ข
คํานาํ
พระพุทธศาสนานับเปนรากฐานในสังคมไทยทุกๆ ดานนับต้ังแตบรรพกาลจนลวงมาถึง
ปจ จบุ นั น้ีและพระพุทธศาสนาเองมีความเกี่ยวเน่อื งสมั พันธกับวิถีชีวิตของคนไทยมาโดยตลอด เราจึง
ไมอาจแยกพระพุทธศาสนาออกจากวิถีชีวิตของคนไทยเราไดเลย คนไทยเราจึงมักมีแนวทางการ
ดาํ เนินชวี ิตตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาและนําเอาหลักนั้นมาใชใหเกิดประโยชนอยางสูงสุด
ดงั นน้ั เม่ือเรานาํ เอาพระพทุ ธศาสนามาใชอ ยูต ลอดเวลาจนสดุ ทายพระพุทธศาสนาจงึ เปรียบเสมือนบอ
เกิดของภูมิปญญาไทยในหลาย ๆ ดาน จึงทําใหผูเขียนมุงหมายท่ีจะเขียนเอกสารประกอบการสอน
วชิ า “พระพุทธศาสนากบั ภมู ปิ ญ ญาไทย” ข้นึ มา
เอกสารประกอบการสอนนี้มีจุดมุงหมายสองประการ ประการแรกเพ่ือใชประกอบการสอน
ในรายวิชา “พระพุทธศาสนากับภูมิปญญาไทย” สําหรับนิสิตระดับปริญญาตรีสาขาวิชา
พระพุทธศาสนา ประการที่สองเพื่อเปนประโยชนสําหรับสังคมไทยในปจจุบันโดยเฉพาะอยางยิ่ง
พทุ ธศาสนกิ ชนชาวไทยทน่ี บั ถือศาสนาพุทธจึงจําเปนที่จะตองทราบความสําคัญของพระพุทธศาสนา
กับภมู ิปญ ญาดวย แตท ้งั นี้จุดมงุ หมายหลักผูเขียนมองไปยังประการแรกและหวงั วาเอกสารเลมนี้จะยัง
ประโยชนก ับผสู นใจทุกคน และผูเขียนขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยา
เขตขอนแกน ท่ีไดสงเสริมสนับสนุนจนกระทั่งเอกสารเลมน้ีออกมาอยางสมบูรณ และหากขาดตก
บกพรอ งประการใดผเู ขยี นก็ยินยอมพรอมรับคาํ ตชิ มจากทุกทานเสมอ
พระมหาสํารอง สญฺ โต, ดร.
๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๓
สารบัญ ค
เรอื่ ง หนา
คาํ นาํ ข
สารบญั ค
คําอธิบายสัญลักษณแ ละคาํ ยอ ฌ
บทท่ี ๑ ความรูทั่วไปเกีย่ วกับสังคมไทย ๑
๒
๑.๑ ความนาํ ๒
๑.๒ ความเปนมาของชนชาติไทย ๒
๔
๑.๒.๑ ความหมายของคาํ วาชนชาติไทย ๑๐
๑.๒.๒ แนวความคิดเกีย่ วกับคนไทยมาจากไหน ๑๑
๑.๓ วิวัฒนาการของสงั คมไทยสมยั ตา ง ๆ ๑๔
๑.๓.๑ สมยั สุโขทยั ๑๙
๑.๓.๒ สมัยอยธุ ยา ๒๑
๑.๓.๓ สมยั ธนบรุ ี ๒๔
๑.๓.๔ สมัยรตั นโกสนิ ทรกอ นเปลย่ี นแปลงการปกครอง ๒๕
๑.๓.๕ สมยั เปลีย่ นแปลงการปกครองถึงปจ จุบนั ๒๕
๑.๔ ลักษณะโครงสรา งทางสงั คมของสังคมไทย ๒๘
๑.๔.๑ ความหมายของโครงสรางทางสังคม ๒๘
๑.๕ ระบบความเชอื่ ของสงั คมไทย ๒๘
๑.๕.๑ ความหมายของความเช่ือ ๓๐
๑.๕.๒ ประเภทของความเชอ่ื ๓๔
๑.๕.๓ ความเชอ่ื ของสังคมไทย ๓๕
๑.๖ ลักษณะของสังคมไทยในปจจุบัน ๓๖
สรปุ ทา ยบท ๓๗
คําถามทายบท ๓๙
เอกสารอา งอิงประจําบท ๔๐
บทท่ี ๒ ความรูเ บ้ืองตน เกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย ๔๐
๒.๑ ความนาํ ๔๐
๒.๒ ความหมายและความสําคญั ของพระพทุ ธศาสนา ๔๑
๒.๒.๑ ความหมายของพระพทุ ธศาสนา ๔๒
๒.๒.๒ ความสําคญั ของพระพทุ ธศาสนา ๔๓
๒.๓ กําเนดิ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
๒.๔ พัฒนาการของพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย
๒.๔.๑ พระพทุ ธศาสนาสมยั ทวาราวดี ง
๒.๔.๒ พระพุทธศาสนาสมัยอาณาจักรอายลาว
๒.๔.๓ พระพุทธศาสนาสมัยอาณาจักรศรวี ิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓) ๔๓
๒.๔.๔ พระพุทธศาสนาสมัยลพบุรี (พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๕) ๔๔
๒.๔.๕ พระพทุ ธศาสนาสมัยเถรวาทแบบพกุ าม ๔๔
๒.๔.๖ พระพทุ ธศาสนาสมัยกรุงสโุ ขทยั ๔๔
๒.๔.๗ พระพทุ ธศาสนาสมัยกรุงศรีอยุธยา ๔๕
๒.๔.๘ พระพุทธศาสนาสมัยกรงุ ธนบรุ ี ๔๕
๒.๔.๙ พระพุทธศาสนาสมัยกรุงรัตนโกสินทร ๔๖
๒.๕ บทบาทของพระพทุ ธศาสนาตอ สงั คมไทยในปจ จุบัน ๔๗
สรุปทายบท ๔๗
คําถามทา ยบท ๕๑
เอกสารอา งอิงประจาํ บท ๕๓
บทท่ี ๓ ภูมิปญญาไทย ๕๔
๓.๑ ความนํา ๕๕
๓.๒ ความหมายและความสําคญั ของภูมปิ ญ ญา ๕๖
๓.๒.๑ ความหมายของภมู ิปญ ญา ๕๗
๓.๒.๒ ความสําคัญของภมู ิปญญา ๕๗
๓.๓ ลักษณะของภมู ิปญญา ๕๗
๓.๔ ลกั ษณะของภมู ิปญญาไทย ๕๘
๓.๕ คณุ สมบตั ิของผูทรงภมู ปิ ญ ญาไทย ๕๙
๓.๖ การจดั แบงสาขาภูมิปญ ญาไทย ๖๑
๓.๖.๑ สาขาเกษตรกรรม ๖๓
๓.๖.๒ สาขาอตุ สาหกรรมและหัตถกรรม ๖๔
๓.๖.๓ สาขาการแพทยแผนไทย ๖๕
๓.๖.๔ สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม ๖๕
๓.๖.๕ สาขากองทนุ และธุรกิจชุมชน ๖๕
๓.๖.๖ สาขาสวัสดิการ ๖๕
๓.๖.๗ สาขาศิลปกรรม ๖๕
๓.๖.๘ สาขาการจดั การองคกร ๖๕
๓.๖.๙ สาขาภาษาและวรรณกรรม ๖๖
๓.๖.๑๐ สาขาศาสนาและประเพณี ๖๖
๓.๗ ลักษณะความสัมพนั ธข องภูมปิ ญญาไทย ๖๖
๓.๘ คณุ คาและความสาํ คัญของภูมิปญ ญาไทย ๖๖
๓.๘.๑ ภูมิปญ ญาไทยชว ยสรา งชาตใิ หเ ปนปก แผน ๖๖
๓.๘.๒ สรางความภาคภูมิใจ และศกั ด์ิศรี เกยี รติภูมิแกค นไทย ๖๘
๖๙
๖๙
จ
๓.๘.๓ สามารถปรบั ประยกุ ตหลักธรรมคาํ สอนทางศาสนา ๗๐
ใชกับวถิ ีชวี ิตไดอยางเหมาะสม ๗๐
๗๑
๔.๘.๔ สรา งความสมดุลระหวางคนในสังคม และธรรมชาติไดอยา งยัง่ ยนื ๗๑
๓.๘.๕ เปล่ยี นแปลงปรบั ปรุงไดตามยคุ สมยั ๗๓
๓.๙ วธิ กี ารอนุรกั ษไ วซ ง่ึ ภมู ิปญ ญาไทย ๗๔
สรุปทา ยบท ๗๕
คาํ ถามทา ยบท
เอกสารอางอิงประจาํ บท
บทท่ี ๔ คติชนวทิ ยากบั การศกึ ษาภูมปิ ญญาไทย ๗๖
๔.๑ ความนํา ๗๗
๔.๒ ความหมายและความสําคัญของคติชนวิทยา ๗๗
๔.๓ ความเปนมาของคติชนวิทยา ๗๙
๔.๔ ขอบขา ยของคติชนวทิ ยา ๘๑
๔.๕ คติชนวทิ ยากับการศกึ ษาภูมิปญญาไทย ๘๑
๔.๕.๑ คติชนประเภทใชถอยคํา แบงออกได ๖ ประเภทยอ ย คือ ๘๑
๕.๕.๒ คตชิ นประเภทไมใชถอยคาํ แตจ ะถายทอดโดยการประพฤติปฏิบตั ิ ๙๐
หรอื ทําใหดู แบงออกเปน ๓ ประเภทยอย คือ ๙๓
๔.๕.๓ คตชิ นประเภทผสม คอื ใชถ อยคําและการกระทําใหดปู ระกอบกัน ดังนี้ ๙๖
๔.๖ สรปุ ทายบท ๙๖
คาํ ถามทายบท ๙๗
เอกสารอา งองิ ประจําบท
บทที่ ๕ ภมู ปิ ญญาไทยในดา นตาง ๆ ๙๘
๕.๑ ความนํา ๙๙
๕.๒ ภมู ิปญ ญาไทยทางดานการเกษตร ๙๙
๕.๒.๑ เกษตรธรรมชาติ ๑๐๐
๕.๒.๓ เกษตรยั่งยนื (Sustainable Agriculture) ๑๐๓
๕.๒.๔ เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming) ๑๐๕
๕.๒.๕ เกษตรทฤษฎใี หม (New Theory Agriculture) ๑๐๖
๕.๓ ภมู ปิ ญญาไทยทางดา นแพทยแผนไทย ๑๐๘
๕.๓.๑ ประเภทของหมอพนื้ บานตามลักษณะความเชือ่ ของคนไทย ๑๐๙
๕.๓.๒ สถานการณภ ูมปิ ญญาทองถนิ่ ดานสขุ ภาพและการแพทยพ ื้นบา นไทย ๑๑๔
๕.๔ ภูมิปญ ญาไทยทางดานอตุ สาหกรรมและหตั ถกรรม ๑๑๗
๕.๔.๑ ศลิ ปหัตถกรรมพื้นบา น ๑๑๘
๕.๔.๒ สภาพทว่ั ไปศิลปหัตกรรมพืน้ บา นในปจจุบัน ๑๒๒
๕.๕ ภูมิปญ ญาไทยทางดา นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ๑๒๕
ฉ
๕.๕.๑ การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน ๑๒๖
๕.๖ ภมู ิปญ ญาไทยทางดานศลิ ปกรรม ๑๒๘
๑๒๘
๕.๖.๑ จิตรกรรม (Painting) ๑๓๐
๕.๖.๒ ประติมากรรม ๑๓๒
๕.๖.๓ สถาปตยกรรม ๑๓๗
๕.๖.๔ ดนตรี และนาฏศลิ ป ๑๔๐
๕.๗ ภมู ปิ ญญาไทยทางดานภาษาและวรรณกรรม ๑๔๑
๕.๗.๑ ลกั ษณะของภมู ิปญ ญาทางภาษาไทย ๑๔๔
๕.๗.๒ วรรณกรรมไทย ๑๔๘
๕.๘ ภมู ปิ ญญาไทยทางดา นศาสนาและประเพณี ๑๔๘
๕.๘.๑ อทิ ธพิ ลพทุ ธศาสนา : วฒั นธรรมไทยดานประเพณี ๑๔๙
๕.๘.๒ อิทธพิ ลพุทธศาสนา : วฒั นธรรมไทยดานจิตใจ ๑๕๐
๕.๘.๓ อิทธิพลพุทธศาสนา : วัฒนธรรมไทยดา นภาษา ๑๕๑
๕.๘.๔ อทิ ธพิ ลพระพทุ ธศาสนา : วัฒนธรรมไทยดา นการศึกษา ๑๕๓
สรุปทา ยบท ๑๕๔
คาํ ถามทา ยบท ๑๕๕
เอกสารอา งอิงประจําบท ๑๕๘
บทท่ี ๖ พระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวถิ ีชวี ิตและภูมปิ ญ ญาของไทย ๑๕๘
๖.๑ ความนาํ ๑๕๙
๖.๒ พระพทุ ธศาสนากับประเพณไี ทย ๑๕๙
๖.๒.๑ ประเพณที ี่เกยี่ วของกับพระพุทธศาสนาของภาคเหนือ ๑๖๕
๖.๒.๒ ประเพณที เ่ี กี่ยวขอ งกบั พระพทุ ธศาสนาของภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ๑๗๖
๖.๒.๓ ประเพณีทเี่ กีย่ วของกบั พระพุทธศาสนาของภาคกลาง ๑๗๙
๖.๒.๔ ประเพณีที่เกีย่ วขอ งกบั พระพุทธศาสนาของภาคใต ๑๘๓
๖.๓ พระพุทธศาสนากับความเชื่อของสังคมไทย ๑๘๓
๖.๓.๑ ความเชื่อเรือ่ งบญุ - กรรม ๑๘๕
๖.๓.๒ ความเชือ่ ทางพระพุทธศาสนาทปี่ รากฏในรปู ของพิธีกรรม ๑๘๙
๖.๔ พระพทุ ธศาสนากับการดํารงชวี ิตของคนไทย ๑๘๙
๖.๔.๑ ความเชื่อกบั การดํารงชวี ติ ของคนไทย ๑๘๙
๖.๔.๒ ความเกย่ี วขอ งระหวางความเช่ือการดํารงชวี ิตและพระพุทธศาสนา ๑๙๐
๖.๕ ความสําคัญของพระพทุ ธศาสนาตอวถิ ชี ีวิตของสงั คมไทย ๑๙๑
สรุปทายบท ๑๙๒
คําถามทายบท ๑๙๓
เอกสารอา งองิ ประจําบท
ช
บทท่ี ๗ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีตอภมู ิปญ ญาไทย ๑๙๔
๗.๑ ความนํา ๑๙๔
๗.๒ ความสัมพนั ธข องพระพทุ ธศาสนากับภูมปิ ญญาไทย ๑๙๕
๗.๒.๑ ความสมั พนั ธของภูมปิ ญ ญาไทยกับพระพทุ ธศาสนาในแงข องความเช่อื ๑๙๕
๗.๒.๒ ความสมั พนั ธข องภมู ิปญ ญาไทยกับพระพทุ ธศาสนา
ในแงขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ๑๙๗
๗.๓ ภูมปิ ญญาไทยในมติ ทิ างดานพระพทุ ธศาสนา ๒๐๐
๗.๓.๑ สถาปตยกรรมไทยในพระพุทธศาสนา ๒๐๐
๗.๓.๒ ศลิ ปกรรมไทยในพระพทุ ธศาสนา ๒๐๒
๗.๓.๓ วรรณกรรมไทยในพระพทุ ธศาสนา ๒๐๕
๗.๔ พระพทุ ธศาสนากบั การสง เสริมภูมิปญญาไทย ๒๐๘
สรปุ ทายบท ๒๐๙
คําถามทา ยบท ๒๑๐
เอกสารอา งอิงประจําบท ๒๑๑
บทท่ี ๘ แนวทางการอนุรกั ษภูมิปญญาไทยใหยัง่ ยนื ๒๑๒
๘.๑ ความนํา ๒๑๓
๘.๒ การอนุรกั ษภ ูมิปญ ญาไทยตามหลักทางวชิ าการ ๒๑๓
๘.๒.๑ หองสมุดกบั การอนรุ ักษภ มู ิปญ ญาทองถน่ิ ๒๑๓
๘.๒.๒ งานวจิ ยั กบั การการอนรุ กั ษภูมปิ ญ ญาทอ งถิ่น ๒๑๔
๘.๓ การอนุรักษภ ูมิปญญาไทยตามหลกั ทางการทางพระพทุ ธศาสนา ๒๑๙
๘.๓.๑ พระสงฆไ ทยกบั การสงเสริมมรดกทางศิลปวฒั นธรรม ๒๒๐
๘.๓.๒ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาในการอนรุ กั ษภมู ปิ ญ ญาไทย ๒๒๑
๘.๔ แนวโนม ของภมู ปิ ญ ญาไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ๒๒๖
สรปุ ทา ยบท ๒๒๘
คําถามทายบท ๒๒๙
เอกสารอา งองิ ประจาํ บท ๒๓๐
บทท่ี ๙ ภมู ปิ ญญากับการพฒั นาศาสนา เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวฒั นธรรม ๒๓๒
๙.๑ ความนํา ๒๓๓
๙.๒ ความหมายและความสําคัญของการพฒั นา ๒๓๓
๙.๓ ภูมปิ ญญากบั การพัฒนาศาสนา ๒๓๕
๙.๔ ภูมปิ ญ ญากับการพัฒนาเศรษฐกิจ ๒๓๗
๙.๕ ภูมปิ ญญากับการพฒั นาสงั คม ๒๓๙
๙.๖ ภมู ิปญ ญากบั การพัฒนาศลิ ปวัฒนธรรม ๒๔๔
๙.๗ ภมู ปิ ญ ญากับการพัฒนาทีย่ งั่ ยนื ๒๔๕
๙.๗.๑ ภูมิปญญาทองถนิ่ : รากฐานของชุมชน ๒๔๕
๙.๗.๒ ภมู ปิ ญ ญาทอ งถิ่นกบั การพัฒนาทผ่ี า นมา ซ
๙.๗.๓ ภมู ิปญญาทอ งถน่ิ กับการพัฒนาทย่ี ั่งยืน
สรุปทา ยบท ๒๔๖
คําถามทา ยบท ๒๔๖
เอกสารอางองิ ประจําบท ๒๔๘
บรรณานุกรม ๒๔๘
ประวตั ิผวู จิ ยั ๒๔๙
๒๕๐
๒๕๕
คาํ อธบิ ายสญั ลกั ษณและคาํ ยอ ฌ
ก. คํายอ ช่อื คัมภรี พระไตรปฎก ภาษา
(ภาษาบาล)ี
พระวินัยปฎ ก (ภาษาไทย)
(ภาษาบาล)ี
คํายอ = วินยปฏ ก ชอ่ื คัมภีร (ภาษาไทย)
วิ.มหา. (บาลี) = วินัยปฎก มหาวภิ งคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.มหา. (ไทย) = วนิ ยปฏ ก มหาวิภงั ค (ภาษาไทย)
ว.ิ ภิกฺขุนี. (บาล)ี = วนิ ยั ปฎ ก ภกิ ขฺ ุนีวภิ งคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.ภกิ ฺขุนี. (ไทย) = วนิ ยปฏ ก ภิกขนุ วี ภิ ังค (ภาษาไทย)
วิ.ม. (บาลี) = วนิ ัยปฎก มหาวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.ม. (ไทย) = วนิ ยปฏก มหาวรรค (ภาษาไทย)
ว.ิ จ.ู (บาลี) = วนิ ยั ปฎ ก จูฬวคฺคปาลิ
ว.ิ จู. (ไทย) = วินยปฏก จฬู วรรค
วิ.ป. (บาลี) = วนิ ัยปฎ ก ปรวิ ารวคฺคปาลิ
ว.ิ ป. (ไทย) ปริวารวรรค
บทท่ี ๑
ความรูท ัว่ ไปเกยี่ วกับสงั คมไทย
วัตถปุ ระสงคก ารเรียนประจาํ บท
เม่ือศกึ ษาบทนี้แลว ผูศึกษาสามารถ
๑. อธิบายความเปนมาของชนชาติไทย พรอมทั้งอธิบายแนวคิดตาง ๆ ท่ีเก่ียวกับถ่ินกําเนิด
ของชนชาตไิ ทยได
๒. อธบิ ายววิ ัฒนาการของสงั คมไทยในดานตา ง ๆ ตัง้ แตสมัยสโุ ขทัยมาจนถึงปจจุบนั ได
๓. อธิบายลักษณะโครงสรางทางสังคมและบอกความแตกตางของสังคมชนบทกับสังคม
เมอื งได
๔. อธิบายถงึ ระบบความเชอ่ื ทม่ี ีอยูในสังคมไทยตลอดจนวิเคราะหบทบาทของความเช่ือท่ีมี
อิทธิพลตอสังคมไทยในดานตาง ๆ ได
๕. อธิบายถึงลักษณะสาํ คญั ของสงั คมไทยในปจ จุบนั ได
ขอบขา ยเนือ้ หา
• ความนํา
• ความเปน มาของชนชาตไิ ทย
• วิวฒั นาการของสังคมไทยสมัยตา ง ๆ
• ลกั ษณะโครงสรา งทางสงั คมของสังคมไทย
• ระบบความเชอื่ ของสังคมไทย
• ลักษณะของสงั คมไทยในปจ จุบนั
๒
๑.๑ ความนาํ
การเจรญิ เตบิ โตขน้ึ ของแตล ะประเทศนัน้ แสดงใหเ หน็ ถงึ อารยธรรมนั้น ๆ ของแตละประเทศ
โดยทั่วไปแลวอารยธรรมอาจหมายถึงความเจริญทางวัฒนธรรม แตสําหรับทางดานประวัติศาสตร
อารยธรรม อาจหมายถึงการศึกษาความซับซอนของระบบสังคม เพ่ือใหเห็นถึงความสัมพันธของ
องคประกอบตางๆในระบบสังคมน้ันๆ โดยมุงเนนใหเห็นถึงเหตุปจจัยการเกิดและการลมสลายของ
อารยธรรมนน้ั รวมถงึ อิทธิพลของอารยธรรมน้นั ตออารยธรรมอนื่ ๆ
เชน เดียวกับประเทศไทยท่ีมีอารยธรรมยาวนานมาต้ังแตสมัยบรรพกาลและมีพัฒนาการมา
จนกระทัง่ ถึงปจ จบุ นั นี้ ลักษณะของสังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและวัฒนธรรมตาง
ๆ ท่มี อี ทิ ธพิ ลตอ สังคมไทย แตอยางไรก็ดีสังคมไทยก็มีเอกลักษณที่เดนชัดตางจากสังคมอื่น ๆ ทั่วไป
ไมวา จะเปน ภาษา ขนมธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ท้ังนี้ก็เพราะวาสังคมไทยมีการส่ังสมภูมิปญญา
มาเปน เวลายาวนานและมีการถายทอดจากบรรพบุรุษสูลูกหลานจากรุนสู ทําใหส่ิงตาง ๆ ท่ีแสดงถึง
เอกลักษณของความเปนไทยไดอ ยางชดั เจน
ในบทน้ีเปนการศึกษาท่ีเก่ียวกับสังคมไทยทั่วไปโดยจะเริ่มลําดับเนื้อหาเพ่ือใหผูเรียนเขาใจ
ต้ังแต ความเปนมาของชนชาติไทย ววิ ัฒนาการของสงั คมไทยสมัยตาง ๆ ลกั ษณะโครงสรางทางสังคม
ของสงั คมไทย ระบบความเช่อื ของสงั คมไทย วิถีชีวิตของคนไทยและลกั ษณะของสงั คมไทยในปจจุบนั
๑.๒ ความเปนมาของชนชาตไิ ทย
ประวัติความเปน มาของชนชาติไทยไดรบั การพิมพเ ผยแพรครั้งแรกในป พ.ศ. ๒๕๑๒ ซ่ึงเปน
งานเขียนของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เร่ือง “งานคนควาเรื่องชนชาติไทย” งานเขียนของพลตรี
หลวงวิจติ รวาทการนีน้ ับเปน งานเขยี นทพ่ี ยายามคนควา ถงึ ถน่ิ กําเนดิ ของชาวไทย โดยไดศึกษาคนควา
จากงานของนักประวัติศาสตรรุนเกาท้ังในประเทศและนอกประเทศและไดใหขอสรุปเก่ียวกับถ่ิน
กาํ เนดิ ของคนไทยวา อยูในดนิ แดนซึ่งเปนมณฑลเสฉวน ฮเู ป อนั ฮุยและเกยี งซี ตอนกลางของประเทศ
จีนในปจจุบันกอนจีนอพยพเขามา แลวคอย ๆ อพยพมาสูมณฑลยูนนานและแหลมอินโดนจีน0๑
อยางไรกด็ ีแนวความคดิ ทเ่ี กยี่ วกับความเปนมาของชนชาตไิ ทยก็ยังเปนท่ีถกเถียงกันในวงวิชาการของ
นกั วชิ าการทางประวัตศิ าสตรสมยั ใหมเกย่ี วกับถน่ิ กาํ เนดิ ของชนชาตไิ ทย เพ่ือใหเ หน็ ซ่ึงพัฒนาการของ
ชนชาตไิ ทยตง้ั แตอดตี จนถงึ ปจ จุบัน ซึ่งจะเปน ประโยชนอยา งยิ่งตอ ผูศกึ ษาและผทู ่สี นใจตอไป
๑.๒.๑ ความหมายของคําวาชนชาตไิ ทย
คําวา “ชนชาติ” หมายถึง กลุมชนที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน มีรูปราง หนาตา
ผิวพรรณ และวฒั นธรรมความเปน อยทู ี่คลายคลึงกนั การรวมตวั เปนชนชาตไิ ดจะตองมีการอยูรวมกัน
ของกลมุ ชนนานพอสมควรซงึ่ สรปุ ไวด งั น1ี้๒
๑ กรมยทุ ธการทหารบก, ถ่ินกาํ เนิดชนชาติไทย : การศกึ ษาแนวความคดิ เกยี่ วกับถ่นิ กําเนิดชนชาติไทย,
(กรงุ เทพมหานคร : อรุณการพิมพ, ๒๕๔๗), หนา ๗.
