The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

วนั ที.่ .......... เดอื น.........................พ.ศ............

ความเหน็ /ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


ครงั้ ท่ี 12
แผนการจดั การเรียนรู้รายสปั ดาห์
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

ครั้งที่ 12 วนั ที่ 29 เดือน มกราคม พ.ศ. 2557 จานวน 2 ช่ัวโมง

เรือ่ ง ความสัมพนั ธร์ ะหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์

1. เนอื้ หา
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
- การเกดิ กลางวัน กลางคนื
- การเกดิ ขา้ งขน้ึ ขา้ งแรม
- การเกิดสรุ ยิ ุปราคาและจันทรปุ ราคา
- การเกิดฤดูกาล
- การเกดิ ลมบก ลมทะเล

2. ตวั ช้ีวัด
อธบิ ายอทิ ธิพลของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ท่ีมีผลตอ่ การเกดิ ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์บนโลก

และการนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้

3. บรู ณาการกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

3 ห่วง พอประมาณ มีเหตุผล ภมู คิ ุม้ กันท่ีดี
ประเดน็

การจัดกจิ กรรม วางแผนการจัดกิจกรรมใหส้ อดคลอ้ ง การคดิ วเิ คราะห์ และ กาหนดข้ันตอนการจัด
การเรียนรู้
กบั มาตรฐาน และตัวช้วี ดั ในหลกั สูตร กระบวนการทางานกลุ่ม กิจกรรมการเรยี นรู้ให้
คุณธรรม
ของผู้เรยี น สอดคล้องกบั แผนการ

จดั การเรียนรู้

ครูมคี วามรบั ผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้ ความยุติธรรม ความขยัน อดทน เมตตาต่อผูเ้ รียน

ความพอเพยี ง

4. กิจกรรมการเรียนรู้
4.1 ข้ันนาเขา้ สบู่ ทเรียน
1. ครูผู้สอนพูดคุยกับผู้เรียนถึงเรื่อง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และให้ผู้เรียนแต่ละคน

ยกตัวอย่างปรากฏการณท์ ตี่ นเองรจู้ ักมาคนละ 1 อยา่ ง
2. ครผู ู้สอน อธิบายถึงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทร์ พรอ้ มทง้ั ดู

ภาพประกอบ

4.2 ขนั้ การจดั กิจกรรรมการเรียนรู้
1. ครูผูส้ อนใหผ้ ูเ้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น เร่ือง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ

จานวน 20 ข้อ
2. แบ่งกล่มุ ผ้เู รียนออกเปน็ กลมุ่ ละ 5 คน ศึกษาใบความรู้ที่ 18 เร่อื ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
3. ให้แต่ละกลุ่มส่งตวั แทนนาเสนอหน้าช้นั เรียน กล่มุ ละไมเ่ กนิ 5 นาที
4. ครูผสู้ อนมอบหมายใหผ้ ้เู รียนทาใบกจิ กรรมที่ 14 เรอ่ื ง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

4.3 ขั้นสรปุ
1. ครผู ้สู อนและผ้เู รียนสรปุ สาระสาคัญ เรื่อง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
2. ครผู ูส้ อนเฉลยแบบทดสอบกอ่ นและหลังเรียน พรอ้ มท้งั ตรวจใบกิจกรรม

5. ส่อื อุปกรณแ์ ละแหล่งเรียนรู้
1. ใบความรทู้ ี่ 18 เร่อื ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
2. ใบกจิ กรรมท่ี 14 เร่ือง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
3. แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน เรื่อง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จานวน 20 ขอ้
4. หนังสือแบบเรียน รายวชิ า พว11001 วทิ ยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา
5. อนิ เตอร์เนต็

6. การวดั และประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากการนาเสนอ การแสดงความคิดเห็นรายบุคคล
2. วดั ผลจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น
3. วัดผลจากใบกิจกรรมท่ีมอบหมายใหผ้ ู้เรยี นไปปฏิบตั ิ
4. วัดผลจากแฟม้ สะสมงานของผเู้ รยี น

แบบทดสอบก่อนเรียน

เรอื่ ง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 12
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

คาช้แี จง ใหว้ งกลมล้อมรอบหนา้ คาตอบที่ถูกตอ้ งที่สดุ เพยี งข้อเดยี ว

1. ข้างข้ึนขา้ งแรมเกิดจากสาเหตุใด

ก. โลกโคจรรอบตัวเอง ข. ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลก

ค. ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบตัวเอง ง. ดวงจนั ทร์หมุนรอบตัวเอง

2. การสังเกตเงาของตนเอง สามารถบอกอะไรแก่เรา

ก. เวลา ข. รปู ร่าง

ค. ทิศทาง ง. สภาพอากาศ

3. เราจะเหน็ ดวงจันทร์สวา่ งเตม็ ดวงในวันใด

ก. วนั ข้นึ 8 ค่า ข. วนั แรม 8 คา่

ค. วันขน้ึ 15 คา่ ง. วนั แรม 8 คา่

4. การเกิดจันทรุปราคา เราสามารถสังเกตเห็นไดใ้ นชว่ งเวลาใด

ก. คนื วนั ขา้ งแรม ข. คนื วนั ข้างขึ้น

ค. ในตอนหัวคา่ ง. ในตอนเช้ามดื ใกลส้ วา่ ง

5. ปรากฏการณน์ ้าขึน้ – นา้ ลงบนโลกได้รบั อิทธิพลมาจากแรงดงึ ดูดในข้อใด

ก. โลก ข. ดวงจนั ทร์

ค. ดวงอาทิตย์ ง. ดวงจนั ทรแ์ ละดวงอาทิตย์

6. ข้อใดเป็นลมประจาเวลาของไทย ข. ลมวา่ ว – ลมสนิ ค้า
ก. ลมบก – ลมทะเล ง. ดเี ปรสชั่น
ค. ลมมรสมุ ฤดูรอ้ น

7. เคร่อื งมือวดั ความเร็วของลมตรงกับขอ้ ใด

ก. ไวดแ์ มน ข. บารอมเิ ตอร์

ค. แอนนมิ อเตอร์ ง. เทอรโ์ มมิเตอร์

8. เหตุการณ์ใดแสดงวา่ อากาศชืน้

ก. ในอากาศมีไอน้ามาก ข. ในอากาศมีไอน้าน้อย

ค. ตากผา้ แห้งชา้ ง. เหงื่อระเหยเร็ว

9. ขอ้ ใดไม่ใช่ปัจจยั ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การเกิดลม
ก. อุณหภูมิของอากาศ
ข. ความดนั ของอากาศ
ค. ความชืน้ ของอากาศ
ง. ลกั ษณะภมู ิประเทศ

10. ชาวประมงใชป้ ระโยชนจ์ ากลมทะเลและลมบกตรงกบั ข้อใด
ก. ออกเรือในตอนเช้ามืดให้ลมทะเลพดั ออกสทู่ ะเล
ข. นาเรอื กลบั ในตอนเช้ามดื ให้ลมทะเลพัดเขา้ ฝั่งทะเล
ค. ออกเรอื ในตอนบ่ายใหล้ มทะเลพัดออกสทู่ ะเล

ง. นาเรอื กลับในตอนบา่ ยให้ลมทะเลพัดเขา้ สู่ฝ่ัง

11. การหมุนรอบตัวเองของโลกทาใหเ้ กิดเหตกุ ารณ์ใด
ก. ฤดูกาล
ข. น้าขนึ้ น้าลง
ค. ข้างขึ้นขา้ งแรม
ง. กลางวันกลางคืน

12. ข้อใดไม่ใชช่ ่ือเรยี กของจันทรุปราคา
ก. จันทรคราส
ข. กบกินเดือน
ค. ราหูอมจันทร์
ง. เดือนย้มิ

13. การกาหนดทิศใช้สงิ่ ใดเปน็ หลกั

ก. โลก ข. ดวงดาว

ค. ดวงจันทร์ ง. ดวงอาทิตย์

14. โลกหมนุ รอบตัวเอง 1 รอบ ใชเ้ วลานานเท่าใด

ก. 1 สัปดาห์ ข. 1 ปี

ค. 1 วัน ง. 1 เดอื น

15. การขน้ึ – ตกของดวงอาทิตยม์ ีความสมั พันธ์กบั ปรากฏการณใ์ ด
ก. การเกดิ ขึน้ ของสรุ ยิ ุปราคา
ข. การเกิดกลางวนั กลางคืน
ค. การเกดิ จันทรปุ ราคา
ง. การเกิดข้างข้นึ – ขา้ งแรม

16. คนื จนั ทรด์ ับ หมายความว่าอยา่ งไร
ก. วนั แรม 8 คา่
ข. วนั แรม 15 ค่า
ค. วันข้ึน 8 ค่า
ง. วันขึน้ 15 คา่

17. ข้อใดถอื เปน็ อิทธิพลของดวงจนั ทร์ทีม่ ตี ่อโลก

ก. การเกดิ ฝนดาวตก
ข. การเกดิ กลางวัน – กลางคืน
ค. การเกิดน้าข้ึน – น้าลง
ง. การเกิดฟ้าผ่าในทโี่ ล่งแจง้

18. ถา้ เราไปยนื อยใู่ นบรเิ วณท่เี งาของดวงจันทร์ตกลงมายังโลก จะเห็นดวงอาทติ ย์มลี กั ษะอย่างไร
ก. ดวงอาทติ ยส์ วา่ งจ้าตามปกติ
ข. มเี งาสดี าของโลกมาบังดวงอาทติ ย์
ค. มเี งาสีดาของดวงจันทร์มาบงั ดวงอาทิตย์
ง. ดวงอาทิตยม์ ีสสี ้มเพราะมีแสงสว่างน้อยกวา่ ปกติ

19. ปรากฏการณ์ทเ่ี กดิ จากการทโ่ี ลกหมนุ รอบตัวเอง
ก. นาฬิกาการเกดิ ฤดูกาล
ข. การเกิดนา้ ข้นึ – น้าลง
ค. การเกดิ ข้างข้ึน – ข้างแรม
ง. การขึน้ – ตกของดวงอาทติ ย์

20. ประเทศใดในทวีปเอเชียท่จี ะเห็นดวงอาทติ ย์ขน้ึ ก่อน
ก. ญี่ปนุ่
ข. ประเทศไทย
ค. มาเลเซีย
ง. เวียดนาม

ใบความร้ทู ่ี 19

เรอื่ ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 12

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

1. การเกดิ กลางวนั และกลางคืน
เนือ่ งจาก โลกเป็นบรวิ ารของดวงอาทิตย์ โดยโลกจะหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นเวลา 365 วนั หรือ 1 ปใี น

ขณะเดียวกัน โลกจะหมุนรอบตัวเองโดยกินเวลา 24 ช่ัวโมง จึงส่งผลให้ด้านท่ีโดนแสงจะเป็นเวลากลางวัน ส่วน
ด้านท่ีไม่โดนแสงจะเป็นเวลากลางคืน เม่ือโลกหมุนไปเรื่อย ๆ ด้านที่ไม่โดนแสง หรือกลางคืน จะค่อยๆ หมุน
เปล่ียนมาจนกลายมาเปน็ กลางวนั เราเรยี กปรากฏการณ์นว้ี า่ กลางวัน และกลางคืน

2. การเกดิ ข้างขึ้น - ขา้ งแรม
ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก เป็นวัตถุทึบแสงท่ีมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1/4 ของโลก อยู่ห่างโลก

ประมาณ 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของโลกเท่านั้น ดวงจันทร์จึงเป็นวัตถุธรรมชาติท่ีอยู่ใกล้โลกที่สุด เรา
มองเห็นดวงจันทร์ได้เพราะพ้ืนผิวดวงจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์มาเข้าตาเรา แต่ส่วนสว่างของดวงจันทร์ที่หันมา
ทางโลกไม่เท่ากันทุกวัน ทั้งนี้เพราะดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลก รอบละประมาณ 1 เดือน ดังน้ันขนาดปรากฏของ
ดวงจนั ทร์บนฟา้ จึงเปล่ยี นแปลง เช่นเหน็ เป็นเสยี้ วเล็ก ๆ วันต่อมาเห็นโตข้นึ และหลายวันต่อมาเปน็ จนั ทรเ์ พ็ญ ชว่ ง
นี้เราเรียกว่าดวงจันทร์ข้างข้ึน ซ่ึงหมายความว่าดวงจันทร์สว่างขึ้น ภายหลังข้างขึ้นจะเป็นข้างแรม ขนาดปรากฏ
ของดวงจันทร์สว่างลดลงจากรูปวงกลมเป็นรูปครึ่งวงกลมและเป็นเส้ียวเล็ก ๆ จนมองไม่เห็นเรียกว่าวันเดือนดับ
เราเรียกปรากฏการณ์ การเกิดข้างข้ึนข้างแรมว่า เป็นดิถีของดวงจันทรปฏิทินท่ีอาศัยดวงจันทร์ เรียกว่า ปฏิทิน
จันทรคติ ปฏิทินจันทรคติของไทย กาหนดให้ 1 ปีมี 12 เดือน ได้แก่ เดือนเลขคี่และเดือนเลขคู่ เดือนค่ี คือ เดือน
ขาดมี 29 วัน โดยเร่ิมต้นจากวันขึ้น 1 ค่าถึง แรม 14 ค่า เดือนเหล่านี้คือเดือนอ้าย เดือน 3 เดือน 5 เดือน 7 เป็น

ต้น เดือนคู่ คือเดือนเต็มมี 30 วัน ได้แก่ เดือนยี่ เดือน 4 เดือน 6 เดือน เหล่านี้จึงมีวันกลางเดือนเป็นวันข้ึน 15
ค่า และวนั สิ้นเดือนเปน็ วนั แรม 15 คา่

การเกิดข้างขึ้น - ข้างแรม หมายถึง การมองเห็นดวงจันทร์มืดหรือสว่าง อันเนื่องมาจากดวงจันทร์
โคจรรอบโลก โดยส่วนสว่างท่ีหันมาทางโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับตาแหน่งของดวงจันทร์บนทาง
โคจรรอบโลก

