5. ส่ืออุปกรณแ์ ละแหล่งเรยี นรู้
1. ใบความร้ทู ่ี 15 เรอ่ื ง แรงและการเคลือ่ นที่ของแรง
2. ใบความรู้ท่ี 16 เร่ือง ความดนั
3. ใบกิจกรรมท่ี 12 เรือ่ ง ประเภทของแรง
4. แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน เรอ่ื ง แรงและการเคลอื่ นท่ีของแรง จานวน 20 ขอ้
5. หนังสือแบบเรียน รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา
6. การวดั และประเมนิ ผล
1. สังเกตจากการมสี ว่ นร่วมของผูเ้ รยี น การแสดงความคิดเหน็ รายบุคคล
2. วดั ผลจากแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน
3. วดั ผลจากใบกิจกรรมท่ีมอบหมายให้ผเู้ รียนไปปฏิบัติ
4. วัดผลจากแฟม้ สะสมงานของผเู้ รยี น
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
เรอ่ื ง แรงและการเคลือ่ นท่ีของแรง
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 10
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา
คาชแี้ จง ให้วงกลมล้อมรอบหน้าคาตอบท่ถี ูกตอ้ งทสี่ ดุ เพียงข้อเดียว
1. คา่ ของแรงมีหน่วยเปน็ อะไร
ก. กิโลกรัม ข. นิวตนั
ข. ปาสคาล ง. เมตร/นาที
2. เมอื่ อกแรงกระทากับวตั ถุ วตั ถุจะเคลื่อนท่ีไปทางใด
ก. ตรงขา้ มกับแรงที่กระทา
ข. ทศิ ทางเดียวกับแรงที่กระทา
ค. ต้ังฉากกับแรงท่ีกระทา
ง. ไม่มที ิศทางท่ีแน่นอน
3. ใช้ววั 2 ตัวเทียมเกวยี น จะเกดิ แรงลพั ธ์กีแ่ รง
ก. 1 แรง ข. 3 แรง
ค. 3 แรง ง. 4 แรง
4. แรงเสียดทานจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กบั สงิ่ ใด
ก. นา้ หนักของวัตถุ
ข. พ้ืนผิวสัมผัส
ค. ภาวะการเคลื่อนที่
ง. ข้อ ก. และ ข้อ ข. ถูกต้อง
5. ขอ้ ใดเปน็ โทษทีเ่ กิดจากแรงเสียดทาน
ก. วัตถทุ ุกชนิดตกลงมาส่บู นผวิ โลก
ข. รถยนตว์ ิ่งได้บนถนน
ค. นักวิ่งสวมรองเทา้ พืน้ ยาง
ง. การเคลื่อนทต่ี ู้ขนาดใหญ่บนพนื้ เสยี พลังงานมาก
6. ดอกยางรถยนตม์ ปี ระโยชนต์ รงกบั ข้อใด
ก. ลดแรงเสยี ดทาน
ข. เพิ่มความสวยงาม
ค. เพม่ิ แรงเสยี ดทาน
ง. ช่วยเพ่ิมความเรว็ ของรถ
7. การกระทาในข้อใดมแี รงเสียดทานมาเกี่ยวขอ้ ง
1. การวา่ ยนา้
2. การขบั รถลงทางราด
3. การโยนลูกบอลเลน่ ทช่ี ายหาด
ก. ข้อ 1 และ ขอ้ 2 ข. ข้อ 2 และ ขอ้ 3
ค. ขอ้ 1 และ ข้อ 4 ง. ถกู ทุกขอ้
8. อปุ กรณ์ในข้อใดชว่ ยลดแรงเสียดทานขณะทรี่ ถจกั รยานเคลือ่ นท่ี
ก. โซ่ ข. ตลบั ลูกปนื
ค. เกียร์ ง. เบรก
9. เราไมต่ อ้ งออกแรงในข้อใด
ก. การเขยี นหนงั สือ
ข. การไถลลงจากไม้ล่นื
ค. การป้นั ดนิ น้ามนั เปน็ รปู สัตว์
ง. การหยบิ ผา้ เชด็ หน้าทต่ี กอยู่บนพืน้
10. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ งเมอื่ มีแรงมากระทาต่อวตั ถุ
ก. แรงทาใหว้ ตั ถุหยุดนิ่ง
ข. แรงทาให้วตั ถุเคล่ือนท่ีได้
ค. แรงทาให้วตั ถเุ คลอื่ นท่ีตรงขา้ มกับแรงเสมอ
ง. แรงทาใหว้ ัตถเุ ปลย่ี นแปลงขนาดและรปู ร่าง
11. วัตถุชนิดใดสามารถลอยนา้ ไดท้ ้ังหมด
ก. แก้วน้า ลวดเสียบกระดาษ ดินน้ามนั
ข. ขวดพลาสติกเปลา่ ก้อนหิน แก้วนา้
ค. ยางรัดของ ลูกแก้ว ลกู ปิงปอง
ง. ฟองนา้ ลกู ปิงปอง ผลสม้
14. ขอ้ ใดกล่าวถงึ ความดนั ในของเหลว
ก. แรงทข่ี องเหลวงกระทาต่อวตั ถุ
ข. แรงทีข่ องเหลวกระทาต้งั ฉากกับพ้นื ทท่ี ีร่ องรบั
ค. แรงทขี่ องเหลวกระทาตอ่ หน่งึ หนว่ ยพืน้ ท่ีรองรบั
ง. แรงพยงุ ของของเหลวที่กระทาต่อวัตถุ
15. แรงลอยตวั จะมากหรือน้อยขนึ้ อยกู่ บั ส่งิ ใด
ก. ชนิดของวตั ถุ ข. ชนดิ ของของเหลว
ค. ความกดอากาศ ง. ข้อ ก. และข้อ ข. ถกู
16. ข้อใดเกดิ จากแรงดงึ ดูดของโลก
ก. นา้ หนกั ของสาร
ข. มวลของสารทง้ั กอ้ น
ค. การเคลอ่ื นท่ตี ามแนวราบ
ง. การเปลยี่ นแปลงทศิ ทางการเคลอ่ื นที่
17. เคร่อื งมือชนิดใดใชใ้ นการวดั ความดันของอากาศ
ก. กัลวานอมิเตอร์
ข. เทอรโ์ มมิเตอร์
ค. บารอมเิ ตอร์
ง. แอมโิ นมเิ ตอร์
18. เครื่องเลน่ ชนิดใดต้องใช้แรงผลัก
ก. ชิงชา้
ข. ไม้ลื่น
ค. มา้ หมนุ
ง. ยกนา้ หนัก
19. ของเล่นในขอ้ ใดใช้หลักการเรื่องความดันในการทางาน
ก. ตุ๊กตาล้มลกุ
ข. ลูกขา่ ง
ค. ปนื ฉีดนา้
ง. รถบงั คบั วทิ ยุ
20. เด็ก 2 คน ออกแรงเท่ากันเพ่ือแยง่ โตะ๊ เรียน ผลทเี่ กิดขน้ึ ตรงกบั ขอ้ ใด
ก. โตะ๊ ไมเ้ คลื่อนท่ี
ข. โตะ๊ เลอ่ื นไปทางซ้าย
ค. โตะ๊ เล่อื นไปทางขวา
ง. โตะ๊ เล่ือนไปในทางท่ีมีแรงมากกวา่
ใบความรทู้ ่ี 15
เรือ่ ง แรงและการเคลอื่ นทข่ี องแรง
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 10
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา
แรง หมายถึง อานาจภายนอกท่ีสามารถทาให้วัตถุเปลี่ยนสถานะได้ เช่น ทาให้วัตถุที่อยู่นิ่งเคล่ือนท่ีไป
ทาให้วตั ถทุ ่ีเคล่ือนท่ีอยู่แล้วเคล่ือนท่ีเร็วหรือชา้ ลง ทาใหว้ ตั ถุมีการเปลย่ี นทิศตลอดจนทาให้วตั ถุมีการเปล่ยี นขนาด
หรอื รปู ทรงไปจากเดิมได้ แรงเปน็ ปริมาณเวกเตอร์ที่มีท้ังขนาดและทิศทาง การรวมหรอื หักลา้ งกนั ของแรงจึงต้อง
เปน็ ไปตามแบบเวกเตอร์
ประเภทของแรง แรงมีหลายประเภท ได้แก่ แรงย่อย แรงลัพธ์ แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยา แรง
ขนาน แรงคคู่ วบ แรงตงึ แรงสู่ศนู ย์กลาง แรงต้าน แรงเสียดทาน
ชนดิ ของแรงแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดงั นี้
1. แรงในธรรมชาติ หมายถึง แรงท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ จะแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ 4 แรง
คอื
1.1 แรงโนม้ ถว่ งของโลก แรงดงึ ดดู ทมี่ วลของโลกกระทากบั มวลของวตั ถุ เพื่อดึงดูดวัตถนุ ้นั เข้าสู่
ศูนย์กลางของโลก
1.2 แรงแม่เหล็ก เป็นแรงที่เกิดจากแท่งแม่เหล็ก ซึ่งทามาจากแมกนีไทต์เป็นออกไซค์ของเหล็ก
มสี ตู รทางเคมวี า่ Fe304 แร่ดังกล่าวมคี ณุ สมบตั ิทท่ี าใหเ้ กดิ แรงขึน้ เองตามธรรมชาติ
1.3 แรงไฟฟ้า เป็นแรงท่ีกระทาต่อวัตถุไฟฟ้าด้วยกัน ซึ่งจะมีทั้งแรงผลักและแรงดูดกัน ผู้ค้นพบ
ประจุไฟฟา้ คร้ังแรก คือ นายทาลัส (Thales) ในปจั จุบนั พบวา่ ประจุท่ีเกดิ ข้นึ แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ คอื
1.3.1 ประจุบวก (Positive Charge) เป็นประจุที่อยู่บนอนุภาค “โปรตอน” ซ่ึงเป็นอนุภาค
เล็ก ๆทอี่ ยใู่ นนิวเคลยี สของธาตุ
1.3.2 ประจุลบ (Negative Charge) เป็นประจุท่ีอยู่บน “อิเล็กตรอน” ที่เป็นอนุภาคท่ีเล็ก
ที่สุดในอะตอม และว่ิงเป็นวงกลมรอบ ๆ นวิ เคลยี สของอะตอมของธาตุ อเิ ล็กตรอน 1 ตวั จะมจี านวนประจุเท่ากับ
โปรตอน 1 ตัว แต่เปน็ คนละชนิดกัน แรงผลักและแรงดูดจะทาใหว้ ตั ถุท่ีมีประจุไฟฟา้ เคล่ือนท่ีแยกออกจากกันหรือ
เคล่อื นท่เี ขา้ มาหากนั ถ้าประจบุ วกและลบเคลอ่ื นทีเ่ ข้าหากันพบกันจะรวมกัน ทาใหเ้ ป็นกลางทางไฟฟา้
1.4 แรงนิวเคลียส เม่ือประจุชนิดเดียวกัน ประจุจะต้องอยู่ร่วมกัน ต้องมีแรงมากระทาต่อประจุท้ัง
สอง เพ่ือให้ประจุท้ังสองไม่แยกจากกัน เนื่องมาจากแรงผลักของประจุทั้งสอง แรงท่ีเกิดข้ึนนี้เรียกว่า “แรง
นิวเคลยี ส” เพราะเป็นแรงที่เกิดขึ้นบรเิ วณนวิ เคลียสของธาตุ
2. แรงทีเ่ กิดจากการการทาส่งิ ตา่ ง ๆ
แรงทีเ่ กดิ จากการการทาส่งิ ต่าง ๆ ไปกระทาต่อวัตถหุ ลายชนิด แต่ละแรงที่เกิดข้ึนจะเปน็ ผลจากสิง่ ที่
ไปกระทาต่อวตั ถทุ ี่แตกต่างกัน ซึ่งแรงท่สี าคญั ๆ มีดงั น้ี
2.1 แรงเสยี ดทาน หมายถึง แรงท่เี กดิ จากการเสียดสี ระหวา่ งผิววัตถทุ มี่ กี ารเคลื่อนทห่ี รือพยายาม
ท่ีจะเคล่ือนท่ี แรงเสียดทานเป็นแรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ มีทิศทางตรงข้ามกับทิศทางการเคลื่อนท่ีเสมอ
แรงเสยี ดทานมี 2 ชนิด คือ
1. แรงเสยี ดทานสถิต คือ แรงเสยี ดทานท่เี กดิ ขน้ึ ขณะวตั ถุเร่ิมเคลื่อนท่ี
2. แรงเสียดทานจลน์ คือ แรงเสยี ดทานที่เกิดข้ึนขณะทวี่ ัตถุเคล่ือนท่ี
ปัจจัยทีม่ ผี ลต่อแรงเสยี ดทาน
1. น้าหนักของวัตถุ คือวัตถุที่มีน้าหนักกดทับลงบนพ้ืนผวิ มากจะมีแรงเสียดทานมากกว่าวตั ถุท่ีมนี ้าหนกั
