The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sanya2515_15, 2021-11-18 08:49:50

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Keywords: ตำราเรียน

๑๔๑

มากมายทง้ั ปญ หาดา นศลี ธรรม ปญหาการศึกษา และปญหาสงั คม ภาษาไทยกําลงั ออ นแอลงจนถึงข้ัน
ระดับเปน ปญหา จําเปน ตอ งไดรบั การแกไ ข เพือ่ ดาํ รงความเปนเอกลักษณข องชาติไทยไว

๕.๗.๑ ลักษณะของภูมปิ ญ ญาทางภาษาไทย
๑. เชาวป ญญาไหวพริบในการสรางคาํ เม่ือไทยเราเริ่มคิดคนอักษรไทยขึ้น เราไดสรางคําข้ึน
ใชโดยเลียนแบบธรรมชาติบาง ขอยืมคําจากภาษาอ่ืนมาใชบาง คิดคําข้ึนมาเองเพ่ือใชเรียกช่ือให
ตรงกันบางไหม คําที่คิดข้ึนในสมัยแรกๆ เปนคําเดียวโดด เชน โค ฝน วิว หมอน พรา คาบ ฝุน กิน
ขาว ดู งาม ฯลฯ ตอ มาเราเหน็ วา คาที่คิดขน้ึ ไมพ อใชจึง ไดสรา งคําขน้ึ มาใหมโ ดยวธิ ีการตา งๆ เชน
นําคําไทยมาเรยี งตอ กันเปนคําประสม เชน นาใจ ชาวสวน นักเรียน
นําคําที่มีความหมายใกลเคียงกันมาซอนกันเปนคาซอนเพ่ือความหมาย เชน รักใคร
บานเรอื น ดแู ล
นําคาํ ที่มเี สยี งใกลเคียงกนั มาซอ นกนั เปน คําซอนเพอื่ เสยี ง เชน งุนงง โยเย จวนเจียน เกะกะ
ฯลฯ
นาํ คําเดียวกนั มาใชสองครง้ั กลายเปนคาํ ซ้ํา เชน แดงๆ เขียวๆ เหลอื งๆ
๒. ความรํ่ารวยและความหลากหลายในการใชถอยคํา คนไทยยังเกิดแนวคิดใหมนําคําที่คิด
ขน้ึ มากมายนั้นมาจับกลุมใหม สาหรับคําที่ออกเสียงเหมือนกันแตเขียนตางกัน ก็เรียกช่ือวา คําพอง
เสียง เชน กาน การ กาล กาฬ การณ กานท สัน สรร สรรค สรรพ สันท สัน (ทุกคาท่ียกตัวอยางมา
จะมคี วามหมายท้งั นั้น)
สวนคําท่ีเขียนเหมือนกันแตอานตางกัน เราเรียกชื่อวา คําพองรูป เชน อานวา ครุ (ค ควบ
กลา กบั ร)หรอื คะ-รุ กรี อา นวา กรี (ก ควบกลากบั ร)หรือ กะ-รี
คําอกี กลุมหนง่ึ มคี วามหมายเหมอื นกันแตเขยี นตางกัน เราเรียกวา คาํ พอ งความหมาย เชน
คําท่แี ปลวา งาม ไดแก โศภา โศภนิ โสภา โสภี ตรู ประไต สุนทร เฉดิ ฉัน ไฉไล ประอร เพริศ
เพาพะงา เพรา อะเคอื้ จรญู ลออ
คําท่ีแปลวา พระอาทิตย ไดแก สุริยะ สุริยา สุริยัน สุริยน สุริโย อาภากร ทินกร ทิพากร
ทิวากร ภาษุ ภาส กร รพี ราไพ รวิ รวี รงั สิมา สหสั รงั สี
๓. ภาษาวรรณยุกต ภาษาไทยเปนภาษาวรรณยกุ ต ภาษาวรรณยกุ ตเปนภาษาที่มีการไลเสียง
ของคํา ในภาษาไทยมีการไลเสียงวรรณยุกต หรือการผันวรรณยุกต ได ๕ เสียง ไดแก เสียงสามัญ
เสียงเอก เสยี งโท เสียงตรี และเสียงจตั วา การที่ภาษาไทยผันไลเสียงไดนี้ ทําใหมีคําใชมากข้ึน การไล
เสียงสงู ตาํ่ ทําใหค วามหมายของคําเปลี่ยนไปดวย เชน มา มา หมา มีความหมายแตกตางกัน ถา
ออกเสียง คําวา มา เปน หมา ความหมายก็จะเปล่ยี นไปดว ย
นอกจากนีย้ งั ทาํ ใหคําในภาษาไทยมีความไพเราะ เพราะระดับเสียงสูง ๆ ต่ํา ๆ ของคําทําให
เกดิ เปน เสยี งอยางเสยี งของดนตรี โดยทเ่ี สยี งวรรณยกุ ตมกี ารแปรเปล่ียนความถ่ีของเสียง ไดแก เสียง
วรรณยุกตสามัญมีระดับเสียงกลาง ๆ และจะคงอยูระดับน้ันจนกระท่ังปลาย ๆ พยางค เสียง

๑๔๒

วรรณยุกตเอกจะมีตนเสียงกลาง ๆ แลวจะลดตํ่าลงมาอยางรวดเร็วแลวคงอยูในระดับนี้จนปลาย
พยางค เสยี งวรรณยุกตโ ทมีตน เสยี งระดบั เสยี งสงู แลวลดระดับเสยี งลงตา่ํ อยา งรวดเร็ว ท่ีปลายพยางค
หรอื อาจจะเปล่ยี นสูงขึ้นจากระดับตนพยางคนดิ หนอย กอนจะลดระดับเสยี งลงอยา งรวดเรว็ ก็ได เสียง
วรรณยุกตตรีมีลักษณะเดนท่ีมีระดับเสียงสูงโดยจะคอย ๆ สูงขึ้นทีละนอยจากตนพยางคจนส้ินสุด
พยางค และเสียงวรรณยุกตจัตวามีตนเสียงระดับเสียงต่ําแลวลดลงเล็กนอยกอนจะ เปลี่ยนเสียงขึ้น
อยางรวดเรว็ ทีป่ ลายพยางค

๔. การเรยี งคําแบบ ประธาน กรยิ า กรรม ภาษาไทยเรียงคําแบบประธาน กริยา กรรม เมื่อ
นาํ คาํ มาเรียงกันเปน ประโยค

ประโยคท่วั ๆ ไปในภาษาจะมีลกั ษณะสามัญ จะมกี ารเรียงลาํ ดบั ดังนี้ นาม กริยา นาม นาม
ท่ีอยหู นา กริยา เปน ผูท าํ กรยิ า มักอยูตนประโยค ทําหนาท่ีเปนประธาน สวนคํานามที่บอกผูรับกริยา
มักอยูหลังคํากริยานั้นทําหนาที่เปนกรรม ดวยเหตุน้ีประโยคสามัญในภาษาไทยจึงมักเรียงคําแบบ
ประธาน กริยา กรรม ดว ยเหตุนีป้ ระโยคสามญั ในภาษาไทยจึงมักเรียงคาํ แบบ ประธาน กริยา กรรม
นกั ภาษาศาสตรจ งึ จัดใหภ าษาไทยอยใู นประเภทภาษาทเี่ รียงคําแบบ ประธาน กรยิ า กรรม

๕. การไมเปล่ียนแปลงรูปคํา คําในภาษาไทยไมมีการเปล่ียนแปลงรูปคําเม่ือนําไปใชใน
ประโยค เพ่ือแสดงความสัมพันธกับคําอ่ืนในประโยค และไมตองเปล่ียนรูปคํา เพื่อแสดงเพศ พจน
หรือกาล ในเมื่อคําไทยไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปคําเพื่อบอกเพศ พจน หรือกาล และบอก
ความสมั พันธก บั คาํ อืน่ ในประโยค เราสามารถทราบความหมายของคําและความสัมพันธกับคําอื่นได
จากบริบท

บริบท หมายถึง ถอยคําท่ีปรากฏรวมกับคําท่ีเรากําลังพิจารณา หรือสถานการณแวดลอมใน
ขณะท่กี ลาว หรือเขียนคาํ ๆ น้นั

วิธกี ารพจิ ารณาความหมายของคําจากบริบท
๑.พจิ ารณาจากคาํ ทปี่ รากฏรวมกนั เชน นอ งสาวถามพ่วี า เพ่อื นพค่ี นสงู ๆ สวมแวนตาคลอด
หรอื ยงั (พ่ียอมเขาใจไดว าเพอ่ื นพ่ีทน่ี อ งถามถงึ เปน เพื่อนผหู ญงิ เพราะคํากริยา คลอดใชแกประธานท่ี
เปน เพศหญงิ เทานัน้ )
๒.พิจารณาจากหนาที่ของคํา เชน เด็กดีเรียนดี (ดี คําแรกขยายคํานาม เด็ก ดี คําท่ีสอง
ขยายกริยา เรียน เพราะคําขยายจะอยูขา งหลงั คาํ หลกั หรอื คําทถี่ ูกขยาย)
๓.พิจารณาความหมายของคาํ จากคาํ ทีป่ รากฏรวมกัน เชน ขัด มีความหมายวา ติด ขวางไว
ไมใหหลุดออก เหน็บ ไมทําตาม ฝาฝน ขืนไว ถูใหเกล้ียง ถูใหองใส ไมใครจะมี ฝดเคือง ไม
คลอง ไมปกติ เม่ือ ขัด ปรากฏในประโยค เราก็จะทราบความหมายไดวา ขัด ในประโยค น้ัน ๆ
หมายความวาอยา งไรโดยพจิ ารณาความหมายของคําจากคําท่ปี รากฏรว มกนั
ดงั น้ี เขาชอบขดั คาํ สง่ั เจานาย (ขดั หมายถึง ฝา ฝน )

เธอชว ยเอารองเทา คดู ําไปขัดใหห นอย (ขดั หมายถึง ถูใหเ กลีย้ ง ถูใหผ อ งใส)

๑๔๓

วันน้ีไมร ูเ ปน อยางไรจะทาํ อะไรกข็ ัดไปหมด (ขัด หมายถึง ไมคลอง)
ทเี่ ราทราบความหมายของคําวา ขัด ไดก็เพราะคําอ่ืน ๆ ที่ปรากฏรวมกับคําวา ขัด ใน
ประโยค หรอื อกี นยั หนึง่ บริบทของคาํ วา ขดั นั่นเอง
๔.พิจารณาจากเจตนาของผูพูด เชน สามีกลาวใหภรรยาฟงวาเลขานุการของเขามี
ความสามารถในการทาํ งานเปน อยางยิ่ง ภรรยาก็กลา ววา แหม เกงจริงนะ
สามตี อ งอาศยั บริบท คอื สังเกตสีหนา ทา ทางของภรรยาวา คําวา เกง ของภรรยาหมายความ
วา อยา งไร ภรรยาชมเลขานกุ ารดว ยความจรงิ ใจ หรอื พดู ประชดประชัน
เด็กคนหนึง่ พดู วา คณุ แม ผฟู ง รวู า คุณแม หมายความวาอยางไร แตจะไมเขาใจเลยวา ผูพูด
พูดคํานั้นเพ่ืออะไรนอกจากจะพิจารณาจากบริบท ผูพูดอาจพูดวา คุณแม เพ่ือเตือนใหนอง ๆ รูวา
มารดากําลังเดินมา หรือเพ่ือเรียกมารดาของตน หรือเพื่อตอบคําถามของครูวา ใครมาสงท่ีโรงเรียน
หรืออ่นื ๆ ไดอ ีกมาก
หัวหนาสั่งลูกนองวา ชวยหยิบแฟมมาใหผมหนอยครับ เมื่อลูกนองถือแฟมเขามา หัวหนา
เห็นเขา ก็รองบอกวา เอาอีกแฟมหนึ่งครับ เมื่อลูกนองกลับออกไปถือแฟมเขามา ๒ แฟม หัวหนา
เหน็ แตไ กล ดุวา ผมใหเอาอกี แฟม หนง่ึ
จะเหน็ วา คําส่งั ของหัวหนามคี วามกํากวม อาจหมายความอยา งท่ีหัวหนาตองการ หรืออยาง
ท่ลี กู นอ งเขา ใจกไ็ ด แตถ าหวั หนากลาวใหม บี รบิ ทวา เอาอกี แฟมหนง่ึ ไมใ ชแ ฟมน้ี คาํ พูดก็จะไมก าํ กวม
๖. การลงเสียงหนัก-เบาของคํา ภาษาไทยมีการลงเสียงหนัก-เบาของคํา การลงเสียงหนัก
เบาของคาํ ในภาษาไทย จะมกี ารลงเสียงหนัก-เบาของคําในระดบั คําซึ่งมีมากกวาสองพยางค และการ
ลงเสยี งหนกั -เบาของคาํ ในระดับประโยค โดยพิจารณาในแงของไวยากรณ และเจตนาของการสื่อสาร
เมือ่ พจิ ารณาในแงของไวยากรณก ารออกเสียงคําภาษาไทยมิไดออกเสยี งเสมอกันทุก พยางค กลาวคือ
ถา คาํ พยางคเ ดียวอยใู นประโยค คําบางคํากอ็ าจไมออกเสยี งหนกั และถา ถอยคํามีหลายพยางค แตละ
พยางคก็อาจออกเสียงหนักเบาไมเทากัน นอกจากนี้หนาที่และความหมายของคําในประโยคก็ทําให
ออกเสียงคําหนักเบาไมเ ทา กนั
การลงเสยี งหนกั เบาของคํา
การลงเสียงหนกั -เบาของคาํ สองพยางคขึ้น มีดงั นี้
๑.ถาเปนคําสองพยางค จะลงเสียงหนักท่ีพยางคท่ีสอง เชน คนเราตองมีมานะ (นะ เสียง
หนักกวา มา)
๒.ถาเปนคําสามพยางค ลงเสียงหนักท่ีพยางคท่ีสาม และพยางคที่หนึ่ง หรือ พยางคท่ีสอง
ดวยถา พยางคท ีห่ น่งึ และพยางคที่สองมี สระยาวหรือมเี สียงพยญั ชนะทา ย เชน ปจจุบันเขาเลิกกิจการ
ไปแลว (ลงเสียงหนกั ท่ี ปจ,บนั ,กจิ ,การ)

๑๔๔

๓. ถาเปน คําส่ีพยางคขึ้นไป ลงเสียงหนักท่ีพยางคสุดทาย สวนพยางคอ่ืน ๆ ก็ลงเสียงหนัก-
เบาตามลักษณะสวนประกอบของพยางคที่มีสระยาวหรือมีเสียงพยัญชนะทาย เชน ทรัพยากร (ลง
เสียงหนักที่ ทรัพ, ยา, ก

๕.๗.๒ วรรณกรรมไทย
วรรณกรรมมิใชเปนแตเพียงส่ืออยางเดียว หากสิ่งท่ีแฝงลึกลงไปในชองไฟระหวางตัวอักษร
ยังสะทอ นใหเ ห็นถึงความต้ืนลกึ หนาบางทางภูมิปญญาของผูเขียน และลึกลงไปในภูมิปญญาน้ันก็คือ
ความจริงใจท่ีผเู ขยี นสะทอนตอ ตัวเองและตอ ผูอา น130๖๐ วรรณกรรมเปนสวนหนึ่งของชีวิตมนุษย ชาติที่
เจรญิ แลว ทกุ ชาติจะตองมีวรรณกรรมเปนของตัวเอง และวรรณกรรมจะมีมากหรือนอย ดีหรือเลว ก็
แลว แตความเจรญิ งอกงามแหงจติ ใจของชนในชาตินัน้ ๆ วรรณกรรมเปนเคร่อื งชีใ้ หรวู า ชาติใดมีความ
เจรญิ ทางวัฒนธรรมสูงแคไหนและยุคใดมีความเจริญสูงสุด ยุคใดมีความเส่ือมทรามลง เพราะฉะน้ัน
วรรณกรรมแตละชาติ จึงเปน เคร่อื งชวี้ ัดไดวา ยุคใดจติ ใจของประชาชนในชาติ มีความเจริญหรือเส่ือม
อยา งไร

วรรณกรรมแบง เปน ๒ ประเภท คือ
วรรณกรรมสารคดี หมายถึง หนงั สือที่แตง ข้ึนเพื่อมุง ความรู ความคิด ประสบการณแกผูอาน
ซงึ่ อาจใชรูปแบบรอยแกว หรือรอ ยกรองกไ็ ด เชน หนังสือวิชาการ ตําราเรียน ตําราอาหาร บทความ
ฯลฯ
วรรณกรรมบันเทิงคดี หมายถึง วรรณกรรมท่ีแตงขึ้นเพ่ือมุงใหความเพลิดเพลิน สนุกสนาน
บันเทิงแกผูอาน จึงมักเปนเร่ืองที่มีเหตุการณและตัวละคร เชน เร่ืองสั้น นวนิยาย นิทาน บทเพลง
ตา งๆ ฯลฯ
วรรณกรรมไทยปจจบุ นั มีลกั ษณะเดน ๔ ประการ
๑.รปู แบบ วรรณกรรมไทยปจ จุบันมรี ปู แบบการแตงท่ขี ยายตัวมากขน้ึ

๑.)รอยกรอง ปจจุบันมุงเนนการนําเสนอ ขอคิดเห็นหรือความคิด มากกวาเสนอ
ความไพเราะงดงามตามหลกั วรรณศิลปของรอ ยกรองสมัยกอน จึงมีลักษณะที่สั้น ไมเครงครัดในดาน
ฉนั ทลักษณและไมสนใจธรรมเนียมนยิ มในการแตง นิยมใชถอ ยคํางา ยๆ ภาษาพดู ท่ีมีความแจมชัด สื่อ
ความคดิ ที่กรา วแข็งและรุนแรง เน้ือหาสะทอ นสภาพสังคม

๒.) เรื่องสั้น รูปแบบการเขียนบันเทิงคดีแบบใหมที่ไดรับความนิยมจากผูอานอยาง
กวางขวางมีลักษณะเปนรอยแกวเรื่องสมมติที่มีขนาดสั้น เหตุการณและสถานที่ในเร่ืองมีลักษณะ

๖๐ พิทยา วองกลุ , พลานุภาพ แหงวรรณกรรม, (กรงุ เทพมหานกร : สํานักพิมพดอกหญา, ๒๕๔๐), หนา
๑.

๑๔๕

สมจริงมากท่ีสุด ซึ่งแบงไดหลายแนว เชน แนวสัญลักษณ(Symbolism) แนวธรรมชาตินิยม
(Maturalism) แนวอัตถิภาวะนิยม(Existentialism)

๓.) นวนยิ าย เปน รปู แบบการเขยี นบนั เทงิ คดแี บบใหมแตม ีขาดยาวกวา เพราะผูแตง
สามารถกําหนดตัวบุคคล เหตุการณและสถานที่ในเร่ืองโดยไมจํากัด ซ่ึงแนวการเขียนแบงเปนหลาย
แบบเชน แนวพาฝน แนวชีวิตครอบครัว แนวจิตวิทยา แนวลูกทุง แนวราชสํานัก และแนว
การเมอื ง

หากแบงตามแนวปรัชญาตะวันตก แนวโรแมนติก(Romanticism) แนวสัจนิยม(Realism)
แนวสัจนิยมใหม( Neo-Realism) แนวธรรมชาตินยิ ม(Naturalism)

๔.) บทละครพูด บทละครท่ีไดรับอิทธิพลจากตะวันตกในสมัย ร.๕ บทละคร
สมัยใหมมีท้ังเปนบทละครแปล บทละครแปลง และบทละครที่คนไทยคิดแตงขึ้นมาเอง บทละคร
ปจจุบนั จึงมิไดมงุ เขยี นเพ่อื นําไปใชแสดงจรงิ ๆ หากแตมุงเขยี นขนึ้ เพื่อใหบ ทละครเปนเคร่ืองมือในการ
ส่อื สารความคดิ ของผูแตงไปยงั ผอู าน

๕.) เปนการเขียนรอ ยแกวที่มุงเนนขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นเปนอันดับแรก เนน
ความ เพลดิ เพลนิ เปนรอง สารคดีแยกประเภทไดห ลายแบบ เชน

-แบง ตามขนาดของสารคดี ไดแก บทความ บทบรรณาธิการ และสารคดีขนาดยาว
-แบงตามลกั ษณะเนอื้ หาออกเปน ๒ ประเภท คอื สารคดีเชิงวิทยาศาสตรแขนงตางๆ
เชน จิตวิทยา วิทยาศาสตร และสารคดีประเภทประวัติศาสตร กับสารคดีเชิงบันทึกประสบการณ
เชน สารคดีทอ งเที่ยว สารคดีชีวประวตั ิ
-แบงตามลักษณะการเขียน เชน บทความ เรียงความ และสารคดีประเภทเรื่องเลา
จากประสบการณ
๒. แนวคดิ หรือปรัชญาของเรอื่ ง
วรรณกรรมไทยปจจุบันนิยมนําเสนอแนวคิดตามแนวปรัชญาของวรรณกรรมตะวันตก
โดยเฉพาะวรรณกรรมประเภทนวนิยาย เร่ืองสั้น บทละครพูดเปน ตน
๓. เนอื้ หา
เนอื้ หาวรรณกรรมไทยปจจุบันจะเปนเร่ืองราวของสามัญชน ซึ่งมีสภาพชีวิตความเปนอยูใน
สังคมเสมือนจริง โดยมีฉากในทองเรื่องเปนภาพจําลองของสังคมปจจุบัน ไมนิยมกลาวถึงเรื่องนรก
สวรรค แตหันมากลาวถึงเรื่องราวตางๆที่เปนเร่ืองใกลตัวผูอานแทน เชนเรื่องการเมือง กฎหมาย
เศรษฐกจิ การธนาคาร เปนตน
๔. กลวธิ ีในการแตง
ปจจุบันวรรณกรรมไทยมีกลวิธีการแตงท่ีชวนใหนาติดตามอยางมากมาย เชนการเปดเรื่อง
อาจเร่มิ จากการ ยกตวั อยา งสภุ าษิตคําคม มีการดําเนินเรื่องท่ีนาสนใจ การใหตัวละครตางๆผลัดกัน
เลาเร่ือง การใชสัญลักษณตางๆเสนอแนวคิด และการปดเร่ืองที่ใชวิธีการปดใหผูอานเกิดความ

๑๔๖

ประทับใจ การปดแบบหักมุมหรือพลิกความคาดหมาย โดยกลวิธีตางเหลานี้ ไทยเราไดรับอิทธิจาก
กลวธิ ีการแตง ของตะวนั ตกมาท้ังน้นั 131๖๑

วรรณกรรมไทยปจจบุ นั ถอื กําเนิดขน้ึ ในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
ลักษณะของวรรณกรรมไทยในชวงนี้ไดเ ปลย่ี นแปลงไปจากวรรณคดีไทยเดิมอยางเห็นไดชัดเจนทั้งใน
ดา นรูปแบบ แนวคิด เน้ือหาและกลวิธีการแตง เน่ืองจากไดรับอิทธิพลจากวรรณกรรมของตะวันตก
ดงั กลา วแลว ววิ ฒั นาการวรรณกรรมแบงเปน ๗ ยคุ สมยั ดงั น้ี

๑. ยคุ เรม่ิ แรก-ท่ีมาของวรรณกรรมแปลและแปลง(พ.ศ. ๒๔๔๓ – ๒๔๖๙)
ชวงน้เี ปน ชว งปลายรัชกาลท่ี ๕ ตอเน่ืองกับรัชกาลที่ ๖ และชวงน้ีเองที่วงการการเขียนของ
ไทยไดเ ปลีย่ นแปลงสูวรรณกรรมไทยปจจุบันของไทย โดยเปลี่ยนจากการเขียนแนวรอยกรองมาเปน
รอยแกว ตามแนวอิทธพิ ลตะวนั ตก วรรณกรรมในยุคนเ้ี ปน วรรณกรรมแปลแลแปลงเปน สวนใหญ และ
เกิดนักเขียนแนวใหมขึ้นมา นั้นคือ แมวัน เขียวหวาน กาญจนาคพันธ หลวงสารานุประพันธ
นอกจากนัน้ ชว งน้ยี งั เปนยคุ เริ่มของแนวการเขยี นนวนิยาย และเรือ่ งส้ันอกี ดว ย
๒. ยคุ รงุ อรุณ – ทีม่ าของวรรณกรรมไทยแนวจนิ ตนิยม (พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๕)
ในรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ซึง่ บานเมอื งเราไดร ับผลกระทบทางดาน
เศรษฐกจิ นกั ขา ว นักหนงั พมิ พ จงึ นําเสนอการแกป ญ หาโดยการเกบ็ ภาษี และชวงน้ีเองที่หนังสือพิมพ
มบี ทบาทในการใหก ารศึกษาและแนะแนวดานการปกครอง ดวยการนําเสนอบทความวิพากษวิจารณ
สภาพบานเมืองและแนะนําระบอบการปกครองแบบใหม คือการปกครองแบบประชาธิปไตย
ขณะเดยี วกันเปนชวงทีค่ ณะราษฎรเรม่ิ ขบวนการดว ย
วรรณกรรมในยคุ นจี้ งึ เรมิ่ เปนของคนไทยมากขึ้น วรรณกรรมแปลและแปลงนอยลง หนุมสาว
หันมาสนใจงานเขียนมากข้ึน กลาแสดงความคิดเห็นมากข้ึน นวนิยายและเร่ืองส้ันเองท่ีคนไทยเขียน
เองมากขึ้น เกดิ นกั เขยี นใหมๆ เชน ศรีบูรพา ดอกไมสด หมอ มเจา อากาศดาํ เกิง รพีพัฒน ครูเทพ แม
อนงค ฯลฯ
๓. ยคุ รฐั นิยม – ท่มี าของวรรณกรรมแนวกาวหนา (พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๘๘)
หลังการเปล่ยี นการปกครองจากระบบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราช สูประชาธิปไตย มี
ผลทาํ ใหส ังคมเปลยี่ นไปจากเดมิ ชนชน้ั กลางมอี ํานาจควบคุมเศรษฐกิจ ทําใหวงวรรณกรรมไทยมีการ
เปลี่ยนแปลงหลายประการประการแรกนักเขียนตองหาเลี้ยงชีพดวยตนเอง ขาดผูอุประ ประการท่ี
สองคอื ขบวนการของคณะราษฎรท่ีมุงเนนความเสมอภาคทําใหผูมีจิตสํานึกหันมาสนใจปญหาความ
ยุติธรรมมากขึ้น ยุคน้ีจึงเปนถือเปนยุคเริ่มตนของการแสดงความสํานึกทางมนุษยธรรม อันเปน
ลกั ษณะเดนของวรรณกรรมแนวกาวหนา และชวงนีน้ วนิยายไดใหความสนใจแกชนชั้นระดับลางมาก
ขึ้น โดยเนน ความยากลําบากของคนในสงั คม การเขียนถงึ การเมอื งในเชิงอุดมคติ

๖๑https://sites.google.com/site/reportofstudysubjects/bth-thi-1-wrrnkrrm-thiy-paccuban/-
laksna-khxng-wrrnkrrm-thiy [๓ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๔๗

ตอมาในชวงของจอมพลป.พิบูลสงคราม ระบบเผด็จการ รัฐออกพระราชบัญญัติการพิมพ
พ.ศ.2484 ซ่ึงมีผลในการลิดรอนเสรีภาพของนักเขียน รัฐเขาควบคุมโดยการแตงตั้งคณะกรรมการ
สงเสริมวัฒนธรรมและภาษาไทย จัดต้ังวรรณคดีสมาคม เพ่ือออกวรรณคดีสาร วางหลักเกณฑการ
เขยี นหนังสอื ไทยใหม ปรับปรุงตัวอักษรไทยใหมเี พียง 31 ตวั ใหงดใชสระและพยัญชนะทีม่ เี สียงซ้ํากัน
กําหนดใหเขียนหนังสือไทยดวยคําไทยแท เชน"ประธานกรรมการ" เปน "ประทานกัมกาน" ใหใชคํา
แทนช่ือท่ีเปนเอกพจนวา ฉัน ทาน เขา มัน คําท่ีเปนพหูพจนใหใชคําวาทานทั้งหลาย เขาทั้งหลาย
พวกมัน คําปฏิเสธใชคําวา ไม คํารับใหใชคําวา จะ นอกจากนั้นนวนิยายเรื่องส้ันหามกลาถึง
พฤติการณข องผูช ายทีม่ เี มยี แลวไปยุงเก่ียวกบั หญงิ อน่ื ในทางชูส าวไมได การกระทาํ ทั้งหลาย

