The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:13:35

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

จากป่าสู่ครัวไทด่าน

¤ÇÒÁËÅÒ¡ËÅÒ¾¢ª× ÍͧҷËÃÒ¾ÑþÒת¡àÃÈÍÃÒÉË°Ò¡Ã¨Ô ·Òá§Å¸ÐÊÃÑμÃÇÁàŪÕÂéÒμ§Ô 139
“«Ùà»ÍÏÁÒÃà á¡μÅД¡ÊÒèҌ §´Ñ à¡Íҧè¢ÒÍ¡§¢ªÒŒ §ØÁºªÒŒ ¹

พชื อาหาร พืชเศรษฐกจิ และสตั วเ ลี้ยง
“ซูเปอรม ารเกต” สรางเองจากขางบา น

“ บ า น น า เ วี ย ง ใ ห ญ แ ล ะ บ า น ห ว ย ต า ด ห ล า ย ค รั ว เ รื อ น ต า ง ก็ มี
“ซูเปอรมารเกต” ขางบานที่ตนเองสรางข้ึนดวยมือ และในขณะเดียวกัน
“ซูเปอรมารเกต” ดังกลาวก็มีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงอยางมีนัยสําคัญ
โดยมีเง่ือนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการเปล่ียนแปลงดานส่ิงแวดลอมโดย
เฉพาะสภาวะอากาศที่ผันแปรถือเปนแรงผลักดันทําใหเกิดการเปล่ียนแปลง
ของ “ซูเปอรมารเกต” ขางบานดังกลาว ดังเห็นไดจากการเขามาของพืช
เศรษฐกิจตางๆ ไมวาจะเปนฝาย ถ่ัวดํา งา ฯลฯ โดยเฉพาะขาวโพดและ
ยางพารา รวมถึงภาวะแลงและนํ้าทวม ดวยเหตุนี้การปรับตัวใหเทาทัน
ตอสถานการณดังกลาว ดวยการใชภูมิความรูท่ีชาวบานมีอยูผสานเขากับ
ความรูสมัยใหมจึงมีความสําคัญอยางยิ่งตอการสรางความม่ันคงทางอาหาร
ของชุมชน”

139

140 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

พืชอาหาร พืชเศรษฐกิจ และสัตวเลี้ยง ก็คือ “ซูเปอรมารเกต”
ท่ีชาวบานสรางเองหรือไดจากแหลงอาหารจากการเกษตร ซึ่งประกอบดวย
การปลูกขาว การทาํ ไร การทําสวน และการปลูกผกั ตามพื้นทตี่ า งๆ รวมถงึ สัตว
เลยี้ งจาํ พวกไก ปลา และเปด ซง่ึ อาจจะอยเู ปน บรเิ วณไรแ ละ/หรอื นาตามภมู นิ เิ วศ
เกษตรของแตละครัวเรือนและหมูบาน อยางไรก็ตามระบบการทําการเกษตรท่ี
โดดเดนของพ้ืนท่ีลุมอยางบานนาเวียงใหญและพื้นท่ีสูงอยางบานหวยตาดก็คือ
การปลกู ขา วนานา้ํ ทว มหรอื ทเ่ี รยี กสนั้ ๆ วา การทาํ “ขา วนา” กบั การทาํ “ขา วไร”
ตามลําดับ

นอกจากนี้ชาวบานทั้งสองหมูบานยังปลูกขาวโพด ถั่วดํา และ
มะขามหวาน ในกรณบี า นหวยตาดบางครวั เรอื นยงั นิยมปลกู กะทกรก แกว มงั กร
และยางพารา เปนตน รวมท้ังบางครัวเรือนยังปลูกพืชผักเพ่ือบริโภคในครัว
เรือนและสงขาย การปลูกขาวโพด คนบานนาเวียงใหญและหวยตาดจะปลูก
ขาวโพดสําหรับเล้ียงสัตว แมจะไมไดใชเปนอาหาร หากทวาขาวโพดกับเปน
พืชเศรษฐกิจที่สัมพันธโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหารของชุมชน เนื่องจาก
เก่ียวของกับระบบการจัดการท่ีดินทําการเกษตรและรายไดของครัวเรือน
ดว ยเหตนุ ก้ี ารกลา วถงึ พชื อาหารจากการเกษตรจงึ หลกี เลยี่ งไมไ ดท จ่ี ะกลา วถงึ พชื
เศรษฐกจิ ทสี่ าํ คญั ในฐานะแหลง เงนิ รายไดแ ละแหลง การผลติ ทใี่ ชพ น้ื ทกี่ ารเกษตร
ของครัวเรือนหนึ่งๆ เปนจํานวนมาก และรวมถึงสัตวเลี้ยงจําพวกปลาและไก
ก็ถือวามีบทบาทสําคัญตอความม่ันคงทางอาหารของชุมชน ดังน้ันเนื้อหาสวนนี้
จะแบงโครงสรางออกเปน 3 สวน คือ พืชอาหารจากการเกษตร พืชเศรษฐกิจ
ทายสุดคอื สัตวเลี้ยงและปลา

พชื อาหารจากการเกษตร

พืชอาหารจากการเกษตรของบานนาเวียงใหญและหวยตาดที่สําคัญก็คือ
ขา ว ชาวบา นจะปลกู ตามทนี่ าและทไี่ ร การปลกู ขา วจะเนน ปลกู เพอื่ บรโิ ภคในครวั
เรือนเปน หลัก สวนพืชผกั และผลไมจ ะปลูกตามหัวไรปลายนา ทสี่ วน และตามที่
วางในเน้ือท่ีบาน ตลอดจนริมรั้ว ขางทาง และริมแมนํ้า กรณีพืชผักและผลไมก็
เชนกันจะปลกู เพอื่ บรโิ ภคในครวั เรอื น มคี รัวเรอื นไมม ากนักที่ปลูกเพ่อื ขาย

140

¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊμÑ ÇàÅÕÂé § 141
“«àÙ »ÍÏÁÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹

ขา ว

บานนาเวียงใหญ : ชาวนาเวียงใหญปลูกขาวนาดํา (ทั้งขาวเหนียว
และขาวเจา โดยจะปลูกขาวเหนียวในปริมาณท่ีมากกวา) ในอดีตมีการปลูกขาว

พ้ืนบานหลากหลายสายพันธุเชนกัน เชน ขาวหมากใหญ ขาวหมาใน ขาวบัก
ข้ตี ม ขาวเกล็ดเตา ฯลฯ ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางแสดงพนั ธขุ า วท่ปี ลูกใน
บานนาเวียงใหญและบา นหวยตาด ตอ มาชาวบา นไดเปลย่ี นมาปลูกขา วสายพนั ธุ

ใหม เชน ขาวหอมสกล เมื่อชวง 10 กวาปที่ผานมา จากการสงเสริมของภาค
รัฐ โดยชาวบานเชื่อวาขาวสายพันธุใหมจะใหผลผลิตท่ีสูงกวาและเม่ือเวลาหุง
เนอ้ื ขาวจะมีเน้ือนุม นวลกวาขาวพ้ืนเมือง

บานหวยตาด : บานหวยตาดปลูกขาวไร (ขาวเหนียวและขาวจาว โดย
จะปลูกขาวเหนียวในปริมาณที่มากกวา) บนพื้นที่สูง ในอดีตชาวหวยตาดนิยม
ปลูกขา วพันธุพื้นเมืองหลากหลายชนิดพนั ธุ เชน ขาวแดง, ขาวของ, ขาวแมงม่ี,
ขาวหมากไร, ขาวบิด ฯลฯ ดังปรากฏรายละเอียดในตารางแสดงพันธุขาว
ทปี่ ลกู ในบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด อยา งไรกต็ ามเมอ่ื พชื เศรษฐกจิ อยา ง
ขา วโพดไดเ ขา มามบี ทบาทในหมบู า น ขา วสายพนั ธพุ นื้ บา นกเ็ รม่ิ หายไปจากชมุ ชน
ท่ีละพันธุสองพันธุ เน่ืองจากชาวบานหันไปปลูกขาวโพดกันเปนจํานวนมาก

และลดการปลูกขาวลง จึงทําใหพันธุขาวพื้นบานหลายชนิดพันธุลดจํานวนลงไป
โดยปรยิ าย

141

142 ¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ตารางแสดงพนั ธขุ าวทีป่ ลูกในบา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด

¡œ´ ›r»…oµª ¨„´ ¬–³Á¤¨—È oµœœµÁª¥¸ ŠÄ®n oµœ®oª¥˜µ—
°—˜¸ ž´‹‹» ´œ °—˜¸ ž´‹‹» ´œ
…µo ªÂ—Š Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°­¸°°„—ŠÂ¨³Â…ŠÈ 9
9 9
…µo ª„°Š Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°œÊµÎ ˜µ¨Â¨³Â…ŠÈ 99
9 9
…µo ªÂ¤ªo Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°­¸œÊµÎ ˜µ¨Â¨³œ»n¤ 99
9
…µo ªÂ¤Š¤¸É((¢…ÒŒµo Ǫ¨Á‹ŒÒǵo )) Á¤¨—È žo °¤­¸…µªÂ¨³Â…ŠÈ 9 9
9 9
…µo ªŽ·ªÁ„¨Ê¸¥Š/®µŠž¨µÅ®¨ Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°­¸œª¨Â¨³œn»¤ 9 9
9
…µo ª®¤°„Ä®n ((…¢ÒŒµo Ǫ¨Á‹ŒÒǵo )) Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°­¸…µªÂ¨³Â…ŠÈ 9 9
9 9
…µo ª®¤µ„‡¼ Á¤¨—È ­Êœ´ ÁœÊº°­¸œÊµÎ ˜µ¨°n°œÂ¨³Â…ŠÈ 9 99
9
…µo ª®¤µ„Ŧn Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°­¸…µªÂ¨³œ»n¤ 9
9 99
…µo ª®¤µ„Á®¨ºÉ°¤ Á¤¨—È ­Êœ´ ÁœÊº°­¸œÊµÎ ˜µ¨°n°œÂ¨³Â…ŠÈ 9
9
…µo ª®µŠž¨µÅ®¨ Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°­¸œÊµÎ ˜µ¨°n°œÂ¨³Â…ŠÈ 9 9
9
…µo ª®¤µ„·— Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°­¸œÊµÎ ˜µ¨Â¨³Â…ŠÈ

…µo ªŽ·ª‹œ´ š¦r/…œ Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°­¸œª¨Â¨³œn»¤

…µo ªÁ¨È µo Š Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°­¸…µªÂ¨³œ»n¤

…µo ª„´ ®œµ¤ Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°­¸…µªÂ¨³Â…ŠÈ

…µo ª…ʘ¸ ¦¤ Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°œª¨Â¨³Â…ŠÈ

…µo ª‡¨µ¥ Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°œª¨Â¨³Â…ŠÈ

…µo ªÁ„¨—È Á˜nµ (…µo ª—°) Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°œª¨Â¨³Â…ŠÈ

…µo ª„´ —· (…µo ª—°) Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°œª¨Â¨³Â…ŠÈ

…µo ªÁ®¨º°ŠÄ®n Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°­¸Á®¨º°ŠÂ¨³Â…ŠÈ

…µo ª„´ ž´ª Á¤¨—È žo °¤ÁœÊº°­¸…µªÂ¨³Â…ŠÈ

…µo ª®Š°œµo Š Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°­¸…µªÂ¨³Â…ŠÈ

…µo „¨ÉµÎ Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°—µÎ , œ»n¤Â¨³®°¤

…µo ª®°¤°» ¨ Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°…µª, œ»n¤, ¨³®°¤

…µo ª®°¤£¼¡µœ Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°…µª, œ»n¤, ¨³¤¸„¨É·œ®°¤

…µo ª¤Šo (…µo ªÁ‹µo ) Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°…µªÂ¨³œ»n¤

…µo ªÂ¤n…œ» ¥ª¤ Á¤¨—È ­Êœ´ ÁœÊº°—µÎ ¨³œn»¤

…µo ªÁ®œ¸¥ª¸Éžn »œ Á¤¨—È ­Êœ´ ÁœÊº°—µÎ , œn»¤, ¨³®°¤

…µo ª„¦³Â­œ Á¤¨—È ¥µªÁœÊº°°°„Â—Š—µÎ ¨³œn»¤

ทม่ี Éา: งานภาคสนาม 2556-57

142

¾ª× ÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅéÂÕ § 143
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºÒŒ ¹

อยางไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบการปลูกขาวสายพันธุพ้ืนเมืองระหวาง
บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด จะพบวา บา นหว ยตาดมชี นดิ พนั ธพุ น้ื เมอื งมากกวา
พันธุขาวพื้นเมืองที่ชาวหวยตาดนิยมปลูกคือ ขาวแมว ขาวซิวเกลี้ยงและขาวก่ํา
สง่ิ ทนี่ า สงั เกตคอื มคี รวั เรอื นหนง่ึ ไดร บั เลอื กเปน ตวั แทนจากมหาวทิ ยาลยั ขอนแกน
เม่ือ 3-4 ปกอน ใหเปนแหลงขยายสายพันธุขาวพ้ืนเมือง เชน ขาวหอมญี่ปุน
และขาวขุนยวม จึงทําใหหมูบานหวยตาดมีการร้ือฟนและสงเสริมขาวพืชเมือง
สายพนั ธใุ หมท เ่ี หมาะสมกบั พน้ื ทมี่ ากขน้ึ อยา งไรกต็ ามการปลกู ขา วพนั ธพุ นื้ เมอื ง
ดังกลาวกลับมีปญหาในปจจุบัน เพราะโรงสีชุมชนในหมูบานไมรับสีเนื่องจาก
รําขาวพื้นเมืองขายไมได เนื่องจากสัตวพวกเปดไกและหมูไมกินรําขาวพวกนี้
สว นเหตผุ ลในการปลกู ขา วเจา ของ 2 หมบู า น ชาวบา นใหเ หตผุ ลวา แมว ฒั นธรรม
คน “บา นนา” และ “บานไร” จะกินขา วเหนียวเปน อาหารหลกั หากทวาเหตุผล
ที่ครัวเรือนตองปลูกขาวเจาก็เพื่อสํารองและเก็บใหญาติที่ทํางานอยูตางถ่ินหรือ
ไวตอ นรบั แขกผูมาเยือน

พชื และผลไม

บานนาเวียงใหญ : ชาวนาเวียงใหญมีการปลูกพืชเพ่ือใชประโยชนใน
ครัวเรือนตางๆ รวบรวมได 108 ชนิดพันธุ พืชทั้งหมดสามารถระบุช่ือตาม
หลักอนุกรมวิธานได 42 วงศ ดังปรากฏรายละเอียดในอนุกรมวิธานพืชท่ี
ชาวบานนาเวียงใหญปลูกในภาคผนวก วงศพืชที่ปลูกมากที่สุดคือ
Cucurbitaceae, Gramineae, และ Zingberaceae พบอยาง 8 ชนิดพันธุ
เชน วงศ Cucurbitaceae มพี ชื จาํ พวกผกั บุง แตงกวา ฟกหอม ฟกทอง น้าํ เตา
มะระขี้นก ฟกขาว บวบงู และตําลึง, วงศ Gramineae มีพืชจําพวกไผน้ําเตา
ตะไคร ออย ขาว ขาวโพด และวงศ Zingberaceae มีพืชจําพวกขา กระชาย
กระเจยี ว ขมน้ิ ขาว กระชายดาํ อีตูบ ไพล และขิง ขณะท่วี งศ Euphorbiaceae
พบ 6 ชนดิ พนั ธุ คือ มะไฟปา โกสน มัน มะยม ละหุง และผกั หวานบาน และ
วงศ Leguminoseae-mimosoideae พบ 6 ชนิดพันธุเชนกันคือ ผักเนา
มะขามเทศ อัญชัน ถั่วแปบ แคบาน และถ่ัวฝกยาว สวนวงศ Febaceae,

143

144 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

Leguminoseae-Caesalphinioldeae และ Solanaceae พบอยา งละ 5 ชนดิ พนั ธุ
หากแบง ตามลกั ษณะวสิ ยั ของพนั ธพุ ชื บา นนาเวยี งใหญแ บง เปน ไมเ ลอ้ื ย 17 ชนดิ
พันธุ ไมลมลุก 38 ชนิดพันธุ ไมพุม 28 ชนิดพันธุ และไมยืนตน 25 ชนิดพันธุ
ดังปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวก อยา งไรก็ตามหากพิจารณาเฉพาะพืชอาหาร
ท่ีชาวบานนาเวียงใหญ โดยแบงตามฤดูกาลสรุปไดตามตารางพืชอาหารท่ีชาว
บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดปลูกโดยแบง ตามฤดูกาล

ตารางพชื อาหารทชี่ าวบานนาเวียงใหญแ ละหว ยตาดปลกู โดยแบง ตามฤดูกาล

§—¼ ºÉ°šo°Š™œ·É / ­µ¤´
¦o°œ ¡º 1.°œ—µÎ , 2.ÁŸ°º „, 3.ÁŸ°º „—µÎ , 4.ÁŸ°º „®°¤, 5.Š·Êª, 6.¤œ´ —n,¼ 7.­³š°œ

Ÿ¨Å¤o 1.¤³ž¦µŠ, 2.®¤µ„¤nªŠ, 3.¤³Å¢žn µ, 4.¤³…µ¤, 5.¤³…µ¤Áš«, 6.¤¡,n¼ 7.¡š» ¦µ, 8.­¤o

 œ ¡º 1.Ÿ„´ ‡µ¥µ, 2.Ÿ„´ „³Ã—œ, 3.ž°, 4.„¦³Á‹¸¥ª, 5.°¸˜¼, 6. …·Š

Ÿ¨Å¤o 1.¤¡,n¼ 2.­¤o ð, 3.¨·Êœ‹É¸
®œµª ¡º 1.°œ—µÎ , 2.ÁŸ°º „, 3.ÁŸ°º „—µÎ , 4.ÁŸ°º „®°¤, 5.¤œ´ —n¼, 6.¤œ´ ­µÎ ž³®¨Š´ , 7.™ªÉ´ ¦³, 8.…¤·Êœ…µª, 9.

„¦³µ¥—µÎ , 10.…·Š

Ÿ¨Å¤o 1.¤³…µ¤, 2.¤³…µ¤Áš«, 3.­¤o
𻄧—¼ ¡º 1.Ÿ„´ ª´É (®°¤), 2.„´ ®n»Š (¤³¨³„°), 3.Ÿ„´ »Šo , 4.˜Š„ªµ, 5.¢´„®°¤ (¢Š), 6.„´ °¹ (¢´Šš°Š), 7.

