๓๘
การเรียนรู้ตลอดชีวติ มีทกั ษะในการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณและคิดสร้างสรรค์ (Critical and Creative
Thinking) เด็กและเยาวชนเหล่าน้ีจะต้องได้รับการเตรียมพร้อมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long
Leaning) มีทักษะการคิด (Thinking Sils) มีวิธีการแสวงหาความรู้และสร้างความรู้ได้ในโลกแห่งการ
เปล่ียนแปลงได้อย่างต่อเน่ือง และสร้างสรรค์ (Gough ๑๙๙๑) อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าการส่งเสริม
ทักษะการคิดหรือความสามารถในการคิดยังไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร จากผลการประเมิน
มาตรฐานโรงเรยี นส่วนใหญน่ ักเรยี นมีความสามารถในการคิดระดบั สูง (Higher order thinking) ที่
ประกอบด้วยทักษะการคิดวิเคราะห์ สังคราะห์ และประเมินค่า รวมท้ังทักษะการคิดแก้ปัญหาอยู่ใน
ระดับต่าซึ่งเป็นเร่ืองที่ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจ เพราะทักษะและ
ความสามารถในการคิดจะส่งผลถึงการพัฒนาประเทศชาติในทุกด้าน ดังน้ันตลอดระยะเวลากว่า
๒๐ ปีที่ผ่านมา ได้มีการศึกษา คันคว้าวิจัยเก่ียวกับการคิดมากมาย รวมทั้งการทางานของสมองใน
ด้านการคิดและการเรียนรู้ จากผลการวิจัยปัจจุบันจึงมีการเรียกร้องเสมอให้มีการปรับปรุงการเรียน
การสอนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการคิดและทักษะการคิด นักการศึกษาท้ังในประเทศและต่างประเทศ
ต่างเห็นด้วยกันว่า ควรมีการส่งเสริมและพัฒนาความการคิดอย่างจริงจัง นอกจากน้ันยังมีการยืนยัน
ว่าสามารถท่ีจะส่งเสริมพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดสร้างสรรค์ให้กับ
ผู้เรียนได้ด้วย การจัดการเรียนการสอนและการฝึกปฏิบัติ (Instruction and Practice) (Regional
EducationLoboratory.http://www.nwrelorgisopdIsirs/6cul.htm/Retieved117148 นอกจาก
น้ันเพรสเชน (Presseisen. ๑๙๘๖) ยังได้กล่าวสนับสนุนไว้ว่าเด็กนักเรียนสามารถท่ีจะเรียน และ
มีความสามารถในการคิดประกอบด้วยการคิดที่สาคัญ คือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical
Thinking) สร้างสรรค์ (Creative Thinking) และการคิดแก้ปัญหา (Problem Solving) และยังสรุป
กว้าง ๆ ไว้ว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณเม่ือเปรียบเทียบกับแนวคิดของบลูม ก็คือ ทักษะในการ
ประเมินผล การคิดสร้างสรรค์ คือ ทักษะในการสังเคราะห์ และการแก้ปัญหา คือ ทักษะการนาไปใช้
และการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามฟิชเชอร์ได้เน้นให้เห็นว่า ทักษะการคิดต่าง ๆ ดังกล่าวมีความ
เกี่ยวข้องกัน ดังตัวอย่างเช่น การคิดแก้ปัญหาน้ันจะต้องประกอบด้วยการกาหนดปัญหา และตั้ง
คาถามเพื่อศึกษา สารวจ คือ การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และมีการประเมินวิธีการ
แก้ปัญหาซึ่งเป็นการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ (Critical Thinking) สรุปก็คือการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ควรประกอบด้วย การจัดการกับทักษะการคดิ ของตัวเองทกุ ประเภท ซึ่งเป็นการคดิ อย่างสร้างสรรค์ใน
ทานองเดยี วกัน การคิดสร้างสรรค์ควรประกอบดว้ ยการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ เป็นต้น
สรุปก็คือ ทักษะการคิดคือ ความสามารถ ความชานาญในการคิดทุกประเภทเร่ิมตั้งแต่
ความสามารถในการจัดการกับความรู้และนาความรู้ไปใช้ การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ และ
การประเมิน การคิดแกป้ ัญหา การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ และการคดิ สรา้ งสรรค์ ซ่ึงฟซิ เซอร์ (๑๙๙๘,
๓๙
๑๙๙๙) ได้นาเสนอทักษะในการคิดทั่วไปท่ีส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมายในทุกกลุ่มสาระดังน้ี
คือ
๑. ทกั ษะในการจัดการกบั ข้อมูล (Information-processing Skills) เป็นทักษะการ
คิดพื้นฐานทคี่ วรฝกึ ใหก้ บั ผู้เรียนเพ่ือใหเ้ รียนรู้ในเนื้อหาสาระต่าง ๆ อย่างมีประสิทธภิ าพ โดยให้ผเู้ รยี น
จัดการกับข้อมลู ดว้ ยวธิ ตี ่าง ๆ เช่น
๑.๑ ระบุ รวบรวม ทบทวนความจาเกย่ี วกบั สาระขอ้ มลู ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
๑.๒ ตีความหมายข้อมูลเพอ่ื แสดงถึงความเขา้ ใจ ความสมั พันธข์ องความคิดรวบยอด
ต่าง ๆ และแนวคิด
๑.๓ วิเคราะห์ขอ้ มูล จาแนก จัดลาดับ เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง
เปน็ ต้น
๑.๔ ทาความเขา้ ใจกบั ความเก่ยี วโยง ความสมั พันธ์ของสว่ นย่อยและส่วนใหญ่
๒. ทักษะในการสืบเสาะ (inquiry sklls) เพื่อให้เกิดทักษะดังกล่าวควรฝึกให้ผู้เรียน
ปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
๒.๑ ถามคาถามในเรอื่ งทเี่ กย่ี วขอ้ ง
๒.๒ ต้ังคาถามและนิยามคาถาม
๒.๓ วางแผนการปฏบิ ัติและวิธกี ารศึกษา
๒.๔ ทานายผลทีจ่ ะเกิดข้นึ ทดสอบข้อสรุป และปรับปรงุ แนวคดิ
๓. ทักษะในการให้เหตุผล (Reasoning Skils) ทักษะการให้เหตุผลเป็นทักษะการคิด
แบบหน่ึงท่ีจะนาไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ปัญหาโดยฝึกให้ผู้เรียนต้อง
อาศัยหลกั การ แนวคดิ
๓.๑ ใหเ้ หตผุ ลสาหรบั ความคดิ เหน็ ต่าง ๆ
๓.๒ อา้ งอิง และสรุป
๓.๓ ใช้ผลทชี่ ัดเจนในการอธบิ ายส่ิงทค่ี ิด สิ่งท่ีปฏบิ ัติ
๓.๔ ใหต้ ัดสินใจโดยใช้เหตุผลและหลกั ฐานทซี่ ดั เจน
๔. ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking Skis) ทักษะความคิดสร้างสรรค์
เป็นการคิดท่ีกว้างขวาง คิดไกลกว่าขอบเขตปกติ เป็นการศึกษานอกกรอบเป็นการใช้จินตนาการ
บางครงั้ ไม่สามารถบอกเหตผุ ลได้ เป็นทักษะการคิดท่ีควรสง่ เสรมิ แกผ่ เู้ รยี น โดยฝึกใหผ้ เู้ รียน
๔.๑ สรา้ งและขยายความคดิ
๔๐
๔.๒ เสนอสมมุตฐิ านท่ีเป็นไปได้
๔.๓ ใชจ้ ินตนาการในการคดิ ท่กี ว้างไกล
๔.๔ แสวงหาผลที่จะเกดิ ข้ึนอยา่ งหลากหลาย
๕ ทักษะในการประเมินผล (Evaluation Skills) เป็นทักษะในการใช้ความคิดใช้
เหตผุ ล หลกั การ เพอ่ื ให้คณุ ค่าหรือตดั สินคณุ ค่าส่ิงใดสิ่งหนง่ึ หรือเรอื่ งใดเร่ืองหนึ่งพัฒนาได้โดยสง่ เสริม
ให้ผู้เรียนไดฝ้ ึกปฏบิ ัติ ดังนี้
๕.๑ ตัดสนิ คุณคา่ ของข้อมลู และให้เหตุผลทแ่ี สดงเหตุผล
๕.๒ ตัดสินใหค้ ณุ ค่า เร่อื งทอ่ี ่าน เรอ่ื งทไี่ ด้ฟัง และสงิ่ ทป่ี ฏิบัติ
๕.๓ พัฒนา กาหนดเกณฑ์ในการตัดสินคุณค่าของงานตัวเอง งานบุคคลอื่นหรือ
แนวคดิ อ่นื ๆ
๕.๔ ใหม้ ีความเช่ือมนั่ ในการตดั สนิ ของตวั เอง
จะเห็นได้ว่าทุกทักษะดังกล่าวล้วนเกี่ยวข้องกับการคิดทั้งส้ิน ไม่เพียงแต่การรู้
เกี่ยวกับข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว ซ่ึงครูสามารถท่ีจะสอนและให้นักเรียนฝึกได้ทุกทักษะจากการจัด
กิจกรรมให้โอกาสถามคาถาม และติดตามดูแลการถาม การตอบอย่างใกล้ชิด และคิดไว้เสมอว่า จะ
สามารถพฒั นาผู้เรียนใหค้ ิดเปน็ และแกป้ ัญหาเป็นไดใ้ นทสี่ ุด ทีส่ าคญั ก็คอื การมุ่งเน้นการพัฒนาทกั ษะ
การคิดให้ผู้เรียนน้ันจะต้องสร้างชุมชนแบบการสืบเสาะหาความรู้ (Community of Inquiy) ในชั้น
เรียน (Fisher ๑๙๙๘) ซึ่งครูจึงมีบทบาทสาคัญ เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน เป็นผู้สร้างความปรองดอง
เป็นผู้มีส่วนร่วมในการอภิปราย ภายในห้องเรียนต้องมีการสนับสนุน มีการกระตุ้น มีคาชมและ
คาแนะนา มบี รรยากาศที่มีการถามการตอบอย่ตู ลอดเวลา ไมม่ คี วามครยี ด ผ้เู รียนรสู้ ึกมีความสุข กล้า
คิดกล้าตอบ กลัาเสี่ยง มีเวลาพอเพียงในการทบทวน ไตร่ตรองสะท้อนความคิด และแสดงความ
คิดเห็น นอกจากนั้นจากผลการวิจัยยังพบว่า การอภิปราย การได้แบ่งเป็นกลุ่ม ช่วยสร้างความคิด
และการรว่ มกนั คดิ เป็นทีพ่ ึงพอใจของผเู้ รียนมากกว่าใหค้ ิดตามลาพัง
๒.๗ ทักษะการคดิ แบบตา่ ง ๆ
ทักษะการคิดแบบต่าง ๆ (Types of Thinking Skills) ความสามารถในการคิดหรือ
ทักษะในการคิดท่ีสาคัญ คือ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ และ
ประเมินผล ความสามารถในการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และคิดสรา้ งสรรค์ ซ่งึ ความสามารถในการคิด
แต่ละประเภทดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเน่ืองกันโดยตลอดในการจัดการศึกษาทุกระดับช้ันนั้น
ไม่ควรมุ่งเน้นแต่ด้านความรู้ ความจาแต่เพียงอย่างเดียว ควรจะต้องเน้นการพัฒนาความคิด ทักษะ
การคิดและวิธีคิดของนักเรียนควบคู่ไปด้วย จากผลการวิจัยทั้งในต่างประเทศและในประเทศ
๔๑
ตลอดจนผลการประเมินคุณภาพการศึกษา พบผู้เรียนมีความสามารถในการคิดทุกประเภทอยู่ใน
ระดับไม่น่าพึงพอใจ ดังน้ันครูผู้สอนทุกระดับช้ันควรสนใจ เอาใจใส่ และให้ความสาคัญต่อการสอน
เพ่ือพัฒนาทักษะการคิดให้ผู้เรียนมากยิ่งขึ้น ได้พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ พร้อมกับมีความสามารถใน
การคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหาสามารถคิดไตร่ตรอง
พิจารณาและตัดสิน ได้ว่าสิ่งใดถูก ส่ิงใดควรเช่ือ ควรปฏิบัติตาม และเพื่อจะได้เป็นเคร่ืองมือใน
การแสวงหาความรู้ อย่างมีความหมายได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และดารงชีวิตในสังคมได้อย่าง
มคี วามสขุ (Nlp:/lpsychology.stanford.edu/~kmcg/portfoliolteaching.thinking.hlm.)
ทกั ษะการคดิ (Thinking Skils) ท่ีสาคัญมดี ังน้ี
๑. ทักษะการคิดวเิ คราะห์ (Analytical thinking skills)
๒. ทักษะการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking skills)
๓. ทกั ษะในการคดิ สร้างสรรค์ (Creative thinking skills)
๔. ทักษะในการประเมนิ ผล (Evaluative thinking skills)
๕. ทกั ษะในการคิดแกป้ ัญหา (Problem solving thinking skills)
๖. ทักษะในการคดิ แบบบรู ณาการ (Integrative thinking skills)
๗. ทักษะในการคิดไตร่ตรองและสะท้อนความคิด (Introspective/Reflective
Thinking skills)
๘. ทักษะในการรจู้ กั การคิดของตัวเอง (Meta cognitive thinking skills)
ทักษะในการคิดวิเคราะห์ (Analytical thinking skils) หมายถึง ความสามารถใน
การแยกย่อย แนวคิด ข้อโต้แย้ง ปรากฎการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นส่วนย่อย คาถามที่ใช้เพ่ือส่งเสริมการคิด
วิเคราะห์ เช่น จริง ๆ แล้วเกดิ อะไรข้ึน ? การฝึกปฏิบัติเพือ่ ส่งเสริมการคดิ วิเคราะห์ เชน่ การใหส้ ังเกต
เหตุการณ์หรือวัตถุสิ่ของ การระบุส่วนประกอบต่าง ๆ ของส่ิงของและข้อคิด ข้อโต้แย้ง การระบุข้อ
สันนิษฐาน การพัฒนารูปแบบการทางาน การมองความแตกต่างระหว่างสิ่งของ ๒ สิ่ง หรือแนวคิด
๒ แนวคดิ การระบวุ ิธีการศกึ ษา และการวิเคราะห์ผลของการศกึ ษา
ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critcal thinking) หมายถึง ความสามารถในการ
คิดท่ีจะเชื่อ ไม่เชื่อ ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามด้วยหลักการและเหตุผล ซ่ึงรวมถึง การคิดวิเคราะห์
สังเคราะห์ และประเมินตามด้วยการสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ ประสบการณ์ต่าง ๆ จากประสบการณ์
ตรง การคิดไตร่ตรอง การให้เหตุผล และการพูดจาส่ือความหมายเพอื่ จะให้ไดแ้ นวทางในการตัดสินใจ
ว่าควรเชื่อ ควรปฏิบัติตามหรือไม่ ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นลักษณะท่ีจาเป็น
๔๒
อย่างย่ิงของชีวิตของมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะการคิดที่สาคัญท่ีต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาอย่างต่อเน่ือง
ตลอดชีวติ จากความสาคัญของทักษะการคดิ อย่างมีวิจารณญาณจึงไดม้ ีผทู้ ีส่ นใจทาการศึกษาวจิ ัยและ
ให้นิยาม ลักษณะ และวิธีสอนคิดอย่างมีวิจารณญาณมากมาย ซ่ึงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Internet อาทิเช่น เมเยอร์ (Meyer ๑๙๙๕) ได้ให้ความหมายของการ
คดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและเข้าใจง่ายว่า หมายถึงการตัดสนิ อย่างมีเหตุผล เมเยอร์มองว่าการคิดอย่าง
มีวจิ ารณญาณ คือ การใชเกณฑ์ในการตัดสินใจคุณภาพ คุณค่าของบางสิ่งบางอย่าง หรอื ตัดสินความ
นา่ เชื่อถอื ของบางสิ่งบางอยา่ ง หรอื บางเรอ่ื ง เปน็ ตน้
ทักษะในการคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking skills) หมายถึง ความสามารถใน
การใช้แนวคิดในการแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย การคิดส่ิงแปลกใหม่ เรื่องแปลกใหม่การฝึกปฏิบัติ
เพ่ือส่งเสริมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คือ การแสดงความคิดเห็นต่อกรณีปัญหาการออกแบบผลงาน
ผลผลิต การนาทฤษฎีไปใช้ในการตัดสินใจ การนาเสนอโครงการแนวคิดใหม่ ๆ การออกแบบการ
เรียนรู้ การเขียนโครงการเสนอเพ่อื ขอทนุ ต่าง ๆ เปน็ ต้น
ทักษะในการประเมินผล (Evaluative thinking skills) หมายถึง ความสามารถใน
การประเมนิ จดุ เด่นและจุดออ่ นของแนวคดิ ต่าง ๆ และการออกแบบต่าง ๆ หรือวัตถุต่าง ๆ ท่ีสรา้ งขึ้น
การฝึกปฏิบัติเพ่ือส่งเสริมทักษะการคิด ประเมินผล ซ่ึงก็คือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยการให้
แสวงหาวิธีการปรับปรุงบางส่ิงบางอย่าง เปรียบเทียบแนวคิดใหม่แบบต่าง ๆ หรือวัตถุต่าง ๆ ท่ีมี
มาตรฐานกับทีม่ ีอยเู่ ดิม การประเมินหลักฐานท่ีอยู่เบื้องหลงั แนวคิด การแสดงความคิดเห็นต่อมมุ มอง
ของคนอ่นื การเขียนข้อจากัดในบทความตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
