“บัดนี้ถึงวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561 ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีและอำนวยพรแก่ทุกๆ ท่าน ให้มีความสุข ความเจริญ ให้มีกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญาแจ่มใส เข้มแข็ง ตลอดจนประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 31 ธันวาคม 2560
สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี (พนส.ภาคกลาง) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศด้านสุขภาพภาคประชาชน ในวันที่ 18 ธันวาคม 2560 ณ สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี เพื่อ พัฒนาศักยภาพผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนระดับจังหวัดให้มีศักยภาพด้านการพัฒนาระบบ ข้อมูลและสารสนเทศด้านสุขภาพภาคประชาชน ปี2561 ได้แก่ ฐานข้อมูลประวัติอสม. / อสม. นักจัดการสุขภาพ / ตำ บลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ / ภาคีเครือข่าย /อสม. ดีเด่น /อาสาสมัคร ประจำครอบครัว (อสค.) /SMART อสม 4.0 ออนไลน์ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการจัดการสุขภาพชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก สสจ. และสบส.เขต ในภาคกลาง จำ นวน 60 คน ได้รับเกียรติจาก นายนัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย ผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดงาน และแนะนำ พนส.ภาคกลาง และได้รับ การสนับสนุนคณะวิทยากรในการบรรยายและ ฝึกปฎิบัติได้แก่ นายอภินันท์ นิลฉาย ผู้อำ นวยการ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ สำ นักบริหาร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, ดร.ศิริลักษณ์ หล่อพันธ์มณี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และนายชนินทร์ ห่านตระกูล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ กองสนับสนุน สุขภาพภาคประชาชน การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศด้านสุขภาพภาคประชาชน ปี 2561
การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาบุคลากรสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ บุคลากรของสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ (พนส.) 4 ภาค 5 แห่ง ผู้แทน กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน และกองสุขศึกษา ได้ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการฯ แลกเปลี่ยน สร้างความเข้าใจ และปรับระบบคิด(Mind Set)ร่วมกัน ในช่วงวันที่8-11 พฤศจิกายน 2560 ณสะเมิงรีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิในการเป็นวิทยากรในหัวข้อ ดังนี้ พญ.ประนอม คำ เที่ยง อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ ดร.นพ.ภาณุวัฒน์ปานเกตุ รองอธิบดี กรม สบส. บรรยายหัวข้อ ทิศทางการขับเคลื่อนสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ ดร.นพ.อมร นนทสุต อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บรรยายหัวข้อ การปฏิรูประบบการสาธารณสุขมูลฐาน ยุคประเทศไทย 4.0 และการจัดรูปโครงสร้างองค์กรด้วย POSCORB ดร.วิรัตน์คำศรีจันทร์มหาวิทยาลัยแม่โจ้หัวข้อ การพัฒนานวัตกร(Social Innovator), ดร.อดิศร วงศ์คงเดช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวข้อ การพัฒนากลุ่มงานบริหาร (Back Office)/Unity & Strengthen team, อ.ชัยรัตน์พัฒนเจริญ อดีตผู้อำ นวยการศูนย์สช.ภาคอีสาน หัวข้อ การจัดโครงสร้างการบริหารองค์กรแนวใหม่ ขอบพระคุณคณะผู้บริหาร วิทยากร และผู้จัด : พนส. ภาคเหนือ ซึ่งผลการประชุมครั้งนี้จะได้นำ ไปใช้ ในพัฒนาองค์กรของสถาบันพัฒนานวัตกรรมฯ ให้มีความเข้มแข็ง และเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง CENTRAL REGIONAL PRIMARY HEALTH CARE JOURNAL ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม 2560 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมด้านสุขภาพของ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรภาคประชาชน 2. เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน บทความทางวิชาการ งานวิจัยและ นวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษา แพทย์หญิงประนอม คำาเที่ยง อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บรรณาธิการ นายนัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย ผู้อำานวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ผู้ช่วยบรรณาธิการ นางสาวนริศรา อารีรักษ์ กองบรรณาธิการ • สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี นางมณฑา กิตติวราวุฒิ นางอัจจ์สุภา รอบคอบ นายบรรพรต เล็กชะอุ่ม • สำานักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 4 จังหวัดนนทบุรี นายพิพัฒน์พล พินิจดี • สำานักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 5 จังหวัดราชบุรี นางสาววารินทร์แช่มฉ่ ำา • สำานักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 6 จังหวัดชลบุรี นายบุญชัย พุทธนิมิตกุล • สำานักงานสาธารณสุขจังหวัด นางนิรชรา ปานทอง สสจ.ลพบุรี นายวสุนัยน์ มีสมศักดิ์ สสจ.พระนครศรีอยุธยา นางเอมอร บุตรแสงดี สสจ.กาญจนบุรี นายเชาวลิต นาคสวัสดิ์ สสจ.สระแก้ว เจ้าของและจัดทำาโดย สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี เลขที่ 100 หมู่ที่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำาบลเสม็ด อำาเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20000 โทรศัพท์0 3846 7249-50 โทรสาร 0 3846 7249-51 Website : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี Facebook : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ติดต่อ สอบถาม ติชม และแสดงความคิดเห็นได้ที่ E-mail address : [email protected] • วารสารนี้ไม่โจมตีสถาบัน หรือกลุ่มบุคคล • บทความ ข้อคิดเห็น ที่ปรากฏในวารสารนี้เป็นความรับผิดชอบ ของผู้เขียน เท่านั้น แนวทางการส่งเรื่องตีพิมพ์ ในวารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เป็น วารสารวิชาการของสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการสุขภาพ จัดทำาขึ้นเพื่อเผยแพร่งานวิจัย บทความ การจัดการความรู้วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) และนวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพของ หน่วยงานจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคประชาชน เป็นวารสารรายสามเดือน (3 เดือน ต่อครั้ง) เดือนตุลาคม - ธันวาคม, มกราคม - มีนาคม, เมษายน - มิถุนายน และกรกฎาคม - กันยายน การส่งเรื่องเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพภาค ประชาชนภาคกลาง ปี 2561 กองบรรณาธิการ ยินดีรับพิจารณาผลงานวิจัย บทความวิชาการด้าน สุขภาพภาคประชาชน เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่เป็นความ รู้และความก้าวหน้าทางวิชาการ ดังนี้ 1. ผลงานวิจัย ประกอบด้วยชื่อเรื่องชื่อ-ตำาแหน่ง ผู้วิจัย หน่วยงาน บทคัดย่อภาษาไทย บทนำา วัตถุประสงค์ วิธีการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ เอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับเนื้อหา ไม่เกิน 8 หน้า A4 ตัวอักษร AngsanaNew ขนาด 16 point) 2. บทความวิชาการ ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ชื่อผู้นิพนธ์ บทสรุปย่อเรื่อง บทนำา แหล่งที่มาของข้อมูล เนื้อหาสาระ และเอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับเนื้อหาไม่เกิน 5 หน้า A4ตัวอักษร AngsanaNew ขนาด16 point) การส่งต้นฉบับ ภายในเดือนแรกของแต่ละฉบับ โดยส่งต้นฉบับ 1 ชุด ในรูปแบบไฟล์word และ pdf พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลระบุชื่อ File และข้อมูลการ ติดต่อกลับ โดยจัดทำาหนังสือนำาส่งเพื่อ ขอพิจารณา ตีพิมพ์ จากหน่วยงานต้นสังกัดถึงผู้อำานวยการสถาบัน พัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ ภาคกลาง จังหวัดชลบุรี การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของวารสารสุขภาพ ภาคประชาชนภาคกลาง หลังจากจัดทำารูปเล่มวารสาร เรียบร้อย ผู้จัดทำาจะเผยแพร่วารสารเป็น E-book ใน Website สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการ สุขภาพ หากต้องการเป็นเล่มหนังสือโปรดสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวนริศรา อารีรักษ์ เบอร์โทรศัพท์038467249-50 หรือ0896866163 ส่งถึง ผู้อำานวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรม ด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี 100 หมู่ที่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำาบลเสม็ด อำาเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี 20000
บทบรรณาธิการ สวัสดีปีใหม่ พุทธศักราช 2561 เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และเครือข่ายวารสารสุขภาพ ภาคประชาชนภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ที่เคารพทุกท่าน ในปีงบประมาณ 2561 กรมสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ มีการ แบ่งส่วนราชการภายในขึ้นอีก 5 แห่ง คือ สถาบัน พัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ ภาคกลาง ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ภาคเหนือ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ภาคใต้ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชายแดนภาคใต้ ตั้งอยู่ที่จังหวัดยะลา ทุกแห่งใช้สถานที่ของศูนย์ฝกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชนภาค (สช.) เดิม ซึ่งขึ้นตรงกับอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยจัดตั้งเมื่อ 30 สิงหาคม 2560 และ เรียกชื่อย่อว่า พนส. สำาหรับภารกิจที่สำาคัญ สำาหรับสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ คือ เป็นหน่วยงานพัฒนาบุคลากรภายในกรมและภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่นและ เอกชน และภาคประชาชน เป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาและการจัดการนวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพ แต่ยังคงความเป็นศูนย์ฝกอบรมในรูปแบบสาธารณสุขมูลฐานเหมือนเดิม วารสารฉบับนี้ เป็นฉบับแรกของสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ โดยใช้หัวของวารสารเหมือนเดิม ฉะนั้น การให้บริการสำาหรับสมาชิกและเครือข่ายในการเผยแพร่ ผลงานในด้านต่างๆ แต่รูปแบบจะเป็นการเผยแพร่ผ่านเว็ปไซต์ของสถาบันพัฒนานวัตกรรม ด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง ซึ่งสมาชิกและภาคีเครือข่ายสามารถ Download เอกสาร ในรูปแบบ E-book ได้ด้วยตนเอง สถาบันหวังเป็นอย่างยิ่ง ในยุคประเทศไทย 4.0 จะทำาให้ บริการสมาชิกและภาคีเครือข่ายได้อย่างทั่วถึง ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ ตลอดปี 2561 ด้วยเทอญ นัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย บรรณาธิการ 2 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
บทบรรณาธิการ .......................................................................................................2 แนะนำาสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการ สุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ................................................................................4 แนวทางการพัฒนา อสม. 4.0 ..................................................................................6 พฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้านขายยาของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา Drug Buying Behavior from the Drug Stores among Consumers in Chachoengsao Province โดย ลลิตา พรพนาวัลย์ ...........................................................................................9 การพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยา ระงับความรู้สึกในห้องพักฟน กลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี โดย เพ็ญสุรัศมิ์ ธัญญรักษ์ ........................................................................................17 ผลของโปรแกรมปองกันการพลัดตกหกล้มต่อพลังความสามารถในการ จัดการความเสี่ยงและความสามารถทางกายของผู้สูงอายุ ตำาบลโคกสำาโรง อำาเภอโคกสำาโรง จังหวัดลพบุรี โดย อัมภรรณี ตันเจริญ ..........................................................................................25 การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายในการ ปองกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด โดย ชูเกียรติ แช่เอี้ย ..............................................................................................34 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี โดย ณัฐฤดี สุทธิบูรณ์ และอุเทน สุทิน .....................................................................42 สารบัญ 3 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ความเปนมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวง สาธารณสุข ได้จัดตั้งสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการสุขภาพ เป็นหน่วยงานในภูมิภาค เมื่อ 30 สิงหาคม 2560 ให้มีบทบาทเป็น ศูนย์กลางการพัฒนาศักยภาพกำาลังคนด้าน ระบบสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้กับบุคลากร ภายในกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และภาคี เครือข่ายด้านสุขภาพ ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน และภาคประชาชน เป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา การจัดการความรู้วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) และนวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการ สุขภาพ เรียกชื่อย่อว่า พนส. เป็นหน่วยงาน ระดับภาค 4 ภาค 5 แห่ง ตั้งอยู่ที่ศูนย์ฝกอบรม และพัฒนาสุขภาพภาคประชาชนภาค (ศูนย์ สช.ภาค) เดิม สนับสนุนการดำาเนินงานแก่จังหวัด ในพื้นที่เขตสุขภาพของแต่ละภาค ดังนี้ สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพ ภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ สนับสนุน การดำาเนินงานจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1-2-3 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี สนับสนุน การดำาเนินงานจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 4-5-6 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัด ขอนแก่นสนับสนุนการดำาเนินงานจังหวัดในเขต สุขภาพที่ 7-8-9-10 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพ ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช สนับสนุนการดำาเนินงานจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 11 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพ ชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา สนับสนุนการดำาเนินงานจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 12 วิสัยทัศน์ เป็นสถาบันชั้นนำา เสริมสร้างความร่วม มือพัฒนาเครือข่าย และนวัตกรรมระบบบริการ สุขภาพ ภายในปี 2564 พันธกิจ มุ่งมั่นส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนา ภาคี เครือข่ายและนวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง อำานาจหน้าที่ 1. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนา รูปแบบ และนวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพและ ระบบสุขภาพภาคประชาชน 2. พัฒนาและจัดการนวัตกรรม และ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการ สนับสนุนระบบสุขภาพชุมชนทั้งภายในประเทศ และนานาชาติ 3. พัฒนาบุคคลากรและภาคีเครือข่าย ด้านระบบบริการสุขภาพ 4. สร้างเครือข่ายนวัตกรรมและพัฒนา ช่องทางการสื่อสารและวิธีการให้เกิดผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ กระบวนการ รูปแบบใหม่ ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง 5. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการ ปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือ ได้รับมอบหมาย 4 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
ที่ตั้ง สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี 100 หมู่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำาบลเสม็ด อำาเภอเมือง จังหวัดชลบุรี Tel. : 038 467249-50 Fax : 038 467251 E-mail : [email protected] Facebook : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี การบริการสถานที่ ห้องประชุม/สัมมนา เป็นห้องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ ◊ ห้องประชุมขนาดใหญ่ ความจุไม่เกิน 80 คน จำานวน 1 ห้อง ◊ ห้องประชุมขนาดเล็ก ความจุไม่เกิน 40 คน จำานวน 5 ห้อง ห้องพัก เป็นห้องปรับอากาศพร้อมสิ่งอำานวยความสะดวก ◊ ห้องพัก 2 เตียง จำานวน 6 ห้อง ◊ ห้องพัก 5 เตียง จำานวน 2 ห้อง ◊ ห้องพัก 10 เตียง จำานวน 6 ห้อง สิ่งอำานวยความสะดวกทั่วไป ห้องอาหาร/จัดงานเลี้ยง ความจุ 80 - 100 คน ห้องนั่งเล่น อ่านหนังสือ พักผ่อนตามอัธยาศัย ลานเอนกประสงค์ แผนที่การเดินทาง 5 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560 สถานที่ใกล้เคียง