สุริยุปราคา หรือ สุริยคราส เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนเมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาอยู่
ในแนวเส้นตรงเดียวกัน โดยมีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง เงาของดวงจันทร์จะทอดมายังโลก ทาให้คนบนโลก (บริเวณ
เขตใต้เงามืดของดวงจันทร์) มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง หรือบางแห่งเห็นดวงอาทิตย์มืดหมดทั้งดวง ช่วงเวลาที่
เกิดสุริยุปราคาจะกินเวลาไม่นานนัก เช่น เม่ือวันที่ 24 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2538 ประเทศไทยสามารถมองเห็น
สุรยิ ปุ ราคาเตม็ ดวงได้นาน 3 ช่วั โมง นบั ตั้งแต่ดวงจนั ทรเ์ ร่ิมเคลื่อนเขา้ จนเคล่ือนออก

สรุ ิยปุ ราคาจะเกิดขึน้ เฉพาะในเวลากลางวนั และตรงกับวันแรม 15 ค่า หรอื วันขนึ้ 1 ค่า เท่านน้ั ตาแหน่ง
บนพื้นโลกที่อยู่ในเขตใต้เงามืดของดวงจันทร์จะมองเห็นดวงอาทิตย์มืดมิดท้ังดวง เรียกว่า สุริยุปราคาเต็มดวง
ท้องฟา้ จะมืดไปช่วั ขณะ ในขณะท่ตี าแหนง่ บนพน้ื โลกทีอ่ ยภู่ ายใตเ้ ขตเงามัวจะมองเหน็ ดวงอาทิตย์ถูกบังไปบางส่วน
เรยี กวา่ สรุ ยิ ปุ ราคาบางสว่ น สาหรบั การเกิดสุรยิ ปุ ราคาในชว่ งทีด่ วงจันทรอ์ ยหู่ ่างจากโลกมากกว่าปกติ ทาใหเ้ งามืด
ของดวงจันทท์ อดตัวไปไม่ถึงพ้ืนโลก แต่ถา้ ตอ่ ขอบของเงามืดออกไปจนสัมผสั กับพน้ื ผวิ โลกจะเกิดเปน็ เขตเงามัวขึ้น
ตาแหน่งท่ีอยู่ภายใต้เขตเงามัวนี้จะมองเห็นสุริยุปราคาวงแหวนดวงจันทร์มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก แต่ท่ีเรา
มองเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ได้มดิ ก็เพราะดวงจันทรอ์ ยูใ่ กลโ้ ลกมากกว่าดวงอาทติ ย์

สุรยิ ปุ ราคามี 4 ประเภท ได้แก่
- สรุ ิยปุ ราคาบางส่วน มีลกั ษณะ: มเี พียงบางส่วนของดวงอาทติ ยเ์ ทา่ นน้ั ที่ถูกบัง
- สุรยิ ปุ ราคาเตม็ ดวง มลี กั ษณะ : ดวงจันทรบ์ ังดวงอาทติ ย์หมดทงั้ ดวง
- สุริยุปราคาวงแหวน มีลักษณะ: ดวงอาทิตย์มีลักษณะเป็นวงแหวน เกิดเม่ือดวงจันทร์อยู่ในตาแหนง่ ที่
ห่างไกลจากโลก ดวงจันทรจ์ ึงปรากฏเลก็ กวา่ ดวงอาทิตย์
- สุริยุปราคาผสม มีลักษณะ : ความโค้งของโลกทาให้สุริยุปราคาคราวเดียวกันกลายเป็นแบบผสมได้
คือ บางส่วนของโลกเห็นสุริยุปราคาเต็มดวง บางส่วนเห็นสุริยุปราคาวงแหวน บริเวณท่ีเห็นสุริยุปราคาเต็มดวง
เป็นส่วนทอ่ี ยใู่ กลด้ วงจนั ทร์มากกว่า

การเกดิ สุรยิ ปุ ราคา
วงโคจรของโลกและดวงจันทร์

ระบบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ (สุริยวิถี) กับระนาบวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกทามุมกัน
ประมาณ 5 องศา ทาให้ในวันจนั ทร์ดบั ส่วนใหญ่ ดวงจันทร์จะอยู่เหนือหรอื ใต้ดวงอาทิตย์ ซ่ึงสุริยุปราคาจะเกิดข้นึ
กต็ อ่ เมอ่ื ดวงจันทรเ์ คลื่อนท่ีผ่านบรเิ วณจุดตดั ของระนาบวงโคจรทั้งสองในวันจนั ทร์ดบั วงโคจรของดวงจนั ทร์เป็นรูป

วงรี ทาให้ระยะห่างระหว่างดวงจันทร์ของโลกมีความแตกตา่ งกันไดป้ ระมาณ 6 เปอร์เซ็นต์จากค่าเฉลี่ย ด้วยเหตุนี้
ทาให้ขนาดของดวงจันทร์ที่มองจากโลกอาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าปกติได้ ส่งผลกระทบต่อการเกิดสุริยุปราคา
ขนาดของดวงจันทร์เฉล่ีย เม่ือมองจากโลกมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์เล็กน้อย ทาให้สุริยุปราคาส่วนใหญ่จะเกิด
แบบวงแหวน แต่หากในวันท่ีเกิดสุริยุปราคาน้ัน ดวงจันทร์โคจรอยู่ในตาแหน่งท่ีใกล้โลก ก็จะเกิดสุริยุปราคาเต็ม
ดวง ส่วนวงโคจรของโลกก็เป็นวงรีเช่นกัน ระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกก็มีค่าเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ก็
สง่ ผลไมม่ ากนกั กับการเกดิ สุริยปุ ราคา

ดวงจันทร์โคจรรอบโลกใช้เวลาประมาณ 27.3 วัน เมื่อเทียบกับตาแหน่งการโคจรเดิม เรียกว่า เดือน
ดาราคติ แต่โลกก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ในทิศทางเดยี วกัน ทาให้ระยะเวลาจากจันทร์เพ็ญถึงจันทร์เพ็ญอีกคร้ังหนงึ่
กินเวลานานกว่านน้ั คือ ประมาณ 29.6 วนั เรียกว่า เดอื นจนั ทรคติ

การนบั เวลาท่ดี วงจนั ทรโ์ คจรผา่ นจดุ ตัดระหวา่ งวงโคจรของดวงจนั ทร์และโลก (node) โดยเคลอ่ื นที่จาก
ใต้เส้นสุริยะวิถีขึ้นไปทางเหนือ ครบหน่ึงรอบน้ันก็เป็นการนับเดือนอีกวิธีหนึ่งเช่นกัน โดยเดือนแบบน้ีจะสั้นกว่า
แบบแรกเลก็ น้อย เนือ่ งจากวงโคจรของดวงจนั ทร์เอียงไปมาจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ครบรอบในเวลา 18.5
ปี เรยี กเดอื นแบบน้วี ่า เดอื นดราโคนิตกิ

การนับเดอื นอกี แบบหน่งึ คือ นบั จากท่ีดวงจันทร์โคจรจากจดุ ท่ีใกลโ้ ลกท่ีสดุ (เรียกวา่ perigee) ถงึ จดุ น้ี
อกี ครั้ง การนบั แบบนจี้ ะมคี า่ ไมเ่ ท่ากับการนบั แบบดาราคติ เน่ืองจากวงโคจรของดวงจนั ทร์มกี ารสา่ ยโดยรอบซึ่งจะ
ครบหนง่ึ รอบใช้เวลาประมาณ 9 ปี เดอื นแบบน้เี รียกวา่ เดอื นอะนอมัลลสิ ตกิ

การเกิดฤดกู าล
ฤดูกาลเป็นการแบ่งปีเป็นช่วง ๆ ตามสภาพอากาศ ฤดูกาลต่าง ๆ เป็นผลมาจากการที่แกนโลกเอียงไป

จากระนาบการโคจรเล็กน้อย (ประมาณ 23.44 องศา) ในขณะที่โลกโคจรไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์นั้น โลกจะหัน
บางสว่ นเขา้ หาดวงอาทิตย์ตลอดเวลา และบางส่วนจะโดนแสงอาทิตย์น้อยกวา่ สว่ นอื่นๆ สว่ นท่ีโดนแสงอาทิตย์มาก
ก็เป็นฤดรู อ้ นของสว่ นนั้น ๆ และส่วนท่ีโดนแสงอาทิตยน์ อ้ ยกจ็ ะเปน็ ฤดหู นาว

ฤดูกาลของประเทศไทย
เนอ่ื งจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของมรสมุ จงึ ทาใหป้ ระเทศไทยมีฤดกู าลที่เดน่ ชัด 2 ฤดู คือ ฤดฝู นกับฤดู
แล้ง (Wet and Dry Seasons) สลับกัน และสาหรับฤดูแล้งน้ัน ถ้าพิจารณาให้ละเอียดลงไปสามารถแยกออกได้
เป็น 2 ฤดู คอื ฤดรู ้อนกับฤดหู นาว ดงั นั้นฤดกู าลของประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ฤดู คอื

1. ฤดูร้อน
เร่ิมประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เปล่ียนจากมรสุม

ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (หรือท่ีเปล่ียนจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูฝน) เป็นระยะท่ีขั้วโลกเหนือ
หันเข้าหาดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะในเดือนเมษายนประเทศไทยจะเป็นประเทศหน่ึงท่ีต้ังอยู่ในบริเวณท่ีลาแสงของ

ดวงอาทิตย์ จะตั้งฉากกับผิวพื้นโลกในเวลาเที่ยงวัน ทาให้ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มท่ี จึงทาให้
สภาวะอากาศร้อนอบอ้าวโดยท่ัวไป ในฤดูนี้แม้ว่าประเทศไทยอากาศจะร้อนและแห้งแล้ง แต่ในบางคร้ังอาจมีมวล
อากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาถึงประเทศไทยตอนบนได้ ทาให้เกิดการปะทะกันระหว่างมวลอากาศเย็น ที่แผ่
ลงมากับมวลอากาศร้อนท่ีปกคลุมอยู่เหนือประเทศไทย ซ่ึงก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง หรือ
อาจมลี ูกเหบ็ ตกลงมาด้วย ก่อใหเ้ กิดความเสยี หายได้ พายฝุ นฟา้ คะนองทีเ่ กดิ ข้ึนในฤดูนี้มักเรยี กวา่ "พายฤุ ดรู อ้ น"

2. ฤดูฝน
เริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงประมาณกลางเดอื นตุลาคม ฤดูนี้จะเร่ิมเมื่อมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใต้

ซงึ่ เป็นลมช้ืนพัดปกคลุมประเทศไทย ขณะทรี่ อ่ งความกดอากาศต่า (แนวร่องที่ก่อใหเ้ กิดฝน) พาดผ่านประเทศไทย
ทาให้มีฝนชุกท่ัวไป ร่องความกดอากาศต่านี้ปกติจะเร่ิมพาดผ่านภาคใต้ในเดือนเมษายน แล้วจึงเคลื่อนขึ้นไปพาด
ผ่านภาคกลางและภาคตะวนั ออก ภาคเหนือ และตะวนั ออกเฉียงเหนือ ในเดอื นพฤษภาคมและมิถนุ ายนตามลาดับ
ประมาณปลายเดอื นมิถุนายนจะเล่อื นข้นึ ไปพาดผา่ นบริเวณประเทศจนี ตอนใต้ ทาให้ฝนในประเทศไทยลดลงระยะ
หน่ึงและเรียกว่าเป็น "ช่วงฝนทิ้ง" ซ่ึงอาจนานประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ หรือบางปีอาจเกิดข้ึนรุนแรงและมีฝนน้อย
นานนับเดือนได้ ประมาณเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายนร่องความกดอากาศต่าจะเคล่ือนกลับลงมาทางใต้พาดผ่าน
บริเวณประเทศไทย อีกคร้ังหน่ึง โดยจะพาดผ่านตามลาดับจากภาคเหนือลงไปภาคใต้ ทาให้ช่วงเวลาดังกล่าว
ประเทศไทยจะมีฝนชุกต่อเนื่อง โดยประเทศไทยตอนบนจะตกชุกช่วงเดือนสงิ หาคมถึงกันยายน และภาคใต้จะตก
ชุกช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ตลอดช่วงเวลาที่ร่องความกดอากาศต่าเคล่ือนข้ึนลงน้ี ประเทศไทยก็จะได้รับ
อิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุมอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่บางระยะอาจมีกาลังแรง บางระยะอาจมี
กาลังอ่อน ข้ึนอยู่กับตาแหน่งของแนวร่องความกดอากาศต่า ประมาณกลางเดือนตุลาคมมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงเป็นลมหนาวจะเริ่มพัดเข้ามาปกคลุม ประเทศไทยแทนท่ีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซ่ึงเป็น
สัญญาณว่าไดเ้ ร่มิ ฤดูหนาวของประเทศไทยตอนบน เวน้ แตท่ างภาคใตจ้ ะยังคงมฝี นตกชุกต่อไปจนถึงเดือนธันวาคม
ทั้งน้ีเน่ืองจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดลงมาจากประเทศจีนจะพัดผ่านทะเลจีนใต้ และอ่าวไทยก่อนลงไป
ถึงภาคใต้ ซึ่งจะนาความช้ืนลงไปด้วย เม่ือถึงภาคใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออกจึงก่อให้เกิดฝนตกชุกดังกล่าว
ข้างตน้

3. ฤดหู นาว
เร่ิมประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มพัด

ปกคลุมประเทศไทยประมาณกลางเดือนตุลาคม ซงึ่ จะนาความหนาวเยน็ มาสปู่ ระเทศไทย เป็นระยะทขี่ วั้ โลกใต้หัน
เข้าหาดวงอาทิตย์ ตาแหน่งลาแสงของดวงอาทิตย์ทามุมฉากกับผิวพื้นโลก ขณะเที่ยงวันจะอยู่ทางซีกโลกใต้ ทาให้
ลาแสงที่ตกกระทบกับพ้ืนที่ในประเทศไทยเป็นลาแสงเฉียงตลอดเวลา ตาแหน่งร่องความกดอากาศต่า ทิศทาง
มรสมุ และทางเดินพายหุ มุนเขตรอ้ น ทเี่ คล่ือนผา่ นประเทศไทย