ทักษะในการคิดแก้ปัญหา (Problem solving sklls) หมายถึง ความสามารถในการ
เข้าใจปัญหา มองเห็นสาเหตุของปัญหา และผลที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาน้ัน รวมทั้งสามารถคิดหา
วิธีการแก้ปัญหานั้น ๆ ได้อย่างมีเหตุมีผล ทักษะการแก้ปัญหาประกอบด้วยทักษะการคิดหลาย
ประเภท เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การคาดคะเนเหตุและผลรวมท้ังทักษะในการ
ประเมินผล ซง่ึ การดาเนินการแก้ปญั หาน้ัน ต้องปฏบิ ัติตามลาดับขน้ั ตอนเช่น ทาความเข้าใจกับปัญหา
ใหช้ ัดเจน คิดหาทางแกป้ ัญหาที่เปน็ ไปไดห้ ลายแนวทางประเมินผลแนวทางการแก้ปญั หา นาแบบการ
แก้ปัญหา ทบทวนวิธีการแก้ปัญหา และประเมินผลการแก้ปัญหา เป็นตัน ซ่ึงขนั้ ตอนในการแก้ปัญหา
อาจใชข้ ้นั ตอนการวจิ ัยหรอื ข้ันตอนแบบวทิ ยาศาสตรก์ ไ็ ด้
๔๓
ทกั ษะในการคิดแบบบูรณาการ (Integrative thinking skills) เป็นความสามารถใน
การสังเคราะห์หลายมุมมองเข้าด้วยกัน สร้างข้อมูลใหม่จากข้อมูลเดิม และทาการวิเคราะห์
หลายระดับ การฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะนี้คือ เช่ือมโยงเรื่องใหม่ ความรู้ใหม่ทักษะใหม่กับความรู้
ทักษะท่ีมีอยู่ก่อน อธิบายได้ว่า ๒ ส่ิงน้ีแตกต่างกัน และมีอะไรบ้างท่ีเหมือนกัน สร้างทฤษฎีตาม
หลักฐานหรือเหตุการณ์ท่ีปรากฏ เข้าใจบริบทของการโต้วาท่ีเขียนทบทวนบทความ เขียนคานา หรือ
เขยี นอภิปรายบทความ
ทักษะการคิดแบบไตรต่ รองและสะท้อนความคิด (ntrospection/Reflection) เป็น
ความสามารถในการทบทวนการคิด การปฏิบัตขิ องตนเอง และของคนอนื่ สามารถเช่ือมโยงแนวคิดกับ
ประสบการณ์ส่วนตัว หรือกับเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนภายนอก การฝึกปฏิบัติเพ่ือพัฒนาทักษะน้ีคือ
การเขียนบันทึกประจาวัน นาบทความที่เป็นสื่อการเรียนมาเช่ือมโยงกับรายวิชาที่เรียน การอ้างอิงถึง
เหตุการณต์ วั อยา่ งที่เกดิ ขึ้นในบจั จบุ นั การอธิบายไดว้ ่าตนเองคดิ อะไร ทาอยา่ งไรจึงได้ผลอยา่ งน้ัน
ในการสอนและฝึกทักษะการคิดเหล่านี้เป็นอย่างยิ่งท่ีครูควรแสดงแบบหรือยกตัวอย่าง
ให้ผู้เรียนได้รู้ได้เห็น (Modeling) รวมทั้งพยายามส่งเสริมการคิดทุก ๆ ประเภทส่วนทักษะการคิด
ประเภทใดเมื่อใดควรส่งเสริมน้ัน อยู่กับมาตราฐานการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังของแต่ละ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยครสู ามารถจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสรมิ และพัฒนาทักษะการคิดด้วยการบูรณา
การกับการสอนสาระความรู้ (Infusion Approach) แทนการสอนคิดโดยตรง (Direct Instruction
of Thinking Skills) (Teaching Thinking Skills.http://psychology.stanford.edu./~kmcg/
portfolio/teaching.htm)
คาเกน้ (Kagan ๒๐๐๓) ได้แบง่ ทกั ษะการคดิ เปน็ ๓ กลุ่ม ดว้ ยการจดั กจิ กรรม ดงั น้ี
๑. ทักษะการคิดเพื่อทาความเข้าใจกับข้อมลู (Understanding information)
๑.๑ การระลึก หรอื ทบทวนความรู้ความจาข้อมูลความรู้เดิม (Recalling)
๑.๒ การสรปุ (Summarizing)
๑.๓ การใหส้ ัญลกั ษณ์ (Symbolizing)
๑.๔ การจดั ประเภท (Categorizing)
๑.๕ การแสดงบทบาท (Role-taking)
๒. ทักษะการจัดการสับเปลี่ยนจัดดาเนินการกับข้อมูลความรู้ (Manipulating
Information)
๒.๑ การวิเคราะห์ (Analyzing)
๒.๒ การนาไปใช้ (Applying)
๔๔
๒.๓ การพสิ จู น์ดว้ ยเหตุผลจากเรอ่ื งเฉพาะไปสู่เรื่องย่อย หรือตัวอยา่ ง (Inducing)
๒.๔ การพิจารณาเหตุผล ลงความเห็นจากหลักการท่ัวไป หรือตัวอย่างหลาย
ตัวอยา่ งไปส่เู รอ่ื งเฉพาะ (Deducing)
๒.๕ การแกป้ ัญหา (Problem-solving)
๓. ทักษะการสรา้ งขอ้ มลู ความรู้ (Constructing Information) ด้วยการจัดกิจกรรม
๓.๑ การระดมสมองเพอื่ ให้ความร้คู วามคิดเป็นจานวนมากในเวลาท่ีกาหนด
๓.๒ การสงั เคราะห์ (Synthesizing)
๓.๓ การทานาย (Predicting)
๓.๔ การประเมินผล (Evaluating)
๓.๕ การถามคาถาม (Questioning)
ดังนั้นเมื่อใดท่ีต้องการพัฒนามีความสามารถในการสร้างความเข้าใจกับข้อมูลหรือเพื่อ
พัฒนาทักษะ การทาความเข้าใจกับข้อมูลครูจะต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้มีการคิดเปรียบข้อมูล
ความรทู้ ่ีได้รบั และแสดงอกมาให้เห็นได้ด้วยการพูด การตอบ หรือการเขียน เมื่อมีความเข้าใจข้อมูลก็
จะสามารถสรุปประเดน็ สาคญั ได้ เปน็ ต้น
๒.๘ ขอบข่ายของความคดิ
ขอบข่ายของความคิดมีความกว้างขวาง การให้ความสนใจด้านการคิดจึงมีอย่าง
หลากหลาย ซึ่งสานักงานคณะกรรการการศึกษาแห่งชาติ (๒๕๔๓ : ๘) ได้กาหนดมาตรฐาน และตัว
บ่งช้ีของการคิด ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานหรือมาตรฐานการประมินคุณภาพภายในและมาตรฐาน
การประเมินคุณภาพภายนอกไว้ในมาตรฐานท่ี ๔ ของการประกันคุณภาพสถานศึกษา กาหนดให้
ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณมีความคิดสร้างสรรค์
คดิ ไตรต่ รองและมีวิสยั ทัศน์ โดยมีตวั บ่งชม้ี าตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายใน ดังนี้
๑. สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สรุปความคิดรวบยอด คิดอย่างเป็นระบบและมี
ความคดิ แบบองค์
๒. สามารถคาดการณ์ กาหนดเปา้ หมายและแนวทางการตดั สินใจได้
๓. ประเมนิ และเลือกแนวทางการตดั สนิ ใจและแก้ไขปัญหาได้อย่างมสี ติ
๔. มีความคิดริเริ่มคิดสร้างสรรค์ มองโลกในแง่ดี และมีจินตนาการและมาตรฐานการ
ประเมนิ คณุ ภาพภายนอกไดก้ าหนดไว้ ดังน้ี
๔.๑ ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ สรุปความคิดรวบยอดคิดอย่าง
เปน็ ระบบและมคี วามคดิ แบบองคร์ วม
๔๕
๔.๒ ผู้เรยี นมีทักษะการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณและคดิ ไตรต่ รอง
๔.๓ ผเู้ รยี นมีทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละจินตนาการ
๒๙ ระดบั ของความคดิ
ระดบั ของความคดิ อาจแบ่งได้เปน็ ๓ ระดับ คอื ระดบั พืน้ ฐาน ระดบั กลาง และระดบั สูง
๑. การคิดระดับพื้นฐาน เป็นการคิดทั่ว ๆ ไป เป็นการคิดท่ีไม่มีความลึกซึ้งสลับซับซ้อน
มากมาย เป็นทักษะท่ีใช้เป็นพ้ืนฐานท่ีจะนามาใช้ในการคิดในชีวิตประจาวันโดยทั่ว ๆ ไปของมนุษย์
ได้แก่ ทักษะการสื่อสารต่าง ๆ ท่ีเป็นความสามารถในการรับรู้และการถ่ายทอดความรู้ข้อมูลท้ังในรูป
ของภาษา ดนตรี ศิลปะ การคดิ คานวณ ประกอบดว้ ยทักษะตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่
- การจด - การจา
- การอา่ น - การฟัง
- การบรรยาย - การอธิบาย
- การพดู - การเขียน
- การแสดงออก - การบอกความรู้
- การเล่า - การบอกความรสู้ กึ
๒. การคิดระดับกลาง เป็นทักษะการคิดท่ีต้องใช้ตัดสินใจ และแก้ปัญหาท่ัว ๆ ไปใน
ชีวิตประจาวัน เป็นทักษะที่สาคัญสาหรับนาไปใช้ในการคิดระดับสูงซ่ึงมีความสลับซับซ้อน การฝึก
ทักษะการคิดระดับกลางสาหรับเด็ก เป็นการฝึกทักษะการแสวงหาความรู้ในเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ท่ีเป็น
ความรูค้ วามคิดท่ลี มุ่ ลึกมากขึน้ เพ่ือตอบสนองต่อการเรยี นรู้ไดเ้ เก่
- การสงั เกต - การสารวจ
- การถาม - การเก็บรวบรวมข้อมลู
- การจาแนกแยกแยะ - การจดั หมวดหมู่
- การเปรียบเทยี บ - การเรียงลาดับ
- การเชอ่ื มโยง - การแปล
- การขยายความ - การตคี วาม
- การให้เหตผุ ล - การสรุปย่อ
- การสรปุ อ้างองิ
๓. การคิดระดับสูง เป็นการคิดที่มีความซับซ้อนสูงใช้ทักษะความคิดท่ีหลากหลาย
จะต้องใช้ความรู้ความสามารถ และต้องใช้ทักษะการฝึกฝน มีทักษะพ้ืนฐานในการคิดหลาย ๆ ทักษะ
มาประกอบกันเป็นกระบวนการคิด มกี ารคิดอย่างเป็นขั้นตอนเป็นระบบ และเป็นกระบวนการ ในการ
พฒั นาความคดิ ให้ถึงระดับสูงได้นั้น จาเป็นจะตอ้ งมที ักษะความคิดพื้นฐาน และระดับกลางเข้ามาเป็น
๔๖
พ้ืนฐานในการคิดเสมอ และจะต้องมีทักษะการคิดดังกล่าวอย่างชานาญมาพอสมควรแล้ว ทักษะการ
คิดระดบั สูง ได้แก่
- การแกป้ ัญหา - การคิดวิจารณญาณ
- การคิดตดั สนิ ใจ - การวางแผน
- การสรุปความ - การนิยาม
- การวเิ คราะห์ - การแก้ไขปรับปรงุ
- การจัดระบบความคิด - การคาดคะเน
- การพยากรณ์ - การตง้ั สมมตฐิ าน
- การทดสอบสมมติฐาน - การประยกุ ตค์ วามรู้
- การพสิ ูจน์ความจริง
ตัวอย่างเช่น การวิจัย การหากลยุทธ์ในการขาย การวางแผนในการดาเนินงานต่าง ๆ
การสืบสวนเร่ืองราวต่าง ๆ การแก้ไขปัญหาหรือปมปริศนาให้คลี่คลาย การหาข้อสรุปของปัญหา
ต่าง ๆ การคดิ ค้นเครื่องมือสงิ่ ประดิษฐ์ หรือข้อพสิ ูจนท์ างวทิ ยาศาสตร์ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ในการพัฒนาความคิดให้แก่เด็ก และเยาวชนจาเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องมีการ
พัฒนาทักษะความคดิ ทั้ง ๓ ระดบั การทจี่ ะพัฒนาทกั ษะความคิดระดบั สงู ได้น้ันจะต้องมีทักษะการคิด
ระดับพน้ื ฐาน และระดบั กลางทเี่ พียงพอเสยี ก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักการศึกษา และครูในปัจจุบันจะเริ่มให้ความสนใจและให้
ความสาคัญต่อการสอนให้ผู้เรียนมีทักษะและมีกระบวนการคิด แต่การท่ีจะนากระบวนการคิดและ
ทักษะการคิดให้พัฒนาเป็นแผนการสอนและรูปแบบวิธีสอนหรือจัดกิจกรรมการสอนนั้น นับว่าเป็น
เรอื่ งทยี่ ากในทางปฏิบตั ิ ครูจะต้องใชก้ ารทุม่ เท และต้องใชค้ วามพยายาม
๒.๑๐ กระบวนการคดิ
กระบวนการคิด เป็นการคิดท่ีมีความสลับซับซ้อนสูง ซ่ึงจะต้องมีพื้นฐานด้านทักษะ
ความคิดหลาย ๆ ด้านเข้ามาผสมผสานกัน กระบวนการคิดจึงต้องมีข้ันตอนและมีความแยบยล จึงจะ
ทาใหพ้ บแนวทางการแกป้ ัญหาหรอื พบคาตอบหรือข้อสรุปของความคิดในแต่ลครั้ง จึงอาจกล่าวได้ว่า
กระบวนการคดิ เปน็ เรอ่ื งของการใช้ทกั ษะความคิดระดบั สูง
กระบวนการคดิ ท้ังหลายท่ีมีความสาคัญตอ่ การเรียนรู้และการดาเนินชีวิต และเป็นแก่น
แท้ของศักยภาพของสมองและสติปัญญาของมนุษย์ คือ การคิดสร้างสรรค์(Creative Thinking)
การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) การคิดวิจารณญาณ(Critical Thinking) และการคิด
แก้ปัญหา (Problem Solving) การพัฒนาความคิดสามารถพัฒนาและฝึกฝนกันได้ด้วยการเรียนรู้
โรงเรียนในประเทศที่พฒั นาแลว้ เชน่ สหรัฐอเมรกิ า ประเทศในยุโรป เปน็ ต้น ไดจ้ ัดให้มีการสอนทเ่ี น้น
การคิดในโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคระห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
๔๗
และการคิดแก้ปัญหา สภาครูคณิตศาสตร์แห่งชาติและสมาคมครูวิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศ
สหรัฐอเมริกาได้แนะนาว่า ในการจัดการศึกษาแห่งชาติจาเป็นอย่างยิ่ง ท่ีจะต้องจัดให้นักเรียนได้
เรยี นรู้และพัฒนาความคิด โดยการกาหนดให้มีการสอนการคิดวเิ คราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และ
การคิดแก้ปัญหาไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน ในการจัดการศึกษาของชาติ
ควรกาหนดให้มีการเสริมสร้างและพัฒนาความคิดให้แก่เด็ก และเยาวชน โดยควรจะกาหนดไว้ใน
แผนการศกึ ษาแห่งชาติด้วย
ประเทคไทยได้เห็นความสาคัญของการศึกษาเพ่ือพัฒนาความคิด โดยได้กาหนดไว้ใน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ และกาหนดไว้ในมาตรฐานประเมินคุณภาพ
สถานศึกษาท้ังภายในและภายนอก ตลอดจนกาหนดเป็นคุณลักษณะของผู้เรียนที่พึงประสงค์ ใน
จุดประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๔๔ โดยให้สถานศึกษาจดั กระบวนการ
เรียนรู้โดยการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการการเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้
เพือ่ ปอ้ งกนั และแกป้ ญั หาและจดั กจิ กรรมให้ผเู้ รียนได้เรยี นรู้จากการปฏิบัตแิ ละคิดเป็นและทาเป็น
การคดิ เปน็ การคิดระดับสูงการคดิ จึงเปน็ กระบวนการ ซึ่งมขี ้ันตอนตา่ ง ๆ ดงั น้ี
๑. กาหนดส่ิงท่ีจะวิเคราะห์ว่าจะวิเคราะห์อะไร กาหนดขอบเขตและนิยามของสิ่งที่จะ
คิดให้ชัดเจน เช่น จะวิเคราะห์ปัญหาส่ิงแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อม หมายถึง ปัญหาเก่ียวกับขยะท่ี
เกดิ ขน้ึ ในโรงเรียนของเรา
๒. กาหนดจุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ว่าต้องการวิเคราะห์เพื่ออะไร เช่น เพ่ือจัด
อันดบั เพอ่ื หาเอกลักษณ์ เพ่อื หาขอ้ สรุป เพอ่ื หาสาเหตุ เพอื่ หาแนวทางแกไ้ ข
๓. พจิ ารณาขอ้ มูลความรู้ ทฤษฎี หลักการ กฎเกณฑ์ทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ว่าจะใช้หลกั ใด
เป็นเคร่ืองมือในการวิเคราะห์และจะใชห้ ลักความรู้นั้น ควรใชใ้ นการวิเคราะห์อยา่ งไร เช่น จะจาแนก
หรือจัดหมวดหมขู่ องส่ิงต่าง ๆ ท่ีอยู่ในห้องเรียนออกเป็น ๒ กลุ่ม จะใช้เกณฑ์อะไรจาแนก เช่น เกณฑ์
ส่งิ มชี วี ติ กับไมม่ ชี วี ติ หรอื เกณฑ์สงิ่ ท่ีเกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติหรือไม่ได้เกดิ ขึน้ เองตามธรรมชาติ
๔. สรุปและรายงานผลการวิเคราะห์ได้เป็นระบบระเบียบชัดเจนเกิดขึ้นได้ การคิดเป็น
สิ่งที่เป็นนามธรรมเป็นกระบวนการท่ีมีความต่อเน่ืองและเป็นข้ันตอนการคิดมีหลายลักษณะซึ่งมี
จุดมุ่งหมายและกระบวนการในการคิดท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงคนทุกคนสามารถฝึกฝนเรียนรู้และพัฒนาได้
ดังน้ันมนุษย์สามารถเรียนรู้ในการพัฒนาการคิดได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ทักษะและกระบวนการ
