The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่ม วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ปีที่ 32 ฉบับที่ 1-4

สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รวมเล่ม วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ปีที่ 32 ฉบับที่ 1-4

รวมเล่ม วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ปีที่ 32 ฉบับที่ 1-4

สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี

Keywords: วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง,วารสาร,สุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง

39 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดตราด บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Method) มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดตราด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนที่กำาลังศึกษาในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย จำานวน 390 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2560 - มกราคม พ.ศ. 2561 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาในรูปของ จำานวน ร้อยละ ค่าต่ ำาสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์หาความ สัมพันธ์โดยใช้สถิติเชิงอนุมานไคสแควร์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างอายุน้อยกว่าหรือเท่า 17 ป ร้อยละ 67.2 เกรดเฉลี่ย น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3.00 ร้อยละ 50.5 ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัย อันควรอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.2 พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ไม่เหมาะสม ถึงร้อยละ 70.3 เมื่อพิจารณาปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกัน การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร พบว่า เกรดเฉลี่ย (p=0.019) ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง (p=0.007) การเข้าถึงข้อมูลและการบริการสุขภาพ (p<0.001) การสื่อสารเพื่อเพิ่มความ เชี่ยวชาญ (p<0.001) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเอง (p<0.001) การรู้เท่าทันสื่อ และสารสนเทศ (p<0.001) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัย อันควร (p<0.001) ที่ต่างกันจะมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการศึกษาจึงควรเร่งพัฒนาความ รอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเพื่อการปองกันการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้ ปกครองในการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรผลิตสื่อเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการปองกันการตั้งครรภ์ที่วัยรุ่นเข้าถึงได้ง่าย ในยุคไทยแลนด์ 4.0 คำาสำาคัญ : ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร นักเรียน */** นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการพิเศษ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด *** นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด วัชชิระ เดือนฉาย* สมนึก เกษโกวิท** นิตยา วังรัตนโสภณ***


40 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา ปจจุบันการอัตราตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้นในวัยรุ่น เป็นปญหาที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศที่พัฒนาและ กำาลังพัฒนาทั่วโลก (Chandra-Mouli V, Camacho AV, Michaud P-A, 2013) ในประเทศไทยพบ มารดาอายุ 15 - 19 ปที่คลอดบุตร 44.8 ต่อหญิง อายุ 15 ถึง 19 ป 1,000 คน ซึ่งเป็นอัตราที่สูง ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟก (สำานักอนามัยการ เจริญพันธุ์, 2560 และ Williamson NE, 2013) จังหวัดตราดเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีข้อมูลการตั้งครรภ์ สูงกว่าค่าเปาหมายที่กระทรวงสาธารณสุข กำาหนด คือไม่เกินร้อยละ 10 โดยปงบประมาณ 2559 - 2560 มีอัตราการมีบุตรก่อนอายุ 20 ป เกินค่าเปาหมาย คิดเป็นร้อยละ 50 ของตำาบลทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบการตั้งครรภ์ซ้ำา (ครรภ์ที่ 2) ร้อยละ 65.78 ของตำาบลทั้งหมด (สำานักงานสาธารณสุข จังหวัดตราด, 2560) การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีสาเหตุมาจากการ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ การปฏิบัติตน รวมถึงอายุที่เริ่มมี เพศสัมพันธ์ครั้งแรก (Richter MS and Mlambo G., 2005) ซึ่งแนวโน้มการมี เพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นทั้งเพศชายและหญิงมีการ เพิ่มขึ้น โดยประมาณ 1 ใน 4 ของนักเรียนชาย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 และ 1 ใน 5 ของนักเรียน หญิงชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. 2560) ผลกระทบ จากการตั้งครรภ์ในวัยเรียน ได้แก่ ผลกระทบต่อ สุขภาพของแม่วัยรุ่นและบุตร ความเครียดและ ความกดดันจากปญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การคลอดก่อนกำาหนด ทารกน้ำาหนักแรกคลอดน้อย (World Health Organization, 2014) จาก ข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เป็นปญหาทางสุขภาพที่สำาคัญของจังหวัดตราด ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาศึกษาความรอบรู้ด้าน สุขภาพและปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนปลายในจังหวัดตราด โดยนำาแนวคิดความรอบรู้ ด้านสุขภาพจากแนวคิดของนัทบีม (Nutbeam, 2009) มาเป็นแนวทางในการศึกษาเพื่อนำาผลการ ศึกษาไปเป็นแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ในพื้นที่ให้มีความเหมาะสม และเป็นแนวทางในการกำาหนดนโยบายการ ปองกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของจังหวัดตราดต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อ ปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดตราด 2. เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดตราด วิธีการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Method) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ครั้งนี้เป็นนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในพื้นที่จังหวัดตราด ที่กำาลังศึกษาในภาคการ ศึกษาที่ 2 ปการศึกษา 2560 คำานวณกลุ่มตัวอย่าง จากสูตรของครอกแครน (Cochran W.G., 1977) ที่ความเชื่อมั่น 95% และสุ่มตัวอย่างแบบหลาย ขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่างยินดี ยินยอม เข้าร่วม การวิจัยและให้ข้อมูลในการวิจัย จำานวน 390 คน ผู้วิจัยได้ดำาเนินการเก็บตัวอย่างในช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2560 - มกราคม พ.ศ. 2561


41 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 โดยใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้นจากการศึกษาจาก เนื้อหา เอกสาร ตำารา และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการ ปองกันการตั้งครรภ์ ประยุกต์มาจากกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข แบบสอบถามประกอบด้วย 4 ส่วน จำานวน 55 ข้อ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อ ปองกันการตั้งครรภ์ พฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร แบบสอบถามผ่านการ ตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำานวน 3 ท่าน ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (alpha coeffi cient) ดังนี้ 1) ด้านความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพ เพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เท่ากับ 0.702 2) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ เพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เท่ากับ 0.923 3) การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญใน การปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เท่ากับ 0.846 4) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของ ตนเองเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เท่ากับ 0.903 5) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ เพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เท่ากับ 0.870 6) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อ ปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เท่ากับ 0.802 และ 7) พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ก่อน วัยอันควร เท่ากับ 0.715 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติพรรณนาในรูปของ จำานวน ร้อยละ ค่าต่ ำาสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์หาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน ไคสแควร์ กำาหนดค่านัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างอายุน้อยกว่า หรือเท่า 17 ป ร้อยละ 67.2 เกรดเฉลี่ยน้อยกว่า หรือเท่ากับ 3.00 ร้อยละ 50.5 ส่วนใหญ่พัก อาศัยอยู่กับบิดามารดา ร้อยละ 77.2 ผู้ปกครอง สำาเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 37.9 สถานภาพการสมรสของบิดาและมารดามี สถานะอยู่ด้วยกันร้อยละ 58.2 กลุ่มตัวอย่างมี ความสัมพันธ์ในครอบครัวอยู่ในระดับดี ร้อยละ 56.9 แสดงดังตารางที่ 1 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร อยู่ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 49.2 รองลงมา อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 25.6 และระดับต่ ำา ร้อยละ 25.1 ตามลำาดับ แสดงดังตารางที่ 2 เมื่อพิจารณาปจจัยที่มีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร พบว่า เกรดเฉลี่ย (p=0.019) ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง (p=0.007) การเข้าถึงข้อมูลและการบริการสุขภาพ (p=<0.001) การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ (p=<0.001) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของ ตนเอง (p=<0.001) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (p=<0.001) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อ ปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร (p=<0.001) ที่ต่างกันจะมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นแตกต่างกันอย่างมีนัย สำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงดังตารางที่ 3


42 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ตารางที่ 1 จำานวนและร้อยละของนักเรียนจำาแนกตามปจจัยส่วนบุคคล ปจจัยส่วนบุคคล จำานวน (N=390) ร้อยละ รวม 390 100.0 อายุ ≤ 17 ป 262 67.2 ≥ 18 ป 128 32.8 = 17.02, Standard deviation [S.D.] = 0.91, Min = 15, Max = 19 เกรดเฉลี่ย ≤ 3.00 197 50.5 ≥ 3.00 193 49.5 = 3.04, Standard deviation [S.D.] = 0.46, Min = 2 , Max = 4 การพักอาศัย อยู่กับบิดาหรือมารดา 301 77.2 อยู่กับผู้ปกครองที่ไม่ใช่บิดาหรือมารดา 81 20.8 พักอยู่กับเพื่อน 2 0.5 พักอยู่คนเดียวตามลำาพัง 6 1.5 ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง ไม่ได้เรียน 19 4.9 ประถมศึกษา 148 37.9 มัธยมต้น 40 10.3 มัธยมปลาย 93 23.8 อนุปริญญา 34 8.7 ปริญญาตรี 47 12.1 สูงกว่าปริญญาตรี 9 2.3 สถานภาพสมรสของผู้ปกครอง แยกกันอยู่ 163 41.8 อยู่ด้วยกัน 227 58.2 ความสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่ดี 27 6.9 ปานกลาง 141 36.2 ดี 222 56.9 = 17.02, Standard deviation [S.D.] = 0.91, Min = 15, Max = 19 = 3.04, Standard deviation [S.D.] = 0.46, Min = 2 , Max = 4


43 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 ตารางที่ 2 จำานวน และร้อยละ ของระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร แยกรายด้าน ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยรวม จำานวน (N=390) ร้อยละ ต่ ำา (น้อยกว่า 78 คะแนน) 98 25.1 ปานกลาง (78-105 คะแนน) 192 49.2 มาก (106 คะแนนขึ้นไป) 100 25.6 = 88.86 , Standard deviation [S.D.] = 22.91, Min = 14, Max = 131 ตารางที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยส่วนบุคคล ความรู้ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ปจจัยส่วนบุคคล จำานวน (ร้อยละ) พฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร x2 ไม่เหมาะสม p (274, 70.3%) เหมาะสม (116, 29.7%) เกรดเฉลี่ย 5.510 0.019 ≤ 3.00 197(50.5) 149 48 ≥ 3.00 193(49.5) 125 68 = 3.04, Standard deviation [S.D.] = 0.46, Min = 2 , Max = 4 ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง ไม่ได้เรียน 19(4.9) 16 3 17.838 0.007 ประถมศึกษา 148(37.9) 105 43 มัธยมต้น 40(10.3) 30 10 มัธยมปลาย 93(23.8) 69 24 อนุปริญญา 34(8.7) 18 16 ปริญญาตรี 47(12.1) 34 13 สูงกว่าปริญญาตรี 9(2.3) 2 7 = 3.39, Standard deviation [S.D.] = 1.57, Min = 1 , Max = 7 = 88.86 , Standard deviation [S.D.] = 22.91, Min = 14, Max = 131 = 3.04, Standard deviation [S.D.] = 0.46, Min = 2 , Max = 4


44 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ตารางที่ 3 (ต่อ) ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยส่วนบุคคล ความรู้ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ปจจัยส่วนบุคคล จำานวน (ร้อยละ) พฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร x2 p ไม่เหมาะสม (274, 70.3%) เหมาะสม (116, 29.7%) ความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพเพื่อ ปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ต่ ำา (น้อยกว่า 6 คะแนน) 42(10.8) 33 9 3.278 0.194 ปานกลาง (6-7 คะแนน) 73(18.7) 46 27 มาก ( 8 คะแนนขึ้นไป) 275(70.5) 195 80 = 6.87, Standard deviation [S.D.] = 1.12, Min = 2, Max = 8 การเข้าถึงข้อมูลและการบริการ สุขภาพเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร 17.913 <0.001 ต่ ำา (น้อยกว่า 9 คะแนน) 77(19.7) 67 10 ปานกลาง (9-18 คะแนน) 180(46.2) 128 52 มาก (19 คะแนนขึ้นไป) 133(34.1) 79 54 = 3.39, Standard deviation [S.D.] = 1.57, Min = 1 , Max = 7 การสื่อสารเพื่อเพิ่มความ เชี่ยวชาญในการปองกันการตั้ง ครรภ์ทางเพศก่อนวัยอันควร 21.695 <0.001 ต่ ำา (น้อยกว่า 11 คะแนน) 89(22.8) 78 11 ปานกลาง (11-19 คะแนน) 177(45.4) 124 53 มาก (20 คะแนนขึ้นไป) 124(31.8) 72 52 = 15.58, Standard deviation [S.D.] =6.51 , Min = 0, Max = 30 การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพ ของตนเองเพื่อปองกันการตั้ง ครรภ์ก่อนวัยอันควร 31.700 <0.001 ต่ ำา (น้อยกว่า 14 คะแนน) 79(20.3) 74 5 ปานกลาง (14-22 คะแนน) 167(42.8) 117 50 มาก ( 23 คะแนนขึ้นไป) 144(36.9) 83 61 = 18.19, Standard deviation [S.D.] = 6.12, Min = 0, Max = 25 = 15.58, Standard deviation [S.D.] =6.51 , Min = 0, Max = 30 = 3.39, Standard deviation [S.D.] = 1.57, Min = 1 , Max = 7 = 6.87, Standard deviation [S.D.] = 1.12, Min = 2, Max = 8


45 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 อภิปรายผล ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะอภิปราย ผลการวิจัยตามสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้ จำานวน 2 ข้อ ดังนี้ สมมติฐานของการวิจัย ข้อที่ 1 ความรอบรู้ ด้านสุขภาพเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัย อันควรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อยู่ในระดับมาก จากผลการวิจัยความรอบรู้ ด้านสุขภาพเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อน วัยอันควร พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ ด้านสุขภาพเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัย อันควร อยู่ในระดับปานกลาง สอดคล้อง กับงานวิจัยของเสาวนีย์ ทองนพคุณ ที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการ ปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรโดยรวมอยู่ใน ระดับปานกลางและมาก ร้อยละ 59.5 (เสาวนีย์ ตารางที่ 3 (ต่อ) ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยส่วนบุคคล ความรู้ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ปจจัยส่วนบุคคล จำานวน (ร้อยละ) พฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร x2 p ไม่เหมาะสม (274, 70.3%) เหมาะสม (116, 29.7%) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเพื่อการ ปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ต่ ำา (น้อยกว่า 9 คะแนน) 85(21.8) 71 14 19.070 <0.001 ปานกลาง (9-20 คะแนน) 166(42.6) 123 43 มาก (21 คะแนนขึ้นไป) 139(35.6) 80 59 = 15.47, Standard deviation [S.D.] = 6.99, Min = 0, Max = 25 การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อ ปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ต่ ำา (น้อยกว่า 14 คะแนน) 69(17.7) 60 9 13.1367 0.001 ปานกลาง (14-21 คะแนน) 180(46.2) 126 54 มาก (22 คะแนนขึ้นไป) 141(36.2) 88 53 = 18.19 , Standard deviation [S.D.] = 4.71, Min = 3, Max = 25 ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่ฮปองกัน การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรโดยรวม ต่ ำา (น้อยกว่า 78 คะแนน) 98(25.1) 89 9 56.536 <0.001 ปานกลาง (78-105 คะแนน) 192(49.2) 142 50 มาก (106 คะแนนขึ้นไป) 100(25.6) 43 57 = 88.86 , Standard deviation [S.D.] = 22.91, Min = 14, Max = 131 = 18.19 , Standard deviation [S.D.] = 4.71, Min = 3, Max = 25 = 15.47, Standard deviation [S.D.] = 6.99, Min = 0, Max = 25


46 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ทองนพคุณ, 2559) ซึ่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ คือทักษะทางปญญาและสังคมที่เป็นตัวกำาหนด แรงจูงใจและความสามารถของบุคคลในการ เข้าถึง เข้าใจ และใช้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่มีอยู่ ในสังคม เพื่อส่งเสริมและดูแลรักษาสุขภาพของ ตนเองให้ดีอยู่เสมอ (WHO, 1998) หากนักเรียน มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับปานกลางหรือ ระดับต่ ำาอาจส่งผลให้มีการปองกันการตั้งครรภ์ ไม่เหมาะสม สมมติฐานของการวิจัย ข้อที่ 2 ปจจัยส่วน บุคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนที่ต่างกัน จะมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัย อันควรของวัยรุ่นแตกต่างกัน จากผลการวิจัย พบว่า เกรดเฉลี่ย ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง การเข้าถึงข้อมูลและการบริการสุขภาพ การสื่อสาร เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในการปองกันการตั้งครรภ์ ทางเพศก่อนวัยอันควร การจัดการเงื่อนไขทาง สุขภาพของตนเอง การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องที่ต่างกัน จะมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ก่อน วัยอันควรของวัยรุ่นแตกต่างกัน ซึ่งสามารถอธิบาย ได้ดังนี้ ด้านเกรดเฉลี่ยของนักเรียน พบว่า นักเรียนที่เกรดเฉลี่ยน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3.00 จะมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ก่อน วัยอันควรไม่เหมาะสมมากกว่านักเรียนที่เกรด เฉลี่ยมากกว่า 3.00 สอดคล้องกับการศึกษาของ ฉัตรประภา ศิริรัตน์ ที่พบว่า เกรดเฉลี่ยมีความ สัมพันธ์กับความรู้เรื่องการปองกันการตั้งครรภ์ (Sirirat C, Pumpaibool T, Phupong V, 2015) ด้านระดับการศึกษาของผู้ปกครอง พบว่า ผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาสูงจะส่งผลให้ นักเรียนมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควรเหมาะสม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ปกครองที่มีการศึกษาสูงจะสามารถถ่ายทอด พฤติกรรมที่เหมาะสมให้กับนักเรียนได้ ด้านการ เข้าถึงข้อมูลและการบริการสุขภาพ การสื่อสาร เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ การจัดการเงื่อนไขทาง สุขภาพของตนเอง การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง พบว่า นักเรียน ที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลาง ถึงระดับมากจะมีพฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นเหมาะสม สอดคล้องกับงานวิจัย ของเสาวนีย์ ทองนพคุณ ที่พบว่า วัยรุ่นหญิงที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อการปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรน้อย มีโอกาสที่จะมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ไม่เหมาะสมมากกว่าวัยรุ่นหญิงที่มีความรอบรู้ ด้านสุขภาพเพื่อการปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัย อันควรมาก 4.03 เท่า (เสาวนีย์ ทองนพคุณ, 2559) ถึงแม้ว่าการศึกษาครั้งนี้จะแสดงให้เห็น ว่านักเรียนที่มีการจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของ ตนเองระดับปานกลางถึงระดับดีจะมีพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ที่เหมาะสม แต่ผู้หญิง ในสังคมไทยมักจะถูกสอนว่าผู้หญิงที่ดีไม่ควร แสดงออกในเรื่องเพศทำาให้ในบางครั้งผู้หญิงไม่มี อำานาจในการต่อรองเรื่องเพศ เช่น การปฏิเสธ การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน การต่อรองในการ สวมถุงยางอนามัยเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ เป็นต้น (Tantivess S, Pilasant S, Yamabhai I., 2013) ในขณะที่นักเรียนที่มีการตัดสินใจที่ดี ก็อาจจะเป็นเหตุที่ทำาให้มีการตัดสินใจเลือกปฏิบัติ เพื่อการปองกันการตั้งครรภ์ที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน (Wang RH, Wang HH and Hsu MT, 2003)


47 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรเร่งพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ เพื่อการปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ จั ด กิ จ ก ร ร ม เ พื่ อ เ ส ริ ม ส ร้ า ง ค ว า ม ร อ บ รู้ ด้านสุขภาพ นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรผลิตสื่อเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการปองกันการตั้งครรภ์ที่วัยรุ่นเข้าถึงได้ง่าย ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสนทนา กลุ่มร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ สามารถอธิบายความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ควรทำาการ ศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลอง เพื่อเพิ่มความรอบรู้ ด้านสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และกำาหนด เป็นนโยบายของจังหวัดต่อไป เอกสารอ้างอิง 1. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2560). สถิติการคลอดของแม่วัยรุ่นประเทศไทย พ.ศ. 2558. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำากัด. 2. ศรีเพ็ญ ตันติเวสส ทรงยศ พิลาสันต์ อินทิรา ยมาภัย ยศ ตีระวัฒนานนท์ ชลัญธร โยธาสมุทร อภิญญา มัตเดช และณัฐจรัส เองมหัสสกุล. (2556). สถานการณ์การ ตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในประเทศไทย 2556. โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบาย ด้านสุขภาพ กรมอนามัย: กระทรวง สาธารณสุข. สาธารณสุขจังหวัดตราด. (2560). อัตราการมีบุตรก่อนอายุ 20 ป และอัตราการติดเชื้อเอชไอวีในหญิง ตั้งครรภ์ คนไทย จังหวัดตราด จำาแนก รายตำาบล ปงบประมาณ 2559-2560. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด. 3. เสาวนีย์ ทองนพคุณ. (2559). ความรอบรู้ ด้านสุขภาพเพื่อการปองกันการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นหญิง ในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดชลบุรี. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัย บูรพา : ชลบุรี. 4. Chandra-Mouli V, Camacho AV, Michaud P-A. WHO Guidelines on Preventing Early Pregnancy and Poor Repro ductive Outcomes Among Ado lescents in Developing Countries. Journal of Adolescent Health. 2013; 52(5):517-22. 5. Cochran, W.G. (1977). Sampling Tech niques. Third Edition. New York: John Wiley & sons, Inc.