การเกิดลมบก ลมทะเล
การเกิดลม

อากาศเม่ือได้รับความร้อนจะขยายตัว ทาให้มีความหนาแน่นน้อยกว่าปกติและลอยตัวสูงขึ้นไป ซึ่ง
เรียกว่า กระแสอากาศ เม่อื อากาศร้อนลอยตวั สงู ข้ึน อากาศในแนวราบจากบริเวณทีม่ ีอุณหภูมติ ่ากว่าเคล่ือนขนาน
กับแนวราบเข้ามาแทนท่ี อากาศท่ีเคล่ือนที่ขนานกับพ้ืนผิวของโลก เรียกว่า 'ลม' ลมจะพัดจากบริเวณท่ีมีอุณหภูมิ
ต่ากว่าหรือบรเิ วณที่มีความกดอากาศสูงกว่า ไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงกว่าหรอื บริเวณท่ีมีความกดอากาศต่ากว่า
กลางวันอุณหภูมิของอากาศเหนือพื้นดินสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศเหนือพ้ืนน้า เน่ืองจากดินและน้ารับความร้อน
จากดวงอาทิตย์ในปริมาณเท่ากันแต่ดินจะมีอุณหภูมิสูงกวา่ น้า ส่วนกลางคืนอุณหภูมิของอากาศเหนือพ้ืนดินจะต่า
กว่าอุณหภูมิของอากาศเหนือพื้นน้า เน่ืองจากดินคายความรอ้ นได้ดีกวา่ นา้ ปรากฏการณ์น้ีจะเกี่ยวข้องกับการเกิด
ลมบก ลมทะเล คือ

- ในเวลากลางวัน อากาศเหนือพื้นดินร้อน ลอยตัวสูงข้ึน อากาศเหนือพื้นน้าเย็นกว่า เคลื่อนท่ีเข้ามา
แทนท่ี เกดิ ลมพดั จากทะเลเข้าสู่ฝ่ัง เรยี กว่า ลมทะเล

- ในเวลากลางคืน อากาศเหนือพื้นน้าร้อน ลอยตัวสูงขึ้น อากาศเหนือพ้ืนดินเย็นกว่า เคล่ือนที่เข้ามา
แทนที่ เกดิ ลมพัดจากบกออกสูท่ ะเล เรียกวา่ ลมบก

********************************

ใบกิจกรรมที่ 14

เร่อื ง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 12

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาชแ้ี จง ให้ผู้เรยี นอธิบายสาเหตุการเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตก

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………

แบบทดสอบหลังเรยี น

เรื่อง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ

ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 12
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

คาชแ้ี จง ให้วงกลมลอ้ มรอบหนา้ คาตอบที่ถูกต้องท่ีสดุ เพยี งข้อเดยี ว

1. ข้างขน้ึ ขา้ งแรมเกิดจากสาเหตใุ ด

ก. โลกโคจรรอบตัวเอง ข. ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลก

ค. ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบตวั เอง ง. ดวงจันทรห์ มุนรอบตัวเอง

2. การสังเกตเงาของตนเอง สามารถบอกอะไรแกเ่ รา

ก. เวลา ข. รปู รา่ ง

ค. ทศิ ทาง ง. สภาพอากาศ

3. เราจะเหน็ ดวงจันทร์สว่างเตม็ ดวงในวนั ใด

ก. วนั ขึน้ 8 ค่า ข. วันแรม 8 คา่

ค. วันขึน้ 15 ค่า ง. วันแรม 8 ค่า

4. การเกิดจันทรุปราคา เราสามารถสงั เกตเหน็ ได้ในช่วงเวลาใด

ก. คืนวันขา้ งแรม ข. คืนวนั ข้างข้ึน

ค. ในตอนหวั คา่ ง. ในตอนเชา้ มดื ใกล้สวา่ ง

5. ปรากฏการณน์ ้าข้นึ – น้าลงบนโลกได้รบั อิทธิพลมาจากแรงดงึ ดดู ในข้อใด

ก. โลก ข. ดวงจันทร์

ค. ดวงอาทิตย์ ง. ดวงจนั ทรแ์ ละดวงอาทิตย์

6. ขอ้ ใดเปน็ ลมประจาเวลาของไทย ข. ลมว่าว – ลมสินค้า
ก. ลมบก – ลมทะเล ง. ดเี ปรสชน่ั
ค. ลมมรสุมฤดูร้อน

7. เคร่ืองมือวัดความเร็วของลมตรงกับขอ้ ใด

ก. ไวดแ์ มน ข. บารอมเิ ตอร์

ค. แอนนิมอเตอร์ ง. เทอรโ์ มมเิ ตอร์

8. เหตุการณ์ใดแสดงว่าอากาศชื้น

ก. ในอากาศมีไอน้ามาก ข. ในอากาศมีไอน้าน้อย

ค. ตากผา้ แห้งช้า ง. เหงื่อระเหยเรว็

9. ข้อใดไม่ใช่ปัจจยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการเกิดลม
ก. อณุ หภมู ขิ องอากาศ
ข. ความดันของอากาศ
ค. ความชื้นของอากาศ
ง. ลกั ษณะภูมิประเทศ

10. ชาวประมงใช้ประโยชนจ์ ากลมทะเลและลมบกตรงกบั ข้อใด
ก. ออกเรอื ในตอนเช้ามืดใหล้ มทะเลพัดออกสูท่ ะเล
ข. นาเรือกลับในตอนเชา้ มดื ให้ลมทะเลพัดเขา้ ฝง่ั ทะเล
ค. ออกเรอื ในตอนบ่ายใหล้ มทะเลพัดออกสทู่ ะเล
ง. นาเรือกลบั ในตอนบ่ายให้ลมทะเลพดั เข้าสู่ฝ่ัง

11. การหมนุ รอบตวั เองของโลกทาให้เกิดเหตกุ ารณใ์ ด
ก. ฤดูกาล
ข. น้าข้นึ นา้ ลง
ค. ขา้ งขึ้นข้างแรม
ง. กลางวนั กลางคืน

12. ขอ้ ใดไม่ใช่ช่อื เรยี กของจนั ทรปุ ราคา
ก. จนั ทรคราส
ข. กบกินเดือน
ค. ราหอู มจันทร์
ง. เดอื นยิม้

13. การกาหนดทิศใช้สงิ่ ใดเป็นหลกั

ก. โลก ข. ดวงดาว

ค. ดวงจนั ทร์ ง. ดวงอาทติ ย์

14. โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ใชเ้ วลานานเท่าใด

ก. 1 สปั ดาห์ ข. 1 ปี

ค. 1 วัน ง. 1 เดอื น

15. การขน้ึ – ตกของดวงอาทติ ยม์ คี วามสัมพันธก์ บั ปรากฏการณ์ใด
ก. การเกิดขึ้นของสรุ ิยุปราคา
ข. การเกดิ กลางวัน กลางคนื
ค. การเกดิ จันทรปุ ราคา
ง. การเกิดข้างขึน้ – ขา้ งแรม

16. คืนจันทร์ดับ หมายความวา่ อยา่ งไร
ก. วนั แรม 8 คา่
ข. วันแรม 15 ค่า
ค. วันขึน้ 8 คา่
ง. วันข้นึ 15 คา่

17. ข้อใดถือเปน็ อทิ ธิพลของดวงจนั ทร์ที่มีต่อโลก
ก. การเกิดฝนดาวตก
ข. การเกิดกลางวนั – กลางคืน
ค. การเกดิ นา้ ขึ้น – น้าลง
ง. การเกดิ ฟ้าผ่าในทโ่ี ลง่ แจง้

18. ถ้าเราไปยนื อยใู่ นบรเิ วณทเ่ี งาของดวงจนั ทร์ตกลงมายังโลก จะเหน็ ดวงอาทิตย์มลี ักษะอย่างไร
ก. ดวงอาทิตยส์ ว่างจา้ ตามปกติ
ข. มีเงาสีดาของโลกมาบังดวงอาทติ ย์
ค. มเี งาสีดาของดวงจันทรม์ าบังดวงอาทติ ย์
ง. ดวงอาทิตยม์ ีสีสม้ เพราะมแี สงสว่างน้อยกวา่ ปกติ

19. ปรากฏการณ์ที่เกดิ จากการทีโ่ ลกหมุนรอบตัวเอง
ก. นาฬกิ าการเกดิ ฤดกู าล
ข. การเกิดนา้ ขึน้ – นา้ ลง
ค. การเกิดข้างข้นึ – ขา้ งแรม
ง. การขึ้น – ตกของดวงอาทติ ย์

20. ประเทศใดในทวีปเอเชยี ที่จะเห็นดวงอาทิตย์ขน้ึ ก่อน

ก. ญปี่ นุ่
ข. ประเทศไทย
ค. มาเลเซีย
ง. เวยี ดนาม

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียน

เรือ่ ง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 12

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

1. ข้างขนึ้ ขา้ งแรมเกิดจากสาเหตใุ ด
ค. ดวงจันทร์โคจรรอบตวั เอง

2. การสังเกตเงาของตนเอง สามารถบอกอะไรแกเ่ รา
ก. เวลา

3. เราจะเห็นดวงจันทร์สว่างเตม็ ดวงในวนั ใด
ค. วนั ข้ึน 15 คา่

4. การเกิดจนั ทรปุ ราคา เราสามารถสงั เกตเหน็ ได้ในช่วงเวลาใด
ข. คืนวนั ขา้ งขึ้น

5. ปรากฏการณ์น้าขึ้น – น้าลงบนโลกได้รับอิทธิพลมาจากแรงดงึ ดูดในข้อใด
ข. ดวงจนั ทร์

6. ข้อใดเป็นลมประจาเวลาของไทย
ก. ลมบก – ลมทะเล

7. เครอื่ งมือวดั ความเรว็ ของลมตรงกับข้อใด
ค. แอนนิมอเตอร์

8. เหตุการณ์ใดแสดงว่าอากาศชน้ื
ค. ตากผา้ แหง้ ชา้

บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
คร้งั ท่ี 12 วนั ที่ 29 เดอื น มกราคม พ.ศ. 2557 จานวน 2 ช่ัวโมง
เร่ือง ความสัมพันธ์ระหวา่ งดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์
1 ความสาเรจ็ ในการจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปญั หา/อปุ สรรค ในการจัดการเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปัญหา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
...
4 สงิ่ ที่ไม่ได้ปฏบิ ตั ติ ามแผน
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………

5 การปรับปรุงแผนการจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………….
.

ลงช่อื .......................................................
.....................................................

วันท่ี........... เดือน.........................พ.ศ............

ความเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


ครง้ั ท่ี 13
แผนการจดั การเรียนรรู้ ายสปั ดาห์
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์ และ พว03007 วิทยาศาสตรก์ ับการถนอมอาหาร ระดบั ประถมศึกษา

คร้งั ที่ 14 วนั ท่ี 5 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 จานวน 2 ชั่วโมง

เรื่อง อาชีพชา่ งไฟฟ้า

1. เนอ้ื หา
อาชีพช่างไฟฟา้
- ประเภทของไฟฟา้
- วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือชา่ งไฟฟ้า
- วสั ดอุ ุปกรณท์ ี่ใช้ในวงจรไฟฟา้
- การตอ่ วงจรไฟฟา้ อย่างง่าย
- กฎของโอหม์
- การเดนิ สายไฟฟา้ อยา่ งง่าย
- การใชเ้ ครือ่ งใช้ไฟฟา้
- ความปลอดภยั และอุบตั เิ หตุจากอาชีพชา่ งไฟฟ้า
- การบรหิ ารจัดการและการบริการ
- โครงงานวิทยาศาสตรส์ ่อู าชีพ
- คาศพั ท์ทางไฟฟ้า

2. ตัวชี้วดั
อธบิ าย การออกแบบ วางแผน ทดลอง ทดสอบ ปฏิบัตกิ าร เรอื่ งไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย คดิ

วิเคราะห์ เปรียบเทียบข้อดี ขอ้ เสยี ของการตอ่ วงจงไฟฟ้าแบบอนุกรม แบบขนาน แบบผสม ประยกุ ตแ์ ละ
เลือกใช้ ความรู้ ทักษะอาชีพ ชา่ งไฟฟ้า ให้เหมาะสมกับด้านบริหารจัดการและการบรกิ าร

3. บรู ณาการกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

3 หว่ ง พอประมาณ มีเหตผุ ล ภมู ิคมุ้ กนั ท่ดี ี
ประเดน็
การจดั กิจกรรม วางแผนการจัดกจิ กรรมใหส้ อดคล้อง การคิดวิเคราะห์ และ กาหนดขั้นตอนการจัด
การเรยี นรู้
กับมาตรฐาน และตวั ช้วี ดั ในหลกั สูตร กระบวนการทางานกลุม่ กจิ กรรมการเรียนร้ใู ห้
คุณธรรม
ของผูเ้ รยี น สอดคล้องกับแผนการ

จดั การเรยี นรู้

ครูมคี วามรับผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้ ความยุตธิ รรม ความขยนั อดทน เมตตาต่อผ้เู รียน

ความพอเพียง

4. กิจกรรมการเรยี นรู้
4.1 ขนั้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1. ครูผู้สอนพูดคุยกับผู้เรียนเกี่ยวกับการดาเนินชีวิตที่อยู่ปัจจุบันและประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าไม่มี

ไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร ครูสนทนาเพิ่มเติมว่าผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย ข้อดี ข้อเสีย ของการใช้วัสดุ
เครื่องมือไฟฟ้า และการเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกับตนเองหรือครอบครัวอย่างไรของแต่ละประเทศในประเทศ
สมาคมอาเซียน

2. ครูผู้สอนให้ความรู้เกี่ยวกับวัสดุเคร่ืองมือช่างไฟฟ้า และข้อควรระวังในวิธีการเลือกใช้วัสดุ
อุปกรณ์เคร่ืองมอื ช่างไฟฟ้าได้อยา่ งถูกต้องและปลอดภัย

4.2 ข้ันการจดั กิจกรรรมการเรยี นรู้
1. ครผู ู้สอนใหผ้ ูเ้ รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น เรื่อง วสั ดอุ ปุ กรณช์ า่ งไฟฟา้

จานวน 5 ข้อ
2. ให้ผเู้ รยี นแบ่งกลุ่มออกเปน็ 4 กลุ่ม เพือ่ สืบค้นข้อมลู จากใบความรทู้ ี่ 19 เรื่อง วสั ดุอุปกรณ์ไฟฟ้า
3. ใหแ้ ต่ละกล่มุ ส่งตัวแทนนาเสนอหน้าช้นั เรียน กลุม่ ละไมเ่ กิน 5 นาที
4. ครูผู้สอบมอบหมายให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มทาโครงงานเกี่ยวกับการต่อวงจรไฟฟ้าในแบบต่าง ๆ และ

นาเสนอในการพบกลุม่ คร้ังตอ่ ไป
5. ครผู สู้ อนมอบหมายใหผ้ เู้ รียนทาใบกจิ กรรมท่ี 15 เรื่อง วสั ดอุ ุปกรณ์ไฟฟ้า