คดิ จึงมหี ลากหลาย สามารถแยกเป็นทักษะย่อย ๆ ไดอ้ ีกเปน็ จานวนมาก
๔๘
ประโยชนข์ องการคดิ
ระบบการศึกษาของประเทศไทยภายหลังการปฏิรูปการศึกษาได้เร่ิมให้ความสาคัญใน
การส่งเสริมการคิดให้แก่เด็กและเยาวชน โดยกาหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และ
กาหนดเป็นมาตรฐานการประกันคุณภาพของสถานศึกษาอันจะส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพมากขึ้น
ในอนาคต
การมีความสามารถในการคิดจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์
จะทาให้สามารถแก้ไขปัญหา รวมท้ังสามารถเลือกตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมและมีเหตุผล ในยุค
ข่าวสารเทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง การปูพื้นฐานการ
คิดและส่งเสริมการคิดให้แก่เด็กและเยาวชนจึงเป็นส่ิงท่ีมีความจาเป็นอย่างย่ิง นับต้ังแต่ระดบั อนุบาล
ไปจนถงึ ระดับสูง การได้รับการพัฒนาการคิดตั้งแต่เยาว์วยั จะช่วยพัฒนาความคิดให้ก้าวหน้า ส่งผลให้
สติปัญญาเฉียบแหลม เป็นคนรอบคอบ ตัดสินใจได้ถูกต้อง สามารถแก้ไขป้ญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้ดี
เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ สามารถดารงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข ผลจากการฝึกให้คิดจะช่วยให้เกิด
ประโยชน์แก่เดก็ และเยาวชน สรุปไดด้ งั นี้
๑. สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีระบบมีหลักการและมีเหตุผล ผลงานท่ีได้รับมี
ประสิทธภิ าพ
๒. สามารถพจิ ารณาสิง่ ตา่ ง ๆ และประเมนิ งานโดยใช้หลกั เกณฑอ์ ยา่ งสมเหตุ
๓. รูจ้ กั ประเมนิ ตนเองและผอู้ น่ื ได้อยา่ งถูกต้อง
๔. ไดเ้ รยี นรเู้ น้ือหาไดร้ ับประสบการณท์ มี่ คี ณุ ค่า มคี วามหมายและเป็นประโยชน์
๕. ได้ฝึกทกั ษะการทางาน การใช้เหตผุ ลในการแก้ปัญหา
๖. มีความรู้ความสามารถ มีกระบวนการทางานอย่างเป็นระบบขั้นตอน นับต้ังแต่การ
กาหนดเป้าหมาย รวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ คันคว้าความรู้ ทฤษฎี หลักการ ต้ังข้อสันนิษฐาน
ตคี วามหมาย และลงขอ้ สรปุ
๗. สง่ สรมิ ความสามารถในการใชภ้ าษาและสือ่ ความหมาย
๘. เกิดความสามารถในการคิดอย่างชัดเจน คิดอย่างถูกต้อง คิดอย่างแจ่มแจ้งคิดอย่าง
กว้างขวาง คดิ ไกล และคิดอย่างลมุ่ ลึก ตลอดจนคดิ อยา่ งสมเหตุสมผล
๙. ทาให้เป็นผู้มีปัญญา มีคุณธรรมจริยธรรม ความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย มีความ
เมตตากรณุ า และเปน็ ผมู้ ีประโยชนต์ ่อสงั คม
๑๐. มีทักษะและมีความสามารถในการอ่าน เขียน พูด ฟัง และมีทักษะการส่ือสารกับ
ผ้อู นื่ ได้เป็นอย่างดี
๑๑. พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวติ ได้อย่างต่อเนอื่ งในสถานการณ์ท่ีโลกมี
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเรว็
๔๙
การมีความสามารถในการคิดจะเป็นประโยชน์ต่อการดารงอยู่ของชีวิตมนุษย์ในภาวะ
ปจั จบุ ันได้อย่างมคี ณุ ภาพ สามารถแกป้ ัญหาชวี ิตอย่างมปี ระสิทธิภาพ กล่าวคือ
๑. เป็นภมู คิ ุ้มกันในการดารงชีวิตในสังคมท่ียุ่งยากชบั ซ้อนไดเ้ ป็นอยา่ งดี
๒. เปน็ เครอ่ื งมือในการเรยี นร้แู ละแสวงหาความรตู้ ลอดชีวิต
๓. เปน็ เคร่ืองมอื ในการแก้ปัญหาทหี่ ลากหลายสามารถเผชญิ กับปัญหาไดอ้ ย่างเข้มแข็ง
๔. เป็นเคร่ืองมือในการเลือกและตัดสินใจในภาวการณ์ต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบันท่ียุ่งยาก
ชับซ้อนไดอ้ ย่างถูกตอ้ งเหมาะสม
๕. เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน และต่อสู้กับสภาวการณ์ด้านต่าง ๆ ได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
การฝึกคิด จึงถอื ว่าเป็นส่ิงสาคัญยิง่ ในการพัฒนาสติปัญญาของเด็กและเยาวชนเพอ่ื ท่ีจะ
เตบิ โตไปเปน็ ผ้ใู หญท่ ีม่ ีคุณภาพ และเปน็ กาลังสาคัญในการพัฒนาประทศตอ่ ไป
๒.๑๑ สรุป
ทักษะการคิด เป็นความสามารถในการพิจารณา แยกแยะส่วนย่อย ๆ ของเหตุการณ์
เรื่องราว เน้ือเรื่องหรือสิ่งต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไรมีความสาคัญ และความสัมพันธ์กันอย่างไร
อะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและที่เป็นอย่างน้ันอาศัยหลักการคิด รวมถงึ กระบวนการทางานของสมองท่ี
รบั รขู้ ้อมูลต่าง ๆ อาการแสวงหาข้อมูล ประสบการณ์มาสมั พันธ์กันสิ่งเร้า แล้วนามาประมวลผลอย่าง
เป็นระบบและมีเหตุผล เพื่อให้ได้แนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม และแสดงออกเป็นผลผลิตของ
การคิด
๒.๑๒ คาถามทบทวน
๑. ทักษะการคดิ พ้นื ฐาน คือ พร้อมยกตวั อยา่ ง
๒. ทกั ษะการคดิ มคี วามสัมพันธต์ ่อความคดิ สร้างสรรค์อย่างไร
๓. ลกั ษณะสาคัญของการคิดมีอะไรบ้าง
๔. ทกั ษะในการคิดสร้างสรรค์ คือ
๕. ทกั ษะการคดิ มีกรี่ ะดับ พรอ้ มอธบิ าย
๕๐
๒.๑๓ เอกสารอ้างอิง
สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (๒๕๕๕). พัฒนาทักษะการคิดตามแนวปฏิรูปการศึกษา. กรงุ เทพฯ :
ห้างห้นุ ส่วนจากดั ๙๑๑๙ เทคนิคพรนิ้ ตง้ิ .
อุษณีย์ โพธิสุขและคณะ. (๒๕๔๗). สร้างสรรค์นักคิด : คู่มือการจัดการศึกษาสาหรับผู้ท่ีมี
ความสามารถพเิ ศษดา้ นทักษะความคดิ ระดบั สงู . กรงุ เทพฯ : รตั นพรชยั .
ทัศนา แขมมณี. (๒๕๔๑). “การเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด”. การปฏิบัติการเรียนรู้ตาม
แนวคิด ๕ ทฤษฏี. กรุงเทพฯ : ไอเดยี นสแควร์.
ลักขณา สริ วิ ฒั น.์ (๒๕๔๙). การคิด. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
ไพฑูรย์ สินสารัตน์. (๒๕๕๘). ผู้นาเชิงสร้างสรรค์และผลิตภาพ : กระบวนทัศน์และผู้นาใหม่ทาง
การศกึ ษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี ๓
ทกั ษะการสรา้ งสรรคน์ วตั กรรม
หัวขอ้ เน้ือหาประจาบท
๑. ความหมายของทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม
๒. พื้นฐานความคิดสู่นวตั กรรม
๓. องคป์ ระกอบของทักษะในการสร้างสรรคน์ วัตกรรม
๔. นวตั กรรมสรา้ งสรรค์สกู่ ารเรียนรู้
๕. การพฒั นาทกั ษะการสร้างสรรคน์ วตั กรรม
๖. นวัตกรรมเป็นผลผลติ ของความคิดสรา้ งสรรค์
๗. ความหมายของนวตั กรรม
๘. พัฒนาการของนวัตกรรม
๙. ความสาคญั ของนวตั กรรม
๑๐. นวตั กรรมการจัดการเรียนรเู้ พอื่ พฒั นาทกั ษะการคดิ
วัตถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม
๑. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายความหมาย องค์ประกอบ และการพัฒนาทักษะการสรา้ งสรรค์
นวัตกรรมได้
๒. นักศกึ ษาสามารถอธิบายการสรา้ งสรรคน์ วัตกรรมสู่การเรียนรู้
๓. นักศกึ ษาสามารถยกตวั อย่างทักษะที่ชว่ ยพฒั นานวัตกรรมสร้างสรรค์
๔. นักศึกษาบอกความหมายของนวตั กรรมได้
๕. นกั ศึกษาฝึกสร้างทักษะสรา้ งสรรคน์ วตั กรรมได้
วิธสี อนและกิจกรรมการเรยี นการสอน
๑. วิธสี อน
๑.๑ การประเมินความรู้เดมิ
๑.๒ คน้ ควา้ หาความรดู้ ว้ ยตนเอง
๑.๓ การฟัง การอภปิ ราย และบรรยาย เก่ียวกบั การสรา้ งสรรค์นวตั กรรม
๑.๔ การวเิ คราห์ เอกสารประกอบการบรรยาย
๑.๕ การให้นาเสนอผลงานเดยี ว
๕๒
๒. กิจกรรมการเรยี นการสอน
๒.๑ การประเมนิ ความรเู้ ดมิ ของนกั ศึกษา
โดยอาจารย์ได้ทราบปัญหาของนักศึกษาที่จะช่วยให้วัดการศึกษาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
๒.๒ การคน้ ควา้ ความรู้
ให้นักศึกษาค้นคว้าความรู้ตามประเด็นท่ีได้รับมอบหมาย แล้วนาผลการศึกษา
มารว่ มอภปิ รายในช้ันเรียน โดยมีผลการค้นคว้าเป็นเอกสารประกอบ
๒.๓ การฟงั การอภิปราย และการบรรยาย
ให้นกั ศึกษาฟงั อภิปราย และบรรยายเก่ยี วกับทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม
๒.๔ การวเิ คราะห์เอกสารประกอบการบรรยาย
ให้นักศึกษาทางาน ศึกษา เอกสาร ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมแล้วคิด
วเิ คราะห์ เพ่อื ทาความเขา้ ใจกบั สาระ ทกั ษะสรา้ งสรรคน์ วตั กรรม เช่น เทคนิคสู่นวัตกรรม เป็นต้น
๒.๕ ให้นาเสนอผลงานเดยี ว
ใหน้ กั ศึกษาคน้ คว้าตนเอง จากเอกสารประกอบการเรียนการสอนหนงั สอื ตารา
สอ่ื การเรียนการสอน
๑. เอกสารคาสอนประกอบการสอนทกั ษะการสรา้ งสรรคน์ วัตกรรม
๒. Power Point
๓. ทักษะการสร้างสรรค์นวตั กรรม (ชนิ้ งาน)
การวัดผลและประเมนิ ผล
๑. ประเมินความรหู้ ลังการเรียนเทยี บกบั ความรูเ้ ดิมของนักศกึ ษา
๒. ประเมนิ การมีส่วนรว่ มในการอภิปราย และสาระในการอภปิ รายของนกั ศกึ ษา
๓. ประเมนิ ผลงานจากการศึกษาคน้ ควา้ ของนักศกึ ษา
๔. สังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาในการสรุป อภิปรายในห้องเรียนทาแบบฝึกทักษะการ
สรา้ งสรรค์นวตั กรรม และนาเสนอผลงาน
๕. ตรวจผลงานเปน็ รายบคุ คล
บทท่ี ๓
ทกั ษะการสรา้ งสรรคน์ วตั กรรม
โลกอนาคตเปน็ พืน้ ที่สาหรับคนที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Creative and
Innovation) ทุกสาขาอาชีพมีความต้องการบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถแปลง
ความคิดสร้างสรรค์น้ันไปเป็นนวัตกรรมได้ ด้วยเหตุนี้การพัฒนาผู้เรียนจึงจาเป็นต้องเน้นให้ผู้เรียนมี
ความคิดสร้างรรค์และสามารถนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองไปพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมได้จริง
เรยี กวา่ "ทักษะการสรา้ งสรรคน์ วัตกรรม"
๓.๑ ความหมายของทักษะการสรา้ งสรรค์นวัตกรรม
ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นหน่ึงในทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี ๒๑ ท่ีผู้เรียน
จาเป็นต้องได้รับการพัฒนา เพ่ือให้สามารถประกอบอาชีพและดารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จัดเป็น
ทกั ษะเชงิ ประยกุ ต์ (Apply skills) ทตี่ อ้ งผสมผสานทกั ษะตา่ ง ๆ เข้าด้วยกัน
ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นความสามารถในการใช้ความรู้ (Knowledge)
จินตนาการ (Imagination) ความคดิ สร้างสรรค์ (Creative thinking) ความร่วมมอื (Collaborative)
ทาให้เกดิ นวัตกรรมทอี่ าจอยใู่ นรูปแบบของความคิด วธิ ีการหรือสง่ิ ประดิษฐ์ต่าง ๆ โดยอาจเป็นสิ่งใหม่
ทง้ั หมดหรอื ใหมเ่ พยี งบางส่วน และอาจใหม่ในบรบิ ทใดบรบิ ทหน่งึ หรอื ในชว่ งเวลาใดเวลาหน่ึง
๓.๒ การคิดสร้างสรรคเ์ ปน็ พน้ื ฐานของนวตั กรรม
นวัตกรรมเกิดข้ึนได้จากการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นพ้ืนฐาน ซึ่งมีกระบวนการคิด
๖ ข้ันตอน (คดิ กอ่ นทา) ได้แก่
๑) วิเคราะหค์ วามต้องการนวัตกรรม
๒) สังเคราะห์ความคดิ ที่นาไปส่นู วัตกรรม
๓) แสวงหาความรว่ มมือในการพฒั นานวัตกรรม
๔) สะทอ้ นความคิดรว่ มกัน
๕) ลงสรุปความคิด
๖) ประเมินความคิด
๕๔
จติ นวตั กรรม (Innovative mind)
Idea เป็นผลลพั ธจ์ ากการใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ ผู้ที่มีจติ นวตั กรรมจะมีนสิ ัยชอบ
คิดหาวิธีการใหม่ ๆ ท่ีดีกวา่ เดิมอยเู่ สมอ เป็นสิ่งที่นวตั กรรตอ้ งมอี ยู่ในตนเองผู้เรียนทม่ี ีจิตนวตั กรรมจะ
มีคุณลักษณะทส่ี าคญั คอื
๑) มองกจิ กรรมต่าง ๆ วา่ เป็นโอกาสของการเรียนรู้
๒) มองเหน็ ปัญหาท่ีต้องได้รับการแก้ไขดว้ ยนวัตกรรม
๓) เช่ือมโยงความคิดได้ดี
๔) ต้งั เปา้ หมายท่ีทา้ ทายความสามารถของตนเอง
๕) มวี นิ ัยในตนเอง (self - discipline)
ผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีกระตุ้นให้ผู้เรียนให้มีจิตนวัตกรรมต้ังแต่วัยเด็ก และ
เสริมสร้างให้มีความเข้มแข็งมากข้ึนในการจัดการเรียนรู้ทุกระดับโดยเปิดพ้ืนที่ความคิดและ
จินตนาการให้กับผู้เรียนเป็นอันดับแรก (ขอให้คิดก่อนจะผิดจะถูก หรือเป็นไปได้หรือไม่ค่อยว่ากัน
อกี ท)ี แล้วใชค้ วามร้มู าพิจารณาตกแตง่ ความคิดใหม้ ีเหตุผล มคี วามเป็นไปไดท้ ห่ี ลงั
๓.๓ องค์ประกอบของทกั ษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม
ทกั ษะการสร้างสรรคน์ วตั กรรมมีองคป์ ระกอบหลกั ๓ ประการ ได้แก่
๑) การคดิ อยา่ งสร้างสรรค์ (Think creatively)
๒) การทางานรว่ มกับบคุ คลอ่ืนอย่างสร้างสรรค์ (Work creatively with others)
๓) การสร้างนวตั กรรมใหเ้ กิดผลสาเรจ็ (Implement innovation)
โดยแตล่ ะองค์ประกอบมีพฤตกิ รรมบ่งชด้ี งั ต่อไปน้ี
๑. การคิดอยา่ งสร้างสรรค์
๑.๑ มองเห็นโอกาสมากกว่าปญั หา
๑.๒ รเิ ร่ิมสงิ่ ใหม่ ๆ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์
๑.๓ ใช้วธิ ีการคดิ และมุมมองอย่างหลากหลาย
๑.๔ ทางานดว้ ยวิธีการหลากหลายและยืดหยนุ่
๑.๕ ประเมินและปรบั เปลี่ยนความคิดของตนเอง
๒. การทางานร่วมกับบคุ คลอ่ืนอยา่ งสรา้ งสรรค์
๒.๑ เคารพความคดิ ของคนอืน่
๒.๒ เปิดรับความคดิ เหน็ ใหม่ ๆ ที่ทันสมัย
๒.๓ นาเสนอความคดิ ของตนเองกบั ผูอ้ ่ืน
๕๕
๒.๔ แลกเปลย่ี นเรยี นรกู้ บั บคุ คลอ่ืนอยเู่ สมอ
๒.๕ ทางานร่วมกับบุคคลอน่ื ด้วยความรว่ มมือร่วมใจ
๓. การสร้างสรรคน์ วตั กรรมให้สาเรจ็
๓.๑ วางแผนพฒั นานวัตกรรมอย่างเป็นระบบ
๓.๒ พัฒนานวตั กรรมและประเมนิ ระหว่างการพัฒนา
๓.๓ ประเมนิ สรปุ ประสิทธิผลของนวตั กรรมทพี่ ฒั นา
๓.๔ ปรบั ปรุงแกไ้ ขจุดบกพรอ่ งของนวัตกรรมให้ดีข้ึน
๓.๕ ใช้เทคโนโลยีดจิ ิทัลสื่อสารนวตั กรรมสสู่ ังคม
๓.๔ แนวทางการพัฒนาทกั ษะการสร้างสรรค์นวตั กรรม
ผู้สอนสามารถพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมของผู้เรียนผ่านการจั ดการเรียนรู้
ตามแนวทางตอ่ ไปน้ี