น้ีทําใหวงการประพันธ และหนังสือพิมพไทยเกิดความปนปวนอยางยิ่ง เพราะนอกจาก
นกั เขียนไดร ับความลาํ บากแลวนักเขียนยงั ถือวาเปนการกระทําท่ีละเมดิ สิทธเิ สรภี าพของความคิดและ
ศิลปะการประพนั ธดว ย ทําใหนกั เขยี นหลายคนเลิกจากอาชีพนักเขยี น ในขณะเดียวกันก็เกิดนวนิยาย
ทีมีลักษณะยั่วลอ ทางการเมอื งสมัยรัฐนิยมข้ึน

ในขณะเดียวกนั เปน ยุคของสงครามโลกคร้งั ท่ีสองซึ่งเผชิญกับปญหาความอดอยาก กระดาษ
ราคาแพงหนังสือข้ึนราคา หนังสือพิมพบางเลมจึงตองปดตัวลง แตวรรณคดีสารยังออกมาอยาง
สม่ําเสมอ ดว ยเหตนุ ้ีบทรอยกรองสวนใหญในสมัยน้ีจึงเปนไปเพ่ือสงเสริมความม่ันคงของนโยบายรัฐ
เทานนั้

๔. ยคุ กบฏสนั ติภาพ – ท่ีมาของวรรณกรรมแนวเพอ่ื ชวี ิต (พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๕๐๐)
หลงั การทํารัฐประหารของจอมพลป. พิบลู สงครามป 2490 รัฐธรรมนูญฉบับน้ีจํากัดเสรีภาพ
ใหแคบลงกวาเดิมโดยเฉพาะเสรีภาพดานการพูด การเขียน และการพิมพ นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน
เม่ือป ๒๔๘๕ เปนชว งเวลาท่ีนักเขียนนักหนังสือพิมพ ปญญาชน และชาวบานไดรวมใจกันนําเสื้อผา
ยา และขาวของท่ีประชาชนรวมกันบริจาคไปมอบใหแกชาวอีสานที่ประสบภัยพิบัติ และเกิดการ
รวมกลมุ นักหนงั สือพมิ พเพ่อื เรียกรองใหรฐั บาลยกเลกิ ระบบเซน็ เซอรและพระราชบัญญัติการพิมพ ป
พ.ศ. ๒๕๔๘ ของกลุมนักเขียนตางๆ ทําใหนักเขียนและนักหนังสือพิมพหลายคนถูกจับกุมเขาคุก
กหุ ลาบ สายประดษิ ฐเ ปน หน่ึงในน้นั แตในขณะท่เี ขาคุกเขาไดเขียนนวนิยายท่ีสะทอนปญหาสังคมได
อยา งชัดเจนมีลักษณะเพื่อชีวิต ขณะเดียวกันวรรณกรรมในยุคน้ีมีแนวโนมไปในทางวรรณกรรมเพื่อ
ชีวติ
การเปล่ียนแปลงทางวรรณกรรมที่เห็นไดชัดในชวงน้ีคือ แนวคิดเก่ียวกับ "ศิลปะเพื่อชีวิต"
เกิดชมรมนักประพันธและวงการวิจารณ นอกจากการจัดตั้งชมชมนักประพันธจําทําใหนักเขียน
รบั ผดิ ชอบตอผลงานเขียนมากขน้ึ แลวยงั ทาํ ให นกเขยี นหลายคนหันมาสรางวรรณกรรมเพอ่ื ชวี ิต
๕. ยคุ สมัยแหง ความเงียบ – ทม่ี าของวรรณกรรมน้าํ เนา (พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๖)
ยคุ หลังการปฎิวตั ขิ องจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต ในป ๒๕๐๑ มผี ลทํารบั บาลใชม าตรการรุนแรง
ปราบปรามผทู มี่ ีความคดิ เหน็ ขดั แยงกบั รัฐบาลไดอยา งเดด็ ขาดแลวยังมีผลตอวรรณกรรมการเมืองอีก
ดวย โดยเฉพาะนักเขียนกลุมกาวหนา หรือกลุมศิลปะเพ่ือชีวิตที่เร่ิมสรางแนวทางใหมๆ นอกจาก
เสรีภาพของนักเขียนถูกคุกคามแลวเสรีภาพของหนังสือพิมพยังถูกบ่ันทอนอีกดวย ดวยเหตุน้ี

๑๔๘

นักเขียนนักหนังสือพิมพจึงพยายามระมัดระวังมิใหขอเขียนกระทบกระเทือนตอรัฐบาล เพราะเปน
การเส่ียงตอการถูกปด นักเขียนหลายทานกลาววายุคนี้เปนยุคมืดทางปญญา หรือเปนยุคสมัยความ
เงียบ ในขณะที่วรรณกรรมเพื่อชีวิตตองชะงักไป วรรณกรรมแนวเพื่อศิลปะก็กลับรุงเรืองขึ้นอยาง
รวดเร็ว โดยเฉพาะอยางยง่ิ ประเภทบนั เทงิ คดแี นวพาฝน

๖. ยุคฉนั จงึ มาหาความหมาย-ท่มี าของวรรณกรรมหนมุ สาว(พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๕)
ยุคนี้เปนยุคที่ประชาชนนักศึกษาไดรับความกดดันจากระบบเผด็จของชนชั้นปกครองที่
สืบเน่ืองมาเปนเวลานาน แมเ สรภี าพจะมไี มมาก ขณะเดียวกนั นักศึกษากลุม หนึ่งเกิดความขัดแยงทาง
ความคิด พรอ มกันน้นั ก็เกดิ ความกลา ทีจ่ ะขจดั ความเลวรายดงั กลาวใหหมดส้ินไป ดวยเหตุน้ีวิธีหนึ่งท่ี
นิสติ นักศึกษาสามารถใชงานไดคือวรรณกรรม แตง านเขียนของนกั ศกึ ษาไมถูกสนใจจึงรวมกลุมกันทํา
ขายกนั ในมหาวิทยาลยั ป พ.ศ.๒๕๐๖ มหาวิทยาลัยตางๆรวมกลุมกันทําหนังสือ เจ็ดสถาบัน ตีพิมพ
เร่ืองสัน้ ที่มีเนือ้ หาวิจารณสังคม จากน้ันเกิดนักเขียนหนาใหมขึ้น ยุคน้ีจึงเปนยุคของคนรุนใหมท่ีเปน
คนหนุม สาวอยา งแทจริง
๗. ยคุ ประชาธิปไตยเบงบาน-ทม่ี าของวรรณกรรมเพอื่ ประชาชน(๒๕๑๖-ปจจบุ ัน)
หลังเหตกุ ารณ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เปน ยคุ ท่เี รียกวา ประชาธิปไตย เบงบาน งานสรางสรรค
ในแนวทางเพื่อชวี ิตไดรับความสนใจจากผูอานเปน อยา งกวา งขวาง ทง้ั งานเขยี นเกา และงานเขียนใหม
ในระยะเวลาตอมาประเทศชาตมิ กี รเปลยี่ นแปลงคณะบรหิ ารประเทศถงึ 3 ชุดแตวรรณกรรมก็ยงคงมี
บรรยากาศทร่ี าบรืน่ เหมอื นเดิมความกาวหนาท้ังทางรูปแบบและเนอ้ื หาของวรรณกรรมในยุคน้ีจะเห็น
ไดชดั ในงานเขียนประเภทเร่ืองสัน้ ท้ังนค้ี งเปนเพราะ เร่ืองสั้นสามารถนาํ เสนอแนวคิดไดกะทัดรัดและ
กระจา ชัด ตรงเปาหมายสมบรู ณก วาเรอื่ งยาว

๕.๘ ภมู ิปญญาไทยทางดานศาสนาและประเพณี

พระพทุ ธศาสนาเปนรากฐานของวัฒนธรรมไทย ดานตาง ๆ วิถีชีวิตของคนไทยไดเก่ียวเน่ือง
กับพระพุทธศาสนาตัง้ เกิดจนตาย เนื่องจากหลกั คาํ สอนทางพุทธศาสนามีความสอดคลองกับลักษณะ
อปุ นสิ ยั คนไทย เชนชอบความสงบ ความมเี มตตาอารี เอ้ือเฟอเผื่อแผสังคมไทยมีความผูกพันกับพุทธ
ศาสนาอยางลึกซ้ึง จนไมสามารถแยกออกจากวิถีชีวิตประจําวันได มีอิทธิพลตอบุคคล สังคม และ
วัฒนธรรม ของไทยเปน อยา งมาก พระพทุ ธศาสนาเปนสถาบันหลกั ใน ๓ สถาบัน ของชาติ ควบคูกับ
สถาบันชาติ และพระมหากษัตริย เปนศาสนาประจําชาติ เปนรากฐานของวัฒนธรรมไทยดานตาง ๆ
เชนดานภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรม การศึกษา การสงเคราะห และเปนศูนยรวมจิตใจ
ของชาวไทยด้งั แตอ ดตี กาลจนถึงปจจบุ นั

๕.๘.๑ อิทธพิ ลพุทธศาสนา : วฒั นธรรมไทยดานประเพณี
เร่ืองของประเพณีตาง ๆ มีในทุกชาติทุกภาษา สวนลักษณะจะแตกตางไปประการใดก็
แลว แตลกั ษณะหรือสภาพของแตล ะทองถ่ินหรือแตละสงั คม เชน ประเพณีไทยกับจีนตางกันในหลาย
ๆ ดาน ตั้งแตเรอ่ื งกิรยิ า มารยาท การเลอื กคู หมน้ั หมาย แตงงาน ตาย เปนตน สวนสังคมไทยน้ันจะ

๑๔๙

เปนการสบื เน่ืองมาจากการนับถือพทุ ธศาสนาก็จะมอี ทิ ธิพลดานพุทธศาสนาเขามาเก่ียวของดวย เชน
ประเพณกี ารบวช เขาพรรษา ออกพรรษา สงกรานต ลอยกระทง เทศนมหาชาติ เปน ตน

ประเพณี คือ ระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติท่ีเห็นวาดีกวาถูกตองกวา หรือ เปนที่ยอมรับ
ของคนสวนใหญในสังคม และมีการปฏิบัติสืบตอ ๆ กันมา เชน การเกิด การตาย การหมั้นหมาย
สมรส บวช ปลูกบานใหม ข้ึนบา นใหม เปนตน ประเภทของประเพณีนน้ั มี ๔ ประเภท ไดแก

๑. ประเพณีปรมั ปรา หมายถึง ประเพณีที่เกากอน ราชบัณฑิตยสถาน ใหความหมายวา สืบ
ๆ กันมา เกากอน มมี านาน เชน นิยายปรัมปราตาง ๆ อาทิ โรบินฮูดแหงปาเชอรวูดที่ชวยคนจน ของ
ฝรง่ั

๒. จารีตประเพณี หรือ กฎศีลธรรม (Mores) หมายถึง ประเพณีท่ีมีศีลธรรมเขามารวม
ดวยจึงเปนกฎท่ีมีความสําคัญตอสวัสดิภาพของสังคมสังคมบังคับใหปฏิบัติตาม เปนเรื่องความผิด
ความถูก ความนิยมท่ียึดถือและถายทอดสืบตอกันมา เชน การเลนชู ถือวาประพฤติชั่วไมเหมาะสม
ผดิ ศลี ธรรม เปน ตน

๓. ขนบประเพณี (Institution) หมายถึง ระเบียบ แบบแผน ท่ีสังคมตั้งขึ้น กําหนดไวให
ปฏบิ ัติรว มกันทงั้ ทางตรง และทางออ ม ทางตรง ไดแก ประเพณียฃท่ีมีการกําหนดเปนระเบียบแบบ
แผนในการปฏิบัตอิ ยา งชดั แจง วาบคุ คลตองปฏบิ ตั ิอยา งไร เขน การไหวครู การศกึ ษาเลาเรียน ศาสนา
เปน ตน โดยออม ก็คอื ประเพณีทีร่ ูกันโดยท่ัวไป โดยไมไดวางระเบยี บไวแนนอน แตปฏิบัตไิ ด เพราะมี
การบอกเลาสืบตอกันมา หรือจากการที่ผูใหญหรือบุคคลอื่นปฏิบัติ เชน แหนางแมว การจุดบองไฟ
ของภาคอีสาน เปน ตน

๔. ธรรมเนียมประเพณี (Convention) หมายถึง ประเพณีเก่ียวกับเรื่องธรรมดา ๆ ไมมี
ระเบียบแบบแผนเหมือนขนบธรรมเนียมประเพณี หรือมีความผิดความถูกเหมือนจารีตประเพณี
ดังน้นั ธรรมเนยี มประเพณีไมปฏิบตั ิตามก็ไมผ ิดหรอื มโี ทษ เปนแตเพียงคนสวนใหญปฏิบัติกัน และเรา
ก็ปฏิบัติตาม แตอาจจะไมเหมือนกับอีกหลายสังคมเปนเพียงธรรมเนียมของสังคมน้ัน ๆ ปฏิบัติกัน
เชน ไทยใชชอนสอ มในการรบั ประทานอาหาร ฝรัง่ ใชม ีดกับสอม เปน ตน

ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลตอวัฒนธรรมประเพณีไทยเปนอยางมากต้ังแตเกิดถึงตาย
ทีเดียว เพราะพุทธศาสนาเปนศาสนาที่คูกับชาติไทยมาแตยาวนานจึงทําใหเกิดประเพณีหลาย ๆ
ประการในสังคมทม่ี ีพิธกี รรมทางพทุ ธศาสนามาเกย่ี วของดว ย132๖๒

๕.๘.๒ อทิ ธพิ ลพทุ ธศาสนา : วัฒนธรรมไทยดา นจิตใจ
พุทธศาสนามีบทบาทตอสังคมเศรษฐกิจและการเมืองมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันก็ไดรับ
ผลกระทบจากสภาพสังคมท่ีเปลี่ยนแปลดวยเชนกัน กลาวคือ พุทธศาสนาเปนสถาบันสังคมที่
เอ้ืออาํ นวยใหสงั คมดํารงอยูอยางเปนปกแผน มัน่ คงมาต้ังแตอ ดตี ถงึ ปจจุบนั ในทาํ นองเดยี วกนั สังคมได

๖๒ สุพัตรา สุภาพ, สังคมและวัฒนธรรมไทย : คานิยม ครอบครัว ประเพณี, พิมพครั้งที่ ๘,
(กรงุ เทพมหานคร : ไทยวัฒนาพาณิชย, ๒๕๓๖), หนา ๑๐๖.

๑๕๐

อปุ ถัมภและสง เสรมิ ใหศาสนามคี วามเจริญ และเปนท่ยี อมรับนบั ถืออยา งกวา งขวาง มวี ัดและพระสงฆ
ทาํ หนา สนับสนุนการเมือง เศรษฐกจิ วฒั นธรรมและคานยิ ม ใหตอบสนองวัตถุประสงคของสังคมและ
ใหเ กิดประโยชนตอประชาชน ดังทส่ี มบรู ณ สุขสาํ ราญ ไดกลา ววา วดั ไดท ําหนาท่ีตอ สังคมไทยในดาน
ตา ง ๆ ตอ ไปนี้

๑. เปน สถานศึกษา ซงึ่ ชาวบานสง ลกู หลานมารับการฝก อบรมทางศีลธรรมหรือมารับใชพระ
เปน การเลาเรยี นวชิ าความรูตา ง ๆ ทางออมจากระไดทุกเวลาและโอกาส

๒. เปนสถานสงเคราะห เปน ที่พักของคนเดนิ ทางและสาํ หรับคนยากจนไดมาอยูอาศัย เปน
ท่ปี รกึ ษาแกปญ หาชีวติ ครอบครัวและความทกุ ขต าง ๆ และชว ยไกลเกลยี่ ขอ พพิ าทของชาวบา รวมท้ัง
ชวยรกั ษาผเู จบ็ ปวยตามความรูของพระในขณะนน้ั

๓. เปนศูนยกลางของชุมชน ท่ีชาวบานมาพบประสังสรรคทํากิจกรรมและพิธีกรรมตาง ๆ
รวมทงั้ ชาวบานจะหาความบนั เทงิ ในงานเทศกาลและการมหรสพตาง ๆ ที่วดั ได

จึงกลาวไดวา วัดเปนศูนยลางซ่ึงรวมจิตใจประชาชนในดานความเคารพเชื่อถือ และการ
รวมมอื ซงึ่ กนั และกนั นับต้ังแตพระมหากษตั ริยจ นถงึ คนธรรมดาสามัญ โดยมีพระสงฆทําหนาท่ีและมี
บทบาทสาํ คัญ นอกจากนี้พุทธศาสนาเปนเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจทําใหมีความสามัคคี สามารถรวมตัว
เปนสงั คมท่ีมคี วามม่ันคง เปน ระเบยี บเรียบรอ ยและมีความเปนปกแผนไดจนตราบเทา ทกุ วนั นี้

๕.๘.๓ อิทธพิ ลพทุ ธศาสนา : วฒั นธรรมไทยดา นภาษา
คนไทยคยุ เคยกับภาษาสันสกฤตกอนภาษาบาลี ท้งั นเ้ี พราะภาษาสันสกฤตเขามาสูสังคมของ
คนไทยพรอมพุทธศาสนามหายาน ต้ังแตสมัยอาณาจักรนานเจา ราว พ.ศ. ๖๐๐ คร้ัน พ.ศ. ๑๗๘๒
คนไทยยึดสโุ ขทยั ได และเกดิ ความเลอ่ื มใสในศาสนาพทุ ธฝา ยหินยานซึง่ ใชภาษาบาลี ดังน้ันภาษาบาลี
จึงแพรหลายเขามาในสังคมและขยายกวางยิ่งกวาภาษาสันสกฤต อยางไรก็ตามคนไทยก็ยกยองวา
ทัง้ ภาษาบาลี และภาษาสันสกฤตเปนภาษาช้ันสูง มีความศักดิ์สิทธิ์ สมบูรณแบบและแสดงภูมิปญญา
อันสูงสง เพราะเปนภาษาของพระพุทธศาสนา ดังน้ันจึงไดมีอิทธิพลในภาษาไทยในเวลาตอมาและ
จนถึงปจจุบัน กลา วคอื มกี ารยมื ภาษาบาลี – สันสกฤตมาใชในภาษาไทย จากหลักฐานทางขอเขียน
ในศิลาจารึกและวรรณคดีเกา ๆ ของไทย ต้งั แตสมัยสโุ ขทัยจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลายพบวา การยืม
คําบาลี – สันสกฤตเปนไปอยางไมเครงครัด ทั้งน้ีเพราะมีการเขียนรูปคําลักลั่นกันจะเปนรูปบาลีก็
ไมใช รูปสันสกฤตก็ไมเชิง คําลักลั่นเชนน้ีพบจํานวนมากในการยืมคําสมัยเกากอนของคนไทย เชน
ไตรภูมกิ ถา (ท่ถี ูกควรใชเตภูมิกถา) สาคมติ ร (ที่ถกู คือ สาขามิค, สาขา = ก่ิงไม + มิค =กวาง, เน้ือ =
กวางบนกิ่งไม คือ ลงิ ) สชุ มั บดี (ทถี่ กู คือสชุ าดาบดี = สามีของนางสชุ าดา คือ พระอนิ ทร) เปนตน
ดังกลา วขางตนวา ภาษาบาลี – สนั สกฤต เปน ภาษาทบี่ นั ทกึ จารึกคัมภีรทางพระพุทธศาสนา
จึงทําใหมีอิทธิพลตอภาษาไทยอยางมากมาย จะเห็นไดในหลาย ๆ แหงท่ีภาษาบาลี – สันสกฤต
ปะปนอยใู นภาษาไทยทัง้ ภาษาเขียนและภาษาพดู ซึ่งจะแทรกอยูใ นท่ัว ๆ ไป เชน คําศัพทที่ออกเสียง
งาย ๆ สะดวก ๆ เชน ขันติ ชิวหา ศิลป เกษียณ แพทย สงิ ขร มารดา สกี า เคารพ ฯลฯ โดยเฉพาะชื่อ
ของคนไทยนิยมใชภ าษาบาลี เชน เชษฐา วทิ ยา เปนตน จงึ กลาวไดว า พระพุทธศาสนามีอิทธิพลตอ
วัฒนธรรมไทยดา นภาษาอยางยิ่งอกี ดา นหน่งึ

๑๕๑

๕.๘.๔ อิทธิพลพระพุทธศาสนา : วัฒนธรรมไทยดานการศึกษา
จากประวัติศาสตรชาติไทย จะเห็นไดวา การศึกษาเริ่มขึ้นที่วัดซึ่งเปนศาสนสถานของ
พระพุทธศาสนา มีพระสงฆเปนครูสอน สอนหลักธรรมของพุทธศาสนา หลักปฏิบัติตนในการ
ดํารงชวี ิตประจําวนั โดยเฉพาะหลักเบญจศีล ซ่ึงถือวาเปนคุณธรรมเบ้ืองตนที่ทําใหมนุษยจะไมตอง
เบยี ดเบียนกัน อยูกันอยางสันติสุข สอนกิริยามารยาท การศึกษาในสมัยสุโขทัยจะเปนการศึกษาที่มี
วัตถุประสงคเพอื่ ศึกษาศาสนาเปนสวนใหญจะเห็นไดจากวรรณคดีท่ีสําคัญของไทย เชน ไตรภูมิพระ
รวง ลิลิตพระลอ สมุทรโฆษคําฉันท กําศรวลศรีปราชญ เปนตน ในสมัยอยุธยาก็เรียนหนังสือเพ่ือ
การศึกษาพระพุทธศาสนาเชนกัน จะเห็นไดจากการนําใบลานใชสําหรับจารึกตํารงทาง
พระพุทธศาสนาทําใหการเรียนพระพุทธศาสนาขยายตัวไดอยางรวดเร็ว ทําใหคนไทยมีคุณธรรม
จริยธรรม มีศีลธรรมอันดี เปนเหตุใหส งั คมอยูเยน็ เปนสขุ มีความรักสามัคคีกัน มีนํ้าใจใหกันและกัน
เพราะหลักธรรมแหงพระพุทธศาสนาคอยหลอหลอมจิตใจใหออนนอมถอมตน ยิ้มแยมแจมใส จน
ประเทศไทยไดรบั สมยานามวา “สยามเมอื งยม้ิ ”
แมในยุคปจจุบัน ก็ยังตองใหทุกสถานศึกษาจัดใหมีการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา
สปั ดาหล ะ ๒ ชัว่ โมง เพื่อใหเยาวชนไดมีคุณธรรม จริยธรรม เปนบุคคลที่พึงประสงคของสังคม โดย
พระเดชพระคุณพระเทพโสภณ อธกิ ารบดมี หาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย เปนประธานใน
การจัดทําหลกั สูตรรายวิชาพระพทุ ธศาสนาที่สอนในโรงเรยี น (สถานศกึ ษา)
จึงนบั วาพระพุทธศาสนามีอทิ ธิพลตอการกอสรางของสงั คมไทยเปน อยางมาก ไมว า ดานจติ ใจ
ดานประเพณี ดานพธิ ีกรรม ดา นวรรณคดี ดานภาษา ดา นการศกึ ษา ตลอดถึงดานสถาปตยกรรม
การกอ สรา ง จนทาํ ใหเ กิดเปนวฒั นธรรมท่ีคนไทยทกุ คนไดรบั รูไดเห็น และเปนเอกลักษณของไทยใน
ท่ีสุด เม่ือชาวตางชาตินึกถึงประเทศไทยมักจะนึกถึงวัด ความสวยงาม ของโบสถ วิหาร พระราชวัง
เปนตน จึงนับวาพระพุทธศาสนามีอทิ ธพิ ลตอ สงั คมและวฒั นธรรมไทยในทกุ ๆ ดานอยา งแทจรงิ
สถาบันทางศาสนา เปนแหลง ใหการศึกษาตลอดชพี แกชุมชน โดยผทู าํ หนาที่ของ สถาบัน คือ
พระสงฆ เปนผูแนะนาํ ส่งั สอนความรูและวชิ าชีพท่ีนอกเหนอื จากพิธีกรรมทางศาสนา เชน ชุมชนไทย
ทีเ่ ปนชาวพุทธก็มวี ัดเปน แหลง วิทยาการตา ง ๆ มาตัง้ แตโ บราณสืบตอ มาจนถงึ ปจจุบัน จนมีคําพูดกัน
ติดปากวา “บวชเรียนเขยี นอา น” วัด เปนสถานทเ่ี รียน อาน เขยี น คดิ เลข และงานฝม อื ตาง ๆ ซ่ึงเปน
สวนหน่ึงของวัดและสอนโดยพระสงฆของวัดนั้น ๆ เปนตน สําหรับประเทศไทย มีพระพุทธศาสนา
เปนศาสนาประจําชาติ ตามรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๙ ได
กลา ววา พระมหากษตั ริยทรงเปน พุทธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก ประชาชนชาวไทยสวน
ใหญนับถอื พระพุทธศาสนาประมาณรอย ละ ๙๐ และสถาบันศาสนาเปนระบบยอ ยของสังคมไทยซึ่งมี
วัดเปนศาสนสถาน มีพระสงฆเปน ศาสนบุคคลท่ีจะทําใหพระพุทธศาสนาชวยในการพัฒนาชุมชน
สงั คมและประเทศชาติ อยางสําคัญ ย่ิง คนไทยสมัยโบราณหันหนาเขาวัด ใกลชิดวัด สนิทกับวัดมาก
และวดั ก็ทาํ หนา ทที่ ่ีสาํ คญั เพื่อ ชาวบานไมนอ ย เชน
๑. เปนสถานศึกษา ชาวบานสงลูกหลานอยูวัดเพ่ือรับใชพระและรับการอบรมศีลธรรมเลา
เรยี นวิชาการตา ง ๆ จากพระ

๑๕๒

๒. เปนสถานสงเคราะหบตุ รหลานชาวบานท่ียากจนไดมาอาศัยอยูในวัด อาศัยเลาเรียนและ
ดํารงชีพ แมผ ใู หญท่ยี ากจนกอ็ าศยั วัดดาํ รงชพี

