The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

ใบไมยราบจะหบุ เมื่อถูกสัมผัส
7. การสบื พนั ธ์ุ เป็นกระบวนการเพ่ิมจานวนของสง่ิ มชี วี ติ ชนดิ เดยี วกันเพ่อื ดารงรักษาเผ่าพนั ธ์ุไว้
ถ้าสงิ่ มชี ีวติ ไมส่ บื พันธ์กุ ็จะสญู พนั ธ์ุ

ส่ิงมีชวี ติ มกี ารสืบพันธเ์ุ พ่อื ดารงเผ่าพนั ธ์ุ
ร่างกายของส่งิ มีชีวิตสามารถดารงชีวิตอยู่ไดด้ ้วยการทางานรว่ มกนั ของระบบ อวัยวะต่างๆ หลายระบบ
อวยั วะตา่ งๆ ล้วนประกอบจากกลุ่มเนื้อเยือ่ ที่ทางานรว่ มกนั เนอ้ื เย่ือแตล่ ะชนดิ ประกอบไปดว้ ยกลมุ่ เซลล์ชนดิ
เดียวกนั ทีท่ างานอยา่ งเดียว กัน

ร่างกายของมนุษย์ประกอบดว้ ยอวยั วะต่างๆ ที่ทางานร่วมกนั เปน็ ระบบ

51

ดังนั้น การศึกษากระบวนการต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตให้เข้าใจจึงตอ้ งอาศัยความรูจ้ ากการศึกษาลักษณะรูปร่าง
โครงสร้างสว่ นประกอบและหน้าทีข่ องเซลลส์ ง่ิ มชี วี ติ ให้เข้าใจเป็นพ้ืนฐาน
เกณฑ์โดยทว่ั ไปที่ใชใ้ นการจัดกลุ่มสงิ่ มชี วี ิตในปัจจุบัน ไดแ้ ก่

1. เปรียบเทียบโครงสร้างที่เด่นชัดท้ังลักษณะภายนอกและลักษณะภายใน โดยโครงสร้างที่มีต้นกาเนิด
เดียวกัน (homologous structure) แม้จะทาหน้าท่ีต่างกันก็ควรจะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ในขณะท่ีโครงสร้างซึ่งมีต้น
กาเนิดต่างกัน (analogous structure) แม้จะทาหนา้ ทีเ่ หมือนกนั ก็ควรจะอย่คู นละกลุม่ กนั

2. แบบแผนการเจริญเติบโต หากมีรูปแบบการเจริญเติบโต ตั้งแต่ระยะตัวอ่อนจนถึงตัวเต็มวัยเหมือนหรือ
คลา้ ยกันกค็ วรจะจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น คน นก กบ ปลา แมต้ ัวเต็มวยั จะตา่ งกันเด่นชดั แตใ่ นระยะตัวอ่อน
กต็ ่างมีช่องเหงอื กและโนโตคอรด์ (notochord) คล้ายกนั จึงจดั อยู่ในไฟลัมน์ คอรด์ าตา เชน่ เดียวกนั

3. ความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ โดยการศึกษาจากซากดึกดาบรรพ์ (fossil) ทาให้ทราบว่าสิ่งมีชีวิตใดมี
บรรพบุรษุ ร่วมกนั ควรจัดอยู่ในกลุ่มเดยี วกัน เช่น การค้นพบซากดกึ ดาบรรพ์ ของเทอราโนดอน (pteranodon) ซ่งึ
เป็นสัตว์เลื้อยคลานท่ีบินได้กับซากดึกดาบรรพ์ของ อาร์คีออฟเทอริก (archeopteryx) ซึ่งเป็นนกโบราณท่ีมี
ขากรรไกรยาว มฟี ัน ปกี มีนิ้ว ซ่ึงเป็นลกั ษณะคลา้ ยสตั วเ์ ล้อื ยคลาน จงึ ควรจดั ไว้ในกล่มุ ที่อยู่ใกลช้ ิดกนั

4. กระบวนการทางชวี เคมี และสรีระวิทยา โดยการพิจารณาจากชนิดสารเคมีที่ส่ิงมีชวี ิตสร้างข้ึนว่ามีความ
คล้ายคลึงกันอย่างไร ซ่ึงจะบอกใหท้ ราบถงึ ความใกลช้ ดิ กนั ทางพนั ธุกรรมอีกด้วย ตัวอย่างเช่น การศึกษาแบบแผน
ไอโซไซม์ระบบต่าง ๆ ในส่ิงมีชีวิตสามารถนามาใช้จัดจาแนกส่ิงมีชีวิตในระดับชนิดต่ากว่าชนิดก็ได้ ท้ังนี้เพราะแบบ
แผนไอโซไซมถ์ กู ควบคมุ โดยยนี ซงึ่ เป็นหน่วยพันธุกรรมของสิ่งมชี วี ติ นั่นเอง

5. พฤติกรรมความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม รวมทั้งการแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์อีกด้วย ทา
ให้ทราบความแตกตา่ งหรือความคลา้ ยคลงึ จนสามารถใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการจัดจาแนกส่ิงมีชีวติ ได้

52

ใบความรทู้ ี่ 6

เรอ่ื ง พืช
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 3

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

พืชก็คือสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์อาหารเพ่ือตัวเอง ด้วยวิธีการดูดซับพลังงานจาก ดวงอาทิตย์ และธาตุ
อาหาร จากปัจจัยแวดล้อม (โดยเฉพาะ ดิน น้า และบรรยากาศ) มาสังเคราะห์แสงเพื่อก่อให้เกิดอินทรีย์วัตถุขึ้น
อินทรีย์วัตถุส่วนหนึ่งจะถูกนามาสลายโดยขบวนการหายใจ และ เมตาโบลิซึม เพื่อนาพลังงานออกมาใช้ในกิจกรรม
ต่าง ๆ อีกส่วนหน่ึงมีการสะสมไว้และถ่ายทอดไปยังสัตว์ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่สะสมในเมล็ด และส่วนสืบพันธ์ุเพ่ือ
การขยายพันธ์ตุ อ่ ไป
ส่วนประกอบของพชื

พืชประกอบด้วยอวัยวะที่สาคัญต่อการดารงชีวิต ได้แก่ ราก ลาต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด ซ่ึงอวัยวะแต่ละ
ส่วนของพืชน้ันมีหน้าท่ีและส่วนประกอบแตกต่างกัน แต่ทางานเก่ียวข้องและสัมพันธ์กันหากขาดอวัยวะส่วนใดส่วน
หนง่ึ ไป อาจทาให้พชื น้นั ผดิ ปกติ หรอื ตายได้ และยังมีปจั จัยบางประการท่ีจาเปน็ ต่อการเจรญิ เตบิ โตของพชื

53

รปู แสดงสว่ นประกอบตา่ ง ๆ ของพชื
ราก คอื อวัยวะทเี่ ปน็ ส่วนประกอบของพชื ท่ีไมม่ ีคลอโรฟลิ ล์ ไม่มขี ้อ ปลอ้ ง ตาและใบ รากเจริญเตบิ โตตาม
แรงดึงดูดของโลกลงสูด่ ิน มขี นาด และความยาวแตกต่างกัน รากของพชื มีหลายชนดิ ได้แก่
1. รากแก้ว เป็นรากทง่ี อกออกมาจากเมล็ด โคนของรากแก้วจะมีขนาดใหญ่แลว้ ค่อย ๆ เรยี วไปจนถึง ปลาย
ราก
2. รากแขนง เป็นรากที่แตกออกมาจากรากแก้ว จะเจริญเติบโตขนานไปกับพื้นดิน และสามารถแตกแขนง
ไปไดเ้ รือ่ ย ๆ
3. รากฝอย เป็นรากท่ีมลี ักษณะ และขนาดโตสมา่ เสมอกัน จะงอกออกมาเป็นกระจกุ
4. รากขนอ่อนหรือขนราก เป็นขนเส้นเลก็ ๆ จานวนมากมายทีอ่ ยู่รอบๆ ปลายราก ทาหน้าที่ดดู น้า
และแรธ่ าตุ

รากของพืชสามารถจาแนกได้ 2 ระบบ ได้แก่ ระบบรากแกว้ และระบบรากฝอย มรี ายละเอียด ดงั น้ี
1. ระบบรากแก้ว หมายถึง ระบบรากท่ีมีรากแก้วเป็นรากหลักเจริญเติบโตได้เร็ว ขนาดใหญ่และยาวกว่า
รากอื่น ๆ และมรี ากแขนงแตกออกมาจากรากแก้ว ทปี่ ลายรากแขนงจะมรี ากขนออ่ นงอกออกมา เช่น รากผกั บุ้ง ราก
มะม่วง เป็นตน้

รูปแสดงระบบรากแกว้

2. ระบบรากฝอย หมายถึง ระบบรากท่ีมีรากฝอยเป็นจานวนมาก ไม่มีรากใดเป็นรากหลัก มีลักษณะเป็น
เส้นเลก็ ๆ แผ่กระจายออกไปโดยรอบ ๆ โคนต้น ท่ปี ลายรากฝอยจะมีรากขนออ่ นงอกออกมา เช่น รากข้าวโพด ราก
หญา้ รากมะพร้าว เป็นตน้

54

รูปแสดงระบบรากฝอย

1. หนา้ ท่ีของราก มดี ังน้ี
1. ยดึ ลาตน้ ใหต้ ิดกับพนื้ ดิน
2. ดูดนา้ และธาตอุ าหารทล่ี ะลายน้าจากดนิ แล้วลาเลียงขึน้ ไปยังสว่ นตา่ งๆ ของพืชผา่ นทางลาตน้ หรือกง่ิ
นอกจากนรี้ ากพชื อีกหลายชนิดยงั ทาหน้าที่พิเศษต่าง ๆ อีก เช่น
1. รากสะสมอาหาร เป็นรากทที่ าหนา้ ที่เปน็ แหล่งเกบ็ สะสมอาหารไว้สาหรบั ลาตน้ เช่น รากมันแกว

รากแครอท รากมนั สาปะหลัง และรากหวั ผักกาด เป็นต้น

รปู แสดงพชื ทมี่ ีรากสะสมอาหาร

2. รากคา้ จุน เปน็ รากทีช่ ว่ ยคา้ ยนั และพยุงลาตน้ ไว้ เช่น รากโกงกาง รากขา้ วโพด เปน็ ต้น

รปู แสดงรากค้าจนุ ของโกงกาง

3. รากยึดเกาะ เป็นรากสาหรบั ยึดเกาะลาตน้ หรือกิ่งไม้อนื่ เช่น รากพลดู า่ ง รากฟโิ ลเดนดรอน เป็นตน้

55

รูปแสดงรากยดึ เกาะของพลดู ่าง

4. รากสังเคราะห์แสง พืชบางชนดิ มสี ีเขียวตรงปลายของรากไว้สาหรับสรา้ งอาหาร โดยวธิ ีการสงั เคราะห์
ด้วยแสง เช่น รากกลว้ ยไม้ รากไทร เปน็ ตน้

รปู แสดงรากสงั เคราะห์แสงของไทร

5. รากหายใจ เป็นรากท่มี ีลักษณะแหลม ๆ โผลข่ ึน้ มาเหนอื ดนิ และน้า ชว่ ยในการดดู อากาศ เช่น รากแสม
รากลาพู เป็นต้น

รปู แสดงรากหายใจของแสม

ลาต้น
ลาต้น คือ อวัยวะของพืชที่โดยทั่วไปเจริญอยู่เหนือพ้ืนดินต่อจากราก มีขนาด รูปร่าง และลักษณะแตกต่าง

กันไป ลาต้นมีท้ังลาต้นอยู่เหนือดิน เช่น มะละกอ มะม่วง มะนาว ชมพู่ เป็นต้น และลาต้นอยู่ใต้ดิน เช่น ขิง
ขา่ ขมนิ้ กลว้ ย หญา้ แพรก พุทธรกั ษา เปน็ ต้น

ลาต้นประกอบดว้ ยส่วนสาคัญ 3 สว่ น ไดแ้ ก่ ขอ้ ปลอ้ ง และตา ดงั นี้
1. ขอ้ เป็นสว่ นของลาตน้ บริเวณท่ีมีก่ิง ใบหรอื ตางอกออกมา ลาตน้ บางชนดิ อาจมดี อกงอกออกมาแทนก่ิง
หรือมหี นามงอกออกมาแทนก่ิง หรอื ใบ
2. ปล้อง เป็นสว่ นของลาต้นท่ีอยรู่ ะหว่างขอ้ แต่ละขอ้
3. ตา เป็นส่วนประกอบท่ีสาคัญของลาต้น ทาให้เกิดกิ่ง ใบ และดอก ตามีรูปร่างโค้งนูน หรือรูปกรวย
ประกอบด้วยตายอด และตาขา้ ง

56

รูปแสดงสว่ นประกอบของลาต้น

หนา้ ที่ของลาต้น มีดงั นี้
1. เป็นแกนช่วยพยุงอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ก่ิง ใบ ดอก ผล และเมล็ด ช่วยให้ใบกางออกรับแสงแดดเพอื่

ประโยชนใ์ นการสร้างอาหารโดยวธิ ีการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
2. เป็นทางลาเลยี งนา้ และแรธ่ าตุที่รากดูดขนึ้ มาส่งตอ่ ไปยังใบและส่วนต่าง ๆ ของพืช
3. เป็นทางลาเลียงอาหารท่ีใบสรา้ งข้นึ ส่งผ่านลาตน้ ไปยังรากและส่วนอ่ืน ๆ

นอกจากนลี้ าตน้ ของพืชอีกหลายชนิดยังทาหน้าทพี่ ิเศษต่าง ๆ อกี เชน่
1. ลาต้นสะสมอาหาร เป็นลาต้นที่ทาหน้าที่เป็นแหล่งเก็บสะสมอาหาร จะมีลาต้นอยู่ใต้ดิน เช่น ขิง ข่า

ขมน้ิ เผอื ก มันฝรั่ง เปน็ ตน้

รปู แสดงลาต้นสะสมอาหารของขิงและข่า

2. ลาตน้ สงั เคราะห์แสง พชื บางชนดิ มีลาต้นเปน็ สเี ขียวไว้สาหรบั สร้างอาหาร โดยวิธกี ารสังเคราะห์ด้วยแสง
เชน่ กระบองเพชร พญาไร้ใบ ผกั บงุ้ เป็นต้น

57

รปู แสดงลาต้นสงั เคราะหแ์ สดงของกระบองเพชร

3. ลาตน้ ขยายพนั ธุ์ เช่น โหระพา พลดู า่ ง โกสน คณุ นายตนื่ สาย ลลี าวดี เป็นต้น

รปู แสดงลาตน้ ขยายพันธข์ุ องลีลาวดี

4. ลาตน้ เปลี่ยนไปเปน็ มือพัน เพ่อื ช่วยพยงุ คา้ จนุ ลาต้น เช่น บวบ ตาลึง น้าเตา้ เปน็ ต้น

รูปแสดงลาตน้ บวบท่เี ปลยี่ นไปเป็นมอื พันใบ

ใบ คือ อวยั วะของพืชที่เจรญิ ออกมาจากข้อของลาตน้ และกิ่ง ใบ ส่วนใหญจ่ ะมีสารสีเขียว เรียกว่า
คลอโรฟิลล์ ใบมรี ูปรา่ งและขนาดแตกตา่ งกันไปตามชนิดของพชื ใบประกอบดว้ ย ก้านใบ แผน่ ใบ เส้นกลาง
และเสน้ ใบ

58

รปู แสดงลกั ษณะของใบแบบต่าง ๆ
นอกจากนใ้ี บของพชื ยังมีลักษณะอื่น ๆ ท่แี ตกตา่ งกนั อีก ไดแ้ ก่

1. ขอบใบ พืชบางชนดิ มีขอบใบเรยี บ บางชนดิ มีขอบใบหยัก
2. ผิวใบ พชื บางชนดิ มผี วิ ใบเรียบเปน็ มัน บางชนิดมีผวิ ใบด้านหรือขรุขระ
3. สขี องใบ พืชสว่ นใหญ่จะมีใบสีเขียว แต่บางชนิดมีใบสีอื่น เช่น แดง ส้ม เหลอื ง เปน็ ต้น
4. เสน้ ใบ เสน้ ใบของพชื มีการเรยี งตวั ใน 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่

1. เรียงตัวแบบรา่ งแห เชน่ ใบมะมว่ ง ตาลึง อญั ชัญ ชมพู่ เปน็ ต้น
2. เรียงตวั แบบขนาน เชน่ ใบกล้วย หญ้า อ้อย มะพร้าว ข้าว เปน็ ต้น
ชนดิ ของใบ มีดงั น้ี
1. ใบเดี่ยว คือ ใบที่มีแผ่นใบเพียงแผ่นเดียวติดอยู่บนก้านใบท่ีแตกออกจากก่ิง หรือลาต้น เช่น ใบมะม่วง
ชมพู่ กลว้ ย ข้าว ฟักทอง ใบเดย่ี วบางชนดิ อาจมีขอบใบเว้าหยักลึกเขา้ ไปมากจนดูคลา้ ยใบประกอบ เช่น ใบมะละกอ
สาเก มันสาปะหลงั เป็นตน้

รปู แสดงลกั ษณะใบเด่ยี วของตน้ สาเก

2. ใบประกอบ คือ ใบทีม่ แี ผ่นใบแยกเป็นใบย่อยๆ หลายใบ ใบประกอบยงั จาแนกย่อย ได้ดงั น้ี
1) ใบประกอบแบบฝ่ามือ เป็นใบประกอบที่มีใบย่อยแต่ละใบแยกออกจากจุดเดียวกันที่ส่วนของโคน

ก้านใบ พืชบางชนิดอาจมีใบย่อยสองใบ เช่น มะขามเทศ หรือสามใบ เช่น ยางพารา ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว บางชนิด
อาจมสี ี่ใบ เช่น ผักแว่น หรือมากกวา่ สีใบ เช่น ใบนุน่ หนวดปลาหมึก ใบย่อยดงั กล่าวอาจมีกา้ นใบหรือไม่มกี ็ได้

59

รูปแสดงใบประกอบแบบฝ่ามอื ของต้นมะขาม

2) ใบประกอบแบบขนนก เป็นใบประกอบที่ใบย่อยแต่ละใบแยกออกจากก้านสองข้างของแกนกลาง
คลา้ ยขนนก ปลายสดุ ของใบประกอบอาจมีใบย่อยใบเดยี ว เชน่ ใบกหุ ลาบ หรอื อาจมีใบยอ่ ยสองใบ เช่น ใบมะขาม

รปู แสดงใบประกอบแบบขนนกของกหุ ลาบ

หน้าทขี่ องใบ มดี ังนี้
1. สร้างอาหาร ใบของพืชจะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เพ่ือนาไปสร้างอาหาร เรียกกระบวนการสร้าง

อาหารของพชื ว่า “การสงั เคราะห์ด้วยแสง”
2. คายนา้ พชื คายน้าทางปากใบ
3. หายใจ ใบของพืชจะดูดแก๊สออกซเิ จนและคายแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากนี้ใบยังอาจเปลีย่ นแปลงไปเพ่อื ทาหน้าทีพ่ ิเศษอ่ืน ๆ เชน่
1. สะสมอาหาร เชน่ ใบว่านหางจระเข้ กลีบของกระเทียม และหัวหอม เป็นตน้
2. ขยายพนั ธ์ุ เช่น ใบควา่ ตายหงายเป็น ใบเศรษฐีพนั ลา้ น เป็นตน้
3. ยึดและพยงุ ลาต้นใหไ้ ต่ขึ้นทส่ี ูงได้ เชน่ ใบตาลงึ ใบมะระ และถ่ัวลันเตา เป็นตน้
4. ลอ่ แมลง เชน่ ใบดอกของหนา้ ววั ใบดอกของเฟื่องฟา้ เป็นต้น
5. ดักและจับแมลง ทาหนา้ ท่ีจับแมลงเปน็ อาหาร เชน่ ใบหมอ้ ข้าวหม้อแกงลงิ ใบกาบหอยแครง เป็นต้น
6. ลดการคายนา้ ของใบ เช่น ใบกระบองเพชรจะเปลย่ี นเป็นหนามแหลม เป็นต้น

