จรรยาบรรณของการทำ
Benchmarking (Code of Conduct)
1.หลักการด้านกฎหมาย (Principle of Legality) การดำเนินการจะถูกต้องตาม
กฎหมาย ปรึกษาด้านกฎหมาย หลีกเลี่ยงการสนทนาหรือกิจกรรม ที่อาจนำไปสู่การขัด
แย้ง ละเว้นการใช้วิธีที่ไม่เหมาะสมในการได้มาซึ่งความลับปกปิดแหล่งที่มาของข้อมูล
2.หลักการด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Principle of Exchange) ประกอบไป
ด้วย
ความเต็มใจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลในรูปแบบและ ชนิดเดียวกันกับที่ขอจากคู่เปรียบ
เทียบ ต้องชี้แจงและสื่อวัตถุประสงค์ และความคาดหวังให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้
เกิดความเข้าใจผิดและ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นจริง
และสมบูรณ์
จรรยาบรรณของการทำ
Benchmarking (Code of Conduct)
3. หลักการด้านความลับ (Principle of Confidentiality) ประกอบไป ด้วย รักษา
ข้อมูลที่ได้รับจากการทำ Benchmarking เป็นความลับและจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับ
ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำ Benchmarking นั้น ๆ ก่อนได้รับการยินยอมจากองค์กรที่ให้
ข้อมูล ไม่เปิดเผยชื่อขององค์กร ที่ทำ Benchmarking ด้วยให้ผู้อื่นทราบโดยไม่ได้รับ
อนุญาตจากองค์กร นั้นๆ ก่อน
4.หลักการด้านการใช้ข้อมูล (Principle of Lese) ประกอบไปด้วยใช้ข้อมูลที่ได้จาก
การทำ Benchmarking ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งแก่คู่ เปรียบเทียบ ใช้หรือสื่อข้อมูลหรือวิธี
ปฏิบัติที่มีชื่อคู่เปรียบเทียบอยู่ด้วยนั้น จะต้องได้รับอนุญาตจากคู่เปรียบเทียบก่อน ไม่นำ
รายชื่อบุคคลที่ติดต่อ หรือข้อมูลในการติดต่อที่ได้จาก International Benchmarking
Clearinghouse ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการทำ Benchmarking และ
สร้างเครือข่าย
จรรยาบรรณของการทำ
Benchmarking (Code of Conduct)
5.หลักการด้านการติดต่อ (Principle of Contact) ประกอบไปด้วย เคารพ
วัฒนธรรมองค์กรของคู่เปรียบเทียบติดต่อผ่านบุคคล/ช่องทางที่คู่ เปรียบเทียบ
กำหนดให้ ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนผู้รับผิดชอบในการติดต่อจะต้องได้รับการยินยอม
จากคู่เปรียบเทียบด้วย ไม่เปิดเผยชื่อของบุคคลที่ติดต่อก่อนได้รับการยินยอม
หลีกเลี่ยงการเปิดเผยชื่อบุคคลที่ติดต่อในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบุคคล
ดังกล่าว
จรรยาบรรณของการทำ
Benchmarking (Code of Conduct)
6.หลักการด้านการเตรียมตัว (Principle of Preparation) ประกอบ ไปด้วย
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนติดต่อกับคู่เปรียบเทียบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการ
ทำ Benchmarking อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้า
ก่อนแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อจะได้ใช้เวลาของคู่เปรียบเทียบอย่างคุ้มค่าที่สุด ส่ง
กำหนดการและคำถามให้คู่ เปรียบเทียบก่อนการไปเยี่ยมชมช่วยให้คู่เปรียบเทียบมี
เวลาเตรียมตัว
จรรยาบรรณของการทำ
Benchmarking (Code of Conduct)
