The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ พว11001

ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 7
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาชแ้ี จง ใหว้ งกลมล้อมรอบคาตอบทีถ่ ูกต้องท่สี ดุ เพียงข้อเดยี ว
1. ขอ้ ใดกลา่ วถึงสารได้ถกู ต้อง

ก. มตี วั ตน มีน้าหนัก ต้องการทีอ่ ยู่
ข. ทางานได้ มีสมบตั ิเฉพาะตัว
ค. รวมกับสารอ่ืนได้ง่าย
ง. ไมม่ ตี วั ตน ไม่มีน้าหนกั ไม่มีมวล

2. ข้อใดหมายถงึ ของแขง็
ก. ปรมิ าตรแนน่ อน รปู ร่างไม่เปล่ียนแปลง
ข. ปริมาตรและรปู รา่ งแน่นอน
ค. ปรมิ าตรทไี่ มแ่ น่นอน รูปร่างแนน่ อน
ง. ปรมิ าตรและรูปร่าง ไม่แน่นอน

3. ขอ้ ใดกล่าวถึงคาว่าก๊าซได้ถกู ต้องที่สดุ
ก. สารทม่ี รี ปู ร่างและปริมาตรไม่แน่นอนเปลย่ี นแปลงตามภาชนะทบี่ รรจุ
ข. สารทม่ี รี ปู ร่างและปริมาตรท่ีแนน่ อน ไม่เปลี่ยนแปลงตามภาชนะ อนุภาคชดิ กนั เปน็ ระเบยี บ มีความหนาแนน่

และแรงยดึ เหนยี่ วระหว่างโมเลกลุ สงู กว่าของเหลว
ค. สารท่ีมีปริมาตรแนน่ อน แต่มรี ูปรา่ งไม่แน่นอนเปล่ียนแปลงตามภาชนะทบี่ รรจุอนุภาคอยใู่ กลเ้ คยี งกัน แต่ไม่

เปน็ ระเบียบมีการชนกันตลอดเวลา จึงมีความหนาแน่นสูงกว่าของเหลว
ง. สารท่มี ตี ัวตน มีมวล ต้องการท่อี ยู่และสมั ผัสได้

4. ปัจจยั ที่มผี ลต่อการเปลี่ยนของสารคือข้อใด
ก. อุณหภมู ิ
ข. ความกดดันอากาศ
ค. ปริมาณของสาร
ง. รปู รา่ งภายนอกของสาร

5. สารในข้อใดไม่สามารถระเหิดได้

ก. การบูร ข. จุนสี

ค. พมิ เสน ง. ลูกเหมน็

6. การระเหย หมายถงึ ขอ้ ใด
ก. กระบวนการการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสาร จากของแข็งกลายเปน็ ก๊าซ
ข. กระบวนการการเปล่ยี นแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเปน็ ก๊าซ

ค. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารจากก๊าซกลายเป็นของเหลว
ง. กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเปน็ ของแข็ง

7. การระเหดิ หมายถึงขอ้ ใด
ก. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร จากของแขง็ กลายเปน็ กา๊ ซ
ข. กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นกา๊ ซ
ค. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารจากก๊าซกลายเปน็ ของเหลว
ง. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเปน็ ของแขง็

8. การควบแนน่ หมายถึงขอ้ ใด
ก. กระบวนการการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร จากของแข็งกลายเปน็ กา๊ ซ
ข. กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นก๊าซ
ค. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากก๊าซกลายเปน็ ของเหลว
ง. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเปน็ ของแขง็

9. การตกผนกึ หมายถงึ ขอ้ ใด
ก. กระบวนการการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร จากของแข็งกลายเป็นกา๊ ซ
ข. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเปน็ กา๊ ซ
ค. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารจากกา๊ ซกลายเปน็ ของเหลว
ง. กระบวนการการเปล่ยี นแปลงสถานะของสารจากของเหลวกลายเปน็ ของแข็ง

10. จากน้าแข็งเปลีย่ นแปลงสถานะกลายเป็นน้า คือ กระบวนการการเปลี่ยนสถานะของสสารใด
ก. การควบแน่น
ข. การหลอมละลายหรือการละลาย
ค. การระเหย
ง. การระเหิด

ใบความร้ทู ี่ 11

เรอื่ ง สารและสมบัตขิ องสาร
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 7

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

ความหมายของสาร
สาร หมายถึง สิ่งที่มีตัวตน มีมวล ต้องการที่อยู่ และสัมผัสได้ สารแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะตัว หรือ

สมบัติของสาร ซึง่ แตกต่างจากสารอืน่ เช่น น้ามีจุดเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส กรดมีรสเปรีย้ ว แอลกอฮอลต์ ิดไฟได้

สมบัติของสารแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. สมบตั ิทางกายภาพ หมายถงึ สมบตั ิของสารทแ่ี สดงให้เห็นลักษณะภายนอกของสาร สามารถสงั เกต

ได้ง่าย เชน่ รูปร่าง สี กลิ่น รส สถานะของสาร จดุ เดือด จุดหลอมเหลว เป็นต้น
2. สมบตั ทิ างเคมี หมายถึง สมบัตขิ องสารทแี่ สดงลกั ษณะภายในของสาร โดยอาศยั การเปลี่ยนแปลงทาง

เคมี เช่น เหลก็ เป็นสนมิ โลหะเมื่อทาปฏกิ ิรยิ ากับกรดแล้วเกิดการผุกร่อน เปน็ ต้น

สถานะของสารและการจดั เรยี งอนุภาค
สถานะของสาร แบ่งออกเปน็ 3 สถานะ คอื
1. ของแข็ง คือ สารท่ีมีรูปร่างและปริมาตรที่แน่นอน ไม่เปล่ียนแปลงตามภาชนะ อนุภาคชิดกันเป็น

ระเบียบ มีความหนาแน่นและแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลสูงกว่าของเหลวและก๊าซ เช่น ก้อนหิน ไม้ พลาสติก
เหลก็ เป็นต้น

ภาพแสดงการจดั เรยี งอนภุ าคของของแข็ง

2. ของเหลว คือ สารที่มีปริมาตรแน่นอน แต่มีรูปร่างไม่แน่นอนเปล่ียนแปลงตามภาชนะท่ีบรรจุอนุภาค
อยู่ใกล้เคียงกันแต่ไม่เป็นระเบียบมีการชนกันตลอดเวลา จึงมีความหนาแน่นสูงกว่าก๊าซ เช่น น้า น้านม สบู่เหลว
แชมพู เป็นตน้

ภาพแสดงการจดั เรยี งอนุภาคของของเหลว

3. กา๊ ซ คือ สารทม่ี รี ปู ร่างและปรมิ าตรไม่แน่นอนเปลีย่ นแปลงตามภาชนะท่ีบรรจุ เพราะมีแรง ยึด
เหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อยมาก จึงฟุ้งกระจายได้เต็มภาชนะและมีความหนาแน่นต่า เช่น อากาศ แก๊สหุงต้ม
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ เปน็ ต้น

ใบความร้ทู ่ี 12

เร่ือง ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเปล่ยี นแปลงของสถานะของสาร
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 7
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

ปจั จัยทีม่ ีผลตอ่ การเปลยี่ นแปลงของสถานะของสาร
สารทกุ ชนิดสามารถเปล่ียนแปลงสถานะได้ การเปลย่ี นแปลงสถานะของสารเกีย่ วขอ้ งกับอุณหภูมิ จุดเดือด

และจุดหลอมเหลวของ สารชนิดนั้น ๆ ซึ่งการเปล่ียนแปลงสถานะของสารน้ีแจะส่งผลต่อลักษณะกายภาพของสาร
น้นั เช่น นา้ แข็งกลายเป็นของเหลว ของเหลวกลายเป็นกา๊ ซ เป็นตน้

การระเหย คือ กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร จากของเหลวกลายเป็นก๊าซ โดยมักเกิด
เมอ่ื ของเหลวนัน้ ๆ ได้รบั พลังงานหรือความร้อน โดยไม่จาเป็นตอ้ งมีอุณหภมู ิถึงจุดเดือด ไดแ้ ก่ น้าเปลย่ี นสถานะเป็น
ไอน้า

นา้ ในถ้วยชาระเหยกลายเปน็ ไอ และรวมตัวบนกระจก

การระเหิด คือ กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร จากของแข็งกลายเป็นก๊าซ โดยไม่ผ่าน
สถานะการเป็นของเหลว ได้แก่ น้าแข็งแห้งเปล่ียนสถานะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือถ้าเราใส่ลูกเหม็นในตู้

เสอ้ื ผา้ ไว้สกั ระยะหน่ึง ลูกเหม็นจะมีขนาดเล็กลงเพราะลูกเหมน็ เปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเปน็ ไอ ทาให้มีกล่ิน
เหม็นไลแ่ มลง

การระเหิดของนา้ แข็งแหง้

การควบแน่น คือ กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารจากก๊าซกลายเป็นของเหลว โดยมักเกิด
เมื่อก๊าซนน้ั ๆ สูญเสียความรอ้ นหรือพลงั งาน ไดแ้ ก่ ไอนา้ เปลีย่ นแปลงสถานะเปน็ น้า การเกิดฝน เปน็ ตน้

การเกดิ ฝนเกิดจากการควบแน่นของไอนา้

การแข็งตัว คือ กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นของแข็ง โดยมัก
เกิดเมื่อของเหลวนั้น ๆ สูญเสียความร้อนหรือพลังงาน ได้แก่ น้าเปล่ียนแปลงสถานะเป็นน้าแข็ง โดยของแข็งนั้น
สามารถเปลีย่ นสถานะกลับเป็นของเหลวได้ โดยการได้รบั พลังงานหรอื ความรอ้ น

การหลอมเหลว หรือ การละลาย คือ กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร จากของแข็ง
กลายเป็นของเหลว โดยมักเกิดเม่ือของแข็งน้ัน ๆ ได้รับความร้อนหรือพลังงาน ได้แก่ น้าแข็งเปล่ียนแปลงสถานะ
เปน็ นา้

นา้ แขง็ ตงั้ ทงิ้ ไวจ้ ะกลายเปน็ นา้ นาไปแช่ต้เู ย็นจะเปลี่ยนมาเป็นนา้ แขง็

การตกผลกึ คือ กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสารจากของเหลวกลายเปน็ ของแข็ง โดยมกั เกิด
เม่ือของเหลวน้ันๆ สูญเสยี ความร้อนหรือพลังงาน ได้แก่ น้าเปล่ียนแปลงสถานะเป็นน้าแข็ง แต่โดยทัว่ ไปแล้วตกผลึก
นั้นนิยมใช้กับการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทางเคมีเสียมากกว่า เพราะโดยท่ัวไปใช้กับสารประกอบหรือวัตถุท่ีไม่สามารถ
หลอมเหลวหรือละลายกลบั เป็นของเหลวไดอ้ กี