๑. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรใู้ ห้ท้าทายความคิดตอบสนองธรรมชาติ ความต้องการ
และความสนใจของผู้เรียนเม่ือผู้เรียนเกิดความรู้สึกท้าทาย และเป็นสิ่งที่เขาอยากเรียนรู้ จะทาให้ใช้
ความคิดของตนเองอย่างเต็มความสามารถ
๒. เปิดโอกาสให้ผูเ้ รียนใชค้ วามคิดของตนเองให้มากทส่ี ดุ โดยผสู้ อนไมน่ าความคดิ หรือ
ประสบการณ์ของตนเองไปตัดสินความคิดของผู้เรียน แต่จะต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนหาเหตุผลมา
สนบั สนนุ ความคิดของตนเอง
๓. ชี้แนะวิธีการแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ท่ีหลากหลายให้กับผู้เรียน และ
โคช้ ให้ผูเ้ รยี นให้นาความรู้ตา่ ง ๆ มาสังเคราะห์และนาไปใชใ้ นการสร้างสรรค์นวตั กรรม
๔. ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence
Technology) มาเป็นเคร่ืองมือในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ทาให้เกิดแนวคิด (Idea) ในการ
สรา้ งสรรค์สิ่งใหมท่ ม่ี ีประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม
๕. สรา้ งโอกาสให้ผู้เรียนนาเสนอนวัตกรรมของตนเองผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพ่อื ให้ผู้เรียนมี
ประสบการณ์ในการส่อื สารนวัตกรรมสู่สงั คม คุณลกั ษณะจติ อาสา แบง่ ปันนวตั กรรมกบั บุคคลอนื่
๖. ประเมินทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการประเมิน
อย่างหลากหลาย ในลักษณะของการประเมินท่ีเสริมพลังตามสภาพจริง และให้ข้อมูลย้อนกลับอย่าง
สรา้ งสรรค์ เพือ่ ใหผ้ ูเ้ รยี นนาไปตอ่ ยอดทกั ษะการสรา้ งสรรค์นวตั กรรมของตนเอง
๕๖
ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นทักษะที่สาคัญและจาเป็นท่ีผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการ
พัฒนาอย่างต่อเน่ือง เพ่ือให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างสร้างสรรค์ ดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง
สร้างสรรค์ ผู้สอนมีภารกิจพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการสร้างสรรค์ นวตั กรรมผ่านการจัดการเรียนรู้และการ
ประเมินผลอย่างสร้างสรรค์
๓.๕ นวตั กรรมสร้างสรรค์สู่การเรยี นรู้
การเรียนรู้ยุคใหม่ เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นนักคิด นักปฏิบัติ การวิจัย นวัตกรรม
สร้างสรรค์จึงจะเกิด พฒั นาผู้เรียนใหม้ ีทกั ษะการรคู้ ิดและจิตสานกึ ท่ดี ี (Cognition and Mindfuiness) โดย
ใช้ Cognitive coaching, Power Questions ด้วยการรับฟัง เป็นผู้ฟังท่ีดี รับฟังปัญหา และเรื่องราวท่ี
เกิดข้ึน ยอมรบั ความสามารถ ใหค้ วามไวว้ างใจพร้อมสนบั สนุนเพื่อให้ผ้เู รียนใช้ชวี ิตที่ถูกตอ้ ง การแลกเปลยี่ น
เรียนรู้ และการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ โดยไม่ควรสกัดก้ันความคิด และจินตนาการ คอยสังเกตพฤติกรรม
เอาใจใส่ดูแลอยู่ใกล้ ๆ
กระบวนการทัศน์การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ สาหรับผู้เรียนท่ีเป็น Gen x, y, Alpha
ม่งุ เนน้ การพฒั นาสง่ เสรมิ และกระตนุ้ ต้นทนุ ชวี ิตของผูเ้ รยี นใหเ้ กดิ การใชท้ ักษะ ดงั แผนภาพตอ่ ไปน้ี
ต้นทุนชีวติ การใช้ทักษะชีวติ
พลงั ครอบครัว จิตสานกึ ทดี่ ี
พลังปัญญา ทกั ษะการคดิ
พลงั เพื่อน ทกั ษะทางสังคม
พลงั ชมุ ชน, ภูมปิ ญั ญา
แผนภาพที่ ๓.๑ กระบวนทศั น์ การเรียนรใู้ นศตวรรษที่ ๒๑
๕๗
การเรยี นรู้ในอนาคต
ทักษะการสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม
(Creative and Innovation Skills)
เสริมสรา้ งทักษะ การคิดสรา้ งสรรคเ์ ปน็ พน้ื ฐานของ
การสร้างสรรค์ ทักษะการสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม
และนวตั กรรม
นวตั กรรมเปน็ ผลผลติ ของการคดิ
สรา้ งสรรค์
องคป์ ระกอบของทักษะการ
สรา้ งสรรค์และนวตั กรรม
การจดั การเรยี นร้ตู ามแนว Constructivism เพ่อื
เสริมสร้างทกั ษะการสรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรม
แผนภาพ ๓.๒ การเสริมสร้างทกั ษะและการสร้างสรรค์และนวตั กรรม
การเปลี่ยนแปลงของการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนจาก
Gen X, Y, มาเป็น Gen Y, Alpha มีหลายประการท่ีน่าสนใจซ่ึงผู้สอนควรเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ เพื่อใหส้ ามารถตอบโจทยธ์ รรมชาติของผู้เรยี นได้ ดงั นี้
Gen X, Y Gen Z, Alpha
หนงั สือเรยี น สอื่ เคล่ือนไหว, ส่อื ออนไลน์
การสอน วธิ กี ารสอน
เนอื้ หาสาระ กระบวนการเรยี นรู้
หลักสตู รเปน็ สาคัญ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ
ปดิ หนงั สือสอบ เปดิ หนังสอื ตอบ
เรียนรายบุคคล เรยี ร้รู ่วมกนั
แผนภาพ ๓.๓ การเปลี่ยนแปลงการเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ ๒๑
๕๘
๓๖ ทกั ษะการสรา้ งสรรค์และนวตั กรรม
ทักษะการสรา้ งสรรค์และนวัตกรรมเป็นทักษะหนึ่งในทักษะของผู้เรยี นในศตวรรษท่ี ๒๑
(๒๑ Century skills) ท่ีผู้เรียนจาเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพและ
ดารงชวี ิตไดอ้ ย่างมคี ณุ ภาพ จัดเปน็ ทักษะเชงิ ประยุกต์ (apply skills)
ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม เป็นความชานาญหรือความสามารถในการใช้
กระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้จินตนาการและการถ่ายทอดใช้ทักษะในการสร้างส่ิงที่มี
เอกลักษณ์ของตน จนทาให้เกิดสิ่งใหม่หรือนวัตกรรมท่ีทาขึ้นใหม่หรือพัฒนาขึ้นซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบ
ของความคิด วิธีการ การกระทาหรือส่ิงประดิษฐ์ต่าง ๆ โดยอาจเป็นสิ่งใหม่ท้ังหมดหรือใหม่เพียง
บางสว่ น และอาจใหม่ในบรบิ ทใดบรบิ ทหน่งึ หรอื ในชว่ งเวลาใดเวลาหนงึ่
ทกั ษะการสรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรมมีองค์ประกอบ ๓ ประการ ได้แก่
๑. การคิดสร้างสรรค์ (think creatively)
๒. การทางานร่วมกบั บคุ คลอน่ื อยา่ งสร้างสรรค์ (work creatively with others)
๓. การสร้างนวตั กรรมใหเ้ กิดผลสาเร็จ (implement innovation)
การจัดการศึกษาในปัจจุบันควรพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
เตรียมผู้เรียนไปสสู่ ังคมในอนาคตอย่างมีคณุ ภาพ การประกอบอาชีพต่าง ๆ อย่างสรา้ งสรรค์ และเกิด
นวตั กรรมขึน้ อย่างตอ่ เน่ือง
ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ประกอบไปด้วย
๑) การดิคเชงิ สรา้ งสรรค์ (Think Creatively)
- การเลือกวิธกี ารสร้างความคิดใหม่ เช่น การระดมความกดิ
- การสร้างแนวคิดท่ีใหม่และกว้างขวาง ทั้งการต่อยอดและการรื้อถอนความรู้
เดิม
- การสารวจ ปรับปรุง วิเคราะห์ และประเมินความรู้เดิม เพื่อปรับปรุงและ
ส่งเสริม
๒) การสร้างสรรค์ในการทางานร่วมกบั ผูอ้ ่นื (Work Creatively with Others)
- การพฒั นาความคิดใหม่ นาไปใช้และสอื่ สารกบั ผ้อู น่ื ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิผล
- การเปดิ โอกาส และการตอบสนองตอ่ มมุ มองใหม่ และหลากหลายในกล่มุ ความ
รว่ มมอื
- การสาธิตงานแบบเดิม และงานสร้างสรรค์ และทาความเข้าใจแห่งความเป็น
จรงิ ภายใต้ความคิดใหม่
๕๙
- การมีมุมมองต่อความล้มเหลวเพ่ือเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และการทาความ
เข้าใจว่าความสร้างสรรค์เป็นส่ิงกระบวนการเรียนรู้จากความผิดพลาด และเป็นส่วนหน่ึงของ
ความสาเร็จ
๓) การนานวัตกรรมไปใช้ (Implement Innovation) โดยการใช้ความคิคสร้างสรรค์
สร้างสรรค์ส่ิงที่เป็นประโยชน์และเป็นรูปธรรมตามสาขาวิชาของนวัตกรรมน้ัน ๆ (Parncrship for
๒๑st Century Skills, ๒๐๑๗)
ทักษะการคิดสร้างสรรค์ คือ สิ่งท่ีขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเรียนรู้ในอนาคต
เน่ืองจากในอนาคตน้ัน จะต้องมีการสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา เพ่ือใช้ประโยชน์และเพ่ิมมูลค่า ดังนั้น
ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์จึงถือว่าเป็นทักษะท่ีสาคัญ สาหรับนักศึกษาในศตวรรษท่ี ๒๑ ในการ
นามาใชส้ รา้ งนวตั กรรมอย่างแทจ้ ริง (Wikifoundy, ๒๐๐๗)
ทักษะการคิดสร้างสรรค์ประกอบไปด้วย รูปแบบทางความคิดที่ใช้ความสามารถด้าน
สติปัญญา ความรู้ ทัศนคติ และแรงจูงใจมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์กับสภาพแวดล้อม
ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ซ่ึงอาจจะเป็นการพัฒนาจากกรอบความคิดเดิมท่ีมีอยู่ นาไปสู่ความคิดใหม่ ๆ
ท่ีไม่เคยเกดิ ขึ้นมาก่อนเพ่ือนามาใชแ้ ก้ปัญหา (เกรยี งศกั ดิ์ เจริญวงศ์ศกั ด,ิ์ ๒๕๕๓)
ทักษะการคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจาเป็นสาหรับนักศึกษาในศตวรรษท่ี ๒๑ เน่ืองจากใน
สังคมยุคใหม่ท่ีมีการแข่งขันสูง หากใครมีความคิดสร้างสรรค์ในการริเริ่มทาส่ิงที่แปลกใหม่ ก็จะได้รับ
ความสนใจมากกว่า ซ่ึงทักษะของการคิดสร้างสรรค์เป็นส่ิงท่ีมีอยู่ในตัวของทุก ๆ คน เพียงแต่จะต้อง
ไดร้ ับการฝึกฝน และหม่ันศึกษาเพิ่มเติมเพ่ือพัฒนาตนเองอย่เู สมอ นาไปสู่การเกิดแนวความคิดใหม่ ๆ
ทีเ่ พ่ิมมากขึน้ โดยการใช้เทคนคิ การสร้างมุมมองที่แปลกใหม่ และหลากหลายเทคนิค (วจิ ารณ์ พานิช,
๒๕๕๕)
ทักษะการคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจาเป็นอย่างย่ิงที่ทางมหาวิทยาลัย จะต้องบรรจุลงไปใน
การเรียนการสอน เพื่อให้เกิดเป็นทักษะแก่นักศึกษาในศตวรรษท่ี ๒๑ ซ่ึงจะต้องสามารถนาความคิด
เดิมหรือความรู้เดิมที่ตนเองมีอยู่มาเพ่ิมมูลค่า และพัฒนาให้กลายเป็นส่ิงใหม่ ๆ สร้างสรรค์ความรู้ให้
เกดิ เปน็ ส่งิ ประดษิ ฐ์ทีม่ ปี ระโยชนต์ อ่ ตนเอง และผอู้ น่ื (North Carolina State University, ๒๐๑๒)
สรุปได้ว่าการสร้างความคิดสรา้ งสรรค์ คอื ทักษะท่ีสาคญั สาหรับยคุ ศตวรรษท่ี ๒๑ เป็น
ทักษะที่เปิดกว้างในกระบวนการทางความคิดเพื่อให้นักศึกษาได้เกิดกระบวนการทางกวามคิดใหม่
ซึง่ สิ่งเหล่าน้ันจะนามาพัฒนาเป็นนวัตกรรมท่ีสร้างมูลค่า และช่วยในการพัฒนาสังคมตลอดจนพัฒนา
ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายประเทศไทย ๔.๐ ได้ในอนาคต ซ่ึงทักษะการสร้าง
ความคิดสร้างสรรค์เปน็ ส่วนหนึ่งของทกั ษะการเรยี นร้แู ละนวตั กรรม
๖๐
การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศไทย ให้เจริญเติบโตและหลุดออกจากกับคักทาง
เศรษฐกิจนั้น จาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องพัฒนาคนภายในประเทศให้มีศักยภาพในการขับเคลื่อน
เศรษฐกิจของประเทศ โดยการนาความรู้ความสามารถมาใช้ในการสร้างนวัตกรรม ผู้วิจัยเล็งเห็นถึง
ความสาคัญเป็นอย่างย่ิงของทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และเพื่อให้นักศึกษามีทักษะการเรียนรู้
และนวัตกรรมอย่างสมบูรณ์ จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และ
นวัตกรรมของนักศึกษามหาวิทยลัยศิลปากร ตามนโยบายประเทศไทย ๔๐ เพ่ือให้สถานศึกษาไว้ใช้
เป็นแนวทางในการเตรยี มความพร้อมพัฒนานกั ศกึ ษาในสถาบันของตนเอง
๓.๗ การคดิ สร้างสรรค์เปน็ พน้ื ฐานของทกั ษะการสรา้ งสรรค์และนวัตกรรม
ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมมีความคิดสร้างสรรค์ (creative things) เป็น
พื้นฐานท่ีสาคัญ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ คอื ความสามารถในการคิดริเร่ิมเพ่ือการแก้ปัญหาหรือพัฒนา
สิ่งใหม่ข้ึน โดยใช้วิธีการคิดที่หลากหลาย เช่น การคิดคล่อง (fluency) การคิดยืดหยุ่น (flexibility)
การคดิ รเิ ร่ิม (originality) และการคดิ อยา่ งละเอยี ดลออ (elaboration)
มีทฤษฎีท่ีเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์หลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญา
ของ Guiford ท่ีระบุวา่ ความคิดสรา้ งสรรค์มีองค์ประกอบ ๓ มิติ คือ
๑. มิติด้านกระบวนการคิด (operations) เป็นกระบวนการที่สมองจัดกระทากับ
ขอ้ มูลตา่ ง ๆ เพ่ือสร้างความรคู้ วามเขา้ ใจ ความจา การคิดในมุมมองที่หลากหลาย การคิดลงสรุปและ
การคิดเชงิ ประเมิน
๒. มิติด้านเน้ือหา (content) เป็นสิ่งเร้าท่ีก่อให้เกิดกระบวนการคิด ได้แก่ ภาพ
สัญลักษณ์ ภาษา พฤตกิ รรม
๓. มิติดา้ นผลผลติ ของการคิด (product) เปน็ ผลทีเ่ กิดจากการใชก้ ระบวนการคิดทอ่ี ยู่
บนพ้ืนฐานของเน้ือหา หรือส่ิงเร้า ซึ่งแบ่งป็น ๖ ลักษณะ คือ หน่วย (unit) กลุ่ม (classes)
ความสัมพันธ์ (relations) ระบบ (system) การแปลงรูป (transformation) และการประยุกต์
(implication)
ทฤษฎีองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ของ Frank William ได้ระบุว่าการจัดการ
เรียนรู้ที่เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วย มติ ิด้านเนื้อหา มิติด้านการจดั การเรียนรู้ และมิติ
ด้านพฤตกิ รรมผูเ้ รียน
มิตดิ ้านเน้ือหา (content) เป็นการสอดแทรกการคดิ สรา้ งสรรคไ์ ว้ในทุกเน้ือหาสาระการ
เรียนรู้ หรือเรียกว่า infuse
๖๑
มิติด้านการจัดการเรียนรู้ เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างการคิดสร้างสรรค์
โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ศักยภาพด้านการคิดของแต่ละคนให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นการคิดท่ีนาไปสู่
การสรา้ งสรรค์สง่ิ ใหม่
มติ ิดา้ นพฤตกิ รรมผเู้ รียน เรยี กว่า Williams' Taxonomy แบง่ เปน็ ๒ ลกั ษณะ คอื
