The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sanya2515_15, 2021-11-18 08:49:50

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Keywords: ตำราเรียน



คํานาํ

พระพุทธศาสนานับเปนรากฐานในสังคมไทยทุกๆ ดานนับต้ังแตบรรพกาลจนลวงมาถึง
ปจ จบุ นั น้ีและพระพุทธศาสนาเองมีความเกี่ยวเน่อื งสมั พันธกับวิถีชีวิตของคนไทยมาโดยตลอด เราจึง
ไมอาจแยกพระพุทธศาสนาออกจากวิถีชีวิตของคนไทยเราไดเลย คนไทยเราจึงมักมีแนวทางการ
ดาํ เนินชวี ิตตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาและนําเอาหลักนั้นมาใชใหเกิดประโยชนอยางสูงสุด
ดงั นน้ั เม่ือเรานาํ เอาพระพทุ ธศาสนามาใชอ ยูต ลอดเวลาจนสดุ ทายพระพุทธศาสนาจงึ เปรียบเสมือนบอ
เกิดของภูมิปญญาไทยในหลาย ๆ ดาน จึงทําใหผูเขียนมุงหมายท่ีจะเขียนเอกสารประกอบการสอน
วชิ า “พระพุทธศาสนากบั ภมู ปิ ญ ญาไทย” ข้นึ มา

เอกสารประกอบการสอนนี้มีจุดมุงหมายสองประการ ประการแรกเพ่ือใชประกอบการสอน
ในรายวิชา “พระพุทธศาสนากับภูมิปญญาไทย” สําหรับนิสิตระดับปริญญาตรีสาขาวิชา
พระพุทธศาสนา ประการที่สองเพื่อเปนประโยชนสําหรับสังคมไทยในปจจุบันโดยเฉพาะอยางยิ่ง
พทุ ธศาสนกิ ชนชาวไทยทน่ี บั ถือศาสนาพุทธจึงจําเปนที่จะตองทราบความสําคัญของพระพุทธศาสนา
กับภมู ิปญ ญาดวย แตท ้งั นี้จุดมงุ หมายหลักผูเขียนมองไปยังประการแรกและหวงั วาเอกสารเลมนี้จะยัง
ประโยชนก ับผสู นใจทุกคน และผูเขียนขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยา
เขตขอนแกน ท่ีไดสงเสริมสนับสนุนจนกระทั่งเอกสารเลมน้ีออกมาอยางสมบูรณ และหากขาดตก
บกพรอ งประการใดผเู ขยี นก็ยินยอมพรอมรับคาํ ตชิ มจากทุกทานเสมอ

พระมหาสํารอง สญฺ โต, ดร.
๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๓

สารบัญ ค

เรอื่ ง หนา
คาํ นาํ ข
สารบญั ค
คําอธิบายสัญลักษณแ ละคาํ ยอ ฌ
บทท่ี ๑ ความรูทั่วไปเกีย่ วกับสังคมไทย ๑

๑.๑ ความนาํ ๒
๑.๒ ความเปนมาของชนชาติไทย ๒

๑.๒.๑ ความหมายของคาํ วาชนชาติไทย ๑๐
๑.๒.๒ แนวความคิดเกีย่ วกับคนไทยมาจากไหน ๑๑
๑.๓ วิวัฒนาการของสงั คมไทยสมยั ตา ง ๆ ๑๔
๑.๓.๑ สมยั สุโขทยั ๑๙
๑.๓.๒ สมัยอยธุ ยา ๒๑
๑.๓.๓ สมยั ธนบรุ ี ๒๔
๑.๓.๔ สมัยรตั นโกสนิ ทรกอ นเปลย่ี นแปลงการปกครอง ๒๕
๑.๓.๕ สมยั เปลีย่ นแปลงการปกครองถึงปจ จุบนั ๒๕
๑.๔ ลักษณะโครงสรา งทางสงั คมของสังคมไทย ๒๘
๑.๔.๑ ความหมายของโครงสรางทางสังคม ๒๘
๑.๕ ระบบความเชอื่ ของสงั คมไทย ๒๘
๑.๕.๑ ความหมายของความเช่ือ ๓๐
๑.๕.๒ ประเภทของความเชอ่ื ๓๔
๑.๕.๓ ความเชอ่ื ของสังคมไทย ๓๕
๑.๖ ลักษณะของสังคมไทยในปจจุบัน ๓๖
สรปุ ทา ยบท ๓๗
คําถามทายบท ๓๙
เอกสารอา งอิงประจําบท ๔๐
บทท่ี ๒ ความรูเ บ้ืองตน เกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย ๔๐
๒.๑ ความนาํ ๔๐
๒.๒ ความหมายและความสําคญั ของพระพทุ ธศาสนา ๔๑
๒.๒.๑ ความหมายของพระพทุ ธศาสนา ๔๒
๒.๒.๒ ความสําคญั ของพระพทุ ธศาสนา ๔๓
๒.๓ กําเนดิ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
๒.๔ พัฒนาการของพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย

๒.๔.๑ พระพทุ ธศาสนาสมยั ทวาราวดี ง
๒.๔.๒ พระพุทธศาสนาสมัยอาณาจักรอายลาว
๒.๔.๓ พระพุทธศาสนาสมัยอาณาจักรศรวี ิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓) ๔๓
๒.๔.๔ พระพุทธศาสนาสมัยลพบุรี (พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๕) ๔๔
๒.๔.๕ พระพทุ ธศาสนาสมัยเถรวาทแบบพกุ าม ๔๔
๒.๔.๖ พระพทุ ธศาสนาสมัยกรุงสโุ ขทยั ๔๔
๒.๔.๗ พระพทุ ธศาสนาสมัยกรุงศรีอยุธยา ๔๕
๒.๔.๘ พระพุทธศาสนาสมัยกรงุ ธนบรุ ี ๔๕
๒.๔.๙ พระพุทธศาสนาสมัยกรุงรัตนโกสินทร ๔๖
๒.๕ บทบาทของพระพทุ ธศาสนาตอ สงั คมไทยในปจ จุบัน ๔๗
สรุปทายบท ๔๗
คําถามทา ยบท ๕๑
เอกสารอา งอิงประจาํ บท ๕๓
บทท่ี ๓ ภูมิปญญาไทย ๕๔
๓.๑ ความนํา ๕๕
๓.๒ ความหมายและความสําคญั ของภูมปิ ญ ญา ๕๖
๓.๒.๑ ความหมายของภมู ิปญ ญา ๕๗
๓.๒.๒ ความสําคัญของภมู ิปญญา ๕๗
๓.๓ ลักษณะของภมู ิปญญา ๕๗
๓.๔ ลกั ษณะของภมู ิปญญาไทย ๕๘
๓.๕ คณุ สมบตั ิของผูทรงภมู ปิ ญ ญาไทย ๕๙
๓.๖ การจดั แบงสาขาภูมิปญ ญาไทย ๖๑
๓.๖.๑ สาขาเกษตรกรรม ๖๓
๓.๖.๒ สาขาอตุ สาหกรรมและหัตถกรรม ๖๔
๓.๖.๓ สาขาการแพทยแผนไทย ๖๕
๓.๖.๔ สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม ๖๕
๓.๖.๕ สาขากองทนุ และธุรกิจชุมชน ๖๕
๓.๖.๖ สาขาสวัสดิการ ๖๕
๓.๖.๗ สาขาศิลปกรรม ๖๕
๓.๖.๘ สาขาการจดั การองคกร ๖๕
๓.๖.๙ สาขาภาษาและวรรณกรรม ๖๖
๓.๖.๑๐ สาขาศาสนาและประเพณี ๖๖
๓.๗ ลักษณะความสัมพนั ธข องภูมปิ ญญาไทย ๖๖
๓.๘ คณุ คาและความสาํ คัญของภูมิปญ ญาไทย ๖๖
๓.๘.๑ ภูมิปญ ญาไทยชว ยสรา งชาตใิ หเ ปนปก แผน ๖๖
๓.๘.๒ สรางความภาคภูมิใจ และศกั ด์ิศรี เกยี รติภูมิแกค นไทย ๖๘
๖๙
๖๙



๓.๘.๓ สามารถปรบั ประยกุ ตหลักธรรมคาํ สอนทางศาสนา ๗๐
ใชกับวถิ ีชวี ิตไดอยางเหมาะสม ๗๐
๗๑
๔.๘.๔ สรา งความสมดุลระหวางคนในสังคม และธรรมชาติไดอยา งยัง่ ยนื ๗๑
๓.๘.๕ เปล่ยี นแปลงปรบั ปรุงไดตามยคุ สมยั ๗๓
๓.๙ วธิ กี ารอนุรกั ษไ วซ ง่ึ ภมู ิปญ ญาไทย ๗๔
สรุปทา ยบท ๗๕
คาํ ถามทา ยบท
เอกสารอางอิงประจาํ บท

บทท่ี ๔ คติชนวทิ ยากบั การศกึ ษาภูมปิ ญญาไทย ๗๖
๔.๑ ความนํา ๗๗
๔.๒ ความหมายและความสําคัญของคติชนวิทยา ๗๗
๔.๓ ความเปนมาของคติชนวิทยา ๗๙
๔.๔ ขอบขา ยของคติชนวทิ ยา ๘๑
๔.๕ คติชนวทิ ยากับการศกึ ษาภูมิปญญาไทย ๘๑
๔.๕.๑ คติชนประเภทใชถอยคํา แบงออกได ๖ ประเภทยอ ย คือ ๘๑
๕.๕.๒ คตชิ นประเภทไมใชถอยคาํ แตจ ะถายทอดโดยการประพฤติปฏิบตั ิ ๙๐
หรอื ทําใหดู แบงออกเปน ๓ ประเภทยอย คือ ๙๓
๔.๕.๓ คตชิ นประเภทผสม คอื ใชถ อยคําและการกระทําใหดปู ระกอบกัน ดังนี้ ๙๖
๔.๖ สรปุ ทายบท ๙๖
คาํ ถามทายบท ๙๗
เอกสารอา งองิ ประจําบท

บทที่ ๕ ภมู ปิ ญญาไทยในดา นตาง ๆ ๙๘
๕.๑ ความนํา ๙๙
๕.๒ ภมู ิปญ ญาไทยทางดานการเกษตร ๙๙
๕.๒.๑ เกษตรธรรมชาติ ๑๐๐
๕.๒.๓ เกษตรยั่งยนื (Sustainable Agriculture) ๑๐๓
๕.๒.๔ เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming) ๑๐๕
๕.๒.๕ เกษตรทฤษฎใี หม (New Theory Agriculture) ๑๐๖
๕.๓ ภมู ปิ ญญาไทยทางดา นแพทยแผนไทย ๑๐๘
๕.๓.๑ ประเภทของหมอพนื้ บานตามลักษณะความเชือ่ ของคนไทย ๑๐๙
๕.๓.๒ สถานการณภ ูมปิ ญญาทองถนิ่ ดานสขุ ภาพและการแพทยพ ื้นบา นไทย ๑๑๔
๕.๔ ภูมิปญ ญาไทยทางดานอตุ สาหกรรมและหตั ถกรรม ๑๑๗
๕.๔.๑ ศลิ ปหัตถกรรมพื้นบา น ๑๑๘
๕.๔.๒ สภาพทว่ั ไปศิลปหัตกรรมพืน้ บา นในปจจุบัน ๑๒๒
๕.๕ ภูมิปญ ญาไทยทางดา นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ๑๒๕



๕.๕.๑ การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน ๑๒๖
๕.๖ ภมู ิปญ ญาไทยทางดานศลิ ปกรรม ๑๒๘
๑๒๘
๕.๖.๑ จิตรกรรม (Painting) ๑๓๐
๕.๖.๒ ประติมากรรม ๑๓๒
๕.๖.๓ สถาปตยกรรม ๑๓๗
๕.๖.๔ ดนตรี และนาฏศลิ ป ๑๔๐
๕.๗ ภมู ปิ ญญาไทยทางดานภาษาและวรรณกรรม ๑๔๑
๕.๗.๑ ลกั ษณะของภมู ิปญ ญาทางภาษาไทย ๑๔๔
๕.๗.๒ วรรณกรรมไทย ๑๔๘
๕.๘ ภมู ปิ ญญาไทยทางดา นศาสนาและประเพณี ๑๔๘
๕.๘.๑ อทิ ธพิ ลพทุ ธศาสนา : วฒั นธรรมไทยดานประเพณี ๑๔๙
๕.๘.๒ อิทธพิ ลพุทธศาสนา : วฒั นธรรมไทยดานจิตใจ ๑๕๐
๕.๘.๓ อิทธิพลพุทธศาสนา : วัฒนธรรมไทยดา นภาษา ๑๕๑
๕.๘.๔ อทิ ธพิ ลพระพทุ ธศาสนา : วัฒนธรรมไทยดา นการศึกษา ๑๕๓
สรุปทา ยบท ๑๕๔
คาํ ถามทา ยบท ๑๕๕
เอกสารอา งอิงประจําบท ๑๕๘
บทท่ี ๖ พระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวถิ ีชวี ิตและภูมปิ ญ ญาของไทย ๑๕๘
๖.๑ ความนาํ ๑๕๙
๖.๒ พระพทุ ธศาสนากับประเพณไี ทย ๑๕๙
๖.๒.๑ ประเพณที ี่เกยี่ วของกับพระพุทธศาสนาของภาคเหนือ ๑๖๕
๖.๒.๒ ประเพณที เ่ี กี่ยวขอ งกบั พระพทุ ธศาสนาของภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ๑๗๖
๖.๒.๓ ประเพณีทเี่ กีย่ วของกบั พระพุทธศาสนาของภาคกลาง ๑๗๙
๖.๒.๔ ประเพณีที่เกีย่ วขอ งกบั พระพุทธศาสนาของภาคใต ๑๘๓
๖.๓ พระพุทธศาสนากับความเชื่อของสังคมไทย ๑๘๓
๖.๓.๑ ความเชื่อเรือ่ งบญุ - กรรม ๑๘๕
๖.๓.๒ ความเชือ่ ทางพระพุทธศาสนาทปี่ รากฏในรปู ของพิธีกรรม ๑๘๙
๖.๔ พระพทุ ธศาสนากับการดํารงชวี ิตของคนไทย ๑๘๙
๖.๔.๑ ความเชื่อกบั การดํารงชวี ติ ของคนไทย ๑๘๙
๖.๔.๒ ความเกย่ี วขอ งระหวางความเช่ือการดํารงชวี ิตและพระพุทธศาสนา ๑๙๐
๖.๕ ความสําคัญของพระพทุ ธศาสนาตอวถิ ชี ีวิตของสงั คมไทย ๑๙๑
สรุปทายบท ๑๙๒
คําถามทายบท ๑๙๓
เอกสารอา งองิ ประจําบท



บทท่ี ๗ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีตอภมู ิปญ ญาไทย ๑๙๔
๗.๑ ความนํา ๑๙๔
๗.๒ ความสัมพนั ธข องพระพทุ ธศาสนากับภูมปิ ญญาไทย ๑๙๕
๗.๒.๑ ความสมั พนั ธของภูมปิ ญ ญาไทยกับพระพทุ ธศาสนาในแงข องความเช่อื ๑๙๕
๗.๒.๒ ความสมั พนั ธข องภมู ิปญ ญาไทยกับพระพทุ ธศาสนา
ในแงขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ๑๙๗
๗.๓ ภูมปิ ญญาไทยในมติ ทิ างดานพระพทุ ธศาสนา ๒๐๐
๗.๓.๑ สถาปตยกรรมไทยในพระพุทธศาสนา ๒๐๐
๗.๓.๒ ศลิ ปกรรมไทยในพระพทุ ธศาสนา ๒๐๒
๗.๓.๓ วรรณกรรมไทยในพระพทุ ธศาสนา ๒๐๕
๗.๔ พระพทุ ธศาสนากบั การสง เสริมภูมิปญญาไทย ๒๐๘
สรปุ ทายบท ๒๐๙
คําถามทา ยบท ๒๑๐
เอกสารอา งอิงประจําบท ๒๑๑

บทท่ี ๘ แนวทางการอนุรกั ษภูมิปญญาไทยใหยัง่ ยนื ๒๑๒
๘.๑ ความนํา ๒๑๓
๘.๒ การอนุรกั ษภ ูมิปญ ญาไทยตามหลักทางวชิ าการ ๒๑๓
๘.๒.๑ หองสมุดกบั การอนรุ ักษภ มู ิปญ ญาทองถน่ิ ๒๑๓
๘.๒.๒ งานวจิ ยั กบั การการอนรุ กั ษภูมปิ ญ ญาทอ งถิ่น ๒๑๔
๘.๓ การอนุรักษภ ูมิปญญาไทยตามหลกั ทางการทางพระพทุ ธศาสนา ๒๑๙
๘.๓.๑ พระสงฆไ ทยกบั การสงเสริมมรดกทางศิลปวฒั นธรรม ๒๒๐
๘.๓.๒ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาในการอนรุ กั ษภมู ปิ ญ ญาไทย ๒๒๑
๘.๔ แนวโนม ของภมู ปิ ญ ญาไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ๒๒๖
สรปุ ทา ยบท ๒๒๘
คําถามทายบท ๒๒๙
เอกสารอา งองิ ประจาํ บท ๒๓๐

บทท่ี ๙ ภมู ปิ ญญากับการพฒั นาศาสนา เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวฒั นธรรม ๒๓๒
๙.๑ ความนํา ๒๓๓
๙.๒ ความหมายและความสําคัญของการพฒั นา ๒๓๓
๙.๓ ภูมปิ ญญากบั การพัฒนาศาสนา ๒๓๕
๙.๔ ภูมปิ ญ ญากับการพัฒนาเศรษฐกิจ ๒๓๗
๙.๕ ภูมปิ ญญากับการพฒั นาสงั คม ๒๓๙
๙.๖ ภมู ิปญ ญากบั การพัฒนาศลิ ปวัฒนธรรม ๒๔๔
๙.๗ ภมู ปิ ญ ญากับการพัฒนาทีย่ งั่ ยนื ๒๔๕
๙.๗.๑ ภูมิปญญาทองถนิ่ : รากฐานของชุมชน ๒๔๕

๙.๗.๒ ภมู ปิ ญ ญาทอ งถิ่นกบั การพัฒนาทผ่ี า นมา ซ
๙.๗.๓ ภมู ิปญญาทอ งถน่ิ กับการพัฒนาทย่ี ั่งยืน
สรุปทา ยบท ๒๔๖
คําถามทา ยบท ๒๔๖
เอกสารอางองิ ประจําบท ๒๔๘
บรรณานุกรม ๒๔๘
ประวตั ิผวู จิ ยั ๒๔๙
๒๕๐
๒๕๕

คาํ อธบิ ายสญั ลกั ษณและคาํ ยอ ฌ

ก. คํายอ ช่อื คัมภรี พระไตรปฎก ภาษา
(ภาษาบาล)ี
พระวินัยปฎ ก (ภาษาไทย)
(ภาษาบาล)ี
คํายอ = วินยปฏ ก ชอ่ื คัมภีร (ภาษาไทย)
วิ.มหา. (บาลี) = วินัยปฎก มหาวภิ งคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.มหา. (ไทย) = วนิ ยปฏ ก มหาวิภงั ค (ภาษาไทย)
ว.ิ ภิกฺขุนี. (บาล)ี = วนิ ยั ปฎ ก ภกิ ขฺ ุนีวภิ งคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.ภกิ ฺขุนี. (ไทย) = วนิ ยปฏ ก ภิกขนุ วี ภิ ังค (ภาษาไทย)
วิ.ม. (บาลี) = วนิ ัยปฎก มหาวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.ม. (ไทย) = วนิ ยปฏก มหาวรรค (ภาษาไทย)
ว.ิ จ.ู (บาลี) = วนิ ยั ปฎ ก จูฬวคฺคปาลิ
ว.ิ จู. (ไทย) = วินยปฏก จฬู วรรค
วิ.ป. (บาลี) = วนิ ัยปฎ ก ปรวิ ารวคฺคปาลิ
ว.ิ ป. (ไทย) ปริวารวรรค

บทท่ี ๑

ความรูท ัว่ ไปเกยี่ วกับสงั คมไทย

วัตถปุ ระสงคก ารเรียนประจาํ บท
เม่ือศกึ ษาบทนี้แลว ผูศึกษาสามารถ
๑. อธิบายความเปนมาของชนชาติไทย พรอมทั้งอธิบายแนวคิดตาง ๆ ท่ีเก่ียวกับถ่ินกําเนิด
ของชนชาตไิ ทยได
๒. อธบิ ายววิ ัฒนาการของสงั คมไทยในดานตา ง ๆ ตัง้ แตสมัยสโุ ขทัยมาจนถึงปจจุบนั ได
๓. อธิบายลักษณะโครงสรางทางสังคมและบอกความแตกตางของสังคมชนบทกับสังคม
เมอื งได
๔. อธิบายถงึ ระบบความเชอ่ื ทม่ี ีอยูในสังคมไทยตลอดจนวิเคราะหบทบาทของความเช่ือท่ีมี
อิทธิพลตอสังคมไทยในดานตาง ๆ ได
๕. อธิบายถึงลักษณะสาํ คญั ของสงั คมไทยในปจ จุบนั ได
ขอบขา ยเนือ้ หา

• ความนํา
• ความเปน มาของชนชาตไิ ทย
• วิวฒั นาการของสังคมไทยสมัยตา ง ๆ
• ลกั ษณะโครงสรา งทางสงั คมของสังคมไทย
• ระบบความเชอื่ ของสังคมไทย
• ลักษณะของสงั คมไทยในปจ จุบนั



๑.๑ ความนาํ

การเจรญิ เตบิ โตขน้ึ ของแตล ะประเทศนัน้ แสดงใหเ หน็ ถงึ อารยธรรมนั้น ๆ ของแตละประเทศ
โดยทั่วไปแลวอารยธรรมอาจหมายถึงความเจริญทางวัฒนธรรม แตสําหรับทางดานประวัติศาสตร
อารยธรรม อาจหมายถึงการศึกษาความซับซอนของระบบสังคม เพ่ือใหเห็นถึงความสัมพันธของ
องคประกอบตางๆในระบบสังคมน้ันๆ โดยมุงเนนใหเห็นถึงเหตุปจจัยการเกิดและการลมสลายของ
อารยธรรมนน้ั รวมถงึ อิทธิพลของอารยธรรมน้นั ตออารยธรรมอนื่ ๆ

