6. American Academy of Pediatrics. Media and Children. Deducat edtitge health of all children. Retrieved Jan 23, 2014, form http://www.aap.org/us/advoca cy-and-policy/app-health-ntia tives/Pages/media-.and-Chil dren.aspx 7. Bernardo L. Horta, Cesar G. Victora. Long term effects of breast feeding ; a systematic review. World Health Organization ; 2013. 8. นิตยา คชภักดี และอรพินท์ เลิศอวัสดาตระกูล. คู่มือการฝกอบรมการทดสอบการ พัฒนาการเด็กปฐมวัย. พิมพ์ ครั้งที่ 4 นครปฐม : สถาบันแห่งชาติเพื่อการ พัฒนาเด็กและครอบครัว ; 2556. 9. พนิต โล่เสถียรกิจ และคณะ. สถานการณ์ พัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย. ศูนย์อนามัย ที่ 6 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ชลบุรี ชลบุรีการพิมพ์ ; 2557 10. Eric F. Dubow, Paul Boxer, L Rowell Huesmann. Long-term Effect of parent’ Educational and Occupational Success: Mediation by Family Interactions, Child Aggression, and Teenage Aspirations. NIH Public Access 2009 ; 55 (3): 224-249. 11. RobertH. Bradley and Robert F. Corwyn. Socioeconomic Status and Child Development. Annu Rev. Psychol 2002 ; 53:371-99 12. Thaihealth.og.th[Internet]. เด็กไทย กินนมต่ ำาสุดในอาเซียน [10 กุมภาพันธ์ 2557 ; เข้าถึงเมื่อ 12 ธันวาคม 2560] เข้าถึงได้จาก : www..thaihealth.og. th/content/19551 เด็กไทยกินนมแม่ ต่ ำาสุดในอาเซียน-html. 45 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561
46 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี นิตยา ภาคมาลี* บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำารวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ระดับความสุขในการทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ปจจัยส่วนบุคคล การรับรู้คุณลักษณะงาน และความคิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายในหน่วย งานกับความสุขในการทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี และศึกษาปจจัยที่มี อิทธิพลต่อความสุขของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นบุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ สังกัดสำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี จำานวน 202 คน โดยการสุ่มตัวอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม เรื่อง ความสุขในการทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี สถิติที่ใช้ ในการศึกษา คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) สถิติทดสอบไคสแควร์ของเพียร์สัน (Pearson chi-square) และสถิติวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบวา ความสุขในการทำางาน โดยรวมของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัด สระบุรี พบว่า มีความสุขในระดับมาก (ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ตำาแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 75.95) ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรีอย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ เพศ การรับรู้คุณลักษณะของงาน และความคิดเห็นที่มี ต่อสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงาน โดยพบว่า เพศ การรับรู้คุณลักษณะของงาน และความคิด เห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงาน เป็นปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการทำางานของ บุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี ซึ่งร่วมกันอธิบายความผันแปรของความสุขในการทำางาน ของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี ได้ร้อยละ 29.7 (R2 = 0.297) ข้อเสนอแนะ การรับรู้คุณลักษณะของงานของบุคลากรสาธารณสุข เป็นปจจัยที่มี อิทธิพลต่อความสุขในการทำางาน เมื่อรับรู้ว่างานที่ทำามีความสำาคัญยิ่งทำาให้มีความสุขในการ ทำางาน และผู้บริหารต้องให้ความสำาคัญกับความสุขในการทำางานของบุคลากร เนื่องจากเป็น ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในพื้นที่ ควรจัดสภาพแวดล้อม จัดสรรอุปกรณ์ที่มี ความจำาเป็น เพื่ออำานวยความสะดวกให้กับผู้ปฏิบัติงาน คำาสำาคัญ : การรับรู้คุณลักษณะของงาน สภาพแวดล้อมภายในหน่วยงาน ความสุขในการทำางาน บุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี *นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี 46 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
บทนำา ความสุขในชีวิต (Life Happiness) เป็นสิ่ง ที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ และเป็นสิ่งสำาคัญ ของ การดำาเนินชีวิตของทุกคน ถ้าแต่ละชีวิตมีความสุข มนุษย์ก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจะเป็น ความสุขของหมู่คณะ ของสังคม และของโลก1 “ความสุข” (Happiness) เป็นองค์รวม ซึ่ง หมายถึงมุมมองหรือความคิดเห็นของบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความเชื่อ หรือความ ต้องการ นอกจากนี้ความสุขยังเป็นความรู้สึกที่ เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคล เกี่ยวกับภาวะของ ตนเองว่ามีความพึงพอใจ สภาพชีวิตที่เป็นสุข อันเป็นผลจากการมีความสามารถในการจัดการ ปญหาในการดำาเนินชีวิตมีศักยภาพที่จะพัฒนา ตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีโดย ครอบคลุมถึง ความดีงามภายในจิตใจ ภายใต้สภาพสังคม และ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปการทำางานเป็นส่วน หนึ่งของการดำารงชีวิตที่จะส่งผลต่อความสุข จึงเกิด องค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) ชึ้นเพื่อเป็นแนวคิดหลักที่มุ่งดำาเนินงานกับกลุ่ม เปาหมายหลัก คือ คนทำางานในองค์กร โดยมีการ ส่งเสริมและพัฒนานโยบาย มีการสร้างองค์ความ รู้และการขับเคลื่อนเครือข่ายในการสร้างเสริม คุณภาพชีวิตคนทำางานด้วย จึงกล่าวได้ว่า เมื่อคน ทำางานในองค์กรมีความสุข ย่อมส่งผลดีต่อผลก ระกอบการหรือผลผลิตขององค์กร ความผาสุก ในครอบครัว ชุมชน จะส่งผลต่อสังคมที่มีความ สุขอย่างยั่งยืน2 ดังนั้น ความสุขในการทำางานจึง เป็นองค์ประกอบสำาคัญของการมีชีวิตที่เป็นสุข ของคนในยุคปจจุบัน อีกทั้งการเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 จะมีการ ปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ดังนั้น การปรับตัวขององค์กรเพื่อเตรียมความพร้อม ในการเข้าสู่อาเซียนจึงเป็นเรื่องที่สำาคัญ องค์กร จึงต้องวางแผนรองรับโอกาส และผลกระทบที่ จะเกิดขึ้น รวมถึงต้องรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ ให้อยู่คู่กับองค์กรให้ได้ หลายองค์กรมุ่งเน้นให้ ความสำาคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของบุคลากร โดยให้ความสำาคัญกับความสุขในการทำางานที่ไม่ ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาด้านอื่นๆ ซึ่งการสร้าง สุขภาวะที่ดีในองค์กร แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ที่ สำาคัญของการแข่งขันระหว่างองค์กรเพื่อช่วงชิง บุคคลที่มีความสามารถเป็นเลิศ (War of Talent) ให้เข้ามาร่วมงานกับองค์กรของตน เพราะฉะนั้น การสร้างบรรยากาศในการทำางานให้เต็มไปด้วย ความสุขนั้น จึงเป็นปจจัยสำาคัญสู่ความสำาเร็จ ของผลปฏิบัติงาน เพราะเมื่อบุคลากรเกิดความ รู้สึกสบายใจก็จะสามารถสร้างผลงานได้อย่าง เต็มศักยภาพ ดังนั้นความสุขกับความสำาเร็จ ขององค์กรจึงมีความสัมพันธ์กัน3 อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของบุคลากรแต่ละคนได้รับอิทธิพล จากแรงจูงใจ และสิ่งกระตุ้นจากจิตสำานึกของ ตนเอง และแรงจูงใจจากภายนอก รวมไปถึงการ ได้รับอิทธิพลจากสภาพการณ์ต่างๆ ขององค์กร ทั้งกายภาพและสังคม หากองค์กรสามารถสร้าง ปจจัยเหล่านี้ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ ก่อให้ เกิดปญญาที่งดงาม สร้างประโยชน์ให้กับชีวิต และการงานได้อย่างสูงสุด เป็นรูปธรรม ก็จะนำา ไปสู่ความสำาเร็จในชีวิตของบุคลากรและองค์กร โดยรวม ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 8 ประการ ได้แก่ มีสุขภาพดี (Happy Body) รู้จัก ผ่อนคลายดี (Happy Relax) มีน้ำาใจดีงาม (Happy Heart) มีจิตวิญญาณดี (Happy Soul) ใฝหา ความรู้ดี (Happy Brain) วางแผนการเงินดี (Happy Money) มีครอบครัวดี (Happy Family) และ 8) อยู่ในสังคมดี (Happy Society)4 เมื่อ ผู้ปฏิบัติงานมีความสุขในการทำางานแล้ว จะเป็น ประโยชน์แก่ตัวผู้ปฏิบัติงานเอง คือ ทำาให้มีแรง จูงใจในการทำางาน เกิดการสร้างสรรค์ผลงานที่ดี มีความรักความผูกพันต่อองค์กร และประโยชน์ แก่องค์กร คือ เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ ปฏิบัติงาน ทำาให้บรรยากาศในการทำางานดีขึ้น 47 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561
48 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ผลผลิตหรือคุณภาพของงาน และการบริการดีขึ้น ลดการขาดงาน ลาปวย ลากิจ รวมถึงทำาให้อัตรา การลาออกของผู้ปฏิบัติงานลดลง ทำาให้หน่วย งานประหยัดค่าใช้จ่ายในการสรรหาและฝก อบรมบุคลากรใหม่ได้2 องค์กรเกิอบทุกองค์กร จึงมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความสุข ในการทำางาน เพราะนอกจากจะเป็นปจจัยสำาคัญ ที่นำาความสำาเร็จมาสู่องค์กรแล้ว ยังเห็นได้ว่าการ สร้างความสุขภายในองค์กรถือเป็นยุทธศาสตร์ สำาคัญในการสร้างองค์กรแห่งความสุขด้วย บุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ เปรียบ เสมือนพี่เลี้ยงที่คอยดูแลและให้คำาปรึกษาด้าน สุขภาพแก่คนในชุมชน โดยเป็นกำาลังสำาคัญในการ สร้างรากฐานของระบบบริการสาธารณสุขให้เข้มแข็ง ดังนั้นการส่งเสริมให้บุคลากรสาธารณสุขระดับ ปฐมภูมิมีความสุขในการทำางานนอกจากจะทำาให้ ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพแล้ว อาจทำาให้เจ้าหน้าที่เกิดความรู้สึกผูกพันกับงาน และคิดลาออกจากงานลดลง ซึ่งจะช่วยลดปญหา การขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิได้ ทางหนึ่ง ด้วยความสำาคัญและประโยชน์ของความสุข ในการทำางาน ผู้ศึกษาจึงสนใจศึกษาความสุขใน การทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี โดยศึกษากับบุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งจากข้อมูลด้านทรัพยากร สาธารณสุขของจังหวัดสระบุรี ปี พ.ศ. 2559 พบว่า บุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ 1 คน รับผิดชอบประชาชนโดยเฉลี่ย 4,291 คน5 เกิน เกณฑ์ที่สำานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำาหนดไว้ประมาณ 3 เท่า ดังนั้นผู้ศึกษาจึงศึกษา ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขของบุคลากร สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี เพื่อทราบระดับความสุข ในการทำางานภายใต้ข้อจำากัดด้านสภาพแวดล้อม ทางสังคมและสถานการณ์ของระบบบริการ สาธารณสุขปฐมภูมิในปจจุบัน โดยหวังว่าข้อมูล ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาความสุขในการทำางานของบุคลากร สาธารณสุขระดับปฐมภูมิ จังหวัดสระบุรี และ เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนพัฒนาทรัพยากร บุคคลในหน่วยงานสาธารณสุขระดับปฐมภูมิของ ทั้งประเทศให้มีความสุขในการทำางาน ซึ่งจะทำาให้ คนไทยได้รับบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และมีสุขภาพดีโดยทั่วกัน วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำางาน ของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัย ส่วนบุคคล การรับรู้คุณลักษณะงาน และความ คิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงานกับ ความสุขในการทำางานของบุคลากรสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี 3. เพื่อศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุข ของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี วิธีดำาเนินการศึกษา การศึกษาเรื่อง ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุข ของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี เพื่อศึกษา ถึงความสุขในการทำางาน มีวิธีการดำาเนินการศึกษา ตามลำาดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นบุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ สังกัดสำานักงาน สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี จำานวน 407 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นบุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ สังกัด สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี จำานวน 202 คน ซึ่งกำาหนดตัวอย่างโดยใช้สูตรคำานวณหา ขนาดกลุ่มตัวอย่างของยามาเน่6