œÊµÎ Á˜µo , 8.¤³¦³…ʸœ„, 9.¢´„…µo ª, 10.ªŠ,¼ 11.˜µÎ ¨¹Š, 12.¨·Êœ¤Š´ „¦, 13.Ÿ„´ ®ªµœµo œ, 14.­¤o žn °¥, 15.
‡, 16.…ʸÁ®¨„È , 17.şœn ʵΠÁ˜µo , 18.˜³Å‡¦o, 19.Ÿ„´ ¤Š—µ (­³¦³Â®œn), 20.¡µ, 21.¥®É¸ ¦nµ, 22.
„³Á¡¦µ, 23.„¦³™·œ, 24.Ÿ„´ Áœnµ (³°¤), 25.™ªÉ´ ž, 26.‡µo œ, 27.™ªÉ´  ´„¥µª, 28.„¦³Á‹¸Ë¥Â—Š,
29.­³Á—µ, 30.®¤µœ°o ¥, 31.¥µn œµŠ, 32.¤³¦»¤, 33.Á…¤—È , 34.°¸Á¨·« (³¡¨¼), 35.¤³œµª, 36.¤³„¦¼—,
37.¡¦·„, 38.¤³Á…º°Áš«, 39.¤³Á…º°Áž¦µ³, 40.®¤µ„Â…Šo (¤³Á…º°¡ªŠ), 41. Ÿ„´ ¸ÄÁ¨Éº°¥, 42.­¤o °°
°, 43.…nµ, 44.„¦³µ¥

Ÿ¨Å¤o 1.®¤µ„Á…¸¥ (œ°o ¥®œnµ), 2.®¤µ„œ˜´ (­´ ž³¦—), 3.„ªo ¤Š´ „¦, 4.¤³¥¤, 5.°°o ¥, 6.…µo ªÃ¡—, 7.„´ ¤É¸
(…œ»œ) 8.„¨ªo ¥, 9.„´ —µ ( ¦´ÉŠ) 10.¤³Á¢º °Š, 11.®¤µ„¡¦oµª

ท่ีมÉ า: ภาคสนาม (2556)
หมายเหตุ : ตวั อักษรตรง คอื พืชอาหารทีช่ าวบานปลูกพบทั้งบานนาเวยี งใหญและหวยตาด

สวนตวั อกั ษรเอน คือ พชื อาหารทช่ี าวบา นปลูกพบเฉพาะบานนาเวียงใหญ

144

¾ª× ÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅÂéÕ § 145
“«àÙ »ÍÏÁÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹

นอกจากนห้ี ากพจิ ารณาในแงพ ชื อาหารทชี่ าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด
ปลกู และใชก นิ เปน ประจาํ และแบง ตามฤดกู าลจะพบเพยี งผกั เทา นน้ั ขณะทผ่ี ลไม
ชาวบา นจะกนิ เพยี งบางโอกาสหรอื ไมไ ดก นิ ประจาํ สรปุ รายละเอยี ดพชื อาหารดงั
กลา วไดด งั นี้

ฤดูรอ น : ฤดูรอนหรือชว งเดอื นมนี าคม-มถิ นุ ายน ชาวบา นหวยตาดมีพชื
ผกั ทใ่ี ชก นิ เปน อาหารหลกั 5 ชนดิ พนั ธุ ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ นิ พชื
อาหารทช่ี าวบา นปลกู พชื ผกั ทมี่ คี วามโดดเดน ในชว งเดอื นดงั กลา ว คอื พชื จาํ พวก
หวั ท่สี ามารถใชกนิ แทนขา วได คือ บอนดาํ , เผือก, เผอื กดาํ , และเผอื กหอม สว น
พืชที่มีเอกลักษณเฉพาะถ่ินก็คือ ผักสะทอน (ไมยืนตน) ที่ชาวบานจะนําไปหมัก
และผา นขนั้ ตอนการทาํ อาหารออกมาเปน เครอื่ งปรงุ รสอาหารใสย าํ และแกงตา งๆ
ฤดฝู น: ฤดฝู นหรอื ชว งเดอื นกรกฎาคม-ตลุ าคม ชาวบา นนามพี ชื ผกั ทใี่ ชก นิ ประจาํ
มมี ากถงึ 5 ชนดิ พนั ธุ สว นใหญจ ะเปน ผกั ทใี่ ชก นิ สดๆ หรอื นง่ึ แกลม กบั อาหารพวก
ยาํ และน้าํ พริก คอื ผกั คายา, ผกั กะโดน, กระเจยี ว, และอตี ูบ สว นขิงชาวบา นจะ
นาํ ไปเปนสวนผสมสําคัญของแกงตางๆ

ฤดหู นาว : ฤดหู นาวชว งเดอื นพฤศจกิ ายน-กมุ ภาพนั ธ พบพชื ผกั ทชี่ าวบา น
ปากินเปนประจาํ อยู 7 ชนิดพันธุ เกอื บทั้งหมดจะเปน อาหารประเภทหวั เหมือน
กบั ชว งเดอื นมนี าคม-มถิ นุ ายนหรอื ฤดรู อ น ทชี่ าวบา นนาํ ใชก นิ แทนขา ว คอื เผอื ก,
เผอื กดํา, เผอื กหอม, และมนั สําปะหลงั สว นบอนดําจะนําไปแกง นอกจากน้ี ยงั
มีขมนิ้ ขาวทช่ี าวบา นนยิ มนาํ ไปกินสดๆ เปน เคร่อื งเคยี งยําและนา้ํ พรกิ และขิงใช
เปน สวนผสมของแกงตา งๆ

ทุกฤดู : ชวงเวลาตลอดท้ังปหรือทุกฤดูพบพืชผักท่ีชาวบานนากินเปน
อาหารหลักมากถึง 41 ชนิดพันธุ พืชแตละชนิดพันธุมีความโดดเดนและสําคัญ
ตอ ครวั เรือน เพราะชาวบา นจะปลูกไวร มิ รว้ั หรือหวั ไรป ลายนา พรอ มทีจ่ ะเก็บมา
ปรงุ แตงไดเสมอ พชื ผกั ทีส่ าํ คญั เปนเครื่องเคยี งกับอาหารยําและนาํ้ พรกิ เชน ผัก
บัว่ (หอม), ผกั บงุ , แตงกวา, มะระขนี้ ก, ฟกขาว, บวบงู, ตําลึง, แค, ผกั แมงดา
(สะระแหน) , โหราพา, กระถนิ , ผกั เนา , ถว่ั แปบ, แคบา น, ถวั่ ฝก ยาว, สะเดา, อเี ลศิ
(ชะพลู), มะเขือเปราะ, หมากแขง (มะเขือพวง), ผักชใี บเลือ่ ย, และสมออบแอบ

145

146 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

สว นพชื ผกั ทใี่ ชป รงุ แตงเพอ่ื เพิ่มรสชาติใหก บั อาหารทั้งยําและแกง เชน สมปอย,
มะนาว, มะกรูด, พริก, มะเขือเทศ, และยานาง สวนพืชท่ีใชเปนสวนประกอบ
อาหารประเภทแกง เชน ผกั บ่วั (หอม), มะละกอ (บกั หุง), ผกั บงุ , ฟก หอม (แฟง),
บกั อึ (ฟกทอง), น้าํ เตา , ฟกขาว, บวบงู, ผักหวานบา น, ขีเ้ หลก็ , ตะไคร, แคบาน,
อีฮมุ (มะรมุ ), ขา , และกระชาย

ตารางปฏิทินพืชเกษตรที่ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดปลกู
และใชกนิ เปน ประจํา

¤.‡. „.¡. ¤.¸ ‡. Á¤.¥. ¡.‡. ¤.· ¥. „.‡. ­.‡. „.¥. ˜.‡. ¡.¥. ›.‡.
1.°œ—µÎ , 2.ÁŸ°º „, 3. ÁŸ°º „—µÎ , 4.
ÁŸ°º „®°¤, 5.­³š°œ

1.Ÿ„´ ‡µ¥µ, 2.Ÿ„´ „³Ã—œ, 3.„¦³Á‹¸¥ª,
4.°¸˜¼, 5.…·Š

1.°œ—µÎ , 2. 1.°œ—µÎ , 2.
ÁŸ°º „, 3. ÁŸ°º „—µÎ ÁŸ°º „, 3. ÁŸ°º „—µÎ
, 4. ÁŸ°º „®°¤, , 4. ÁŸ°º „®°¤,
5.¤œ´ ­µÎ ž³®¨Š´ , 5.¤œ´ ­µÎ ž³®¨Š´ ,
6.…¤·Êœ…µª, 7.…·Š 6.…¤·Êœ…µª, 7.…·Š

1.Ÿ„´ ª´É (®°¤), 2.„´ ®n»Š (¤³¨³„°), 3.Ÿ„´ »Šo , 4.˜Š„ªµ, 5.¢´„®°¤ (¢Š), 6.„´ °¹ (¢´„š°Š), 7.œÊµÎ Á˜µo , 8.¤³¦³…ʸœ„,
9.¢´„…µo ª, 10.ªŠ,¼ 11.˜µÎ ¨¹Š, 12.Ÿ„´ ®ªµœµo œ, 13.­¤o žn °¥, 14.‡, 15.…ʸÁ®¨„È , 16.˜³Å‡¦o, 17.Ÿ„´ ¤Š—µ
(­³¦³Â®œn), 18.¡µ, 19.¥®¸É ¦nµ, 20.„³Á¡¦µ, 21.„¦³™·œ, 22.Ÿ„´ Áœnµ (³°¤), 23.™ª´É ž, 24.‡µo œ, 25.
™ª´É  ´„¥µª, 26.„¦³Á‹Ë¸¥Â—Š, 27.­³Á—µ, 28.¥µn œµŠ, 29.°¸±»¤ (¤³¦»¤), 30.Á…¤—È , 31.°¸Á¨·« (³¡¨¼), 32.¤³œµª, 33.
¤³„¦¼—, 34.¡¦·„, 35.¤³Á…º°Áš«), 36.¤³Á…º°Áž¦µ³, 37.®¤µ„Â…Šo (¤³Á…º°¡ªŠ), 38.Ÿ„´ ¸ÄÁ¨Éº°¥, 39.­¤o °°Â°, 40.

…nµ, 41.„¦³µ¥

ทม่ี า: ภาคสนาม (2556-57)
หมายเหตุ : ตวั อักษรตรง คอื พืชอาหารทชี่ าวบานปลกู พบทงั้ บา นนาเวยี งและหว ยตาด

สวนตวั อกั ษรเอน คือ พืชอาหารที่ชาวบา นปลูกพบเฉพาะบา นนาเวยี งใหญ

146

¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊμÑ Çà ÅÕÂé § 147
“«Ùà»ÍÏÁÒÏà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹

บา นหวยตาด : พชื ทปี่ ลกู เพอ่ื ใชป ระโยชนดา นตางๆ ในครวั เรือนจาํ นวน
107 ชนดิ พนั ธุ สามารถระบุช่ือหลกั อนกุ รมวิธานไดท ัง้ หมด แบง ได 42 วงศ วงศ
Cucurbitaceae, Gramineae, และ Zingberaceae พบวงศละ 8 ชนดิ พันธุ
ขณะทีว่ งศ Euphorbiaceae และ Leguminoseae-mimosoideae พบวงศล ะ
6 ชนดิ พันธุ สว นวงศ Febaceae, Leguminoseae-Caesalphinioldeae และ
Solanaceae พบวงศล ะ 5 ชนดิ พนั ธุ จาํ นวนวงศอ น่ื ๆ แสดงรายละเอยี ดในอนกุ รม
วิธานพืชทช่ี าวหว ยตาดปลูกในภาคผนวก หากแบง ตามลกั ษณะวิสัยของพันธุพชื
บานนาเวียงแบง ไดเปน ไมเ ล้ือย 17 ชนดิ พนั ธ,ุ ไมล ม ลกุ 38 ชนดิ พันธ,ุ ไมพุม 28
ชนิดพันธุ, และไมยืนตน 25 ชนดิ พนั ธุ สว นวิสยั พนั ธุพชื บานหว ยตาดจะพบชนดิ
พนั ธเุ ดยี วกบั บา นนาเวยี งใหญ ยกเวน ไมพ มุ ทบี่ า นหว ยตาดมนี อ ยกวา 1 ชนดิ พนั ธุ
ดงั ปรากฏในภาคผนวกเชน กนั

อยางไรก็ตามหากแบงเฉพาะพืชที่กินไดและแบงตามฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะ
พบวา บานหวยตาดจะมีลักษณะเชนเดียวกับนาเวียงใหญยกเวนฤดูฝนจะไมพบ
พืชผัก 3 ชนิดพันธุ คือ ผกั คายา, ผกั กะโดน, และอตี บู เนื่องจากพืชผกั ดงั กลาว
เจริญเติบโตไดเฉพาะท่รี าบลุม ดังปรากฏรายละเอียดในตาราง ปฏิทินพืชเกษตร
ทชี่ าวบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดปลกู และใชก นิ เปน ประจาํ สว นพชื ทชี่ าวหว ย
ตาดกินเปนอาหารประจําจะมีลักษณะเชนเดียวกับบานนาเวียงใหญ ยกเวนชวง
เดอื นกรกฎาคม-ตุลาคม หรอื ฤดฝู นท่ีพบพชื เพยี ง 2 ชนดิ พันธุ คอื กระเจยี วและ
ขงิ เทา นนั้ ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในตารางปฏทิ นิ พชื เกษตรทช่ี าวบา นนาเวยี งใหญ
และหวยตาดปลูกและใชกินเปน ประจาํ

ส่ิงที่นาสังเกตคือพืชท่ีชาวบานปลูกและกินไดหลายชนิด ที่ชาวบาน
นาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดนาํ ไปปรงุ แตง อาหารไดห ลากหลายสาํ รบั อาจกนิ เปน ผกั
แกลม ปรงุ รส หรือสวนผสมของแกง เชน ผกั บั่ว (หอม), มะละกอ (บักหงุ ), ผัก
บุง, ฟกหอม (แฟง), บกั อึ ( ฟก ทอง), และนาํ้ เตา เปนตน ดว ยเหตุนี้เอง พืชผกั ที่
ชาวบานเก็บเก่ียวไดตลอดท้ังปหรือทุกฤดูจึงมีจํานวนสายพันธุและชนิดมากกวา
ชว งอน่ื ๆ เปน เพราะพชื ผกั เหลา นเ้ี ปน อาหารหลกั ทส่ี าํ คญั ของครวั เรอื นในการปรงุ
แตง สํารับเมนตู า งๆ น่ันเอง

147

148 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

พืชสวนครวั
พืชผักสวนครัวที่ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดปลูก พบวามีรูป
แบบการปลูกท่ีนาสนใจท้ังรูปแบบที่นิยมปลูก วิธีการปลูก พัฒนาการและการ
เปล่ยี นแปลง ผลการศึกษาสรปุ ไดตามตาราง แสดงรปู แบบและการเปลีย่ นแปลง
ในการปลูกพชื ผกั สวนครวั ของชาวบานนาเวยี งใหญและหว ยตาด

ตารางแสดงรปู แบบและการเปลี่ยนแปลงในการปลูกพืชผักสวนครัว
ของชาวบานนาเวยี งและหวยตาด

ª›· ¸„µ¦ž¨¼„ ¡º šœÉ¸ ·¥¤ž¨¼„ °—˜¸ ž´‹‹»œ´

ž¨Š¦·¤ ­µ¦¡—´ : ¡¦·„, ¤³Á…º°Áš«, ¤nœÊµÎ ¨µÎ ‡¨°Š ×¥ÁŒ¡µ³Â¤nœÊµÎ ®¤œ´ ¤¸œÊµÎ ¤¸„µ¦ž¨„¼ ¦·¤Â¤nœÊµÎ ˜nž¨¼„Å—o
¤nœÊµÎ ¤³Á…º°‹µœ, ¤³Á…º°¡ªŠ, Á¡¥¸ Š¡°šÉ¸‹³Ä¦o —œÊµÎ ¡º Ÿ„´ ­ªœ‡¦´ª Á¡¥¸ ŠµŠ®¤n¼µo œ®¦º°µŠ
˜œo ¤Š¨„´ , ¡µ, ˜¨°—§—¼„µ¨ œÊµÎ ¤¸¤µ„‹œÁ„º°¨œo ˜¨É·Š ‡¦´ªÁ¦º°œÁšnµœÊœ´ Á¡¦µ³µŠ
¦µŠÅ¤o ˜³Å‡¦o, ˜œo ®°¤, Ÿ„´ „µ—, šµÎ Ä®o µªµo œŠnµ¥˜n°„µ¦Á—·œ…ʹœ¨ŠÄœ ®¤n¼ µo œš¸É¤nœÊµÎ ˜ÊºœÁ…œ· Ťn
„ªµŠ˜»Šo —°„ (¦¼žÂ„µ¦ „µ¦˜„´ ¦—Ÿ„´ Ÿ„´ š¸Éž¨„¼ ¦·¤œÊµÎ ‹³ ­³—ª„Äœ„µ¦ž¨¼„ ‡œ­¤¥´ Ä®¤n
„¦³™µŠ/ ž¨„¼ ¤¸šÊŠ´ Ÿ­¤„œ´ ¨³ Ÿ¨—´ Áž¨¸É¥œ˜µ¤§—¼ ­nªœ¤µ„‹³ž¨„¼ §—¼ šÉ¸ž¨„¼ Ÿ„´ „·œÁ°Š„‹È ³ž¨„¼ ®¨Š´
„¦³žq °Š ž¨„¼ ÁžÈ œ¦³Á¸¥ÁžÈ œ ®œµª Á¡¦µ³Å¤n˜°o Š„¨ª´ œÊµÎ ®¨µ„ ¨³ µo œ …µo Šµo œ ¨ªo ˜n­³—ª„
ž¨ŠÂ˜n°¥Än¼ œ¡ÊºœšÉ¸Á¨„È Ç) °µ„µ«š¸É®œµªÁ¥œÈ šµÎ Ä®žo ¨¼„¡º Ÿ„´ ž¨¼„ ¨³¤„´ čžo ¦³žµ¦—¡ºŸ„´
ž¨¼„¦· ¤¦Ê ´ª Ÿ„´ ¸, ®°¤, ­³¦³Â®œn ŗ®o ¨µ¥œ·—
¤¸®¨µ¥‡¦´ªÁ¦º°œšÉ¸ž¨„¼ ¡ºŸ„´ ­ªœ‡¦´ª Ťn‡n°¥œ·¥¤ ®µ¦µŠÅ¤¥o µ„
¦oµœ (ŤÅo Ÿn Ÿ„´ ¸, ®°¤, ­³¦³Â®œn œ¦µŠÅ¤o ×¥ÁŒ¡µ³šÉ¸˜°o ŠÄ„o ·œÁžÈ œ
¦ª„˜ÊŠ´ „´ ž¦³‹µÎ ‹³°µ«¥´ ‡ªµ¤¦ª—Á¦Èªš¸É‹³œµÎ ¤µ ¥Š´ ¤¸®¨µ¥‡¦´ªÁ¦º°œšÉ¸ž¨¼„¡º Ÿ„´
¡Êºœ) ¤³¨³„°, ‡, ³°¤, ž¦»Š°µ®µ¦ ž¦³„°„´ ­¤¥´ „n°œ¦µŠÅ¤o ­ªœ‡¦´ª Ĝ„¦³™µŠ „¦³™µŠšÉ¸
„¦³™·œ, Ÿ„´ ®ªµœµo œ, ş®n ¦º°Å¤Áo œÊº°Â…ŠÈ ®µÅ—Šo nµ¥ ¨³­nªœ čo „‹È ³ÁžÈ œ„³¨³¤Š´ Á„nµ ¥µŠ
¤³„¦¼—, …µn , ¤³œµª „¨ªo ¥ Ä®nčÁo žÈ œšÉ¸š·ÊŠœÊµÎ ¨µo Š‹µœ ¨µo ŠÁœÊº° ¨µo Š ¦™¥œ˜Ár „nµ ŽÉ¹Š„žÈ ¦³¥„» ˜˜r µ¤
ž¨µ š¸ÉŤn¤µ„ ‹³Å—Áo žÈ œžq »¥ÅžÄœ˜ª´ ­¤¥´ ®¦º°£µœ³š¸É­µ¤µ¦™®µÅ—o
™ªÉ´  ´„¥µª, ª, œÊµÎ Á˜µo ¤¸®¨µ¥‡¦´ªÁ¦º°œš¸Éž¨¼„¡º Ÿ„´ ­ªœ‡¦´ª
Ĝ„¦³™µŠ ×¥ÁŒ¡µ³šÉ¸˜°o ŠÄžo ¦³‹µÎ Ťnœ·¥¤ÁœºÉ°Š‹µ„¦Ê´ªž´‹‹»œ´ šµÎ
°µ«¥´ ‡ªµ¤¦ª—Á¦Èªš¸É‹³œµÎ ¤µž¦»Š°µ®µ¦ —ªo ¥Á®¨„È ®¦º°­Â˜œÁ¨­ ¡º Ÿ„´
—ªo ¥ „¦³™µŠšÉ¸Äo „‹È ³ÁžÈ œ„¦³š°Á„nµµo Š °µ«¥´ Ťnŗo ˜°o ŠÅžšµÎ ¦oµœÄ®o
˜°Å¤Áo „nµµo Š ŽÉ¹Š„žÈ ¦³¥„» ˜£r µœ³šÉ¸ ˜nµŠ®µ„ ®¦º°µŠµo œ„˜È °o Š„µ¦
­µ¤µ¦™®µÅ—o œÊµÎ š¸É¦—„¥È Š´ čœo ʵΠ¨µo Š‹µœ ͪ‡r ªµ¤­ª¥Šµ¤…°Š¦Ê´ª‹¹ŠÅ¤n
¨µo ŠÁœÊº° ¨µo Šž¨µµo Š ‹³Å—Áo žÈ œžq »¥ÅžÄœ °¥µ„Ä®¤o ¸°³Å¦Åžž· —Š´
˜ª´ Ánœ ˜œo ®°¤ ­³¦³Â®œn Ÿ„´ ¡ª ²¨² Á®¤º°œ­¤¥´ „n°œ
­¤¥´ „n°œœ·¥¤ž¨„¼ Ÿ„´ ¦·¤¦Ê´ª„œ´ ¤µ„
ÁœÉº°Š‹µ„¦Ê´ª­¤¥´ „n°œšµÎ —ªo ¥Å¤¡o ºŸ„´ čo
°µ«¥´ ŗo ץŤn˜°o ŠÅžšµÎ ¦oµœÄ®Äo ®¤nÄ®o
Á­¸¥Áª¨µÁnœ ™ª´É ž ™ª´É  ´„¥µª ™ªÉ´ ¡²¼ ¨²

ž¨„¼ ˜µ¤¦·¤¦Ê´ª®¦º°®ª´ Ŧnž¨µ¥œµ ¦ª¤™¹Š
¡ÊºœšÉ¸˜µ¤¦· ¤œÊ µÎ

ทีม่ า : งานภาคสนาม (2556-57)

148

¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅéÂÕ § 149
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÏà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºÒŒ ¹

จงึ เหน็ ไดว า อาหารจากภาคเกษตรนนั้ มหี ลากหลายชนดิ พนั ธุ โดยมขี า วเปน
พชื อาหารหลกั ของหมบู า น นอกจากนย้ี งั มพี ชื ผกั ตา งๆ ทชี่ าวบา นหลายครวั เรอื น
นยิ มปลกู ไวก นิ เองในหมบู า น สว นรปู แบบการปลกู กม็ ลี กั ษณะแตกตา งกนั ไป โดย
เฉพาะการปลกู ขา วจะมเี งอื่ นไขทางกายภาพเปน ตวั กาํ หนด ดงั เหน็ ไดจ ากการปลกู
ขาวนาในบานนาเวยี งใหญ และปลกู ขา วไรในบา นหวยตาด

ภาพวาดจาํ ลองการปลกู พืชผักสวนครัวรูปแบบตางๆ ของคนไทดาน

พชื เศรษฐกจิ

พชื เศรษฐกจิ ของคนไทดา นโดยเฉพาะกบั คนในวฒั นธรรมบา นไรอ ยา งชาว
หว ยตาดมหี ลากหลายประเภท อาทิ ฝา ย ถวั่ ดาํ กะทกรก ยางพารา มนั สาํ ปะหลงั
และงาดํา อยางไรก็ตาม พืชเศรษฐกิจท่ีมีบทบาทสําคัญอยางมากของผูคนก็คือ
ขาวโพดและยางพารา ดังปรากฏรายละเอียดพืชเศรษฐกิจตางๆ ในภาพเขียน
จําลองเวลาชวี ิตขา วและพชื เศรษฐกจิ ของบานนาเวยี งใหญและบานหวยตาด