เกลือ เกลอื ละลายน้า ระเหยน้าออกไดเ้ กลอื

ใบกจิ กรรมที่ 7

เรอื่ ง สถานะของสาร
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 7

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

คาชแี้ จง ใหผ้ ู้เรียนพจิ ารณาชื่อสารท่ีกาหนด และจาแนกสารแตล่ ะชนิดวา่ อยู่ในสถานะใด โดยขีดเครอ่ื งหมาย
 ลงในตาราง

สาร ของแข็ง ของเหลว กา๊ ซ
กอ้ นหิน
โต๊ะ
ออกซิเจน
นา้ มนั พืช
กา๊ ซหุงตม้
พัดลม
นา้ เกลอื
น้าแข็ง

คารบ์ อนไดออกไซค์
ควนั ไฟ
คอมพวิ เตอร์
ยางลบ
สบู่เหลว
นา้ อัดลม
น้าตาล
ไนโตรเจน
แอลกอฮอล์
กระดาษ
แชมพูสระผม

ใบกจิ กรรมที่ 8

เรื่อง การเปล่ียนแปลงสถานะของสาร
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 7

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

จดุ ประสงค์ ทดลองและอธิบายการเปลีย่ นแปลงสถานะของสารได้

วัสดุอุปกรณ์ 4. เกลือ
1. บกี เกอร์ 5. น้าแขง็
2. ชดุ ตะเกียงแอลกอฮอล์ 6. ไม้ขีดไฟ
3. ช้อนโตะ๊

วิธที ดลอง
1. แบ่งกลมุ่ ผเู้ รียน กลุ่มละ 4 – 5 คน

2. นานา้ แข็งในบีกเกอร์ ต้งั ทิ้งไว้ 10 นาที สงั เกตการเปล่ียนแปลงของน้าแข็งและบันทึกผล
3. นาเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ใสล่ งไปในบีกเกอร์ คนจนเกลอื ละลายหมด
4. นาบีกเกอร์ต้ังไฟ จนกว่านา้ ในบกี เกอรร์ ะเหยหมด สงั เกตการเปลย่ี นแปลงและบนั ทึกผล

บนั ทึกผลการทดลอง การเปล่ียนแปลงสถานะของสาร
สาร
ก่อนการทดลอง หลงั การทดลอง
น้าแข็ง

เกลอื

สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………
…………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………

แบบทดสอบหลงั เรยี น

เร่ือง สารและสมบตั ิของสาร
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 7

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

คาชแ้ี จง ให้วงกลมลอ้ มรอบคาตอบท่ีถูกต้องทส่ี ดุ เพยี งข้อเดยี ว
1. ข้อใดกล่าวถึงสารได้ถกู ต้อง

ก. มตี วั ตน มีน้าหนกั ตอ้ งการที่อยู่

ข. ทางานได้ มีสมบัตเิ ฉพาะตัว
ค. รวมกับสารอืน่ ได้งา่ ย
ง. ไม่มตี ัวตน ไม่มนี า้ หนกั ไม่มมี วล

2. ขอ้ ใดหมายถงึ ของแข็ง
ก. ปริมาตรแน่นอน รูปรา่ งไม่เปล่ียนแปลง
ข. ปรมิ าตรและรปู ร่างแน่นอน
ค. ปรมิ าตรท่ไี ม่แนน่ อน รูปรา่ งแน่นอน
ง. ปริมาตรและรปู ร่าง ไม่แน่นอน

3. ขอ้ ใดกลา่ วถึงคาวา่ ก๊าซได้ถูกต้องที่สดุ
ก. สารทีม่ รี ปู รา่ งและปริมาตรไมแ่ น่นอนเปลย่ี นแปลงตามภาชนะทบี่ รรจุ
ข. สารทม่ี ีรปู รา่ งและปริมาตรทีแ่ น่นอน ไม่เปลย่ี นแปลงตามภาชนะ อนุภาคชดิ กันเป็นระเบียบ มคี วามหนาแน่น

และแรงยดึ เหนีย่ วระหวา่ งโมเลกุลสงู กว่าของเหลว
ค. สารท่ีมปี รมิ าตรแน่นอน แตม่ ีรูปร่างไมแ่ น่นอนเปลีย่ นแปลงตามภาชนะที่บรรจุอนุภาคอยใู่ กล้เคยี งกนั แต่ไม่

เปน็ ระเบยี บมีการชนกันตลอดเวลา จงึ มีความหนาแน่นสูงกวา่ ของเหลว
ง. สารทม่ี ตี วั ตน มีมวล ตอ้ งการท่ีอยู่และสมั ผัสได้

4. ปัจจัยที่มผี ลตอ่ การเปล่ียนของสารคือข้อใด
ก. อณุ หภูมิ
ข. ความกดดันอากาศ
ค. ปรมิ าณของสาร
ง. รปู ร่างภายนอกของสาร

5. สารในขอ้ ใดไม่สามารถระเหิดได้

ก. การบูร ข. จนุ สี

ค. พิมเสน ง. ลูกเหมน็

6. การระเหย หมายถงึ ขอ้ ใด
ก. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร จากของแข็งกลายเป็นกา๊ ซ
ข. กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเปน็ ก๊าซ
ค. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารจากกา๊ ซกลายเป็นของเหลว
ง. กระบวนการการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นของแขง็

7. การระเหิด หมายถึงขอ้ ใด
ก. กระบวนการการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร จากของแขง็ กลายเปน็ ก๊าซ
ข. กระบวนการการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเปน็ ก๊าซ
ค. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารจากกา๊ ซกลายเป็นของเหลว

ง. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นของแข็ง

8. การควบแนน่ หมายถึงข้อใด
ก. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร จากของแข็งกลายเป็นกา๊ ซ
ข. กระบวนการการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นกา๊ ซ
ค. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารจากก๊าซกลายเป็นของเหลว
ง. กระบวนการการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นของแขง็

9. การตกผนกึ หมายถงึ ข้อใด
ก. กระบวนการการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสาร จากของแข็งกลายเป็นก๊าซ
ข. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นก๊าซ
ค. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากกา๊ ซกลายเปน็ ของเหลว
ง. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารจากของเหลวกลายเปน็ ของแข็ง

10. จากนา้ แขง็ เปลยี่ นแปลงสถานะกลายเปน็ นา้ คือ กระบวนการการเปลี่ยนสถานะของสสารใด
ก. การควบแนน่
ข. การหลอมละลายหรือการละลาย
ค. การระเหย
ง. การระเหดิ

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น

เรอื่ ง สารและสมบัติของสาร
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 7

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

คาช้ีแจง ให้วงกลมลอ้ มรอบคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งทส่ี ุดเพยี งข้อเดยี ว
1. ขอ้ ใดกลา่ วถึงสารได้ถูกต้อง

ก. มีตวั ตน มีน้าหนกั ต้องการทีอ่ ยู่

2. ข้อใดหมายถงึ ของแข็ง
ข. ปรมิ าตรและรูปรา่ งแนน่ อน

3. ขอ้ ใดกล่าวถึงคาวา่ กา๊ ซได้ถกู ต้องท่ีสุด
ก. สารที่มรี ูปรา่ งและปริมาตรไมแ่ น่นอนเปลี่ยนแปลงตามภาชนะท่บี รรจุ

4. ปจั จัยที่มีผลต่อการเปล่ียนของสารคือข้อใด
ก. อณุ หภมู ิ

5. สารในขอ้ ใดไม่สามารถระเหดิ ได้
ข. จุนสี

6. การระเหย หมายถงึ ข้อใด
ข. กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวกลายเป็นก๊าซ

7. การระเหดิ หมายถงึ ข้อใด
ก. กระบวนการการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร จากของแข็งกลายเป็นก๊าซ

8. การควบแน่น หมายถึงขอ้ ใด
ค. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากกา๊ ซกลายเป็นของเหลว

9. การตกผนึก หมายถงึ ข้อใด
ง. กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารจากของเหลวกลายเป็นของแขง็

10. จากน้าแข็งเปล่ยี นแปลงสถานะกลายเป็นนา้ คือ กระบวนการการเปลย่ี นสถานะของสสารใด
ข. การหลอมละลายหรือการละลาย

เฉลยใบกจิ กรรมที่ 7

เร่ือง สถานะของสาร
ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 7

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

สาร ของแข็ง ของเหลว กา๊ ซ
กอ้ นหิน  
 
โตะ๊
ออกซิเจน  
นา้ มนั พชื 
กา๊ ซหงุ ต้ม 
พดั ลม  
น้าเกลอื
น้าแข็ง 
คาร์บอนไดออกไซค์
ควันไฟ 
คอมพวิ เตอร์ 
ยางลบ
สบู่เหลว 
นา้ อัดลม 
น้าตาล 
ไนโตรเจน
แอลกอฮอล์ 
กระดาษ 
แชมพสู ระผม


เฉลยใบกิจกรรมที่ 8

เรอื่ ง การเปลย่ี นแปลงสถานะของสาร
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 7

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

บนั ทึกผลการทดลองจากการลงมือปฏิบัตจิ รงิ

บันทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

คร้งั ที่ 8 วันที่ เดือน พ.ศ. 2556 จานวน 2 ชั่วโมง

เร่อื ง สารและสมบตั ขิ องสาร

1 ความสาเรจ็ ในการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปญั หา/อปุ สรรค ในการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปัญหา/อุปสรรค

…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
4 ส่งิ ท่ไี ม่ได้ปฏบิ ัติตามแผน
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………
5 การปรับปรงุ แผนการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………..

ลงชอ่ื .......................................................
.....................................................

วนั ท.ี่ .......... เดอื น.........................พ.ศ............

ความเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ.......................................................

ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอ......................

