๒๙๐
- วดี ิทัศน์ ภาพยนตร์ ภาพนง่ิ
- แผนที่ แบบจาลอง
- แผนภาพ แผนภมู ิ แผนที่
๓.๒ อุปกรณ์ท่ีใช้เสรมิ การบรรยาย
- แผน่ พับ
- หนงั สือ
- รปู ภาพ
- เอกสารประกอบ
๔. การจัดเตรียมความพร้อมของสถานท่ีในการนาเสนอนอกจากจะต้องตระเตรียม
วัสดุอุปกรณ์เพ่ือนามาประกอบการนาเสนอแล้วการเตรียมความพร้อมของสถานท่ีก็มีส่วนสาคัญท่ี
จะทาให้การนาเสนอเป็นไปดว้ ยดี และมปี ระสทิ ธิภาพบรรลุจุดมงุ่ หมายทวี่ างไวไ้ ด้ การจัดเตรียมความ
พรอ้ มของสถานทีก่ ระทาได้ ดงั น้ี
๔.๑ การจดั ห้องสาหรบั การนาเสนอ
๔.๒ การจดั ท่นี ง่ั และแทน่ สาหรับการนาเสนอ
๔.๓ ระบบระบายอากาศ
๔.๔ ระบบเสยี ง
๔.๕ ระบบแสงสวา่ งภายในห้อง
๔.๖ การประดบั ตกแตง่ สถานท่ี
ปัจจัยที่ทาให้การนาเสนอมปี ระสิทธิภาพการนาเสนอจะมีประสิทธิภาพมากนอ้ ยเพียงใด
ขึน้ อยกู่ บั วิธกี ารจดั ดาเนินการในการนาเสนอโดยมปี จั จยั ท่ีทาให้การนาเสนอมปี ระสิทธิภาพ ดงั น้ี
๑. เนือ้ หาข้อมลู
๑.๑ จดั ข้อมลู อยา่ งเป็นระบบและเปน็ ลาดับข้ันตอน
๑.๒ จดั ทาเค้าโครงการนาเสนอทุกครงั้ ท่มี ีการนาเสนอ
๑.๓ ขอ้ มูลต้องมีความสมบรู ณ์ถกู ตอ้ ง
๒. ผู้นาเสนอ
๒.๑ มีความรู้ในเร่อื งท่จี ะนาเสนอเปน็ อย่างดี
๒.๒ ศกึ ษาวิเคราะห์ผฟู้ ังโอกาสและสถานการณ์กอ่ นการนาเสนอทุกคร้งั
๒.๓ มีบคุ ลิกภาพและการวางตวั ที่เหมาะสม
๒.๔ มมี นษุ ยส์ มั พันธท์ ด่ี กี บั ผูร้ ับการนาเสนอหรอื ผู้ฟัง
๒.๕ รจู้ กั วีธกี ารสรา้ งบรรยากาศท่เี ป็นกนั เองและสร้างความประทบั ใจให้กับผู้ฟัง
๒๙๑
๒.๖ มกี ารฝกึ ซ้อมการนาเสนออย่างถูกวธิ ี และการทาสม่าเสมอ
๒.๗ มไี หวพรบิ ปฏิภาณในการแก้ปญั หาเฉพาะหน้าในการดาเนินการนาเสนอได้
๓. การดาเนินการนาเสนอ
ปัจจัยทีค่ วรคานึงถึงในการดาเนนิ การนาเสนอ คอื
๓.๑ เทคนิคและวิธีการนาเสนอการนาเสนอข้อมูลให้มีประสิทธภิ าพน้นั จะต้องใช้
เทคนคิ และวิธีการบางประการ
๓.๒ ศิลปะในการนาเสนอศิลปะการนาเสนอท่ีจะกล่าวถึงต่อไปน้ีเป็นการ
นาเสนอดว้ ยวาจา ฉะนนั้ การทีจ่ ะนาเสนอไดอ้ ย่างมศี ลิ ปะ ผูน้ าเสนอจะต้องคานงึ ถึงเรือ่ งตอ่ ไปนี้
- มกี ารแสดงมารยาททางสังคม
- มีการใชภ้ าษาท่ีเหมาะสม
- มกี ารแสดงออกทเ่ี หมาะสม
- มีวิธีการสื่อสารทด่ี ี
- มีการจดั หาอปุ กรณท์ เ่ี หมาะสม
๙.๓ องค์ประกอบของการนาเสนอ
Massage Channel Receiver
เป็นศาสตร์ (วิธีการ) ของการสื่อสาร (Communication) ภายใต้องค์ประกอบ ๓ ส่วน
โดยเป็นกระบวนการถ่ายทอด หรือการส่งผ่าน สาร (message) จากฝ่ายหน่ึงที่เรียกว่าผู้ส่งสาร
(sender) ไปสู่อีกฝ่ายหน่ึงท่ีเรียกว่า ผรู้ ับสาร (receiver) โดยผา่ นตัวกลาง (channel) หรอื ส่อื กลาง
Message หมายถึง เร่ืองราวที่มีความหมาย หรือสิ่งต่าง ๆ ท่ีอาจอยู่ในรูปของข้อมูล
ความรู้ ความคิด ความต้องการ อารมณ์ ซ่ึงถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารให้ได้รับรู้ และแสดง
ออกมาโดยอาศยั ภาษา หรอื สญั ลักษณใ์ ด ๆ ท่สี ามารถทาใหเ้ กิดการรบั รูร้ ว่ มกันได้ ประกอบดว้ ย
๒๙๒
๑. Message code หมายถึง รหัสสาร ที่ใช้ส่ือสารจากผู้นาเสนอไปสู่ผู้รับฟัง ได้แก่
ภาษา สัญลักษณ์ หรือสญั ญาณที่มนุษยใ์ ช้เพ่อื แสดงออกแทนความรู้ ความคิด อารมณ์ หรือความรูส้ ึก
ตา่ ง ๆ
๒. Content หมายถงึ บรรดาความรู้ ความคิดและประสบการณ์ทผ่ี ู้ส่งสารต้องการจะ
ถ่ายทอดเพื่อการรับรูร้ ว่ มกนั แลกเปล่ียนเพ่ือความเขา้ ใจรว่ มกนั หรือโต้ตอบกัน
๓. Data ข้อมูล (Data) หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเก่ียวกับบุคคล ส่ิงของ
หรือเหตกุ ารณ์ที่มีอยู่ในรูปของตวั เลข ภาษา ภาพ สัญลกั ษณ์ต่าง ๆ ที่มีความหมายเฉพาะตัว ซง่ึ ยังไม่
มีการประมวลไม่เก่ียวกับการนาไปใช้ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ (ไพโรงน์ คชขา, ๒๕๔๒)
นอกจากนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๒๕) ให้ความหมายของคาว่า ขอ้ มูล
(Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือส่ิงท่ีถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สาหรับใช้เป็นหลักอนุมาน
หาความจรงิ หรือการคานวณ
Massage Channel Receiver
Channel หมายถึง เส้นทางหรือตัวกลาง หรือส่ิงท่ีเป็นพาหะท่ีทาให้ผู้ส่งสาร และผู้รับ
สารติดต่อกันได้ อันได้แก่อุปกรณ์ เคร่ืองมือ หรือส่ือวัสดุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโสตทัศนวัสดุ หรือ
นทิ รรศการ หรอื สือ่ ประเภทเอกสาร หรอื Handout ประกอบการบรรยายหรือนาเสนอ
๒๙๓
องคป์ ระกอบของการสอ่ื สารในเชิงการนาเสนอประการสดุ ท้ายก็คอื ผรู้ บั สาร หรอื เรียกวา่ Receiver
Massage Channel Receiver
- มวี ิธีการสื่อสารทด่ี ี
๙.๔ รูปแบบการนาเสนอ
การนาสนอข้อมลู เป็นกระบวนการในการทางานเพอ่ื ใหผ้ ูอ้ ่ืนรู้และเข้าใจในสง่ิ ทีผ่ นู้ าเสนอ
ข้อมูลต้องการให้ผู้รับรู้การนาเสนองานเป็นส่วนหน่ึงขอการนาเสนอข้อมูล ซึ่งนิยมนาเสนอในรูปแบบ
ที่สามารถจับต้องหรือใชเ้ ปน็ หลกั ฐานอ้างอิงในกระบวนการทางานน้ัน ๆ ได้ การนาเสนองานสามารถ
ปฏิบัตไิ ดห้ ลายรูปแบบ เชน่ เอกสารส่ิงพมิ พ์ มัลตมิ ีเดีย และเว็บไซต์
การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการนาเสนองาน
ความหมายของการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการนาเสนองาน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนาเสนองาน หมายถึง การนาหลักการของการใช้ส่ือ
สารสนเทศ และระบบต่าง ๆ มาใช้ในการนาเสนองาน เพ่ือให้ผู้ฟังและผู้ชมจะสามารถจดจาเน้ือหา
สาระได้นาน และเข้าใจในเน้ือหาได้ดีมากขึ้น ความหมายการนาเสนอข้อมูล หมายถึง การส่ือสารเพ่ือ
เสนอข้อมลู ความรู้ ความคิดเห็น หรือความต้องการไปสู่ผู้ชม ผู้ฟังโดยใช้เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ อัน
จะทาให้บรรลุผลสาเร็จตามจุดมงุ่ หมายของการนาเสนอ
๒๙๔
จุดมุง่ หมายในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการนาเสนองาน
๑. เพอ่ื ให้ผชู้ ม ผฟู้ งั รับเข้าใจสาระสาคัญของการนาเสนอข้อมลู
๒. เพื่อให้ผู้ชม ผู้ฟังเกิดความประทับใจและนาไปสู่ความเชื่อถือในข้อมูล ท่ีนาเสนอ
รวมทั้งทาให้เกิดความสามารถในการจดจาได้มากข้ึน
หลักการพืน้ ฐานของการนาเสนอข้อมลู
หลักการเลอื กใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศทีเ่ หมาะสมตอ่ การนาเสนองาน
๑. หลักการดึงดูดความสนใจ โดยการออกแบบให้สิ่งที่ปรากฎต่อสายตาน้ันชวนมอง
และมีความสบายตาสบายใจ มีความชัดเจนและความกระชับของเนื้อหา คือข้อความต้องสั้นแต่ได้
ใจความ ชดั เจนและภาพประกอบตอ้ งมสี ่วนสัมพนั ธ์อย่างสร้างสรรคก์ ับข้อความทน่ี าเสนอ
๒. หลักความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ความออกแบบส่ือนาเสนอต้องคานึงถึงกลุ่ม
เปา้ หมาย เช่น กลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก ควรออกแบบโดยการใช้สสี ด ๆ และมภี าพการ์ตูน ประกอบ แต่
ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่และเนื้อหานาเสนอเป็นเรื่องวิชาการ การใช้สีสันมากเกินไปและใช้ภาพ
การ์ตูนมาประกอบก็อาจจะส่งผลให้การนาเสนอดูไม่น่าเช่ือถือ รูปแบบการนาเสนอข้อมูลโดยใช้
คอมพิวเตอร์ ปัจจุบนั ท่ีนิยมใช้กันมี ๒ รูปแบบ คือ
๒.๑ การนาเสนอแบบ Web page เป็นรูปแบบการนาเสนอท่ีใช้บนอินเทอร์เน็ด
การนาเสนอแบบน้ีสามารถสร้างการเชื่อมโยงที่สลับชับซ้อนระหว่างส่วนต่าง ๆ ตลอดจน สามารถ
สร้างการเช่ือมโยงเอกสารที่ต่างรูปแบบกันได้แต่ต้องใช้เวลาในการจัดทามากกว่ารูปแบบอ่ืน และ
ผจู้ ดั ทาตอ้ งมคี วามรู้ความชานาญในโปรแกรมท่ใี ชส้ รา้ งเวบ็ เพจ
๒.๒ การนาเสนอแบบ Slide Presentation โดยใช้โปรแกรมนาเสนอ ซ่ึงเป็น
โปรแกรม ที่ใช้ง่ายมากมีรูปแบบการนาเสนอให้เลือกใช้หลายแบบ สามารถเรียกใช้ตาราง แผนภูมิ
หรอื รปู ภาพประกอบ และตกแต่งดว้ ยสีสัน ทัง้ สีพน้ื สีของตวั อกั ษร รูปแบบฟอนต์ ของตวั อักษรได้ง่าย
และสะดวก ในปัจจุบันสื่อนาเสนอรูปแบบ Slide Presentation หรือ สไลด์ดิจิทัล มักจะสร้างด้วย
โปรแกรมในกลุ่ม Presentation เช่น Microsoft PowerPoint, OfficeTLE Impress เทคนิคการ
ออกแบบส่ือนาเสนอ สื่อนาเสนอท่ีดี ความมีความโดดเด่นน่าสนใจ จะเน้นความคิด "หนึ่งสไลด์ต่อ
หนง่ึ ความคิด" มีการสรุปประเดน็ หรือสาระสาคญั โดยมีแนวทางในการออกแบบ ไดแ้ ก่
๒๙๕
๒.๑ สอื่ ความหมายได้รวดเร็ว ส่ือนาเสนอท่ีดตี ้องสามารถสอื่ ความหมายให้ผู้ฟัง ผ้ชู มได้
อย่างรวดเร็วการออกแบบ สื่อนาเสนอในประเด็นน้ีผู้ออกแบบจะต้องทราบกลุ่มเป้าหมาย เน้ือหา
สาระท่ีต้องการนาเสนอสถานท่ี และเวลาท่ีต้องการนาเสนอเพื่อประกอบการออกแบบสื่อ เช่น
กลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก สื่อควรมีให้ความสาคัญกับผู้ฟังมากกว่าเนื้อหา สามารถนาเทคนิค หรือ
Effect ตา่ ง ๆ ของโปรแกรมสร้างส่อื มาใช้ไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี ไดแ้ ก่
๒.๑.๑ กลุ่มเป้าหมายท่ีมีลักษณ ะโต้ตอบ เช่นการนาเสนอทางวิชาการ
การบรรยาย หรือฝึกอบรมสื่อนาเสนอควรให้ความสาคัญกับเน้ือหารวมทั้งยังสามารถนาเทคนิค หรือ
Effect ต่าง ๆ ของโปรแกรมสรา้ งส่ือมาใช้ไดอ้ ยา่ งเตม็ ทีเ่ ช่นกนั
๒.๑.๒ กลุ่มเป้าหมายเฉพาะกิจ เช่นผู้บริหาร นักวิชาการ ส่ือนาเสนอจะต้องให้
ความสาคัญกับเน้ือหา และตัวผู้นาเสนอเป็นสาคัญเนื้อหาควรมุ่งเฉพาะเป้าหมายของการนาเสนอ ไม่
เนน้ Effect มากนัก
๒.๑.๓ กลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ การนาเสนอมักใช้ความสาคัญกับผู้บรรยาย
มากกว่าเน้ือหาท่ีนาเสนอ ดังน้ัน สื่อนาเสนอไม่ควรเน้นที่ Effect แต่ควรให้ความสาคัญกับขนาด
ตัวอกั ษร สตี ัวอักษร และลกั ษณะของสีพื้นสไลด์
๒.๒ เน้ือหาเป็นลาดับ สื่อนาเสนอที่ดีควรมีการจัดลาดับเนื้อหาเป็นลาดับ มีระเบียบ
ดูง่าย ไม่สับสนส่ิงจะช่วยให้การออกแบบสื่อนาเสนอท่ีต้องการจัดลาดับเน้ือหาให้เป็นระเบียบ และ
ดูง่าย คอื
๒.๒.๑ รูปแบบเน้ือหา สื่อนาเสนอแต่ละสไลด์ ควรหลีกเส่ียงการนาเสนอแบบ
ยอ่ หน้า หากไม่สามารถหลีกเส่ียงได้ควรใชเ้ ทคนิคการเน้นแนวคิดหลกั (Main Idea) ในแต่ละย่อหน้า
ดว้ ยสที ี่โดดเด่น เช่น พ้ืนหลงั สขี าวตัวอักษรสีดา ควรเนน้ แนวคิดหลัก (Main Idea) ดว้ ยสีแดงเป็นต้น
แตล่ ะสไลด์เนื้อหาไม่ควรเกิน ๖-๘ บรรทัด
๒.๒.๒ ควรสรุปเน้ือหาให้เป็นหัวเรื่อง (Title) และหัวข้อ(Topic) หรือแนวคิด
หลกั (Main Idea) และใช้แบบอักษรท่ีอา่ นชัดเจน เข้าใจง่าย
๒.๒.๓ สื่อนาเสนอต้องสะดุดตา และน่าสนใจ ส่ือนาเสนอที่ดีนั้นจะต้องมีจุดเด่น
น่าสนใจ สามารถดงึ ดูดสายตาของผดู้ ู ผฟู้ งั ได้ ซึ่งจุดเด่นน้ไี ด้มาจากขนาดของตวั อักษรท่ใี หญ่ หรือจาก
๒๙๖
การใช้สีที่แตกต่างออกไปรวมถึง การเลือกใช้ภาพ การใช้สี และการใช้ (Effect) ควบคุมการนาเสนอ
ทเ่ี หมาะสมประกอบ การนาเสนอ เช่น
- การใช้ภาพ เนื่องจากภาพจะช่วยให้ผู้ชม ผูฟ้ ัง สามารถจดจาได้นานกว่า
ตัวอักษร ดังน้ัน การแปลงเนื้อหาให้เป็นรูปภาพหรือผังภาพก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่สามารถสร้างความ
นา่ สนใจ ให้กับสื่อท่ีนาเสนอการเลือกใช้ภาพก็ควรเลอื กใช้ภาพท่ีมีลักษณะทเี่ หมาะสมกัน และกัน คือ
ถ้าในสไลด์น้ันเลือกใช้ ภาพถ่ายก็ควรใช้ภาพถ่ายกับภาพทุกภาพในสไลด์ แต่ถ้าเลือกใช้ภาพวาด
ก็ควรเลือกภาพวาดท้ังสไลด์เช่นกันดังน้ัน จึงไม่ควรใช้ภาพวาดผสมกับภาพถ่าย ใส่เทคนิคท่ีน่าสนใจ
ให้กับภาพเพื่อสร้างจุดเด่น การเอียงภาพ การเว้นช่องว่างรอบภาพ การเปลี่ยนสีภาพให้แตกต่างจาก
ปกติ เป็นต้น
- การใช้สี การเลือกใช้สี ควรเลือกใช้สีที่ตัดกันระหว่างสีตัวอักษร สีวัตถุ
และสีพื้น เช่น เลือกใช้พื้นสไลด์เป็นสีขาวหรือสีอ่อน ๆ สีตัวอักษรก็ควรจะเป็นสีดา สีน้าเงินเข็ม
หรือสแี ดงเลือดหมู กรณีเลือกใช้พื้นสไลดเ์ ป็นสีเข็ม ควรเลือกใชส้ ีตัวอักษรท่ีมองเห็นได้ชัดในระยะไกล
เช่น สีขาว สีฟ้าอ่อนควรหลีกเล่ียงการใช้สีในโทนร้อน เช่น สีแดงสด สีเหลือกสด สีเขียวสด สีวัตถุ
สีแห่งกราฟ หรือสีของตาราง ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับสีตัวอักษร และสีพ้ืนด้วยการเลือกใช้สีใด ๆ
ก็ควรเปน็ สีในชดุ เดียวกนั สาหรบั สไลด์ท้งั หมด ข้อควรระวัง ไมค่ วรใช้หนึง่ สี หน่ึงสไลด์
การใช้ Effect ควบคุมการนาเสนอ
๑. ไม่ควรใส่ (Effect) มากเกินไป เพราะจะส่งผลให้ผู้ชม ผู้ฟัง สนใจ (Effect)
มากกว่าเน้ือหาที่นาเสนอ หรืออาจไม่สนใจการนาเสนอเลยก็ได้ และ (Effect) ที่มากนี้จะเป็น
การรบกวนการจดจา การอา่ น หรือการชมอย่างรุนแรง
๒. เลือกใช้ (Effect) ไมค่ วรเกนิ ๓ แบบ ในแตล่ ะสไลด์