4.3 ขน้ั สรุป
1. ครูผ้สู อนและผ้เู รยี นสรุปสาระสาคัญ เรือ่ ง วัสดอุ ปุ กรณช์ ่างไฟฟา้
2. ครผู สู้ อนเฉลยแบบทดสอบกอ่ นและหลังเรยี น พรอ้ มทง้ั ตรวจใบกจิ กรรม

5. สอื่ อปุ กรณแ์ ละแหล่งเรียนรู้
1. ใบความรูท้ ่ี 19 เร่ือง วัสดุอปุ กรณไ์ ฟ
2. ใบกิจกรรมท่ี 15 เรื่อง วัสดุอุปกรณไ์ ฟฟา้
3. แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียน เร่อื ง วสั ดอุ ปุ กรณช์ ่างไฟฟา้ จานวน 5 ขอ้
4. หนงั สอื แบบเรียน รายวิชา พว11001 วทิ ยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษา
5. อนิ เตอร์เนต็

6. การวัดและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากการนาเสนอ การแสดงความคิดเหน็ รายบคุ คล
2. วดั ผลจากแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น

3. วดั ผลจากใบกจิ กรรมท่ีมอบหมายใหผ้ ู้เรียนไปปฏบิ ัติ
4. วัดผลจากแฟ้มสะสมงานของผ้เู รยี น

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

เร่อื ง วัสดุอปุ กรณ์ช่างไฟฟา้

ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 13
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาช้แี จง ใหว้ งกลมรอบลอ้ มหน้าคาตอบท่ถี ูกต้องทส่ี ดุ เพยี งข้อเดียว
1. เคร่อื งกาเนิดไฟฟ้าเป็นเคร่ืองมือเปลยี่ นรูปพลังงานอย่างไร

ก. พลังงานเสยี งเป็นพลงั งานไฟฟา้
ข. พลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า
ค. พลงั งานความร้อนเปน็ พลงั งานไฟฟ้า
ง. พลังงานแสงเป็นพลงั งาน

2. ฟิวสส์ มบัติอย่างไร
ก. เปน็ ตวั นาไฟฟา้ ความต้านทานสงู
ข. เปน็ ตัวนาไฟฟ้า ความต้านทานต่า
ค. เปน็ ตัวนาไฟฟ้า ความตา้ นทานตา่ จัดหลอมเหลวต่า
ง. เปน็ ตวั นาไฟฟ้า ความต้านทานตา่ จดุ หลอมเหลวสงู

3. เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้าชนดิ ใดให้พลังงานมากกว่า 1 ชนดิ

ก. กระทะไฟฟา้ ข. เครอ่ื งปัน่ น้าผลไม้

ค. วทิ ยุ ง. โทรทัศน์

4. กระแสไฟฟ้าท่ีอยใู่ นถา่ นไฟฉายเกิดจากอะไร

ก. แบตเตอร์ร่ี ข. ปฏิกิรยิ าเคมี

ค. เครือ่ งกาเนดิ ไฟฟ้า ง. พลังงานแสงอาทติ ย์

5. ข้อใดเปล่ียนพลังงานเคมเี ป็นพลงั งานไฟฟ้า

ก. โทรทศั น์ ข. ถา่ นไฟฉาย

ค. กล้องดจิ ิตอล ง. เครือ่ งป่ันผลไม้

ใบความร้ทู ี่ 19

เรือ่ ง วัสดอุ ุปกรณเ์ ครอื่ งมือช่างไฟฟ้า
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 13

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

วัสดุอปุ กรณ์ที่ใชใ้ นการปฏบิ ัติงานชา่ งไฟฟ้าทค่ี วรรมู้ ี ดังน้ี
1. ไขควง แบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1. ไขควงแบบปากแบน 2. ไขควงแบบฟิลลิป หรือสี่แฉก ขนาดและ

ความหนาของปากไขควงทัง้ สองแบบจะมขี นาดต่าง ๆ กัน ขนึ้ อยกู่ ับขนาดของหัวสกรูทใ่ี ชใ้ นการคลาย หรอื ขนั สกรู
โดยปกตกิ ารขันสกรูจะหมุนไปทางขวาตามเข็มนาฬกิ า สว่ นการคลายสกรจู ะหมนุ ไปทางซา้ ยทวนเขม็ นาฬิกา

ไขควงอีกประเภทหนึ่ง เป็นไขควงเฉพาะงานไฟฟ้า คือ ไขควงวัดไฟฟ้า ซึ่งเป็นไขควงที่มีหลอดไฟอยู่ที่
ดา้ ม ใช้ในการทดสอบวงจรไฟฟา้

2. มดี สว่ นใหญเ่ ป็นมดี พับหรือคตั เตอร์ ใช้ในการปอกฉนวน ตดั หรอื ควั่น ฉนวนของสายไฟฟา้
3. คีม เปน็ อุปกรณท์ ใ่ี ช้ในการบบี ตดั ม้วนสายไฟฟ้า สามารถแบง่ ออกได้ ดังนี้

3.1) คีมตัด เป็นคีมตัดแบบด้านข้าง ใช้ตัดสายไฟฟ้าสายเกลียว สายเกลียวอ่อน และสายส่ง
กาลังไฟฟ้าทม่ี ขี นาดเล็ก

3.2) คมี ปากจิ้งจก เปน็ คมี ท่ใี ช้สาหรบั งานจบั ดงึ หรือขมวดสายไฟเสน้ เล็ก
3.3) คมี ปากแบน เปน็ คมี ใชต้ ัด บีบ หรอื ขมวดสายไฟ
4) คมี ปากกลม เปน็ คีมที่ใช้สาหรบั ทาหูสาย (ม้วนหวั สาย สาหรบั งานยึดสายไฟเขา้ กบั หลักสาย

5) คีมปอกสาย ใช้สาหรับปอกฉนวนของสายไฟฟ้า สายเกลียวอ่อน และสายส่งกาลังไฟฟ้า คีมปอก
ฉนวนจะใช้กับสายไฟที่มีขนาดของลวดตัวนาเฉพาะเท่านั้น คีมปอกสายควรหุ้มด้วยฉนวน เช่น พลาสติก เพ่ือ
ปอ้ งกันไฟฟา้ ร่ัว หรอื ไฟฟ้าดดู

4. สวา่ น ใช้ในการเจาะยดึ อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สวิตซ์ โคมไฟฟ้า แป้นไม้ ซงึ่ ยึดดว้ ยนอ๊ ต หรอื สกรู จาเป็น
ตอ้ งเจาะรู การเจาะสามารถทาได้โดยใช้สว่าน หรอื บดิ หล่า
สวา่ นที่ใช้มี 3 แบบ คือ

1) สวา่ นขอ้ เสือ
2) สวา่ นเฟอื ง
3) สวา่ นไฟฟา้

5. ค้อน ใช้ในงานตอกตะปู เพื่อยึดเข็มขัดรัดสาย (clip) ให้ติดกับผนัง หรืองานนาศูนย์สาหรับการเจาะ
โลหะ คอนกรีต พื้นปนู คอ้ นทใี่ ช้จะมขี นาด และนา้ หนักแตกต่างกนั แตท่ น่ี ิยมใชจ้ ะมนี ้าหนัก 200 กรมั

วสั ดุอุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นวงจรไฟฟา้
1. สายไฟ เปน็ อุปกรณส์ าหรบั สง่ พลงั งานไฟฟ้าจากทีห่ นึ่งไปยงั อีกทห่ี น่ึง โดยกระแสไฟฟา้ จะนาพลังงาน

ไฟฟ้าผ่านไปตามสายไฟจนถึงเครื่องใชไ้ ฟฟ้า สายไฟทาด้วยสารที่มีคุณสมบตั ิเปน็ ตวั นาไฟฟ้า (ยอมให้กระแสไฟฟา้
ไหลผา่ นไดด้ ี) ไดแ้ ก่ 1) สายไฟแรงสูง ทาด้วยอะลูมเิ นียม เพราะอะลมู ิเนยี มมรี าคาถกู และน้าหนักเบากว่าทองแดง
2) สายไฟท่ัวไป (สายไฟในบา้ น) ทาดว้ ยโลหะทองแดง เพราะทองแดงมรี าคาถกู วา่ โลหะเงิน

2. ฟิวส์ เป็นอุปกรณ์ท่ีทาหน้าที่ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้ามามากเกินไป ถ้ามีกระแสผ่านมา
มากฟิวส์จะตัดวงจรไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ฟิวส์ทาด้วยโลหะผสมระหว่างตะก่ัว กับดีบุก และบิสมัทผสมอยู่ ซ่ึงเป็น
โลหะท่มี ีจุดหลอดเหลวตา่ มีความตา้ นทานสงู และมรี ูปรา่ งแตกต่างกนั ไปตามความต้องการใช้งาน

3. สวิตซ์ เปน็ อุปกรณ์ทต่ี ัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ ทาหนา้ ท่ีคลา้ ยสะพานไฟ โดยตอ่ อนุกรม
เข้ากับเครือ่ งใชไ้ ฟฟ้า สวิตซม์ ี 2 ประเภท คือ สวติ ซท์ างเดยี ว และสวิตซส์ องทาง

4. สะพานไฟ เป็นอปุ กรณ์สาหรบั ตดั หรือตอ่ วงจรไฟฟ้า ประกอบด้วย ฐาน และคนั โยกที่มีลกั ษณะเป็น
ขาโลหะ 2 ขา ซ่ึงมีท่ีจับเป็นฉนวน เม่ือสับคันโยกลงไปในช่องท่ีทาด้วยตัวนาไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจากมาตรไฟฟ้าจะ
ไหลเขา้ สู่วงจรไฟฟ้า และเมอ่ื ยกคนั โยกขึ้นกระแสไฟฟ้าจะหยุดไหล

5. สตาร์ตเตอร์ (Starter) หมายถึง อุปกรณ์นอกเหนือสวิตช์หลัก ทาหน้าท่ีต่อหรือตัดวงจรอุ่นไส้ก่อน
ของหลอดสตาร์ตเตอร์ แบง่ เปน็ 2 ประเภท

1. สตาร์ตเตอร์ไม่มขี ีดจากดั ระยะเวลาการทางาน
2. สตารต์ เตอร์มีขีดจากัดระยะเวลาการทางาน ซง่ึ แบ่งเป็น 3 ชนิด ดังต่อไปนี้

1) ชนดิ ไมส่ ามารถตัง้ ใหม่ได้
2) ชนดิ ตั้งใหมไ่ ด้
3) ชนดิ ต้ังใหมไ่ ด้อัตโนมตั ิ โดยการกระตุ้นดว้ ยสวติ ช์หลกั หรือวิธกี ารอนื่ ๆ ท่ีออกแบบไว้โดยมี
วัตถุประสงคเ์ พอื่ การจุดหลอด
6. บัลลาสต์ (Ballast) ทาหน้าที่เพิ่มความต่างศักย์ไฟฟ้า มีความต้านทานต่อไฟฟ้ากระแสสลับสูงบัล
ลาสต์ทีใ่ ชแ้ บ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) บัลลาสต์แม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Ballast) เป็นบัลลาสต์ท่ีใช้ขดลวดพันรอบแกน
เหล็กเพือ่ ทางานเปน็ Reactor ตอ่ อนกุ รมกับหลอด
2) บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Ballast) เป็นบัลลาสต์ที่ใชว้ งจรอิเล็กทรอนิกส์ทางานจะมี
ราคาค่อนข้างแพง แต่มีข้อดีกว่าบัลลาสต์แม่เหล็กไฟฟ้าหลายข้อ คือ ช่วยเพ่ิมประสทิ ธิภาพของหลอด ไม่เกิดการ
กระพริบหรือเกิดแสงวาบ สามารถเปิดติดทันทีไม่ต้องใช้สตาร์ตเตอร์ เพิ่มอายุการใช้งานของหลอด และไม่ต้อง
ปรับปรงุ เรื่องตัวประกอบกาลัง (Power Factor P.F.) นอกจากน้ยี งั ไมม่ เี สียงรบกวน และน้าหนกั เบาอกี ด้วย
7. มิเตอรไ์ ฟฟา้

เราสามารถตรวจสอบกระแสไฟฟ้าในเส้นลวดได้ โดยแขวนแท่งแม่เหล็กใกล้ๆเส้นลวด แล้วสังเกต
การเบนของแท่งแม่เหล็ก แนวความคิดนี้นาไปสู่การสร้างเคร่ืองวัด(มิเตอร์) การเบนของเข็มบนสเกลจะบอก
ปรมิ าณของกระแสไฟฟา้ เป็นเคร่อื งวดั ความตา่ งศักย์ไฟฟา้ ได้

ใบกิจกรรมท่ี 15

เรอื่ ง วัสดอุ ปุ กรณ์ไฟฟา้
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 13

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

คาชแี้ จง 1. ใหผ้ เู้ รียนศึกษาใบความรูท้ ี่ 19 เรอ่ื ง วสั ดอุ ุปกรณไ์ ฟฟา้
2. ใหผ้ ้เู รียนอธิบายคาจากดั ความของวัสดอุ ุปกรณ์ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ฟิวส์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. สวติ ซ์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. สะพานไฟ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. บลั ลาสต์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. มเิ ตอรไ์ ฟฟา้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


แบบทดสอบหลังเรยี น

เรื่อง วัสดอุ ปุ กรณ์ช่างไฟฟา้

ใช้ประกอบแผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 13
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

คาช้ีแจง ให้วงกลมรอบลอ้ มหน้าคาตอบท่ีถูกตอ้ งทสี่ ดุ เพียงขอ้ เดยี ว
1. เคร่อื งกาเนดิ ไฟฟ้าเป็นเคร่ืองมือเปล่ยี นรูปพลงั งานอย่างไร

ก. พลงั งานเสยี งเปน็ พลงั งานไฟฟา้
ข. พลังงานกลเปน็ พลงั งานไฟฟ้า
ค. พลงั งานความร้อนเปน็ พลังงานไฟฟ้า
ง. พลงั งานแสงเป็นพลังงาน

2. ฟิวสส์ มบัติอย่างไร
ก. เป็นตวั นาไฟฟ้า ความตา้ นทานสูง
ข. เปน็ ตัวนาไฟฟา้ ความตา้ นทานตา่
ค. เป็นตัวนาไฟฟ้า ความตา้ นทานตา่ จัดหลอมเหลวต่า
ง. เป็นตวั นาไฟฟ้า ความต้านทานตา่ จุดหลอมเหลวสงู

3. เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้าชนดิ ใดให้พลงั งานมากกว่า 1 ชนิด

ก. กระทะไฟฟ้า ข. เครอ่ื งป่นั น้าผลไม้

ค. วทิ ยุ ง. โทรทัศน์

4. กระแสไฟฟ้าที่อยใู่ นถ่านไฟฉายเกดิ จากอะไร

ก. แบตเตอรร์ ่ี ข. ปฏกิ ิรยิ าเคมี

ค. เครือ่ งกาเนดิ ไฟฟา้ ง. พลงั งานแสงอาทติ ย์

5. ข้อใดเปลย่ี นพลงั งานเคมเี ป็นพลงั งานไฟฟา้

ก. โทรทัศน์ ข. ถ่านไฟฉาย

ค. กลอ้ งดิจติ อล ง. เคร่อื งป่นั ผลไม้

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น

เร่อื ง วัสดุอปุ กรณ์ช่างไฟฟา้
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 13

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

1. เครือ่ งกาเนิดไฟฟา้ เปน็ เครือ่ งมือเปล่ยี นรูปพลงั งานอย่างไร
ก. พลงั งานเสียงเป็นพลังงานไฟฟ้า

2. ฟวิ ส์สมบัตอิ ยา่ งไร
ค. เป็นตวั นาไฟฟา้ ความต้านทานตา่ จดั หลอมเหลวตา่

3. เครอ่ื งใช้ไฟฟา้ ชนดิ ใดให้พลงั งานมากกว่า 1 ชนิด
ง. โทรทศั น์

4. กระแสไฟฟ้าท่ีอยู่ในถา่ นไฟฉายเกดิ จากอะไร
ข. ปฏิกริ ิยาเคมี

5. ขอ้ ใดเปลยี่ นพลังงานเคมเี ป็นพลังงานไฟฟา้
ข. ถ่านไฟฉาย

เฉลยใบกจิ กรรมที่ 15

เรอ่ื ง วสั ดุอุปกรณ์ไฟฟ้า
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 13

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

1. ฟิวส์
ตอบ เปน็ อปุ กรณ์ท่ีทาหนา้ ทป่ี อ้ งกนั ไมใ่ ห้กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านเขา้ มามากเกนิ ไป ถ้ามีกระแสผ่านมามากฟวิ ส์จะ

ตัดวงจรไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ฟิวส์ทาด้วยโลหะผสมระหว่างตะก่ัว กับดีบุก และบิสมัทผสมอยู่ ซ่ึงเป็นโลหะท่ีมีจุด
หลอดเหลวตา่ มคี วามตา้ นทานสูง และมีรูปร่างแตกต่างกันไปตามความต้องการใช้งาน

2. สวิตซ์
ตอบ เป็นอุปกรณ์ที่ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ ทาหน้าที่คล้ายสะพานไฟ โดยต่ออนุกรมเข้ากับ

เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า

3. สะพานไฟ
ตอบ เปน็ อุปกรณส์ าหรับตดั หรือต่อวงจรไฟฟ้า ประกอบดว้ ยฐานและคนั โยกทีม่ ีลักษณะเป็นขาโลหะ 2 ขา ซง่ึ

มีที่จับเป็นฉนวน เมื่อสับคันโยกลงไปในช่องท่ีทาด้วยตัวนาไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจากมาตรไฟฟ้าจะไหลเข้าสู่
วงจรไฟฟ้า และเม่ือยกคนั โยกขึน้ กระแสไฟฟา้ จะหยดุ ไหล

4. บัลลาสต์

ตอบ ทาหน้าทเี่ พมิ่ ความตา่ งศักยไ์ ฟฟ้า มคี วามต้านทานต่อไฟฟา้ กระแสสลับสงู
5. มิเตอรไ์ ฟฟา้

ตอบ สาหรบั ไว้ตรวจสอบกระแสไฟฟ้าในเส้นลวดได้ โดยแขวนแทง่ แม่เหล็กใกล้ ๆ เส้นลวด แลว้ สังเกตการเบน
ของแท่งแม่เหล็ก แนวความคิดน้ีนาไปสู่การสร้างเครื่องวัด(มิเตอร์) การเบนของเข็มบนสเกลจะบอกปริมาณของ
กระแสไฟฟ้าเป็นเคร่ืองวัดความต่างศักย์ไฟฟา้ ได้

บนั ทึกผลหลังการจัดการเรยี นรู้
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
คร้ังท่ี 14 วนั ท่ี 5 เดือน กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2557 จานวน 2 ชั่วโมง

เรอ่ื ง อาชีพช่างไฟฟา้

1 ความสาเร็จในการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปญั หา/อปุ สรรค ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

3 แนวทางแก้ไขปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
...
4 ส่งิ ทไ่ี ม่ไดป้ ฏิบตั ิตามแผน
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………

5 การปรบั ปรุงแผนการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………….
.

ลงช่ือ.......................................................
.....................................................

วันท.่ี .......... เดือน.........................พ.ศ............

ความเหน็ /ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


ครงั้ ท่ี 14
แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายสปั ดาห์
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์ และ พว03007 วิทยาศาสตร์กับการถนอมอาหาร ระดับประถมศึกษา

ครั้งท่ี 14 วนั ที่ 12 เดอื น กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 จานวน 2 ชวั่ โมง

เรื่อง การถนอมอาหาร

1. เนือ้ หา
ความสาคญั และประโยชนข์ องวิทยาศาสตรก์ ับการถนอมอาหาร

2. ตัวชี้วัด
อธบิ ายความสาคัญและประโยชน์ของวิทยาศาสตรก์ ับการถนอมอาหารได้

3. บรู ณาการกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

3 ห่วง พอประมาณ มเี หตผุ ล ภูมิค้มุ กนั ท่ีดี
ประเดน็
การจดั กิจกรรม วางแผนการจัดกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ ง การคิดวิเคราะห์ และ กาหนดขัน้ ตอนการจดั
การเรยี นรู้
กับมาตรฐาน และตัวชีว้ ดั ในหลกั สูตร กระบวนการทางานกลุม่ กิจกรรมการเรยี นรใู้ ห้
คณุ ธรรม
ของผู้เรียน สอดคลอ้ งกับแผนการ

จัดการเรยี นรู้

ครูมคี วามรับผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้ ความยตุ ิธรรม ความขยัน อดทน เมตตาต่อผู้เรียน

ความพอเพยี ง

4. กิจกรรมการเรียนรู้
4.1 ข้ันนาเข้าสู่บทเรยี น
1. ครูผสู้ อนนารูปภาพการถนอมอาหารในแบบต่าง ๆ และการแปรรูปอาหารมาให้ผเู้ รียนศึกษา
2. ครูผู้สอนโดยใหผ้ ้เู รยี นยกตัวอย่างการถนอมอาหารทู่ีตนเองรู้จกั มาคนละ 1 อยา่ ง

4.2 ข้นั การจดั กิจกรรรมการเรยี นรู้
1. ครูผู้สอนให้ผ้เู รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น เรอ่ื ง การถนอมอาหาร จานวน 10

ข้อ
2. ให้ผ้เู รียนแบ่งกลุม่ ออกเป็น 2 กลมุ่ ๆ ละ 5 – 6 คน ศกึ ษาใบความรู้ที่ 20 เรอ่ื ง ความสาคญั และ

ประโยชนก์ ารถนอมอาหาร

3. ให้แตล่ ะกลมุ่ ส่งตัวแทนนาเสนอหน้าช้ันเรยี น กลมุ่ ละไมเ่ กิน 5 นาที
4. ครูผู้สอนมอบหมายใหผ้ ู้เรยี นแต่ละกลุ่ม ทาโครงงานเกีย่ วกบั การถนอมอาหารในแบบต่าง ๆ
และนาเสนอในการพบกลุม่ ครั้งต่อไป

5. ครผู ู้สอนมอบหมายให้ผเู้ รียนทาใบกิจกรรมที่ 16 เรื่อง ความสาคัญและประโยชน์การถนอม
อาหาร

4.3 ขน้ั สรปุ
1. ครูผูส้ อนและผู้เรยี นสรปุ สาระสาคัญ เร่ือง การถนอมอาหาร
2. ครูผ้สู อนเฉลยแบบทดสอบกอ่ นและหลังเรียน พรอ้ มท้งั ตรวจใบกจิ กรรม

5. สอ่ื อปุ กรณแ์ ละแหล่งเรยี นรู้
1. ใบความรู้ท่ี 20 เร่ือง ความสาคัญและประโยชนก์ ารถนอมอาหาร

2. ใบกิจกรรมท่ี 16 เรอ่ื ง ความสาคัญและประโยชน์การถนอมอาหาร
3. แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น เร่ือง การถนอมอาหาร จานวน 10 ขอ้
4. หนังสือแบบเรยี น รายวชิ า พว03007 วิทยาศาสตร์กับการถนอมอาหาร ระดับประถมศึกษา
5. อนิ เตอรเ์ นต็

6. การวดั และประเมนิ ผล
1. สังเกตจากการนาเสนอ การแสดงความคิดเหน็ รายบุคคล
2. วัดผลจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
3. วัดผลจากใบกิจกรรมท่ีมอบหมายให้ผูเ้ รียนไปปฏบิ ัติ
4. วัดผลจากแฟ้มสะสมงานของผเู้ รยี น

แบบทดสอบก่อนเรียน

เร่อื ง การถนอมอาหาร
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 14

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

คาช้ีแจง ใหว้ งกลมรอบล้อมหนา้ คาตอบท่ีถูกต้องทส่ี ดุ เพียงขอ้ เดียว
1. ขอ้ ใดคือความหมายของการถนอมอาหาร

ก. การรับประทานอาหารท่ีเก็บไวน้ านแต่มีคุณค่าครบท้ัง 5 หมู่
ข. การรับประทานอาหารท่ีมีในท้องถิ่นนั้นและส่วนที่เหลอื จากรับประทานส่งไปจาหนา่ ยในท้องถ่ินอนื่ ด้วย
ค. การเกบ็ รักษาอาหารดว้ ยกรรมวิธีต่าง ๆ ทท่ี าให้อาหารอย่ใู นสภาพใกลเ้ คยี งกับของสด โดยไม่สูญเสีย
คุณคา่ และสามารถเกบ็ ไว้ไดน้ านโดยไมเ่ น่าเสีย
ง. การนาอาหารที่ได้จากพชื และสัตว์ ผ่านกระบวนการท่ีทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลง คุณลักษณะของอาหาร
หรอื อาหารท่มี ีสว่ นผสมอืน่ อาหารน้นั มรี ูปร่างรสชาติแปลกใหม่ กลิ่น สเี ปลยี่ นไปเกดิ เปน็ อาหารชนิดใหม่ และเกบ็
รักษาไวร้ บั ประทานนาน

2. การแปรรปู อาหาร หมายถึงข้อใด
ก. การรับประทานอาหารที่เก็บไวน้ านแต่มคี ณุ คา่ ครบทงั้ 5 หมู่
ข. การรบั ประทานอาหารท่ีมีในท้องถน่ิ นัน้ และส่วนทีเ่ หลอื จากรบั ประทานสง่ ไปจาหน่ายในทอ้ งถิน่ อนื่ ดว้ ย
ค. การเกบ็ รักษาอาหารดว้ ยกรรมวธิ ีตา่ ง ๆ ที่ทาให้อาหารอยูใ่ นสภาพใกลเ้ คียงกบั ของสด โดยไมส่ ญู เสีย

คณุ คา่ และสามารถเกบ็ ไวไ้ ด้นานโดยไม่เนา่ เสยี
ง. การนาอาหารที่ได้จากพืชและสตั ว์ ผา่ นกระบวนการที่ทาให้เกดิ การเปล่ยี นแปลง คณุ ลักษณะของอาหาร

หรืออาหารทมี่ สี ว่ นผสมอนื่ อาหารนั้นมรี ปู ร่างรสชาติแปลกใหม่ กลน่ิ สเี ปลีย่ นไปเกิดเป็นอาหารชนดิ ใหม่ และเก็บ
รกั ษาไวร้ บั ประทานนาน

3. การแปรรปู อาหารมคี วามสาคญั ในข้อใด
ก. ช่วยกระจายรายได้
ข. สร้างมูลคา่ เพิ่มใหก้ บั สนิ คา้ ดา้ นการเกษตร
ค. สร้างงานใหก้ ับเกษตรกรในทอ้ งถ่นิ กอ่ ให้เกิดสนิ ค้าเกษตร เปน็ แหล่งซ้อื ขายวัตถดุ ิบในการปอ้ นโรงงาน
แปรรปู อาหารและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร
ง. ถกู ทกุ ข้อ

4. ขอ้ ใดคือประโยชนข์ องการถนอมอาหาร
ก. ชว่ ยใหเ้ กดิ การกระจายอาหารไปในท้องถิ่นท่ไี ม่มีอาหารชนิดนน้ั ๆ
ข. ชว่ ยยดื อายุการเกบ็ อาหารไว้ได้นาน ประหยัดค่าใชจ้ ่าย มีอาหารนอกฤดูกาล
ค. ใช้อาหารทีม่ มี ากรบั ประทานไมห่ มดใหเ้ กิดประโยชน์ ลดปญั หาการขาดแคลนอาหาร
ง. ถูกทุกข้อ

5. ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้องสมั พันธ์เกี่ยวกันกบั การถนอมอาหาร และการแปรรปู อาหาร
ก. มะมว่ งดอง,มะม่วงกวน,ไก่แดดเดียว,ไสก้ รอกไก่
ข. มะเขือเทศแชอ่ ิ่ม,น้ามะเขือเทศ,หมูแดดเดียว, กุนเชียง
ค. มะนาวดอง,มะนาวผง,ปลาชอ่ นตากแหง้ , ปลาช่อนหยอง
ง. ถูกทกุ ขอ้

6. ปลาแห้ง เนือ้ แหง้ พริกแห้ง กุ้งแห้ง ใชห้ ลักการถนอมอาหารในข้อใด
ก. การใช้ความร้อน
ข. การระเหยนา้ ออกจากเน้ืออาหาร
ค. การเกบ็ รักษาอาหารในอุณหภูมิต่า
ง. การยับยั้งการดูดซึมสารอาหารของจลุ ินทรยี ์

