นเมษายน-พฤษภาคม เพาะกลา ราวเดอื นพฤษภาคม-มถิ นุ ายน แตช าวบา น
โดยท่ัวไปมักอาศัยวัน “พืชมงคล” เปนวันเอาฤกษเอาชัย ดํานาในชวงเดือน
กรกฎาคม-สิงหาคม ขาวเริ่มตั้งทองในชวงเดือนตุลาคม และเก่ียวขาวประมาณ
พฤศจกิ ายน-ธันวาคม
ในปท ที่ าํ การเกบ็ ขอ มลู ภาคสนามพบวา อากาศรอ นและแดดแรง ทาํ ใหข า ว
สกุ เรว็ กวา กาํ หนด สง ผลทาํ ใหข า วไดผ ลผลติ ไมเ ตม็ เมด็ เตม็ หนว ยเทา ทค่ี วรซง่ึ ชาวบา น
เรยี กวา “ขา วแกแ ดด” คอื สกุ เหลอื งอรามแตเมลด็ ขา วจะลบี หรือไมสมบูรณ
สวนบา นหว ยตาดจะเริ่มเตรียมไรส าํ หรับปลูกขา วในระหวางเดือนมนี าคม
เปนตนไป โดยเร่ิมอยางจริงจังในชวงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และปลูกขาว
ในราวเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เก็บเกี่ยวขาวชวงปลายเดือนตุลาคมถึงตน
พฤศจิกายน เพราะขา วไรมีอายสุ ั้น
อยางไรก็ตามผลการศึกษาพบวาชาวบานนาเวียงใหญเตรียมดินเพ่ือปลูก
ขาวในเดือนพฤษภาคม และเพาะกลาในชวงเดือนกรกฎาคม ปกดําในชวงเดือน
กรกฎาคม-กันยายน โดยแบงตามสภาพพ้ืนท่ีนํ้าจะเอื้ออํานวย เชน ในพื้นที่นา
ท่ีติดริมน้ําหมันสามารถผันน้ําเขานาไดจึงปลูกขาวไดกอน ขณะที่นาซึ่งตั้งอยูท่ี
ดอนหรือท่ีโคกจะปลูกขาวลาชาอีกหนึ่งถึงสองเดือน จึงทําใหชวงเวลาในการ
ปลูกขา วตา งกัน เดอื นตลุ าคมขาวจะเรมิ่ โตเตม็ ที่และสามารถเก็บเก่ียวราวปลาย
พฤศจิกายน ขณะท่ีบานหวยตาด ชาวบานจะเตรียมท่ีดินและเร่ิมเพาะปลูกใน
ราวเดือนมิถนุ ายน ขาวเรม่ิ โตในราวเดอื นสิงหาคมถงึ ตลุ าคม และเก็บผลผลติ ได
ราวปลายตลุ าคมตอตนพฤศจิกายน
165
166 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
สิ่งท่ีนาสังเกตคือการเพาะกลาขาวของบานนาเวียงใหญ ชาวนามีความรูในการ
เพาะปลูก พวกเขารูเกี่ยวกับเวลาที่เหมาะสมท่ีสุดในการถอนกลาเพื่อที่จะดํานา
คอื มอี ายุประมาณ 1-2 เดือน หากถอนกลา เร็ว ลําตนจะออ น หรือหากถอนกลา
ชากวาระยะเวลาดังกลาว เวลาปลูกรากจะลอยเหนือดินทําใหตนขาวลมงาย ท่ี
นาสนใจคือ ชาวบา นสามารถรูวา อายุตน ขาวกเ่ี ดือนจากปลอ งของลาํ ตนขาว คือ
ปลองอายุละ 1 เดอื น หาก 2 ปลอ งก็ 2 เดอื น เปนตน
นอกจากน้ีชาวบานนาเวียงใหญยังมีความเขาใจเร่ืองชวงเวลาของการยาย
ตน กลา ทสี่ มั พนั ธก บั ผลผลติ ซง่ึ จะไดต อนเกบ็ เกย่ี ว เชน หากตน กลา ทถ่ี อนมาปลกู
มอี ายมุ ากกวา 2 เดอื น ผลผลติ ทไี่ ดจ ะลดลง เพราะอายตุ น ขา วทเ่ี หลอื ในการเจรญิ
เติบโตเพียง 2-3 เดอื น ซึง่ เส่ียงตอ การเผชญิ ตอภยั แลง และนํา้ ทว มไปพรอ มๆ กัน
ขณะทเี่ วลาปกติตน ขาวจะใชอ ายเุ จรญิ เตบิ โตประมาณ 4 เดือน ถึง 4 เดือนคร่ึง
หลังจากปก ดํา
ส่ิงที่นาสนใจคือในอดีตชาวบานนาเวียงใหญจะเลือกพันธุขาวพ้ืนเมือง
ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตในชวงสั้นๆ ท่ีเรียกกันวา “ขาวดอ” เชน ขาว
“เกลด็ เตา ” และ “บักดิบ” หลังจากเพาะกลา ขาวดอจะใชเวลาราว 3 เดือนใน
การเจริญเติบโต ขณะขาวปตองใชเวลาประมาณ 4 เดอื นถึง 4 เดอื นครึ่ง อยางไร
ก็ตามเมื่อชาวนาเวียงใหญเปลี่ยนมาปลูกขาวพันธุใหม อยาง กข 6 และ กข 8
พนั ธขุ า วเหลา นไี้ มท นตอ สภาวะอากาศของหมบู า นทตี่ อ งเผชญิ กบั ภยั แลง และนา้ํ
ทว ม สง ผลทาํ ใหผลผลิตลดลง
สวนปญหาดานแมลงชาวนาเวียงใหญไมตองเผชิญกับปญหาดังกลาว
แตตองประสบกับเรื่องหอยเชอรร่ีกัดกินตนขาว ซ่ึงชาวนาเพ่ิงประสบปญหาดัง
กลา วเมื่อ 10 ปท่ผี านมา ชาวนาเวียงใหญต ้งั ขอสงั เกตวา หอยเชอรร ี่ไหลมาตาม
ลําน้าํ หมัน ซงึ่ มีจุดไหลมาจากตนแมน ้ําทภี่ ูเขาสูง เนอ่ื งจากบนพ้ืนทีส่ งู เชน ทีบ่ น
ภูเขาท่ีเปนแหลงตนน้ําชาวบานใชรถแทรคเตอรในการเตรียมดินเพ่ือปลูกพืชไร
อยางขาวโพด การใชรถแทรคเตอรน้ีทําใหเกิดการแพรกระจายของหอยเชอรรี่
ที่ติดตามวงลอรถแทรคเตอร เน่ืองจากรถแทรคเตอรจํานวนมากเคยปรับและไถ
ดินในพ้ืนท่ีที่มีหอยเชอรร่ี พอเสร็จแลวก็แพรกระจายมาท่ีบริเวณท่ีดินเกษตรกร
166
¾ª× ÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμÇàÅéÕ§ 167
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹
ทีใ่ ชร ถไถ เมื่อฝนชะลา งกท็ ําใหหอยแพรกระจายตามพื้นท่ีตา งๆ ทล่ี าํ นํา้ ไหลผาน
หอยเชอรร เ่ี หลา นจ้ี ะกดั ทาํ ลายลาํ ตน ขา วสรา งความเสยี หายใหเ กษตรกรบางราย
เปนอยางมาก
ปจจุบันมีเกษตรกรหลายรายในหมูบานนาเวียงใหญพยายามแกไขปญหา
หอยเชอรร่ีดวยวิธีการที่หลากหลาย เชน เก็บหอย เลี้ยงเปดเพ่ือควบคุมหอย
โดยใหเ ปด เดนิ และวา ยนา้ํ ในทงุ นาเพอ่ื กนิ หอย รวมถงึ ใชว ธิ อี นิ ทรยี เชน นาํ ใบกมุ นา
มาตําแลวหมกั กบั นํ้าคา งคนื กอนนาํ ไปฉีดใหทั่วนา
การเก็บหอยเชอรร่ีถือเปนวิธียอดนิยมที่สุดในหมูบาน เนื่องจากไมตอง
ใชเทคโนโลยีใดๆ เปนวิธีการงายๆ แมจะใชเวลามาก แตไมตองเสียคาใชจาย
หลังจากเก็บหอย ชาวบานก็จะหมกั หอยกบั ใบประดทู ําเปนปุยอนิ ทรียไ วใชในนา
ขาวไดอีกตอ หนง่ึ
สวนการใชเปดในการควบคุมหอยเชอรรี่นั้น ผูนําครัวเรือนหน่ึงไดใชวิธีดัง
กลาวโดยเลี้ยงเปดไวหลายสิบตัว เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกขาวก็จะปลอยใหเปดใหลง
เดินและวายในนาขาวเพ่ือเก็บหอยเชอรร่ี ผูนําครัวเรือนคนดังกลาวบอกวา วิธี
การกําจัดหอยเชอรรข่ี องครวั เรอื นนแี้ ตกตา งจากครวั เรอื นอน่ื ๆ แตก ็ไดผลดี และ
อยากใหเ พื่อนบา นนําวิธไี ปปรบั ใชกับนาของตนเอง
ขณะที่การใชสารอินทรียในการกําจัดหอยเชอรรี่จะพบอยู 3 ครัวเรือน
ท่ีนําใบกุมมาตําใหละเอียดแลวหมักกับนํ้าคางคืน วันรุงข้ึนก็สามารถนําสาร
อินทรยี ม าฉดี ใหท ่วั นาเปนการกาํ จดั หอยเชอรร ีท่ ไี่ ดผลอยางชาๆ และไมสง ผลตอ
สขุ ภาพและสิง่ แวดลอ ม
อยา งไรกต็ ามการจาํ กดั หอยเชอรร ก่ี ม็ ขี อ จาํ กดั เพราะแมจ ะกาํ จดั นาบรเิ วณ
หนง่ึ ได หากทวา หอยกห็ นไี ปอยทู น่ี าอนื่ เพราะเปน นาระบบเปด จนทาํ ใหช าวนา