149

150 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

ภาพเขยี นจาํ ลองเวลาชีวิตขาวและพชื เศรษฐกิจทีส่ าํ คญั ของบา นนาเวียงใหญและบานหว ยตาด

ฝาย

ฝา ย (Gossypium herbaceum L.) เปน พืชที่ชาวบา นนาเวียงใหญและ
หว ยตาดปลกู มาเปน ระยะเวลานาน ในสว นของบา นนาเวยี งใหญป ลกู ฝา ยเพยี งเลก็
นอ ยเพอื่ ใชใ นครวั เรอื น สว นบา นหว ยตาดปลกู ฝา ยเปน พชื เศรษฐกจิ สมยั กอ นฝา ย
จากหมบู า นนี้ถอื วา มีชื่อเสยี งอันดบั ตน ๆ ของเมอื งไทยเพราะมีคณุ ภาพดี

บานหวยตาดปลูกฝาย “ฝายดอน” หรือพันธุฝายศรีสําโรง 2 มีความสูง
ราว 123 เซนตเิ มตร ปลูกในชวงเดอื นมิถนุ ายน-กรกฎาคม หลงั จากนัน้ ราว 50
วัน ตนฝายจะออกดอก รวมระยะเวลาเกบ็ เกยี่ วได 120-160 วนั ใหผ ลผลติ ราว
280-330 กิโลกรัมตอ ไร

อยางไรก็ตาม พันธุฝายศรีสําโรง 2 ก็มีขอจํากัดหลายประการเก่ียวกับ
เงอื่ นไขของสภาพพ้นื ท่ีทปี่ ลูก ทั้งในเรือ่ งการเจรญิ เตบิ โตท่ไี มส ูดนี ัก รวมถึงแมลง
และศัตรูพืชที่ระบาดอยางหนัก ทําใหชาวบานตองใชสารเคมีทางการเกษตร

150

¾ª× ÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊμÑ Çà ÅÂÕé § 151
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹

ไมวาจะเปนปุยและยาฆาแมลงเปนจํานวนมาก ทายที่สุด ชาวบานทั้งหมดจึง
ตดั สนิ ใจหนั ไปปลกู พชื เศรษฐกจิ อน่ื ทไี่ ดร าคาสงู กวา ซงึ่ นน่ั กค็ อื ขา วโพด ปจ จบุ นั
ครวั เรอื นตา งๆ ปลกู ฝา ยตามแบบธรรมชาตไิ วใ ชเ ฉพาะในครวั เรอื นตนเองเทา นนั้

งา

งา (Sesamum indicum L.) เปนพืชที่ปลูกเฉพาะพื้นท่ีสูง ปลูกเฉพาะ
บา นหว ยตาดเทา นนั้ ชาวบา นนยิ มปลกู งา 3 สายพนั ธคุ อื งาขาว งาดาํ และงาเทา
ในอดตี บา นหว ยตาดปลกู งาเพอ่ื บรโิ ภคในครวั เรอื น สว นทเี่ หลอื จงึ แบง ขายใหก บั
เพอ่ื นบา นและตลาด ในปจ จบุ นั ชาวหว ยตาดยงั คงปลกู งา โดยปลกู แบบธรรมชาติ
ปลอยใหตนงาข้ึนตามขอบพื้นท่ีไรและที่ดินตนเอง ตามปกติงาจะออกดอกหลัง
จากปลกู แลว 30-40 วัน หลงั จากนน้ั อีก 70-80 วันก็เกบ็ เกย่ี วได ฝก หน่งึ ๆ จะให
เมลด็ ประมาณ 70-100 เมล็ด

ถวั่ ดาํ

ถวั่ ดาํ (Phaseolus mungo Linn.) เปนไมลม ลุกท่ชี าวบานนาเวียงใหญ
และหวยตาดนิยมปลูกมาเม่ือหลายสิบปกอน ชาวบานจะปลูกหลังจากเก็บ
เกี่ยวผลผลิตขาวหรือขาวโพดแลวเสร็จ สวนสายพันธุมีท้ังพื้นเมืองและเกษตร
สายพันธุใหมท่ีใหเมล็ดโตและใหญกวา จากการศึกษาพบวาบานนาเวียงใหญ
มีนอยครัวเรือนท่ีปลูกถั่วดํา ขณะที่บานหวยตาดมีหลายครัวเรือนนิยมปลูก
เปนพืชเศรษฐกิจเสรมิ และเพ่อื บํารุงดนิ

มะขามหวาน

มะขามหวาน (Tamarindus indica Linn.) เปนไมยืนตน มีความสูง
ราว 10-12 เมตร มที รงเปน พุม เปนพืชเศรษฐกจิ อีกสายพันธหุ น่งึ ท่บี า นนาเวียง
ใหญแ ละบา นหว ยตาดไดร บั การสง เสรมิ จากภาครฐั กลา วคอื หลงั จากทเ่ี กษตรกร
จังหวัดเพชรบูรณปลูกและขายมะขามหวานแลวไดราคาดี ภาครัฐจึงสงเสริม
ใหชาวดานซายปลูกซ่ึงรวมถึงบานนาเวียงใหญและบานหวยตาด สวนสายพันธุ

151

152 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

ทภ่ี าครฐั สง เสรมิ ใหป ลกู คอื พนั ธสุ ที อง โดยชาวบา นเรมิ่ ปลกู อยา งจรงิ จงั นบั จากป
พ.ศ. 2540 เปนตน มา

ชวงตนท่ีปลูกตนมะขามหวานปรากฏวา มะขามหวานทํารายไดใหกับ
ชาวบานเปนอยางมาก ชาวบานอีกหลายครัวเรือนที่ยังไมไดปลูกจึงคิดปลูก
มะขามหวานตาม ปรากฏวา เมอื่ ผลผลติ ออกมาพรอ มกนั หลายๆ หมบู า นจงึ ทาํ ให
มะขามหวานราคาตก ประกอบลกั ษณะภมู อิ ากาศทหี่ มอกและนาํ้ คา งลงจดั ทาํ ให
มะขามหวานมีความช้ืนสูงและข้ึนรา ขายไมได ทายสุดชาวบานเกือบทั้งหมด
จึงโคนมะขามท่ีลงทุนปลูกไป เหลือติดบานไวเพียงไมก่ีตนเพ่ือเก็บไวบริโภค
ในครัวเรอื น เปลย่ี นกลับมาทาํ สวน ปลกู ขาว และพืชพนั ธอุ นื่ ๆ

ขาวโพด

ขาวโพด (Zea mays L.) ในฐานะเปนพืชเศรษฐกิจเริ่มปลูกในบาน
นาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดชว งกลางทศวรรษท่ี 2510 โดยเฉพาะกรณบี า นหว ยตาดท่ี
ชาวบา นเรม่ิ ประสบปญ หาการใชส ารเคมใี นปรมิ าณมากจากการปลกู ฝา ย ปจ จบุ นั
ครัวเรือนเกือบท้งั หมดของบานหว ยตาดปลกู ขา วโพด สว นบา นนาเวียงใหญปลูก
ขาวโพดเพียง 5 ครัวเรือน ขาวโพดนี้ถือวามีบทบาทสําคัญอยางมากในฐานะ
พืชเศรษฐกจิ ในยคุ ปจจุบนั ของบานหวยตาด

ยางพารา

ยางพารา (Hevea brasiliensis (A. Juss) Muell. Arg) เปนพืชเศรษฐกิจ
อีกสายพันธุหนึ่งท่ีไดรับการสงเสริมและสนับสนุนจากหนวยงานภาครัฐให
ชาวบานปลูก ในสวนของภาคอีสานยางพาราไดเขามามีบทบาทสําคัญเม่ือ
2 ทศวรรษกอน แตในสวนของอําเภอดานซาย จังหวัดเลย โดยเฉพาะในพ้ืนที่
วิจัย ยางพาราไดเขามามีบทบาทสําคัญไดราว 10 ป อยางไรก็ตาม ยางพารา
โดยสวนใหญปลูกไดเฉพาะบานหวยตาด สวนบานนาเวียงใหญปลูกไดเฉพาะ
พ้ืนท่ีเชิงเขา ขณะท่ีพื้นที่บนภูอังลัง ชาวบานสงวนไวเปนเขตปาชุมชน สวน
สายพันธทุ ่ีชาวบา นนยิ มปลกู คอื RRM และ R2410

152

¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμǏàÅÂéÕ § 153
“«àÙ »ÍÏÁÒÏà¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹

แกว มังกรและกะทกรก

แกว มงั กร (Hylocercus undatus) และกะทกรก (Passiflora foetida)
เปนพืชลมลุกไดเขามามีบทบาทสําคัญตอชีวิตคนดานซายโดยเฉพาะหมูบานที่
อยูบนท่ีสูงอยางหวยตาดในระยะเวลาใกลเคียงกัน คือราว ชวง 10 ปท่ีผานมา
เนอื่ งจากชาวบา นเหน็ วา เกษตรกรในจงั หวดั อน่ื ปลกู แลว ขายไดร าคาดจี งึ คดิ ปลกู
บา ง สายพนั ธแุ กว มงั กรทนี่ ยิ มปลกู คอื พนั ธเุ นอ้ื ขาว สว นเนอื้ แดงปลกู เพยี งบางครวั
เรอื น สวนสายพนั ธุกะทกรกทีน่ ยิ มปลูกคอื พันธลุ กู สีมว งและสเี หลอื ง พันธสุ มี ว ง
ผลสมี ว งออมแดง มผี ลใหญแ ละมรี สชาตทิ ห่ี วานกวา พนั ธสุ เี หลอื ง พชื เศรษฐกจิ ทงั้
สองตวั นม้ี รี าคาขน้ึ ลง ทาํ ใหห ลายครวั เรอื นทตี่ ามราคาตลาดไมท นั ตอ งขาดทนุ จาก
การลงทนุ เชน ราคาปกอ นหนาสูง จึงตัดสินใจปลกู เสรมิ และปลกู เพ่มิ เม่ือออก
ผลกลบั ปรากฏวา ราคาตก ซง่ึ เปนปญหาทีห่ ลายครวั เรอื นประสบอยใู นปจ จบุ ัน

มนั สาํ ปะหลงั

มันสําปะหลงั (Manihot esculenta (L.) Crantz) เปน ไมพุมมีความสงู
ประมาณ 2-3 เมตร เปนพืชเศรษฐกิจอีกสายพันธุหนึ่งท่ีไดรับการสงเสริมจาก
ภาครัฐในยุคท่ีราคานํ้ามันมีราคาสูง เพื่อนําไปกลั่นเปนน้ํามันเอธานอลหรือพืช
พลังงานทดแทน ในดานซายสวนใหญจะปลูกมันสําปะหลังบนพ้ืนที่สูงอยางเชน
บานหวยตาด โดยชาวบานใหความสนใจปลูกเพ่ิมขึ้นเร่ือยๆ นับจากปท่ีผานมา
ผลการศึกษาพบวามีครัวเรือนบานหวยตาด 10 ครัวเรือนท่ีปลูกมันสําปะหลัง
โดยครัวเรือนดังกลาวจะตองจัดสรรท่ีดินทํากินตนเองใหม เพื่อแบงพื้นท่ี
ใหกับการปลูกมันสําปะหลัง เชน ลดจํานวนขาวโพดหรือพ้ืนท่ีขาว เปนตน
โดยชาวบานจะไปหาซื้อพันธุจากตางอําเภอ เชน อําเภอทาลี่ จังหวัดเลย
หรืออําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ครัวเรือนท่ีปลูกมันสําปะหลังเชื่อวา
การปลูกมันสําหลังจะใชตนทุนต่ํากวาการปลูกขาวโพด และคาดวานาจะได
ราคาขายผลผลติ ทส่ี งู เพราะกําลังเปนทตี่ องการของทอ งตลาด

153

154 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

สัตวและปลาท่ชี าวบา นเลีย้ ง

บา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดมสี ตั วเ ลย้ี งทเี่ ลย้ี งไวเ ปน อาหารกค็ อื พวกไก
เปด และปลา สว นววั จะมีบางครัวเรือนเลย้ี งไวข าย

กรณีการเลี้ยงวัวพบวาบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดเลี้ยงเพียงบาง
ครวั เรอื นเทา นน้ั จดุ ประสงคห ลกั ไมไ ดเ ลยี้ งววั เพอื่ กนิ ในครวั เรอื น หากแตเ ลยี้ งไว
ขาย ชาวบา นจะปลอ ยววั แลว เลยี้ งตามธรรมชาตใิ หก นิ หญา ตามทงุ นาและไรห รอื
ตามราวปา อยา งไรก็ตามมีแนวโนม วาการเลย้ี งวัวของชาวบานทง้ั สองหมูบ านจะ
ลดลงทกุ ปเ นอื่ งจากไมม แี รงงานทจี่ ะเลย้ี งววั เพราะเดก็ หนมุ สาวและคนวยั ทาํ งาน
ยา ยเขา ไปเรยี นหรอื ทาํ งานในเมอื ง สว นแรงงานทเี่ หลอื กต็ อ งทาํ นาและไร ประการ
สําคัญท้ังสองหมูบานมีแนวโนมที่จะขาดพ้ืนท่ีเลี้ยงวัว โดยเฉพาะเมื่อยางเขาสู
ฤดูกาลเพาะปลกู ชาวบานจะตอ งจงู ววั ไปเล้ียงไกลๆ ตามปา เพราะไมเ ชนน้ันวัว
อาจทาํ ลายผลผลิตทางการเกษตรของเพื่อนบานใหเ สยี หายได

กรณกี ารเลยี้ งไกพ บวา บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดเลย้ี งเพยี งบางครวั
เรือนเชนกัน โดยสวนใหญจะเล้ียงไวกินไข และกินเน้ือภายในครัวเรือน อยางไร
กต็ ามมีหลายครวั เรอื น เมื่อเลีย้ งแลวมีความผูกพันกบั ไก จึงไมตอ งการกินเนือ้ ไก
กลายเปน สตั วเ ลย้ี งทอี่ ยใู นฐานะ “เพอ่ื น” ใหค วามสขุ ทางใจมากกวา สว นเปด พบ
เพยี งครวั เรอื นในบา นนาเวยี งใหญท ไี่ ดเ ลย้ี งไวเ อาไวก นิ ไข ขณะเดยี วกนั กเ็ ลย้ี งเพอ่ื
กาํ จดั หอยเชอรรี่ในนา

กรณีการเล้ียงปลาพบวาคนบานนาเวียงใหญและบานหวยตาด บางครัว
เรือนท่ีมีพื้นที่ทําเกษตรผืนใหญและมีสภาพพื้นท่ีเอ้ืออํานวย เชน มีสภาพดินท่ี
สามารถกักเก็บนํ้าไดก็จะขุดสระเพ่ือเก็บน้ําไวในในยามแลงบริเวณที่นาและไร
ของตน ทาํ นองเดยี วกนั ชาวบา นครวั เรอื นดงั กลา วจะใชส ระนา้ํ เปน แหลง เลยี้ งปลา
เพอ่ื เปน อาหารใหก บั ครวั เรอื น โดยสว นใหญช าวบา นจะเลย้ี งปลา 2 ชนดิ พนั ธุ คอื
ปลาดุกและปลานลิ

154

¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμÇà ÅéÕ§ 155
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºÒŒ ¹

องคความรใู นการจดั การการเกษตร

เน่ืองจากลักษณะทางกายภาพของบานนาเวียงใหญและหวยตาด
มีลักษณะเฉพาะ จึงสงผลใหบานนาเวียงใหญปลูกขาวระบบนาดําใน
พ้ืนท่ีลุม ขณะท่ีบานหวยตาดปลูกขาวระบบไรบนพ้ืนท่ีสูง ระบบการปลูกขาว
จึงเปนกิจกรรมทางการเกษตรท่ีสําคัญ และยังสัมพันธกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ
อ่ืนๆ เชน ขาวโพด กะทกรก ถั่วดํา ฯลฯ โดยกอนฤดูกาลเพาะปลูกชาวบาน
ทั้ง 2 หมูบานจะใชองคความรูในการจัดการที่ดินทางการเกษตรใหสัมพันธกับ
การปลกู ขาวและพืชตา งๆ

การจัดการระบบนาของบา นนาเวยี งใหญ

พ้นื ท่ีทาํ การเกษตรของบา นนาเวยี งใหญแ บง ได 3 ลักษณะ คือ
พื้นที่ลุม : เปนที่ตั้งหมูบานและทําการเกษตร ดินมีความอุดมสมบูรณ
เพราะตงั้ ตดิ กบั ลาํ นา้ํ หมนั ทเี่ ปน แหลง สะสมดนิ ตะกอนจากลาํ นาํ้ และลาํ ธารเลก็ ๆ
ทไ่ี หลจากภอู งั ลงั ดงั นน้ั พน้ื ทส่ี ว นน้ี ชาวนาเวยี งจะปลกู พชื ไดห ลากหลายประเภท

เชน ขาว ผัก ตนไม ฯลฯ และ
ใหผลผลิตท่ีคอนขางสูงกวาพ้ืนท่ี
อนื่ ๆ อกี ทง้ั ยังสะดวกตอการผนั นา้ํ
จากลาํ นาํ้ หมนั มาใชใ นชว งหนา แลง
อยางไรก็ตามพ้ืนที่ลุมมักประสบ
ปญหานํ้าทวมในยามนํ้าหลาก สง
ผลทําใหไดผลผลิตทางการเกษตร
โดยเฉพาะผลผลิตขา วตกตํ่า

ภาพเขียนจําลองการจัดการพื้นท่ีทางการเกษตร
บา นนาเวยี งใหญจ ะแบง ออกเปน 3 สว นหลกั ๆ คอื
พ้ืนท่ีลุม (ดานซาย) พ้ืนท่ีดอน (สวนกลาง) และ
พน้ื ท่ภี เู ขาสูง (ดา นขวา)

155

156 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

พ้ืนที่ดอนหรือโคก : ตั้งอยูระหวางพื้นท่ีลุมกับพื้นที่ภูเขาสูงเปนพื้นที่
ทําการเกษตรผืนใหญท่ีสุดของหมูบาน โดยท่ัวไปพื้นท่ีนี้มักประสบกับปญหา
ภัยแลงในชวงฤดูแลง เน่ืองจากชาวบานไมสามารถผันน้ําจากลํานํ้าหมันมาใชได
เน่ืองจากมีความตางของพื้นที่จากระดับลํานํ้าหมันมาก มีครัวเรือนนอยรายที่
กกั เกบ็ นาํ้ ในสระของพนื้ ทตี่ นเองไวใ ชย ามแลง คณุ ภาพของดนิ พนื้ ทโี่ คกจะตาํ่ กวา
พนื้ ทล่ี มุ สว นกจิ กรรมทางการเกษตร ชาวบา นแบง พนื้ ทอ่ี อกเปน 3 สว น คอื พน้ื ที่
สาํ หรบั ปลกู ขา ว ขดุ สระกกั เกบ็ นาํ้ และทาํ สวน เนอ่ื งจากพนื้ ทม่ี ลี กั ษณะลาดเอยี ง
ชาวบา นจงึ ดดั แปลงทน่ี าทาํ นาขนั้ บนั ไดลดหลน่ั ตามลาํ ดบั ของพนื้ ท่ี ดงั นน้ั พนื้ ทนี่ ้ี
จึงปลกู ขาวนาดําและขา วโพดไดเพยี งหน่ึงครัง้ ตอป การทําการเกษตรท้งั หมดขึ้น
อยูกบั เง่อื นไขทางธรรมชาติ เชน ปริมาณนาํ้ ฝนเปน สาํ คญั

พ้ืนที่ภูเขาสูง : เปนพื้นท่ีสวนหน่ึงของภูอังลังต้ังถัดไปจากพื้นที่โคก
เปนพื้นที่มีการสึกกรอนของดินสูง ดินจึงมีความอุดมสมบูรณนอยกวาพ้ืนท่ีอ่ืน
ในอดีตบานนาเวียงใหญจะปลูกขาวไร สวนปจจุบันชาวบานเลิกปลูกขาวไร
แตมีบางครัวเรือนเร่ิมหันมาทํานาหยอด รวมท้ังหันมาปลูกไมสัก ขาวโพด
มะขามหวาน ฯลฯ สวนพืน้ ที่บนภูอังลังชาวบา นไมตอ งการถางปาและตองการ
อนรุ ักษ จงึ ไมทาํ กิจกรรมทางการเกษตรใด

อยางไรก็ตามสภาพความเปนจริงน้ัน ครัวเรือนในพื้นที่ภูเขาสูงกลับไมได
ปลูกขาวไร เพราะชาวนาเวียงใหญสวนใหญคิดวาการปลูกขาวไรเปนงานหนัก
และใหผ ลผลติ ตาํ่ กวา การทาํ ขา วนาดาํ รวมทงั้ ตอ งการอนรุ กั ษพ นื้ ทบ่ี รเิ วณดงั กลา ว
ในเขตปาภอู ังลังใหเปนแหลงอาหารของชมุ ชน

156

¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅéÕ§ 157
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹

การจัดการระบบไรบานหวยตาด

บานหว ยตาดตั้งอยใู นทร่ี าบบนภูเขาสงู รายลอ มดวยภูเขาใหญ 2 ดา น คอื
ภูอังลังดานทิศตะวันตก และภูหวยผักเนาดานทิศตะวันออก พื้นที่แบงออกเปน
3 ลักษณะคือ พ้ืนท่ลี ุม พืน้ ทโี่ คก และพ้นื ทบี่ นภูเขาสูง เชน กัน

