The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by p.natthaphat.k, 2021-11-18 22:13:53

สรุปเนื้อหาวิชาหลัการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา

นางสาวณฏฐพัชร เขียวมณีนัย 6419050083

หลักการบริหารและวิวัฒนาการ

พัฒนามาตามลำดับเริ่มจากอดีต หรือ การบริหารในระยะแรก ๆนั้น
มนุษย์ยังขาดประสบการณ์การบริหาร จึงเป็นการลองผิดลองถูก
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง หรือ
มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในวงจำกัด การถ่ายทอดไปยังทายาท ลูกศิษย์
หรือลูกจ้าง การบริหารจัดการ ความรู้เริ่มจากระดับบัณฑิตศึกษา
เนื่องจากต้องใช้ประสบการณ์ เป็นหลัก

วิวัฒนาการการบริหาร

นพพงษ์ บุญจิตราดุล ได้แบ่งวิวัฒนาการของการบริหารออกเป็น 3 ยุค

1. ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (SCIENTIFIC MANAGEMENT ERA)
2. ยุคการบริหารแบบมนุษยสัมพันธ์ (HUMAN RELATION ERA)
3. ยุคทฤษฎีการบริหาร (THE ERA OF ADMINISTRATIVETHEORY)

เป็นยุคที่ผสมผสานสองยุคแรกเข้าด้วยกัน จึงเป็นยุคบริหารเชิง
พฤติกรรมศาสตร์

1. ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์
(SCIENTIFIC MANAGEMENT ERA)

ใช้หลักการเป็นหลัก มีกฎ ระเบียบ ขอบข่ายงาน ที่มุ่งให้งานสำเร็จ ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์
เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นระบบ การบริหารงาน ยุคเป็นผลทำให้เกิดสำเร็จมีคุณภาพ แต่เกิดความ
เครียด เพราะมุ่งงานเป็นหลัก คนไม่ได้รับการดูแล นักบริหารในยุคนี้ ได้แก่

Frederick Henri Fayal Luther Lyndall
W.Taylar H.Gulick Urwick

1. ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์

(SCIENTIFIC MANAGEMENT ERA)

Luther H.Gulick , Lyndall Urwick


การบริหาร (Administrative Management) เป็นนัก
แนวความคิดการจัดการแบบหลัก

บริหารแบบวิทยาศาสตร์ มุ่งงานเป็นใหญ่ เป็นทฤษฎีของการบริหารเพื่อให้งานสำเร็จต้องมี
7 กิจกรรม หรือ เรียกว่า POSDCoRB ดังนี้

P = Planning O = Organization S = Staffing

การวาง
แผน การจัดอ
งค์การ การจัดคนเ
ข้าทำงาน
R = Reporting Co = Coordinating D = Directing
การรา
ยงาน การประส
านงาน การอำนวยกา
ร,การสั่งการ

B = Budgetting
การบริหารง
บประมาณ

1. ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์

(SCIENTIFIC MANAGEMENT ERA)

Luther H.Gulick , Lyndall Urwick


วงจร Gulick ขึ้นอยู่กับงานที่ทำ
โดยการเริ่มแผนงานจะเริ่มจากส่วนไหนก่อนก็ได้
ซึ่งทฤษฎีนี้ ต่อมาถูกพัฒนาไปเรื่อยจนเป็นหลักการบริหารแบบ PDCA

Action Plan

Check Do

ทฤษฎีการจัดการตามระบบราชการ

(BUREAUCRATIC MANAGEMENT)

พัฒนามาจากทฤษฎีวิทยาศาตร์ของ Gulick มาเป็น ระบบราชการ โดยมี
แนวคิด คือ องค์การควรจะถูกบริหารบนพื้นฐานของเหตุผล และไม่เป็นส่วนตัว
โดยระบบราชการในประเทศไทยก็ใช้ทฤษฎีเป็นแนวปฎิบัติ