บางครวั เรือนถึงกบั ถอดใจทจ่ี ะปลกู ขาวในบรเิ วณท่ีหอยเชอรร รี่ ะบาด
กรณีบานหวยตาดชาวบานจะปลูกขาวไรและปลูกขาวพื้นเมืองในชวงตน
ฤดูฝน พันธุขาวพื้นเมืองเหลานี้สามารถปรับสภาพไดดีกับสภาวะอากาศท่ีแลง
อยา งไรกต็ ามเกษตรกรบางรายทพ่ี น้ื ทไ่ี รใ นทค่ี อ นขา งลมุ หรอื มที ลี่ าดเอยี งนอ ยจะ
เผชญิ กบั ปญ หานาํ้ ทว มไรข า วเมอ่ื ยามฝนตกหนกั จนกอ ใหเ กดิ ผลเสยี ตอ ขา วทปี่ ลกู
167
168 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
เรอื่ งการใชป ยุ นนั้ เกษตรกรบา นหว ยตาดเกอื บทงั้ หมด ใชส ารเคมใี นไรข า ว
เพอ่ื ฆาหญา และใชเ ปนจาํ นวนมากเพือ่ ปอ งกันหญาแยง อาหารจากขาว สวนปยุ
เคมพี บมเี กษตรกรนอ ยรายทใ่ี ชป ยุ ในการบาํ รงุ ขา ว แตป ลอ ยใหข นึ้ ตามธรรมชาติ
มีเพยี ง 2-3 ครัวเรือนทใี่ ชปุยเคมใี สลงไปในหลุมกอ นปลูกขา ว การใสปยุ ดงั กลาว
ทาํ ใหผ ลผลติ ของขาวที่ไดสูงขนึ้
สวนขั้นตอนการเก็บเก่ียวน้ันทั้งที่บานนาเวียงใหญและหวยตาดจะจาง
แรงงานจากคนในหมบู า นและเพือ่ นบา นใกลเคียงเสียสว นใหญ จา ยคาแรงวันละ
250-300 บาทตอวัน หลังการเก็บเกี่ยว ชาวบานทั้งสองหมูบานจะเก็บขาวไวท่ี
“ฉาง” ท่ีสรางดวยเรือนไมเล็กๆ ยกพ้ืนสูงจากพ้ืนดินเล็กนอย บานนาเวียงใหญ
มีโรงสใี นหมบู าน 3 โรง ขณะทบ่ี านหวยตาดมี 5 โรง เจา ของโรงสเี ปนคนในทอ ง
ถนิ่ เม่อื ชาวบา นตอ งการกนิ ขา วกจ็ ะไปตามโรงสที ่ีตนเองเคยใชบรกิ าร สขี าวครงั้
หนึ่งๆ จะเก็บสาํ รองราว 2-3 เดอื น เมือ่ ขาวหมดก็จะนาํ ขาวเปลือกจากฉางไปสี
ใหม เพื่อไมใ หเ กิดปญ หามอดและแมลงกดั กินขา วสาร
ขาวที่สีจะแบงออกเปน 4 สวน คือเมล็ดขาวสําหรับบริโภค ขาวปลาย
รําขาวสาํ หรบั เลี้ยงสัตว และเปลือกขาวหรือแกลบสําหรบั ใชในการเกษตรและใช
เปน เชือ้ เพลงิ ราคาคาจา งสขี า วจะตกอยทู ี่ 10 บาทตอ 40 กิโลกรัม เจา ของโรงสี
จะเก็บขา วปลาย ราํ ขาว และแกลบไวข าย
บา นนาเวียงใหญชาวบา นทง้ั หมดจะปลูกขาวเพ่อื บริโภคในครวั เรอื น และ
กันขาวบางสวนเก็บใหญาติท่ีทํางานอยูตางจังหวัดหรือในเมือง เมื่อญาติกลับมา
เย่ียมญาติในวนั หยุดสําคัญของป เชน ปใ หม สงกรานต เขา พรรษา ก็จะมอบขาว
เหลานี้ติดมือกลับไปกินคนละกระสอบสองกระสอบ สํารองกินไดหลายเดือน
เปนการชวยประหยัดคาใชจายชีวิตในเมืองไดระดับหนึ่ง นอกเหนือจากนี้ กลุม
ญาติเหลานี้ยังมีสวนสําคัญในการสงเงินมาเปนคาใชจายในการทํานาดวยเชนกัน
สว นขา วทเ่ี หลอื จะเกบ็ สาํ รองในปถ ดั ไป เพราะหากปห นา เกดิ ฝนฟา ไมต กตอ งตาม
ฤดกู าลกจ็ ะนาํ ขา วสาํ รองนม้ี ากนิ สว นทเี่ หลอื คอื ขา วเกา คา งปถ งึ แบง ขายใหเ พอ่ื น
บานและตามทอ งตลาด
168
¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊμÑ ÇàÅÂéÕ § 169
“«àÙ »ÍÃÁÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºÒŒ ¹
สวนบานหวยตาดครัวเรือนเกือบทั้งหมดมีวิธีการจัดการปลูกขาวเหมือน
กับชาวนาเวียงใหญ มีหลายครัวเรือนท่ีไมไดปลูกขาวไวบริโภคในครัวเรือน พวก
เขาจะปลูกพืชเศรษฐกิจอยางขาวโพด ครัวเรือนกลุมนี้มีความเชื่อมั่นวาขาวโพด
สามารถเพิ่มรายไดใหครัวเรือน อีกทั้งการปลูกพืชเศรษฐกิจก็ทําใหพวกเขาไมมี
เวลาพอทจี่ ะปลกู ขา ว เนอ่ื งจากการปลกู ขา วโพดตอ งใชเ วลาในการเพาะปลกู เปน
จาํ นวนมาก ดังนั้นหากครวั เรอื นมีรายไดดี ก็จะสามารถนาํ เงนิ มาซอื้ ขาวได จาก
ผลการวจิ ยั พบวา ครวั เรอื นกลมุ นตี้ อ งเดนิ ทางไปอาํ เภอนครไทย จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
เพอื่ ซ้ือขา วมาบริโภค สถานการณด ังกลาวถอื เปนอีกปจ จยั หน่งึ ที่ทําใหเ กดิ ความ
ไมม ่ันคงทางอาหาร โดยเฉพาะเมื่อปทเี่ กดิ ฝนแลงหรอื น้ําทว ม หรอื ราคาขาวโพด
ตกต่ํา รายไดก ็จะลดลงตามลาํ ดับ
ขาวโพด: พืชเศรษฐกจิ หลักและการใชเ ทคโนโลยสี มยั ใหม
ขาวโพดเปนพืชเศรษฐกิจหลักที่สําคัญและมีบทบาทมากในบานหวยตาด
สว นบา นนาเวียงใหญพ บวา ชาวบา นปลกู ขาวโพดเพียง 4-5 ครัวเรือน และปลูก
ได 2 ชวงเวลาคอื ฤดกู าลปกติ ชว งฤดูฝน และนอกฤดกู าลคอื ฤดหู นาว สว นบา น
หว ยตาดปลูกขาวโพดเพียงปล ะครงั้ ในฤดูกาลปกติชวงหนาฝน
ในฤดฝู นเกษตรกรบา นนาเวยี งใหญบ างครวั เรอื นทม่ี ที ดี่ นิ มากพอจะเตรยี ม
ดนิ สาํ หรบั ปลกู ขา วโพดชว งพฤษภาคม เกษตรกรจะลงมอื ปลกู ชว งเดอื นมถิ นุ ายน-
กรกฎาคม และเก็บเกี่ยวในราวสิงหาคม พอถึงฤดูหนาว หลังจากเก็บเก่ียวขาว
แลวเสร็จ ชาวบานก็จะเตรียมดินปลูกขาวโพดราวเดือนธันวาคม ปลูกในชวง
มกราคม-กุมภาพันธ และเกบ็ เกี่ยวผลผลติ ราวเดอื นมีนาคม-เมษายน
สวนบานหวยตาดเกษตรกรปลูกขาวและขาวโพดในชวงเวลาเดียวกัน
โดยแบงท่ีดินทําการเกษตรออกเปน 2 สวนหลักๆ คือ ปลูกขาวโพด 70-80%
และปลูกขาว 30-20% ของพ้ืนท่ีทําการเกษตร ชาวบานจะเตรียมที่ดินสําหรับ
ปลูกขาวและขาวโพดประมาณเดือนเมษายน-มิถุนายน และเร่ิมปลูกขาวโพด
ในชวงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เก็บเก่ียวขาวโพดราวเดือนกันยายน-ธันวาคม
และเก็บเกี่ยวขาวราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน สิ่งสําคัญคือ เกษตรกรเหลาน้ี
169
170 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ไดประยุกตใชเทคโนโลยีสมัยใหมทางการเกษตรเขามาใชหลายข้ันตอนของการ
เพาะปลกู แมจ ะทําใหสะดวกสบายในการทาํ การเกษตร หากทวาก็ตอ งเสียคา ใช
จายในสว นน้ีมากขึน้
ในอดีตชาวหวยตาดใชแรงงานจากครัวเรือนเปนหลักในการปลูกขาวโพด
อยางการพรวนดินและหยอดเมล็ดเน่ืองจากสมัยน้ันยังปลูกขาวโพดไมมากนัก
หลังจากการสงเสริมของภาครัฐใหปลูกขาวโพดในฐานะพืชทางเศรษฐกิจใน
ชวง 20-30 ปท่ีผา นมา ชาวไรจ งึ เริ่มขยายพ้นื ทท่ี างการเกษตรโดยหักลา งถางพง
รวมท้ังทําลายพื้นทป่ี า บนภอู งั ลัง เมอื่ จํานวนพืน้ ทีท่ ําการเกษตรเพม่ิ ขึน้ แรงงาน
ในครัวเรือนจึงไมอาจรับมือกับงานดังกลาวได ดังนั้นเกษตรกรจึงเปล่ียนรูปแบบ
