รวดเร็วขึ้น จากการแยกคลินิกออกมาให้บริการ ชัดเจน ทำาให้ผู้ปวยไม่ต้องคอยในการรับบริการ ร่วมกับผู้ปวยทั่วไป เห็นได้ชัดจากการเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของผู้ปวยโรคปอด อุดกั้นเรื้อรังพบว่าคะแนนเฉลี่ย หลังการพัฒนาระบบ สูงกว่าก่อนการพัฒนาระบบ อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ส่วนความ พึงพอใจในภาพรวม คะแนนหลังพัฒนาระบบ เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการมีการปรับพัฒนาระบบ การดูแลผู้ปวยเข้ามารับบริการในคลินิกโรคปอด อุดกั้นเรื้อรัง ทำาให้คะแนนความพึงพอใจหลัง จากการพัฒนาระบบสูงขึ้น เป็นไปในแนวเดียว กับการศึกษาของ เมธิณี เกตวาธิมาตรและคณะ (2554).3 สามารถทำาให้ความพึงพอใจ โดยรวม ของผู้ปวยเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับมากที่สุด จากการพัฒนาระบบความพึงพอใจของ เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้น เรื้อรัง เป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ พบว่ามีระดับ ความพึงพอใจในการพัฒนาระบบ อยู่ในระดับดีมาก และได้มีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มในการพัฒนา ระบบการดูแลผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังว่า ผู้ปวยควรได้รับการตรวจเอกซ์เรย์ปอดทุกปี เพื่อประเมินอาการที่มีโอกาสเป็นวัณโรคปอด ซึ่งสอดคล้องกับการศีกษา เมธิณี เกตวาธิมาตร และคณะ (2554).3 ที่พบความพึงพอใจของ ประชากรของทีมผู้ดูแลที่มีต่อการใช้แนวปฏิบัติ การทางคลินิกโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากการ พัฒนาตามตัวชี้วัดในการพัฒนาระบบ พบว่า อัตราผู้ปวยที่มาตรวจด้วยอาการหอบฉุกเฉิน (ER visit) ลดลง และอัตราผู้ปวยมาตรวจซ้ำา (Re-visit)ภายใน 48 ชั่วโมง ลดลง ซึ่งเป็นไปตาม เปาหมายที่กำาหนด แต่ก็ยังพบผู้ปวยที่มาตรวจ ด้วยอาการหอบฉุกเฉิน อาจเนื่องจากปจจัยอื่น ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่ทำาให้โรคกำาเริบหอบ เหนื่อยมากขึ้นได้แก่ สภาพอากาศ ฝุนละออง อาชีพทำาการเกษตรที่ต้องสัมผัสฝุนละอองบ่อยๆ ทำาให้มีการหอบเหนื่อยมากขึ้น และการสูบบุหรี่ ผู้ปวยส่วนใหญ่ที่ศึกษายังสูบบุหรี่ ยังไม่สามารถ เลิกได้ขาดแต่ก็ลดปริมาณการสูบลง เหล่านี้เป็น ปจจัยที่ทำาให้หอบเหนื่อยกำาเริบขึ้น ซึ่งสอดคล้อง กับการศึกษาของวิภาวรรณ หมื่นมา (2555).4 ที่พบว่าการพัฒนาระบบการดูแลผู้ปวยโรคปอด อุดกั้นเรื้อรังของโรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จังหวัดลำาพูน อาการกำาเริบ และอัตราการ Re-visit ภายใน 48 ชั่วโมงลดลงได้ซึ่งการศึกษาครั้งนี้สามารถทำาให้ ตัวชี้วัดบรรลุตามเปาหมายที่กำาหนด ข้อเสนอแนะ 1. ก า รนำ าเสนอผลก า ร วิจัยต่อทีมผู้ บริหารเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเพิ่มเติม ส่งเสริมบุคลากรให้มีทักษะความรู้ที่ทันสมัย สนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ ในคลินิก 2. นำ าไปพัฒน า ร ะบบก า รดูแลกลุ่ม ผู้ปวยโรคเรื้อรังอื่นและระบบการดูแลต่อเนื่อง จนจำาหน่ายผู้ปวยในเชิงสหสาขาวิชาชีพ 47 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2560
48 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เอกสารอ้างอิง 1. วัชรา บุญสวัสดิ์ (2554). การพัฒนาระบบ การดูแลโรคหืดสำาหรับCUP, โรงพิมพ์ บูเลตินจำากัด:นนทบุรี. 2. จุฬารัตน์ สุริยาทัยและคณะ (2555). พัฒนา รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนใน การปองกัน การเกิดโรคปอดอุด กั้นเรื้อรัง และดูแลผู้ปวยโรค ปอดอุดกั้นเรื้อรัง อย่างต่อเนื่องในชุมชน.ท่าวังผา จังหวัดน่าน. 3. เมธิณี เกตวาธิมาตรและคณะ (2554). ประสิทธิผลของการใช้แนว ปฏิบัติ ทางคลินิกสำาหรับการฟนฟู สมรรถภาพ ปอดในผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ใ น ห อ ผู้ ป ว ย อ า ยุ ร ก ร ร ม ช า ย โรงพยาบาลสระบุรี. 4. วิภาวรรณ หมื่นมา (2555). การพัฒนาระบบ การดูแลผู้ปวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ของโรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จังหวัดลำาพูน.
ระหว่างวันที่ 22 - 24 มกราคม 2561 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้จัดอบรมครูฝึกสุขภาพภาคประชาชน (ครูฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน) ตามหลักสูตรฝึกอบรมมาตรฐานครูฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน ระยะเวลา 26 ชั่วโมง รูปแบบการอบรมประกอบด้วย การบรรยาย อภิปราย ศึกษาชุมชนต้นแบบ ฝึกปฏิบัติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และทักษะในการเป็นวิทยากร (วิทยากรกลาง/ วิทยากรครู ก.) ถ่ายทอดความรู้ หรือจัดการ อบรม ครูฝึกฯ (ครู ข.) วิทยากรพี่เลี้ยง และ อสม. รวมถึงภาคีเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัด ผู้เข้าอบรมจำ นวน 45 คน ประกอบด้วย ผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชน/งานสุขศึกษาระดับจังหวัด/ อำ เภอในจังหวัดภาคกลาง และผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชน/งานสุขศึกษา สบส.เขต 4 - 5 - 6 การอบรมหลักสูตรฝึกอบรมมาตรฐานครูฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน
สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้จัดอบรมพัฒนาศักยภาพ วิทยากรพี่เลี้ยงตำ บลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ ปี 2561 ดังนี้ เขตสุขภาพที่ 6 วันที่ 29 - 30 มกราคม 2561 เขตสุขภาพที่ 4 วันที่ 5 - 6 กุมภาพันธ์ 2561 เขตสุขภาพที่ 5 วันที่ 7 - 8 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้เข้าอบรม จำ นวน 240 คน ประกอบด้วย ผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนระดับจังหวัด/อำ เภอจากทุกอำ เภอ ในจังหวัดภาคกลาง และผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชน สบส.เขต 4 - 5 - 6 เพื่อพัฒนาศักยภาพ วิทยากรพี่เลี้ยงให้มีความรู้ ความเข้าใจในการขับเคลื่อนงานตำ บลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ โดยใช้ เครื่องมือ TPAR เชื่อมกับการพัฒนา พชอ. การพัฒนา อสม. 4.0 และ อสม. นักจัดการสุขภาพชุมชน ตลอดจนงานนโยบายสำคัญ เช่น โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย การพัฒนา อสค.เป็นต้น การอบรมพัฒนาศักยภาพวิทยากรพี่เลี้ยงตำาบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ
วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง CENTRAL REGIONAL PRIMARY HEALTH CARE JOURNAL ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือน มกราคม - มีนาคม 2561 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมด้านสุขภาพของ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรภาคประชาชน 2. เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน บทความทางวิชาการ งานวิจัยและ นวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษา แพทย์หญิงประนอม คำ เที่ยง อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บรรณาธิการ นายนัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย ผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ผู้ช่วยบรรณาธิการ นางสาวนริศรา อารีรักษ์ กองบรรณาธิการ • สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี นางมณฑา กิตติวราวุฒิ นางอัจจ์สุภา รอบคอบ นายบรรพรต เล็กชะอุ่ม • สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 4 จังหวัดนนทบุรี นายพิพัฒน์พล พินิจดี • สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 5 จังหวัดราชบุรี นางสาววารินทร์แช่มฉ่ ำ • สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 6 จังหวัดชลบุรี นายบุญชัย พุทธนิมิตกุล • สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัด นางนิรชรา ปานทอง สสจ.ลพบุรี นายวสุนัยน์ มีสมศักดิ์ สสจ.พระนครศรีอยุธยา นางเอมอร บุตรแสงดี สสจ.กาญจนบุรี นายเชาวลิต นาคสวัสดิ์ สสจ.สระแก้ว เจ้าของและจัดทำ โดย สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี เลขที่ 100 หมู่ที่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำ บลเสม็ด อำ เภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20000 โทรศัพท์0 3846 7249-50 โทรสาร 0 3846 7249-51 Website : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี Facebook : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ติดต่อ สอบถาม ติชม และแสดงความคิดเห็นได้ที่ E-mail address : [email protected] • วารสารนี้ไม่โจมตีสถาบัน หรือกลุ่มบุคคล • บทความ ข้อคิดเห็น ที่ปรากฏในวารสารนี้เป็นความรับผิดชอบ ของผู้เขียน เท่านั้น แนวทางการส่งเรื่องตีพิมพ์ ในวารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เป็น วารสารวิชาการของสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการสุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่งานวิจัย บทความ การจัดการความรู้วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) และนวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพของ หน่วยงานจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคประชาชน เป็นวารสารรายสามเดือน (3 เดือน ต่อครั้ง) เดือนตุลาคม - ธันวาคม, มกราคม - มีนาคม, เมษายน - มิถุนายน และกรกฎาคม - กันยายน การส่งเรื่องเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพภาค ประชาชนภาคกลาง ปี 2561 กองบรรณาธิการ ยินดีรับพิจารณาผลงานวิจัย บทความวิชาการด้าน สุขภาพภาคประชาชน เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่เป็นความ รู้และความก้าวหน้าทางวิชาการ ดังนี้ 1. ผลงานวิจัย ประกอบด้วยชื่อเรื่องชื่อ-ตำแหน่ง ผู้วิจัย หน่วยงาน บทคัดย่อภาษาไทย บทนำ วัตถุประสงค์ วิธีการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ เอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับเนื้อหา ไม่เกิน 8 หน้า A4 ตัวอักษร AngsanaNew ขนาด 16 point) 2. บทความวิชาการ ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ชื่อผู้นิพนธ์ บทสรุปย่อเรื่อง บทนำ แหล่งที่มาของข้อมูล เนื้อหาสาระ และเอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับเนื้อหาไม่เกิน 5 หน้า A4ตัวอักษร AngsanaNew ขนาด16 point) การส่งต้นฉบับ ภายในเดือนแรกของแต่ละฉบับ โดยส่งต้นฉบับ 1 ชุด ในรูปแบบไฟล์word และ pdf พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลระบุชื่อ File และข้อมูลการ ติดต่อกลับ โดยจัดทำ หนังสือนำส่งเพื่อ ขอพิจารณา ตีพิมพ์ จากหน่วยงานต้นสังกัดถึงผู้อำ นวยการสถาบัน พัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพ ภาคกลาง จังหวัดชลบุรี การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของวารสารสุขภาพ ภาคประชาชนภาคกลาง หลังจากจัดทำ รูปเล่มวารสาร เรียบร้อย ผู้จัดทำจะเผยแพร่วารสารเป็น E-book ใน Website สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการ สุขภาพ หากต้องการเป็นเล่มหนังสือโปรดสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวนริศรา อารีรักษ์ เบอร์โทรศัพท์038467249-50 หรือ0896866163 ส่งถึง ผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรม ด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี 100 หมู่ที่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำ บลเสม็ด อำ เภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี 20000
บทบรรณาธิการ 20 มีนาคม เวียนบรรจบครบรอบอีกครั้ง ประจำาปี 2561 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ขอแสดงความยินดีกับพี่น้อง อสม. ดีเด่นทุกระดับ เพราะ อสม. ดีเด่น เป็นสัญญลักษณ์แสดงถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเทกำาลังกาย กำาลังใจ และปญญาใน การเสียสละช่วยเหลือพี่น้องในชุมชนให้มีศักยภาพในการดูแลสุขภาพของตนเอง จากการครองตน ครองคน ครองงาน ของ อสม. ดีเด่น ซึ่งเป็นการเสียสละที่ต่อเนื่องและใจรักในงานสาธารณสุขมูลฐาน ในขณะเดียวกัน สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้เตรียมความพร้อม ซักซ้อมความเข้าใจกับพี่น้องเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน ทั้งระดับจังหวัด และอำาเภอในบทบาทของครูฝก อสม. และครูพี่เลี้ยง ทั้ง 24 จังหวัด และ 201 อำาเภอ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพภาคประชาชน ในระดับพื้นที่ คือ 1) การพัฒนา อสม. ในประเด็น สมาร์ท อสม. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยฟนคืนชีพเบื้องต้นและการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล 2) ตำาบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ และอาสาสมัครประจำาครอบครัว 3) โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน และ 4) สุขศาลาพระราชทาน ซึ่งขณะนี้มีหลายพื้นที่ได้ดำาเนิน การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวแล้ว จากผลงานที่รายงานผ่านระบบออนไลน์ ในด้านภาคประชาชน ได้จัดอบรมหลักสูตรพัฒนา อสม. นักบริหารให้กับเครือข่ายชมรม อสม. ภาคกลาง โดยเน้นคณะกรรมการบริหารชมรม อสม. ภาคกลาง เป็นอีกแรงในการผลักดัน นโยบายงานสุขภาพภาคประชาชน ดังนั้น สถาบันฯ จึงขอขอบพระคุณทุกๆ ท่าน ทั้งเครือข่ายภาครัฐและภาคประชาชน ที่ให้ ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ สำาเร็จลุล่วงด้วยดี ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง จงคุ้มครองทุกท่านให้มีความสุขความเจริญตลอดไป นัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย บรรณาธิการ 2 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
บทบรรณาธิการ .......................................................................................................2 ปกหมุด อสม.ดีเด่น ภาคกลาง ปี 2561 ...................................................................4 ผลการคัดเลือก อสม.ดีเด่น ระดับเขต 4,5,6 และภาคกลาง ปี 2561 ......................6 ประวัติและผลงาน อสม.ดีเด่น ปี 2561 ...................................................................9 ผลของการเสริมสร้างพลังอำานาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและ การควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวยเบาหวาน โดย ปราการ อภิบาลศรี ..........................................................................................22 พฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายของประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่1 หมู่ที่ 3 หมู่ที่5 ตำาบลน้ำาเป็น อำาเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง โดย วิจิตร พิมพ์บุญ ..................................................................................................26 สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ในเขตสุขภาพที่ 6 โดย ภูริภัคพ์ พรหมมินทร์ และคณะ ........................................................................35 ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี โดย นิตยา ภาคมาลี .................................................................................................46 สารบัญ 3 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561
การคัดเลือก อสม.ดีเด่น ระดับเขต 4,5,6 และภาคกลาง ปี 2561 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้รับมอบหมายให้ เป็นเจ้าภาพในการดำาเนินการการคัดเลือก อสม.ดีเด่น ระดับเขต 4, 5, 6 และภาคกลาง ปี 2561 ซึ่งมี ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย อสม.ดีเด่นระดับจังหวัด 11 สาขา ประธาน อสม.ระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขคณะกรรมการ ผู้สังเกตการณ์ และแขกผู้มีเกียรติ จำานวนมากกว่า 300 คน/วัน ซึ่งการ คัดเลือก อสม.ดีเด่น ได้แบ่งการคัดเลือกออกเป็น 3 วัน ดังนี้ วันที่ 25 ธันวาคม 2560 พนส.ภาคกลาง จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือก อสม. ดีเด่น ภาคกลาง ปี 2561 โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกในการสนับสนุน คณะกรรมการในการคัดเลือกดังกล่าว วันที่ 26 ธันวาคม 2560 แพทย์หญิงประนอม คำาเที่ยง อธิบดี กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้เกียรติมาเป็นประธานเปดการคัดเลือก อสม.ดีเด่น ระดับเขตสุขภาพที่ 4, 5 และ 6 ภาคกลาง ประจำาปี 2561 มีการนำาเสนอผลงานคัดเลือก อสม.ดีเด่น 11 สาขา จำานวน 12 จังหวัด ประกอบด้วย เขตสุขภาพที่ 4 : 8 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และ นครนายก เขตสุขภาพที่ 5 : 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 27 ธ.ค 60 นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการ เขตสุขภาพที่ 6 ประธานเปดการประกวด อสม.ดีเด่น ระดับเขต 4, 5, 6 และภาคกลาง ปี 2561 การนำาเสนอผลงานคัดเลือก อสม.ดีเด่น 11 สาขา จำานวน 12 จังหวัด ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 5 : 4 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม เขตสุขภาพที่ 6 : 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปราจีนบุรี และสระแก้ว 4 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้รับมอบหมายให้ เป็นเจ้าภาพในการดำาเนินการการคัดเลือก อสม.ดีเด่น ระดับเขต 4, 5, 6 และภาคกลาง ปี 2561 ซึ่งมี ปักหมุด อสม. ดีเดนภาคกลาง ป 2561
