The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

การปรับตวั ให้เข้ากบั ส่งิ แวดลอ้ ม นอกจากจะพบในสัตวแ์ ล้วยังพบในพืชอีกดว้ ย การปรบั ตัวของพืชขึน้ อยู่กับ
ส่งิ แวดลอ้ มทอ่ี าศัยอยู่ เช่น ผักตบชวา เปน็ พชื นา้ จะมกี ้านใบทพี่ องออกเป็นกระเปาะ ภายในมีช่องว่างระหว่างเซลล์
มากน้าหนักเบา ทาให้สามารถลอยย่เู หนือน้าได้

101

ใบกิจกรรมท่ี 4

เร่อื ง ระบบนเิ วศ
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 4

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

คาชแ้ี จง ให้ผ้เู รยี นออกไปสารวจระบบนิเวศ หรอื สง่ิ แวดล้อมภายในชมุ ชนหรือตาบล พร้อมกับปฏิบตั ิ ดงั นี้
1. วาดรูปสิง่ แวดลอ้ มนั้นวา่ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และมีความสมั พันธก์ ันอย่างไร
2. เขียนสายใยอาหารและระบุดว้ ยวา่ อะไรเป็นผูผ้ ลติ อะไรเปน็ ผบู้ รโิ ภคลาดบั ท่ีเท่าใด
3. มสี ัตว์ชนดิ ใดบา้ งในชมุ ชนหรือตาบลท่ีมีการปรับตวั เขา้ กบั สิง่ แวดล้อม พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล

102

แบบทดสอบหลงั เรียน

เรอื่ ง ระบบนิเวศ
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 4

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

คาชแ้ี จง ใหว้ งกลมลอ้ มรอบคาตอบทถี่ กู ตอ้ งทส่ี ุดเพยี งขอ้ เดยี ว 4. ข้อใดเปน็ ความสัมพันธ์ระหวา่ งส่ิงมชี วี ติ ทแ่ี บบหนึ่ง
ไดป้ ระโยชนอ์ ีกแบบหน่ึงไมเ่ สียประโยชน์
1. ในระบบนิเวศแบคทเี รยี เห็ด รา ทาหน้าทอี่ ะไร
ก. นกตดิ ไวรสั จากการกนิ ยงุ ท่ีเปน็ พาหะของโรค
ก. ผู้ผลิต ข. ผู้บรโิ ภคพชื ข. ปลาการ์ตนู กับดอกไม้ทะเล
ค. สาหรา่ ยสเี ขียวกับราอาศัยอยรู่ ่วมกัน
ค. ผยู้ อ่ ยสลาย ง. ผู้บริโภคสัตว์ ง. หมัดดูดเลือดวัวเป็นอาหาร

2. ความสัมพนั ธ์เกี่ยวข้องซึ่งกันและกนั และกลุ่ม 5. ขอ้ ใดเปน็ สิ่งแวดล้อมท่ีมนุษยส์ ร้างข้ึน
สง่ิ มชี วี ิตและความสัมพันธ์ระหว่างสง่ิ มีชวี ติ กบั แหล่งที่
อยู่อาศยั เรียกว่าอะไร ก. ปา่ ไม้ ข. แมน่ ้า

ก. ระบบนิเวศ ค. วฒั นธรรม ง. พืน้ ดิน
ข. สิง่ แวดลอ้ ม
ค. สมดุลธรรมชาติ
ง. การอนรุ กั ษ์ธรรมชาติ

3. ขอ้ ใดเป็นความสมั พันธ์ของส่ิงมีชีวิตแบบพึ่งพา 6. ขอ้ ใดกล่าวไดถ้ ูกตอ้ ง
อาศัยกัน ก. ส่งิ แวดล้อมคือสิง่ ท่ีอยรู่ อบตัวเราท่ีธรรมชาติ
สร้างข้นึ
ก. เหาท่ีอยู่บนศีรษะของแก้ว ข. สงิ่ แวดล้อมคือส่งิ ท่ีอยู่รอบตัวเราที่มนษุ ย์
ข. รากับสาหร่ายทเ่ี ปน็ ไลเคน สรา้ งข้ึน
ค. กล้วยไม้ทีข่ ้ึนบนตน้ ไม้ยนื ต้น
ง. ผงึ้ สร้างรงั อาศยั บนต้นจาปีปา่

103

ค. สง่ิ แวดล้อมคือสิง่ ทีม่ ชี วี ติ หรอื ไม่มีชีวิตก็ได้ 12. ข้อใดเปน็ ผูบ้ รโิ ภคข้นั ท่ี 1
อาจมองเห็นหรือไม่กไ็ ด้ ก. พชื ข. หนอน
ค. นก ง. คน
ง. ถกู ทุกข้อ
7. ขอ้ ใดเป็นความสัมพันธร์ ะหว่างส่ิงมชี ีวติ กับ 13. ขอ้ ใดเป็นผู้บริโภคขนั้ สดุ ทา้ ย
ก. พืช ข. หนอน
สง่ิ แวดลอ้ ม ค. นก ง. คน
ก. นกเอ้ียงบนหลังควาย
ข. การปรุงอาหารของพชื 14. นักศกึ ษาคดิ ว่าเหตุใดตน้ กระบองเพชรจงึ มี
ค. กาฝากบนตน้ ไม้ ใบเปน็ หนาม
ง. ปลวกกบั โปรโตซวั ก. เพอื่ ใช้ในการปรงุ อาหารได้มากขน้ึ
8. นกเอ้ียงบนหลงั ควายเป็นความสัมพนั ธก์ นั แบบใด ข. เพือ่ ลดการคายน้าของพชื
ก. ไดป้ ระโยชนร์ ว่ มกัน ค. ป้องกันการทาลายของศตั รตู ามธรรมชาติ
ข. องิ อาศัย ง. เพราะกระบองเพชรมีการพลัดใบบ่อย
ค. พึง่ พา
ง. ย่อยสลาย 15. สิง่ แวดล้อมมีผลต่อการดารงชวี ิตอยา่ งไร
9. ข้อใดเป็นความสมั พนั ธแ์ บบอิงอาศัย ก. อาจทาใหส้ ่งิ มชี ีวิตสูญพันธุไ์ ด้
ก. เถาวลั ยเ์ กาะบนตน้ ไม้ใหญ่ ข. ทาให้สง่ิ มชี วี ติ ตอ้ งมีการปรับตวั
ข. แบคทีเรยี ในปมรากพืชตระกลู ถั่ว ค. สิง่ มชี วี ติ ต้องพบกบั อปุ สรรคต่างๆ
ค. เพล้ียกับมดดา ง. ถูกทกุ ข้อ
ง. ผึง้ กับดอกไม้
16. ข้อใดไม่ใช่การปรบั ตัวเข้ากบั สิ่งแวดลอ้ ม
ให้พจิ ารณาแผนผงั ต่อไปน้ีแล้วตอบคาถามข้อ 10 -14 ก. นกแกว้ มขี นสีเขยี วสวยงาม
พืช หนอน นก คน ข. นกเพนกวินไมม่ ีขนแต่มผี วิ หนงั ทล่ี ื่น
10. ขอ้ ใดเป็นผู้ผลิต ค. หมขี ้วั โลกมขี นทย่ี าว
ง. ตก๊ั แตนกงิ่ ไมม้ สี ีน้าตาลและขายาว
ก. พืช ข. หนอน
ค. นก ง. คน 17. หากนาหมีแพนด้ามาเลยี้ งในประเทศที่มีอากาศ
รอ้ น มนั จะตายเพราะ
11. ขอ้ ใดเปน็ ผู้บรโิ ภค ก. อาหารเปลย่ี นไปจากเดมิ
ก. พืช ข. อากาศร้อนเกนิ ไป
ข. หนอน นก คน ค. สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจากเดมิ
ค. พชื หนอน นก คน ง. ขาดสารอาหารทจ่ี าเปน็
ง. พืช หนอน นก
18. ข้อใดไมใ่ ช่การปรบั ตัวเข้ากบั สงิ่ แวดลอ้ ม

104

ก. หมขี ว้ั โลกขาวมีขนยาว ค. คลอง – ทงุ่ หญา้
ข. นกแพนกวนิ มผี วิ หนังทีล่นื ง. ทะเลทราย – ป่าดบิ ชืน้
ค. การอพยพหนหี นาวของนกนางแอน่
ง. ปลามรี ูปรา่ งเพรยี ว 20. กวางกบั ท่งุ หญ้าในแหล่งท่ีอยู่เดยี วกันมี
ความสมั พันธก์ นั อยา่ งไร
19. ระบบนิเวศค่ใู ดที่พบสงิ่ มีชวี ิตชนิดเดียวกัน ก. ทุ่งหญ้าไม่มีอาหารสาหรับกวาง
มากท่ีสุด ข. เปน็ อาหารซง่ึ กนั และกัน
ก. แมน่ า้ – ทะเล ค. ทุ่งหญ้าเปน็ ท่ีหลบภยั ของกลาง
ข. หนอง – บึง ง. กวางกนิ หญ้าเป็นอาหาร

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน

เรอ่ื ง ระบบนิเวศ
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 4

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

ข้อ ขอ้
1ค 11 ค
2ก 12 ข

105

3ข 13 ง
4ข 14 ข
5ค 15 ง
6ค 16 ก
7ง 17 ค
8ข 18 ค
9ก 19 ง
10 ก 20 ง

บนั ทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์

ครั้งท่ี 5 วันที่ เดือน พ.ศ. 2556 จานวน 2 ช่วั โมง

106

เร่ือง ระบบนเิ วศ

1 ความสาเรจ็ ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปัญหา/อุปสรรค ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปัญหา/อุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
4 สิง่ ทไ่ี ม่ไดป้ ฏิบัตติ ามแผน
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………
5 การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………..

ลงช่ือ.......................................................
.....................................................

วันท่ี........... เดือน.........................พ.ศ............

ความเหน็ /ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชือ่ .......................................................
.....................................................

คร้งั ท่ี 5

แผนการจัดการเรียนร้รู ายสปั ดาห์

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

วันที่ เดอื น พ.ศ. 2556 จานวน 2 ชั่วโมง

เร่ือง ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ มในท้องถ่นิ

1. เนอ้ื หา
1. ทรัพยากรธรรมชาติ
1.1 ความหมายและประเภท
1.2 การใชท้ รพั ยากรธรรมชาตใิ นท้องถ่ิน
1.3 ผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในทอ้ งถิ่น
1.4 การดแู ลรกั ษา
2. ส่ิงแวดล้อม
2.1 ความหมายและประเภท
2.2 การเปลย่ี นแปลงสง่ิ แวดล้อมในท้องถนิ่
2.3 การป้องกนั และแก้ไขปัญหา สงิ่ แวดลอ้ มในท้องถนิ่
2.4 สภาวะโลกรอ้ นสาเหตุและผลกระทบการป้องกันและแก้ไขปัญหาโลกรอ้ น

2. ตวั ช้ีวดั
1. อธิบายความหมาย และ ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติ
2. อธิบายเก่ยี วกบั การใชท้ รัพยากรธรรมชาติและ การดแู ลรกั ษาทรัพยากรธรรมชาติ
3. อธบิ ายความหมาย และประเภทของส่งิ แวดล้อม

3. บรู ณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

3 ห่วง พอประมาณ มเี หตผุ ล ภมู คิ ้มุ กันทดี่ ี
ประเด็น
การจัดกิจกรรม วางแผนการจัดกิจกรรมให้สอดคลอ้ ง การคิดวเิ คราะห์ และ กาหนดขัน้ ตอนการจดั
การเรยี นรู้
กบั มาตรฐาน และตวั ชว้ี ัดในหลกั สูตร กระบวนการทางานกลุ่ม กจิ กรรมการเรียนร้ใู ห้
คณุ ธรรม
ของนักเรยี น สอดคลอ้ งกบั แผนการ

จัดการเรียนรู้

ครมู ีความรับผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ ความยตุ ธิ รรม ความขยัน อดทน เมตตาต่อผ้เู รียน

ความพอเพียง

4. กจิ กรรมการเรียนรู้
4.1 ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรยี น
1. ครูผู้สอนทักทายผเู้ รยี น และกล่าวถงึ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมทอ่ี ยูร่ อบตวั
2. ครูผสู้ อนอธิบายเน้ือหาทจี่ ะศกึ ษา

4.2 ขั้นการจดั กจิ กรรรมการเรียนรู้
1. ครูผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เร่ือง ทรัพยากรธรรมชาติและ

สงิ่ แวดลอ้ ม จานวน 10 ข้อ
2. ครูผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 5 – 6 คน โดยให้แต่ละกลุ่มศึกษาใบความรู้ที่ 9

เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม โดยให้เวลาศึกษา 15 นาที และส่งตัวแทนนาเสนอหนา้ ชน้ั เรยี นกลุ่มละ
ไม่เกิน 5 นาที

3. ครูผสู้ อนมอบหมายให้ผู้เรียนทาใบกจิ กรรมท่ี 5 เรอ่ื ง ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม

4.3 ข้ันสรปุ
2. ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปสาระสาคัญ พร้อมทั้งเฉลยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนและ

ตรวจใบกิจกรรม
3. ครูผสู้ อนมอบหมายผู้เรยี นไปศกึ ษาเพ่ิมเติมจากหนังสือแบบเรยี น รายวิชา พว11001 วทิ ยาศาสตร์

ระดับประถมศึกษา

5. สือ่ อปุ กรณแ์ ละแหล่งเรียนรู้
1. ใบความรู้ท่ี 9 เร่ือง เรอ่ื ง ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม
2. ใบกิจกรรมท่ี 5 เร่ือง ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม
3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรือ่ ง ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม จานวน 10 ข้อ
4. หนงั สือแบบเรียน รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์ ระดับประถมศกึ ษา

6. การวัดและประเมนิ ผล
1. สังเกตพฤติกรรมการนาเสนอ การพดู แสดงความคิดเห็นเป็นรายบคุ คล
2. สงั เกตจากการเข้ารว่ มกิจกรรมกลุ่ม
3. วัดผลจากแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน

4. วัดผลจากใบกิจกรรมที่มอบหมายใหผ้ ู้เรียนไปปฏบิ ตั ิ
5. วดั ผลจากแฟ้มสะสมงานของผ้เู รยี น

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 5
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

คาชีแ้ จง ให้วงกลมล้อมรอบคาตอบท่ถี ูกต้องท่ีสุดเพยี งข้อเดียว
1. การอนรุ ักษธ์ รรมชาติมีวตั ถุประสงค์อย่างไร

ก. เพื่อไม่ใหเ้ กิดมลพิษ
ข. เกบ็ ทรัพยากรธรรมชาติไว้ใช้โดยไมใ่ ช้ประโยชน์
ค. ทานุบารงุ ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีกาลังจะสูญพนั ธ์ุ
ง. บารงุ สรา้ งทรัพยากรธรรมชาตใิ ห้มีอตั ราการผลิตสูงกวา่ ใชป้ ระโยชน์