เชน เดียวกับประเทศไทยท่ีมีอารยธรรมยาวนานมาต้ังแตสมัยบรรพกาลและมีพัฒนาการมา
จนกระทัง่ ถึงปจ จบุ นั นี้ ลักษณะของสังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและวัฒนธรรมตาง
ๆ ท่มี อี ทิ ธพิ ลตอ สังคมไทย แตอยางไรก็ดีสังคมไทยก็มีเอกลักษณที่เดนชัดตางจากสังคมอื่น ๆ ทั่วไป
ไมวา จะเปน ภาษา ขนมธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ท้ังนี้ก็เพราะวาสังคมไทยมีการส่ังสมภูมิปญญา
มาเปน เวลายาวนานและมีการถายทอดจากบรรพบุรุษสูลูกหลานจากรุนสู ทําใหส่ิงตาง ๆ ท่ีแสดงถึง
เอกลักษณของความเปนไทยไดอ ยางชดั เจน

ในบทน้ีเปนการศึกษาท่ีเก่ียวกับสังคมไทยทั่วไปโดยจะเริ่มลําดับเนื้อหาเพ่ือใหผูเรียนเขาใจ
ต้ังแต ความเปนมาของชนชาติไทย ววิ ัฒนาการของสงั คมไทยสมัยตาง ๆ ลกั ษณะโครงสรางทางสังคม
ของสงั คมไทย ระบบความเช่อื ของสงั คมไทย วิถีชีวิตของคนไทยและลกั ษณะของสงั คมไทยในปจจุบนั

๑.๒ ความเปนมาของชนชาตไิ ทย

ประวัติความเปน มาของชนชาติไทยไดรบั การพิมพเ ผยแพรครั้งแรกในป พ.ศ. ๒๕๑๒ ซ่ึงเปน
งานเขียนของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เร่ือง “งานคนควาเรื่องชนชาติไทย” งานเขียนของพลตรี
หลวงวิจติ รวาทการนีน้ ับเปน งานเขยี นทพ่ี ยายามคนควา ถงึ ถน่ิ กําเนดิ ของชาวไทย โดยไดศึกษาคนควา
จากงานของนักประวัติศาสตรรุนเกาท้ังในประเทศและนอกประเทศและไดใหขอสรุปเก่ียวกับถ่ิน
กาํ เนดิ ของคนไทยวา อยูในดนิ แดนซึ่งเปนมณฑลเสฉวน ฮเู ป อนั ฮุยและเกยี งซี ตอนกลางของประเทศ
จีนในปจจุบันกอนจีนอพยพเขามา แลวคอย ๆ อพยพมาสูมณฑลยูนนานและแหลมอินโดนจีน0๑
อยางไรกด็ ีแนวความคดิ ทเ่ี กยี่ วกับความเปนมาของชนชาตไิ ทยก็ยังเปนท่ีถกเถียงกันในวงวิชาการของ
นกั วชิ าการทางประวัตศิ าสตรสมยั ใหมเกย่ี วกับถน่ิ กาํ เนดิ ของชนชาตไิ ทย เพ่ือใหเ หน็ ซ่ึงพัฒนาการของ
ชนชาตไิ ทยตง้ั แตอดตี จนถงึ ปจ จุบัน ซึ่งจะเปน ประโยชนอยา งยิ่งตอ ผูศกึ ษาและผทู ่สี นใจตอไป

๑.๒.๑ ความหมายของคําวาชนชาตไิ ทย
คําวา “ชนชาติ” หมายถึง กลุมชนที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน มีรูปราง หนาตา
ผิวพรรณ และวฒั นธรรมความเปน อยทู ี่คลายคลึงกนั การรวมตวั เปนชนชาตไิ ดจะตองมีการอยูรวมกัน
ของกลมุ ชนนานพอสมควรซงึ่ สรปุ ไวด งั น1ี้๒

๑ กรมยทุ ธการทหารบก, ถ่ินกาํ เนิดชนชาติไทย : การศกึ ษาแนวความคดิ เกยี่ วกับถ่นิ กําเนิดชนชาติไทย,
(กรงุ เทพมหานคร : อรุณการพิมพ, ๒๕๔๗), หนา ๗.

๒ วิทยา ปานะบตุ ร, คมู ือสงั คมศึกษา, (กรงุ เทพมหานคร : พฒั นศกึ ษา, ๒๕๔๒), หนา ๒๑๘.



คําวา “ชนชาติไทย” หมายถึง กลุมคนท่ีวัฒนธรรมรวมกันท่ีพูดภาษา ไท หรือ ไต2๓ ซึ่ง
นอกจากจะตง้ั ถ่ินฐานในประเทศไทยแลวยังรวมถึงกลุมชนที่พูดภาษา ไท หรือ ไต นอกประเทศดวย
เชน กลมุ ชนชาติไทยทางตอนใตของจนี ทางตอนเหนอื ของอินเดีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพมา
บางสวน ทางตะวนั ตกของเวยี ดนามและประเทศลาว

คําวา ไท หรือ ไต (Tai) หมายถงึ กลุม ชาตพิ นั ธุ (ethnic group) ที่พดู ภาษาตระกูลไทหรือไต
และอาจมลี กั ษณะของวฒั นธรรมอ่ืน ๆ บางอยา งรวมกนั 3๔

ในอดตี เชื่อกันวา ชนชาติไทย เปนชาติพันธุบริสุทธ์ิ และเปนตนกําเนิดของทุกชาติพันธุ ใน
กลุมชาตพิ นั ธุไ ท-กะได ทฤษฎดี งั กลาวถกู ยกข้ึนมาในสมัยชาตินิยม ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมี
การเสนอวา ชาวไทย (รวมใน ไท-กะได ทั้งหมด) อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต มาตอนกลางของ
ประเทศจีน สรางอาณาจักรนานเจาในบริเวณจีนตอนใต แลวจึงอพยพลงมาทางตอนใตสรางเปน
อาณาจักรลานนา และอาณาจักรสุโขทัย และ อาณาจักรอยุธยา ตามลําดับ สวนอีกทฤษฎีเช่ือวา
อพยพมาจากทางใต จากชวา สมุ าตรา และคาบสมุทรมลายู แตนักมานุษยวิทยาในปจจุบันเชื่อกันวา
กลุมชาติพันธุไท-กะได อยูท่ีบริเวณจีนตอนใต เร่ือยมาจนถึงรัฐฉาน (ประเทศพมา) ประเทศไทย
ตอนบน และแอง ทรี่ าบลุมภาคอสี าน เรอื่ ยไปยังประเทศลาว หลงั จากนน้ั จึงมีการอพยพเพ่ิม เชนกลุม
ชาวอาหม ท่ีอพยพขามชองปาดไก ไปยังอัสสัม และ ชาวไทแดงท่ีอพยพไปตั้งถ่ินฐานบริเวณ
อาณาจักรสบิ สองจุไท

กอนหนา นท้ี ่ปี ระเทศไทยยงั เปน สยามอยูไดม ผี คู นจากหลากหลายเชื้อชาติมาอาศัยอยูรวมกัน
อยเู ปน เวลานานแลว แลว อาทิ ชาวเปอรเซียจชในแถบอยธุ ยา ชาวมักกะซาร ในเขตมักกะสัน ชาวจีน
ฝร่งั ลาว มอญ ฯลฯ จงึ ทาํ ใหป จจุบนั แทบจะไมมีไทยแทหลงเหลืออยู เน่ืองจากการผสมกลมกลืนกัน
จากผูค นตา งเชือ้ ชาตคิ นสว นใหญจ งึ เปนไทยสยามมากกวาที่จะเปนไทยแท

กรณีน้ี สุจติ ต วงษเ ทศ นกั วิชาการดา นประวัติศาสตร ใหความเห็นวา บุคคลท่ีเปนไทยสยาม
ในทกุ วนั น้ี ไมใชสายเลอื ดบรสิ ุทธ์ิ หากแตเปน เผา พันธุที่มีการผสมกับกลุมชนพ้นื เมืองและตางถิ่น โดย
สุจติ ต ใหความเห็นวา หากจะศึกษาเร่ืองประวตั ิศาสตรชาตพิ ันธุ ตอ งเลาะเสน เขตแดนออกจากแผนท่ี
เสียกอ น เพราะในอดีต ผูคนมีการติดตอสัญจรถึงกันโดยตลอด และเกิดพัฒนาการทางสังคมสืบเชื้อ
สายมาจนถึงปจจุบัน ดังน้ัน ไทยสยามจึงไมใชชาติพันธุที่บริสุทธ์ิ ที่อพยพลงมาจากเทือกเขาอัลไต
หรือยูนนาน หรอื หมเู กาะทะเลใต อยางที่นักวิชาการสายชาตินิยม หรือตําราเรียนสังคมศึกษา กลาว
ไว

๓ กรมศิลปากร, นําชมหองจัดแสดงประวัติศาสตรชนชาติไทย พิพิทธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร,
(กรงุ เทพมหานคร : อมรนิ ทรป ร้ินตง้ิ , ๒๕๔๕), หนา ๑๑.

๔ ไพฑูรย มีกุศล และคณะ, ประวัติศาสตรช้ันมัธยมศึกษาปที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิชย,
๒๕๔๖), หนา๕๘.



๑.๒.๒ แนวความคดิ เก่ียวกบั คนไทยมาจากไหน
การศึกษาเก่ียวกบั ที่มาของชนชาติไทยยังคงเปนประเด็นถกเถียงกันอยูและหาขอยุติแนนอน
ไมไ ด แตขอ สนั นิษฐานหรอื แนวคดิ ตาง ๆ ท่ีมีหลักฐานนาเชอื่ ถอื มีผลใหการศึกษาประวัติศาสตรความ
เปนมาของชนชาตไิ ทยมีความชดั เจนมากขน้ึ สรปุ ไดเปน ๕ แนวทาง ดงั นี้
๑. แนวคิดทวี่ าชนชาติไทยมาจากแถบตอนใตข องจนี

รปู ภาพที่ ๑.๑ แสดงแผนท่ีคนไทยมาจากมาจากแถบตอนใตของจนี 4๕
เปนแนวคิดซ่ึงเสนอวาเดิมคนไทยเคยอาศัยอยูบนเกาะไหหลํา เขตปกครองตนเองกวางซี
มณฑลกุยโจว และมณฑลยูนนาน ซ่ึงเปนบริเวณท่ีมีคําพองกับภาษาไทยจํานวนมากนักภาษาศาสตร
จึงเสนอวาเดิมชาวไทยเคยอยูอาศัยในแถบตะวันออกเฉียงใตของจีน จากน้ันอพยพไปยังยูนนาน
กอ นทจี่ ะอพยพลงมายังคาบสมทุ รอินโดจนี แตก ารศกึ ษาในระยะตอมา แนวคิดดังกลาวจึงเปล่ียนเปน
วาชนชาติไทยเคยอาศยั อยแู ถบเขตปกครองตนเองกวางซี หรือเวยี ดนามแถวเดียนเบยี นฟ5ู๖

๕ กรมยทุ ธการทหารบก, เลมเดมิ , หนา ๑๘.
๖ วัลลภา รุงศิริแสงรัตน, บรรพบุรุษไทย : สมัยกอนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพจุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕), หนา ๒๒.



นกั ประวตั ิศาสตรท ่ีเห็นดวย เชน ศาสตราจารยเจมส อาร. เอ. เชมเบอรลิน, ศาสตราจารยหลี
ฟง-กาย, ศาสตราจารย ดร.ประเสริฐ ณ นคร และ ดร.มารว ิน บราวน6๗

จิตร บัวบุศย ไดเสนอวาวัฒนธรรมไทยเร่ิมขึ้นท่ีบานเชียง และคนไทยเคยอพยพขึ้นไปทาง
เหนือแลว ยอ นกลับลงมาอีก

อยางไรกต็ าม งานเขียนของ ศาสตราจารยชิน อยูดี ระบุวา วัฒนธรรมบานเชียงไมสามารถ
ระบไุ ดว า มนุษยบ านเชียงเปนคนไทย เพราะในอดตี เคยมกี ารอพยพขน้ึ เหนือและลงใตอ ยหู ลายครัง้

หลักฐานท่ีสาํ คญั ซึ่งเปนพนื้ ฐานของแนวคิดนี้ คือ หลักฐานทางดา นมานุษยวิทยากับหลักฐาน
ทางดานภาษาศาสตร เปน หลกั ฐานที่ไดมาจากการศึกษาการตั้งถิ่นฐาน วิถีการดํารงชีวิตในกลุมชนท่ี
พดู ภาษาตระกลู ไทย พบวา ชนกลุม นต้ี ้งั ถน่ิ ฐานกระจายเปนบริเวณกวางทางตอนใตของจีน ลักษณะ
วัฒนธรรมชนชาตไิ ทยจะสัมพันธก ัน

สรุปไดวา แนวคิดน้ีเปนแนวคิดที่เปนที่มีหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร นิรุกติ
ศาสตร สนบั สนุน จงึ เปนแนวคิดท่ีเปน ทย่ี อมรับมากทส่ี ุดรวมกนั ในหมูนักวิชาการ

๒. แนวความคิดที่วา ชนชาติไทยมาจากดินแดนประเทศไทยปจ จุบัน
สุจิตต วงษเทศ ไดเสนอในบทความ "คนไทยไมไดมาจากไหน" วา คนไทยไดอาศัยอยูใน
ดนิ แดนประเทศไทยปจ จบุ ันมาเปนเวลาชานานแลว โดยเกิดจากการรวมตัวกันของแควนตาง ๆ เขา
ดวยกันจนเปนประเทศเดียวกัน เนื่องจากวัฒนธรรมพ้ืนฐานที่คลายคลึงกัน และการท่ีไดรับอิทธิพล
จากวัฒนธรรมอนิ เดียเหมอื นกัน โดยถอื วา คนทีพ่ ูดภาษาทคี่ ลายคลึงกันเปนบรรพบุรุษทางวัฒนธรรม
อนั กอ ใหเ กดิ พัฒนาการมาเปน คนไทยในปจ จุบัน อยางไรกต็ าม ประชาชนเหลานไี้ มคอ ยมีความรูสึกใน
เร่ืองเชอ้ื ชาติ แตเนนไปทางแวน แควนมากกวา7๘
พื้นฐานขอมูลแนวคิดนี้ มาจากการตีความหลักฐานทางโบราณคดีและหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร หลักฐานทางโบราณคดี ไดแก เคร่ืองมือเครื่องใชในการดํารงชีพสมัยตาง ๆ โครง
กระดูก รองรอยชุมชนที่มีหลักฐานแสดงกิจกรรมตาง ๆ ในอดีต โบราณสถาน โบราณวัตถุท้ัง
สมัยกอ นประวตั ิศาสตรแ ละสมยั ประวัติศาสตร
อยางไรก็ตามแนวคิดนี้ถูกคัดคานโดยนักวิชาการบางทาน เชน ศาสตราจารยหมอมเจาสุ
ภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีความเห็นวา โครงกระดูกมนุษยอาจแบงได ๓ แบบ คือ คนผิวขาว คนผิวดํา
และคนผวิ เหลอื ง เมื่อทราบวาโครงกระดูกท่ขี ดุ พบที่บา นเกา เปนโครงกระดูกคนผิวเหลืองแลว ถาจะ
พสิ ูจนวา เปน คนไทยกต็ องพสิ ูจนใ หไดว า ไมใ ชคนชาติผิวเหลืองอ่ืน ๆ จึงจะลงความเห็นเปนเชนน้ันได
นอกจากน้ียังทรงเช่อื วา คงมีคนไทยมาอยูในประเทศไทยปจ จบุ นั นานแลวแตเปนกลุมของชนกลุมนอย
ตอมาคนไทยคอย ๆ เพ่ิมมากขึ้น โดยอพยพจากภาคตะวันออกเฉียงใตของจีนตามหลักดาน
ภาษาศาสตร

๗ วลั ลภา รุงศริ แิ สงรตั น, เลมเดมิ , หนา ๒๔.
๘ วัลลภา รงุ ศิรแิ สงรตั น, เลม เดิม, หนา ๓๐ – ๓๑.



พอล เบเนดิคท นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ไดเสนอบทความเรื่อง Thai Kadai and
Indonesian สรุปไดว า ชนชาตไิ ทยนา จะอยใู นดินแดนประเทศไทยมาชานานแลว ประมาณ ๔,๐๐๐
ป เพราะจากหลกั ฐานโครงกระดกู สมยั โบราณ ซึ่งตรงกบั กระดูกของคนไทยในปจจุบัน และภาษาไทย
เปนภาษาของชนชาตทิ างเอเชียตะวันออกเฉียงใต ในตระกูล ออสโตรนีเชียน ซึ่งแยกเปน ภาษาไทย
ชวา-มลายู ทิเบต-พมา8๙

แนวความคิดนี้มีนักวิชาการหลายทานพยายามนําหลักฐานทาง ดานโบราณคดีและเอกสาร
มาพสิ จู นใ หเหน็ จริงวาคนไทยนา จะอยบู รเิ วณนีม้ า กอ น บางคนถือวาบานเชียงก็เปนคนไทย แตยังไม
มีผูใดเคยพิสูจนวาวัฒนธรรมของมนุษยกอนประวัติศาสตรท่ีบาน เชียงเหมือนกับวัฒนธรรมของคน
ไทยในปจจุบันเหมือนกนั หรอื ตางกันอยางไร

๓. แนวความคิดทว่ี า ชนชาตไิ ทยมาจากตอนกลางของจนี (แถบมณฑลเสฉวน)

รูปภาพท่ี ๑.๒ แสดงแผนที่คนไทยมาจากมาจากตอนกลางของจีน9๑๐
แนวคิดน้ีเชื่อวา ถ่นิ ฐานเดิมของไทยอยูทางภาคตะวันตกของมณฑลเสฉวน ตอมาไดถอยรน
ลงมาทางใต และตั้งอาณาจักรนานเจา ขึ้นตอนปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ เปนอาณาจักรสุดทายท่ีตั้ง
ในดินแดนจีน เม่ือถูกจีนรุกรานอีก ชนชาติไทยจึงคอยๆ เคล่ือนยายลงมาทางใต มาต้ังถ่ินฐานใน
คาบสมทุ รอนิ โดจีน
ศาสตราจารย แตรรีออง เดอ ลา คูเปอรี นักภาษาศาสตร มหาวิทยาลัยลอนดอน เขียน
หนงั สือชอื่ วา Cradle of the Shan Race (ถ่ินกําเนิดของชนชาติฉาน)ไดตรวจสอบภาษาพูดที่ทาง

๙ ไพฑูรย มีกุศล, “ประวตั ิศาสตรชาตพิ ันธุอนุภูมิภาคลุมแมน้ําโขง” วารสารราชภัฏสุราษฎรธานี, ปท่ี
๓ ฉบบั ที่ ๒ (กรกฎาคม – ธนั วาคม ๒๕๕๙), ๑ – ๓๒.

๑๐ กรมยทุ ธการทหารบก, เลม เดิม, หนา ๑๕.



จนี สมยั โบราณรวบรวมไว พบวา คําพดู ของหมูชนทจี่ ีนเรียกวา คนปา ในสมัยโบราณนนั้ แยกออกไดเปน
สองสาขา คอื บางคาํ ตรงกบั ภาษาไทย บางคําตรงกับภาษามอญและญวน เมื่อลองตรวจนับดูก็พบวา
ในบรรดาคํา ๑๙ คํา เปนภาษาไทย ๑๒ คํา เปนภาษามอญและญวน และมีอยูมากคําท่ีไมรูวาเปน
ภาษาอะไร ดว ยเหตุนี้ศาสตราจารย คูเปอรีจึงถือวา หมูชนที่ชาวจีนเรียกวาคนปานั้นตองเปนพันธุๆ
หนึ่ง ซ่ึงเขาชื่อวาเปนพันธุ “มอญไทย” โดยท่ีพันธุมอญไดเคล่ือนลงมาทางใตกอนพันธุไทย และมา
กลายเปน มอญ เขมร ญวน ในปจ จุบัน

๔. แนวความคิดทว่ี าชนชาติไทยมาจากแถบเทือกเขาอลั ไต

รูปภาพที่ ๑.๓ แสดงแผนที่คนไทยมาจากเทอื กเขาอัลไต10๑๑
ดร.วิลเลียม คลิฟตัน ดอดด หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน พบวาหมูชนที่เชื่อกันวาเปนชน
ชาตไิ ทยน้ัน ไดตงั้ ถิน่ ฐานเปนรัฐอยแู วน แควนอยูใ นประเทศจีนแลว กอ นท่ีจนี จะอพยพลงมา เนื่องจาก
ประวตั ศิ าสตรของจนี เร่ิมตนท่ีพระเจา วง่ั ต่ี เมอื่ ๒๐๙๔ ป กอนพุทธศักราช ขณะนน้ั จนี ยงั อยูท างทะเล
แคสเบี้ยน หรืออยูระหวางการเคล่ือนยายมุงสูตะวันออก ยังไมไดต้ังอาณาจักรลงในดินแดนที่เปน
ประเทศจีนเวลาน้ี และประวัติศาสตรที่ขงจื้อ เขียนเอง เร่ิมตนที่พระเจาเยา เม่ือ ๑๘๑๔ ป กอน
พทุ ธศักราช ก็ยงั เปนระยะเวลาทอ่ี าณาจักรจนี ยังไมไดต้ังถิ่นฐานมั่นคง การสํารวจดินแดนซึ่งกระทํา

๑๑ กรมยทุ ธการทหารบก, เลม เดิม, หนา ๑๑.