พน้ื ทล่ี มุ (บนทส่ี ูง) : เปน พนื้ ทแี่ คบ เลก็ และมีลาํ หว ยตาดไหลผา นกลาง
เปน พน้ื ทที่ มี่ คี วามอดุ มสมบรู ณเ หมาะแกก ารปลกู ผกั และทาํ สวนเพราะมกี ารสะสม
อินทรียวัตถุจากแหลงนํ้าธรรมชาติ และระบบสงน้ําจากบอนํ้าสวนตัว สามารถ
ใชไดตลอดท้ังป ดวยเหตุน้ีชาวหวยตาดจึงตั้งบานเรือนบริเวณน้ี เพราะสะดวก
ตอ การใชน าํ้ ในวถิ ีชวี ิตประจําวนั และทําการเพาะปลกู อยา งไรก็ดพี น้ื ทด่ี งั กลาวมี
ความเส่ยี งตอนํา้ ทว มในฤดูฝนเม่อื ยามนํ้าหลาก

พืน้ ที่ดอน : คือพน้ื ท่ีลาดชันต้งั อยรู ะหวางท่ีลมุ กบั ท่ีบนเขา แบงออกเปน
2 สวน ดานตะวันตกคือที่โคกของภูอังลัง ดานตะวันออกคือภูหวยผักเนา พ้ืนท่ี
ในสว นของภอู งั ลงั จะมมี ากกวา ซงึ่ พน้ื ทท่ี ง้ั สองสว นมคี ณุ ภาพดนิ ทคี่ ลา ยกนั เหมาะ
กบั การปลกู ขา วไร ทาํ สวน และ ปลกู ขา วโพด เปน ตน เจา ของทบี่ างรายจะขดุ สระ
นา้ํ เลก็ ๆ กกั เกบ็ นาํ้ ไวใ ชใ นฤดแู ลง แตก ม็ หี ลายครวั เรอื นทไี่ มส ามารถขดุ สระเกบ็ นาํ้
ได เนอ่ื งจากมพี น้ื ทีเ่ พาะปลูกจาํ กดั และดินมคี ณุ ภาพไมเ หมาะกบั การกักเกบ็ นํ้า

พนื้ ที่ภเู ขาสงู : เน่ืองจากการสึกกรอ นของดินและการทําลายปาไม มสี วน
สําคัญทําใหพ้ืนท่ีภูอังลังและภูหวยผักเนามีคุณภาพดินตํ่าเมื่อเทียบกับดินพ้ืนที่
อนื่ ๆ พนื้ ทด่ี งั กลา วประกอบดว ยพชื และสตั วป า หลากหลายสายพนั ธุ อยา งไรกต็ าม
ปจ จบุ นั พนั ธพุ ชื และสตั วไ ดล ดจาํ นวนลง เนอื่ งจากการทาํ ลายปา ไมเ พอ่ื ขยายพน้ื ท่ี
ทางการเกษตร ยง่ิ กวา นนั้ ชาวบา นหลายครวั เรอื นยงั ขายทที่ าํ กนิ ใหก บั นายทนุ จาก
ตา งถนิ่ เมอื่ การถอื ครองทดี่ นิ เปลยี่ นมอื หากชาวบา นตอ งการเพาะปลกู จะตอ งเสยี
คา เชา ใหก บั นายทนุ เหลา นี้ พชื ทเี่ พาะปลกู จะเปน พวกขา วไร ขา วโพด ฯลฯ ซง่ึ ตอ ง
อาศัยนํา้ ฝนเปนหลัก

157

158 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

ภาพเขียนจาํ ลองการจดั การพื้นท่ที างการเกษตรบา นหวยตาดจะแบงออกเปน 3 สวนหลักๆ คือ
พ้ืนทลี่ มุ (สวนกลาง) พนื้ ทีด่ อน (ถดั จากสวนกลาง) และพืน้ ทภี่ เู ขาสูง (ดา นซายและดานขวา)

องคความรูในการอนุรักษดิน

การทําความเขาใจในการอนุรักษดินของบานนาเวียงใหญและหวยตาด
จําเปนตองเขาใจถึงปจจัยสําคัญท่ีทําใหดินเสื่อมคุณภาพ เพราะดินคือปจจัยพ้ืน
ฐานท่ีสงผลกระทบโดยตรงตอผลผลิตทางการเกษตร หากดินมีคุณภาพดีก็จะมี
สวนสําคัญตอการเจริญเติบโตของพืชและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ปญหาดิน
เสื่อมคณุ ภาพของท้งั สองหมบู า นประกอบดวยปจ จยั สําคญั กลาวโดยสรุปคอื

ในระบบนาดํา คุณภาพของดินพิจารณาไดจากชวงชาวนาถอนกลาขาว
หากถอนตน กลา ไดย ากนนั่ อาจหมายถงึ ดนิ เรมิ่ มปี ญ หาใดปญ หาอยา งใดอยา งหนงึ่
เชน เน้ือดินเกาะแนนเกินไป ไมสามารถซึมซับและเก็บนํ้าได เกษตรกรมองวา
ปญ หาดงั กลา วเปน ผลพวงมาจากการใชส ารเคมที างการเกษตรมากเกนิ ไปนนั่ เอง
หรือไมก็อาจพจิ ารณาผลผลิตขาวที่ไดต ํา่ ลง และเมลด็ ขาวไมส มบูรณ เปนตน

158

¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμǏàÅÕé§ 159
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹

ระบบการทําไร หลังจากพืชเศรษฐกิจเขามามีบทบาทอยางจริงจังในรอบ
20 ปท่ีผานมา วิถีการดําเนินชีวิตของเกษตรกรบานหวยตาดจึงเริ่มเปล่ียนไป
จากเดิม เชน จากการใชจอบและเสียมในการขุดดิน ก็เปล่ียนมาเปนเทคโนโลยี
สมัยใหมอยางรถแทรคเตอรไถดิน และใชสารเคมีทางการเกษตรมากขึ้น อาทิ
ยาฆาหญาและปุยเคมีในการทําไรขาวโพด แมการใชรถแทรคเตอรจะประหยัด
แรงงานและเวลาในการทําไรกวาแตกอน หากทวาชาวบานตองเสียคาใชจาย
ในสวนน้ีเพื่อวาจางรถแทรคเตอรมาไถดิน หรือในรายท่ีซื้อรถแทรคเตอรก็ตอง
ลงทนุ เปน เงนิ กอ นใหญ ทาํ ใหต อ งกเู งนิ จากแหลง ทนุ ตา งๆ เกดิ เปน หนส้ี นิ มากมาย
ปจจุบันบานหวยตาดมีรถแทรคเตอรไถดิน 6 คัน สิ่งท่ีนาสนใจคือ การใชรถ
แทรคเตอรไถดินไมเพียงแตทําใหอนุภาคของดินมีขนาดเล็กและยึดเกาะ
แนนมากข้ึน หากยังสงผลกระทบในชวงฝนตก ทําใหดินเกิดเปนเลนตม
และนํ้าทวมขังไดงาย ในทางกลับกัน ดินก็ไมสามารถกักเก็บน้ําได หนาดิน
ชะลางไดงาย ทําใหคุณภาพดินตกตํ่าจนชาวบานสามารถรับรูปญหาดังกลาวได
อยางเปนรูปธรรม

ดังนั้นองคความรูในการอนุรักษดินบานนาเวียงใหญและหวยตาด
จึงประกอบดวยหลากหลายวิธี เชน การทํานาเลียนแบบนาข้ันบันได การปลูก
พืชหมุนเวียน และการใชสารเคมที างการเกษตรในปริมาณนอ ยหรอื เทา ทีจ่ าํ เปน
เปนตน ดังมรี ายละเอยี ดดังน้ี

การทํานาเลียนแบบนาขั้นบันได : การทํานาข้ันบันไดจะพบบริเวณ
พื้นที่โคกซ่ึงมีที่ดินลดหลั่นกันไป ซ่ึงจะชวยชะลอกระแสน้ําท่ีไหลบาจากภูเขา
ดังน้ันเกษตรกรจึงสามารถควบคุมระดับนํ้าในนาใหอยูในปริมาณที่พอเหมาะกับ
ชวงอายุของการปลูกขาว เชน ชวงหลังปกดําตองการน้ํามากก็ปดประตูระบาย
น้ําที่ทําบริเวณคันนา หรือเม่ือตนขาวเร่ิมต้ังทองก็สามารถระบายน้ําออกจากนา
ได เปน ตน อยา งไรกต็ าม ระบบการทาํ นาขนั้ บนั ไดเปน องคค วามรทู ไ่ี มม กี ารนาํ ไป
ปรบั ใชใ นกรณขี องบา นหว ยตาดทง้ั ๆ ทพ่ี น้ื ทท่ี าํ การเกษตรสว นใหญเ ปน ทลี่ าดชนั

159

160 ¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

การปลกู พชื หมนุ เวยี น : การปลกู พชื หมนุ เวยี นเปน อกี วธิ กี ารหนง่ึ ทพ่ี บเหน็
ทั่วไปท้ังบานนาเวียงใหญและหวยตาด ชาวบานบางครัวเรือนของสองหมูบาน
ท่ีมีท่ีทํากินบริเวณท่ีลุม สามารถปลูกพืชหมุนเวียนได 3-4 ประเภทตอป ไดแก
ขา ว ขาวโพด ถ่ัว และผัก โดยชาวบา นจะปลูกถั่ว ขาวโพด และผกั ตา งๆ กลา วคือ
หลังฤดูการเก็บเกี่ยวขาว ชาวบานบางครัวเรือนจะปลูกถั่วดํา (เพราะไมประสบ
ปญหาเรื่องโรคแมลงและไมตองดูแลมาก) เพ่ือชวยปรับปรุงคุณภาพของดินใหดี
ข้ึนและถอื เปนการอนรุ ักษค ณุ ภาพของดินไดอ กี วิธีการหนง่ึ เน่ืองจากซงั และราก
ตน ถวั่ จะทําใหอ นุภาคของดนิ มชี อ งอากาศไหลผา นเขา ไปไดม ากขนึ้ หลังจากการ
เก็บถ่ัว ชาวบานจะพรวนไถดินในที่ของตนเอง เพ่ือยอยรากและลําตนของถั่วให
กลายเปนปุยธรรมชาติ เปนการบํารุงดินไปในตัว ชาวบานมองวา การปฏิบัติดัง
กลาวจะเพ่ิมความสมบูรณของดิน เพราะจากประสบการณท่ีผานมา หลังจาก
ปลูกถ่วั ในนาและไร เนอ้ื ดินจะเปล่ียนเปน สีดาํ และใหผ ลผลติ ทางการเกษตร โดย
เฉพาะไดผลผลิตขา วตอ ไรทส่ี งู กวา เดิม

การประยุกตวิถีดั้งเดิมใหเขากับการเกษตรสมัยใหม : ชาวบานนาเวียง
ใหญและบานหวยตาดหลายครัวเรือนมีการนําสารเคมีทางการเกษตรเพื่อเพ่ิม
ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอยางยิ่งกบั ชาวหวยตาด เงื่อนไขสาํ คัญทีท่ ําให
ชาวหว ยตาดใชส ารเคมที างการเกษตรในปรมิ าณทม่ี ากขน้ึ ทกุ ๆ ปค อื การปลกู พชื
เศรษฐกจิ อยา งขา วโพดและกะทกรก เปน ตน ถงึ แมว า เกษตรกรจะรถู งึ ผลกระทบ
ของการใชส ารเคมี เชน ทาํ ใหอ นภุ าคดนิ แขง็ ยากตอ การพรวนดนิ ดนิ เสอ่ื มคณุ ภาพ
ฯลฯ แตก็มีความจําเปนที่ตองใชสารเคมีดังกลาว เพราะตองการใหไดผลผลิตที่
สูงข้ึน ประการสําคัญคือชาวบานคิดวา ปุยอินทรียใหผลชาไมสัมพันธกับวงจร
การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจอยางขาวโพดท่ีมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวเพียงแค
90-120 วนั กส็ ามารถเกบ็ เกย่ี วผลผลติ ได อยา งไรกต็ ามเกษตรกรบางรายในบา น
หว ยตาด ตระหนกั ความสําคญั ของปญ หาดังกลา ว จงึ หันมาใชว ิถที างการเกษตร
ผสมผสานระหวางปยุ อินทรียกับปุยเคมเี ขาดว ยกัน

160

¾ª× ÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμǏàÅÕÂé § 161
“«àÙ »ÍÏÁÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºÒŒ ¹

การอนรุ กั ษด นิ ของบา นหว ยตาด ชาวบา นหลายคนใชว ธิ ปี ลกู กลว ยไวร มิ ไร
ไมเ พยี งแตบ รโิ ภคในครวั เรอื นและขาย หากยงั เปน การเพมิ่ ความชนื้ ใหก บั ดนิ โดย
จะปลกู ตน กลว ยระหวา งตน ไมใ หญ การปฏบิ ตั ดิ งั กลา วยงั เปน การเพม่ิ คณุ ภาพให
กบั ดนิ หากยงั เปน การปอ งกนั ไฟในหนา แลง เพราะกลว ยเปน พชื ทอี่ มุ นา้ํ จงึ มคี วาม
ชนื้ มาก

ตรงขามกันกรณีบานนาเวียงใหญ ชาวบานพยายามใชสารเคมีทาง
การเกษตรในปรมิ าณนอ ยเทา ทจี่ ะทาํ ไดแ ละปลกู ตามสภาพธรรมชาติ ทงั้ นเี้ พราะ
การใชสารเคมีทางการเกษตรในปริมาณมากจะสงผลกระทบตอคุณภาพของดิน
ทําใหดินแนน อากาศและน้ําผานไดยาก ยากตอการไถพรวนดิน น่ันหมาย
ความวา เวลาปลกู พชื ตา งๆ รากพชื จะลงไปไดย าก อยา งทเี่ กรน่ิ ไปแลว วา ชาวบา น
หลายรายจะปลูกถ่ัว ไมเ ผาซังและตอ ปลอยใหเ ปนปยุ ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ
ซังและตอขาวยังสามารถใชเลี้ยงวัว อีกท้ังมูลวัวก็มีสวนชวยเพิ่มความสมบูรณ
ของธาตุอาหารทางธรรมชาติใหกบั ดนิ

แนวคิดเกษตรอินทรีย : ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดไมนิยมทํา
เกษตรอินทรียเทาที่ควร แตก็ไมไดหมายความวาแนวคิดดังกลาวไมไดรับความ
สนใจ มีชาวบานจํานวนหนึ่งท่ีพยายามลดและปรับเปล่ียนรูปแบบการใชปุยเคมี
วิธีทางเกษตรอินทรียที่เปนมิตรตอส่ิงแวดลอมลอม เพื่อเพ่ิมคุณภาพของดิน ลด
ตนทุนทางการเกษตร และใสใจตอ สุขภาพของตนเอง

กรณบี า นนาเวยี งใหญช าวบา นจะใชส ารเคมที างการเกษตรในขน้ั ตอนการ
ฆา หญา กอ นทจี่ ะลงมอื ปลกู ขา วในชว งไถนา หลงั จากนน้ั จะไมใ ชส ารเคมใี ดๆ ชาว
บา นปลกู ดว ยวถิ ที างธรรมชาติ คณุ ภาพของดนิ จงึ ขนึ้ อยกู บั วถิ กี ารปฏบิ ตั ขิ องชาว
บา น ดงั ทก่ี ลา วมาแลว คอื ไมเ ผาตอและซงั ขา ว นาํ ววั มาเลย้ี งในกรณที ม่ี วี วั แลว ใช
มลู วัวเปนปยุ บาํ รงุ ดนิ

ตรงขามกัน บานหวยตาดกลับมีชาวบานนอยรายมากที่จะใหความสนใจ
การนําแนวคิดเกษตรอินทรียมาปรับใช มีเกษตรกรเพียง 5 ราย ท่ีมีการปรับ
ใชวิธีผสมผสานระหวางปุยอินทรียกับเคมีเขาดวยกัน ชาวบานกลุมนี้จะทําปุย
อนิ ทรียท ี่เรยี นรจู ากสือ่ เชน หนังสือ วารสาร วทิ ยุ และทีวีทางการเกษตร รวม

161

162 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

ทง้ั จากองคกรพัฒนาเอกชน เชน กลมุ เกษตรบา นสวนนํา้ พุ (ตงั้ อยูในตาํ บลนาํ้ พุ
อําเภอดานซาย) ปุยอินทรียจะมีสวนผสมของเศษใบไมผสมกับมูลวัวและไก
เขากับสารอีเอ็ม เพ่ือใหเกิดการยอยสลาย เหตุผลสําคัญที่ชาวบานใชวิธีนี้ก็คือ
เพ่ือตองการลดตนทุนทางการเกษตรเนื่องจากเคมีทางการเกษตรมีราคา
คอนขางสูง อีกทง้ั ยงั เสี่ยงตอ สขุ ภาพของชาวบานและผูบรโิ ภค

สง่ิ ท่นี า สนใจคอื มชี าวบา นเพียง 1 รายทใี่ ชว ธิ เี กษตรอินทรียมาเปนเวลา
กวา 30 ป หัวหนา ครวั เรือนดังกลา วเลา วา เขาเรยี นรูวธิ นี ี้จากคนรนุ กอ นๆ เขาจะ
ใหค วามสนใจเรอ่ื งการใชส ารเคมเี ปน อยา งมาก เพราะจะเปน อนั ตรายตอ สขุ ภาพ
ครอบครวั และผบู รโิ ภค ประการสาํ คัญยังสงผลกระทบตอ สิง่ แวดลอมและระบบ
นเิ วศทเ่ี ขาอยู ดว ยเหตดุ งั กลา วเขาจงึ ประยกุ ตว ถิ เี กษตรอนิ ทรยี ม าเปน แบบในการ
ดําเนนิ ชีวิตทางการเกษตร

ครวั เรือนดังกลา วมีที่ดินอยูในทีล่ มุ ของบา นหวยตาด มที ีด่ ินราว 9-10 ไร
หัวหนาครัวเรือนแบงท่ีดินออกเปน 3 สวน คือ ปลูกบาน ขุดสระ และทําการ
เกษตร เขาตัดสนิ ใจขุดสระกอนทีจ่ ะไดร บั การสง เสรมิ จากทางการ ชาวบานมอง
วา สระนํ้าเปนแนวคิดท่ีดีตอสภาพแวดลอมในหมูบานที่มักเผชิญกับปญหาการ
ขาดนา้ํ ในยามแลง แตข ณะเดยี วกนั ในสายตาเพอ่ื นบา นกร็ สู กึ วา การทาํ การเกษตร
เชน นเ้ี ปน เรอ่ื งนา ตลก แตเ ขากย็ งั คงวถิ เี ชน น้ี จนกระทง่ั ปจ จบุ นั เลกิ ทาํ การเกษตร
เนอ่ื งจากอายุท่ีมากขึ้น

ครัวเรือนดังกลาวจะทําการเกษตรไมเหมือนกับชาวบานหวยตาดท่ัวๆ
ไป กลา วคอื หัวหนาครัวเรือนจะไมป ลกู พืชเศรษฐกจิ ท่ีนิยมตามกระแส เชน ฝาย
ขาวโพด มะขามหวาน และพืชอน่ื ๆ แตเ ขาเลือกทีจ่ ะปลูกขา ว ถั่ว ผัก และผลไม
และปลกู ขา วประมาณ 5-6 ไร ทเ่ี หลอื จะแบง ไวป ลกู ผกั และผลไม ในชว งการปลกู
ขาว พืน้ ทร่ี ิมไรขาวจะปลูกพชื พวกงาดํา กลว ย มะละกอ พรกิ และผักอื่นๆ เขา
ปลูกเขาเพือ่ ไวบ รโิ ภคในครัวเรือน ที่เหลอื ถึงขายใหเ พอื่ นบาน หลังการเกบ็ เกย่ี ว
ขา ว จะปลกู ถ่ัว ครวั เรอื นน้ีจึงสามารถปลกู และเก็บผลผลิตไดตลอดทัง้ ป ผลไมท ี่
ปลูกจะมพี วกมะมว ง ลําไย กลว ย สวนผักก็ขึ้นอยูก ับฤดกู าล เชน หนารอนกจ็ ะ
ปลกู พรกิ มะเขอื เทศ หนา หนาวกจ็ ะปลกู ผกั ไดห ลากหลาย เพราะผกั สว นใหญช อบ

162

¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊμÑ ÇàÅÂÕé § 163
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹

อากาศเยน็ ผักเหลาน้จี ะขายทตี่ ลาดทอ งถน่ิ ที่สําคญั ครัวเรือนนี้ทาํ ปุยอนิ ทรียใช
เอง ผสมปยุ คอกเขา กับเศษใบไม สวนยาฆา แมลงเขาใชใบสะเดาผสมกบั ใบยาสูบ
แลว ผสมนํา้

ตารางท่ีแสดงองคค วามรูในการจัดการดนิ ของบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาด

°Š‡r‡ªµ¤¦o¼ oµœœµÁª¥¸ ŠÄ®n oµœ®oª¥˜µ—
„µ¦šµÎ œµÁ¨¸¥œÂœµ…Êœ´ œ´ ŗ 9
„µ¦ž¨„¼ ¡º ®¤»œÁª¥¸ œ 9 -
„µ¦ž¦³¥„» ˜ªr ™· ¸„µ¦Á„¬˜¦—ÊŠ´ Á—·¤Ä®Áo …µo „´ „µ¦Á„¬˜¦­¤¥´ Ä®¤n 9
9
œª‡·—Á„¬˜¦°·œš¦¸¥r -
9
É ท่ีมา : ภาคสนาม (2556-57) (4-5 ‡¦´ªÁ¦º°œ)