ครง้ั ที่ 8

แผนการจดั การเรยี นรู้รายสปั ดาห์

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์

คร้งั ท่ี 8 วนั ที่ เดือน พ.ศ. 2556 จานวน 2 ชัว่ โมง

เรอื่ ง การแยกสาร

1. เนอื้ หา
1. การแยกสาร
1.1 การกรองแบบตา่ ง ๆ
1.2 การกล่ัน
1.3 การระเหย
1.4 การตกตะกอน
1.5 การตกผลึก
1.6 การกลั่นลาดับสว่ น
1.7 การระเหิดหรอื การระเหยแหง้
1.8 โครมาโตกราฟี

2. การเขา้ ส่รู า่ งกายของสาร
3. ประเภทของสารที่พบในชีวิตประจาวนั
4. สารและผลติ ภณั ฑข์ องสารที่พบในชวี ิตประจาวนั
5. ผลกระทบทีเ่ กดิ จากการใชส้ ารตอ่ ชีวติ และสิง่ แวดล้อม

2. ตวั ช้ีวดั
1. อธิบายวธิ ีการและกระบวนการแยกสาร
2.อธบิ ายการเข้าสู่รา่ งกายของสาร
3. จาแนกประเภทของสาร และผลติ ภัณฑ์ท่ีพบในชวี ติ ประจาวัน
4. เลอื กใชว้ ิธกี ารแยกสารท่เี หมาะสมและนามาใช้
5. อธิบายวธิ ีการใชส้ ารในชวี ติ ประจาวนั บางชนดิ และผลกระทบทเี่ กดิ ต่อชวี ิตและสง่ิ แวดล้อม

3. บูรณาการกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

3 ห่วง พอประมาณ มีเหตผุ ล ภมู ิคุ้มกนั ทีด่ ี
ประเดน็

การจดั กิจกรรม วางแผนการจดั กิจกรรมให้สอดคลอ้ ง การคิดวิเคราะห์ และ กาหนดขนั้ ตอนการจดั

การเรียนรู้ กับมาตรฐาน และตวั ชวี้ ดั ในหลกั สตู ร กระบวนการทางานกลมุ่ กจิ กรรมการเรยี นรใู้ ห้

ของนักเรยี น สอดคล้องกับแผนการ

จดั การเรยี นรู้

คุณธรรม ครมู คี วามรบั ผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ ความยุตธิ รรม ความขยันอดทน เมตตาต่อผเู้ รยี นความพอเพียง

4. กจิ กรรมการเรยี นรู้

4.1 ขั้นนาเขา้ สบู่ ทเรยี น

1. ครผู ้สู อนสรา้ งความค้นุ เคยกับผู้เรียน ทาความเข้าใจเนื้อหาวชิ าวิทยาศาสตร์ เรื่อง การแยกสาร

ชแ้ี จงตัวช้ีวดั ของหน่วยการเรยี นรู้

2. ครูผู้สอนกล่าวทักทาย และอธิบายการกาหนดเป้าหมายและการวางแผนการเรียนรู้กระบวน

การแยกสารทถี่ ูกตอ้ ง

4.2 ขน้ั การจัดกจิ กรรรมการเรยี นรู้
1. ครผู สู้ อนวางแผนวิธกี ารเรียนรเู้ นอ้ื หาท่กี าหนด
2. ครูผู้สอนใหผ้ เู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน เรอื่ ง การแยกสาร จานวน 20 ข้อ
3. ครูผสู้ อนให้ผเู้ รยี นแบง่ กลมุ่ ๆ ละประมาณ 5 – 6 ศึกษาใบความร้ทู ่ี 13 เรื่อง การแยกสาร ให้

เวลา 15 นาที และนาเสนอหนา้ ชนั้ เรียน กลุม่ ละไม่เกิน 5 นาที
4. ครูผู้สอนมอบหมายให้แต่ละกลุ่มทดลอง เร่ือง การกรอง แล้วบันทึกผลการทดลอง ตามตารางที่

กาหนดไวใ้ นใบกิจกรรมที่ 9 เรื่อง การกรอง

4.3 ข้ันสรปุ
1. ครผู ู้สอนและผู้เรยี นสรุปผลการทดลอง พรอ้ มท้งั เฉลยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน

2. ครูผู้สอนมอบหมายผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติมจากหนังสือแบบเรียน รายวิชา พว11001
วทิ ยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา

5. สือ่ อปุ กรณ์และแหล่งเรียนรู้

1. ใบความร้ทู ี่ 13 เรอื่ ง การแยกสาร

2. ใบกิจกรรมที่ 9 เร่ือง การกรอง

3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น เรอ่ื ง การแยกสาร จานวน 20 ข้อ

4. หนังสือแบบเรยี น รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา

5. อปุ กรณ์ที่ใชใ้ นการทดลอง เร่อื ง การกรอง ดังนี้

1. บีกเกอร์ 4. ขวดนา้ กลนั่

2. กรวยกรอง 5. แปง้ มนั

3. กระดาษกรอง 6. นา้
7. แทง่ แก้วคน

6. การวัดและประเมนิ ผล

1. สงั เกตพฤติกรรมการนาเสนอ การพดู แสดงความคิดเห็นเป็นรายบคุ คล

2. สังเกตจากการเขา้ ลงมือปฏิบัตจิ รงิ (การทดลอง)

3. วัดผลจากแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น

4. วัดผลจากใบกจิ กรรมท่ีมอบหมายใหผ้ เู้ รียนไปปฏบิ ัติ

5. วดั ผลจากแฟ้มสะสมงานของผเู้ รยี น

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

เร่ือง การแยกสาร

ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 8
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

คาชแ้ี จง ให้วงกลมลอ้ มรอบหน้าคาตอบทถี่ ูกตอ้ งทีส่ ุดเพียงข้อเดียว
1. สารใดเป็นสารเนือ้ เดยี ว

ก. น้าโคลน นา้ แขง็
ข. นา้ แข็ง น้าเกลือ
ค. นา้ กล่นั น้าอดั ลม
ง. อากาศ ฝุน่ ละอองในอากาศ

2. สารใดเปน็ สารเนอ้ื ผสม
ก. น้ากลน่ั น้าปลา
ข. เกลือ พริก
ค. นา้ น้ามนั
ง. น้าตาลทราย เกลือแกง

3. ข้อใดเปน็ เกณฑ์ในการจาแนกสาร
ก. เนือ้ ของสาร
ข. สถานะของสาร
ค. จดุ เดอื ดของสาร
ง. จดุ หลอมเหลวของสาร

4. สารบรสิ ทุ ธแิ์ ตกต่างจากสารละลายอยา่ งไร
ก. สารบริสทุ ธิเ์ ปน็ สารเนอื้ ผสม
ข. สารบรสิ ทุ ธ์เิ ป็นสารเน้อื เดยี ว
ค. สารบริสทุ ธแิ์ ยกองค์ประกอบได้ง่าย
ง. สารบรสิ ุทธ์ิมีจดุ เดือดคงที่

5. น้าตาลจัดเป็นสารชนดิ ใด
ก. ธาตุ
ข. สารประกอบ
ค. ของผสม
ง. สารบรสิ ทุ ธิ์

6. มสี ารตัวอยา่ ง 10 ชนิด คือ กลอ่ ง กระดาน เงนิ ชอลก์ ปรอท ปากกา นา้ หวาน น้าตาล ยาแดง หมกึ ถา้ จาแนก

โดยใสถานะเปน็ เกณฑ์ จะได้สารในสถานะของแขง็ กี่ชนิด

ก. 5 ชนดิ ข. 6 ชนดิ

ค. 7 ชนิด ง. 8 ชนิด

7. เมอ่ื นาของเหลวใสชนิดหนง่ึ มาต้มจนแหง้ ปรากฏวา่ มตี ะกอนอยู่กบั ภาชนะ สรปุ ไดว้ ่าอยา่ งไร

ก. เปน็ สารเน้ือผสม ข. เปน็ สารละลาย

ค. เปน็ สารบรสิ ทุ ธ์ิ ง. เป็นสารประกอบ

8. ชาวบ้านแกวง่ สารสม้ ในนา้ เพ่ืออะไร
ก. ฆ่าเชอื้ โรค
ข. เพอื่ ให้ได้รสชาตดิ ีขึ้น
ค. เพื่อให้สารแขวนลอยตกตะกอน
ง. เพือ่ ให้ไดส้ ารบรสิ ุทธ์ิ

9. การกลน่ั ลาดับสว่ นใชใ้ นการแยกสารทม่ี ลี กั ษณะอย่างไร
ก. เป็นของเหลวท่มี จี ดุ เดอื ดต่างกันมาก
ข. เปน็ ของเหลวท่มี จี ุดเดือดเท่ากนั
ค. เปน็ ของเหลวท่มี จี ดุ เดือดไม่ต่างกนั มากนัก
ง. เป็นไปได้ทุกกรณี

10. ดนิ จดั เป็นสารประเภทใด ข. สารเน้อื ผสม
ก. สารละลาย ง. สารประกอบ
ค. สารเน้ือเดยี ว

11. สารในข้อใดมจี ดุ เดือดคงท่ี ข. แอลกกอฮอล์
ก. ยาแดง ง. ทิงเจอรไ์ อโอดนี
ค. ยาเหลอื ง

12. เกณฑ์ใดทใี่ ช้ในการบอกว่าส้มตาเปน็ สารเนอ้ื ผสม

ก. สถานะของสาร ข. รสชาติของอาหาร

ค. ลกั ษณะของเน้ือสาร ง. ประเภทของอาหาร

13. การกระทาในข้อใดส่งผลให้ได้รบั สารเขา้ สูร่ า่ งกายน้อยทส่ี ดุ
ก. ล้างผกั ให้สะอาดก่อนนาไปปรงุ อาหาร
ข. เด็ดองนุ่ จากตน้ รบั ประทานทนั ทีโดยไมล่ า้ ง
ค. นาถั่วงอกไปแชส่ ารฟอกขาวใหด้ นู า่ รับประทาน
ง. ใช้สยี อ้ มผา้ ผสมลงไปในอาหาร เพราะจะไดส้ ีสันสวยงาม

14. สารพษิ จะเขา้ สรู่ า่ งกายด้วยวธิ ใี ดมากทสี่ ดุ
ก. การสดู ดมไอสาร
ข. ใชม้ อื ทเ่ี ป้ือนสารพิษหยบิ อาหาร
ค. การสัมผสั หรือจับต้อง
ง. เป็นไปได้ทุกกรณี

15. สารในข้อใดทใี่ ชใ้ นการแต่งกลิ่น

ก. ผงชรู ส ข. ผงเน้อื นุม่

ค. บอแรกซ์ ง. กลิ่นสตอเบอร์ร่ี

16. สารในขอ้ ใดใชท้ าความสะอาดเส้นผม

ก. สบู่ ข. ผงซกั ฟอก

ค. แชมพู ง. นา้ ขเ้ี ถ้า

17. ข้อใดจัดเป็นสารเนือ้ ผสม ข. นา้ อดั ลม
ก. น้าปลา ง. น้ายาลา้ งจาน
ค. นา้ จิม้ ไก่

18. “โครมาโตกราฟฟี” เปน็ การแยกสารแบบใด
ก. การแยกสารเน้ือเดยี วออกจากกันเพือ่ ให้ไดเ้ ป็นสารบริสุทธ์ิ
ข. การแยกสารผสมท่ีมีสถานะเป็นของแขง็ ออกจากของเหลว
ค. การแยกสารผสมที่เป็นของเหลวและของแขง็
ง. การแยกสารผสมท่เี ป็นของแขง็ ทแี่ ขวนลอยอยใู่ นของเหลว

