µ¦µ´ª°¥nµÎµ¦´°µ®µ¦Ånµnª§¼®µª¦³°oª¥nª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ãµµ¦ ¨³µ¦¦»Ân
ãµµ¦ (µ¦°µ®µ¦n°)
ε¦´¡ºÊ oµ n ª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ¡¨´ µ æ¸ µ¦rÃűÁ¦ Å
¤´ ª· ¸µ¦µÎ
ª´É ®°¥Ân
(¨°¦¸É) (¦´¤) (¦´¤) (¦´¤)
¤o ¤o °· n »¤
1.®°¥Ân
´ ¨¤
´ Á®Éº° Á¦·°µ®µ¦ 96 14.47 7.35 1.03 1.µÎ ®°¥Ân¤µ´ o (n°¥®°¥) ¨µo
®¤ªÉ´ Âo
2.®ª´
µn °n° µÎ ¦»µÎ ¨´ (®µo ¦o°) ʵΠĮo ³°µ
3.Ĥ³¼ 2.¤o ʵΠÁº° µÎ ¡¦·Än®ª´
µn Ĥ³¼
4.¡¦· n°Än®°¥Ân¨Å
5.ʵΠ´ ³° 3.µo ¥»¦»¦ªo ¥ÊµÎ ´ ³°
6.ʵΠ¨µ
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡¹Ô Í‹ÍÙ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 239
1.°·n ¤»
´ ¨¤ ®o ª´
´ ´µª³ Âo 102 13.49 9.79 1.13 1.¨µo µÎ ªµ¤³°µ°¸n »¤¡¦o°¤Á°µ
239
2.¡¦·/ÂnªµÎ ʵΠ¨µ¥Á®¸¥ª
´ Á¤®³ µÎ ¦» Á¦ºÉ°Ä°°
3.Ĥ³¼ µÎ ¨´
´ Á®ºÉ° (®µo )
4.®°¤Â 2.Ê´ ®¤°o ʵΠĮÁo º° ÄnĤ³»
³Å¦o µÎ ¡¦· ¤³° ®°¤Â n°
5.³Å¦o Än°¸n »¤¨ÅÂ
6.ʵΠ¨µ 3.¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ µ¤ªo ¥¥°¤o
7.¤³° °
8.¤o n °¥/¤o °
1.ª´É Âo
´ ¨¤ ®o ª´
´ ´µª³ 151 9.94 15.74 5.3 1.µÎ ªÉ´ Âo ¤o ´ Á°µÁ¨º°ª´É °°
2.¡¦· µÎ ¦»Áo Á°È
´ Á®Éº° (®µo ®¤´ ÄnĨªo ¥Åªo ´ 2-3 º
3.³Å¦o ®µª) 2.µÎ ³Å¦o¤µ®É´ µÎ ¡¦·´ ³Å¦oÄ®o
240 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
240
µ¦µª´ °¥nµÎµ¦´°µ®µ¦Ånµnª§¼®µª¦³°oª¥nª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ãµµ¦ ¨³µ¦¦»Ân
ãµµ¦ (µ¦°µ®µ¦n°)
ε¦´¡ºÊ oµ n ª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ¡¨´ µ æ¸ µ¦rÃűÁ¦ Å
¤´ ª· ¸µ¦µÎ
(¨°¦É¸) (¦´¤) (¦´¤) (¦´¤)
µo ªÂµ 4.o ®°¤ ¨³Á°¸¥ ¨ªo Á°µªÉ´ Âo ɸ®¤´ Åo ɸ¨Å
(®ªµ)
5.´ ¸¨µª µÎ Ä®Áo
µo ´
6.Á¨º° 3.¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ n°¤´ ¸¨µª
7.ʵΠ¨µ ¨ªo µÎ Ä®Áo
µo ´ °¸¸
4.µÎ ªÉ´ Âo ɸ¦»¦Â¨ªo ¤µÄnݵÎ
ÁÈ®n°®¤É¸Á®¨¸É¥¤Â¨ªo Á°µÅ¥µn Å¢
Ä®o »
1.
µo ªÁ®¸¥ªÉ¹» µÎ ¦»¦³¼ µÎ ¦»µÎ ¨´ (®µo 448.3 7.97 76.16 8.1 1.µÎ µÂ
µo ª¤µµÎ Ä®¡o °Â
Ä®¤nÇ ®µª) 2.ÄnʵΠµ¨Â®¦º°ÊµÎ °°o ¥¨ÅµÎ Ä®o
2.µÂ
µo ª Á
µo ´
3.ʵΠµ¨¦µ¥Â/ 3.Än
µo ªÁ®¸¥ªÉ¹»¨µÎ Ä®Áo
µo ´
ʵΠ°°o ¥ ÁȰ´ Á¦È
ÊÓÃѺ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡¹Ô ÍÂÙÍ‹ ‹ҧ¤¹ä·´Ò‹ ¹ 241
แกงเหด็ ระโงก
หมกจนิ าย
ซุปเหด็ บด
241
242 ¨Ò¡»†ÒÊ‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
แกงซั่วหอยแกง
ตม สม อีปุม
หมกถวั่ แต
242
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡Ô¹ÍÂÙÍ‹ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 243
หมกขา วโพด
ขาวแดกงา
แกงผักหวานใสไขมดแดง
243
244 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
หมกเขียดหมอก
ซุปผักสรา ง
บวดมนั ออน
244
µ¦µ´ª°¥nµÎµ¦´°µ®µ¦Ånµnª§¼¦o°¦³°oª¥nª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ãµµ¦ ¨³µ¦¦»Ân
ãµµ¦ (µ¦°µ®µ¦n°)
ε¦´¡ºÊ oµ n ª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ¡¨´ µ æ¸ µ¦rÃűÁ¦ Å
¤´ ª· ¸µ¦µÎ
´ ®ªµÅ
n
(¨°¦É¸) (¦´¤) (¦´¤) (¦´¤)
¤Â
1.´ ®ªµn µ
´ ¨¤ µÎ ¦»µÎ ¨´
´ Á®Éº° 146.67 10.06 8.76 3.46 1.µÎ ´ ®ªµ¤µÁÈÁ°µÄ¨³¥°
®¤Á
¸¥®¤°
2.Å
n¤Â °n° (±°´ ®ªµ)
3.®ª´
µn °n° 2.¤o ʵΠĮÁo º° ¨ªo µÎ ¡¦·¸ÉµÎ
nµ
4.¡¦· °n°Än¨ÅÄ®¤°o Â
5.ʵΠ´ ³° 3.Än´ ®ªµÂ¨³Å
n¤Â
6.ʵΠ¨µ 4.¦»¦ªo ¥ÊµÎ ´ ³°Â¨³ÊµÎ ¨µ
7.Á¨º°
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡¹Ô Í‹ÍÙ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 245
1.Á
¸¥®¤°
´ ¨¤ ®o ª´
´ ´µª³ µÎ ¦» 91 14.67 6.69 0.66 1.µÎ Á
¸¥®¤°¤µ¨ªÊµÎ ¦o°
245
2.¡¦· µÎ ¨´ (®µo ¦o°) 2.µÎ ªµ¤³°µª´ Űo °
3.Ĥ³¼ 3.µÎ ¡¦· °¥³Å¦o ®°¤Â¨³Ä
4.®°¤Â ¤³¼
5.³Å¦o 4.Än
µo ªÁ¸¥ n°¨»Á¨µo ´
6.ʵΠ¨µ Á¦ºÉ°¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ
246 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
246
µ¦µª´ °¥nµÎµ¦´°µ®µ¦Ånµnª§¼¦o°¦³°oª¥nª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ãµµ¦ ¨³µ¦¦»Ân
ãµµ¦ (µ¦°µ®µ¦n°)
ε¦´¡ºÊ oµ n ª¤ »nµµµ¦Â¡¥r¡ºÊ oµ ¡¨´ µ æ¸ µ¦rÃűÁ¦ Å
¤´ ª· ¸µ¦µÎ
(¨°¦¸É) (¦´¤) (¦´¤) (¦´¤)
»´ ¦oµ 7.
µo ªÁ¸¥ 5.´ Á
¸¥¸É¦»¦Â¨ªo ÄnݵÎ
ª¤´ °° ÁÈ®n°®¤Â¨ªo µÎ ÅɹĮo »
(®ªµ)
1.´ ¦oµ
´ ¨¤ ®o ª´ µÎ ¦»¦³¼ Âo 236.31 12.02 16.1 8.56 1.µÎ ´ ¦oµ¤µÉ¹Ä®o » ¨ªo ÁÈÁ°µ
2.¡¦· ʵΠ¨µ¥Á®¸¥ª (®µo ¦o°) ÂnĨ³¥°°°n
3.Ĥ³¼ 2.µÎ ¡¦· Á°µ´ ¦oµ¨ÅµÎ µ¤ªo ¥
4.®°¤Â ®°¤Â¨³Ä¤³¼ °¥
5.µµÎ 3.ÄnµµÎ ¨Å¨»Á¨µo Ä®Áo
µo ´
6.ʵΠ¨µÂ¨³¨µ¦oµ 4.¦»¦ªo ¥ÊµÎ ¨µ¦oµÂ¨ªo ¨»Ä®Áo
µo
´ °¸¦Ê´
1.¤´ °° µÎ ¦»Áo Á°È µÎ ¦»µÎ ¨´
´ Á®ºÉ° 331.8 2.64 55.37 11.82
2.³· (®µo ®µª)
3.ʵΠµ¨¦µ¥Â/
°°o ¥
4.Á¨º°
ÊÓÃѺ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡Ô¹ÍÂÙ‹Í‹ҧ¤¹ä·´Ò‹ ¹ 247
จากตารางสาํ รบั อาหารไทดา นฤดกู าลตา งๆ พบวา อาหารคาวทใ่ี หพ ลงั งาน
มากท่สี ุด เชน ยําเห็ดบดออ น รองลงมาคอื หมกจนิ าย และแกงเหด็ ผ้งึ เห็ดระโงก
เปนอันดับ 3 จากตารางแสดงคุณคาทางโภชนาการและอาหารเหลานี้จะเห็น
วา คนไทดา นประกอบอาหารดวยวธิ ีแกง ตม หมก และยํา อาหารเหลา นเี้ ปน
วัตถดุ ิบที่หาไดจากธรรมชาติ และมไี ขมันคอ นขา งต่ําและโปรตีนไมสูงนัก ในบาง
พนื้ ทข่ี องดา นซา ยยงั มเี ดก็ ทข่ี าดโปรตนี และพลงั งานอยจู าํ นวนหนง่ึ แตส าํ หรบั ใน
วยั ผใู หญจ ะรบั ประทานอาหารเหลา นก้ี บั ขา วเหนยี วซง่ึ พลงั งานสว นใหญจ ะไดจ าก
ขาวเหนียวซ่ึงมีปริมาณนํ้าตาลคอนขางสูง ส่ิงที่นาสนใจคือสํารับตามฤดูกาลจะ
ไมม ตี ลอดทง้ั ปร วมทง้ั ขนมทท่ี าํ ดว ย ซง่ึ ขนมจะใหพ ลงั งานมากและคารโ บไฮเดรต
ไขมัน คอนขางสูง ซึง่ ในคนปกตกิ นิ ไดแตไมค วรบอย สว นผูปว ยท่ีมโี รคประจาํ
ตวั เชน เบาหวานควรกนิ ขนมหวานใหนอ ยหรอื หลีกเลี่ยง ไมเ ชนน้นั อาจจะทาํ ให
ระดบั น้าํ ตาลในเลือดคอ นขางสงู อาจเปนปญหาในการดาํ รงชีวติ ตามมา
สรปุ ไดว า จากเมนสู าํ รบั อาหารพน้ื บา นในฤดกู าลตา งๆ และการกนิ อยแู บบ
ไทดา นไมว า จะเปน สาํ รบั คาวซง่ึ ในทางโภชนาการถอื วา เปน อาหารทเี่ หมาะสมกบั
สขุ ภาพ ดงั นน้ั จงึ เหน็ วา ควรมกี ารสง เสรมิ ใหช าวบา นในดา นซา ยเหน็ ความสาํ คญั
ของเมนูอาหารพื้นบาน อยางกรณีถาเปรียบเทียบบานนาเวียงใหญกับบานหวย
ตาดจะเหน็ วา ชาวนาเวยี งใหญม กี ารประกอบอาหารพนื้ บา นคอ นขา งมาก การใช
ชวี ติ ไมเ รง รบี มาก การปรงุ แตง อาหารแบบไทดา นยงั มคี อ นขา งมาก สว นบา นหว ย
ตาดสวนใหญใชชีวิตคอ นขา งเรง รบี อาหารสวนใหญจ ะเปนแบบสําเรจ็ รปู โดยซ้อื
จากรถเร ตวั อยา งดงั กลา วจะเหน็ ไดช ดั ในอาหารมอื้ เชา แบบเรง รบี โดยไมไ ดค าํ นงึ
ถงึ คณุ คา อาหารทางโภชนาการหรอื ความปลอดภยั อาหารทกี่ นิ เขา ไปจะมคี ณุ คา
ทางโภชนาการคอนขางนอยและอาจจะทําใหเกิดโรคไดในภายหลังจากการปรุง
แตงรสชาติที่มากเกนิ ไป จากการบริโภคไมไ ดม องลึกซงึ้ ถึงการบรโิ ภคทวี่ าอาหาร
ที่รับประทานเขาไปทําใหมีสุขภาพที่ดีหรือชวยปองกันการเกิดโรคได ดังน้ันเพ่ือ
ใหเกิดความมั่นคงทางอาหารอยางย่ังยืนในมิติโภชนาการและอาหารปลอดภัย
ควรสง เสริมกระตุนใหช าวบา นใหความสําคัญ และเห็นคณุ คา สํารบั ไทดาน
247
248 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
อาหารถนอม
การถนอมอาหารของคนไทดา นจะทาํ กนั หลากหลายวธิ แี ลว แตช นดิ อาหาร
เชน ตากแหง ยา งหิ้งขา (เตาพื้นบาน) ดอง หมกั การทําเนอื้ หมกั ไวกนิ ทั้งปโ ดย
จะนําเอาเน้ือใสในไห กอ นนําผาขาวบางปด มดั ปาก แลวเอาไปวางไวใกลเตาไฟ
เพื่อปองกนั แมลงวนั หรอื ใส “หญา หนอนตาย” ตน หญาพนั ธหุ นึ่งทีม่ ีกลิ่นฉุนกัน
แมลงวนั ไดด ี นอกจากนย้ี งั มกี ารดองหนงั สตั ว เชน หนงั ววั และควายจะไดค มุ ปเ ชน
กนั สว นการหมกั ชาวบา นจะหมกั ใสเ หลา เลก็ นอ ยเพอ่ื ไมใ หห นงั เหนยี วจนเกนิ ไป
รวมถึงหนอ ไมก ด็ องในหมอดนิ จะเก็บไดนาน
อาหารถนอมจงึ เปน การเกบ็ อาหารประเภทเนอื้ สตั วแ ละพชื บางชนดิ ไวก นิ
นอกฤดูกาล เพอ่ื ไมใหบ ดู เนา ผลจากการถนอมอาหารจะชวยยดื อายขุ องอาหาร
การเปลี่ยนแปลงทางดานสี กล่ิน รส เน้ือสัมผัสและคุณคาทางโภชนาการ จาก
การรวบรวมขอมูลภาคสนามพบการทําอาหารถนอมที่สําคัญของคนไทดานสรุป
ไดต ามตารางดา นลา ง
ตารางอาหารถนอมท่ีสาํ คญั ของคนไทดา น
°µ®µ¦°¤
Ê´ °µ¦µÎ
ʵΠ´ ³°
µÎ Ĩ³¥°´ ³°¨µÂn¨µ°°n ¤µ´ ®¥µÇ ¨ªo µÎ ªo ¥¦¦³Áɺ° (´»´ ®¨µ¥
®n°Å¤o ° ¦´ªÁ¦º°ÄÁo ¦Éº°´ ®µo É´) ®¨´ µÊ´ µÎ ¤µ®¤´ Äðn¤´ ¦ 2-3 º ¨ªo ·Á°µµ°° µÎ
ʵΠŤo Á¥É¸ ªÅo ʵÎ
o µ¤°o µ¦ ¡´ Ä®Áo ¥È ¦°Än
ª ɸ¨µo ³°µÂ¨³¨ªÂ¨ªo ÁÈ Åªo
®n°Å¤°o ´ »/ ·Ê´ ¸
°´ ·Ë µÎ ®n°Å¤o ·¤µ®´É ÁȪn Á¨È Ç µÇ ®¦º°´ ÁÈÁo ¨µo ¥Áo ¤³¨³° ¨ªo Ê´ ´ Á¨º°
´ µ°/ µÎ Å®¤´ ÄÅ®®¦º°
ªÃ®¨ · Ä®Âo n µo ÄnÁ¨º°°o ¥³Á¦Ê¸¥ªÁ¦Èª
ʹ Á¦¸¥®n°Å¤o “¤o °”
°³®¨ÉµÎ Äo µÎ · ŤnÁ· 1 Áº° Ân®µÄnÁ¨º°¤µ¦³Á¤È
ʹÂnÁÈ Åo µo ¸
¤o ´ µ
µÎ ®n°Å¤o ¸É°Á¨º°Â¨ªo ¨µo Ä®o ³°µ ɹ ŪÄo ®o ³ÁÈ ÊµÎ ¤o ʵΠĮÁo º°ÄnÁ¨º° ¨ªo µÎ
®n°Å¤¨o ¨ª ¦¦»¨»®¦º°·Ë ¨ªo · Ä®o · µo ÁÈ»¤´ µ» ®°o ¥ÁÈŪo ÁÈ ·
µo ¤¸
Åo
µÎ ´ µ/³®¨ÉµÎ ¨µo Ä®o ³°µ ɹ ÂÄ®o ʵΠ®o ¡´ Ūo ¤o ʵΠĮÁo º° ÄnÁ¨º° ·ÊÄ®Áo ¥È µÎ
´ µ¸Éɹ Ū¨o Á¦¸¥Ä£µ³¸É°o µ¦ · Ä®o ·Â¨ªo ÁÈ Åªo ·Ê´ ¸ Åo ¦¸°o µ¦µÎ ·Á¦Èª
³ÄnʵΠµª
µo ª¤Ä
Ê´ °µ¦¤o ʵΠ³µ¤µ¦·ÅÄo 2-3 ª´
µÎ ´ µ¨µo Ä®o ³°µ ɹ ÂÄ®o ʵΠ®o ¡´ Ūo ¨ªo ®´É ÁÈn°¥µª¦³¤µ 1 ·Êª µÎ ´ ɸ®É´
¨ªo ¤µÊ´ ´ Á¨º° ¦³Á¸¥¤Â¨³
µo ªÁ®¸¥ªµªÊµÎ Á¨È °o ¥ ³µ¤µ¦·ÅÄo 1-2 ª´ ÁÈ ÅªÅo o
¦³¤µ 5-7 ª´
Ê
248
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡Ô¹ÍÂÙ‹ÍÂÒ‹ §¤¹ä·´Ò‹ ¹ 249
°´ n¤» / µÎ ´ ¤n» /´ Áʸ¥ ¨µo Ä®o ³°µ ɹ ÂÄ®o ʵΠ®o ¡´ Ūo ¤o ʵΠĮÁo º° ÄnÁ¨º° ·ÊÄ®Áo ¥È µÎ
´ Áʸ¥ ´ µ¸Éɹ Ū¨o Á¦¸¥Ä£µ³¸É°o µ¦ · Ä®o ·Â¨ªo ÁÈ Åªo ·Ê´ ¸ Åo ¦¸°o µ¦µÎ ·Á¦Èª
®´ ®o ³ÄnʵΠµª
µo ª¤Ä
Ê´ °µ¦¤o ʵΠ³µ¤µ¦·ÅÄo 3-4 ª´
®´ ªª´ ®¦º°®´ ªµ¥®´É Áȷʪµo ¦³¤µ 1.5 ·Êª ¥µª 5 ·Êª ®¤´ ªo ¥Á¨º°Ä®°o °¦Á¤È Ūo
ʸ¼ 1-2 º ¨ªo µÎ ŵ®o ®¨µ¥Ç  ªµn ³Â®o · ÁÈ ÅªÁo µ (ɸ) ·®¦º°ÄnÂ
ʸÁ®¨È
Än»´ ¦ª¤ ²¨²
¤¸Â®o
Á®È®o / µÎ ¼ µ¨µo Ä®o ³°µ ¨ªo µÎ ¤µÃ
¨Ä®¨o ³Á°¸¥ Á·¤Á¨º°Â¨³ÊµÎ ¨Å µÊ´ ¦°Á°µÂnʵΠÁ°µ
Á®È ®¼®¼Â®o ʵΠÅÁÉ¥¸ ªªÁÈ Än¦³»ÅªÅo o µÁÈÁº°®¦º°µo µÎ Ä®Âo ®o Á®¸¥ª ³ÁÈ ÅªÅo o Ê´ ¸
°Á®Èà Áª¨µ³·¦»¦ªo ¥¤³µª¡¦·®¦º°µÎ ÁÈ ÊµÎ ¡¦·
ʸ¼ ·´ ¤o ®n°Å¤o ³Á¡·¤É ¦µ·Ä®o ´
Å
nÁ¤È °µ®µ¦
¨ªo ¥µ µÎ
¤¸É¸µÎ ÁÈÁo ¨ªo ¤µµÂ®o ®¨µ¥Ç ®o · ÁÈ ÅªÄo Åo ®o ¨µ¥Áº°Â¨ªo Ân
»£µ¡µ¦µÂ¨³µ¦ÁÈ µÎ ÅÄnÄÂÁ°µ³ ®°¥ÂÄn´ ¦ª¤
¨Å¤o °:
¤³¤nª/ ¤³¥¤/ µÎ Á®Èɸ¨µo ³°µÂ¨ªo ¤µµÂ®o ®¨µ¥Ç  ®o · ÁÈ ÅªÄo Åo o ®¨µ¥Áº° Áª¨µÄo ³
¤°
¤³¤nªª µÎ ¤µÂnʵΠn°µÎ Ŧ»°µ®µ¦ µ¤µÎ ¦´¸É°
µÎ Á®È¸É¨µo ³°µÂ¨ªo ¤µ¤o ÄnÁ¨º° ¨µo £µ³¸É³ÄnÄ®o ³°µ ¨ªªo ¥ÊµÎ ¦o° µÎ Á®È¸É¤o