49 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบสอบถาม เรื่อง ความสุขในการทำางาน ของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. ผู้ศึกษ าได้ทำ าก า รศึกษ าเอกส า ร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ ความสุขในการทำางาน 2. สังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี และข้อมูล เพื่อกำาหนดเป็นกรอบในการสร้างแบบสอบถาม 3. กำาหนดนิยามศัพท์เฉพาะของการ ศึกษา 4. สร้างแบบสอบถาม เรื่อง ความสุข ในการทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัด สระบุรี 5. นำาแบบสอบถาม เรื่อง ความสุขในการ ทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำานวน 3 ท่าน เพื่อหาค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Index of Item Objective Concurrence : IOC) 6. นำาเครื่องมือไปตรวจสอบคุณภาพ โดยนำาไปทดลองใช้ (Try Out) กับบุคลากรของ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรีที่มีลักษณะ เดียวกันกับกลุ่มตัวอย่าง จำานวน 30 ราย 7. จั ดพิ มพ์ แบบ ส อบ ถ า ม เป็น ฉบับ สมบูรณ์ก่อนนำาไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวมรวบข้อมูล 1. ผู้ศึกษาเตรียมแบบสอบถาม 2. ผู้ศึกษานำาแบบสอบถามไปแจกในการ ประชุมประจำาเดือนของสำานักงานสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี 3. ผู้ศึกษารวบรวมแบบสอบถามคืนได้ ครบร้อยละ 100 ทำาการตรวจสอบความถูกต้อง และความสมบูรณ์ของแบบสอบถามในขั้นต้น เพื่อดำาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนต่อไป 4. การประมวลผลข้อมูล ใช้โปรแกรม สำาเร็จรูปทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการศึกษา 1. การบรรยายข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่ม ตัวอย่างโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) นำาเสนอด้วยจำานวนและร้อยละ สำาหรับ ตัวแปรที่มีการวัดระดับอันตรภาคชั้นขึ้นไป นำาเสนอด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุดและต่ ำาสุด 2. การวิเคราะห์ระดับการรับรู้คุณลักษณะ งานและความคิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อม ภายในหน่วยงาน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) นำาเสนอด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำาหรับการ วิเคราะห์ระดับความสุขในการทำางาน นำาเสนอ ด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ ตำาแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์ของค่าคะแนนเฉลี่ย 3. การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่าง ปจจัยส่วนบุคคล การรับรู้คุณลักษณะงานและ ความคิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายในหน่วย งานกับความสุขในการทำางานของกลุ่มตัวอย่าง ด้วยสถิติไคสแควร์ของเพียร์สัน (Pearson’s chisquare) โดยกำาหนดระดับนัยสำาคัญเท่ากับ 0.05 4. การหาปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุข ในการทำางานของกลุ่มตัวอย่าง ด้วยสถิติการ วิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ โดยกำาหนดระดับ นัยสำาคัญเท่ากับ 0.05 ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงจำานวน 101 คน คิดเป็นร้อยละ 54.46 เพศชายจำานวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 45.54 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31 - 40 ปี มากที่สุด จำานวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 46.53 มีการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรเทียบ เท่าปริญญาตรี/ปริญญาตรี จำานวน 133 คน
50 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง คิดเป็นร้อยละ 68.54 เป็นเจ้าพนักสาธารณสุข มากที่สุด จำานวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 38.12 ซึ่งปฏิบัติงานมาเป็นเวลา 6 - 10 ปี มากที่สุด จำานวน 62 คน คิดเป็นร้อยละ 30.69 ส่วนใหญ่ สมรสแล้ว จำานวน 174 คน คิดเป็นร้อยละ 86.14 และมีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวระหว่าง 40,000 - 49,999 บาท มากที่สุด จำานวน 86 คน คิดเป็น ร้อยละ 42.57 สามารถสรุปผลตามวัตถุประสงค์ ของการศึกษา ดังนี้ 1. ระดับความสุขในการทำางานโดยรวม ของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี พบว่ามี ความสุขในการทำางาน อยู่ในระดับมาก (ค่าคะแนน เฉลี่ยอยู่ตำาแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 75.95) โดยกลุ่ม ตัวอย่างร้อยละ 60.40 มีความสุขในการทำางาน อยู่ในระดับมาก (ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ตำาแหน่ง เปอร์เซ็นต์ไทล์ 75 ขึ้นไป) 2. ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุข ในการทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัด สระบุรี พบว่า เพศ การรับรู้คุณลักษณะของงาน และความคิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายใน หน่วยงาน มีความสัมพันธ์กับความสุขในการ ทำางานอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการ ทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี คือ เพศ การรับรู้คุณลักษณะของงาน และความ คิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงาน ซึ่งตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัว ร่วมกันอธิบายความ ผันแปรของความสุขในการทำางานของบุคลากร สาธารณสุขจังหวัดสระบุรีได้ร้อยละ 29.7 อภิปรายผล จากการศึกษา เรื่อง ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อ ความสุขของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี ผู้ศึกษาขออภิปรายผลดังนี้ 1. ความสุขในการทำางานโดยรวมของ บุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี พบว่า อยู่ใน ระดับมาก (ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ตำาแหน่งเปอร์เซ็น ต์ไทล์ที่ 75.95) โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.40 มีความสุขในการทำางานอยู่ในระดับมาก (ค่าคะแนน เฉลี่ยอยู่ตำาแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์ 75 ขึ้นไป) เป็น ไปในทิศทางเดียวกับรายงานภาพรวมความ สุขคนทำางานกระทรวงสาธารณสุขโดยระบุว่า อยู่ที่ 62.60 % ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากผลการ สำารวจความสุขบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข โดยตอบแบบประเมินผ่าน happinometer. moph.go.th ระหว่างวันที่ 18 เมษายน ถึงวัน ที่ 30 มิถุนายน 25607 สอดคล้องกับการศึกษา ของอภิศฎา แก้วมีศรี8 ที่พบว่า ระดับความสุข ในการทำางานโดยรวมของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ระดับปฐมภูมิจังหวัดสมุทรปราการอยู่ในระดับ ค่อนข้างมาก และสอดคล้องกับการศึกษาของ กรแก้ว ถิรพงษ์สวัสดิ์9 ที่พบว่า ความสุขในการ ทำางานของบุคลากรศูนย์อนามัยที่ 6 มีค่าคะแนน เฉลี่ยระดับความสุขภาพรวมเท่ากับ 72.34 แปลผลว่า “มีความสุข” เป็นระดับความสุขตาม เปาหมาย สำาหรับการประเมินความสุขในการ ทำางานของการศึกษานี้ ได้วัดความสุขในการ ทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี จากการประเมินความสุข 8 ประการ ทำาให้เห็น ภาพรวมความสุขในการทำางานของหน่วยงาน และทราบว่ามีองค์ประกอบด้านใดที่ควรได้รับ การพัฒนา ซึ่งเป็นแนวทางการเสริมสร้างความ สุขในการทำางานแก่บุคลากรสาธารณสุขอย่าง เป็นรูปธรรม 2. ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุข ในการทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัด สระบุรี พบว่า เพศ การรับรู้คุณลักษณะของงาน และความคิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายใน หน่วยงาน มีความสัมพันธ์กับความสุขในการ ทำางานอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับการศึกษาของกัลยาณี เสนาสุ10 พบว่า เพศ เป็นปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุข
51 ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 เดือนมกราคม - มีนาคม 2561 ของคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้น สำาหรับการ รับรู้คุณลักษณะของงานมีความสัมพันธ์กับความ สุขในการทำางานอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 สอดคล้องกับการศึกษาของอภิศฎา แก้วมีศรี8 พบว่า การรับรู้คุณลักษณะของงาน ทั้ง 5 ด้าน มีความสัมพันธ์กับความสุขในการ ทำางานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับปฐมภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 และสอดคล้องกับการศึกษาของ ปรียาภรณ์ แสงแก้ว11 พบว่า การรับรู้คุณลักษณะ ของงาน ทั้ง 5 ด้าน มีความสัมพันธ์กับคุณภาพ ชีวิตการทำางานของเจ้าหน้าที่พยาบาลอย่างมี นัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความคิด เห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงานมี ความสัมพันธ์กับความสุขในการทำางานอย่างมี นัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับ การศึกษาของจิราภรณ์ ภู่สมบูรณ์12 พบว่า ความ สัมพันธ์ระหว่างปจจัยสิ่งแวดล้อมกับความสุข ในการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาล ชุมชนขนาด 30 เตียง จังหวัดสกลนคร พบว่า โดยรวมมีความสัมพันธ์ในระดับสูงอย่างมีนัย สำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สำาหรับการศึกษา ปจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความสุขของบุคลากร สาธารณสุขจังหวัดสระบุรีของการศึกษานี้ ทำาให้ ทราบปจจัยส่วนบุคคลด้าน เพศ การรับรู้คุณ ลักษณะงาน และความคิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อม ภายในหน่วยงาน เป็นปจจัยที่มีความสัมพันธ์ ต่อความสุขในการทำางาน แต่ระดับความสุขใน การทำางานเป็นความรู้สึกที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้เสมอ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ และผู้บริหารหน่วยงาน ควรร่วมมือกันในการประเมินความสุขในการ ทำางานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเป็นระยะ เพื่อ ทำาให้ทราบสถานการณ์ความสุขในการทำางาน ณ ช่วงเวลาต่างๆ ทราบว่ามีองค์ประกอบของ เจ้าหน้าที่ด้านใดบ้างอยู่ในระดับน้อยที่ควรได้รับ การแก้ไขปรับปรุง 3. ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการ ทำางานของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี คือ เพศ การรับรู้คุณลักษณะของงาน และ ความคิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงาน ซึ่งตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัว ร่วมกันอธิบายความ ผันแปรของความสุขในการทำางานของบุคลากร สาธารณสุขจังหวัดสระบุรีได้ร้อยละ 29.7 สอดคล้อง กับการศึกษาของอภิศฎา แก้วมีศรี8 พบว่า ปจจัย ส่วนบุคคลด้านรายได้ของครอบครัว คุณลักษณะ งานด้านความสำาคัญของงานและสภาพแวดล้อม ภายในหน่วยงานมีอิทธิพลต่อความสุขในการ ทำางานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับปฐมภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โดยทั้ง 3 ตัวแปรนี้สามารถ ร่วมกันอธิบายโอกาสที่จะทำาให้เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขระดับปฐมภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ มีความสุขในการทำางานในระดับมาก ได้ร้อย ละ 25 (R2 = 25%) สำาหรับการศึกษาปจจัยที่ มีอิทธิพลต่อความสุขของบุคลากรสาธารณสุข จังหวัดสระบุรีของการศึกษานี้ ทำาให้ทราบปจจัย ส่วนบุคคลด้าน เพศ การรับรู้คุณลักษณะงาน และความคิดเห็นที่มีต่อสภาพแวดล้อมภายใน หน่วยงาน เป็นปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขใน การทำางาน ข้อเสนอแนะ 1. ระดับเจ้าหน้าที่ การรับรู้คุณลักษณะ ของงาน เป็นปจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการ ทำางาน เมื่อรับรู้ว่างานที่ทำามีความสำาคัญมากขึ้น ยิ่งทำาให้มีความสุขในการทำางานมากขึ้น ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี ควรตระหนัก ว่างานที่ตนทำาเป็นงานที่ได้ทำาประโยชน์เพื่อ สังคมส่วนรวม มองที่ผลของงานมากกว่าผลตอบแทน ที่จะได้รับ จะทำาให้เกิดความภาคภูมิใจ เกิดความรัก ความศรัทธาในงานและนำามาซึ่งความสุขใจเมื่อ ได้ปฏิบัติงาน
52 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 2. ระดับองค์กร ความสุขในการทำางานให้ กับบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสระบุรีจะเกิดขึ้น ได้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารทุกระดับ ให้ความสำาคัญกับความสุขในการทำางานกับความสุข ในการทำางานของบุคลากร เนื่องจากเป็นผู้ให้ บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในพื้นที่ ควรจัดสภาพแวดล้อม จัดสรรอุปกรณ์ที่มีความ จำาเป็น เพื่ออำานวยความสะดวกให้กับผู้ปฏิบัติงาน เอกสารอ้างอิง 1. สุภาณี สุขะนาคินทร์. (2549). ปจจัยที่มีความ สัมพันธ์กับความสุขของประชาชน อำาเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์. วิทยา นิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น). อุตรดิตถ์: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยราชภัฏ อุตรดิตถ์. 2. สำานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ. (2552). มาสร้างองค์กรแห่ง ความสุขกันเถอะ. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท. 3. อัชฌา ชื่นบุญ และคณะ. (2556). ปจจัยที่ ส่งผลต่อความสุขในการทำางานของ บุคลากรในโรงพยาบาลเซนต์เมรี่. นครราชสีมา: โรงพยาบาลเซนต์เมรี่. 4. กิติศักดิ์ วัฒน์ธนวงศ์. (ม.ป.ป.). หลักสูตร Happy workplace องค์กรแห่งความสุข 8 ประการ. Retrieved กันยายน 30, 2560, from http://www.topservi cetraining.com/in-house-train ing-course.php?id=74. 5. กลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข. (2559). สรุปรายงานประจำาปี 2559. สระบุรี: สำานักงานสาธารณสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี. 6. บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: สุริยสาสน์. 7. เจาะลึกระบบสุขภาพ. (2560, กันยายน 30). ผลสำารวจพบ‘คน สธ.’มีความสุข 62.60%. Retrieved พฤศจิกายน 12, 2560, from เจาะลึกระบบสุขภาพ: https:// www.hfocus.org/content/ 2017/09/14624. 8. อภิศฎา แก้วมีศรี. (2556). ความสุขในการ ทำางานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับ ปฐมภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ. วท.ม. (สาธารณสุขศาสตร์) สาขาวิชาเอกบริหาร สาธารณสุข. นครปฐม: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 9. กรแก้ว ถิรพงษ์สวัสดิ์. (2557). การสำารวจ สุขภาวะบุคลากรศูนย์อนามัยที่ 6 ปีงบประมาณ 2556. ขอนแก่น: บริหาร ยุทธศาสตร์และการวิจัย ศูนย์อนามัย ที่ 6 ขอนแก่น. 10. กัลยาณี เสนาสุ. (2559). ปจจัยที่มีผลกระทบ ต่อความสุขของคนไทย. กรุงเทพฯ: คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. 11. ปรียาภรณ์ แสงแก้ว. (2559). ปจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการทำางานของ เจ้าหน้าที่พยาบาลในโรงพยาบาล เอกชนแห่งหนึ่ง จังหวัดสมุทรปราการ. วิทยานิพนธ์ สาธารณสุขศาสตรมหา บัณฑิต, นครปฐม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 12. จิราภรณ์ ภู่สมบูรณ์. (2556). ความสุขในการ ปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลชุมชน. พย.ม. (การบริหาร การพยาบาล), ชลบุรี: บัณฑิตวิทยาลัย มาหวิทยาลัยบูรพา.