19. จากการทดสอบเครื่องด่ืมชนดิ หนง่ึ ปรากฏว่ากระดาษลิตมัสเปล่ยี นสจี ากสนี า้ เงนิ เป็นสีแดง อยากทราบวา่
เครอ่ื งด่ืมชนิดน้ีควรบรรจใุ นภาชนะประเภทใด
ก. แก้ว
ข. โลหะ
ค. พลาสตกิ
ง. กระดาษชนิดหนา

20. ของเหลวในข้อใดต่อไปน้ีมีคุณสมบตั ิเปล่ยี นสีกระดาษลติ มัสจากสีแดงกลายเปน็ สีน้าเงิน
ก. นา้ ฝน
ข. น้าสบู่
ค. น้าสบั ปะรด
ง. นา้ ยาล้างหอ้ งน้า

ใบความรูท้ ี่ 13

เรอื่ ง การแยกสาร

ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 8
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

การแยกสาร

สารต่าง ๆ มักอยู่รวมกบั สารอืน่ ๆ ในรูปของสารเน้ือเดียว หรอื สารเน้อื ผสม ถ้าตอ้ งการสารเพยี ง ชนดิ
เดียวเพ่ือนามาใชป้ ระโยชน์ อาจทาได้โดยแยกสารออกมา โดยอาศัยสมบัติเฉพาะตัวของสาร การแยกสารเนอ้ื ผสม
ท่ีไม่เปน็ เนอ้ื เดียว ทาได้โดยใช้วิธกี ารทางกายภาพ เช่น หยิบออก ร่อนดว้ ยตะแกรง ใชแ้ ม่เหล็กดูด การแยกสารที่
เป็นเน้อื เดียว อาจแยกไดโ้ ดยการระเหยจนแหง้

สารเนื้อเดียว หมายถึง สารที่มีลักษณะเป็นเน้ือเดียวกัน เมื่อนาส่วนใดส่วนหน่ึงไปทดสอบจะมีสมบัติ
เหมือนกนั เช่น นา้ กลนั่ น้าโซดา นา้ เช่อื ม น้าเกลอื เป็นต้น

สารเน้อื เดียวมไี ดท้ ั้ง 3 สถานะ คือ
1. สารเนื้อเดียวสถานะของแข็ง เช่น เหล็ก ทองคา ทองแดง สังกะสี อะลูมิเนียม นาก ทองเหลือง หินปูน
เกลอื แกง นา้ ตาลทราย
2. สารเนือ้ เดยี วสถานะของเหลว เช่น น้ากลั่น นา้ เกลอื นา้ ส้มสายชู น้าอัดลม นา้ มนั พืช น้าเช่ือม นา้ นม
3. สารเน้อื เดียวสถานะแกส๊ เช่น อากาศ แก๊สหงุ ตม้ แก๊สออกซเิ จน แก๊สไนโตรเจน แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์

สารเนื้อผสม หมายถึง สารผสมท่ีไม่ผสมเป็นเน้ือเดียวกัน สามารถมองเห็นสารเดิมได้ตาเปล่า สารแต่ละ
ชนดิ จะมีสมบัตขิ องสารแตกตา่ งกัน เช่น น้าแป้ง น้าโคลน ยาเคลอื บกระเพาะ เป็นต้น

สารเนื้อผสมมไี ดท้ ้ัง 3 สถานะ เชน่
1. สารเนอ้ื ผสมสถานะของแข็ง เช่น ทราย คอนกรีต ดนิ
2. สารเนื้อผสมสถานะของเหลว เชน่ นา้ คลอง น้าโคลน น้าจิ้มไก่
3. สารเนื้อผสมสถานะแก๊ส เชน่ ฝนุ่ ละอองในอากาศ เขม่า ควนั ดาในอากาศ
การแยกสารผสมแต่ละชนิดน้ัน ต้องรู้จักเลือกใช้วิธีการท่ีเหมาะสม ข้ึนอยู่กับสมบัติของสารท่ีผสมอยู่ใน
สารนั้น ๆ
1. การกรอง เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีสถานะเป็นของแข็งออกจากของเหลว วัสดุท่ีใช้กรองที่อยู่หลาย
ชนิด เช่น กระดาษกรอง สาลี ผ้าขาว เชน่ การกรองนา้ กะทิ การกรองส่ิงสกปรกในน้าเช่อื ม เป็นตน้

2. การกลั่น เป็นวิธีการแยกสารผสมท่ีเป็นของเหลวหรือของแข็งที่ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน โดยใช้สมบัติความ
แตกต่างของจุดเดือดของสารแต่ละชนิด การกลั่นต้องทาให้สารท่ีเป็นของเหลวกลายเป็นไอ โดยการให้ความร้อน
สารท่ีกลายเป็นไอเมื่อได้รับความเย็นก็จะเกิดความควบแน่นกล่ันตัวเป็นสารบริสุทธ์ สารที่มีจุดเดือดต่าจะกล่ันตัว
ออกมากอ่ นสารท่ีมจี ดุ เดอื ดสูงกว่า

3. การระเหย การแยกสารด้วยวธิ นี ้ี เหมาะสาหรบั ใชแ้ ยกสารผสมที่เปน็ ของเหลวและมีของแข็งละลายใน
ของเหลว โดยวิธีการระเหย นยิ มใชใ้ นการแยกเกลือออกจากน้าทะเล เมื่อน้าระเหยหมดกจ็ ะไดเ้ กลือนามาใช้

การทานาเกลอื โดยวธิ กี ารระเหย

4. การตกตะกอน การแยกสารด้วยวิธีน้ี เป็นการแยกสารผสมท่ีเป็นของแข็งท่ีแขวนลอยอยู่ในของเหลว
โดยการตง้ั สารผสมนัน้ ท้ิงไว้ ของแขง็ ที่อยู่ในของเหลวเป็นสิ่งที่มนี ้าหนัก ดงั นัน้ เมือ่ ตงั้ ทง้ิ ไว้ก็จะตกตะกอนแยกของ
จากของเหลว เราจึงสามารถแยกของสารผสมออกจากกันได้ เช่น การแยกแป้งออกจากน้าแป้ง การแยกดินออก
จากนา้ โคลน หรือการใชส้ ารสม้ แกว่งในน้า เพือ่ ใหส้ ารแขวนลอยทอี่ ยใู่ นนา้ ตกตะกอน เปน็ ตน้

แกวง่ สารสม้ ในน้า เพอื่ ใหส้ ารแขวนลอยในนา้ ตกตะกอน

5. การตกผลึก วิธีนี้เป็นวิธีสาหรับการแยกของผสมท่ีเป็นของแข็ง โดยการนาของผสมมาละลายด้วยตัวทาละลาย
จนสารละลายหมดแล้วท้ิงไว้ สารท่ีละลายได้น้อยกว่าจะอิ่มตัวและตกตะกอนออกมาก่อน เช่น การแยกเกลือ
โซเดียมคลอไรดอ์ อกจากน้าทะเล

การตกผลึกของสารบางชนดิ

6. การกล่ันลาดับส่วน วิธีนี้ใช้แยกสารผสมท่ีเปน็ ของเหลว ซึ่งของเหลวน้ีมีจุดเดือดท่ีไม่แตกต่างกันมากน
จึงไม่สามารถใช้การแยกสารแบบการกลั่นธรรมดาได้ ตัวอย่างการกลั่นแบบลาดับส่วน เช่น การแยกน้าออกจาก
แอลกอฮอล์ (น้ามจี ุดเดือด 100 องศาเซลเซียส แอลกอฮอล์มจี ดุ เดอื ด 78.5 องศาเซลเซยี ส) และการกล่นั น้าดบิ

7. การระเหิดหรือการระเหยแห้ง วิธีน้ีเหมาะสาหรับการแยกของผสมท่ีเป็นของแข็งท่ีละลายอยู่ใน
ของเหลว เช่น เม่ือนาเกลือแกงซึ่งเป็นของแข็งมาละลายในน้าจะได้ของผสมเนื้อเดียวกัน ถ้าต้องการแยกเกลือแกง
ออกจากนา้ กก็ ระทาไดโ้ ดยนาน้าเกลือมาใหค้ วามร้อน เพื่อให้นา้ ระเหยออกไปสิ่งทเ่ี หลอื อยู่ในภาชนะก็คือ เกลอื แกง

8. โครมาโตกราฟฟี เป็นวิธีแยกสารเนื้อเดียวออกจากกันให้เป็นสารบริสุทธ์ิ โดยอาศัยหลักการท่ีว่า
"สารแตล่ ะชนดิ มีความสามารถในการละลายต่างกนั และถกู ดดู ซับตา่ งกนั ” จงึ ทาใหส้ ารแต่ละชนิดแยกออกจาก
กนั ได้

สารพษิ เขา้ สู่รา่ งกายได้ 3 ทาง คือ
1. ทางจมูก ด้วยการสูดดมไอของสาร ผลคือ ละอองของสารพิษปะปนเข้าไปกับลมหายใจ สารพิษบาง

ชนดิ มฤี ทธ์ิกัดกร่อน ทาให้เย่อื จมกู และหลอดลมอกั เสบหรอื ซึมผ่านเน้ือเย่อื เขา้ สูก่ ระแสโลหิต ทาให้โลหติ เปน็ พษิ
2. ทางปาก อาจจะเข้าปากโดยความสะเพร่า เช่น ใช้มือที่เป้ือนสารพิษหยิบอาหารเข้าปากหรือกินผัก

ผลไมท้ ม่ี สี ารพษิ ตกคา้ งอยู่ หรืออาจจะจงใจกนิ สารพษิ บางชนดิ เพือ่ ฆ่าตวั ตาย เปน็ ตน้
3. ทางผิวหนัง เกิดอาการสัมผัสหรือจับต้องสารพิษ สารพิษบางชนิดสามารถซึมผ่านทางผิวหนังได้

เพราะเข้าไปทาปฏกิ ิรยิ าเกดิ เป็นพิษแกร่ า่ งกาย
สารพิษเม่ือเข้าสู่ร่างกายทางใดก็ตาม เม่ือมีความเข้มข้นพอจะมีปฏิกิริยา ณ จุดสัมผัสและซึมเข้าสู่กระแส