5 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรม อสม.ดีเด่น ภาคกลาง ปี 2561 10 - 11 มกราคม 2561 การประชุม แลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรม อสม. ดีเด่น ภาคกลาง ปี 2561 หวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนา “1 อสม. 1 นวัตกรรมสุขภาพ” กิจกรรมการประชุมประกอบด้วย การแสดง ความยินดีกับ อสม.ดีเด่นภาคกลาง ปี 2561 การแลกเปลี่ยน มุมมอง ประสบการณ์การคัดเลือก อสม. ดีเด่นระดับชาติ การนำาเสนอผลงาน “1 อสม. 1 นวัตกรรมสุขภาพ” และการเติมเต็มกำาลังใจให้กับ อสม. โดยรุ่นพี่ อสม. ดีเด่นระดับชาติ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย อสม.ดีเด่นภาคกลาง ปี 2560และ 2561 พี่เลี้ยงระดับจังหวัดและ พิ้นที่ ประธาน อสม. จังหวัด สบส. 4, 5, 6 และ กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน การร่วมคัดเลือก อสม.ดีเด่น ระดับชาติ ปี 2561 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ส่งเจ้าหน้าที่ร่วม ให้กำาลังใจ อสม.ดีเด่น ภาคกลาง ในการร่วมคัดเลือก อสม.ดีเด่นระดับชาติ ปี 2561 งานวัน อสม.แห่งชาติ ปี 2561 ในปีพุทธศักราช 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้กำาหนดจัดงานวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ ระหว่าง วันที่ 19-20 มีนาคม พ.ศ. 2561 ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการ และ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มเปาหมายในการเข้าร่วมงานจำานวน 1,400 คน เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญกำาลังใจและเชิดชูเกียรติให้แก่อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน (อสม.) ที่ได้ทำาความดีความชอบมีผลงานอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศและ ประชาชนอันเป็น ที่ประจักษ์แก่สังคม สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ส่งเจ้าหน้าที่ร่วม งานวัน อสม.แห่งชาติ ปี 2561
6 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ผลการคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้ าน (อสม.) ดีเด่น ระดับเขตสุขภาพที่ 4, 5, 6 และภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา อสม.ดีเด่น ระดับ ชื่อ - สกุล / ที่อยู่ เบอร์โทร 1. การเฝาระวัง ปองกันและควบคุม โรคติดต่อ ภาค นายบงกต อินทร์ประสาท 67/3 หมู่ 8 ต.วังเย็น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา 0856985546 เขต 4 นายวันชัย อ่อนมั่ง 36/2 ม.4 ต.บางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เขต 5 นางละออง ถ้ำาแก้ว 84 ม.13 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี 2. การส่งเสริม สุขภาพ ภาค นางสาวจันทัน ด้วงเดช 84 ม.7 ต.พนมทวน อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี 0895492350 เขต 4 นางวิไล อิ่มสบาย 49 ม.2 ต.ลำาตาเสา อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เขต 6 นางฉวีวรรณ พุ่มพวง 50/1 ม.6 ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา 3. สุขภาพจิตใน ชุมชน ภาค นางสุชาทิพย์ บุญมี 117/202 ม.3 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เขต 4 นางชอบจิต แสงวอน 65/1 ม.1 ต.พระงาม อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี 0848762075 เขต 5 นางประมณฑ์นิษฐ์ ดีรัมย์ 44 ม.2 ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 0836995564 4. การปองกันและ แก้ไขปญหายา เสพติดในชุมชน ภาค นางสาวณัฐกมล สว่างอารมย์ 151 ม.6 ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก เขต 5 นายวีระวุฒิ กลมเกลี้ยง 48/2 ม.6 ต.ปากแพรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคิรีขันธ์ 0879063130 เขต 6 นายอิทธิพงษ์ ทิพย์วรรณ์ 15 ม.16 ต.บ้านแก้ง อ.เมือง จ.สระแก้ว 0870952802
7 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ผลการคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้ าน (อสม.) ดีเด่น ระดับเขตสุขภาพที่ 4, 5, 6 และภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา อสม.ดีเด่น ระดับ ชื่อ - สกุล / ที่อยู่ เบอร์โทร 5. การบริการใน ศูนย์สาธารณสุข มูลฐานชุมชน (ศสมช.)และการ สร้างหลักประกัน สุขภาพ ภาค นายบพิตร ทองขาว 48 ม.4 ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก 0856985546 เขต 5 นายสามารถ รอดเพ็ชร 17 ม.17 ต.บ่อสุพรรณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เขต 6 นางอำาภา เชาวนทรงธรรม 1734/110 ม.8 ต.สำาโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 0899277921 6. การคุ้มครองผู้ บริโภคด้านสุขภาพ ภาค นางเสาวรี ภูวนกลกรรม 1699/1 ม.1 ต.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 038553047 เขต 4 นางสาวสำาเริง ศิริพันธ์ 117 ม.4 ต.ซอนสมบูรณ์ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี 0865249664 เขต 5 นางสาวศิริพร จานทอง 756/29 ม.2 ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี 864484857 7. ภูมิปญญาท้อง ถิ่นด้านสุขภาพ ภาค นางกนกกร ดงหลง 23 ม.4 ต.หนองโดน อ.หนองโดน จ.สระบุรี 0924984645 เขต 5 นางจิราวรรณ อินทรกุล 84 ม.1 ต.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี 0927856195 เขต 6 นางสาวศรีวรรณ รอดภัย 23/1 ม.1 ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 8. การปองกันและ แก้ไขปญหาเอดส์ ในชุมชน - - - - เขต 4 นางสาวภัทราภรณ์ ศุภเวที 89 ม.4 ต.มารวิชัย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา 0819863138 เขต 5 นางวรรณี สะราคำา 46 ม.2 ต.ปาสะแก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 0890602184
8 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ผลการคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้ าน (อสม.) ดีเด่น ระดับเขตสุขภาพที่ 4, 5, 6 และภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา อสม.ดีเด่น ระดับ ชื่อ - สกุล / ที่อยู่ เบอร์โทร 9. การจัดการ สุขภาพชุมชน ภาค นางสาวนิสานาถ มีศักดิ์ 28 ม.6 ต.เขาล้าน อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0848841652 เขต 4 นางชูศรี ตรีนะภา 1/2 ม.5 ต.เสนา อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา 0898082194 เขต 6 นางสาวสารี่ วันเทวิน 77/57 ม.2 ต.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 0852805354 10. นมแม่ และ อนามัยแม่และเด็ก ภาค นางศศิมา โตะอาด 23/3 ต.ดอนเกาะกา อ.บางน้ ำาเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา 0860137344 เขต 4 นางสาวมธุรส เขาวงษ์ 161/1 ม.1 ต.หนองเมือง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เขต 5 นางสาววราภรณ์ คำาพาลี 175 ม.4 ต.ดอนกรวย อ.ดำาเนินสะดวก จ.ราชบุรี 0827214145 11. สาขาทันต สุขภาพ ชาติ นางสาวจำาเนียร คุ้มวัน 15 ม.4 ต.วัดแก้ว อ.บางแพ จ.ราชบุรี เขต 4 นางสมควร มั่นใจ 57/3 ม.2 ต.ศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง 0868906114 เขต 6 นางวาสนา พันพลูวงษ์ 97 ม.10 ต.ซับมะกรูด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว 0935759907
9 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 แบบประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นประจําหมู่บ้านระดับชาติ ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขาทันตสุขภาพ ชื่อ-นามสกุล นางสาวจำาเนียร คุ้มวัน เลขที่บัตรประชาชน 3-7006-00163-97-9 ระยะเวลาเปน อสม. 15 ปี อายุ 57 ปี การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย ที่อยู่ 15 หมู่ 4 ตำาบลวัดแก้ว อำาเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี อาชีพ รับจ้าง ผลงานเด่น/นวัตกรรม นวัตกรรมกระบวนการ “จากพี่สู่น้อง จากบ้านฉันสู่บ้านเธอ” เป็นการต่อยอดนวัตกรรมจากการ ดำาเนินงานตำาบลวัดแก้วเข้มแข็ง ครอบครัวผูกพัน ลูกรักฟนดี โดยให้พี่ที่เคยเข้าร่วมโครงการตำาบล วัดแก้วเข้มแข็งฯ เป็นแบบอย่างให้น้อง มีพี่น้องทั้งหมด 5 คู่ สามารถเป็นแบบอย่างให้กันได้เป็นอย่างดี นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ “ฝาชีมหัศจรรย์” เป็นการตรวจเช็คเรื่องการแปรงฟนในครอบครัว โดย ทำาที่เก็บแปรงสีฟนโดยใช้ฝาชี แบ่งเป็นรายบุคคลและเวลา คนในบ้านสามารถช่วยกันตรวจสอบการ แปรงฟนของกันและกันได้ นวัตกรรมสื่อการสอน “เลขเด็ดฟนดี 2 - 6” ใบแดง ฟนดี อสม.แจกให้กับผู้ต้องรับบริการทันตกรรม เป็นช่องทางด่วนพิเศษที่ รพ.สต.จัดไว้ให้ แต่งเพลงประกอบการสอนเกี่ยวกับทันตสุขภาพ ผลสำาเร็จที่ภาคภูมิใจ โครงการ ตำาบลวัดแก้วเข้มแข็ง ครอบครัวผูกพัน เด็กเล็กฟนดี ปี 2556 - 2560 ก่อให้เกิด กิจกรรมและนวัตกรรมต่อยอดจากโครงการฯ หญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กเล็ก มีอัตราฟนผุลดลง เด็กก่อนวัยเรียนในศูนย์เด็ก มีฟนผุไม่เกินเกณฑ์ กลุ่มวัยเรียน มีโครงการ น้องประถมสดใส ฟนดี หุ่นดี อารมณ์ดี วัยรุ่นมีหมอฟนวัยมันส์ หรือ to be little dent วัยทำางาน วัยสูงอายุ ได้รับการคัดกรองทางทันตกรรมแบบเคาะประตูบ้าน พระภิกษุได้รับคำาแนะนำาและมี นวัตกรรม “สังฆทานอ่อนหวาน” โดยให้ความรู้ในประชาคมชุมชน ผู้ปวยติดเตียงได้รับการบริการ ด้านทันตกรรมอย่างทั่วถึง ผลงานรองชนะเลิศ รางวัล Lion Oral Health Award 2017 เป็นพื้นที่ศึกษาดูงานทันตสาธารณสุข โครงการเด็กเล็กฟนดี ถูกเผยแพร่ทาง ช่อง 9 อสมท RCTV
ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นประจําหมู่บ้านระดับภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา การเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ชื่อ นามสกุล นายบงกต อินทร์ประสาท เลขที่บัตรประชาชน 3-2409-00255-05-9 ระยะเวลาเปน อสม. 9 ปี อายุ 44 ปี เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย ที่อยู่ 67/3 หมู่ 8 ตำาบลวังเย็น อำาเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เบอร์โทรศัพท์ 085-698-5546 อาชีพ รับจ้าง ผลงานเด่น/นวัตกรรม เน้นการทำางานเป็นทีม เพื่อลดจำานวนผู้ปวยโรคไข้เลือดออก สร้างแรงจูงใจในการควบคุมโรค ให้ประชาชนตื่นตัวอยู่เสมอ ใช้โซเชียวมีเดียสื่อสังคมออนไลน์ ในการจัดตั้งไลน์กลุ่มในการควบคุม โรคในชุมชน ใช้นวัตกรรมต่างๆ ในการควบคุมปองกันโรคไข้เลือดออก เช่น นำาวัสดุเหลือใช้มาทำา ฝาปดตุ่ม ปูนแดงปองกันยุงไข่ ทำาพื้นรองนั่งจากตะไคร้หอมปองกันยุง ธนาคารปลาเพื่อชุมชน บ้าน ปลูกจิตสำานึก ปาย อสม. ประจำาบ้าน เพื่อให้ประชาชนติดต่อ แจ้งข่าวสารโรคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมทุกครัวเรือน ผลสำาเร็จที่ภาคภูมิใจ 1. ประชาชนมีความรู้สามารถสร้างกลไกในการดูแลตนเองและครอบครัว เพื่อเอาชนะโรคติดต่อ 2. ประชาชนในชุมชนเข้าร่วมเครือข่ายในการควบคุมเฝาระวังโรคติดต่อ ประวัติและผลงาน 10 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
11 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นประจําหมู่บ้านระดับภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขาการส่งเสริมสุขภาพ ชื่อ - สกุล นางสาวจันทัน ด้วงเดช ระยะเวลาเปน อสม. 22 ปี อายุ 51 ปี เกิดวันที่ 10 ตุลาคม 2509 การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ที่อยู่ 84 หมู่ 7 ตำาบลพนมทวน อำาเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 08 9549 2350 อาชีพ เกษตรกรรม ผลงานเด่น การดำาเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและปองกันโรคเรื้อรังในกลุ่มวัยต่างๆ คือ 1. กลุ่มวัยเรียน โดยจัดทำาโครงการ “ชุมชนร่วมใจ ใส่ใจเด็กอ้วน” 2. วัยทำางาน โดยส่งเสริมการออกกำาลังกาย บาสโลบไลน์แดนซ์ ทำาให้กลุ่มเสี่ยงได้ออกกำาลัง กาย โดยใช้นวัตกรรม “บาสโลบ ยืดชีวิต พิชิตพุงโต” 3. กลุ่มปวย เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง ทำาการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอด เลือด (CVD Risk) 4. กลุ่มผู้สูงอายุ/พิการ โดยได้รวมกลุ่มผู้สูงอายุติดสังคมและกรรมการชมรมผู้สูงอายุ จัดกิจกรรม “ไม่ลืม ไม่ล้ม ไม่ซึมเศร้า” ตั้งเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ นิมนต์หลวงพ่อเป็นครูใหญ่ มีกิจกรรมร้องรำา ทำาเพลง ฝกอาชีพอย่างง่าย และออกกำาลังกายสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อปองกันการหกล้ม ผลงานที่ภาคภูมิใจ 1. นวัตกรรม “ธนาคารสะสมพุง” เพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการประเมินเปาหมาย ในการลดรอบเอวแบบง่ายๆ และประหยัดค่าใช้จ่าย ในการซื้อสายวัดรอบเอว 2. นวัตกรรม อสม. 4.0 ยุคใหม่ ปองกันภัยอัมพฤกษ์/ อัมพาต เพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการประเมิน ระดับความ เสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองซึ่งทำาให้ผู้ปวยและญาติ รู้สัญญาณเตือนภัยและสามารถจัดการตนเองได้
12 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นระดับภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา สุขภาพจิตในชุมชน ชื่อ สกุล นางสุชาทิพย์ บุญมี ระยะเวลาเปน อสม. 16 ปี (พ.ศ.2544) อายุ 61 ปี วัน เดือน ปีเกิด 12 มกราคม 2500 การศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น จ.เชียงราย ที่อยู่ปจจุบัน 117/202 ม.๓ ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ผลงานเด่น ดูแลสุขภาพจิตคนในชุมชนทุกกลุ่มวัย เน้นหนักในกลุ่มผู้สูงอายุติดบ้าน/ติดเตียง/ติดสังคม เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและภาคีเครือข่ายต่างๆ ด้วยหลัก 2 ประการ คือ 1. หลัก 3 ส. คือ ส.สอดส่องมองหา ค้นหากลุ่มปวยที่มีปญหาสุขภาพจิตและต้องการความ ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมทั้ง กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีปญหาสุขภาพจิต เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ปวยโรค เรื้อรัง, ส.สนใจรับฟง รับฟงและให้คำาปรึกษาอย่างมีสติ ตั้งใจ ใช้ภาษากายสื่อสาร, ส.ส่งต่อเชื่อมโยง ช่วยเหลือผู้มีปญหาสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตนเอง และส่งต่อเชื่อมโยงกับ รพ.สต. 2. หลักความสุข 5 มิติ คือ สุขสบาย จัดกิจกรรมออกกำาลังกายที่หลากหลาย เหมาะสมกับกลุ่มวัย เช่น ไม้พลอง โยคะ แอโรบิค ลีลาสไลน์แดนซ์, สุขสนุก จัดกิจกรรมนันทนาการและสร้างอาชีพให้คนใน ชุมชน เช่น การละเล่นพื้นบ้าน ชมรมทำายาหม่อง/น้ำาจุลินทรีย์/น้ำายาทำาความสะอาดบ้าน, สุขสง่า ก่อตั้ง “ชมรมผู้สูงอายุอุ่นไอรัก” มีการออมเงินเข้าชมรมวันละ 1 บาท เพื่อเป็นทุนในเยี่ยมไข้และ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน, สุขสว่าง ก่อตั้งกลุ่มไลน์ “ชมรมพรสว่างร่าเริง” เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ IT ได้ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ฝกฝนสมองและผ่อนคลายความเครียดผ่านการสื่อสารกับสมาชิก ในกลุ่มไลน์, สุขสงบ ใช้ธรรมะและการฝกสมาธิให้คนในชุมชนสามารถจัดการอารมณ์ตนเองได้ ความภาคภูมิใจ - เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งชมรมผู้สูงอายุอุ่นไอรัก และกลุ่มไลน์พรสว่างร่าเริง ทำาให้ผู้สูงอายุในชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมและได้รับการดูแลเอาใจใส่ทั้งด้านกาย จิต และสังคม - เป็นต้นแบบการเรียนรู้ให้แก่คนในชุมชน และชุมชนอื่นๆ ในการดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ - สามารถทำางานเป็นทีม ได้รับความไว้วางใจ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี เป็น แบบอย่างที่ดีในการครองตน ครองคน และครองงาน จนได้รับรางวัลพระราชทานโล่เชิดชูเกียรติสตรี ไทยดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย - ผู้สูงอายุสุขภาพกายและจิตดี พึ่งตนเองได้ ชุมชนอยู่ได้แบบยั่งยืน
13 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นระดับเขต/ภาค ภาคกลางประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน ชื่อ - สกุล นางสาวณัฐกมล สว่างอารมณ์ ระยะเวลาเปน อสม. 15 ปี อายุ 46 ปี วัน เดือน ปีเกิด เกิดวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2514 การศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ที่อยู่ปจจุบัน 151 หมู่ที่ 6 บ้านดอน ตำาบลศรีกะอาง อำาเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ผลงานเด่น บุคคลต้นแบบ : กิจกรรมพี่สอนน้องเยาวชนคนดีของสังคม สามารถดูแลกลุ่มเพื่อนๆ ในชุมชน สามารถให้คำาปรึกษาแนะนำาการปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากยาเสพติด ครอบครัวต้นแบบ : กิจกรรมพ่อสอนลูกสร้างครอบครัวอบอุ่นดูแลกันเองในครอบครัว ต้นกล้าสีขาว : เป็นธงสัญลักษณ์แห่งความดี ศูนย์สัมพันธ์ต้านยาเสพติด: เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำาความดี การแจ้งข้อมูลข่าวสาร ด้านยาเสพติด ,เป็นจุดนัดพบในการจัดเวทีประชาคม ในกลุ่มแกนนำา ประชาชนและเยาวชนในหมู่บ้าน นโยบายสาธารณะ o ใครเสพยาเสพติด/ค้ายาเสพติด ถูกทอดทิ้งจากสังคม o ยกย่องเชิดชูคนดี o ธงต้นกล้าสีขาวประจำาบ้าน o วัดปลอดเหล้า o ร้านค้าขายสุราเป็นเวลา ความภาคภูมิใจ - ไม่พบผู้เสพ ผู้ติด ผู้ขายรายใหม่ขึ้นในหมู่บ้าน - ผู้ผ่านการบำาบัด 2 รายไม่กลับไม่ใช้ยาซ้ำา - แกนนำาเยาวชนต้นกล้า 46 คน ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด - ครอบครัวที่มีปญหาทะเลาะวิวาทกันประจำา ลดลงเหลือ 4 ครอบครัว - เกิดนโยบายสาธารณและข้อบังคับหมู่บ้านในการแก้ไขปญหายาเสพติด - เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าสีขาวสามารถดูแลกันเองได้ - ปญหายาเสพติดในชุมชนของดิฉันลดลง