7.หลักการด้านการทำให้สำเร็จ (Principle of Completion) ประกอบไปด้วย
ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำกับคู่เปรียบเทียบให้ทันเวลา ทำ Benchmarking ให้เสร็จ
เรียบร้อยตามที่ตกลงร่วมกับคู่เปรียบเทียบ
8.หลักการด้านความเข้าใจและการปฏิบัติ (Principle of Understanding a
nd
Action) ประกอบไปด้วย เข้าใจถึงสิ่งที่คู่เปรียบเทียบต้องการให้เราปฏิบัติต่อเขา
ปฏิบัติต่อคู่เปรียบเทียบ ตามที่เขาต้องการ เข้าใจและใช้ข้อมูลตามวิธีการที่คู่เปรียบ
เทียบต้องการให้ใช้
ประโยชน์ของ Benchmarking
1.การกำหนดช่องว่างระหว่างผลการปฏิบัติงานขององค์การกับองค์การอื่ นและ
ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์
2.การรวบรวมวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศเข้าสู่องค์การ
3.ส่งเสริมการปฏิบัติงานภายในองค์การให้ดีขึ้น
4.นำไปสู่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ร่วมกันและการสร้างสรรค์ความร่วมมือ ที่จะ
พยายามให้องค์การมีการพัฒนาที่ดีขึ้น
5.การนำสู่วิธีการปฏิบัติงานในรูปแบบใหม่ที่สามารถส่งเสริมให้องค์การมีผล
ปฏิบัติการที่ดีขึ้นและมีอัตราความเสี่ยงลดลงจากการลองผิดลองถูก
ประโยชน์ของ Benchmarking
6.องค์การสามารถสร้างจุดแข็งเช่นเดียวกับข้อด้อยขององค์การที่ได้รับ
การแก้ไขให้ดีขึ้น
7. การสร้างความร่วมมือทั้งในระดับบุคคลและภาระหน้าที่ของพนักงาน
ในองค์การที่ต้องการจะปรับปรุงแก้ไขให้องค์การพัฒนาไปสู่ระดับสากล
การบริหารแบบ CEO
CEO คือ CHIEF EXECUTIVE OFFICER
บุคคลที่มีอำนาจและความรับผิดชอบสูงสุดใน
องค์กร หรือบริษัท
CEO CEO CEO CEO
เป็นรูปแบบ เป็นสไตล์ เป็นสถานภาพ เป็นศูนย์กลางการ
(FORM) (STYLE) (STATUS) บริหารงานทั้งหลาย
ทั้งปวง รวมทั้ง
ความหวัง
(ASPIRATION)
ของผู้ร่วมงาน
รูปแบบการบริหารราชการ
ปัจจัยส่งเสริม CEO
ศักยภาพ CEO
เอาไปใช้
ขั้นตอนการทำงานของ CEO
ขั้นตอนการทำงานของ CEO
คุณลักษณะของ CEO ที่ดีในอนาคต
1.จัดการเรื่องคนเก่ง เพราะหัวใจของ CEO ต้องทำงานผ่าน
ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้ลงมือทำเอง แต่หน้าที่นำความเก่งของ
แต่ละคนมาใช้งาน อย่างเต็มศักยภาพ
2.CEO ต้องใฝ่หาความรู้ เป็นการเรียนรู้ ตลอดชีวิตเป็น
นักอ่าน นักฟัง นักคิด
3.CEO ต้องป้องกันเหตุที่ไม่พึงประสบ และหากเหตุเกิดแล้ว
ก็ต้องรู้ว่าแก้ไขอย่างไร
ค้นหาความรู้
จากแหล่งอื่ นๆ
Balanced Scorecard คืออะไร
Balanced Scorecard (BSC) คือ ระบบหรือกระบวนในการบริหาร
งานชนิดหนึ่งที่ อาศัยการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) เป็นกลไกสำคัญ Kaplan
และ Norton ได้ให้นิยามล่าสุดของ Balanced Scroecard ไว้ว่า
“เป็นเครื่องมือทางด้านการจัดการที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
(Strategic Implementation) โดยอาศัยการวัดหรือประเมิน
(Measurement) ที่จะช่วยทำให้องค์กรเกิดความสอดคล้องเป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกัน และมุ่งเน้นในสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร
(Alignment and focused) ”
อ้างอิง : กฤษณี มหาวิรุฬห์.2547. แนวคิดการบริหารแบบ Balanced Scorecard.[Online].