7. ขอ้ ใดไม่ใช่วธิ กี ารถนอมอาหาร

ก. การตากแห้ง ข. การดอง

ค. การอบ ง. การแชแ่ ขง็

8. ผักชนดิ ใดทไี่ มน่ ยิ มนามาดองเปร้ยี ว ตรงกับข้อใด

ก. ผกั กาดเขียว ข. กะหล่าปลี

ค. หน่อไม้ ง. ถั่วงอก

9. อาหารท่นี ยิ มนามาฉายรงั สีไดแ้ ก่ขอ้ ใด

ก. เนือ้ ปู ข. กล้วยหอม มะม่วง

ค. เครื่องเทศ มนั ฝรัง่ ง. ถกู ทุกข้อ

10. การดองมี 3 วิธี ได้แก่ข้อใด

ก. การดองเปร้ยี ว การดองเค็ม การดองหวาน
ข. การดองเปรีย้ วหวาน การดองเค็ม การดองจืด
ค. การดองเปรีย้ ว การดองนา้ สม้ สายชู การดองเคม็
ง. การดองน้าตาล การดองเกลือ การดองนา้ สม้ สายชู

ใบความร้ทู ่ี 20

เร่ือง ความสาคัญและประโยชนก์ ารถนอมอาหาร
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 14
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

การถนอมอาหาร
การถนอมอาหาร หมายถึง การเก็บรักษาอาหารไว้ให้ไดน้ าน โดยไม่ทาให้อาหารน้ันเกิดการเส่ือมเสยี

และยังคงอยูใ่ นสภาพทีเ่ ปน็ ที่ยอมรับของผบู้ ริโภค
วิธถี นอมอาหารมีดังน้ี

1. การถนอมอาหารโดยตากแหง้ เปน็ วธิ ที ีง่ า่ ยและประหยดั มากทสี่ ุด ใช้ไดก้ ับอาหารประเภทเนอ้ื สตั ว์
ผกั และผลไม้ เปน็ วิธีทที่ าให้อาหารหมดความชน้ื หรอื มีความช้ืนอยู่เพยี งเล็กนอ้ ย เพอื่ ไม่ใหจ้ ุลนิ ทรีย์สามารถเกาะ
อาศยั และเจริญเตบิ โตได้ ทาให้อาหารไม่เกดิ การบูดเนา่ โดยการนาน้าหรอื ความชน้ื ออกจากอาหารให้มากทส่ี ดุ
เช่น เนอ้ื เค็ม ปลาเค็ม กลว้ ยตาก เปน็ ตน้

การถนอมอาหารโดยตากแห้ง

ก่อนตากแห้งจะต้องล้างให้สะอาด ถ้าเป็นพวกผักมักลวกด้วยนา้ เดือดเสยี ก่อน ทาให้หยุดยั้งปฏิกิริยาเคมี บางราย
นิยมนาเอาผลไม้ไปรมควันกามะถันอ่อน ๆ ก่อนที่จะตากแห้ง ซ่ึงจะช่วยให้มีสีและรสดีข้ึน ทั้งยังป้องกันไม่ให้เกิด
รสเปร้ียวและช่วยกันไม่ให้แมลงกัดกินอีกด้วย อาหารท่ีนิยมถนอมโดยการตากแห้ง มักเป็นประเภทผัก ผลไม้ และ
เนื้อ เช่น ดีปลี พริก (พริกไทย) เห็ดบางชนิด (เช่น เห็ดแครงที่ขึ้นตามต้นไม้มะขามท่ีล้มตาย เป็นต้น) หมากแห้ง
(ฝานก่อนตาม) กล้วยตาก (กล้วยสุกปอกเปลือกแล้วตากแห้ง) ลูกหยี (ปอกเปลือกแล้วตากแห้ง) ส้มแขก (ผลไม้
ชนิดหนึ่ง ผลกลม หนั่ เปน็ ช้ินบาง ๆ แล้วตากแห้ง ใชใ้ นการปรุงอาหาร) เนอื้ เค็ม ปลาเคม็ เป็นต้น

การตากแห้งอาหารประเภทเนื้อ มักใช้เกลือช่วยเพ่ือกันการบูดเน่า และช่วยให้มีรสชาติดีข้ึน เช่น หอย
ตาก (หอยนา้ จดื ชนดิ หนง่ึ คล้ายหอยแครงแตข่ นาดเลก็ ว่า ชอบอยใู่ นทะเลสาบ อาจลวกใหส้ ุกด้วยน้าเกลือท่ีร้อนจัด
หรือคลุกเกลือแล้วตากแดด โดยมากนิยมใช้วิธีหลังจึงเรียกหอยชนิดน้ีตามกรรมวิธีท่ีนิยมนั้นว่าหอยตาก) ปลาร้ิว
(ปลาชอ่ นตวั โต ๆ ท่นี ามาผา่ เป็นรว้ิ ๆ แลว้ ตากแห้ง) ปลาแหง้ (ปลาเกลือ) เนือ้ แหง้ (เนือ้ เคม็ ) เคย (กะปิ) บางชนิด
ต้มให้สุกเสยี กอ่ นแล้วนามาตากแหง้ เชน่ สารกุง้ (กงุ้ แหง้ ) ข้าวเกรยี บกุ้ง ขา้ วเกรียบปลา เป็นตน้

2. การถนอมอาหารโดยการดอง โดยใช้จุลินทรีย์บางชนิดท่ีไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยจุลินทรีย์น้ัน
จะสร้างสารบางอย่างขึ้นมาในอาหาร ซึ่งสามารถยับย้ังการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ตัวอ่ืน ๆ ได้ ดังนั้น ผลของ
การหมักดองจะทาให้อาหารปลอดภัยจากจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ และยังทาให้เกิดอาหารชนิดใหม่ ๆ ที่มีลักษณะ
แตกต่างไปจากเดิม เป็นการเพ่มิ กลน่ิ และรสชาติของอาหารใหแ้ ปลกออกไป

การถนอมอาหารโดยการดอง

การถนอมอาหารโดยการดอง มหี ลายวิธี ดังน้ี
2.1 การดองเปรี้ยว ผกั ท่ีนิยมนามาดอง เชน่ ผกั กาดเขยี ว กะหลา่ ปลี ผกั เส้ียน ถัว่ งอก เปน็ ต้น วธิ ที าคือ

นาเอาผกั มาเคลา้ กบั เกลือ โดยผสมน้าเกลือกบน้าสม้ ต้มให้เดือด ทง้ิ ไวใ้ ห้เยน็ นามาเทราดลงบนผกั ที่เรยี งไวใ้ น
ภาชนะ เทใหท้ ว่ มผกั ปดิ ฝาภาชนะไม่ใหล้ มเขา้ หมักท้ิงไว้ 4-7 วนั กน็ ามารับประทานได้

2.2 การดอง 3 รส คอื รสเปรย้ี ว เคม็ หวาน ผักท่นี ยิ มดองแบบน้คี ือ ขิงดอง กระเทยี มสด ผกั กาดเขียน
การดองชนดิ นี้คือ นาเอาผักมาเคลา้ กบั เกลอื แลว้ ผสมนา้ สม้ น้าตาล เกลอื ตม้ ให้เดือด ท้ิงไวใ้ หเ้ ยน็ แล้วนามาเท
ราดลงบนผกั ปิดฝาท้ิงไวป้ ระมาณ 2-3 วนั กน็ ามารับประทานได้

2.3 การดองหวาน ผักและผลไม้ท่นี ยิ มนามาดอง เชน่ มะละกอ หวั ผักกาด กะหลา่ ปลี เปน็ ต้น โดยต้ม

น้าตาล นา้ ส้มสายชู เกลอื ให้ออกรสหวานนาใหเ้ ดอื ดทง้ิ ไวใ้ ห้เย็น เทราดลงบนผักผลไม้ ท้ิงไว้ 2-3 วนั ก็นามา
รบั ประทานได้

2.4 การดองเคม็ อาหารทีน่ ิยมส่วนใหญ่จะเปน็ พวกเนอ้ื สตั ว์และผกั เชน่ ปเู ค็ม ปลาเค็ม กะปิ หวั
ผกั กาดเค็ม ไข่เค็ม เปน็ ต้น ต้มนา้ สม้ สายชูและเกลือให้ออกรสเคม็ จัดเลก็ น้อยให้เดือดทิง้ ไวใ้ ห้เย็น กรองใสภ่ าชนะท่ี
จะบรรจอุ าหารดอง แล้วหมกั ท้ิงไว้ 4-9 เดอื นจงึ นามารับประทาน

2.5 การหมักดองท่ีทาใหเ้ กิดแอลกอฮอล์ คือการหมักอาหารพวกแป้ง นา้ ตาล โดยใช้ยสี ต์เป็นตวั ชว่ ยให้
เกดิ แอลกอฮอล์ เช่น ขา้ วหมาก ไวน์ เปน็ ต้น

3. การถนอมอาหารโดยการเชอ่ื ม
การเชอ่ื มและการกวนเป็นวธิ ีถนอมอาหาร โดยอาศยั สารน้าตาลปอ้ งกันไม่ให้อาหารนั้นเกดิ การ

เปล่ียนแปลงบูดเนา่ เสยี หาย การถนอมอาหารโดยการเช่ือม 3 วิธี ดงั นี้
3.1 การเชอ่ื มแบบธรรมดา อาจเคีย่ วจนน้าเช่ือมข้นเหนียว นา้ เชอื่ มแทรกซึมเข้าในเนอ้ื ของสิ่งทีเ่ ช่ือม

แลว้ ใช้นา้ เชอ่ื มที่เหลอื แชห่ ลอ่ ไวอ้ ีกช้นั หนง่ึ เช่น กลว้ ยเชือ่ ม สาเกเชื่อม ลูกตาลเช่ือม ขนุนเชื่อม เปน็ ตน้ หรืออาจ
เคีย่ วตอ่ ไปจนน้าเชอ่ื มแก่จดั เมอ่ื เย็นลงจะแห้งและแข็งตวั

การเชื่อมแบบธรรมดา

3.2 การถนอมอาหารด้วยการแช่อิ่ม เป็นการถนอมอาหารโดยใช้น้าตาลปริมาณมาก คือ นาอาหารมา
แชใ่ นนา้ เชอื่ ม และเปลย่ี นเพ่มิ ความเข้มขน้ จนถึงจุดอ่ิมตัวแลว้ นามาทาแห้ง มกั ใช้กบั ผลไมท้ ี่มีรสขม รสขน่ื หรอื รส
เปรี้ยวจัด ทาให้ส่ิงน้ันรสจืดลงเสียก่อนโดยวิธีต่าง ๆ เช่น แช่น้าเกลือ แช่น้าปูน แช่สารส้ม เป็นต้น ผลไม้ท่ีนิยม
นามาแช่อิม่ เชน่ มะมว่ ง มะขาม มะกอก มะยม เป็นต้น

การถนอมอาหารดว้ ยการแช่อิ่ม

3.3 การฉาบ เป็นการนาเอาผักหรือผลไม้ที่ทาสุกแล้ว เช่น เผือกทอด มันทอด กล้วยทอด เป็นต้น วิธี
ฉาบคือเค่ียวน้าตาลให้เป็นน้าเช่ือมแก่จัดจนเป็นเกล็ด แล้วเทลงผสมคลุกเคล้ากับของท่ีทอดไว้ ทิ้งไว้ให้เย็นจน
น้าเชอ่ื มเกาะเปน็ เกล็ดตดิ อยู่บนผวิ อาหารทฉี่ าบ

การฉาบ
4. การถนอมอาหารด้วยวิธีการกวน คือ การท่ีนาเนื้อผลไม้ที่สุกแล้วผสมกับน้าตาล โดยใช้ความร้อน
เพ่ือกวนผสมให้กลมกลืนกัน โดยมีรสหวาน และให้เข้มข้นขึ้น การใส่น้าตาลในการกวนมี 2 วิธี คือ ใส่น้าตาลแต่
น้อยใช้กวนผลไม้ เพ่ือทาแยม เยลล่ี เป็นต้น และการกวนโดยใช้ปริมาณน้าตาลมาก เช่น การกวนผลไม้แบบแห้ง
เชน่ กล้วยกวน สับปะรดกวน ทเุ รยี นกวน เป็นต้น
5. การทาแยม เป็นการต้มเนื้อผลไม้ปนกับน้าตาลด้วยไฟอ่อนในระยะแรก แล้วค่อย ๆ เพ่ิมไฟขึ้นทีละ
นอ้ ย หม่ันคนสม่าเสมอ จนกระทง่ั แยมเหนียวตามตอ้ งการ กล่าวคอื เม่ือใช้ชอ้ นตกั ขึ้นแลว้
6. การรมควัน เป็นการถนอมอาหารที่ต่างไปจากการ ตากแห้งธรรมดา นอกจากจะทาให้อาหารแห้ง
แล้ว ยังช่วยรักษาให้อาหารเก็บได้นาน มีกลิ่นหอมและรสชาติแปลกซ่ึงเป็นท่ีนยิ มกันมาก การรมควันท่ีสามารถทา
ได้ในครอบครัวจะเป็นแบบธรรมชาูติโดยการสุมไฟด้วยไม้กาบมะพร้าว ข้ีเลื่อย ซางข้าวโพด ให้แขวนอาหารไว้
เหนือกองไฟใช้ไฟอ่อน ๆ เพ่ือให้รมควันอาหารไปพร้อมกับไอร้อนจะช่วยทาให้อาหารแห้งเร็ว เช่น รมควันปลา
เป็นต้น

การรมควนั

ความสาคัญของการถนอมอาหาร
การถนอมอาหารมีประโยชน์ และมคี วามสาคญั หลายอยา่ ง เชน่

1. ชว่ ยบรรเทาความขาดแคลนอาหาร เชน่ การเก็บรกั ษา และแปรรูปอาหารในยามสงคราม
เกดิ ภัยธรรมชาติ เกิดภาวะแหง้ แล้งผดิ ปกติ

2. ชว่ ยให้เกิดการกระจายอาหาร เพราะในบางประเทศไมส่ ามารถผลติ อาหารให้เพียงพอต่อ
ความตอ้ งการของประชากรได้ จึงจาเป็นต้องอาศัยอาหารจากแหล่งผลติ อ่ืน

3. ช่วยให้มีอาหารบรโิ ภคนอกฤดูกาล เชน่ เมอ่ื พ้นฤดูการผลิตของผลิตผลเกษตรนัน้ ๆ ไป
แล้ว ก็ยังสามารถนาผลิตภณั ฑท์ ่ีเกบ็ ไว้มาบรโิ ภคได้