14 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นระดับภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา การบริการในศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.) และการสร้างหลักประกันสุขภาพ ชื่อ สกุล นายบพิตร ทองขาว ระยะเวลาเปน อสม. 14 ปี อายุ 56 ปี วัน เดือน ปีเกิด 9 พฤษภาคม พ.ศ.2504 การศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่อยู่ปจจุบัน 48 หมู่ที่ 4 บ้านคลองกะโดน ตำาบลศรีกะอาง อำาเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ผลงานเด่น นวัตกรรม การให้บริการในศสมช. ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง - อ้วน - รอบเอวเกินมาตรฐาน - ค่าน้ำาตาลในเลือด/ค่าความดันโลหิต เกินเกณฑ์มาตรฐาน - สูบบุหรี / ดื่มสุรา เปนนวัตกรรมต่อยอดจาก “เก้าอี้สามสี” ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ทำากันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2558 โดยการสนับสนุน งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำาบลศรีกะอางในการดำาเนินกิจกรรม งบประมาณจากกองทุน 2 บาท สร้างสุขภาพสนับสนุนในการ จัดทำาเสื้อ เปาหมาย คือ กลุ่มเสี่ยงที่ยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้จากปีที่แล้ว รวมกับกลุ่มเสี่ยงใหม่ที่เกิดจาก คัดกรองในปีปจจุบัน กลุ่มเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้แล้วให้เป็นพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงทำากลุ่ม 1 : 3 (กลุ่มเสี่ยงที่เหลือ + กลุ่มเสี่ยงใหม่) ตาม ความคาดหวัง ว่า อยากให้ทุกคนในชุมชนมีสุขภาพดี โดย มี คือ - เพื่อให้คนปกติอยู่แบบปกติสุข - คนกลุ่มเสี่ยงกลายเป็นคนปกติ - คนปวยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ความภาคภูมิใจ ความสำาเร็จของการบริการใน ศสมช. คือ การสร้างสุขภาพแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่องและ ยั่งยืน ยึดหลักการทำางานโดยใช้บริบทของชุมชนเป็นพื้นฐานในการดำาเนินงาน - อ้วน เปนนวัตกรรมต่อยอดจาก “เก้าอี้สามสี” ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ทำากันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2558
15 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นประจําหมู่บ้านระดับภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ชื่อ - สกุล นางเสาวรี ภูวนกลกรรม ระยะเวลาเปน อสม. 11 ปี อายุ 54 ปี เกิดวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 การศึกษา - ที่อยู่ 1699/1 หมู่ 1 ต.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เบอร์โทรศัพท์ 038 553043 ผลงานเด่น 1. นวตกรรม “น้องตุกตาขยันบอก” เพื่อแก้ไขปญหาการแชร์ข้อมูลข่าวสารทางโลกออนไลน์ ที่ไม่ถูกต้อง ชวนเชื่อ และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชนในอำาเภอพนมทวน ผ่าน กลุ่มไลน์ของศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคเทศบาลตำาบลพนมสารคาม 2. เป็นผู้มีบทบาทในการนำาเสนอปญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่อำาเภอพนมสารคาม เพื่อบรรจุโครงการแก้ไขปญหาไว้ในแผนสุขภาพชุมชนตลาดท่าเกวียน และได้รับการสนับสนุน งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำาบลพนมสารคาม 3. ในการดำาเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ได้แบ่งการดำาเนินการใน 4 ด้าน คือ ด้านการผลิตอาหาร แบ่งเป็น 2 ส่วน กิจกรรมส่งเสริมภาคครัวเรือน และ ส่งเสริมภาค ร้านค้าจำาหน่ายอาหาร ด้านการตรวจสอบอาหาร ทำางานร่วมกับชมรมผู้ประกอบการร้านค้าในเทศบาล ภาคี เครือข่ายต่างๆ ออกตรวจร้านจำาหน่ายอาหารสดและอาหารแห้ง พร้อมกับสุ่มตรวจตู้น้ำาหยอดเหรียญ ด้านการควบคุมคุณภาพอาหาร จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพเทศบาลตำาบล พนมสารคาม ด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร จัดทำานวตกรรมที่มี QR cord ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ผลงานที่ภาคภูมิใจ 1. การได้รับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ “อาหารปลอดภัย สะอาด รสชาติอร่อย ปลอดโฟม ปลอดแอลกอฮอล์” ในงานเทศกาลอาหารปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์ ได้รับรางวัล 3 ปี ต่อเนื่อง จากการดำาเนินงานคุ้มครอง ผู้บริโภคที่ได้ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนในเทศบาลตำาบลพนมสารคาม รวมถึงร้านค้า และผู้ประกอบการ โดยทำางานกันกับหลายภาคส่วนที่เป็นภาคีเครือข่ายจนเกิดผลสำาเร็จในการดำาเนินงาน
16 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านดีเด่นระดับภาค ประจําพุทธศักราช 2561 สาขา ภูมิปัญญาท้องถิ่ นด้านสุขภาพ ชื่อ - นามสกุล นางกนกกร ดงหลง เลขที่บัตรประชาชน 3 1908 00024 01 3 ระยะเวลาเปน อสม. 31 ปี อายุ 50 ปี เกิดวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีพ รับจ้าง ที่อยู่ 23 ม. 4 ต.หนองโดน อ.หนองโดน จ.สระบุรี เบอร์โทรศัพท์ 092 4984645 ผลงานเด่น - เป็นแกนนำาในการดำาเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมแพทย์แผนไทยและ ภูมิปญญาท้องถิ่น ในการแก้ไขปญหาสุขภาพในชุมชน โดนการร่วมแรงร่วมใจกับคนในชุมชนในการ ค้นหาปญญา วางแผนแก้ไขเพื่อขจัดปญหา และสร้างให้คนในชุมชนรู้สึกรักในถิ่นฐานของตน โดย กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ทำางานแบบเครือข่าย ยึดหลักการดำาเนินงานภายใต้ 3 จ จ ที่ 1 จน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้อยู่อย่างพอเพียง จ ที่ 2 เจ็บปวย ลดอัตราเสี่ยงต่อการเจ็บปวยจากโรคที่ปองกันได้ จ ที่ 3 จาก เมื่อถึงคราวจากญาติหรือคนในชุมชนก็ให้จากไปด้วยวัยชราเท่านั้น ไม่ใช่จากไป ด้วยโรคภัย - เป็นผู้เผยแพร่ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยและภูมิปญญาท้องถิ่น รวมทั้งการนวดฝาเท้าให้แก่ กลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่ม อสม. พระ นักเรียน ผู้นำาชุมชนและคนในชุมชน เพื่อไปใช้ประโยชน์และเป็นแกน นำาหลักในการถ่ายทอดในชุมชน - ส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัวและสมุนไพรพื้นบ้านไว้กินไว้ใช้เองในครัวเรือนอย่างน้อย 10 อย่าง - นวัตกรรม ยาตำารับลูกกลอยมะกรูด, ลูกมะกรูดปองกันนิ้วล็อคและแก้อาการชามือชาเท้า ผลสำาเร็จที่ภาคภูมิใจ - การที่สามารถนำาเอาภูมิปญญาท้องถิ่นที่ได้รับสืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ มาใช้ประโยชน์ ต่อตนเอง ครอบครัว และช่วยเหลือคนชุมชุนโดยใช้ภูมิปญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมที่ร่วมกับคนใน ชุมชนมาใช้ประโยชน์ ทำาให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี สามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ เกิดการสายต่อการ ใช้ภูมิปญญาท้องถิ่น มองเห็นคุณค่าภูมิปญญาท้องถิ่นมาขึ้น ทั้งยังร่วมผลักดัน สนับสนุน ชื่นชมและยินดี
17 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นระดับภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา การจัดการสุขภาพชุมชน ชื่อ - สกุล นางสาวนิสานาถ มีศักดิ์ เลขที่บัตรประชาชน 3770300290878 ระยะเวลาเปน อสม. 10 ปี อายุ 39 ปี เกิดวันที่ 18 สิงหาคม 2521 การศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่อยู่ 28 หมู่ 6 ตำาบลเขาล้าน อำาเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77130 เบอร์โทรศัพท์ 084-8841652 อาชีพ แพทย์ประจำาตำาบลเขาล้าน,ลูกจ้างเลี้ยงแตนเบียน สำานักงานเกษตรอำาเภอทับสะแก, เกษตรกร ผลงานเด่น พ.ศ. 2550 ได้เข้าเป็น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน จนถึงปจจุบัน และได้เรียนรู้ งานด้านสุขอนามัย การดูแลสุขภาพของคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ได้มีโอกาสเข้ามาทำางานในชมรม สร้างสุขภาพบ้านทุ่งกลาง พร้อมทั้งมีโอกาสมีส่วนร่วมนำาหมู่บ้านไปร่วมประกวดผลงานของชมรม สร้างสุขภาพ โดยได้ทำาหน้าที่เป็นผู้นำาเสนอ หมู่บ้านได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด 2 ปีติดต่อกัน และในปี 2558 ได้เข้าร่วมประกวดหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ประจำาปี 2557 ซึ่งในปี 2559 ได้รับโล่พระราชทานประกาศเกียรติคุณ เนื่องในโอกาสที่เป็นหมู่บ้านที่มีความมุ่งมั่นดำาเนินงานโครงการเฉลิมพระเกียรติ 57 พรรษา และในปี 2559 ได้เข้าร่วมประกวด อสม.ดีเด่นประจำาปีงบประมาณ 2558 ระดับเขต สาขาการส่งเสริมสุขภาพ ผลสำาเร็จที่ภาคภูมิใจ 1. การดำาเนินงานกิจกรรมเกี่ยวกับการเฝาระวังและปองกันยาเสพติดและได้รับเป็นหมู่บ้าน ชุมชนเข้มแข็งปลอดยาเสพติด ปี 2559 2. การดำาเนินงานโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ หมู่บ้านได้รับรางวัลหมู่บ้านที่มีการ พัฒนาหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดโรค มะเร็ง โรคความดัน หัวใจและหลอดเลือด ดีเด่น ระดับจังหวัดปี 2557 3. การดำาเนินงานด้านการบริหารจัดการศัตรูพืชของชุมชนของหมู่บ้านได้รับรางวัล ชนะเลิศ อันดับ 1 ระดับจังหวัด ในการประกวดศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ปี 2559 4. การดำาเนินงานด้านการบริหารจัดการศัตรูพืชของชุมชนของหมู่บ้านได้รับรางวัล รองชนะเลิศ อันดับ 1 ระดับเขต ในการประกวดศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ปี 2559 5. การดำาเนินงานการจัดการสิ่งแวดล้อมโครงการบ้านสวยเมืองสุข ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับ อำาเภอ และรางวัลชมเชยระดับจังหวัด ปี 2559
18 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ประวัติและผลงาน อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นระดับภาคกลาง ประจําปีพุทธศักราช 2561 สาขา นมแม่ และอนามัยแม่และเด็ก ชื่อ - นามสกุล นางศศิมา โตะอาด เลขที่บัตรประชาชน 1 1006 00171 36 9 ระยะเวลาเปน อสม. 7 ปี อายุ 29 ปี เกิดวันที่ 14 ต.ค. 2531 การศึกษา มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่อยู่ 23/3 หมู่ 3 ตำาบลดอนเกาะกา อำาเภอบางน้ำาเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เบอร์โทรศัพท์ 086-0137344 อาชีพ ครูสอนศาสนา ผลงานเด่น 1. แซนวิชพิชิตน้ำานม เพื่อใช้เพิ่มน้ำานมแม่ และลดอาการคัดเต้านม โดยใช้สมุนไพรมาช่วยใน การผ่อนคลายและการนำาไปนึ่งให้เกิดความร้อนเพื่อลดอาการคัดของเต้านม 2. ชุดมุสลิมให้นมบุตร เพื่อให้สะดวกต่อการให้นมบุตรนอกสถานที่ โดยการตัดเย็บให้สะดวก ต่อการใช้งาน 3. มือมหัศจรรย์(ชุดส่งเสริมพัฒนาการ) เพื่อเป็นสื่อในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก โดยใช้ถุงมือ ที่มีอยู่ในบ้านมาปะติดด้วยเศษผ้าให้สวยงามมีสีสันสดใส ผลสำาเร็จที่ภาคภูมิใจ 1. ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดเล่านิทานเนื่องในงานวันรวมพลคนเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ ปี 2554 2. ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและให้คำาแนะนำาแก่มารดาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด ทำาให้ลูกที่เกิดมาได้รับนมแม่ตั้งแต่แรกคลอดจนกระทั่งอายุ 2 ปี เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งช่วยส่งเสริม การกระตุ้นพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี 3. จากการที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทำาให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง เป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย มีจิตใจ ที่เมตตา อ่อนโยนและมีสติปญญาดี นอกจากนี้ยังพบว่าจำานวนหญิงตั้งครรภ์ในชุมชน ฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ผลของการเสริมสร้างพลังอำานาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมระดับ น้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวยเบาหวาน บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง(quasi - experiment research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างพลังอำานาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และการควบคุมระดับ น้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มทดลองที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้ปวยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ ในพื้นที่ตำาบลวังกระแจะ อำาเภอเมือง จังหวัดตราด จำานวน 50 คน เป็นการศึกษาแบบ 1 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง ใช้ระยะเวลาในการเสริมพลังอำานาจแก่ผู้ปวยโรคเบาหวาน เป็นระยะเวลา 6 เดือน เครื่องมือที่ใช้การวิจัยประกอบด้วย คู่มือการปฎิบัติตนของผู้ปวยเบาหวาน แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองผู้ปวยเบาหวาน ผลการศึกษา พบว่าพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการดูแลเท้า การจัดการความเครียด การปองกันภาวะแทรกซ้อน และการออกกำาลังกาย ของผู้ปวยเบาหวานมีความสัมพันธ์กับการได้รับการเสริมพลังอำานาจ และเมื่อทดสอบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง และค่าระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวยเบาหวาน ก่อนและหลังการทดลอง พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (p<0.05) ควรนำากระบวนการเสริมพลังอำานาจในด้านพฤติกรรมการดูแลตนเองไปใช้ในการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ปวยเบาหวานเพื่อให้สามารถควบคุมระดับ น้ำาตาลในเลือดได้ และอาจนำาไปพัฒนาใช้ในการดูแลผู้ปวยโรคเรื้อรังอื่นๆ เพื่อปองกันภาวะ แทรกซ้อนต่างๆ ต่อไป คำาสำาคัญ : * นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบลบ้านท้ายวัง ตำาบลวังกระแจะ อำาเภอเมือง จังหวัดตราด ปราการ อภิบาลศรี * 19 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561
บทนำา เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปญหาสำาคัญ ทางด้านสาธารณสุข เป็นภัยคุกคามที่ลุกลามอย่าง รวดเร็วไปทั่วโลก จากสภาวะความเป็นอยู่และวิถี ชีวิตที่เปลี่ยนไป ปจจุบันพบผู้ปวยเบาหวานมากขึ้น ทั้งในเมืองและในชุมชน ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา ทางเศรษฐกิจอย่างมาก ดังข้อมูลจากรายงานสถิติ สุขภาพทั่วโลกปี พ.ศ. 2555 ขององค์การอนามัยโลก พบว่า 1 ใน 10 ของประชาชนในวัยผู้ใหญ่ปวย เป็นโรคเบาหวาน(1) และสอดคล้องกับข้อมูลส มาพันธ์เบาหวานนานาชาติ(2)ได้รายงานว่าใน ปจจุบันทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน 4 ล้านคนต่อปี เฉลี่ย 8 วินาทีต่อ 1 คน สำาหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำานักนโยบาย และยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข จะมีผู้ปวย โรคเบาหวานประมาณ 10 ล้านคนในปี พ.ศ. 2568 คาดการณ์ว่าผู้ปวยเบาหวานจะเพิ่มเป็น ร้อยละ 3.70 ของประชากรไทย(3) และพบคนไทยนอน รักษาตัวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยโรคเบาหวาน เพิ่มขึ้น 4.02 เท่า เฉพาะปี พ.ศ. 2557 มีผู้ปวยเบาหวานที่นอนรักษาตัวที่ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 558,159 ครั้ง หรือคิดเป็นชั่วโมงๆ ละ 64 ครั้ง(4) สำาหรับจังหวัดตราดอัตราปวยด้วยโรค เบาหวาน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจาก 840 ต่อแสน ประชากรในปี 2558 เป็น 850 ต่อแสนประชากร ในปี 2559(5) โดยเฉพาะในพื้นที่อำาเภอเมือง จังหวัดตราดมีแนวโน้มผู้ปวยเบาหวานเพิ่มขึ้น ทุกปี ประกอบกับผู้ปวยเบาหวานส่วนใหญ่ยังมี พฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี ในด้านการรับประทาน อาหาร ทำาให้ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำาตาล ในเลือดได้ อีกทั้งโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ จำาเป็นต้องดูแล รักษาไปตลอดชีวิต(6) สอดคล้องกับการศึกษาของ ประอรทิพย์ สุทธิสาร (7) พบว่า การรักษาผู้ปวย โรคเบาหวานเกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ทำาให้ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา เป็นภาระ ของผู้ปวย ครอบครัว ชุมชน และระดับประเทศ จากแนวโน้มผู้ปวยโรคเบาหวาน ที่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลผู้ปวยโรค เบาหวานให้ควบคุมระดับน้ำาตาลได้ประมาณ 3.50 - 8.40 หมื่นล้านบาทต่อปี และ ผู้ปวยเบาหวาน ที่ได้รับการรักษาสามารถควบคุมระดับน้ำาตาลให้ อยู่ในเกณฑ์ (น้อยกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ได้เพียงร้อยละ 28.50 เท่านั้น(8) จากการทบทวน วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า สาเหตุที่ผู้ปวยไม่ สามารถปฏิบัติตนในการควบคุมระดับน้ำาตาลใน เลือดได้นั้น เนื่องจากผู้ปวยขาดความตระหนัก ถึงความรุนแรงของโรค และขาดทักษะในการ ดูแลตนเอง(9) กระบวนการให้สุขศึกษาแก่ผู้ปวย เบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำาตาลในเลือดได้ รวมทั้งปรับพฤติกรรมการดูแลตนเองให้เหมาะสม กับสภาพการเจ็บปวย เพื่อการดำารงชีวิตได้อย่าง เป็นปกติสุข คือ การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ปวยตระหนัก ถึงความสำาคัญในการดูแลตนเองที่ดี และต้อง เกิดจากความต้องการของผู้ปวยเอง(10) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านท้ายวัง ตำาบลวังกระแจะ อำาเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ ที่มีหน้าที่ให้บริการ ให้ความรู้ สนับสนุน และให้คำาปรึกษาแก่ผู้ ปวยเบาหวาน จากการติดตามประเมินผลการ ปฏิบัติงานที่ผ่านมา พบว่าปี พ.ศ. 2558 มีผู้ปวย เบาหวานพื้นที่รับผิดชอบ จำานวน 1103 รายและ มากกว่าครึ่งหนึ่งไม่สามารถควบคุมระดับน้ำาตาล ในเลือดได้ มีผลให้ผู้ปวยต้องมาพบแพทย์บ่อยขึ้น หรือเจ็บปวยต้องพักรักษาในโรงพยาบาล เสียเวลา และค่าใช้จ่ายมากขึ้น เกิดภาวะเครียด และหมด กำาลังใจในการดูแลตนเอง ดังนั้น การเสริมสร้างพลังอำานาจต่อพฤติกรรม การดูแลตนเอง เพื่อควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือด เป็นก ร ะบ วนก า รส่งเส ริมก า รมีส่ วน ร่ วม (collaboration) ของสมาชิกกลุ่มผู้ปวยเบาหวาน จะทำาให้ผู้ปวยเกิดการเรียนรู้และยอมรับ นำาไปสู่ การปรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดูแลตนเอง 20 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