การเลอื กอปุ กรณ์แสดงผลและอปุ กรณ์สาหรบั ใช้ประกอบการนาเสนองาน
รูปแบบการเลือกอุปกรณ์ แสดงผลและอุปกรณ์ ส าหรับใช้ประกอบการนาเสนอง าน
ปัจจบุ นั มี ๓ รูปแบบ
๑. การนาเสนอแบบ (Slide Presentation) มี ๓ รปู แบบ
๑.๑ โดยใช้โปรแกรม (PowerPoint) เป็นโปรแกรมในการนาเสนอได้ในหลาย
รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนาเสนอ แบบเป็นอักษร ภาพ หรือเสียง โดยตัวโปรแกรมน้ันสามารถนาส่ือ
เหล่านี้มาผสมผสานได้ อย่าลงตัวและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ลักษณะการของโปรแกรม (Power
Point) การทางานในรูปของภาพนงิ่ (slide) คือแผน่ เอกสารเดย่ี ว ๆ ทแ่ี สดงส่ิงต่าง ๆ ตัวอักษร กราฟ
๒๙๗
ตาราง รูปภาพ หรืออื่น ๆ และสามารถแสดงไลด์ลงบน แผ่นกระดาษหรือเคร่ืองฉายข้ามศีรษะ หรือ
หนา้ จอคอมพวิ เตอร์ หรือเครอื่ งฉาย
๑.๒ โดยใช้โปรแกรม (ProShow Gold) คือ โปรแกรมสาหรับเรียงลาดับภาพ
เพ่ือนาเสนอแบบมัลติมีเดีย ท่ีมีความสามารถสร้างผลงานได้ในระดับมืออาชีพ ด้วยเทคนิคพิเศษ
มากมาย ใช้งานง่าย เหมาะสมต่อการนาเสนอ สื่อการเรียนการสอน การแนะนาอัตชีวประวัติ
สามารถเขียนช้ินงานออกมาในรปู แบบของวีซดี ไี ด้อย่างรวดเรว็ เปน็ โปรแกรมท่ีชว่ ยสร้างแผ่นวีชีดีจาก
รูปภาพต่าง ๆ ท่ที างานได้รวดเร็ว โดยสามารถทาการใส่เสยี งเพลงประกอบได้ดว้ ย และสามารถแปลง
ไฟล์เป็นไฟล์ต่าง ๆ ได้ เช่น VCD ,DVD หรือ EXE ฯลฯ ภาพที่ได้จัดอยู่ในคุณภาพดี ซ่ึงโปรแกรมอื่น
จะใช้เวลาในการทางานนานพอสมควร
๑.๓ โปรแกรม Flip Album เป็นโปรแกรมลักษณะโปรแกรมสาเร็จรูปโดย
โปรแกรมท่ีนิยมสร้างอีบุ๊คหรือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีความสามารถมากมาย คือ มีการชื่อมโยงกับ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มอ่ืน ๆ ได้และมีบราวเซอร์ที่ทาหน้าท่ีดึงข้อมูลมาแสดงให้ตามท่ีต้องการ
เหมือนอินเตอร์เน็ตทัว่ ไป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแสดงข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว
และแบบทดสอบและสามารถส่ังพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้และสามารถปรับปรุง
ข้อมลู ใหท้ ันสมยั ไดต้ ลอดเวลา
๒๙๘
๒. รูปแบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI = Computer Assisted Instruction) คือ
โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนท่ีมีหน้าท่ีเป็นส่ือการสอนเหมือนแผ่นสไลด์หรือวิดีทัศน์ที่ใช้
ประกอบการเรียนการสอนเพ่อื ให้ผู้เรยี นเข้าใจง่ายในเวลาจากดั และตรงตามจุดประสงค์ของบทเรียน
น้ัน ๆ โดยมีการใช้โปรแกรมทีน่ ามาสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ๒ รปู แบบ ไดแ้ ก่
๒.๑ การใช้โปรแกรม Authorware เป็นโปรแกรมประยุกต์ท่ีนิยมนามาสร้าง
บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนมากท่ีสุด เพราะเนอ่ื งจากว่าเขา้ ใจงา่ ย มกี ารเขียนโปรแกรมท่ีใชง้ ่าย
๒.๒ การใช้ระบบการจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ Moodle (Moodle
ย่อมาจาก (Modular Object-Oriented Dynamic Learning Environment) คือ ระบบการเรียน
การสอนในระบบออนไลน์ให้มีบรรยากาศเหมือนเรียนในห้องเรียนหรือระบบจัดคอร์สการเรียน
การสอน ผา่ นระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสาหรับสถาบันการศกึ ษาหรือผูส้ อน
๓. รูปแบบ (Social Network) หมายถึง สังคมออนไลน์ท่ีจะช่วยหาเพื่อนบนโลก
อินเตอร์เน็ตได้ง่าย ๆ สามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวข้ึนมาและได้ทาความรู้จักกับเพื่อน ๆ คนอ่ืน ๆ
และยังสามารถแนะนาตัวเองได้ เช่น Hi5, Bkog, Facebook เป็นต้น และมีรูปแบบ Social
Network ได้แก่
๒๙๙
๓.๑ การใช้เว็บบล็อกเพ่ือการเรียนการสอน Blog มาจากศัพท์คาว่า Weblog
บางคนอ่านคา ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งน้ีท้ังนั้น ทั้งสองคาบ่งบอกถึง
ความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อกความหมายของคาว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง
(Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์โดยเนื้อหาของ blog น้ันจะครอบคลุมได้ทุกเร่ือง ไม่ว่าจะเป็น
เร่ืองราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เร่ืองการเมือง เร่ืองกล้องถ่ายรูป เรื่องกีพา
เร่ืองธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทาให้บล็อกเป็นท่ีนิยมก็คอื ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็น
ของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูง
มาก แต่ในขณะเดียวกนั บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อนๆ หรือ
ครอบครวั ตนเอง
จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือส่ือสารชนิดหนึ่ง
ที่สามารถส่ือถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจน
ของบล็อกนนั้ ๆ ผา่ นทางระบบ comment ของบลอ็ กนนั่ เอง
๓.๒ การนาเสนอแบบ Web page หมายถึง หน้าหน่ึง ๆ ของเว็บไซต์ ท่ีเราเปิด
ข้ึนมาใช้งานโดยทั่วไป เว็บเพจส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเอกสาร HITIML หรือ XHITML (ซ่ึงมักมี
นามสกุลไฟล์เป็น htm หรือ htm!) มีลิงก์สาหรับเช่ือมโยงไปยังเว็บเพจหน้าอ่ืน ๆ สามารถใส่รูปภาพ
และรูปภาพยังสามารถเป็นลิงก์ กล่าวคือสามารถคลิกบนรูปเพ่ือกระโดดไปหน้าอื่นได้ นอกจากนี้ยัง
สามารถใส่แอพเพล็ต (applet) ซึ่งเป็นโปรแกรมขนาดเล็กแสดงภาพเคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้
หรือสร้างเสียง ได้อีกด้วย โปรแกรมท่ีใช้เปิดดูเว็บเพจ เรียกว่า เว็บเบราว์เซอร์ ตัวอย่างเว็บ
เบราว์เซอร์ท่ีเป็นท่ีนิยม เช่น อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์พลอเรอร์, Netscape, มอซิลลา ไฟร์ฟอกซ์, และ
ซาฟารี เป็นต้น โปรแกรมสาหรับสร้างเว็บเพจ เช่น โปรแกรม Macromedia Dreamweaver, PHP
& MySQL , Flash Professional เปน็ ต้น
๓๐๐
๓.๒ Word press
Wordpress คือโปรแกรมชนิดหนึ่งท่ีมีระบบในการช่วยจัดการเน้ือหาบน
เว็บ ได้อย่างง่ายดาย หรือที่หลาย ๆ คนใช้คาว่า Contents Management System (CMS) ซึ่ง
จริง ๆ แล้ว โปรแกรมประเภท CMS มีเยอะแยะ อย่างเช่น PHP Nuke, Joomla, Mambo,
OScommerce, Magento เป็นตน้
Wordpress เป็น CMS ประเภท Blog ซ่ึงพัฒนาขึ้นโดยภาษา PHP และ
ทางานบนฐานข้อมูล MySQL ภายในสัญญาอนุญาตใช้งานแบบ General Public License (GNU)
มีเวปไซต์หลักอยู่ที่ hosting http://www.wordpress.org? และมี free hosting สาหรับขอรับ
บรกิ ารฟรที ี่ http://www.wordpress.com
Receiver หรือ ผู้รับสารซึ่งเป็นส่วนปลายทางในการรับรู้ข้อมูลจาก
ผูน้ าเสนอ ผลท่ีเกิดจากการรบั สารทางพฤตกิ รรม ก็คือ ความเข้าใจในสาระเน้ือหา การตรึงพฤติกรรม
ตอ่ การรบั ฟัง การแสดงออกทางอารมณต์ า่ ง ๆ อาทิ หัวเราะ การปรบมอื การจดบันทึกสาระเนื้อหา
เป็นที่ทราบกันดีว่ามนุษย์สามารถรับรู้สาระ เรื่องราวได้ดีท่ีสุดผ่านระบบ
ประสาททางตา (๗๕%) รองลงมาก็คือทางการได้ยินผ่านหู (๑๓%) แต่คนเราจะจาได้เพียง (๒๐%)
ของสงิ่ ท่ีได้เห็น และจาเพียง (๓๐%) ของสง่ิ ท่ีได้ยิน แต่ถา้ หากต้ังใจรบั ท้ังการได้ยิน และประทับใจสิ่ง
ที่ได้เห็น มนุษย์จะจาได้สูงถึง (๗๐%) เลยทีเดียว ดังนั้น หากเราสามารถสร้างสรรกระบวนการ
นาเสนอท่ีดี ผ่านการรับรู้ด้วยตาและหู (Audio & Visual) ก็ถือ เป็นกระบวนการ การถ่ายทอดหรือ
การสือ่ สารผ่านพลังของการนาเสนอท่ีมีประสิทธภิ าพ
Think about it. People remember...
๓๐๑
รปู แบบของการนาเสนอในปจั จบุ ัน พอสรุป โดยภาพรวมจะมี ๓ วธิ กี าร คือ
๑. มผี ูน้ าเสนอเป็นหลกั
ลักษณะการถ่ายทอดจะอยูท่ ี่ตวั คนหรือผ้นู าเสนอ (พดู ) เป็นสาคญั รูปแบบมักจะ
เป็นการปาฐกถา การกลา่ วเปิดประชุม การบรรยายก่อนการประชมุ สันมนา เป็นต้น การนาเสนอ
อาจจะมกี ารใช้เอกสารประกอบ (Handout) เปน็ สว่ นรว่ มในการนาเสนอด้วยกไ็ ด้
๒. มผี ูน้ าเสนอและใชส้ ่อื อุปกรณ์
การถ่ายทอดรปู แบบนแ้ี มจ้ ะใช้คนเปน็ ผนู้ าเสนอเปน็ หลกั เช่นแบบแรก แต่มีการ
ผสมผสานด้วยส่ือกลางท่เี ป็นภาพนิ่งหรอื มลั ติมเี ดยี ผา่ นอุปกรณ์ เคร่ืองมือ เปน็ การนาเสนอท่ีเพมิ่
มมุ มอง ความนา่ สนใจนอกจากนี้อาจจะมี เอกสารประกอบ (Handout) การบรรยายหรือการนาเสนอ
ด้วย
๓. นาเสนอในรปู ของนิทรรศการ
การนาเสนอแบบน้ีตวั Display จะเป็นสือ่ หลกั ในการถ่ายทอดสาระความรู้ หาก
นทิ รรศการมีความต่อเนือ่ งอาจใช้เสน้ นาทาง หรือช่องทางบังคับเปน็ สว่ นพาผชู้ มไดเ้ รยี นรู้เนอื้ หาไป
ตามลาดับ โดยการนาเสนอเช่นนี้อาจจะมี การบรรยายเพมิ่ ตมิ ด้วยวทิ ยากร หรอื การให้ข้อมูลผา่ น
เสยี ง หรอื ผ่านการแสดง หรือผา่ นสอ่ื ประกอบอ่นื ๆ ร่วม อาทิ ส่ือเสมอื นจริง ของจรงิ สื่อวดิ ที ัศน์
หรอื เอกสารประกอบ
๓๐๒
การสื่อสารข้อมูลหรือการส่งข้อมูลจากผู้นาเสนอข้อมูลไปสู่ผู้รับข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ
เพ่ือให้ผู้รับข้อมูลได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง การนาเสนอข้อมูลให้ ประสิทธิภาพผู้นาเสนอข้อมูลควร
พจิ ารณาความพร้อมของตนเอง ผรู้ ับขอ้ มูล ขอ้ มูล และเทคโนโลยีท่ใี ช้ในการนาเสนอข้อมลู ผูน้ าเสนอ
ข้อมูลควรเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์พ้ืนฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ผู้นาเสนอข้อมูลควรใช้
ฮาร์ดแวร์และซอฟตแ์ วรท์ สี่ ่งเสรมิ การนาเสนอข้อมูลตามรปู แบบของข้อมูลน้ันๆ ดงั น้ี
๑. ตัวหนังสือหรือตัวอักษร (Text) เป็นข้อมูลพ้ืนฐานท่ีนิยมใช้ในการนาเสนอทุกงาน
การนาเสนอตัวหนังสือหรือตัวอักษรควรพิจารณาตัวอักษร สีตัวอักษร สีพื้นหลัง และรูปแบบของ
ตัวหนังสือ หรอื ตัวอกั ษรที่ส่งเสรมิ การอา่ นของผูร้ บั ข้อมูล
๒. รูปภาพหรอื หรือภาพนิ่ง (Image) เปน็ ข้อมูลท่ีชว่ ยส่งเสริมความน่าสนใจ และช่วย
ให้เข้าใจข้อมลู ท่ีนาเสนอมากย่งิ ขนึ้ รปู ภาพหรอื ภาพน่ิง ท่ีใช้ในการนาเสนอข้อมูลควรเลือกเป็นภาพสี
ทมี่ ีความชัดเจน
๓. แผนภูมิ แผนผัง และกราฟ (Diagram) เป็นข้อมูลท่ีช่วยสรุปรายละเอียดท่ีมี
จานวนมากให้นาเสนอในลกั ษณะท่นี ่าสนใจมากย่งิ ข้ึนเหมาะสาหรับข้อมูลทีต่ อ้ งการเปรียบเทียบ
๔. เสียง (Sound) เป็นข้อมูลท่ีช่วยให้งานนาเสนอมีความน่าสนใจขึ้น ระดับเสียงที่ใช้
ในการนาเสนอ ไม่ควรดังหรือค่อยเกินไป และผู้รับข้อมูลสามารถเลือกเปิดหรือปิดเสียงท่ีใช้ประกอบ
นาเสนอได้
๓๐๓
๕. ภาพเคลื่อนไหว (Motion) เป็นข้อมูลที่พัฒนามาจากข้อมูลภาพนิ่ง ด้วยการเรียง
ซ้อนภาพน่งิ หลาย ๆ ภาพด้วยความเรว็ สงู ทาใหม้ ีลักษณะเหมอื นวัตถุในภาพมีการเคลื่อนไหว
Word Press เป็นโปรแกรมท่ีใช้งานง่าย สาหรับคนที่ต้องการมีบล็อกส่วนตัว เป็นที่
โปรแกรมนิยมกันท่ัวโลก รวมทั้งในประเทศไทยเราด้วยกัน นอกจากการติดต้ังง่ายแล้ว Word Press
ยังมขี ้อดกี ค็ อื เราสามารถหาดาวนโ์ หลดธมี (Themes) หรอื หนา้ ตาของเว็บรปู แบบตา่ ง ๆ
๓๐๔
จิตวิทยาในการนาเสนอ
การนาเสนอประสพความสาเร็จ ต่อเม่ือผู้รับการนาเสนอเกิดการยอมรับ และพึงพอใจ
จึงต้องใช้จิตวิทยาอันเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม หรือการกระทาของมนุษย์ มาช่วยในการ
ส่ือสารทาความเข้าใจ และป้องกันการขัดขวางลาพังการนาเสนอข้อเท็จงรงิ ข้อมูลและสารสนทศ ต่อ
ผู้รับการนาเสนอยังไม่เพียงพอ เพราะผู้รับการนาเสนอเป็นมนุษย์ปุถุชนมีความรู้สึก และอารมณ์จึง
ต้องนาเสนอใหส้ นองตอบตอ่ อารมณ์ ของผรู้ บั การเสนอดว้ ย
การวิเคราะหก์ ารนาเสนอ
เราจาเปน็ ตอ้ งวเิ คราะห์ผ้รู บั การนาเสนอเพ่ือให้รถู้ ึงความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ทัศนคติ
คานิยม และรสนยิ ม ตลอดจนความคาคหวัง ของผู้รับการนาเสนอ เปน็ การทาความร้จู ัก อนั จะช่วยให้
สามารถสนองความต้องการ หากผู้รับการนาเสนอ เป็นบุคคลเดียว หรือคณะบุคคลกลุ่มเล็ก ๆ
ก็สามารถวิเคราะห์ ลักษณะของผู้รับการนาเสนอได้สะดวก แต่ถ้าผู้รับการนาเสนอจานวนมากเป็น
กลุ่มใหญ่นับสิบนับร้อยคนข้ึนไป การวิเคราะห์ผู้รับการนาเสนอย่อมกระทาได้ยากขึ้น ซึ่งจะต้อง
วเิ คราะหล์ ักษณะของส่วนใหญโ่ ดยรวม
ในด้านจิตวิทยา เราต้องศึกษาถึงพฤติกรรมของผู้รับการนาเสนอ และมีการตระเตรียม
การนาเสนอ การสร้างความน่าเชื่อถือ ความนา่ ไว้วางใจ การสร้างความพึงพอใจตอ่ ผู้รบั การนาเสนอ
การตระเตรียมการนาเสนอ
หลงั จากการกาหนดจดุ มุ่งหมายการนาเสนออย่างชัดเจน และวเิ คราะหผ์ ้รู ับการนาเสนอ
แล้วจะต้องเลือกรูปแบบการนาเสนอให้เหมาะสม มีการรวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นข้อมูลเท็จจริง