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมดิจิทัล” ข้อมูลข่าวสารสามารถส่งต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ทำาให้การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาเป็น สิ่งที่สำาคัญมาก โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านสุขภาพ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำารงชีวิต อีกทั้งรัฐบาล ยังมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยให้เข้าสู่ ประเทศไทย 4.0 มุ่งเน้นการนำานวัตกรรมและ เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการ ส่งเสริมกระบวนการทำางานให้มีประสิทธิภาพ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ รวมไปถึงการยกระดับ คุณภาพการให้บริการสาธารณสุขรวมสู่สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน (อสม.) ถือเป็นกลไกที่สำาคัญในการขับเคลื่อนงาน สุขภาพภาคประชาชนและยังเป็นบุคคลที่อยู่ ใกล้ชิดกับประชาชน กระทรวงสาธารณสุขโดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพซึ่งมีภารกิจหลักใน การส่งเสริมบทบาทและพัฒนา อสม. โดยเฉพาะ การส่งเสริม สนับสนุนให้ อสม. มีความรอบรู้และ เป็นผู้นำาในการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ จึงได้ มีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพ อสม. ให้เป็นอสม. 4.0 โดยการนำาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการทำางาน เพื่อให้การพัฒนาช่องทางการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันเวลา และมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำาคัญที่จะพัฒนา Application “สมาร์ท อสม.” ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือให้กับ อสม. ในการ ดูแลสุขภาพของตนเองและประชาชนได้อย่าง ถูกต้อง นำาไปสู่ชุมชนพึ่งตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป อสม. 4.0 หมายถึง อสม. ที่มีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ 2. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) 3. มีจิตอาสาและเป็นผู้นำาการเปลี่ยนแปลง ด้านสุขภาพ พัฒนาศักยภาพ หมายถึงการส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุน เช่น การให้ความรู้ผ่าน application สมาร์ท อสม. หรือสื่ออื่นๆ การฝกปฏิบัติ การอบรมพัฒนาศักยภาพเป็นต้น เพื่อให้ อสม. กลุ่มเปาหมายยกระดับเป็น อสม. 4.0 เกณฑ์ที่กำาหนด หมายถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้ สำาหรับประเมิน อสม. ที่จะยกระดับเป็น อสม. 4.0 โดยผู้ที่จะผ่านเกณฑ์จะต้องผ่านองค์ประกอบ การประเมิน 3 ประเด็น ดังนี้ 6 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
อสม. 4.0 เกณฑ์การประเมิน 1. สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น application สมาร์ท อสม. หรือโปรแกรมอื่นๆ ที่กำาหนดได้ 2. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือเรื่องอื่นๆ ที่กำาหนด 3. มีจิตอาสาและเป็นผู้นำา การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ มีทักษะปฏิบัติการให้การช่วยเหลือสังคมด้านปฐมพยาบาล เบื้องต้นและช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การปฐมพยาบาลเบื้องต้น หมายถึง การ ช่วยเหลือผู้ปวยหรือผู้บาดเจ็บเบื้องต้น ก่อนที่จะ ได้รับการดูแลรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ หรือก่อนส่งต่อไปยังสถานพยาบาล การช่วยฟนคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR : Cardiopulmonary Resuscitation) หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่ สภาพเดิม ปองกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการ ขาดออกซิเจนอย่างถาวร วัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนา อสม. ให้มีทักษะในการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) 2) เพื่อพัฒนา อสม. ให้มีความรอบรู้ ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ผ่านระบบการ สื่อสารดิจิทัล 3) เพื่อส่งเสริม สนับสนุนบทบาทของ อสม. ในการเป็นผู้นำาการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ กลุ่มเปาหมาย อสม. นักจัดการ สุขภาพชุมชน (ทุกตำาบลๆ ละ 30 คน) และ อสม. ที่มี Smart Phone ครอบคลุมทุกตำาบล ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำานวน 300,000 คน วิธีการ เรียนรู้ผ่าน Application “สมาร์ท อสม.” หรือสื่ออื่นๆ การอบรม/ฝกปฏิบัติ เกณฑ์/เปาหมาย 1.ร้อยละ 70 ของ อสม. กลุ่มเปาหมายมี ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (ร้อยละ 70 = 210,000คน) 2.ร้อยละ 35 ของ อสม. ที่มีความรู้เรื่อง การปฐมพยาบาลเบื้องต้นมีทักษะการช่วยฟน คืนชีพขั้นพื้นฐาน (ร้อยละ 35 = 73,500 คน) (เฉลี่ย ตำาบลละ 11 คน) 7 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
8 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ที่มา เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดนโยบายและแนวทางการดำาเนินงาน สุขภาพภาคประชาชนสู่การปฏิบัติ ปี 2561” ระหว่างวันที่ 12 – 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ณ โรงแรมโคโค่วิว ตำาบลแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม แนวทางการพัฒนา Application “สมาร์ท อสม.” สิ่งสนับสนุน 8 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
9 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560 พฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้านขายยาของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา Drug Buying Behavior from the Drug Stores among Consumers in Chachoengsao Province ลลิตา พรพนาวัลย* บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะข้อมูลส่วนบุคคล ปจจัยทางการตลาดของ ร้านขายยา กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค พฤติกรรมการซื้อยาจากร้านขายยาของ ผู้บริโภค และความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะข้อมูลส่วนบุคคล ปจจัยทางการตลาดของร้านขายยา กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกับพฤติกรรมการซื้อยาจากร้านขายยาของผู้บริโภค ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้บริโภคที่ซื้อยาจากร้านขายยาแผนปจจุบัน (ขย.1) และร้านขายยาเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่มิใช่ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ (ขย.2) ในจังหวัด ฉะเชิงเทรา คำานวณและสุ่มตัวอย่างแบบง่ายได้จำานวนกลุ่มตัวอย่าง 385 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิอัลฟาของครอนบราคเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย ประมาณ 36.52 ปี ส่วนใหญ่จบปริญญาตรี และแต่งงานแล้ว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นเป็น ลูกจ้างบริษัทเอกชน/ร้านค้า รายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 18,474.11 บาท ปจจัยทางการ ตลาดของร้านขายยา ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านสถานที่ของร้านขายยาควรมีปายชื่อ หน้าร้านหรือสัญลักษณ์ที่เห็นได้ชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย ผู้บริโภคให้ความสำาคัญมากที่สุด กับการแสวงหาข้อมูล โดยให้ความสำาคัญในเรื่องอัธยาศัยที่ดีของพนักงานขายในกระบวนการ ตัดสินใจซื้อยา พฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้านขายยาของผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นยารับประทาน โดยกลุ่มยาที่ซื้อมาก ได้แก่ ยากลุ่มแก้ปวด/ลดไข้ มักเลือกซื้อจากร้านขายยาแผนปจจุบัน ที่มีเภสัชกรประจำาร้านตลอดเวลาทำาการ ในช่วงเวลาเย็น และมีแนวโน้มว่าจะมาซื้อยาซ้ำาจาก ร้านขายยาอีกในอนาคต และปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้านขายยา ของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พบว่า อาชีพและระดับรายได้มีความสัมพันธ์ กับประเภทยาที่ซื้อจากร้านขายยา อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05. อาชีพมีความสัมพันธ์ กับกลุ่มยาที่ซื้อจากร้านขายยาอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05. ระดับการศึกษาและ ระดับรายได้มีความสัมพันธ์กับลักษณะร้านขาย อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับรายได้มีความสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่ ซื้อยาจากร้านขายยาอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05. ลักษณะร้านขายยามีความสัมพันธ์ กับระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อปจจัยทางการตลาดของร้านขายยาอย่างมีนัยสำาคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มยาที่ซื้อ ลักษณะร้านขายยาที่เลือกซื้อ และช่วงเวลาที่ซื้อยามีความ สัมพันธ์กับกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คำาสำาคัญ : ร้านขายยา พฤติกรรมการเลือกซื้อ ผู้บริโภค *เภสัชกรชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา 9 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
10 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา ร้านยาเป็นหน่วยหนึ่งของระบบสุขภาพ ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน ไม่เพียงแต่ทำาหน้าที่ ด้านการกระจายยาเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำาคัญ เปรียบเสมือนเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพของชุมชน เป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชนในการใช้บริการ เมื่อมีอาการหรือเจ็บปวยเบื้องต้น ซึ่งร้านขายยา มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่พัฒนาการของ ระบบร้านขายยาในประเทศไทยนับตั้งแต่อดีต ถึงปจจุบันได้ประสบกับปญหาต่างๆ มาโดยตลอด เช่น ขาดแคลนเภสัชกร ขาดองค์ความรู้และ แนวปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชนที่เหมาะสม และ การบริการไม่ทั่วถึง ปญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาระบบเภสัชกรรมชุมชน ทำาให้ ประเทศไทยขาดร้านยาที่ได้มาตรฐานตามหลัก วิชาการ เห็นได้จากข้อมูลทางเภสัชระบาดวิทยา ที่ระบุถึงปญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและ การใช้ยาในทางที่ผิด โดยกระจายในขอบเขต ที่กว้างขวางจนเป็นปญหาระดับชาติ รวมทั้ง ข้อมูลด้านเภสัชเศรษฐศาสตร์ที่บ่งถึงการใช้ยา ที่มากเกินความจำาเป็นจนเป็นสาเหตุของปญหา ทางเศรษฐกิจของประเทศ (ภาวิช ทองโรจน์, 2550)1 เพื่อให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ลดปญหาการ ใช้ยาฟุมเฟอยเกินความจำาเป็น ส่งเสริมการใช้ยา ของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนเป็นไป อย่างสมเหตุผล ถูกต้องตามหลักวิชาการ และคุ้มค่า ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ปองกันปญหาที่เกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสม ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความสำาคัญ และนำามากำาหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้อง แก้ปญหา คือ ปญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะและการ พัฒนาร้านขายยาที่มีคุณภาพ จึงควรมีแนวทางการ ให้บริการทางเภสัชกรรม มีเภสัชกรอยู่ปฏิบัติหน้าที่ ซักถามอาการ ประวัติการใช้ยาและอธิบายการ ใช้ยาและการปฏิบัติตัวของผู้มารับบริการก่อน การส่งมอบยาทุกครั้ง ตลอดจนเฝาระวังอาการ อันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพ และลดปญหาการใช้ยาปฏิชีวนะอย่าง พร่ ำาเพรื่อเกินความจำาเป็นหรือไม่สมเหตุผล จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่มีการ ขยายตัวทางภาคอุตสาหกรรม มีประชากรย้ายถิ่น เข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำานวนมาก (สำานักงาน สาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา, 2560)2 ส่งผลให้ มี ร้ านข ายย าเป็นจำ าน วนม ากเพื่อ รอง รับ ความต้องการของประชาชน โดยในปี พ.ศ.2560 มีร้านขายยาแผนปจจุบัน (ขย.1) จำานวน 160 ร้าน และร้านขายยาแผนปจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จ ที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ (ขย.2) จำานวน 24 ร้าน ซึ่งพบข้อมูลเกี่ยวกับร้านขายยา ได้แก่ ผู้ปวยเกิดการแพ้ยาที่ซื้อมาจากร้านขายยา และไม่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ในร้านขายยา (กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำานักงานสาธารณสุข จังหวัดฉะเชิงเทรา, 2560)3 จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีการเกิด พฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่าการเกิดพฤติกรรม ของผู้บริโภค จะต้องประกอบด้วยปจจัยการตลาด และกระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ จากการศึกษา ข้อมูลปญหาการใช้ยาดังกล่าวข้างต้น จึงทำาให้ ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการเลือก ซื้อยาของผู้บริโภคจากร้านขายยาในจังหวัด ฉะเชิงเทรา ตลอดจนศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ปจจัยทางการตลาดและกระบวนการตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคกับพฤติกรรมการเลือกซื้อยาของ ผู้บริโภคจากร้านขายยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา
11 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของ ร้านขายยาและการส่งเสริมให้ผู้บริโภครู้จักรักษา และปกปองผลประโยชน์ของตนให้เกิดความ ปลอดภัย จากการเลือกซื้อยาจากร้านขายยา มีการใช้ยาเป็นไปอย่างสมเหตุผล ถูกต้องตาม หลักวิชาการ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาลักษณะข้อมูลส่วนบุคคล ของประชาชนที่มาเลือกซื้อยาจากร้านขายยาใน จังหวัดฉะเชิงเทรา 2. เพื่อศึกษาปจจัยทางการตลาดของร้าน ขายยาและกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และพฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้านขายยา ของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา 3. เพื่อศึกษ าค ว ามสัมพัน ธ์ ระห ว่ าง ลักษณะข้อมูลส่วนบุคคล ปจจัยทางการตลาด ของร้านขายยา และกระบวนการตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคกับพฤติกรรมการเลือกซื้อยาของผู้ บริโภคจากร้านขายยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา วิธีการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ ได้แก่ ผู้บริโภคที่ซื้อยาจาก ร้านขายยาแผนปจจุบัน (ขย.1) และร้านขายยา แผนปจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยา อันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ (ขย.2) ซึ่งไม่อาจ กำาหนดขนาดของจำานวนประชากรที่แน่นอนได้ ดังนั้นใช้สูตรคำานวณกลุ่มตัวอย่างที่ระดับความ เชื่อมั่น 95% (ค่า Z = 1.96) ค่าความผิดพลาด สูงสุดที่จะเกิดขึ้น 0.05 ค่าสัดส่วนประชากร 0.5 ซึ่งได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 385 คน (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2543)4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลลักษณะข้อมูลส่วนบุคคล ความคิดเห็น ของผู้บริโภคที่มีต่อปจจัยทางการตลาดของร้าน ขายยา ความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อกระบวนการ ตัดสินใจของผู้บริโภค และพฤติกรรมการเลือก ซื้อยาจากร้านขายยาของผู้บริโภค การหาคุณภาพเครื่องมือ โดยนำาแบบสอบถาม ที่ผ่านการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขจาก ผู้เชี่ยวชาญแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่ม ตัวอย่างจำานวน 30 ชุด เพื่อหาค่าความเที่ยงของ แบบสอบถาม ซึ่งได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของ ครอนบาค เท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ใช้ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Means) และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) 2. สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะข้อมูล ส่วนบุคคล ปจจัยทางการตลาดของร้านขายยา และกระบวนการตัดสินใจซื้อกับพฤติกรรมการ เลือกซื้อยาของผู้บริโภคจากร้านขายยาในจังหวัด ฉะเชิงเทรา โดยใช้สถิติ Chi-Square สรุปผลการวิจัย 1. ปจจัยลักษณะข้อมูลส่วนบุคคล ผู้บริโภค ที่ซื้อยาจากร้านขายยาในจังหวัด ส่วนใหญ่เป็น เพศหญิงร้อยละ 60.2 มีอายุระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 32.8 ส่วนมากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 33.3 สถานภาพสมรส ร้อยละ 51.9 ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน/ร้าน ค้า ร้อยละ 36.4 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 45.0