2. ขอ้ ใดจดั เป็นการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรในทอ้ งถ่นิ
ก. แก้วซ้อื ปลาทองไปปลอ่ ยในแหล่งน้า
ข. สม้ เลกิ เลีย้ งนกแก้วมาคอร์แล้วนาไปปล่อยคืนสู่ปา่ ทีเ่ ขาใหญ่
ค.จุกสงั่ ซ้อื พนั ธ์ุไม้มะฮอกกานีจากแคนาดาไปปลูกปา่ ท่ีถกู ทาลาย
ง. ไมม่ ขี ้อใดถกู

3. ประเภทของทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มมีกีป่ ระเภท

ก. 2 ประเภท ข. 4 ประเภท

ค. 6 ประเภท ง. 8 ประเภท

4. ขอ้ ใดคือทรัพยากรประเภทที่ใชแ้ ล้วหมดไป
ก. พลังงาน
ข. ฝนุ่
ค. ทองแดง
ง. น้า

5. ขอ้ ใดคือสง่ิ แวดล้อมทีเ่ กดิ จาการกระทาของมนุษย์
ก. ส่ิงแวดลอ้ มทางธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อมทางวฒั นธรรมหรือสง่ิ ประดษิ ฐ์
ข. ส่งิ แวดลอ้ มทางธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ้ มทางประเพณีวฒั นธรรม
ค. สงิ่ แวดลอ้ มทางธรรมชาติ และสิ่งแวดลอ้ มทางจารตี วัฒนธรรม
ง. ส่ิงแวดลอ้ มทางธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ้ มทางศลี ธรรม

6. ข้อใดไมใ่ ช่ปญั หาทรัพยากรดนิ ทเ่ี กดิ ขึน้ จากธรรมชาติ
ก. ปัญหาสึกกรอ่ นและพงั ทลายของหน้าดิน
ข. การชะล้างแร่ธาตุในดนิ
ค. การปลกู พชื ชนดิ เดยี วกันซ้าซาก
ง. การปลูกพชื หมนุ เวียน

7. ขอ้ ใดคือสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมหรือสิง่ แวดล้อมประดิษฐ์
ก. เศรษฐกจิ
ข. ศาสนา
ค. วฒั นธรรม
ง. ถูกทุกข้อ

8. แรด่ ีบุกพบมากในจังหวดั ใด
ก. จังหวดั สตูล
ข. จังหวดั กระบี่
ค. จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี
ง. จังหวัดพังงา

9. Global Warming ตรงกบั คาว่าอะไร
ก. ปรากฏการณ์เรือนกระจก
ข. สึนามิ
ค. ภาวะโลกรอ้ น
ง. ภูเขาไฟระเบิด

10. กา๊ ชชนดิ ใดท่ีทาให้เกดิ ปรากฎการณเ์ รือนกระจก
ก. คาร์บอนไดออกไซค์ และมีเทน
ข. คาร์บอนไดออกไซค์ และออ๊ กเทน
ค. คาร์บอนไดออกไซค์ และคารบ์ อน
ง. คาร์บอนไดออกไซค์ และกา๊ ชธรรมชาติ

ใบความร้ทู ่ี 9

เรอ่ื ง ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 5
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมนุษย์สามารถนามาใช้ประโยชน์

ได้ เช่น ดนิ นา้ อากาศ ปา่ ไม้ ทงุ่ หญา้ แร่ธาตุ ฯลฯ

ส่ิงแวดล้อม หมายถึง ส่ิงต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา ทั้งส่ิงที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมท้ังสิ่งท่ีเกิดข้ึนเองตาม
ธรรมชาติ และสงิ่ ทีม่ นษุ ยส์ ร้างขน้ึ มา

จะเห็นได้ว่าทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภท เป็นส่วนหน่ึงของส่ิงแวดล้อม แต่ส่ิงแวดล้อมทุกชนิดไม่ได้เป็น
ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ้ังหมด

ความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม
ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยสาคัญในการดารงชีพของมนุษย์ และส่งผลต่อการพัฒนาประเทศให้

เจริญก้าวหน้า ประเทศใดที่มีทรัพยากรธรรมชาตอิ ุดมสมบูรณ์และมีส่ิงแวดล้อมท่ีดี จะส่งผลใหป้ ระชาชนในประเทศ
นั้นมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีตามไปด้วย จากความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวได้แยก
ความสาคัญออกเป็น 3 ลักษณะ คอื

1. ความสาคญั ทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศใดทมี่ ที รพั ยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จะทาใหเ้ ศรษฐกจิ ของ
ประเทศนนั้ ดขี น้ึ และส่งผลตอ่ การพัฒนาประชากรใหม้ ีคุณภาพชีวิตทดี่ ีข้นึ

2. ความสาคญั ทางด้านสังคม ทรัพยากรธรรมชาตมิ ีความสาคัญต่อสงั คม เพราะจะเปน็ ปจั จยั ในการพัฒนา
ประเทศได้รวดเรว็ ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ

3. ความสาคัญทางด้านการเมือง ประเทศใดก็ตามท่ีมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จะส่งผลให้
ประเทศน้ันมีพลังอานาจเป็นท่ียอมรับของอารยประเทศ สามารถสร้างอานาจต่อรองในเวทีระดับโลกได้ จะเห็นได้
จากในอดตี ท่ีผ่านมาจะมีการลา่ อาณานคิ มใหเ้ ปน็ เมืองขึน้ เพ่ือให้ได้มาซ่งึ ทรัพยากรธรรมชาตใิ นประเทศนั้น ๆ

ประเภทของทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ทรพั ยากรธรรมชาติ แบง่ ตามลักษณะท่ีนามาใชไ้ ดเ้ ปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื

1. ทรัพยากรธรรมชาตปิ ระเภทใช้แล้วไมห่ มดสน้ิ ได้แก่
1) ประเภทที่คงอยู่ตามสภาพเดิมไม่มีการเปล่ียนแปลงใด ๆ เลย เช่น พลังงาน จากดวงอาทิตย์ ลม อากาศ

ฝนุ่ ใช้เท่าไรก็ไม่มีการเปล่ยี นแปลงไม่รจู้ ักหมด
2) ประเภทที่มกี ารเปลี่ยนแปลงได้ เน่ืองจากถูกใชใ้ นทางท่ีผิด เช่น ทด่ี นิ นา้ ลักษณะภมู ปิ ระเทศ ฯลฯ ถ้า

ใช้ไมเ่ ปน็ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา ได้แก่ การปลกู พืชชนิดเดียวกันซ้าๆ ซาก ๆ ในท่ีเดิม ยอ่ มทาให้ดินเส่ือมคุณภาพ
ได้ผลผลติ นอ้ ยลง ถา้ ตอ้ งการให้ดินมีคุณภาพดีตอ้ งใสป่ ุ๋ยหรือปลูกพชื สลบั และหมุนเวียน
2. ทรพั ยากรธรรมชาติประเภทใชแ้ ลว้ หมดส้ินไป ได้แก่

1) ประเภทท่ใี ชแ้ ลว้ หมดไป แต่สามารถรกั ษาใหค้ งสภาพเดิมไวไ้ ด้ เช่น ป่าไม้ สตั วป์ ่า ประชากรโลก ความ
อดุ มสมบูรณ์ของดิน น้าเสียจากโรงงาน นา้ ในดนิ ปลาบางชนิด ทัศนียภาพอนั งดงามซึ่งอาจทาให้เกิดข้ึนใหม่ได้

2) ประเภททไ่ี มอ่ าจทาให้มใี หม่ได้ เชน่ คุณสมบตั ิธรรมชาตขิ องดนิ พรสวรรค์ของมนุษย์ สตปิ ัญญา เผ่าพันธุ์
ของมนษุ ย์ชาติ ไม้พุ่ม ตน้ ไม้ใหญ่ ดอกไม้ป่า สัตวบ์ ก สัตว์นา้ ฯลฯ

3) ประเภทท่ีไม่อาจรักษาไว้ได้ เม่ือใช้แล้วหมดไป แต่ยังสามารถนามายุบให้ กลับเป็นวัตถุเช่นเดิม แล้วนา
กลับมาประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เช่น โลหะตา่ ง ๆ สงั กะสี ทองแดง เงนิ ฯลฯ

4) ประเภทท่ีใช้แล้วหมดส้ินไปนากลับมาใช้อีกไม่ได้ เช่น ถ่านหิน น้ามันก๊าซ อโลหะส่วนใหญ่ถูกนามาใช้
เพียงคร้ังเดยี วก็เผาไหมห้ มดไป ไม่สามารถนามาใชใ้ หม่ได้

ทรัพยากรธรรมชาตหิ ลักท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ ดนิ ปา่ ไม้ สตั ว์ปา่ น้า แร่ธาตุ และประชากร
ดนิ เปน็ ทรัพยากรทไี่ ม่หมดส้ิน แต่เสือ่ มสลายได้งา่ ย เราควรจะมกี ารรักษาคุณภาพของดิน เพ่อื ให้เกดิ ความ
สมบูรณ์ใหม้ ากทีส่ ดุ ไมค่ วรใช้สารพิษเพ่ือการปลกู พชื มากเกนิ ไป
น้า เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่หมดสน้ิ เพราะธรรมชาติจะนาน้ากลบั คืนมาใหม่ในรูปของน้าฝน การรักษา
แหล่งนา้ ไวใ้ ห้มคี ุณภาพ เพือ่ จะได้มนี ้าใช้ตลอดเวลา
ทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่ิงจาเป็นแก่มนุษย์ เน่ืองจากสามารถนามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวมนุษย์ในด้าน
ต่างๆ มากมาย การท่ีมนุษย์นาทรพั ยากรไปใช้นั้น หากมีการใชอ้ ย่างฟุ่มเฟือย ไม่รู้คุณค่า ก็จะทาให้เกิดปัญหาต่างๆ
ตามมามากมาย โดยท่วั ไปทรัพยากรธรรมชาตจิ ดั ออกเปน็ ประเภทตา่ งๆ ดังน้ี

ทรพั ยากรดนิ
ดินเกิดจากการสลายและผุพังของหินชนิดต่างๆ แล้วคลุกเคล้าปะปนกับอินทรีย์สารชนิดต่างๆ รวมท้ังน้า

และอากาศ ลกั ษณะของดินที่แตกต่างกนั นน้ั เน่อื งจากองคป์ ระกอบที่แตกต่างกันไป ลกั ษณะของดนิ ในประเทศไทย
มีความแตกตา่ งกันไปตามพื้นที่ที่พบดินน้นั ๆ คือ

๐ บริเวณท่ีราบน้าท่วมถึงสองฝั่งแม่น้า เป็นบริเวณที่มีโคลนตะกอนถูกพัดมาทับถมกันเป็นจานวนมาก
โดยมากมักเป็นดินตะกอนท่ีมีอายุน้อย ลักษณะของดินเป็นดินเหนียว เนื้อละเอียด เม่ือแห้งจะจับตัวกันแน่น เช่น
บรเิ วณพน้ื ดินสองฝงั่ แม่น้าในจงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา ปทมุ ธานี เปน็ ต้น

๐ บรเิ วณทีร่ าบลุ่มตา่ มาก เปน็ บรเิ วณท่มี ีน้าท่วมขงั อยูเ่ ปน็ ประจามีซากพืชซากสตั วท์ ับถมกันเป็นชนั้ หนาจน
เป็นดินท่ีมีอินทรีย์วัตถุปะปนอยู่มาก พบได้ในบริเวณชายฝั่งจังหวัดนราธิวาส บริเวณบึงบอระเพ็ดจังหวัด
นครสวรรค์

๐ บริเวณท่ีเป็นชายฝั่งทะเล เป็นบริเวณท่ีมักจะมีเนินทรายหรือหาดทรายอยู่มาก ความอุดมสมบูรณ์
คอ่ นขา้ งนอ้ ย พบในบรเิ วณพืน้ ทีช่ ายฝง่ั ท่วั ไป เชน่ ชายฝั่งทะเล จงั หวัดประจวบคีรีขนั ธ์

๐ บริเวณที่ห่างจากสองฝั่งแม่น้าออกไป เป็นดินท่ีถูกชะล้าง เนื่องจากการไหลของน้า ความอุดมสมบูรณ์
ค่อนข้างต่า ส่วนมากมักเป็นดินเหนียว เมื่อเวลาผ่านไปดินบริเวณนี้จะค่อยๆ ลดความอุดมสมบูรณ์ลงไปเร่ือยๆ จน
กลายเป็นดินที่ไม่มคี ุณภาพ

๐ บริเวณภูเขาท่ีไม่สูงชัน ส่วนมากเป็นดินที่ถูกปกคลุมด้วยป่าไม้ตามธรรมชาติ มีอินทรีย์สารสะสมอยู่ แต่
หากป่าไม้ถูกทาลาย จะทาให้เกดิ การชะล้างหน้าดินโดยนา้ และลมอยา่ งรุนแรง ทาใหด้ ินเส่อื มสภาพลงอยา่ งรวดเรว็

๐ บริเวณดินท่ีมีสารประเภทเบสปะปนอยู่มาก เช่น หินปูน ดินมาร์ล เป็นต้น เม่ือสารเหล่าน้ีสลายตัวลงจะ
ทาใหด้ ินมีความอดุ มสมบรู ณ์ เปน็ ดินท่ีเหมาะในการเพาะปลกู พชื ประเภทพชื ไร่ การใช้ดินให้เกดิ ประโยชน์ การใช้ดิน
ให้มีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ และนานท่สี ุดสามารถทาได้ ดงั น้ี

การปลูกพืชหมนุ เวียน

การปลกู พชื แบบขน้ั บนั ได

การปลูกป่าในพืน้ ทีล่ าดชัน และไมใ่ ชพ้ ้นื ท่ีดังกลา่ วในการเกษตรกรรม

ปัญหาทรัพยากรดิน ในประเทศไทยมี 2 แบบ คือ ปัญหาท่ีเกิดข้ึนจากธรรมชาติ และปัญหาที่เกิดจากการ
กระทาของมนษุ ย์

ทรพั ยากรนา้
โลกทีเ่ ราอาศยั อยปู่ ระกอบไปดว้ ยพ้ืนน้าถึง 3 สว่ น เป็นทรัพยากรท่ีสามารถหมุนเวียนได้ ไมม่ วี ันหมดไปจาก

โลก แตถ่ ูกทาให้เสือ่ มสภาพหรอื มีคุณภาพต่าลงได้
แหลง่ น้าแบ่งได้เปน็ 2 ประเภท คอื
๐ น้าบนดิน ได้แก่ น้าในแม่น้าลาคลอง หนอง บึง อ่างเก็บน้า น้าจากแหล่งนี้จะมีปริมาณมากหรือน้อย

ขึ้นอย่กู ับปัจจยั ต่อไปน้ี
- ปรมิ าณของนา้ ฝนที่ไดร้ บั
- อัตราการสญู เสยี ของน้า ซึ่งมสี าเหตมุ าจากการระเหยและการคายน้า
- ความสามารถในการกกั เก็บนา้

๐ น้าใต้ดนิ เปน็ น้าท่แี ทรกอยู่ใต้ดิน ไดแ้ ก่ นา้ บาดาล การทีร่ ะดบั นา้ ใต้ดินจะมีปรมิ าณมากหรอื น้อยเพียงใด
ข้ึนอยกู่ บั ปจั จยั ต่อไปน้ี