9
(1 ‡¦´ªÁ¦º°œ)

จากตารางแสดงองคความรูในการจัดการดินของบานนาเวียงใหญและ
หวยตาดแสดงใหเห็นวา การทํานาข้ันบันไดพบเฉพาะบานนาเวียงใหญ ขณะท่ี
บานหวยตาดไมมีการปรับใช สวนหนึ่งอาจเปนเพราะระบบนํ้าทางธรรมชาติที่
ไมเอ้ืออํานวย เพราะแหลงตนนํ้าถูกทําลายเนื่องจากการขยายพื้นท่ีทางการ
เกษตร ขณะที่การปลูกพืชหมุนเวียนพบไดทั้งสองหมูบาน โดยเฉพาะครัวเรือน
ท่ีต้ังอยูบนที่ลุมหรือสามารถผันนํ้าจากธรรมชาติหรือบอมาใชได ขณะที่การ
ประยุกตการเกษตรสมัยใหมเขากับวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมพบเห็นไดท้ัง
2 หมูบานเชนกัน สวนแนวคิดเกษตรอินทรียกับไมไดรับความนิยมเทาท่ีควร
เน่ืองจากชาวบานขาดความมั่นใจวาหากนํามาปรับใชในกิจกรรมทางการเกษตร
จะทําใหผ ลผลิตเพิม่ สูงข้ึน

สภาวะอากาศกบั การจดั การกจิ กรรมทางการเกษตร

บานนาเวียงใหญและบานหวยตาดตั้งอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ที่มรสุมกอตัวขึ้นมาจากดานตะวันตกเฉียงใตของเอเซียใตชวงฤดูรอน และลม
ตะวันออกเฉียงเหนือชวงฤดูหนาว สองหมูบานจึงอยูในพื้นท่ีท่ีไดรับผลกระทบ
จากมรสมุ ดงั กลา วตลอดทงั้ ป

163

164 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
ฤดฝู นบา นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดจะอยชู ว งเดอื นกรกฎาคม-ตลุ าคม ฤดู

หนาวราวเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ และฤดูรอนราวเดือนมีนาคม-มิถุนายน
แตเนื่องจากสภาวะอากาศท่ีไมแนนอน ฤดูกาลจึงคลาดเคล่ือนจากที่กลาวมา
คือ อาจจะมาเร็วหรือลาชากวา 1-2 เดือน เชน ในปที่ทําการเก็บขอมูลภาค
สนาม (พ.ศ. 2556-57) พบวา ฤดฝู นมีปรมิ าณฝนนอยมากในชว งเดอื นกรกฎาคม
แตกลับตกหนักชวงเดือนสิงหาคม ตกประปรายชวงเดือนกันยายนถึงตุลาคม
จนยางเขาชวงฤดูหนาว ฝนกลับตกหนักชวงเดือนพฤศจิกายน และตกเล็ก
นอยเดือนธันวาคม ฝนหยุดตกหรือตกปริมาณนอยในเดือนมกราคม-เมษายน
ขณะทเี่ ดอื นมถิ นุ ายนและกรกฎาคมมปี รมิ าณฝนเพยี งเลก็ นอ ย จากสภาพอากาศ
ดังกลาว ชาวบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดจึงจําเปนตองจัดการกิจกรรม
ทางการเกษตรใหส ัมพนั ธกับสภาพการเปล่ียนแปลงดงั กลาว

ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน ความรูเก่ียวกับอากาศโดยเฉพาะอยางย่ิง
ฤดูกาลในรอบปถ ือเปนองคความรสู ําคญั ที่ชาวบา นนาเวียงใหญและหว ยตาดใช
เพอื่ เตรยี มตวั และจดั การกจิ กรรมทางการเกษตร โดยเฉพาะการปลกู ขา ว ขา วโพด
และพืชตางๆ ดังปรากฏในแผนภาพการจัดการดานสภาวะอากาศกับกิจกรรม
ทางการเกษตรบานนาเวยี งใหญแ ละหวยตาดในรอบป

แผนภาพการจัดการดานสภาวะอากาศกบั กิจกรรมทางการเกษตรบานนาเวยี งใหญ
และหว ยตาดในรอบป

164

¾ª× ÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅÕÂé § 165
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹

ขา ว : บา นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาดจดั การการเพาะปลกู สมั พนั ธก บั
สภาวะอากาศ โดยเฉพาะพืชหลักของชาวบาน โดยพ้ืนฐานฤดูเพาะปลูกของทั้ง
สองหมบู า นจะเรมิ่ ตน ขน้ึ ในชว งฤดฝู น คอื ประมาณเดอื นพฤษภาคมหรอื มถิ นุ ายน
หากฝนมาลาชาสองหมูบานจําเปนตองเล่ือนฤดูการเพาะปลูกออกไปหน่ึงถงึ สอง
เดือน

ในสภาวะอากาศปกติ ชาวบานนาเวียงใหญจ ะเตรยี มดินเพ่ือการปลูกขาว
ราวเดอื นเมษายน-พฤษภาคม เพาะกลา ราวเดอื นพฤษภาคม-มถิ นุ ายน แตช าวบา น
โดยท่ัวไปมักอาศัยวัน “พืชมงคล” เปนวันเอาฤกษเอาชัย ดํานาในชวงเดือน
กรกฎาคม-สิงหาคม ขาวเริ่มตั้งทองในชวงเดือนตุลาคม และเก่ียวขาวประมาณ
พฤศจกิ ายน-ธันวาคม

ในปท ที่ าํ การเกบ็ ขอ มลู ภาคสนามพบวา อากาศรอ นและแดดแรง ทาํ ใหข า ว
สกุ เรว็ กวา กาํ หนด สง ผลทาํ ใหข า วไดผ ลผลติ ไมเ ตม็ เมด็ เตม็ หนว ยเทา ทค่ี วรซง่ึ ชาวบา น
เรยี กวา “ขา วแกแ ดด” คอื สกุ เหลอื งอรามแตเมลด็ ขา วจะลบี หรือไมสมบูรณ

สวนบา นหว ยตาดจะเริ่มเตรียมไรส าํ หรับปลูกขา วในระหวางเดือนมนี าคม
เปนตนไป โดยเร่ิมอยางจริงจังในชวงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และปลูกขาว
ในราวเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เก็บเกี่ยวขาวชวงปลายเดือนตุลาคมถึงตน
พฤศจิกายน เพราะขา วไรมีอายสุ ั้น

อยางไรก็ตามผลการศึกษาพบวาชาวบานนาเวียงใหญเตรียมดินเพ่ือปลูก
ขาวในเดือนพฤษภาคม และเพาะกลาในชวงเดือนกรกฎาคม ปกดําในชวงเดือน
กรกฎาคม-กันยายน โดยแบงตามสภาพพ้ืนท่ีนํ้าจะเอื้ออํานวย เชน ในพื้นที่นา
ท่ีติดริมน้ําหมันสามารถผันน้ําเขานาไดจึงปลูกขาวไดกอน ขณะที่นาซึ่งตั้งอยูท่ี
ดอนหรือท่ีโคกจะปลูกขาวลาชาอีกหนึ่งถึงสองเดือน จึงทําใหชวงเวลาในการ
ปลูกขา วตา งกัน เดอื นตลุ าคมขาวจะเรมิ่ โตเตม็ ที่และสามารถเก็บเก่ียวราวปลาย
พฤศจิกายน ขณะท่ีบานหวยตาด ชาวบานจะเตรียมท่ีดินและเร่ิมเพาะปลูกใน
ราวเดือนมิถนุ ายน ขาวเรม่ิ โตในราวเดอื นสิงหาคมถงึ ตลุ าคม และเก็บผลผลติ ได
ราวปลายตลุ าคมตอตนพฤศจิกายน

165

166 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

สิ่งท่ีนาสังเกตคือการเพาะกลาขาวของบานนาเวียงใหญ ชาวนามีความรูในการ
เพาะปลูก พวกเขารูเกี่ยวกับเวลาที่เหมาะสมท่ีสุดในการถอนกลาเพื่อที่จะดํานา
คอื มอี ายุประมาณ 1-2 เดือน หากถอนกลา เร็ว ลําตนจะออ น หรือหากถอนกลา
ชากวาระยะเวลาดังกลาว เวลาปลูกรากจะลอยเหนือดินทําใหตนขาวลมงาย ท่ี
นาสนใจคือ ชาวบา นสามารถรูวา อายุตน ขาวกเ่ี ดือนจากปลอ งของลาํ ตนขาว คือ
ปลองอายุละ 1 เดอื น หาก 2 ปลอ งก็ 2 เดอื น เปนตน

นอกจากน้ีชาวบานนาเวียงใหญยังมีความเขาใจเร่ืองชวงเวลาของการยาย
ตน กลา ทสี่ มั พนั ธก บั ผลผลติ ซง่ึ จะไดต อนเกบ็ เกย่ี ว เชน หากตน กลา ทถ่ี อนมาปลกู
มอี ายมุ ากกวา 2 เดอื น ผลผลติ ทไี่ ดจ ะลดลง เพราะอายตุ น ขา วทเ่ี หลอื ในการเจรญิ
เติบโตเพียง 2-3 เดอื น ซึง่ เส่ียงตอ การเผชญิ ตอภยั แลง และนํา้ ทว มไปพรอ มๆ กัน
ขณะทเี่ วลาปกติตน ขาวจะใชอ ายเุ จรญิ เตบิ โตประมาณ 4 เดือน ถึง 4 เดือนคร่ึง
หลังจากปก ดํา

ส่ิงที่นาสนใจคือในอดีตชาวบานนาเวียงใหญจะเลือกพันธุขาวพ้ืนเมือง
ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตในชวงสั้นๆ ท่ีเรียกกันวา “ขาวดอ” เชน ขาว
“เกลด็ เตา ” และ “บักดิบ” หลังจากเพาะกลา ขาวดอจะใชเวลาราว 3 เดือนใน
การเจริญเติบโต ขณะขาวปตองใชเวลาประมาณ 4 เดอื นถึง 4 เดอื นครึ่ง อยางไร
ก็ตามเมื่อชาวนาเวียงใหญเปลี่ยนมาปลูกขาวพันธุใหม อยาง กข 6 และ กข 8
พนั ธขุ า วเหลา นไี้ มท นตอ สภาวะอากาศของหมบู า นทตี่ อ งเผชญิ กบั ภยั แลง และนา้ํ
ทว ม สง ผลทาํ ใหผลผลิตลดลง

สวนปญหาดานแมลงชาวนาเวียงใหญไมตองเผชิญกับปญหาดังกลาว
แตตองประสบกับเรื่องหอยเชอรร่ีกัดกินตนขาว ซ่ึงชาวนาเพ่ิงประสบปญหาดัง
กลา วเมื่อ 10 ปท่ผี านมา ชาวนาเวียงใหญต ้งั ขอสงั เกตวา หอยเชอรร ี่ไหลมาตาม
ลําน้าํ หมัน ซงึ่ มีจุดไหลมาจากตนแมน ้ําทภี่ ูเขาสูง เนอ่ื งจากบนพ้ืนทีส่ งู เชน ทีบ่ น
ภูเขาท่ีเปนแหลงตนน้ําชาวบานใชรถแทรคเตอรในการเตรียมดินเพ่ือปลูกพืชไร
อยางขาวโพด การใชรถแทรคเตอรน้ีทําใหเกิดการแพรกระจายของหอยเชอรรี่
ที่ติดตามวงลอรถแทรคเตอร เน่ืองจากรถแทรคเตอรจํานวนมากเคยปรับและไถ
ดินในพ้ืนท่ีที่มีหอยเชอรร่ี พอเสร็จแลวก็แพรกระจายมาท่ีบริเวณท่ีดินเกษตรกร

166

¾ª× ÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμǏàÅéÕ§ 167
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÃà ¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹

ทีใ่ ชร ถไถ เมื่อฝนชะลา งกท็ ําใหหอยแพรกระจายตามพื้นท่ีตา งๆ ทล่ี าํ นํา้ ไหลผาน
หอยเชอรร เ่ี หลา นจ้ี ะกดั ทาํ ลายลาํ ตน ขา วสรา งความเสยี หายใหเ กษตรกรบางราย
เปนอยางมาก

ปจจุบันมีเกษตรกรหลายรายในหมูบานนาเวียงใหญพยายามแกไขปญหา
หอยเชอรร่ีดวยวิธีการที่หลากหลาย เชน เก็บหอย เลี้ยงเปดเพ่ือควบคุมหอย
โดยใหเ ปด เดนิ และวา ยนา้ํ ในทงุ นาเพอ่ื กนิ หอย รวมถงึ ใชว ธิ อี นิ ทรยี  เชน นาํ ใบกมุ นา
มาตําแลวหมกั กบั นํ้าคา งคนื กอนนาํ ไปฉีดใหทั่วนา

การเก็บหอยเชอรร่ีถือเปนวิธียอดนิยมที่สุดในหมูบาน เนื่องจากไมตอง
ใชเทคโนโลยีใดๆ เปนวิธีการงายๆ แมจะใชเวลามาก แตไมตองเสียคาใชจาย
หลังจากเก็บหอย ชาวบานก็จะหมกั หอยกบั ใบประดทู ําเปนปุยอนิ ทรียไ วใชในนา
ขาวไดอีกตอ หนง่ึ

สวนการใชเปดในการควบคุมหอยเชอรรี่นั้น ผูนําครัวเรือนหน่ึงไดใชวิธีดัง
กลาวโดยเลี้ยงเปดไวหลายสิบตัว เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกขาวก็จะปลอยใหเปดใหลง
เดินและวายในนาขาวเพ่ือเก็บหอยเชอรร่ี ผูนําครัวเรือนคนดังกลาวบอกวา วิธี
การกําจัดหอยเชอรรข่ี องครวั เรอื นนแี้ ตกตา งจากครวั เรอื นอน่ื ๆ แตก ็ไดผลดี และ
อยากใหเ พื่อนบา นนําวิธไี ปปรบั ใชกับนาของตนเอง

ขณะที่การใชสารอินทรียในการกําจัดหอยเชอรรี่จะพบอยู 3 ครัวเรือน
ท่ีนําใบกุมมาตําใหละเอียดแลวหมักกับนํ้าคางคืน วันรุงข้ึนก็สามารถนําสาร
อินทรยี ม าฉดี ใหท ่วั นาเปนการกาํ จดั หอยเชอรร ีท่ ไี่ ดผลอยางชาๆ และไมสง ผลตอ
สขุ ภาพและสิง่ แวดลอ ม

อยา งไรกต็ ามการจาํ กดั หอยเชอรร ก่ี ม็ ขี อ จาํ กดั เพราะแมจ ะกาํ จดั นาบรเิ วณ
หนง่ึ ได หากทวา หอยกห็ นไี ปอยทู น่ี าอนื่ เพราะเปน นาระบบเปด จนทาํ ใหช าวนา
บางครวั เรือนถึงกบั ถอดใจทจ่ี ะปลกู ขาวในบรเิ วณท่ีหอยเชอรร รี่ ะบาด

กรณีบานหวยตาดชาวบานจะปลูกขาวไรและปลูกขาวพื้นเมืองในชวงตน
ฤดูฝน พันธุขาวพื้นเมืองเหลานี้สามารถปรับสภาพไดดีกับสภาวะอากาศท่ีแลง
อยา งไรกต็ ามเกษตรกรบางรายทพ่ี น้ื ทไ่ี รใ นทค่ี อ นขา งลมุ หรอื มที ลี่ าดเอยี งนอ ยจะ
เผชญิ กบั ปญ หานาํ้ ทว มไรข า วเมอ่ื ยามฝนตกหนกั จนกอ ใหเ กดิ ผลเสยี ตอ ขา วทปี่ ลกู

167

168 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

เรอื่ งการใชป ยุ นนั้ เกษตรกรบา นหว ยตาดเกอื บทงั้ หมด ใชส ารเคมใี นไรข า ว
เพอ่ื ฆาหญา และใชเ ปนจาํ นวนมากเพือ่ ปอ งกันหญาแยง อาหารจากขาว สวนปยุ
เคมพี บมเี กษตรกรนอ ยรายทใ่ี ชป ยุ ในการบาํ รงุ ขา ว แตป ลอ ยใหข นึ้ ตามธรรมชาติ
มีเพยี ง 2-3 ครัวเรือนทใี่ ชปุยเคมใี สลงไปในหลุมกอ นปลูกขา ว การใสปยุ ดงั กลาว
ทาํ ใหผ ลผลติ ของขาวที่ไดสูงขนึ้

สวนขั้นตอนการเก็บเก่ียวน้ันทั้งที่บานนาเวียงใหญและหวยตาดจะจาง
แรงงานจากคนในหมบู า นและเพือ่ นบา นใกลเคียงเสียสว นใหญ จา ยคาแรงวันละ
250-300 บาทตอวัน หลังการเก็บเกี่ยว ชาวบานทั้งสองหมูบานจะเก็บขาวไวท่ี
“ฉาง” ท่ีสรางดวยเรือนไมเล็กๆ ยกพ้ืนสูงจากพ้ืนดินเล็กนอย บานนาเวียงใหญ
มีโรงสใี นหมบู าน 3 โรง ขณะทบ่ี านหวยตาดมี 5 โรง เจา ของโรงสเี ปนคนในทอ ง
ถนิ่ เม่อื ชาวบา นตอ งการกนิ ขา วกจ็ ะไปตามโรงสที ่ีตนเองเคยใชบรกิ าร สขี าวครงั้
หนึ่งๆ จะเก็บสาํ รองราว 2-3 เดอื น เมือ่ ขาวหมดก็จะนาํ ขาวเปลือกจากฉางไปสี
ใหม เพื่อไมใ หเ กิดปญ หามอดและแมลงกดั กินขา วสาร

ขาวที่สีจะแบงออกเปน 4 สวน คือเมล็ดขาวสําหรับบริโภค ขาวปลาย
รําขาวสาํ หรบั เลี้ยงสัตว และเปลือกขาวหรือแกลบสําหรบั ใชในการเกษตรและใช
เปน เชือ้ เพลงิ ราคาคาจา งสขี า วจะตกอยทู ี่ 10 บาทตอ 40 กิโลกรัม เจา ของโรงสี
จะเก็บขา วปลาย ราํ ขาว และแกลบไวข าย

บา นนาเวียงใหญชาวบา นทง้ั หมดจะปลูกขาวเพ่อื บริโภคในครวั เรอื น และ
กันขาวบางสวนเก็บใหญาติท่ีทํางานอยูตางจังหวัดหรือในเมือง เมื่อญาติกลับมา
เย่ียมญาติในวนั หยุดสําคัญของป เชน ปใ หม สงกรานต เขา พรรษา ก็จะมอบขาว
เหลานี้ติดมือกลับไปกินคนละกระสอบสองกระสอบ สํารองกินไดหลายเดือน
เปนการชวยประหยัดคาใชจายชีวิตในเมืองไดระดับหนึ่ง นอกเหนือจากนี้ กลุม
ญาติเหลานี้ยังมีสวนสําคัญในการสงเงินมาเปนคาใชจายในการทํานาดวยเชนกัน
สว นขา วทเ่ี หลอื จะเกบ็ สาํ รองในปถ ดั ไป เพราะหากปห นา เกดิ ฝนฟา ไมต กตอ งตาม
ฤดกู าลกจ็ ะนาํ ขา วสาํ รองนม้ี ากนิ สว นทเี่ หลอื คอื ขา วเกา คา งปถ งึ แบง ขายใหเ พอ่ื น
บานและตามทอ งตลาด

168

¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊμÑ ÇàÅÂéÕ § 169
“«àÙ »ÍÏÁÒÃà ¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºÒŒ ¹

สวนบานหวยตาดครัวเรือนเกือบทั้งหมดมีวิธีการจัดการปลูกขาวเหมือน
กับชาวนาเวียงใหญ มีหลายครัวเรือนท่ีไมไดปลูกขาวไวบริโภคในครัวเรือน พวก
เขาจะปลูกพืชเศรษฐกิจอยางขาวโพด ครัวเรือนกลุมนี้มีความเชื่อมั่นวาขาวโพด
สามารถเพิ่มรายไดใหครัวเรือน อีกทั้งการปลูกพืชเศรษฐกิจก็ทําใหพวกเขาไมมี
เวลาพอทจี่ ะปลกู ขา ว เนอ่ื งจากการปลกู ขา วโพดตอ งใชเ วลาในการเพาะปลกู เปน
จาํ นวนมาก ดังนั้นหากครวั เรอื นมีรายไดดี ก็จะสามารถนาํ เงนิ มาซอื้ ขาวได จาก
ผลการวจิ ยั พบวา ครวั เรอื นกลมุ นตี้ อ งเดนิ ทางไปอาํ เภอนครไทย จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
เพอื่ ซ้ือขา วมาบริโภค สถานการณด ังกลาวถอื เปนอีกปจ จยั หน่งึ ที่ทําใหเ กดิ ความ
ไมม ่ันคงทางอาหาร โดยเฉพาะเมื่อปทเี่ กดิ ฝนแลงหรอื น้ําทว ม หรอื ราคาขาวโพด
ตกต่ํา รายไดก ็จะลดลงตามลาํ ดับ