๒ วิทยา ปานะบตุ ร, คมู ือสงั คมศึกษา, (กรงุ เทพมหานคร : พฒั นศกึ ษา, ๒๕๔๒), หนา ๒๑๘.
๓
คําวา “ชนชาติไทย” หมายถึง กลุมคนท่ีวัฒนธรรมรวมกันท่ีพูดภาษา ไท หรือ ไต2๓ ซึ่ง
นอกจากจะตง้ั ถ่ินฐานในประเทศไทยแลวยังรวมถึงกลุมชนที่พูดภาษา ไท หรือ ไต นอกประเทศดวย
เชน กลมุ ชนชาติไทยทางตอนใตของจนี ทางตอนเหนอื ของอินเดีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพมา
บางสวน ทางตะวนั ตกของเวยี ดนามและประเทศลาว
คําวา ไท หรือ ไต (Tai) หมายถงึ กลุม ชาตพิ นั ธุ (ethnic group) ที่พดู ภาษาตระกูลไทหรือไต
และอาจมลี กั ษณะของวฒั นธรรมอ่ืน ๆ บางอยา งรวมกนั 3๔
ในอดตี เชื่อกันวา ชนชาติไทย เปนชาติพันธุบริสุทธ์ิ และเปนตนกําเนิดของทุกชาติพันธุ ใน
กลุมชาตพิ นั ธุไ ท-กะได ทฤษฎดี งั กลาวถกู ยกข้ึนมาในสมัยชาตินิยม ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมี
การเสนอวา ชาวไทย (รวมใน ไท-กะได ทั้งหมด) อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต มาตอนกลางของ
ประเทศจีน สรางอาณาจักรนานเจาในบริเวณจีนตอนใต แลวจึงอพยพลงมาทางตอนใตสรางเปน
อาณาจักรลานนา และอาณาจักรสุโขทัย และ อาณาจักรอยุธยา ตามลําดับ สวนอีกทฤษฎีเช่ือวา
อพยพมาจากทางใต จากชวา สมุ าตรา และคาบสมุทรมลายู แตนักมานุษยวิทยาในปจจุบันเชื่อกันวา
กลุมชาติพันธุไท-กะได อยูท่ีบริเวณจีนตอนใต เร่ือยมาจนถึงรัฐฉาน (ประเทศพมา) ประเทศไทย
ตอนบน และแอง ทรี่ าบลุมภาคอสี าน เรอื่ ยไปยังประเทศลาว หลงั จากนน้ั จึงมีการอพยพเพ่ิม เชนกลุม
ชาวอาหม ท่ีอพยพขามชองปาดไก ไปยังอัสสัม และ ชาวไทแดงท่ีอพยพไปตั้งถ่ินฐานบริเวณ
อาณาจักรสบิ สองจุไท
กอนหนา นท้ี ่ปี ระเทศไทยยงั เปน สยามอยูไดม ผี คู นจากหลากหลายเชื้อชาติมาอาศัยอยูรวมกัน
อยเู ปน เวลานานแลว แลว อาทิ ชาวเปอรเซียจชในแถบอยธุ ยา ชาวมักกะซาร ในเขตมักกะสัน ชาวจีน
ฝร่งั ลาว มอญ ฯลฯ จงึ ทาํ ใหป จจุบนั แทบจะไมมีไทยแทหลงเหลืออยู เน่ืองจากการผสมกลมกลืนกัน
จากผูค นตา งเชือ้ ชาตคิ นสว นใหญจ งึ เปนไทยสยามมากกวาที่จะเปนไทยแท
กรณีน้ี สุจติ ต วงษเ ทศ นกั วิชาการดา นประวัติศาสตร ใหความเห็นวา บุคคลท่ีเปนไทยสยาม
ในทกุ วนั น้ี ไมใชสายเลอื ดบรสิ ุทธ์ิ หากแตเปน เผา พันธุที่มีการผสมกับกลุมชนพ้นื เมืองและตางถิ่น โดย
สุจติ ต ใหความเห็นวา หากจะศึกษาเร่ืองประวตั ิศาสตรชาตพิ ันธุ ตอ งเลาะเสน เขตแดนออกจากแผนท่ี
เสียกอ น เพราะในอดีต ผูคนมีการติดตอสัญจรถึงกันโดยตลอด และเกิดพัฒนาการทางสังคมสืบเชื้อ
สายมาจนถึงปจจุบัน ดังน้ัน ไทยสยามจึงไมใชชาติพันธุที่บริสุทธ์ิ ที่อพยพลงมาจากเทือกเขาอัลไต
หรือยูนนาน หรอื หมเู กาะทะเลใต อยางที่นักวิชาการสายชาตินิยม หรือตําราเรียนสังคมศึกษา กลาว
ไว
๓ กรมศิลปากร, นําชมหองจัดแสดงประวัติศาสตรชนชาติไทย พิพิทธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร,
(กรงุ เทพมหานคร : อมรนิ ทรป ร้ินตง้ิ , ๒๕๔๕), หนา ๑๑.
๔ ไพฑูรย มีกุศล และคณะ, ประวัติศาสตรช้ันมัธยมศึกษาปที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิชย,
๒๕๔๖), หนา๕๘.
๔
๑.๒.๒ แนวความคดิ เก่ียวกบั คนไทยมาจากไหน
การศึกษาเก่ียวกบั ที่มาของชนชาติไทยยังคงเปนประเด็นถกเถียงกันอยูและหาขอยุติแนนอน
ไมไ ด แตขอ สนั นิษฐานหรอื แนวคดิ ตาง ๆ ท่ีมีหลักฐานนาเชอื่ ถอื มีผลใหการศึกษาประวัติศาสตรความ
เปนมาของชนชาตไิ ทยมีความชดั เจนมากขน้ึ สรปุ ไดเปน ๕ แนวทาง ดงั นี้
๑. แนวคิดทวี่ าชนชาติไทยมาจากแถบตอนใตข องจนี
รปู ภาพที่ ๑.๑ แสดงแผนท่ีคนไทยมาจากมาจากแถบตอนใตของจนี 4๕
เปนแนวคิดซ่ึงเสนอวาเดิมคนไทยเคยอาศัยอยูบนเกาะไหหลํา เขตปกครองตนเองกวางซี
มณฑลกุยโจว และมณฑลยูนนาน ซ่ึงเปนบริเวณท่ีมีคําพองกับภาษาไทยจํานวนมากนักภาษาศาสตร
จึงเสนอวาเดิมชาวไทยเคยอยูอาศัยในแถบตะวันออกเฉียงใตของจีน จากน้ันอพยพไปยังยูนนาน
กอ นทจี่ ะอพยพลงมายังคาบสมทุ รอินโดจนี แตก ารศกึ ษาในระยะตอมา แนวคิดดังกลาวจึงเปล่ียนเปน
วาชนชาติไทยเคยอาศยั อยแู ถบเขตปกครองตนเองกวางซี หรือเวยี ดนามแถวเดียนเบยี นฟ5ู๖
๕ กรมยทุ ธการทหารบก, เลมเดมิ , หนา ๑๘.
๖ วัลลภา รุงศิริแสงรัตน, บรรพบุรุษไทย : สมัยกอนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพจุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕), หนา ๒๒.
๕
นกั ประวตั ิศาสตรท ่ีเห็นดวย เชน ศาสตราจารยเจมส อาร. เอ. เชมเบอรลิน, ศาสตราจารยหลี
ฟง-กาย, ศาสตราจารย ดร.ประเสริฐ ณ นคร และ ดร.มารว ิน บราวน6๗
จิตร บัวบุศย ไดเสนอวาวัฒนธรรมไทยเร่ิมขึ้นท่ีบานเชียง และคนไทยเคยอพยพขึ้นไปทาง
เหนือแลว ยอ นกลับลงมาอีก
อยางไรกต็ าม งานเขียนของ ศาสตราจารยชิน อยูดี ระบุวา วัฒนธรรมบานเชียงไมสามารถ
ระบไุ ดว า มนุษยบ านเชียงเปนคนไทย เพราะในอดตี เคยมกี ารอพยพขน้ึ เหนือและลงใตอ ยหู ลายครัง้
หลักฐานท่ีสาํ คญั ซึ่งเปนพนื้ ฐานของแนวคิดนี้ คือ หลักฐานทางดา นมานุษยวิทยากับหลักฐาน
ทางดานภาษาศาสตร เปน หลกั ฐานที่ไดมาจากการศึกษาการตั้งถิ่นฐาน วิถีการดํารงชีวิตในกลุมชนท่ี
พดู ภาษาตระกลู ไทย พบวา ชนกลุม นต้ี ้งั ถน่ิ ฐานกระจายเปนบริเวณกวางทางตอนใตของจีน ลักษณะ
วัฒนธรรมชนชาตไิ ทยจะสัมพันธก ัน
สรุปไดวา แนวคิดน้ีเปนแนวคิดที่เปนที่มีหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร นิรุกติ
ศาสตร สนบั สนุน จงึ เปนแนวคิดท่ีเปน ทย่ี อมรับมากทส่ี ุดรวมกนั ในหมูนักวิชาการ
๒. แนวความคิดที่วา ชนชาติไทยมาจากดินแดนประเทศไทยปจ จุบัน
สุจิตต วงษเทศ ไดเสนอในบทความ "คนไทยไมไดมาจากไหน" วา คนไทยไดอาศัยอยูใน
ดนิ แดนประเทศไทยปจ จบุ ันมาเปนเวลาชานานแลว โดยเกิดจากการรวมตัวกันของแควนตาง ๆ เขา
ดวยกันจนเปนประเทศเดียวกัน เนื่องจากวัฒนธรรมพ้ืนฐานที่คลายคลึงกัน และการท่ีไดรับอิทธิพล
จากวัฒนธรรมอนิ เดียเหมอื นกัน โดยถอื วา คนทีพ่ ูดภาษาทคี่ ลายคลึงกันเปนบรรพบุรุษทางวัฒนธรรม
อนั กอ ใหเ กดิ พัฒนาการมาเปน คนไทยในปจ จุบัน อยางไรกต็ าม ประชาชนเหลานไี้ มคอ ยมีความรูสึกใน
เร่ืองเชอ้ื ชาติ แตเนนไปทางแวน แควนมากกวา7๘
พื้นฐานขอมูลแนวคิดนี้ มาจากการตีความหลักฐานทางโบราณคดีและหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร หลักฐานทางโบราณคดี ไดแก เคร่ืองมือเครื่องใชในการดํารงชีพสมัยตาง ๆ โครง
กระดูก รองรอยชุมชนที่มีหลักฐานแสดงกิจกรรมตาง ๆ ในอดีต โบราณสถาน โบราณวัตถุท้ัง
สมัยกอ นประวตั ิศาสตรแ ละสมยั ประวัติศาสตร
อยางไรก็ตามแนวคิดนี้ถูกคัดคานโดยนักวิชาการบางทาน เชน ศาสตราจารยหมอมเจาสุ
ภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีความเห็นวา โครงกระดูกมนุษยอาจแบงได ๓ แบบ คือ คนผิวขาว คนผิวดํา
และคนผวิ เหลอื ง เมื่อทราบวาโครงกระดูกท่ขี ดุ พบที่บา นเกา เปนโครงกระดูกคนผิวเหลืองแลว ถาจะ
พสิ ูจนวา เปน คนไทยกต็ องพสิ ูจนใ หไดว า ไมใ ชคนชาติผิวเหลืองอ่ืน ๆ จึงจะลงความเห็นเปนเชนน้ันได
นอกจากน้ียังทรงเช่อื วา คงมีคนไทยมาอยูในประเทศไทยปจ จบุ นั นานแลวแตเปนกลุมของชนกลุมนอย
ตอมาคนไทยคอย ๆ เพ่ิมมากขึ้น โดยอพยพจากภาคตะวันออกเฉียงใตของจีนตามหลักดาน
ภาษาศาสตร
๗ วลั ลภา รุงศริ แิ สงรตั น, เลมเดมิ , หนา ๒๔.
๘ วัลลภา รงุ ศิรแิ สงรตั น, เลม เดิม, หนา ๓๐ – ๓๑.
๖
พอล เบเนดิคท นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ไดเสนอบทความเรื่อง Thai Kadai and
Indonesian สรุปไดว า ชนชาตไิ ทยนา จะอยใู นดินแดนประเทศไทยมาชานานแลว ประมาณ ๔,๐๐๐
ป เพราะจากหลกั ฐานโครงกระดกู สมยั โบราณ ซึ่งตรงกบั กระดูกของคนไทยในปจจุบัน และภาษาไทย
เปนภาษาของชนชาตทิ างเอเชียตะวันออกเฉียงใต ในตระกูล ออสโตรนีเชียน ซึ่งแยกเปน ภาษาไทย
ชวา-มลายู ทิเบต-พมา8๙
แนวความคิดนี้มีนักวิชาการหลายทานพยายามนําหลักฐานทาง ดานโบราณคดีและเอกสาร
มาพสิ จู นใ หเหน็ จริงวาคนไทยนา จะอยบู รเิ วณนีม้ า กอ น บางคนถือวาบานเชียงก็เปนคนไทย แตยังไม
มีผูใดเคยพิสูจนวาวัฒนธรรมของมนุษยกอนประวัติศาสตรท่ีบาน เชียงเหมือนกับวัฒนธรรมของคน
ไทยในปจจุบันเหมือนกนั หรอื ตางกันอยางไร
๓. แนวความคิดทว่ี า ชนชาตไิ ทยมาจากตอนกลางของจนี (แถบมณฑลเสฉวน)
รูปภาพท่ี ๑.๒ แสดงแผนที่คนไทยมาจากมาจากตอนกลางของจีน9๑๐
แนวคิดน้ีเชื่อวา ถ่นิ ฐานเดิมของไทยอยูทางภาคตะวันตกของมณฑลเสฉวน ตอมาไดถอยรน
ลงมาทางใต และตั้งอาณาจักรนานเจา ขึ้นตอนปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ เปนอาณาจักรสุดทายท่ีตั้ง
ในดินแดนจีน เม่ือถูกจีนรุกรานอีก ชนชาติไทยจึงคอยๆ เคล่ือนยายลงมาทางใต มาต้ังถ่ินฐานใน
คาบสมทุ รอนิ โดจีน
ศาสตราจารย แตรรีออง เดอ ลา คูเปอรี นักภาษาศาสตร มหาวิทยาลัยลอนดอน เขียน
หนงั สือชอื่ วา Cradle of the Shan Race (ถ่ินกําเนิดของชนชาติฉาน)ไดตรวจสอบภาษาพูดที่ทาง
๙ ไพฑูรย มีกุศล, “ประวตั ิศาสตรชาตพิ ันธุอนุภูมิภาคลุมแมน้ําโขง” วารสารราชภัฏสุราษฎรธานี, ปท่ี
๓ ฉบบั ที่ ๒ (กรกฎาคม – ธนั วาคม ๒๕๕๙), ๑ – ๓๒.
๑๐ กรมยทุ ธการทหารบก, เลม เดิม, หนา ๑๕.
๗
จนี สมยั โบราณรวบรวมไว พบวา คําพดู ของหมูชนทจี่ ีนเรียกวา คนปา ในสมัยโบราณนนั้ แยกออกไดเปน
สองสาขา คอื บางคาํ ตรงกบั ภาษาไทย บางคําตรงกับภาษามอญและญวน เมื่อลองตรวจนับดูก็พบวา
ในบรรดาคํา ๑๙ คํา เปนภาษาไทย ๑๒ คํา เปนภาษามอญและญวน และมีอยูมากคําท่ีไมรูวาเปน
ภาษาอะไร ดว ยเหตุนี้ศาสตราจารย คูเปอรีจึงถือวา หมูชนที่ชาวจีนเรียกวาคนปานั้นตองเปนพันธุๆ
หนึ่ง ซ่ึงเขาชื่อวาเปนพันธุ “มอญไทย” โดยท่ีพันธุมอญไดเคล่ือนลงมาทางใตกอนพันธุไทย และมา
กลายเปน มอญ เขมร ญวน ในปจ จุบัน
๔. แนวความคิดทว่ี าชนชาติไทยมาจากแถบเทือกเขาอลั ไต
รูปภาพที่ ๑.๓ แสดงแผนที่คนไทยมาจากเทอื กเขาอัลไต10๑๑
ดร.วิลเลียม คลิฟตัน ดอดด หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน พบวาหมูชนที่เชื่อกันวาเปนชน
ชาตไิ ทยน้ัน ไดตงั้ ถิน่ ฐานเปนรัฐอยแู วน แควนอยูใ นประเทศจีนแลว กอ นท่ีจนี จะอพยพลงมา เนื่องจาก
ประวตั ศิ าสตรของจนี เร่ิมตนท่ีพระเจา วง่ั ต่ี เมอื่ ๒๐๙๔ ป กอนพุทธศักราช ขณะนน้ั จนี ยงั อยูท างทะเล
แคสเบี้ยน หรืออยูระหวางการเคล่ือนยายมุงสูตะวันออก ยังไมไดต้ังอาณาจักรลงในดินแดนที่เปน
ประเทศจีนเวลาน้ี และประวัติศาสตรที่ขงจื้อ เขียนเอง เร่ิมตนที่พระเจาเยา เม่ือ ๑๘๑๔ ป กอน
พทุ ธศักราช ก็ยงั เปนระยะเวลาทอ่ี าณาจักรจนี ยังไมไดต้ังถิ่นฐานมั่นคง การสํารวจดินแดนซึ่งกระทํา
๑๑ กรมยทุ ธการทหารบก, เลม เดิม, หนา ๑๑.