- ปรมิ าณน้าท่ีไหลจากผวิ ดนิ
- ความสามารถในการกกั เกบ็ นา้ ไว้ในชั้นหนิ

ความสาคัญของน้า นา้ มีความสาคญั ต่อสงิ่ มชี ีวิตมากมาย ดงั น้ี
๐ ดา้ นเกษตรกรรม เพื่อการเพาะปลูก เลีย้ งสตั ว์ ฯลฯ
๐ ด้านการคมนาคมขนส่งทางนา้
๐ ดา้ นการอตุ สาหกรรม
๐ ด้านการอปุ โภคและการบริโภค

การอนุรกั ษท์ รัพยากรน้า มีแนวทางในการปฏิบตั ิ ดังนี้
๐ การพฒั นาแหล่งน้า โดยการขุดลอกแหล่งน้าต่างๆ ทีต่ นื้ เขิน
๐ ใช้น้าอย่างประหยัด ไม่ปลอ่ ยให้น้าที่ใช้เสียไปโดยเปลา่ ประโยชน์
๐ ไมต่ ดั ไมท้ าลายป่า
๐ ป้องกนั ไม่ใหเ้ กิดมลพษิ กับแหลง่ นา้

ทรัพยากรป่าไม้
ป่าไม้เป็นส่วนที่มีความสาคัญต่อระบบนิเวศเป็นอย่างยิ่ง เป็นต้นน้า เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมายช่วย

ป้องกันการชะลา้ งหน้าดิน เปน็ สว่ นสาคญั ท่ีทาให้เกดิ การหมุนเวียนของสารต่างๆ ในธรรมชาติ

แนวทางในการอนรุ ักษ์ป่าไม้
- การทาความเขา้ ใจถงึ ความสาคัญของปา่ ต่อการดารงชวี ติ ของมนุษย์ สตั ว์ และสิ่งต่างๆ ทีอ่ ยใู่ นโลก
- การสรา้ งจติ สานึกร่วมกันในการดแู ลรักษาป่าไม้ในชุมชน ซ่ึงแนวทางหน่งึ คือการเปิดโอกาส โดยภาครัฐใน

การออกพระราชบญั ญัติป่าชมุ ชน
- การออกกฎหมายเพื่อคมุ้ ครองพืน้ ทปี่ ่า และการออกกฎ เพอื่ ปอ้ งกนั การตดั ไมท้ าลายปา่
- ช่วยกนั ปลูกป่าในพ้ืนทป่ี ่าเส่อื มโทรม อาจจะเป็นการร่วมมือกับสมาชกิ ในชมุ ชนเพื่อปลกู ปา่ ในโอกาสต่างๆ

ทรัพยากรแร่
ทรัพยากรแร่ หมายถึง แร่ธาตุต่างๆ ท่ีมีอยู่ในโลก ท้ังบริเวณส่วนท่ีเป็นพ้ืนดินและส่วนท่ีพื้นน้า ซึ่งมนุษย์

สามารถนามาใช้ประโยชน์ไดต้ ามความตอ้ งการ

แหลง่ กาเนิดแร่ แร่ธาตตุ า่ งๆ ที่มอี ย่ใู นบริเวณเปลอื กโลกเกิดมาจากสาเหตุหลักๆ ดังน้ี
- ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น การระเบิดของภูเขาไฟ การเคลื่อนท่ีของแผ่นเปลือกโลก เป็นต้น ซ่ึงจะทาให้

แร่ธาตตุ ่างๆ ทอี่ ยู่ใต้ผิวโลกถกู ผลกั ดนั ข้ึนมา
- การแปรสภาพทางเคมีของหินประเภทต่างๆ ที่อยู่บนเปลือกโลกจนได้แร่ชนิดใหม่เป็นองค์ประกอบ

ประเทศไทยมแี รธ่ าตุต่างๆ อยูอ่ ย่างอุดมสมบูรณ์ โดยสามารถพบแรธ่ าตชุ นิดตา่ งๆ กระจายกันอยูท่ ั่วประเทศ เชน่
- แรล่ กิ ไนต์ พบมากที่ อ.ปูดา จ.กระบ่ี อ.แม่เมาะ จ.ลาปาง อ.ล้ี จ.ลาพูน
- หนิ น้ามนั พบมากท่ี อ.แม่สอด จ.ตาก
- แรเ่ กลอื หนิ โพแทซ พบกระจัดกระจายท่ัวไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ของประเทศไทย

- แร่รัตนชาติ พบมากแถบภาคตะวนั ออกและตะวันตกของประเทศไทย
- แรด่ ีบกุ พบมากท่ี จ.พงั งา และหลายจงั หวัดในภาคใตข้ องประเทศไทย

วธิ กี ารอนุรกั ษ์ทรัพยากรแร่
ทรัพยากรแร่เป็นทรัพยากรธรรมชาติท่ีใช้แล้วหมดไป ดังนั้นทุกคนจึงต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรแร่

อยา่ งเตม็ ความสามารถ วิธกี ารอนรุ กั ษ์ทรัพยากรแร่มีหลากหลายวธิ ีดังแนวทางตอ่ ไปนี้
- ใชส้ ิง่ ของเคร่อื งใช้ตา่ งๆ อยา่ งรู้คุณคา่ โดยใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเทา่ ทีจ่ ะทาได้
- ใชแ้ ร่ธาตใุ หต้ รงกบั ความตอ้ งการและตรงกับสมบตั ิของแรธ่ าตนุ นั้ ๆ
- แยกขยะท่ีจะท้ิงออกเป็นสว่ นๆ ตามประเภทของขยะ คือ ขยะท่ีไมส่ ามารถนากลับมาใชไ้ ด้ เช่น เศษ

อาหาร เปน็ ต้น ขยะที่สามารถนากลบั มาใช้ใหม่ได้ เชน่ ขวดแก้ว กระปอ๋ งบรรจุภัณฑ์ เปน็ ตน้ และขยะอันตราย เชน่
ถ่านไฟฉายแบบต่างๆ แบตเตอร่ี แผงวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์ เป็นตน้ ซึ่งจะทาให้การนาขยะไปผลิตเปน็ ผลิตภณั ฑ์ใหม่ทา
ไดง้ า่ ยข้ึน และลดการขุดใช้แรธ่ าตุตา่ งๆ ลง

แนวทางในการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มทาได้ ดงั นี้
- การเร่ิมต้นอนุรักษ์ ควรเร่ิมต้นจากสิ่งใกล้ตัวและทาได้ง่ายก่อน เช่น เร่ิมจากการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม

บริเวณบา้ น บรเิ วณหมบู่ า้ น หรอื ในอาเภอของตนเอง
- ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับลักษณะของส่ิงแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราให้เข้าใจ เพราะลักษณะของส่ิงแวดล้อม

แต่ละท้องถนิ่ มีรายละเอียดทแ่ี ตกตา่ งกนั
- ปฏิบัติการอนุรักษ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และพยายามหาเพ่ือนที่มีแนวคิดเดียวกันมาร่วมกันทางาน เพ่ือ

เพมิ่ กาลังคนและแนวคิดในการอนุรกั ษ์

หลกั การอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
การอนุรกั ษแ์ ละจดั การทรพั ยากรธรรมชาตใิ ห้เหมาะสมและได้รบั ประโยชนส์ ูงสุด ควรคานงึ ถงึ หลักต่อไปนี้
1. การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ต้องคานึงถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นควบคู่กันไป เพราะ

ทรพั ยากรธรรมชาติตา่ งก็มีความเก่ยี วขอ้ งสัมพันธ์และส่งผลต่อกนั อยา่ งแยกไมไ่ ด้
2. การวางแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งชาญฉลาด ตอ้ งเช่อื มโยงกบั การพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ

การเมอื ง และคณุ ภาพชวี ติ อยา่ งกลมกลนื ตลอดจนรกั ษาไว้ซึง่ ความสมดุลของระบบนเิ วศควบค่กู ันไป
3. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งประชาชนในเมือง ในชนบท และผู้บริหาร

ทุกคนควรตระหนักถึงความสาคัญของทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมตลอดเวลา โดนเร่ิมต้นที่ตนเองและท้องถิ่นของตน
ร่วมมือกนั ทง้ั ภายในประเทศและทั้งโลก

4. ความสาเร็จของการพัฒนาประเทศขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์และความปลอดภัยของ
ทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นการทาลายทรพั ยากรธรรมชาติ จึงเปน็ การทาลายมรดกและอนาคตของชาตดิ ้วย

5. ประเทศมหาอานาจที่เจริญทางด้านอุตสาหกรรม มีความต้องการทรัพยากรธรรมชาติเป็นจานวนมาก
เพ่ือใช้ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศของตน ดังนั้นประเทศท่ีกาลังพัฒนาท้ังหลายจึงต้องช่วยกันป้องกันการ
แสวงหาผลประโยชน์ของประเทศมหาอานาจ

6. มนุษย์สามารถนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ แต่การจัดการนั้นไม่ควร
มุง่ เพยี งเพือ่ การอยดู่ กี นิ ดีเท่าน้นั ตอ้ งคานึงถึงผลดีทางด้านจิตใจดว้ ย

7. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในสิ่งแวดล้อมแต่ละแห่งนั้น จาเป็นต้องมีความรู้ในการรักษา
ทรัพยากรธรรมชาติที่จะให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทุกแง่ทุกมุม ทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยคานึงถึงการสูญเปล่าอันเกิดจาก
การใช้ทรพั ยากรธรรมชาตดิ ว้ ย

สงิ่ แวดล้อม
ความหมายสิง่ แวดลอ้ ม

รูปธรรม (สามารถจับต้องและมองเห็นได้) และนามธรรม (ตัวอย่างเช่นวัฒนธรรม แบบแผน ประเพณี
ความเช่ือ) มีอิทธิพลเก่ียวโยงถึงกัน เป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผลกระทบจากปัจจัยหน่ึงจะมีส่วน
เสริมสร้างหรือทาลายอีกส่วนหน่ึง อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ สิ่งแวดล้อมเป็นวงจรและวัฏจักรสิ่งแวดล้อม คือ ทุกส่ิงทุก
อยา่ งท่ีอยู่รอบตวั มนุษย์ทัง้ ทีม่ ชี วี ติ และไม่มชี วี ติ รวมทัง้ ท่ีเปน็ วัฏจักรทเี่ กี่ยวขอ้ งกนั ไปทงั้ ระบบ

สง่ิ แวดลอ้ มแบ่งออกเป็นลักษณะกวา้ ง ๆ ได้ 2 สว่ น คือ
1. สง่ิ แวดล้อมทเ่ี กิดข้นึ เองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภเู ขา ดนิ น้า อากาศ ทรัพยากร
2. สิ่งแวดล้อมทม่ี นษุ ย์สร้างขนึ้ เช่น ชุมชนเมอื ง สิง่ กอ่ สร้างโบราณสถาน ศลิ ปกรรม

สาเหตุของปญั หาสิ่งแวดลอ้ ม
สาเหตหุ ลกั ของปญั หาสิง่ แวดล้อมมอี ยู่ 2 ประการดว้ ยกนั คอื
1. การเพ่ิมของประชากร (Population growth) ปริมาณการเพิ่มของประชากรก็ยังอยู่ในอัตราทวีคูณ

(Exponential Growth) เม่ือผู้คนมากขึ้นความต้องการบริโภคทรัพยากรก็เพิ่มมากขึ้นทุกทางไม่ว่าจะเป็นเร่ือง
อาหาร ท่ีอยอู่ าศยั พลังงาน

2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี (Economic Growth &
Technological Progress) ความเจริญทางเศรษฐกิจนั้นทาให้มาตรฐานในการดารงชีวิตสูงตามไปด้วย มีการ
บริโภคทรัพยากรจนเกินกว่าความจาเป็นข้ันพ้ืนฐานของชีวิต มีความจาเป็นต้องใช้พลังงานมากข้ึนตามไปด้วย
ในขณะเดียวกันความกา้ วหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยีกช็ ่วยเสริมใหว้ ิธีการนาทรพั ยากรมาใช้ได้งา่ ยขน้ึ และมากขน้ึ

ผลที่เกดิ จากปัญหาสงิ่ แวดล้อม

ผลสืบเนื่องอันเกิดจากปัญหาส่ิงแวดล้อม คือ ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ เน่ืองจากมีการใช้ทรัพยากรกัน
อย่างไม่ประหยัด อาทิ ป่าไม้ถูกทาลาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ขาดแคลนน้า ภาวะมลพิษ (Pollution) เช่น
มลพษิ ในนา้ ในอากาศและเสยี ง มลพษิ ในอาหาร สารเคมี อนั เปน็ ผลมาจากการเรง่ รัดทางดา้ นอตุ สาหกรรมนนั่ เอง

การเปล่ียนแปลงสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นโดยธรรมชาติ ได้แก่ การเกิดอุทกภัยจากน้าป่าไหลหลาก ทาให้
ส่ิงมีชีวิตโดยเฉพาะพืชถูกน้าท่วม พืชบางชนิดไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ในที่ที่มีน้าท่วม จึงตายไปในที่สุด และ
อุทกภยั ยงั กอ่ ให้เกิดความเสยี หายตอ่ สงิ่ มีชีวติ ทกุ ชนดิ โดยเฉพาะสัตว์และมนุษย์

การเกิดลมพายุก็เป็นสาเหตุที่ทาให้ส่ิงแวดลอ้ ม เกิดการเปล่ียนแปลงโดยลมพายุอาจพัดพารุนแรงจนทาให้
ต้นไม้สูง ๆ บางต้นต้านแรงลมไม่ไหว จึงโดนลมล้มลงไป ทาให้เกิดความเสียหายต่าง ๆ ตามมาทาให้ส่ิงแวดล้อม
เปลย่ี นไป

การเกดิ ภูเขาไฟระเบดิ กเ็ ป็นสาเหตทุ ่ีทาใหส้ ง่ิ แวดลอ้ มเกิดการเปลย่ี นแปลง ความรอ้ นของลาวาทไี่ หลออกมา
จากปล่องภูเขาไฟ ทาให้ส่ิงมีชีวิตไม่สามารถดารงชีวิตได้ อีกท้ังก๊าซต่าง ๆ ท่ีปล่อยออกมาจากปล่องภูเขาไฟทาให้
สภาพอากาศเปลี่ยนไป

การเปล่ียนแปลงสิ่งแวดล้อมในท้องถ่ินโดยมนุษย์ ได้แก่ มนุษย์ทาให้ภูเขาไม่มีต้นไม้ กลายเป็นภูเขาหัวโล้น
ตน้ ไม้ในปา่ ถูกตดั โค่นทาลาย สตั วป์ า่ ไม่มีท่ีอยู่อาศัยและขาดอาหาร น้าเสยี อากาศเป็นพิษ ดินเสีย และเสื่อมสภาพ

ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่

ของโลกเราในปัจจุบนั สงั เกตไดจ้ าก อณุ หภมู ิ ของโลกที่สูงขน้ึ เรื่อยๆ สาเหตหุ ลักของปัญหานี้มาจากกา๊ ซเรือนกระจก
(Greenhouse gases)

ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสาคัญกับโลก เพราะก๊าซจาพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกัก
เก็บความร้อนบางส่วนไว้ในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศท้ังหมด มิฉะน้ัน โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ท่ี
ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซ่ึงการทา
ให้โลกอุ่นข้ึนเช่นน้ี คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก
(Greenhouse Effect) แต่การเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเน่ืองของ CO2 ท่ีออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการ
กระทาใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ามัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้
ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นคร้ังแรกในรอบกว่า 6 แสนปี ซ่ึง
คาร์บอนไดออกไซด์ท่ีมากข้ึนน้ีได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากข้ึนเร่ือยๆ จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อน
ดงั เชน่ ปัจจุบัน

ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับต้ังแต่ปี พ.ศ. 2533 มาน้ี ได้มีการบันทึกถึงปีท่ีมีอากาศร้อนท่ีสุดถึง 3 ปี
คือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่
แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณไ์ ดเ้ ปลย่ี นหวั ขอ้ จากคาถามทว่ี ่า "โลกกาลงั รอ้ นขึ้นจรงิ หรือ" เป็น
"ผลกระทบจากการทโ่ี ลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และตอ่ เนอ่ื งต่อส่ิงที่มชี วี ติ ในโลกอยา่ งไร" ดังนนั้ ย่งิ เราประวิงเวลา
ลงมือกระทาการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่าน้ัน และบุคคลที่จะได้รับ
ผลกระทบมากทีส่ ุดก็คอื ลกู หลานของพวกเราเอง

สาเหตุ
ภาวะโลกร้อนเป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยท่ีเราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของการเกิดเป็นอย่างดี นั่นคือ การท่ี

มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ามัน และก๊าซธรรมชาติ เพ่ือผลิตพลังงาน เราต่างทราบดีถึง
ผลกระทบบางอย่างของภาวะโลกร้อน เช่น การละลายของน้าแข็งในขั้วโลก ระดับน้าทะเลที่สูงข้ึน ความแห้งแล้ง
อย่างรุนแรง การแพร่ระบาดของโรคร้ายต่างๆ อุทกภัย ปะการังเปล่ียนสีและการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน โดยผู้ที่
ได้รับผลกระทบมากท่ีสุด ได้แก่ ประเทศตามแนวชายฝั่ง ประเทศที่เป็นเกาะ และภูมิภาคท่ีกาลังพัฒนาอย่างเอเชีย
อาคเนย์

จากการทางานของคณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มี
องค์การวทิ ยาศาสตร์ ได้รว่ มมือกับองคก์ ารสหประชาชาติ เฝ้าสงั เกตผลกระทบต่างๆ และได้พบหลักฐานใหม่ที่แน่ชัด
ว่า จากการท่ีภาวะโลกร้อนข้ึนในช่วง 50 กว่าปีมาน้ี ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทาของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบ
อย่างตอ่ เน่ืองให้อณุ หภูมิของโลกเพิ่มข้นึ ในทุกหนทุกแหง่ ประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซยี ส

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เปล่ียนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย แต่เป็นการเปล่ียนแปลงอย่าง
รุนแรงซ่ึงเกิดข้ึนบ่อยคร้ัง และมีความรุนแรงมากข้ึนเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง
วาตภัย อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด แผ่นดินถล่ม และการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน จากภาวะอันตราย
เหล่านี้พบว่า ผู้ท่ีอาศัยอยู่ในเขตพื้นท่ีท่ีเส่ียงกับการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซ่ึงได้รับผลกระทบมากกว่าพ้ืนที่ส่วนอ่ืนๆ
ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่และช่วยเหลือเท่าท่ีควร นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เป็น
เหตใุ หป้ ริมาณผลผลติ เพอ่ื การบริโภคโดยรวมลดลง ซง่ึ ทาให้จานวนผูอ้ ดอยากหิวโหยเพ่ิมขึ้นอีก 60-350 ล้านคน

ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ มีโครงการพลังงานต่างๆ ที่จัดตั้งข้ึน และการดาเนินงานของโครงการเหล่านี้
ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล และ
ปริมาณน้าฝนท่ีตกในแต่ละช่วงได้เปลี่ยนแปลงไป การบุกรุกและทาลายป่าไม้ท่ีอุดมสมบูรณ์ การสูงขึ้นของ
ระดบั น้าทะเลและอณุ หภมู ขิ องนา้ ทะเล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศวิทยาตามแนวชายฝง่ั และจากการที่
อุณหภูมิของน้าทะเลสูงขึ้นน้ี ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนสีของน้าทะเล ดังนั้น แนวปะการังต่างๆ จึงได้รับ
ผลกระทบและถูกทาลายเชน่ กนั

ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีชายฝั่งทะเล ท่ีมีความยาวประมาณ 2,490 กิโลเมตร และเป็น
แหล่งที่มีความสาคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างย่ิง การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้า และ
ความไม่แน่นอนของฤดูกาลท่ีส่งผลกระทบต่อการทาเกษตรกรรม มีการคาดการณ์ว่า หากระดับน้าทะเลสูงข้ึนอีก
อย่างน้อย 1 เมตรภายในทศวรรษหน้า หาดทรายและพ้ืนท่ีชายฝั่งในประเทศไทยจะลดน้อยลง สถานที่ตากอากาศ
ชายทะเล รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสถานท่ีท่องเที่ยวต่างๆ เช่น พัทยา และ ระยอง จะได้รับผลกระทบ
โดยตรง แม้แตก่ รงุ เทพมหานคร กไ็ ม่สามารถหลีกเลยี่ งจากผลกระทบของระดับนา้ ทะเลที่สงู ขน้ึ นเ้ี ช่นกนั

ปัญหาด้านสุขภาพ ก็เป็นเร่ืองสาคัญอีกเร่ืองหนึ่งท่ีได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากสภาพภูมิอากาศท่ี
เปลี่ยนแปลงน้ีด้วย เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น ส่งผลให้มีการเพ่ิมขึ้นของยุงมากขึ้น ซ่ึงนามาสู่การแพร่
ระบาดของไข้มาเลเรยี และไข้สา่ นอกจากน้โี รคท่เี กยี่ วขอ้ งกบั น้า เช่น อหวิ าหต์ กโรค ซง่ึ จัดว่าเปน็ โรคทแี่ พร่ระบาดได้
อย่างรวดเร็วโรคหนึ่งในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะเพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอุณหภูมิและความชื้นท่ีสูงขึ้น
คนยากจนเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบ จากการเปล่ียนแปลงน้ีประกอบกับการให้ความรู้ในด้านการ

ดูแลรักษาสุขภาพที่ดียงั มีไม่เพียงพอ ปัจจุบันน้ีสญั ญาณเบื้องต้นของสภาพภูมิอากาศท่ีเปลี่ยนแปลงไป ได้ปรากฏขน้ึ
อย่างแจ้งชัด ดังน้ัน สมควรหรือไม่ที่จะรอจนกว่าจะค้นพบข้อมูลมากขึ้น หรือ มีความรู้ในการแก้ไขมากข้ึน ซึ่ง ณ
เวลานนั้ ก็อาจสายเกนิ ไปแลว้ ทจ่ี ะแก้ไขได้
ผลกระทบจากสภาวะโลกรอ้ น

แมว้ า่ โดยเฉล่ียแล้วอุณหภูมิของโลกจะเพ่ิมข้ึนไมม่ ากนัก แต่ผลกระทบทเ่ี กิดขน้ึ จะส่งผลต่อเป็นทอด ๆ และ
จะมผี ลกระทบกับโลกในที่สุด ขณะนผ้ี ลกระทบดงั กล่าวเร่ิมปรากฏให้เห็นแล้วท่ัวโลก รวมทั้งประเทศไทย ตวั อยา่ งท่ี
เห็นได้ชัด คือ การละลายของน้าแข็งท่ัวโลก ท้ังท่ีเป็นธารน้าแข็ง (glaciers) แหล่งน้าแข็งบริเวณขั้วโลก และใน
กรีนแลนด์ซึ่งจัดว่าเป็นแหล่งน้าแข็งท่ีใหญ่ที่สุดในโลก น้าแข็งท่ีละลายนี้จะไปเพิ่มปริมาณน้าในมหาสมุทร เมื่อ
ประกอบกับอุณหภูมิเฉลี่ยของน้าสูงข้ึน น้าก็จะมีการขยายตัวร่วมด้วย ทาให้ปริมาณน้าในมหาสมุทรทั่วโลกเพิ่มมาก
ข้นึ เป็นทวคี ณู ทาใหร้ ะดบั น้าทะเลสูงขน้ึ มาก ส่งผลใหเ้ มืองสาคัญ ๆ ท่อี ย่รู มิ มหาสมุทรตกอยใู่ ตร้ ะดับนา้ ทะเลทันที
มีการคาดการณว์ ่า หากนา้ แขง็ ดังกลา่ วละลายหมด จะทาใหร้ ะดบั น้าทะเลสงู ข้ึน 6-8 เมตรทีเดียว

ผลกระทบที่เริ่มเห็นได้อีกประการหนึ่งคือ การเกิดพายุหมุนท่ีมีความถี่มากข้ึน และมีความรุนแรงมากขึ้น
ด้วย ดังเราจะเห็นได้จากข่าวพายุเฮอริเคนที่พัดเข้าถล่มประเทศสหรัฐอเมริกาหลายลูกในช่วงสองสามปีท่ีผ่านมา
แต่ละลูกก็สร้างความเสียหายในระดับหายนะท้ังส้ิน สาเหตุอาจอธิบายได้ในแง่พลังงาน กล่าวคือ เมื่อมหาสมุทรมี
อุณหภูมิสงู ขึน้ พลังงานทพ่ี ายุได้รบั ก็มากขน้ึ ไปดว้ ย ส่งผลให้พายมุ คี วามรุนแรงกวา่ ทเ่ี คย

นอกจากนั้น สภาวะโลกร้อนยังส่งผลให้บางบริเวณในโลกประสบกับสภาวะแห้งแล้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เช่น ขณะนี้ได้เกิดสภาวะโลกร้อนรุนแรงข้ึนอีก เน่ืองจากต้นไม้ในป่าท่ีเคยทาหน้าที่ดูดกลืนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ได้ล้มตายลงเน่ืองจากขาดน้า นอกจากจะไม่ดูดกลืนแก๊สต่อไปแล้ว ยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจาก
กระบวนการย่อยสลายด้วย และยังมีสัญญาณเตือนจากภัยธรรมชาติอ่ืน ๆ อีกมาก ซึ่งหากเราสังเกตดี ๆ จะพบว่า
เปน็ ผลจากสภาวะนไ้ี ม่นอ้ ย

ใบกจิ กรรมท่ี 5

เรอ่ื ง ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 5
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

1. ให้นกั ศึกษายกตวั อยา่ ง ส่งิ ท่มี นษุ ย์ทาใหส้ งิ่ แวดลอ้ มเกิดการเปลี่ยนแปลงมา 1 อยา่ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. ใหน้ ักศกึ ษายกตัวอยา่ ง ผลกระทบท่มี ีต่อมนษุ ย์ เมือ่ สงิ่ แวดล้อมถูกทาลายมา 2 อยา่ ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. พลังงานชนิดแรกที่ก่อให้เกิดส่งิ มชี วี ติ ขน้ึ มาบนโลก คอื .............................................................................................
4. ทรัพยากรปา่ ไมใ้ นประเทศไทย ในระยะ 30 ปี ลดลงเท่าตัว ซึง่ ทาให้ส่งผลกระทบต่อส่ิงใด

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. สาเหตุสาคัญทท่ี าให้เกดิ วิกฤตทางธรรมชาติ ซ่งึ เปน็ ปญั หาที่มนษุ ย์กาลังเผชิญอย่ใู นปจั จบุ นั คอื
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

6. แหล่งพลงั งานทใ่ี หญ่ทีส่ ุดในโลก คอื .........................................................................................................................
7. การใช้ทรัพยากรอย่างส้นิ เปลอื งของมนุษยก์ ่อใหเ้ กิดวกิ ฤตด้านใด..........................................................................
8. เพ่อื รักษาสมดุลทางธรรมชาติไวใ้ ห้ประชาชนรนุ่ หลัง ควรปรบั สภาพการใชท้ รัพยากรธรรมชาติ อย่างไร

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แบบทดสอบหลงั เรียน

เร่ือง ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 5
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

คาชี้แจง ใหว้ งกลมลอ้ มรอบคาตอบท่ีถูกต้องทีส่ ุดเพยี งข้อเดียว
1. การอนรุ ักษธ์ รรมชาติมีวัตถุประสงค์อย่างไร

ก. เพ่อื ไม่ใหเ้ กิดมลพษิ
ข. เกบ็ ทรพั ยากรธรรมชาตไิ ว้ใช้โดยไมใ่ ช้ประโยชน์
ค. ทานบุ ารงุ ทรัพยากรธรรมชาติท่ีกาลงั จะสูญพันธ์ุ
ง. บารุงสรา้ งทรพั ยากรธรรมชาตใิ ห้มอี ัตราการผลติ สงู กว่าใช้ประโยชน์

2. ข้อใดจดั เปน็ การอนรุ ักษ์ทรพั ยากรในท้องถิ่น
ก. แกว้ ซอ้ื ปลาทองไปปล่อยในแหล่งนา้
ข. ส้มเลกิ เลย้ี งนกแก้วมาคอร์แลว้ นาไปปลอ่ ยคนื สู่ป่าทเี่ ขาใหญ่
ค.จกุ ส่ังซือ้ พนั ธุไ์ ม้มะฮอกกานีจากแคนาดาไปปลูกปา่ ที่ถูกทาลาย
ง. ไมม่ ขี ้อใดถูก

3. ประเภทของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมมีกี่ประเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 4 ประเภท
ค. 6 ประเภท
ง. 8 ประเภท

4. ข้อใดคือทรัพยากรประเภทท่ีใชแ้ ลว้ หมดไป
ก. พลงั งาน
ข. ฝุ่น
ค. ทองแดง
ง. นา้

5. ข้อใดคือสง่ิ แวดล้อมทเ่ี กิดจาการกระทาของมนษุ ย์
ก. สิง่ แวดลอ้ มทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมหรือส่งิ ประดิษฐ์
ข. สง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาติ และสง่ิ แวดล้อมทางประเพณีวัฒนธรรม
ค. ส่งิ แวดลอ้ มทางธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ้ มทางจารีตวัฒนธรรม
ง. ส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อมทางศีลธรรม

6. ข้อใดไม่ใช่ปัญหาทรัพยากรดินทีเ่ กดิ ขน้ึ จากธรรมชาติ
ก. ปญั หาสกึ กรอ่ นและพงั ทลายของหนา้ ดิน
ข. การชะล้างแร่ธาตุในดนิ
ค. การปลูกพืชชนดิ เดยี วกันซ้าซาก
ง. การปลกู พืชหมนุ เวียน

7. ขอ้ ใดคือสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมหรือสง่ิ แวดล้อมประดิษฐ์
ก. เศรษฐกจิ
ข. ศาสนา
ค. วัฒนธรรม
ง. ถกู ทุกข้อ