ขาวโพด: พืชเศรษฐกจิ หลักและการใชเ ทคโนโลยสี มยั ใหม

ขาวโพดเปนพืชเศรษฐกิจหลักที่สําคัญและมีบทบาทมากในบานหวยตาด
สว นบา นนาเวียงใหญพ บวา ชาวบา นปลกู ขาวโพดเพียง 4-5 ครัวเรือน และปลูก
ได 2 ชวงเวลาคอื ฤดกู าลปกติ ชว งฤดูฝน และนอกฤดกู าลคอื ฤดหู นาว สว นบา น
หว ยตาดปลูกขาวโพดเพียงปล ะครงั้ ในฤดูกาลปกติชวงหนาฝน

ในฤดฝู นเกษตรกรบา นนาเวยี งใหญบ างครวั เรอื นทม่ี ที ดี่ นิ มากพอจะเตรยี ม
ดนิ สาํ หรบั ปลกู ขา วโพดชว งพฤษภาคม เกษตรกรจะลงมอื ปลกู ชว งเดอื นมถิ นุ ายน-
กรกฎาคม และเก็บเกี่ยวในราวสิงหาคม พอถึงฤดูหนาว หลังจากเก็บเก่ียวขาว
แลวเสร็จ ชาวบานก็จะเตรียมดินปลูกขาวโพดราวเดือนธันวาคม ปลูกในชวง
มกราคม-กุมภาพันธ และเกบ็ เกี่ยวผลผลติ ราวเดอื นมีนาคม-เมษายน

สวนบานหวยตาดเกษตรกรปลูกขาวและขาวโพดในชวงเวลาเดียวกัน
โดยแบงท่ีดินทําการเกษตรออกเปน 2 สวนหลักๆ คือ ปลูกขาวโพด 70-80%
และปลูกขาว 30-20% ของพ้ืนท่ีทําการเกษตร ชาวบานจะเตรียมที่ดินสําหรับ
ปลูกขาวและขาวโพดประมาณเดือนเมษายน-มิถุนายน และเร่ิมปลูกขาวโพด
ในชวงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เก็บเก่ียวขาวโพดราวเดือนกันยายน-ธันวาคม
และเก็บเกี่ยวขาวราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน สิ่งสําคัญคือ เกษตรกรเหลาน้ี

169

170 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

ไดประยุกตใชเทคโนโลยีสมัยใหมทางการเกษตรเขามาใชหลายข้ันตอนของการ
เพาะปลกู แมจ ะทําใหสะดวกสบายในการทาํ การเกษตร หากทวาก็ตอ งเสียคา ใช
จายในสว นน้ีมากขึน้

ในอดีตชาวหวยตาดใชแรงงานจากครัวเรือนเปนหลักในการปลูกขาวโพด
อยางการพรวนดินและหยอดเมล็ดเน่ืองจากสมัยน้ันยังปลูกขาวโพดไมมากนัก
หลังจากการสงเสริมของภาครัฐใหปลูกขาวโพดในฐานะพืชทางเศรษฐกิจใน
ชวง 20-30 ปท่ีผา นมา ชาวไรจ งึ เริ่มขยายพ้นื ทท่ี างการเกษตรโดยหักลา งถางพง
รวมท้ังทําลายพื้นทป่ี า บนภอู งั ลัง เมอื่ จํานวนพืน้ ทีท่ ําการเกษตรเพม่ิ ขึน้ แรงงาน
ในครัวเรือนจึงไมอาจรับมือกับงานดังกลาวได ดังนั้นเกษตรกรจึงเปล่ียนรูปแบบ
การผลิตแบบดั้งเดิมมาพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม เกษตรกรครัวเรือนบางราย
ซื้อรถแทรคเตอรมาไถดินในพ้ืนท่ีตนเอง ขณะที่เกษตรกรสวนใหญจะใชวิธีเชา
รถแทรคเตอรมาไถดินเตรียมการเกษตร รวมถึงมีการใชสารเคมีปราบหญา
และปุยเคมีปริมาณมากในไรขาวโพด

การใชเทคโนโลยีสมัยใหม เกษตรกรตระหนักดีวาการใชสารเคมีทางการ
เกษตร ไมวาจะเปนยาฆาหญาและปุยเคมีจํานวนมาก ไมเพียงแตสงผลเสียตอ
สุขภาพ หากแตยังสงผลกระทบตอคุณภาพของดินทําใหความสมบูรณลดลง
แตก ็ไมอาจหลกี เหลี่ยงได เพราะหากปรับไปใชส ารอินทรีย โดยเฉพาะปยุ อินทรีย
จะไมท นั ตอ การการเจรญิ เตบิ โตของพชื ทม่ี อี ายกุ ารเกบ็ เกยี่ วสน้ั อยา งขา วโพด ดงั
น้ันเมื่อคุณภาพดินเสื่อมลง เกษตรกรจึงคิดวาวิธีดีท่ีสุดท่ีทําไดคือ การใชปุยเคมี
เพ่มิ ขึน้ เรื่อยๆ ดวยเหตุผลดงั กลาวทําใหเกษตรกรตอ งกหู นยี้ ืมสนิ ท้ังจากธนาคาร
เงนิ กองทนุ หมบู า น เงนิ นอกระบบ ฯลฯ เพอ่ื นาํ มาเปน ทนุ ซอ้ื สารเคมี ดว ยเหตผุ ล
ดงั กลา วเกษตรกรบา นหว ยตาด 3-4 ราย พยายามทจี่ ะเปลย่ี นวธิ กี ารทาํ การเกษตรสู
“แนวใหม” ดวยการผสมผสานระหวางเทคโนโลยกี ับเกษตรอินทรยี เขา ดว ยกัน

170

¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊÑμÇà ÅÕÂé § 171
“«àÙ »ÍÏÁÒÏà¡μ” ÊÌҧàͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºÒŒ ¹

ถัว่ ดําและพชื ผัก

การปลูกถ่ัวดํานั้น ที่บานนาเวียงใหญจะปลูกถ่ัวดําหลังจากเก็บเก่ียวขาว
แลวเสร็จ เกษตรกรบางครัวเรือนจะเตรียมพ้ืนที่ปลูกถั่วในราวเดือนธันวาคม
เร่ิมปลูกเดือนมกราคม และเก็บเก่ียวราวเดือนมีนาคม สวนบานหวยตาดจะเร่ิม
ปลูกถ่ัวหลังจากการเก็บเก่ียวขาวและหรือขาวโพดแลวเสร็จ เกษตรกรบางราย
จะเตรยี มพ้ืนทีป่ ลูกถ่ัวเดือนกนั ยายน และปลูกราวเดอื นตลุ าคม-พฤศจกิ ายน ซง่ึ
เปน ชว งปลายฤดฝู น อกี อยา งเปน ชว งเปลยี่ นฤดจู ากฝนเปน หนาว พอตกกลางคนื
นาํ้ คา งจะลงจดั ซง่ึ มคี วามชน้ื มากพอทจี่ ะปลกู พชื อยา งถว่ั ดาํ ได เกบ็ เกย่ี วชว งเดอื น
ธนั วาคมถึงมกราคม

สว นการปลกู ผกั ชาวบา นจะเตรยี มดนิ ในชว งเดอื นพฤศจกิ ายนและธนั วาคม
ปลกู ชว งเดอื นธนั วาคม-มกราคม ซง่ึ เปน ชว งทอี่ ากาศเยน็ และนา้ํ คา งมปี รมิ าณมาก
ทาํ ใหพ ชื ผกั เจรญิ เตบิ โตไดด ี กรณขี องบา นนาเวยี งใหญช าวบา นบางรายจะใชพ นื้ ท่ี
รมิ นา้ํ หมนั ทเ่ี ปน พนื้ ทส่ี าธารณะของชมุ ชนในการปลกู ซง่ึ ชาวบา นมวี ธิ จี ดั การการ
ใชพ น้ื ทดี่ งั กลา วโดยพจิ ารณาการใชพ น้ื ทจี่ ากคนรนุ หนงึ่ สอู กี รนุ จงึ ไมป รากฏความ
ขัดแยง ในการใชท่ดี ินดงั กลา ว

การปลูกผักของบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดจะทําในชวงเวลา
เดียวกัน ระหวางเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ อยางไรก็ตามบางครัวเรือนของ
บานหว ยตาดทปี่ ลกู พืชผักเพ่ือการคาก็จะปลกู กนั ตลอดทัง้ ป

จึ ง เ ห็ น ไ ด ว า กิ จ ก ร ร ม ท า ง ก า ร เ ก ษ ต ร ข อ ง บ า น น า เ วี ย ง ใ ห ญ แ ล ะ
บานหวยตาดข้ึนอยูกับหลายปจจัย เชน เง่ือนไขทางเศรษฐกิจและสังคม อยาง
จาํ นวนทด่ี นิ ทาํ การเกษตร รายได และแรงกดดนั ทางสงิ่ แวดลอ มอยา งนาํ้ ทว มและ
ภัยแลง ท่ีสงผลกระทบตอชุมชนเปนอยางมาก ในป (พ.ศ. 2556-57) ที่ทําการ
วจิ ยั พบวา หมบู า นทง้ั สองตอ งประสบกบั ปญ หาทง้ั ฝนแลง และนา้ํ ทว มในปเ ดยี วกนั
กลาวคือชวงตนของฤดูกาลเพาะปลูกขาวและขาวโพด ชาวบานสองหมูบานตอง
เผชิญกับภัยแลงตองเล่ือนการเพาะปลูกออกไป หรือในรายท่ีทําการเพาะปลูก
ตนกลาก็ตาย กระท่ังเม่ือปลูกไดระยะหนึ่งชาวบานก็ประสบเรื่องนํ้าทวม วิกฤต
ดงั กลา วสงผลกระทบโดยตรงตอกจิ กรรมทางการเกษตรและผลผลติ ทีไ่ ด

171

172 ¨Ò¡»†Òʋ٤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

ดวยเหตุน้ีเกษตรกรทั้งสองหมูบานจะตองปรับวิถีการทําการเกษตร
ใหสัมพันธกับการเปล่ียนแปลงดังกลาว ย่ิงกวาน้ัน จําเปนอยางยิ่งที่ชาวบาน
ท้ังสองหมูบานตองมีองคความรูทางการเกษตรสมัยใหม เพ่ือจัดการกับปญหา
การใชสารเคมี ท่ีวามีการใชอยางเขมขนในหมูบานหวยตาด ซึ่งไมเพียง
สงผลตอสขุ ภาพของเกษตรกร ผบู ริโภค แตย ังรวมถึงระบบนเิ วศและสิ่งแวดลอ ม
ทสี่ มั พันธกับแหลงอาหารจากธรรมชาตอิ ีกดวย

เรื่องเลา พนื้ ถน่ิ และการพยากรณอากาศแบบชาวบา น

ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดสวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ท่ีตองพึ่งพาปจจัยธรรมชาติเปนหลัก ชาวบานท้ัง 2 หมูบาน จึงมีองคความรูใน
การพยากรณอากาศ โดยชาวบา นสามารถทํานายสภาพภมู ิอากาศและสภาพฝน
ตก ทค่ี าดวา จะเกดิ ขน้ึ ในอนาคตไดค อ นขา งแมน ยาํ โดยสงั เกตจากพฤตกิ รรมของ
มนษุ ย สตั ว พชื และปรากฏการณธ รรมชาตริ อบตวั ซง่ึ มปี ระโยชนใ นการเฝา ระวงั
เตือนภยั และชว ยในการปองกันและบรรเทาผลกระทบ ท่ีเปนความเสยี หายจาก
ภัยพิบัตซิ ่งึ อาจจะเกดิ กับการดาํ เนินวถิ ชี ีวติ หากมีความผิดปกตขิ องสภาพฝนตก
หรือภยั แลงเกิดขนึ้ การพยากรณอ ากาศของชาวบานสรปุ ไดดงั นี้

“คนเฒาคนแกบอกวา ตื่นเชากอ นลางหนาแลว หนาลน่ื มีแนวโนมวาบาย
วันนัน้ ฝนจะตก”

คาํ บอกเลา ดงั กลา วมมี ลู เหตสุ าํ คญั มาจากอากาศชว งกลางคนื ทอ่ี บอา ว จงึ
ทําใหเหง่ือไหลไคลยอย เม่ือตื่นนอนหนาจึงมัน ลักษณะอากาศท่ีอบอาวในชวง
กลางคืนดังกลาวมักจะทําใหเกิดฝนในเวลาตอมา

“คนเฒาคนแกบอกวา หากวันไหนอากาศรอนอบอาวจนผิดปกติ
ฝนจะตก”

เชนเดียวกนั เร่อื งเลาแรก หากวนั ไหนอากาศรอ นอบอา วผดิ ปกตกิ ม็ ักจะมี
ฝนตกตามมา

“ถามดยายไขหรือรังแสดงวาฝนกําลังจะมา และหากมดยายไขและรังขึ้น
ทีส่ งู ฝนกําลงั จะตกหนกั ”

172

¾ª× ÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊμÑ Çà ÅÂÕé § 173
“«Ùà»ÍÏÁÒÏà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ŒÒ§ºŒÒ¹

ปกติมดมักทํารังอยูท่ีพื้นดิน เมื่อเห็นมดเดินเปนกลุมหรือขบวนนั่นเปน
สัญญาณบอกวาฝนกําลังจะโปรย หรือหากมดยายไขหรือรังเดินเปนขบวนขึ้นที่
สูงน่ันแสดงวา ฝนอาจตกหนกั ในไมชา

“หากวันไหน ไดยินเสียงกบหรือเขียดแขงกันรองสงเสียงนั่นหมายถึงฝน
กาํ ลังจะตก”

ทง้ั นเี้ พราะชาวบา นเชอื่ วา สตั วด งั กลา วมสี ญั ญาณการรบั รถู งึ ความชน้ื และ
เยน็ ของฝนทก่ี ําลังจะตก”

“ถา เขียดรองในฤดูหนาว แสดงวาปน้นั อากาศจะหนาวเย็นมาก”
สิ่งที่นาสนใจเกี่ยวกับเรื่องของเสียงรองของเขียดก็คือ หากมันรองผิดฤดู
คือไมไดรองชวงฤดูฝนแตรองชวงฤดูหนาว ชาวบานจะเช่ือกันวาปนั้นอากาศจะ
หนาวมากกวา ปกติ
“ถา ไสเดือนออกมาตายนอกรู ฝนจะแลง หรือฝนใกลจะหมด”
ขอสังเกตอีกประการหน่ึงเกี่ยวกับปริมาณฝนใหสังเกตจากไสเดือน
หากไสเดือนออกมาตายนอกรูแสดงวาฝนจะแลงหรือฝนใกลหมด เหตุท่ีเปน
เชนน้ีเน่ืองจากความชื้นในดินเริ่มหมดไป ไสเดือนหลายตัวจึงหนีออกมาหา
ความช้นื และตายในทสี่ ดุ
“ถาเห็นหางตะกวดมีสีดําตรงโคนหาง ตรงกลางหรือปลายมีสีดําจางๆ
แสดงวา ปน ้นั ฝนจะตกชกุ ในชว งตน ฤดู ปลายปและกลางป ฝนจะนอ ย”
สัตวคร่ึงบกคร่ึงนํ้าอยางตัวตะกวดก็เปนเคร่ืองมือสําคัญอีกอยางหน่ึงท่ี
ชาวบา นใชพ ยากรณอ ากาศ โดยพจิ ารณาจากสว นหางของตะกวด ซง่ึ แบง ได 3 ชว ง
คอื สวนโคนตดิ ลาํ ตวั สวนกลาง และปลาย เชน หากบรเิ วณโคนมีสีดาํ สวนกลาง
และปลายมสี ดี าํ จางๆ แสดงวา ปน น้ั ฝนจะตกชกุ ในชว งตน ฤดู สว นกลางหรอื ปลาย
ฤดูฝนจะตกนอย หรือหากสวนปลายมีสีดํา สวนกลางและโคนกลับมีสีดําจางๆ
แสดงวา ปนัน้ ฝนชกุ ชวงปลายฤดู สว นตน ฤดูและกลางฤดูมีฝนตกนอ ย เปนตน

173

174 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

“ถานกแขงกนั สง เสียงรอง ฝนกาํ ลังจะตก”
นกก็เปนสัตวอีกจําพวกหนึ่งที่ชาวบานมีความเชื่อเกี่ยวกับการพยากรณ
อากาศ กลาวคือ หากวันไหนนกแขงสงเสียงรองดังกองแสดงวาวันนั้นฝนจะตก
ท่ีมาของความเชื่อดังกลาวน้ันชาวบานใหเหตุผลวา เปนเพราะสัญชาติญาณของ
นกที่หากเกิดมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยเฉพาะเม่ือยามใกลฝนตก
นกกจ็ ะแขงกันสง เสยี งรอ งดังมาก
“ตน มะเดอ่ื มะมว งปา หรอื ไมไ ผป า ออกดอก (ไมไ ผต ายข)ี ปน นั้ จะแลง หรอื
มฝี นนอ ย”
มีตนไมบางสายพันธุที่ชาวบานต้ังขอสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
ฤดกู าลกค็ อื มะเดอ่ื มะมว งปา และไผป า หากพนั ธไุ มเ หลา นอ้ี อกดอกบานสะพรงั่
ไปทว่ั ปา เมอ่ื ไหร เชอ่ื กนั วา ปน นั้ จะแลง จดั เหตผุ ลสาํ คญั ทเ่ี ชอ่ื เชน นเี้ กดิ ขน้ึ จากการ
สงั เกตของคนรนุ กอ นๆ ซงึ่ มกั พบวา ตน ไมเ หลา นมี้ กั จะออกดอกเมอื่ อากาศมสี ภาพ
แหง แลง
“ถาเห็ดแขง กนั บานดอกในตอนเชา ฝนกําลงั จะตก”
หากพบเห็นเหด็ ตา งๆ ตามปา เกิดดอกบานไปท่ัวนน่ั หมายความวา วันนั้น
ฝนจะตองตก เพราะเนื่องจากสภาพอากาศชวงกลางคืนและชวงเชาท่ีอบอาวผิด
ปกตจิ นทาํ ใหเ หน็ แขง กนั บาน และลกั ษณะอากาศดงั กลา วนเี้ องกม็ กั ทาํ ใหเ กดิ ฝน
ตกเสมอ
“ถา ใบของตนไมยราพหุบชว งกลางวนั ฝนกาํ ลังจะตก”
ตน ไมยราพเปน พชื อกี สายพนั ธหุ นงึ่ ทช่ี าวบา นจะคอยสงั เกตไวเ พอื่ พยากรณ
อากาศ กลา วคือ หากใบของตน ไมยราพหุบตอนกลางวันคาดวา วันน้ันทองฟาจะ
มืดครม้ึ และฝนจะตก ท้งั นเ้ี นื่องจาก ไมยราพเปน พชื ท่หี ุบใบเมอื่ ไมมีแสง หากหบุ
ชว งกลางวนั น่ันหมายความวาทองฟาตองมืดครึม้ และฝนอาจจะตก
“ถา กอนเมฆเล็กๆ บนทอ งฟากาํ ลังจะรวมกนั ฝนกาํ ลงั จะตก”
ชาวบา นยงั เชอ่ื วา หากทอ งฟา มกี อ นเมฆเลก็ ๆ ลอยกระจายแลว มารวมตวั
กันน่ันหมายความวาอีกไมนานฝนจะตก ทั้งนี้เพราะกอนเมฆเล็กๆ เหลานี้ หาก
รวมตัวกันกจ็ ะมีพลังมากพอท่ีจะทาํ ใหเ กิดฝน

174

¾×ªÍÒËÒà ¾×ªàÈÃɰ¡Ô¨ áÅÐÊμÑ Çà ÅéÕ§ 175
“«àÙ »ÍÃÁ ÒÏà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹

“ถาลมพัดหมุนไปตามเข็มนาิกา ทองฟาจะแจมใส ถาลมหมุนทวนเข็ม
นาิกา พายุฝนกาํ ลังจะมา”

การพยากรณข องชาวบา นยงั สงั เกตจากทศิ ทางลม กลา วคอื หากยนื ตรงแลว
มองไปดา นทศิ เหนอื แลว เหน็ ลมหมนุ ตามเขม็ นากิ านนั่ แสดงวา ทอ งฟา จะแจม ใส
หากลมหมุนทวนเข็มนากิ าเช่อื กนั วาพายฝุ นกําลังจะมา

วถิ กี ารดําเนินชวี ิต การพยากรณอ ากาศ การเตรยี ม
สภาวะอากาศ แบบชาวบา น ความพรอ ม
สัตว รับมือกบั
พืช สภาวะอากาศ
ที่ผนั แปร

แผนภาพความคดิ แสดงที่มาการพยากรณอ ากาศแบบชาวบาน

จงึ เหน็ ไดว า การพยากรณอ ากาศของชาวบา นทกี่ ลา วมาขา งตน ไมส าํ คญั วา
เรื่องนั้นเปนเร่ืองจริงหรือไม หากแตอยูที่ความหมายท่ีซอนอยูเบื้องหลังการ
พยากรณอากาศดังกลาว ทําใหชาวบานเกิดการสังเกตส่ิงแวดลอมรอบตัว ท้ัง
จากการดาํ เนนิ ชวี ติ ประจําวัน สัตว และตน ไม เพ่ือใหต นเองมีการวางแผนอยา ง
ไมเ ปน ทางการในการประกอบกจิ กรรมทางการเกษตรอยา งระมดั ระวงั ดงั ปรากฏ
ในแผนภาพความคิดแสดงท่ีมาการพยากรณอากาศแบบชาวบาน โดยเฉพาะกับ
การทําการเกษตรท่ตี อ งพง่ึ พาธรรมชาตอิ ยา งนํา้ ฝนเปน หลัก ดงั น้นั การพยากรณ
อากาศของชาวบา นจงึ มคี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ เพอื่ ทาํ ใหช าวบา นเตรยี มพรอ มรบั มอื
กบั สภาวะอากาศทีผ่ นั แปร เชน ฝนตก พายุ หรอื ภัยแลง ที่อาจจะเกดิ ข้นึ