๑. ลักษณะการรู้คิดของผู้เรียน ได้แก่ การคิดคล่อง การคิดยืดหยุ่น การคิดริเร่ิม
การคดิ ละเอยี ดลออ
๒. คุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ ความอยากรู้ อยากเห็น ความกล้าเสี่ยง ความอยาก
ทาสิ่งทมี่ ีความซบั ซ้อน และการชอบใช้ความคิดและจินตนาการ
๓.๘ นวัตกรรมเป็นผลผลติ ของการคดิ สรา้ งสรรค์
นวัตกรรม คือ ส่ิงที่ทาขึ้นใหม่หรือพัฒนาขึ้นซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของความคิด วิธีการ
การกระทา หรือสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ โดยส่ิงนั้นอาจเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือใหม่เพียงบางส่วน และอาจ
ใหม่ ในบรบิ ทใดบรบิ ทหน่ึงหรือในช่วงเวลาใดเวลาหนง่ึ
นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จากการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีกระบวนการคิด ๖ ขั้นตอน
ไดแ้ ก่
๑. การคิดวิเคราะห์ความตอ้ งการนวัตกรรม
๒. การสงั เคราะหค์ วามคดิ ทีน่ าไปสนู่ วัตกรรม
๓. การแสวงหาความรว่ มมอื ในการพัฒนานวัตกรรม
๔. การสะท้อนความคิดรว่ มกนั
๕. การลงสรปุ ความคดิ
๖. การประเมินความคดิ
แนวความคิดหรือ idea จะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้กระบวนการคิดที่นาไปสู่การ
สรา้ งสรรค์นวัตกรรม ผู้เรียนทม่ี จี ิตใจนวัตกรรม (innovative mind) จะมคี ุณลกั ษณะทสี่ าคญั คอื
๑. มองกจิ กรรมต่าง ๆ ว่าเป็นโอกาสของการเรยี นรู้
๒. มองปัญหาวา่ เป็นสงิ่ ที่ต้องไดร้ ับการแกไ้ ขดว้ ยนวัตกรรม
๓. เช่อื มโยงความคิดและความรู้ต่าง ๆ ได้ดี
๔. กาหนดเปา้ หมายทท่ี า้ ทายความสามารถของตนเองได้
๕. มีวนิ ยั ในตนเองในการดาเนนิ การตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้ได้มาซง่ึ นวัตกรรม
๖๒
องคป์ ระกอบของทักษะการสรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรม
ทกั ษะการสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรมมีองค์ประกอบหลัก ๓ ประการ ไดแ้ ก่
๑) การคดิ อย่างสร้างสรรค์
๒) การทางานร่วมกับบุคคลอน่ื อยา่ งสรา้ งสรรค์
๓) การสร้างนวตั กรรมใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็
โดยแตล่ ะองค์ประกอบมพี ฤติกรรมบ่งชี้ดงั ต่อไปน้ี
๑. การคิดอยา่ งสรา้ งสรรค์
๑.๑ คิดรเิ รม่ิ ในส่ิงที่เปน็ ประโยชน์
๑.๒ ใช้เทคนิควธิ กี ารคิดอย่างหลากหลาย
๑.๓ ใช้ความคิดท่ีอยบู่ นพน้ื ฐานของขอ้ มูลและความรู้
๑.๔ แสดงความคิดของตนเองตอ่ ผูอ้ ่ืนได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
๑.๕ ประเมินและปรับปรงุ ความคดิ ของตนเองเพอ่ื นาไปสกู่ ารสรา้ งสรรค์
๒. การทางานร่วมกบั บคุ คลอ่ืนอย่างสร้างสรรค์
๒.๑ สือ่ สารความคดิ ของตนเองกับผ้อู น่ื ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
๒.๒ เปิดรับและตอบสนองความคิดเห็นใหม่ ๆ ของบุคคลอนื่
๒.๓ แสดความคิดรเิ รม่ิ ในการปฏิบัตงิ านและปรบั ใหส้ อดคล้องกับบรบิ ท
๒.๔ ทางานรว่ มกบั บคุ คลอ่ืนดว้ ยความรว่ มมอื ร่วมใจ
๒.๕ แลกเปลีย่ นเรยี นร้กู ับบคุ คลอืน่ เพ่ือความสาเร็จของงาน
๒.๖ เคารพความคดิ ของบุคคลอน่ื ที่ไม่สอดคลอ้ งกบั ความคดิ ของตน
๓. การสร้างสรรคน์ วตั กรรมให้สาเร็จ
๓.๑ วางแผนการพฒั นานวตั กรรมท่สี ืบเนือ่ งมาจากการคดิ สรา้ งสรรค์
๓.๒ ดาเนินการพัฒนานวตั กรรมตามแผนท่กี าหนดไว้
๓.๓ ประมนิ คณุ ภาพของนวัตกรรมท่ีพฒั นาข้ึนโดยใช้ข้อมูลเชงิ ประจักษ์
๓.๔ ปรับปรงุ แก้ไขจดุ บกพร่องของนวัตกรรมใหด้ ขี นึ้ อยา่ งต่อเน่ือง
นอกจากนี้การจัดการเรยี นรู้ท่ีเสริมสร้างทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม มีหลักการ
สาคัญ ๙ ประการที่ผู้สอนควรดาเนนิ การอย่างตอ่ เน่อื ง ดงั นี้
๑. สอดคล้องกบั วถิ ชี ีวิตของผูเ้ รียน
๒. กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนใชก้ ระบวนการคดิ
๓. พฒั นาทกั ษะการคิดขน้ั พ้ืนฐานและการคิดขน้ั สูง
๖๓
๔. สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นถา่ ยโยงการเรียนรู้
๕. พัฒนากระบวนการเรยี นรู้
๖. แกไ้ ขความเขา้ ใจท่คี ลาดเคลอ่ื นของผเู้ รยี น
๗. ใช้การเรียนรรู้ ว่ มกันขับเคลื่อนกจิ กรรมการเรียนรู้
๘. ใช้เทคโนโลยสี นบั สนุนการเรียนรู้
๙. กระตุ้นความคิดริเรม่ิ สร้างสรรคข์ องผู้เรียน
นอกจากนี้ผู้สอนควรจัดบรรยกาศของการเรียนรู้ให้มีความท้าทายมีอิสระ มีทรัพยากร
สนับสนุน และผู้สอนให้การส่งเสริมผู้เรียนอย่างต่อเน่ือง อีกท้ังยังต้องยืดหลักการจัดบรรยากาศการ
เรยี นร้ทู ี่เอ้ือตอ่ การพัฒนาทกั ษะการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม ดังต่อไปนี้
๑. การเรียนรู้ในลักษณะชุมชนแห่งการเรียนรู้ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับ
ผูเ้ รยี น
๒. สง่ เสรมิ วนิ ยั ในตนเองของผูเ้ รียน
๓. เสรมิ สร้างปฏสิ ัมพันธ์ทีด่ ีระหว่างกัน
๔. ผ้เู รยี นมอี ิสระในการเลือกใชว้ ธิ ีการเรียนรแู้ ละกระบวนการเรยี นรขู้ องตนเอง
๕. ผู้สอนใช้การสะท้อนผลการปฏบิ ัติเพ่ือการปรบั ปรุงและพัฒนา
๖. การใหผ้ ลยอ้ นกลบั อยา่ งสรา้ งสรรค์
ผู้สอนควรวิเคราะห์ธรรมชาติของผู้เรียนและใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน
(instructional style) ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคน ซ่ึงจะส่งผลทาให้ผู้เรียนเกิด
การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการจดั บริบทของการ
เรียนรู้และกาหนดโจทย์ ของการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมเป็นสิ่งสาคัญท่ี
ชว่ ยพฒั นาทกั ษะของผูเ้ รยี นได้เช่นเดยี วกนั
การสง่ เสริมให้ผเู้ รียนมีทกั ษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม จาเป็นท่ีกระบวนการจัดการ
เรียนการสอนจะต้องมคี วามสรา้ งสรรค์ เรียกวา่ Creative Pedagogy ซงึ่ ประกอบดว้ ย
๑. การสรา้ งสรรค์
๒. การเรยี นรู้อยา่ งสรา้ งสรรค์
๓. การสง่ เสรมิ การสร้างสรรค์
๖๔
แผนภาพ ๓.๓ Creative pedagogy ท่ีเสริมสร้างทักษะการสร้างสรรคแ์ ละนวัตกรรม
นอกจากนี้แล้วการจัดการเรียนรู้ยังต้องบูรณาการทักษะการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
ร่วมกับเนื้อหาสาระต่างๆ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ การสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่าง
ตอ่ เนอื่ ง โดยยดึ หลกั การบรู ณาการ ๓ ประการ ได้แก่
๑. การเชื่อมโยงเน้ือหาสาระกับสถานการณ์ที่เกิดข้ึนจริงรอบตัว ผู้เรียน เหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นในสงั คมและชุมชน ชว่ ยทาให้ผเู้ รียนมีมุมมองแบบองค์รวม การคิดเช่อื มโยง ซึ่งเป็นพ้ืนฐานของ
การคดิ สร้างสรรค์
๒. การเช่ือมโยงสาระสาคัญ (main concepts) ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้นาไปใช้ในการ
สร้างสรรคน์ วัตกรรมต่าง ๆ รว่ มกับเพอ่ื นในชนั้ เรยี นตลอดจนบุคคลอน่ื ๆ
๓. การส่งเสริมสนับสนุนและกากับติดตามกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการคิด
ของผู้เรียนในระหว่างการจัดการเรียนรู้บูรณาการ ผู้สอนทาหน้าที่เป็น โค้ชการรู้คิด (cognitive
coaching) การสร้างแรงบันดาลใจ (inspiration) และการสร้างแรงจูงใจ (motivation) ให้กับผู้เรียน
อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความมุ่งมั่นท่ีจะใช้ความคิด และการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ จนประสบ
ความสาเร็จ
๓.๙ การจดั การเรยี นรูต้ ามแนว Constructivism
เพ่ื อ เส ริ ม ส ร้ า ง ทั ก ษ ะ ก า ร ส ร้ า ง ส ร ร ค์ แ ล ะ น วั ต ก ร ร ม ก า ร จั ด ก า ร เรี ย น รู้ ต า ม แ น ว
Constructivism ซ่ึงเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ ท่ีอธิบายว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจของ
ตนเองต่อส่ิงต่าง ๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างประสบการณ์ท่ีได้รับกับกระบวนการคิดของ
ตนเองนาเสนอโดย Jean Piaget ประมาณปี ค.ศ. ๑๙๒๙ การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี
๖๕
คอนสตรัค ติวิสต์ซึม มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีประสบการณ์การเรียนรู้อย่างหลากหลายจนสามารถ
สร้างความร้คู วามเข้าใจในเนื้อหาสาระตา่ ง ๆ (concepts & contents) ได้ดว้ ยตนเอง
การเรยี นร้ตู ามแนวทฤษฎคี อนสตรัคตวิ ิสต์ซมึ มีหลกั การทสี่ าคัญ ดงั ต่อไปนี้
๑. ผู้เรียนทุกคนสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจของตนเองได้ จากการมีปฏิสัมพันธ์
กับสิง่ แวดลอ้ ม
๒. การเรียนรู้ใหม่เกิดมาจากความรู้เดิมที่มีอยู่โดยกระบวนการซึมซับ (assimilation)
และกระบวนการปรับแตง่ (accommodation) ท่ี Piaget ได้ อธบิ ายไว้
๓. การมปี ฏสิ ัมพันธก์ ับสังคมจะเป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมการเรยี นรู้ ให้มคี วามหมายมาก
ยง่ิ ข้ึน เกดิ เป็นการเรียนรทู้ ี่มคี วามคงทน
๔. การปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ตามสภาพจริงจะทาให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความ
เขา้ ใจ และเชอื่ มโยงสาระสาคัญที่เรียนได้ดีขนึ้
การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ซึมเป็นการเรียนรู้ ท่ีผู้เรียนได้ลงมือ
ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ แสวงหาความรู้ การทดลอง
การสร้างสรรค์ การแกป้ ัญหา ตลอดจนการแลกเปลี่ยน เรยี นรกู้ ับบคุ คลอนื่
โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้วางแผนการเรียนรู้ การจัดเตรียมทรัพยากร การเรียนรู้ และ
การจัดบรรยากาศการเรียนรู้โดยใช้การตั้งคาถามให้ผู้เรียนคิดมากกว่า การบอกความรู้และการตอบ
คาถามของผเู้ รยี น บทบาทของผสู้ อนในการจดั การเรยี นรู้ ตามแนวทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ ิสต์ซมึ มดี ังนี
๑. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรูใ้ หส้ อดคล้องกับธรรมชาตขิ องผเู้ รยี น
๒. สง่ เสริมและสนบั สนุนใหผ้ เู้ รยี นประสบความสาเร็จในการเรยี นรู้
๓. กระตนุ้ ใหผ้ ้เู รยี นใชก้ ารเรียนรจู้ ากการลงมือปฏิบัตจิ ริง ด้วยตนเอง (hands – on)
๔. จัดบรรยากาศการเรียนรู้ทั้งบรรยากาศทางกายภาพ บรรยากาศทางสังคม และ
บรรยากาศทางจิตวทิ ยา ให้เอื้อตอ่ การเรยี นรู้
๕. จดั ใหผ้ เู้ รยี นใชว้ ธิ กี ารเรยี นรู้ท่หี ลากหลาย
๖. สะท้อนผลการเรียนรเู้ พื่อการปรับปรุงและพฒั นา
แนวทางการประเมินผลการเรียนรู้ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี คอนสตรัคติวิสต์
ซึม มุ่งเน้นการประเมินตามสภาพจริง (authentic assessment) ลักษณะของการประเมินเป็นแบบ
บูรณาการการประเมินทั้งด้านความรู้ ความคิด สมรรถนะ และคุณลักษณะของผู้เรียนใช้กิจกรรม
การประเมินท่ีสอดคล้องกับกิจกรรม การเรียนรู้ ผู้สอนนาผลการประเมินมาให้ข้อมูลย้อนกลับแก่
๖๖
ผ้เู รียนทั้งการให้ข้อมูล ยอ้ นกลับ เพื่อกระตนุ้ การเรยี นรู้ (feed - up) การให้ผลย้อนกลับ (feedback)
และการใหผ้ ลย้อนกลบั เพือ่ การเรยี นรตู้ อ่ ยอด (feed - forward) อย่างสร้างสรรค์
๑. การเรียนรู้ยุคใหม่ เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นนักคิด นักปฏิบัติการวิจัย
นวัตกรรมสร้างสรรค์จึงจะเกิด พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการรู้คิด และจิตสานึกที่ดี (Cognition and
Mindfulness) โดยใช้ Cognitive coaching, Power Questions
๒. ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมเป็นทักษะหน่ึงในทักษะของผู้เรียนในศตวรรษ
ที่ ๒๑ (๒๑st Century Skills) ที่ผู้เรียนจาเป็นต้องได้รับการพัฒนา เพ่ือให้สามารถประกอบอาชีพ
และดารงชวี ติ ไดอ้ ย่างมคี ณุ ภาพ จัดเป็นทักษะ เชิงประยุกต์ (apply skills)
๓. ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมมีความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking)
เป็นพื้นฐานท่ีสาคัญ ซ่ึงความคิดสร้างสรรค์ คือ ความสามารถ ในการคิดริเริ่มเพ่ือการแก้ปัญหาหรือ
พฒั นาสิง่ ใหม่ขน้ึ โดยใช้วธิ ีการคิดทห่ี ลากหลาย
๔. นวัตกรรม คือ สิ่งที่ทาขึ้นใหม่หรือพัฒนาขึ้นซึ่งอาจอยู่ใน รูปแบบของความคิด
วิธีการ การกระทา หรือสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ โดยสิ่งน้ันอาจเป็น ส่ิงใหม่ท้ังหมดหรือใหม่เพียงบางส่วน
และอาจใหม่ ในบริบทใดบรบิ ทหนงึ่ หรือในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
๕. ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมมีองค์ประกอบหลัก ๓ ประการ ได้แก่ ๑) การ
คิดอย่างสร้างสรรค์ ๒) การทางานร่วมกับบุคคลอ่ืนอย่างสร้างสรรค์ และ ๓) การสร้างนวัตกรรมให้
เกิดผลสาเรจ็
๖. การจัดการเรียนรูต้ ามแนว Constructivism มุ่งเนน้ ให้ผู้เรียน สามารถสร้างความรู้
ความเข้าใจของตนเองต่อส่ิงต่าง ๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างประสบการณ์ท่ีได้รับกับ
กระบวนการคิดของตนเอง และนาไปสูก่ ารสรา้ งสรรค์นวตั กรรม
๓.๑๐ นวตั กรรม
ปัจจุบันนวัตกรรมได้เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาอย่างมาก ซ่ึงนวัตกรรมเป็น
กระบวนการท่ีมาจากทางความคิดท่ีตกผลึกออกมาจนกลายเป็นสิ่งท่ีนาไปสู่การพัฒนาการที่จะทา
ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมท่ีเป็นกระบวนการทางความคิดเพ่ือนาไปสู่การพัฒนาและ