การผลิตแบบดั้งเดิมมาพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม เกษตรกรครัวเรือนบางราย
ซื้อรถแทรคเตอรมาไถดินในพ้ืนท่ีตนเอง ขณะที่เกษตรกรสวนใหญจะใชวิธีเชา
รถแทรคเตอรมาไถดินเตรียมการเกษตร รวมถึงมีการใชสารเคมีปราบหญา
และปุยเคมีปริมาณมากในไรขาวโพด
การใชเทคโนโลยีสมัยใหม เกษตรกรตระหนักดีวาการใชสารเคมีทางการ
เกษตร ไมวาจะเปนยาฆาหญาและปุยเคมีจํานวนมาก ไมเพียงแตสงผลเสียตอ
สุขภาพ หากแตยังสงผลกระทบตอคุณภาพของดินทําใหความสมบูรณลดลง
แตก ็ไมอาจหลกี เหลี่ยงได เพราะหากปรับไปใชส ารอินทรีย โดยเฉพาะปยุ อินทรีย
จะไมท นั ตอ การการเจรญิ เตบิ โตของพชื ทม่ี อี ายกุ ารเกบ็ เกยี่ วสน้ั อยา งขา วโพด ดงั
น้ันเมื่อคุณภาพดินเสื่อมลง เกษตรกรจึงคิดวาวิธีดีท่ีสุดท่ีทําไดคือ การใชปุยเคมี
เพ่มิ ขึน้ เรื่อยๆ ดวยเหตุผลดงั กลาวทําใหเกษตรกรตอ งกหู นยี้ ืมสนิ ท้ังจากธนาคาร
เงนิ กองทนุ หมบู า น เงนิ นอกระบบ ฯลฯ เพอ่ื นาํ มาเปน ทนุ ซอ้ื สารเคมี ดว ยเหตผุ ล
ดงั กลา วเกษตรกรบา นหว ยตาด 3-4 ราย พยายามทจี่ ะเปลย่ี นวธิ กี ารทาํ การเกษตรสู
“แนวใหม” ดวยการผสมผสานระหวางเทคโนโลยกี ับเกษตรอินทรยี เขา ดว ยกัน
170
¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅÕÂé § 171
“«àÙ »ÍÃÁÒÃà¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºÒŒ ¹
ถัว่ ดําและพชื ผัก
การปลูกถ่ัวดํานั้น ที่บานนาเวียงใหญจะปลูกถ่ัวดําหลังจากเก็บเก่ียวขาว
แลวเสร็จ เกษตรกรบางครัวเรือนจะเตรียมพ้ืนที่ปลูกถั่วในราวเดือนธันวาคม
เร่ิมปลูกเดือนมกราคม และเก็บเก่ียวราวเดือนมีนาคม สวนบานหวยตาดจะเร่ิม
ปลูกถ่ัวหลังจากการเก็บเก่ียวขาวและหรือขาวโพดแลวเสร็จ เกษตรกรบางราย
จะเตรยี มพ้ืนทีป่ ลูกถ่ัวเดือนกนั ยายน และปลูกราวเดอื นตลุ าคม-พฤศจกิ ายน ซง่ึ
เปน ชว งปลายฤดฝู น อกี อยา งเปน ชว งเปลยี่ นฤดจู ากฝนเปน หนาว พอตกกลางคนื
นาํ้ คา งจะลงจดั ซง่ึ มคี วามชน้ื มากพอทจี่ ะปลกู พชื อยา งถว่ั ดาํ ได เกบ็ เกย่ี วชว งเดอื น
ธนั วาคมถึงมกราคม
สว นการปลกู ผกั ชาวบา นจะเตรยี มดนิ ในชว งเดอื นพฤศจกิ ายนและธนั วาคม
ปลกู ชว งเดอื นธนั วาคม-มกราคม ซง่ึ เปน ชว งทอี่ ากาศเยน็ และนา้ํ คา งมปี รมิ าณมาก
ทาํ ใหพ ชื ผกั เจรญิ เตบิ โตไดด ี กรณขี องบา นนาเวยี งใหญช าวบา นบางรายจะใชพ นื้ ท่ี
รมิ นา้ํ หมนั ทเ่ี ปน พนื้ ทส่ี าธารณะของชมุ ชนในการปลกู ซง่ึ ชาวบา นมวี ธิ จี ดั การการ
ใชพ น้ื ทดี่ งั กลา วโดยพจิ ารณาการใชพ น้ื ทจี่ ากคนรนุ หนงึ่ สอู กี รนุ จงึ ไมป รากฏความ
ขัดแยง ในการใชท่ดี ินดงั กลา ว
การปลูกผักของบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดจะทําในชวงเวลา
เดียวกัน ระหวางเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ อยางไรก็ตามบางครัวเรือนของ
บานหว ยตาดทปี่ ลกู พืชผักเพ่ือการคาก็จะปลกู กนั ตลอดทัง้ ป
จึ ง เ ห็ น ไ ด ว า กิ จ ก ร ร ม ท า ง ก า ร เ ก ษ ต ร ข อ ง บ า น น า เ วี ย ง ใ ห ญ แ ล ะ
บานหวยตาดข้ึนอยูกับหลายปจจัย เชน เง่ือนไขทางเศรษฐกิจและสังคม อยาง
จาํ นวนทด่ี นิ ทาํ การเกษตร รายได และแรงกดดนั ทางสงิ่ แวดลอ มอยา งนาํ้ ทว มและ
ภัยแลง ท่ีสงผลกระทบตอชุมชนเปนอยางมาก ในป (พ.ศ. 2556-57) ที่ทําการ
วจิ ยั พบวา หมบู า นทง้ั สองตอ งประสบกบั ปญ หาทง้ั ฝนแลง และนา้ํ ทว มในปเ ดยี วกนั
กลาวคือชวงตนของฤดูกาลเพาะปลูกขาวและขาวโพด ชาวบานสองหมูบานตอง
เผชิญกับภัยแลงตองเล่ือนการเพาะปลูกออกไป หรือในรายท่ีทําการเพาะปลูก
ตนกลาก็ตาย กระท่ังเม่ือปลูกไดระยะหนึ่งชาวบานก็ประสบเรื่องนํ้าทวม วิกฤต
ดงั กลา วสงผลกระทบโดยตรงตอกจิ กรรมทางการเกษตรและผลผลติ ทีไ่ ด
171
172 ¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ดวยเหตุน้ีเกษตรกรทั้งสองหมูบานจะตองปรับวิถีการทําการเกษตร
ใหสัมพันธกับการเปล่ียนแปลงดังกลาว ย่ิงกวาน้ัน จําเปนอยางยิ่งที่ชาวบาน
ท้ังสองหมูบานตองมีองคความรูทางการเกษตรสมัยใหม เพ่ือจัดการกับปญหา
การใชสารเคมี ท่ีวามีการใชอยางเขมขนในหมูบานหวยตาด ซึ่งไมเพียง
สงผลตอสขุ ภาพของเกษตรกร ผบู ริโภค แตย ังรวมถึงระบบนเิ วศและสิ่งแวดลอ ม
ทสี่ มั พันธกับแหลงอาหารจากธรรมชาตอิ ีกดวย
เรื่องเลา พนื้ ถน่ิ และการพยากรณอากาศแบบชาวบา น
ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดสวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ท่ีตองพึ่งพาปจจัยธรรมชาติเปนหลัก ชาวบานท้ัง 2 หมูบาน จึงมีองคความรูใน
การพยากรณอากาศ โดยชาวบา นสามารถทํานายสภาพภมู ิอากาศและสภาพฝน
ตก ทค่ี าดวา จะเกดิ ขน้ึ ในอนาคตไดค อ นขา งแมน ยาํ โดยสงั เกตจากพฤตกิ รรมของ
มนษุ ย สตั ว พชื และปรากฏการณธ รรมชาตริ อบตวั ซง่ึ มปี ระโยชนใ นการเฝา ระวงั
เตือนภยั และชว ยในการปองกันและบรรเทาผลกระทบ ท่ีเปนความเสยี หายจาก
ภัยพิบัตซิ ่งึ อาจจะเกดิ กับการดาํ เนินวถิ ชี ีวติ หากมีความผิดปกตขิ องสภาพฝนตก
หรือภยั แลงเกิดขนึ้ การพยากรณอ ากาศของชาวบานสรปุ ไดดงั นี้
“คนเฒาคนแกบอกวา ตื่นเชากอ นลางหนาแลว หนาลน่ื มีแนวโนมวาบาย
วันนัน้ ฝนจะตก”
คาํ บอกเลา ดงั กลา วมมี ลู เหตสุ าํ คญั มาจากอากาศชว งกลางคนื ทอ่ี บอา ว จงึ
ทําใหเหง่ือไหลไคลยอย เม่ือตื่นนอนหนาจึงมัน ลักษณะอากาศท่ีอบอาวในชวง
กลางคืนดังกลาวมักจะทําใหเกิดฝนในเวลาตอมา
“คนเฒาคนแกบอกวา หากวันไหนอากาศรอนอบอาวจนผิดปกติ
ฝนจะตก”
เชนเดียวกนั เร่อื งเลาแรก หากวนั ไหนอากาศรอ นอบอา วผดิ ปกตกิ ม็ ักจะมี
ฝนตกตามมา
“ถามดยายไขหรือรังแสดงวาฝนกําลังจะมา และหากมดยายไขและรังขึ้น
ทีส่ งู ฝนกําลงั จะตกหนกั ”
172
¾ª× ÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊμÑ Çà ÅÂÕé § 173
“«Ùà»ÍÃÁÒÃà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹
ปกติมดมักทํารังอยูท่ีพื้นดิน เมื่อเห็นมดเดินเปนกลุมหรือขบวนนั่นเปน