ดอก
ดอก คือ อวัยวะสืบพันธุ์ของพืช ทาหน้าท่ีสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ท่ีเกิดมาจากตาชนิดตาดอก ที่อยู่ตรง

บรเิ วณปลายยอด ปลายกงิ่ บรเิ วณลาตน้ ตามแตช่ นิดของพืช ดอกประกอบดว้ ยสว่ นตา่ ง ๆ ดงั น้ี

60

รปู แสดงส่วนประกอบของดอกไม้

ดอกประกอบด้วยสว่ นตา่ ง ๆ 4 สว่ น แตล่ ะสว่ นจะเรียงเปน็ ช้นั เป็นวงตามลาดับจากนอกสุด เข้าสดู่ ้านใน คือ
กลบี เล้ียง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย ดังน้ี

1. กลีบเล้ียง เป็นส่วนของดอกท่ีอยู่ช้ันนอกสุดเรียงกันเป็นวง เรียกว่า วงกลีบเลี้ยง ส่วนมากมีสีเขียวเจริญ
เปลย่ี นแปลงมาจากใบ ทาหนา้ ทปี่ อ้ งกนั อันตรายตา่ ง ๆ จากส่ิงแวดลอ้ ม แมลง และศตั รู อน่ื ๆ ท่ีจะมาทาอนั ตรายใน
ขณะท่ีดอกยังตูมอยู่ นอกจากนี้ยังช่วยในการสังเคราะห์ด้วยแสง จานวนกลีบเล้ียงในดอกแต่ละชนิดอาจไม่เท่ากัน
ดอกบางชนิดกลีบเล้ียงจะติดกันหมดตั้งแต่โคนกลีบจนเกือบถึงปลายกลีบ มีลักษณะคล้ายถ้วยหรือหลอด เช่น กลีบ
เลี้ยงของดอกชบา แตง บานบุรี แค บางชนิด มีกลีบเลี้ยงแยกกันเป็นกลีบ ๆ เช่น กลีบเลี้ยงของดอกบัวสาย
พุทธรักษา กลีบเล้ียงของพืชบางชนิดอาจ มีสีอ่ืนนอกจากสีเขียว ทาหน้าท่ีช่วยล่อแมลงในการผสมเกสรเช่นเดียวกบั
กลีบดอก

2. กลีบดอก เป็นส่วนของดอกท่ีอยู่ถัดจากกลีบเลี้ยงเข้ามาข้างใน มีสีสันต่าง ๆ สวยงาม เช่น สีแดง เหลือง
ชมพู ขาว มกั มขี นาดใหญ่กว่ากลีบเลี้ยง บางชนิดมีกลนิ่ หอม บางชนิดตรงโคนกลีบดอกจะมตี ่อมนา้ หวานเพ่ือช่วยล่อ
แมลงมาช่วยผสมเกสร

3. เกสรเพศผู้ เป็นส่วนของดอกที่อยู่ถัดจากกลีบดอกเข้ามาข้างใน ประกอบด้วยก้านชูอับเรณู ซึ่งภายใน
บรรจุละอองเรณมู ลี กั ษณะเป็นผงสีเหลือง อบั เรณทู าหน้าท่ีสร้างละอองเรณู ภายในละอองเรณูมีเซลล์สบื พนั ธ์ุเพศผู้
เมีย รงั ไข่ ออวุล และเซลลไ์ ข่

ชนดิ ของดอก มดี ังนี้

61

ดอกของพืชโดยทัว่ ไปมสี ่วนประกอบทสี่ าคัญครบ 4 สว่ น คอื กลีบเลีย้ ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศ
เมีย แต่ดอกของพืชบางชนิดมีส่วนประกอบไม่ครบ 4 ส่วน จึงจาแนกดอกเป็น 2 ประเภท โดยพิจารณาจาก
ส่วนประกอบเปน็ เกณฑ์ ได้แก่

1. ดอกสมบูรณ์ คือ ดอกทม่ี สี ว่ นประกอบครบ 4 สว่ น ไดแ้ ก่ กลีบเล้ียง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศ
เมยี เช่น ดอกชบา ดอกกุหลาบ ดอกอัญชัน เปน็ ต้น

รูปแสดงลักษณะดอกสมบูรณ์ของดอกชบา

2. ดอกไม่สมบูรณ์ คือ ดอกท่ีมีส่วนประกอบไม่ครบ 4 ส่วน เช่น ดอกหน้าวัว ดอกตาลึง ดอกฟักทอง
ดอกมะละกอ เป็นตน้

รปู แสดงลักษณะดอกไมส่ มบรู ณข์ องดอกฟกั ทอง

1. ดอกสมบูรณ์เพศ คือ ดอกท่ีมีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน เช่น ดอกชบา ดอกมะม่วง
ดอกต้อยต่งิ ดอกอญั ชญั ดอกมะเขือ เป็นตน้

2. ดอกไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกท่ีมีเกสรเพศผู้หรือเกสรเพศเมียอยู่ภายในดอกเพียงเพศเดียว ดอกที่มีเกสร
เพศผู้อย่างเดียว เรียกว่า ดอกเพศผูู และดอกที่มีเกสรเพศเมียอย่างเดียว เรียกว่า ดอกเพศเมีย เช่น ดอกฟักทอง
ดอกบวบ ดอกตาลึง ดอกมะละกอ เปน็ ต้น

แต่ถ้าพจิ ารณาจานวนดอกทเี่ กดิ จากหนง่ึ กา้ นดอกเป็นเกณฑ์ จะจาแนกดอกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ดอกเดี่ยว คอื ดอกท่เี กิดขึ้นบนกา้ นดอก เป็นดอกเดียวโดด ๆ เช่น ดอกจาปี ดอกชบา เปน็ ต้น
2. ดอกช่อ คือ ดอกท่ีเกิดเป็นกลุ่มบนก้านดอก ประกอบด้วยดอกย่อยหลายดอก แต่ละดอกย่อยมีก้านดอก
ย่อยอยบู่ นกา้ นดอก เช่น ดอกหางนกยูง ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวนั ดอกกระถินณรงค์ เป็นตน้
หน้าทข่ี องดอก มีดงั นี้
1. ช่วยล่อแมลงใหม้ าผสมเกสร
2. ทาหน้าทผี่ สมพันธุ์
ปจั จยั บางประการทจี่ าเป็นต่อการเจริญเตบิ โตของพืช

62

พืชเป็นสิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต และดารงชีวิตอยู่ได้ย่อมต้องการส่ิงแวดล้อมที่เหมาะสม สภาพของ
สิ่งแวดลอ้ มตา่ ง ๆ ท่มี ีผลต่อการเจรญิ เตบิ โตของพืช ได้แก่

1. ดิน เป็นปัจจัยสาคัญอันดับแรก ดินท่ีเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ต้องเป็นดินท่ีอุ้มน้าได้ดี
รว่ นซยุ มอี ินทรยี ว์ ตั ถมุ าก แตเ่ มอื่ ใช้ดนิ ปลกู ไปนาน ๆ ดินอาจเส่อื มสภาพ เชน่ หมดแรธ่ าตุ จาเปน็ ตอ้ งมีการปรบั ปรุง
ดนิ ใหอ้ ุดมสมบรู ณ์ ได้แก่ การไถพรวน การใสป่ ๋ยุ การปลูกพืชหมุนเวียน เป็นตน้

2. นา้ มีความสาคญั ต่อการเจรญิ เตบิ โตของพืชมาก นา้ ช่วยละลายแร่ธาตุอาหารในดิน เพอื่ ให้รากดดู อาหาร
ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของลาต้นได้ และยังช่วยให้ดินมีความชมุ่ ชน้ื พืชสดชื่นและการทางานของกระบวนการต่าง ๆ ใน
พชื เปน็ ไปอยา่ งปกติ

3. ธาตอุ าหารหรือป๋ยุ เปน็ สิง่ ท่ีช่วยให้พชื เจรญิ เติบโตดียง่ิ ขนึ้ ธาตุอาหารทจ่ี าเป็นตอ่ การเจริญเตบิ โตของพืช
มี 16 ธาตุ แต่ธาตุที่พืชต้องการมากและในดินมักมีไม่เพียงพอ คือ ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ธาตุ
อาหารเหล่าน้ีจะต้องอยู่ในรูปสารละลายท่ีพืชนาไปใช้ได้ และต้องมีปริมาณท่ีพอเหมาะ จึงจะทาให้การเจริญเติบโต
ของพืชเป็นไปดว้ ยดี แตถ่ า้ มไี มเ่ พยี งพอต้องเพิ่ม ธาตุอาหารให้แก่พชื ในรปู ของปยุ๋

4. อากาศ ในอากาศมีแก๊สหลายชนิด แต่แก๊สท่ีพืชต้องการมากคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊ส
ออกซิเจน ซ่ึงใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเพ่ือสร้างอาหารและหายใจ แก๊สท้ังสองชนิดนี้มีอยู่ในดินด้วย ในการปลูก
พืชเราจงึ ควรทาให้ดินโปรง่ ร่วนซุยอย่เู สมอ เพอ่ื ให้อาหารทอี่ ยูใ่ นชอ่ งว่างระหว่างเมด็ ดนิ มีการถา่ ยเทได้

5. แสงสว่างหรือแสงแดด พืชต้องการแสงแดดมาใช้ในการสร้างอาหาร ถ้าขาดแสงแดดพืชจะแคระแกรน
ใบจะมีสีเหลือง หรือขาวซีด และตายในท่ีสุด พืชแต่ละชนิดต้องการแสงไม่เท่ากันพืช บางชนิดต้องการแสงแดดจัด
แต่พชื บางชนิดก็ตอ้ งการแสงราไร

6. อุณหภูมิ มีส่วนช่วยในการงอกและเจริญเติบโตของพืชเช่นกัน จะเห็นได้ว่าพืชบางชนิดชอบขึ้นในท่ีมี
อากาศหนาวเย็น แต่พืชบางชนิดก็ชอบขึ้นในที่มีอากาศร้อน การนาพืชมาปลูกจึงควรเลือกชนิดที่เหมาะสมกับ
อุณหภูมทิ ่ีเปลยี่ นไปตามฤดูกาลในแต่ละท้องถิน่ ด้วย

การขยายพันธ์พุ ืช
การขยายพันธุ์พืช หมายถึง วิธีการที่ทาให้เกิดการเพิ่มปริมาณของต้นพืชให้มากข้ึน เพื่อดารงสายพันธุ์

พืชชนดิ ต่าง ๆ ไว้ไมใ่ หส้ ญู พนั ธุ์ ซ่ึงวธิ ีการทน่ี ิยมปฏิบัติโดยทั่วไป ได้แก่ การทาบกิ่ง การติดตา การเสียบยอด การ
ตัดชา การตอนกิ่ง

การตอนกิง่
การตอนก่งิ คอื การทาให้กงิ่ หรือตน้ พชื เกิดรากขณะติดอยู่กับตน้ แม่ จะทาให้ได้ตน้ พืชใหม่ ท่ีมีลักษณะทาง

สายพนั ธ์ุ เหมอื นกับต้นแม่ทกุ ประการ โดยมขี นั้ ตอนการปฏิบตั ิ ดังนี้

1. เลอื กก่ิงก่ึงแกก่ งึ่ อ่อนทส่ี มบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง

63

2. ควน่ั กง่ิ ลอกเอาเปลือกออก แล้วขูดเย่ือเจริญท่ีเปน็ เมือกลน่ื ๆ ออก

3. นาตุ้มตอน (ขุยมะพร้าวที่แช่น้า แล้วบบี หมาด ๆ อัดลงในถุงพลาสติก ผกู ปากถงุ ให้แน่น) มาผ่าตามความ
ยาวแล้วนาไปหุ้มบนรอยแผลของก่งิ ตอน มดั ดว้ ยเชือกท้งั บนและล่างรอยแผล

4. เมือ่ กง่ิ ตอนมรี ากงอกแทงผ่านวสั ดุ และเรม่ิ แก่เปน็ สเี หลือง สนี ้าตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจานวนมาก
พอจงึ ตัดก่ิงตอนได้

5. นากิ่งตอนไปชาในภาชนะ กระถาง หรือถุงพลาสติก เพื่อรอการปลูกตอ่ ไป

64

การทาบก่ิง
การทาบกงิ่ คือ การนาต้นพืช 2 ตน้ เป็นต้นเดยี วกนั โดยสว่ นของต้นตอทน่ี ามาทาบกิง่ จะทาหนา้ ท่ีเปน็

ระบบรากอาหารให้กบั ต้นพันธดุ์ ี โดยมีขนั้ ตอนการปฏิบตั ิ ดงั นี้
1. เลือกก่ิงกึ่งแก่กึง่ อ่อนทีส่ มบรู ณ์เพศปราศจากโรคและแมลง

2. เฉือนก่ิงพนั ธดุ์ ใี ห้เปน็ รปู โลย่ าวประมาณ 1 - 2 นวิ้
3. เฉอื นต้นตอเป็นรปู ปากฉลาม

4. ประกบแผลต้นตอเขา้ กบั กิ่งพันธด์ุ ี พันพลาสตกิ ใหแ้ นน่ แลว้ มัดตน้ ตอ กับก่งิ พันธดุ์ ้วยเชือก หรือลวด

5. ประมาณ 6 - 7 สปั ดาห์ แผลจะติดกนั ดี รากตมุ้ ต้นตอจะงอกแทงผ่านวัสดุ และเริม่ มีสนี ้าตาล ปลายราก
มีสขี าว และมีจานวนมากพอ จงึ จะตดั ได้

65

6. นาลงถงุ เพาะชา พร้อมปกั หลักค้ายันต้นเพอื่ ป้องกันต้นลม้

การติดตา
การติดตา คือ การเชื่อมประสานส่วนของต้นพืชเข้าด้วยกัน เพื่อให้เจริญเป็นพืชต้น เดียวกัน โดยการนา

แผน่ ตาจากก่ิงพนั ธด์ุ ีไปติดบนต้นตอ การตดิ ตาจะมวี ิธกี ารทา 2 วิธี คือ วิธีการตดิ ตาแบบลอกเนื้อไม้ และแบบไม่ลอก
เน้อื ไม้ ซึ่งในทีนจ้ี ะแนะนาเฉพาะข้นั ตอน การติดตาแบบลอกเนอ้ื ไม้ ดังนี้

1. เลอื กตน้ ตอในสว่ นท่ีเปน็ สีเขยี วปนน้าตาล แลว้ กรดี ต้นตอจากบนลงล่าง 2 รอย ห่างกนั ประมาณ 1 ใน 3
ของเสน้ รอบวงของตน้ ตอ ความยาวประมาณ 6 - 7 เซนตเิ มตร

2. ตัดขวางรอยกรีดด้านบน แล้วลอกเปลือกออกจากด้านบนลงด้านล่าง ตัดเปลือก ที่ลอกออกให้เหลือ
ดา้ นล่างยาวประมาณ 1 เซนตเิ มตร

3. เฉือนแผน่ ตายาวประมาณ 7 - 10 เซนตเิ มตร ลอกเนื้อไม้ออกแลว้ ตัดแผ่นตา ดา้ นลา่ งท้งิ

66

4. สอดแผ่นตาลงไปในเปลือกตน้ ตอ โดยใหต้ าตัง้ ขนึ้ แลว้ พันด้วยพลาสติกใหแ้ นน่

5. ประมาณ 7 - 10 วัน จึงเปดิ พลาสติกออก แลว้ พนั ใหม่ โดยเวน้ ชอ่ งให้ตาโผล่ ออกมา ทิง้ ไวป้ รมิ าณ 2 - 3
สปั ดาห์ จึงตดั ยอดตน้ เดมิ แล้วกรีดพลาสตกิ ออก

การเสยี บยอด
การเสียบยอด คือ การเชอ่ื มประสานเน้อื เย่อื ของต้นพชื 2 ต้นเข้าด้วยกนั เพ่อื ใหเ้ จรญิ เตบิ โตเปน็ ต้นเดียวกัน

โดยมขี ้นั ตอนการปฏบิ ตั ิ ดังนี้
1. ตัดยอดตน้ ตอใหส้ ูงจากพืน้ ดนิ ประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วผา่ กลางลาต้นของตน้ ตอใหล้ กึ

ประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร

2. เฉอื นยอดพนั ธ์ุดีเป็นรูปลม่ิ ยาวประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร

67

3. เสยี บยอดพันธ์ดุ ลี งในแผลของต้นตอให้รอยแผลตรงกัน ใช้เชอื กมดั ดา้ นบนและล่างรอยแผลต้นตอให้แนน่

4. คลมุ ต้นทีเ่ สยี บยอดแลว้ ด้วยถุงพลาสติก หรือนาไปเกบ็ ไวใ้ นโรงอบพลาสตกิ
5. ประมาณ 5 - 7 สปั ดาห์ รอยแผลจะประสานกันดี และนาออกมาพักไวใ้ นโรงเรอื น เพ่ือรอการปลกู ต่อไป

การตัดชา
การตัดชา คือ การนาสว่ นต่าง ๆ ของพืชพนั ธุ์ดี เช่น ใบ และ ราก มาตัดและปักชาในวสั ดุเพาะชา เพื่อให้ได้

พืชต้นใหม่จากสวนทน่ี ามาตดั ชา แตใ่ นท่ีน้จี ะขอแนะนาข้ันตอนการตัดชากิ่ง ซึ่งมีขัน้ ตอน ดังนี้
1. ตัดโคนก่ิงให้ชิดข้อยาวประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร โดยตัดเฉียงเป็นรูปปากฉลาม และตัดปลายบนให้

เหนอื ตาประมาณ 1 เซนติเมตร
2. ใช้มีดปลายแหลมกรีดบรเิ วณรอบโคนยาว 1 - 1.5 เซนตเิ มตร ประมาณ 2 - 3 รอย

3. ปกั กิง่ ชาลงในวสั ดุเพาะชา ลกึ ประมาณ 2.5 - 5 เซนตเิ มตร

4. นาเขา้ โรงอบพลาสตกิ หรือถงุ พลาสตกิ ขนาดใหญ่

68

5. ประมาณ 25 - 30 วัน กง่ิ ตดั ชาจะแตกยอดอ่อน พร้อมออกราก เมอ่ื มีจานวนมากพอ จึงย้ายปลูกตอ่ ไป

ใบความรูท้ ่ี 7

เรอื่ ง สตั ว์
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 3

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

สัตว์แต่ละชนิดท่ีอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ มีลักษณะโครงสร้างภายนอก และภายในแตกต่างกันทาให้เรา
สามารถจาแนกประเภทของสัตวอ์ อกเปน็ 2 พวกใหญ่ ๆ คอื