¤³
µ¤ª ¨³·ÊÄ®Áo ¥È ¤µ¦¦» ÁÈ ÅªÅo ®o ¨µ¥Áº°
µÎ Å
nÁȨµo Ä®o ³°µÉ¹ Ä®Âo ®o ʵΠ¨ªo ¡´ Ūo ¤o ʵΠÁ¨º°·ÊŪÄo ®Áo ¥È µÎ Å
n¨Ân¨ªo ÁÈ Ä
£µ³¸É³°µ· ·ÊŪo 15 – 20 ª´ µÎ ¤µ¤o ®¦º°°Åo µo °¥Än¼ ɸ°µµ«Á¥È µ¤µ¦ÁÈ Åo 1 –
2 缡
µÎ ¨ªo ¥¸É»°¤Â¨ªo ¤µ°Á¨º° ¨µo ÄʵΠÁ¨º°É¹ Ä®Âo ®o ʵΠ¨ªo µÎ ŵĦ³o ®nµ(
ÅnµÁ¦¸¥ªµn “Á
·”) µÅª®o ¨µ¥Ç ¨ªo ¡¨·¨´ ŤµÂ®o ʵΠÁÈŪ£o µ³É¸³°µ
ÁÈ Åªo ·Å®o ¨µ¥Áº°
µÎ ¨Å¤¨o µo Ä®o ³°µ ɹ Ä®Âo ®o ʵΠ¨ªo µÎ ÅÂnÄʵΠ¼Ä 2-3 º ¤o ʵΠÁ¨º°ÄnʵΠµ¨
Á¨È °o ¥·ÊÄ®Áo ¥È µÎ ¨Å¤¨o ÂnÄ Â¨ªo ¦¦»Ä£µ³É¸³°µ · Ä®o · ·ÊŪo ¦³¤µ 20
ª´ ³µ¤µ¦µÎ ¤µ¦´¦³µÅÂo ¨³ÁÈ Åo Ê´ ¸ µo ¼Â¨ªµ¤³°µÄ®o ¸
¤³¤nª»¨µo Ä®o ³°µ°Á¨º°·Ê µÁ°µÂnÁʺ°®É´ ÁÈ ·ÊÁ¨È Ǩªo µÎ ÅÁɸ¥ªÄ®Áo ɺ °¥Â¨ªo
ÁʵΠ·Ê ¨ªo ¡´ Ūo Á¸É¥ª³·ÄnʵΠµ¨®¦º°ÊµÎ °°o ¥Ä®¡o °ª ¨ªo µÎ ¤³¤nª¸É¤o Ū¤o µªÂ®o
ʵΠ¨³Á®¸¥ª·ÊŪÁo ¥È µÎ ¤µÊ´ÁȰo ®¦º°Ân ÁÈ ÅªÄo £µ³É¸³°µ ÁÈ Åª¦o ´¦³µ
ÅÁo ÈÁº°Ç ®¦º°µµo ·¥¤ªÅ¤nÄ®Âo ®o ·Â¨ªo µÎ ¤µÁÁÈÂn µÄ®Âo ®o ÁÈ Åªo ·Åo
®¨µ¥Áº°
µÎ ¤³
µ¤Â³Á¤¨È °° n°µÎ ÅÁɸ¥ªÄ®Áo ɺ °¥Â¨ªo ÁʵΠ·Ê ®¨´ µÊ´ Ä®Áo ¥¸É ª³·ÄnʵΠµ¨
®¦º°ÊµÎ °°o ¥Ä®¡o °ª ¨ªo µÎ ¤³
µ¤¸É¤o Ū¤o µªÂ®o ·Ê ŪÁo ¥È µÎ ¤µÊ´ÁȰo ®¦º°Ân
ÁÈ ÅªÄo £µ³¸É³°µ ÁÈ Åª¦o ´¦³µÅÁo ÈÁº°Ç
249
250 ¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
จะเห็นไดวาอาหารถนอมของคนไทดานมีกรรมวิธีการทําท่ีหลากหลาย
หากทวา กรรมวิธีที่โดดเดนก็คือ อาหารหมักดองซ่ึงพบหลายตัวอยางและเปน
ท่ีนิยมกินในหมูชาวบาน อาทิ หนอไมสม และดองผักพ้ืนบานตางๆ ดังน้ันหาก
พิจารณาอาหารหมักดองในมิติของโภชนาการถือเปนการถนอมอาหารท่ีมีมา
ชานาน การหมักดองอาหารทําใหเกิดอาหารแบบใหมขึ้นหรือมีรสชาติอาหารที่
เปลี่ยนไป และยังทําใหคุณคาของสารอาหารบางอยางลดลงหรืออาจจะหายไป
เชน ในผลไมจะมีวิตามินซีคอนขางมากเมื่อนํามาดองวิตามินซีก็จะหายไป หรือ
ผกั บางชนดิ มแี คลเซยี มคอ นขา งสงู เมอ่ื นาํ มาดองจะมปี รมิ าณของแคลเซยี มลดลง
แตใ นอาหารประเภทหมกั ดองจะมโี ซเดยี มคอ นขา งคอ นขา งสงู เพราะในการหมกั
ดองอาหารจะใชเกลอื คอนขา งมาก
หนอ ไมอ ัดถุงเปน การถนอมอาหารทีพ่ บเห็นไดท่วั ไปในครัวเรือนไทดา น
ในภาพเปน หนอไมอ ัดถงุ ของครวั เรือนหลงั หนง่ึ ในบานนาเวียงใหญ
250
ÊÓÃºÑ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡Ô¹Í‹ÙÍ‹ҧ¤¹ä·´‹Ò¹ 251
กรณีอาหารพน้ื บา นประเภทหมักดอง เชน ผักดอง หนอไมด อง คณุ คา
ทางอาหารนาจะลดลงกวาเราบริโภคอาหารสดๆ ในการเลือกกินของหมักดอง
เหลา นตี้ อ งดทู ก่ี ระบวนการทาํ และการเกบ็ รกั ษา รวมทงั้ การนาํ มาประกอบอาหาร
ของหมักดองบางชนิดตองผานความรอนกอนนํามากินเพราะอาจมีการปนเปอน
เชอ้ื โรค เมอ่ื รบั ประทานเขา ไปอาจเปน อนั ตรายตอ รา งกาย หรอื ในบางครง้ั ภาชนะ
ที่ใชบ รรจุอาหารอาจไมสะอาดเพยี งพอกอ็ าจทาํ ใหเกดิ การปนเปอ นได
การบริโภคอาหารประเภทหมักดองจึงไมควรท่ีจะบริโภคบอย เพราะมี
โซเดยี มคอ นขางสงู หากกินเปน ประจาํ อาจจะทาํ ใหเ ส่ยี งตอ การเกดิ โรคความดัน
โลหติ สงู และโรคไตวายได หรอื ในผปู ว ยทเ่ี ปน โรคไตวาย หวั ใจและความดนั โลหติ
สงู ควรจะท่จี ะหลกี เลีย่ งอาหารประเภทหมกั ดอง เพราะอาจทําใหอ าการของโรค
ทรุดย่ิงขึ้น เนื่องจากโซเดียมที่มีอยูในอาหารเหลาน้ีอาจทําใหมีอาการบวมในผู
ปวยไตวายซ่ึงไตจะขบั โซเดียมออกจากรางกายไดนอ ยลง
“ไทดาน”
ในวฒั นธรรม “น้ําผักสะทอน” หรอื “ปลารา ” ?
“น้ําผักสะทอน” กับ “ปลารา” มีความสําคัญตอวิถีชีวิตคนไทดานเปน
อยางมาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมเรื่องอาหาร การบริโภคอาหาร การปรุงอาหาร
เพราะวา “นาํ้ ผกั สะทอน” กบั “ปลารา” เปนเคร่ืองปรงุ รสหลกั ของคนไทดาน
ตั้งแตด งั้ เดมิ มา จนถึงปจจบุ ันไมน บั รวมคนรุนใหม ทใ่ี ชซ อส ซอี ๊ิว และคนอรเปน
สวนใหญ ทั้ง “น้ําผักสะทอน” กับ “ปลารา” ลวนเปนเครื่องปรุงรสที่เกิดจาก
ภมู ปิ ญ ญาของคนไทดา น แมว า ปลารา เปน อาหารทพี่ บไดท ว่ั ไป โดยเฉพาะพน้ื ทท่ี ี่
เปน ท่ีลุม มที งุ นาและแหลง น้าํ มากที่สามารถเปน ที่อยูข องปลาหลายชนิดทจี่ ะนาํ
มาทาํ ปลารา ได แตน า้ํ ผักสะทอนนนั้ เปน อาหารเฉพาะถน่ิ ตน สะทอนจะเจริญได
ดีในบางพื้นทีเ่ ทานน้ั โดยทีส่ ามารถนาํ มาตมเปนน้ําผกั ทมี่ ีรสชาติดี ไมขมเหมือน
บางพื้นที่ นอกจากน้ีท้ัง “น้ําผักสะทอน” กับ “ปลารา” ยังเปนเครื่องปรุงรส
ที่สามารถผลิตไดเองในทองถ่ิน โดยคนในพ้ืนที่เองทําใหประหยัดคาใชจายใน
ครัวเรอื นไดเ ปน อยา งมาก
251
252 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
สิ่งที่นาสนใจคือ ระหวาง “นํ้าผักสะทอน” กับ “ปลารา” เคร่ืองปรุงรส
พ้ืนบานชนิดไหนเกิดกอนกัน ในวัฒนธรรมไทดานคงตอบไดยากเชนกัน เพราะ
ไทดานเองก็มีวัตถุดิบท่ีไมเหมือนกันสักหมูบาน จากการสอบถามผูเฒาผูแกใน
อาํ เภอดา นซาย จากหมบู านตา งๆ ไดใหค ําตอบไมเหมอื นกัน เชน
ยายตุย มณีราช อายุ 97 ป บานนาฮี บอกวาเกิดมาพอแมพากินน้ํา
ผกั สะทอนกอ นปลารา เพราะท่สี วนมตี น สะทอนเยอะ ตมปละครัง้ กส็ ามารถเกบ็
ไวกินทั้งป สวนปลารา ถา หาปลาไดไ มมาก กท็ ําเทาท่ีมปี ลา เก็บไวเฉพาะใสแกง
ซึ่งบางคร้ังก็ไมคุมป ถาไมมีใครเอามาขายหรือเอามาแลกขาวก็ไมมีกิน
สว นนํา้ ผักทําเองได มีกินตลอด
ยายคํามวน อุนแกว อายุ 88 ป บานดานซาย ใหความเห็นคลาย
ยายตยุ มณรี าช เพราะพน้ื เพเดมิ คณุ กเ็ ปน คนบา นนาฮี กอ นหนา นย้ี ายมอี าชพี ตาํ
แจวดําขาย
ยายถาย เหมือนศรีชัย อายุ 86 ป บานนาดี เลาวาเกิดมาก็มีปลารากิน
กอนที่จะตมน้ําผักสะทอน เพราะมีนา มีปลาลงลองน้ําสูแมน้ําในฤดูนํ้าแหง
ถาเหลือปลาจากการประกอบอาหารก็ทําปลาราใสไหไวกินทั้งป สวนน้ําผักน้ัน
หายาก เพราะเมือ่ กอ นไมคอ ยมีคนปลูก ตองตดั จากไรจากภูเขาไกลๆ เอามาตม
ถาตมไมเ ปน กเ็ นา เหม็นไมสามารถเก็บไวก นิ นานๆได กนิ ไดไมน าน นา้ํ ผกั สะทอน
จะใชใสเ ม่ียงหัวทนู (ของกนิ เลน หรือประเภทอาหารเสรมิ ) เวลาทําบญุ หลวงหรือ
บญุ แจกขา วเทา นน้ั จนระยะหลงั ๆ มชี าวบา นปรบั ปรงุ วธิ กี ารตม และวธิ กี ารเกบ็ ให
สะอาด จงึ สามารถเก็บไดท ัง้ ปแ ละใชเ ปนน้ําปรงุ รส สารพัดชนดิ จนบดั นี้
อยางไรกต็ ามหากจะเปรยี บเทยี บความเปนมาวัฒนธรรมการกนิ การปรงุ
รสดวย “นํ้าผักสะทอน” กับ “ปลารา”ของคนไทดานแลว ก็จะมีพัฒนาการที่
แตกตา งกนั ดงั ความเชอื่ ความชอบหรอื ความสะดวกในการหาปรงุ รสตา งกนั ดงั นี้
อยา งกรณปี ลารา คณุ วรรณี นรนิ ทร อายุ 51 ป อาชพี เจา ของรา นประกอบ
อาหารตามส่ัง บานหนองฟาแลบ บอกวาชาวบานนิยมกินปลารามากกวา
เพราะสามารถหาไดงาย มีขายท่ัวไป สวนนํ้าผักนั้นหมดแลวไมมีขายในบางชวง
เพราะปจจุบันคนไมนิยมปลูกตนสะทอนกัน แตมีคนกินมากขึ้น หาวัตถุดิบยาก
252
ÊÓÃѺ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡Ô¹ÍÂ͋٠ÂÒ‹ §¤¹ä·´Ò‹ ¹ 253
และราคาแพงข้ึน
ขณะที่น้ําผักสะทอนคุณกัลยา ศิขรินทรวรานนนท อายุ 66 ป บานนา
หมูมน บอกวาชาวบานนิยมกินน้ําผักมากกวาเพราะสามารถหาไวกินไดท้ังป
สว นปลารานั้นหมดแลว ไมมขี าย ในสมยั กอนจะถนอมไวใ สแ กงเทานน้ั
จากการสังเคราะหเกี่ยวกับน้ํา ปรุงรสผักสะทอนและปลาราจะเห็นวา
มีแนวทางหาคาํ ตอบได 2 แนวทาง คอื
แนวทางแรกในวัฒนธรรมการกินอยูของคนไทดานมีความเปนไปไดที่
ปลารา นา จะมกี นิ กอ นนาํ้ ผกั เพราะสมยั กอ นแมน าํ้ ลาํ คลอง ยงั อดุ มสมบรู ณ ในนาํ้
มีปลาในนามีขาว ปลาคงหาไดงายและถนอมอาหารไวกิน ปรุงรสไดหลายอยาง
กวา หรอื การแปรรปู จากปลารา เปน อาหารชนดิ ไดอ กี เชน ปลารา บอง หลนปลารา
ปลาราทรงเครื่องฯลฯ และสามารถหาปลาราไดงายกวา อยางไรก็ตามปจจุบัน
ปลารา ทคี่ นไทดา นบรโิ ภค สว นใหญม าจากจงั หวดั ทมี่ แี หลง นา้ํ มากๆ ไดแ ก จงั หวดั
พษิ ณุโลก พิจติ ร นครสวรรค หรือจงั หวดั แถบอีสานใต
แนวทางทสี่ องมคี วามเปน ไปไดท ก่ี ารทาํ นา้ํ ผกั สะทอนจะเปน อตั ลกั ษณเ ดน
และนา จะมจี ดุ เรม่ิ ตน มากอ นปลารา เนอ่ื งจากพนื้ กายภาพของพนื้ ทซ่ี งึ่ เออื้ อาํ นวย
ใหตนสะทอนข้ึนอยูมากมาย ประกอบกับการทํานํ้าผักสะทอนก็เปนรากฐาน
วัฒนธรรมของกลุมคนลาวเชื้อสายหลวงพระบาง เมื่อบรรพบุรูษของคนไทดาน
ในสมัยกอนอพยพมาจากเมืองลาว จึงไดหยิบยืมวัฒนธรรมการทํานํ้าผักสะทอน
มาในพน้ื ที่ดานซายดวย
ขณะที่ในมุมของดานโภชนาการนํ้าผักสะทอนและปลาราเปนอาหารท่ีได
จากการนาํ สว นผสมหลกั เชน ใบผกั สะทอนในกรณนี า้ํ ผกั สะทอน และปลาในกรณี
ปลารา เมื่อหมักจนไดที่ก็นํามาปรุงรสในอาหารท่ีรับประทาน ซึ่งสารอาหารจะ
คอนขางแตกตางกันดังปรากฏในตาราง เปรียบเทยี บคณุ คา ทางโภชนาการของ
น้าํ ผักสะทอนกับปลารา
253
254 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
ตารางเปรยี บเทียบคุณคาทางโภชนาการของนํ้าผกั สะทอนกับปลารา
· µ¦°µ®µ¦
Îʵ´ ³° æ¸ ¨Á¸¥¤ Ű輸 °µ¦r·¸ ¨¼¸ Á¤·Ã°¸ Á¢·¨°³¨µ¸ ¦¸Ã°¸ ¦·Ã
¢ ªµ¨¸ ±¸·¸
¨µ¦oµ µ¦rÃűÁ¦ Å
¤´ æ¸ ª·µ¤·Á° ª·µ¤· ª·µ¤·¸ ۵¸ ¨Á¸¥¤ ¢°¢°¦´
Á®¨È
¤¸É µ: µ£µµ¤ (2557)
สารอาหารสาํ คญั ในนาํ้ ผกั สะทอนจะมนี อ ยกวา ปลารา ในเรอ่ื งโปรตนี เพราะ
ผักสะทอนเปนพืช สวนปลาราท่ีทําจากปลาจะมีโปรตีนมากกวา นอกจากนี้การ
ทําปลาราจะมีการเตมิ สวนผสมอ่ืนลงไป ประกอบดว ยเกลอื และขา วคว่ั หรอื ราํ
ซ่ึงมีสวนของคารโบไฮเดรตและไขมัน รวมถึงในปลารายังมีวิตามินตางๆ ท่ีน้ํา
ผักสะทอนไมมี ประการสําคัญในการทําน้ําผักสะทอนน้ันไมมีการเติมสวนผสม
อ่ืนลงไปนอกจากใบสะทอนเอง ดังนั้นในแงโภชนาการ ปลารานาจะมีคุณคา
ทางโภชนาการท่ีมากกวาน้ําผักสะทอน นอกจากนี้ปลาราจะยังนิยมทํากันกิน
อยางแพรหลายในแหลงท่ีมีปลา และเปนท่ีรูจักของคนคอนขางมาก สวนนํ้า
ผักสะทอนจะทํามาจากใบสะทอนซึ่งเปนตนไมที่พบในทองถิ่น และทําไดในบาง
ฤดกู าลเทา นัน้ ทาํ ใหการบริโภคไมค อยแพรหลาย
สํารับไทดา นที่ “หาย” หรอื ไมน ิยม
สง่ิ ทนี่ า สนใจอกี ประการหนงึ่ กค็ อื สาํ รบั อาหารของคนไทดา นท่ี “หาย” หรอื
อาจไมไ ดร ับความนยิ มทาํ กันในปจจุบนั เพราะสํารับอาหารเหลานมี้ สี ว นสาํ คญั ท่ี
สะทอนภาพใหเห็นการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ สังคม วฒั นธรรม และเศรษฐกิจ
ของชุมชน ซ่งึ รวบรวบสํารับอาหารตา งๆ ดังปรากฏในตารางสาํ รบั ไทดา นท่หี าย
ไปหรอื ไมน ยิ มทํากินในมือ้ อาหารปจ จบุ นั
254
ÊÓÃѺ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡¹Ô ÍÂÙ‹Í‹ҧ¤¹ä·´Ò‹ ¹ 255
ตารางแสดงสาํ รับไทดา นท่ี “หาย” ไปหรอื ไมน ยิ มทาํ กนิ ในม้อื อาหารปจจุบนั
สํารบั ไทดาน วธิ ีการทาํ สมมุติฐานสํารบั อาหารที่ “หาย” ไปหรอื ไมนยิ ม
ผักกาด นําผักกาดมาลางใหสะอาด ผึ่งแดดให ผักกาดเขียวใหญที่นํามาดองไมนิยมปลูก
ดอง น้ําสะเด็ด พักไว ตมนํ้าใหเดือด ใสเกลือ เนื่องจากสภาพสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ
ท้ิงใหเย็น นําผักกาดที่ผ่ึงไวลงเรียงใน เปลี่ยนไป ปลูกไมคอยไดผลและคน
