รู้ทันสื่อ (Media literacy) เป็นเครื่องมือที่สำาคัญ ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้รับสื่อ ทำาให้ ผู้รับสื่อเกิดความตระหนัก การวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินค่าสื่อ สามารถเรียนรู้และเกิดคำาถามที่ ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้ฟง ซึ่งจะช่วย ให้นิสิตนักศึกษาไม่ถูกครอบงำาจากสื่อและใช้ ประโยชน์จากสื่ออย่างมีประสิทธิภาพ3 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย นิสิตนักศึกษามีการรู้เท่าทันสื่ออยู่ใน ระดับน้อยและมีพฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์อยู่ในระดับไม่เหมาะสม ดังนั้นหน่วยงาน ที่เกี่ยงข้องควรกระตุ้นการเข้าถึงสื่อ การวิเคราะห์สื่อ การตีความเนื้อหาของสื่อ และการสร้างสรรค์สื่อ ให้กับนิสิตนักศึกษาโดยใช้กระบวนการกลุ่ม เช่น กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน กลุ่มสร้างสรรค์สื่อ เป็นต้น เพื่อให้นิสิตนักศึกษามีการรู้เท่าทันสื่อในเรื่องเพศ และเกิดการเรียนรู้ในการปองกันการตั้งครรภ์ที่ ถูกต้องเหมาะสม ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ ข้อมูลเชิงลึกที่สามารถอธิบายการรู้เท่าทันสื่อ และพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ได้ดียิ่งขึ้น 2. จากผลการศึกษาที่ได้ควรนำาไปพัฒนา โปรแกรมเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในสถาบัน การศึกษา เอกสารอ้างอิง 1. โศภิสุดา วิบูลย์พันธุ์. ความสัมพันธ์ระหว่างการ รู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์กับพฤติกรรม ทางเพศของวัยรุ่นอำาเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา; 2560. 2. Federal Republic of Germany. GRUN WALD Declaration on media education 1982 [Available from: http://www.unesco.org/educa tion/pdf/MEDIA_E.PDF. 3. พรทิพย์ เย็นจะบก. ถอดรหัส ลับความคิด เพื่อการรู้เท่าทันสื่อ: คู่มือการเรียนรู้ เท่าทันสื่อ. กรุงเทพฯ: ออฟเซ็ท ครีเอชั่น; 2552. 4. วารุณี ฟองแก้ว. การปองกันเอชไอวีในวัยรุ่น ประเด็นท้าทาย และแนวทางการแก้ไข. เชียงใหม่: นนทบุรีการพิมพ์; 2554. 5. Thongnopakun S, Pumpaibool T, Somrongthong R. The association of sociodemographic characteristics and sexual risk behaviors with health literacy toward behaviors for preventing unintended pregnancy among university students. Journal of Multidisciplinary Healthcare. 2018;11:149-56. 6. สุดาภรณ์ อรุณดี, วฤษสพร ณัฐรุจิโรจน์, พรรณทิพย์ กาหยี, วรวุฒิ พึ่งพัก. ความ ต้องการของแม่วัย เยาว์เพื่อการแก้ไข ปญหาและปองกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ในวัยรุ่น. วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ 2559;19 (มกราคม - ธันวาคม) : 276-89. 7. Langille DB. Teenage pregnancy: trends, contributing factors and the physician’s role. Canadian Medical Association Journal. 2007; 176(11):1601-2. 29 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
8. สำานักอนามัยการเจริญพันธุ์. สถานการณ์ อนามัยการเจริญพันธุ์ ในวัยรุ่นและ เยาวชน ปี 2559 กรุงเทพฯ: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2559 [cited 2560 2 กันยายน]. Available from: http:// rh.anamai.moph.go.th/main. php?fi lename=index. 9. Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educational and psychological measurement. 1970;30(3):607-10. 10. Pinkleton BE, Austin EW, Chen YC, Cohen M. The role of media literacy in shaping adolescents’ understanding of and responses to sexual portrayals in mass media. J Health Commun 2012;17 (4):460-76. 11. Salawu AT, Reis SO, Fawole OI and Dairo MD. Sexual behaviour and use of electronic media among undergraduates in the University of Ibadan. Afr J Med Med Sci. 2015;44(4):321-7. 12. UNICEF. Situation analysis of adolescent pregnancy in Thailand: Synthesis report 2015 2015 [cited 2017 Jan 17, ]. Available from: https://www. unicef.org/thailand/160614_SAAP_ in_Thailand_report_EN.pdf. 13. Sirirat C, Pumpaibool T, Phupong V. Knowledge attitude and intention of preventing unwanted pregnancy among female undergraduate students in Bangkok, Thailand. Journal of Health Research. 2015;29:193-9. 14. ศิริวรรณ ทุมเชื้อ. พฤติกรรมทาง เพศและ ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจ ในการปองกันการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น ในจังหวัดสระบุรี. วารสารพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข. 2558;25(1):97-109. 15. สำานักงานสถิติแห่งชาติ. สำานักงานสถิติ แห่งชาติ. กรุงเทพฯ สำานักสถิติพยากรณ์ สำานักงานสถิติแห่งชาติ.; 2553. 16. สำานักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์. บทบาทของครอบครัว กับการปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ของวัยรุ่นไทย กรุงเทพฯ: สำานักงาน ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ 2553. 17. นฤมล ทาเทพ, รัตน์ศิริ ทาโต. ปจจัยทำานาย พฤติกรรมการคุมกำาเนิดของนักเรียน อาชีวศึกษาหญิงในเขตกรุงเทพ มหานคร. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี กรุงเทพ. 2557;30(2):1-11. 18. กุสุมา มีศิลป, นภาภรณ์ สันพนวัฒน์, เสนอ ภิรมจิตรผ่อง. ปจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพในสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา จังหวัดศรีษะเกษ. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัย ราชภัฎอุบลราชธานี; 2558. 30 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
31 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 ผลของการให้บริการหมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลนครพิงค์ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียวแบบทดสอบก่อนหลัง (The pretest - posttest one group design) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการดูแล ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านก่อนและหลังให้บริการ เปรียบเทียบความพึงพอใจในการดูแล ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านก่อนและหลังให้บริการ เปรียบเทียบความสามารถในการ ปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันของผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านก่อนและหลังให้บริการ และศึกษา ปญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ใช้แบบ สอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่ขึ้นทะเบียนกับศูนย์ดูแลอย่างต่อเนื่อง (Continuing of Care) โรงพยาบาลนครพิงค์ คัดเลือก กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำานวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติที (Paired t-test) ผลการศึกษา พบว่า ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นภายหลัง ให้บริการหมอครอบครัว อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (t = -6.840, p > 0.001) มีคะแนนความ พึงพอใจเพิ่มขึ้นภายหลังให้บริการหมอครอบครัวอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (t = -6.774, p > 0.001) และมีคะแนนระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันดีขึ้นภายหลังให้บริการ หมอครอบครัวอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (t = 4.065, p > 0.001) และในด้านปญหาที่เกี่ยวข้อง กับการให้บริการพบว่า การให้ข้อมูลไม่หลากหลาย ดังนั้นควรมีการให้ข้อมูลในด้านแหล่ง ประโยชน์ หรือสถานบริการการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ที่ให้บริการด้านการฟนฟูสภาพร่างกาย เพื่อผู้ปวยสามารถเข้าถึงบริการได้โดยง่าย เพิ่มช่องทางการให้ข้อมูลในการติดต่อ เช่น เบอร์ โทรศัพท์ไว้กับญาติผู้ปวยในกรณีฉุกเฉิน และมีการส่งประวัติการรักษาไปให้สถานพยาบาลใกล้ บ้าน เพื่อให้ผู้ปวยไปรับบริการอย่างต่อเนื่องได้โดยสะดวก ศรีทุน ขาวแสง* คำาสำาคัญ : หมอครอบครัว, ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง * พยาบาลวิชาชีพชำานาญการ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ 31 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
บทนำา โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease หรือ stroke) หรือโรคอัมพาต/อัมพฤกษ์ เป็นโรคเรื้อรัง ที่ถือเป็นปญหาสาธารณสุขที่สำาคัญ ของโลก1 จากสถิติของสำานักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข2 พบอัตราตายด้วยโรค หลอดเลือดสมองต่อประชากรแสนคน ระหว่าง ป พ.ศ. 2556 - 2558 เท่ากับ 36.13, 38.66, และ 42.62 ตามลำาดับ ส่วนอัตราปวยด้วยโรค หลอดเลือดสมอง ระหว่างป พ.ศ. 2556 - 2558 เท่ากับ 366.81, 352.30 และ 425.24 ตามลำาดับ โดยภาคเหนือ พบอัตราปวยต่อแสนประชากรใน ป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2556 เท่ากับ 281.39 และ 378.24 ตามลำาดับ สำาหรับจังหวัดเชียงใหม่ พบอัตราตายต่อแสนประชากรในป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2555 เท่ากับ 24.62 และ 31.07 และ อัตราปวยต่อแสนประชากรในป พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2556 เท่ากับ 321.61 และ 442.01 ตามลำาดับ จะเห็นได้ว่าอัตราตายและอัตราปวยด้วยโรค หลอดเลือดสมองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง มักจะพบภาวะ แทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อระบบทางเดินปสสาวะ ปอดอักเสบ แผลกดทับ ข้อยึดติด ตลอดจนส่งผล ให้เกิดความพิการ อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ส่งผลให้ ไม่สามารถเคลื่อนไหว การสื่อสาร การพูด การรับรู้ การรับความรู้สึก การมองเห็น และการควบคุม อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง ทำาให้เป็นภาระและต้อง พึ่งพิงครอบครัว ผู้ดูแล และชุมชน3 ดังนั้นจึงมี ความจำาเป็นที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ที่บ้าน เพื่อฟนฟูสภาพจากความพิการหลังการ เกิดโรค ซึ่งการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่บ้านโดยทีมหมอครอบครัว (Family care team) จากสหสาขาวิชาชีพ ที่ประกอบด้วยบุคลากร ทางสุขภาพ วิชาชีพต่างๆ ปฏิบัติงานในระดับ ต่างๆ ทั้งในระดับตำาบล อำาเภอ และจังหวัด ถือ ได้ว่ามีบทบาทสำาคัญในการให้การดูแลผู้ปวย โรคหลอดเลือดสมองที่บ้านอย่างต่อเนื่อง และ มีประสิทธิภาพ4 ซึ่งในระดับจังหวัดเชียงใหม่ ในป พ.ศ. 2557 ได้เริ่มพัฒนาระบบการดูแล ผู้ปวยติดบ้านติดเตียงภายใต้เครือข่ายความร่วม มือของสหสาขาวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับจังหวัด อำาเภอ และตำาบลอย่างเป็น รูปธรรมและต่อเนื่องเชื่อมโยงกับการให้บริการ ระดับปฐมภูมิ ครอบคลุมทั่วทุกอำาเภอของ จังหวัดเชียงใหม่5 โรงพยาบาลนครพิงค์ เป็นโรงพยาบาลใน ระดับตติยภูมิ ขนาด 609 เตียง ที่มีขอบเขตความ รับผิดชอบในพื้นที่อำาเภอแม่ริม และอำาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีการพัฒนาระบบการดูแลและ ส่งต่อผู้ปวยติดบ้านติดเตียงในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยได้ปรับประยุกต์ใช้แนวทางการดำาเนินงาน และการส่งต่อของจังหวัดเชียงใหม่มาอย่างต่อ เนื่องภายใต้การดำาเนินงานของงานการพยาบาล ชุมชน กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โดยมีทีมหมอ ครอบครัว ที่มาจากสหสาขาวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำาบัด นักกิจกรรมบำาบัด และบุคลากรทางด้านสุขภาพ ให้การดูแลผู้ปวย ติดบ้านติดเตียงที่บ้าน ในป พ.ศ. 2559 พบ จำานวนผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่จำาหน่ายออก จากโรงพยาบาล จำานวน 744 คน และส่งต่อ เข้าศูนย์ดูแลต่อเนื่อง เพื่อติดตามเยี่ยมที่บ้าน จำานวน 117 คน คิดเป็นร้อยละ 15.73 และ พบว่า จากการดำาเนินงานตลอดระยะที่ผ่านมา การให้บริการหมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอด 32 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
เลือดสมองที่บ้านในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาล นครพิงค์ ยังขาดการจัดการระบบข้อมูลที่เหมาะสม การดูแลยังเป็นลักษณะแยกส่วน ขาดความ เชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพในระดับอื่นๆ ที่ชัดเจน และขาดการติดตามประเมินผลการ ดูแลอย่างต่อเนื่อง ผู้วิจัยเล็งเห็นถึงความสำาคัญ ของการพัฒนาระบบการให้การดูแลและการ ส่งต่อผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านให้มี ประสิทธิภาพ เพื่อนำาไปใช้ประโยชน์ในการ พัฒนาการจัดบริการเพื่อการดูแลผู้ปวยโรค หลอดเลือดสมองที่บ้านและในผู้ปวยติดบ้าน ติดเตียงในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เปรียบเทียบความรู้ในการดูแลผู้ปวย โรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ก่อนและหลังให้ บริการหมอครอบครัว 2. เปรียบเทียบความพึงพอใจในการดูแล ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ก่อนและหลัง ให้บริการหมอครอบครัว 3. เปรียบเทียบความสามารถในการปฏิบัติ กิจวัตรประจำาวันของผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่บ้าน ก่อนและหลังให้บริการหมอครอบครัว 4. ศึกษาปญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ หมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน กรอบแนวคิด การวิจัยครั้งนี้มุ่งที่จะศึกษาผลของการให้บริการหมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่บ้านในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลนครพิงค์ โดยผู้วิจัยได้กำาหนดกรอบแนวคิดดังนี้ 3 กับระบบบริการสุขภาพในระดับอื่นๆ ที่ชัดเจน และขาดการติดตามประเมินผลการดูแลอยางตอเนื่องผูวิจัย เล็งเห็นถึงความสําคัญของการพัฒนาระบบการใหการดูแลและการสงตอผูปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บาน ใหมีประสิทธิภาพ เพื่อนําไปใชประโยชนในการพัฒนาการจัดบริการเพื่อการดูแลผูปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่บานและในผูปวยติดบานติดเตียงในรูปแบบอื่นๆ ตอไป วัตถุประสงค ของการวิจัย 1. เปรียบเทียบความรูในการดูแลผูปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บาน กอนและหลังใหบริการ หมอครอบครัว 2. เปรียบเทียบความพึงพอใจในการดูแลผูปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บาน กอนและหลังใหบริการ หมอครอบครัว 3. เปรียบเทียบความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวันของผูปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บาน กอนและหลังใหบริการหมอครอบครัว 4. ศึกษาปญหาที่เกี่ยวของกับการใหบริการหมอครอบครัวแกผูปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บาน กรอบแนวคิด การวิจัยครั้งนี้มุงที่จะศึกษาผลของการใหบริการหมอครอบครัวแกผูปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บาน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลนครพิงคโดยผูวิจัยไดกําหนดกรอบแนวคิดดังนี้ วธิีการศึกษา เปนการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental designs) ชนิดกลุมเดียว ทดสอบกอนหลัง (The pretestposttest one group design) เพื่อศึกษาผลของการใหบริการหมอครอบครัวแกผูปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บาน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลนครพิงคดําเนินการคัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จํานวน 30 คน ดําเนินการวิจัยในชวงเวลาตั้งแตเดือนตุลาคม 2560-มีนาคม 2561 เครื่องมือในการเก็บรวบรวม - ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองที่บ้าน - ความพึงพอใจในการดูแลผู้ป่วยโรค หลอดเลือดสมองที่บ้าน - ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร ประจําวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองที่บ้าน - ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองที่บ้าน - ความพึงพอใจในการดูแลผู้ป่วยโรค หลอดเลือดสมองที่บ้าน - ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร ประจําวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองที่บ้าน ผลของการให้บริการหมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเล ่ ือดสมองที่บ้าน ก่อนให้บริการ หลังให้บริการ 33 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental designs) ชนิดกลุ่มเดียว ทดสอบ ก่อนหลัง (The pretest-posttest one group design) เพื่อศึกษาผลของการให้บริการหมอ ครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลนครพิงค์ ดำาเนินการ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำานวน 30 คน ดำาเนินการวิจัยในช่วง เวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 - มีนาคม 2561 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบ สอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ปวย ประเมินความรู้ ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ประเมินพึงพอใจในการดูแลผู้ปวยโรคหลอด เลือดสมองที่บ้าน ประเมินความพิการ (The Modifi ed Ranking Scale: MRS) และข้อคิด เห็นต่อปญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหมอ ครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ในประเด็นลักษณะการบริการ ผู้ให้บริการ การ เข้าถึง การติดต่อสื่อสาร เป็นต้น ทั้งนี้เครื่อง มือการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ผ่านการตรวจสอบ คุณภาพความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรง คุณวุฒิจำานวน 3 ท่าน และการทดสอบความเชื่อ มั่น ด้วยค่าสัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่น โดยใช้ วิธีของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson: KR-20) ได้ค่าที่ยอมรับได้ > 0.80 การวิเคราะห์ ข้อมูลใช้โปรแกรมสำาเร็จรูปทางสถิติ โดยการ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน และค่าสถิติที ผลการศึกษา การวิจัยครั้งนี้มุ่งที่จะศึกษาผลของการให้ บริการหมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่บ้านในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลนครพิงค์ ในด้านความรู้ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือด สมองที่บ้านความพึงพอใจในการดูแลผู้ปวยโรค หลอดเลือดสมองที่บ้าน และความสามารถใน การปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันของผู้ปวยโรคหลอด เลือดสมองที่บ้าน ก่อนและหลังให้บริการ ตลอดจน ศึกษาปญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ หมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่บ้าน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวม ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปวยโรคหลอดเลือด สมองที่ขึ้นทะเบียนกับศูนย์ดูแลอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลนครพิงค์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่ม ตัวอย่างผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่ศึกษาใน ครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 53.3) มีอายุ ระหว่าง 50 - 59 ป (ร้อยละ 53.4) สถานภาพ สมรสคู่ (ร้อยละ 66.6) จบการศึกษาระดับ ประถมศึกษา (ร้อยละ 60.0) ไม่สูบบุหรี่ (ร้อยละ 53.4) และดื่มสุรา (ร้อยละ 53.4) ตามลำาดับ ความรู้ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่บ้านก่อนและหลังให้บริการ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีคะแนนความรู้ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือด สมองที่บ้าน ก่อนให้บริการหมอครอบครัวเฉลี่ย 16.6 (S.D. = 2.4) และมีความรู้หลังการให้ บริการหมอครอบครัวเฉลี่ย 19.7 (S.D. = 0.9) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความรู้ ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ก่อนและหลังให้บริการหมอครอบครัวด้วยสถิติที (Pair t-test) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้ เพิ่มขึ้นภายหลังให้บริการหมอครอบครัว อย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติ (t = -6.840, p > 0.001) ดังตารางที่ 1 34 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