กดทบั ลงบนพนื้ ผวิ นอ้ ย
2. พน้ื ผิวสัมผสั ผิวสมั ผัสทีเ่ รียบจะเกดิ แรงเสยี ดทานน้อยกว่าผิวสมั ผสั ทข่ี รุขระ
ประโยชน์ของแรงเสยี ดทาน
1. ป้องกนั การเกดิ อบุ ตั ิเหตุทางรถยนต์
2. ป้องกันการหกลม้ จากรองเท้า
โทษของแรงเสยี ดทาน
ถ้าล้อรถยนต์กับพื้นถนนมีแรงเสียดทานมากรถยนต์จะแล่นช้า ต้องใช้น้ามันเชื้อเพลิงมากข้ึน เพื่อให้
รถยนตม์ พี ลงั งานมากพอที่จะเอาชนะแรงเสยี ดทาน
การเคล่ือนตู้ขนาดใหญ่ ถ้าใช้วิธีผลักตู้ปรากฏว่าตู้เคล่ือนที่ยาก เพราะเกิดแรงเสียดทานจะต้องออกแรง
ผลักมากข้นึ หรอื ลดแรงเสยี ดทาน โดยใชผ้ า้ รองขาต้ทู ด่ี ว้ ยความเรว็ คงท่ี
2.2 แรงดึงดูดของโลก ความหมาย ประโยชน์ และโทษของแรงดงึ ดดู ของโลก
แรงดึงดูดของโลก (Gravitational force) เป็นพลังงานที่เกิดจากมวลสาร ซ่ึงประกอบขึ้นมา
เป็นโลก เปน็ แรงทจ่ี ะเกิดข้ึนเสมอกบั สสารทุกชนิด ไมว่ ่าจะเลก็ ถงึ ระดบั อะตอม หรือใหญ่ระดบั โลก ระดับกาแล็กซี
นั่นคือ สสารทุกชนิดหรือมวลสารทุกชนิดจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกันเสมอ เช่น แรงดึงดูดของโลกท่ีกระทาต่อ
มนษุ ย์
การคน้ พบกฎแรงดึงดดู ของโลก (Law of Gravitation)
นิวตันไดค้ น้ พบทฤษฎโี ดยบังเอิญ เหตกุ ารณ์เกิดขึ้นในวันหน่งึ ขณะทนี่ ิวตนั กาลังนั่งดูดวงจนั ทร์ แลว้ กเ็ กดิ
ความสงสัยว่าทาไมดวงจันทร์จึงต้องหมุนรอบโลก ในระหว่างที่เขากาลังน่ังมองดวงจันทร์อยู่เพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียง
แอบเปิ้ลตกลงพื้น เมื่อนิวตันเห็นเช่นนั้นก็ให้ เกิดความสงสัยว่าทาไมวัตถุต่าง ๆ จึงต้องตกลงสู่พื้นดินเสมอ ทาไม
ไมล่ อยขึ้นฟ้าบา้ ง ซึง่ นวิ ตันคดิ ว่าตอ้ งมแี รงอะไรสักอย่างที่ทาใหแ้ อบเปลิ้ ตกลงพืน้ ดิน จากความสงสยั ข้อนีเ้ องนิวตัน
จึงเร่ิมการทดลองเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงของโลก การทดลองคร้ังแรกของนิวตัน คือ การนาก้อนหินมาผูกเชือก
จากนั้นก็แกว่งไปรอบ ๆ ตัว นิวตันสรุปจากการทดลองครั้งนี้ว่าเชือกเป็นตัวการสาคัญที่ทาให้ก้อนหินแกว่งไปมา
รอบ ๆ ไม่หลุดลอยไป ดังน้ันสาเหตุที่โลก ดาวเคราะห์ต้องหมุนรอบดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ต้องหมุนรอบโลก
ตอ้ งเกดิ จากแรงดงึ ดูดที่ดวงอาทิตย์ที่มีต่อโลก และดาวเคราะห์ และแรงดงึ ดดู ของโลกท่สี ่งผลต่อดวงจันทร์ รวมถึง
สาเหตุท่ี แอบเปิ้ลตกลงพื้นดินดว้ ยก็เกดิ จากแรงดึงดูดของโลก
ประโยชน์ของแรงดงึ ดูด ทง้ั ประโยชน์โดยตรงและประโยชน์โดยออ้ ม เชน่
1. แรงดึงดูดของโลกทาให้วัตถุต่าง ๆ บนพื้นโลกไม่หลุดลอยออกไปจากโลก โดยเฉพาะบรรยากาศท่ี
หอ่ หุม้ โลกไม่ให้ลอยไปในอวกาศ จงึ ทาใหม้ นษุ ยด์ ารงชวี ิตอยู่ได้
2. แรงดงึ ดูดของโลกทาใหน้ ้าฝนตกลงสูพ่ ้นื ดิน ใหค้ วามชุม่ ชืน่ แกส่ ิ่งมชี ีวติ บนพ้ืนโลก
3. แรงดึงดูดของโลกทาให้น้าไหลลงจากท่ีสูงลงสู่ที่ต่า ทาให้เกิดน้าตก น้าในแม่น้าไหลลงทะเล คนเราก็
อาศัยประโยชน์จากการไหลของน้าอย่างมากมาย เช่น การสร้างเข่ือนแปลงพลังงานน้ามาเป็นพลังงานไฟฟ้า เป็น
ตน้
เม่ือแรงถกู กระทากบั วัตถหุ นงึ่ วัตถุน้นั สามารถได้รับผลกระทบ 3 ประเภท ดงั น้ี
1. วตั ถุทอ่ี ยนู่ ่ิงอาจเร่มิ เคล่อื นที่
2. ความเร็วของวตั ถทุ ่กี าลงั เคลื่อนทอี่ ย่เู ปลี่ยนแปลงไป
3. ทิศทางการเคลอื่ นทข่ี องวัตถุอาจเปลย่ี นแปลงไป
กฎการเคลือ่ นท่ขี องนิวตัน มีด้วยกนั 3 ขอ้
1. วัตถุจะหยุดน่ิงหรอื เคล่ือนที่ด้วยความเร็วและทิศทางคงที่ได้ต่อเนื่องเมื่อผลรวมของแรง (แรงลัพธ์) ท่ี
กระทาต่อวัตถุเท่ากับศูนย์
2. เม่ือมีแรงลัพธ์ท่ีไม่เป็นศูนย์มากระทาต่อวัตถุ จะทาให้วัตถุที่มีมวลเกิดการเคล่ือนที่ด้วยความเร่ง
โดยขนาดของแรงจะเท่ากับมวลคูณความเร่ง
3. ทุกแรงกิรยิ าย่อมมแี รงปฏกิ ริ ิยาทม่ี ขี นาดเทา่ กนั แตท่ ิศทางตรงกนั ขา้ มเสมอ
2.3 แรงตงึ คือ แรงทเ่ี กดิ จากการเกรง็ ตวั เพ่ือต่อต้านแรงกระทาของวัตถุ เปน็ แรงทเ่ี กดิ ในวัตถุที่
ลักษณะยาวๆ เชน่ เสน้ เชือก เสน้ ลวด
2.4 แรงสปริง การเคล่อื นท่ีของวัตถุท่ีถูกผูกตดิ ไว้กบั สปริงในแนวราบ แล้ววัตถุเคลือ่ นทไ่ี ปมาตาม
แรงทส่ี ปรงิ กระทาต่อวัตถุ
2.5 แรงหนีศูนย์กลาง คือ แรงเทียมที่พยายามดึงวัตถุที่เคลื่อนท่ีเป็นวงกลมออกไปจากจุด
ศูนย์กลาง แรงนี้เกิดจากความเฉื่อยของวัตถุที่พยายามจะเคล่ือนท่ีเป็นเส้นตรง และต่อต้านกับการถูกบังคับให้
เคลื่อนที่โค้งเป็นวงกลม เช่น สังเกตเวลาคุณนั่งรอ แล้วรถเล้ียวซ้ายด้วยความเร็วระดับหน่ึง ตัวคุณจะเอนไป
ทางขวา คือตรงข้ามกับศูนย์กลางน่ันเอง หรือคุณเคยผูกเชือกไว้กับวัตถุแล้วเหว่ียงไหม ถ้าคุณจับไม่ดีมันจะหลุด
ลอยออกไปตามแรงเหวี่ยงแรงนี้ คอื แรงหนศี ูนย์กลาง คอื แรงท่ที าให้วัตถุออกจากศูนย์กลาง
2.6 แรงยอ่ ย คอื แรงท่เี ป็นสว่ นประกอบของแรงลพั ธ์ เชน่ การเลน่ ชกั เย่อ
2.7 แรงลพั ธ์ คือ แรงย่อยหลาย ๆ แรงรวมกนั เชน่ รถชนสุนขั แลว้ กระเด็น
2.8 แรงขนาน คือ แรงทท่ี ่ีมีทศิ ทางขนานกัน ซึ่งอาจกระทาที่จดุ เดียวกนั หรอื ตา่ งจดุ กันก็ได้ มี
2 ชนิด
- แรงขนานพวกเดียวกัน หมายถงึ แรงขนานทม่ี ีทิศทางไปทางเดียวกัน
- แรงขนานต่างพวกกนั หมายถึง แรงขนานทม่ี ีทิศทางตรงข้ามกนั
2.9 แรงหมนุ คอื แรงที่กระทาต่อวัตถุ ทาให้วตั ถุเคล่ือนทโ่ี ดยหมุนรอบจดุ หมนุ ผลของการหมุน
ของ เรียกว่า โมเมนต์ เช่น การปิด-เปิด ประตหู น้าต่าง
2.10 แรงคู่ควบ คือ แรงขนานต่างพวกกันคูห่ น่ึงที่มขี นาดเทา่ กนั แรงลัพธ์มีค่าเป็นศนู ย์ และวตั ถุท่ี
ถูกแรงคู่ควบกระทา 1 คูก่ ระทา จะไมอ่ ยู่นง่ิ แต่จะเกดิ แรงหมนุ
2.11 แรงส่ศู ูนย์กลาง หมายถึง แรงทมี่ ีทิศเขา้ สู่ศูนย์กลางของวงกลมหรือทรงกลมอันหน่ึงๆ เสมอง
แรงท่ีมีทิศเขา้ สู่จุดศนู ยก์ ลางวงกลม เชน่ แรงท่ีเชือกกระทาตอ่ วัตถุ หรอื แรงทีเ่ ราผกู วตั ถุดว้ ยเชอื กแล้วแกวง่ เป็น
วงกลม
2.12 แรงตา้ น คือ แรงที่มีทิศทางตอ่ ต้านการเคลอ่ื นท่หี รือทิศทางตรงข้ามกบั แรงทพี่ ยายามจะทาให้
วัตถเุ กิดการเคลอื่ นที่ เช่น แรงตา้ นของอากาศ แรงเสียด
2.13 แรงลอยตัว คือ แรงลัพธ์ที่ของไหลกระทาต่อผิวของวัตถุท่ีจมบางส่วนหรือจมท้ังช้ินวัตถุ ซ่ึง
เปน็ แรงปฏิกริ ิยาโต้ตอบในทิศทางขึน้ เพ่ือใหเ้ กดิ ความสมดุลกับการทีว่ ัตถุมีน้าหนักพยายามจมลง อันเน่อื งมาจาก
แรง โน้มถ่วงของโลก ขนาดของแรงลอยตัวมีค่าเท่ากับน้าหนักของของไหลท่ีมีปริมาตรเท่ากับวัตถุส่วนที่จมซ่ึง
สามารถพสิ ูจน์ได้ โดยพจิ ารณาวัตถุท่จี มในของเหลว แรงลอยตัวจะเท่ากับนา้ หนักของของเหลวทีถ่ กู แทนที่
ปัจจัยท่ีเกีย่ วข้องกับแรงลอยตัว ได้แก่
1. ชนดิ ของวตั ถุ วัตถุจะมคี วามหนาแน่นแตกต่างกนั ออกไปยงิ่ วตั ถุมีความหนาแนน่ มาก กย็ ิ่งจมลงไปใน
ของเหลวมากยิง่ ขึ้น
2. ชนิดของของเหลว ย่งิ ของเหลวมคี วามหนาแนน่ มาก ก็จะทาใหแ้ รงลอยตวั มีขนาดมากข้นึ ด้วย
3. ขนาดของวัตถุ จะส่งผลต่อปริมาตรที่จมลงไปในของเหลว เม่ือปริมาตรท่ีจมลงไปในของเหลวมากก็
จะทาให้แรงลอยตัวมขี นาดมากขึ้นอกี ด้วย
ประโยชน์ของแรงลอยตัว ใช้ในการประกอบเรือไมใ่ หจ้ มนา้
2.14 แรงโน้มถ่วงของโลก คือ แรงดึงดูดที่มวลของโลกกระทากบั มวลของวตั ถุ เพ่ือดึงดูดวตั ถนุ นั้ เขา้ สู่
ศนู ย์กลางของโลก นา้ หนกั ของวตั ถุ เกดิ จากความเร่งเนอื่ งจากความโนม้ ถว่ งของโลกมากกระทาต่อวตั ถุ
ประโยชน์ของแรงโนม้ ถ่วงของโลก ท้ังประโยชนโ์ ดยตรง และประโยชน์โดยอ้อม เชน่
1. แรงโน้มถ่วงของโลกทาให้วัตถุต่าง ๆ บนพ้ืนโลกไม่หลุดลอยออกไปจากโลก โดยเฉพาะบรรยากาศท่ี
หอ่ หุ้มโลกไม่ให้ลอยไปในอวกาศ จงึ ทาให้มนุษย์ดารงชีวิตอยู่ได้
2. แรงโน้มถว่ งของโลกทาใหน้ า้ ฝนตกลงส่พู ้ืนดนิ ให้ความชุ่มชน่ื แกส่ ่งิ มีชวี ติ บนพ้ืนโลก
3. แรงโน้มถ่วงของโลกทาให้นา้ ไหลลงจากที่สงู ลงสูท่ ี่ตา่ ทาให้เกิดน้าตก น้าในแม่น้าไหลลงทะเล คนเรา