๓. เปน สถานพยาบาลรกั ษาผเู จบ็ ปวยตามความรู ความสามารถในสมยั นั้น
๔. เปน ทีพ่ ักคนเดินทาง
๕. เปน สโมสร ชาวบานมาพบปะสงั สรรค พกั ผอ นหยอนใจ หาความรู
๖. เปน สถานบันเทิงท่ีจดั งานเทศกาลและมหรสพตาง ๆ
๗. เปนทไ่ี กลเ กล่ียขอ พิพาท (ชาวบานไปหาความยุติธรรมทว่ี ดั )
๘. เปน ท่ปี รกึ ษาการครองตน การครองชพี แกป ญหาชวี ติ ครอบครัวและความทกุ ขตา ง ๆ
๙. เปน ศนู ยกลางศลิ ปวฒั นธรรม ที่รวบรวมศิลปกรรมตา ง ๆ ของชาติ
๑๐. เปนคลังพัสดุ เก็บของใชตาง ๆ ท่ีชาวบานจะไดใชรวมกันเมื่อมีงานที่วัด หรือเอาไปใช
เมอ่ื ตนมงี าน
๑๑. เปนศูนยกลางการปกครองทองถ่ิน ท่ีกํานันผูใหญบานเรียกประชุมลูกบานช้ีแจงขอ
ราชการตา ง ๆ
๑๒. เปนท่ีบําเพ็ญกุศลกิจ หรือประกอบพิธีกรรมตามประเพณีดังคํากลอนท่ีวา วัดจะดี มี
หลักฐาน เพราะบานชวย บานจะสวย เพราะมีวัด ดัดนิสัย บานกับวัด ผลัดกันชวย อํานวยชัย ถา
ขาดกนั กบ็ รรลัย ทง้ั สองทาง เชน ในอดตี ประเพณกี ารลงแขกทาํ งานถอื วาเปน วัฒนธรรมสวนหนึ่งท่ีดี
งามของสงั คม เปนการเสรมิ สรา งความสามคั คี การเอ้ือเฟอเกอ้ื กลู และการรวมพลังชุมชน ไมมีระบบ
เงนิ ตรา เขา มาเกีย่ วของ แตป จจุบันระบบเงินตราตามระบบทุนนิยมเขามาเก่ียวของ เปนการทําลาย
วัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมชนบท ทําใหความสามัคคี การเอื้อเฟอเกื้อกูล และการรวมพลังชุมชน
ขาดหายไป สงั คมปจ จบุ นั เปลีย่ นแปลงอยา งรวดเรว็ ทุกๆ ดาน มลี ักษณะของ “มะเร็งทางสังคม” เปน
สังคมท่ีไรเข็มทิศ ขาดจุดยืนและอุดมการณในความเปนไทย เพราะสังคมไทยไดรับอิทธิพล ของ
วัฒนธรรมตางชาตเิ ขามาผสมผสานวัฒนธรรมด้ังเดิมมากมายหลายดาน โดยเฉพาะรับเอาวัฒนธรรม
ตะวนั ตกเขามาทงั้ สวนที่ดีและสว นทีไ่ มด ี
วัฒนธรรมดังกลาวเขามามีบทบาทตอวิถีชีวิต ของคนไทยมาก เพราะทําใหสังคมไทย
เปลี่ยนแปลงจนกระท่ังทุกวันนี้ สังคมเจริญขึ้นในทางวัตถุ แตสูญเสียความเปนเอกลักษณและ
วัฒนธรรมไทย เงินกลายเปนเครื่องกําหนดคุณคาและฐานะ ทางสังคม เกิดความเส่ือมทางจริยธรรม
และคณุ ธรรม สังคมไทยจึงตอ งปรับตัวไปอยางเหมาะสม ตามไปดวย มิฉะน้ันแลวความสับสนวุนวาย
และปญ หานานาประการจะบงั เกดิ ข้นึ ในปริมาณที่ จะแกไ ขไดย าก ดังน้ัน เพื่อใหสังคมไทยดํารงอยูได
อยางมั่นคงและพัฒนาแบบแผนการดําเนินชีวิต ไดสอดคลองกับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึน
อยางไมหยุดย้ัง และเพื่อเปน กาํ ลงั สําคญั ในการ พฒั นาความเจริญกาวหนาและรักษาความมั่นคงของ

๑๕๓

สังคม สมาชิกที่ดีของสังคม ตองปฏิบัติตาม บรรทัดฐาน ศีลธรรมและขนบธรรมเนียนประเพณีของ
สังคม มีคุณธรรม จริยธรรม เปนแนว ปฏิบัตใิ นการดาํ เนนิ ชีวิต133๖๓

สรปุ ทายบท

ภูมิปญญาไทยมีความสําคัญสําหรับสังคมไทย จําเปนท่ีจะตองมีการพัฒนานําไปใช และ
ถา ยทอดกันตอไป เพื่อมิใหสูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนไทย กระบวนการท่ีจะทําใหภูมิปญญาไทย
ฟนคืนชพี กลับมามีชีวติ ชีวาอีกคร้ังกค็ ือ กระบวนการศกึ ษา ฉะน้ันส่ิงท่ีเราตองชวยกันคิดก็คือ ตองนํา
ภูมปิ ญ ญากลบั สูระบบการศกึ ษาไทย โดยใชว ิธีการสอนทีม่ ลี กั ษณะเหมาะสมกับยุคสมัยปจจุบันหลาย
อยาง เชน การสอนทอผา การสอนรํา การสอนดนตรี ซึ่งลักษณะพิเศษสอดคลองกับหลักการสอน
แบบใหมค ือ เปน การสอนแบบตัวตอตวั หรอื เปนรายคน เปนการสอนดวยความรัก เปนการสอนโดย
การปฏบิ ตั ิและเปน การสอนจากของจริง

จากการศึกษารายละเอียดของภูมิปญญาไทยในดานตาง ๆ พบวาภูมิปญญาไทยเปน
วัฒนธรรมและประเพณี วถิ ีชีวิตแบบดัง้ เดิม เปนตัวกําหนดคุณลักษณะของสังคม เปนสิ่งที่มีจุดหมาย
เปนวิ่งสําคัญ มีความหมายและคุณคาตอการดํารงอยูรวมกันท่ีจะชวยใหสมาชิกในชุมชนหมูบาน
ดํารงชีวิตอยูรวมกันไดอยางสงบสุข ชวยสรางความสมดุล ระหวางคนกับธรรมชาติแวดลอม ทําให
ผูคนดํารงตนและปรับเปล่ียนไดทันตอความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบอันเกิดจากสังคมภายนอก
และเปนประโยชนตอการทํางานพัฒนาชนบท ของเจาหนาที่จากหนวยงานตางๆ ท้ังนี้เพื่อเปนการ
กําหนดทาทีในการทาํ งานใหก ลมกลืนกับชาวบานไดมากย่ิงข้ึน นอกจากนั้นยังเปนมรกดที่บรรพบุรุษ
ในอดตี ไดสง่ั สม สรางสรรค สืบทอดภูมิปญญามาอยา งตอ เนือ่ ง สืบสานเร่ืองราวอันทรงคุณคามากมาย
สงผลใหคนในชาติเกิดความรัก ความภาคภูมิใจและรวมแรงรวมใจสืบสานตอๆกันมาและตอไปใน
อนาคต ภมู ิปญญาทอ งถิ่นจึงเปนส่งิ ท่มี ีคุณคาและมีความสําคัญย่ิง

แมว ากาลเวลาจะผา นไป ความรสู มัยใหม จะหลั่งไหลเขามามาก แตภ มู ิปญญาไทย ก็สามารถ
ปรับเปล่ียนใหเหมาะสมกับยุคสมัยเชน การรูจักนําเครื่องยนตมาติดต้ังกับเรือ ใสใบพัด เปนหางเสือ
ทําใหเ รอื สามารถแลนไดเร็วข้ึน เรียกวา เรือหางยาว การรูจักทําการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถ
พลิกฟนคืนธรรมชาติให อุดมสมบูรณแทนสภาพเดิมที่ถูกทําลายไป เมื่อปาถูกทําลาย เพราะถูกตัด
โคน เพื่อปลูกพืชแบบเดี่ยว ตามภูมิปญญาสมัยใหม ท่ีหวังร่ํารวย แตในที่สุด ก็ขาดทุน และมีหนี้สิน
สภาพแวดลอมสูญเสียเกิดความแหงแลง คนไทยจึงคิดปลูกปา ท่ีกินได มีพืชสวน พืชปาไมผล พืช
สมุนไพร ซ่ึงสามารถมีกินตลอดชีวิตเรียกวา "วนเกษตร" บางพ้ืนท่ี เมื่อปาชุมชนถูกทําลาย คนใน
ชุมชนก็รวมตัวกัน เปนกลุมรักษาปา รวมกันสรางระเบียบ กฎเกณฑกันเอง ใหทุกคนถือปฏิบัติได
สามารถรักษาปาไดอ ยา งสมบรู ณด ังเดมิ

๖๓http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=743&articlegroup_id=162
[๔ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๕๔

คําถามทายบท

๑. จงอธบิ ายความหมายและความสําคญั ของภูมิปญญาไทยในดา นตา ง ๆ มาพอสังเขป
๒. จงแสดงทัศนะของทานเก่ียวกับภูมิปญญาไทย วาควรอนุรักษใหคงไวตอไปหรือไม ถาควร

อนรุ ักษเพราะอะไร ถา ไมควรอนุรักษเพราะอะไร(อธิบายพรอมยกตัวอยางการอธิบายมาให
เหน็ ภาพดว ย)
๓. ทา นเหน็ ดวยหรอื ไมก ับคํากลาวท่ีวา “ภูมิปญญาไทย ชวยทําใหชาติไทยม่ันคงเปนปกแผน”
จงแสดงทัศนะของทานตอ คํากลาวนพ้ี รอ มเหตุผลมาพอเขา ใจ
๔. ทานมีแนวทางอยางไรในการศึกษาภูมิปญญาไทยในดานตาง ๆ และถายทอดสูชุมชนในวง
กวางจงเสนอแนะแนวทางมาอยางนอ ย ๕ ขอ พรอ มอธบิ าย
๕. ภาระงาน
- ใหน ิสติ แบง กลมุ ออกเปน ๖ กลุม ไปศึกษาภูมิปญญาไทยดานใดดานหน่ึงในทองถิ่นของ

ตน แลวเขียนเปนรายงานการคนควาอิสระ (รายงานการคนควาอิสระ ๕ บท) เพื่อสง
อาจารยผูสอน และนําเสนอในชั้นเรียนตอไป กําหนดสงรูปเลมและนําเสนอกอนสอบ
ปลายภาคสองสัปดาห

๑๕๕

เอกสารอางอิงประจําบท

หนงั สอื
ภาษาไทย
คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทําหนังสือเมืองไทยของเรา เลม ๒, เมืองไทยของเรา ฉบับที่สอง,
กรุงเทพมหานคร : สํานักงานเสรมิ สรา งเอกลกั ษณของชาติ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
, ๒๕๓๕.
จารวุ รรณ รัตนโภคา, การพัฒนารูปแบบการจัดการความรูหลักสูตรฐานสมรรถนะวิชาชีพหัตถกรรม
โดยภูมิปญญาไทย, วิทยานิพนธปริญญาดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยพี ระจอมเกลาพระนครเหนอื , ๒๕๕๑.
จันทรทิรา เจียรณัย, การศึกษาภูมิปญญาการแพทยแผนไทย การผดุงครรภแผนไทย และการใช
สมนุ ไพรของหมอพื้นบาน : กรณีศึกษาหมอพื้นบานรอบเขตพื้นท่ีเข่ือนน้ําพุง จังหวัด
สกลนคร, นครราชสีมา: มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีสรุ นาร,ี ๒๕๕๕.
ดารณี ออนชมจันทร, เรียนรูและเขาใจหมอพื้นบาน : ชุดความรูภูมิปญญาคุณคาหมอพื้นบาน :
กรณีโครงการสํารวจศักยภาพหมอพื้นบาน ๑๒ จังหวัด ป ๒๕๔๘, นนทบุรี :กลุมงาน
การแพทยพ ้นื บานไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวง
สาธารณสขุ , ๒๕๔๘.
ทิพวรรณ สิทธิรังสรรค, การปลูกพืชผักโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ, งานเกษตรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอม ฝายวิชาการ ศูนยฝกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม วัดญาณสังวราราม
วรมหาวหิ าร อันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริ, กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร,
๒๕๕๕.
พันธจ ิตต สีเหนี่ยง, เอกสารคําสอนวิชา 02032413 การสงเสริมเกษตรย่ังยืน, กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร, ๒๕๕๖.
พระสมุหผ ไท อินทวณฺโณ, หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีปรากฏในพิธีกรรมรําผีฟาของบานเมือง
หงส ตําบลเมืองหงส อําเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดรอยเอ็ด, วิทยานิพนธพุทธศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา, บัณฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘.
พิทยา วองกลุ , พลานภุ าพ แหงวรรณกรรม, กรุงเทพมหานกร : สาํ นกั พิมพดอกหญา, ๒๕๔๐.
รุงรังษี วิบูลชัย, การดํารงอยูของการแพทยพ้ืนบาน : กรณีศึกษาหมูบานนาสีดา ตําบลขาวปุน
อาํ เภอกุดขาวปุน จังหวัดอุบลราชธานี, กรุงเทพมหานคร : ฐานขอมูลวิทยานิพนธไทย,
๒๕๓๘.
วัฒนะ จูฑะวิภาต, ศลิ ปะการออกแบบตกแตงภายใน, กรงุ เทพมหานคร : วิทยพัฒน, ๒๕๕๓.

๑๕๖

วุฒิ วัฒนสิน, ศิลปะระดับมัธยมศึกษา, ปตตานี : ฝายเทคโนโลยีทางการศึกษาสํานักวิทยบริการ,
๒๕๔๑.

วัฒนะ จูฑะวิภาต, การออกแบบเคร่ืองประดับ, กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
๒๕๔๕.

วิบลู ย ลี้สวุ รรณ, เครอ่ื งจักสานในประเทศไทย, กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร, ๒๕๓๒.
วิฑูรย เลี่ยนจํารูญ, การเกษตรแบบผสมผสาน : โอกาสสุดทายของเกษตรกรรมไทย, กรุงเทพฯ :

สมาคมเทคโนโลยที ่เี หมาะสม, ๒๕๓๐.
วฑิ รู ย ปญญากุล, ความรูเบือ้ งตนเกษตรอินทรีย, กรงุ เทพมหานคร : มลู นธิ สิ ายใยแผนดิน, ๒๕๔๗.
วัชรพล แกวเสนหใน, องคความรูภูมิปญญาชางฝมือเคร่ืองปนดินเผา บานเทอดไทย หมูท่ี ๑

ตําบลเทอดไทย อําเภอทุงเขาหลวง จังหวัดรอยเอ็ด, รอยเอ็ด : สํานักงานวัฒนธรรม
จังหวัดรอ ยเอด็ , ๒๕๕๔.
วมิ ลสทิ ธ์ิ หรยางกูร, การสรางสรรคม รดกวฒั นธรรม:สูก ารสรา งสรรคเอกลักษณสถาปตยกรรมไทย
สมัยใหม, ปทมุ ธานี :คณะสถาปต ยกรรมศาสตรแ ละการผังเมือง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
, ๒๕๕๓.
ศูนย กศน. อําเภอยะหริ่ง, เกษตรธรรมชาติสูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงท่ีย่ังยืน, ปตตานี : ศูนย
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอยะหรงิ่ จงั หวดั ปต ตาน,ี ๒๕๕๓.
ศูนยศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดําริ, คูมือเกษตรทฤษฎีใหม, พิมพครั้งท่ี ๒ ,
กรุงเทพมหานคร : มฟู เมนทเ จนทรี, ๒๕๕๕.
สํานกั งานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครราชสีมา, หนังสือเรียน
รายวิชาเลือกสาระการประกอบอาชีพวิชา การทําเกษตรประยุกต อช03074,
นครราชสีมา : สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด
นครราชสมี า, ๒๕๕๒.
สุพัตรา สุภาพ, สังคมและวัฒนธรรมไทย : คานิยม ครอบครัว ประเพณี, พิมพคร้ังท่ี ๘,
กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพาณิชย, ๒๕๓๖.
สุภาพร ชาววัง, การประยุกตใชภูมิปญญาพ้ืนบานในการพัฒนาเคร่ืองจักสานเชิงพาณิชย จังหวัด
นครราชสีมา, วิทยานิพนธศิลปศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร, บัณฑิต
วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหาวารคาม, ๒๕๕๒.
อุดมศักดิ์ สินธิพงษ, ชุมชนทองถ่ินกับการมีสวนรวมจัดการทรัพยากรธรรมชาติอยางย่ังยืน,
กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ, ๒๕๕๘.

๑๕๗

ภาษาอังกฤษ
Horayangkura, V, สถาปตยกรรมไทย ขอจํากัดและทางเลือกในการสืบสาน [Thai architecture:

Limitations andalternatives in inheritance], ASA – Journal of Architecture,
November 1994, p 57-62.

เวบ็ ไซต
http://www.oknation.net/blog/kontan/2007/09/29/entry-1
https://sites.google.com/site/reportofstudysubjects/bth-thi-1-wrrnkrrm-thiy-
paccuban/-laksna-khxng-wrrnkrrm-thiy
https://phaiboon01.wordpress.com/ลักษณะจติ รกรรมไทย/
http://www.suwatchaitubtim.com/ประติมากรรมไทยรว มสมัย/
http://www.dusitcenter.org/dusitwebs/plan/news.php?id=3932
http://www.sarakadee.com/2011/03/29/kampramong/

๑๕๘

บทท่ี ๖

พระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวถิ ชี วี ติ และภมู ปิ ญ ญาของไทย

วัตถุประสงคการเรียนประจําบท
เมือ่ ศึกษาบทน้แี ลว ผูศ ึกษาสามารถ
๑. อธิบายลักษณะของความสัมพันธของพระพุทธศาสนากับประเพณีไทยและ
พระพุทธศาสนากบั ความเช่ือของสังคมไทยได
๒. อธบิ ายพระพทุ ธศาสนาทป่ี รากฏในรปู แบบของคติความเชือ่ ของสงั คมไทยได
๓. บอกความสมั พนั ธข องพระพุทธศาสนากบั การดาํ รงชีวิตของคนไทยได
๔. บอกความสําคัญของพระพุทธศาสนาตอวถิ ีชีวติ ของสงั คมไทยได
ขอบขา ยเน้อื หา

• ความนํา
• พระพุทธศาสนากบั ประเพณีไทย
• พระพุทธศาสนากับความเชอื่ ของสงั คมไทย
• พระพทุ ธศาสนากับการดาํ รงชวี ติ ของคนไทย
• ความสาํ คัญของพระพุทธศาสนาตอวถิ ีชีวิตของสงั คมไทย

๖.๑ ความนาํ

พระพุทธศาสนาอยูคูกับสังคมไทยมานาน วิถีชีวิตของชาวไทยสวนมากจะเกี่ยวของกับ
พระพุทธศาสนา ชาวไทยรอยละ ๙๕ นับถือพระพุทธศาสนา ไดนําหลักการปฏิบัติทาง
พระพุทธศาสนามาเปนแนวทางแหงการดําเนินชีวิตจนกลายเปนรากฐานทางวัฒนธรรม และ
เอกลักษณม รดกของชาตไิ ทยตราบเทา ทกุ วันน้ี

สังคมไทยมีหลกั ปฏบิ ัตแิ ละวิถีชีวติ อยบู นหลักของพระพทุ ธศาสนา ซ่งึ ไดยึดถือและปฏิบัติสืบ
ตอกนั มาเปน ระยะเวลาอันยาวนาน หลักธรรมคาํ สอนและความเช่ือตลอดจนแนวปฏิบัติตนตามหลัก
ศาสนาไดซมึ ซาบอยูกบั วิถีชวี ติ ของคนไทยทกุ คน

จึงกลาวไดวาสังคมไทยทุกระดับไดรับเอาความเช่ือทางศาสนามาเปนแบบอยางแหงการ
ดําเนินชีวิตจนกอใหเกิดเปนวัฒนธรรมขึ้นมากลาวไดวาชาติไทยไดมีความเจริญม่ันคง ดํารงเอกราช
อธิปไตยสืบทอดตอกันมาต้ังแตโบราณกาล จวบจนกาลปจจุบัน ก็ดวยคนไทยทั้งชาติยึดม่ันอยูใน
หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา มคี วามเคารพบูชาพระรตั นตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ

๑๕๙

เปน สรณะ พระพทุ ธศาสนาจึงมบี ทบาทสําคญั ย่งิ ตอ ชวี ติ ของชาวไทย โดยมีสวนเสรมิ สรางอุปนิสัยของ
คนในชาติใหร กั ความสงบ มคี วามเสยี สละ แกลวกลา อาจหาญ รอบรูฐานะ อฐานะ มีความรักและยึด
มั่นอยใู นสามคั คีธรรม

ดังนั้นในบทน้ีจะเปนการศึกษาพระพุทธศาสนาในฐานะฐานของวิถีชีวิตและภูมิปญญาของ
ไทย โดยเร่ิมลําดับเน้ือหาเริ่มต้ังแต พระพุทธศาสนากับประเพณีไทย พระพุทธศาสนากับความเชื่อ
ของสังคมไทย พระพุทธศาสนากบั การดํารงชีวิตของคนไทย และความสําคัญของพระพุทธศาสนาตอ
วิถีชีวิตของสังคมไทย ดังจะนาํ เสนอตอไปนี้

๖.๒ พระพทุ ธศาสนากบั ประเพณไี ทย

ประเทศไทยเปนประเทศพระพทุ ธศาสนา คนไทยสวนใหญนับถือพระพุทธศาสนาและนับถือ
นานนบั เปนพันป คนไทยสมยั โบราณหนั หนาเขาวัดใกลชิดสนิทกับวัดมาก และวัดก็ทําหนาท่ีท่ีสําคัญ
เพ่ือชาวบานไมนอย เพราะคนไทยใกลชิดวัด มีชีวิตแนบแนนกับพระพุทธศาสนามากเชนนี้
พระพุทธศาสนาจงึ มอี ิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยมากมายเชน

อิทธิพลของพระพุทธศาสนาท่ีมีตอจารีตประเพณี ประเพณีที่สําคัญ ๆ ของไทย สวนมาสืบ
เน่อื งมาจากพระพทุ ธศาสนา เชน มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เขาพรรษา แหเทียนพรรษา ตัก
บาตรเทโว ทําขวัญนาค ลอยกระทง และพิธีแหตางๆ ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตลอดจนภาคอน่ื ๆ ๖๔ สําหรับพระพุทธศาสนากับประเพณีไทยสามารสรปุ ลงไดด ังน้ี

134

๖.๒.๑ ประเพณีทเี่ กีย่ วของกบั พระพุทธศาสนาของภาคเหนอื

๑. ประเพณีปอยลกู แกว

ประเพณีปอยลกู แกว/ปอยนอ ยเปนงานเฉลิมฉลองในประเพณีพิธีการบรรพชาหรือบวชเณร
หรือเปนประเพณี บวชเณรของด็กในภาคเหนือ ซึ่งจะทํากันในเดือน ๕,๖,๗,๘ เหนือ คือราวเดือน
กมุ ภาพนั ธถ ึงเดอื นพฤษภาคม จดุ ประสงคข องการจัดปอยลูกแกว หรอื ปอยบวช หรอื ปอยหนอ ย ก็เพื่อ
ลูกศิษยวัดท่ีเรียกวาขะโยมวัดที่คอยมาอยูรับใชทํางานในวัดเปนเวลาพอสมควร และไดเรียนจบ
การศึกษาภาคบังคับแลว ทางวัดและญาติผูใหญก็จะรวมกันจัดงานพิธีบรรพชาใหเปนสามเณรใน
พระพทุ ธศาสนา การบวชสามเณร หรือ ปอยนอย ในภาคเหนือนัน้ มีความมุงหมาย และคุณคาสําคัญ
ดงั น้ี

๑. ตอ งการใหเดก็ รหู นงั สือ อานออกเขียนได

๒. ตองการใหเ ดก็ รศู ีลธรรม จรยิ ธรรม

๓. ตองการใหเด็กไดเ รยี นรูวชิ าชีพ

๔. ตองการเปนศาสนทายาท คือ ผสู ืบมรดกทางพุทธศาสนา

๖๔ http://www.mcu.ac.th/site/bud09.php [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๖๐

๕. ตอ งการใหส ังคมยอมรบั บดิ ามารดาวา เปน ผศู รัทธาในพุทธศาสนา
๖. ตองการใหเกดิ บุญกศุ ลเปนการสรางสมบารมี
๗. ตองการใหเ ปน พาหนะสูส วรรคและนพิ พาน และ
๘. ตอ งการเปนคนสุก เพราะการอบรมบมนสิ ยั
เมอ่ื กําหนดวันเปน ที่แนน อนแลว พอแมหรอื ญาติผูใหญทเี่ ปน เจาภาพในการบรรพชาสามเณร
แตละรูป ก็จะจัดหาเคร่ืองอัฏฐบริขารสําหรับเณรบวชใหมใหพรอมสรรพ ผาเคร่ืองบวชมี สะบง
ธรรมดา ๑ ผืน จีวร ๑ ผนื อังสะ ๑ ผืน บาตร กลองเขม็ มดี โกน ผากรองน้ํา ลูกประคํา สวนผารัดเอว
(รัดประคด) จะใชหรือไมใชก็ไดเคร่ืองสักการะมี เทียนบวช(เม่ือกอนใช ๖ แทง ปจจุบันใช๓ แทง)
ดอกไมใสควัก(กระทง) หรือทําเปนชอใสลงไปในพานสําหรับขอบวช ๑ ขอสรณคมน และศีล ๑ ขอ
อุปช ฌายะ ๑ ในรายท่ีพอแมไมมีเงินพอก็จะออกบอกบุญเรี่ยไรไปตามญาติพี่นองผูมีฐานะดี ใหชวย
บริจาคคนละช้ินหรือสองชิ้นเม่ือ ไดครบแลวก็รวบรวมไวใหเปนหมวดหมู ทุกฝาย ตองมีการ
ประสานงานกัน ผูทม่ี บี ทบาทมากคอื ญาตขิ องผูจะบรรพชาและกรรมการวดั เจาภาพแตละคนก็มักจะ
พมิ พบ ตั รเชิญ เชญิ ไปตามหมูบานตาง ๆ ตามญาตขิ องแตล ะครอบครัวใหมารวมทาํ บุญ
สวนผูที่จะบวชตองเตรียมตัวฝกทองคําขอบวชใหจําไดในระหวางที่เปนขะโยมวัดน้ัน ใน
สมัยกอนนั้นจะตองสามารถอานอักขระภาษาพื้นเมืองไดเพราะเม่ือบวชเรียน แลวจะตองอาน
ตัวหนังสือในพระธรรมคัมภีร ตาง ๆ ไดรวมทั้งทองบทสวดมนตรทําวัตร ฝกกิริยาทาทาง การกราบ
ไหว เม่อื อยใู นสมณเพศแลวจะไดปฏบิ ตั ไิ ดถ ูกตอง
กอนจะถึงวันงานน้ันจะมกี ารแอวผาอุม คือนาํ เอาเครอ่ื งใชข องสงฆท ่ีซ้อื มาแลวนั้น ใสบนพาน
ใหคนอุม และมีคนกางสัปทน จัดขบวนซึ่งอาจมีตีฆองกลองแหไปตามหมูบานตาง ๆ ในละแวก
ใกลเคยี งเพื่อประกาศงานบุญ น้นั ๆ ดวย
เมื่อถึงวันงาน เจาภาพจะไปพรอมกันที่วัดใกลเคียง นําผูที่จะบรรพชามาแตงตัวทรงเคร่ือง
สมมุตใิ หเ หมอื นอยางเจาสิทธาตถห รือเจาชายสิทธัตถะยามจะออกบวช มีเครื่องทรงท่ีสวยงาม ลูบไล
ดวยน้ําอบน้ําหอม ทาแปงแตงตัวเต็มท่ี เรียกวาลูกแกว ชายฉกรรจที่แข็งแรงทําหนาที่เปนมากัณฐัก
หรอื มากัณฐกะใหล ูกแกวขคี่ อ ลูกแกว บางคนอาจขีม่ า และบางคนใชช างเปนพาหนะก็ได ขบวนลูกแกว
จะแหแหนไปรอบ ๆ หมูบาน และข้ึนไปบนบานบุคคลท่ีมี อาวุโสเพื่อใหผูกขอมือใหพรเมื่อขบวน
ลูกแกวกลับ ถึงวัดลูกแกวก็จะเปลี่ยนเครื่องแตงตัว เปนนุงขาวหมขาวเพ่ือเขาพิธีบวชโดยมีพระ
อปุ ชฌายเปน ผบู วชให
๒. ประเพณปี อยหลวง หรอื งานบญุ ปอยหลวง
ประเพณีปอยหลวง หรืองานบุญปอยหลวง เปนเอกลักษณของชาวลานนาซึ่งเปนผลดีตอ
สภาพทางสังคม ถอื วาเปนการใหชาวบา นไดม าทาํ บญุ รว มกัน รว มกันจดั งานทําใหเกิดความสามัคคีใน
การทํางาน งานทําบญุ ปอยหลวงยงั เปน การรวมญาตพิ น่ี องที่อยูตางถิ่นไดมีโอกาสทําบุญรวมกัน และ
มกี ารสืบทอดประเพณที ี่เคยปฏิบัตกิ ันมาคร้ังแตบ รรพชนไมใ หส ูญหายไปจากสงั คม