ในรัชสมัย พระเจายู เม่ือประมาณ ๑๕๐ ป พบวาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน
ปจจุบัน เขตแดนจีนในคร้ังน้ันไปจดอาณาเขตของอาณาจักรใหญอาณาจักรหน่ึงช่ือวาตามุง ซ่ึงเปน
พวกเดยี วกับพวกที่มาตั้งอาณาจักรนานเจา เม่ือป พ.ศ. ๑๑๗๒ และพวกตามุงน้ีเรียกตัวเองวาอาย
ลาว

จากหลักฐานพบวา กอนนีม้ ีอาณาจักรของคนไทยเราเรียกตนเองวา “อายลาว” ตอมาจึงใช
คาํ วา “ไท” หลงั อายลาว นอกจากอายลาวแลวเรายังมีช่ือเรียกกันหลายอยาง เชน มุง ลุง ปา ตาม
หลักฐานกลาววาถ่นิ ฐานของไทยอยรู ะหวางแมนํ้าฮวงโหและแมน้ําย่ังจื้อ หรือแยงซี และในจดหมาย
เหตจุ ีนเรยี กชือ่ คนไทยครัง้ แรกวา “ตามุง” ซ่งึ กค็ อื “อายลาว” ที่ไวเรียกตัวเองน่ันเอง

จีนเขียนจดหมายเหตไุ ววา ชนชาติอายลาวเปนเจาของถิ่นมากอนจีน ซึ่งเปนระยะสองพันป
กอนคริสตกาล จีนไดมาพบไทย มุง ลุง ปา ปง ปละลาว บนฝงซายของแมน้ํายั่งจ้ือ(แมนํ้าแยงซี)
ครอบครองเสฉวนตะวันตกไปจนเกือบจดทะเล

ในป ค.ศ.๑๙๐๑ หมอดอดดไ ดเดินทางไปในในดินแดนนี้ยังไดพบคนไทยที่เรียกตนเองวา ลุง
และ ปา แตจ นี เรียกวา “ลุงเชน” แปลวาประชาชนชาวลุง และพวก “ปา” เรียกวา “ปายี่” แปลวา
“คนปา เถื่อน”และพบวาพวกตา มุงทีเ่ รียกตนเองวาอายลาวนั้นเปนพวกเกาแก โบราณกวา พวกบาบิ
โลน อสั สเิ รีย และอยี ิปต

หมอดอดดไดนําความเชื่อน้ีไปกลาวไวในงานเขียนท่ีช่ือวา The Tai Race มีชื่อเพ่ิมเติมวา
Elder brother of the chinese วาพวกตามุงซ่ึงเช่ือกันวาเปนบรรพบุรุษของคนไทยไดอพยพ
โยกยา ยถิ่นฐานมา จากถิน่ กาํ เนดิ ของตนในเอเชยี กลางมายงั ชายแดนดานตะวันตกของจีน11๑๒

แนวคิดดังกลาวมาจากงานเขียนเร่ือง "หลักไทย" ของขุนวิจิตรมาตรา กลาววาเดิมชนชาติ
ไทยเคยอาศยั อยูแถบเทือกเขาอัลไตเม่อื ประมาณ ๖,๐๐๐ ปท ่แี ลว ตอมา ไดอพยพลงมายังแมน้ําหวง
เหอ เรียกวา "อาณาจักรไทยมงุ " หรือ "อาณาจักรไทยเมือง" และไดอ พยพลงมาอีกจนถึงลุมแมน้ําแยง
ซี แตตอมาไดเสียเมืองใหกับจีน จึงตองอพยพลงมาทางใตตอไป แนวคิดดังกลาวไมคอยไดรับการ
ยอมรบั จากนักประวตั ศิ าสตร โดยไดมีผแู สดงเหตุผลโตแ ยง หลายคน12๑๓

มีการศึกษาทางดานโบราณคดีและดานภูมิศาสตร ทําใหแนวความคิดน้ีไมไดรับการยอมรับ
อีกตอไปเพราะทางแถบบริเวณเทือกเขาอัล ไตของเอเชียกลางนั้นเปนเขตแหงแลง อากาศมีความ
หนาวเย็น และถาอพยพโยกยายลงมาก็ตองผานทะเลทรายที่กวางใหญและทุรกันดารมาก จึงไม
เหมาะสาํ หรบั จะเปน ทอี่ ยูอ าศัยของมนุษย

๑๒http://info.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id=21061 [๑๑
ส.ค. ๒๕๕๙].

๑๓ วลั ลภา รงุ ศิรแิ สงรัตน, เลม เดิม, หนา ๑๙.



๕. แนวคดิ ที่วาชนชาตไิ ทยมาจากแถบหมูเ กาะ มาเลเซยี และอนิ โดนีเซียในปจจุบนั

รูปภาพที่ ๑.๔ แสดงแผนท่คี นไทยมาจากแถบหมูเกาะ มาเลเซียและอินโดนเี ซยี ในปจ จุบนั
จากการศกึ ษาความหนาแนนของหมูเลือดพิเศษซ่ึงมักพบในคนไทย มีความหนาแนนมาทาง
ตอนใตแลวคอยลดลงเมื่อข้ึนมาทางเหนือ ในป พ.ศ. ๒๕๐๖ นายแพทยสมศักด์ิ สุวรรณสมบูรณ จึง
เสนอวาชนชาติไทยอาจอพยพขึ้นไปทางเหนือ14๑๕ ไทยพรอมกับพวกฟลิปปนส มาเลเซีย และ
อนิ โดนีเซียอพยพจากเสนศนู ยสูตรขน้ึ มาถงึ ประเทศไทย แลว เลยตอ ข้นึ ไปถึงจีน

๑๔ กรมยุทธการทหารบก, เลมเดิม, หนา ๒๓.
๑๕ วัลลภา รุงศิริแสงรตั น, เลมเดมิ , หนา ๒๕ – ๒๖.

๑๐

นายแพทยส มศักด์ิ พันธุสมบุญ ไดทําวิจัยทางดานพันธุศาสตรเกี่ยวกับหมูเลือดลักษณะของ
จํานวนยนี พบวาหมเู ลอื ดของคนไทยคลา ยคลึงกับชาวเกาะชวาท่ีอยูทางใตมากกวาคนจีน ซ่ึงอยูทาง
เหนอื รวมทงั้ ลักษณะและจาํ นวนของยนี ระหวางคนไทยกบั คนจีนก็ไมเหมือนกนั ดวย

ดร.ถาวร วัชราภัย ไดทําวิจัยกลุมเลือดท่ีทันสมัย สรุปไดวาไทยดําและผูไทยมีลักษณะเลือด
ใกลเคยี งกบั ชาวจีน แตไมใกลเคียงกับชาวมาเลย แตชาวมาเลยมีลักษณะเลือดใกลเคียงกับชาวเขมร
ขากรรไกรและฟน กไ็ ดผ ลเชนเดียวกัน

ศาสตราจารย นายแพทยประเวศ วะสี ไดทําผลงานการวิจัยเร่ืองฮีโมโกลบิน อี พบวา
ฮีโมโกลบิน อี มีมากในผูคนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต คือ ไทย ลาว เขมร พมา มอญ และอ่ืน ๆ
คนจีนเกือบไมม อี ยูเลย

แตปจจุบันน้ีไดเลิกใชฮีโมโกลบิน อี เปนเคร่ืองพิสูจนวากลุมใดมีบรรพบุรุษรวมกับกลุมใด
เพราะมีการพสิ ูจนไดว าดินแดนท่ีมีฮีโมโกลบิน อี มาก คือดินแดนที่มีไขมาลาเรียมาก แนวความคิดน้ี
ปจจุบนั ยงั เปนทถ่ี กเถียงกันอยูวามีความเปนไปไดมากนอยเพียงใดและยังไมเปนท่ี ยอมรับกันอยาง
กวา งขวางนกั

สรุปไดวา แนวความคดิ เกีย่ วกับถนิ่ กําเนดิ ของชนชาติไทยน้ันมีอยูหลายแนวความคิดดวยกัน
ดังท่ีไดศ กึ ษามาแลว ในขางตน แตท้ังนี้ก็มีเพียงแนวความคิดเดียวเทานั้นที่ไดรับการยอมรับมากท่ีสุด
น่ันก็คือ แนวคิดที่วาชนชาติไทยมาจากแถบตอนใตของจีน ดวยเหตุผลท่ีวามีหลักฐานทาง
ประวัติศาสตรที่แสดงถึงชนชิไทยไดอยางชัดเจนและเปนท่ีไดรับการยอมรับกันในหมูของกลุม
นกั วชิ าการในยุคปจ จบุ นั

๑.๓ วิวฒั นาการของสงั คมไทยสมยั ตาง ๆ

การศึกษาประวัติศาสตรไทยมักเริ่มนับตั้งแตสมัยอาณาจักรสุโขทัยเปนตนมา หากแตใน
อาณาเขตประเทศไทยปจจุบัน พบหลักฐานของมนุษยซึ่งมีอายุเกาแกท่ีสุดถึงหาแสนป15๑๖ ตลอดจน
หลกั ฐานของอารยธรรมและรฐั โบราณเปน จํานวนมาก

การจัดแบงยคุ ทางประวัตศิ าสตรของไทยนนั้ สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงรา
ชานภุ าพทรงแสดงพระทัศนะไวในพระนิพนธเรื่อง "ตํานานหนังสือพระราชพงศาวดาร" ในพระราช
พงศาวดารฉบบั พระราชหัตถเลขาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ถึงการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรของไทยไว
วา "เรอ่ื งพระราชพงศาวดารสยาม ควรจัดแบงเปน ๓ ยุค คือ เมื่อกรุงสุโขทัยเปนราชธานียุค ๑ เมื่อ
กรุงศรีอยุธยาเปนราชธานียุค ๑ เมื่อกรุงรัตนโกสินทรเปนราชธานียุค ๑" ๑๗ ซึ่งการลําดับสมัยทาง
16
ประวัตศิ าสตรแบบเสนตรง (Linear) โดยวางโครงเรอ่ื งผูกกบั กาํ เนิดและการลมสลายของรัฐ กลาวคือ
ใชรัฐหรือราชธานีเปนศูนยกลางเชนนี้ ยังคงมีอิทธิพลอยูมากตอการเขาใจประวัติศาสตรไทยใน

๑๖ วัลลภา รงุ ศิริแสงรัตน, เลมเดมิ , หนา ๒.
๑๗ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหตั ถเลขา, พิมพค รงั้ ท่ี ๙, (กรุงเทพมหานคร : กองวรรณกรรมและ
ประวตั ศิ าสตร กรมศิลปากร, ๒๕๔๒), หนา ๓.

๑๑

ปจจุบัน ในการศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสังคมไทยสมัยตาง ๆ นี้คือการศึกษาเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตรของชาตไิ ทยตัง้ แตสมยั กรุงสโุ ขทัยเปนราชธานีจนมาถึงยคุ ปจจบุ ันดังน้ี

๑.๓.๑ สมัยสุโขทัย
อาณาจักรสุโขทัย หรือ รัฐสุโขทัย เปนอาณาจักร หรือรัฐในอดีตรัฐหน่ึง ตั้งอยูบนที่ราบลุม
แมน ้ํายม เปนชุมชนโบราณมาตัง้ แตย ุคเหล็กตอนปลาย จนกระทั่งสถาปนาขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘
ในฐานะสถานกี ารคา ของรฐั ละโว หลังจากนนั้ ราวป ๑๘๐๐ พอขนุ บางกลางหาวและพอขนุ ผาเมอื ง ได
รวมกันกระทําการยึดอํานาจจากขอมสบาดโขลญลําพง ซ่ึงทําการเปนผลสําเร็จและไดสถาปนาเอก
ราชใหสุโขทัยเปนรัฐอิสระ และมีความเจริญรุงเรืองตามลําดับและเพิ่มถึงขีดสุดในสมัยพอขุน
รามคําแหงมหาราช กอนจะคอย ๆ ตกต่ํา และประสบปญหาท้ังจากปญหาภายนอกและภายใน จน
ตอ มาถกู รวมเปนสวนหน่ึงของอาณาจกั รอยธุ ยาไปในที่สดุ
๑. รปู แบบเมอื งสโุ ขทัย
เมืองสุโขทัยมีรูปทรงเปนรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผา ขนาดกวางประมาณ ๑,๔๐๐ เมตร ยาว
ประมาณ ๑,๘๑๐ เมตร โดยวางดานยาวตามแนวแกนทิศตะวันออก–ตะวันตก โดยหันหนาเมืองไป
ทางทิศตะวันออก ขอบเขตของเมืองท้ัง ๔ ทิศ ลอมรอบดวยกําแพงสลับคูน้ํา ๓ ชั้น ลอมรอบ หรือที่
เรยี กวา “ตรบี ูร” ดงั ปรากฏในศลิ าจารกึ หลักที่ 1 จารกึ พอขุนรามคาํ แหง ดา นท่ี ๒ บรรทดั ที่ ๖ – ๘
ความวา
“…กลางเมืองสโุ ขทยั นีม้ ีนาํ้ ตระพังโพยสีใสกินดี ดังกินนํ้าโขงเม่ือแลง รอบเมืองสุโขทัยนี้ ตรี
บูรไดสามพนั สรี่ อ ยวา…”17๑๘
ลักษณะการวางผังเมืองแบบนีม้ ีลักษณะเหมือนกับผังเมืองพระนครหลวง ของพระเจาชัยวร
มันที่ ๗ คือมีคูนํ้าและกําแพงลอมรอบ มีปราสาทบายนเปนศูนยกลางเมือง เหมือนกับผังบริเวณวัด
พระพายหลวงทเ่ี ช่อื กนั วาเปนศูนยกลางชมุ ชนเมืองเดมิ กอ นท่จี ะเปนสุโขทัย ลักษณะเมืองสุโขทัยเปน
สี่เหล่ียม เชนเดียวกับเมืองอื่นๆภายใตอารยธรรมเขมร ที่มีระบบระเบียบในการวางผังเมืองชัดเจน
ดังนั้นเมืองสุโขทัยนาจะไดรับอิทธิพลของเขมรอยางชัดเจน ซึ่งเมืองอ่ืนๆในชวงเวลาเดียวกันน้ันมี
รปู รา งไมสม่าํ เสมอ และเมืองทมี่ ีมากอนภายใตอ ารยธรรมมอญ (ทวารวดี)มีรูปรางเมืองทรงกลม หรือ
วงรีเทา นนั้
๒. กษัตรยิ ท ่ขี ้ึนครองราชยอ าณาจกั รสุโขทยั
เรมิ่ จากแตเ ดมิ น้ันไดเ ชอ่ื กนั วา กษตั ริยส ุโขทยั มี ๖ พระองค คือ

๑. พอ ขุนศรอี นิ ทราทติ ย
๒. พอขุนบานเมือง

๑๘ กรมศิลปากร, จารึกสมยั สโุ ขทยั , (กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร, ๒๕๒๗), ๑๒.

๑๒

๓. พอขุนรามคําแหง
๔. พญาเลอไท
๕. พญาลไิ ท
๖. พญาไสลอื ไท
สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเ ธอ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ ทรงจดั ลาํ ดบั กษัตริยสุโขทยั ดังน้ี18๑๙
สมัยทเี่ ปนอสิ ระ
๑. พระเจา ศรีอนิ ทราทิตย
๒. พระเจา บานเมือง
๓. พระเจารามคําแหง
๔. พระเจา เลอไท
๕. พระเจาลไิ ท ( มหาธรรมราชาที่ ๑ )
สมยั ขน้ึ แกก รุงศรีอยุธยา
๖. พระมหาธรรมราชาท่ี ๒
๗. พระมหาธรรมราชาท่ี ๓
๘. พระมหาธรรมราชาท่ี ๔
๓. ศาสนาในเมอื งสุโขทัย
จากศิลาจารึกท่ีคนพบ ทําใหทราบถึงประวัติศาสตรดานตางๆของเมืองสุโขทัยไดในระดับ
หนึ่ง เน่อื งจากหลักฐานตา งๆเก่ียวกับประวัติศาสตรเมืองสุโขทัยทางดานอักษรนั้น มีเพียงจารึกตางๆ
เพียงอยา งเดยี ว ประกอบกบั หลกั ฐานเอกสารจากภายนอก ไดแก จารึกในลา นนา พระราชพงศาวดาร
เปน ตน นํามาเรียบเรียงเปนประวัติศาสตรสุโขทัยข้ึน ประวัติศาสตรทางดานการศาสนาเชนกัน ตอง
เรยี บเรยี ง ถอดความมาจากจารกึ ท่คี น พบ รวมทง้ั จากเอกสารจากตา งแดนผสมผสานกนั
จากจารึกหลกั ที่ ๑๓ ศิลาจารึกบนฐานพระอิศวร พ.ศ. ๒๐๕๓ กลาวถึงศาสนา ความเช่ือใน
สโุ ขทยั วา มีอยู ๓ ประเภท19๒๐ดวยกนั กลา วคือ
๑. พระพุทธศาสนา
๒. ไสยศาสน
๓. พระเทพกรรม

๑๙ ประเสริฐ ณ นคร, “การชําระประวัติศาสตรสุโขทัย,” ผลงานคนควาประวัติศาสตรไทยและเรื่อง
ของเกลอื (ไม) เคม็ , (พระนคร : อกั ษรสมัย, ๒๕๑๔), หนา ๓๙.

๒๐ ประเสรฐิ ณ. นคร, งานจารกึ และประวัติศาสตร ของ ประเสริฐ ณ. นคร, (นครปฐม : โรงพิมพศูนย
สงเสรมิ และฝกอบรมการเกษตรแหงชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กําแพงแสน, ๒๕๓๔.จัดพิมพเน่ืองในโอกาส
ฉลองอายุ ๖ รอบ ศาสตราจารยป ระเสรฐิ ณ. นคร เม่อื ๒๑ มนี าคม ๒๕๓๔), หนา ๓๗.

๑๓

โดยมศี าสนาพุทธเปนท่ีเคารพและแพรหลายมากที่สุดในเมืองสุโขทัย ทั้งจากหลักฐานจารึก
และจากโบราณวัตถุสถานที่คนพบลวนมีเปนจํานวนมาก ยอมบงบอกถึงศรัทธาท่ีมีตอศาสนาพุทธได
เปนอยางดี ในจารึกหลักอ่ืน ๆ น้ันนอกจากไสยศาสน แลวพบคําวา ไศพาคม อันหมายถึงศาสนา
พราหมณ มีหลกั ฐานทั้งทางโบราณวตั ถุสถานท่ีคนพบและจากศิลาจารึก คือ มีเทวาลัยและรูปเคารพ
ตา ง ๆ เชน ศาลตาผาแดง วดั ศรีสวาย และในรชั สมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ลิไท โปรดใหหลอเทวรู
ปข้ึนอีกดวย สวนพระเทพกรรมน้ันไมทราบวาหมายถึงอะไร แตนาจะเปนเร่ืองถือเจา ถือผี ถือ
เทพารักษ โดยในชว งเวลาเดยี วกนั น้ีทางฝายลา นนานัน้ นับถือพวกเส้ือ เชน เสื้อนา เสื้อฝาย เสื้อเมือง
ฯลฯ สวนทางสุโขทัยมีพระขผุงเปนใหญกวาทุกผี อยูทางทิศใตของเมืองดังจารึกหลักท่ี ๑ ศิลาจารึก
พอขุนรามคําแหงมีใจความตอนหนึ่งวา “…เมืองสุโขทัยนี้…มีพระขผุง ผีเทพยดาในเขาอันนั้น เปน
ใหญกวาทกุ ผีในเมืองนี้ ขุนผูใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล ไหวดีพลีถูกเมืองน้ีเท่ียง เมืองน้ีดี ผิไหวบดี พลีบ
ถกู ผใี นเขาอนั นัน้ บคุมบเกรง…”20๒๑

๔. ดานการปกครอง
อาณาจักรสโุ ขทัยปกครองดว ยระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย ซ่งึ แบง ออกไดเปน ๒ ระยะ
๑.แบบพอปกครองลูก ในระยะแรกสุโขทัยมีการปกครองแบบพอปกครองลูก
พระมหากษัตริยเรียกวา "พอขุน" ซ่ึงเปรียบเสมือนพอที่จะตองดูแลคุมครองลูก ในสมัยพอขุน
รามคําแหงมหาราช โปรดใหสรางกระด่ิงแขวนไวที่หนาประตูพระราชวัง เมื่อประชาชนมีเร่ือง
เดอื ดรอนกใ็ หไปสั่นกระดงิ่ รองเรยี น พระองคก จ็ ะเสด็จมารบั เรื่องราวรองทุกข และโปรดใหสรางพระ
แทน มนงั คศิลาอาสนไดก ลางดงตาล ในวนั พระจะนิมนตพระสงฆมาเทศนส่ังสอนประชาชน หากเปน
วันธรรมดาพระองคจะเสด็จออกใหประชาชนเขา เฝาและตัดสินคดคี วามดวยพระองคเ อง การปกครอง
แบบน้ปี รากฏในสมยั กรุงสโุ ขทัยตอนตน
๒. แบบธรรมราชา การปกครองแบบธรรมราชา หมายถึง พระมหากษัตริยผูทรงธรรม ใน
สมัยของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ มีกําลังทหารท่ีไมเขมแข็ง ประกอบกับอาณาจักรอยุธยาที่กอต้ังขึ้น
ใหมไดแผอิทธิพลมากข้ึน พระองคทรงเกรงภัยอันตรายจะบังเกิดแกอาณาจักรสุโขทัย หากใชกําลัง
ทหารเพียงอยางเดียว พระองคจึงทรงนําหลักธรรมมาใชในการปกครอง โดยพระองคทรงเปน
แบบอยางในดานการปฏิบัติธรรม ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา นอกจากน้ันพระมหาธรรมราชาที่ ๑
ทรงพระราชนิพนธวรรณกรรมเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ที่ปรากฏแนวคิดแบบธรรมราชาไวดวย การ
ปกครองแบบน้ใี ชในสมัยกรงุ สุโขทัยตอนปลาย ตง้ั แตพระมหาธรรมราชาที่ ๑ – ๔
๕. การสน้ิ สดุ ของของอาณาจักรสุโขทยั
พ.ศ. ๒๑๒๗ หลังจากชนะศึกท่ีแมนํ้าสะโตงแลว พระนเรศวรโปรดใหเทครัวเมืองเหนือทั้ง
ปวง (เมืองพระพิษณุโลกสองแคว เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองกําแพงเพชร เมือง

๒๑ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ จารึกพอขุนรามคําแหง ดานที่ ๓ บรรทัดที่ ๔ – ๑๐, กรมศิลปากร,จารึกสมัย
สุโขทยั , หนา ๑๖.