ภาชนะท่ีตองการ ปดใหสนิทแลวเก็บ รุนใหมนิยมซื้อผักกาดกระปองมารับ
ไวกินทั้งป กรณีตองการทํากินเร็วจะ ประทานแทนเพราะสะดวกและหาไดง า ย
ใสน้ําซาวขาวผสมในข้ันตอนการตมนํ้า
จะสามารถกนิ ไดใน 2-3 วัน
ดองผกั กุม นําผักกุมมาลางใหสะอาด ผึ่งแดดใหแหง ผักกุมท่ีขึ้นเองตามธรรมชาติถูกทําลาย
พักไว ตมนํ้าใหเดือด ใสเกลือ ท้ิงใหเย็น ไปจากระบบนิเวศลุมน้ําเปล่ียนไปและ
นําผักกุมท่ีผ่ึงไวแหงใสลงไป โดยเรียงใน ไมมีการปลูกทดแทน จึงหาวัตถุดิบยาก
ภาชนะท่ีตองการ ปดใหสนิทแลวเก็บ รวมทง้ั คนรนุ ใหมถ นอมอาหารไมเ ปน และ
ไวกินท้ังปได กรณีตองการทํากินเร็วจะ ไมช่นื ชอบรสชาติจงึ ไมน ิยมถนอมไวกนิ
ใสน้ําซาวขาวผสมในข้ันตอนการตมน้ํา
จะสามารถกินไดใน 3-4 วัน
สมโคเ ค นําหนังวัวหรือควายตากแหงมาเผา หรือ หนังวัวและหนังควายมีการนําไปแปรรูป
(ดองหนงั ) คนไทดานเรียกวา “จ่ีหนัง” ขูดเอาขน เปนสินคาอยางอ่ืน เชน ขายหนังวัวเพ่ือ
และสวนท่ีไหมเกรียมออกนํามาสับเปน ไปทําเปนกระเปาหรือรองเทา และวัว
ทอนยาวประมาณ 1–2 น้ิว กระเทียม ควายมีจํานวนนอยลงจากวิถีชีวิตของคน
แกะกลีบทุบพอแหลก ตมนําเกลือผสม ไทดา นทเี่ ปลยี่ นไปใชค วายเหลก็ (รถไถนา)
น้ําซาวขาวใหเดือดทิ้งไวใหเย็นเทใสใน แทนวัวควายจึงไมมีหนังที่จะมาถนอมไว
ภาชนะที่สะอาด (โถหรือไห) นาํ หนงั และ กิน รวมถึงคนรุนใหมไมมีความรูหรือไม
กระเทียมลงแชใหนํ้าทวมท้ิงไวประมาณ นยิ มบริโภคกนั
1 สปั ดาห สามารถนาํ มาเปน สาํ รบั อาหาร
ไดเลย หรือบางครัวเรือนนิยมใชหนังสด
หรือกระดูกออน กระดูกขอ เอ็น มาตม
ใหสุก พักใหแหงแลวนํามาแชในนํ้าตม
เกลอื เหมอื นหนงั แหง แตร สชาตจิ ะแปลก
ไปอกี แบบหนงึ่
255
256 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
สาํ รบั ไทดาน วธิ ีการทาํ สมมุตฐิ านสาํ รบั อาหารท่ี “หาย” ไปหรอื ไมนิยม
นา้ํ ปู/ขี้ปู นําปูนา ลางใหสะอาด แลวนํามาโขลกให วัตถดุ ิบในการทาํ มนี อ ย เนอ่ื งจากสภาพ
ละเอียด เติมเกลือและน้ําลงไป จากน้ัน แวดลอมเปล่ียนไป บางบานหาปูนา
กรองเอาแตน้ํา เอาน้ําไปเค่ียวจนงวดเก็บ ยาก รวมถึงคนรุนใหมไมนิยมทํากัน
ใสกระปุกไดนานเปนเดือน หรือถาทําให ไมช อบรสชาติ ถนอมอาหารไมเ ปน หรอื
แหงจนเหนียว จะเก็บไวไดทั้งป เวลาจะ มีอาหารถนอมชนิดอื่นท่ีหาไดงายมา
กนิ ปรุงรสดวยมะนาวพริกสดหรือตําเปน บรโิ ภคแทน
นา้ํ พรกิ ขป้ี ู กนิ กบั ตม หนอ ไมจ ะเพม่ิ รสชาติ
อาหารดีมาก
ขนมจนี นําขนมจีนท่ีทําเปนเสนแลวมาตากแหง ปจจุบันมีวิทยาการสมัยใหมท่ีสามารถ
แหง
หลายๆแดด จนแหงสนิท เก็บไวใชได ผลิตแปงขาวเหนียวที่นํามาผลิต
หลายเดือนแลวแตคุณภาพการตากและ ขนมจีนไดงายท้ังแปงสดและแปงแหง
การเก็บ นําไปใสในแกงเอาะ แกงหอย หาขนมจีนกินไดงายกวาสมัยกอนท่ีตอง
แกบใสผกั รวม ทําแปงขนมจีนดวยข้ันตอนหลายข้ัน
ตอน ทาํ ใหไ มน ยิ มถนอมเสน ขนมจนี แหง
ไวประกอบอาหารรวมถึงมีอาหารแหง
ชนิดใหมอยางเชน วุนเสนแหง หม่ีแหง
มาใชป ระกอบอาหารแทนขนมจีนแหง
หมกเหด็ นําเห็ดขอนมาลางใหสะอาด ท้ิงใหสะเด็ด เห็ดขอนมีนอยเนื่องจากมีการทําลาย
ขอน น้ํา แลวตีไขไก หัวหอมแดงซอย ผักชีสด ขอนไมในไรในปา มีการเผาปากันมาก
(เหด็ แคน) ใสลงไปพรอมกับปรุงรสดวยเกลือ กอน ขึ้นเห็ดไมสามารถเจริญงอกงามได
คลกุ ใหเ ขา กนั หอ ดว ยใบตองแลว นาํ ไปยา ง รวมท้ังคนรุนใหมไมรูจักชนิดของเห็ด
ในเตาถานจนสุกหอม ไมชอบรสชาติ จึงไมนํามาเปนสาํ รบั อาหาร
หมกไข นําไขจักจั่นมาลางใหสะอาด พักไวใหแหง จักจั่นหาไดยากในปจจุบัน เน่ืองจาก
จก๊ั จ่ัน กอนนํามาคลุกดวยเกลือเล็กนอยหอดวย สภาพแวดลอมเปล่ียนไปจึงหาไขจั๊กจั่น
ใบตองกลว ยหรอื ใบตองเปา แลว นาํ ไปยา ง ไดนอยจึงทําใหไมมีวัตถุดิบเพื่อนํามา
ในเตาถานจนสกุ หอม รบั ประทานกบั ขาว ปรงุ อาหารหรอื คนรนุ ใหมไ มน ยิ มบรโิ ภค
เหนยี วรอ นๆ บางคนนยิ มเอาขา วเหนยี วนงึ ไมช อบรสชาตแิ ละกลิน่ สีของไขจก๊ั จน่ั
มาปน เปน แผน แลว หอ หมกไขจ ก๊ั จน่ั (คนไท
ดา นเรียกวา “บายไขจ ๊ักจั่น”)
256
ÊÓÃѺ “ä·´Ò‹ ¹” : ¡Ô¹Í‹ÍÙ ÂÒ‹ §¤¹ä·´‹Ò¹ 257
สาํ รับไทดาน วธิ กี ารทาํ สมมตุ ฐิ านสาํ รบั อาหารท่ี “หาย” ไปหรอื ไมนิยม
แจวจกั๊ จ่ัน นําจักจั่นมาตมหรือลวกในหมอตมนํ้า เน่ืองจากสภาพแวดลอมปจจุบันเปลี่ยน
ผักสะทอนหรือนํามายาง โขลกพริกจ่ี ไป หาจก๊ั จน่ั ไดน อ ย จงึ ทาํ ใหไ มม วี ตั ถดุ บิ
กระเทยี มเผารวมกบั จกั จน่ั ทสี่ กุ แลว ปรงุ เพื่อนํามาปรุงอาหารหรือคนรุนใหมไม
รสดวยเกลือหรือนํ้าปลาหรือหยดน้ําผัก นยิ มบรโิ ภค ไมชอบรสชาติ
สะทอนใสล งไปจะเพิม่ ความหอม
ซุปหมาก นําถ่ัวแปบมานึ่งใหเปอยแลวนําไปโขลก ปจจุบันไมนิยมปลูกถ่ัวแปบเทากับ
แปบ รวมกับพริกจี่ งาดําค่ัวแลวโขลก นํ้าตม ถ่ัวฝกยาวทั่วไป เน่ืองจากถ่ัวแปบนํามา
ปลารา หรอื บางบา นนยิ มใสโ ปรตนี เขา ไป ประกอบอาหารไดนอ ยสํารบั
ดว ย เชน จห่ี นงั เหด็ บดแหง แลว โรยดว ย
ตนหอมสด ผักชีฝร่ัง กระเทียมแหง ห่ัน
ซปุ ผัก นํายอดออนผักสรางมาลางใหสะอาด เนื่องจากตนผักสรางไมนิยมปลูกใน
สราง นึ่งใหเปอย งาดําค่ัวโขลกใหละเอียด ปจจุบันจึงทําใหหาวัตถุดิบยากข้ึน
หอมกระเทียมแหงลางห่ันบางๆ ตมนํ้า หรือมีราคาแพงกวาผักชนิดอ่ืนรวม
ปลาราใหสุกท้ิงไวใหเย็น ตนหอมสด ท้ังคนรุนใหมปรุงอาหารสํารับน้ีไมเปน
ผักชีฝร่ังลางใหสะอาดหั่นใหฝอย โขลก หรอื ไมช อบรสชาติ
ผักสรางใหละเอียดผสมในน้ําปลารา
งาดํา และเครื่องปรุงท้ังหมดและอาจ
แตง รสดวยเกลือหรือน้าํ ปลา
ทม่ี า : ภาคสนาม (2556-57)
257
258 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
จากตารางแสดงสํารับไทดานท่ีหายไปหรือไมนิยมทํากินในมื้ออาหาร
ปจจุบัน ทําใหเห็นวาการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศสงผลทําใหแหลงอาหาร
จากธรรมชาติสญู หายไปหรอื เร่ิมเขา ถึงไดย าก เชน ผกั กมุ ผักสราง เห็ดขอน ปนู า
และจกั จนั่ ขณะทก่ี ารเปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คมกส็ ง ผลทาํ ใหเ ปลย่ี นวถิ กี าร
ดาํ เนนิ ชวี ติ อาหารทอ งถน่ิ เรมิ่ ปรงุ แตง กนั นอ ยหรอื แทบไมท าํ กม็ ี อาทผิ กั กาดดอง
ท่ีหันมานิยมกินผักกาดดองกระปองมากขึ้น ขนมจีนแหงก็มีใหเห็นนอยเพราะมี
การทาํ แปง ขายจงึ หาซอ้ื ไดงาย หรอื การโคเคหรอื หนังดอง ตลอดจนถ่วั แปบกล็ ด
ความนิยมในการทาํ กิน เปน ตน
กลาวโดยสรุปสํารับไทดานและกินอยูอยางคนดานซาย จึงเปนเร่ืองราว
ของการบอกเลา วฒั นธรรมการกนิ รปู แบบตา งๆ นบั ตงั้ แตม อื้ ของอาหาร ประเภท
อาหาร เร่ืองราวของ “แจว” อาหารพื้นบานประเภทน้ําพริกที่มากสูตร สํารับ
อาหารตามฤดูกาล อาหารถนอมวัฒนธรรมนํ้าผักสะทอนและปลารา และสํารับ
ไทดานท่ี “หาย” หรือไมนิยม วัฒนธรรมอาหารเหลาน้ีจะทําใหเห็นภาพรวมวา
การกินอยูอยางคนไทดานมีทางเลือกและความหลากหลายในเขาถึงม้ืออาหาร
หน่ึงๆ น้ันมีคุณคาทั้งในแงการแพทยพื้นบานและโภชนาการดังเห็นไดจากสํารับ
ไทดา นในฤดกู าลตางๆ หากเลือกกินใหเหมาะกบั ตวั เอง ขณะเดยี วกันการกินอยู
ก็คือภาพสะทอนใหเห็นการเปล่ียนแปลงของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคมและ
วัฒนธรรม ดงั เหน็ ไดจ ากการศึกษาสํารบั ไทดา นท่ี “หาย” หรอื ไมนยิ ม
อยางไรก็ตามส่ิงที่นาฉุกคิดคือวัฒนธรรมกินอยูอยางคนไทดานท่ีรวบรวม
มากาํ ลงั เปลย่ี นแปลงไป ดงั เหน็ ไดจ ากขอ มลู พนื้ ฐานในบทกอ นๆ ไมว า จะเปน การ
เปลย่ี นแปลงทางสงั คมและฐานทรพั ยากรอาหารทที่ าํ ใหอ าหาร “สมยั ใหม” และ
อาหารจากตลาดเขามามีบทบาทตอวิถีชีวิตคนไทดานมากข้ึน และถาเชนน้ัน
การกนิ อยอู ยา งคนไทดา น ณ ปจ จบุ นั จะมสี ถานภาพเปน เชน ไร คอื คาํ ถามทง้ิ ทาย
สาํ คัญทจี่ ะถูกนํามาถกเถยี งในบทตอ ไป
258
ÊÓÃѺ “ä·´‹Ò¹”¨:Ò¡¹Ô»ÍÒ† Ê‹٤ÍÃÂÇÑ ‹Ò§“¤ä¹·ä´·‹Ò´¹‹Ò¹” 259
จากปา สคู รัวไทดา น
“ความทาทายจึงเกิดข้ึนกับคนไทดานวาจะกาวยางอยางไรในโลกสมัย
ใหม ใหความมั่นคงทางอาหารของชุมชนดํารงอยูอยางยั่งยืน โดยไมสูญเสีย
อตั ลกั ษณ คณุ ภาพชวี ติ และดาํ รงอยอู ยา งมศี กั ดศิ์ รสี มกบั รสชาตสิ าํ รบั อาหาร
ท่ีมีความ “นวั ” และ “แซบ” อยใู นตัว”
259
260 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
จากปาสูครัวไทดานในการศึกษาคร้ังน้ี หาใชเพียงเรื่องราวของวัตถุดิบท่ี
สมั พนั ธอ าหารจากปา แลว คนไทดา นเกบ็ เกย่ี วมาปรงุ แตง เปน สาํ รบั อาหารเทา นน้ั
หากแตเปนการใหความสําคัญกับการต้ังคําถามหลักที่สัมพันธกับปจจัยหลัก
ซงึ่ สงผลกระทบตอฐานทรัพยากรอาหารชุมชนท่ที าํ ใหเกดิ ภาวะเปราะบาง ไมวา
จะเปนการใชที่ดิน กิจกรรมทางการเกษตร และความผันแปรของภาวะอากาศ
เพ่ือเช่ือมโยงสูครัวไทดาน ซ่ึงจะทําใหเห็นการใชองคความรูในการจัดการปญหา
ดังกลาวอยางเปนระบบ นับต้ังแตพื้นท่ีปาตนน้ํา ลําธาร แมน้ํา หัวไรปลายนา
อาหารจากภาคเกษตรที่ชาวบานปลูก และอาหารจากตลาด จนกาวสูครัว
ไทดา นผา นครวั เรอื นตา งๆ ปรงุ แตง เปน สาํ รบั อาหารตา งๆ ดว ยเหตนุ จ้ี ากปา สคู รวั
ไทดานจึงเผยใหเห็นพลวัตของชุมชนที่ทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงฐานทรัพยากร
อาหารของชุมชน ความสัมพันธของแหลงทรัพยากรอาหารตางๆ ตลอดจนองค
ความรูในการจัดการฐานทรัพยากรอาหารของชุมชน ซึ่งท้ังหมดลวนโยงใยอยาง
ไมอ าจแยกออกจากกนั
พลวตั ชุมชน
“เงอื่ นไข” การเปลย่ี นแปลงฐานทรัพยากรอาหารของชมุ ชน
ในแงพลวัตทางสังคมบานนาเวียงใหญและหวยตาดทําใหเห็นวา ระบบ
เครือญาติเปนลักษณะสําคัญทางสังคมที่ทําใหเกิดการอุปถัมภทางเศรษฐกิจ
สังคม และการเกษตร ขณะที่การเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมพบวา
ในยคุ กอน พ.ศ. 2500 ท้งั บานนาเวยี งใหญแ ละหวยตาดเปน ชมุ ชนท่พี ่ึงพาตนเอง
เมื่อกาวเขาสูยุค พ.ศ. 2500-2530 บานนาเวียงใหญยังคงพึ่งพาตนเองไดคอน
ขา งดี ขณะทบี่ า นหว ยตาดชมุ ชนยงั คงพงึ่ พาตนเองไดร ะดบั หนง่ึ แตข ณะเดยี วกนั
ระบบเศรษฐกิจของท้ังสองหมูบาน โดยเฉพาะบานหวยตาดเร่ิมอิงอยูกับปจจัย
เศรษฐกิจจากภายนอก เน่ืองจากชุมชนถูกผสานเขากับการปลูกพืชเศรษฐกิจ
เชิงเด่ียวอยางฝายและขา วโพด กระทง่ั ยุคทา ยสุด หลังป พ.ศ. 2530 เปนตน มา
แมบา นนาเวยี งใหญยังคงพ่ึงพาตนเองเองได แตมีหลายครวั เรือนเร่มิ ผันแปรตาม
260
¨Ò¡»Ò† ʋ٤ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹” 261
กระแสจากวฒั นธรรมขา งนอก ดว ยการหนั มาปลกู ขา วโพดและมะขามหวาน สว น
บานหวยตาดน้ันระบบเศรษฐกิจเปล่ียนมาเปนการคาอยางเต็มรูปแบบ ดวยการ
ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเด่ียวนานาชนิดไมวาจะเปน ขาวโพด ยางพารา กะทกรก
และแกวมงั กร
ปรากฏการณเ ปลย่ี นแปลงดงั กลา วยงั เหน็ ไดจ ากวฒั นธรรมการ “เอาแฮง”
ท่ีแกนรากของกิจกรรมดังกลาวมีหนาที่หลักเปนกลไกท่ีชวยสรางความสัมพันธ
และคงความสัมพันธของสมาชิกชุมชนไวดวยกัน ดวยเหตุน้ีจึงไมอาจปฏิเสธได
วาความสัมพันธดังกลาวถือเปนทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ที่เกิดจากการเรียน