48 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 6. Nutbeam, D. (2009). Defi ning and measuring health literacy: what can we learn from literacy studies? Int. J Public Health. 54: 303-305. 7. Richter MS and Mlambo G. (2005). Perceptions of rural teenagers on teenage pregnancy. Health SA Gesondheid. 10(2), 61-9. 8. Sirirat C, Pumpaibool T, Phupong V. Knowledge attitude and intention of preventing unwanted pregnancy among female undergraduate students in Bangkok, Thailand. Journal of Health Research. 2015; 29:193-9. 9. Tantivess S, Pilasant S, Yamabhai I. Situation Analysis of Adolescent Pregnancy in Thailand 2013. Nonthaburi: Ministry of Public Health; 2013. 10. Wang RH, Wang HH, Hsu MT. Factors associated with adolescent pregnancy a sample of Taiwanese female adolescents. Public Health Nursing. 2003;20(1):33-41. 11. Williamson NE. Motherhood in child hood: facing the challenge of adolescent pregnancy : United Nations Population Fund; 2013. 12. World Health Organization. Adolescent pregnancy 2014 [cited 2016 15 June]. Available from: http://www. who.int/mediacentre/factsheets/ fs364/en/. World Health Organization. (1998). Health Promotion. WHO Publications.


ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ในการดำาเนินงานหมู่บ้านจัดการสุขภาพ จังหวัดปทุมธานี บทคัดย่อ การวิจัยแบบสำารวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการ สุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน (อสม.)ในการดำาเนินงานหมู่บ้านจัดการสุขภาพ จังหวัดปทุมธานี โดยการจัดการสุขภาพของ อสม. ใน 4 ด้าน คือ ด้านการวางแผน ด้านการ บริหารงบประมาณ ด้านการจัดกิจกรรม และด้านการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. ที่มีอายุการปฏิบัติงานมากที่สุด ในหมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ จำานวน 217 คน และหมู่บ้านที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ จำานวน 43 คน (เก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม 2561) การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ พรรณนา แสดงค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติวิเคราะห์แสดงด้วยการ วิเคราะห์ไคสแคว์ และสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า อสม. ส่วนใหญ่มีการจัดการสุขภาพอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจและ มีประสบการณ์ในการทำางาน 13 ป ส่วนการรับรู้บทบาท ความรู้ การสนับสนุนการดำาเนินงาน จัดการสุขภาพ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยต่างๆ เกี่ยวกับ การจัดการสุขภาพของ อสม. ดังนี้ 1) หมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ พบว่า ระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ อสม. การรับรู้บทบาทด้านการวางแผนทางสุขภาพ การรับรู้ บทบาทด้านการบริหารงบประมาณของหมู่บ้าน การรับรู้บทบาทด้านการจัดกิจกรรม การรับรู้ บทบาทด้านการประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ การรับรู้บทบาทด้านความเข้มแข็งของกลุ่ม อสม. ความรู้ด้านการจัดกิจกรรม ปจจัยสนับสนุนด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ การสนับสนุนด้านพลัง การมีส่วนร่วมของ อสม. การสนับสนุนด้านความสามารถและทักษะของ อสม. การสนับสนุน ด้านนโยบายของ สสจ. การสนับสนุนด้านแรงจูงใจของ อสม. มีความสัมพันธ์กับการจัดการ สุขภาพของ อสม.อย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.05 2) หมู่บ้านที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินหมู่บ้าน จัดการสุขภาพ พบว่า การรับรู้บทบาทด้านการจัดทำาแผนทางสุขภาพ และปจจัยการสนับสนุน การดำาเนินงานจัดการสุขภาพทุกตัวแปร มีความสัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพของ อสม. อย่างมีนัยสำาคัญที่ระดับ 0.05 คำาสำาคัญ : อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน การจัดการสุขภาพ หมู่บ้านจัดการสุขภาพ *นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี สุทิน โสรัตน* 49 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561


50 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา งานสาธารณสุขมูลฐานเริ่มดำาเนินงานตั้งแต่ แผนพัฒนาการสาธารณสุข ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520 - 2524) และประกาศเป็นนโยบายของประเทศ ในการดำาเนินงานสาธารณสุขทุกฉบับจนถึง ปจจุบัน โดยนำาปญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำาหนดกลวิธีการ ดำาเนินงานและแนวทางให้เจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติ เป็นขั้นตอน ตั้งแต่การให้ชุมชนคัดเลือกบุคคลใน ชุมชนเพื่อเข้ารับการฝกอบรมให้เป็นอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน (อสม.) การส่งเสริม การจัดองค์กรและการดำาเนินงานของชุมชน รวมทั้งติดตามสนับสนุนและร่วมประเมินผลการ ดำาเนินงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน เพื่อก่อให้เกิดการบริหารจัดการที่เป็น รูปธรรมชัดเจนมากขึ้น แผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) ได้มุ่งเปาหมายไปที่การสร้างสุขภาพและ การพัฒนาเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยอัญเชิญ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำาทางในการพัฒนา โดยอาศัยคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา พฤติกรรมสุขภาพประชาชน ให้ชุมชนมีความ เข้มแข็ง โดยเน้นการเสริมสร้างค่านิยมให้สังคม ตระหนักถึงความสำาคัญของการมีสุขภาพดี บนหลักการพึ่งพิงและดูแลตนเองเสริมสร้าง โอกาสการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะด้านสุขภาพ พร้อมทั้งพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนา สุขภาพ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชนและสังคม พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพพัฒนา กลไกและภาคีเครือข่าย การมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ของประชาชน โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน (อสม.) เป็นแกนนำาในการพัฒนา สุขภาพอนามัย ในระดับหมู่บ้านและชุมชนเป็น ผู้นำาและเป็นตัวอย่างในการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมสุขภาพ เป็นผู้ให้คำาแนะนำา และเป็นที่ ปรึกษาของเพื่อนบ้าน จากการติดตามและประเมินผลการ ดำาเนินงานของ อสม. ในการจัดการสุขภาพใน พื้นที่จังหวัดปทุมธานี ในรอบปที่ผ่านมา ป 2560 โดยหัวหน้างานสุขภาพภาคประชาชน สำานักงาน สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี โดยใช้แบบประเมิน หมู่บ้านจัดการสุขภาพ ซึ่งได้รับสนับสนุนจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ประเมินทั้งหมดจำานวน 487 หมู่ คิดเป็นร้อยละ 94.02 ผลการประเมินพบว่า ส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์ การประเมินอยู่ในระดับดี จำานวน 317 หมู่ คิดเป็น ร้อยละ 61.20 แต่อยู่ในระดับดีมาก จำานวน 53 หมู่ คิดเป็นร้อยละ 10.23 และระดับดีเยี่ยม จำานวน 74 หมู่ คิดเป็นร้อยละ 14.29 ซึ่งยังมีจำานวนหมู่บ้าน ที่ผ่านการประเมินอยู่ในระดับดีมากและระดับ ดีเยี่ยมมีจำานวนน้อยเพียง 127 หมู่ คิดเป็นร้อยละ 26.07 ซึ่งต้องมีการพัฒนาให้มีจำานวนมากขึ้น เนื่องจากจะทำาให้เกิดเป็นหมู่บ้านต้นแบบและ เป็นศูนย์การเรียนรู้เกิดนวัตกรรมสุขภาพชุมชน สามารถขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่นได้และพัฒนา ต่อยอดสู่ตำาบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ ต้นแบบต่อไป ดังนั้น ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาปจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ในจังหวัดปทุมธานี เพื่อนำาผลที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา หมู่บ้านจัดการสุขภาพและขยายผลการ ดำาเนินงานเข้าไปในเขตชุมชนเมืองรวมทั้ง พิจารณาดำาเนินงานพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านในพื้นที่ จังหวัดปทุมธานี ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


51 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการ จัดการสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน (อสม.) ในการดำาเนินงานหมู่บ้านจัดการ สุขภาพ จังหวัดปทุมธานี วิธีการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำารวจ (Survey Research) ชนิดศึกษาภาคตัดขวาง (Cross-Section Study) ซึ่งเก็บข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์ (Structured Interview) ประชากรเปาหมายและกลุ่มตัวอย่าง 1. หมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์การประมิน หมู่บ้านจัดการสุขภาพ ป 2560 จำานวน 475 หมู่ ในการวิจัยครั้งนี้ ประชากรเปาหมาย ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านที่มีอายุ การปฏิบัติงานมากที่สุด หมู่บ้านละ 1 คน ใน จังหวัดปทุมธานี ช่วงเวลาที่ทำาการศึกษาวิจัย ระหว่าง เดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2561 ซึ่ง ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ใช้กลุ่มตัวอย่าง ประชากรเปาหมาย ขนาดตัวอย่างใช้สูตรของ ยามาเน่ ได้ขนาดตัวอย่างเท่ากับ 217 คน 2. หมู่บ้านที่ไม่ผ่านการประเมินหมู่บ้าน จัดการสุขภาพทั้งหมด จำานวน 43 หมู่บ้าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบ สอบถาม (Questionnaires) ซึ่งเป็นแบบสอบถาม ผสมระหว่างปลายปดในรูปของมาตรส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) โดยแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ส่วนดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูล ส่วนบุคคลของ อสม. จำานวน 7 ข้อ ส่วนที่ 2 แบบสอบถามการรับรู้บทบาท ของ อสม. จำานวน 20 ข้อ ส่วนที่ 3 แบบสอบถามความรู้ในการ จัดการสุขภาพของ อสม. จำานวน 20 ข้อ ส่วนที่ 4 แ บ บ ส อ บ ถ า ม ป จ จั ย ก า ร สนับสนุนการจัดการสุขภาพ ของ อสม. จำานวน 20 ข้อ ส่วนที่ 5 แบบสอบถามเกี่ยวกับการ จัดการสุขภาพของ อสม. จำานวน 18 ข้อ ผู้วิจัยตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล บรรณาธิการด้วยมือ (Manual Editor) แล้วนำาไป ประมวลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรม สำาเร็จรูป และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์เชิงพรรณนา เพื่ออธิบายปจจัย ด้านประชากรของ อสม. ปจจัยด้านการรับรู้บทบาท ปจจัยด้านความรู้ ปจจัยด้านการสนับสนุนการ ดำาเนินงานจัดการสุขภาพของ อสม. และการจัดการ สุขภาพของ อสม. สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. การทดสอบสมมุติฐาน 2.1 การทดสอบสมมุติฐานเพื่อหา ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยด้านประชากรของ อสม. ปจจัยด้านการรับรู้บทบาท ปจจัยด้านความรู้ ปจจัยด้านการสนับสนุนการดำาเนินงานจัดการ สุขภาพของ อสม. กับการจัดการสุขภาพของ อสม. สถิติที่ใช้ คือ Chi-square test และ Pearsons Product Moment Correlation Coeffi cients 2.2 การวิเคราะห์กำาหนดระดับนัย สำาคัญทางสถิติ (Level of signifi cance) เท่ากับ หรือน้อยกว่า 0.05 ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของอสม. ผลการวิจัยพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน จังหวัดปทุมธานี ส่วนใหญ่มีลักษณะ


52 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ดังนี้ เป็นเพศหญิงร้อยละ 77.9 อายุเฉลี่ย 54 ป โดยกลุ่มอายุ 51-60 ป มีจำานวนมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 44.7 และกลุ่มอายุ 21-30 ป มีจำานวน น้อยที่สุดเพียงร้อยละ 1.4 มีสถานภาพสมรส แต่งงานแล้วมากที่สุด ร้อยละ 71.0 ประกอบอาชีพ รับจ้างเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.4 รองลงมาอาชีพ เกษตรกรร้อยละ 29.0 จบชั้นประถมศึกษามากที่สุด 35.0 รองลงมาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 23.5 มีรายได้รวมเฉลี่ย 12,508 บาท/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ร้อยละ 75.6 อายุการทำางานโดยเฉลี่ย 13 ป 2. ปจจัยด้านการรับรู้บทบาทของอสม. ภาพรวมการรับรู้บทบาทของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ที่น่าพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ 56.2 และเมื่อ พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การรับรู้บทบาท ในด้านความเข้มแข็งของกลุ่ม อสม. มีค่าคะแนน เฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นการรับรู้บทบาทในด้าน การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ การรับรู้บทบาท ด้านการวางแผนทางสุขภาพ และการรับรู้บทบาท ในด้านการจัดกิจกรรมทางสุขภาพ (อยู่ในระดับที่ ต้องปรับปรุง) โดยมีการรับรู้บทบาทต่ำาสุดในด้าน การบริหารงบประมาณของหมู่บ้าน (อยู่ในระดับ ที่ต้องปรับปรุง) 3. ปจจัยด้านความรู้ของอสม. ภาพรวมความรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ 63.13 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้ในด้านการจัดกิจกรรมทางสุขภาพ และด้านการบริหารงบประมาณของหมู่บ้าน มีค่า คะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นความรู้ในด้าน การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ (อยู่ในระดับ ที่ต้องปรับปรุง) โดยมีความรู้ต่ ำาสุดในด้านการ จัดทำาแผนทางสุขภาพ (อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง) 4. ปจจัยด้านการสนับสนุนการจัดการ สุขภาพของอสม. ภาพรวมการสนับสนุนการจัดการสุขภาพของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ 56.2 และ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ปจจัยการสนับสนุน ด้านแรงจูงใจของ อสม. ค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นปจจัยสนับสนุนด้านพลังการมี ส่วนร่วมของ อสม. (อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง) ปจจัยสนับสนุนด้านนโยบายของ สสจ. (อยู่ในระดับ ที่ต้องปรับปรุง) และปจจัยสนับสนุนด้านการสนับสนุน จากภาครัฐ (อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง) โดยมี ปจจัยสนับสนุนต่ ำาสุดในด้านความสามารถและ ทักษะของ อสม. (อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง) 5. การจัดการสุขภาพของอสม. ภาพรวมการจัดการสุขภาพของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ส่วนใหญ่อยู่ใน ระดับที่น่าพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ 96.3 และ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการจัดการ สุขภาพด้านการวางแผนทางสุขภาพ และการจัด กิจกรรมทางสุขภาพ ค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา การจัดการด้านการบริหารงบประมาณของหมู่บ้าน โดยมีการจัดการสุขภาพต่ ำาสุดในด้านการประเมิน หมู่บ้านจัดการสุขภาพ (อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง) 6. ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยต่างๆ กับการจัดการสุขภาพของอสม. ความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยต่างๆ กับการ จัดการสุขภาพของ อสม. แยกตามผลทดสอบ สมมุติฐาน ดังนี้ ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการ สุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน สำาหรับหมู่บ้านจัดการที่ผ่านการประเมินหมู่บ้าน จัดการสุขภาพ ได้แก่ ประสบการณ์เป็น อสม. การรับรู้บทบาทด้านการวางแผนทางสุขภาพ


53 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 การรับรู้บทบาทด้านการบริหารงบประมาณของ หมู่บ้าน การรับรู้บทบาทด้านการจัดกิจกรรม การรับรู้บทบาทด้านการประเมินหมู่บ้านจัดการ สุขภาพ การรับรู้บทบาทด้านความเข้มแข็งของ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ปจจัย ความรู้ด้านการจัดกิจกรรม ปจจัยสนับสนุน ด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ ปจจัยสนับสนุน ด้านพลังการมีส่วนร่วมของ อสม. ปจจัยสนับสนุน ด้านความสามารถและทักษะของ อสม. ปจจัยสนับสนุน ด้านนโยบายของ สสจ. ปจจัยการสนับสนุนด้าน แรงจูงใจของ อสม. ส่วนหมู่บ้านที่ไม่ผ่านเกณฑ์ การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ ได้แก่ การรับรู้ บทบาทในการวางแผนทางสุขภาพ และปจจัย ด้านการสนับสนุนทุกตัวแปร ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้ สนับสนุนกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในเบื้องต้นข้อที่ 1, 2, 3, 4 ที่กล่าวว่าปจจัยด้านประชากรของ อสม. ปจจัยด้านการรับรู้บทบาทของ อสม. ปจจัยด้าน ความรู้ของ อสม. และปจจัยด้านการสนับสนุน การดำาเนินงานจัดการสุขภาพของ อสม. มีความ สัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพของ อสม. อย่างมี นัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับการจัดการ สุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน สำาหรับหมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์การ ประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ ความพอ เพียงรายได้ รายได้เฉลี่ยต่อครอบครัว ความรู้ ด้านการจัดกิจกรรม ส่วนหมู่บ้านที่ไม่ผ่านเกณฑ์ การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ ได้แก่ การรับ รู้บทบาทด้านการบริหารงบประมาณของหมู่บ้าน การรับรู้บทบาทด้านการจัดกิจกรรม การรับรู้ บทบาทด้านการประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ การรับรู้บทบาทด้านความเข้มแข็งของกลุ่มอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ความรู้ในการ วางแผนทางสุขภาพ การบริหารงบประมาณของ หมู่บ้าน การจัดกิจกรรมทางสุขภาพ การประเมิน หมู่บ้านจัดการสุขภาพ ซึ่งผลการวิจัยนี้ ไม่สนับสนุน กับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในเบื้องต้น อภิปรายผล 1. ปจจัยด้านประชากรของ อสม. จากการ วิจัยพบว่าตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการ สุขภาพของ อสม. อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 คือ ระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ อสม. ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของธวัชชัย วีระกิติกุล (2552 : 75) ที่พบว่าระยะเวลาการเป็น อสม. มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามบทบาท ของ อสม. ในการดำาเนินงานหมู่บ้านจัดการสุขภาพ และ ตัวแปรที่ไม่มีความสัมพันธ์ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ เฉลี่ยต่อครอบครัว ความพอเพียงของรายได้ 2. ปจจัยด้านการรับรู้บทบาทของ อสม. ได้แก่ การรับรู้บทบาทด้านการวางแผนทางสุขภาพ การบริหารงบประมาณของหมู่บ้าน การจัดกิจกรรม ทางสุขภาพ การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ และความเข้มแข็งของกลุ่ม อสม. มีความสัมพันธ์ กับการจัดการสุขภาพของ อสม.อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการวิจัยพบว่าปจจัย ด้านการรับรู้บทบาทรายด้าน ตัวแปรทุกตัว ของ หมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์การประเมินหมู่บ้านจัดการ สุขภาพมีความสัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพ ของ อสม. ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ เนื่องจากการรับรู้บทบาทเป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิด ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตามทฤษฎี K A P ตามที่กล่าวไว้เบื้องต้นในบทที่ 2 ส่วนหมู่บ้านที่ ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ มีตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพ ของ อสม. ได้แก่ การรับรู้บทบาทด้านการวางแผน