๑๔

พิจิตร และเมืองพระบาง)21๒๒ ลงมาไวท่ีอยุธยา เพ่ือเตรียมรับศึกใหญ พิษณุโลกและหัวเมืองเหนือ
ทง้ั หมดจงึ กลายเปนเมอื งราง หลงั จากเทครัวไปเมืองใต จึงสิ้นสุดการแบงแยกระหวางชาวเมืองเหนือ
กับชาวเมอื งใต และถือเปน การส้นิ สุดของรฐั สุโขทยั โดยสมบรู ณ เพราะหลังจากน้ี ๘ ป พิษณุโลกไดถูก
ฟน ฟอู กี ครงั้ แตถ อื เปน เมอื งเอกในราชอาณาจักร มิใชราชธานฝี ายเหนอื

ในดานวิชาการ มนี กั วชิ าการหลายทานไดเสนอเพม่ิ วา เหตกุ ารณอ กี ประการ อันทําใหตองเท
ครวั เมืองเหนอื ท้ังปวงโดยเฉพาะพษิ ณุโลกน้นั อยทู เี่ หตุการณแ ผนดนิ ไหวครั้งใหญ บนรอยเล่ือนวังเจา
ในราวพุทธศักราช ๒๑๒๗ แผนดินไหวคร้ังน้ีสงผลใหตัวเมืองพิษณุโลกราพณาสูญ แมแตแมน้ําแคว
นอย กเ็ ปล่ยี นเสนทางไมผา นเมอื งพิษณโุ ลก แตไ ปบรรจบกับแมน้ําโพ (ปจ จบุ ันคือแมนํ้านาน) ท่ีเหนือ
เมอื งพิษณโุ ลกข้นึ ไป และยังสงผลใหพระศรรี ัตนมหาธาตพุ ิษณุโลก หักพังทลายในลักษณะที่บูรณะคืน
ไดย าก ในการฟนฟจู งึ กลายเปนการสรางพระปรางคแ บบอยุธยาครอบทับลงไปแทน ทง้ั หมด

๑.๓.๒ สมัยอยธุ ยา
อาณาจกั รอยุธยา เปนอาณาจักรของชนชาติไทยในลุมแมนํ้าเจาพระยาในชวง พ.ศ. ๑๘๙๓
ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐ มีกรุงศรีอยุธยาเปนศูนยกลางอํานาจหรือราชธานี อาณาจักรอยุธยานับวา
เจริญ รุง เรือง จน อาจถือไ ดวาเ ปน อาณาจักร ที่รุง เรือง ม่ัง ค่ัง ที่สุ ดใน ภูมิภาคสุว ร ร ณภูมิ2 2 ๒๓ท้ัง ยัง มี
ความสัมพันธทางการคากบั หลายชาติ จนถอื ไดวา เปนศูนยกลางการคาในระดับนานาชาติ23๒๔ เชน จีน
เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุน เปอรเซีย รวมท้ังชาติตะวันตก เชน โปรตุเกส สเปน ดัตช (ฮอลันดา) และ
ฝร่ังเศส ซ่ึงในชวงเวลาหน่ึงเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึงรัฐฉานของพมา อาณาจักร
ลา นนา มณฑลยนู นาน อาณาจักรลานชา ง อาณาจักรขอม และคาบสมทุ รมลายใู นปจ จบุ ัน24๒๕

๑. รูปแบบเมอื งอยธุ ยา
เม่ือถงึ ปลายครสิ ตศตวรรษที่ ๑๔ อยุธยาก็ถูกพิจารณาวาเปน ชาติมหาอํานาจแข็งแกรงท่ีสุด
ในอษุ าคเนยแ ผน ดนิ ใหญ และไดเ ริ่มครองความเปนใหญโดยเร่ิมจากการพิชิตราชอาณาจักรและนคร
รัฐทางเหนือ อยางสุโขทัย กําแพงเพชรและพิษณุโลก กอนสิ้นสุดคริสตศตวรรษที่ ๑๕ อยุธยาโจมตี

๒๒ พิเศษ เจียจันทรพงษ, พระมหาธรรมราชากษัตราธิราช, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมติชน,
๒๕๔๖), หนา ๕๗.

๒๓ ดนัย ไชยโยค, ประวัตศิ าสตรไทย : ยุคอาณาจกั รอยุธยา, (กรุงเทพมหานคร : โอ. เอส. พร้ินต้ิง เฮาส,
๒๕๕๐), หนา ๘.

๒๔ ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ, ทองเท่ียวไทย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สํานักพิมพหนาตางสูโลกกวาง
จํากดั , ๒๕๔๒), หนา ๔๐.

๒๕ Hooker, Virginia Matheson, A Short History of Malaysia : Linking East and West. St
Leonards, New South Wales, (Australia : Allen and Unwin. 2003), p. 72.

๑๕

เมืองพระนคร (อังกอร) ซึง่ เปนมหาอํานาจของภูมิภาคในอดีต อิทธิพลของอังกอรคอย ๆ จางหายไป
จากลุม แมน้ําเจา พระยา และอยธุ ยากลายมาเปนมหาอํานาจใหมแทน

อยางไรก็ดี ราชอาณาจักรอยุธยามิไดเปนรัฐที่รวมเปนหนวยเดียวกัน หากเปนการ
ปะติดปะตอกันของอาณาเขต (principality) ท่ีปกครองตนเอง และประเทศราชที่สวามิภักด์ิตอ
พระมหากษัตริยกรุงศรีอยุธยาภายใตปริมณฑลแหงอํานาจ (Circle of Power) หรือระบบมณฑล
(mandala) ดังทน่ี กั วิชาการบางฝายเสนอ อาณาเขตเหลานี้อาจปกครองโดยพระบรมวงศานุวงศกรุง
ศรอี ยธุ ยา หรอื ผปู กครองทอ งถ่ินทม่ี ีกองทพั อสิ ระของตนเอง ท่ีมีหนาที่ใหการสนับสนุนแกเมืองหลวง
ยามสงคราม ก็ได อยางไรก็ดี มีหลักฐานวา บางครั้งท่ีเกิดการกบฏทองถิ่นที่นําโดยเจาหรือ
พระมหากษตั ริยท องถ่นิ ข้นึ เพื่อตั้งตนเปนเอกราช อยธุ ยาก็จําตอ งปราบปราม

ดว ยไรซง่ึ กฎการสืบราชสันตวิ งศและมโนทัศนคณุ ธรรมนยิ ม (meritocracy) อันรุนแรง ทําให
เมื่อใดก็ตามที่การสืบราชสันติวงศเปนท่ีพิพาท เจาปกครองหัวเมืองหรือผูสูงศักด์ิ (dignitary) ท่ีทรง
อาํ นาจจะอา งคณุ ความดีของตนรวบรวมไพรพลและยกทัพมายงั เมืองหลวงเพ่อื กดดันตามขอเรียกรอง
จนลงเอยดวยรฐั ประหารอันนองเลือดหลายครงั้ 25๒๖

๒. กษตั ริยท ่ีข้ึนครองราชยอ าณาจักรอยธุ ยา
ราชวงศกษัตรยิ ของกรงุ ศรอี ยุธยา ประกอบดว ย ๕ ราชวงศ คือ

ราชวงศอ ทู อง มีกษตั ริย ๓ พระองค
ราชวงศส ุพรรณภมู ิ มีกษัตริย ๑๓ พระองค
ราชวงศส โุ ขทัย มกี ษตั ริย ๗ พระองค
ราชวงศปราสาททอง มีกษตั รยิ  ๔ พระองค
ราชวงศบา นพลหู ลวง มีกษตั ริย ๖ องค
ซึ่งรวมเปน กษัตริยรวม ๓๓ พระองค ซ่ึงถือวามีมาก ซงึ่ อาณาจักรกรงุ ศรีอยุธยา เปนราชธานี
มาต้ังแตวันท่ี ๓ เมษายน ๑๘๙๓ จนถึงวันที่ ๗ เมษายน ๒๓๑๐ เปนเวลายาวนานถึง ๔๑๗ ป
กษตั รยิ ของกรงุ ศรีอยุธยา มีดงั น้ี
ราชวงศอ ูทอง (ครัง้ ที่ ๑)
๑. สมเดจ็ พระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจา อทู อง)
๒. สมเด็จพระราเมศวร
ราชวงศส พุ รรณภมู ิ (ครั้งที่ ๑)
๓. สมเด็จพระบรมราชาธริ าชท่ี ๑ (ขนุ หลวงพะง่ัว)
๔. สมเด็จพระเจา ทองลัน (เจา ทองจนั ทร)

๒๖ https://th.wikipedia.org/wiki/อาณาจักรอยุธยา [๑๑ ส.ค. ๒๕๕๙].

๑๖

ราชวงศอ ทู อง (ครงั้ ท่ี ๒)
๕. สมเดจ็ พระราเมศวร
๖. สมเดจ็ พระรามราชาธิราช

ราชวงศส พุ รรณภูมิ (ครัง้ ท่ี ๒)
๗. สมเดจ็ พระอินทราชา (เจา นครอินทร)
๘. สมเด็จพระบรมราชาธริ าชท่ี ๒ (เจา สามพระยา)
๙. สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
๑๐.สมเดจ็ พระบรมราชาธิราชท่ี ๓
๑๑.สมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ ๒ (พระเชษฐา)
๑๒.สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๔ (หนอพทุ ธางกูร)
๑๓.พระรษั ฎาธริ าช
๑๔.สมเด็จพระไชยราชาธิราช
๑๕.พระยอดฟา (พระแกว ฟา)
๑๖.ขุนวรวงศาธริ าช (ไมไดรับการยกยองเทยี บเทา พระองคอื่น)
๑๗.สมเด็จพระมหาจกั รพรรดิ (พระเจา ชางเผือก)
๑๘.สมเดจ็ พระมหินทราธิราช

ราชวงศสโุ ขทัย
๑๙.สมเดจ็ พระมหาธรรมราชาธิราช (สมเดจ็ พระสรรเพชญท ่ี ๑)
๒๐.สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช (สมเดจ็ พระสรรเพชญท ่ี ๒)
๒๑.สมเด็จพระเอกาทศรถ (สมเด็จพระสรรเพชญที่ ๓)
๒๒.พระศรเี สาวภาคย (สมเดจ็ พระสรรเพชญท ี่ ๔)
๒๓.สมเด็จพระเจา ทรงธรรม
๒๔.สมเด็จพระเชษฐาธริ าช
๒๕.พระอาทติ ยวงศ

ราชวงศป ราสาททอง
๒๖.สมเด็จพระเจา ปราสาททอง (สมเด็จพระสรรเพชญท ี่ ๕)
๒๗.สมเด็จเจาฟา ไชย (สมเด็จพระสรรเพชญที่ 6)
๒๘.สมเดจ็ พระศรสี ธุ รรมราชา (สมเดจ็ พระสรรเพชญท ่ี 7)
๒๙.สมเด็จพระนารายณม หาราช

ราชวงศบ านพลูหลวง
๓๐.สมเด็จพระเพทราชา
๓๑.สมเด็จพระสรรเพชญท ี่ 8 (พระเจาเสือ)
๓๒.สมเดจ็ พระสรรเพชญท ี่ 9 (สมเดจ็ พระเจาอยูห ัวทา ยสระ)

๑๗

๓๓.สมเดจ็ พระเจาอยหู วั บรมโกศ
๓๔.สมเดจ็ พระเจา อุทมุ พร (ขุนหลวงหาวัด)
๓๕.สมเด็จพระท่ีนงั่ สรุ ิยาสนอ มรนิ ทร (พระเจา เอกทศั )
๓. ศาสนาในสมัยอยธุ ยา
พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาไดรับอิทธิพลของพราหมณเขามามาก พิธีกรรมตาง ๆ ได
ปะปนพิธีของพราหมณ เนนความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และอิทธิปาฏิหาริย มีเรื่องไสยศาสตรเขามา
ปะปนอยมู าก ประชาชนมงุ เรือ่ งการบุญการกุศล สรา งวดั วาอาราม สรางปูชนียวัตถุ บํารุงศาสนาเปน
สวนมาก ในสมัยอยุธยาตองประสบกบั ภาวะสงครามกับพมา จนเกิดภาวะวิกฤตทางศาสนาหลายคร้ัง
ประวตั ิศาสตรอยธุ ยาแบงเปน ๔ ตอน ไดแ ก
อยุธยาตอนแรก (พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑)
ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ทรงปกครองบานเมืองดวยความสงบรมเย็น ทรงทํานุบํารุง
พระพุทธศาสนา ทรงผนวชเปน เวลา ๘ เดอื น เม่ือ พ.ศ. ๑๙๙๘ และทรงใหพระราชโอรสกับพระราช
นัดดาผนวชเปน สามเณรดวย สันนษิ ฐานวา เปน การเร่ิมตน ของประเพณกี ารบวชเรียนของเจานายและ
ขา ราชการ ในรัชสมัยของพระองค ไดม กี ารรจนาหนังสอื มหาชาติคาํ หลวง ใน พ.ศ. ๒๐๒๕
สมยั อยธุ ยาตอนท่สี อง ( พ.ศ. ๒๐๓๔ - ๒๑๗๓)
สมัยนีไ้ ดม ีความนิยมในการสรางวัดข้ึน ทั้งกษัตริยและประชาชนท่ัวไป นิยมสรางวัดประจํา
ตระกลู ในสมยั พระเจา ทรงธรรมไดพ บพระพุทธบาทสระบรุ ี ทรงใหส รา งมณฑปครอบพระพุทธบาทไว
และโปรดใหชุมชนราชบัณฑิตแตงกาพยมหาชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๐ และโปรดใหสรางพระไตรปฎก
ดวย
สมยั อยุธยาตอนทีส่ าม (พ.ศ. ๒๑๗๓ - ๒๓๑๐)
พระมหากษัตริยท่ีมีพระนามย่ิงใหญท่ีสุดในศตวรรษน้ี ไดแกสมเด็จพระณารายณมหาราช
พระองคท รงมีบทบาทอยา งมากทั้งตอฝา ยอาณาจักรและศาสนจักร ทรงสง เสริมพระพุทธศาสนาอยาง
แรงกลา สมัยน้ีพวกฝรั่งเศสไดเขามาติดตอกับไทย และไดพยายามเผยแผพระพุทธศาสนา และทูล
ขอใหพระณารายณเขารีต แตพระองคทรงม่ันคงในพระพุทธศาสนา ทรงนําพาประเทศชาติรอดพน
จากการเปนเมอื งของฝร่งั เศสได เพราะมพี ระราชศรทั ธาตอ พระพทุ ธศาสนาอยา งจรงิ จงั

สมยั อยุธยาตอนที่ส่ี (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๑๐)
พระมหากษัตรยิ ทท่ี รงมบี ทบาทมากในยคุ น้ี ไดแ กส มเด็จพระเจาอยูหวั บรมโกศ ทรงเสวยราช
เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๕ การบวชเรียนกลายเปนประเพณีทีป่ ฏบิ ตั สิ บื ตอ กนั มาถึงยุคหลัง ถึงกับกําหนดใหผูท่ี
จะเปน ขุนนาง มยี ศถาบรรดาศักดิ์ตองเปนผูท่ีผานการบวชเรียนมาเทานั้น จึงจะทรงแตงต้ังตําแหนง
หนา ทใ่ี ห ในสมัยนี้ไดส งพระภกิ ษุเถระชาวไทยไปฟนฟูพุทธศาสนาในประเทศลังกาตามคําทูลขอของ

๑๘

กษตั รยิ ลงั กา เม่อื พ.ศ. ๒๒๙๖ จนทําใหพุทธศาสนากลับเจริญรุงเรืองในลังกาอีกครั้ง จนถึงปจจุบัน
และเกดิ นิกายของคณะสงฆไ ทยข้ึนในลังกา ช่อื วา นิกายสยามวงศ นกิ ายน้ยี ังคงมีอยูถงึ ปจจบุ ัน

๔. ดานการปกครอง
ชว งแรกมีการปกครองคลา ยคลึงกับในสมยั สโุ ขทัย พระมหากษัตรยิ มีสิทธิ์ปกครองโดยตรงใน
ราชธานี หากทรงใชอํานาจผานขาราชการและขุนนางเชนกัน นอกจากน้ียังมีระบบการปกครอง
ภายในราชธานที เี่ รียกวา จตุสดมภ ตามการเรียกของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงรา
ชานภุ าพ26๒๗ อันไดแก กรมเวยี ง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา
การปกครองนอกราชธานี ประกอบดวย เมืองหนาดาน เมืองช้ันใน เมืองพระยามหานคร
และเมืองประเทศราช โดยมีรูปแบบกระจายอํานาจออกจากศูนยกลางคอนขางมากเมืองหนาดาน
ไดแก ลพบุรี นครนายก พระประแดง และสุพรรณบุรี ต้ังอยูรอบราชธานีท้ังสี่ทิศ ระยะเดินทางจาก
ราชธานสี องวนั พระมหากษัตริยท รงสงเชื้อพระวงศที่ไววางพระทัยไปปกครอง แตรูปแบบน้ีนํามาซ่ึง
ปญ หาการแยงชงิ ราชสมบตั อิ ยบู อยครงั้ เมืองชัน้ ในทรงปกครองโดยผูรั้ง ถัดออกไปเปนเมืองพระยาม
หานครหรือหัวเมืองช้ันนอก27๒๘ ปกครองโดยเจาเมืองที่สืบเชื้อสายมาแตเดิม มีหนาท่ีจายภาษีและ
เกณฑผูคนในราชการสงครามและสุดทายคือเมืองประเทศราช พระมหากษัตริยปลอยใหปกครอง
กนั เอง เพยี งแตตอ งสง เครอ่ื งบรรณาการมาใหร าชธานีทกุ ป
สว นการปกครองสว นภูมภิ าคมีลกั ษณะเปลย่ี นไปในทางการรวมอาํ นาจเขาสูศ ูนยกลางใหมาก
ทสี่ ุด โดยใหเมืองชั้นนอกเขามาอยูภายใตอํานาจของราชธานี มีระบบการปกครองท่ีลอกมาจากราช
ธานี28๒๙ มีการลําดับความสําคัญของหัวเมืองออกเปนช้ันเอก โท ตรี สําหรับหัวเมืองประเทศราชน้ัน
สวนใหญไมคอยมีการเปล่ียนแปลงการปกครองมากนัก หากแตพระมหากษัตริยจะมีวิธีการควบคุม
ความจงรกั ภกั ดีตอราชธานีหลายวธิ ี เชน การเรยี กเจาเมืองประเทศราชมาปรึกษาราชการ หรือมารวม
พระราชพธิ บี รมราชาภิเษกหรือถวายพระเพลิงพระบรมศพในราชธานี การอภิเษกสมรสโดยการใหสง
ราชธิดามาเปนสนม และการสงขาราชการไปปกครองเมืองใกลเคียงกับเมืองประเทศราชเพื่อคอยสง
ขา ว ซง่ึ เมอื งทีม่ หี นาที่ดังกลา ว เชน พิษณุโลกและนครศรธี รรมราช29๓๐
๕. การลม สลายของอยธุ ยา
หลังจากยคุ สมยั อันนองเลือดแหงการตอสูของราชวงศ กรุงศรีอยุธยาเขาสู "ยุคทอง" สมัยที่
คอ นขางสงบในคร่ึงหลังของคริสตศตวรรษที่ ๑๘ เม่ือศิลปะ วรรณกรรมและการเรียนรูเฟองฟู ยังมี
สงครามกบั ตางชาติ กรุงศรีอยุธยาสรู บกับเจาเหงียน (Nguyễn Lords) ซึ่งเปนผูปกครองเวียดนามใต

๒๗ โกวิท วงศสุรวัฒน, การเมืองการปกครองไทย : หลายมิติ, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร คณะสังคมศาสตร ภาควิชารฐั ศาสตรและรฐั ประศาสนศาสตร, ๒๕๕๓ ), หนา ๕.

๒๘ โกวิท วงศส รุ วัฒน, เลมเดิม, หนา ๖.
๒๙ โกวิท วงศสุรวัฒน, เลม เดิม, หนา ๙.
๓๐ โกวทิ วงศส ุรวฒั น, เลมเดมิ , หนา ๑๐.