1. มีการแบ่งงานกันทำเฉพาะด้าน
2. มีการระบุสายการบังคับบัญชาอย่างชัดเจน
3. บุคคลจะถูกคัดเลือกและเลื่อนตำแหน่งบนพื้นฐานของคุณสมบัติทางเทคนิค
4. การบริหารกับการเป็นเจ้าขององค์การจะถูกแยกจากกัน
5. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่บนพื้นฐานของ
ความไม่เป็นส่วนตัว
6. มีการกำหนดกฎระเบียบวิธีปฏิบัติการไว้อย่างเป็นทางการ

ทฤษฎีการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ (SCIENTIFIC MANAGEMENT)

FREDERICK W. TAYLOR "บิดาแห่งการจัดการที่มีหลักเกณฑ์
“ การทำงานต้อง มีกฎเกณฑ์ โดยมีพื้นฐานอยู่ในหลักการสำคัญ 4 ข้อดังนี้

1.ต้องมีการคิดค้น คนที่ทำงานต้องหาวิธีการค้นพบให้เจอว่างานไหนดี
ที่สุด ถ้างานดี ค่าตอบแทนสูงกว่า

2. คัดเลือกและพัฒนาคนให้เหมาะกับงาน
3.ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการทำงาน ควบคู่กับคนงาน เขาจะ

ไม่คัดค้านการทำงาน ถ้าเขาเห็นโอกาสที่จะทำให้รายได้สูงขึ้น
4. มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารและพนักงาน

Henry L. Gantt (1861-1919)


Gantt ไม่ได้ใช้วิธีจ่ายค่าจ้างแบบสองระดับเหมือน
ได้พัฒนาวิธีจ่ายค่าตอบแทนแบบใหม่
Taylor แต่ใช้วิธีให้สิ่งจูงใจ เป็นการทำงานเป็นช่วง ๆ เหมาะกับงานที่เป็นรูปธรรม เป็นผู้พัฒนา
วิธีการอธิบายแผนโดยกราฟ (Gantt Chart) การวางแผน การจัดการ และการควบคุมองค์กรที่

มีความซับซ้อน

ทฤษฎีการจัดการตามแบบหลักการบริหาร

(ADMINISTRATIVE MANAGEMENT)

แนวความคิดการจัดการแบบมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation) Henri Fayol (1841-1925)
มุ่งเน้นที่กิจกรรมการจัดการ (Managerial activities) POCCoC

ก(Oารrจgัดaอnงizคi์nกgาร) การบังคับบัญชา (กCาoรoปrรdะiสnาaนtงinาgน)
(Cหรoือmกmารaสnั่งdกinาgร)

ก(Pารlaวnางnแinผgน) (Cกoาnรtคrวoบllคinุมg)

หลักการจัดการ ( MANAGEMENT PRINCIPLES ) HENRI FAYOL

ประกอบด้วย 14 ประการ ดังนี้

1. หลักที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ (AUTHORITY &
RESPONSIBILITY) จะแยกจากกันไม่ได้ ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่จะออกคำสั่งได้นั้น
ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลงานที่ตนทำด้วย

2. หลักของการมีผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว (UNITY OF COMMAND)
ควรได้รับคำสั่ง จากผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการ
สั่งการ ไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างแผนก และระหว่างบุคคลด้วยกัน

3. หลักของการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน (UNITY OF DIRECTION)
ต้องดำเนินในทิศทางที่สอดคล้องกัน และแผนงานเดียวกัน

หลักการจัดการ ( MANAGEMENT PRINCIPLES ) HENRI FAYOL

ประกอบด้วย 14 ประการ ดังนี้

4. หลักของการธำรงไว้ซึ่งสายงาน (SCALAR CHAIN) คือสายงานบังคับ
บัญชา จากบนลงมาต่ำสุด ซึ่งจะอำนวยให้การบังคับบัญชาเป็นไปตามหลักของ
ผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว เกิดความคล่องตัวในการส่งสารระหว่างกัน

5. หลักของการแบ่งงานกันทำ (DIVISION OFWORK OR
SPECIALIZATION) แบ่งตามความถนัดของตนเอง โดยไม่ต้องคำนึงถึง
ด้านบริหารหรือด้านเทคนิค