สัญญาณบอกวาฝนกําลังจะโปรย หรือหากมดยายไขหรือรังเดินเปนขบวนขึ้นที่
สูงน่ันแสดงวา ฝนอาจตกหนกั ในไมชา
“หากวันไหน ไดยินเสียงกบหรือเขียดแขงกันรองสงเสียงนั่นหมายถึงฝน
กาํ ลังจะตก”
ทง้ั นเี้ พราะชาวบา นเชอื่ วา สตั วด งั กลา วมสี ญั ญาณการรบั รถู งึ ความชน้ื และ
เยน็ ของฝนทก่ี ําลังจะตก”
“ถา เขียดรองในฤดูหนาว แสดงวาปน้นั อากาศจะหนาวเย็นมาก”
สิ่งที่นาสนใจเกี่ยวกับเรื่องของเสียงรองของเขียดก็คือ หากมันรองผิดฤดู
คือไมไดรองชวงฤดูฝนแตรองชวงฤดูหนาว ชาวบานจะเช่ือกันวาปนั้นอากาศจะ
หนาวมากกวา ปกติ
“ถา ไสเดือนออกมาตายนอกรู ฝนจะแลง หรือฝนใกลจะหมด”
ขอสังเกตอีกประการหน่ึงเกี่ยวกับปริมาณฝนใหสังเกตจากไสเดือน
หากไสเดือนออกมาตายนอกรูแสดงวาฝนจะแลงหรือฝนใกลหมด เหตุท่ีเปน
เชนน้ีเน่ืองจากความชื้นในดินเริ่มหมดไป ไสเดือนหลายตัวจึงหนีออกมาหา
ความช้นื และตายในทสี่ ดุ
“ถาเห็นหางตะกวดมีสีดําตรงโคนหาง ตรงกลางหรือปลายมีสีดําจางๆ
แสดงวา ปน ้นั ฝนจะตกชกุ ในชว งตน ฤดู ปลายปและกลางป ฝนจะนอ ย”
สัตวคร่ึงบกคร่ึงนํ้าอยางตัวตะกวดก็เปนเคร่ืองมือสําคัญอีกอยางหน่ึงท่ี
ชาวบา นใชพ ยากรณอ ากาศ โดยพจิ ารณาจากสว นหางของตะกวด ซง่ึ แบง ได 3 ชว ง
คอื สวนโคนตดิ ลาํ ตวั สวนกลาง และปลาย เชน หากบรเิ วณโคนมีสีดาํ สวนกลาง
และปลายมสี ดี าํ จางๆ แสดงวา ปน น้ั ฝนจะตกชกุ ในชว งตน ฤดู สว นกลางหรอื ปลาย
ฤดูฝนจะตกนอย หรือหากสวนปลายมีสีดํา สวนกลางและโคนกลับมีสีดําจางๆ
แสดงวา ปนัน้ ฝนชกุ ชวงปลายฤดู สว นตน ฤดูและกลางฤดูมีฝนตกนอ ย เปนตน
173
174 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
“ถานกแขงกนั สง เสียงรอง ฝนกาํ ลังจะตก”
นกก็เปนสัตวอีกจําพวกหนึ่งที่ชาวบานมีความเชื่อเกี่ยวกับการพยากรณ
อากาศ กลาวคือ หากวันไหนนกแขงสงเสียงรองดังกองแสดงวาวันนั้นฝนจะตก
ท่ีมาของความเชื่อดังกลาวน้ันชาวบานใหเหตุผลวา เปนเพราะสัญชาติญาณของ
นกที่หากเกิดมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยเฉพาะเม่ือยามใกลฝนตก
นกกจ็ ะแขงกันสง เสยี งรอ งดังมาก
“ตน มะเดอ่ื มะมว งปา หรอื ไมไ ผป า ออกดอก (ไมไ ผต ายข)ี ปน นั้ จะแลง หรอื
มฝี นนอ ย”
มีตนไมบางสายพันธุที่ชาวบานต้ังขอสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
ฤดกู าลกค็ อื มะเดอ่ื มะมว งปา และไผป า หากพนั ธไุ มเ หลา นอ้ี อกดอกบานสะพรงั่
ไปทว่ั ปา เมอ่ื ไหร เชอ่ื กนั วา ปน นั้ จะแลง จดั เหตผุ ลสาํ คญั ทเ่ี ชอ่ื เชน นเี้ กดิ ขน้ึ จากการ
สงั เกตของคนรนุ กอ นๆ ซงึ่ มกั พบวา ตน ไมเ หลา นมี้ กั จะออกดอกเมอื่ อากาศมสี ภาพ
แหง แลง
“ถาเห็ดแขง กนั บานดอกในตอนเชา ฝนกําลงั จะตก”
หากพบเห็นเหด็ ตา งๆ ตามปา เกิดดอกบานไปท่ัวนน่ั หมายความวา วันนั้น
ฝนจะตองตก เพราะเนื่องจากสภาพอากาศชวงกลางคืนและชวงเชาท่ีอบอาวผิด
ปกตจิ นทาํ ใหเ หน็ แขง กนั บาน และลกั ษณะอากาศดงั กลา วนเี้ องกม็ กั ทาํ ใหเ กดิ ฝน
ตกเสมอ
“ถา ใบของตนไมยราพหุบชว งกลางวนั ฝนกาํ ลังจะตก”
ตน ไมยราพเปน พชื อกี สายพนั ธหุ นงึ่ ทช่ี าวบา นจะคอยสงั เกตไวเ พอื่ พยากรณ
อากาศ กลา วคือ หากใบของตน ไมยราพหุบตอนกลางวันคาดวา วันน้ันทองฟาจะ
มืดครม้ึ และฝนจะตก ท้งั นเ้ี นื่องจาก ไมยราพเปน พชื ท่หี ุบใบเมอื่ ไมมีแสง หากหบุ
ชว งกลางวนั น่ันหมายความวาทองฟาตองมืดครึม้ และฝนอาจจะตก
“ถา กอนเมฆเล็กๆ บนทอ งฟากาํ ลังจะรวมกนั ฝนกาํ ลงั จะตก”
ชาวบา นยงั เชอ่ื วา หากทอ งฟา มกี อ นเมฆเลก็ ๆ ลอยกระจายแลว มารวมตวั
กันน่ันหมายความวาอีกไมนานฝนจะตก ทั้งนี้เพราะกอนเมฆเล็กๆ เหลานี้ หาก
รวมตัวกันกจ็ ะมีพลังมากพอท่ีจะทาํ ใหเ กิดฝน
174
¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊμÑ Çà ÅéÕ§ 175
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÃà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹
“ถาลมพัดหมุนไปตามเข็มนาิกา ทองฟาจะแจมใส ถาลมหมุนทวนเข็ม
นาิกา พายุฝนกาํ ลังจะมา”
การพยากรณข องชาวบา นยงั สงั เกตจากทศิ ทางลม กลา วคอื หากยนื ตรงแลว
มองไปดา นทศิ เหนอื แลว เหน็ ลมหมนุ ตามเขม็ นากิ านนั่ แสดงวา ทอ งฟา จะแจม ใส
หากลมหมุนทวนเข็มนากิ าเช่อื กนั วาพายฝุ นกําลังจะมา
วถิ กี ารดําเนินชวี ิต การพยากรณอ ากาศ การเตรยี ม
สภาวะอากาศ แบบชาวบา น ความพรอ ม
สัตว รับมือกบั
พืช สภาวะอากาศ
ที่ผนั แปร
แผนภาพความคดิ แสดงที่มาการพยากรณอ ากาศแบบชาวบาน
จงึ เหน็ ไดว า การพยากรณอ ากาศของชาวบา นทกี่ ลา วมาขา งตน ไมส าํ คญั วา
เรื่องนั้นเปนเร่ืองจริงหรือไม หากแตอยูที่ความหมายท่ีซอนอยูเบื้องหลังการ
พยากรณอากาศดังกลาว ทําใหชาวบานเกิดการสังเกตส่ิงแวดลอมรอบตัว ท้ัง
จากการดาํ เนนิ ชวี ติ ประจําวัน สัตว และตน ไม เพ่ือใหต นเองมีการวางแผนอยา ง
ไมเ ปน ทางการในการประกอบกจิ กรรมทางการเกษตรอยา งระมดั ระวงั ดงั ปรากฏ
ในแผนภาพความคิดแสดงท่ีมาการพยากรณอากาศแบบชาวบาน โดยเฉพาะกับ
การทําการเกษตรท่ตี อ งพง่ึ พาธรรมชาตอิ ยา งนํา้ ฝนเปน หลัก ดงั น้นั การพยากรณ
อากาศของชาวบา นจงึ มคี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ เพอื่ ทาํ ใหช าวบา นเตรยี มพรอ มรบั มอื
กบั สภาวะอากาศทีผ่ นั แปร เชน ฝนตก พายุ หรอื ภัยแลง ที่อาจจะเกดิ ข้นึ
175
176 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
การจัดการนํ้าในวถิ ีคน “บา นนา” และ “บา นไร”
การจัดการน้ําเปนภูมิปญญาท่ีเผยเปนภาพใหเห็นในหมูบานนาเวียงใหญ
และบา นหว ยตาดในหลายมติ ทิ ซ่ี อ นเหลอื่ มกบั การจดั การทดี่ นิ ทางการเกษตร เชน
การทาํ คนั ดนิ กนั้ นา้ํ ของระบบนาขนั้ บนั ไดบา นนาเวยี งใหญ หรอื การรกั ษาพนื้ ทป่ี า
ชมุ ชนโดยใชป ระเพณแี ละพธิ กี รรม เปน ตน ขณะทก่ี ารจดั การนา้ํ ทปี่ รากฏภาพชดั
ก็คอื กรณบี านนาเวียงใหญมีภมู ิปญ ญาในการสราง “พดั ” หรือระหดั วิดนาํ้ ไมไผ