ระหว่างวันที่ 22 - 24 มกราคม 2561 สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้จัดอบรมครูฝึกสุขภาพภาคประชาชน (ครูฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน) ตามหลักสูตรฝึกอบรมมาตรฐานครูฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน ระยะเวลา 26 ชั่วโมง รูปแบบการอบรมประกอบด้วย การบรรยาย อภิปราย ศึกษาชุมชนต้นแบบ ฝึกปฏิบัติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และทักษะในการเป็นวิทยากร (วิทยากรกลาง/ วิทยากรครู ก.) ถ่ายทอดความรู้ หรือจัดการ อบรม ครูฝึกฯ (ครู ข.) วิทยากรพี่เลี้ยง และ อสม. รวมถึงภาคีเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัด ผู้เข้าอบรมจำ นวน 45 คน ประกอบด้วย ผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชน/งานสุขศึกษาระดับจังหวัด/ อำ เภอในจังหวัดภาคกลาง และผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชน/งานสุขศึกษา สบส.เขต 4 - 5 - 6 การอบรมหลักสูตรฝึกอบรมมาตรฐานครูฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ระหว่างวันที่ 13 - 15 มิถุนายน 2561 มีเวทีประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้พื้นที่ต้นแบบสุขศาลา พระราชทานจังหวัดน่าน ณ พื้นที่อำ เภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน จัดโดยสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบ บริการสุขภาพ (พนส.) ภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับเกียรติจาก นพ.ภาณุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดี กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธานเปิดงานและบรรยายเรื่อง “นโยบายและทิศทางการพัฒนา สุขศาลาพระราชทานและแนวทางการดำ เนินงานสุขภาพภาคประชาชนในพื้นที่สุขศาลาพระราชทานคู่ คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” ผู้เข้าร่วมประชุมจำ นวน 85 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากภูมิภาคและส่วนกลาง ได้แก่ สสจ.น่าน, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, กาญจนบุรี, เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และยะลา / พนส.ภาคกลาง จังหวัดชลบุรี, ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรามราช, ชายแดนใต้ จังหวัดยะลา / สำ นักงานสนับสนุนบริการ สุขภาพเขต 1, 5, 7, 12 / กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กองสุขศึกษา และกรมสนับสนุนบริการ สุขภาพ โดยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการพัฒนาสุขศาลาพระราชทานจังหวัดน่าน ซึ่งพื้นที่ แต่ละภาคจะได้นำ ไปประยุกต์ใช้ต่อไป
ระหว่างวันที่ 4-17 มิถุนายน 2561 นายนัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย ผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนา นวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนกระทรวง สาธารณสุขในการร่วมเป็นคณะกรรมการประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองระดับภาค ประจำ ปี 2561 ในพื้นที่รับผิดชอบของกองอำ นวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 1 ณ จังหวัด สระบุรี, ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, สิงห์บุรี, อ่างทอง, นครปฐม, และระยอง การประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองระดับภาค ประจำาปี 2561
สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี (พนส.ภาคกลาง) ร่วมกับสำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขตสุขภาพที่ 4 จังหวัดนนทบุรี และศูนย์อนามัยที่ 4 ลงพื้นที่ เยี่ยมเสริมพลังการขับเคลื่อนการดำ เนินงานตำ บลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ ซึ่งภาพรวมมีการบูรณา การทำ งานในพื้นที่ตำ บลจัดการสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม มีการสนับสนุนการดำ เนินงานของเครือข่าย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำ เภอ (พชอ.) ให้ความสำคัญการพัฒนาบทบาททุกภาคส่วน ในชุมชน การช่วยกันค้นหา หรือกำ หนดปัญหาสุขภาพ กำ หนดอนาคต ดำ เนินกิจกรรมพัฒนาสุขภาพ ที่สอดคล้องกับปัญหาตามบริบทพื้นที่ และบูรณาการงานตามนโยบายสำคัญ เช่น การพัฒนา อสม.4.0 การพัฒนา อสค. การดำ เนินงานหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3 อ. 2 ส.โรงเรียนสุขบัญญัติ ตลอดจน ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพในชุมชน เช่น เมนูสุขภาพ เป็นต้น การเยี่ยมเสริมพลังการพัฒนาตำาบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ 10 พฤษภาคม 2561 ณ รพ.สต. บ้านหนองกางเขน อำ เภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 15 พฤษภาคม 2561 ณ รพ.สต. บึงคอไห อำ เภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง CENTRAL REGIONAL PRIMARY HEALTH CARE JOURNAL ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือน เมษายน - มิถุนายน 2561 แนวทางการส่งเรื่องตีพิมพ์ ในวารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เป็น วารสารวิชาการของสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการสุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่งานวิจัย บทความ การจัดการความรู้วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) และนวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพของ หน่วยงานจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคประชาชน เป็นวารสารรายสามเดือน (3 เดือน ต่อครั้ง) เดือนตุลาคม - ธันวาคม, มกราคม - มีนาคม, เมษายน - มิถุนายน และกรกฎาคม - กันยายน การส่งเรื่องเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพภาค ประชาชนภาคกลาง ทางกองบรรณาธิการยินดีรับ พิจารณาผลงานวิจัย บทความวิชาการฯ เพื่อตีพิมพ์ ดังนี้ 1. ผลงานวิจัย ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ชื่อ-ตำแหน่ง ผู้วิจัย หน่วยงาน บทคัดย่อภาษาไทย บทนำ วัตถุประสงค์ วิธีการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ เอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับเนื้อหา ไม่เกิน 8 หน้า A4 ตัวอักษร TH SarabunPSK ขนาด 16 point) 2. บทความวิชาการ ชื่อเรื่อง ชื่อตำแหน่งผู้นิพนธ์ หน่วยงาน บทนำ แหล่งที่มาของข้อมูล เนื้อหาสาระ บทสรุปย่อเรื่อง และเอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับเนื้อหา ไม่เกิน 5 หน้า A4 ตัวอักษร TH SarabunPSK ขนาด 16 point) การส่งต้นฉบับ ภายในเดือนแรกของแต่ละฉบับ ส่งต้นฉบับ 1 ชุด ในรูปแบบไฟล์ word และ pdf พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูลระบุชื่อ File และข้อมูลการ ติดต่อกลับ โดยจัดทำ หนังสือนำส่งเพื่อขอตีพิมพ์จาก หน่วยงานต้นสังกัดถึงผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนา นวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัด ชลบุรี การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของวารสารสุขภาพ ภาคประชาชนภาคกลาง โดยเผยแพร่เป็นวารสาร ออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊กของสถาบันพัฒนานวัตกรรม ด้านระบบบริการภาคกลาง จังหวัดชลบุรี และช่องทาง ออนไลน์อื่นๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 3846 7249-50 ส่งถึง ผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรม ด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี 100 หมู่ที่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำ บลเสม็ด อำ เภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 20000 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมด้านสุขภาพของ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรภาคประชาชน 2. เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน บทความทางวิชาการ งานวิจัยและ นวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษา นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บรรณาธิการ นายนัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย ผู้อำ นวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ผู้ช่วยบรรณาธิการ นางมณฑา กิตติวราวุฒิ สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี กองบรรณาธิการ• นางอัจจ์สุภา รอบคอบ นายบรรพรต เล็กชะอุ่ม สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี • นายพิพัฒน์พล พินิจดี สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 4 จังหวัดนนทบุรี• นางสาววารินทร์ แช่มฉ่ำ สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 5 จังหวัดราชบุรี• นายบุญชัย พุทธนิมิตกุล สำ นักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 6 จังหวัดชลบุรี• นางนิรชรา ปานทอง สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี• นายวสุนัย มีสมศักดิ์ สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา• นางเอมอร บุตรแสงดี สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี• นายเชาวลิต นาคสวัสดิ์สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว เจ้าของและจัดทำ โดย สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี เลขที่ 100 หมู่ที่ 1 ถนนพระยาสัจจา ตำ บลเสม็ด อำ เภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20000 โทรศัพท์ 0 3846 7249-50 โทรสาร 0 3846 7249-51 Website : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี Facebook : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ติดต่อ สอบถาม ติชม และแสดงความคิดเห็นได้ที่ Facebook : สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพภาคกลาง จังหวัดชลบุรี• วารสารนี้ ไม่โจมตีสถาบัน หรือกลุ่มบุคคล • บทความ ข้อคิดเห็น ที่ปรากฏในวารสารนี้ เป็นความรับผิดชอบ ของผู้เขียน เท่านั้น
บทบรรณาธิการ การพัฒนา อสม. 4.0 เป็นการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เข้าสู่ประเทศไทย 4.0 เน้นการ พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศไทย ยุคปจจุบัน กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการพัฒนาศักยภาพ อสม. ที่มีประมาณ 1,040,000 คน ทั่วประเทศ ให้เป็น อสม. 4.0 โดยสามารถนำาเทคโนโลยีดิจิทัล ประยุกต์ใช้กับการดูแลสุขภาพของตนเอง และประชาชนได้ อย่างถูกต้อง มีความรู้ด้านสุขภาพ มีความสามารถในการตัดสินใจ ที่จะเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ มีความเข้าใจ มีทักษะทางการสื่อสาร รู้เท่าทันสื่อ และความสามารถจัดการตนเองด้านสุขภาพได้ รวมทั้งมีจิตอาสา และเป็นผู้นำาการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ และเป็นต้นแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งในป 2561 กำาหนดเปาหมายการพัฒนา ทั่วประเทศ จำานวน 300,000 คน ระดับอำาเภอก็กำาลังขับเคลื่อน พชอ. ซึ่งย่อมาจากคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับ อำาเภอ มีเปาหมายหลักคือ ชุมชนสุขภาพดีเข้มแข็ง จัดการตนเองได้ จึงสอดคล้องกับตำาบลจัดการ สุขภาพแบบบูรณาการ และ อสม. 4.0 เพราะทั้งสองส่วนเป็นกำาลังสำาคัญในการที่จะขับเคลื่อน พชอ. ให้ประสบผลสำาเร็จ ซึ่งในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะตำาบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ กำาลังดำาเนินการพัฒนา ศักยภาพ อสม. 4.0 และการจัดระบบเงินค่าปวยการของ อสม. ที่ปฏิบัติงานเข้าสู่ระบบการจ่าย ผ่านระบบ E-PAYMENT พวกเราทีมงานสุขภาพภาคประชาชน ขอส่งกำาลังใจให้ทุกท่านที่ร่วมแรง ใจ, แรงกาย เพื่อพี่น้อง อสม. และประชาชน ให้ผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยดี สถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการสุขภาพภาคกลาง ขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วย นัตถะวุฒิ ภิรมย์ไทย บรรณาธิการ 2 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง
บทบรรณาธิการ .......................................................................................................2 ประกาศเกียรติคุณ 100 อสม.ดีเด่น 100 ป การสาธารณสุขไทย .............................4 สุขศาลาพระราชทาน ...............................................................................................6 หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน ..................................7 ผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตำาบลหนองไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดย กฤษดา พรหมสุวรรณ์ .....................................................................................9 พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยความดันโลหิตสูงแผนกผู้ปวยนอก โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดย ปราณีย์ วรรณพราหมณ์ ..................................................................................17 การเปรียบเทียบอาการปวดเข่าก่อนและหลังการนวดร่วมกับการประคบสมุนไพร ในผู้ปวยข้อเข่าเสื่อม โดย กัญญารัตน์ จันทร์ขาว .....................................................................................24 การพัฒนาการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (DHS-RTI) โดย พัชนีวัลย์ พลธร ...............................................................................................32 ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อปองกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ของนักเรียนหญิงมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดตราด โดย วัชชิระ เดือนฉาย, สมนึก เกษโกวิท และนิตยา วังรัตนโสภณ ......................39 ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการสุขภาพของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ในการดำาเนินงานหมู่บ้านจัดการสุขภาพ จังหวัดปทุมธานี โดย สุทิน โสรัตน์ ....................................................................................................49 สารบัญ 3 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561
ปพุทธศักราช 2561 เป็นวาระครบรอบ 100 ป ของการสาธารณสุขไทย (พ.ศ.2461 - 2561) ซึ่งคณะกรรมการอำานวยการและคณะกรรมการ ดำาเนินงานจัดงาน 100 ป การสาธารณสุขไทย มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานในสังกัดในกระทรวง สาธารณสุข จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ป การสาธารณสุขไทย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยกอง สนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน เป็นหน่วยงาน ที่มีภารกิจสำาคัญในการส่งเสริมและสนับสนุน บทบาท อสม. ล้านกว่าคนให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการสุขภาพของชุมชน ประกอบกับ เป็นปที่ครบรอบ 40 ป ของการดำาเนินงานการ 4 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ประกาศเกียรติคุณ 100 อสม.ดีเด่น 100 ปี การสาธารณสุขไทย หัวข้อ 1.ด้านจิตอาสาและ อาวุโส 2.ด้านการปฏิบัติงาน สุขภาพชุมชนดีเด่น 3.ด้านการบริหารจัดการดีเด่น 1) เป็นผู้มีจิตอาสาและมี ระยะเวลาการปฏิบัติ หน้าที่ อสม.ยาวนาน เป็นผู้มีสุขภาพดี และแบบ อย่างด้านพฤติกรรมสุขภาพ “ครองตน” เป็นผู้มีสุขภาพดี และแบบอย่างด้าน พฤติกรรมสุขภาพ “ครองตน” 2) เป็นผู้มีสุขภาพดี และ มีพฤติกรรมด้าน สุขภาพเป็นแบบอย่าง เป็นแกนนำาสร้างเสริมการ มีส่วนร่วมและความร่วมมือ สามารถนำาการจัดกิจกรรม แก้ไขปญหาสาธารณสุข “ครองคน” เป็นหรือเคยเป็นผู้นำาองค์กร หรือ มีประสบการณ์ด้านการบริหาร จัดการองค์กรอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านและเครือข่าย ที่มี ประสิทธิภาพจนเป็นยอมรับของ สมาชิกและชุมชน “ครองคน” 3) เป็นที่ยอมรับของ สมาชิกในชุมชน มีผลงานด้านสาธารณสุขใน พื้นที่ที่รับผิดชอบอย่างต่อ เนื่อง โดยมีเอกสารแสดงผล การดำาเนินงาน“ครองงาน” มีผลงานด้านสาธารณสุขอย่างต่อ เนื่อง โดยมีเอกสารแสดงผลการ ดำาเนินงาน“ครองงาน” 4) อื่นๆ ที่กำาหนด อื่นๆ ที่กำาหนด อื่นๆ ที่กำาหนด สาธารณสุขมูลฐาน (พ.ศ.2521-2561) นับเป็น โอกาสสำาคัญที่จะมีการทบทวน เรียนรู้ และเผยแพร่ เรื่องราวความเป็นมาต่างๆ จากประวัติศาสตร์ สุขภาพและการสาธารณสุขไทย จึงได้จัดให้มีการ คัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน “100 อสม.ดีเด่น 100 ป การสาธารณสุขไทย” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ อสม. ที่อุทิศตนและสร้าง ผลงานดีเด่นในการช่วยเหลือประชาชนในชุมชน ให้สามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพ แก่ อสม.ดีเด่น แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านจิตอาสาและ อาวุโส 2. ด้านการปฏิบัติงานสุขภาพชุมชนดีเด่น และ 3. ด้านการบริหารจัดการดีเด่น หลักเกณฑ์ การพิจารณาแต่ละด้าน ประกอบด้วย
5 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 เปาหมายการคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน “100 อสม.ดีเด่น 100 ปการ สาธารณสุขไทย” จำานวน 100 คน จัดสรรให้โควต้า การคัดเลือก อสม. แก่หน่วยงานต่างๆ ได้แก่ 1)จังหวัด จังหวัดละ 1 คน 2) กรุงเทพมหานคร จำานวน 1 คน 3) การไฟฟาฝายผลิตแห่งประเทศไทย จำานวน 1 คน 4) ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขแห่ง ประเทศไทย จำานวน 10 คน และ 5) กรมสนับนุน บริการสุขภาพ จำานวน 12 คน โดยให้หน่วยงาน ดังกล่าวคัดเลือก รับรอง และเสนอรายชื่อพร้อม เอกสารแสดงผลการดำาเนินงาน ให้กรมสนับสนุน บริการสุขภาพ เสนอปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อออกประกาศรับรองผลการคัดเลือกต่อไป (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ : หลักเกณฑ์และ วิธีการคัดเลือก อสม.“100 อสม. ดีเด่น 100 ป การสาธารณสุขไทย” หนังสือที่ สธ 0705.4/ว 229 ลท 19 เมษายน 2561) เนื่องในงานประชุมวิชาการกรมสนับสนุน บริการสุขภาพป 2561 ได้จัดกิจกรรมวิชาการและ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ รวมถึงเป็นโอกาส อันดีได้มีการประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชู เกียรติ อสม. ที่มีผลงานดีเด่นมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบโล่รางวัลและใบประกาศนียบัตร เชิดชูเกียรติ “100 อสม. ดีเด่น 100 ป การสาธารณสุขไทย” เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ณ กรมสบส. สำาหรับรายละเอียดรายชื่อ 100 อสม. ดีเด่น 100 ป การสาธารณสุขไทย กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้ทราบ ขอแสดงความยินดีกับ อสม.ที่ได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติในวาระพิเศษ และขอเป็นกำาลังใจให้ อสม. ทุกท่านร่วมทำาความดีต่อไป