6.หลักเกี่ยวกับระเบียบวินั ย (DISCIPLINE) เกิดจากปฏิบัติตามข้อตกลงที่
เกิดจากการทำงาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการเคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตาม
หน้าที่ และต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรม

หลักการจัดการ ( MANAGEMENT PRINCIPLES ) HENRI FAYOL

ประกอบด้วย 14 ประการ ดังนี้

7.หลักของการถือประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นรองประโยชน์ส่วนรวม
(SUBORDINATION OF INDIVIDUAL TO GENERAL INTEREST)
เพื่อให้กลุ่มองค์กรประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ควรให้ความสำคัญของส่วนรวม
มากกว่าส่วนย่อย

8. หลักของการให้ผลประโยชน์ตอบแทน (REMUNERATION) ควรมี
ความยุติธรรม และเกิดความพอใจมากที่สุดทั้งสองฝ่ายคือลูกจ้างและนายจ้าง

9. หลักของการรวมอำนาจไว้ส่วนกลาง (CENTRALIZATION) เพื่อ
ควบคุมส่วนต่าง ๆ ขององค์กร การกระจายอำนาจมีความมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่
กับแต่ละกรณี

หลักการจัดการ ( MANAGEMENT PRINCIPLES ) HENRI FAYOL

ประกอบด้วย 14 ประการ ดังนี้

10.หลักของความมีระเบียบเรียบร้อย (ORDER) ไม่ว่าสิ่งของหรือคนจะต้อง
มีระเบียบเป็นหลักมูลฐานที่ใช้ในการจัดสิ่งของและตัวคนในการจัดการองค์กร

11.หลักของความเสมอภาค (EQUITY) ผู้บริหารต้องมีความยุติธรรมต่อ
ผู้ใต้บังคับบัญชา อันจะก่อเกิดความจงรักภักดีและการอุทิศตนเพื่องานของลูกจ้าง

12.หลักของความมีเสถียรภาพของการว่า ว่ จ้างทำ งาน(STABILITY OF
TANURE) ทั้งผู้บริห ริ ารและคนงานต้องใช้เวลาเพื่อเรีย รี นรู้งานจนเข้าใจดี แต่การ
เข้าออก ของคนมากทำ ให้เกิดการสิ้นเปลือง ซึ่งเป็นผลมาจากการบริห ริ ารงานที่ไม่มี
ประสิทธิภาพ

หลักการจัดการ ( MANAGEMENT PRINCIPLES ) HENRI FAYOL

ประกอบด้วย 14 ประการ ดังนี้

13.หลักของความคิดริเริ่ม (INITIATIVE) ผู้บังคับบัญชาควรเปิดโอกาสให้
ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ใช้ความคิดริเริ่มงานของตนเองบ้าง เพื่อให้ได้แสดงถึงศักยภาพ
ที่มีอยู่ของตัวบุคคลนั้น ๆ และสร้างความพอใจในการทำงานด้วย

14.หลักของความสามัคคี (ESPRIT DE CORPS) เน้นถึงความจำเป็นที่คน
ต้องทำงานเป็นกลุ่มที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (TEAMWORK)

เอลตัน เมโย (ELTON MAYO)

นักจิตวิทยา บิดาของการจัดการแบบมนุษยสัมพันธ์ หรือการจัดการแบบเน้นพฤติกรรม
การศึกษาดังกล่าวนี้เริ่มต้นด้วยการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
(Physical Environment) กับประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) สภาพแวดล้อม
ทางกายภาพในลักษณะที่ทำงานถูกกำหนดขึ้นโดยปัจจัยต่อไปนี้

ความเข้มของ ระดับของอุณหภูมิ เงื่อนไขทาง
แสงสว่าง กายภาพ

ในการทำงานอื่น ๆ

เอลตัน เมโย (ELTONMAYO)

ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างคนงานด้วยกันเอง หรือ

ระหว่างกลุ่มของคนงานในอันที่จะเพิ่มผลผลิตในองค์การ การมีการติดต่อ

อย่างเปิดกว้างระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง การให้โอกาสกับผู้ใต้บังคับบัญชา