8. แรด่ บี กุ พบมากในจังหวัดใด
ก. จังหวัดสตูล
ข. จังหวัดกระบ่ี
ค. จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี
ง. จงั หวัดพังงา

9. Global Warming ตรงกบั คาว่าอะไร
ก. ปรากฏการณเ์ รือนกระจก
ข. สนึ ามิ
ค. ภาวะโลกรอ้ น
ง. ภเู ขาไฟระเบดิ

10. กา๊ ชชนิดใดทท่ี าให้เกิดปรากฎการณเ์ รือนกระจก
ก. คาร์บอนไดออกไซค์ และมีเทน
ข. คารบ์ อนไดออกไซค์ และออ๊ กเทน
ค. คารบ์ อนไดออกไซค์ และคารบ์ อน
ง. คารบ์ อนไดออกไซค์ และก๊าชธรรมชาติ

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียน

เร่ือง ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ ม
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

คาช้แี จง ให้วงกลมล้อมรอบคาตอบทีถ่ ูกตอ้ งท่สี ดุ เพยี งข้อเดยี ว
1. การอนุรักษธ์ รรมชาตมิ ีวัตถุประสงค์อยา่ งไร

ง. บารงุ สรา้ งทรัพยากรธรรมชาติใหม้ ีอัตราการผลติ สูงกว่าใชป้ ระโยชน์

2. ขอ้ ใดจัดเป็นการอนรุ ักษ์ทรัพยากรในทอ้ งถน่ิ
ข. สม้ เลกิ เล้ียงนกแก้วมาคอร์แล้วนาไปปลอ่ ยคืนสูป่ า่ ทีเ่ ขาใหญ่

3. ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมมีกี่ประเภท
ก. 2 ประเภท

4. ขอ้ ใดคือทรัพยากรประเภททใ่ี ชแ้ ล้วหมดไป
ค. ทองแดง

5. ข้อใดคือสง่ิ แวดล้อมทเ่ี กดิ จาการกระทาของมนุษย์
ก. สง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาติ และสง่ิ แวดล้อมทางวฒั นธรรมหรอื สิ่งประดิษฐ์

6. ขอ้ ใดไม่ใช่ปญั หาทรัพยากรดนิ ทีเ่ กดิ ขน้ึ จากธรรมชาติ
ค. การปลูกพืชชนิดเดยี วกันซา้ ซาก

7. ขอ้ ใดคือส่งิ แวดล้อมทางวัฒนธรรมหรือสง่ิ แวดล้อมประดิษฐ์

ง. ถกู ทุกขอ้
8. แร่ดบี กุ พบมากในจังหวัดใด

ง. จังหวดั พงั งา
9. Global Warming ตรงกับคาวา่ อะไร

ค. ภาวะโลกรอ้ น
10. ก๊าชชนิดใดท่ที าให้เกิดปรากฎการณเ์ รือนกระจก

ก. คารบ์ อนไดออกไซค์ และมีเทน

เฉลยใบกิจกรรมที่ 5

เร่ือง ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 5
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

1. ให้นักศึกษายกตัวอย่าง ส่ิงที่มนษุ ย์ทาให้สง่ิ แวดลอ้ มเกิดการเปลยี่ นแปลงมา 1 อยา่ ง
ตอบ ตามความเขา้ ใจของตนเอง

2. ให้นักศึกษายกตวั อยา่ ง ผลกระทบท่ีมตี ่อมนษุ ย์ เม่ือสง่ิ แวดล้อมถูกทาลายมา 2 อยา่ ง
ตอบ ตามความเข้าใจของตนเอง

3. พลังงานชนิดแรกท่ีก่อให้เกิดส่ิงมีชวี ติ ข้นึ มาบนโลก ตอบ พลงั งานแสงอาทติ ย์
4. ทรัพยากรปา่ ไมใ้ นประเทศไทย ในระยะ 30 ปี ลดลงเท่าตวั ซ่ึงทาให้สง่ ผลกระทบตอ่ สิ่งใด

ตอบ 1. การดารงชีวิตของประชาชนในชนบท
2. การตั้งถน่ิ ฐานและการประกอบอาชพี
3. การพัฒนาทางเศรษฐกิจ
4. ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี

5. การรกั ษาสมดลุ ธรรมชาติ

5. สาเหตสุ าคัญทีท่ าใหเ้ กดิ วิกฤตทางธรรมชาติ ซ่งึ เปน็ ปญั หาทีม่ นุษย์กาลังเผชญิ อยใู่ นปัจจุบัน คอื
ตอบ 1. การเพมิ่ จานวนของประชากร
2. การขยายตวั ทางเศรษฐกิจและความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี

6. แหล่งพลังงานทใ่ี หญ่ทสี่ ดุ ในโลก ตอบ พลงั งานแสงอาทิตย์

7. การใชท้ รัพยากรอย่างสน้ิ เปลืองของมนุษยก์ ่อใหเ้ กิดวกิ ฤตด้าน ตอบ ด้านสิง่ แวดลอ้ มและธรรมชาติ

8. เพ่อื รักษาสมดุลทางธรรมชาติไว้ใหป้ ระชาชนร่นุ หลัง ควรปรบั สภาพการใชท้ รัพยากรธรรมชาติ อยา่ งไร
ตอบ ใหส้ มดุลกบั ระบบนเิ วศ

บันทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์

คร้งั ท่ี 6 วันท่ี เดือน พ.ศ. 2556 จานวน 2 ช่วั โมง

เร่อื ง ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมในท้องถน่ิ

1 ความสาเร็จในการจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปัญหา/อุปสรรค ในการจัดการเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
4 สิง่ ทไี่ ม่ได้ปฏิบัติตามแผน
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………
5 การปรบั ปรุงแผนการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………..

ลงชื่อ.......................................................
.....................................................

วันท.่ี .......... เดอื น.........................พ.ศ............

ความเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ .......................................................
.....................................................

ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอ.................................

ครัง้ ที่ 6

แผนการจัดการเรียนรู้รายสปั ดาห์

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

คร้ังท่ี 6 วันท่ี เดือน พ.ศ. 2556 จานวน 2 ชั่วโมง

เรอ่ื ง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

1. เนอ้ื หา
1. การเกิดปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
1.1 เมฆ
1.2 หมอก
1.3 น้าค้าง
1.4 ฝน
1.5 ลกู เห็บ
1.6 กรณศี ึกษานา้ คา้ งแข็ง สาเหตุและผลกระทบ
2. การรายงานสภาพอากาศของทอ้ งถ่ิน

2. ตัวช้ีวดั
1. อธิบายการเกิด เมฆ หมอก นา้ ค้าง ฝน และลูกเห็บ
2. บอกสภาพอากาศของทอ้ งถิ่น

3. บรู ณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

3 ห่วง พอประมาณ มเี หตุผล ภมู คิ ุม้ กันท่ีดี
ประเด็น
การจดั กิจกรรม วางแผนการจดั กจิ กรรมให้สอดคลอ้ ง การคดิ วิเคราะห์ และ กาหนดขั้นตอนการจัด
การเรยี นรู้
กับมาตรฐาน และตวั ช้วี ัดในหลกั สูตร กระบวนการทางานกล่มุ กจิ กรรมการเรยี นรใู้ ห้
คณุ ธรรม
ของนักเรยี น สอดคล้องกับแผนการ

จดั การเรียนรู้

ครูมคี วามรับผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้ ความยตุ ธิ รรม ความขยัน อดทน เมตตาต่อผ้เู รียน

ความพอเพียง

4. กิจกรรมการเรียนรู้
4.1 ข้ันนาเข้าสบู่ ทเรยี น
1. ทบทวนความรเู้ ดิม
2. ครผู ูส้ อนใหผ้ ู้เรยี น ตัวอย่างปรากฏการณธ์ รรมชาตทิ ี่เก่ยี วขอ้ งกับชวี ติ ประจาวัน

4.2 ขนั้ การจัดกจิ กรรรมการเรยี นรู้
1. ครูผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

จานวน 10 ข้อ

2. ครูผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม ๆ ละประมาณ 5 – 6 ศึกษาใบความรู้ท่ี 10 ปรากฏการณ์ทาง
ธรรมชาติ ให้เวลา 10 นาที และนาเสนอหน้าชัน้ เรียนไม่เกินกล่มุ ล่ะ 5 นาที

3. ครผู ู้สอนมอบหมายใหผ้ ู้เรยี นทาใบกิจกรรมที่ 6 เร่ือง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

4.3 ข้ันสรปุ
1. ตัวแทนแต่ละกล่มุ ออกมานาเสนอข้อมูลท่ไี ด้ทาการศึกษาค้นคว้า
2. ครผู สู้ อนสรปุ สาระสาคญั พร้อมทั้งเฉลยแบบทดสอบก่อนและหลังเรยี นและตรวจใบกจิ กรรม
3. ครผู สู้ อนมอบหมายผ้เู รยี นไปศึกษาเพ่ิมเติมจากหนังสอื แบบเรียน รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์

ระดบั ประถมศกึ ษา

5. สอ่ื อุปกรณแ์ ละแหล่งเรียนรู้
1. ใบความรูท้ ี่ 10 เรือ่ ง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
2. ใบกจิ กรรมที่ 6 เรื่อง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
3. แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น เร่ือง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จานวน 10 ข้อ
6. หนงั สอื แบบเรียน รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา

6. การวดั และประเมินผล
1. สังเกตพฤติกรรมการนาเสนอ การพดู แสดงความคดิ เห็นเปน็ รายบคุ คล
2. สังเกตจากการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุม่
3. วัดผลจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น
4. วัดผลจากใบกิจกรรมที่มอบหมายให้ผูเ้ รียนไปปฏบิ ัติ
5. วัดผลจากแฟม้ สะสมงานของผูเ้ รียน

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

เรื่อง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 6
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

คาชแี้ จง ให้วงกลมลอ้ มรอบหน้าคาตอบทถ่ี ูกต้องทสี่ ดุ เพยี งข้อเดยี ว
1. เมฆทเ่ี ป็นแผน่ เรยี กว่าอะไร

ก. เมฆสเตรตสั
ข. เมฆนิมบัส
ค. เมฆควิ มลู สั
ง. เมฆโบสเตรตสั

2. เมฆที่เปน็ ก้อน เรยี กวา่ อะไร
ก. เมฆสเตรตสั
ข. เมฆนิมบสั
ค. เมฆควิ มูลัส
ง. เมฆโบสเตรตสั

3. เมฆชนดิ ใดที่มีลักษณะคลา้ ยขนนกหรอื แส้ม้าและเกดิ ในระดบั สูง
ก. เมฆเซอร์รัส
ข. เมฆควิ มลู ัส
ค. เมฆสเตรตัส
ง. ถกู ทั้งข้อ 1 และข้อ ข

4. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝนตก ฟ้าผ่า เกดิ ขึ้นในชัน้ บรรยากาศใดมากทีส่ ุด
ก. เทอร์โมสเฟียร์
ข. สตราโตสเฟียร์
ค. โทรโฟสเฟยี ร์

ง. มโี ซสเฟยี ร์

5. ลักษณะแบบใดทีม่ โี อกาสฝนตกมากทส่ี ุด
ก. อากาศชน้ื มอี ุณหภมู ติ า่
ข. อากาศแหง้ มีอณุ หภูมิต่า
ค. อากาศช้นื มีอุณหภมู ิสงู
ง. อากาศแห้งมีอณุ หภมู ิสูง

6. หมอกมักจะเกิดข้ึนในชว่ งเวลาใด
ก. เชา้ ตรใู่ นฤดูหนาว
ข. บ่าย ๆ ในฤดูหนาว
ค. กลางดึกในฤดหู นาว
ง. ทุกเวลาในฤดูหนาว

7. เคร่อื งมือวดั ความกดอากาศ คอื ข้อใด
ก. แอนนมี อมิเตอร์
ข. บารอมิเตอร์
ค. ซิสโมการาฟ
ง. เทอรโ์ มมเิ ตอร์

8. ปรากฏการณ์ท่ีมีหยดนา้ เกาะขา้ งแก้วใส่น้าแข็งเกิดจากอะไร
ก. นา้ ในแกว้ ซมึ ออกมาขา้ งนอก
ข. นา้ แข็งละลายจนไหลออกมาขา้ งนอกแกว้
ค. แกว้ ทาปฏิกิริยากับนา้ แข็งทาใหม้ หี ยดนา้ ออกมา
ง. ไอนา้ ในอากาศกระทบกับความเยน็ ขา้ งแก้วแลว้ กลน่ั ตวั เปน็ หยอดนา้ เกาะข้างแกว้

9. “แม่คะนิง้ ” เรยี กอีกอยา่ งหนึ่งว่าอะไร
ก. นา้ ค้างเดือนหก
ข. นา้ แขง็
ค. น้าคา้ งแข็ง
ง. ลูกเหบ็

10.เครอื่ งมือวดั ความความเร็วลม คอื ข้อใด
ก. แอนนมี อมิเตอร์
ข. บารอมเิ ตอร์
ค. ซิสโมการาฟ
ง. เทอรโ์ มมเิ ตอร์

ใบความรทู้ ี่ 10

เร่อื ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ

ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 6
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

การเกดิ ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
1.1 เมฆ (Clouds)
“เมฆ” เป็นไอน้าท่ีลอยตัวอยู่ในอากาศ เม่ือได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็จะลอยตัวสูงขึ้นจนไป

กระทบกับมวลอากาศเย็นที่อยู่ด้านบนทาให้กลั่นตัวเป็นละอองน้าขนาดเลก็ และเม่ือละอองน้าเหลา่ นนั้ รวมตัวกันก็
จะเป็นเมฆ ตัวอย่างการเกิดเมฆท่ีเห็นได้ชัด ได้แก่ “คอนเทรล” ซ่ึงเป็นเมฆที่สร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ เม่ือเคร่ืองบิน
ไอพ่นบินอยู่ในระดับสูงเหนือระดับควบแน่น ไอน้าซึ่งอยู่ในอากาศร้อนท่ีพ่นออกมาจากเคร่ืองยนต์ ปะทะเข้ากับ
อากาศเย็นซึ่งอยู่ภายนอก เกิดการควบแน่นเป็นหยดน้า โดยการจับตัวกับเขม่าควันจากเครื่องยนต์ซึ่งทาหน้าที่เป็น
แกนควบแน่น เราจึงมองเห็นควนั เมฆสีขาวถูกพ่นออกมาทางท้ายของเคร่อื งยนต์เปน็ ทางยาว ในการสร้างฝนเทียมก็
เช่นกัน เคร่ืองบินทาการโปรยสารเคมี “ซิลเวอร์ไอโอไดด์” เพื่อทาหน้าที่เป็นแกนควบแน่นให้ไอน้าในอากาศมา
จบั ตวั และควบแนน่ เปน็ เมฆ

การเรียกชือ่ เมฆ
เมฆที่เกิดข้ึนในธรรมชาติมี 2 ลักษณะ คือ เมฆก้อน และเมฆแผ่น เราเรียกเมฆก้อนว่า “เมฆคิวมูลัส” และ