ก็อาศัยประโยชน์จากการไหลของน้าอย่างมากมาย เช่น การสรา้ งเขอ่ื นแปลงพลังงานน้ามาเป็นพลังงานไฟฟา้ เป็น
ตน้
4. แรงโน้มถว่ งของโลกทาให้เราทราบนา้ หนักของส่ิงต่าง ๆ
5. แรงโน้มถว่ งของโลกทาใหผ้ ้าแหง้ เรว็ ขึน้ ในขณะที่เราตากผา้ นอกจากแสงแดดจะชว่ ยให้นา้ ระเหย
ออกไปจากผา้ แล้ว แรงโนม้ ถ่วงยงั ชว่ ยดึงหยดนา้ ออกจากผ้าใหต้ กลงพืน้ อกี ด้วย
2.15 แรงกริ ยิ าและแรงปฏกิ ิริยา
- แรงกริ ิยา คือ แรงท่ีกระทาต่อวตั ถทุ ่ีจุดจดุ หนงึ่ อาจเปน็ แรงเพียงแรงเดียวหรือแรงลพั ธข์ องแรง
ยอ่ ยก็ได้
- แรงปฏกิ ริ ยิ า คอื แรงท่ีกระทาตอบโตต้ ่อแรงกริ ยิ าทจ่ี ดุ เดียวกัน โดยมขี นาดเทา่ กบั แรงกริ ิยา
แต่ทิศทางของแรงทง้ั สองจะตรงข้ามกนั
ใบความรูท้ ี่ 16
เรื่อง ความดัน
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 10
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา
ความดนั หมายถงึ แรง (force; F) ตอ่ หน่วยพน้ื ที่ (area; A) ในระบบ SI ความดนั มีหนว่ ย เป็น ปาสคาล
(Pa) หรือ นิวตันต่อตารางเมตร ( ) หรือ กิโลกรัมต่อเมตรต่อวินาทีกาลังสอง ( ) ส่วนความดันในหน่วยมิลลิเมตร
ปรอท (mmHg) ซง่ึ 760 mmHg = 101325 Pascal หรอื 1 atm = 101325 Pa = 101.325
แรงดนั หรอื ความดนั ของอากาศทก่ี ระทาต่อพน้ื ผิวโลกเรยี กว่า “ความดันบรรยากาศ” ซึง่ เปน็ ท่ีทราบกนั ดี
ว่าของเหลวก็มคี วามดัน ความดนั ของของเหลวขึ้นอย่กู บั ปัจจัย 3 ประการ คอื
1. ความลกึ หรอื ความสงู
2. ความหนาแนน่ ของของเหลว
3. แรงโน้มถ่วงของโลก
วิธีการวัดความดันบรรยากาศ อาจทาได้โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “บารอมิเตอร์”(barometer)
ผู้ประดิษฐ์บารอมิเตอร์เครื่องแรกของโลก คือ นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี ช่ือ “ทอร์ริเชลลี” ในปี ค.ศ. 1643
เครื่องมือประกอบด้วยอ่างท่ีเติมสารปรอท และหลอดแก้วข้างในบรรจุด้วยปรอทให้เต็มแล้วคว่าหลอดแก้วลงใน
อ่างปรอท ดังรูปด้านล่าง (ปรอทเป็นธาตุอีกชนิดหน่ึงที่มีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง มีความหนาแน่น
เท่ากบั 13.4 g/ml)
ความดันในของเหลว
ในการศึกษาความดันในของเหลว พบว่า เม่ือนาขวดน้าพลาสติกมาใส่น้าถ้าเจาะรูที่ผนังขวดน้าจะพุ่ง
ออกมาตามทิศทางที่แสดงด้วยลูกศร ดังรูปที่ 1 แสดงว่ามีแรงกระทาต่อน้าในภาชนะ แรงน้ีจะดันน้าให้พุ่งออกมา
ในทิศทางท่ีต้ังฉากกับผนังภาชนะทุกตาแหน่ง ไม่ว่าผนังจะอยู่ในแนวใด เราเรียกขนาดของแรงในของเหลวท่ี
กระทาตั้งฉากต่อพน้ื ทหี่ นง่ึ หนว่ ยของผนงั ภาชนะวา่ “ความดันในของเหลว”
รูปที่ 1 แสดงแรงดันของน้า ณ ตาแหนง่ ตา่ ง ๆ ของขวด
เราอาจสรุปลกั ษณะความดันในของเหลว ไดด้ ังนี้
1. ของเหลวทีบ่ รรจอุ ยูใ่ นภาชนะ จะออกแรงดนั ตอ่ ผนงั ภาชนะที่สัมผัสกับของเหลวในทุกทศิ ทาง โดยจะ
ต้ังฉากกับผนงั ภาชนะเสมอ
2. ทกุ ๆ จดุ ในของเหลว จะมแี รงดนั กระทาตอ่ จุดนน้ั ทกุ ทศิ ทุกทาง
รูปที่ 2 แสดงทิศต่าง ๆ ของแรงที่ของเหลวกระทาตอ่ ผนงั ภาชนะและต่อวัตถุทจ่ี มอยู่ในของเหลว
3. สาหรับของเหลวชนิดเดียวกันความดันของของเหลวจะเพ่ิมขึ้นตามความลึก และที่ระดับความลึก
เทา่ กันความดันของเหลวจะเท่ากัน
4. ในของเหลวต่างชนิดกัน ณ ความลึกเท่ากัน ความดันของของเหลวจะข้ึนอยู่กับความหนาแน่นของ
ของเหลวน้ัน
สรุปได้ว่า “สาหรับของเหลวที่อยู่น่ิง ณ อุณหภูมิหน่ึง ๆ ความดันของของเหลวจะแปรผันตรงกับ
ความลกึ และความหนาแนน่ ของของเหลวเสมอ” (ไม่ขนึ้ อย่กู บั รูปรา่ งของภาชนะหรอื ปรมิ าตรของของเหลว )
ในการศึกษาความดันในของเหลว พบว่า เมื่อนาขวดน้าพลาสติกมาเจาะรู ขนาดพอสมควร น้าจะพุ่ง
ออกมาจากรูที่เจาะไว้ สถานการณ์น้ีแสดงว่ามีแรงกระทาต่อน้าในภาชนะเมื่อภาชนะมีรูเปิด แรงนี้จะดันน้าให้พุ่ง
ออกมาซ่ึงมีทิศทางต้ังฉากกับผนังภาชนะที่ตาแหนง่ รเู ปิดเสมอ ไม่ว่าผนึกจะอยู่ในแนวใด เราเรียกขนาดของแรงใน
ของเหลวที่กระทาตั้งฉากตอ่ พื้นท่ีหน่ึงหนว่ ยของผนงั ภาชนะว่า “ความดนั ในของเหลว”
คณุ สมบตั ิของความดนั ในของเหลว
1. ณ จดุ ใดๆ ในของเหลวจะมแี รงกระทาเนือ่ งจากของเหลวไปในทุกทิศทาง
2. ถ้าเราพจิ ารณาทผ่ี วิ ภาชนะ แรงทข่ี องเหลวกระทาจะต้ังฉากกบั ผิวภาชนะเสมอ
3. สาหรบั ความดนั บรรยากาศ เรยี กว่า ความดนั สมั บรู ณ์ (เปน็ ความดันทีม่ คี า่ คงทเี่ สมอ)
4. ความดนั ณ จุดใด ๆ ในของเหลว ทเี่ ป็นความดันจากน้าหนักของของเหลว จะแปรผันตรงกับความลึก
และความหนาแนน่ ของของเหลว เม่ือของเหลวอย่นู ิ่งและอุณหภูมคิ งที่
5. ความดันในของเหลวชนดิ หนึ่งๆ ไมข่ ึ้นอย่กู บั ปรมิ าตรและรปู รา่ งของภาชนะ
• เนือ่ งจากความดันขึน้ อยกู่ ับความสูงและความหนาแนน่ ของของเหลว ถา้ กาหนดใหข้ องเหลวในภาชนะ
เปน็ ชนดิ เดยี วกนั ( จะมคี วามหนาแนน่ เทา่ กนั ) และของเหลวมีระดบั ความสูงเทา่ กัน ดังน้ัน จากรปู ที่ก้นภาชนะท้ัง
สี่จึงมีความดันเท่ากัน แต่สาหรับแรงดันท่ีกระทาต่อก้นภาชนะท้ังส่ีใบมีค่าต่างกัน เพราะมีน้าหนักของของเหลวท่ี
ต่างกัน
• ดังน้ันได้ว่า ท่ีระดับความสูงต่างกันจะทาให้ความดันต่าง ณ ตาแหน่งของแต่ละระดับความลึกของ
ของเหลวมคี ่าตา่ งกนั โดยที่ความดนั เหลา่ นไี้ มข่ ้นึ กบั รูปทรงของภาชนะนัน้ ๆ ก๊าซปริมาตรและความดนั ของก๊าซ
ความดันของอากาศ ความดันอากาศ หมายถึง แรงที่กระทาต่อพ้ืนโลกอันเนื่องจากน้าหนักของอากาศ
ณ จุดใดจดุ หนึง่ เป็นลาของบรรยากาศต้งั แตพ่ ื้นโลกขน้ึ ไป จนถึงเขตสูงสุดของบรรยากาศ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งความดันของอากาศ กบั ความสงู จากระดับน้าทะเล เปน็ ดังน้ี
1. ท่ีความสูงระดับเดียวกัน อากาศจะมีความดันอากาศเท่ากัน หลักการน้ีนาไปใช้ทาเครื่องมือตรวจวัด
แนวระดบั ในการก่อสรา้ ง
2. เมื่อความสงู เพ่ิมข้ึน ความดนั และความหนาแน่นของอากาศมีค่าลดลง หลกั การนน้ี าไปสรา้ งเครื่องมือ
วดั ความสูง ซงึ่ เรียกว่า “แอลตมิ เิ ตอร์”
3. “ทุกๆ ความสูงจากระดับน้าทะเล 11 เมตร ระดับปรอทจะลดลงจากเดิม 1 มิลลิเมตรปรอท และ
ทุกๆ ความลึกจากระดับน้าทะเล 11 เมตรระดับปรอทจะเพิ่มขน้ึ 1 มิลลเิ มตร”
4. ความดันของอากาศทรี่ ะดบั นา้ ทะเล เรยี กวา่ มีความดัน 1 บรรยากาศ
5. การวัดความดนั อากาศมี 2 แบบ คือ วัดเปน็ ความสงู ของน้า และความสงู ของปรอท
******************************
ใบกจิ กรรมที่ 12
เรือ่ ง ประเภทของแรง
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 10
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา
คาช้แี จง ให้ผู้เรียนศกึ ษาใบความร้ทู ี่ 15 เร่อื ง แรงและการเคลอ่ื นท่ขี องแรง แล้วตอบคาถามดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ความหมายของแรง
2. ยกตัวอยา่ งประเภทของแรง
1. แรงย่อย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
2. แรงลัพธ์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
3. แรงกริ ยิ าและแรงปฏกิ ิริยา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
4. แรงขนาน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
5. แรงคคู่ วบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
6. แรงตึง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
7. แรงสศู่ ูนยก์ ลาง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
8. แรงต้าน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
9. แรงเสยี ดทาน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
10. แรงดึงดูดของโลก
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
แบบทดสอบหลงั เรียน
เรอื่ ง แรงและการเคลอ่ื นทีข่ องแรง
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 10
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา
คาชแี้ จง ใหว้ งกลมล้อมรอบหนา้ คาตอบท่ถี ูกตอ้ งทส่ี ุดเพยี งข้อเดยี ว