เข้ามาร่วมตัดสินใจอย่างเป็นประชาธิปไตย การให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติ

งานทุกระดับและเอาใจใส่ดูแลเขาให้ความเป็นกันเองกับเขามากกว่าคนงาน

ย่อมทำให้มีผลงานเพิ่มขึ้น

เอลตัน เมโย (ELTONMAYO)

แนวความคิดของ MAYO สรุปได้ 5 ประการ ดังนี้

1. ปทัสถานสังคม (ข้อตกลงเบื้องต้นในการทำงาน) คนงานที่สามารถปรับ
ตัวเข้ากับกฎเกณฑ์อย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มคนงานด้วยกันจะมีความสบายใจ
และเพิ่มผลผลิตมากกว่าคนงานที่ไม่พยายามปฏิบัติหรือปรับตัวเข้ากับกฏเกณฑ์ที่
กลุ่มปฏิบัติกัน กฎเกณฑ์เหล่านี้ตกลงกันเองและยึดถือกันภายในกลุ่ม และยังส่ง
ผลให้คนงานมีความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพวก

เอลตัน เมโย (ELTONMAYO)

แนวความคิดของ MAYO สรุปได้ 5 ประการ ดังนี้

2. กลุ่มพฤติกรรมของกลุ่มมีอิทธิพลจูงใจและสามารถเปลี่ยนพฤติกรรม
ของแต่ละบุคคลได้ และกลุ่มย่อมมีอำนาจต่อรองกับฝ่ายบริหารโดยอาจจะเพิ่ม
ผลผลิตหรือ ลดผลผลิตก็ได้

3. การให้รางวัลและการลงโทษ ของสังคมในหมู่คนงานด้วยกัน เช่น การให้
ความเห็นอกเห็นใจของกลุ่มแต่ละบุคคล การให้ความนับถือและความจงรักภักดี
ต่อกลุ่ม และกลุ่มต่อแต่ละบุคคล มีอิทธิพลต่อคนงานมากกว่าการที่ฝ่ายบริหารจะ
ให้รางวัลเป็นตัวเงินต่อคนงานเหล่านี้

เอลตัน เมโย (ELTONMAYO)

แนวความคิดของ MAYO สรุปได้ 5 ประการ ดังนี้

4. การควบคุมบังคับบัญชา จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรใช้มนุษยสัมพันธ์
เป็นนักฟังที่ดี เป็นมนุษยไม่ใช่เป็นนาย ต้องให้ข้อคิด แล้วให้คนงานตัดสินใจ อย่า
เป็นผู้ตัดสินใจปัญหาเอง มนุษย์สัมพันธ์จึงเชื่อว่าการสื่อข้อความอย่างมี
ประสิทธิภาพประกอบกับการให้โอกาสคนงานเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
เป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะได้มาซึ่งการควบคุมบังคับบัญชาที่มีประสิทธิภาพ

เอลตัน เมโย (ELTONMAYO)

แนวความคิดของ MAYO สรุปได้ 5 ประการ ดังนี้

5. การบริหารแบบประชาธิปไตย พนักงานทำ งานได้ผลงานดีมาก ถ้าเขาได้
จัดการงานที่เขารับผิดชอบเอง โดยมีการควบคุมน้อยที่สุดจากผู้บริหาร หลังจาก
ที่ได้มีการปรึกษาร่วมกันแล้ว

ค้นหาความรู้
จากแหล่งอื่นๆ

วิวัฒนาการของทฤษฎีการบริหาร

MASSIE,J.L.&DOUGLAS,J.1981.MANAGEMENT:A CONTEMPORARY
INTRODUCTION. (3RD ED.) NEW JERSEY: PRENTICE-HALL
ได้แบ่งวิวัฒนาการของทฤษฎีการบริหาร ออกเป็น 3 ยุค (+1) คือ

1. ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (SCIENTIFIC MANAGEMENT
ERA) หรือ ยุค CLASSICAL (ปลาย คริสริต์ศตวรรษที่ 18)