๑๙

เพอื่ การควบคุมกัมพชู า เร่ิมตง้ั แต พ.ศ. ๒๒๕๘ แตภัยคุกคามที่ใหญกวามาจากราชวงศอลองพญาซึ่ง
ไดผ นวกรัฐฉานเขามาอยูในอํานาจ

ชว ง ๕๐ ปสุดทายของราชอาณาจักรมีการสูรบอันนองเลือดระหวางเจานาย โดยมีพระราช
บัลลังกเปนเปา หมายหลกั เกดิ การกวาดลา งขา ราชสํานักและแมทัพนายกองท่ีมีความสามารถตามมา
สมเดจ็ พระที่น่ังสรุ ยิ าศนอมั รินทร (พระเจาเอกทัศ) พระมหากษัตริยพระองคสุดทาย บังคับใหสมเด็จ
เจาฟา อุทมุ พร พระอนุชา ซึ่งเปนพระมหากษตั ริยอยขู ณะนนั้ สละราชสมบัติและข้ึนครองราชยแ ทน

พ.ศ. ๒๓๐๓ พระเจา อลองพญา ทรงยกทพั รกุ รานอาณาจักรอยุธยา หลังจากอยุธยาวางเวน
ศกึ ภายนอกมานานกวา ๑๕๐ ป จะมีก็เพียงการนาํ ไพรพ ลเขาตอ ตกี นั เองเพ่ือแยงชิงอํานาจเทานั้น30๓๑
ซงึ่ ในขณะนัน้ อยธุ ยาเกดิ การแยงชิงบัลลังกระหวางเจาฟาเอกทัศกับเจาฟาอุทุมพร อยางไรก็ดี พระ
เจาอลองพญาไมอาจหกั เอากรุงศรอี ยุธยาไดใ นการทพั ครัง้ นน้ั

แตใน พ.ศ. ๒๓๐๘ พระเจามังระ พระราชโอรสแหงพระเจาอลองพญา ทรงแบงกําลัง
ออกเปนสองสวน และเตรียมการกวาสามป มุงเขาตีอาณาจักรอยุธยาพรอมกันทั้งสองดาน ฝาย
อยุธยาตานทานการลอมของทัพพมาไวได ๑๔ เดือน แตก็ไมอาจหยุดย้ังการกองทัพรัฐอังวะได
เน่อื งจากมีกาํ ลงั มาก และตองการทําลายศูนยอํานาจอยางอยุธยาลงเพ่ือปองกันการกลับมามีอํานาจ
อกี ทัง้ กองทพั อังวะยังตดิ ศกึ กับจีนราชวงศชิงอยูเนือง ๆ หากปลอยใหเกิดการสูรบยืดเย้ือตอไปอีก ก็
จะเปน ภัยแกอ งั วะ และมสี งครามไมจ บส้ิน ในท่ีสุดกองทัพอังวะสามารถหักเขาพระนครไดในวันที่ ๗
เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐

๑.๓.๓ สมยั ธนบุรี
เมอื่ คร้งั สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีรับราชการเปนพระยาตากในระหวา งสงครามการเสียกรุงศรี
อยธุ ยาครง้ั ที่สอง31๓๒ พระยาตากไดถ อนตวั จากการปองกันพระนครพรอมกับทหารจํานวนหน่ึงเพื่อไป
ต้ังตัว โดยนาํ ทพั ผา นบา นโพสามหาร บานบางดง หนองไมทรงุ เมอื งนครนายก เมืองปราจีนบรุ ี พัทยา
สัตหบี ระยอง โดยกลุมผูสนบั สนนุ พระยาตากไดยกยองใหใหเปน "เจาชาย"32๓๓ และตีไดเมืองจันทบุรี
และตราด เมื่อเดอื นมิถุนายน พ.ศ. ๒๓๑๐
ในเวลาใกลเคียงกัน ฝายกองทัพพมาไดคงกําลังควบคุมในเมืองหลวงและเมืองใกลเคียง
ประมาณ ๓,๐๐๐ คน โดยมสี กุ เี้ ปน นายกอง ต้งั คา ยอยทู บี่ า นโพธ์สิ ามตน พรอมกันนั้น พมาไดต้ังนาย
ทองอนิ ใหไ ปเปนผดู แู ลรกั ษาเมอื งธนบรุ ีไว อยา งไรก็ตาม ถึงแมวาอาณาจักรอยุธยาจะสิ้นสภาพลงไป
แลว แตยังมีหัวเมืองอีกเปนจํานวนมากท่ีไมไดรับความเสียหายจากศึกสงคราม หัวเมืองเหลาน้ันจึง

๓๑ Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit, A history of Thailand. (Cambridge
University Press, 2009) p. 22.

๓๒ John Bowman. Columbia Chronologies of Asian History and Culture. (Columbia
University Press). p. 514.

๓๓ วลั ลภา รงุ ศริ แิ สงรตั น, บรรพบรุ ุษไทย : สมัยกรุงธนบุรีและรตั นโกสนิ ทรต อนตน, (กรงุ เทพมหานคร :
โรงพิมพแ หง จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั , ๒๕๔๖), หนา ๕.

๒๐

ตางพากันต้ังตนเปน ใหญในเขตอทิ ธพิ ลของตน สวนทางดานพระยาตากเองก็สามารถรวบรวมกําลังได
จนเทียบไดก บั หนึง่ ในชมุ นุมทงั้ หลายนัน้ โดยมีจนั ทบุรเี ปน ฐานทีม่ นั่

ตอมา พระยาตากจึงนํากําลังท่ีรวบรวมประมาณ ๕,๐๐๐ คน ตีเมืองธนบุรีและอยุธยาคืน
จากขา ศกึ เสร็จแลว จึงสถาปนาตนเองขึ้นเปน พระมหากษัตริยแหง กรงุ ศรอี ยธุ ยา33๓๔และทรงสรางเมือง
หลวงใหม คือ กรุงธนบรุ ี

๑. รปู แบบเมอื งธนบรุ ี
คร้ันเม่ือพระเจามังระแหงอาณาจักรพมาทรงทราบขาวเรื่องการกอบกูเอกราชของไทย
พระองคจึงมีพระบรมราชโองการใหเจาเมืองทวายคุมกองทัพมาดูสถานการณในดินแดนอาณาจักร
อยุธยาเดิม เมื่อปลาย พ.ศ. ๒๓๑๐ แตก็ถูกตีแตกกลับไปโดยกองทัพธนบุรี ซึ่งสมเด็จพระเจากรุง
ธนบุรีทรงนําทพั มาดวยพระองคเอง
ตอมา สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีจึงโปรดใหจัดเตรียมกําลังเพื่อทําลายคูแขงทางการเมือง
เพ่ือใหเกิดการรวมชาติอยางมีประสิทธิภาพ ในป พ.ศ. ๒๓๑๑ ทรงมุงไปยังเมืองพิษณุโลกเปนแหง
แรก ทวา กองทพั ธนบรุ พี ายตอกองทัพพิษณโุ ลก ณ ปากนํ้าโพ จึงตองเลื่อนการโจมตีออกไปกอน แต
ภายหลังเจาพิษณุโลกถึงแกพิราลัย ชุมนุมพิษณุโลกออนแอลงและตกอยูภายใตอิทธิพลของเจาพระ
ฝางแทน
สมเด็จพระเจา กรุงธนบรุ ีไดเปลยี่ นเปา หมายไปยงั ชมุ นมุ เจาพมิ าย เนือ่ งจากทรงเหน็ วาควรจะ
ปราบชุมนุมขนาดเล็กเสียกอน กรมหม่ืนเทพพิพิธสูไมได ทรงจับตัวมายังกรุงธนบุรี และถูกประหาร
ระหวางเดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๑๑34๓๕ เมื่อขยายอํานาจไปถึงหัวเมืองลาวแลว
สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีทรงพยายามใชพระราชอํานาจของพระองคชวยให นักองราม เปนกษัตริย
กมั พชู า โดยพระองคโปรดให กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาท เปน แมท พั ไปตกี มั พูชา แตไ มสาํ เรจ็
๒. กษัตริยใ นสมัยธนบุรี
กรุงธนบุรีเปน ราชธานีเพยี งแค ๑๕ ปแ ละมกี ษัตริยท่ีครองราชยสมบัติเพียงแคพระองคเดียว
เทา น้ัน กค็ อื พระเจาตากสนิ มหาราช

๓. ศาสนาในกรงุ ธนบรุ ี

๓๔ จรรยา ประชิตโรมรัน, สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๔๙), หนา ๕๕.

๓๕ นิธิ เอียวศรีวงศ, การเมืองไทยสมัยพระเจากรุงธนบุรี, (กรุงเทพมหานคร : มติชน, ๒๕๕๐), หนา
๑๕๘.

๒๑

จดั สังฆมณฑลใหเ รยี บรอ ย ประชุมพระสงฆท่ีวัดบางหวาใหญ(วัดระฆัง) และแตงตั้งสังฆราช
ในสมัยของพระองคมีสังฆราชปกครองสังฆมณฑลถึง ๓ พระองคตามลําดับดังน้ี คือ สมเด็จ
พระสังฆราช (ดี วดั ประด)ู สมเดจ็ พระสังฆราช (ศรี วดั พนัญเชิง) และสมเด็จพระสงั ฆราช (ชนื่ )

ทรงบูรณะพระอารามตาง ๆ ประมาณ ๒๐๐ หลัง เชน อุโบสถ , วิหาร , เสนาสนะ ทรง
สนับสนุนการเรียนพระไตรปฎก จัดต้ังฝายสังฆการี ธรรมการ หรือแผนกทําบัญชีพระสงฆ ได
พระราชทานไตรจีวร ๑ ไตรแกพ ระภกิ ษผุ ูศกึ ษาพระไตรปฎ กพรอมทั้งถวายปจจัยรูปละ ๑ บาท และ
ใหชางศลิ ปจัดการเขียนจติ กรรมสมุดภาพไตรภมู พิ ระรว ง

ทรงบาํ รงุ พระพทุ ธศาสนาทีน่ ครศรธี รรมราช โดยการถวายปจจัยแกวัดตาง ๆ ถวายปจจัยแก
พระภิกษุ-สามเณรรูปละ ๑ บาท และถวายขาวสารรูปละ ๑ ถุง พรอมท้ังถวายผาไตรแกพระภิกษุ
สามเณรทีข่ าดแคลน หลงั จากนัน้ ไดพระราชทานปจจัยผูยากจนทม่ี าถอื ศลี ในวนั อโุ บสถคนละ ๑ สลึง

ทรงไดใ หนักปราชญร าชบัณฑติ ก็มี เชน พระเทพกวี เปน ตนรวมพระไตรปฎกใหสมบูรณมาก
ขึ้น เพราะในขณะน้ันพระไตรปฎกถูกพมาเผาเสียจึงขาดหายไปบางคัมภีร และไดนําหนังสือวิสุทธิ
มรรคจากนครศรธี รรมราชมาที่กรุงธนบรุ ี35๓๖

๕. การลมสลายของธนบุรี
การสิ้นสุดของสมัยกรุงธนบุรี เกิดเหตุจลาจลในปลายรัชกาลของสมเด็จพระเจาตากสิน
มหาราช คือ พระยาสรรคไดต้ังตัวเปนกบฏ ไดบุกมาแลวบังคับใหพระองคผนวช ขณะนั้น สมเด็จ
เจาพระยามหากษัตริยศึกทรงทําศึกอยูที่กัมพูชา ทรงทราบขาวจึงไดเสด็จกลับมายังกรุง ได
ปราบปรามจลาจลแลว สืบสวนหารือควรสําเร็จโทษสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี สมเด็จเจาพระยามหา
กษตั รยิ ศึกไดป ราบดาภเิ ษกขนึ้ เปนพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริยแหง
ราชวงศจักรี และโปรดเกลาใหยายราชธานีมายังฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยา และในตอมาได
พระราชทานนามใหมวา กรุงรัตนโกสินทร สมเด็จพระมหาอุปราช เจาฟากรมขุนอินทรพิทักษ พระ
ราชโอรสพระองคโ ตในสมเดจ็ พระเจา กรุงธนบรุ ี ถกู สําเร็จโทษดว ยทอ นจนั ทนเชน กนั
๑.๓.๔ สมัยรตั นโกสนิ ทรกอนเปลีย่ นแปลงการปกครอง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดใหสรางพระราชวังข้ึนทางฝง
ตะวนั ออกของแมนา้ํ เจา พระยาในบรเิ วณกําแพงพระนครเดิมสมัยกรุงธนบุรี บริเวณที่สรางพระราชวัง
น้ัน เดิมเปนที่อยูอาศัยของพระยาราชเศรษฐีและชาวจีน ซึ่งไดโปรดใหยายไปอยูที่สําเพ็ง ในการ
กอสรางพระราชวังโปรดใหพระยาธรรมาธิบดี กับพระยาวิจิตรนาวีเปน แมกองคุมการกอสรางพระ

๓๖http://www.baanjomyut.com/library_2 / extension3 / buddhism_into_thailand/2 0 . html
[๑๒ ส.ค. ๒๕๕๙].

๒๒

ราชนิเวศนมณเฑียรใหมใหมีลักษณะคลายกรุงศรีอยุธยา เมื่อทรงประกอบพระราชพิธียกหลักเมือง
แลว จึงเริม่ กอสรางพระราชวงั หลวงในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๓๒๕36๓๗

ในยุคนี้อิทธิพลของตะวนั ตกเรม่ิ แผข ยายเขามาในภูมิภาค โดยเรมิ่ ต้ังแต พ.ศ. ๒๓๒๘ อังกฤษ
ยึดครองปนัง และใน พ.ศ. ๒๓๖๒ เขามาตั้งสิงคโปร ไมนาน อังกฤษก็ไดเขามาแทนที่ฮอลันดาและ
โปรตุเกสเปนชาตติ ะวนั ตกที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองหลักในสยาม อังกฤษคัดคานระบบ
เศรษฐกิจสยาม ซ่ึงเจานายเปนผูผูกขาดการคา และธุรกิจถูกจัดเก็บภาษีตามอําเภอใจ ใน พ.ศ.
๒๓๖๔ ลอรดฮัสตงิ สแ หง บริษทั อนิ เดยี ตะวนั ออก ซง่ึ ขณะน้ันเปนขาหลวงใหญแหงอินเดีย สงตัวแทน
ของบริษัท จอหน ครอวเฟรด เปนคณะทูตเพ่ือเรียกรองใหสยามยกเลิกการจํากัดการคาเสรี อันเปน
สัญญาณแรกของประเดน็ ซง่ึ จะครอบงาํ การเมอื งของสยามในคริสตศ ตวรรษท่ี ๑๙

ในทางเศรษฐกิจ นับแตกอต้ังราชอาณาจักรรัตนโกสินทร พอคาจีนมีบทบาทเพ่ิมข้ึนอยาง
มาก จากเดิมทถ่ี ูกขับไลอ อกไปโดยสมเดจ็ พระเจากรงุ ธนบุรี นอกเหนือจากพอคา ชาวจีนท่ีเปนชาวนา
กเ็ ขามาแสวงโชคไมหยุดหยอ นในราชอาณาจักร ผูปกครองสมัยนี้ตอนรับชาวจีนเพราะเปนแหลงการ
ฟน ฟเู ศรษฐกิจ พอคาเช้ือสายจีนบางคนไดกลายมาเปนขาราชสํานึกถือตําแหนงสําคัญ วัฒนธรรมจีน
เชน วรรณกรรม ไดรับการยอมรับและสนับสนุน ความสัมพันธของสยามกับจักรวรรดิจีนน้ันเขมแข็ง
ซึ่งรับประกันโดยคณะทูตบรรณาการ ซ่ึงดําเนินเร่ือยมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา
เจาอยูหัว ดงั นัน้ ชาวจีนจึงมบี ทบาทสําคญั ย่ิงในการเกิดใหมข องราชอาณาจกั รรัตนโกสินทร

ชวงที่สมัยน้ีมีการปฏิรูปคือสมัยรัชกาลท่ี ๕ ไดมีการปฏิรูปทางการเมืองอยูบาง แต
พระมหากษัตรยิ ยงั ทรงเปน สมบูรณาญาสทิ ธริ าช ซ่งึ ทรงเปนหัวหนาคณะรัฐมนตรีและทรงแตงต้ังพระ
ประยูรญาติดํารงตําแหนงในทุกหนวยงานของรัฐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ซ่ึงทรงมี
การศึกษาแบบตะวันตก ทรงทราบวา สวนท่ีเหลือของชาติใหมนี้ไมอาจถูกตัดออกจากรัฐบาลได
ตลอดไป แตพระองคไมศรทั ธาในประชาธิปไตยแบบตะวันตก พระองคท รงปรบั การสงั เกตความสําเร็จ
ของพระมหากษตั ริยองั กฤษในการปกครองอนิ เดีย โดยทรงปรากฏพระองคแกสาธารณะบอยคร้ังข้ึน
และทรงริเริม่ พระราชพิธเี พิ่มขนึ้ อยางไรก็ดี พระองคยังดําเนินแผนการปฏิรูปประเทศใหทันสมัยตอ
จากพระราชชนก มีการยกเลิกพหุสามีภริยา ริเร่ิมการศึกษาขั้นประถมแบบบังคับ และใน พ.ศ.
๒๔๕๙ มีการกอตั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยอันเปนจุดเร่ิมตนของอุดมศึกษา ซึ่งตอมาจะกลายเปน
แหลง เพาะกลุมปญญาชนใหมข องสยาม

กรุงเทพมหานครกลายเปนเมืองหลวงของชาติมากข้ึนทุกที รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลาเจาอยูหัวเริ่มโครงการพัฒนาท่ัวประเทศหลายอยาง แมจะประสบปญหาดานการเงิน มี
ถนน สะพาน ทางรถไฟ โรงพยาบาลและโรงเรียนผุดข้ึนเปนดอกเห็ดทั่วประเทศดวยงบประมาณ
แหง ชาติจากกรุงเทพมหานคร ตาํ แหนง อุปราชทีเ่ พ่งิ ต้ังใหมถ ูกแตง ตั้งไปประจาํ มณฑลเทศาภิบาล เปน
ผูแทนของพระมหากษัตริยคอยกาํ กับเร่ืองการปกครองในจังหวัดตาง ๆ

๓๗ กรมศิลปากร, กองจดหมายเหตุแหงชาติ, จดหมายเหตุการณอนุรักษกรุงรัตนโกสินทร
(กรุงเทพมหานคร : สหประชาพาณชิ ย, ๒๕๒๕), หนา ๓๓.

๒๓

พระองคย ังไดทรงจัดตั้งกองเสือปา ซ่ึงเปนองคการกําลังกึ่งทหารของสยามที่มีการผสมรวม
"คณุ ลกั ษณะท่ีดี" เขาเพือ่ สง เสริมอดุ มการณของชาติ พระองคยงั ทรงจัดตั้งสาขาเยาวชนซ่ึงดํารงมาถึง
ปจ จุบันเปนคณะลูกเสือแหงชาติ พระองคทรงใชเวลามากในการพัฒนาขบวนการดังกลาว ดวยทรง
เหน็ วา เปน โอกาสทีจ่ ะสรางพันธะระหวา งพระองคก ับพลเมอื งทีจ่ งรกั ภักดี เหลา อาสาสมคั รที่ต้ังใจสละ
ชพี เพ่อื ชาตแิ ละพระมหากษัตรยิ  นอกจากน้ียังเปน หนทางหนึ่งท่ีพระองคจะเลือกและใหเกียรติแกผูที่
พระองคโปรด ขบวนการกง่ึ ทหารดังกลาวนี้สวนใหญหายไปเมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๗๐ แตมีการฟนฟูและวิ
วัฒนามาเปนกองอาสารักษาดินแดน หรือเรยี ก ลกู เสอื ชาวบา น

รูปแบบรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวแตกตางจากรัฐบาลในพระราช
ชนก ชว งตนรชั กาลที่ ๖ พระมหากษัตริยใชคณะของพระราชชนกและกจิ วัตรประจําวันของรัฐบาลยัง
ไมมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ฉะนั้นกิจการประจําวันท่ีกําลังดําเนินอยูสวนมากจึงอยูในมือของผูมี
ประสบการณและความสามารถ ซึง่ บคุ คลเหลานไ้ี ดทําใหสยามกาวหนา เชน การพัฒนาแผนแหงชาติ
ใหการศึกษาแกป ระชากรทง้ั หมด การจัดต้งั คลินกิ ที่มกี ารฉีดวคั ซีนปอ งกันโรคฝด าษฟรี และการขยาย
ทางรถไฟอยา งตอ เนอ่ื ง

อยางไรกด็ ี ตาํ แหนง อาวุโสคอ ย ๆ ถูกแทนทีด่ ว ยพรรคพวกของพระมหากษัตริย เมื่อถึง พ.ศ.
๒๔๕๘ คณะรัฐมนตรีครง่ึ หนึ่งเปนหนา ใหม ทโี่ ดดเดนเห็นจะเปน การเขามาของเจาพระยายมราช (ปน
สุขุม) แทนสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพในตําแหนงเสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพลาออกจากตําแหนงดวยเหตุผลอยางเปนทางการวา
สุขภาพไมดี แตอันทีจ่ ริงเปนเพราะการไมลงรอยกบั พระมหากษตั รยิ 

หลังจากน้นั มาไมนานก็เกดิ การเปลีย่ นแปลงครงั้ ใหญข้ึนเมื่อวันท่ี ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
ซึ่งมีผลทําใหราชอาณาจักรสยามเปล่ียนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยไปเปน
ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเปนระบอบประชาธิปไตยแบบ
รฐั สภา เกิดข้นึ จากคณะนายทหารและพลเรือนที่ประกอบกัน เรียกตนเองวา "คณะราษฎร" โดยเปน
ผลพวงจากการเปล่ียนแปลงทางประวตั ิศาสตรโลก ตลอดจนการเปล่ียนแปลงทางสังคมและการเมือง
ภายในประเทศ การปฏวิ ัตดิ ังกลาวทําใหประเทศสยามมีรฐั ธรรมนญู ฉบับแรก

การปฏิวัติดังกลาวมีผลกระทบใหญหลวงตอสถาบันพระมหากษัตริยไทย เนื่องจาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงถูกจํากัดพระราชอํานาจและเอกสิทธ์ิท่ีมีมาแตโบราณ แม
จะทรงไดรับถอยคําที่อบอุนและเปนมิตร แตพระองคก็ยังทรงอยูในความหวาดกลัวและทรงวิตกวา
การเผชิญหนา ระหวางพระองคกับคณะราษฎรในภายภาคหนาจะทําใหพระองคและสมเด็จพระนาง
เจาราํ ไพพรรณี พระบรมราชินจี ะทรงไดรบั อนั ตราย เมื่อปลายป พ.ศ. ๒๔๗๕ พระองคทรงมีลายพระ
หัตถเลขาถึงพระนัดดา พระเจาวรวงศเธอ พระองคเจาจุลจักรพงษ เก่ียวกับการตัดสินพระทัยเสด็จ
กลบั กรงุ เทพมหานครวา "... เราท้ังหมดตางก็คอ นขา งรูดีวาเราอาจกาํ ลงั จะตาย"37๓๘ บทบาทท่ีไมมั่นคง

๓๘ Chakrabongse, HRH Chula, Prince of Thailand . Twain Have Met: An Eastern Prince
Came West. (United Kingdom : G.T. Foulis & Co. Ltd.), p. 161.