ทจ่ี ะสามารถผนั นาํ้ จากลาํ นา้ํ หมนั เขา สไู รน า นอกจากนที้ ง้ั สองหมบู า นยงั มกี ารขดุ
สระเลก็ ๆ ในทด่ี ินตนเองเพ่ือเกบ็ นํา้ ไวใ ชท าํ การเกษตรและยามแลง
ภมู ปิ ญญาในการสราง “พัด” บานนา
บา นนาเวยี งใหญต งั้ อยรู มิ ลาํ นา้ํ หมนั ชาวนาเวยี งใหญบ างครวั เรอื นทม่ี ที ดี่ นิ
ทาํ การเกษตรตดิ กบั ลาํ นาํ้ จงึ ใชแ หลง นา้ํ นเี้ พอ่ื ประโยชนด า นตา งๆ โดยเฉพาะการ
ผนั นาํ้ เขา สนู าโดยพดั หรอื ระหดั วดิ นาํ้ ในอดตี มชี าวบา นหลายครวั เรอื นทส่ี รา งพดั
แตในปจ จุบันเหลอื เพยี ง 3-4 ครัวเรอื นท่ียงั ใชเ ทคโนโลยีชาวบานดังกลาว
พดั ภูมปิ ญญาทองถ่นิ ในการจัดการนาํ้ เปนอตั ลกั ษณของทองถิน่ ที่ทาํ สืบเน่ืองมาหลาย
ชว่ั อายุคน ในภาพเปนพัดของชาวบา นครวั เรือนหนึ่งในบา นนาเวยี งใหญ
176
¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμÇà ÅéÂÕ § 177
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹
พดั สรา งจากไมไผทีม่ เี สนผา ศูนยกลางประมาณ 6-7 เมตร ชาวบานจะตั้ง
พดั ทมี่ แี กนกลางทาํ ดว ยไมท รี่ มิ นาํ้ หมนั โดยจะสรา งพดั ทกุ ๆ ป เนอื่ งจากโครงสรา ง
สวนใหญทํามาจากไมไผจึงผุพัง ท้ังนี้ชาวบานจะเร่ิมทําพัดกอนฤดูกาลทําการ
เกษตรจะมาถึงหรือราวปลายเดือนเมษายน ซ่ึงเปนชวงท่ีระดับนํ้าหมันลงตํ่าสุด
จะไดสะดวกในการติดตัง้ พดั
พัดเปนภูมิปญญาทองถิ่นที่มีประโยชนไมเฉพาะเพียงแตชาวบาน
นาเวียงใหญเทาน้ัน หากแตรวมถึงคนทองถ่ินท่ีมีบานหรือที่ดินทําการเกษตร
ติดลําน้ําหมัน เกษตรกรทองถิ่นจะใชพัดวิดนํ้าเพื่อทําการเกษตรและเล้ียงสัตว
อยา งไรกต็ ามพดั กม็ ขี อ จาํ กดั คอื ใชไ ดเ ฉพาะครวั เรอื นทม่ี ที ด่ี นิ ตดิ รมิ นา้ํ เทา นน้ั สว น
ครัวเรือนท่ีมีท่ีดินหางไกลจากลําน้ําเขาไปหรืออยูบนที่ดอนหรือโคก ไมสามารถ
ใชพ ดั ได ทง้ั ๆ ที่มลี ํารางสงนํา้ ก็ตาม ท้ังน้เี น่อื งจากพนื้ ท่ีจากริมนา้ํ สูพน้ื ทีด่ อนตาง
ระดับกันมาก คือ บรเิ วณแมน ้าํ จะลุมและตํ่า สว นทหี่ า งไกลออกไปจะเปน ที่ดอน
และมีระดับสูงกวา ลักษณะทางกายภาพดังกลาวถือเปนขอจํากัดทางธรรมชาติ
ในการผันนํ้าจากลํานํ้าสูนา และเปนเหตุผลสําคัญอีกอยางหนึ่งท่ีทําใหเห็นวา
ทําไมพื้นท่ีดอนจึงไมสามารถปลูกพืชผักหรือทํากิจกรรมนอกเหนือจากฤดูกาล
ทํานาได ดวยเหตุน้ีจึงทําใหหลายครัวเรือนท่ีมีท่ีดินมากพอขุดสระเพ่ือกักเก็บนํ้า
ไวใชในยามแลง
สระนา้ํ : อีกทางเลือกหนึ่งของการกกั เกบ็ นาํ้ บา นนาและไร
ในอดีตชาวนาเวียงใหญและหวยตาดไมไดขุดสระไวท่ีนาและไรตนเอง
เพราะครวั เรอื นท้ังหมดจะใชน ํา้ จากธรรมชาตคิ อื นํา้ จากแมนํ้า นํา้ ฟา (ฝน) และ
สายน้าํ เลก็ ๆ ทีไ่ หลจากภูองั ลัง อยางไรกต็ ามในชวง 20 กวาปท ีผ่ า นมา ลาํ ธารที่
ไหลจากภอู งั ลงั และแมน า้ํ หมนั มแี นวโนม ทจี่ ะลดระดบั ลงอยา งมาก โดยเฉพาะใน
ชว งหนา แลง ถงึ กบั แหง ขอด ทง้ั สองหมจู งึ ตอ งเผชญิ กบั ภยั แลง ในชว งฤดรู อ นทกุ ป
ดว ยเหตนุ ห้ี นว ยงานภาครฐั จงึ สนบั สนนุ เงนิ ชว ยเหลอื ใหช าวบา นทม่ี ที ด่ี นิ เหมาะสม
ตอการกักเกบ็ น้าํ เพอ่ื ขดุ สระ
บานนาเวียงใหญและหวยตาดมีครัวเรือนสวนหน่ึงท่ีเขารวมโครงการ
ดังกลาว โดยมีขอแมวา ครัวเรือนที่สามารถรวมโครงการดังกลาวจะตองมีท่ีดิน
เหมาะสมและสามารถกกั เกบ็ นาํ้ ได ในกรณที ค่ี รวั เรอื นมที น่ี าและไรจ าํ กดั จงึ ไมอ าจ
177
178 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
เขา รว มโครงการได เพราะทด่ี นิ ในการทาํ นาทาํ ไรข องตนเองลดลง ดงั นน้ั โครงการ
ขุดสระท่ีภาครัฐสงเสริมน้ีจะเหมาะกับครัวเรือนที่มีที่นาไรพอประมาณและมี
ลกั ษณะทางกายภาพทเ่ี อ้ืออํานวยตอ การกักเก็บนํ้า
ขนาดมาตรฐานของสระคือ 10 X 10 เมตร อยางไรก็ตามบางครัวเรือน
อาจจะเพ่ิมหรือลดขนาดของสระท่ีขุดตามความเหมาะสมของพ้ืนที่ จุดมุงหมาย
สําคัญของการขุดสระคือ ไมเพียงแตกักเก็บนํ้าไวใชทางการเกษตร หากยังสง
เสริมใหเกษตรกรเล้ียงปลา สัตวนํ้า และพืชนํ้าบางจําพวก เปนตน อยางไรก็ดี
ในบางปที่หมูบานตองเผชิญกับภัยแลงเปนเวลานานเหมือน เชนปที่เก็บขอมูล
(พ.ศ. 2556-2557) พบวา ระดับนํ้าในบอ ลดลงแทบจะแหงบอ
อาจกลาวไดวา แม “พัด” และ “สระ” จะเปนองคความรูในการ
จดั การนา้ํ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพระดบั หนงึ่ ในเรอื่ งของการสาํ รองและชว ยผนั นา้ํ เพอ่ื ใช
ในการทาํ กจิ กรรมทางการเกษตรและชว ยลดตน ทนุ ในการผลติ หากทวา ภมู ปิ ญ ญา
ดังกลาวก็มีขอจํากัดสําคัญประการหนึ่ง คือ เงื่อนไขเชิงกายภาพของพ้ืนที่ซึ่ง
ไมเหมาะสมในการสราง “พัด” และขุด “สระ” จุดออนดังกลาวถือเปนโจทย
สําคัญท่ีทําใหครัวเรือน ชุมชน และทองถิ่นตองเรงสรางและปรับองคความรู
ดานการจัดการนํ้าใหเหมาะสม เพื่อที่ชุมชนจะไดไมเผชิญปญหาเร่ืองภัยแลง
การกักเก็บนํ้าของสระไมได การสรางพัดไมได หรือราคานํ้ามันที่เพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งทั้งหมดลวนมีสวนเก่ียวของโดยตรงกับระบบการผลิตอาหารและความมั่นคง
ทางอาหารของชุมชนโดยตรง
จึงเห็นไดวา ท้ังบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดหลายครัวเรือนตาง
ก็มี “ซูเปอรมารเกต” ขางบานท่ีตนเองสรางขึ้นดวยมือ และในขณะเดียวกัน
“ซูเปอรมารเกต” ดังกลาวก็มีพัฒนาการการเปล่ียนแปลงอยางมีนัยสําคัญ
โดยมเี งอ่ื นไขทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเปลย่ี นแปลงดา นสง่ิ แวดลอ มโดยเฉพาะ
สภาวะอากาศทผี่ นั แปรถอื เปน แรงผลกั ดนั ทาํ ใหเ กดิ การเปลยี่ นแปลงของ “ซเู ปอร
มารเกต” ขางบา นดงั กลา ว ดังเหน็ ไดจ ากการเขา มาของพชื เศรษฐกจิ ตางๆ ไมว า
จะเปน ฝา ย ถว่ั ดาํ งา ฯลฯ โดยเฉพาะขา วโพดและยางพารา รวมถงึ ภาวะแลง และ
น้ําทวม ดวยเหตุนี้การปรับตัวใหเทาทันตอสถานการณดังกลาว ดวยการใชภูมิ
ความรทู ช่ี าวบา นมอี ยผู สานเขา กบั ความรสู มยั ใหมจ งึ มคี วามสาํ คญั อยา งยงิ่ ตอ การ