6 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง “สุขศาลาพระราชทาน” เป็นสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำาริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พัฒนามาจากห้องพยาบาลของโรงเรียน ตชด. เริ่มดำาเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ให้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน แบบผสมผสานที่มีคุณภาพ โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่าย บทบาทหน้าที่สุขศาลาพระราชทาน 1. ให้บริการด้านรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานทั้งในยามปกติ และฉุกเฉิน 2. ให้บริการส่งเสริมสุขภาพ การเฝาระวัง ปองกัน และควบคุมโรค 3. ศูนย์การเรียนรู้และ การสื่อสารสุขภาพ และ 4. เป็นศูนย์ประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาสุขภาพนักเรียนและชุมชน สุขศาลาพระราชทาน ปจจุบัน มีทั้งหมด 21 แห่ง ใน 3 ภาค ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด และอีก 2 แห่งอยู่ระหว่างดำาเนินการ คือ ที่ศูนย์การเรียนรู้ตำารวจตระเวนชายแดนบ้านโกแประ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และศูนย์การเรียนรู้ตำารวจตระเวนชายแดนท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุญนาค อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี • ภาคเหนือ จำานวน 5 จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก และน่าน รวม 11 แห่งและ อยู่ระหว่างเตรียมเปดเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่งรวมทั้งสิ้น 12 แห่ง • ภาคกลาง จำานวน 4 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ รวม 5 แห่ง และอยู่ระหว่างเตรียมเปดเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่งรวมทั้งสิ้น 6 แห่ง • ภาคใต้ จำานวน 2 จังหวัด จังหวัดนราธิวาส ยะลา จำานวน 5 แห่ง การดำาเนินงานของสุขศาลาพระราชทาน มีหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมสนองงานตามพระราชดำาริ ประกอบด้วย สำานักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กองบัญชาการตำารวจตระเวนชายแดน กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน บริษัททีโอที (มหาชน) การไฟฟาส่วนภูมิภาค คณะนักศึกษาวิทยาลัยปองกันอาณาจักรไทย รุ่นที่ 46 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นเจ้าภาพหลัก ได้มีการสนับสนุนการดำาเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยผู้บริหารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเติมเต็ม “ช่องว่าง“คนไทยใสใจดูแลกัน” (Thailand Caring Society) สุขศาลาพระราชทาน
1. หลักสูตรฝกอบรมมาตรฐานครูฝก อบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน - เป็นหลักสูตรที่ใช้ประโยชน์ในการ พัฒนาศักยภาพครูฝกสุขภาพภาคประชาชน {ครูฝกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน (อสม.) เพื่อเพิ่มพูนให้ครูฝกฯ มีทักษะ และความสามารถในการออกแบบกระบวนการ เรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ได้อย่างเหมาะสมนำา ไปสู่การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพ อสม. ให้ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล - กลุ่มเปาหมาย ได้แก่ ผู้รับผิดชอบ งานสุขภาพภาคประชาชน/งานสาธารณสุข มูลฐานจังหวัด/อำาเภอ และผู้รับผิดชอบงานสุขศึกษา ระดับจังหวัด - โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย เนื้อหาวิชา 8 หน่วยการเรียนรู้ ดังนี้ 1) นโยบาย/ ทิศทางการพัฒนางานสาธารณสุข และงานสาธารณสุข มูลฐาน 2) วิธีการเป็นครูฝกสุขภาพภาคประชาชน การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ 3) กฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง 4) การจัดทำาแผนงาน และ โครงการแบบมีส่วนร่วม (เน้นการสอนงาน และ ถ่ายทอด) 5) การออกแบบการเสริมสร้างความ รอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 6) การ สื่อสารเพื่อการบริหารจัดการสุขภาพภาคประชาชน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 7) การวัด/ ประเมินความสำาเร็จของโครงการ และ 8) การจัดการ นวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี และความคิดเชิงสร้างสรรค์ 2. หลักสูตรพัฒนาศักยภาพวิทยากรพี่ เลี้ยงตำาบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ - เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขในระดับพื้นที่ให้สามารถออกแบบ และจัดกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ เพื่อพัฒนา หลักสูตร การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาประเทศไทย ให้เป็น “ประเทศไทย 4.0” (Thailand 4.0) โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและ นวัตกรรม โดยเฉพาะการนำาเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมกระบวนการ ทำางานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยกระดับคุณภาพ การให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน เพื่อให้ ประชาชนได้รับบริการด้านสุขภาพที่ดีและมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ จัดทำายุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ป (ด้านสาธารณสุข) ตั้งเปาหมายให้ “ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่ มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน” ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมสุขภาพ และปองกันโรคเป็นเลิศ (P& P Excellence) ยุทธศาสตร์ที่ 2 บริการเป็นเลิศ (Service Excellence) ยุทธศาสตร์ที่ 3 บุคลากรเป็นเลิศ (People E xcellence) และยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารเป็นเลิศ ด้วยธรรมาภิบาล (Governance Excellence) กำาลังคนด้านสุขภาพภาคประชาชนถือเป็น ทรัพยากรบุคคลที่มีความสำาคัญและเป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนงานสุขภาพภาคประชาชนของ ประเทศไทย นโยบายของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้ความสำาคัญการพัฒนาศักยภาพกำาลังคนด้าน สุขภาพภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ดำาเนินการ โดยกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชนและกอง สุขศึกษา ร่วมกับสถาบันพัฒนานวัตกรรมด้าน ระบบบริการสุขภาพ สำานักงานสนับสนุนบริการ สุขภาพเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกัน พัฒนาหลักสูตรและมอบหมายให้สถาบันพัฒนา นวัตกรรมด้านระบบบริการสุขภาพระดับภาค นำาไปใช้ในการพัฒนาภาคีเครือข่ายในหลักสูตร ต่างๆ ดังนี้ 7 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561
8 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ศักยภาพ อสม. นักจัดการสุขภาพชุมชน รวมทั้ง การให้คำาแนะนำา คำาปรึกษา แก่ภาคีเครือข่ายสุขภาพ ในการพัฒนาต่อยอด และติดตามประเมินผล ตำาบลจัดการสุขภาพอย่างเสริมพลัง - โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย หน่วยการเรียนรู้ 5 หน่วย ดังนี้ 1) นโยบาย ทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพสู่ความยั่งยืน และแนวคิดการสาธารณสุขมูลฐานแนวใหม่ กับการขับเคลื่อนตำาบลจัดการสุขภาพแบบ บูรณาการ 2) กระบวนการวางแผนแบบมีส่วน ร่วมในการจัดการสุขภาพ 5 กลุ่มวัย 3) การ พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรม สุขภาพ 4) การสร้างและบริหารเครือข่ายการ เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมในการพัฒนาตำาบลจัดการ สุขภาพ และ การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วม และ 5) การติดตาม และประเมิน ผลแบบมีส่วนร่วมอย่างเสริมพลัง 3. หลักสูตรฝกอบรมพัฒนาศักยภาพ อสม. นักบริหาร - เพื่อพัฒนาศักยภาพให้องค์กร อสม. เปาหมาย เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้านสุขภาพและ คุณภาพชีวิต เป็นองค์กรต้นแบบด้านสุขภาพ ลดเสี่ยง ลดโรค ลดอุบัติเหตุ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และ การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน สามารถบริหารจัดการ ด้านคุณภาพชีวิตในระดับอำาเภอ สร้างเครือข่าย การทำางานกับองค์กรและภาคีเครือข่ายอื่นๆ และจัดการนวัตกรรมด้านสุขภาพในพื้นที่ได้ - กลุ่มเปาหมายการอบรม ได้แก่ คณะ กรรมการชมรม อสม. ระดับอำาเภอ ที่เป็นองค์กร ต้นแบบ ลดเสี่ยง ลดโรค - เนื้อหาสาระ มีหน่วยการเรียนรู้ ทั้งหมด 9 หน่วย ดังนี้ 1) การเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อ สุขภาพในทศวรรษหน้าเวลา 1 ชั่วโมง 2) คุณค่า แห่งชีวิต 3) ภาวะผู้นำายุคใหม่และการบริหารการ เปลี่ยนแปลง 4) บทบาทผู้นำาองค์กร อสม. กับการ เป็นต้นแบบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ รู้ตน ลดเสี่ยง ลดโรค เวลา 4 ชั่วโมง 5) การประชุม ระดมแนวคิดเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน 6) การ วางแผนเชิงกลยุทธ์ 7) การพัฒนาทีมงานและ การสร้างเครือข่าย เวลา 3 ชั่วโมง 8 ศึกษาดูงานและ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่ต้นแบบ 9) การนำาเสนอ ความก้าวหน้า การประเมินผล การถอดบทเรียน และสรุปบทเรียนการดำาเนินงานพัฒนาองค์กร รูปแบบการอบรมทั้ง 3 หลักสูตร ดังกล่าว ประกอบด้วย การบรรยาย กระบวนการกลุ่ม อภิปราย ศึกษาชุมชนต้นแบบ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอก สถานที่ เป็นการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่และผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง เน้นการเรียนรู้และฝกปฏิบัติ กิจกรรม การเรียนการสอนสามารถปรับให้เหมาะสม กับตามบริบทการเปลี่ยนแปลงยุคปจจุบันและ นโยบาย รายละเอียดศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสาร หลักสูตรฯ ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
9 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 ผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตำาบลหนองไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ วัดสองครั้งก่อนและหลังการทดลอง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านมีผลต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตำาบลหนองไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้วิธีสุ่มอย่างแบบเจาะจง กลุ่มทดลอง จำานวน 40 คน กลุ่มเปรียบเทียบ จำานวน 40 คน ระยะเวลาในการดำาเนินการวิจัย 13 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ แบบสอบถามความรู้ทัศนคติและพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน paired samples t-test และ Independent samples t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริม สุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน คะแนนทัศนคติเกี่ยวกับการส่งเสริม สุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน คะแนนพฤติกรรมเกี่ยวกับการ ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ของกลุ่มทดลองก่อนและ หลังทดลอง พบว่าภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ผลการเปรียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน คะแนนทัศนคติเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน คะแนนพฤติกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่าภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัย สำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กฤษดา พรหมสุวรรณ* คำาสำาคัญ : โปรแกรม อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน การส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ * นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขอำาเภอบางน้ำาเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
10 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา ประเทศไทยกำาลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ เป็นผลมาจากการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์และ ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น จังหวัดฉะเชิงเทรา มีจำานวนประชากร 645,596 คนประชากร ผู้สูงอายุ 56,185 คนคิดเป็นร้อยละ 10.30 (สำานักงานสถิติแห่งชาติ, 2557) โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำาบลหนองไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการ เฝาระวังดูแลอย่างต่อเนื่อง คือผู้สูงอายุติดสังคม ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีสุขภาพ ทั่วไปดี ไม่มีโรคเรื้อรังหรือเป็นเพียงผู้ที่มีภาวะ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือเป็นผู้มีโรคเรื้อรัง 1 - 2 โรค แต่ควบคุมได้ ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุติดบ้านเป็นผู้สูง อายุที่ช่วยเหลือตนเองได้หรือต้องการความช่วย เหลือบางส่วน มีความจำากัดในการดำาเนินชีวิตใน สังคม และเป็นกลุ่มที่มีโรคเรื้อรังที่ควบคุมไม่ได้ หรือมีภาวะแทรกซ้อนหลายโรค ทำาให้มีข้อจำากัด ในการดำาเนินชีวิตในสังคมชัดเจน และการทำา กิจวัตรประจำาวันพื้นฐานต้องการความช่วยเหลือ จากผู้อื่นบางส่วน เช่น ในการเคลื่อนไหว การ รับประทานอาหารและการขับถ่าย และยังพบว่า มีผู้ปวยติดเตียงต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง กลุ่มนี้ไม่ สามารถช่วยเหลือตนเองในการทำากิจวัตรประจำา วันได้ ต้องการความช่วยเหลือในการเคลื่อนย้าย และการทำากิจวัตรประจำาวันพื้นฐาน ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคและมีภาวะแทรกซ้อน ไม่สามารถขยับตัวหรือตะแคงตัวได้ ซึ่งจำาเป็น ต้องพึ่งพาคนอื่นในการดูแล (โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำาบลหนองไม้แก่น, 2558) จากปญหา ดังกล่าว ผู้สูงอายุจึงเป็นผู้ที่มีปญหาทุกข์ยาก และ เดือดร้อนที่อาจมีผลต่อความต้องการในการดูแล ช่วยเหลือและปญหาทางจิตใจ จำาเป็นต้องได้รับ การช่วยเหลือเกื้อกูลจากหน่วยงานเช่น ด้านสังคม ทีมสุขภาพ เพื่อสร้างสุขภาวะให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2553) ปจจุบันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีบทบาท ภาระงานเพิ่มขึ้น จำาเป็นต้องอาศัยตัวแทนด้าน สุขภาพจากประชาชนที่มีอยู่กระจายทั่วทุกหมู่บ้าน คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน (อสม.) โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน เป็น เสมือนตัวที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างระบบ สาธารณสุขของรัฐกับชุมชนให้ดีอยู่เสมอ (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, 2550) อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านทำางานความใกล้ชิดกับประชาชน ในชุมชน จึงจำาเป็นอย่างยิ่งต้องพัฒนาศักยภาพ ให้มีความรู้และเกิดความมั่นใจในการส่งเสริม สุขภาพให้กับประชาชนและเป็นแบบอย่างที่ดี ทางด้านสุขภาพ (วิทยา ใจวิถี และคณะ, 2550) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านตำาบล หนองไม้แก่น ยังไม่เคยได้รับการอบรมหรือพัฒนา ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ทำาให้ยังขาดองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพ ร่างกายและจิตใจผู้สูงอายุ ขาดความเข้าใจใน การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจและสังคม เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ขาดความมั่นใจในการให้ ข้อมูล คำาแนะนำาปรึกษาตลอดจนการให้กำาลังใจ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ดังนั้นจึง จำาเป็นจะต้องมีการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติ งานเพื่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีและสามารถปฏิบัติงาน
11 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม จากปญหาและความสำาคัญดังกล่าว ผู้ศึกษา วิจัยตระหนักดีว่าประชากรกลุ่มผู้สูงอายุเป็น ทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าและมีความสำาคัญยิ่ง ต่อครอบครัว สังคมและประเทศชาติ จึงทำาการ วิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนอย่างมีความสุขโดย นำาแนวคิดทฤษฎีเพนเดอร์เกี่ยวกับการ ส่งเสริมสุขภาพที่ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ ด้านความ รับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านการออกกำาลังกาย ด้านอาหารด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้าน การพัฒนาทางจิตวิญญาณ และด้านการจัดการ ความเครียดมาประยุกต์ใช้จัดทำาโปรแกรมพัฒนา ศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตำาบลหนองไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพัฒนา ศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้านให้มีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการ ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุสามารถสนับสนุนผู้สูง อายุในการส่งเสริมสุขภาพและนำาผลการศึกษา วิจัยไปใช้เป็นแนวทางการส่งเสริมสุขภาพผู้สูง อายุที่สอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการและ บริบทของผู้สูงอายุในเขตตำาบลหนองไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนา ศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตำาบลหนอง ไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา 2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการ ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านในกลุ่มทดลองก่อน และหลังทดลองและระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มเปรียบเทียบภายหลังการทดลอง 3. เพื่อเปรียบเทียบทัศนคติเกี่ยวกับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ภายในกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มเปรียบเทียบภายหลังการทดลอง 4. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการส่ง เสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน ภายในกลุ่มทดลองก่อนและหลัง ทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ภายหลังการทดลอง วิธีการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi experimental research) ศึกษาแบบ สองกลุ่มวัดสองครั้ง (the two-group pre testpost test design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตำาบลหนองไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัด ฉะเชิงเทรา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ อาสาสมัคร สาธารณสุขกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ จำานวน 80 คน มีแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบกลุ่มละ 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรม
12 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตำาบลหนองไม้แก่น อำาเภอแปลงยาว จังหวัด ฉะเชิงเทราและแบบสอบถามความรู้ทัศนคติและ พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสา สมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยการ ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาและการตรวจ สอบความเชื่อมั่นด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟาของ Cronbach ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.882 การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนาใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ เชิงอนุมานใช้สถิติ pairedsamplest-test และ สถิติ Independent samplest-test ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มทดลองและ กลุ่มเปรียบเทียบส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุ ระหว่าง 40 - 49 ป มีระดับการศึกษาจบชั้น ประถมศึกษา มีสถานภาพสมรส มีอาชีพหลัก คือ เกษตรกร มีระยะเวลาในการเป็นอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน 6 - 10 ประยะเวลา ในการปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ อยู่ระหว่าง 1-5 ป 2. ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้านของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ โดยในกลุ่มทดลอง พบว่าก่อนการทดลองมีความรู้ อยู่ในระดับปานกลางภายหลังการทดลองมีความรู้ อยู่ในระดับสูง ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่าก่อน การทดลอง มีความรู้ อยู่ในระดับปานกลาง ภายหลัง การทดลองมีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง 3. ทัศนคติเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้านของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ โดยในกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนการทดลองมี ทัศนคติอยู่ในระดับปานกลาง ภายหลังการทดลอง มีทัศนคติในระดับมากที่สุดส่วนกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่าก่อนการทดลองมีทัศนคติอยู่ในระดับ ปานกลาง ภายหลังการทดลองมีทัศนคติอยู่ใน ระดับปานกลาง 4. พฤติกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน ของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ โดยกลุ่มทดลอง พบว่าก่อนการทดลองมีพฤติกรรม อยู่ในระดับปานกลาง ภายหลังการทดลองมี พฤติกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่าก่อนการทดลองมีพฤติกรรมอยู่ในระดับ ปานกลาง ภายหลังการทดลองมีพฤติกรรมอยู่ใน ระดับปานกลาง 5. การเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย ของคะแนนความรู้ทัศนคติและพฤติกรรมเกี่ยว กับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ของกลุ่มทดลองก่อน และหลังทดลองพบว่าภายหลังการทดลองกลุ่ม ทดลองมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังตารางที่ 1
13 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 6. การเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย ของคะแนนความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมเกี่ยวกับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังตาราง ที่ 2 ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนน ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมเกี่ยวกับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังทดลอง ตัวแปร n S.D. t p-value ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ หลังทดลอง 40 40.80 1.89 18.94 0.05* ก่อนทดลอง 40 28.98 3.46 ทัศนคติเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ หลังทดลอง 40 195.20 13.41 20.12 0.05* ก่อนทดลอง 40 135.28 13.49 พฤติกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ หลังทดลอง 40 169.15 19.87 9.74 0.05* ก่อนทดลอง 40 135.50 9.73 *p< .05 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ระหว่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบภายหลังการทดลอง ตัวแปร n S.D. t p-value ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ กลุ่มทดลอง 40 40.80 1.89 15.03 0.05* กลุ่มเปรียบเทียบ 40 28.85 4.65 ทัศนคติเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ กลุ่มทดลอง 40 195.20 13.41 14.65 0.05* กลุ่มเปรียบเทียบ 40 155.65 10.56 พฤติกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ กลุ่มทดลอง 40 169.15 19.87 10.04 0.05* กลุ่มเปรียบเทียบ 40 134.65 8.77 *p< .05
14 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง อภิปรายผลการวิจัย 1. ภายหลังการทดลองอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลองมีความ รู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ สูงกว่า ก่อนการทดลองเนื่องจากอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลอง ได้เข้าร่วมโปรแกรม การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน ซึ่งในกิจกรรมได้เน้นในเนื้อหา สาระในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจสอดคล้อง กับการศึกษาของ ชนาธิป ศรีพรหม (2556) ได้ทำาการศึกษารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจโดยภาพรวมและรายด้าน ก่อนการ ทดลองใช้อยู่ในระดับปานกลาง และหลังการทดลอง ใช้ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจระดับมากที่สุด 2. ภายหลังการทดลองอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลองมีทัศนคติ เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุสูงกว่าก่อน การทดลองเนื่องจากอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลอง ได้เข้าร่วมโปรแกรม การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้าน ซึ่งโปรแกรมมีกิจกรรมการส่งเสริม ทัศนคติเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ สอดคล้องกับการศึกษาของพัชนภา ศรีเครือดำา ปญญรัตน์ ลาภวงศ์วัฒนาและณัฐกมล ชาญสาธิตพร (2556) ได้ทำาการศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนา ศักยภาพการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรี อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน จังหวัดสุรินทร์ พบว่า ภายหลังการทดลองพบว่ากลุ่มตัวอย่างมี ทัศนคติดีขึ้นทุกคน 3. ภายหลังการทดลองอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลอง มีพฤติกรรมการ ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ สูงกว่าก่อนการทดลอง เนื่องจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน กลุ่มทดลอง ได้เข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนา ศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน โดยโปรแกรมมีกิจกรรมการพัฒนาทักษะใน การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุสอดคล้องกับ การศึกษาของ จุฑาทิพย์ งอยจันทร์ศรี และอรสา กงตาล (2555) ได้ทำาการศึกษาการพัฒนาการ ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องสำาหรับผู้สูงอายุกลุ่ม ติดบ้านติดเตียง ในชุมชนเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ พบว่าผู้สูงอายุได้รับการเยี่ยมบ้านโดย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านที่ได้รับ การพัฒนาทักษะในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 4.ภายหลังการทดลองอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลอง มีความรู้ เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุสูงกว่ากลุ่ม เปรียบเทียบเนื่องจาก อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลอง ได้รับการพัฒนา ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ สอดคล้องกับการศึกษาของเพ็ญจันทร์ แสนประสาน และคณะ (2558) ได้ทำาการศึกษาผลของโปรแกรม การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน ต่อความรู้และทักษะในการดูแลผู้ปวยโรค หัวใจและกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด พบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านมีความรู้โรคหัวใจและ หลอดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05
15 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 5.ภายหลังการทดลองอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลอง มีทัศนคติ เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุสูงกว่ากลุ่ม เปรียบเทียบเนื่องจากอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลอง ได้รับการพัฒนา ทัศนคติเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ สอดคล้องกับการศึกษาของ สุมาลี เอี่ยมสมัย รัตนา เหมือนสิทธิ์ และจรูญศรี ทองมาก (2555) ได้ทำาการศึกษารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของ อาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำาบล พุกร่าง อำาเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีพบว่า ความคิดเห็นและศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุ ของอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุก่อนใช้รูปแบบการ ดูแลผู้สูงอายุ อยู่ในระดับปานกลาง ภายหลังการ ใช้รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุ อยู่ในระดับมาก 6.ภายหลังการทดลองอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านกลุ่มทดลอง มีพฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ เนื่องจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน กลุ่มทดลอง ได้รับการพัฒนาพฤติกรรมเกี่ยวกับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โดยเข้าร่วมโปรแกรม การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านมีผลต่อการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ ประกอบด้วยทั้งหมด4 กิจกรรม ดังนี้ (1) กิจกรรมการพัฒนาทักษะในการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ (2) กิจกรรมการพัฒนาทักษะในการ ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (3) กิจกรรมการพัฒนา ทักษะในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (4) กิจกรรม เยี่ยมบ้านผู้สูงอายุโดยอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำาหมู่บ้านและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สอดคล้องกับการศึกษาของ ปนนเรศ กาศอุดม และมัณฑนา เหมชะญาติ (2554) ได้ทำาการศึกษา ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ผู้สูงอายุ ในเทศบาลตำาบลบางกะจะ อำาเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี พบว่า พฤติกรรมสุขภาพของ ผู้สูงอายุหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย 1) ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริม สนับสนุนการจัดโปรแกรมในลักษณะนี้ให้กับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้านในพื้นที่อื่น ต่อไป 2) ควรมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามี ส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวมเพื่อ รับทราบปญหาและหาแนวทางในการแก้ไขต่อไป ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรมีการวิจัยโปรแกรมการพัฒนา ศักยภาพในภาคีเครือข่ายในชุมชนเพื่อให้มีส่วน ร่วมในการพัฒนาส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และ สร้างความตระหนักให้พื้นที่เห็นความสำาคัญของ การดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมี คุณภาพชีวิตที่ดี 2) ควรมีการศึกษาวิจัยโปรแกรมการ พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำา หมู่บ้าน ด้านแพทย์แผนไทยในกลุ่มผู้สูงอายุหรือ ผู้พิการอัมพฤกษ์อัมพาต
16 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง เอกสารอ้างอิง 1. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. อสม.ศักยภาพและ ยุ ท ธ ศ า ส ต ร์ ใ น ส ถ า น ก า ร ณ์ ก า ร เปลี่ยนแปลง. บทความพิเศษหมออนามัย. 2550. 2. จุฑาทิพย์ งอยจันทร์ศรี และอรสา กงตาล. การพัฒนาการดูแลสุขภาพอย่าง ต่อเนื่องสำาหรับผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน ติดเตียงในชุมชนเขตเทศบาลเมือง เพชรบูรณ์. การประชุมวิชาการเสนอ ผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 13 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2555. 3. ชนาธิป ศรีพรหม. รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปรัชญา ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์ การพัฒนาภูมิภาค บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.2556. 4. ปนนเรศ กาศอุดม และมัณฑนา เหมชะญาติ. ผ ล ข อ ง โ ป ร แ ก ร ม ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในเขต เทศบาลตำาบลบางกะจะ อำาเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาล พระปกเกล้า จันทบุรี. 22 (2). 2554. 5. พัชนภา ศรีเครือดำา ปญญรัตน์ ลาภวงศ์วัฒนา และณัฐกมล ชาญสาธิตพร. ผลของ โปรแกรมการพัฒนาศักยภาพการ ตรวจเต้านมด้วยตนเอง ของสตรีอาสา สมัครสาธารณสุขชุมชน จังหวัดสุรินท์. วารสารพยาบาลสาธารณสุข.27(3). 2556. 6. เพ็ญจันทร์ แสนประสาน และคณะ. ผลของ โปรแกรมการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วมของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำาหมู่บ้านต่อความรู้ และทักษะในการดูแลผู้ปวยโรคหัวใจ และกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก. 26 (1).2558. 7. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำาบลหนองไม้แก่น. สรุปรายงานประจำาปี 2558 (อัดสำาเนา). 2558. 8. วิทยา ใจวิถี และคณะ. หลักสูตรฝกอบรม มาตรฐานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ปีพุทธศักราช 2550. กองสนับสนุน สุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุน บริการสุขภาพ.2550. 9. สุมาลี เอี่ยมสมัยรัตนา เหมือนสิทธิ์ และ จรูญศรี ทองมาก. รูปแบบการดูแลผู้ สูงอายุของอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูง อายุในเขตเทศบาลตำาบลพุกร่าง อำาเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 22(3). 2555. 10. สำานักงานวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ ชุมชน. หลักสูตรกระบวนการกิจกรรม อบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และ แกนนำาผู้สูงอายุในชุมชน. นครปฐม: ห้างหุ้นส่วนจำากัดสหพัฒนไพศาล. 2554. 11. สำานักงานสถิติแห่งชาติ. การสำารวจประชากร สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ:เท็กซ์ แอนด์เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำากัด.2557.
17 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยความดันโลหิตสูงแผนกผู้ปวยนอก โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบไม่เข้าขั้นทดลอง (Pre-Experimental Design) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงความคิดเห็นในความสามารถของตนเอง ในการควบคุมอาหาร พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และเปรียบเทียบค่าความดันโลหิตช่วงบน และช่วงล่างก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูง ที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ และมีภูมิลำาเนาอยู่ในเขตตำาบลกบินทร์บุรีที่มารับ บริการรักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จำานวนทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบประเมินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่แผนก ผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี สถิติที่ใช้วิเคราะห์วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการศึกษาพบว่า ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มากกว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความคิดเห็นในความสามารถ ของตนเองในการควบคุมอาหารหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พฤติกรรมการรับประทานอาหารหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และค่าความดันโลหิต ช่วงบน และช่วงล่าง หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ต่ ำากว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะ ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวย โรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มีผลของการเปลี่ยนแปลงค่าความดันโลหิตใกล้เคียงเกือบปกติ ดังนั้น ประเด็นที่เน้น คือ การควบคุมการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม หรือไขมัน และอาหารที่ให้ พลังงานสูง คำาสำาคัญ : พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูง * พยาบาลวิชาชีพชำานาญการ โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ปราณีย วรรณพราหมณ*
18 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง บทนำา ปญหาสาธารณสุขได้เปลี่ยนแปลงจาก โรคติดต่อ (Communicable Disease) สู่โรค ไม่ติดต่อ (Non-Communicable Disease) รวมทั้งประชากรอายุขัยเฉลี่ยประชากรเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ โอกาส ที่จะพบผู้ปวยความดันโลหิตสูงโดยเฉพาะในกลุ่ม ผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง1 สอดคล้องกับ ผลการสำารวจสุขภาพของคนไทย พบว่า คนไทย โดยประมาณร้อยละ 20 เป็นโรคความดันโลหิตสูง คนส่วนใหญ่ที่มีความโลหิตสูง มักจะไม่รู้ตัว จึงไม่ ได้รับการรักษา ส่วนหนึ่งอาจจะไม่มีอาการทำาให้ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการ หรือภาวะแทรกซ้อนจึงเริ่มสนใจและรักษา2 จาก รายงานการสำารวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการ ตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบว่า ความ ชุกของโรคความดันโลหิตสูงในป 2557 นี้ เท่ากับ ร้อยละ 24.7 (ชายร้อยละ 25.6 และหญิง ร้อยละ 23.9) ซึ่งความชุกของความดันโลหิตสูง จะเพิ่มขึ้นตามอายุจากร้อยละ 4.0 ในกลุ่มอายุ 15 - 29 ป ความชุกเพิ่มขึ้นตามลำาดับจนสูงสุดใน กลุ่มอายุ 80 ปขึ้นไป เป็นร้อยละ 64.9 ความชุก ในผู้หญิงสูงขึ้นมากกว่าผู้ชายในกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปขึ้นไป3 ดังนั้น เปาหมายของการดูแลรักษา ภาวะความดันโลหิตสูงในปจจุบันจึงเน้นให้ ผู้ปวยสามารถควบคุมระดับความดันโลหิต ได้ด้วยตนเอง การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนวิถีการดำาเนิน ชีวิตที่มีสุขภาพดีเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการ รักษาผู้ที่ทีภาวะความดันโลหิตสูง ในวิถีการดำาเนิน ชีวิต คือ การออกกำาลังกายสม่ ำาเสมอ การลด น้ำาหนัก การลดอาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาหารเป็นสิ่งที่ผู้ปวยความดันโลหิตสูง ความที่จะใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อการควบคุมระดับ ความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่สูงมากจนเกินไปนั้น การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง การรับประทาน ผักและผลไม้เป็นประจำา การดื่มนมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนย เช่น โยเกิร์ต ไขมันต่ ำา หรือรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น เต้าหู้ ผักใบเขียว เป็นต้น พบว่า แคลเซียม จากนมจะช่วยในการควบคุมความดันโลหิตได้4 จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าโรคความดัน โลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถปองกันได้ ทำาให้ ผู้ศึกษาสนใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ รับประทานอาหารของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูง และนำาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเป็นแนวทางใน การจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมสุขภาพและปองกัน ภาวะแทรกซ้อนในผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูง ที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอก โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับโรค ความดันโลหิตสูงก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ รักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาล กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นในความ สามารถของตนเองในการควบคุมอาหารก่อน และหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารของผู้ปวยโรคความดัน โลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่แผนก ผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี
19 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 3. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการรับ ประทานอาหารก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ รักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาล กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 4. เพื่อเปรียบเทียบค่าความดันโลหิต ช่วงบนและช่วงล่าง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ รักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาล กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี วิธีดำาเนินการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบไม่เข้าขั้นทดลอง (Pre-Experimental Design) มีวิธีการดำาเนิน การศึกษาตามลำาดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ปวย โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับ ความดันโลหิตได้ และมีภูมิลำาเนาอยู่ในเขต ตำาบลกบินทร์บุรี ที่มารับบริการรักษาพยาบาล ที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เฉลี่ยเดือนละ 80 คน5 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ปวย โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับ ความดันโลหิตได้ และมีภูมิลำาเนาอยู่ในเขต ตำาบลกบินทร์บุรีที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่ แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรี จำานวนทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบประเมินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารของผู้ปวยโรคความดัน โลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่แผนก ผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี การสร้างและหาคุณภาพเครื่องที่ใช้ ในการศึกษา 1. ศึกษา เอกสาร ตำารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับโรคความดันโลหิตสูง แนวคิดทฤษฎีทางการ การพยาบาล การดูแลตนเอง กำาหนดขอบเขต โครงสร้างเนื้อหา ทฤษฎี และครอบคลุมตาม ประเด็นที่ต้องการแต่ละตัวแปรในการศึกษา 2. ร่างแบบประเมินการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่ แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรีแล้วนำาไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำานวน 5 ท่าน 3. ปรับปรุงแบบประเมินการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่ แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรีตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4. นำาแบบประเมินการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่ แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรี ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ รักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาล กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำานวน 30 คน
20 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 5. วิเคราะห์หาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา Coeffi cient Alpha Cronbach Method ได้ค่าความเชื่อมั่นของ แบบประเมินความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง มีค่าเท่ากับ 0.946 ค่าอำานาจจำาแนกอยู่ระหว่าง 0.47 - 0.87 แบบประเมินความคิดเห็นในความ สามารถของตนเองในการควบคุมอาหาร มีค่าเท่ากับ 0.954 ค่าอำานาจจำาแนกอยู่ระหว่าง 0.72 - 0.92 และ แบบประเมินพฤติกรรม การรับประทานอาหารมีค่า เท่ากับ 0.885 ค่าอำานาจจำาแนกอยู่ระหว่าง 0.54 - 0.88 6. จัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ก่อนนำาไปใช้ กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการรับประทาน อาหารของผู้ปวยความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ รักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาล กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี แบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การประเมินก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2560 ระยะที่ 2 การจัดโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาล ที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีโดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติ การ รอบที่ 1 ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560 และ รอบที่ 2 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ระยะที่ 3 การประเมินหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2560 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. วิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย คะแนนก่อน และหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่ แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรี โดยใช้ t-test ผลการศึกษา 1. กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 46.67 เพศหญิง ร้อยละ 53.33 มีอายุระหว่าง 50 - 60 ป ร้อยละ 56.67 อาชีพรับจ้าง ร้อยละ 46.67 มีสถานะสมรส ร้อยละ 63.33 ระดับการ ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 46.67 มี รอบเอวระหว่าง 80 - 90 เซนติเมตร ร้อยละ 60.00 ระยะเวลาที่ตรวจพบว่าเป็นความดัน โลหิตสูง อยู่ระหว่าง 5 – 10 ป ร้อยละ 83.33 ไม่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ร้อยละ 73.33 และไม่สูบบุหรี่ ร้อยละ 86.67 2. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มากกว่าก่อนเข้าร่วม โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความคิดเห็นในความสามารถของ ตนเองในการควบคุมอาหารหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. พฤติกรรมการรับประทานอาหารหลัง เข้าร่วมโปรแกรมฯ ดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 5. ค่าความดันโลหิตช่วงบน และช่วงล่าง หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ต่ ำากว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
21 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 อภิปรายผล การศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการรับประทาน อาหารของผู้ปวยความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ รักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาล กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ผู้ศึกษาขออภิปราย ผลดังนี้ 1. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิต สูงหลังเข้าร่วมโปรแกรม มากกว่าก่อนเข้าร่วม โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน อาหารของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับ บริการรักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอก โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี อย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้อาจเนื่อง มาจากผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่เข้าร่วม โปรแกรมฯ มีความสนใจต่อปญหาสุขภาพของตนเอง สอดคล้องกับทฤษฎีการดูแลตนเอง (Theory of Self-Care) ของโดโรธี โอเรม6 ที่เชื่อว่าโดยทั่วไปแล้ว มนุษย์มีความต้องการการดูแลตนเอง เพื่อการ ดำาเนินชีวิตและคงไว้ซึ่งสุขภาพที่สมบูรณ์ ตลอดจน เพื่อหลีกเลี่ยงจากโรคภัยที่คุกคามชีวิต ผลการ ศึกษาครั้งนี้ได้ผลเช่นเดียวกับการศึกษาของ ไพโรจน์ มะกล่ ำาดำา7 ทำาการศึกษาเรื่อง ผลของ โปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง ของผู้สูงอายุที่ปวยด้วยโรคความดันโลหิตสูง พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริม พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง กลุ่มทดลองมี ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่าง มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ความคิดเห็นในความสามารถของ ตนเองในการควบคุมอาหารหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่ แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับ จิราวรรณ เจนจบ8 ทำาการ ศึกษาเรื่อง ปจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การควบคุมความดันโลหิต ของผู้ปวยโรคความ ดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำาบลบ้านเกศกาสร อำาเภอลานกระบือ จังหวัดกำาแพงเพชร พบว่า ปจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิต ได้แก่ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง การรับรู้ อุปสรรคของการควบคุมความดันโลหิต การเข้า ถึงบริการสุขภาพ และการได้รับแรงสนับสนุน ทางสังคม 3. พฤติกรรมการรับประทานอาหารหลัง เข้าร่วมโปรแกรมดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ รักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาล กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับ อารีรัตน์ คนสวน9 ทำาการศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการ ส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนทาง สังคมต่อพฤติกรรมการควบคุมอาหารและระดับ ความดันโลหิตในผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงที่ ควบคุมไม่ได้ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการควบคุมอาหารหลังได้รับโปรแกรม สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 4. ค่าความดันโลหิตช่วงบน และช่วงล่าง หลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ รับประทานอาหารของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูง
22 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่แผนกผู้ปวยนอก โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่ ำากว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับ ธนวรรณ เมาีทอง10 ทำาการศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ปวยความ ดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุที่ควบคุมระดับ ความดันโลหิตไม่ได้โรงพยาบาลบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า การจัด โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการ บริโภคอาหารในผู้ปวยความดันโลหิตสูงที่ ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ โดยให้ผู้ปวย รับรู้ความสามารถตนเอง และมีการกระตุ้น แนะนำา เชิญชวน นั้นมีส่วนช่วยให้ผู้ปวยมีการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ส่งผลให้ระดับความ ดันโลหิตลดลง ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการศึกษา 1. ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่ แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรี ทำาให้ผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูงมี ความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ความคิดเห็น ในความสามารถของตนเองในการควบคุมอาหาร พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และมีค่าความ ดันโลหิตสูงดีขึ้นดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจ นำาไปปรับใช้ และเป็นแนวทางในการส่งเสริม พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองต่อไป 2. การเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาพยาบาลที่ แผนกผู้ปวยนอกโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรี มีผลของการเปลี่ยนแปลงค่าความ ดันโลหิตใกล้เคียงเกือบปกติ ดังนั้น ประเด็นที่เน้น คือ การควบคุมการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม หรือไขมัน และอาหารที่ให้พลังงานสูง ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป 1. ควรมีการดำาเนินงานส่งเสริม พฤติกรรมการดูแลสุขภาพให้ครอบคลุมถึงบุคคล ในครอบครัวที่ทำาหน้าที่เตรียม ปรุง จัดหา หรือ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับ ประทานอาหาร 2. ควรมีการประเมินผลระหว่าง เข้าร่วม โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน อาหารของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูง 3. ควรมีการประยุกต์ใช้แนวคิด หรือทฤษฎีอื่น มาใช้ในโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ปวยโรค ความดันโลหิตสูง เช่น การใช้แนวคิดในการปรับ ความสามารถของตนเอง การส่งเสริมพฤติกรรม สุขภาพของเพนเดอร์ เอกสารอ้างอิง 1. ศุภวรรณ มโนสุนทร. (2555). รายงานการ พยากรณ์โรคความดันโลหิตสูง. นนทบุรี: สำานักโรคไม่ติดต่อ. 2. มติชนออนไลน์. (2560, พฤษภาคม 14). ความดันโลหิตสูง: โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร. Retrieved มกราคม 14, 2561, from มติชนออนไลน์: https://www.matichon. co.th/news/557604
23 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 3. วิชัย เอกพลากร. (บก.). (2557). รายงาน การสำารวจสุขภาพประชาชนไทยโดย การตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557. นนทบุรี: สถาบันระบบวิจัยสาธารณสุข. 4. ไพศาล บุญศิริคำาชัย. (2559). กินอาหารถูก โภชนาการ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง. Retrieved พฤศจิกายน 20, 2560, from เจาะลึกระบบสุขภาพ: https://www. hfocus.org/content/2015/07/10325 5. กระทรวงสาธารณสุข. (2560, มกราคม 1). ข้อมูลการปวยด้วยโรคไม่ติดต่อที่ สำาคัญ. Retrieved ธันวาคม 14, 2560, from https://hdcservice.moph.go.th/ hdc/main/index_pk.php 6. สมจิต หนุเจริญกุล. (2544). การดูแลตนเอง: ศาสตร์และศิลปะทางการพยาบาล. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: วี.เจ.พริ้นติ้ว. 7. ไพโรจน์ มะกล่ ำาดำา. (2558). ผลของ โปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการ ดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่ปวยด้วย โรคความดันโลหิตสูง. วิทยานิพนธ์หลักสูตร สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการ สุขภาพ) ฉะเชิงเทรา: มหาวิทยาลัย ราชภัฎราชนครินทร์. 8. จิราวรรณ เจนจบ. (2558). ปจจัยที่มีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมความ ดันโลหิต ของผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำาบลบ้านเกศกาสร อำาเภอลาน กระบือ จังหวัดกำาแพงเพชร. พิษณุโลก: คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัย นเรศวร. 9. อารีรัตน์ คนสวน. (2557). ผลของโปรแกรม การส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการ สนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการ ควบคุมอาหารและระดับความดัน โลหิตในผู้ปวยโรคความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมไม่ได้. วิทยานิพนธ์พยาบาล ศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่) สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 10. ธนวรรณ เมาีทอง. (2558). ผลของ โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรม การบริโภคอาหารในผู้ปวยความดัน โลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุที่ควบคุม ระดับความดันโลหิตไม่ได้ โรงพยาบาล บางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. พระนครศรีอยุธยา: โรงพยาบาลบางปะหัน สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา.
24 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง การเปรียบเทียบอาการปวดเข่าก่อนและหลังการนวดร่วมกับการประคบสมุนไพร ในผู้ปวยข้อเข่าเสื่อม บทคัดย่อ การวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการปวดเข่าก่อน และหลังการนวดร่วมกับการประคบสมุนไพรและเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการได้รับบริการ ด้านการแพทย์แผนไทย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปวยข้อเข่าเสื่อมที่มารับบริการที่แผนกแพทย์ แผนไทย โรงพยาบาลห้วยกระเจาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยการเลือกแบบเจาะจง จำานวน 40 คน ซึ่งได้รับการนวดร่วมกับประคบสมุนไพร ใช้เวลารวม 45 นาที วันละ 1 ครั้ง วันเว้นวัน 3 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้สึกปวดและแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจ สอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถาม ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ จำานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติอนุมาน ได้แก่ Paired sample T-test ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยระดับความปวดก่อนการนวดร่วมกับประคบ สมุนไพรเท่ากับ 5.45 และหลังการนวดร่วมกับประคบสมุนไพรเท่ากับ 3.52 เมื่อเปรียบเทียบ ความแตกต่างค่าเฉลี่ยของระดับความปวดก่อนและหลังการนวดร่วมกับประคบสมุนไพร พบว่า ระดับความปวดเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างหลังการนวดร่วมกับประคบสมุนไพรน้อยกว่าก่อนการ นวดร่วมกับประคบสมุนไพร อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ (p <0.01) ความพึงพอใจต่อการได้ รับบริการด้านการแพทย์แผนไทยโดยรวม อยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะ การนวดร่วมกับการ ประคบสมุนไพรเพื่อรักษาอาการปวดเข่าในผู้ปวยโรคข้อเข่าเสื่อม สามารถลดอาการปวดเข่า ได้ เป็นอีกทางเลือกในการรักษาผู้ที่มีอาการปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อม กัญญารัตน จันทรขาว* คำาสำาคัญ : โรคข้อเข่าเสื่อม , อาการปวดเข่า , การนวดและประคบสมุนไพร * แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ โรงพยาบาลห้วยกระเจาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