๑๖๑

“ปอยหลวง” คืองานฉลองที่ยิ่งใหญของคนทางภาคเหนือ “ปอย” มาจากคําวา ปเวณี
หมายถึง งานฉลองรื่นเริงหรืองานเทศกาลที่จัดขึ้นคาวา “หลวง” หมายถึง ย่ิงใหญ ประเพณีปอย
หลวงมักจัดข้นึ ชวงเดือน ๕ จนถงึ เดอื น ๗ เหนือ ตรงกับเดือนกุมภาพันธ ถงึ เดอื นเมษายน หรือ เดือน
พฤษภาคมของทกุ ป “ปอยหลวง” เปน การฉลองถาวรวตั ถขุ องวดั หรือส่ิงกอสรางท่ีประชาชนชวยกัน
ทําขนึ้ เพ่ือประโยชนแ กสาธารณะ ประเพณีงานปอยหลวงเปนการทําบุญเพ่ือเฉลิมฉลองศาสนสมบัติ
ตาง ๆ เพ่ือใหเ กิดอานิสงสแ กตนและครอบครัว ถอื วา ได บญุ กศุ ลแรง นอกจากนยี้ ังเปน เคร่ืองแสดงถึง
ความสามัคคีกลมเกลียวของคณะสงฆและชาวบานนอกจากการฉลองท่ีย่ิงใหญแลวการทําบุญปอย
หลวงนิยมทําบุญเพ่อื อุทิศสวนกุศลใหพอแมปูยาตายาย หรือญาติพี่นองท่ีลวงลับไปแลว สิ่งสําคัญอีก
อยางท่ีไดจากการทําบุญงานปอยหลวงก็คือการแสดงความชื่นชม ยินดีรวมกันเพ่ือความสนุกสนาน
เพลิดเพลนิ ใหแกค นในทอ งถนิ่ โดยการจดั มหรสพสมโภชเพราะนานหลายปถงึ จะไดมีโอกาสไดจัดงาน
ประเพณีปอยหลวง135๖๕

กอนวันงาน ๑ วัน จะมกี ารเตรยี มของเรยี กวา วันดา (วันสุกดิบ) วันนี้คณะศรัทธาจะนําของ
มารวมกันเรียกวา ฮอมครัว และในวนั แรกของงานปอยหลวง จะมกี ารทานธงแบบตา งๆ ซึ่งเมืองเหนือ
เรียกวา ตงุ ชอ ธงยาวและชอ ชา ง จะนําตุงไปปกไวบนเสาไมไผหรือไมซาง ตลอดแนวสองขางทางเขา
วัด ตุงจะทําดวยผาแพรหรือผาฝายสีตางๆอยางสวยงาม ในงานปอยหลวงจะมีการแหแหนเครื่อง
ไทยทานจากหวั วัดตางๆ ไปรวมทําบุญดวยเรียกวา แหครัวทาน ขบวนแหครัวทานจะมีชางฟอนสาว
รูปรางสวยงาม แตง กายแบบพืน้ เมือง ฟอนนําหนาครัวทานเขาวัดดวย วันสุดทายของงานปอยหลวง
คณะศรทั ธาจะแหครัวทาน หรือพมุ เงนิ บา นละตน หรือหลายบานรวมเปนหนึ่งตน ครัวทานนี้จะมีการ
แหกันตอนเย็น มีขบวนแหอยางสนุกสนาน กลางคืนจะมีพระสงฆเจริญพระพุทธมนต มีการสวด
สมโภชหรือสวดเบิก และมีการสวดถึงอานิสงสของการกอสราง วันรุงข้ึนมีการตักบาตร ถวาย
ภัตตาหาร และกลาวโอกาสเวนทานสง่ิ ปลูกสรางขึน้ เสร็จแลว ถวายไทยทานพระสงฆท ี่มารวมพิธี พระ
ใหศ ีลใหพ รเปนเสร็จพธิ ี136๖๖

โดยมีสาระสําคัญคือ เปนการแสดงความยินดีท่ีทุกคนในหมูบานไดรวมกันสรางถาวรวัตถุที่
เปน ประโยชนแ กวัดและสาธารณะ รวมท้ังอุทิศสวนบุญสวนกุศลใหแกบรรพชนท่ีลวงลับไปแลว เปน
การระลึกถึงพระคณุ ของทานเหลา นัน้

๓. ประเพณีตานตงุ
ในภาษาถนิ่ ลานนา ตงุ หมายถงึ “ธง” จุดประสงคของการทําตุงในลานนาก็คือ การทําถวาย
เปน พุทธบูชา ชาวลานนาถอื วาเปน การทาํ บุญอุทิศใหแกผทู ลี่ ว งลับไปแลว หรือถวายเพื่อเปนปจจัยสง
กุศลใหแกต นไปในชาตหิ นา ดว ยความเช่อื ทว่ี า เม่อื ตายไปแลวก็จะไดเกาะยึดชายตงุ ขึ้นสวรรคพนจาก
ขมุ นรก วนั ทถี่ วายตงุ นนั้ นิยมกระทําในวนั พญาวนั ซง่ึ เปน วนั สุดทายของเทศกาลสงกรานต

๖๕ ยุพา พลสามารถ, ประเพณีปอยหลวง, (ลําพูน : บริษัทนามิกิ พรีซิช่ัน (ประเทศไทย) จํากัด, ๒๕๕๓),
หนา ๑.

๖๖ http://www.prapayneethai.com/ประเพณปี อยหลวง [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๖๒

ตุงในลา นนาไทยน้ันถอื ไดว า เปน เครอื่ งสักการะชนดิ หนงึ่ จดั เปน เครื่องสักการะเนื่องในปจจัย
๔ เพราะสวนใหญท ํามาจากผา นอกจากน้ันตุงยงั เปนส่งิ ทใ่ี ชในพิธกี รรมตางๆ ทางพระพุทธศาสนาทั้ง
ในงานมงคล และอวมงคล รวมท้ังงานพิธีอื่นๆ ซึ่งในเรื่องของวัตถุประสงคของการใชตุงน้ัน มณี
พยอมยงค ไดส รุปไวด ังนี้137๖๗

๑) เพื่อใชเปนสัญลักษณ หมายถึง ตุงท่ีเปนเครื่องหมายพวกหรือเผาตางๆ กําหนดสีสันให
รูจักจาํ งาย เหมือนกับชาติตางๆ ท้ังหลายในโลกใชธงเปนเครื่องแทนปรัชญาหรือความหมายอยางใด
อยางหนึ่ง เชน ธงชาติไทยในสมัยรัชกาลท่ี ๓ เปนรูปชางเผือก ตอมาก็ทําเปนธงไตรรงค คือ ๓ สี
ประกอบดวยสแี ดงหมายถงึ ชาติ สีขาวหมายถงึ ศาสนา สีน้าํ เงินหมายถึงพระมหากษัตริย เหมือนกับที่
คนโบราณทา นเคยต้งั เกณฑไ วใ หเปนเคร่อื งหมายของแตล ะอยา งไป

๒) เพื่อใชในงานพิธี หมายถึง ตุงหรือชอธงในพิธีเคร่ืองบูชาเซนสรวงอยางการบูชาทาวจตุ
โลกบาล เปนตน หากไมมีชอตุงหรือธงถือวาพิธีไมครบอันเปนเครื่องบอกถึงความบกพรองทําใหพิธี
เสียหรอื ไมส มบูรณ

๓) เพือ่ ใชเปนตัวแทนศักดศ์ิ รแี กเ ทพเจา หมายถึง เทพที่สาํ คญั ทงั้ หลาย เชน พระอินทร พระ
นารายณ ยอมมีชอธงเปนเครื่องหมาย เชน พระอินทรมีธงสีเขียว เปนตน แมสมมติเทพ เชน
พระมหากษตั รยิ ก ม็ ีธงเปนเคร่ืองหมายแหง ยศและศกั ด์ศิ รี อยางพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู วั ของไทย
กม็ ีธงสีเหลืองเปน เคร่อื งหมายแหง ศักด์ิศรีอยดู วยเรียกวา “ธงมหาราช”

๔) เปนสญั ลักษณแ หง เกียรติ ขิ องบุคคล หมายถึง การมีตุงหรอื ชอประจาํ อยู เชนการเลนกีฬา
สมี ธี งเปน เครอ่ื งหมาย ทหารเหลา ตางๆ มธี งชัยเฉลิมพลเปนเครื่องหมายและเกียรติยศของกองทหาร
น้นั ทาํ ใหท หารภาคภูมิใจในความเปน ทหารของตน

ตามพื้นฐานความเชื่อดั้งเดิมของชนชาวลานนา การถวายทานตุงนั้นมีความสัมพันธอยาง
ใกลชิดกับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและประเพณีอันเก่ียวของกับวิถีชีวิต ซ่ึงเปนสัญลักษณของ
ความดี ความเปนสิริมงคล และเปน ส่อื นําวิญญาณของผูถวายทานตุงรวมทั้งวิญญาณของผูลวงลับไป
แลวท่ีมีผถู วายทานตงุ ใหข ึน้ ไปสสู รวงสวรรค หลดุ พน จากความทุกขท รมานอนั เนื่องมาจากวิบากกรรม
และใชเปนเครื่องสักการะถวายไวในพระพุทธศาสนา ซ่ึงวัตถุประสงคและคติในการสรางตุงของชน
ชาวลา นนา พ.นริ ันดร อภิวฑฒฺ โน สรุปดังน้ี

๑) เพ่ือถวายเปนพุทธบูชา สรางบุญกุศลใหแกตนเองและครอบครัวไวในภายภาคหนาและ
ความเปนสิริมงคล ความสขุ ความเจริญแกต น

๒) สรางเพื่อถวายทานอุทิศสวนกุศลไปใหแกญาติพ่ีนองผูลวงลับไปแลว เพื่อจะไดพนจาก
วิบากกรรมดว ยการไดจ ับหางตุงนําดวงวิญญาณใหไ ปสสู รวงสวรรค

๖๗ สุพัตรา เกษมเรืองวิชชญ, ตามฮีตโตยฮอย ตุงลานนาผะหญาคนเมือง, (เชียงใหม : กลุมสาระการ
เรยี นรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนเทศบาลวดั ศรีปงเมือง, ๒๕๕๗), หนา ๑๔.

๑๖๓

๓) เปนเครื่องหมาย สื่อสัญลักษณ บอกวาสถานท่ีแหงน้ันกําลังมีงานหรือพิธีกรรมใดๆ เชน
การปก ตงุ ไชยตามถนนเขา สูว ดั ในงานปอยหลวง เปน ตน

๔) เปนการเฉลิมฉลอง ประดับประดาศาสนสถาน ศาสนวัตถุ เชนในงานปอยหลวงฝง
ลกู นมิ ิต ฉลองพดั ยศ เปนตน

๕) ใชในพิธีกรรมและเทศกาลตางๆ เชน พธิ สี วดพทุ ธมนต พิธีสืบชะตา การข้ึนทาวทั้งส่ี การ
ตงั้ ธรรมหลวง งานปอยหลวง ทอดกฐนิ ประเพณปี ใหมเมอื ง งานศพ เปน ตน

๖) เพ่ือสะเดาะเคราะห ขจัดภัยพิบัติตางๆ ใหหมดไป โดยเฉพาะภัยที่เช่ือวาเกิดจากภูตผี
ปศ าจหรือบาป เคราะหรา ยทั้งหลาย

๗) เปน เครื่องหมายนําขบวนแหเครื่องไทยทาน เชน ชอชาง และนําขบวนแหศพเขาสูปาชา
เชน ตุงสามหาง เปนตน

๘) เพอื่ บูชาธาตุลม อนั เปน หนง่ึ ในสข่ี องธาตุ ไดแก ดิน นาํ้ ลม ไฟ
๙) ใชเ ปน เครอื่ งบชู าเทวดา ภูตผี ในพธิ ที างไสยศาสตร ทําเสนห บูชาผีสางเทวดา
๑๐) เพือ่ เปนการอนรุ ักษม รดกทางวัฒนธรรมท่ีมีมาต้ังแตบรรพบุรุษ ปูยาตายาย สืบทอดให
คงอยูสบื ไป
กลาวโดยสรุป ตุงเปนส่ิงท่ีทําขึ้นเพื่อใชในงานพิธีทางพุทธศาสนา ท้ังในงานมงคลและ
อวมงคลตา งๆ โดยมขี นาดรูปทรงและรายละเอยี ดดานวัสดุตกแตงตางๆ แตกตางกันไปตามความเช่ือ
และพิธกี รรม ตลอดจนตามความนิยมในแตละทองถิน่ ดวย ตุงจงึ มีอยูมากมายหลายชนิด เชน ทําดวย
ไมแกะสลัก เรียกวาตุงกระดาง ทําดวยผา ไดแก ตุงไชย ทําดวยสังกะสีหรือทองเหลือง เรียกวา ตุง
เหลก็ ตงุ ตอง ซึ่งตงุ ชนิดนีจ้ ะทําอุทิศใหแ กผ ทู ต่ี ายเพราะอุบัติเหตุ ลักษณะมีฐานเปนไม เสาต้ังขนาดสูง
ประมาณ ๑ ฟตุ แขวนดวยตงุ ขนาดเลก็ ๆ รอบแผนเหลก็ วงกลม ตัวตุงทําดวยทองเหลืองหรือสังกะสี
ตัดเปนแผนคลา ยรูปคน จํานวนของตงุ ทแ่ี ขวนไมแนน อนแตจ ดุ ประสงคข องผูทําทาน
ปจจุบนั ชาวลา นนาสว นใหญย ังนยิ มสรางตงุ เพ่ือใชในพิธีกรรมตางๆ ทั้งทางศาสนา ประเพณี
เกี่ยวกบั ชีวติ ประเพณเี กี่ยวกบั ความตาย งานเทศกาลและเฉลิมฉลองงานตางๆ ตามคติความเช่ือเดิม
แตวตั ถปุ ระสงคในการใชต ุงเร่ิมเปลยี่ นแปลงไป เนือ่ งจากบรรดาหนวยงานทั้งภาคราชการและเอกชน
มกั นยิ มใชต งุ ประดบั ตามสถานทจ่ี ัดงานตา งๆ เพอื่ ความสวยงาม138๖๘
๔. ประเพณกี รวยสลาก หรือตานกว ยสลาก
เปนประเพณีของชาวพุทธที่มีการทําบุญใหทานรับพรจากพระ จะทําใหเกิดสิริมงคลแกตน
และอุทิศสวนกุศลใหแกผูลวงลับไปแลว เปนการระลึกถึงบุญคุณของผูมีพระคุณ และเปนการ
แสดงออกถึงความสามคั คีของคนในชมุ ชน

๖๘ http://www.prapayneethai.com/การทานตุง [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๖๔

ประเพณีตานกวยสลาก คือ การทําบุญสลากภัตรของชาวลานนาในภาคเหนือของประเทศ
ไทย นิยมปฏิบัติกันต้ังแตเดือน ๑๒ เหนือถึงเดือนย่ีเหนือของทุกป (ต้ังแตเดือนกันยายนถึงเดือน
ตลุ าคม) ประเพณีตานกวยสลากมีชื่อเรียกแตกตางกันไปตามทองถิ่น บางแหงเรียกวาประเพณีก๋ินส
ลากหรอื ก๋ินกว ยสลาก แตค วามหมายเปนอยางเดยี วกัน คอื เปน ประเพณีการทําบุญท่ีไมเลือกเจาะจง
พระสงฆองคใดองคหนึ่ง สวนวิธีการทําบุญจะแตกตางกันไปตามความนิยมของแตละทองถิ่น มี
ลักษณะโดยทั่วไปคลายคลึง กับประเพณีถวายสลากภัตของภาคกลาง มีความแตกตางกันที่ชาว
ลานนานิยมการทาบุญจตุปจจัยถวายแดพระสงฆโดยไมมีการทําบุญถวายภัตตาหารเชนเดียวกับใน
ภาคกลาง คําวา ตานกว ยสลากน้นั ตาน หมายถึงการถวายทานแดพระสงฆ กวย หมายถึงภาชนะสาน
ประเภทตะกราหรือชะลอม ตานกวยสลาก จึงหมายถึงการถวายทานดวยวิธีการจับสลากเครื่อง
ไทยทานท่ีบรรจุมาในชะลอม การถวายตานกวยสลากมีจุดมุงหมาย ๒ ประการคือ เปนการอุทิศให
เทพยดาและผูที่ลวงลับไปแลวและเปนการอุทิศไวใหตนเองเมื่อลวงลับไป ในภายหนาดวย ซึ่งชาว
ลานนาเชื่อกันวาการถวายตานกวยสลากน้ีจะไดอานิสงสมาก เนื่องจากเปนการทาบุญสังฆทานซึ่งผู
ถวายทานไมไดเจาะจงตัวผูรับวา จะเปนพระภิกษุหรอื สามเณรรูปใดรปู หนง่ึ 139๖๙

ประเพณีตานกว ยสลาก แบง ออกไดเ ปน สามประเภท ดังน้ี
๑. สลากเฉพาะวดั เรยี กวา สลากนอ ย
๒. สลากทน่ี ิมนตพ ระจากวดั อน่ื ๆ มารว มพธิ ดี ว ยเรยี กวา สลากหลวง
๓. สลากท่ีทาํ เมื่อฝนฟาไมต กตองตามฤดูกาล เพื่อถวายกุศลแดพระอินทรและเทพยดา

ตาง ๆ เปนการขอฝนเรยี กวา สลากขอฝนหรือสลากพระอนิ ทร
สําหรับพิธีกรรมนั้น เม่ือไดกําหนดวันกรวยสลากแลว ทางวัดจะแจงใหผูมีจิตศรัทธาทราบ

เพ่ือจัดเตรียมอาหารส่ิงของตาง ๆ ท่ีพระภิกษุจําเปนตองใช อาจทําเปนบุคคลหรือคณะก็ได แตละ
กอง สง่ิ ของท่เี ตรยี มมานจี้ ะทําภาชนะบรรจุอยา งสวยงาม ประดับตกแตงเปนซุมแบบเรือนไทย เรือน
ยอดหรอื ดอกบัว ตั้งเรียงรายรอบพระอุโบสถ วันน้ีถือวาเปนวันสําคัญทางวัดจะจัดเตรียมอาหารคาว
หวาน ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารผมู าในงานน้ีอยา งเตม็ ท่ี บุคคลทีจ่ ะไดจับสลากก็คือ พระภิกษุท่ีไดนิมนต
มาจากวดั ตาง ๆ สว นใหญเ ปนเจา อาวาสหรอื พระภกิ ษทุ ีป่ ระชาชนสว นใหญใหความเคารพนับถือ เม่ือ
มาพรอมกันแลวก็เขา พระอุโบสถทาํ พธิ ีสวดมนตบทตาง ๆ เพื่อความเปนสิริมงคลของพุทธศาสนิกชน
ตอจากนัน้ ก็เร่ิมจบั สลาก พระภิกษุรูปใดจบั ไดหมายเลขหรือช่ือท่ีตรงกับซุมกรวยสลากหมายเลขหรือ
ชื่อนนั้ ก็ไปรบั ถวายพรอมดวยอนุโมทนา เจาของกรวยสลากก็ชวยกันหาซุมกรวยสลากใสรถแหไปสง
ถงึ วัดอยางสนกุ สนาน

๖๙ เชาวนี สัมมา, ตานกวยสลาก : การถวายทานดวยการจับสลากของชาวลานนา, (จันทบุรี :
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราไพพรรณี, ๒๕๕๔), หนา ๑.

๑๖๕

สาระสาํ คัญของประเพณีตานกว ยสลาก สามารถสรปุ ไดว า เปน ประเพณีของชาวพุทธที่มีการ
ทําบุญใหทานรับพรจากพระ จะทําใหเกิด สิริมงคลแกตน และอุทิศสวนกุศลใหแกผูลวงลับไปแลว
เปน การระลกึ ถึงบุญคุณของผูม ีพระคณุ และเปน การแสดงออกถึงความสามคั คขี องคนในชมุ ชน

๕. สรุปประเพณีทีเ่ กยี่ วของกับพระพุทธศาสนาของภาคเหนอื
จากประเพณีที่เก่ียวของกับพระพุทธศาสนาของชาวภาคเหนือท่ีนําเสนอในขางตนเราอาจ
สรุปไดวา วิถชี วี ิตของชาวไทยทางภาคเหนือเปนวิถีชีวิตท่ีมีความเรียบงายยึดธรรมชาติเปนหลัก การ
ยึดธรรมชาตเิ ปนหลกั อาจเปนผลมาจากท่ีชาวภาคเหนือมีความศรัทธาตอพระพุทธศาสนาที่มุงเนนให
ฝก ใชชวี ติ อยางเรียบงา ย ดังนน้ั เมือ่ เปน เชน น้วี ิถชี วี ติ รวมทั้งวัฒนธรรมความเปนอยูของชาวภาคเหนือ
จึงปรากฏใหเ ราไดเ หน็ วาเปนสงั คมทม่ี คี วามสงบมาโดยตลอด
๖.๒.๒ ประเพณีท่เี กย่ี วของกบั พระพุทธศาสนาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หากกลา วถึงภาคตะวนั ออกเฉียเหนอื ในแงของประเพณีน้ันคงเปนอ่ืนใดไปไมไดนอกเสียจาก
ประเพณี ฮตี ๑๒ คอง ๑๔
คําวา "ฮตี "หรอื "รีต"หรอื "จารตี ประเพณ"ี หมายความวา "ประเพณี อนั เนอ่ื งดว ยศีลธรรมซง่ึ คน
สวน รวมถือวามีคาแกสังคม ใครประพฤติฝาฝนหรืองดเวน ไปไมกระทํา ตามท่ีกําหนดไว ถือวาผิด
เปนช่ัว" ฮีตสิบสองของชาวอีสานเปนฮีตที่บริสุทธิ์ เปนเร่ืองของความ เชื่อในพระพุทธศาสนาและ
ประเพณีนิยมพื้นบานเปนประเพณีที่สมาชิกในสังคมจะไดมีโอกาสรวมชุมชนกันทําบุญประจําทุกๆ
เดอื นของรอบป ผลท่ีไดรับคือทกุ คนจะไดมีเวลาเขาวดั ใกลชดิ กบั หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา ยิ่งขึ้น
ทาํ ใหไดม ีโอกาสพบปะและรูจักมักคุนกันรวมท้ังเปนจารีตบังคับใหทุก ๆ คนเสียสละทํางาน รวมกัน
เมอ่ื วา งจากงานประจําแลว ดังน้นั ประเพณีฮตี สิบสองก็คอื ประเพณีสิบสองเดอื น จงึ หมายถึง ประเพณี
ท่ีประชาชนชาวอีสานไดป ฏิบตั ิสบื ตอกันมาในโอกาสตางๆ ทั้งสิบสองเดือนในแตละป ประเพณีท้ังสิบ
สองเดือนท่ีชาวอีสานถือปฏิบัติกันมาน้ันลวนเปนประเพณีท่ี สงเสริมใหคนในชุมชน ไดออกมารวม
กิจกรรมพบปะสังสรรคกัน เพ่ือความสนุกสนานร่ืนเริงและเพื่อความสมานสามัคคีมีความรักใครกัน
ของคนในทองถ่ิน ซ่ึงเปนการสืบทอดส่ิงที่ดีงามมาจวบจนปจจุบัน ประเพณีอีสานสวนใหญจะมี
เอกลักษณแตกตางจากประเพณีภาคอื่นๆ ประเพณีอีสาน ไดรับอิทธิพลมา จากวัฒนธรรมลานชาง
(แถบหลวงพระบางประเทศลาว)จึงจะเหน็ ได วา ประเพณีของชาวอีสาน และชาวลาวมีความคลายกัน
เพราะมีที่มาเดียวกันและชาวอีสานและชาวลาวก็ไปมาหา สูกันเปนประจํา เย่ียงญาติพ่ีนองทําใหมี
การถายเทวัฒนธรรมระหวางกันดวย “ฮีต” แปลวา “จารีต” คือสิ่งที่เคยปฏิบัติสืบตอกันมาเปน
เวลานาน ฮีตน้มี กั จะมกี ารปฏิบัตกิ ันเปนประจําเดือน ครบสิบสองเดือนหรือหน่ึงป จึงเรียกวา “ฮีตสิบ
สอง”140๗๐ อีสานมกี ารนบั ถอื ประเพณอี ยา งเครงครดั มาแตค รั้งโบราณ และเปนประเพณีของทองถิ่นสืบ
มาหลายรอยป เรื่องฮีตสิบสองคลองสิบสี่ เปนเร่ืองทางศาสนา จึงนาจะนับถือกันมาต้ังแตคร้ัง

๗๐ ประมวล พิมพเสน, ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ ประเพณี ผูกเสี่ยว, (ขอนแกน : ขอนแกนการพิมพ ,๒๕๔๖) ,
หนา ๑๐

๑๖๖

วัฒนธรรมอินเดยี เขา สบู ริเวณนแี้ ลว141๗๑ เรยี กกนั ส้นั ๆวา ฮตี -คลอง หรอื ถา จะเรียกใหเปนแบบชาวบาน
แทก็วา" เปงบานเปงเมือง" เรื่องฮีตสิบสองคลองสิบส่ีนี้ มีผูสูงอายุหลายทานกลาวไวคลายๆ กัน จะ
ตา งบางก็เพยี งเล็กนอย ท้ังนี้เพราะคร้ังโบราณดานหนังสือยังไมเจริญ อาศัยการบอกเลาจดจํากันมา
เปนสวนใหญที่เขยี นไวน ้ันเปน สวนนอย ประเพณฮี ตี สิบสองมีดังนี้

ฮีตที่ ๑ บญุ เขา กรรมหรอื บุญเดอื นอาย
เดือนอายหรอื เดอื นหน่ึง หรือบางทอี าจจะเรยี กวาเดือนเจียงก็ไดมปี ระเพณีการทําบุญประจํา
เดอื น คอื "บญุ เขา กรรม"142๗๒ ไดม บี ทผญาทกี่ ลา วถงึ บุญประจาํ เดอื นนีว้ า ...
ฮตี หนง่ึ นน้ั “เถิงเมอ่ื เดือนเจียงเขา กลายมาแถมถาย

ฝงู หมูสงั ฆเจา ก็เตรยี มเขาอยูกรรม
มนั หากธรรมเนียมนี้ ถือมาตัง้ แตกอน
อยา ไดละหา งเวน เขน็ สิขอ งแลน นํา แทแ ลว”143๗๓
ความหมายคือ พอถึงเดือนเจียง (เดือนอาย) หรือเดือนหนึ่ง ภิกษุสงฆจะตองเตรียมพิธีเขา
ปรวิ าสกรรม เพราะถอื เปนธรรมเนียมประเพณมี าแตโ บราณขออยา ไดละทงิ้ ประเพณีน้ี หากไมแลวจะ
ทําใหเกดิ ภัยพบิ ตั ไิ ด ดวยคําสอนน้ีชาวอีสานจึงนาํ มาปฏิบัตอิ ยา งเครงครดั จนปจจบุ นั
การเขากรรม คอื การอยปู รวิ าสกรรมของภกิ ษผุ ตู องอาบัติสังฆาทิเสส ซ่ึงเร่ืองของการอาบัติ
นี้เปนเรื่องของพระท่ีลวงละเมดิ พระวินัยหรือศีลแลวเกิดโทษหรือความผิด ทีนีเ้ มอ่ื เกิดโทษแลวก็ตองมี
การลงโทษอนั เปนเรื่องธรรมดาของการอยูรวมกันในสังคม ตองมีขอบเขตของสังคมหรือกฎระเบียบ
ตางๆ ทส่ี ังคมน้ันๆ บญั ญตั ิข้นึ เพอ่ื เปนการปอ งกนั รกั ษาคนหมูมากหรอื สังคมสวนรวม ไมใหเกิดความ
เสียหายตอระบบของสงั คม
ในสังคมของพระภิกษกุ เ็ ชนเดยี วกันมีพุทธบญั ญัติหรือพระวินัยเมื่อเกิดความผิดหรือการลวง
ละเมิดศีลเกิดข้ึนก็ไดมีการชําระโทษหนักบาง เบาบาง ตามสมควรแกความผิดที่เกิดข้ึน ที่หนักที่สุด
สําหรับพระภิกษุคือการขาดจากความเปนพระ หรือการตองอาบัติปาราชิก สําหรับการอยูปริวาส
กรรมเปน การลงโทษพระทีต่ องอาบตั ิสังฆาทิเสส ซึ่งเปนอาบัติที่มีโทษอยางหนัก เม่ืออยูปริวาสกรรม
และออกจากปริวาสกรรมเรยี บรอยแลว ถือวาเปนผูมีศีลที่บริสุทธ์ิ เปนภิกขุภาวะที่สมบูรณแบบ การ
อยูปริวาสกรรมน้ีไมใชเร่ืองของการลางบาป แตเปนเร่ืองของการลงโทษแกผูประพฤติผิดพระวินัย
บัญญัติ ซ่งึ เปนเร่ืองธรรมดาๆ ของพระภิกษุทั่วๆ ไป

๗๑ สริ ิวัฒน คาํ วนั สา, อสี านคดี เน่ืองในงานการละเลนพ้ืนบาน, คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๕๒๑ , หนา ๑.