1. สัตว์ท่มี ีกระดูกสันหลงั และสตั ว์ทไ่ี ม่มกี ระดกู สนั หลัง
2. สตั วเ์ ปน็ สงิ่ มชี วี ิตเพราะเคลือ่ นทไี่ ด้ กนิ อาหารได้ หายใจได้ ขบั ถา่ ยได้ และสามารถขยายพนั ธุอ์ อกลูกออก
หลานได้ ทาให้สัตว์มีจานวนเพิ่มมากข้ึนในโลกของเรามีสัตว์จานวนมากมายหลายชนิด สัตว์แต่ละชนิดมีธรรมชาติ
และมีการดารงชีวติ แตกตา่ งกันไป ขึ้นอยกู่ ับลกั ษณะโครงสร้างภายนอกและลกั ษณะโครงสร้างภายในของสัตว์น้นั

ประเภทของสตั ว์ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภทคอื
สัตว์ท่ีมีกระดูกสันหลัง เป็นสัตว์ที่มีกระดูกต่อกันเป็นข้อ ๆ กระดูกเหล่านี้ทาหน้าที่เป็นแกนของร่างกาย

ตวั อย่างสตั ว์มีกระดกู สันหลงั
ปลา เป็นสัตว์น้า อาศัยอยู่ท้ังในน้าจดื และน้าเค็ม ปลามีรูปร่างเรยี วยาว เพื่อให้สะดวกในการเคล่อื นทีใ่ นน้า

ลาตวั ของปลามีเกล็ดหรือเมือกปกคลมุ ปลาหายใจโดยใชเ้ หงอื ก ปลาส่วนใหญอ่ อก ลกู เปน็ ไข่ เช่น ปลาดกุ ปลาชอ่ น
ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาทู เป็นต้น แต่ปลาบางชนิดออกลูกเป็นตัวเช่น ปลาหางนกยูง ปลาเข็ม ปลาสอด ปลา
ฉลาม (บางพนั ธ์ุ) ครีบหาง และครบี ข้างลาตัวปลา ช่วยใหป้ ลาเคลือ่ นที่ไปในแนวตา่ ง ๆ ได้

กบ อ่ึงอ่าง คางคก เขียด เป็นสัตว์ ครึ่งน้าคร่ึงบก ตอนเป็นไข่อยู่ในน้าต่อมาไข่เจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนที่
เรียกว่า “ลูกอ๊อด” ซึ่งอาศัยอยู่ในน้าและหายใจโดยใช้เหงือก ขณะลูกอ๊อดอยู่ในน้าเคลื่อนที่โดยใช้หางว่ายน้า เมื่อ
ลูกอ๊อดเจริญเติบโตขึ้น ส่วนหางจะหายไป และมีขา 4 ขา เกิดข้ึน รูปร่างเหมือนตวั แม่โดยทั่วไป แต่มีขนาดเล็ก และ
ข้นึ มาอาศัยบนบก สัตวค์ ร่ึงนา้ คร่งึ บกเมือ่ เตบิ โตเต็มท่ีแล้วจะหายใจโดยใช้ปอดและผิวหนงั

จระเข้ เต่า งู จิ้งจก เปน็ สัตวเ์ ลอื้ ยคลานอาศยั อยู่บนบก มหี นังปกคลมุ ลาตวั เป็นเกลด็ แขง็ และแห้ง หายใจ
โดยใช้ปอด สัตวเ์ หล่านีอ้ อกลกู เป็นไข่ ซ่ึงมเี ปลือกแข็ง หรือเปลอื กเหนยี วน่ิมห้มุ

นก เป็ด ไก่ ห่าน เป็นสัตว์ปีก อาศัยอยู่บนบก มีขา 2 ขา และมีปีก 2 ปีก เพ่ือใช้บิน ลาตัว ปกคลุมด้วยขน
ท่ีมกี ้านหายใจโดยใช้ปอด สตั ว์เหล่าน้อี อกลูกเป็นไข่ ทมี่ เี ปลอื กแข็งหุม้

มนุษย์ ลิง สุนัข ค้างคาว วาฬ โลมา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพราะสัตว์ตัวเมียจะมีต่อมสร้างน้านม
สาหรับเล้ียงลูก ลาตัวปกคลุมด้วยขนท่ีเป็นเส้น หายใจโดยใช้ปอด สัตว์เหล่าน้ีออกลูกเป็นตัว ลักษณะโครงกระดูก
ของลงิ คล้ายโครงกระดกู ของมนุษย์
สัตว์ไม่มีกระดูกสนั หลงั

69

เปน็ สัตวไ์ มม่ ีกระดูกเป็นแกนของร่างกาย สตั ว์บางชนิดจึงสรา้ งเปลือกแข็งข้ึนมาห่อหุ้มร่างกาย เพ่ือป้องกัน
อันตราย

ตัวอยา่ งสตั ว์ไม่มกี ระดกู สนั หลงั คือ
พยาธิ เป็นสตั ว์ไมม่ ีกระดกู สันหลังท่มี ีลาตวั ยาวรปู ร่าง กลม หรอื แบน พยาธิสว่ นใหญจ่ ะอาศัยอยู่ในร่างกาย

มนษุ ยห์ รือสัตวต์ ่าง ๆ และดูดเลือดจากสัตว์เหลา่ น้ันเป็นอาหาร
กงุ้ กง้ั ปู เปน็ สัตวไ์ มม่ ีกระดกู สันหลังที่มสี ารเปน็ เปลือกแขง็ หุ้มลาตวั ลาตัวแบง่ เป็น 2 สว่ น คือส่วนหัว และ

ส่วนท้อง ท่ีส่วนหัวมีตา 1 คู่ มีขนาดใหญ่ที่ส่วนท้อง มีขาท่ีมีลักษณะต่อกันเป็นข้อสาหรับใช้เดิน ว่ายน้า หรือช่วยใน
การกนิ อาหาร

แมลง เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังท่ีมีสารเป็นเปลือกแข็งหุ้มลาตัว เช่นเดียวกับพวกกุ้ง กั้ง ปู แต่ลาตัวของ
แมลงแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ที่ส่วนหัวมีตา 1 คู่ มีหนวดที่ส่วนอกมีขาต่อกันเป็นข้อ ๆ
จานวน 3 คู่ (6 ขา) สาหรบั เดิน ว่งิ กระโดด หรือจบั อาหารกนิ

หอย จัดเปน็ สัตว์ไม่มกี ระดกู สนั หลงั ท่มี ีลาตวั ออ่ นนิ่ม มีสารจาพวกหินปูน เป็นเปลอื กแข็งหมุ้ ลาตวั หอยสว่ น
ใหญ่อาศัย อยใู่ นน้าหอยท่ี อาศัยอยใู่ นน้าจืด เช่นหอยกาบ หอยโข่ง หอยขม หอยทอ่ี าศัยอยู่ในน้าเค็ม เช่นหอยแครง
หอยแมลงภู่ หอยกะพง เป็นตน้ สว่ นหอยบางชนดิ อาศยั อยู่บนบก เชน่ หอยทาก

ปลาหมึกทะเล เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ที่มีลาตัว อ่อนนุ่ม รูปร่างเรียวยาว ส่วนท้ายของลาตัวมีหนวด
สาหรบั ว่ายนา้ ในลาตัวของหมึกทะเล อาจมแี ผน่ แข็ง ๆ เรยี กว่าลิน้ ทะเล ทาหนา้ ท่ีเปน็ โครงสรา้ งของร่างกายหมึก

สตั ว์ในโลกแบง่ เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง สตั วเ์ หล่านีอ้ าศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่อาศัย
แตกต่างกันสัตว์บางชนิดอาศัยอยู่ในน้า สัตว์บางชนิดอาศัยอยู่บนบก สัตว์บางชนิดอาศัยอยู่ได้ท้ังบนบกและในน้า
สัตว์เหล่านี้เม่ือเกิดและมีชีวติ อยู่ในป่าหรือในน้าอย่างอิสระตามธรรมชาติ เราจัดเป็นสัตว์ป่า ส่วนสัตว์บ้าน หรือสัตว์
ป่าท่คี นนามาเลีย้ งจนเชือ่ ง เราเรยี กวา่ สัตวเ์ ล้ียง

โครงสรา้ งและหนา้ ท่ขี องระบบต่าง ๆ ในร่างกายสตั ว์
สัตว์ต่าง ๆ เป็นสิ่งมีชีวิตท่ีอาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่ที่แตกต่างกัน และสัตว์ต่าง ๆ เหล่านี้ บางชนิดมีเน้ือเย่ือ

หรืออวัยวะที่ยังไม่มีการพัฒนาให้เห็นได้ชัดเจน แต่บางชนิดก็มีการพัฒนาให้เห็นได้อย่างชัดเจน มีความซับซ้อนของ
โครงสร้างของร่างกายท่ีแตกต่างกันออกไป ซ่ึงมีผลทาให้ระบบต่าง ๆ มีส่วนประกอบของโครงสร้างและหน้าท่ีการ
ทางานทแี่ ตกตา่ งกันออกไปด้วย

1. ระบบยอ่ ยอาหารของสตั ว์

1.1 การย่อยอาหารในสตั ว์มีกระดกู สันหลงั

สตั วม์ กี ระดูกสันหลังทุกชนิด เช่น ปลา กบ ก้ิงกา่ แมว จะมีระบบทางเดนิ อาหารสมบูรณ์ ซง่ึ ทางเดนิ อาหาร

ของสัตว์มีกระดูกสนั หลงั ประกอบดว้ ย

ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไสเ้ ล็ก ทวารหนกั

1.2 การย่อยอาหารในสตั ว์ไม่มกี ระดกู สันหลัง
1.2.1 การย่อยอาหารในสตั วท์ ่ไี ม่มีกระดูกสนั หลังที่มีทางเดินอาหารไมส่ มบรู ณ์

70

สรุปการย่อยอาหารในสตั ว์ไมม่ กี ระดกู สนั หลังท่ีมีทางเดนิ อาหารไมส่ มบูรณ์

ชนดิ ของสัตว์ ลกั ษณะทางเดินอาหารและการยอ่ ยอาหาร

1. ฟองน้า -ยังไม่มีทางเดินอาหาร แตม่ เี ซลล์พเิ ศษอยผู่ นงั ดา้ นในของ

ฟองน้า เรียกว่า เซลล์ปลอกคอ (Collar Cell) ทาหน้าท่ี

จบั อาหาร แล้วสร้างแวควิ โอลอาหาร (Food Vacuole)

เพ่อื ย่อยอาหาร

2. ไฮดรา แมงกะพรุน ซีแอนนโี มนี -มีทางเดินอาหารไมส่ มบรู ณ์ มปี าก แต่ไมม่ ีทวารหนกั

อาหารจะผา่ นบรเิ วณปากเขา้ ไปในช่องลาตัวท่เี รียกว่า

ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์ (Gastro vascular Cavity) ซง่ึ

จะย่อยอาหารทีบ่ ริเวณช่องนี้ และกากอาหารจะถูกขบั

ออกทางเดมิ คือ ปาก

3. หนอนตัวแบน เชน่ พลานาเรยี พยาธิใบไม้ -มที างเดนิ อาหารไม่สมบรู ณ์ มชี อ่ งเปิดทางเดยี วคือปาก

ซึง่ อาหารจะเขา้ ทางปาก และย่อยในทางเดินอาหาร แล้ว

ขบั กากอาหารออกทางเดิมคือ ทางปาก

1.2.2 การยอ่ ยอาหารในสตั ว์ไม่มีกระดูกสนั หลงั ท่มี ีทางเดินอาหารสมบูรณ์

สรุปการย่อยอาหารในสตั วไ์ มม่ กี ระดูกสนั หลังท่ีมีทางเดินอาหารสมบรู ณ์

ชนดิ ของสัตว์ ลักษณะทางเดินอาหารและการย่อยอาหาร

1. หนอนตวั กลม เชน่ พยาธิไสเ้ ดอื น พยาธเิ สน้ ด้าย -เป็นพวกแรกทีม่ ีทางเดินอาหารสมบรู ณ์ คือ มชี อ่ งปาก

และช่องทวารหนักแยกออกจากกนั

2. หนอนตัวกลมมีปลอ้ ง เช่น ไส้เดือนดิน ปลิงน้าจดื -มีทางเดนิ อาหารสมบูรณ์ และมีโครงสรา้ งทางเดนิ

และแมลง อาหารที่มลี ักษณะเฉพาะแต่ละส่วนมากขน้ึ

2. ระบบหมนุ เวยี นเลือดในสตั ว์
ในสัตว์ช้ันสูงมรี ะบบหมุนเวียนเลอื ด ซ่ึงประกอบด้วยหวั ใจเป็นอวัยวะสาคัญ ทาหน้าท่ีสูบฉีดเลือดไปยงั ส่วน

ต่าง ๆ ของร่างกาย และมีหลอดเลือดเป็นทางลาเลียงเลือดไปทั่วทุกเซลล์ของร่างกาย แต่ในสัตว์บางชนิดใช้ช่องวา่ ง
ระหวา่ งอวยั วะเปน็ ทางผ่านของเลือด

ระบบหมนุ เวยี นเลือดมี 2 แบบ ดงั น้ี
2.1 ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปิด (Closed Circulation System) ระบบนี้เลือดจะไหลอยู่ภายใน

หลอดเลือดตลอดเวลา โดยเลือดจะไหลออกจากหัวใจไปตามหลอดเลือดชนิดต่าง ๆ แล้วไหลกลับเข้าสู่หัวใจใหม่
เชน่ น้ีเรื่อยไป พบในสัตวจ์ าพวกหนอนตัวกลมมปี ลอ้ ง เชน่ ไสเ้ ดือนดนิ ปลิงนา้ จดื และสัตวม์ ีกระดกู สันหลังทุกชนิด

71

2.2 ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด (Open Circulation System) ระบบนี้เลือดท่ีไหลออกจาก
หัวใจจะไม่อยู่ในหลอดเลือดตลอดเวลาเหมือนวงจรปิด โดยจะมีเลือดไหลเข้าไปในช่องว่างลาตัวและที่ว่างระหว่าง
อวยั วะตา่ ง ๆ พบในสตั วจ์ าพวกแมลง กงุ้ ปู และหอย

3. ระบบหายใจในสัตว์
สัตว์ต่าง ๆ จะแลกเปล่ียนก๊าซกับส่ิงแวดล้อมโดยกระบวนการแพร่ (Diffusion) โดยสัตว์แต่ละชนิดจะมี

โครงสรา้ งทีใ่ ชใ้ นการแลกเปล่ยี นก๊าซทเ่ี หมาะสมกับการดารงชวี ติ และสิ่งแวดลอ้ มตา่ งกนั

ชนิดของสัตว์ โครงสร้างท่ใี ชใ้ นการแลกเปล่ยี นก๊าซ
1. สตั ว์ชัน้ ตา่ เชน่ ไฮดรา แมงกะพรนุ ฟองนา้ -ไมม่ ีอวัยวะในการหายใจโดยเฉพาะ การแลกเปล่ยี นกา๊ ซ
พลานาเรีย ใชเ้ ย่ือหุม้ เซลลห์ รือผวิ หนังทช่ี ุ่มช้นื
2. สัตวน์ า้ ชน้ั สงู เช่น ปลา กงุ้ ปู หมึก หอย ดาวทะเล -มเี หงอื ก (Gill) ซง่ึ มคี วามแตกต่างกนั ในด้านความซับซ้อน
แตท่ าหน้าที่เชน่ เดียวกนั (ยกเว้นสัตวค์ รึ่งบกคร่งึ น้าในชว่ ง
3. สตั วบ์ กช้ันต่า เช่น ไส้เดือนดนิ ท่เี ปน็ ลกู อ๊อดซึ่งอาศยั อยใู่ นน้า จะหายใจดว้ ยเหงอื ก
ต่อมาเม่อื โตเป็นตัวเต็มวยั อยู่บนบก จึงจะหายใจด้วย
4. สัตวบ์ กช้นั สงู มี 3 ประเภท คือ ปอด)
4.1 แมงมุม -มีผิวหนังท่เี ปียกชนื้ และมีระบบหมนุ เวียนเลอื ดเร่งอตั รา
4.2 แมลงต่าง ๆ การแลกเปลย่ี นก๊าซ
4.3 สัตว์มกี ระดูกสนั หลัง -มแี ผงปอดหรือลงั บก (Lung Book) มลี ักษณะเป็นเส้น ๆ
ย่นื ออกมานอกผวิ รา่ งกาย ทาใหส้ ูญเสียความชนื้ ไดง้ ่าย
-มีทอ่ ลม (Trachea) เป็นทอ่ ที่ตดิ ตอ่ กับภายนอกรา่ งกาย
ทางรหู ายใจ แตกแขนงแทรกไปยังทุกส่วนของรา่ งกาย
-มีปอด (Lung) มีลกั ษณะเปน็ ถงุ และมีความสัมพันธ์กบั
ระบบหมุนเวยี นเลอื ด

4. ระบบขบั ถ่ายในสัตว์
ในเซลล์หรือในร่างกายของสัตว์ต่าง ๆ จะมีปฏิกิริยาเคมีจานวนมากเกิดขึ้นตลอดเวลา และผลจากการ

เกิดปฏิกิริยาเคมีเหลา่ นี้ จะทาให้เกิดผลิตภณั ฑ์ที่มีประโยชนต์ ่อส่ิงมีชวี ิตและของเสยี ที่ต้องกาจัดออกดว้ ยการขับถา่ ย
สัตว์แต่ละชนิดจะมีอวัยวะ และกระบวนการกาจัดของเสียออกนอกร่างกายแตกต่างกันออกไป สัตว์ช้ันต่าท่ีมี
โครงสร้างง่าย ๆ เซลล์ท่ีทาหน้าที่กาจัดของเสียจะสัมผัสกับสง่ิ แวดล้อมโดยตรง ส่วนสัตว์ช้ันสงู ท่ีมีโครงสร้างซับซอ้ น
การกาจัดของเสียจะมีอวยั วะทที่ าหนา้ ทเ่ี ฉพาะ

ชนิดของสัตว์ โครงสรา้ งหรอื อวัยวะขับถ่าย
1. ฟองนา้ -เยอื่ หุ้มเซลล์เป็นบรเิ วณท่ีมีการแพรข่ องเสียออกจากเซลล์
2. ไฮดรา แมงกะพรุน -ใช้ปาก โดยของเสยี จะแพร่ไปสะสมในชอ่ งลาตัวแลว้ ขับ
ออกทางปากและของเสียบางชนดิ จะแพร่ทางผนังลาตวั

72

3. พวกหนอนตวั แบน เช่น พลานาเรยี พยาธิใบไม้ -ใช้เฟลมเซลล์ (Flame Cell) ซ่งึ กระจายอยทู่ งั้ สองข้าง
ตลอดความยาวของลาตวั เปน็ ตัวกรองของเสียออกทางทอ่
ซงึ่ มรี ูเปดิ ออกข้างลาตวั

ชนิดของสัตว์ โครงสรา้ งหรอื อวัยวะขับถา่ ย
4. พวกหนอนตัวกลมมปี ลอ้ ง เช่น ไส้เดือนดิน -ใชเ้ นฟรเิ ดียม (Nephridium) รับของเสยี มาตามทอ่ และ
5. แมลง เปิดออกมาทางท่อซึ่งมรี ูเปดิ ออกข้างลาตัว
-ใช้ทอ่ มัลพิเกยี น (Mulphigian Tubule) ซ่งึ เปน็ ท่อเลก็ ๆ
6. สตั ว์มีกระดกู สันหลงั จานวนมากอยรู่ ะหวา่ งกระเพาะกบั ลาไส้ ทาหนา้ ทด่ี ูดซึม
ของเสียจากเลือด และสง่ ตอ่ ไปทางเดินอาหาร และขับ
ออกนอกลาตัวทางทวารหนกั ร่วมกบั กากอาหาร
-ใชไ้ ต 2 ขา้ งพร้อมดว้ ยท่อไตและกระเพาะปัสสาวะเป็น
อวยั วะขับถ่าย