54 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ทางสุขภาพซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุดารัตน์ หล่อเพชร (2554) ที่พบว่าระดับการรับรู้ มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามบทบาท ของ อสม.อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ปจจัยด้านความรู้ของ อสม. ได้แก่ ความรู้ ด้านการวางแผนทางสุขภาพ การบริหารงบประมาณ ของหมู่บ้าน การจัดกิจกรรมทางสุขภาพ และ การประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ มีความสัมพันธ์ กับการจัดการสุขภาพของ อสม. อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการวิจัย พบว่าปจจัย ด้านความรู้รายด้านของหมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์ มีตัวแปร ที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพของ อสม. ได้แก่ ความรู้ด้านการจัดกิจกรรมทางสุขภาพซึ่ง สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ธนาภรณ์ บุญเล็ก (2559) ที่พบว่าความรู้มีความสัมพันธ์กับการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน (อสม.) อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.001 สำาหรับหมู่บ้านที่ไม่ผ่านเกณฑ์พบว่า ตัวแปรทุกตัวไม่มีความสัมพันธ์การจัดการ สุขภาพของ อสม. ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษา ของประสาร รู้รักษ์ (2559) ที่พบว่าความรู้ ไม่มี ความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน (อสม.) 4. ปจจัยด้านการสนับสนุนการดำาเนิน งานจัดการสุขภาพของ อสม. ได้แก่ ปจจัยด้าน การสนับสนุนจากภาครัฐ การสนับสนุนด้านพลัง การมีส่วนร่วมของ อสม. การสนับสนุนด้านความ สามารถและทักษะของ อสม. การสนับสนุนด้าน นโยบายของสำานักงานสาธารณสุขจังหวัด และ การสนับสนุนด้านแรงจูงใจ ของ อสม. มีความ สัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพของ อสม. อย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการวิจัย พบว่า ปจจัยด้านการสนับสนุนรายด้าน ตัวแปร ทุกตัวทั้งหมู่บ้านที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์การ ประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ มีความสัมพันธ์ กับการจัดการสุขภาพของ อสม. เนื่องจากปจจัย สนับสนุน เป็นตัวแปรที่จะก่อให้เกิดการปฏิบัติ ตามทฤษฎีการสร้างพลังการมีส่วนร่วม แนวคิด เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน และแรงจูงใจ ที่ว่าการ ทำางานของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับสิ่งสำาคัญสองประการ คือแรงจูงใจ และความสามารถ เขียนเป็นสมการ ได้ดังนี้ JP = F(M) + F(A) ตามที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในบทที่ 2 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1 สำานักงานสาธารณสุขจังหวัด ควรมีนโย บายสนับสนุนให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ เสริมสร้างทักษะในการวางแผนทางสุขภาพ การบริหารงบประมาณ การจัดกิจกรรม และ การประเมินผล หรือการสร้างพลังการมีส่วนร่วม เพื่อเสริมสร้างทักษะการจัดการสุขภาพ โดยมี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือ อสม. เชี่ยวชาญ เป็น แกนนำาด้านวิทยากรในเบื้องต้นก่อนแล้วจึงใช้ กระบวนการกระตุ้นและอบรมให้ อสม. รับรู้ บทบาทของตนเอง และมีความรู้ด้านการวางแผน การจัดการงบประมาณ การจัดกิจกรรม และการ ประเมินผล ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ อสม. เช่น สวัสดิการต่างๆ ค่าปวยการของ อสม. เพื่อให้ อสม. มีพลังการมีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพ ในหมู่บ้านจัดการสุขภาพ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัด จะต้อง มีการนิเทศ ควบคุม กำากับติดตามและประเมิน ผล พร้อมทั้งสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ งบประมาณ ในการดำาเนินงานพัฒนาหมู่บ้านจัดการสุขภาพ อย่างต่อเนื่อง 3. สำานักงานสาธารณสุขอำาเภอและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบล จึงควรอบรม


55 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 เสริมสร้างทักษะของ อสม. โดยเฉพาะเรื่อง การวางแผนด้านสุขภาพโดยใช้แผนที่ทางเดิน ยุทธศาสตร์ การขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จาก อบต./เทศบาล และหน่วยงานต่างๆ รูปแบบ และวิธีการจัดกิจกรรมสร้างสุขภาพ (3 อ. 2 ส.) การดูแลสุขภาพประชาชนทั้ง 5 กลุ่มวัย ในหมู่บ้าน และชุมชน รูปแบบและวิธีการประเมินผลตนเอง ในทุกตำาบล อย่างน้อยปละ 1 ครั้ง ด้านพลังการ มีส่วนร่วมของ อสม. ควรพัฒนารูปแบบการสร้าง พลังการมีส่วนร่วมในการดำาเนินงานพัฒนาให้ เป็นหมู่บ้านจัดการสุขภาพต้นแบบให้ครบ ทุกหมู่บ้านเพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของภาคี เครือข่ายด้านสุขภาพ ในการมาร่วมกันคิดค้นปญหา ในชุมชน ร่วมวางแผน ร่วมระดมทุน ร่วมกิจกรรม และร่วมประเมินผล แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ของชุมชนที่สามารถบริหารจัดการโดยชุมชน เองได้ และพัฒนาต่อยอดให้เป็นตำาบลต้นแบบ จัดการสุขภาพ อย่างน้อยอำาเภอละ 1 ตำาบลแล้ว ใช้เป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับตำาบลอื่นเพื่อนำาไป ขยายผลต่อไป ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับปจจัยที่มี อิทธิพลต่อการจัดการสุขภาพของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ในการดำาเนินงาน หมู่บ้านจัดการสุขภาพ จังหวัดปทุมธานี ได้แก่ ปจจัยด้านประชากร ปจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม และปจจัยด้านจิตวิทยาสังคม เพื่อนำาข้อค้นพบที่ ได้จากการศึกษา ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุง แผนการดำาเนินงานพัฒนาหมู่บ้านจัดการสุขภาพ ของจังหวัดปทุมธานีให้มีความเหมาะสมต่อไป 2. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบการ พัฒนาหมู่บ้านจัดการสุขภาพกับเขตพื้นที่ของ จังหวัดใกล้เคียงแล้วนำาข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน เพื่อหาแนวทางส่งเสริมการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านในการพัฒนา หมู่บ้านจัดการสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 3. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนา หมู่บ้านจัดการสุขภาพของจังหวัดปทุมธานีใน เชิงลึกระหว่างหมู่บ้านจัดการสุขภาพในเขตเมือง และเขตชนบท ซึ่งอาจจะค้นพบปจจัยอื่นๆ ที่สนับสนุนการพัฒนาหมู่บ้านจัดการสุขภาพ และ อาจจะพบปญหาที่เกิดขึ้นจากการดำาเนินงานที่ จะต้องแก้ไข ซึ่งสามารถนำาไปใช้ในการดำาเนินงาน พัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อไป เอกสารอ้างอิง 1. กระทรวงสาธารณสุข. (2545) นโยบายด้าน สาธารณสุขของรัฐบาล (อัดสำาเนา) 2. กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุน บริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (2550) หลักสูตรฝกอบรมมาตรฐานอาสา สมัครสาธารณสุข (อสม.) ปพุทธศักราช 2550 กรุงเทพมหานคร เรดิเอชั่น 3. คณิต หนูพลอย (2554) “ปจจัยที่มีความ สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญา วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการ จัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยทักษิณ. 4. จินตนา บุญยิ่ง และคณะ (2556) ปจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมใน กระบวนการบริหารหมู่บ้านจัดการ สุขภาพ ของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านในจังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น.ขอนแก่น.


56 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 5. ธวัชชัย วีระกิตติกุล (2552) “ปจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตาม บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านในการดำาเนินงาน หมู่บ้านจัดการสุขภาพ จังหวัดพัทลุง” วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหา บัณฑิต สาขาวิชาการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยทักษิณ. 6. ธนาภรณ์ บุญเล็ก (2559) “ปจจัยที่มีความ สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน เขต อำาเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย” วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตร มหาบัณฑิต สาขาบริหารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรามคำาแหง วิทยาเขตสุโขทัย. 7. ธวัช พรอำานวยลาภ และสุนทร อุทรทวิการ ณ อยุธยา (2553) “ปจจัยที่มีผลต่อการ ปฏิบัติงานจัดการสุขภาพของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านใน จังหวัดสุพรรณบุรี ”รายงานการวิจัย สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี. 8. นพเก้า งามตา (2559) “ปจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ตำาบลบางกรวย อำาเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี” วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตร มหาบัณฑิต สาขาบริหารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรามคำาแหงกรุงเทพมหานคร. 9. ประสาร รู้รักษ์ (2559) “ปจจัยที่มีความ สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี” วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาบริหารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรามคำาแหง วิทยาเขตปราจีนบุรี. 10. สุดารัตน์ หล่อเพชร (2558) “ปจจัยที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติงานตามบทบาทของ อ า ส า ส มั ค ร ส า ธ า ร ณ สุ ข ป ร ะ จำ า หมู่บ้านในงานสุขภาพภาคประชาชน อำาเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร” วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิทยาศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขา วิชาการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัย ราชภัฎเพชรบุรี 11.สำานักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน สำานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. 2540 การดำาเนิน งานสาธารณสุขมูลฐานในประเทศไทย (พิมพ์ครั้งที่ 1).กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.


การประกวดตำาบลจัดการสุขภาพภาคกลาง ปี 2561 รางวัลชนะเลิศ ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้จัดงานประกวดตำาบลจัดการสุขภาพดีเด่นภาคกลาง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนา นวัตกรรมสุขภาพ ปี 2561 ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการ สุขภาพ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยผู้ร่วมงานจำานวน 100 คน ประกอบด้วย ผู้แทนภาคีเครือข่ายตำาบล จัดการดีเด่นเขตสุขภาพที่ 4 - 5 - 6 ผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนระดับจังหวัด อำาเภอ ตำาบล จากจังหวัดในภาคกลาง กอง สช. สบส.เขต 4 - 5 - 6 คณะกรรมการ และวิทยากร จากสถาบันการศึกษา และศูนย์วิชาการในภาคกลาง ผลการประกวดตำาบลจัดการสุขภาพภาคกลาง ปี 2561 รองชนะเลิศ อันดับ 1 ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รองชนะเลิศ อันดับ 2 ต.ศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง


สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลางจังหวัดชลบุรี ได้ดำาเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพ แกนนำาพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอ ปี 2561 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพแกนนำาเครือข่ายกำาลังคน ในการจัดการสุขภาพชุมชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอและเสริมสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเยี่ยมเสริมพลังการ พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอ อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อ 13 กรกฎาคม 2561 ณ อบต. ตำาบลบุพราหมณ์ อำาเภอนาดี โดยนายนพดล งามเหลือ นายอำาเภอนาดี ให้เกียรติต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนการพัฒนา พชอ. ร่วมกับคณะกรรมการ พชอ.นาดี อำาเภอนาดี พื้นที่การท่องเที่ยว 70% ของเนื้อที่ เป็นเมือง 3 อุทธยาน คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่/ทับลาน/ ปางสีดา เปรียบเสหมือนประตูสู่เขาใหญ่ ผลงานเด่น/นวัตกรรม ได้แก่ 1. การจัดระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน ช่วยเหลือ กู้ภัย กู้ชีพ และสงเคราะห์ ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน อำานวยความสะดวกผู้ได้รับผลกระทบ 2. การจัดระบบพัฒนา ศักยภาพเยาวชน จัดค่ายเยาวชน เติบโต โชว์ศักยภาพ ลานผาหมอก จัดระบบพัฒนาการศักยภาพ เด็กวัยเรียน วัยรุ่น ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นต้น สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ร่วมกับสำานักงานสนับสนุน บริการสุขภาพเขต เยี่ยมเสริมพลังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนการดำาเนินงานตำาบลจัดการสุขภาพและ การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ ในพื้นที่ตำาบลจัดการสุขภาพ สุ่มเขตละ 1 ตำาบล จำานวน 3 แห่ง ในช่วงเดือน กรกฎาคม 2561 ทั้ง 3 ตำาบลมีการดำาเนินงานเชื่อมโยงกับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำาเภอ (พชอ.) โดยมีจุดเด่น/ นวัตกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ เยียมเสริมพลังตำ่าบลจัดการสุขภาพและการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ เยี่ ยมเสริมพลังการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอ (พชอ.) อำาเภอนาดี ต.ศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง การบูรณาการงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใน หมู่บ้าน/ โรงเรียนสุขบัญญัติ, นวัตกรรมกะลาชักรอก ป้องกันไหล่ติด พิชิตโรค, ลานกะลานวดเท้า, วารีบำาบัด ดูแลผู้สูงอายุ, ศักยภาพของ อสม.4.0ฯ ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ศูนย์เรียนรู้บ้านปอเชียงเป็นที่ศึกษาดูงานระดับ ประเทศ นวัตกรรมสายสวรรค์,มหัศจรรย์หวีไทย, ภาคี เครือข่ายเข้มแข็ง, ศักยภาพ อสม.ดีเด่นระดับต่างๆฯ ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ธรรมะสัญจรเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม” โดยมี 19 วัด เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ต่อยอดกิจกรรมชุมชนคนสู้เหล้าและขยะแลกนำ ้ า, คนต้นแบบหัวใจหิน หัวใจเพชร และคนต้นแบบสติบำาบัดฯ


สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลางจังหวัดชลบุรี ได้ดำาเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพ แกนนำาพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอ ปี 2561 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพแกนนำาเครือข่ายกำาลังคน ในการจัดการสุขภาพชุมชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอและเสริมสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเยี่ยมเสริมพลังการ พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอ อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อ 13 กรกฎาคม 2561 ณ อบต. ตำาบลบุพราหมณ์ อำาเภอนาดี โดยนายนพดล งามเหลือ นายอำาเภอนาดี ให้เกียรติต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนการพัฒนา พชอ. ร่วมกับคณะกรรมการ พชอ.นาดี อำาเภอนาดี พื้นที่การท่องเที่ยว 70% ของเนื้อที่ เป็นเมือง 3 อุทธยาน คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่/ทับลาน/ ปางสีดา เปรียบเสหมือนประตูสู่เขาใหญ่ ผลงานเด่น/นวัตกรรม ได้แก่ 1. การจัดระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน ช่วยเหลือ กู้ภัย กู้ชีพ และสงเคราะห์ ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน อำานวยความสะดวกผู้ได้รับผลกระทบ 2. การจัดระบบพัฒนา ศักยภาพเยาวชน จัดค่ายเยาวชน เติบโต โชว์ศักยภาพ ลานผาหมอก จัดระบบพัฒนาการศักยภาพ เด็กวัยเรียน วัยรุ่น ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นต้น สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ร่วมกับสำานักงานสนับสนุน บริการสุขภาพเขต เยี่ยมเสริมพลังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนการดำาเนินงานตำาบลจัดการสุขภาพและ การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ ในพื้นที่ตำาบลจัดการสุขภาพ สุ่มเขตละ 1 ตำาบล จำานวน 3 แห่ง ในช่วงเดือน กรกฎาคม 2561 ทั้ง 3 ตำาบลมีการดำาเนินงานเชื่อมโยงกับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำาเภอ (พชอ.) โดยมีจุดเด่น/ นวัตกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ เยี่ ยมเสริมพลังตำาบลจัดการสุขภาพและการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ เยียมเสริมพลังการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำ ่าเภอ (พชอ.) อำาเภอนาดี ต.ศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง การบูรณาการงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใน หมู่บ้าน/ โรงเรียนสุขบัญญัติ, นวัตกรรมกะลาชักรอก ป้องกันไหล่ติด พิชิตโรค, ลานกะลานวดเท้า, วารีบำาบัด ดูแลผู้สูงอายุ, ศักยภาพของ อสม.4.0ฯ ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ศูนย์เรียนรู้บ้านปอเชียงเป็นที่ศึกษาดูงานระดับ ประเทศ นวัตกรรมสายสวรรค์,มหัศจรรย์หวีไทย, ภาคี เครือข่ายเข้มแข็ง, ศักยภาพ อสม.ดีเด่นระดับต่างๆฯ ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ธรรมะสัญจรเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม” โดยมี 19 วัด เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ต่อยอดกิจกรรมชุมชนคนสู้เหล้าและขยะแลกนำ ้ า, คนต้นแบบหัวใจหิน หัวใจเพชร และคนต้นแบบสติบำาบัดฯ


การประกวดตำาบลจัดการสุขภาพภาคกลาง ปี 2561 รางวัลชนะเลิศ ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้จัดงานประกวดตำาบลจัดการสุขภาพดีเด่นภาคกลาง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนา นวัตกรรมสุขภาพ ปี 2561 ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการ สุขภาพ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยผู้ร่วมงานจำานวน 100 คน ประกอบด้วย ผู้แทนภาคีเครือข่ายตำาบล จัดการดีเด่นเขตสุขภาพที่ 4 - 5 - 6 ผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนระดับจังหวัด อำาเภอ ตำาบล จากจังหวัดในภาคกลาง กอง สช. สบส.เขต 4 - 5 - 6 คณะกรรมการ และวิทยากร จากสถาบันการศึกษา และศูนย์วิชาการในภาคกลาง ผลการประกวดตำาบลจัดการสุขภาพภาคกลาง ปี 2561 รองชนะเลิศ อันดับ 1 ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รองชนะเลิศ อันดับ 2 ต.ศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง


วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง CENTRAL REGIONAL PRIMARY HEALTH CARE JOURNAL ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือน กรกฎาคม - กันยายน 2561 แนวทางการส่งเรื่องตีพิมพ์ ในวารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เป็น วารสารวิชาการของสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการสุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่งานวิจัย บทความ การจัดการความรู้วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) และนวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพของ หน่วยงานจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคประชาชน เป็นวารสารรายสามเดือน (3 เดือน ต่อครั้ง) เดือนตุลาคม - ธันวาคม, มกราคม - มีนาคม, เมษายน - มิถุนายน และกรกฎาคม - กันยายน การส่งเรื่องเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพภาค ประชาชนภาคกลาง ทางกองบรรณาธิการยินดีรับ พิจารณาผลงานวิจัย บทความวิชาการฯ เพื่อตีพิมพ์ ดังนี้ 1. ผลงานวิจัย ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ชื่อ-ตำแหน่ง ผู้วิจัย หน่วยงาน บทคัดย่อภาษาไทย บทนำ วัตถุประสงค์ วิธีการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ เอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับเนื้อหา ไม่เกิน 8 หน้า A4 ตัวอักษร TH SarabunPSK ขนาด 16 point) 2. บทความวิชาการ ชื่อเรื่อง ชื่อตำแหน่งผู้นิพนธ์ หน่วยงาน บทนำ แหล่งที่มาของข้อมูล เนื้อหาสาระ บทสรุปย่อเรื่อง และเอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับเนื้อหา ไม่เกิน 5 หน้า A4 ตัวอักษร TH SarabunPSK ขนาด 16 point) การส่งต้นฉบับ ภายในเดือนแรกของแต่ละฉบับ ส่งต้นฉบับ 1 ชุด ในรูปแบบไฟล์ word และ pdf พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลระบุชื่อ File และข้อมูลการ ติดต่อกลับ โดยจัดทำ หนังสือนำส่งเพื่อขอตีพิมพ์จาก หน่วยงานต้นสังกัดถึงผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนา นวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัด ชลบุรี การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของวารสารสุขภาพ ภาคประชาชนภาคกลาง โดยเผยแพร่เป็นวารสาร ออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊กของสถาบันพัฒนานวัตกรรม ด้านระบบบริการภาคกลาง จังหวัดชลบุรี และช่องทาง ออนไลน์อื่นๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 3846 7249-50 ส่งถึง ผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรม ด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี 100 หมู่ที่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำ บลเสม็ด อำ เภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 20000 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมด้านสุขภาพของ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรภาคประชาชน 2. เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน บทความทางวิชาการ งานวิจัยและ นวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษา นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บรรณาธิการ นายนัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย ผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ผู้ช่วยบรรณาธิการ นางมณฑา กิตติวราวุฒิ สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี กองบรรณาธิการ• นางอัจจ์สุภา รอบคอบ นายบรรพรต เล็กชะอุ่ม สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี • นายพิพัฒน์พล พินิจดี สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 4 จังหวัดนนทบุรี• นางสาววารินทร์ แช่มฉ่ำ สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 5 จังหวัดราชบุรี• นายบุญชัย พุทธนิมิตกุล สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 6 จังหวัดชลบุรี• นางนิรชรา ปานทอง สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี• นายวสุนัย มีสมศักดิ์ สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา• นางเอมอร บุตรแสงดี สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี• นายเชาวลิต นาคสวัสดิ์สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว เจ้าของและจัดทำ โดย สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี เลขที่ 100 หมู่ที่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำ บลเสม็ด อำ เภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20000 โทรศัพท์ 0 3846 7249-50 โทรสาร 0 3846 7249-51 Website : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี Facebook : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ติดต่อ สอบถาม ติชม และแสดงความคิดเห็นได้ที่ Facebook : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี• วารสารนี้ ไม่โจมตีสถาบัน หรือกลุ่มบุคคล • บทความ ข้อคิดเห็น ที่ปรากฏในวารสารนี้ เป็นความรับผิดชอบ ของผู้เขียน เท่านั้น


บทบรรณาธิการ วารสารฉบับนี้ เป็นฉบับที่ 4 ประจำาป 2561 ของสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณผู้บริหารทุกระดับ และพี่น้องชาว สาธารณสุขทุกท่าน ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมพี่น้อง อสม. ที่เคารพทุกท่าน ในการร่วมสนับสนุนการดำาเนินงานสุขภาพภาคประชาชน ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและ พฤติกรรมสุขภาพ ให้บังเกิดประโยชน์ต่อประชาชนไทยทั่วไป จากผลงานป 2561 ของสถาบันฯ ได้ดำาเนินกิจกรรมที่สำาคัญ คือ การอบรมครูฝกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน, การพัฒนาศักยภาพผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนระดับจังหวัด อำาเภอ และตำาบล ให้เป็นวิทยากรพี่เลี้ยงตำาบลจัดการสุขภาพ สนับสนุนการพัฒนา อสม 4.0, การพัฒนา อสม. นักจัดการสุขภาพตามกลุ่มวัย และการเตรียมพร้อมรับการเบิกจ่ายเงินค่าปวยการ อสม. ผ่านระบบ e-payment ป 2561, การเสริมสร้างแรงจูงใจ อสม. โดยคัดเลือก อสม. ดีเด่นระดับเขต ระดับภาค, การคัดเลือกตำาบลจัดการสุขภาพระดับภาค ที่กล่าวมาแล้วล้วนส่งผลต่อการเสริมสร้างสุขภาพดี ให้แก่ประชาชน เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เชิงประจักษ์ คือ การมีอาสาสมัครประจำา ครอบครัว (อสค.) ที่สามารถดูแลสุขภาพคนในครอบครัว, อสม. 4.0 ที่มีศักยภาพด้านการ เทคโนโลยีสารสนเทศ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในสถานการณ์ ฉุกเฉิน ตลอดจนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของตำาบลจัดการสุขภาพเพื่อการพึ่งตนเองของชุมชน เป็นต้น ในโอกาสนี้ สถาบันฯ ขอแจ้งแผนงานในป 2562 อย่างคร่าวๆ เพื่อให้เครือข่ายได้รับทราบ ในประเด็นที่สำาคัญคือ การพัฒนาศักยภาพคน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การจัด ระบบการจัดการสุขภาพชุมชน และสุขศาลาพระราชทาน เป็นต้น หวังว่าคงได้รับการสนับสนุน จากเครือข่ายเหมือนปที่ผ่านมา และขอเป็นกำาลังใจให้ภาคีทุกท่านตลอดไป 2 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


บทบรรณาธิการ .......................................................................................................2 ชีวิต ดี๊ ดี @ เนินหอม ตำาบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ .....................................4 การประเมินผลการพัฒนาคุณภาพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบลติดดาว จังหวัดสระบุรี โดย นุชนภางค์ ภูวสันติ ..........................................................................................7 พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม โดย จุฑามาศ เวชพานิช และ ขวัญดาว กล่ ำารัตน์ ..................................................15 การรู้เท่าทันสื่อกับปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี จังหวัดชลบุรี โดย ทิตยาภัสร์ บุญรัตน์ประพันธ์ และ เสาวนีย์ ทองนพคุณ ...................................23 ผลของการให้บริการหมอครอบครัวแก่ผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลนครพิงค์ โดย ศรีทุน ขาวแสง ................................................................................................31 รูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ประสานการส่งต่อจังหวัดปราจีนบุรี โดย อุทุมพร พรหมวาศ, เชิดพงษ์ ทองสุข และสมิทธิ์ สาสะเดาะห์ .........................39 พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของเด็กนักเรียนอายุ 9 – 15 ป โดย ธัญภา วิภาสหิรัญกร ........................................................................................47 ปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำาตาลในเลือดไม่ได้ ในเขตรับผิดชอบตำาบลกบินทร์ อำาเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดย ยมลพร พิทักษ์ตันสกุล ...................................................................................55 การมีส่วนร่วมในการปองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ตำาบลลำาตาเสา อำาเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย วราภรณ์ โกมล ...............................................................................................63 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน อำาเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดย สำาราญ คงมี ......................................................................................................71 การขับเคลื่อนงานส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย : กรณีศึกษาพื้นที่สุขศาลาพระราชทาน โดย สุทธนิจ หุณฑสาร ............................................................................................79 สารบัญ 3 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


ตำาบลเนินหอม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม และภูเขามีลำาธารไหลผ่าน บางส่วนอยู่ในเทือกเขา เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีประชากร จำานวน 9,453 คน หลังคาเรือน 2,610 หลัง อาชีพหลัก ทำานา ทำาสวน ทำาไร่ ไม้ประดับ อาชีพเสริม อุตสาหกรรมในครัวเรือน พืชเศรษฐกิจที่สำาคัญ คือ ข้าว ไผ่ตง ส้มโอ ไม้ประดับ ทุเรียน แหล่งน้ำา ที่สำาคัญที่ใช้ในการเกษตร คือ โครงการพระราชดำาริ อ่างเก็บน้ำาคลองไม้ปล้อง และตำาบลเนินหอม ตั้งอยู่แนวเขตเทือกเขาใหญ่ จึงมีบรรยาการของ ทิวทัศน์เทือกเขาใหญ่ แหล่งน้ำาลำาธาร พืชพันธ์ สัตว์ปา และเส้นทางคมนาคมจากกรุงเทพฯ ขึ้นเขาใหญ่ที่สะดวกที่สุด จึงทำาให้เกิดการท่องเที่ยว เชิงนิเวศ การพักผ่อนเพื่อสุขภาพแบบครอบครัว ชีวิต ดี๊ ดี @ เนินหอม การปนจักรยานเพื่อสุขภาพ การวิ่งสุขภาพ การวิ่ง มาราธอน การจัดกิจกรรมชมรมรักษ์เขาใหญ่ดูแล สิ่งแวดล้อม โดยชาวเนินหอมร่วมเป็นเจ้าภาพ มาอย่างต่อเนื่อง ชาวเนินหอมเป็นคนที่มีจิตอาสา จึงมีเครือข่าย ที่เข้มแข็งหลายกลุ่มสาขา พร้อมร่วมจัดการระบบ สุขภาพของคนในชุมชน ประสานร่วมกันทั้งภาครัฐ/ ท้องถิ่น ภาคประชาชน/เอกชน และภาควิชาการ/ วิชาชีพ เพื่อเปาหมายชุมชนเข้มแข็งและสามารถ จัดการปญหาได้ด้วยตนเอง ภายใต้ศักยภาพการ ใช้เทคโนโลยี บุคลากร งบประมาณ ทรัพยากรและ ภูมิปญญาที่มีอยู่ในชุมชน ส่งผลให้ประชาชนทั้ง 5 กลุ่มวัย ได้รับการส่งเสริม ปองกัน แก้ไขปญหา และพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ตำาบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ ตำาบลเนินหอม อำาเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดย เกียรติ ศิริวัฒน์ภัทรา และคณะ* ๏ กลไกเครือข่ายจัดการสุขภาพตำาบล โดย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตำาบลเนินหอม (พชต. เนินหอม) เชื่อมโยง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำาเภอ (พชอ.เมืองปราจีนบุรี) *นายกองค์การบริหารส่วนตำาบลเนินหอม และภาคีเครือข่ายตำาบลเนินหอม จังหวัดปราจีนบุรี กลไกเครือข่ายการจัดการ สุขภาพตำาบล ใช้คณะกรรมการกองทุน สุขภาพตำาบลต่อยอดเป็นคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิตตำาบล โดยมีภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน อบต. เทศบาล รพ.สต. โรงเรียน วัด สภาเยาวชน นักวิชาการ/ วิชาชีพ ผู้นำาชุมชน และประชาชน ร่วม กันค้นหาประเด็นปญหา เพื่อจัดทำาแผน พัฒนาคุณภาพชีวิตตำาบล ที่เชื่อมโยง เป็นประเด็นคุณภาพชีวิตระดับอำาเภอ โดยมีนายอำาเภอเป็นประธาน 4 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


๏กระบวนการขับเคลื่อนการจัดการสุขภาพชุมชน ด้วย “นวัตกรรมธรรมะสัญจรเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม” ตั้งแต่ป พ.ศ. 2546 ชาวตำาบลเนินหอม ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสานสายใยครอบครัวและ ชุมชน เรียกว่า “ธรรมะสัญจรเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม” โดยมีวัด 19 แห่งของตำาบลเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ เป็นเวลากว่า 15 ป ส่งผลให้เกิดเครือข่ายด้านสุขภาพและสังคม มีกิจกรรมครอบคลุม ทั้ง 5 กลุ่มวัย เกิดประชาคมการเรียนรู้ในชุมชน ได้แก่ ศูนย์ 3 วัยใส่ใจดูแลกัน ชมรมทูบี นัมเบอร์วัน ชมรมผู้ปวยเรื้อรัง ชมรมผู้สูงอายุและผู้พิการ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและวิสาหกิจชุมชน ทุกหมู่บ้าน ซึ่งในส่วนของสภาวัฒนธรรม สภาเยาวชน และ ชมรมทูบี นัมเบอร์ วัน มีกิจกรรมหลากหลาย อย่างต่อเนื่องเข้มแข็งส่งผลให้มี เยาวชนต้นแบบด้านกีฬาในระดับประเทศ และ อสม.ดีเด่นระดับชาติ สาขาสุขภาพจิตในชุมชน ทั้งนี้เส้นทางการขับเคลื่อนได้ต่อยอดกิจกรรมการเพื่อคุณภาพชีวิตเพื่อ ชาวเนินหอม ได้แก่ ชุมชนคนสู้เหล้าและขยะแลกน้ำา 5 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


ชุมชนคนสู้เหล้า เริ่มป 2558 จำานวน 4 หมู่บ้าน ป 2558 จำานวน 13 หมู่บ้านและป 2560 จำานวน 21 หมู่บ้าน โดยมีผลลัพธ์ 1) คนเลิกเหล้าตลอดชีวิตเพิ่มขึ้นทุกป ป 2558 - 2560 จำานวน 13, 68, 92 คน ตามลำาดับ 2) งดเหล้าเข้าพรรษาเพิ่มขึ้นทุกป ป 2558 - 2560 จำานวน 76, 59, 195 คน ตามลำาดับ นอกจากนี้ มีคนต้นแบบหัวใจหิน หัวใจเพชร และคนต้นแบบสติบำาบัดระดับประเทศ ขยะแลกน้ ำา เครือข่ายชุมชนร่วมกับกลุ่มผู้จัดการน้ำาอ่างเก็บน้ำาคลองไม้ปล้องได้ร่วมกันบริหาร จัดการน้ำาโดยสำาหรับทุกครัวเรือน หลัก 3 R และแนวคิด “ไม่รับเงินสด แต่รับเป็นขยะที่ขายได้” คือ การนำาขยะมาแลกน้ำาไปใช้ทดแทนการจ่ายเงินค่าน้ำา ผลลัพธ์ทำาให้ลดภาระค่าใช้น้ำาครัวเรือน ลดปริมาณขยะ เพิ่มมูลค่าขยะปกติ กิโลกรัม 50 สตางค์ เพิ่มมูลค่าเป็นกิโลกรัมละ 6 บาท ทำาให้ภูมิทัศน์ สวยงาม สะอาดตา เหมาะสมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ บทสรุป การเคลื่อนด้วยนวัตกรรมธรรมะสัญจรเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่า เราชาวตำาบลเนินหอมได้อยู่ในกระบวนจัดการคุณภาพชีวิตมานานแล้ว และพร้อมปรับสมดุลกับ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมประเทศยุคไทยแลนด์ 4.0 สังคมยุคดิจิทัล ภายใต้บรรยากาศของคน ที่มีจิตอาสาและสิ่งแวดล้อมเหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ดังนั้น จึงภูมิใจที่จะกล่าวว่า “ชีวิตดี๊ดี@เนินหอม” 6 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


การประเมินผลการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบลติดดาว จังหวัดสระบุรี นุชนภางค ภูวสันติ* คำาสำาคัญ : วิจัยประเมินผล, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบล (รพ.สต.) ติดดาว * นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี บทคัดย่อ การวิจัยเชิงประเมินผล (Evaluation Research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ บริบท ปจจัยนำาเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์ และเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขตำาบลติดดาว (รพ.สต. ติดดาว) จังหวัดสระบุรีโดยใช้รูปแบบ CIPP Model กลุ่มตัวอย่าง จากการเลือกแบบเจาะจง คือ 1) กลุ่มผู้บริหารได้แก่ สาธารณสุขอำาเภอและหัวหน้าพยาบาล จำานวน 25 คน 2) ผู้ปฏิบัติ คือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จำานวน 83 คน และ 3) ผู้รับบริการ ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบลติดดาว ระดับ 5 ดาว จำานวน 16 แห่งๆ ละ 20 คน รวมผู้ตอบแบบสอบถามกลับมาสมบูรณ์ จำานวน 318 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ตรวจสอบรายการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นในระดับมาก ต่อด้านบริบทโครงการ ในประเด็น การพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ติดดาว เป็นการยกระดับ รพ.สต.ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ( = 4.28, SD = 0.79 และ = 4.17, SD = 0.78 ตามลำาดับ) ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นในระดับมากต่อด้านปจจัยนำาเข้า ในประเด็น มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบชัดเจนทั้งระดับ จังหวัด อำาเภอ ตำาบล ( = 3.77, SD = 0.77 และ = 3.96, SD = 0.84 ตามลำาดับ) ผู้บริหาร มีความคิดเห็นต่อด้านกระบวนการในระดับมาก ในประเด็นมีการถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติชัดเจน และทีมประเมินระดับจังหวัดมีทักษะในการประเมิน ( = 3.72, SD = 0.68 และ = 3.72, SD = 0.74 ตามลำาดับ) และผู้ปฏิบัติมีความคิดเห็น ในระดับมาก ในประเด็นทีมประเมินระดับ จังหวัดมีทักษะในการประเมิน ( = 3.77, SD = 0.79) ผู้บริหารมีความคิดเห็นต่อด้านผลผลิต ในระดับมาก ในเรื่อง รพ.สต. รับรู้ เข้าใจ สภาวะสุขภาพของประชากรในพื้นที่ ที่รับผิดชอบ ( = 3.88, SD = 0.53) และผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็น ในระดับมาก ในประเด็นการเกิดสัมพันธภาพ ที่ดีระหว่างผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ( = 3.96, SD = 0.71) ในภาพรวม ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นต่อด้าน บริบท และผลผลิตของโครงการ มีความเหมาะสม ในระดับมาก ( = 3.77, SD = 0.58, = 3.56, SD = 0.51 และ = 3.78, SD = 0.62, = 3.71, SD = 0.55 ตามลำาดับ) สำาหรับด้านปจจัยนำาเข้า ทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ต่างมี ความคิดเห็นในระดับ ปานกลาง ( = 3.14, SD = 0.70 และ = 3.21, SD = 0.71 ตามลำาดับ) ส่วนด้านกระบวนการ ผู้บริหารมีความคิดเห็น ในระดับปานกลาง ( = 3.43, SD = 0.59) และ ผู้ปฏิบัติมีความคิดเห็น ในระดับมาก ( = 3.51, SD = 0.67) ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ ในภาพรวม ในระดับมาก ทุกด้าน โดยมีด้านผลลัพธ์การให้บริการการรักษา มีค่าคะแนนเฉลี่ย ในระดับมากสูงที่สุด ( = 4.30, SD = 0.49 ข้อเสนอแนะ ควรดำาเนินการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ตามนโยบาย รพ.สต. ติดดาวต่อไป เพื่อให้รพ.สต. มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ รพ.สต. ติดดาว ระดับ 5 ดาวทุกแห่ง ส่งผลให้เกิดการบริการที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ต่อประชาชน สร้างความพึงพอใจให้ผู้รับบริการในทุกด้าน ( = 4.28, SD = 0.79 และ = 4.17, SD = 0.78 ตามลำาดับ) ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ จังหวัด อำาเภอ ตำาบล ( = 3.77, SD = 0.77 และ = 3.96, SD = 0.84 ตามลำาดับ) ผู้บริหาร และทีมประเมินระดับจังหวัดมีทักษะในการประเมิน ( = 3.72, SD = 0.68 และ = 3.72, จังหวัดมีทักษะในการประเมิน ( = 3.77, SD = 0.79) ผู้บริหารมีความคิดเห็นต่อด้านผลผลิต ( = 3.88, SD = 0.53) และผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็น ในระดับมาก ในประเด็นการเกิดสัมพันธภาพ ในระดับมาก ( = 3.77, SD = 0.58, = 3.56, SD = 0.51 และ = 3.78, SD = 0.62, ที่ดีระหว่างผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ( = 3.96, SD = 0.71) ในภาพรวม = 3.71, SD = 0.55 ตามลำาดับ) สำาหรับด้านปจจัยนำาเข้า ทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ต่างมี ความคิดเห็นในระดับ ปานกลาง ( = 3.14, SD = 0.70 และ = 3.21, SD = 0.71 ตามลำาดับ) ส่วนด้านกระบวนการ ผู้บริหารมีความคิดเห็น ในระดับปานกลาง ( = 3.43, SD = 0.59) และ ผู้ปฏิบัติมีความคิดเห็น ในระดับมาก ( = 3.51, SD = 0.67) ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ สูงที่สุด ( = 4.30, SD = 0.49 ข้อเสนอแนะ ควรดำาเนินการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. 7 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