12 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 2. ปจจัยทางการตลาดของร้านขายยา พบว่า ระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อปจจัย ทางการตลาดของร้านขายยา โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก ( = 3.90) เมื่อพิจารณาแยกรายด้าน พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ภายในร้านขายยา ความคิด เห็นอยู่ในระดับมาก ( = 4.06) ด้านราคา ความ คิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 3.76) ด้านสถาน ที่ ความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 4.21) และ ด้านการส่งเสริมการตลาด ความคิดเห็นอยู่ใน ระดับปานกลาง ( = 3.56 ) 3. กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำาคัญของกระบวนการ ตัดสินใจซื้อในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.97) เมื่อพิจารณาแยกรายด้าน พบว่า ด้านการรับรู้ ปญหาและความต้องการ อยู่ในระดับมาก ( = 3.80) ด้านการแสวงหาข้อมูลสำาหรับการตัดสินใจ อยู่ในระดับมาก ( = 4.13) ด้านการประเมินทาง เลือกในการบริโภค อยู่ในระดับมาก ( = 3.99) ด้านการตัดสินใจซื้อ อยู่ในระดับมาก ( = 3.79) และด้านความพึงพอใจหลังการซื้ออยู่ในระดับ มาก ( = 4.12) 4. พฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้าน ขายยาของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า พฤติกรรมการเลือกซื้อยาแผนปจจุบันส่วนใหญ่ เป็นยารับประทาน ร้อยละ 85.3 กลุ่มยาที่ซื้อ เป็นยากลุ่มแก้ปวด/ลดไข้ คิดเป็นร้อยละ 28.4 การเลือกซื้อจากร้านขายยาแผนปจจุบันที่มี เภสัชกรประจำาร้านตลอดเวลาทำาการ ร้อยละ 55.3 ช่วงเวลาที่มีการซื้อมากเป็นช่วงเย็นระหว่าง เวลา 17.01-22.00 น. ร้อยละ 45.5 และมีแนวโน้ม ในการซื้อยาซ้ำาจากร้านขายยาในอนาคต สูงมาก ร้อยละ 97.9 5. สรุปผลการวิเคราะห์สมมุติฐานของ การวิจัย 1) เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการ ศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้าน ขายยาของผู้บริโภคจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า ด้านประเภทยาที่ซื้อจากร้านขายยา พบว่า อาชีพ และระดับรายได้มีความสัมพันธ์กับประเภท ยาที่ซื้อจากร้านขายยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วน เพศ อายุสถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ไม่มี ความสัมพันธ์กัน ด้านกลุ่มยาที่ซื้อจากร้านขายยา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า อาชีพมีความสัมพันธ์ กับกลุ่มย าที่ซื้อจ าก ร้ านข ายย าในจังหวัด ฉะเชิงเทราอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส และระดับรายได้ไม่มีความสัมพันธ์กัน ด้านลักษณะ ร้านขายยาที่เลือกซื้อจากยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า ระดับการศึกษาและระดับรายได้มีความสัมพันธ์ กับลักษณะร้านขายยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศ อายุ สถานภาพสมรส และอาชีพไม่มีความสัมพันธ์กัน ด้านช่วงเวลาที่ซื้อยาจากร้านขายยาในจังหวัด ฉะเชิงเทรา พบว่า เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับรายได้มีความสัมพันธ์ กับช่วงเวลาที่ซื้อยาจากร้านขายยาในจังหวัด ฉะเชิงเทราอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และด้านแนวโน้มการซื้อยาจากร้านขายยา ในอนาคต พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพและระดับรายได้ไม่มี ความสัมพันธ์กัน ระดับมาก ( = 3.90) เมื่อพิจารณาแยกรายด้าน เห็นอยู่ในระดับมาก ( = 4.06) ด้านราคา ความ คิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 3.76) ด้านสถาน ที่ ความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 4.21) และ ระดับปานกลาง ( = 3.56 ) ตัดสินใจซื้อในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.97) ปญหาและความต้องการ อยู่ในระดับมาก ( = อยู่ในระดับมาก ( = 4.13) ด้านการประเมินทาง เลือกในการบริโภค อยู่ในระดับมาก ( = 3.99) ด้านการตัดสินใจซื้อ อยู่ในระดับมาก ( = 3.79) มาก ( = 4.12)
13 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560 2) ปจจัยทางการตลาดของร้านขายยา มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกซื้อยา จากร้านขายยาของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า ลักษณะร้านขายยามีความสัมพันธ์กับระดับ ความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อปจจัยทางการตลาด ของร้านขายยาอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนประเภทยาที่ซื้อ กลุ่มยาที่ซื้อ ช่วงเวลา ที่ซื้อยาและแนวโน้มการซื้อยาซ้ำาในอนาคตไม่มี ความสัมพันธ์กัน 3) กระบวนการตัดสินใจซื้อมีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการเลือกซื้อยาของผู้บริโภคจาก ร้านขายยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า กลุ่มยา ที่ซื้อ ลักษณะร้านขายยาที่เลือกซื้อ และช่วงเวลา ที่ซื้อยามีความสัมพันธ์กับกระบวนการตัดสินใจ ซื้อของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนประเภทยาที่ซื้อและแนวโน้มการซื้อยา ซ้ำาในอนาคตของผู้บริโภคไม่มีความ สัมพันธ์กัน อภิปรายผลการวิจัย 1. พฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้าน ขายยาของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า พฤติกรรมการเลือกซื้อยาส่วนใหญ่เป็นยาสำาหรับ รับประทาน กลุ่มยารับประทานที่ซื้อส่วนมาก เป็นยากลุ่มแก้ปวด/ลดไข้ ซึ่งสอดคล้องกับ วราภรณ์ ตปนียากร (2544)5 แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความรู้ในการดูแลรักษาตนเองเบื้องต้น เมื่อมีอาการปวดหรือไข้จะหาซื้อยาจากร้าน ขายยามารับประทานเอง และผู้บริโภคที่ซื้อยา จากร้านขายยาส่วนใหญ่มีการเลือกซื้อยาจาก ร้านขายยาแผนปจจุบันที่มีเภสัชกรประจำาร้าน ตลอดเวลา สอดคล้องกับมยุรฉัตร จิวาลักษณ์ (2555)6 ที่ได้ศึกษาถึงกระบวนการตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคในการเลือกร้านขายยาในอำาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เลือก ซื้อยาจากร้านขายยาแผนปจจุบันที่มีเภสัชกร ประจำา ช่วงเวลาที่ซื้อยาจากร้านขายยา โดยมาก ผู้บริโภคจะซื้อยาจากร้านขายยาเป็นเวลาช่วง เย็นระหว่างเวลา 17.01-22.00 น. สอดคล้องกับ ผลการศึกษาของสมประสงค์ แตงพลอย (2555)7 ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่ผู้บริโภคในอำาเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนใหญ่จะซื้อยาจากร้าน ขายยา ระหว่างช่วงเวลา 18.01-22.00 น. บ่อย ที่สุด เพราะว่า ช่วงเวลาเย็นเป็นช่วงเวลาหลังเลิก งาน เป็นเวลาส่วนตัวที่สามารถทำาธุระต่างๆ ได้ โดยสะดวก จึงทำาให้ผู้บริโภคซื้อยาจากร้านขาย ยาในเวลาช่วงเย็นมากที่สุด ส่วนแนวโน้มการซื้อ ยาจากร้านขายยาในอนาคตมีแนวโน้มการซื้อยา ซ้ำาในอัตราที่สูง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ ธิดารัตน์ บารมีชัย (2550)8 อธิบายได้ว่า ผู้บริโภค ที่ซื้อยาจากร้านขายยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความพึงพอใจในการใช้บริการจากร้านขายยา และมีพฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากร้านขายยาที่ เพิ่มขึ้น โดยกลับมาใช้บริการซื้อยาซ้ำาเมื่อมีความ จำาเป็นต้องใช้ยา 2. ปจจัยทางการตลาดของร้านขายยา พบว่า ระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อปจจัย ทางการตลาดของร้านขายยาโดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก ซึ่งปจจัยทางการตลาดของร้านขายยา แผนปจจุบันในจังหวัดฉะเชิงเทรา ด้านที่มีคะแนน เฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ด้านสถานที่ สอดคล้องกับ ผลการศึกษาของมยุรฉัตร จิวาลักษณ์ (2555) ที่ได้ศึกษาถึงกระบวนการตัดสินใจซื้อของ ผู้บริโภคในการเลือกร้านขายยาในอำาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ปจจัยทางทางการตลาด ด้านสถานที่ผู้บริโภคได้ให้ความสำาคัญในระดับ มาก ซึ่งผู้บริโภคจึงได้ให้ความสำาคัญกับสถานที่
14 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 3. กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำาคัญของกระบวนการ ตัดสินใจซื้อในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยพบว่า ผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทราได้ให้ความสำาคัญ กับการแสวงหาข้อมูลสำาหรับการตัดสินใจซื้อ เป็นลำาดับแรกและเลือกซื้อยาจากร้านขายยา ที่พนักงานขายมีอัธยาที่ดีในการให้บริการ สอดคล้องกับการศึกษาของเก็จมาศ ผดุงกิจ (2554)9 ได้ศึกษาในเรื่องความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มี ต่อร้านขายยาแผนปจจุบันในเขตอำาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม พบว่า ผู้มาใช้บริการร้าน ขายยาได้ให้ความสำาคัญต่อมนุษย์สัมพันธ์ของ ผู้ให้บริการเป็นลำาดับแรก 4. ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยลักษณะ ข้อมูลส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการเลือกซื้อยา จากร้านขายยาของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา ด้านประเภทยาที่ซื้อจากร้านขายยา พบว่าอาชีพ และระดับรายได้มีความสัมพันธ์กับประเภทยา ที่ซื้อจากร้านขายยาในจังหวัดฉะเชิงเทราอย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งมีความสอดคล้อง กับผลการศึกษาของ สมประสงค์ แตงพลอย (2555)7 ที่พบว่าอาชีพ และรายได้เฉลี่ยมีผลต่อพฤติกรรม การซื้อยาของผู้บริโภคในอำาเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อธิบายได้ว่า แต่ละอาชีพ หรือระดับรายได้ที่แตกต่างกันจะนำาไปสู่ความ จำาเป็นและความต้องการใช้ยาของผู้บริโภค ด้านกลุ่มยาที่ซื้อจากร้านขายยา พบว่า อาชีพมี ความสัมพันธ์กับกลุ่มยาที่ซื้อจากร้านขายยาใน จังหวัดฉะเชิงเทราอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ซึ่งความสอดคล้องกับสมประสงค์ แตงพลอย (2555)7 ที่พบว่า อาชีพมีผลต่อพฤติกรรม การซื้อยาจากร้านขายยาของผู้บริโภคในอำาเภอ พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ด้านลักษณะ ร้านขายยาที่เลือกซื้อ พบว่า ระดับการศึกษาและ ระดับรายได้มีความสัมพันธ์กับลักษณะร้านขายยา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 อธิบายได้ว่า ผู้บริโภคที่มีระดับ การศึกษาที่แตกต่างกัน เลือกซื้อยาจากร้านขายยา ที่มีลักษณะต่างกัน โดยลักษณะร้านขายยาที่เลือกซื้อ ส่วนใหญ่เป็นร้านขายยาแผนปจจุบันที่มีเภสัชกร ปฏิบัติหน้าที่ประจำาร้านตลอดเวลา แสดงให้เห็น ว่าผู้บริโภคมีความรู้และต้องการปกปองสิทธิ์ ของตนเองเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยา ด้านช่วงเวลาที่ซื้อยาจากร้านขายยา พบว่า เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับรายได้มีความสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่ซื้อยา จากร้านขายยาในจังหวัดฉะเชิงเทราอย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับ ผลการศึกษาของ สมประสงค์ แตงพลอย (2555)7 อธิบายได้ว่า อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ และระดับรายได้ของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน มีช่วงเวลาที่ซื้อยาจากร้านขายยาที่แตกต่างกัน โดยช่วงเวลาที่ซื้อยาส่วนมากเป็นช่วงเย็น ระหว่างเวลา 17.01-22.00 น. ซึ่งเป็นประโยชน์ สำาหรับร้านขายยาในการกำาหนดกลยุทธ์ทางการ ตลาดของร้านขายยาเพื่อรับมือกับการเติบโตทาง ธุรกิจให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของ ผู้บริโภค และด้านแนวโน้มการซื้อยาจากร้านขายยา พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพ สมรส อาชีพและระดับรายได้ไม่มีความสัมพันธ์ กับแนวโน้มการซื้อยาจากร้านขายยาในอนาคต ซึ่งไม่สอดคล้องกับผลการศึกษาของสมประสงค์ แตงพลอย (2555)7 ที่พบว่า เพศ อายุ ระดับ การศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยของผู้บริโภค
15 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560 ในอำาเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มการซื้อยาจากร้าน ขายยาในอนาคต อาจเป็นเพราะว่า ลักษณะ ข้อมูลของผู้บริโภคที่ซื้อยาจากร้านขายยาใน จังหวัดฉะเชิงเทรา มีแนวโน้มซื้อยาซ้ำาในอัตราที่สูง ซึ่งเหตุผลอาจเนื่องจากมีความสะดวก ดังนั้นจึง มาซื้อยาจากร้านขายยาเพื่อรักษาอาการเจ็บปวย ของตนเองในเบื้องต้น 5. ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยทางการ ตลาดของร้านขายยากับพฤติกรรมการเลือก ซื้อยาจากร้านขายยาของผู้บริโภคในจังหวัด ฉะเชิงเทรา พบว่า ลักษณะร้านขายยามีความ สัมพันธ์กับระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อ ปจจัยทางการตลาดของร้านขายยาอย่างมีนัย สำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อธิบายได้ว่าปจจัย ทางการตลาดของร้านขายยาด้านสถานที่โดย ร้านขายยาที่มีปายหน้าร้านหรือสัญลักษณ์ที่เห็น ชัดเจนที่แตกต่างกันจะนำาไปสู่การเลือกซื้อยา ของผู้บริโภคจากร้านขายยา สอดคล้องกันกับ ผลการศึกษาของ นฤมิตร ภูษา (2550)10 ที่พบว่า ปจจัยทางการตลาดด้านการตกแต่งร้านขายยา ที่แสดงปายชื่อหน้าร้านที่มองเห็นชัดเจนและ เข้าใจได้ง่ายมีผลต่อการเลือกใช้บริการร้านขาย ยาอยู่ในระดับมาก 6. ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ ตัดสินใจซื้อกับพฤติรรมการเลือกซื้อยาจากร้าน ขายยาของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า กลุ่มยาที่ซื้อ ลักษณะร้านขายยาที่เลือกซื้อ และ ช่วงเวลาที่ซื้อยามีความสัมพันธ์กับกระบวนการ ตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 อธิบายได้ว่า กระบวนการตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคในเรื่องการแสวงหาข้อมูลสำาหรับ การตัดสินใจซื้อโดยเลือกซื้อยาจากร้านขายยา ที่มีพนักงานขายมีอัธยาศัยดี นำาไปสู่การเลือกซื้อยา ของผู้บริโภค เพราะว่าผู้บริโภคที่มาใช้บริการ จากร้านขายยาย่อมมีความจำาเป็นในการใช้ยา หรือต้องการปรึกษาและสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ อาการเจ็บปวยและความจำาเป็นที่จะใช้ยารักษาโรค ต้องมีการพูดคุย สื่อสารกับพนักงานขายในร้านขายยา ให้เข้าใจถูกต้องตรงกัน ลดความกังวลเกี่ยวกับ อาการเจ็บปวยของตนเอง ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย 1. หน่ วยง านภ าค รั ฐที่เกี่ย วข้องกับ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาควรจะมีการ ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่ถูกต้อง แจ้งคำาเตือน และข้อควรระวังในการใช้ยาให้ประชาชนทราบ ทางสื่อต่างๆ 2. ควรกำาหนดให้มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ ตลอดเวลาเพื่อพัฒนาศักยภาพของร้านขายยา แผนปจจุบันให้สอดคล้องกับความต้องการของ \ผู้บริโภค 3. ควรส่งเสริมให้ผู้บริโภคตระหนักถึง สิทธิและปกปองผลประโยชน์ของตนให้เกิดความ ปลอดภัยจากการใช้ยาเพื่อเป็นแรงผลักดันจากผู้ บริโภคให้ร้านขายยาปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย และพยายามพัฒนาจนเกิดเป็นร้านยาคุณภาพ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาเชิงลึกถึงการใช้ยาอย่าง เหมาะสมในร้านขายยาแผนปจจุบัน 2. ควรศึกษาพฤติกรรมการซื้อยาของ ผู้บริโภคจากร้านขายยาเชิงลึกเพื่อจะได้ใช้เป็น ข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาร้านยา คุณภาพต่อไป
16 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เอกสารอ้างอิง 1. ภาวิช ทองโรจน์. คู่มือการพัฒนาร้านยาโครงการ พัฒนาร้านยาเปนสถานบริการ สาธารณสุขชุมชน. กรุงเทพมหานคร. สำ านักง านคณะก ร รมก า รอ าห า ร และยา. 2550. 2. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา. คู่มือแนวทางการดำาเนินงานคุ้มครอง ผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข. สำ า นั กง า น ส า ธ า ร ณ สุ ข จัง ห วั ด ฉะเชิงเทรา. 2560. 3. กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำานักงานสาธารณสุข จังหวัดฉะเชิงเทรา.รายงานผลการ ป ฏิ บั ติ ง า น คุ้ ม ค ร อ ง ผู้ บ ริ โ ภ ค ประจำาปี 2560 กลุ่มงานคุ้มครอง ผู้บริโภค. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัด ฉะเชิงเทรา.2560. 4. บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. สถิติวิเคราะห์ เพื่อการวิจัย. กรุงเทพมหานคร. เรือนแก้ว การพิมพ์. 2543. 5. วราภรณ์ ตปนียากร. พฤติกรรมการซื้อยา ของลูกค้าและทัศนะของประชาชน. วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหา บัณฑิต. สาขาวิชาบริหารธุรกิจ. มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. 2554. 6. มยุรฉัตร จิวาลักษณ์. กระบวนการตัดสินใจ ซื้อของผู้บริโภคในการเลือกร้านขายยา ในอำาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. ก า ร ค้ น ค ว้ า แ บ บ อิ ส ร ะ ป ริ ญ ญ า บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัย เชียงใหม่. 2555. 7. สมประสงค์ แตงพลอย. พฤติกรรมการซื้อยา จากร้านขายยาของผู้บริโภคใน อำาเภอพระ ประแดง จังหวัดสมุทรปราการ. ส า รนิพน ธ์ป ริญญ าบ ริห า ร ธุ รกิ จ มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 2555. 8. ธิดารัตน์ บาระมีชัย. พฤติกรรมการเลือกร้าน ขายยาแผนปจจุบันของผู้บริโภคใน อำาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. สาขาวิชาบริหารธุรกิจ. มหาวิทยาลัย เชียงใหม่.2550. 9. เก็จมาศ ผดุงกิจ. ความคิดเห็นของผู้บริโภค ที่มีต่อร้านขายยาแผนปจจุบันใน เขตอำาเภอ เมือง จังหวัดมหาสารคาม. วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต. สาขาวิชาบริหารธุรกิจ. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2554. 10. นฤมิตร ภูษา. ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือก ร้านขายยาแผนปจจุบันของผู้บริโภค ในอำาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. ก า ร ค้ น ค ว้ า แ บ บ อิ ส ร ะ ป ริ ญ ญ า บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. สาขาวิชา บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2550.
การพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน กลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี เพ็ญสุรัศมิ์ ธัญญรักษ * บทคัดย่อ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เพื่อพัฒนาศึกษาระดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาล ต่อการพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกใน ห้องพักฟน กลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี โดยกลุ่มตัวอย่างการศึกษาครั้งนี้คือ วิสัญญีพยาบาลในโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จำานวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน ได้แก่ข้อมูลทั่วไปของวิสัญญีพยาบาล และ แบบประเมินความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐานการ ดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนของงานวิสัญญี สถิติที่ใช้วิเคราะห์ผล ในงานวิจัยได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการ การดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนของกลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาล กบินทร์บุรี หลังการพัฒนาโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.06 มีระดับความคิดเห็นว่าเหมาะสมมาก ซึ่งมีระดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวยหลัง ได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน 3 ด้าน ดังนี้ ด้านโครงสร้าง มีค่าเฉลี่ย 2.48 มีระดับ ความคิดเห็นว่าเหมาะสมปานกลาง ด้านระบบงาน มีค่าเฉลี่ย 3.51 มีระดับความคิดเห็นว่า เหมาะสมมากที่สุด และด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ย 2.95 มีระดับความคิดเห็นว่าเหมาะสมมาก ผลการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน มีจำานวน เตียงที่สามารถให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 5-6 เตียง ไม่มีอุบัติการณ์ผู้ปวยที่ย้ายออกจากห้องพักฟน ในขณะที่ไม่มีความพร้อมตามเกณฑ์มาตรฐาน และผู้ปวยได้รับการประเมินและจัดการความปวด ในห้องพักฟน 100% ข้อเสนอแนะจากการวิจัย หน่วยงานควรมีระบบการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน ตามแนวปฏิบัติการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนที่พัฒนาขึ้นเป็น ระยะเวลาต่อเนื่อง เพื่อประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลแนวปฏิบัติการดูแลผู้ปวยหลังได้รับ ยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน เพื่อหาแนวทางการพัฒนาให้มีคุณภาพต่อไป คำาสำาคัญ : มาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก, ห้องพักฟน * พยาบาลวิชาชีพชำานาญการ โรงพยาบาลกบินทร์บุรี อำาเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 17 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
18 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา โรงพยาบาลกบินทร์บุรี มีห้องผ่าตัดบริการ จำานวน 4 ห้อง ห้องพักฟน 1 ห้องมีพื้นที่ขนาด 4 x 10 เมตร สามารถรับบริการผู้ปวยหลัง ได้รับยาระงับความรู้สึกได้เพียง 3 - 4 คน มีวิสัญญีพยาบาลปฏิบัติงานในห้องพักฟน 1 คน มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลผู้ปวยหลังผ่าตัด ที่ได้รับยาระงับความรู้สึกเพื่อสังเกตอาการก่อน ย้ายกลับตึก ผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก แต่ละรายจะได้รับการดูแลที่ห้องพักฟน ประมาณ 60 นาที มีจำานวนผู้ปวยที่มารับการผ่าตัด ในเวลา ราชการประมาณวันละ 8 - 12 คน และมีแนวโน้ม จะมากขึ้นเรื่อยๆ ปจจุบันต้องให้การบริการดูแล ผู้ปวยพร้อมๆ กันถึง 4 - 6 คน ด้วยสถานที่คับแคบ ทำาให้ไม่สะดวกในการดูแลผู้ปวย ซึ่งต้องได้รับการ ดูแลอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว บริเวณหน้าห้องพักฟน เป็นห้องทำาหัตถการตรวจพิเศษ (Gastroscope และ Colonoscope) และยังติดกับห้องล้าง เครื่องมือผ่าตัด ซึ่งมีทั้งแพทย์ พยาบาล และ เจ้าหน้าที่ในห้องผ่าตัดเดินผ่านไปมา พูดคุยกัน เสียงดัง รบกวนการพักฟนของผู้ปวยและทำาให้ วิสัญญีพยาบาลประจำาห้องพักฟนปฏิบัติงานได้ ไม่สะดวก นอกจากปญหาสภาพห้องพักฟนที่มี คับแคบแล้วยังมีปญหาการปฏิบัติงานของวิสัญญี พยาบาลประจำาห้องพักฟน ที่บางคนใช้แนวทาง ปฏิบัติในการดูแลผู้ปวยหลังรับยาระงับความ รู้สึกแตกต่างกันตามความรู้สึกของตนเอง และ เนื่องจากวิสัญญีพยาบาลไม่เพียงพอ บางครั้ง วิสัญญีพยาบาลห้องพักฟนต้องไปช่วยเยี่ยม ผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกที่ตึกในช่วงเช้า ต้องรับ set case รวมทั้งเยี่ยมประเมินสภาพ ทั้งผู้ปวยในตึกและผู้ปวยนอกที่มานัดผ่าตัด และ บางครั้งต้องตามไปส่งผู้ปวยกลับตึกด้วย ต้องให้ วิสัญญีพยาบาลจุดอื่นหรือพนักงานผู้ช่วยเหลือ คนไข้มาเฝาผู้ปวยแทน หรือบางครั้งต้องขอส่ง ผู้ปวยกลับตึกก่อนเวลา ทำาให้มีความเสี่ยงที่อาจ จะเกิดขึ้นกับผู้ปวย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สามารถ ปองกันได้ ถ้าได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและ การประเมินที่รวดเร็ว วัตถุประสงค์ 1. ขยายปรับปรุงห้องพักฟนให้สามารถ รับผู้ปวยได้มากขึ้นและมีอุปกรณ์เพียงพอพร้อม ใช้งาน 2. ทบทวนแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการ ดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพัก ฟนให้เป็นปจจุบัน 3. กำาหนดบทบาทหน้าที่ของวิสัญญี พยาบาลในการปฏิบัติงานในห้องพักฟน วิธีดำาเนินการวิจัย การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เพื่อพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐานการดูแล ผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน 1 - 3 กลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี โดย ใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการวิสัญญีพยาบาลเพื่อ ระดมความคิดในการพัฒนาระบบบริการตาม มาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความ รู้สึกในห้องพักฟน เป็นการดำาเนินการศึกษา เฉพาะวิสัญญีพยาบาล ในกลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ระหว่างเดือน ตุลาคม 2559 - มิถุนายน 2560 กลุ่มประชากร คือวิสัญญีพยาบาลทุกคน ในโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จำานวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม4 ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไป ของวิสัญญีพยาบาล และแบบประเมินความคิดเห็น ของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการ
ตามมาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับ ความรู้สึกในห้องพักฟนของงานวิสัญญี วิเคราะห์ผล เป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทีมวิสัญญีร่วมกันระดมสมองประเมิน สภาพของปญหาระบบบริการการดูแลผู้ปวย หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนนำามา วิเคราะห์หาสาเหตุดังกล่าวเพื่อให้ทราบสภาพ ปญหาที่เกิดจากกระบวนการปฏิบัติงาน โดยจัด ทำาแผนพัฒนา ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านโครงสร้าง และสิ่งแวดล้อม5 ด้านระบบงาน6-7 และด้านบุคลากร มีแนวทางการดำาเนินงานดังนี้ 1. สร้างแนวทางการปฏิบัติเพื่อพัฒนา ระบบบริการตามมาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลัง ได้รับยาระงับความรู้สึกทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้าน โครงสร้างและสิ่งแวดล้อม ด้านระบบงาน และ ด้านบุคลากร 2. ขั้นตอนการปฏิบัติ (Action plan) นำา ระบบการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ในห้องพักฟนที่ได้พัฒนาขึ้นไปใช้ 3. ขั้นการประเมินผล (Review and Evaluate) ติดตามประเมินผลหลังปฏิบัติตาม แนวทางการปฏิบัติการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยา ระงับความรู้สึกในห้องพักฟนที่ได้พัฒนามาใช้ เป็นเวลา 3 เดือน ผลการวิจัย ส่วนที่ 1 ข้อมูลลักษณะทั่วไป กลุ่มประชากร มีอายุ 31 - 55 ปี มีการศึกษา ระดับปริญญาตรีร้อยละ 100 และมีประสบการณ์ ในการทำางานด้านการพยาบาลวิสัญญีมากที่สุด 20 - 25 ปีร้อยละ 40 ส่วนใหญ่มีความถี่ในการ ปฏิบัติงานห้องพักฟนของวิสัญญีเฉลี่ย 5 วันต่อเดือน ส่วนที่ 2 ผลก า รพัฒน า ร ะบบบ ริก า รต าม มาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความ รู้สึกในห้องพักฟน 2.1 ผลการประเมินการพัฒนาระบบ บริการตามมาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับ ยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนด้านโครงสร้าง ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ผลการประเมินการพัฒนาระบบบริการผู้ปวยในห้องพักฟนด้านโครงสร้าง หัวข้อการพัฒนาด้านโครงสร้าง ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็น ระดับความดังของเสียง 2.71 0.45 มาก อุณหภูมิและการระบายอากาศ 2.71 0.70 มาก แสงสว่าง 2.86 0.64 มาก พื้นและฝาผนัง 2.57 0.49 มาก เคาน์เตอร์พยาบาล 2.14 0.35 ปานกลาง สถานที่ตั้ง 2.14 1.11 ปานกลาง ให้บริการการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยา ระงับความรู้สึกได้ตามจำานวนเตียงที่เหมาะสม 2.29 0.63 ปานกลาง อุปกรณ์ที่พร้อมใช้งาน และมีความ สะดวกในการให้บริการ 2.43 0.67 ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 2.48 0.71 ปานกลาง 19 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
20 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ผลการศึกษาระดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวย หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนของกลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ด้านโครงสร้าง พบว่าระดับความคิดของวิสัญญีพยาบาล โดยรวม ค่าเฉลี่ย 2.48 มีระดับความคิดเห็นว่าเหมาะสม ปานกลาง 2.2 ผลการประเมินการพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับ ความรู้สึกในห้องพักฟนด้านระบบงาน ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลการประเมินการพัฒนาระบบบริการผู้ปวยในห้องพักฟนด้านระบบงาน หัวข้อการพัฒนาด้านระบบงาน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็น มีแบบประเมินและการเฝาระวังผู้ปวย หลังได้รับยาระงับความรู้สึก 3.71 0.45 มากที่สุด มีความชัดเจนในขั้นตอนการให้บริการ 3.57 0.49 มากที่สุด มีบริการการจัดการความปวดในผู้ปวย หลังรับยาระงับความรู้สึก 3.57 0.49 มากที่สุด มีการบันทึกแบบบันทึกการดูแลผู้ปวย หลังรับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน ที่มีความครอบคลุมและต่อเนื่อง 3.57 0.49 มากที่สุด การประเมินภาวะแทรกซ้อนหลังรับยา ระงับความรู้สึกอย่างครอบคลุม 3.71 0.45 มากที่สุด การวางแผนการพยาบาลผู้ปวยเพื่อสนอง ความต้องการด้านจิตสังคม 3.14 0.64 มาก ลดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อผู้ปวยที่เกิด ภาวะแทรกซ้อนหลังรับยาระงับความรู้สึก 3.43 0.49 มาก การย้ายผู้ปวยออกจากห้องพักฟน มีความพร้อมตามเกณฑ์มาตรฐาน 3.43 0.49 มาก สามารถนำาไปใช้งานได้ตามสภาพที่เป็นจริง 3.57 0.49 มากที่สุด การพัฒนาระบบบริการดังกล่าวเป็นการ สร้างมาตรฐานการบริการของวิสัญญี พยาบาลในห้องพักฟน 3.43 0.49 มาก สอดคล้องกับนโยบายของแผนกวิสัญญี ในการพัฒนาคุณภาพ 3.43 0.49 มาก ค่าเฉลี่ย 3.51 0.53 มากที่สุด
ผลการศึกษาระดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวยหลัง ได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนของกลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ด้านระบบงานพบว่า ระดับความคิดของวิสัญญีพยาบาล โดยรวม ค่าเฉลี่ย 3.51 มีระดับความคิดเห็นว่าเหมาะสมมากที่สุด 2.3 ผลการประเมินการพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐานการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับ ความรู้สึกในห้องพักฟนด้านบุคลากร ดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ผลการประเมินการพัฒนาระบบบริการผู้ปวยในห้องพักฟนด้านระบบงาน หัวข้อการพัฒนาด้านบุคลากร ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็น มีการกำาหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของ วิสัญญีพยาบาลและพนักงานผู้ช่วยเหลือ คนไข้ที่ชัดเจน 3.57 0.49 มากที่สุด อัตรากำาลังที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน 2.43 0.73 ปานกลาง วิสัญญีพยาบาลมีความพึงพอใจต่องาน บริการห้องพักฟน 2.86 0.35 มาก ค่าเฉลี่ย 2.95 0.72 มาก ผลการศึกษาระดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวย หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนของกลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ด้านบุคลากร พบว่าระดับความคิดของวิสัญญีพยาบาล โดยรวม ค่าเฉลี่ย 2.95 มีระดับความคิดเห็นว่าเหมาะสมมาก สรุประดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวยหลัง ได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนของกลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ทั้ง 3 ด้านได้แก่ ด้านโครงสร้าง ด้านระบบงาน และด้านบุคลากร ดังแสดงในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ระดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวย หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน กลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี หัวข้อการพัฒนาด้านโครงสร้าง ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็น ด้านโครงสร้าง 2.48 0.71 ปานกลาง ด้านแนวปฏิบัติการดูแลผู้ปวยหลังได้รับ ยาระงับความรู้สึก (ด้านระบบงาน) 3.51 0.53 มากที่สุด ด้านบุคลากร 2.95 0.72 มาก ค่าเฉลี่ย 3.06 0.78 มาก 21 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
22 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง จากตารางที่ 4 พบว่าระดับความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลต่อการพัฒนาระบบบริการ การดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.06 มีระดับ ความคิดเห็นว่าเหมาะสมมาก ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกใน ห้องพักฟนของกลุ่มงานงานวิสัญญี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ดังแสดงในตารางที่ 5 ตารางที่ 5 เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนและหลังการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวย หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน หัวข้อการพัฒนาด้านบุคลากร ก่อนการพัฒนา หลังการพัฒนา จำานวนเตียงที่สามารถให้บริการ 3 - 4 เตียง 5 - 6 เตียง อุบัติการณ์ผู้ปวยที่ย้ายออกจากห้องพักฟน ในขณะที่ไม่มีความพร้อมตามเกณฑ์มาตรฐาน 1.5% 0% จำานวนผู้ปวยได้รับการระเมินและจัดการ ความปวดในห้องพักฟน 70% 100% จากตารางที่ 5 พบว่าหลังการพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ในห้องพักฟน มีจำานวนเตียงที่สามารถให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 5 - 6 เตียง ไม่มีอุบัติการณ์ผู้ปวยที่ย้ายออก จากห้องพักฟนในขณะที่ไม่มีความพร้อมตามเกณฑ์มาตรฐาน และจำานวนผู้ปวยได้รับการประเมิน และจัดการความปวดในห้องพักฟน 100% อภิปรายผลการวิจัย 1. จากการวิเคราะห์ สภาพสถานการณ์เดิม ของการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ในห้องพักฟนแบบเดิม พบว่าปญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจาก ไม่มีการประชุม ข้อตกลงร่วมกันว่าควร มีการจัดสถานที่ห้องพักฟนอย่างไรเพื่อให้สะดวก ในการดูแลผู้ปวย ไม่มีการทบทวนแนวปฏิบัติ ในการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก และไม่ได้กำาหนดหน้าที่ของวิสัญญีที่ปฏิบัติงาน ห้องพักฟนให้ชัดเจน 2. การพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐาน การดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ในห้องพักฟนที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมตาม มาตรฐานห้องพักฟนด้านโครงสร้างและสามารถ ให้บริการการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความ รู้สึกได้ จำานวนเตียงที่มากขึ้นเป็น 5 - 6 เตียง (แต่สถานที่ยังคับแคบ ซึ่งได้ทำาโครงการขยาย ต่อเติมห้องพักฟนและผ่านการอนุมัติจาก ผู้อำานวยการแล้ว) ผลการศึกษาครั้งนี้สอดคล้อง กับการศึกษาของนวลพรรณ เอี่ยมตระกูล8
3. การสร้างแนวปฏิบัติการดูแลผู้ปวย หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน มี องค์ประกอบ 8 ประเด็น ได้แก่ มาตรฐานในการ จัดห้องพักฟน แนวทางการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้ปวยในขณะผ่าตัดและปญหาที่ต้องเฝาระวัง อย่างต่อเนื่อง แนวทางการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยา ระงับความรู้สึกในห้องพักฟน แนวทางปฏิบัติการ การจัดการความเจ็บปวดในห้องพักฟน แนวทาง การบันทึกการดูแลผู้ปวยในห้องพักฟน แนวทาง การประสานงานระหว่างวิสัญญีพยาบาลและ วิสัญญีแพทย์ แนวทางการประสานงานระหว่าง ทีมวิสัญญีและทีมผ่ าตัดรวมทั้งหน่วยง าน ที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการส่งต่อผู้ปวยกลับ หอผู้ปวย ผลการศึกษาครั้งนี้สอดคล้องกับการ ศึกษาของสมเกียรติ ปาณะวัฒนพีสุทธิ์9 4. การพัฒนาระบบบริการตามมาตรฐาน การดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ในห้องพักฟนที่พัฒนาขึ้น ต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ในก า รพัฒน าตั้งแต่ก า รออกค ว ามเห็นใน ทุกๆ ด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ปฏิบัติง่ายและ สะดวก มีความชัดเจนในขั้นตอนของแนวปฏิบัติ ทำาให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของ แนวปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดความพึงพอใจ ทำาให้เกิด ความกระตือรือร้นที่จะทำางานด้วยความเต็มใจ ปฏิบัติงานบรรลุเปาหมาย ที่สอดคล้องกับความ ต้องการของหน่วยงานและบรรลุวัตถุประสงค์ ขององค์กร สอดคล้องกับการศึกษาของอัจฉรา เพชรรัตชตะชาติ10 ข้อเสนอแนะ 1. จัดให้มีระบบการติดตามประเมินผล การปฏิบัติงานตามแนวปฏิบัติการดูแลผู้ปวย หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟนที่ พัฒนาขึ้น เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง เพื่อประเมิน ประสิทธิภาพและประสิทธิผล การใช้แนวปฏิบัติ การดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ในห้องพักฟน เพื่อหาแนวทางการพัฒนาปรับปรุง และหาโอกาสพัฒนาให้มีคุณภาพต่อไป 2. วิสัญญีพยาบาลควรจะได้เพิ่มพูน ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการห้องพักฟน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความมั่นใจ มีความพร้อม ในการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ในห้องพักฟน 3. จัดให้มีการปฐมนิเทศ สำาหรับวิสัญญี พยาบาลที่มาปฏิบัติงานใหม่ เพื่อให้ทราบถึง แนวปฏิบัติการดูแลผู้ปวยหลังได้รับยาระงับ ความรู้สึกในห้องพักฟนที่ใช้ในหน่วยงาน บรรณานุกรม 1. ฟาริดา อิบราฮิม. (2546). การปฏิบัติการพยาบาล ตามกรอบทฤษฎีการพยาบาล. กรุงเทพฯ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2546. 2. เรณู อาจสาลี. (2553). การพยาบาลห้องผ่าตัด. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการพัฒนาตำารา พยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 23 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