ความพึงพอใจในการดูแลผู้ปวยโรคหลอด เลือดสมองที่บ้านก่อนและหลังให้บริการหมอ ครอบครัวพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความ พึงพอใจก่อนให้บริการหมอครอบครัวเฉลี่ย 6.6 (S.D. = 2.7) และมีความพึงพอใจหลังการให้ บริการหมอครอบครัวเฉลี่ย 10.0 (S.D. = 0.0) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความ พึงพอใจก่อนและหลังให้บริการหมอครอบครัว ด้วยสถิติที (Pair t-test) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมี คะแนนความพึงพอใจเพิ่มขึ้น ภายหลังให้บริการ หมอครอบครัว อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (t=- 6.774, p > 0.001) ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบความรู้ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านก่อนและหลังให้บริการ ความรู้ในการดูแลผู้ปวยโรค หลอดเลือดสมองที่บ้าน n S.D. t df p-value ก่อนการทดลอง 30 16.6 2.4 -6.840 29 0.000*** หลังการทดลอง 30 19.7 0.9 มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ ***p<0.001 ตารางที่ 2การเปรียบเทียบความพึงพอใจ ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านก่อนและหลังให้บริการ ความพึงพอใจในการดูแลผู้ปวย โรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน n S.D. t df p-value ก่อนการทดลอง 30 6.6 2.7 -6.774 30 0.000*** หลังการทดลอง 30 10.0 0.0 มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ ***p<0.001 ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวัน ของผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านก่อนและ หลังให้บริการหมอครอบครัว พบว่ากลุ่มผู้ปวย โรคหลอดเลือดสมองที่บ้านมีคะแนนระดับความ สามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันก่อนให้ บริการหมอครอบครัวเฉลี่ย 3.3 (S.D. = 1.3) และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวัน หลังให้บริการหมอครอบครัวเฉลี่ย 2.9 (S.D. = 1.4) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนน ระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำา วันก่อนและหลังให้บริการหมอครอบครัวด้วย สถิติที (Pair t-test) พบว่า ผู้ปวยโรคหลอดเลือด สมองมีคะแนนระดับความสามารถในการปฏิบัติ กิจวัตรประจำาวันดีขึ้นภายหลังให้บริการหมอ ครอบครัวอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (t = 4.065, p > 0.001) ดังตารางที่ 3 35 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
ปญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ หมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่บ้านพบว่าการให้บริการหมอครอบครัวผู้ปวย โรคหลอดเลือดสมองที่บ้านยังไม่ต่อเนื่อง ช่องทาง การให้ความรู้ไม่หลากหลาย การประสานงาน เพื่อเข้าเยี่ยมผู้ปวยกะทันหัน เป็นต้น ดังนั้นควร พัฒนาการให้บริการโดยมีการให้ข้อมูลด้านแหล่ง ประโยชน์หรือสถานบริการ การแพทย์ทางเลือก อื่นๆ ที่ให้บริการด้านการฟนฟูสภาพร่างกายที่ ผู้ปวยสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย นอกเหนือจาก โรงพยาบาลนครพิงค์ มีการให้ข้อมูลในการติดต่อ เช่น เบอร์โทรศัพท์ ไว้กับญาติผู้ปวยในกรณี ฉุกเฉินก่อนการเยี่ยมบ้านควรโทรสอบถาม ก่อนว่าผู้ปวยต้องการบริการใดบ้าง ควรส่ง ประวัติการรักษาไปให้แก่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้ผู้ปวยไปรับบริการต่อได้สะดวก เป็นต้น อภิปรายผล 1. ความรู้ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอด เลือดสมองที่บ้าน พบว่าหลังการให้บริการหมอ ครอบครัวกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ในการดูแลผู้ปวย โรคหลอดเลือดสมองที่บ้านเพิ่มขึ้น เนื่องจาก การให้บริการหมอครอบครัวที่บ้านที่ผู้ศึกษาได้ พัฒนาแนวทางและแผนการรักษาขึ้น จากการ ทบทวนวรรณกรรม ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ เชี่ยวชาญ ผสมผสานรูปแบบการให้ความรู้ อาศัย คู่มือโรคหลอดเลือดสมอง คู่มือสำาหรับผู้จัดการ การดูแลสุขภาพที่บ้าน คู่มือแนวทางสำาหรับนัก บริบาลเพื่อการดูแลผู้ปวยที่บ้าน และคู่มือการ ดูแลผู้พิการด้านร่างกาย ถือเป็นส่วนหนึ่งใน เครื่องมือดำาเนินการวิจัย เพื่อใช้เป็นแนวทางการ ฟนฟูสภาพด้านร่างกายในผู้ปวยโรคหลอดเลือด สมองที่บ้านอย่างเป็นระบบและมีแบบแผนการ ดำาเนินงานที่ชัดเจน 2. ความพึงพอใจในการดูแลผู้ปวยเป็น โรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีความพึงพอใจในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือด สมองหลังจากการให้บริการเพิ่มขึ้น กล่าวได้ว่า ทีมหมอครอบครัวจาก สหสาขาวิชาชีพ ซึ่งมี บทบาทหลักในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือด สมองที่บ้านอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับปญหา และความต้องการของผู้ปวยและครอบครัวอย่าง ทันท่วงที ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ปวยสามารถ ปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันได้ตามศักยภาพ มีการ ฟนฟูสภาพได้อย่างเหมาะสม ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน จากโรคเพิ่มขึ้น โดยเป็นการให้ความรู้ คำาแนะนำา ที่ชัดเจน เลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับผู้ปวยและ ครอบครัว เพื่อให้สามารถนำาไปใช้ในการดูแล ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองให้เกิดประโยชน์ อย่างสูงสุด เกิดความมั่นใจในการดูแล ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันของผู้ปวยโรคหลอด เลือดสมองที่บ้านก่อนและหลังให้บริการ ความสามารถในการปฏิบัติ กิจวัตรประจำาวัน n S.D. t df p-value ก่อนการทดลอง 30 3.3 1.3 4.065 29 0.000*** หลังการทดลอง 30 2.9 1.4 มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ ***p<0.001 36 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
3. ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร ประจำาวันของผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง พบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองมีระดับ ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันดี ขึ้นภายหลังให้บริการหมอครอบครัว เนื่องจาก การให้บริการหมอครอบครัว เป็นการดำาเนินงาน ตามพัฒนาแนวทางและแผนการรักษาอย่างเป็น ระบบที่ทีมหมอครอบครัวได้ร่วมกันจัดทำาขึ้น ประกอบด้วยการให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะ ในการดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง ภายใต้ กิจกรรมการสอนร่วมกับสาธิตการดูแลผู้ปวยโรค หลอดเลือดสมองที่บ้าน โดยการปฏิบัติกิจกรรม ต่างๆ ที่จัดทำาขึ้นเป็นกิจกรรมที่เป็นปจจัยพื้นฐาน ในการทำากิจวัตรประจำาวัน และไม่ซับซ้อน โดย แจกคู่มือเพื่อให้ผู้ปวย/ครอบครัวได้อ่านเพิ่ม เติมจนสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ดีขึ้น ซึ่งการ ฝกปฏิบัติกิจกรรมมีการประเมินผลและสะท้อน กลับให้ผู้ปวย/ครอบครัวได้รับทราบ รวมทั้งการ ส่งเสริมความตระหนักในคุณค่าของตนเองและ เกิดการยอมรับในบทบาทในการดูแลตนเองของ ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง/ครอบครัว จึงทำาให้ ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันของ ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านเพิ่มขึ้น 4. ปญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ หมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่ บ้าน พบว่า การให้บริการหมอครอบครัวยังไม่ ต่อเนื่อง การให้ข้อมูลแก่ผู้ปวยยังไม่หลากหลาย ดังนั้นควรมีการพัฒนาการให้บริการ โดยการให้ บริการนอกจากการดูอาการเบื้องต้นแล้ว ควรมี บริการด้านอื่น เช่น การเปลี่ยนสายยางให้อาหาร เป็นต้น มีการให้ข้อมูลในด้านแหล่งประโยชน์ อื่นๆ หรือสถานบริการ การแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ที่ให้บริการด้านการฟนฟูสภาพร่างกายเพื่อผู้ ปวยสามารถเข้าถึงบริการได้โดยง่าย นอกเหนือ จากการได้รับบริการจากโรงพยาบาลนครพิงค์ และควรให้ข้อมูลในการติดต่อ เช่น เบอร์โทรศัพท์ ไว้กับญาติผู้ปวยในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงมีระบบการ ติดต่อสื่อสาร โดยมีการแจ้งล่วงหน้าว่าจะมาเยี่ยม แม้ว่าการเยี่ยมบ้านบางครั้งกะทันหันไปบ้าง อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ก่อนการเยี่ยมบ้านควรโทรสอบถามก่อนว่า ผู้ปวย ต้องการบริการใดบ้าง เช่น การเปลี่ยนสายยางให้ อาหาร หรือสายสวนปสสาวะ และควรมีการส่ง ประวัติการรักษาไปให้ เป็นต้น สรุปผล ผลของการให้บริการหมอครอบครัวแก่ ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านในเขตรับ ผิดชอบโรงพยาบาลนครพิงค์ พบว่า หลังจากการ ให้บริการหมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอด เลือดสมองที่บ้าน ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมอง มีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้น มีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น และมีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวัน ดีขึ้นภายหลังให้บริการหมอครอบครัว ในด้าน ปญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการพบว่า การให้ ข้อมูลไม่หลากหลาย ดังนั้นควรมีการให้ข้อมูล ในด้านแหล่งประโยชน์ หรือสถานบริการการแพทย์ ทางเลือกอื่นๆ ที่ให้บริการด้านการฟนฟูสภาพ ร่างกายเพื่อผู้ปวยสามารถเข้าถึงบริการได้โดยง่าย เพิ่มช่องทางการให้ข้อมูลในการติดต่อ เช่น เบอร์ โทรศัพท์ไว้กับญาติผู้ปวยในกรณีฉุกเฉิน และมีการ ส่งประวัติการรักษาไปให้สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้ผู้ปวยไปรับบริการอย่างต่อเนื่องได้โดย สะดวก 37 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำาผลการศึกษาไปใช้ 1. ผู้บริหารควรส่งเสริมและให้ความ สำาคัญของการให้บริการหมอครอบครัวในการ ดูแลผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน โดยสนับสนุน แนวนโยบาย แนวปฏิบัติ งบประมาณ เพื่อ ขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาการให้บริการหมอ ครอบครัวอย่างเป็นระบบ เปดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วน ได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ปวยโรคหลอด เลือดสมองที่บ้าน 2. พยาบาลวิชาชีพ ซึ่งมีบทบาทสำาคัญใน การบริหารจัดการรายกรณี ในการออกเยี่ยมบ้าน ร่วมกับทีมหมอครอบครัว ควรนำากระบวนการ ดำาเนินงานนี้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ปวยโรค หลอดเลือดสมองและครอบครัวในชุมชนอย่าง ต่อเนื่อง เอกสารอ้างอิง 1. ศุภวรรณ มโนสุนทร. (2555). การพยากรณ์ โรคความดันโลหิตสูง. นนทบุรี: สำานัก โรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวง สาธารณสุข. 2. สำานักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวง สาธารณสุข. (2559). รายงานสถานการณ์ โรคหลอดเลือดสมอง. กรุงเทพฯ: สำานัก นโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. 3. สำานักการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข. (2557). การพยาบาลผู้ปวยที่บ้าน Home ward. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย. 4. วราภรณ์ บุญเชียง, รังสิยา นารินทร์ และศรีทุน ขาวแสง. (2557). คู่มือสำาหรับผู้จัดการ การดูแลสุขภาพที่บ้านจังหวัดเชียงใหม่ Chiang Mai Home Care Manager. เชียงใหม่: พิมพ์นานา. 5. จรัส สิงห์แก้ว. (2557). ความเปนมาและ แนวทางการดำาเนินงาน Chiangmai Home Ward & Rehabilitation. เชียงใหม่: พิมพ์นานา. 38 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
รูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรี บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และการพัฒนารูปแบบการบริหาร จัดการศูนย์ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรีที่เหมาะสม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจำานวน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้บริหารศูนย์ประสานการส่งต่อในโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จำานวน 1 คน ผู้อำานวยการโรงพยาบาลทั่วไป จำานวน 1 คน และผู้อำานวยการโรงพยาบาลชุมชน จำานวน 5 คน ใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้างในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติงานศูนย์ประสานการส่งต่อของโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชน จำานวน 11 คน ใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่ง มีโครงสร้างในการสนทนากลุ่ม (Focus Group Interview) และ 3) กลุ่มผู้รับบริการ จำานวน รวม 4 คน ใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้างในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) พร้อมกับการสังเกตและการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง (Documentary Study) วิเคราะห์ข้อมูลโดยอธิบายเชิงพรรณนา (Descriptive) ผลการศึกษา พบว่า สถานการณ์และรูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ประสานการส่งต่อ โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชน ด้านการบริหาร จัดการและเทคโนโลยีที่ ศูนย์ประสานการส่งต่อไม่ได้แยกเป็นงานเฉพาะที่ชัดเจนและการใช้ข้อมูล Thai refer มีความซ้ำาซ้อนไม่ได้ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ด้านบุคลากรใช้การหมุนเวียนพยาบาลจาก หน่วยต่างๆ มาปฏิบัติงาน ทำาให้โรงพยาบาลไม่สามารถบริหารจัดการแบบเต็มเวลา ด้านงบประมาณ มีการจัดทำาโครงการส่งต่อไร้รอยต่อเพื่อดำาเนินงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำาเสนอปญหาการส่งต่อ ผู้ปวยภายในจังหวัด และพัฒนาระบบบริการส่งต่อร่วมกับแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) และมีความคุ้มค่าของงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพราะเป็นบริการที่ดูแล ผู้ปวยที่มีภาวะฉุกเฉิน และด้านวัสดุอุปกรณ์มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ร่วมกับ งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน เพียงพอกับความต้องการใช้งานในการส่งต่อผู้ปวยทั้งฉุกเฉิน และไม่ฉุกเฉิน ข้อเสนอเชิงนโยบายให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานการส่งต่อที่ชัดเจน จัดให้มีบุคลากรปฏิบัติ งานประจำา ผู้ปวยในและผู้ปวยฉุกเฉินต้องส่งผ่านศูนย์ประสานการส่งต่อทุกราย มีการพัฒนา ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ โดยโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นแม่ข่ายพัฒนา ความรู้และทักษะบุคลากรในการดูแลผู้ปวยสาขาต่างๆ ทบทวนองค์ความรู้แลกเปลี่ยนนวัตกรรม การส่งต่อผู้ปวยเช่น Referral case Conference ทุก 3 เดือน ประชุม Trauma audit และ ปรับปรุงคู่มือการประสานงานการดูแลผู้ปวยระหว่างการส่งต่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติ ที่ร่วมกันกำาหนด พัฒนาระบบการสื่อสารโดยใช้โปรแกรมการส่งต่อผู้ปวย Thai Refer และใช้ Application Line มาช่วยในการปรึกษาเชื่อมโยงการดูแลรักษาพยาบาลผู้ปวยกลุ่มโรคสำาคัญ อุทุมพร พรหมวาศ* เชิดพงษ ทองสุข** สมิทธิ์ สาสะเดาะห*** คำาสำาคัญ : รูปแบบการบริหารจัดการ, ศูนย์ประสานการส่งต่อ *นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ สำานักงานสาธารณสุขปราจีนบุรี ** นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขปราจีนบุรี *** นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขปราจีนบุรี 39 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
บทนำา ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการกำาหนด แนวคิดและกรอบแนวทางการพัฒนาหน่วยบริการ สุขภาพ ให้มีทิศทางที่ชัดเจนและเป็นระบบโดย การจัดทำาแผนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ที่มุ่งพัฒนาระบบบริการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ (Primary Care) ทุติยภูมิ (Secondary Care) ตติยภูมิ (Tertiary Care) และศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง โดยมุ่งหวังให้ บริการแต่ละระดับที่มีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน ได้เชื่อมต่อกันด้วยระบบส่งต่อ (Referral System) ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายโดยใช้หลักการ “เครือข่ายบริการที่ไร้รอยต่อ” (Seamless Health Service Network) ทั้งด้านโครงสร้าง บุคลากร และคุณภาพบริการเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบบริการสุขภาพ ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อตอบสนองปญหา ความต้องการ และเข้าถึงบริการของประชาชน เป็นหลักและสามารถให้บริการเบ็ดเสร็จภายใน พื้นที่เครือข่ายบริการ1 เขตสุขภาพที่ 6 ที่ประกอบ ด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ชลบุรี ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สมุทรปราการ และสระแก้ว ได้สนองตอบนโยบายการดำาเนิน งานศูนย์ประสานการส่งต่อ (Referral Coordination Center) ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวง สาธารณสุขที่รองรับหลักการเครือข่ายบริการ ที่ไร้รอยต่อโดยให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการ รับส่งต่อผู้ปวยเครือข่ายบริการสุขภาพระดับ ระดับเขตสุขภาพ ระดับจังหวัด และระดับ โรงพยาบาล เพื่ออำานวยการ ประสานงาน ติดตาม ประเมินผล รายงานผล ใช้ทรัพยากรร่วม กันอย่างมีประสิทธิภาพ ให้และรับข้อมูลผู้ปวย ที่ถูกส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งในจังหวัด ระหว่างจังหวัด และระหว่างเขตสุขภาพ2 ทั้งนี้ ในป 2552 ให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานการ ส่งต่อผู้ปวยทุกระดับ และมีการพัฒนาระบบการ ดำาเนินงานรองรับอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม3 โดยได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เป็นกลไก สำาคัญในการเชื่อมโยง คือ โปรแกรม Thai Refer ที่พัฒนามาจากโปรแกรม Refer Link ที่มี วัตถุประสงค์เพื่อให้การรับส่งต่อผู้ปวยมี ประสิทธิภาพ รวดเร็วสะดวกต่อการใช้งานโดย เป็นโปรแกรมใช้งานผ่านเครือข่าย Internet ที่ สามารถเชื่อมต่อสถานพยาบาลและฐานข้อมูล ที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถวางแผนบริหาร การเตรียมรับผู้ปวยส่งต่อทั้งในด้านเอกสาร สถานที่ บุคลากร เครื่องมือ การดูแล และ การรายงานผล4 ในส่วนของจังหวัดปราจีนบุรี ที่ ผ่านมามีการจัดตั้งและดำาเนินงานศูนย์ประสานการ ส่งต่อระดับจังหวัด โดยโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยา อภัยภูเบศร เชื่อมโยงเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง พบว่า มีโครงสร้าง แนวทาง และการดำาเนินงานที่เหมือนกันและ แตกต่างกันในแต่ละโรงพยาบาล เช่น ข้อจำากัด บุคลากรประจำาศูนย์ประสานการส่งต่อ การใช้ งานบันทึกข้อมูลในโปรแกรม Thai Refer การ ใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงาน ผลการดำาเนินงาน ยังไม่บรรลุเปาหมาย เช่น ผลการส่งต่อมีแนว โน้มสูงขึ้น โดยมีสถิติจำานวนครั้งการส่งต่อนอก จังหวัดของโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัย ภูเบศร ป 2556 - ป 2559 จำานวน 175, 319, 353 ครั้งตามลำาดับ และการส่งต่อนอกเขต สุขภาพที่ 6 ป 2556 – ป 2559 จำานวน 54, 99, 74 ครั้งตามลำาดับ นอกจากนี้ยังมีผลการส่งต่อ ผู้ปวยติดเชื้อกระแสโลหิตที่เพิ่มขึ้น จากป 2558 - ป 2559 จำานวน 237, 274 รายตามลำาดับ5 ดังนั้น ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ศูนย์ประสานการส่งต่อบรรลุเปาหมาย สนับสนุนการจัดระบบบริการสุขภาพในทุกระดับ ให้มีการอำานวยการ ประสานงาน ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการส่งต่อ เพื่อให้ระบบการส่งต่อ มีความเชื่อมโยงการทำางานทั้งภายในและภายนอก เครือข่ายบริการสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี โดยคณะผู้ศึกษาจึงได้ศึกษารูปแบบการบริหาร จัดการศูนย์ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรีขึ้น 40 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์และรูปแบบการ ดำาเนินงานของศูนย์ประสานการส่งต่อจังหวัด ปราจีนบุรี ที่เป็นอยู่ในปจจุบัน 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรีที่เหมาะสม ขอบเขตการศึกษา 1. ด้านเนื้อหาที่ศึกษา เป็นการศึกษาให้เห็น สถานการณ์และรูปแบบการดำาเนินงานของศูนย์ ประสานการส่งต่อ ประกอบด้วย 1) การศึกษา สถานการณ์และรูปแบบการดำาเนินงานของศูนย์ ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรี ที่เป็นอยู่ใน ปจจุบัน และ 2) การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ ศูนย์ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรี ที่เหมาะสม 2. ด้านพื้นที่ศึกษา ศูนย์ประสานการส่งต่อ ในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาล ทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งในจังหวัด ปราจีนบุรี 3. ด้านระยะเวลาการศึกษา เป็นการศึกษา นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2559 วิธีดำาเนินการศึกษา การศึกษารูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรี ในครั้งนี้ เป็น การศึกษาเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาล ชุมชนในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่ออธิบายสถานการณ์ และรูปแบบการดำาเนินงานของศูนย์ประสาน การส่งต่อ จึงเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา (Description Research) โดยใช้เทคนิครวบรวม ข้อมูลในเชิงปริมาณ (Quantitative Technique) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Technique) แหล่งข้อมูล 1. ศึกษาจากเอกสาร (Documentary Study) ที่เป็นแนวคิด ทฤษฎี จากหนังสือ บทความ เอกสาร วารสาร งานวิจัย และ วิทยานิพนธ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ตลอดจนข้อมูลเบื้องต้น ของศูนย์ประสานการส่งต่อในโรงพยาบาล 2. ผู้ให้ข้อมูลสำาคัญ (Key Informant) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 2.1 กลุ่มผู้บริหาร จำานวนรวม 7 คน ได้แก่ ผู้บริหารศูนย์ประสานการส่งต่อในโรงพยาบาล ศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จำานวน 1 คน ผู้อำานวยการโรงพยาบาลทั่วไป จำานวน 1 คน และ ผู้อำานวยการโรงพยาบาลชุมชน จำานวน 5 คน รวมทั้งสิ้น 7 คน 2.2 กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน จำานวนรวม 11 คน ที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารศูนย์ ประสานการส่งต่อได้ดีที่สุดและสามารถเข้าร่วม