หลักฐาน สถิติ เพอ่ื นามาสนับสนนุ การนาเสนอ ด้วยการนามาเขยี นคากลา่ วนาและเน้ือเร่อื ง ตลอดจน
คาสรปุ ในการนจี้ ะต้องจัดเตรยี มการใชโ้ สตทศั นอปุ กรณ์ ตามความเหมาะสม
การนาเสนอที่พร้อมจะต้องมีการฝกึ ฝน ฝึกซ้อมการนาเสนอกอ่ นจะนาเสนอจริง เม่ือพบ
ข้อบกพร่องก็จะต้องปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ไม่สมบูรณ์ และคิดหาทางเพิ่มประสิทธิภาพการนาเสนอ
ใหด้ ยี ิ่งข้ึน เพราะการนาเสนอทด่ี ี จะชว่ ยใหป้ ระผลสาเร็จคมุ้ ค่าของการทางานก่อนการนาเสนอ แต่ถ้า
การนาเสนอผดิ พลาดเพียงครง้ั เดยี วจะทาลายทกุ สิ่งทกุ อยา่ งท่ไี ด้ทามาก่อนหน้าน้ีอย่างสิ้นเชงิ
๑. การเลือกรูปแบบการนาเสนอ เป็นการพิจารณาความเหมาะสมว่าจะใช้การ
นาเสนอในรูปแบบใด จึงจะเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการนาเสนอ เหมาะกับลักษณะ แล ะ
ความต้องการของผู้รับการนาเสนอหากเป็นการนาเสนอเพื่อการต้อนรบั การบรรยายสรุป การส่งมอบ
งาน และการรายงาน มักจะนิยมใช้แบบสรุปความ เพื่อนาเสนอข้อเท็จจริง เป็นข้อ ๆ เป็นการ
๓๐๕
ประหยัดเวลา แต่ถ้าเป็นการนาเสนอเพ่ือการประชาสัมพันธ์การขาย การแนะนาสินค้า หรือบริการ
การฝึกอบรม การสอนงาน มกั จะนยิ มใช้ แบบเรียงความ เพื่อจะโน้นนา้ วชักจงู ใจด้วยการพรรณนา
๒. การรวบรวมข้อมูล จะต้องคันหาข้อเท็จจริงท้ังท่ีเป็นมาในอดีต และปัจจุบัน ถ้ามี
หลักฐานอ้างอิง บุคคล หรือองค์กรจะต้องเป็นบุคคล หรือองค์กรท่ีน่าเชื่อถือ ถ้ามีหลักฐานอ้างอิง
เป็นเอกสารจะต้องตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ การใช้สถิติ หรือบันทึกเหตุการณ์จากแห่ลง
ข้อมูลใด ก็จะต้องใช้พิสูจน์ความถูกต้องครบถ้วนได้ ในประการสาคัญผู้นาเสนอจะตอ้ งทาความเข้าใจ
ข้อมูลต่าง ๆ ให้แจ่มชัด การนาเสนอเอกสารประกอบจะต้องมีความรอบลอบจัดทาอย่างเป็นระบบ
มีความสมบูรณ์ครบถ้วนไม่ว่าจะทาโดยผู้ใด ผู้นาเสนอก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสุดท้ายน่ันเอง
การนาเสนอปัญหาที่เกิดขึ้น จะต้องรู้ที่มาหรอื สาเหตุของปัญหา ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายจะต้อง
ศึกษาข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวข้อง จะพิจารณาแค่เฉพาะข้อเท็จจริงประการเดียวไม่ได้ และเมื่อเสนอ
ปัญหาแล้วจะต้องเตรียมข้อเสนอในการแก้ปัญหาด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นเพียงผู้รู้ปัญหาแต่ไม่
สามารถแก้ปัญหา
๓. การเตรียมเขียนคากล่าวนาเน้ือเรื่อง และคาสรุปเป็นข้ันตอนท่ีสาคัญ เพราะเป็น
ส่วนของเนื้อหาไม่น้อยกว่า ๘๕% ของการนาเสนอ ท้ังหมด จะต้องจัดทาขนึ้ อย่างระมัดระวังด้วยการ
นาขอ้ มลู จากการวิเคราะห์ ผู้รับการนาเสนอมาพิจารณาว่า ผรู้ ับการนาเสนอต้องการรอู้ ะไร ต้องการรู้
ปัญหาใด ต้องการรู้ข้อมูลนาไปพิจารณาประกอบการวิเคราะห์ และการตัดสินใจในเรื่องใด จะต้อง
คานึงถึงผู้รับการนาเสนอเป็นหลัก ด้วยการกล่าวนาให้น่าสนใจ เร้าความรู้สึกใคร่รู้ และมีเน้ือเร่ืองที่
เป็นประโยชน์ ในการรับรู้ และการพิจารณา ซ่ึงดาเนินเรื่องชวนติดตาม และเข้าใจง่าย ด้วยการปรับ
วิธีการนาเสนอข้อมูล ให้สะดวกแก่การทาความเข้าใจ และเปรียบเทียบเป็นภาพ แผนภูมิ ตาราง
กราฟ แทนการพรรณนา เป็นตัวอักษร หรือข้อความยืดยาว ในส่วนคากล่าวนาซ่ึงไม่ควรจะมีความ
ยาวเกินกว่า ๑๐% ของเนื้อหาทั้งหมด เป็นการเร้าความสนใจให้เกิดสมาธิตั้งใจรับการนาเสนอ
โดยทั่วไปการขน้ึ ต้นให้ต่นื เต้นเรา้ ใจ ดว้ ยการตงั้ คาถามหรือนาข้อความสาคัญมากล่าว นาเขา้ สู่เร่ืองอัน
เป็นตัวเน้ือหาสาระในส่วนเนื้อเรื่องจะต้องประมวลความคิดด้วยการรวบรวมข้อมูล สถิติ หลักฐาน
มีการคิดหาเหตุผล และจัดลาดับความคิด นามาเรียบเรียงถ้อยคา และเลือกใช้ถ้อยคาให้สื่อ
ความหมายตรงตามวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม ในส่วนคาสรุปไม่ควรมีคากล่าววกวน แต่จะต้องมี
ความสั้นกระชับ ระหวา่ ง ๕%-๑๐% ของเนือ้ หา เพราะการสรุปเป็นการประมวลความ จากเน้ือหาให้
หลอมรวมกัน เพื่อเนน้ ยา้ สาระของเรอื่ งทนี่ าเสนอ แต่ไมใ่ ช่การกลา่ วซา้ ความในเนือ้ เรื่อง
๔. การเตรียมโสตทัศนอุปกรณ์ประกอบการนาเสนอ จะต้องพิจารณาความเหมาะสม
หลายด้าน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเครื่องมือทันสมัยใช้เป็นเคร่ืองในการนาเสนอท่ีเร้าความสนใจ ด้วย
รูปแบบ วิธีการ และ สีสันงดงาม power point แต่ก็มีข้อจากัดในบางสถานการณ์ ท่ีขาดอุปกรณ์
๓๐๖
และการใช้เคร่ืองมือเพียงคร้ังเดียวก็อาจไม่คุ้มค่าเวลา และค่าใช้จ่ายในการจัดทา จึงต้องพิจารณาถึง
โสตทัศนอปุ กรณอ์ น่ื ๆ อนั เหมาะสมกบั การนาเสนอในแต่ละกรณีดว้ ย
๕. การฝึกซ้อมการนาเสนอ เป็นส่ิงสาคัญที่จะช่วยให้เกิดความเคยชิน และมีความ
มั่นใจในการนาเสนอ การได้ฝึกฝนบ่อย ๆ ด้วยการฝึกซ้อม การนาเสนอในแต่ละสถานการณ์ก่อนหน้า
เสนอจริงจะชว่ ยให้ลดความประหมา่ เน่ืองจากความกังวลวา่ จะนาเสนออย่างไร เพราะได้ผ่านการทด
ดลองนาเสนอมาแล้ว ผู้ประสพความสาเร็จในการนาเสนอส่วนใหญ่ จะให้ความสาคัญกับการเตรียม
ความพร้อม ดว้ ยการฝกึ ซอ้ มทุกครั้งก่อนนาเสนอ
๖. การปรับปรุงแก้ไข เป็นส่วนที่จะละเลยไม่ได้ในการฝึกซ้อม จะพบข้อติดขัดหรือ
บกพรอ่ งอยู่ หากปล่อยให้เลยตามเลยไม่คิดหาวธิ ีแก้ไข และดาเนินการปรบั ปรงุ การฝึกซ้อมกจ็ ะไดร้ ับ
ผลประโยชน์ไม่เต็มท่ี รวมท้ังเม่ือมีการนาเสนอจริงก็จะต้องประเมินผล และค้นหาจุดบกพร่องท่ีต้อง
นามาปรบั ปรงุ ใหก้ ารนาเสนอคร้ังตอ่ ไปสมบรู ณ์ย่ิงขนึ้
๗. การเตรียมรับข้อโต้แย้ง เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนาเสนอทุกเรื่อง และ
ทุกคร้ัง อาจจะมีท้ังผู้ที่ซ่ึงเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ผู้ซ่ึงเห็นด้วยอาจจะเห็นด้วยท้ังหมด หรือเพียง
บางส่วน ซึ่งย่อมจะมีข้อโต้แย้งอยู่บ้าง ส่วนผู้ซ่ึงไม่เห็นด้วยทั้งหมด ย่อมจะมีข้อโต้แย้งรุนแรง
การคาดการณ์ไว้ก่อนว่าอาจจะมีประเด็นข้อแย้งในเรื่องใด ย่อมจะเป็นทางช่วยให้เกิดความคิดว่าจะ
หาข้อช้ีแจงความไม่เข้าใจ หรือความเคลือบแคลงสงสัยในแง่มุมใดข้าง อย่างไร จะต้องเตรียมข้อมูล
หลักฐาน สถติ ิ อา้ งบคุ คลเป็นพยานอย่างไร
การสรา้ งความพึงพอใจต่อผรู้ บั การนาเสนอ
ในการท่ีจะทาให้ผู้รับการนาเสนอ เกิดความพึงพอใจ จะต้องคานึงถึง ตัวบุคคลซ่ึง เป็น
ผู้นาเสนอ วิธกี ารนาเสนอ และเนอื้ หาของการนาเสนอ อย่างครบถว้ น
๑. ด้านผู้นาเสนอ การนาเสนอจะได้รับความสนใจ และเกิดความต้ังใจจะรับการ
นาเสนอ ข้อพิจารณาเบ้ืองต้น คือ การได้รู้ว่าผนู้ าเสนอเป็นใครน่าเชื่อถือ ศรัทธาหรือไม่ มีบุคลิกภาพ
คือ ผลรวมของพฤติกรรมของ ผู้นาเสนอเป็นอย่างไร สามารถยอมรับได้ เพียงใด ย่ิงเป็นการนาเสนอ
ด้วยการพดู ซ่ึงเป็นการสอื่ สาร ซง่ึ หน้าบุคลิกภาพของผู้นาเสนอย่งิ มคี วามสาคญั มาก
๒. ด้านวิธีการนาเสนอ การนาเสนอจะได้รับความพึงพอใจ เมื่อผู้นาเสนอใช้วิธีการ
นาเสนอเหมาะสมแก่ผู้รับการนาเสนอวิธีการนาเสนอต้องสะดวกในการรับรูแ้ ละทาความเข้าใจได้ง่าย
ผู้นาเสนอจะต้องรู้จักเลือกใช้โสตทัศนอุปกรณ์ประกอบการนาเสนอให้น่าสนใจติดตามเนื้อหาในการ
นาเสนอ รู้จักเลือกใช้ด้วยคา และภาษาในการนาเสนอให้เหมาะสมกับผู้รับการนาเสนอ ถ้าเป็น
การนาเสนอด้วยการพูด จะต้องใช้เสียงที่เป็นธรรมชาติชวนฟังดังพอท่ีจะได้ยินกันท่ัวถึง แต่ไม่ดัง
จนเกนิ ไป
๓๐๗
๓. ด้านเนื้อหา การนาเสนอสาระของเน้ือหาจะต้องเรียบเรียงข่าวสารให้เป็นลาดับ
ด้วยการแปลงข้อมูลท่ีรวบรวมไว้นามาวิเคราะห์เสนอข้อพิจารณา เปรียบเทียบทางเลือก พร้อมด้วย
เหตุผลสนับสนุน ลาดับทางเลือกให้พิจารณา และจัดทาข้อสรุป และข้อเสนอ ด้วยความเห็นอัน
ประกอบไปด้วยเหตุผลท่ถี ูกตอ้ งชดั เจนพร้อมด้วยขั้นตอนปฏิบัตใิ นการใชท้ างเลอื กแต่ละทางอย่างเป็น
รูปธรรม การนาเสนอเน้ือหาหากเป็นด้วยคาในการพูดนาเสนอหรือตัวหนังสือในการเขียนนาเสนอ
ทั้งหมดจะสร้างความเบื่อหน่ายจาเจ จะต้องเปล่ียนเนื้อหาท่ีเป็นข้อมูล ให้เป็นตาราง แผนภูมิ กราฟ
ซ่ึงจะดูได้สะดวก และรวดเร็ว หากมีตัวอย่างหรือต้องการเน้นความสาคัญก็อาจจะแยกออกเป็น
สัดสว่ น ใหเ้ หน็ เดน่ ชดั ดว้ ยการล้อมกรอบ หรอื พมิ พ์ลงบนพื้นสกรนี บาง ๆ
๔. ประเภทต่าง ๆ ของการนาเสนอ การนาเสนออาจจาแนกประเภทตามลักษณะของ
เน้ือหาหรือตามกลุม่ เป้าหมายผรู้ ับการนาเสนอหรือตามวัตถุประสงค์ของการนาเสนอ โดยคานงึ ถึงผล
ที่จะไดร้ บั จากการนาเสนอโดยทัว่ ไปจะจาแนกตาม
วัตถปุ ระสงค์ดังนี้
๑. การนาเสนอเพือ่ เสนอขอ้ คิดเหน็
๒. การนาเสนอเพอื่ รายงานผล
๓. การนาเสนอเพื่อโน้มนา้ วใจ
๔. การนาเสนอเพือ่ ขออนมุ ตั ิ
การนาเสนอเพื่อเสนอข้อคิดเห็น
ลักษณะ เป็นการบอกเล่าข่าวสาร ท่ีเกิดจากความคิดเห็น ของผู้นาเสนอหรือของ
หน่วยงาน ให้ผู้รบั การนาเสนอได้รบั ทราบ เชน่ การอภิปรายความเห็นในการประชุมแบบใดแบบหนึ่ง
การพูดต่อทช่ี ุมนมุ ชนการแถลงขอ้ มลู พร้อมด้วยทัศนะของผนู้ าเสนอ
เนือ้ หา ประกอบด้วยขอ้ คิดเห็นอันเป็นสาระสาคญั และผนู้ าเสนอเชอ่ื ว่าจะเป็นประโยชน์
ต่อส่วนรวมหรือหน่วยงานในด้านต่าง ๆ ด้วยการลาดับความสาคัญจากมากไปหาน้อยมีการแถลง
เหตุผล หลักฐานอ้างอิง สถิติ และข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็น การประมวลข้อมูลแถลงเหตุผล
(Argumentation) ถอื เป็นส่งิ สาคัญเพอื่ ให้เกดิ ความเขา้ ใจ และการยอมรับ
วิธีการ ผู้นาเสนอจะต้องมีความม่ันใจ และนาเสนออย่างชัดเจนทุกขั้นตอน ด้วยการใช้
ภาษาท่ีเข้าใจง่าย ถ้าเป็นการนาเสนอด้วยการพูด จะต้องแสดงออกอย่างมีชีวิตชีวา ช้ี ให้เห็นถึง
ประโยชน์ของข้อคิดเห็นด้วยการเช่ือมโยงเหตุผลจากตอนหนึ่งไปสู่อีกตอนหน่ึงให้สอดคล้องกลมกลืน
กันข้อคิดเห็นท่ีนาเสนอ อาจไม่เป็นที่รู้มาก่อนหรือรู้แล้วแต่ไม่ชัดเจน ฉะน้ันผู้นาเสนอจะต้องค้นคว้า
๓๐๘
และศึกษาวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ เป็นท่ีน่าสนใจของผู้รับการนาเสนอ แล้วจึงจะนาเสนอให้เกิดความ
เขา้ ใจ ด้วยการใชโ้ สตทศั นอุปกรณ์ชว่ ยอย่างเหมาะสม
การนาเสนอเพ่ือเสนอข้อคิดเห็นจะต้องมีการสรุปประเด็นสาคัญ ให้ได้ใจความสั้น
กระชับ ชดั เจนจงึ จะเปน็ ที่สนใจของผู้รบั การนาเสนอ
เทคนคิ การนาเสนอ
ความเจริญก้าวหน้าในโลกมนุษย์ที่เห็นได้ชัดในยุดปัจจุบัน คือ การติดต่อส่ือสารหรือ
อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันน้ีทุกประเทศในโลกกาลังก้าวเข้าสู่ ยุคแห่งการส่ือสาร อันเป็นผลจาก
ความก้าวหน้าดา้ นวิชาการ ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตามความเหมาะสมและความจาเป็นที่จะต้อง
ใช้โดยมวลมนุษย์สาหรับการติดต่อกัน อีกท้ังประชากรโลกทุกชีวิตมีสิทธิข้ันพ้ืนฐานในการรับรู้ข้อมูล
ขา่ วสารท่ีเก่ียวข้องกับการดารงชวี ิตในแต่ละวัน เพ่ือการปรับเปลย่ี นวิถชี ีวิตให้เป็นไปตามสภาพการณ์
ของโลกทแี่ ปรเปลีย่ นอยู่ตลอดเวลา จงึ มคี วามจาเป็นท่ีจะต้องรับรู้ขอ้ มูล ข่าวสาร ให้มากที่สดุ เทา่ ทจ่ี ะ
ทาได้ และทุกวิถีทาง เพื่อการอยู่รอด ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตอันประกอบด้วยปัจจัย
สนับสนุนในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอ้ มูลข่าวสารเพ่ือการรับรู้สาหรับการปฏิบตั ิท่ีเกยี่ วข้อง
กับสุขภาพอนามัย และการดารงชีวิต จัดเป็นความจาเป็นพ้ืนฐานอันดับแรกท่ีมนุษย์ทุกคนควรจะ
รับทราบ รับรู้ ซึ่งอาจถ่ายทอดมาได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสื่อท่ีผ่านสื่อมวลชน เช่น วิทยุ
โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ หรือผ่านตัวบุคคล แล้วถ่ายทอดไปให้อีกคนหนึ่งและคนอื่น ๆ ก็ล้วนแต่
จะก่อให้เกิดประโยชน์ทุกด้าน ทง้ั ด้านการปอ้ งกนั ควบคุม แกไ้ ข บาบดั หรือรักษา ตลอดจนการฟ้นื ฟู
สภาพของสุขภาพอนามัยได้ท้งั ส้ิน ฉะน้ันในยุคแห่งการส่อื สารเพ่ือกอ่ ใหเ้ กิดความรูส้ าหรับนาไปปฏิบัติ
จึงมีความจาเป็นในการที่จะส่ือข้อมูลให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่ือท่ีง่าย ประหยัด และ
มีประสิทธิผล และถึงตัวบุคคล คือการนาเสนอโดยบุคคลหน่ึง เพื่อถ่ายทอดไปยังบุคคล หรือกลุ่มคน
อ่ืน ๆ ถึงแม้ว่า การสื่อสารเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร โดยตัวบุคคล จะเป็นวิธีการท่ีสะดวก ประหยัด
รวดเรว็ และได้ประโยชน์ อีกทง้ั ตวั บุคคลทก่ี ระทาหน้าท่ีส่ือสาร หรอื ใหข้ ้อมูล เป็นทรพั ยากรมนษุ ย์ที่มี
อยู่ในท้องถิ่นท่ัวไป ซ่ึงหาได้ไม่ยากนัก แต่ก็ควรท่ีจัดได้พิจารณาพัฒนาผู้สื่อสาร หรือวิธีการสื่อ ท้ังน้ี