บทนำา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบล (รพ.สต.) เป็นสถานบริการด่านหน้าในระดับปฐมภูมิ ที่มีการ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการยกระดับการให้บริการ เพิ่มมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งด้านการรักษา ส่งเสริม ปองกัน ฟนฟู รวมถึงงานคุ้มครองผู้บริโภค ทำาให้ ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่จำาเป็นได้ใน หน่วยบริการสุขภาพใกล้บ้าน ดังนั้นการพัฒนา คุณภาพหน่วยบริการสุขภาพ ในระดับโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำาบล (รพ.สต.) จึงมีความสำาคัญ กระทรวงสาธารณสุขได้กำาหนดนโยบายการ พัฒนาคุณภาพ รพ.สต. โดยได้มีการพัฒนา เครื่องมือการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ขึ้น คือเกณฑ์ พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบล ติดดาว (รพ.สต. ติดดาว) โดยมุ่งเน้นเชื่อมโยง ระบบบริการ กระบวนการบริการ รวมทั้งการ บริหารจัดการ เพื่อให้เกิดการจัดการเป็นระบบ ทั้งองค์กร เกิดการสร้างและพัฒนาเครือข่ายของ ระบบบริการส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนพึ่ง ตนเองได้(1) สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรีได้จัดทำา โครงการการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำาบลติดดาว ตามนโยบาย ในป 2560 เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการจัด บริการ และการบริหารจัดการของโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำาบลทุกแห่ง โดยในป 2560 มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบล เข้าร่วม โครงการทุกแห่ง จำานวน 126 แห่ง ดำาเนินการ ประเมินตนเองทุกแห่ง และผ่านการประเมิน รับรอง รพ.สต. ติดดาว ระดับ 5 ดาว จาก ทีมประเมินระดับจังหวัด จำานวน 16 แห่ง(2) จาก 13 อำาเภอ หลังการดำาเนินโครงการผู้วิจัย มีความสนใจที่จะทำาการศึกษาประเมินผล โครงการอย่างเป็นระบบด้วยกระบวนการวิจัย โดยประยุกต์ใช้ CIPP Model เป็นกรอบแนวคิด ในการศึกษา มีเปาหมายเพื่อนำาผลการวิจัยครั้งนี้ มาใช้ประโยชน์ ในการสนับสนุนการตัดสินใจของ ผู้บริหารระดับสูงในการขับเคลื่อนการดำาเนินงาน กำาหนดเป็นนโยบายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพื่อนำา ไปสู่การปรับปรุงแก้ไข กระบวนการดำาเนินงาน พัฒนาคุณภาพ รพ.สต. จังหวัดสระบุรี อย่างมี ประสิทธิภาพให้ รพ.สต. ทุกแห่ง เป็น รพ.สต. ติดดาว ระดับ 5 ดาว ต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อประเมินบริบทการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ติดดาว 2. เพื่อประเมินปจจัยนำาเข้าการพัฒนา คุณภาพ รพ.สต. ติดดาว 3. เพื่อประเมินกระบวนการ การพัฒนา คุณภาพ รพ.สต. ติดดาว 4. เพื่อประเมินผลผลิตการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต.ติดดาว 5. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ติดดาวให้มีประสิทธิภาพ วิธีการวิจัย วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล ดำาเนินการภาย หลังโครงการเสร็จสิ้นแล้ว 1 เดือน โดยผู้วิจัย ส่งแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างและรวบรวมส่ง ข้อมูลกลับคืน ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากร สาธารณสุขที่เข้าร่วมโครงการการพัฒนาคุณภาพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบลติดดาว 8 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี ป 2560 ใน ระดับอำาเภอ,โรงพยาบาลแม่ข่าย และโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำาบล และประชาชนผู้มารับบริการ ที่ รพ.สต. ติดดาว ระดับ 5 ดาว กลุ่มตัวอย่างจากการเลือกอย่างเฉพาะ เจาะจง ได้แก่ 1. กลุ่มผู้บริหารได้แก่ สาธารณสุขอำาเภอ และหัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลแม่ข่าย จำานวน 25 คน (สสอ. 13 อำาเภอ/รพ. 12 แห่ง) 2. กลุ่มผู้ปฏิบัติ ได้แก่บุคลากรสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานที่ รพ.สต.ติดดาวระดับ 5 ดาว 16 แห่ง จำานวน 83 คน 3. ประชาชนที่มารับบริการ ณ รพ.สต. ติดดาว ระดับ 5 ดาว ป 2560 จำานวน 16 แห่งๆ ละ 20 คน รวมผู้ตอบแบบสอบถามกลับมาสมบูรณ์ จำานวน 318 คน การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัย ให้ข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เรื่องวัตถุประสงค์และ ขั้นตอนการวิจัย พร้อมทั้งชี้แจงสิทธิในการถอนตัว จากโครงการการปฏิเสธข้อมูล มีการรักษาความลับ ของข้อมูล และการนำาเสนอผลการวิจัยในภาพรวม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบสอบถามความคิดเห็นของกลุ่ม ตัวอย่างเกี่ยวกับบริบท ปจจัยนำาเข้า กระบวนการ ดำาเนินโครงการ และผลผลิต แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นของ กลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับด้านบริบท ปจจัยนำาเข้า กระบวนการดำาเนินโครงการ และผลผลิตของ โครงการ ลักษณะคำาถามเป็นคำาถามปลายปด คำาตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) ของลิเคิร์ท (Likert Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม ลักษณะคำาถามเป็นคำาถามปลายเปด การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย แบบสอบถามความคิดเห็น มีตรวจสอบความ เที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน เพื่อดูความชัดเจน ความ ถูกต้องเหมาะสมของภาษาที่ใช้ และหาค่าความ เที่ยงตรงโดยการนำาแบบสอบถามไปทดลองใช้ใน ประชากรที่ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำานวน 30 คน คำานวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ ค่าความเที่ยง ด้านบริบท 0.78 ด้านปจจัย 0.98 ด้านกระบวนการ 0.98 ด้านผลผลิต 0.89 2. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้รับ บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบลที่ ปรับปรุงมาจาก แบบวัดความพึงพอใจของผู้รับ บริการโรงพยาบาลศรีนครินทร์(3) ลักษณะคำาถาม เป็นคำาถามปลายปด คำาตอบเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating scale) ของลิเคิร์ท (Likert Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด หาค่าความเที่ยงตรงโดยการนำา แบบสอบถามไปทดลองใช้ในประชากรที่ไม่ได้ เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำานวน 35 คน คำานวณค่า สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเที่ยง ด้านกระบวนการ 0.82 ด้านปจจัย 0.98 ด้าน เจ้าหน้าที่ 0.82 ด้านสิ่งอำานวยความสะดวก 0.80 และด้านผลการให้บริการ 0.78 การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์สำาเร็จรูป ด้วยสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 9 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


ผลการวิจัย ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 1. ผู้บริหาร จำานวน 25 คน ประกอบด้วย สาธารณสุขอำาเภอ จำานวน 13 คน และหัวหน้า พยาบาล จำานวน 12 คน พบว่าส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ร้อยละ52 อายุระหว่าง 51 - 60 ป ร้อยละ 88 ระยะเวลาปฏิบัติงาน 31 - 40 ป ร้อยละ 88 2. ผู้ปฏิบัติ ได้แก่ เจ้าหน้าทสาธารณสุข จำานวน 83 คน พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในตำาแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุข ร้อยละ 30.10 เป็น เพศหญิง ร้อยละ73.50 อายุระหว่าง 41 - 50 ป ร้อยละ 38.60 ระยะปฏิบัติงาน 1 - 10 ปี ร้อยละ 34.9 3. กลุ่มประชาชนที่มารับบริการที่ รพ.สต. ติดดาว ระดับ 5 ดาว ป 2560 ส่วนใหญ่ เป็น เพศหญิง ร้อยละ 70.40 อายุ 51 - 60 ป ร้อยละ 31.8 สิทธิการรักษาบัตรทอง ร้อยละ 60.10 ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อบริบท ปจจัยนำาเข้า กระบวนการ และผลผลิตของ โครงการ 1. บริบทของโครงการ ในภาพรวม ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นในระดับมาก ร้อยละ 64 = 3.77 SD = 0.58 และ ร้อยละ 65.06 = 3.78 SD = 0.62 ตามลำาดับ เมื่อพิจารณา รายละเอียด พบว่า มีความคิดเห็น ในระดับมาก ในประเด็นการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ติดดาว เป็นการยกระดับ รพ.สต. ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ร้อยละ 48, = 4.28, SD = 0.79 และ ร้อยละ 44.6 = 4.17, SD = 0.78 ตามลำาดับ = 3.78 SD = 0.62 ตามลำาดับ เมื่อพิจารณา 64 = 3.77 SD = 0.58 และ ร้อยละ 65.06 2. ปจจัยนำาเข้าของโครงการ ในภาพรวม ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 44 = 3.14 SD = 0.70 และ ร้อยละ 49 = 3.21 SD = 0.71 ตามลำาดับ เมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า มีความคิดเห็น ในระดับมาก ในประเด็นการมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ ชัดเจน ทั้งระดับจังหวัด อำาเภอ ตำาบล ร้อยละ 47 = 3.77, SD =.77 และ ร้อยละ 44 = 3.96, SD = 0.84 ตามลำาดับ 3. กระบวนการ ในภาพรวม ผู้บริหาร ส่วนใหญ่ มีความคิดเห็น ในระดับปานกลาง ร้อยละ 44 = 3.43, SD = 0.59 และ ผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็น ในระดับมาก ร้อยละ 43.37 = 3.51, SD = 0.67 เมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า ผู้บริหาร มีความคิดเห็นในระดับมาก ในประเด็นการถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติ ชัดเจน และทีมประเมินระดับจังหวัด มีทักษะใน การประเมิน ร้อยละ 60, = 3.72, SD = 0.68 และ ร้อยละ 52 = 3.72, SD = 0.74 ตาม ลำาดับ และ ผู้ปฏิบัติมีความคิดเห็นในระดับมาก ในประเด็นทีมประเมินระดับจังหวัดมีทักษะ ในการ ประเมิน ร้อยละ 61.40 = 3.77, SD = 0.79 4. ผลผลิตของโครงการ ในภาพรวม ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นในระดับมาก ร้อยละ 56 = 3.56, SD = 0.51 และ ร้อยละ 61.45 = 3.71, SD = 0.55 เมื่อพิจารณา รายละเอียด พบว่า ผู้บริหารมีความคิดเห็นใน ระดับมาก ในประเด็น รพ.สต. รับรู้ เข้าใจ สภาวะ สุขภาพของประชากรในพื้นที่ ที่รับผิดชอบร้อยละ 72 = 3.88, SD = 0.53 และผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็น ในระดับมาก ในประเด็น การเกิดสัมพันธภาพ ที่ดีระหว่างผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และผู้มีส่วน ได้ส่วนเสีย ร้อยละ 61.45 =3.96, SD = 0.71 ปานกลาง ร้อยละ 44 = 3.14 SD = 0.70 และ ร้อยละ 49 = 3.21 SD = 0.71 ตามลำาดับ = 3.77, SD =.77 และ ร้อยละ 44 = 3.96, ร้อยละ 44 = 3.43, SD = 0.59 และ ผู้ปฏิบัติ = 3.51, SD = 0.67 เมื่อพิจารณารายละเอียด การประเมิน ร้อยละ 60, = 3.72, SD = 0.68 และ ร้อยละ 52 = 3.72, SD = 0.74 ตาม ประเมิน ร้อยละ 61.40 = 3.77, SD = 0.79 ร้อยละ 56 = 3.56, SD = 0.51 และ ร้อยละ 61.45 = 3.71, SD = 0.55 เมื่อพิจารณา ได้ส่วนเสีย ร้อยละ 61.45 =3.96, SD = 0.71 10 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


5. ความพึงพอใจของประชาชนที่มารับ บริการ ที่รพ.สต.ติดดาวระดับ 5 ดาว พบว่าใน ภาพรวม มีความพึงพอใจ ในระดับมาก ทุกด้าน ได้แก่ด้านกระบวนการและขั้นตอนการให้บริการ ด้านเจ้าหน้าที่และ บุคลาการ ด้านสิ่งอำานวย ความสะดวก และด้านผลการให้บริการการรักษา ร้อยละ 72.96 = 4.20, SD = 0.38, ร้อยละ 65.72 = 4.15, SD = 0.40 ร้อยละ 69.81 = 4.14, SD = 0.43 และร้อยละ 57.55 = 4.30, SD = 0.49 ตามลำาดับ โดยมีด้านผลลัพธ์การให้ บริการการรักษา มีค่าคะแนนระดับมากสูงที่สุด 6. ผลของการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ที่ได้จาก ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติ พบว่า โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำาบล เข้าร่วมโครงการตามเปาหมาย ที่กำาหนด เกิดการมีส่วนร่วมของบุคลากร ชุมชน และเครือข่ายสุขภาพ ปญหาอุปสรรคที่พบ คือ 1) เกณฑ์ประเมินมีความซับซ้อนมากเกินไป 2) ทีม ผู้ประเมินมีความเชี่ยวชาญ ไม่ครอบคลุมทุกด้าน ตามเกณฑ์รายหมวด 3) งบประมาณที่ใช้ในการ พัฒนาคุณภาพระบบบริการมีจำากัด 4) การสนับสนุน จากโรงพยาบาลแม่ข่ายน้อย 5) จำานวนบุคลากร ใน รพ.สต. ไม่เหมาะสม กับภาระงาน อภิปรายผล บริบทของโครงการ ผลการประเมินพบว่า ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นในระดับมาก ในประเด็นการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ติดดาว เป็นการยกระดับ รพ.สต. ให้มีคุณภาพมาตรฐาน แสดงให้เห็นถึงการมีแนวคิดร่วมกันในการเริ่มต้น การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิหรือหน่วย บริการระดับ รพ.สต. ที่สอดคล้องกับเปาหมาย ของกระทรวงสาธารณสุข(4) ในการพัฒนาหน่วย บริการระดับปฐมภูมิเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการ ที่จำาเป็นและมีมาตรฐานใกล้บ้าน สอดคล้องกับ การศึกษา ของรัตนาวดี จูละยานนท์ (2554)(5) ในการประเมินโครงการปลอดภัย ประหยัด ปรับ พฤติกรรมกับระบบบริการแบบไร้รอยต่อของ ผู้ปวยโรคเรื้อรังโรงพยาบาลนครชัยศรี ที่พบว่า ผลการประเมินด้านบริบท มีผลสำาเร็จโดยการที่ วัตถุประสงค์ของโครงการมีความสอดคล้องกับ นโยบายของโรงพยาบาลในการลดต้นทุน ด้านปจจัยนำาเข้า ในภาพรวม ผู้บริหาร และ ผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นเห็นในระดับปานกลาง เนื่องจากการได้รับสนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และระยะเวลาในการพัฒนาระบบมาตรฐาน มีข้อ จำากัด แต่สิ่งที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสำาคัญคือเรื่อง ความรับผิดชอบที่ชัดเจนของบุคลากรทุกระดับ และการให้ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายที่ก่อ ให้เกิดความสำาเร็จ ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับ แนวคิดรูปแบบการประเมินแบบซิปป (CIPP Model) ที่ สตัฟเฟลบีม(6) กล่าวถึงปจจัยนำาเข้าว่า โครงการ นั้นจะทำาให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพดีขึ้น จะเกี่ยวข้องกับ งบประมาณ การวางแผน การ เลือกกิจกรรมในโครงการที่คาดว่าจะทำาให้ โครงการนั้นประสบความสำาเร็จ และสอดคล้องกับ การศึกษาของปนัดดา ไชยชมภู และธันวดี รู้รอบ (2555)(7) ที่ทำาการวิจัยประเมินผลโครงการพัฒนา ต้นแบบอำาเภอควบคุมโรคเข้มแข็ง แบบยั่งยืน ในพื้นที่สาธารณสุขเขต 14 ป 2555 พบว่าการ มีปจจัยเบื้องต้น คือความพร้อมด้านทรัพยากร บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ด้านทรัพยากร เทคโนโลยี และงบประมาณ ล้วนมีส่วนสนับสนุน ให้การดำาเนินโครงการประสบความสำาเร็จ เป็นต้นแบบเชิงคุณภาพ ตอบสนองโครงการได้ เป็นอย่างดี ร้อยละ 72.96 = 4.20, SD = 0.38, ร้อยละ 65.72 = 4.15, SD = 0.40 ร้อยละ 69.81 = 4.14, SD = 0.43 และร้อยละ 57.55 = 4.30, 11 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