24 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 3. สมจิตร สิงคิพร. (2546). มาตรการพยาบาล ผู้ปวยที่ได้รับยาระงับความรู้สึก ชนิดทั่วไปใน โรงพยาบาลพังงา. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการ พยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์. 4. แสงจันทร์ วรรณศรี. (2555). ผลการพัฒนา ระบบบริการการดูแลผู้ปวยหลัง รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟน. ว า ร ส า ร ก า ร แพท ย์โ รงพ ย าบ า ล ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์, 27(1), 24-32. 5. ปยมาศ สิริวรารมย์. (2546). การดูแลผู้ปวย ในห้องพักฟน. ใน : วิชัย อิทธิชัยกุลฑล, ปวีณา บุญบูรพงศ์, อรวรรณ พงศ์รวีวรรณ, ธนิต วีรังคบุตร, มะลิ รุ่งเรืองวณิชย์ &วรินี เล็กประเสริฐ, บรรณาธิการ. ตำาราฟนฟูวิชาการวิสัญญีวิทยา. กรุงเทพฯ : ทองพูลการพิมพ์. 6. สมบูรณ์ เทียนทอง. (2547). การดูแลผู้ปวย หลังการได้รับยาระงับความรู้สึก. ใน : วราภรณ์ เชื้ออินทร์, สรรชัย ธีรพงศ์ภักดี, บรรณาธิการ. วิสัญญีวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 5. ขอนแก่น : คลังนานาวิทยา. 7. วรภา สุวรรณจินดา และ อังกาบ ปราการรัตน์. (2538). ตำาราวิสัญญีวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 2. ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล : กรุงเทพเวชการ. 8. นวลพรรณ เอี่ยมตระกูล. (2537). รูปแบบ งานบริการผู้ปวยนอกโรงพยาบาลเลิศสิน. วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 9. สมเกียรติ ปาณะวัฒนะพิสุทธิ์. (2547). รูปแบบการดำาเนินงานคหกรรม ของโรงพยาบาลชุมชนกรณีศึกษา : โรงพยาบาลลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 10. อัจฉรา เพชรรัตชตะชาติ. (2536). รูปแบบ การดำาเนินงานศูนย์รับผู้ปวยในของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พ.ศ. 2533. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
ผลของโปรแกรมปองกันการพลัดตกหกล้มต่อพลังความสามารถในการจัดการความเสี่ยง และความสามารถทางกายของผู้สูงอายุ ตำาบลโคกสำาโรง อำาเภอโคกสำาโรง จังหวัดลพบุรี EFFECTS OF FALL PREVENTION PROGRAM ON THE ABILITY TO MANAGE RISK AND PHYSICAL ALBILITIES OF THE ELDERLY IN KHOKSAMRONG DISTRICT LOPBURI อัมภรรณี ตันเจริญ* บทคัดย่อ การศึกษากึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปองกันการ พลัดตกหกล้มต่อพลังความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและความสามารถทางกายของ ผู้สูงอายุ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความพร่องในการดูแลตนเองของโอเร็ม(4) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้สูงอายุซึ่งมีอายุ 60 - 70 ปี จำานวน 70 คน ในตำาบลโคกสำาโรง จังหวัดลพบุรี โดยกลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรมปองกันการพลัดตกหกล้ม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ประกอบด้วย การสร้างความ ตระหนัก การสนับสนุน การเสริมสร้างความสามารถ และการสร้างสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้ บุคคลได้พัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม ส่วนกลุ่มควบคุม ได้รับการดูแลแบบปกติจากเจ้าหน้าที่สุขภาพประจำาโรงพยาบาลโคกสำาโรง รวบรวมข้อมูล ก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบสอบถามคุณลักษณะของประชากรและความสามารถ ในการดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Pair-sample t-test และ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแล ตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้มสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติ (p-value < .001) โปรแกรมปองกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ช่วยเสริมสร้าง ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ จึงเป็นแนวทางให้กับ หน่วยบริการปฐมภูมิ นำาไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสามารถของ ผู้สูงอายุในการปองกันการพลัดตกหกล้มที่บ้านและในชุมชน ซึ่งอาจจะต้องปรับให้สอดคล้อง กับบริบทหรือวิถีชีวิตของผู้สูงอายุในแต่ละชุมชนได้ตามความเหมาะสม คำาสำาคัญ : โปรแกรมปองกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ / ผู้สูงอายุ * พยาบาลวิชาชีพชำานาญการ โรงพยาบาลโคกสำาโรง จังหวัดลพบุรี 25 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
26 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา การหกล้มเป็นปญหาสำาคัญของผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบต่างๆ ของร่างกายของผู้สูงอายุ มีคว ามพ ร่องและเสื่อมต ามอ ายุที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีพยาธิสภาพของโรคที่เพิ่มขึ้นด้วย ปจจัยที่ทำาให้เกิดการหกล้มในผู้สูงอายุมีปจจัย 2 ประการคือ 1. ปจจัยภายในหรือปจจัยที่เกิด จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและมีพยาธิ สภาพจากอายุที่เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้เกิดความพร่อง และประสิทธิภาพการทรงตัวลดลงจนนำาไปสู่การ หกล้มได้ง่าย และ 2. ปจจัยภายนอกหรือปจจัย ที่เกิดจากสภาพแวดล้อม ได้แก่ การวางสิ่งของ เกะกะขวางทางเดิน พื้นลื่นหรือเปียกแฉะ แสงสว่างไม่เพียงพอ เป็นต้น ผลของการหกล้ม ที่คุกคามต่อชีวิตของผู้สูงอายุมากที่สุดคือ กระดูก สะโพกหัก ทำาให้ต้องได้รับการผ่าตัดและนอน รักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน และมัก ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา ได้แก่ แผลกดทับ การติดเชื้อในระบบทางเดินปสสาวะ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและภาวะลิ่ม เลือดอุดตันในปอด(2) ซึ่งเป็นสาเหตุชักนำาให้เสีย ชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผลกระทบด้านสุขภาพจิต พบว่าผู้สูงอายุที่เคยมีประสบการณ์การหกล้ม จะเกิดความกังวล ภาวะซึมเศร้า ตลอดจนสูญเสีย ความมั่นใจในการเดิน และพบผู้ปวยร้อยละ 30 - 73 มีความกลัวการหกล้มซ้ำาจนไม่กล้าเดินออกนอกบ้าน ทำาให้หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น แยกตัว ไม่เข้าร่วมกิจกรรม บางคนไม่สามารถ เคลื่อนไหวหรือปฏิบัติกิจกรรมอย่างอื่นได้ สูญเสีย ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง(3) และเกิด ภาวะพึ่งพาตามมา จากสถิติโรงพยาบาลโคกสำาโรงพบว่า ในปี พ.ศ. 2557(1) มีผู้สูงอายุเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลด้วยสาเหตุการพลัดตกหกล้ม จำานวน 271 ราย ในปี พ.ศ. 2558 จำานวน 380 ราย และในปี พ.ศ.2559 จำานวน 398 ราย ตามลำาดับ สูญเสียค่ารักษาจำานวนมากโดยค่ารักษาเฉลี่ย ประมาณ 11,963 บาทต่อราย และต้องใช้เวลา ในการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานานเฉลี่ย 8 วัน ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาและภาระ ที่ครอบครัวต้องรับผิดชอบในการดูแล จากการ พลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุทำาให้เกิดผลกระทบ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณของผู้สูง อายุและครอบครัว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่ศึกษา พฤติกรรมในการดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัด ตกหกล้มของผู้สูงอายุ โดยศึกษาจากสถานการณ์ ปญหาในพื้นที่และมีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ของผู้สูงอายุ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเอง ของโอเร็ม(4) ศึกษาความพร่องในการดูแลตนเอง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถและ ความต้องการในการดูแลตนเอง เพื่อสร้างความ ตระหนักและเสริมสร้างความสามารถในการดูแล ตนเอง พร้อมทั้งการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายใน บ้านและรอบๆ บ้านที่ส่งผลต่อการหกล้ม เพื่อ ให้ได้ข้อมูลที่จะช่วยปองกันและลดผลกระทบ ที่เกิดจากการหกล้มของผู้สูงอายุ สามารถนำาไป ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของหน่วย บริการด้านสาธารณสุขและองค์กรปกครอง ท้องถิ่นในตำาบลโคกสำาโรง ตลอดจนผลที่ได้รับ สามารถนำามาปรับใช้กับประชากรผู้สูงอายุในพื้น ที่อื่นๆต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์ปญหาและ ปจจัยที่มีผลต่อการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ ตำาบลโคกสำาโรง อำาเภอโคกสำาโรง จังหวัดลพบุรี 2. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปองกัน การพลัดตกหกล้มต่อพลังความสามารถในการ
27 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560 จัดการความเสี่ยงและความสามารถทางกาย ของผู้สูงอายุ ตำาบลโคกสำาโรง อำาเภอโคกสำาโรง จังหวัดลพบุรี สมมุติฐานการวิจัย 1. ผู้สูงอายุกลุ่มที่เข้าโปรแกรมปองกัน การพลัดตกหกล้มมีระดับคะแนนเฉลี่ยการดูแล ตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม ภายหลัง การทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง 2. ผู้สูงอายุกลุ่มที่เข้าโปรแกรมปองกัน การพลัดตกหกล้มมีระดับคะแนนเฉลี่ยการดูแล ตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม ภายหลัง การทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม 3 วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษาสถานการณปญหาและปจจัยที่มีผลตอการดูแลตนเองของผูสูงอายุตําบลโคกสําโรง อําเภอโคกสําโรงจังหวัดลพบุรี 2. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปองกันการพลัดตกหกลมตอพลังความสามารถในการจัดการความ เสี่ยงและความสามารถทางกายของผูสูงอายุตําบลโคกสําโรงอําเภอโคกสําโรงจังหวัดลพบุรี สมมุติฐานการวิจัย 1. ผูสูงอายุกลุมที่เขาโปรแกรมปองกันการพลัดตกหกลมมีระดับคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเองเพื่อ ปองกันการพลัดตกหกลม ภายหลังการทดลองสูงกวากอนทดลอง 2. ผูสูงอายุกลุมที่เขาโปรแกรมปองกันการพลัดตกหกลมมีระดับคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเองเพื่อ ปองกันการพลัดตกหกลม ภายหลังการทดลองสูงกวากลุมควบคุม กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรตน ตัวแปรตาม พฤติกรรมการ ดูแลตนเอง เพื่อป้องกัน การ พลัดตกหกล้ม ปัจจัยภายใน ได้แก่ - ปัจจัยส่วนบุคคล ( อายุเพศ สถานะภาพสมรส การศกษาึอาชีพ รายได้ประวัติสุขภาพ ประวัติการหกล้ม ,ความสามารถในการเดิน และการทรงตัว , ความชัดเจนในการมองเห็น ) ปัจจัยภายนอก - ความเหมาะสมของที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมทั้งภายในและ ภายนอกบ้าน โปรแกรมป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1. การสร้างความตระหนักในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการหกล้ม 2. การสนับสนนดุ้านต่างๆ ได้แก่การให้ข้อมลความรู ู้ในการดูแล ตนเองเพื่อป้องกันการหกล้ม 3. การเสริมสรางความสามารถในการด ู้แลตนเองเพื่อป้องการหกล้ม 4. การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมให้บคคลไดุ้พัฒนาความสามารถโดย เน้นการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและรอบๆบ้านที่ส่งผลต่อการ หกล้ม กรอบแนวคิดในการวิจัย
28 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ระเบียบวิธีศึกษา การศึกษาวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) แบบสองกลุ่มเปรียบเทียบ ประเมินก่อนและหลังการทดลอง ประชากรที่ ใช้ศึกษาได้แก่ ผู้สูงอายุตำาบลโคกสำาโรง อำาเภอ โคกสำาโรง จังหวัดลพบุรี ที่มีอายุ 60-70 ปี ที่ช่วย เหลือตัวเองได้ดี สามารถรับรู้ ติดต่อสื่อสารและ สามารถเดินหรือเคลื่อนไหวได้ปกติ ให้ข้อมูลได้ ด้วยตนเอง สามารถเข้าร่วมกิจกรรมในโปรแกรม ปองกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ตลอดการ ทดลอง จำานวน 70 คน กลุ่มละ 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำาเนินการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือในการคัดกรอง ได้แก่ แบบประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตร ประจำาวันขั้นพื้นฐานแบบง่าย (Barthel Activities of Daily Living : ADL) สำาหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้คัดกรองผู้เข้าร่วมวิจัยที่ไม่มีภาวะพึ่งพิง คือ มีคะแนน Barthel ADL ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป และแบบประเมิน Get up and Go Test และ Timed up and Go Test 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ประกอบด้วย - แ บ บ ส อ บ ถ า ม ข้ อ มู ล ลั ก ษ ณ ะ ประช ากรและข้อมูลสุขภ าพของผู้สูงอ ายุ ประกอบด้วย อายุ เพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ประวัติสุขภาพ ประวัติการหกล้ม ,ความสามารถในการเดินและ การทรงตัว, ความชัดเจนในการมองเห็น - แบบสอบถามปจจัยภายนอกเกี่ยวกับ ความเหมาะสมของที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกบ้าน ประกอบด้วยการ ประเมินสิ่งแวดล้อม ความเหมาะสมของที่อยู่อาศัย - แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแล ตนเองเพื่อปองกันก ารพลัดตกหกล้มของ ผู้สูงอายุ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากแนวคิดการดูแลตนเอง ของโอเร็ม(4) และจาการทบทวนวรรณกรรม ประกอบด้วยคำาถามที่จำาเป็นโดยทั่วไป การดูแล ตนเองตามระยะพัฒนาการ และการดูแลตนเอง ตามภาวะเบี่ยงเบนสุขภาพ จำานวน 20 ข้อ คุณภาพ เครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.936 - ก ารประเมินคว ามเสี่ยงต่อก า ร พลัดตกหกล้ม (ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย โปรแกรมปองกันการพลัดตกหกล้มสำาหรับ ผู้สูงอายุคู่มือการดูแลตนเองเพื่อปองกันการ พลัดตกหกล้ม แนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อม ภายในบ้านและภายนอกบ้าน 4. เครื่องมือกำากับการทดลอง ในการ ศึกษาครั้งนี้ เป็นแบบบันทึกกิจกรรมในการ ฝกการทรงตัวที่บ้านเป็นเครื่องมือที่ใช้กำากับการ ทดลอง โดยให้กลุ่มตัวอย่างลงบันทึกทุกครั้งที่มี การฝกการทรงตัวด้วยการลุก-นั่งเก้าอี้ในสัปดาห์ ที่ 5 - 8 ซึ่งแบบบันทึกการฝกการทรงตัวนี้มีอยู่ ในคู่มือการดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตก หกล้ม ตามที่ผู้วิจัยแจกให้กับกลุ่มตัวอย่างทุกราย การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง การศึกษาครั้งนี้ได้รับการรับรองจริยธรรม ในมนุษย์ โดยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยใน มนุษย์ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ก่อนที่ จะดำาเนินการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยได้ขออนุญาตกลุ่ม ตัวอย่างก่อนการเข้าร่วมวิจัย โดยขอความร่วม มือและชี้แจงสิทธิของกลุ่มตัวอย่างให้ทราบ การดำาเนินการวิจัย หลังจากผู้วิจัยเก็บข้อมูลและประเมิน ความสามารถในการลุกยืนและก้าวเดินก่อนการ ทดลองแล้ว กลุ่มควบคุมปฏิบัติกิจวัตรประจำาวัน ตามปกติและให้คำาแนะนำาเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่ สำาหรับกลุ่มทดลองนอกจากได้รับการพยาบาล
เช่นเดียวกับกลุ่มควบคุมแล้ว ยังได้รับโปรแกรม ปองกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ตามที่ ผู้วิจัยได้พัฒนาจากทฤษฎีความพร่องในการดูแล ตนเองของโอเร็ม(4) โดยมีการเข้าร่วมกิจกรรม สัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวม 4 สัปดาห์และฝกเอง ที่บ้านอีก 4 สัปดาห์ โดยเริ่มเข้าดำาเนินการตาม โปรแกรมในเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2560 รวมใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิจัย หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนำาข้อมูล ที่ได้มาวิเคราะห์และประมวลผลด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์สำาเร็จรูปโดยใช้สถิติในการศึกษาคือ - วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน - ทดสอบสมมติฐานด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย Pair-sample t-test เพื่อเปรียบเทียบ พฤติกรรมการ ดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม ก่อนและหลังใช้โปรแกรมปองกันการพลัดตก หกล้ม และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดย Independent t-test กำาหนดค่าความเชื่อมั่น ระดับนัยสำาคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย คุณลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่ของทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุมเป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.4 และ 68.6 อายุระหว่าง 60-65 ปี ร้อยละ 51.4 และ 71.4 ซึ่งเป็นวัยผู้สูงอายุตอนต้น ร้อยละ 57.1 และ ร้อยละ 54.3 มีสถานภาพสมรส การศึกษาส่วนใหญ่ จบประถมศึกษา ร้อยละ 97.1 และ 82.9 ตามลำาดับ ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ร้อยละ 74.3 และ 65.7 พบว่ากลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุมมีสุขภาพไม่แข็งแรงแต่วสามารถดูแล ตนเองได้ ร้อยละ 48.6 และ 51.4 มีโรคประจำาตัว เป็นความดันโลหิตสูง ร้อยละ 40.0 และ 37.1 ส่วนใหญ่กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมเคย พลัดตกหกล้มภายในบ้าน ร้อยละ 14.3 และ 20.0 ผู้สูงอายุที่หกล้มมีความพร่องด้านการมองเห็น ร้อยละ 28.0 และมีพร่องด้านการทรงตัวร้อยละ 17.1 และค่าดัชนีมวลกายอยู่ในระดับปกติทั้ง สองกลุ่มร้อยละ 54.3 และ 42.9 ปจจัยภายนอกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมภายใน และภายนอกบ้าน พบว่า ส่วนใหญ่สิ่งแวดล้อม และชุมชนมีแสงสว่างเพียงพอ ร้อยละ 100.0 และ ร้อยละ 91.4 เชื่อว่าการมีสุขภาพดีและ ปองกันการพลัดตกหกล้มได้ด้วยตนเอง และ ถ้าหกล้มมีคนในครอบครัวสามารถให้การดูแลได้ ร้อยละ 88.6 และจากการทดสอบความเสี่ยง ต่อการพลัดตกหกล้มพบว่า ทั้งกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมสามารถลุกยืนได้เองโดยไม่ต้องใช้มือยัน ร้อยละ 65.7 และ 68.6 ส่วนความสามารถ ในการทรงตัวทั้งสองกลุ่ม มีความสามารถในการ ทรงตัวปานกลาง ร้อยละ 71.4 และ 77.1 ผลการทดสอบสมมติฐาน หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการดู แลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตก หกล้ม สูงกว่าก่อนการทดลอง (t = -16.054, df = 34 ; p-value < 0.001) และ มีคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัด ตกหกล้ม สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติ (t = -12.058 , df = 68 ; p-value < .001) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม การดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม ก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน 29 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