ให้ข้อมูลในวันที่เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงาน ในลักษณะงานประจำา (Full Time) ของศูนย์ ประสานการส่งต่อของโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยา อภัยภูเบศร จำานวน 1 คน ผู้ปฏิบัติงานในลักษณะ หมุนเวียนชั่วคราว (Part Time) ของศูนย์ประสาน การส่งต่อของโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัย ภูเบศร จำานวน 4 คน ผู้ปฏิบัติงานศูนย์ประสาน การส่งต่อในโรงพยาบาลทั่วไป จำานวน 1 คน และโรงพยาบาลชุมชน จำานวน 5 แห่งๆ ละ 1 คน 2.3 กลุ่มผู้รับบริการ จำานวนรวม 4 คน ได้แก่ ญาติผู้ปวยที่ได้รับบริการส่งต่อจากโรงพยาบาล ในเครือข่ายจังหวัด และยังรักษาตัวในโรงพยาบาล ศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในช่วงที่ดำาเนินการ เก็บรวบรวมข้อมูล และสามารถเข้าร่วมให้ข้อมูล ในวันที่เก็บรวบรวมข้อมูลได้ 3. ศึกษาจากภาคสนาม (Field Study) สังเกตจากภาคสนาม ได้แก่ พื้นที่บริเวณภายใน และภายนอกอาคาร วัสดุ อุปกรณ์และทรัพยากร ที่ใช้ในศูนย์ประสานการส่งต่อของโรงพยาบาล สังเกตการณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศูนย์ ประสานการส่งต่อ ตลอดจนการสังเกตการณ์ผู้รับ บริการและญาติ โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตการ บันทึกเสียงและการถ่ายภาพเป็นข้อมูลอ้างอิง 41 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. เครื่องมือเอกสาร ได้แก่ แผนงาน โครงการ กิจกรรม คู่มือการดำาเนินงานและผล การดำาเนินงานต่างๆ 2. เ ค รื่ อ ง มื อ แ บ บ บั น ทึ ก แ ล ะ แ บ บ สังเกตข้อมูลที่อยู่ในระบบเกี่ยวกับพื้นฐานด้าน โครงสร้าง ด้านฐานข้อมูลและเทคโนโลยี ด้าน งบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านวัสดุอุปกรณ์ และสิ่งสนับสนุน 3. แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้าง ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้าง สำาหรับ ผู้บริหารศูนย์ประสานส่งต่อและผู้อำานวยการ โรงพยาบาลทุกแห่ง แบบสัมภาษณ์กลุ่ม สำาหรับ ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานการส่งต่อ และแบบ สัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้าง สำาหรับผู้รับบริการ ศูนย์ประสานการส่งต่อ การเก็บรวบรวมข้อมูล ภายหลังจากมีการสร้างชุดคำาถามเพื่อใช้ในการ สัมภาษณ์และการสร้างแบบสังเกตเรียบร้อย แล้ว หลังจากนั้นผู้ศึกษามีขั้นตอนการเก็บข้อมูล นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ดังนี้ 1. จัดทำาหนังสือราชการเรียนผู้อำานวย การโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง เพื่อขอความร่วมมือและนัดหมายผู้เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์และจัดกลุ่มสนทนา ในพื้นที่ 2. ลงพื้นที่แนะนำาตัวในฐานะเป็นผู้ศึกษาวิจัย และขอเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ ข้อมูลที่เจาะลึก (In-depth Interview) และ กลุ่ม สนทนา (Focus Group Interview) สอดคล้อง และสามารถเชื่อมโยงมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบกับ การใช้วิธีการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมเพื่อให้ได้ ข้อมูลบริบทแวดล้อม มิติด้านอารมณ์ สังคมและ วัฒนธรรมองค์กร ของตัวแทนกลุ่มเปาหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้รับบริการ ที่เป็นผู้ให้ ข้อมูลสำาคัญ (Key Informant) ตลอดจนการเก็บ ข้อมูลเอกสารเพื่อรวบรวมตัวเลข และรายละเอียด ของข้อมูลในเชิงปริมาณ เช่น จำานวนบุคลากร ข้อมูลผลการดำาเนินงานต่างๆ งบประมาณ จำานวน วัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น ดังนี้ 2.1 ผู้บริหารศูนย์ประสานการส่ง ต่อของโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผู้อำานวยการโรงพยาบาลทั่วไป ผู้อำานวยการ โรงพยาบาลชุมชน และผู้รับบริการใช้วิธีรวบรวม ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ตามแนวคำาถามในแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมี โครงสร้าง เพื่อรวบรวมรายละเอียดของข้อมูลใน เชิงคุณภาพ 2.2 ผู้ปฏิบัติในศูนย์ประสานการ ส่งต่อในลักษณะงานประจำา (Full Time) และ ผู้ปฏิบัติงานในลักษณะหมุนเวียนชั่วคราว (Part Time) ใช้วิธีรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กลุ่ม (Focus Group Interview) ตามแนวคำาถามใน แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้างเพื่อรวบรวม รายละเอียดของข้อมูลในเชิงคุณภาพ 2.3 ผู้สังเกตการณ์และผู้บันทึก สังเกต และบันทึกเสียงการสัมภาษณ์ และตรวจสอบ ความครบถ้วนของข้อมูลที่ได้จากการศึกษา เอกสาร แบบบันทึกและแบบสังเกต 2.4 จัดพิมพ์รายละเอียดที่ได้จากการ บันทึกเสียงการสัมภาษณ์และการสังเกต 2.5 ผู้ศึกษาดำาเนินการทบทวนขั้น ตอน การถอดเทปบันทึกเสียง การเรียบเรียง บันทึกการสัมภาษณ์ ภายหลังการสัมภาษณ์และ สังเกตการณ์ทุกครั้ง โดยจัดลำาดับข้อมูลอย่าง เป็นระบบ ได้แก่ จำาแนกรายชื่อและประวัติผู้ให้ ข้อมูลสำาคัญ จำาแนกข้อมูลการถอดเทปบันทึก เสียง จำาแนกข้อมูลตามคำาถามวิจัย ตลอดจนการ เรียบเรียงเอกสารสำาคัญเพื่อประกอบการเขียน รายงานผลการศึกษา วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล นำาข้อมูลที่ได้จาก การสัมภาษณ์เชิงลึก ข้อมูลเชิงปริมาณ ข้อมูล เชิงเอกสาร และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมของ 42 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
ผู้ให้ข้อมูลสำาคัญ นำามาจัดระบบ แยกองค์ประกอบ ของข้อมูล การตีความประโยคคำาสำาคัญ โดย อาศัยแนวนโยบายกระทรวงสาธารณสุขในการ ดำาเนินงานศูนย์ประสานการส่งต่อระดับโรงพยาบาล ผสมผสานกับแนวคิดการบริหารจัดการ 4 M ประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการ (Management) 2) งบประมาณ (Money) 3) บุคลากร (Man) และ 4) วัสดุอุปกรณ์ (Material) เพื่อเป็นตัวช่วย วิเคราะห์สถานการณ์และรูปแบบการดำาเนินงาน ของศูนย์ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรี โดยพิจารณาความสอดคล้องและสามารถเชื่อมโยง มิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เสร็จแล้วจึงนำามาเรียบเรียง เสนอข้อมูลประกอบการอธิบายเชิงพรรณนา (Descriptive) เพื่อสรุปให้เห็นการพัฒนารูปแบบ การบริหารจัดการศูนย์ประสานการส่งต่อจังหวัด ปราจีนบุรี ผลการศึกษา 1. ด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี การดำาเนินงานและผลการดำาเนินงานตาม ตัวชี้วัดความสำาเร็จของศูนย์ประสานการส่งต่อ พบว่า ไม่มีการกำาหนดทิศทางการดำาเนินงาน ของศูนย์ประสานการส่งต่อที่ชัดเจน และผลการ ดำาเนินงานตามตัวชี้วัดยังไม่บรรลุเปาหมาย อุปสรรคในการดำาเนินงานของศูนย์ประสาน การส่งต่อ พบว่า อุปสรรคในการดำาเนินงานศูนย์ ประสานการส่งต่อมาจากการประสานงาน สภาพ ภูมิศาสตร์และความต้องการของผู้รับบริการ ไม่มีบุคลากรประจำาศูนย์ประสานการส่งต่อ ใช้บุคลากรร่วมกับงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ดำาเนินงานตามคู่มือศูนย์ประสานการส่งต่อ และ การดำาเนินงานศูนย์ประสานการส่งต่อเป็นการ เพิ่มภาระงาน การควบคุมกำากับการดำาเนินงานของ ศูนย์ประสานการส่งต่อ พบว่า มีวิธีการควบคุม กำากับการดำาเนินงานศูนย์ประสานการส่งต่อตาม ลำาดับชั้น และบุคลากรด้านการพยาบาลสามารถ ทำางานทดแทนกันได้ ภาพที่พึงประสงค์และแนวทางพัฒนาการ ดำาเนินงานศูนย์ประสานการส่งต่อ พบว่า ต้อง พัฒนาศูนย์ประสานการส่งต่อให้เป็น Referral Center ที่ชัดเจน และทำางานเป็นเครือข่ายทั้งเขต รูปแบบและคุณภาพของฐานข้อมูลของ ศูนย์ประสานการส่งต่อ พบว่า การบันทึกข้อมูล ลงในโปรแกรม Thai Refer ยังไม่เกิดประโยชน์ ต่อการดำาเนินงานของศูนย์ประสานการส่งต่อ ของจังหวัดปราจีนบุรี ความคิดเห็นเกี่ยวกับกับโปรแกรม Thai Refer พบว่า ไม่มีความคล่องตัวในการใช้โปรแกรม Thai Refer ความคุ้มค่าของการใช้โปรแกรม Thai Refer พบว่า การใช้งานโปรแกรม Thai Refer ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของศูนย์ประสาน การส่งต่อ แนวทางการพัฒนาการใช้โปรแกรม Thai Refer พบว่า เพิ่มสมรรถนะอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์และระบบอินเตอร์เนต เพื่อให้การ ใช้งานโปรแกรม Thai refer มีประสิทธิภาพ ต่อการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานการส่งต่อ ใช้โปรแกรม Thai Refer ในกรณีการส่งต่อผู้ปวย ฉุกเฉินเท่านั้น 2. ด้านบุคลากร บุคลากรของศูนย์ประสานการส่งต่อของ จังหวัดปราจีนบุรี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ เฉลี่ยระหว่าง 41.56 ป ทั้งหมดเป็นข้าราชการ มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และปฏิบัติงานที่ ศูนย์ประสานการแบบไม่เต็มเวลา ระบบการรับบุคลากรเพื่อปฏิบัติงานใน ศูนย์ประสานการส่งต่อ พบว่า ศูนย์ประสานการ ส่งต่อ ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่แยกเป็นหน่วยงานเฉพาะ ศูนย์ประสานการส่งต่อ ไม่มีบุคลากรที่เป็นบุคลากร ของศูนย์ฯ เอง และบุคลากรที่ปฏิบัติงานในศูนย์ ประสานการส่งต่อมีความรู้ ความสามารถ และ ความเพียงพอของจำานวนบุคลากรของ ศูนย์ประสานการส่งต่อ พบว่า มีจำานวนผู้บริหาร เพียงพอ แต่จำานวนบุคลากรระดับปฏิบัติจะเพียง 43 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
พอหรือไม่ขึ้นอยู่ภาระงานในแต่ละวัน สมรรถนะและระบบสนับสนุนบุคลากร ของศูนย์ประสานการส่งต่อ พบว่า ไม่มีการวางแผน พัฒนาสมรรถนะของบุคลากรที่ปฏิบัติงานใน ศูนย์ประสานการส่งต่อ ยังไม่มีการสร้างขวัญ กำาลังใจให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานในศูนย์ประสาน การส่งต่อที่ชัดเจน 3. ด้านงบประมาณ การจัดสรรงบประมาณและความเพียง พอของงบประมาณ พบว่า มีการใช้และจัดสรร เป็นงบประมาณของโรงพยาบาล โดยใช้ร่วมกับ งบประมาณงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาล ที่สนับสนุนการดำาเนินงานของศูนย์ประสานการ ส่งต่อมีการจัดสรรงบประมาณเพียงพอ และเป็น การใช้งบประมาณร่วมกับงานอุบัติเหตุและ ฉุกเฉิน ควรใช้แนวทางแก้ไขปญหางบประมาณ การดำาเนินงานของศูนย์ประสานการส่งต่อใน ภาพของประเทศ ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณเพื่อ การดำาเนินงานศูนย์ประสานการส่งต่อ พบว่า มีความคุ้มค่าของงบประมาณในการพัฒนา ศักยภาพบุคลากรเพื่อบริการประชาชน เพราะ เป็นบริการที่ดูแลความปลอดภัยของผู้ปวยที่มี ภาวะฉุกเฉิน สามารถช่วยชีวิตคนได้ แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการด้าน งบประมาณ พบว่า ควรจัดตั้งโรงพยาบาลเพื่อ ดำาเนินงานด้านการรับส่งต่อระดับเขต และมีการ จัดสรรงบประมาณบริหารศูนย์ประสานการส่ง ต่อเป็นการเฉพาะ 4. ด้านวัสดุอุปกรณ์ ความคุ้มค่าของการใช้วัสดุอุปกรณ์ในศูนย์ ประสานการส่งต่อ พบว่า มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ อย่างคุ้มค่า โดยใช้ร่วมกับงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการด้าน วัสดุอุปกรณ์ เพื่อการดำาเนินงานศูนย์ประสานการ ส่งต่อ พบว่า ภาพที่พึงประสงค์ของการบริหาร วัสดุอุปกรณ์ ต้องดำาเนินการให้มีโครงสร้างศูนย์ ประสานการส่งต่อที่ชัดเจน เพื่อบริหารวัสดุอุปกรณ์ อย่างเป็นระบบ แนวทางการพัฒนาการบริหาร วัสดุอุปกรณ์ต้องสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อความ ปลอดภัยในการใช้ยานพาหนะส่งต่อผู้ปวย และ สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำาเป็นอย่างครบถ้วน เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของศูนย์ ประสานการส่งต่อ อภิปรายผล ด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่ พบว่า ไม่มีการกำาหนดทิศทางการดำาเนินงานของศูนย์ ประสานการส่งต่อที่ชัดเจน เป็นเพราะว่าไม่ได้แยก เป็นงานเฉพาะที่ชัดเจน ใช้ตัวชี้วัดของการตรวจ ราชการเป็นตัวบ่งบอกความสำาเร็จของการดำาเนินงาน ของศูนย์ประสานการส่งต่อ และใช้บุคลากรร่วมกับ งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ซึ่งมีปริมาณงานมาก สอดคล้องกับข้อมูลผู้ปวยที่มารับการรักษาที่ห้อง ฉุกเฉินในปงบประมาณ 2554 ของโรงพยาบาล ที่สังกัดสานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำานวน 821 แห่ง พบว่าสถิติผู้ปวยที่มารับการรักษา ที่ห้องฉุกเฉิน (ER Visit) มีจำานวน 27,027,687 ครั้ง (สูงเป็น 2.25 เท่า ของป 2544) โดยจังหวัดปราจีนบุรี มีจำานวนครั้งที่ประชาชนเข้ามารับการรักษาที่ห้อง ฉุกเฉิน จำานวน 10,987 ครั้ง : 100,000 ประชากร เป็นลำาดับที่ 11 ของประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากโรงพยาบาล แม่ข่ายปฏิเสธการส่งต่อ โดยมีเหตุผลที่ว่าขาดบุคลากร ความพร้อมของเครื่องมือ เตียงเต็ม นอกจากนี้เรื่อง ภูมิประเทศ ระยะเวลา และระยะทางก็มีผลต่อการ ส่งต่อ สอดคล้องกับการส่งต่อผู้ปวยออกนอกเขต บริการที่ 6 ที่ยังพบสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจ (Cardiac Cath, Angiography) โรคตา (Retina Procedures) และโรคมะเร็ง (การให้ยาเคมีบำาบัด และรังสีรักษา)เนื่องจากศูนย์ความเชี่ยวชาญ ระดับสูงของสถานบริการในเขตยังขาดความพร้อม ทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางบางสาขา ขาดความ พร้อมของอุปกรณ์เครื่องมือ และเตียงเต็ม ทำาให้ ยังไม่สามารถรองรับผู้ปวยทั้งหมดในเขตได้ อีกทั้ง จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปราจีนบุรี และ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดเขตปริมณฑล 44 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
มีความสะดวกในการ เดินทางเข้าไปรักษาต่อ โรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าในกรุงเทพมากกว่า ส่งผู้ปวยมาที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งต้องประสบปญหา เตียงเต็ม และการเดินทางที่ไม่สะดวก6 ด้านบุคลากรที่พบว่า บุคลากรของศูนย์ ประสานการส่งต่อในจังหวัดส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง และมีการศึกษาระดับปริญญาตรี นั้น เป็นเพราะ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานการส่งต่อ เป็นผู้มีคุณวุฒิในสายวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาชีพพยาบาล สอดคล้องกับลักษณะประชากร ของพยาบาลไทยที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงถึงร้อยละ 95.57 และมากกว่าร้อยละ 90 เป็นผู้สำาเร็จการ ศึกษาหลักสูตรปริญญาตรีทางการพยาบาล และ ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การพยาบาล และการผดุงครรภ์ ชั้น 1 หรือ การพยาบาลชั้น 18 และที่พบว่าปฏิบัติงานที่ศูนย์ประสานการส่งต่อ แบบไม่เต็มเวลา คือ ใช้การหมุนเวียนพยาบาล จากหน่วยต่างๆ มาปฏิบัติงาน อาจเป็นเพราะ ปญหาการขาดแคลนบุคลากรพยาบาลของโรง พยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ9 ทำาให้โรงพยาบาล ไม่สามารถบริหารจัดการให้ศูนย์ประสานการส่ง ต่อมีบุคลากรของศูนย์ที่ปฏิบัติงานแบบเต็มเวลา ได้ซึ่งการขาดแคลนบุคลากรยังอาจส่งผลให้ไม่ สามารถแยกศูนย์ประสานการส่งต่อให้เป็นหน่วย งานเฉพาะได้ผลกระทบที่ตามมาอีกประการหนึ่ง คือ เมื่อหน่วยงานไม่ถูกแยกเป็นหน่วยงานหนึ่ง จึงไม่มีการแยกประเมินผลการปฏิบัติราชการ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานการส่งต่อ เหมือนหน่วยงานอื่นๆ ในโรงพยาบาล ทำาให้ บุคลากรขาดขวัญและกำาลังใจได้ ด้านงบประมาณที่พบว่า มีการจัดทำาโครงการ ส่งต่อไร้รอยต่อ ปงบประมาณ 2559 เพื่อดำาเนิน งานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำาเสนอปญหาการส่งต่อ ผู้ปวยภายในจังหวัด และพัฒนาระบบบริการส่งต่อ ร่วมกับแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สอดคล้องกับนโยบายเขตบริการสุขภาพของ กระทรวงสาธารณสุข (Service Plan) และให้ จำานวนการส่งต่อภายนอกจังหวัด (Refer Out) ลดลง10 ทำาให้การดำาเนินงานตรวจรักษาผู้ปวย เป็นไปได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดีขึ้นเรื่อยๆ และ ที่พบว่าความคุ้มค่าของงบประมาณในการพัฒนา ศักยภาพบุคลากรเพื่อบริการประชาชน เพราะ เป็นบริการที่ดูแลความปลอดภัยของผู้ปวยที่มี ภาวะฉุกเฉิน สามารถช่วยชีวิตคนได้ ด้านวัสดุอุปกรณ์ที่พบว่า มีความคุ้มค่าของ การใช้วัสดุอุปกรณ์ในศูนย์ประสานการส่งต่อเป็น เพราะว่ามีการใช้วัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ร่วมกับงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินเพียงพอกับความ ต้องการใช้งานในการส่งต่อผู้ปวยทั้งฉุกเฉินและ ไม่ฉุกเฉิน สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติในการ จัดทรัพยากร (บุคลากร ยานพาหนะ เครื่องมือ อุปกรณ์ ยา และเวชภัณฑ์) ในการส่งต่อผู้ปวย ระหว่างสถานพยาบาล11 เพื่อประโยชน์สูงสุดของ ผู้ปวยจนถึงโรงพยาบาลปลายทางอย่างปลอดภัย ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : รูปแบบการ บริหารจัดการศูนย์ประสานการส่งต่อที่เหมาะสม 1.1 จัดตั้งศูนย์ประสานการส่งต่อที่ ชัดเจน พร้อมทั้งจัดเวรบุคลากรมาประจำาศูนย์ฯ ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกโรงพยาบาล ทำางานเรื่อง การประสานส่งต่อโดยเฉพาะไม่ต้องทำางานอื่น 1.2 ผู้ปวยในและผู้ปวยฉุกเฉินที่ต้อง ส่งต่อต้องผ่านศูนย์ประสานการส่งต่อทุกราย 1.3 แก้ปญหาขาดแคลนบุคลากร โดย ในระยะแรกใช้บุคลากรของงานอุบัติเหตุและ ฉุกเฉินมาขึ้นเวรศูนย์ส่งต่อ และในระยะยาวควร คัดเลือกพยาบาลวิชาชีพระดับชำานาญการ และ/ หรือพยาบาลวิชาชีพที่มีอายุงานมากกว่า 8 ป ประจำาศูนย์รับส่งต่อตลอด 24 ชั่วโมง 2. ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรคัดเลือกประเด็นค้นพบที่ สำาคัญ แล้วนำาไปศึกษาเปรียบเทียบกับศูนย์ประสาน การส่งต่อของเขตบริการสุขภาพอื่นๆ เพื่อทำาให้ การศึกษาประเด็นเหล่านั้นมีความชัดเจนขึ้น 45 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
2.2 ข้อค้นพบในเชิงคุณภาพ สามารถ นำาไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการออกแบบการ ศึกษาในเชิงปริมาณ เพื่อทำาให้ประเด็นเหล่านั้น ได้ถูกศึกษาในภาพที่กว้างขึ้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์ ต่อการพัฒนาศูนย์ประสานการส่งต่อของประเทศ ต่อไป เช่น เรื่องสมรรถนะของบุคลากรที่ปฏิบัติงาน ในศูนย์ประสานการส่งต่อ และเรื่องขวัญกำาลังใจ ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานการ ส่งต่อเป็นต้น 2.3 ศึ ก ษ า วิ จั ย แ ล ะ พั ฒ น า ศู น ย์ ประสานการส่งต่อระดับโรงพยาบาลและระดับ เขต (R&D) โดยนำาข้อค้นพบจากการวิจัยนี้ไปเป็น ข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบการพัฒนาระบบ เอกสารอ้างอิง 1. กระทรวงสาธารณสุข. (2555). แผนการจัด บริการสุขภาพ. เอกสารประกอบการ ประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำา แผนระบบ บริการสุขภาพ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 ณ โรงแรมเซนทราและศูนย์ราชการ. (เอกสารอัดสำาเนา). 2. นันท์นลิน นาคะกุล. (2557). ระบบส่งต่อ ผู้ปวยปลอดภัยไร้รอยต่อ. โรงพยาบาล ลำาปาง. (เอกสารอัดสำาเนา) 3. กรมการแพทย์. (2552). แนวทางพัฒนาเพื่อ สู่มาตรฐานด้านการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ของโรงพยาบาลระดับต่างๆ Guide to Standardization in Hospital Based Emergency Care (SHEC). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การ เกษตรแห่งประเทศไทย. 4. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์. (2556). การพัฒนา สารสนเทศ Thai refer.[ออนไลน์]. เข้าถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2558, จาก http:// www.slideshare.net/nutrotho/ thai-refer 5. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี. (2560). การตรวจราชการและนิเทศงาน กรณีปกติระดับกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 ประจำาปีงบประมาณ 2560. (เอกสารอัดสำาเนา). 6. งานพัฒนาระบบบริการ เขตบริการสุขภาพ ที่ 6. (2557). ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบ บริการสุขภาพ เขตบริการสุขภาพที่ 6 ปี 2558 - 2560. ชลบุรี : เขตบริการ สุขภาพที่ 6. 7. วิจิตร ศรีสุพรรณ. (2555). สถานการณ์วิชาชีพ พยาบาลและองค์กรพยาบาล. [ออนไลน์]. เข้าถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2559, จากhttp:// www.bcnlp.ac.th/document/ase an/situation.pdf. 8. สำานักนโยบายและยุทธศาสตร์สำานักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข. (2558). สถิติ สาธารณสุข พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: องค์การทหารผ่านศึก. น. 228. 9. นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรประกาศ นียบัตรธรรมาภิบาลสำาหรับผู้บริหาร ทางการแพทย์ รุ่นที่ 2 กลุ่มที่ 6. (2556). ปญหาการขาดแคลนพยาบาล: แนวทางการแก้ไขปญหาอย่างยั่งยืน. [ออนไลน์]. เข้าถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2559, จาก http://ptp.tmc.or.th/mdkpi/ เอกสารวิชาการ/เอกสาร-ปธพ-2/6- ปญหาการขาดแคลนพยาบาล/. 10. กระทรวงสาธารณสุข. (2559). ตัวชี้วัด กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์]. เข้าถึง วันที่ 15 สิงหาคม 2559, จาก http:// hdcservice.moph.go.th/. 11. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ. (2557). การปฏิบัติการส่งต่อผู้ปวยฉุกเฉินระหว่าง สถานพยาบาล Interfacility Patient Transfer. กรุงเทพฯ: บริษัท อัลทิเมท พริ้นติ้ง. 46 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของเด็กนักเรียน อายุ 9 - 15 ปี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยรูปแบบพรรณนา (Descriptive Research) เพื่อศึกษา พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของเด็กนักเรียนอายุ 9 - 15 ป ที่กำาลังศึกษาอยู่ชั้น ประถมศึกษาปที่ 4 - 6 และมัธยมศึกษาปที่ 1 - 3 เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2560 ถึง 30 มิถุนายน 2560 จำานวน 330 คน โดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนในช่วง ชั้นที่ 2 และช่วงชั้นที่ 3 ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดำาเนินการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพ ของกลุ่มตัวอย่างที่แบ่งปจจัยพื้นฐานเป็น 2 กลุ่มโดยใช้การทดสอบที (t-test) และกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่มโดยใช้การทดสอบค่าเอฟ (F-test) ด้วยวิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) และหาความสัมพันธ์ ระหว่างความรู้ กับพฤติกรรมสุขภาพพื้นฐานตามสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า คะแนนความรู้และพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของ เด็กนักเรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.001 (ค่า r = 0.202) โดยเด็กนักเรียน ส่วนใหญ่ มีค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนความรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติแห่งชาติ อยู่ในระดับความ รู้น้อย ที่คะแนนน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 60 คิดเป็นร้อยละ 45.20 และมีระดับคะแนน พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติอยู่ในระดับปานกลาง ที่ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.01 - 2.00 คิดเป็นร้อยละ 65.80 โดยเด็กนักเรียนที่มีเพศ และระดับช่วงชั้นเรียนที่แตกต่างกัน พบว่า มีคะแนนความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญ ที่ระดับ 0.05 และ 0.01 ตามลำาดับ และเด็กนักเรียนที่มีผู้ให้คำาแนะนำาหลักเกี่ยวกับพฤติกรรม สุขภาพที่แตกต่างกัน มีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ แตกต่างกันอย่างมีนัย สำาคัญที่ระดับ 0.01 ธัญภา วิภาสหิรัญกร* คำาสำาคัญ : พฤติกรรมสุขภาพ, สุขบัญญัติแห่งชาติ, เด็กวัยเรียน * พยาบาลวิชาชีพชำานาญการ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองชลบุรี โรงพยาบาลชลบุรี 47 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
