The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบของจังหวัดสุโขทัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by momo_rk, 2024-04-25 04:50:52

รายงานการวิจัย เรื่อง การขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบของจังหวัดสุโขทัย

การขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบของจังหวัดสุโขทัย

ก รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2565) สัญญาเลขที่ A15F640071 การขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบของจังหวัดสุโขทัย RESEARCH ON EXPANDING THE DEVELOPMENT OF COMMUNITY-BASED LEARNING ECOSYSTEMS FOR UNDERPRIVILEGED CHILDREN AND THE POOR IN THE PROTOTYPE EDUCATIONAL INNOVATION AREA OF SUKHOTHAI PROVINCE. โดย ดร.สุทธิศักดิ์ เพ็ชรผึ้ง สังกัด สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย สนับสนุนโดยกองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วย บพท.


ก กิตติกรรมประกาศ โครงการวิจัยนี้ คณะผู้วิจัยมีความสนใจศึกษาวิจัยขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐาน ชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบของจังหวัดสุโขทัยมีเป้าหมายการ ดำเนินการขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่ นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบ ซึ่งใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือการสร้างเกิดโอกาสและการเข้าถึงการเรียนรู้ เพื่อยกระดับสมรรถนะและคุณภาพชีวิตได้จากสิ่งแวดล้อมทางสังคมระดับชุมชนในพื้นที่ของผู้เรียนทุกช่วงวัย จนสามารถสร้างระบบสังคมระดับชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย 1 – 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสุโขทัย สำนักงาน กศน.จังหหวัดสุโขทัย หน่วยงาน สถานศึกษา ตลอดจนครู ผู้บริหารสถานศึกษา ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจนโครงการประสบความสำเร็จ และขอขอบพระคุณหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) อาจารย์ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่กรุณาให้คำปรึกษาด้วยดีเสมอมา ท้ายสุดนี้ ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการผลักดันให้เกิดระบบการศึกษาที่ เท่าเทียมสำหรับทุกคน (All for education) สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน เปิดโอกาสและการ เข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยนำทุนทางสังคมและเศรษฐกิจเข้ามาสร้างหลักสูตรการศึกษาใน ระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้เกิดสมรรถนะและขีดความสามารถที่สามารถสร้าง รายได้จากความได้เปรียบของพื้นที่ เพื่อก้าวพ้นความด้อยโอกาสทางสังคมที่ส่งผลต่อโอกาสและทางเลือกของ การเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือสามารถสนับสนุนการศึกษาให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น ผู้วิจัย ธันวาคม 2565


ข บทคัดย่อ การวิจัยขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนใน พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบของจังหวัดสุโขทัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อขยายผลการพัฒนาต้นแบบพื้นที่ นวัตกรรมการศึกษา จากกลไกการบูรณาทางนโยบายการศึกษาเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน และจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน ให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยดำเนินการ ศึกษาวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative) และวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative) ในการเก็บ ข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลจากสมัชชาการศึกษาจังหวัด คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ครูและผู้บริหารสถานศึกษา และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่นำร่อง 9 อำเภอ ซึ่งคัดเลือกพื้นที่ที่มีความยากจนมาก ที่สุดของอำเภอจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้าและมีจำนวนเด็กด้อยโอกาสนอกระบบ การศึกษามากที่สุดของอำเภอ และนำข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และวิเคราะห์ เนื้อหา (Content Analysis) ด้วยตัวของผู้วิจัยเอง และโดยรวบรวมประเด็นที่สำคัญและข้อสรุป และนำเสนอ ในรูปแบบการพรรณนาวิเคราะห์ (Analytic Induction) ซึ่งเป็นการตีความสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1) สภาพปัญหาของระบบการศึกษาเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐาน ชุมชนขาดการบูรณาการการสนับสนุนจากเครือข่ายชุมชน นักวิชาการ และผู้ประกอบการที่เข้ามามีส่วนร่วม สนับสนุนการจัดการศึกษา จึงมีความต้องการการบูรณาการเชิงนโยบายสนับสนุนสถานศึกษาต้นแบบ ให้เกิดการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน 2) การพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยการบูรณาการเชิงนโยบายสนับสนุนสถานศึกษาต้นแบบให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาพร้อมกับระบบนิเวศ การศึกษาสามารถสร้างการพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และเกิดการมีส่วนร่วมสนับสนุนจากทุก ภาคส่วนในพื้นที่ชุมชน 3) การขยายผลเพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของบริบทพื้นที่พบว่าการพัฒนา นวัตกรรมการศึกษาต้องสร้างการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสนับสนุน จากทุกภาคส่วนในพื้นที่ชุมชนให้กับสถานศึกษา คำสำคัญ กลไกบูรณาการทางนโยบาย, ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน, พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา, เด็กด้อยโอกาส


ข Abstract The research project extends the development of community-based learning ecosystems for underprivileged children and the poor in the prototype educational innovation area of Sukhothai Province. To expand the results of the development of prototypes of educational innovation areas. From the educational policy integration mechanism to create a community-based learning ecosystem and create a community-based curriculum. for underprivileged children and the poor in Sukhothai Province conducting research studies using qualitative research techniques. (Qualitative) and quantitative research. (Quantitative) in collecting data and analyzing data from informants from the Provincial Education Assembly. Provincial Board of Education teachers and school administrators and community networks in 9 pilot districts, which selected areas with The highest poverty of the district from the targeted human development data management system and the number of children. Most disadvantaged outside the educational system of the district and used the data to analyze the qualitative data (Qualitative Data) and analyze the content (Content Analysis) by the researcher himself. and by gathering important points and conclusions And presented in the form of analytic induction, which is an interpretation to create conclusions. The findings of this research were as follows: 1) The problematic state of the education system in order to create a community-based learning ecosystem lacked the integration of support from community networks, academics, and entrepreneurs who participated in supporting management. study Therefore, there is a need for policy integration to support model educational institutions to create Creating a community-based learning ecosystem 2) Developing a prototype of an educational innovation area by integrating policies to support model schools for educational innovation along with an educational ecosystem that can create educational development that is consistent with the context. 3) Expanding results to compare differences in local contexts found that the development of educational innovation must create a community-based learning ecosystem development to create Participation and support from all sectors in the community for educational institutions. Keywords: Policy integration mechanism, Community-Based Learning Ecosystem, Educational- innovation area, Underprivileged children


สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 ทบทวนบริบทข้อมูล ทฤษฏีและงานวิจัยทเี่กี่ยวข้อง ข 9 – 17 18 – 22 บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย 23 - 259 บทที่ 4 ผลการวิจัย 260 – 278 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย 277 – 278 บรรณานุกรม ภาคผนวก 279 280


1 บทที่ 1 บทนำ สัญญาเลขที่ A15F640071 ชื่อโครงการ ขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาส และผู้ยากจนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบของจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าโครงการ ดร.สุทธิศักดิ์ เพ็ชรผึ้ง หัวหน้าโครงการวิจัย หน่วยงานต้นสังกัด สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย ระยะเวลาดำเนินการ มิถุนายน 2564 – ธันวาคม 2565 (18 เดือน) งบประมาณดำเนินการ 1,127,800 บาท 1) ที่มาและความสำคัญของโครงการ (โดยสังเขป ไม่เกิน 1 หน้า) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลแบบก้าวกระโดดที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ภูมิภาค และโลก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่สังคมสูงวัย และทักษะของประชากร ในศตวรรษที่ 21 กับความท้าทายและมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมยุค 4.0 แต่พบว่า ระบบการศึกษายังมีปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่ปัญหาคุณภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ปัญหาคุณภาพและ มาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับ เป็นจุดอ่อนของระบบการศึกษา 1 ยิ่งไปกว่านั้น การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจากสภาพปัญหาที่มีอยู่ จึงทำให้มีผลลัพธ์ที่สะท้อนให้เห็น ว่ายังคงมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน เหตุเพราะการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานยังคงถูกจำกัดอยู่กับนักเรียนเฉพาะกลุ่มที่มีความมั่นคงของครอบครัว และคุณภาพชีวิต ซึ่งส่งผลต่อการมีโอกาสทางการศึกษาและการเข้าสู่ระบบการแข่งขัน หรือ คัดเลือกให้ได้รับ การศึกษาที่ดีกว่าแตกต่างจากเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจนหรือไม่มีความพร้อมต่อการดำรงชีวิต จากการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานหลายด้าน ดังที่กล่าวมาสิ่งสำคัญอีกด้านที่เป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียม ของโอกาสทางสังคมที่ยังคงมีความแตกต่างกัน คือ คุณภาพการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ยังคงมีความแตกต่าง กันตามบริบทของพื้นที่2 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความขาดแคลนปัจจัยที่ส่งเสริมความพร้อมด้านการบริหาร สถานศึกษาและบริหารการศึกษาที่แตกต่างกันของแต่ละสถานศึกษา การนี้ จึงทำให้เห็นได้ว่าการจัดการศึกษา จึงควรเป็นการจัดการศึกษาที่ส่งต่อทุกกลุ่มเป้าหมายของสังคมอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อให้ได้รับ การสร้างโอกาสของการเข้าถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ เศรษฐกิจในปัจจุบัน 1 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา: แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ 2 ศึกษาเพิ่มเติมจาก https://thematter.co/brandedcontent/gse-2019


2 ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาการดำเนินการโครงการวิจัยย่อยที่ 1 ซึ่งได้ดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว โดยมุ่งเน้นการพัฒนากลไกบูรณาการเชิงนโยบายที่ประสานการบูรณาการร่วมกันระหว่างสมัชชาการศึกษา จังหวัดกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เพื่อให้เกิดนโยบายการศึกษาที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมจาก ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการแก้ปัญหาการศึกษาทำให้เกิดการสอดประสานการทำงานร่วมกัน ระหว่างการส่งเสริมสวัสดิการสังคมให้กับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนที่ยังขาดความพร้อม ด้านปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีพและสนับสนุนความพร้อมของระบบการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ และส่งผลต่อ การศึกษาโครงการวิจัยย่อยที่ 2 คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน ซึ่งมีองค์ประกอบของ ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนที่ถูกพัฒนาขึ้นประกอบด้วย 1) หลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชนที่เกิดจาก การดึงศักยภาพและทุนทางสังคมในพื้นที่นำมาสร้างศักยภาพของผู้เรียนแต่ละช่วงวัย ซึ่งถูกบรรจุไว้ใน การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยของชุมชน 2) ระบบการถ่ายโอนหน่วยกิต (Credit bank) เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในชุมชน 3) โครงข่ายคุ้มครองทางสังคมด้านการศึกษา โดยการดำเนินดังที่กล่าวมาได้นำสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสนอขับเคลื่อนนโยบายการจัดตั้งให้จังหวัดสุโขทัยเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยการประเมินผลข้อมูล การวิจัยจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และนอกจากนี้ ยังได้นำเสนอผลสำเร็จของการวิจัยนำเสนอให้กับสมัชชาการศึกษาจังหวัด เพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลง และแนวทางการพัฒนาการศึกษาและขยายผลการดำเนินการร่วมกัน สิ่งที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป คือการขยายผลการวิจัยให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด โดยการคัดเลือก พื้นที่ตำบลที่มีความยากจนมากที่สุดของแต่ละอำเภอจากข้อมูลระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคน แบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform :TPMAP) และ ข้อมูลเด็กด้อยโอกาสนอกระบบ การศึกษาตำบลที่มากสุดของแต่ละอำเภอจากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยการมีส่วนร่วมคัดเลือกพื้นที่ร่วมกันระหว่าง สมัชชการศึกษาอำเภอ ผู้นำชุมชน หน่วยงานทางการศึกษา ทุกระดับ ซึ่งมีผลต่อการสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมเข้ามาสนับสนุนการลงพื้นที่เก็บข้อมูลการวิจัย และการมีส่วนร่วมสนับสนุนให้เกิดการขยายผลระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนตลอดจนการสร้างข้อเสนอ เชิงนโยบายในลักษณะของการนำปัญหาและความต้องการของระดับพื้นที่นำไปสู่การสร้างนโยบายระดับ จังหวัดผ่านการนำเสนอเข้าสู่การกำหนดนโยบายของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดหรือส่วนราชการอื่น ที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการสนับสนุนการศึกษาและการจัดการศึกษาตามบริบทพื้นที่ชุมชน ผลสรุปของข้อค้นพบ งานวิจัยที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป จึงเป็นการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่าง ของการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนด้วยการนำทุนทางสังคมและเศรษฐกิจของพื้นที่ชุมชนมาสร้าง การเชื่อมต่อการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ตลอดชีวิตทุกช่วงวัยของคนในชุมชน ประกอบกับการสนับสนุนจากเครือข่ายหน่วยงานในชุมชน ระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านวิชาการ ให้เกิดความร่วมมือ ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและแก้ปัญหาเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่ชุมชน


3 2) คำถามการวิจัย ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน สำหรับการสร้างโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาให้เกิด การศึกษาตลอดชีวิตและการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเด็กด้อยโอกาสหรือผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ตามความแตกต่างของบริบทพื้นที่ชุมชนควรเป็นอย่างไร 3) วัตถุประสงค์ เพื่อขยายผลการพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จากกลไกการบูรณาทางนโยบายการศึกษา เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนและจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน ให้กับเด็กด้อยโอกาสและ ผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย 4) ขอบเขตการดำเนินงาน (ระบุกลุ่มเป้าหมาย และพื้นที่ดำเนินการ) ขอบเขตการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ใช้เทคนิคการวิจัย เชิงปริมาณ (Quantitative) และเชิงคุณภาพ (Qualitative) ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัย กำหนดขอบเขตการศึกษาวิจัยมีรายละเอียดดังนี้ ขอบเขตเนื้อหา 1. การศึกษาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน 1.1 ศึกษาคุณค่าภูมิปัญญาทุนทางสังคม และทุนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชุมชน 1.2 ศึกษาความต้องการและลักษณะระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนที่ สอดคล้องและตรงกับสภาพปัญหาตามบริบทพื้นที่ชุมชน และกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน 1.3 ศึกษาสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน และบูรณาการระบบสนับสนุนทางสังคมในการดูแลช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน 2. การสร้างหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษา ในระบบการศึกษา การศึกษานอกระบบการศึกษา และการศึกษาตามอัธยาศัย และการถ่ายโอนหน่วยกิตข้ามระบบการศึกษา 3. การนำเสนอและตรวจสอบคุณภาพความถูกต้องและความเป็นไปได้ของหลักสูตรฐาน สมรรถนะชุมชน ระดับชั้นปฐมวัย – อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และศูนย์การศึกษานอกระบบการศึกษาและ การศึกษาตามอัธยาศัย และการถ่ายโอนหน่วยกิต 4. แนวทางการสะสมหน่วยกิตและการจัดทำระบบถ่ายโอนหน่วยกิต 5. การนำเสนอแนวทางการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน ไปใช้จัดการเรียนการสอน แต่ละระดับการบูรณาการสนับสนุนการจัดการศึกษา การนิเทศติดตาม และการถ่ายโอนหน่วยกิต 6. ลักษณะการจัดตั้งและการดำเนินงานของโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมด้านการศึกษาแต่ละ พื้นที่ชุมชน 7.นิเทศติดตามการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน ไปปฏิบัติจัดการเรียนการสอน ในชั้นเรียน 8. ถอดบทเรียนรู้ความสำเร็จของระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนตามบริบทพื้นที่ชุมชน