เรียกเมฆแผ่นว่า “เมฆสเตรตัส” หากเมฆก้อนลอยชิดติดกัน เรานาชื่อทั้งสองมารวมกัน และเรียกว่า “เมฆสเตรโต
คิวมูลัส” ในกรณีท่ีเป็นเมฆฝน เราจะเพ่ิมคาว่า “นิมโบ” หรือ “นิมบัส” ซึ่งแปลว่า “ฝน” เข้าไป เช่น เราเรียกเมฆ
ก้อนท่ีมีฝนตกว่า “เมฆคิวมูโลนิมบัส” และเรียกเมฆแผ่นที่มีฝนตกว่า “เมฆนิมโบสเตรตัส” เราแบ่งเมฆตามระดับ
ความสูงเป็น 3 ระดับ คอื เมฆช้นั ต่า เมฆชนั้ กลาง และเมฆชน้ั สูง

หากเป็นเมฆช้ันกลาง (ระดับความสูง 2 - 6 กิโลเมตร) เราจะเติมคาว่า “อัลโต” ซ่ึงแปลว่า “ชั้นกลาง” ไว้
ข้างหนา้ เช่น เราเรยี กเมฆกอ้ นชัน้ กลางว่า “เมฆอลั โตควิ มูลัส” และเรียกเมฆแผ่นช้ันกลางวา่ “เมฆอัลโตสเตรตสั ”
หากเป็นเมฆช้ันสูง (ระดับความสูง 6 กิโลเมตร ขึ้นไป ) เราจะเติมคาว่า “เซอโร” ซึ่งแปลว่า “ช้ันสูง” ไว้ข้างหน้า
เช่น เราเรียกเมฆก้อนชั้นสูงว่า “เมฆเซอโรคิวมูลัส” เรียกเมฆแผ่นชั้นสูงว่า “เมฆเซอโรสเตรตัส” และเรียกช้ันสูงที่มี
รูปรา่ งเหมือนขนนกวา่ “เมฆเซอรสั ”

รูปที่ 1 แผนผังแสดงการเรยี กชอ่ื เมฆ

ประเภทของเมฆ
นักอตุ ุนิยมวทิ ยา แบง่ เมฆทง้ั สบิ ชนิดออกเปน็ 4 ประเภท ดงั นี้
1. เมฆช้ันสูง เป็นเมฆที่ก่อตวั ท่ีระดบั ความสูงมากกว่า 6 กิโลเมตร เมฆในชั้นนส้ี ว่ นใหญ่มกั จะมีลักษณะเป็น

ก้อนเล็ก ๆ และมกั จะค่อนขา้ งโปรง่ ใส แบ่งออกเปน็ 3 ชนิด คอื

เมฆเซอโรคิวมูลัส เมฆสีขาว เป็นผลึกน้าแข็ง มีลักษณะ เป็นริ้ว คลื่นเล็กๆ มัก
เกิดขนึ้ ปกคลุมทอ้ งฟ้าบรเิ วณกวา้ ง

เมฆเซอโรสเตรตัส มีลกั ษณะคล้ายกับเมฆเซอรัส แต่จะแผอ่ อกเป็นแผน่ บางๆ ตาม
ทิศทางของลม แผ่นบาง สีขาว เป็นผลึกน้าแข็ง ปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง
โปร่งแสงต่อแสงอาทิตย์ บางครั้งหักเหแสง ทาให้เกิดดวงอาทิตย์ทรงกลด และดวง
จนั ทรก์ รด

เมฆเซอรัส เมฆริ้ว สีขาว รูปร่างคล้ายขนนก เป็นผลึกน้าแข็ง มักเกิดขึ้นในวันที่มี
อากาศดี ท้องฟ้าเป็นสฟี า้ เข้ม

2. เมฆชั้นกลาง เป็นเมฆที่กอ่ ตวั ขึน้ จากหยดน้าหรือผลึกนา้ แขง็ อยู่ที่ระดบั ความสงู จากพื้นดิน 2 - 6
กโิ ลเมตร สามารถจาแนกตามลักษณะรูปร่างได้ ดงั นี้

เมฆอัลโตคิวมูลัส เมฆก้อน สีขาว ลักษณะเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ คล้ายฝูงแกะมี
ช่องว่างระหว่างก้อนเล็กน้อย บางคร้ังอาจก่อตัวต่าลงมาดูคล้าย ๆ กับเมฆสเตรโต
คิวมูลสั หรอื เกดิ เป็นก้อนซอ้ น ๆ กันคล้ายกับยอดปราสาท
เมฆอัลโตสเตรตัส มีลักษณะเป็นแผ่นปกคลุมบริเวณท้องฟ้าบริเวณกว้าง ส่วนมาก
มักมีสีเทา เนื่องจากบังแสงดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ ไม่ให้ลอดผ่าน ทาให้เห็นเป็น
ฝา้ ๆ อาจทาให้เกิดละอองฝนบาง ๆ ได้

3. เมฆชั้นต่า เป็นเมฆท่ีเกิดขึ้นที่ระดับความสงู จากพื้นดินไม่เกิน 2 กิโลเมตร ซึ่งสามารถจาแนกตามลักษณะ
รปู ร่างได้ ดงั นี้

เมฆสเตรตัส เป็นเมฆแผ่นบาง สีขาว ปกคลุมท้องฟ้าบริเวณกว้าง และอาจทาให้
เกิดฝนละอองได้ มักเกิดขึ้นตอนเช้า หรือหลังฝนตก บางคร้ังอาจลอยต่าปกคลุม
พ้ืนดนิ เรยี กวา่ “หมอก”

เมฆสเตรโตคิวมูลัส เมฆก้อน ลอยติดกันเป็นแพ ไม่มีรูปทรงที่ชัดเจน มี
ช่องว่างระหว่างก้อนเพียงเล็กน้อย มักเกิดขึ้นเวลาที่อากาศไม่ดี และมีสีเทา
เนอื่ งจากลอยอยใู่ นเงาของเมฆชน้ั บน

เมฆนิมโบสเตรตสั เมฆแผน่ หนาสีเทาเข้ม คลา้ ยพ้ืนดินทเ่ี ปยี กนา้ ทาให้เกดิ ฝน
ตกพราๆ หรือฝนตกแดดออก ไม่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้องฟ้าผ่า มักปรากฏ
ใหเ้ ห็นสายฝนตกลงมาจากฐานเมฆ

4. เมฆก่อตวั ในแนวต้ัง เป็นเมฆที่อยู่สงู จากพนื้ ดนิ ตง้ั แต่ 500-20,000 เมตร แบ่งออกเปน็ 2 ชนิด คอื
เมฆคิวมูลัส เมฆก้อนปุกปุย สีขาว รูปทรงคล้ายดอกกะหล่า ฐานเมฆเป็นสีเทา
เนื่องจากมีความหนามากพอที่จะบดบังแสง จนทาให้เกิดเงา มักปรากฏให้เห็น
เวลาอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสฟี ้าเขม้

ใหญ่ เมฆคิวมูโลนิมบัส เมฆก่อตัวในแนวตั้ง พัฒนามาจากเมฆคิวมูลัส มีขนาด
ตา่ ง มากปกคลุมพ้ืนที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด ทาให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
เช่น ฟา้ แลบ ฟ้ารอ้ ง พายฝุ นฟ้าคะนอง และบางคร้งั อาจมลี ูกเหบ็ ตก

สีของเมฆ
สีของเมฆบ่งบอกถึงปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนภายในเมฆ เนื่องจากเมฆเกิดจากไอน้าลอยตัวขึ้นสู่ท่ีสูงเย็นตัวลง

และควบแนน่ กลายเปน็ ละอองน้าขนาดเลก็ ละอองนา้ เหล่าน้ีมคี วามหนาแนน่ สูง แสงอาทิตยไ์ ม่สามารถส่องทะลุผ่าน
ไปได้ไกลภายในกลุ่มละอองน้านี้ จึงเกิดการสะท้อนของแสงทาให้เราเห็นเป็นก้อนเมฆสีขาว ในขณะท่ีก้อนเมฆกล่ัน
ตัวหนาแน่นข้ึน ทาให้ละอองน้าเกิดการรวมตัวขนาดใหญ่ขึ้นจนในท่ีสุดก็ตกลงมากลายเป็นฝน ซึ่งในระหว่าง
กระบวนการนีล้ ะอองน้าในก้อนเมฆซ่งึ มขี นาดใหญ่ขนึ้ จะมีช่องว่างระหวา่ งหยดน้ามากขึน้ ทาใหแ้ สงสามารถสอ่ งทะลุ
ผ่านไปได้มากขึ้น ซ่ึงถ้าก้อนเมฆนั้นมีขนาดใหญ่พอ และช่องว่างระหว่างหยดน้าน้ันมากพอ แสงท่ีผ่านเข้าไปก็จะถูก
ซึมซับไปในก้อนเมฆและสะท้อนกลับออกมาน้อยมาก ซ่ึงการซึมซับและการสะท้อนของแสงนี้ส่งผลให้เราเห็นเมฆ
ตงั้ แต่ สขี าว สเี ทา ไปจนถึง สีดา โดยสีของเมฆนนั้ สามารถใชใ้ นการบอกสภาพอากาศได้

- เมฆสีเขียวจางๆ นั้นเกิดจากการกระเจิงของแสงอาทิตย์เม่ือตกกระทบน้าแข็ง เมฆคิวมูโลนิมบัส ท่ีมี
สีเขยี วนนั้ บง่ บอกถึงการก่อตัวของพายุฝน พายุลกู เหบ็ ลมท่ีรนุ แรง หรอื พายทุ อรน์ าโด

- เมฆสีเหลือง ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยครั้ง แต่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงช่วงต้นของฤดู
ใบไม้รว่ ง ซง่ึ เป็นช่วงท่เี กิดไฟป่าได้งา่ ย โดยสีเหลืองนน้ั เกดิ จากฝุ่นควันในอากาศ

- เมฆสีแดง สีส้ม หรือสีชมพู โดยปกติเกิดในช่วงพระอาทิตย์ข้ึน และพระอาทิตย์ตก โดยเกิดจากการ
กระเจิงของแสงในชั้นบรรยากาศ ไม่ได้เกิดจากเมฆโดยตรง เมฆเพียงเป็นตัวสะท้อนแสงน้ีเท่านัน้ แต่ในกรณีท่ีมีพายุ
ฝนขนาดใหญ่ในช่วงเดยี วกนั จะทาให้เหน็ เมฆเป็นสีแดงเข้มเหมือนสเี ลอื ด

1.2 หมอก
หมอกเกิดจากกลั่นตัวของไอน้าในอากาศ เมื่อไปกระทบกับความเย็นจะเปลี่ยนสถานะควบแน่นเป็น

ละอองน้า คลา้ ยควันสขี าว ลอยติดพ้นื ดนิ บางคร้งั จะหนามากจนเป็นอปุ สรรคในการคมนาคม ซ่งึ ในวันที่มอี ากาศชื้น
และท้องฟ้าใส พอตกกลางคืนพ้ืนดินจะเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ทาให้ไอน้าในอากาศเหนือพ้ืนดินควบแน่นเป็นหยดน้า
หมอก ซึ่งเกิดขึ้นโดยวิธีนี้จะมีอุณหภูมิต่าและมีความหนาแน่นสูง เคลื่อนตัวลงสู่ท่ีต่า และมีอยู่อย่างหนาแน่นใน
หบุ เหว แตเ่ ม่อื อากาศอุ่นมีความชนื้ สูง ปะทะกับพนื้ ผวิ ทีม่ ีความหนาวเยน็ เช่น ผิวน้าในทะเลสาบ อากาศจะควบแน่น
กลายเปน็ หยดนา้ ในลกั ษณะเชน่ เดียวกบั หยดน้าซึ่งเกาะอยรู่ อบแก้วนา้ แขง็

รูปที่ 2 แสดงลกั ษณะของหมอก

1.3 น้าค้าง
นา้ ค้างเป็นหยดน้าขนาดเล็กเกาะติดพ้ืนดินหรือต้นไม้ เกดิ จากการควบแนน่ ของไอน้าบนพ้ืนผวิ ของวตั ถุ ซง่ึ

มีการแผร่ ังสีออกจนกระท่ังอณุ หภูมิลดต่าลงกว่าจุดนา้ คา้ งของอากาศซึ่งอยู่รอบๆ เนื่องจากพน้ื ผิวแต่ละชนดิ มีการแผ่
รังสีท่ีแตกต่างกัน ดังนั้นในบริเวณเดียวกัน ปริมาณของน้าค้างท่ีปกคลุมพ้ืนผิวแต่ละชนิดจึงไม่เท่ากัน เช่น ในตอน
หัวค่า อาจมีน้าค้างปกคลุมพื้นหญ้า แต่ไม่มีน้าค้างปกคลุมพื้นคอนกรีต เหตุผลอีกประการหนึ่งซ่ึงทาให้น้าค้างมัก
เกดิ ข้นึ บนใบไม้ใบหญ้า ก็คือ ใบของพชื คายไอนา้ ออกมา ทาให้อากาศบริเวณน้นั มีความชืน้ สูง

รปู ที่ 3 แสดงลักษณะของนา้ ค้าง

1.4 ฝน
คือ ไอน้าท่ีกล่ันตัวเปน็ หยดนา้ แล้วตกลงมาบนพ้ืนผิวโลก ซ่ึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการตกลงมาจากฟ้าของ

น้า นอกจากฝนแล้วยังมีการตกลงมาในรูป หิมะ เกล็ดน้าแข็ง ลูกเห็บ น้าค้าง ฝนน้ันอยู่ในรูปหยดน้าซ่ึงตกลงมายัง
พน้ื ผวิ โลกจากเมฆ ลักษณะของการเกดิ ฝน สามารถแบง่ ตามสาเหตุการเกิดได้ ดังนี้

1. ฝนเกดิ จากการพาความรอ้ น มวลอากาศร้อนลอยตวั สงู ขนึ้
2. ฝนภเู ขา มวลอากาศท่ีอมุ้ ไอน้าพัดจากทะเล ปะทะภเู ขา จะลอยตัวสูงขนึ้
3. ฝนพายุหมุน ความกดอากาศสูงเคล่ือนไปสู่บริเวณความกดอากาศต่า มวลอากาศในบริเวณความกด
อากาศตา่ ลอยตวั สูงขึ้น
4. ฝนในแนวอากาศ มวลอากาศรอ้ นปะทะมวลอากาศท่ีมีอณุ หภมู เิ ยน็ มวลอากาศรอ้ นลอยตวั สูงขึ้น

1.5 ลกู เหบ็
คอื หยดน้าทก่ี ลายสภาพเปน็ นา้ แข็ง เกิดจากมวลอากาศร้อนที่ลอยตวั สงู ขึ้นพดั พาเมด็ ฝนลอยขึน้ ไปปะทะกับ