บทนำา กระแสโลกาภิวัตน์มีความเจริญก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร เป็นปจจัยสำาคัญ ส่งผลต่อสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำาให้วิถีชีวิต ของเด็กนักเรียนและเยาวชนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเจ็บปวยที่เกิดจากการมีพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสม ทำาให้ส่งผลกระทบต่อการเรียน และสุขภาพในอนาคตของประชากรกลุ่มนี้ จาก ข้อมูลการเฝาระวังติดตามการเจริญเติบโตในเด็ก นักเรียนอายุ 6 - 12 ป จำานวน 1,492,089 คน จาก 76 จังหวัด ของกรมอนามัย ป 2555 พบว่า นักเรียนมีภาวะอ้วน 187,000 คน เตี้ย 254,620 คน และผอม 99,112 คน ซึ่งปญหาดังกล่าวส่งผลกระทบ ต่อสุขภาพ เด็กนักเรียนที่เตี้ยและผอม จะมีสติ ปญญาด้อย เรียนรู้ช้า ภูมิต้านทานโรคต่ ำา ติดเชื้อ ได้ง่าย เด็กนักเรียนที่มีภาวะอ้วน เสี่ยงต่อการ เกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น(1) การที่เด็กวัยเรียน จะมีสุขภาพดีในอนาคตได้ จำาเป็นต้องได้รับการ สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์นำาไป สู่เปาหมายที่คาดหวังไว้ คือการปลูกฝงความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติให้ เกิดขึ้นในเด็ก โดยทัศนคติ ความเชื่อ ในความ สามารถต่อการดูแลตนเอง และการได้รับการ สนับสนุนจากผู้ปกครอง(2) เพื่อนำาไปปฏิบัติตัว ดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องในชีวิตประจำาวันจน กลายเป็นสุขนิสัยเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น โรงเรียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำาคัญของการปลูกฝง ความรักทางสุขภาพ ทัศนคติที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อ ส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนมีสุขภาพ สมบูรณ์แข็งแรง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ มีพัฒนาการที่สมวัย ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนที่มี ประสิทธิภาพ ทำาให้โรงเรียนเป็นสถาบันทางสังคม พื้นฐานที่มีหน้าที่พัฒนาคน ช่วยให้คนมีศักยภาพ สามารถดำารงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ทั้งนี้ครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรหมั่นปลูกฝงและ สนับสนุนให้กับนักเรียน(3,4) รวมทั้งการประสานงาน กับผู้ปกครอง(5,6) ชุมชนในการปฏิบัติที่เป็นแบบ อย่างที่ดี จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำานวยต่อการ ปฏิบัติในชีวิตประจำาวัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนเป็น สุขนิสัยที่ดีในที่สุด(7) กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ และมีคุณภาพที่พึ่งประสงค์ต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของ เด็กนักเรียน 2. เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติของเด็กนักเรียน 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความ รู้กับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ของเด็กนักเรียน วิธีการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบ พรรณนา (Descriptive Research) เพื่อศึกษา พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของ เด็กนักเรียนอายุ 9 - 15 ปที่กำาลังศึกษาอยู่ชั้น ประถมศึกษาปที่ 4 - 6 และมัธยมศึกษาปที่ 1 - 3 ของโรงเรียนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลเมือง ชลบุรี ได้แก่ โรงเรียนธารทิพย์วิทยา โรงเรียน ชลราษฎรอำารุง และโรงเรียนบ้านสวนอุดมพิทยา จำานวน 330 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2560 ถึง 30 มิถุนายน 2560 เครื่องมือ ที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม จำานวน 3 ชุด ซึ่งเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของ นักเรียนในช่วงชั้นที่ 2 (ป.4 - ป.6) และช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 - ม.3) พัฒนาขึ้นโดยกองสุขศึกษา กรมสนับสนุน บริการสุขภาพ(7) ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล แบบสอบถามวัดความรู้และพฤติกรรม สุขภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ หาค่าความเชื่อมั่นด้วยสถิติ Cronbach’s Alpha ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 และ 0.73 ตามลำาดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม สำาเร็จรูป SPSS Version 16 กำาหนดความมีนัย สำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 1. ข้อมูลทั่วไปของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ 48 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
2. ปจจัยด้านความรู้เรื่องพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจง ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ และพฤติกรรม สุขภาพของกลุ่มตัวอย่างที่แบ่งปจจัยพื้นฐานเป็น 2 กลุ่มโดยใช้การทดสอบที (t-test) และกลุ่ม ตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่มโดยใช้การทดสอบค่าเอฟ (F-test) วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA ) 4. หาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ กับ พฤติกรรมสุขภาพพื้นฐานตามสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กรอบแนวคิดการวิจัย 2560 ถึง 30 มิถุนายน 2560 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม จํานวน 3 ชุด ซึ่งเป็น แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนในช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-ป.6) และช่วงชั้นที่ 3 (ม.1–ม.3) พัฒนาขึ้นโดย กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (7)ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ,แบบสอบถามวัด ความรู้และพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติหาค่าความเชื่อมั่นด้วยสถิติ Cronbach’s Alpha ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 และ0.73 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม สําเร็จรูป SPSS Version 16 กําหนดความมีนัยสําคัญทางสถติิที่ระดับ.05 1.ข้อมูลทั่วไปของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ 2.ปัจจัยด้านความรู้เรื่องพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างที่แบ่งปัจจัยพื้นฐานเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้การทดสอบที (t-test ) และกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่มโดยใช้การทดสอบค่าเอฟ ( F-test ) วิธี วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ( One Way ANOVA ) 4.หาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับพฤติกรรมสุขภาพพื้นฐานตามสุขบัญญัติแห่งชาติโดยการหาค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กรอบแนวคิดการวิจัย ปัจจัยสวนบุ่คคล - เพศ - อายุ - ระดับช่วงชั้นเรียน - สถานภาพครอบครัวหลัก - บุคคลที่พักอาศัยอยู่ด้วย - บุคคลที่ใหค้ ําแนะนําด้าน สุขภาพ ความรู้เรื่อง พฤติกรรม สุขภาพตามสุขบัญญตัิ แห่งชาต 10 ิ ประการ พฤตกรรมสิุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ 1. ดแลรูกษารั ่างกายและของใช้ให้สะอาด 2. รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทกวุันอย่างถูกตอง้ 3. ล้างมือใหสะอาดก้อนก่ ินอาหารและหลังการขับถาย่ 4. กินอาการสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยง อาหารรสจดสั ีฉดฉาดู 5. งดบุหรี่สุรา สารเสพติด การพนัน และการสําสอนทางเพศ่ 6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวใหอบอุ้่น 7. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท 8. ออกกาลํ ังกายสม่ําเสมอและตรวจสขภาพประจุําปี 9. ทําจิตใจให้ร่าเริงแจมใสอย ู่่เสมอ 10.มีสํานกตึอส่ ่วนรวม ร่วมสร้างสรรคส์ ังคม ผลการวิจัย พบว่า คะแนนความรู้และพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติของเด็กนักเรียน มีความ สัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.001 (ค่า r = 0.202 ) โดยเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ มีค่าเฉลี่ย ร้อยละของคะแนนความรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ แห่งชาติ อยู่ในระดับความรู้น้อย ที่คะแนนน้อยกว่า หรือเท่ากับร้อยละ 60 คิดเป็นร้อยละ 45.20 (ตารางที่1) และมีระดับคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติอยู่ในระดับปานกลาง ที่ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.01 - 2.00 คิดเป็นร้อยละ 65.80 (ตารางที่ 2) โดยเด็กนักเรียนที่มี เพศ และ ระดับช่วงชั้นเรียน ที่แตกต่างกัน พบว่า มีคะแนน ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.05 และ 0.01 ตามลำาดับ และเด็กนักเรียนที่ มีผู้ให้คำาแนะนำาหลักเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ ที่แตกต่างกัน มีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญ ที่ระดับ 0.01 49 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
ตารางที่ 1 จำานวน และร้อยละของกลุ่มเด็กนักเรียน จำาแนกตามระดับคะแนนความรู้เกี่ยวกับ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ช่วงคะแนนความรู้ จำานวน ร้อยละ ≤ 27 คะแนน ( ≤ 60% ของคะแนนเต็ม ) 149 45.20 28 - 36 คะแนน ( 61 - 80% ของคะแนนเต็ม ) 146 44.20 37 - 45 คะแนน ( 81 - 100% ของคะแนนเต็ม ) 35 10.60 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีค่าเฉลี่ย ร้อยละของคะแนนความรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ อยู่ในระดับความรู้น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 45.20 และระดับ ความรู้ปานกลางหรือเท่ากับร้อยละ 61 - 80 ของคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 44.20 ตามลำาดับ ตารางที่ 2 จำานวนและร้อยละของกลุ่มเด็กนักเรียน จำาแนกตามระดับคะแนนพฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ช่วงค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ จำานวน ร้อยละ 0.01 - 1.00 ( ≤ 57 คะแนน ) - - 1.01 - 2.00 ( 58 - 114 คะแนน ) 217 65.80 2.01 - 3.00 (115 - 172 คะแนน ) 113 34.20 กลุ่มตัวอย่างเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ มีระดับคะแนนพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ อยู่ในระดับปานกลาง ที่ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.01 - 2.00 คิดเป็นร้อยละ 65.80 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย และร้อยละค่าเฉลี่ยของคะแนนเต็ม ของคะแนนความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ รายการหัวข้อสุขบัญญัติแห่งชาติ ค่าเฉลี่ยรวมคะแนน ความรู้ ค่าเฉลี่ยรวมคะแนน พฤติกรรมสุขภาพ ค่าเฉลี่ย ร้อยละของ คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย ร้อยละของ คะแนนเต็ม 1. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด 2.34 46.80 14.91 71.00 2. รักษาฟนให้แข็งแรงและแปรงฟนทุกวันอย่างถูกต้อง 2.42 80.66 4.88 54.22 3. ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย 1.99 66.33 4.61 76.83 4. กินอาหารสุข สะอาด ปราศจากสารอันตรายและ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดสีฉุดฉาด 2.47 82.33 21.61 60.02 5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการ สำาส่อนทางเพศ 3.16 63.20 6.79 39.94 6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น 2.94 73.50 5.00 83.33 7. ปองกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท 2.52 63.00 16.74 69.75 50 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
ตารางที่ 3 (ต่อ) ค่าเฉลี่ย และร้อยละค่าเฉลี่ยของคะแนนเต็ม ของคะแนนความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ รายการหัวข้อสุขบัญญัติแห่งชาติ ค่าเฉลี่ยรวมคะแนน ความรู้ ค่าเฉลี่ยรวมคะแนน พฤติกรรมสุขภาพ ค่าเฉลี่ย ร้อยละของ คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย ร้อยละของ คะแนนเต็ม 8. ออกกำาลังกายสม่ำาเสมอและตรวจสุขภาพประจำาป 2.65 44.16 5.12 64.00 9. ทำาจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ 3.35 67.00 12.83 61.09 10. มีสำานึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม 2.49 49.80 17.18 71.58 ความรู้/พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ในภาพรวม 27.16 60.35 109.65 63.75 โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างเด็กนักเรียน มีคะแนนร้อยละค่าเฉลี่ยจากคะแนนเต็มของ ความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติที่ 60.35 และ 63.75 ตามลำาดับ ซึ่งสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการเรื่องที่มีค่าร้อยละมากที่สุดคือ ประการ ที่ 6 การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น ประการที่ 3 การล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่าย และประการที่ 4 การกิน อาหารสุข สะอาด ปราศจากสารอันตรายและ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดสีฉูดฉาด ตามลำาดับ และ โดยรวมสุขบัญญัติประการที่มีค่าร้อยละน้อย ที่สุด คือประการที่ 8 ออกกำาลังกายสม่ ำาเสมอ และตรวจสุขภาพประจำาป ประการที่ 5 งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน การสำาส่อนทางเพศ และประการที่ 1 ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ ให้สะอาด ตามลำาดับ อภิปรายผล 1. ความรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มเด็กนักเรียนส่วนใหญ มีค่าเฉลี่ย ร้อยละของคะแนนความรู้เกี่ยวกับ สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ อยู่ในระดับ ความรู้น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 60 คิดเป็น ร้อยละ 45.20 (ตารางที่ 3) สอดคล้องกับการศึกษา ที่พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้ตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ อยู่ในระดับต้องปรับปรุง ร้อยละ 26 และ ระดับดี ร้อยละ22.2(8) อย่างไรก็ตามผลการศึกษา แตกต่างจากความรู้ด้านพฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติในภาพรวมนักเรียนมีความ รู้อยู่ในระดับปานกลาง(4) และนักเรียนระดับประถม มีความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ ในระดับสูง(5,9) การศึกษาปจจัยด้านเพศ ของ นักเรียนที่แตกต่างกันเรื่องความรู้เกี่ยวกับสุข บัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ พบว่า เพศหญิง มีความรู้ดีกว่าเพศชายแตกต่างกันอย่างมีนัย สำาคัญที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับการศึกษา ที่พบว่านักเรียนหญิงมีความรู้และการปฏิบัติ เกี่ยวกับทันตสุขภาพที่ดีกว่าเพศชายอย่างมีนัย สำาคัญ 0.01(5,10) อย่างไรก็ตามพบว่ามีความแตกต่าง ที่พบว่านักเรียนเพศชาย และหญิง มีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเรื่องการดูแลสุขภาพแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.05(11) การศึกษาปจจัย ด้านระดับชั้นเรียนที่แตกต่างกันในเรื่องความรู้ เกี่ยวกับสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ พบว่า นักเรียนที่ศึกษาในระดับชั้นเรียนที่ต่างกันมีความ รู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.01 ผล การศึกษาแตกต่างจากการศึกษาที่ พบว่า ระดับ ชั้นเรียน และอายุ นักเรียนที่แตกต่างกันมีความ รู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติแห่งชาติไม่แตกต่างกัน(5 ,7) 51 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
การศึกษาปจจัยด้านเด็กนักเรียนที่มีผู้ให้คำาแนะนำา เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพที่ต่างกัน พบว่า ค่าเฉลี่ย คะแนนความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติ มีความ แตกต่างกันอย่างมี นัยสำาคัญที่ระดับ 0.05 ผลสอดคล้องที่ พบว่า นักเรียนที่มีผู้ให้คำาแนะนำาแต่ละกลุ่มที่ต่างกัน มีความรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติแห่งชาติแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05(7) การศึกษา ปจจัยที่เด็กมีสถานภาพครอบครัวของบิดา มารดา และบุคคลที่พักอาศัยอยู่ด้วยที่แตกต่างกัน พบว่า มีคะแนนความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติไม่แตกต่างกันที่นัยสำาคัญ ระดับ 0.05 ผลสอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่า กลุ่มเด็กนักเรียนที่พักอาศัยอยู่กับ ผู้ปกครอง และ สถานภาพครอบครัวของบิดา มารดาที่แตกต่างกัน มีผลคะแนนความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพฤติกรรม สุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติไม่แตกต่างกันที่ นัยสำาคัญระดับ 0.05(5,7) 2. พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ 10 ประการ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเด็กนักเรียน ส่วนใหญ่ มีระดับคะแนนพฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติอยู่ในระดับปานกลาง ที่ค่าเฉลี่ย ระหว่าง 1.01 - 2.00 คิดเป็นร้อยละ 65.80 ผลสอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่า พฤติกรรม สุขภาพของผู้นำาเยาวชนสาธารณสุขในโรงเรียน ส่งเสริมสุขภาพ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 75.15 (4,12) ผลการศึกษาแตกต่างกับ การศึกษาที่พบว่า เด็กนักเรียน มีพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติโดยรวมอยู่ในระดับสูง(5,9) และจากรายงานข้อมูลสภาวะพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ของเด็กนักเรียนพบว่า โดยภาพรวมเด็กนักเรียนมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ โดยเฉลี่ย 79.41 จากคะแนนเต็ม 108 คะแนน(7) การศึกษาปจจัยด้านเด็กนักเรียนที่มีผู้ให้คำาแนะนำา เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพที่ต่างกัน มีคะแนน พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.01 ผลสอดคล้องกับ การศึกษาที่พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรม สุขภาพของเด็กนักเรียนแต่ละกลุ่มที่มีผู้ให้คำา แนะนำาหลักด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.05(7) โดย เมื่อการทดสอบรายคู่ใช้ค่า LSD พบว่า กลุ่มเด็ก นักเรียนที่มีครู และมารดาเป็นผู้แนะนำาเรื่อง สุขภาพมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มที่ มีบุคคลอื่นๆเป็นผู้แนะนำา(6,7,13,14,15) ส่วนการศึกษา ปจจัยเด็กนักเรียนที่มีเพศ ช่วงชั้นเรียน สถานภาพ ครอบครัวของบิดามารดา และบุคคลที่พักอาศัย อยู่ด้วยที่แตกต่างกัน มีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ ระดับนัยสำาคัญ 0.05 โดยการศึกษาปจจัยด้านเพศ และบุคคลที่เด็กพักอาศัยอยู่ด้วย ผลสอดคล้องกับ การศึกษา พบว่า เพศ และระดับการศึกษา ของบิดามารดา หรือผู้ปกครองที่แตกต่างกัน เด็กนักเรียนมีพฤติกรรมสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติ แห่งชาติโดยภาพรวมไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ ระดับ 0.05(5,7) อย่างไรก็ตามจากรายงานข้อมูล สภาวะพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 - ชั้นมัธยม ศึกษาปที่ 3 ของกองสุขศึกษาในป พ.ศ. 2552 พบว่าคะแนนพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ที่มี เพศต่างกัน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญ ที่ระดับ 0.05 โดยเพศหญิงมีพฤติกรรมสุขภาพ ดีกว่าเพศชาย ส่วนเด็กนักเรียนที่พักอาศัยอยู่กับ กลุ่มบุคคลต่างกัน พบว่า กลุ่มนักเรียนที่พักอาศัย อยู่กับบิดามารดามีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพสูง กว่ากลุ่มอื่นๆ อีกทั้งกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีสถานภาพ ครอบครัวที่ต่างกันพบว่า กลุ่มเด็กที่มีบิดามารดา อยู่ร่วมกัน มีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่า กลุ่มเด็กนักเรียนที่บิดามารดาแยกกันอยู่ หรือ ฝายใดฝายหนึ่งเสียชีวิตไป ส่วนปจจัยด้านระดับ ช่วงชั้นเรียนที่ต่างกันนั้น กองสุขศึกษา(7) พบว่า กลุ่มเด็กนักเรียนที่มีช่วงชั้นเรียนต่างกันมีคะแนน พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.001 โดยกลุ่มตัวอย่าง เด็กนักเรียนช่วงชั้นเรียนที่ 2 มีคะแนนพฤติกรรม สุขภาพสูงกว่าเด็กนักเรียนช่วงชั้นเรียนที่ 3 52 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