โลหิต ซ่ึงจะพาสารพิษไปทั่วร่างกาย ความสามารถในการสู่กระแสโลหิตน้ันขึ้นอยู่กับคุณสมบัติการละลายของ
สารพิษนั้น สารพิษบางชนิดอาจถูกร่างกายทาลายได้ บางชนิดอาจถูกขับถ่ายออกทางไต ซ่ึงจะมีผลกระทบต่อ
ทางเดินปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ บางชนดิ อาจถกู สะสมไว้ เชน่ ทตี่ บั ไขมัน เป็นตน้
การจาแนกประเภทของสารตามสมบัตคิ วามเป็นกรด - เบส

ประเภทของสารตามสมบัติของสาร คือ สมบัติความเป็นกรด – เบส ของสารเป็นเกณฑ์ ซึ่งสามารถจัด
กล่มุ สารทใ่ี ชใ้ นบ้านเป็น 3 ประเภท คือ

1. สารที่มีสมบตั เิ ปน็ กรด สารประเภทน้ีมีรสเปรย้ี ว ทาปฏกิ ิริยาเคมกี บั โลหะ เชน่ สังกะสีทาปฏกิ ิรยิ าเคมี
กับหนิ ปนู ตัวอย่างสารประเภทนี้ เชน่ นา้ ส้มสายชู นา้ มะนาว นา้ อดั ลม นา้ มะขาม นา้ ยาลา้ งหอ้ งนา้ เป็นตน้

2. สารท่ีมีสมบัติเป็นเบส สารประเภทนี้มีรสฝาด เม่ือนามาถูกับฝ่ามือจะรู้สึกลื่นมือ ทาปฏิกิริยากับไขมัน
หรือน้ามันพืช หรือน้ามันสัตว์ จะได้สารประเภทสบู่ ตัวอย่างสารประเภทนี้ เช่น น้าปูนใส โซดาไฟ น้าขี้เถ้า เม่ือนา
สารทม่ี สี มบตั เิ ปน็ เบสทดสอบดว้ ยกระดาษลิตมัสสแี ดง กระดาษลติ มสั สแี ดงจะเปล่ยี นสีจากสแี ดงเป็นสีน้าเงิน

3. สารท่ีมีสมบัติเป็นกลาง สารประเภทนี้มีสมบัติหลายประการ และเม่ือนามาทดสอบด้วยกระดาษลิตมสั
แลว้ กระดาษลิตมัสจะไมม่ ีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างของสารประเภทนี้ เชน่ น้า นา้ เกลอื น้าเชอ่ื ม เป็นต้น

การจาแนกประเภทของสารตามประโยชน์การใชง้ าน
1. สารทาความสะอาด สารเหลา่ นมี้ หี ลายประเภท เชน่
- สารท่ใี ช้ทาความสะอาดของร่างกายสว่ นตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ สบู่ ยาสฟี นั แชมพสู ระผม น้ายาบว้ นปาก
- สารทใ่ี ช้ทาความสะอาดเสื้อผ้าเคร่อื งนุ่มหม่ ไดแ้ ก่ สบู่ซกั ฟอก ผงซักฟอก นา้ ยาขจัดคราบ
- สารท่ีใช้ทาความสะอาดภาชนะ เช่น น้ายาล้างจาน สารท่ีใช้ทาความสะอาดเฉพาะแห่ง เช่น น้ายา

เชด็ กระจก นา้ ยาขัดหอ้ งนา้
2. สารทางเกษตร
สารกาจัดศัตรูพืช เป็นสารท่ีนิยมใช้ในการเกษตร โดยเกษตรกรใช้ฉีดพ่นต้นพืชที่ปลูก เพื่อกาจัดแมลง

ท่ีมากัดกนิ ตน้ พชื
สารประเภทน้ีมีผลรุนแรงต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อมในบริเวณใกล้เคียง จึงต้องรู้จักใช้อย่างระมัดระวัง

ไมค่ วรใช้ในปรมิ าณทม่ี ากเกนิ ไป
3. สารท่ีใช้เป็นยารักษาโรค สารเหล่าน้ีใช้บาบัดรักษาป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของคนเรา แบ่งตาม

ลักษณะการใชไ้ ดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ
- ยาใช้ภายใน เชน่ ยาธาตุนา้ ขาว ยาธาตุนา้ แดง ยาพาราเซตามอล ยาแก้ไอน้าดา ยาเม็ดโซดามิ้นท์
- ยาใชภ้ ายนอก เช่น ยาเหลอื ง ยาแดง ยาล้างตา แอลกอฮอล์

4. สารกาจัดแมลงในบ้าน
สารประเภทน้มี ที ้งั ชนดิ ท่ีจดั ใหเ้ กดิ ควนั ชนิดท่ฉี ดี พน่ และชนิดผง เชน่ ยากันยงุ ดดี ีที
สารปรุงแต่งอาหาร สารเหล่าน้ีมีมากมายหลายชนิด เรานาใช้ในการประกอบอาหาร เช่น น้าตาล

นา้ ปลา ซอี ๊ิว ซอส น้าส้มสายชู

ผลกระทบทเี่ กดิ จากการใช้สารต่อชีวิตและสง่ิ แวดล้อม ดังนี้
1. ทาให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้โดยตรงต่อผู้ใช้โดยตรง ได้แก่ เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพในโรงงานที่เก่ียวข้อง

กับการใช้สารพิษและประชาชนทั่ว ๆ ไป ทงั้ นี้ เนอื่ งมาจากขาดความรคู้ วามเข้าใจในการใช้และการป้องกนั อนั ตราย
จากสารพษิ อย่างถูกต้อง จึงทาให้เกดิ อบุ ัติเหตุ เชน่ สารพษิ ท่ใี ชอ้ าจถูกร่างกายของผู้ใช้ หรือหายใจเอากา๊ ซพิษที่รั่วสู่

บรรยากาศเข้าไป ทาให้อันตรายหรือเจ็บป่วยถึงชีวิตได้ในทันที หรือสะสมสารพิษในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทาให้
สขุ ภาพทรุดโทรม เกดิ โรคภัยรา้ ยแรงขน้ึ ไดภ้ ายหลัง

2. ทาให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของประชาชน และส่ิงมีชีวิตท่ีอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
กบั แหลง่ ทมี่ กี ารใชส้ ารพษิ

3. ทาให้สภาวะสมดุลตามธรรมชาตเิ สยี ไป เน่ืองจากศัตรธู รรมชาติ เช่น ตัวห้า ตวั เบียฬ ทม่ี ีประโยชนใ์ นการ
ป้องกนั กาจดั ศัตรูพืช ศัตรมู นษุ ย์และสตั ว์ถูกสารพิษทาลายหมดไป แต่ขณะเดียวกนั ศัตรูท่ีเป็นปัญหา โดยเฉพาะพวก
แมลงศัตรูพืช สามารถสร้างความต้านทานสารพษิ ขึ้นได้ ทาให้เกดิ ปัญหาการระบาดเพ่ิมมากขึ้นหรือศตั รูพชื ท่ไี ม่เคย
ระบาดก็เกดิ ระบาดขึน้ มาเปน็ ปัญหาในการป้องกันกาจดั มากข้ึน

4. ทาใหเ้ กดิ อนั ตรายต่อชวี ิตของนก ปลา สัตวป์ ่าชนดิ ต่าง ๆ แมลงทีม่ ปี ระโยชน์ เชน่ ผงึ้ พบวา่ มีปริมาณลด
น้อยลงจนบางชนิดเกือบสูญพันธ์ุ ทั้งนี้ เนื่องจากถูกทาลายโดยสารพิษท่ีได้รับเข้าไปทันทีหรือสารพิษท่ีสะสมใน
ร่างกายของสตั ว์เหลา่ นน้ั มีผลใหเ้ กิดความล้มเหลวในการแพรข่ ยายพันธ์ุ

5. ทาใหเ้ กิดอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและมนุษย์ในระยะยาว เน่อื งจากการได้รับสารพิษซึ่งกระจายตกค้างอยู่ใน
อาหารและสิ่งแวดล้อม เข้าไปสะสมไว้ในร่างกายทีละน้อยจนทาให้ระบบและวงจรการทางานของร่างกายผิดปกติ
เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ โรคอันตรายข้ึน หรอื บางครั้งอาจทาให้เกดิ การกลายพนั ธุห์ รอื เกิดความผดิ ปกตใิ นร่นุ ลกู หลานขึน้ ได้

6. ทาให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจขึ้นกับประเทศชาติ เน่ืองจากการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนทาให้
ไมส่ ามารถทางานไดเ้ ตม็ ท่ี และยงั ตอ้ งเสียค่าใชจ้ ่ายในการรักษาพยาบาลอีกด้วย นอกจากนี้ยังมปี ัญหาไมส่ ามารถส่ง
อาหารผลิตผลและผลติ ภัณฑ์การเกษตรออกไปจาหน่ายยงั ต่างประเทศได้ เนื่องจากมสี ารพิษตกค้างอยู่ในปริมาณสูง
เกนิ ปริมาณที่กาหนดไว้ทาให้สามารถท่ีจะนามาพัฒนาประเทศ

วธิ ีป้องกนั สารเปน็ พษิ
1. พยายามหลกี เลีย่ งการใช้สารเป็นพิษเพอ่ื กจิ กรรมตา่ ง ๆ
2. ควรศกึ ษาใหเ้ ขา้ ใจถึงอันตรายและวิธกี ารใชส้ ารเคมีแต่ละชนดิ
3. ใช้เคร่อื งมอื อุปกรณ์ เพ่ือการปอ้ งกันอันตรายขณะท่ีมกี ารทางานหรือเกยี่ วข้องกับสารเคมี
4. ควรมกี ารตรวจสขุ ภาพ สาหรบั ผ้ทู ท่ี างานเกยี่ วข้องกบั สารเคมีอย่างนอ้ ยปลี ะครัง้
5. หลกี เลยี่ งการอยใู่ กลบ้ รเิ วณทมี่ ีการใชส้ ารเคมีเพื่อป้องกนั สารพษิ เข้าส่รู ่างกายทางปาก
6. เม่อื มีการใชส้ ารเคมี ควรอ่านฉลากกากบั โดยตลอดให้เขา้ ใจก่อนใช้ และต้องปฏบิ ตั ติ ามคาเตอื นและ ข้อ

ควรระวังโดยเครง่ ครัด
7. อยา่ ลา้ งภาชนะบรรจุสารเคมหี รอื อุปกรณเ์ คร่ืองพ่นยาลงไปในแมน่ ้า ลาธาร บ่อ คลอง ฯลฯ
8. ภาชนะบรรจุสารเคมเี มื่อใช้หมดแล้วใหท้ าลายและฝงั ดนิ เสีย
9. ให้ความรว่ มมอื กับทางราชการในการควบคุมตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

****************************************

ใบกิจกรรมท่ี 9

เร่อื ง การกรอง

ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 8
รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