5. ระบบประสาท
ระบบประสาท เปน็ ระบบที่ทาหนา้ ทเ่ี ก่ยี วกบั การสั่งงาน การตดิ ต่อเชือ่ มโยงกบั สิง่ แวดลอ้ ม การรบั คาส่ัง

และการปรับระบบตา่ ง ๆ ในร่างกายให้ทากจิ กรรมได้ถูกต้องเมื่ออยใู่ นสภาพแวดลอ้ มที่แตกต่างกนั

ชนิดของสตั ว์ ระบบประสาท
1. ฟองน้า -ไมม่ รี ะบบประสาท
2. ไฮดรา แมงกะพรนุ -เป็นพวกแรกทมี่ ีเซลลป์ ระสาท โดยเซลล์ประสาท
3. หนอนตัวแบน เชน่ พลานาเรยี เชอื่ มโยงกนั คล้ายรา่ งแห เรียกวา่ รา่ งแหประสาท
-เปน็ พวกแรกท่ีมีระบบประสาทเป็นศูนย์ควบคมุ อยู่
4. สัตวไ์ ม่มีกระดกู สนั หลังช้ันสูง เชน่ ไส้เดือนดนิ บรเิ วณหวั และมีเส้นประสาทแยกออกไป ซึง่ จะมรี ะบบ
แมลง หอย ประสาทแบบขน้ั บันได (Ladder Type System)
-มปี มประสาท (Nerve Ganglion) บรเิ วณสว่ นหัวมาก
5. สตั วม์ กี ระดูกสันหลัง ข้ึน และเรยี งต่อกนั เป็นวงแหวนรอบคอหอยหรอื หลอด
อาหาร ทาหน้าท่เี ปน็ ศนู ยก์ ลางระบบประสาท และมี
เสน้ ประสาททอดยาวตลอดลาตวั
-มสี มองและไขสนั หลงั เป็นศนู ยค์ วบคุมการทางานของ
ร่างกาย
มีเซลลป์ ระสาทและเสน้ ประสาทอย่ทู ุกส่วนของรา่ งกาย

73

6. ระบบสืบพนั ธใุ์ นสตั ว์
6.1 ประเภทของการสบื พนั ธุ์ของสตั ว์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี
1. การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ (Asexual Reproduction) เป็นการสืบพันธ์ุโดยการผลิตหน่วย

สิ่งมีชีวิตจากหน่วยส่ิงมีชีวิตเดิมด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ไม่ใช่จากการใช้เซลล์สืบพันธุ์ ได้แก่ การแตกหน่อ การงอกใหม่
การขาดออกเปน็ ท่อน และพาร์ธีโนเจเนซสิ

2. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual Reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการผสมพันธ์ุ
ระหว่างเซลลส์ บื พนั ธุ์เพศผแู้ ละเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เกิดเป็นสิง่ มีชีวติ ใหม่ ได้แก่ การสบื พนั ธ์ขุ องสัตวช์ ั้นต่าบางพวก
และสัตว์ช้ันสูงทุกชนิด สัตว์บางชนิดสามารถสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศ และแบบไม่อาศัยเพศ เช่น ไฮดรา การ
สืบพันธแุ์ บบไมอ่ าศัยเพศของไฮดราจะใช้วธิ ีการแตกหน่อ

6.2 ชนดิ ของการสืบพนั ธแุ์ บบไมอ่ าศัยเพศ มีหลายชนิด ดังนี้
1. การแตกหน่อ (Budding) เป็นการสืบพันธุ์ท่ีหน่วยสิ่งมีชีวิตใหม่เจริญออกมาภายนอกของตัวเดิม

เรยี กว่า หนอ่ (Bud) หน่อที่เกดิ ขนึ้ นีจ้ ะเจริญจนกระทั่งได้เป็นส่ิงมีชีวติ ใหม่ ซง่ึ มลี ักษณะเหมือนเดิม แต่มีขนาดเล็กว่า
ซึ่งต่อมาจะหลุดออกจากตัวเดิม และเติบโตต่อไป หรืออาจจะติดอยู่กับตัวเดิมก็ได้ สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์ลักษณะนี้
ไดแ้ ก่ ไฮดรา ฟองนา้ ปะการัง

2. การงอกใหม่ (Regeneration) เป็นการสบื พนั ธุ์ท่ีมีการสร้างสว่ นของร่างกายทห่ี ลุดออกหรือสูญเสีย
ไปให้เป็นสิ่งมีชีวติ ตวั ใหม่ ทาใหม้ ีจานวนสิง่ มชี ีวิตเพิ่มมากข้นึ สตั ว์ทีม่ ีการสบื พันธล์ุ กั ษณะน้ี ได้แก่ พลานาเรีย ดาว
ทะเล ซีแอนนีโมนี ไส้เดอื นดิน ปลงิ นา้ จืด

3. การขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation) เป็นการสืบพันธ์ุโดยการขาดออกเป็นท่อน ๆ จากตัวเดิม
แลว้ แต่ละทอ่ นจะเจรญิ เติบโตเปน็ ตวั ใหม่ได้ พบในพวกหนอนตัวแบน

4. พารธ์ ีโนเจเนซีส (Parthenogenesis) เปน็ การสืบพนั ธขุ์ องแมลงบางชนิด ซ่งึ ตวั เมยี สามารถผลิตไข่
ทีฟ่ กั เปน็ ตัวได้โดยไมต่ ้องมีการปฏิสนธิ ในสภาวะปรกติ ไขจ่ ะฟกั ออกมาเปน็ ตวั เมยี เสมอ แตใ่ นสภาพะท่ีไมเ่ หมาะสม
กับการดารงชีวิต เช่น เกิดความแห้งแล้ง หนาวเย็น หรือขาดแคลนอาหาร ตัวเมียจะผลิตไข่ท่ีฟักออกมาเป็นท้ังตัวผู้
และตัวเมีย จากนั้นตัวผู้และตัวเมียเหล่าน้ีจะผสมพันธ์ุกัน แล้วตัวเมียจะออกไข่ที่มีความคงทนต่อสภาวะที่ไม่
เหมาะสมดังกล่าว แมลงที่มีการสืบพันธ์ุลักษณะน้ี ได้แก่ ตั๊กแตนกิ่งไม้ เพลี้ย ไรน้า ในพวกแมลงสังคม เช่น ผ้ึง มด
ตอ่ แตน กพ็ บว่ามีการสบื พนั ธ์ุ ในลกั ษณะนเี้ หมอื นกัน แต่ในสภาวะปกตไิ ข่ที่ฟักออกมาจะได้ตวั ผู้เสมอ

6.3 ชนิดของการสืบพันธุแ์ บบอาศัยเพศของสตั ว์ มี 2 ชนดิ ดังนี้
1. การสบื พนั ธ์ขุ องสตั ว์ท่ีมี 2 เพศในตัวเดยี วกนั (Monoecious) โดยทัว่ ไปไมส่ ามารถผสมกนั ภายใน

ตวั ตอ้ งผสมข้ามตวั เน่ืองจากไขแ่ ละอสุจจิ ะเจริญไม่พรอ้ มกนั เช่น ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดอื นดนิ
2. การสืบพันธ์ุของสัตว์ที่มีเพศผู้และเพศเมียแยกกันอยู่ต่างตัวกัน (Dioeciously) ในการสืบพันธ์ุของ

สตั วช์ นดิ นมี้ กี ารปฏิสนธิ 2 แบบ คือ

74

2.1 การปฏิสนธิภายใน (Internal fertilization) คือ การผสมระหว่างตัวอสุจิกับไข่ที่อยู่ภายในร่างกาย
ของเพศเมยี สัตว์ทีม่ ีการปฏิสนธิแบบนี้ ได้แก่ สตั วท์ ีว่ างไข่บนบกทกุ ชนิด สตั ว์ท่ีเลี้ยงลกู ดว้ ยนา้ นม และปลาทอ่ี อกลูก
เป็นตัว เชน่ ปลาเขม็ ปลาหางนกยงู ปลาฉลาม

2.2 การปฏิสนธิภายนอก (External fertilization) คือการผสมระหว่างตัวอสุจิกับไข่ท่ีอยู่ภายนอก
ร่างกายของสัตว์เพศเมีย การปฏิสนธิแบบนตี้ ้องอาศัยน้าเป็นตัวกลางให้ตวั อสุจิเคลื่อนที่เข้าไปผสมไข่ได้ สัตว์ท่ีมีการ
ปฏิสนธิแบบน้ี ไดแ้ ก่ ปลาต่าง ๆ สตั วค์ รง่ึ บกครึ่งนา้ และสตั ว์ทว่ี างไข่ในนา้ ทกุ ชนดิ

7. ระบบโครงกระดูกและการเจริญเติบโตของสตั ว์
7.1 ประเภทของโครงกระดกู หรือโครงรา่ งแขง็ ของสัตว์ แบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด คือ
1. โครงร่างแขง็ ท่ีอยภู่ ายนอกร่างกาย (Exoskeleton) พบไดใ้ นแมลง เปลอื กกงุ้ ปู หอย เกลด็

และกระดองสัตว์ตา่ ง ๆ มหี นา้ ที่ปอ้ งกันอนั ตรายท่อี าจเกิดขึ้นกับอวยั วะทีอ่ ย่ภู ายใน
2. โครงร่างแข็งท่ีอยู่ภายในร่างกาย (Endoskeleton) ได้แก่ โครงกระดูกของสัตว์ที่มีกระดูก

สันหลังทงั้ หมด
7.2 การเจริญเตบิ โตของสัตว์
สัตว์ท่ีมีโครงร่างหุ้มนอกร่างกาย และมีโครงร่างแข็งอยู่ภายในร่างกาย จะมีแบบแผนของการ

เจรญิ เตบิ โตแตกตา่ งกัน ดงั นี้
1. การเจรญิ เตบิ โตของสัตว์ที่มีโครงร่างแข็งหุ้มนอกร่างกาย เช่น แมลง ก้งุ ปู มกี ารเจรญิ เติบโตได้

ยาก ดังน้ัน เมื่อเจริญวัยจะต้องมีการสลัดเปลือกเก่าท้ิงไปท่ีเรียกว่า ลอกคราบ (Molting) เพื่อให้ผิวร่างกายท่ีอ่อน
นิ่มเติบโตได้แล้วจึงสร้างโครงแข็งหรือเปลือกมาหุม้ ใหม่ และต่อไปก็จะเจริญด้วยการลอกคราบอีก เป็นเช่นน้ีเรื่อย ๆ
ไป ทาให้ลกั ษณะเส้นกราฟการเจรญิ เตบิ โตเป็นรูปขั้นบนั ได ซึ่งเสน้ กราฟจะมลี กั ษณะเพิม่ ข้นึ อย่างฉบั พลัน เปน็ ระยะ
ท่ีส่ิงมีชีวิตมีการลอกคราบและเติบโตขึ้น สลับกับการเพ่ิมข้ึนอย่างช้า ๆ ในบางช่วงส่วนหอยมีโครงร่างแข็งหุ้มนอก
ร่างกายเหมือนกัน แต่ไม่ต้องลอกคราบ มันจะสร้างเปลือกเพ่ิมขึ้นเร่ือย ๆ ตัวมันที่อยู่ภายในก็จะขยายใหญ่ตามไป
ด้วย สาหรบั แมลง การเจรญิ เติบโตของแมลงแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 พวก ดงั นี้

2. การเจริญเติบโตของสัตว์ท่ีมีโครงร่างแข็งอยู่ภายในร่างกาย มีการเจริญเติบโตเช่นเดียวกับคน
โดยมีเส้นกราฟของการเจริญเติบโตเป็นรูปตัวเอส (Growth Curve) เช่นเดียวกัน แต่ในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้า เช่น กบ
คางคก ในระหว่างการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างน้ันก็คือสัตว์พวกน้ีจะมีเมตามอร์โฟซีส ซ่ึงจะแบ่งได้
เป็น 2 ช่วงชดั เจน คอื ช่วงทีด่ ารงชีวติ อยใู่ นน้า และชว่ งทด่ี ารงชวี ติ อยู่บนบกซ่ึงมีลาดับขน้ั การเจรญิ เตบิ โต คือ

ไข่ ลูกออ๊ ด ตัวเต็มวัย

7.3 ความสมั พนั ธข์ องระบบต่าง ๆ ในร่างกายสตั ว์
ระบบตา่ ง ๆ ในร่างกายของสตั วม์ ีความสมั พนั ธ์กนั ทั้งทางตรงและทางอ้อม ความสมั พนั ธ์ของระบบ

เหลา่ น้ีทาใหส้ ัตว์สามารถดารงชีวติ อยู่ได้ แม้วา่ จะอยู่ในสภาพแวดลอ้ มท่แี ตกต่างกัน

75

ตวั อยา่ งความสัมพนั ธข์ องระบบต่าง ๆ ในรา่ งกายสัตว์ ไดแ้ ก่
1. การเคลื่อนท่ีของสัตว์ เป็นสมบัติที่สาคัญที่ทาให้สัตวแ์ ตกต่างจากพืช โดยปกติสัตว์จะเคลื่อนท่ีเขา้

หาสิ่งท่ีมีประโยชน์หรือสง่ิ ที่ตอ้ งการในการดารงชีวติ เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม การผสมพันธ์ หรือการเลย้ี ง
ดูตัวอ่อน แต่จะเคลื่อนหนีจากส่ิงที่ไม่ต้องการหรือเป็นอันตราย เช่น ศัตรูหรือผู้ล่า การเคล่ือนท่ีของสัตว์ไม่ว่า
วัตถุประสงค์ใดก็ตาม ถ้าเป็นสัตว์ท่ีไม่มีกระดูกสันหลังจะเคล่ือนท่ีได้ต้องอาศัยการทางานร่วมกันของกล้ามเนื้อและ
ระบบประสาท ส่วนสตั ว์ทม่ี กี ระดูกสันหลงั จะเกิดจากการทางานรว่ มกนั ของระบบกล้ามเน้ือ ระบบโครงกระดูก และ
ระบบประสาท

2. การเจริญเติบโตของสัตว์ต้ังแต่ตัวอ่อนจนเป็นตัวเต็มวัย จะต้องอาศัยทุกระบบในร่างกาย และ
ระบบตา่ ง ๆ เหล่านีจ้ ะต้องทางานประสานสมั พันธก์ นั จงึ จะทาให้การเจรญิ เตบิ โตของสตั วเ์ ปน็ ไปตามปกติ เช่น

- ระบบย่อยอาหาร จะเป็นระบบที่นาสารอาหารต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย เพื่อเป็นวัตถุดิบสาคัญใน
การเจริญเตบิ โต

- ระบบหายใจ นาก๊าซที่เซลล์ต้องการเข้าสู่ร่างกายและกาจัดก๊าซที่เซลล์ไม่ต้องการออกนอก
ร่างกาย นอกจากนี้ยงั ทาหนา้ ทส่ี ร้างพลงั งานใหแ้ ก่เซลล์ ทาให้เซลล์สามารถนาไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์

- ระบบหมุนเวียนเลือด นาสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย และนาสารท่ีเซลล์ไม่
ตอ้ งการไปยงั อวยั วะขบั ถา่ ยเพื่อกาจดั ออกนอกร่างกาย

- ระบบขับถ่าย กาจดั ของเสียท่เี ซลลไ์ มต่ อ้ งการออกนอกร่างกาย
- ระบบโครงกระดูก ถ้าเป็นโครงร่างแข็งที่อยู่ภายนอกร่างกาย จะช่วยป้องกันอันตรายภายใน
ไมใ่ หไ้ ดร้ บั อนั ตราย แตถ่ า้ เปน็ โครงรา่ งแข็งท่ีอยู่ภายใน จะช่วยในการเคล่ือนไหวหรือเคล่ือนที่
- ระบบประสาท ทาหน้าทค่ี วบคุมกลไกลการทางานของทุกระบบในรา่ งกาย
เม่ือสัตวเ์ จรญิ เติบโตเป็นตวั เต็มวยั ก็พร้อมที่สะสบื พันธเุ์ พื่อทจี่ ะเพ่ิมลูกหลาน ทาใหส้ ตั วแ์ ตล่ ะชนิด
สามารถดารงเผา่ พันธไุ์ วไ้ ด้

การเจรญิ เติบโตของสตั ว์
1. การเจริญเตบิ โต

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายท่ีเกิดขึ้นมาแล้วย่อมต้องมีการเจริญเติบโต สัตว์ก็เช่นเดียวกันย่อมจะมีการเจริญเติบโต
ซึ่งจะเป็นกระบวนการในการเปล่ียนแปลงขนาดและรูปร่าง ซ่ึงเป็นผลมาจากการเพ่ิมจานวนเซลล์ด้วยการแบ่งเซลล์
ทีม่ ีอย่แู ล้ว รวมท้งั มีการขยายขนาดของเซลล์ดว้ ยการสรา้ งไซโทพลาสซึมทาให้เซลล์มขี นาดใหญโ่ ตข้ึน ในลาดบั ต่อมา
เซลล์ก็จะมีการเปล่ียนแปลงรูปร่างและหน้าที่ จนกระท่ังรวมกลุ่มประสานงานในหน้าที่จนเกิดเป็นอวัยวะหลายๆ
อวัยวะ อวัยวะตา่ งๆ เหลา่ น้รี วมตัวกันเปน็ ร่างกายของส่งิ มีชวี ิต เพอื่ ดารงชีวิตอยใู่ นสภาพแวดล้อมตอ่ ไป

อย่างไรก็ตามในขณะที่สัตว์กาลังเจริญเติบโต สัตว์บางชนิดจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นระยะๆ
จนกระทั่งมีรูปร่างคล้ายพ่อแม่ในที่สุด แต่สัตว์บางชนิดจะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ตั้งแต่เกิดเลย เพียงแต่มีขนาดเล็ก

76

กว่าพ่อแม่เท่านั้นการเจริญเติบโต เป็นกระบวนการท่ีเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตทุกระดับ
ท้ังทางโครงสรา้ งและหนา้ ท่ี กระบวนการตา่ งๆ ของการเจรญิ เตบิ โต แบ่งไดเ้ ปน็ ข้นั ตอนงา่ ย ๆ คือ

1. การเพม่ิ จานวนเซลล์ ในส่งิ มชี วี ิตเซลลเ์ ดยี ว การแบง่ เซลล์ถือว่าเป็นการสบื พนั ธ์ุ เกิดชวี ิตใหม่ขึ้น มี
หลายแบบ เช่นการแบ่งแยกตัวเป็นส่วน ๆ การแตกหน่อ เป็นต้น ในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ การแบ่งเซลล์เป็น การ
เพ่ิมจานวนเซลล์ให้มากขึ้น เช่น การแบ่งเซลล์จากตัวอ่อนเป็นตัวเต็มวยั สร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลลเ์ ก่า เช่น
เซลล์ผวิ หนัง

2. การเพิ่มขนาดเซลล์ เป็นกระบวนการสะสมและสังเคราะห์สารอินทรีย์ภายโมเลกุลของเซลล์ ทาให้
โมเลกุลมีขนาดใหญ่ข้ึน หรือมีการรวมกันระหว่างโมเลกุลกับโมเลกุล เป็นผลให้เซลล์ต้องขยายขนาดตามไปด้วย จึง
เกิดการเจรญิ เตบิ โตของสงิ่ มีชีวิต เช่น งูจะมีการลอกคราบเมอื่ มขี นาดตวั ใหญ่ขนึ้