๒๔

ของพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญและความไมพอใจตอการยึดอํานาจของพระยาพหลพล
พยุหเสนาลงเอยดวยรัฐประหารซอน ท่ีเรียกวา กบฏบวรเดช ซึ่งประกอบดวยกลุมนิยมเจาในเดือน
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ นําโดย พระวรวงศเธอ พระองคเจาบวรเดช และเจานายอีกหลายพระองคท่ี
สูญเสียอิทธิพลและตําแหนงไปยังถาวรเนื่องจากการปฏิวัติและคณะราษฎร กบฏดังกลาวลมเหลว
และแมจะไมมีหลักฐานวา พระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจาอยูห ัวทรงเขาแทรกแซง แตการวางพระองค
เปนกลางและการตัดสินพระทัยท่ีไมเด็ดขาดระหวางความขัดแยงชวงสั้น ๆ นี้ทําใหพระองคสูญเสีย
ความเชื่อมั่นและบารมี ทําใหสามปหลังการปฏิวัติ พระองคทรงสละราชสมบัติและเสด็จออกนอก
ประเทศโดยไมเ สด็จกลบั มาอกี เลย38๓๙

๑.๓.๕ สมยั เปลยี่ นแปลงการปกครองถึงปจ จุบัน
หลังการปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ในชวงที่พระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๗ ข้ึนครองราชยน้ันสังคมไทยไดกาวสูความเปนอารยะตามแบบ
ตะวันตก โดยเฉพาะอยางย่ิงความเจริญท่ีปรากฏอยูในรูปของวัตถุไมวาจะเปนถนนหนทาง รถไฟ
ไฟฟา ประปา เข่ือนชลประทาน โรงพยาบาล ระบบการสื่อสารคมนาคม ท่ีทําการรัฐบาล หางราน
และตึกรามบานชอง ตลอดจนเครื่องใชอันทันสมัย อันมีเจานายและชนช้ันสูงเปนผูนําการ
เปล่ียนแปลง สวนชาวบานสามัญชนเปนผูตาม นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงในขนบธรรมเนียม
บางอยางเพ่ือใหสอดคลองกับการปกครองระบบใหม ทั้งน้ีเพราะรัฐบาลตองติดตอกับชาติอื่น ๆ ทั่ว
โลก จึงตองปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไทยใหเปนสากลและสอดคลองกับความเปนไปของโลก
แตใ หคงเอกลกั ษณของความเปนไทยไวที่เดนชัดในสมัยนั้นก็คือเรื่องการแตงกายในสมัย จอมพล ป.
พิบูลสงคราม เปน นายกรัฐมนตรี ( พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๗ ) ไดมีบัญญัติเรียกวา “รัฐนิยม” ซึ่งเปน
การปลุกระดมอยางรุนแรง ซึ่งแสดงนโยบายของประเทศวาตองการใหประชาชนคนไทยรักหวงแหน
และภมู ิใจในความเปนไทย เชน ใหขา ราชการแตงเคร่ืองแบบตามท่ีกําหนด หามสวมกางเกงแพร ให
ทกั ทายกนั ดวยคําวา “สวัสดี” หา มกินหมาก ใหสวมหมวกทุกคร้ังที่ออกจากบาน ใชคําขวัญปลุกใจ
ทุกเชากอนเรยี น การยกเลกิ บรรดาศกั ดโิ์ ดยใหใ ชเ พียงชอื่ สกุล เหมือนคนทว่ั ไป การเคารพธงชาติและ
เพลงสรรเสรญิ พระบารมใี นโรงมหรสพ39๔๐
ในปจจบุ นั สังคมไทยเปนสังคมทนุ นยิ มทท่ี ั้งเศรษฐกจิ การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม
ถูกครอบงาํ โดยกลุมทนุ ใหญผกู ขาดไทยและกลมุ ทนุ ครอบโลก ไมเ ปนอิสระ ไมเปนตัวของตัวเอง และ
พ่ึงตนเองไมได สําหรับศักดินาแมไมดํารงเปนระบอบเศรษฐกิจในสังคมไทยปจจุบัน และชนชั้นสูง
(หรือเจาที่ดินใหญ)ในระบอบศักดินาที่ไดสะสมทรัพยสินเงินทุนจํานวนมากจากสังคมศักดินาก็ได
ปรบั ตวั กลายเปนกลุมทนุ ใหญห รือกลุมทนุ ใหญผกู ขาด เขา รวมอยูใ นขบวนแถวของชนช้ันนายทุนใหญ
ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไปแลว แตสิ่งตกทอดจากระบอบศักดินาก็ยังมีอิทธิพลอยูไมนอยในดาน

๓๙ Stowe, Judith. Siam Becomes Thailand: A Story of Intrigue. (United Kingdom : C.
Hurst & Co. Publishers.), P.71.

๔๐ http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/6-6/2475tonow.htm [๑๒
ส.ค. ๒๕๕๙].

๒๕

การเมือง การปกครอง วฒั นธรรม และรูปการจิตสํานึกของสังคม หรือกลาวไดวา ลักษณะสังคมไทย
เปน สังคมทนุ นิยมผกู ขาดลา หลงั ท่เี ปนบริวารของทุนนิยมครอบโลกซึ่งยังมีอิทธิพลแบบศักดินาดํารง
อยู

๑.๔ ลักษณะโครงสรางทางสังคมของสังคมไทย

จากหวั ขอ ท่ีผา นมาเราไดศกึ ษาเกี่ยวกับความเปนมาของชนชาติไทยและสังคมไทยในยุคตาง
ๆ ซึ่งพบวาประเทศไทยเราน้ันกําเนิดข้ึนมานานมากแลวและในขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการตามยุค
สมยั มาเรอื่ ย ๆ สังคมไทยเปนสังคมท่ีมีโครงสรางทางสังคมเชนเดียวกับโครงสรางทางสังคมทั่วไปใน
เร่ืองของกลุมสังคมและสถาบันสังคม การท่ีสังคมไทยมีการเปล่ียนแปลงมาโดยตลอด ท้ังที่เปนการ
เปลี่ยนแปลงแบบไมม แี บบแผนและมีแบบแผนกอ ใหเกิดท้ังผลดีและผลเสียขึ้นในสังคมไทย ในแงของ
ผลเสีย พบวา กระบวนการของความเปล่ียนแปลงดังกลาวกอใหเกิดปญหาในสังคมไทยมากมาย
จาํ เปน อยางย่ิงท่ีสมาชกิ ทกุ คนในสงั คมไทยตอ งใหค วามรวมมือ ในการรวมแกไ ขปญหา

๑.๔.๑ ความหมายของโครงสรา งทางสงั คม
โครงสรางทางสังคม หมายถึง สวนตาง ๆ ที่ประกอบกันเปนระบบความสัมพันธของสังคม
มนุษย สวนประกอบดังกลาวจะตองเปนเคาโครงที่ปรากฏในสังคมมนุษยทุก ๆ สังคม แมวาจะมี
รายละเอียดปลีกยอยแตกตางกนั ไปในแตละสังคมก็ตาม
โครงสรางสงั คมประกอบดว ย

๑. กลุมสังคม
๒. สถาบนั ทางสังคม
๓. สถานภาพและบทบาทในสงั คม
๔. บรรทัดฐานทางสงั คม
๑.๔.๒ โครงสรา งของสังคมไทย
ถากลาวถึงโครงสรางของสังคมไทยเราสามารถที่จะจําแนกโครงสรางที่วานี้ออกเปน ๒
ประการหลกั ๆ กค็ ือ สงั คมเมอื งกบั สังคมชนบท ดังนี้
๑. สงั คมชนบท
สังคมชนบท เปนเขตพ้ืนท่ีท่ีพนจากตัวเมืองออกไปหรืออาจเปนพ้ืนท่ีท่ีอยูนอกเขตเทศบาล
เปนเขตท่ีมีความเจริญทางดานวัตถุนอย มีการรวมกลุมอยางไมเปนทางการ ประชากรสวนใหญ
ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมง เลี้ยงสัตว หนวยทางสังคมของชุมชนชนบท หมายถึง หมูบาน
ซง่ึ หมูบานหมหู น่งึ อาจมีจาํ นวนประชากรประมาณ ๒๐ ครวั เรอื น ถงึ ๑๐๐ ครวั เรือนก็ได
สังคมชนบทมีลักษณะเปนครอบครัวขนาดใหญ ( ครอบครัวขยาย ) สมาชิกในครอบครัวมัก
ชวยกันทํางานเพ่ือผลิตอาหาร ชาวชนบททํางานเปนฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดม่ันใน
ขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาอยางเครงครัด วัดเปนศูนยกลางรวมจิตใจของชาวชนบท รวมทั้งใช

๒๖

ประกอบกิจกรรม พิธกี รรมตางๆ และใชดานการศกึ ษา สภาพสังคมชนบทในปจจุบันทําใหเกิดปญหา
๒ ประการ คือ

- ปญหาทางสังคมซง่ึ ชาวชนบทตอ งประสบ เชน ปญ หาความยากจน ปญ หาเศรษฐกิจ
- ปญหาทางวฒั นธรรม ปจ จบุ นั ชาวชนบทไดรบั วทิ ยาการสมัยใหมตา งๆ ซ่ึงมีอิทธิพลตอ
ชาวชนบทเปนอนั มาก เชน เคร่ืองจกั รทนุ แรงสาํ หรบั การประกอบอาชีพ อปุ กรณท่ที าํ ใหก ารดํารงชีวิต
ไดร ับความสะดวกสบายขึ้น อนั สงผลทําใหตนทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความส้ินเปลืองมากขึ้นตามไป
ดว ย
ลักษณะทวั่ ไปของสังคมชนบท
สังคมไทยเปนสังคมเกษตรเพราะประชากรสวนใหญของประเทศประกอบอาชีพทางการ
เกษตร ดังนนั้ สงั คมชนบทจงึ จดั ไดวา เปนโครงสรางท่ีสําคัญที่สุดของสังคมไทย ลักษณะท่ัวไปของ
สังคมชนบทจะมลี ักษณะ ดงั นี้
๑. ครอบครัวเปน หนวยสาํ คญั ของเศรษฐกิจ เปน ท้ังหนว ยการผลิตและหนวยบริโภค สิ่งของ
เครื่องใชและอาหารจะผลิตขึ้นใชเอง และยังมีดภาระหนาท่ีอ่ืน ๆ เชน ถายทอดความรูทางอาชีพ
อบรมส่ังสอนเร่ืองคณุ ธรรมใหแกส มาชกิ ในครอบครวั เปนตน
๒. สมาชิกของครอบครัวมีความสัมพันธกันอยางแนนแฟน สมาชิกในชุมชนจะให
ความสําคัญในเรอ่ื งความเปนมิตรตอเพื่อนบาน มีการติดตอกันแบบเปนกันเอง เอ้ือเฟอและจริงใจ
ตอกัน
๓. ลกั ษณะของครอบครัวเปน แบบครอบครวั ขยาย สมาชกิ ประกอบดวยหลาย ๆ ครอบครัว
ซึง่ เปน เครอื ญาตกิ นั มาอยรู วมในครวั เรือนเดียวกนั หรือบรเิ วณใกลเคยี งกัน
๔. วดั เปน สถานที่สําคัญในการประกอบกิจกรรมตาง ๆ ทางศาสนาเปนแหลงสําคัญในการ
ใหการศึกษาและอบรมบมนิสัยแกประชาชน คานิยมในเร่ืองคุณความดีทางศาสนาเปนตัวควบคุม
ความประพฤตขิ องคนในชมุ ชน
๕. ชาวชนบทสวนใหญยดึ ม่นั อยกู ันประเพณีเดิมเปน อยางดี ไมคอยยอมรบั การเปล่ียนแปลง
๖. ชาวชนบทจะพึ่งส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติและอยูใกลชิดกับธรรมชาติ ทําใหผูกพันกับ
ความเชอ่ื ในสง่ิ ศักด์ิสทิ ธิ์ ไสยศาสตร โชคลาง หรอื ส่งิ ที่อยเู หนือธรรมชาติ
๗. ชาวชนบทสว นใหญจะยดึ ม่นั ในหลักธรรมคําสอนทางศาสนาและเขารวมพิธีกรรมตาง ๆ
อยางพรอมเพรียงกัน เชน งานบวช งานศพ และงานบุญตาง ๆ
๘. ความหนาแนนของประชากรตอพืน้ ที่ต่ํามากเม่อื เทียบกับความหนาแนนของประชากร

๒. สังคมเมอื ง

๒๗

สงั คมเมอื ง หมายถงึ บรเิ วณทีม่ ีประชากรอาศยั อยรู วมกันเปนจาํ นวนมาก เปนศูนยกลางของ
ความเจรญิ ตา งๆ การคมนาคมสะดวก ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย ความสัมพันธของคนใน
สงั คมเมืองเปนไปอยางมีระเบียบแบบแผน โดยมากมกั จะติดตอกันดวยตําแหนงหนาท่ีการงาน ความ
จริงใจที่มีตอ กันนอ ยมาก ความสมั พันธข องชาวเมืองมีการจดั ตงั้ เปน กลุมตางๆ

สงั คมเมอื งมีลกั ษณะเปนครอบครัวขนาดเล็ก ( ครอบครัวเด่ียว ) สมาชิกในครอบครัวมักจะ
ประกอบอาชีพแตกตา งกัน วดั เปนเพียงแหลง ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเทาน้ัน ไมไดเปนศูนยรวม
จติ ใจเหมือนกับสังคมชนบทพฤติกรรมของชาวเมืองจะยึดกฎหมายเปนหลัก เศรษฐกิจในสังคมเมือง
จะมีความยุง ยากมาก

สังคมเมืองเมอื ง จดั วาเปนศนู ยกลางความเจรญิ และมคี วามเส่ือมรวมอยูดวย เมืองเปนสถาน
ทีต่ ้ังถิ่นฐานอันถาวร หนาแนน ดวยประชากร และเปนที่รวมของผูค นท่ีมีความ แตกตางทางพื้นเพโดย
ชุมชนเมอื งมักอยูในเขตเมืองหรอื เทศบาล

ลักษณะทัว่ ไปของสังคมเมอื ง
๑. ลักษณะความสมั พนั ธท ม่ี ตี อ กันของบุคคลในเมอื ง มกั จะตดิ ตอ กนั ดว ยตาํ แหนงหนาท่ีการ
งาน โดยคาํ นึงถึงผลประโยชนตอบแทนจากความสัมพนั ธน น้ั
๒. ความผูกพันในครอบครัวมีนอย มีลักษณะเปนครอบครัวเด่ียวโดยเฉพาะอยางย่ิงความ
ผูกพนั กับเพอ่ื นบา นมนี อยลง ท้งั นเ้ี พราะความจําเปน ทางเศรษฐกิจและการที่ตองแขงขันแยงชิงกันใน
การดาํ รงชีวิต
๓. อาชีพของชาวเมอื งมีความแตกตางกนั มาก งานสวนใหญเปนงานเกี่ยวกับการบริการหรือ
งานที่ตอ งอาศัยความชํานาญพิเศษ การประกอบอาชีพเปนไปตามความสามารถเฉพาะของบคุ คล
๔. สภาพแวดลอมสวนใหญจะเปนอาคารบานเรือน และถนนหนทาง ชีวิตผูคนไมคอยมี
ความผกู พันกับธรรมชาติ
๕. เปนสังคมท่ีเนนวัตถุนิยม และความทันสมัยแบบตะวันตก ทําใหไมคอยมีความ
เอ้ือเฟอ เผื่อแผ การชวยเหลอื พึ่งพาอาศัยกันมนี อ ย เพราะมีสิง่ อํานวยความสะดวกอยรู อบตวั
๖. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเปนไปอยางรวดเร็ว เนื่องจากความเจริญกาวหนาทาง
วิทยาศาสตร และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทําใหชาวเมืองสรางสรรคสิ่งใหม ๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลง
อยา งตอ เนอื่ ง
๗. เปนศูนยรวมของธุรกิจการคาขาย การศึกษา การปกครอง ตลอดจนการคมนาคมขนสง
การสอื่ สาร และการบริหารตาง ๆ ทง้ั องคก รในภาครัฐและเอกชน

๒๘

๑.๕ ระบบความเชอื่ ของสังคมไทย

๑.๕.๑ ความหมายของความเช่ือ
ความเชื่อ หมายถงึ เชอื่ สงิ่ ที่ควรเชอ่ื ความเชอ่ื ทป่ี ระกอบดวยเหตุผล ความม่ันใจในความจริง
ความดสี ่งิ ทด่ี ีงามและในการทาํ ความดไี มล ไู หลตื่นตูม ไปตามลักษณะอาการภายนอก40๔๑
พจนานุกรมศพั ทปรัชญา ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน ใหความหมายของความเชอ่ื ไววา ความเชื่อ
หมายถึง การยอมรบั วา ส่งิ ใดสง่ิ หน่งึ เปนความจรงิ หรอื มกี ารดํารงอยูจริง โดยอาศัยประสบการณตรง
การไตรต รอง หรือการอนมุ าน41๔๒
โดยสรุป ความเชือ่ คอื การยอมรับวาสิ่งใดสิ่งหน่ึงเปนความจริงหรือเปนสิ่งท่ีเราไวใจ ความ
จริงหรือความไววางใจที่เปนรูปของความเช่ือน้ัน ไมจําเปนวาจะตองเปนความจริงท่ีตรงตามหลัก
เหตุผลหรือหลักวิทยาศาสตรใดๆ คนที่เชื่อในฤกษยามก็จะถือวา วันเวลาการโคจรของดวงดาวจะ
กอใหเกิดผลตอตวั มนษุ ย คนทเ่ี ชือ่ เคร่อื งรางของขลังก็จะมีความยดึ มน่ั วา เครื่องรางของขลังใหคุณให
โทษแกตนไดจริง ตัวอยางของความเชื่อ ไดแก ไสยศาสตร โหราศาสตร โชคลาง ของขลัง ผีสาง
นางไม ความเชอื่ อาํ นาจลึกลับ ส่ิงศกั ดส์ิ ิทธิ์ อิทธฤิ ทธ์ิปาฏิหาริย เหลานีเ้ ปนตน
๑.๕.๒ ประเภทของความเชอ่ื
ความเช่ือของมนุษยม ีอยมู ากมาย แตละภูมิภาคอาจจะมีสวนที่คลายคลึงกันและแตกตางกัน
ไปบา ง อยางไรกต็ าม เราสามารถแบง ออกไดเปน ๒ ประเภทใหญๆ คอื
๑. ความเชื่อท่ัว ๆ ไป หรือความเช่ือธรรมดา (beliefs) ซึ่งคนสวนใหญจะมีอยู สามารถ
แบงยอ ยออกไปไดด ังน้ี

๑.๑ ความเชื่อปรากฏการณธรรมชาติ ไดจากการที่มนุษยในสมัยแรกๆ อาศัย
ธรรมชาติเปนอยู เมือ่ ฝนตก ฟารอง กก็ ลวั บางทเี กิดฟาผาลงมาตนไดรับอันตรายก็เขาใจวาธรรมชาติ
ลงโทษเพราะพระเจาทานพิโรธ เมื่อนํ้าทวมใหญหรือฝนแลง ก็วาพระเจาลงโทษ จึงหาวิธีกราบไหว
ออนวอนมใิ หทา นลงโทษ เปน ตน

๑.๒ ความเช่ือเก่ียวกับยากลางบาน ความเช่ือในเรื่องน้ีเกิดข้ึนเมื่อมนุษยเจ็บปวย
ไมส ามารถประกอบอาชีพ ก็หาหยูกยาอนั เปน สมุนไพรมารักษาหายบางไมหายบางเพราะยาออกฤทธ์ิ
ชา เชน คนปากเปนนกกระจอกก็เอาเปลอื กแคมาเค้ียว เปน ตาแดงใหเคยี้ วกระเทยี มเปา ทีต่ า เปนตน

๑.๓ ความเช่อื เกี่ยวกบั ฤกษยาม นมิ ิต ฝน การประกอบพธิ ตี า งๆ ถือวาเปนส่ิงสําคัญ
เพ่ือเปน สิรมิ งคลแกตวั เองตอ ไปภายหนา เชน ขึน้ บานใหมก ็หาฤกษย าม จะเดินทางไกลไปคาขายก็หา

๔๑ พระธรรมปฎ ก ป.อ.ปยตุ ฺโต, พจนานุกรมพทุ ธศาสนฉบับประมวลศัพท, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หนา ๓๒๓.

๔๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทปรัชญา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพมหานคร :
ราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๔๘), หนา ๑๒.