1. ค่าของแรงมหี น่วยเป็นอะไร
ก. กโิ ลกรัม ข. นิวตนั
ข. ปาสคาล ง. เมตร/นาที
2. เมื่ออกแรงกระทากบั วัตถุ วัตถจุ ะเคล่ือนทีไ่ ปทางใด
ก. ตรงข้ามกับแรงที่กระทา
ข. ทศิ ทางเดียวกับแรงที่กระทา
ค. ตัง้ ฉากกับแรงที่กระทา
ง. ไมม่ ีทิศทางทแี่ น่นอน
3. ใช้วัว 2 ตัวเทยี มเกวยี น จะเกิดแรงลัพธก์ ่ีแรง
ก. 1 แรง ข. 3 แรง
ค. 3 แรง ง. 4 แรง
4. แรงเสียดทานจะมากหรือน้อยขึ้นอยกู่ ับสงิ่ ใด
ก. น้าหนกั ของวัตถุ
ข. พื้นผวิ สัมผัส
ค. ภาวะการเคลอ่ื นที่
ง. ข้อ ก. และ ข้อ ข. ถกู ต้อง
5. ข้อใดเป็นโทษท่ีเกิดจากแรงเสียดทาน
ก. วตั ถทุ ุกชนดิ ตกลงมาสบู่ นผวิ โลก
ข. รถยนตว์ ง่ิ ได้บนถนน
ค. นกั วง่ิ สวมรองเทา้ พ้นื ยาง
ง. การเคล่อื นท่ตี ู้ขนาดใหญ่บนพ้นื เสยี พลังงานมาก
6. ดอกยางรถยนตม์ ปี ระโยชน์ตรงกับข้อใด
ก. ลดแรงเสียดทาน
ข. เพมิ่ ความสวยงาม
ค. เพ่ิมแรงเสยี ดทาน
ง. ช่วยเพ่ิมความเรว็ ของรถ
7. การกระทาในข้อใดมีแรงเสียดทานมาเกยี่ วขอ้ ง
1. การว่ายน้า
2. การขบั รถลงทางราด
3. การโยนลูกบอลเลน่ ทชี่ ายหาด
ก. ขอ้ 1 และ ขอ้ 2 ข. ขอ้ 2 และ ข้อ 3
ค. ข้อ 1 และ ข้อ 4 ง. ถกู ทกุ ขอ้
8. อุปกรณใ์ นข้อใดชว่ ยลดแรงเสียดทานขณะทีร่ ถจกั รยานเคลื่อนท่ี
ก. โซ่ ข. ตลบั ลูกปนื
ค. เกียร์ ง. เบรก
9. เราไมต่ อ้ งออกแรงในขอ้ ใด
ก. การเขียนหนังสอื
ข. การไถลลงจากไมล้ นื่
ค. การป้ันดินน้ามนั เปน็ รปู สัตว์
ง. การหยิบผ้าเช็ดหน้าทตี่ กอยู่บนพื้น
10. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเม่ือมแี รงมากระทาต่อวตั ถุ
ก. แรงทาให้วัตถหุ ยดุ นง่ิ
ข. แรงทาให้วตั ถเุ คลื่อนท่ีได้
ค. แรงทาใหว้ ัตถเุ คล่อื นที่ตรงขา้ มกบั แรงเสมอ
ง. แรงทาใหว้ ัตถเุ ปลย่ี นแปลงขนาดและรูปรา่ ง
11. วตั ถุชนดิ ใดสามารถลอยน้าได้ทง้ั หมด
ก. แกว้ นา้ ลวดเสียบกระดาษ ดินนา้ มัน
ข. ขวดพลาสติกเปล่า ก้อนหิน แกว้ นา้
ค. ยางรัดของ ลูกแกว้ ลูกปิงปอง
ง. ฟองนา้ ลูกปงิ ปอง ผลส้ม
14. ข้อใดกล่าวถงึ ความดนั ในของเหลว
ก. แรงที่ของเหลวงกระทาต่อวัตถุ
ข. แรงท่ีของเหลวกระทาต้ังฉากกบั พ้ืนท่ีท่รี องรับ
ค. แรงที่ของเหลวกระทาต่อหน่ึงหนว่ ยพน้ื ที่รองรับ
ง. แรงพยงุ ของของเหลวที่กระทาต่อวัตถุ
15. แรงลอยตัวจะมากหรือน้อยข้นึ อยู่กบั ส่ิงใด
ก. ชนดิ ของวตั ถุ ข. ชนิดของของเหลว
ค. ความกดอากาศ ง. ข้อ ก. และข้อ ข. ถูก
16. ขอ้ ใดเกดิ จากแรงดงึ ดูดของโลก
ก. นา้ หนกั ของสาร
ข. มวลของสารทัง้ ก้อน
ค. การเคลือ่ นที่ตามแนวราบ
ง. การเปล่ยี นแปลงทิศทางการเคลอื่ นท่ี
17. เคร่ืองมือชนิดใดใช้ในการวัดความดันของอากาศ
ก. กัลวานอมเิ ตอร์
ข. เทอร์โมมิเตอร์
ค. บารอมิเตอร์
ง. แอมโิ นมเิ ตอร์
18. เครือ่ งเลน่ ชนดิ ใดต้องใชแ้ รงผลกั
ก. ชิงช้า
ข. ไม้ลืน่
ค. มา้ หมุน
ง. ยกนา้ หนกั
19. ของเล่นในข้อใดใช้หลักการเรอื่ งความดันในการทางาน
ก. ตกุ๊ ตาลม้ ลกุ
ข. ลูกขา่ ง
ค. ปืนฉดี น้า
ง. รถบังคบั วทิ ยุ
20. เดก็ 2 คน ออกแรงเท่ากันเพ่ือแย่งโต๊ะเรยี น ผลทีเ่ กิดขนึ้ ตรงกับข้อใด
ก. โต๊ะไม้เคลือ่ นท่ี
ข. โตะ๊ เลื่อนไปทางซ้าย
ค. โตะ๊ เลอ่ื นไปทางขวา
ง. โต๊ะเลื่อนไปในทางท่ีมีแรงมากกวา่
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น
เรื่อง แรงและการเคลอื่ นท่ขี องแรง
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 10
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา
1. คา่ ของแรงมหี นว่ ยเป็นอะไร
ข. ปาสคาล
2. เมือ่ อกแรงกระทากบั วตั ถุ วตั ถจุ ะเคลื่อนทไี่ ปทางใด
ข. ทศิ ทางเดยี วกับแรงท่กี ระทา
3. ใช้ววั 2 ตวั เทียมเกวยี น จะเกดิ แรงลพั ธ์กแ่ี รง
ก. 1 แรง
4. แรงเสียดทานจะมากหรือน้อยขน้ึ อยูก่ บั สง่ิ ใด
ง. ขอ้ ก. และ ข้อ ข. ถกู ตอ้ ง (นา้ หนกั ของวตั ถแุ ละพืน้ ผิวสมั ผัส)
5. ข้อใดเปน็ โทษทเี่ กิดจากแรงเสยี ดทาน
ง. การเคลอ่ื นทต่ี ้ขู นาดใหญ่บนพืน้ เสยี พลังงานมาก
6. ดอกยางรถยนต์มีประโยชน์ตรงกับข้อใด
ค. เพิม่ แรงเสยี ดทาน
7. การกระทาในข้อใดมแี รงเสียดทานมาเกย่ี วขอ้ ง
ง. ถกู ทกุ ข้อ
8. อุปกรณใ์ นข้อใดชว่ ยลดแรงเสยี ดทานขณะทรี่ ถจักรยานเคลื่อนที่
ข. ตลับลูกปืน
9. เราไมต่ ้องออกแรงในข้อใด
ข. การไถลลงจากไม้ลืน่
10. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกต้องเมอื่ มแี รงมากระทาตอ่ วัตถุ
ค. แรงทาใหว้ ตั ถเุ คลือ่ นท่ตี รงขา้ มกับแรงเสมอ
11. วัตถุชนดิ ใดสามารถลอยน้าได้ทัง้ หมด
ง. ฟองน้า ลกู ปิงปอง ผลส้ม
14. ข้อใดกลา่ วถึงความดันในของเหลว
ข. แรงที่ของเหลวกระทาตั้งฉากกบั พ้ืนทที่ ่รี องรับ
15. แรงลอยตวั จะมากหรือน้อยข้นึ อยกู่ บั สิ่งใด
ง. ข้อ ก. และข้อ ข. ถูก (ชนดิ ของวัตถุและชนิดของของเหลว)
16. ขอ้ ใดเกดิ จากแรงดงึ ดูดของโลก
ก. นา้ หนักของสาร
17. เคร่ืองมือชนิดใดใช้ในการวัดความดันของอากาศ
ค. บารอมิเตอร์
18. เครอ่ื งเล่นชนิดใดต้องใช้แรงผลัก
ง. ยกน้าหนกั
19. ของเลน่ ในขอ้ ใดใชห้ ลักการเรอ่ื งความดันในการทางาน
ค. ปืนฉดี นา้
20. เด็ก 2 คน ออกแรงเทา่ กันเพือ่ แยง่ โต๊ะเรียน ผลท่เี กิดข้นึ ตรงกบั ขอ้ ใด
ก. โตะ๊ ไม้เคลอื่ นที่
เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 12
เรื่อง ประเภทของแรง
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 10
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา
1. แรงย่อย
ตอบ คือ แรงทเี่ ป็นสว่ นประกอบของแรงลัพธ์ เช่น การเล่นชักเย่อ
2. แรงลัพธ์
ตอบ คือ แรงย่อยหลาย ๆ แรงรวมกันเรยี กว่าแรงลพั ธ์ เช่น รถชนสุนัข แรงกริ ิยา คอื แรงทร่ี ถชนสนุ ัขจงึ ทาให้
สนุ ขั กระเด็นไปชนข้างผนัง
3. แรงกิรยิ าและแรงปฏกิ ิริยา
ตอบ แรงกริ ิยา คอื แรงทกี่ ระทาต่อวัตถทุ ่จี ุดจุดหนงึ่ อาจเปน็ แรงเพียงแรงเดยี วหรือแรงลพั ธ์ของแรงย่อยก็ได้
แรงปฏกิ ิริยา คือ แรงท่กี ระทาตอบโต้ตอ่ แรงกริ ยิ าท่ีจดุ เดียวกัน มีขนาดเทา่ กบั แรงกิริยา แต่ทิศทางจะตรงข้ามกัน
4. แรงขนาน
ตอบ คอื แรงท่ีที่มที ิศทางขนานกัน ซงึ่ อาจกระทาทีจ่ ุดเดียวกันหรือตา่ งจุดกันก็ได้
5. แรงคู่ควบ
ตอบ คอื แรงขนานตา่ งพวกกนั คหู่ นึ่งทม่ี ีขนาดเทา่ กัน แรงลัพธม์ คี า่ เปน็ ศูนย์ และวตั ถุทถ่ี กู แรงคู่ควบกระทา 1 คู่
กระทา จะไม่อยู่น่ิงแตจ่ ะเกิดแรงหมนุ
6. แรงตึง
ตอบ คือ แรงที่เกดิ จากการเกรง็ ตวั เพ่อื ตอ่ ตา้ นแรงกระทาของวตั ถุ เป็นแรงท่ีเกดิ ในวัตถุท่ีลกั ษณะยาวๆ
เชน่ เส้นเชือก เสน้ ลวด
7. แรงสศู่ ูนยก์ ลาง
ตอบ หมายถงึ แรงทีม่ ีทศิ เขา้ สู่ศนู ยก์ ลางของวงกลมอนั หน่ึงๆ เสมองแรงที่มีทศิ เข้าสจู่ ุดศูนยก์ ลางวงกลม
เชน่ แรงที่เชอื กกระทาตอ่ วัตถุ หรือแรงทเ่ี ราผกู วตั ถุด้วยเชือกแลว้ แกว่งเป็นวงกลม
8. แรงตา้ น
ตอบ คือ แรงที่มที ิศทางตรงข้ามกับแรงท่ีพยายามจะทาใหว้ ัตถเุ กดิ การเคลื่อนที่ เชน่ แรงต้านของอากาศ
9. แรงเสยี ดทาน
ตอบ หมายถึง แรงท่ีเกิดจากการเสยี ดสรี ะหวา่ งผิววตั ถทุ ี่มกี ารเคลื่อนที่ เปน็ แรงต้านการเคลื่อนที่ของวตั ถุมีทิศ
ทางตรงข้ามกับทิศทางการเคล่ือนท่ีเสมอ เช่น การเคล่ือนตู้ขนาดใหญ่ ถ้าใช้วิธีผลักตู้ปรากฏว่าตู้เคลื่อนที่ยาก
เพราะเกิดแรงเสียดทานจะต้องออกแรงผลักมากขึน้ หรอื ลดแรงเสียดทาน โดยใช้ผา้ รองขาตู้ท่ีดว้ ยความเร็วคงท่ี
10. แรงดึงดูดของโลก
ตอบ แรงทก่ี ระทาตอ่ วตั ถุ คือ แรงดงึ ดูดระหว่างมวลของโลกกับวัตถบุ นโลก ช่วยทาให้ทกุ สง่ิ ตอ้ งตรึงตัวติดอยู่
กบั ผิวโลก โดยมจี ดุ ศนู ยถ์ ว่ งต้งั ฉากกบั ผิวโลกอยู่เสมอ เชน่ แรงโนม้ ถว่ งของโลก
บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ครง้ั ท่ี 11 วนั ที่ 15 เดือน มกราคม พ.ศ. 2557 จานวน 2 ช่ัวโมง
เรือ่ ง แรงและการเคลือ่ นทข่ี องแรง
1 ความสาเรจ็ ในการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปญั หา/อปุ สรรค ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
...