4. ใชอ้ าหารเหลอื ใหเ้ กดิ ประโยชน์ เชน่ ในกระบวนการแปรรูปผลผลติ การเกษตรจะมี
วตั ถุดิบเหลอื ท้ิง ซึ่งเราสามารถนาส่วนที่เหลือน้ันมาแปรรูปเก็บไวเ้ ป็นอาหารได้

5. ช่วยให้เกดิ ความสะดวกในการขนส่ง โดยทอ่ี าหารไมเ่ นา่ เสยี สามารถพกพาไปที่ห่างไกลได้
6. ชว่ ยยดื อายกุ ารเก็บอาหารไวใ้ หไ้ ดน้ าน เพราะอาหารท่ีผ่านการแปรรูปเพือ่ การถนอม
อาหารไว้จะมอี ายุการเกบ็ ทีย่ าวนานกว่าอาหารสด
7. ชว่ ยเพม่ิ มลู ค่าผลผลิตทางการเกษตร และลดปัญหาผลผลติ ล้นตลาด

หลักการถนอมอาหาร
การถนอมอาหารมีจุดประสงค์ทสี่ าคญั คือ ต้องการทีจ่ ะเก็บรกั ษาอาหารไวใ้ ห้นานท่ีสุด โดยไม่เน่าเสยี

ซ่งึ สาเหตุท่ีสาคญั ในการเน่าเสียของอาหาร คือ จลุ ินทรีย์ ดงั น้ัน การถนอมรักษาอาหารดว้ ย วธิ ตี ่างๆ จะมีหลกั การ
ดงั น้ี

1. ป้องกนั หรอื ยืดเวลาการยอ่ ยสลายอาหารทเี่ กิดจากจุลนิ ทรยี ์ เช่น
1.1 รกั ษาอาหารให้ปลอดเช้อื
1.2 กาจัดจุลินทรียท์ ี่มีอยู่ออกไป เชน่ การล้างหรือกรองออก
1.3 ลดการเจรญิ และกิจกรรมของจลุ นิ ทรีย์ เช่น ใช้อุณหภมู ิตา่ ทาใหแ้ หง้ หรอื เก็บอาหาร

ไวใ้ นสภาวะไรอ้ อกซิเจน
1.4 ทาลายจลุ นิ ทรีย์ เชน่ การให้ความร้อน การฉายรังสี

2. ป้องกนั หรอื ยืดเวลาการสลายตวั ท่เี กิดขนึ้ เองของอาหาร
2.1 ทาลายหรือยบั ยัง้ การทางานของเอนไซมใ์ นอาหาร
2.2 เตมิ สารเคมี เช่น เตมิ สารป้องกันการเกดิ ออกซิเดชัน่ ในอาหาร

3. ปอ้ งกนั ความเสียหายของอาหารจากแมลง

ปัจจยั ท่ีมผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของจลุ นิ ทรีย์ทกี่ ่อใหเ้ กดิ การเสียของอาหาร
จุลินทรยี ์ที่ทาให้อาหารเสยี นั้นมที ้ังแบคทเี รยี ยสี ต์ และรา ซึง่ จะพบได้ทวั่ ไปในดนิ นา้ และอากาศ โดย

ปจั จัยทมี่ ผี ลตอ่ การเจรญิ ของจลุ ินทรยี ์ ไดแ้ ก่
1. องค์ประกอบของอาหาร ชนิดของสารอาหารท่ีมีมากในอาหารชนิดน้ันๆ เช่น อาหารประเภทโปรตีน

มักเกดิ การเน่าเสยี จากแบคทเี รีย หรืออาหารจาพวกแป้งมกั จะเนา่ เสียจากเช้ือราทย่ี ่อยแป้งได้ เช่น Aspergillus
หรอื Rhizopus นอกจากนี้ วิตามนิ ก็เป็นตัวช่วยใหจ้ ุลินทรีย์เจริญได้ดดี ว้ ย

2. นา้ ในอาหาร นา้ เป็นสว่ นประกอบหลักของอาหารทุกชนิดโดยอยใู่ นรูปอสิ ระ (free water) และ
เกาะเกย่ี วกบั สารอ่นื น้าอิสระเปน็ น้าที่แทรกตัวอย่ใู นช่องว่างของอาหาร อาจมกี ารเกาะตัวกับองค์ประกอบของ
อาหารบา้ ง น้าสามารถเป็นตวั ทาละลายได้ มสี ่วนเกย่ี วข้องกบั ปฏกิ ิริยาเคมี และจุลนิ ทรียส์ ามารถนาไปใช้ในการ
ดารงชีวติ ได้ โดยจะเรียกน้าอิสระนีว้ ่า water activity (aw) จลุ ินทรียส์ ่วนใหญ่จะเจริญได้ดใี นอาหารที่มคี ่า aw สงู
และมคี วามเข้มข้นของเกลอื และนา้ ตาลต่า

3. คา่ pH จุลนิ ทรียท์ ุกชนิดจะมคี า่ pH ทเี่ หมาะสมต่อการเจริญ โดยทว่ั ไปยีสต์ และรา มคี วามทนทาน
ต่อความเป็นกรดได้ดกี ว่าแบคทีเรียอาหารที่มีความเปน็ กรดสูงหรือมี pH ต่าจะเกบ็ ไดน้ านกวา่ อาหารท่ีมีความเป็น
กรดต่า

4. อณุ หภูมิ จุลนิ ทรยี ์สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มไดต้ ามระดับอุณหภูมิท่ีเหมาะสมต่อการเจรญิ เตบิ โต
4.1 Thermophilic มีช่วงอณุ หภมู ทิ ่ีเหมาะสมในการเจริญคือ 35-55 oC
4.2 Mesophilic มีช่วงอณุ หภมู ิท่ีเหมาะสมในการเจริญคือ 10-40 oC
4.3 Psychrophilic มชี ว่ งอณุ หภูมทิ ่เี หมาะสมในการเจรญิ คือ 5-15 oC

ดงั นั้น การเกบ็ รักษาอาหารที่อุณหภมู ติ า่ จะสามารถยบั ยง้ั การเจรญิ เติบโตของจุลนิ ทรีย์ไดด้ กี ว่าการเกบ็
อาหารที่อุณหภมู สิ งู

สาหรบั การถนอมอาหารโดยการยับยั้งการเจรญิ ของจุลนิ ทรีย์นน้ั สามารถแบ่งไดด้ ังน้ี
1. การถนอมอาหารโดยใชค้ วามร้อน ความร้อนจะสามารถทาลายจลุ นิ ทรยี ์ และเอนไซมท์ ี่มีอยู่ตาม
ธรรมชาตใิ นอาหารได้ แตก่ จ็ ะทาใหโ้ ปรตนี เปลี่ยนสภาพไปด้วย การถนอมอาหารโดยใชค้ วามร้อนอาจแบง่ ได้คือ

1.1 การใช้ความรอ้ นระดับพลาสเจอรไ์ รซ์ (pasteurization) เปน็ กระบวนการใหค้ วามรอ้ นที่ไม่
รุนแรง โดยอุณหภมู ิทใ่ี ช้จะตา่ กวา่ 100 oC เพื่อยืดอายขุ องผลติ ภัณฑอ์ าหารให้นานหลายวัน เช่น นม น้าผลไม้ วิธี
น้ีสามารถใชใ้ นการถนอมอาหารได้ โดยการยับยง้ั การทางานของเอนไซม์ และทาลายจลุ ินทรีย์ท่ีมคี วามทนทานต่อ
ความร้อนตา่ เชน่ แบคทีเรียที่ไม่สรา้ งสปอร์ ยสี ต์ และรา และทาใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงคณุ ค่าของอาหารน้อย
ที่สุด แบง่ ได้ 2 วธิ ี

1. Low temperature long time (LTLT) เปน็ วธิ ที ่ีใหค้ วามรอ้ นตา่ ประมาณ 60 oC นาน 30 นาที
แลว้ ทาใหเ้ ยน็ ทันที

2. High temperature short time (HTST) เป็นวธิ ที ี่ให้ความรอ้ นสูงประมาณ 72 oC นาน 15 วนิ าที
แลว้ ทาใหเ้ ยน็ ทนั ที

1.2 การใช้ความร้อนระดับสเตอริไลซ์ (sterilization) เป็นการทาให้อาหารปราศจากเชอ้ื โรคท่เี ปน็
อันตรายต่อผบู้ ริโภค และทาลายจุลินทรีย์ หรือสปอรท์ ่ีเป็นสาเหตทุ าใหเ้ กดิ การเนา่ เสยี ซ่ึงสามารถทีจ่ ะเจริญเติบโต
ในอาหารได้ท่ีอุณหภมู ิในการเกบ็ รักษาตามปกติ และไมต่ ้องแชเ่ ย็น โดยความร้อนในการสเตอรไิ ลซ์จะสูงกว่าจดุ
เดอื ด คือประมาณ 100-130 oC วธิ นี ้ีจงึ เปน็ วิธที ่มี ปี ระสทิ ธภิ าพสงู เช่น UHT (Ultra High Temperature) โดยจะ
ใชอ้ ุณหภมู ิ 135-150 oC เป็นเวลา 1-4 วนิ าที

2. การถนอมอาหารโดยใช้ความเย็น เป็นการลดอณุ หภมู ิของอาหารลงใหต้ ่ากว่า 10oC เพื่อทาให้
กระบวนการ metabolism การเจรญิ ของจลุ ินทรยี ร์ วมท้ังกิจกรรมของเอนไซม์เกดิ ได้ช้า จึงเปน็ การยบั ย้งั การ
เจรญิ ของจุลนิ ทรยี ์ ชะลอการเน่าเสีย และลดอตั ราการเปลี่ยนแปลงทางเคมีทาใหส้ ามารถยดื อายุการเกบ็ รักษา
อาหารได้

2.1 การแช่เยน็ (chilling) เป็นกรรมวธิ ีทีค่ วบคมุ อณุ หภูมิของอาหารไว้ที่อณุ หภมู ิ -1 oC ถึง 8 oC เพ่ือ
ลดอัตราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าทางชวี เคมี และการเปล่ียนแปลงเน่ืองจากจุลนิ ทรีย์ วธิ ีน้ีจะทาใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลง
คณุ ค่าทางโภชนาการ และคุณสมบตั ทิ างประสาทสมั ผัสน้อยท่สี ุด โดยมักจะใชก้ ารแชเ่ ยน็ ควบคู่กบั กรรมวธิ แี ปรรูป
อ่นื ๆ เชน่ การหมัก การฉายรังสี

2.2 การแช่เยือกแขง็ (freezing) การแช่เยอื กแข็งเปน็ กรรมวธิ กี ารลดอณุ หภมู ิของอาหารใหต้ ่าลงกว่า
จุดเยอื กแข็ง โดยส่วนของนา้ จะเปล่ยี นสภาพไปเป็นผลึกนา้ แข็ง การตรงึ น้ากับน้าแข็ง และผลจากความเขม้ ขน้ ของ
ตัวทาละลายในนา้ ทยี่ ังไม่แขง็ ตัวจะทาใหค้ ่า water activity ของอาหารลดลง จลุ ินทรียจ์ ึงไมส่ ามารถนานา้ มาใช้ใน
การเจริญได้ สาหรบั อาหารที่นยิ มแชเ่ ยอื กแข็ง ได้แก่ อาหารทะเล เชน่ ก้งุ เนอ้ื ปู

3. การถนอมอาหารโดยการทาให้แห้ง หมายถึง การกาจัดนา้ ส่วนใหญท่ อี่ ยใู่ นอาหารออกจากอาหาร
ซ่ึงจะมผี ลให้กระบวนการ metabolism และการเจริญของจลุ ินทรียเ์ กดิ ได้ชา้ ลง ทัง้ ยงั เป็นการลดอตั ราเร็วของ
ปฏกิ ริ ิยาการหืนของไขมันเนื่องจากปฏิกริ ิยา hydrolysis

3.1 การทาใหอ้ าหารแหง้ โดยอาศัยธรรมชาติ เปน็ การอาศยั แหลง่ ความร้อนจากแสงอาทิตยห์ รือผ่งึ
ลม วิธนี ้ีนยิ มใชใ้ นประเทศแถบรอ้ นเขตศูนย์สูตร เพราะตน้ ทนุ ตา่ ทาได้งา่ ย แตผ่ ลิตภัณฑท์ ่ีได้จะมีคณุ ภาพตา่
เนื่องจากไม่สามารถควบคมุ อัตราเร็วในการทาแห้งได้

3.2 การทาใหอ้ าหารแห้ง โดยอาศยั วิธกี ลเข้าชว่ ย วิธนี ี้เปน็ การนาหลักการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยีเขา้ ช่วย เชน่ การใชเ้ มมเบรน การระเหย และการอบ การทาใหแ้ ห้งโดยวธิ ีกลต้องหาสภาวะทเี่ หมาะสม
สาหรับการถนอมอาหารแตล่ ะชนดิ เพื่อให้มกี ารสญู เสยี คุณคา่ ทางโภชนาการน้อยทสี่ ดุ การทาใหแ้ ห้งสว่ นใหญจ่ ะ
อาศยั หลักการนาความรอ้ น และการพาความร้อน การแผร่ ังสี ซึง่ วิธนี ้จี ะสามารถควบคุมสภาวะแวดลอ้ มได้ เช่น
อณุ หภูมิ ความชืน้ ทาใหผ้ ลติ ภัณฑท์ ี่ไดม้ คี ุณภาพสม่าเสมอ

4. การถนอมอาหารโดยการหมกั ดอง เป็นกระบวนการทเ่ี กิดข้นึ เน่อื งจากจุลนิ ทรีย์ย่อยสลาย
คาร์โบไฮเดรตหรือสารอื่น ภายใตส้ ภาวะท่ีมหี รอื ไม่มอี ากาศ ซงึ่ จะแตกตา่ งจากการถนอมอาหารอืน่ ที่มี
วัตถุประสงค์ในการทาลายจลุ ินทรยี ์ และเอนไซมธ์ รรมชาติในอาหาร การหมักดองจะทาให้ pH ของอาหารลด
ตา่ ลง ซง่ึ จะเป็นการป้องกนั ไม่ให้เช้อื จลุ ินทรยี ์ทก่ี ่อให้เกดิ โรคเจริญได้

5. การถนอมอาหารโดยการใช้สารเคมี มีจุดประสงคเ์ พื่อยึดอายกุ ารเก็บรกั ษาอาหาร โดยมีผลยับยง้ั
การเนา่ เสียเน่ืองจากจลุ ินทรีย์ สารเคมที ่ีมีฤทธ์ยิ บั ยงั้ การเจริญของจุลนิ ทรีย์ ไดแ้ ก่ เกลอื นา้ ตาล กรด สารกันเสีย
สารกนั หนื

6. การถนอมอาหารโดยการใช้รังสี การฉายรังสอี าหารเปน็ วิธกี ารถนอมอาหารทีต่ ้องการเลย่ี งการใช้
ความรอ้ น เน่ืองจากความร้อนสามารถเปลี่ยนแปลงสมบัติด้านประสาทสมั ผสั ของอาหารนน้ั ๆ ได้ รงั สีชนิดทแ่ี ตก
ตัวได้ (ionizing radiation) ทม่ี ีช่วงคลน่ื สน้ั สามารถทจี่ ะยบั ยง้ั การเจริญของจุลินทรีย์ การทางานของเอนไซม์
และการเจรญิ เติบโตของไข่ และตัวอ่อนของแมลงไดด้ ี ทงั้ ยังสามารถป้องกันการงอกของผัก และผลไม้ โดยยงั คง
คุณคา่ ทางโภชนาการ เนอ้ื สมั ผัส และรสชาตขิ องอาหารได้ดี โดยรงั สีท่ใี ช้ในการถนอมอาหารมี 3 ชนิดคือ รังสี
แกมมา (gamma radiation) รังสเี อกซ์ (x-radiation) และอิเลก็ ตรอนกาลงั สูง (high speed electron)

************************************

ใบกิจกรรมที่ 16

เร่อื ง ความสาคัญและประโยชน์การถนอมอาหาร
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 14
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาช้แี จง ให้ผเู้ รียนศึกษาใบความร้ทู ่ี 20 เร่อื ง ความสาคัญและประโยชน์ของการถนอมอาหาร แล้วตอบคาถาม
ตอ่ ไปน้ี

1. การถนอมอาหารมกี ี่วธิ ี อะไรบา้ ง

............................................................................................................................. .......................................................
..
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
.......................................................................................................................................................................... ..........
......................................................................................................................... ...........................................................
...............