4 คำนิยามเชิงปฏิบัติการ 1. เด็กด้อยโอกาส หมายถึง เด็กที่อายุตั้งแต่ 2 - 18 ปี อยู่ในครอบครัวที่มีฐานนะยากจน ซึ่งมีรายได้ครอบครัวต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน ส่งผลต่อโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาคกับ ผู้อื่นในสังคม ทั้งที่อยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาขั้นพื้นที่ในสังกัดของสำนักงานการศึกษา ขั้นพื้นฐานและในสังกัดของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตำบลในพื้นที่วิจัย 2. ผู้ยากจน หมายถึง ผู้ปกครองของเด็กด้อยโอกาสที่มีฐานะยากจน ซึ่งมีรายได้ครอบครัวต่ำ กว่า 3,000 บาทต่อเดือน ส่งผลต่อการสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาคกับผู้อื่นในสังคม 3. ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน หมายถึง การเชื่อมต่อการศึกษาในระบบการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยนำคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาในพื้นที่ นำมาสร้างเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน ที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษาได้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัยของคนในชุมชน โดยมีการ สนับสนุนจากการบูรณาการทางนโยบายเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว โรงเรียน และเครือข่ายชุมชน 4. กลไกกการบูรณาการทางนโยบายการศึกษา หมายถึง การประสาน การกำหนดนโยบาย การปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านวิชาการ เพื่อสร้างการสนับสนุนทางการศึกษาและสนับสนุนการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษา 5. โครงข่ายคุ้มครองทางสังคมด้านการศึกษา หมายถึง การประสานการบูรณาการระดับ ชุมชน ระหว่างครู กศน. ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ หรือ อาสาสมัครอื่นในพื้นที่การวิจัย เพื่อเป็นเครือข่ายร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษา และสนับสนุนด้านการส่งเสริมสวัสดิการสังคมและลดผลกระทบทางสังคมที่มีต่อเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน ในพื้นที่การวิจัย 6. หลักสูตรสมรรถะนะชุมชน เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้เกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายให้เกิดการพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของผู้เรียน ด้านการแก้ปัญหาเป็น มีความยืดหยุ่น รู้จักปรับตัวและมีความรับผิดชอบ ซึ่งใช้การประเมินจากผลการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติของผู้เรียนแต่ละ ช่วงวัย โดยมีครู ปราชญ์ชุมชนหรือผู้ประกอบการร่วมให้คำแนะนำและประเมินผลเพื่อพัฒนาตามมาตรฐาน (Formative Assessment) และประเมินรวบยอด (Summative Assessment) ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้หรือ โครงงาน


5 แหล่งข้อมูล ประกอบด้วย กลุ่มผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน สถานศึกษาทุกระดับ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานทางการศึกษาจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย นักพัฒนาชุมชน และภาคประชาสังคม พื้นที่วิจัย คณะผู้วิจัยได้จัดเก็บข้อมูลการคัดเลือกพื้นที่วิจัยจากการนำเสนอข้อมูลตำบลที่มีความยากจน มากที่สุดของแต่ละอำเภอ ซึ่งมีแหล่งข้อมูลมาจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform : TPMAP) และตำบลที่มีจำนวนเด็กด้อยโอกาสนอกระบบ การศึกษาตำบลที่มากสุดของแต่ละอำเภอ จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้กับสมัชชการศึกษาอำเภอ ผู้นำชุมชน หน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยเป็นผู้คัดเลือก พื้นที่และสถานศึกษาเข้าร่วมการวิจัยของรายอำเภอดังต่อไปนี้ 1. อำเภอกงไกรลาศ คัดเลือกพื้นที่ตำบล ไกรใน โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมให้ข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย 1.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลไกรใน 1.2 โรงเรียนบ้านหนองบัว 1.3 โรงเรียนไกรในวิทยาคมรัชมังคลาภิเษก 1.4 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย 1.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 1.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 1.7 ศูนย์ กศน.ตำบลไกรใน 2. อำเภอคีรีมาศคัดเลือกพื้นที่ตำบล ศรีคีรีมาศ โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมให้ข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย 2.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดศรีสุวรรณาราม 2.2 โรงเรียนศรีคีรีมาศวิทยา 2.3 โรงเรียนคีรีมาศพิทยาคม 2.4 วิทยาอาชีวศึกษาสุโขทัย 2.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 2.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 2.7 ศูนย์ กศน.ตำบลศรีคีรีมาศ


6 3. อำเภอทุ่งเสลี่ยมคัดเลือกพื้นที่ตำบล ทุ่งเสลี่ยม โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมให้ข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย 3.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลทุ่งเสลี่ยม 3.2 โรงเรียนอนุบาลทุ่งเสลี่ยม 3.3 โรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ 3.4 วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย 3.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 3.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 3.7 ศูนย์ กศน.ตำบลทุ่งเสลี่ยม 4. อำเภอศรีนครคัดเลือกพื้นที่ตำบล ศรีนคร โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมให้ข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย 4.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทุ่งมหาชัย 4.2 โรงเรียนศึกษาเกษตรศิลป์ 4.3 โรงเรียนทุ่งมหาชัย 4.4 โรงเรียนศรีนคร 4.5 วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย 4.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 4.7 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 4.8 ศูนย์ กศน.ตำบลศรีนคร 5. อำเภอบ้านด่านลานหอยคัดเลือกพื้นที่ตำบล ตลิ่งชัน โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมให้ข้อมูล การวิจัยประกอบด้วย 5.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตลิ่งชัน 5.2 โรงเรียนบ้านตลิ่งชัน 5.3 โรงเรียนตลิ่งชันวิทยานุสรณ์/กศน.อำเภอ 5.4 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย 4.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 4.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 4.7 ศูนย์ กศน.ตำบลตลิ่งชัน


7 6. อำเภอศรีสัชนาลัยคัดเลือกพื้นที่ตำบล ดงคู่โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมให้ข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย 6.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงคู่ 6.2 โรงเรียนบ้านดงคู่ 6.3 โรงเรียนบ้านดงคู่/กศน.อำเภอ 6.4 โรงเรียนเมืองเชลียง/กศน.อำเภอ 6.5 วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย 6.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 6.7 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 6.8 ศูนย์ กศน.ตำบลดงคู่ 7. อำเภอศรีสำโรงคัดเลือกพื้นที่ตำบลบ้านซ่านโดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมให้ข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย 7.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลบ้านซ่าน 7.2 โรงเรียนบ้านซ่าน 7.3 โรงเรียนบ้านไร่พิทยาคม/กศน.อำเภอ 7.4 วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง 7.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 7.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 7.7 ศูนย์ กศน.ตำบลบ้านซ่าน 8. อำเภอสวรรคโลก คัดเลือกพื้นที่ตำบลหนองกลับโดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมให้ข้อมูลการ วิจัยประกอบด้วย 8.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองกลับ 8.2 โรงเรียนบ้านหนองกลับ 8.3 โรงเรียนบ้านหนองกลับวิทยาคม/กศน.อำเภอสวรรคโลก 8.4 โรงเรียนบ้านหนองกลับวิทยาคม/กศน.อำเภอสวรรคโลก 8.5 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย 8.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 8.7 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 8.8 ศูนย์ กศน.ตำบลหนองกลับ


8 กรอบแนวคิดการวิจัย 5) ผลผลิต ผลลัพธ์(ผลกระทบ) ผลผลิต 1. ระบบนิเวศการเรียนรู้ 2. เครือข่ายชุมชนด้านการศึกษา 3. การถ่ายโอนหน่วยกิต 4. หลักสูตรฐานสมรรถนะ 5. ข้อเสนอเชิงนโยบายการศึกษาเพื่อขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน ผลลัพธ์ 1. ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน เพื่อขยายต่อทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย 2. แผนบูรณาการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน ผลกระทบ โอกาสและการเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนจากการได้รับการ เรียนรู้ตลอดชีวิตของระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับชุมชน 6) ข้อตกลงเบื้องต้นการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นโครงการวิจัยย่อยที่ 3 ที่นำผลการวิจัยจากโครงการวิจัยย่อยที่ 1และ โครงการวิจัยย่อยที่ 2 มาศึกษาการขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน โดยการขับเคลื่อน การบูรณาการทางนโยบาย เพื่อพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน การถ่ายโอนหน่วยกิตการศึกษา โครงข่าย คุ้มครองทางสังคมด้านการศึกษา และการมีส่วนร่วมของชุมชน แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงการเกิดสถานการณ์โควิด 19 ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการทดลองหลักสูตร จึงประเมินผลการพัฒนาหลักสูตรจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญให้ การประเมินความถูกต้องและเป็นไปได้ของการจัดทำหลักสูตรของแต่ละระดับการศึกษา ทุนทางสังคมของชุมชน ปัญหาและความต้องการ หลักสูตรฐาน สมรรถนะชุมชน เครือข่ายคุ้มครอง ทางสังคม การถ่ายโอน หน่วยกิต การมีส่วนร่วม ของชุมชน นวัตกรรม ทางการศึกษา ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน เด็กด้อยโอกาส และผู้ยากจน กลไกบูรณาการทางนโยบาย


9 บทที่ 2 ทบทวนบริบทข้อมูล ทฤษฏีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1) แนวคิดการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของสถานศึกษา การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของสถานศึกษาได้ดำเนินการตามแนวคิดของกระแสหลัก ซึ่งให้ความสำคัญและมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการในรูปแบบขององค์การและให้ความสำคัญกับการเป้าหมาย ที่เป็น องค์รวมในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ จำแนกเป็น 6 ตัวแบบประกอบด้วย (วรเดช จันทรศร, 2543) 1.1) ตัวแบบยึดหลักเหตุผล 1.2) ตัวแบบด้านการจัดการ 1.3) ตัวแบบทางด้านการพัฒนาองค์กร 1.4) ตัวแบบทางด้านกระบวนการระบบราชการ 1.5) ตัวแบบทางการเมือง 1.6) ตัวแบบทั่วไป แต่สภาพองค์การของสถานศึกษาตลอดจนโครงสร้างของระบบการศึกษาที่ยังขาดความพร้อม และมีเงื่อนไขทางสังคมตลอดจนช่วงชั้นทางสังคมในพื้นที่ตามบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละสังคมในพื้นที่ ยังเป็นข้อจำกัดของการดำเนินการในลักษณะองค์การเดี่ยว เพื่อนำไปสู่การบูรณาการของการขับเคลื่อนสังคม ให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ นอกจากนี้ปัจจัยภายนอกที่สภาพ แวดล้อมที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปสู่การ ปฏิบัติของสถานศึกษายังเป็นเงื่อนไขที่มีผลต่อความสำเร็จของนโยบายด้านการศึกษา ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงได้ ประยุกต์ใช้แนวคิดของตัวแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองในการนำนโยบายไปปฏิบัติ (ชัยยนต์ ประดิษฐ์ศิลป์, 2556) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบริบทของนโยบายและแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคมของบริบทพื้นที่ ตามลักษณะของโครงสร้างสังคมและการกระทำทางสังคมที่สนับสนุนการดำเนินนโยบายซึ่งกันและกัน โดยให้ ความสำคัญกับปัจจัยเชิงโครงสร้างสังคมและปัจจัยผู้กระทำการที่มีความสัมพันธ์ต่อกันตามบริบทของพื้นที่ กล่าวโดยสรุปการสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาจากความไม่พร้อม ของสภาพองค์การและโครงสร้างของระบบการศึกษาจึงไม่อาจใช้ตัวแบบที่มาจากแนวคิดทางกระแสหลักได้ เนื่องจากการเชื่อมโยงโครงสร้างสังคมตามบริบทพื้นที่และบทบาทของผู้กระทำเชิงนโยบายที่มีความ หลากหลายเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนระบบการศึกษาซึงต้องใช้รูปแบบที่มีความเชื่อมโยงกับมิติการพัฒนา พื้นที่เข้ามาสนับสนุน


10 ภาพ ตัวแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองในการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2) แนวคิดการกระทำทางสังคม (Social action) Max Weber, (1920) ได้กล่าวถึงการกระทำทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับผู้กระทำการเชิงนโยบาย ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนและบูรณาการการทำงานที่เป็นปัจจัยของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้ตามปัจจัย ที่เป็นตัวกำหนดการกระทำทางสังคม (Element of Social Action) ดังนี้ 2.1) ตัวผู้กระทำ (actor) 2.2) เป้าหมาย (goal or end) 2.3) เงื่อนไข (condition) 2.4) วิธีการ (means) กล่าวโดยสรุปจึงทำให้เห็นได้ว่าความแตกต่างของผู้กระทำย่อมเป็นปัจจัยสำคัญของการสนับสนุน ความร่วมมือซึ่งผู้กระทำต้องเป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงทั้งการใช้อำนาจเฉพาะตัวแบบอาศัยบารมี (Charismatic Domination) และการใช้อำนาจแบบประเพณีนิยม (Traditional Domination) อำนาจตามกฎหมาย (Patrimonial) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แต่ละช่วงชั้นทางสังคมและกลุ่มผลประโยชน์ทางสังคมเข้ามามี ส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจของบุคคลผู้กำหนด นโยบายและแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้มีเป้าหมายเดียวกัน บนความแตกต่างของหน้าที่ที่ส่งผลลัพธ์ ผลผลิตและผลกระทบของนโยบายเชื่อมต่อกันให้เป็นระบบสังคมที่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือไปสู่การพัฒนา สังคมและเศรษฐกิจ