25 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 บทนำา ภาวะข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ในผู้สูงอายุและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จาก การที่ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมากใน ปจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ปวยมากกว่า 6 ล้านคน ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปขึ้นไป พบได้ถึง ร้อยละ 50 ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมากๆ จะมี อาการเจ็บหรือปวด ข้อเข่าผิดรูป ข้อฝดติด เดินได้ ไม่ปกติ ทำากิจวัตรประจำาวันไม่สะดวก ส่งผลให้ เกิดความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สาเหตุความเสื่อมของข้อเข่า ส่วนใหญ่ มักเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ เรียกว่า ความเสื่อม แบบปฐมภูมิเป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมตามวัย พบว่า อายุ 40 ป เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ป เป็น ข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40 ผู้หญิงพบมากกว่า ผู้ชาย 2-3 เท่า น้ำาหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำาต่อข้อเข่า 1 - 1.5 กิโลกรัม และความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุ มีการ บาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่า จากการทำางาน หรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เกาต์ เป็นต้น ปจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่า เสื่อมให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ โดยจุดมุ่งหมายในการรักษา คือ ช่วยบรรเทา อาการปวด ช่วยให้หน้าที่การใช้งานของข้อกลับคืน สู่ภาวะปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด และปองกันหรือ แก้ไขการผิดรูปของข้อ วิธีการรักษาจะแตกต่างกัน ไปในผู้ปวยแต่ ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปจจัย เช่น อายุ ความรุนแรงของโรค การใช้งานที่คาดหวัง และความพร้อมของผู้ให้ การรักษา การรักษามี แนวทางหลัก 2 วิธี ได้แก่ การรักษาโดยวิธีการ ไม่ผ่าตัด คือ การปรับเปลี่ยนการใช้งานในชีวิต ประจำาวัน การลดน้ำาหนัก การใช้อุปกรณ์ช่วย พยุงเดิน การประคบอุ่นบริเวณข้อเข่า การสวม สนับเข่า การใช้ยา การทำากายภาพบำาบัด และ การรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย การรักษาโดย วิธีการผ่าตัด มีข้อบ่งชี้ คือ ผู้ปวยที่รับการรักษา ด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดแล้วให้ผลการรักษา ล้มเหลว โดยผู้ปวยยังมีอาการที่รุนแรงอยู่จนไม่ สามารถทำากิจวัตรประจำาวันพื้นฐานได้ปกติ จากสถิติของผู้ปวยข้อเข่าเสื่อมที่มารับบริการ ในแผนกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลห้วยกระเจา เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ปงบประมาณ 2558 (ตุลาคม 2557 - กันยายน 2558) จำานวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 2.65 ปงบประมาณ 2559 (ตุลาคม 2558 - กันยายน 2559) จำานวน 113 คน คิดเป็นร้อยละ 6.64 ปงบประมาณ 2560 (ตุลาคม 2559 - มีนาคม 2560) จำานวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 4.86 (อ้างอิงข้อมูลจากโปรแกรม HosXp ณ วันที่ 30 เมษายน 2560 ) จากสถิติดังกล่าว จะเห็นว่าจำานวนผู้ปวย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผล การเปรียบเทียบอาการปวดเข่าก่อนและหลัง การนวดร่วมกับการประคบสมุนไพร ในผู้ปวย ข้อเข่าเสื่อม เพื่อนำาข้อมูลมาจัดทำาแนวทางการ รักษาอาการปวดเข่าของผู้ปวยข้อเข่าเสื่อม รวมทั้ง กลุ่มอาการปวดข้อและกล้ามเนื้ออื่นๆ และปรับปรุง พัฒนาการให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบระดับอาการปวด เข่าก่อนและหลังการนวดร่วมกับการประคบ สมุนไพร 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการได้รับ บริการด้านการแพทย์แผนไทย
26 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการเปรียบเทียบระดับ อาการปวดเข่าก่อนและหลังการนวดร่วมกับ การประคบสมุนไพร และศึกษาความพึงพอใจ ต่อการได้รับบริการด้านการแพทย์แผนไทย ที่แผนกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลห้วยกระเจา เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา วันที่ 1 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2560 วิธีดำาเนินการศึกษา การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบการทดลอง เบื้องต้น (Pre-experiment Research) 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชาการในการศึกษาครั้งนี้ เป็นผู้ที่ได้รับ การวินิจฉัยจากแพทย์แผนไทยว่าเป็นโรคลม จับโปงแห้งเข่าหรือโรคข้อเข่าเสื่อม ที่มารับบริการ ที่แผนกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลห้วยกระเจา เฉลิมพระเกียรต 80 พรรษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปวยข้อเข่าเสื่อมที่ มารับบริการที่แผนกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาล ห้วยกระเจาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ในระหว่าง วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 จำานวน 40 คน และเลือกตัวอย่างด้วยวิธีการ สุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้ เกณฑ์คัดเข้า (Inclusion Criteria) ดังนี้ - ได้รับการวินิจฉัยโรคทางแพทย์แผน ไทยเป็นโรคลมจับโปงแห้งเข่า - ได้รับการรักษาด้วยการนวดร่วมกับ การประคบสมุนไพร - ไม่เคยได้รับการผ่าตัดข้อเข่าข้างที่มี อาการปวดมาก่อน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ประกอบ ด้วย เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ ส่วนที่ 2 แบบประเมินความรู้สึกปวด วัดระดับความปวดเข่าก่อนและหลังการนวดร่วม กับการประคบสมุนไพร โดยใช้มาตรวัดระดับ ความปวด (Visual Analogue Pain scale) ให้ ผู้ปวยตอบ ส่วนที่ 3 เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการ รับบริการแพทย์แผนไทย แบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการ ด้าน คุณภาพบริการ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และ ด้านสถานที่ มีจำานวน 20 ข้อ แสดงออกมาเป็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด(5) มาก(4) ปานกลาง(3) น้อย(2) น้อยที่สุด(1) การแบ่งระดับความพึง พอใจ ใช้วิธีการแปลผลคะแนน ในภาพรวมได้ 3 กลุ่ม ดังนี้คะแนน 3.67 – 5.00 ระดับมาก, คะแนน 2.34 - 3.66 ระดับปานกลาง, คะแนน 1.00 - 2.33 ระดับน้อย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล - ก่อนการรักษา กลุ่มตัวอย่างจะได้รับการ สัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินระดับความปวด - ระหว่างการรักษา กลุ่มตัวอย่างจะได้รับ การรักษาด้วยการนวดแบบราชสำานัก ตามขั้นตอน ดังนี้ 1. นวดพื้นฐานขา เปดประตูลม 2. นวด สัญญาณ 1 - 3 เข่า 3. นวดพื้นฐานและนวด สัญญาณ 1 - 4 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 4 เขยื้อนเข่า 4. นวดพื้นฐานและนวดสัญญาณ 1 - 4 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 3, 4 เขยื้อนข้อเข่า 5. การประคบสมุนไพรบริเวณขา หัวเข่า ใช้เวลา รวม 45 นาที วันละ 1 ครั้ง วันเว้นวัน 3 ครั้ง - หลังการรักษา กลุ่มตัวอย่างจะได้รับ ตรวจซ้ำาเหมือนการตรวจก่อนการรักษา การให้ คำาแนะนำาในการปฏิบัติตัว ประเมินระดับความปวด และตอบแบบประเมินความพึงพอใจจากการได้ รับบริการ
27 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 การวิเคราะห์ข้อมูล - การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพรรณนา (Descriptive statistic) ได้แก่ จำานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ อนุมาน (Inferential statistic) ได้แก่ Paired sample t-test ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไป ตารางที่ 1 จำานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำาแนกตามข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทั่วไป จำานวน (คน) ร้อยละ เพศ ชาย 10 25.0 หญิง 30 75.0 อายุ (ป) < 50 14 35.0 50 – 69 16 40.0 ≥ 70 10 25.0 = 57.50 S.D. = 13.81 สถานภาพ โสด 3 7.5 สมรส 35 87.5 หม้าย/หย่า/แยก 2 5.0 ระดับการศึกษา ไม่ได้เรียน 17 42.5 ประถมศึกษา 18 45.0 มัธยมศึกษา/ปวช. 3 7.5 ปริญญาตรี 2 5.0 อาชีพ รับจ้าง 15 37.5 เกษตรกรรม 9 22.5 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 4 10.0 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 2 5.0 ไม่ได้ประกอบอาชีพ 9 22.5 แม่บ้าน 1 2.5 = 57.50 S.D. = 13.81 จากตารางที่ 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิงมากกว่าชาย มีอายุอยู่ระหว่าง 50 - 69 ป มีสถานภาพสมรสร้อยละ 87.5 มีระดับ การศึกษาประถมศึกษาร้อยละ 45 ประกอบอาชีพ รับจ้าง ร้อยละ 37.5
28 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 2. การเปรียบเทียบระดับความปวดก่อนและหลังการนวดร่วมกับประคบสมุนไพร ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความปวดก่อนและหลังการนวดร่วมกับประคบสมุนไพร ความปวด ระดับความปวด เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน t p ก่อนการนวดประคบ 5.45 1.03 10.88 .000 หลังการนวดประคบ 3.52 1.28 จากตารางที่ 2 พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับความปวด ก่อนการนวดร่วมกับประคบสมุนไพร เท่ากับ 5.45 หลังการนวดร่วมกับประคบสมุนไพร เท่ากับ 3.52 เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของระดับ ความปวดก่อนและหลังการนวดร่วมกับประคบ สมุนไพร พบว่า ระดับความปวดเฉลี่ยของกลุ่ม ตัวอย่างหลังการนวดร่วมกับประคบสมุนไพร น้อยกว่าก่อนการนวดร่วมกับประคบสมุนไพร อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ (p <0.01) 3. ความพึงพอใจต่อการได้รับบริการ ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการได้รับบริการ ลำาดับ ที่ ความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ระดับความ พึงพอใจ ความพึงพอใจต่อกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการ 1. ระยะเวลารอคอยในการรับบริการ 4.45 0.50 มาก 2. ความสะดวกในการเข้าถึงการรับบริการ 4.10 0.44 มาก 3. วันและเวลาในการให้บริการ 4.15 0.36 มาก 4. การให้บริการตามลำาดับก่อน-หลัง 4.15 0.36 มาก 5. การติดประกาศ/แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการ 3.95 0.38 มาก รวม 4.16 0.24 มาก ความพึงพอใจต่อคุณภาพบริการ 1. ความรู้ ความสามารถของผู้ทำาการตรวจวินิจฉัยโรค 4.00 0.32 มาก 2. ความรู้ ความสามารถของผู้ให้บริการ 4.15 0.36 มาก 3. คุณภาพของบริการการแพทย์แผนไทยที่ได้รับ 4.05 0.22 มาก 4. การให้ความรู้ คำาแนะนำาด้านการแพทย์แผนไทย 4.05 0.22 มาก 5. การเผยแพร่เอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ความรู้ด้านการ แพทย์แผนไทย 3.95 0.22 มาก รวม 4.04 0.12 มาก
29 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 จากตารางที่ 3 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความ พึงพอใจภาพรวม ทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก ( = 4.19) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน ซึ่งระดับความพึงพอใจสูงสุด คือ ความ พึงพอใจต่อสถานที่ ( = 4.37) รองลงมา คือ ความพึงพอใจต่อเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการ ( = 4.21) จากผลการศึกษาครั้งนี้ สรุปได้ว่า การนวด ร่วมกับประคบสมุนไพร สามารถลดระดับความ ปวดเข่าในผู้ปวยข้อเข่าเสื่อมได้ และกลุ่มตัวอย่าง มีความพึงพอใจระดับมากในการรับบริการแพทย์ แผนไทย อภิปรายผล การเปรียบเทียบระดับความปวดเข่าก่อน และหลังการนวดร่วมกับการประคบสมุนไพร ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยระดับ ความปวดก่อนการนวดร่วมกับการประคบ สมุนไพร เท่ากับ 5.45 หลังการนวดร่วมกับการ ประคบสมุนไพร เท่ากับ 3.52 ความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ยระดับความปวดก่อนและหลังการนวด ร่วมกับประคบสมุนไพร เท่ากับ 1.93 จะเห็นได้ว่า นวดร่วมกับการประคบสมุนไพรสามารถลด อาการปวดเข่าได้ เนื่องจาก นวดและการประคบ สมุนไพร ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ช่วยยืดเนื้อเยื่อที่ยึด ตารางที่ 3 (ต่อ) ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการได้รับบริการ ลำาดับ ที่ ความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ระดับความ พึงพอใจ ความพึงพอใจต่อเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการ 1. การต้อนรับ/การพูดจาของเจ้าหน้าที่ 4.57 0.50 มาก 2. ความเอาใจใส่และความพร้อมในการให้บริการ ของเจ้าหน้าที่ 4.45 0.50 มาก 3. การตอบข้อคำาถาม ข้อชี้แจง ข้อสงสัยของเจ้าหน้าที่ 4.00 0.32 มาก 4. ให้บริการด้วยความเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ 4.00 0.00 มาก 5. ความเหมาะสมในการแต่งกายของเจ้าหน้าที่ 4.00 0.22 มาก รวม 4.21 0.23 มาก ความพึงพอใจต่อสถานที่ 1. ความสะอาดของสถานที่ 4.90 0.30 มาก 2. ความสะอาดของอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ 4.65 0.48 มาก 3. ความเป็นสัดส่วนของสถานที่ให้บริการ 4.20 0.40 มาก 4. ความปลอดภัยได้มาตรฐานของสถานที่ให้บริการ 4.05 0.22 มาก 5. ความเพียงพอของสิ่งอำานวยความสะดวก เช่น ที่นั่งคอยรับบริการ ห้องสุขา น้ำาดื่ม 4.05 0.22 มาก รวม 4.37 0.21 มาก ภาพรวมความพึงพอใจต่อการได้รับบริการ 4.19 0.09 มาก ( = 4.19) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า พึงพอใจต่อสถานที่ ( = 4.37) รองลงมา คือ ( = 4.21)
30 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง ติดกันให้ลดความตึงตัวและเพิ่มการไหลเวียนเลือด ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับการศึกษาของรัตนาภรณ์ มากะนัดถ์ เรื่องผลการประคบสมุนไพรแห้งต่อ อาการปวดข้อเข่าในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม ผลการศึกษา พบว่า หลังได้รับการประคบร้อน ด้วยลูกประคบสมุนไพรแห้งผู้สูงอายุโรคข้อเข่า เสื่อมมีอาการปวดข้อเข่าลดลง มีการเคลื่อนไหว ของข้อเข่าดีขึ้นและสอดคล้องกับการศึกษาของ สมใจ กองกูล เรื่องผลการนวดไทยแบบราชสำานัก ต่อการปวดข้อเข่าในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม ในโรงพยาบาลถลาง อำาเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังที่ได้รับการนวดไทย แบบราชสำานักมีการปวดข้อเข่าลดลงมากกว่า ก่อนได้รับการนวดแผนไทย การศึกษาความพึงพอใจต่อการได้รับ บริการแพทย์แผนไทย พบว่า ระดับความพึงพอใจ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก ( = 4.19) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างมีความ พึงพอใจอย่างมาก ในการรับบริการแพทย์แผนไทย ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับการศึกษาของ ธวัช ประดับศรี (2553) ได้ศึกษาความพึงพอใจ ของผู้ปวยโรคข้อเข่าเสื่อมต่อการประคบ สมุนไพร ในคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาล บ้านลาด อำาเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี พบว่า ผู้ปวยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มารับบริการรู้สึกมีความ พึงพอใจอย่างมากในการมารับบริการประคบ สมุนไพร การวิจัยนี้เป็นการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบ อาการปวดเข่าก่อนและหลังการรักษาด้วยการ นวดร่วมกับการประคบสมุนไพรในกลุ่มตัวอย่าง เฉพาะกลุ่ม การนำาผลการศึกษาไปใช้กับผู้ปวย กลุ่มอื่นอาจมีข้อจำากัด ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยในครั้งนี้ - การนวดร่วมกับการประคบสมุนไพร เพื่อรักษาอาการปวดเข่าในผู้ปวยโรคข้อเข่าเสื่อม สามารถลดอาการปวดเข่าได้ จึงเป็นอีกทางเลือก ในการรักษาผู้ที่มีอาการปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อม ข้อเสนอแนะการทำาวิจัยในครั้งต่อไป 1. ควรเพิ่มกลุ่มตัวอย่างให้มีจำานวนมาก ขึ้นและปรับเกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษา โดยคัดเลือกผู้ปวยโรคข้อเข่า เสื่อมที่มีอาการปวดเข่ามากกว่าระดับ 4 มีอาการ เกิน 3 เดือน และเพิ่มระยะเวลาในการรักษา เพื่อให้มีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้น 2. ควรวิจัยเกี่ยวกับหัตถการอื่นๆ ด้านการ แพทย์แผนไทย ที่ใช้ในการรักษาอาการปวดเข่า ในผู้ปวยโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย เอกสารอ้างอิง 1. ธวัช ประดับศรี. ความพึงพอใจของผู้ปวย โรคข้อเข่าเสื่อมต่อการประคบสมุนไพร ในคลินิกแพทยแผนไทย โรงพยาบาล บ้านลาด อำาเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี. 2553. 2. เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย. การวิจัยทางการพยาบาล. สงขลา: สำานักพิมพ์อัลลายด์ เพลส. 2535. 3. รัตนาภรณ์ มากะนัดถ์. ผลการประคบ สมุนไพรแห้งต่ออาการปวดข้อเข่าใน ผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม. (วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย นเรศวร). 2550. โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก ( = 4.19)
31 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 4. โรงพยาบาลห้วยกระเจาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา. สรุปรายงานจากโปรแกรม HosXP ผู้ปวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า, 2560. 5. วรากร จริงจิตร. เมื่อเปนโรคข้อเข่าเสื่อม, สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2560. เข้าถึงได้จาก http://www.cmed.cmu.ac.th/th/ knowledge-26 6. วิโรจน์ กวินวงศ์โกวิท และคณะ. คู่มือโรค ข้อเข่าเสื่อม, สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2560. เข้าถึงได้จาก https://med.ma hidol.ac.th/ortho/sites/default/ fi les/public/fi le/pdf/knee_book_0.pdf 7. สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือแนวทางเวช ปฏิบัติการแพทย์แผนไทยและการ แพทย์ทางเลือก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัท สามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพ) จำากัด. 2559. 8. สมใจ กองกูล. ผลการนวดไทยแบบราชสำานัก ต่อการปวดข้อเข่าในผู้สูงอายุโรคข้อ เข่าเสื่อมในโรงพยาบาลถลาง อำาเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต. 2553. 9. สร้อยเพชร วงศ์วาลย์. ผลการนวดสายราช สำานักต่อการบำาบัดโรคข้อเข่าเสื่อม คลินิกการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาล แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่. 2553. 10. อรสา กาฬรัตน์). ผลของการนวดไทยต่ออาการ ปวดข้อในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม. (วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต). เชียงใหม่: โรงพยาบาลเชียงดาว. 2545. 11. อัญชลี แก่นกลาง. ผลการนวดไทยแบบ ราชสำานักในการรักษาอาการปวดเข่า โรคจับโปงแห้งเข่าคลินิกการแพทย์ แผนไทย อำาเภอหนองบุญมาก โรงพยาบาล หนองบุญมาก. 2553. 12. Best, J.W. Research in education. Englewood Cilifts, New Jersy: Printice-Hall. 1970.