4 สิง่ ทีไ่ ม่ไดป้ ฏบิ ัตติ ามแผน
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………
…
5 การปรบั ปรงุ แผนการจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………….
.
ลงช่ือ.......................................................
วันท่.ี .......... เดอื น.........................พ.ศ............
ความเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ .......................................................
ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอ.......................................
ครั้งท่ี 11
แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายสปั ดาห์
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ครงั้ ท่ี 11 วันที่ 22 เดือน มกราคม พ.ศ. 2557 จานวน 2 ช่ัวโมง
เรอ่ื ง พลังงานในชีวิตประจาวนั และการอนรุ ักษ์
1. เนื้อหา
1. พลงั งาน และประเภทของพลังงานทใ่ี ช้ในชวี ิตประจาวนั
2. พลังงานไฟฟ้า
2.1 แหล่งกาเนดิ
2.2 การเปล่ยี นรูป
2.3 ไฟฟ้าในบา้ นวงจรไฟฟา้ อยา่ งง่าย
2.4 ความปลอดภัยในการใชไ้ ฟฟา้ ในครัวเรอื น
2.5 การประหยดั และอนรุ ักษ์
3. พลงั งานแสง
3.1 แหลง่ กาเนิดแสง
3.2 สมบัตขิ องแสง
3.3 ปรากฏการณ์ธรรมชาติของแสง
4. พลังงานเสยี ง
4.1 การเกิด และการเคลอื่ นท่ีของแรง
4.2 สมบตั ิของของแสง
4.3 ความดัง และอันตรายที่เกดิ จากเสยี ง
2. ตัวชี้วัด
1. อธิบายประเภทของพลังงานทเี่ กี่ยวข้องในชวี ติ ประจาวัน
2. อธิบายวิธีการใช้ไฟฟ้าในบ้านและต่อวงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย
3. อธิบายเกยี่ วกบั การประหยัด และอนรุ ักษ์พลงั งานไฟฟ้า
4. บอกคุณสมบัตขิ องแสงและอธิบายปรากฏการณธ์ รรมชาติของแสง
5. บอกคุณสมบตั ขิ องเสียงและการป้องกนั มลภาวะของเสียง
6. บอกคุณสมบัติและชนิดของพลังงานทดแทนในชีวติ ประจาวนั
3. บูรณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
3 ห่วง พอประมาณ มีเหตุผล ภมู คิ ุ้มกันทด่ี ี
ประเด็น
การจดั กจิ กรรม วางแผนการจดั กิจกรรมให้สอดคลอ้ ง การคิดวเิ คราะห์ และ กาหนดขั้นตอนการจัด
การเรียนรู้
กบั มาตรฐาน และตัวชว้ี ดั ในหลกั สตู ร กระบวนการทางานกลุ่ม กจิ กรรมการเรียนรู้ให้
คณุ ธรรม
ของผ้เู รยี น สอดคลอ้ งกบั แผนการ
จัดการเรยี นรู้
ครมู คี วามรบั ผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ ความยุตธิ รรม ความขยัน อดทน เมตตาต่อผเู้ รยี น
ความพอเพียง
4. กิจกรรมการเรยี นรู้
4.1 ขนั้ นาเข้าสู่บทเรยี น
1. ครผู ู้สอนสอบถามผเู้ รียนวา่ ประกอบอาชพี อะไรบา้ ง ลกั ษณะงานเปน็ อยา่ งไร
2. เลือกตัวแทนผู้เรียนท่ีมีรูปร่างอ้วนและผอมมายกสิ่งของท่ีมีน้าหนักเท่ากัน ให้ผู้เรียนสังเกตและ
เปรียบเทยี บส่งิ ทเ่ี กดิ ขึ้น
4.2 ขน้ั การจัดกิจกรรรมการเรียนรู้
1. ครูผสู้ อนใหผ้ ูเ้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน เรื่อง พลงั งานในชีวิตประจาวัน
จานวน 20 ขอ้
2. แบง่ กลุ่มผู้เรียนระดมความคดิ เก่ียวกบั พลงั งานท่ตี นเองรจู้ ัก พร้อมท้งั บอกวธิ กี ารประหยดั พลังงาน
3. ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนสรปุ แต่ละประเด็นหน้าช้ันเรียน กลุ่มละไม่เกนิ 5 นาที
4. ครูผู้สอนเชิญชา่ งไฟฟ้าที่มีประสบการณ์ มาอธิบายวธิ ีการใช้ไฟฟา้ อย่างประหยัด และสาธิตการ
ตอ่ วงจรไฟฟ้าอยา่ งงา่ ย พร้อมทัง้ ให้ผเู้ รยี นลองมือฝึกปฏบิ ัติ
5. ครผู ู้สอนมอบหมายใหผ้ ้เู รยี นทาใบกิจกรรมที่ 13 เรอื่ ง พลงั งานในชีวิตประจาวัน
4.3 ขั้นสรปุ
1. ครผู ู้สอนและผเู้ รียนสรุปสาระสาคัญ เรือ่ ง พลงั งานในชวี ิตประจาวนั
2. ครูผ้สู อนเฉลยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน พร้อมทง้ั ตรวจใบกิจกรรม
5. ส่อื อปุ กรณแ์ ละแหล่งเรยี นรู้
1. ใบความรู้ท่ี 17 เรอื่ ง พลงั งานในชีวติ ประจาวัน
2. ใบกิจกรรมที่ 13 เรือ่ ง พลงั งานในชีวิตประจาวนั
3. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น เรอ่ื ง พลงั งานในชีวิตประจาวัน จานวน 10 ข้อ
4. หนงั สอื แบบเรียน รายวชิ า พว11001 วทิ ยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา
5. อนิ เตอร์เนต็
6. การวดั และประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากการฝึกปฏิบตั ิจริง การแสดงความคดิ เห็นรายบคุ คล
2. วดั ผลจากแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน
3. วัดผลจากใบกจิ กรรมที่มอบหมายใหผ้ ู้เรยี นไปปฏิบัติ
4. วดั ผลจากแฟม้ สะสมงานของผู้เรียน
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
เร่ือง พลังงานในชีวติ ประจาวัน
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 11
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา
คาช้ีแจง ใหว้ งกลมลอ้ มรอบหน้าคาตอบทีถ่ ูกต้องทีส่ ดุ เพยี งขอ้ เดยี ว
1. อปุ กรณ์ไฟฟา้ ในขอ้ ใด เปลีย่ นรปู พลงั งานฟ้าเปน็ พลังงานความรอ้ น
ก. หม้อหงุ ข้าว เตารดี ข. โทรศพั ท์ เตาไฟฟา้
ค. วิทยุ หลอดไฟฟา้ ง. พัดลม เครอ่ื งซักผ้า
2. การกระทาในข้อใดไม่ประหยัดพลงั งานจากไฟฟา้
ข. ใช้อปุ กรณ์ไฟฟ้าท่ีมคี ุณภาพ ทนทานไม่ชารดุ งา่ ย
ค. ทาความสะอาดและตรวจสอบอุปกรณ์ ไฟฟ้าเปน็ ประจา
ง. ปดิ ไฟฟา้ ทุกครั้ง เมื่อหมดความจาเป็นต้องใช้
3. ข้อใดแตกตา่ งจากพวก
ก. เตารีด ข. วทิ ยุเทป
ค. เตาอบ ง. หม้อหุงข้าว
4. การตอ่ เซลล์ไฟฟา้ อยา่ งงา่ ยตอ้ งใชอ้ ุปกรณ์ใดบา้ ง
ก. หลอดไฟ สายไฟ เซลลไ์ ฟฟา้
ข. หลอดไฟ มอเตอร์ หลอดไฟฟา้
ค. สายไฟ สวติ ซ์ เซลลไ์ ฟฟ้า
ง. เซลลไ์ ฟฟ้า แบตเตอร่ี มอเตอร์
5. ในการทดลองอานาจแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า ทาไมจงึ ต้องใชล้ วดทองแดงที่มีฉนวนหุ้ม
ก. เพอื่ ให้กระแสไฟฟา้ เดินสะดวก
ข. เพ่อื ใหจ้ บั ลวดไดถ้ นดั
ค. ไม่ใหล้ วดบาดมือ
ง. ปอ้ งกนั ไฟฟา้ ดดู
6. ขอ้ ใดเป็นการใช้ไฟฟ้าอยา่ งปลอดภยั
ก. ถอดปล๊กั ไฟฟา้ ทกุ คร้ังเม่ือเลิกใช้
ข. ไมเ่ สยี บปลก๊ั เครื่องใช้ไฟฟา้ ในทีเ่ ดียวกันมากเกนิ ไป
ค. ไมเ่ ล่นว่าวใกลส้ ายไฟ
ง. ถกู ทุกข้อ
7. ถา้ เราต้องซอ่ มวงจรไฟฟ้าภายในบา้ น สง่ิ แรกท่ตี ้องกระทาคือขอ้ ใด
ก. ยกสะพานไฟ
ข. ปดิ สวิตซ์ไฟ
ค. ถอดปล๊กั เสยี บออก
ง. ถอดฟิวสอ์ อก
8. กระแสไฟฟา้ ทอ่ี ยใู่ นถ่านไฟฉายเกิดจากอะไร
ก. แบตเตอร่ี
ข. ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ค. เครอื่ งกาเนดิ ไฟฟา้
ง. พลงั งานแสงอาทติ ย์
9. อุปกรณไ์ ฟฟ้าในขอ้ ใดเปลยี่ นจากพลังงานไฟฟา้ เปน็ พลังงานกล
ก. เครอ่ื งป้ิงขนมปงั
ข. โคมไฟ
ค. พดั ลม
ง. เตารดี
10. ข้อใดช่วยลดการใชพ้ ลังงานไฟฟา้
ก. ทาสผี นังดว้ ยสีอ่อน
ข. ใช้หลอดไฟแบบมีไส้
ค. เปดิ หม้ออนุ่ ขา้ วตลอดเวลา
ง. เปิดแอร์ที่อณุ หภมู ิ 25 องศาเซลเซียส
ใบความรทู้ ี่ 17
เรอ่ื ง พลังงานในชวี ติ ประจาวนั
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 11
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา
พลังงานในชีวิตประจาวัน
พลังงาน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ พลังงานที่ทางานได้ และพลงั งานท่ีเกบ็ สะสมไว้
1. พลังงานท่ที างานได้ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสง และพลงั งานเสียง
2. พลงั งานทเี่ กบ็ สะสมไว้ ประกอบด้วย พลังงานเคมี พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานศกั ย์ พลังงานศักย์
โนม้ ถ่วง และพลังงานศักยย์ ืดหยุน่
2.1 พลงั งานเคมี คอื พลงั งานท่ีเก็บสะสมไวใ้ นสสารตา่ ง ๆ
2.2 พลังงานนวิ เคลียร์ คือ พลังงานทเ่ี กบ็ สะสมไวใ้ นธาตุ
2.3 พลังงานศกั ย์ คือ พลังงานทีม่ ีอยูใ่ นวัตถซุ ง่ึ ข้ึนอยู่กบั ตาแหนง่ ของวตั ถุนัน้ ๆ แบง่ ออกเป็น
2 ประเภท คือ
2.3.1 พลังงานศักย์โน้มถ่วง เป็นพลังงานศักย์ท่ีสะสมในวัตถุ เมื่ออยู่บนที่สูง พลังงานศักย์โน้ม
ถ่วงจะมีค่ามากหรือค่าน้อยข้ึนอยู่กับระดับความสูงจากพ้ืนโลก สามารถหาค่าได้จากงานท่ีทาหรือการเปล่ียน
ตาแหน่งของวัตถุในแนวดิ่ง เช่น การตกของลูกมะพร้าวจากต้น การปล่อยตุ้มตอกเสาเข็ม สามารถหาค่าพลังงาน
ศกั ยโ์ นม้ ถ่วง จากงาน เน่อื งจากแรงดึงดูดของโลกทกี่ ระทาต่อวตั ถุ เมอ่ื อย่บู นที่สงู
2.3.2 พลงั งานศกั ย์ยืดหยุน่ เป็นพลงั งานทส่ี ะสมในวัตถุท่ีมคี ุณสมบัติยืดหยุ่น เน่อื งจากการถูกทา
ใหย้ ืดออกหรอื หดเข้าจากตาแหนง่ สมดลุ ซ่ึงวัตถทุ ีม่ คี ณุ สมบตั ยิ ดื หยุน่ ไดแ้ ก่ ยาง สปริง คนั ธนู เปน็ ต้น
พลังงานไฟฟ้า หมายถึง พลังงานรูปแบบหน่ึง ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังงานอีกรูปแบบหน่ึงได้
เกิดจากแหล่งกาเนิดหลายประเภท ซึ่งการนาพลังงานไฟฟ้ามาใช้จะต้องมีการเชอื่ มต่อแหล่งกาเนิดไฟฟ้าเข้ากบั สิง่
ท่ีจะนาพลังงานไฟฟ้าไปใช้ เราเรียกว่า“วงจรไฟฟ้า”โดยพลังงานไฟฟ้าท่ีได้ก็จะถูกเปล่ียนรูปไปเป็นพลังงาน