รูแ ละปรบั ตวั ของ “ระบบการแลกเปล่ียนแรงงาน” เชน การจดั สรรแรงงานแลก
กับแรงงาน แรงงานแลกกับทรัพยากร แรงงานแลกกับเครือขายทางสังคม และ
แรงงานแลกกับปจจัยดานการเงิน ซึ่งทั้งหมดจะเปนไปตามเงื่อนไขบริบทของ
แตละยคุ สมยั รวมถงึ มกี ารสบื ทอดกันมา โดยผานกระบวนการปรบั เปลี่ยนทัง้ ใน
เชงิ ความหมาย รูปแบบ วิธีการและเงื่อนไข ทําใหเกดิ การผลติ ซ้าํ ทางวัฒนธรรม
ภายใตสภาวะทางสังคม และเศรษฐกิจท่ีเปล่ียนไป จนสงผลตอระบบการผลิต
อาหารของชมุ ชนอยา งไมอ าจหลกี เลยี่ งได โดยเฉพาะตน ทนุ ทสี่ งู ขนึ้ และยงั สะทอ น
ภาพการขาดแคลนแรงงานในชมุ ชนไดดีอกี ระดบั หน่งึ
อยา งไรก็ดีการดาํ รงอยขู องการเอาแฮง ภายใตการผลติ ซํ้านี้ ความสําคัญ
ของการเอาแฮงทมี่ ตี อ ชมุ ชน ทงั้ ในแงข องการเปน ทนุ ทางเศรษฐกจิ ทนุ ทางสงั คม
และทนุ ทางวฒั นธรรม แมจ ะมีการเปลย่ี นแปลงอันเนอ่ื งมาจากการใชเ ทคโนโลยี
ดา นการผลติ ใหมๆ เขา มา แตม หี ลายรปู แบบในวถิ ชี วี ติ โดยเฉพาะกจิ กรรมทางการ
เกษตรบางอยางยังคงตองมีการพึ่งพาแรงงานซึ่งกันและกัน เชน การดํานา การ
เก่ียวขาว การเก็บผลผลิตขาวโพด ฯลฯ ประกอบกับความจําเปนในการผลิตซ้ํา
และการเสรมิ สรา งการคงความสมั พนั ธท างสงั คมของชมุ ชน การเอาแฮงจงึ ถูกนาํ
มาใชเปนกลไกที่จะชวยสรางและคงความสัมพันธทางสังคมเพ่ือแกไขปญหาดาน
ตา งๆ ของชมุ ชนโดยมกี ารปรบั เปลยี่ นใหเ หมาะกบั สภาพสงั คมเศรษฐกจิ ของสงั คม
ผนื ปา ภอู งั ลงั ภหู ว ยผกั เนา ลาํ นา้ํ หมนั หว ยตาด ฯลฯ เปน ฐานทรพั ยากรธรรมชาติ
ท่ีสําคัญในฐานะแหลงใหบริการของระบบนิเวศ ไมวาจะเปนในแงผืนดิน
261
262 ¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
ผนื ปา แหลง นาํ้ ฯลฯ ท่โี ยงใยกบั การทาํ การเกษตรและแหลง อาหารใหช าวบา น
นาเวยี งใหญ หว ยตาด และคนไทดา นไดป ระกอบกจิ กรรมทางการเกษตรและเกบ็
หาอาหารของจากปาและลํานํ้า
ขณะเดยี วกบั ความผนั แปรของสภาวะอากาศ ทงั้ ฝนแลง และ/หรอื นาํ้ ทว ม
ลวนสงผลกระทบตอวิถีชีวิตคนไทดานอยางไมอาจหลีกเล่ียงได กลาวคือในแง
ผลผลติ ทางการเกษตรทอี่ าจตกตา่ํ ทงั้ ขา วและขา วโพด หรอื แหลง ทรพั ยากรอาหาร
ทางธรรมชาติท่ีอาจเขา ถงึ ยากข้ึน เนือ่ งจากมปี รมิ าณลดลง เชน เหด็ และหนอ ไม
ปา เปน ตน รวมถึงปรากฏการณการเกิดขน้ึ ของไมยราบยกั ษ วัชพืชทดี่ เู หมือนจะ
เปนอุปสรรคสําคัญในการทําการเกษตร ขณะการอพยพยายถิ่นของนกปากหาง
ก็ดูเหมอื นวา จะสง ผลเชิงบวกในแงการกาํ จดั หอยเชอรร่ที ่ีระบาดในนาขา ว
ดังน้ันคงปฏิเสธไมไดวา ปจจัยเหลาน้ีลวนมีสวนสําคัญตอการทําความ
เขาใจภาวะเปราะบางของฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนไดดีอีกมิติหน่ึง ในแง
อาหารจากการเกษตรและสัตวที่ชาวบานเลี้ยง จะเห็นไดวาทั้งบานนาเวียงใหญ
และบานหวยตาดหลายครัวเรือนตางก็มี “ซูเปอรมารเกต” ขางบานท่ีตนเอง
สรางข้ึนดวยมือ ขณะเดียวกัน “ซูเปอรมารเกต” ดังกลาวก็มีพัฒนาการของ
การเปลี่ยนแปลงอยางมีนัยสําคัญโดยมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการ
เปล่ียนแปลงดานสิ่งแวดลอม โดยเฉพาะสภาวะอากาศที่ผันแปรเปนแรงผลักดัน
สาํ คญั ดงั เห็นจากการท่ีพืชเศรษฐกิจตางๆ ไมวา จะเปน ฝา ย ถัว่ ดาํ งา ฯลฯ โดย
เฉพาะขา วโพดและยางพาราทเ่ี ขา มามบี ทบาทสาํ คญั ในหมบู า น รวมถงึ ภาวะแลง
และนา้ํ ทว มซง่ึ สง ผลกระทบตอ ผลผลติ ทางการเกษตรใหต กตา่ํ ดว ยเหตนุ กี้ ารปรบั
ตัวใหเทาทันตอสถานการณดังกลาว ดวยการใชภูมิความรูท่ีชาวบานมีอยู เชน
ภูมิปญญาจัดการกับสภาวะอากาศ หรือการปลูกพืชใหเขากับสภาพแวดลอม
ผสานเขากับความรูสมัยใหมอยางการพยากรณอากาศตามหลักวิทยาศาสตร
จึงมีความสาํ คัญอยางย่ิงตอการสรา งความมนั่ คงทางอาหารของชุมชน
262
¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹” 263
แหลงทรพั ยากรอาหาร
ความสัมพันธและการเปล่ียนแปลง
แหลงอาหารของบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดมีท่ีมาจาก 3 แหลง
หลักๆ ดวยกัน คือ จากแหลงธรรมชาติ อาหารที่ชาวบานปลูกและสัตวที่ชาว
บา นเลี้ยง (ภาคเกษตร) และอาหารจากตลาด แหลง อาหารดังกลา วนอกจากจะ
มีความสัมพันธกับครัวเรือนและหมูบานแลว หากแตยังมีความเก่ียวเน่ืองตอกัน
เพราะหากพิจารณาจากขอมูลพ้ืนฐานของหมูบานจะพบวา อาหารแตละแหลง
จะมบี ทบาทสาํ คัญตอครัวเรือนและหมบู านแตกตา งกนั กลาวโดยสรุปคือ
หากเปนเมื่อ 50 ปกอน อาหารจากแหลงธรรมชาติและอาหารจากภาค
เกษตรจะมคี วามสาํ คญั อยา งมากตอ ครวั เรอื นและชมุ ชน ขณะทอี่ าหารจากตลาด
จะมีความสําคัญนอยสุด เนื่องจากครัวเรือนสวนใหญนิยมหาของปา ปลูกพืชผัก
และเลี้ยงสัตวไวกินเอง จึงไมจําเปนตองพ่ึงพาอาหารจากภายนอกหมูบานอยาง
ตลาด
กระท่ังเม่ือระบบเศรษฐกิจและสังคมของหมูบานเกิดการเปล่ียนแปลง
โดยเฉพาะอยา งยงิ่ เมอื่ ชาวบา นหนั มาปลกู พชื เศรษฐกจิ เชงิ เดยี่ วอยา งฝา ย ขา วโพด
ยางพารา ฯลฯ ความสมั พนั ธข องระบบอาหารชมุ ชนจงึ ผนั ตามปจ จยั ดงั กลา วอยา ง
มนี ยั สาํ คญั ตอ ความมนั่ คงทางอาหารของชมุ ชน กลา วคอื ครวั เรอื นและชมุ ชนยงั คง
เปนกลไกสําคัญอยางหนึ่งในการกําหนดรูปแบบความสัมพันธของระบบอาหาร
ชุมชน นับจากการวางแผนการประกอบกิจกรรมทางการเกษตร ท้งั การปลกู พชื
ผักเพ่ือใชกินในครัวเรือน รวมถึงการปลูกพืชเศรษฐกิจท่ีสําคัญ ซึ่งพบเห็นเดน
ชัดจากกรณีบานหวยตาด เชน ขาวโพดเลี้ยงสัตว ยางพารา และมันสําปะหลัง
เปนตน โดยหลักการคือ ครัวเรือนจะแบงพ้ืนที่ทางการเกษตรออกเปนปลูกขาว
รอยละ 30-40 และปลูกพืชเศรษฐกิจอีกรอยละ 60-70 อยางไรก็ตามการแบง
ท่ีดินทางการเกษตรดังกลาวมีแนวโนมที่ครัวเรือนจะหันมาปลูกขาวนอยลง แลว
หันไปปลกู พืชเศรษฐกิจมากขนึ้ โดยมอี ตั ราสว นเปลี่ยนมาปลูกขาวรอยละ 0-30
และปลกู พืชเศรษฐกิจรอยละ 70-100 ของพนื้ ที่ทาํ การเกษตรของตน
การเปลี่ยนแปลงอัตราสวนการใชที่ดินทําการเกษตรดังกลาว สงผลทําให
263
264 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
บทบาทหนา ทขี่ องแหลง อาหารตางๆ เปลย่ี นไปจากเดิม กลา วคอื
ประการแรกทาํ ใหเ หน็ วา แหลง อาหารทชี่ าวบา นปลกู และสตั วเ ลย้ี งมจี าํ นวน
ลดลง โดยเฉพาะกบั พนื้ ทปี่ ลกู ขา ว นน่ั หมายความวา ขา วในฐานะอาหารหลกั ของ
ครวั เรอื นและชมุ ชนมอี ตั ราสว นทล่ี ดตามเชน กนั กรณดี งั กลา วสง ผลทาํ ใหช าวบา น
หนั มาซอ้ื ขา วและรวมถงึ อาหารจากตลาดมากขน้ึ ทง้ั ดว ยเหตผุ ลดงั ทกี่ ลา วมา และ
เหตผุ ลอกี ประการหนงึ่ คอื ชาวบา นตอ งใชเ วลามากในการทาํ ไร ทาํ ใหไ มส ะดวกท่ี
จะปลกู พชื และเลย้ี งสตั ว รวมถงึ การปรงุ อาหารกนิ ภายในครวั เรอื น ครวั เรอื นสว น
ใหญจงึ พง่ึ พาอาหารจากตลาดทสี่ ะดวกซ้ือและรวดเร็ว
จากประเด็นดังกลาวอาหารจากแหลงตลาดจึงทําหนาท่ีเปนสื่อกลางชวย
ใหช าวบา นเขา ถงึ อาหารทห่ี ลากหลายไดม ากขนึ้ แมจ ะมเี วลาจาํ กดั กต็ าม อยา งไร
กต็ ามผลกระทบที่ตามมากค็ อื ชาวบา นตอ งเสยี คาใชจายใหกบั อาหารสว นน้ีมาก
ขึ้น รวมถึงยังตอเสี่ยงอาหารไมปลอดภัยและภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะ
อาหารสําเร็จรูปและอาหารสมัยใหม ซ่ึงชาวบานไมรูท่ีมาที่ไปและไมมีองคความ
รูการจัดการอาหารเหลานี้เทาที่ควร มาตรการที่ชวยบรรเทาไดระดับหนึ่ง ณ
ปจจบุ ันก็คอื การตรวจคัดกรองสารปนเปอนในอาหารจากหนว ยงานสาธารณสุข
ทอ งถ่นิ ทเี่ กยี่ วของเทานัน้
ประการตอมาคือเร่ืองความสัมพันธกับแหลงอาหารจากธรรมชาติพบวา
เงอ่ื นไขของเวลาทคี่ รวั เรอื นตอ งทมุ เทใหก บั งานไรซ ง่ึ ตอ งทาํ ตงั้ แตเ ชา จรดคาํ่ ทาํ ให
หลายครวั เรอื นไมส ามารถเขา ไปหาอาหารจากแหลง ธรรมชาตไิ ด ดงั พบเหน็ ไดจ าก
กรณบี า นหว ยตาด อยา งไรกต็ ามหากปใ ดเกดิ ผลผลติ ทางการเกษตรตกตา่ํ อนั เนอ่ื ง
มาจากภาวะอากาศผนั แปร หรอื ราคาพชื ผลตกตา่ํ แหลง อาหารจากธรรมชาติ และ
อาหารทชี่ าวบา นปลกู และสตั วเ ลยี้ งกจ็ ะทาํ หนา ทส่ี าํ คญั เหมอื นซเู ปอรม ารเ กตให
ชาวบา นไดเ ก็บกิน เพยี งแตสมาชกิ ในครัวเรือนจะตอ งทาํ งานหนกั ขน้ึ เพราะตอง
ใชเ วลาทัง้ ในการทาํ ไรและตอ งเขา ปาไปหาของปา มาเปน อาหาร
ประการที่สามคืออัตราสวนการปลูกพืชเศรษฐกิจท่ีสูงข้ึน ตลอดจนแรง
264
¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹” 265
จูงใจดานราคาของพืชเศรษฐกิจ อยางราคาขาวโพดมีบางป (พ.ศ.2555) ข้ึนสูง
จงึ สง ผลกระทบโดยตรงตอ อาหารจากธรรมชาติ เพราะปรากฏวา เมอื่ กา วสฤู ดกู าร
เพาะปลกู ใหม พ.ศ. 2556 มชี าวบา นหลายครวั เรอื นไดถ างพนื้ ทปี่ า เพอ่ื ขยายพนื้ ที่
ทางการเกษตรปลูกพชื เศรษฐกจิ นัน่ เทา กับสงผลกระทบระบบแหลงอาหารจาก
ธรรมชาตจิ ากผนื ปา ภอู งั ลงั อยา งไมอ าจหลกี เลยี่ งได ปรากฏการณด งั กลา วเหน็ ได
จากกรณบี านหวยตาด
สว นประการทส่ี ส่ี บื เนอ่ื งมาจากพน้ื ทอี่ าหารจากธรรมชาติ โดยเฉพาะทป่ี า
ภูอังลัง บานนาเวียงใหญและบานหวยตาดมีความหลากหลายทางชีวภาพ โดย
เฉพาะพชื และเหด็ ทาํ ใหชาวบานในหมบู านอน่ื ๆ เขามาหาของและใชทรัพยากร
เหลา นี้ หากไมม ีการจดั การทด่ี ี ปญ หาแยง ชงิ ทรพั ยากรทางอาหารจากธรรมชาติ
ก็จะเกิดขึ้น ปจจัยดังกลาวถือเปนตัวแปรสําคัญอีกอยางหนึ่งที่ทําใหเกิดการ
เปล่ียนแปลงของอาหารจากแหลงธรรมชาติ โดยเฉพาะอยางยิ่งเม่ืออาหารดัง
กลาวเปน ทต่ี อ งการของตลาด เชน เห็ด และหนอไมออ น
จากความสัมพันธของระบบอาหารชุมชนดังท่ีกลาวมา จะทําใหเห็น
ปจจยั หลกั ทส่ี งผลกระทบโดยตรงตอแหลงท่ีมาของอาหาร ซง่ึ น่นั ก็คือปจจยั ดา น
ส่ิงแวดลอม ดังเห็นจากสภาวะอากาศที่ผันแปร เชน ภาวะฝนท้ิงชวงและ/หรือ
นํ้าทวม การทําลายปา และการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบของ
กิจกรรมทางการเกษตร การขยายท่ีดินทางการเกษตร นโยบายรัฐ และราคา
ผลผลิตทางการเกษตร
ภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ
ในการจัดการฐานทรัพยากรอาหารของชมุ ชน
ชาวนาเวียงใหญและหวยตาดสรางองคความรูในการจัดการความมั่นคง
ทางอาหารของชุมชนทั้งจากการใชความรูเดิมและการปรับองคความรูท่ีตนมี
อยูเขากับระบบนิเวศชุมชนท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอยางเปนพลวัต นอกจากน้ียังมี
ความรูที่ชาวบานทั้งสองหมูบานเรียนรูจากนอกชุมชน เชน องคกรภาครัฐและ
เอกชนซง่ึ มบี ทบาทสาํ คญั ในการสง เสรมิ ความรสู มยั ใหมใ หเ ทา ทนั กบั สถานการณ
265
266 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
ปจจุบัน เหตุผลดังกลาวทําใหองคความรูดังกลาวมีความหลากหลายและมีสวน
สาํ คญั ในการเสรมิ สรา งความมนั่ คงทางอาหารของชมุ ชนทงั้ ในมติ ิ “ปรมิ าณ” และ
“คุณภาพ” ทาํ ใหช ุมชนมีศักยภาพในการแบงปนอาหาร ผลิตอาหารอยางยงั่ ยนื
และดําเนินชีวิตอยางมีศักดิ์ศรี ดังปรากฏใน “แผนท่ีความคิดภูมิปญญาทองถ่ิน
ในการจดั การระบบและความมน่ั คงทางอาหารของชมุ ชน” กลาวโดยสรปุ คือ