: http://www.geocities.com/vichakarn2002/scorcard.doc
ประโยชน์ที่ได้จากการนำ Balanced Scorecard ไปใช้
1. ช่วยให้ผลการดำเนินงานขององค์กรดีขึ้น
2.ทำให้ทั้งองค์กรมุ่งเน้น และให้ความสำคัญต่อกลยุทธ์ขององค์กร โดยต้องให้
เจ้าหน้าที่ทั่วทั้งองค์กรให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ขององค์กรมากขึ้น และเป็น เครื่อง
มือหนึ่งที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
3.ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และวัฒนธรรมขององค์กรโดยอาศัยการ
กำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่
4.ทำให้พนักงานเกิดการรับรู้และเข้าใจว่างานแต่ละอย่างมีที่มาที่ไปอีกทั้งผลของ
งานตนเองจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานของผู้อื่ นและขององค์กรอย่างไร
แหล่งที่มา : http://promrucsa-dba04.blogspot.com/2012/10/bsc.html
PDCA
PDCA คือวงจรบริหารงานคุณภาพ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน
Plan-Do-Check-Act หรือ วางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ-ปรับปรุง เป็นกระบวน
การที่ใช้ปรับปรุงการทำงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหา
และเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง PDCA สามารถประยุกต์ใช้กับองค์กรทุกประเภท
ธุรกิจทุกรูปแบบ แม้กระทั่งชีวิตประจำวันประยุกต์ใช้ได้หลายแง่มุม เช่น การวางแผน
พัฒนาความรู้ การพัฒนาทักษะทางเทคนิคไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร
ประโยชน์ของ PDCA คือ สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีกว่า, เกิดการ
ปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง, ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงในการจัดการ
PDCA
อย่างไรก็ตาม PDCA ไม่เหมาะกับโครงการที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะ
ต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการดำเนินการ ฉะนั้น ถ้าเป็นโปรเจกต์สั้น ๆ เครื่องมืออื่น
อาจตอบโจทย์กว่า (Sahatorn Petvirojchai: 2564)
อ้างอิง : https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is pdca-210610/
หน้าที่และบทบาทหลัก CEO
1.เป็นกรรมการบริหาร สนับสนุนการทำงานขององค์การ
2.รับผิดชอบด้านการออกแบบ การวางแผนตลาด การประชาสัมพันธ์ การผลิต
การบริการ
3.บริหารจัดการด้านการเงิน ภาษี การจัดการความเสี่ยง
4.การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในองค์การ
5.การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์การ
6.จัดการด้านงบประมาณเพื่อพัฒนาองค์การ
หน้าที่และบทบาทหลัก CEO
7. ในฐานะผู้นำ เป็นผู้แทนองค์การ เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ ในองค์การ
8. ในฐานะผู้บริหาร วางกลยุทธ์ สร้างวัฒนธรรมองค์การ ปกครองดูแลบริหาร
จัดการองค์การ เช่น การใช้กลยุทธ์แบบ CRM เพื่อสร้างความ สัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
9. ในฐานะผู้ตัดสินใจ ตัดสินใจ แนะนำ การปฏิบัติงานให้กับบุคลากร นำเสนอ
นโยบาย
อ้างอิง : http://blog.eduzones.com
สรุปสิ่งที่ได้รับ
จากการศึกษาในครั้งนี้
Balanced Scorecard (BSC)
คือ รูปแบบของการวัดและประเมินผลการดำเนิน
งานขององค์กรระบบใหม่ เกิดจากการวิเคราะห์
วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ขององค์กร โดยใช้ตัวชี้วัดที่เป็น
เครื่องมือที่ใช้ในการวัดว่าองค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ใน