รปู แบบ ตา่ ง ๆ เชน่ พลงั งานกล พลังงานความรอ้ น พลงั งานเสียง พลังงานแสง เป็นตน้
แหลง่ กาเนดิ พลังงานไฟฟ้า
แหล่งกาเนิดพลังงานไฟฟ้า เป็นส่วนท่ีทาให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่เคร่ืองใช้ไฟฟ้า เพื่อให้เคร่ืองใช้ไฟฟ้า
เหลา่ นัน้ ทางานได้ แหล่งกาเนิดไฟฟา้ มีอยหู่ ลายแหล่ง ซงึ่ นามาใช้ประโยชนไ์ ดแ้ ตกต่างกัน ดงั น้ี
1. ไฟฟา้ จากการขดั สี เกิดจากการนาวัสดุต่างชนดิ กันมาขัดถแู ล้วทาให้เกดิ อานาจ และสามารถดูดวัตถุ
อื่นๆ ทเี่ บาบางได้ เราเรยี กอานาจนวี้ า่ “ไฟฟา้ สถิต” เมอื่ เกิดขึ้นแล้วจะอยูใ่ นวัตถุไดช้ ่ัวขณะหน่งึ จะค่อย ๆ เสอ่ื มลง
2. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเคมี การเกิดปฏิกิริยาเคมีจะทาให้ประจุไฟฟ้าในสารเคมีน้ันเคล่ือนที่ผ่านตัวนา
ทาให้เกดิ เป็นไฟฟา้ กระแสข้นึ ได้ เรานาหลกั การนไ้ี ปประดษิ ฐถ์ ่านไฟฉาย และแบตเตอรร่ี ถยนต์
3. ไฟฟ้าจากสนามแม่เหล็ก เกิดข้ึนเม่ือมีการหมุนหรือเคล่ือนท่ีผ่านขดลวดตัดกับสนามแม่เหล็ก ทาให้
เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด ซ่ึงเรานาหลักการนี้ไปสร้างเครื่องกาเนิดไฟฟ้าท่ีเรียกว่า“ไดนาโม”ซึ่งสามารถผลิต
กระแสไฟฟา้ ไดท้ ง้ั ไฟฟา้ กระแสตรงและกระแสสลบั
4. ไฟฟ้าจากแรงกดดัน แร่ธาตุบางชนิดเม่ือได้รับแรงกดดันมาก ๆ จะปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาได้
ซง่ึ เรานาแร่ธาตเุ หลา่ นี้มาใชป้ ระโยชน์ในการทาไมโครโฟน หัวเขม็ ของเครื่องเล่นแผน่ เสียง เปน็ ต้น
5. กระแสไฟฟ้าจากสัตว์บางชนิด สัตว์น้าบางชนิดมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในตัว เม่ือเราถูกต้องตัวสัตว์
เหลา่ นนั้ จะถูกไฟฟา้ จากสัตวเ์ หล่าน้ันดูดได้ เชน่ ปลาไหลไฟฟา้ เป็นต้น
6. กระแสไฟฟา้ จากความร้อน เป็นกระแสไฟฟา้ ท่ีไดจ้ ากการนาโลหะไปเผาให้รอ้ น
การเปล่ยี นรปู พลังงาน
โดยปกติพลังงานสามารถเปลยี่ นรปู เป็นพลงั งานอีกรูปแบบหน่ึงได้ ซ่ึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเป็นอุปกรณ์
ที่เปล่ียนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลงั งานรูปอ่ืน เช่น พลังงานแสงสว่าง พลังงานความร้อน พลังงานกล พลังงานเสยี ง
บางคร้งั เครอ่ื งใช้ไฟฟ้าบางชนิดยงั สามารถเปลยี่ นเป็นพลงั งานรูปอน่ื ได้
1. การเปล่ียนรปู เปน็ พลังงานแสงสว่าง เครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ ทีเ่ ปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานแสงสว่าง
คอื “หลอดไฟ” ซึ่งแบง่ ออกเป็น 2 ชนิด คอื
- หลอดธรรมดาหรือหลอดแบบมีไส้ ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกระเปาะแก้วใส ภายในมีไส้หลอดขดเป็น
สปริงบรรจุอยู่ปัจจุบันทาด้วยโลหะทังสเตนกับออสเมียม ภายในหลอดบรรจุก๊าซไนโตรเจนและอาร์กอน เม่ือ
กระแสไฟฟา้ ผ่านไสห้ ลอดทมี่ ีความตา้ นทานสงู ไส้หลอดจะรอ้ นจนเปล่งแสงออกมาได้
- หลอดฟลูออเรสเซนต์ เป็นหลอดเรืองแสงท่ีเรียกอีกอย่างหน่ึง คือ “หลอดนีออน”มีหลายรูปแบบ
ภายในเป็นสูญญากาศบรรจุไอปรอทไว้ ผิวด้านในฉาบไว้ด้วยสารเรืองแสง เม่ือกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไอปรอท
อะตอมของปรอทจะคายรังสีอลั ตราไวโอเลตออกมา และเม่อื รงั สีน้ีกระทบกับสารเรืองแสงจะเปล่งแสง เชน่ หลอด
ซปุ เปอร์หรือหลอดผอม หลอดตะเกียบ ซง่ึ ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ดี
2. การเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อน เครื่องใช้ไฟฟ้าท่ีให้พลังงานความร้อน ภายในจะมีอุปกรณ์
สาคัญ คือ ขดลวดต้านทานหรือขดลวด ความร้อนติดต้ังอยู่ เม่ือไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดนี้จะทาให้เกิดความร้อนขึ้น
ขดลวดทน่ี ยิ มใช้มากทสี่ ุด คือ ขดลวดนโิ ครม เครื่องใชไ้ ฟฟ้าท่ีให้พลังงานความร้อน ไดแ้ ก่ เตารีดไฟฟ้า หมอ้ หุงข้าว
ไฟฟ้า กาตม้ นา้ รอ้ นไฟฟา้ เคร่อื งปิ้งขนมปงั ไดเป่าผม เปน็ ต้น
3. การเปลี่ยนเป็นพลังงานกล เคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีให้พลังงานกล เรียกว่า “มอเตอร์” ซึ่งมีส่วนประกอบท่ี
สาคัญ คือ “ไดนาโม” แต่จะทางานตรงข้ามกับไดนาโม น่ันคือ มอเตอร์จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าใหเ้ ป็นพลังงานกล
เชน่ พัดลม เครือ่ งปั่น เคร่อื งดูดฝนุ่ เครือ่ งเลน่ VCD ต้เู ย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซกั ผ้า เปน็ ต้น
4. การเปลี่ยนเป็นพลังงานเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียงมีอยู่มากมาย เช่น เครื่องรับวิทยุ
เครื่องบนั ทกึ เสียง เคร่ืองขยายเสียง เปน็ ตน้
ไฟฟา้ ในบา้ น วงจรไฟฟา้ อยา่ งง่าย
วงจรไฟฟ้า หมายถึง เส้นทางสาหรับการไหลของกระแสไฟฟ้า โดยเริ่มจากแหล่งกาเนิดผ่านไปยัง
เคร่ืองใช้ไฟฟ้า แล้วกลับมายังแหล่งกาเนิดอีกครั้ง วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อแบบขนาน ซึ่ง
เป็นการต่อวงจรทาใหอ้ ปุ กรณแ์ ละเครื่องใช้ไฟฟา้ แตล่ ะชนดิ อยคู่ นละวงจร ซ่ึงถา้ เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้าชนิดหน่ึงเกิดขัดข้อง
เน่อื งจากสาเหตุใดกต็ าม เครื่องใชไ้ ฟฟา้ ชนดิ อืน่ ก็ยังคงใช้งานไดต้ ามปกตเิ พราะไม่ได้อย่ใู นวงจรเดยี วกนั
ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป เป็นไฟฟ้ากระแสสลับมีความต่างศักย์ 220 โวลต์ การส่งพลังงาน
ไฟฟา้ เข้าบ้านจะใช้สายไฟ 2 เสน้ คือ
1. สายกลาง หรือสาย N มศี กั ยไ์ ฟฟ้าเป็นศูนย์
2. สายไฟ หรือสาย L มศี กั ยไ์ ฟฟ้าเป็น 220 โวลต์
โดยปกติสาย L และสาย N ที่ต่อเข้าบ้านจะต่อเข้ากับแผงควบคุมไฟฟ้า ซ่ึงเป็นที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้า
ท้ังหมดในบ้านอย่างมีระบบ บนแผงควบคุมไฟฟ้ามักจะประกอบด้วย ฟิวส์รวม สะพานไฟรวม และสะพานไฟย่อย
โดยสะพานไฟย่อยมีไว้เพ่ือแยกและควบคุมการส่งพลงั งานไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้าย่อยตามสว่ นตา่ งๆ ของบ้านเรือน
เชน่ วงจรชั้นล่าง วงจรช้นั บน วงจรในครวั เป็นตน้
รปู ท่ี 1 แสดงตวั อย่างวงจรไฟฟา้ ในบ้าน
ในวงจรไฟฟา้ ในบา้ น กระแสไฟฟ้าจะผ่านมาตรไฟฟ้าทางสาย L เข้าสู่สะพานไฟ ผ่านฟิวสแ์ ละสวิตช์แล้ว
ไหลผ่านเครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ดังนั้นกระแสไฟฟา้ จะไหลผา่ นสาย N ออกมา ดงั รูป
รูปที่ 2 แสดงการไหลของกระแสไฟฟา้ ในบา้ น
อุปกรณ์ทีใ่ ชใ้ นวงจรไฟฟ้า
เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้าเป็นเครื่องอานวยความสะดวกทส่ี ามารถเปลยี่ นรูปพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอ่ืนตามที่
ต้องการได้ง่าย เครื่องใช้ไฟฟ้าท่ีใช้กันอยู่ตามบ้านเรือน เช่น เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า พัดลม หลอดไฟฟ้า
เครื่องซักผ้า เป็นต้น วงจรไฟฟ้าในบ้านนอกจากจะมีเคร่ืองใช้ไฟฟ้าชนิดต่างๆ แล้วยังต้องมีอุปกรณ์ที่จาเป็นอ่ืนๆ
อีก เช่น สายไฟ ฟวิ ส์ สวติ ช์ เต้ารับ-เตา้ เสยี บ เปน็ ตน้
สายไฟ สายไฟเป็นอุปกรณ์สาหรับส่งพลังงานไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยกระแสไฟฟ้าจะนา
พลังงานไฟฟ้าผ่านไปตามสายไฟจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟทาด้วยสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนาไฟฟ้า (ยอมให้
กระแสไฟฟ้าไหลผา่ นได้ดี) ไดแ้ ก่
1. สายไฟแรงสูง ทาด้วยอะลูมิเนียม เพราะอะลูมิเนยี ม มีราคาถูกและนา้ หนักเบากว่าทองแดง
2. สายไฟท่ัวไป (สายไฟในบ้าน) ทาดว้ ยโลหะทองแดง เพราะทองแดงมีราคาถกู กว่าโลหะเงิน
ฟวิ ส์ เปน็ อุปกรณ์ทีท่ าหน้าทป่ี ้องกนั ไมใ่ ห้กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านเข้ามามากเกนิ ไป ถา้ มีกระแสผ่านมามาก
ฟิวส์จะตัดวงจรไฟฟ้าในบ้านโดยอัตโนมัติ ฟิวส์ทาด้วยโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับดีบุก และบิสมัทผสมอยู่ ซ่ึงเป็น
โลหะที่มจี ุดหลอมเหลวตา่ มีความต้านทานสงู มีจุดหลอมเหลวตา่ และมีรปู รา่ งแตกต่างกันไปตามการใช้งาน
รปู ที่ 3 แสดงฟวิ สช์ นิดต่างๆ
สวติ ช์ เป็นอุปกรณ์ทต่ี ดั หรือตอ่ วงจรไฟฟ้าในส่วนที่ตอ้ งการ ทาหนา้ ทค่ี ลา้ ยสะพานไฟ โดยตอ่ อนุกรม
เข้ากบั เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้า มี 2 ประเภท คือ สวติ ช์ทางเดยี ว และสวติ ชส์ องทาง
รูปท่ี 4 แสดงสวติ ช์แบบตา่ งๆ
สะพานไฟ เปน็ อปุ กรณส์ าหรับตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าทั้งหมดภายในบ้าน ประกอบด้วยฐานและคันโยกท่ี
มีลักษณะเป็นขาโลหะ 2 ขา ซึ่งมีที่จับเป็นฉนวน เมื่อสับคันโยกลงไปในร่องท่ีทาด้วยตัวนาไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจาก
มาตรไฟฟา้ จะไหลเข้าสวู่ งจรไฟฟ้าในบา้ น และเม่อื ยกคนั โยกข้ึนกระแสไฟฟ้าจะหยดุ ไหล เช่น การตัดวงจร