จุดประสงค์
ทดลองและอธิบายการแยกสารดว้ ยวธิ ีการกรองได้

วสั ดอุ ุปกรณ์
1. บกี เกอร์
2. กรวยกรอง
3. กระดาษกรอง
4. ขวดนา้ กล่นั
5. แป้งมัน
6. นา้
7. แทง่ แก้วคน

วิธกี ารทดลอง
1. แบง่ กลุม่ ผ้เู รียนออกเป็นกล่มุ ละ 5 - 6 คน
2. เทนา้ ใสใ่ นบีกเกอร์ และนาแป้งมนั ผสมลงไป คนจนแปง้ ละลายหมด
3. พบั กระดาษกรอง แลว้ นาไปวางในกรวยกรอง หลงั จากนั้นใช้ขวดนา้ กลั่นฉีดน้าลงบนขอบกระดาษ

กรองใหเ้ ปียก เพอื่ ให้กระดาษแนบตดิ กับกรวยกรอง
4. นานา้ แป้งมนั เทลงในกรวยกรอง

บันทึกผลการทดลอง ผลทีส่ งั เกตได้

สาร
1. แปง้ ผสมกับนา้
2. น้าแป้งท่ีผา่ นการกรองแล้ว

สรุปผลการทดลอง
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

แบบทดสอบหลงั เรยี น

เรือ่ ง การแยกสาร
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 8

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาชแี้ จง ใหว้ งกลมลอ้ มรอบหนา้ คาตอบทถ่ี ูกตอ้ งทสี่ ุดเพยี งข้อเดียว
1. สารใดเปน็ สารเน้อื เดยี ว

ก. น้าโคลน นา้ แขง็
ข. น้าแข็ง นา้ เกลือ
ค. น้ากลัน่ น้าอัดลม
ง. อากาศ ฝุ่นละอองในอากาศ

2. สารใดเป็นสารเนอื้ ผสม
ก. น้ากลั่น นา้ ปลา
ข. เกลอื พรกิ
ค. น้า น้ามนั
ง. นา้ ตาลทราย เกลอื แกง

3. ขอ้ ใดเป็นเกณฑใ์ นการจาแนกสาร
ก. เน้ือของสาร
ข. สถานะของสาร
ค. จดุ เดือดของสาร
ง. จุดหลอมเหลวของสาร

4. สารบรสิ ุทธ์แิ ตกต่างจากสารละลายอย่างไร
ก. สารบรสิ ทุ ธ์ิเป็นสารเนอ้ื ผสม
ข. สารบรสิ ุทธ์ิเปน็ สารเนอ้ื เดยี ว

ค. สารบรสิ ุทธแ์ิ ยกองค์ประกอบได้งา่ ย
ง. สารบรสิ ทุ ธ์ิมจี ุดเดอื ดคงท่ี

5. นา้ ตาลจดั เปน็ สารชนิดใด
ก. ธาตุ
ข. สารประกอบ
ค. ของผสม
ง. สารบริสทุ ธิ์

6. มสี ารตัวอย่าง 10 ชนิด คือ กล่อง กระดาน เงนิ ชอลก์ ปรอท ปากกา น้าหวาน น้าตาล ยาแดง หมึก ถา้ จาแนก

โดยใสถานะเป็นเกณฑ์ จะได้สารในสถานะของแขง็ กี่ชนิด

ก. 5 ชนิด ข. 6 ชนดิ

ค. 7 ชนิด ง. 8 ชนดิ

7. เม่ือนาของเหลวใสชนดิ หนึ่งมาต้มจนแห้ง ปรากฏวา่ มีตะกอนอยู่กับภาชนะ สรปุ ได้ว่าอยา่ งไร

ก. เป็นสารเน้ือผสม ข. เป็นสารละลาย

ค. เปน็ สารบรสิ ุทธ์ิ ง. เป็นสารประกอบ

8. ชาวบ้านแกวง่ สารส้มในนา้ เพ่ืออะไร
ก. ฆา่ เช้อื โรค
ข. เพอื่ ให้ไดร้ สชาตดิ ีขึน้
ค. เพอื่ ใหส้ ารแขวนลอยตกตะกอน
ง. เพื่อให้ไดส้ ารบรสิ ุทธ์ิ

9. การกลนั่ ลาดับสว่ นใชใ้ นการแยกสารที่มลี กั ษณะอยา่ งไร
ก. เป็นของเหลวทม่ี ีจุดเดือดต่างกันมาก
ข. เป็นของเหลวทม่ี ีจดุ เดือดเทา่ กนั
ค. เปน็ ของเหลวทมี่ จี ดุ เดือดไมต่ า่ งกันมากนัก
ง. เปน็ ไปได้ทุกกรณี

10. ดนิ จัดเปน็ สารประเภทใด ข. สารเน้อื ผสม
ก. สารละลาย ง. สารประกอบ
ค. สารเนอ้ื เดยี ว

11. สารในขอ้ ใดมจี ุดเดือดคงท่ี

ก. ยาแดง ข. แอลกกอฮอล์
ค. ยาเหลอื ง ง. ทิงเจอร์ไอโอดนี

12. เกณฑ์ใดที่ใช้ในการบอกว่าส้มตาเปน็ สารเน้อื ผสม

ก. สถานะของสาร ข. รสชาติของอาหาร

ค. ลกั ษณะของเนอ้ื สาร ง. ประเภทของอาหาร

13. การกระทาในข้อใดสง่ ผลใหไ้ ดร้ ับสารเข้าสรู่ า่ งกายน้อยทส่ี ุด
ก. ล้างผักใหส้ ะอาดก่อนนาไปปรุงอาหาร
ข. เด็ดอง่นุ จากต้นรบั ประทานทนั ทโี ดยไม่ล้าง
ค. นาถั่วงอกไปแช่สารฟอกขาวใหด้ นู ่ารับประทาน
ง. ใชส้ ียอ้ มผา้ ผสมลงไปในอาหาร เพราะจะไดส้ ีสันสวยงาม

14. สารพษิ จะเข้าสู่รา่ งกายด้วยวธิ ีใดมากทสี่ ุด
ก. การสดู ดมไอสาร
ข. ใช้มอื ทเี่ ปื้อนสารพิษหยบิ อาหาร
ค. การสมั ผัสหรือจบั ตอ้ ง
ง. เปน็ ไปไดท้ ุกกรณี

15. สารในข้อใดทใ่ี ช้ในการแตง่ กล่ิน

ก. ผงชูรส ข. ผงเนอ้ื นุม่

ค. บอแรกซ์ ง. กลิ่นสตอเบอรร์ ี่

16. สารในข้อใดใชท้ าความสะอาดเส้นผม

ก. สบู่ ข. ผงซักฟอก

ค. แชมพู ง. น้าข้ีเถา้

17. ขอ้ ใดจดั เป็นสารเนื้อผสม ข. น้าอดั ลม
ก. น้าปลา ง. น้ายาลา้ งจาน
ค. น้าจ้ิมไก่

18. “โครมาโตกราฟฟี” เป็นการแยกสารแบบใด
ก. การแยกสารเน้ือเดียวออกจากกนั เพอ่ื ให้ได้เป็นสารบริสุทธ์ิ
ข. การแยกสารผสมท่ีมสี ถานะเปน็ ของแข็งออกจากของเหลว
ค. การแยกสารผสมทเ่ี ป็นของเหลวและของแข็ง
ง. การแยกสารผสมทเี่ ปน็ ของแข็งท่ีแขวนลอยอยูใ่ นของเหลว

19. จากการทดสอบเคร่ืองดื่มชนดิ หนงึ่ ปรากฏว่ากระดาษลิตมัสเปลีย่ นสีจากสนี ้าเงนิ เป็นสีแดง อยากทราบว่า
เครือ่ งด่ืมชนดิ นคี้ วรบรรจุในภาชนะประเภทใด
ก. แก้ว
ข. โลหะ
ค. พลาสติก
ง. กระดาษชนิดหนา

20. ของเหลวในข้อใดต่อไปน้ีมคี ณุ สมบตั ิเปลย่ี นสกี ระดาษลติ มสั จากสแี ดงกลายเปน็ สีน้าเงิน
ก. นา้ ฝน
ข. น้าสบู่
ค. นา้ สบั ปะรด
ง. น้ายาล้างห้องน้า

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น

เรื่อง การแยกสาร
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 8

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศกึ ษา

ขอ้ ขอ้
1 ข 11 ข
2 ข 12 ค
3 ก 13 ก

4 ง 14 ข
5 ข 15 ง
6 ก 16 ค
7 ข 17 ค
8 ค 18 ก
9 ค 19 ก
10 ข 20 ข

บนั ทกึ ผลหลังการจัดการเรียนรู้

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

ครั้งที่ 9 วันที่ เดือน พ.ศ. 2556 จานวน 2 ช่ัวโมง

เรอ่ื ง การแยกสาร

1 ความสาเรจ็ ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปญั หา/อุปสรรค ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปัญหา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
...
4 สิง่ ทไี่ ม่ได้ปฏิบตั ติ ามแผน
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………

5 การปรบั ปรงุ แผนการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………….
.

ลงชือ่ .......................................................
.....................................................

วันท.ี่ .......... เดือน.........................พ.ศ............

ความเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่อื .......................................................