ถึงแม้มันจะเป็นงูยักษ์ แต่ช่วงชีวิตของมันน่าสนใจไม่น้อย อานาคอนด้าจะผสมพันธุ์ด้วยการที่ตัวผู้จะรัดตัว
เมียแล้วฉีดน้าเชื้อเข้าไป ตัวเมียจะตั้งท้องนานประมาณ 2 เดือน เม่ือคลอดลูกมันจะคลอดลูกเป็นตัวซ่ึงแปลกกว่างู
ท่ัวไปซึ่งคลอดลูกเป็นไข่ เมื่อลูกมันออกมาจะออกมาเยอะมากๆ ซ่ึงจะมีบางตัวที่ตาย และตัวท่ีตายนั่นแหละจะเป็น
อาหารของแม่มัน แต่ถ้าแม่มันงับตัวที่ยังไม่ตายเข้าไป ลูกของมันจะสบัดตัว แล้วแม่มันจะรีบคายทันที แต่กว่าท่ีลูก
มันจะโตและรอดมาเป็นตัวเต็มวัยได้ มันก็ต้องเจอศัตรูมากมาย ซ่ึงมีเพียงไม่ถึง 10% เท่าน้ันที่รอดมาได้ เมื่อมันโต
เตม็ วยั มนั กพ็ รอ้ มท่ีจะผสมพันธท์ุ นั ทีและมลี กู ตอ่ ไป

3. การเปลย่ี นแปลงสภาพของเซลล์
เนื่องจากในระยะแรกเซลล์อาจจะทาหน้าท่ีอย่างหนึ่ง แต่เม่ือมีการเปลี่ยนแปลงหน้าท่ีการทางาน จึงเกิด
การเปลยี่ นสภาพเซลลต์ ามไปด้วย เพอ่ื ใหไ้ ด้เซลล์ที่สามารถทาหนา้ ท่ีทต่ี ่างกนั การเปลี่ยนสภาพเกิดทั้งทางกายภาพ
และชีวเคมี ท้ังในระดับโมเลกุล ระดับเซลล์ ระดับเนื้อเยื่อ ระดับอวัยวะ และระดับระบบอวัยวะ เซลล์ที่ได้ใหม่จะมี
หน้าตาต่างไปจากเซลลเ์ ดมิ

พัฒนาการทางรา่ งกายของมนษุ ย์

77

4. การเกิดรูปรา่ งท่แี นน่ อน ส่งิ มีชีวติ จะมีการเปลีย่ นแปลงรปู ร่างตลอดเวลา ตงั้ แต่แรกเกิดจนเปน็ ตวั เต็มวัย
เนื่องจากมีการแบ่งเซลล์หรอื เพิ่มจานวนเซลล์ รูปร่างตอนโตอาจจะแตกต่างจากตอนแรกเกิดมากหรือไม่เหมือนกนั
เชน่ กบ ผเี สื้อ เป็นตน้ การเติบโตในสงิ่ มชี ีวติ ช้ันสูงจะหยุดเม่ือโตเต็มวัย โดยการใช้ความสูงที่หยดุ เป็นเกณฑ์ ไมค่ านึง
ว่านา้ หนกั จะเพ่ิมหรอื ลดลง

ปัจจัยท่มี ีผลต่อการเจริญเติบโต
1. ศักยภาพของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การท่ีสิ่งมีชีวิตจะมีการเติบโตเป็นอย่างไรน้ันขึ้นกับ

พันธุกรรมเป็นอันดับแรก เพราะการเจริญเติบโตของตัวอ่อนจะมีขั้นตอนเหมือนพ่อแม่ แต่อัตราการเติบโตจะ
แตกตา่ งกันได้ขึ้นกบั สภาพแวดลอ้ มของส่ิงมีชวี ิตในขณะนน้ั

2. ปัจจยั ทางส่ิงแวดล้อม
2.1 ปจั จยั ทางชวี ภาพ การเตบิ โตท่ผี ิดปกติอาจเปน็ ผลมาจากสงิ่ มีชวี ิตท่ีดารงชวี ติ อยดู่ ว้ ยกนั เชน่

ถ้าร่างกายมีปรสิต เช่น พยาธิ แบคทีเรีย เกาะทาลายเน้ือเยื่อ หรือดูดสารอาหาร จะทาให้การเติบโตช้าผิดปกติหรอื
ตายได้

2.2 ปจั จยั ทางกายภาพ
2.2.1 ปจั จัยเกี่ยวกบั พลังงาน ได้แก่ ความรอ้ น แสง เสียง เปน็ ต้น
2.2.2 ปัจจัยเก่ียวกับสารเคมี สารเคมีท่ีมีผลต่อการเจริญเติบโต คือฮอร์โมน เน่ืองจากฮอร์โมนและ

สารทเี่ กี่ยวข้องฮอรโ์ มนจะควบคุมการทางานของระบบตา่ งๆ ในร่างกายให้เป็นปกติ

การขยายพนั ธุ์สตั ว์
ในปัจจุบันประชากรโลกได้เพ่ิมขึ้นเป็นจานวนมาก ดังน้ันความต้องการสัตว์เป็นอาหาร และเป็นสินค้าของ

มนษุ ย์มเี พมิ่ มากขึ้น มนุษยจ์ ึงคิดค้นหาวิธกี ารตา่ ง ๆ ทจี่ ะช่วยในการขยายพนั ธุส์ ัตว์ใหม้ ปี ริมาณมากเพยี งพอ รวมทง้ั มี
คณุ ภาพตามความตอ้ งการ

ปจั จบุ ันนกั วิทยาศาสตร์ไดน้ าวิธีการทางเทคโนโลยสี มยั ใหม่มาใชใ้ นการขยายพันธุ์ เพือ่ ใหไ้ ดป้ ริมาณของสัตว์
เพิ่มมากขึ้นแทนท่ีจะให้สัตว์ผสมพันธ์ุกันเองตามธรรมชาติ โดยเทคโนโลยี สมัยใหม่ท่ีให้ความสะดวกและได้ผลดี
รวมทง้ั เปน็ ทน่ี ิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในขณะนไ้ี ดแ้ ก่

การผสมเทียมและการถ่ายฝากตัวอ่อน ส่วน การทาโคลนนิ่ง เป็นเทคนิคขยายพันธ์ุแบบใหม่ที่เพ่ิงคิดค้น
ได้สาเรจ็ เมอื่ เดอื นกุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2540

78

การผสมเทยี ม
การผสมเทียม หมายถึง การทาให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ ที่มนุษย์เป็นผู้ทาให้เกิดการปฏิสนธิ

โดยนาน้าเช้ืออสุจิจากสัตว์ตัวผู้ที่เป็นพ่อพันธ์ุไปผสมกับไข่ของสัตว์ตัวเมียท่ีเป็นแม่พันธุ์ โดยท่ีสัตว์ไม่ต้องมีการผสม
พันธุ์กันเองตามธรรมชาติ การผสมเทียมสามารถทาได้กับสัตว์ท้ังท่ีมีการปฏิสนธิภายนอกร่างกายของสัตว์ เช่น
การผสมเทียมปลา และการปฏิสนธภิ ายในรา่ งกายของสัตว์ เชน่ โค กระบือ สุกร แพะ แกะ

สัตว์ที่มีการปฏิสนธิในร่างกายของสัตว์ ที่นิยมการผสมเทียม ได้แก่ โค กระบือ สุกร แพะ แกะ มีข้ันตอน
ปฏิบัติ ดงั นี้

1. การรีดน้าเช้ือ เป็นการรีดน้าเช้ืออสุจิจากสัตว์พ่อพันธ์ุท่ีดี มีความแข็งแรงสมบูรณ์ และมีอายุพอเหมาะ
โดยใชเ้ ครอ่ื งมือสาหรับรดี น้าเชอ้ื โดยเฉพาะ

2. การตรวจคุณภาพนา้ เชอ้ื เปน็ การตรวจสอบความสมบูรณข์ องนา้ เชื้อท่ีรีดไดว้ า่ มีปริมาณของตวั อสุจิมาก
พอแก่การผสมเทยี ม และมคี วามแขง็ แรงเพยี งพอแก่การนามาใชห้ รือไม่

3. การเก็บรักษาน้าเช้ือ เป็นการเก็บรักษาน้าเช้ือก่อนที่จะนาไปใช้ โดยจะมีการเติมอาหารลงในน้าเชื้อ
เพื่อให้ตัวอสุจิได้ใช้เป็นอาหารตลอดช่วงที่เก็บรักษา และเป็นการช่วยให้ปริมาณน้าเช้ือมีมากขึ้น จะได้นาไปฉีดใหต้ วั
เมยี ได้หลาย ๆ ตวั หลังจากนนั้ จะนาน้าเช้ือที่เติมอาหารแล้วไปเกบ็ ไวใ้ นอุณหภูมิต่า ซง่ึ แบ่งออกเปน็ 2 แบบ คือ

1. การเก็บน้าเช้ือสด เป็นการเก็บน้าเช้ือในสภาพของเหลวในที่อุณหภูมิ 4 - 5 องศาเซลเซียส จะช่วยให้
น้าเชื้อมีอายุอยู่ได้ประมาณหนึ่งเดือน แต่หากเก็บรักษาไว้ท่ี อุณหภูมิ 15- 20 องศาเซลเซียส จะเก็บรักษาได้
ประมาณ 4 - 5 วัน เทา่ นน้ั

2. การเก็บรักษาน้าเช้ือแบบแช่แข็ง เป็นการเก็บน้าเชื้อโดยแช่ไว้ในไนโตรเจนเหลวท่ีอุณหภูมิ ต่า -196
องศาเซลเซยี ส จะทาใหน้ า้ เชอ้ื อยูใ่ นสภาพของแข็ง วิธกี ารเกบ็ แบบน้ีจะชว่ ยใหส้ ามารถเก็บไวน้ านเป็นปี

4. การฉดี เชื้อให้แม่พนั ธ์ุ เมอ่ื จะผสมเทียมจะนาเชื้อสด หรือนา้ เชือ้ แช่แขง็ ออกมาปรับสภาพให้อยู่ในสภาพ
ปกติ แล้วใชก้ ระบอกฉดี ยาดดู น้าเช้อื ท่ีเตรียมไว้ฉีดเข้าไปในมดลกู ของแมพ่ นั ธุ์ เพอื่ ใหเ้ กดิ การปฏิสนธิ และตงั้ ทอ้ ง

การผสมเทยี มสัตว์ทีม่ กี ารปฏสิ นธภิ ายนอกรา่ งกาย
การผสมเทียมในสัตว์ท่ีมีการปฏิสนธิภายนอก นิยมทากับสัตว์น้าพวกปลา กุ้ง และหอย สาหรับการ

ผสมเทียมปลาน้ัน ก่อนท่ีจะรดี นา้ เชือ้ และไข่จากปลาพ่อพันธุ์ และแมพ่ ันธุ์มาผสมกัน จะตอ้ งมีการเตรยี มพอ่ พันธ์ุและ
แม่พันธ์ุให้พร้อมท่ีจะผสมพันธ์ุเสียก่อน โดยการฉีด " ฮอร์โมน " เพ่ือกระตุ้นให้ พ่อพันธ์ุผลิตน้าเช้ือที่สมบูรณ์ และ
กระตุ้นให้ไข่ของแม่พันธ์ุสุกเต็มที่ ซ่ึงฮอร์โมนที่ใช้เป็นฮอร์โมนที่ได้จากต่อมใต้สมองของปลา หรืออาจจะใช้ฮอร์โมน
สงั เคราะห์กไ็ ด้ การผสมเทยี มปลาน้ันมขี ั้นตอนทส่ี าคญั ดงั น้ี

1. การรีดไข่จากแมพ่ ันธุ์ เปน็ การรดี ไขอ่ อกจากท้องของปลาท่เี ป็นแม่พันธุ์ ลงในภาชนะรองรบั โดยนิยมฉีด
ฮอร์โมนจากตอ่ มใตส้ มองของปลาชนดิ เดียวกันเข้าไปในตัวปลาแม่พนั ธุ์ก่อนเพ่ือเรง่ ไข่ใหส้ ุกเรว็ ขึ้น

2. การรีดน้าเชื้อจากพ่อพันธุ์ เป็นการรีดน้าเชื้อออกมาจากปลาตัวผู้ที่เป็นพ่อพันธุ์ ใส่ลงในภาชนะที่มีไข่
ปลาที่รีดไว้แล้ว

3. การคนน้าเชื้อให้ผสมกับไข่ เพื่อให้อสุจิเข้าผสมกับไข่อย่างทั่วถึงมักนิยมคนไข่ด้วยขนไก่อ่อน ๆ ให้ท่ัว
ภาชนะแล้วทง้ิ ไว้สกั ครู่หน่งึ จงึ ถ่ายน้าท้ิง

79

4. นาไข่ปลาที่ผสมแล้วไปฟัก เป็นการฟักไข่ท่ีผสมแล้วใหเ้ ป็นลกู ปลา โดยนาไข่ท่ีผสมแล้วไปฟักในบ่อหรือ
ภาชนะท่เี ตรยี มไว้ เพ่ือใหฟ้ ักเปน็ ตัวอ่อนของลูกปลาต่อไป
การถ่ายฝากตวั ออ่ น

การถ่ายฝากตัวอ่อน เป็นวิธีการขยายพันธ์ุแบบใหม่วิธีหนึ่ง โดยมีหลักการสาคัญ คือ การนาตัวอ่อนที่เกิด
จากการปฏสิ นธิระหว่างพอ่ พนั ธุ์ และแมพ่ นั ธ์ุออกมาจากมดลกู ของแม่พนั ธุ์ แล้วนาไปฝากใส่ไว้ในมดลกู ของตวั เมียตัว
อื่นท่ีเตรียมไว้เพ่ือให้ต้ังท้องแทนแม่พันธ์ุ ซึ่งทาให้สามารถใช้ประโยชน์จากแม่พันธ์ุได้อย่างคุ้มต่า เพราะแม่พันธุ์มี
หน้าที่เพียงผลิตตัวอ่อน โดยไม่ต้องตั้งท้อง ซึ่งวิธีการถ่ายฝากตัวอ่อนน้ีจะทาได้แต่เฉพาะสัตว์เล้ียงลูกด้วยน้านมที่
ออกลูกเปน็ ตวั และออกลูกครั้งละ 1 ตวั และใชเ้ วลาต้งั ท้องนาน

การทาโคลนนง่ิ
การทาโคลนนงิ่ เป็นเทคนคิ การขยายพนั ธุท์ ี่ทาให้เซลลไ์ ข่ ซึ่งผ่านกรรมวธิ ีบางอย่างสามารถเจรญิ เปน็ ตัวอ่อน

ได้โดยที่ไม่ต้องมีการปฏสิ นธติ ามธรรมชาติ โดยเซลลไ์ ข่ดังกลา่ ว จะถูกนานิวเคลียสเก่าออก แล้วใส่นิวเคลียสใหม่ ซึ่ง
เป็นของเซลล์ต้นแบบจากสัตว์ตัวท่ีมีลักษณะตามต้องการเข้าไปแทน จากน้ันก็กระตุ้นให้เซลล์ไข่ท่ีมีนิวเคลียสใหม่
แบ่งเซลล์ได้เป็นตัวอ่อน แล้วจึงนาตัวอ่อนท่ีได้ไปฝากไว้ในมดลูกของแม่ฝากให้ตั้งท้อง และคลอดลูกแทนแม่ ซ่ึงเป็น
เจ้าของเซลล์ต้นแบบ สัตว์ที่เกิดจากเทคนิคการทาโคลนน่ิงซ่ึงมีช่ือเสียงโด่งดังไปท่ัวโลกก็คือ " แกะดอลลี " ซึ่งถือ
กาเนิดข้ึนเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ุ พ.ศ. 2540 ( ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ) โดยเซลล์ต้นแบบของแกะดอลลีได้มาจาก
เซลล์เต้านมของแกะหน้าขาว ขน้ั ตอนการทาโคลนนิง่ แกะดอลลีเปน็ ดังแผนภาพ

นอกจากแกะดอลลีแล้วยงั มสี ตั ว์โคลนนิง่ ตัวอ่ืน ๆ ถอื กาเนิดขึน้ มาเปน็ ระยะ ๆ เชน่
* " อิง " โคโคลนนิง่ ตัวแรกของไทย ซึง่ ใชเ้ ซลล์ใบหขู องโคพันธแ์ุ บรงกัสเพศเมียเป็นเซลล์ต้นแบบ
* " ซซี ี " แมวโคลนน่ิงตวั แรกของโลก ( เซลลท์ อี่ ยูร่ อบ ๆ เซลลไ์ ข่ ) เปน็ เซลลต์ ้นแบบ

80

ใบกจิ กรรมท่ี 3

เรือ่ ง พืชและสตั ว์
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 3

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาชีแ้ จง ให้ผู้เรยี นศึกษาใบความรู้ที่ 5 – 7 แล้วตอบคาถามตอ่ ไปนี้

1. จงบอกสว่ นประกอบของพืช
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
2. จงบอกหน้าทตี่ ่าง ๆ ของส่วนประกอบของพชื
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
3. สตั ว์มีกระดกู สันหลัง แบ่งไดก้ ่กี ลุ่ม ประกอบดว้ ยกล่มุ อะไรบ้าง
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
4. จงยกตัวอย่างกลุ่มสตั วท์ ีไม่มีกระดูกสันหลัง มา 5 กลมุ่
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
5. ปจั จัยอะไรบ้างที่มีผลตอ่ การเจรญิ เติบโตของสงิ่ มชี วี ติ

81

……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………….......……………………………………………………………………………………..