3. การศึกษาหาความสัมพันธ์ของความ รู้เกี่ยวกับพฤติกรรมและพฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติของเด็กนักเรียน ผลการศึกษา พบว่า คะแนนความรู้และ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของ เด็กนักเรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำาคัญ ที่ระดับ 0.001 (ค่า r = 0.202) ผลการวิจัย สอดคล้องกับการศึกษาที่ พบว่า ความรู้กับ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของ เด็กนักเรียนมีความสัมพันธ์ต่อกันเชิงบวกอย่างมี นัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05(5,7,9,12,15) สรุปได้ว่า พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ แห่งชาติของเด็กนักเรียน อายุ 9 - 15 ปของโรงเรียน ในเขตรับผิดชอบ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองชลบุรี ผลการศึกษา พบว่า คะแนนความรู้และพฤติกรรม สุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของเด็กนักเรียนมี ความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.001 (ค่า r = 0.202) โดยเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ มีค่า เฉลี่ยร้อยละของคะแนนความรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ แห่งชาติ อยู่ในระดับความรู้น้อย ที่คะแนนน้อย กว่าหรือเท่ากับร้อยละ 60 คิดเป็นร้อยละ 45.20 และมีระดับคะแนนพฤติกรรมสุขภาพตามสุข บัญญัติแห่งชาติอยู่ในระดับปานกลาง ที่ค่าเฉลี่ย ระหว่าง 1.01 - 2.00 คิดเป็นร้อยละ 65.80 โดยเด็กนักเรียนที่มีเพศ และระดับช่วงชั้นเรียน ที่แตกต่างกัน พบว่ามีคะแนนความรู้เกี่ยวกับ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.05 และ 0.01 ตามลำาดับ และเด็กนักเรียนที่มีผู้ให้คำาแนะนำาหลัก เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพที่แตกต่างกัน มีคะแนน พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.01 ข้อเสนอแนะ 1. โรงเรียนควรนำาผลการวิจัยไปประยุกต์ ใช้ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน เกี่ยวกับ พฤติกรรมสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ ใน ภาคการปฏิบัติที่สม่ ำาเสมอ มีการติดตามประเมินผล อย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง สร้างความรู้ เพิ่มความตระหนักการเห็นคุณค่า ในการปฏิบัติ ตามหลักสุขบัญญัติ โดยมีผู้ปกครอง ครู อาสา สมัครสาธารณสุข และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มาเป็นภาคีเครือข่าย สนับสนุนทางสังคมช่วยสร้าง สุขนิสัยในการดูแลสุขภาพตนเอง และครอบครัว เกิดเป็นสุขภาวะที่ดี (Health Literacy) 2. ควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเรื่อง วิถีชีวิต สุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติและความ รอบรู้ด้านสุขภาพของเด็กวัยเรียน ในระดับอำาเภอ จังหวัด และระดับเขตบริการสุขภาพ ต่อไป เอกสารอ้างอิง 1. ณรงค์ สายวงศ์. ตะลึงเด็กไทย อ้วน ผอม เตี้ย เหตุกินผักน้อย เน้นขนม. มติชน ฉบับ วันที่ 8 มกราคม 2557 หน้า 10. 2. อัจฉรา ระโหฐาน. การบูรณาการเนื้อหาสุขบัญญัติ แห่งชาติในการจัดการเรียนการสอนกลุ่ม วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เพื่อ เสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประถม ศึกษาสังกัดสำานักการประถมศึกษา จังหวัดนนทบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญา วิทยาศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2543. 3. อุมาพร แพร่ประภา. การพัฒนากระบวนการ เสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพของ นักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (วัดใต้โพธิ์ค้ำา) อำาเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์. วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร การศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2548. 4. ภุชงค์ ชีวสิทธิรุ่งเรือง. การประเมินโครงการ พัฒนาพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ แห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัด สำานักงานการประถมศึกษาจังหวัด กำาแพงเพชร. วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏกำาแพงเพชร. 2546. 53 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
5. ณัฏฐภาส พรมมา. ความรู้และพฤติกรรม สุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ ของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย รามคำาแหง. วิทยานิพนธ์บัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาสุขศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำาแหง. 2553. 6. สกุณา บุญนรากร. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ตนเองของนักเรียนระดับประถมศึกษา ปีที่ 5 - 6. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษา ศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาศึกษาศาสตร์ เพื่อพัฒนาชุมชน. มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์. 2541. 7. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. รายงานประเมินสภาวะพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ ของนักเรียน ปี 2552. กระทรวงสาธารณสุข : กรุงเทพฯ 2552 . 8. พิมพ์ใจ วิภูษณพาส. ความรู้ ความคิดเห็น และการปฏิบัติตัวตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำาเภอเถิน จังหวัดลำาปาง. รายงานการศึกษา ค้นคว้า ด้วยตนเอง สาธารณสุขศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยชียงใหม่. 2549. 9. สุนิสา พรมปาชัด. พฤติกรรมสุขภาพตาม สุขบัญญัติแห่งชาติในนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนบ้าน ตัดผม ตำาบลสองพี่น้อง อำาเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร. วารสารกลุ่มวิทยาศาสตร์ ปที่ 6 ฉบับที่1 ม.ค. - เม.ย. 2557 หน้า 881 - 893 . 10. ณัฐพงศ์ อนุวัตรยรรยง. การศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับทันตสุขภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - 6 โนโรงเรียนโครงการเฝาระวังทันตสุขภาพ. ภาคนิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตร์ บัณฑิต. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล. 2541. 11. สุเทพ วัชรมุสิก. ความรู้ ทัศนคติ และการ ปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลทันตสุขภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ในตำาบล ปางใบไม้ อำาเภอเมือง จังหวัด สุราษฎร์ธานี.ภาคนิพนธ์ปริญญา สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 2542. 12. บุญเทิน จันทมาตย์. การศึกษาพฤติกรรม สุขภาพของผู้นำาเยาวชนสาธารณสุข ในโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ จังหวัดเลย. ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัย ราชภัฏเลย. 2548. 13. ชัชวาล นฤพนธ์จิรกุล และนลินี มกรเสน. ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดสุพรรณบุรี. ในบทคัดย่อผลการศึกษาวิจัยทางสุขศึกษา และพฤติกรรมสุขภาพฉบับที่ 7. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข 2539. 14. มยุรี อินทนาศักดิ์. พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ของเด็กวัยเรียนระดับประถมศึกษา ในเขตตำาบลบางจืด อำาเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร. ภาคนิพนธ์ปริญญา สาธารณ สุขศาสตร์บัณฑิต, คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.2541. 15. สุภาพรรณ วิถีประดิษฐ์. การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติ แห่งชาติโดย การเตือนตนเอง ร่วมกับ แรงสนับสนุนทางสังคมและแบบแผน ความเชื่อทางด้านสุขภาพของนักเรียน ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาล วัดปรินายก กรุงเทพมหานคร วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 2547. 54 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
ปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ ในเขตรับผิดชอบตำาบลกบินทร์ อำาเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษาปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำาตาลไม่ได้ กลุ่มศึกษา คือ ผู้ปวยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือด ไม่ได้ จำานวน 100 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 - กรกฎาคม 2560 เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามความรู้ เจตคติ การเข้าถึงบริการสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ปวยเบาหวาน การวิเคราะห์ พฤติกรรมของบุคคลจากการทบทวนวรรณกรรมและประยุกต์กรอบแนวคิดของแบบจำาลอง การวางแผนส่งเสริมสุขภาพ (PRECEDE - PROCEED Model) ประยุกต์งานวิจัยของ เบญญาภา ปานเนียม (2560) โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งหมด โดยใช้อัลฟาครอนบาค ได้เท่ากับ 0.74 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสเปยร์แมน ผลการศึกษา พบว่าปจจัยที่มีผลต่อผู้ปวยโรคเบาหวาน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ ซึ่งเป็นผู้ปวยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ร้อยละ 72.0 อายุ ระหว่าง 50 - 60 ป ขึ้นไป ร้อยละ 62.00 สถานภาพสมรส ร้อยละ 68.0 จบระดับประถมศึกษา ร้อยละ 56.0 อาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.0 รายได้ต่อเดือน 5,001 - 10,000 บาท ร้อยละ 65.0 ระยะเวลาเป็นโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่ 1 - 5 ป ร้อยละ 60.0 และปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ปวยโรคเบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำาตาลไม่ได้ ได้แก่ ปจจัยอายุมีความสัมพันธ์ต่อระดับน้ำาตาลในเลือด อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.321, p = 0.001) และพบว่าปจจัยด้านการเข้าถึงระบบบริการ มีนัยสำาคัญทางสถิติ ต่อระดับน้ำาตาลในเลือดที่ระดับ 0.05 (r = 0.232, p = 0.020) ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยทาง ด้านการวิจัย ควรดำาเนินการวิจัย ในเรื่องโปรแกรมการให้ความรู้ในการเข้าถึงบริการที่สะดวก รวดเร็ว เพิ่มมากขึ้น และควรเน้นเฉพาะกลุ่มอายุโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ในการให้โปรแกรม ข้อมูลข่าวสารการเข้ารับบริการ ในผู้ปวยโรคเบาหวานและทำาโครงการในรูปแบบวิจัยอื่น เช่น โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคเบาหวานโดยชุมชนมีส่วนร่วมระหว่างเครือข่ายชุมชน ผู้ปวยโรคเบาหวานต่อไป ยมลพร พิทักษตันสกุล* คำาสำาคัญ : ผู้ปวยเบาหวาน พฤติกรรมสุขภาพ ระดับน้ำาตาลในเลือด *พยาบาลวิชาชีพชำานาญการ โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 55 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
บทนำา โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิต ฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำาหน้าที่ควบคุมระดับน้ำาตาล ในเลือดไม่เพียงพอหรืออินซูลินมีฤทธิ์น้อยกว่า ที่ควร ส่งผลทำาให้ระดับน้ำาตาลในเลือดสูงเกิน ปจจัยเสี่ยงที่ทำาให้เกิดโรคเบาหวานมีหลาย สาเหตุ ได้แก่ ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การไม่ ออกกำาลังกาย หรือน้ำาหนักตัวที่มากเกินไป จาก ข้อมูลการรายงานสถิติสุขภาพของคนทั่วโลก ในป พ.ศ. 2555 ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) พบว่า 1 ใน 3 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ มีภาวะความดันโลหิตสูง และ 1 ใน 10 ของประชากรปวย เป็นโรคเบาหวาน และนอกจากนี้ พบว่าประมาณร้อยละ 63 ของ การเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก เกิดจากโรคไม่ติดต่อ เรื้อรัง และมีจำานวนผู้ปวยเพิ่มมากขึ้นทุกป สำาหรับประเทศไทยจากรายงานของสำานัก นโยบายและยุทธศาสตร์ สำานักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข พบว่าอัตราตายด้วยโรคเบาหวาน ต่อประชากรแสนคนในภาพรวมของประเทศใน ป 2556 - 2558 เท่ากับ 14.9, 17.5 และ 17.8 ตามลำาดับ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกปในประชากรที่อายุ เกินกว่า 35 ปขึ้นไป (สำานักโรคไม่ติดต่อ กรม ควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 2556) การ ควบคุมโรคเบาหวานให้ได้ผลดีมีปจจัยหลาย อย่างเกี่ยวข้องทั้งจากผู้ปวยโรคเบาหวานที่ต้อง มีพฤติกรรมการดำาเนินชีวิตประจำาวันที่เหมาะ สม เพราะหากดูแลสุขภาพไม่ถูกต้องจะทำาให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนและปญหาสุขภาพอื่นตามมา และจากการสำารวจสุขภาพประชาชนไทยอายุ 15 ป ขึ้นไปโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 เมื่อป 2557 พบว่า ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้น เป็นร้อยละ 8.9 คิดเป็นจำานวนมากถึง 4.8 ล้านคน เทียบกับป 2552 ซึ่งพบเพียงร้อยละ 6.9 หรือ มีคนเป็นโรคเบาหวาน 3.3 ล้านคน ซึ่งหากได้รับ การดูแลและควบคุมปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม สุขภาพของผู้ปวยโรคเบาหวานให้ได้ตาม เปาหมายจะชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนจาก โรคเบาหวานในอนาคตได้ การมีผู้ปวยโรคเบา หวานในครอบครัวจะส่งผลกระทบต่อบุคคล/ ครอบครัวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และ ด้านประเทศชาติต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแล เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในการใช้ชีวิตประจำาวันของผู้ปวยโรคเบาหวาน จะสามารถควบคุมโรคเบาหวานได้ จากข้อมูลผู้ปวย โรคเบาหวานที่เข้ารับบริการรักษาที่โรงพยาบาล กบินทร์บุรี ป พ.ศ. 2557 และ พ.ศ. 2558 พบว่า จำานวนครั้งที่เข้ารับการรักษาในคลินิกโรค เบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 16,881 เป็น 17,353 ครั้ง (ฝายทะเบียน โรงพยาบาลกบินทร์บุรี, 2559) ทำาให้เกิดความแออัดของผู้มารับบริการ โรงพยาบาล กบินทร์บุรีจึงมีแนวคิดในการส่งต่อผู้ผู้ปวยโรค เบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ำาตาลได้ดี ไปรับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเครือข่าย แต่ยัง มีกลุ่มผู้ปวยที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ ที่โรงพยาบาลจะต้องรับดูแลต่อเนื่อง ซึ่งจำาเป็น ต้องทราบปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ปวย ดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลนำาเข้าในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ปวย ผู้ศึกษาได้จัด กิจกรรมสุขศึกษาเชิงรุกแก่ผู้ปวยโรคเบาหวาน และหนึ่งในกิจกรรมนี้มีการศึกษาปจจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรมสุขภาพของผู้ปวยดังกล่าว เพื่อค้นหา ปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปวยโรค เบาหวานในพื้นที่ตำาบลกบินทร์ และเป็นปจจัย นำาเข้าในการแก้ปญหาผู้ปวยที่ควบคุมระดับ น้ำาตาลในเลือดไม่ได้ต่อไป วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ปวย โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ 56 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
วิธีการวิจัย (Method) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) โดยศึกษาปจจัยที่มีผล ต่อพฤติกรรมของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับ น้ำาตาลไม่ได้ 100 คน ในเขตรับผิดชอบ ตำาบล กบินทร์ อำาเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตาม ตัวแปร เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ และศึกษาความ สัมพันธ์ระหว่าง บุคคลใน ครอบครัว ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน เจตคติ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การเข้าถึงบริการ การได้รับ แรงสนับสนุนจากครอบครัว/ชุมชน กับพฤติกรรม การดูแลตนเองของผู้ปวยโรคเบาหวานกลุ่มตัวอย่าง คือผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำาตาลไม่ได้ จำานวน 100 คน เลือกโดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จากประชากรที่เป็นผู้ปวยโรคเบาหวานในพื้นที่ ตำาบลกบินทร์ ทั้งหมด 363 คนที่รับการรักษา โรคเบาหวาน ในโรงพยาบาลกบินทร์บุรีและ ศูนย์บริการกลุ่มงานเวชกรรมสังคม เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย (Material) ใช้แบบสอบถามความรู้ เจตคติ การเข้าถึงบริการสุขภาพ แรงสนับสนุน ทางสังคม และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ปวย เบาหวาน โดยการทบทวนวรรณกรรมจากปจจัย ต่างๆ ที่ได้ศึกษาตามเอกสาร บทความ และประยุกต์ เครื่องมือ แบบจำาลองการวางแผนส่งเสริมสุขภาพ (PRECEDE - PROCEED Model) จากงานวิจัยของ เบญญาภา ปานเนียม (2560) มาประยุกต์ใช้ใน การศึกษาครั้งนี้ โดยนำาเครื่องมือไปตรวจสอบ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า Index of Congruency (OIC) ได้ค่า 0.5 ขึ้นไป โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งหมด โดยใช้อัลฟาครอนบาค ได้เท่ากับ 0.74 ระยะเวลา ศึกษา เดือนตุลาคม 2559 - กรกฎาคม 2560 3 วัตถุประสงค เพื่อศึกษาปจจยทั ี่มีผลตอพฤติกรรมของผูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไมได วิธีการวิจัย (Method) การวิจยครั ั้งนี้เปนการวิจยเชังพรรณนาิ (Descriptive research) โดยศกษาป ึ จจัยที่มผลตี อพฤติกรรม ของผูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ําตาลไมได 100 คน ในเขตรับผิดชอบตําบลกบนทริ อําเภอ กบินทรบุรีจังหวดปราจ ันบีุร ีตามตัวแปร เพศอายุสถานภาพ ระดับการศึกษาอาชพี รายไดและศกษาความึ สัมพันธระหวางบุคคลในครอบครัว ความรูเกี่ยวกับโรคเบาหวาน เจตคติเกี่ยวกับโรคเบาหวาน การเขาถึง บริการ การไดรับแรงสนับสนุนจากครอบครัว/ชุมชน กับพฤติกรรม การดูแลตนเองของผูปวยโรคเบาหวาน กลุมตัวอยางคอผืูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ําตาลไมไดจํานวน 100 คน เลือกโดยสุมตวอยั างแบบ ชั้นภูม ิ จากประชากรที่เปนผูปวยโรคเบาหวานในพนทื้ี่ตําบลกบินทรทั้งหมด 363 คนที่รับการรักษา โรคเบาหวาน ในโรงพยาบาลกบินทรบุรีและศูนยบริการกลุมงานเวชกรรมสังคม เครื่องมือที่ใชในการวิจยั (Material ) ใชแบบสอบถามความร ูเจตคติการเขาถึงบริการสขภาพุแรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรม การดูแลตนเองของผูปวยเบาหวาน โดยการทบทวนวรรณกรรมจากปจจ ัยตางๆที่ไดศึกษาตามเอกสาร บทความ และประยุกตเคร ื่องมือแบบจําลองการวางแผนสงเสริมสุขภาพ ( PRECEDE – PROCEED Model ) จากงานวิจยของัเบญญาภา ปานเนียม (2560) มาประยุกตใช ในการศึกษาครงนั้ี้โดยนําเครื่องมือไป ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาจากผูทรงคุณวุฒิ 3 ทานไดคา Index of Congruency (OIC) ไดคา 0.5 ขึ้นไป โดยมคีาความเชื่อมนของแบบสอบถามทั่ั้งหมด โดยใชอัลฟาครอนบาค ไดเทากับ 0.74 ระยะเวลา ศึกษา เดือนตุลาคม 2559 – กรกฎาคม 2560 กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิเคราะหพฤต ิกรรมของบุคคลจากการทบทวนวรรณกรรมและประยุกตกรอบแนวคดของิ แบบจําลองการวางแผนสงเสริมสุขภาพ ( PRECEDE – PROCEED Model ) ของ เบญญาภา ปานเนียม (2560) ดังนี้ ตัวแปรตน ตัวแปรตาม ปัจจัยภายใน เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ระยะเวลาการเป็นโรค ความรู้ เจตคติ ปัจจัยภายนอก การเข้าถึงบริการสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมการดูแล ตนเอง กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิเคราะห์พฤติกรรมของบุคคลจากการทบทวนวรรณกรรมและประยุกต์ กรอบแนวคิดของแบบ จำาลองการวางแผนส่งเสริมสุขภาพ (PRECEDE – PROCEED Model) ของ เบญญาภา ปานเนียม (2560) ดังนี้ 57 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 3 วัตถุประสงค เพื่อศึกษาปจจยทั ี่มีผลตอพฤติกรรมของผูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไมได วิธีการวิจัย (Method) การวิจยครั ั้งนี้เปนการวิจยเชังพรรณนาิ (Descriptive research) โดยศกษาป ึ จจัยที่มผลตี อพฤติกรรม ของผูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ําตาลไมได 100 คน ในเขตรับผิดชอบตําบลกบนทริ อําเภอ กบินทรบุรีจังหวดปราจ ันบีุร ีตามตัวแปร เพศอายุสถานภาพ ระดับการศึกษาอาชพี รายไดและศกษาความึ สัมพันธระหวางบุคคลในครอบครัว ความรูเกี่ยวกับโรคเบาหวาน เจตคติเกี่ยวกับโรคเบาหวาน การเขาถึง บริการ การไดรับแรงสนับสนุนจากครอบครัว/ชุมชน กับพฤติกรรม การดูแลตนเองของผูปวยโรคเบาหวาน กลุมตัวอยางคอผืูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ําตาลไมไดจํานวน 100 คน เลือกโดยสุมตวอยั างแบบ ชั้นภูม ิ จากประชากรที่เปนผูปวยโรคเบาหวานในพนทื้ี่ตําบลกบินทรทั้งหมด 363 คนที่รับการรักษา โรคเบาหวาน ในโรงพยาบาลกบินทรบุรีและศูนยบริการกลุมงานเวชกรรมสังคม เครื่องมือที่ใชในการวิจยั (Material ) ใชแบบสอบถามความร ูเจตคติการเขาถึงบริการสขภาพุแรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรม การดูแลตนเองของผูปวยเบาหวาน โดยการทบทวนวรรณกรรมจากปจจ ัยตางๆที่ไดศึกษาตามเอกสาร บทความ และประยุกตเคร ื่องมือแบบจําลองการวางแผนสงเสริมสุขภาพ ( PRECEDE – PROCEED Model ) จากงานวิจยของัเบญญาภา ปานเนียม (2560) มาประยุกตใช ในการศึกษาครงนั้ี้โดยนําเครื่องมือไป ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาจากผูทรงคุณวุฒิ 3 ทานไดคา Index of Congruency (OIC) ไดคา 0.5 ขึ้นไป โดยมคีาความเชื่อมนของแบบสอบถามทั่ั้งหมด โดยใชอัลฟาครอนบาค ไดเทากับ 0.74 ระยะเวลา ศึกษา เดือนตุลาคม 2559 – กรกฎาคม 2560 กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิเคราะหพฤต ิกรรมของบุคคลจากการทบทวนวรรณกรรมและประยุกตกรอบแนวคดของิ แบบจําลองการวางแผนสงเสริมสุขภาพ ( PRECEDE – PROCEED Model ) ของ เบญญาภา ปานเนียม (2560) ดังนี้ ตัวแปรตน ตัวแปรตาม ปัจจัยภายใน เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ระยะเวลาการเป็นโรค ความรู้ เจตคติ ปัจจัยภายนอก การเข้าถึงบริการสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมการดูแล ตนเอง