ให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา ผลของการเสริมสร้างพลังอำานาจในผู้ปวย เบาหวาน เพื่อใช้แนวทางเสริมสร้างพลังอำานาจ ให้ผู้ปวยโรคเรื้อรังอื่นๆ ให้สามารถปรับเปลี่ยน พฤติกรรมที่ดี สามารถควบคุมโรคและมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีต่อไป วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างพลัง อำานาจในผู้ปวยเบาหวานชนิดที่ 2 กับพฤติกรรม การดูแลตนเอง และระดับน้ำาตาลในเลือด 2. เพื่อหาความสัมพันธ์ของการเสริมพลัง อำานาจกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับ น้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวยเบาหวานชนิดที่ 2 3. เพื่อหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำาตาลใน เลือด ของผู้ปวยเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลัง การได้รับเสริมพลังอำานาจ ขอบเขตการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experiment research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างพลังอำานาจต่อ พฤติกรรมการดูแลตนเองใน ด้านการควบคุม อาหาร การดูแลเท้า การออกกำาลังกาย การใช้ยา การจัดการกับความเครียด และการออกกำาลังกาย ของผู้ปวยเบาหวาน ในพื้นที่ตำาบลวังกระแจะ อำาเภอเมือง จังหวัดตราด เท่านั้น วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi - experiment research) แบบ 1 กลุ่ม วัดก่อนผลและหลังการทดลอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็น ผู้ปวยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยจาก แพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำาตาล ในเลือดไม่ได้ ในพื้นที่ตำาบลวังกระแจะ อำาเภอเมือง จังหวัดตราด ส่วนกลุ่มทดลองได้แก่ผู้ปวยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรค เบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ ในพื้นที่ตำาบลวังกระแจะ อำาเภอเมือง จังหวัดตราด จำานวน 50 คนซึ่งคัดเลือกโดยมีเกณฑ์การคัดเลือก กลุ่มตัวอย่าง คือเป็นผู้ปวยที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีระยะเวลาการเจ็บปวย ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่จริง ในพื้นที่ตำาบล วังกระแจะ อำาเภอเมือง จังหวัดตราด ในช่วง ปีงบประมาณ 2559 อายุระหว่าง 35 - 59 ปี ทั้งเพศหญิงและเพศชาย มีระดับน้ำาตาลในเลือด ที่ได้รับการเจาะจากคลินิกเบาหวานครั้งสุดท้าย ไม่เกิน 1 เดือน มีค่าตั้งแต่ร้อยละ 200 ขึ้นไปไม่มี ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้า ร่วมกระบวนการเสริมพลังอำานาจ และการดูแล ตนเองในชีวิต ประจำาวัน ไม่มีปญหาการได้ยิน การมองเห็นและการพูด สามารถสื่อสารได้ดี เข้าใจและสามารถพูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้ และไม่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ ขั้นตอนและวิธีในการวิจัย ใช้การเสริมสร้างพลังอำานาจ เป็นแผนกิจกรรม การเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการดูแล ตนเองในกลุ่มผู้ปวยเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งหมด 5 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 6 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน รวมระยะเวลา ทั้งหมด 6 เดือน ดังนี้ครั้งที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ผู้ปวยมีแนวทางการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแล ตนเองที่ถูกต้องเหมาะสม ในด้าน การควบคุมอาหาร การดูแลเท้า และการออกกำาลังกาย ครั้งที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อผู้ปวยมีแนวทางการปฏิบัติ พฤติกรรมการดูแลตนเองที่ถูกต้องเหมาะสม ในด้านการใช้ยา และการจัดการความเครียด ครั้งที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อผู้ปวยคงไว้ซึ่งการ ปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลตนเองที่มีประสิทธิภาพ โดยทบทวนกิจกรรมที่เคยฝกปฏิบัติในด้าน การ 21 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561
ควบคุมอาหาร การดูแลเท้า การออกกำาลังกาย การใช้ยา และการจัดการความเครียด ครั้งที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อผู้ปวยคงไว้ซึ่งการปฏิบัติ พฤติกรรมการดูแลตนเองที่มีประสิทธิภาพ โดยทบทวนกิจกรรมที่เคยฝกปฏิบัติในด้าน การ ควบคุมอาหาร การดูแลเท้า การออกกำาลังกาย การใช้ยา และการจัดการความเครียด ครั้งที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อผู้ปวยคงไว้ซึ่งการปฏิบัติ พฤติกรรมการดูแลตนเองที่มีประสิทธิภาพ โดย ทบทวนกิจกรรมที่เคยฝกปฏิบัติในด้าน การควบคุม อาหาร การดูแลเท้า การออกกำาลังกาย การใช้ยา และการจัดการความเครียด และครั้งที่ 6 วัตถุประสงค์ เพื่อผู้ปวยคงไว้ซึ่งการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแล ตนเองที่มีประสิทธิภาพ โดยทบทวนกิจกรรมที่ เคยฝกปฏิบัติในด้าน การควบคุมอาหาร การดูแล เท้า การออกกำาลังกาย การใช้ยา และการจัดการ ความเครียด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการสร้างเสริมพลัง อำานาจเพื่อการมีพฤติกรรมในการดูแลตนเอง ได้แก่ คู่มือการปฏิบัติตนของผู้ปวยโรคเบาหวาน มีเนื้อหาครอบคลุม 8 เรื่อง คือโรคเบาหวานและ ชนิดของโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนในโรค เบาหวาน การควบคุมโรคเบาหวาน การรักษา สุขภาพทั่วไป อาหาร การออกกำาลังกาย การใช้ยา และการดูแลเท้าและการปองกันการเกิดแผล ที่เท้า 2. ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มทดลอง และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของ ผู้ปวยเบาหวาน ลักษณะข้อคำาถามมีลักษณะเป็น มาตรประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ ได้แก่ ไม่ปฏิบัติ ปฏิบัติน้อยครั้ง ปฏิบัติเป็นบางครั้ง ปฏิบัติบ่อยครั้งและปฏิบัติเป็นประจำา ผลการศึกษา การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi - experiment research) เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างพลัง อำานาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และการควบคุม ระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นการศึกษาแบบ1กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง 1. ลักษณะข้อมูลทั่วไปของกลุ่มทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 58.0 มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 70.0 ส่วนมากมีสถานภาพสมรส/คู่ร้อยละ 70.0 โดย จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือสูงกว่า ร้อยละ 50.0 มีจำานวนสมาชิกในครัวเรือน ต่ ำากว่า 3 คน ร้อยละ 50.0 ผู้ดูแลหลักได้แก่สามีหรือภรรยา ร้อยละ 86.0 โดยมีระยะเวลาการปวยเป็นโรค เบาหวานมากกว่า 5 ปีขึ้นไปร้อยละ 76.0 และ ร้อยละ 66.0 มีระดับน้ำาตาลในเลือดระหว่าง 200 - 250 mg/ml รองลงมาได้แก่ระดับน้ำาตาล ในเลือดระหว่าง 250-300 mg/ml ร้อยละ 22.0 2. พบความสัมพันธ์พฤติกรรมการดูแล ตนเองของกลุ่มทดลองก่อนการทดลองและหลัง การทดลอง ดังนี้ พฤติกรรมการควบคุมอาหาร และพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ปวยเบาหวานก่อน และหลังการได้รับการเสริมพลังอำานาจมีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ปวย เบาหวานอย่างไม่มีนัยสำาคัญทางสถิติ (p> 0.05) แต่พฤติกรรมด้านการดูแลเท้า พฤติกรรมการ จัดการความเครียด พฤติกรรมการปองกันภาวะ แทรกช้อน และพฤติกรรมการออกกำาลังกายของ ผู้ปวยเบาหวานก่อน และหลังการได้รับการเสริม พลังอำานาจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแล ตนเองของผู้ปวยเบาหวานอย่างมีนัยสำาคัญทาง สถิติ (p< 0.05) 3. ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการดูแล ตนเองกับค่าระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวยเบาหวาน ก่อนและหลังการทดลอง พบว่าค่าระดับน้ำาตาล ในเลือดของผู้ปวยเบาหวาน ก่อนและหลังการ ทดลองมีความสัมพันธ์กันอย่างไม่มีนัยสำาคัญทาง สถิติ (p>0.05) 22 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
4. ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพฤติกรรม การดูแลตนเองและค่าระดับน้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวยเบาหวาน ก่อนและหลังการทดลอง พบว่าค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการดูแลตนเองและ ค่าระดับน้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวยเบาหวาน ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัย สำาคัญทางสถิต ิ(p<0.05) สรุปพบว่าค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการดูแล ตนเองและค่าระดับน้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวย เบาหวานก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (p<0.05) อภิปรายผลการวิจัย 1. พฤติกรรมด้านการดูแลเท้า พฤติกรรม การจัดการความเครียด พฤติกรรมการปองกัน ภาวะแทรกช้อนและพฤติกรรมการออกกำาลัง กายของผู้ปวยเบาหวานก่อนและหลังการได้ รับการเสริมพลังอำานาจมีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ปวยเบาหวาน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (p< 0.05) ซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยจากการศึกษาของผู้วิจัยหลายๆ ท่าน ได้แก่ นภาพร บุญยืน(11) สุพร มหาวรากร(12) สุระเชษฐ เกตุสวัสดิ์(13) อโนชา ศริญญาวัจน์(14) และอัมพา สุทธิจำารูญ(15) ที่พบว่าพฤติกรรมการ ดูแลตนเองที่มีผลต่อการควบคุมโรคเบาหวาน และค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการดูแลตนเอง ของ ผู้ปวยเบ าหว านก่อนและหลังก า รทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่แตกต่างจากการศึกษาของยุทธนา หอมเกตุ(16) ศึกษาพบว่า พฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนทดลองอยู่ในระดับดี คะแนนเฉลี่ยไม่มีความแตกต่างกัน 2. ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการดูแล ตนเองกับค่าระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวย เบาหวาน ก่อนและหลังการเสริมพลังอำานาจกับ พบ ว่ าค่ า ระดับน้ำ าต าลในเลือดของผู้ป วย เบาหวาน ก่อนและหลังการเสริมพลังอำานาจมี ความสัมพันธ์กันอย่างไม่มีนัยสำาคัญทางสถิติ เมื่อหาความแตกต่างของค่าระดับน้ำาตาลใน เลือดของผู้ปวยเบาหวาน ก่อนและหลังการ ทดลอง พบว่าค่าระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวย เบาหวานก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (p<0.05) ซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยจากการศึกษาของผู้วิจัยหลายๆ ท่าน ได้แก่ สุพร มหาวรากร(12) สุระเชษฐ เกตุสวัสดิ์(13) อโนชา ศริญญาวัจน์(14)สุพัตรา สรรพกิจบำารุง(17) สุริยาภรณ์ อุทรักษ์(18) และร่มเกล้า กิจเจริญไชย(19) ศึกษาผลของการเสริมพลังอำานาจต่อระดับ ค่าน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวยโรคเบาหวานพบว่า ภายหลังการได้รับการเสริมพลังอำานาจ กลุ่มทดลอง ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดได้ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะที่พบจากการวิจัย ควรนำาเอารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ ของตนเอง และรูปแบบการเสริมพลังอำานาจ ไปใช้ เป็นแนวทางการดำาเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้ ปวยเบาหวานไปใช้ในพื้นที่อื่นต่อไป 2. ข้อเสนอในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1. ควรศึกษาการปฏิบัติพฤติกรรมการ ดูแลตนเองแบบระยะยาว (longitudinal study) เช่น 5 ปีขึ้นไป เพื่อติดตามผลในระยะยาวว่า ผู้ปวยยังคงไว้ซึ่งการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแล ตนเองที่มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด 2.2 คว รศึกษ าป ระเด็นที่เป็นปจจัย สำาคัญเกี่ยวกับการอำานวยความสะดวกแก่ผู้ปวย เบาหวาน และญาติหรือผู้ดูแลผู้ปวยเบาหวานใน การเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มงานสุขศึกษา ได้แก่ การอำานวยความสะดวกเรื่องการให้เจ้าหน้าที่ ไปรับยาแทนผู้ปวยที่ไม่มีญาติมาด้วย ในขณะที่ เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม ผู้ปวยจะได้ลดความวิตก กังวลเกี่ยวกับการรับยา มีสมาธิในการรับรู้ จดจำา เนื้อหาการนำาไปปฏิบัติได้มากขึ้น 23 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561
2.3 ควรศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมและการอำานวยความสะดวกอื่นๆ เช่น สถานที่หรือบรรยากาศในการจัดกิจกรรม การให้สุขศึกษา โดยการสำารวจความต้องการของ ผู้ปวยด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อนำาไปพัฒนา การให้สุขศึกษาให้มีประสิทธิภาพต่อไป เอกสารอ้างอิง 1. กระทรวงสาธารสุข. แผนพัฒนาสุขภาพ แห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555-2559. กรุงเทพฯ: กระทรวงกระทรวงสาธารณสุข. 2555. 2. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย สมาคมโรคต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย กรมการแพทย์ สำานักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ. แนวทางเวชปฏิบัติ สำาหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ : ศรีเมืองการพิมพ์. 2554. 3. สาธิต วรรณแสง. สภาพปญหาของโรคเบาหวาน ในประเทศไทย. ใน วรรณี นิธิยานันท์, สาธิต วรรณแสงและชัยชาญ ดีโรจน์วงศ์. (บรรณาธิการ). สถานการณ์โรคเบาหวาน ในประเทศไทย 2553. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร; วิวัฒน์การพิมพ์ : 1 - 5. 2553. 4. วิชัย เอกพลากร. (บรรณาธิการ). รายงาน การสำารวจสุขภาพประชาชนไทยโดย การตรวจร่างกายครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551 - 2552. นนทบุรี: สำานักงานสำารวจ สุขภาพประชาชนไทย/สถาบันวิจัย ระบบสาธารณสุข. 2553. 5. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด. รายงาน ประจำาปี. 2559. 6. สิงโต วีระอาชากุล. ถาม-ตอบเรื่องเบาหวาน ในจิรศักดิ์ กาญจนาพงศ์กุล (บรรณาธิการ). อายุรศาสตร์. (หน้า 183-191). ชลบุรี: ชุมชนกราฟฟก. 2555. 7. ประอรทิพย์ สุทธิสาร. ภาวะซึมเศร้าและ บริบทของผู้ปวยเบาหวานในคลินิก เบาหวาน โรงพยาบาลหนองคาย. วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหา บัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม่. 2550. 8. นุชรี อาบสุวรรณและนิตยา พันธุ์เวทย์. ผลของการใช้โปรแกรมประยุกต์ ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้าน สุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ปวย เบาหวานในเขตโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำาบลเมืองไผ่ อำาเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว. วารสารวิจัยราชภัฎพระนคร สาขา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่. ปีที่ 11 (มค. - มิย. 59). 2559. 9. Smeitzer, S.C., Bare, B.G., Hinkle, J.L. & Cheever, K.H. Textbook of Medical- Surgical Nursing. 11 th ed. USA.: Lippincott Williams & Wikins. 2007. 10. Gibson, C.H. A Concept analysis of empowerment. Journal of Advanced Nursing 16: 354-361. 1991. 11. นภาพร บุญยืน. ผลของกระบวนการสร้าง เสริมพลังอำานาจต่อพฤติกรรมการ ดูแลตนเองและระดับฮีโมโกลบินเอ วัคซีในผู้ปวยสูงอายุโรคเบาหวาน. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหา บัณฑิต, สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติ ชุมชน บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย นเรศวร. 2549. 12. สุภาพร พลายระหาร. (2551). การสำารวจ งานวิจัยทางการพยาบาลแบบ ทดลองและแบบกึ่งทดลองที่ศึกษา เ กี่ ย ว กั บ ผู้ ป ว ย เ บ า ห ว า น ใ น ประเทศไทย. วิทยานิพนธ์พยาบาล ศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการ พยาบาลอนามัยชุมชน บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล. 24 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