๗๒ ปรีชา พณิ ทอง, ประเพณโี บราณไทยอีสาน, พิมพครั้งที่ ๗ (อุบลราชธานี, โรงพิมพศิริธรรมออฟเซ็ท,
๒๕๓๔), หนา ๕๗.

๗๓ อุดม บัวศรี, วัฒธรรมอีสาน, (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ขอนแกน , ๒๕๔๖ ), หนา ๙๙.

๑๖๗

การอยกู รรมของพระสงฆมกี ารทรมานตนเชนวา มกี ารนัง่ สมาธิ เดินจงกรม สวดมนตภาวนา
ใชเวลามากกวาปกติ บางทีมีการอดขาว อดน้ําถึง ๒-๓ วันก็มี หรือบางทีก็ถูกอาจารยกรรมฝกหนัก
ทัง้ นี้ก็เพอ่ื ใหร ูและเขาใจความยากลาํ บากของคําวา กรรม หรืออยูกรรม ท่ีแมไดอยูไฟหรือวาอยูกรรม
นั้นมี ความยากลําบากเพยี งไร เพราะฉะนน้ั คนในสมัยกอ นๆ จงึ มีความตระหนักและเขาใจในบุญคุณ
ของพอแม ไมม ขี า วปรากฏใหไ ดยินเหน็ วาลกู ฆา พอ ตแี ม ลูกอกตญั ู แตกลับเทิดทูนพอแมในฐานะปู
ชนยี บคุ คลในระดับครอบครัวอยางแทจริง

กจิ กรรมของพระในการน้ี พุทธศาสนิกชนผหู วังบุญกุศลก็รวมกันดูแลอุปฏฐากรักษาพระเจา
พระสงฆท่เี ขา อยกู รรม บริจาคทาน รักษาศีล ฟงธรรม เก่ียวกับการเขาอยูปริวาสกรรมของพระภิกษุ
เรียกวา "บญุ เขากรรม" สวนกาํ หนดการทําบุญดังกลา วไดกาํ หนดเอาเดอื นอาย สวนจะเปนขางขึ้นหรือ
ขางแรมก็ได เพราะมกี าํ หนดทํากันในระหวางเดอื นอายนี้เอง จึงมีช่ือเรียกอีกอยางหนึ่งวา “บุญเดือน
อาย”

ฮตี ที่ ๒ บญุ คูณลานหรอื บญุ เดอื นย่ี
เดือนย่ีหรือเดือนสอง นักปราชญโบราณอีสานไดจัดการใหมีประเพณีในการทําบุญ
ประจําเดอื นน้ี คอื บุญคณู ลาน โดยทา นไดก ลา วไวเปนผญาวา

“ เดือนยี่ ใหเ อาคนั หลาวขนเขน็ ขา ว โฮมลานรวมใหญ มา งแลว ตฟี าดฟงุ
เปน กมุ แลว กอ บญุ เหลอื จากน้นั ใหขนขึ้นใสเ ยีย”144๗๔
ความหมายคือ เดือนสองใหเอาคันหลาวขน (หาบ) ขาว มารวมท่ีลานใหญ ยกขึ้นแลวตีลง
เมอื่ ขา วรวมเปน กองแลว ใหส รา งกองบญุ เหลือจากนั้นใหขนเก็บท่ียุงขาวไวสถานท่ีนวดขาวเรียกวา"
ลาน" การนาํ ขาวที่นวดแลว มากองใหส ูงขึน้ เรยี กวา "คณู ลาน"คนอีสานสมยั กอนมอี าชีพทํานาเปนหลัก
และตองการจะทําบญุ ดว ยการบาํ เพญ็ ทาน ก็ไดจัดใหล านขา วเปน สถานทท่ี าํ บญุ การทําบุญในสถานท่ี
ดงั กลาวเรยี กวา "บญุ คูณลาน" โดยกําหนดเอาเดือนย่หี รือเดือนสองเปน เวลาทําเพราะมีกําหนดทําเอา
ในเดือนยี่นเ้ี องจงึ ไดช ือ่ อกี อยา งหนึ่งวา "บญุ เดอื นยี่"
ฮตี ท่ี ๓ บุญขา วจหี่ รือบุญเดอื นสาม
ขาวจี่ เปนอาหารชนดิ หน่งึ ของคนอสี าน อาจจะถอื กําเนิดขึ้นโดยการที่ขณะท่ีน่ังผิงไฟในหนา
หนาว และเปนชวงท่ีเก็บเกี่ยวขาวแลวเสร็จใหมๆ โดยธรรมชาติของขาวใหมก็มีกลิ่นหอมอยูแลว
ในขณะท่ีนั่งผงิ ไฟอยูน นั้ ก็เอาขา วเหนยี วทีน่ ง่ึ แลวมาปนโรยเกลือทาไขไก นํามาอัง (ขางไฟ)หรือนํามา
ยา งไฟใหเกรยี มกถ็ ือวาสกุ แลว และรับประทานได เ พราะโดยอปุ นสิ ยั เนอื้ แทของคนอีสานแลวเปนคนที่
ขยันและชางคดิ อยูแลว และตอ มาไดน ําขาวจนี่ ไี้ ปถวายพระจนกระทั่ง ไดกลายมาเปน ประเพณีงานบุญ
ขาวจม่ี าจนถึงทุกวนั นี้

๗๔ www.oocities.com/zodjang/klong14.htm [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๖๘

การทําบุญใหทานมีขาวจี่เปนตนเรียกวา"บุญขาวจี่"และนิยมทํากันในชวงเดือนสามขางแรม
145๗๕ จนกระท้ัง มีคําผญาอีสานโบราณทานไดแตงไววา “เดือนสามคอย ลมวอยๆ ปนขาวจ่ีขาวจ่ีบใส
น้าํ ออย จวั นอยเซด็ นาํ้ ตา” เก่ียวกบั เร่ืองประเพณีบญุ เดอื นสามนี้ นักปราชญอีสานโบราณไดแตงผญา
ไวอีกวา

“ฮีตหนึง่ นนั้ เถิงเดือนสามไดพ ากันจ่ขี า วจ่ี ไปถวายสงั ฆเจาเอาแทหมูบญุ
กศุ ลยังสนิ ําคาํ้ ตามเฮามือ้ ละคาบ หากธรรมเนียมจังซีม่ แี ทแ ตนาน
คองหากเคยมมี าแตป างปฐมพนุ อยา พากันไลถมิ่ ประเพณแี ตเ กา
บานเมอื งเฮาสเิ ศราภยั ฮายสแิ ลนตาม ใหท ําไปทกุ บา นทุกท่เี อาบญุ พอ เอย”146๗๖
ความหมายคือ เมื่อถึงเดือนสาม ชาวบา นพากนั นาํ เอาขาวจี่ไปถวายพระภิกษุสงฆเพื่อทําบุญ
เพราะบญุ นัน้ จะเปนกศุ ลหนนุ นําตดิ ตัวเราไปทกุ วัน เพราะนีเ้ ปนทําเนยี มท่เี คยปฤตปิ ฏบิ ัตมิ าต้ังแตครั้ง
โบราณกาล อยาไดพากันละท้ิงประเพณีน้ี บานเมืองจะเกิดภัยพิบัติ ใหทํากันทุกบานทุกครัวเรือน
ทอ นทีส่ องวา เมอื่ ถงึ เดือนสามทอ งฟาสดใส ไปทางไหนเห็นแตคนใจบุญสุนทรทานสาววัยรุนทั้งหลาย
พากนั ปนขา วจี่ บา นละสามสป่ี น พอไดนําไปทําบุญ บางก็ทําขนมจีน ตกแตอาหารหวานคราว หนุมๆ
สาวๆ ไปรวมกนั ทาํ บญุ ทวี่ ดั
ฮีตที่ ๔ บุญผะเหวดหรอื บุญเดือนส่ี
บุญผะเหวดเปนประเพณที ี่ย่งิ ใหญสําหรับชาวอีสาน โดยอาศัยความเช่ือวาถาผูใดไดต้ังใจฟง
เทศนผ ะเหวดจบภายในวนั เดียว กจ็ ะไดเกิดมาในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตย บุญที่มีการเทศน
ผะเหวดหรือเทศนมหาชาติเปนเรื่องสําคัญ เรียกวา "บุญผะเหวด" ซ่ึงเร่ืองหนังสือผะเหวดหรือพระ
เวสสันดรชาดกน้ัน เปนหนังสือที่แสดงถึงพระจริยาวัตรของพระพุทธเจา ในคราวที่พระองคได
เสวยพระชาติเปนพระเวสสนั ดร และไดบาํ เพ็ญทานบารมใี นชาตินี้ดวย สวนสาเหตุท่ีเรียกวาบุญเดือน
ส่ี เพราะมกี ําหนดทํากันในชวงเดอื นสี่เปนสําคัญ147๗๗ นักปราชญโบราณอีสานไดก ลาวเปนผญาไววา
“ใหคอ ยซอมไปขางหนาเดอื นสิมาเปน เดือนสี่
หลังจากบญุ ขาวจส่ี มิ าบญุ ผะเหวดเจาเฮาสไิ ดแ ตงทาน
ทุกเขตบานยานถ่นิ ดนิ อีสาน
สุขสาํ ราญเหลอื หลายมวนมิงกะเลยฟอ น
ตกหวางตอนคนตง้ั ใจฟง สิวอนหว่ี

๗๕ ปรชี า พิณทอง, เลม เดิม , หนา ๕๙-๖๐.
๗๖ ภาวัฒนธรรมจงั หวดั ขอนแกน, ของดอี สี าน, (ขอนแกน : ขอนแกนการพมิ พ,๒๕๔๐) หนา ๓๑
๗๗ ปรีชา พิณทอง, เลม เดิม, หนา ๖๗.

๑๖๙

ตอนกณั หาชาลีสพิ รากพอแมแ กว คนสิไหน่ังฟง”148๗๘
ความหมายคือ ใหค อยดูไปขางหนา เดือนถัดมาคือเดือนส่ี หลักจากบุญขาวจี่แลวจะเปนบุญ
ผะเหวด (พระเวสสนั ดรชาดก) เราจะไดเตรยี มทําบุญ ทุกเขตดินแดนอีสานสุขสําราญมากลน ฟอนรํา
สนุกสนาน จากนนั้ ก็จะฟงเทศนพระเวสสันดร ตอนกัณหา ชาลี จะไดพลัดพรากจากบิดามารดา คน
ฟงก็จะนง่ั รอ งให
บุญเดือนส่ีหรือบุญผะเหวด (บุญมหาชาติ) ก็คือบุญอันยิ่งใหญท่ีเกี่ยวของกับพระมหา
เวสสนั ดรชาดกน่นั เอง กําหนดการทําบุญผะเหวดจะเปน ในชว งเดอื นสข่ี างแรมถงึ เดือนหา จะถือเอาวัน
ใดเปนวันบุญก็ไดตามแตจะตกลงกันในหมูบ าน เม่ือตกลงวันกันไดแลว กอนถึงวันงานก็จะมีการ
เตรียมงานบุญโดยมีการเตรยี มดอ กไม อาหารคาวหวาน ขนม ขาวตม ไวสําหรับถวายพระและเล้ียง
แขกในงาน และเตรยี มหมากพนั คํา เมย่ี งพันคาํ เทยี น ธปู อยางละพัน และขาวตอกดอกไมไวสําหรับ
บูชาคาถาพัน สวนผูที่มีฝมือในการวาดภาพก็ จะชวยกันวาดภาพบนผืน ผาสีขาวไวสําหรับแห สวน
ทางวดั กแ็ บงหนังสือออกเปนกัณฑ ๆ หนังสือผูกหน่ึงอาจแบงเปนหลาย ๆ กัณฑก็ไดเพ่ือใหชาวบาน
ไดร ับกัณฑเทศนทั่วถึงกัน มอบหนังสือใหพระภิกษุสามเณรในวัดเพ่ือเตรียมไวเทศน ห รืออาจนิมนต
พระจากวัดอืน่ มาเทศนดวย
ฮีตท่ี ๕ ประเพณีสงกรานต บญุ สรงนาํ้ หรือบุญเดอื นหา
การรดนํ้าพระพทุ ธรูป พระสงฆและผหู ลักผูใหญ เรยี กวา "สรงน้ํา" หรืออีกอยางหนึ่งเรียกวา
ตรษุ สงกรานต โดยตรษุ สรงกรานตคอื วันทพี่ ระอาทิตยเ คลอื่ นยา ยจากฤดูหนาวเขาสูฤดูรอน ในระยะ
นี้เรียกวา ตรุษสงกรานต เพราะมกี าํ หนดทําในเดือนหา จึงไดช อ่ื เรยี กอกี อยา งหนึ่งวา"บุญเดือนหา" โดย
ถอื วาเปนวันข้ึนปใหมของไทยในสมัยโปราณ ดังที่ปรากฏในบทผญาเกีย่ วกับบญุ เดอื นหา วา

“พอเถิงเดือนหา ไดพวกไพรซาวเมอื ง
จงพากันสรงนํา้ ขดั สพี ระพทุ ธรปู
ใหทาํ ทกุ วดั แทอ ยาไลมา งหางเสยี
ใหพากันทําแทๆ ไผๆ บไ ดวา
ทุกท่ัวทปี แผน หญา ใหทาํ แทซคู น
จักสิสขุ ยิง่ ลน ทําถกื คาํ สอน
ถกึ ฮีตคองควรถือแตปางปฐมพนุ ”149๗๙
การทําบญุ ตรุษสงกรานตนอกจากจะมีการสรงน้ําพระแลว ยังมีการสรงน้ําหรือรดน้ําดําหัวผู
หลักผูใหญ ผูเปนเจาบานเจาเมืองผูที่เปนผูท่ีสูงชาติกําเนิด ผูท่ีมีอุปการคุณ เชน พอ แม ปู ยา ตา

๗๘ http://www.mettadham.ca/boontaeladien3.htm [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].
๗๙ สวิง บญุ เจิม, มรดกอสี าน, (อบุ ลราชธานี: มรดกอีสาน, ๒๕๕๔), หนา ๓๖ - ๓๗.

๑๗๐

ยาย เปนตน ซึ่งถือวาเปนการรดนํ้าดําหัวเพ่ือขอพรใหลูกหลานไดอยูชุมกินเย็น นอกจากการสรงนํ้า
พระและรดน้าํ ดําหัวผูห ลกั ผใู หญแลว ยงั มีการสรงนํา้ เครือ่ งค้ําของคูณตาง ๆ เชน คุด เขา นอ งา แขว
หมตู นั จันทคาด เปน ตน ซงึ่ เปน เครอื่ งคา้ํ ของคูณเหลาน้ีถามีอยูบานใดเรือนใด จะทําใหเจาของเรือน
นน้ั อุดมสมบรู ณด วยขาวของเงินทอง ในเทศกาลเชนนี้ใหนําเอาเครื่องค้ําของคูณเหลานั้นออกมาสรง
จะทาํ ใหผ ทู ่ีเปน เจา ของมีความสขุ ความเจริญสมบรู ณบริบรู ณด ว ยขาวของเงนิ ทอง

นอกจากนยี้ ังมีการขนทรายเขาวัดกอเจดียทราย หรือชาวอีสานเรียกกันวา "พระทราย" คือ
ทรายท่ีกอเปนกองแลวเอาธงผาธงกระดาษไปปกไวบนยอดและรอบๆ โบราณอีสานเรียกวา "กอง
ประทาย" บาง เรียกวา "กองประทราย" บาง หรือจะเรียกใหต รงกับคาํ บาลีวา "วาลุกเจติยํ" ซึ่งแปลวา
เจดยี ทราย ซง่ึ กไ็ ดแกกองพระทรายนั่นเอง

ประเพณีในการทําบุญอีกอยางหนึ่งเทศกาลนี้ คือ การปลอยสัตว เชน นก ปู ปลา หอยเตา
เหลานเ้ี ปนที่นิยมปลอยกัน จนกระท่งั ไดป รากฏไวใ นบทผญาประจําเดือนท่ีไดกลาวแลวขางตนเพราะ
ถอื วา การไถถ อนสตั วอ่ืนนนั้ มบี ุญมาก เปนการปลดเปลือ้ งสตั วใหพ นทุกขใ นเทศกาลเดือนหานดี้ ว ย

ฮตี ที่ ๖ ประเพณีบญุ บั้งไฟหรือบุญเดือนหก
บุญเดือนหก เปน ประเพณีทส่ี าํ คญั ของชาวอสี าน เพราะเปนประเพณีที่เกี่ยวกับการขอฟาฝน
อันมอี ทิ ธิพลตอวิถชี ีวติ ของคนอสี าน โดยท่สี ว นใหญแ ลว คนอสี านมีอาชีพในดานกสกิ รรมเปนหลัก การ
นําเอาดินประสิว (คนอีสานเรียกวาข้ีเจีย)มาโขกหรือบดผสมกับถานใหแหลก ละเอียด(คนอีสาน
เรียกวาหมื่อ) แลวบรรจุลงในกระบอกไมไผอัดใหแนน แลวเจาะรูใสหางเรียกวาบั้งไฟการทําบุญให
ทานและมีความเก่ียวของกับบั้งไฟ เรียกวา "บุญบ้ังไฟ" อีกอยางหนึ่งทานเรียกวา "บุญเดือนหก"
เพราะมกี าํ หนดทํากันในเดอื นหก150๘๐ โดยในเดือนนไ้ี ดมีบทผญาเกี่ยวกับประเพณีการทําบุญในเดือนน้ี
วา

“ฮอดเดอื นหกเสียงฟาไขประตูฮอง
บอกขา วเมอื งคนมีแตฝ นกบั ลมสงเสยี งกกึ กอ ง
สายตามองเห็นแลวในใจก็หากมวน
เขยี ดอโี มอ อกเตนฟอ นเกี้ยวใสผ ูสาว”
ความหมายคือ ถึงเดือนหกเสียงฟารองไขประตู บอกขาวชาวเมือง มีแตฝนกับฟาสงเสียง
กกึ กอง สายตามองไปจติ ใจกส็ ุขสรรค กบเขยี ดโลดเตนออกหาตัวเมีย (เพราะเสียงฟารอ ง)
การทําบุญอีกอยางหนึ่งใน “เดือนหก ทําบุญวันวิสาขบูชา” อันเปนประเพณีการทําบุญที่
พุทธศาสนิกชนท่ัวไปนิยมกระทํากัน และชาวอีสานไดสืบสานประเพณีนี้มาเปนเวลาชานานแลว ซ่ึง
เกี่ยวกบั เร่อื งนมี้ ปี รากฏในบทผญาทไ่ี ดกลาวเกรน่ิ นําในตอนนีว้ า
“เหน็ แตส ใี สเนนวันเพญ็ สบิ หาคํา่ วิสาขาเลศิ ล้ําชาวบา นบ อยเู ฉย

๘๐ ปรชี า พิณทอง, เลมเดมิ , หนา ๘๗.

๑๗๑

ไผกะยิม้ เปยๆ ลงวัดเวียนเทียน เดอื นไดเวียนมาเถงิ นพคณุ คองเคา ”151๘๑
ความหมายคือ เห็นแสงจันทรสองแสงในวันเพ็ญสิบหาค่ํา วันวิสาขบูชา ชาวบานไมอยูเฉย
ใครๆ กส็ ขุ ใจไปวดั เวียนเทียน เดือนหกไดเวยี นมาระลกึ ถงึ พระคณุ เกา (ของพระพุทธเจา)
วนั วิสาขะเปนวันท่ีมีความสําคัญตอพระพุทธศาสนา สาเหตุที่เรียกวาวิสาขบูชาน้ันเดือนหก
ภาษาบาลีเรียกวา เดือนวิสาขะหรือเดือนวิสาขมาส การทําบุญในเดือนวิสาขะหรือเดือนหกเพ่ือเปน
การระลึกถึงคุณพระพทุ ธเจา เรยี กวา "บุญวิสาขะ" โดยวสิ าขบูชาน้ีเปนวันคลายวันประสูติ ตรัสรู และ
เสด็จดับขันธป รินิพพานของพระพุทธเจา ซึ่งเหตุการณสําคัญเหลาน้ีเกิดข้ึนในวันเดียวกัน คือ วันเพ็ญ
เดือนหกทุกวันนพี้ ุทธศาสนิกชนยังคงพากันทาํ การบชู าพระพุทธเจา ดวยการเวียนเทียนและบูชาดวย
เคร่ืองสักการะมีดอกไม ธูป เทียน เปนตน นอกจากน้ียังไดทําการบูชาดวยการปฏิบัติตามคําสอน
พระพุทธเจา โดยการสมาทานอุโบสถศีล เจรญิ เมตาภาวนาอกี ดวย
ฮีตท่ี ๗ บุญซาํ ฮะหรือบุญเดอื นเจด็
การชําระลางมลทิน ผงฝุน หรือสิ่งท่ีสกปรก รุงรังใหสะอาดปราศจากมลทินหรือความมัว
หมอง เรียกวา "ชาํ ระ" หรอื ภาษาอสี านเรียกวา "ซําฮะ" สิง่ ควรเอาใจใสในการชําระใหสะอาดน้ันมีอยู
๒ อยาง คือ ความสกปรกภายนอก ไดแก รางกาย เสื้อผา ที่อยูอาศัยท่ี และความสกปรกภายใน
ไดแก จติ ท่มี ีความโลภ โกรธ หลง อนั สิ่งที่เปนอกุศลมูลหรอื สิ่งเปน มูลเหตุของความไมดีไมงามที่จะทํา
ใหจติ ใจของคนเราเศรา หมองได
การชาํ ระลางในประเพณีน้ีไดแก การที่บานเมืองเกิดความเดือดรอน มีขาศึกมาทําลายมีโจร
ปลน เกิดรบราฆาฟนแยงชิงกันเปนใหญ เกิดโรคระบาด ผูคน ชาง มา วัว ควาย ลมตายเพราะผีเขา
เจา สญู (ผีโกรธ) คนอสี านถือกนั วาบานเมืองเกดิ เดือดรอน ชะตาบานเมืองขาด จําตองมีการชําระลาง
ใหหายจากเสนยี ดจัญไรเหลานั้น
การทําบญุ เกีย่ วกบั การชําระลา งบา นเมืองนเ้ี รียกวา "บุญซําฮะ" และมีกําหนดทํากันในเดือน
๗ จึงไดเรยี กอีกอยางหน่ึงวา "บุญเดือนเจ็ด"152๘๒ ซ่ึงบุญเดือนเจ็ดน้ีนักปราชญโบราณอีสานไดกลาวไว
เปน ผญาวา ...

“เดือนเจ็ดเผาความฮา ยอนั ตรายบม าผาน
นิมนตพ ระข้ึนบานเลง็ เปา เขาใสธ รรม
บุญสิมาสอ ยยู ซูสงราศี
บารมีผลทานสิไลม ารใหเลยพน
ต้งั แตคนเฮาไดเคยยินมาต้งั แตกอ น

๘๑http://www.surinrelations.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=259094&Ntype=4 [๕
ต.ค. ๒๕๕๙].

๘๒ ปรีชา พิณทอง , ประเพณีโบราณไทยอสี าน , หนา ๑๑๘ – ๑๑๙.

๑๗๒

บญุ ซาํ ฮะสละความเดือดฮอน เมืองบา นสิฮมเยน็ ”153๘๓
ความหมายคือ เดือนเจด็ เผาความชัว่ รา ย อันตรายไมมาผา น นมิ นตพ ระขึ้นบาน เพื่อธรรมคํา
สอน บญุ จะคอยชว ยสงเสริมสรางราศี บารมีผลทานจะไลมารใหหนีพน ตั้งแตคนเราเคยไดยินท่ีผาน
มาบุญชาํ ระสละความเดอื ดรอ น บา นเมอื งจะรมเยน็ เปน สุข
ฮีตท่ี ๘ บญุ เขา พรรษาหรือบุญเดอื นแปด
เดอื น ๘ เปนเดือนอยใู นระยะหนาฝน และเปน เดือนทพี่ ระอยูจําพรรษาตลอดสามเดือนไมไป
คา งคนื ท่อี ่นื ยกเวนแตมีกิจที่จําเปน บางทีพอที่จะอนุโลม ใหไปคางคืนที่อื่นได แตท้ังน้ีตองไมเกิน ๗
วนั ถา เกินนัน้ ถือวาพรรษาขาด โดยปกติแลวกําหนดเอาวันแรม ๒ คํ่า เดือน ๘ ของปท่ีเปนปกติมาส
(๘ หนเดยี ว) เปนวนั อธฐิ านเขาพรรษา สําหรบั ปท เ่ี ปนอธกิ มาสคือ ๘ สองหนกําหนดเอาวันแรม ๑ ค่ํา
เดือน ๘ หลงั เปน วันอธิฐานเขา พรรษา เพราะมีกําหนดทํากันในเดือน ๘เปนประจํา จึงมีชื่อเรียกอีก
อยา งหนึ่งวา "บุญเดอื นแปด"154๘๔
สว นการทําบุญในวันเขาพรรษานี้ สวนใหญแลวจะมีการถวายเทียนเขาพรรษา เพ่ือใหภิกษุ
สามเณร ไดจุดบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณตลอดพรรษา และอีกอยางหน่ึงคือ
การถวายผา อาบนํ้าฝน เพอ่ื ใหพ ระภิกษุสงฆไดใชน งุ อาบนํ้าในหนา ฝน ตลอดทั้งการใชประโยชนอยาง
อื่นตามความเหมาะสมเดือนแปดนม้ี ีบทผญาประจําเดอื นทน่ี ักปราชญโบราณกลา วไวว า

“จนั ทรเพง็ แจง ทอแสงใสสงา
เดอื นแปดมาฮอดแลวแววสิขึ้นลืน่ หลงั
เดือนน้สี งฆเ พ่ินยงั เขา อยจู าํ พรรษา
ภาวนาอบรมขม ใจทกุ แลงเชา
เฮามาพากนั เขา เอาบญุ พรอ มพรา่ํ
ถวายผา อาบน้ําฟาใหญาทา นไดใชส อย”155๘๕
ความหมายคือ พระจันทรแ จงทอแสงสดใส เดือนแปดมาถึงแลว พระภิกษุสงฆทานจะเขาจํา
พรรษา ภาวนาอบรมขม ใจทุกเชาเยน็ พวกเราจงพรอมเพรียงกันถวายผาอาบน้ําฝนใหพ ระภิกษสุ งฆได
ใชสอย ทอนที่สอง วา เม่ือเดือนแปดเขามาถึง หมูพระภิกษุสงฆเขาจําพรรษา ทําตามพระพุทธเจา
ผูทํากอน ไมเคยเลิกรางทํากันมาตลอด แลวพากันขวนขวายหาของไปทําบุญอยาไดข้ีเกียจ ใหทําไว
เถิดบญุ
ฮตี ที่ ๙ บญุ ขา วประดับดนิ หรือบุญเดอื นเกา

๘๓ http://www.sabaideeradio.com/redirect.php?tid=69&goto=lastpost [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๘๔ ปรชี า พณิ ทอง, ประเพณโี บราณไทยอสี าน, หนา ๑๒๔ -๑๒๕.
๘๕ http://www.student.chula.ac.th/~51370918/Tradition_08.htm [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๗๓

การหอ ขาวปลาอาหารและของขบเคีย้ วตางๆ เปน หอ ๆ แลวนาํ ไปถวายทานบา ง แขวนไวตาม
ตน ไมบ า ง ตามบรเิ วณกําแพงวัดบา ง (คนอีสานโบราณเรยี กกําแพงวัดวา ตายวัด) เรียกวาขาวประดับ
ดิน การทาํ บุญดวยการใหท าน รกั ษาศลี ดวยอาศยั ขาวประดับดินเปนมูลเหตุเรียกวา "ขาวประดับดิน"
หรือบุญเดือนเกา เพราะมีกําหนดทํากันจนเปนประเพณีในเดีอนเกา156๘๖นักปราชญอีสานโบราณได
กลาวไวเ ปนบทผญา โดยไดพ รรณนาถึงความอดุ มสมบรู ณและประเพณีการทาํ บญุ ในเดือนน้วี า