ครัง้ ที่ 9

แผนการจดั การเรยี นรู้รายสปั ดาห์

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

ครั้งที่ 9 วันที่ เดือน พ.ศ. 2557 จานวน 2 ชั่วโมง

เร่อื ง สารในชวี ิตประจาวนั

1. เน้ือหา
1. สมบัติของสารที่ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั
2. สาร และผลติ ภณั ฑ์ของสารที่ใชใ้ นชีวิตประจาวนั
2.1 สารทาความสะอาด
2.2 สารทางการเกษตร
2.3 ยารกั ษาโรค
2.4 สารปรุงแต่ง และสารปนเปื้อน
2.5 ผลิตภณั ฑเ์ สรมิ ความงาม
3. การเลือกซื้อ และการเลือกใชส้ าร

2. ตัวช้ีวดั
1. อธบิ ายสมบตั ขิ องสารทนี่ ามาใชใ้ นชวี ิตประจาวนั
2. อธบิ ายวิธกี ารใชส้ ารในชีวติ ประจาวันบางชนดิ และผลกระทบท่เี กดิ ต่อชวี ิตและสิ่งแวดล้อม
3. เลือกซ้อื และเลือกใชส้ ารได้ถูกต้องและเหมาะสม

3. บรู ณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

3 ห่วง พอประมาณ มเี หตผุ ล ภูมิคมุ้ กนั ท่ดี ี
ประเดน็
การจดั กจิ กรรม วางแผนการจดั กจิ กรรมให้สอดคล้อง การคดิ วเิ คราะห์ และ กาหนดขน้ั ตอนการจัด
การเรียนรู้
กับมาตรฐาน และตัวชีว้ ัดในหลักสตู ร กระบวนการทางานกลุ่ม กจิ กรรมการเรยี นรู้ให้
คณุ ธรรม
ของผเู้ รียน สอดคล้องกับแผนการ

จดั การเรยี นรู้

ครูมคี วามรบั ผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ ความยุตธิ รรม ความขยันอดทน เมตตาต่อผเู้ รียน ความพอเพียง

4. กิจกรรมการเรยี นรู้

4.1 ขน้ั นาเข้าสบู่ ทเรียน
1. ครผู ู้สอนกล่าวทกั ทาย และอธบิ ายการกาหนดเป้าหมายและการวางแผนการเรียนรูเ้ กย่ี วกับสาร

ในชวี ิตประจาวนั การเข้าสรู่ ่างกายของสาร
2. ครผู สู้ อนและผู้เรยี นร่วมกันอภิปรายความหมายของสาร และใหย้ กตวั อยา่ งสารท่เี กย่ี วข้องกบั ใน

ชวี ิตประจาวนั

4.2 ขน้ั การจัดกจิ กรรรมการเรยี นรู้
1. ครผู สู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น เรือ่ ง สารในชีวิตประจาวนั

จานวน 5 ขอ้
2. ครูผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม ๆ ละประมาณ 3 – 4 ศึกษาใบความรู้ที่ 14 เรื่อง การจาแนก

ประเภทของสาร ให้เวลา 10 นาที
3. ครูผู้สอนมอบหมายให้แต่ละกลุ่มทากิจกรรม เร่ือง ทดสอบกรด – เบส แล้วบันทึกผลการ

ทดลอง ตามตารางท่กี าหนดไว้ในใบกจิ กรรมท่ี 10 เรื่อง ทดสอบกรด – เบส แลว้ สรปุ ผลการทดลองหนา้ ชนั้ เรยี น

4.3 ข้ันสรปุ
1. ครูผู้สอนและผู้เรียนสรปุ ผลการทดลอง พรอ้ มทัง้ เฉลยแบบทดสอบก่อนและหลังเรยี น
2. ครูผู้สอนมอบหมายใบกิจกรรมที่ 11 เร่ือง การเลือกใช้สารอย่างปลอดภัย โดยให้ผู้เรียนไป

สารวจสารที่ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั แล้วนามาเสนอในการพบกลมุ่ ครง้ั ตอ่ ไป

5. สือ่ อปุ กรณ์และแหล่งเรียนรู้

1. ใบความรทู้ ่ี 14 เรื่อง การจาแนกประเภทของสาร

2. ใบกิจกรรมท่ี 10 เร่ือง ทดสอบกรด – เบส

3. ใบกิจกรรมที่ 11 เรอื่ ง การเลือกใช้สารอย่างปลอดภัย

4. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น เรอ่ื ง สารในชีวติ ประจาวัน จานวน 5 ข้อ

5. หนงั สอื แบบเรียน รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา

6. อปุ กรณท์ ่ีใช้ในการทดลอง เรือ่ ง ทดสอบกรด – เบส ดังน้ี

1. สารละลาย (ตามใบกจิ กรรมที่ 10) 4. กระดาษลิตมัส

2. หลอดหยดจานวนเท่ากับสารละลาย 5. ถาดหลุม

3. กระจกนาฬกิ าหรือภาชนะท่ีเปน็ แก้ว

6. การวดั และประเมินผล
1. สงั เกตจากการเข้าลงมือปฏบิ ตั จิ รงิ (การทดลอง)
2. วดั ผลจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน

3. วัดผลจากใบกจิ กรรมท่ีมอบหมายใหผ้ ูเ้ รียนไปปฏิบตั ิ
4. วัดผลจากแฟม้ สะสมงานของผ้เู รียน

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

เร่ือง สารในชวี ติ ประจาวนั
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

คาช้ีแจง จงตอบคาถามต่อไปนี้
1. เราสามารถจาแนกประเภทของสารที่ใชใ้ นชีวิตประจาวันได้ก่ีประเภท อะไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. เราสามารถจาแนกประเภทสารทีม่ สี มบัติเปน็ กรดได้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. เราสามารถจาแนกประเภทสารทม่ี ีสมบตั ิเปน็ เบสได้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. เราสามารถจาแนกประเภทสารที่มสี มบัติเปน็ กลางไดอ้ ย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. การเลือกซอ้ื และการใชส้ ารอยา่ งปลอดภยั ควรคานงึ ถึงขอ้ ใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบความรทู้ ี่ 14

เรือ่ ง การจาแนกประเภทของสาร
ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 9

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

เราสามารถจาแนกประเภทของสารที่ใชใ้ นชีวิตประจาวนั ออกเปน็ ประเภท ไดด้ ังนี้
1. ความเปน็ กรด- เบส เราสามารถจาแนกสารจากสมบัตขิ องสารจากความเป็น กรด –เบส ไดด้ งั น้ี

1.1 สารท่ีมีสมบัติเป็นกรด สารประเภทนี้มีรสเปร้ียว ทาปฏิกิริยาเคมีกับโลหะและหินปูน เมื่อ
ทดสอบด้วยกระดาษลิตมัสสีน้าเงิน กระดาษลิตมัสจะเปล่ียนเป็นสีแดง และมี ค่า pH 1 – 6 เช่น มะนาว
นา้ ส้มสายชู น้ายาลา้ งห้องน้า เปน็ ต้น

1.2 สารทม่ี ีสมบตั ิเปน็ เบส เป็นสารทีม่ ีรสฝาด เม่ือทดสอบกับกระดาษลติ มสั สแี ดงจะเปล่ียนไปเปน็ สี
น้าเงิน เมื่อสัมผัสร่างกายจะรู้สึกลื่น และทาปฏิกิริยากับไขมันหรือน้ามันพืช และมีค่า pH 8 – 14 เช่น ผงซักฟอก
สบู่ น้าข้เี ถ้า เป็นต้น

1.3 สารที่สมบัติเป็นกลาง เป็นสารท่ีทดสอบกับกระดาษลิตมัสแลว้ ไม่มีการเปล่ียนแปลง มีค่า pH 7
เชน่ นา้ เกลือ น้าดืม่ เปน็ ตน้

2. จาแนกตามประเภทของสาร จาแนกตามประโยชนก์ ารใชง้ าน ได้ดังน้ี
1. สารทาความสะอาด ในชวี ิตประจาวันเราใช้สารประเภทนี้กนั อย่างแพรห่ ลาย สารทาความสะอาด

มีทั้งสารที่ใช้ทาความสะอาดร่างกายของคน สารท่ีใช้ทาความสะอาดเครื่องนุ่มห่ม หรือภาชนะต่าง ๆ เช่น สบู่
ผงซกั ฟอก ยาสีฟนั นา้ ยาลา้ งหอ้ งน้า เป็นตน้

2. สารทางการเกษตร สารประเภทน้ีส่วนใหญ่เป็นสารท่ีใช้ในการกาจัดศัตรูพืช เช่น แมลง วัชพืช
สารประเภทน้ีในปริมาณท่ีมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้และผู้บริโภค และยังส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมอีก
ด้วย

3. ยารกั ษาโรค สารเหล่าน้ีใชเ้ พ่อื บาบัดและรักษาอาการเจบ็ ป่วยของคนเรา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
คือ ยาภายใน เช่น ยาพาราเซตามอล ยาธาตุน้าแดง ยาแก้ไอ และ ยาภายนอก เช่น ยาแดง ยาล้างตา
แอลกอฮอล์

4. สารปรงุ แตง่ สารปรงุ แต่งอาหารมมี ากมายหลายชนิด ขึน้ อยกู่ บั วัตถปุ ระสงค์ในการใช้ ดงั นี้
สารปรุงรส - น้าปลา ซอี ว้ิ ซอส สารแตง่ สี - สีผสมอาหาร สจี ากธรรมชาติ
สารแต่งกล่นิ – กลนิ่ สังเคราะห์ สารปอ้ งกันไม่ใหอ้ าหารเนา่ เสยี – สารกันบูด

5. ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม สารที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามหรือเครื่องสาอางมีหลายประเภท
ข้ึนอยู่กบั วตั ถุประสงคข์ องผใู้ ช้ เช่น ผลิตภัณฑบ์ ารงุ ผิว ครมี บารุงผวิ อาหารเสรมิ ผลติ ภัณฑ์แต่งกาย ลปิ สตกิ

การเลอื กซื้อและการใชส้ ารอยา่ งปลอดภัย ควรคานงึ ถงึ เร่ือง ดงั ต่อไปนี้

1.ฉลากของผลิตภัณฑ์ ก่อนซ้ือหรือนาผลิตภัณฑ์มาใช้ต้องศึกษารายละเอียดบนฉลากให้เข้าใจ
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ด้านอาหารจะต้องดวู ันหมดอายขุ องผลติ ภัณฑ์ด้วย และผู้ใช้จะต้องปฏิบัติตนตามวิธีข้นั ตอนที่
อยบู่ นฉลากอยา่ งเคร่งครัดดว้ ย

2. ใช้สารในปริมาณที่จาเป็นเท่านน้ั ถา้ ใชใ้ นปรมิ าณมากกว่าท่กี าหนดอาจจะเป็นอนั ตรายต่อผ้ใู ช้ได้
3. ต้องมีการกาจัดภาชนะที่ใช้แล้วอย่างเหมาะสม เช่น ภาชนะที่บรรจุสารที่พิษ ห้ามท้ิงลงในแม่น้า
ลาคลอง เป็นต้น
การจะเลือกใช้สารใดก็ตาม เราต้องคานึงความปลอดภัยในการใช้สารนั้นด้วย สารบางชนิด เช่น
ยาฆ่าแมลง หรือกาจัดวัชพืช ถ้าใช้ในปริมาณมากก็จะส่งผลต่อสุขภาพของผู้ใช้ และถ้าตกค้างอยู่ในพืชผักก็จะเปน็
อันตรายต่อผู้บริโภค และนอกจากน้ีสารต่าง ๆ ที่เราใช้ก็ส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม เช่น การปล่อยน้าเสียลงใน
แม่น้าก่อให้เกิดน้าเสีย เป็นต้น ดังน้ันก่อนที่เราจะเลือกใชส้ ารต่าง ๆ ในชีวิตประจาวนั เราต้องศึกษาถึงวิธีการใช้
การเก็บรักษา และวิธีการกาจัดภาชนะบรรจุสารเหล่าน้ันอย่างละเอียด เพื่อจะช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับ
มนุษย์ และไม่ส่งผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม

**********************************

ใบกจิ กรรมที่ 10

เรอ่ื ง ทดสอบ กรด – เบส

ใชป้ ระกอบแผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 9
รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศกึ ษา

จดุ ประสงค์ ทดลองและอธบิ ายความเป็นกรด – เบส ของสารได้

วัสดุอุปกรณ์ 2. หลอดหยดจานวนเท่ากับสารละลาย
1. สารละลาย (ตามตาราง) 4. กระดาษลิตมสั
3. กระจกนาฬิกาหรือภาชนะทเ่ี ปน็ แก้ว
5. ถาดหลมุ

วิธที า
1. หยดสารละลายที่เตรียมไว้ลงในถาดหลุม ๆ ละ 3 หยด
2. ใชก้ ระดาษลิตมัสจุ่มสารละลายเทียบสีท่ีเกิดข้ึนกบั สี แล้ววางไว้บนกระจกนาฬิกาหรอื ภาชนะท่เี ปน็

แก้ว แลว้ บันทึกผล

บนั ทึกผล

สาร สมบตั ขิ องสาร
สี กรด กลาง เบส
สบเู่ หลว
ผงซกั ฟอก
นา้ ส้มสายชู
น้าอดั ลม
นา้ ยาล้างจาน
นา้ เกลอื
น้ามะนาว
น้ายาล้างหอ้ งนา้

นา้ ดืม่
นา้ ปนู ใส

สรปุ ผลการทดลอง
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................