2.ยุคการบริหารแบบมนุษยสัมพันธ์ (HUMAN RELATION ERA)
ค.ศ ที่ 18

3.ยุคทฤษฎีการบริหาร (THE ERA OF ADMINISTRATIVE
THEORY/ BEHAVIORAL SCIENCE) ผสมผสานสองยุคแรกเข้าด้วยกัน
เป็นยุคบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์ / ค.ศ ที่ 19

4.ยุคทฤษฎีการบริหารจัดการสมัยใหม่ ( MODERN MANAGEMENT
APPROACHES)

อ้างอิง : รศ.ดร.สุรสุพล เศรษฐบุตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การบริหารเชิงสถานการณ์

1. ถือว่าการบริหารจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
2. ผู้บริหารจะต้องพยายามวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดีที่สุด
3. เป็นการผสมผสานแนวคิดระหว่างระบบปิดและระบบเปิด และ
ยอมรับหลักการของทฤษฎีระหว่างทุกส่วนของระบบจะต้องสัมพันธ์ และ
มีผลกระทบซึ่งกันและกัน
4. สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ และรูปแบบการบริหาร
ที่เหมาะสม
5. คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความต้องการของบุคคลในหน่วยงาน
เป็นหลักมากกว่าที่จะแสวงหาวิธีการอันดีเลิศมาใช้ในการทำงาน โดยใช้
ปัจจัยทางด้านจิตวิทยาในการพิจารณาด้วย

การบริหารเชิงสถานการณ์

6. เน้นให้ผู้บริหารรู้จักใช้การพิจารณาความแตกต่างที่มีอยู่ในหน่วย
งาน เช่น

- ความแตกต่างระหว่างบุคคล
- ความแตกต่างระหว่างระเบียบกฎเกณฑ์ วิธีการ กระบวนการ
และการควบคุมงาน
- ความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ของบุคคลในองค์กร
- ความแตกต่างระหว่างเป้าหมายการดำเนินงานขององค์การ

อ้างอิง : HTTP://NATCHA-EDTECH.BLOGSPOT.COM

ทฤษ(BฎีกUาRรEจัดAกUาCรแRบAบCรYาช)การ

องค์การแบบระบบราชการตามแนวคิดของ Max Weber จะประกอบด้วย
โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 7 ประการ ดังนี้

1.หลักลำดับขั้น (HIERACHY)
2.หลักความรับผิดชอบ (RESPONSIBILITY)
3.หลักแห่งความสมเหตุสมผล (RATIONALITY)
4.การมุ่งสู่ผลสำเร็จ (ACHIEVEMENTORIENTATION)
5.หลักการทำให้เกิดความแตกต่างหรือความชำนาญเฉพาะด้าน

(DIFFERENTATION,SPECIALIZATION)

ทฤษ(BฎีกUาRรEจัดAกUาCรแRบAบCรYาช)การ

องค์การแบบระบบราชการตามแนวคิดของ Max Weber จะประกอบด้วย
โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 7 ประการ ดังนี้

6.หลักระเบียบวินัย (DISCIPLINE)
7. ความเป็นวิชาชีพ (PROFESSIONALIZATION)

ในปัจจุบันระบบราชการ ได้ถูกนำมาใช้ในความหมายเชิงลบ
ซึ่งหมายถึง ระบบที่มีกฎเกณฑ์มาก และการรัดขั้นตอนในความเป็นจริง
การมีกฎเกณฑ์สำหรับการปฏิบัติงานนั้นเป็นการกำหนดมาตรฐานที่
เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงาน ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
และทุกคนต้องทราบกฎข้อบังคับที่มีอยู่