เพือ่ จะได้มาซ่งึ การส่อื สารและการถา่ ยทอดท่ีมีประสิทธิผลอยา่ งแทจ้ ริง
การส่ือสาร ซึ่งรวมถึงการให้ข้อมูล หรือรายละเอียดเกี่ยวกับเร่ืองราวต่าง ๆ ตลอดจน
องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการดารงชีวิต และสุขภาพอนามัยในชีวิตประจาวันโดยตัวบุคคลนั้น โดยส่วน
ใหญ่แล้วเน้นการสื่อสารด้วยวาจา ซ่ึงเป็นการบอกเล่าโดยผู้ส่ือให้ผู้รับส่ือหรือรับข้อมูลได้รับทราบ
เพื่อนาไปพิจารณาประกอบการปฏิบัติการให้ความรู้ให้ข้อมูล ตลอดจนให้รายละเอียดด้วยวาจา
ดังกลา่ วน้ี จงึ เป็นเสนอแบบหน่ึง ซึ่งจาเปน็ ต้องมเี ทคนิคที่เหมาะสมเพ่ือการส่อื สารที่มีประสทิ ธภิ าพ
๓๐๙
การนาเสนอ คือ การสื่อสารเพื่อให้ข้อมูล รายละเอียด และสาระตามท่ีผู้ให้หรือผู้สื่อ
ต้องการจะให้ เพื่อให้ผู้รับได้รับรู้และรับทราบ หรือในทานองกลับกัน ถือ การสื่อให้สู้รับ ตามที่ผู้รับ
ต้องการจะรับรู้ ซ่ึงในกรณีน้ีผู้ให้ข้อมูลจักต้องเตรียมจัดหาและนาเสนอข้อมูลตามความประสงค์
ของสู้รับการนาเสนอควรจาแนกออกเป็น ๒ รูปแบบตามลักษณะที่เป็นวิธีการ อย่างเป็นรูปธรรม คือ
การนาเสนอโดยข้อเขยี น และการนาเสนอโดยการบรรยาย หรือการพูด โดยหลักการแล้วการนาเสนอ
ทง้ั การเขยี นและการพูด หรือด้วยการใชว้ าจา มกั จะทาตวบค่กู ันไป ทั้งนี้เพ่ือจะไดผ้ ลดีท่สี ดุ
ไม่ว่าจะเป็นการนาเสนอด้วยการเขียน หรือการพูด/การบรรยาย ล้วนแต่เป็นประโยชน์
ต่อผู้รับรู้ และรับฟังท้ังส้ิน แต่ท้ังนี้ ผู้นาเสนอจักต้องพัฒนาตนเอง รวมทั้งการฝึกทักษะ ตลอดจน
การใช้เทคนิดที่เหมาะสม จึงจะเกิดผลสาเร็จตามความมุ่งหมาย การนาเสนอด้วยวิธกี ารถ่ายทอดเป็น
ขอ้ เขียน หรือการบรรยายพูดดว้ ยวาจา มีวัตถุประสงค์ และเป้าหมายเดียวกัน คือ ก่อใหเ้ กิดความรับรู้
ความเข้าใจเพ่ือนาไปปฏิบัติ หรือประกอบการพิจารณาตัดสินใจ จากการประมวลวัตถุประสงค์ของ
การนาเสนอทง้ั ๒ แบบ ก็พอจะสรุปไดว้ า่ การนาเสนอมีวัตถปุ ระสงคห์ ลายประการ ดงั ต่อไปนี้
๑. การนาเสนอเป็นการให้ข้อมลู ขา่ วสาร อกี ท้งั เปน็ การฝึกสอน
๒. การนาเสนอเป็นการชกั จงู ชักชวน รณรงค์ให้ปฏบิ ตั ิ
๓. การนาเสนอเป็นการให้คาแนะนา และใหผ้ ้รู บั ฟงั ยอมรับเพ่อื ปฏิบัติ
๔. การนาเสนอเป็นการปลกุ ให้ตื่นตวั สร้างความสนใจ
๕. การนาเสนอเปน็ การกระต้นุ และรเิ ร่มิ การปฏบิ ตั ิ
๖. การนาเสนอเปน็ การประเมนิ วิเคราะห์ และซใ้ี ห้เหน็ ประจกั ษ์
๗. การนาเสนอเป็นการกาหนดขัน้ ตอนในการปฏบิ ตั ิ
๘. การนาเสนอเป็นการรวบรวบแนวความคิด กระตุ้นให้เกิดความดิด ตลอดจนการ
วิเคราะหแ์ ละการศกึ ษาคน้ คว้าเพ่ือแกป้ ัญหา
๙. การนาเสนอเป็นการบารุงขวัญ และกาลังใจ รวมทั้งการให้ความบันเทิงสนุกสนาน
ในการรับรู้ รบั ฟงั
จะเห็นได้ว่าการนาเสนอมีวัตถุประสงค์และประโยชน์ท่ีครอบคลุมกว้างขวาง ดังนั้น
ในโลกปัจจุบันซ่ึงก้าวสู่ยุคของการสื่อสาร จาต้องพึ่งพาการนาเสนออันเป็นเทคโนโลยีที่จาเป็น และ
สาคัญยิ่งสาหรับการพัฒนาประเทศและชุมชนทุกระดับ จึงพอจะประเมินได้ว่าการนาเสนอจัดเป็น
ยุทธวิธีที่จาเป็นย่ิงสาหรับผู้นาทุกระดบั โดยเฉพาะผู้นาของชุมชน ซ่ึงจาต้องเรียนรู้และฝึกฝน เพ่ือจะ
ใชก้ ารนาเสนอให้เปน็ กลวิธีทีส่ าคัญ และมปี ระสทิ ธิผลตอ่ การพฒั นาคุณภาพชวี ิตของประชาชน
บทความน้ีเป็นข้อมูลเบ้ืองต้นท่ีให้คาแนะนาเก่ียวกับการดาเนินการนาเสนอเพียง
รูปแบบเดียวคือ การนาเสนอด้วยวาจา ซึ่งเป็นการนาเสนอที่สามารถนาไปใช้ได้โดยสะดวกในชุมชน
หรือท้องถ่ิน และคาดหวังวา่ ผู้ท่ีรับผดิ ชอบในการส่ือสาร โดยการนาเสนอดว้ ยวาจา จะไดร้ ับประโยชน์
๓๑๐
เพ่ือการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เขียนจะเน้นถึงเทคนิคการนาเสนอเป็นสาคัญ
อยา่ งไรก็ตาม เพอื่ ที่จะให้ความสมบูรณ์ในกระบวนการนาเสนอ กจ็ ะเรม่ิ ต้นจากบนั ไดขั้นต้นเป็นลาดับ
แรก น่ันคือการเตรยี มการเพอื่ การนาเสนอ แล้วตามด้วยเทคนคิ ของการนาเสนอเปน็ อันดับสดุ ท้าย
การนาเสนอจะสาเร็จไปแล้วก่ึงหนึ่งหากมีการเตรียมการที่ดี นั่นคือ ผู้นาเสนอจักต้อง
เตรียมเรือ่ งราวสาระสาคัญ และเตรยี มตนเอง ให้พร้อมกอ่ นทีจ่ ะนาเสนอ
การเตรียมเรื่องราวท่ีจะนาเสนอ ซึ่งรวมกับเน้ือหาสาระสาคัญ จัดดเป็นบันไดขั้นแรกท่ี
ผู้นาเสนอจักต้องดาเนินการ โดยจะต้องตั้งคาถามให้กับตนเอง ในฐานะผู้นาเสนอว่าจะพูดเรื่องอะไร
จะนาเสนอข้อมูลเร่ืองราวและรายละเอียดอย่างไร แต่ไหน ใครจะเป็นผู้รับฟัง ภูมิปัญญา และระดับ
ความรู้ของผู้รับน้ันมีมากน้อยเพียงใด ประการท่ีสาคัญย่ิง คือ ควรท่ีตั้งคาถามว่า จะพูดบรรยาย หรือ
นาเสนอให้ผู้ฟัง เพื่อวัตถุประสงค์อะไร จะให้ความรู้ จะชักชวน จะช้ีแจง ปลูกจิตสานึก สร้างให้เกิด
ความตื่นตัว ฯลฯ เหล่าน้ีผู้นาเสนอจะต้องวิเคราะห์และหาคาตอบให้ได้ เพ่ือการเตรียมข้อมูล
รายละเอียดรวมทั้งเทคนิค และวิธีการนาเสนอ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ฟังแต่ละคร้ัง
แตล่ ะกลุ่ม
การเตรียมตนเอง จัดเป็นปัยจัยสาคัญย่ิงในการนาเสนอ น่ันคือ ผู้พูดหรือผู้นาเสนอ จัก
ต้องวิเคราะห์ตนเอง ว่ามีภูมิปัญญา ความรู้ และข้อมูลเพียงพอสาหรับเรื่องท่ีจะพูดหรือไม่ หากมีไม่
เพียงพอก็ต้องไขว่คว้า ศึกษา สอบถาม หาความรู้มาให้ทันกาลทันสมัย การนาเสนอข้อมูลและ
รายละเอียดน้ันจะเสนอแบบไหน มีภาพประกอบ หรือเคร่ืองมือประกอบการพูดหรือไม่ หากต้องใช้
แผ่นภาพ หรือเครื่องมือสาหรับการสาธิตประกอบการนาเสนอ ก็ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภาพและ
เคร่ืองมือให้ละเอียดเพ่ือที่จะไม่ได้มีอาการเคอะเขินอันเกิดจากการเตรียมตัวไม่พร้อม เพราะไม่ได้
ศกึ ษามาก่อน
โดยทางปฏิบัติของผู้นาเสนอท่ีดีนั้น ผู้นาเสนอจักต้องเตรียมการตอบคาถามเพื่อการ
วางแผนในการนาเสนอตามลาดบั
๑. ใคร หมายถึง จะพูดให้ใครฟัง จะเสนอให้กลุ่มใด เขาเหล่าน้ันมีความรู้ระดับใด
ทง้ั นี้เพื่อจะ ได้เตรียมการนาเสนอหรือการพูดให้เกดิ ความเข้าใจตรงตามระดับของผู้รบั ฟงั อีกทั้งจะใช้
ภาษาท่ีต้องตามกลุ่มคนฟัง หากเป็นนักวิชาการก็ใช้ภาษาวิชาการบ้าง แต่หากเป็นชาวบ้านก็คงจะละ
เวน้ ภาษาเทคนิคให้มากท่ีสุด
๒. อะไร คือ เร่ืองท่ีจะพูดนั้นเป็นเร่ืองท่ีเก่ียวกับอะไร มีความสาคัญกับคนฟังอย่างไร
ผู้รับข้อมลู จะไดป้ ระโยชน์มากนอ้ ยเพียงใด
๓. ที่ไหน หมายถึง ต้องตอบให้ได้ว่า จะพูดไป ณ ที่ใด โอกาสอะไร ทั้งนี้เพื่อจะได้
เตรียมสื่อ หรืออปุ กรณส์ าธิตไปใหถ้ กู กับสถานที่
๓๑๑
๔. เมอ่ื ใด จะพดู เรือ่ งนี้ เมื่อใด ใชร้ ะยะเวลาเท่าใด
๕. ทาใม เป็นการตอบและตอกย้าถึงวัตถุประสงค์ของการนาเสนอให้ชัดเจนว่า มา
นาเสนอ หรือพดู เร่ืองนี้ดว้ ยเหตุผลอะไร สาคัญ และสัมพนั ธ์กับผู้รบั ฟังมากแคไ่ หน
๖. อย่างไร หมายถึง เป็นการตอบคาถามให้แก่ผู้นาเสนอเองในขั้นสุดท้ายของการ
เตรียมการนาเสนอว่า เร่ืองท่ีจะมาพูดบรรยาย หรือนาเสนอนั้น จะนาเสนอในรูปแบบใด เป็นการ
นาเสนอด้วยวาจาโดยไม่ต้องมีสื่อ หรืออุปกรณ์สาธิตประกอบการบรรยาย หรือต้องใช้สื่อประเภทใด
คาถามสดุ ท้ายท่วี า่ "อยา่ งไร" นี้ เป็นคาถามสาคัญสาหรับผู้นาเสนอ คอื ผนู้ าเสนอจะได้ตระเตรียมการ
ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเร่ืองที่จะนาเสนอ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เหมาะสมกับผู้ฟัง ซ่ึงยัง
ครอบคลุมไปถงึ เทคนิคการนาเสนอ เพอื่ สร้างความเขา้ ใจ และความประทับใจใหแ้ กผ่ ู้ฟังใหม้ ากทส่ี ุด
จะเห็นได้ว่าการเตรียมการนาเสนอจัดเป็นเทคนิค หรือวิธีการท่ีสาคัญอย่างยิ่งที่ผู้นา
เสนอควรท่ีจะฝึกฝน จัดการให้เป็นระบบระเบียบ รวมท้ังการซ้อมให้เกิดทกั ษะและความม่ันใจในการ
นาเสนอ เพอื่ ใหไ้ ดท้ ้งั ประสิทธภิ าพ และประสิทธิผล
ขน้ั ตอนการเตรียมเร่ืองเพ่ือนาเสนอ
การเตรียมการท่ีดี และพร้อมย่อมจะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้นาเสนอ อีกท้ังเป็นการ
สร้างความประทับใจ และความเข้าใจในเน้ือหาสาระให้แก่ผู้ฟัง ซ่ึงถือว่ามีความสาคัญย่ิงดังนั้น เมื่อ
ผู้นาเสนอได้หาคาตอบสาหรับคาถามท้ัง ๖ ข้อดังกล่าวแล้ว ก็จะต้องเร่ิมจัดการจัดระบบของการ
นาเสนอไปตามข้นั ตอนดังน้ี
ข้ันแรก เริ่มจากรับทราบว่าเร่ืองท่ีจะนาเสนอน้ันเก่ียวกับอะไร ก็ควรท่ีจะจดช่ือเร่ือง
หรอื ตงั้ ช่อื เร่ืองให้เหมาะสม สัน้ และสือ่ ความหมาย
ข้ันท่ีสอง คือ การจัดทาและเขียนโครงร่างของสาระสาคัญที่จะนาเสนอ โดยลาดับให้
เป็นไปตามที่จะนาเสนอ ตัวอย่างเช่น การร่างหัวข้อย่อย ซ่ึงลาดับจาก การกล่าวถึงความรู้สึกของตัว
ผู้นาเสนอในการนาเสนอเรื่องน้ีรวมท้ังขอบคุณและเป็นเกียรติ ตามด้วยวัตถุประสงค์ หรือเหตุผลที่
จะต้องนาเสนอเรื่องน้ี มีความสาคัญ และมีความสัมพันธ์กับผู้ฟังอย่างไร ตลอดจนความคาดหวังของ
ผู้นาเสนอว่าเมื่อจบการนาเสนอแล้ว ผู้ฟังจะได้รับรู้อะไร จะได้ประโยชน์อย่างไร หลังจากน้ันก็เป็น
การลาดับหัวข้อย่อยของแก่นแท้ และสาระสาคัญของเรื่องที่จะพูดหรือนาเสนอแล้วตามด้วยข้อสรุป
ของสาร รวมถึงข้อคิดเห็น ขอ้ วจิ ารณ์ และข้อเสนอแนะ ของผู้นาเสนอเอง และหัวข้อท้ายสดุ คือ การ
แสดงความร้สู กึ และยา้ การขอบคุณ
ข้ันท่ีสาม เป็นการเขียนคาบรรยาย หรือข้อความนาเสนอ โดยขยายความจากโครงร่าง
หรือหัวข้อที่ได้ร่างไว้ในข้ันท่ีสอง ให้เป็นข้อเขียนของคาพูดโดยละเอียค และครอบคลุมสาระที่จะ
นาเสนอและโดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องมีสาระที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการนาเสนอการเขียนคา
๓๑๒
บรรยายในข้ันนี้ต้องเขียนไปตามลาดับของคาพูดที่จะนาเสนอให้ผู้ฟังได้ยิน และรับทราบประหน่ึงว่า
เป็นการถอดคาพูดออกเป็นข้อเขียนต้ังแต่ตน้ จนจบ
ข้ันที่สี่ คือ การฝึกการนาเสนอโดยอ่านจากข้อความที่เขียนไว้ในขั้นท่ีสาม ต้ังแต่ต้น
จนจบซึ่งเป็นการฝึกซ้อมด้วยตนเอง รวมทั้งการตรวจเช็คระยะเวลาที่ใช้ว่าเหมาะสมตามที่กาหนดไว้
หรือไม่เพื่อที่ว่าจะได้ตัดทอนหรือขยายความให้พอเหมาะสมกับเวลาท่ีฝ่ายผู้จัดกาหนดให้ในขั้นน้ี
ผู้นาเสนอต้องกระทาดุจว่าเป็นการนาเสนอจริง ๆ ซึ่งต้องฝึกเสียง ช่วงของคาพูด ตลอดจนวรรคตอน
หรือวลี/ประโยค ท่ีจะต้องเน้น พร้อมกับพยายามนึกถึงลีลา ท่าทางที่จะต้องใช้ประกอบการนาเสนอ
วา่ ตอนใดควรใช้มือในลักษณะใด หรือในกรณีท่ีจะต้องใช้สื่อ ก็จะได้ตัดสินใจว่า ณ ช่วงในของคาพูดท่ี
จะต้องใชส้ ื่อแบบไหน การฝึกอา่ นออกเสียงจากข้อเขียนในขน้ั นี้ ไม่ใช่เปน็ การท่องจาข้อเขียน แต่เป็น
การฝกึ ทักษะ และฝึกการลาดับการเสนอสาระให้มีประสิทธิภาพ รวมท้ังการจับเวลาว่าจะใช้นานมาก
น้อยเพียงใด หากเป็นไปได้ควรทดลองนาเสนอข้ันแรก เพ่ือการฝึกซ้อมให้ผู้ร่วมงานได้รับฟัง ท้ังนี้จะ
ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้นาเสนอเอง สาหรับการปรับปรุงแก้ไขทั้งเน้ือหาสาระ การลาดับลีลาท่าทาง
และข้อสรุป ตลอดจนเป็นการตรวจสอบว่ารายละเอียดที่นาเสนอน้ันสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ฟังมาก
นอ้ ยเพียงใด
ข้ันตอนท่ี ๔ ถึงเป็นบันได ๔ ขั้น ท่ีสาคัญของผู้นาเสนอท่ีควรปฏิบัติก่อนที่จะนาเสนอ
และจัดเป็นเทคนิคสาคัญที่ผู้นาเสนอควรจะยึดถือเพ่ือให้เกิดผลดีที่สุดในการนาเสนอทุกคร้ัง
เม่ือเตรียมพรอ้ มดังที่ได้แนะนาตามลาคับขัน้ ตอนทั้ง ๔ แล้ว ผู้นาเสนอก็พรอ้ มที่จะแสดงการนาเสนอ
หรือการพูดการบรรยายให้แก่ผู้พึ่งได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่ท้ังนี้หากต้องการทาให้การนาเสนอเป็นไป
ด้วยความมีประสิทธิภาพ ผู้นาเสนอต้องมีเทคนิคในการนาเสนอ ซึ่งหมายถึง การปฏิบัติเพื่อการ
นาเสนอให้ถกู ใหค้ วรและเหมาะสม
ผู้นาเสนอก็ไม่แตกต่างไปจากนักแสดง กล่าวคือ ต้องแสดงวาทะอย่างมีศิลป์ ตลอดจน
การใช้น้าเสียง วาจา ภาษาพูด และแสดงท่าทางให้เป็นท่ีน่าชื่นชมแก่ผู้ท่ีได้เห็น และรับฟังในขณะที่
นาเสนอ หรือจะกล่าวอีกนัยคือ ผู้นาเสนอซึ่งเป็นนักแสดงวาระศิลป์ต้องใช้ท้ังกาย วาจา และใจ
ประกอบกัน จึงจะประสมผลสาเร็จ โดยเริ่มจากความมีจิตใจแน่วแน่ มุ่งม่ัน และต้ังใจในการพูดหรือ
นาเสนอแล้วตามด้วยการแสดงออกซึ่งถ้อยคา น้าเสียงท่ีชัดถ้อย ชัดเจน ผสมผสานกับการใช้ท่าทาง
ประกอบ ซ่งึ โดยส่วนใหญ่แลว้ เปน็ การใชส้ ีหนา้ แววตาและมอื เปน็ สาคญั
๓๑๓
การนาเสนอจึงต้องมีเทคนิค และมีศิลป์ ซ่ึงจะเสนอแนะไว้ประกอบการพิจารณาปฏิบัติ
ดังน้ี
๑. ภายหลังพิธีการ ได้กล่าวแนะนาเสนอ ผู้นาเสนอพร้อมท่ีจะน่ังหรือยืนพูดต่อหน้า
กล่มุ ผู้ฟงั กค็ วรท่ีจักทกั ทาย สวัสดี ด้วยสีหนา้ ท่ียิ้มแยม้ เป็นมิตร และเรมิ่ พดู ด้วยความม่ันใจ โดยแสดง
ความรู้สกึ เป็นเกียรติ และขอบคุณผู้เชิญ หรือฝา่ ยจัดการ ผ้นู าเสนอไม่ควรท่ีจะกลา่ วออกตัวใด ๆ ท่จี ะ