ด้านกระบวนการ ผู้บริหาร ในภาพรวม มีความคิดเห็นในระดับปานกลาง ส่วนผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็น ในระดับมาก โดยกลุ่มผู้บริหาร เห็นความสำาคัญในเรื่องการถ่ายทอดนโยบายสู่ การปฏิบัติชัดเจน และประเด็นที่มีความเห็นร่วม กันของกลุ่มตัวอย่าง คือทีมประเมินระดับจังหวัด มีทักษะในการประเมิน เนื่องจากกระบวนการ ประเมินจะช่วยกระตุ้น สนับสนุนและเสริมพลัง ให้ทีมงานประสบความสำาเร็จ เกิดการพัฒนา คุณภาพในระดับ 5 ดาว ตามที่นโยบายกำาหนด ทั้งการถ่ายทอดนโยบายที่ชัดเจน และทีมประเมิน ที่มีคุณภาพ ทั้ง 2 ปจจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงความ เข้มแข็งของหน่วยงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด รูปแบบการประเมินแบบซิปป (CIPP Model) ที่ สตัฟเฟลบีม กล่าวว่า การประเมินกระบวนการ จะทำาให้เห็นภาพกว้างๆ ของการดำาเนินงานว่า ดำาเนินไปเพียงใด มีแนวโน้มจะประสบความสำาเร็จ ตามที่ตั้งเปาหมายไว้หรือไม่ การดำาเนินโครงการ ได้ตามเปาหมายที่วางไว้ถือเป็นองค์ประกอบ สำาคัญที่แสดงถึงความสำาเร็จของโครงการ ด้านผลผลิต ในภาพรวม ผู้บริหาร และ ผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็นในระดับมาก โดยกลุ่ม ผู้บริหารมีความคิดเห็น ในประเด็น รพ.สต. มี การรับรู้ เข้าใจ สภาวะสุขภาพของประชาชนใน พื้นที่ ที่รับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และกลุ่มผู้ปฏิบัติ มีความคิดเห็น ในประเด็น เกิดสัมพันธภาพที่ดี ระหว่างผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย ซึ่งเป็นการดำาเนินงานที่ประสบความ สำาเร็จของหน่วยบริการสุขภาพที่ให้ความสำาคัญ กับประชากรกลุ่มเปาหมาย ทำางานโดยอาศัย การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เพื่อตอบสนอง ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับการศึกษาของ ธิติรัตน์ ราศิริ และ อาจินนต์ สงทับ (2561)(8) เรื่องแนวทางการมี ส่วนร่วมภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูง อายุเพื่อก้าวสู่ “ศตวรรษที่ 21” โดยอาศัยการ มีส่วนร่วม เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางในการ ดำาเนินการส่งเสริมสุขภาพ มุ่งเน้นการดำาเนินงาน รูปแบบใหม่โดยการผนวกภาคีเครือข่าย อาศัย กระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้สูงอายุ และชุมชน เพื่อสร้างสังคมผู้สูงอายุสุขภาพดี อย่างยั่งยืน ความพึงพอใจของผู้มารับบริการที่ รพ.สต. ติดดาว ระดับ 5 ดาว พบว่ามีความพึงพอใจใน ระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านกระบวนการและ ขั้นตอนการให้บริการ, ด้านเจ้าหน้าที่และบุคลาการ, ด้านสิ่งอำานวยความสะดวก และด้านผลการให้ บริการการรักษา ทั้งนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการ ดำาเนินงานพัฒนาที่ครอบคลุมตามมาตรฐาน 5 ดาว 5 ดี ได้แก่ 1) การบริหารดี 2) ประสานดี ภาคี มีส่วนร่วม 3) บุคลากรดี 4) บริการดี และ 5) ประชาชนมีสุขภาพดี สอดคล้องกับการศึกษา ของ ทีนุชา ทันวงศ์ (2561)(9) เรื่องปจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการรักษาพยาบาลของผู้ปวย โรคเรื้อรังในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบล เครือข่ายสุขภาพอำาเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ที่พบว่า การรับรู้คุณภาพบริการด้านการให้บริการ การดูแลสุขภาพองค์รวม การดูแลต่อเนื่องความ พร้อมของสถานที่/อุปกรณ์การแพทย์ ยาและ บุคลากร ความมั่นใจในการให้บริการของ รพ.สต. และความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการ มีความ สัมพันธ์กับการมารับบริการการรักษาพยาบาล ที่ รพ.สต. 12 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


ข้อเสนอแนะ เชิงนโยบาย ควรดำาเนินการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ตาม นโยบาย รพ.สต. ติดดาว ต่อไป เพื่อให้ รพ.สต. มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ รพ.สต. ติดดาว ระดับ 5 ดาว ทุกแห่ง ส่งผลให้เกิดการบริการที่ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ ต่อประชาชน สร้างความพึงพอใจ ให้ผู้รับบริการในทุกด้าน ภายใต้ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัย ดังนี้ 1. ให้ความสำาคัญกับการถ่ายทอดนโยบาย สู่การปฏิบัติ แก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ทุกระดับ (จังหวัด อำาเภอ ตำาบล) เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และมีเปาหมายร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความ สำาเร็จของการดำาเนินงานที่ต่อเนื่อง ยั่งยืน 2. ให้ความสำาคัญกับการพัฒนาทีม ประเมินให้มีทักษะการประเมินในแนวทาง เดียวกัน และองค์ประกอบของทีมควรมีความ เชี่ยวชาญครอบคลุมทุกด้านตามเกณฑ์ใน 5 หมวด ทั้งทีมประเมินระดับ จังหวัด อำาเภอ 3. ควรปรับปรุงและกำาหนดเกณฑ์ให้ เหมาะสมไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกันทุก รพ.สต. ทั่ว ประเทศ เนื่องจากบริบทในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน และทรัพยากรใน รพ.สต. มีไม่เท่ากัน ควรกำาหนด เกณฑ์ตามขนาดรพ.สต. (รพ.สต.ขนาดเล็ก, กลาง, ใหญ่) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและทรัพยากรที่ มีอยู่ (คน เงิน ของ) รวมถึงการกำาหนดเกณฑ์พื้น ฐานที่จำาเป็นในแต่ละหมวดที่ทุก รพ.สต. ต้องมี เพื่อไม่ให้เกณฑ์ซับซ้อนมากเกินไป 4. สนับสนุนให้โรงพยาบาลแม่ข่าย ให้ความสำาคัญเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา คุณภาพ รพ.สต. ตามเกณฑ์ รพ.สต. ติดดาว ทำาหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ความช่วยเหลือและ สนับสนุน ทั้งด้านวิชาการและทรัพยากร (คน เงิน ของ) ให้ รพ.สต. ในเครือข่าย 5. ควรมีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวคิด กระบวนการพัฒนา ระหว่างอำาเภอ และ รพ.สต. ที่มีการพัฒนาได้ดี ทั้งภายในและนอก จังหวัด เพื่อให้เกิดพื้นที่ในการเรียนรู้ 6. ควรมีการเยี่ยมเสริมพลังจากทีม ผู้บริหาร ในระดับ จังหวัด อำาเภอ เพื่อสร้างขวัญกำาลังใจใน การทำางานแก่ทีมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยเฉพาะ รพ.สต. ที่มีบุคลากรน้อย รวมทั้งได้รับทราบ ปญหา อุปสรรคในการดำาเนินงานเพื่อให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ 7. ให้ความสำาคัญกับการวิจัยประเมินผล โครงการโดยเฉพาะโครงการตามนโยบายที่สำาคัญ หรือโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาให้เกิดคุณภาพ เพื่อรับทราบบริบท ปจจัยนำาเข้า กระบวนการ และผลผลิต ของโครงการ นำาไปสู่การตัดสินใจ ของผู้บริหารที่จะสนับสนุนขับเคลื่อนการดำาเนินงาน ให้ต่อเนื่อง หรือหยุดการดำาเนินงาน รวมถึงการ พิจารณาสนับสนุนทรัพยากร (คน เงิน ของ) อีกทั้ง เพื่อให้ผู้รับผิดชอบโครงการ ระดับจังหวัด อำาเภอ สามารถปรับปรุงกระบวนการ กิจกรรม ในการ ดำาเนินงาน ได้อย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพ 13 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


เอกสารอ้างอิง 1. กองยุทธศาสตร์และแผนงาน. คู่มือแนวทาง การพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำาบลติดดาว (รพ.สต.ติดดาว) ปี 2561. 2. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี. สรุปผล การดำาเนินงาน รพ.สต. ติดดาวปี 2560. 3. โรงพยาบาลศรีนครินทร์. ความพึงพอใจใน การรับบริการที่แผนกผู้ปวยนอก. 2559. 4. สำานักนโยบายและยุทธศาสตร์. คู่มือแนวทาง การพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำาบลติดดาว. 2560. 5. รัตนาวดี จูละยานนท์. การประเมินโครงการ ปลอดภัย ประหยัด ปรับพฤติกรรม กับ ระบบบริการแบบไร้รอยต่อของผู้ปวย โรคเรื้อรังโรงพยาบาลนครชัยศรี. วารสารสุขภาพภาคประชาชน. 2557; 10(1) : 16-23 6. Stuffl ebeam, D.L., Madam, C.F.,& ellaghan, T.(eds). The CIPP model for evaluation in Evaluation model Boston, MA: Kluwer Academic. 2000. 7. ปนัดดา ไชยชมภู และธันวดี รู้รอบ. วิจัย ประเมินผลโครงการพัฒนาต้นแบบ อำาเภอควบคุมโรคเข้มแข็ง แบบยั่งยืน ในพื้นที่สาธารณสุขเขต 14 ปี 2555. กลุ่มพัฒนาภาคีเครือข่ายสำานักงานปองกัน ควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา. 8. ธิติรัตน์ ราศิริ และ อาจินนต์ สงทับ. แนวทาง การมีส่วนร่วมภาคีเครือข่ายในการ ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อก้าวสู่ “ศตวรรษที่ 21”. วารสารเครือข่ายวิทยาลัย พยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 2561; 5(1): 315-328. 9. ทีนุชา ทันวงศ์. เรื่องปจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับการรักษาพยาบาลของผู้ปวยโรคเรื้อรัง ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบล เครือข่ายสุขภาพอำาเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี. วารสารความปลอดภัย และสุขภาพ. 2561; 9(31): 26-36. 14 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม บทคัดย่อ การวิจัยเชิงผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ในจังหวัดนครปฐม (1.1) เปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม จำาแนก ตามปจจัยส่วนบุคคล (1.2) ศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ (2) เปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุก่อนและหลังเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ป ขึ้นไปในจังหวัดนครปฐม จำานวน 400 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้สูงอายุจำานวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบ เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิง พรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t - test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) และการวิจัยกึ่งทดลอง ใช้การ ทดสอบค่าที (Pair sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุอยู่ในระดับดี ความรู้การดูแลสุขภาพและแรงสนับสนุน ทางสังคม อยู่ในระดับสูง การร่วมกิจกรรมทางสังคม อยู่ในระดับปานกลาง 1.1 พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม เมื่อจำาแนกตามเพศ อายุ และรายได้ต่อเดือน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนผู้สูงอายุ ที่มีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ภาวะสุขภาพ สภาพการดูแลผู้สูงอายุ และความสามารถ ในการทำากิจวัตรประจำาวัน ต่างกัน มีพฤติกรรมสุขภาพไม่แตกต่างกัน 1.2 การร่วมกิจกรรมทางสังคม และความรู้การแลสุขภาพ เป็นปจจัยยัที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุหลังเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ ดีขึ้นกว่าก่อนเข้าโรงเรียน ผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จุฑามาศ เวชพานิช * ขวัญดาว กล ํารัตน ** คำาสำาคัญ : ผู้สูงอายุ, พฤติกรรมสุขภาพ * นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำานาญการพิเศษ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ** นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม 15 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


บทนำา ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” (Aged society) ตั้งแต่ป 2548 และกำาลังเข้าสู่ “สังคม ผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” (Complete Aged Society) เมื่อประชากรอายุ 60 ปขึ้นไปมีมากถึงร้อยละ 20 ในป 2564 และคาดว่าจะเป็นสังคมสูงวัยระดับ สุดยอด (Super Aged Society) ในอีกไม่ถึง 20 ปข้างหน้านี้เมื่อประชากรอายุ 60 ปขึ้นไป มีสัดส่วนถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด(1) การลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับการตายของ ประชากร ทำาให้จำานวนและสัดส่วนประชากร สูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเพิ่มขึ้น ของประชากรผู้สูงอายุ ประเทศไทยจึงให้ความ สำาคัญกับการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มผู้สูงอายุ เห็นได้จาก นโยบาย แผน และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับผู้สูงอายุ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2(2) (พ.ศ. 2545 - 2564) ได้กำาหนดมาตรการรองรับ ไว้เป็นยุทธศาสตร์ 5 ด้าน โดยยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านระบบคุ้มครองทางสังคมสำาหรับผู้สุงอายุ มาตรการที่ 4 ระบบบริการและเครือข่ายเกื้อหนุน ผู้สูงอายุ กำาหนดให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ ด้านการดูลุสขภาพซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำาแผนบูรณาการพัฒนาสุขภาพกลุ่มวัย ผู้สูงอายุ 10 ป (2557 - 2566) เน้นยุทธศาสตร์ หลัก ได้แก่ (1) การสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ และปองกันปญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ (2) การพัฒนาบริการสุขภาพเพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่มี ปญหาสุขภาพอย่างมีคุณภาพ และ (3) การพัฒนา การมีส่วนร่วมของทุกฝายเพื่อการดูแลผู้สูงอายุอย่าง ต่อเนื่อง โดยมีเปาหมายของบริการที่พึงประสงค์ คือ บริการสุขภาพองค์รวม (Holistic health care) บริการสุขภาพผสมผสาน (Intergrated health care) และบริการสุขภาพที่ต่อเนื่อง ประเทศไทย ในป 2560 มีผู้สูงอายุ ประมาณ 10 ล้านคน ในระยะเวลา 30 ปที่ผ่านมา โครงสร้างอายุของประชากรไทยได้เปลี่ยนแปลง ไปอย่างมาก ประชากรไทยสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว สาเหตุที่ทำาให้ประชากรไทยสูงวัยเพิ่มขึ้น ได้แก่อัตราเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วในเวลา 2 - 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และอายุของคนไทยที่ยืนยาวขึ้น และผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะต้องอยู่คนเดียวและ ขาดคนดูแลมากขึ้น เนื่องจากสภาพสังคมไทย มีเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าผู้สูงอายุจะมีอายุขัยที่ ยืนยาวขึ้น แต่การมีอายุมากขึ้น สภาพร่างกาย ย่อมมีการเสื่อมไปตามวัย ทำาให้เกิดความเจ็บปวย ได้ง่าย โรคและปญหาสุขภาพที่สำาคัญของผู้สูงอายุ ในประเทศไทย ได้แก่ โรคไม่ติดต่อและโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคที่สามารถปองกันได้ สอดคล้องกับ การประเมินภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุไทยพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เจ็บปวยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีปญหาด้านสุขภาพ ในหลายระบบมากกว่าวัยอื่นๆ ปญหาสุขภาพ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตตั้งแต่วัยเด็กถึงสูงอายุและกรรมพันธุ์ ความสูงวัยนำามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีปญหา เกี่ยวกับโรคเรื้อรังควบคู่ไปกับการเสื่อมโทรมทั้ง ร่างกายและจิตใจ ทำาให้เกิดภาวะทุพพลภาพ ต้อง พึ่งพาผู้อื่นและต้องการความช่วยเหลือ จากบริการ ด้านสุขภาพและสังคม(3) ดังนั้นผู้สูงอายุจำาเป็นต้อง ได้รับการดูแลและส่งเสริมสุขภาพหลายๆ ด้าน เช่น การออกกำาลังกายอย่างสม่ ำาเสมอ การมี โภชนาการที่เหมาะสม กิจกรรมลดความเครียด การพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อปองกันการเกิด โรคแทรกซ้อน รวมทั้งการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการที่ ผู้สูงอายุมีจำานวนมากขึ้น มีอายุที่ยืนยาวขึ้น ปญหา ที่พบมากในผู้สูงอายุ คือ ปญหาสุขภาพ และ ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ จึงมีความจำาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมการรองรับ 16 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


ปญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จากสถานการณ์ ผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม มีผู้สูงอายุ จำานวน 127,342 คน(4) การเจ็บปวยด้วยโรคไม่ติดต่อที่สำาคัญ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง จำานวน 51,487 คน โรคเบาหวาน 23,592 คน โรคหัวใจและหลอดเลือด จำานวน 2,825 คน และได้รับการคัดกรองความเสี่ยง จากโรคความดันโลหิตสูง จำานวน 38,690 คน พบมีความเสี่ยงและเสี่ยงสูง ร้อยละ 30.91 ได้รับ การคัดกรองความเสี่ยงจากโรคเบาหวาน 45,040 คน พบมีความเสี่ยงและเสี่ยงสูง ร้อยละ 10.36 ได้รับ การคัดกรองความเสี่ยง CVD จำานวน 12,253 คน พบมีความเสี่ยง 5,599 คน ได้รับการประเมิน BMI จำานวน 68,457 คน พบว่า เริ่มอ้วน 15,237 คน อ้วน 3,955 คน และ อ้วนอันตราย 256 คน นอกจากนี้จังหวัดนครปฐมเป็นจังหวัดที่มีอาหาร การกินอุดมสมบูรณ์ มีความเสี่ยงในการบริโภค จึงควรส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อปองกันโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ปจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้สูงอายุมี สุขภาพที่ดีหรือดีขึ้นได้นั้น คือ การมีพฤติกรรม สุขภาพที่เหมาะสม สอดคล้องกับการศึกษาวิจัย พบว่ามีปจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อพฤติกรรม สุขภาพของผู้สูงอายุ นอกจากนี้จากการทบทวน มาตรการ แนวทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ ส่งเสริมพฤติกรรมและคุณภาพผู้สูงอายุในจังหวัด นครปฐม พบว่ามีการให้สุขศึกษาในสถานบริการ ในชุมชนรายกลุ่มและรายบุคคล ชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ โดยโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นกลวิธีใหม่ ที่ดำาเนินการประมาณ 2 ป ผู้วิจัยปฏิบัติงานที่ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดมาเป็นเวลาหลายป จึงมีความสนใจศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของ ผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม และศึกษาพฤติกรรม สุขภาพของผู้สูงอายุหลังเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ เนื่องจากปจจุบันโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นมาตรการ สำาคัญในการพัฒนาผู้สูงอายุและในจังหวัด นครปฐมยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลของ โรงเรียนผู้สูงอายุโดยตรง และนำาข้อมูลที่ได้มา ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐมต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของ ผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม 1.1 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรม สุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐมจำาแนก ตามปจจัยส่วนบุคคล 1.2 เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัด นครปฐม 2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพ ของผู้สูงอายุ ก่อนและหลังเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ กรอบแนวคิดการวิจัย ที่จะตองเตรียมการรองรับปญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จากสถานการณผูสูงอายุในจังหวัดนครปฐม มีผูสูงอายุ จํานวน 127,342 คน(4) การเจ็บปวยดวยโรคไมติดตอที่สําคัญ ไดแกโรคความดันโลหิตสูง จํานวน 51,487 คน โรคเบาหวาน 23,592 คน โรคหัวใจและหลอดเลือด จํานวน 2,825 คน และไดรับการคัดกรองความเสี่ยง จากโรคความดันโลหิตสูง จํานวน38,690 คน พบมีความเสี่ยงและเสี่ยงสูง รอยละ 30.91 ไดรับการคัดกรอง ความเสี่ยงจากโรคเบาหวาน 45,040 คน พบมีความเสี่ยงและเสี่ยงสูง รอยละ 10.36 ไดรับการคัดกรองความ เสี่ยง CVD จํานวน 12,253 คน พบมีความเสี่ยง 5,599 คน ไดรับการประเมิน BMI จํานวน 68,457 คน พบวา เริ่มอวน 15,237 คน อวน 3,955 คน และอวนอันตราย 256 คน นอกจากนี้จังหวัดนครปฐมเปนจังหวัดที่มี อาหารการกินอุดมสมบูรณมีความเสี่ยงในการบริโภค จึงควรสงเสริมสุขภาพผูสูงอายุเพื่อปองกันโรคตางๆที่ อาจเกิดขึ้นได ปจจัยหนึ่งที่สงผลใหผูสูงอายุมีสุขภาพที่ดีหรือดีขึ้นไดนั้น คือ การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ เหมาะสม สอดคลองกับการศึกษาวิจัยพบวามีปจจัยหลายประการทสี่งผลตอพฤติกรรมสุขภาพของผูสูงอายุ นอกจากนี้จากการทบทวนมาตรการ แนวทางตางๆที่เกี่ยวของกับการสงเสริมพฤติกรรมและคุณภาพผูสูงอายุใน จังหวัดนครปฐม พบวามีการใหสุขศึกษาในสถานบริการ ในชุมชนรายกลุมและรายบุคคล ชมรมผูสูงอายุ โรงเรียนผูสูงอายุ โดยโรงเรียนผูสูงอายุเปนกลวิธีใหมที่ดําเนินการประมาณ 2 ปผูวิจัยปฏิบัติงานที่สํานักงาน สาธารณสุขจังหวัดมาเปนเวลาหลายป จึงมีความสนใจศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของผูสูงอายุในจังหวัดนครปฐม และศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของผูสูงอายุหลังเขาโรงเรียนผูสูงอายุ เนื่องจากปจจุบันโรงเรียนผูสูงอายุเปน มาตรการสําคัญในการพัฒนาผูสูงอายุและในจังหวัดนครปฐมยังไมมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลของโรงเรียน ผูสูงอายุโดยตรง และนําขอมูลที่ไดมาใชประโยชนในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพผูสูงอายุในจังหวัดนครปฐม ตอไป วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของผูสูงอายุในจังหวัดนครปฐม 1.1 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของผูสูงอายุในจังหวัดนครปฐมจําแนกตามปจจัยสวนบุคคล 1.2 เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธกับพฤติกรรมสุขภาพของผูสูงอายุในจังหวัดนครปฐม 2.เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของผูสูงอายุกอนและหลังเขาโรงเรียนผูสูงอายุ กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม พฤติกรรมสุขภาพผู้สูงอายุ ปัจจัยส่วนบุคคล (เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน ภาวะสุขภาพ สภาพการดูแล ผู้สูงอายุ ความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวัน) ปัจจัยสนับสนุน (ความรู้การดูแลสุขภาพ การร่วมกิจกรรมในสังคม แรงสนบสนัุนทางสังคม) โรงเรียนผู้สูงอายุ 17 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