สรา งความมั่นคงทางอาหารของชมุ ชน
178
“«àÙ¾»×ªÍÍÃÒÁËÒÒÃÃà ¡¾μª× ”μàÈÅÊÃÒÉÃË´ÒŒ°Å§¡:ÒàԨ͡ʧ·Òá¨èÕÁÅÃÒ¾Ðʡ˹Ñμ¢ÅÍŒÒÇÒ§ÂÒà ź˷ÂÕéÒŒÒÕäè ¹»§Ã 179
ตลาด : สารพันอาหาร
หลากท่ีมาหลายที่ไป
“ความสมั พนั ธข องแหลง อาหารจากตลาดทาํ หนา ทแี่ พรก ระจายอาหาร
ผานการซ้ือและขายรูปแบบตางๆ ทําใหครัวเรือนและหมูบานมีโอกาสเขา
ถึงอาหารที่หลากหลายและมีทางเลือกมากข้ึน ขณะเดียวกันส่ิงท่ีนาฉุกคิด
คือ มีอาหารหลายประเภทโดยเฉพาะอาหารประเภทกรุบกรอบ อาหารปรุง
แตงสําเร็จรูป อาหารถุง ขนมหวานตางๆ ซึ่งเปนที่นิยมในหมูบาน ไดเขามา
มีบทบาทแทนอาหารพ้ืนบาน ในมุมหน่ึงชาวบานมองวาน่ันคือความสะดวก
สบายและรวดเรว็ ทสี่ อดคลอ งวถิ ชี วี ติ ในการทาํ งานในไร แตข ณะเดยี วกนั สง่ิ ท่ี
ตอ งพงึ ระวงั กค็ อื เรอ่ื งสขุ อนามยั และคณุ คา ทางโภชนาการทจ่ี ะไดร บั จากอาหาร
เหลานั้น ซึง่ ชาวบานยงั ขาดองคค วามรใู นการจดั การกบั ปญหาดงั กลา ว”
179
180 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
อาหารจากตลาดแบง กวางๆ ได 6 แหลง คือ 1) ตลาดดานซา ย มีทงั้ ตลาด
เชาและแลง (เย็น) 2) ตลาดนดั คลองถม มี 2 นดั ใหญๆ คือ นัดวนั พธุ ท่ีตัวอําเภอ
ดานซาย และนัดวันอาทิตยที่ตําบลโคกงาม 3) รานขายของชําในชุมชน มีขาย
ของสารพัดทั้งเคร่ืองอุปโภคและบริโภครวมถึงอาหารตามส่ัง 4) รถเรขายของ
และอาหาร คนขายจะใชรถบรรทุกเรตามหมูบานตางๆ 5) รานคาชุมชนริมทาง
สวนใหญจะขายของที่ชาวบานปลูกและเปนอาหารตามฤดูกาล เชน ผักพ้ืนบาน
เห็ด และสัตวตางๆ และ 6) รานสะดวกซื้อและซูเปอรมารเกตที่ตั้งอยูในเมือง
ดานซาย ดังนั้นเนื้อหาบทน้ีจะนําเสนอภาพรวมของแหลงอาหารจากตลาดดัง
กลาว เบ้ืองตนเปนการทําความรูจักกับลักษณะสําคัญของตลาดแตละแหลงวามี
ลักษณะเปนเชนไร ตอมาเปนรายงานสถานการณแหลงอาหารในแงโภชนาการ
และอาหารปลอดภยั ตลอดจนองคค วามรชู าวบา นในการจดั การอาหารจากตลาด
เพอื่ ความมน่ั คงอาหารของครวั เรอื นและชมุ ชน และทา ยสดุ เปน การวเิ คราะหต ลาด
เพ่ือทาํ ใหเหน็ ความสัมพนั ธของคนไทดา นกบั ตลาดดังกลาวในแงม มุ ตางๆ
หลายตลาดหลากอาหาร
ดา นซา ยมีตลาดหลากหลายแหลง แตล ะตลาดก็มสี นิ คา เฉพาะอยาง โดย
เฉพาะแหลง ทมี่ าของอาหารกห็ ลายหลากเชน กนั เรอ่ื งราวของ “หลายตลาดหลาก
อาหาร” จงึ เปน การรวบรวมตลาดรปู แบบตา งๆ ของคนบา นนาเวยี งใหญ หว ยตาด
และรวมถึงคนไทดา นทัว่ ไป
ตลาดดา นซาย : เรอื่ งเลาและความทรงจํา
พฒั นาการของตลาดดานซา ยมกี ารเปลี่ยนแปลงอยา งเปน พลวัต เรือ่ งราว
ของตลาดดานซายในหัวขอน้ีเปนบันทึกเร่ืองราวของนักวิจัยทองถ่ิน ซ่ึงเกิดและ
เตบิ โตอยใู นเมอื งดา นซา ยมานานราว 50 ป โดยงานวจิ ยั ชน้ิ นไี้ ดใ ชส รรพนามแทน
วา “ผเู ขยี น” ผสานเขา กบั คาํ บอกเลา ของคนทอ งถนิ่ โดยขอ มลู ดงั กลา วไดถ กู ตรวจ
สอบความถูกตองผานการเก็บขอมูลชาติพันธุวรรณนาในแงมุมตางๆ จากตลาด
แหงน้ี ดังนั้นงานเขียนสวนน้ีจึงมีลักษณะเปนประวัติศาสตรบอกเลาที่ทําใหเห็น
180
μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒèÕÁÃÒ¾Ë¹Ñ ÅÍÒÂÒË·ÒäèÕ »Ã 181
พฒั นาการของตลาดดา นซา ยวา มกี ารเปลยี่ นแปลงแตล ะยคุ สมยั อยา งไร ประการ
สําคัญยังทําใหเห็นวิถีการกินอยูอยางคนไทดานผานการซื้อขายตลาดแหงนี้ดวย
เชนกนั
ยุคบุกเบิก : ตลาดดานซายเพิง่ มมี าประมาณ 50 กวาปน้เี ทาน้นั สมัยกอน
คนดา นซา ยไมน ยิ มปลกู ผกั กนิ กนั เมอื่ กอ นจะมแี มค า หาบผกั และพชื สวนครวั จาก
บานนาฮี ตําบลนาดี มาขายท่ตี วั อาํ เภอดานซาย เชน ยายมว น อุน แกว ตอ งออก
จากบา นตั้งแตตสี อง เดนิ ขายไปเร่อื ยๆ จนหมด และกลับถงึ บา นก็ประมาณบา ย
สองโมง ขา วของท่ขี ายเม่ือกอนราคาไมแ พง เชน ขา วลิตรละ 50 สตางค บางวนั
หาบของมาขายชวงงานบุญหลวง มีผีตาโขนมาแยงผลไมกินหมด จึงตองไปพ่ึง
บารมีครูสาร (นายสาร สาระทัศนานันท ซึ่งเปนครูใหญที่ดานซายสมัยนั้น) มา
ชว ยพูดจึงจะยอม
จนเม่ือประมาณ พ.ศ. 2510 เทาที่จําความได ผูเขียนไดยายจากบาน
หนองบัว (ต.หนองบัว อ.ภูเรือ จ.เลย ในปจจุบัน) มาอยูบานนาดี (ต.นาดี
อ.ดา นซา ย) เพราะคณุ พอ บอกวา จะมกี ารสรา งเขอ่ื นกนั้ ลาํ นา้ํ สานทภี่ เู รอื ทาํ ใหน าํ้
ทว มบา น เมอ่ื จะเดนิ ทางไปบา นนาดี (หา งจากตวั อาํ เภอดา นซา ยราว 12 กโิ ลเมตร)
กต็ อ งผา นตวั อาํ เภอดา นซา ย สมยั นน้ั มถี นนเสน เดยี วยงั ไมล าดยาง ผเู ขยี นกเ็ หน็ วา
มตี ลาดตงั้ อยูสองขา งทาง สภาพรา นคาเปนบานชั้นเดียว พน้ื ไมกระดานเปนสว น
ใหญ หลังคามุงสังกะสี ประตเู ปน บานพบั ตามความกวา งของรา น มีตลาดสดอยู
ทายสุด (ท่ีตั้งตลาดเชาในปจจุบัน) รานตางๆในตลาดดานซายจะมีครบเกือบทุก
ประเภท ต้ังแตร า นขายของชํา รา นอาหาร รานขายยา รานขายนา้ํ แข็ง รานขาย
ขนมไทย รานถายรปู รานสมตาํ -ไกย า ง รา นซอ มรถฯลฯ
นาปะกับนาเง็กพอคาคนไทยเชื้อสายจีนผูสูงวัยที่เขามาต้ังรกรากและเปด
รานขายของในอําเภอดานซายชวงตนๆ เลาวารานสวนใหญเปนของคนจีนจาก
อําเภอเมืองเลยและอาํ เภอหลมสัก จังหวดั เพชรบรู ณม าตัง้ รกราก เชน รา นแปะ
หลอขายของชํา รานเจกบุงขายนํ้าแข็ง เจกอุยขายของเบ็ดเตล็ด (ปจจุบันเปน
เจาของโรงแรมสวางโฮเต็ลท่ีอําเภอหลมสัก) เปนตน สวนรานคาท่ีเจาของเปน
คนพื้นถน่ิ ดา นซา ย เชน รานตัดผมเยีย่ มศิลป รานตม ลาบกอยยายบา ย เขียงหมู
181
182 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
บางสวน ของที่ขายในรานจะไปรับมาจากอําเภอหลมสัก เพราะเดินทางสะดวก
กวามาเมืองเลย สวนตลาดสดจะขายอาหารท่ีเปนอาหารพ้ืนบานเกือบทั้งหมด
แมคาเปนชาวบาน ยกเวนแผงขายของชําจะเปนคนจีนเสียสว นใหญ สวนอาหาร
พวกวัวควายในยคุ น้นั ตัวละ 700-800 บาท พอคา ขายหมแู ละเนอื้ วัวกโิ ลกรัมละ
3 บาท
ยุคเปลี่ยนผาน : ราว พ.ศ. 2509-10 ดานซายเริ่มมีรถเมลสายหลมสัก-
เมืองเลย ใหบริการ โดยว่ิงผานและจอดที่ดานซายเปนครั้งแรก จวบจนป พ.ศ.