ทาให้ผู้ฟังรู้สึกไม่มั่นใจในตัวผู้พูด อาทิเช่น การกล่าวว่าไม่พร้อม ไม่มีเวลาเตรียมตัว กระทันหัน หรือ
มาพดู แทนผู้อ่นื
๒. กิริยาท่าทาง ไม่ว่าจะนั่ง ยืน หรือเดินไปมาต่อหน้าผู้ฟัง ควรกระทาอย่างมีสง่า
การพูดการนาเสนอต้องใช้น้าเสียงชัดเจน ดังพอสมควร ในขณะที่พูดควรกวาดสายตาไปยังผู้ฟังให้
ทั่วถึง ไม่ควรจ้อง ณ จุดใดจุดหน่ึง หรือก้มอ่านข้อความจนนานเกินควร ผู้พูด หรือผู้นาเสนอท่ีมี
ประสบการณ์สูง มักจะจดหัวข้อย่อยมาวางไว้ตรงหน้า เพื่อท่ีจะเหลือบมองได้สาหรับการทบทวน
เรื่องราว และลาดับเป็นครั้งคราว หรือในกรณีท่ีผู้พูดต้องใช้ส่ือประเภทแผ่นใส หรือสไลด์ ก็ใช้ภาพ
หรือข้อความบนส่ือเหล่านั้นเปน็ ขอ้ เตือนความจาเพอ่ื ลาดับรายละเอียดของสารทีจ่ ะนาเสนอ
๓. การมองผู้ฟัง ควรมองอย่างเป็นมิตร ผู้พูดหรือผู้นาเสนอมักจะใช้สายตาเป็นเคร่ือง
ตรวจสอบสีหนา้ และแววตาของผู้ฟังได้ว่า ผู้ฟังเข้าใจในสาระที่นาเสนอหรือไมป่ ระการใด โปรดระลึก
ไวเ้ สมอวา่ สายตาเป็นสอื่ สัมพันธ์ที่จะมปี ระสิทธภิ าพระหวา่ งผู้พูดและผู้ฟงั
๔. ภาษาท่ีใช้นาเสนอต้องเหมาะสมกับกลุ่มของผู้ฟัง โดยเฉพาะการใช้ศัพท์เทคนิค
หรือภาษาต่างประเทศ หรือคาย่อ ควรจะจักขยายหรืออธิบายความ ภาษาท่ีใช้ต้องเป็นภาษาที่
เข้าใจง่าย ควรออกเสียงอักขระควบกล้า ร ถ ชัดเจน การพูดไม่ควรพูดช้า หรือเร็วจนรัว พูดได้ดัง
พอเหมาะ เน้นเสียงสูงต่าตามความสาคัญ หรือถ้อยคาสาคัญในแต่ละวรรค หรือประโยค ควรวรรค
ตอนให้เหมาะสมและมจี ังหวะ
๕. หากใช้ส่ือประกอบการนาเสนอ ควรชี้ข้อมูลสาคัญ ๆ ให้ผู้ฟังได้เห็นพร้อมท้ัง
อธบิ ายความสาคัญ และคาวิจารณต์ ่อความสาคัญเหลา่ นั้นอย่างมีเหตผุ ล
๖. การอธิบายสาระหรือเน้ือหา ควรเป็นไปตามสาดับและต่อเนื่อง ไม่ควรออกนอก
เร่ืองหากเป็นไปได้ควรเล่าเร่ืองยกตัวอย่างประกอบ พรอ้ มอธิบายให้สอดคล้องกับประเด็นสาคัญของ
การนาเสนอ
๗. ในส่วนสดุ ท้ายของการนาเสนอ ควรท่ีจะสรปุ ประเดน็ และสาระสาคัญให้ผู้ฟงั ไดร้ ับ
ทราบพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็น คาวิจารณ์ รวมท้ังข้อเสนอแนะ หรือตั้งคาถามให้ผู้ฟังได้เก็บไปคิด
พจิ ารณา
๘. ขั้นสุดท้าย ผู้นาเสนอควรที่จะกล่าวถึง ความคาดหวังของผู้นาเสนอเอง ว่าผู้นา
เสนอคาดหวังว่าการนาเสนอนี้ผู้รับฟังจะได้อะไรบ้าง และหวังว่าจะกอ่ ให้เกิดประโยชน์ หรือกิจกรรม
๓๑๔
ใด ๆ ใดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนสุดท้าย ผู้นาเสนอจะตอ้ งกล่าวเพื่อแสดงถึงความรู้สกึ ส่วนตัว โดยการ
ขอบคุณผู้ฟังท่ีให้ความสนใจในเร่ืองท่ีนาเสนอ พร้อมกับมอบความปรารถนาดีให้แก่ผู้ฟังด้วยใจจริง
และกลา่ วอาลาดว้ ยสีหนา้ ยม้ิ แยม้
๙. ผู้นาเสนอควรรักษาเวลาในการนาเสนอ กล่าวคือ ควรจบตรงเวลาหรือก่อนเวลา
เล็กนอ้ ยหากต้องการจะเปดิ โอกาสใหผ้ ู้ฟังซักถาม
จึงนบั วา่ เปน็ หวั ใจสาคญั ของการนาเสนอดว้ ยวาจา ในชดุ การสื่อสารปัจจบุ นั และอนาคต
การนาเสนอในทีป่ ระชมุ อยา่ งมืออาชพี
การจัดประชุมให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้ส่ิงท่ีสาคัญอย่างหน่ึงท่ีหลายคนในที่
ประชุมจะต้องรับบทบาท คือ “การนาเสนอในท่ีประชุม” ซึ่งผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่มักรู้สึกหวั่นเกรง
และหนักอกหนักใจเม่ือได้รับมอบหมายงานให้ไปนาเสนอโครงการหรือผลงานของฝ่ายให้ที่ประชุม
ได้รับทราบ หรือตัดสินใจหลาย ๆ คนโดยเฉพาะผู้เชี่ยวซาญ (specialist) เช่น นักวิศวกรที่มักทางาน
ด้านเฉพาะทางกับหน้างานของตนเอง ไม่ค่อยได้มีโอกาสนาเสนอพูดต่อหน้าท่ีชุมชนหรือที่ประชุม
เม่ือไดร้ ับมอบหมายให้นาเสนองานในท่ีประชมุ จึงมกั กลัวว่าจะนาเสนอได้ไม่ดีหรือเกรงวา่ จะเสยี หน้า
เวลาตอบคาถามในท่ีประชุมไม่ได้ บางคร้ังจึงรูส้ ึกประหม่าเวลานาเสนอท้ัง ๆ ที่จริงแล้วเราเองอาจจะ
เป็นคนที่รู้เร่ืองในงานดีท่ีสุด แต่พอถึงเวลานาเสนอ บางคร้ังกลับอึ้ง และพูดผิดพูดถูกในช่วง
การนาเสนอ ดังเช่น ตวั อย่างกรณี คณุ พนมวิศวกรหนุ่มไฟแรงจบด้านวศิ วกรรมโยธาจากมหาวทิ ยาลัย
ช้ันนาของประเทศไทย ทางานภาคสนามคุมโครงการก่อสร้างหลาย ๆ แห่งมีประสบการณ์เชี่ยวชาญ
ในงานมากจนกระทั่งได้เลื่อนตาแหน่งเป็นผู้บริหารโครงการ วันหนึ่งคุณพนมได้รับผิดชอบก่อสร้าง
โครงการที่ต้องใช้งบลงทุนพัฒนาที่ดินแห่งหนึ่งมูลค่ าหลายสิบล้านบาทซ่ึงจะต้องนาเสนอ
คณะกรรมการบริหารของบริษัทเพื่อนาเสนอโครงการ และขอความเห็นชอบ คุณพนมรู้สึกหว่ันเกรง
อย่างลึก ๆ เน่ืองจากตนเองเป็นคนท่ีทางานภาคสนามคุมโครงการและสั่งงานติดต่อกับผู้รับเหมา
มาตลอด ไม่เคยมีประสบการณ์พูดต่อหนา้ กลุ่มคน พรอ้ มทั้งไม่รวู้ ่าตนเองจะเตรยี มตัวอย่างไรหรอื มีวิธี
นาเสนออย่างไรให้ผู้ฟังเข้าใจและสนใจ หลายคนเองคงอาจเคยรู้สึกเช่นเดียวกับกับคุณพนมท่ีรู้สึกว่า
ชอบทางานภาคสนาม ทางานกับเครื่องจักร ไม่ค่อยถนัดกับงานนาเสนอต่อท่ีประขุม อย่างไรก็ตาม
หากเมื่อเราได้รับมอบหมายหรือต้องสวมหมวกผู้บริหาร เราเองอาจจาต้องพัฒนาทักษะการนาเสนอ
ในท่ีประชุม เพื่อการเตรยี มพร้อมสาหรับบทบาทของตนในการนาเสนอในท่ีประชุม บางคนอาจคิดว่า
คนอื่นสามารถนาเสนอได้ดีกว่าตน คิดว่าเราเกิดมาพูดไม่ค่อยเป็น ไม่มีพรสวรรค์ในการพูด เคยมี
ประสบการณ์มองเห็นผู้อ่ืนนาเสนอได้อย่างคล่องแคล่วฉะฉานราวกับมีออาชีพ จึงคิดว่าตนคง
ไม่สามารถทาเช่นนั้นได้ แท้จริงแล้วเบื้องหลังการนาเสนอที่ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบน้ันได้ บุคคล
ผู้นาเสนอได้ราวกับมืออาชีพจะต้องผ่านการเตรียมพร้อม และฝึกซ้อมมาแล้วหลายเที่ยวกว่าจะถึง
๓๑๕
สถานการณ์จริงพูดในที่ประชุม ดังน้ัน การนาเสนอในท่ีประชุมอย่างมือชีพ มิใช่เรื่องของพรสวรรค์
แต่เป็นเร่ืองพรแสวง หากเรามีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี โอกาสที่เราจะเป็นผู้นาเสนอได้อย่างมือ
อาชีพนน้ั อยู่ใกลเ้ พียงแค่เออ้ื ม หากเราพยายามศกึ ษาวธิ ีการพร้อมทัง้ ฝึกฝนอย่างต่อเน่ือง
การนาเสนอ (Presentation) ตามความหมายของ อ.อนุชิต ฮุนสวัสดิกุล สานักงาน
ก.พ.ร. หมายถึง "การถ่ายทอดความคิดในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง ท่ีมีวัตถุประสงค์แน่ชัด ให้ผู้ฟังเข้าใจ
ภายในเวลาจากัด" ดังนั้น การนาเสนอจะต้องทราบวัตถุประสงค์แน่ซัด เพ่ือให้สามารถถ่ายทอด
ความคิดได้ตรงตามความต้องการอย่างครบถ้วน และกระชับ โดยทั่วไปมักใช้เวลาประมาณ ๑๕-๒๐
นาที เราอาจใช้การนาเสนอในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การเรียนในช่วงวัยเรียนเราอาจเคยมี
ประสบการณ์จากอาจารย์จะมอบหมายให้เราทารายงานกลุ่มแล้วให้รายงานหน้าชั้น รวมถึงใช้ในการ
ฝึกอบรมโดยวิธีการแบ่งกลุ่มให้ระดมความคิดจากสมาชิกภายในกลุ่มก่อนหลังจากนั้นจึงนาเสนอ
ความคิดของกลมุ่ ตนเองใหส้ มาชกิ กลมุ่ อื่นฟงั ซ่ึงโดยสว่ นใหญ่จะเห็นได้ว่าเป็นการนาเสนออย่างง่าย ๆ
ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก คือการนาเสนอเน้ือหาหัวข้อตามที่ได้รับมอบหมาย อย่างไรก็ตามการนาเสนอในที่
ประชุมอย่างมืออาชพี น้ัน มีขนั้ ตอนและวิธีการเตรียมพร้อมทต่ี ้องใชเ้ วลา และการวเิ คราะห์มากขึ้นใน
อกี ระดบั หนึ่ง ซ่งึ เราสามารถเรียนรูไ้ ด้ดงั ต่อไปน้ี
นาเสนอเพ่ือแจ้งให้ทราบ เป็นการส่ือสารชี้แจงให้ข้อมูลในท่ีประชุมได้ทราบ หรือ
รายงานความคืบหน้าเร่ืองนโยบาย แผนงาน ผลการศึกษาและวิธีการดาเนินงาน เช่น การนาเสนอ
ชีแ้ จงให้ทราบผลสรปุ การศึกษาวิเคราะห์แผนงานของโครงการท่ีผา่ นมา
การนาเสนอเพ่ือขอความเห็นชอบ การนาเสนอความคืบหน้าปัญหาและอุปสรรคของ
โครงการในปัจจุบันนาเสนอเพื่อความเห็นชอบ เป็นการนาเสนอเร่ืองท่ีได้มีการจัดดาเนินเป็นขั้นตอน
แล้ว ส่งเร่ืองเสนอคณะกรรมการ หรอื ท่ีประชุมผู้บรหิ ารระดับสูงเพอ่ื ขอความเหน็ ชอบ ซึ่งในที่ประชุม
อาจให้ข้อคิดเห็น ข้อสังเกตคาแนะนาเพ่ิมเติม เช่น ทีมที่ปรึกษาฝ่ายโครงงานได้ศึกษาความเป็นไปได้
ความคุ้มทุนท่ีจะลงทุนสร้างโรงงานผลิตกระดาษเพ่ิมข้ึน คณะโครงงานจึงได้นาผลการศึกษาดังกล่าว
เขา้ ท่ีประชมุ เพือ่ ขอความเห็นชอบ และขอ้ คดิ เหน็ เพิ่มเตมิ เพอื่ นาไปสกู่ ารอนุมัตโิ ครงการในข้นั ต่อไป
นาเสนอเพื่อพิจารณา เป็นการนาเสนอที่ให้ข้อมูลไว้เป็นส่วนหนึ่งของทางเลือก ซ่ึงอาจ
เป็นแผนงานธุรกิจยุทธศาสตร์ขององค์กรหรือแผนงานที่จะทาต่อไปในอนาคตให้ผู้บริหารระดับสูงได้
พจิ ารณา เพือ่ เป็นข้อมูลอ้างอิงใช้เพ่ือเตรียมในการตัดสินใจนอกจากน้ี การนาเสนอประเภทนี้บางครั้ง
อาจต้องใชก้ ลยทุ ธ์วิธนี าเสนอชกั ชวน โนม้ น้าวจติ ใจ ให้เหน็ คุณประโยชน์ โดยเฉพาะใช้ในการนาเสนอ
ขายสินค้า/บริการให้ กับคณะกรรมการพิจารณาของลูกค้าให้เห็นลักษณะ จุดเด่น และคุณประโยชน์
ของผลิตภัณฑ์ หรอื บริการทีล่ กู ค้าไดร้ ับ ซ่ึงลูกคา้ ก็จะได้นาข้อมลู ไปใช้ในการตัดสนิ ใจเลอื กผขู้ ายหรือผู้
ใหบ้ ริการ
๓๑๖
นาเสนอเพื่อตัดสินใจหรืออนุมัติ เป็นการนาเสนอท่ีต้องเตรียมข้อมูลอย่างรอบด้าน โดย
อาจต้องวิเคราะห์ SWOT analysis ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และปัญหาอุปสรรค พร้อมท้ังเสนอ
แผนทางเลือก หรือกลยุทธ์ให้ท่ีประชุม หรือคณะกรรมการสามารถตัดสินใจ หรืออนุมัติได้ทันที
การประชมุ ในแต่ละครั้งอาจประกอบดว้ ยรูปแบบการนาเสนอทแ่ี ยกออกจากกันอยา่ งส้ินเชิง หรอื อาจ
ประกอบดว้ ยการนาเสนอไดห้ ลายรูปแบบท้ังเพ่ือพจิ ารณา ขอความเห็นชอบ และอาจจบท้ายด้วยการ
อนุมัตติ ัดสินใจ ท้ังหมดน้ีข้ึนอยู่กับวาระของการประชุมท่ีได้ระบุไว้ ซึ่งหากเม่ือเราต้องนาเสนอจึงอาจ
ประกอบด้วยหลาย ๆ รปู แบบได้เช่นกัน
การนาเสนอท่ีดีในที่ประชุมได้น้ันควรคานึงถึง "การเริ่มต้นท่ีดี เท่ากับสาเร็จไปคร่ึงหนึ่ง
แล้ว" ซ่ึงเป็นสานวนท่ีเหมาะกับสถานการณ์การนาเสนอในท่ีประชุมเป็นอย่างย่ิง เพราะการเตรียม
พร้อมท่ีเพียบพร้อมย่อมทาให้เรามั่นใจในช่วงระหว่างการนาเสนอมากยิ่งขึ้น และช่วยลด
ความประหม่าได้เป็นอย่างดกี ารเตรยี มพร้อม
ศึกษาวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ จะช่วยทาให้เราทราบว่าควรเตรียมเน้ือหาไปใน
ทิศทางไหน นอกจากน้ียังช่วยให้เราตัดเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง ซ่ึงจะช่วยทาให้การนาเสนอกระชับ
ตรงประเดน็ ไมท่ าให้ผฟู้ งั รู้สกึ เสียเวลา และราคาญ หรือรสู้ กึ ว่าผู้นาเสนอพูดออกนอกประเดน็
การวางกรอบวัตถุประสงค์ เราควรวางแนวทางว่าต้องการให้ผู้ฟังได้รับข้อมูลอะไรและ
ต้องการให้เกิดผลสิ่งใด เช่น หากเรารู้ว่าต้องการนาเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุม เราก็
จาต้องเตรียมข้อมูลประเด็นต่าง ๆ ที่ประชุมอาจจะมีข้อสงสัย ผู้นาเสนอจึงต้องเตรียมข้อมูล
คาอธิบายในการตอบคาถามข้อโต้แย้งทั้งหลายให้รัดกุมจนกระท่ังให้ที่ประชุมพอใจ อีกท้ังการวาง
กรอบวตั ถุประสงค์เพ่ืออะไรยงั เป็นตัวชี้วัดดว้ ยว่าการนาเสนอของเราครั้งน้ีประสบความสาเรจ็ หรือไม่
หากเราโน้มน้าวให้ท่ีประชุมอนุมัติเห็นด้วยก็หมายความว่า การนาเสนอน้ันประสบความสาเร็จตาม
วัตถปุ ระสงคท์ ่ีตัง้ ไว้
วิเคราะห์เข้าใจผู้ฟัง การนาเสนออย่างมืออาชีพ สิ่งสาคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยทาให้เรา
สามารถเตรียมตัวได้อย่างดีพร้อมน้ันคือ การรู้จักเข้าใจกลุ่มผู้ฟัง หากเราต้องการจะนาเสนอให้กับ
กลุ่มที่ประชุมใด เราควรวิเคราะห์ผ้ฟู ัง ตามประเด็น APEKABO ดงั ตอ่ ไปนี้
- Audience กลมุ่ ผฟู้ งั
- Preference thinking แนวความคิด
- Expectation ความคาดหวงั
- knomledge ความรู้
- Attitude ทัศนคติ
- Background ภมู ิหลัง
- Others อื่น ๆ
๓๑๗
Audience กลุ่มผู้ฟังคือใคร มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราพูดในด้านใด เราควรทราบว่า
ใครคือกลุ่มผู้ฟังของเรา เนื่องจากการนาเสนอสาหรับแต่ละกลุ่มผู้ฟังน้ัน ย่อมแตกต่างกันไป หากเรา
วเิ คราะห์ผิด สิ่งท่ีเตรียมมาท้ังหมดอาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้ฟัง ทาให้การนาเสนอล้มเหลวได้
เช่น หากเราต้องนาเสนอกับกลุ่มลูกค้าท่ัวไป หรือกลุ่มเพื่อนร่วมงานวิศวกรด้วยกัน ย่อมมีวิธีการ
นาเสนอท่ีแตกต่างกันไป นอกจากน้ี หากเราไปนาเสนอส่ิงที่เขาไม่เกี่ยวข้องด้วย ก็ย่อมทาให้ผู้ฟังไม่
สนใจ ทาให้การนาเสนอของเราถกู ตติ งิ ว่าได้
Preference Thinking แนวความคิด และประสบการณ์ของกลุ่มผู้ฟัง โดยส่วนใหญ่
อาชีพของคนเรามักมีอิทธิพลความเคยชินทาให้แนวความคิดหรือวิธีการรับฟังส่ือสารข้อมูลตามแบบ
ฉบับของคนในอาชีพน้ัน ๆ ดังที่เคยกล่าวไว้ในเรื่อง Whole Brain (สามารถหาอ่านได้จากฉบับ........)