อ้างอิง : krukannikahttps://www.gotoknow.org/posts/450728

สรุปสิ่งที่ได้รับ
จากการศึกษาในครั้งนี้

การบริหาร หมายถึง กระบวนทำงาน โดยต้องอาศัย
กระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้งานบรรลุจุดมุ่งหมายร่วม
กันในองค์กร โดยอาศัยทรัพยากรต่าง ๆ รวมถึงทรัพยากร
มนุษย์ในการขับเคลื่อนงาน เพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพสุงสุด
การบริหารและการพัฒนาองค์การจึงถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งใน
การดำเนินงานให้เป็นผลสำเร็จโดยประกอบด้วยผู้บริหารหรือ
ผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา

ผู้บริหารไม่ใช่เป็นผู้ลงมือปฏิบัติแต่เป็นผู้ใช้ความคิด
ใช้วิสัยทัศน์ การสร้างสรรค์และการโน้มน้าว เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงาน
ได้เกิดความพึงพอใจควบคู่ กับผลสำเร็จของงานในองค์กร

หลักการวิวัฒนาการบริหาร คือ การได้งานที่มีประสิทธิภาพ

ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร โดยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ
แนวคิดนี้ คือ FREDERIC WINSLOW TAYLOR และ MAX
WEBER ระบบงานราชการของไทย เป็นการนำเอาแนวคิดนี้ มา

ปรับใช้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ มีหลักการบริหารที่อาศัยองค์
ประกอบ 7 ขั้นตอน คือ หลักลำดับขั้น หลักความสำนึกแห่งความ

รับผิดชอบ หลักแห่งความสมเหตุสมผล หลักการมุ่งสู่ผลสำเร็จ

หลักการทำให้เกิดความแตกต่างหรือ การมีความชำนาญเฉพาะ

ด้าน หลักระเบียบวินัยและความเป็นวิชาชีพ

การนำความรู้ไปประยุกต์
ใช้ในการ
ทำงาน

1. การนำแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการ

กำหนดกระบวนการมาตรฐาน และผลผลิตวิธีการสอน
2. การนำแนวคิดระบบราชการ (BUREAUCRACY) มา

ประยุกต์ใช้ ผู้บริหารสถานศึกษา ควรนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ใน

สถานศึกษาตามความถูกต้องและเหมาะสม
3. การนำแนวคิดด้านมนุษยสัมพันธ์ (HUMAN

RELATION CONCEPT) มาปรับใช้ในสถานศึกษา ถือว่าเป็น

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในหลักการบริหารและการทำงานร่วมกันใน
องค์กร

วิชา หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา

สรุปเนื้อหา
ครั้งที่ 7 วันที่ 26 ก.ย.64

นางสาวณฏฐพัชร เขียวมณีนัย

รหัสนักศึกษา 6419050083




เสนอ รองศาสตราจารย์ ดร. จรัส อติวิทยาภรณ์

เครื่องมือการบริหารการศึกษาสมัยใหม่

Bฺ ALANCED SCORECARD (ฺBSC)

คือ การบริหารแบบถ่วงดุง เป็นการกระจายงานให้สมดุลเหมาะสมกับ
แต่ละฝ่าย

Professor Robert Kaplan

อาจารย์มหาวิทยาลัย Harvard ผู้คิดค้น

Dr.David Norton

ที่ปรึกษาด้านการจัดการผู้ทดลองใช้

BALANCED SCORECARD (ฺBSC)

กระบวนการในการบริหารงานที่อาศัยการกำหนดตัวชี้วัด (KPI)
แบบสมดุลของภาระงานขององค์กร

- นำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
- อาศัยการประเมินที่สอดคล้องไปทางเดียวกัน
- มุ่งเน้นในสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร

ในการพัฒนาองค์กร มุมมอง มุมมองด้าน
นั้น สามารถวัดและ ด้านการเรียนรู้ กระบวนการ
ประเมินได้จากการมอง และการพัฒนา
ผ่านมุมมองของระบบ ภายใน
การวัดและประเมินผลใน มุมมอง ตัวเสริม
4 มุมมอง คือ ด้านลูกค้า ประสิทธิภาพ
เป็นผู้ทำให้บริษัท