มวลอากาศเย็นท่ีอยู่ด้านบน ทาให้เม็ดฝนจับตัวกลายเป็นน้าแข็ง เมื่อตกลงมายังมวลอากาศร้อนที่อยู่ด้านล่าง
ความชื้นจะเข้าไปห่อหุ้มเมด็ นา้ แขง็ ให้เพิม่ ข้ึน จากนนั้ กระแสลมกจ็ ะพัดพาเม็ดน้าแข็งวนซ้าไปซ้ามาหลายครัง้ จนเม็ด
น้าแข็งมีขนาดใหญ่ข้ึน และกระแสลมไม่สามารถพยุงเอาไว้ได้จึงตกลงมายังพ้ืนดิน ส่วนใหญ่จะมีขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในเขตพ้ืนท่ีที่มีอากาศร้อนมาก และเกิดในช่วงเปลี่ยนจาก
ฤดรู อ้ นไปเปน็ ฤดฝู น ทาให้เกดิ ความเสยี หายต่อการเลยี้ งสตั ว์ เรอื กสวนไร่นา บ้านเรือน และเครอ่ื งบิน

รปู ท่ี 4 แสดงลกั ษณะของลกู เหบ็

1.6 กรณีศึกษาน้าคา้ งแข็ง สาเหตุ และผลกระทบ

น้าค้างแข็ง หรือ “แม่คะน้ิง” และ“เหมยขาบ” เกิดจากไอน้าในอากาศท่ีใกล้ ๆ กับพื้นผิวดินลดอุณหภูมิ
ลงจนถงึ จดุ นา้ ค้าง จากน้ันกจ็ ะกลั่นตวั เป็นหยดน้า โดยอุณหภูมยิ ังคงลดลงอย่างตอ่ เนื่อง จนถงึ จุดต่ากวา่ จดุ เยอื กแข็ง
จากน้ันน้าค้างก็จะเกิดการแข็งตัวกลายเป็นน้าค้างแข็งเกาะอยู่ตามยอดไม้ใบหญ้า ซ่ึงการเกิดแม่คะนิ้งนั้นไม่ใช่จะ
เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่จะเกิดก็ต่อเมื่อมีอากาศหนาวจัดจนน้าค้างยอดหญ้าหรอื ยอดไม้แข็งตัว ในอุณหภูมิประมาณศูนย์
องศาเซลเซยี สหรือติดลบเลก็ น้อย

ผลกระทบของนา้ คา้ งแข็ง
การเกิดแม่คะนิ้งอาจจะน่าสนใจสาหรับใครหลายๆคน แต่ก็มีทั้งผลดี และผลเสีย ซ่ึงถ้ามองในด้านการ

ท่องเทย่ี วกเ็ ป็นตวั กระตุ้นนักทอ่ งเท่ียว แต่ในทางตรงกันข้ามจะมผี ลกระทบโดยตรงทางการเกษตร เพราะสรา้ งความ
เสียหายแกพ่ ืชไรแ่ ละผักต่างๆ เชน่ ขา้ วทีก่ าลังออกรวงก็จะมเี มลด็ ลีบ พชื ไรช่ ะงกั การเจริญเตบิ โต พืชผักใบจะหงิกงอ
ไหม้เกรียม ส่วนพวกกล้วย มะพร้าว และทุเรียนใบจะแห้งร่วง เป็นต้น ซึ่งหากแม่คะนิ้งเกิดติดต่อกันยาวนาน ถือว่า
ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนเดอื ดรอ้ นแนน่ อน

การรายงานสภาพอากาศของทอ้ งถ่นิ
การพยากรณ์อากาศ หมายถึง การคาดหมายสภาพลมฟ้าอากาศ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติใน

อนาคต เช่น การคาดหมายสภาพอากาศของวันพรุ่งนี้ เป็นต้น ซึ่งการท่ีจะพยากรณ์อากาศได้ต้องมีองค์ประกอบ
3 ประการ คือ

1. ความรคู้ วามเขา้ ใจในปรากฏการณ์และกระบวนการต่าง ๆ ทีเ่ กิดข้ึนในบรรยากาศ โดยได้มาจากการ
เฝ้าสังเกตและบันทึกไว้ ซ่ึงมนุษย์ได้มีการสังเกตลมฟ้าอากาศมานานแล้ว เพราะมนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมฟ้า
อากาศโดยไม่อาจหลีกเล่ียงได้ จึงมีความจาเป็นที่ต้องทราบลักษณะลมฟ้าอากาศท่ีเป็นประโยชน์ และลักษณะ
อากาศที่เป็นภัย การสังเกตทาให้สามารถอธบิ ายถงึ สาเหตขุ องการเกิดลกั ษณะอากาศแบบต่าง ๆ ได้

2. สภาวะอากาศปัจจบุ ัน ซึ่งจาเปน็ ตอ้ งใช้เปน็ ข้อมูลเร่ิมต้น สาหรับการพยากรณ์อากาศ โดยข้อมลู น้ีได้มา
จากการตรวจสภาพอากาศ ซึง่ มีทง้ั การตรวจอากาศผิวพื้น การตรวจอากาศชัน้ บนในระดับความสงู ต่าง ๆ สิง่ สาคญั ท่ี
ตอ้ งทาการตรวจ เพอ่ื พยากรณอ์ ากาศได้แก่ อุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชน้ื ลม และเมฆ

2.1 อุณหภูมิของอากาศ หมายถึง ระดับความร้อนของอากาศ ซึ่งมีความสาคัญต่อการหมุนเวียนของ
อากาศ โดยอากาศจะเคล่ือนที่จากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่าไปยังบริเวณท่ีมีอุณหภูมิสูงกว่า ทั้งนี้อุณหภูมิของอากาศใน
แต่ละบรเิ วณนัน้ จะมีลักษณะท่ีแตกต่างกันออกไป และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยปกตอิ ากาศที่อยู่เหนือ
พ้ืนดินจะอบอุ่นและแห้ง ส่วนอากาศที่อยู่เหนือพื้นน้าจะเย็นและชื้น เคร่ืองมือที่เราใช้สาหรับวัดอุณหภูมิคือ
เทอร์โมมิเตอร์ ซ่ึงมีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส หรือองศาฟาเรนไฮต์ ปัจจุบันการตรวจอุณหภูมิอากาศท่ีช่วยให้การ
พยากรณ์แม่นยายง่ิ ข้ึน คือ การตรวจอากาศดว้ ยเรดาร์และดาวเทียมอุตุนิยมวทิ ยา

2.2 ความกดอากาศ คือ น้าหนักของอากาศที่กดทับเหนือบริเวณน้ันๆ สามารถวัดได้โดยใช้เคร่ืองมือท่ี
เรยี กวา่ " บารอมเิ ตอร์ " มหี นว่ ยเปน็ มิลลบิ าร์ หรอื ปอนด์ต่อตารางนวิ้ ความกดอากาศแบง่ เปน็ 2 ชนิด คือ

2.2.1 บริเวณความกดอากาศต่า หรือ ความกดอากาศต่า หมายถึง บริเวณซ่ึงมีปริมาณอากาศอยู่
น้อย ซ่ึงจะทาให้น้าหนักของอากาศน้อยลงตามไปด้วย ทาให้อากาศเบาและลอยตัวสูงขึ้นเกิดการแทนท่ีของอากาศ
ทาใหเ้ กิดลม

2.2.2 บริเวณความกดอากาศสูง หรอื ความกดอากาศสงู หมายถึง บริเวณทมี่ คี ่าความกดอากาศ
สูงกว่าบริเวณโดยรอบ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "แอนติไซโคลน" เกิดจากศูนย์กลางความกดอากาศสูงเคลื่อนตัวออกมา
ยังบรเิ วณโดยรอบ ทาใหอ้ ากาศขา้ งบนเคล่ือนตัวจมลงแทนท่ี ทาใหอ้ ณุ หภมู ิสูงข้ึนไม่เกิดการกล่ันตัวของไอน้า สภาพ
อากาศโดยทั่วไปจงึ ปลอดโปรง่ ท้องฟา้ แจ่มใส

2.3 ลม คือการเคลื่อนไหวของอากาศ ถ้าลมแรงก็หมายถึงว่ามวลของอากาศเคลื่อนตัวไปมากและเร็ว
การวัดลมจาต้องวัดทง้ั ทิศและความเร็วของลม สาหรบั การวัดทศิ ของลมนั้นเราใช้ ศรลม สว่ นการวัดความเรว็ ของลม
เราใช้เครื่องมือท่ีเรียกว่า "แอนนีมอมิเตอร์" การวัดความเร็วและทิศของลม อาจทาได้โดยใช้เครื่องมืออีกชนิดหนึ่ง
เรียกวา่ "ใบพดั ลม" ซ่งึ สามารถวดั ความเร็วและทิศได้พรอ้ มกนั

3. ความสามารถท่ีจะผสมผสานองคป์ ระกอบทงั้ สองข้างตน้ เขา้ ด้วยกนั เพ่อื คาดหมายการเปลี่ยนแปลง
ของบรรยากาศทีจ่ ะเกิดขึ้นในอนาคต

ใบกิจกรรมที่ 6

เรอื่ ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ

ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 6
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

คาชี้แจง ใหผ้ เู้ รียนศึกษาใบความรูท้ ี่ 10 เร่ือง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แล้วตอบคาถามต่อไปน้ี
1. นกั อตุ ุนยิ มวิทยาได้แบ่งเมฆ 10 ชนดิ ออกเปน็ 4 ประเภท ได้แก่อะไรบ้าง

.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

2. เมฆทเ่ี กดิ ขนึ้ ในธรรมชาตมิ กี ่ลี กั ษณะ เรียกวา่ ....................................................................................................
3. เมฆชน้ั สงู คอื เมฆท่มี ีลกั ษณะอยา่ งไร และแบง่ ออกเปน็ กชี่ นิด อะไรบ้าง

.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
4. เมฆช้นั กลางคอื เมฆท่ีมีลักษณะอย่างไร และแบง่ ออกเป็นกีช่ นิด อะไรบ้าง

.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

5. เมฆชน้ั ต่าคอื เมฆทม่ี ีลกั ษณะอย่างไร และแบ่งออกเปน็ กช่ี นิด อะไรบ้าง
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

แบบทดสอบหลังเรยี น

เรอ่ื ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 6

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาช้ีแจง ใหว้ งกลมลอ้ มรอบหนา้ คาตอบที่ถูกตอ้ งทสี่ ุดเพียงขอ้ เดียว
1. เมฆท่เี ป็นแผน่ เรยี กวา่ อะไร

ก. เมฆสเตรตสั
ข. เมฆนิมบสั
ค. เมฆควิ มูลสั
ง. เมฆโบสเตรตสั
2. เมฆทีเ่ ปน็ ก้อน เรียกวา่ อะไร
ก. เมฆสเตรตัส
ข. เมฆนิมบัส
ค. เมฆควิ มูลัส

ง. เมฆโบสเตรตสั

3. เมฆชนดิ ใดที่มลี ักษณะคล้ายขนนกหรอื แส้มา้ และเกิดในระดับสูง
ก. เมฆเซอร์รสั
ข. เมฆคิวมลู ัส
ค. เมฆสเตรตัส
ง. ถกู ท้งั ข้อ 1 และข้อ ข

4. ปรากฏการณธ์ รรมชาติ เชน่ ฝนตก ฟ้าผ่า เกดิ ข้ึนในชนั้ บรรยากาศใดมากทส่ี ดุ
ก. เทอร์โมสเฟียร์
ข. สตราโตสเฟยี ร์
ค. โทรโฟสเฟยี ร์
ง. มโี ซสเฟยี ร์

5. ลกั ษณะแบบใดที่มีโอกาสฝนตกมากทส่ี ุด
ก. อากาศชน้ื มอี ุณหภูมิตา่
ข. อากาศแห้งมีอุณหภูมติ ่า
ค. อากาศช้ืนมอี ุณหภมู สิ ูง
ง. อากาศแห้งมีอณุ หภมู ิสงู

6. หมอกมักจะเกิดข้นึ ในชว่ งเวลาใด
ก. เชา้ ตรู่ในฤดูหนาว
ข. บ่าย ๆ ในฤดหู นาว
ค. กลางดกึ ในฤดหู นาว
ง. ทุกเวลาในฤดหู นาว

7. เคร่อื งมือวัดความกดอากาศ คอื ข้อใด
ก. แอนนมี อมิเตอร์
ข. บารอมิเตอร์
ค. ซิสโมการาฟ
ง. เทอรโ์ มมิเตอร์

8. ปรากฏการณท์ ี่มหี ยดนา้ เกาะข้างแกว้ ใสน่ ้าแขง็ เกิดจากอะไร
ก. นา้ ในแกว้ ซึมออกมาข้างนอก
ข. น้าแขง็ ละลายจนไหลออกมาขา้ งนอกแกว้
ค. แก้วทาปฏกิ ิริยากับนา้ แข็งทาให้มีหยดน้าออกมา
ง. ไอนา้ ในอากาศกระทบกบั ความเย็นขา้ งแกว้ แล้วกลน่ั ตัวเป็นหยอดน้าเกาะขา้ งแกว้

9. “แมค่ ะน้งิ ” เรียกอีกอยา่ งหนง่ึ ว่าอะไร
ก. น้าคา้ งเดือนหก
ข. นา้ แข็ง
ค. น้าค้างแข็ง
ง. ลกู เห็บ

10.เคร่ืองมอื วดั ความความเร็วลม คือขอ้ ใด
ก. แอนนมี อมเิ ตอร์
ข. บารอมเิ ตอร์
ค. ซสิ โมการาฟ
ง. เทอร์โมมิเตอร์

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน

เรื่อง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 6

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์

ระดับประถมศึกษา

คาชีแ้ จง ให้วงกลมล้อมรอบหน้าคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งทีส่ ดุ เพียงข้อเดียว
1. เมฆที่เป็นแผน่ เรยี กวา่ อะไร

ก. เมฆสเตรตัส

2. เมฆทเ่ี ป็นก้อน เรยี กว่าอะไร
ค. เมฆคิวมูลัส

3. เมฆชนิดใดที่มลี ักษณะคลา้ ยขนนกหรอื แส้มา้ และเกดิ ในระดบั สูง
ก. เมฆเซอรร์ สั

4. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เชน่ ฝนตก ฟ้าผา่ เกิดขึน้ ในชนั้ บรรยากาศใดมากทส่ี ุด
ค. โทรโฟสเฟียร์

5. ลกั ษณะแบบใดที่มโี อกาสฝนตกมากทีส่ ุด
ค. อากาศชื้นมอี ณุ หภูมสิ งู

6. หมอกมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด
ก. เชา้ ตรู่ในฤดูหนาว

7. เคร่ืองมือวดั ความกดอากาศ คือข้อใด
ข. บารอมิเตอร์

8. ปรากฏการณท์ ่ีมหี ยดน้าเกาะข้างแกว้ ใส่นา้ แขง็ เกิดจากอะไร
ง. ไอน้าในอากาศกระทบกบั ความเย็นขา้ งแก้วแล้วกลนั่ ตัวเปน็ หยอดนา้ เกาะขา้ งแก้ว

9. “แมค่ ะน้ิง” เรยี กอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ อะไร
ค. น้าค้างแขง็

10.เครื่องมอื วัดความความเร็วลม คือข้อใด
ก. แอนนมี อมิเตอร์

เฉลยใบกิจกรรมท่ี 6

เร่อื ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ

ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 6
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาชีแ้ จง ให้ผเู้ รยี นศกึ ษาใบความรทู้ ่ี 10 เรือ่ ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ แล้วตอบคาถามต่อไปน้ี
1. นกั อตุ นุ ิยมวิทยาได้แบง่ เมฆ 10 ชนิด ออกเป็น 4 ประเภท ได้แกอ่ ะไรบา้ ง