11 3) แนวคิดโครงสร้างหน้าที่ทางสังคม Talcott Parsons, (1930) ได้กล่าวถึงหน้าที่ที่เป็นกลไกของการขับเคลื่อนระบบสังคมให้เกิด ความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อกันให้เกิดความคงอยู่ของสภาพสังคมและปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น โดยสรุปได้ดังนี้ 3.1) การปรับตัว (Adaptation) ความสัมพันธ์จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญของการสร้างคนให้เกิดการปรับตัวที่รองรับการเปลี่ยนแปลง 3.2) การบรรลุเป้าหมาย (Goal Attainment) ระบบสังคมต้องมีการบรรลุเป้าหมายของการ ดำเนินการเพื่อส่งผลลัพธ์และผลกระทบต่อสภาพความคงอยู่ทางสังคม สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดเป้าหมาย ร่วมกันทางสังคม 3.3) การบูรณาการ(Integration) นอกจากการมีเป้าหมายร่วมกัน สิ่งสำคัญคือการสนับสนุน ให้เกิดการขับเคลื่อนร่วมกันในลักษณะของการส่งต่อผลลัพธ์ ผลผลิต และผลกระทบต่อกัน 3.4) การรักษาแบบแผน (Latency) การกระตุ้น การสร้างแรงจูงใจ เพื่อการรักษาของการ ดำรงอยู่ให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของระบบสังคม กล่าวโดยสรุป ระบบการศึกษามีความสัมพันธ์ต่อระบบสังคมที่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคมเพื่อ บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่เกิดจากการบูรณาการหน้าที่และการรักษาระบบสังคมจากความร่วมมือและ มีเป้าหมายเดียวกัน จึงชี้ให้เห็นได้ว่าการศึกษาของคนในสังคมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะสร้างให้เกิดการพัฒนาหรือ รองรับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมได้ 4) แนวคิดด้านการจัดการศึกษา การจัดการศึกษาเชิงบูรณาการที่มีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยเชื่อมโยงรูปแบบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เข้ากับวิถีชุมชน ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนที่สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับชีวิตจริง (สวงษ์ ไชยยา, 2560) โดยสิ่งสำคัญอีกประการที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนรู้ โดยการได้ลงมือปฏิบัติคือการ ฝึกเรียนรู้จากการสังเกต (Observational Learning)และได้ปฏิสัมพันธ์(Interact)กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวในการสร้างกระบวนการทางการรู้คิดจากการลงมือปฏิบัติร่วมกับชุมชน (Bandura, 1986) พร้อมทั้งการ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมจัดการศึกษาจะทำให้การขัดเกลาทางสังคมในสถานศึกษาสามารถ สร้างคุณลักษณะที่เหมาะสมและทักษะที่จำเป็นให้กับผู้เรียนจากการกำหนดค่านิยมร่วมกันทางสังคม (ชนิตา รักษ์พลเมือง,2557 หน้า 53) โดยครูผู้สอนซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาผู้เรียนหากได้นำปัญหาของ ชุมชนให้ผู้เรียนร่วมกำหนดปัญหาและวิธีการทดลองลงมือปฏิบัติในการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดประสบการณ์ใน การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับชุมชนและความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการจัดการศึกษาที่รองรับการ พัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของสังคมจากการได้ลงมือปฏิบัติและสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริงได้ (Kolb, 1971)


12 นอกจากนี้ในความเป็นจริงของการศึกษา ล้วนเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในการแก้ปัญหา จากประสบการณ์และความสามารถของตนเองจนสามารถสร้างการพัฒนาตนเองได้ด้วยตัวเอง (Paulo Friere, 1987) มิใช่แค่เพียงการสะสมตัวค่าคะแนนเหมือนการฝากธนาคาร แต่สิ่งที่ผู้เรียนได้รับควร เป็นประสบการณ์ที่สามารถปลดเปลื้องศักยภาพในตัวเองออกมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า จากการที่ผู้เรียนอยู่ระหว่าง “สองแพร่ง” ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและ กระแสรองการจัดการศึกษา จึงต้องเชื่อมโยงความรู้จากชีวิตจริงที่ผู้เรียนควรมีโอกาสได้รับประสบการณ์ที่ส่ง ต่อการจากเรียนรู้เพื่อพึ่งตนเองในสังคมและสามารถสร้างรายได้จากความต้องการของกระแสทุนนิยม และ ความเป็นอยู่ในสังคมรอบตัวผู้เรียน เพื่อสร้างการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์จากหลักสูตรที่มีความเชื่อมโยง กับฐานสมรรถนะตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัย ที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและ ผู้ประกอบการ ผ่านศูนย์บ่มเพาะหรือศูนย์พัฒนาทักษะอาชีพของชุมชน เพื่อให้ทักษะของผู้เรียนมีสมรรถนะ ที่ตอบรับทั้งเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและกระแสรอง จึงจะสามารถปลดพันธนาการจาก “ความไม่รู้” โดยการสร้าง “ทุนทางปัญญา” ที่สามารถปรับใช้ได้กับชีวิตจริงและก่อเกิดทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นจนเป็นพื้นที่ นวัตกรรมการศึกษาจากการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายร่วมจัดการศึกษาของทุกภาคส่วน 5) แนวคิดระบบนิเวศการเรียนรู้ แนวคิดเรื่องระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecology System) เป็นการเชื่อมโยงระบบการศึกษา จากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ตลอดชีวิต ทุกช่วงวัยของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดทักษะและความรู้ที่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จากการจัดการศึกษาตามบริบทเชิงพื้นที่ และตามสนองความต้องการจำเป็นรายบุคคล ของผู้เรียนโดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่การเรียนรู้ระหว่างสถานศึกษากับพื้นที่นอกสถานศึกษา จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามีส่วนสำคัญ ที่สร้างความร่วมมือกับผู้เรียนและผู้สอนจากกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการหรือหลักสูตรตามที่กำหนด (Holgado and Penalvo ,2017) ผลการเรียนรู้ที่เกิดจากระบบนิเวศการเรียนรู้ จึงไม่ได้ถูกยึดโยงเพียงแค่กรอบวิชาการตามมาตรฐาน การกำหนดนโยบายภาครัฐ แต่ยังเป็นการศึกษาเพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะชีวิตที่รองรับความแตกต่างและ วิธีการเรียนรู้รายบุคคล เพื่อให้เกิดทักษะของการทำงานร่วมกับผู้อื่นในลักษณะของการเรียนรู้ที่เกื้อกูลและ ร่วมมือไปสู่เป้าหมายเดียวกัน (เดชรัต สุขกำเนิด,2563) สอดคล้องกับทฤษฎีระบบนิเวศวิทยา (Bronfenbrenner's ecological system theory) ที่เชื่อว่า พฤติกรรมของบุคคลเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ระดับที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดไปจนถึงระดับที่มีผล จากชุมชนสังคมที่เป็นอยู่ ย่อมมีผลต่อพฤติกรรมของบุคคลที่เข้าร่วมปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม อาทิ ครอบครัว โรงเรียน เพื่อนบ้าน ความเชื่อในครอบครัวหรือชุมชน พฤติกรรมการแสดงออกของบิดา มารดา ล้วนทำให้เกิด ทัศนคติและการแสดงออกตามพฤติกรรมที่มีผลจากสิ่งแวดล้อมที่บุคคลเข้าไปร่วมปฏิสัมพันธ์ ความสอดคล้อง ที่เกิดขึ้นระหว่างระบบนิเวศการเรียนรู้กับระบบนิเวศวิทยา จึงเป็นการสร้างทั้งความรู้ เจตคติ และทักษะให้ เกิดการสร้างพฤติกรรมเชิงบวกให้เกิดกับชุมชนแวดล้อมตัวผู้เรียนไปพร้อมกับการขัดเกลาทางสังคมจาก สถานศึกษาที่เป็นไปตามความต้องการจำเป็นและบริบทพื้นที่ของชุมชน


13 ดังนั้น ระบบนิเวศการเรียนรู้ จึงเป็นระบบการเรียนรู้ที่สนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถสร้างทักษะ ของการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและรองรับข้อจำกัดของการศึกษาที่กรอบให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันในลักษณะ ของ Qne size fit for all ซึ่งเปิดโอกาสและทางเลือกของผู้เรียนสร้างกระบวนการหาความรู้ที่นำไปสู่ความรู้ ใหม่จากการร่วมลงมือปฏิบัติกับชุมชนหรือสถานศึกษา ทั้งที่มาจากการสังเกต (Observational Learning) และได้ปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัว (Bandura, 1986) ซึ่งสนับสนุนจากกลไกการ ทำงานของสมัชชาการศึกษาระดับจังหวัด อำเภอ และพื้นที่ได้ดังรูป กล่าวโดยสรุป ระบบนิเวศการเรียนรู้ ซึ่งเชื่อมโยงการศึกษาในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัย ที่กำหนดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบการเรียนรู้ ตามทุนสังคมหรือความต้องการจำเป็นสำหรับการ พัฒนาคนในชุมชน โดยนำกิจกรรมการเรียนรู้หรือหลักสูตรฐานสมารรถนะที่ถูกออกแบบร่วมกันระหว่าง ชุมชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่เข้าสู่ระบบ การศึกษา ทั้งการศึกษา ในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยใช้สื่อเทคโนโลยี สารสนเทศเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ จะเป็นการสร้างโอกาสและการเข้าถึงการพัฒนาตนเองของ ชุมชนได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะของการศึกษานอกระบบหรือ การศึกษาตามอัธยาศัยจากการสร้างศูนย์บ่มเพาะอาชีพและการตลาดของชุมชนร่วมกับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอจะเป็นการรองรับการพัฒนาใหกับสถานศึกษาในระบบและพัฒนาทักษะ อาชีพที่นำไปสู่การนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาสินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดรายได้จากการใช้เทคโนโลยีเข้ามา สนับสนุนด้านการตลาดให้กับชุมชน


14 6) แนวคิดโครงข่ายคุ้มครองทางสังคม (Social Safety net) สถาบันวิจัยการพัฒนาประเทศไทยได้กล่าวถึง โครงข่ายคุ้มครองทางสังคม (Social Safety net) ในคราวการสัมมนาวิชาการ ปี 2544 ในประเด็นยุทธศาสตร์การขจัดปัญหาความยากจน โดยได้นำแนวทาง ของธนาคารโลก (World bank) มาเป็นกรอบทิศทางการดำเนินงาน เพื่อสร้างการบริการของรัฐด้านการศึกษา สุขภาพและการช่วยเหลือให้กับผู้ยากจน หรือ ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความพร้อมเพื่อก่อให้เกิดการ เข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียมกันในสังคม ในลักษณะของการมีส่วนร่วมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ระหว่างรัฐกับ ผู้ประกอบการ โดยมีหลักการทำงานแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านบริการสังคม (Social Services) ด้านสังคมสงเคราะห์ (Social Assistance) ด้านประกันสังคม (Social Insurance) และการช่วยเหลือและ สนับสนุนจากภาคเอกชน ลักษณะของการดำเนินการ ซึ่งมุ่งเน้นได้ด้านของความร่วมมือระหว่างรัฐ กับเอกชน ที่ส่งเสริมให้เกิด ความพร้อมของผู้ด้อยโอกาส หรือ ผู้ยากจนในสังคมให้ได้รับการสังคมสงเคราะห์และการเข้าถึงการบริการของ รัฐอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น ซึ่งจากข้อเท็จจริงการดำเนินการของรัฐยังคงมีข้อจำกัดหลายด้านทั้งในเรื่องนโยบาย หรืองบประมาณที่ต่อเนื่อง ความเหลื่อมล้ำของคุณภาพบริการ ความห่างไกลของบริบทพื้นที่สิ่งสำคัญ ของโครงข่ายคุ้มครองทางสังคม จึงควรเป็นประเด็นเรื่องกลไกการสนับสนุนทางนโยบายจากรัฐที่สร้างความ พร้อมและความเข้มแข็งให้กับชุมชนและชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ในด้าน ต่างๆ อาทิ การมีส่วนร่วม จัดการศึกษาการสร้างทักษะอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้ การสังคมสงเคราะห์โดยเครือข่ายชุมชน และ การประสานความร่วมมือทั้งจากภายในและภายนอกชุมชนกับรัฐ ภาคประชาสังคม หรือภาคเอกชนตามความ ต้องการจำเป็นของชุมชน ดังนั้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุนชนเป็นฐานในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในชุมชนที่นำไปสู่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตจากการมีรายได้ ซึ่งเป็นมิติของการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความพร้อมที่สร้างโอกาสและการเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากคน ในชุมชน จึงต้องสร้างระบบสังคมในชุมชนให้เกิดปทัสถาน (norm) ของความร่วมมือและช่วยเหลือจาก คนที่พร้อมเข้าสู่โอกาสและการเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้มีหน้าที่เป็นเครือข่ายสังคมระดับชุมชน ที่มีความรับผิดชอบ ด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ยากจนให้ได้รับการบริการสังคม (Social Services) อาทิ ด้านการศึกษาหรือด้านสาธารณสุข รวมไปถึงการเชื่อมต่อการช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ (Social Assistance) กับหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนให้กับผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ยากจนจากเครือข่ายชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งสำคัญคือการเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบการจัดการศึกษาหรือสนับสนุนการจัดการศึกษาของ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่ได้รับความร่วมมือช่วยเหลือและ สนับสนุนจาก ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานทางการศึกษา เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้ด้วยชุมชนเอง ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการพัฒนา ในพื้นที่ชุมชน


15 7) ทุนสังคม ทุนวัฒนธรรม และศักยภาพการสนับสนุนของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จังหวัดสุโขทัยมีบริบทพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยบนฐาน ความพร้อมทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาและการท่องเที่ยว จนกระทั่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศผล การคัดเลือกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (Creative Cities Network) ประจำปี 2562 ให้จังหวัดสุโขทัยได้รับคัดเลือกให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) โดยเป็น 1 ใน 66 เมืองจากทั่วโลก จากการได้รับการยกย่องในระดับสากลเนื่องจากมีความหลากหลายของทุนทางสังคมและวัฒนธรรม จึงเป็นจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของพื้นที่จังหวัด ซึ่งสามารถนำคุณค่าจากทุนในพื้นที่มาสร้างเป็น มูลค่าที่นำไปสู่การสร้างโอกาสของการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนสามารถเพิ่ม รายได้จากการมีงานทำประกอบกับศักยภาพของภาคีเครือข่าย ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดทำสรุปไว้ดังต่อไปนี้ 7.1) ทุนด้านภูมิปัญญา ประเภทภูมิปัญญา พื้นที่ ผ้าทอหาดเสี้ยว,ซิ่นตีนจก ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย เครื่องทอง เครื่องเงินโบราณ ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย เครื่องปั้นดินเผาบ้านทุ่งหลวง ตำบลทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ เครื่องสังคโลก ตำบลเมืองเก่า อำเภอคีรีมาศ เครื่องจักสาน ทุกแห่งในพื้นที่ ยาสมุนไพร ทุกแห่งในพื้นที่ อาหารพื้นถิ่น ทุกแห่งในพื้นที่ ภาคีเครือข่ายการพัฒนาอาชีพ หน่วยงาน ศักยภาพการพัฒนาอาชีพ พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด - ฝึกอบรมยกระดับฝีมือแรงงาน สาขานวดไทย เพื่อ สุขภาพ - ฝึกอบรมเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานภาค การเกษตรที่จะไปทำงานต่างประเทศ สาขาเทคนิคการ เก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ - ฝึกอบรม สาขา การนวดน้ำมันหอมระเหย พัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า - ฝึกอาชีพเสริม สาขาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ มาตรฐาน - ฝึกอบรม หลักสูตรนวดไทยเพื่อสุขภาพ - ฝึกอบรมอาชีพเสริม สาขา ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อ การเกษตร