32 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง การพัฒนาการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) ในปจจุบัน สร้างรูปแบบ ทดลองใช้ และประเมินรูปแบบการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี (DHS-RTI) แหล่งข้อมูลได้แก่ คณะทำางานขับเคลื่อนลดการบาดเจ็บทางถนน ระดับอำาเภอ จำานวน 21 คน ผู้เชี่ยวชาญจำานวน 5 ท่าน และคณะกรรมการติดตามและประเมิน ผลการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี จำานวน 9 คน ผู้ศึกษาได้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) ในปจจุบัน พบว่า มีการจัดเก็บข้อมูล การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางถนน ตั้งแต่ป พ.ศ. 2547 อย่างต่อเนื่องตลอดมา ศูนย์อำานวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี เริ่มใช้ข้อมูลการบาดเจ็บทางถนน ช่วงเทศกาลปใหม่ และสงกรานต์ ขับเคลื่อนการดำาเนินงานแบบมีส่วนร่วมของทีมสหสาขา นำาไปสู่การแก้ไขปญหาจุดเสี่ยงในพื้นที่ รูปแบบการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี ประกอบ ด้านปจจัยนำาเข้า คือ การมีส่วนร่วมของพหุภาคีในการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนระดับอำาเภอ ด้านกระบวนการ เป็นแนวทางการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนระดับอำาเภอ ด้านผลที่เกิดขึ้น ทำาให้การดำาเนินงานปองกันการ บาดเจ็บทางถนนระดับอำาเภอ ผ่านเกณฑ์การประเมิน และด้านผลลัพธ์วัตได้จากอัตราการ บาดเจ็บ/เสียชีวิตของอำาเภอเทียบกับปที่ผ่านมา ผลการเกิดอุบัติเหตุของอำาเภอเทียบกับปที่ผ่านมา และสถิติการประสพอุบัติเหตุจราจรทางถนนของคนในชุมชน สำาหรับผลการทดลองใช้รูปแบบ การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี พบว่า มีการดำาเนินงานปองกัน การบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี ตามกรอบกิจกรรม 10 กิจกรรม ส่งผลให้อำาเภอนาดี และอำาเภอกบินทร์บุรี ดำาเนินการได้ผ่านเกณฑ์การประเมินระดับดี (Good) ส่วนการประเมิน ความเหมาะสมรูปแบบการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี มีความ เหมาะสมมาก ( = 4.32, SD = 0.63) คำาสำาคัญ : การพัฒนารูปแบบ ระบบสุขภาพอำาเภอ การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนน * นักวิชาการสาธารณสุขชำานาญการ สำานักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี พัชนีวัลย พลธร* ผู้ศึกษาได้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และ
33 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 บทนำา องค์การอนามัยโลก ระบุประเทศไทยมี อัตราการเสียชีวิต 36.2 ต่อประชากรแสนคนเป็น ประเทศที่มีอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับสอง ของโลกรองจากลิเบียเทียบกับอัตราการตายจาก อุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 18 คน ต่อประชากรแสนคน (สำานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559) กระทรวงสาธารณสุขมีทิศทางการปรับตัว โดยทำาหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานสาธารณสุข นำาแนวคิดรูปแบบการจัดการระบบสาธารณสุข ในพื้นที่หรือเขตสุขภาพของต่างประเทศมา ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย โดย แบ่งเขตสุขภาพออกเป็น 12 เขต และมีเครื่องมือ ในการดำาเนินงาน เขตสุขภาพของประเทศไทย 2 อย่างคือ ระบบสุขภาพระดับอำาเภอ (District Health System: DHS) และแผนพัฒนาระบบ บริการสุขภาพ (Survice Plan) ซึ่งรวมถึง การ พัฒนาความเชี่ยวชาญระดับสูงสร้างระบบ ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งภายในจังหวัด ภายในเขต และเป็นเครือข่ายระดับประเทศเพื่อ ให้มีแผนแม่บทในการพัฒนาระบบบริการ ใช้เป็น หลักเกณฑ์ในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จากสำานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและ สำานักงบประมาณ (กระทรวงสาธารณสุข, 2555) ซึ่งระบบสุขภาพระดับอำาเภอ คือ ระบบการทำางาน เพื่อร่วมแก้ไขปญหาสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ บูรณาการภาคี เน้นเปาหมาย และท้ายสุดบุคลากร ของสาธารณสุขรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ของชุมชน มีความภูมิใจในวิชาชีพของตนเอง โดย กรมควบคุมโรคในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ หน่วยงานภาคีการดำาเนินงานทั้งในระดับ ประเทศ และในระดับพื้นที่ โดยมีเปาหมายลด การตายจากป 2554 ลงครึ่งหนึ่งภายในป 2563 ตามทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ได้กำาหนด ค่าเปาหมายลดการตายจากอุบัติเหตุทางถนนไม่ เกิน 18 ต่อประชากรแสนคน ในปงบประมาณ 2560 กรมควบคุมโรคได้พัฒนาการดำาเนินการ ขับเคลื่อนการปองกันและลดการตายจาก อุบัติเหตุทางถนนในระดับอำาเภอ ซึ่งเป็นหน่วย จัดการที่มีประสิทธิภาพและประเมินผลได้ดีที่สุด โดยประยุกต์ใช้ระบบสุขภาพอำาเภอ (District Health System: DHS) หรืออำาเภอควบคุมโรคเข้มแข็ง แบบยั่งยืน (DC) มุ่งเน้นให้เกิดการดำาเนินงาน ผ่านกลไกการควบคุมปองกันโรคในระดับอำาเภอ และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ แนวคิดขององค์การอนามัยโลก (WHO) หรือ กลยุทธ์ 5 ส. เป็นกรอบการดำาเนินงาน 10 กิจกรรม (สำานักโรคไม่ติดต่อ, 2559) จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ศึกษาจึง สนใจที่จะศึกษาพัฒนาการดำาเนินงานปองกัน การบาดเจ็บทางถนนของจังหวัดปราจีนบุรี โดย พัฒนารูปแบบการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนนที่มุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของ ภาคีเครือข่าย เพื่อให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาระบบสุขภาพ ในการแก้ไขปญหา ได้ถูกต้องตรงตามความต้องการของพื้นที่บรรลุ วัตถุประสงค์ของการดำาเนินงานต่อไป วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อศึกษาการดำาเนินงานปองกันการ บาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) ในปจจุบัน 2. เพื่อสร้างรูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี 3. เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี (DHS-RTI)
34 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 4. เพื่อประเมินรูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (DHS-RTI) วิธีดำาเนินการศึกษา การศึกษาครั้งนี้ ดำาเนินการโดยใช้ระเบียบ วิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยแบ่งขั้นตอนการศึกษาออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) ในปจจุบัน เพื่อศึกษาการ ดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูล จากคณะทำางานขับเคลื่อนลดการบาดเจ็บทาง ถนนระดับอำาเภอ จำานวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษา เป็นแบบฟอร์มการจัดเก็บข้อมูล การดำาเนินงานระดับอำาเภอสำาหรับการประเมิน ผล ของสำานักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติ การติดตามผลการดำาเนินงานขับเคลื่อนลดการ บาดเจ็บทางถนน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผลงาน 9 เดือน ชี้แจงแนวทางการประเมินการดำาเนิน งานปองกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน และทำาการประเมินตนเอง ตามแบบแบบฟอร์ม การจัดเก็บข้อมูลการดำาเนินงานระดับอำาเภอ สำาหรับการประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 การสร้างรูปแบบการดำาเนิน งานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) เพื่อสร้างรูปแบบ การดำาเนินงานปองกัน การบาดเจ็บทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี โดยใช้แนวคิดของหลักการ ดำาเนินงานระบบสุขภาพระดับอำาเภอ (สำานักโรค ไม่ติดต่อ, 2559) และการดำาเนินงานกิจกรรมต่างๆ ในการปองกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ปองกัน การบาดเจ็บและการเสียชีวิต โดยประยุกต์ใช้แนวคิด ขององค์การอนามัยโลก และปรับเป็นกระบวน การ 5 ส. (สุรเกียรติ อาชานานุภาพ, 2554) และ ผลจากศึกษาการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี ตามขั้นตอนที่ 1 มาใช้ เป็นข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น เพื่อกำาหนดรูปแบบ การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี แล้วนำาไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำานวน 3 ท่านเพื่อประเมินคุณภาพโดยใช้แบบประเมินที่ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของ Likert (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2551) ซึ่งผู้ศึกษานำาไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาผลการทดลอง ใช้รูปแบบการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลจาก คณะทำางานขับเคลื่อนลดการบาดเจ็บทางถนน ระดับอำาเภอ จำานวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษาประกอบด้วย รูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี และแบบฟอร์มการจัดเก็บข้อมูลการดำาเนินงาน ระดับอำาเภอสำาหรับการประเมินผลของสำานัก โรคไม่ติดต่อ วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ข้อมูลที่ได้จากแบบฟอร์มการจัดเก็บข้อมูลการ
35 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 ดำาเนินงานระดับอำาเภอสำาหรับการประเมินผล และรายงานการประชุม ขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบการ ดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) เพื่อประเมินรูปแบบ การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลจาก คณะกรรมการติดตามและประเมิน ผลการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บจาก อุบัติเหตุทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี เครื่องมือที่ ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย รูปแบบการ ดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี และแบบประเมินรูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการศึกษา 1. การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) ในปจจุบัน พบว่า มีการจัดเก็บข้อมูลการบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางถนน ตั้งแต่ ป พ.ศ. 2547 อย่างต่อเนื่องตลอดมา เริ่มทำาการ พัฒนาศักยภาพทีมสอบสวนการบาดเจ็บและ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุถนนในป พ.ศ.2558 และ ศูนย์อำานวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี เริ่มใช้ข้อมูลการบาดเจ็บทางถนน ช่วงเทศกาลปใหม่ และสงกรานต์ ขับเคลื่อนการ ดำาเนินงานแบบมีส่วนร่วมของทีมสหสาขา นำาไปสู่ การแก้ไขปญหาจุดเสี่ยงในพื้นที่ แต่ไม่มีคณะทำางาน ขับเคลื่อนการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุทางถนน โดยใช้กระบวนการมีส่วน ร่วมของสหสาขาวิชาชีพหรือจากหลายหน่วยงาน ในอำาเภอ (Road Traffi c Injury) ที่ชัดเจน 2. รูปแบบการดำาเนินงานปองกันการ บาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) ประกอบ ด้านปจจัยนำาเข้า คือ การมีส่วนร่วม ของพหุภาคีในการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนนระดับอำาเภอ ด้านกระบวนการ เป็น แนวทางการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทาง ถนนจังหวัดปราจีนบุรี 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) พบว่า มีการดำาเนินงานปองกันการ บาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี ตามกรอบ กิจกรรม 10 กิจกรรม ส่งผลให้อำาเภอนาดี และ อำาเภอกบินทร์บุรี ดำาเนินการได้ผ่านเกณฑ์การ ประเมินระดับดี (Good) 4. การประเมินรูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) พบว่าโดยรวมมีความเหมาะสมมาก ( = 4.32, SD = 0.63) อภิปรายผล 1. การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) ในปจจุบัน โดยประยุกต์ใช้ระบบสุขภาพอำาเภอ หรืออำาเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืน เป็นเรื่องใหม่ ทำาให้ยังไม่มีคณะทำางานขับเคลื่อน การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ทางถนน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของ สหสาขาวิชาชีพหรือจากหลายหน่วยงานใน ( = 4.32, SD = 0.63)
36 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง อำาเภอ (Road Traffi c Injury) ที่ชัดเจน อีกทั้ง ไม่มีรูปแบบการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนนจังหวัดปราจีนบุรีที่ชัดเจน เนื่องจาก การดำาเนินการขับเคลื่อนการปองกันและลด การตายจากอุบัติเหตุทางถนนในระดับอำาเภอ กระทรวงสาธารณาสุขมีนโยบายขับเคลื่อนการ ดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทาง ถนนในระดับอำาเภอ มุ่งเน้นให้เกิดการดำาเนินงาน ผ่านกลไกการควบคุมปองกันโรคในระดับอำาเภอ เชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย ทางถนนในระดับอำาเภอ (ศปถ.อำาเภอ) และ การมีส่วนร่วมของเครือข่ายในระดับอำาเภอและ ท้องถิ่น นำาไปสู่การแก้ไขปญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับ สำานักโรคไม่ติดต่อ (2559) ที่กล่าวถึง ระบบสุขภาพระดับอำาเภอ คือ ระบบการทำางาน ด้านสุขภาพระดับอำาเภอร่วมกันของทุกภาค ส่วนด้วยการบูรณาการทรัพยากรภายใต้บริบท ของพื้นที่ผ่านกระบวนการชื่นชมและการจัดการ ความรู้ ส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนพึ่งตนเองได้ ไม่ทอดทิ้งกัน มีเปาหมายร่วมเพื่อสุขภาวะของ ประชาชน 2. รูปแบบการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) มีขั้นตอนการสร้างอย่างเป็นระบบตามแนวคิด และกระบวนการของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประยุกต์ร่วมกับขั้นตอน การสร้างและพัฒนารูปแบบของ วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2553) และสุวิชา วิริยมานุวงษ์ (2554) โดยเริ่ม จากศึกษาแนวคิดของหลักการดำาเนินงานระบบ สุขภาพระดับอำาเภอ (สำานักโรคไม่ติดต่อ, 2559) และการดำาเนินงานกิจกรรมต่างๆ ในการปองกัน การเกิดอุบัติเหตุทางถนน ปองกันการบาดเจ็บ และการเสียชีวิต โดยประยุกต์ใช้แนวคิดของ องค์การอนามัยโลก และปรับเป็นประบวนการ 5 ส. (สุรเกียรติ อาชานานุภาพ, 2554) และผลการ ประเมินตนเอง ตามแบบแบบฟอร์มการจัดเก็บ ข้อมูลการดำาเนินงานระดับอำาเภอสำาหรับการ ประเมินผล District Health System - Road Traffi c Injury) มาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น เป็นแนวทางในการสร้างรูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการดำาเนิน งานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) พบว่า อำาเภอนาดี และอำาเภอกบินทร์บุรี ดำาเนินการได้ผ่านเกณฑ์ การประเมินระดับดี (Good) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ รูปแบบการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนน จังหวัดปราจีนบุรี ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีความคุณภาพ ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำาให้มีการ ดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี ตามกรอบกิจกรรม 10 กิจกรรม นำาไปสู่มาตรการลดอุบัติเหตุในพื้นที่ สอดคล้องกับ สำานักงานปองกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี (2559) ทำาการศึกษาผลการพัฒนาเครือข่ายการเฝาระวัง ปองกันอุบัติเหตุทางจราจร มาตรการด่านชุมชน แบบสหสาขา เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ของภาคี เครือข่ายในวิเคราะห์สถานการณ์การเฝาระวัง การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากจราจรทางถนน การสอบสวนอุบัติเหตุจราจร และเกิดความร่วมมือ ระหว่างเครือข่ายแบบสหสาขาวิชาชีพในการ เฝาระวังการบาดเจ็บจากจราจรทางถนน 4. การประเมินรูปแบบการดำาเนินงาน ปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury : DHS-RTI) พบว่าโดยรวมมีความเหมาะสมมาก ( = 4.32, SD = 0.63) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ
37 ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2561 รูปแบบที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น เน้นการมีส่วนร่วมของ พหุภาคีในการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนน ระดับอำาเภอ ทำาให้เกิดการทำางานร่วมกัน และเชื่อมประสานงานกัน สอดคล้องกับ ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร และคณะ (2556) ทำาการศึกษาเรื่อง การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับอำาเภอ พบว่า การพัฒนาควรมีคณะกรรมการบริหารเครือข่าย บริการสุขภาพระดับอาเภอ (District Management Team) ในรูปแบบการบริหารจัดการที่มุ่งเน้น การทำางานร่วมกันและเชื่อมประสานงานกัน กรอบการดำาเนินงาน และเปาหมายการพัฒนา ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ในด้านการ กระจายทรัพยากรด้านการบริหารงบประมาณ และบุคลากร การดำาเนินงานของเครือข่ายจะนำา ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในที่สุด ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา 1.1 ควรเปดโอกาส และส่งเสริมให้ ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการ กำาหนดนโยบาย ในระดับอำาเภอ และจัดทำาแผน การดำาเนินงานในพื้นที่ เพื่อให้การดำาเนินงานมี ความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และดำาเนินงาน ไปในทิศทางเดียวกัน 1.2 ควรจัดทำาแผนและกำาหนดระยะ เวลาการดำาเนินงานและการประเมินผล ให้เหมาะสม กับความเพียงพอและศักยภาพของบุคลากรใน การดำาเนินงานของพื้นที่ 1.3 ควรให้การสนับสนุนงบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยี สารสนเทศใน การจัดการข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลที่ เหมาะสม และเพียงพอ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ในการใช้เทคโนโลยีในการดำาเนินงาน ให้เกิด ประสิทธิภาพ 1.4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการ พัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตามกลุ่มวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับการดำาเนินงาน เพื่อให้เข้าใจและ รับทราบถึงบทบาทหน้าที่และแนวทางในการ ดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury) 1.5 ผู้บริหารควรมีการประสานความ ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และ สนับสนุนการดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทาง ถนนจังหวัดปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury) 2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาแนวทางในการ สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการ ดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี (District Health System - Road Traffi c Injury) 2.2 ควรมีการศึกษารูปแบบในการ สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการ ดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บทางถนนจังหวัด ปราจีนบุรี (District Health System – Road Traffi c Injury) เอกสารอ้างอิง 1. ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร และคณะ. (2556). การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับ อำาเภอ. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น.(3), 17. 2. วาโร เพ็งสวัสดิ์. (2553). การวิจัยพัฒนารูปแบบ. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. (4), 12-13.
38 วารสารสุขภาพภาคประชาชนภาคกลาง 3. สำานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ. (2559). ภาวะสังคมไทย ไตรมาสสอง ปี 2559. เรียกใช้เมื่อ 10 ตุลาคม 2559 จาก http://www.nesdb. go.th/ewt_news.php?nid=6045& fi lename=index 4. สำานักงานปองกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี. (2559). ผลการพัฒนาเครือข่ายการเฝาระวัง ปองกันอุบัติเหตุทางจราจร มาตรการ ด่านชุมชนแบบสหสาขา. ชลบุรี: สำานักงาน ปองกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี. 5. สำานักโรคไม่ติดต่อ. (2559). แนวทางการประเมิน การดำาเนินงานปองกันการบาดเจ็บ ทางถนน DHS-RTI. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. 6. สำานักอำานวยความปลอดภัย. (2560). อุบัติเหตุ จราจรบนทางหลวงแผ่นดิน ปี 2559. กรุงเทพฯ: กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม. 7. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2554). มุมมอง และประสบการณ์ การพัฒนาระบบ บริการปฐมภูมิ:ในทศวรรษแรก แห่งนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน. 8. สุวิชา วิริยมานุวงษ์. (2554). การวิจัยและ พัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของ สถานศึกษากับชุมชนในการจัดการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน. ปริญญานิพนธ์ปรัชญา ดุษฎีบัณฑิต (การศึกษาเพื่อการพัฒนา ท้องถิ่น). ฉะเชิงเทรา: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์. 9. องค์การอนามัยโลก. (2558). รายงานสถาน- การณ์โลกด้านความปลอดถัยทางถนน พ.ศ.2558. กรุงเทพฯ: บริษัท สแกนด์- มีเดีย คอร์ปอเรชั่น จำากัด.