๘
ในรัชสมัย พระเจายู เม่ือประมาณ ๑๕๐ ป พบวาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน
ปจจุบัน เขตแดนจีนในคร้ังน้ันไปจดอาณาเขตของอาณาจักรใหญอาณาจักรหน่ึงช่ือวาตามุง ซ่ึงเปน
พวกเดยี วกับพวกที่มาตั้งอาณาจักรนานเจา เม่ือป พ.ศ. ๑๑๗๒ และพวกตามุงน้ีเรียกตัวเองวาอาย
ลาว
จากหลักฐานพบวา กอนนีม้ ีอาณาจักรของคนไทยเราเรียกตนเองวา “อายลาว” ตอมาจึงใช
คาํ วา “ไท” หลงั อายลาว นอกจากอายลาวแลวเรายังมีช่ือเรียกกันหลายอยาง เชน มุง ลุง ปา ตาม
หลักฐานกลาววาถ่นิ ฐานของไทยอยรู ะหวางแมนํ้าฮวงโหและแมน้ําย่ังจื้อ หรือแยงซี และในจดหมาย
เหตจุ ีนเรยี กชือ่ คนไทยครัง้ แรกวา “ตามุง” ซ่งึ กค็ อื “อายลาว” ที่ไวเรียกตัวเองน่ันเอง
จีนเขียนจดหมายเหตไุ ววา ชนชาติอายลาวเปนเจาของถิ่นมากอนจีน ซึ่งเปนระยะสองพันป
กอนคริสตกาล จีนไดมาพบไทย มุง ลุง ปา ปง ปละลาว บนฝงซายของแมน้ํายั่งจ้ือ(แมนํ้าแยงซี)
ครอบครองเสฉวนตะวันตกไปจนเกือบจดทะเล
ในป ค.ศ.๑๙๐๑ หมอดอดดไ ดเดินทางไปในในดินแดนนี้ยังไดพบคนไทยที่เรียกตนเองวา ลุง
และ ปา แตจ นี เรียกวา “ลุงเชน” แปลวาประชาชนชาวลุง และพวก “ปา” เรียกวา “ปายี่” แปลวา
“คนปา เถื่อน”และพบวาพวกตา มุงทีเ่ รียกตนเองวาอายลาวนั้นเปนพวกเกาแก โบราณกวา พวกบาบิ
โลน อสั สเิ รีย และอยี ิปต
หมอดอดดไดนําความเชื่อน้ีไปกลาวไวในงานเขียนท่ีช่ือวา The Tai Race มีชื่อเพ่ิมเติมวา
Elder brother of the chinese วาพวกตามุงซ่ึงเช่ือกันวาเปนบรรพบุรุษของคนไทยไดอพยพ
โยกยา ยถิ่นฐานมา จากถิน่ กาํ เนดิ ของตนในเอเชยี กลางมายงั ชายแดนดานตะวันตกของจีน11๑๒
แนวคิดดังกลาวมาจากงานเขียนเร่ือง "หลักไทย" ของขุนวิจิตรมาตรา กลาววาเดิมชนชาติ
ไทยเคยอาศยั อยูแถบเทือกเขาอัลไตเม่อื ประมาณ ๖,๐๐๐ ปท ่แี ลว ตอมา ไดอพยพลงมายังแมน้ําหวง
เหอ เรียกวา "อาณาจักรไทยมงุ " หรือ "อาณาจักรไทยเมือง" และไดอ พยพลงมาอีกจนถึงลุมแมน้ําแยง
ซี แตตอมาไดเสียเมืองใหกับจีน จึงตองอพยพลงมาทางใตตอไป แนวคิดดังกลาวไมคอยไดรับการ
ยอมรบั จากนักประวตั ศิ าสตร โดยไดมีผแู สดงเหตุผลโตแ ยง หลายคน12๑๓
มีการศึกษาทางดานโบราณคดีและดานภูมิศาสตร ทําใหแนวความคิดน้ีไมไดรับการยอมรับ
อีกตอไปเพราะทางแถบบริเวณเทือกเขาอัล ไตของเอเชียกลางนั้นเปนเขตแหงแลง อากาศมีความ
หนาวเย็น และถาอพยพโยกยายลงมาก็ตองผานทะเลทรายที่กวางใหญและทุรกันดารมาก จึงไม
เหมาะสาํ หรบั จะเปน ทอี่ ยูอ าศัยของมนุษย
๑๒http://info.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id=21061 [๑๑
ส.ค. ๒๕๕๙].
๑๓ วลั ลภา รงุ ศิรแิ สงรัตน, เลม เดิม, หนา ๑๙.
๙
๕. แนวคดิ ที่วาชนชาตไิ ทยมาจากแถบหมูเ กาะ มาเลเซยี และอนิ โดนีเซียในปจจุบนั
รูปภาพที่ ๑.๔ แสดงแผนท่คี นไทยมาจากแถบหมูเกาะ มาเลเซียและอินโดนเี ซยี ในปจ จุบนั
จากการศกึ ษาความหนาแนนของหมูเลือดพิเศษซ่ึงมักพบในคนไทย มีความหนาแนนมาทาง
ตอนใตแลวคอยลดลงเมื่อข้ึนมาทางเหนือ ในป พ.ศ. ๒๕๐๖ นายแพทยสมศักด์ิ สุวรรณสมบูรณ จึง
เสนอวาชนชาติไทยอาจอพยพขึ้นไปทางเหนือ14๑๕ ไทยพรอมกับพวกฟลิปปนส มาเลเซีย และ
อนิ โดนีเซียอพยพจากเสนศนู ยสูตรขน้ึ มาถงึ ประเทศไทย แลว เลยตอ ข้นึ ไปถึงจีน
๑๔ กรมยุทธการทหารบก, เลมเดิม, หนา ๒๓.
๑๕ วัลลภา รุงศิริแสงรตั น, เลมเดมิ , หนา ๒๕ – ๒๖.
๑๐
นายแพทยส มศักด์ิ พันธุสมบุญ ไดทําวิจัยทางดานพันธุศาสตรเกี่ยวกับหมูเลือดลักษณะของ
จํานวนยนี พบวาหมเู ลอื ดของคนไทยคลา ยคลึงกับชาวเกาะชวาท่ีอยูทางใตมากกวาคนจีน ซ่ึงอยูทาง
เหนอื รวมทงั้ ลักษณะและจาํ นวนของยนี ระหวางคนไทยกบั คนจีนก็ไมเหมือนกนั ดวย
ดร.ถาวร วัชราภัย ไดทําวิจัยกลุมเลือดท่ีทันสมัย สรุปไดวาไทยดําและผูไทยมีลักษณะเลือด
ใกลเคยี งกบั ชาวจีน แตไมใกลเคียงกับชาวมาเลย แตชาวมาเลยมีลักษณะเลือดใกลเคียงกับชาวเขมร
ขากรรไกรและฟน กไ็ ดผ ลเชนเดียวกัน
ศาสตราจารย นายแพทยประเวศ วะสี ไดทําผลงานการวิจัยเร่ืองฮีโมโกลบิน อี พบวา
ฮีโมโกลบิน อี มีมากในผูคนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต คือ ไทย ลาว เขมร พมา มอญ และอ่ืน ๆ
คนจีนเกือบไมม อี ยูเลย
แตปจจุบันน้ีไดเลิกใชฮีโมโกลบิน อี เปนเคร่ืองพิสูจนวากลุมใดมีบรรพบุรุษรวมกับกลุมใด
เพราะมีการพสิ ูจนไดว าดินแดนท่ีมีฮีโมโกลบิน อี มาก คือดินแดนที่มีไขมาลาเรียมาก แนวความคิดน้ี
ปจจุบนั ยงั เปนทถ่ี กเถียงกันอยูวามีความเปนไปไดมากนอยเพียงใดและยังไมเปนท่ี ยอมรับกันอยาง
กวา งขวางนกั
สรุปไดวา แนวความคดิ เกีย่ วกับถนิ่ กําเนดิ ของชนชาติไทยน้ันมีอยูหลายแนวความคิดดวยกัน
ดังท่ีไดศ กึ ษามาแลว ในขางตน แตท้ังนี้ก็มีเพียงแนวความคิดเดียวเทานั้นที่ไดรับการยอมรับมากท่ีสุด
น่ันก็คือ แนวคิดที่วาชนชาติไทยมาจากแถบตอนใตของจีน ดวยเหตุผลท่ีวามีหลักฐานทาง
ประวัติศาสตรที่แสดงถึงชนชิไทยไดอยางชัดเจนและเปนท่ีไดรับการยอมรับกันในหมูของกลุม
นกั วชิ าการในยุคปจ จบุ นั
๑.๓ วิวฒั นาการของสงั คมไทยสมยั ตาง ๆ
การศึกษาประวัติศาสตรไทยมักเริ่มนับตั้งแตสมัยอาณาจักรสุโขทัยเปนตนมา หากแตใน
อาณาเขตประเทศไทยปจจุบัน พบหลักฐานของมนุษยซึ่งมีอายุเกาแกท่ีสุดถึงหาแสนป15๑๖ ตลอดจน
หลกั ฐานของอารยธรรมและรฐั โบราณเปน จํานวนมาก
การจัดแบงยคุ ทางประวัตศิ าสตรของไทยนนั้ สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงรา
ชานภุ าพทรงแสดงพระทัศนะไวในพระนิพนธเรื่อง "ตํานานหนังสือพระราชพงศาวดาร" ในพระราช
พงศาวดารฉบบั พระราชหัตถเลขาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ถึงการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรของไทยไว
วา "เรอ่ื งพระราชพงศาวดารสยาม ควรจัดแบงเปน ๓ ยุค คือ เมื่อกรุงสุโขทัยเปนราชธานียุค ๑ เมื่อ
กรุงศรีอยุธยาเปนราชธานียุค ๑ เมื่อกรุงรัตนโกสินทรเปนราชธานียุค ๑" ๑๗ ซึ่งการลําดับสมัยทาง
16
ประวัตศิ าสตรแบบเสนตรง (Linear) โดยวางโครงเรอ่ื งผูกกบั กาํ เนิดและการลมสลายของรัฐ กลาวคือ
ใชรัฐหรือราชธานีเปนศูนยกลางเชนนี้ ยังคงมีอิทธิพลอยูมากตอการเขาใจประวัติศาสตรไทยใน
๑๖ วัลลภา รงุ ศิริแสงรัตน, เลมเดมิ , หนา ๒.
๑๗ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหตั ถเลขา, พิมพค รงั้ ท่ี ๙, (กรุงเทพมหานคร : กองวรรณกรรมและ
ประวตั ศิ าสตร กรมศิลปากร, ๒๕๔๒), หนา ๓.
๑๑
ปจจุบัน ในการศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสังคมไทยสมัยตาง ๆ นี้คือการศึกษาเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตรของชาตไิ ทยตัง้ แตสมยั กรุงสโุ ขทัยเปนราชธานีจนมาถึงยคุ ปจจบุ ันดังน้ี
๑.๓.๑ สมัยสุโขทัย
อาณาจักรสุโขทัย หรือ รัฐสุโขทัย เปนอาณาจักร หรือรัฐในอดีตรัฐหน่ึง ตั้งอยูบนที่ราบลุม
แมน ้ํายม เปนชุมชนโบราณมาตัง้ แตย ุคเหล็กตอนปลาย จนกระทั่งสถาปนาขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘
ในฐานะสถานกี ารคา ของรฐั ละโว หลังจากนนั้ ราวป ๑๘๐๐ พอขนุ บางกลางหาวและพอขนุ ผาเมอื ง ได
รวมกันกระทําการยึดอํานาจจากขอมสบาดโขลญลําพง ซ่ึงทําการเปนผลสําเร็จและไดสถาปนาเอก
ราชใหสุโขทัยเปนรัฐอิสระ และมีความเจริญรุงเรืองตามลําดับและเพิ่มถึงขีดสุดในสมัยพอขุน
รามคําแหงมหาราช กอนจะคอย ๆ ตกต่ํา และประสบปญหาท้ังจากปญหาภายนอกและภายใน จน
ตอ มาถกู รวมเปนสวนหน่ึงของอาณาจกั รอยธุ ยาไปในที่สดุ
๑. รปู แบบเมอื งสโุ ขทัย
เมืองสุโขทัยมีรูปทรงเปนรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผา ขนาดกวางประมาณ ๑,๔๐๐ เมตร ยาว
ประมาณ ๑,๘๑๐ เมตร โดยวางดานยาวตามแนวแกนทิศตะวันออก–ตะวันตก โดยหันหนาเมืองไป
ทางทิศตะวันออก ขอบเขตของเมืองท้ัง ๔ ทิศ ลอมรอบดวยกําแพงสลับคูน้ํา ๓ ชั้น ลอมรอบ หรือที่
เรยี กวา “ตรบี ูร” ดงั ปรากฏในศลิ าจารกึ หลักที่ 1 จารกึ พอขุนรามคาํ แหง ดา นท่ี ๒ บรรทดั ที่ ๖ – ๘
ความวา
“…กลางเมืองสโุ ขทยั นีม้ ีนาํ้ ตระพังโพยสีใสกินดี ดังกินนํ้าโขงเม่ือแลง รอบเมืองสุโขทัยนี้ ตรี
บูรไดสามพนั สรี่ อ ยวา…”17๑๘
ลักษณะการวางผังเมืองแบบนีม้ ีลักษณะเหมือนกับผังเมืองพระนครหลวง ของพระเจาชัยวร
มันที่ ๗ คือมีคูนํ้าและกําแพงลอมรอบ มีปราสาทบายนเปนศูนยกลางเมือง เหมือนกับผังบริเวณวัด
พระพายหลวงทเ่ี ช่อื กนั วาเปนศูนยกลางชมุ ชนเมืองเดมิ กอ นท่จี ะเปนสุโขทัย ลักษณะเมืองสุโขทัยเปน
สี่เหล่ียม เชนเดียวกับเมืองอื่นๆภายใตอารยธรรมเขมร ที่มีระบบระเบียบในการวางผังเมืองชัดเจน
ดังนั้นเมืองสุโขทัยนาจะไดรับอิทธิพลของเขมรอยางชัดเจน ซึ่งเมืองอ่ืนๆในชวงเวลาเดียวกันน้ันมี
รปู รา งไมสม่าํ เสมอ และเมืองทมี่ ีมากอนภายใตอ ารยธรรมมอญ (ทวารวดี)มีรูปรางเมืองทรงกลม หรือ
วงรีเทา นนั้
๒. กษัตรยิ ท ่ขี ้ึนครองราชยอ าณาจกั รสุโขทยั
เรมิ่ จากแตเ ดมิ น้ันไดเ ชอ่ื กนั วา กษตั ริยส ุโขทยั มี ๖ พระองค คือ
๑. พอ ขุนศรอี นิ ทราทติ ย
๒. พอขุนบานเมือง
๑๘ กรมศิลปากร, จารึกสมยั สโุ ขทยั , (กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร, ๒๕๒๗), ๑๒.
๑๒
๓. พอขุนรามคําแหง
๔. พญาเลอไท
๕. พญาลไิ ท
๖. พญาไสลอื ไท
สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเ ธอ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ ทรงจดั ลาํ ดบั กษัตริยสุโขทยั ดังน้ี18๑๙
สมัยทเี่ ปนอสิ ระ
๑. พระเจา ศรีอนิ ทราทิตย
๒. พระเจา บานเมือง
๓. พระเจารามคําแหง
๔. พระเจา เลอไท
๕. พระเจาลไิ ท ( มหาธรรมราชาที่ ๑ )
สมยั ขน้ึ แกก รุงศรีอยุธยา
๖. พระมหาธรรมราชาท่ี ๒
๗. พระมหาธรรมราชาท่ี ๓
๘. พระมหาธรรมราชาท่ี ๔
๓. ศาสนาในเมอื งสุโขทัย
จากศิลาจารึกท่ีคนพบ ทําใหทราบถึงประวัติศาสตรดานตางๆของเมืองสุโขทัยไดในระดับ
หนึ่ง เน่อื งจากหลักฐานตา งๆเก่ียวกับประวัติศาสตรเมืองสุโขทัยทางดานอักษรนั้น มีเพียงจารึกตางๆ
เพียงอยา งเดยี ว ประกอบกบั หลกั ฐานเอกสารจากภายนอก ไดแก จารึกในลา นนา พระราชพงศาวดาร
เปน ตน นํามาเรียบเรียงเปนประวัติศาสตรสุโขทัยข้ึน ประวัติศาสตรทางดานการศาสนาเชนกัน ตอง
เรยี บเรยี ง ถอดความมาจากจารกึ ท่คี น พบ รวมทง้ั จากเอกสารจากตา งแดนผสมผสานกนั
จากจารึกหลกั ที่ ๑๓ ศิลาจารึกบนฐานพระอิศวร พ.ศ. ๒๐๕๓ กลาวถึงศาสนา ความเช่ือใน
สโุ ขทยั วา มีอยู ๓ ประเภท19๒๐ดวยกนั กลา วคือ
๑. พระพุทธศาสนา
๒. ไสยศาสน
๓. พระเทพกรรม
๑๙ ประเสริฐ ณ นคร, “การชําระประวัติศาสตรสุโขทัย,” ผลงานคนควาประวัติศาสตรไทยและเรื่อง
ของเกลอื (ไม) เคม็ , (พระนคร : อกั ษรสมัย, ๒๕๑๔), หนา ๓๙.
๒๐ ประเสรฐิ ณ. นคร, งานจารกึ และประวัติศาสตร ของ ประเสริฐ ณ. นคร, (นครปฐม : โรงพิมพศูนย
สงเสรมิ และฝกอบรมการเกษตรแหงชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กําแพงแสน, ๒๕๓๔.จัดพิมพเน่ืองในโอกาส
ฉลองอายุ ๖ รอบ ศาสตราจารยป ระเสรฐิ ณ. นคร เม่อื ๒๑ มนี าคม ๒๕๓๔), หนา ๓๗.
๑๓
โดยมศี าสนาพุทธเปนท่ีเคารพและแพรหลายมากที่สุดในเมืองสุโขทัย ทั้งจากหลักฐานจารึก
และจากโบราณวัตถุสถานที่คนพบลวนมีเปนจํานวนมาก ยอมบงบอกถึงศรัทธาท่ีมีตอศาสนาพุทธได
เปนอยางดี ในจารึกหลักอ่ืน ๆ น้ันนอกจากไสยศาสน แลวพบคําวา ไศพาคม อันหมายถึงศาสนา
พราหมณ มีหลกั ฐานทั้งทางโบราณวตั ถุสถานท่ีคนพบและจากศิลาจารึก คือ มีเทวาลัยและรูปเคารพ
ตา ง ๆ เชน ศาลตาผาแดง วดั ศรีสวาย และในรชั สมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ลิไท โปรดใหหลอเทวรู
ปข้ึนอีกดวย สวนพระเทพกรรมน้ันไมทราบวาหมายถึงอะไร แตนาจะเปนเร่ืองถือเจา ถือผี ถือ
เทพารักษ โดยในชว งเวลาเดยี วกนั น้ีทางฝายลา นนานัน้ นับถือพวกเส้ือ เชน เสื้อนา เสื้อฝาย เสื้อเมือง
ฯลฯ สวนทางสุโขทัยมีพระขผุงเปนใหญกวาทุกผี อยูทางทิศใตของเมืองดังจารึกหลักท่ี ๑ ศิลาจารึก
พอขุนรามคําแหงมีใจความตอนหนึ่งวา “…เมืองสุโขทัยนี้…มีพระขผุง ผีเทพยดาในเขาอันนั้น เปน
ใหญกวาทกุ ผีในเมืองนี้ ขุนผูใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล ไหวดีพลีถูกเมืองน้ีเท่ียง เมืองน้ีดี ผิไหวบดี พลีบ
ถกู ผใี นเขาอนั นัน้ บคุมบเกรง…”20๒๑
๔. ดานการปกครอง
อาณาจักรสโุ ขทัยปกครองดว ยระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย ซ่งึ แบง ออกไดเปน ๒ ระยะ
๑.แบบพอปกครองลูก ในระยะแรกสุโขทัยมีการปกครองแบบพอปกครองลูก
พระมหากษัตริยเรียกวา "พอขุน" ซ่ึงเปรียบเสมือนพอที่จะตองดูแลคุมครองลูก ในสมัยพอขุน
รามคําแหงมหาราช โปรดใหสรางกระด่ิงแขวนไวที่หนาประตูพระราชวัง เมื่อประชาชนมีเร่ือง
เดอื ดรอนกใ็ หไปสั่นกระดงิ่ รองเรยี น พระองคก จ็ ะเสด็จมารบั เรื่องราวรองทุกข และโปรดใหสรางพระ
แทน มนงั คศิลาอาสนไดก ลางดงตาล ในวนั พระจะนิมนตพระสงฆมาเทศนส่ังสอนประชาชน หากเปน
วันธรรมดาพระองคจะเสด็จออกใหประชาชนเขา เฝาและตัดสินคดคี วามดวยพระองคเ อง การปกครอง
แบบน้ปี รากฏในสมยั กรุงสโุ ขทัยตอนตน
๒. แบบธรรมราชา การปกครองแบบธรรมราชา หมายถึง พระมหากษัตริยผูทรงธรรม ใน
สมัยของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ มีกําลังทหารท่ีไมเขมแข็ง ประกอบกับอาณาจักรอยุธยาที่กอต้ังขึ้น
ใหมไดแผอิทธิพลมากข้ึน พระองคทรงเกรงภัยอันตรายจะบังเกิดแกอาณาจักรสุโขทัย หากใชกําลัง
ทหารเพียงอยางเดียว พระองคจึงทรงนําหลักธรรมมาใชในการปกครอง โดยพระองคทรงเปน
แบบอยางในดานการปฏิบัติธรรม ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา นอกจากน้ันพระมหาธรรมราชาที่ ๑
ทรงพระราชนิพนธวรรณกรรมเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ที่ปรากฏแนวคิดแบบธรรมราชาไวดวย การ
ปกครองแบบน้ใี ชในสมัยกรงุ สุโขทัยตอนปลาย ตง้ั แตพระมหาธรรมราชาที่ ๑ – ๔
๕. การสน้ิ สดุ ของของอาณาจักรสุโขทยั
พ.ศ. ๒๑๒๗ หลังจากชนะศึกท่ีแมนํ้าสะโตงแลว พระนเรศวรโปรดใหเทครัวเมืองเหนือทั้ง
ปวง (เมืองพระพิษณุโลกสองแคว เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองกําแพงเพชร เมือง
๒๑ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ จารึกพอขุนรามคําแหง ดานที่ ๓ บรรทัดที่ ๔ – ๑๐, กรมศิลปากร,จารึกสมัย
สุโขทยั , หนา ๑๖.