ตอบ
1. เมฆเซอโรคิวมูลัส เมฆสีขาว เป็นผลึกน้าแข็ง มีลักษณะ เป็นร้ิว คล่ืนเล็กๆ มักเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้า

บริเวณกว้าง
2. เมฆเซอโรสเตรตัส มีลักษณะคล้ายกับเมฆเซอรัส แต่จะแผ่ออกเป็นแผ่นบางๆ ตามทิศทางของลม

แผน่ บาง สีขาว เป็นผลกึ นา้ แข็ง ปกคลุมทอ้ งฟา้ เป็นบริเวณกวา้ งโปร่งแสงต่อแสงอาทิตย์ บางครง้ั หักเหแสง ทาให้เกดิ
ดวงอาทติ ยท์ รงกลด และดวงจนั ทร์กรด

3. เมฆเซอรสั เมฆริว้ สีขาว รปู รา่ งคล้ายขนนก เป็นผลึกนา้ แขง็ มักเกิดขนึ้ ในวันท่ีมีอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสี
ฟ้าเข้ม

4. เมฆอัลโตคิวมูลัส เมฆก้อน สีขาว ลักษณะเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ คล้ายฝูงแกะมีช่องว่างระหว่างก้อน
เล็กน้อย บางครั้งอาจก่อตัวต่าลงมาดูคล้าย ๆ กับเมฆสเตรโตคิวมูลัส หรือเกิดเป็นก้อนซ้อน ๆ กันคล้ายกับยอด
ปราสาท

5. เมฆอัลโตสเตรตัส มีลักษณะเป็นแผ่นปกคลุมบริเวณท้องฟ้าบริเวณกว้าง ส่วนมากมักมีสเี ทา เน่ืองจาก
บงั แสงดวงอาทติ ย์หรอื ดวงจันทร์ ไม่ใหล้ อดผา่ น ทาใหเ้ หน็ เปน็ ฝ้าๆ อาจทาใหเ้ กดิ ละอองฝนบาง ๆ ได้

6. เมฆสเตรตัส เป็นเมฆแผ่นบาง สีขาว ปกคลุมท้องฟ้าบริเวณกว้าง และอาจทาให้เกิดฝนละอองได้
มกั เกิดขนึ้ ตอนเชา้ หรือหลงั ฝนตก บางครั้งอาจลอยต่าปกคลุมพื้นดนิ เรยี กวา่ “หมอก”

7. เมฆสเตรโตคิวมูลัส เมฆก้อน ลอยติดกันเป็นแพ ไม่มีรูปทรงที่ชัดเจน มีช่องว่างระหว่างก้อนเพียง
เลก็ นอ้ ย มกั เกิดขนึ้ เวลาท่ีอากาศไม่ดี และมสี เี ทา เน่ืองจากลอยอยูใ่ นเงาของเมฆช้ันบน

8. เมฆนมิ โบสเตรตัส เมฆแผ่นหนาสีเทาเข้ม คล้ายพื้นดินท่ีเปียกนา้ ทาให้เกิดฝนตกพราๆ หรอื ฝนตกแดด
ออก ไม่มีพายฝุ นฟา้ คะนอง ฟ้ารอ้ งฟ้าผา่ มักปรากฏให้เหน็ สายฝนตกลงมาจากฐานเมฆ

9. เมฆคิวมูลัส เมฆก้อนปุกปุย สีขาว รูปทรงคล้ายดอกกะหล่า ฐานเมฆเป็นสีเทาเน่ืองจากมีความหนา
มากพอทจ่ี ะบดบงั แสง จนทาให้เกดิ เงา มกั ปรากฏให้เหน็ เวลาอากาศดี ท้องฟา้ เป็นสฟี า้ เข้ม

10. เมฆคิวมูโลนิมบัส เมฆก่อตัวในแนวต้ัง พัฒนามาจากเมฆคิวมูลัส มีขนาดใหญ่มากปกคลุมพื้นท่ี
ครอบคลุมท้ังจังหวัด ทาให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง พายุฝนฟ้าคะนอง และ
บางครั้งอาจมีลูกเห็บตก

2. เมฆท่ีเกิดขนึ้ ในธรรมชาติมกี ลี่ กั ษณะ เรียกว่าอะไร
ตอบ 2 ลกั ษณะ คือ เมฆกอ้ น และเมฆแผ่น

3. เมฆชั้นสงู คือเมฆท่ีมลี กั ษณะอยา่ งไร และแบง่ ออกเปน็ กี่ชนดิ อะไรบา้ ง
ตอบ เมฆชั้นสูง เป็นเมฆที่ก่อตัวที่ระดับความสูงมากกว่า 6 กิโลเมตร เมฆในชั้นนี้ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะเป็น

กอ้ นเล็ก ๆ และมกั จะคอ่ นขา้ งโปร่งใส แบง่ ออกเปน็ 3 ชนดิ คอื
1. เมฆเซอโรคิวมูลัส เมฆสีขาว เป็นผลึกน้าแข็ง มีลักษณะเป็นร้ิว คล่ืนเล็กๆ มักเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้า

บริเวณกวา้ ง
2. เมฆเซอโรสเตรตัส มีลักษณะคล้ายกับเมฆเซอรัส แต่จะแผ่ออกเป็นแผ่นบางๆ ตามทิศทางของลม

แผน่ บาง สขี าว เป็นผลกึ น้าแขง็ ปกคลมุ ทอ้ งฟ้าเปน็ บรเิ วณกวา้ งโปรง่ แสงตอ่ แสงอาทิตย์ บางครง้ั หกั เหแสง ทาให้เกดิ
ดวงอาทิตยท์ รงกลด และดวงจนั ทร์กรด

3. เมฆเซอรัส เมฆร้ิว สีขาว รูปร่างคล้ายขนนก เป็นผลึกน้าแข็ง มักเกิดข้ึนในวันท่ีมีอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสี
ฟา้ เขม้
4. เมฆชน้ั กลางคือเมฆที่มลี ักษณะอยา่ งไร และแบง่ ออกเปน็ กีช่ นดิ อะไรบา้ ง

ตอบ เมฆช้ันกลาง เป็นเมฆท่ีก่อตัวข้ึนจากหยดน้าหรือผลึกน้าแข็ง อยู่ท่ีระดับความสูงจากพ้ืนดิน 2 - 6
กิโลเมตร สามารถจาแนกตามลกั ษณะรูปร่างได้ ดงั น้ี

1. เมฆอัลโตคิวมูลัส เมฆก้อน สีขาว ลักษณะเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ คล้ายฝูงแกะมีช่องว่างระหว่างก้อน
เล็กน้อย บางคร้ังอาจก่อตัวต่าลงมาดูคล้าย ๆ กับเมฆสเตรโตคิวมูลัส หรือเกิดเป็นก้อนซ้อนๆกันคล้ายกับยอด
ปราสาท

2. เมฆอัลโตสเตรตัส มีลักษณะเป็นแผ่นปกคลุมบริเวณท้องฟ้าบริเวณกว้าง ส่วนมากมักมีสีเทา เน่ืองจาก
บังแสงดวงอาทิตย์หรือดวงจนั ทร์ ไม่ให้ลอดผา่ น ทาใหเ้ หน็ เปน็ ฝ้าๆ อาจทาใหเ้ กิดละอองฝนบาง ๆ ได้
5. เมฆช้ันต่าคือเมฆทีม่ ลี ักษณะอยา่ งไร และแบง่ ออกเปน็ กีช่ นดิ อะไรบา้ ง

ตอบ เมฆชนั้ ตา่ คอื เมฆทีเ่ กิดขึ้นท่รี ะดบั ความสูงจากพนื้ ดินไมเ่ กนิ 2 กโิ ลเมตร ซ่งึ สามารถจาแนกตามลักษณะ
รปู ร่างได้ ดังนี้

1. เมฆสเตรตัส เป็นเมฆแผ่นบาง สีขาว ปกคลุมท้องฟ้าบริเวณกว้าง และอาจทาให้เกิดฝนละอองได้
มกั เกดิ ขึน้ ตอนเชา้ หรอื หลงั ฝนตก บางครง้ั อาจลอยตา่ ปกคลุมพนื้ ดนิ เรยี กว่า “หมอก”

2. เมฆสเตรโตคิวมูลัส เมฆก้อน ลอยติดกันเป็นแพ ไม่มีรูปทรงที่ชัดเจน มีช่องว่างระหว่างก้อนเพียง
เล็กนอ้ ย มกั เกิดขนึ้ เวลาท่ีอากาศไม่ดี และมสี ีเทา เนื่องจากลอยอยใู่ นเงาของเมฆชนั้ บน

3. เมฆนิมโบสเตรตัส เมฆแผ่นหนาสีเทาเข้ม คลา้ ยพนื้ ดินท่ีเปยี กนา้ ทาใหเ้ กดิ ฝนตกพราๆ หรือฝนตกแดด
ออก ไมม่ ีพายฝุ นฟ้าคะนอง ฟา้ รอ้ งฟ้าผา่ มกั ปรากฏใหเ้ ห็นสายฝนตกลงมาจากฐานเมฆ

บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

ครงั้ ท่ี 7 วันท่ี เดือน พ.ศ. 2556 จานวน 2 ช่ัวโมง

เร่อื ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ

1 ความสาเรจ็ ในการจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปญั หา/อปุ สรรค ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปัญหา/อุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
4 สิง่ ทไี่ ม่ได้ปฏบิ ัติตามแผน
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………
5 การปรับปรงุ แผนการจัดการเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………..

ลงชอื่ .......................................................
.....................................................

วนั ที.่ .......... เดือน.........................พ.ศ............

ความเหน็ /ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอ่ื .......................................................
.....................................................

ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอ....................

คร้ังท่ี 7

แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายสปั ดาห์

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

ครงั้ ที่ 7 วนั ที่ เดอื น พ.ศ. 2556 จานวน 2 ชั่วโมง

เร่อื ง สารและสมบตั ิของสาร

1. เนอื้ หา
1. สารและสมบัตขิ องสาร
1.1 ความหมาย ความสาคัญและความจาเปน็ ในการใช้สาร
1.2 สมบัติทวั่ ไปของสาร
1.3 สถานะของสาร
1.4 การจดั เรียงอนุภาคของสาร
2. ปัจจยั ท่มี ผี ลต่อการเปลี่ยนสถานะของสาร

2. ตัวชี้วดั

1. อธิบายความหมาย ความสาคัญและความจาเป็นในการใชส้ าร
2. อธบิ ายสมบัตทิ ัว่ ไปของสาร
3. จาแนกสารโดยใช้สถานะและการจดั เรยี งอนุภาค
4. อธิบายปจั จยั ท่มี ีผลตอ่ การเปลย่ี นสถานะของสาร

3. บูรณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3 ห่วง พอประมาณ มเี หตุผล ภมู คิ ้มุ กันท่ดี ี
ประเดน็
การจดั กิจกรรม วางแผนการจดั กิจกรรมใหส้ อดคลอ้ ง การคดิ วเิ คราะห์ และ กาหนดข้นั ตอนการจัด
การเรยี นรู้
กับมาตรฐาน และตวั ชว้ี ดั ในหลักสูตร กระบวนการทางานกลุ่ม กิจกรรมการเรียนร้ใู ห้
คุณธรรม
ของนักเรยี น สอดคล้องกบั แผนการ

จดั การเรียนรู้

ครูมคี วามรับผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ ความยตุ ิธรรม ความขยนั อดทน เมตตาต่อผ้เู รียน

ความพอเพยี ง

4. กิจกรรมการเรยี นรู้
4.1 ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน
1. ครูผู้สอนทาความเข้าใจกับผู้เรียนเกี่ยวกับเนื้อหารายวิชา บทท่ี 7 เร่ือง สารและสมบัติของสาร

พร้อมท้ังยกตัวอยา่ งสารท่ีเกยี่ วขอ้ งในชีวิตประจาวัน
2. ครผู ู้สอนและผเู้ รยี นรว่ มกนั อภิปรายความหมาย ความสาคัญ และความจาเปน็ ในการใชส้ าร

4.2 ขนั้ การจดั กจิ กรรรมการเรยี นรู้
1. ครผู สู้ อนให้ผเู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น เร่ือง สารและสมบัตขิ องสาร

จานวน 10 ขอ้
2. ครูผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละประมาณ 7 – 8 คน ส่งตัวแทนมาจับสลาก

เลอื กใบความรู้ โดยใหเ้ วลาศกึ ษาใบความร้ทู จ่ี ับสลากได้ 15 นาที
3. ตัวแทนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลจากการศึกษาใบความรู้ กลุ่มละไม่เกิน 5 นาที พรอ้ มท้ังตง้ั คาถาม

อย่างน้อย 5 ขอ้ ไว้ซกั ถามผู้เรยี นกลมุ่ อ่ืน ๆ ดว้ ย
4. ครผู สู้ อนมอบหมายใหผ้ ู้เรียนทาใบกิจกรรมที่ 7 เรือ่ ง สารและสมบัติของสาร และใบกจิ กรรมท่ี 8

เรอื่ ง การเปล่ียนแปลงสถานะของสาร

4.3 ขั้นสรุป
1. ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปสาระสาคัญ พร้อมทั้งเฉลยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนและ

ตรวจใบกจิ กรรม

2. ครูผสู้ อนมอบหมายผู้เรียนไปศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือแบบเรยี น รายวชิ า พว11001 วทิ ยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

5. สอื่ อุปกรณแ์ ละแหล่งเรียนรู้

1. ใบความรทู้ ่ี 11 เร่ือง สารและสมบตั ขิ องสาร

2. ใบความรู้ที่ 12 เรอ่ื ง ปจั จัยท่ีมีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงของสถานะของสาร

3. ใบกจิ กรรมท่ี 7 เรื่อง สารและสมบตั ิของสาร

4. ใบกิจกรรมที่ 8 เร่ือง การเปล่ยี นแปลงสถานะของสาร

5. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรือ่ ง สารและสมบัตขิ องสาร จานวน 10 ขอ้

6. หนังสอื แบบเรียน รายวชิ า พว11001 วทิ ยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา

7. อปุ กรณท์ ่ีใชใ้ นการทดลอง เรอื่ ง การเปลยี่ นแปลงสถานะของสาร ดงั น้ี

1. บกี เกอร์ 4. เกลือ

2. ชดุ ตะเกียงแอลกอฮอล์ 5. น้าแข็ง

3. ช้อนโต๊ะ 6. ไมข้ ีดไฟ

6. การวัดและประเมนิ ผล
1. สังเกตพฤติกรรมการนาเสนอ การพดู แสดงความคิดเห็นเป็นรายบุคคล
2. สังเกตจากการปฏิบตั ิการทดลอง
3. วดั ผลจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น
4. วัดผลจากใบกจิ กรรมท่ีมอบหมายให้ผเู้ รียนไปปฏบิ ัติ
5. วดั ผลจากแฟม้ สะสมงานของผเู้ รียน

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

เรอื่ ง สารและสมบัตขิ องสาร


Click to View FlipBook Version