แบบทดสอบหลังเรียน

เรื่อง ส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม

ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 3

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์

ระดับประถมศกึ ษา

คาชีแ้ จง ให้วงกลมหนา้ คาตอบทถี่ กู ต้องทส่ี ุดเพยี งขอ้ เดียว 4. ลาต้นของพืชชนดิ ใดทช่ี ่วยในการสงั เคราะหแ์ สง
ก. กลว้ ยไม้ พลดู า่ ง
1. การจดั ใหค้ น นก กบ ปลา อยใู่ นกลุ่มเดียวกันใชส้ ่งิ ข. ผักบุง้ พญา ไร้ใบ
ใดเป็นเกณฑ์ ค.โหระพา น้าเต้า
ง. ลลี าวดี กระบองเพชร
ก. โครงสรา้ ง
ข. อาหาร 5. การแลกเปลยี่ นอากาศเกดิ ขึ้นสว่ นใดของพืช
ค. แผนการเจริญเติบโต ก. ราก ข. ลาตน้
ง. กระบวนการทางชีววทิ ยา ค. ใบ ง. ดอก

2. พชื ใชก้ ๊าชใดในการหายใจ

ก. คารบ์ อนไดออกไซค์

ข. ไนโตรเจน

ค. ออกซเิ จน 6. ใบไมเ้ ปรยี บไดเ้ หมือนกับห้องใด
ง. ไฮโดรเจน
ก. หอ้ งครัว ข. ห้องนา้
3. พชื ใช้ก๊าชอะไรในการสังเคราะหแ์ สง
ก. ออกซิเจน ค. หอ้ งนอน ง. ห้องน่ังเล่น
ข. คารบ์ อนไดออกไซค์
ค. ไนโตรเจน 7. พชื ชนดิ ใดสามารถขยายพันธ์ไุ ด้ดว้ ยใบ
ง. ไฮโดรเจน ก. ว่านหางจระเข้
ข. เศรษฐีพันลา้ น
ค. ถวั่ ลันเตา

82

ง. ขา้ วหม้อแกงลงิ ง. ปลวก ปลาหางนกยุง

8. กลีบดอกมหี น้าที่อะไร 15. สัตว์ท่ีเกิดจากการโคลนน่งิ เปน็ ตวั แรกของไทย
คือข้อใด
ก. ลอ่ แมลง ข.ป้องกนั แมลง
ก. โคชื่อ “อิง”
ค. สร้างเรณู ง. เพอื่ ความสวยงาม ข. แมวชอ่ื “ซซี ี”
ค. แกะช่อื “ดอลล่ี”
9. พชื ไร้ดอกมีการสบื พนั ธุอ์ ย่างไร ง. มา้ ชื่อ “แบรง”

ก. สรา้ งสปอร์ ข. สร้างเมลด็

ค. อาศัยเพศ ง. ไม่อาศยั เพศ

10. พชื ท่มี ีรากค้าจุนตรงกับข้อใด 16. สตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนมทอี่ อกลูกเปน็ ไขค่ ือข้อใด
ก. ออ้ ย ข้าวโพด
ข. โกงกาง ขา้ วโพด ก. ปลาโลมา ข. ปลาวาฬ
ค. มะมว่ ง มันแกว
ง. โกงกาง รากไทรนอ้ ย ค. ตุ่นปากเปด็ ง. ไก่

17. อวยั วะทีส่ รา้ งเซลล์สืบพนั ธข์ุ องสตั วต์ รงกับข้อใด

ก. อสจุ ิ ไข่ ข. อสจุ ิ รงั ไข่

11. สตั ว์ทีม่ ีการสบื พนั ธ์โุ ดยการแตกหน่อ ค. รงั ไข่ อสุจิ ง. รังไข่ อัณฑะ
ก. อะมีบา
ข. ไฮดรา 18. สตั วท์ ี่นิยมผสมเทยี มตรงกับข้อใด
ค. พลาสโมเดียม
ง. จงิ โจน้ ้า ก. ววั ควาย ข. ชา้ ง มา้

ค. กระตา่ ย หนู ง. สิงโต ยีราฟ

12. โปรโตซวั ในลาไสข้ องปลวกเปน็ การอยูร่ ่วมกัน 19. สิง่ มชี วี ติ ทมี่ กี ารอย่รู ่วมกันแบบอิงอาศัยคอื ขอ้ ใด
ก. ผีเสื้อกบั ดอกไม้
แบบใด ข. กล้วยไมก้ บั ต้นสัก
ค. เหากบั คน
ก. องิ อาศัย ข. ปรสติ ง. โปรโตซัวในลาไสป้ ลวก

ค. พง่ึ พา ง. ไดป้ ระโยชน์รว่ มกนั 20. วิธขี ยายพนั ธพ์ุ ืชในข้อใดท่ไี ม่ใช้ต้นตอ
ก. การตอนก่งิ
13. สัตวช์ นดิ ใดหายใจดว้ ยเหงอื ก ข. การทาบกิ่ง
ก. ไฮดรา ฟองน้า ค. การตดิ ตา
ข. ไสเ้ ดือนดนิ แมงมมุ ง. การเสยี บยอด
ค. หอย ดาวทะเล
ง. สัตวม์ กี ระดูกสันหลงั

14. สัตว์ชนิดใดท่มี ลี กั ษณะการเจรญิ เตบิ โตเหมอื นยุง
ทัง้ หมด

ก. สุนัข เสือ
ข. ปลากัด จิ้งหรีด
ค. ผเี สื้อ แมลงวนั

83

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น

เรือ่ ง สง่ิ มชี ีวิตและส่ิงแวดล้อม
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 3

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

ขอ้ ขอ้
1 ก 11 ข
2 ค 12 ค
3 ง 13 ค
4 ก 14 ค
5 ค 15 ก

84

6 ก 16 ค
7 ข 17 ง
8 ก 18 ก
9 ง 19 ข
10 ข 20 ข

เฉลยใบกิจกรรมที่ 3

เรอื่ ง พชื และสตั ว์
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 3

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

85

1. จงบอกส่วนประกอบของพืช
ตอบ พชื ประกอบด้วยอวยั วะทีส่ าคญั ตอ่ การดารงชีวิต ได้แก่ ราก ลาต้น ใบ ดอก ผล และเมลด็
1. ราก คือ อวัยวะทเ่ี ปน็ ส่วนประกอบของพืชท่ีไม่มีคลอโรฟิลล์ ไมม่ ีข้อ ปล้อง ตาและใบ รากเจรญิ เติบโต

ตามแรงดึงดูดของโลกลงส่ดู นิ มีขนาด และความยาวแตกต่างกัน รากของพชื มีหลายชนิด ได้แก่
1.1 รากแก้ว เป็นรากท่ีงอกออกมาจากเมล็ด โคนของรากแก้วจะมีขนาดใหญ่แล้วค่อย ๆ เรียวไปจนถึง

ปลายราก
1.2 รากแขนง เปน็ รากที่แตกออกมาจากรากแก้ว จะเจรญิ เตบิ โตขนานไปกบั พ้ืนดนิ และสามารถแตก

แขนงไปได้เรื่อย ๆ
1.3 รากฝอย เป็นรากท่มี ลี ักษณะ และขนาดโตสม่าเสมอกนั จะงอกออกมาเป็นกระจุก
1.4 รากขนอ่อนหรอื ขนราก เป็นขนเสน้ เล็ก ๆ จานวนมากมายท่อี ยรู่ อบๆ ปลายราก ทาหน้าที่ดูดนา้ และ

แรธ่ าตุ
2. ลาตน้ ประกอบดว้ ยส่วนสาคัญ 3 สว่ น ได้แก่ ข้อ ปลอ้ ง และตา ดังน้ี
2.1 ข้อ เป็นส่วนของลาตน้ บรเิ วณทีม่ ีกง่ิ ใบหรอื ตางอกออกมา ลาตน้ บางชนดิ อาจมีดอกงอกออกมา

แทนก่งิ หรือมีหนามงอกออกมาแทนก่งิ หรือใบ
2.2 ปลอ้ ง เปน็ สว่ นของลาต้นที่อยูร่ ะหวา่ งข้อแตล่ ะข้อ
2.3 ตา เป็นส่วนประกอบที่สาคัญของลาต้น ทาให้เกิดกิ่ง ใบ และดอก ตามีรูปร่างโค้งนูน หรือรูป

กรวย ประกอบดว้ ยตายอด และตาขา้ ง
3. ใบ คือ อวัยวะของพืชท่ีเจริญออกมาจากข้อของลาต้นและก่ิง ใบส่วนใหญ่จะมีสารสีเขียวเรียกว่า

คลอโรฟลิ ล์ ใบมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไปตามชนดิ ของพืช ใบประกอบดว้ ย กา้ นใบ แผ่นใบ เสน้ กลาง และ
เส้นใบ

4. ดอก คือ อวัยวะสืบพันธ์ุของพืช ทาหน้าที่สืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ ท่ีเกิดมาจากตาชนิดตาดอก ท่ีอยู่ตรง
บริเวณปลายยอด ปลายก่งิ บริเวณลาตน้ ตามแตช่ นดิ ของพืช ดอกประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดงั นี้

2. จงบอกหน้าทตี่ า่ ง ๆ ของสว่ นประกอบของพืช
ตอบ 1. ราก หน้าท่ีของราก มดี ังน้ี
1. ยึดลาต้นใหต้ ิดกับพืน้ ดนิ
2. ดูดนา้ และธาตอุ าหารที่ละลายน้าจากดิน แล้วลาเลยี งขึน้ ไปยังสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื โดยผ่านทาง

ลาตน้ หรือก่งิ

นอกจากนีร้ ากพืชอกี หลายชนดิ ยงั ทาหน้าทพี่ เิ ศษตา่ ง ๆ อีก เชน่
1. รากสะสมอาหาร เปน็ รากที่ทาหนา้ ที่เปน็ แหล่งเก็บสะสมอาหารไวส้ าหรบั ลาตน้ เชน่ รากมันแกว ราก
แครอท รากมนั สาปะหลงั และรากหวั ผกั กาด เป็นต้น
2. รากค้าจนุ เปน็ รากท่ชี ว่ ยค้ายันและพยงุ ลาตน้ ไว้ เชน่ รากโกงกาง รากขา้ วโพด เปน็ ต้น
3. รากยดึ เกาะ เปน็ รากสาหรบั ยึดเกาะลาต้น หรือกิง่ ไม้อื่น เช่น รากพลูดา่ ง รากฟิโลเดนดรอน เปน็ ต้น

86

4. รากสังเคราะหแ์ สง พชื บางชนิดมสี ีเขียวตรงปลายของรากไว้สาหรับสรา้ งอาหาร โดยวธิ ีการสังเคราะห์
ดว้ ยแสง เชน่ รากกลว้ ยไม้ รากไทร เป็นตน้

5. รากหายใจ เปน็ รากทีม่ ีลักษณะแหลม ๆ โผลข่ ึ้นมาเหนือดนิ และน้าชว่ ยในการดูดอากาศ เชน่ รากแสม
รากลาพู เป็นต้น

2. ลาตน้ หนา้ ทข่ี องลาต้น มดี ังน้ี
1. เป็นแกนชว่ ยพยงุ อวยั วะต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ก่งิ ใบ ดอก ผล และเมลด็ ชว่ ยใหใ้ บกางออกรับแสงแดดเพื่อ

ประโยชนใ์ นการสรา้ งอาหาร โดยวธิ ีการสงั เคราะห์ด้วยแสง
2. เป็นทางลาเลยี งน้า และแร่ธาตุทร่ี ากดูดขึ้นมาส่งต่อไปยังใบ และสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื
3. เป็นทางลาเลยี งอาหารท่ใี บสรา้ งข้ึน สง่ ผา่ นลาต้นไปยงั ราก และสว่ นอนื่ ๆ

นอกจากนี้ลาตน้ อีกหลายชนดิ ยงั ทาหน้าท่ีพิเศษตา่ ง ๆ อีก เช่น
1. ลาตน้ สะสมอาหาร
2. ลาต้นสังเคราะห์แสง พืชบางชนิดมีลาต้นเป็นสีเขียวไว้สาหรับสร้างอาหาร โดยวิธีการสังเคราะห์

ด้วยแสง เชน่ กระบองเพชร พญาไร้ใบ ผกั บุง้ เปน็ ตน้
3. ลาตน้ ขยายพันธุ์ เชน่ โหระพา พลดู ่าง โกสน คุณนายตืน่ สาย ลีลาวดี เป็นตน้
4. ลาต้นเปลี่ยนไปเป็นมอื พนั เพ่ือชว่ ยพยุงค้าจนุ ลาต้น เชน่ บวบ ตาลงึ น้าเตา้ เป็นต้น

3. ใบ มหี นา้ ที่ ดงั นี้
1. สร้างอาหาร ใบของพืชจะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เพ่ือนาไปสร้างอาหาร เรียกกระบวนการสร้าง

อาหารของพชื ว่า “การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง”
2. คายนา้ พชื คายนา้ ทางปากใบ
3. หายใจ ใบของพืชจะดดู แก๊สออกซเิ จนและคายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากน้ีใบยงั อาจเปลย่ี นแปลงไปเพ่ือทาหน้าท่ีพิเศษอน่ื ๆ เชน่
1. สะสมอาหาร เชน่ ใบว่านหางจระเข้ กลีบของกระเทยี ม และหัวหอม เปน็ ต้น
2. ขยายพันธุ์ เช่น ใบควา่ ตายหงายเปน็ ใบเศรษฐีพันล้าน เปน็ ต้น
3. ยดึ และพยงุ ลาตน้ ให้ไต่ข้นึ ทส่ี ูงได้ เช่น ใบตาลงึ ใบมะระ และถวั่ ลนั เตา เป็นตน้
4. ล่อแมลง เชน่ ใบดอกของหน้าวัว ใบดอกของเฟ่ืองฟ้า เปน็ ต้น
5. ดกั และจับแมลง ทาหน้าท่ีจบั แมลงเป็นอาหาร เชน่ ใบหม้อขา้ วหม้อแกงลงิ ใบกาบหอยแครง เปน็ ตน้
6. ลดการคายนา้ ของใบ เชน่ ใบกระบองเพชรจะเปลย่ี นเปน็ หนามแหลม เป็นต้น

4. หนา้ ที่ของดอก มดี ังน้ี
1. ชว่ ยล่อแมลงใหม้ าผสมเกสร
2. ทาหนา้ ท่ผี สมพนั ธุ์

3. สตั วม์ ีกระดกู สันหลงั แบง่ ไดก้ ่กี ลุม่ ประกอบด้วยกลมุ่ อะไรบ้าง
ตอบ มี 5 กลุม่ ได้แก่

87

ปลา เป็นสัตว์น้า อาศัยอยู่ทั้งในน้าจืดและน้าเคม็ ปลามีรูปร่างเรียวยาว เพ่ือให้สะดวกในการเคล่อื นทใ่ี นนา้
ลาตวั ของปลามเี กล็ดหรือเมือกปกคลมุ ปลาหายใจโดยใชเ้ หงอื ก ปลาสว่ นใหญอ่ อก ลูกเปน็ ไข่ เชน่ ปลาดกุ ปลาช่อน
ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาทู เป็นต้น แต่ปลาบางชนิดออกลูกเป็นตัว เช่น ปลาหางนกยูง ปลาเข็ม ปลาสอด
ปลาฉลาม (บางพันธ์ุ) ครีบหาง และครีบข้างลาตวั ปลา ชว่ ยให้ปลาเคลอื่ นทไ่ี ปในแนวตา่ ง ๆ ได้

กบ อ่ึงอ่าง คางคก เขียด เป็นสัตว์ คร่ึงน้าคร่ึงบก ตอนเป็นไข่อยู่ในน้าต่อมาไข่เจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนที่
เรียกว่า “ลูกอ๊อด” ซ่ึงอาศัยอยู่ในน้าและหายใจโดยใช้เหงือก ขณะลูกอ๊อดอยู่ในน้าเคล่ือนที่โดยใช้หางว่ายน้า เมื่อ
ลูกอ๊อดเจริญเติบโตขึ้น ส่วนหางจะหายไป และมีขา 4 ขา เกิดขึ้น รูปร่างเหมือนตวั แม่โดยท่ัวไป แต่มีขนาดเล็ก และ
ขึ้นมาอาศยั บนบก สตั ว์ครึ่งน้าครึง่ บกเมอ่ื เติบโตเต็มท่ีแลว้ จะหายใจโดยใชป้ อดและผวิ หนัง

จระเข้ เต่า งู จ้ิงจก เป็นสตั วเ์ ล้อื ยคลานอาศยั อยู่บนบก มหี นังปกคลมุ ลาตัวเป็นเกล็ดแขง็ และแหง้ หายใจ
โดยใช้ปอด สัตว์เหล่าน้ีออกลูกเป็นไข่ ซ่ึงมเี ปลอื กแขง็ หรือเปลอื กเหนยี วน่ิมหุ้ม

นก เป็ด ไก่ ห่าน เป็นสัตว์ปีก อาศัยอยู่บนบก มีขา 2 ขา และมีปีก 2 ปีก เพ่ือใช้บิน ลาตัว ปกคลุมด้วยขน
ทม่ี กี ้านหายใจโดยใช้ปอด สัตว์เหล่าน้ีออกลกู เป็นไข่ ท่มี เี ปลือกแข็งหุ้ม

มนุษย์ ลิง สุนัข ค้างคาว วาฬ โลมา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพราะสัตว์ตัวเมียจะมีต่อมสร้างน้านม
สาหรับเลี้ยงลูก ลาตัวปกคลุมด้วยขนที่เป็นเส้น หายใจโดยใช้ปอด สัตว์เหล่านี้ออกลูกเป็นตัว ลักษณะโครงกระดูก
ของลิง คลา้ ยโครงกระดูกของมนุษย์

4. จงยกตัวอยา่ งกลมุ่ สัตว์ทีไม่มกี ระดูกสันหลงั มา 5 กลมุ่
ตอบ 1. พยาธิ เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังท่ีมีลาตัวยาวรูปร่าง กลม หรือ แบน พยาธิส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ใน

รา่ งกายมนุษย์หรอื สตั วต์ า่ ง ๆ และดูดเลือดจากสตั วเ์ หล่าน้นั เป็นอาหาร
2. กุ้ง ก้ัง ปู เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีสารเป็นเปลือกแข็งหุ้มลาตัว ลาตัวแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนหัว

และสว่ นทอ้ ง ทสี่ ่วนหัวมตี า 1 คู่ มขี นาดใหญท่ ่สี ่วนทอ้ ง มขี าทีม่ ลี กั ษณะต่อกนั เปน็ ข้อสาหรบั ใช้เดนิ ว่ายน้า หรือช่วย
ในการกินอาหาร

3. แมลง เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีสารเป็นเปลือกแข็งหุ้มลาตัว เช่นเดียวกับพวกกุ้ง กั้ง ปู แต่ลาตัว
ของแมลงแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ท่ีส่วนหัวมีตา 1 คู่ มีหนวดที่ส่วนอกมีขาต่อกันเป็น
ข้อ ๆ จานวน 3 คู่ (6 ขา) สาหรับ เดิน ว่งิ กระโดด หรอื จับอาหารกิน

4. หอย จัดเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลงั ที่มีลาตัวอ่อนนิ่ม มีสารจาพวกหินปูน เป็นเปลือกแข็งหุ้มลาตัว หอย
ส่วนใหญ่อาศัย อยู่ในน้า หอยท่ี อาศัยอยู่ในน้าจืด เช่นหอยกาบ หอยโข่ง หอยขม หอยที่อาศัยอยู่ในน้าเค็ม เช่น
หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยกะพง เปน็ ตน้ ส่วนหอยบางชนิดอาศัยอยู่บนบก เชน่ หอยทาก

5. ปลาหมกึ ทะเล เปน็ สัตว์ไมม่ ีกระดูกสนั หลังทม่ี ีลาตวั อ่อนน่มุ รปู รา่ งเรียวยาว ส่วนท้ายของลาตัวมีหนวด
สาหรบั วา่ ยน้า ในลาตวั ของหมึกทะเล อาจมแี ผน่ แข็ง ๆ เรยี กว่าล้ินทะเล ทาหนา้ ท่เี ป็นโครงสร้างของร่างกายหมึก

5. ปัจจัยอะไรบา้ งทมี่ ผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของสิ่งมีชีวติ
ตอบ 1. ปัจจัยทางสงิ่ แวดล้อม
1.1 ปัจจัยทางชวี ภาพ การเติบโตที่ผดิ ปกติอาจเป็นผลมาจากสิ่งมีชวี ิตทดี่ ารงชวี ติ อยู่ดว้ ยกัน ถ้าร่างกาย

มีปรสิต เช่น พยาธิ แบคทเี รยี เกาะทาลายเนื้อเยือ่ หรอื ดูดสารอาหาร จะทาใหก้ ารเติบโตช้าผดิ ปกตหิ รือตายได้

88

1.2 ปัจจัยทางกายภาพ
1.2.1 ปจั จัยเกีย่ วกบั พลงั งาน ไดแ้ ก่ ความรอ้ น แสง เสียง เปน็ ตน้
1.2.2 ปัจจัยเก่ียวกับสารเคมี สารเคมีที่มีผลต่อการเจริญเติบโต คือฮอร์โมน เนื่องจากฮอร์โมนและ

สารที่เกย่ี วขอ้ งฮอรโ์ มนจะควบคมุ การทางานของระบบต่างๆ ในร่างกายใหเ้ ปน็ ปกติ

ครง้ั ท่ี 4 วนั ท่ี บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
เดอื น พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2556 จานวน 2 ชว่ั โมง

เรื่อง สง่ิ มีชีวิต

1 ความสาเรจ็ ในการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปญั หา/อปุ สรรค ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
4 สง่ิ ทไ่ี ม่ไดป้ ฏบิ ัตติ ามแผน
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………
5 การปรับปรงุ แผนการจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………..