หากเราต้องนาเสนอกับกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ทางานเก่ียวกับตัวเลข เช่น นักบัญชี นักวิเคราะห์หุ้น เราก็
ควรเตรียมข้อมูลนาเสนอประเภทตัวเลข สถิติไว้ ซ่ึงจะทาให้กลุ่มผู้ฟังซึ่งคุ้นเคยกับตัวเลขเข้าใจง่าย
เหมือนอธิบายด้วยส่ือภาษาวิชาชีพเดียวกัน หากเราต้องไปนาเสนอกลุ่มผู้ฟังที่มาจากแวดวงวิชาชีพท่ี
หลากหลาย ก็ให้พยายามจัดกลุ่มผู้ฟังแยกประเภทหมวดหมู่ใหญ่ ๆ ออกมา เพื่อให้การสื่อสารให้
เข้าใจอย่างทวั่ ถงึ และเตรยี มเนอ้ื หาและคาตอบให้เหมาะกบั สถานการณ์ โดยเราอาจเน้นกับกลุ่มคนที่
มอี ิทธพิ ล และอานาจเดด็ ขาดในทป่ี ระชมุ เป็นหลัก
Expectation สอบถามและคาดการณ์ถึงความคาดหวังของกลุ่มผู้ฟัง วิธีการที่เราจะ
ทราบถึงความคาดหวังของกลุ่มผู้ฟัง คือ อาจใช้การสอบถามจากผจู้ ัดการประชุม หรือคุยกับสมาชิกที่
ต้องเข้ารว่ มประชุมกอ่ นล่วงหน้า ก็จะเป็นข้อมูลให้เราไดท้ ราบคร่าว ๆ ถึงความคาดหวงั ของผู้ฟัง หาก
ความคาดหวังส่ิงที่ผู้ฟังต้องการทราบนั้น จะช่วยให้เราเตรียมเนื้อหาได้ตรงกับความต้องการของกลุ่ม
ผู้ฟังส่งผลทาให้การนาเสนอของเรานา่ สนใจ และประสบผลสาเรจ็ ในทางตรงกนั ข้าม หากเราเคราะห์
คาดการณผ์ ิดกจ็ ะมผี ลใหก้ ารนาเสนอของเราไมป่ ระสบความสาเร็จ
Knowledge ระดับความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์ในเน้ือหาท่ีนาเสนอของกลุ่ม
ผฟู้ ัง การเข้าใจกลุ่มผู้ฟังตรงนี้ช่วยทาให้เราสามารถวางขอบเขตเนื้อหาว่าควรลงลึก หรืออธบิ ายเพียง
แค่ภาพกว้าง ๆ เน่ืองจากหากเรานาเสนอกับกลุ่มผู้ฟังท่ีเป็นผู้เช่ียวชาญแล้ว เช่น นาเสนอโครงงาน
เก่ียวกับกระบวนการขนส่งท่อน้ามันให้กับวิศวกรกลุ่มโรงงานผลิตน้ามัน ก็ไม่จาเป็นต้องเสียเวลา
อธิบายศัพท์เทคนิคมาก ในทางตรงกันข้ามหากกลุ่มผู้ฟังระดับผู้บริหารท่านอื่น ๆ ท่ีไม่เคยเกี่ยวข้อง
กับการผลิต และไม่มีพ้ืนฐานความรู้ในเร่ืองท่ีเรานาเสนอน้ันมาก่อน เราควรอธิบายศัพท์ และเน้ือหา
สาคญั ท่ีควรรู้เพ่ิมเติมข้ึน พร้อมท้ังวิเคราะห์วางแผนด้วยว่าควรให้ความรู้เก่ียวกับเนือ้ หาที่เราต้องการ
นาเสนออยใู่ นระดับใด
๓๑๘
Attitude ทัศนคติและส่ิงที่เขาทราบเก่ียวกับตัวเรา บางคร้ังเราควรทราบว่าผู้พึงมี
ทัศนคติในทางใดต่อเรา หากผู้ฟังมีทัศนคติด้านลบ จะได้สามารถเตรียมการต้ังรับหรือหาทาง
แก้ปัญหาล่วงหน้ากอ่ น เช่น หากเราตอ้ งนาเสนอกับกลุ่มผคู้ ัดคา้ นโครงการ เราจะต้องเตรยี มเน้ือหาที่
เน้นให้เขาเห็นประโยชน์พร้อมท้ังมาตรการรองรับปัญหาที่อาจเกิดข้ึนให้กับกลุ่มผู้ฟัง ซ่ึงจะช่วยทาให้
กลุม่ ผู้ฟังเขา้ ใจเปลี่ยนทศั นคตใิ นทางที่ดีพร้อมท้ังให้ความร่วมมอื กบั ผู้บรหิ ารโครงการ
Background เรื่องราวหรือภูมิหลังที่อาจมีอิทธิพลต่อกลุ่มผู้ฟังอ่ืน ๆ (หากมี) ควรลอง
สืบทราบว่ามีเร่ืองราวท่ีเก่ียวโยงมาก่อนหน้านี้หรือไม่ เคยมีใครนาเสนอหัวข้อเช่นเดียวกับเรามาก่อน
หรือไม่ แล้วมผี ลตอบรบั อยา่ งไรบ้าง เช่น กรณีเรานาเสนอโครงการลดขน้ั ตอนการเกิดของเสยี ให้กบั ท่ี
ประชุม ลองสอบถามดูว่าเคยมีใครลองเสนอมาแล้วหรอื ไม่ เสนอแล้วถูกต่อตา้ นหรือสนับสนุนอย่างไร
หากเราทราบขอ้ มลู คร่าว ๆ กอ่ นหน้าก็จะทาใหเ้ ราสามารถปอ้ งกนั ปญั หาทจ่ี ะเกดิ แบบเดิมลว่ งหน้าได้
Others ข้อมูลบางอย่างอาจมีประโยซน์สาหรับการวิเคราะห์ผู้ฟังเพ่ือเตรียมข้อมูล
นาเสนอได้รอบด้านมากย่ิงข้ึน โดยเราสามารถสอบถามข้อมลู อ่ืน ๆ จากผู้จัดการประชมุ เช่น จานวน
ผฟู้ ัง หากผู้เขา้ ประชุมมีจานวนน้อย และพ้ืนฐานแตกต่างกนั ไมม่ าก ย่อมทาให้ผนู้ าเสนอย่อมวเิ คราะห์
ใด้ง่ายและสามารถนาเสนอไดต้ รงตามความต้องการของผู้ฟังได้มากกวา่ จานวนผู้เข้าร่วมประชุมมากท่ี
มีพื้นฐานแตกต่างกัน ดังนั้น ในกรณีต้องนาเสนอในท่ีประชุมใหญ่ ๆ เช่น การประชุมใหญ่ประจาปี
ของบริษัท เราก็อาจวิเคราะห์ผู้ฟังในภาพรวมอย่างกว้าง ๆ ช่วงเวลาในการนาเสนอในที่ประชุม
สอบถามวา่ เป็นชว่ งเช้าหรือหลังอาหารกลางวัน หากเป็นชว่ งเช้า จะเป็นช่วงเวลาดีท่ีสดุ เนอื่ งจากเป็น
ช่วงที่ทุกคนยังกระฉับกระเฉงสดช่ืนอยู่ หากเป็นช่วงก่อนเท่ียงหรือช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวัน ก็จะ
เป็นช่วงเวลาท่ีคนอาจหิวหรือเพ่ิงอิ่ม อาจทาให้สมาชิกในท่ีประชุมรู้สึกเบื่อ ไม่สนใจการนาเสนอของ
เราเท่าท่ีควร ดังนั้น จึงควรหาวิธีป้องกันเตรียมพร้อมโดยอาจใช้เทคนิควิธีการนาเสนอให้ผู้ฟังมีส่วน
ร่วมและใช้น้าเสียงที่เร้าใจกระฉับกระเฉงหรืออาจใช้ส่ืออ่ืน ๆ ที่นา่ สนใจเข้าช่วย เช่น วดี ีโอระยะเวลา
ทใ่ี ช้ในการนาเสนอ ควรสอบถามกับผู้จดั ประชุมใหแ้ น่ชดั หรือดูจากวาระการประชุมว่า เรามีเวลาทใ่ี ช้
ในการนาเสนอมากน้อยเพียงใด โดยควรเตรียมเน้ือหาให้เหมาะสมกับเวลาท่ีได้รับและเผื่อเวลาไว้
สาหรับการตอบคาถามหรือในกรณีที่เวลาประชุมถูกเลื่อนเลยเวลาที่ได้กาหนดไว้ เวลาท่ีใช้นาเสนอ
ไม่ควรเกิน ๒๐ นาที เพราะเป็นระยะเวลาที่พบว่าคนเราจะสนใจฟังได้โดยตลอด หากเกิน ๒๐ นาที
แลว้ ความสนใจของผ้ฟู ังจะลดลงตามลาตับ ลาดับการนาเสนอในท่ีประชมุ มีผู้นาเสนอร่วมด้วยหรือไม่
ใครนาเสนอก่อนหน้าหรือหลังเรา โดยควรซักซ้อมเตรียมโยงเน้ือหาใหเ้ ข้ากับผทู้ ีน่ าเสนอกอ่ นหน้าและ
ผูท้ ่ีนาเสนอในลาดับถดั ต่อไปให้เนือ้ หาสอดคล้องกัน หากเป็นการนาเสนอเด่ยี ว ก็ไม่จาเป็นต้องเตรยี ม
สถานท่ีห้องประชุม ควรตรวจสอบว่าสถานท่ีนั้นมีอุปกรณ์ช่วยนาเสนอ (Visual Aids) เช่น จอภาพ
หรือ เคร่ืองฉายแผ่นใส บางคนอาจใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ต่อกับเครื่อง LCD ประกอบการบรรยาย
เราจึงควรเช็คล่วงหน้าว่าสถานท่ีห้องประชุมมีอุปกรณ์พร้อมหรือไม่ เพ่ือป้องกันอุปกรณ์ที่อาจขัดตก
๓๑๙
บกพร่องเวลาการนาเสนอจริง นอกจากน้ีเราควรตรวจสอบการวางตาแหน่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ใน
สภาพที่ใช้สะดวก ผู้ฟังทุกคนเห็นชัดเจน เช่น หากห้องประชุมใหญ่เราควรเตรียมจอรับภาพให้
เหมาะสมกับขนาดห้องประชุม เน่ืองจากหากจอภาพเล็กเกินไปไม่เหมาะกับขนาดของห้องประชุม
จะทาให้ผู้เข้าร่วมประชมุ เห็นไม่ชัดและหมดความสนใจ การเตรยี มพร้อมหากเป็นไปได้เราควรไปซ้อม
นาเสนอในสถานที่จริง เพ่ือหาตาแหน่งยืนท่ีเหมาะสมโดยเฉพาะในกรณีท่ีห้องประชุมใหญ่กว้างมาก
ควรหาตาแหนง่ ยืนหรือเคล่อื นไหวที่ทกุ คนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน
การวางแผนนาเสนอเร่อื ง
เตรียมเนื้อหา เป็นขั้นตอนสาคัญที่จะส่ือความให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับข้อมูลตาม
วัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้เราอาจศึกษาหาข้อมูลและระบุใจความสาคัญท่ีต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุม
จดจาได้ รวมถึงเนันสิ่งที่เราต้องการขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมตัดสินใจหรือเห็นชอบ พร้อมท้ังคันคว้า
ข้อเท็จจริงเป็นเหตุผลมาสนับสนุนในส่ิงท่ีเราได้กล่าวนาเสนอ กระตุ้นให้ผู้ฟังสนใจ และคล้อยตาม
หากมีประเด็นใดท่ีเป็นข้อโต้แย้ง เราก็ควรพยายามหาเหตุผลและประโยชน์ในสิ่งท่ีเขาอาจมองข้ามไป
มานาเสนอในอีกมุมหน่ึงเพื่อให้ผู้ฟังเห็นตาม การเตรียมข้อมูลเหล่าน้ีจะช่วยให้การเตรียมเน้ือหาของ
เราเป็นไปด้วยดีและราบร่ืน นอกจากน้ี เราสามารถเตรียมเนื้อหาให้สอดคล้องเหมาะสมกับ
วตั ถุประสงค์การนาเสนอ ดังกลา่ ว คือ เพื่อแจง้ ใหท้ ราบข้อมูลข่าวสาร หากเป็นการประชุมเพื่อแจง้ ให้
ทราบข้อมูล ข้อเท็จจริง เราสามารถนาเสนอในกรณีแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับนโยบายหรือทิศทางของ
องค์การ นอกจากน้ีเราอาจสามารถเสนอในรูปของตัวเลข กราฟ จานวนการผลิต อัตรากาลังคน
เป็นต้น การเสนอเป็นภาพดังกล่าวจะทาให้เห็นการเปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างชัดเจน เพ่ือขอความ
เห็นชอบการนาเสนอดังกล่าว ผู้นาเสนอได้ศกึ ษาหาข้อมลู ข้นั ตอนเตรียมการจนสาเร็จเป็นรายละเอียด
โครงการแล้วรอขอความเห็นชอบจากที่ประชุม ซึ่งที่ประชุมอาจมีข้อติติงให้แก้ไขหรือข้อชักถาม
เพิ่มเติม ดังนั้นเราจึงควรเตรียมข้อมูลตอบคาถาม อธิบาย ช้ีแจงให้ท่ีประชุมทราบจนเป็นที่พอใจเพื่อ
พิจารณา การนาเสนอพิจารณาน้ันเป็นการนาเสนอที่ต้องวิเคราะห์เข้าใจถึงความต้องการของผู้ฟัง
อย่างแม่นยา และหากสามารถหาข้อมูลและนาเสนอได้ตรงกับความต้องการของผู้ฟังแล้ว
การนาเสนอน้ันย่อมประสบผลสาเร็จ เมื่อที่ประชุมพิจารณาสิ่งที่เรานาเสนอนั้นเป็นตัวเลือกหนึ่งแล้ว
โอกาสท่ีไปสู่การอนุมัติตัดสินใจตามที่เราเสนอน้ันก็จะยิ่งมีมากข้ึนเพ่ืออนุมัติหรือตัตสินใจ คือ
การนาเสนอข้ันตอนหรือดาเนินการให้ท่ีประชุมผู้มีอานาจตัดสินใจหรืออนุมัติโดยผู้นาเสนอจะต้อง
วเิ คราะห์สถานการณ์ ข้อดี/ข้อเสีย พร้อมทั้งผลสรปุ ทางเลือกปฏิบัติ พิจารณาเลือกทางที่ดีท่ีสุด และ
ทางเลือกรองลงมา ให้ที่ประชุมได้พิจารณาตัดสินใจหรืออนุมัติ กาหนดระดับขอบเขตเนื้อหาที่กลุ่ม
ผฟู้ งั ควรต้องทราบ เนอื่ งจากข้อมูลท่ศี ึกษารวบรวมมามีมากมาย ดังนนั้ จงึ ควรกาหนดขอบเขตเน้ือหา
ท่ีกลุ่มผู้ฟังควรทราบ สิ่งใดไม่จาเป็นให้ตัดทิ้ง คัดเลือกเฉพาะสาระสาคัญ อย่างไรก็ตาม การกาหนด
๓๒๐
ความยาวของเนื้อหาน้ีมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วยคือ ระยะเวลาท่ีใช้ในการนาเสนอ หากระยะเวลามีน้อย
ควรนาเสนอเฉพาะส่วนสาระสาคัญในส่วนท่ีประชุมควรทราบ ในการนาเสนอน้ันเราอาจเตรียมไว้
๒ แผน คือ แผนแรกนาเสนอ เน้ือหาครบถ้วนตามท่ีเราต้องการจะนาเสนอท้ังหมดตามเวลาท่ีได้
กาหนดไว้ แผนท่ีสอง คือ แผนสารอง ให้ทาเครื่องหมายเลือกเฉพาะสไลด์เน้ือหาสาระสาคัญ ๆ เพ่ือ
ป้องกันการขาดตกบกพร่องมิได้ให้สาระสาคัญ ๆ แก่ท่ีประชุมเตรียมเผ่ือในกรณีท่ีเหลือระยะเวลาใน
การนาเสนอนอ้ ย
การจัดเรียงลาดับเนื้อหา จะช่วยให้ผู้ฟังสามารถติดตามเนื้อหาได้ทันและเข้าใจได้ง่าย
โดยนาประเด็นทั้งหมด มาจัดเรียงลาดับพิจารณาว่าควรเสนอประเด็นใดก่อนหรือหลัง ซ่ึงอาจ
เรียงลาดับตามความสาคัญระยะเวลาก่อน-หลัง หรือลาดับตามเหตุผล การเรียงลาดับเนื้อหาโดย
ภาพรวมส่วนใหญ่ มักแบ่งเป็น บทนา เนื้อหา และบทสรุป บทนา มักกล่าวถึง ความเป็นมา
วตั ถุประสงค์ หรืออาจเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังโดยการยกประเด็นปัญหา ข้อคาถาม เพ่ือกระตุ้น
ใหท้ ป่ี ระชุมสนใจฟัง เนื้อหา โดยการกลา่ วถึงประเด็น สาระสาคญั ท่ีตอ้ งการให้ที่ประชุมทราบ หรือรับ
ฟังพิจารณาโดยการยกตัวอย่าง การเปรียบเทียบ แนวทางการวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย หาข้อมูล