30 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง อภิปรายผลการวิจัย จากสมมุติฐานสามารถ อภิปรายผลได้ ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ครั้งนี้ พบว่าโปรแกรม ปองกันการพลัดตกหกล้มสำาหรับผู้สูงอายุ สามารถทำาให้ผู้สูงอายุ ในกลุ่มทดลองมีคะแนน เฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อปองกันการ พลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุสูงกว่าก่อนทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำาคัญทาง สถิติ (p-value < 0.001) ซึ่งการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวสามารถอธิบายได้ว่า การดูแลตนเอง เพื่อปองกันการหกล้มที่เพิ่มขึ้น มาจากการได้รับ โปรแกรมปองกันการหกล้มสำาหรับผู้สูงอายุ โดยการประยุกต์ทฤษฎีความพร่องในการดูแลตนเอง (Self-care defi cit theory) ของโอเร็ม(4) ซึ่งประกอบด้วย 4 กระบวนการ ได้แก่ 1. การสร้างความตระหนักในการดูแล ตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม โดยผู้วิจัย มีการชี้แนะเกี่ยวกับสถานการณ์ที่หกล้ม ปจจัยเสี่ยง ที่นำาไปสู่การหกล้ม รวมถึงผลกระทบหรืออันตราย ที่เกิดขึ้นจากการหกล้ม ร่วมกับการมีส่วนร่วม ในการอภิปรายและให้ผู้สูงอายุที่เคยหกล้ม ได้เล่าประสบการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้สูงอายุเกิดความตระหนักแล้ว ยังช่ วยเพิ่มพูนค ว าม รู้และค ว ามส าม า รถ พิจารณาตัดสินใจกระทำาหรือปฏิบัติในการดูแล ตนเองเพื่อปองกันการหกล้มได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับแนวคิดการดูแลตนเองของโอเร็ม(4) ที่กล่าวว่า บุคคลที่สามารถกระทำาการดูแลตนเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ ตนเองและสิ่งแวดล้อม จะต้องเห็นว่าสิ่งที่กระทำา ตารางที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย พฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม ในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง (กลุ่มทดลอง n=35 กลุ่มควบคุม n=35) พฤติกรรมการดูแลตนเอง เพื่อปองกันการพลัดตกหกล้ม S.D. Paired t-test Independent t-test df p-value ภายในกลุ่ม กลุ่มทดลอง -16.054 - 34 < .001 ก่อนการทดลอง 2.26 0.183 หลังการทดลอง 2.65 0.091 กลุ่มควบคุม -9.786 - 34 < .001 ก่อนการทดลอง 2.11 0.207 หลังการทดลอง 2.22 0.190 ระหว่างกลุ่ม - -12.058 68 < .001 กลุ่มทดลอง 2.65 0.091 กลุ่มควบคุม 2.22 0.190 p-value > 0.05
นั้นเหมาะสมในสถานการณ์นั้นๆ ดังนั้นก่อนที่ บุคคลจะเห็นด้วยกับการกระทำานั้นๆว่าเหมาะสม จึงต้องมีความรู้ก่อนว่าสิ่งที่ต้องกระทำานั้นจะมี ประสิทธิภาพและให้ผลตามต้องการ ดังนั้นการ ดูแลตนเองจึงต้องการความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ ทั้งภายในและภายนอก(4,6,5) 2. การสนับสนุนด้านต่างๆ ได้แก่ 1) การ สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยการสอนเกี่ยวกับการ ดูแลตนเองเพื่อปองกันการหกล้ม 2) การสนับสนุน ให้ฝกการออกกำาลังกาย 6 ท่าลดเสี่ยงหกล้มใน ผู้สูงอายุซึ่งเป็นการฝกที่ง่าย มีขั้นตอนการฝก ที่ไม่ยุ่งยากและสามารถปฏิบัติเองได้ที่บ้านเมื่อ มีเวลาว่างหรือขณะทำากิจกรรมอื่นๆ เช่น ขณะ ดูทีวี ฟงวิทยุ 3) การสนับสนุนคู่มือการดูแลตนเอง เพื่อปองกันการหกล้ม 4) สนับสนุนในการติดตาม เยี่ยมบ้านโดยผู้วิจัยร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข ที่มีความพร้อมและสมัครใจ เพื่อประเมินและกระตุ้น สิ่งแวดล้อม ติดตามการออกกำาลังกาย 6 ท่า ลดเสี่ยงหกล้มในผู้สูงอายุ รวมทั้งการให้ข้อมูล เป็นรายบุคคล 5) การสนับสนุนให้สมาชิกใน ครอบครัวผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างที่มีความพร้อม และสมัครใจเข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุง สิ่งแวดล้อม 6) สนับสนุนการใช้คำาพูดในการชื่นชม หรือให้กำาลังใจ 3. การเสริม สร้างความสามารถในการ ดูแลตนเองเพื่อปองกันการหกล้ม โดยเน้นการ สอนและการบรรยายประกอบสไลด์ ซึ่งครอบคลุม เกี่ยวกับการดูแลตนเองที่จำาเป็นโดยทั่วไป การดูแลตนเองที่จำาเป็นตามระยะพัฒนาการ และการดูแลตนเองที่จำาเป็นตามภาวะเบี่ยงเบน สุขภาพ เพื่อปองกันการหกล้ม ทั้งรายกลุ่มและ รายบุคคล ร่วมกับการชมวีดีทัศน์เรื่องบ้านปลอดภัย สำาหรับผู้สูงอายุ พร้อมกับแจกคู่มือการดูแลตนเอง ให้ผู้สูงอายุกลับไปทบทวนต่อที่บ้าน ทั้งนี้การสอน เป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะช่วยเหลือผู้ปวยหรือ ผู้รับบริการในการพัฒนาความรู้หรือทักษะบาง ประการและเป็นวิธีการที่สำาคัญมากวิธีหนึ่งใน การพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเอง(6) จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า ความรู้เกี่ยวกับ การดูแลตนเองมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพร่อง ในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ กล่าวคือ ผู้สูงอายุ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองดี จะทำาให้มี ความพร่องในการดูแลตนเองน้อย ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้สูงอายุมีความรู้ในการดูแลตนเองไม่ดี ก็จะมี ความพร่องในการดูแลตนเองมากขึ้น(7) สอดคล้องกับ แนวคิดของโอเร็ม(4,6) ที่กล่าวว่าการดูแลตนเอง เป็นการกระทำาของบุคคลที่จงใจและมีเปาหมาย การที่จะช่วยส่งเสริมความสามารถของบุคคล ในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเองได้อย่างมี ประสิทธิภาพและต่อเนื่อง พยาบาลจะช่วยให้ บุคคลมีความรู้ความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับตัวเขาและต้องแน่ใจว่าผู้รับบริการได้ข้อมูล ที่เพียงพอและเหมาะสมที่จะช่วยให้เขาพิจารณา ตัดสินใจที่จะก ระทำ าก า รดูแลตนเองต าม ที่ต้องการ ตลอดจนสังเกตและประเมินผลถึง ประสิทธิภาพของการดูแลตนเอง เนื่องจากบริบท ของตำาบลโคกสำาโรง เป็นชุมชนที่มีบ้านเรือน แต่ละหลังอยู่ห่างกันและต้องเดินทางไกลเพื่อ รวมกลุ่ม ดังนั้นผู้วิจัยจึงใช้วิธีการออกกำาลังกาย 6 ท่าลดเสี่ยงหกล้มในผู้สูงอายุ เพราะฝกง่าย ขั้นตอนในการฝกไม่ยุ่งยาก ใช้อุปกรณ์ไม่มาก มีเพียงเก้าอี้ที่ค่อนข้างแข็งแรง กลุ่มตัวอย่าง สามารถฝกเองได้ที่บ้านในยามว่างหรือฝกร่วมกับ การทำากิจกรรมอย่างอื่น เช่น ดูทีวี ฟงวิทยุ โดย ให้ผู้สูงอายุบันทึกการฝกทุกครั้งในแบบบันทึก ด้านหลังคู่มือการดูแลตนเอง เพื่อปองกันการหกล้ม พร้อมกับติดตามความสม่ ำาเสมอของการฝก ระหว่างการเยี่ยมบ้านอีกด้วย 31 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
32 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 4. การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริม ให้บุคคลได้พัฒนาความสามารถ โดยเน้น การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและ รอบๆ บ้านที่ส่งผลต่อการหกล้ม เป็นวิธีการ เพิ่มแรงจูงใจของผู้ปวยในการวางเปาหมาย ที่เหมาะสม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ได้ผล ตามที่ตั้งเปาหมายเอาไว้ ซึ่งมักจะใช้ร่วมกับ วิธีอื่นๆ เช่น การให้ความรู้ เป็นต้นโดยโอเร็ม เชื่อว่าคนกับสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแยกออกจาก กันได้และมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน(4 6 5) จากการ ทบทวนวรรณกรรม พบว่าสิ่งแวดล้อมหรือปจจัย ภายนอกเป็นสาเหตุสำาคัญที่ส่งผลให้เกิดการ หกล้มในผู้สูงอายุ ร้อยละ 51.5(8) ซึ่งการศึกษานี้ ผู้วิจัยชี้แนะให้กลุ่มตัวอย่ างตระหนักและ เห็นความสำาคัญ เกี่ยวกับปจจัยภายนอกหรือ สิ่งแวดล้อมที่เป็นสาเหตุของการหกล้มใน ผู้สูงอายุแล้ว โดยการใช้สไลด์ประกอบการบรรยาย ชมวีดีทัศน์เรื่อง บ้านปลอดภัยสำาหรับผู้สูงอายุ ร่วมกับการให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในการ ประเมินและจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและ รอบๆ บ้าน ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่าง เกิดการรับรู้แล้วรวบรวมสิ่งที่ได้รับรู้นั้น มาสรุป เป็นความคิดรวบยอด ส่งผลให้มีการแสดงพฤติกรรม ออกมา(9) และผู้วิจัยยังสนับสนุนให้อาสาสมัคร สาธารณสุขซึ่งรับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ และสมัครใจร่วมติดตามเยี่ยมบ้านอีกด้วย นอกจากจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้กลุ่มตัวอย่าง และสมาชิกในครอบครัว มีความกระตือรือร้น ในการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยให้ผู้สูงอายุ และครอบครัวได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจ มากขึ้น เนื่องจากการสอนเพียงอย่างเดียวเป็น เรื่องยากลำาบาก เพราะผู้สูงอายุมีการเสื่อม ของการเรียนรู้และความจำา โดยเฉพาะเมื่ออายุ มากกว่า 70 ปี(10) สรุปได้ว่า โปรแกรมปองกันการหกล้ม สำาหรับผู้สูงอายุ ช่วยพัฒนาความสามารถในการ ดูแลตนเองเพื่อปองกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูง อายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม ทั้งด้านการฝก การทรงตัวโดยการออกกำาลังกาย 6 ท่าลดเสี่ยง หกล้มในผู้สูงอายุ, การลุก - นั่งเก้าอี้ และด้านการ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในและรอบๆ บริเวณบ้าน ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำาผลการวิจัยไปใช้ โปรแกรมปองกันการพลัดตกหกล้มของ ผู้สูงอายุ สามารถนำาไปใช้เป็นแนวทางให้กับ หน่วยบริการปฐมภูมิและโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำาบล ซึ่งอาจจะต้องปรับให้สอดคล้อง กับบริบทหรือวิถีชีวิตของผู้สูงอายุในแต่ละชุมชน ได้ตามความเหมาะสม และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นควรมีส่วนร่วมสนับสนุนงบประมาณ กำาลังคน ในการจัดการหรือปรับปรุงสิ่งแวดล้อม เพื่อปองกันการหกล้มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการผลักดันนโยบายปองกันการพลัดตก หกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อช่วยให้การ ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนมีความเข้มแข็ง อย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป นำาแนวคิดของโปรแกรมการปองกันการ พลัดตกหกล้ม ไปดำาเนินการกับกลุ่มตัวอย่างที่ เป็นผู้ปวยโรคเรื้อรัง เช่น โรคข้อเข่าเสื่อมระยะ ที่ไม่รุนแรง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เพื่อศึกษาผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพของผู้ปวยโรคเรื้อรังต่อไป
บรรณานุกรม 1. สำานักงานจังหวัดลพบุรี. กลุ่มงานยุทธศาตร์ การพัฒนาจังหวัดลพบุรี. แผนพัฒนา จังหวัดลพบุรี ปีงบประมาณ 2557- 2560. 2556. 2. สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล. หลักสำาคัญของเวชศาสตร์ ผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2544. 3. ศิริวรรณ ศิริบุญ, ชเนตตี มิลินทางกูร. ฐานข้อมูลประชากรผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ: สำานักงานวิจัยเพื่อการพัฒนา หลักประกันสุขภาพไทย; [updated สิงหาคม 2551]; Available from: http://www.cps.chula.ac.th/ research_division/article_ageing/ ageing_001.html. 4. Orem, D.E. (1995). Nursing Concepts of practice. St. Louis: Mosby. 5. Orem, D.E. (2001). Nursing: Concepts of practice. St. Louis: Mosby. 6. สมจิต หนุเจริญกุล.การดูแลตนเอง: ศาสตร์ และศิลปะทางการพยาบาล(พิมพ์ ครั้ง 6). กรุงเทพมหานคร : วี.เจ.พริ้นติ้ง; 2544. 7. วรพนิต ศุกระแพทย์. (2539). ความสัมพันธ์ ระหว่าง ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง ปจจัยพื้นฐานบางประการกับความพร่อง ในการดูแลตนเอง ของผู้สูงอายุ. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 8. เพ็ญศรี เลาสวัสดิ์ชัยกุล, ยุพาพิน ศิรโพธิ์งาม, พรรณวดี พุธวัฒนะ. ปจจัยเกี่ยวข้อง และผลจากการหกล้มในผู้สูงอายุ. วารสารพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ ผู้สูงอายุ. 2543;1(2):16-20. 9. ศินาท แขนอก. (2553). ประสิทธิผลของโปรแกรม การปองกันการหกล้มแบบสหปจจัย ในผู้สูงอายุที่มารับบริการคลินิกผู้สูงอายุ. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาล ผู้สูงอายุ, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ขอนแก่น. 10. ชูศักดิ์ เวชแพศย์. (2538). สรีรวิทยาของ ผู้สูงอายุ. กรุงเทพมหานคร: ศุภวนิช การพิมพ์. 33 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
34 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายในการปองกันการบาดเจ็บและเสียชีวิต จากแมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ชูเกียรติ แชเอี้ย * บทคัดย่อ การศึกษาเรื่อง การพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายในการปองกันการ เสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม เพื่อศึกษาการสร้างรูปแบบการปองกันการเสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง และ ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและชุมชน ในการปองกันการเสียชีวิตจาก แมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ใช้กลยุทธ์การมีส่วนร่วม 3 ประการ ได้แก่ การชี้นำา (Advocacy) การเพิ่มความสามารถ (Enabling) และการไกล่เกลี่ย (Mediating) ผลการศึกษามีประเด็นที่สำาคัญดังนี้ 1. กระบวนการวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม (PRA) ทำาให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์ ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานทาง สังคม เศรษฐกิจและการเมืองของชุมชน สถานการณ์และสภาพ ปญหาของชุมชน และสามารถนำาข้อมูลที่ได้นำาไปใช้ในการกำาหนดรูปแบบการแก้ไขปญหาโรค และภัยสุขภาพในชุมชน 2.การประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างอนาคตร่วมกัน (FSC) ส่งผลให้ชุมชน ทราบถึงสถานการณ์ และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของชุมชนตั้งแต่อดีต ปจจุบัน และแนวโน้ม ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อให้เกิดความตระหนักถึงปญหาและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชน และผลกระทบต่อชุมชนและตนเอง 3. การประชุมแบบมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ (AIC) ทำาให้ ชุมชนสามารถค้นหาสาเหตุของปญหาอย่างมีระบบ และกำาหนดแนวทางในการดำาเนินงาน แก้ไขปญหาโรคและภัยสุขภาพสอดคล้องกับประเด็นปญหา ความต้องการและศักยภาพของชุมชน 4. ปจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชมได้แก่ปจจัยด้านสังคม ปจจัยด้านเศรษฐกิจ และ ปจจัยด้านการเมือง คำาสำาคัญ : การเสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง * นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขอำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด
ความเปนมาและความสำาคัญของปญหา แมงกะพรุนกล่อง (Box jellyfi sh) เป็น สาเหตุของการเสียชีวิตในหลายประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ฟลิปปนส์ บอเนียว ญี่ปุน มาเลเซียและไทย (1) จากการศึกษาสถานการณ์ แมงกะพรุนพิษในประเทศไทยโดยสำานักระบาด วิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบการบาดเจ็บ จากแมงกะพรุนกล่องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี(2) ในต้นปี พ.ศ. 2557 มีการรวบรวมข้อมูลผู้ปวย ถูกแมงกะพ รุนพิษที่ม า รับก า ร รักษ าตั วที่ โรงพยาบาลจังหวัดกระบี่ ระหว่าง พ.ศ. 2553 ถึง 2556 พบ 62 ราย และเป็นผู้ปวยที่เข้าข่าย ถูกแมงกะพรุนกล่อง 30 ราย (ร้อยละ 48.4) ซึ่ง ถือว่าไม่น้อย และน่าจะต่ ำากว่าความเป็นจริง เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ขาดความรู้ เรื่องนี้ รวมถึงการบันทึกข้อมูลไม่ครบถ้วน และ ไม่ครบประเด็นทำาให้ยากต่อการวินิจฉัยว่าเป็น แมงกะพรุนกล่องหรือไม่ พื้นที่ซึ่งมีรายงาน ผู้ตายสูงสุดในประเทศไทย คือ เกาะสมุยกับ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำาหรับที่จังหวัด ตราดพบมากในฤดูมรสุม (ช่วงพฤษภาคมถึง กันยายน) จังหวัดตราด เรียกแมงกะพรุนกล่อง ว่าแมงกะพรุนไฟ ดังนั้นแมงกะพรุนกล่องน่าจะ มีในน่านน้ำาไทยมานานแล้วแต่ไม่มีรายงานการ ค้นพบทางวิชาการอย่างเป็นทางการ(3) ในการ แก้ปญหาแมงกะพรุนกล่องและแมงกะพรุนหัวขวด การปองกันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดทั้งนี้มีหลายวิธี ขึ้นกับบริบทของท้องถิ่นและการยอมรับของ ชุมชน ดังตัวอย่างจังหวัดตราดและจังหวัดกระบี่ พบว่าการทำาความเข้าใจและเตรียมความพร้อม ของชุมชนเป็นขั้นตอนเริ่มแรกที่สำาคัญมาก อาจ จะเริ่มทีละขั้นตอนของการแก้ปญหาและส่งเสริม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีส่วนสำาคัญในการเข้ามา มีส่วนร่วมของชุมชนหรือผู้ที่สนใจ(4,5,6) โดยหลัก การปองกันคือ ลดโอกาสสัมผัสแมงกะพรุนกล่อง และการปฐมพยาบาล ปฐมพยาบาลเบื้องต้น อย่างถูกหลักวิชาการ ดังนั้นภาคีเครือข่ายจึงมี ความสำาคัญในการสนับสนุนในการปองกันและ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนั้นการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้ชุมชนในการคิดวิเคราะห์ ตัดสิน ใจเลือกและกำาหนดแนวทางการดำาเนินงานใน ชุมชน จึงเป็นเรื่องที่จำาเป็นเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัย จึงทำาการวิจัยพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ของเครือข่ายในการปองกันการเสียชีวิตจาก แมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วน ร่วม เพื่อสร้างพลังและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของ ชุมชน เพื่อให้เกิดกระบวนการการปองกันการ เสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่องโดยการมีส่วนร่วม ของชุมชนที่ยั่งยืน วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ในการปองกันการเสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ขอบเขตของการวิจัย เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ในรูปแบบการวิจัยปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) เพื่อศึกษาการสร้างรูปแบบ 35 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