175

176 ¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
การจัดการนํ้าในวถิ ีคน “บา นนา” และ “บา นไร”
การจัดการน้ําเปนภูมิปญญาท่ีเผยเปนภาพใหเห็นในหมูบานนาเวียงใหญ

และบา นหว ยตาดในหลายมติ ทิ ซ่ี อ นเหลอื่ มกบั การจดั การทดี่ นิ ทางการเกษตร เชน
การทาํ คนั ดนิ กนั้ นา้ํ ของระบบนาขนั้ บนั ไดบา นนาเวยี งใหญ หรอื การรกั ษาพนื้ ทป่ี า
ชมุ ชนโดยใชป ระเพณแี ละพธิ กี รรม เปน ตน ขณะทก่ี ารจดั การนา้ํ ทปี่ รากฏภาพชดั
ก็คอื กรณบี านนาเวียงใหญมีภมู ิปญ ญาในการสราง “พดั ” หรือระหดั วิดนาํ้ ไมไผ
ทจ่ี ะสามารถผนั นาํ้ จากลาํ นา้ํ หมนั เขา สไู รน า นอกจากนที้ ง้ั สองหมบู า นยงั มกี ารขดุ
สระเลก็ ๆ ในทด่ี ินตนเองเพ่ือเกบ็ นํา้ ไวใ ชท าํ การเกษตรและยามแลง

ภมู ปิ ญญาในการสราง “พัด” บานนา
บา นนาเวยี งใหญต งั้ อยรู มิ ลาํ นา้ํ หมนั ชาวนาเวยี งใหญบ างครวั เรอื นทม่ี ที ดี่ นิ
ทาํ การเกษตรตดิ กบั ลาํ นาํ้ จงึ ใชแ หลง นา้ํ นเี้ พอ่ื ประโยชนด า นตา งๆ โดยเฉพาะการ
ผนั นาํ้ เขา สนู าโดยพดั หรอื ระหดั วดิ นาํ้ ในอดตี มชี าวบา นหลายครวั เรอื นทส่ี รา งพดั
แตในปจ จุบันเหลอื เพยี ง 3-4 ครัวเรอื นท่ียงั ใชเ ทคโนโลยีชาวบานดังกลาว

พดั ภูมปิ ญญาทองถ่นิ ในการจัดการนาํ้ เปนอตั ลกั ษณของทองถิน่ ที่ทาํ สืบเน่ืองมาหลาย
ชว่ั อายุคน ในภาพเปนพัดของชาวบา นครวั เรือนหนึ่งในบา นนาเวยี งใหญ

176

¾×ªÍÒËÒà ¾ª× àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊÑμÇà ÅéÂÕ § 177
“«Ùà»ÍÃÁ ÒÏà¡μ” ÊÃÒŒ §àͧ¨Ò¡¢ÒŒ §ºŒÒ¹

พดั สรา งจากไมไผทีม่ เี สนผา ศูนยกลางประมาณ 6-7 เมตร ชาวบานจะตั้ง
พดั ทมี่ แี กนกลางทาํ ดว ยไมท รี่ มิ นาํ้ หมนั โดยจะสรา งพดั ทกุ ๆ ป เนอื่ งจากโครงสรา ง
สวนใหญทํามาจากไมไผจึงผุพัง ท้ังนี้ชาวบานจะเร่ิมทําพัดกอนฤดูกาลทําการ
เกษตรจะมาถึงหรือราวปลายเดือนเมษายน ซ่ึงเปนชวงท่ีระดับนํ้าหมันลงตํ่าสุด
จะไดสะดวกในการติดตัง้ พดั

พัดเปนภูมิปญญาทองถิ่นที่มีประโยชนไมเฉพาะเพียงแตชาวบาน
นาเวียงใหญเทาน้ัน หากแตรวมถึงคนทองถ่ินท่ีมีบานหรือที่ดินทําการเกษตร
ติดลําน้ําหมัน เกษตรกรทองถิ่นจะใชพัดวิดนํ้าเพื่อทําการเกษตรและเล้ียงสัตว
อยา งไรกต็ ามพดั กม็ ขี อ จาํ กดั คอื ใชไ ดเ ฉพาะครวั เรอื นทม่ี ที ด่ี นิ ตดิ รมิ นา้ํ เทา นน้ั สว น
ครัวเรือนท่ีมีท่ีดินหางไกลจากลําน้ําเขาไปหรืออยูบนที่ดอนหรือโคก ไมสามารถ
ใชพ ดั ได ทง้ั ๆ ที่มลี ํารางสงนํา้ ก็ตาม ท้ังน้เี น่อื งจากพนื้ ท่ีจากริมนา้ํ สูพน้ื ทีด่ อนตาง
ระดับกันมาก คือ บรเิ วณแมน ้าํ จะลุมและตํ่า สว นทหี่ า งไกลออกไปจะเปน ที่ดอน
และมีระดับสูงกวา ลักษณะทางกายภาพดังกลาวถือเปนขอจํากัดทางธรรมชาติ
ในการผันนํ้าจากลํานํ้าสูนา และเปนเหตุผลสําคัญอีกอยางหนึ่งท่ีทําใหเห็นวา
ทําไมพื้นท่ีดอนจึงไมสามารถปลูกพืชผักหรือทํากิจกรรมนอกเหนือจากฤดูกาล
ทํานาได ดวยเหตุน้ีจึงทําใหหลายครัวเรือนท่ีมีท่ีดินมากพอขุดสระเพ่ือกักเก็บนํ้า
ไวใชในยามแลง

สระนา้ํ : อีกทางเลือกหนึ่งของการกกั เกบ็ นาํ้ บา นนาและไร

ในอดีตชาวนาเวียงใหญและหวยตาดไมไดขุดสระไวท่ีนาและไรตนเอง
เพราะครวั เรอื นท้ังหมดจะใชน ํา้ จากธรรมชาตคิ อื นํา้ จากแมนํ้า นํา้ ฟา (ฝน) และ
สายน้าํ เลก็ ๆ ทีไ่ หลจากภูองั ลัง อยางไรกต็ ามในชวง 20 กวาปท ีผ่ า นมา ลาํ ธารที่
ไหลจากภอู งั ลงั และแมน า้ํ หมนั มแี นวโนม ทจี่ ะลดระดบั ลงอยา งมาก โดยเฉพาะใน
ชว งหนา แลง ถงึ กบั แหง ขอด ทง้ั สองหมจู งึ ตอ งเผชญิ กบั ภยั แลง ในชว งฤดรู อ นทกุ ป
ดว ยเหตนุ ห้ี นว ยงานภาครฐั จงึ สนบั สนนุ เงนิ ชว ยเหลอื ใหช าวบา นทม่ี ที ด่ี นิ เหมาะสม
ตอการกักเกบ็ น้าํ เพอ่ื ขดุ สระ

บานนาเวียงใหญและหวยตาดมีครัวเรือนสวนหน่ึงท่ีเขารวมโครงการ
ดังกลาว โดยมีขอแมวา ครัวเรือนที่สามารถรวมโครงการดังกลาวจะตองมีท่ีดิน
เหมาะสมและสามารถกกั เกบ็ นาํ้ ได ในกรณที ค่ี รวั เรอื นมที น่ี าและไรจ าํ กดั จงึ ไมอ าจ

177

178 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

เขา รว มโครงการได เพราะทด่ี นิ ในการทาํ นาทาํ ไรข องตนเองลดลง ดงั นน้ั โครงการ
ขุดสระท่ีภาครัฐสงเสริมน้ีจะเหมาะกับครัวเรือนที่มีที่นาไรพอประมาณและมี
ลกั ษณะทางกายภาพทเ่ี อ้ืออํานวยตอ การกักเก็บนํ้า

ขนาดมาตรฐานของสระคือ 10 X 10 เมตร อยางไรก็ตามบางครัวเรือน
อาจจะเพ่ิมหรือลดขนาดของสระท่ีขุดตามความเหมาะสมของพ้ืนที่ จุดมุงหมาย
สําคัญของการขุดสระคือ ไมเพียงแตกักเก็บนํ้าไวใชทางการเกษตร หากยังสง
เสริมใหเกษตรกรเล้ียงปลา สัตวนํ้า และพืชนํ้าบางจําพวก เปนตน อยางไรก็ดี
ในบางปที่หมูบานตองเผชิญกับภัยแลงเปนเวลานานเหมือน เชนปที่เก็บขอมูล
(พ.ศ. 2556-2557) พบวา ระดับนํ้าในบอ ลดลงแทบจะแหงบอ

อาจกลาวไดวา แม “พัด” และ “สระ” จะเปนองคความรูในการ
จดั การนา้ํ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพระดบั หนงึ่ ในเรอื่ งของการสาํ รองและชว ยผนั นา้ํ เพอ่ื ใช
ในการทาํ กจิ กรรมทางการเกษตรและชว ยลดตน ทนุ ในการผลติ หากทวา ภมู ปิ ญ ญา
ดังกลาวก็มีขอจํากัดสําคัญประการหนึ่ง คือ เงื่อนไขเชิงกายภาพของพ้ืนที่ซึ่ง
ไมเหมาะสมในการสราง “พัด” และขุด “สระ” จุดออนดังกลาวถือเปนโจทย
สําคัญท่ีทําใหครัวเรือน ชุมชน และทองถิ่นตองเรงสรางและปรับองคความรู
ดานการจัดการนํ้าใหเหมาะสม เพื่อที่ชุมชนจะไดไมเผชิญปญหาเร่ืองภัยแลง
การกักเก็บนํ้าของสระไมได การสรางพัดไมได หรือราคานํ้ามันที่เพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งทั้งหมดลวนมีสวนเก่ียวของโดยตรงกับระบบการผลิตอาหารและความมั่นคง
ทางอาหารของชุมชนโดยตรง

จึงเห็นไดวา ท้ังบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดหลายครัวเรือนตาง
ก็มี “ซูเปอรมารเกต” ขางบานท่ีตนเองสรางขึ้นดวยมือ และในขณะเดียวกัน
“ซูเปอรมารเกต” ดังกลาวก็มีพัฒนาการการเปล่ียนแปลงอยางมีนัยสําคัญ
โดยมเี งอ่ื นไขทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเปลย่ี นแปลงดา นสง่ิ แวดลอ มโดยเฉพาะ
สภาวะอากาศทผี่ นั แปรถอื เปน แรงผลกั ดนั ทาํ ใหเ กดิ การเปลยี่ นแปลงของ “ซเู ปอร
มารเกต” ขางบา นดงั กลา ว ดังเหน็ ไดจ ากการเขา มาของพชื เศรษฐกจิ ตางๆ ไมว า
จะเปน ฝา ย ถว่ั ดาํ งา ฯลฯ โดยเฉพาะขา วโพดและยางพารา รวมถงึ ภาวะแลง และ
น้ําทวม ดวยเหตุนี้การปรับตัวใหเทาทันตอสถานการณดังกลาว ดวยการใชภูมิ
ความรทู ช่ี าวบา นมอี ยผู สานเขา กบั ความรสู มยั ใหมจ งึ มคี วามสาํ คญั อยา งยงิ่ ตอ การ
สรา งความมั่นคงทางอาหารของชมุ ชน

178

“«àÙ¾»×ªÍÍÃҏÁËÒÒÃÃà ¡¾μª× ”μàÈÅÊÃÒÉÃË´ÒŒ°Å§¡:ÒàԨ͡ʧ·Òá¨èÕÁÅÃÒ¾Ðʡ˹Ñμ¢ÅÍŒÒÇÒ§ÂÒà ÅºË·ÂÕéÒŒÒÕäè ¹»§Ã 179

ตลาด : สารพันอาหาร
หลากท่ีมาหลายที่ไป

“ความสมั พนั ธข องแหลง อาหารจากตลาดทาํ หนา ทแี่ พรก ระจายอาหาร
ผานการซ้ือและขายรูปแบบตางๆ ทําใหครัวเรือนและหมูบานมีโอกาสเขา
ถึงอาหารที่หลากหลายและมีทางเลือกมากข้ึน ขณะเดียวกันส่ิงท่ีนาฉุกคิด
คือ มีอาหารหลายประเภทโดยเฉพาะอาหารประเภทกรุบกรอบ อาหารปรุง
แตงสําเร็จรูป อาหารถุง ขนมหวานตางๆ ซึ่งเปนที่นิยมในหมูบาน ไดเขามา
มีบทบาทแทนอาหารพ้ืนบาน ในมุมหน่ึงชาวบานมองวาน่ันคือความสะดวก
สบายและรวดเรว็ ทสี่ อดคลอ งวถิ ชี วี ติ ในการทาํ งานในไร แตข ณะเดยี วกนั สง่ิ ท่ี
ตอ งพงึ ระวงั กค็ อื เรอ่ื งสขุ อนามยั และคณุ คา ทางโภชนาการทจ่ี ะไดร บั จากอาหาร
เหลานั้น ซึง่ ชาวบานยงั ขาดองคค วามรใู นการจดั การกบั ปญหาดงั กลา ว”

179

180 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

อาหารจากตลาดแบง กวางๆ ได 6 แหลง คือ 1) ตลาดดานซา ย มีทงั้ ตลาด
เชาและแลง (เย็น) 2) ตลาดนดั คลองถม มี 2 นดั ใหญๆ คือ นัดวนั พธุ ท่ีตัวอําเภอ
ดานซาย และนัดวันอาทิตยที่ตําบลโคกงาม 3) รานขายของชําในชุมชน มีขาย
ของสารพัดทั้งเคร่ืองอุปโภคและบริโภครวมถึงอาหารตามส่ัง 4) รถเรขายของ
และอาหาร คนขายจะใชรถบรรทุกเรตามหมูบานตางๆ 5) รานคาชุมชนริมทาง
สวนใหญจะขายของที่ชาวบานปลูกและเปนอาหารตามฤดูกาล เชน ผักพ้ืนบาน
เห็ด และสัตวตางๆ และ 6) รานสะดวกซื้อและซูเปอรมารเกตที่ตั้งอยูในเมือง
ดานซาย ดังนั้นเนื้อหาบทน้ีจะนําเสนอภาพรวมของแหลงอาหารจากตลาดดัง
กลาว เบ้ืองตนเปนการทําความรูจักกับลักษณะสําคัญของตลาดแตละแหลงวามี
ลักษณะเปนเชนไร ตอมาเปนรายงานสถานการณแหลงอาหารในแงโภชนาการ
และอาหารปลอดภยั ตลอดจนองคค วามรชู าวบา นในการจดั การอาหารจากตลาด
เพอื่ ความมน่ั คงอาหารของครวั เรอื นและชมุ ชน และทา ยสดุ เปน การวเิ คราะหต ลาด
เพ่ือทาํ ใหเหน็ ความสัมพนั ธของคนไทดา นกบั ตลาดดังกลาวในแงม มุ ตางๆ

หลายตลาดหลากอาหาร

ดา นซา ยมีตลาดหลากหลายแหลง แตล ะตลาดก็มสี นิ คา เฉพาะอยาง โดย
เฉพาะแหลง ทมี่ าของอาหารกห็ ลายหลากเชน กนั เรอ่ื งราวของ “หลายตลาดหลาก
อาหาร” จงึ เปน การรวบรวมตลาดรปู แบบตา งๆ ของคนบา นนาเวยี งใหญ หว ยตาด
และรวมถึงคนไทดา นทัว่ ไป

ตลาดดา นซาย : เรอื่ งเลาและความทรงจํา

พฒั นาการของตลาดดานซา ยมกี ารเปลี่ยนแปลงอยา งเปน พลวัต เรือ่ งราว
ของตลาดดานซายในหัวขอน้ีเปนบันทึกเร่ืองราวของนักวิจัยทองถ่ิน ซ่ึงเกิดและ
เตบิ โตอยใู นเมอื งดา นซา ยมานานราว 50 ป โดยงานวจิ ยั ชน้ิ นไี้ ดใ ชส รรพนามแทน
วา “ผเู ขยี น” ผสานเขา กบั คาํ บอกเลา ของคนทอ งถนิ่ โดยขอ มลู ดงั กลา วไดถ กู ตรวจ
สอบความถูกตองผานการเก็บขอมูลชาติพันธุวรรณนาในแงมุมตางๆ จากตลาด
แหงน้ี ดังนั้นงานเขียนสวนน้ีจึงมีลักษณะเปนประวัติศาสตรบอกเลาที่ทําใหเห็น

180

μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒèÕÁÃÒ¾Ë¹Ñ ÅÍÒÂÒË·ÒäèÕ »Ã 181

พฒั นาการของตลาดดา นซา ยวา มกี ารเปลยี่ นแปลงแตล ะยคุ สมยั อยา งไร ประการ
สําคัญยังทําใหเห็นวิถีการกินอยูอยางคนไทดานผานการซื้อขายตลาดแหงนี้ดวย
เชนกนั

ยุคบุกเบิก : ตลาดดานซายเพิง่ มมี าประมาณ 50 กวาปน้เี ทาน้นั สมัยกอน
คนดา นซา ยไมน ยิ มปลกู ผกั กนิ กนั เมอื่ กอ นจะมแี มค า หาบผกั และพชื สวนครวั จาก
บานนาฮี ตําบลนาดี มาขายท่ตี วั อาํ เภอดานซาย เชน ยายมว น อุน แกว ตอ งออก
จากบา นตั้งแตตสี อง เดนิ ขายไปเร่อื ยๆ จนหมด และกลับถงึ บา นก็ประมาณบา ย
สองโมง ขา วของท่ขี ายเม่ือกอนราคาไมแ พง เชน ขา วลิตรละ 50 สตางค บางวนั
หาบของมาขายชวงงานบุญหลวง มีผีตาโขนมาแยงผลไมกินหมด จึงตองไปพ่ึง
บารมีครูสาร (นายสาร สาระทัศนานันท ซึ่งเปนครูใหญที่ดานซายสมัยนั้น) มา
ชว ยพูดจึงจะยอม

จนเม่ือประมาณ พ.ศ. 2510 เทาที่จําความได ผูเขียนไดยายจากบาน
หนองบัว (ต.หนองบัว อ.ภูเรือ จ.เลย ในปจจุบัน) มาอยูบานนาดี (ต.นาดี
อ.ดา นซา ย) เพราะคณุ พอ บอกวา จะมกี ารสรา งเขอ่ื นกนั้ ลาํ นา้ํ สานทภี่ เู รอื ทาํ ใหน าํ้
ทว มบา น เมอ่ื จะเดนิ ทางไปบา นนาดี (หา งจากตวั อาํ เภอดา นซา ยราว 12 กโิ ลเมตร)
กต็ อ งผา นตวั อาํ เภอดา นซา ย สมยั นน้ั มถี นนเสน เดยี วยงั ไมล าดยาง ผเู ขยี นกเ็ หน็ วา
มตี ลาดตงั้ อยูสองขา งทาง สภาพรา นคาเปนบานชั้นเดียว พน้ื ไมกระดานเปนสว น
ใหญ หลังคามุงสังกะสี ประตเู ปน บานพบั ตามความกวา งของรา น มีตลาดสดอยู
ทายสุด (ท่ีตั้งตลาดเชาในปจจุบัน) รานตางๆในตลาดดานซายจะมีครบเกือบทุก
ประเภท ต้ังแตร า นขายของชํา รา นอาหาร รานขายยา รานขายนา้ํ แข็ง รานขาย
ขนมไทย รานถายรปู รานสมตาํ -ไกย า ง รา นซอ มรถฯลฯ

นาปะกับนาเง็กพอคาคนไทยเชื้อสายจีนผูสูงวัยที่เขามาต้ังรกรากและเปด
รานขายของในอําเภอดานซายชวงตนๆ เลาวารานสวนใหญเปนของคนจีนจาก
อําเภอเมืองเลยและอาํ เภอหลมสัก จังหวดั เพชรบรู ณม าตัง้ รกราก เชน รา นแปะ
หลอขายของชํา รานเจกบุงขายนํ้าแข็ง เจกอุยขายของเบ็ดเตล็ด (ปจจุบันเปน
เจาของโรงแรมสวางโฮเต็ลท่ีอําเภอหลมสัก) เปนตน สวนรานคาท่ีเจาของเปน
คนพื้นถน่ิ ดา นซา ย เชน รานตัดผมเยีย่ มศิลป รานตม ลาบกอยยายบา ย เขียงหมู

181

182 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”

บางสวน ของที่ขายในรานจะไปรับมาจากอําเภอหลมสัก เพราะเดินทางสะดวก
กวามาเมืองเลย สวนตลาดสดจะขายอาหารท่ีเปนอาหารพ้ืนบานเกือบทั้งหมด
แมคาเปนชาวบาน ยกเวนแผงขายของชําจะเปนคนจีนเสียสว นใหญ สวนอาหาร
พวกวัวควายในยคุ น้นั ตัวละ 700-800 บาท พอคา ขายหมแู ละเนอื้ วัวกโิ ลกรัมละ
3 บาท