16 หน่วยงาน ศักยภาพการพัฒนาอาชีพ - ยกระดับช่างเชื่องไฟฟ้า - ฝึกอบรมฝีมือติดตั้งโซลาเซลล์ - ฝึกอบรมผู้สูงอายุยกระดับฝีมือ สาขาผลิตระบบไฟฟ้า ด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับครัวเรือน - ฝึกอบรมยกระดับฝีมือ การประกอบเครื่องเรือนโครง ไม้จริง - ฝึกอบรมยกระดับฝีมือ การประกอบอาหารพื้นถิ่น สำหรับครัวเรือน วิสาหกิจกลุ่มผู้ผลิตพันธุ์ข้าวศรีนคร อำเภอศรีนคร (ดำเนินการร่วมกับพัฒนาชุมชน) การพัฒนาการผลิตข้าว กลุ่มกิ่งพันธ์มะปราง “เมืองบางยม” อำเภอสวรรคโลก (ดำเนินการร่วมกับพัฒนาชุมชน) ขายกิ่งพันธุ์มะปรางพันธุ์ดี จากการขายปลีกและขาย ออนไลน์ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านตาลเตี้ย อำเภอเมืองสุโขทัย (ดำเนินการร่วมกับพัฒนาชุมชน) การแปรรูปข้าว เพื่อขายปลีกและขายส่ง กลุ่มสตรีต้มน้ำปลาท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ(ดำเนินการ ร่วมกับพัฒนาชุมชน) การขายปลีกและขายออนไลน์ กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านเชิงผา อำเภอทุ่งเสลี่ยม(ดำเนินการ ร่วมกับพัฒนาชุมชน) การขายปลีกและขายออนไลน์ กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านโซกเปือย อำเภอศรีสำโรง การบริการทางการท่องเที่ยวและขายผลิตภัณฑ์ จากภูมิปัญญา กลุ่มส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าว อำเภอคีรีมาศ(ดำเนินการร่วมกับพัฒนาชุมชน) การขายปลีกและขายออนไลน์ กลุ่มเพาะเห็ดนางฟ้าบ้านบ่อแดง อำเภอบ้านด่านลานหอย (ดำเนินการร่วมกับพัฒนาชุมชน) การขายปลีกและขายออนไลน์ วิสาหกิจชุมชนฟาร์มสเตย์บ้านตึก (รดาออร์แกนิค อำเภอ ศรีสัชนาลัย) (ดำเนินการร่วมกับพัฒนาชุมชน) การขายปลีกผักออร์แกนิคส์และขายออนไลน์ ชมรมการท่องเที่ยวตำบลบ้านตึก การบริการทางการท่องเที่ยวและขายผลิตภัณฑ์ จากภูมิปัญญา กลุ่มเมืองบางขลังหมู่บ้านการท่องเที่ยว เชิงประวัติศาสตร์ (ดำเนินการร่วมกับพัฒนาชุมชน) การบริการทางการท่องเที่ยวและขายผลิตภัณฑ์จากภูมิ ปัญญา


17 หน่วยงาน ศักยภาพการพัฒนาอาชีพ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยจังหวัด หลักสูตรอาชีพระยะสั้นจากนำคุณค่าในพื้นที่มาสร้าง รายได้ อาชีวศึกษาจังหวัด การตลาด, การท่องเที่ยว ,การแปรรูปผลิตภัณฑ์, Smart farmer บริษัทสุโขทัยพัฒนาเมือง การตลาด, การท่องเที่ยว ,การแปรรูปผลิตภัณฑ์,Smart farmer


18 บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยาลผลการพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จากกลไกการบูรณาการทางนโยบายการศึกษาให้เกิดการขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการศึกษาวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative) และ วิจัย เชิงปริมาณ (Quantitative) ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสรุปและสร้างแนวคิดการพัฒนา ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนที่มีความแตกต่างของบริบทพื้นที่ การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลการวิจัย จึงเป็นการขยายผลการศึกษาวิจัยต่อจากโครงการ วิจัยย่อยที่ 1 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนากลไกการบูรณาทางนโยบายการศึกษา ให้เกิดการประสานนโยบาย และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการศึกษาให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่าง การบูรณาการทางนโยบายการพัฒนาพื้นที่กับระบบการศึกษา ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาให้เกิดระบบนิเวศ การเรียนรู้บนฐานชุมชน ซึ่งเป็นการดำเนินการศึกษาวิจัยต่อในโครงการย่อยที่ 2 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบ นิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนในพื้นที่นำร่องการวิจัยและนำผลการวิจัยไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนให้ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจากการสนับสนุนของกลไกบูรณาการ ทางนโยบาย ดังนั้น การศึกษาวิจัยจากโครงการวิจัยที่ผ่านมา จึงเป็นทุนเดิมที่มุ่งเน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อให้เกิด การมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการ และระดับพื้นที่ชุมชนให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ บนฐานชุมชนจนสามารถสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับคณะกรรมการระดับประเทศ ซึ่งมีผลต่อการ สร้างข้อเสนอให้จังหวัดในพื้นที่วิจัยได้รับการสนับสนุนการพัฒนาจากการสนับสนุนงบประมาณและเป็นพื้นที่ ทดลองที่สามารถจัดการศึกษาตามบริบทพื้นที่และลดข้อจำกัดของระบบการศึกษาที่มีอยู่ในสภาพปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการ สนับสนุนการมีส่วนร่วมและการศึกษาตลอดชีวิตของเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน ซึ่งมีองค์ประกอบของ หลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน ระบบถ่ายโอนหน่วยกิต โครงข่ายคุ้มครองทางสังคมด้านการศึกษาและการมี ส่วนร่วม ของชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากระดับนโยบายของจังหวัด ให้เกิดการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการ พัฒนาการศึกษาและการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสตลอดจนผู้ยากจน โดยได้รับการประเมินผลการวิจัยทั้งที่เกิด จากสมัชชาการศึกษาจังหวัด คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ตลอดจนนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเข้ามามี ส่วนร่วมให้ความเห็นเพื่อประเมินระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนและกำหนดเป็นนโยบายที่เกิดจากฉันทา


19 มติของความเห็นพ้องต้องกันให้การบูรณาการไปสู่การปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม จึงถือได้ว่าการบูรณาการ ทางนโยบายเพื่อพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้และพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่เกิดขึ้น มีความน่าเชื่อถือ จากทรงคุณวุฒิและนักวิชาการในพื้นที่ให้การยอมรับ ซึ่งเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมวางแผนและ ร่วมประเมินผลการวิจัยร่วมกัน สิ่งสำคัญที่มีจะดำเนินการต่อยอดและขยายผลการวิจัยและพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด ซึ่งจะดำเนินการศึกษาวิจัยในระยะต่อไปครั้งนี้ คือ การศึกษาความแตกต่าง ของบริบทพื้นที่จากการศึกษาวิจัยในพื้นที่นำร่องการวิจัย และเปรียบเทียบการพัฒนาให้เกิดระบบนิเวศ การเรียนรู้บนฐานชุมชนของแต่ละพื้นที่เพื่อสร้างข้อสรุปและจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้เกิดการ ขับเคลื่อนการบูรณาการนโยบายระดับจังหวัดผ่านกลไกบูรณาการนโยบายเพื่อให้เกิดนโยบายการสร้างโอกาส และการเข้าถึงการศึกษาตลอดชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกัน คณะผู้วิจัย จึงได้ดำเนินการนำผลการวิจัยของโครงการย่อยที่ 1 และ โครงการย่อยที่ 2 เพื่อประเมินความถูกต้องของข้อมูลการวิจัยพร้อมทั้งสรุปแนวทางการดำเนินการของโครงการวิจัยดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการถอดบทเรียนพื้นที่วิจัยนำร่องด้วยเทคนิควิธีการ สนทนากลุ่ม (focus group) สมัชชาการศึกษาระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ร่วมกับคณะกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัด เพื่อศึกษาความพร้อมของพื้นที่ขยายผลการวิจัย โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1.1 ศึกษาบทเรียน ปัญหา อุปสรรคและความต้องการระบบนิเวศการเรียนรู้ ขั้นที่ 1.2 วิเคราะห์ข้อมูลและคัดเลือกพื้นที่ขยายผลการวิจัยของแต่ละอำเภอ โดยให้ ผู้นำชุมชน สมัชชาการศึกษาอำเภอ หน่วยงานทางการศึกษาให้ความเห็นประกอบการคัดเลือกพื้นที่และ ขยายผลการวิจัย โดยมีวิธีการศึกษาข้อมูลการวิจัยดังต่อไปนี้ 1) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน สถานศึกษาทุก ระดับผู้ประกอบการ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม โดยเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการ ดูแลเด็กด้อยโอกาส โดยการคัดเลือกแบบเจาะจงเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคณะผู้วิจัย 2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประเด็นคำถามปลายเปิดแบบไม่มีโครงสร้าง 2.1) บทเรียน ปัญหา อุปสรรคและความต้องการระบบนิเวศการเรียนรู้ ของการดำเนินการวิจัยในพื้นที่นำร่องมีอะไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง 2.2) พื้นที่ตำบลที่มีความยากจนมากที่สุดของแต่ละอำเภอซึ่งมีแหล่งข้อมูล มาจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform :TPMAP) และตำบลที่มีจำนวนเด็กด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษาตำบลที่มากสุดของแต่ละอำเภอจากข้อมูล ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีความพร้อมสำหรับรองรับการพัฒนาระบบนิเวศ การเรียนรู้บนฐานชุมชนและเครือข่ายความร่วมมือของชุมชนเป็นอย่างไรบ้าง


20 3) การเก็บรวบรวมข้อมูล ประสานกลุ่มผู้ให้ข้อมูล นัดหมายวัน เวลา สถานที่ ในการ จัดเวทีสนทนากลุ่ม (Focus Group) 4) การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์สร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Analytic Induction) และเขียนพรรณนาวิเคราะห์ (Analytical Description) 5) ตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล (Data triangulation check) ใช้ตรวจสอบ แหล่งที่มาของข้อมูล โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาเรื่องเวลา สถานที่ และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อตรวจสอบ ว่าตรงกันหรือไม่ จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเป็นภาพรวม ขั้นตอนที่ 2 ประเมินผลข้อมูลการพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาโดยกลไก การบูรณาการทางนโยบาย เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและ ผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยโดยมีขั้นตอนการดำเนินการดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 2.1 ประเมินผลข้อมูลการวิจัยและพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยกลไกการบูรณาการทางนโยบาย เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาส และผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย ขั้นตอนที่ 2.2 ประเมินผลข้อมูลการวิจัยและพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยกลไกการบูรณาการทางนโยบาย เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาส และผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย กับสมัชชาการศึกษาจังหวัด ขั้นตอนที่ 2.3 ประเมินผลข้อมูลการวิจัยและพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยกลไกการบูรณาการทางนโยบาย เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาส และผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยกับคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยนำความเห็นและผลการประเมินผลการวิจัยตามขั้นตอนดังที่กล่าวมาดำเนินการ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Analytic Induction)และเขียนพรรณนาวิเคราะห์ (Analytical Description) และตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล (Data triangulation check) เพื่อจัดทำแนวทางการขยายผลการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนสำหรับ เด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่ขยายผลที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่การวิจัยของแต่ละอำเภอ ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการนำเสนอข้อมูลผลการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย เพื่อจัดทำ แผนบูรณาการจัดการศึกษาและระบบสนับสนุนทางการศึกษา ร่วมกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ขั้นตอนที่ 4 ขยายผลการวิจัย เพื่อดำเนินการพัฒนาหลักสูตรหรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี ความเชื่อมโยงกับฐานสมรรถนะด้านอาชีพของทุกช่วงวัยในชุมชน โดยมีวิธีการเก็บข้อมูลการวิจัย ดังต่อไปนี้


21 ขั้นที่ 4.1 ศึกษาคุณค่าภูมิปัญญาทุนทางสังคม และทุนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชุมชน ขั้นที่ 4.2 ศึกษาความต้องการและลักษณะระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนที่สอดคล้อง และตรงกับสภาพปัญหาตามบริบทพื้นที่ชุมชน และกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน ขั้นที่ 4.3 ศึกษาสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน และบูรณาการระบบสนับสนุนทางสังคมในการดูแลช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน ขั้นที่ 4.4 การสร้างหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาใน ระบบการศึกษา การศึกษานอกระบบการศึกษา และการศึกษาตามอัธยาศัย และการถ่ายโอนหน่วยกิต ข้ามระบบการศึกษา ขั้นที่ 4.5 การนำเสนอและตรวจสอบคุณภาพความถูกต้องและความเป็นไปได้ของหลักสูตร ฐานสมรรถนะชุมชน ระดับชั้นปฐมวัย – อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และศูนย์การศึกษานอกระบบการศึกษาและ การศึกษาตามอัธยาศัย และการถ่ายโอนหน่วยกิต ขั้นที่ 4.6 แนวทางการสะสมหน่วยกิตและการจัดทำระบบถ่ายโอนหน่วยกิต ขั้นที่ 4.7 จัดเก็บข้อมูลการวิจัย โดยเทคนิควิธีการเก็บข้อมูลแบบสนทนากลุ่มเพื่อพัฒนา แนวทางการจัดตั้งศูนย์โครงข่ายคุ้มครองทางสังคม (Social Safety net) ของชุมชน ขั้นที่ 4.8 สรุปข้อมูลการศึกษาเปรียบเทียบการขยายผลการวิจัยระบบการเรียนรู้บนฐาน ชุมชนต่างบริบทพื้นที่อำเภอ ขั้นที่ 4.9 ประเมินข้อมูลการศึกษาเปรียบเทียบการขยายผลการวิจัยระบบการเรียนรู้ บนฐานชุมชนต่างบริบทพื้นที่อำเภอ โดยการดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยคณะผู้วิจัยได้ดำเนินการตามวิธีการ เก็บข้อมูลการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน สถานศึกษาทุกระดับ ผู้ประกอบการ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม โดยเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการดูแล เด็กด้อยโอกาส โดยการคัดเลือกแบบเจาะจงเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคณะผู้วิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประเด็นคำถามปลายเปิดแบบไม่มีโครงสร้าง ตามวัตถุประสงค์ และคำถามการวิจัย 3. พื้นที่การวิจัย คือ ตำบลที่มีความยากจนมากที่สุดของแต่ละอำเภอ ซึ่งมีแหล่งข้อมูลมาจาก ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform :TPMAP) และตำบลที่มีจำนวนเด็กด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษาตำบลที่มากสุดของแต่ละอำเภอจากข้อมูลของกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)