๒๙

ฤกษยาม ออกเดินทางทิศใดจึงจะดี สวนความฝนหรือนิมิตน้ัน เช่ือกันวามีสวนของความจริง ทําให
บางคนถอื เอามาเปน ภาระในการกระทําตางๆ ถาฝนดีก็หวังวาจะโชคดีมีสุข หากฝนรายก็จะหาวิธีปด
เปา โดยแกฝน ตามแมน้าํ บา ง ทางสแี่ พรง บา ง เปนตน

๑.๔ ความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะของคนและสัตว มนุษยไดคลุกคลีอยูดวยกันเปน
เวลานาน ยอมจะนําเอาลักษณะที่ดีดวยของกันและกันมาพิจารณา แลวสรุปเอาวานาจะเปนอยางน้ี
นาจะเปนอยางน้ัน แลวบอกเลาสืบตอกันมา เชน บอกวาคนท่ีหนากรอ คอสั้น หามคบ หรือหญิงท่ี
เดนิ กางแขนเหมอื นชาย เปนสตรีโทษ หา มแตง งานดวย กรณีเก่ียวกบั สตั ว เชน ควายทจ่ี ะนํามาใชงาน
ตองดขู วญั วาท่ตี วั มีกี่ขวญั ถา มไี มค รบตามลักษณะทกี่ าํ หนดถอื วา ไมด ี เปนตน

๑.๕ ความเช่ืออันเน่ืองมาแตศาสนา แตละศาสนาสอนใหคนเชื่อดวยวิธีตางๆ กัน
แตจุดหมายปลายทางคือความสุขในชีวิตเชนเดียวกัน เชน ศาสนาคริสต สอนใหรักเพื่อนมนุษย
ผูก ระทาํ ผดิ มกี ารสารภาพบาปตอพระเจาจะหมดบาปได ศาสนาพทุ ธสอนใหเช่ือในการกระทําและผล
ของการกระทํา เปน ตน

๑.๖ ความเช่อื เก่ยี วกบั ประเพณี แตละภูมิภาคมีประเพณีมากมาย เพราะความเช่ือ
ของแตละทองถนิ่ มีอยางนั้น มีการประกอบพิธตี ามความเชอ่ื ในประเพณีอยดู ว ย เชน ประเพณีชิงเปรต
ในภาคใต ประเพณีทาํ บญุ คณู ลานในอีสาน ประเพณีสงกรานต เปนตน

๑.๗ ความเชื่อเก่ียวกับ นรก สวรรค ชาติ ภพ เปนความเชื่อของมนุษยที่มีมานาน
แลว วาการทําไมด จี ะตกนรก ถกู ยมบาลทรมาน ถาทําดีจะมสี ขุ ขน้ึ สวรรค เชอื่ วา ตายแลวไปเกิดในชาติ
หนา ตอ ๆ ไป เปนความเชื่อทเ่ี นื่องมาจากศาสนาเชน กนั เปน ความฉลาดของคนโบราณที่ใชอุบายสอน
คนเพือ่ ใหเ ปนคนดี มคี วามหวังในชีวติ

๒. ความเช่ือท่ีแฝงไวดวยความกลัว หรือความเช่ือทางไสยศาสตร (superstition) ไสย
ศาสตร คือ การเชื่อถือโดยรูสึกเกรงขามหรือกลัวในสิ่งท่ีเขาใจวาอยูเหนือธรรมชาติหรือในส่ิงลึกลับ
อันไมสามารถจะทราบดว ยเหตผุ ลตามหลักวทิ ยาศาสตร และสิ่งน้ันอาจจะใหดีหรือรายแกผูท่ีเชื่อถือก็
ได

๒.๑ วิญญาณ ตามหลกั พุทธศาสนาถอื วา วญิ ญาณเปน นามธรรมท่ีมลี ักษณะคลายๆ
กบั พลงั งานทางวัตถุ หากแตว าเปน พลังงานทางดานนามธรรม มกี ารเกิดดับอยตู ลอดเวลา อํานาจการ
บนั ดาลของวญิ ญาณทําใหเกดิ โอปปาติกะ (สตั วท ี่ผุดขนึ้ ) ซง่ึ อาจเปนเทวดา สตั วน รกหรือเปรตกไ็ ด

๒.๒ ผีสางเทวดา คนไทยมีความเชื่อเร่ืองผีวามีอยูมากมายหลายชนิด ท้ังที่ใหคุณ
และใหโทษ ผีใหค ณุ ทไ่ี ดร ับการยกยองบชู าและเซน ไหว ไดแก ผีเรือน ผบี าน พระภมู ิ เจาพอหลักเมือง
ปูเจา สมิงพราย และปโู สมเฝา ทรัพย สว นผที ใี่ หโทษกม็ ีอยูไมนอย แตคนไทย ก็มีวิธีเซนไหวขอรองมิให
ผมี าทําอันตราย

๒.๓ เครอื่ งรางของขลัง ของขลัง (fetish) หมายถึง ส่ิงของเฉพาะอยางซ่ึงมีอํานาจ
สิงอยู ผูใดนําของขลงั ผกู เขา กบั เสนเชือกแขวนคอเอาไวจ ะเกิดความอบอุน ใจ มัน่ ใจในตนเอง และกลา
ท่จี ะออกไปเสย่ี งภยั แตถ า ของขลังช้ินน้นั ไมไดผลก็จะทงิ้ ไปแลว พยายามหาอนั ใหมม าทดแทนได

๓๐

คนไทยมีการนับถือเครื่องรางมาแตโบราณ สังเกตไดจากหนังสือวรรณคดีตางๆ ซึ่งมักจะมี
การกลา วถึงเคร่ืองรางของขลังเสมอ ดว ยคดิ วา เคร่อื งรางของขลังสามารถจะปองกันภยันตรายทั้งปวง
และท่สี าํ คญั ท่ีสุด คือ ทําใหเกดิ กาํ ลังใจวามีบางส่ิงบางอยางที่ชวยตนได เครื่องรางของขลังจึงเปนเร่ือง
ทเี่ กย่ี วกับจติ ใจ ซ่ึงกลายเปน สง่ิ จําเปน สาํ หรบั ผูท่ีศรทั ธา

๑.๕.๓ ความเชอ่ื ของสังคมไทย
ระบบความเชือ่ ยอ มรวมถึงศาสนา และความเชอื่ ในลทั ธิตางๆ ศาสนา ในความหมายกวาง ๆ
คือการบวงสรวงบูชาหรือการสรางสัมพันธภาพอันดีระหวางมนุษยกับอํานาจศักด์ิสิทธ์ิท้ังหลาย ซึ่ง
มนุษยเช่ือวาสามารถควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือวิถีทางของธรรมชาติและวิถีชีวิตของมนุษย ศาสนา
ตามทัศนะทางมานุษยวิทยาจึงบงบอกนัยถึงการขยายความสัมพันธทางสังคมของมนุษยออกไปสู
ความสัมพันธกับส่ิงศักด์ิสิทธิ์ซึ่งมีอํานาจเหนือมนุษยและธรรมชาติ ดังน้ันศาสนาและความเช่ือทาง
ศาสนาจึงเปนสิ่งสากลทเ่ี ราพบเหน็ ไดในทุกสังคมตลอดมาทุกยุคทุกสมัย42๔๓
ศาสนาอาจจดั วาเปนวัฒนธรรมทางนามธรรมทีม่ ผี ลตอ การสรางวัฒนธรรมทางรูปธรรม การ
ทําความเขาใจศาสนาเช่ือมโยงกับวัฒนธรรมจึงเปนส่ิงที่หลีกเล่ียงไดยาก แรกเริ่มทีเดียวศาสนาและ
ความเชื่อถอื กําเนิดจากความกลวั ความตอ งการความมั่นคงทางจติ ใจ และความสงสยั ในปรากฏการณ
ตาง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวมนุษย ในสมัยโบราณ มนุษยดําเนินชีวิตในทามกลางปรากฏการณทาง
ธรรมชาตทิ ีม่ นษุ ยไมสามารถเขาใจได ไมวาจะเปนความมืด ความสวาง ความรอน ความหนาว พายุ
ฝน ฟารอง ฟาผา ภาวะเกิด แก เจ็บ ตาย ฯลฯ ทําใหเกิดความกลัวและเช่ือวาตองมีส่ิงศักดิ์สิทธ์ิที่มี
อาํ นาจล้ีลบั อยเู หนือปรากฏการณเหลานี้ซึ่งสามารถบันดาลคุณและโทษแกมนุษยได ฉะน้ันมนุษยจึง
พยายามหาวิธกี ารออ นวอนเอาใจหรอื ตอรองกบั อํานาจลึกลับของธรรมชาตดิ วยการบูชา บนบานหรือ
เซนไหว
หากจะกลาวถึงระบบความเชื่อของสังคมไทยเราก็ควรพิจารณาจากการศึกษาเชิง
ประวัติศาสตรซ่ึงเราไดอภิปรายกันมาแลวในหัวขอที่ผาน ๆ มา จากการศึกษาขอมูลเหลานั้นพอจะ
สรุปความเชื่อของคนไทยต้ังแตอดีตจนกระทั่งถึงปจจุบันได ซ่ึงระบบความเชื่อของสังคมไทยที่วานี้
ประกอบไปดวย ความเช่ือเรื่องผี ความเชื่อเก่ียวกับศาสนาพราหมณและความเช่ือทาง
พระพุทธศาสนาดังน้ี
๑. ความเชื่อเรื่องผี
หรือที่เราใชคําวาไสยศาสตร (ไสยะ = ความหลับไหล มัวเมา ตรงขามกับคําวา พุทธะ
หมายถึง ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน) เปนความเช่ือด้ังเดิมของชนชาติไทยท่ีมีมากอนศาสนาพราหมณและ
กอนท่ีพุทธศาสนาจะเผยแผเขามาในดินแดนแถบน้ี ผีในความเช่ือของชาวไทยนาจะแบงทําความ
เขา ใจงา ย ๆ ออกเปน ประเภทตาง ๆ คอื

๔๓ ยศ สันตสมบัติ, มนุษยกับวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,
๒๕๓๗), หนา ๒๑๔.

๓๑

๑.๑ ผีทเ่ี ปนผูพ ิทกั ษร ักษาหรือเทวดาอารักษ เชน ผแี ถน ซึ่งชาวอีสานเชื่อกันวาเปน
ผูใหกําเนิดโลก เปนผูที่สามารถดลบันดาลใหฝนฟาตกและขาวปลาอุดมสมบูรณ นอกจากนั้นก็มีผีท่ี
เชื่อวาสิงสถิตตามธรรมชาติตาง ๆ เชน เจาปาเจาเขา เจาท่ีเจาทาง แมธรณี แมโพสพ รุกขเทวดา
นางไม และยังมีผีประจําสิ่งของเคร่ืองใชตาง ๆ เชน ผีเตา ผีนางดง ผีนางสาก เปนตน ความเช่ือ
เกี่ยวกับศาลหลักเมืองก็เชือ่ วาผเี ทพยดาท่ที าํ หนาท่ีปกปกรักษาบานเมือง ในชุมชนเล็ก ๆ ตามชนบท
มักมีหลักบานหรือใจบาน (หัวใจหรือศูนยกลางของบาน) มีสัญลักษณ (ตางรูปแบบกันไป) ท่ีเช่ือวา
ศักด์ิสิทธิ์ อยูกึ่งกลางชุมชน และใชเปนสถานที่ประกอบพิธีกรรมในหมูบานดวย ชุมชนบางแหงเมื่อ
เจรญิ ขึน้ เปน ตาํ บลเปน จังหวัด กจ็ ะมีศาลหลักเมืองเชน กนั ดงั เราไดเ ห็นอยูเกอื บทกุ จังหวดั

๑.๒ ผีบรรพบุรุษและผีวีรบุรุษ มนุษยเช่ือวา เมื่อญาติพี่นองตายไปแลว วิญญาณ
จะออกจากรางไปสูท่ีตาง ๆ บางก็ไปเกิดใหม บางก็ยังวนเวียนอยูในโลกมนุษย ผีเหลานี้คือผีบรรพ
บรุ ษุ หรอื ผปี ยู า ตายาย หรือบางทีกเ็ รยี ก ผีเรือน สวนผีวีรบุรุษนั้นคือบุคคล เม่ือยังมีชีวิต เปนคนดีที่มี
ความเกงกลา สามารถเปนพิเศษ เปนผูนํา เปน เจา เมืองหรือเปน ผูกอ ต้งั บา นเมอื งหรือนักรบซึ่งเมื่อตาย
ไปก็ยังมผี ูเคารพนบั ถืออยางเชน ผีเจาเมอื งของชาวไทยใหญในแมฮองสอน ยาโมของชาวโคราช พระ
ยาพิชัยดาบหักของชาวอุตรดิตถ เจาพอพญาแลของชาวชัยภูมิ หรือเจาแมล่ิมกอเหนี่ยวของชาว
ปตตานี ตลอดจนพระเจาตากสิน และรัชกาลท่ี 5 ที่มีผูนับถือกันอยางแพรหลายอยูในขณะนี้ ทั้งผี
บรรพบรุ ษุ และผวี รี บุรุษจัดวา เปน ผดี ีเพราะเปนผูค มุ ครองรักษาลกู หลานหรอื ชาวบานชาวเมืองใหอยู
เยน็ เปนสขุ นอกจากนแี้ ลวยงั คอยควบคมุ ใหล กู หลานหรือคนในหมูบานมิใหทําผิดขนบจารีตประเพณี
หากลูกหลานทําผิดประเพณีที่เรียกวา ขึด (ทางเหนือ) หรือขะลํา (ทางภาคอีสาน) อยางเชน พ่ีนอง
ทะเลาะวิวาทกัน หรือลูกสาวหลานสาวถูกผูชายแตะเนื้อตองตัว อยางที่เรียกวา ทําผิดผี คนใน
ครอบครวั กจ็ ะตองทําพิธขี อขมาตอ วิญญาณผปี ยู า หรอื ปตู า เปนตน

๒. ความเชื่อเกย่ี วกบั ศาสนาพราหมณ
ศาสนาพราหมณเขามาปะปนอยูในคติความเชื่อและวัฒนธรรมไทยหลายรูปแบบ โดยเขา
มายงั ประเทศไทยเมื่อใดนั้น ไมปรากฏระยะเวลาท่ีแนนอน นักประวัติศาสตรสวนมากสันนิษฐานวา
ศาสนาพราหมณน ้ี นาจะเขา มากอ น สมยั สุโขทัย โบราณสถานและรูปสลักเทพเจาเปนจํานวนมาก ได
แสดงใหเ ห็นถงึ อิทธพิ ลของศาสนา
ในดานวรรณคดี ไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อของศาสนาพราหมณ เชน ตําหรับทาวศรีจุฬา
ลักษณหรือนางนพมาศ หรอื แมแต ประเพณลี อยกระทง เพ่อื ขอขมาลาโทษพระแมคงคา ก็ไดอิทธิพล
มาจากศาสนาพราหมณเ ชน กนั
ในสมยั อยุธยา เปนสมยั ท่ศี าสนพราหมณเขามามีอิทธพิ ลทางวฒั นธรรมประเพณีเชนเดียวกับ
สโุ ขทัย พระมหากษตั ริยหลายพระองคท รงยอมรับพิธีกรรมท่ีมีศาสนาพราหมณ็เขามามีสวน เชน พิธี
แชงนํ้า พิธีทําน้าํ อภืเษกกอนข้ึนครองราชสมบัติ พิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีจองเปรียง พระราช
พธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวัญ พระราชพธิ ตี รยี ัมปวาย เปน ตน
โดยเฉพาะ สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงนับถือทางเทวศาสตรมาก ถึงขนาดทรงสราง
เทวรูปกุมดวยทองคําทรงเคร่ือง ลงยาราชาวดี สําหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองค ในพิธี

๓๒

ตรียมั ปวาย พระองคไ ดเ สด็จไปสงมหาเทพถึงเทวสถานทุก ๆ ป43๔๔ ความเชื่อทางศาสนาพราหมณใน
ประเทศไทย เชน

ความเชอื่ ในเทพเจา มเี ทพเจา หลายองคใ นศาสนาพราหมณที่กลายมาเปนท่ีเคารพนับถือของ
ชาวไทย เชน พระพรหมทีค่ นไทยนิยมไปกราบไหวบนบาน พระอิศวร พระพิฆเนศวร เทพแหงศิลปะ
หรือพระอินทร ซึ่งปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง อยางไรก็ตาม หากพิจารณาจากคุณ
ลักษณะเฉพาะของเทพแตละองค ตามตํานานเทวกําเนิดแลว ก็จะพบวาอุปนิสัยของเทพเหลานี้
สะทอ นถึงภาวะหมุนเวียนของโลก โดยเรม่ิ จากพระอศิ วร ซงึ่ มกั ใหพ รคนทบี่ าํ เพ็ญตบะแกกลา ผูไดรับ
พรกม็ ักลมื ตัวใชอิทธฤิ ทธิ์ กอ ความวุนวาย ความทุกขรอนแกสังคม จนพระนารายณ ตองลงมาปราบ
ดวยวิธลี า งโลกดว ยไฟประลัยกลั ป ตอ จากน้นั พระพรหม กจ็ ะสรา งโลกขนึ้ ใหมห มนุ เวียนไปเชนนี้

ความเช่ือในเรอื่ งเวทมนตค าถา ยันต ความเชื่อในโชคลาง และการดูฤกษยาม พิธีกรรมตาง ๆ
เชน พิธีโลชิงชา ซึ่งเปนพิธีกรรมตอนรับเทพเจาของพราหมณ พิธีแรกนาขวัญ พิธีดื่ม
นํา้ พระพพิ ัฒนส ตั ยา พิธีขอฝน พธิ ีสะเดาะเคราะห การตั้งศาลพระภูมิ ตลอดจนพิธีกรรมตาง ๆ ท่ีใช
นา้ํ เปนสวนประกอบสําคญั เชน การรดนํ้ามนต รดนํ้าสังขในพิธีแตงงาน การเจิมแปงกระแจะ เปนตน

๔๕

44

๓. ความเชือ่ ทางพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนา ซ่งึ วางรากฐานอยา งมัน่ คงและเปนทยี่ อมรับใหเปน ศาสนาประจําชาตไิ ทยมา
จนถึงปจจุบันนั้นไดเริ่มเผยแผเขามาต้ังแตคร้ังท่ีผูคนในดินแดนแถบนี้นับถือผีอยูกอนแลว และจาก
การทีพ่ ุทธศาสนามีความยืดหยุนสูงและมไิ ดม ีการบังคับใหเลิกเชื่อลัทธิอ่ืน ๆ รูปแบบของพุทธศาสนา
ที่ยึดถือปฏิบัติกันในสังคมไทยสวนใหญจึงมีลักษณะของความเชื่อเกี่ยวกับผีและไสยศาสตรซึ่งเปน
ความเช่ือที่มีอยูแตดั้งเดิม ตลอดจนพิธีกรรมและความเช่ือในศาสนาพราหมณผสมผสานอยูไมนอย
อยางเชน การนับถอื ในอทิ ธิฤทธ์ปิ าฏิหารยิ ข องพระเครอื่ ง การบนบานศาลกลาวตอพระพุทธรูปสําคัญ
ๆ อยางหลวงพอพระแกวมรกต หลวงพอโสธร ตลอดจนการท่ีพระสงฆบางรูปทําพิธีรดนํ้ามนต
(พราหมณ) พนน้ําหมากเพ่ือรักษาโรคภัยไขเจ็บหรือปดเสนียดรังควาน การเอยชื่อพระพุทธรูปองค
สําคัญโดยใชคํานําหนาวา “หลวงพอ” นั้น สะทอนใหเห็นถึงการดึงเอาพระพุทธรูปใหมาสัมพันธ
ใกลชิดกับมนุษยเพื่อความอบอุนใจ ม่ันคงทางใจยิ่งขึ้น นอกจากน้ีการทําบุญเลี้ยงพระมักจะตองจัด
“ขา วพระ” คอื ขาวปลาอาหารสํารับเล็ก ๆ เพ่ือถวายพระพุทธรปู ดว ย ซึ่งหากพิจารณาตามหลักพุทธ
ศาสนาแลว พระพุทธรูปคือตัวแทนของพระพุทธเจา ซ่ึงทรงหลุดพนจากโลกนี้แลวจึงยอมไมหิว ไม
กระหาย ไมหนาว ไมรอน การจัดของเซนไหว จึงเหมือนผสานเอาความเชื่อทางไสยศาสตรเขามา
เกยี่ วขอ งดวย
โดยเนื้อแทแลวศาสนาพุทธมิไดใหความสําคัญกับอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริยและอํานาจเหนือ
ธรรมชาติ แตเ นนการปฏิบัติทางศีลธรรมและการทําจิตใหบริสุทธิ์ โดยมีหลักทั่วไปคือ ทําความดี ละ

๔๔ http://www.siamganesh.com/hinduthailand.html [๑๔ ส.ค. ๒๕๕๙].
๔๕ http://www.baanjomyut.com/library/culture_faith/ [๑๔ ส.ค. ๒๕๕๙].

๓๓

เวน ความชัว่ ชําระจติ ใจใหส ะอาด และการฝกสมาธิจนกระทัง่ บรรลุถึง “วมิ ุตติ” คอื ความหลุดพนจาก
บวงกรรมทัง้ ปวง เมื่อพิจารณาถงึ ความเช่อื ทางพระพทุ ธศาสนาจาํ แนกไดด ังน้ี

๑) ความเชอ่ื เรอ่ื งบุญ กรรม เปน หลกั ของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลตอโลกทัศนของชาวอีสาน
ตามความเขาใจของคนอีสาน บุญ คือผลของการทําดีไดแกการประพฤติหรือการปฏิบัติตามฮีตคลอง
สวนกรรม คือผลของการทําช่ัว หรือการปฏิบัตินอกฮีต นอกคลองคนเกิดมาก็เพื่อใชบุญหรือกรรม
นน้ั เอง เรอื่ งบญุ กรรมนี้ปรากฏในวรรณกรรมอสี านหลายเรอ่ื ง เชน กาพยโอซาสอน ดงั ความวา

“กรรมและเวรสองเห็นบได ทาํ บาปไวเ หน็ งา ยทันที

ทาํ บุญดีใหท ่ชี าติอยู สองอยางน้ีอยูกับผทู ํา

กรรมและเวรอยูกบั ผหู ยาบ คอื อาบนํ้าวังขนุ มีตม”๔๖

เนื่องจากชาวอีสานเช่ือวาบุญกรรมจะตอบสนองและติดตามตัวคนไปทั้งในชาติอดีตชาติ
ปจจุบันและชาติหนา ชาวอีสานจึงใชโอกาสในชาติปจจุบันทําบุญสุนทานใหมากที่สุดเทาท่ีจะทําได
เพื่อผลบญุ จะไดตอบสนองในชาติหนาจึงเหน็ วา ชาวอสี านเปน นักวางแผนระยะยาวถงึ ชาติหนา

๒. ความเชื่อเกี่ยวกับงานประเพณีตาง ๆ งานบุญประเพณีตางๆ แสดงใหเห็นการ
ผสมผสานระหวางความเชอื่ ทั้งสาม เชน งานบุญบัง้ ไฟทางภาคอีสาน เปนพิธีกรรมขอฝนจากแถน ซ่ึง
เชอื่ วา เปนผูสรา งโลก และสามารถดลบันดาลใหเกิดฝนได พิธกี รรมน้เี รม่ิ จากวัด มีการนําบ้ังไฟไปไวท่ี
วัด มพี ธิ ี ซง่ึ พระสงฆ พราหมณ และชาวบานทํารวมกัน ซ่ึงโดยปกติแลว พระสงฆจะไมรวมพิธีกรรม
เก่ยี วกับผี แตม หี ลายหมูบา นทม่ี ีเรอื นผี และศาลพระภูมใิ นบรเิ วณวดั แตอ ยูนอกอุโบสถ ซึ่งถือวา เปน
สถานทศ่ี ักดสิ์ ทิ ธส์ิ ูงสดุ ทางพทุ ธศาสนา

๓. ความเช่ือเร่ืองพระศรีอาริย พระศรีอาริยเปนความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยเชื่อวา เม่ือ
สิ้นพุทธกาล ๕,๐๐๐ ปโลกจะมีแตความเลวรายท่ีสะสมกันมาเปนเวลานาน ผูคนระสํ่าระสาย
บา นเมืองตกอยูในภาวะมิคสัญญี (eschatogism) ครนั้ ส้ินสุดยคุ มคิ สัญญีแลว คนกจ็ ะหนั กลับมารักษา
คุณธรรมจรยิ ธรรม เม่อื ส้ินพุทธันดรก็จะมีผูมีบุญมาเกิด และตรัสรูเปนศาสดาของศาสนาพุทธน่ันคือ
พระศรีอารยิ ก ลาววา ยคุ นจี้ ะเปนยุคที่มีแตความอดุ มสมบูรณบานเมอื งอยเู ย็นเปน สุข

ความเชอื่ เรอ่ื งพระศรีอาริยมีปรากฏในวรรณกรรมอีสานหลายเร่ือง เชน กาพยปูสอนหลาน
ไดกลา วถงึ ยคุ พระศรีอารยิ ว า เมือ่ อายขุ องพระพุทธศาสนาไดหาพันปพระศรีอาริยเมตตรัยจะลงโปรด
โลกคนจะตง้ั ม่ันในศลี ธรรมกษัตริยจ ะเปน ผทู ีม่ คี ุณธรรมคนไมดีจะหมดไปดังความวา

“ศาสนา ลว งกายไปหนา

ตราบตอเทา เขาเขตหาพนั

พระเมตตรยั ลงมาผายโผด

๔๖ อภิศักด์ิ โสมอินทร, โลกทัศนอีสาน, (มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม,
๒๕๓๔) หนา ๑๒๓.