ยุคเปลี่ยนผาน : ราว พ.ศ. 2509-10 ดานซายเริ่มมีรถเมลสายหลมสัก-
เมืองเลย ใหบริการ โดยว่ิงผานและจอดที่ดานซายเปนครั้งแรก จวบจนป พ.ศ.
2513-2515 ผเู ขยี นไดเ ขา มาเรยี นทตี่ วั เมอื งอาํ เภอดา นซา ย อาศยั อยกู บั ญาตแิ ละ
ตอ งเดนิ ผา นตลาดดา นซา ยทกุ วนั เพอื่ ไปโรงเรยี น บางวนั จะเดนิ ทางลดั แตก ม็ าโผล
ตรงหนา ตลาดสดอยูดี

ป พ.ศ.2516-2518 ผูเขียนยายบานมาปลูกใกลตลาดดานซาย ตรงขาม
กับท่ที ําการไปรษณยี ดา นซาย ชวงนเี้ ปน ชวงท่มี ีพรรคคอมมวิ นสิ ตเ ขามาโจมตใี น
เขตพน้ื ทอ่ี าํ เภอดา นซา ย เพอื่ ยดึ เปน ทม่ี นั่ มกี ารสรู บกนั อยา งหนกั บรเิ วณภลู มโล-
ภหู นิ รอ งกลา (เขตพื้นที่สงู เขตรอยตอ 3 จงั หวดั คือ เพชรบูรณ พิษณุโลก และ
เลย) ในตลาดดานซายจงึ มรี ถถังทหารแวะเวียนมาบอย ทําใหตลาดมกี ารซ้อื ขาย
กันมากขึ้น แตสภาพการณดูนากลัวเพราะมีการยิงคนที่ตองสงสัยวาเปนสายให
กบั คอมมิวนสิ ตห ลายครงั้ กนั ทตี่ ลาด

อยางไรก็ตามชวงเวลาดังกลาวก็เร่ิมมีรานคาท่ีเปนคนดานซายจริงๆ เขา
มาเปดรานคาขนึ้ หลายแหง เชน ทิดลาวและทิดดมขายของเบด็ เตล็ด ตายา ยเปด
รานตัดเส้ือ สวนรานอาหารที่ข้ึนชื่อรับแขกบานแขกเมืองไดแก ปาสายสิน ปา
เหลอื รานสมตาํ ไกย างปา คาํ แขว รา นสมตําไกย า งยายคาํ แสน รานขายขนมไทย
คุณยายกตและยายปก ถาเปนรานขายของชําที่ใหญที่สุดชวงนั้นคงเปน
รานเจกต้ัง ที่มีภรรยาเปนคนดานซาย คาขายเกงและใจดี มีท้ังรานน้ําแข็ง
รานของชํา และเขียงหมู

ตลาดสดมรี า นคา หลายเจา ทท่ี าํ อาหารมาขายกนั ทกุ วนั เชน ไสก รอกยายชู
อาหารพ้ืนบานสําเร็จคุณยายจิตเมียเจกพุกขายหมู ผักดองยายหวาน ฯลฯ
ขณะที่ เนื้อวัวและเนื้อหมูราคากิโลกรัมละประมาณ 20 บาท ผูเขียนจําไดวา

182

μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÕÁèÃÒ¾ËѹÅÍÒÂÒË·ÒäÕè »Ã 183

ซอ้ื เนอื้ หมแู บง ขาย 1 ชน้ิ 2 บาท นาํ มาปรุงอาหารได 2 อยา ง คือ แกงคว่ั และผัด
นาปะยังเลา วา เร่ิมมกี ารเก็บคาขายของในตลาดสดกนั ในชวงนี้ วันหนึ่งๆ

เก็บไดสูงสุดประมาณ 16 บาท (เก็บรายละ 1 สลึงถึง 50 สตางค) นอกจากน้ี
เร่ิมมีรานซอมรถฝมือดี คือรานลุงยศ รานถายรูปอัดกรอบวิทยาศาสตรของครู
อาํ นวย รา นถา ยรูปจติ กร รา นขายวัสดกุ อ สรางของกํานันสาลี รา นขายยาสาํ รอง
โอสถ และโรงหนงั ดา นซา ยรามา ของคุณตาสงเคราะห กาญจนโกมล (เลกิ กจิ การ
ไปหลายสบิ ปแ ลว ) ปม นา้ํ มนั เตมิ ใจ เรมิ่ มโี รงแรมแหง แรกของดา นซา ยคอื โรงแรม
สุกญั ญา (ปจ จุบนั เลกิ กิจการแลว ) ชว งตอมามีโรงแรมเพ่ิมอีก 2 แหง คอื โรงแรม
พรสนิ และโรงแรมศรพี ัฒนา (ปจจุบนั เลิกกจิ การแลวเชน กนั ) สว นการดูแลความ
สะอาดของตลาดดานซา ยคอื ตาเปและตาชู เปน พนักงานเก็บขยะของสุขาภบิ าล
ดา นซาย ทกุ ๆ เชาจะเหน็ 2 คน เข็นรถลากนา้ํ มาเกบ็ ขยะและกวาดถนน

ต้ังแต พ.ศ. 2518-2524 ผูเขยี นไดจากบานเพอ่ื ไปศึกษาตอทอี่ ําเภอเมอื ง
เลยและกรงุ เทพฯ กระทง่ั กลบั มาบา นจงึ เหน็ การเปลย่ี นแปลงของตลาดอยตู ลอด
มผี คู นแปลกหนา เขา มาอาศยั บางคนมารบั ราชการ บางคนมาตงั้ รกรากอยู เจา ของ
รา นคาในตลาดเปลี่ยนมือไปหลายเจา มอี าคารแบบคอนกรีตหลงั แรกของอําเภอ
ดานซายคือ รานจิตวิไลขายของชําและสินคาเบ็ดเตล็ด รานสํารองโอสถเปลี่ยน
จากอาคารไมมาเปนอาคารคอนกรีต รานทิดลาวปดตัวลงเพราะเจาตัวเสียชีวิต
รานทิดดมซบเซาลงเชน กันเหลอื คนรนุ ลูกบริหารแทน

กระทง่ั ป พ.ศ. 2529 นาปะและนาเงก เปดรานขายอาหารตามสัง่ แตเ มนู
หลักคือขาวหมูแดงและขาวมันไก และมีรานอาหารอื่นเปดขายดวยเชนกัน เปน
เหตุผลหนึ่งที่ทําใหผักและวัตถุดิบในตลาดดานซายไมเพียงพอ ตองสั่งซื้อมาจาก
อาํ เภอหลม สกั จงั หวดั เพชรบูรณ ดงั นนั้ ในชว งนี้แมค าในตลาดสดจึงเริม่ มีคนจาก
ทอ งถน่ิ อนื่ มาคา ขาย มกี ารวงิ่ รถไปรบั ของทจี่ งั หวดั เพชรบรู ณม าสง ใหร า นอาหาร
ชาวดา นซา ยปลูกผกั ไดในฤดูหนาวเปนสว นใหญ เร่มิ มแี ผงขายผลไมข ายในตลาด

ยคุ 2530 ถงึ ปจ จบุ นั : ชว งนี้ เปน ชว งทดี่ า นซา ยมกี ารพฒั นาหลายๆ ดา น
มผี คู นหลากหลายเขา อาศยั อยู เชน คนอสี านใต คนปก ษใ ต คนภาคกลาง คนภาค
เหนือ บา งมารบั ราชการ บางมาคาขาย บางมามีครอบครวั รา นคา เดมิ ปรบั ปรุง

183

184 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”

เปนอาคารพาณิชยเกือบทั้งหมด มีสินคาหลากหลายและจากหลายๆ แหลงวาง
จําหนาย มีรานคาใหมของคนดานซายเกิดข้ึนคือ เส่ียพูน ปจจุบันลูกหลานสาน
ตอ มาเปนหางพูลเงินทอง ซึ่งเปนหางแรกของดานซาย

จุดท่ีเกิดการเปลี่ยนแปลงอยางมากก็คือ ป พ.ศ. 2554 ดานซายมีราน
สะดวกซอื้ ทอี่ ยา งรา นเซเวน อเี ลฟเวน มาตงั้ ใจกลางตลาด ทาํ ใหว ถิ กี ารบรโิ ภคของ
คนดานซายเปลี่ยนแปลง คนทองถ่ินหรือลูกเล็กเด็กแดงก็ชอบท่ีจะมาซื้อของท่ี
รานสะดวกซื้อแหงนี้ เพราะเปนของแปลกมีแอรคอนดิช่ันใหสูดหายใจ กระทั่ง
ป พ.ศ. 2555 จึงมหี างโลตสั มารเ ก็ตมาเปดบรกิ าร ต้ังอยูนอกตวั ตลาด เยอื้ งกบั
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดา นซาย

ปจ จบุ นั ตลาดดา นซา ยเปลยี่ นแปลงไปมาก มจี าํ นวนรา นคา ผดุ ขนึ้ มากมาย
โดยเฉพาะรา นอาหาร พนื้ ทขี่ องตลาดกวา งมากขน้ึ รา นคา มขี องขายเกอื บทกุ ชนดิ
ทเี่ ปน สง่ิ อาํ นวยความสะดวกของคนสมยั ใหม ตงั้ แตร า นอาหาร รา นโทรศพั ท รา น
ขายยา รา นเครอ่ื งใชไ ฟฟา รา ยขายเสอ้ื ผา สาํ เรจ็ รปู รา นกาแฟสด รา นนมปน รา น
คาราโอเกะ รา นเกมคอมพวิ เตอร รา นเสรมิ สวย รา นขายของฝาก รา นของทรี่ ะลกึ
รา นขายรถยนต รา นขายรถมอเตอรไ ซด รานขายรถไถนา รานขายปยุ เคมีภณั ฑ
รา นขายเคร่อื งพลาสติก รานขายเฟอรนิเจอร รานขายเคร่ืองมือการเกษตร รา น
ขายกรงนกเขา รานขายทองคํา มีหาบเรแ ผงลอย และตลาดนัด

ตลาดสดดา นซาย

ตลาดสดดานซายก็คือพ้ืนท่ีสวนหนึ่งของตลาดดานซายท่ีสัมพันธกับคน
บานนาเวียงใหญและหวยตาด และคนไทดานในอําเภอดานซายโดยตรง เพราะ
เปน แหลง ซอ้ื หาและแลกเปลยี่ นสนิ คา แหลง ใหญส ดุ ของอาํ เภอ ตลาดสดดา นซา ย
มที ้งั ตลาดเชาและตลาดแลง (เย็น)

184

μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÁÕèÃÒ¾ËѹÅÍÒÂÒË·ÒÕèä»Ã 185

ตลาดเชา : ตลาดเชา เปนตลาดทข่ี ายสงและขายปลกี สนิ คาสว นใหญจ ะ
เปน วตั ถดุ บิ สาํ หรบั นาํ ไปประกอบอาหาร อาหารทน่ี าํ มาจาํ หนา ยจงึ มที กุ ประเภท
ทง้ั ผกั ผลไม เนอ้ื ววั เนอื้ ไก ปลา อาหารทะเล เครอ่ื งปรงุ แตง รสอาหาร ของหวาน
ขนม และอาหารสําเร็จรูป (อาหารถุง) ตลาดเชาจึงเปนตลาดที่มีปริมาณการซ้ือ
ขายอาหารมากท่สี ดุ ในดานซาย ซ่งึ มาจากแหลงตางๆ ดงั น้ี

1. ตลาดหลมสัก : เปนแหลงที่พอคาไปรับอาหารมาขายตอจึงตองเปน
แหลง ขนาดใหญซ ง่ึ กค็ อื ตลาดหลม สกั ตง้ั อยกู ลางอาํ เภอหลม สกั จงั หวดั เพชรบรู ณ
เหตทุ เี่ ปน เชน นก้ี เ็ พราะอาํ เภอหลม สกั เปน พน้ื ทล่ี มุ และกวา ง ดา นขา งถกู โอบลอ ม
ดวยภูเขา ท้ังทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออก พ้ืนท่ีจึงมีความอุดมสมบูรณ
อกี ทง้ั ยงั มนี า้ํ ใชใ นการเพาะปลกู ไดต ลอดทง้ั ป และเปน ตลาดขายสง ผกั ผลไมไ ปตาม
ตลาดใหญๆ ทว่ั ประเทศไทย ดว ยเหตนุ พ้ี อ คา ทตี่ ลาดเชา ดา นซา ยจงึ ไปรบั ผกั ผลไม
จากตลาดหลม สกั เพราะจะทาํ ใหไ ดส นิ คา ทจ่ี ะนาํ มาขายตอ ครบตามความตอ งการ
เมือ่ นาํ ผักผลไมม าถึงตลาดเชา

2. ตลาดเมืองเลย : เปนแหลงที่พอคาไปรับสินคาพวกพืชผักและผลไม
รองจากตลาดหลม สกั ซงึ่ มพี อ คา ไปรบั ผกั ผลไมม าขายเชน เดยี วกบั ทไ่ี ปรบั มาจาก
ตลาดหลมสกั แลว นํามาขายทง้ั ขายสง และขายปลีก

3. ตลาดไทเมอื งพษิ ณโุ ลก : เปน แหลง ซอื้ สนิ คา ประเภทอาหารลาํ ดบั สาม
สว นใหญพ อ คา ไปรับผลไมมาขาย ซ่ึงเปน แหลง ขายสงผลไมท ่ีมีขนาดใหญ

4. สนิ คาจากพืน้ บาน : สนิ คาประเภทอาหารลาํ ดบั ทา ยสุดจะเปนพชื ผัก
ทป่ี ลกู ในตําบลดา นซา ยและตาํ บลนาหอ อาํ เภอดานซา ย ท้งั สองตาํ บลเปนพืน้ ท่ี
ลมุ มแี มน าํ้ หมนั ไหลผา น สามารถปลกู ผกั ผลไมไ ดต ลอดทง้ั ป เฉพาะตาํ บลดา นซา ย
หมูบา นที่มกี ารปลูกพชื ผกั เชน บานหนามแทง บา นนาหวา บา นนาทมุ บา นเดน่ิ
บานหวั นายูง สวนตําบลนาหอ สวนใหญป ลูกพืชผกั ทีบ่ า นบุง กุม บา นนาน้าํ ทว ม
บานหัวนาแหลม ผูปลูกรายยอยเหลาน้ี สวนหน่ึงจะขายสงใหแมคารายยอยไป
วางขายทต่ี ลาดเชา และสว นหนงึ่ จะนาํ ไปขายเอง

185

186 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”

ตลาดเชาดานซายแหลง รวมอาหารสารพัดชนิดท้ังจากทองถิ่นและตา งถ่ิน

สว นอาหารจากตลาดดานซายจะถูกกระจายสลู ูกคา 3 กลมุ หลกั ๆ คอื
กลุมรถเร : กลุมรถเรจะนําสินคาไปขายอาหารตามหมูบานในเขตอําเภอ

ดานซายและอําเภอนาแหว รถเรเหลาน้ีจะนําสินคาไปขายตอยังหมูบานตางๆ
ในชว งเวลาเชา ตรู รถเรแ ตล ะคนั จะมกี ลมุ ลกู คา ของตนเองเปน ขาประจาํ ทตี่ อ งนาํ
สินคา ไปบรกิ ารถึงหมบู าน

กลมุ ชาวบา น : เปนชาวบานทั่วไปท่ีไปซื้อวัตถุดิบเพือ่ ประกอบอาหารเอง
ในครอบครัว

กลุมรานอาหาร : รานอาหารจะซ้ือวัตถุดิบเพ่ือประกอบอาหารสําหรับ
ขายตอ

ตลาดแลง (เย็น)

อาหารท่ีขายในตลาดแลงจะแตกตางจากตลาดเชา เพราะของสวนใหญ
จะเปนของพอคาแมคาทองถ่ิน แตคนที่จะมาซ้ือของในตลาดเย็นจะเปนคนละ
กลุมกับตลาดเชา คนท่ีจะมาซ้ือตลาดแลงจะเปนกลุมคนที่ทํางานขาราชการ

186

μÅÒË´Å:Ò¡Ê·ÒÕÁèÃÒ¾ËѹÅÍÒÂÒË·ÒÕèä»Ã 187
สว นกลมุ ชาวบานจะมีบาง ซ่งึ เปน กลมุ คนท่อี ยใู กลต ลาด หรอื คนทีเ่ ดนิ ทางไปซื้อ
ของใชใ นตวั อาํ เภอ เมอื่ ไดเ วลา 3 โมงเยน็ ทต่ี ลาดแลงเรมิ่ มพี อ คา แมค า เอาของมา
ขาย กจ็ ะชือ้ หากับขาวไปกินท่บี า น รวมท้ังกลุมทเ่ี ดนิ ทางผานตวั อาํ เภอดา นซาย
มักจะมาแวะดูตลาดวามีอาหารที่แปลกตานาซื้อหา เชน กลุมนักทองเที่ยว
รวมทั้งขาราชการ คนทํางาน และคนทองถน่ิ

ตลาดแลง (เย็น) ไดรับการพัฒนาจนเปน ตลาดนาซอื้ มีทง้ั พืชผกั และอาหารพ้นื บา น
ตลอดจนอาหารจากตางถ่นิ ลูกคาสว นใหญเปน คนทํางาน นกั ทอ งเท่ยี ว และคนทองถน่ิ

ขา วของทขี่ ายในตลาดเยน็ กจ็ ะเปน กบั ขา วและแกงถงุ ตา งๆ พชื ผกั พน้ื บา น
ทชี่ าวบา นเอามาทําเปนกองๆ ขายกองละ 5 - 10 บาท เชน พรกิ มะเขือ ผักกาด
ไร ผกั แวน ผกั กา นจอง ใบบวั บก ผกั กดู ผกั หนาม คะนา ถวั่ ฝก ยาว กวางตงุ ผกั บงุ
ตนหอมผักชี ฟก ทอง ฟกหอม ไสอั่ว ลกู ชนิ้ ปง ปลาทู หมูยอ ปลาแหง ปลาหมกึ
ไขเคม็ ไขเ ปด ไขไก สวนของที่หาไดจากปาก็มบี า งตามฤดูกาล ผักหวานปา ปลา
นํ้าหมัน ไขมดแดง กระรอก กระแต พังพอน บา ง หนูหวาย หนนู า แมงแคง เขียด
อ่ึงอาง กบภเู ขา (อแี งด) หอยแกง หอยกาบ เปน ตน

187

188 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”

อาหารที่ขายสวนใหญเปนอาหารพื้นบานสําเร็จรูป (อาหารถุง) ประเภท
แกง ตม หมก ปง ยา ง นึ่ง ตามลักษณะการกนิ อยูของคนไทดา น วัตถดุ ิบที่ใชใ น
การประกอบอาหารสําหรับขายมักซื้อจากตลาดเชา บางสวนซ้ือจากตลาดแลง
สวนพืชผักมากกวาครึ่งหนึ่งเปนวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่อําเภอดานซาย และคนที่
ปลกู กม็ ักจะมาขายเอง

กลาวโดยสรุปอาหารตลาดแลงจึงเปนอาหารท่ีผลิตขึ้นเองในอําเภอ
ดา นซา ย เปน อาหารทส่ี ะทอ นวฒั นธรรมทอ งถน่ิ เรอ่ื งการกนิ อยขู องคนไทดา น มกั
มอี าหารจากแหลงธรรมชาตมิ าขายตามฤดกู าล เชน องึ่ เขยี ด ปลาในลํานํ้าหมัน
เหด็ ตางๆ ไขมดแดง ผักหวานปา น้ําผ้ึง และกลอย เปน ตน นอกจากนี้ ยังมรี า น
ขายพืชผักและผลไม สวนกลุมที่มาจับจายซ้ืออาหารสวนใหญเปนชาวบานในตัว
เมอื งดา นซาย คนรับราชการ และนกั ทองเทย่ี ว

ตลาดนัดคลองถม

พอคาครึ่งหน่ึงของตลาดนัดคลองถม ทั้งดานซายและโคกงามจะขายขาว
ของเครื่องใช เสื้อผา รองเทา เครื่องพลาสติก และพอคา อีกครึ่งหน่งึ ขายอาหาร
สาํ เรจ็ รปู และพชื ผกั ผลไม เนอ้ื สตั ว พอ คา สว นใหญเ ปน คนตา งอาํ เภอเดนิ ทางขาย
ของตามตลาดนดั ในรอบสปั ดาห กบั อกี สว นหนง่ึ เปน พอ คา แมค า ในตลาดดา นซา ย
ท่มี ารว มขายของ

แหลงท่ีพอคาไปรับอาหารมาขายตอ หากเปนพืชผัก ผลไม ไปรับมาจาก
ตลาดหลม สกั จังหวดั เพชรบูรณ รองลงมาเปนแมค ารายยอ ยท่นี าํ พชื ผักที่ตนเอง
ปลูกเองหรือรับมาขายที่ตลาดคลองถม มีท้ังอาหารทั่วไปและอาหารที่หาไดจาก
ปา ตามฤดกู าลนัน้ ๆ

สวนอาหารสําเรจ็ รปู หรืออาหารถุงจะมรี าคาถูกกวา ตลาดท่วั ไป เนอ่ื งจาก
แมค า ทาํ ในปรมิ าณทมี่ าก ทาํ ใหต น ทนุ ตาํ่ สามารถขายไดใ นราคาทถี่ กู กวา รา นคา
ท่ัวไป อีกสวนแมคาจะขายขนมประเภทตางๆ นาจะเปนแหลงรวมขนมท่ีเยอะ
ที่สุดในอําเภอดานซาย ขณะที่อาหารประเภทเนื้อก็มีเนื้อวัวชําแหละท่ีดานซาย
และเนอื้ หมชู ําแหละท่อี าํ เภอนครไทย สวนอาหารทะเลรบั มาจากกรุงเทพฯ

188


Click to View FlipBook Version