องคค วามรูในการจดั การทีด่ นิ และกจิ กรรมทางการเกษตร
เงื่อนไขสําคัญในการสรางองคความรูในการจัดการที่ดินและกิจกรรม
ทางการเกษตร ที่สัมพันธกับพื้นท่ีทางการเกษตรคือ ลักษณะทางกายภาพของ
หมบู า นนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะ ดว ยเหตนุ รี้ ะบบการทาํ เกษตร
แตละหมูบานจึงสะทอนภูมิปญญาทองถ่ิน และภูมินิเวศหมูบาน ดังเห็นจากวิธี
จัดการดานการทํานาและไร รวมถึงองคความรูในการอนุรักษดิน ซ่ึงทั้งหมดมี
สวนเกื้อหนุนทําใหเกิดความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ในมิติเชิงคุณภาพทั้งใน
แงความปลอดภัยและระบบการผลติ อาหารทีเ่ ปน มติ รตอ สิง่ แวดลอม
การจัดการระบบการเกษตร: ระบบนาและไร
ชาวนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดมคี วามรใู นการจดั การทดี่ นิ ทางการเกษตร ดงั
เหน็ จากการทชี่ าวบา นสามารถแยกภมู นิ เิ วศของหมบู า นของตนเอง โดยแบง ตาม
ลกั ษณะทางกายภาพของพนื้ ท่ี อกี ทงั้ ชาวบา นยงั สามารถคดั สรรพนั ธพุ ชื ใหส มั พนั ธ
กบั พ้ืนที่ปลกู เชน ชาวนาเวยี งใหญป ลูกขา วระบบ “นาดาํ ” ในพ้ืนทีร่ าบลมุ ลาํ นํ้า
หมนั ขณะเดยี วกนั กม็ กี ารใชว ธิ กี ารหยอดในพน้ื ทโ่ี คกหรอื ดอน สว นบา นหว ยตาด
ปลกู ขาวระบบ “นาไร” ในพนื้ ที่สูงบนทร่ี าบของภอู ังลงั นอกจากน้ีชาวบา นยงั มี
ความรเู รอื่ งสายพนั ธขุ า วพน้ื เมอื งทเ่ี หมาะสมมาปลกู ใหเ ขา กบั สภาพแวดลอ มทาง
กายภาพของหมูบา นทต่ี องเส่ียงตอ ภยั แลงและน้ําทวมในคราวเดียวกัน
อยางไรก็ตามเมื่อชาวนาเวียงใหญห ันมาปลูกขาวสายพันธุใหมที่ไดรับการ
สงเสริมจากภาครัฐเพ่ือใหเปนสายพันธุทางเลือก มุงหวังใหผลผลิตสูง มีรสชาติ
ถกู ปากและเนอื้ ขา วนมุ นวลกวา ขา วพนั ธพุ นื้ เมอื ง หากแตค วามจรงิ พบวา ขา วสาย
266
¨Ò¡»Ò† ʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹” 267
พันธใุ หมไ มอ าจทนตอระบบนิเวศของหมูบานไดด เี ทาทค่ี วร เชน เมื่อเกิดภยั แลง
และนา้ํ ทว มในปเ ดยี วกนั ขา วสายพนั ธใุ หมไ มอ าจทนตอ สภาพดงั กลา วนอกเหนอื
จากนาดําแลวในปจ จุบนั ชาวบานบางครวั เรอื นยังทํานาหยอด เรมิ่ จากไถดะที่นา
ทง้ิ ไวใ หห ญา ตาย จากนน้ั กใ็ หร ถไถตดี นิ ใหล ะเอยี ดแลว ใชเ ครอ่ื งหยอดประเภทเดนิ
ตาม เมอื่ ขา วงอกราว 10 เซนตเิ มตร ก็ทําการฆาหญา เมอ่ื หญาตายกจ็ ะปลอยน้ํา
เขา นา เพราะหากคอยฟา ฝนอาจจะไมท นั การ เพราะฝนมกั ไมต กตอ งตามฤดกู าล
รวมถึงคาแรงในการปก ดําก็สงู จงึ ทําใหบ างครวั เรือนหนั ไปทาํ นาหยอด
จงึ เหน็ ไดว า การปรบั ตวั ของคนไทดา นอยา งบา นนาเวยี งใหญใ นวฒั นธรรม
บานนา ดวยการหันมาปลูกขาวดวยการทํา “นาหยอด” เพ่ือลดความเสี่ยง
จากสภาวะอากาศท่ีไมแนนอน หากทวา ผลกระทบท่ีไมอาจหลีกเลี่ยงไดก็คือ
การใชสารเคมีทางการเกษตรอยางยาฆาหญา ซึ่งไมเพียงแตสงผลตอสุขภาพ
ของเกษตรกร ผบู รโิ ภค หากยงั รวมถงึ หว งโซอ าหารในระบบนเิ วศเกษตร เชน ปนู า
เขยี ด อง่ึ ใบบัวบก ผกั บุง และผักฮาด เปนตน อยา งไมอ าจหลีกเล่ยี งได ผลผลิต
ขา วท่ไี ดจ ึงไมเตม็ เม็ดเต็มหนว ย
สว นบา นหว ยตาด ชาวบา นสามารถแยกประเภทพน้ื ทข่ี องหมบู า นออกเปน
สว นๆ เพอ่ื ใหเ หมาะสมกบั การเพาะปลกู และคาํ นงึ ความสาํ คญั ในการบรโิ ภคและ
เศรษฐกจิ เปน หลกั เชน การแบง ทด่ี นิ สาํ หรบั ปลกู ขา วโพดและขา ว พนื้ ทตี่ ามขอบ
ไรจ ะปลกู กลว ยและพชื ผกั สวนครวั เปน ตน แตส งิ่ ทน่ี า ฉกุ คดิ คอื เมอ่ื หมบู า นหนั มา
ปลกู พชื เศรษฐกจิ อยา งขา วโพดมากขน้ึ การหกั ลา งถางพงจงึ ลกุ ลามสพู นื้ ทป่ี า ภอู งั
ลงั สง ผลตอ การเปลย่ี นระบบนเิ วศของปา และสรา งความเสยี่ งตอ ความมน่ั คงทาง
อาหารของชมุ อยา งไมอ าจหลกี เลย่ี งได เพราะนน่ั ไมไ ดท าํ ลายแตเ พยี งแหลง อาหาร
ทางธรรมชาตขิ องชุมชน หากยงั ทําลายแหลง ตน นาํ้ ซึง่ เปนตน ทนุ ทางธรรมชาติที่
สําคญั ในการผลติ ทางการเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ
นอกจากน้ีองคความรูเร่อื งการจดั การดินยงั รวมถึงการอนรุ ักษดิน ผลการ
ศกึ ษาเผยใหเ ห็นวา ชาวนาเวยี งใหญและหวยตาดมีวิธใี นการอนรุ กั ษดนิ หลายวิธี
ในวัฒนธรรมบานนา ชาวนาเวียงใหญมีการทาํ นาลอระบบการทาํ นาขั้นบนั ไดใน
พน้ื ทดี่ อนหรอื โคกของหมบู า น เพอื่ ลดการกดั เซาะของดนิ และควบคมุ ปรมิ าณนา้ํ
267
268 ¨Ò¡»†Òʤً ÃÇÑ “ä·´Ò‹ ¹”
ระหวา งฤดกู าลเพาะปลกู นอกจากนยี้ งั ปลกู พชื หมนุ เวยี น เชน ขา ว ผกั และถวั่ ดาํ
สลบั ในพนื้ ทเี่ ดยี วกนั โดยเฉพาะพชื ตระกลู ถว่ั ถอื เปน การเพมิ่ คณุ ภาพดนิ ทาํ ใหเ กดิ
ความรวนซยุ และเพมิ่ ปรมิ าณธาตไุ นโตรเจนทจี่ าํ เปน ตอ พชื ในการเพาะปลูก รวม
ถงึ หลกั การไมเ ผาตอซงั ขา วหลงั เกบ็ เกย่ี วแลว เสรจ็ ซง่ึ ไมเ พยี งแตช ว ยไมใ หท าํ ลาย
หนา ดนิ หากแตซ งั ขา วยงั ใชเ ปน อาหารใหก บั ววั มากนิ การปฏบิ ตั ดิ งั กลา วทาํ ใหด นิ
มคี ณุ ภาพ เพราะระหวางทีว่ วั กนิ ซงั ขาว ววั จะขับถายมลู ตามทอ งนา เม่อื ถงึ เวลา
คาดไถนาเพอ่ื เตรียมปลกู ขา วในฤดกู าลใหม มลู ววั ก็จะเปน การเพิ่มปุย อินทรยี ใ ห
กับผนื นาไปในตวั
ในวัฒนธรรมบานไร ชาวหวยตาดมีหลักการอนุรักษดินดังพบเห็นจากวิธี
การปลูกพืชหมุนเวียน เกษตรกรของบางครัวเรือนที่สามารถผันน้ําจากสระได
ตลอดทงั้ ป โดยจะปลกู ขา วโพด ขา ว ถว่ั และผกั เปน หลกั ในการทาํ เกษตรอนิ ทรยี
พบชาวบานนอยรายที่ใชวิธีการผสมผสานระหวางปุยเคมีกับอินทรีย มีเพียงครัว
เรอื นเดยี วเทานน้ั ทใ่ี ชห ลกั เกษตรอนิ ทรียในการรกั ษาดนิ
อยางไรก็ตามในสถานการณปจจุบันพบวา พ้ืนท่ีนาของหลายครัวเรือน
ใชวิธีเผาตอซังขาวกอนลงมือทํานาในฤดูกาลตอไป ซ่ึงสงผลกระทบทั้งตอระบบ
นิเวศชุมชนเปนอยางมาก และรวมถงึ ปญหาดานมลพิษจากหมอกควนั เชนเดียว
กับบา นหว ยตาดทีป่ ระสบปญ หาเร่ืองเผาไรจนเกดิ ปญหาไฟลามปา หลายพน้ื ที่
องคความรูว า ดว ยลมฟาอากาศและกิจกรรมทางการเกษตร
ภูมิปญญาเก่ียวกับสภาวะอากาศและกิจกรรมทางการเกษตรจะสัมพันธ
โดยตรงกบั มรสมุ ทพ่ี ดั ผา นเขา มาหมบู า น ชาวนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดรชู ว งเวลา
ของลมมรสมุ อยา งไรกต็ ามในรอบทศวรรษทผี่ า นมาสภาวะอากาศมคี วามผนั แปร
อยา งมาก ชาวบา นจงึ เรยี นรดู ว ยการปรบั กจิ กรรมทางการเกษตรใหเ หมาะสมกบั
สภาพอากาศทเี่ ปลยี่ นไป โดยเลอื่ นเวลาใหส มั พนั ธก บั สภาพอากาศทเ่ี ปลยี่ นแปลง
ดงั กลา ว ในบรบิ ทดงั กลา วองคค วามรวู า ดว ยลมฟา อากาศตามแบบฉบบั ชาวบา น
จงึ มคี ณุ คา ชว ยสง เสรมิ ความมน่ั คงทางอาหารในมติ เิ ชงิ คณุ ภาพ ทมี่ สี ว นเสรมิ สรา ง
ระบบการผลติ อาหารของชมุ ชนใหเ กดิ ความยงั่ ยนื และรเู ทา ทนั สภาวะอากาศของ
268
¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹” 269
ชมุ ชน อยา งไรกต็ ามในสภาวะอากาศทผี่ นั แปรมากในปจ จบุ นั องคค วามรทู อ งถนิ่
ท่ีมีอยูทุนเดิมก็ไมอาจรับมือตอการเปลี่ยนแปลงดังกลาวจึงจําเปนตองแสวงหา
ความรูใหมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม เชน ระบบการพยากรณอากาศที่แมนยํามา
เปน ตัวชว ยวางแผนในกจิ กรรมทางการเกษตร
องคค วามรใู นการจดั การนํ้า
การจดั การนาํ้ เปน ภมู ปิ ญ ญาทพ่ี บในหมบู า นนาเวยี งใหญแ ละบา นหว ยตาด
กรณีบานนาเวียงใหญเห็นจาก “พัด” ท่ีสรางจากไมไผสามารถสงน้ําจาก
ลําน้ําหมันเขาสูไรนา และการขุดสระเพ่ือกักเก็บนํ้าในเกษตรกรบางรายในพื้นที่
โคก กรณบี า นหว ยตาดเหน็ ไดจ ากการขดุ สระเลก็ ๆ ในทด่ี นิ ของชาวบา นบางรายที่
มลี กั ษณะเหมาะสม และขดุ สระขนาดใหญเ พอื่ ใชเ ปน สระนา้ํ สาธารณะของหมบู า น
เพอ่ื เกบ็ นา้ํ ไวใ นการทาํ การเกษตรและยามแลง ดงั นนั้ “พดั ” และ “สระ” จงึ เปน
องคความรูในการจัดน้ําที่มีประสิทธิภาพระดับหน่ึงเพื่อสํารองน้ําใชในยามแลง
และชว ยผนั นาํ้ เพอ่ื ใชใ นกจิ กรรมทางการเกษตร อกี ทง้ั ยงั ชว ยลดตน ทนุ ในการผลติ
ในแงดังกลาวองคความรูในการจัดการน้ําจึงมีสวนชวยเสริมสรางความ
มน่ั คงทางอาหารของชมุ ชนในมติ เิ ชงิ ปรมิ าณคอื สง เสรมิ ใหร ะบบผลติ อาหารของ
ชุมชนมคี วามย่ังยนื ขณะเดยี วกันในมติ เิ ชิงปรมิ าณการจัดการน้าํ ดงั กลา วก็มีสวน
ทาํ ใหเ กดิ อาหารประเภทสตั วน าํ้ ทงั้ ในทางธรรมชาตทิ ใ่ี กลก บั พดั มกั เปน ทอ่ี ยอู าศยั
ของปลาหรอื ทค่ี นทอ งถน่ิ เรยี กวา “วงั ปลา” ขณะทสี่ ระทข่ี ดุ ขนึ้ ชาวบา นกส็ ามารถ
เลยี้ งสัตวนํ้าไวกินในครวั เรอื น หากมีปรมิ าณมากก็ขายใหเพือ่ นบา นและตลาดได
ดวยเชนกัน อยางไรก็ตามภูมิปญญาดังกลาวก็มีขอจํากัดสําคัญประการหน่ึงคือ
เง่ือนไขเชิงกายภาพของพื้นที่ที่ไมเหมาะสมในการสราง “พัด” และขุด “สระ”
ทท่ี าํ ใหค รัวเรอื นตางๆ มศี ักยภาพเขา ถงึ แหลงนา้ํ และอาหารไมเทา เทียมกัน
269
270 ¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
องคความรใู นการหาของปา จับปลา และลาสัตว
การเก็บหาอาหารจากปา ปลาจากแหลงนํ้า และการลาสัตวเพื่อนํามา
บริโภคในครัวเรือนของคนบานนาเวียงใหญและหวยตาดไมไดเปนหนาท่ีของคน
ใดคนหนง่ึ หากแตเ ปน การทาํ หนา ทรี่ ว มกนั ของสมาชกิ ทกุ คนทสี่ ามารถทาํ ไดเ มอื่
มีเวลาวา งงานในนาและไร ดังน้ันครัวเรอื นท่ีมีจาํ นวนสมาชกิ หลายคนยง่ิ ทาํ ใหไ ด
อาหารหลากหลายประเภทมากยงิ่ ขนึ้ สง่ิ ทนี่ า สนใจคอื หากทง้ั ผชู ายและผหู ญงิ จะ
เขา ไปเกบ็ หาอาหารจากปา ไดห มด แตผ หู ญงิ จะเกบ็ หาไดม ากกวา เพราะจะรแู หลง
อาหารวา เกดิ อยสู ว นไหนของผนื ปา มากกวา ผชู าย ซงึ่ เกดิ จากการสงั เกตและการ
เกบ็ หาอยูเปนประจํา
การเก็บหาอาหารจากปาพบวา ชาวบานท้ังสองหมูบานจะใชมือเด็ดจาก
ลําตนเสียเปนสวนใหญ เชน ผักท่ีเปนตนก็จะใชมือเด็ดยอดออน ผลหรือเด็ดที
ละใบ เชน ผกั หวาน สะเดา เปน ตน สว นการเก็บเหด็ ชาวบา นจะมีทกั ษะในการ
จําแนกวา เห็ดชนิดใดท่ีนํามากินได และเห็ดชนิดใดที่เปนพิษ โดยเห็ดเกือบทุก
ชนิดมีปรมิ าณมากในชวงฤดูฝน หลงั จากที่ฝนตกติดตอกันได 10 วัน ชาวบา นจะ
เรม่ิ เขา ปา เพอ่ื ไปหาเหด็ ชนดิ ตา งๆ การเกบ็ เหด็ ตอ งใชค วามระมดั ระวงั พอสมควร
เนือ่ งจากเห็ดช้ํางา ย หากชํ้าจะทําใหเ สยี รสชาติและไมน า กิน
การเก็บหนอไมของชาวนาเวียงใหญและหวยตาดสวนใหญจะใช
ประสบการณท เี่ กิดจากการจดจาํ และการบอกเลาของผอู าวโุ สเปน หลกั เพ่ือใหรู
วาปา ไหนมีหนอไมพ ันธุใ ด และชวงเวลาใดท่ีไผจะออกหนอ โตเต็มที่ ถาเปน กอไผ
ขนาดใหญจะมีหนอไมหลายหนอ บางครั้งเก็บจากกอไผใหญเพียงกอเดียวก็ได
หนอ ไมเพียงพอกับการนําไปเปน อาหารแลว
สวนเครื่องมือท่ีใชเพื่อการเก็บหาอาหารในปา ชาวบานจะใชวิธีการงายๆ
ไมส ลบั ซบั ซอน โดยใชมดี เปนอุปกรณส าํ คัญในการเกบ็ เชน ใชเกบ็ ผักและผลไม
ตัดหนอ ไม ใชถางปา ทร่ี กทึบ ใชตดั ฟนมาทําเชือ้ เพลิง รวมถงึ ยงั เปนอาวธุ ปอ งกัน
ตวั จากสตั วร า ย เปน ตน ซง่ึ มดี ทค่ี นในชมุ ชนใชน นั้ มหี ลายประเภท เชน มดี พก มดี