นามาซ่ึงความสาเร็จขององค์กรในยุคของการเปล่ียนแปลงในด้านต่าง ๆ ท้ังนี้ในการศึกษาจึงได้มี
แนวคิดท่ีหลากหลายเก่ยี วกบั นวัตกรรมเกิดข้ึนอย่างมากมาย โดยมีผู้เช่ียวชาญ นักคิดนักวิชาการจาก
หลากหลายสาขาอาชีพได้ให้ความหมาย และคานิยามไว้ในหนังสือ งานขียน งานวิจัยต่าง ๆ ดังน้ัน
เพื่อเป็นการทาความเข้าใจถึงแนวคิดต่าง ๆ ที่เก่ีขวข้องกับนวัตกรรมรวมท้ังบทบาทและความสาคัญ
ของนวัตกรรมท่ีมีการบรหิ ารองค์กร การศกึ ษาในส่วนนี้จึงไดท้ าการรวบรวมแนวคิดต่าง ๆ ที่เก่ียวขอ้ ง
ไว้ โดยสามารถจาแนกไดด้ งั ตอ่ ไปนี้
๖๗
๓.๑๑ ความหมายของนวัตกรรม
นวัตกรรม (Inovation) มรี ากศัพท์มาจาก Imnovare ในภาษาลาติน แปลว่า ทาสิ่งใหม่
ขึ้นมา ซ่ึงสอดคล้องกับความหมายของคาว่า นวัตกรรม ที่รูปศัพท์เดิมมาจากภาษาบาลี คือ นว +
อตต + กรรม กล่าวคือ นว แปลว่าใหม่ อัตต แปลว่า ตัวเองและกรรม แปลว่า การกระทา เมื่อนา
คานว มาสนธิ กับอัตต จึงเป็น นวัตต และเมื่อรวมคา นวัตต มาสมาส กับกรรม จึงเป็นคาว่า
นวัตกรรมแปลตามรากศัพท์เดิมว่า การกระทาที่ใหม่ของตนเอง หรือการกระทาของตนเองใหม่
นอกจากน้ี องคก์ รดา้ นนวตั กรรมและนกั วชิ าการหลายท่านไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า นวัตกรรม ดังนี้
สานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ให้ความหมายว่า นวัตกรรม คือ ส่ิงใหม่ที่เกิดจากการใช้
ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ท่ีมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม (ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนา
ระบบราชการไทย, ๒๕๕๖)
ปัจจบุ นั นวัตกรรได้เข้ามามีบทบาทต่อการดาเนินชวี ิต และการทางานในด้านตา่ ง ๆ มาก
ข้ึนทุกขณะ "นวัตกรรม" (Innovatin) มีรากศัพท์มาจากคาว่ "Innovare" ในภาษาลาตินซ่ึงแปลว่า
"ทาส่ิงใหม่ขึ้นมา" ความหมายของ "นวตั กรรม" ในเชิงเศรษฐศาสตร์ คือ การนาแนวความคิดใหม่หรือ
การใช้ประโยชน์จากส่ิงที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรปู แบบใหม่เพื่อทาใหเ้ กิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจนอกจากน้ี
นวตั กรรมยังไดถ้ ูกตคี วามไว้ท้งั เชิงแคบและเชงิ กวา้ ง
๑. ความหมายเชิงแคบ "นวัตกรรม" คือ ผลผลิตของความสาเรจ็ ทางด้านวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยรี ่วมกับพลวัตของกิจกรรมทางสังคม
๒. ความหมายเชิงกว้าง "นวัตกรรม" คอื แนวความคิดการปฏิบัติ หรือสิง่ ต่าง ๆ ทใี หม่
ต่อตัวปัจเจกหรือหน่วยท่ีรับเอาสิ่งเหล่าน้ันไปประยุกต์ใช้ การรวมเอากิจกรรมที่นาไปสู่การแสวงหา
ความสาเร็จเชิงพาณิชย์ การสร้างตลาดใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการ และการบริการใหม่ การทา
ในส่ิงที่แตกต่างจากคนอ่ืน โดยอาศัยการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนรอบตัวเราให้กลายมาเป็น
โอกาส และถ่ายทอดไปสู่แนวความคิดใหม่ท่ีทาให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม (พันธุ์อาจ ชัย
รัตน์, ๒๕๔๗, หนา้ ๓-๔)
อย่างไรก็ตามอาจจะมีบ่อยคร้ังท่ีเกิดความสับสนในการใช้ความหมายระหว่างคาสองคา
คือ นวัตกรรมและประดิษฐ์กรรม ตัวอย่างเช่น หากท่านเป็นนักวิจัยในห้องปฏิบัติการท่ีมีความ
เช่ียวชาญ มีความสามารถในการประดิยฐ์ส่ิงต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีแต่ไม่สามารถหรือไม่ได้นาเอา
ความคิดเหล่าน้ันไปใช้หรือประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ สิ่งน้ันก็ยังไม่ถูกเรียกว่าเป็น
นวัตกรรม เน่ืองจากนวัตกรรมเป็นมากกว่าความคิดใหม่ นวัตกรรมเป็นกระบวนการในการนาเอา
ความคิดท่ีว่าน้ันไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อทาให้เกิดประโชน์ทั้งทางสังคม และการค้าด้วยเหตุนี้
นวตั กรรมจงึ ต้องอาศัยศักยภาพท่ีหลากหลายและมากกว่าศกั ยภาพในการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี โดยจะต้องรวมเอาศาสตร์ด้านการบริหารโครงการการพัฒนาตลาด การบริหารการเงิน
๖๘
การจัดการองค์กร และการจัดการเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ด้วย (พันธุ์อาจ ชัยรัตน์,
๒๕๔๗, หนา้ ๓-๔)
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (๒๕๔๖ อ้างถึงใน กีรติ ยศย่ิงยง, ๒๕๕๒, หน้า ๗) ได้ให้
ความหมาย "นวัตกรรม" ว่าหมายถึง วิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ ท่ีแปลกไปจากเดิม โดยอาจจะ ได้มาจาก
การคิดคน้ พบวิธีการใหม่ ๆ ขนึ้ มาหรือมกี ารปรบั ปรงุ ของเก่าใหเ้ หมาะสม และส่งิ ท้ังหลายเหล่านี้ไดร้ ับ
การทดลองพัฒนาจนเป็นท่ีเชื่อถือได้แล้วได้ผลดีทางปฏิบัติทาระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้
อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
วีระศักดิ์ เครือเทพ (๒๕๔๘, หน้า ๘) ให้ความหมายของนวัตกรรมสร้างสรรค์ของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมายถึง การริเร่ิม คิดค้น พัฒนาการแก้ไขหรือจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่
เกิดขึ้นในชุมชนซ่ึงเป็นภารกิจหลักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซ่ึงอาจเกี่ยวข้องกับการจัดบริการ
สาธารณะ การพัฒนาการเมืองท้องถิ่นและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมหรือการบริหารจัดการภายใน
องค์การ ท้ังนี้การดานินการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในชุมชนหรือเกิด
ประโยชน์ต่อองค์การปกครองส่วนท้องถ่ินอย่างเห็นได้ชัดและสามารถถ่ายทอดให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ินอื่น ๆ สามารถนาไปประยุกต์ใช้หรือนาไปพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ต่อยอดหรือเกิดวิธีการ
แกไ้ ขปญั หาใหม่ ๆ ไดใ้ นวงกวา้ ง
โกวิทย์ พวงงาม (๒๕๕๓, หน้า ๗๙) ได้อธิบายกล่าวถึง นวัตกรรมขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น หมายถึง การคิดค้น การปรับปรุง และพัฒนาส่ิงใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถน่ิ
เม่ือได้ทบทวนวรรณกรรมและพิจารณาเกี่ยวกับการให้ความหมายของนวัตกรรม จาก
วิชาการในต่างประเทศท่ีมีช่ือเสียงของแต่ละคนในการให้ความหมายของคาว่า "นวัตกรรม"สามารถ
สรุปได้ดังตารางที่ ๑
๖๙
ตารางท่ี ๑ การใหค้ วามหมายของนวัตกรรมของนักวิชาการตา่ งประเทศ (สมนกึ เออื้ จริ ะพงษพ์ ันธ์,
พักตร์ผจง วัฒนสนิ ธ์, อจั ฉรา จันทร์ฉาย และประกอบ คปุ รัตน์, ๒๕๕๓, หน้า ๕๓)
นกั วชิ าการ ความหมายของนวตั กรรม
Utterback (๑๙๗๑, ๑๙๙๔, ๒๐๐๔) นวัตกรรม เป็นสง่ิ ท่ีต่อยอดของสิ่งประดิษฐ์ ใหเ้ ขา้ ถงึ
และเปน็ ทยี่ อมรบั ของตลาดในลกั ษณะของผลติ ภัณฑ์
Hughes (๑๙๗๑) ใหม่ หรอื กระบวนการใหม่ ที่มกี ารพฒั นาขึน้ มาใช้
เป็นครัง้ แรก และทาใหเ้ กดิ ประโยชน์ในเชงิ เศรษฐกจิ
Morton (๑๙๗๑) นวตั กรรม เป็นการนาวิธกี ารใหม่ ๆ มาปฏบิ ตั ิ
Schumpcter (๑๙๗๕) หลงั จากไดผ้ า่ นการทดลองหรือไดร้ บั การพัฒนา
Damanpour (๑๙๘๗) มาเป็นข้นั ๆ แล้ว โดยขนั้ ตอนตามลาคบั คือ การคิดค้น
Nord and Tucker (๑๙๘๗) การพัฒนา และการนาไปปฏิบัติจริง
นวัตกรรม เปน็ การเกิดข้ึนใหมอ่ กี ครั้งจากการ
Rogers (๑๙๙๕) ปรับปรุงสิง่ เกา่ และพฒั นาศกั ยภาพของบคุ ลากร
ตลอดจนหน่วยงานหรือองค์การนั้น ๆ
นวัตกรรมเปน็ องศ์ประกอบใหม่ หรือลกั ษณะ
ของใหม่ และมมี ูลค่าทางเศรษฐกิจทสี่ ามารถนาไปใช้
ในเชงิ พาณิชย์ได้
นวัตกรรม ในเงม่ ุมของนวัตกรรมองค์การ หมายถึง
สิ่งใหมท่ ถ่ี ูกพฒั นาขน้ึ มาใช้ในองค์การ และเป็นท่ี
ยอมรับของคนในองค์การ
นวัตกรรม เป็นขบวนการเสนอสง่ิ ใหม่อย่างแทจ้ ริงสู่
สงั คม โดยการเปลี่ยนแปลงค่านยิ ม ความเช่ือ
ตลอดจนระบบคณุ ค่า รูปแบบเดมิ ๆ ของสงั คมอยา่ ง
สิน้ เชิง
นวตั กรรม คอื ความคดิ การปฏิบตั ิ หรือส่ิงท่ขี องที่
เปน็ สง่ิ ใหมส่ าหรบั บุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่
นาไปใช้
๗๐
ตารางท่ี ๑ การให้ความหมายของนวัตกรรมของนักวชิ าการตา่ งประเทศ (สมนึก เออ้ื จิระพงษพ์ ันธ์,
พกั ตรผ์ จง วฒั นสนิ ธ์, อจั ฉรา จันทร์ฉาย และประกอบ คุปรตั น์, ๒๕๕๓, หนา้ ๕๓) (ต่อ)
นักวชิ าการ ความหมายของนวตั กรรม
Ferrman and Soete (๑๙๙๗) นวตั กรรม คอื ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรอื กระบวนการใหม่
Perez-Bustamante (๑๙๙๙) หรือส่งิ ที่ได้ทาการปรบั ปรุงแล้วมาใชใ้ นเชิงพาณชิ ย์
เป็นคร้งั แรก
Smits (๒๐๐๒) นวัตกรรม เป็นเรือ่ งของกระบวนการแสวงหา
Herkema (๒๐๐๓) ดาเนนิ งาน จดั เก็บ ตลอดจนใชป้ ระโยชนจ์ ากข้อมลู
ในดา้ นการสรา้ งความรู้ การวิจัยและพฒั นา การผลติ
DTI (๒๐๐๔) การพาณิชย์ และการอยู่รอดของธรุ กิจ
Schilling (๒๐๐๘) นวตั กรรม เปน็ ความสาเร็จของการผสมเช่ือมโยงใน
เรือ่ งของวัสดุอปุ กรณแ์ ละความคิด ใหเ้ ปน็ ประโยชน์
ในเชงิ สังคมและเศรษฐกิจ
นวัตกรรม เป็นการใช้ความคิด หรือพฤตกิ รรมที่
เกิดขน้ึ ใหมใ่ นองค์กรหรือนวัตกรรมสามารถเป็นได้
ทัง้ ผลิตภณั ฑใ์ หม่ บริการใหม่ หรอื เทคโนโลยใี หม่
ซ่ึงอาจจะเกดิ จากการเปล่ยี นแปลงในลักษณะ
เฉยี บพลนั หรอื คอ่ ยเป็นคอ่ ยไป
นวัตกรรม คือ ความสาเร็จจากการใชป้ ระโยชน์จาก
ความคิดใหม่
นวตั กรรม เปน็ เรือ่ งของการนาความคดิ ไปใชใ้ น
เชิงปฏบิ ตั ิ เพ่ือให้ได้ส่ิงใหม่ หรอื กระบวนการใหม่
จากนิยามความหมายของนวัตกรรมข้างต้น พบว่ามีนักวิชาการ ได้ให้ความหมายของ
นิยามในลักษณะท่ีแตกต่างกัน และหลายแง่มมุ ตามพนื้ ฐานความรขู้ องแต่ละท่าน ซ่ึงหากได้พิจารณา
ประเด็นที่เป็นแก่นหลักสาคัญของนิยามต่าง ๆ แล้ว จะพบว่ามี ๓ ประเด็นท่ีเป็นมิติสาคัญของ
นวตั กรรม คอื
๗๑
๑. ความใหม่ (Newnes) ส่ิงท่ีได้รับการยอมรับว่า มีคุณลักษณะเป็นนวัตกรรมได้น้ัน
ต้องมีความใหม่ คือ เป็นส่ิงใหม่ท่ีถูกพัฒนาขึ้น ซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือ
กระบวนการ โดยจะเปน็ การปรบั ปรงุ จากของเดิมหรือพฒั นาข้นึ ใหมเ่ ลยก็เปน็ ได้
๒. ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ (Economic benefits) คือ การให้ประโยชน์ในเชิง
เศรษฐกิจหรือการสร้างความสาเร็จในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ นวัตกรรม จะต้องสามารถทาให้เกิด
มูลค่าเพิ่มข้ึนได้จากการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ น้ัน ซ่ึงประโยชน์ท่ีเกิดข้ึนอาจจะสามารถวัด ได้เป็นตัวเงิน
โดยตรงหรือไม่เป็นตัวเงนิ โดยตรงก็ได้
๓. การใช้ความรู้และความคิดอย่างสร้างสรรค์ (Knowledge and creativity idea)
ส่ิงที่จะถือว่าเป็นนวัตกรรมได้นั้น จะต้องเกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานของ
การพัฒนาให้เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่เกิดจากการลอกเลียนแบบ การทาซ้า เป็นต้น (สมนึก เอ้ือจิระพงษ์
พนั ธ์, พกั ตรผ์ จง วฒั นสินธ์, อจั ฉรา จันทร์ฉาย และประกอบ คุปรตั น์, ๒๕๕๓, หนา้ ๕๔)
กล่าวโดยสรุปแล้วสาหรับการกล่าวถึงความหมายของนวัตกรรม จะเห็นได้ว่ามี
นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายและนิยามท่ีคล้ายคลึงกัน และแตกต่างกัน ซึ่งในการศึกษา
ครั้งนี้ผู้วิจัยสามารถสรุปความหมายของ นวัตกรรม ว่า เป็นสิ่งที่เก่ียวข้องกับกระบวนการคิดค้น
การปรับปรุง ตลอดจนการพัฒนากระบวนการต่าง ๆ ภายในองค์กรขึ้นมาใหม่ โดยเป็นทั้งในมิติของ
ความใหมแ่ ละการใช้ความรู้และความคิดอยา่ งสร้างสรรค์ซ่งึ จาเป็นอย่างย่ิงวา่ นวัตกรรมน้นั ตอ้ งเป็นสิ่ง
ท่ีมีประโยชน์และนาไปใช้ปฏิบตั ิได้จรงิ นอกหนอื จากการศึกษาเกย่ี วกับความหมายของนวัตกรรมที่ใช้
ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีการค้นคว้าเก่ียวกับพัฒนาการของนวัตกรรมท่ีมีความสัมพันธ์กับระบบ
ต่าง ๆ ในสงั คมตั้งแตอ่ ดตี จนถึงปจั จุบนั ในประเด็นต่อไป
๓.๑๒ พฒั นาการของนวตั กรรม
นวัตกรรม (Innovation) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบันมีความสัมพันธ์เก่ียวข้องกับเศรษฐกิจ
สังคม การเมือง และนวัตกรรมของมนุษย์จนแยกกันไม่ออก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
อตุ สาหกรรมการผลิตและการบริการ ตลอดจนโครงสร้างทางสงั คม อีกทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มพูนความสามารถเชิงการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น
หากสรุปพัฒนาการของนวัตกรรม สามารถแบ่งได้ ๕ ยุค สรุปได้ คือ (Ferman & Socte, ๑๙๙๗
อา้ งถงึ ใน กรี ติ ยศยิง่ ยง, ๒๕๕๒, หนา้ ๒-๓)
๑. ยคุ เริ่มแรก (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๑๓-๒๓๘๓) ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกและ
เป็นผู้นาของโลกทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในยุคนี้ เนื่องจากได้พัฒนาระบบกลไกทางกลศาสตร์
(Mechanics) ในอุตสาหกรรมทอผ้าทาให้ทุกงานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงข้ึนส่งผลให้
ประเทศองั กฤษสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแขง่ ขนั
๗๒
๒. ยุคที่สอง (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๘๓-๒๔๓๓) ประเทศอังกฤษยังคงครองความเป็น
ผู้นาทางด้านนวัตกรรมในการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น พลังไอน้า ฯลฯ จนกระท่ังในปี พ.ศ.