.........

ใบกจิ กรรมที่ 11

เร่อื ง การเลือกใชส้ ารอยา่ งปลอดภัย
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 9

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดบั ประถมศึกษา

คาช้แี จง ให้ผเู้ รยี นสารวจสารทีใ่ ชใ้ นชวี ิตประจาวันมาคนละ 5 ชนดิ และบันทึกผล

ชอื่ สาร ประเภท วธิ ใี ช้
1.

2.

3.

4.

5.

2. จงบอกวิธกี ารใช้สารอยา่ งปลอดภยั มา อยา่ งน้อย 3 ขอ้
1…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

….
2…………………………………………………………………………………………………….…..………………………………………………

….
3…………………………………………………………………………………………….……….…………………………………………………

….
3. สารทีใ่ ช้ในชวี ติ ประจาวนั ส่งผลกระทบกับมนุษยแ์ ละส่ิงแวดล้อมอยา่ งไรบ้าง

1……………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………
.

2…………………………………………………………………………………………………………….…………………………………….……
….

3……………………………………………………………………………………………………………...………………………………..………
….

แบบทดสอบหลงั เรียน

เร่อื ง สารในชีวติ ประจาวนั
ใชป้ ระกอบแผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 9

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์
ระดับประถมศึกษา

คาช้ีแจง จงตอบคาถามต่อไปนี้
1. เราสามารถจาแนกประเภทของสารท่ใี ชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้กีป่ ระเภท อะไรบา้ ง

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. เราสามารถจาแนกประเภทสารทีม่ สี มบตั เิ ป็นกรดไดอ้ ย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. เราสามารถจาแนกประเภทสารทมี่ สี มบัตเิ ป็นเบสได้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. เราสามารถจาแนกประเภทสารที่มีสมบัติเปน็ กลางได้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. การเลือกซ้ือและการใช้สารอยา่ งปลอดภัย ควรคานงึ ถึงข้อใด

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น

เร่อื ง สารในชวี ติ ประจาวนั
ใช้ประกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 9

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

ระดับประถมศึกษา

คาช้ีแจง จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. เราสามารถจาแนกประเภทของสารทใ่ี ช้ในชวี ติ ประจาวันไดก้ ปี่ ระเภท อะไรบ้าง

ตอบ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. สมบตั ขิ องสารจากความเปน็ กรด- เบส 2. จาแนกตามประโยชน์การใชง้ าน

2. เราสามารถจาแนกประเภทสารทมี่ ีสมบัตเิ ป็นกรดไดอ้ ย่างไร
ตอบ เมื่อทดสอบด้วยกระดาษลิตมสั สนี ้าเงนิ กระดาษลติ มัสจะเปล่ยี นเปน็ สแี ดง และมี ค่า pH 1 – 6

3. เราสามารถจาแนกประเภทสารทม่ี ีสมบัติเปน็ เบสไดอ้ ยา่ งไร
ตอบ เมื่อทดสอบกับกระดาษลิตมัส สีแดงจะเปลี่ยนไปเป็นสีน้าเงิน เมื่อสัมผัสร่างกายจะรู้สึกล่ืน และทา

ปฏกิ ริ ิยากบั ไขมันหรอื นา้ มนั พชื และมีคา่ pH 8 – 14

4. เราสามารถจาแนกประเภทสารทม่ี สี มบตั ิเป็นกลางไดอ้ ยา่ งไร
ตอบ ทดสอบกบั กระดาษลติ มัสแลว้ ไมม่ ีการเปลย่ี นแปลง มีคา่ pH 7

5. การเลอื กซ้ือและการใชส้ ารอย่างปลอดภัย ควรคานึงถึงข้อใด
ตอบ 1.ฉลากของผลิตภณั ฑ์ 2. ใช้สารในปรมิ าณทจี่ าเป็นเท่าน้ัน 3. ต้องมกี ารกาจัดภาชนะท่ีใช้แล้วอย่าง

เหมาะสม

บนั ทกึ ผลหลังการจัดการเรยี นรู้

รายวิชา พว11001 วิทยาศาสตร์

ครัง้ ท่ี 10 วันท่ี เดอื น พ.ศ. 2556 จานวน 2 ช่ัวโมง

เร่ือง สารในชีวิตประจาวัน

1 ความสาเร็จในการจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2 ปญั หา/อุปสรรค ในการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3 แนวทางแก้ไขปัญหา/อุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
...
4 สิ่งท่ไี ม่ได้ปฏิบตั ิตามแผน
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………

5 การปรบั ปรุงแผนการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………….
.

ลงชอ่ื .......................................................

วนั ท.่ี .......... เดอื น.........................พ.ศ............

ความเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการ กศน.อาเภอ
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ.......................................................

คร้งั ท่ี 10
แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายสปั ดาห์

รายวชิ า พว11001 วิทยาศาสตร์

ครัง้ ที่ 10 วันท่ี 15 เดือน มกราคม พ.ศ. 2557 จานวน 2 ช่ัวโมง

เรอื่ ง แรงและการเคลือ่ นทีข่ องแรง

1. เน้อื หา
1. ความหมาย หน่วย และประเภทของแรง
2. ปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ แรง ประโยชน์และโทษของแรง
3. ความดัน
3.1 ความหมาย
3.2 ความดนั ในของเหลว
3.3 ความดันของอากาศ
4. แรงดึงดดู ของโลก ความหมายประโยชน์ และโทษของแรงดึงดดู ของโลก
5. แรงเสียดทาน
5.1 ความหมาย ประโยชนแ์ ละโทษของแรงเสียดทาน
5.2 การนาแรงเสียดทานไปใชใ้ นชีวติ ประจาวัน

2. ตวั ช้ีวดั
1. อธิบายความหมาย หน่วย ประเภทของแรง ผลท่ีเกิดจากการกระทาของแรง ความดัน แรงลอยตัว

แรงดงึ ดดู ของโลก และแรงเสยี ดทาน
2. การนาแรงและการเคลือ่ นที่ของแรงไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจาวนั

3. บรู ณาการกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มีเหตุผล ภมู คิ ้มุ กันทด่ี ี
3 ห่วง พอประมาณ

ประเด็น วางแผนการจดั กิจกรรมให้สอดคลอ้ ง การคิดวเิ คราะห์ และ กาหนดขนั้ ตอนการจดั
การจดั กจิ กรรม
การเรียนรู้ กับมาตรฐาน และตัวชว้ี ัดในหลกั สตู ร กระบวนการทางานกลุ่ม กิจกรรมการเรียนรู้ให้

คณุ ธรรม ของผเู้ รียน สอดคล้องกบั แผนการ

จัดการเรยี นรู้

ครมู คี วามรบั ผดิ ชอบ ใฝเ่ รียนรู้ ความยุตธิ รรม ความขยัน อดทน เมตตาต่อผูเ้ รียน

ความพอเพยี ง

4. กจิ กรรมการเรียนรู้
4.1 ขนั้ นาเข้าสูบ่ ทเรยี น
1. ครูผู้สอนสร้างความคุ้นเคยกับผู้เรียน ทาความเข้าใจกับวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง แรงและการ

เคล่ือนทขี่ องแรง พรอ้ มกับอธิบายมาตรฐานและช้แี จงตัวชว้ี ดั ของหน่วยการเรยี นรู้
2. ครูผู้สอนทักทายกล่าวนา อธิบายการกาหนดเป้าหมายและการวางแผนการเรียนรู้เก่ียวกับแรงและ

การเคลื่อนท่ี ความดนั แรงดงึ ดดู ของโลก
3. ครผู ู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายความหมายของแรงและให้ยกตัวอย่างแรงทผี่ ู้เรียนรจู้ ัก

4.2 ขนั้ การจดั กจิ กรรรมการเรยี นรู้
1. ครูผูส้ อนและผู้เรยี นวางแผนวธิ ีการเรยี นรูเ้ นอ้ื หาที่กาหนด
2. ครผู ู้สอนให้ผู้เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน เรือ่ ง แรงและการเคลื่อนทข่ี องแรง

จานวน 20 ขอ้
3. ครูผู้สอนใหผ้ ู้เรียนแบ่งกลุม่ ออกเป็น 2 กลุม่ ๆ ละประมาณ 5 – 6 คน ศกึ ษาใบความรทู้ ี่ 15

เรอ่ื ง แรงและการเคลอื่ นท่ขี องแรง และใบความรทู้ ี่ 16 เรอ่ื ง ความดนั ใหเ้ วลา 10 นาที
4. แต่ละกล่มุ สง่ ตวั แทนนาเสนอเร่อื งท่ไี ดร้ ับหนา้ ชัน้ เรยี น กลุม่ ละไมเ่ กิน 5 นาที
5. ครผู ูส้ อนและผเู้ รยี นรว่ มแสดงความคดิ เห็นอธบิ ายเพม่ิ เติมในแตล่ ะกลุม่
6. ครูผู้สอนมอบหมายใหผ้ เู้ รียนทาใบกจิ กรรมท่ี 12 เรอ่ื ง ประเภทของแรง

4.3 ข้นั สรุป
1. ครผู ู้สอนและผูเ้ รียนสรปุ เนอ้ื หาทไี่ ด้เรยี นรูร้ ว่ มกัน
2. ครผู ู้สอนเฉลยแบบทดสอบก่อนและหลังเรยี น พร้อมทั้งตรวจใบกิจกรรม


Click to View FlipBook Version