สนั้ มดี ยาว คนในชมุ ชนนยิ มใชม ดี พก ผชู ายนยิ มเหนบ็ มดี พกไวท เี่ อวทกุ ครงั้ ทเ่ี ขา
270
¨Ò¡»†Òʤً ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹” 271
ปา หาอาหาร สว นผหู ญงิ จะเกบ็ มดี พกไวใ นยา มเมอ่ื ตอ งการใชก น็ าํ ออกมาจากยา ม
ขณะทก่ี ารลา สตั วใ นปจ จบุ นั พบวา ชาวนาเวยี งใหญแ ละหว ยตาดเขา ปา ไปลา สตั ว
ไมม ากนกั เพราะสตั วป าลดลง เมอ่ื เขาปา ไปลา สัตวมักไมค อ ยไดส ัตวก ลับมา การ
หาอาหารประเภทเน้ือสัตวจากปาของชาวบานจึงไดคอนขางจํากัด สวนใหญจะ
เปน พวกกระตา ยปา
สว นการจบั ปลานนั้ เครอ่ื งมอื ทช่ี าวบา นใชเ พอ่ื หาอาหารจากแมน า้ํ ลาํ หว ย
สระ สวนใหญจะเปนเคร่ืองมือที่ชาวบานทําขึ้นเอง โดยใชเวลาท่ีวางจากการ
ทํางานในไรเพื่อจักสานตามฤดูกาลเพื่อใหมีอุปกรณการหาปลาที่เพียงพอ เกือบ
ทกุ หลงั คาเรือนจะมีอุปกรณเ หลานเ้ี กบ็ ไวทกุ บา น เชน สวิง แห เบ็ด ของ เปน ตน
ชาวบา นโดยเฉพาะกลมุ ผสู งู อายจุ ะมคี วามสามารถในการผลติ เครอ่ื งมอื จบั สตั วน าํ้
นอกจากนี้ชาวบานยังสรางเครื่องมือใหเหมาะกับการหาอาหารประเภทอาหาร
ตางๆ คือ ถาเปนปลาท่ีมีขนาดเล็กคนในชุมชนจะใชสวิงที่มีตาถี่เพื่อชอนปลา
แตถ า เปน ปลาขนาดใหญจ ะใชเ บด็ ตกปลา สว นฤดกู าลทมี่ นี าํ้ หลาก บางครวั เรอื น
จะใชว ธิ กี ารจบั ปลาดว ยการสรา งคนั ขนึ้ มา โดยใชห นิ ซอ นสลบั กบั ดนิ เปน แนวยาว
ตรงกลางคันนํ้าจะใชตาขายหรือแหสําหรับดักปลา หรือการใชไซดักปลาบริเวณ
คันนํ้า เปนตน
จากที่กลาวมาจะเห็นไดวาองคความรูในการหาของปา จับปลา และลา
สัตวท่ีดูเรียบงาย หากทวากับแฝงไวซ่ึงคุณคาในการเสริมสรางความมั่นคงทาง
อาหารใหกับชุมชน ท้ังในมิติเชิงปริมาณและคุณภาพ ในแงปริมาณเครื่องมือใน
การจับปลาและลาสัตวตางๆ ลวนมีสวนสําคัญทําใหชาวบานหาของปาและลา
สัตวในปริมาณนอยแตพอเหมาะกับการบริโภคในครัวเรือน ทําใหแหลงอาหาร
จากธรรมชาติมีเหลือพอใหครัวเรือนเพ่ือนบาน รวมถึงเพ่ือนในชุมชนหรือ
หมูบานอ่ืนๆ เขามาใชทรัพยากรรวมกัน ขณะเดียวกันกิจกรรมบางอยาง เชน
การเวนเก็บหนอไมออนชวงปลายฤดูก็เปนกิจกรรมท่ีเปนมิตรตอสิ่งแวดลอม
และสรางความยั่งยืนในระบบการผลิตอาหารของชุมชน เพราะปลอยใหหนอไม
ออ นไดเติบโตและสามารถเกบ็ ไดตอในฤดกู าลตอ ไป เปนตน
271
272 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
ประเพณแี ละพิธกี รรมในมติ คิ วามมน่ั คงทางอาหารชมุ ชน
ประเพณีและพิธีกรรมท่ีเดนชัดในการสรางความม่ันคงทางอาหารใหกับ
ชุมชนคือ งานไหวภูอังลังและบุญขาวเปลือกขาวสาร กลาวคืองานไหวภูอังลัง
บา นนาเวยี งใหญม บี ทบาทในการสอ่ื ถงึ ดวงวญิ ญาณทส่ี งิ สถติ บนภอู งั ลงั และคอย
ปกปกษรักษาชาวบานและหมูบาน ทําใหเกิดขอหามและธรรมเนียมปฏิบัติให
ชาวบา นชวยกนั ดแู ลภูองั ลงั ในแงดงั กลาวพิธีกรรมจึงเปนเครือ่ งมอื สําคญั ในการ
ชวยรกั ษาปา พันธไุ ม และแหลงนํ้าทางธรรมชาติใหกับภอู งั ลงั โดยเฉพาะบริเวณ
ลานประกอบพธิ ที ถ่ี อื วา เปน “พน้ื ทศี่ กั ดส์ิ ทิ ธ”ิ์ หา มไมใ หผ ใู ดละเมดิ ในการใชพ น้ื ท่ี
และ/หรือตัดไมทําลายปา ซึ่งเทา กับวาชว ยรักษาปาเอาไวน น่ั เอง
ขณะที่งานบุญขาวเปลือกขาวสารของบานนาเวียงใหญและหวยตาดก็คือ
งานบุญที่มีเอกลักษณเฉพาะ เกิดจากการผสมผสานความเช่ือทองถ่ินท่ีสัมพันธ
กบั วถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ติ ทางการเกษตร ไมว า จะเปน ความเชอื่ เรอ่ื งความอดุ มสมบรู ณ
ของขาว การบูชาขาว และความเช่ือเหนือสิ่งธรรมชาติใหเขากับบริบททาง
พุทธศาสนาท่ีเปนจารีตหลักของชุมชน โดยมีนัยสําคัญตอการสรางความมั่นคง
ทางอาหารของชุมชน จากการนําขาวมาทําบุญและขายใหชาวบานในชุมชนที่
ประสบปญหาทางเศรษฐกิจหรือทํานาไมไดผ ล ซงึ่ ไมเพียงแตส อดรับตอ หลักการ
“การเขาถึง” และ “เสถียรภาพ” ทางอาหาร หากแตย ังใหคุณคา กบั “ศกั ดศิ์ รี”
ความเปน มนษุ ยใ หก บั กลมุ คนทป่ี ระสบปญ หาทางเศรษฐกจิ และการทาํ การเกษตร
ไมใหถูกตราหนาจากสังคมวาเปน “ผูดอยโอกาส” หรือ “ผูรับบริจาค” ดวย
เหตนุ งี้ านบญุ ขา วเปลอื กขา วสารกค็ อื รปู แบบของการ “ให” และ “รบั ” ซงึ่ ทาํ ใหท ง้ั
“ผูให” และ “ผูรับ” ไมเกิดความรูสึกท่ีเหล่ือมล้ําทางสังคมตอกัน โดยใช
พทุ ธศาสนาเปน เครอื่ งมอื สาํ คญั ในการเชอื่ มโยงความรสู กึ ดงั กลา วไดอ ยา งแยบยล
ทงั้ หลายทงั้ ปวงจงึ เหน็ ไดว า ภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ในการจดั การฐานทรพั ยากร
อาหารชุมชนเปนส่ิงที่ชาวบานนาเวียงใหญและหวยตาดพัฒนาข้ึนจากความรู
ความสามารถในเชงิ แกป ญ หา การปรบั ตวั ตลอดจนการสง่ั สมประสบการณแ ละ
สืบทอดอนั ยาวนานของชาวบา น เปน กระบวนการเรยี นรูทค่ี นและชมุ ชนปรับตัว
เขา หาระบบนเิ วศ ทมี่ กี ารเปลย่ี นแปลงอยา งเปน พลวตั ซงึ่ ประกอบดว ยระดบั องค
272
¨Ò¡»Ò† ÊÙ‹¤ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹” 273
ความรู 4 ระดับที่สมั พันธเ ก่ียวเนอ่ื งกนั
ระดับแรกคือ องคความรูเก่ียวกับสัตว ปลา พืช ดิน เห็ด ลักษณะทาง
กายภาพของพ้ืนทีท่ างการเกษตร และสภาพภูมอิ ากาศ เปนตน และรวมถงึ องค
ความรูเกย่ี วกบั การระบุชือ่ และการแยกประเภทสายพันธตุ างๆ
ระดบั ทส่ี องคอื การจดั การระบบอาหารของชมุ ชนซง่ึ รวมถงึ การปฏบิ ตั ิ เชน
การจดั การทด่ี นิ ทางการเกษตร การอนรุ กั ษด นิ การจดั การนาํ้ และการลา สตั วแ ละ
หาของปา เปนตน
ระดับท่ีสามคือ การสรางกฎเกณฑและระเบียบเพื่อใชในการจัดการองค
ความรูผานสถาบันตางๆ เชน ขอหามในการใชพ้ืนท่ีปาชุมชนทํากิจกรรมตางๆ
ทางการเกษตรเพ่อื ใหพน้ื ดงั กลา ว เปน แหลง อาหารของชมุ ชน
ระดับท่ีสี่คือ โลกทัศนของคนในชุมชนที่สะทอนใหเห็นการดํารงชีวิตที่
สมั พนั ธก บั ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ ม วธิ คี ดิ เรอื่ งความมนั่ คงทางอาหารของชมุ ชนที่
สมั พนั ธก นั ทง้ั ในมติ เิ ชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพโดยรอ ยรดั ดว ยหลกั การแบง ปน การ
ใชและผลติ อาหารอยา งย่งั ยืน และการมีชวี ิตอยูอ ยา งมศี ักดศ์ิ รี
อยา งไรกต็ ามสาระสาํ คญั ทสี่ ดุ นา จะอยทู วี่ ธิ กี ารจดั การทรพั ยากร หรอื การ
สรางองคความรูโดยชุมชนอยางมีประสิทธิภาพ ที่เกิดจากการระดมความเห็น
จากภาคสว นตางๆ ในชมุ ชนเปนเครอ่ื งยนื ยัน และวธิ กี ารทส่ี อดคลอ งกับงานวิจยั
ภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ในการจดั การระบบและความมนั่ คงทางอาหารของชมุ ชน กรณี
ศึกษาอําเภอดานซายโครงการนี้ เชน ชาวนาเวียงใหญใชระบบความเชื่ออยาง
ประเพณีไหวภูอังลังมาเปนเครื่องมือในการรักษาปาบนภูอังลัง ซึ่งไมเพียงแต
เปนการรักษาพ้ืนท่ีปาท่ีเปนแหลงอาหารสําคัญของชุมชน หากยังเปนการรักษา
พื้นที่แหลงตนนํ้าที่ทําใหเกิดความชุมชื้น ตรงขามกับหมูบานหวยตาดท่ีคอนขาง
จะออนกําลังและไมมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการจัดการปา
ภอู ังลงั คนหวยตาดจึงรกั ษาปาไดเพียงแคปาชุมชนเพยี งบางสว น ในขณะที่พื้นท่ี
สวนใหญบนภูอังลังกลับถูกบุกรุก เพื่อใชในกิจกรรมทางการเกษตรจนกลายเปน
เขาหัวโลน ดินเสื่อมสภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และแหลงตนน้ํา
สาํ คัญถกู ทาํ ลาย เปน ตน
273
274 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
กลาวโดยสรุปจากแผนที่ความคิดภูมิปญญาทองถิ่นในการจัดการฐาน
ทรัพยากรอาหารของชุมชนบานนาเวียงใหญและบานหวยตาดก็คือ องคความรู
ในการจัดการที่ดินและกิจกรรมทางการเกษตร องคความรูวาดวยลมฟาอากาศ
และกิจกรรมทางการเกษตร องคความรูในการจัดการนํ้า องคความรูในการหา
ของปา จับปลา และลาสัตว และประเพณีและพิธีกรรมในมิติความมั่นคงทาง
อาหาร ภมู ปิ ญ ญาเหลา นเ้ี ปน สง่ิ ทช่ี มุ ชนมอี ยเู ปน ทนุ ทางสงั คมและเกดิ การปรบั ตวั
องคค วามรดู งั กลา วใหเ ขา กบั ความรใู หมๆ จากนอกชมุ ชน เชน ความรจู ากสอ่ื สาร
มวลชนและองคก รทง้ั ของภาครฐั และเอกชน เพอื่ ใชใ นการจดั การกบั ภาวะผนั แปร
ทางสงิ่ แวดลอ ม เศรษฐกจิ และสงั คม ทส่ี มั พนั ธก บั ระบบการผลติ อาหารของชมุ ชน
ดวยเหตุน้ีภูมิปญญาจึงมีบทบาทสําคัญตอชุมชน ในแงของการตรวจสอบปญหา
ตา งๆ ทส่ี ง ผลกระทบตอ ระบบอาหารทง้ั ในแงแ รงกดดนั จากสงิ่ แวดลอ ม เศรษฐกจิ
และสังคม เพ่ือทําใหเกิดชุมชนเกิดการเรียนรูและปรับตัวองคความรูใหเทาทัน
ตอสถานการณ จนนําครัวเรือน ชุมชน และทองถิ่นไปสูความม่ันคงของระบบ
อาหารและความม่ันคงทางอาหารอยางย่ังยืน เทาเทียม และดํารงชีวิตอยูอยาง
มศี กั ดิ์ศรี
274
¨Ò¡»†ÒÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹” 275
สํารบั ไทดา น
บทสรปุ คุณภาพความ “นวั ” และ “แซบ”
ทง้ั หลายทงั้ ปวงจะเหน็ วา กวา จะเปน สาํ รบั ไทดา นจานหนง่ึ ๆ ของแตล ะครวั
เรอื น สาํ รบั นนั้ ๆ ตอ งสมั พนั ธก บั เรอ่ื งราวทหี่ ลากหลายและซบั ซอ น บา งกส็ มั พนั ธ
กับภูมินิเวศของชุมชน บางสัมพันธเชิงประวัติศาสตร บางสืบเน่ืองกับแหลงท่ีมา
ของอาหารจากแหลง ตา งๆ ไมว า จะเปน ธรรมชาติ การเกษตร และตลาด จนกระทงั่
กา วยา งเขา สคู รวั เรอื นไทดา น เพอื่ ปรงุ แตง เปน สาํ รบั ตา งๆ ดว ยเหตนุ สี้ าํ รบั ไทดา น
จงึ ถกู ผนวกเขา กบั เรอ่ื งราวในมติ ทิ างสงั คมและวฒั นธรรม ความเชอ่ื การแพทยพ นื้
บา น และโภชนาการ อยา งไมอ าจหลกี เลย่ี งได
ในมิติสังคมและวัฒนธรรม สํารับไทดานประกอบดวยเร่ืองราวที่หลาก
หลายมิติ ทั้งการมองผานกายภาพของเฮือนท่ีอยูอาศัย เฮือนครัว ตลอดจนขาว
ของเคร่ืองใช ซ่ึงทั้งหมดลวนมีสวนสําคัญตอการทําความเขาใจเร่ือง “สุขภาวะ”
ผานการมอง “ครัว” ตลอดจนขาวของเคร่ืองใชท่ีจําเปนในการปรุงแตงสํารับ
ไทดานตางๆ เพื่อใหเหมาะกับสํารับการกินตางๆ ประการสําคัญยังทําใหเห็นวา
เร่ืองอาหารไดเขามามีบทบาทและอิทธิพลผานการพูดคุยของคนรุนกอน ไมวา
จะเปนคํา “ผญา” การมองรสชาติอาหารผานคําทองถ่ิน หรือแมกระท่ังนิทาน
พื้นบานปรัมปราอยาง “ขันตาปา” ท้ังหมดลวนเปนเคร่ืองมือสําคัญที่ทําใหเกิด
การถายทอดและเรยี นรสู าํ รับอาหารไทดา นผา นรุนตอรนุ อยางไมรจู บ
กินอยูอยางคนไทดานจึงสะทอนใหเห็นวัฒนธรรมการกินอยูในรูปแบบ
ตา งๆ นบั ตงั้ แตม อ้ื ของอาหารของแตล ะวนั ประเภทอาหารทม่ี หี ลากหลายกรรมวธิ ี
ในการปรุงแตง ส่ือผา นเปนสํารบั ตางๆ เร่อื งราวของ “แจว” อาหารพ้นื บานประ
เภทนํ้าพรกิ ทมี่ ากสตู ร สํารับอาหารตามฤดูกาล อาหารถนอมวฒั นธรรมนาํ้ ผกั สะ
ทอนและปลารา และสํารบั ไทดา นที่ “หาย” หรอื ไมนิยม
วัฒนธรรมอาหารเหลานี้จะทําใหเห็นภาพมุมกวางวา ในมื้ออาหารหน่ึงๆ
การกินอยูอยางคนไทดาน ไมเพียงแตคนไทดานจะมีทางเลือกและการเขาถึงที่
หลากหลาย หากแตส าํ รบั อาหารเหลา นย้ี งั มคี ณุ คา ทงั้ ในแงก ารแพทยพ น้ื บา นและ
โภชนาการ ผานการปรุงแตงดวยสวนผสมตางๆ ท้ัง พืชผักพื้นบาน แมง แมลง
275
276 ¨Ò¡»Ò† ÊÙ¤‹ ÃÑÇ “ä·´Ò‹ ¹”