สนับสนุนมาอธิบาย อ้างอิงกฎหมาย ระเบียบ พระราชบัญญัติ ผลการวิจัย หรือข้อมูลสถิติตัวเลข
ผลการทดสอบ ใหเ้ หน็ ภาพซัดเจนข้ึน
บทสรุป กล่าวสรุปภาพรวมสาระสาคัญท้ังหมด รวมถึงข้อสรุป ข้อเสนอแนะแนวทาง
เลือก พร้อมเน้นยา้ ถงึ ส่ิงที่ตอ้ งการใหท้ ่ีประชุมทาสิง่ ใด เช่น พิจารณา/อนุมัติหรือตัดสินใจในที่นี้จะขอ
เสนอเคา้ โครงเนอื้ หาการนาเสนอในที่ประชมุ ทงั้ ๑๐ รูปแบบ ดังตอ่ ไปน้ี เพ่ือเป็นแนวทางตวั อย่าง
การนาเสนอเพอ่ื การนาเสนอกลยทุ ธ์
๑. วตั ถปุ ระสงค์
๒. สถานการณ์ปจั จุบนั (ดาเนินการในทศิ ทางที่ด/ี วกิ ฤตหรือเลวร้าย)
๓. ส่งิ ท่ีตอ้ งการให้เกดิ ขึ้น
๓.๑ เสนอแนะกลยุทธท์ ีเ่ ป็นไปได้และเหมาะสมกับสถานการณ์หลาย ๆ วธิ ี
๓.๒ วเิ คราะหข์ ้อดี ข้อจากัดของแตล่ ะกลยทุ ธ์
๓.๓ เลือกเฉพาะกลยุทธ์ที่ดี ๑-๒ กลยุทธ์ พร้อมทั้งสิ่งท่ีจะต้องกระทาในข้ัน
ต่อไป
๓.๔ การแก้ไขปัญหา
๓.๕ ระบสุ ิง่ ทตี่ อ้ งการใหเ้ กิด (ตามแผน) และสิ่งท่ีเกดิ ข้นึ จรงิ : ปญั หา
๓.๖ ช้ีให้เห็นถึงส่ิงทเ่ี กิดขน้ึ ในอดีต
๓.๗ ชใ้ี หเ้ ห็นถงึ สง่ิ ที่เปลีย่ นแปลงไป (นโยบาย/งบประมาณ/บุคลากร/แผนงาน)
๓๒๑
๓.๘ เสนอปจั จยั /สาเหตขุ องปญั หา
๓.๙ แนวทางการบรรเทาปัญหา/แก้ไขปัญหาในปัจจุบัน
๓.๑๐ เสนอแนวทางดาเนนิ การข้นั ต่อไป
๔. การเสนอขายสนิ คา้ / การบรกิ าร/ ความคดิ
๔.๑ วตั ถปุ ระสงค์
๔.๒ วเิ คราะห์สถานะและความต้องการของผู้ฟัง
๔.๓ นาเสนอสินคา้ / บริการ/ ความคดิ
- ชใ้ี หผ้ ฟู้ ังเห็นประโยชน์ท่ีจะได้รับ (เปรยี บเทียบกับประโยชน์ทเ่ี คยได้รับ)
- บอกขั้นตอนต่อไป
- เสนอแนะทางเลอื กในการตัดสินใจ
- การตดั สนิ ใจท่ีได้กระทาแล้ว
- ระบคุ วามจาเปน็ และความตอ้ งการทเี่ กดิ ข้นึ
๔.๔ วิเคราะห์/จัดลาดบั ความต้องการมาก-น้อย
๔.๕ กาหนดทางเลอื กทีเ่ ป็นไปได้
๔.๖ พิจารณาตดั ทางเลือกที่ไมต่ รง/สอดคล้องกับความจาเปน็
๔.๗ พจิ ารณาเปรยี บเทยี บทางเลอื กตา่ ง ๆ ท่สี อดคลอ้ งกับความต้องการ
๔.๘ บอกข้อดี- ข้อเสียของแตล่ ะทางเลอื ก
๔.๙ เสนอแนะทางเลือกท่ดี ีทีส่ ุด และบอกถึงขน้ั ตอนดาเนินการตอ่ ไป
๕. การเสนอแนวทางปอ้ งกันปญั หา
๕.๑ กาหนดวตั ถปุ ระสงค์
๕.๒ ระบแุ นวโน้มทจ่ี ะเกิดปญั หาในอนาคต
๕.๓ ช้ีให้เห็นปัจจัย/สาเหตทุ ่ีอาจจะทาใหเ้ กิดปัญหา
๕.๔ ความสาคัญ/ความรนุ แรงของปัจจัย/สาเหตุทีจ่ ะทาให้เกดิ ปัญหา
๕.๕ แนวทาง/วิธกี ารตดั /ลดปัจจัย/สาเหตุที่จะทาใหเ้ กิดปัญหา
๕.๖ แผนการดาเนนิ การ/กาหนดการ
๕.๗ การถ่ายทอดความร/ู้ การสอน
๕.๘ ความนา
๕.๙ บอกความสาคญั ของเรอ่ื ง
๕.๑๐ เสนอเนื้อหาเป็นลาดับ ประกอบด้วยประเด็นสาคัญ ประเด็นรอง ตัวอย่าง
คาถามและกจิ กรรม
๕.๑๑ สรปุ เนน้ ยา้ ส่งิ สาคญั
๓๒๒
๖. การเสนอแนะ วิธกี าร ขั้นตอน การนาความร้ทู ีใ่ ด้รบั ไปปรับใชใ้ นการปฏบิ ัตงิ าน
๖.๑ การรวบรวม/แลกเปล่ยี นขอ้ มูล
๖.๒ กาหนดวัตถุประสงค์
๖.๓ ภารกจิ ทป่ี ฏิบัติ/รับผดิ ขอบ
๖.๔ อุปสรรค/ปญั หาทเี่ ผชญิ
๖.๕ เช่ือมโยงกับผูฟ้ ัง
๖.๖ บอกความสาคญั ข้อมลู ท่ีมตี อ่ เปา้ หมายขององค์การ
๖.๗ การเสนอขา่ วร้าย
๖.๘ บอก/อธบิ ายเบ้ืองหลังที่มาของเรอ่ื ง (ความจาเปน็ /ปัญหา)
๖.๙ เสนอขา่ วร้าย
๖.๑๐ เสนอแนะทางเลือกเผชญิ ข่าวรา้ ย
๖.๑๑ วเิ คราะห์เปรยี บเทยี บข้อดี-ข้อจากัดของทางเลอื ก
๖.๑๒ เสนอแนะทางเลอื กท่ี (น่าจะ) ดที ส่ี ุดสาหรับผูฟ้ งั
๖.๑๓ ร้ายงานความก้าวหน้า
๖.๑๔ ภารกจิ
๖.๑๕ แผนงานทก่ี าหนด
๖.๑๖ ผลการปฏิบตั งิ านท่ีผา่ นมา
๖.๑๗ ปัญหา/อปุ สรรคและวิธีแกไ้ ข
๖.๑๘ แผนงานในอนาคต
๗. การบรรยายสรปุ หน่วยงาน
๗.๑ ทักทายผ้ฟู งั
๗.๒ ความเปน็ มาของหน่วยงาน
๗.๓ ภารกจิ ทไ่ี ด้รับมอบหมาย
๗.๔ แผนการทก่ี าลงั ดาเนินงาน
๗.๕ ปัจจัยและผลแหง่ ความสาเร็จ
๗.๖ ปัญหา/อุปสรรคและวิธกี ารแก้ไข
๗.๗ แผนการในอนาคต
ดังน้ันการนาเสนอในที่ประชุมจะเห็นได้ว่า เราควรเตรียมพร้อมต้ังแต่การวิเคราะห์ผู้ฟัง
เพ่ือวางแผนนาเสนอเน้ือทาให้ตรงกับความต้องการกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุม และเรียงลาดับเน้ือหาให้
เหมาะกับวตั ถปุ ระสงค์ของการประชมุ รวมท้ังการวางท่าในการนาเสนอ
๓๒๓
เทคนิคการใชส้ ายตาในการนาเสนอ
ผู้พูดโดยทั่วไปมักมองข้ามความสาคัญของการใช้สายตา อาจโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือ
โดยความประหม่าเวที ลักษณะที่น่าเบ่ือหน่าย คือ ผู้พูดมักมองอยู่ที่จุดหน่ึงเพียงจุดเดียว หรือมองท่ี
อ่ืนแทนที่จะมองผู้ฟัง เช่น ก้มหน้าดูกระดาษบันทึก ดูหัวรองเท้าของตนเอง เงยหน้าดูเพดาน หรือ
มองผู้ฟังคนใดคนหน่ึงนานเกินไป สิ่งน้ีสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้ฟัง เพราะเท่ากับผู้พูดมิได้ต้ังใงพูด
ใหท้ ่ีประชุมฟัง
เทคนิคการใชน้ า้ เสียง
"น้าเสียง" เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของการพูด เสียงของนักพูดท่ีดีไม่จาเป็นต้องเป็น
เสียงหวาน และมีกังวานเหมอื นเสียงของนกั รอ้ ง แตต่ อ้ งเปน็ เสียงท่อี อกมาจากความรสู้ ึกทจี่ รงิ ใจของผู้
พดู เตม็ ไปดว้ ยพลงั มีชีวติ ชีวาสามารถที่จะตรงึ ผู้ฟังไวไ้ ด้
ข้อบกพร่องทั่วไปของนา้ เสียง
๑. เสยี งเบาเกนิ ไป
๒. พดู ช้าหรือเรว็ เกินไป
๓. พดู อึกอกั น่าราคาญ
๔. ทว่ งทานองเหมอื นอ่านหนังสอื หรอื ท่องจา
๕. พูดราบเรยี บระดบั เดยี วกันต้ังแต่ตน้ จนจบ
การปรับปรุงน้าเสียง
๑. ลกั ษณะเสียงอยรู่ ะหวา่ งกลางของเสียงอ่านกบั เสียงคุย
๒. ควรใชแ้ ตเ่ สยี งแท้เท่าน้ัน ไมค่ วรใหม้ ีเสียเทยี ม
๓. เสียงต้องดังใหไ้ ดย้ ินชดั ทุกถอ้ ยคา
๔. เปน็ เสียงทม่ี ลี ักษณะสงู ต่า หนัก เบา
๕. เสยี งวรรณยกุ ต์
๖. เสียงส้ัน เสียงยาว
๗. เสยี งเหมาะกับเพศ
๘. เสียงเหมาะกับตาแหน่งการงาน
๙. อย่าพดู เอ้อ-อา้
๑๐. พดู ด้วยความรสู้ ึกทีจ่ ริงใจ
๓๒๔
จึงมีคาจากัดความท่ีไพเราะและเหมาะสมของ "การนาเสนอ" ก็คือ "การให้" ชนิดหน่ึง
นั่นเองซ่ึงก็หมายความว่าผู้นาเสนอจะให้ในสิ่งที่ " ผู้รับ" (ผู้ฟัง) อยากได้นั่นเอง ท่านเคยสังเกตไหมว่า
เวลาท่านใหข้ องที่ถูกใจแก่ผู้รับเขามีกรยิ า "การตอบสนอง" อย่างไร ? ฉันใดกฉ็ ันน้ันกริยาอาการอย่าง
น้ันท่านก็จะพึงได้รับถา้ หากท่านนาเสนอได้ อยา่ ง "มืออาชีพ" และ "การตอบสนอง" จากผู้ฟังน่ีเองคือ
ข้อแตกต่างประการทส่ี องระหว่าง "การกลา่ วคาปราศรยั " และ "การนาเสนอ"
๙.๕ สรุป
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
๙.๖ คาถามทบทวน
๑. .............................................................................
๒. .............................................................................
๓. .............................................................................
๔. .............................................................................
๕. .............................................................................
๙.๗ เอกสารอา้ งองิ
จามจรุ ี ผดงุ ชวี ิต : พดู อย่างไรไปถึงควงดาว. อมรนิ ทร์บุ๊ตเซ็นเตอร์ จากัด กรงุ เทพมหานคร. ๒๕๔๒.
พชร บัวเพียร : วาทวิทยา : กยุทธ์การพูดอย่างมีประสิทธิภาพในทุกโอกาส. ธนบรรณ.
กรงุ เทพมหานคร. ๒๕๓๖.
พษร บัวเพยี ร : เส่อื สารอยา่ งผนู้ า Rangsi Univ. Press ปทุมธานี. ๒๕๓๘.
เวดิน นพนิตย์ : เทคนิคการเตรียมเอกสารเสนอทางวิทยาศาสตร์. โอเดียนสโตร์ กรุงเทพมหานคร.
๒๕๒๖.
เวดิน นพนิดย์ : เทคนิคการนาเสนอทางวิชาการด้วยวาจา (Technical oral Prosentation) :
Professonal Asseciates of Thailand. ๒๕๔๔. (กาลงั จดั พิมพ)์
สมชาติ กจิ ยรรยง : ศลิ ปะในการถา่ ยทอด. เรือนบุญ กรงุ เทพมหานคร. ๒๕๔๒.
สุวทิ ย์ มลู ค่า : ครบเครื่องเรือ่ งวิทยากร. ดวงกมลสมยั จากัด กรุงเทพมหานคร. ๒๕๔๑.
๓๒๕
อ้อม ประนอม : วิทยาการสาหรับวทิ ยากร. ข้าวฟ้าง กรงุ เทพมหานคร. ๒๕๔๐.
Arredondo, L. How to present like a pro Mc Graw-Hill, Inc, New York, ๑๙๙๑.
Bostock, L, Spcaking in public. Harpercollins Publishers, Glasgow, ๑๙๙๔.
Eissenberg, A. Effective technical prescntation ๒ " cdition. Mc Graw-Hill Lid. New
York, ๑๙๙๓.
Gladir, S.D. The ten commandmints for Public Speakers. Singapore Institute of
Management and Heincmann Asia. Singapore. ๑๙๙๐.
Hawleins, C. and Sorgi, M. Research : How to plan, speak and write about it.
Narosa Publishing House. New Delhi, ๑๙๙๘.
Heller, R. Communicate clcarly. Dorling Kindersley Ltd. London. ๑๙๙๘.
Hindle, T. Making presentations. Dorling Kindersley Ltd., London. ๑๙๙๘.
James, M. Persuative Presentations! David Grant Publishing Ltd. Pembury, ๑๙๙๗.
Mandel, S. Effective presentation skill. Kogan Page Ltd. London, ๑๙๙๗.
Smith, T.C. Making successful presentations. A self-teaching guide. John Wiley &
Sons, Inc., New York. ๑๙๘๔.
Staheli, L.T. Speaking and writing for the physician. Raven Press Books, Ltd., New
York. ๑๙๘๖.
Valentine, N. Speaking in public. Penguin Books Australia Ltd. Ringwood. ๑๙๙๓.
Weiss, D.H. How to make an efiective speech or presentation. American
Management Association, New York. ๑๙๘๗.
บรรณนานุกรม
กรรณิการ์ พวงเกษม. (๒๕๓๓). การสอนเขียนเร่ืองโดยใช้จิตนาการการสร้างสรรค์ในระดับ
ประถมศึกษา. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
กรรณิการ์ พวงเกษม. (๒๕๓๓). การสอนเขียนเร่ืองโดยใช้จิตนาการทางสร้างสรรค์ในระดบ
ประถมศกึ ษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ .
กองเทพ เคลอื บพณชิ กุล. (๒๕๔๒). การใชภ้ าษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.์
กรี ติ ยศยิ่งยง. (๒๕๕๒). องค์การแห่งนวัตกรรมแนวคดิ และกระบวนการ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (๒๕๕๓). การคิดเชิงวิเคราะห์. (Analytical Thinking). พิมพ์ คร้ังที่ ๖.
กรงุ เทพฯ : ซัคเซสมีเดยี .
เกรยี งศักดิ์ เจริญวงศศ์ กั ด์.ิ (๒๕๕๓). การคิดสร้างสรรค์. กรงุ เทพฯ : บริษทั ชัคเชส มีเดีย จากดั .
เกศนี จุฑาวิจิตร. (๒๕๕๒). การเขียนสรา้ งสรรค์ทางส่อื สง่ิ พิมพ์. นครปฐม. พมิ พ์ลักษณ.์
เกศิน่ี จุฑาวิจิตร. (๒๕๕๗). การเขียนเชิงสร้างสรรค์ทางสือสิ่งพิมพ์ : idea ดี ๆ ไม่มีวันหมด.
นครปฐม : มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐม.
โกวทิ ย์ พวงงาม. (๒๕๕๓). การจดั การตนเองชมุ ชน. กรุงเทพฯ : เอ็กเปอเน็ต.
คมทวน คันธนู, (๒๕๒๑). แสงดาวแหง่ ศรัทรา. กรงุ เทพฯ : พี.พี.
เจือ สตะเวทนิ . (๒๕๑๐). ศลิ ปะการประพันธ์. กรุงเทพฯ : อกั ษรเจรญิ ทัศน์.