ผลการวิจัย ตอนที่ 1 ลักษณะข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้ปวยโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ร้อยละ 72.0 อายุ ระหว่าง 50 - 60 ป ร้อยละ 62.00 ส่วนใหญ่สถานภาพสมรส ร้อยละ 68.0 ส่วนใหญ่ จบระดับประถมศึกษา ร้อยละ 56.0 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 48.0 รายได้ต่อเดือน น้อยกว่า 5,001 - 10,000 บาท ร้อยละ 48.0 ระยะเวลาเป็นโรคเบาหวานส่วนใหญ่ 1 - 5 ป ร้อยละ 60.0 ตอนที่ 2 ความรู้ เจตคติ การเข้าถึงบริการ สุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรม การดูแลตนเองของผู้ปวยโรคเบาหวาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้ส่วนใหญ่อยู่ใน ระดับมาก ร้อยละ 81.0.0 ด้านทัศนคติ จำาแนก ตามราย ด้านและโดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 3.45, S.D. = 0.30) คะแนนรายข้อที่ค่าคะแนน ระดับมาก คือ การออกกำาลังกายอย่างสม่ ำาเสมอ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำาหรับผู้ปวยเบาหวาน ท่านเดินทางสะดวกในการมารักษา แปลผลระดับ มาก ( = 4.43, S.D. = 0.84) ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนการเข้าถึงบริการสุขภาพ จำาแนกตามรายด้าน และรายโดยรวม ข้อ รายการ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลผล 1 ความพึงพอใจในการบริการของโรงพยาบาล 2.53 0.54 มาก 2 โรงพยาบาลมีขั้นตอนชัดเจนและมีความสม่ ำาเสมอในการให้บริการ 2.41 0.53 มาก 3 โรงพยาบาลให้บริการที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือ 2.46 0.59 มาก 4 การเดินทางสะดวกในการมารักษา 3.00 4.19 มาก 5 การได้รับข้อมูลด้านสุขภาพจากแพทย์และเจ้าหน้าที่ 2.57 0.60 มาก 6 โรงพยาบาลมีอุปกรณ์และเครื่องมือการรักษาที่ทันสมัย 2.26 0.61 มาก 7 การเคยได้รับข้อมูลเรื่องสิทธิการรักษา เช่นโครงการ 30 บาท ประกันสังคม สวัสดิการ จ่ายตรง 2.61 0.60 มาก 8 ระยะเวลาการรอคอยรับบริการมีความเหมาะสม 2.04 0.60 มาก 9 ค่าใช้จ่ายในการค่ารักษาพยาบาลเหมาะสม 2.64 2.03 มาก 10 โรงพยาบาลอยู่ใกล้บ้าน 2.74 2.13 มาก 11 การได้รับความรู้จากเอกสารแนะนำาด้านสุขภาพและปาย นิทรรศการต่างๆ 2.21 0.67 มาก 12 การได้รับคำาแนะนำาเกี่ยวกับการเจ็บปายและการปฏิบัติตัว 2.64 1.13 มาก 13 การคิดว่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการรักษาท่านเพียงพอ 2.64 0.54 มาก 14 การคิดว่าเครื่องมือในการตรวจรักษาโรคของท่านเพียงพอ 2.30 0.64 มาก 15 การได้รับความสะดวกในขั้นตอนการรักษาและบริการ 2.40 0.58 มาก รวม 2.63 0.34 มาก 58 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง มาก ( = 4.43, S.D. = 0.84) ตามราย ด้านและโดยรวม อยู่ในระดับมาก ( =
จากตารางพบว่า ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนการเข้าถึงบริการสุขภาพโดย รวมอยู่ในระดับมาก ( = 2.63, S.D. = 0.34) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก โดยคะแนนรายข้อมากสุด คือ ท่านเดินทางสะดวกในการมารักษา แปลผลระดับมาก ( = 3.00, S.D. = 4.19) ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนแรงสนับสนุนทางสังคม จำาแนกตามรายด้าน และรายโดยรวม ข้อ รายการ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลผล การสนับสนุนทางด้านจิตใจ 1 ท่านได้รับความรักและความเอาใจใส่จากบุคคลในครอบครัว 2.66 0.49 มาก 2 บุคคลในครอบครัวสนใจและรับฟงปญหาและความต้องการของท่าน 2.58 0.60 มาก 3 คนในครอบครัวสอบถามอาการเจ็บปวยของท่านจากแพทย์หรือ พยาบาลและนำามาให้คำาแนะนำาแก่ท่าน 2.58 0.60 มาก 4 ท่านได้รับความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ที่จำาเป็นจากครอบครัว 2.67 0.57 มาก 5 คนในครอบครัวพาท่านมาตรวจตามนัดทุกครั้ง 2.70 0.50 มาก การสนับสนุนด้านการได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่า 6 บุคคลในครอบครัวให้ความเคารพยกย่องและนับถือท่าน 2.85 0.63 มาก 7 เมื่อบุคคลในครอบครัวของท่านมีปญหาจะมาขอคำาปรึกษาจากท่าน 2.63 0.56 มาก 8 บุคคลในครอบครัวให้การชมเชยท่านเมื่อท่านปฏิบัติตาม คำาแนะนำา ของแพทย์หรือพยาบาลได้ถูกต้อง 2.62 0.59 มาก 9 ท่านได้รับการสนับสนุนเรื่องการรับประทานอาหารจากคนใน ครอบครัว 2.60 0.55 มาก 10 ท่านได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานในบ้านที่ท่านสามารถทำาได้ 2.71 0.51 มาก การสนับสนุนด้านการมีส่วนร่วม 11 คนในครอบครัวสนับสนุนให้ท่านได้พูดคุยกับผู้ที่มีความเรื่อง โรคที่ท่านเป็นอยู่ 2.50 0.67 มาก 12 คนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการควบคุมอาหารและการออก กำาลังกายของท่าน 2.56 0.59 มาก การสนับสนุนด้านการมีส่วนร่วม 13 บุคคลที่ใกล้ชิดท่านยังไม่ไปมาหาสู่ท่านเหมือนเดิม 2.63 0.58 มาก 14 ท่านสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนในครอบครัวได้ 2.66 0.52 มาก 15 เมื่อครอบครัวท่านมีปญหาท่านมีส่วนร่วมคิดเห็นและแก้ไขเสมอ 2.71 0.48 มาก 16 บุคคลในครอบครัวกระตันเตือนให้ท่านไปพบแพทย์ตามนัด 2.68 0.51 มาก 17 บุคคลในครอบครัวให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำาเนินชีวิต 2.53 0.57 มาก 59 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 คือ ท่านเดินทางสะดวกในการมารักษา แปลผลระดับมาก ( = 3.00, S.D. = 4.19) รวมอยู่ในระดับมาก ( = 2.63, S.D. = 0.34) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก โดยคะแนนรายข้อมากสุด
จากตารางพบว่า ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานคะแนนแรงสนับสนุนทางสังคมโดย รวมอยู่ในระดับมาก ( = 2.63, S.D. = 0.34) โดย คะแนนรายข้อมากสุดคือ บุคคลในครอบครัวให้ ความเคารพยกย่องและนับถือท่าน แปลผลระดับ มาก ( = 2.85, S.D. = 0.63) ส่วน ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนพฤติกรรมการ ตารางที่ 2 (ต่อ) ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนแรงสนับสนุนทางสังคม จำาแนกตาม รายด้านและรายโดยรวม ข้อ รายการ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลผล 18 บุคคลในครอบครัวคอยกระตุ้นเตือนเมื่อท่านไม่ปฏิบัติตาม คำาแนะนำาของแพทย์ 2.50 0.64 มาก 19 บุคคลในครอบครัวกระตุ้นให้ท่านไปพบแพทย์ตามนัด 2.71 0.51 มาก 20 บุคคลในครอบครัวให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำาเนินชีวิต 2.45 0.62 มาก 21 บุคคลในครอบครัวกระตันเตือนให้ท่านไปพบแพทย์ตามนัด 2.54 0.59 มาก 22 ท่านได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนจาก บุคคลใกล้ชิด 2.52 0.66 มาก 23 บุคคลในครอบครัวให้คำาแนะนำาเกี่ยวกับการปฏิบัติตนและ รับประทานยา 2.60 0.51 มาก 24 บุคคลในครอบครัวอำานวยความสะดวกให้ท่านในการไป รักษาพยาบาล 2.77 0.47 มาก 25 บุคคลในครอบครัวช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระในบ้านของท่าน 2.62 0.53 มาก 26 บุคคลในครอบครัวคอบช่วยเหลือและซื้อยาตามแพทย์สั่ง 2.63 0.56 มาก 27 ท่านได้รับความช่วยเหลือด้านของใช้ เสื้อผ้า อาหาร และ สิ่งของอื่น ๆ จากบุคคลในครอบครัว 2.61 0.55 มาก 28 ท่านได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินและครอบครัว 2.62 0.52 มาก รวม 2.63 0.34 มาก 60 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง รวมอยู่ในระดับมาก ( = 2.63, S.D. = 0.34) โดย มาก ( = 2.85, S.D. = 0.63) ส่วน ค่าเฉลี่ย ดูแลสุขภาพของผู้ปวยโรคเบาหวาน จำาแนกตาม รายด้านและรายโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 2.24, S.D. = 0.31) โดยคะแนนรายข้ออยู่ใน ระดับมากสุดคือ ท่านรับประทานอาหารครบ 3 มื้อ ทุกวัน และดื่มน้ำาอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว แปลผลระดับ มาก ( = 2.68, S.D. = 0.52) รายด้านและรายโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =
จากการวิเคราะห์หาปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำาตาลไม่ได้ โดยใช้ข้อมูลระดับมาตราอันตรภาค (Interval scale) พบว่า ปจจัยด้านการเข้าถึงระบบบริการ มีนัยสำาคัญ ทางสถิติต่อระดับน้ำาตาลในเลือดที่ระดับ 0.05 (r = .232, p = 0.020) ตารางที่ 3 หาปจจัยที่มีผลต่อระดับปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ (สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ เพียสันต์, Pearson correlation) ตัวแปร พฤติกรรมควบคุมเบาหวาน Pearson correlation P-value การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ 0.232* 0.020 P* <0.05 ตอนที่ 3 ปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำาตาล ในเลือดไม่ได้ ตารางที่ 4 หาปจจัยที่มีผลต่อระดับปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบสเปยร์แมน (Spearman rank correlation coeffi cient) ตัวแปร พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือด Spearman correlation P-value อายุ 0.321*** 0.001 P*** <0.001 จากการวิเคราะห์หาปจจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรมของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำาตาลไม่ได้ โดยใช้ข้อมูลระดับมาตราเรียง ลำาดับ (Ordinal scale) พบว่า ปจจัยด้านอายุ มีนัยสำาคัญทางสถิติต่อระดับน้ำาตาลในเลือดที่ ระดับ 0.001 (r = 0.321, p = 0.001) อภิปรายผล (Discussion) ปจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปวย โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือด ไม่ได้ พบว่าปจจัยอายุมีความสัมพันธ์ต่อระดับ น้ำาตาลในเลือด อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.321, p = 0.001) โดยเฉพาะในการ ศึกษานี้ส่วนใหญ่อายุ 50 - 60 ป ร้อยละ 62 สอดคล้องกับการศึกษาของกุสุมา กังหลี (2557) ที่ศึกษา ปจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการควบคุม ระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวาน ชนิดที่ 2 พบว่า อายุ มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำาตาลใน เลือดของผู้เป็นเบาหวาน ที่ระดับนัยสำาคัญ 0.05 แตกต่างกับการศึกษาของ สุวัฒน์ ศิริแก่นทราย (2559) ที่พบว่า อายุมีความสัมพันธ์ทางลบกับ ระดับน้ำาตาลในเลือด อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (r = -0.275, p = 0.047) ส่วนปจจัยด้านการเข้าถึง บริการสุขภาพ มีนัยสำาคัญทางสถิติต่อระดับน้ำาตาล ในเลือดที่ระดับ 0.05 ที่ส่งผลถึงพฤติกรรมการ ดูแลตนเองของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ ฉะนั้นการให้ความรู้ แก่บุคคลในครอบครัวในเรื่องเบาหวานต้องคำานึง 61 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561
ถึงกลุ่มอายุ อาจมีผลต่อความรู้ความเข้าใจในการ ปฏิบัติตนของโรคเบาหวานและการเข้าถึงบริการ สุขภาพ ทำาให้ผู้ปวยได้รับการดูแลอย่างดี ซึ่งข้อที่ ได้คะแนนมากสุดคือ การเดินทางสะดวกในการ มารักษา ( = 3.10, S.D. = 4.19) สอดคล้อง กับงานวิจัยของอรอุมา แก้วเกิด (2545) ที่ศึกษา ปจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวยเบาหวาน ศึกษาเฉพาะกรณี โรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค์ ที่พบว่าการเข้าถึงบริการ ทางการแพทย์ คือมาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง สามารถควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดได้เป็น 3.67 เท่า ของผู้ปวยที่ไม่มาตามแพทย์นัด (95% CI = 1.02-13.18, p = 0.042) อภิปราย ได้ว่า การที่ได้รับความรู้จากบุคลากรทางสุขภาพ การ ได้รับคำาแนะนำาจากแพทย์ การมีความพึงพอใจ ในระบบบริการสุขภาพ การได้รับการดูแลเรื่อง สิทธิ การบริการที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ การรับ บริการที่มีคุณภาพไม่รอนาน โดยเฉพาะการมา พบแพทย์สะดวก หรือแพทย์นัดและใส่ใจผู้ปวย โรคเบาหวานมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำาตาลใน เลือดของผู้ปวยโรคเบาหวาน ข้อเสนอแนะ 1. ควรดำาเนินการวิจัย ในเรื่อง โปรแกรม การให้ความรู้ในการเข้าถึงบริการที่สะดวก รวดเร็ว เพิ่มมากขึ้น หรือทำาวิจัยเกี่ยวกับ การมี ส่วนร่วมของครอบครัวในการรับข้อมูลในการเข้า ถึงบริการจากทีมสุขภาพ เพื่อช่วยในการควบคุม ระดับน้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวยที่ควบคุมเบาหวาน ไม่ได้ต่อไป 2. นำาผลการวิจัยมาขยายผลในการพัฒนา และประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ปวยโรคเบาหวานใน ชุมชนอื่นๆ ที่ครอบคลุมมากขึ้น ในรูปแบบวิจัย อื่นเช่นโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรค เบาหวานโดยชุมชนมีส่วนร่วม ระหว่างเครือข่าย ชุมชน ผู้ปวยโรคเบาหวานในตำาบลกบินทร์ เอกสารอ้างอิง 1. กุสุมา กังหลี. ปจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการ ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดของ ผู้เปนเบาหวาน ชนิดที่สอง โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า. วารสารพยาบาลทหาร บก, 2557 ; 15(3): 256-268 2. เบญญาภา ปานเนียม. ปจจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ปวย ความดันโลหิตสูงที่ ควบคุมความดัน ม่ได้เขตเทศบาลเมืองสิงห์บุรี จังหวัด สิงห์บุรี. วิจัยในโรงพยาบาลสิงห์บุรี, 2560 3. ฝายเวชระเบียน โรงพยาบาลกบินทร์บุรี. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี. สถิติโรคเบาหวาน. สำานักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข, 2559 4. สุวัฒน์ ศิริแก่นทราย. ปจจัยที่มีผลต่อการ ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวย เบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตรับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบล บ้านยางหลวงเหนือตำาบลกุดจิก อำาเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำาภู. การประชุมวิชาการ และนำาเสนอผลงานวิจัยระดับชาติราชธานี วชิรการ ครั้งที่1 “สร้างเสริมสหวิทยาการ ผสมผสานวัฒนธรรมไทย ก้าวอย่างมั่นใจ เข้าสู่ AC”, 2559: 65-75 5. อรอุมา แก้วเกิด. ปจจัยที่มีผลต่อการควบคุม ระดับน้ ำาตาลในเลือดของผู้ปวยเบาหวาน ศึกษาเฉพาะ กรณี โรงพยาบาลสรรพ สิทธิประสงค์. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร มหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลอนามัย ชุมชน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, 2545 : 58 62 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง มารักษา ( = 3.10, S.D. = 4.19) สอดคล้อง
63 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 การมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ศึกษา ระดับการมีส่วนร่วมในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน และศึกษาปจจัย ที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบล ลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการมี ส่วนร่วมในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขนาดตัวอย่างจำานวน 137 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำาเร็จรูป โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัวแปร ใช้สถิติวิเคราะห์สหสัมพันธ์ Pearson’s product moment correlation coeffi cient ผลการวิจัย พบว่า ภาพรวมประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา มีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.93 คะแนน) โดยพบว่า อายุ เพศ การได้รับสิ่งสนับสนุนในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และพฤติกรรมการปองกันตนเองและสมาชิกในครอบครัวจากโรคไข้เลือดออก มีความสัมพันธ์ กับการมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ในทิศทางเดียวกัน อย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติ และยังพบว่าประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับดีและ ระดับปานกลาง (ร้อยละ 49.64 และ 45.26 ตามลำาดับ) รวมทั้งมีพฤติกรรมการปองกันตนเอง และสมาชิกในครอบครัวจากโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.20 คะแนน) ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องควรเร่ง ดำาเนินการสร้างความรู้ ความเข้าใจในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกให้แก่ประชาชน อย่างทั่วถึง และต้องส่งคืนข้อมูลสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในตำาบล/ชุมชนให้ประชาชน ได้รับทราบเพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำาเนินงานตั้งแต่การ วิเคราะห์สถานการณ์โรคในชุมชน ค้นหาสาเหตุของปญหา วางแผนการดำาเนินงาน มีส่วนร่วม ในการรับผลประโยชน์ และมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล วราภรณ โกมล* คำาสำาคัญ : การมีส่วนร่วม, ความรู้โรคไข้เลือดออก, พฤติกรรมการปองกันตนเอง *นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ รพ.สต. ลำาตาเสา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสมาชิกในครอบครัวจากโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.20 คะแนน) ศรีอยุธยา มีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.93
64 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา ประเทศไทยมีรายงานการระบาดของโรค ไข้เลือดออกมานานกว่า 60 ป และเริ่มมีการรายงาน การระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างชัดเจนใน ป พ.ศ. 2501 โดยเฉพาะผู้ปวยที่ตรวจพบในเขต กรุงเทพมหานครตั้งแต่นั้นมาก็มีรายงานการ ระบาดกระจายออกไปทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะในป พ.ศ. 2530 มีรายงานผู้ปวยสูงสุด ในประเทศไทยเท่าที่เคยมีรายงานพบผู้ปวย มีจำานวน 174,285 รายเสียชีวิต 1,007 ราย ปจจุบันโรคไข้เลือดออก มีการระบาดกระจายไป ทั่วประเทศ ทุกจังหวัดและอำาเภอ การกระจาย ของโรคมีการเปลี่ยนแปลงตามพื้นที่อยู่ตลอด เวลาปจจัยที่มีความสำาคัญต่อการแพร่กระจาย ของโรคมีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละ พื้นที่ คือภูมิต้านทานของประชาชน ชนิดของเชื้อ ไวรัสเดงกีความหนาแน่นของประชากรและการ เคลื่อนย้ายสภาพภูมิอากาศชนิดของยุงพาหะ การขาดความรู้ความเข้าใจ และความตระหนัก ของประชาชนในการที่จะกำาจัดแหล่งเพาะพันธุ์ ลูกน้ำายุงลายอย่างต่อเนื่องและจริงจังความ ตั้งใจจริงของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปองกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกและนโยบายของ ผู้บริหารสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีการแปร เปลี่ยนและมีผลกระทบอย่างต่อเนื่องกับการแพร่ กระจายของโรคไข้เลือดออกเป็นอย่างยิ่งและ ยังมีส่วนทำาให้รูปแบบการเกิดโรคมีความผันแปร ไปในแต่ละป1 โรคติดเชื้อเดงกี (Dengue illness) มีสาเหตุ จากเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมี 4 ชนิด โดยมียุงลาย บ้าน (Aedes aegypti) เป็นพาหะนำาโรคที่สำาคัญ สามารถจำาแนกการปวยได้เป็นกลุ่มอาการ ดังนี้ กลุ่มอาการไข้เดงกี (Dengue Fever; DF) ไข้เลือดออกเดงกี (Dengue Haemorhagic Fever; DHF) และไข้เลือดออกช๊อค (Dengue Shock Syndrom; DSS) ซึ่งเป็นกลุ่มไข้เลือดออกที่มี อาการรุนแรงสำาหรับการควบคุมโรคไข้เลือดออก จะถูกมองว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานสาธารณสุข เพียงหน่วยงานเดียว ประชาชนจะคิดว่ารัฐต้อง มาจัดการพ่นหมอกควันฆ่ายุงให้หมดจากชุมชน รัฐต้องเอาทรายทีมีฟอสมาใสโอ่งน้ำาใช้แต่ละ หลังคาเรือน ซึ่งเป็นการแก้ปญหาเฉพาะครั้งคราว และแบบชั่วคราวไม่สามารถบรรลุเปาหมายการ ลดโรคได้สำาเร็จอย่างต่อเนื่อง หรือบางพื้นที่อาจ ได้ผลเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งสั้นๆ เท่านั้น เพราะ ปญหาโรคไข้เลือดออกเกิดจากปจจัยหลายด้าน ทั้งตัวพฤติกรรมของคน สิ่งแวดล้อมที่มีการเก็บกัก น้ำาดื่มและน้ำาใช้ รวมทั้งตัวยุงที่เป็นพาหะนำาโรค ไข้เลือดออกที่มีนิสัยชอบอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน ในชุมชน ทั้งด้านการเจ็บปวยซึ่งประชาชนทุกคน มีโอกาสหรือความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้เลือดออก ด้วยกันทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยอายุ 10 - 24 ป รวมทั้งการเสียชีวิตถ้ามีอาการรุนแรง หากได้รับการวินิจฉัยโรคที่ไม่ถูกต้อง หรือได้รับ การดูแลรักษาที่ไม่ถูกต้อง การที่จะจัดการปญหา โรคไข้เลือดออก จึงต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนมอง เห็นภาชนะที่มีน้ำาขัง มีลูกน้ำา และยุง เป็นปญหา โรคไข้เลือดออก เป็นปญหาของทุกคนของชุมชน ตนเอง ทุกคนต้องมีส่วนร่วมกันแก้ไขจัดการ ไม่ใช่ปญหาของบ้านใครบ้านหนึ่ง ดังเช่นในอดีต ที่ผ่านมา ดังนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนคือ กระบวนการเปดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องในการดำาเนินงานจัดการปญหาโรคไข้