13. สุระเชษฐ์ เกตุสวัสดิ์. การเสริมสร้างพลัง อำานาจโดยใช้กระบวนการกลุ่มและ แรงสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว และชุมชน ในการควบคุมโรคของ ผู้ปวยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่ สามารถควบคุมระดับน้ำาตาล ในเลือดได้ พื้นที่อำาเภอบางไทร จังหวัด พระนครศรีอยุธยา. วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, สาขา วิชาการจัดการระบบสุขภาพ บัณฑิต วิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2552. 14. อโนชา ศริญญาวัจน์. ผลการสร้างเสริมพลัง อำานาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และการควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือด ของผู้ปวยโรคเบาหวานชนิดที่ 2. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหา บัณฑิต, สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2552. 15. อัมพา สุทธิจำารูญ. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ชีวิตและการให้ความรู้โรคเบาหวาน. ใน วรรณี นิธิยานันท์, สาธิต วรรณแสง และชัยชาญ ดีโรจน์วงศ์. (บรรณาธิการ). สถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย 2553. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร; วิวัฒน์การพิมพ์ : 47-49. 2553. 16. ยุทธนา หอมเกตุ. การใช้มิตรภาพบำาบัด การปรับพฤติกรรมและการเสริม สร้างพลังอำานาจ เพื่อสร้างเสริม สุขภาพแบบองค์รวมในผู้ปวย เ บ า ห ว า น ช นิ ด ไ ม่ พึ่ ง อิ น ซู ลิ น . วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหา บัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์. 2553. 17. สุพัตรา สรรพกิจบำารุง. ผลของโปรแกรม สุขศึกษาในการควบคุมระดับน้ำาตาล ในเลือดของผู้ปวยเบาหวานชนิด ไม่พึ่งอินซูลิน ศูนย์สุขภาพชุมชน ตำาบล ประทาย อำาเภอประทาย จังหวัด นครราชสีมา. วิทยานิพนธ์สาธารณสุข ศาสตร์มหาบัณทิต สาขาการพัฒนาชุมชน, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. 2551. 18. สุริยาภรณ์ อุทรักษ์. ผลของโปรแกรมการ ออกกำาลังกายโดยประยุกต์ใช้แนวคิด การสร้างเสริมพลังอำานาจที่มีต่อ ระดับน้ำาตาลในเลือดของผู้ปวย เ บ า ห ว า น ช นิ ด ไ ม่ พึ่ ง อิ น ซู ลิ น อำาเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์. วิท ย านิพน ธ์ ส า ธ า รณ สุ ขศ า ส ต ร์ มหาบัณทิต คณะสาธารณสุขศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. 2555. 19. ร่มเกล้า กิจเจริญไชย. ประสิทธิผลของโปรแกรม การจัดการตนเองเรื่องการบริโภค อาหารในผู้เปนเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ค่าน้ำาตาล สะสมและดัชนีมวลกาย. วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขา วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยบูรพา. 2556. 25 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561
26 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง พฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายของประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 5 ตำาบลน้ำาเปน อำาเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง วิจิตร พิมพบุญ * บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใส่ทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายของประชาชน ได้แก่ ปจจัยส่วนบุคคลความรู้ ทัศนคติ และคุณลักษณะที่พึง ประสงค์กับการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นประชาชนใน พื้นที่หมู่ที่1 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 5 ตำาบลน้ำาเป็น อำาเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง จำานวนกลุ่มตัวอย่าง 171 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่แบบสอบถาม ประกอบไปด้วย ปจจัยส่วนบุคคล ความ รู้ ทัศนคติ เกี่ยวกับทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 45.5 ปี อายุระหว่าง 40 - 49 ปี มากที่สุด ร้อยละ 30.40 เป็นหัวหน้าครอบครัวมากที่สุด ร้อยละ 49.71 ประกอบอาชีพด้าน เกษตรกรรม ร้อยละ40.80 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 61.80 มีรายได้เฉลี่ย 6,515.90 บาทต่อเดือน โดยส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือนร้อยละ 59.20 เคยใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายในภาชนะเก็บกักน้ำา ร้อยละ 84.20 เคยได้รับการสนับสนุน ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายจากสถานีอนามัย องค์การบริหารส่วนตำาบล หรือหน่วยงานอื่น ร้อยละ 76.60 เมื่อได้รับทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายจากสถานีอนามัย องค์การบริการส่วนตำาบล หรือหน่วยงานอื่น แล้วนำาไปใส่ในภาชนะเก็บกักน้ำาดื่ม ร้อยละ 7.02 และนำาไปใส่ในภาชนะ เก็บกักน้ำาใช้ ร้อยละ 90.06 ตามลำาดับ ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลาย อยู่ในระดับปานกลาง ( =9.6 คะแนน, S.D. = 1.9 จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน) มีทัศนคติเกี่ยวกับทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายอยู่ในระดับไม่ดี ( = 48.8 คะแนน, S.D. = 5.6 จากคะแนนเต็ม 75 คะแนน) และมีการยอมรับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของทรายเคลือบ สารเคมีกำาจัดลูกน้ำายุงลาย อยู่ในระดับมาก ( = 11.5 คะแนน, S.D. = 1.9 จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน) ปจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ การเคยใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลาย การเคยได้รับการสนับสนุนทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายจากหน่วยงานภาครัฐ และ ทัศนคติ ไม่มีความสัมพันธ์กับการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย ส่วนความรู้มีความสัมพันธ์กับการใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายของประชาชนอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยประชาชนที่มีความ รู้ดีจะมีการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายมากกว่าประชาชนที่มีความรู้ไม่ดี และคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ มีความสัมพันธ์กับการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยประชาชนที่มีการยอมรับคุณลักษณะที่พึงประสงค์มากกว่าจะมีการใช้ทรายเคลือบ สารเคมีกำาจัดลูกน้ำายุงลายมากกว่าประชาชนที่มีการยอมรับคุณลักษณะที่พึงประสงค์น้อย คำาสำาคัญ : พฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายของประชาชน * นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินีบ้านน้ำาใส อำาเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ยุงลาย อยู่ในระดับปานกลาง ( =9.6 คะแนน, S.D. = 1.9 จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน) ำายุงลายอยู่ในระดับไม่ดี ( = 48.8 คะแนน, S.D. = 5.6 ำายุงลาย อยู่ในระดับมาก ( = 11.5 คะแนน, S.D. = 1.9 จากคะแนนเต็ม
27 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 บทนำา โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดได้กับทุกเพศ และทุกกลุ่มอายุ ปจจุบันโรคไข้เลือดออกยังเป็น ปญหาของจังหวัดระยอง แนวโน้มการระบาดของ โรคไข้เลือดออกจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การปองกัน โรคไข้เลือดออกจำาเป็นจะต้องมีมาตรการหลัก ในการควบคุมลูกน้ำายุงลาย (Aedes aegypti) ให้ลดความหนาแน่นลงเพื่อเป็นการลดพาหะ นำาโรค ในบรรดามาตรการต่างๆ ที่ใช้ควบคุม ยุงลายนั้น นับว่าการใช้สารเคมีที่ทำาลายลูกนำ้า ยุงลายจัดเป็นมาตรการที่ได้รับการนิยมและใช้กัน อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้สารเคมีที่ใช้สามารถออกฤทธิ์ ทำาลายลูกน้ำายุงลายได้รวดเร็ว โดยกระทรวง สาธารณสุขแนะนำาประชาชนให้ใช้ทรายเคลือบ สารเคมีกำาจัดลูกน้ำายุงลาย 0.1 % ซึ่งเป็นสารเคมี ที่ออกฤทธิ์ทำาลายลูกน้ำายุงลายในภาชนะ บรรจุน้ำาต่างๆ เป็นมาตรการควบคุมยุงลายร่วมกับ วิธีอื่นๆ มาเป็นเวลาช้านานแล้ว และกระทรวง สาธารณสุขส่งเสริมเน้นการใช้ทรายเคลือบสาร เคมีกำาจัดลูกน้ำายุงลายให้เป็นกิจกรรมหลักใน การปองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอยู่ใน ปจจุบันการควบคุมลูกน้ำายุงลายนับว่าเป็นกลวิธี ที่มีประสิทธิภาพในการลดประชากรยุง (คู่มือการ ดำาเนินงานทางระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข)5 แต่ต้องมีการดำาเนินงานอย่างต่อเนื่องสม่ ำาเสมอ จึงจะเกิดผลดีในระยะยาว การใช้ทรายเคลือบสาร เ ค มี เ พื่ อ กำ า จั ด ลู ก น้ำ า ยุง ล า ย เ ป็ น วิ ธี ที่ มี ประสิทธิภาพ กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวง สาธารณสุขได้เริ่มนำาทรายเคลือบสารเคมีกำาจัด ลูกนำ้ายุงลายมาใช้ในโครงการควบคุมโรคไข้เลือดออก การปองกันและควบคุมโรคที่เป็นที่ยอมรับว่า ได้ผลดีที่สุด คือการปองกันและการกำาจัดแหล่ง เพาะพันธุ์ยุงลาย โดยการใส่ทรายเคลือบสารเคมี กำาจัดลูกน้ำายุงลายลงในภาชนะเก็บกักน้ำา และ ภาชนะที่มีน้ำาขังรอไว้ เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ในการดำาเนินงานจะสามารถช่วยลดความผิดพลาด ในการมองหาลูกน้ำาในภาชนะที่มีน้ำาขังใน บริเวณบ้าน เพราะยุงลายชอบวางไข่ในภาชนะ ที่มีร่มเงาการมองหาลูกน้ำาหรือไข่ยุงลายด้วย ตาเปล่าไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะ ไข่ยุงลาย อาจกล่าวได้ว่ามองไม่เห็นเลย แม้จะใช้ ไฟฉายช่วยส่องก็ตาม หรือแม้แต่ลูกน้ำายุงลายใน ระยะ 1 - 2 ก็มองเห็น ปญหาที่พบในดำาเนินงานด้านการควบคุม ปองกันโรคไข้เลือดออกของพื้นที่ตำาบลน้ำาเป็น พบว่าประชาชนมีการกำาจัดลูกน้ำายุงลายโดย การใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายซึ่งได้รับทราย จากสถานีอนามัย และในแต่ละรอบปีจะทำาการ ใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย จำานวน 4 ครั้ง ใน เดือนกุมภาพันธ์ เดือนพฤษภาคม เดือนสิงหาคม และเดือนพฤศจิกายน จากการสุ่มสำารวจลูกน้ำา ยุงลายในแต่ละรอบก็ยังพบว่าค่า CI และ HI ยังมี ค่าเฉลี่ยประมาณ 5 - 10 ทำาให้พบว่าในพื้นที่ ตำาบลน้ำาเป็นยังมีการเกิดโรคไข้เลือดออกอีก หลายราย ดังนั้นเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและเหตุผล ที่ทำาให้การดำาเนินงานควบคุมปองกันโรคไข้เลือด ออกด้านการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายบางส่วน ที่ไม่ได้ผล ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษา พฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายกับ ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายของประชาชนในพื้น หมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 5 ตำาบลน้ำาเป็น อำาเภอเขาชะเมา
28 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง จังหวัดระยอง เพื่อนำามาวางแผนการดำาเนินงาน ปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก และส่งเสริม สนับสนุนการใช้ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของประชาชน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายของประชาชนในพื้นที่ 2. เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายของประชาชนในพื้นที่ 3. เพื่อศึกษาทัศนคติเกี่ยวกับทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายของประชาชนในพื้นที่ 4. เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายของประชาชนใน พื้นที่ 5. เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายของ ประชาชนในพื้นที่ วิธีการวิจัย ก า รศึ กษ าค รั้งนี้เป็น ก า รศึ กษ าเ ชิง พรรณนา (Descriptive Study) โดยแบบการ ศึกษา ณ จุดเวลา (Cross Sectional Study) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยส่วน บุคคล ความรู้เกี่ยวกับทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย ทัศนคติเกี่ยวกับทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย และ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายของประชาชน ประชากรที่ศึกษาเป็นตัว ประชาชนตัวแทนของหลังคาเรือนที่มีภูมิลำาเนา อยู่หมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 5 ตำาบลน้ำาเป็น อำาเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ระยะเวลาการ ศึกษาข้อมูล เดือน ตุลาคม 2560 - ธันวาคม 2560 โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ ความสัมพันธ์กับหัวหน้าครอบครัว นับถือศาสนา อาชีพการศึกษา รายได้ การเคยใช้ การเคยได้รับ การสนับสนุน และการใช้ ลักษณะคำาถามเป็น แบบเลือกตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจากหลาย คำาตอบได้แก่ การศึกษา อาชีพ ความสัมพันธ์ กับหัวหน้าครอบครัว การเคยใช้ การเคยได้รับ การสนับสนุนและการใช้ อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ เพศ อายุ และ รายได้ เป็นคำาถามลักษณะปลายเปด จำานวนคำาถามทั้งหมด 7 ข้อ ส่วนที่ 2 ความรู้ ถามเกี่ยวกับประโยชน์ อันตราย และวิธีการใช้ ทรายเคลือบสารเคมี ลักษณะคำาถามเป็นแบบ เลือกตอบ 2 ตัวเลือก ได้แก่ ถูก และผิด จำานวน คำาถามทั้งหมด 15 ข้อ ส่วนที่ 3 ทัศนคติ ถาม เกี่ยวกับทรายเคลือบสารเคมี มีลักษณะคำาถาม เป็นแบบประเมินค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ ได้แก่ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยให้ผู้ตอบเลือกตัวเลือกให้ ตรงกับความคิดเห็น ในข้อคำาถามที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ จำานวนทั้งหมด 15 ข้อ โดยแบ่งเป็น คำาถามเชิงบวกจำานวน 6 ข้อ คำาถามเชิงลบ จำานวน 9 ส่วนที่ 4 ปจจัยคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีลักษณะคำาถามเป็นแบบประเมินค่า (Rating Scale) มี 2 ระดับ ได้แก่ ยอมรับ และไม่ยอมรับ จำานวน 15 ข้อ
29 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. นำาข้อมูลด้านปจจัยส่วนบุคคลของ ประชาชนหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 5 ตำาบล น้ำาเป็น อำาเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ได้แก่ การศึกษา อาชีพ การเคยใช้ การเคยได้รับการ สนับสนุนและการใส่ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ การแจกแจงความถี่ คำานวณเป็นค่าร้อยละ (Percentage) และส่วนปจจัยส่วนบุคคลได้แก่ อายุ รายได้ ใช้สถิติ การแจกแจงความถี่ คำานวณเป็น ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) นำาเสนอผลในรูปตารางประกอบความเรียง 2. นำาข้อมูลความรู้ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ การแจกแจงความถี่ คำานวณเป็นค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (Standard Deviation) และจัดกลุ่ม คะแนนโดยเทียบกับเกณฑ์เป็น 3 ระดับ 3. นำาข้อมูลทัศนคติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ การแจกแจงความถี่ คำานวณเป็นค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (Standard Deviation) และจัดกลุ่ม คะแนนโดยเทียบกับเกณฑ์เป็น 3 ระดับ 4. นำาข้อมูลคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ การแจกแจงความถี่คำานวณ เป็นค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และจัดกลุ่มคะแนนโดยเทียบกับเกณฑ์เป็น 3 ระดับ 5. นำาข้อมูลด้านปจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ การเคยใช้ และ การเคยได้รับการสนับสนุน ความรู้ ทัศนคติ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มาวิเคราะห์ความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายของประชาชน โดยใช้สถิติไคสแควร์ (Chi Square) ผลการศึกษา 1. ประชาชนส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 45.5 ปี อายุระหว่าง 40 - 49 ปี มากที่สุด ร้อยละ 30.40 เป็นหัวหน้าครอบครัวมากที่สุด ร้อยละ 49.71 ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ร้อยละ40.80 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 61.80 มีรายได้เฉลี่ย 6,515.90 บาทต่อเดือน โดย ส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 59.20 เคยใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย ในภาชนะเก็บกักน้ำา ร้อยละ 85.20 เคยได้รับ การสนับสนุนทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายจากสถานี อนามัย องค์การบริหารส่วนตำาบล หรือหน่วย งานอื่น ร้อยละ 76.60 เมื่อได้รับทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายจากสถานีอนามัย องค์การบริการ ส่วนตำาบลหรือหน่วยงานอื่น แล้วนำาไปใส่ใน ภาชนะเก็บกักน้ำาดื่ม ร้อยละ 7.02 และนำาไปใส่ ในภาชนะเก็บกักน้ำาใช้ ร้อยละ 90.06 ตามลำาดับ 2. คะแนนค ว าม รู้เฉลี่ยอยู่ใน ระดับ ปานกลางเท่ากับ 9.6 คะแนน (S.D. = 1.9) จาก คะแนนเต็ม15 คะแนน และประชาชนมากกว่า ครึ่งหนึ่งมีความรู้ อยู่ในระดับระดับปานกลาง ร้อยละ 67.24 3. คะแนนเฉลี่ยทัศนคติอยู่ในระดับไม่ดี เท่ากับ 48.8 คะแนน (S.D. = 5.6) จากคะแนน เต็ม 75 คะแนน และประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติ
30 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เกี่ยวกับทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย อยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 77.4 4. คะแนนเฉลี่ยการยอมรับคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์อยู่ในระดับปานกลางเท่ากับ 11.5 คะแนน (S.D. = 1.9) จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน แ ล ะป ร ะ ช า ชนม า ก ก ว่ าค รึ่งหนึ่ง ย อม รับ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ในระดับมาก ร้อยละ 51.4 5. เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ การเคยใส่ทราย การเคยได้รับการสนับสนุนและ ทัศนคติ ไม่มีความสัมพันธ์กับการใช้ทรายเคลือบ สารเคมี 6. ความรู้มีความสัมพันธ์กับการใช้ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายของประชาชนอย่างมีนัย สำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยประชาชนที่มี ความรู้ดีจะมีการใช้ มากกว่าประชาชนที่มีความ รู้ไม่ดี 7. การยอมรับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีความสัมพันธ์กับการใช้ทรายเคลือบสารเคมี ของประชาชนอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยประชาชนที่มีการยอมรับคุณลักษณะที่ พึงประสงค์มากจะมีการใช้มากกว่าประชาชนที่มี การยอมรับคุณลักษณะที่พึงประสงค์น้อย อภิปรายผลการศึกษา 1. อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ การเคย ใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย และการเคยได้รับการ สนับสนุนทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย ไม่มีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายของประชาชน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้ง แสดงว่าประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ การระบาดของโรคไข้เลือดออกและการควบคุม ปองกันโรคไข้เลือดออกจากช่องทางที่หลาก หลาย อีกทั้งระบบการสื่อสารข้อมูล เทคโนโลยี ต่างๆ รวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย ประชาชนส่วน ใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร อาชีพ จึงเป็นเพียงบทบาทหน้าที่ที่ไม่สามารถจะบอก ถึงพฤติกรรมการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายของ ประชาชนได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ มณี สุขประเสริฐ1 (ชุมชนกับการควบคุมไข้เลือด ออก : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางกะดี อำาเภอ เมืองจังหวัดปทุมธานี) รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ ราคาผลผลิตจากการทำาสวนผลไม้และรายได้ไม่ เท่ากันเนื่องจากขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ทำากินของ แต่ละครอบครัว ประชาชนมีการเลือกวิธีกำาจัด ลูกน้ำายุงลายด้วยวิธีอื่นที่เหมาะสมร่วมกับการ ใส่ทราย อาทิ เช่น การปดฝาภาชนะกักเก็บน้ำา ภายในบ้านเรือน การล้างและเปลี่ยนน้ำาในแจกัน การคว่ ำา ฝง เผาเศษภาชนะต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ ประโยชน์ เพื่อไม่ให้รองรับน้ำาแทนที่จะใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายลงในภาชนะเก็บกักน้ำา ทั้งนี้ ในพื้นที่รับผิดชอบมีการสนับสนุนทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายให้กับประชาชน โดยให้อาสาสมัคร สาธารณสุขนำาทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายไป แจกจ่ายให้กับประชาชน 2. ความรู้ พบว่ามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้งไว้ โดยพบว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่ง มีความรู้ระดับปานกลาง ร้อยละ 67.2 รองลงมา มีความรู้ในระดับดีและไม่ดีเท่าๆ กันร้อยละ 16.4 สามารถอธิบายได้ว่า ในการทดสอบความรู้นั้น ประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งมีการรับรู้ข้อเท็จจริง
31 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ความจริง จากการมองเห็น ได้ยิน จำาได้ โดยการ รับฟงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับฟงหรือรับรู้มา ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน จึงทำาให้มีการตอบคำาถาม ตามประสบการณ์ที่ได้เคยรับฟง และได้รับรู้มา ซึ่งอาจมีรู้มาอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น ในข้อคำาถามความรู้เรื่อง “อัตราส่วนในการ ใส่ทราย คือ ปริมาตรน้ำา 50 ลิตร จะใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลาย 1 ช้อนชา” มีผู้ตอบไม่ถูกต้อง ร้อยละ 22.1 และ “การใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายในภาชนะน้ำาดื่ม น้ำาใช้ จะมีฤทธิ์ได้นาน 3 เดือน” ซึ่งมีผู้ตอบไม่ถูกต้องมากถึงร้อยละ 43.1 จะเห็นได้ว่าการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายที่ ถูกต้องจึงจะสามารถกำาจัดลูกน้ำายุงได้โดยจะ ออกฤทธิ์ทำาลายลูกน้ำายุงลายภายใน 1 ชั่วโมง และคงฤทธิ์อยู่ได้นาน 3 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับ ผลการศึกษาของสมบรูณ์ เถาว์พันธ์2 (การศึกษา ประสิทธิภาพทรายทีมีฟอส 1% ชนิดซองชา ใน การควบคุมปองกันลูกน้ำายุงลายในชุมชน) แต่การ ที่ประชาชนไม่ได้ใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายใน อัตราส่วนที่กำาหนด โดยเข้าใจผิดว่าการใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายในปริมาณที่มากกว่าที่กำาหนด จะทำาให้ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายมีฤทธิ์ในการ กำาจัดลูกน้ำายุงลายได้ และอยู่ได้นานมากกว่า 3 เดือน ทำาให้ประชาชนสามารถประหยัดเวลาได้ ซึ่งการใส่สารเคมีในปริมาณที่มากหรือใส่ด้วย ความถี่น้อยกว่า 3 เดือนต่อครั้ง เป็นความเข้าใจ ที่ผิด สารเคมีนั้นจะเข้มข้นและเป็นอันตรายต่อ ผู้ใช้ได้ ในทางตรงกันข้าม หากประชาชนใส่สาร เคมีในปริมาณที่น้อยกว่าที่กำาหนดและด้วย ความถี่มากกว่า 3 เดือนต่อครั้ง สารเคมีนั้นก็จะ ไม่มีฤทธิ์ในการทำาลายลูกน้ำายุงลายเลย เช่นเดียว กับข้อคำาถามความรู้เรื่อง “ก่อนการใส่ทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายทุกครั้ง ควรเติมน้ำาให้เต็มภาชนะ” มีผู้ตอบไม่ถูกต้องมากถึงร้อยละ 60.5 ซึ่งจาก ความรู้ที่ไม่ถูกต้องในเรื่องนี้ ก็อาจจะส่งผลให้เป็น อันตรายต่อผู้ใช้ได้จากปริมาณความเข้มข้นของ สารเคมีที่ประชาชนต้องสัมผัส ดังนั้น ภาครัฐควร มีการส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน เพื่อให้เกิดการควบคุมปองกันโรคไข้เลือดออก อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เป็นอันตรายต่อ ประชาชนต่อไปโดยขณะทำาการศึกษาเป็นช่วง การรณรงค์การใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายทั่ว พื้นที่ แต่ก็ยังคงพบว่าประชาชนมีความรู้อยู่ใน ระดับปานกลาง แต่อย่างไรก็ตามการปองกัน โรคและควบคุมโรคไข้เลือดออกกระทรวง สาธารณสุขยังคงให้การยอมรับว่าการใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายให้ผลที่ดีที่สุดในการกำาจัด ลูกน้ำายุงลาย ดังนั้นจึงควรมีการให้ความรู้ ความ เข้าใจ ให้แก่ประชาชนในเรื่องประโยชน์ อันตราย และวิธีใช้ทรายเคลือบสารเคมีที่ถูกต้อง และมี การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายแก่ประชาชนอย่างสม่ ำาเสมอ และให้ความ รู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขที่ต้องออกให้บริการ ประชาชนในการแจก และใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายทุก 3 เดือน อย่างต่อเนื่องเข้าถึงได้ง่าย การ ให้ความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรับทราบเรื่องประชาชนสามารถ เบิกทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายเพิ่มเติมตามความ ต้องการของครัวเรือนได้ตลอดปี และมีการ เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงการรับการสนับสนุน ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายสำาหรับหมู่บ้านที่ไกล จากสถานีอนามัย โดยให้ประชาชนขอรับทราย
32 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง กำาจัดลูกน้ำายุงลายเพิ่มเติมจากที่ศูนย์สาธารณสุข มูลฐานประจำาหมู่บ้าน หรือที่ทำาการผู้ใหญ่บ้าน เพื่อที่ประชาชนจะใช้ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย อย่างทั่วถึง และมีการใช้ที่ครอบคลุมพื้นที่เพิ่ม มากขึ้น 3. ทัศนคติเฉลี่ยประชาชน อยู่ในระดับไม่ดี เท่ากับ 48.8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 75 คะแนน และพบว่ าส่วนใหญ่มีทัศนคติอยู่ใน ระดับ ไม่ดี มากถึงร้อยละ 77.4 โดยประชาชนตอบ ข้อคำาถามทัศนคติเห็นด้วยและเห็นด้วยอย่าง ยิ่งในเรื่อง “การใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายใน ภาชนะเก็บน้ำาดื่ม ทำาให้เกิดอันตราย” ร้อยละ 58.4 “การใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายทำาให้น้ำา มีกลิ่นเหม็น กลิ่นฉุน” ร้อยละ 40.3 ทั้งนี้อาจ เนื่องจากประชาชนเข้าใจว่า การใส่ทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายในน้ำาดื่มแล้วเกิดกลิ่นเหม็น กลิ่นฉุน ทำาให้เกิดความรังเกียจในการดื่มน้ำา และสารเคมี เหล่ านี้ก็จะมีโอก าสทำ าให้เกิดอันต ร ายได้ สอดคล้องกับผลการศึกษาของชัยนรงค์ สุระชัยปญญา และคณะ3 (การพัฒนากระบวนการปองกันและ ควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของ ชุมชน กรณีศึกษาบ้านวังไห ตำาบลหนองหญ้าปล้อง อำาเภอวังสะพุง จังหวัดเลย) ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะให้ ความรู้แก่ประชาชนว่าการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายในน้ำาดื่มแล้วเปดฝาทิ้งไว้ 2 - 3 วันกลิ่นก็ จะหายไปเอง แต่ประชาชนก็ยังไม่นิยมใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายในภาชนะเก็บน้ำาดื่ม โดยหัน มาบริโภคน้ำาบรรจุขวดปดสนิทแทน นอกจากนี้ ประชาชนยังเห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่อง “การใส่กำาจัดลูกน้ำายุงลายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย ในฤดูฝนก็เพียงพอ” ร้อยละ 28.8 ทั้งนี้เนื่อง ประชาชนเข้าใจว่าโรคไข้เลือดออกจะระบาด เฉพาะฤดูฝนเท่านั้น จึงควรใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายเฉพาะฤดูที่มีการเพาะพันธ์ของลูกน้ำา ยุงลาย นั้นก็คือฤดูฝนก็เพียงพอ แต่ในปจจุบันการ ระบาดของโรคไข้เลือดออก จะระบาดได้ตลอด ทั้งปี จึงควรใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายอย่าง ต่อเนื่อง และประชาชนยังเห็นด้วยอย่างยิ่งและ เห็นด้วยในเรื่อง “การใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย ทำาให้น้ำาเปลี่ยนรสชาติ” ร้อยละ 27.3 ทั้งนี้เนื่อง ประชาชนเข้าใจว่าการที่ทรายเคลือบสารเคมีมี กลิ่นก็น่าจะมีผลให้น้ำาเปลี่ยนรสชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วการใส่ทรายเคลือบสารเคมีไม่ทำาให้น้ำา เปลี่ยนรสชาติ 4. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายของประชาชน พบว่ามีความ สัมพันธ์กับการใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 โดย ประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งยอมรับคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ในระดับมาก ร้อยละ 51.4 ประชาชน ที่มีการยอมรับคุณลักษณะที่พึงประสงค์มาก จะมีการใช้มากกว่าประชาชนที่มีการยอมรับ คุณลักษณะที่พึงประสงค์น้อย ประชาชนเห็นถึง ลักษณะประจำาตัวที่ดีของทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายเกี่ยวกับ ประสิทธิภาพ วิธีการใช้งาน ความปลอดภัย และเลือกการใช้ทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยประชาชนตอบข้อคำาถามคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายที่ให้การ ยอมรับมากที่สุดในเรื่อง “ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย มีวิธีใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากสะดวก” ซึ่งวิธีใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายในอัตราส่วน 1 ช้อนชา ต่อน้ำา
33 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 50 ลิตร โดยประชาชนยอมรับว่าเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก เนื่องจากไม่มีความยุ่งยากในการใส่ทราย ไม่ต้องมีอุปกรณ์ช่วยเสริมในการใส่ทราย แต่อย่างไร ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สมบูรณ์ เถาว์พันธ์4 (2544) การศึกษาการใส่ ทรายอะเบท แบบประหยัดในการควบคุมและ ปองกันการเกิดลูกน้ำายุงลาย ที่สำาคัญเพียงแค่มี คนนำามาให้ใส่เท่านั้น และทุกคนในบ้านสามารถ ที่จะใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายได้ หากมีความรู้ ก า รใ ช้ใ น อั ต ร า ส่ ว นที่ ถู ก ต้ อง ต า ม ข น า ด ภาชนะเท่านั้น และประชาชนตอบข้อคำาถาม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของทรายกำาจัดลูกน้ำา ยุงลายที่ให้การยอมรับในเรื่อง “ทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายควบคุมลูกน้ำายุงลายไม่ให้เกิด ได้นาน” ร้อยละ 80.0 โดยประชาชนยอมรับว่า ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายกำาจัดลูกน้ำาได้นาน 3 เดือน ทำาให้ไม่เป็นการเสียเวลาในการดูแลกำาจัดลูกน้ำา ยุงลาย ไม่จำาเป็นต้องเปลี่ยนทรายบ่อยๆ ส่วน ประชาชนตอบข้อคำาถามคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายที่ให้การ ยอมรับน้อยในเรื่อง “ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย หาซื้อได้ง่าย” ร้อยละ 34.0 โดยประชาชนเข้าใจว่า ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายไม่มีจำาหน่ายตามร้านค้า ทั่วไป แสดงให้เห็นได้ว่าประชาชนบางส่วนยังเข้า ถึงการสนับสนุนทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายได้ยาก ดังนั้นจึงควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ ประชาชนในเรื่องการเข้าถึงการสนับสนุนทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายว่าองค์การบริหารส่วนตำาบล และสถานีอนามัย มีการสนับสนุนทรายเคลือบ กำาจัดลูกน้ำายุงลายทุกๆ 3 เดือน โดยประชาชน ไม่ต้องเสียใช้จ่ายตลอดปี และประชาชนสามารถ เบิกทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายเพิ่มเติมตามความ ต้องการของครัวเรือนได้ตลอดปี ข้อเสนอแนะ 1.ประชาชนส่วนใหญ่มีการใช้ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลายมากถึงร้อยละ 88.6 แต่ก็มี ประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดในเรื่องการใส่ทราย กำาจัดลูกน้ำายุงลาย ความเข้าใจเหล่านี้อาจเป็น เพราะประชาชนได้รับการอบรมหรือการบอก ต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่ถูกต้อง ความเข้าใจ ผิดดังกล่าวอาจส่งผลให้มีการระบาดของโรคไข้ เลือดออกได้ ดังนั้นควรมีการฝกอบรมให้ความรู้ แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับความรู้ วิธีใช้ที่ถูกต้องและมีการประชาสัมพันธ์เกี่ยว กับทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายโดยผ่านช่องทาง สาธารณะต่างๆที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย 2. จากผลการศึกษาพบว่า ประชาชนมี ทัศนคติที่ไม่ ถูกต้องห ล า ยป ร ะเด็นทำ าให้ ประชาชนอาจเกิดการละเลยพฤติกรรมในการ ใส่ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายที่ถูกต้อง ดังนั้นจึง ควรมีการส่งเสริมความรู้และปลูกฝงทัศนคติที่ ถูกต้องให้แก่ประชาชน จึงควรมีการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลาย โดยผ่านช่องทางสาธารณะต่างๆ ที่ประชาชน สามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่นทางทีวี วิทยุ วิทยุชุมชน หอกระจายข่าวประจำาหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ที่ถูกต้อง ก่อให้เกิด ทัศนคติที่ดี และส่งผลให้เกิดการใช้เพิ่มมากขึ้นได้ 3. หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เช่น สถานีอนามัย โรงพยาบาลควรมีการพัฒนารูปแบบ การประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจและการเผยแพร่
34 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง การใช้ทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายอย่างต่อเนื่อง เพื่อ ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ กระตุ้นเตือน และเสริมสร้างทัศนคติที่ดีในการใช้ทรายกำาจัด ลูกน้ำายุงลายและปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออก ของประชาชนได้อย่างถูกต้อง เพื่อนำาไปสู่การมี พฤติกรรมการปองกันโรคอย่างเหมาะสม 4. จากการศึกษาครั้งนี้ พบว่า การยอมรับ คุณลักษณะของทรายกำาจัดลูกน้ำายุงลายที่มี ขนาดเล็กทำาให้การทำาความสะอาดภาชนะทำา ได้ยาก มีประชาชนที่ยอมรับคุณลักษณะนี้เพียง ร้อยละ 44.9 หน่วยงานที่รับผิดชอบจึงควรมี การศึกษาวิจัยเพื่อหากลวิธีในการใส่ทราย เพื่อ แก้ปญหาการทำาความสะอาดภาชนะให้ง่ายขึ้น เพื่อให้เกิดการยอมรับการใช้ เพิ่มมากขึ้น เอกสารอ้างอิง 1. มณี สุขประเสริฐ (2553) ชุมชนกับการ ควบคุมไข้เลือดออก : กรณีศึกษาชุมชน บ้านบางกะดี อำาเภอเมืองจังหวัด ปทุมธานี. กรุงเทพมหานคร : จรัญสนิทวงศ์ การพิมพ์. 2. สมบรูณ์ เถาว์พันธ์ (2544) การศึกษา ประสิทธิภาพทรายทีมีฟอส 1% ชนิด ซองชา ในการควบคุมปองกันลูกน้ำา ยุงลายในชุมชน.สำานักงานควบคุม โรคติดต่อนำาโดยแมลงที่ 3 จ.ขอนแก่น : ขอนแก่นการพิมพ์. 3. ชัยนรงค์ สุระชัยปญญา และคณะ (2558) : การพัฒนากระบวนการปองกันและ ควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมี ส่วนร่วมของชุมชน กรณีศึกษาบ้าน วังไห ตำาบลหนองหญ้าปล้อง อำาเภอ วังสะพุง จังหวัดเลย : วารสารวิจัย และพัฒนาระบบสุขภาพ 4. นายสมบูรณ์ เถาว์พันธ์ (2544) การศึกษา การใส่ทรายอะเบทแบบประหยัดใน การควบคุมและปองกันการเกิด ลูกน้ำายุงลาย.สำานักงานควบคุมโรค ติดต่อนำาโดยแมลงที่3 จ.ขอนแก่น : ขอนแก่นการพิมพ์. 5. คู่มือการดำาเนินงานทางระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข (2548) เข้าถึงได้ จากhttp://tecphuket.com/in dex./วันที่สืบค้น2560,พฤษภาคม 20.