วิธีการวิจัย การวิจัยระยะที่ 1 การศึกษาพฤติกรรม สุขภาพของผุ้สุงอายุ (การวิจัยเชิงพรรณนา) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในจังหวัด นครปฐมจำานวน 400 คน สุ่มตัวอย่างโดยวิธีการ สุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage Random Sampling ) 1. เ ต รี ย ม ก า ร เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ผู้ช่วยวิจัย ประสานพื้นที่ ชี้แจงการวิจัยและ นัดหมายกลุ่มตัวอย่าง 2. เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น การวิจัยระยะที่ 2 การเปรียบเทียบพฤติกรรม สุขภาพของผู้สุงอายุก่อนและหลังเข้าโรงเรียน ผู้สูงอายุ (One group pretest-posttest design) 1. คัดเลือกโรงเรียนผู้สูงอายุและผู้สูงอายุ จำานวน 30 คน โดยการสุ่มเจาะจง (Purposive sampling) และยินดีเข้าร่วมการวิจัย ได้แก่ โรงเรียน ผู้สูงอายุตำาบลทุ่งขวาง อำาเภอกำาแพงแสน จังหวัด นครปฐม 2. สำารวจพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ก่อนและหลังเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ (จบหลักสูตร โรงเรียนผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 5) โดยใช้แบบ สอบถามชุดเดียวกับที่ใช้ในการวิจัยระยะที่ 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบ สอบถามแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 แบบสอบ ถามเกี่ยวกับปจจัยส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 แบบสอบถามความรู้การดูแลสุขภาพ ส่วนที่ 3 แบบสอบถามการร่วมกิจกรรมทางสังคม ส่วนที่ 4 แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม และส่วนที่ 5 แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ แบบสอบถามส่วนที่ 2 ถึง 5 พัฒนามาจาก ขวัญดาว กล่ ำารัตน์(5) หาคุณภาพเครื่องมือโดย ผ่านการตรวจสอบและปรับปรุงจากผู้เชี่ยวชาญ และนำาไปทดลองใช้ (Try out) หาความเชื่อมั่น โดยสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยระยะที่ 1 การศึกษาพฤติกรรมสุขภาพ ของผู้สุงอายุ ในจังหวัดนครปฐม ผู้วิจัยได้นำาแบบสอบถามที่ได้รับกลับ คืนมาจัดระเบียบ ลงรหัส และทำาการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำาเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t–test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน (Pearson product - moment correlation coeffi cient) การวิจัยระยะที่ 2 การปรียบเทียบศึกษา พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุก่อนและหลังเข้า โรงเรียนผู้สูงอายุ(One group pretest-posttest design) ผู้วิจัยสำารวจพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ก่อนและหลังเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยใช้แบบ สอบถามชุดเดียวกับที่ใช้ในการวิจัยระยะที่ 1 (เฉพาะส่วนที่ 1 และ 5 ของแบบสอบถาม) และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired - sample t-test 18 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


ผลการวิจัย การวิจัยระยะที่ 1 การศึกษาพฤติกรรม สุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม 1. การวิเคราะห์ข้อมูลปจจัยส่วนบุคคลของ ผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ร้อยละ 60.8 มีอายุอยู่ระหว่าง 60 - 69 ปี ร้อยละ 50.8 สถานภาพสมรส คู่ ร้อยละ 56.5 ระดับการศึกษา ประถมศึกษา ร้อยละ 43.0 รายได้ต่อเดือน ต่ ำากว่า 5,000 บาท ร้อยละ 51.0 ภาวะสุขภาพ มีโรคประจำาตัว ร้อยละ 58.5 สภาพการดูแลผู้สูงอายุ มีผู้ดูแลอยู่ด้วยบางเวลา และช่วยเหลือได้บางเรื่อง ร้อยะละ 37.5 ความ สามารถในการทำากิจวัตรประจำาวัน ช่วยเหลือตนเอง ได้บ้าง ร้อยละ 73.8 2. การวิเคราะห์ระดับความรู้การดูแล สุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม การร่วมกิจกรรม ในสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ 2.1 ความรู้การดูแลสุขภาพ ส่วนใหญ่ อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 60.0 รองลงมาอยู่ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 27.5 และมีความรู้อยู่ในระดับต่ ำา ร้อยละ 12.5 ตามลำาดับ ( = 12.4750, S .D. = 2.14029 ) 2.2 แรงสนับสนุนทางสังคม การร่วม กิจกรรมในสังคมและพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า การร่วมกิจกรรมทางสังคม ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 50.2 รองลงมาอยู่ในระดับต่ ำา ร้อยละ 29.8 และมีความรู้อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 20.0 ตามลำาดับ ( = 2.89, SD=0.75) แรงสนับสนุนทางสังคม ส่วนใหญ่อยู่ใน ระดับสูง ร้อยละ 61.2 รองลงมาอยู่ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 36.0 และอยู่ในระดับต่ ำา ร้อยละ 2.8 ตามลำาดับ ( = 3.91 , S.D. = 0.80) พฤติกรรมสุขภาพ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ร้อยละ 72.5 รองลงมาอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 20.5 และมีความรู้อยู่ในระดับดีที่สุด ร้อยละ 6.5 ตามลำาดับ ( = 3.89, S.D.= 0.48 ) 3. การเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพ ของผู้สูงอายุ จำาแนกตามปจจัยส่วนบุคคล พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีพฤติกรรมสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนผู้สูงอายุที่มีสถานภาพ สมรส ระดับการศึกษา ภาวะสุขภาพ สภาพการ ดูแลผู้สูงอายุ และความสามารถในการทำากิจวัตร ประจำาวันต่างกัน มีพฤติกรรมสุขภาพไม่แตกต่างกัน 4. การวิเคราะห์ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่า การร่วมกิจกรรม ทางสังคม และความรู้การแลสุขภาพ เป็นปจจัย ที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.341 และ r = 0.266 ตามลำาดับ) การวิจัยระยะที่ 2 การศึกษาพฤติกรรม สุขภาพของผู้สูงอายุ หลังเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างพบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60 มีอายุระหว่าง 65 - 69 ป ร้อยละ 53.33 สถานภาพสมรส คู่ ร้อยละ 76.67 ระดับการ ศึกษา อยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 73.33 รายได้ต่อเดือน 5,000 - 9,999 บาท ร้อยละ 70 ภาวะสุขภาพ มีโรคประจำาตัว ร้อยละ 70.00 สภาพการดูแลผู้สูงอายุ มีผู้ดูแลพักอยู่ด้วยและ ให้ความช่วยเหลือ ทุกเรื่อง ร้อยละ 60.00 ความ สามารถในการทำากิจวัตรประจำาวัน ช่วยเหลือ ตนเองได้ดี ร้อยละ100 การเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพก่อน และหลังการทดลอง และ พบว่าหลังเข้าโรงเรียน ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพ สูงกว่าก่อนการทดลอง (ก่อนทดลอง = 3.34, S.D. = 0.51, หลังทดลอง = 3.48, S.D. = 0.59) อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = - 4.95, df = 29) ร้อยละ 12.5 ตามลำาดับ ( = 12.4750, S .D. 20.0 ตามลำาดับ ( = 2.89, SD=0.75) ร้อยละ 2.8 ตามลำาดับ ( = 3.91 , S.D. = 0.80) ร้อยละ 6.5 ตามลำาดับ ( = 3.89, S.D.= 0.48 ) สูงกว่าก่อนการทดลอง (ก่อนทดลอง = 3.34, S.D. = 0.51, หลังทดลอง = 3.48, S.D. = 0.59) 19 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


การอภิปรายผล 1. พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุใน จังหวัดนครปฐม พบว่าอยู่ในระดับดี สอดคล้อง กับการศึกษาของสโรชา อยู่ยงค์สินธุ์(6) และการ ศึกษาของสุขเกษม ร่วมสุข(7) แสดงให้เห็นว่า ผู้สูงอายุมีความรู้และมีพฤติกรรมในการดูแล สุขภาพที่เหมาะสม ทั้งด้านการรับประทานอาหาร การออกกำาลังกาย การดูแลอนามัยส่วนบุคคล การปองกันโรค และ การดูแลสุขภาพจิต 2. การเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพผู้ สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุที่มีเพศต่างกัน มีพฤติกรรม สุขภาพแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 โดยเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเพศชาย (เพศหญิง = 4.1317, เพศชาย = 3.5220) แสดงให้เห็นว่าเพศหญิงมีพฤติกรรมสุขภาพ ที่ดีกว่าเพศชาย สอดคล้องกับการศึกษาของ วัชพลประสิทธิ์ ก้อนแก้ว(8) และการศึกษาของ ขวัญดาว กล่ารัตน์ ที่พบว่าผู้สูงอายุที่มีเพศ แตกต่างกัน มีพฤติกรรมสุขภาพแตกต่างกัน ผู้สูงอายุที่มีอายุต่างกัน มีพฤติกรรมสุขภาพ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิตี ที่ระดับ 0.05 (อายุ 60 - 69 ป = 3.8081, 70 ปขึ้นไป = 3.9793) แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุที่มีอายุเพิ่มขึ้น จะมีพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากการมีอายุ มากขึ้นทำาให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมลง จึงใส่ใจ ดูแลตนเองมากขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของ วีระพงษ์ ยางเดี่ยว(9) ที่พบว่าผู้สูงอายุที่มีอายุมากขึ้น จะมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเปลี่ยนแปลงไป และการศึกษาของ นางทิพย์กมล อิสลาม (10) พบว่าอายุ เป็นปจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม สร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุไทย ผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีพฤติกรรม สุขภาพแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิตี ที่ระดับ 0.05 โดยผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่อเดือน 10,000 บาท ขึ้นไป มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าผู้งอายุ ที่มีรายได้ต่ ำากว่า 5,000 บาท และ มีรายได้ 5,000 - 9,000 บาท สอดคล้องกับแนวคิดของ Pender(11) ที่ว่าบุคคลที่มีอาชีพที่ดี มีรายได้สูง มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงกว่ จะมีโอกาส แสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือสิ่งที่เอื้ออำานวย ความสะดวกในการปฏิบัติกิจกรรมทางสุขภาพ ต่างจากบุคคลที่มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจต่ ำา และการศึกษาของศิริวัฒน์ ไชยหะนิจ(12) พบว่า ความเพียงพอของรายได้มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมสุขภาพ และการศึกษาของมาโนชญ์ แสงไสยาศน์(13) พบว่า รายได้ต่อเดือน มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ 3. ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม สุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่า การร่วมกิจกรรมทาง สังคม และความรู้การดูแลสุขภาพ เป็นปจจัยที่มี ความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพ อย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.341 และ r = 0.266 ตามลำาดับ) แสดงให้เห็นว่าถ้าผู้สูงอายุ เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น จะทำาให้มี พฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย และผู้สูงอายุที่มี ความรู้ในการดูแลสุขภาพ จะมีพฤติกรรมสุขภาพ ที่ดีด้วย การร่วมกิจกรรมทางสังคมซึ่งทำาให้ผู้สูงอายุ ได้รับความรู้ ข่าวสารในการดูแลสุขภาพและนำา มาใช้ในการดูแลสุขภาพตนเองได้ สอดคล้องกับ การศึกษาของประภัสสร ผิวหอม(14) ที่พบว่าการ มีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมส่งผลต่อ พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของสมาชิกชมรม ผู้สูงอายุในจังหวัดสุรินทร์ และการศึกษาของ นวรัตน์ ช่างไม้(15) พบว่าความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับ พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และการ ศึกษาของมาโนชญ์ แสงไสยาศน์ พบว่าความรู้ เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพมีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ = 3.9793) แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุที่มีอายุเพิ่มขึ้น 0.05 (อายุ 60 - 69 ป = 3.8081, 70 ปขึ้นไป (เพศหญิง = 4.1317, เพศชาย = 3.5220) 20 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


4. การเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของ ผู้สูงอายุ ก่อนและหลังการทดลอง พบว่าคะแนน เฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุหลังการ ทดลองดีขึ้นกว่าก่อนการทดลอง (ก่อนทดลอง = 3.34, S.D. = 0.51 หลังทดลอง = 3.48, S.D. = 0.59) อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = -4.95, df = 29) แสดงให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่เข้าโรงเรียนผู้สูงอายุมีการปฏิบัติตน ในการดูแลสุขภาพตนเองที่ถูกต้อง ทั้งด้านการ รับประทานอาหารการออกกำาลังกาย การดูแล อนามัยส่วนบุคคล การปองกันโรคและการดูแล สุขภาพจิต สอดคล้องกับการศึกษาของ ชนิสรา เตชะมา(16) พบว่าหลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพมากกว่าก่อนการ ทดลอง อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ 0.05 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย 1. จากผลการวิจัย พบว่า ปจจัยที่มีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุใน จังหวัด นครปฐม ได้แก่ ความรู้การดูแลสุขภาพ และการร่วมกิจกรรมทาสังคม ดังนั้นควรส่งเสริม ให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมให้มากขึ้น เช่น ชมรมผู้สูงอายุ กิจกรรมในหมู่บ้าน วัด สมาชิกลุ่มต่างๆ การเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อให้ ผู้สูงอายุได้รับข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ในการ ดูแลสุขภาพ มีการติดตาม ประเมินพฤติกรรม สุขภาพของผู้สูงอายุควบคู่กันไปด้วย 2. นำาผลการวิจัยนี้ ไปใช้ในการวางแผน งานด้านสาธารณสุขในการดูแลและส่งเสริมสุข ภาพผู้สูงอายุ เพื่อ คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ ต่อไป ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการ สัมภาษณ์เชิงลึกหรือสนทนากลุ่ม เพื่อให้ได้รับ ข้อมูลอย่างละเอียด ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ มากขึ้น 2. ควรมีการศึกษาวิจัยในโรงเรียนผู้สูงอายุ อื่นๆ เพื่อประเมินผลของโรงเรียนผู้สูงอายุ และนำามา ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุต่อไป 3. ควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นๆ ที่มีผลต่อ พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ เช่น การรับรู้ภาวะสุขภาพ ความเชื่อทางด้านสุขภาพ และสิ่งชักนำาให้ปฏิบัติ เป็นต้น เอกสารอ้างอิง 1. มูลนิธิสถาบันและพัฒนาผู้สูงอายุ. สถานการณ์ ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2557. กรุงทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำากัด (มหาชน). 2558 2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์. แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับ ที่ 2 (พ.ศ. 2545 - 2564). กรุงเทพ มหานคร : โรงพิมพ์เทพเพ็ญวานิสย์. 2553 3. สำานักงานสถิติแห่งชาติ. การสำารวจประชากร ผู้สูงอายุในประเทศไทย 2557. กรุงเทพ: บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำากัด. 2557 4. สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม. ระบบข้อมูล 43 แฟม : กลุ่มรายงาน มาตรฐานและการส่งเสริมปองกัน สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2560 จาก http:// nptho.moph.go.th/indexsite.php. = 3.34, S.D. = 0.51 หลังทดลอง = 3.48, 21 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


5. ขวัญดาว กล่ ำารัตน์. ปจจัยเชิงสาเหตุของ พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในเขต ภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยลาลัยศิลปากร. 2554 6. สโรชา อยู่ยงค์สินธุ์. ความสัมพันธ์ระหว่าง ความเชื่ออำานาจควบคุมทางสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพและคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหา บัณฑิต. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2556 7. สุขเกษม ร่วมสุข. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ตนเองของผู้สูงอายุจังหวัดอำานาจเจริญ. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตร มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบล ราชธานี. 2553 8. วัชพล ประสิทธิ์ก้อนแก้ว. พฤติกรรมสุขภาพ ของผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเทศบาล ตำาบลคลองตำาหรุ อำาเภอเมืองชลบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์. วิทยาลัยการบริหารัฐกิจ มหาวิทยาลัย บูรพา. 2557 9. วีระพงษ์ ยางเดี่ยว. ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัด ยโสธร. วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตร มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2554 10. ทิพย์กมล อิสลาม. ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม สร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุไทย. วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัราชภัฏภูเก็ต. 2557 11. Pender, N.J.. Murdaugh] C.L.& Parsons, M.A.. Health Promotion in Nursing Practice. 5th ed. New Jersey : Pearson Education, Inc. 2006 12. ศิริวัฒน์ ไชยหะนิจ. ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม สุขภาพของผู้สูงอายุในเขตอำาเภอเมือง ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตร มหาบัณฑิต. วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2552 13. มาโนชญ์ แสงไสยาศน์. ปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุในตำาบล บางสะแก อำาเภลางคนที จังหวัดสมุทร สงคราม. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 2555 14. นางประภัสสร ผิวหอม. ปจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพของสมาชิกชมรม ผู้สูงอายุ จังหวัดสุรินทร์. วิทยานิพนธ์ ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี. 2557 15. นวรัตน์ ช่างไม้. ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ในตำาบลบางรักน้อย อำาเภอเมือง จังหวัด นนทบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญาวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 256 16. ชนิสรา เตชะมา. ผลของโปรแกรมส่งเสริม พฤติกรรมสุขภาพต่อพฤติกรรมส่งเสริม สุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โรคข้อเสื่อม. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ปที่ 222 ฉบับที่ 1 ม.ค. - มีนาคม 2557 22 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