22 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ประสานกลุ่มผู้ให้ข้อมูล นัดหมายวัน เวลา สถานที่ ในการจัดเวที สนทนากลุ่ม (Focus Group) 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์สร้าง ข้อสรุปแบบอุปนัย (Analytic Induction) และเขียนพรรณนาวิเคราะห์ (Analytical Description) 6. ตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล (Data triangulation check) ใช้ตรวจสอบแหล่งที่มา ของข้อมูล โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาเรื่องเวลา สถานที่ และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อตรวจสอบว่าตรงกัน หรือไม่ จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเป็นภาพรวม


23 บทที่ 4 ผลการการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายผลการพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยการสร้างกลไกการบูรณาทางนโยบายการศึกษาเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนและจัดทำ หลักสูตรให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน ผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชน ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ดำเนินการศึกษาวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative) และวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative) ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้การศึกษาวิจัยบรรลุตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยจึงดำเนินขั้นตอนการ วิจัยและสรุปผลการวิจัย ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการถอดบทเรียนด้วยเทคนิควิธีการสทนากลุ่ม (focus group) สมัชชาการศึกษาระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ร่วมกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เพื่อขยายผลการวิจัยในระยะต่อไป คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการดำเนินการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน จากสถานศึกษาเพื่อถอดบทเรียนของพื้นที่นำร่องการวิจัยในตำบลเมืองเก่า นำมาวิเคราะห์แนวทางการ ดำเนินการขยายผลพื้นที่การวิจัยโดยมีสรุปข้อมูลได้ดังต่อไปนี้ 1.1 การดำเนินการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะชุมชนไปใช้ของสถานศึกษาของพื้นที่วิจัยนำร่อง ซึ่งชุมชนได้วิเคราะห์ทุนทางสังคมและเศรษฐกิจของพื้นที่ให้การท่องเที่ยวและการตลาดเป็นสมรรถนะ ของคนในชุมชนทุกช่วงวัย โดยได้นำผลการคัดเลือกประเด็นสมรรถนะตามความต้องการของคนในชุมชน มา สร้างระบบการศึกษาโดยความร่วมมือของสถานศึกษาทุกระดับในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบการศึกษา ร่วมกันระหว่างการศึกษากับคนในพื้นที่ชุมชน การศึกษาข้อมูลจากการดำเนินการในพื้นที่นำร่องการวิจัยของสถานศึกษา ซึ่งได้จัดทำหลักสูตร ของแต่ละระดับการศึกษาให้มีความเชื่อมต่อกันในแต่ละช่วงวัย โดยมุ่งเน้นประเด็นเรื่องของเป้าหมาย การเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวและการตลาดตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัยและระดับการศึกษาของคนในชุมชน ซึ่งสถานศึกษาที่เข้าร่วมการวิจัยในพื้นที่นำร่องได้นำเสนอข้อมูลผลการดำเนินการพัฒนาหลักสูตร ของสถานศึกษาให้กับผู้ให้ข้อมูลดังนี้ 1.1.1 ระดับปฐมวัย จัดทำหลักสูตรโดยมีหน่วยการเรียนรู้ 2 หน่วย 1) หน่วยการเรียนรู้ตลาด เมืองเก่า เด็กได้เรียนรู้ความหมายของตลาด การซื้อขายของในตลาด เพื่อทำให้เด็กรู้จักประโยชน์ ของตลาด และลงไปในพื้นที่ของตลาด เพื่อเกิดการจัดการเรียนรู้ให้เด็กซึมซับ เรียนรู้จากสถานที่จริง 2) หน่วยท่องเที่ยวเมืองสุโขทัย เช่น อุทยานเมืองเก่าประวัติศาสตร์สุโขทัย ประเพณีลอยกระทง ประโยชน์ ของการท่องเที่ยว ทำให้เด็กรู้จักสถานที่ของจังหวัดสุโขทัย สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษพื้นฐานกับชาวต่างชาติ และแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวได้


24 1.1.2 ระดับประถมศึกษา ได้จัดนำเนื้อหาการเรียนรู้เรื่องการตลาดและการท่องเที่ยว จัดทำหลักสูตรบูรณาการอังกฤษสื่อสาร โดยมีครูชาวต่างชาติเข้าร่วมจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร จึงทำให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เนื่องจากบริเวณโดยรอบ สถานศึกษา เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และมีชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวเป็นประจำทำให้ผู้เรียนที่เข้าเรียน ในหลักสูตรที่จัดทำสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งสามารถสร้างการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อการท่องเที่ยวและการตลาดในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี 1.1.3 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ได้ดำเนินการนำเป้าหมายการเรียนรู้ และเนื้อหาการเรียนรู้ จัดทำหลักสูตรวิชาสังคมศึกษา โดยมีเนื้อหาการเรียนรู้และกิจกรรมเกี่ยวกับการขาย และการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาผู้เรียนตามความสนใจ เช่น การทำอาหาร ทำขนม เป็นต้น เพื่อการสนใจ ของเด็ก ในส่วนนี้จะนำไปบูรณาการกับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมที่ส่งผลต่อการ ค้นหาตัวตนของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จึงจัดทำแผนการเรียนรู้กองกลาง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย ช่วยเรื่องหลักสูตรรายวิชา เพื่อต่อยอดการขาย ภาษาไทยสื่อสารเพื่อการขาย ทั้งของระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงทำให้มีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ อาชีวศึกษา ซึ่งนอกจากนี้ยังได้ประสานร่วมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตำบล 1.1.4 ระดับอาชีวศึกษา ได้จัดทำหลักสูตรห้องเรียนอาชีพสามารถเชื่อมโยงของรายวิชา การวางแผนการขายเบื้องต้นกับหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียน พื้นที่นำร่องการวิจัย และมีการออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างมัธยมศึกษา เพื่อนำไปจัดการเรียนการสอนร่วมกับมัธยมศึกษา โดยการบรรยาย สาธิตและ ฝึกปฏิบัติ เพื่อมุ่งเน้นสมรรถนะ อาชีพให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานของอาชีวศึกษาที่เน้นด้านการมีงานทำ นอกจากนี้ สถานศึกษาระดับอาชีวศึกษายังได้นำเป้าหมายการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นสมรรถนะ ด้านการตลาดและการท่องเที่ยวไปดำเนินการพัฒนาหลักสูตรวิชาระยะสั้น ให้เกิดการรองรับความต้องการ ของชุมชนให้เกิดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลาได้ โดยพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานการขายตามหลักการ การวางแผนการขาย การลงมือปฏิบัติการขายจากโลกอาชีพ จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และสามารถนำผลการเรียนรู้ไปเทียบโอนและสะสมหน่วยกิตกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชรได้ เนื่องจากเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตรร่วมกันกับสถานศึกษาในพื้นที่วิจัยนำร่อง 1.1.5 การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การดำเนินการเชื่อมต่อระบบนิเวศ การเรียนรู้บนฐานชุมชน โดยได้ดำเนินการตามประเด็นดังต่อไปนี้ 1) การจัดหลักสูตรสมรรถนะชุมชนที่มีเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกันคือการตลาด และการท่องเที่ยว โดยได้พัฒนาหลักสูตรรายวิชาดิจิทัลกับการพัฒนาอาชีพในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งมีเนื้อหากิจกรรมให้เกิดความสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการทางการท่องเที่ยวผ่านระบบ online onsite และในส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้พัฒนาหลักสูตรดิจิทัลกับการพัฒนาอาชีพ


25 โดยมีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมงานวิจัย เพื่อรองรับ การถ่ายโอนหน่วยกิตการศึกษาได้ ในด้านการจัดการศึกษาสำหรับประชาชนทั่วไป และการจัดการศึกษาที่รองรับ เด็กด้อยโอกาสหรือผู้ยากจนในพื้นที่ชุมชน เนื่องจากการพัฒนาหลักสูตรของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยตำบลได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรต่อเนื่องที่มีเป้าหมายการเรียนรู้ด้านการตลาด และการท่องเที่ยว ซึ่งได้ยึดหลักการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่อง พ.ศ.2554 โดยมีลักษณะเป็นหลักสูตรระยะสั้น ที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน ที่มีความต้องการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะในการประกอบอาชีพ เป็นการเพิ่มรายได้ ตลอดจน กลุ่มเป้าหมายตามนโยบายของรัฐ เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพ พัฒนาทักษะชีวิต พัฒนาชุมชนและสังคม มุ่งเน้นการแสวงหาช่องทางการประกอบอาชีพ หรือการต่อยอด อาชีพเดิมให้เกิดการพัฒนาและสามารถพึ่งพาตนเองได้พร้อมทั้งดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข สอดคล้องตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงทำให้สามารถรองรับการจัดการศึกษาให้กับ เด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนได้และสามารถเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถานศึกษาได้ 2) ศูนย์โครงข่ายคุ้มครองทางสังคมด้านการศึกษา โดยมีศูนย์การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยตำบลเป็นศูนย์กลางการทำงานและประสานการบูรณาการกับเครือข่ายชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาทุกแห่ง เพื่อประสานการช่วยเหลือและดูแลเด็กด้อยโอกาสหรือ ผู้ยากจน ซึ่งได้จัดทำการประชุมและบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการสร้างความเท่าเทียม ทางสังคมและพัฒนาการศึกษาร่วมกันในพื้นที่ ตลอดจนคุ้มครองหรือลดผลกระทบทางสังคมที่จะผลทางลบ ต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่ให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา 1.16 ระดับอุดมศึกษา ได้นำเป้าหมายการเรียนรู้ไปพัฒนาหลักสูตรกลยุทธ์การตลาดผ่าน สื่อสังคมออนไลน์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิชาเอกการตลาด เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ แนวคิด และความเข้าใจถึงกระบวนการการวางแผนกลยุทธ์และ การทำการตลาด ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การกำหนดเป้าหมายทางการตลาด การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่ ต้องการ การเข้าถึงช่องทาง ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ สามารถออกแบบกิจกรรมและสร้างการมีส่วน ร่วมของลูกค้า เทคนิคการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ด้วยแอพลิเคชั่นในการสร้างสื่อโฆษณาออนไลน์ที่น่าสนใจ เพื่อการเข้าถึงลูกค้าและสามารถดำเนินธุรกิจออนไลน์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการวัดผลการดำเนินงาน เพื่อการปรับปรุงงานและกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความเชื่อมต่อกับเป้าหมายการเรียนรู้ของหลักสูตร สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษาและศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่เข้าร่วมและ สามารถถ่ายโอนหน่วยกิตร่วมกัน


26 1.2 บทเรียน ปัญหา อุปสรรคและความต้องการระบบนิเวศการเรียนรู้ของการดำเนินการวิจัย ในพื้นที่นำร่อง การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยจากการดำเนินการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐาน ชุมชนที่ผ่าน เพื่อสรุปประเด็นบทเรียน ปัญหา อุปสรรคและความต้องการของสถานศึกษา ผู้นำชุมชน และ หน่วยงานทางการศึกษาที่เข้าร่วมในพื้นที่วิจัยนำร่องมีสรุปผลข้อมูลดังนี้ 1) บทเรียน การดำเนินการจัดทำระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน พบว่าการสร้างเครือข่ายความ ร่วมมือระดับพื้นที่ชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการสร้างโอกาสทางการศึกษาเหตุเพราะ ความด้อยโอกาสและความยากจน มีผลต่อโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน หากผู้เรียน กลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่ได้รับโอกาสหรือสิทธิขั้นพื้นฐานเท่าเทียมกับผู้อื่น จะมีผลต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ ที่เท่าเทียมกับผู้อื่น บทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นของชุมชนจากการเข้าร่วมงานวิจัยนำร่อง คือ การบูรณาการร่วมกัน ในพื้นที่ชุมชนระหว่างชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบ การศึกษาและสร้างการบูรณาการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในชุมชน ตลอดจนการผลักดันให้เกิด การกำหนดนโยบายระดับพื้นที่ โดยการสนับสนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบรรจุเข้าสู่แผนพัฒนาของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการประสานการทำงานร่วมกันทั้งด้านสังคมกับการศึกษาในชุมชน นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับนำทุนสังคมในพื้นที่ชุมชนที่มีอยู่ มาสร้างการพัฒนาโดยใช้ การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนไปสู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจชองชุมชนที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อ การสร้างความเข้มแข็งของรากฐานชุมชนที่เกิดจากการยกระดับคุณภาพของคนให้มีขีดความสามารถรองรับ การเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายการพัฒนาของประเทศได้ 2) ปัญหา อุปสรรคและความต้องการ ข้อสรุปการดำเนินการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน ยังมีข้อจำกัดอยู่ หลายประการ อาทิ สถานการณ์การเกิดโรคระบาดโควิด 19 สื่อการเรียนการสอนทางเทคโนโลยี ความชัดเจน ของการกำหนดหลักสูตรฐานสมรรถนะของภาครัฐในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศักยภาพของครูผู้สอน งบประมาณการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การย้ายของครูผู้สอนและผู้บริหาร เป็นต้น ข้อสรุปดังที่กล่าวมา จึงส่งผลต่อสภาพปัญหา อุปสรรคของการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ บนฐานชุมชนและเป็นความต้องการได้รับการสนับสนุนให้กับสถานศึกษาและชุมชน ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ ดำเนินการจัดทำข้อสรุปผลการวิจัยเสนอต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดเพื่อกำหนดนโยบาย การสนับสนุนและการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อจัดตั้งให้จังหวัดสุโขทัยเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อลดข้อจำกัด ปัญหา อุปสรรค และจัดการศึกษาได้ตามความต้องการของสถานศึกษาและบริบทพื้นที่ นอกจากนี้ การวิเคราะห์และสรุปข้อมูลการวิจัยจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้จัดทำเป็นข้อสรุป แนวทางการขยายผลการวิจัยไปยังพื้นที่อำเภออื่นๆ ที่มีบริบทสังคม ชุมชน วัฒนธรรม และศักยภาพ ของสถานศึกษาที่ต่างกันในระยะต่อไป ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาวิจัยที่มีผลทำให้การจัดทำข้อเสนอ