............................................................................................................................. .......................................................
..
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............
2. จงยกตัวอย่างความสาคัญของการถนอมอาหาร อย่างน้อย 3 ข้อ
............................................................................................................................. .......................................................
..
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............
................................................................................................................................................................ ....................
..
............................................................................................................ ........................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
................................................................................................................................. ...................................................
....................................................................................................................................................................................
............
............................................................................................................................. .......................................................
..
............................................................................................................................. .......................................................
...

แบบทดสอบหลงั เรยี น

เรอ่ื ง การถนอมอาหาร
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 14

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

คาชแี้ จง ให้วงกลมรอบลอ้ มหนา้ คาตอบทถี่ ูกตอ้ งท่สี ดุ เพยี งข้อเดียว
1. ข้อใดคือความหมายของการถนอมอาหาร

ก. การรับประทานอาหารทีเ่ ก็บไวน้ านแต่มีคุณคา่ ครบทัง้ 5 หมู่
ข. การรบั ประทานอาหารที่มีในท้องถ่นิ นนั้ และสว่ นท่เี หลือจากรบั ประทานสง่ ไปจาหนา่ ยในท้องถ่นิ อื่นดว้ ย

ค. การเกบ็ รักษาอาหารด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ทท่ี าให้อาหารอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับของสด โดยไมส่ ูญเสีย
คุณค่าและสามารถเกบ็ ไว้ไดน้ านโดยไมเ่ นา่ เสยี

ง. การนาอาหารท่ีไดจ้ ากพืชและสตั ว์ ผา่ นกระบวนการท่ีทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลง คณุ ลักษณะของอาหาร
หรืออาหารทีม่ ีสว่ นผสมอืน่ อาหารนั้นมีรูปรา่ งรสชาติแปลกใหม่ กล่ิน สีเปลยี่ นไปเกดิ เปน็ อาหารชนดิ ใหม่ และเกบ็
รักษาไว้รบั ประทานนาน

2. การแปรรปู อาหาร หมายถงึ ข้อใด
ก. การรับประทานอาหารทเี่ กบ็ ไวน้ านแต่มีคุณคา่ ครบทั้ง 5 หมู่
ข. การรับประทานอาหารที่มีในทอ้ งถน่ิ น้นั และสว่ นทีเ่ หลือจากรบั ประทานส่งไปจาหนา่ ยในทอ้ งถิน่ อืน่ ด้วย
ค. การเก็บรกั ษาอาหารดว้ ยกรรมวิธีต่าง ๆ ท่ีทาให้อาหารอย่ใู นสภาพใกลเ้ คยี งกบั ของสด โดยไม่สญู เสยี

คณุ คา่ และสามารถเก็บไวไ้ ดน้ านโดยไมเ่ นา่ เสยี
ง. การนาอาหารท่ีได้จากพชื และสัตว์ ผา่ นกระบวนการท่ีทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลง คุณลักษณะของอาหาร

หรอื อาหารทมี่ ีสว่ นผสมอ่ืนอาหารนัน้ มรี ปู ร่างรสชาตแิ ปลกใหม่ กลน่ิ สเี ปลย่ี นไปเกิดเปน็ อาหารชนดิ ใหม่ และเก็บ
รักษาไวร้ บั ประทานนาน

3. การแปรรปู อาหารมคี วามสาคญั ในข้อใด
ก. ชว่ ยกระจายรายได้
ข. สร้างมลู คา่ เพ่ิมใหก้ ับสินคา้ ดา้ นการเกษตร
ค. สร้างงานให้กบั เกษตรกรในท้องถนิ่ ก่อให้เกดิ สนิ ค้าเกษตร เป็นแหลง่ ซื้อขายวตั ถุดบิ ในการปอ้ นโรงงาน
แปรรปู อาหารและกล่มุ แม่บา้ นเกษตรกร
ง. ถกู ทกุ ข้อ

4. ข้อใดคือประโยชนข์ องการถนอมอาหาร
ก. ชว่ ยให้เกดิ การกระจายอาหารไปในท้องถน่ิ ท่ีไม่มีอาหารชนิดน้นั ๆ
ข. ชว่ ยยืดอายกุ ารเก็บอาหารไวไ้ ดน้ าน ประหยัดคา่ ใชจ้ ่าย มอี าหารนอกฤดูกาล
ค. ใชอ้ าหารทม่ี ีมากรับประทานไม่หมดให้เกิดประโยชน์ ลดปัญหาการขาดแคลนอาหาร
ง. ถูกทุกขอ้

5. ข้อใดกล่าวถูกต้องสมั พนั ธ์เกี่ยวกันกับการถนอมอาหาร และการแปรรปู อาหาร
ก. มะมว่ งดอง,มะม่วงกวน,ไก่แดดเดียว,ไส้กรอกไก่

ข. มะเขือเทศแช่อิ่ม,น้ามะเขอื เทศ,หมแู ดดเดียว, กนุ เชยี ง
ค. มะนาวดอง,มะนาวผง,ปลาช่อนตากแหง้ , ปลาชอ่ นหยอง
ง. ถกู ทุกขอ้

6. ปลาแห้ง เน้อื แห้ง พริกแห้ง กุ้งแหง้ ใชห้ ลักการถนอมอาหารในขอ้ ใด
ก. การใชค้ วามรอ้ น
ข. การระเหยน้าออกจากเน้ืออาหาร
ค. การเก็บรักษาอาหารในอุณหภมู ิตา่
ง. การยบั ยัง้ การดดู ซึมสารอาหารของจุลนิ ทรยี ์

7. ขอ้ ใดไมใ่ ช่วิธีการถนอมอาหาร

ก. การตากแห้ง ข. การดอง

ค. การอบ ง. การแช่แขง็

8. ผักชนดิ ใดทไ่ี มน่ ิยมนามาดองเปรีย้ ว ตรงกบั ข้อใด

ก. ผกั กาดเขยี ว ข. กะหลา่ ปลี

ค. หน่อไม้ ง. ถว่ั งอก

9. อาหารทีน่ ิยมนามาฉายรงั สีไดแ้ ก่ขอ้ ใด

ก. เนอื้ ปู ข. กล้วยหอม มะมว่ ง

ค. เคร่อื งเทศ มันฝร่ัง ง. ถกู ทกุ ข้อ

10. การดองมี 3 วิธี ไดแ้ กข่ ้อใด
ก. การดองเปรีย้ ว การดองเค็ม การดองหวาน
ข. การดองเปรี้ยวหวาน การดองเค็ม การดองจดื
ค. การดองเปรีย้ ว การดองนา้ สม้ สายชู การดองเคม็
ง. การดองนา้ ตาล การดองเกลือ การดองน้าสม้ สายชู

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น

เร่อื ง การถนอมอาหาร
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 14

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

1. ข้อใดคือความหมายของการถนอมอาหาร
ง. การนาอาหารทีไ่ ดจ้ ากพชื และสัตว์ ผา่ นกระบวนการที่ทาให้เกดิ การเปลยี่ นแปลง คุณลักษณะของ

อาหารหรืออาหารที่มีสว่ นผสมอน่ื อาหารนั้นมรี ปู ร่างรสชาติแปลกใหม่ กลน่ิ สีเปล่ยี นไปเกิดเป็นอาหารชนิด
ใหม่ และเกบ็ รักษาไว้รบั ประทานนาน

2. การแปรรปู อาหาร หมายถงึ ข้อใด
ง. การนาอาหารที่ได้จากพืชและสัตว์ ผ่านกระบวนการที่ทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลง คณุ ลกั ษณะของ

อาหารหรืออาหารที่มสี ่วนผสมอ่นื อาหารนน้ั มรี ปู รา่ งรสชาติแปลกใหม่ กลน่ิ สีเปลีย่ นไปเกดิ เป็นอาหารชนิด
ใหม่ และเกบ็ รักษาไว้รบั ประทานนาน

3. การแปรรูปอาหารมีความสาคญั ในข้อใด
ง. ถูกทุกขอ้

4. ขอ้ ใดคือประโยชน์ของการถนอมอาหาร
ง. ถกู ทกุ ขอ้

5. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้องสมั พันธเ์ ก่ยี วกนั กบั การถนอมอาหาร และการแปรรปู อาหาร
ง. ถกู ทกุ ขอ้

6. ปลาแห้ง เนอ้ื แหง้ พรกิ แห้ง กุ้งแหง้ ใช้หลักการถนอมอาหารในขอ้ ใด
ก. การใชค้ วามร้อน

7. ขอ้ ใดไม่ใช่วิธีการถนอมอาหาร
ค. การอบ

8. ผักชนดิ ใดทไ่ี ม่นยิ มนามาดองเปรย้ี ว ตรงกับข้อใด
ค. หน่อไม้

9. อาหารทนี่ ิยมนามาฉายรังสีไดแ้ ก่ขอ้ ใด
ง. ถูกทกุ ข้อ

10. การดองมี 3 วธิ ี ได้แกข่ อ้ ใด

ก. การดองเปรย้ี ว การดองเค็ม การดองหวาน

เฉลยใบกิจกรรมที่ 16

เรอ่ื ง ความสาคัญและประโยชนก์ ารถนอมอาหาร
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรียนรู้ที่ 14
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

1. การถนอมอาหารมีก่ีวธิ ี อะไรบา้ ง
ตอบ การถนอมอาหารทนี่ ิยมใช้กันมาก มีทงั้ หมด 6 วิธี
1. การถนอมอาหารโดยตากแหง้ ใช้ได้กบั อาหารประเภทเน้อื สัตว์ ผักและผลไม้ เปน็ วิธที ที่ าให้อาหาร

หมดความชน้ื หรือมีความชนื้ อยเู่ พยี งเล็กน้อย เพื่อไม่ใหจ้ ลุ ินทรียส์ ามารถเกาะอาศยั และเจรญิ เติบโตได้ ทาให้
อาหารไมเ่ กิดการบูดเนา่ โดยการนาน้าหรอื ความชนื้ ออกจากอาหารให้มากทีส่ ุด เช่น เนื้อเค็ม ปลาเค็ม กลว้ ยตาก
เปน็ ตน้

2. การถนอมอาหารโดยการดอง โดยใช้จุลินทรียบ์ างชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยจุลินทรีย์นน้ั
จะสร้างสารบางอยา่ งขนึ้ มาในอาหาร ซ่ึงสามารถยับยง้ั การเจรญิ เติบโตของจลุ ินทรยี ต์ ัวอนื่ ๆ ได้

3. การถนอมอาหารโดยการเชือ่ ม โดยอาศยั สารนา้ ตาลป้องกนั ไมใ่ ห้อาหารน้ันเกดิ การเปลยี่ นแปลงบดู
เน่าเสียหาย

4. การถนอมอาหารด้วยวิธีการกวน คือ การที่นาเนื้อผลไม้ที่สุกแล้วผสมกับน้าตาล โดยใช้ความร้อน
เพื่อกวนผสมให้กลมกลืนกัน โดยมีรสหวาน และให้เข้มข้นข้ึน การใส่น้าตาลในการกวนมี 2 วิธี คือ ใส่น้าตาลแต่
น้อยใช้กวนผลไม้ เพ่ือทาแยม เยลลี่ เป็นต้น และการกวนโดยใช้ปริมาณน้าตาลมาก เช่น การกวนผลไม้แบบแห้ง
เช่น กล้วยกวน สับปะรดกวน ทเุ รยี นกวน เป็นต้น

5. การทาแยม เป็นการต้มเน้ือผลไม้ปนกับน้าตาลด้วยไฟอ่อนในระยะแรก แล้วค่อย ๆ เพ่ิมไฟขึ้นทีละ
นอ้ ย หม่ันคนสม่าเสมอ จนกระท่ังแยมเหนียวตามตอ้ งการ กล่าวคือ เมื่อใช้ชอ้ นตักขนึ้ แลว้

6. การรมควัน เป็นการถนอมอาหารที่ต่างไปจากการ ตากแห้งธรรมดา นอกจากจะทาให้อาหารแห้ง
แล้ว ยังช่วยรักษาให้อาหารเก็บได้นาน มีกล่ินหอมและรสชาติแปลกซึ่งเปน็ ที่นิยมกันมาก การรมควันที่สามารถทา
ได้ในครอบครัวจะเป็นแบบธรรมชาูติโดยการสุมไฟด้วยไม้กาบมะพร้าว ข้ีเลื่อย ซางข้าวโพด ให้แขวนอาหารไว้


Click to View FlipBook Version