มุมมองแต่ละด้านหรือไม่ คือ ด้านการเงิน ด้านลูกค้า
ด้านกระบวนการภายใน และด้านการเรียนรู้และการ
พัฒนาให้มีความสมดุลกัน
เป็นการบริหารที่ทุกส่วนในองค์การ ยึดเป้าหมายและแผน CEO
ขององค์การเป็นทิศทางในการดำเนินงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์
(Vision) และผลสัมฤทธิ์ (Result) ขององค์การ เพื่อเป็น
ตัวผลักดันให้องค์กรเกิดการพัฒนาโดยกระบวนการในการ
จัดการความรู้เพื่อนำไปใช้ในการ แก้ปัญหา ปรับปรุงงาน
เพิ่มพูนประสิทธิภายในการบริหารงานสู่จุดมุ่งหมายที่สำคัญ
คือ ความจำเป็นพื้นฐาน ความเป็นธรรมในสังคม การพึ่ง
ตนเอง การเข้าถึงและมีส่วนร่วม สุขภาพอนามัย การศึกษา
โดยมีขั้นตอนการทำงาน คือ เตรียมการ ทำงานเชิงรุก
ประเมินผล และแก้ไขข้อบกพร่อง
การนำความรู้ไปประยุกต์
ใช้ในการทำงาน
ผู้บริหารเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่และพัฒนาการ
ของสถานศึกษา สถานศึกษาจะเข้าสู่มาตรฐานหรือจะล้มเหลวขึ้นอยู่กับ
ความรู้ความสามารถ และการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาโดยตรง
ซึ่งในการบริหารสถานศึกษาสไตล์ “Benchmarking” นั้น นอกจาก
หน้าที่ทางการบริหารที่ผู้บริหารต้องปฏิบัติแล้ว ผู้บริหารควรมีบทบาท
สำคัญ คือ การเป็นผู้ริเริ่ม เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรม
ใหม่ของสถานศึกษา และมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการสร้าง
องค์การเรียนรู้โดยเฉพาะการเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนและดำเนินการ
ของสถานศึกษา และที่ขาดไม่ได้ คือ การเป็นต้นแบบหรือตัวอย่างตามแบบ
(Benchmarking) ที่ดี ที่ให้แก่บุคลากรในสถานศึกษา เพื่อให้บุคลากรใน
สถานศึกษามองเห็นภาพที่เป็นรูปธรรม
วิชา หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา
TATIO N COV
ESEN
ER PR
สรุปเนื้อหา
ครั้งที่ 8 วันที่ 13 ต.ค.64
นางสาวณฏฐพัชร เขียวมณีนัย เสนอ รองศาสตราจารย์ ดร. จรัส อติวิทยาภรณ์
รหัสนักศึกษา 6419050083
TQM (Total quality management)
การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ทุกสิ่งที่ทำ เกี่ยวข้องกับ
คนอื่นเสมอ การมอบหมายให้คนอื่นทำ เน้นคุณภาพ แนวคิด
เกี่ยวกับคุณภาพ
- มีมาตรฐาน
- บอกวิธีใช้ให้ถูกต้อง
- ไม่โง่ ไม่ฟุ่มเฟือย
- คุ้มค่า คุ้มราคา
- ประโยชน์ที่ใช้
TQM (Total quality management)
Total = ทั้งหมด ทุกคนที่เกี่ยวข้องในองค์กร ทุกคนจะมีค่าใน
แต่ละสถานการณ์
Quality = คุณค่า ต้องให้พอใจ
Management = ผู้บริหารต้องผูกพันจริงใจในกระบวนการ
บริหารจัดการ
TQM (Total quality management) = บริหารองค์กร
เน้นคุณภาพ ทุกคนมีส่วนร่วม มุ่งผลระยะยาว ลูกค้าพอใจ สมาชิก
และสังคมได้ประโยชน์
TQM (Total quality management)
วัตถุประสงค์ หลักการสำคัญ ปัจจัยสนับสนุน
- คุณภาพ - โฟกัสลูกค้า - ภาวะผู้นำ
- ศักยภาพบุคลากร - คุณภาพ - การศึกษาอบรม
- มีส่วนร่วม - กระบวนการ - โครงสร้างองค์กร
- ส่วนร่วม
- การอยู่รอดขององค์กร
- เพื่อตนเองและสังคม
Brain Storming
- ระดมความคิดเห็น
- การบริหารงานที่มีคุณภาพต้องทันปัจจุบัน
ใช้แบบออนไลน์ สะดวก ง่าย และระดมได้ทุกคน
Why – Why Diagrams How – How
- ทำไมถึงขาดทุน - จะเพิ่มจำนวนเด็ก
- ขายไม่ได้ อย่างไร
- คุณภาพไม่ดี
- ออกแบบไม่ได้ - ปรับอย่างไร
- ไม่มีข้อมูลลูกค้า - คุณภาพการสอน
บุคลากร
ECRS รวบรวม C
ขั้นตอน
ลดขั้นตอน
E ที่สูญเปล่า
..................................... จัดลำดับ ง่ายขึ้น
สะดวกขึ้น
S
R
งานตรวจสอบเพื่อ ผลดีจาก TQM
ปรับปรุงของออสบอร์น