27 เชิงนโยบายให้กับกลไกบูรณาการทางนโยบายทั้งที่มีหน้าที่รับผิดชอบในภารกิจของหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม การศึกษา หรือ นักวิชาการที่เข้ามามีส่วนร่วมการขับเคลื่อนงานวิจัยสามารถดำเนินการได้ สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการตามบริบทพื้นที่ชุมชนได้ 3) บทสรุปของการเชื่อมต่อการดำเนินการวิจัยจากโครงการย่อยที่ 1 และ โครงย่อยที่ 2 ผู้วิจัยได้สรุปข้อมูลการดำเนินการโครงการย่อย 1 และ โครงการย่อยที่ 2 ร่วมกับผู้ให้ข้อมูล ซี่งเป็นผู้ให้ข้อมูลจากสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาที่เข้าร่วมเป็นผู้ให้ข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นงานวิจัย เพื่อตรวจสอบผลการวิจัยที่มีความเชื่อมต่อกันในประเด็นดังต่อไปนี้ 3.1) ระบบนโยบาย 3.2) ระบบสังคมและระบบการศึกษา โดยคณะผู้วิจัยได้วิเคราะห์และสรุปข้อมูลการเชื่อมต่อของแต่ละระบบดังนี้ 3.1) ระบบนโยบาย ซึ่งมีผลมาจากการวิจัยและพัฒนาจากโครงการวิจัยย่อยที่ 1 พบว่าการเชื่อมต่อระบบนโยบายและกลไกแต่ระดับมีการเชื่อมต่อกันระหว่างระบบนโยบาย การศึกษากับนโยบายการพัฒนาจังหวัด ซึ่งขับเคลื่อนผ่านกลไกการบูรณาการร่วมกันระหว่างสมัชชา การศึกษาจังหวัดและคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยมีการประสานการทำงานร่วมกันจากสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด ตามภารกิจของการสนับสนุนข้อมูลและนำเข้าสู่การกำหนดนโยบายการศึกษา ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งมีองค์ประกอบของข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ หน่วยงานการศึกษา ภาคประชาสังคมและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาในลักษณะของเชิงพื้นที่ (Area) โดยการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานที่มีภารกิจตามนโยบายรัฐ (Function) ตั้งแต่การระบุประเด็นปัญหา การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมาย การศึกษาข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง กับนโยบายการออกแบบทางเลือกนโยบาย การวิเคราะห์ทางเลือก จนทำให้เกิดฉันทามติและกำหนดเป้าหมาย ร่วมในการดำเนินการทางนโยบายร่วมกัน ซึ่งมีการขับเคลื่อนกลไกตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ชุมชน นอกจากนี้ ลักษณะของการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ทำให้เกิดเป้าหมายร่วมยังมีส่วน สำคัญที่มาจากสมัชชาการศึกษาจังหวัด ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลจากภาคประชาสังคมนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิและ ผู้ประกอบการ ซึ่งมีความเห็นและข้อมูลที่หลากหลายจากกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) ในมิติทางสังคม ด้านต่างๆ จึงทำให้เกิดการหนุนเสริมและลดข้อจำกัดของการดำเนินการในพื้นที่สถานศึกษาที่เข้าร่วมงานวิจัย พร้อมทั้งเป็นการลดอำนาจสั่งการหรืออำนาจการควบคุม (hard power) ที่ขาดความเข้าใจของระดับพื้นที่ ปฏิบัติ โดยการนำกลุ่มตัวแทนต่างๆ เข้ามานำเสนอปัญหาและข้อจำกัดในแต่ละมิติการทำงานร่วมกัน ซึ่งมีความสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละกลุ่มให้เกิดเป็นฉันทามติและการยอมรับในการดำเนินการ ทำงานร่วมกันที่นอกเหนือจากการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ แต่เป็นลักษณะของการแปรนโยบายไปสู่การ ปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายร่วม (Goal) ของการพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกมิติทางสังคมให้กับ ระบบการศึกษา


28 เหตุเพราะปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาการศึกษามีสาเหตุและความซับซ้อน ของปัญหาหลากหลายด้าน ดังนั้น การรองรับการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายดังที่กล่าวมา จึงต้องใช้ องค์ประกอบของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัดที่ประสาน การทำงานร่วมกันเช่น ภาครัฐที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่หลาย ๆ ด้าน อาทิ สาธารณสุขจังหวัดรับผิดชอบด้านสาธารณสุข พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับผิดชอบ ด้านสวัสดิการสังคม หน่วยงานด้านการปกครองและท้องถิ่นจังหวัดรับผิดชอบด้านการพัฒนาและแก้ปัญหา เชิงพื้นที่ หน่วยงานด้านการศึกษา และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดรับผิดชอบด้านการพัฒนาและ แก้ปัญหาการศึกษาเชิงพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น องค์ประกอบของคณะกรรมการสมัชชาการศึกษายังมีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นคณะกรรมการกองทุนคุ้มครองเด็ก เข้ามามีส่วนร่วมเป็นสมัชชาการศึกษาจังหวัด ซึ่งมีผลต่อการ นำข้อมูลสภาพปัญหาของการจัดการศึกษาที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายการศึกษาได้บัญญัติไว้ เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายด้านสวัสดิการสังคม จึงเป็นการสร้างองค์ประกอบของคณะกรรมการที่มี โครงสร้างหน้าที่ในการหนุนเสริมด้านคุณภาพชีวิตให้กับเด็กและเยาวชนพร้อมทั้งหนุนเสริมภาระกิจในการ จัดตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น จุดสำคัญของปัญหาความด้อยโอกาสและความยากจนของจังหวัดสุโขทัยที่มีความสัมพันธ์ต่อ กันระหว่างความยากจนกับความด้อยโอกาสในพื้นที่ พบว่า ผู้เรียนที่ต้องออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ หรือมีระดับการศึกษาต่ำ ทำให้กลายเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือเป็นผู้ยากจนและเป็นชนชั้นแรงงานทักษะฝีมือต่ำ ส่งผลทำให้ครอบครัวขาดความพร้อมในการสนับสนุนบุตรหลานเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น เนื่องจากปัญหาหลายด้านของผู้ปกครอง อาทิ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ มีทักษะฝีมือ แรงงานต่ำกว่ามาตรฐาน มีระดับการศึกษาต่ำ มีผลต่อโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นผลของ ความด้อยโอกาสที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ในอีกด้านของการศึกษาที่ดำเนินการสนับสนุน จากสมัชชาการศึกษาจังหวัดได้มีคณะกรรมการบางส่วนเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการศึกษาธิการ จังหวัดเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัด จึงทำให้ข้อมูลนโยบายด้านบริหารการศึกษาของ จังหวัด ถูกนำมาวิเคราะห์ปัญหา และกำหนดเป้าหมายการดำเนินการร่วมกันให้ครอบคลุมทุกมิติที่ส่งผล กระทบต่อการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่และมีการแปรนโยบายลงสู่การปฏิบัติให้เกิดความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อ การสร้างผลลัพธ์ ผลผลิต และผลกระทบของการดำเนินนโยบายตามภารกิจหน้าที่ให้มีความสัมพันธ์ต่อกัน มิติ ความสัมพันธ์ทางนโยบายดังที่กล่าวมา ยังมีการดำเนินการที่สะท้อนความสัมพันธ์ของการทำงานในเชิงพื้นที่ โดยการประสานนโยบายผ่านกลไกของสมัชชาการศึกษาอำเภอ และสมัชชาการศึกษาตำบล ซึ่งมีความ แตกต่างของสภาพปัญหาและบริบทพื้นที่ ถูกนำเสนอข้อมูลสภาพปัญหาเข้าสู่โครงสร้างหน้าที่การทำงานซึ่งมี องค์ประกอบและลักษณะการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับการดำเนินการของสมัชชาการศึกษาจังหวัดและ ส่งต่อข้อมูลให้กับสมัชชาการศึกษาจังหวัดในลักษณะการส่งข้อมูลทางนโยบายจากล่างขึ้นบน (Bottom up)


29 ทั้งนี้ การดำเนินการสร้างฉันทามติและเป้าหมายร่วมจากการนำเข้าสู่กระบวนการ ทางนโยบายร่วมกันระหว่างสมัชชาการศึกษาและคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยมีสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดเป็นแกนกลางประสานการทำงานร่วมกัน ได้ทำให้เกิดความเป็นรูปธรรมของแนวทางการนำนโยบาย ไปสู่การปฏิบัติ โดยพัฒนาให้เกิดแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา ให้เป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืนต่อการบริหารจัดการของหน่วยงานทางการศึกษาที่เข้าร่วมให้ข้อมูล โดยมีการสนับสนุนจากภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็นหลักการของการจัดการศึกษาเพื่อปวงชนที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วม ทางการศึกษา (All for education) ที่ส่งผลต่อการเชื่อมต่อไปยังระบบสังคมในระดับอำเภอและพื้นที่ชุมชน โดยกลไกการทำงานของสมัชชาการศึกษาอำเภอและสมัชชาการศึกษาตำบล สรุปข้อมูลของระบบนโยบายมี การสอดประสานการดำเนินการและบูรณาการร่วมกันโดยใช้กลุ่มตัวแทนที่มีความหลากหลายในพื้นที่ซี่งมีมา จากหน่วยงานรัฐ หน่วยงานทางการศึกษาภาคประชาสังคม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และมี ความสัมพันธ์ของการดำเนินการทางนโยบายจากบนลงล่าง (Top down) และจากล่างขึ้นบน (Bottom up) จึงทำให้การดำเนินการทางนโยบายมีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการเชิงพื้นที่ของ สถานศึกษา และเป็นกลไกการหนุนเสริมให้การดำเนินการของรัฐ มีความสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น อย่างไรก็ ตาม การดำเนินการดังที่กล่าวมายังคงมีลักษณะของการใช้ตัวแทนที่เป็นลักษณะของหน่วยงานรัฐและตัว บุคคล ซึ่งยังคงมีปัญหาในการสนับสนุนในลักษณะที่เป็นภารกิจการสนับสนุนของหน่วยงานต่อหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนวิชาการ และขับเคลื่อน ให้เกิดนโยบายระดับภูมิภาคของจังหวัด ซึ่งสามารถอาศัยอำนาจการบูรณาการจากผู้ว่าราชการจังหวัดได้ แต่ กรอบอำนาจรัฐดังที่กล่าวมาคงใช้ได้แค่เพียงในระดับจังหวัดซึ่งหากมหาวิทยาลัยอยู่นอกพื้นที่จังหวัดจะอยู่ นอกเหนืออำนาจรัฐที่จะประสานการมีส่วนร่วม และการบูรณาการให้มหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนได้อย่าง เต็มที่ ประกอบกับการประสานการดำเนินงานกับตัวบุคคลของมหาวิทยาลัยยังคงต้องได้รับการอนุมัติ หรือ อนุญาตจากผู้บังคับบัญชาและนอกเหนือจากนั้นบุคลากรของมหาวิทยาลัยยังมีภาระงานด้านการสอน จึงเป็น ข้อจำกัดของการประสานการบูรณาการร่วมสนับสนุนทางวิชาการให้กับสมัชชการศึกษา ความสำคัญของการ สร้างกลไกบูรณาการทางนโยบายให้เกิดการหนุนเสริมการทำงานร่วมกัน (collaboration) จะเป็นส่วนสำคัญ ของการผลักดันให้เกิดการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนให้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดโดยมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ (ownership) จากการกำหนด เป้าหมายร่วมกันของภาคีเครือข่ายการศึกษาและเป็นส่วนสำคัญที่เข้าไปผลักดันระดับสถานศึกษาเพื่อให้ ผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามความต้องการจำเป็นด้านการพัฒนาการศึกษา โดยได้รับการสนับสนุนจาก ระดับนโยบายของจังหวัดอย่างสอดคล้องและตรงกับเป้าหมายของสถานศึกษา จึงเป็นการผลักดันการพัฒนา ระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ตั้งแต่ระดับนโยบายให้เกิดการมีส่วนร่วมและเป้าหมายร่วมกันจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน


30 การขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมจากฉันทามติและการมีส่วนร่วมของการบูรณาการร่วมกัน ทางนโยบายที่เกิดขึ้น ผู้ให้ข้อมูลเสนอให้นำข้อมูลการวิจัยเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาและ จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อให้เกิดข้อตกลงและพันธะสัญญาร่วมกันระหว่างรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชา สังคมและมหาวิทยาลัย สำหรับสนับสนุนการบูรณาการร่วมกัน นอกจากนี้ยังเป็นการลดอุปสรรคที่เกิดกับการ โยกย้าย บุคคลกรของทางราชการ และการติดกรอบภารกิจของมหาวิทยาลัย นวัตกรรมเชิงระบบดังที่กล่าวมา จึงเป็นความสัมพันธ์ของการบูรณาการทางนโยบายที่ส่งผล ต่อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม (Inclusive Education) รวมไปถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันจากการเรียนรู้ภายใต้ความร่วมมือของ สถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน พร้อมทั้งการสนับสนุนทางนโยบายของหน่วยงานในพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ นอกสถานศึกษาจากฐานทุนเดิมด้านเศรษฐกิจและสังคมตามบริบทพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ของ ระบบนิเวศการเรียนรู้ ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยจึงได้จัดทำตารางสรุปเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังการ ดำเนินการวิจัยและพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยกลไกการบูรณาการทางนโยบาย เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนให้กับเด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ในการดำเนินการบูรณาการทางนโยบายร่วมกับผู้ให้ข้อมูล ดังผลสรุปข้อมูลตามตารางดังต่อไปนี้ ประเด็น ก่อนการดำเนินการ หลังการดำเนินการ การระบุประเด็นปัญหา การกำหนดประเด็นปัญหาขาด การสรุปประเด็นที่ส่งผลกระทบ ทางสังคมและเศรษฐกิจทีมีผลต่อ การพัฒนาระบบการศึกษาและ ความพร้อมของผู้เรียน การกำหนดประเด็นปัญหามี ความครอบคลุมกับประเด็น ด้านสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผล ต่อการพัฒนาระบบการศึกษา และผลกระทบต่อความพร้อม ของผู้เรียน การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา การรวบรวมข้อมูลได้ถูกนำเสนอ ผ่านการประชุมหารือตามระเบียบ ราชการโดยให้ข้อมูลเฉพาะด้าน ตามภารกิจแยกส่วนกัน อาทิ ด้านสังคม ด้านสุขภาพ ด้าน การศึกษา ขาดการเชื่อมต่อข้อมูล อย่างเป็นระบบในการหาแนวทาง บูรณาการร่วมกัน การนำเสนอข้อมูลได้นำข้อมูล จากการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละ หน่วยงานและจากภาคประชาชน เข้ามาร่วมตรวจสอบ โดยใช้การ ประชุมหารือกำหนดแนวทาง และกลั่นกรองข้อมูลร่วมกันจาก ฐานข้อมูลหลายด้าน อาทิ ข้อมูล TPMAP ข้อมูล จปฐ. ข้อมูล ด้านสาธารณสุข และข้อมูล