๑๔
พิจิตร และเมืองพระบาง)21๒๒ ลงมาไวท่ีอยุธยา เพ่ือเตรียมรับศึกใหญ พิษณุโลกและหัวเมืองเหนือ
ทง้ั หมดจงึ กลายเปนเมอื งราง หลงั จากเทครัวไปเมืองใต จึงสิ้นสุดการแบงแยกระหวางชาวเมืองเหนือ
กับชาวเมอื งใต และถือเปน การส้นิ สุดของรฐั สุโขทยั โดยสมบรู ณ เพราะหลังจากน้ี ๘ ป พิษณุโลกไดถูก
ฟน ฟอู กี ครงั้ แตถ อื เปน เมอื งเอกในราชอาณาจักร มิใชราชธานฝี ายเหนอื
ในดานวิชาการ มนี กั วชิ าการหลายทานไดเสนอเพม่ิ วา เหตกุ ารณอ กี ประการ อันทําใหตองเท
ครวั เมืองเหนอื ท้ังปวงโดยเฉพาะพษิ ณุโลกน้นั อยทู เี่ หตุการณแ ผนดนิ ไหวครั้งใหญ บนรอยเล่ือนวังเจา
ในราวพุทธศักราช ๒๑๒๗ แผนดินไหวคร้ังน้ีสงผลใหตัวเมืองพิษณุโลกราพณาสูญ แมแตแมน้ําแคว
นอย กเ็ ปล่ยี นเสนทางไมผา นเมอื งพิษณโุ ลก แตไ ปบรรจบกับแมน้ําโพ (ปจ จบุ ันคือแมนํ้านาน) ท่ีเหนือ
เมอื งพิษณโุ ลกข้นึ ไป และยังสงผลใหพระศรรี ัตนมหาธาตพุ ิษณุโลก หักพังทลายในลักษณะที่บูรณะคืน
ไดย าก ในการฟนฟจู งึ กลายเปนการสรางพระปรางคแ บบอยุธยาครอบทับลงไปแทน ทง้ั หมด
๑.๓.๒ สมัยอยธุ ยา
อาณาจกั รอยุธยา เปนอาณาจักรของชนชาติไทยในลุมแมนํ้าเจาพระยาในชวง พ.ศ. ๑๘๙๓
ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐ มีกรุงศรีอยุธยาเปนศูนยกลางอํานาจหรือราชธานี อาณาจักรอยุธยานับวา
เจริญ รุง เรือง จน อาจถือไ ดวาเ ปน อาณาจักร ที่รุง เรือง ม่ัง ค่ัง ที่สุ ดใน ภูมิภาคสุว ร ร ณภูมิ2 2 ๒๓ท้ัง ยัง มี
ความสัมพันธทางการคากบั หลายชาติ จนถอื ไดวา เปนศูนยกลางการคาในระดับนานาชาติ23๒๔ เชน จีน
เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุน เปอรเซีย รวมท้ังชาติตะวันตก เชน โปรตุเกส สเปน ดัตช (ฮอลันดา) และ
ฝร่ังเศส ซ่ึงในชวงเวลาหน่ึงเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึงรัฐฉานของพมา อาณาจักร
ลา นนา มณฑลยนู นาน อาณาจักรลานชา ง อาณาจักรขอม และคาบสมทุ รมลายใู นปจ จบุ ัน24๒๕
๑. รูปแบบเมอื งอยธุ ยา
เม่ือถงึ ปลายครสิ ตศตวรรษที่ ๑๔ อยุธยาก็ถูกพิจารณาวาเปน ชาติมหาอํานาจแข็งแกรงท่ีสุด
ในอษุ าคเนยแ ผน ดนิ ใหญ และไดเ ริ่มครองความเปนใหญโดยเร่ิมจากการพิชิตราชอาณาจักรและนคร
รัฐทางเหนือ อยางสุโขทัย กําแพงเพชรและพิษณุโลก กอนสิ้นสุดคริสตศตวรรษที่ ๑๕ อยุธยาโจมตี
๒๒ พิเศษ เจียจันทรพงษ, พระมหาธรรมราชากษัตราธิราช, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมติชน,
๒๕๔๖), หนา ๕๗.
๒๓ ดนัย ไชยโยค, ประวัตศิ าสตรไทย : ยุคอาณาจกั รอยุธยา, (กรุงเทพมหานคร : โอ. เอส. พร้ินต้ิง เฮาส,
๒๕๕๐), หนา ๘.
๒๔ ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ, ทองเท่ียวไทย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สํานักพิมพหนาตางสูโลกกวาง
จํากดั , ๒๕๔๒), หนา ๔๐.
๒๕ Hooker, Virginia Matheson, A Short History of Malaysia : Linking East and West. St
Leonards, New South Wales, (Australia : Allen and Unwin. 2003), p. 72.
๑๕
เมืองพระนคร (อังกอร) ซึง่ เปนมหาอํานาจของภูมิภาคในอดีต อิทธิพลของอังกอรคอย ๆ จางหายไป
จากลุม แมน้ําเจา พระยา และอยธุ ยากลายมาเปนมหาอํานาจใหมแทน
อยางไรก็ดี ราชอาณาจักรอยุธยามิไดเปนรัฐที่รวมเปนหนวยเดียวกัน หากเปนการ
ปะติดปะตอกันของอาณาเขต (principality) ท่ีปกครองตนเอง และประเทศราชที่สวามิภักด์ิตอ
พระมหากษัตริยกรุงศรีอยุธยาภายใตปริมณฑลแหงอํานาจ (Circle of Power) หรือระบบมณฑล
(mandala) ดังทน่ี กั วิชาการบางฝายเสนอ อาณาเขตเหลานี้อาจปกครองโดยพระบรมวงศานุวงศกรุง
ศรอี ยธุ ยา หรอื ผปู กครองทอ งถ่ินทม่ี ีกองทพั อสิ ระของตนเอง ท่ีมีหนาที่ใหการสนับสนุนแกเมืองหลวง
ยามสงคราม ก็ได อยางไรก็ดี มีหลักฐานวา บางครั้งท่ีเกิดการกบฏทองถิ่นที่นําโดยเจาหรือ
พระมหากษตั ริยท องถ่นิ ข้นึ เพื่อตั้งตนเปนเอกราช อยธุ ยาก็จําตอ งปราบปราม
ดว ยไรซง่ึ กฎการสืบราชสันตวิ งศและมโนทัศนคณุ ธรรมนยิ ม (meritocracy) อันรุนแรง ทําให
เมื่อใดก็ตามที่การสืบราชสันติวงศเปนท่ีพิพาท เจาปกครองหัวเมืองหรือผูสูงศักด์ิ (dignitary) ท่ีทรง
อาํ นาจจะอา งคณุ ความดีของตนรวบรวมไพรพลและยกทัพมายงั เมืองหลวงเพ่อื กดดันตามขอเรียกรอง
จนลงเอยดวยรฐั ประหารอันนองเลือดหลายครงั้ 25๒๖
๒. กษตั ริยท ่ีข้ึนครองราชยอ าณาจักรอยธุ ยา
ราชวงศกษัตรยิ ของกรงุ ศรอี ยุธยา ประกอบดว ย ๕ ราชวงศ คือ
ราชวงศอ ทู อง มีกษตั ริย ๓ พระองค
ราชวงศส ุพรรณภมู ิ มีกษัตริย ๑๓ พระองค
ราชวงศส โุ ขทัย มกี ษตั ริย ๗ พระองค
ราชวงศปราสาททอง มีกษตั รยิ ๔ พระองค
ราชวงศบา นพลหู ลวง มีกษตั ริย ๖ องค
ซึ่งรวมเปน กษัตริยรวม ๓๓ พระองค ซ่ึงถือวามีมาก ซงึ่ อาณาจักรกรงุ ศรีอยุธยา เปนราชธานี
มาต้ังแตวันท่ี ๓ เมษายน ๑๘๙๓ จนถึงวันที่ ๗ เมษายน ๒๓๑๐ เปนเวลายาวนานถึง ๔๑๗ ป
กษตั รยิ ของกรงุ ศรีอยุธยา มีดงั น้ี
ราชวงศอ ูทอง (ครัง้ ที่ ๑)
๑. สมเดจ็ พระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจา อทู อง)
๒. สมเด็จพระราเมศวร
ราชวงศส พุ รรณภมู ิ (ครั้งที่ ๑)
๓. สมเด็จพระบรมราชาธริ าชท่ี ๑ (ขนุ หลวงพะง่ัว)
๔. สมเด็จพระเจา ทองลัน (เจา ทองจนั ทร)
๒๖ https://th.wikipedia.org/wiki/อาณาจักรอยุธยา [๑๑ ส.ค. ๒๕๕๙].
๑๖
ราชวงศอ ทู อง (ครงั้ ท่ี ๒)
๕. สมเดจ็ พระราเมศวร
๖. สมเดจ็ พระรามราชาธิราช
ราชวงศส พุ รรณภูมิ (ครัง้ ท่ี ๒)
๗. สมเดจ็ พระอินทราชา (เจา นครอินทร)
๘. สมเด็จพระบรมราชาธริ าชท่ี ๒ (เจา สามพระยา)
๙. สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
๑๐.สมเดจ็ พระบรมราชาธิราชท่ี ๓
๑๑.สมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ ๒ (พระเชษฐา)
๑๒.สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๔ (หนอพทุ ธางกูร)
๑๓.พระรษั ฎาธริ าช
๑๔.สมเด็จพระไชยราชาธิราช
๑๕.พระยอดฟา (พระแกว ฟา)
๑๖.ขุนวรวงศาธริ าช (ไมไดรับการยกยองเทยี บเทา พระองคอื่น)
๑๗.สมเด็จพระมหาจกั รพรรดิ (พระเจา ชางเผือก)
๑๘.สมเดจ็ พระมหินทราธิราช
ราชวงศสโุ ขทัย
๑๙.สมเดจ็ พระมหาธรรมราชาธิราช (สมเดจ็ พระสรรเพชญท ่ี ๑)
๒๐.สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช (สมเดจ็ พระสรรเพชญท ่ี ๒)
๒๑.สมเด็จพระเอกาทศรถ (สมเด็จพระสรรเพชญที่ ๓)
๒๒.พระศรเี สาวภาคย (สมเดจ็ พระสรรเพชญท ี่ ๔)
๒๓.สมเด็จพระเจา ทรงธรรม
๒๔.สมเด็จพระเชษฐาธริ าช
๒๕.พระอาทติ ยวงศ
ราชวงศป ราสาททอง
๒๖.สมเด็จพระเจา ปราสาททอง (สมเด็จพระสรรเพชญท ี่ ๕)
๒๗.สมเด็จเจาฟา ไชย (สมเด็จพระสรรเพชญที่ 6)
๒๘.สมเดจ็ พระศรสี ธุ รรมราชา (สมเดจ็ พระสรรเพชญท ่ี 7)
๒๙.สมเด็จพระนารายณม หาราช
ราชวงศบ านพลูหลวง
๓๐.สมเด็จพระเพทราชา
๓๑.สมเด็จพระสรรเพชญท ี่ 8 (พระเจาเสือ)
๓๒.สมเดจ็ พระสรรเพชญท ี่ 9 (สมเดจ็ พระเจาอยูห ัวทา ยสระ)
๑๗
๓๓.สมเดจ็ พระเจาอยหู วั บรมโกศ
๓๔.สมเดจ็ พระเจา อุทมุ พร (ขุนหลวงหาวัด)
๓๕.สมเด็จพระท่ีนงั่ สรุ ิยาสนอ มรนิ ทร (พระเจา เอกทศั )
๓. ศาสนาในสมัยอยธุ ยา
พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาไดรับอิทธิพลของพราหมณเขามามาก พิธีกรรมตาง ๆ ได
ปะปนพิธีของพราหมณ เนนความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และอิทธิปาฏิหาริย มีเรื่องไสยศาสตรเขามา
ปะปนอยมู าก ประชาชนมงุ เรือ่ งการบุญการกุศล สรา งวดั วาอาราม สรางปูชนียวัตถุ บํารุงศาสนาเปน
สวนมาก ในสมัยอยุธยาตองประสบกบั ภาวะสงครามกับพมา จนเกิดภาวะวิกฤตทางศาสนาหลายคร้ัง
ประวตั ิศาสตรอยธุ ยาแบงเปน ๔ ตอน ไดแ ก
อยุธยาตอนแรก (พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑)
ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ทรงปกครองบานเมืองดวยความสงบรมเย็น ทรงทํานุบํารุง
พระพุทธศาสนา ทรงผนวชเปน เวลา ๘ เดอื น เม่ือ พ.ศ. ๑๙๙๘ และทรงใหพระราชโอรสกับพระราช
นัดดาผนวชเปน สามเณรดวย สันนษิ ฐานวา เปน การเร่ิมตน ของประเพณกี ารบวชเรียนของเจานายและ
ขา ราชการ ในรัชสมัยของพระองค ไดม กี ารรจนาหนังสอื มหาชาติคาํ หลวง ใน พ.ศ. ๒๐๒๕
สมยั อยธุ ยาตอนท่สี อง ( พ.ศ. ๒๐๓๔ - ๒๑๗๓)
สมัยนีไ้ ดม ีความนิยมในการสรางวัดข้ึน ทั้งกษัตริยและประชาชนท่ัวไป นิยมสรางวัดประจํา
ตระกลู ในสมยั พระเจา ทรงธรรมไดพ บพระพุทธบาทสระบรุ ี ทรงใหส รา งมณฑปครอบพระพุทธบาทไว
และโปรดใหชุมชนราชบัณฑิตแตงกาพยมหาชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๐ และโปรดใหสรางพระไตรปฎก
ดวย
สมยั อยุธยาตอนทีส่ าม (พ.ศ. ๒๑๗๓ - ๒๓๑๐)
พระมหากษัตริยท่ีมีพระนามย่ิงใหญท่ีสุดในศตวรรษน้ี ไดแกสมเด็จพระณารายณมหาราช
พระองคท รงมีบทบาทอยา งมากทั้งตอฝา ยอาณาจักรและศาสนจักร ทรงสง เสริมพระพุทธศาสนาอยาง
แรงกลา สมัยน้ีพวกฝรั่งเศสไดเขามาติดตอกับไทย และไดพยายามเผยแผพระพุทธศาสนา และทูล
ขอใหพระณารายณเขารีต แตพระองคทรงม่ันคงในพระพุทธศาสนา ทรงนําพาประเทศชาติรอดพน
จากการเปนเมอื งของฝร่งั เศสได เพราะมพี ระราชศรทั ธาตอ พระพทุ ธศาสนาอยา งจรงิ จงั
สมยั อยุธยาตอนที่ส่ี (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๑๐)
พระมหากษัตรยิ ทท่ี รงมบี ทบาทมากในยคุ น้ี ไดแ กส มเด็จพระเจาอยูหวั บรมโกศ ทรงเสวยราช
เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๕ การบวชเรียนกลายเปนประเพณีทีป่ ฏบิ ตั สิ บื ตอ กนั มาถึงยุคหลัง ถึงกับกําหนดใหผูท่ี
จะเปน ขุนนาง มยี ศถาบรรดาศักดิ์ตองเปนผูท่ีผานการบวชเรียนมาเทานั้น จึงจะทรงแตงต้ังตําแหนง
หนา ทใ่ี ห ในสมัยนี้ไดส งพระภกิ ษุเถระชาวไทยไปฟนฟูพุทธศาสนาในประเทศลังกาตามคําทูลขอของ
๑๘
กษตั รยิ ลงั กา เม่อื พ.ศ. ๒๒๙๖ จนทําใหพุทธศาสนากลับเจริญรุงเรืองในลังกาอีกครั้ง จนถึงปจจุบัน
และเกดิ นิกายของคณะสงฆไ ทยข้ึนในลังกา ช่อื วา นิกายสยามวงศ นกิ ายน้ยี ังคงมีอยูถงึ ปจจบุ ัน
๔. ดานการปกครอง
ชว งแรกมีการปกครองคลา ยคลึงกับในสมยั สโุ ขทัย พระมหากษัตรยิ มีสิทธิ์ปกครองโดยตรงใน
ราชธานี หากทรงใชอํานาจผานขาราชการและขุนนางเชนกัน นอกจากน้ียังมีระบบการปกครอง
ภายในราชธานที เี่ รียกวา จตุสดมภ ตามการเรียกของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงรา
ชานภุ าพ26๒๗ อันไดแก กรมเวยี ง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา
การปกครองนอกราชธานี ประกอบดวย เมืองหนาดาน เมืองช้ันใน เมืองพระยามหานคร
และเมืองประเทศราช โดยมีรูปแบบกระจายอํานาจออกจากศูนยกลางคอนขางมากเมืองหนาดาน
ไดแก ลพบุรี นครนายก พระประแดง และสุพรรณบุรี ต้ังอยูรอบราชธานีท้ังสี่ทิศ ระยะเดินทางจาก
ราชธานสี องวนั พระมหากษัตริยท รงสงเชื้อพระวงศที่ไววางพระทัยไปปกครอง แตรูปแบบน้ีนํามาซ่ึง
ปญ หาการแยงชงิ ราชสมบตั อิ ยบู อยครงั้ เมืองชัน้ ในทรงปกครองโดยผูรั้ง ถัดออกไปเปนเมืองพระยาม
หานครหรือหัวเมืองช้ันนอก27๒๘ ปกครองโดยเจาเมืองที่สืบเชื้อสายมาแตเดิม มีหนาท่ีจายภาษีและ
เกณฑผูคนในราชการสงครามและสุดทายคือเมืองประเทศราช พระมหากษัตริยปลอยใหปกครอง
กนั เอง เพยี งแตตอ งสง เครอ่ื งบรรณาการมาใหร าชธานีทกุ ป
สว นการปกครองสว นภูมภิ าคมีลกั ษณะเปลย่ี นไปในทางการรวมอาํ นาจเขาสูศ ูนยกลางใหมาก
ทสี่ ุด โดยใหเมืองชั้นนอกเขามาอยูภายใตอํานาจของราชธานี มีระบบการปกครองท่ีลอกมาจากราช
ธานี28๒๙ มีการลําดับความสําคัญของหัวเมืองออกเปนช้ันเอก โท ตรี สําหรับหัวเมืองประเทศราชน้ัน
สวนใหญไมคอยมีการเปล่ียนแปลงการปกครองมากนัก หากแตพระมหากษัตริยจะมีวิธีการควบคุม
ความจงรกั ภกั ดีตอราชธานีหลายวธิ ี เชน การเรยี กเจาเมืองประเทศราชมาปรึกษาราชการ หรือมารวม
พระราชพธิ บี รมราชาภิเษกหรือถวายพระเพลิงพระบรมศพในราชธานี การอภิเษกสมรสโดยการใหสง
ราชธิดามาเปนสนม และการสงขาราชการไปปกครองเมืองใกลเคียงกับเมืองประเทศราชเพื่อคอยสง
ขา ว ซง่ึ เมอื งทีม่ หี นาที่ดังกลา ว เชน พิษณุโลกและนครศรธี รรมราช29๓๐
๕. การลม สลายของอยธุ ยา
หลังจากยคุ สมยั อันนองเลือดแหงการตอสูของราชวงศ กรุงศรีอยุธยาเขาสู "ยุคทอง" สมัยที่
คอ นขางสงบในคร่ึงหลังของคริสตศตวรรษที่ ๑๘ เม่ือศิลปะ วรรณกรรมและการเรียนรูเฟองฟู ยังมี
สงครามกบั ตางชาติ กรุงศรีอยุธยาสรู บกับเจาเหงียน (Nguyễn Lords) ซึ่งเปนผูปกครองเวียดนามใต
๒๗ โกวิท วงศสุรวัฒน, การเมืองการปกครองไทย : หลายมิติ, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร คณะสังคมศาสตร ภาควิชารฐั ศาสตรและรฐั ประศาสนศาสตร, ๒๕๕๓ ), หนา ๕.
๒๘ โกวิท วงศส รุ วัฒน, เลมเดิม, หนา ๖.
๒๙ โกวิท วงศสุรวัฒน, เลม เดิม, หนา ๙.
๓๐ โกวทิ วงศส ุรวฒั น, เลมเดมิ , หนา ๑๐.