รูปที่ 5 แสดงสะพานไฟและฟวิ สใ์ นสะพานไฟ
พลังงานแสง
แสงเป็นพลังงานรปู แบบหน่ึง ซึ่งสามารถเปลีย่ นไปเปน็ พลงั งานรูปอ่ืนได้ แสงชว่ ยให้เรามองเห็นสงิ่ ต่าง ๆ
ได้ แสงเป็นรังสีมีลักษณะการเคล่ือนท่ีเหมือนคล่ืนคือเดินทางเป็นเส้นตรงออกจากแหล่งกาเนดิ ผ่านไปยังตัวกลาง
สามารถจาแนกเปน็ 3 ชนดิ คือ
1. ตัวกลางโปร่งแสง คอื ตัวกลางท่ยี อมให้แสงผา่ นไดด้ ี แต่ผ่านไดไ้ ม่ทง้ั หมด เชน่ หมอกควัน น้าขนุ่
2. ตัวกลางโปรง่ ใส คือตวั กลางทยี่ อมใหแ้ สงผา่ นไปได้หมด เชน่ น้าใส อากาศ
3. ตวั กลางทบึ แสง คือตัวกลางทีแ่ สงผา่ นไปไม่ไดเ้ ลย เช่น กระเบ้ือง กระจกเงา
แหล่งกาเนดิ แสง
คือ สง่ิ ที่ทาให้เกดิ แสง สามารถจาแนกประเภทของแสงตามแหล่งกาเนดิ ได้เปน็ 2 ประเภท คือ
1. แหลง่ กาเนิดแสงจากธรรมชาติ เชน่ ดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์ หิ่งห้อย ปลาทะเลบางชนิด เป็นต้น
2. แหลง่ กาเนดิ แสงที่มนษุ ยส์ ร้างขึ้น เน่อื งจากโลกของเราไมไ่ ด้รบั แสงจากดวงอาทิตย์ในเวลากลางคนื
มนุษย์จงึ คดิ ค้น ประดษิ ฐส์ ่ิงที่เป็นแหลง่ กาเนดิ แสงข้นึ มา เช่น หลอดไฟ ตะเกียง เทยี นไข เป็นตน้
แหล่งกาเนิดแสงที่ใหญ่ทสี่ ุดบนโลกของเรา คือ ดวงอาทิตย์ ซึง่ จะแผ่พลงั งานออกมารอบๆ และแสงก็
เป็นพลงั งานรปู หนึง่ ในหลาย ๆ รปู แบบท่แี ผ่มายังโลก
สมบตั ขิ องแสง
แสงมีบทบาทสาคัญในการดาเนินชีวิตหลากหลายอย่าง ทาให้เรามองเห็นส่ิงต่าง ๆ ท่ีอยู่รอบตัวเรา
แต่บางคร้ังเม่อื เรามองวัตถุกลบั พบวา่ ภาพที่เราเห็นแตกต่างไปจากเดิม ซงึ่ ทัง้ นก้ี ข็ ึน้ อยูก่ ับสมบัติของแสง
1. การสะท้อนของแสง
เป็นสมบัติที่สาคัญอย่างหนึ่งของแสง ซ่ึงเมื่อแสงมาตกกระทบกับพื้นผิวของวัตถุ แนวการเคล่ือนท่ีของ
แสงจากอากาศไปยังผิวของวตั ถุจะเรียกวา่ รังสีตกกระทบ ส่วนแนวการเคลื่อนที่ของแสงผา่ นผิววตั ถุสะท้อนไปยงั
อากาศเรียกว่า รังสีสะท้อน ซ่ึงรังสี 2 เส้นน้ีจะอยู่คนละด้านกัน โดยมีเส้นตรงเส้นหนึ่งก้ันอยู่ระหว่างกลาง ซ่ึง
เสน้ ตรงน้จี ะตอ้ งลากต้ังฉากกับพื้นผิวของวัตถุ ตรงจดุ ท่ีแสงมาตกกระทบและสะท้อนกันพอดี เราเรียกเส้นตรงนี้ว่า
เสน้ ปกติ
รูปที่ 6 แสดงรปู แสดงการสะทอ้ นแสง วัตถุท่ีมผี วิ เรยี บ (บน) วตั ถทุ ่ีมีผวิ ขรขุ ระ (ล่าง)
นอกจากนี้ ระหว่างแนวรังสีตกกระทบ แนวรังสีสะท้อน และเส้นปกติ จะมีมุมเกิดข้ึน 2 มุม คือมุมตก
กระทบ (θi) และมมุ สะท้อน ( θr) ซ่งึ เม่ือทาการวดั คา่ ของมุมตกกระทบกับมมุ สะท้อนของผิววัตถุชนิดตา่ งๆ พบวา่
“ถ้ารังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นปกติ อยู่ในระนาบเดียวกัน ค่าของมุมตกกระทบกับมุมสะท้อนจะ
เท่ากันเสมอ” เพราะฉะนั้น การเขียนรูปแสดงการสะท้อนแสงของวัตถุต่าง ๆ จึงจาเป็นต้องเขียนรูปให้รังสีตก
กระทบ เส้นปกติ และรังสีสะท้อนอยู่ในระนาบเดียวกัน โดยที่มุมตกกระทบจะกางเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ ซ่ึงจาก
การศกึ ษาพบว่า วัตถุตา่ ง ๆ จะสะท้อนแสงได้ไม่เทา่ กันขึน้ อยู่กับลักษณะพ้ืนผิวของวัตถุท่ีใช้ในการสะท้อนแสงของ
วตั ถนุ น้ั ๆ โดยวัตถุท่มี ผี วิ เรยี บจะสะทอ้ นได้ดีกว่าวัตถทุ มี่ ีผวิ ขรุขระและวัตถุทมี่ ผี วิ เรยี บ เปน็ มนั วาวก็จะสะท้อนแสง
ได้ดกี วา่ วตั ถุผวิ ขรุขระทีไ่ ม่เป็นมนั วาว
กฎการสะท้อนของแสง
รงั สีตกกระทบ เส้นปกติ และรังสสี ะท้อนจะอยบู่ นระนาบเดียวกันเสมอ
มมุ ตกกระทบเทา่ กับมุมสะท้อนเสมอ
รูปท่ี 7 แสดงการสะทอ้ นของแสงที่วัตถุผิวเรียบแบบตา่ งๆ
2. การหักเหของแสง
การหกั เหของแสงเปน็ ปรากฏการณ์ท่เี กิดขน้ึ เมอื่ แสงเดินทางผา่ นตวั กลางที่มีความหนาแน่นคา่ หนึ่งไปสู่
ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นอีกค่าหน่ึง ทาให้รังสีเบนไปจากแนวเดิม ซ่ึงการท่ีแสงจะหักเหเข้าหาเส้นปกติ หรือเบน
ออกจากเสน้ ปกติขนึ้ อยู่กบั คา่ ดชั นีหักเหของตัวกลางทั้งสอง พิจารณาตามกฎการหักเหของแสง ดังนี้
- แสงเคลอื่ นทจี่ ากตัวกลางทม่ี ีความหนาแน่นน้อยกว่า ไปสตู่ ัวกลางท่ีมคี วามหนาแน่นมากกว่า รงั สขี อง
แสงจะหกั เหเบนเข้าหาเส้นปกติ
- แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่า ไปสู่ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นน้อยกว่า รังสีของ
แสงจะหักเหเบนออกจากเสน้ ปกติ
ก.เบนออก ข.เบนเข้า
รปู ที่ 8 แสดงการหกั เหของแสงแบบต่างๆ
โดยทั่วไปค่าความหนาแน่นของตัวกลางท่ีโปร่งใส จะแปรผันตรงกับค่าดัชนีหักเหของตัวกลางนั้นๆ น่ัน
คอื ถ้าวตั ถุใดมคี วามหนาแนน่ มาก คา่ ดชั นีหักเหของแสงก็จะมากไปดว้ ย แต่ถ้าวัตถุใดมคี วามหนาแน่นน้อยกจ็ ะมีค่า
ดัชนีหกั เหน้อย คา่ ดชั นีหกั เหแสง α ค่าความหนาแนน่
2. การกระจายแสง
หมายถึง แสงขาวซึ่งประกอบด้วยแสงหลายความถี่ตกกระทบปริซึม แล้วทาให้เกิดการหักเหของแสง
2 ครั้ง (ท่ีผิวรอยต่อของปริซึม ทั้งขาเข้า และขาออก) ทาให้แสงสีต่าง ๆ แยกออกจากกันอย่างเป็นระเบียบเรียง
ตามความยาวคล่นื และความถ่ที ีเ่ ราเรียกว่า สเปกตรมั (Spectrum)
3. การแทรกสอดของแสง (Interference)
การแทรกสอด หมายถึง การที่แนวแสงจานวน 2 เส้นรวมตัวกันในทิศทางเดียวกันหรือหักล้างกัน หาก
เป็นการรวมกัน ของแสงที่มีทิศทางเดียวกัน ก็จะทาให้แสงมีความสว่างมากข้ึน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหักล้างกัน
แสงก็จะสวา่ งน้อยลด การใช้ประโยชนจ์ ากการแทรกสอดของแสง เช่น กล้องถ่ายรปู เครอ่ื งฉายภาพตา่ ง ๆ และการ
ลดแสงจากการสะทอ้ น สว่ นในงานการส่องสวา่ ง จะใชใ้ นการสะท้อนจากแผน่ สะทอ้ นแสง
3.3 ปรากฏการณท์ างธรรมชาติของแสง
1. มิราจ ( Mirage ) เป็นปรากฏการณ์เกิดภาพลวงตา ซึ่งบางคร้ังในวันท่ีอากาศร้อน เราอาจจะ
มองเห็นส่ิงที่เหมือนกับสระน้าอยู่บนถนน ที่เป็นเช่นนนั้ เพราะว่ามีแถบอากาศร้อนใกลถ้ นนที่ร้อน และแถบอากาศ
ที่เย็นกว่า (มีความหนาแน่นมากกวา่ ) อยู่ข้างบนรังสีของแสงจึงค่อยๆ หักเหมากขึ้น เข้าสู่แนวระดับ จนในที่สุดมนั
จะมาถงึ แถบอากาศรอ้ นใกล้พนื้ ถนนท่ีมุมกวา้ งกว่ามมุ วิกฤต จึงเกดิ การสะทอ้ นกลบั หมดน่นั เอง
2. รุ้งกนิ น้า ( Rainbow) เปน็ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ท่เี กดิ จากแสงขาวหกั เหผ่านผวิ ของละอองน้า
ทาให้แสงสีต่าง ๆ กระจายออกจากกันแล้วเกิดการสะท้อนกลับหมดท่ีผิวด้านหลังของละอองน้าแล้วหักเหออกสู่
อากาศ ทาให้แสงขาวกระจายออกเป็นแสงสตี ่าง ๆ กนั แสงจะกระจายตวั ออกเม่ือกระทบถูกผิวของตัวกลาง เราใช้
ประโยชน์จากการกระจายตัวของลาแสง เมื่อกระทบตัวกลางน้ีได้หลากหลาย เช่น ใช้แผ่นพลาสติกใสปิดดวงโคม
เพ่ือลดความจ้าจากหลอดไฟหรือ โคมไฟชนิดปิดแบบตา่ งๆ
รปู ที่ 10 แสดงปรากฏการณร์ งุ้ กินนา้
3. พระอาทิตย์ทรงกลด หรือพระจันทร์ทรงกลด เป็นปรากฏการณ์ท่ีเกิดจากแสงขาวของดวงอาทิตย์ตกกระทบ
กับผลึกของน้าแข็งในบรรยากาศที่เรียงกันตามแนวโค้งของวงกลม แล้วมีการหักเหและสะท้อนกลับหมดภายใน
ผลึก
รูปที่ 11 แสดงการเกิดพระอาทิตยท์ รงกลด
พลงั งานเสียง
การเกิดและการเคลื่อนทข่ี องเสียง
เสียงเป็นพลังงานรูปหนึ่ง เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุสั่นสะเทือนมากเสยี งจะดังมาก และ
เม่ือวัตถุสั่นสะเทือนน้อย เสียงก็จะดังน้อย เสียงเป็นคล่ืนกล คือจะต้องอาศัยตัวกลางในการเคล่ือนท่ี ดังน้ันจึง
สามารถเคล่ือนท่ีผ่านอากาศ ของแข็งหรือของเหลว แต่ไม่สามารถเคล่ือนที่ผ่านสูญญากาศได้ การท่ีเราได้ยินเสยี ง
เป็นเพราะเสียงเคลื่อนที่จากแหล่งกาเนิดเสียงผ่านอากาศเข้ามายังหูของเรา ในที่น้ีเราจะเห็นว่าตัวกลางที่ทาให้
เสียงเคลื่อนทไี่ ด้ ก็คอื อากาศ
อัตราเร็วเสียง ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของตัวกลางทีเ่ สยี งเคล่ือนที่ผ่าน ได้แก่ ความหนาแน่น ความยืดหยุน่
เป็นต้น โดยปกติเสยี งเดินทางในของแข็งไดด้ ที ีส่ ดุ รองลงมาคือของเหลวและก๊าซ นอกจากนีอ้ ตั ราเร็วเสียงยังขึ้นอยู่
กบั อุณหภูมิของตวั กลางทีเ่ สยี งเคล่อื นท่ผี า่ น โดยพบวา่ เมื่ออณุ หภูมสิ งู ขึ้น อัตราเรว็ เสยี งจะมคี ่ามากขน้ึ
ตารางที่ 1 แสดงอตั ราเร็วเสียงในตัวกลางชนดิ ตา่ งๆ
สมบตั ขิ องเสียง เสยี งเป็นคล่นื จงึ มสี มบัติของคล่ืนทุกประการ คอื
การสะทอ้ นของเสียง คอื ปรากฏการณ์ทเี่ กิดข้ึน เมือ่ เสียงเคล่ือนที่จากตัวกลางหนึ่งไปตกกระทบสิ่งกีด
ขวางหรือตัวกลางท่ีมีความหนาแน่น แตกต่างจากตัวกลางเดิมแล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตัวกลางเดิม การสะท้อน
จะเกิดได้ดถี า้ ความยาวคลนื่ ของเสยี งน้อยกวา่ สิง่ กีดขวางการสะท้อนนนั้ เปน็ ไปตามกฎการสะท้อนของคลน่ื คือ
1. ทิศทางคลน่ื ตกกระทบ เส้นปกตแิ ละทิศทางสะท้อนอยูใ่ นระนาบเดียวกนั เสมอ
2. มมุ ตกกระทบเทา่ กับมุมสะทอ้ น เม่อื เสยี งเคลอ่ื นทจ่ี ากตัวกลางท่มี ีความหนาแน่นนอ้ ยไปยังตัวกลางที่