31 ประเด็น ก่อนการดำเนินการ หลังการดำเนินการ ด้านการศึกษา โดยมีการ สนับสนุนทางวิชาการจาก มหาวิทยาลัย การวิเคราะห์ปัญหา การวิเคราะห์สาเหตุ และเหตุแห่ง ปัญหา วิเคราะห์จากผลลัพธ์ ผลกระทบเฉพาะด้านการศึกษา ขาดมิติสัมพันธ์กับด้านอื่นที่ส่งผล ต่อระบบการศึกษา มีการจำแนกและแจกแจง ความสัมพันธ์ด้านอื่นที่ส่งผลต่อ ระบบการศึกษา ที่นำไปสู่ ฉันทามติของการแก้ปัญหา ไปสู่จุดมุ่งหมายของการพัฒนา ระบบการศึกษาร่วมกันระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม เอกชน และ นักวิชาการ การกำหนดเป้าหมายร่วม การกำหนดเป้าหมายเป็นการ ดำเนินการเฉพาะด้านการศึกษา เป็นหลัก แต่ขาดการสนับสนุน จากด้านอื่นที่เข้ามามีส่วนร่วมให้ เป้าหมายหลักของการศึกษา บรรลุผลตามเป้าหมาย การกำหนดเป้าหมายร่วมได้รับ การสนับสนุนจากภาคส่วนอื่นให้ เกิดการลดข้อจำกัดของการ พัฒนาการศึกษาในภาพรวม การสนับสนุนความร่วมมือ มีการสนับสนุนความร่วมมือ ร่วมกันเฉพาะภาคีเครือข่ายด้าน การศึกษา ขาดหลายส่วนที่สำคัญ โดยเฉพาะการสนับสนุนทาง วิชาการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนานวัตกรรม การศึกษาและการให้ข้อคิดเห็น ทางวิชาการ มีการสนับสนุนความร่วมมือจาก ภาคีเครือข่ายด้านอื่นที่ นอกเหนือจากด้านการศึกษาเข้า มาร่วมสนับสนุนการศึกษา โดยมีการประสานกลไกการ ทำงานร่วมกันในลักษณะของ เชิงพื้นที่จังหวัด อำเภอและชุมชน ซึ่งมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย เข้ามาเป็นส่วนร่วมสำคัญ ด้านวิชาการ


32 กล่าวโดยสรุปได้ว่า ระบบนโยบายได้สร้างการมีส่วนร่วมสนับสนุนจากด้านอื่นที่ทำงาน ประสานกันระหว่างหน่วยงานรัฐด้านการพัฒนา หน่วยงานการศึกษา ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนดังต่อไปนี้ 1. ใช้ข้อมูลปัญหารอบด้านนอกจากด้านการศึกษา ซึ่งได้นำข้อมูลจากด้านอื่น เช่น สังคมและเศรษฐกิจมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลด้านการศึกษาจากผู้มีประสบการณ์ที่มีความหลากหลายจาก สาขาวิชาการด้านต่าง ๆ เข้ามาร่วมวิเคราะห์ปัญหา และกำหนดเป้าหมายร่วมของการพัฒนาการศึกษา 2. การนำเสนอข้อมูลเป็นการสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ร่วมกับการกำหนดนโยบาย ระดับจังหวัด จากนำภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมให้ความเห็นและกลั่นกรองข้อมูล จึงทำให้การนำเสนอ ปัญหาและความต้องการมีความสอดคล้องกับปฏิบัติงานในพื้นที่และมีหลักการทางวิชาการสนับสนุนจากการ ให้ความเห็นร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3. การกำหนดเป้าหมายร่วมและการสนับสนุนความร่วมมือในการบูรณาการมี ลักษณะของการสนับสนุนการดำเนินการครอบคลุมมากกว่ามิติด้านการศึกษาเพียงด้านเดียว ซึ่งผลต่อโอกาส และการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมของกลุ่มเปราะบางและกลุ่มด้อยโอกาสทางสังคม 4. การพัฒนาการศึกษาได้ถูกหลอมรวมและกำหนดเป้าหมายร่วมจากการ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันผ่านการประชุมหารือกำหนดแนวทางการพัฒนาและสนับสนุนร่วมกันระหว่างหน่วยงาน การศึกษาและส่งผลต่อการบูรณาการร่วมกันจัดการศึกษาของสถานศึกษา เพื่อพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและ ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน 3.2) ระบบสังคมและระบบการศึกษา ซึ่งมีผลมาจากการวิจัยและพัฒนาจากโครงการ วิจัยย่อยที่ 2 คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัย ซึ่งพบข้อมูลของระบบสังคม ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างระบบนโยบาย ระบบสังคม และระบบการศึกษา โดยใช้หลักการของโครงสร้าง หน้าที่ทางสังคมเป็นหลักการวิเคราะห์ ทำให้ทราบว่าระบบการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่ทางสังคม ในด้านสร้างการปรับตัวให้กับผู้เรียนให้สามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้มีความสามารถ ดำรงชีพและดำรงตนอย่างเป็นปกติสุข สามารถมีอาชีพและมีงานทำเลี้ยงดูตนเองได้โดยผู้เรียนได้รับ การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) จากระบบการศึกษาทำให้มีสมรรถนะ ทัศนคติ และค่านิยมที่สอดรับ กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบัน แต่เนื่องจากปัจจุบันระบบการศึกษายังมีปัญหาอยู่หลายด้าน อาทิ ด้านหลักสูตร ด้านการมีส่วนร่วมด้านการบริหารสถานศึกษา เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้กับ ผู้เรียน จึงทำให้เกิดความแตกต่างของคุณภาพการศึกษา


33 ประกอบกับในอีกด้านของผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันด้านความพร้อมที่มีผลมาจากความ เหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกัน และนำไปสู่โอกาสและการเข้าถึง การศึกษาที่มีคุณภาพที่แตกต่างกันตามความพร้อมของครอบครัวที่ให้การสนับสนุนผู้เรียนได้แตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกของสถานศึกษาแต่ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับผู้เรียนรายบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินจัดการศึกษาของสถานศึกษาต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา เพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพของผู้เรียนให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษา หากขาดการมีส่วนร่วมสนับสนุนจากเครือข่ายภายนอกเข้ามีส่วนร่วมสนับสนุนให้กับสถานศึกษา การเติมเต็มช่องว่างให้กับระบบการศึกษา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องนำสภาพปัญหา และความต้องการของสถานศึกษาเข้าสู่การบูรณาการทางนโยบายและระบบสังคมเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน ให้เกิดการพัฒนาการศึกษาให้เป็นไปตามเป้าหมายร่วมของการกำหนดนโยบาย หากขาดการมีส่วนร่วมกำหนดเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน (Goal Attainment) ของการมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษา เพื่อผลักดันให้ระบบนโยบายและระบบสังคมในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม บูรณาการ (Integration) สนับสนุนการพัฒนาการศึกษาให้กับสถานศึกษาตามความต่องการจำเป็น ของสถานศึกษาในพื้นที่ให้เกิดแบบแผน (Latency) ที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษา การจัดทำแผนการศึกษา และการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ จึงจะสามารถสร้าง ความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันของระบบแต่ละระบบต่างได้ และมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพของการศึกษา ที่มีความแตกต่างกันตามบริบทและความต้องการการสนับสนุนให้กับสถานศึกษาได้ โดยการผลการดำเนินการตามโครงการวิจัยระยที่ 2 ได้นำข้อมูลการศึกษาวิจัยสภาพปัญหา และความต้องการของระบบการศึกษาในพื้นที่เสนอข้อมูลเข้าสู่กลไกบูรณาการทางนโยบายทั้งในรูปแบบ ของสมัชชาการศึกษาและคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย เป็นหน่วยประสานการนำเข้าข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลการวิจัยในพื้นที่สถานศึกษาเข้าสู่กระบวนการทางนโยบาย ของหน่วยงานให้เกิดการกำหนดเป้าหมายร่วมด้านพัฒนาการศึกษาของจังหวัด พร้อมทั้งการขับเคลื่อน กลไกการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อาทิ หน่วยงานรัฐ นักวิชการจากมหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม ตลอดจนภาคเอกชนของระดับจังหวัดลงไปสู่พื้นที่ให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนและการขอเสนอ จัดตั้งจังหวัดเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาตามข้อกำหนดของนโยบายเพื่อเป็นจังหวัดนำร่องในการพัฒนา นวัตกรรมและมีกระบวนการแก้ปัญหาการศึกษาร่วมกันในพื้นที่ คณะผู้วิจัย ได้จัดทำสรุปผลข้อมูลการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงหลังจากดำเนินการ วิจัยและพัฒนาร่วมกับผู้ให้ข้อมูลที่มีความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างระบบการศึกษากับระบบสังคม ซึ่งเกิดการขับเคลื่อนกลไกบูรณาการทางนโยบายการศึกษาร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรม การศึกษาและระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน ตามประเด็นดังต่อไปนี้


34 ประเด็น ก่อนการดำเนินการ หลังการดำเนินการ การพัฒนาพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา สถานศึกษามีการพัฒนานวัตกรรม ตามนโยบายหรือข้อสั่งการ โดย ขาดการมีส่วนร่วมจากหน่วยงาน ทางการศึกษาอื่นหรือภาคีเครือข่าย การศึกษาด้านอื่น อาทิ อาชีวศึกษา นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย หรือ ผู้ประกอบการ พร้อมทั้งยังมี ข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องของการ ดำเนินการเนื่องจากการโยกย้าย ของผู้บริหารหรือครูผู้พัฒนา นวัตกรรมการศึกษา สถานศึกษาได้รับการสนับสนุนทาง วิชาการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมจัด การศึกษาร่วมกันระหว่างสถานศึกษา ในพื้นที่ อาทิ การจัดการศึกษาร่วมกับ อาชีวะศึกษา กศน. และมหาวิทยาลัย และการทำงานสนับสนุนร่วมกันระหว่าง ศึกษานิเทศก์ต่างหน่วยงานร่วมกับ นักวิชการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา เป็นไปตามหลักวิชาการและนำไป กำหนดเป็นแนวทางของแผนพัฒนา การศึกษาของจังหวัด และใช้เป็นข้อมูล ประกอบการจัดทำคำขอและขออนุมัติ กับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เพื่อยื่นเสนอขอจัดตั้งเป็นพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา การพัฒนาหลักสูตรฐาน สมรรถนะชุมชน สถานศึกษายึดหลักการพัฒนา หลักสูตรแกนกลาง 2551 ปรับปรุง 2560 โดยมีสมรรถนะสำคัญของ ผู้เรียนและคุณภาพผู้เรียนด้าน สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ตาม กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดย ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจาก ศึกษานิเทศก์ของหน่วยงานต้น สังกัดให้เป็นไปตามกรอบนโยบายที่ กำหนด สถานศึกษาได้รับการสนับสนุนจาก นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนทางวิชาการในการ วิเคราะห์และจัดทำหลักสูตรสมรรถนะ ซึ่งประกอบด้วย 1. การจัดการตนเอง 2. การคิดขั้นสูง 3. การสื่อสาร 4. การรวมพลังทำงานเป็นทีม 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง 6. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและ วิทยาการอย่างยั่งยืน ตามกรอบร่าง หลักสูตรสมรรถนะที่อยู่ระหว่าง ดำเนินการพัฒนา และมีความเชื่อมต่อ สมรรถนะที่สอดคล้องตามช่วงวัย โดย นำทุนทางสังคมในพื้นที่เข้ามากำหนด


35 ประเด็น ก่อนการดำเนินการ หลังการดำเนินการ เป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนแต่ละดับ และประเภทการศึกษา ทำให้มีพื้นที่การ เรียนรู้ในชุมชน กิจกรรม ให้เกิด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับ สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ ซึ่งครอบคลุม ทั้งพื้นที่ของสถานศึกษาและนอกพื้นที่ สถานศึกษา จึงเป็นนิเวศการเรียนรู้ของ ผู้เรียนในชุมชนให้มีโอกาสและการ เข้าถึงการศึกษาทั้งในระบบการศึกษา นอกระบบการศึกษาในพื้นที่ชุมชน โครงข่ายคุ้มครองทางสังคม ด้านการศึกษา สถานศึกษาดำเนินการสนับสนุน และช่วยเหลือผู้เรียนโดยใช้ระบบ การดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ สถานศึกษา โดยมีการประสาน ขอรับการสนับสนุนจากภาคส่วน อื่นหากไม่สามารถดำเนินการได้ โดยสถานศึกษาพร้อมทั้งการ ประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัด เครือข่ายชุมชนร่วมกับสถานศึกษา ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการประชุมหารือร่วมกัน โดยนำปัญหาของผู้เรียนและปัญหาของ สถานศึกษามากำหนดการสนับสนุนและ การช่วยเหลือ เพื่อให้เกิดระบบการ ช่วยเหลือกันเองโดยชุมชน และนำเข้าสู่ แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ซึ่งทำให้การสนับสนุนสอดคล้อง กับความต้องการจำเป็นของสถานศึกษา และผู้เรียน โดยได้พัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน ใน การพัฒนาและยกระดับทักษะอาชีพ ของคนในชุมชน การเทียบโอนหน่วยกิต สถานศึกษาดำเนินการวัดและ ประเมินผลตามโครงสร้างหลักสูตร เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและ นโยบายที่กำหนด ซึ่งมีการเทียบ โอนหน่วยกิตการศึกษากับระบบ การศึกษาเดียวกัน เช่นการเทียบ โอนหน่วยกิตการศึกษาระหว่าง ระดับมัธยมศึกษากับมัธยมศึกษา การมีส่วนร่วมของทุกสถานศึกษาใน พื้นที่ที่มาจากสถานศึกษาแต่ละระดับ และแต่ละประเภทตั้งแต่ศูนย์พัฒนา เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กศน. อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยในพื้นที่ โดยมีการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้แต่ ละช่วงวัยและนำไปสู่หลักสูตรการศึกษา