๑๙
เพอื่ การควบคุมกัมพชู า เร่ิมตง้ั แต พ.ศ. ๒๒๕๘ แตภัยคุกคามที่ใหญกวามาจากราชวงศอลองพญาซึ่ง
ไดผ นวกรัฐฉานเขามาอยูในอํานาจ
ชว ง ๕๐ ปสุดทายของราชอาณาจักรมีการสูรบอันนองเลือดระหวางเจานาย โดยมีพระราช
บัลลังกเปนเปา หมายหลกั เกดิ การกวาดลา งขา ราชสํานักและแมทัพนายกองท่ีมีความสามารถตามมา
สมเดจ็ พระที่น่ังสรุ ยิ าศนอมั รินทร (พระเจาเอกทัศ) พระมหากษัตริยพระองคสุดทาย บังคับใหสมเด็จ
เจาฟา อุทมุ พร พระอนุชา ซึ่งเปนพระมหากษตั ริยอยขู ณะนนั้ สละราชสมบัติและข้ึนครองราชยแ ทน
พ.ศ. ๒๓๐๓ พระเจา อลองพญา ทรงยกทพั รกุ รานอาณาจักรอยุธยา หลังจากอยุธยาวางเวน
ศกึ ภายนอกมานานกวา ๑๕๐ ป จะมีก็เพียงการนาํ ไพรพ ลเขาตอ ตกี นั เองเพ่ือแยงชิงอํานาจเทานั้น30๓๑
ซงึ่ ในขณะนัน้ อยธุ ยาเกดิ การแยงชิงบัลลังกระหวางเจาฟาเอกทัศกับเจาฟาอุทุมพร อยางไรก็ดี พระ
เจาอลองพญาไมอาจหกั เอากรุงศรอี ยุธยาไดใ นการทพั ครัง้ นน้ั
แตใน พ.ศ. ๒๓๐๘ พระเจามังระ พระราชโอรสแหงพระเจาอลองพญา ทรงแบงกําลัง
ออกเปนสองสวน และเตรียมการกวาสามป มุงเขาตีอาณาจักรอยุธยาพรอมกันทั้งสองดาน ฝาย
อยุธยาตานทานการลอมของทัพพมาไวได ๑๔ เดือน แตก็ไมอาจหยุดย้ังการกองทัพรัฐอังวะได
เน่อื งจากมีกาํ ลงั มาก และตองการทําลายศูนยอํานาจอยางอยุธยาลงเพ่ือปองกันการกลับมามีอํานาจ
อกี ทัง้ กองทพั อังวะยังตดิ ศกึ กับจีนราชวงศชิงอยูเนือง ๆ หากปลอยใหเกิดการสูรบยืดเย้ือตอไปอีก ก็
จะเปน ภัยแกอ งั วะ และมสี งครามไมจ บส้ิน ในท่ีสุดกองทัพอังวะสามารถหักเขาพระนครไดในวันที่ ๗
เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐
๑.๓.๓ สมยั ธนบุรี
เมอื่ คร้งั สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีรับราชการเปนพระยาตากในระหวา งสงครามการเสียกรุงศรี
อยธุ ยาครง้ั ที่สอง31๓๒ พระยาตากไดถ อนตวั จากการปองกันพระนครพรอมกับทหารจํานวนหน่ึงเพื่อไป
ต้ังตัว โดยนาํ ทพั ผา นบา นโพสามหาร บานบางดง หนองไมทรงุ เมอื งนครนายก เมืองปราจีนบรุ ี พัทยา
สัตหบี ระยอง โดยกลุมผูสนบั สนนุ พระยาตากไดยกยองใหใหเปน "เจาชาย"32๓๓ และตีไดเมืองจันทบุรี
และตราด เมื่อเดอื นมิถุนายน พ.ศ. ๒๓๑๐
ในเวลาใกลเคียงกัน ฝายกองทัพพมาไดคงกําลังควบคุมในเมืองหลวงและเมืองใกลเคียง
ประมาณ ๓,๐๐๐ คน โดยมสี กุ เี้ ปน นายกอง ต้งั คา ยอยทู บี่ า นโพธ์สิ ามตน พรอมกันนั้น พมาไดต้ังนาย
ทองอนิ ใหไ ปเปนผดู แู ลรกั ษาเมอื งธนบรุ ีไว อยา งไรก็ตาม ถึงแมวาอาณาจักรอยุธยาจะสิ้นสภาพลงไป
แลว แตยังมีหัวเมืองอีกเปนจํานวนมากท่ีไมไดรับความเสียหายจากศึกสงคราม หัวเมืองเหลาน้ันจึง
๓๑ Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit, A history of Thailand. (Cambridge
University Press, 2009) p. 22.
๓๒ John Bowman. Columbia Chronologies of Asian History and Culture. (Columbia
University Press). p. 514.
๓๓ วลั ลภา รงุ ศริ แิ สงรตั น, บรรพบรุ ุษไทย : สมัยกรุงธนบุรีและรตั นโกสนิ ทรต อนตน, (กรงุ เทพมหานคร :
โรงพิมพแ หง จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั , ๒๕๔๖), หนา ๕.
๒๐
ตางพากันต้ังตนเปน ใหญในเขตอทิ ธพิ ลของตน สวนทางดานพระยาตากเองก็สามารถรวบรวมกําลังได
จนเทียบไดก บั หนึง่ ในชมุ นุมทงั้ หลายนัน้ โดยมีจนั ทบุรเี ปน ฐานทีม่ นั่
ตอมา พระยาตากจึงนํากําลังท่ีรวบรวมประมาณ ๕,๐๐๐ คน ตีเมืองธนบุรีและอยุธยาคืน
จากขา ศกึ เสร็จแลว จึงสถาปนาตนเองขึ้นเปน พระมหากษัตริยแหง กรงุ ศรอี ยธุ ยา33๓๔และทรงสรางเมือง
หลวงใหม คือ กรุงธนบรุ ี
๑. รปู แบบเมอื งธนบรุ ี
คร้ันเม่ือพระเจามังระแหงอาณาจักรพมาทรงทราบขาวเรื่องการกอบกูเอกราชของไทย
พระองคจึงมีพระบรมราชโองการใหเจาเมืองทวายคุมกองทัพมาดูสถานการณในดินแดนอาณาจักร
อยุธยาเดิม เมื่อปลาย พ.ศ. ๒๓๑๐ แตก็ถูกตีแตกกลับไปโดยกองทัพธนบุรี ซึ่งสมเด็จพระเจากรุง
ธนบุรีทรงนําทพั มาดวยพระองคเอง
ตอมา สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีจึงโปรดใหจัดเตรียมกําลังเพื่อทําลายคูแขงทางการเมือง
เพ่ือใหเกิดการรวมชาติอยางมีประสิทธิภาพ ในป พ.ศ. ๒๓๑๑ ทรงมุงไปยังเมืองพิษณุโลกเปนแหง
แรก ทวา กองทพั ธนบรุ พี ายตอกองทัพพิษณโุ ลก ณ ปากนํ้าโพ จึงตองเลื่อนการโจมตีออกไปกอน แต
ภายหลังเจาพิษณุโลกถึงแกพิราลัย ชุมนุมพิษณุโลกออนแอลงและตกอยูภายใตอิทธิพลของเจาพระ
ฝางแทน
สมเด็จพระเจา กรุงธนบรุ ีไดเปลยี่ นเปา หมายไปยงั ชมุ นมุ เจาพมิ าย เนือ่ งจากทรงเหน็ วาควรจะ
ปราบชุมนุมขนาดเล็กเสียกอน กรมหม่ืนเทพพิพิธสูไมได ทรงจับตัวมายังกรุงธนบุรี และถูกประหาร
ระหวางเดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๑๑34๓๕ เมื่อขยายอํานาจไปถึงหัวเมืองลาวแลว
สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีทรงพยายามใชพระราชอํานาจของพระองคชวยให นักองราม เปนกษัตริย
กมั พชู า โดยพระองคโปรดให กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาท เปน แมท พั ไปตกี มั พูชา แตไ มสาํ เรจ็
๒. กษัตริยใ นสมัยธนบุรี
กรุงธนบุรีเปน ราชธานีเพยี งแค ๑๕ ปแ ละมกี ษัตริยท่ีครองราชยสมบัติเพียงแคพระองคเดียว
เทา น้ัน กค็ อื พระเจาตากสนิ มหาราช
๓. ศาสนาในกรงุ ธนบรุ ี
๓๔ จรรยา ประชิตโรมรัน, สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๔๙), หนา ๕๕.
๓๕ นิธิ เอียวศรีวงศ, การเมืองไทยสมัยพระเจากรุงธนบุรี, (กรุงเทพมหานคร : มติชน, ๒๕๕๐), หนา
๑๕๘.
๒๑
จดั สังฆมณฑลใหเ รยี บรอ ย ประชุมพระสงฆท่ีวัดบางหวาใหญ(วัดระฆัง) และแตงตั้งสังฆราช
ในสมัยของพระองคมีสังฆราชปกครองสังฆมณฑลถึง ๓ พระองคตามลําดับดังน้ี คือ สมเด็จ
พระสังฆราช (ดี วดั ประด)ู สมเดจ็ พระสังฆราช (ศรี วดั พนัญเชิง) และสมเด็จพระสงั ฆราช (ชนื่ )
ทรงบูรณะพระอารามตาง ๆ ประมาณ ๒๐๐ หลัง เชน อุโบสถ , วิหาร , เสนาสนะ ทรง
สนับสนุนการเรียนพระไตรปฎก จัดต้ังฝายสังฆการี ธรรมการ หรือแผนกทําบัญชีพระสงฆ ได
พระราชทานไตรจีวร ๑ ไตรแกพ ระภกิ ษผุ ูศกึ ษาพระไตรปฎ กพรอมทั้งถวายปจจัยรูปละ ๑ บาท และ
ใหชางศลิ ปจัดการเขียนจติ กรรมสมุดภาพไตรภมู พิ ระรว ง
ทรงบาํ รงุ พระพทุ ธศาสนาทีน่ ครศรธี รรมราช โดยการถวายปจจัยแกวัดตาง ๆ ถวายปจจัยแก
พระภิกษุ-สามเณรรูปละ ๑ บาท และถวายขาวสารรูปละ ๑ ถุง พรอมท้ังถวายผาไตรแกพระภิกษุ
สามเณรทีข่ าดแคลน หลงั จากนัน้ ไดพระราชทานปจจัยผูยากจนทม่ี าถอื ศลี ในวนั อโุ บสถคนละ ๑ สลึง
ทรงไดใ หนักปราชญร าชบัณฑติ ก็มี เชน พระเทพกวี เปน ตนรวมพระไตรปฎกใหสมบูรณมาก
ขึ้น เพราะในขณะน้ันพระไตรปฎกถูกพมาเผาเสียจึงขาดหายไปบางคัมภีร และไดนําหนังสือวิสุทธิ
มรรคจากนครศรธี รรมราชมาที่กรุงธนบรุ ี35๓๖
๕. การลมสลายของธนบุรี
การสิ้นสุดของสมัยกรุงธนบุรี เกิดเหตุจลาจลในปลายรัชกาลของสมเด็จพระเจาตากสิน
มหาราช คือ พระยาสรรคไดต้ังตัวเปนกบฏ ไดบุกมาแลวบังคับใหพระองคผนวช ขณะนั้น สมเด็จ
เจาพระยามหากษัตริยศึกทรงทําศึกอยูที่กัมพูชา ทรงทราบขาวจึงไดเสด็จกลับมายังกรุง ได
ปราบปรามจลาจลแลว สืบสวนหารือควรสําเร็จโทษสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี สมเด็จเจาพระยามหา
กษตั รยิ ศึกไดป ราบดาภเิ ษกขนึ้ เปนพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริยแหง
ราชวงศจักรี และโปรดเกลาใหยายราชธานีมายังฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยา และในตอมาได
พระราชทานนามใหมวา กรุงรัตนโกสินทร สมเด็จพระมหาอุปราช เจาฟากรมขุนอินทรพิทักษ พระ
ราชโอรสพระองคโ ตในสมเดจ็ พระเจา กรุงธนบรุ ี ถกู สําเร็จโทษดว ยทอ นจนั ทนเชน กนั
๑.๓.๔ สมัยรตั นโกสนิ ทรกอนเปลีย่ นแปลงการปกครอง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดใหสรางพระราชวังข้ึนทางฝง
ตะวนั ออกของแมนา้ํ เจา พระยาในบรเิ วณกําแพงพระนครเดิมสมัยกรุงธนบุรี บริเวณที่สรางพระราชวัง
น้ัน เดิมเปนที่อยูอาศัยของพระยาราชเศรษฐีและชาวจีน ซึ่งไดโปรดใหยายไปอยูที่สําเพ็ง ในการ
กอสรางพระราชวังโปรดใหพระยาธรรมาธิบดี กับพระยาวิจิตรนาวีเปน แมกองคุมการกอสรางพระ
๓๖http://www.baanjomyut.com/library_2 / extension3 / buddhism_into_thailand/2 0 . html
[๑๒ ส.ค. ๒๕๕๙].
๒๒
ราชนิเวศนมณเฑียรใหมใหมีลักษณะคลายกรุงศรีอยุธยา เมื่อทรงประกอบพระราชพิธียกหลักเมือง
แลว จึงเริม่ กอสรางพระราชวงั หลวงในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๓๒๕36๓๗
ในยุคนี้อิทธิพลของตะวนั ตกเรม่ิ แผข ยายเขามาในภูมิภาค โดยเรมิ่ ต้ังแต พ.ศ. ๒๓๒๘ อังกฤษ
ยึดครองปนัง และใน พ.ศ. ๒๓๖๒ เขามาตั้งสิงคโปร ไมนาน อังกฤษก็ไดเขามาแทนที่ฮอลันดาและ
โปรตุเกสเปนชาตติ ะวนั ตกที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองหลักในสยาม อังกฤษคัดคานระบบ
เศรษฐกิจสยาม ซ่ึงเจานายเปนผูผูกขาดการคา และธุรกิจถูกจัดเก็บภาษีตามอําเภอใจ ใน พ.ศ.
๒๓๖๔ ลอรดฮัสตงิ สแ หง บริษทั อนิ เดยี ตะวนั ออก ซง่ึ ขณะน้ันเปนขาหลวงใหญแหงอินเดีย สงตัวแทน
ของบริษัท จอหน ครอวเฟรด เปนคณะทูตเพ่ือเรียกรองใหสยามยกเลิกการจํากัดการคาเสรี อันเปน
สัญญาณแรกของประเดน็ ซง่ึ จะครอบงาํ การเมอื งของสยามในคริสตศ ตวรรษท่ี ๑๙
ในทางเศรษฐกิจ นับแตกอต้ังราชอาณาจักรรัตนโกสินทร พอคาจีนมีบทบาทเพ่ิมข้ึนอยาง
มาก จากเดิมทถ่ี ูกขับไลอ อกไปโดยสมเดจ็ พระเจากรงุ ธนบุรี นอกเหนือจากพอคา ชาวจีนท่ีเปนชาวนา
กเ็ ขามาแสวงโชคไมหยุดหยอ นในราชอาณาจักร ผูปกครองสมัยนี้ตอนรับชาวจีนเพราะเปนแหลงการ
ฟน ฟเู ศรษฐกิจ พอคาเช้ือสายจีนบางคนไดกลายมาเปนขาราชสํานึกถือตําแหนงสําคัญ วัฒนธรรมจีน
เชน วรรณกรรม ไดรับการยอมรับและสนับสนุน ความสัมพันธของสยามกับจักรวรรดิจีนน้ันเขมแข็ง
ซึ่งรับประกันโดยคณะทูตบรรณาการ ซ่ึงดําเนินเร่ือยมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา
เจาอยูหัว ดงั นัน้ ชาวจีนจึงมบี ทบาทสําคญั ย่ิงในการเกิดใหมข องราชอาณาจกั รรัตนโกสินทร
ชวงที่สมัยน้ีมีการปฏิรูปคือสมัยรัชกาลท่ี ๕ ไดมีการปฏิรูปทางการเมืองอยูบาง แต
พระมหากษัตรยิ ยงั ทรงเปน สมบูรณาญาสทิ ธริ าช ซ่งึ ทรงเปนหัวหนาคณะรัฐมนตรีและทรงแตงต้ังพระ
ประยูรญาติดํารงตําแหนงในทุกหนวยงานของรัฐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ซ่ึงทรงมี
การศึกษาแบบตะวันตก ทรงทราบวา สวนท่ีเหลือของชาติใหมนี้ไมอาจถูกตัดออกจากรัฐบาลได
ตลอดไป แตพระองคไมศรทั ธาในประชาธิปไตยแบบตะวันตก พระองคท รงปรบั การสงั เกตความสําเร็จ
ของพระมหากษตั ริยองั กฤษในการปกครองอนิ เดีย โดยทรงปรากฏพระองคแกสาธารณะบอยคร้ังข้ึน
และทรงริเริม่ พระราชพิธเี พิ่มขนึ้ อยางไรก็ดี พระองคยังดําเนินแผนการปฏิรูปประเทศใหทันสมัยตอ
จากพระราชชนก มีการยกเลิกพหุสามีภริยา ริเร่ิมการศึกษาขั้นประถมแบบบังคับ และใน พ.ศ.
๒๔๕๙ มีการกอตั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยอันเปนจุดเร่ิมตนของอุดมศึกษา ซึ่งตอมาจะกลายเปน
แหลง เพาะกลุมปญญาชนใหมข องสยาม
กรุงเทพมหานครกลายเปนเมืองหลวงของชาติมากข้ึนทุกที รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลาเจาอยูหัวเริ่มโครงการพัฒนาท่ัวประเทศหลายอยาง แมจะประสบปญหาดานการเงิน มี
ถนน สะพาน ทางรถไฟ โรงพยาบาลและโรงเรียนผุดข้ึนเปนดอกเห็ดทั่วประเทศดวยงบประมาณ
แหง ชาติจากกรุงเทพมหานคร ตาํ แหนง อุปราชทีเ่ พ่งิ ต้ังใหมถ ูกแตง ตั้งไปประจาํ มณฑลเทศาภิบาล เปน
ผูแทนของพระมหากษัตริยคอยกาํ กับเร่ืองการปกครองในจังหวัดตาง ๆ
๓๗ กรมศิลปากร, กองจดหมายเหตุแหงชาติ, จดหมายเหตุการณอนุรักษกรุงรัตนโกสินทร
(กรุงเทพมหานคร : สหประชาพาณชิ ย, ๒๕๒๕), หนา ๓๓.
๒๓
พระองคย ังไดทรงจัดตั้งกองเสือปา ซ่ึงเปนองคการกําลังกึ่งทหารของสยามที่มีการผสมรวม
"คณุ ลกั ษณะท่ีดี" เขาเพือ่ สง เสริมอดุ มการณของชาติ พระองคยงั ทรงจัดตั้งสาขาเยาวชนซ่ึงดํารงมาถึง
ปจ จุบันเปนคณะลูกเสือแหงชาติ พระองคทรงใชเวลามากในการพัฒนาขบวนการดังกลาว ดวยทรง
เหน็ วา เปน โอกาสทีจ่ ะสรางพันธะระหวา งพระองคก ับพลเมอื งทีจ่ งรกั ภักดี เหลา อาสาสมคั รที่ต้ังใจสละ
ชพี เพ่อื ชาตแิ ละพระมหากษัตรยิ นอกจากน้ียังเปน หนทางหนึ่งท่ีพระองคจะเลือกและใหเกียรติแกผูที่
พระองคโปรด ขบวนการกง่ึ ทหารดังกลาวนี้สวนใหญหายไปเมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๗๐ แตมีการฟนฟูและวิ
วัฒนามาเปนกองอาสารักษาดินแดน หรือเรยี ก ลกู เสอื ชาวบา น
รูปแบบรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวแตกตางจากรัฐบาลในพระราช
ชนก ชว งตนรชั กาลที่ ๖ พระมหากษัตริยใชคณะของพระราชชนกและกจิ วัตรประจําวันของรัฐบาลยัง
ไมมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ฉะนั้นกิจการประจําวันท่ีกําลังดําเนินอยูสวนมากจึงอยูในมือของผูมี
ประสบการณและความสามารถ ซึง่ บคุ คลเหลานไ้ี ดทําใหสยามกาวหนา เชน การพัฒนาแผนแหงชาติ
ใหการศึกษาแกป ระชากรทง้ั หมด การจัดต้งั คลินกิ ที่มกี ารฉีดวคั ซีนปอ งกันโรคฝด าษฟรี และการขยาย
ทางรถไฟอยา งตอ เนอ่ื ง
อยางไรกด็ ี ตาํ แหนง อาวุโสคอ ย ๆ ถูกแทนทีด่ ว ยพรรคพวกของพระมหากษัตริย เมื่อถึง พ.ศ.
๒๔๕๘ คณะรัฐมนตรีครง่ึ หนึ่งเปนหนา ใหม ทโี่ ดดเดนเห็นจะเปน การเขามาของเจาพระยายมราช (ปน
สุขุม) แทนสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพในตําแหนงเสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพลาออกจากตําแหนงดวยเหตุผลอยางเปนทางการวา
สุขภาพไมดี แตอันทีจ่ ริงเปนเพราะการไมลงรอยกบั พระมหากษตั รยิ
หลังจากน้นั มาไมนานก็เกดิ การเปลีย่ นแปลงครงั้ ใหญข้ึนเมื่อวันท่ี ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
ซึ่งมีผลทําใหราชอาณาจักรสยามเปล่ียนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยไปเปน
ราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเปนระบอบประชาธิปไตยแบบ
รฐั สภา เกิดข้นึ จากคณะนายทหารและพลเรือนที่ประกอบกัน เรียกตนเองวา "คณะราษฎร" โดยเปน
ผลพวงจากการเปล่ียนแปลงทางประวตั ิศาสตรโลก ตลอดจนการเปล่ียนแปลงทางสังคมและการเมือง
ภายในประเทศ การปฏวิ ัตดิ ังกลาวทําใหประเทศสยามมีรฐั ธรรมนญู ฉบับแรก
การปฏิวัติดังกลาวมีผลกระทบใหญหลวงตอสถาบันพระมหากษัตริยไทย เนื่องจาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงถูกจํากัดพระราชอํานาจและเอกสิทธ์ิท่ีมีมาแตโบราณ แม
จะทรงไดรับถอยคําที่อบอุนและเปนมิตร แตพระองคก็ยังทรงอยูในความหวาดกลัวและทรงวิตกวา
การเผชิญหนา ระหวางพระองคกับคณะราษฎรในภายภาคหนาจะทําใหพระองคและสมเด็จพระนาง
เจาราํ ไพพรรณี พระบรมราชินจี ะทรงไดรบั อนั ตราย เมื่อปลายป พ.ศ. ๒๔๗๕ พระองคทรงมีลายพระ
หัตถเลขาถึงพระนัดดา พระเจาวรวงศเธอ พระองคเจาจุลจักรพงษ เก่ียวกับการตัดสินพระทัยเสด็จ
กลบั กรงุ เทพมหานครวา "... เราท้ังหมดตางก็คอ นขา งรูดีวาเราอาจกาํ ลงั จะตาย"37๓๘ บทบาทท่ีไมมั่นคง
๓๘ Chakrabongse, HRH Chula, Prince of Thailand . Twain Have Met: An Eastern Prince
Came West. (United Kingdom : G.T. Foulis & Co. Ltd.), p. 161.