65 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 เลือดออกในชุมชน เพื่อร่วมกันพัฒนาร่วมคิด ริเริ่ม พิจารณาตัดสินใจแก้ปญหาของตนเอง ร่วมใช้ความ คิดสร้างสรรค์ ความรู้ และความชำานาญ ร่วมกับ วิทยากรที่เหมาะสม และสนับสนุนติดตามผลการ ปฏิบัติงาน ร่วมคิด ตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติและรับ ผิดชอบในเรื่องต่างๆ อันมีผลกระทบต่อประชาชนเอง และผลสำาเร็จของชุมชน ประชาชนเองด้วย1 สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ป พ.ศ. 25592 มีรายงานผู้ปวยโรคไข้เลือดออก (Dengue fever : DF, Dengue haemorrhagic fever : DHF, Dengue shock syndrome : DSS) สะสมรวม 63,310 รายอัตราปวย 96.76 ต่อประชากรแสนคน มีการรายงานจำานวนผู้ปวย ไข้เลือดออกลดลงร้อยละ 56.23 (0.43 เท่า) เมื่อเทียบกับป พ.ศ. 2558 ณ ช่วงเวลาเดียวกัน ผู้ปวยเสียชีวิต 61 ราย อัตราปวยตาย เท่ากับ ร้อยละ 0.10 การกระจายการเกิดโรคไข้เลือดออกตาม กลุ่มอายุ ส่วนใหญ่พบในกลุ่มอายุ 10 - 14 ป มี อัตราปวยสูงสุด คือ 266.15 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาได้แก่ กลุ่มอายุ 5 - 9 ป (233.74), อายุ 15 - 24 ป (164.93) อายุ 0 - 4 ป (108.39) และ อายุ 25 - 34 ป (100.61) ตามลำาดับ สัดส่วนอาชีพ ที่พบผู้ปวยสูงสุดคือ นักเรียน ร้อยละ 43.34 รอง ลงมาได้แก่ รับจ้าง (ร้อยละ 19.09) และไม่ทราบ อาชีพ (ร้อยละ 18.48) ตามลำาดับ การกระจาย การเกิดโรคไข้เลือดออกรายภาค พบว่าภาคใต้ มีอัตราปวยสูงที่สุด เท่ากับ 185.62 ต่อประชากร แสนคน จำานวนผู้ปวย 17,169 ราย รองลงมา ได้แก่ ภาคเหนือ อัตราปวย 106.02 ต่อประชากร แสนคน จำานวนผู้ปวย 13,032 ราย ภาคกลาง อัตราปวย 78.82 ต่อประชากรแสนคน จำานวน ผู้ปวย 17,344 ราย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัตราปวย 72.05 ต่อประชากรแสนคน จำานวน ผู้ปวย 15,765 ราย ตามลำาดับ สถานการณ์โรคไข้เลือดออก โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย ในป พ.ศ. 2558 มีผู้ปวยโรคไข้เลือดออกทั้งหมด 49 ราย เป็นเพศชาย 32 ราย เพศหญิง 17 ราย ป พ.ศ. 2559 มีผู้ปวย 14 ราย เพศชาย 9 ราย เพศหญิง 9 ราย และในป พ.ศ. 2560 มีผู้ปวย ไข้เลือดออกทั้งหมด 8 ราย เพศชาย 4 ราย เพศหญิง 4 ราย มีผู้ปวยเสียชีวิต 1 ราย เป็นเพศหญิง อายุ 39 ป ผู้ปวยส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงานและ ผู้สูงอายุ อายุระหว่าง 20 - 68 ป จากสถานการณ์ ดังกล่าว ตำาบลลำาตาเสามีผู้ปวยไข้เลือดออกทุกป และพบผู้ปวยเสียชีวิตในป 2560 จำานวน 1 ราย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาการมีส่วนร่วม ในการปองกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออกของ ประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วม ในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของ ประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา 2. เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับโรคไข้ เลือดออกของประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอ วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3. เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ การมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก ของประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
66 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง วิธีดำาเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยใช้วิธีการศึกษา แบบภาคตัดขวาง (Cross - Sectional Study) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ประชาชน อายุ 10 ปขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตรับผิดชอบของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบลลำาตาเสา อำาเภอ วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำานวน 12,021 คน คำานวณขนาดตัวอย่างในการสำารวจเพื่อประมาณ ค่าเฉลี่ย สำาหรับกรณีทราบขนาดประชากร3 ใช้ กลุ่มตัวอย่าง จำานวน 137 คน เลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการสุ่มตัวอย่าง อย่างเป็นระบบ (Systematic random sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม การมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก ของประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ลักษณะส่วนบุคคล จำานวน 7 ข้อ ส่วนที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก จำานวน 10 ข้อ ส่วนที่ 3 การมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรค ไข้เลือดออกของประชาชนตำาบลลำาตาเสาอำาเภอ วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำานวน 4 ด้าน และส่วนที่ 4 พฤติกรรมในการปองกันควบคุม โรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำานวน 6 ข้อ ดำาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม สำาเร็จรูป ใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ จำานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติเชิงวิเคราะห์ (Anlysis statistics) ได้แก่ สถิติสหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน (Pearson Correlation ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งเป็นเพศหญิง ร้อยละ 60.58 มีอายุระหว่าง 12 - 34 ป และ 35 - 57 ป มีจำานวนใกล้เคียงกัน ร้อยละ 39.42 และ 37.23 ตามลำาดับ เป็นนักเรียน/นักศึกษา มากที่สุด ร้อยละ 34.31 รองลงมาประกอบอาชีพ รับจ้าง ร้อยละ 27.01 ระดับการศึกษาสูงสุด ได้แก่ มัธยมศึกษาตอนตน ร้อยละ 44.53 รองลงมา จบระดับประถมศึกษา ร้อยละ 35.77 ส่วนใหญ่ ไม่เคยมีประวัติการปวยด้วยโรคไข้เลือดออกของ ตัวเองและสมาชิกในครอบครัว ร้อยละ 82.48 และในรอบปที่ผ่านมาส่วนใหญ่ได้รับสิ่งสนับสนุน ในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ร้อยละ 80.29 สำาหรับสิ่งสนับสนุนที่ได้รับมากที่สุดได้แก่ ทรายอะเบท ร้อยละ 75.18 รองลงมา ได้แก่ ยาทากันยุง (โลชั่นทากันยุง) และปลากินลูกน้ำา ยุงลาย ร้อยละ 12.41 และ 10.22 ตามลำาดับ กลุ่มตัวอย่างได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรค ไข้เลือดออกทางโทรทัศน์และเสียงตามสาย/ หอกระจายข่าวจำานวนใกล้เคียงกัน ร้อยละ 32.85 และ 32.12 ตามลำาดับ ตาราง 1 จำานวนและร้อยละของระดับความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบลลำาตาเสา ระดับความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก จำานวน (n=137) ร้อยละ ระดับความรู้ดี 68 49.64 ระดับความรู้ปานกลาง 62 45.26 ระดับความรู้พอใช้ 7 5.11 จากตาราง 1 พบว่า ระดับความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอ วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ในระดับดีและระดับปานกลางมีจำานวนใกล้เคียงกัน ร้อยละ 49.64 และ 45.26 ตามลำาดับ
67 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 จากตาราง 2 พบว่า ระดับการมีส่วนร่วม ในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของ ประชาชน ตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัด พระนครศรีอยุธยาภาพรวมและด้านการมีส่วนร่วม ในการค้นหาปญหา วิเคราะห์สาเหตุปญหา ด้านการ มีส่วนร่วมดำาเนินการปองกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออก ด้านการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ และ ด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล อยู่ในระดับปานกลาง ตาราง 2 จำานวน ร้อยละระดับการมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ตำาบลลำาตาเสา การมีส่วนร่วมในการปองกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออกของ ประชาชน จำานวน ร้อยละระดับการมีส่วนร่วมในการปองกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออก (n =137) S.D. แปลผล มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำานวน จำานวน จำานวน จำานวน จำานวน (ร้อยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ) 1.การมีส่วนร่วมในการค้นหาปญหา วิเคราะห์สาเหตุปญหา 15 (10.95) 30 (21.90) 51 (37.23) 24 (17.52) 17 (12.41) 3.01 1.16 ปาน กลาง 2.การมีส่วนร่วมดำาเนินการปองกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก 15 (10.95) 36 (26.28) 47 (34.31) 14 (10.22) 25 (18.25) 3.01 1.24 ปาน กลาง 3.การมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ 15 (10.95) 51 (37.23) 40 (29.20) 14 (10.22) 17 (12.41) 3.24 1.16 ปาน กลาง 4.การมีส่วนร่วมในการติดตามและ ประเมินผล 11 (8.03) 46 (33.58) 46 (33.58) 21 (15.33) 13 (9.49) 3.15 1.08 ปาน กลาง ภาพรวม 12 (8.76) 37 (27.01) 46 (33.58) 14 (10.22) 28 (20.44) 2.93 1.24 ปาน กลาง ตาราง 3 จำานวน ร้อยละระดับการมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ตำาบลลำาตาเสา ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการ ปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก การมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก r p ระดับความสัมพันธ์ ทิศทาง เพศ 0.3309 0.0001 มีความสัมพันธ์ปานกลาง เดียวกัน อายุ 0.2126 0.0126 มีความสัมพันธ์ต่ ำา เดียวกัน อาชีพ -0.1618 0.0590 มีความสัมพันธ์ต่ ำา ตรงข้าม ระดับการศึกษา 0.1365 0.1116 มีความสัมพันธ์ต่ ำา เดียวกัน ประวัติการปวยเป็นโรคไข้เลือดออก 0.0554 0.5201 มีความสัมพันธ์ต่ ำา เดียวกัน การได้รับสิ่งสนับสนุนในการปองกันและควบคุม โรคไข้เลือดออก 0.1662 0 .0522 มีความสัมพันธ์ต่ ำา เดียวกัน ช่องทางการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคไข้ เลือดออก 0.1125 0.1907 มีความสัมพันธ์ต่ ำา เดียวกัน
68 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง อภิปรายผล จากผลการวิจัยการมีส่วนร่วมในการ ปองกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ผู้วิจัยขออภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ ของการวิจัย ดังนี้ ระดับความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกของ ประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ผลการวิจัยพบว่าระดับความ รู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบล ลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ในระดับดี ร้อยละ 49.64 ซึ่งไม่สอดคล้องกับ ผลการวิจัยของรอยฮาน เจ๊ะหะ และคณะ4 วิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปองกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก : กรณีศึกษาตำาบล เขาตูม อำาเภอยะรัง จังหวัดปตตานี ที่พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ในการปองกันและ ควบคุมโรคไข้เลือดออกส่วนใหญ่ประชาชนมี ความรู้ในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือด ออกอยู่ในระดับปานกลาง ระดับการมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุม โรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการ วิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมในการปองกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ตำาบลลำา ตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และพบว่าการ มีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก ของประชาชน ตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่การ มีส่วนร่วมในการค้นหาปญหา วิเคราะห์สาเหตุ ปญหา การมีส่วนร่วมดำาเนินการปองกันและควบคุม โรคไข้เลือดออก การมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับผลการวิจัย ของรอยฮาน เจ๊ะหะ และคณะ4 ที่วิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปองกันและ ควบคุมโรคไข้เลือดออก:กรณีศึกษาตำาบลเขาตูม อำาเภอยะรัง จังหวัดปตตานี พบว่า การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการปองกันและควบคุมโรคไข้ เลือดออก อยู่ในระดับปานกลาง สอดคล้องกับ ผลการวิจัยของอภินันท์ ทองอินทร์ และพิพัฒน์ ไทยอารี5 ที่วิจัยเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ตาราง 3 (ต่อ) จำานวน ร้อยละระดับการมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของ ประชาชน ตำาบลลำาตาเสา ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการ ปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก การมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก r p ระดับความสัมพันธ์ ทิศทาง ระดับความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก 0.0798 0.3539 มีความสัมพันธ์ต่ ำา เดียวกัน พฤติกรรมการปองกันตนเองและสมาชิกใน ครอบครัวจากโรคไข้เลือดออก 0.5432 <0.0001 มีความสัมพันธ์ปานกลาง เดียวกัน จากตาราง 3 พบว่า เพศ อายุ การได้รับสิ่งสนับสนุนในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และพฤติกรรมการปองกันตนเองและสมาชิกในครอบครัวจากโรคไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์กับการ มีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ
69 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 ในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก เทศบาลตำาบลเทพกระษัตรี อำาเภอถลาง จังหวัด ภูเก็ต พบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ ปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกส่วนใหญ่อยู่ ในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับผลการวิจัย ของไพรัตน์ ห้วยทราย และคณะ6 ที่วิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมในการปองกัน และควบคุมโรค ไข้เลือดออกของประชาชน อำาเภอห้วยผึ้งจังหวัด กาฬสินธุ์ พบว่า ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วม ในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอยู่ใน ระดับปานกลางเช่นเดียวกัน จากผลการวิจัยข้างต้น สรุปได้ว่าการมี ส่วนร่วมของประชาชนคือกระบวนการเปดโอกาส ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดำาเนินงาน จัดการปญหาโรคไข้เลือดออกในชุมชน เพื่อร่วมกัน พัฒนาร่วมคิด ริเริ่ม พิจารณาตัดสินใจแก้ปญหา ของตนเอง ร่วมใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้และ ความชำานาญร่วมกับวิทยากรที่เหมาะสม และ สนับสนุนติดตามผลการปฏิบัติงาน ร่วมคิด ตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติและรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ อันมี ผลกระทบต่อประชาชนเอง และผลสำาเร็จของชุมชน ประชาชนเอง1 ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วม ในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของ ประชาชนตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ผลการวิจัยพบว่า เพศ อายุ การได้รับ สิ่งสนับสนุนในการปองกันและควบคุม โรคไข้เลือดออก และพฤติกรรมการปองกันตนเอง และสมาชิกในครอบครัวจากโรคไข้เลือดออกมี ความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการปองกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนตำาบล ลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของรอยฮาน เจ๊ะหะ และคณะ4 วิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก:กรณี ศึกษาตำาบล เขาตูม อำาเภอยะรัง จังหวัดปตตานี ที่พบว่าเพศ รายได้ต่อเดือน และการเป็นสมาชิก กลุ่มอื่นทางสังคม มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วน ร่วมของประชาชนในการปองกันและควบคุม โรคไข้เลือดออก อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ และ สอดคล้องกับผลการวิจัยของภคอร โจทย์กิ่ง และ ประจักร บัวผัน7 วิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมในการ ปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ชุมชนสามเหลี่ยม เทศบาลนครขอนแก่นที่พบว่าคุณลักษณะส่วน บุคคล การสนับสนุนจากองค์กร ที่มีผลต่อการ มีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือด ออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ชุมชนสามเหลี่ยม เทศบาลนครขอนแก่น โดย คุณลักษณะส่วนบุคคลด้านอายุ การสนับสนุน จากองค์การ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์ และด้านการจัดการ สามารถ พยากรณ์การปฏิบัติงานของการมีส่วนร่วมในการ ปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ชุมชนสามเหลี่ยม เทศบาลนครขอนแก่นได้ร้อยละ 75.1 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้อง ควรเร่งดำาเนินการสร้างความรู้ ความเข้าใจใน การปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกให้แก่ ประชาชนอย่างทั่วถึง และควรหารูปแบบการ เผยแพร่ความรู้ใหม่ๆที่มีความน่าสนใจ รวมทั้ง การให้ความรู้เกี่ยวกับการสังเกตอาการและการ ดูแลรักษาที่ต้องเฝาระวังและให้ความสำาคัญ ใน ผู้ปวยที่สงสัยเป็นโรคไข้เลือดออกในแต่ละกลุ่มวัย 2. ควรสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามี ส่วนร่วมในการดำาเนินงานตั้งแต่การวิเคราะห์
70 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง สถานการณ์โรคในชุมชน รวมทั้งการค้นหาสาเหตุ ของปญหา ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องส่งคืน ข้อมูลสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในตำาบล/ ชุมชนให้ประชาชนได้รับทราบ 3. สนับสนุนและส่งเสริม ให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการดำาเนินงาน เช่น การแต่งตั้งให้มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ คณะทำางาน ของหมู่บ้านในการแก้ไขปญหาและ ปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในหมู่บ้าน/ชุมชน กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการระดมทุน ได้แก่ เงิน วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถใช้ปองกันโรค ไข้เลือดออก การจัดตั้งกองทุนหรือกลุ่มเพื่อแก้ไข ปญหาโรคไข้เลือดออกในชุมชน ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรวิจัยตัวแปรที่เป็นปจจัยมีอำานาจ การนายความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการ ดำาเนินงานปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ของประชาชน 2. ควรวิจัยกึ่งทดลองเกี่ยวกับการพัฒนา องค์ความรู้ของประชาชน อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน และผู้นำาชุมชน เพื่อการปรับ พฤติกรรมการปองกันและควบคุมโรคที่พึง ประสงค์ 3. ควรวิจัยการมีส่วนร่วมขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำาเนินงานปองกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกทั้งเชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพ เอกสารอ้างอิง 1. กรมควบคุมโรค.(2559).การพยากรณ์โรค ไข้เลือดออก พ.ศ. 2559. [ออนไลน์]: [สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561]. แหล่งข้อมูล : http://www.thaivbd.org /n/contents/view/324818 2. ________.(2561).รายงานการพยากรณ์โรค ไข้เลือดออก พ.ศ. 2561. [ออนไลน์]: [สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561]. แหล่งข้อมูล : http://www.thaivbd.org /n/contents/view/324818 3. อรุณ จิรวัฒน์กุล และคณะ. (2547). ชีวสถิติ สำาหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ. ขอนแก่น:คลังนานาวิทยา. 4. รอยฮาน เจ๊ะหะ และคณะ.(2552). การมี ส่วนร่วมของประชาชนในการปองกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก:กรณี ศึกษาตำาบลเขาตูม อำาเภอยะรัง จังหวัด ปตตานี. วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 6 ฉบับที่ 10 . มหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา: ยะลา. 5. อภินันท์ ทองอินทร์ และพิพัฒน์ ไทยอารี. (2558). การมีส่วนร่วมของประชาชนใน การปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก เทศบาลตำาบลเทพกระษัตรี อำาเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต. สารนิพนธ์หลักสูตรรัฐ ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิตย์. 6. ไพรัตน์ ห้วยทราย ธนูย์สิญจน์ สุขเสริม และ กฤษณ์ ขุนลึก.(2559). การมีส่วนร่วมใน การปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ของประชาชน อำาเภอห้วยผึ้งจังหวัด กาฬสินธุ์. วารสารวิชาการแพรวากาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ปที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2559. 7. ภคอร โจทย์กิ่ง และประจักร บัวผัน. (2560). การมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรค ไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน ชุมชนสามเหลี่ยม เทศบาล นครขอนแก่น. สำานักงานปองกันควบคุมโรค ที่ 7 ขอนแก่น ปที่ 24 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2560.