“พอถึงเดือนเกา แลวเปน กลางแหงวัสสากาล
ฝูงประซาซนซาวเมอื งก็เลา เตรียมตัวพรอม
พากันทานยังขา วประดบั ดนิ กินกอน
ทายกทานใหเจา พระสงฆพ รอมสูภาย”157๘๗
ความหมายคือ พอถงึ เดือนเกา เปน กลางแหงพรรษา ประชาชนชาวเมอื งกเ็ ตรียมตัวพรอม พา
กนั แบง ขา วประดบั ดินไวกอ น ทายกถวายทานใหพระสงฆท ุกอยา ง
การทําบุญขาวประดับดินก็เพ่ืออุทิศสวนกุศลใหกับญาติที่ตายไปแลว ชาวอีสานถือเปน
ประเพณีที่จะตองทํากันทุกๆ ปมิไดขาด โดยไดกําหนดเอาวันแรม ๑๕ คํา เดือนเกา เปนเกณฑหรือ
เรียกอีกอยางหนึ่งวา "บุญเดอื นเกา ดับ" บางทองถ่นิ อาจจะเรยี กวา "บุญเดือนเกาลับกม็ ี"
อตี ที่ ๑๐ บญุ ขา วสาก(สลากภัตร)หรอื บุญเดือนสิบ
คําวา “สาก” ในท่ีนี้มาจากคําวา “ฉลาก” ในภาษาไทย ขาวสากหรือฉลากภัตรน้ีแตละ
ทอ งถน่ิ ทําไมเหมือนกนั เชนในบางทองถ่ินอาจจะจัดของเคร่ืองใชในชีวิตประจําวัน เชน สบู ยาสีฟน
ยาตําราหลวง มาทําเปนหอๆ นําไปถวายพระ กอนจะทําพิธีถวายก็จะมีการจับฉลากกอน ทีนี้พอ
ตนเองจับฉลากไดเปนช่ือของพระเณรรูปใด ก็นําไปถวายตามนั้น ลักษณะเชน นี้ถือวาเปนการเส่ียง
สมภาร (บารม)ี วาในปน ด้ี วงชะตาหรือชีวติ ของตนจะเปน เชนไร มีการทาํ นายไปตามลักษณะของพระ
หรอื เณรท่ีตนเองจบั ฉลากได เชน บางคนอาจจะจับไดพระท่ีเปนผูที่อายุพรรษามากถือวาเปนผูมีชีวิต
ม่นั คง หรือจับฉลากถกู พระเปรยี ญหรอื เณรมหาก็ถอื วาเปน ผูทสี่ ติปญญามาก เปนตน
บางทอ งถน่ิ จะมกี ารทาํ ขา วสากหรอื ฉลากภัตรน้ีเปนลักษณะหอดวยใบตองกลวย เอาไมกลัด
หัวกลัดทา ยมีรูปลกั ษณคลา ยๆ กลีบขาวตม แตไ มพ บั สนั ตองเหมอื นการหอ ขา วตม แลวเย็บติดกันเปน
ชดุ ๆ ภายในหอ นน้ั บางหอ บรรจหุ มาก พลู บหุ รี่ ขา วตม ขา วสาร ปลา เน้ือ เปน ตน ซ่งึ แตล ะหอนั้นไม
ซ้ํากนั แลวนําไปแขวนหอ ยไวต ามตน ไม หรือรัว้ บริเวณวัด ในตอนเชาดึกของวันขึ้น๑๕ ค่ํา เดือน ๑๐
เสรจ็ แลวจะมกี ารตีโปง กลอง ฆอ ง ระฆัง เปน สัญญาณปา วรอ งใหเปรตมารับเอาพิธีการเชนน้ีเรียกวา
แจกขา วสาก หลังจากนัน้ เปนเรอื่ งของชาวบา นที่จะเก็บคืนมา ในบางที่มีการแยงกันเปนที่สนุกสนาน
ซึง่ ตอนน้ีเรียกวา "ชงิ เปรต" หรอื แยงขาวสาก โดยมีความเช่ือทองถ่ินที่ผูเฒาผูแกไดเลาใหฟงวา ผูใด

๘๖ ปรชี า พณิ ทอง, ประเพณโี บราณไทยอสี าน , หนา ๑๓๔ – ๑๓๕.
๘๗ สภาวฒั นธรรมจังหวัดขอนแกน, ของดีอีสาน, หนา ๔๕.

๑๗๔

แยง ขา วสากกากเดนเปรตมากิน จะเปน คนทอ่ี ว นทว นสมบูรณปราศจากโรคหรือพยาธิตางๆ ใบตองที่
หอขา วสาก ก็นําเอามาเก็บไวตามไรนาตากลา (สถานที่เพาะขาวกลากอนปกดํา) เชื่อวาจะทําใหขาว
กลาในนาอุดมสมบูรณดี158๘๘ บุญขาวสากเปนชวงท่ีกําลังอุดมสมบูรณ บริบูรณไปดวยพืชพันธุ
ธัญญาหาร สังเกตุไดจากบทผญา ที่นกั ปราชญอ สี านไดก ลาวไววา

“ฮตี หน่ึงน่ัน พอถึงเดอื นสบิ แลวทายกทอดอวยทาน
ขาวสากนาํ ไปใหส ังโฆทานทอด
พากนั หวังยอดแกวนิพพานพุน ท่ีสงู
ฝูงหมลู งุ อาวปาคณาเนอื งนอมสง
ศรัทธาลงทอดไวท านใหแ ผไ ป
อทุ ศิ ใหฝูงเปรตเปโต
พากนั โมทนานาํ ซคู นจนเกล้ียง” 159๘๙
ความหมายคือ จารีตหน่ึงนั้น พอถึงเดือนสิบ ทายกไดถวายทาน คือสลากภัตร แกหมู
พระภิกษุสงฆ ปรารถนาสูงสุดคือพระนิพพาน ประชาชน มีลุง อาว เปนตน มีศรัทธา ถวายทานแผ
สว นกุศลไปใหเปรตชน แลวพากนั อนโุ มทนาทานดว ยกนั ทุกคน
ในการทําบุญขาวสากนี้ เปนเร่ืองที่คนอีสานใสใจมากกวาบุญขาวประดับดิน เพราะวาเปน
เรื่องของความเชอื่ ท่วี า ในวนั ขึ้น ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๐ เปนวนั ทพี่ ระญายมภบิ าล เปดขุมนรกใหสัตวนรก
ไดม ารบั สวนบุญสวนกุศลจากญาติพี่นองท่ีอยูในมนุษยโลก ตั้งแตเที่ยงคืนถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ํา ไปจนถึง
เท่ยี งคนื วนั ขนึ้ ๑๕ คํ่า ทีนใ้ี นเมื่อพวกเปรตหรือสัตวน รกเหลา นัน้ มารับสวนบุญจากญาติพี่นองท่ีอยูใน
มนุษยโลก พวกท่ีไดร ับบญุ กศุ ลท่ีเกิดจากการทาํ บญุ ขาวสากน้ี กจ็ ะอวยพรใหลกู หลานอยูเย็นเปนสุขมี
ความอดุ มสมบรู ณ ดวยส่งิ ท่ตี องการและปรารถนา ในทางตรงขา ม ถาหากวามาแลวเกิดไมไดสวนบุญ
อะไรเลย ก็จะนอ ยเนื้อต่ําใจวา ลูกหลานไมใสใจ ถึงแมวาผูอื่นไมใชญาติสายโลหิตจะอุทิศแผสวนบุญ
ไปให กไ็ ดแตเลียใบ ตองหอขาวสากเทาน้ัน ซ่ึงไมถึงกับอิ่มทองอะไรเลย ก็ไดสาปลูก แชงหลานท่ีไม
เอาใจใส มัวแตแ ยง ทรัพยสมบตั มิ รดก ทเ่ี ขาหามาในขณะยงั มชี ีวิตอยู จนกระท้ังลืมผูมพี ระคณุ ในเร่ือง
น้อี อกจะทําใหน ากลวั เกรงโทษ ในการทอดท้ิงผูมีพระคุณโดยเฉพาะพอแม ญาติสายโลหิต ควรไดรับ
การเอาใจใสจ ากลูกหลาน ทง้ั ในขณะยังมีชีวิตอยู และหลงั จากทีต่ ายไปแลว
ฮตี ท่ี ๑๑ บญุ ออกพรรษาหรอื บญุ เดือนสิบเอด็
หลงั จากทหี่ มูพระภกิ ษสุ งฆไดอยจู ําพรรษา ๓ เดือน คอื ต้ังแตแ รม ๑ ค่ํา เดือน ๘ ถึงข้ึน ๑๕
คาํ่ เดือน ๑๑ การออกจากขอบเขตจาํ กดั ไปพักแรมทีอ่ ่ืนไดเ รียกวา "ออกพรรษา" ประเพณีการทําบุญ

๘๘ ปรีชา พิณทอง, ประเพณโี บราณไทยอีสาน, หนา ๑๓๕.
๘๙ อุดม บัวศร,ี วฒั ธรรมอสี าน, หนา ๑๑๐-๑๑๑.

๑๗๕

ในเดอื นนี้ทนี่ อกเหนอื ไปจากการทาํ บุญตักบาตร ใหทานรักษาศีลแลว การทําบุญตามประเพณีทองถ่ิน
อนื่ ๆในชว งระยะนี้เรียกวา "บญุ ออกพรรษา"ซึง่ มีผญาบทหนึง่ กลา วถึงฮีตสิบเอด็ วา

ฮตี สิบเอด็ น้ัน เถิงเดอื นสบิ เอด็ แลว ก็แมนแนวทางปอง
เปน คองของพระเจา เคยเขาแลวออกมา
เถงิ วสั สาแลวสามเดือนก็เลยออก
เฮยี กวา ออกพรรษา ปวารณากลาวไวเ ฮาไดก ลาวมา160๙๐

ความหมายคือ จารีตหนึ่งนั้น เม่ือถึงเดือนสิบเอ็ด อันเปนทางปฏิบัติของพระภิกษุสงฆเพื่อ
เขา พรรษาสามเดือนแลวจึงออก เรียกวาออกพรรษา ปวารณากลาวไว เราจึงไดกลาวมาในสวนของ
พระสงฆแลว มีการเปดโอกาสใหวากลาวตักเตือนกันและกัน โดยไมมีการถือโทษโกรธเคืองกัน โดย
พระเถระจะตักเตือนสงฆใหเ ล็งเหน็ ความสําคญั ในการปวารณา เปด โอกาสใหวากลาวตักเตือนกันดวย
ความบริสุทธใ์ิ จ เพ่อื จะไดม กี ารแกไ ขปรับปรงุ ตวั เองใหด ีขึ้น โดยปกติแลว คนเรามักจะไมเห็นความผิด
ของตน มกั จะมีความคิดวาตนเองเปนฝายถูกตองเสมอ ซึ่งกอนจะมีการปวารณาก็ไดมีการสวดญัตติ
หรือการต้ังญัตตกิ อน

ในวันออกพรรษามักจะมีกิจกรรมในการบูชาทางพุทธศาสนาหลายอยาง โดยเฉพาะแถบ
อสี านบางทองถ่ิน ไดจ ัดใหม ีการไหลเรือไฟ ตามประทีปโคมไฟ บางทอ งถิน่ ทาํ ปราสาทดอกผ้ึงไปถวาย
พระ นอกจากนี้ ยังมีการแขงเรือหรือที่คนอีสานเรีอกวา "ซวงเฮือ" อีกดวย ท้ังน้ี ขึ้นอยูกับความเชื่อ
และการสืบทอดประเพณีทองถ่ินที่บรรพบุรุษปฏิบัติสืบๆ กันมา จนกระท่ังวาประเพณีเหลาน้ันไม
สามารถที่จะแยกออกไปจากวถิ ีชวี ิตของคนอีสานในแตละทอ งถน่ิ ได

ฮีตที่ ๑๒ บุญกฐนิ หรือบญุ เดอื นสบิ สอง
คําวา "กฐิน" เปนชื่อของสังฆกรรมชนิดหน่ึงในพระพุทธศาสนาท่ีตองใชพระสงฆรวมเปน
พยานในการทาํ ๕ รปู เปน อยา งนอย คอื ๔ รปู เปน องคสงฆห รือพยาน และอีก ๑ รปู เปนองคครองผา
กฐนิ รวมเปน ๕ รปู ภาษาสงั ฆกรรมของพระเรียกวา "ปญจวรรค" นอกจากนคี้ ําวา "กฐนิ " เปนช่อื ของ
ไมชนดิ หนึ่งซึง่ เปนอปุ กรณท ี่ใชขึงในเวลาเย็บจวี รภาษาไทยเรยี กวา "ไมสดึง" ภาษาบาลีใชคําวา "กฐิน"
ขณะเดยี วกันภาษาไทยไดยมื ภาษาบาลมี าเปน ภาษาของตวั เองโดยการเรียกทับศัพทไปเลยวา ผากฐิน
หรือบญุ กฐิน
พระที่มีคุณสมบัติ สมควรที่จะไดรับกฐิน คือ เปนผูท่ีมีอายุมาก มีพรรษามาก เปนผูที่มีจีวร
เกา เปนผูท่ีฉลาด สามารถรูอานิสงส ๕ มาติกา ๘ รูจักการกรานกฐิน พินทุ ปจจุธรณและอธิษฐาน
และเปนผูท่ีสามารถกระทํากฐินนัตถารกิจได คนอีสานรูและเขาใจดีฐานะท่ีวาครองกฐิน ในตอนวา
ดวยบญุ กฐนิ นีม้ ีบทผญาทนี่ กั ปราชญอ สี านไดกลา วพรรณนาถึงประเพณฮี ีตขอท๑ี่ ๒ ไววา

“เดือนสิบสองมาแลว ลมวอยหนาวสนั่ เดอื นน้ีหนาวสะบน้ั บคือแทแตห ลงั

๙๐ อุดม บวั ศรี, วัฒนธรรมอีสาน , หนา ๑๑๑.

๑๗๖

ในเดอื นนี้เพ่นิ วาใหล งทอดพายเฮอื ชวยกนั บชู าฝงู นาโคนาคเนาวใ นพน้ื
ชื่อวา อสุ ุภะนาโคเนาวใ นพื้นแผน สบิ หา สกุลบอกไวบชู าใหสงการ”161๙๑
ความหมายคือ เดือนสิบสองมาถึงแลวลมหนาวพัดมา เดือนนี้เปนเดือนท่ีมีความหนาวมาก
เดอื นนว้ี า กันวาใหลงพายเรือ (ไหลเรือไฟ) ชว ยกนั บชู าพญานาคชอื่ วาอุสุภะอยูใตนํ้า ทานบอกใหบูชา
พญานาคในวันเพ็ญสบิ หาค่าํ
เมื่องานบญุ กฐนิ เปน งานมหากุศลที่พุทธศาสนิกชน เล่อื มใสศรทั ธา การปฏิบัตเิ ก่ียวกับการจัด
งานบุญประเพณนี ีต้ อ งทําใหถ ูกพระธรรมวนิ ยั จึงจะ ไดอ านสิ งส ขอปฏิบตั ทิ น่ี าสนใจมีดังน้ีการจองกฐิน
ก็คอื การแจงลว งหนา ใหทางวัดและประชาชนไดทราบวาวัดนั้นๆ มีผูศรัทธาทอดกฐินกันเปนจํานวน
มากถาไมจองไวกอนอาจไมม ีโอกาส จึงเกิดเปน ธรรมเนยี มขน้ึ วาจะทอดกฐนิ ตอ งจองลว งหนา เพื่อใหมี
โอกาสและเพ่ือไมใหเกิดการทอดซ้ํา วัดหน่ึงวัดปหนึ่งทอดกฐินไดครั้งเดียวและในเวลาจํากัด คือ
หลังจากออกพรรษาแลวเพียงเดือน เมื่อเจาภาพจองกฐินเพื่อท่ีจะนํากฐินไปทอด ณ วัดใดแลว
กําหนดวนั ทอดลวงหนา เตรียมผาไตร จีวร พรอมอัฐบริขาร ตลอดบริวารอื่น ๆ และเคร่ืองไทยทาน
กอ นนาํ กฐนิ ไปทอดมกั มีการคบงัน วันรงุ ข้ึนก็เคล่อื นขบวนไปสูวัดท่ีทอด เม่ือนําองคกฐินไปถึงวัดจะมี
การแหเวยี นประทกั ษิณรอบวัดหรือรอบพระอุโบสถสามรอบ จึงนําผากฐินและเคร่ืองประกอบอื่น ๆ
ไปถวายพระสงฆทโี่ บสถหรอื ศาลาการเปรียญ เม่ือทําพิธถี วายผา กฐนิ และบริวารแดพระสงฆ พระสงฆ
ทาํ พิธรี บั แลวเปน เสรจ็ พิธี
จากทไ่ี ดศ ึกษามาทง้ั หมดน้ันเปน ประเพณีของชาวอสี านทั้ง ๑๒ เดือน เรียกวา ฮีต ๑๒ ในแต
ละปชาวอีสานจึงมีการทําบุญทุก ๆ เดือน จึงแสดงใหเราไดเห็นอยางชัดเจนวาในภาคอีสาน
พระพทุ ธศาสนายังมคี วามม่ันคงและเปนท่ียึดเหน่ียวจิตใจใหกับชาวบานทั้งหลาย ตลอดจนประเพณี
บุญเหลานี้ซึ่งเกี่ยวของกับพระพุทธศาสนานั้นยังเปนสวนหน่ึงที่ทําใหวิถีชีวิตความเปนอยูของชาว
อีสานเปนไปอยางสงบรมเย็น ดําเนินชีวิตตามหลักของพระพุทธศาสนา ความเช่ือและความศรัทธา
ของพระพุทธศาสนาอยางมั่นคงของชาวอีสานน้ีทายที่สุดจึงกลายเปนภูมิปญญาชีวิตของชาวอีสาน
ตราบจนทกุ วันน้ี
๖.๒.๓ ประเพณที ่ีเกีย่ วขอ งกบั พระพทุ ธศาสนาของภาคกลาง
๑. ประเพณตี กั บาตรดอกไม
ตามความเช่ือของชาวพุทธ การตักบาตรดอกไมเปนการสรางอานิสงสที่สูงสงอยางยิ่ง โดย
ปรากฎตาม พุทธตํานานวา พระเจาพิมพิสาร กษัตริยแหงกรุงราชคฤห ทรงโปรดปรานดอกมะลิมาก
ในแตละวันจะรับส่ังใหนายมาลาการนําดอกมะลิสดมาถวายถึง วันละ ๘ กํามือ วันหน่ึงขณะที่นาย
มาลาการกําลงั เก็บดอกมะลิ ไดพ บเห็นพระสมั มาสัมพทุ ธเจา พรอ มดวยภิกษุสงฆอีกจํานวนหน่ึงเสด็จ
ออกบณิ ฑบาตร นายมาลาการสงั เกตเุ ห็นพรรณรงั ษี ฉายประกาย รอบ ๆ พระวรกาย ทําใหเกิดความ
เลอ่ื มใสศรทั ธาพระพทุ ธองคอยางยิ่ง นายมาลาการตัดสินใจนําดอกมะลิที่มีไปถวายแด พระพุทธเจา

๙๑ อดุ ม บัวศรี, วฒั นธรรมอสี าน, หนา ๑๑๒.

๑๗๗

พรอ มกันนนั้ ก็ต้ังจิตอธิษฐานวา ขาวของทุกส่ิงที่พระเจาพิมพิสารทรงมอบใหเพียงเพ่ือยังชีพในภพน้ี
เทานั้น แตการนําดอกไมถวายบูชาแกพระพุทธองค สรางอานิสงสไดท้ังภพน้ีและภพหนา หากถูก
ประหารชีวิตเพราะไมไดถวายดอกมะลิก็ยินยอม คร้ันภรรยานายมาลาทราบความ ก็เกรงกลัววา
จะตอ งโทษที่สามีไมป ฏบิ ตั ติ ามพระบญั ชาของพระเจาพมิ พิสาร ก็หลบหนอี อกจากบานไป แตหลังจาก
ที่พระเจาพิมพิสารทรงทราบกลับพอพระราชหฤทัยเปนอันมาก และไดปูนบําเหน็จรางวัล ความดี
ความชอบแกน ายมาลาการ นับแตน้ันมาชีวิตของนายมาลาการก็อยูอยางมีความสุข ชาวอําเภอพระ
พุทธบาทไดยึดถือประเพณีตักบาตรดอกไมเปนประเพณีสําคัญ ปฏิบัติสืบตอ กันมา เปนประจําทุกป
และกําหนดเอาวันเขาพรรษา คอื วันแรม ๑ คํา่ เดอื น ๘ ของทุกป เปนวันประเพณตี กั บาตรดอกไม ใน
วันน้ัน เมอื่ พระภกิ ษสุ งฆรบั บณิ ฑบาตรดอกไมจ ากพทุ ธศาสนกิ ชน แลวนําออกมาสักการะพระเจดียท่ี
บรรจุพระเข้ียวแกว ขององคพ ระสัมมาสมั พทุ ธเจา แลว นาํ ไป สกั การะบูชาพระเจดียมหาธาตุองคใหญ
ทีบ่ รรจุพระบรมพระสารีริกธาตุ และเขา โบสถประกอบพิธี สวดอธษิ ฐานเขา พรรษา162๙๒

การตกั บาตรดอกไมของชาวภาคกลางเปนการ “นอ มนมสั การรอยพระพุทธบาท รวมทําบุญ
ตกั บาตรตามวิถีปฏิบัติ ในงานประเพณีตักบาตรดอกไม เน่ืองในเทศกาลวันเขาพรรษา ตลอดชวง
เชาและชว งบา ยพระสงหลายรอยรูป บิณฑบาตเหลาดอกเขาพรรษาสีเหลือง ขาว และน้ําเงินมวง
ซึ่งจะเบงบานในชวงวันเขาพรรษา ที่พุทธศาสนิกชนหลายหม่ืนแสนตางพรอมใจนํามาถวายดวย
ศรทั ธาอันแรงกลา เร่อื ยมาจวบจนปจจบุ ัน”

ดอกเขาพรรษากําลังเบงบานอยูรายรอบภูเขา บริเวณใกลกับวัดพระพุทธบาทราช
วรมหาวิหาร นับเปนสัญญาณท่ีบอกใหทราบวาใกลถึงชวงวันเขาพรรษา แรม ๑ ค่ํา เดือน ๘ แลว
ซง่ึ นบั วา เปนวาระมงคลท่ีพุทธศาสนิกชน จะมาพรอมกันเพ่ือถวายดอกเขาพรรษาแกพระภิกษุสงฆ
เพ่อื นําไปสกั การะแดพ ระเจดียจุฬามณี ตามความเชื่อดง้ั เดิม

๒. ประเพณีประเพณรี บั บวั
ประเพณปี ระเพณรี ับบัวเปน ประเพณเี กาแกข องชาวอําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จัด
ข้ึนทุกวันขึ้น ๑๓ คํา่ เดอื น ๑๑ ถงึ วันขนึ้ ๑๕ คํ่า เดอื น ๑๑
มูลเหตุของการเกิดประเพณีรับบัวก็เนื่องมาจากวา แตเดิมในอําเภอบางพลีจะมีประชากร
อาศยั อยู ๓ กลุมคือ คนไทย คนรามัญ และคนลาว ตอ มาคนไทยทั้ง ๓ กลุม ไดตกลงกันวาจะชวยกัน
ถากถางพงหญา ใหเปน พ้ืนท่ีทาํ ไรท าํ นา จนกระท่ังคนไทยทั้ง ๓ กลุมไดถางหญามาถึง ๓ แยก ทุกคน
ตกลงกันวาจะแยกไปคนละทาง โดยคนลาวไปทางคลองสลุด คนไทยไปทางคลองชวดลากหญา คน
รามัญไปทางคลองลาดกระบัง ๒-๓ ปตอมา กลุมรามัญท่ียายไปอยูทางคลองลาดกระบังโดยหนูและ
นกทําลายพืชผลทางการเกษตรจึงตองยา ยกลับมาอยูถิ่นฐานเดิมคือท่ีปากลัด (พระประแดง) โดยเริม
ออกเดนิ ทางในตอนเชา มืดของวนั ข้ึน ๑๕ คา่ํ เดอื น ๑๑ แตก อนออกเดินทางพวกรามญั ไดเก็บดอกบัว
เพ่ือนําไปบูชาพระคาถาพนั (เทศนมหาชาติ) ท่ีปากลัด และไดสั่งเสียพวกคนไทยบางคนที่ยังคงอาศัย

๙๒ http://guru.sanook.com/4317/ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๗๘

อยู ณ คลองลาดกระบัง วาในปต อไปถาถงึ วันขน้ึ ๑๕ คํา่ เดือน ๑๑ ใหช ว ยเก็บดอกบวั และรวบรวมไว
ท่ีวัดหลวงพอโตแลว พวกตนจะมารับ

ครั้นถงึ วันขึน้ ๑๕ คาํ่ เดือน ๑๑ คนไทยกไ็ ดเก็บดอกบัวและไปรวมไวท ่วี ดั บางพลใี หญหรือวัด
หลวงพอ โตตามคํารองขอของชาวรามัญ การมาของชาวรามัญจะมาโดยเรือถึงประมาณตี ๓-๔ และ
ทกุ คร้ังทม่ี าจะมีการรอ งเพลงกันอยางสนกุ สนานสวนผูท่มี าคอยรบั ก็พลอยสนุกสนานไปดวย

“พธิ ีกรรมของประเพณรี ับบวั จะเร่ิมตนในวันขึ้น ๑๓ ค่ํา เดือน ๑๑ โดยในตอนเย็นชาวพระ
ประแดงและเพือ่ นบานใกลเคียง จะลงเรือและรองไปตามแมนํ้าเจาพระยาบาง ตามคลองสําโรงบาง
แตทกุ คนจะมจี ุดหมายเดียวกนั คือไปทีห่ มบู านบางพลี โดยในเรอื ที่รองกนั มานนั่ จะมเี ครอื่ งดนตรีนานา
ชนดิ เชน ป ซอ แง แบ กรับ และกลอง เปน ตน และทกุ คนจะรอ งราํ ทําเพลงกันอยางสนุกสนาน สวน
ชาวบางพลีกจ็ ะเตรยี มดอกบัวและอาหารไวตอนรบั แขกผมู าเยอื น”163๙๓