35 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเองในเขตสุขภาพที่ 6 ภูริภัคพ พรหมมินทร* วรรณภา กางกั้น** ศิริพร จริยาจิรวัฒนา*** บทคัดย่อ สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ในเขตสุขภาพที่ 6 เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และ ปจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ในเขตสุขภาพที่ 6 กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กไทย อายุ 8 เดือน 16 วัน ถึง 5 ปี 11 เดือน 29 วัน และพ่อแม่หรือผู้ดูแล เด็กที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับเด็ก ที่อาศัยในจังหวัดชลบุรี สมุทรปราการและสระแก้ว จำานวน 838 คน สุ่มตัวอย่างแบบขั้นลำาดับ (Three-Stages Cluster Sampling) เก็บรวม รวบข้อมูลจากสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก แบบสัมภาษณ์พัฒนาการเด็กและการประเมิน พัฒนาการเด็กจากแบบประเมินพัฒนาการเด็ก Denver II (ฉบับภาษาไทย) เก็บข้อมูลระหว่าง เดือนเมษายน - มิถุนายน 2557 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ ถดถอยโลจิสติก (Binary Logistic Regression Analysis) ผลการศึกษา พบว่าเด็กปฐมวัยในเขตสุขภาพที่ 6 มีพัฒนาการด้านสังคมและการช่วย เหลือตนเองสมวัยร้อยละ 86.9 สงสัยล่าช้า ร้อยละ13.1 โดยพบ ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ พัฒนาการเด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเองอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ ได้แก่ อาชีพแม่ โรคประจำาตัวแม่ขณะตั้งครรภ์ เด็กกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนขึ้นไป การศึกษาของผู้ดูแล อาชีพผู้ดูแล การเล่านิทานอย่างมีคุณภาพ รายได้ครัวเรือนและรายได้พอเพียง ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมและดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์เน้นการฝากครรภ์เร็ว เพื่อได้รับการ ตรวจคัดกรอง ได้รับยาบำารุงครรภ์ และความรู้ในการดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์ เน้นการ ส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการเด็กอย่างจริงจังโดยใช้กิจกรรม “กิน กอด เล่น เล่า นอนเฝาดูฟน” ร่วมกับกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ในคลินิกฝากครรภ์และคลินิกสุขภาพเด็กดี คำาสำาคัญ : พัฒนาการเด็กปฐมวัย ปจจัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง * นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ **นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการพิเศษ ***นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำานาญการพิเศษ
36 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา เด็กเป็นทรัพยากรที่สำาคัญยิ่งของสังคม จึงต้องมีการส่งเสริมพัฒนาเต็มศักยภาพเพื่อให้ สามารถเติบโตเป็นคนดีมีคุณภาพและมีความสุข สามารถสร้างสรรค์และทำาประโยชน์ต่อสังคม ในกลุ่มประเทศกำาลังพัฒนา พบว่าเด็ก อายุ 0 - 5 ปี อย่างน้อย 200 ล้านคน มีพัฒนาการไม่สมวัย1 จากการสำารวจพัฒนาการเด็ก 0 – 5 ปี สำานัก ส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ในพ.ศ. 2550 ด้วย แบบทดสอบ DENVER II พบว่า เด็กปฐมวัย มีพัฒนาการรวมทุกด้านปกติ ร้อยละ 66.7 เมื่อแยกตามอายุ พบว่าเด็ก 1 - 3 ปี และ 4 - 5 ปี มีพัฒนาการรวมทุกด้านปกติ ร้อยละ 74.6 และ 57.9 ตามลำาดับ พบว่าด้านที่มีปญหาพัฒนาการ สงสัยล่าช้ามากกว่าด้านอื่นๆ ได้แก่ ด้านภาษา โดยเฉพาะเด็กกลุ่มอายุ 4 - 5 ปี มีพัฒนาการสงสัย ล่าช้า ถึงร้อยละ 64.5 รองลงมาเป็นพัฒนาการ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและการปรับตัวทาง พัฒนาการด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง2 ปจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัยมี หลายปจจัยทั้งทางบวกและทางลบได้แก่ ปจจัย ด้านพ่อแม่ การศึกษาของพ่อแม่พบว่ามีผลต่อ พัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ภาวะสุขภาพของ แม่ระหว่างตั้งครรภ์จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อ ทารกในครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการคลอดก่อนกำาหนด หรือภาวะน้ำาหนักตัวเด็กมากหรือน้อยกว่าปกติ และขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด รวมถึงภาวะ โภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ของแม่หากแม่ขาด สารไอโอดีนซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความจำาเป็น ต่อพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของ เด็กจะทำาให้สติปญญาของเด็กลดลง ก่อให้เกิด ภาวะสมองพิการหูหนวก3ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่ขาดสารไอโอดีนจะมีระดับสติปญญาต่ ำากว่า เด็กที่ไม่ขาดสารไอโอดีน 6.9 - 10.2 จุด4 และ พฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มสุราของแม่ขณะ ตั้งครรภ์จะก่อให้เกิดผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ทำาให้เกิดความผิดปกติบริเวณใบหน้า แขน ขา และ การเจริญเติบโต รวมทั้งปญหาทางด้านพฤติกรรม และความสามารถทางสติปญญา5 ปจจัยแวดล้อม ฐานะความเป็นอยู่ของ ครอบครัว ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็ก โดยเด็กที่อยู่ในครอบครัวมีรายได้น้อยจะส่งผล ต่อพัฒนาการและสติปญญาของเด็กในส่วนของ การเลี้ยงดูเป็นปจจัยสำาคัญที่มีงานวิจัยชี้ให้เห็น ว่าปญหาพัฒนาการล่าช้าส่วนใหญ่มาจากการ ขาดการเลี้ยงดูและกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะ โดยสมาคม American Academy of Pediatrics6 มีคำาแนะนำาไม่ให้เด็กอายุต่ ำากว่า 2 ปี ดูโทรทัศน์ และใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความบันเทิง ปจจัยด้านเด็ก ได้แก่ ภาวะทารกมีน้ำาหนัก ตัวน้อย การคลอดก่อนกำาหนด ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด ส่งผลกระทบต่อ พัฒนาการเด็กเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่ม ที่คลอดก่อนกำาหนดหรือมีน้ำาหนักแรกคลอดน้อย ในด้านภาวะโภชนาการพบว่า เด็กที่มีภาวะเตี้ย แคระแกรน และขาดธาตุเหล็กก็ส่งผลต่อพัฒนาการ เด็กเช่นกัน เด็กที่มีภาวะซีดมากจากการขาด ธาตุเหล็กถึงแม้ได้รับการรักษา แต่ไม่สามารถ
37 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ช่วยให้ความสามารถทางสติปญญากลับมาดีได้ ดังเดิม7 รายงานสรุปของ WHO ในปี พ.ศ. 2556 พบว่าการกินนมแม่ส่งผลต่อความสามารถทาง สติปญญาของเด็ก 2.19 - 3.45 จุด7 นั้นแสดง ว่าการกินนมแม่เป็นปจจัยที่ส่งผลกระทบทาง ด้านบวกกับเด็ก ปจจุบันเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว มีความซับซ้อนและมีการแข่งขันสูง ส่งผลกระทบต่อการดำารงชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะพฤติกรรมของเด็กในยุคปจจุบันจึง ทำาให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาสถานการณ์ ของพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านสังคมและการ ช่วยเหลือตนเอง รวมถึงปจจัยต่างๆ ที่มีความ สัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพ ที่ 6 เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่ส่งผลให้ เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการทำากิจกรรม และดำาเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อกำาหนดนโยบายการ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กในเขตสุขภาพที่ 6 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์พัฒนาการเด็ก ปฐมวัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ในเขต สุขภาพที่ 6 2. เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์ ต่อพัฒนาการเด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือ ตนเอง ในเขตสุขภาพที่ 6 วิธีการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Study) เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนาการเด็กปฐมวัย และปจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในเขตสุขภาพที่ 6 คือ เด็กอายุตั้งแต่ 8 เดือน 16 วัน ถึง 5 ปี 11 เดือน 29 วันและพ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็กที่มีความสัมพันธ์ ทางสายโลหิตกับเด็กที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยสุ่ม ตัวอย่างแบบขั้นลำาดับ( Three - Stages Custer- Sampling) มีจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 6 เป็น หน่วยตัวอย่างขั้นที่หนึ่ง ตำาบลเป็นหน่วยตัวอย่าง ขั้นที่สอง และเด็ก 0 - 5 ปี เป็นหน่วยตัวอย่าง ขั้นที่สาม ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 838 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ ที่ทีมผู้วิจัยได้สร้างและ พัฒนาขึ้น 2) สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก 3) แบบประเมินพัฒนาการเด็ก Denver II (คู่มือ การฝกอบรมการทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัย ฉบับภาษาไทย) โดยเครื่องมือนี้มีความไวในการ คัดกรอง (Sensitivity) 0.56 - 0.83 และความ จำาเพาะเจาะจง (Specifi city) 0.43 - 0.80 8 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติ พรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าสูงสุด ต่ ำาสุด ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปจจัย ด้านแม่ ปจจัยแวดล้อม ปจจัยด้านเด็ก กับพัฒนาการ เด็กปฐมวัย โดยใช้การวิเคราะห์ การถดถอย โลจิสติก (Binary Logistic Regression Analysis) นำา เสนอความสัมพันธ์ด้วยค่าสถิติ ไค-สแควร์ อัตรา เสี่ยง (OR) และการประมาณค่าช่วงเชื่อมั่น 95%
38 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ผลการศึกษา 1. ข้อมูลทั่วไป 1.1 ข้อมูลทั่วไปของเด็ก พบว่า ส่วนใหญ่ เป็นเด็กเพศหญิง ร้อยละ 51.3 คลอดก่อนกำาหนด ร้อยละ 8.2 คลอดผิดปกติร้อยละ 31.8 โดยวิธี การผ่าคลอดมากที่สุด เด็กมีน้ำาหนักแรกเกิดน้อย กว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 10.0 มีภาวะขาดซิเจน เมื่อแรกคลอดที่ 1 และ 5 นาที ร้อยละ 3.1 และ 1.2 มีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดร้อยละ 11.5 เด็กตัวเหลือง ร้อยละ 7.4 เด็กมีโรคประจำาตัว ร้อยละ 7.4 ส่วนใหญ่เป็นภูมิแพ้และหอบหืด ร้อยละ 4.8 ได้รับยาเสริมธาตุเหล็กและกินทุกสัปดาห์ ร้อยละ 11.5 เด็กกินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน ร้อยละ 8.9 เด็กมีรูปร่างสมส่วนร้อยละ 70.9 มีส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ ร้อยละ 82.6 เตี้ย ร้อยละ 8.9 บุคคลที่เลี้ยงลูกดูเด็กเป็นแม่ร้อยละ 55.4 รองลงมาคือ ปู ย่า ตา ยาย ร้อยละ 35.6 1.2 ข้อมูลทั่วไปของแม่ พบว่า แม่มีอายุ ตั้งครรภ์เฉลี่ย 29 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และปวช. ร้อยละ 41.2 เป็นแม่บ้าน/ไม่ได้ทำางาน ร้อยละ 48.8 อายุเฉลี่ยของแม่ 25.8 ปี แม่ตั้งครรภ์ อายุน้อยที่สุด 12 ปี ฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ ร้อยละ 42.7 และฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ 5 ครั้ง ร้อยละ 37.2 แม่มีโรคประจำาตัวระหว่างตั้งครรภ์ ร้อยละ 7.9 เป็นโรคธาลัสซีเมียมากที่สุด ร้อยละ 2.5 ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ร้อยละ 2.5 ส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ร้อยละ 1.0 ขณะตั้งครรภ์ได้รับยาเสริมไอโอดีน ร้อยละ 42.5 และพบว่าระหว่างตั้งครรภ์มีการ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ร้อยละ 1.8 รายได้ของครอบครัวเฉลี่ย 20, 248.27 บาท ต่อเดือน 1.3 ข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแลเด็กพบว่า ผู้ดูแลอายุเด็กอายุเฉลี่ย 38.5 ปี น้อยที่สุด 13 ปี สูงสุด 82 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา/ปวช. ร้อยละ 41.2 และไม่ได้ทำางานร้อยละ 48.8 ผู้ดูแลเด็ก ส่วนใหญ่เล่นกับเด็กอย่างมีคุณภาพโดยไม่ใช้สื่อ อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 63.1 และเล่านิทานให้เด็ก ฟงอย่างมีคุณภาพร้อยละ 14.5 2. สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย ด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเองจำาแนกตาม กลุ่มอายุ กรอบแนวคิดการวิจัย ศึกษาสถานการณ์ของพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่มี ความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 6 เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่สงผลให ่ ้เด็ก ปฐมวัยมีความสามารถในการทํากิจกรรมและดําเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อ กําหนดนโยบายการส่งเสริมพฒนาการเดั ็กในเขตสุขภาพที่ 6 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ในเขตสุขภาพที่6 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสมพั ันธ์ต่อพัฒนาการเด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ในเขตสุขภาพที่ 6 วิธีการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ( Descriptive Study ) เพื่อศึกษาสถานการณ์พัฒนาการเด็ก ปฐมวัย และปัจจัยที่มีความสมพั ันธ์กับพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในเขตสุขภาพที่ 6คือ เด็กอายุตั้งแต่ 8 เดือน 16 วัน ถึง 5 ปี 11 เดือน 29 วันและพอแม่ ่หรือผู้ดูแลเด็กที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับเด็กที่เป็นกลุ่ม ตัวอย่าง โดยสุ่มตัวอย่างแบบขั้นลําดับ( Three – Stages Custer- Sampling ) มีจงหวั ัดในเขตสุขภาพที่ 6 เป็นหน่วยตัวอย่างขั้นที่หนึ่ง ตําบลเป็นหน่วยตัวอย่างขั้นที่สอง และเด็ก 0-5 ปีเป็นหนวยต่ ัวอย่างขั้นที่สาม ได้ กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 838 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1) แบบสมภาษณั ์ ที่ทีมผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาขึ้น2) สมุดบนทั ึกสุขภาพแม่และเด็ก3) แบบประเมินพัฒนาการเด็ก Denver II ( คู่มือการฝึกอบรมการทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัยฉบับภาษาไทย ) โดยเครื่องมือนี้มีความไวในการคัดกรอง (Sensitivity ) 0.56-0.83 และความจําเพาะเจาะจง ( Specificity ) 0.43-0.80 8 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ความถี่ร้อยละ ค่าสูงสุด ต่ําสุด ค่าเฉลี่ย และ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านแม่ ปัจจัยแวดล้อม ปจจั ัยด้านเด็ก กับพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยใช้การ วิเคราะห์การถดถอย โลจิสติก (Binary Logistic Regression Analysis) นําเสนอความสัมพันธ์ด้วยค่าสถิติ ไค-สแควร์อัตราเสี่ยง (OR) และการประมาณค่าช่วงเชื่อมั่น 95% กรอบแนวคิดการวิจัย ปัจจัยด้านแม่ คุณลักษณะของบิดา มารดา -อาชีพการศึกษา อายุ ภาวะสุขภาพระหว่างตงครรภั้ ์ -โรคประจําตัวแม่ -ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ -การติดเชื้อระหวางต่ ั้งครรภ์ พฤติกรรมเสี่ยง -การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยด้านเด็ก ภาวะสุขภาพของเด็กแรกเกิด -ภาวะออกซิเจนเมอแรกเกื่ิด -น้ําหนักแรกเกิด -อายครรภุ์เมอคลอดื่ การเจ็บป่วยของเด็ก -โรคประจําตัว ภาวะโภชนาการในเด็ก -การกินนมแม่ -การได้รับยาเสรมธาติุเหล็ก -น้ําหนักตามเกณฑ์อายุ -ส่วนสูงตามเกณฑอาย์ุ -ส่วนสูงตามเกณฑ์นาหน้ํ ัก ปัจจัยแวดล้อม คุณลักษณะของผู้ดแลู --อาชีพ การศึกษา อายุ ลักษณะครอบครัว -รายได้ครอบครัว การเลี้ยงดู -การเล่านทานิ -การเล่นกับเด็ก พัฒนาการเด็กด้านสังคมและการ ช่วยเหลือตนเอง