2513-2515 ผเู ขยี นไดเ ขา มาเรยี นทตี่ วั เมอื งอาํ เภอดา นซา ย อาศยั อยกู บั ญาตแิ ละ
ตอ งเดนิ ผา นตลาดดา นซา ยทกุ วนั เพอื่ ไปโรงเรยี น บางวนั จะเดนิ ทางลดั แตก ม็ าโผล
ตรงหนา ตลาดสดอยูดี
ป พ.ศ.2516-2518 ผูเขียนยายบานมาปลูกใกลตลาดดานซาย ตรงขาม
กับท่ที ําการไปรษณยี ดา นซาย ชวงนเี้ ปน ชวงท่มี ีพรรคคอมมวิ นสิ ตเ ขามาโจมตใี น
เขตพน้ื ทอ่ี าํ เภอดา นซา ย เพอื่ ยดึ เปน ทม่ี นั่ มกี ารสรู บกนั อยา งหนกั บรเิ วณภลู มโล-
ภหู นิ รอ งกลา (เขตพื้นที่สงู เขตรอยตอ 3 จงั หวดั คือ เพชรบูรณ พิษณุโลก และ
เลย) ในตลาดดานซายจงึ มรี ถถังทหารแวะเวียนมาบอย ทําใหตลาดมกี ารซ้อื ขาย
กันมากขึ้น แตสภาพการณดูนากลัวเพราะมีการยิงคนที่ตองสงสัยวาเปนสายให
กบั คอมมิวนสิ ตห ลายครงั้ กนั ทตี่ ลาด
อยางไรก็ตามชวงเวลาดังกลาวก็เร่ิมมีรานคาท่ีเปนคนดานซายจริงๆ เขา
มาเปดรานคาขนึ้ หลายแหง เชน ทิดลาวและทิดดมขายของเบด็ เตล็ด ตายา ยเปด
รานตัดเส้ือ สวนรานอาหารที่ข้ึนชื่อรับแขกบานแขกเมืองไดแก ปาสายสิน ปา
เหลอื รานสมตาํ ไกย างปา คาํ แขว รา นสมตําไกย า งยายคาํ แสน รานขายขนมไทย
คุณยายกตและยายปก ถาเปนรานขายของชําที่ใหญที่สุดชวงนั้นคงเปน
รานเจกต้ัง ที่มีภรรยาเปนคนดานซาย คาขายเกงและใจดี มีท้ังรานน้ําแข็ง
รานของชํา และเขียงหมู
ตลาดสดมรี า นคา หลายเจา ทท่ี าํ อาหารมาขายกนั ทกุ วนั เชน ไสก รอกยายชู
อาหารพ้ืนบานสําเร็จคุณยายจิตเมียเจกพุกขายหมู ผักดองยายหวาน ฯลฯ
ขณะที่ เนื้อวัวและเนื้อหมูราคากิโลกรัมละประมาณ 20 บาท ผูเขียนจําไดวา
182
μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÕÁèÃÒ¾ËѹÅÍÒÂÒË·ÒäÕè »Ã 183
ซอ้ื เนอื้ หมแู บง ขาย 1 ชน้ิ 2 บาท นาํ มาปรุงอาหารได 2 อยา ง คือ แกงคว่ั และผัด
นาปะยังเลา วา เร่ิมมกี ารเก็บคาขายของในตลาดสดกนั ในชวงนี้ วันหนึ่งๆ
เก็บไดสูงสุดประมาณ 16 บาท (เก็บรายละ 1 สลึงถึง 50 สตางค) นอกจากน้ี
เร่ิมมีรานซอมรถฝมือดี คือรานลุงยศ รานถายรูปอัดกรอบวิทยาศาสตรของครู
อาํ นวย รา นถา ยรูปจติ กร รา นขายวัสดกุ อ สรางของกํานันสาลี รา นขายยาสาํ รอง
โอสถ และโรงหนงั ดา นซา ยรามา ของคุณตาสงเคราะห กาญจนโกมล (เลกิ กจิ การ
ไปหลายสบิ ปแ ลว ) ปม นา้ํ มนั เตมิ ใจ เรมิ่ มโี รงแรมแหง แรกของดา นซา ยคอื โรงแรม
สุกญั ญา (ปจ จุบนั เลกิ กิจการแลว ) ชว งตอมามีโรงแรมเพ่ิมอีก 2 แหง คอื โรงแรม
พรสนิ และโรงแรมศรพี ัฒนา (ปจจุบนั เลิกกจิ การแลวเชน กนั ) สว นการดูแลความ
สะอาดของตลาดดานซา ยคอื ตาเปและตาชู เปน พนักงานเก็บขยะของสุขาภบิ าล
ดา นซาย ทกุ ๆ เชาจะเหน็ 2 คน เข็นรถลากนา้ํ มาเกบ็ ขยะและกวาดถนน
ต้ังแต พ.ศ. 2518-2524 ผูเขยี นไดจากบานเพอ่ื ไปศึกษาตอทอี่ ําเภอเมอื ง
เลยและกรงุ เทพฯ กระทง่ั กลบั มาบา นจงึ เหน็ การเปลย่ี นแปลงของตลาดอยตู ลอด
มผี คู นแปลกหนา เขา มาอาศยั บางคนมารบั ราชการ บางคนมาตงั้ รกรากอยู เจา ของ
รา นคาในตลาดเปลี่ยนมือไปหลายเจา มอี าคารแบบคอนกรีตหลงั แรกของอําเภอ
ดานซายคือ รานจิตวิไลขายของชําและสินคาเบ็ดเตล็ด รานสํารองโอสถเปลี่ยน
จากอาคารไมมาเปนอาคารคอนกรีต รานทิดลาวปดตัวลงเพราะเจาตัวเสียชีวิต
รานทิดดมซบเซาลงเชน กันเหลอื คนรนุ ลูกบริหารแทน
กระทง่ั ป พ.ศ. 2529 นาปะและนาเงก เปดรานขายอาหารตามสัง่ แตเ มนู
หลักคือขาวหมูแดงและขาวมันไก และมีรานอาหารอื่นเปดขายดวยเชนกัน เปน
เหตุผลหนึ่งที่ทําใหผักและวัตถุดิบในตลาดดานซายไมเพียงพอ ตองสั่งซื้อมาจาก
อาํ เภอหลม สกั จงั หวดั เพชรบูรณ ดงั นนั้ ในชว งนี้แมค าในตลาดสดจึงเริม่ มีคนจาก
ทอ งถน่ิ อนื่ มาคา ขาย มกี ารวงิ่ รถไปรบั ของทจี่ งั หวดั เพชรบรู ณม าสง ใหร า นอาหาร
ชาวดา นซา ยปลูกผกั ไดในฤดูหนาวเปนสว นใหญ เร่มิ มแี ผงขายผลไมข ายในตลาด
ยคุ 2530 ถงึ ปจ จบุ นั : ชว งนี้ เปน ชว งทดี่ า นซา ยมกี ารพฒั นาหลายๆ ดา น
มผี คู นหลากหลายเขา อาศยั อยู เชน คนอสี านใต คนปก ษใ ต คนภาคกลาง คนภาค
เหนือ บา งมารบั ราชการ บางมาคาขาย บางมามีครอบครวั รา นคา เดมิ ปรบั ปรุง
183
184 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
เปนอาคารพาณิชยเกือบทั้งหมด มีสินคาหลากหลายและจากหลายๆ แหลงวาง
จําหนาย มีรานคาใหมของคนดานซายเกิดข้ึนคือ เส่ียพูน ปจจุบันลูกหลานสาน
ตอ มาเปนหางพูลเงินทอง ซึ่งเปนหางแรกของดานซาย
จุดท่ีเกิดการเปลี่ยนแปลงอยางมากก็คือ ป พ.ศ. 2554 ดานซายมีราน
สะดวกซอื้ ทอี่ ยา งรา นเซเวน อเี ลฟเวน มาตงั้ ใจกลางตลาด ทาํ ใหว ถิ กี ารบรโิ ภคของ
คนดานซายเปลี่ยนแปลง คนทองถ่ินหรือลูกเล็กเด็กแดงก็ชอบท่ีจะมาซื้อของท่ี
รานสะดวกซื้อแหงนี้ เพราะเปนของแปลกมีแอรคอนดิช่ันใหสูดหายใจ กระทั่ง
ป พ.ศ. 2555 จึงมหี างโลตสั มารเ ก็ตมาเปดบรกิ าร ต้ังอยูนอกตวั ตลาด เยอื้ งกบั
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดา นซาย
ปจ จบุ นั ตลาดดา นซา ยเปลยี่ นแปลงไปมาก มจี าํ นวนรา นคา ผดุ ขนึ้ มากมาย
โดยเฉพาะรา นอาหาร พนื้ ทขี่ องตลาดกวา งมากขน้ึ รา นคา มขี องขายเกอื บทกุ ชนดิ
ทเี่ ปน สง่ิ อาํ นวยความสะดวกของคนสมยั ใหม ตงั้ แตร า นอาหาร รา นโทรศพั ท รา น
ขายยา รา นเครอ่ื งใชไ ฟฟา รา ยขายเสอ้ื ผา สาํ เรจ็ รปู รา นกาแฟสด รา นนมปน รา น
คาราโอเกะ รา นเกมคอมพวิ เตอร รา นเสรมิ สวย รา นขายของฝาก รา นของทรี่ ะลกึ
รา นขายรถยนต รา นขายรถมอเตอรไ ซด รานขายรถไถนา รานขายปยุ เคมีภณั ฑ
รา นขายเคร่อื งพลาสติก รานขายเฟอรนิเจอร รานขายเคร่ืองมือการเกษตร รา น
ขายกรงนกเขา รานขายทองคํา มีหาบเรแ ผงลอย และตลาดนัด
ตลาดสดดา นซาย
ตลาดสดดานซายก็คือพ้ืนท่ีสวนหนึ่งของตลาดดานซายท่ีสัมพันธกับคน
บานนาเวียงใหญและหวยตาด และคนไทดานในอําเภอดานซายโดยตรง เพราะ
เปน แหลง ซอ้ื หาและแลกเปลยี่ นสนิ คา แหลง ใหญส ดุ ของอาํ เภอ ตลาดสดดา นซา ย
มที ้งั ตลาดเชาและตลาดแลง (เย็น)
184
μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÁÕèÃÒ¾ËѹÅÍÒÂÒË·ÒÕèä»Ã 185
ตลาดเชา : ตลาดเชา เปนตลาดทข่ี ายสงและขายปลกี สนิ คาสว นใหญจ ะ
เปน วตั ถดุ บิ สาํ หรบั นาํ ไปประกอบอาหาร อาหารทน่ี าํ มาจาํ หนา ยจงึ มที กุ ประเภท
ทง้ั ผกั ผลไม เนอ้ื ววั เนอื้ ไก ปลา อาหารทะเล เครอ่ื งปรงุ แตง รสอาหาร ของหวาน