ชนาริป พรกุล. (๒๕๕๔). การสอนกระบวนการคิด : ทฤษฎีและการนาไปใช้. (๒). กรุงเทพฯ :
สานกั พิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (๒๕๕๓). เทคนิคการใช้คาถามพัฒนการคิด. กรุงทพฯ : บริษัท สหมิตรพริ้นติ้ง
แอนด์พบั ลิสซ่งิ จากดั .
ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (๒๕๔๖). หลักการเทคโนโลยีและนวัตกรรม. มหาสารคาม : ภาควิชา
เทคโนโลยที างการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร. มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรศ.
ดวงใจ ไทยอุบญุ . (๒๕๔๓). ทกั ษะการเขียน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
ถวลั ย์ มาศจรัส. (๒๕๔๕). สารคดีและการเขยี นสารคดี. กรงุ เทพฯ : ธารอักษร.
ทัศนา แขมมณี. (๒๕๔๑). “การเรียนรู้เพ่ือพัฒนากระบวนการคิด”. การปฏิบัติการเรียนรู้ตาม
แนวคิด ๕ ทฤษฏ.ี กรุงเทพฯ : ไอเดียนสแควร์.
นพดล จันทรเ์ พ็ญ. (๒๕๔๒). การใชภ้ าษาไทย. กรุงเทพฯ : แสงศลิ ปก์ ารพมิ พ.์
ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (๒๕๕๓). การพัฒนาการคิด. (๔) กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจากัด ๙๑๑๙
เทคนิคพร้ินติ้ง.
๒๒๖
ประภาศรี สีหอาไพ. (๒๕๓๑). การเขยี นแบบสร้างสรรค์. พมิ พค์ รั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.์
ประเวศ วะล.ี (๒๕๕๔). กระบวนการนโยบายสาธารณะ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสาธารณสุขแหง่ ชาต.ิ
ปราณี สุรสิทธิ.์ (๒๕๔๙). การเขยี นสรา้ งสรรคเ์ ชิงวารสารศาสตร์. กรงุ เทพฯ : แสงดาว.
ปรารี สรุ สิทธ.์ิ (๒๕๔๑). การเขยี นสรา้ งสรรค์เชิงวารสารศาสตร์. กรุงเทพฯ : แสงดาว.
เปรมจิต ศรสี งคราม. (๒๕๓๔). การเขียนทวั่ ไป. กรงุ เทพฯ : วิทยาลยั ครจู ันทรเกษม.
เปลื้อง ณ นคร. (๒๕๔๐). พจนะภาษา. กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ .
เปลือ่ ง ณ นคร. (๒๕๔๔). พจนะภาษา. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ : เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เน่ืองในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๔ ธันวาคม
๒๕๕๔. กรงุ เทพฯ : นามมีบุค๊ สพ์ นั ลเิ คชันส์, ๒๕๕๖.
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ : เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เน่ืองในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๔ ธันวาคม
๒๕๕๔. กรงุ เทพฯ : นามมีบคุ๊ สพ์ ันลเิ คชันส,์ ๒๕๕๖.
พันธุ์อาจ ชัยรัตน์. (๒๕๔๗). การวัดการนวัตกรรมสาหรับผู้บริหาร. กรุงเทพฯ : งานส่งเสริม
ภาพลกั ษณอ์ งกร สานักงานนวัตกรรมแหง่ ชาต.ิ
พศิ าน แจ่มจรสั . (๒๕๕๐). การเขยี นการแตง่ นวนิยายเรือ่ งสัน้ . กรุงเทพฯ : แสงดาว.
เพชรยพุ า บูรณส์ ิริจรงุ รฎั . (๒๕๕๗). พิสมยั ในเขยี น. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร.์
ไพฑูรย์ สินสารัตน์. (๒๕๕๘). ผู้นาเชิงสร้างสรรค์และผลิตภาพ : กระบวนทัศน์และผู้นาใหม่ทาง
การศกึ ษา. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ไพวรนิ ทร์ ขาวงาม. (๒๕๔๑). เจา้ นกกวี. กรุงเทพฯ : แพรวสานักพิมพ์.
มารุต พัฒผล. (๒๕๕๗). รูปแบบการพัฒนครูด้านการจัดการเรียนรู้ท่ีเสริมสร้างการรู้คิดและ
ความสุขในการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา. วารสาร Veridian E-kournel,
SilpxkornUriversity ฉบับภาษาไทย สาขามนุษย์ศาสตร์ สงั คมตาสตร์ และศิลปะ. ๗(๓),
๖๘๒-๖๙๙.
ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๕). พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ :
อรณุ การพมิ พ์.
ร่นื ฤทยั สัจจพธั ์. (๒๕๖๐). อ่าน “ได้” อ่าน “เปน็ ”. กรุงเทพฯ : สถาพรบุค๊
ร่นื ฤทยั สจั จพันธ์.ุ (๒๕๔๔), "จาก "ขนบ สุ นวลกั ษณ์ " ใน ศาสตรแ์ ละศิลป์แห่งวรรณคดี. กรุงเทพฯ
: ประพันธส์ าส์น.
ลักขณา สริ วิ ฒั น.์ (๒๕๔๙). การคิด. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
๒๒๗
วรวรรธน์ ศรียาภัย. (๒๕๕๗). การเขียนเพ่ือการส่ือสาร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
วิจารณ์ พานิช. (๒๕๕๓). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-
สฤษดวิ์ งศ.์
วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล. (๒๕๕๖). จากหลักสูตรแกนกลางสู่หลักสูตร สถานคึกษา :
กระบวนทัศน์ใหมก่ รพฒั นา. (พิมพค์ ร้ังท่ี ๖). กรุงเทพฯ : จรลั สนิทวงศก์ ารพมิ พ์ จากัด.
วิชัย วงษ์ใหญ่, และมารุต พัฒผล, (๒๕๕๘). การโค้ชเพื่อการรู้คิด. (พิมพ์คร้ังท่ี ๕ ฉบับปรับปรุง).
กรงุ เทพฯ : จรัลสนทิ วงศ์การพมิ พ.์
วีระศักดิ์ เครือเทพ. (๒๕๔๘). นวัตกรรมสร้างสรรค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ :
สานักงานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั .
ศิวการท์ ปทุมสูติ. (๒๕๔๘). การเขียนสร้างสรรค์ไม่ยากอะไรเลย. กรุงเทพมหานคร : นวสาสน์การ
พิมพ.์
สนทิ ตัง้ ทว.ี (๒๕๔๕). การใชภ้ าษาเชิงปฏิบัต.ิ กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร์.
สมนึก เอ้ือจิระพงษ์พันธ์, พักตร์ผจง วัฒนสินธ์, อัจฉรา จันทร์ฉาย และประจบ คุปรัตน์. (๒๕๕๓).
นวัตกรรม : ความหมาย ประเภท และความสาคัญต่อการเป็นผู้ประกอบการ. วารสาร
บรหิ ารธรุ กิจ. ๓๓ (๑๒๘). ๕๓.
สมบัต ตัญตรัยรัตน์. (๒๕๔๕). สอนให้คิด คิดแล้วเขียน เขียนจากความคิด. ของแก่น :
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ .
สมบตั ิ ศริ ิจันดา. (๒๕๕๔). ภาษาไทยเพ่อื การสอ่ื สาร. กรุงเทพฯ : หา้ งหุน้ สว่ นจากัดทพี เี อ็นเพรส.
สมพร มนั ตะสูตร. (๒๕๕๒). การเขยี นสรา้ งสรรค.์ กรุงเทพฯ : บารมีการพมิ พ.์
สริ ิวรร นนั ทจันกลู . (๒๕๕๔). การเขยี นเพ่อื การสือ่ สาร ๒. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.
สคุ นธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (๒๕๕๕). พัฒนาทักษะการคดิ ตามแนวปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ :
หา้ งห้นุ สว่ นจากัด ๙๑๑๙ เทคนคิ พรนิ้ ติ้ง.
สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (๒๕๕๕). พัฒนาทักษะการคิดตามแนวปฏิรูปการศึกษา. กรงุ เทพฯ :
หา้ งหุ้นส่วนจากดั ๙๑๑๙ เทคนิคพร้นิ ต้ิง.
สุจริต เพียงชอบและสายใจ อินทรัมพรรย์. (๒๕๓๓). วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา.
กรุงเทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานิช.
สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์. (๒๕๒๓). การพัฒ นาการสอนภาษาไทย.
กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
สุจิตต์ วงษ์เทศ และขรรค์ชัย บญุ ปาน, (๒๕๐๙). เหล่ กู ทงุ่ . พระนคร. : ม.ป.ท.
สนุ ีติ์ ภู่จริ ฐาพันธุ์. (๒๕๕๔). การใช้ภาษาไทยเพื่อการสือ่ สาร. กรุงเทพฯ : ทรปิ เพล้ิ เอน็ ดูเคช่ัน.
๒๒๘
โสภณ สาทรสัมฤทธ์ิผล. (๒๕๕๓). ภาษาไทยเพื่อการส่ือสารและสืบค้น. สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ :
เชียงใหม่.
อังคาร กัลยาณพงศ์. (๒๕๑๖). ลานาภูกระดึง. (พิมพ์ครั้งที่ ๒ ฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่). พระนคร :
ศกึ ษิตสยาม.
อัจฉรา ชีวพันธ์. (๒๕๔๘). กิจกรรมการเขียนเชิงสร้างสรรค์ในช้ันประถมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ ๒.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
อารี พันธ์มณี. (๒๕๓๗). ความคดิ สร้างสรรค์. กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พ์ ๑๔๑๒.
อุษณีย์ โพธิสุขและคณะ. (๒๕๔๗). สร้างสรรค์นักคิด : คู่มือการจัดการศึกษาสาหรับผู้ที่มี
ความสามารถพิเศษดา้ นทักษะความคิดระดับสูง. กรงุ เทพฯ : รตั นพรชยั .
Adams, K. (๒๐๐๕ ). The Sources of Innovation and Creativity. XXX : National Center
on Education and Economy.
Anderson, L. W. & Krathwohl, D. R., et al (Eds.). (๒ ๐ ๐ ๑ ), A Taxonomy for Learning,
Teaching, and Assessing: A Revision of Bloom's Taxonomy of Educational
Objectives. Allyn & Bacon. Boston, MA (Pearson Education Group)
Anuruthwong, Ausanee. (๒ ๕ ๕ ๕ ). Thinking Skill: How to development ?. Bangkok:
Inthanon. Applegates, M. (1949). Helping Children Write. Seranton : Penn
International Textbook Compan
Baker, E., McGraw, B. & Peterson, P. (Eds). (๒ ๐ ๐ ๙ ). Constructivism and learning,
International Encyclopedia of Education (๓rd ed.). Oxford : Elsevier.
Battista, M. T. (๒ ๐ ๑ ๒ ). Cognition-Based Assessment & Teaching of Geometric
Measurement : Building on Student's Reasoning. Portsmouth: Heinemann.
Bedell, Christopher. (๒๐๑๕). ๑๕ Unfortunate Problems Every Creative Writing
Major Attempts To Get Over. from
http://thoughtcatalog.com/christopherbedell/2015/04/15-unfortunate-
problems-every-creative-writing-major-attemptsto-get-over/ March 3, 2015.
Beers, S. Z. (2013), 21st Century Skills : Preparing Students for THEIR Future.
Bell, Stephanie. (2010). Project-based Learning for the 21st Century : Skills for the
Future", The Clearing House. 83, 39-43. DOI : 10.1080/00098650903505415
Boostrom, Robert. (๑๙๙๓). Developing Creative & Critical Thinking : An Integrated
Approach. Loncolnwood, Ill.: National Textbook.
๒๒๙
Buzan, Tony and Barry Buzan. (๑ ๙ ๙ ๗ ). The Mind Map Book: Radiant Thinking.
London: BBC Books. –
--------. (๒๐๐๘). The Mind Map Book. Tanya Phonana and Nobpadon Phonana, Trams
Bangkok: kwankao’ ๙๔.
Chell, E. & Athayde, R. (2009), The ldentification and Measurement if Innovation
Characteristics of Young people: Development of the Youth innovation
Skills Measurement Tool. United of Kingdom: National Endowment for
Science, Technology and the Arts.
Chewapun, Achara. (๒ ๐ ๐ ๕ ). Crative Writhing Activities in Elementay School. 6th
ed.Bangkok: Chulalongkorn University Press.
Chutavichit, Kasinee. (๒ ๕ ๕ ๗ ). Creative Writing : The Good idea is never end. 2nd
ed. Nakhonpathom: Nakhon Pathom Rajabhat University.
Clarke, D. J, & Hollingsworth, H. (2002). Elaborating a model of teacher professional
growth. Teaching and Teacher Education, 18(8), 947-967.
Cooperstien, S.& Weidinger, E. K. (2004). Beyond active learning : a constructivist
approach to learning. Reference Services Review, 32(2),141-148.
Costa, A L & Gamston, R j (2002) Cognitive Coaching A Foundation For Renaissance
Sdhools(2ded.). Massachusetts: Christopher-Gordon Publishers, inc
Department of Education, Employment and Workplace Relations. (2009). Developing
Innovation Skills: A Guide for Trainers and Assessors to Foster the
Innovation Skills of Learners through Professional Practice. Wellington:
Innovation & Business Skills Australia.
Fadel, Charles. (2008), How can you prepare students for the new Global Economy.
Global Lead, Education Cisco Systems, Inc./OECD/CERI Paris.
Giesen, Janet. (2004). Constructivism : A Holistic Approach to Teaching and Learning.
Faculty Development and Instruction Design Center Northern Illinois
University.
Good T. L. & Brophy, J. E. (1994). Looking in Classrooms. New York : HarperCollins
College Publisher.
Griffith University. (2011). Creative and innovation loolkit (2nded.). International
Society for Technology in education. (online) mww.iste.org/standards.
๒๓๐
Guilford. (1988). Some changes in the structure of intellect model. Educational and
Psychological Measurement. 48, 1 - 4.
Halligan, U. (2009). Skills in Creativity, Desien and Innovation. Dublin : Expert Group
on Future Skills Needs Secretariat.
Hodges, J.R. (2007). Cognitive Assessment for Clinicians (2nd ed.). New York: Cambridge
University.
Hondzel, C. D. (2013). Fostering Creativity : Ontario Teacher's Perceptions, Strategies,
and Experiences. London: Graduate Program in Education Studies. The
University if Western Ontario.
Ingils, S. (1994). Making the Most of Action learning. London: Gower.
Knight, J. (2009). Coaching Approaches & Perspectives. California : Corwin Press.
Leighton, J., & Gierl, Mark J. (2011). The Lcarning Science in Educational Assessment:
The role of Cognitive Models. New York : Cambridge University Press.
Lin, Y. S. (2011), Fostering Creativity through Education ; A Conceptual Framework of
Creative Pedagogy. Creative Education, 2(3), 149 - 155.
Mantasood, Somporn. (๒ ๕ ๒ ๕ ). Creative Writing. Bangkok: Thammasat University
Bookstore.
Marzano Research Laboratory. (2012) Teacher Development Toolkit for the Marzano
Teacher Evaluation Model. Bloomington : Marzano Research Laboratory.
Marzano, R. J., and Simms, J. (2012). Coaching Classroom Instruction : The Classroom
Strategies Series. Bloomington: Marzano Research Laboratory.
McGill, I. & Brockbank, A. (2004). The Action Learning Handbook. London ; New York:
Routledge Falmer.
McGinn, A. (2007). Senior High School Education in the 21st Century. The Educational
Forum, 71(4), 331-344.
Naknuan, Natthakarn. (๒ ๕ ๕ ๒ ). “Creative Writing.” In LATH 100 Arts of Using Thai
Language in Communication, ๒๐๗-๒๒๔. 3rd ed. Bangkok:
OECD. (๒ ๐ ๑ ๘ ). The Future of Education and Skills Education ๒ ๐ ๓ ๐ . Panis :
Organization for Economic Co-operation and Development.
๒๓๑
Partnership for 21st century skills. (2009). Professional Development: A 21st Century
Skills Implementation Guide. Tucson: Partnership for 21st century skills
Organization.
Partnership for ๒๑st century skills. (๒๐๐๙). Professional Development : A ๒๑st Century
Skills Implementation Guide. Tucson : Partnership for ๒ ๑ st century skills
Organization.
Pearson cooperation. (๒ ๐ ๑ ๗ ). The Future of Learning : Pearson Annual Report and
Accounts ๒๐๑๗. New York, NY : Pearson.
Phoyen, Kamol. (๒๕๔๗). A model for developing systematic thinking to improve
Thai language writing skill abilities for undergraduate students based
on Triarchic theory and Scaffolding approach. The Degree of Doctor of
Philosophy in Eduactional Psychology. Chulalongkorn University.
Piaget, J. (1929). The Child's Conception of the World. London: Paul Trench and
Trubner.
Plsek, Paul E. (๑ ๙ ๙ ๗ ). Creativity, innovation, and quality. Milwaukee, Wis.: ASQC
Quality Press.
Pornrungroj, Channarong. (๒๕๔๖). Crative Thinking. Bangkok: Chulalongkorn
University.
Richardson, V. (2003). Constructivist Pedagogy. Teacher College Record, 105(9),1623-
1640.
Saavedra, A. R., & Opfer, V. D. (2012). Teaching and learning 21st Century Skills:
Lessons from the Learning Science. Asia Society Partnership for Global
Learning: RAND corporation.
Sahadhammik Pruksawan, Banlue. (๑๙๙๐). Deverlopment of Creative Writing.
Bangkok: Thai watanapanitch.
Sharples, M. (๑๙๙๖). An account of writing as creative design. from http: //
citeseerx.ist.psu.edu /viewdoc/download?doi=10.1.1.37.6909&rep=rep1
&type=pdf. October ๑๘th , ๒๐๑๕.
----------. (๑๙๙๙). How we write : Writing as creative design. London: Routledge.
Sinlarat, Paitoon. (๒๕๕๗). Fulfilling for ๒๑st Century of Thai Eduacation. Bangkok:
Chulalongkorn University Press.
๒๓๒
Sobel, A. & Panas, J. (2012). Power Questions: Build Relationships, Win New Business,
and Influence Others. New York: John Wiley & Sons, Incorporated.
Sternberg, Robert J. (๑๙๘๕). Beyond IQ:A triarchic theory of human intelligence.
New York: Cambridge University Press.
----------. (๑๙๙๗). “What does it mean to be smart?.” Education Leadership ๓:
Volume ๕๔, ๒๐-๒๔.
----------. (๒๐๐๙). “Foreword.” In The Psychology of Creative Writing, xv- xvii. Edited
by Kaufman, Scott Barry and Kaufman, James C. New York: Cambridge
University Press.
Sweeney, D. (2011). Student - Centered Coaching: A Guide for K – 8 Coachers and
Principles. California: Corwin Press.
Torrance, E. P. (1977). Creativity in the classroom: What Research the teacher.
Washington, D.C.: National Education Association.
UNESCO. (๒๐๑๘). Building Tomorrow's Digital Skills : What Conclusions Can We Draw
from International Comparative Indicator. Paris: United Nations Educational,
Scientific and Cultural Organization.
Wechakul, Chana. (๒๕๒๔). Creative Writing. Bangkok: Odean Store.