๒๔
ของพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญและความไมพอใจตอการยึดอํานาจของพระยาพหลพล
พยุหเสนาลงเอยดวยรัฐประหารซอน ท่ีเรียกวา กบฏบวรเดช ซึ่งประกอบดวยกลุมนิยมเจาในเดือน
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ นําโดย พระวรวงศเธอ พระองคเจาบวรเดช และเจานายอีกหลายพระองคท่ี
สูญเสียอิทธิพลและตําแหนงไปยังถาวรเนื่องจากการปฏิวัติและคณะราษฎร กบฏดังกลาวลมเหลว
และแมจะไมมีหลักฐานวา พระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจาอยูห ัวทรงเขาแทรกแซง แตการวางพระองค
เปนกลางและการตัดสินพระทัยท่ีไมเด็ดขาดระหวางความขัดแยงชวงสั้น ๆ นี้ทําใหพระองคสูญเสีย
ความเชื่อมั่นและบารมี ทําใหสามปหลังการปฏิวัติ พระองคทรงสละราชสมบัติและเสด็จออกนอก
ประเทศโดยไมเ สด็จกลบั มาอกี เลย38๓๙
๑.๓.๕ สมยั เปลยี่ นแปลงการปกครองถึงปจ จุบัน
หลังการปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ในชวงที่พระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๗ ข้ึนครองราชยน้ันสังคมไทยไดกาวสูความเปนอารยะตามแบบ
ตะวันตก โดยเฉพาะอยางย่ิงความเจริญท่ีปรากฏอยูในรูปของวัตถุไมวาจะเปนถนนหนทาง รถไฟ
ไฟฟา ประปา เข่ือนชลประทาน โรงพยาบาล ระบบการสื่อสารคมนาคม ท่ีทําการรัฐบาล หางราน
และตึกรามบานชอง ตลอดจนเครื่องใชอันทันสมัย อันมีเจานายและชนช้ันสูงเปนผูนําการ
เปล่ียนแปลง สวนชาวบานสามัญชนเปนผูตาม นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงในขนบธรรมเนียม
บางอยางเพ่ือใหสอดคลองกับการปกครองระบบใหม ทั้งน้ีเพราะรัฐบาลตองติดตอกับชาติอื่น ๆ ทั่ว
โลก จึงตองปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไทยใหเปนสากลและสอดคลองกับความเปนไปของโลก
แตใ หคงเอกลกั ษณของความเปนไทยไวที่เดนชัดในสมัยนั้นก็คือเรื่องการแตงกายในสมัย จอมพล ป.
พิบูลสงคราม เปน นายกรัฐมนตรี ( พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๗ ) ไดมีบัญญัติเรียกวา “รัฐนิยม” ซึ่งเปน
การปลุกระดมอยางรุนแรง ซึ่งแสดงนโยบายของประเทศวาตองการใหประชาชนคนไทยรักหวงแหน
และภมู ิใจในความเปนไทย เชน ใหขา ราชการแตงเคร่ืองแบบตามท่ีกําหนด หามสวมกางเกงแพร ให
ทกั ทายกนั ดวยคําวา “สวัสดี” หา มกินหมาก ใหสวมหมวกทุกคร้ังที่ออกจากบาน ใชคําขวัญปลุกใจ
ทุกเชากอนเรยี น การยกเลกิ บรรดาศกั ดโิ์ ดยใหใ ชเ พียงชอื่ สกุล เหมือนคนทว่ั ไป การเคารพธงชาติและ
เพลงสรรเสรญิ พระบารมใี นโรงมหรสพ39๔๐
ในปจจบุ นั สังคมไทยเปนสังคมทนุ นยิ มทท่ี ั้งเศรษฐกจิ การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม
ถูกครอบงาํ โดยกลุมทนุ ใหญผกู ขาดไทยและกลมุ ทนุ ครอบโลก ไมเ ปนอิสระ ไมเปนตัวของตัวเอง และ
พ่ึงตนเองไมได สําหรับศักดินาแมไมดํารงเปนระบอบเศรษฐกิจในสังคมไทยปจจุบัน และชนชั้นสูง
(หรือเจาที่ดินใหญ)ในระบอบศักดินาที่ไดสะสมทรัพยสินเงินทุนจํานวนมากจากสังคมศักดินาก็ได
ปรบั ตวั กลายเปนกลุมทนุ ใหญห รือกลุมทนุ ใหญผกู ขาด เขา รวมอยูใ นขบวนแถวของชนช้ันนายทุนใหญ
ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไปแลว แตสิ่งตกทอดจากระบอบศักดินาก็ยังมีอิทธิพลอยูไมนอยในดาน
๓๙ Stowe, Judith. Siam Becomes Thailand: A Story of Intrigue. (United Kingdom : C.
Hurst & Co. Publishers.), P.71.
๔๐ http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/6-6/2475tonow.htm [๑๒
ส.ค. ๒๕๕๙].
๒๕
การเมือง การปกครอง วฒั นธรรม และรูปการจิตสํานึกของสังคม หรือกลาวไดวา ลักษณะสังคมไทย
เปน สังคมทนุ นิยมผกู ขาดลา หลงั ท่เี ปนบริวารของทุนนิยมครอบโลกซึ่งยังมีอิทธิพลแบบศักดินาดํารง
อยู
๑.๔ ลักษณะโครงสรางทางสังคมของสังคมไทย
จากหวั ขอ ท่ีผา นมาเราไดศกึ ษาเกี่ยวกับความเปนมาของชนชาติไทยและสังคมไทยในยุคตาง
ๆ ซึ่งพบวาประเทศไทยเราน้ันกําเนิดข้ึนมานานมากแลวและในขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการตามยุค
สมยั มาเรอื่ ย ๆ สังคมไทยเปนสังคมท่ีมีโครงสรางทางสังคมเชนเดียวกับโครงสรางทางสังคมทั่วไปใน
เร่ืองของกลุมสังคมและสถาบันสังคม การท่ีสังคมไทยมีการเปล่ียนแปลงมาโดยตลอด ท้ังที่เปนการ
เปลี่ยนแปลงแบบไมม แี บบแผนและมีแบบแผนกอ ใหเกิดท้ังผลดีและผลเสียขึ้นในสังคมไทย ในแงของ
ผลเสีย พบวา กระบวนการของความเปล่ียนแปลงดังกลาวกอใหเกิดปญหาในสังคมไทยมากมาย
จาํ เปน อยางย่ิงท่ีสมาชกิ ทกุ คนในสงั คมไทยตอ งใหค วามรวมมือ ในการรวมแกไ ขปญหา
๑.๔.๑ ความหมายของโครงสรา งทางสงั คม
โครงสรางทางสังคม หมายถึง สวนตาง ๆ ที่ประกอบกันเปนระบบความสัมพันธของสังคม
มนุษย สวนประกอบดังกลาวจะตองเปนเคาโครงที่ปรากฏในสังคมมนุษยทุก ๆ สังคม แมวาจะมี
รายละเอียดปลีกยอยแตกตางกนั ไปในแตละสังคมก็ตาม
โครงสรางสงั คมประกอบดว ย
๑. กลุมสังคม
๒. สถาบนั ทางสังคม
๓. สถานภาพและบทบาทในสงั คม
๔. บรรทัดฐานทางสงั คม
๑.๔.๒ โครงสรา งของสังคมไทย
ถากลาวถึงโครงสรางของสังคมไทยเราสามารถที่จะจําแนกโครงสรางที่วานี้ออกเปน ๒
ประการหลกั ๆ กค็ ือ สงั คมเมอื งกบั สังคมชนบท ดังนี้
๑. สงั คมชนบท
สังคมชนบท เปนเขตพ้ืนท่ีท่ีพนจากตัวเมืองออกไปหรืออาจเปนพ้ืนท่ีท่ีอยูนอกเขตเทศบาล
เปนเขตท่ีมีความเจริญทางดานวัตถุนอย มีการรวมกลุมอยางไมเปนทางการ ประชากรสวนใหญ
ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมง เลี้ยงสัตว หนวยทางสังคมของชุมชนชนบท หมายถึง หมูบาน
ซง่ึ หมูบานหมหู น่งึ อาจมีจาํ นวนประชากรประมาณ ๒๐ ครวั เรอื น ถงึ ๑๐๐ ครวั เรือนก็ได
สังคมชนบทมีลักษณะเปนครอบครัวขนาดใหญ ( ครอบครัวขยาย ) สมาชิกในครอบครัวมัก
ชวยกันทํางานเพ่ือผลิตอาหาร ชาวชนบททํางานเปนฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดม่ันใน
ขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาอยางเครงครัด วัดเปนศูนยกลางรวมจิตใจของชาวชนบท รวมทั้งใช
๒๖
ประกอบกิจกรรม พิธกี รรมตางๆ และใชดานการศกึ ษา สภาพสังคมชนบทในปจจุบันทําใหเกิดปญหา
๒ ประการ คือ
- ปญหาทางสังคมซง่ึ ชาวชนบทตอ งประสบ เชน ปญ หาความยากจน ปญ หาเศรษฐกิจ
- ปญหาทางวฒั นธรรม ปจ จบุ นั ชาวชนบทไดรบั วทิ ยาการสมัยใหมตา งๆ ซ่ึงมีอิทธิพลตอ
ชาวชนบทเปนอนั มาก เชน เคร่ืองจกั รทนุ แรงสาํ หรบั การประกอบอาชีพ อปุ กรณท่ที าํ ใหก ารดํารงชีวิต
ไดร ับความสะดวกสบายขึ้น อนั สงผลทําใหตนทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความส้ินเปลืองมากขึ้นตามไป
ดว ย
ลักษณะทวั่ ไปของสังคมชนบท
สังคมไทยเปนสังคมเกษตรเพราะประชากรสวนใหญของประเทศประกอบอาชีพทางการ
เกษตร ดังนนั้ สงั คมชนบทจงึ จดั ไดวา เปนโครงสรางท่ีสําคัญที่สุดของสังคมไทย ลักษณะท่ัวไปของ
สังคมชนบทจะมลี ักษณะ ดงั นี้
๑. ครอบครัวเปน หนวยสาํ คญั ของเศรษฐกิจ เปน ท้ังหนว ยการผลิตและหนวยบริโภค สิ่งของ
เครื่องใชและอาหารจะผลิตขึ้นใชเอง และยังมีดภาระหนาท่ีอ่ืน ๆ เชน ถายทอดความรูทางอาชีพ
อบรมส่ังสอนเร่ืองคณุ ธรรมใหแกส มาชกิ ในครอบครวั เปนตน
๒. สมาชิกของครอบครัวมีความสัมพันธกันอยางแนนแฟน สมาชิกในชุมชนจะให
ความสําคัญในเรอ่ื งความเปนมิตรตอเพื่อนบาน มีการติดตอกันแบบเปนกันเอง เอ้ือเฟอและจริงใจ
ตอกัน
๓. ลกั ษณะของครอบครัวเปน แบบครอบครวั ขยาย สมาชกิ ประกอบดวยหลาย ๆ ครอบครัว
ซึง่ เปน เครอื ญาตกิ นั มาอยรู วมในครวั เรือนเดียวกนั หรือบรเิ วณใกลเคยี งกัน
๔. วดั เปน สถานที่สําคัญในการประกอบกิจกรรมตาง ๆ ทางศาสนาเปนแหลงสําคัญในการ
ใหการศึกษาและอบรมบมนิสัยแกประชาชน คานิยมในเร่ืองคุณความดีทางศาสนาเปนตัวควบคุม
ความประพฤตขิ องคนในชมุ ชน
๕. ชาวชนบทสวนใหญยดึ ม่นั อยกู ันประเพณีเดิมเปน อยางดี ไมคอยยอมรบั การเปล่ียนแปลง
๖. ชาวชนบทจะพึ่งส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติและอยูใกลชิดกับธรรมชาติ ทําใหผูกพันกับ
ความเชอ่ื ในสง่ิ ศักด์ิสทิ ธิ์ ไสยศาสตร โชคลาง หรอื ส่งิ ที่อยเู หนือธรรมชาติ
๗. ชาวชนบทสว นใหญจะยดึ ม่นั ในหลักธรรมคําสอนทางศาสนาและเขารวมพิธีกรรมตาง ๆ
อยางพรอมเพรียงกัน เชน งานบวช งานศพ และงานบุญตาง ๆ
๘. ความหนาแนนของประชากรตอพืน้ ที่ต่ํามากเม่อื เทียบกับความหนาแนนของประชากร
๒. สังคมเมอื ง
๒๗
สงั คมเมอื ง หมายถงึ บรเิ วณทีม่ ีประชากรอาศยั อยรู วมกันเปนจาํ นวนมาก เปนศูนยกลางของ
ความเจรญิ ตา งๆ การคมนาคมสะดวก ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย ความสัมพันธของคนใน
สงั คมเมืองเปนไปอยางมีระเบียบแบบแผน โดยมากมกั จะติดตอกันดวยตําแหนงหนาท่ีการงาน ความ
จริงใจที่มีตอ กันนอ ยมาก ความสมั พันธข องชาวเมืองมีการจดั ตงั้ เปน กลุมตางๆ
สงั คมเมอื งมีลกั ษณะเปนครอบครัวขนาดเล็ก ( ครอบครัวเด่ียว ) สมาชิกในครอบครัวมักจะ
ประกอบอาชีพแตกตา งกัน วดั เปนเพียงแหลง ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเทาน้ัน ไมไดเปนศูนยรวม
จติ ใจเหมือนกับสังคมชนบทพฤติกรรมของชาวเมืองจะยึดกฎหมายเปนหลัก เศรษฐกิจในสังคมเมือง
จะมีความยุง ยากมาก
สังคมเมืองเมอื ง จดั วาเปนศนู ยกลางความเจรญิ และมคี วามเส่ือมรวมอยูดวย เมืองเปนสถาน
ทีต่ ้ังถิ่นฐานอันถาวร หนาแนน ดวยประชากร และเปนที่รวมของผูค นท่ีมีความ แตกตางทางพื้นเพโดย
ชุมชนเมอื งมักอยูในเขตเมืองหรอื เทศบาล
ลักษณะทัว่ ไปของสังคมเมอื ง
๑. ลักษณะความสมั พนั ธท ม่ี ตี อ กันของบุคคลในเมอื ง มกั จะตดิ ตอ กนั ดว ยตาํ แหนงหนาท่ีการ
งาน โดยคาํ นึงถึงผลประโยชนตอบแทนจากความสัมพนั ธน น้ั
๒. ความผูกพันในครอบครัวมีนอย มีลักษณะเปนครอบครัวเด่ียวโดยเฉพาะอยางย่ิงความ
ผูกพนั กับเพอ่ื นบา นมนี อยลง ท้งั นเ้ี พราะความจําเปน ทางเศรษฐกิจและการที่ตองแขงขันแยงชิงกันใน
การดาํ รงชีวิต
๓. อาชีพของชาวเมอื งมีความแตกตางกนั มาก งานสวนใหญเปนงานเกี่ยวกับการบริการหรือ
งานที่ตอ งอาศัยความชํานาญพิเศษ การประกอบอาชีพเปนไปตามความสามารถเฉพาะของบคุ คล
๔. สภาพแวดลอมสวนใหญจะเปนอาคารบานเรือน และถนนหนทาง ชีวิตผูคนไมคอยมี
ความผกู พันกับธรรมชาติ
๕. เปนสังคมท่ีเนนวัตถุนิยม และความทันสมัยแบบตะวันตก ทําใหไมคอยมีความ
เอ้ือเฟอ เผื่อแผ การชวยเหลอื พึ่งพาอาศัยกันมนี อ ย เพราะมีสิง่ อํานวยความสะดวกอยรู อบตวั
๖. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเปนไปอยางรวดเร็ว เนื่องจากความเจริญกาวหนาทาง
วิทยาศาสตร และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทําใหชาวเมืองสรางสรรคสิ่งใหม ๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลง
อยา งตอ เนอื่ ง
๗. เปนศูนยรวมของธุรกิจการคาขาย การศึกษา การปกครอง ตลอดจนการคมนาคมขนสง
การสอื่ สาร และการบริหารตาง ๆ ทง้ั องคก รในภาครัฐและเอกชน
๒๘
๑.๕ ระบบความเชอื่ ของสังคมไทย
๑.๕.๑ ความหมายของความเช่ือ
ความเชื่อ หมายถงึ เชอื่ สงิ่ ที่ควรเชอ่ื ความเชอ่ื ทป่ี ระกอบดวยเหตุผล ความม่ันใจในความจริง
ความดสี ่งิ ทด่ี ีงามและในการทาํ ความดไี มล ไู หลตื่นตูม ไปตามลักษณะอาการภายนอก40๔๑
พจนานุกรมศพั ทปรัชญา ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน ใหความหมายของความเชอ่ื ไววา ความเชื่อ
หมายถึง การยอมรบั วา ส่งิ ใดสง่ิ หน่งึ เปนความจรงิ หรอื มกี ารดํารงอยูจริง โดยอาศัยประสบการณตรง
การไตรต รอง หรือการอนมุ าน41๔๒
โดยสรุป ความเชือ่ คอื การยอมรับวาสิ่งใดสิ่งหน่ึงเปนความจริงหรือเปนสิ่งท่ีเราไวใจ ความ
จริงหรือความไววางใจที่เปนรูปของความเช่ือน้ัน ไมจําเปนวาจะตองเปนความจริงท่ีตรงตามหลัก
เหตุผลหรือหลักวิทยาศาสตรใดๆ คนที่เชื่อในฤกษยามก็จะถือวา วันเวลาการโคจรของดวงดาวจะ
กอใหเกิดผลตอตวั มนษุ ย คนทเ่ี ชือ่ เคร่อื งรางของขลังก็จะมีความยดึ มน่ั วา เครื่องรางของขลังใหคุณให
โทษแกตนไดจริง ตัวอยางของความเชื่อ ไดแก ไสยศาสตร โหราศาสตร โชคลาง ของขลัง ผีสาง
นางไม ความเชอื่ อาํ นาจลึกลับ ส่ิงศกั ดส์ิ ิทธิ์ อิทธฤิ ทธ์ิปาฏิหาริย เหลานีเ้ ปนตน
๑.๕.๒ ประเภทของความเชอ่ื
ความเช่ือของมนุษยม ีอยมู ากมาย แตละภูมิภาคอาจจะมีสวนที่คลายคลึงกันและแตกตางกัน
ไปบา ง อยางไรกต็ าม เราสามารถแบง ออกไดเปน ๒ ประเภทใหญๆ คอื
๑. ความเชื่อท่ัว ๆ ไป หรือความเช่ือธรรมดา (beliefs) ซึ่งคนสวนใหญจะมีอยู สามารถ
แบงยอ ยออกไปไดด ังน้ี
๑.๑ ความเชื่อปรากฏการณธรรมชาติ ไดจากการที่มนุษยในสมัยแรกๆ อาศัย
ธรรมชาติเปนอยู เมือ่ ฝนตก ฟารอง กก็ ลวั บางทเี กิดฟาผาลงมาตนไดรับอันตรายก็เขาใจวาธรรมชาติ
ลงโทษเพราะพระเจาทานพิโรธ เมื่อนํ้าทวมใหญหรือฝนแลง ก็วาพระเจาลงโทษ จึงหาวิธีกราบไหว
ออนวอนมใิ หทา นลงโทษ เปน ตน
๑.๒ ความเช่ือเก่ียวกับยากลางบาน ความเช่ือในเรื่องน้ีเกิดข้ึนเมื่อมนุษยเจ็บปวย
ไมส ามารถประกอบอาชีพ ก็หาหยูกยาอนั เปน สมุนไพรมารักษาหายบางไมหายบางเพราะยาออกฤทธ์ิ
ชา เชน คนปากเปนนกกระจอกก็เอาเปลอื กแคมาเค้ียว เปน ตาแดงใหเคยี้ วกระเทยี มเปา ทีต่ า เปนตน
๑.๓ ความเช่อื เกี่ยวกบั ฤกษยาม นมิ ิต ฝน การประกอบพธิ ตี า งๆ ถือวาเปนส่ิงสําคัญ
เพ่ือเปน สิรมิ งคลแกตวั เองตอ ไปภายหนา เชน ขึน้ บานใหมก ็หาฤกษย าม จะเดินทางไกลไปคาขายก็หา
๔๑ พระธรรมปฎ ก ป.อ.ปยตุ ฺโต, พจนานุกรมพทุ ธศาสนฉบับประมวลศัพท, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หนา ๓๒๓.
๔๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทปรัชญา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพมหานคร :
ราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๔๘), หนา ๑๒.