36 ประเด็น ก่อนการดำเนินการ หลังการดำเนินการ ด้วยกันในลักษณะของการย้าย สถานศึกษาของผู้เรียน จึงทำให้มีข้อตกลงในการพัฒนา การศึกษาเชิงพื้นที่ร่วมกันทั้งการกำหนด เป้าหมายการเรียนรู้ ผลลัพธ์การเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและ ประเมินผล ซึ่งทำให้สามารถสร้าง ข้อตกลงเพื่อเทียบโอนหน่วยกิต การศึกษา เนื่องจากเป็นรูปแบบการจัด การศึกษา โดยนำประเด็นทุนทางสังคม และเศรษฐกิจในพื้นที่มากำหนด เป้าหมายการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกัน ตั้งแต่เนื้อหาการเรียนรู้ระหว่าง สถานศึกษาและระบบการศึกษา ส่งผลดี ต่อผู้เรียนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางหรือ กลุ่มด้อยโอกาสที่อาจมีบางส่วนต้องออก จากระบบการศึกษาทำให้สามารถกลับ เข้าสู่ระบบการศึกษา การสนับสนุนความร่วมมือ สถานศึกษาดำเนินการประสาน ความร่วมมือตามบริบทและ ศักยภาพของสถานศึกษากับชุมชน ผ่านคณะกรรมการสถานศึกษาหรือ ผ่านหน่วยงานต้นสังกัด โดยไม่ได้มี การสนับสนุนจากนักวิชาการ ภาค ประชาสังคม เครือข่ายชุมชน หรือ หน่วยงานรัฐด้านอื่นที่อยู่นอกเหนือ ระบบการศึกษา อาทิ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ สำนักงานสาธารณสุข ผู้ประกอบการเป็นต้น สถานศึกษาได้รับการสนับสนุนความ ร่วมมือเพิ่มขึ้นจากสถานศึกษาอื่นใน พื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนการจัดการ เรียนรู้ พื้นที่การเรียนรู้ ตลอดจน สนับสนุนบุคลากรเข้าร่วมจัดการศึกษา ร่วมกัน อาทิการสนับสนุนพื้นที่การ เรียนรู้ จากศูนย์ กศน. ตำบล การสนับสนุนบุคลากรจากอาชีวศึกษา เข้าสนับสนุนการสอนและวางแผนการ สอนร่วมกับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการสนับสนุนบุคลากร จากมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนการ สอนให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ อีกทั้งการ สนับสนุนจากเครือข่ายชุมชนสนับสนุน ศูนย์การเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้


37 ประเด็น ก่อนการดำเนินการ หลังการดำเนินการ ของชุมชน ตลอดจนการประสานกับ เครือข่ายอาสาสมัครชุมชน เด็กด้อยโอกาสและผู้ยากจน การจัดการศึกษาเป็นการ ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม มาตรฐานการศึกษาเพื่อเป็น หลักประกันคุณภาพของการศึกษา ตามกรอบนโยบายที่กำหนด โดย ขาดการมุ่งเน้นสมรรถนะของ ผู้เรียนที่ควรเป็นข้อได้เปรียบทาง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชน และ ไม่สามารถสร้างการเรียนรู้ได้ตลอด ชีวิตของคนในชุมชนเนื่องจากการ ดำเนินการตามหลักสูตรขาดการส่ง ต่อทักษะ ความรู้ และเจตคติของ ผู้เรียนผ่านหลักสูตรหรือระบบ การศึกษา เกิดการมีส่วนร่วมกำหนดเป้าหมายการ เรียนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลเพื่อสร้าง สมรรถนะผู้เรียนให้สอดคล้องตามช่วงวัย โดยนำทุนทางสังคมและเศรษฐกิจใน พื้นที่เป็นตัวตั้ง เพื่อสร้างทักษะอาชีพ และการมีงานทำให้เกิดการสร้างรายได้ที่ มีผลต่อโอกาสและการเข้าถึงคุณภาพ การศึกษาที่เท่าเทียมตลอดจนการ แก้ปัญหาความยากจนให้กับผู้ปกครอง หรือคนในชุมชน กล่าวโดยสรุปได้ว่า การดำเนินการวิจัยและพัฒนาที่เชื่อมต่อกันระหว่างกลไกการบูรณาการ ทางนโยบายกับระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน ซึ่งมีองค์ประกอบของกลไกบูรณาการทางนโยบายทำงาน สอดประสานกันระหว่างคณะกรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัดกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยขับเคลื่อนลงไปสู่พื้นที่ผ่านคณะกรรมการสมัชชการศึกษาอำเภอและคณะกรรมสมัชชาการศึกษาตำบล เพื่อสนับสนุนด้านสังคม เศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมสนับสนุนให้กับสถานศึกษา ทั้งนี้ ในอีกด้านของการศึกษาได้นำเป้าหมายร่วมไปกำหนดแนวทางดำเนินการทางนโยบาย การศึกษาผ่านคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และส่งต่อการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้กับหน่วยงานทาง การศึกษาในพื้นที่ อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษาอาชีวศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และมหาวิทยาลัย ในพื้นที่ร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานศึกษาแต่ละแห่งของชุมชน ดังที่กล่าวมา กลไกการทำงานที่มาหนุนเสริมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด จึงเป็นการ ดึงภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมสนับสนุนการศึกษาผ่านสมัชชาการศึกษาให้มีการขับเคลื่อนการ ทำงานเชิงพื้นที่จนเกิดการมีส่วนร่วมและสนับสนุนการศึกษาลงไปสู่ระดับสถานศึกษา โดยมีสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัดเป็นศูนย์กลางการประสานการบูรณาการทำงานร่วมกัน


38 ในอีกด้านของการนำเสนอข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการ สถานศึกษาสามารถ นำเสนอผ่านโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมด้านการศึกษาหรือสมัชชาการศึกษาตำบลเป็นข้อมูลผ่านทางสมัชชา การศึกษาอำเภอเข้าสู่การกำหนดนโยบายการศึกษา หรือในอีกด้านสามารถประสานการบูรณาการร่วมกับ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหรือหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อส่งต่อข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการที่นำไปสู่ การกำหนดนโยบายการศึกษาของจังหวัด ทั้งสองด้านของการประสานการบูรณาการดังที่กล่าวมา จึงเป็นการขับเคลื่อนกลไกบูรณา ทางนโยบายให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชน เพื่อสร้างโอกาสและการเข้าถึงการศึกษา ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเด็กด้อยโอกาสหรือผู้ยากจนในพื้นที่จังหวัด สุโขทัย พร้อมทั้งการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้จังหวัดสามารถยกระดับเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตามกรอบนโยบายของรัฐได้อย่างสะดวกและคล่องตัว ปัจจัยนำเข้าทางนโยบาย ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายร่วมของจังหวัดในการดำเนินการพัฒนา ระบบนิเวศการเรียนรู้บนฐานชุมชนและพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผ่านกระบวนการทางนโยบายจาก คณะกรรมการทั้งสองคณะกรรมการดังที่กล่าวมา จึงมีมิติความสัมพันธ์ของระบบสังคม ระบบการศึกษาและ นโยบายของรัฐให้เกิดการมีส่วนร่วมพร้อมทั้งการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน เครื่องมือทางนโยบายที่สำคัญคือแผนพัฒนาการศึกษาที่ส่งผลไปถึงหลักสูตรสถานศึกษา การบริหาร สถานศึกษาและการจัดการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนให้บรรลุผลตามเป้าหมายร่วมทางนโยบาย ที่กำหนด ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงระบบที่ขับเคลื่อนลงไปสู่การปฏิบัติจากการบูรณาการะบบนโยบาย ระบบสังคม และระบบการศึกษาในพื้นที่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้น จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนกระบวนการทำงานบูรณาการร่วมกัน ที่นอกเหนือจากกรอบคิดด้านการศึกษาเพียงด้านเดียว ยังได้รับการสนับสนุนจากด้านอื่นๆ อาทิ ด้านการพัฒนานโยบายเชิงพื้นที่จากฝ่ายปกครอง ด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัย ด้านสวัสดิการสังคม จากพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้านสาธารณสุขจากสาธารณสุขจังหวัดเป็นต้น การสนับสนุนที่ เกิดขึ้นมีผลและความจำเป็นต่อการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เหตุเพราะการกำหนดนโยบาย การศึกษาให้มีหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ แต่การดำเนินการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ มีความแตกต่างของบริบทพื้นที่ บริบทสถานศึกษา และผลกระทบจากสังคมและเศรษฐกิจ โดยคณะผู้วิจัยได้ จำแนกองค์ประกอบกระบวนการสนับสนุนและหนุนเสริมการทำงานการบูรณาการทำงานเชิงพื้นที่ระหว่าง สมัชชชาการศึกษาจังหวัดและคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดดังต่อไปนี้


ตารางวิเคราะห์กระบวนการทางนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศการสมัชชาการศึกษากับคณะกปัจจัยนำเข้าทางนโยบาย ผู้กระทำการ ด้านสังคมและการพัฒนา เชิงพื้นที่ หน่วยงานรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย,รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยที่ได้รับมอบหมายด้านการศึกษา ปลัดจังหวัดสุโขทัย,ท้องถิ่นจังหวัดสุโขทัย, พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย,นายอำเภอทุกอำเภอ, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมสงเคราะห์,ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านจิตวิทยา ,ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสวัสดิการเด็ก, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประชาสังคม ด้านสวัสดิการสังคม และสาธารณสุข หน่วยงานรัฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย,พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาชีพแพทย์ ,ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสวัสดิการเด็ก, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประชาสังคมผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย


39 รเรียนรู้บนฐานชุมชนและนวัตกรรมการศึกษา โดยการดำเนินการร่วมกันระหว่าง รรมการศึกษาธิการจังหวัด กระบวนการทางนโยบาย ผลลัพธ์ทางนโยบาย ด -นำข้อมูลด้านปัญหาจากผลกระทบทางสังคม และเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษา เป็นเป้าหมายร่วมสำหรับกำหนดนโยบาย พัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่ - สนับสนุนการขับเคลื่อนการบูรณาการ ทางนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อโอกาสและ การเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมกันสำหรับ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มด้อยโอกาสและผู้ยากจน -เกิดประเด็นร่วมของการพัฒนา คุณภาพชีวิตในทุกมิติ โดยมีความเชื่อมโยงกับระบบ การศึกษาในพื้นที่ -มีแผนการพัฒนาการศึกษาเป็น เครื่องมือในการบูรณาการ สนับสนุนโอกาสและการเข้าถึง การศึกษาให้กับกลุ่มเปราะบาง -เกิดเครือข่ายความร่วมมือ สนับสนุนการศึกษาเชิงพื้นที่ , -นำข้อมูลปัญหาสุขภาวะ ปัญหาผลกระทบ ทางสังคมเข้าร่วมพิจารณา เพื่อวางแผนหรือ กำหนดนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดให้ กลุ่มเปราะบางได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและ ความพร้อมของผู้เรียนสำหรับเข้ารับ การศึกษา -เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกัน สำหรับช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา กลุ่มเปราะบางให้ได้รับสิทธิ ขั้นพื้นฐาน


ปัจจัยนำเข้าทางนโยบาย ผู้กระทำการ ด้านการศึกษา หน่วยงานรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด,ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัด, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา,ประธานกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัดสุโขทัย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาชีพครู,ผู้อำนวยการ สถานศึกษา, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการ , คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด,ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัด


40 กระบวนการทางนโยบาย ผลลัพธ์ทางนโยบาย -สนับสนุนด้านสวัสดิการสังคม และด้าน สาธารณสุข ตลอดจนการฟื้นฟูเยียวยาให้เกิด สภาพความพร้อมต่อการเรียนรู้ที่เท่าเทียบ กับผู้อื่น -เกิดการสนับสนุนทางนโยบาย ให้กลุ่มเปราะบางได้รับสิทธิ ขั้นพื้นฐาน บ ัด ก -กำหนดเป้าหมายร่วมของการพัฒนาผู้เรียน ทั้งในรูปแบบการศึกษาในระบบ การศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยให้เกิด ระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาสและ การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน -พัฒนาการศึกษาให้เกิดระบบการศึกษา ตลอดชีวิต เพื่อสร้างโอกาสและการเข้าถึง การศึกษาในพื้นที่ ให้ตอบสนองต่อปัญหา คุณภาพชีวิตของผู้เรียน เพื่อให้มีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่สามารถรองรับการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม -สนับสนุนการพัฒนาการศึกษาและการบูรณา การจัดการศึกษาร่วมกันให้เกิดนวัตกรรม การศึกษาในพื้นที่ -การมีส่วนร่วมสนับสนุนทาง การศึกษา (All for education) เพื่อสร้างให้เกิดนวัตกรรม ทางการศึกษา -เกิดแผนพัฒนาการศึกษา ซึ่งเป็น ผลมาจากเป้าหมายร่วมของการ สนับสนุนจากทุกมิติทางสังคม โดยใช้การศึกษาเพื่อการพัฒนาคน ไปสู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ -เกิดการพัฒนาระบบการศึกษา ตลอดชีวิตจากการเชื่อมต่อระบบ การศึกษาให้เกิดการพัฒนา เชิงพื้นที่และสามารถรองรับ ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมและเศรษฐกิจ


ปัจจัยนำเข้าทางนโยบาย ผู้กระทำการ ด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม หน่วยงานรัฐ แรงงานจังหวัดสุโขทัย ,จัดหางานจังหวัดสุโขทัย, อุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย,ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือ,แรงงานจังหวัดสุโขทัย,ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุโขทัย ,วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย,ท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดสุโขทัย


41 กระบวนการทางนโยบาย ผลลัพธ์ทางนโยบาย -เกิดการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาระบบ การศึกษาและบูรณาการการ สนับสนุนเพื่อลดข้อจำกัดของ สถานศึกษา ทั้งด้านงบประมาณ วิชาการ ตลอดจนการสนับสนุนให้ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ ร่วมกับสถานศึกษาหรือแหล่ง เรียนรู้อื่นในพื้นที่ชุมชน -เกิดพื้นที่การเรียนรู้ที่อยู่ในชุมชน ทั้งในสถานศึกษาและนอก สถานศึกษา น -สนับสนุนการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้าง ขีดความสามารถทางการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจ โดยการยกระดับทักษะฝีมือ เพื่อรองรับการสร้างอาชีพและการมีงานทำ ให้กับผู้เรียนหลังจบการศึกษาภาคบังคับ - นำคุณค่าทางภูมิปัญญา วัฒนธรรมในพื้นที่ มาสร้างการสนับสนุนการศึกษา โดยนำ -เกิดการบูรณาการจัดการศึกษา เพื่อการมีงานทำหรือมีอาชีพ เพื่อรองรับการแก้ปัญหาครอบครัว ยากจน หรือ วงจรการผลิตซ้ำ ความด้อยโอกาสที่เกิดจากความ ยากจนในพื้นที่ -ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ มีส่วน ร่วมสนับสนุนทรัพยากรการศึกษา


ปัจจัยนำเข้าทางนโยบาย ผู้กระทำการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน,นายกสมาคมพ่อค้าจังหวัสุโขทัย,ประธานหอการค้าจังหวัดสุโขทัย


Click to View FlipBook Version