๓๔

คนปางนั้น ตงั้ อยใู นธรรม
กษัตรา บทาํ ใจบาป
พระผาบแพ มารฮา ยออ นโยน
โสมณา บดีมนี อย
คนถอ ยนั้น ยกั ษฆ า กินเสีย
ใผเปนเพยี เกดิ มาฮวมเจา
บุญแตเ คา ปางกอ นนาํ มา
ในโลกา คนเฮาบฮ าย”๔๗
ความเช่ือเรื่องพระศรีอาริยมีอิทธิพลตอความรูสึกนึกคิดความใฝฝน และพฤติกรรมของชาว
อีสานอยา งยิ่งเพราะเปน เรือ่ งเกย่ี วโยงของบญุ กรรม คนมบี ุญเทา น้นั จงึ จะไดเห็นยุคพระศรีอาริยดังจะ
เหน็ ความเช่ือเร่อื งพระศรีอาริยในประเพณีเทศนมหาชาติ ท่ีตองฟงเทศนใหจบ ๑๐๐๐ พระคาถาใน
๑ วนั เปน ตน

๑.๖ ลกั ษณะของสงั คมไทยในปจ จบุ นั

สังคมไทยเปนสังคมท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีโครงสรางแบบหลวมๆ มีความ
หลากหลายในเรื่องชาติพันธุ ศาสนา และวัฒนธรรมแตสามารถผสมผสานไดอยางกลมกลืน จนเปน
สังคมทม่ี ลี ักษณะเฉพาะรักอิสระ ยดึ มนั่ ในสถาบนั ศาสนา พระมหากษัตรยิ  มีขนบธรรมเนียมประเพณี
ท่ีดีงาม มีเอกลักษณเปนของตนเอง ยอมรับในระบบอาวุโสและระบบอุปถัมภ ไมนิยมความรุนแรง
ชอบการประนีประนอม และใชชีวิตอยางเรียบงาย ในปจจุบันไดรับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงใน
โลกโลกาภิวฒั น ทเี่ ทคโนโลยมี ีการพัฒราอยางรวดเร็ว การคมนาคม สะดวกสบาย และมีการเปล่ียน
คานิยมในการบริโภค ทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงในวิถีการดําเนินชีวิตบางประการทั้งในเมืองและ
ชนบท แตท้ังนี้สังคมไทยยังคงรักษาสังคมแบบเครือญาติ เคารพผูที่รักและนับถือรวมกลุมกันอยาง
เหนยี วแนน โดยเฉพาะในสังคมชนบททร่ี ว มใจกนั ทาํ บญุ ตามเทศกาล เชน การทําบญุ วันสงกรานตเพื่อ
อุทิศสวนกุศลใหบรรพบุรุษผูลวงลับ การนําของขวัญและนํ้าอบไปรดน้ําขอพรจากบิดา มารดา และ
ญาตผิ ใู หญ เปนการฝกฝนคนใหมีความกตัญู การทําบุญวันเขาพรรษา การทอดกฐิน ฯลฯ ลวนแต
เปนการกลอมเกลาจิตใจใหมคี วามเสยี สละเพื่อสว นรว ม มคี วามสามคั คี และเอ้ือเฟอ ซ่ึงกนั และกัน

ประเทศไทย เปนชาติท่ีมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีสืบทอดกันมาเปนเวลานาน
ลักษณะของสังคมไทยเปล่ียนแปลงไปตามปจจัยตางๆ ตลอดเวลา อยางไรก็ตามยังมีลักษณะท่ีเปน
เอกลกั ษณของสังคมไทยอยู สรปุ ไดด งั นี้47๔๘

๔๗ อภศิ ักดิ์ โสมอินทร, โลกทศั นอ ีสาน, หนา ๑๒๗.
๔๘ https://blog.eduzones.com/jittipon/34225 [๑๔ ส.ค. ๒๕๕๙].

๓๕

สังคมไทยเปนสงั คมเกษตรกรรม ซ่ึงเปน อาชีพหลกั ทางเศรษฐกิจไทยมาแตดั้งเดิม ท้ังยังเปน
อาชีพที่สรางรายไดใหกับประชาชนสวนใหญของประเทศ ซึ่งทําเงินเขาประเทศปละมากๆ แสดงให
เหน็ ถงึ ความสําคัญของการเกษตรในสังคมไทย ลักษณะของสังคมเกษตรไดหลอหลอมชีวิตจิตใจของ
คนไทยใหรักอิสระอยูอยางเรียบงาย มีจิตใจออนโยนเอื้อเฟอเผื่อแผเกื้อกูลกันและกัน แมวิถีชีวิตใน
ปจจุบันจะเปล่ียนแปลงไปจากเดิม มีการแขงขันกันในทางธุรกิจมากขึ้น แตจากการท่ีสังคมไทยเปน
สังคมชาวพทุ ธ มคี วามเอ้ือเฟอ เผื่อแผกนั ทําใหสมาชิกในสังคม สามารถปรับตัวเขาหากันไดอยางสงบ
สขุ ไมม ปี ญ หาการขัดแยงกนั เหมือนในสงั คมประเทศอนื่ ๆ บางประเทศ

สังคมไทยเปน สงั คมทมี่ ีความผูกพันกันในระหวา งเครือญาติกนั อยา งใกลชิด ทั้งนี้เนื่องจาก
การทีส่ งั คมไทยเปนสังคมเกษตร จงึ จาํ เปนตองอาศัยแรงงานของคนในครอบครัวเปนสวนใหญ ทําให
ครอบครัวของคนไทยแตเดิมเปนครอบครัวใหญ มีพอแม ลูก หลาน ปู ยา ตา ยาย หรือญาติอ่ืนๆ
รวมอยูดวยเปนสายสัมพันธทางระบบเครือญาติ เกิดความผูกพัน หวงใยดูแลทุกขสุขกัน เปนสาย
สมั พนั ธอ นั แนน แฟน ท่ีตองอุปการะเก้อื กลู กัน กตญั ตู อ ผูมพี ระคุณ และญาตผิ ูใหญ

สงั คมไทยเปนสงั คมทีย่ ึดม่นั ในพระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีทางพุทธศาสนา มี
บทบาทสาํ คัญในการดาํ เนินชีวิตคนไทย นับต้งั แตเ กิดมา สังคมไทยคนไทยจะมีพิธีกรรมที่เกี่ยวของกับ
พุทธศาสนาตลอดจนกระท่ังตาย

สงั คมไทยเปนสังคมท่ีเทดิ ทนู สถาบนั กษตั รยิ  เน่ืองจากประเทศไทยมกี ารปกครองในระบอบ
กษัตริยมาต้ังแตโบราณ ทรงมีฐานะเปนพระเจาแผนดิน ยึดถือหลักทศพิธราชธรรม ในการปกครอง
ประชาชนใหอยเู ย็นเปน สขุ ถึงแมใ นปจ จุบันการปกครองของไทยไดเปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยมา
เปนประชาธิปไตย พระมหากษัตริยก็ยังคงไดรับการเคารพเทิดทูนอยางเชนในอดีต โดยเฉพาะ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปจจุบัน ทรงตรากตรํางานหนักเพื่อพสกนิกร
ของพระองค ทรงเปน มง่ิ ขวัญ และศนู ยร วมแหงความสามัคคีของคนในชาติ ไดรับการยกยองเทิดทูน
อยางสูงในสังคมไทย

สงั คมไทยเปนสงั คมท่ีใหความสําคัญในเร่ืองอาวุโส ใหเกียรติยกยองผูใหญ หรือผูท่ีอาวุโส
กวา ซึ่งถอื เปนลักษณะเดนของสงั คมไทย ซงึ่ จะพบเหน็ ไดในทกุ กลมุ ทุกชน้ั โดยพอแม ผปู กครองจะสั่ง
สอนลกู หลานกันตอๆ มา ใหเ ดก็ มีสมั มาคารวะตอ ผูทอี่ าวุโสกวา ซ่ึงในทางพุทธศาสนากลาวรับรองวา
เปนความดงี าม ผูท่ีปฏบิ ตั จิ ะไดรบั ความสุขความเจริญ

สรปุ ทา ยบท

กลา วโดยสรปุ แลว สงั คมไทย มีระบบสังคมไทย (Society system) ซง่ึ อาจแบงเปน ๒ ระบบ
คือ สังคมชนบท (Rural Society) สังคมเมือง (Urban Society) ท้ังสองระบบนี้เปนตัวกําหนด
บทบาทหนาท่ี และวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยซ่ึงมีการเปลี่ยนแปลงนอย จะเปล่ียนแปลงนอยจะ
เปลย่ี นแปลงเฉพาะ ผูอยูในเมืองเปนสวนใหญ ซ่ึงถือวาเปนเพียงคน กลุมนอยของสังคมไทย เพราะ
ประชากรสวนใหญจ ะอยูในชนบททําการเกษตร ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีมีการศึกษา นอย
ฐานะยากจน ไมคอ ยยอมรบั ความคิดเห็นใหม ๆ ยดึ ถือเงินตรา เกียรติ อํานาจ มีโครงสรางของชนชั้น
ยกยอ งความเปน เจาคนนายคน ยึดบคุ คลเปนหลกั ยกยองผอู าวโุ ส

๓๖

หากจะสรปุ ใหง ายตอ การเขาใจถงึ ลกั ษณะท่วั ไปของสังคมไทย ซ่ึงเราไดศึกษากันมาตลอดทั้ง
บทสามารถสรุปไดว า

๑. เปน สงั คมเกษตรกรรม ประชากรสวนใหญป ระกอบอาชพี เกษตรกรรม
๒. เปน สังคมทม่ี ีการแบง ชนชน้ั โดยยึดจากฐานะทางเศรษฐกจิ และสงั คม
๓. เปน สงั คมท่ียดึ มั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีเปนหลกั
๔. มีโครงสรา งแบบหลวม ๆ ไมเครง ครดั ในกฎเกณฑแ ละระเบียบ ขาดระเบยี บวินยั
๕. พุทธศาสนามีอทิ ธพิ ลตอ ความเชื่อและการดาํ เนินชีวิต
๖. เปนสังคมที่อยรู ะหวางการเปล่ียนแปลง

คําถามทายบท

๑. ลักษณะโครงสรางทางสังคมของสังคมไทยเปนอยางไรจงอธิบายพรอมทั้งวิเคราะห
เปรยี บเทียบกบั สงั คมโลกปจจุบัน

๒. ระบบความเชื่อของสังคมไทยมีลักษณะอยางไรใหอธิบายและมีก่ีประเภทอะไรบาง แตละ
ประเภทสง ผลตอ วิถชี ีวิตของคนไทยอยา งไร

๓. สังคมไทยในอดีตเปนอยางไร สังคมไทยในปจจุบันเปนอยางไรจงวิเคราะหใหเห็นถึงความ
แตกตา งระหวา งอดตี กบั ปจจบุ ันพรอ มทงั้ สงั เคราะหเปนองคความรูใหมเกี่ยวกับสังคมไทยใน
ภาพรวม

๓๗

เอกสารอา งอิงประจาํ บท

๑. หนงั สอื
(ก) ภาษาไทย

กรมยุทธการทหารบก, ถ่ินกําเนิดชนชาติไทย : การศึกษาแนวความคิดเกี่ยวกับถิ่นกําเนิดชนชาติ
ไทย, กรงุ เทพมหานคร : อรุณการพมิ พ, ๒๕๔๗.

กรมศิลปากร, นาํ ชมหองจัดแสดงประวัตศิ าสตรช นชาตไิ ทย พิพิทธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร,
กรงุ เทพมหานคร : อมรนิ ทรปร้นิ ติง้ , ๒๕๔๕.

กรมศิลปากร, จารกึ สมยั สโุ ขทัย, กรงุ เทพมหานคร : กรมศลิ ปากร, ๒๕๒๗.
กรมศิลปากร, กองจดหมายเหตุแหงชาติ, จดหมายเหตุการณอนุรักษกรุงรัตนโกสินทร

กรุงเทพมหานคร : สหประชาพาณชิ ย, ๒๕๒๕.
โกวิท วงศสุรวัฒน, การเมืองการปกครองไทย : หลายมิติ, กรุงเทพมหานคร :

มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร คณะสังคมศาสตร ภาควิชารัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร
,๒๕๕๓.
จรรยา ประชิตโรมรัน, สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๔๙.
ชนิดา ศักด์ิศิริสัมพันธ, ทองเที่ยวไทย, กรุงเทพมหานคร : บริษัท สํานักพิมพหนาตางสูโลกกวาง
จํากัด, ๒๕๔๒.
ดนยั ไชยโยค, ประวัติศาสตรไ ทย : ยุคอาณาจักรอยุธยา, กรงุ เทพมหานคร : โอ. เอส. พร้ินติ้ง เฮาส,
๒๕๕๐.
นธิ ิ เอยี วศรวี งศ, การเมอื งไทยสมยั พระเจา กรงุ ธนบรุ ี, กรุงเทพมหานคร : มติชน, ๒๕๕๐.
ประเสริฐ ณ นคร, “การชําระประวัติศาสตรสุโขทัย,” ผลงานคนควาประวัติศาสตรไทยและเร่ือง
ของเกลอื (ไม) เค็ม, พระนคร : อกั ษรสมัย, ๒๕๑๔.
ประเสรฐิ ณ. นคร, งานจารกึ และประวัติศาสตร ของ ประเสริฐ ณ. นคร, นครปฐม : โรงพิมพศูนย
สง เสริมและฝกอบรมการเกษตรแหงชาติ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร กําแพงแสน, ๒๕๓๔.
พระธรรมปฎก ป.อ.ปยตุ โฺ ต, พจนานุกรมพุทธศาสนฉบบั ประมวลศพั ท, กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.
__________, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, พิมพครั้งที่ ๙, กรุงเทพมหานคร : กอง
วรรณกรรมและประวตั ิศาสตร กรมศลิ ปากร, ๒๕๔๒.
พิเศษ เจียจันทรพงษ, พระมหาธรรมราชากษัตราธิราช, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมติชน,
๒๕๔๖.
ไพฑรู ย มีกุศล และคณะ, ประวัติศาสตรช้ันมัธยมศึกษาปท่ี ๑, กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิชย,
๒๕๔๖.
ยศ สันตสมบัติ, มนุษยกับวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,
๒๕๓๗.

๓๘

ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทปรัชญา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, กรุงเทพมหานคร :
ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๘.

วิทยา ปานะบตุ ร, คมู อื สังคมศึกษา, กรุงเทพมหานคร : พฒั นศึกษา, ๒๕๔๒.
วลั ลภา รุง ศิริแสงรัตน, บรรพบุรุษไทย : สมัยกอนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย, กรุงเทพมหานคร : โรง

พมิ พจฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕.
วลั ลภา รุง ศิรแิ สงรตั น, บรรพบรุ ษุ ไทย : สมยั กรงุ ธนบรุ ีและรัตนโกสินทรตอนตน, กรุงเทพมหานคร

: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖.
อภศิ ักด์ิ โสมอนิ ทร, โลกทศั นอสี าน, มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ มหาสารคาม.

(ข) ภาษาอังกฤษ
Hooker, Virginia Matheson, A Short History of Malaysia : Linking East and West. St

Leonards, New South Wales, Australia : Allen and Unwin. 2003.
Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit, A history of Thailand. Cambridge

University Press, 2009.
John Bowman. Columbia Chronologies of Asian History and Culture. Columbia

University Press.
Chakrabongse, HRH Chula, Prince of Thailand . Twain Have Met: An Eastern Prince

Came West. United Kingdom : G.T. Foulis & Co. Ltd..
Stowe, Judith. Siam Becomes Thailand: A Story of Intrigue. United Kingdom : C.

Hurst & Co. Publishers.

๒. เว็บไซต
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/thai/01.html
https://th.wikipedia.org/wiki/แนวคดิ เก่ยี วกบั ถิ่นกาํ เนิดของชนชาติไท
http://info.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id

=21061
https://th.wikipedia.org/wiki/อาณาจักรธนบุรี

บทที่ ๒

ความรเู บือ้ งตนเกยี่ วกบั พระพุทธศาสนาในประเทศไทย

วตั ถุประสงคก ารเรียนประจําบท
เม่ือศึกษาบทนีแ้ ลว ผูศึกษาสามารถ
๑. อธิบายความหมายและความสาํ คัญของพระพุทธศาสนาได
๒. อธิบายกาํ เนดิ พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยได
๓. อธิบายถึงพัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยแตละสมัยตั้งแตอดีตจนถึง
ปจจุบันได
๔. อธบิ ายถึงบทบาทของพระพุทธศาสนาที่มีตอสังคมไทยพรอมทั้งวิเคราะหขอดีขอเสียที่มี
ตอสังคมไทยในปจจุบนั ได
ขอบขายเนื้อหา

• ความนํา
• ความหมายและความสําคญั ของพระพุทธศาสนา
• กําเนิดพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย
• พัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
• บทบาทของพระพุทธศาสนาตอสงั คมไทยในปจจบุ ัน

๔๐

๒.๑ ความนํา

ในบททผ่ี านมาเราไดศ ึกษาและอภปิ รายกนั คราว ๆ เก่ียวกับลักษณะโดยทั่วไปของสังคมไทย
เรม่ิ ตั้งแตกําเนิดของชนชาติไทยจนมาถึงยุคปจจุบันพรอมกับลักษณะท่ัวไปของสังคมไทยในปจจุบัน
ดวย จากการศึกษาในบทท่ีผานมาทําใหเราทราบวาลักษณะเดนที่เปนรากฐานของวัฒนธรรม
ประเพณีตลอดจนวิถีชีวิตความเปนอยูของคนไทยน้ันลวนแลวแตไดรับซึ่งอิทธิพลมาจาก
พระพทุ ธศาสนา

พระพุทธศาสนาในฐานะเปนรากฐานของสังคมและวัฒนธรรมไทยนั้นนับไดวามีบทบาทตอ
สงั คมไทยมาเปนเวลาชา นานนับตั้งแตสมัยสโุ ขทัยเปน ราชธานจี นกระทง่ั ถงึ ปจจบุ ันนี้ พระพุทธศาสนา
ไดรับการอปุ ถัมภด ว ยดตี ลอดมาทกุ ยุคทุกสมัยโดยมพี ระมหากษัตริยไทยทรงเปนอัครศาสนูปถัมภ จึง
สงผลใหพระพทุ ธศาสนาเขามาเปนสว นหนงึ่ ของวถิ ีชีวติ ของคนไทยตลอดมา

ความจริงพระพุทธศาสนา ท้ังสวนหลักธรรมคําสอนท่ีเปนนามธรรม และสวนสถาบันคือ
พระสงฆและวัดวาอาราม เปนตน ไดมีสวนรวมอยางสําคัญในการพัฒนาประเทศชาติมาโดยตลอด
โดยเฉพาะเมอ่ื การพฒั นามุง เนนดา นวตั ถุ บทบาทของวัด พระสงฆ และพระศาสนา ก็ย่ิงลางเลือนลง
จนโดยมากเหลือแตบ ทบาทในดานการเอื้อตอ งานพัฒนา เชน อํานวยสถานทแ่ี ละอุปกรณของวัด การ
ใหก ําลงั ใจและคาํ กลาวสอนสนบั สนุนในคราวชุมนุมอยางมีพิธีกรรม เปนตน ซ่ึงไมสูมีความหมายเปน
แกนสารอะไรนัก คร้ันถึงบัดนี้ เมื่อแนวโนมของการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอีก โดยหันมาเนนการ
พฒั นาจติ ใจ และการพัฒนาตวั คนมากข้นึ ก็เปนโอกาสทวี่ ดั และพระสงฆหรือพระพุทธศาสนาท้ังหมด
จะไดรอื้ ฟน บทบาทในการพฒั นาและบทบาทของผนู าํ การพัฒนาขน้ึ ใหม โดยปรับตวั ปรับวิธีการ และ
ปรบั บทบาทนั้น ใหเ ขา กบั สภาพปจ จบุ ัน48๑

ในบทนจี้ ะเปน การอภปิ รายและศึกษาเก่ียวกบั พระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยเร่ิมศึกษา
ตั้งแต ความหมายและความสําคัญของพระพุทธศาสนา กําเนิดพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
วิวัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และบทบาทของพระพุทธศาสนาตอสังคมไทยใน
ปจ จุบนั

๒.๒ ความหมายและความสาํ คัญของพระพทุ ธศาสนา

๒.๒.๑ ความหมายของพระพทุ ธศาสนา
คําวา “ศาสนา” มาจากภาษาสันสกฤตวา “ศาสนํ” ถาแปลเปนภาษาบาลีวา “สาสนํ” มี
ความหมายตามรูปศัพทวา “คําส่ังสอน” ในภาษาอังกฤษใชคําวา “Religion” มีความหมายตามรูป
ศัพทวา การปฏิบัติตอ การเก่ียวของ แตอยางไรก็ตามการพิจารณาเพียงแคความหมายตามรูปศัพท
เพียงอยา งเดยี ว อาจจะไมครอบคลมุ สารตั ถะท่ีแทจ ริงของศาสนาได จึงควรพิจารณาความหมายหรือ

๑ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจําชาติ,
พิมพคร้งั ท่ี ๑๙, (นครปฐม : วดั ญาณเวศกวัน, ๒๕๕๖), หนา ๙๘.


Click to View FlipBook Version