อยู่ได้ มุมม
อง
ด้านการเงิน

เพราะทำให้
องค์กรนั้น
ดำรงอยู่ได้

มุมมอง มุมมอง มุมมอง
ทางการศึกษา บุคลากร วิชาการ

ตามทฤษฎี มุมมอง

สอดคล้อง บริหารงานทั่วไป
กับ 4 งาน


มุมมอง
งบประมาณ

BALANCED SCORECARD (ฺBSC)

วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ใน
มุมมองแต่ละด้าน ต้องมี
วัตถุประสงค์ ตัวชี้วัด เป้าหมาย
และแผนงาน เพื่อทำให้เกิด
ความพึงพอใจในการบริหาร
และต้องประเมินให้ครบทุกตัว

ขอบเขตองค์ประกอบในการวัดผลตามแนวคิดของ

BALANCED SCORECARD (ฺBSC)

1.วัตถุประสงค์ คือ สิ่งที่องค์กรมุ่งหวังหรือต้องการที่จะบรรลุในแต่ละด้าน
2.ตัวชี้วัด สิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าองค์กรได้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ในแต่ละด้านหรือไม่
3.แผนงาน โครงการที่ตั้งใจ แผนการปฏิบัติงานที่มีการลำดับเป็นขั้น ๆ ในการจัด

กิจกรรม
4.เป้าหมาย ค่าตัวเลขหรือคุณภาพที่ตั้งไว้เพื่อให้องค์กรบรรลุถึงค่านั้น ๆ ได้แก่

เชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ

BALANCED SCORECARD มีวัตถุประสงค์แต่ละมุมมอง ดังนี้

มุมมองด้านการเงิน - ส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้น
- การรักษาลูกค้าเดิมไว้
- การเพิ่มขึ้นของรายได้ ทำให้ - การแสวงหาลูกค้าใหม่
วัตถุประสงค์บรรลุ เช่น - การนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ
เพิ่มจำนวนนักเรียน - การบริการที่รวดเร็ว
- การลดลงของต้นทุน การใช้ - ชื่อเสียงที่ดีของกิจการ
อย่างประหยัด
- การเพิ่มผลผลิต เช่น นักเรียน มุมมองด้านลูกค้า
จบการศึกษาและมีคุณภาพ

BALANCED SCORECARD มีวัตถุประสงค์แต่ละมุมมอง ดังนี้

มุมมองด้านกระบวนการภายใน - การพัฒนาทักษะของพนักงาน โรงเรียน
ต้องพัฒนาบุคลากร
- การดำเนินงานที่รวดเร็วขึ้น - การรักษาพนักงานที่มีคุณภาพ โรงเรียน
- กระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ต้องมีจูงใจ และพัฒนาคนให้มีคุณภาพ
- กระบวนการจัดส่งที่รวดเร็วและ โดยวิธีการต่างๆ
ตรงเวลา - วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้
- กระบวนการที่มีประสิทธิภาพ พนักงานแสดงความสามารถ
- การมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดี
เสริมสร้างองค์กร

มุมมองด้านการเรียนรู้และ
การพัฒนา

กระบวนการจัดทำ BALANCED SCORECARD

1.ขั้นตอนกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision)
2.ขั้นตอนกำหนดพันธกิจ ( Mission )
3.ขั้นตอนกำหนดค่านิยมร่วม (Shared Value)
4.ขั้นตอนกำหนดความสามารถหลัก (Core Competency)
5.ขั้นตอนกำหนดวัตถุประสงค์ (Long-term Objective)
6.ขั้นตอนกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategic Goal)
7. ขั้นตอนกำหนดดัชนีวัดผลสำเร็จแบบสมดุล(Balanced

Scorecard-BSC)

การวิเคราะห์
SWOT

ประโยชน์และความสำคัญของ BALANCED SCORECARD

1.ช่วยทำให้วิสัยทัศน์ ภารกิจ และ 2.ทำให้เกิดการสื่อสาร
กลยุทธ์ขององค์การมีความ วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ กำหนด
ชัดเจน และสามารถแปรไป ทิศทาง วิธีการต่าง ๆ และเชื่อม
สู่แนวทางดำเนินการต่าง ๆ โดย โยงกับมาตรการที่จะใช้วัดผล
อาศัยตัวชี้วัดที่ชัดเจนเป็นที่เข้าใจ ชัดเจน
ร่วมกันได้