มีความหนาแน่นมาก เสียงจะเกิดการสะท้อนโดยท่ีคลื่นสะท้อนจะมีเฟสเหมือนเดิม แต่ถ้าเสียงเคล่ือนที่จาก
ตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากไปยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยเสียง บางส่วนจะเกิดการสะท้อนโดยที่คล่ืน
สะทอ้ นมีเฟสต่างกนั 180 องศา กบั คลนื่ ตกกระทบและจะมีบางสว่ นที่ถูกส่งผ่านไปยังตัวกลางใหม่
การหกั เหของเสียง
เกดิ เมื่อเสียงเคล่ือนทีจ่ ากตวั กลางหนงึ่ ไปยงั ตวั กลางชนดิ หนึ่ง หรือตัวกลางชนดิ เดยี วกันแตอ่ ณุ หภูมิ
ตา่ งกัน อตั ราเรว็ ของเสยี งเปลย่ี นไปทาให้ทศิ ทางของคลื่นเสียงเปลี่ยนไปดว้ ย ยกเว้นเสยี งตกกระทบตงั้ ฉากกบั
ตัวกลางนน้ั
การแทรกสอดของเสียง การแทรกสอดเกิดข้ึน เม่ือคลื่นมากกว่าสองคลื่นมากระทาซ่ึงกันและกัน แอมพลิจูด
ของคลื่นทั้งสองคลื่นจะมารวมกัน ทาให้ความดังของเสียงเปลี่ยนแปลงไป เม่ือมีการแทรกสอดแบบเสริม ส่วนอัด
ของคลื่นจะเกิดท่ีตาแหน่งตรงกัน ทาให้แอมพลิจูดรวมเพิ่มขึ้น เสียงท่ีได้ยินจะเป็นเสียงที่ดังมากข้ึนกว่าเสียงเดิม
ถ้าการแทรกสอดเป็นแบบหักล้าง ส่วนอัดของคล่ืนลูกหน่ึงจะตรงกับสว่ นขยายของคล่ืนอีกลูกหน่ึงพอดี ทาให้แอม
พลจิ ดู หักลา้ งกันไป เสียงทไ่ี ด้ยินจะเป็นเสยี งคอ่ ย หรอื บางครงั้ อาจจะไมไ่ ดย้ นิ เลย
การเล้ียวเบนของเสยี ง
การเล้ียวเบน เป็นสมบัติอย่างหน่ึงของคล่ืน เสียงสามารถแสดงสมบัติของคล่ืนได้ จึงสามารถเลี้ยวเบน
ผ่านสิ่งกีดขวาง ที่ทึบ ที่เป็นมุม หรือช่องเล็กๆได้ เสียงที่ตาแหน่งหลังส่ิงกีดขวางจะได้ยินเสียงค่อยกว่า ตาแหน่งท่ี
ไม่มีสิ่งกีดขวาง เพราะพลังงานของเสียง ณ ตาแหน่งนั้นลดลงปรากฏการณ์ปรากฏการณ์ การเลี้ยวเบนของเสียง
สามารถอธบิ ายไดโ้ ดยหลักของ "ฮอยเกนส์" ซง่ึ กลา่ ววา่ "ทุกๆจดุ บนหนา้ คลนื่ สามารถทาให้เกิดหนา้ คล่นื ใหม่ได้"
ความดงั และอันตรายทเ่ี กดิ จากเสยี ง
เสียงที่เราได้ยินมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถจาแนกเสียงต่าง ๆ เหล่าน้ันออกจากกันได้โดย
อาศัยคุณสมบตั ิของเสยี ง ได้แก่ ระดบั เสียง
************************************
ใบกิจกรรมท่ี 13
เรื่อง พลังงานในชวี ิตประจาวัน
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 11
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา
คาช้ีแจง ให้ผ้เู รยี นบอกวธิ ีประหยัดและอนรุ กั ษ์พลังงานไฟฟ้า มาคนละ 10 ข้อ
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
......
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
......
............................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ......................................................................
......
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
......
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
......
............................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ......................................................................
......
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
......
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
......
............................................................................................................................. .......................................................
.............................................................................................................................................................. ......................
......
...................................................................................................... ..............................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
......
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
......
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
......
...................................................................................................................................................... ..............................
..................................................................................................... ...............................................................................
......
............................................................................................................................. .......................................................
...
แบบทดสอบหลงั เรียน
เรื่อง พลังงานในชีวติ ประจาวัน
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 11
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา
คาชีแ้ จง ใหว้ งกลมล้อมรอบหน้าคาตอบท่ถี ูกต้องท่สี ดุ เพียงข้อเดยี ว
1. อปุ กรณ์ไฟฟา้ ในขอ้ ใด เปลีย่ นรูปพลงั งานฟ้าเป็นพลงั งานความรอ้ น
ก. หมอ้ หงุ ข้าว เตารดี
ข. โทรศัพท์ เตาไฟฟ้า
ค. วทิ ยุ หลอดไฟฟา้
ง. พัดลม เครอื่ งซักผา้
2. การกระทาในข้อใดไม่ประหยดั พลงั งานจากไฟฟ้า
ข. ใชอ้ ปุ กรณ์ไฟฟ้าท่ีมีคุณภาพ ทนทานไมช่ ารดุ งา่ ย
ค. ทาความสะอาดและตรวจสอบอปุ กรณ์ ไฟฟ้าเป็นประจา
ง. ปิดไฟฟ้าทกุ ครง้ั เมื่อหมดความจาเป็นต้องใช้
3. ข้อใดแตกต่างจากพวก
ก. เตารีด ข. วิทยเุ ทป
ค. เตาอบ ง. หม้อหุงข้าว
4. การต่อเซลล์ไฟฟา้ อย่างง่ายตอ้ งใชอ้ ุปกรณ์ใดบา้ ง
ก. หลอดไฟ สายไฟ เซลลไ์ ฟฟา้
ข. หลอดไฟ มอเตอร์ หลอดไฟฟ้า
ค. สายไฟ สวิตซ์ เซลล์ไฟฟ้า
ง. เซลล์ไฟฟา้ แบตเตอรี่ มอเตอร์
5. ในการทดลองอานาจแม่เหล็กไฟฟ้า ทาไมจงึ ต้องใช้ลวดทองแดงทีม่ ีฉนวนหมุ้
ก. เพอ่ื ให้กระแสไฟฟ้าเดินสะดวก ข. เพื่อใหจ้ บั ลวดไดถ้ นัด
ค. ไม่ให้ลวดบาดมือ ง. ปอ้ งกันไฟฟ้าดดู
6. ขอ้ ใดเปน็ การใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภยั
ก. ถอดปลก๊ั ไฟฟ้าทุกคร้ังเมื่อเลกิ ใช้
ข. ไมเ่ สียบปลั๊กเคร่ืองใช้ไฟฟา้ ในท่เี ดียวกันมากเกนิ ไป
ค. ไม่เลน่ วา่ วใกล้สายไฟ
ง. ถกู ทุกขอ้
7. ถ้าเราต้องซ่อมวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน สง่ิ แรกทต่ี อ้ งกระทาคือข้อใด
ก. ยกสะพานไฟ
ข. ปดิ สวิตซ์ไฟ
ค. ถอดปลก๊ั เสียบออก
ง. ถอดฟิวส์ออก
8. กระแสไฟฟ้าทอ่ี ย่ใู นถ่านไฟฉายเกิดจากอะไร
ก. แบตเตอร่ี
ข. ปฏิกริ ยิ าเคมี
ค. เครอ่ื งกาเนดิ ไฟฟา้
ง. พลงั งานแสงอาทติ ย์
9. อุปกรณไ์ ฟฟ้าในขอ้ ใดเปล่ียนจากพลังงานไฟฟ้าเปน็ พลงั งานกล
ก. เครอื่ งปิง้ ขนมปัง
ข. โคมไฟ
ค. พดั ลม
ง. เตารีด
10. ขอ้ ใดชว่ ยลดการใชพ้ ลงั งานไฟฟ้า
ก. ทาสีผนังด้วยสอี อ่ น
ข. ใชห้ ลอดไฟแบบมีไส้
ค. เปิดหม้ออุ่นข้าวตลอดเวลา
ง. เปดิ แอร์ที่อณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซียส
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น
เรื่อง พลังงานในชีวิตประจาวนั
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 11
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา
คาชีแ้ จง ให้วงกลมลอ้ มรอบหน้าคาตอบทถ่ี ูกต้องที่สุดเพียงขอ้ เดียว
1. อุปกรณ์ไฟฟา้ ในข้อใด เปล่ยี นรูปพลงั งานฟ้าเปน็ พลงั งานความร้อน
ก. หม้อหุงข้าว เตารีด
2. การกระทาในข้อใดไม่ประหยดั พลงั งานจากไฟฟ้า
ข. ใชอ้ ุปกรณไ์ ฟฟ้าทม่ี คี ณุ ภาพ ทนทานไม่ชารุดง่าย
3. ขอ้ ใดแตกตา่ งจากพวก
ข. วทิ ยเุ ทป
4. การต่อเซลล์ไฟฟ้าอยา่ งงา่ ยต้องใช้อุปกรณ์ใดบา้ ง
ก. หลอดไฟ สายไฟ เซลล์ไฟฟ้า
5. ในการทดลองอานาจแม่เหล็กไฟฟา้ ทาไมจึงต้องใช้ลวดทองแดงทม่ี ีฉนวนห้มุ
ง. ปอ้ งกันไฟฟา้ ดูด
6. ขอ้ ใดเปน็ การใชไ้ ฟฟ้าอย่างปลอดภัย
ง. ถกู ทกุ ขอ้
7. ถ้าเราต้องซอ่ มวงจรไฟฟ้าภายในบา้ น ส่งิ แรกทีต่ อ้ งกระทาคอื ข้อใด
ก. ยกสะพานไฟ
8. กระแสไฟฟ้าทอี่ ยใู่ นถา่ นไฟฉายเกิดจากอะไร
ข. ปฏิกิรยิ าเคมี
9. อปุ กรณไ์ ฟฟ้าในข้อใดเปลี่ยนจากพลงั งานไฟฟ้าเปน็ พลังงานกล
ค. พดั ลม
10. ข้อใดชว่ ยลดการใช้พลงั งานไฟฟา้
ง. เปดิ แอร์ทอ่ี ุณหภมู ิ 25 องศาเซลเซยี ส
บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ครั้งท่ี 12 วนั ที่ 22 เดือน มกราคม พ.ศ. 2557 จานวน 2 ช่ัวโมง
เรือ่ ง พลงั งานในชีวิตประจาวัน และการอนุรักษ์
1 ความสาเร็จในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปัญหา/อปุ สรรค ในการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
...
4 สงิ่ ท่ีไม่ได้ปฏิบตั ิตามแผน
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………
…
5 การปรบั ปรุงแผนการจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………….
.
ลงช่อื .......................................................