๒๙
ฤกษยาม ออกเดินทางทิศใดจึงจะดี สวนความฝนหรือนิมิตน้ัน เช่ือกันวามีสวนของความจริง ทําให
บางคนถอื เอามาเปน ภาระในการกระทําตางๆ ถาฝนดีก็หวังวาจะโชคดีมีสุข หากฝนรายก็จะหาวิธีปด
เปา โดยแกฝน ตามแมน้าํ บา ง ทางสแี่ พรง บา ง เปนตน
๑.๔ ความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะของคนและสัตว มนุษยไดคลุกคลีอยูดวยกันเปน
เวลานาน ยอมจะนําเอาลักษณะที่ดีดวยของกันและกันมาพิจารณา แลวสรุปเอาวานาจะเปนอยางน้ี
นาจะเปนอยางน้ัน แลวบอกเลาสืบตอกันมา เชน บอกวาคนท่ีหนากรอ คอสั้น หามคบ หรือหญิงท่ี
เดนิ กางแขนเหมอื นชาย เปนสตรีโทษ หา มแตง งานดวย กรณีเก่ียวกบั สตั ว เชน ควายทจ่ี ะนํามาใชงาน
ตองดขู วญั วาท่ตี วั มีกี่ขวญั ถา มไี มค รบตามลักษณะทกี่ าํ หนดถอื วา ไมด ี เปนตน
๑.๕ ความเช่ืออันเน่ืองมาแตศาสนา แตละศาสนาสอนใหคนเชื่อดวยวิธีตางๆ กัน
แตจุดหมายปลายทางคือความสุขในชีวิตเชนเดียวกัน เชน ศาสนาคริสต สอนใหรักเพื่อนมนุษย
ผูก ระทาํ ผดิ มกี ารสารภาพบาปตอพระเจาจะหมดบาปได ศาสนาพทุ ธสอนใหเช่ือในการกระทําและผล
ของการกระทํา เปน ตน
๑.๖ ความเช่อื เก่ยี วกบั ประเพณี แตละภูมิภาคมีประเพณีมากมาย เพราะความเช่ือ
ของแตละทองถนิ่ มีอยางนั้น มีการประกอบพิธตี ามความเชอ่ื ในประเพณีอยดู ว ย เชน ประเพณีชิงเปรต
ในภาคใต ประเพณีทาํ บญุ คณู ลานในอีสาน ประเพณีสงกรานต เปนตน
๑.๗ ความเชื่อเก่ียวกับ นรก สวรรค ชาติ ภพ เปนความเชื่อของมนุษยที่มีมานาน
แลว วาการทําไมด จี ะตกนรก ถกู ยมบาลทรมาน ถาทําดีจะมสี ขุ ขน้ึ สวรรค เชอื่ วา ตายแลวไปเกิดในชาติ
หนา ตอ ๆ ไป เปนความเชื่อทเ่ี นื่องมาจากศาสนาเชน กนั เปน ความฉลาดของคนโบราณที่ใชอุบายสอน
คนเพือ่ ใหเ ปนคนดี มคี วามหวังในชีวติ
๒. ความเช่ือท่ีแฝงไวดวยความกลัว หรือความเช่ือทางไสยศาสตร (superstition) ไสย
ศาสตร คือ การเชื่อถือโดยรูสึกเกรงขามหรือกลัวในสิ่งท่ีเขาใจวาอยูเหนือธรรมชาติหรือในส่ิงลึกลับ
อันไมสามารถจะทราบดว ยเหตผุ ลตามหลักวทิ ยาศาสตร และสิ่งน้ันอาจจะใหดีหรือรายแกผูท่ีเชื่อถือก็
ได
๒.๑ วิญญาณ ตามหลกั พุทธศาสนาถอื วา วญิ ญาณเปน นามธรรมท่ีมลี ักษณะคลายๆ
กบั พลงั งานทางวัตถุ หากแตว าเปน พลังงานทางดานนามธรรม มกี ารเกิดดับอยตู ลอดเวลา อํานาจการ
บนั ดาลของวญิ ญาณทําใหเกดิ โอปปาติกะ (สตั วท ี่ผุดขนึ้ ) ซง่ึ อาจเปนเทวดา สตั วน รกหรือเปรตกไ็ ด
๒.๒ ผีสางเทวดา คนไทยมีความเชื่อเร่ืองผีวามีอยูมากมายหลายชนิด ท้ังที่ใหคุณ
และใหโทษ ผีใหค ณุ ทไ่ี ดร ับการยกยองบชู าและเซน ไหว ไดแก ผีเรือน ผบี าน พระภมู ิ เจาพอหลักเมือง
ปูเจา สมิงพราย และปโู สมเฝา ทรัพย สว นผที ใี่ หโทษกม็ ีอยูไมนอย แตคนไทย ก็มีวิธีเซนไหวขอรองมิให
ผมี าทําอันตราย
๒.๓ เครอื่ งรางของขลัง ของขลัง (fetish) หมายถึง ส่ิงของเฉพาะอยางซ่ึงมีอํานาจ
สิงอยู ผูใดนําของขลงั ผกู เขา กบั เสนเชือกแขวนคอเอาไวจ ะเกิดความอบอุน ใจ มัน่ ใจในตนเอง และกลา
ท่จี ะออกไปเสย่ี งภยั แตถ า ของขลังช้ินน้นั ไมไดผลก็จะทงิ้ ไปแลว พยายามหาอนั ใหมม าทดแทนได
๓๐
คนไทยมีการนับถือเครื่องรางมาแตโบราณ สังเกตไดจากหนังสือวรรณคดีตางๆ ซึ่งมักจะมี
การกลา วถึงเคร่ืองรางของขลังเสมอ ดว ยคดิ วา เคร่อื งรางของขลังสามารถจะปองกันภยันตรายทั้งปวง
และท่สี าํ คญั ท่ีสุด คือ ทําใหเกดิ กาํ ลังใจวามีบางส่ิงบางอยางที่ชวยตนได เครื่องรางของขลังจึงเปนเร่ือง
ทเี่ กย่ี วกับจติ ใจ ซ่ึงกลายเปน สง่ิ จําเปน สาํ หรบั ผูท่ีศรทั ธา
๑.๕.๓ ความเชอ่ื ของสังคมไทย
ระบบความเชือ่ ยอ มรวมถึงศาสนา และความเชอื่ ในลทั ธิตางๆ ศาสนา ในความหมายกวาง ๆ
คือการบวงสรวงบูชาหรือการสรางสัมพันธภาพอันดีระหวางมนุษยกับอํานาจศักด์ิสิทธ์ิท้ังหลาย ซึ่ง
มนุษยเช่ือวาสามารถควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือวิถีทางของธรรมชาติและวิถีชีวิตของมนุษย ศาสนา
ตามทัศนะทางมานุษยวิทยาจึงบงบอกนัยถึงการขยายความสัมพันธทางสังคมของมนุษยออกไปสู
ความสัมพันธกับส่ิงศักด์ิสิทธิ์ซึ่งมีอํานาจเหนือมนุษยและธรรมชาติ ดังน้ันศาสนาและความเช่ือทาง
ศาสนาจึงเปนสิ่งสากลทเ่ี ราพบเหน็ ไดในทุกสังคมตลอดมาทุกยุคทุกสมัย42๔๓
ศาสนาอาจจดั วาเปนวัฒนธรรมทางนามธรรมทีม่ ผี ลตอ การสรางวัฒนธรรมทางรูปธรรม การ
ทําความเขาใจศาสนาเช่ือมโยงกับวัฒนธรรมจึงเปนส่ิงที่หลีกเล่ียงไดยาก แรกเริ่มทีเดียวศาสนาและ
ความเชื่อถอื กําเนิดจากความกลวั ความตอ งการความมั่นคงทางจติ ใจ และความสงสยั ในปรากฏการณ
ตาง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวมนุษย ในสมัยโบราณ มนุษยดําเนินชีวิตในทามกลางปรากฏการณทาง
ธรรมชาตทิ ีม่ นษุ ยไมสามารถเขาใจได ไมวาจะเปนความมืด ความสวาง ความรอน ความหนาว พายุ
ฝน ฟารอง ฟาผา ภาวะเกิด แก เจ็บ ตาย ฯลฯ ทําใหเกิดความกลัวและเช่ือวาตองมีส่ิงศักดิ์สิทธ์ิที่มี
อาํ นาจล้ีลบั อยเู หนือปรากฏการณเหลานี้ซึ่งสามารถบันดาลคุณและโทษแกมนุษยได ฉะน้ันมนุษยจึง
พยายามหาวิธกี ารออ นวอนเอาใจหรอื ตอรองกบั อํานาจลึกลับของธรรมชาตดิ วยการบูชา บนบานหรือ
เซนไหว
หากจะกลาวถึงระบบความเชื่อของสังคมไทยเราก็ควรพิจารณาจากการศึกษาเชิง
ประวัติศาสตรซ่ึงเราไดอภิปรายกันมาแลวในหัวขอที่ผาน ๆ มา จากการศึกษาขอมูลเหลานั้นพอจะ
สรุปความเชื่อของคนไทยต้ังแตอดีตจนกระทั่งถึงปจจุบันได ซ่ึงระบบความเชื่อของสังคมไทยที่วานี้
ประกอบไปดวย ความเช่ือเรื่องผี ความเชื่อเก่ียวกับศาสนาพราหมณและความเช่ือทาง
พระพุทธศาสนาดังน้ี
๑. ความเชื่อเรื่องผี
หรือที่เราใชคําวาไสยศาสตร (ไสยะ = ความหลับไหล มัวเมา ตรงขามกับคําวา พุทธะ
หมายถึง ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน) เปนความเช่ือด้ังเดิมของชนชาติไทยท่ีมีมากอนศาสนาพราหมณและ
กอนท่ีพุทธศาสนาจะเผยแผเขามาในดินแดนแถบน้ี ผีในความเช่ือของชาวไทยนาจะแบงทําความ
เขา ใจงา ย ๆ ออกเปน ประเภทตาง ๆ คอื
๔๓ ยศ สันตสมบัติ, มนุษยกับวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,
๒๕๓๗), หนา ๒๑๔.
๓๑
๑.๑ ผีทเ่ี ปนผูพ ิทกั ษร ักษาหรือเทวดาอารักษ เชน ผแี ถน ซึ่งชาวอีสานเชื่อกันวาเปน
ผูใหกําเนิดโลก เปนผูที่สามารถดลบันดาลใหฝนฟาตกและขาวปลาอุดมสมบูรณ นอกจากนั้นก็มีผีท่ี
เชื่อวาสิงสถิตตามธรรมชาติตาง ๆ เชน เจาปาเจาเขา เจาท่ีเจาทาง แมธรณี แมโพสพ รุกขเทวดา
นางไม และยังมีผีประจําสิ่งของเคร่ืองใชตาง ๆ เชน ผีเตา ผีนางดง ผีนางสาก เปนตน ความเช่ือ
เกี่ยวกับศาลหลักเมืองก็เชือ่ วาผเี ทพยดาท่ที าํ หนาท่ีปกปกรักษาบานเมือง ในชุมชนเล็ก ๆ ตามชนบท
มักมีหลักบานหรือใจบาน (หัวใจหรือศูนยกลางของบาน) มีสัญลักษณ (ตางรูปแบบกันไป) ท่ีเช่ือวา
ศักด์ิสิทธิ์ อยูกึ่งกลางชุมชน และใชเปนสถานที่ประกอบพิธีกรรมในหมูบานดวย ชุมชนบางแหงเมื่อ
เจรญิ ขึน้ เปน ตาํ บลเปน จังหวัด กจ็ ะมีศาลหลักเมืองเชน กนั ดงั เราไดเ ห็นอยูเกอื บทกุ จังหวดั
๑.๒ ผีบรรพบุรุษและผีวีรบุรุษ มนุษยเช่ือวา เมื่อญาติพี่นองตายไปแลว วิญญาณ
จะออกจากรางไปสูท่ีตาง ๆ บางก็ไปเกิดใหม บางก็ยังวนเวียนอยูในโลกมนุษย ผีเหลานี้คือผีบรรพ
บรุ ษุ หรอื ผปี ยู า ตายาย หรือบางทีกเ็ รยี ก ผีเรือน สวนผีวีรบุรุษนั้นคือบุคคล เม่ือยังมีชีวิต เปนคนดีที่มี
ความเกงกลา สามารถเปนพิเศษ เปนผูนํา เปน เจา เมืองหรือเปน ผูกอ ต้งั บา นเมอื งหรือนักรบซึ่งเมื่อตาย
ไปก็ยังมผี ูเคารพนบั ถืออยางเชน ผีเจาเมอื งของชาวไทยใหญในแมฮองสอน ยาโมของชาวโคราช พระ
ยาพิชัยดาบหักของชาวอุตรดิตถ เจาพอพญาแลของชาวชัยภูมิ หรือเจาแมล่ิมกอเหนี่ยวของชาว
ปตตานี ตลอดจนพระเจาตากสิน และรัชกาลท่ี 5 ที่มีผูนับถือกันอยางแพรหลายอยูในขณะนี้ ทั้งผี
บรรพบรุ ษุ และผวี รี บุรุษจัดวา เปน ผดี ีเพราะเปนผูค มุ ครองรักษาลกู หลานหรอื ชาวบานชาวเมืองใหอยู
เยน็ เปนสขุ นอกจากนแี้ ลวยงั คอยควบคมุ ใหล กู หลานหรือคนในหมูบานมิใหทําผิดขนบจารีตประเพณี
หากลูกหลานทําผิดประเพณีที่เรียกวา ขึด (ทางเหนือ) หรือขะลํา (ทางภาคอีสาน) อยางเชน พ่ีนอง
ทะเลาะวิวาทกัน หรือลูกสาวหลานสาวถูกผูชายแตะเนื้อตองตัว อยางที่เรียกวา ทําผิดผี คนใน
ครอบครวั กจ็ ะตองทําพิธขี อขมาตอ วิญญาณผปี ยู า หรอื ปตู า เปนตน
๒. ความเชื่อเกย่ี วกบั ศาสนาพราหมณ
ศาสนาพราหมณเขามาปะปนอยูในคติความเชื่อและวัฒนธรรมไทยหลายรูปแบบ โดยเขา
มายงั ประเทศไทยเมื่อใดนั้น ไมปรากฏระยะเวลาท่ีแนนอน นักประวัติศาสตรสวนมากสันนิษฐานวา
ศาสนาพราหมณน ้ี นาจะเขา มากอ น สมยั สุโขทัย โบราณสถานและรูปสลักเทพเจาเปนจํานวนมาก ได
แสดงใหเ ห็นถงึ อิทธพิ ลของศาสนา
ในดานวรรณคดี ไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อของศาสนาพราหมณ เชน ตําหรับทาวศรีจุฬา
ลักษณหรือนางนพมาศ หรอื แมแต ประเพณลี อยกระทง เพ่อื ขอขมาลาโทษพระแมคงคา ก็ไดอิทธิพล
มาจากศาสนาพราหมณเ ชน กนั
ในสมยั อยุธยา เปนสมยั ท่ศี าสนพราหมณเขามามีอิทธพิ ลทางวฒั นธรรมประเพณีเชนเดียวกับ
สโุ ขทัย พระมหากษตั ริยหลายพระองคท รงยอมรับพิธีกรรมท่ีมีศาสนาพราหมณ็เขามามีสวน เชน พิธี
แชงนํ้า พิธีทําน้าํ อภืเษกกอนข้ึนครองราชสมบัติ พิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีจองเปรียง พระราช
พธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวัญ พระราชพธิ ตี รยี ัมปวาย เปน ตน
โดยเฉพาะ สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงนับถือทางเทวศาสตรมาก ถึงขนาดทรงสราง
เทวรูปกุมดวยทองคําทรงเคร่ือง ลงยาราชาวดี สําหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองค ในพิธี
๓๒
ตรียมั ปวาย พระองคไ ดเ สด็จไปสงมหาเทพถึงเทวสถานทุก ๆ ป43๔๔ ความเชื่อทางศาสนาพราหมณใน
ประเทศไทย เชน
ความเชอื่ ในเทพเจา มเี ทพเจา หลายองคใ นศาสนาพราหมณที่กลายมาเปนท่ีเคารพนับถือของ
ชาวไทย เชน พระพรหมทีค่ นไทยนิยมไปกราบไหวบนบาน พระอิศวร พระพิฆเนศวร เทพแหงศิลปะ
หรือพระอินทร ซึ่งปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง อยางไรก็ตาม หากพิจารณาจากคุณ
ลักษณะเฉพาะของเทพแตละองค ตามตํานานเทวกําเนิดแลว ก็จะพบวาอุปนิสัยของเทพเหลานี้
สะทอ นถึงภาวะหมุนเวียนของโลก โดยเรม่ิ จากพระอศิ วร ซงึ่ มกั ใหพ รคนทบี่ าํ เพ็ญตบะแกกลา ผูไดรับ
พรกม็ ักลมื ตัวใชอิทธฤิ ทธิ์ กอ ความวุนวาย ความทุกขรอนแกสังคม จนพระนารายณ ตองลงมาปราบ
ดวยวิธลี า งโลกดว ยไฟประลัยกลั ป ตอ จากน้นั พระพรหม กจ็ ะสรา งโลกขนึ้ ใหมห มนุ เวียนไปเชนนี้
ความเช่ือในเรอื่ งเวทมนตค าถา ยันต ความเชื่อในโชคลาง และการดูฤกษยาม พิธีกรรมตาง ๆ
เชน พิธีโลชิงชา ซึ่งเปนพิธีกรรมตอนรับเทพเจาของพราหมณ พิธีแรกนาขวัญ พิธีดื่ม
นํา้ พระพพิ ัฒนส ตั ยา พิธีขอฝน พธิ ีสะเดาะเคราะห การตั้งศาลพระภูมิ ตลอดจนพิธีกรรมตาง ๆ ท่ีใช
นา้ํ เปนสวนประกอบสําคญั เชน การรดนํ้ามนต รดนํ้าสังขในพิธีแตงงาน การเจิมแปงกระแจะ เปนตน
๔๕
44
๓. ความเชือ่ ทางพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนา ซ่งึ วางรากฐานอยา งมัน่ คงและเปนทยี่ อมรับใหเปน ศาสนาประจําชาตไิ ทยมา
จนถึงปจจุบันนั้นไดเริ่มเผยแผเขามาต้ังแตคร้ังท่ีผูคนในดินแดนแถบนี้นับถือผีอยูกอนแลว และจาก
การทีพ่ ุทธศาสนามีความยืดหยุนสูงและมไิ ดม ีการบังคับใหเลิกเชื่อลัทธิอ่ืน ๆ รูปแบบของพุทธศาสนา
ที่ยึดถือปฏิบัติกันในสังคมไทยสวนใหญจึงมีลักษณะของความเชื่อเกี่ยวกับผีและไสยศาสตรซึ่งเปน
ความเช่ือที่มีอยูแตดั้งเดิม ตลอดจนพิธีกรรมและความเช่ือในศาสนาพราหมณผสมผสานอยูไมนอย
อยางเชน การนับถอื ในอทิ ธิฤทธ์ปิ าฏิหารยิ ข องพระเครอื่ ง การบนบานศาลกลาวตอพระพุทธรูปสําคัญ
ๆ อยางหลวงพอพระแกวมรกต หลวงพอโสธร ตลอดจนการท่ีพระสงฆบางรูปทําพิธีรดนํ้ามนต
(พราหมณ) พนน้ําหมากเพ่ือรักษาโรคภัยไขเจ็บหรือปดเสนียดรังควาน การเอยชื่อพระพุทธรูปองค
สําคัญโดยใชคํานําหนาวา “หลวงพอ” นั้น สะทอนใหเห็นถึงการดึงเอาพระพุทธรูปใหมาสัมพันธ
ใกลชิดกับมนุษยเพื่อความอบอุนใจ ม่ันคงทางใจยิ่งขึ้น นอกจากน้ีการทําบุญเลี้ยงพระมักจะตองจัด
“ขา วพระ” คอื ขาวปลาอาหารสํารับเล็ก ๆ เพ่ือถวายพระพุทธรปู ดว ย ซึ่งหากพิจารณาตามหลักพุทธ
ศาสนาแลว พระพุทธรูปคือตัวแทนของพระพุทธเจา ซ่ึงทรงหลุดพนจากโลกนี้แลวจึงยอมไมหิว ไม
กระหาย ไมหนาว ไมรอน การจัดของเซนไหว จึงเหมือนผสานเอาความเชื่อทางไสยศาสตรเขามา
เกยี่ วขอ งดวย
โดยเนื้อแทแลวศาสนาพุทธมิไดใหความสําคัญกับอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริยและอํานาจเหนือ
ธรรมชาติ แตเ นนการปฏิบัติทางศีลธรรมและการทําจิตใหบริสุทธิ์ โดยมีหลักทั่วไปคือ ทําความดี ละ
๔๔ http://www.siamganesh.com/hinduthailand.html [๑๔ ส.ค. ๒๕๕๙].
๔๕ http://www.baanjomyut.com/library/culture_faith/ [๑๔ ส.ค. ๒๕๕๙].
๓๓
เวน ความชัว่ ชําระจติ ใจใหส ะอาด และการฝกสมาธิจนกระทัง่ บรรลุถึง “วมิ ุตติ” คอื ความหลุดพนจาก
บวงกรรมทัง้ ปวง เมื่อพิจารณาถงึ ความเช่อื ทางพระพทุ ธศาสนาจาํ แนกไดด ังน้ี
๑) ความเชอ่ื เรอ่ื งบุญ กรรม เปน หลกั ของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลตอโลกทัศนของชาวอีสาน
ตามความเขาใจของคนอีสาน บุญ คือผลของการทําดีไดแกการประพฤติหรือการปฏิบัติตามฮีตคลอง
สวนกรรม คือผลของการทําช่ัว หรือการปฏิบัตินอกฮีต นอกคลองคนเกิดมาก็เพื่อใชบุญหรือกรรม
นน้ั เอง เรอื่ งบญุ กรรมนี้ปรากฏในวรรณกรรมอสี านหลายเรอ่ื ง เชน กาพยโอซาสอน ดงั ความวา
“กรรมและเวรสองเห็นบได ทาํ บาปไวเ หน็ งา ยทันที
ทาํ บุญดีใหท ่ชี าติอยู สองอยางน้ีอยูกับผทู ํา
กรรมและเวรอยูกบั ผหู ยาบ คอื อาบนํ้าวังขนุ มีตม”๔๖
เนื่องจากชาวอีสานเช่ือวาบุญกรรมจะตอบสนองและติดตามตัวคนไปทั้งในชาติอดีตชาติ
ปจจุบันและชาติหนา ชาวอีสานจึงใชโอกาสในชาติปจจุบันทําบุญสุนทานใหมากที่สุดเทาท่ีจะทําได
เพื่อผลบญุ จะไดตอบสนองในชาติหนาจึงเหน็ วา ชาวอสี านเปน นักวางแผนระยะยาวถงึ ชาติหนา
๒. ความเชื่อเกี่ยวกับงานประเพณีตาง ๆ งานบุญประเพณีตางๆ แสดงใหเห็นการ
ผสมผสานระหวางความเชอื่ ทั้งสาม เชน งานบุญบัง้ ไฟทางภาคอีสาน เปนพิธีกรรมขอฝนจากแถน ซ่ึง
เชอื่ วา เปนผูสรา งโลก และสามารถดลบันดาลใหเกิดฝนได พิธกี รรมน้เี รม่ิ จากวัด มีการนําบ้ังไฟไปไวท่ี
วัด มพี ธิ ี ซง่ึ พระสงฆ พราหมณ และชาวบานทํารวมกัน ซ่ึงโดยปกติแลว พระสงฆจะไมรวมพิธีกรรม
เก่ยี วกับผี แตม หี ลายหมูบา นทม่ี ีเรอื นผี และศาลพระภูมใิ นบรเิ วณวดั แตอ ยูนอกอุโบสถ ซึ่งถือวา เปน
สถานทศ่ี ักดสิ์ ทิ ธส์ิ ูงสดุ ทางพทุ ธศาสนา
๓. ความเช่ือเร่ืองพระศรีอาริย พระศรีอาริยเปนความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยเชื่อวา เม่ือ
สิ้นพุทธกาล ๕,๐๐๐ ปโลกจะมีแตความเลวรายท่ีสะสมกันมาเปนเวลานาน ผูคนระสํ่าระสาย
บา นเมืองตกอยูในภาวะมิคสัญญี (eschatogism) ครนั้ ส้ินสุดยคุ มคิ สัญญีแลว คนกจ็ ะหนั กลับมารักษา
คุณธรรมจรยิ ธรรม เม่อื ส้ินพุทธันดรก็จะมีผูมีบุญมาเกิด และตรัสรูเปนศาสดาของศาสนาพุทธน่ันคือ
พระศรีอารยิ ก ลาววา ยคุ นจี้ ะเปนยุคที่มีแตความอดุ มสมบูรณบานเมอื งอยเู ย็นเปน สุข
ความเชอื่ เรอ่ื งพระศรีอาริยมีปรากฏในวรรณกรรมอีสานหลายเร่ือง เชน กาพยปูสอนหลาน
ไดกลา วถงึ ยคุ พระศรีอารยิ ว า เมือ่ อายขุ องพระพุทธศาสนาไดหาพันปพระศรีอาริยเมตตรัยจะลงโปรด
โลกคนจะตง้ั ม่ันในศลี ธรรมกษัตริยจ ะเปน ผทู ีม่ คี ุณธรรมคนไมดีจะหมดไปดังความวา
“ศาสนา ลว งกายไปหนา
ตราบตอเทา เขาเขตหาพนั
พระเมตตรยั ลงมาผายโผด
๔๖ อภิศักด์ิ โสมอินทร, โลกทัศนอีสาน, (มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม,
๒๕๓๔) หนา ๑๒๓.