36 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง การปองกันการเสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและ ชุมชน และปจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วม ของเครือข่ายและชุมชน ในการปองกันการ เสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ มีส่วนร่วมมากระตุ้นเสริมพลัง 3 กระบวนการ คือ กระบวนการวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม (PRA) กระบวนการการประชุมเชิงปฏิบัติเพื่อ การสร้างอนาคตร่วมกัน (FSC) และกระบวนการ ประชุมแบบมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ (AIC) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ ศึกษาครั้งนี้ได้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ ชุมชนและประชาชน ในพื้นที่ อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ขั้นตอนการวิจัย ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นวิเคราะห์สถานการณ์และกำาหนด รูปแบบแนวทางในการแก้ปญหา 2. ขั้นการเชื่อมโยงเครือข่ายและการถอด บทเรียน 3. ขั้นดำาเนินการโดยการพัฒนาศักยภาพ การเฝาระวังการบาดเจ็บและเสียชีวิตจาก แมงกะพรุนกล่อง สำาหรับภาคีเครือข่ายและ สถานประกอบการในพื้นที่อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด โดยการจัดตั้งภาคีเครือข่ายการเฝาระวัง การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง ในพื้นที่อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด การจัด กิจกรรมเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน/พนักงาน ในสถานประกอบการ/นักท่องเที่ยว การจัดตั้งจุด ปฐมพยาบาลเบื้องต้นในจุดเสี่ยงบริเวณชายหาด ต่างๆ ติดตั้งปายให้คำาแนะนำาแก่นักท่องเที่ยว เมื่อสัมผัสพิษแมงกะพรุน และขั้นติดตามประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบบันทึกผลกระบวนการเรียนรู้ตาม กิจกรรมทั้ง 3 กระบวนการ 2. แบบสัมภาษณ์เจาะลึกอย่างเป็น ทางการและไม่เป็นทางการ 3. แบบบันทึกภาคสนาม และแบบบันทึก การสังเกต ผลการศึกษา การวิจัยเพื่อพัฒนาขีดความสามารถ ของเครือข่ายในการปองกันการเสียชีวิตจาก แมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด โดยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อศึกษาการสร้างรูปแบบการปองกันการเสีย ชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง และปจจัยที่มีอิทธิพล ต่อการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและชุมชน พบว่า 1. การนำากลยุทธ์การชี้นำาด้านสุขภาพ เพื่อการเพิ่มความสามารถให้บุคคลบรรลุ ศักยภาพสูงสุดด้านสุขภาพและ การไกล่เกลี่ยผล ประโยชน์ที่แตกต่างกันในสังคมเพื่อจุดมุ่งหมาย ด้านสุขภาพ และการสร้างพลังการมีส่วนร่วมของ ชุมชน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แต่ละเทคนิคมาผสมผสานกัน 3 กระบวนการ มาประยุกต์เพื่อให้มีความเชื่อมโยงให้ง่ายและ สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชน พบว่า
1.1 กระบวนการวิเคราะห์ชุมชนแบบ มีส่วนร่วม (PRA) ทำาให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์ ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน ลักษณะประชากร สังคม เศรษฐกิจ การเมืองของชุมชน และทราบ สถานการณ์ สภาพปญหาความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม รอบตัว ภูมิปญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ค่านิยมของชุมชน ส่งผลทำาให้เกิด ความรัก ตระหนักในคุณค่า และหวงแหน เกิดความรู้สึกอยากร่วมพัฒนา และข้อมูลที่ได้นำา ไปใช้ในการกำาหนดรูปแบบการแก้ไขปญหาโรค และภัยสุขภาพในชุมชนได้อย่างเหมาะสม 1.2 การประชุมเชิงปฏิบัติการสร้าง อนาคตร่วมกัน (FSC) โดยให้ชุมชนชนบททบทวน สภาพความเป็นอยู่ของชุมชนในอดีต ปจจุบัน และอนาคต ส่งผลให้ชุมชนทราบถึงสถานการณ์ ความเป็นมาและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของ ชุมชนตั้งแต่อดีต ปจจุบัน และแนวโน้มที่จะเกิด ขึ้นในอนาคต ก่อให้เกิดความตระหนักถึงปญหา และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนและ ผลกระทบต่อชุมชนและตนเอง 1.3 การประชุมแบบมีส่วนร่วมอย่าง สร้างสรรค์ (AIC) ทำาให้ชุมชนสามารถค้นหาปญหา จัดลำาดับความสำาคัญของปญหา และค้นหา สาเหตุของปญหาอย่างมีระบบ กำาหนดภาพ ลักษณ์ที่พึงปรารถนาของชุมชน และแนวทางใน การดำาเนินงานแก้ไขปญหาโรคและภัยสุขภาพ สอดคล้องกับประเด็นปญหา ความต้องการและ ศักยภาพของชุมชน 2. ปจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของ ชุมชนจำาแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ ปจจัยภายใน ชุมชน และปจจัยภายนอกชุมชน 2.1 ปจจัยภายในชุมชนได้แก่ปจจัย ด้านสังคม โครงสร้างลักษณะทางสังคม ความ เป็นอยู่ ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน การรวมกลุ่ม ทุนทางสังคม วัฒนธรรมประเพณี ค่านิยมการ พึ่งพิงผู้อื่น/ผู้มีอำานาจมากกว่าการพึ่งตนเอง การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 2.1.1 ป จ จั ย ด้ า น ป ร ะ ช า ก ร ได้แก่ประชากรดั้งเดิมในพื้นที่ ภาวะผู้นำาของผู้นำา และสมาชิกในชุมชน 2.1.2 ป จ จั ย ด้ า น เ ศ ร ษ ฐ กิ จ โครงสร้างอาชีพ รายได้ 2.1.3 ปจจัยด้านการเมือง การ กระจายอำานาจ และการมีส่วนร่วมในการเมือง 2.2 ปจจัยภายนอกชุมชน ได้แก่ 2.2.1 กระแสความเจริญจาก การพัฒนาที่แพร่กระจายเข้ามาในชุมชนทำาให้ โครงสร้างทางสังคม ประชากร เศรษฐกิจและ การเมืองของชุมชนเปลี่ยนแปลงไป 2.2.2 การสนับสนุนจากหน่วย งานองค์กรของรัฐฯตามแผนงานโครงการใน ระบบการสั่งการขาดการบูรณาการ ขาดความ ยั่งยืน ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ทำาให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำาเนินงานเพื่อ แก้ไขปญหาโรคและภัยสุขภาพของชุมชนอยู่ใน ระดับต่ ำา อภิปรายผล การศึกษาการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความ สามารถของเครือข่ายในการปองกันการเสียชีวิต จากแมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบ 37 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
38 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง มีส่วนร่วม ครั้งนี้พบว่ารูปแบบการเฝาระวัง/ ปองกันและควบคุมโรคและภัยสุขภาพที่ได้จาก การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นรูปแบบการพัฒนา คุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของชุมชน มิได้เน้นมิติด้านสุขภาพเพียงด้านเดียว แต่ขอบเขตครอบคลุมทุกมิติของการดำาเนินชีวิต สอดคล้องกับแนวคิดของศาสตราจารย์นาย แพทย์ประเวศ วะสี(7) ที่กล่าวว่า สุขภาพ หมายถึง วิถีชีวิตทั้งหมดของมนุษย์ และจากแนวคิดของ องค์การอนามัยโลกที่ว่ามนุษย์จะมีความสุข จะต้องอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเอื้อต่อสุขภาพ และการให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจังทุก ขั้นตอนตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ทางกายภาพ ลักษณะประชากร สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความเป็นมาและสภาพความเป็นอยู่ ของชุมชน ทำาให้ชุมชนรับรู้ข้อมูลสภาพความ เป็นจริงของชุมชนด้วยตนเอง ส่งผลให้เกิดความ ตระหนักถึงผลกระทบต่อชุมชนและตนเอง และ สามารถค้นหาปญหา จัดลำาดับความสำาคัญของ ปญหา หาสาเหตุของปญหา ได้สอดคล้องกับ ข้อเท็จจริง และความต้องการของชุมชน ดังนั้น วิธีการเสริมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สำาคัญ คือการให้ชุมชนได้รับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกระบวนการ กลยุทธ์การชี้นำา ด้านสุขภาพ การเพิ่มความสามารถให้บุคคล บรรลุถึงศักยภาพสูงสุดด้านสุขภาพ และการไกล่ เกลี่ยระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน เพื่อ ประโยชน์ด้านสุขภาพในชุมชนมีความสำาคัญใน การเสริมพลังการมีส่วนร่วมเนื่องจากวัฒนธรรม การดำาเนินชีวิตของชุมชนและสังคมไทยมักหวัง พึ่งรัฐฯ ผู้ใหญ่หรือผู้มีอำานาจ และระบบการ ทำางานของภาครัฐฯ ที่ผ่านมาอยู่ในระบบการ สั่งการจากบนลงล่าง การปรับเปลี่ยนจึงต้องใช้ เวลาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ดังนั้นรูปแบบการส่ง เสริมให้ชุมชนมีส่วนในการแก้ไขปญหาสุขภาพ ของพื้นที่ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ถือว่าเป็นรูปแบบแบบหนึ่งของการที่จะเสริม พลังให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพ ชีวิต รวมทั้งการพึ่งตนเองในการดูแลสุขภาพ สามารถประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นๆ เพื่อกระจาย การสร้างพลังการมีส่วนร่วมในด้านสุขภาพ 1. จากการวิเคราะห์สถานการณ์และ กำาหนดรูปแบบแนวทางในการแก้ปญหาการ เสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด พบว่าการที่ชุมชนมีลักษณะด้าน สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองแบบชุมชนชนบท มีความเป็นอยู่ความสัมพันธ์เป็นแบบพี่น้อง ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และมีการรวม ตัวเป็นกลุ่มต่างๆ ทำาให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับกาศึกษาของประพนธ์ ปยรัตน์(8) และอลิศรา ชูชาติและคณะ(9) สรุปได้ว่า การมี ส่วนร่วมเป็นกระบวนการสำาคัญในการพัฒนา ที่ก่อให้เกิดความยั่งยืน และมีเปาหมายสุดท้าย คือ ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ ดังนั้นในการ พัฒนาจึงมุ่งเน้นส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการให้อำานาจและพัฒนาศักยภาพในการ คิดค้นวิเคราะห์ปญหา หาสาเหตุและตัดสินใจ เลือกแนวทางในการแก้ไขและพัฒนาด้วยตนเอง โดยหนึ่งในกระบวนการที่สำาคัญคือ กระบวนการ วิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม (Participatory Rural Appraisal : PRA)(10) ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาของวัฒนา นันทะเสน(11)
2. การเชื่อมโยงเครือข่ายและการถอด บทเรียน พบว่าการให้ชุมชนทบทวนสถานการณ์ สภาพปญหาในอดีต ปจจุบัน และแนวโน้มที่จะ เกิดในอนาคต โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของ ชุมชน ภายใต้ขอบเขตการเฝาระวังและปองกัน การเสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่องในพื้นอำาเภอ เกาะกูด จังหวัดตราด ชุมชนสามารถวิเคราะห์ สภาพปญหา กำาหนดเครือข่ายการทำางานและ กำาหนดแผนการปฏิบัติงานร่วมกันได้ สอดคล้อง กับไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม(12) และวัฒนา นันทะเสน(11) ที่ศึกษาพบว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องเดียวกัน (Stakeholder) ต้องกำาหนดความประสงค์ร่วม กันก่อนและต้องทำาความเข้าใจสถานการณ์ ร่วมกันหากลวิธีให้บรรลุความประสงค์ด้วยการ ริเริ่มคิด วิเคราะห์ แยกแยะด้วยปญญา และ การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกัน โดยไม่ยึดกับกรอบ แนวทางที่ตนคุ้นเคย จึงจะได้วิธีการที่สำาคัญ มีพลัง มีประสิทธิภาพ 3. การพัฒนาศักยภาพการเฝาระวังการ บาดเจ็บและเสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง พบว่า ภาคีเครือข่ายการเฝาระวังการบาดเจ็บและเสีย ชีวิตจากแมงกะพรุนกล่อง ในพื้นที่อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ประกอบด้วย หน่วยงานในเครือข่าย สาธารณสุข หน่วยงานในเครือข่ายกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เจ้าของ สถานประกอบการในพื้นที่อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด พนักงานสถานประกอบการในพื้นที่ อำาเภอเกาะกูด จังหวัดตราด และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น โดยจังหวัดตราดได้นำาแนวทาง การรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากพิษแมงกะพรุน กล่องและแมงกะพรุนหัวขวด ที่มีอยู่ของสำานัก ระบาดวิทยามาประยุกต์ใช้(3) และดำาเนินการการ เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน/พนักงานในสถาน ประกอบการ/นักท่องเที่ยว ประกอบด้วยการ ใช้ตาข่ายกั้น (stinger net) การแนะนำาให้สวม เสื้อผ้าชนิดที่สามารถปองกันพิษจากแมงกะพรุน การติดปายเตือนนักท่องเที่ยว การเตรียมเสา พยาบาลใส่ขวดน้ำาส้มสายชู การจัดจุดวางน้ำาส้ม สายชูบริเวณหาด การทำาสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ การรักษาพยาบาล และการจัดอบรมผู้เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับแนวคิดของ(3) ที่สรุปว่า การปองกัน เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปญหาแมงกะพรุนกล่อง ซึ่งมีหลายวิธีขึ้นกับบริบทของท้องถิ่นและ การยอมรับของชุมชน ข้อเสนอแนะ 1. ก ล วิ ธี ก า ร ดำ า เนิ นง า นที่ เน้ น ก า ร มี ส่วนร่วมของชุมชน เป็นวิธีการดำาเนินงานที่สามารถ บูรณ าก ารเข้ ากับแผนก ารปฏิบัติง านของ หน่วยงาน และเป็นรูปแบบการแก้ไขปญหาที่ สนองต่อความต้องการของชุมชน ที่สำาคัญคือ สอดคล้องกับแนวคิดและทิศทางการดำาเนินงาน ปองกันและแก้ไขปญหาโรคและภัยสุขภาพของ กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นผู้บริหารควรกำาหนด เป็นนโยบาย ให้มีการนำารูปแบบ หรือแนวทาง การดำาเนินงานไปขยายผลเพื่อดำาเนินงานในพื้น ที่อื่นๆ ของจังหวัดตราด โดยการประสานหรือ ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการ ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงาน ภาครัฐ และเอกชน เพื่อร่วมกันดำาเนินงานหรือ ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ แก้ไขปญหาโรค และภัยสุขภาพของพื้นที่ใน ระยะยาว อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน 39 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
40 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 2. ควรกำาหนดนโยบายการดำาเนินงาน ควรเน้นที่การพัฒนาความสามารถของประชาชน หรือการมีส่วนร่วมในการคิด การค้นหา การ วิเคราะห์สภาพหาปญหา และร่วมทำา เพื่อให้เกิด ภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปญหาในพื้นที่อย่าง ต่อเนื่องและสอดคล้องกับความต้องการและ บริบทของพื้นที่ 3. การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร การ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารในระดับชุมชนมีผลต่อการ มีส่วนร่วมของชุมชน จากการศึกษาพบว่าชุมชน ที่มีลักษณะความเป็นอยู่แบบชุมชนชนบท สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมมากกว่าชุมชนเมือง ทั้งนี้เนื่องจากการดำาเนินวิถีชีวิตมีโอกาสเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้มากกว่า ทำาให้เกิดความเป็น ส่วนหนึ่งของชุมชน อยากร่วมพัฒนา ต่างกับ สมาชิกในชุมชนเมืองที่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารของชุมชนได้น้อยกว่าเนื่องจากวิถีการ ดำาเนินชีวิตที่ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม จึงมีความ รู้สึกแตกแยกและส่วนร่วมน้อยกว่าสมาชิกใน ชุมชนกึ่งชนบทกึ่งเมือง ดังนั้นควรพัฒนารูปแบบ การประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุม และส่งเสริมการ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชากรให้ครอบคลุม ทุกกลุ่มเปาหมายและทุกพื้นที่ 4. ภาครัฐฯ ควรให้การติดตามสนับสนุน และกระตุ้นอย่างใกล้ชิดและสม่ำาเสมอ เพื่อให้ ชุมชนสามารถนำาความรู้ไปใช้เป็นวิถีชีวิตของ ชุมชน ทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรมและค่านิยมคน ไทยส่วนใหญ่เคยกับการพึ่งภาครัฐฯ หากภาครัฐ ถอนตัวทันทีก็จะล้มเหลวเหมือนโครงการอื่นๆ ที่ผ่านๆ มา เอกสารอ้างอิง 1. Tibballs J, Australian venomous jellyfi sh, envenomation syndromes, toxins and therapy. Toxicon 2006; 48(7): 830-59. 2. Cazorla-Perfetti DJ, Loyo J, Lugo L, Acosta ME, Morales P, Haddad VJr, et al. Epidemiology of Cegolon L, Heymann WC, Lange JH, and Mastrangelo G. Jellyfi sh stings and their management: a review. Mar Drugs 2013; 11(2): 523-50. 3. ลักขณา ไทยเครือ. The epidemiologist life blog. Chiang Mai: ลักขณา เครือไทย; ระวัง แมงกะพรุนพิษ ถ้าช่วยผิด ถึงตายได้ (อินเตอร์เน็ต). 2556. 4. Burnett JW. Human injuries following jellyfi sh stings. Md Med J 1992; 41(6): 509-13. 5. Williamson J, Fenner P, Burnett J, Rifkin J. Venomous and poisonous marine animals. Sydney: University of New South Wales Press; 1996. 6. Lippmann J, Fenner P, Winkel K, Gershwin L. Fatal and severe box jellyfi sh stings, including lrukandji stings, in Malaysia, 2000-2010. J Travel Med. 2011; 18(4): 275-81.