๒๕๑๑ องั กฤษก็ได้พฒั นารถจักรพลงั ไอนา้ ขนึ้ และถือวา่ เป็นจดุ เริ่มตน้ ของการปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรม
๓. ยุคที่สาม (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๔๗๓) สหรัฐอมริกาและเยอรมัน ได้เร่ง
ส่งเสริมมีการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ จนสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นาทางเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า
เคมี การถลงุ เหล็ก การตอ่ เรือ และอตุ สาหกรรมหนกั อ่ืน ๆ ไดใ้ นระยะเวลาต่อมา
๔. ยุคท่ีสี่ (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๓-๒๕๑๓) ประเทศญี่ปุ่น เร่งส่งเสริมให้มีการสร้าง
นวัตกรรมกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ (Mass production) เชน่ เทคโนโลยีการผลติ รถยนต์ ฯลฯ จน
สามารถกา้ วขน้ึ มาเทยี บเคียงอังกฤษสหรฐั อเมริกาและเยอรมนั ได้
๕. ยุคที่หา้ (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๓ จนถึงปัจจบุ ัน) สหรัฐอเมรกิ า จัดใหม้ ีการสง่ เสริม
สร้างนวัตกรรม รวมไปถึงการออกกฎหมาย เพ่ือส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านการ
สอื่ สาร คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีดิจิตอล จนสามารถกลบั มาป็นผนู้ าทางด้านนวัตกรรมในสาขานี้ได้อีก
ครง้ั หนึ่ง
แผนภาพ ๓.๔ พัฒนาการของนวตั กรรม (Ferrman & Soete, ๑๙๙๗)
จากพัฒนาการในแต่ละยุคสามารถสรุปได้ว่าพัฒนาแต่ยุคได้มีการพัฒนาด้านนวัตกรรม
ท่ีสาคัญโดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจท่ีเกิดภาคอุตสาหกรรมท่ีสาคัญ เช่น อุตสาหกรรมทอผ้า
อุตสาหกรรมขนส่ง การเดินรถไฟ อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ เป็นต้น ท้ังน้ีการพัฒนานวัตกรรม
ดังกล่าวได้ส่งผลต่อระบบอ่ืน ๆ ในสังคม รวมไปถึงการบริหารจัดการของประเทศที่มีความสัมพันธ์
เช่ือมโยงถึง ท่ีก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศต่อไป ท้ังนี้ผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของนวัตกรรมท่ี
มงุ่ ให้เกดิ การพัฒนา โดยเฉพาะการบริหารจัดการในภาครฐั ของประเทศ
๗๓
๓.๑๓ ความสาคัญของนวัตกรรม
นวัตกรรมได้เข้ามามีบทบาทและมีความสาคัญอย่างมากต่อการบริหารจัดการงานของ
ภาครัฐในปัจจุบัน โดยภาครัฐต้องมีการปรับตัวเพ่ือให้ทันต่อความเปล่ียนแปลงเพื่อตอบสนอง
ความต้องการของประชาชนนอกจากนี้ ภารกิของภาครัฐในปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนท้ังการถ่าย
โอนอานาจการปกครองจากสว่ นกลางเพ่ือลงสทู่ ้องถ่นิ มากยง่ิ ข้ึน โดยการแสวงหาแนวทางการนามาซึ่ง
แนวคิดและวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้องค์การรู้เท่าทันการปลี่ยนแปลง ดังน้ันนวัตกรรมจึงมีความสาคัญ
อย่างมากตอ่ ภาครัฐในปัจจุบนั
๑. บุคคลท่ีเป็นเลิศ (Individual excellence) จาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างให้เป็น
บุคคลในองค์การมีการพัฒนาความคิด (Thinking) อยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่หรือ
การประดษิ ฐส์ ิ่งใหม่ ซง่ึ ประกอบด้วยการคิดใน ๑๐ วธิ กี ารดงั นี้
๑.๑ การคิดแบบวิจารณญาณ (Critical thinking)
๑.๒ การคดิ แบบริเริ่ม (Initiative thinking)
๑.๓ การคิดแบบสรา้ งสรรค์ (Creative thinking)
๑.๔ การคดิ เชงิ ระบบ (System thinking)
๑.๕ การคดิ แบบบรรณาการ (Integrative thinking)
๑.๖ การคิดแบบประยกุ ตใ์ ช้ (Application thinking)
๑.๗ การคิดแบบสังเคราะห์ (Synthesis thinking)
๑.๘ การคดิ เชงิ เปรียบเทียบ (Comparative thinking)
๑.๙ การคดิ เชิงกลยทุ ธ์ (Strategic thinking)
๑.๑๐ การคดิ เชิงมโนทัศน์ หรอื ความคิดรวบยอด (Concept thinking)
นอกจากการคิดทั้ง ๑๐ แบบที่จะต้องฝึกฝนให้พนักงานบุคลากรในองค์การต้อง
คิดอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังจาเป็นท่ีจะต้องฝึกฝนให้เกิดการคิดแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นฐานสาคัญของการ
นาไปสู่นวัตกรรม และสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตาราสมัยใหม่จะฝึกฝนการคิดแบบหมวก ๖ สี
ซึง่ ได้แก่ “Six hats” ประกอบด้วย
The White Hat - การคิดแบบวทิ ยาศาสตร์
The Black Hat - การคิดแบบมองโลกในแงร่ ้าย
The Yellow Hat - การคดิ แบบมองโลกในแง่บวก
The Red Hat - การคิดแบบแตกตา่ งทา้ ทายแปลกใหม่
The Green Hat - การคิดแบบสรา้ งสรรค์
The Blue Hat - การคดิ แบบวสิ ัยทัศน์
๗๔
๒. ทีมงานเป็นเลิศ (Team excellence) จาเป็นอย่างย่ิงต้องสร้างทีมงานที่เป็นทีม
แหง่ การเรยี นรู้ (Team learning) และทีมแหง่ การคิดอยตู่ ลอดเวลา การเสริมสรา้ งบรรยากาศกระตุ้น
ให้เกดิ การคิดจึงเป็นสิ่งจาเป็นและสาคัญ ทีมใดที่สามารถคิดประดิษฐ์ส่ิงใหม่ได้กค็ วรจะมีรางวัล ตอบ
แทนเป็นส่ิงจูงใจ การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ต้องให้แต่ละคนมีโอกาส “ปะทะสังสรรค์ทาง
ความคิด” หรอื “โตแ้ ย้งความคดิ ” อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า ศูนย์แห่งการเรียนรู้ (Learning center)
ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมมีโอกาสได้พบปะพูดคุย เพื่อแลกเปล่ียนความคิดและวิเคราะห์
สถานการณ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กีฬา ลูกค้า คู่แข่ง เทคโนโลยี และสิ่งที่สนใจ
ของแต่ละคน ยงิ่ คยุ กนั มากเทา่ ใดก็จะเกิดการเรียนรู้มากขึน้ เทา่ น้นั (เสน่ห์ จุย้ โต, ๒๕๔๖, หน้า ๓๗)
๓. องค์การแห่งความเป็นเลิศ (Organization excellence) จาเป็นตอ้ งสร้างองค์การ
แห่งความเป็นเลิศท่ีมุ่งเน้นองค์การแห่งการเรียนรู้องค์การแห่งการคิด องค์การแห่งความรู้ องค์การ
แห่งภูมิปัญญา องค์การอัจฉริยะ องค์การนวัตกรรม และองค์การแห่งความเฉลียวฉลาด เป็นต้น
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมองค์การให้มุ่งสู่การสร้างนวัตกรรม หรือการประดิษฐ์สิ่งใหม่ให้เกิดข้ึน
จึงเป็นปรัชญาและนโยบายขององค์การที่ผู้จัดการองค์การต้องให้ความสาคัญ ในตาราสมัยใหม่
ให้ความสาคญั กับ องคก์ าร ๓ ไอ (Triple I Organization) (เสนห่ ์ จุ้ยโต, ๒๕๔๖, หน้า ๓๘)
สตปิ ัญญา (Intelligence)
+
ความคดิ (Idea)
+
ข้อมูลขา่ วสาร (Information)
แผนภาพ ๓.๕ องคก์ าร ๓ ไอ (Triple I Organization) (เสนห่ ์ จยุ้ โต, ๒๕๔๖, หนา้ ๓๘)
องค์การสมัยใหม่ในปัจจุบันการปรบั ตัวให้ทันต่อความเปล่ียนแปลงนั้น นวัตกรรมได้เข้า
มามีความสาคัญอย่างมากโดยเฉพาะกลไกในการบริหาร ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันภาครัฐมีความสนใจ
เก่ียวกับนวัตกรรมเพ่ิมมากข้ึน เพื่อมุ่งเน้นให้ภาครัฐเป็นหน่วยงานท่ีมีความทันสมัย หากการ
ขับเคลื่อนในการเกิดนวัตกรรมการบริหารในภาครัฐอย่างเป็นระบบจะส่งผลให้เกิดการพัฒนา
ประเทศโดยการประยกุ ตใ์ ช้นวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนีจ้ ะเห็นได้ว่าวิธกี ารคดิ รเิ ริม่
นวัตกรรมน้ันส่วนใหญ่จะเกิดโดยบุคคลท่ีมีความรู้ ตลอดจนมีการตัดสินใจบนพื้นฐาน
ของข้อมูลท่ีรอบด้าน ซึ่งเมื่อบุคลากรดีจะส่งให้การพัฒนาองค์กรของรัฐสามารถดารงได้ด้วยความ
ย่งั ยนื
๗๕
กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่านวัตกรรม เป็นกระบวนการท่ีมีความสาคัญอย่างมากต่อ
กระบวนการทางความคิดที่เกิดข้ึนอย่างมีเหตุ มีผลซึ่งพัฒนาการของนวัตกรรมในการเกิดข้ึนมี
สาระสาคัญอยู่ท่ีการเกิดขึ้นจากความคิดที่มีข้อมูลบนพื้นฐานของความรู้ที่ตกผลึกอย่างรอบด้าน
ตลอดจนเกิดขึ้นจากการมุ่งม่ันพัฒนาริเริ่ม วิธีการในการแก้ไขปัญหาน้ันโดยใช้รูปแบบหรือเทคนิค
ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมเป็นเรื่องท่ีมีความสาคัญอย่างมากต่อการพัฒนาภาครัฐ
ซงึ่ ส่งผลให้เกิดการส่งเสรมิ สนับสนุนให้มีการแสวงหานวัตกรรมใหม่สาหรับการทางานอยู่ ตลอดเวลา
เป็นต้น โดยนอกเหนือจากความสาคัญของนวัตกรรมแล้วในการศึกษาคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้มีการรวบรวม
ประเภทของนวัตกรรมในด้านตา่ ง ๆ เพ่ือใหก้ ารศกึ ษาได้มคี วามชัดเจนมากขึน้
นวตั กรรมการจัดการเรยี นรู้เพอ่ื พัฒนาทักษะการคดิ
นักการศึกษา ได้พัฒนาเทคนิค วิธีการ ตลอดจนเคร่ืองมือที่ใช้ในการพัฒนาทักษะการ
คิดไว้ มากมาย เชน่
๑. QUESTIONING ๗. RANKING
๒. PMI ๘. CAUSE AND EFFECT
๓. OPV ๙. PROBLEM SOLVING
๔. CAF ๑๐. SCAMPER
๕. SIX THINKING HATS ๑๑. GRAPHICS ORGANIZERS
๖. COMPARE/CONTRAST
๑. QUESTIONING การตงั้ คาถาม
“คาถาม” และการต้ังคาถามเป็นอาจเป็นเทคโนโลยีที่สาคัญที่สุด คาถามท่ีมี
ประสิทธิภาพมี ลักษณะ ๓ ประการ
๑.๑ เปน็ คาถามท่ียินดีจะตอบ
๑.๒ ใช้น้าเสียงทเี่ ปน็ มติ ร
๑.๓ ใหผ้ ู้ตอบตอบมากกวา่ สงิ่ เดียว
เป็นคาถามท่ีต้องใช้ความคดิ หลายระดับเพื่อตอบ
สามารถเปรียบเทียบระดับสติปัญญาได้เหมือนตึก ๓ ชั้น ชั้นหน่ึง ชั้นสอง และ
ชนั้ สาม ซ่ึงสงู สดุ เปิดโล่งสู่แสงสว่างจากท้องฟ้า ผู้สามารถรวบรวมขอ้ งมูลจากที่ต่าง ๆ ได้หมด แต่ไม่มี
การคิดวิเคราะห์ เปรียบเสมือนคนท่อี ยู่ ช้ันที่ ๑
๗๖
ผู้อยู่ช้ันท่ีสอง สามารถเปรียบเทียบ ให้เหตุผล สรุปกว้าง ๆ ใช้ข้อมูลของคนท่ีอยู่
ชัน้ ท่หี น่งึ มารวมกบั ความคดิ ของตนเอง
ผู้ท่ีอยู่ชั้นท่ีสาม แสดงอดุ มคติ จินตภาพ คาดการณ์ ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลท้ังหมดมา
วเิ คราะห์ สังเคราะห์ คิดส่ิงใหม่ ๆ เสมือนมองเห็นทอ้ งฟ้าอยา่ งทะลปุ รุโปรง่
เทคนิคในการตั้งคาถามที่จะนามาใช้ในการพัฒนาผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น คาถาม ๖
ระดับของบลูม (Bloom) ๕ Ws ๑ H : Who What Where When Why How คาถามเชิงเง่ือนไข
If…then ถ้า...แลว้ จะเกดิ อะไรขนึ้ ? จะเกิดอะไรข้ึนถ้า...?
ระดบั ของการคดิ และ ตัวอยา่ งคากริยาที่ใชใ้ นการตงั้ คาถาม
การต้ังคาถาม
คาถามซบั ซอ้ น Creating (สรา้ งสรรค)์ เลือก รวม ออกแบบ ประดิษฐ์ ทา สร้าง
วางแผน สรา้ งสรรค์ ริเรมิ่
Evaluation (ประเมนิ คา่ ) ตัดสิน ทดสอบ เปรียบเทียบ วัด จัดลาดับ
ประเมนิ
Analysis (วิเคราะห์) วิเคราะห์ จัดกลุ่ม เปรียบเทียบ เหมือน ต่าง
รวมกนั จาแนก สมั พนั ธ์ สารวจ ออกแบบ
Application (ประยกุ ต)์ ประยุกต์ นาไปใช้ ประมวล วาด อธิบาย
เตรยี มการ ทดสอบ
ค าถามพน้ื ฐาน Understanding (เข้าใจ) แสดง ตคี วาม ทานาย จดั กลมุ่ สาธิต อธิบาย
จับคู่
Remembering (ความจ า) อธิบาย บอก เลอื ก จับคู่ จา นับ อา่ น
๒. PMI (plus, minus, interest)
PMI เป็นท้ังเคร่ืองมือสารวจและเคร่ืองมือประเมิน ที่ช่วยให้เรามองเห็นหรือมองดู
จากทกุ ทิศทาง (มองรอบดา้ น) เป็นสิ่งทงี่ า่ ย ครอบคลุม และใชส้ าหรบั การสารวจ คน้ หา โดย
P ย่อมาจาก plus การฝกึ ผเู้ รยี นคน้ หาข้อดี
M ย่อมาจาก minus การฝกึ ให้ผ้เู รียนค้นหาขอ้ ไมไ่ ดห้ รือขอ้ บกพร่อง
I ย่อมากจาก interest การฝึกใหผ้ ูเ้ รยี นค้นหาข้อทน่ี า่ สนใจ
PMI เปน็ เคร่ืองมือคน้ หาที่ไม่ใช้ลักษณะของการคดิ ท่ีหยิบยกเอาจุดใดจุดหนึ่งมาคิด
แต่เป็น ลักษณะของการมองดูทีละด้าน โดยเริ่มมองแต่เฉพาะข้อดีเท่าน้ันก่อนโดยไม่มองจุดอื่นเลย
หลังจาก น้ันจึงค่อยมองข้อเสียโดยไม่มองจุดอ่ืน และท้ายที่สุดจึงมองดูแต่เฉพาะข้อท่ีควรสนใจ
๗๗
การจัดลาดบั ของ PMI ต้องเป็นไปตามลาดับนเ้ี สมอ คือ ข้อดกี ่อน จากนน้ั กเ็ ปน็ ขอ้ เสีย และท้ายท่ีสุด
ข้อทค่ี วรสนใจ
๓. OPV (Other People’s View) OPV เป็นการฝึกให้ผู้เรียนสนใจและรับฟัง
ความคิดของผู้อื่น และพิจารณาความคิดเห็นของตนเอง โดยเน้นความแตกต่างระหว่างความคิดเห็น
ของตนเองและผู้อ่ืน โลกเราเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย การคิดเกิดข้ึนมาจากผู้คนและการคิดก็มี
ผลกระทบต่อผู้คนด้วย การทา OPV ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในเรื่องของคุณค่าที่เก่ียวข้องด้วย เช่น
การข้ึนราคาอาหารอาจไม่เป็นที่ยอมรับสาหรับผู้บริโภคในระยะแรก แต่ในระยะยาวอาจเป็น
ประโยชนต์ อ่ เกษตรกรทีไ่ ด้รบั การโน้มนา้ วให้ผลิตอาหารมากขน้ึ
ข้ันตอนแรกของ OPV จะเป็นการทารายการของคนท่ีได้รับผลกระทบเสมอ
ขั้นตอนที่สองก็ คือการจินตนาการถึงมุมมองของความคิดของคนแต่ละคน (หรือกลุ่ม) ในบางกรณี
รายการของคนที่เก่ียวข้องอาจมีมากจนไม่มีท่ีสิ้นสุด และอีกเช่นเคยที่คุณต้องทาเรื่องอย่างนี้
อย่างสมเหตุสมผล เพราะไม่จาเป็นเสมอไปว่าคุณต้องนาเอากลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องน้ีเพียง
เล็กนอ้ ยมารว่ มพจิ ารณา ด้วยสองฝา่ ยในการถกเถียง
การใช้ประโยชน์ท่ีเด่นชัดอย่างหนึ่งของ OPV ก็คือการพิจารณาความคิดของทั้ง
สองฝา่ ยในการถกเถียงหรือความขดั แย้ง เม่ือคุณอยู่ฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่งของความขัดแยง้ คุณตอ้ งพยายาม
มองดสู ่งิ ต่าง ๆ ของอกี ด้านหนงึ่ ดว้ ย
๔. CAF (Consider All Factors) CAF เป็นเครื่องมือสาหรับชี้นาการคิดประเภท
หน่ึง ท่ีได้รับการออกแบบมาเพ่ือเปิดมุมมองของความเข้าใจให้กว้างขวางหลากหลายว่า อะไรคือ
ตัวแปรท่ีเก่ียวข้องที่ต้องนาเอามาใช้พิจารณาในเร่ืองนี้ เป็นการฝึกให้ผู้เรียนค้นหาข้อมูลก่อนจะสรุป
โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนพยายามพิจารณาปัจจยั ตัวแปรตา่ ง ๆ ที่เป็นไปไดใ้ หม้ ากท่ีสุดในสถานการณ์
ทีพ่ บ
๕. การคิดแบบหมวก ๖ ใบ (Six thinking hats) ความหมายของสีของหมวก
๖ ใบ ประกอบด้วย
หมวกสีขาว เป็นสีที่มีความเป็นกลาง มีลักษณะของความว่างเปล่า หมวกสีขาวจึง
เก่ียวข้อง กับขอ้ เทจ็ จรงิ จานวน และตวั เลข
หมวกสีแดง เป็นสีที่แสดงความรู้สึกและอารมณ์ต่าง ๆ เมื่อมีการสวมหมวกสีแดง
จงึ ตอ้ ง เกยี่ วข้องกับอารมณ์ และความรสู้ กึ เทา่ นั้น
หมวกสีดา เกี่ยวข้องกับความคิดในด้านลบ การปฏิเสธและการคัดค้าน กล่าวคือ
ต้องพูดถงึ จดุ ดอ้ ย ข้อผดิ พลาด ข้อบกพรอ่ ง โดยให้เหตุผลประกอบ
๗๘
หมวกสีเหลือง เก่ียวข้องกับการมองโลกในแง่ดี มีความหวังและมีความคิด
ในแง่บวกหมวกสเี หลืองจะทาใหค้ ดิ และแสวงหาสง่ิ ใหม่ ๆ
หมวกสีเขียว บ่งบอกถึงการคิดสร้างสรรค์ คิดส่ิงใหม่ ๆ คิดให้มีทางเลือก
หลากหลาย คิดกา้ ว ไปข้างหนา้
หมวกสีน้าเงิน เกี่ยวข้องกับการบริหารกระบวนการคิด เพ่ือให้เกิดความชัดเจนใน
เรื่องของ กระบวนการคิด ข้อสรุป ข้อยุติ ข้อขัดแย้ง การมองเห็นภาพ และการดาเนินการอย่างมี
ขน้ั ตอน
๖. COMPARE AND CONTRAST เป็นการคิดแบบเปรียบเทียบความเหมือนและ
ความตา่ ง เพ่อื ชว่ ยพฒั นาการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ และการคิดอยา่ งสร้างสรรค์
๗. RANKING เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถจัดอันดับได้ ช่วยพัฒ นา
ความสามารถในการคิดอยา่ งมี วิจารณญาณ
๘. CAUSE AND EFFECT เป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้ผู้เรียนคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ชว่ ยพัฒนาความสามารถในการคิด อยา่ งมีวิจารณญาณได้
๙. PROBLEM SOLVING เป็นเคร่ืองมือที่ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถในการ
คิดแก้ปญั หา
๑๐. SCAMPER เป็นเทคนิคกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักคิดเพิ่มเติม ดัดแปลงจากสิ่งท่ีมีอยู่
ประกอบดว้ ย
S Substitute (แทนท่ี) มีส่ิงใด ใคร สถานท่ี เวลา วิธีการใดเข้ามาทดแทนสิ่งน้ีได้
บ้าง
C Combine (รวม) เอาไปรวมกันได้ไหม เอาไปเชื่อมต่อกันได้ไหม ถ้ารวมเสร็จ
แล้วจะดีกวา่ เดิมหรอื ไม่
A Adapt (ดดั แปลง) มอี ะไรที่เหมอื นอยา่ งน้ีอกี หรือไม่ จะนาสิง่ นีไ้ ปปรบั ใชอ้ ย่างไร
M Modify (เปล่ียนแปลง) สามารถ ย่อ ขยาย แก้ไข เพ่ิมเติมส่ิงน้ีได้ไหม หรือไม่
อย่างไร
P Put to use (การใช้ประโยชน์) ส่ิงนี้ทาอย่างอืน่ อีกได้หรือไม่ มีประโยชน์สาหรับ
คนอืน่ หรือไม่
E Eliminate (ขจัดออก) จะตัดส่ิงใดออกไป ออกไปบางส่วนหรือออกท้ังหมด
เอาออกไป แล้วดีขึ้นหรือไม่อย่างไร เช่น หากท่านจะยกเลิกลักษณะเฉพาะอย่างหน่ึงที่โรงเรียน
King’s School ท่านจะยกเลกิ สิง่ ใด
R Reverse/Rearrange (ทาย้อน/จัดใหม่) ทดลองทาใหม่ ถ้าเปลี่ยนไปทาแบบอ่ืน
จะทาได้หรอื ไม่ เชน่ จดั หอ้ งเรยี นของท่านใหม่
๗๙
๑๑. GRAPHICS ORGANIZERS แผนผังความคิด หรือ ผังกราฟฟิก คือ แผนผัง
รปู ภาพท่ีแสดงความคิดหรือข้อมูลสาคัญๆ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบในรปู แบบต่าง ๆ กันมีหลาย
ชนดิ โดยการเลือกใชข้ นึ้ อยกู่ บั ลักษณะของ ข้อมลู
๑๑.๑. Concept map หรือผังมโนทัศน์ ใช้สาหรับให้ผู้เรียนสรุปข้อมูลท่ีเป็น
ความคิดรวบยอด หรือมโนทัศน์ในเร่ืองท่ีเรียนรโู้ ดยเขียนคาหลักหรอื ชื่อเรื่องท่ีเป็นมโนทัศน์ต่าง ๆ ไว้
ทงั้ หมดก่อน และ จดั ลาดับความสาคญั ของมโนทัศนก์ าหนดความสัมพันธร์ ะหวา่ งมโนทศั น์
๑๑.๒. Circle map ใช้สาหรับข้อมูลท่ีแสดงถึงความสัมพันธก์ ันอย่างเป็นเหตุเป็น
ผลตามลาดับข้ันตอน ลักษณะข้อมูลท่ีเรียงลาดบั การเลื่อนไหลเป็นวงจร ที่ไม่มีจุดเริ่มต้น ณ จุดในจุด
หน่ึง
๘๐
๑๑.๓. Fishbone map หรือ ผังก้างปลา ใช้แสดงข้อมูลท่ีเป็นผลหรือปัญหาที่
เกดิ ขึน้ แสดงให้เห็น ถึงการจาแนก แยกแยะเพ่ือหาสาเหตุและปัจจัยทส่ี ่งผลถึงปัญหา เหตุการณน์ ั้น ๆ
วเิ คราะหห์ าสาเหตุ ย่อยของปัญหาตา่ ง ๆ เพ่อื นาไปสกู่ ารแกป้ ญั หา
๑๑.๔. Venn diagram เป็นผังท่ีแสดงการเปรียบเทียบระหว่างข้อมูล อย่างน้อย
๒ สง่ิ ใชจ้ าแนก ความเหมือน ความต่าง
๑๑.๕. Tree Diagrams หรือผังต้นไม้ ใช้ในการจาแนกแยกแยะข้อมูล โดยลาดับ
ความคิด ขอ้ มูล ออกมาเปน็ ลาดบั ข้ัน คลา้ ยโครงสรา้ งตน้ ไมท้ ่มี ีกงิ่ ก้าน สาขาลดหล่ันกันบรรยายข้อมูล
ด้วยขอ้ ความ หรือรูปภาพกไ็ ด
๘๑
๑๑.๖. Bubble Map หรือผังแบบฟอง เป็นผังกราฟิกสาหรับใช้อธิบายข้อมูล
ต่าง ๆ ข้อมูลแต่ละ อย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ต่อกัน หรือเชื่อมต่อกันใช้ในการตรวจสอบความเข้าใจในการ
เรยี นรูข้ องเด็กในเรอื่ ง นน้ั ๆ
๑๑.๗. Double Bubble Map เป็นหรือผังแบบฟองคู่ เป็นผังกราฟิกสาหรับใช้
เปรียบเทียบ ความเหมือนความต่างของข้อมูล มีการจาแนกรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่นามา
เปรยี บเทยี บ และหาจดุ ร่วมในสง่ิ ท่เี หมอื นกัน
๘๒
๑๑.๘. Flow Map เปน็ กราฟิกสาหรบั ไวจ้ ัดลาดับ ไล่เรียงข้อมูล เหตุการณ์ตา่ ง ๆ
ทเ่ี กิดขึน้ ฝึกให้ เดก็ จัดลาดับความคิด และนาไปสู่การคิดเชิงเหตุและผล
ในการวิจัยครั้งนี้ คณะท่ีปรึกษาสนใจท่ีจะนาเทคนิคต่าง ๆ ในการสอนคิด อันได้แก่
QUESTIONING ,PMI, SIX THINKING HATS, และ GRAPHICS ORGANIZERS ม าใช้ใน การจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้สาหรับเดก็ ระดับประถมศึกษา โดยคานงึ ถงึ พัฒนาการและการเรียนรขู้ องเด็ก
๓.๑๕ สรปุ
สรุปได้ว่าความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่พรสวรรค์ของคนใดคนหน่ึง หากแต่ความคิด
สร้างสรรค์นั้นสามารถถูกพัฒนาและหล่อหลอมด้วยกาลเวลาพร้อมกับความรู้ และความชานาญ
ที่เพ่ิมข้ึน ความคิดสร้างสรรค์จึงไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่สภาพแวดล้อมและบริบท
ทางสังคมก็ล้วนแต่เป็นแหล่งที่มาและเป็นตัวเรง่ ให้เกิดความคดิ สร้างสรรคไ์ ด้ ความคดิ สร้างสรรคเ์ ป็น
ปัจจัยท่ีนาไปสู่นวัตกรรม ดังน้ัน ความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นปัจจัยท่ีมีความสาคัญอย่างย่ิง ปัจจัยท่ี
ส่งผล หรือมีอิทธพิ ลตอ่ ความคิดสรา้ งสรรค์ คือ ประสทิ ธิภาพภายในตนเองเชิงสรา้ งสรรค์
๓.๑๖ คาถามทบทวน
๑. จิตนวัตกรรม แตกต่างจากนวัตกรรมอย่างไร
๒. ทกั ษะองคป์ ระกอบของทักษะสร้างสรรค์มีอะไรบา้ ง
๓. นวตั กรรม คอื
๔. แนวทางการพัฒนาทักษะการสรา้ งสรรค์นวัตกรรม ยกตัวอยา่ ง ๓ อยา่ ง
๕. การคิดสร้างสรรคเ์ ป็นพ้ืนฐานขององค์กรสร้างสรรคแ์ ละมีกีมิติอะไรบ้าง
๘๓
๓.๑๗ เอกสารอ้างองิ
กีรติ ยศย่ิงยง. (๒๕๕๒). องค์การแหง่ นวัตกรรมแนวคิด และกระบวนการ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักด์ิ. (๒๕๕๓). การคิดเชิงวิเคราะห์. (Analytical Thinking). พิมพ์ คร้ังที่ ๖.
กรุงเทพฯ : ซคั เซสมเี ดยี .
โกวทิ ย์ พวงงาม. (๒๕๕๓). การจดั การตนเองชมุ ชน. กรงุ เทพฯ : เอ็กเปอเน็ต.
ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (๒๕๔๖). หลักการเทคโนโลยีและนวัตกรรม. มหาสารคาม : ภาควิชา
เทคโนโลยที างการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร. มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรศ.
พันธุ์อาจ ชัยรัตน์. (๒๕๔๗). การวัดการนวัตกรรมสาหรับผู้บริหาร. กรุงเทพฯ : งานส่งเสริม
ภาพลกั ษณอ์ งกร สานกั งานนวตั กรรมแหง่ ชาติ.
วิจารณ์ พานิช. (๒๕๕๓). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษท่ี ๒๑. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-
สฤษดวิ์ งศ.์
วีระศักดิ์ เครือเทพ. (๒๕๔๘). นวัตกรรมสร้างสรรค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ :
สานกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั .
สมนึก เอื้อจิระพงษ์พันธ์, พักตร์ผจง วัฒนสินธ์, อัจฉรา จันทร์ฉาย และประจบ คุปรัตน์. (๒๕๕๓).
นวัตกรรม : ความหมาย ประเภท และความสาคัญต่อการเป็นผู้ประกอบการ. วารสาร
บรหิ ารธุรกิจ. ๓๓ (๑๒๘). ๕๓.
OECD. (๒ ๐ ๑ ๘ ). The Future of Education and Skills Education ๒ ๐ ๓ ๐ . Panis :
Organization for Economic Co-operation and Development.
Partnership for ๒๑st century skills. (๒๐๐๙). Professional Development : A ๒๑st Century
Skills Implementation Guide. Tucson : Partnership for ๒ ๑ st century skills
Organization.
Pearson cooperation. (๒ ๐ ๑ ๗ ). The Future of Learning : Pearson Annual Report and
Accounts ๒๐๑๗. New York, NY : Pearson.
UNESCO. (๒๐๑๘). Building Tomorrow's Digital Skills : What Conclusions Can We Draw
from International Comparative Indicator. Paris: United Nations Educational,
Scientific and Cultural Organization.
ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๕). พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ :
อรุณการพิมพ์.
๘๔
มารุต พัฒผล. (๒๕๕๗). รูปแบบการพัฒนครูด้านการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างการรู้คิดและ
ความสุขในการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา. วารสาร Veridian E-kournel,
SilpxkornUriversity ฉบับภาษาไทย สาขามนุษย์ศาสตร์ สังคมตาสตร์ และศิลปะ. ๗(๓),
๖๘๒-๖๙๙.
วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล. (๒๕๕๖). จากหลักสูตรแกนกลางสู่หลักสูตร สถานคึกษา :
กระบวนทศั น์ใหม่กรพฒั นา. (พมิ พ์ครั้งที่ ๖). กรุงเทพฯ : จรลั สนทิ วงศ์การพมิ พ์ จากดั .
วิชัย วงษ์ใหญ่, และมารุต พัฒผล, (๒๕๕๘). การโค้ชเพ่ือการรู้คิด. (พิมพ์คร้ังท่ี ๕ ฉบับปรับปรุง).
กรงุ เทพฯ : จรัลสนิทวงศ์การพิมพ.์
Adams, K. (2005). The Sources of Innovation and Creativity. XXX : National Center on
Education and Economy.
Anderson, L. W. & Krathwohl, D. R., et al (Eds.). (2 0 0 1 ), A Taxonomy for Learning,
Teaching, and Assessing: A Revision of Bloom's Taxonomy of Educational
Objectives. Allyn & Bacon. Boston, MA (Pearson Education Group)
Baker, E., McGraw, B. & Peterson, P. (Eds). (2 0 0 9 ). Constructivism and learning,
International Encyclopedia of Education (3rd ed.). Oxford : Elsevier.
Battista, M. T. (2012). Cognition-Based Assessment & Teaching of Geometric
Measurement : Building on Student's Reasoning. Portsmouth: Heinemann.
Bell, Stephanie. (2010). Project-based Learning for the 21st Century : Skills for the
Future", The Clearing House. 83, 39-43. DOI : 10.1080/00098650903505415
Beers, S. Z. (2013), 21st Century Skills : Preparing Students for THEIR Future.
Chell, E. & Athayde, R. (2009), The ldentification and Measurement if Innovation
Characteristics of Young people: Development of the Youth innovation
Skills Measurement Tool. United of Kingdom: National Endowment for
Science, Technology and the Arts.
Clarke, D. J, & Hollingsworth, H. (2002). Elaborating a model of teacher professional
growth. Teaching and Teacher Education, 18(8), 947-967.
Cooperstien, S.& Weidinger, E. K. (2004). Beyond active learning : a constructivist
approach to learning. Reference Services Review, 32(2),141-148.
Costa, A L & Gamston, R j (2002) Cognitive Coaching A Foundation For Renaissance
Sdhools(2ded.). Massachusetts: Christopher-Gordon Publishers, inc
๘๕
Department of Education, Employment and Workplace Relations. (2009). Developing
Innovation Skills: A Guide for Trainers and Assessors to Foster the
Innovation Skills of Learners through Professional Practice. Wellington:
Innovation & Business Skills Australia.
Fadel, Charles. (2008), How can you prepare students for the new Global Economy.
Global Lead, Education Cisco Systems, Inc./OECD/CERI Paris.
Giesen, Janet. (2004). Constructivism : A Holistic Approach to Teaching and Learning.
Faculty Development and Instruction Design Center Northern Illinois
University.
Good T. L. & Brophy, J. E. (1994). Looking in Classrooms. New York : HarperCollins
College Publisher.
Griffith University. (2011). Creative and innovation loolkit (2nded.). International
Society for Technology in education. (online) mww.iste.org/standards.
Guilford. (1988). Some changes in the structure of intellect model. Educational and
Psychological Measurement. 48, 1 - 4.
Halligan, U. (2009). Skills in Creativity, Desien and Innovation. Dublin : Expert Group
on Future Skills Needs Secretariat.
Hodges, J.R. (2007). Cognitive Assessment for Clinicians (2nd ed.). New York: Cambridge
University.
Hondzel, C. D. (2013). Fostering Creativity : Ontario Teacher's Perceptions, Strategies,
and Experiences. London: Graduate Program in Education Studies. The
University if Western Ontario.
Ingils, S. (1994). Making the Most of Action learning. London: Gower.
Knight, J. (2009). Coaching Approaches & Perspectives. California : Corwin Press.
Leighton, J., & Gierl, Mark J. (2011). The Lcarning Science in Educational Assessment:
The role of Cognitive Models. New York : Cambridge University Press.
Lin, Y. S. (2011), Fostering Creativity through Education ; A Conceptual Framework of
Creative Pedagogy. Creative Education, 2(3), 149 - 155.
Marzano Research Laboratory. (2012) Teacher Development Toolkit for the Marzano
Teacher Evaluation Model. Bloomington : Marzano Research Laboratory.
๘๖
Marzano, R. J., and Simms, J. (2012). Coaching Classroom Instruction : The Classroom
Strategies Series. Bloomington: Marzano Research Laboratory.
McGill, I. & Brockbank, A. (2004). The Action Learning Handbook. London ; New York:
Routledge Falmer.
McGinn, A. (2007). Senior High School Education in the 21st Century. The Educational
Forum, 71(4), 331-344.
Partnership for 21st century skills. (2009). Professional Development: A 21st Century
Skills Implementation Guide. Tucson: Partnership for 21st century skills
Organization.
Piaget, J. (1929). The Child's Conception of the World. London: Paul Trench and
Trubner.
Richardson, V. (2003). Constructivist Pedagogy. Teacher College Record, 105(9),1623-
1640.
Saavedra, A. R., & Opfer, V. D. (2012). Teaching and learning 21st Century Skills:
Lessons from the Learning Science. Asia Society Partnership for Global
Learning: RAND corporation.
Sobel, A. & Panas, J. (2012). Power Questions: Build Relationships, Win New Business,
and Influence Others. New York: John Wiley & Sons, Incorporated.
Sweeney, D. (2011). Student - Centered Coaching: A Guide for K – 8 Coachers and
Principles. California: Corwin Press.
Torrance, E. P. (1977). Creativity in the classroom: What Research the teacher.
Washington, D.C.: National Education Association.
แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ ๔
ความรู้ทัว่ ไปเกี่ยวการเขียน
หวั ขอ้ เน้อื หาประจาบท
๑. ความหมายของของการเขยี น
๒. ความสาคัญของการเขยี น
๓. ลักษณะสาคญั ของการเขียนที่ดี
๔. จุดประสงค์ของการเขยี น
๕. ประโยชน์ของการเขยี น
๖. องค์ประกอบของการเขียน
๗. ประเภทของการเขียน
๘. การพฒั นาทกั ษะการเขียน
๙. วธิ แี บ่งระดบั มหภาพในการเขียน
๑๐. การเขยี นหนงั สือสอื่ สรา้ งสรรค์
วัตถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
๑. นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายของการเขียน และศิลปะในการเขียนจากแหล่ง
ค้นควา้ ตา่ ง ๆ
๒. นักศึกษาสามารถจาแนกประเภทของการเขียน เพื่อเป็นพื้นฐานในการฝึกปฏิบัติการ
เขยี นสร้างสรรค์
๓. นกั ศึกษาสามารถบรู ณาการความรู้ทไี่ ด้จากการค้นคว้า รวบรวมเก่ียวกับศิลปะการเขยี น
รวมถงึ การใช้ความคดิ สร้างสรรค์งานเขยี น
๔. นักศึกษาพัฒนาตนเองให้เกิดทักษะการคิดท่ีได้รับจากเน้ือหามาใช้ในการผลิตงาน
ความคดิ สรา้ งสรรค์
วิธสี อนและกจิ กรรมการเรยี นการสอน
๑. วิธีสอน
๑.๑ การประเมนิ ความรูเ้ ดิม
๑.๒ การให้คน้ ควา้ หาความรดู้ ้วยตนเอง
๑.๓ การฟัง การอภิปรายและบรรยาย