ขนม และอาหารสําเร็จรูป (อาหารถุง) ตลาดเชาจึงเปนตลาดที่มีปริมาณการซ้ือ
ขายอาหารมากท่สี ดุ ในดานซาย ซ่งึ มาจากแหลงตางๆ ดงั น้ี
1. ตลาดหลมสัก : เปนแหลงที่พอคาไปรับอาหารมาขายตอจึงตองเปน
แหลง ขนาดใหญซ ง่ึ กค็ อื ตลาดหลม สกั ตง้ั อยกู ลางอาํ เภอหลม สกั จงั หวดั เพชรบรู ณ
เหตทุ เี่ ปน เชน นก้ี เ็ พราะอาํ เภอหลม สกั เปน พน้ื ทล่ี มุ และกวา ง ดา นขา งถกู โอบลอ ม
ดวยภูเขา ท้ังทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออก พ้ืนท่ีจึงมีความอุดมสมบูรณ
อกี ทง้ั ยงั มนี า้ํ ใชใ นการเพาะปลกู ไดต ลอดทง้ั ป และเปน ตลาดขายสง ผกั ผลไมไ ปตาม
ตลาดใหญๆ ทว่ั ประเทศไทย ดว ยเหตนุ พ้ี อ คา ทตี่ ลาดเชา ดา นซา ยจงึ ไปรบั ผกั ผลไม
จากตลาดหลม สกั เพราะจะทาํ ใหไ ดส นิ คา ทจ่ี ะนาํ มาขายตอ ครบตามความตอ งการ
เมือ่ นาํ ผักผลไมม าถึงตลาดเชา
2. ตลาดเมืองเลย : เปนแหลงที่พอคาไปรับสินคาพวกพืชผักและผลไม
รองจากตลาดหลม สกั ซงึ่ มพี อ คา ไปรบั ผกั ผลไมม าขายเชน เดยี วกบั ทไ่ี ปรบั มาจาก
ตลาดหลมสกั แลว นํามาขายทง้ั ขายสง และขายปลีก
3. ตลาดไทเมอื งพษิ ณโุ ลก : เปน แหลง ซอื้ สนิ คา ประเภทอาหารลาํ ดบั สาม
สว นใหญพ อ คา ไปรับผลไมมาขาย ซ่ึงเปน แหลง ขายสงผลไมท ่ีมีขนาดใหญ
4. สนิ คาจากพืน้ บาน : สนิ คาประเภทอาหารลาํ ดบั ทา ยสุดจะเปนพชื ผัก
ทป่ี ลกู ในตําบลดา นซา ยและตาํ บลนาหอ อาํ เภอดานซา ย ท้งั สองตาํ บลเปนพืน้ ท่ี
ลมุ มแี มน าํ้ หมนั ไหลผา น สามารถปลกู ผกั ผลไมไ ดต ลอดทง้ั ป เฉพาะตาํ บลดา นซา ย
หมูบา นที่มกี ารปลูกพชื ผกั เชน บานหนามแทง บา นนาหวา บา นนาทมุ บา นเดน่ิ
บานหวั นายูง สวนตําบลนาหอ สวนใหญป ลูกพืชผกั ทีบ่ า นบุง กุม บา นนาน้าํ ทว ม
บานหัวนาแหลม ผูปลูกรายยอยเหลาน้ี สวนหน่ึงจะขายสงใหแมคารายยอยไป
วางขายทต่ี ลาดเชา และสว นหนงึ่ จะนาํ ไปขายเอง
185
186 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ตลาดเชาดานซายแหลง รวมอาหารสารพัดชนิดท้ังจากทองถิ่นและตา งถ่ิน
สว นอาหารจากตลาดดานซายจะถูกกระจายสลู ูกคา 3 กลมุ หลกั ๆ คอื
กลุมรถเร : กลุมรถเรจะนําสินคาไปขายอาหารตามหมูบานในเขตอําเภอ
ดานซายและอําเภอนาแหว รถเรเหลาน้ีจะนําสินคาไปขายตอยังหมูบานตางๆ
ในชว งเวลาเชา ตรู รถเรแ ตล ะคนั จะมกี ลมุ ลกู คา ของตนเองเปน ขาประจาํ ทตี่ อ งนาํ
สินคา ไปบรกิ ารถึงหมบู าน
กลมุ ชาวบา น : เปนชาวบานทั่วไปท่ีไปซื้อวัตถุดิบเพือ่ ประกอบอาหารเอง
ในครอบครัว
กลุมรานอาหาร : รานอาหารจะซ้ือวัตถุดิบเพ่ือประกอบอาหารสําหรับ
ขายตอ
ตลาดแลง (เย็น)
อาหารท่ีขายในตลาดแลงจะแตกตางจากตลาดเชา เพราะของสวนใหญ
จะเปนของพอคาแมคาทองถ่ิน แตคนที่จะมาซ้ือของในตลาดเย็นจะเปนคนละ
กลุมกับตลาดเชา คนท่ีจะมาซ้ือตลาดแลงจะเปนกลุมคนที่ทํางานขาราชการ
186
μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÕÁèÃÒ¾ËѹÅÍÒÂÒË·ÒÕèä»Ã 187
สว นกลมุ ชาวบานจะมีบาง ซ่งึ เปน กลมุ คนท่อี ยใู กลต ลาด หรอื คนทีเ่ ดนิ ทางไปซื้อ
ของใชใ นตวั อาํ เภอ เมอื่ ไดเ วลา 3 โมงเยน็ ทต่ี ลาดแลงเรมิ่ มพี อ คา แมค า เอาของมา
ขาย กจ็ ะชือ้ หากับขาวไปกินท่บี า น รวมท้ังกลุมทเ่ี ดนิ ทางผานตวั อาํ เภอดา นซาย
มักจะมาแวะดูตลาดวามีอาหารที่แปลกตานาซื้อหา เชน กลุมนักทองเที่ยว
รวมทั้งขาราชการ คนทํางาน และคนทองถน่ิ
ตลาดแลง (เย็น) ไดรับการพัฒนาจนเปน ตลาดนาซอื้ มีทง้ั พืชผกั และอาหารพ้นื บา น
ตลอดจนอาหารจากตางถ่นิ ลูกคาสว นใหญเปน คนทํางาน นกั ทอ งเท่ยี ว และคนทองถน่ิ
ขา วของทขี่ ายในตลาดเยน็ กจ็ ะเปน กบั ขา วและแกงถงุ ตา งๆ พชื ผกั พน้ื บา น
ทชี่ าวบา นเอามาทําเปนกองๆ ขายกองละ 5 - 10 บาท เชน พรกิ มะเขือ ผักกาด
ไร ผกั แวน ผกั กา นจอง ใบบวั บก ผกั กดู ผกั หนาม คะนา ถวั่ ฝก ยาว กวางตงุ ผกั บงุ
ตนหอมผักชี ฟก ทอง ฟกหอม ไสอั่ว ลกู ชนิ้ ปง ปลาทู หมูยอ ปลาแหง ปลาหมกึ
ไขเคม็ ไขเ ปด ไขไก สวนของที่หาไดจากปาก็มบี า งตามฤดูกาล ผักหวานปา ปลา
นํ้าหมัน ไขมดแดง กระรอก กระแต พังพอน บา ง หนูหวาย หนนู า แมงแคง เขียด
อ่ึงอาง กบภเู ขา (อแี งด) หอยแกง หอยกาบ เปน ตน
187
188 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
อาหารที่ขายสวนใหญเปนอาหารพื้นบานสําเร็จรูป (อาหารถุง) ประเภท
แกง ตม หมก ปง ยา ง นึ่ง ตามลักษณะการกนิ อยูของคนไทดา น วัตถดุ ิบที่ใชใ น
การประกอบอาหารสําหรับขายมักซื้อจากตลาดเชา บางสวนซ้ือจากตลาดแลง
สวนพืชผักมากกวาครึ่งหนึ่งเปนวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่อําเภอดานซาย และคนที่
ปลกู กม็ ักจะมาขายเอง
กลาวโดยสรุปอาหารตลาดแลงจึงเปนอาหารท่ีผลิตขึ้นเองในอําเภอ
ดา นซา ย เปน อาหารทส่ี ะทอ นวฒั นธรรมทอ งถน่ิ เรอ่ื งการกนิ อยขู องคนไทดา น มกั
มอี าหารจากแหลงธรรมชาตมิ าขายตามฤดกู าล เชน องึ่ เขยี ด ปลาในลํานํ้าหมัน
เหด็ ตางๆ ไขมดแดง ผักหวานปา น้ําผ้ึง และกลอย เปน ตน นอกจากนี้ ยังมรี า น
ขายพืชผักและผลไม สวนกลุมที่มาจับจายซ้ืออาหารสวนใหญเปนชาวบานในตัว
เมอื งดา นซาย คนรับราชการ และนกั ทองเทย่ี ว
ตลาดนัดคลองถม
พอคาครึ่งหน่ึงของตลาดนัดคลองถม ทั้งดานซายและโคกงามจะขายขาว
ของเครื่องใช เสื้อผา รองเทา เครื่องพลาสติก และพอคา อีกครึ่งหน่งึ ขายอาหาร
สาํ เรจ็ รปู และพชื ผกั ผลไม เนอ้ื สตั ว พอ คา สว นใหญเ ปน คนตา งอาํ เภอเดนิ ทางขาย
ของตามตลาดนดั ในรอบสปั ดาห กบั อกี สว นหนง่ึ เปน พอ คา แมค า ในตลาดดา นซา ย
ท่มี ารว มขายของ
แหลงท่ีพอคาไปรับอาหารมาขายตอ หากเปนพืชผัก ผลไม ไปรับมาจาก
ตลาดหลม สกั จังหวดั เพชรบูรณ รองลงมาเปนแมค ารายยอ ยท่นี าํ พชื ผักที่ตนเอง
ปลูกเองหรือรับมาขายที่ตลาดคลองถม มีท้ังอาหารทั่วไปและอาหารที่หาไดจาก
ปา ตามฤดกู าลนัน้ ๆ
สวนอาหารสําเรจ็ รปู หรืออาหารถุงจะมรี าคาถูกกวา ตลาดท่วั ไป เนอ่ื งจาก
แมค า ทาํ ในปรมิ าณทมี่ าก ทาํ ใหต น ทนุ ตาํ่ สามารถขายไดใ นราคาทถี่ กู กวา รา นคา
ท่ัวไป อีกสวนแมคาจะขายขนมประเภทตางๆ นาจะเปนแหลงรวมขนมท่ีเยอะ
ที่สุดในอําเภอดานซาย ขณะที่อาหารประเภทเนื้อก็มีเนื้อวัวชําแหละท่ีดานซาย
และเนอื้ หมชู ําแหละท่อี าํ เภอนครไทย สวนอาหารทะเลรบั มาจากกรุงเทพฯ
188