7. ประเวศ วะสี. สุขภาพในฐานะอุมดมการณ์ ของมนุษย์. พิมพ์ครั้งที่ 3 นนทบุรี. สำานักงานปฏิรูประบบสุขภาพ 2543. 8. ประพนธ์ ปยรัตน์. บทบาทและภาระหน้าที่ ของบุคลากรสาธารณสุขระดับ ตำาบล. โครงการสาธารณสุข ระดับตำาบล นนทบุรี 2543. 9. อริศรา ชูชาติ และคณะ. เทคนิคเพื่อพัฒนา การมีส่วนร่วม สถาบันพัฒนาการ สาธารณสุขอาเซียน. มหาวิทยาลัยมหิดล . นครปฐม. 2538. 10. ดุสิต ดวงสาและคณะ. คู่มือการใช้ PAR 41 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560 ในการทำางานด้านเอดส์ในชุมชน. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. จังหวัดเชียงใหม่. 2542. 11. วัฒนา วัฒนธรรมศิริ. ประชาคมตำาบล หมายเหตุจากนักคิด สถาบันพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา. กรุงเทพ. โอเดียน สโตร์.2542. 12. วัฒนา นันทะเสน. การประเมินผลการพัฒนา ระบบสุขภาพอำาเภอ สำานักงานสาธารณสุข จังหวัดมหาสารคาม. วารสารวิจัยและ พัฒนาระบบสุขภาพ.ปีที่ 7 (ฉบับที่ 3). 2558.
42 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี Development of Chronic Obstructive Pulmonary Disease (COPD) Care Service System at the Kohchan Hospital in Chonburi Province ณัฐฤดี สุทธิบูรณ* อุเทน สุทิน** บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัย (Action Research) เพื่อศึกษาการพัฒนาระบบการดูแลผู้ ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี และดำาเนินการใช้กรอบแนวคิด การนำาแนวปฏิบัติทางคลินิกไปใช้และการประเมินผลลัพธ์ ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ทีมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จำานวน 5 คน ประกอบด้วย แพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักกายภาพบำาบัด พนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้และกลุ่มผู้ปวยที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่ขึ้นทะเบียนเข้ากลุ่มในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี จำานวน 89 คน การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) การวิจัยประกอบด้วย 2 ขั้นตอนได้แก่ 1) ขั้นเตรียมการ การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น การเตรียมแบบเก็บข้อมูลวิจัย 2) ขั้นดำาเนินการ ประกอบด้วย วางแผน การปฏิบัติ การสังเกตการณ์และการสะท้อนผล ผลการวิจัยการพัฒนาระบบการดูแลผู้ปวย พบว่าระบบการดูแลผู้ปวยโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังประกอบไปด้วย 3 ด้านได้แก่ ด้านโครงสร้างบทบาทหน้าที่ผู้รับผิดชอบหลักและทีมผู้ให้ บริการ ด้านเอกสารและแบบฟอร์มต่างๆที่ใช้ในการจัดบริการ และด้านกระบวนการดูแลผู้ปวย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผลการพัฒนาระบบการดูแล พบว่า ผู้ปวยที่มารับบริการที่คลินิกโรคปอด อุดกั้นเรื้อรัง มีระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ ในระดับที่ต้องปรับปรุง ส่วนหลังการพัฒนา ระบบระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าก่อนการพัฒนาระบบ ทั้งด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการและด้านเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ให้บริการ มีความ พึงพอใจอยู่ในระดับ ต้องปรับปรุง หลังจากการพัฒนาระบบระดับความพึงพอใจ อยู่ในระดับดี เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของผู้ปวยต่อการมารับบริการ ก่อนและหลังการ พัฒนาระบบการดูแลผู้ปวย พบว่าคะแนนความพึงพอใจของผู้ปวย หลังการพัฒนาระบบสูงกว่า ก่อนการพัฒนาระบบอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (p-value <.001) และผลจากการพัฒนาระบบ พบว่า ความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ระดับความพึงพอใจ ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 90.54 และพบว่า อัตราของผู้ปวยที่มาตรวจด้วยอาการ หอบฉุกเฉิน (ER visit) ลดลงร้อยละ 15.73 และอัตราผู้ปวยมาตรวจรักษาซ้ำาด้วยอาการเดิม (re-visit)ภายใน 48 ชั่วโมง ลดลงร้อยละ 6.75 จากผลในการวิจัยเสนอแนะให้ การวางระบบการดูแลต่อเนื่องที่ครอบคลุมถึงการวางแผน การดูแลผู้ปวยจำาหน่ายผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คำาสำาคัญ : โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง/คลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง * พยาบาลวิชาชีพ ชำานาญการ โรงพยาบาลเกาะจันทร์ **นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลบ่อทอง
ความเปนมาและความสำาคัญของปญหา โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease หรือ COPD) เป็นโรคเรื้อรัง ที่เป็นปญหาสำาคัญทางสาธารณสุข อุบัติการณ์ ของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีจำานวนผู้ที่เป็น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังทั่วโลกจนถึงปี พ.ศ. 2550 มีจานวน 210 ล้านคนที่เกิดจากการอุดกั้นการ ระบายอากาศในปอดและเป็นสาเหตุให้เกิดการ เจ็บปวยเรื้อรัง ทุพพลภาพ และการเสียชีวิต ที่มากขึ้นขององค์การอนามัยโลก ระบุว่าปจจุบัน นี้โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นสาเหตุ อันดับ 4 ของการเสียชีวิต รองจากโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ขาดเลือด และคาดว่าในปี พ.ศ. 2573 จะเป็น สาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 3 (WHO, 2010) สำาหรับสำาหรับประชากรที่ปวยในประเทศไทย ด้วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คิดเป็นอัตรา 347.95 376.35 และ 400.10 รายต่อ แสนประชากร ใน ปี พ.ศ. 2552 – 2554 ตามลำาดับ (สำานักนโยบาย และยุทธศาสตร์, 2552-2554) จัดเป็นสาเหตุ การเสียชีวิต อันดับที่ 5 ของประเทศ ภาคเหนือ มีอัตราความชุกของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังสูง ในปี 2552 โรคเรื้อรังระบบหายใจส่วนล่าง มีจำานวน 63,279 ราย คิดเป็นอัตรา 535.15 ราย ต่อแสนประชากร (สำานักนโยบายและยุทธศาสตร์, 2552) โรงพยาบาลเกาะจันทร์ อำาเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี มีประชากรที่รับผิดชอบ จำานวน 33,945 คน สถิติผู้ปวยที่มารับบริการ ในปี 2558 และ 2559 ซึ่งเป็นช่วงระยะเริ่มแรกในการจัดให้ มีคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มีผู้ปวยขึ้นทะเบียน รักษา จำานวน 49 ราย และ 89 รายตามลำาดับ มีจำานวนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในปี 2558 โรคปอด อุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคที่มีอัตราการมารักษาซ้ำา (Re-admit)เป็นลำาดับแรกของผู้ปวยในทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 26.68 อัตราการเสียชีวิตด้วยโรค ปอดอุดกั้นเรื้อรัง 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.24 เป็นอัตราการเสียชีวิตที่สูง จากสถิติการเสียชีวิต ของผู้ปวยที่มารักษาที่โรงพยาบาลเกาะจันทร์ เป็นลำาดับ 3 รองจากโรคหัวใจ และอุบัติเหตุ ในปี 2559 อัตราการรักษาซ้ำา (Re-admit) ยังเป็นลำาดับแรกของผู้ปวยในทั้งหมดคิดเป็น ร้อยละ 21.35 และ เสียชีวิต 3 ราย คิดเป็น ร้อยละ 3.37 สถิติข้อมูลตามตัวชี้วัดผู้ปวยที่ ขึ้นทะเบียนรักษาในปี 2558 และ 2559 อัตราการมารักษาด้วยอาการหอบฉุกเฉิน (ER visit) คิดเป็นร้อยละ 30.02 และ 30.34 ตามลำาดับ อัตราผู้ปวยที่มารักษาซ้ำา (Re-visit) ภายใน 48 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 34.15 และ 35.96 ตามลำาดับ เห็นได้ว่าจำานวนผู้ปวยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ความพึงพอใจในการให้บริการในภาพรวม กลับลดลงจากร้อยละ78.6 เป็น 76.6 เนื่องจาก ผู้ปวยยังต้องรอรับบริการที่นานผลประเมินตาม ตัวชี้วัดยังไม่เป็นไปตามเปาหมาย 43 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
44 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบการจัดระบบบริการใน คลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยการมีส่วนร่วม ของทีมสุขภาพที่ปฏิบัติงานในคลินิกโรคปอดอุด กั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลเกาะจันทร์ สมมติฐานการวิจัย การพัฒนาระบบ ระบบการดูแลผู้ปวย โรคปอดอุกกั้นเรื้อรังทำาให้ 1. ความพึงพอใจของผู้ปวยโรคปอด อุดกั้นเรื้อรังหลังการพัฒนาระบบสูงกว่าก่อนการ พัฒนาระบบ 2. อัตราผู้ปวยมาตรวจด้วยอาการหอบ ฉุกเฉิน (ER visit) ลดลงหลังการพัฒนาระบบ 3. อัตราผู้ปวยมาตรวจซ้ำาด้วยอาการเดิม (Re-visit) ภายใน 48 ชั่วโมงลดลง หลังการ พัฒนาระบบ วิธีการดำาเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ อย่างมีส่วนร่วม (participatory action research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ตัวอย่าง มีสองกลุ่ม คือ 1) ผู้ปวยที่มารับบริการ ในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 2) บุคลากร โรงพยาบาลเกาะจันทร์ในช่วงเวลาตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2559 - กรกฎาคม 2560 ขั้นตอนในการดำาเนินการวิจัย ระยะที่ 1 สำ า ร วจข้อมูลเพื่อนำ าไปใช้ พัฒนารูปแบบ ระยะที่ 2 พัฒนาระบบการจัดการระบบ บริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และลงสู่ การปฏิบัติ ระยะที่ 3 ประเมินผลลัพธ์ ระบบการจัดการ ระบบบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กรอบแนวคิดในการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบการจัดระบบบริการในคลนิิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยการมีส่วนร่วมของทีมสุขภาพที่ ปฏิบัติงานในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลเกาะจันทร์ สมมติฐานการวิจัย การพัฒนาระบบ ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุกกั้นเรื้อรังทําให้ 1. ความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหลังการพัฒนาระบบสูงกว่าก่อนการพัฒนาระบบ 2. อัตราผู้ป่วยมาตรวจด้วยอาการหอบฉุกเฉิน ( ER visit) ลดลงหลังการพัฒนาระบบ 3. อัตราผู้ป่วยมาตรวจซ้ําด้วยอาการเดิม (Re-visit) ภายใน 48 ชั่วโมงลดลง หลังการพัฒนา ระบบ วิธีการดําเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (participatory action research) ระยะที่ 1 : สํารวจข้อมูล เพื่อนําไปใช้พัฒนารูปแบบ ระยะที่ 2 : พัฒนาระบบ การจัดการระบบบริการใน คลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และลงสู่การปฏิบัติ ระยะที่ 3 : ประเมินผลลัพท์ระบบการจัดการ ระบบบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ศึกษาและวิเคราะห์ สถานการณ์ การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุด กั้นเรื้อรังของโรงพยาบาล .พัฒนาระบบการจัดระบบ บริการในคลินกโรคปอด ิ อุดกั้นเรื้อรัง ฯ โดยการมี ส่วนร่วมของทีมสุขภาพ ด้าน ผู้ป่วย -อัตราผู้ป่วย COPD มาตรวจด้วยอาการหอบ ฉุกเฉิน (ER visit) -อัตราผู้ป่วย COPD มาตรวจซ้ํา (Re-visit) ภายใน 48 ชั่วโมง -ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อระบบฯ ด้าน ทีมสุขภาพ -ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อระบบการ จัดระบบบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่พัฒนาขึ้น
2. ผลการประเมินอัตราผู้ปวย COPD มาตรวจด้วยหอบฉุกเฉิน (ER visit) พบว่าผู้ปวย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ขึ้นทะเบียนรักษาใน คลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มีจำานวน 89 ราย ผลการดำาเนินงานพบว่า อัตราของผู้ปวยโรคปอด อุดกั้นเรื้อรังที่มาตรวจด้วยอาการหอบฉุกเฉิน (ER visit) ปี 2559 คิดเป็นร้อยละ 30.34 และ ปี 2560 คิดเป็นร้อยละ 14.61 ลดลงร้อยละ 15.73 และอัตราผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นมาตรวจซ้ำา (re-visit)ภายใน 48 ชั่วโมง ปี2559 คิดเป็นร้อยละ 35.96 และปี 2560 คิดเป็นร้อยละ 29.21 ลดลง ร้อยละ 6.75 ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 1 ความพึงพอใจของผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ฯก่อนและหลังพัฒนาระบบการ จัดระบบบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังฯ (ด้านกระบวนการคะแนนเต็ม = 50) (ด้านเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ให้บริการ คะแนนเต็ม =15) ความพึงพอใจของผู้ปวย n ก่อนการพัฒนาระบบ หลังการพัฒนาระบบ Paired Mean SD ระดับ t-test ความพึง พอใจ Mean SD ระดับ ความพึง พอใจ ด้านกระบวนการ/ขั้น ตอนการให้บริการ 89 23.20 2.97 ต้อง ปรับปรุง 46.55 3.36 ดี 0.001 ด้านเจ้าหน้าที่หรือ บุคลากรที่ให้บริการ 89 8.45 1.45 ต้อง ปรับปรุง 12.84 1.36 ดี 0.001 ตารางที่ 2 ความพึงพอใจของของทีมสุขภาพที่ปฏิบัติงานในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่อระบบ การจัดระบบบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังฯ (ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการ ให้บริการคะแนนเต็ม = 50) (ด้านเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ให้บริการ คะแนนเต็ม =15 ความพึงพอใจทีม บุคลากร n ก่อนการพัฒนาระบบ หลังการพัฒนาระบบ Paired Mean SD ระดับ t-test ความพึง พอใจ Mean SD ระดับ ความพึง พอใจ ด้านกระบวนการ/ ขั้นตอนการให้บริการ 5 20.12 1.98 ต้อง ปรับปรุง 48.65 2.78 ดีมาก 0.001 ด้านการปฏิบัติงาน 5 8.11 2.14 ต้อง ปรับปรุง 14.12 1.24 ดีมาก 0.001 45 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
46 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ จากการศึกษาในครั้งนี้พบว่าระบบการ ดูแลผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังประกอบไปด้วย 3 ด้านได้แก่ ด้านโครงสร้างบทบาทหน้าที่ของ ทีมบริการ ด้านเอกสารและแบบฟอร์มต่างๆ ที่ใช้ในการจัดบริการ และด้านกระบวนการดูแล สามารถอธิบายได้ว่าขั้นตอนการจัดบริการ มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการดูแลผู้ปวยโรค ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ของนนทบุรี วัชรา บุญสวัสดิ์ 2554.1 และพบว่ารูปแบบของการพัฒนาระบบ ในการจัดให้บริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่จัดทำาขึ้นมีความสอดคล้องกับบริบทของ โรงพยาบาล เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนไปตาม ปญหาที่ค้นพบจากการปฏิบัติงาน และผลการ พัฒนาระบบการดูแลผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มีหลายรูปแบบ ที่จะให้บริการผู้ปวยมีความ ครอบคลุมในการให้จัดบริการต่างๆ ขึ้นอยู่กับ บริบทของโรงพยาบาลนั้นๆ จุฬารัตน์ สุริยาทัย และคณะ (2555).2 พบว่า การพัฒนาระบบการ ดูแลจากการมีส่วนร่วมของทีมผู้ให้บริการ มีการ วิเคราะห์ปญหาโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ลดลง การให้ญาติมีส่วนร่วมในการดูแลเนื่องจากผู้ปวย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ตามองไม่ค่อยเห็น ความจำา ลดลงเมื่อผู้ปวยกลับบ้าน ญาติมีส่วนสำาคัญใน การกระตุ้นเตือนให้ผู้ปวยได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และต่อเนื่องทำาให้ระบบการดูแลที่มาใช้ในการ จัดบริการมีความสมบูรณ์ครอบคลุมมากขึ้น ระยะเวลาการรอคอยการตรวจรักษาในคลินิก ตารางที่ 3 ความพึงพอใจของของทีมสุขภาพที่ปฏิบัติงานในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่อระบบ การจัดระบบบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังฯ (ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการ ให้บริการคะแนนเต็ม = 50) (ด้านเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ให้บริการ คะแนนเต็ม = 15 ตัวชี้วัด ผลการดำาเนินงาน ปี 2559 ผลการดำาเนินงาน ปี 2560 จำานวนผู้ปวย (คน) ร้อยละ จำานวนผู้ปวย (คน) ร้อยละ 1.ผู้ปวยขึ้นทะเบียน COPD 89 89 2.ผู้ปวย COPD มาด้วยอาการหอบ ฉุกเฉิน (ER visit) 27 30.34 13 14.61 3.ผู้ปวย COPD มาตรวจซ้ำา (Re-visit) ภายใน48 ชม. 32 35.96 26 29.21