ลงชอ่ื .......................................................

89

.....................................................
วันท่ี........... เดือน.........................พ.ศ............

ความเหน็ /ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ.......................................................
.....................................................

ครัง้ ท่ี 4
แผนการจดั การเรียนรรู้ ายสปั ดาห์
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์

เร่อื ง ระบบนิเวศ

1. เนือ้ หา
1. ความเปน็ อย่ขู องส่ิงมีชีวติ ในทอ้ งถน่ิ
1.1 แหล่งท่ีอยู่อาศยั
1.2 ความสมั พนั ธข์ องส่งิ มีชีวิตกับสง่ิ มีชวี ิต
1.3 ความสัมพนั ธ์ของกลมุ่ สง่ิ มชี ีวิตกับสภาพแวดลอ้ ม
2. ห่วงโซอ่ าหาร
2.1 ความสมั พันธข์ องสง่ิ มชี วี ิตในห่วงโซ่อาหาร
2.2 การถ่ายทอดพลังงานจากผู้ผลติ สผู่ บู้ ริโภค
3. ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสภาพแวดลอ้ มกับการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวติ
3.1 สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมของส่ิงมีชีวิตในแตล่ ะแหลง่ ท่อี ยู่
3.2 ความสามารถในการปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั สิ่งแวดลอ้ ม

2. ตัวชี้วัด

90

1. อธิบายความสมั พันธ์ของกลมุ่ สิ่งมีชีวติ ตา่ งๆ กบั สภาพแวดลอ้ ม
2. อธบิ ายความสัมพันธ์ของส่ิงมชี วี ิตในหว่ งโซ่อาหาร
3. อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่างสภาพแวดล้อมในท้องถนิ่ กับการดารงชีวติ ของสง่ิ มีชวี ติ

3. บรู ณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

3 หว่ ง พอประมาณ มีเหตุผล ภูมิคมุ้ กนั ที่ดี
ประเดน็
การจดั กจิ กรรม วางแผนการจดั กิจกรรมให้สอดคล้อง การคดิ วิเคราะห์ และ กาหนดขนั้ ตอนการจดั
การเรยี นรู้
กับมาตรฐาน และตัวชว้ี ดั ในหลกั สูตร กระบวนการทางานกล่มุ กจิ กรรมการเรยี นรใู้ ห้
คุณธรรม
ของนักเรียน สอดคล้องกับแผนการ

จดั การเรยี นรู้

ครูมีความรบั ผดิ ชอบ ใฝ่เรียนรู้ ความยุติธรรม ความขยัน อดทน เมตตาต่อผูเ้ รียน

ความพอเพยี ง

4. กจิ กรรมการเรียนรู้ ระบบ
4.1 ขัน้ นาเข้าสบู่ ทเรยี น
1. ครผู ้สู อนทกั ทายผเู้ รียน และกลา่ วถงึ ระบบนิเวศ โดยใหผ้ เู้ รียนร่วมกันใหค้ านิยามคาวา่

นเิ วศตามความเข้าใจของตนเอง
2. ครูผสู้ อนอธิบายความหมายของคาวา่ ระบบนิเวศ

4.2 ข้ันการจดั กจิ กรรรมการเรียนรู้
1. ครูผู้สอนให้ผูเ้ รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น เรือ่ ง ระบบนเิ วศ จานวน 20 ขอ้
2. ครูผู้สอนใหผ้ เู้ รยี นแบ่งกลมุ่ ออกเป็น 3 กลุม่ ๆ ละประมาณ 5 – 6 คน สง่ ตัวแทนออกมาจบั สลาก

โดยใหแ้ ตล่ ะกล่มุ ศกึ ษาใบความรทู้ ตี่ นเองจบั สลากได้ โดยใหเ้ วลาศกึ ษา 15 นาที และส่งตวั แทนนาเสนอหน้า ชั้น
เรียน กลุ่มละไมเ่ กิน 5 นาที

3. ครผู สู้ อนมอบหมายให้ผเู้ รียนทาใบกจิ กรรมท่ี 4 เรอ่ื ง ระบบนเิ วศ

4.3 ข้นั สรปุ
2. ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปสาระสาคัญ พร้อมท้ังเฉลยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนและ

ตรวจใบกิจกรรม
3. ครูผสู้ อนมอบหมายผเู้ รียนไปศกึ ษาเพ่ิมเติมจากหนังสอื แบบเรยี น รายวิชา พว11001 วทิ ยาศาสตร์

ระดับประถมศกึ ษา

91

5. สอื่ อุปกรณ์และแหล่งเรยี นรู้
1. ใบความรู้ท่ี 8 เรื่อง ระบบนเิ วศ
2. ใบกิจกรรมที่ 4 เร่อื ง ระบบนิเวศ
3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เร่อื ง ระบบนเิ วศ จานวน 20 ข้อ
4. หนังสือแบบเรียน รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์ ระดบั ประถมศกึ ษา

6. การวดั และประเมนิ ผล
1. สงั เกตพฤติกรรมการนาเสนอ การพดู แสดงความคดิ เห็นเปน็ รายบุคคล
2. สงั เกตจากการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม
3. วัดผลจากแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
4. วัดผลจากใบกจิ กรรมที่มอบหมายให้ผู้เรยี นไปปฏบิ ตั ิ
5. วดั ผลจากแฟ้มสะสมงานของผูเ้ รยี น

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

เรือ่ ง ระบบนเิ วศ
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 4

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาชแี้ จง ให้วงกลมล้อมรอบคาตอบที่ถกู ต้องทีส่ ดุ เพยี งขอ้ เดียว 1. ในระบบนิเวศแบคทีเรีย เหด็ รา ทาหน้าทีอ่ ะไร

92

ก. ผ้ผู ลติ ข. ผู้บรโิ ภคพืช ง. ถูกทกุ ขอ้
ค. ผู้ยอ่ ยสลาย ง. ผู้บริโภคสตั ว์ 7. ขอ้ ใดเป็นความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ กับ

2. ความสัมพนั ธ์เกยี่ วข้องซ่ึงกันและกันและกลุม่ ส่งิ แวดลอ้ ม
ส่งิ มีชวี ิตและความสมั พนั ธร์ ะหว่างส่ิงมชี วี ติ กบั แหล่งที่ ก. นกเอีย้ งบนหลังควาย
อย่อู าศยั เรียกว่าอะไร ข. การปรงุ อาหารของพืช
ค. กาฝากบนต้นไม้
ก. ระบบนิเวศ ง. ปลวกกบั โปรโตซัว
ข. สงิ่ แวดล้อม 8. นกเอี้ยงบนหลังควายเปน็ ความสมั พันธก์ นั แบบใด
ค. สมดลุ ธรรมชาติ ก. ได้ประโยชน์รว่ มกัน
ง. การอนุรักษ์ธรรมชาติ ข. อิงอาศัย
ค. พ่ึงพา
3. ขอ้ ใดเปน็ ความสัมพันธ์ของส่ิงมชี วี ิตแบบพง่ึ พา ง. ย่อยสลาย
อาศยั กนั 9. ขอ้ ใดเปน็ ความสัมพันธแ์ บบองิ อาศยั
ก. เถาวลั ยเ์ กาะบนต้นไม้ใหญ่
ก. เหาที่อยูบ่ นศรี ษะของแก้ว ข. แบคทเี รยี ในปมรากพืชตระกลู ถว่ั
ข. รากับสาหรา่ ยทเี่ ป็นไลเคน ค. เพล้ยี กับมดดา
ค. กลว้ ยไมท้ ีข่ ้ึนบนต้นไมย้ นื ต้น ง. ผึ้งกบั ดอกไม้
ง. ผงึ้ สรา้ งรงั อาศัยบนตน้ จาปีปา่
ให้พจิ ารณาแผนผงั ตอ่ ไปนี้แล้วตอบคาถามข้อ 10 -14
4. ขอ้ ใดเปน็ ความสมั พันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวติ ที่แบบหนึ่ง พืช หนอน นก คน
ได้ประโยชน์อีกแบบหนงึ่ ไมเ่ สียประโยชน์ 10. ข้อใดเป็นผูผ้ ลติ

ก. นกตดิ ไวรัสจากการกินยุงท่ีเป็นพาหะของโรค ก. พืช ข. หนอน
ข. ปลาการต์ นู กับดอกไมท้ ะเล ค. นก ง. คน
ค. สาหร่ายสีเขยี วกบั ราอาศัยอยู่ร่วมกัน 11. ขอ้ ใดเปน็ ผ้บู รโิ ภค
ง. หมัดดดู เลอื ดววั เปน็ อาหาร ก. พชื
ข. หนอน นก คน
5. ข้อใดเปน็ ส่งิ แวดล้อมที่มนุษย์สรา้ งขนึ้ ค. พชื หนอน นก คน
ง. พชื หนอน นก
ก. ปา่ ไม้ ข. แม่นา้ 12. ขอ้ ใดเปน็ ผบู้ รโิ ภคขั้นท่ี 1
ก. พชื ข. หนอน
ค. วฒั นธรรม ง. พืน้ ดิน ค. นก ง. คน

6. ข้อใดกลา่ วได้ถูกต้อง 93
ก. สงิ่ แวดลอ้ มคือส่งิ ที่อยูร่ อบตวั เราทธ่ี รรมชาติ
สร้างขน้ึ
ข. สิ่งแวดลอ้ มคือสิง่ ท่ีอยรู่ อบตัวเราทมี่ นษุ ย์
สรา้ งขึน้
ค. สิ่งแวดลอ้ มคือสิ่งที่มชี วี ติ หรอื ไม่มชี วี ิตกไ็ ด้
อาจมองเห็นหรอื ไม่กไ็ ด้

13. ขอ้ ใดเป็นผู้บริโภคข้ันสุดท้าย ก. อาหารเปล่ยี นไปจากเดิม
ก. พืช ข. หนอน ข. อากาศร้อนเกินไป
ค. นก ง. คน ค. สภาพแวดล้อมเปลย่ี นไปจากเดิม
ง. ขาดสารอาหารทีจ่ าเป็น
14. นกั ศึกษาคิดวา่ เหตุใดต้นกระบองเพชรจงึ มี 18. ขอ้ ใดไมใ่ ช่การปรบั ตัวเขา้ กบั สิ่งแวดล้อม
ใบเป็นหนาม ก. หมขี ัว้ โลกขาวมีขนยาว
ก. เพ่อื ใชใ้ นการปรงุ อาหารได้มากขึน้ ข. นกแพนกวนิ มผี ิวหนังทีลน่ื
ข. เพ่ือลดการคายนา้ ของพชื ค. การอพยพหนหี นาวของนกนางแอน่
ค. ปอ้ งกันการทาลายของศัตรูตามธรรมชาติ ง. ปลามีรปู รา่ งเพรียว
ง. เพราะกระบองเพชรมกี ารพลดั ใบบ่อย
19. ระบบนเิ วศคู่ใดที่พบสง่ิ มีชีวิตชนิดเดียวกนั
15. สงิ่ แวดล้อมมีผลต่อการดารงชีวติ อย่างไร มากทสี่ ดุ
ก. อาจทาให้ส่งิ มีชวี ิตสญู พันธไ์ุ ด้ ก. แมน่ ้า – ทะเล
ข. ทาให้สง่ิ มชี วี ติ ต้องมีการปรับตัว ข. หนอง – บึง
ค. สิง่ มชี ีวติ ตอ้ งพบกับอปุ สรรคตา่ งๆ ค. คลอง – ทงุ่ หญา้
ง. ถูกทุกข้อ ง. ทะเลทราย – ปา่ ดบิ ช้ืน

16. ข้อใดไม่ใช่การปรบั ตัวเข้ากบั สิง่ แวดลอ้ ม 20. กวางกบั ทุง่ หญา้ ในแหล่งท่อี ยเู่ ดยี วกันมี
ก. นกแก้วมีขนสีเขยี วสวยงาม ความสัมพนั ธก์ นั อยา่ งไร
ข. นกเพนกวินไม่มีขนแตม่ ีผวิ หนงั ท่ีลื่น ก. ท่งุ หญ้าไม่มอี าหารสาหรบั กวาง
ค. หมีขัว้ โลกมีขนทย่ี าว ข. เป็นอาหารซง่ึ กันและกนั
ง. ต๊กั แตนกงิ่ ไม้มีสีนา้ ตาลและขายาว ค. ทุ่งหญา้ เป็นที่หลบภยั ของกลาง
ง. กวางกนิ หญา้ เป็นอาหาร
17. หากนาหมีแพนดา้ มาเล้ยี งในประเทศที่มีอากาศ
รอ้ น มันจะตายเพราะ

94

ใบความรทู้ ่ี 8

เรื่อง ระบบนิเวศ
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 4

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

ความเปน็ อยูข่ องส่ิงมชี ีวติ ในทอ้ งถิ่น
ระบบนิเวศ หมายถึง ความสัมพันธ์ของกลุ่มส่ิงมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

ระบบนเิ วศท่ีใหญท่ ่ีสุดในโลก เรียกวา่ โลกของสิ่งมชี ีวติ
ระบบนิเวศจะประกอบด้วยองคป์ ระกอบพ้ืนฐาน 2 อย่างคือ
1. องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ได้แก่ สารประกอบอินทรีย์ และอนินทรีย์ สารประกอบอินทรีย์ เช่น โปรตีน

ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน ส่วนสารประกอบอนินทรีย์ เช่น น้า คาร์บอนไดออกไซด์ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
เชน่ อณุ หภมู ิ แสงสวา่ ง ความกดดัน

2. องคป์ ระกอบทม่ี ชี วี ติ ไดแ้ ก่ ผผู้ ลิต ผูบ้ รโิ ภค และผู้ยอ่ ยสลาย

ประเภทของระบบนเิ วศ
1. ระบบนิเวศบนบก ได้แก่ ระบบนิเวศทะเลทราย ระบบนิเวศแบบทุ่งหญ้า ระบบนิเวศป่าดิบช้ืน ระบบ

นิเวศแบบป่าผลดั ใบเขตอบอุ่น ระบบนิเวศแบบปา่ สน ระบบนิเวศแบบทุนดรา
2. ระบบนเิ วศในนา้ ไดแ้ ก่ ระบบนเิ วศแหลง่ น้าจืด ระบบนิเวศแหล่งน้าเคม็ ระบบนเิ วศแหลง่ น้ากร่อย

ความสัมพนั ธ์ระหว่างสง่ิ มชี วี ิต
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ มี 2 แบบ คอื

1. ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสิง่ มีชีวติ ชนดิ เดยี วกนั ซง่ึ ก่อใหเ้ กดิ ทงั้ ผลดี และผลเสยี
ผลดี คอื สรา้ งความเข้มแขง็ และความปลอดภัยในกลมุ่
ผลเสีย คอื แกง่ แยง่ อาหาร แยง่ ชงิ การเปน็ จา่ ฝูง

2. ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ในแหล่งท่ี
อยเู่ ดียวกัน มีความสมั พันธห์ ลายรูปแบบ ได้แก่

ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน (protocoopera) ส่ิงมีชีวิตทั้ง 2 ฝ่ายต่างได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ เช่น ผึ้งกับ
ดอกไม้ เพลย้ี กับมดดา นกเอ้ียงกบั ควาย

95

ภาวะพ่ึงพากัน (mutualism) สิ่งมีชีวิตทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ต้องอยู่ร่วมกันตลอดเวลาหาก
แยกกันอยู่จะทาให้อีกฝ่าย ไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ เช่น ไลเคน โพรโทซัวในลาไส้ปลวก แบคทีเรียในปมรากพืช
ตระกลู ถว่ั

ภาวะอิงอาศัย (commensalism) สิ่งมีชีวิตฝ่ายหน่ึงได้ประโยชน์อีกฝ่ายหน่ึงไม่ได้ และไม่เสียประโยชน์
แยกกันอยู่ได้ เช่น เถาวัลย์เกาะบนต้นไม้ใหญ่ กล้วยไม้กับต้นสัก นกทารังบนต้นไม้เหาฉลามกับปลาฉลาม เพรียงท่ี
เกาะบนตัวของสัตว์
ความสัมพันธข์ องสิง่ มชี ีวิตกบั ส่ิงแวดล้อม

แสงสว่าง แสงจากดวงอาทิตย์เป็นพลังงานท่ีมีอิทธิพลต่อส่ิงมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ปริมาณแสงในธรรมชาติ
แต่ละแห่งจะแตกตา่ งกัน ทาให้ส่ิงมีชีวิตในแต่ละแห่งแตกต่างกันไป พืชต้องการแสงจากดวงอาทิตย์มากกว่าสตั ว์ พืช
ใช้แสงเป็นพลังงานในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพ่ือสร้างสารอาหาร สารอาหารสร้างข้ึนจะถ่ายทอด ไปยังสัตว์ใน
ห่วงโซ่อาหาร ความต้องการแสงของส่ิงมีชีวิตจะมีความแตกต่างกัน พืชท่ีมีแสงสว่างส่องถึงจะมีความหนาแน่น
มากกว่าบริเวณที่มีแสงส่องถึงน้อย พืชแต่ละชนิดต้องการแสงในปริมาณแตกต่างกัน แสงมีอิทธิพลต่อการดารงชีวิต
ของสัตว์ สตั วบ์ างชนิดต้องการแสงน้อยมกั อาศยั อยู่ในรม่ เงาหรือในทม่ี ืด เช่น ตวั ออ่ นของแมลงในทะเลทรายซ่งึ มีแสง
มากในเวลากลางวัน สัตว์จะหลบซอ่ นตวั และจะออกหากนิ ในเวลากลางคนื ในทะเลลกึ จะมีแสงสวา่ งน้อยมากหรือไม่
มีเลย สตั วจ์ ะมอี วัยวะทท่ี าหนา้ ท่กี าเนดิ แสงได้เอง เปน็ ต้น

อุณหภูมิ ส่ิงมีชีวิตจะเลือกแหล่งท่ีอยู่อาศัยที่มีอุณหภูมิเหมาะสมกับตัวเอง อุณหภูมิท่ีเหมาะสมประมาณ
10-30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิบนพื้นดินจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าในน้า จึงทาให้สิ่งมีชีวิตบนพ้ืนดินมีการ
ปรับตัวในหลายลักษณะ เช่น การอพยพหนีหนาวของนกนางแอ่นจากประเทศจีนมาหากินในประเทศไทย ในช่วง
ฤดูหนาว การจาศลี ของกบเพอ่ื หนีร้อนหรอื หนหี นาว