- มีตัวตายตัวแทน งานไม่สะดุด
- ยืดหยุ่น
- แก้ไข
- ทดแทน
- นำกลับมาใช้ใหม่
- รวมกัน
ผลดีจาก TQM
- ดีกว่าเดิม
- สูญเสียลดลง
- ขจัดขยะ
- บริการเร็วกว่าเดิม
TEAM
ทำงานร่วมกันหลายคน วัตถุประสงค์เดียวกัน เสียสละ ผูกพัน
เพื่อส่วนรวม คนฉลาดจะรวมกันหลายๆ คน เพื่อทำงาน
ทำไมต้องทำงานเป็นทีม
- ไม่มีสองคนที่เหมือนกัน - เก่งคนเดียว เก่งได้ไม่นาน
- หลายหัวดีกว่าหัวเดียว
ทำไมต้องทำงานเป็นทีม
- การทำงานแบบคนรวมกันไม่แบ่งงาน
- มีวัตถุประสงค์เดียวกัน - แข่งขันกันเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
- ผลงานอาจสูงหรือต่ำ - เชื่อมั่นและไว้วางใจกัน
- ทุกคนพอใจ - มีบรรยากาศการช่วยเหลือกัน
- รู้หน้าที่ รู้กฎ - ผิดพลาดแล้วช่วยกันแก้ไข
ขั้นตอน 1. กำหนดเป้าหมายร่วมกัน
2. วางแผนการทำงาน
การทำงานเป็นทีม
3. กำหนดกิจกรรม 4. แบ่งงานให้สมาชิกของทีม
5. ปฏิบัติจริงตามแผน 6. ติดตามผลและนิเทศงาน 7. ประเมินขั้นสุดท้าย
ทีมที่ดีควร - สมาชิกทุ่มเทกำลังกาย
เป็นอย่างไร ความคิด เพื่องานและความ
สำเร็จ
- ทุกคนตระหนักว่าเป็นผล
งานของทีมไม่ใช่ของคนใด
คนหนึ่ง
- ทุกคนแสดงความคิดเห็น
อย่างจริงใจ เปิดเผย
อุปสรรคของการทำงานเป็นทีม
- สามัคคีนั้นดีอยู่แต่ตัวข้าพเจ้าต้องเป็นใหญ่
- ทำงานคนเดียวดีและเก่ง ทำงานหลายคนเจ๊ง
- ต่างคนต่างอยู่ ธุระไม่ใช่
- มากคนก็มากเรื่อง
- ชิงดี ชิงเด่น
- ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้
- มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน มองไม่เห็นส่วนทั้งหมด
สร้าง แนวทาง ทรัพยากร
บรรยากาศ การแก้ปัญหา
กำหนด
ที่ดี การทำงาน กิจกรรม
เป็นทีม
มอบหมาย
งานให้ มีวินัย
ชัดเจน
การบริหาร การจูงใจ
แบบมีส่วนร่วม
การบริหาร
แบบมีส่วนร่วม
บุคลิกภาพ การเข้าใจองค์กร
แนวทาง 1. สร้างบรรยากาศ 3. มอบงานตรงคน
การบริหาร 2. ผู้ร่วมงานสื่อสารกัน
แบบมีส่วนร่วม
4. ไม่ฝ่าฝืนค่านิยม 5. ไม่สร้างความรู้สึกไม่ดี
6. แนะนำ 7. ควบคุม 8. เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น
หลักการ 1. ผู้บริหารจูงใจให้ผู้ร่วมงานมี
ส่วนร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผิด
ชอบ
2. เห็นความสำคัญของผู้ร่วมงาน
3. เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานมีส่วน
ร่วมบริหารงาน
ลักษณะที่ทำให้ร่วมมือ
- มีมนุษยสัมพันธ์
- ใจกว้าง
- มีน้ำใจ
- ทำตามหน้าที่
- แยกเรื่องส่วนตัว รวมกลุ่มเพื่อองค์กร
ขั้นตอนการบริหาร 1. ส่วนร่วมตัดสินใจ
แบบมีส่วนร่วม 2. ส่วนร่วมดำเนินการ
3. ส่วนร่วมรับผลประโยชน์
4. ส่วนร่วมการประเมินผล
การบริหาร ประโยชน์ ทรัพยากร
แบบมีส่วน การบริหาร
แบบมีส่
วนร่วม
ร่วม
มีประสิทธิ เกรงใจ
ภาพ
มีกำลังใจ
เราไม่สามารถปรับทิศทางลมได้
แต่สามารถปรับใบเรือได้
ปรับตัวให้เข้ากับกลุ่ม
ทำให้ดีที่สุด อะไรจะเกิดขึ้นช่างมัน
เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เค้าดีกับเราทุกคน
Korede Idris
ด้านองค์กร = ประเพณีองค์กร ค่านิยม คุณภาพ นโยบาย คุณภาพ
บุคลากร โครงสร้าง บรรยากาศองค์กร
ด้านบริหาร = นิสัยผู้บริหาร (เด็ดขาด ประชาธิปไตย เสรีนิยม)
ขาดความเข้าใจ ขาดความมั่นคง มีอคติกับลูกน้อง มีความกลัว
ขาดการสื่อสาร
ด้านสถานการณ์ = เวลางาน อิทธิพล การทำงานไม่จำเป็นต้องเก่ง
ต้องเหนือ แต่ทำงานร่วมกันได้
ทีม = กลุ่มคนที่ทำงานร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์ มุ่งองค์กร
การยอมรับความแตกต่างของบุคคล = ร่างกาย จิตใจ อารมณ์
ความรู้สึก บุคลิกภาพ ความเชื่อถือ ค่านิยม การรับรู้ประสบการณ์ อื่นๆ