การรู้เท่าทันสื่อกับปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี จังหวัดชลบุรี บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยเรื่อง “การรู้เท่าทันสื่อกับปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกัน การตั้งครรภ์ ของนิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาจังหวัดชลบุรี” เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาค ตัดขวาง (Cross - sectional study design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรู้เท่าทันสื่อ และ ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในจังหวัดชลบุรี ที่กำาลังศึกษาในชั้นปที่ 1 - 4 โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จำานวน 436 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม ประกอบด้วย ปจจัยจิตสังคม การรู้เท่าทันสื่อ และพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ โดยแบบสอบถามด้านพฤติกรรมการ ปองกันการตั้งครรภ์ประยุกต์จากกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ ำาสุด ค่าสูงสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ของปจจัยโดยสถิติวิเคราะห์ (Chi-square) ผลการศึกษา พบว่า นิสิตนักศึกษามีการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับน้อย (ร้อยละ 52.5) จาก การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยต่างๆ กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ พบว่า ระดับการศึกษา (p = 0.014) รายได้ต่อเดือน (p = 0.013) รูปแบบการเลี้ยงดู (p = 0.046) บุคคลที่พักอาศัย (p = 0.013) ลักษณะที่พักอาศัย (p = 0.007) ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ (p = 0.012) และการรู้เท่าทันสื่อ p <0.001) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการศึกษาพบว่านิสิตนักศึกษาที่มีการรู้เท่าทันสื่อ ระดับน้อยจะมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์อยู่ในระดับไม่เหมาะสม ดังนั้นทุกภาคส่วนจึง ควรจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรในกลุ่มนิสิตนักศึกษาให้มีการรู้เท่าทันสื่อมากขึ้น เพื่อจะส่งเสริม พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ทิตยาภัสร บุญรัตนประพันธ * เสาวนีย ทองนพคุณ ** คำาสำาคัญ : การรู้เท่าทันสื่อ, พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์, นิสิตนักศึกษา * คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ** ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 23 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


บทนำา ปจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาท ในสังคมเป็นอย่างมาก การติดต่อสื่อสารเป็นแบบ ไร้พรมแดน เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะเชื่อมต่อผู้คน และชุมชนเข้าด้วยกันจนเกิดความสะดวกสบาย ในชีวิตประจำาวันมากขึ้น ในขณะเดียวกันหาก ใช้เทคโนโลยีหรือสื่ออย่างไม่ระมัดระวังก็อาจนำา ภัยอันตรายมาสู่ผู้ใช้ได้ ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ1 องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้กล่าวถึง ความสำาคัญของการศึกษาการรู้เท่าทันสื่อไว้ ในปฏิญญา Grunwald ว่า “เราต้องเตรียมวัยรุ่น และเยาวชนให้พร้อมสำาหรับการอยู่ในโลกที่ได้รับ อิทธิพลจากภาพ คำา และเสียง”2 ในประเทศไทย ได้พัฒนาการรู้เท่าทันสื่อตามแนวคิดของ UNESCO เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยได้ นิยามความหมายของ “การรู้เท่าทันสื่อ” ไว้ว่า การอ่านสื่อให้ออกเพื่อพัฒนาทักษะในการ เข้าถึงสื่อ การวิเคราะห์สื่อ การตีความเนื้อหา ของสื่อ การประเมินค่าและเข้าใจผลกระทบของ สื่อ และสามารถใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ได้”3 วัยรุ่นเป็นกลุ่มบริโภคนิยมที่แสวงหาความ เป็นอิสระ ความอยากรู้อยากลอง แต่วัยรุ่นเป็น ช่วงวัยที่ยังขาดวุฒิภาวะและประสบการณ์ใน การดำาเนินชีวิต ส่งผลให้วัยรุ่นเกิดพฤติกรรมทาง เพศอย่างอิสรเสรี มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร4 การมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมนี้ จะนำาไปสู่การเกิดปญหาสังคมที่รุนแรง เช่น การ มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การทำาแท้ง การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น5 การตั้งครรภ์ไม่พร้อมของวัยรุ่นในประเทศไทย ไม่เพียงแต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ ไม่พร้อมกลับมีแนวโน้มอายุลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่ง วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมเหล่านี้ยังขาดวุฒิภาวะ ในการจัดการกับปญหาชีวิตที่เกิดขึ้น6 โดยวัยรุ่นหญิง จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากปญหา การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงปญหา ต่อสังคม5, 7 การแก้ปญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น หากกระทำาด้วยวิธีการที่ไม่สมควรอาจทำาให้เกิด ปญหาอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปญหา ทางการแพทย์ ซึ่งพบว่าการตั้งครรภ์ในวันรุ่นจะมี ภาวะแทรกซ้อนและมีอัตราตายของมารดา มากกว่าในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการทำาแท้งที่อาจ นำาไปสู่การติดเชื้อและการตกเลือด6 จากรายงาน การตั้งครรภ์และการคลอดบุตรของวัยรุ่น ป พ.ศ. 2559 พบว่า จังหวัดชลบุรีมีหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเป็นจำานวน 3,096 คน มีอัตรา การคลอดบุตร 65.3 ต่อวัยรุ่นหญิง 1,000 คน ซึ่งสูงที่สุดในประเทศไทย8 ด้วยเหตุผลและสภาพ ปญหาดังกล่าว ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำาคัญ ของปญหาจึงสนใจศึกษาการรู้เท่าทันสื่อกับ พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ของนิสิต นักศึกษาหญิง ระดับปริญญาตรี จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างภูมิคุ้มกันให้มีการรู้ เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการรู้เท่าทันสื่อของนิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี จังหวัดชลบุรี 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ของนิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาตรี จังหวัดชลบุรี 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรู้ เท่าทันสื่อกับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ของนิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาตรี จังหวัดชลบุรี 24 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


วิธีการศึกษาวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ภาคตัดขวาง (Cross – sectional study design) โดยดำาเนินการเก็บข้อมูลในช่วงเดือนสิงหาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2560 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ ได้แก่ นิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาตรี ที่กำาลังศึกษาอยู่ในชั้นปที่ 1 - 4 ภาคการศึกษา ที่ 1 ปการศึกษา 2560 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี จำานวน 28,484 คน ผู้ศึกษาได้ ดำาเนินการคำานวณกลุ่มตัวอย่าง (Sample) และ คัดลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรของเครซี่ และ มอร์แกน9 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ได้กลุ่ม ตัวอย่างจำานวน 436 คน จากนั้นใช้วิธีการสุ่ม แบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratifi ed sampling) เพื่อให้ กลุ่มตัวอย่างในทุกคณะและชั้นปมีสัดส่วนที่ใกล้ เคียงกัน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน จำานวน 65 ข้อ ดังนี้ ส่วนที่ 1 ปจจัยส่วนบุคคล จำานวน 24 ข้อ ส่วนที่ 2 การรู้เท่าทันสื่อ จำานวน 23 ข้อ ส่วนที่ 3 พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ประยุกต์จากกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข จำานวน 18 ข้อ การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ด้านความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และตรวจสอบความถูกต้อง ตามเนื้อหา ความเหมาะสมของภาษา แล้วนำามา ปรับปรุงแก้ไขก่อนนำาไปทดลองใช้ (Try Out) โดยเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะใกล้ เคียงกับกลุ่มประชากรที่ศึกษา จำานวน 30 คน จากนั้นนำามาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่น (Reliability) ใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟาของคอนบราค (Cronbach’s Alpha Coeffi cient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของการ รู้เท่าทันสื่อ เท่ากับ 0.795 และค่าความเชื่อมั่นของ พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ เท่ากับ 0.733 เก็บรวบรวมโดยการขออนุญาตจากสถานศึกษา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ในกลุ่มตัวอย่างที่ยินดี ยินยอม เต็มใจ และสมัครใจที่จะเข้าร่วมการศึกษาวิจัย โดยในการตอบแบบสอบถามผู้ตอบไม่ต้องใส่ชื่อ สกุลจริง แต่จะใช้รหัสแทนตัว แบบสอบถาม จะถูกเก็บไว้อย่างมิดชิดโดยผู้วิจัยจะเป็นผู้ ตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของการตอบ แบบสอบถามแล้วนำาเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ Chi-square กำาหนดค่านัยสำาคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.2 ระดับการศึกษาชั้นปที่ 3 - ปที่ 4 ร้อยละ 52.7 รายได้มากกว่า 7,500 บาท ร้อยละ 60.3 มีการเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย ร้อยละ 69.7 พักอาศัยคนเดียว ร้อยละ 50.5 ลักษณะที่พัก อาศัยเป็นหอพักในมหาวิทยาลัย ร้อยละ 59.4 เคยมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 19.7 ด้านการรู้เท่า ทันสื่อ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนระดับการรู้เท่าทัน สื่ออยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 52.5 และระดับมาก ร้อยละ 47.5 (ดังตารางที่ 1) ด้านพฤติกรรมการ ปองกันการตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนระดับ พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์อยู่ในระดับ ไม่เหมาะสม ร้อยละ 51.8 และระดับเหมาะสม ร้อยละ 48.2 ตามลำาดับ (ดังตารางที่ 2) ปจจัย ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ พบว่า ระดับการศึกษา (p = 0.014) รายได้ต่อเดือน (p = 0.013) รูปแบบการเลี้ยงดู (p = 0.046) บุคคลที่พักอาศัย (p = 0.013) ลักษณะที่พักอาศัย (p = 0.007) ประสบการณ์ การมีเพศสัมพันธ์ (p = 0.012) และการรู้เท่าทันสื่อ (p <0.001) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการ ปองกันการตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 (ดังตารางที่ 3) 25 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


ตารางที่ 3 ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ การรู้เท่าทันสื่อ พฤติกรรมการปองกันการตั้ง ครรภ์ ( n = 436 ) X2 เหมาะสม p - value จำานวน (%) ไม่เหมาะสม จำานวน (%) ระดับการศึกษา ป1 – ป2 112 (54.4) 94 (45.6) 6.020 0.014 ป3 – ป4 98 (42.6) 132 (57.4) รายได้ต่อเดือน ≥7,500 96 (55.5) 77 (44.5) 6.166 0.013 > 7,500 114 (43.3) 149 (56.7) รูปแบบการเลี้ยงดู แบบประชาธิปไตย (การมีเหตุผล) 156 (51.3) 148 (48.7) 3.992 0.046 แบบไม่เป็นประชาธิปไตย 54 (40.9) 78 (59.1) บุคคลที่พักอาศัยด้วย อยู่คนเดียว 93 (42.3) 127 (57.7) 6.176 0.013 ไม่ได้อยู่คนเดียว 117 (54.2) 99 (45.8) ลักษณะที่พักอาศัย หอพักในมหาวิทยาลัย 111 (42.9) 148 (57.1) 7.200 0.007 หอพักนอกมหาวิทยาลัย 99 (55.9) 78 (44.1) ตารางที่ 2 จำานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำาแนกตามพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ระดับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ จำานวน ร้อยละ ระดับเหมาะสม (57.99 คะแนนขึ้นไป) 210 48.2 ระดับไม่เหมาะสม (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 57.99 คะแนน) 226 51.8 รวม 436 100.0 = 57.99 คะแนน, S.D. = 7.60, Min = 41 คะแนน, Max = 81 คะแนน ตารางที่ 1 จำานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำาแนกตามการรู้เท่าทันสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ จำานวน ร้อยละ ระดับมาก (มากกว่า 69.27 คะแนนขึ้นไป) 207 47.5 ระดับน้อย (น้อยหว่าหรือเท่ากับ 69.27 คะแนน) 229 52.5 รวม 436 100.0 = 69.27 คะแนน, S.D. = 12.78, Min = 41 คะแนน, Max = 107 คะแนน 26 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


อภิปรายผล การศึกษาในครั้งนี้ได้แบ่งการรู้เท่าทันสื่อ ออกเป็น 4 ด้าน คือ การเข้าถึงสื่อ การวิเคราะห์สื่อ การตีความเนื้อหาของสื่อ และการสร้างสรรค์สื่อ จากผลการศึกษาพบว่า นิสิตนักศึกษามีการรู้เท่า ทันสื่ออยู่ในระดับน้อย ซึ่งขัดแย้งกับการศึกษา ของโศภิสุดา วิบูลย์พันธุ์ ที่พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ มีการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับพอใช้1 เมื่อพิจารณาด้านการเข้าถึงสื่อทางเพศ พบว่า นิสิตนักศึกษาไม่สามารถค้นหาข้อมูลเรื่องเพศ จากสื่อได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับการศึกษา ของโศภิสุดา วิบูลย์พันธุ์ ที่พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่กดติดตามเพจ/หน่วยงานที่ให้ความรู้ เรื่องเพศแก่วัยรุ่นในสื่อสังคมออนไลน์เพียงร้อยละ 12.91 ซึ่งการที่นิสิตนักศึกษาการเข้าถึงสื่อทางเพศ ได้ยากทำาให้นิสิตนักศึกษาไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ในเรื่องเพศ จากผลการศึกษาด้านการวิเคราะห์สื่อ พบว่า นิสิตนักศึกษาไม่สามารถแยกแยะได้ว่า สื่อทางเพศที่ถูกเผยแพร่เป็นเรื่องจริงหรือตัดต่อ ทั้งนี้อาจเนื่องจากนิสิตนักศึกษาเป็นผู้ที่มีพื้น ความรู้เดิมรวมถึงประสบการณ์ไม่มากนัก จึงทำาให้ ยังไม่สามารถวิเคราะห์ เปรียบเทียบหรือคาดการณ์ ผลกระทบด้านต่างๆ จากสื่อ10 ด้านการตีความ เนื้อหาของสื่อ พบว่า นิสิตนักศึกษาไม่สามารถ ประเมินอันตรายจากสื่อทางเพศได้ ซึ่งจากการ ศึกษาพฤติกรรมทางเพศและการใช้สื่อ อิเล็กทรอนิกส์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการจ่ายเงินเพื่อเข้าดูเว็บโป ทางอินเตอร์เนต ซึ่งทำาให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการ มีเพศสัมพันธ์และอาจนำาไปสู่การตั้งครรภ์ใน วัยเรียน11 ด้านการสร้างสรรค์สื่อ พบว่า นิสิต นักศึกษานำาข้อมูลทางเพศที่ไม่เหมาะสมมา ศึกษาเทคนิคการมีเพศสัมพันธ์ด้วยตัวเอง ซึ่ง อาจนำาไปสู่การมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากการสร้างสรรค์สื่อเป็นผลมาจากการที่ นิสิตนักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ จนสามารถ วิเคราะห์สื่อ ตีความเนื้อหาของสื่อได้เป็นอย่างดี3 พฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ของนิสิต ตารางที่ 3 (ต่อ) ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ การรู้เท่าทันสื่อ พฤติกรรมการปองกันการตั้ง ครรภ์ ( n = 436 ) X2 เหมาะสม p - value จำานวน (%) ไม่เหมาะสม จำานวน (%) ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ เคยมีเพศสัมพันธ์ 31 (36.0) 55 (64.0) 6.302 0.012 ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ 179 (51.1) 171 (48.9) การรู้เท่าทันสื่อ ระดับมาก 130 (62.8) 77 (37.2) 33.819 < 0.001 ระดับน้อย 80 (34.9) 149 (65.1) 27 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2561


นักศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ในระดับไม่เหมาะสม สอดคล้องกับรายงานของกองทุนประชากร แห่งสหประชาชาติที่ว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของ วัยรุ่นและเยาวชนมีพฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ไม่เหมาะสม12 และสอดคล้องกับงานวิจัย ของฉัตรประภา ศิริรัตน์ ที่พบว่า นิสิตนักศึกษาหญิง ความตั้งใจในการปองกันการตั้งครรภ์อยู่ในระดับต่ ำา ถึงระดับปานกลาง13 เมื่อพิจารณาจากผลการ ศึกษาในครั้งนี้พบว่า นิสิตนักศึกษามีพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ไม่เหมาะสม และเลือก ใช้วิธีการคุมกำาเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ ำา ทั้งนี้อาจ เนื่องมาจากขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศ และการคุมกำาเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ การเข้าถึงอุปกรณ์การคุมกำาเนิด การตัดสินใจ เลือกใช้วิธีการคุมกำาเนิดที่ถูกต้องเหมาะสม ทักษะการปฏิเสธ และการกดดันจากคู่นอน7 การมีพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ที่ไม่ เหมาะสมจะทำาให้เกิดปญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน การทำาแท้ง การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น5 ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการ ปองกันการตั้งครรภ์ พบว่า ระดับการศึกษา รายได้ ต่อเดือน รูปแบบการเลี้ยงดู บุคคลที่พักอาศัย ลักษณะที่พักอาศัย ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ และการรู้เท่าทันสื่อ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ ว่าระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ของศิริวรรณ ทุมเชื้อ ที่ศึกษาพฤติกรรมทางเพศ และปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการ ปองกันการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในจังหวัดสระบุรี14 จากผลการศึกษาพบว่า นิสิตนักศึกษาที่ศึกษาใน ระดับชั้นปที่ 1 และชั้นปที่ 2 มีพฤติกรรมการ ปองกันการตั้งครรภ์เหมาะสมกว่านิสิตนักศึกษา ที่ศึกษาในระดับสูงขึ้น สอดคล้องกับรายงานจาก สำานักงานสถิติแห่งชาติที่รายงานว่าการใช้ถุงยาง อนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นมีแนวโน้ม ลดลงเมื่อวัยรุ่นมีอายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุ สำาคัญที่นำาไปสู่การตั้งครรภ์ไม่พร้อม15 ด้านรายได้ ต่อเดือนมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกัน การตั้งครรภ์ สอดคล้องกับงานวิจัยของศิริวรรณ ทุมเชื้อ ที่อธิบายว่าการมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมาก จะทำาให้เข้าถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการคุมกำาเนิดได้ มากกว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนน้อย14 ด้าน รูปแบบการเลี้ยงดูมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การปองกันการตั้งครรภ์ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยที่พบว่าว่าครอบครัวมีบทบาทสำาคัญ ในการปองกันการตั้งครรภ์ของบุตรหลาน ทั้งนี้ ครอบครัวควรการเปดโอกาสให้มีการพูดคุย เรื่องเพศในครอบครัว เพราะจะทำาให้วัยรุ่นเกิด ความเชื่อใจและกล้าที่จะเปดเผยปญหาของตน กับคนในครอบครัว16 ด้านบุคคลที่พักอาศัยด้วย มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปองกันการ ตั้งครรภ์ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาปจจัยทำานาย พฤติกรรมการคุมกำาเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษา หญิงในเขตกรุงเทพมหานครที่พบว่าค่านิยมของ กลุ่มเพื่อนสามารถทำานายพฤติกรรมในการ คุมกำาเนิดของวัยรุ่น17 ด้านประสบการณ์การ มีเพศสัมพันธ์มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการมี เพศสัมพันธ์ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของกุสุมา มีศิลป์ และคณะที่พบว่า การมีเพศสัมพันธ์มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ของ นักศึกษา18 ด้านการรู้เท่าทันสื่อ มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการปองกันการตั้งครรภ์ ซึ่งสอดคล้อง กับการศึกษาของโศภิสุดา วิบูลย์พันธุ์1 โดยการ 28 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง


Click to View FlipBook Version