ประโยชน์และความสำคัญของ BALANCED SCORECARD

3.ทำให้เกิดการวางแผนและการ 4.ทำให้เกิดการย้อนกลับและการ
กำหนดเป้าหมาย สร้างสรรค์ เรียนรู้เพื่อให้ผู้บริหารทราบว่า
กิจกรรมเชิงกลยุทธ์ในรูปแบบ ได้มีการปฏิบัติตามแผลกลยุทธ์
ต่าง ๆ ทำให้บรรลุสิ่งที่ต้องการได้ ที่ได้วางไว้หรือไม่ ทำให้เกิดการ
พัฒนา

Benchmarking

คือ กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ แลก
เปลี่ยนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ
ที่เป็นเลิศ (Best Practices) กับองค์กรอื่น
ภายใต้กฎกติกาสากล จนได้สิ่งที่ดีที่สุด
แนวคิดองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั้นไม่ได้เก่งไป
ทุกเรื่อง มีองค์กรที่เก่งกว่าในบางเรื่อง และ
นำมาปรับใช้

รูปแบบของ Benchmarking

1.Competitive Benchmarking 2.Functional Benchmarking การ
เปรียบเทียบในลักษณะนี้องค์การที่ต้อง
เป็นการเปรียบเทียบกับองค์การที่ ทำมาตรฐานเปรียบเทียบจะติดต่อกับ
เป็นคู่แข่งขันกัน โดยตรงโดยมี องค์กรเป้าหมาย ที่เป็นหนึ่งในแต่ละ
วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบกับ อุตสาหกรรม และขอความร่วมมือในการ
องค์การเป็นประเภทเดียวกัน หรือ แบ่งปันความรู้กับทีมงานของตนที่
กระบวนการในการทำงานที่แข่งขัน เข้าไปทำ มาตรฐานเปรียบเทียบองค์กร
กันโดยตรง และเอาข้อดีนั้นมาใช้ เป้าหมายมักจะไม่ใช่องค์การที่เป็นคู่แข่ง
กันโดยตรง จึงมักไม่เกิดปัญหาในเรื่อง
ความลับ เพื่อมาสร้างกระบวนการ หรือ
วิธีการให้มีผลงาน ได้เท่าเทียมกัน

รูปแบบของ Benchmarking

3.Internal Benchmarking 4. Generic Benchmarking

เป็นการเปรียบเทียบ กับหน่วยงาน เป็นการเปรียบเทียบทั่วไป แม้จะ
ต่างๆภายในองค์การ วิธีนี้เป็นที่ ต่างกิจกรรม หรือองค์การต่าง
นิยม ขององค์การขนาดใหญ่เพื่อ ประเภท
กระจายข้อมูลหรือความรู้ เหล่านั้น
ไปยังกลุ่ม หรือหน่วยงานอื่นๆ
ภายในองค์การ และยังเป็นวิธีที่
ประหยัดและง่ายที่สุด

แนวทางการทำ Benchmarking
Benchmarking แบบกลุ่ม

Benchmarking
แบบเดี่ยว

การแต่งตั้งผู้รับผิดชอบระดับสูง ขั้นตอนการเตรียม
การให้การฝึกอบรมผู้ที่เกี่ยวข้อง
การเลือกวิธีการ Benchmarking ความพร้อมของการทำ
(เดี่ยว หรือ กลุ่ม)
จรรยาบรรณของ Benchmarking Benchmarking
(Code of ConDuct) (Preparation Stage)
การประชาสัมพันธ์ภายในองคืกร

ขั้นตอนการทำ Benchmarking
เมื่อเทียบกับ PDCA

การวางแผน การวิเคราะห์ การบูรณาการ การปฏิบัติ
Planning Analysis Action
Integration

การวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบ การปรับปรุงแก้ไข
Plan Do Check
Action


Click to View FlipBook Version