39 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 การศึกษา พบว่าเด็กปฐมวัยในเขตสุขภาพ ที่ 6 มีพัฒนาการด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง สมวัยร้อยละ 86.9 สงสัยล่าช้า ร้อยละ13.1 เมื่อ จำาแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มเด็กอายุ 0 - 2 ปี มีพัฒนาการด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง สมวัย ร้อยละ 86.2 พัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 13.8กลุ่มเด็กอายุ 3 - 5 ปี มีพัฒนาการด้านสังคม และการช่วยเหลือตนเองสมวัย ร้อยละ 87.5 พัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 12.5 ดังแสดงใน ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำานวนและร้อยละพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเองจำาแนก ตามกลุ่มอายุ พัฒนาการด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง รวม 0 – 2 ปี 3 – 5 ปี จำานวน ร้อยละ จำานวน ร้อยละ จำานวน ร้อยละ สมวัย 728 86.9 370 86.2 358 87.5 สงสัยล่าช้า 110 13.1 59 13.8 51 12.5 2. ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการ เด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง จากการศึกษาพบว่าปจจัยด้านแม่ที่มี ความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กด้านสังคม และการช่วยเหลือตนเองอย่างมีนัยสำาคัญทาง สถิติๆได้แก่ อาชีพของแม่และโรคประจำาตัวแม่ ขณะตั้งครรภ์โดยพบว่า เด็กที่แม่มีอาชีพเกษตรกรรม และรับจ้าง จะมีพัฒนาการสงสัยล่าช้าร้อยละ 19.4 และ 13.2 โรคประจำาตัวแม่ขณะตั้งครรภ์พบว่า แม่ที่มีโรคประจำาตัวลูกจะมีพัฒนาการสงสัย ล่าช้า ถึงร้อยละ 24.2 และมีความเสี่ยงพัฒนาการ ล่าช้า มากกว่าแม่ที่ไม่มีโรคประจำาตัวถึง 2.3 เท่า ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยด้านแม่ กับพัฒนาการเด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ปจจัยด้านแม่ จำานวน พัฒนาการด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง สมวัย สงสัยล่าช้า chi 95% Cl for OR จำานวน ร้อยละ จำานวน ร้อยละ p-value OR Lower Upper อาชีพแม่ 800 700 87.5 100 12.5 0.021* รับราชการ/รัฐวิสาหกิจref 20 18 90.0 2 10.0 ไม่ทำางาน/แม่บ้าน 266 244 91.7 22 8.3 0.8 0.17 3.72 เกษตรกรรม 31 25 80.6 6 19.4 2.1 0.39 11.95 รับจ้าง 403 350 86.8 53 13.2 1.3 0.30 6.04 ค้าขาย 80 63 78.8 17 21.3 2.4 0.51 11.51 โรคประจำาตัวแม่ 815 709 87 106 13 0.005* ไม่มีโรคประจำาตัวref 749 659 88.0 90 12.0 มีโรคประจำาตัว 66 50 75.8 16 24.2 2.3 1.280 4.28
40 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ปจจัยด้านเด็ก กินนมแม่มีความสัมพันธ์ กับพัฒนาการของเด็กด้านสังคมและการช่วย เหลือตนเองอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ พบว่าเด็ก ที่ไม่ได้กินนมแม่และกินนมแม่อย่างเดียวน้อย กว่า 6 เดือน มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าถึงร้อย ละ21.8และ13.8ตามลำาดับและมีความเสี่ยง พัฒนาการล่าช้า มากกว่าเด็ก กินนมแม่อย่าง น้อย 6 เดือนขึ้นไปถึง 4.9 และ2.8 เท่าตามลำาดับ ดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยด้านเด็ก กับพัฒนาการเด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ปจจัยด้านเด็ก จำานวน พัฒนาการด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง สมวัย สงสัยล่าช้า chi 95% Cl for OR จำานวน ร้อยละ จำานวน ร้อยละ p-value OR Lower Upper กินนมแม่อย่างเดียว 799 691 86.5 108 13.5 0.023* กินนมแม่ 6 เดือนขึ้นไปref 75 71 94.7 4 5.3 กินนมแม่น้อยกว่า 6 เดือน 669 577 86.2 92 13.8 2.8 1.00 7.93 ไม่ได้กินนมแม่อย่างเดียว 55 43 78.2 1 21.8 4.9 1.50 16.33 ปจจัยแวดล้อม ระดับการศึกษาของผู้ดูแล มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กด้านสังคม และการช่วยเหลือตนเองอย่างมีนัยสำาคัญทาง สถิติซึ่งพบว่า ผู้ดูแลที่มีการศึกษาน้อยเด็กจะมี พัฒนาการสงสัยล่าช้ามากกว่าเด็กที่มีผู้ดูแลการ ศึกษาสูงโดยเด็กที่อยู่กับผู้ดูแลที่จบชั้นประถม ศึกษาจะมีความเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการล่าช้า มากกว่าเด็กที่อยู่กับผู้ดูแลที่จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรีถึง 5 เท่า รายได้ครัวเรือนมีความ สัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กด้านสังคมและ การช่วยเหลือตนเองอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ โดยพบว่า เด็กที่อยู่ในครอบครัวรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการล่าช้า มากกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้ 20,001 บาท ต่อเดือนขึ้นไปเกือบ 2 เท่าและความพอ เพียงของรายได้พบว่าครอบครัวที่มีรายได้เพียง พอแต่ไม่เหลือเก็บ จะมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า และมีความเสี่ยงพัฒนาการล่าช้า มากกว่าเด็กที่ ครอบครัวมีรายได้เพียงพอเหลือเก็บ ส่วนการเล่า นิทานให้เด็กฟงมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของ เด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเองอย่างมีนัย สำาคัญทางสถิติโดยเด็กที่ครอบครัวไม่เล่านิทาน ให้ฟงจะมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า และมีความเสี่ยง ต่อพัฒนาการล่าช้า มากกว่าเด็กที่ครอบครัวเล่า นิทานให้ฟงอย่างมีคุณภาพ ถึง 3 เท่า ดังแสดงใน ตารางที่ 4
41 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ตารางที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยแวดล้อมกับพัฒนาการเด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ปจจัยแวดล้อม จำานวน พัฒนาการด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง สมวัย สงสัยล่าช้า chi 95% Cl for OR จำานวน ร้อยละ จำานวน ร้อยละ p-value OR Lower Upper การศึกษาผู้ดูแล 794 690 86.9 104 13.1 0.000* ปริญญาตรี/สูงกว่าปริญญาตรีref 46 42 91.3 4 8.7 ไม่ได้เรียนหนังสือ 53 35 66.0 18 34.0 1.0 0.21 5.01 ประถมศึกษา 314 266 84.7 48 15.3 5.6 1.52 20.99 มัธยมศึกษา/ปวช. 345 314 91.0 31 9.0 1.9 0.58 6.73 อนุปริญญา/ปวท./ปวส. 36 33 91.7 3 8.3 1.0 0.31 3.74 อาชีพผู้ดูแล 773 673 87.1 100 12.9 0.028* ไม่ทำางาน/แม่บ้านref 409 365 89.2 44 10.8 เกษตรกรรม 75 60 80.0 15 20.0 0.4 0.24 0.89 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 14 14 100.0 0 0.0 0.9 0.43 2.15 รับจ้าง 202 176 87.1 26 12.9 .00 .00 . ค้าขาย 73 58 79.5 15 20.5 0.5 0.28 1.15 รายได้ครัวเรือน 838 728 86.9 110 13.1 0.006* 20001 บาท ขึ้นไปref 231 206 89.2 25 10.8 ไม่เกิน 10,000 บาท 290 237 81.7 53 18.3 1.8 1.10 3.07 10001- 20000 317 285 89.9 32 10.1 0.9 0.53 1.60 รายได้พอเพียง 838 728 86.9 110 13.1 0.049* เพียงพอมีเหลือเก็บref 165 144 87.3 21 12.7 เพียงพอ 323 291 90.1 32 9.9 0.75 0.43 1.28 ไม่เพียงพอ/มีหนี้สิน 350 293 83.7 57 16.3 0.56 0.35 0.89 0.005* การเล่าอย่างมีคุณภาพ 838 728 86.9 110 13.1 เล่าอย่างมีคุณภาพref 121 114 94.2 7 5.8 เล่าไม่มีคุณภาพ 170 153 90.0 17 10.0 1.8 0.72 4.50 ไม่เล่า 547 461 84.3 86 15.7 3.0 1.36 6.74
42 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง อภิปรายผล สถานการณ์ของพัฒนาการเด็กปฐมวัย ด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ในเขตสุขภาพ ที่ 6 พบเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านสังคมและ การช่วยเหลือตนเอง สงสัยล่าช้า ร้อยละ 13.1 มากกว่าพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย ระดับประเทศ ปี 25579 ที่พบว่าพัฒนาการด้านสังคมและการ ช่วยเหลือตนเอง สงสัยล่าช้าร้อยละ 7.5 ปจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการเด็กมีหลาก หลายปจจัยที่ส่งเสริมให้พัฒนาการเด็กด้านสังคม และการช่วยเหลือตนเองดีขึ้น การวิจัยนี้พบว่า อาชีพของแม่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของ เด็กโดยเด็กที่อยู่กับแม่ที่ไม่ได้ทำางาน จะมีเด็ก พัฒนาการสงสัยล่าช้าน้อยกว่าแม่ที่ประกอบ อาชีพ อาจเป็นไปได้ว่าแม่ที่ไม่ได้ทำางานได้เลี้ยง ลูกด้วยตนเอง มีโอกาสในการส่งเสริมพัฒนาการ ให้กับเด็กได้มากกว่า ผลการวิจัยพบว่า แม่ที่ไม่ได้ ทำางานมีการเล่านิทานให้เด็กฟงอย่างมีคุณภาพ มากกว่าแม่ที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ยกเว้น แม่ที่มี อาชีพรับราชการ/รัฐวิสาหกิจอาจเป็นเพราะ แม่กลุ่มนี้มีการศึกษาดีและมีเวลาที่อยู่ดูแลเด็ก เช่นเดียวกันการศึกษาของผู้ดูแลมีความสัมพันธ์ กับพัฒนาการเด็กด้านสังคมและการช่วยเหลือ ตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศ7 10 11 โดยการศึกษาของผู้ดูแลที่สูงขึ้นเป็นโอกาส ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้การได้รับข้อมูล ข่ า ว ส า รที่เป็นป ร ะโ ย ชน์ ต่ อ ก า ร ส่งเ ส ริม พัฒนาการเด็กนำาไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ ถูกต้องและเหมาะสม แม่มีโรคประจำาตัวขณะ ตั้งครรภ์ จะทำาให้เกิดผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เช่นคลอดก่อนกำาหนด หรือมีภาวะน้ำาหนักตัวเด็ก มากหรือน้อยกว่าปกติได้ การวิจัยนี้แม่ที่มีโรค ประจำาตัวมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของ เด็ก พบว่าแม่ที่มีโรคประจำาตัวเด็กมีพัฒนาการ สงสัยล่าช้า ถึงร้อยละ 24.2 และมีความเสี่ยง พัฒนาการล่าช้า มากกว่าแม่ที่ไม่มีโรคประจำาตัว ถึง 2.3 เท่า ดังนั้น จึงควรให้ความสำาคัญกับระบบ การเฝาระวังขณะตั้งครรภ์ และการประเมินภาวะ เสี่ยงของแม่ขณะตั้งครรภ์อย่างจริงจัง รายได้ครอบครัว และความเพียงพอของ รายได้ เป็นปจจัยแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์กับ พัฒนาการเด็กโดยเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มี รายได้น้อยจะส่งผลต่อพัฒนาการและสติปญญา ของเด็ก จากการวิจัยพบว่า เด็กที่อยู่ในครอบครัว มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนและรายได้ เพียงพอ แต่ไม่เหลือเก็บเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการ ล่าช้ามากกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้ 20,001 บาท ต่อเดือนขึ้นไปเกือบ 2 เท่าเนื่องจาก เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าถึง และได้รับการส่งเสริม พัฒนาการมากกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มี ฐานะทางเศรษฐกิจต่ ำากว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากจะได้ สารอาหารที่มีประโยชน์แล้วยังสร้างสัมผัสรัก จากแม่ส่งผ่านไปยังภาษากายด้วยการโอบอุ้ม การโต้ตอบระหว่างแม่และลูกเป็นพื้นฐานสำาคัญ ของกระบวนการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้า เนื่องจากแม่จะเป็นผู้กระตุ้นให้วงจรประสาท ส่งผลต่อการพัฒนาการทางสมอง ทำาให้ลูกมีความ ฉลาดทางปญญา (Intelligence Quotient-I.Q.)
43 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 สูงจากการสำารวจของมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่ง ประเทศไทย พบว่า ระยะเวลาการดื่มนมแม่ มีผลต่อระดับคะแนนไอคิวที่สูงขึ้น เด็กที่ดื่มนม แม่นานกว่า 6 เดือน มีระดับคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า เด็กที่ดื่มนมแม่น้อยกว่า 3 เดือน ประมาณ 6 จุด และสูงกว่าเด็กที่ไม่กินนมแม่เลย ประมาณ 3 จุด12การศึกษาครั้งนี้พบว่าการกินนมแม่อย่าง เดียว 6 เดือน มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็ก ด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเองโดยพบว่าเด็ก ที่ไม่ได้กินนมแม่จะมีความเสี่ยงต่อพัฒนาการ ล่าช้ามากกว่าเด็กที่กินนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ถึง 4.9 เท่า ในขณะที่กิจกรรมที่เป็นการส่งเสริม พัฒนาการของเด็ก เช่น การเล่านิทานหรือการ อ่านหนังสือกับเด็กปฐมวัย นับเป็นการให้เวลา คุณภาพกับเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ จากการ ศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาโครงการ Reach Out and Read เพื่อส่งเสริมการอ่าน และนิสัยรักการอ่านในเด็ก ผลจากโครงการ ดังกล่าวพบว่าพัฒนาการทางคำาศัพท์ ความเข้าใจ และการใช้ภาษาของเด็กดีขึ้น จากการวิจัย พบว่า สมาชิกในครอบครัวไม่เล่านิทานให้เด็กฟง มากกว่าร้อยละ 60 ทั้งในเด็ก 0 - 2 และ 3 - 5 ปี การเล่านิทานให้เด็กฟงมีความสัมพันธ์กับ พัฒนาการเด็ก โดยเด็กที่ครอบครัวไม่เล่านิทาน ให้เด็กฟงมีความเสี่ยงต่อพัฒนาการล่าช้า มากกว่าเด็กที่ได้รับการเล่านิทานอย่างมีคุณภาพ ถึง 3 เท่า ในขณะที่การเล่นซึ่งเป็นสิ่งจำาเป็นต่อ พัฒนาการด้านร่างกาย สติปญญา รวมทั้งพัฒนาการ ด้านสังคมและอารมณ์ของเด็ก แต่จากการวิจัยพบว่า พ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็ก ไม่เล่นกับเด็กร้อยละ 6.8 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. นโยบายและมาตรการให้เด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ขึ้นไปได้รับยาน้ำาเสริมธาตุเหล็ก จากการ วิจัย พบว่า เด็กในเขตสุขภาพที่ 6 ได้รับยาน้ำา ธาตุเหล็กเพียง ร้อยละ 15.2 ดังนั้น เน้นในสถาน บริการสาธารณสุขทุกระดับ ควรบริหารจัดการ ให้เด็กได้รับยาน้ำาธาตุเหล็กตามชุดสิทธิประโยชน์ อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง 2. ทารกแรกเกิดน้ำาหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม เป็นปญหาเรื้อรังสำาหรับประเทศไทย รวมทั้ง จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 6 ซึ่งการวิจัยพบร้อยละ 9.9 เกิดจากหลายอย่างที่มาเกี่ยวข้อง ดังนั้นใน กระบวนการฝากครรภ์บุคลากรที่เกี่ยวข้องควรมี ระบบการเฝาระวังภาวะโภชนาการของแม่และ เด็ก รวมทั้งปจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างจริงจัง 3. ส่งเสริมความรู้และทักษะในการส่ง เสริมพัฒนาการเด็กให้แก่ พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ เน้นกระบวนการให้ความรู้แบบแลกเปลี่ยนเรียน รู้ตามรูปแบบกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ในสถาน บริการสาธารณสุขทุกแห่ง 4. พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในหน่วยบริการทุกระดับ ศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้มี ความรู้ ความสามารถในการเฝาระวัง การเจริญ เติบโต การคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย ทักษะ ในการประเมินภาวะโภชนาการอย่างถูกต้อง ตลอดจนสามารถให้คำาแนะนำาพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก และจัดระบบการส่งต่อเด็กที่มีพัฒนาการสงสัย ล่าช้า เพื่อการดูแลอย่างต่อเนื่อง
44 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาปจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการ ด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเองให้ละเอียด มากขึ้น เพื่อจะได้ทราบถึงปจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ พัฒนาการ และนำาไปสู่กระบวนการแก้ไขปญหา ด้านพัฒนาการในเด็กได้อย่างแท้จริง 2. ศึกษาวิจัย พัฒนา คู่มือในการเฝาระวัง ติดตามภาวะการเจริญเติบโตและพัฒนาการ เด็กเพื่อให้ได้ข้อมูลและปญหาที่แท้จริงในเด็ก แต่ละคน กิตติกรรมประกาศ การศึกษาครั้งนี้สำาเร็จลงได้ด้วยการ สนับสนุนการดำาเนินงานอย่างดียิ่ง ต้องขอ ขอบพระคุณ นายแพทย์พนิต โล่เสถียรกิจ ผู้อำานวยการศูนย์อนามัยที่ 6 ที่เห็นความสำาคัญ ของการศึกษาสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย ด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง ในเขต สุขภาพที่ 6 ทีมที่ปรึกษาโครงการวิจัย การสนับสนุน ช่วยเหลือด้านองค์ความรู้ คำาแนะนำาต่างๆ อย่าง ดียิ่ง และทีมคณะผู้วิจัย ที่อนุญาตให้นำาข้อมูล มาใช้ในการศึกษาวิจัย ขอขอบคุณ ดร.เพ็ญศรี กองสัมฤทธิ์ และ ดร. ศรัชฌา กาญจนสิงห์ ที่ได้ กรุณาให้คำาแนะนำาตรวจสอบแก้ไขผลงาน วิชาการขอขอบคุณบุคลากรของสำานักงาน สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำาเภอ และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำาบลในพื้นที่ เปาหมายที่ให้ความร่วมมือและอำานวยความ สะดวกและขอขอบคุณกลุ่มตัวอย่างทุกท่าน บรรณานุกรม 1. Susan P Walker, Theodore DWachs, Julie MeeksGardner, Betsy Lozoff, Gail A Wasserman, Ernesto Pollitt, Julie A Carter. Child development: risk factor for adverse outcome in developing countries. Child development in developing countries 2. 2007; Vol369 : 145-157 2. รัตโนทัย พลับรู้การ และคณะ. วิเคราะห์ สุขภาวะเด็กและวัยรุ่น วัย 1-5 ปี. ใน: วันดีนิงสานนท์ และคณะ, บรรณาธิการ. สุขภาวะของเด็กและวัยรุ่นไทย พ.ศ. 2552. กรุงเทพฯ : บริษัท บียอนด์เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำากัด ; 2552 ,หน้า 115-36. 3. Rajatanasin R, Chailurkit L, Winichakoon P, Soranasataporin S, Wacharasin R et al. Endemic cretinism in Thailand: a multidisciplinary survey. Eur J Endocrinol 1997 ; 137 : 349-55. 4. KarimBougma, Frances E. Aboud, Kimberly B. Harding and Grace S. Marquis. Lodine and Mental Development of children 5 years Old and Under: A Systematic Review and Meta-Analysis; Nuteients [Internet]. 2013 [cited 2014 Jan 29] ; 5. Available from : www. mdpi.com/2072-6643/5/4/1384. 5. PhilipW. Davidson, Gary J. Myers. Environmental toxins. In BatshawML editor. Children with disabilities 6thed. Maryland : PualH Brooks Publishing; 2007.P 61 - 70