แรธ่ าตแุ ละกา๊ ซ พืช และสัตว์ นาแรธ่ าตแุ ละกา๊ ซตา่ ง ๆ ไปใช้ในการสร้างอาหาร และโครงสร้างของร่างกาย
ความต้องการแร่ธาตุ และก๊าซของสิ่งมีชีวิตจะมีความแตกต่างกัน ความเป็นกรด-เบสของดินและน้า ส่ิงมีชีวิตจะ
อาศัยอยู่ในดิน และแหล่งน้าที่มีความเป็นกรด-เบสของดิน และน้าท่ีเหมาะสม จึงจะสามารถเจริญเติบโตและ
ดารงชวี ิตอยไู่ ด้ ความเปน็ กรด - เบสของดินและน้าจะข้นึ อย่กู บั ปรมิ าณของแร่ธาตทุ ่ลี ะลายปะปนอยู่

หว่ งโซ่อาหาร

ห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) หมายถึง ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตในเรื่องของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ

จาก ผู้ผลิตส่ผู ู้บริโภค ทาให้มีการถ่ายทอดพลังงานในอาหารตอ่ เน่ืองเปน็ ลาดบั จากการกนิ ต่อกัน

ตัวอย่าง เช่น ขา้ ว ต๊ักแตน กบ เหย่ียว

จากแผนภาพ จะสังเกตเห็นว่า การกินต่อกันเป็นทอด ๆ ในห่วงโซ่อาหารน้ี เริ่มต้นท่ี ต้นข้าว ตามด้วย

ตั๊กแตนมากินใบของต้นข้าว กบมากินต๊ักแตน และ เหยี่ยวมากินกบ ซ่ึงจากลาดับข้ันในการกินต่อกันนี้ สามารถ

อธิบายไดว้ า่

96

ต้นข้าว นับเป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อาหารน้ี เนื่องจากต้นข้าว เป็นพืชซ่ึงสามารถสร้างอาหารได้เอง โดยใช้
กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง

ตกั๊ แตน นับเป็นผ้บู รโิ ภคลาดับที่ 1 เนื่องจาก ตก๊ั แตนเป็นสัตวล์ าดบั แรกท่ีบริโภคขา้ วซ่งึ เป็นผู้ผลติ

กบ นับเป็นผบู้ รโิ ภคลาดับที่ 2 เน่อื งจากกบจบั ต๊กั แตนกินเปน็ อาหาร หลงั จากท่ีตก๊ั แตนกนิ ตน้ ขา้ วไปแล้ว

เหยี่ยว เป็นผบู้ รโิ ภคลาดับสดุ ทา้ ย เน่อื งจากเหยยี่ วจับกบกินเป็นอาหาร และในโซอ่ าหารนไี้ มม่ ีสตั ว์อนื่ มาจับ
เหย่ยี วกนิ อีกทอดหน่งึ

ในการเขยี นโซ่อาหาร ให้เขยี นโดยเร่ิมจากผู้ผลิต อยู่ทางด้านซ้าย และตามดว้ ยผบู้ ริโภคลาดบั ที่ 1, ผู้บริโภค
ลาดับท่ี 2, ผู้บริโภคลาดับที่ 3 ต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงผู้บริโภคลาดับสุดท้าย และเขียนลูกศรแทนการถ่ายทอดพลังงาน
จากสง่ิ มชี วี ิตหนึง่ ไปยงั อกี สงิ่ มชี ีวติ หน่งึ หรือเขียนให้หวั ลกู ศรชี้ไปทางผู้ลา่ และปลายลกู ศรหันไปทางเหยือ่ น่ันเอง
สายใยอาหาร

สายใยอาหาร (Food Web) หมายถึง ห่วงโซ่อาหารหลาย ๆ ห่วงโซ่ ท่ีมีความคาบเก่ียว หรือสัมพันธ์กัน
นั่นคือในธรรมชาติการกินต่อกันเป็นทอด ๆ ในโซ่อาหาร จะมีความซับซ้อนกันมากข้ึน คือ มีการกินกันอย่างไม่เป็น
ระเบียบ ตวั อยา่ ง เช่น

97

จากแผนภาพสายใยอาหารด้านบน จะสงั เกตเหน็ ไดว้ ่า ต้นข้าวทเ่ี ป็นผู้ผลติ ในระบบนเิ วศนน้ั สามารถถูกสัตว์
หลายประเภทบริโภคได้ คือ มีทั้ง วัว ตั๊กแตน ไก่ และ ผ้ึง และ สัตว์ที่เป็นผู้บริโภคลาดับท่ี 1 เหล่าน้ัน ก็สามารถจะ
เป็นเหยื่อของสัตว์อ่ืน และยังเป็นผู้บริโภคสัตว์อ่ืน ได้เช่นกัน อาทิเช่น ไก่ สามารถจะบริโภคตั๊กแตนได้ และใน
ขณะเดยี วกันไก่ก็มโี อกาสท่จี ะถูกงูบรโิ ภคไดเ้ ชน่ กนั

การถา่ ยทอดพลังงานในระบบนเิ วศ
ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานสาหรับโลกของส่ิงมีชีวิต กลุ่มส่ิงมีชีวิตท่ีเป็นผู้ผลิตจะเปลี่ยนพลังงานแสงเปน็

พลังงานท่ีสะสมไว้ในโมเลกุลของสารอาหาร โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้ผลผลิตเบ้ืองต้น คือ กลูโคส
ในกระบวนการน้ีมีแก๊สออกซิเจนปล่อยออกสู่บรรยากาศ พลังงานในโมเลกุลของสารอาหารจะถ่ายทอดจากผู้ผลิตสู่
ผู้บริโภคลาดับต่างๆ จนถึงผู้ย่อยสลายอินทรีย์สาร ซึ่งพลังงานจะมีค่าลดลงตามลาดับ เพราะส่วนหน่ึงถูกใช้ในการ
ผลิตพลังงานให้แก่ร่างกายโดยกระบวนการหายใจ อีกส่วนหนึ่งสูญเสียไปในรูปของพลังงานความร้อน ดังน้ันลาดับ
การถ่ายทอดพลังงานในโซ่อาหารจงึ มีความยาวจากัด โดยปกตจิ ะสนิ้ สุดทผ่ี บู้ ริโภคลาดบั 4 - 5 เท่านน้ั

จากแผนภาพสายใยอาหาร ผู้ที่ได้รับพลังงานจากพืชเป็นอันดับแรก คือ กระต่าย หนู นกกินพืช ต๊ักแตน
จัดเป็นผู้บริโภคอันดับ 1 ส่วนนกกินแมลง แมงมุม แมลงปีกแข็ง จะได้รับการถ่ายทอดพลังงานเป็นอันดับที่ 2
สว่ นเหยย่ี วจัดเป็นผู้บรโิ ภคอันดบั ที่ 3

เมื่อพิจารณาแบบแผนของการถ่ายทอดพลังงานในโซ่อาหารหน่ึง ๆ สามารถเสนอได้ในรูป พิรามิด ได้แก่
พิรามิดจานวนของสิ่งมีชีวิต (pyramit of numbur) ดังแผนภาพ โดยท่ัวไปสัดส่วนของจานวนสงิ่ มีชวี ิตจะมีลักษณะ
เป็นรูปพริ ามิดฐานกว้าง โดยผู้ผลิตซ่ึงมีจานวนมากที่สุดอยู่ตรงตาแหน่งฐานพริ ามิด ผู้บรโิ ภคลาดับตา่ ง ๆ ที่อยถู่ ัดขึ้น
ไปตามลาดบั จะลดลง

ตัวเลขที่อยู่ในพิรามิดแต่ละชั้นแสดงจานวนสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ 1 ตารางเมตรของสระ
น้าจืดมีผู้ผลิตอยู่จานวนมากมาย ส่วนผู้บริโภคแต่ละลาดับจะมีจานวนลดหล่ันกันไป จนถึงผู้บริโภคลาดับ 3 ซ่ึงเป็น
ผบู้ รโิ ภคลาดบั สุดท้าย ในตัวอย่างพริ ามิดจานวนตามแผนภาพน้ีมี 0.01 ตัวตอ่ ตารางเมตร การท่ีจานวนของสิ่งมีชีวิต
ที่นับได้ไม่เป็นจานวนเต็มเน่ืองจากเราคานวณหาจานวนส่ิงมีชีวิตบริเวณผิวของสระน้าจืดในพ้ืนท่ี 1 ตารางเมตร
เท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงสระน้าจืดน้ี มีพื้นท่ีมากกว่า 1 ตารางเมตร เม่ือคานวณจานวนส่ิงมีชีวิตที่เป็นผู้บริโภค
อันดับ 3 บนผวิ ของสระนา้ จืด ทกุ ๆ 1 ตารางเมตร ซง่ึ มจี านวนนอ้ ย ผลลพั ธ์จึงไมเ่ ป็นเลขจานวนเต็ม

พิรามิดของจานวนส่ิงมีชีวิตอาจไม่จาเป็นต้องมีลักษณะของพิรามิดฐานกว้างเพียงอย่างเดียว ระบบนิเวศ
สวนลาไยแห่งหนึง่ มีลาไย 200 ตน้ และบรเิ วณตน้ ลาไยเป็นแหลง่ ทอี่ ยู่ของกลุ่มสิ่งมีชีวติ หลายชนิด ได้แก่ ผึ้ง แมลงวัน
ทอง นก นกฮูก จะเห็นได้ว่าผึ้ง และแมลงวันทองที่อาศัยกินน้าหวานจากดอกลาไยนั้นมีจานวนมากกว่าต้นลาไย
หลายเทา่ พริ ามิดจานวนสิ่งมีชีวติ ของระบบนิเวศนจี้ ึงมลี กั ษณะดงั แผนภาพ

ความสัมพนั ธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมกบั การดารงชีวิตของสงิ่ มีชีวติ
ความหมายของการปรับตวั

98

การปรับตัว (Adaptation) หมายถึง กระบวนการท่ีสิ่งมีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับลักษณะบาง
ประการให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ซ่ึงลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป ดังกล่าวจะอานวยประโยชน์แก่ชีวิตในแง่
ของการอยู่รอดและสามารถสบื พนั ธุต์ อ่ ไปได้

ปัจจัยที่เกย่ี วขอ้ งกับการอยรู่ อดของสิ่งมชี วี ิตมีหลายประการ ได้แก่ การแสวงหาอาหาร การสืบพันธุ์ การ
ต่อส้กู ับศัตรู และการหลบหลกี ศัตรู หรือสิง่ แวดล้อม

ส่งิ มีชวี ติ มีการปรบั ตัว ดงั นี้
1. การเกิดและการคงรูปร่าง ท่าทาง ลักษณะ หรือหน้าท่ี ของสิ่งมีชีวิตในประชากร ทาให้เหมาะสมและ

สามารถดารงชพี อย่ไู ด้ในสภาวะแวดล้อมนั้นๆการปรับตัวชนิดน้เี กิดจากการคดั เลือกโดยธรรมชาตขิ องสิ่งมชี ีวติ ที่แปร
ผันทาให้เกิดความแตกต่างกนั ทางพันธกุ รรม

2. ลักษณะทางสรรี ะวทิ ยา พฤติกรรมหรอื สณั ฐาน ซึง่ ควบคมุ โดยพนั ธุกรรม เอื้ออานวยให้สิง่ มชี วี ติ ชนิดนั้นๆ
อยู่ได้ในสภาวะแวดลอ้ มอย่างเหมาะสมจนกระทงั่ สบื พนั ธุ์ได้

3. เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงชวี ิตของส่ิงมีชีวิตชนิดใดชนิดหน่ึง เช่น การขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองทาให้
คนลม้ ลง ทาใหเ้ ลอื ดส่งออกซเิ จนไปเลี้ยงสมองไดเ้ รว็ ขึ้น น่ันคือ การเปน็ ลม หรอื นกบางชนิดมกี ารเปลย่ี นสีของขนนก
หรือพฤติกรรมในบางฤดู เช่น ในช่วงสืบพันธุ์ของนกยูง นกยูงตัวผู้จะราแพนอวดหางอันสวยงามการปรับตัวทาง
พนั ธกุ รรมเป็นผลที่เกิดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ สงิ่ มีชีวติ ทุกชนิดจาเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้
จึงจะอยู่รอด การปรับตัวนั้นเกิดได้ท้ังในแง่ รูปร่าง สระรวิทยาหรือพฤติกรรม หากการปรับตัวนั้นเหมาะสมและ
สามารถถ่ายทอดได้พันธุกรรมแล้ว ทาให้เกิดวิวัฒนาการท้ังส้ินการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตเป็นผลของการคัดเลือกตาม
ธรรมชาติ ลักษณะท่ีปรากฏจะอานวยประโยชน์แก่สิ่งมีชีวิตในแง่ของการอยู่รอด และสามารถสืบพันธ์ุได้ ลักษณะ
ดังกล่าวท่ีคงไว้ในส่งิ มีชวี ิตนี้ถูกควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดจี ะสามารถดารงชีวิตและแพร่พันธ์ุ
ตอ่ ไปได้

ดังนั้น สิ่งมีชีวิตจะมีการเปล่ียนแปลงร่างกายให้มีความคล้ายคลึงกับธรรมชาติท่ีอาศัยอยู่ ทั้งนี้เพื่ออาพราง
ศัตรูท่ีจะเข้ามาทำร้าย และอาพรางเหยื่อที่หลงเข้าไปใกล้ตัว ซึงเหยื่อของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด จะแตกต่างกันเพ่ือ
ความสะดวกในการบริโภค ตามรูปภาพแสดงลกั ษณะปากของแมลงบางชนดิ

การปรบั ตวั ด้านตา่ ง ๆ ของสงิ่ มชี ีวิต
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมท่ีอาศัยอยู่เสมอ ทั้งน้ีก็เพ่ือความอยู่รอดและ

สามารถสืบพันธ์ุต่อไปได้ แต่เน่ืองจากส่ิงมีชีวิตในโลกมีมากมายหลายชนิด การปรับตัวของส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดจึงมี
ลกั ษณะแตกต่างกนั ไป ซงึ่ จะพอสรุปได้ ดงั น้ี

การปรับตัวของจ้ิงจก จ้ิงจกจะปรับสีตามผนังหรอื เพดานที่มันอาศัยอยู่ ถ้าเป็นตึกสีขาวจิ้งจกจะปรับตัวใหม้ ี
สซี ีดเกอื บขาว แตถ่ ้าอย่ตู ามบ้านไม้ ก็จะปรบั สีเป็นสีน้าตาล

การปรับตัวของนกเป็ดนา้ นกเป็ดนา้ ทอ่ี าศัยและหากินอยู่ในน้าจะปรบั ขนเปน็ มนั ขามีพงั ผดื ระหว่างน้วิ เพอ่ื
ใช้ในการวา่ ยน้าและสะดวกในการจบั ปลากินเปน็ อาหาร

99

การปรับตัวของส่ิงมีชีวิตต่างๆเหล่าน้ี มีจุดประสงค์เพ่ืออาพรางตัวให้รอดพ้นจากการล่าของศัตรูหรือ
อาพรางเหยอ่ื ท่หี ลงเขา้ มาใกล้ตัว และเพื่อสะดวกในการหาอาหารกนิ

ส่ิงมีชีวิตบางชนิดจะมีการปรับตัวทางด้านรูปร่าง ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับธรรมชาติ ซ่ึงเป็นแหล่งท่ีอยู่
อาศัย เพ่อื อาพรางศัตรทู ี่จะเข้ามาทารา้ ย เพอ่ื อาพรางเหยื่อทห่ี ลงเขา้ มาใกลต้ วั

การปรับตัวของตกั๊ แตนท้ัง 3 ชนดิ มกี ารปรับลกั ษณะรูปร่าง ดังน้ี
1. ตกั๊ แตนกิง่ ไม้ มีลาตวั สนี า้ ตาลและขายาวเกง้ กา้ ง เมอื่ เกาะอยู่กับท่นี ่งิ ๆ จะมีลักษณะคล้ายกง่ิ ไม้
2. ตั๊กแตนใบโศก มีลาตัวสีเขียวหรือสีน้าตาล เมื่อเกาะอยู่กับท่ีนิ่ง ๆ ปีกจะประกบกัน ทาให้มองดูคล้าย

ใบไม้
3. ตั๊กแตนตาข้าว มีลาตัวสีเขียว ขาคู่หน้ามีขนาดใหญ่ และปลายขาจะมีอวัยวะสาหรับจับเหย่ือ เมื่อเกาะ

อยูก่ ับทนี่ ่งิ ๆ ปีกจะซอ้ นกนั คลมุ ลาตัวมองดคู ลา้ ยใบไม้
สิ่งมีชีวิตนอกจากจะปรับลักษณะรูปร่างให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่แล้วบางชนิด เช่น แมลงยัง

ปรับลักษณะปาก เพ่ือความเหมาะสมต่ออาหารหรือเหยื่อท่ีกินอีกด้วยการปรับลักษณะปากของแมลงให้เหมาะสม
ตอ่ เหยอื่ ทีก่ นิ มผี ลทาให้แมลงแตล่ ะชนดิ มโี ครงสรา้ งทางสรรี ะแตกต่างกัน คอื

แมลงที่กัดกินใบไม้ จะปรับส่วนปากให้มีลักษณะคล้ายกรรไกรหรือคีมเพื่อกัดกิน บดเค้ียว หรือแทะอาหาร
ออกเปน็ ชนิ้ เลก็ ๆ เชน่ จ้งิ หรดี ตั๊กแตน แมลงสาบ มด เปน็ ตน้ ปากของแมลงกลมุ่ นี้ เรยี กว่า ปากกดั

แมลงทก่ี นิ อาหารเปน็ ของเหลว จะปรบั ส่วนปากใหม้ ีลกั ษณะแบนคลา้ ยใบพายริมฝีปากจะแผก่ ว้าง เพื่อเลยี
และดูดซับอาหาร ภายในมีท่อกลวงสาหรับเป็นทางเปิดของท่อน้าลายช่วยในการย่อยและเป็นทางเดินของอาหาร
สูค่ อหอย แมลงกลมุ่ น้ี เช่น แมลงวนั เหลือบ ผึ้ง เป็นต้น ปากของแมลงกลมุ่ น้ี เรียกว่า ปากเลียและดดู แมลงที่ดดู น้า
จากเหยือ่ จะปรบั สว่ นปากให้มีลักษณะเป็นท่อยาว ๆ คล้ายเขม็ ยน่ื ออกมา เพอื่ ใชเ้ จาะและดูดอาหารจาพวกน้าจาก
เหยือ่ เช่น ยุง เพลย้ี อ่อน แมงดานา เป็นตน้ ปากของแมลงกลมุ่ นี้ เรียกว่า ปากเจาะและดดู

แมลงที่ดูดกินน้าหวานจากดอกไม้ ปรับส่วนปากให้มีลักษณะเป็นวงม้วนเก็บได้หลังจากดูดอาหารเสร็จแล้ว
เชน่ ผีเสือ้ เป็นตน้ ปากของแมลงกลุ่มน้เี รยี กวา่ ปากดดู

การปรับตัวของสัตว์เพื่อความเหมาะสมต่อการกินอาหารของสัตว์ แต่ละชนิดทาให้สัตว์แต่ละชนิดมี
โครงสร้างทางสรีระแตกต่างกัน เช่น แมลงท่ีกัดกินใบไม้จะมีขากรรไกรเพ่ือการบดเค้ียว แมลงท่ีกินอาหารเป็น
ของเหลวก็จะปรับส่วนปากเป็นท่อสาหรับดูดซับ เป็นต้น การปรับตัวของสัตว์เช่นน้ีทาให้สัตว์ดารงชีวิตอยู่ใน
สิ่งแวดล้อมนนั้ ได้อย่างเหมาะสม และสามารถแพร่พนั ธตุ์ ่อไปได้

การปรบั ตัวของพืช

100


Click to View FlipBook Version