71 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยส่วนบุคคลกับแรงจูงใจที่มีผลต่อ การปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน และหาแนวทางพัฒนาแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษา คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งได้จากประชากรที่ใช้ในการศึกษา จำานวน 259 คน โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบสอบถาม เรื่อง แรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และ Fisher’s exact test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเป็นเพศหญิงจำานวน 167 คน คิดเป็นร้อยละ 64.48 เป็นเพศชายจำานวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 35.52 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41 ปขึ้นไป มากที่สุด จำานวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 42.08 มีสถานภาพสมรส จำานวน 147 คน คิดเป็น ร้อยละ 56.76 มีการศึกษาในระดับต่ ำากว่าปริญญาตรี จำานวน 250 คน คิดเป็นร้อยละ 96.53 สถานภาพทางเศรษฐกิจมีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย จำานวน 116 คน คิดเป็นร้อยละ 44.79 และเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านมากกว่า 15 ปขึ้นไป จำานวน 99 คน คิดเป็น ร้อยละ การศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พบว่า โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 3.71 SD = 0.82) และ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยส่วนบุคคลกับแรงจูงใจที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พบว่า อายุ และระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อย่างมี นัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แนวทางพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ประกอบด้วย อสม. ที่ปฏิบัติงานดีควรมอบเข็มเชิดชูเกียรติ และ ประกาศเกียรติคุณให้ประชาคมในชุมชนรับทราบ เมื่อผลงานได้ดีเด่นตั้งแต่ระดับเขตขึ้นไป ควรได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้รางวัลพิเศษกับอาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานสร้าง สุขภาพที่ประสบความผลสำาเร็จ สนับสนุนค่าตอบแทนต่างๆ อย่างเต็มที่ในการปฏิบัติงาน ประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้แก่ประชาชนได้รับทราบถึงบทบาท หน้าที่ ความสามารถ ความรู้ที่ อสม. มี และพร้อมให้บริการประชาชน อย่างต่อเนื่องเป็นประจำา สําราญ คงมี* คำาสำาคัญ : แรงจูงใจ, การปฏิบัติงาน, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน *นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขอำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พบว่า โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 3.71 SD = 0.82) และ ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และ Fisher’s exact test
72 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน (อสม.) เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำาคัญมาก กับกระบวนการพัฒนาสาธารณสุขไทย โดยมี บทบาทเป็นผู้นำาการเปลี่ยนแปลงความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนมาอย่าง ต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทในการเชื่อมประสาน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคประชาชนใน การพัฒนาสุขภาพในชุมชนของตนเอง จนเป็น ที่ยอมรับทั้งจากประชาชนชาวไทยและชาว ต่างประเทศ อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านพัฒนาการ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านและภาวะ สุขภาพของประชาชนเกิดขึ้นมากมาย แม้ว่าผลการ ดำาเนินงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้านจะเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีประเด็นปญหา ที่จะต้องปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงาน ตามบทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในปจจุบัน โดย เฉพาะบทบาทด้านการบริหารจัดการสุขภาพ ในชุมชน และการเสริมสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง1 อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีจำานวน ประชากรอาศัยอยู่ 11,589 หลังคาเรือน มีอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านที่ทำาหน้าที่ ดูแลเพียง 735 คน ซึ่งนั่นหมายถึง อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านต้องดูแลรับผิดชอบ คนในชุมชนซึ่งมีมากกว่าที่นโยบายรัฐบาลได้ กำาหนดไว้ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน 1 คนต่อ 10 - 15 หลังคาเรือน2 จำานวนอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านที่มีน้อย กลับกัน บทบาทหน้าที่มีมาก ซึ่งอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านมีบทบาทในการเป็นผู้นำาการ ดำาเนินงานพัฒนาสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิต ของประชาชนในชุมชน เป็นผู้นำาการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมด้านสุขภาพอนามัยในชุมชน โดยมี หน้าที่ความรับผิดชอบดังนี้3 ปฏิบัติตามนโยบาย กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ หรือ จัดการรณรงค์ และให้ความรู้ทางด้านสาธารณสุข มูลฐาน ให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชนตาม ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข หรือบทบัญญัติของ กฎหมายอื่นๆ จัดกิจกรรมเฝาระวังและปองกัน ปญหาสาธารณสุขที่สอดคล้องกับสภาวะสุขภาพ ของท้องถิ่น เป็นแกนนำาในการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมทางสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของชุมชน โดยการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และประสานแผนการสนับสนุนจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และแหล่งอื่นๆ ให้ความรู้ด้านการ เข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ การเข้าถึงบริการ สาธารณสุข ของประชาชน และการมีส่วนร่วม ในการเสนอความเห็นของชุมชนเกี่ยวกับนโยบาย สาธารณะด้านสุขภาพ ศึกษา พัฒนาตนเอง และเข้าร่วมประชุม ตลอดจนปฏิบัติงานตามที่ หน่วยงานอื่นร้องขอ อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านจะต้องดำาเนินการตามมาตรฐาน สมรรถนะ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน และประสานการดำาเนินงานสาธารณสุข ในชุมชนและปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ ของ หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงองค์กรพัฒนาชุมชนอื่นๆ ในท้องถิ่น แรงจูงใจมีความสำาคัญในการปฏิบัติงาน ด้านสาธารณสุข โดยจะเป็นตัวกระตุ้นให้อาสา
73 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านปฏิบัติงาน จนบรรลุผลสำาเร็จตามเปาหมายที่วางไว้ การเป็นที่ ยอมรับจากชุมชนและคนรอบข้าง การที่ได้ปฏิบัติงาน อย่างเป็นตัวของตัวเอง การที่จะต้องมีความรับ ผิดชอบต่องานที่ตนเองปฏิบัติอยู่ การได้ผลตอบแทน จากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน หรือการเจริญเติบโตในวุฒิภาวะส่วนตัว ขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นจะทำาให้อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านเกิดแรงจูงใจที่จะปฏิบัติงานให้ ดียิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะตอบสนองความต้องการ ทางจิตใจของอาสาสมัคร และเป็นแรงจูงใจใน การเสียสละเวลาของตนเองมาปฏิบัติงานเพื่อ ส่วนรวม เพื่อให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตทาง ด้านสาธารณสุขที่ดียิ่งขึ้น ถ้าอาสาสมัครไม่มีแรง จูงใจในการปฏิบัติงานจะทำาให้ผลของงานต่างๆ ไม่ประสบผลสำาเร็จที่วางไว้ ขาดสื่อกลางในการ ประสานงานระหว่าง เจ้าหน้าที่ภาครัฐกับประชาชน ในชุมชน ทำาให้การบริการงานด้านสาธารณสุข ไม่ทั่วถึงประชาชนในชุมชนขาดคุณภาพชีวิต เป็นต้น แรงจูงจึงเป็นส่วนสำาคัญในการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน4 นอกจากแรงจูงในในการปฏิบัติงานแล้วความ สามารถของตนเอง เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้บุคคล มีความสามารถในการปฏิบัติงานมากขึ้นส่งผลถึง ผลการปฏิบัติงานที่ดี ความสามารถของตนเอง ก็เป็นอีกหนึ่งปจจัยสำาคัญประการหนึ่งในการ ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านที่มีการรับรู้ หรือพิจารณาในความสามารถของตนเองว่าตนมี ความสามารถสูงจะสามารถเผชิญกับสถานการณ์ ที่ยุ่งยากและแสดงพฤติกรรมเพื่อเผชิญกับปญหา ด้วยความมั่นใจก่อให้เกิดการตัดสินใจที่ดี ส่งผล ถึงผลการปฏิบัติงานที่ดี มีประสิทธิภาพ5 จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้ศึกษาจึงมี ความสนใจที่จะศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเป็นแนวทาง ในการส่งเสริมให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้านได้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ในด้านสาธารณสุขเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ในชุมชน และผลกาศึกษาจะเป็นแนวทางในการ พัฒนางานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัย ส่วนบุคคลกับแรงจูงใจที่มีผลต่อการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี 3. เพื่อหาแนวทางพัฒนาแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ขอบเขตของการศึกษา ศึกษาเฉพาะแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2560 - 30 พฤศจิกายน 2560
74 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง วิธีดำาเนินการศึกษา การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ อาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัด ปราจีนบุรี จำานวน 735 คน ที่มีรายชื่ออยู่ใน ทะเบียนประวัติของสำานักงานสาธารณสุขอำาเภอ นาดี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัด ปราจีนบุรี จำานวน 259 คน ใช้วิธีการหากลุ่ม ตัวอย่างจากประชากรทั้งหมด ตามสูตร Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบสอบถาม เรื่อง แรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งได้จัด ทำาขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง มาเป็นกรอบวิเคราะห์ และสร้างแบบสอบถามให้ ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการจะศึกษา แบบสอบถาม ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบไปด้วยคำาถาม สำาหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ผู้ศึกษาชี้แจงวัตถุประสงค์ในการ ศึกษา พร้อมแจกแบบสอบถาม และขอความร่วมมือ ในการเก็บข้อมูลแก่บุคลากรสาธารณสุข ในวัน ประชุมประจำาเดือนของสำานักงานสาธารณสุข อำาเภอนาดี ในวันที่ 4 ตุลาคม 2560 2 . กำาหนดระยะเวลาในการเก็บข้อมูลรับ แบบสอบถามคืน ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 โดยผู้ศึกษาจะเป็นผู้ติดต่อขอรับคืนที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำาบลทุกแห่งของอำาเภอนาดี ด้วยตนเอง 3. ผู้ศึกษารวบรวมแบบสอบถาม ได้คืนครบตามจำานวน 259 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 ทำาการตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม ทุกชุด และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปแกรมสำาเร็จรูป ทางสถิติ การจัดการข้อมูล ผู้ศึกษาบันทึกข้อมูลที่เป็นรหัสลงในแบบ สอบถาม และบันทึกข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามลำาดับ ทำาการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำาเร็จรูปทางสถิติ การประมวล ผลข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การบรรยายข้อมูลส่วนบุคคลของ กลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) นำาเสนอด้วยจำานวนและร้อยละ สำาหรับ ตัวแปรที่มีการวัดระดับอันตรภาคชั้นขึ้นไปนำาเสนอ ด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด และต่ ำาสุด 2. การวิเคราะห์ระดับแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) นำา เสนอด้วย ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่าง ปจจัยส่วนบุคคลกับแรงจูงใจที่มีผลต่อการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ของกลุ่มตัวอย่าง ทดสอบโดยใช้ฟชเชอร์ (Fisher’s exact test) 4. การหาแนวทางพัฒนาแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี วิเคราะห์ข้อมูล โดยนำาผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยแรงจูงใจในการ
75 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ด้านใดมี ค่าเฉลี่ยต่ ำากว่าค่าเฉลี่ยรวมในแต่ละด้านจะนำา มาพิจารณาร่างแนวทางพัฒนาเพื่อให้ปญหาและ อุปสรรคในการปฏิบัติงานลดน้อยลง หรือไม่มีเลย ทำาให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ยิ่งขึ้น ผลการศึกษา จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็น เพศหญิงจำานวน 167 คน คิดเป็นร้อยละ 64.48 เป็นเพศชายจำานวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 35.52 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41 ปขึ้นไป มากที่สุด จำานวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 42.08 มีสถานภาพ สมรส จำานวน 147 คน คิดเป็นร้อยละ 56.76 มีการศึกษาในระดับต่ ำากว่าปริญญาตรี จำานวน 250 คน คิดเป็นร้อยละ 96.53 สถานภาพทาง เศรษฐกิจมีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย จำานวน 116 คน คิดเป็นร้อยละ 44.79 และเป็นอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านมากกว่า 15 ปี ขึ้นไป จำานวน 99 คน คิดเป็นร้อยละ 38.22 สรุป ผลตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้ 1. การศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พบว่า แรงจูงใจใน การปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีโดยรวมอยู่ ในระดับมาก ( = 3.71 SD = 0.82) เมื่อพิจารณา รายด้านพบว่าแรงจูงใจส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก โดยแรงจูงใจด้านการบังคับบัญชามีค่าเฉลี่ย สูงที่สุด ( = 4.16 SD = 0.76) รองลงมาคือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ( = 4.03 SD = 0.73) ด้านความรับผิดชอบ ( = 3.99 SD = 0.75) ด้านความก้าวหน้าส่วนตัว ( = 3.98 SD = 0.71) ด้านความมั่นคงในการทำางาน ( = 3.96 SD = 0.75) ด้านสภาพการทำางาน ( = 3.82 SD = 0.76) ด้านลักษณะของงาน ( = 3.78 SD = 0.74) ด้านนโยบายองค์กรและการบริหารงาน ( = 3.72 SD = 0.75) ด้านความ สำาเร็จในการทำางาน ( = 3.72 SD= 0.77) ตามลำาดับ ส่วนแรงจูงใจ อีก 3 ด้านมีค่าเฉลี่ยระดับ ปานกลาง คือ ด้านการ นับถือและยกย่อง ( = 3.56 SD = 0.76) ด้าน ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ( = 3.42 SD = 0.75) และด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ( = 3.28 SD = 0.97) 2. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัย ส่วนบุคคลกับแรงจูงใจที่มีผลต่อการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พบว่า 2.1 อายุมีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กล่าวคือ อายุมีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน เมื่อ พิจารณาจากร้อยละในตาราง พบว่า อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านช่วงอายุต่ ำากว่า 20 ป ช่วงอายุ 21 - 30ป ช่วงอายุ 31 - 40 ป และ ช่วงอายุ 41 ปขึ้นไป มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 66.67, 64.71, 62.86 และ 59.63 ตามลำาดับ 2.2 ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัด ปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในระดับมาก ( = 3.71 SD = 0.82) เมื่อพิจารณา สูงที่สุด ( = 4.16 SD = 0.76) รองลงมาคือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ( = 4.03 SD = 0.73) ด้านความรับผิดชอบ ( = 3.99 SD = 0.75) ด้านความก้าวหน้าส่วนตัว ( = 3.98 SD = 0.71) ด้านสภาพการทำางาน ( = 3.82 SD = 0.76) ด้านลักษณะของงาน ( = 3.78 SD = 0.74) ด้านนโยบายองค์กรและการบริหารงาน ( = 3.72 ( = 3.72 SD= 0.77) ตามลำาดับ ส่วนแรงจูงใจ นับถือและยกย่อง ( = 3.56 SD = 0.76) ด้าน ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ( = 3.42 SD = 0.75) และด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ( =
76 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง กล่าวคือ ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับแรง จูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน เมื่อพิจารณาจากร้อยละในตาราง พบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านที่มี ระดับการศึกษาต่ ำากว่าปริญญาตรี และประกาศ นียบัตรเทียบเท่าปริญญาตรี/ปริญญาตรีมีแรง จูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก คิดเป็น ร้อยละ 61.20 และ 88.89 ตามลำาดับ 3. แนวทางพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ประกอบด้วย 3.1 อสม. ที่ปฏิบัติงานดีควรมอบเข็ม เชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณให้ประชาคม ในชุมชนรับทราบ 3.2 อสม. ที่ประกวดผลงานได้ดีเด่นตั้งแต่ ระดับเขตขึ้นไป ควรได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 3.3 ให้รางวัลพิเศษกับอาสาสมัคร สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานสร้างสุขภาพที่ประสบ ความผลสำาเร็จ 3.4 สนับสนุนค่าตอบแทนต่างๆ อย่าง เต็มที่ในการปฏิบัติงาน 3.5 ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์ ชี้ แ จ ง ใ ห้ แ ก่ ประชาชนได้รับทราบถึงบทบาท หน้าที่ ความ สามารถ ความรู้ที่ อสม. มี และพร้อมให้บริการ ประชาชน อย่างต่อเนื่องเป็นประจำา 3.6 ให้ อสม. เข้ามามีบทบาทร่วม วางแผนการดำาเนินการแก้ไขปญหาทางด้าน สุขภาพภายในพื้นที่ 3.7 นำา อสม. ไปศึกษาดูงาน เพื่อแลก เปลี่ยนรู้กับจังหวัดอื่นๆ 3.8 เปดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่ เพื่อให้ อสม. ได้รับรู้ เข้าใจวิธีการปฏิบัติงานที่ ถูกต้องเหมาะสม ทันต่อเหตุการณ์ อภิปรายผล 1. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัด ปราจีนบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.71 SD = 0.82) สอดคล้องกับสอดคล้องกับปนัดดา เขียวดี6 ทำาการศึกษาเรื่อง แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน (อสม.) อำาเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการ วิเคราะห์ปจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับ สุรีรัตน์ จั่นลา7 ทำาการศึกษา เรื่อง แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ตำาบลบางเลน อำาเภอ บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน ตำาบลบางเลน อำาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ในภาพรวมแรงจูงใจค่าเฉลี่ยอยู่ ในระดับมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยส่วนบุคคล กับแรงจูงใจที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัด ปราจีนบุรี 2.1 อายุ มีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ เนื่องจากอาสาสมัครอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านที่มีอายุมากขึ้นจะมีประสบการณ์ ในการทำางานมากขึ้นทำาให้เห็นความสำาคัญของ การดำาเนินงาน โดย ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์8 ได้กล่าวไว้ว่า อายุจะเกี่ยวข้องกับระยะเวลาและ ปราจีนบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.71 SD =
77 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561 ประสบการณ์ในการทำางาน ทำาให้ผู้ที่มีอายุมาก ย่อมมีประสบการณ์ในการทำางานมากขึ้นด้วย สอดคล้องกับนพรัตน์ ทองนพ9 ทำาการศึกษาเรื่อง ปจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอ แก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ที่พบว่าอายุมีความ สัมพันธ์กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านอย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 2.2 ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์ กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านอย่างมีนัยสำาคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 เพราะว่าการเป็นอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านนั้นเปดกว้างให้ผู้ที่ สนใจและมีจิตอาสาเข้ามา ผู้ที่จะมาเป็นอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านต้องเข้ารับการ อบรมจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเหมือนๆ กันก่อน การปฏิบัติงาน กล่าวคือไม่ว่าจะจบอะไรมาต้องผ่าน การอบรมความรู้ก่อนการปฏิบัติงานสอดคล้องกับ สหัทยา ถึงรัตน์10 ทำาการศึกษาเรื่อง การปฏิบัติงาน ตามบทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตเทศบาลเมืองอ่าง ศิลา อำาเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีการปฏิบัติงานตาม บทบาทหน้าที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญที่ ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ 1.1 อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ควรได้รับการฝกอบรม หรือชี้แจงเกี่ยวกับงานที่ได้ รับมอบหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจและการตระหนัก ในการทำางาน เพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมาย ประสบความสำาเร็จจนสามารถเป็นอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านดีเด่นหรือเชี่ยวชาญได้ 1.2 ในการดำาเนินงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ภาครัฐควร ให้การสนับสนุนทั้งในเรื่องขององค์ความรู้ในการ ปฏิบัติงาน และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการ ดำาเนินงานเพื่อที่จะทำาให้งานที่รับมอบหมาย บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป 2.1 ควรทำาการศึกษาถึงตัวแปรที่ ยังไม่ได้นำามาศึกษาในครั้งนี้ โดยเพิ่มเติมตัวแป รอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อปจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจใน การปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน เช่น ความเข้าใจในงานหรือกิจกรรมตาม นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องปฏิบัติ 2.2 ควรทำาการศึกษาการพัฒนา รูปแบบปจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน เพื่อให้มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น 2.3 ควรศึกษาปจจัยที่มีผลต่อความพึง พอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน เพื่อนำาผลที่ได้ไป ปรับปรุงการให้บริการด้านสาธารณสุขและการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน
78 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เอกสารอ้างอิง 1. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2555). วันอาสา สมัครสาธารณสุขแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. 2. กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน. (2557). ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน พ.ศ.2554 พร้อมด้วยกฏระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน. นนทบุรี: กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. 3. _________. (2558). แนวทางและหลักเกณฑ์ การคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านดีเด่น ประจำาปีพุทธศักราช 2559. นนทบุรี: กรมสนับสนุนบรีการ สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. 4. พรฤดี จิวสวัสดิ์. (2553). แรงจูงใจและการ ปฏิบัติงานตามบทบาทของอาสาสมัคร สาธารณสุข (อสม.): กรณีศึกษาเทศบาล นาปรือ อำาเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี. รป.ม.(การจัดการภาครัฐและเอกชน). ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. 5. ศุทธินี สาครสาสี. (2554). แรงจูงใจในการ ปฏิบัติงาน ความสามารถของตนเอง การสัยสนุนทางสังคมกับผลการปฏิบัติ งานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน อำาเภอเมือง จังหวันนทบุรี. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (จิตวิทยาชุมชน).กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 6. ปนัดดา เขียวดี. (2556). แรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน (อสม.) อำาเภอผักไห่ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา. รป.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยราชภัฎ พระนครศรีอยุธยา. 7. สุรีรัตน์ จั่นลา. (2557). แรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน ตำาบลบางเลน อำาเภอ บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี. การค้นคว้า อิสระ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. 8. ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2553). จิตวิทยา การบริหารงานบุคคล. กรุงเทพฯ: ศูนย์ สื่อเสริมกรุงเทพ. 9. นพรัตน์ ทองนพ. (2559). ปจจัยที่มีผลต่อแรง จูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านอำาเภอแก่ง หางแมว จังหวัดจันทบุรี. ปริญญานิพน์ สาธารณสุขศาตรมหาบัณฑิต (การจัดการ สุขภาพ). ฉะเชิงเทรา: มหาวิทยาลัยราชภัฏ ราชนครินทร์. 10. สหัทยา ถึงรัตน์. (2556). การปฏิบัติงานตาม บทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตเทศบาล เมืองอ่างศิลา อำาเภอเมืองชลบุรี จังหวัด ชลบุรี. รป.ม. (การบริหารทั่วไป). ชลบุรี: วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัย บูรพา.