สัตวปา และสัตวนํ้าตามทางธรรมชาติซ่ึงมีใหเก็บตามฤดูกาล ดังน้ัน หากกินอยู
ใหเหมาะสม สํารับไทดานมีสรรพคุณไมตางจาก “ยา” ขณะเดียวกัน การกิน
อยูยังเปนภาพสะทอนใหเห็นการเปล่ียนแปลงของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรม ดังเหน็ ไดจ ากการศกึ ษาสํารับไทดานที่ “หาย” หรือไมน ิยม เชน
ซปุ ผักสรา งและแจวปู
อยางไรก็ตามสิ่งที่นาฉุกคิดก็คือ วัฒนธรรมกินอยูอยางคนไทดานที่กลาว
มากําลังเสี่ยงตอภาวะเปราะบางจนนําไปสูความไมมั่นคงทางอาหารของชุมชน
ดงั เห็นจากขอมลู พนื้ ฐานในบทตางๆ ไมว า จะเปนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม และฐานทรัพยากรอาหารท่ีทําใหวิถีการดําเนินชีวิตในสังคม
เกษตรเปล่ยี นไปจากพงึ่ ตนเองสูร ะบบตลาด กลา วคอื ในวัฒนธรรมบานนาอยาง
บานนาเวียงใหญมีการผลิตเพ่ือบริโภคในครัวเรือน ชาวนาเวียงใหญสวนใหญ
มองอาหารเปนศูนยกลางของความหลากหลายทางวัฒนธรรมเปนสวนหน่ึงของ
เกษตรกรรม ที่เก้ือกูลระหวางสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติและมนุษย กับความ
หลากหลาย และความสมดุลของการผลิตใชเองเพื่อบริโภค ที่สอดคลองกับ
วฒั นธรรม
อยางไรก็ตามคุณภาพชีวิตดังกลาวไดจางหายไปกับการผลิตเพ่ือจําหนาย
ซงึ่ พบเห็นไดจากวัฒนธรรมบา นไรอ ยางบานหว ยตาด ชาวหว ยตาดสวนใหญเนน
การปลูกพืชเชิงเด่ียวท่ีใชสารเคมีจํานวนมาก ซ่ึงการปลูกพืชเชิงพาณิชยท่ีเขามา
แทนทีน่ นั้ ทําลายการพ่งึ ตนเองดานอาหาร จาํ เปน ตอ งพง่ึ ตลาด เชน การตองซอื้
เมลด็ พนั ธุ ปยุ สารกาํ จดั ศตั รพู ชื การเกษตรทผ่ี ลติ อาหารหลากหลายและมคี ณุ คา
แปรเปลี่ยนเปนการเกษตรภายใตตลาดเมล็ดพันธุจากบริษัทรายใหญ ตลาดของ
สารกาํ จดั วัชพืชและสารกําจดั ศัตรูพืช เกษตรกรแปรจากผผู ลติ ท่ีเคยเปนเจา ของ
ปจ จยั การผลติ กลายเปนผูบริโภคผลติ ภัณฑก ารเกษตรของบรรษัทผเู ปน เจา ของ
สทิ ธบิ ตั รผลิตภัณฑตา ง ๆ สญู เสยี ปจ จยั การผลิตและเปนหน้ีสินพอกพูน
ปรากฏการณในวัฒนธรรมบานไรสงผลทําใหฐานทรัพยากรอาหารจาก
แหลง ตางๆ เร่ิมเสอ่ื มสภาพและลดปรมิ าณลง จนทาํ ใหอ าหาร “สมยั ใหม” และ
276
¨Ò¡»Ò† ʤً ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹” 277
อาหารจากตลาดเขา มาขบั เบยี ด “สาํ รบั ไทดา น” หลายๆ สาํ รบั เปน เพยี งเรอื่ งเลา
หรอื เปน สง่ิ ทที่ อ งถนิ่ โดยเฉพาะคนรนุ ใหมห ลงลมื และไมร คู ณุ คา เชงิ วฒั นธรรม การ
แพทยพื้นบาน โภชนาการ ตลอดจนอัตลกั ษณของตนเอง
ในมุมหนึ่งอาหารจากตลาดจึงทําหนาท่ีเปนสื่อกลางท่ีชวยทําใหชาวบาน
เขาถึงอาหารที่หลากหลายมากข้ึน แตอีกมุมหนึ่งผลกระทบท่ีตามมาก็คือ ชาว
บานตองเสียคาใชจายใหกับอาหารจากตลาดมากข้ึน รวมถึงยังเสี่ยงตออาหาร
ไมปลอดภยั และภาวะทพุ โภชนาการ โดยเฉพาะอาหารสําเรจ็ รปู และอาหารสมัย
ใหม ซ่ึงชาวบานไมรูท่ีมาที่ไปและขาดองคความรูในการจัดการอาหารจากแหลง
ดังกลาวเทาท่ีควร
ดว ยเหตนุ ค้ี วามทา ทายจงึ เกดิ ขนึ้ กบั คนไทดา นวา จะกา วยา งอยา งไรในโลก
สมยั ใหม ใหค วามม่ันคงทางอาหารของชุมชนดาํ รงอยูอยา งยง่ั ยนื โดยไมสูญเสีย
อัตลักษณ คุณภาพชีวิต และดํารงอยูอยางมีศักดิ์ศรีสมกับรสชาติสํารับอาหารท่ี
มีความ “นัว” และ “แซบ” อยูในตัว
คําตอบคงอยูที่ “ความรู” และ “การปรับตัว” ของชุมชนใหเทาทันตอ
สถานการณดังกลา วนัน่ เอง
277
278 ¨Ò¡»†Òʤ‹Ù ÃÑÇ “ä·´‹Ò¹”
เอกสารอา งอิง
เอกรินทร พึ่งประชา และคณะ (2555). รายงานวิจัยภูมิปญญาทองถิ่นในการ
จดั การระบบและความมน่ั คงอาหารชมุ ชน: กรณศี กึ ษาหมบู า นในอาํ เภอ
ดานซา ย จงั หวดั เลย. กรุงเทพฯ: สาํ นกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวิจยั
เอกรินทร พึ่งประชา และคณะ(2555). ภูมิปญญาทอ งถ่นิ ในการจดั การระบบนา
และไรเพ่ือความม่ันคงทางอาหารของชุมชนหมูบานในอําเภอดานซาย
จงั หวดั เลย. เลย: รุง แสงธรุ กจิ การพิมพ
278
¨Ò¡»†ÒÊÙ‹¤ÃÇÑ À“Ò䤷¼´¹‹Ò¹Ç¡” 279
ภาคผนวก
279
280 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”
280
°»¦¤ª· µ¡´ r»¡º µ¦¦¤µ
· °oµµÁª¥¸ Ä®n¨³®oª¥µ
¨µÎ ´ ɺ°ª· ¥µ«µ¦r ª«r ɺ°o°É· ¨´ ¬³ §¼µ¨ nª¸ÄÉ o¦³Ã¥r ¦³Ã¥r
1. Berleria luuina Lindl. ACANTHACEAE Á¨¡´ ¡° ¡¤»n ¨°¸ Ä ¤»Å¡¦
2. Amaranthus lividus Linn. AMARANTHACEAE ´
¤ ¨¤o ¨» Ê´ o °µ®µ¦
3. Amaranthus sp. AMARANTHACEAE ´
¤n µ ¨¤o ¨» Ê´ o °µ®µ¦
4. Amaranthus spinosus L. AMARANTHACEAE ´
¤®µ¤ ¨¤o ¨» Ê´ o °µ®µ¦
5. Crinum sp. AMRAYLLIDACEAE ¡¨´ ¡¨¹ ¨¤o ¨» ¨°¸ °, Ä ¦³´ , ¤»Å¡¦
6. Buchanania lanzan Spreng ANACARDIACEAE ¤³¤nª®ª´ ¤¨ª´ Ťo o ¨°¸ o , ¨, Á¤¨È , ¦µ ¤»Å¡¦, Á¢°¦r·Á°¦r
7. Goniothalamous laoticus ANNONACEAE
µo ª®¨µ¤ Ťo o ¨°¸ o , Á¨º° ¤»Å¡¦
8. Polyalthia virdis ANNONACEAE ¥µ Ťo o ¨°¸ o n°¦oµ
9. Spondias pinnata ANACARDIACEAE ¤³°n µ Ťo o ¨°¸ ¨, İn°, ¦µ°n° °µ®µ¦, ¤»Å¡¦
10. Aganonenon polymorphum Pierre ex Spire APOCYNACEAE ¤o ¨¤ ŤÁo ¨Êº°¥ ¨°¸ o ¤»Å¡¦
11. Alstonia scholaris (L.) R.Br. APOCYNACEAE ¸ÁÈ Å¤o o ¨°¸ Á¨º°, o ¤»Å¡¦, n°¦oµ
12. Holarrhena pubescens Wall. Ex G. Don APOCYNACEAE ä Ťo o ¨°¸ ° ¦³´
13. Kopsia arborea Blume APOCYNACEAE ¤³µÎ ¸ªµ¥ Ťo o §¼¦o° ¨ ¤»Å¡¦
14. Wrightia arborea (Dennst.) Mabb. APOCYNACEAE 䤴 Ťo o ¨°¸ °Å¤o ¦³´
15. Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson ARACEAE »Á˸¥ (») ¨¤o ¨» ®µª, ¦o° ®ª´ °µ®µ¦
16. Amorphophallus sarabunensis Gegnep. ARACEAE °¸¨° (») ¨¤o ¨» ®µª, ¦o° ®ª´ °µ®µ¦
17. Amorphophallus sp. ARACEAE °¸¨µ¥ (») ¨¤o ¨» ®µª, ¦o° ®ª´ °µ®µ¦
18. - ARACEAE ° ¨¤o ¨» ®µª, ®ª´ , Ä °µ®µ¦
19. Calamus sp. ARECEAE ®ªµ¥n µ ¡»n¤ ¨°¸ ·É, ¥°°n° ¦³Ã¥r ª´É Å, °µ®µ¦
20. Asparagus racemosus Willd. ASPARAGACEAE ´ ¸µo ¡»¤n , ®µª İn° °µ®µ¦
21. Emilla sonchifoila (L.) DC. ASTERACEAE ´ ¨Ê·¸É ¨¤o ¨» ¨µÎ o , ¥° °µ®µ¦
22. Bassella rubra L. BASELLACEAE ´ ¨´ Á¨Êº°¥ Ê´ o ¤»Å¡¦
ÀÒ¤¼¹Ç¡ 281¨µÎ ´ ºÉ°ª· ¥µ«µ¦rª«rɺ°o°·É¨´ ¬³§¼µ¨nªÉĸ o¦³Ã¥r¦³Ã¥r
23. Millingtonia BIGNONIACEAE ¸ , µ³¨° o ¨°¸ ° ¤»Å¡¦
28124. Oroxylum idicum (L.) Kurz BIGNONIACEAE Á¡µ o ¦o° ¥°°n°, ´, Á¨º° °µ®µ¦, ¤»Å¡¦
25. Pauldopia BIGNONIACEAE ¦³´ ° o ¨°¸ ° ¦³´
26. Bombax celba L. BOMBACACEAE ·Êª o ®µª, ¦o° ¨ °µ®µ¦
27. Canarium sublatum Guillaumin BURSERACEAE ¤´ Á¨Éº°¤ o ®µª ¨ °µ®µ¦
28. Garuga pinnata Roxb. BURSERACEAE ³¦Ê ε o ¨°¸ o , Á¨º°, Ä, ¨ ¤»Å¡¦
29. Protium serratum Engl. BURSERACEAE ¤³Â¢ o ¦o° ¨ ¨Å¤o
30. Cevateva magna (Lour.) DC. CAPPARACEAE n¤» ʵΠo ¦o° ¥°°n°, Á¨º° °µ®µ¦, nµÂ¤¨
31. Celastrus paniculastus Wild. CELASTRACEAE ®¤µÂ Á¨Êº°¥ ¨, İn° ¦³Ã¥r ª´É Å, °µ®µ¦
32. Teminalla bellirica (Gaertn.) Roxb. COMBRETACEAE ¤°Â® o ¦o° ¨ °µ®µ¦
33. Terminalla chebula Retz var. chebula COMBRETACEAE ®¤µo¤¤° o ¦o° ¨ °µ®µ¦
34. Blumea balsamififera (L.) DC. COMPOSITAE ®µÄ®n ¡¤n» ¨°¸ Ä, ¦µ, ¨µÎ o ¤»Å¡¦
35. Momordica cochinchinesis Spreng. CUCURBITACEAE ¢´
µo ª Á¨Êº°¥ ¨°¸ °Å¤,o ¥°, Áµ °µ®µ¦, ¤»Å¡¦
36. Dillenia parviflora Griff. DILLENIACEAE ®¤µµo o ¦o° ¨ °µ®µ¦
37. Dioscorea alata L. DIOSCOREACEAE ¤´ Áµ Á¨Êº°¥ ®µª, ¦o° ®ª´ °µ®µ¦
38. Discorea hispida Dennst. DIOSCOREACEAE ¨°¥ Á¨Êº°¥ ®µª, ¦o° ®ª´ °µ®µ¦
39. Dipterocarpus fuberculatus Roxb. DIPTEROCRAPACEAE µ, ¥µ¡¨ª o ¨°¸ o n°¦oµ
40. Hoppea odorata Roxb. DIPTEROCRAPACEAE ³Á¸¥° o ¨°¸ Á¨º° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å
41. Shorea roxburghli G.Don DIPTEROCRAPACEAE
³¥°¤ o ¨°¸ o n°¦oµ
42. Shorea siamesis Miq. DIPTEROCRAPACEAE Ť±o ´ o ¨°¸ o n°¦oµ
43. Dracaena loureiri Gagnep. DRACAENCEAE ´ ¦rÅ, ´ ¦rµ ¡»n¤ ¨°¸ Ä, o ¤»Å¡¦, ¦³Ã¥r ªÉ´ Å
44. Diospysus ehrefioides Wall. Ex G. Don EBENACEAE ´ Ánµ o ¨°¸ o ¤»Å¡¦
45. Diospyros mollis Griff. EBENACEAE ¤³Á¨º° o ¦o°, ¨ ¤»Å¡¦, ¦³Ã¥r ªÉ´ Å
46. Elaeocarpus sphaericus (Gaertn.) ELAEOCARPACEAE ®¤´ ¤n» o ®µª, ¦o° ¨ °µ®µ¦
282 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”¨µÎ ´ ɺ°ª· ¥µ«µ¦rª«rɺ°o°É·¨´ ¬³§¼µ¨n ªÉ¸Äo ¦³Ã¥r¦³Ã¥r
47. Baccaureau ramiflora Lour. EUPHORBIACEAE ¤³Å¢ o ¦o°, ¨ °µ®µ¦
28248. Bischofla javensis Blume EUPHORBIACEAE ¤ µ o »§¼ o , ¨ n°¦oµ, °µ®µ¦
49. Breynia glauca Craib EUPHORBIACEAE ´ µo ¡»¤n İn° °µ®µ¦
50. Croton raxburghii N.P.Balakr. EUPHORBIACEAE Á¨µo ®¨ª o »§¼ ¨µÎ o , Ä ¤»Å¡¦
51. Euphoria hirta L. EUPHORBIACEAE ʵΠ¤¦µ¸®r ¨¤o ¨» »§¼ Ê´ o ¤»Å¡¦
52. Jatropha gossypifollia L. EUPHORBIACEAE n¼ ¡»¤n »§¼ ¥µ ¤»Å¡¦
53. Phyllanthus embllca L. EUPHORBIACEAE ¤³
µ¤o °¤ o ®µª, ¦o° ¨ ¤»Å¡¦, °µ®µ¦
54. Suregada multiflorum (A.Juss.) Baill. EUPHORBIACEAE ®¤µ¼ o »§¼ o , Á¨º° ¤»Å¡¦
55. Senna siamea (Larn.) Iewin & Barneby FABACEAE
ʸÁ®¨È o »§¼ Ä, ¥°°n°, ° °µ®µ¦, ¤»Å¡¦
°n°
56. Castanopsis calathiformis (Skan) Rehder & Wilson FABACEAE n°
ʸ®¤¼ o ®µª ¨ °µ®µ¦
n°¡ª o »§¼ o , ¨Å¤o n°¦oµ, °µ®µ¦
57. Lithocapus fenestratus (Roxb.) Rehder FABACEAE ³
¡»n¤ »§¼ ¨ °µ®µ¦
ÅÃn È ¡¤»n ¨µÎ o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ª´É Å, °µ®µ¦
58. Flacourtia indica (Burm.f.) FLACOURTIACEAE Ån ¸» ¡»n¤ o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å, °µ®µ¦
Ån ¡»n¤ o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å, °µ®µ¦
59. Arundinria ciliate A. Camus GRAMINAEA ÅÁn ¨Ê¸¥ ¡»n¤ o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ª´É Å, °µ®µ¦
Å®n ¨µ¤ ¡n»¤ o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å, °µ®µ¦
60. Banbusa blumeana Schult GRAMINAEA ÅÁn °¸¥³ ¡n¤» o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å, °µ®µ¦
Ån ¡n¤» o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ª´É Å, °µ®µ¦
61. Bambusa natans Wall. Ex Munro GRAMINAEA ÅÁn p µ³ ¡»n¤ o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ª´É Å, °µ®µ¦
Å®n ¡n»¤ o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å, °µ®µ¦
62. Bambusa nana Roxb. GRAMINAEA Ån µ ¡»¤n o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å, °µ®µ¦
ÅÅn ¦n ¡»¤n o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å, °µ®µ¦
63. Cephalostachyum pergracile Munro GRAMINAEA
64. Cephalosatchyyum virgatum Kurz GRAMINAEA
65. Dendrocalamus asper Backer GRAMINAEA