๓๔
คนปางนั้น ตงั้ อยใู นธรรม
กษัตรา บทาํ ใจบาป
พระผาบแพ มารฮา ยออ นโยน
โสมณา บดีมนี อย
คนถอ ยนั้น ยกั ษฆ า กินเสีย
ใผเปนเพยี เกดิ มาฮวมเจา
บุญแตเ คา ปางกอ นนาํ มา
ในโลกา คนเฮาบฮ าย”๔๗
ความเช่ือเรื่องพระศรีอาริยมีอิทธิพลตอความรูสึกนึกคิดความใฝฝน และพฤติกรรมของชาว
อีสานอยา งยิ่งเพราะเปน เรือ่ งเกย่ี วโยงของบญุ กรรม คนมบี ุญเทา น้นั จงึ จะไดเห็นยุคพระศรีอาริยดังจะ
เหน็ ความเช่ือเร่อื งพระศรีอาริยในประเพณีเทศนมหาชาติ ท่ีตองฟงเทศนใหจบ ๑๐๐๐ พระคาถาใน
๑ วนั เปน ตน
๑.๖ ลกั ษณะของสงั คมไทยในปจ จบุ นั
สังคมไทยเปนสังคมท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีโครงสรางแบบหลวมๆ มีความ
หลากหลายในเรื่องชาติพันธุ ศาสนา และวัฒนธรรมแตสามารถผสมผสานไดอยางกลมกลืน จนเปน
สังคมทม่ี ลี ักษณะเฉพาะรักอิสระ ยดึ มนั่ ในสถาบนั ศาสนา พระมหากษัตรยิ มีขนบธรรมเนียมประเพณี
ท่ีดีงาม มีเอกลักษณเปนของตนเอง ยอมรับในระบบอาวุโสและระบบอุปถัมภ ไมนิยมความรุนแรง
ชอบการประนีประนอม และใชชีวิตอยางเรียบงาย ในปจจุบันไดรับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงใน
โลกโลกาภิวฒั น ทเี่ ทคโนโลยมี ีการพัฒราอยางรวดเร็ว การคมนาคม สะดวกสบาย และมีการเปล่ียน
คานิยมในการบริโภค ทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงในวิถีการดําเนินชีวิตบางประการทั้งในเมืองและ
ชนบท แตท้ังนี้สังคมไทยยังคงรักษาสังคมแบบเครือญาติ เคารพผูที่รักและนับถือรวมกลุมกันอยาง
เหนยี วแนน โดยเฉพาะในสังคมชนบททร่ี ว มใจกนั ทาํ บญุ ตามเทศกาล เชน การทําบญุ วันสงกรานตเพื่อ
อุทิศสวนกุศลใหบรรพบุรุษผูลวงลับ การนําของขวัญและนํ้าอบไปรดน้ําขอพรจากบิดา มารดา และ
ญาตผิ ใู หญ เปนการฝกฝนคนใหมีความกตัญู การทําบุญวันเขาพรรษา การทอดกฐิน ฯลฯ ลวนแต
เปนการกลอมเกลาจิตใจใหมคี วามเสยี สละเพื่อสว นรว ม มคี วามสามคั คี และเอ้ือเฟอ ซ่ึงกนั และกัน
ประเทศไทย เปนชาติท่ีมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีสืบทอดกันมาเปนเวลานาน
ลักษณะของสังคมไทยเปล่ียนแปลงไปตามปจจัยตางๆ ตลอดเวลา อยางไรก็ตามยังมีลักษณะท่ีเปน
เอกลกั ษณของสังคมไทยอยู สรปุ ไดด งั นี้47๔๘
๔๗ อภศิ ักดิ์ โสมอินทร, โลกทศั นอ ีสาน, หนา ๑๒๗.
๔๘ https://blog.eduzones.com/jittipon/34225 [๑๔ ส.ค. ๒๕๕๙].
๓๕
สังคมไทยเปนสงั คมเกษตรกรรม ซ่ึงเปน อาชีพหลกั ทางเศรษฐกิจไทยมาแตดั้งเดิม ท้ังยังเปน
อาชีพที่สรางรายไดใหกับประชาชนสวนใหญของประเทศ ซึ่งทําเงินเขาประเทศปละมากๆ แสดงให
เหน็ ถงึ ความสําคัญของการเกษตรในสังคมไทย ลักษณะของสังคมเกษตรไดหลอหลอมชีวิตจิตใจของ
คนไทยใหรักอิสระอยูอยางเรียบงาย มีจิตใจออนโยนเอื้อเฟอเผื่อแผเกื้อกูลกันและกัน แมวิถีชีวิตใน
ปจจุบันจะเปล่ียนแปลงไปจากเดิม มีการแขงขันกันในทางธุรกิจมากขึ้น แตจากการท่ีสังคมไทยเปน
สังคมชาวพทุ ธ มคี วามเอ้ือเฟอ เผื่อแผกนั ทําใหสมาชิกในสังคม สามารถปรับตัวเขาหากันไดอยางสงบ
สขุ ไมม ปี ญ หาการขัดแยงกนั เหมือนในสงั คมประเทศอนื่ ๆ บางประเทศ
สังคมไทยเปน สงั คมทมี่ ีความผูกพันกันในระหวา งเครือญาติกนั อยา งใกลชิด ทั้งนี้เนื่องจาก
การทีส่ งั คมไทยเปนสังคมเกษตร จงึ จาํ เปนตองอาศัยแรงงานของคนในครอบครัวเปนสวนใหญ ทําให
ครอบครัวของคนไทยแตเดิมเปนครอบครัวใหญ มีพอแม ลูก หลาน ปู ยา ตา ยาย หรือญาติอ่ืนๆ
รวมอยูดวยเปนสายสัมพันธทางระบบเครือญาติ เกิดความผูกพัน หวงใยดูแลทุกขสุขกัน เปนสาย
สมั พนั ธอ นั แนน แฟน ท่ีตองอุปการะเก้อื กลู กัน กตญั ตู อ ผูมพี ระคุณ และญาตผิ ูใหญ
สงั คมไทยเปนสงั คมทีย่ ึดม่นั ในพระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีทางพุทธศาสนา มี
บทบาทสาํ คัญในการดาํ เนินชีวิตคนไทย นับต้งั แตเ กิดมา สังคมไทยคนไทยจะมีพิธีกรรมที่เกี่ยวของกับ
พุทธศาสนาตลอดจนกระท่ังตาย
สงั คมไทยเปนสังคมท่ีเทดิ ทนู สถาบนั กษตั รยิ เน่ืองจากประเทศไทยมกี ารปกครองในระบอบ
กษัตริยมาต้ังแตโบราณ ทรงมีฐานะเปนพระเจาแผนดิน ยึดถือหลักทศพิธราชธรรม ในการปกครอง
ประชาชนใหอยเู ย็นเปน สขุ ถึงแมใ นปจ จุบันการปกครองของไทยไดเปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยมา
เปนประชาธิปไตย พระมหากษัตริยก็ยังคงไดรับการเคารพเทิดทูนอยางเชนในอดีต โดยเฉพาะ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปจจุบัน ทรงตรากตรํางานหนักเพื่อพสกนิกร
ของพระองค ทรงเปน มง่ิ ขวัญ และศนู ยร วมแหงความสามัคคีของคนในชาติ ไดรับการยกยองเทิดทูน
อยางสูงในสังคมไทย
สงั คมไทยเปนสงั คมท่ีใหความสําคัญในเร่ืองอาวุโส ใหเกียรติยกยองผูใหญ หรือผูท่ีอาวุโส
กวา ซึ่งถอื เปนลักษณะเดนของสงั คมไทย ซงึ่ จะพบเหน็ ไดในทกุ กลมุ ทุกชน้ั โดยพอแม ผปู กครองจะสั่ง
สอนลกู หลานกันตอๆ มา ใหเ ดก็ มีสมั มาคารวะตอ ผูทอี่ าวุโสกวา ซ่ึงในทางพุทธศาสนากลาวรับรองวา
เปนความดงี าม ผูท่ีปฏบิ ตั จิ ะไดรบั ความสุขความเจริญ
สรปุ ทา ยบท
กลา วโดยสรปุ แลว สงั คมไทย มีระบบสังคมไทย (Society system) ซง่ึ อาจแบงเปน ๒ ระบบ
คือ สังคมชนบท (Rural Society) สังคมเมือง (Urban Society) ท้ังสองระบบนี้เปนตัวกําหนด
บทบาทหนาท่ี และวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยซ่ึงมีการเปลี่ยนแปลงนอย จะเปล่ียนแปลงนอยจะ
เปลย่ี นแปลงเฉพาะ ผูอยูในเมืองเปนสวนใหญ ซ่ึงถือวาเปนเพียงคน กลุมนอยของสังคมไทย เพราะ
ประชากรสวนใหญจ ะอยูในชนบททําการเกษตร ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีมีการศึกษา นอย
ฐานะยากจน ไมคอ ยยอมรบั ความคิดเห็นใหม ๆ ยดึ ถือเงินตรา เกียรติ อํานาจ มีโครงสรางของชนชั้น
ยกยอ งความเปน เจาคนนายคน ยึดบคุ คลเปนหลกั ยกยองผอู าวโุ ส
๓๖
หากจะสรปุ ใหง ายตอ การเขาใจถงึ ลกั ษณะท่วั ไปของสังคมไทย ซ่ึงเราไดศึกษากันมาตลอดทั้ง
บทสามารถสรุปไดว า
๑. เปน สงั คมเกษตรกรรม ประชากรสวนใหญป ระกอบอาชพี เกษตรกรรม
๒. เปน สังคมทม่ี ีการแบง ชนชน้ั โดยยึดจากฐานะทางเศรษฐกจิ และสงั คม
๓. เปน สงั คมท่ียดึ มั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีเปนหลกั
๔. มีโครงสรา งแบบหลวม ๆ ไมเครง ครดั ในกฎเกณฑแ ละระเบียบ ขาดระเบยี บวินยั
๕. พุทธศาสนามีอทิ ธพิ ลตอ ความเชื่อและการดาํ เนินชีวิต
๖. เปนสังคมที่อยรู ะหวางการเปล่ียนแปลง
คําถามทายบท
๑. ลักษณะโครงสรางทางสังคมของสังคมไทยเปนอยางไรจงอธิบายพรอมทั้งวิเคราะห
เปรยี บเทียบกบั สงั คมโลกปจจุบัน
๒. ระบบความเชื่อของสังคมไทยมีลักษณะอยางไรใหอธิบายและมีก่ีประเภทอะไรบาง แตละ
ประเภทสง ผลตอ วิถชี ีวิตของคนไทยอยา งไร
๓. สังคมไทยในอดีตเปนอยางไร สังคมไทยในปจจุบันเปนอยางไรจงวิเคราะหใหเห็นถึงความ
แตกตา งระหวา งอดตี กบั ปจจบุ ันพรอ มทงั้ สงั เคราะหเปนองคความรูใหมเกี่ยวกับสังคมไทยใน
ภาพรวม
๓๗
เอกสารอา งอิงประจาํ บท
๑. หนงั สอื
(ก) ภาษาไทย
กรมยุทธการทหารบก, ถ่ินกําเนิดชนชาติไทย : การศึกษาแนวความคิดเกี่ยวกับถิ่นกําเนิดชนชาติ
ไทย, กรงุ เทพมหานคร : อรุณการพมิ พ, ๒๕๔๗.
กรมศิลปากร, นาํ ชมหองจัดแสดงประวัตศิ าสตรช นชาตไิ ทย พิพิทธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร,
กรงุ เทพมหานคร : อมรนิ ทรปร้นิ ติง้ , ๒๕๔๕.
กรมศิลปากร, จารกึ สมยั สโุ ขทัย, กรงุ เทพมหานคร : กรมศลิ ปากร, ๒๕๒๗.
กรมศิลปากร, กองจดหมายเหตุแหงชาติ, จดหมายเหตุการณอนุรักษกรุงรัตนโกสินทร
กรุงเทพมหานคร : สหประชาพาณชิ ย, ๒๕๒๕.
โกวิท วงศสุรวัฒน, การเมืองการปกครองไทย : หลายมิติ, กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร คณะสังคมศาสตร ภาควิชารัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร
,๒๕๕๓.
จรรยา ประชิตโรมรัน, สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๔๙.
ชนิดา ศักด์ิศิริสัมพันธ, ทองเที่ยวไทย, กรุงเทพมหานคร : บริษัท สํานักพิมพหนาตางสูโลกกวาง
จํากัด, ๒๕๔๒.
ดนยั ไชยโยค, ประวัติศาสตรไ ทย : ยุคอาณาจักรอยุธยา, กรงุ เทพมหานคร : โอ. เอส. พร้ินติ้ง เฮาส,
๒๕๕๐.
นธิ ิ เอยี วศรวี งศ, การเมอื งไทยสมยั พระเจา กรงุ ธนบรุ ี, กรุงเทพมหานคร : มติชน, ๒๕๕๐.
ประเสริฐ ณ นคร, “การชําระประวัติศาสตรสุโขทัย,” ผลงานคนควาประวัติศาสตรไทยและเร่ือง
ของเกลอื (ไม) เค็ม, พระนคร : อกั ษรสมัย, ๒๕๑๔.
ประเสรฐิ ณ. นคร, งานจารกึ และประวัติศาสตร ของ ประเสริฐ ณ. นคร, นครปฐม : โรงพิมพศูนย
สง เสริมและฝกอบรมการเกษตรแหงชาติ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร กําแพงแสน, ๒๕๓๔.
พระธรรมปฎก ป.อ.ปยตุ โฺ ต, พจนานุกรมพุทธศาสนฉบบั ประมวลศพั ท, กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.
__________, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, พิมพครั้งที่ ๙, กรุงเทพมหานคร : กอง
วรรณกรรมและประวตั ิศาสตร กรมศลิ ปากร, ๒๕๔๒.
พิเศษ เจียจันทรพงษ, พระมหาธรรมราชากษัตราธิราช, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมติชน,
๒๕๔๖.
ไพฑรู ย มีกุศล และคณะ, ประวัติศาสตรช้ันมัธยมศึกษาปท่ี ๑, กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิชย,
๒๕๔๖.
ยศ สันตสมบัติ, มนุษยกับวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,
๒๕๓๗.
๓๘
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทปรัชญา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, กรุงเทพมหานคร :
ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๘.
วิทยา ปานะบตุ ร, คมู อื สังคมศึกษา, กรุงเทพมหานคร : พฒั นศึกษา, ๒๕๔๒.
วลั ลภา รุง ศิริแสงรัตน, บรรพบุรุษไทย : สมัยกอนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย, กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พจฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕.
วลั ลภา รุง ศิรแิ สงรตั น, บรรพบรุ ษุ ไทย : สมยั กรงุ ธนบรุ ีและรัตนโกสินทรตอนตน, กรุงเทพมหานคร
: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖.
อภศิ ักด์ิ โสมอนิ ทร, โลกทศั นอสี าน, มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ มหาสารคาม.
(ข) ภาษาอังกฤษ
Hooker, Virginia Matheson, A Short History of Malaysia : Linking East and West. St
Leonards, New South Wales, Australia : Allen and Unwin. 2003.
Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit, A history of Thailand. Cambridge
University Press, 2009.
John Bowman. Columbia Chronologies of Asian History and Culture. Columbia
University Press.
Chakrabongse, HRH Chula, Prince of Thailand . Twain Have Met: An Eastern Prince
Came West. United Kingdom : G.T. Foulis & Co. Ltd..
Stowe, Judith. Siam Becomes Thailand: A Story of Intrigue. United Kingdom : C.
Hurst & Co. Publishers.
๒. เว็บไซต
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/thai/01.html
https://th.wikipedia.org/wiki/แนวคดิ เก่ยี วกบั ถิ่นกาํ เนิดของชนชาติไท
http://info.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id
=21061
https://th.wikipedia.org/wiki/อาณาจักรธนบุรี
บทที่ ๒
ความรเู บือ้ งตนเกยี่ วกบั พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
วตั ถุประสงคก ารเรียนประจําบท
เม่ือศึกษาบทนีแ้ ลว ผูศึกษาสามารถ
๑. อธิบายความหมายและความสาํ คัญของพระพุทธศาสนาได
๒. อธิบายกาํ เนดิ พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยได
๓. อธิบายถึงพัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยแตละสมัยตั้งแตอดีตจนถึง
ปจจุบันได
๔. อธบิ ายถึงบทบาทของพระพุทธศาสนาที่มีตอสังคมไทยพรอมทั้งวิเคราะหขอดีขอเสียที่มี
ตอสังคมไทยในปจจุบนั ได
ขอบขายเนื้อหา
• ความนํา
• ความหมายและความสําคญั ของพระพุทธศาสนา
• กําเนิดพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย
• พัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
• บทบาทของพระพุทธศาสนาตอสงั คมไทยในปจจบุ ัน
๔๐
๒.๑ ความนํา
ในบททผ่ี านมาเราไดศ ึกษาและอภปิ รายกนั คราว ๆ เก่ียวกับลักษณะโดยทั่วไปของสังคมไทย
เรม่ิ ตั้งแตกําเนิดของชนชาติไทยจนมาถึงยุคปจจุบันพรอมกับลักษณะท่ัวไปของสังคมไทยในปจจุบัน
ดวย จากการศึกษาในบทท่ีผานมาทําใหเราทราบวาลักษณะเดนที่เปนรากฐานของวัฒนธรรม
ประเพณีตลอดจนวิถีชีวิตความเปนอยูของคนไทยน้ันลวนแลวแตไดรับซึ่งอิทธิพลมาจาก
พระพทุ ธศาสนา
พระพุทธศาสนาในฐานะเปนรากฐานของสังคมและวัฒนธรรมไทยนั้นนับไดวามีบทบาทตอ
สงั คมไทยมาเปนเวลาชา นานนับตั้งแตสมัยสโุ ขทัยเปน ราชธานจี นกระทง่ั ถงึ ปจจบุ ันนี้ พระพุทธศาสนา
ไดรับการอปุ ถัมภด ว ยดตี ลอดมาทกุ ยุคทุกสมัยโดยมพี ระมหากษัตริยไทยทรงเปนอัครศาสนูปถัมภ จึง
สงผลใหพระพทุ ธศาสนาเขามาเปนสว นหนงึ่ ของวถิ ีชีวติ ของคนไทยตลอดมา
ความจริงพระพุทธศาสนา ท้ังสวนหลักธรรมคําสอนท่ีเปนนามธรรม และสวนสถาบันคือ
พระสงฆและวัดวาอาราม เปนตน ไดมีสวนรวมอยางสําคัญในการพัฒนาประเทศชาติมาโดยตลอด
โดยเฉพาะเมอ่ื การพฒั นามุง เนนดา นวตั ถุ บทบาทของวัด พระสงฆ และพระศาสนา ก็ย่ิงลางเลือนลง
จนโดยมากเหลือแตบ ทบาทในดานการเอื้อตอ งานพัฒนา เชน อํานวยสถานทแ่ี ละอุปกรณของวัด การ
ใหก ําลงั ใจและคาํ กลาวสอนสนบั สนุนในคราวชุมนุมอยางมีพิธีกรรม เปนตน ซ่ึงไมสูมีความหมายเปน
แกนสารอะไรนัก คร้ันถึงบัดนี้ เมื่อแนวโนมของการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอีก โดยหันมาเนนการ
พฒั นาจติ ใจ และการพัฒนาตวั คนมากข้นึ ก็เปนโอกาสทวี่ ดั และพระสงฆหรือพระพุทธศาสนาท้ังหมด
จะไดรอื้ ฟน บทบาทในการพฒั นาและบทบาทของผนู าํ การพัฒนาขน้ึ ใหม โดยปรับตวั ปรับวิธีการ และ
ปรบั บทบาทนั้น ใหเ ขา กบั สภาพปจ จบุ ัน48๑
ในบทนจี้ ะเปน การอภปิ รายและศึกษาเก่ียวกบั พระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยเร่ิมศึกษา
ตั้งแต ความหมายและความสําคัญของพระพุทธศาสนา กําเนิดพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
วิวัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และบทบาทของพระพุทธศาสนาตอสังคมไทยใน
ปจ จุบนั
๒.๒ ความหมายและความสาํ คัญของพระพทุ ธศาสนา
๒.๒.๑ ความหมายของพระพทุ ธศาสนา
คําวา “ศาสนา” มาจากภาษาสันสกฤตวา “ศาสนํ” ถาแปลเปนภาษาบาลีวา “สาสนํ” มี
ความหมายตามรูปศัพทวา “คําส่ังสอน” ในภาษาอังกฤษใชคําวา “Religion” มีความหมายตามรูป
ศัพทวา การปฏิบัติตอ การเก่ียวของ แตอยางไรก็ตามการพิจารณาเพียงแคความหมายตามรูปศัพท
เพียงอยา งเดยี ว อาจจะไมครอบคลมุ สารตั ถะท่ีแทจ ริงของศาสนาได จึงควรพิจารณาความหมายหรือ
๑ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจําชาติ,
พิมพคร้งั ท่ี ๑๙, (นครปฐม : วดั ญาณเวศกวัน, ๒๕๕๖), หนา ๙๘.