๓. ประเพณีตกั บาตรพระรอ ย
ประเพณตี กั บาตรพระรอ ย คือ การทําบญุ ตักบาตรประจําปของวัดไทยเจริญ จังหวัดนนทบุรี
“เม่ือครั้งสมัยโบราณกาล วัดไทยเจริญยังไมมีพระพุทธรูป เจาอาวาสจึงไดบอกบุญใหชาวบานนํา
ทองเหลืองมาบริจาคเพ่ือหลอเปนองคพระ เม่ือไดแผนทองเหลืองแลวก็นิมนตพระเกจิอาจารย
จํานวน ๑๐๘ รูป สวดปลุกเสกและจารกึ อักขระอาคมลงในแผน ทองเหลือง แลวจึงนําแผนทองเหลือง
น้ันมาหลอมเปนองคพระ และต้ังชือ่ วา “พระพุทธอาคม” ครั้นพระพุทธอาคมไดสรางเสร็จซึ่งตรงกับ
วันแรม ๘ ค่ํา เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๔๖๖ ทางวัดและชาวบานจึงไดจัดงานฉลองและทําบุญตักบาตร
เรียกวา วันทําบุญตักบาตรพระรอยแปด เหตุผลท่ีเรียกวาวันทําบุญตักบาตรพระรอยแปด ก็
เนื่องมาจากจํานวนพระเกจิอาจารยทั้ง ๑๐๘ องค ที่มาปลุกเสกและจารึกอักขระอาคมลงในแผน
ทองเหลอื ง
พธิ กี รรมของการทําบุญตักบาตรพระรอยนจ้ี ะเรมิ่ ตงั้ แตวนั แรม ๗ ค่าํ เดือน ๑๒ โดยมีการแห
หลวงพอพทุ ธอาคมไปตามลําคลองหนาวดั ไทยเจริญ และนาํ กลับมาใหประชาชนไดนมัสการปดทองท่ี
วัด สว นในวันแรม ๘ คะ เดือน ๑๒ กจ็ ะมกี ารทําบุญตักบาตร
เม่ือถึงกําหนดตักบาตรพระรอย ณ วัดใด วัดน้ันจะเปนเจาภาพเตรียมการตางๆ ท่ีจังหวัด
ปทมุ ธานี มัคนายกหรือชาวบานที่อยูใกลวัดจะมาชวยนําเชือกลงไปขึงแมน้ําเจาพระยาทั้งสองฝงกับ
บนั ไดขาม ซง่ึ ใชว ัดท่ีเปน เจาภาพเปนศูนยกลาง แลวขึงเชือกตามริมฝงไปทางทิศเหนือและทิศใตของ
วัดผานหนาบานของพุทธศาสนิกชนที่อยูริมฝงเปนทางยาวเหยียด ผูที่จะทําบุญตักบาตรไมตองเดิน
หรือไมต องพายเรอื เพยี งแตนงั่ ทห่ี วั บันไดหนาบา นของตนหรอื น่ังบนเรือหนา บานที่อยูติดกับเชือกที่ขึง
ไว รอพระเพอ่ื จะนําอาหารมาใสบาตรเทาน้ัน พอถึงเวลาท่ีกําหนด พระตามวัดตางๆ จะน่ังเรือโดยมี
ศิษยวดั หรือชาวบา นมาชวยพายเรือใหพ ระน่ังรับบาตร ซงึ่ พระทน่ี มิ นตมารับบาตร จะมารวมกันท่วี ดั ท่ี
เปน เจาภาพกอ น ถาวัดอยูไ กลบางทีตองมาคา งคนื ท่ีวัดที่เปน เจา ภาพในคร้ังนั้นๆ พอเชาตรูของวันตัก

๙๓ https://sukanyaae20.wordpress.com/ประเพณีภาคกลาง/ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๗๙

บาตรพระรอย พระที่นิมนตมารับบาตรจะจับฉลากหมายเลขแลวก็จะพากันกลับวัดของตน คร้ันตก
ตอนบา ย พุทธศาสนกิ ชนไมวา เดก็ หรอื วาผใู หญจะพากนั ไปปดทองนมัสการพระประธานในโบสถ หรือ
พระพทุ ธรูปท่เี ช่ือกนั วาศกั ดิ์สิทธ์ิ หรือปด ทองรอยพระพทุ ธบาทซงึ่ ทางวดั จะจดั ไวให เมือ่ นมัสการและ
ปดทองพระเสรจ็ เรียบรอยแลว ก็จะพากันลงเรอื ลอยไปตามแมนํ้าเจาพระยา164๙๔

๔. ประเพณกี ารแหผ า หม องคพระปฐมเจดยี  จงั หวดั นครปฐม
เทศกาลนมสั การองคพ ระปฐมเจดยี  พธิ ีที่ถือปฏิบตั ิสืบเนื่องกันมายาวนานนับรอยปของชาว
นครปฐม เมอ่ื วันเวลาผา นมาถึงคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองของทุกป องคพระปฐมเจดียมีผูคนหล่ังไหล
มากราบไหวบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ด่ังไดเฝาอยูเบ้ืองพระยุคลบาทแหงองคสมเด็จพระสัมมาสัม
พทุ ธเจา สรา งสิริมงคลแกช ีวิต ทา มกลางแสงนวลจากจนั ทรเต็มดวงในคนื วนั เพ็ญ ยามตององคพระ
ปฐมเจดยี ป ูชนียสถานซ่งึ มปี ระวตั คิ วามเปนมายาวนานคูแผนดินสุวรรณภูมิ นับแตสมัยพระเจาอโศก
มหาราช นับอายกุ วา พันปท ่ปี ระดษิ ฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา ภายใตพระเจดียใหญ
รปู ระฆังควา่ํ ปากผายมหมึ า โครงสรา งเปนไมซุง รดั ดวยโซเสนมหึมา กออิฐ ถือปูน ประดับดวย
กระเบือ้ งปทู บั ประกอบดว ยวหิ าร ๔ ทิศ กาํ แพงแกว ๒ ชนั้ งดงามเคียงคูกาลเวลา
และอกี หนึง่ ประเพณีปฏิบัติเคียงคูไปกบั การนมสั การองคพ ระปฐมเจดียน ั่นคือ แหผาหมองค
พระปฐมเจดีย โดยเชื่อกันมาแตโบราณวา ถาถวายสิ่งของเครื่องใชแดพระภิกษุสงฆจะไดบุญกุศล
เปน สวนหนง่ึ ของการบูชาพระรตั นตรัย โดยเฉพาะการถวายผากาสาวพัสตรจะไดบุญกุศลมาก ผูคน
จึงไดรวมแรงรวมใจนําผากาสาวพัสตรตอกันเปนผืนยาว จัดเปนขบวนแหรอบองคพระปฐมเจดีย
ชวยกันจับขึงไวบนบาทั้งผืนดวยแรงสามัคคี ขบวนแหผาหมจะเดินเวียนรอบองคพระปฐมเจดีย ๑
รอบ แลว มาพกั ไวบรเิ วณดา นหนาองคพระปฐมเจดีย ใหพทุ ธศาสนิกชนเขียนคําอุทิศสวนกุศลลงบน
ผืนผา ถงึ วันเพ็ญเดอื นสิบสอง และวันสุดทายของการจัดงานนมัสการองคพระปฐมเจดีย จึงนําผา
ไปเวียนแหรอบองคพระปฐมเจดียดานใน ตามแบบทักษิณาวัตรอีก ๓ รอบ แลวจึงนําข้ึนไปหมพัน
รอบองคพระปฐมเจดียท่ีบริเวณเสาหานสวนคอของพระเจดียเปนอันเสร็จพิธีเทศกาลนมัสการองค
พระปฐมเจดีย สะทอนความศรัทธาสามัคคี สืบสานประเพณี ทํานุบํารุงพุทธศาสนา ผูเฒาผูแก
หนุม สาว ลูกหลาน สง ตอ พิธปี ฏิบตั จิ ากรนุ สูรนุ ใหค งอยคู ูวิถีชวี ติ ตอ ไป
๖.๒.๔ ประเพณีทีเ่ กยี่ วของกับพระพุทธศาสนาของภาคใต
๑. ประเพณีลากพระ (ชักพระ)
ประเพณีลากพระเปนประเพณีทําบุญในวันออกพรรษา ปฏิบัติตามความเชื่อวา เมื่อครั้งท่ี
พระพุทธเจาเสด็จไปจําพรรษา ณ สวรรคชั้นดาวดึงสเพ่ือโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จ
กลับมายังโลกมนุษย พุทธศาสนิกชนไปรับเสด็จ แลวอัญเชิญพระพุทธเจาประทับบนบุษบกแลวแห
แหน ๙๕

165

๙๔ https://muenfancb.wordpress.com/ขนบธรรมเนยี มประเพณีจัง/ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๙๕ http://www.prapayneethai.com/ประเพณีลากพระ-ชกั พระ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๘๐

๑. การแตงนมพระ นมพระ หมายถึงพนมพระเปนพาหนะที่ใชบรรทุกพระลาก นิยมทํา ๒
แบบ คือ ลากพระทางบก เรยี กวา นมพระ ลากพระทางน้ํา เรียกวา "เรือพระ" นมพระสรางเปนราน
มา มไี มส องทอ นรองรบั ขา งลา ง ทําเปนรูปพญานาค มีลอ ๔ ลอ อยใู ตต วั พญานาค รานมาใชไมไผสาน
ทําฝาผนงั ตกแตง ลวดลายระบายสีสวย รอบ ๆ ประดับดวยผาแพรสี ธงริ้ว ธงสามชาย ธงราว ธงยืน
หอยระยาง ประดับตนกลวย ตนออย ทางมะพราว ดอกไมสดทําอุบะหอยระยา มีตมหอดวยใบพอ
แขวนหนานมพระ ตัวพญานาคประดับกระจกแวววาวสีสวย ขาง ๆ นมพระแขวนโพน กลอง ระฆัง
ฆอง ดานหลังนมพระวางเกาอี้ เปนที่น่ังของพระสงฆ ยอดนมอยูบนสุดของนมพระ ไดรับการแตง
อยา งบรรจงดูแลเปนพิเศษ เพราะความสงาไดส ัดสวนของนมพระขน้ึ อยูกบั ยอดนม

๒. การอญั เชิญพระลากขน้ึ ประดษิ ฐานบนนมพระ พระลาก คือพระพุทธรูปยืน แตที่นิยมคือ
พระพุทธรูปปางอุมบาตร เม่ือถึงวันข้ึน ๑๕ ค่ํา เดือน ๑๑ พุทธบริษัทจะสรงน้ําพระลากเปล่ียนจีวร
แลวอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนนมพระ แลวพระสงฆจะเทศนาเร่ืองการเสด็จไปดาวดึงสของ
พระพุทธเจา ตอนเชามืดในวันแรม ๑ คํ่าเดือน ๑๑ ชาวบานจะมาตักบาตรหนานมพระ เรียกวา ตัก
บาตรหนาลอ เสร็จแลวจึงอัญเชิญพระลากข้ึนประดิษฐานบนนมพระ ในตอนน้ีบางวัดจะทําพิธีทาง
ไสยศาสตรเ พอ่ื ใหการลากพระราบรน่ื ปลอดภัย

๓. การลากพระ ใชเชือกแบงผูกเปน ๒ สาย เปนสายผูหญิงและสายผูชาย โดยใชโพน (ปด)
ฆอง ระฆัง เปนเคร่ืองตีใหจังหวะเราใจในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและ
ประสานเสยี งรองบทลากพระเพอื่ ผอนแรง

ประเพณลี ากพระ เปน การแสดงออกถึงความพรอมเพรียง สามัคคีพรอมใจกันในการทําบุญ
ทําทาน จึงใหสาระและความสําคัญดังน้ี

๑. ชาวบานเชื่อวา อานิสงสในการลากพระ จะทําใหฝนตกตามฤดูกาล เกิดคติความเชื่อวา
"เม่ือพระหลบหลัง ฝนจะตกหนัก" นมพระจึงสรางสัญลักษณพญานาค เพราะเช่ือวาใหนํ้า การลาก
พระจึงสัมพนั ธเกีย่ วขอ งกบั วิถีชีวติ ของคนในสงั คมเกษตร

๒. เปนประเพณีท่ีปฏิบัติตามความเชื่อวา ใครไดลากพระทุกป จะไดบุญมาก สงผลใหพบ
ความสําเร็จในชีวิต ดังนั้นเม่ือนมพระลากผานหนาบานของใคร คนที่อยูในบานจะออกมาชวยลาก
พระ และคนบานอน่ื จะมารับทอดลากพระตออยา งไมขาดสาย

๓. เกิดแรงบนั ดาลใจ แตงบทรอ ยกรองสาํ หรบั ขบั รอ งในขณะท่ีชวยกันลากพระ ซ่ึงมักจะเปน
บทกลอนสั้น ๆ ตลก ขบขนั และโตตอบกนั ไดฝ กทงั้ ปญ ญาและปฏิภาณไหวพริบ

๒. ประเพณสี ารทเดอื นสิบ
ประเพณสี ารทเดือนสบิ เปน ความเชือ่ ของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ท่เี ช่ือวาบรรพ
บรุ ษุ อันไดแ ก ปูยา ตายาย และญาตพิ ีน่ องทล่ี ว งลับไปแลว หากทําความชั่วจะตกนรกกลายเปนเปรต
ตองทนทุกขทรมานในอเวจี ตอ งอาศยั ผลบญุ ทลี่ ูกหลานอทุ ิศสวนกุศลใหแตละปมายังชีพ ดังนั้นในวัน
แรม ๑ คา่ํ เดือนสิบ คนบาปทั้งหลายท่ีเรยี กวา เปรตจงึ ถูกปลอยตัวกลับมายังโลกมนุษยเพื่อมาขอสวน
บุญจากลูกหลานญาติพี่นอง และจะกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่ํา เดือนสิบในโอกาสน้ีเองลูกหลาน

๑๘๑

และผยู ังมชี วี ติ อยจู งึ นาํ อาหารไปทําบุญที่วัด เพื่ออุทิศสวนกุศลใหแกผูที่ลวงลับไปแลว เปนการแสดง
ความกตัญกู ตเวท1ี66๙๖

พิธีกรรมของประเพณีสารทเดอื นสบิ มดี งั นี้
๑. การจัดหฺมฺรับ เริ่มในวันแรม ๑๓ ค่ํา ชาวบานจะเตรียมซ้ืออาหารแหง พืชผักท่ีเก็บไวได
นาน ขาวของเครื่องใชใ นชีวิตประจําวัน และขนมที่เปนสัญลักษณของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมใสหฺมฺ
รบั
การจัดหฺมฺรับ คือ การบรรจุและประดับดวยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่
เตรยี มไว เชน ถาด กาละมงั เขง กระเชอ เปน ตน ชนั้ ลา งสุดบรรจอุ าหารแหง ช้ันสองเปนพืชผักที่เก็บ
ไวน าน ช้ันสามเปนของใชใ นชีวิตประจาํ วัน ขนั้ บนสดุ ประดบั ขนมสญั ลกั ษณเดอื นสบิ ไดแก ขนมพอง
ขนมลา ขนมบา ขนมดซี าํ ขนมแตล ะชนิดมีความหมายดังนี้

ขนมลา เปนเสมอื นเสื้อผาทใี่ หบ รรพบรุ ุษใชน งุ หม
ขนมพอง เปน เสมอื นแพท่ใี หบรรพบรุ ษุ ขามหว งมหรรณพ
ขนมกง เปน เสมือนเคร่อื งประดับ ใชต กแตงรางกาย
ขนมบา เปนเสมอื นเมลด็ สะบา ไวเ ลน ในวนั ตรุษสงกรานต
ขนมดีซาํ เปน เสมอื นเงนิ ตรา ไวใหใชส อย
๒. การยกหฺมฺรับ ในวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ คาํ่ ชาวบานจะยกหมฺ รฺ บั ที่จัดเตรยี มไวไปวัด และนํา
ภัตตาหารไปถวายพระดว ย โดยเลอื กไปวัดทอ่ี ยูใกลบานหรอื วดั ทบ่ี รรพบรุ ุษของตนนยิ มไป
๓. การฉลองหมฺ รฺ ับและบงั สกุ ลุ เมื่อนาํ หมฺรับไปวัดแลว จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทําบุญเล้ียง
พระเสรจ็ แลว จึงมกี ารบังสกุ ุล การทําบุญวันนี้เปนการสงบรรพบุรุษและญาติพ่ีนองใหกลับไปยังเมือง
นรก
๔. การต้ังเปรต เสรจ็ จากการฉลองหมรฺ ับและถวายภตั ตาหารแลว ชาวบานจะนําขนมอีกสวน
หน่งึ ไปวางไวต ามบรเิ วณลานวัด ขา งกาํ แพงวัด โคนไมใ หญ เรยี กวา ตงั้ เปรต เพอื่ แผสว นกศุ ลเปนทาน
แกผลู ว งลับที่ไมมีญาติ หรือญาติไมมารวมทําบุญให การชิงเปรตจะทําตอนต้ังเปรตเสร็จแลว เพราะ
เชอ่ื วาถาหากใครไดก ินของเหลือจากการเซนไหวบรรพบุรุษ จะไดรับกุศลเปนสิริมงคลแกตนเองบาง
วัดนิยมสรางหลาเปรต เพ่ือสะดวกแกการตั้งเปรต บางวัดสรางหลาเปรตไวบนเสาสูงเพียงเสาเดียว
เกลาและชะโลมนํ้ามันเสาจนลื่น เมื่อเวลาชิงเปรตผูชนะคือผูท่ีสามารถปนไปถึงหลาเปรตซึ่งตองใช
ความพยายามอยา งมาก จงึ สนุกสนานและตนื่ เตน

๙๖ http://www.prapayneethai.com/ประเพณีสารทเดอื นสบิ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๘๒

ประเพณีสารทเดอื นสบิ มีสาระสาํ คญั หลายประการ ดังน้ี
๑. เปนการแสดงความกตัญูกตเวทีตอบรรพบุรุษท่ีลวงลับไปแลว ท่ีไดอบรมเลี้ยงดู

ลกู หลาน เพ่ือตอบแทนบุญคณุ ลกู หลานจึงทําบญุ อุทิศสวนกศุ ลไปให
๒. เปนโอกาสไดรวมญาติท่ีอยูหางไกล ไดพบปะทําบุญรวมกันสรางความรักใครสนิท

สนมในหมญู าติ
๓. เปน การทําบญุ ในโอกาสทไี่ ดรบั ผลผลติ ทางการเกษตรที่เริ่มออกผลเพราะเชื่อวาเปน

สิริมงคลแกตนเองและครอบครวั
๔. ฤดูฝนในภาคใตจะเร่ิมขึ้นในปลายเดือนสิบ พระภิกษุสงฆบิณฑบาตยากลําบาก

ชาวบา นจึงจัดเสบยี งอาหารนาํ ไปถวายพระในรูปของหฺมฺรับ ใหทางวัดไดเก็บรักษาเปนเสบียงสําหรับ
พระภิกษุสงฆในฤดูฝน

๓. ประเพณีใหท านไฟ
การใหทานไฟ เปนการทําบุญเพ่ือใหพระภิกษุสงฆเกิดความอบอุนในตอนเชามืดของคืนที่มี
อากาศหนาวเยน็ โดยใชลานวัดเปน ที่กอกองไฟแลว ทําขนมถวายพระ
ประวัติความเปนมาของประเพณีใหท านไฟ กลาวถึงในขุนทกนิกายชาดก เร่ือง ความตระหนี่
ถ่ีเหนยี วของโกลยิ ะเศรษฐี ทอี่ ยากกินขนมเบื้อง แตเ สยี ดายเงนิ ไมยอมซื้อและไมอยากใหลูกเมียไดกิน
ดวย ภรรยาจึงทําขนมเบ้ืองที่บานช้ันเจ็ดใหเศรษฐีไดรับประทานโดยไมใหผูใดเห็น ขณะท่ีสองสามี
ภรรยากาํ ลงั ปรุงขนมเบื้อง พระพทุ ธเจา ประทับอยทู เี่ ชตวนั มหาวิหาร ทรงทราบดวยญาณ จึงโปรดให
พระโมคคัลลานะไปแกนิสัยของโกลิยะเศรษฐี พระโมคคัคลานะตรงไปบนตึกช้ันเจ็ดของคฤหาสน
เศรษฐี เศรษฐีเขา ใจวาจะมาขอขนม จงึ แสดงอาการรังเกียจและออกวาจาขับไล แตพระโมคคัคลานะ
พยายามทรมานเศรษฐอี ยนู านจนยอมละนิสัยตระหนี่ พระโมคคัลลานะไดแสดงธรรมเรื่องประโยชน
ของการให จนโกลิยะเศรษฐีและภรรยาเกิดความเลื่อมใส ไดนิมนตมารับถวายอาหารที่บานตน พระ
โมคคัลลานะแจงใหนําไปถวายพระพุทธเจาและพระสาวก ๕๐๐ รูป ณ เชตวันมหาวิหาร โกลิยะ
เศรษฐีและภรรบาไดนําเขาของเคร่ืองปรุงไปทําขนมเบื้องถวายพระพุทธเจาและพระสาวก แตปรุง
เทาไหรแปง ทเ่ี ตรยี มมาเพียงเล็กนอยก็ไมห มด พระพทุ ธเจา จงึ โปรดเทศนาสง่ั สอน ทงั้ สองคนเกิดความ
ปตอิ ม่ิ เอบิ ในการบริจาคทาน เห็นแจง บรรลุธรรมชนั้ โสดาบัน
การทาํ พธิ มี ีดงั น้ี
๑. การกอ กองไฟ ชาวบา นจะเตรียมไมฟน ถาน หรือเตาไฟ สําหรับกอใหเกิดความรอนและ
ความอบอนุ แกพระสงฆ บางแหง นยิ มใชไมฟนหลายอันมาซอนกันเปนเพิงกอไฟ แลวนิมนตพระสงฆ
มานัง่ ผงิ ไฟ เพ่อื ใหเกิดความอบอุน ท้งั พระสงฆและชาวบา นทีอ่ ยูใกลเ คยี ง
๒. การทาํ ขนมถวายพระ ขนมทเี่ ตรยี มไปปรุงที่วัดในการใหทานไฟเปน ขนมอะไรกไ็ ด แตสวน
ใหญจ ะนิยมขนมทส่ี ามารถปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเรว็ ขนมสว นมากจะปรงุ โดยใชไฟแรงและเปนขนม
พื้นบาน เชน ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมครกขาวเหนียว ขาวเกรียบปากหมอ ขนมโค ขนมพิมพ ขนม
จาก ชนมจูจนุ ขาวเหนียวกวนทอด ในปจจุบันมีขนมและอาหารเพ่มิ ขน้ึ อกี มากมาย เชน น้ําชา กาแฟ

๑๘๓

หม่ีผัด ขาวตม ขาวเหนียวหลาม ขนมปงปง ชาวบานจะปรุงขนมตามท่ีเตรียมเคร่ืองปรุงมา แลวนํา
ขนมทป่ี รุงขึ้นมารอน ๆ ไปถวายพระสงฆ ขณะที่ทําขนมกันไป พระสงฆก็ฉันไปพรอม ๆ กัน จะหยุด
ปรงุ ขนมก็ตอ เม่อื เคร่อื งปรงุ ทเ่ี ตรยี มมาหมด เมอื่ พระสงฆฉันอ่ิมแลว ชาวบา นจึงรวมกันรบั ประทานกนั
อยางสนุกสนาน หลังจากพระสงฆฉันเสร็จแลว ก็สวดใหศีลใหพรแกผ ูท่มี าทําบญุ เปน อันเสร็จพิธี

ประเพณใี หทานไฟมสี าระสาํ คัญทีม่ คี ณุ คา แกต นเองและสงั คม คือ
๑. เปน โอกาสหนึง่ ทีไ่ ดนดั หมายพรอมกันในตอนเชา มดื เพ่ือรวมทําบุญเล้ียงพระ รวมทั้งรวม
รับประทานอาหารกนั เปน การสรางความสามัคคีในหมคู ณะไดดีย่งิ
๒. ทําใหมีสุขภาพพลานามัยดี แข็งแรง เพราะการต่ืนนอนตอนเชาตรู ไดรับอากาศบริสุทธ์ิ
ทําใหมีความสดชน่ื เบกิ บาน
๓. การไดป ฏบิ ัติตามประเพณี ยอมทําใหเกิดความสุขใจ เบิกบานใจในผลบุญท่ีตนไดกระทํา
อีกทง้ั ยังเปน แบบอยางแกล ูกหลานของตนดว ย
จากตัวอยางของประเพณีตาง ๆ ในแตละภาคของไทยแสดงใหเห็นวาพระพุทธศาสนามี
บทบาทในการกําหนดแนวทางของวิถีชีวิตของคนไทยในทั่วทุกภาค ดังน้ันดวยเหตุผลน้ีเองจึงทําให
สังคมไทยไดรับอิทธิพลของภูมิปญญาผานทางประเพณีท่ีมีพระพุทธศาสนาเปนตัวกลางในการ
ประกอบประเพณีพธิ กี รรมตาง ๆ อนั น้เี ปน สง่ิ แรกท่ีแสดงใหเหน็ วาสงั คมไทยเปนสังคมพุทธศาสนา

๖.๓ พระพุทธศาสนากบั ความเช่อื ของสงั คมไทย

ในหัวขอที่ผานมาเราไดทําการศึกษาเกี่ยวกับประเพณีท่ีเกี่ยวของกับพระพุทธศาสนามา
พอสมควรแลว ซ่ึงเรากพ็ บวา ประเพณีเหลาน้ันมาจากคติความเช่ือแตคติความเชื่อนั้นก็ไดรับอิทธิพล
มาจากพระพุทธศาสนาเปนสวนมาก ดังนั้นในหัวขอนี้เราจึงจําเปนที่จะตองศึกษาเกี่ยวกับ
พระพุทธศาสนากับความเช่ือของสังคมไทยวา คติความเช่ือของคนไทยท่ีมีอิทธิพลจาก
พระพทุ ธศาสนาน้ันเปน อยางไรบา ง ซง่ึ จะไดศ ึกษาจากตัวอยางตอไปน้ี

๖.๓.๑ ความเช่อื เรื่องบญุ - กรรม

ความเช่ือเร่ืองบุญ กรรม เปนหลักหรือแกนของพุทธศาสนาท่ีมีอิทธิพลตอโลกทัศนของ
ชาวบานเลยก็วา ได ตามความเขา ใจของตนท่ัวไป บุญ คือผลของการทําดีไดแกการประพฤติหรือการ
ปฏิบัตติ ามฮีตคลอง สวนกรรม คอื ผลของการทาํ ชัว่ หรอื การปฏิบัตินอกฮตี นอกคลองคนเกิดมาก็เพื่อ
ใชบ ุญหรือกรรมน้ันเอง เรือ่ งบญุ กรรมนี้ปรากฏในวรรณกรรมอสี านหลายเร่อื ง เชนกาพยโอซาสอนดัง
ความวา

“กรรมและเวรสอ งเหน็ บได ทาํ บาปไวเ ห็นงายทนั ที

ทาํ บญุ ดีใหท่ีชาติอยู สองอยา งนีอ้ ยูก บั ผทู าํ

๑๘๔

กรรมและเวรอยูก ับผหู ยาบ คอื อาบนํา้ วังขนุ มีตม”๙๗
และวรรณกรรมเรื่องตํานานพญาอินทรโปรดโลกมีเนื้อหาที่กลาวถึงการทํากรรมดีแลวจะ
ไดรับผลดีตอบแทน ดังความวา

“ใหฮ บี พากันกระทําบุญใหทาน ใหพากันเขาวัดฮักษาศีลหาศีลแปดใหพากัน
ไดฟ ง ธรรมเทศนาอบรมบมนิสัยกระทําสมถะวิปสสนากรรมฐาน มีเมตตาภาวนาไป
ทวั่ กนั ทกุ ๆคนเทอญ ใหพากันสรางสมแตคุณงามความดีใหยิ่งๆข้ึนไป อันวา เงินคํา
แกวแหวนเขาเปลือกเขาสาร สมบัติทรัพยสินตางๆก็จะเกิดมาตามเมื่อหลังน้ันแลก็
เพราะดวยบุญสมภารที่เฮาไดสรางสมอบรมคุณความดีสรางบุญกินทานไวนั้นแล
สิ่งของเหลานี้จึงเกิดขึ้นมาสูตนตัวครอบครัวของผูท่ีไดกระทําแตความดีกินทาน
สรางบุญกศุ ลน้นั แลทานเฮย”
เนื่องจากชาวบานท่ัวไปเช่ือวาบุญกรรมจะตอบสนองและติดตามตัวคนไปท้ังในชาติอดีตชาติ
ปจจุบันและชาติหนา ชาวอีสานจึงใชโอกาสในชาติปจจุบันทําบุญสุนทานใหมากท่ีสุดเทาที่จะทําได
เพอื่ ผลบญุ จะไดต อบสนองในชาติหนา จึงเห็นวา ชาวอีสานเปนนกั วางแผนระยะยาวถงึ ชาติหนา
คนที่เชอ่ื ในเรอ่ื งกรรม ยอมไดเปรียบกวาคนท่ีไมเชื่อ คนที่เชื่อเรื่องกรรมยอมสามารถอดทน
รับความทุกขย ากลําบาก ความผิดหวัง ความขมข่ืน และเคราะหรายที่เกิดแกตนได เพราะถือวาเปน
กรรมที่ทํามาแตอดีต ไมตีโพยตีพายวาโลกน้ีไมมีความยุติธรรม ตนไมไดรับความเปนธรรม ทําดีแลว
ไมไ ดด ี คนทเี่ ช่อื ในเรอ่ื งกรรมจะยดึ ม่ันอยูใ นการทําความดีตอไป จะเปน ผสู ามารถใหอภัยแกผูอ่ืน และ
จะเปนผมู ีหิริโอตตปั ปะ
คนท่ีประกอบกรรมทําช่วั ทั้งกาย วาจา และใจ สว นใหญเปน คนไมเช่ือเรื่องกรรม ไมเช่ือเรื่อง
บุญและบาป ไมเชื่อเรื่องตายแลวเกิด คนพวกน้ีเกิดมาจึงมุงแสวงหาทรัพยสมบัติและความสุขสบาย
ใหแ กต ัว โดยไมคํานึงวา ทรัพยส มบัติหรือความสนกุ สนานที่ตนไดมาถูกหรือผิด และทําใหคนอื่นไดรับ
ความเดอื ดรอนหรอื ไม
สัตวท งั้ หลายมกี รรมเปนของตน กรรมน้ันยอมเปนของเราโดยเฉพาะ และเราจะเปนผูรับผล
ของกรรมนน้ั จะโอนใหผ อู นื่ ไมได เชน เราทาํ กรรมช่ัวอยางหน่ึง เราจะตองรับผลของกรรมชั่วน้ัน จะ
ลบลางหรอโอนไปใหผูอื่นไมได แมผูน้ันจะยินดีรับโอนกรรมช่ัวของเราก็ตาม กรรมดีก็เชนเดียวกัน
ผูใดทํากรรมดี กรรมดียอมเปนของผูทําโดยเฉพาะ จะจางหรือวานใหทําแทนกันหาไดไม เชนเราจะ
เอาเงินจางผูอ่ืนใหประกอบกรรมดี แลวขอใหโอนกรรมดีท่ีผูนั้นทํามาใหแกเรายอมไมได หากเรา
ตองการกรรมดีเปนของเรา เราก็ตองประกอบกรรมดีเอง เหมือนกับการรับประทานอาหาร ผูใด
รบั ประทานผูน ั้นก็เปนผูอ ่มิ

๙๗ อภิศักด์ิ โสมอินทร, โลกทัศนอีสาน, (มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม,
๒๕๓๔) หนา ๑๒๓.