66. Dendrocalamus giganteum Munro GRAMINAEA
67. Dendrocalamus hamiltonii Nees & Arn. Ex Munro GRAMINAEA
68. Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees. GRAMINAEA
69. Gigantochlao albociliata Munro GRAMINAEA
¨µÎ ´ ºÉ°ª· ¥µ«µ¦r ª«r ɺ°o°É· ¨´ ¬³ §¼µ¨ nª¸ÉÄo¦³Ã¥r ¦³Ã¥r
70. Thyrsostachys siamensis Gramble GRAMINAEA Ŧn ª ¡¤n» o , ®n°°n° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å, °µ®µ¦
71. Cratoxyium formosum (Jack) Dyer HYPENCAREAE ·Êª
µª o ®µª Ä, İn° °µ®µ¦
72. Irvingia malayana Olive. Ex A.W. Benn. IRVINGGICAEA ®¤µ¦³ o »§¼ o , ¨ n°¦oµ, °µ®µ¦
73. Gmeliha arborea Roxb. LABIATAE °o o »§¼ o . Ä ÁÈ ¡·¬
74. Tectona grandis L.f. LABIATAE ´ o »§¼ o n°¦oµ
75. Vitex penuncularis Wall. Ex Schauer LABIATAE ®¤µ¸ o »§¼ o ¤»Å¡¦
76. Cassytha filiformis L LAUACEAE ´ ªµ¨¡¦³°·¦r ŤÁo ¨Êº°¥ Áµ, ¥°°n° °µ®µ¦
77. Litsea glutinosa (Lour.) C.B.Rob. LABIATAE ®¤¸Á®È o »§¼ Ä ¤»Å¡¦
78. Barringtonia acutangula (L.) Gaertn. LECYTHIDACEAE ¦³ÃʵΠ, ·µ o »§¼ o n°¦oµ
79. Careya sphaerica Roxb. LECYTHIDACEAE ¦³Ã o »§¼ o n°¦oµ
80. Afzella xylocarpa (Kurz) Craib LEGUMINOSAE- ¤³nµ o »§¼ Ä, Á¤¨È °µ®µ¦
CAESALPINIOIDEAE
ÀÒ¤¼¹Ç¡ 283
81. Bauhinia variegate L. LEGUMINOSAE- Áʸ¥ª o ®µª, ¦o° Ä, ¥°°n° °µ®µ¦
283
CAESALPINIOIDEAE
82. Cassia sappan L. LEGUMINOSAE- µ ¡¤»n »§¼ ¨µÎ o ¤»Å¡¦
CAESALPINIOIDEAE
83. Cassia fistula L. LEGUMINOSAE- ¼ o »§¼ o n°¦oµ
CAESALPINIOIDEAE
84. Peltophorum dasyrachis (Miq.) Kurz LEGUMINOSAE- µ±» o »§¼ Á¨º° ¤»Å¡¦
CAESALPINIOIDEAE
85. Peltophorum pterocarpum (DC.) Backer ex K. Heyne LEGUMINOSAE- ¦³É·n µ o »§¼ o n°¦oµ
CAESALPINIOIDEAE
86. Acacua catechu (L.f.) Willd. LEGUMINOSAE- ¸Á¸¥ o »§¼ o , ·É n°¦oµ, ¤»Å¡¦
CAESALPINIOIDEAE
¨µÎ ´ ɺ°ª· ¥µ«µ¦r 284 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”ª«rºÉ°o°É·¨´ ¬³ §¼µ¨nªÄ¸É o¦³Ã¥r¦³Ã¥r
87. Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub. Var. keril (Craib & LEGUMINOSAE- Â o »§¼ o n°¦oµ
Hutch.) I.C. Nielsen284 CAESALPINIOIDEAE
88. Butea monosperma (Lam.) Taub. LEGUMINOSAE- µ o »§¼ o n°¦oµ
CAESALPINIOIDEAE
89. Dalbergia cochinchinensis Pierre LEGUMINOSAE-
³¥¼ o »§¼ o n°¦oµ
PAPILLIONIDEAE
90. Dalbergia nigrescens Kurz LEGUMINOSAE- ¦³¡Ê¸ o o »§¼ o ¦³Ã¥r ª´É Å
PAPILLIONIDEAE
91. Dalbergia oliveri Gamble LEGUMINOSAE- ·´ o »§¼ o n°¦oµ
PAPILLIONIDEAE
92. Erythrina subumbrans (Hassk.) Merr. LEGUMINOSAE- °° o ¦o° Ä °µ®µ¦
CAESALPINIOIDEAE
93. Millettia brandisiana Kurz LEGUMINOSAE- ¦³¡Ê¸´É o »§¼ o n°¦oµ
PAPILLIONIDEAE
94. Millettia xylocarpa Miq. LEGUMINOSAE- ´ ´É o »§¼ o n°¦oµ
PAPILLIONIDEAE
95. Plerocarpus macrocarpus Kurz LEGUMINOSAE- n¼ o »§¼ o n°¦oµ
PAPILLIONIDEAE
96. Limnocharis flava Buch. LEGUMINOSAE- ´ ¡µ¥ (´ ´ °) ¨¤o ¨» İn° °µ®µ¦
PAPILLIONIDEAE
97. Lagersoemia cuspidate Wall LYTHRACEAE ³Â o »§¼ o , É· n°¦oµ, ¤»Å¡¦
98. Lagerstroemia loudonii Teijsm. & Binn, LYTHRACEAE ŤÁo ¨º°¥/³Â o »§¼ o n°¦oµ
99. Lagerstroemia macrocarpa Wall. LYTHRACEAE µ³Á¨µ o »§¼ o , ° ¤»Å¡¦
100. Michelia baillonii (Pierre) Finet & Gagnep. MAGNOLIACEAE µÎ ¸ n µ o »§¼ o n°¦oµ
¨µÎ ´ ºÉ°ª· ¥µ«µ¦r ª«r ɺ°o°É· ¨´ ¬³ §¼µ¨ nªÄ¸É o¦³Ã¥r ¦³Ã¥r
101. Azadiracha indica A Juss. Var. siamesis Valeton MELIACEAE ³Áµ o »§¼ o , İn°, ¥°°n°, n°¦oµ, Äo ¦³Ã¥r
° ª´É Å, °µ®µ¦
102. Sandoricum koetjape (Burm.f) MELIACEAE ¦³°o o »§¼ o , ¨ n°¦oµ, °µ®µ¦
103. Toona ciliate M. Roem MELIACEAE ¥¤®°¤ o »§¼µ¨ o Äo ¦³Ã¥rªÉ´ Å (µÎ
¦³µ¬)
104. Walsura trichostemon Miq. MELIACEAE ¨µÎ Å¥n µ (´ ¨·Ê) o »§¼µ¨ o , ¨ n°¦oµ, °µ®µ¦
105. Tillacora traindra (Colebr.) Diels Á¨Êº°¥ »§¼µ¨ Ä, Áµ °µ®µ¦, ¤»Å¡¦,
MEMNISPERMACEAE ¥µn µ ¦³Ã¥r ªÉ´ Å (Áº°)
Á¨Êº°¥ »§¼ Áµ ¤»Å¡¦
106. Tinospora crispa (L.) Miers ex Hool.f & Thomson. MEMNISPERMACEAE °¦³Á¡È o »§¼ o n°¦oµ
107. Artocapus lacucha Roxb. MORACEAE ®µ o »§¼ Á¨º° ¦³Ã¥r ªÉ´ Å (µÎ Áº°)
108. Broussnetia papyrifera (L.) Vent. MORACEAE °µ o ®µª, ¦o° ¨ °µ®µ¦
109. Ficus racernosa L. MORACEAE ÁºÉ°n ° o »§¼ ¦µ ¤»Å¡¦
110. Ficus sp. MORACEAE Ŧ o ¦o° ¨ °µ®µ¦
111. Marus macroura Miq. MORACEAE ®¤µ®¤n° ¡¤n» »§¼ Ä, Á¨º° ¤»Å¡¦
112. Strables ilicifolius (Vidal) Corner MORACEAE
n°¥ o »§¼ o n°¦oµ
113. Tristaniopsis burmanica (Griff.) Peter G. Wilson & MYRTACEAE ¦³ÃÂ
ÀÒ¤¼¹Ç¡ 285
J.T.Waterth OPILIACEAE ´ ®ªµn µ o ¦o° İn° °µ®µ¦
114. Champereia manillana (Blume) Merr.285 PALMAE Ánµ¦oµ ¤»Å¡¦, °µ®µ¦
115. Caryota mitis L. PALMAE °o o »§¼ ¨, ¥°°n° n°¦oµ, ¤»Å¡¦
116. PALMAE ´ ¼ °µ®µ¦
117. Ceratopteris thalictroides (L.) Brongn. PASSIFLORACEAE ¦³¦ o »§¼ Ä, ¨ °µ®µ¦
118. Passiflora foetida L. POLYPODIACEAE µ¥µo ¸Â ¦³´
119. Platycerium holtlumii de Jonch & Hennipman RUBIACEAE Å
nÁnµ ¨¤o ¨» , ®µª İn° ¤»Å¡¦
120. Gardenia sootepensis Hutch
Á¨Êº°¥ »§¼ İn°, ¨
¨¤o ¨» »§¼ Ê´ o
o ¦o° °
¨µÎ ´ 286 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”ɰº ª· ¥µ«µ¦rª«rɺ°o°É·¨´¬³§¼ µ¨nªÉĸ o¦³Ã¥r¦³Ã¥r
121. Paederia linearis Hook.f. RUBIACEAE ®¤¼®¤µ Á¨Êº°¥ »§¼ Ä, ¦µ, ¥°°n° ¤»Å¡¦
122.286Aegle mamelos (L.) Correa ex Roxb. RUBIACEAE ¤³¤¼ o ¦o° ¨ °µ®µ¦
123. Feroniella lucida Swingle RUBIACEAE ®¤µ´ Á¨Êº°¥ Ä °µ®µ¦
124. Murraya paniculata (L.) Jack RUBIACEAE ªo ¡n¤» »§¼ ° ¦³´
125. Salix tetrasperma Roxb. SALICACEAE Ŧo (n») o »§¼ Á¨º° ¤»Å¡¦
126. Lepisanthes rubiginosa (Roxb.) Leenh. SAPINDACEAE ®¤µ®ª o ¦o° ¨ °µ®µ¦
127. Paranephelium longifoliotum Lec. SAPINDACEAE ¨µÎ Å¥n µ o ¨ °µ®µ¦
128. Sapindus trifoliatus DC. SAPINDACEAE ¤³µÎ ¸ªµ¥ o »§¼ ¨, o °µ®µ¦, n°¦oµ
129. Schleichera oleosa (Lour.) Oken SAPINDACEAE °o ¤o o ¨ °µ®µ¦
130. Xantolis burmanica (Collett & Hemsi.) P. Royen SAPOTACEAE ®¤µ¤µ o »§¼ Á¨º°, o , ¦µ ¤»Å¡¦
131. Limophphila arometica (Lamk.) Merr. SCROPHULARIACEAE ´ Â
¥ Á¨Êº°¥ Ä °µ®µ¦
132. Smilax inverse T.Koyama SMILACACEAE Á
º° Á¨Êº°¥ Ä °µ®µ¦
133. Datura metal Linn SOLANACEAE ¨µÎ á ¡n»¤ »§¼ Ä, ° ÁÈ ¡·¬
134. Turpinia pomifera (Roxb.) DC. STAPHYLEACEAE ¤³°n µ o ¨ °µ®µ¦
135. Byttneria andamanensis Kurz STERCULIACEAE ¨³®»nÁ¦º° Á¨Êº°¥ »§¼ Á¨º°, Áµ ¤»Å¡¦
136. Eriolaena candollei Wall. STERCULIACEAE ŤÁo ¨¸¥ o »§¼ Á¨º°, Ä ¤»Å¡¦
137. Pyrenaria diosyricarpa Kurz THEAECEAE ®¤µÁ¨¸¥ o »§¼ Ê´ o Äo ¦³Ã¥rªÉ´ Å
138. Schima wallichii (DC.) Korth. THEAECEAE µÎ µ o »§¼ o n°¦oµ
139. Aquilaria malaccensis THYMELAECEAE §¬µ o »§¼ o , Á¨º° ¤»Å¡¦,¦³Ã¥r ªÉ´ Å
140. Centella asiatica (L.) UMBELLIFERAE ´ ®° (ª´ ) ¨¤o ¨» Ä °µ®µ¦
°»¦¤ª· µ¡´r»¡º ɸ µªoµµÁª¥¸ Ä®n¨³®oª¥µ¨¼
¨µÎ ´ ºÉ°ª· ¥µ«µ¦r ª«r ɺ°o°·É §¼ÁÈ Á¥¸É ª ª·´¥ nªÉĸ o¦³Ã¥r ¦³Ã¥r
1. Allium ascalonicum L. ´ ªÉ´ (®°¤) »§¼ ¨¤o ¨» Ê´ o °µ®µ¦
2. Eucharis grandiflora Planch ALLIACEAE ªµn µª´ ¦o° ¨¤o ¨» Ê´ o ¦³´
3. Hippeastrum johnonii AMARYLLIDCEAE ªµn ¸É·« ¦o° ¨¤o ¨» ®ª´ ¤»Å¡¦
4. Bouea macrophylla Griff. AMARYLLIDCEAE ¤³¦µ ¦o° o ¨ °µ®µ¦
5. Mangifera indica (L.) ANACARDIACEAE ®¤µ¤nª ¦o° o ¨, Ä, ° °µ®µ¦
6. Annona squamosa L. ANACARDIACEAE ®¤µÁ
¸¥ »§¼ ¡¤n» ¨, Ä ¤»Å¡¦
ANONOACEAE (°o ¥®nµ)
µÎ µ (¨´É ¤) »§¼ ¡¤n»
7. Pumeria sp. APOCYNACEAE °µÎ ®µª, ¦o° ¨¤o ¨» ° Ân
Ä/o °µ®µ¦
8. Alocasia macrorrhizos (L). ARACEAE Á°º ®µª, ¦o° ¨¤o ¨»
ÀÒ¤¼¹Ç¡ 287Áº°µÎ®µª, ¦o°¨¤o ¨»
G.Don Á°º ®°¤ ®µª, ¦o° ¨¤o ¨»
287 ªµn ®µ¦³Á
o »§¼ ¨¤o ¨»
9. Colocasia esculenta (L.) Schott ARACEAE ·Êª (n») ¦o° o ®ª´ °µ®µ¦
®ª´ °µ®µ¦
10. Colocasia sp. ARACEAE ®ª´ °µ®µ¦
Ä ¤»Å¡¦
11. Colocasia sp. ARACEAE İn°, ° / ´ °µ®µ¦, Äo ¦³Ã¥r
ªÉ´ Å
12. Aloe vera (L.) Burm.f. ASPHODELACEAE ¨ °µ®µ¦
¥° °µ®µ¦, Ân
13. Ceiba pentandra (L.) Gaertn BONMBACACEAE ¨ °µ®µ¦
14. Anaus bracteatus Schult.f. BROMILLACEAE ®¤µ´ (´ ³¦) »§¼ ¨¤o ¨»
¡¤n»
15. Cereus hexagonous Mill CACTACEAE ¦³°Á¡¦ »§¼ ¨¤o ¨»
16. Schlumbergera truncate (Haw.) CACTACEAE ªo ¤´ ¦ »§¼ ¡¤»n
Moran
17. Carica papaya L. CARICACEAE ¤³°¹ »§¼ ¨, ¦µ °µ®µ¦
288 ¨Ò¡»Ò† Ê‹¤Ù ÃÇÑ “ä·´‹Ò¹”¨µÎ ´ ɺ°ª· ¥µ«µ¦rª«rɺ°o°É·§Á¼ È ÁÉ¥¸ ªª· ´¥nªÉĸ o¦³Ã¥r¦³Ã¥r
µªÁ¦º° »§¼ ¨¤o ¨»
28818. Tagetes erecta L. CACTACEAE ¤´ ªÂ/¤´ n¼ ®µª, ¦o° ¨¤o ¨» ° ¦³´
19. Ipomoea betatas (L.) Lam. CONVOLVULACEAE ´ »o »§¼ ¨¤o ¨» ®ª´ °µ®µ¦
20. Iponoea reptans Poir. CONVOLVULACEAE ªµ »§¼ Á¨Êº°¥ Ê´ o °µ®µ¦
21. Cucumis sativus (L.) ¨ °µ®µ¦
CUCURBITACEAE ¢´®°¤ (¢) »§¼ Á¨Êº°¥
22. Benincasa hispida (Thunb.) CUCURBITACEAE ¨ °µ®µ¦
Cogn. Á¨Êº°¥
CUCURBITACEAE ´ °¹ (¢´°) »§¼ Á¨Êº°¥ ¨ °µ®µ¦
23. Cucurbita pepo L. CUCURBITACEAE ʵΠÁµo »§¼ ¨, İn° °µ®µ¦
24. Lagenaria sciceraria (Molina) Á¨Êº°¥
CUCURBITACEAE ¤³¦³
ʸ »§¼ Á¨Êº°¥ ¨, İn° °µ®µ¦, ¤»Å¡¦
Standl. CUCURBITACEAE ¨, İn° °µ®µ¦
25. Momordica charantia (L.) ¢´
µo ª (
ʸµÁ¦º°) »§¼ Á¨Êº°¥
26. Momordica cochinchinensis CUCURBITACEAE Á¨Êº°¥
CUCURBITACEAE ª¼ »§¼µ¨ ¨ °µ®µ¦
Spreng. µÎ ¨¹ »§¼µ¨s ¨¤o ¨» Ä °µ®µ¦
27. Trichosanthes anguina (L.) DRACAENACEAE
28. Zehneria indica (Lour.) µÁº° (¨·Ê¤´ ¦) »§¼µ¨ o Ê´ o ¦³´
EUPHORBIACEAE ¡¤n»
Keraudren EUPHORBIACEAE ¤³Å¢n µ ¦o° ¡¤n» ¨ °µ®µ¦
29. Sansevieria trifasciata Prain EUPHORBIACEAE Ã »§¼ Ä Ân
¤´ o (¤´ ®µª ¡¤n» ®ª´ °µ®µ¦
var.trifasciata µÎ ³®¨´ ) ¡¤»n
30. Baccaurea ramiflora Lour. ¤³¥¤ »§¼ ¡¤»n
31. Codiaeum variegatum Blume. ¨³®n» »§¼
32. Manihot esculenta Crantz ´ ®ªµµo »§¼
33. Phyllanthus acidus (L.) Skeels. EUPHORBIACEAE ¨ °µ®µ¦
o , ¥°°n° ¤»Å¡¦, °µ®µ¦
34. Ricinus communis L. EUPHORBIACEAE ¥°°n° °µ®µ¦
35. Saurpous androgynus (L.) Merr. EUPHORBIACEAE