๑๘๕

มนุษยเรามีภาวะความเปนไปตาง ๆ กัน เชน ดีหรือช่ัว รวยหรือจน เจริญหรือเส่ือม สุขหรือ
ทกุ ข ก็เนอื่ งจากกรรมของตนเองทัง้ สน้ิ และกรรมใดที่ทําลงไปจะเปนกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ยอม
ใหผลตอบแทนเสมอ และยอมติดตามผูทําเสมือนเงาติดตามตน หรือเหมือนกับลอเกวียนที่หมุนตาม
รอยเทาโคไปฉะนั้น ดวยเหตุน้ีมนุษยจึงมีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย หากเราทํากรรมดีเราก็ไดรับความสุข
ความเจริญ กรรมดีจึงเหมือนกัลยาณมิตรท่ีคอยใหความอุปการะ และสงเสริมใหเราประสบแต
ความสุขและความเจริญ แตถาเราทํากรรมชั่ว กรรมช่ัวก็คอยลางผลาญเราใหประสบแตความทุกข
และความเส่ือม

๖.๓.๒ ความเชื่อทางพระพุทธศาสนาท่ปี รากฏในรปู ของพธิ กี รรม
ความเชื่อเร่ืองบุญ – กรรม ในพระพุทธศาสนาเปนความเชื่อที่อยูในรูปของนามธรรม แต
โดยมากแลว พระพุทธศาสนามกั มคี วามเช่อื ปรากฏออกมาในรูปแบบของพิธีกรรมมากกวาซึ่งพิธีกรรม
ทส่ี ําคญั ๆ ทม่ี าจากพระพทุ ธศาสนามดี ังนี้
๑. ความเชอื่ เก่ยี วกับพญานาคในพิธีอปุ สมบท เราจะเห็นตามโบสถหรือวัดวาอารามตาง ๆ
มักจะมีรูปปนของพญานาคราชอยูตามทางเดินหรือตามสถานที่ตาง ๆ ในวัด เรื่องของพญานาคน้ี
แสดงใหเ ห็นในพธิ อี ปุ สมบททีเ่ รามกั จะเรยี กขานผูจะบวชวา นาค
ตามตํานานเลาวา เม่ือ องคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ตรัสรูธรรมพิเศษแลว ไดเสด็จไป
ตามเมอื งตา งๆ เพอ่ื แสดงธรรมเทศนา มีครัง้ หนงึ่ ไดเสด็จออกจากรมไมอธุปปาลนิโครธ ไปยังรมไมจิก
ชื่อ "มุจลินท" ทรงน่ังเสวยวิมุตติสุข อยู ๗ วัน คราวเดียวกันน้ันมีฝนตกพรําๆ ประกอบไปดวยลม
หนาวตลอด ๗ วัน ไดมีพญานาคช่ือมุจลินท เขามาวงดวยขด ๗ รอบพรอมกับแผพังพานปกพระผูมี
พระภาคเจา เพื่อจะปองกันฝนตกและลมมิใหถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแลว คลายขนดออก
แปลงเพศเปน ชายหนมุ ยืนเฝาที่เบอ้ื งพระพักตร ดว ยความศรัทธาอยา งแรงกลา
ความเช่ือดังกลาวทําใหเปนท่ีมาของการสรางพระพุทธรูปปางนาคปรก แตมักจะสรางแบบ
พระนงั่ บนตวั พญานาค ซ่ึงดูเหมือนวาเอาพญานาคเปนบลั ลังก เพ่ือใหเ กิดความสงางาม และทําใหคิด
วา พญานาค คือผูคุมครองพระศาสดา พญานาค เปนสะพาน (สายรุง) ที่เช่ือมโลกมนุษยกับสวรรค
หรอื อีกชื่อหนึง่ กค็ ือ โลกศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ ความเชือ่ ทว่ี า พญานาค กับ รุง เปนอันเดียวกัน ก็คือสะพานเชื่อม
โลกมนุษยกบั สวรรคน่ันเอง
นาคสะดุง ซง่ึ เปน ประตมิ ากรรมท่ีราวบันไดโบสถนัน้ ไดส รา งขึน้ ตามความเชือ่ ถือ "บันไดนาค"
ก็ดวยความเช่ือดังกลาว แมตอนที่พระพุทธเจาเสด็จลงมาจากดาวดึงส ก็โดยบันไดแกวมณีสีรุง ที่
เทวดาเนรมิตข้ึนและมพี ญานาคจาํ นวน ๒ ตน เอาหลงั หนนุ บันไดไว
ความเชื่อของชาวฮินดู ก็ถือวา นาคเปน สะพานเชื่อมภาวะปกติ กับที่สถิตของเทพ ทางเดินสู
วิษณโุ ลก เชน ปราสาทนครวัด จงึ ทาํ เปน พญานาคราช ทท่ี อดยาวรับมนุษยตวั เล็ก ๆ สูโลกแหงความ
ศักด์สิ ิทธ์ิ หรือบั้งไฟของชาวอีสานท่ีทํากันในงานประเพณีเดือนหก ก็ยังทําเปนลวดลาย และเปนรูป
พญานาค พญานาคนัน้ จะถูกสง ไปบอกแถนบนฟาใหปลอ ยฝนลงมา

๑๘๖

ในสมยั พระพุทธเจา มีพญานาคตนหนึ่งน่งั ฟงธรรมเทศนาของพระพุทธเจาแลวไดเกิดศรัทธา
จึงไดแปลงกายเปนมนุษยขอบวชเปนพระภิกษุ แตอยูมาวันหนึ่งเขานอนในตอนกลางวัน หลังจาก
หลบั แลว มนตไดเส่ือมกลายเปนงใู หญ จนพระภกิ ษรุ ูปอนื่ ไปเหน็ เขา ตอมาพระพุทธเจาทรงทราบจึงให
พระภกิ ษุนาคน้นั สกึ ออกไป เพราะเปนสัตวเดรัจฉาน นาคตนน้ันผดิ หวังมาก จงึ ขอถวายคําวา นาค ไว
ใชเ รยี กผทู ่ีเขามาขอบวชในพระพทุ ธศาสนา เพอ่ื เปนอนสุ รณใ นความศรัทธาของตน

ตอจากนั้นมาพระพทุ ธเจาจงึ ทรงบัญญตั ิไมใหสัตวเดรัจฉาน ไมวาจะเปนนาค ครุฑ หรือสัตว
อน่ื ๆ บวชอกี เปน อนั ขาด และกอนทอ่ี ปุ ช ฌายจะอปุ สมบทใหแกผูขอบวชจะตองถาม อันตรายิกธรรม
หรือขอขัดของท่ีจะทําใหผูนั้นบวชเปนพระภิกษุไมได รวม ๘ ขอเสียกอน ในจํานวน ๘ ขอน้ัน มีขอ
หนึง่ ถามวา "ทา นเปนมนุษยห รือเปลา" และจึงเรียกการบวชนวี้ า "บวชนาค"

นอกจากนน้ั ยงั มคี วามเชื่อเกีย่ วกบั นาคอนื่ ๆ อีก เชน ผูค นทอ่ี าศัยอยูบริเวณลุมแมนํ้าโขงเชื่อ
วา แมน้ําโขงเกดิ จากการแถตวั ของพญานาค ๒ ตน จงึ เกิดเปน แมนํ้าโขงและแมนํ้านาน นอกจากนี้ยัง
รวมถึงบงั้ ไฟพญานาค โดยมตี าํ นานวาในวันออกพรรษาหรอื เปนวันทพ่ี ระพุทธเจาเสด็จจากสวรรคช้ัน
ดาวดึงส พญานาคแหงแมนํ้าโขงตางช่ืนชมยินดี จึงเฮ็ด (จุด) บ้ังไฟถวายการเสด็จกลับของ
พระพทุ ธเจาจนกลายเปน ประเพณีทกุ ป

ดว ยเหตนุ ี้เราจงึ มกั เหน็ คตคิ วามเชอ่ื ของคนไทยเกยี่ วกับ นาค หรอื พญานาค ปรากฏอยูเสมอ
และจึงมีการปนรูปของพญานาคเพ่ือแสดงถึงความเชื่อ และความเชื่อดังกลาวจึงนับไดวาเปนส่ิงท่ี
สําคญั ที่ทาํ ใหส ถาปตยกรรมไทยมรี ปู ปน พญานาคปรากฏอยอู ยา งมากมาย

๒. ความเช่ือเร่ืองพระศรีอาริยกับการจัดงานเทศมหาชาติ มหาชาติหรือมหาเวสสันดร
ชาดกเปนวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาซึ่งเปนท่ีนิยมกันมากในหมูพุทธศาสนิกชนมาต้ังแตกรุง
สโุ ขทยั กรงุ ศรอี ยุธยา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร จะมีการจัดพิธีเทศนมหาชาติขึ้นเปนประจําทุกปท้ังพิธี
หลวงและพธิ รี าษฎร ทงั้ นเ้ี ปน เพราะเนื้อเรื่องมีความสนุกสนาน สอดแทรกการสอนคติธรรมไปในตัว
พุทธศาสนกิ ชนจึงสามารถนาหลักธรรมไปใชในการดําเนินชีวิต โดยเฉพาะแนวคิดหลักในการบําเพ็ญ
ทานบารมขี องพระเวสสนั ดร ที่แสดงพฤติกรรมมนุษยในสังคมไดอยางจัดเจนคตินิยมในการฟงเทศน
หาชาตจิ ึงถูกซึมซบั จนกลายเปน สว นหน่ึงของการดํารงชีวิตของคนไทยในสังคม ดังที่ สมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงกลาวถึงเรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก ไววา“คตินิยม
เรอ่ื งมหาชาตซิ ่ึงมมี าแตส มัยสุโขทยั สบื ตอมาถงึ สมยั อยธุ ยา แตปรากฏ เปนท่ีนยิ มเพิ่มมากข้ึน มีผูแตง
เปนวรรณคดีหลายเรื่องเพ่อื ใชใ น การสวด ทีส่ ําคญั คอื

๑. มหาชาติคาํ หลวง ซ่งึ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถทรงพระกรณุ าโปรดเกลาฯ ใหนักปราชญ
ราชบัณฑิตชว ยกนั เรียบแตงขึน้ เมอื่ พ.ศ.๒๐๒๕

๒. กาพยมหาชาติ รจนาข้ึนในสมัยพระเจาทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๑๖-๒๑๗๑) นอกจากนั้นยังมี
การรจนามหาชาติในทองถ่ินตางๆ แตไมทราบยุดสมัย (เพียงแตสันนิษฐานไดวาอยูในระหวางปลาย
อยุธยาถึงตน รตั นโกสนิ ทร) เชน มหาชาตไิ ทยเหนือ มหาชาติอสี าน มหาชาติใต

พระศรีอาริยเปนความเชื่อทางพทุ ธศาสนา โดยเชอื่ วา เมื่อส้ินพุทธกาล ๕๐๐๐ ปโลกจะมีแต
ความเลวรายที่สะสมกันมาเปนเวลานาน ผูคนระส่ําระสายบานเมืองตกอยูในภาวะมิคสัญญี

๑๘๗

(eschatogism) คร้ันสิ้นสุดยุคมิคสัญญีแลว คนก็จะหันกลับมารักษาคุณธรรมจริยธรรม เม่ือสิ้น
พทุ ธนั ดรก็จะมผี มู บี ุญมาเกิด และตรัสรูเปนศาสดาของศาสนาพุทธนั่นคือ พระศรีอาริยกลาววายุคน้ี
จะเปนยคุ ทม่ี แี ตความอุดมสมบรู ณบ า นเมืองอยเู ยน็ เปนสขุ

ความเชื่อเรอ่ื งพระศรีอาริยมีปรากฏในวรรณกรรมอีสานหลายเรื่อง เชน กาพยปูสอนหลาน
ไดกลา วถึงยคุ พระศรีอาริยว า เมือ่ อายขุ องพระพุทธศาสนาไดหาพันปพระศรีอาริยเมตตรัยจะลงโปรด
โลกคนจะตัง้ มั่นในศีลธรรมกษัตริยจ ะเปนผูท ่มี ีคณุ ธรรมคนไมดจี ะหมดไปดังความวา

“ศาสนา ลว งกายไปหนา
ตราบตอ เทา เขาเขตหา พัน
พระเมตตรยั ลงมาผายโผด
คนปางน้ัน ตงั้ อยูในธรรม
กษตั รา บท าํ ใจบาป
พระผาบแพ มารฮา ยออ นโยน
โสมณา บดีมีนอ ย
คนถอ ยน้นั ยักษฆา กนิ เสยี
ใผเปน เพยี เกิดมาฮว มเจา
บญุ แตเ คา ปางกอ นนํามา
ในโลกา คนเฮาบฮาย”๙๘
ความเชื่อเร่ืองพระศรีอาริยมีอิทธิพลตอความรูสึกนึกคิดความใฝฝน และพฤติกรรมของ
ชาวบานอยางยิง่ เพราะเปนเร่อื งเกย่ี วโยงของบญุ กรรม คนมบี ญุ เทา นั้นจงึ จะไดเห็นยุคพระศรีอาริยดัง
จะเหน็ ความเช่อื เร่ืองพระศรีอาริยในประเพณีเทศนมหาชาติ ท่ีตองฟงเทศนใหจบ ๑๐๐๐ พระคาถา
ใน ๑ วัน เปนตน
๓. ความเชือ่ ในพิธกี รรมปลงศพ พิธีกรรมการจัดงานศพมีรูปแบบพิธีกรรมที่สืบทอดกันมา
เปนระยะเวลาท่ียาวนาน มีทั้งพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและทางศาสนาพราหมณ คือการทําพิธี
ตามไสยศาสตรของพราหมณและพธิ ีสงฆ ของพทุ ธศาสนา แมว าเราจะนับถือศาสนาพุทธแตบางอยาง
ก็เปนเรื่องไสยศาสตร เชนมีการบนบานแบบพราหมณ เพราะวาศาสนาพราหมณ เขามาสูดินแดน
แถบน้ีกอนพุทธศาสนา ชนพืน้ เมืองเหลานัน้ ไดแก ขอม มอญ และละวา ซึง่ ไดนบั ถือศาสนาพราหมณ
และไดปฏิบัติสืบทอดมาจนถึง พ.ศ.๑๔๐๐ ชาวไทยไดอพยพเขามาอยูในดินแดนแถบน้ีจึงไดนับถือ
ศาสนาพราหมณดวย พ.ศ.๑๘๐๐ พระพุทธศาสนาไดเขามาสูอาณาจักรสุโขทัย พอขุนรามคําแหง
มหาราช พระองคทรงทราบวาพระพุทธศาสนาไดขยายจากอินเดียมาสูดินแดนตอนใตของไทย คือ

๙๘ อภิศกั ด์ิ โสมอนิ ทร, โลกทัศนอ สี าน, หนา ๑๒๗.

๑๘๘

อาณาจกั รศรีวิชยั และพระสงฆฝ ายลังกาวงศม าต้ังสํานักท่ีนครศรีธรรมราช จึงสงทตู ไปนิมนตพระสงฆ
ลงั กาวงศข ึน้ ไปยงั สุโขทยั ดังนัน้ คนไทยในสมัยนั้นจึงหันมานับถือพระพุทธศาสนา ถึงแมพิธีกรรม จะ
ไมใชแกนแทของพระพุทธศาสนา แตก็ถือวามีประโยชน พิธีกรรมจึงเปนส่ิงจูงใจคนใหละความช่ัว
แลว ทาํ ความดี ทําจิตใจใหบ รสิ ทุ ธ์ิ และคณุ คา ทางใจ เปนการรกั ษาเอกลกั ษณของชาติ เพราะพิธีกรรม
เปนวัฒนธรรม ทบี่ งบอกถึงความเปนไทย169๙๙

ในงานศพมักมคี ําสอนทางพระพุทธศาสนาปรากฏเปนปรศิ นาไวดังเชนวา
“สค่ี นหาม สามคนแห หนึ่งคนน่ังแคร สองคนพาไป” ซึ่งหมายถงึ
สี่คนหาม ตามตํานาน ทานกลาวย้ํา
คอื ดินนํ้า ลมไฟ ในธาตขุ ันธ
ประกอบเปน ตัวตน แตกตางกัน
ตา งเผา พันธุ เพราะกรรม ที่ทํามา
สามคนแห นน้ั ไซร คอื ไตรลักษณ
ใกลต ัวนัก แตเ หมือนไกล ไมศกึ ษา
อนิจจงั ทุกขัง อนตั ตา
มิอาจพา หลดุ พน วังวนมาร
อีกหนึง่ คน นง่ั แคร นั้นแนนัก
มาหลงรัก วาเปน เรา นา สงสาร
เมือ่ เกิดขึ้น กค็ งอยู ไดไมน าน
ยอ มถึงกาล ดบั ไป แตไ รมา
ยามมอดมวย ชวี า ตองลาจาก
มเี พื่อนยาก สองคน ตามไปหา
คือบญุ บาป เทา น้นั ตดิ ตามมา
บุญรกั ษา บาปชดใช ไปตามกรรม
ปรศิ นา ธรรมนี้ไซร สอนใหค ิด
เพอ่ื เตอื นจติ ตนไว ไมถ ลาํ
มีสติ ระลกึ ได ใสใ จจํา

๙๙ สมทรง ปุญญฤทธ,์ิ “พธิ ีกรรม”, มงคลสาร, ๒๘ (๓๒๑) (ตุลาคม ๒๕๓๔) : ๒๙-๓๑.

๑๘๙

ถึงพระธรรม คําสอน พระศาสดา
จะเหน็ วา พิธกี รรมเก่ียวกับศพนัน้ มปี รศิ นาธรรมทางพระพทุ ธศาสนาปรากฏอยูซึ่งเปนปริศนา
ธรรมสอนใจใหกับเราท้ังหลาย โดยมกั จะเก่ียวพันกับเร่อื งของบญุ กรรม ตามหลกั ทางพระพุทธศาสนา
ท่ีไดกลา วไวใ นตอนตน
ดังนั้นในพิธีกรรมตาง ๆ ของคนไทยจึงมักแฝงไปดวยหลักธรรมขอคิดทางพระพุทธศาสนา
จากตัวอยางของพิธีกรรมที่ยกมาขางตนก็แสดงใหเห็นถึงบทบาทอันสําคัญของพิธีกรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาทีก่ อ ใหเกิดภมู ิปญญาดานตา ง ๆ

๖.๔ พระพทุ ธศาสนากับการดาํ รงชีวติ ของคนไทย

พระพทุ ธศาสนากบั คนไทยมคี วามสัมพันธกันอยางแนนแฟนมาเปนระยะเวลากวาพันปและ
ไดย อมรับนบั ถอื เปนศาสนาประจาํ ชาติไทย ดังนั้นคําสอนทางพระพุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลตอวิถีชีวิต
ของคนไทยตั้งแตเ กิดจน ตาย เหน็ ไดจากความเปนผมู ีจิตใจเอ้อื เฟอเผ่ือแผ ความมีเมตตาปรานี ความ
รักสามัคคี รักสันติ ไมชอบความรุนแรง มีความประนีประนอมกับเพื่อนรวมชาติไมวาเขาจะนับถือ
ศาสนาอะไร สิ่งตางๆท่ีแสดงออกมาเหลานี้ลวนแลวแตเปนเพราะอิทธิพลของหลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาท้งั ส้นิ แมพ ระสงฆก็ถอื วา มีบทบาทตอ วถิ ชี วี ติ ของคนไทย

๖.๔.๑ ความเชือ่ กบั การดํารงชีวิตของคนไทย
ความเชอื่ เปน ธรรมชาตทิ ีเ่ กดิ ขนึ้ กับมนษุ ย และถอื วาเปน วฒั นธรรมของมนุษยอยางหนึ่ง การ
ดํารงชีวิตของมนุษยในสมัยโบราณท่ีมีความเจริญทางดานวิชาการนอย ความเชื่อจึงเกิดจากการ
เกิดขึ้น และการเปล่ียนแปลงของธรรมชาติท่ีมนุษยเช่ือวาเปนการบันดาลใหเกิดขึ้นจากอํานาจของ
เทวดา พระเจา หรือภูตผีปศาจ ดังน้ันเม่ือเกิดปรากฏการณตางๆ ข้ึน เชน ฝนตก ฟารอง ฟาผา
แผนดินไหว ภูเขาไฟระเบิด อุทกภัยและวาตภัยตางๆขึ้นลวนเปนส่ิงที่มีอิทธิพลตอชีวิตหรือความ
เปนอยขู องมนุษย
๖.๔.๒ ความเกยี่ วขอ งระหวางความเช่ือการดาํ รงชวี ิตและพระพทุ ธศาสนา
ความเชื่อ การดํารงชีวิต และพระพุทธศาสนามีความเกี่ยวของกันคือ สําหรับคนไทยแลว
ศาสนาเปน สถาบนั สาํ คัญของสังคมไทยโดยยอมรับศาสนาพุทธเปนศาสนาสําคัญประจําชาติและเปด
โอกาสใหบ คุ คลนบั ถือศาสนาตา งๆไดโดยอิสระยอมใหศ าสนาสาํ คัญท้ังปวงต้ังอยูในประเทศไทยไดเชน
ศาสนาครสิ ต อสิ ลาม พราหมณ อนิ ดู เปน ตน แตศ าสนาพุทธเปน จดุ รวมจิตใจของคนไทยสวนใหญ จึง
ไดย ดึ หลักธรรมมาเปน พ้ืนฐานของชีวิตเพื่อท่ีจะนําไปสูความมั่นคงของประเทศดวย นอกจากศาสนา
พุทธแลว ยังนําส่ิงท่ีมีคุณคาของศาสนาอ่ืนมาผสมผสานกับหลักของศาสนาพุทธดวย เชน พิธีกรรม
ของพราหมณในการตั้งศาลพระภมู ิ การข้ึนบานใหม การเขารวมทํากิจกรรมกับศาสนาอื่น โดยไมถือ
วาเปนการเส่อื มเสียหรือเปนบาป ยอมรับการแตงงานกับคนตางศาสนาไดไมเปนอุปสรรคตอการอยู
รวมกันของครอบครัวและยังใหการคุมครองปองกันศาสนาและลัทธิความเชื่อทั้งหลายท่ีไมขัดตอ
ศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน

๑๙๐

๖.๕ ความสาํ คัญของพระพทุ ธศาสนาตอวิถีชวี ติ ของสงั คมไทย

ความสาํ คัญของพระพทุ ธศาสนาตอสังคมไทย มีดงั นี้
๑. พระพุทธศาสนาเปนศาสนาท่ชี าวไทยสวนใหญนับถือ ประชากรสวนใหญของประเทศ
รอ ยละ ๙๕ นับถือพระพุทธศาสนาที่สบื ตอมาจากบรรพบรุ ุษ นบั ต้งั แตไทยมีประวัติศาสตรชัดเจนชาว
ไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาอยูแลว หลักฐานโบราณ ไดแก โบราณสถานท่ีเปนศาสนสถาน
โบราณวัตถุ เชน พระธรรมจักร ใบเสมา พระพุทธรปู ศลิ าจารึก เปนตน แสดงวาผูคนในดินแดนไทย
รับนับถือพระพุทธศาสนา (ทั้งนิกายเถรวาทและมหายาน) มาตั้งแตพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กลาวไดวา
พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาตไิ ทยมาชา นานแลว
๒. พระพุทธศาสนาเปนรากฐานสําคัญของวัฒนธรรมไทย เนื่องจากชาวไทยนับถือ
พระพุทธศาสนามาชานาน จนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไดหลอหลอมซึมซับลงในวิถีไทย
กลายเปนรากฐานวิถีชีวิตของคนไทยในทุกดาน ทั้งดานวิถีชีวิตความเปนอยู ภาษา ขนบธรรมเนียม
ประเพณีและศีลธรรม ดงั น้ี

๑) วิถชี ีวิตของคนไทย คนไทยมวี ถิ กี ารดําเนินชีวิตท่ีเปนเอกลักษณ ไดแก การแสดง
ความเคารพ การมีนํ้าใจเอื้อเฟอเผื่อแผ ความกตัญูกตเวที การไมอาฆาตหรือมุงรายตอผูอ่ืน ความ
อดทนและการเปนผูมีอารมณแจมใส รื่นเริง เปนตน ลวนเปนอิทธิพลจากหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาทั้งส้ิน ซึ่งไดหลอหลอมใหคนไทยมีลักษณะเฉพาะตัว เปนเอกลักษณของคนไทยที่
นานาชาตยิ กยองชืน่ ชม

๒) ภาษาและวรรณกรรมไทย ภาษาทางพระพุทธศาสนา เชน ภาษาบาลีมีอยูใน
ภาษาไทยจาํ นวนมาก วรรณกรรมไทยหลายเร่ืองมีท่ีมาจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เชน ไตร
ภูมิกถา ในสมัยสุโขทัย กาพยมหาชาติ นันโทปนันทสูตรคําหลวง พระมาลัยคําหลวง ปุณโณวาทคํา
ฉันท ในสมัยอยธุ ยา เปน ตน

๓) ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ประเพณีไทยที่มาจากความเล่ือมใสศรัทธาใน
พระพุทธศาสนามีอยูมากมาย เชน การอุปสมบท ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีแหเทียนพรรษา
ประเพณีชักพระ เปนตน กลาวไดวาขนบธรรมเนียมประเพณีที่เก่ียวของกับพระพุทธศาสนามีความ
ผูกพันกบั คนไทยต้ังแตเกิดจนตาย

๔) ศิลปกรรมไทย พระพุทธศาสนาเปนบอเกิดของศิลปะแขนงตางๆ วัดเปนแหลง
รวมศลิ ปกรรมไทย ทางดานสถาปตยกรรม เชน รูปแบบการเสรางเจดีย พระปรางค วิหาร ที่งดงาม
มาก เชน วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม (วัดพระแกว) กรุงเทพมหานคร ประติมากรรม ไดแ ก งานปนและ
หลอพระพุทธรูป เชน พระพุทธลีลาในสมัยสุโขทัย พระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัด
พิษณุโลก จิตรกรรม ไดแก ภาพวาดฝาผนังและเพดานวัดตางๆ เชน จิตรกรรมฝาผนัง วัดเบญจม
บพติ ร กรุงเทพมหานคร

๓. พระพุทธศาสนาเปนศูนยรวมจิตใจของสังคมไทย พระสงฆเปนผูนําทางจิตใจของ
ประชาชน เปนศูนยกลางของความเคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน เพื่อใหคนไทยประพฤติปฏิบัติ


Click to View FlipBook Version