๑๔๑
มากมายทง้ั ปญ หาดา นศลี ธรรม ปญหาการศึกษา และปญหาสงั คม ภาษาไทยกําลงั ออ นแอลงจนถึงข้ัน
ระดับเปน ปญหา จําเปน ตอ งไดรบั การแกไ ข เพือ่ ดาํ รงความเปนเอกลักษณข องชาติไทยไว
๕.๗.๑ ลักษณะของภูมปิ ญ ญาทางภาษาไทย
๑. เชาวป ญญาไหวพริบในการสรางคาํ เม่ือไทยเราเริ่มคิดคนอักษรไทยขึ้น เราไดสรางคําข้ึน
ใชโดยเลียนแบบธรรมชาติบาง ขอยืมคําจากภาษาอ่ืนมาใชบาง คิดคําข้ึนมาเองเพ่ือใชเรียกช่ือให
ตรงกันบางไหม คําที่คิดข้ึนในสมัยแรกๆ เปนคําเดียวโดด เชน โค ฝน วิว หมอน พรา คาบ ฝุน กิน
ขาว ดู งาม ฯลฯ ตอ มาเราเหน็ วา คาที่คิดขน้ึ ไมพ อใชจึง ไดสรา งคําขน้ึ มาใหมโ ดยวธิ ีการตา งๆ เชน
นําคําไทยมาเรยี งตอ กันเปนคําประสม เชน นาใจ ชาวสวน นักเรียน
นําคําที่มีความหมายใกลเคียงกันมาซอนกันเปนคาซอนเพ่ือความหมาย เชน รักใคร
บานเรอื น ดแู ล
นําคาํ ที่มเี สยี งใกลเคียงกนั มาซอ นกนั เปน คําซอนเพอื่ เสยี ง เชน งุนงง โยเย จวนเจียน เกะกะ
ฯลฯ
นาํ คําเดียวกนั มาใชสองครง้ั กลายเปนคาํ ซ้ํา เชน แดงๆ เขียวๆ เหลอื งๆ
๒. ความรํ่ารวยและความหลากหลายในการใชถอยคํา คนไทยยังเกิดแนวคิดใหมนําคําที่คิด
ขน้ึ มากมายนั้นมาจับกลุมใหม สาหรับคําที่ออกเสียงเหมือนกันแตเขียนตางกัน ก็เรียกช่ือวา คําพอง
เสียง เชน กาน การ กาล กาฬ การณ กานท สัน สรร สรรค สรรพ สันท สัน (ทุกคาท่ียกตัวอยางมา
จะมคี วามหมายท้งั นั้น)
สวนคําท่ีเขียนเหมือนกันแตอานตางกัน เราเรียกชื่อวา คําพองรูป เชน อานวา ครุ (ค ควบ
กลา กบั ร)หรอื คะ-รุ กรี อา นวา กรี (ก ควบกลากบั ร)หรือ กะ-รี
คําอกี กลุมหนง่ึ มคี วามหมายเหมอื นกันแตเขยี นตางกัน เราเรียกวา คาํ พอ งความหมาย เชน
คําท่แี ปลวา งาม ไดแก โศภา โศภนิ โสภา โสภี ตรู ประไต สุนทร เฉดิ ฉัน ไฉไล ประอร เพริศ
เพาพะงา เพรา อะเคอื้ จรญู ลออ
คําท่ีแปลวา พระอาทิตย ไดแก สุริยะ สุริยา สุริยัน สุริยน สุริโย อาภากร ทินกร ทิพากร
ทิวากร ภาษุ ภาส กร รพี ราไพ รวิ รวี รงั สิมา สหสั รงั สี
๓. ภาษาวรรณยุกต ภาษาไทยเปนภาษาวรรณยกุ ต ภาษาวรรณยกุ ตเปนภาษาที่มีการไลเสียง
ของคํา ในภาษาไทยมีการไลเสียงวรรณยุกต หรือการผันวรรณยุกต ได ๕ เสียง ไดแก เสียงสามัญ
เสียงเอก เสยี งโท เสียงตรี และเสียงจตั วา การที่ภาษาไทยผันไลเสียงไดนี้ ทําใหมีคําใชมากข้ึน การไล
เสียงสงู ตาํ่ ทําใหค วามหมายของคําเปลี่ยนไปดวย เชน มา มา หมา มีความหมายแตกตางกัน ถา
ออกเสียง คําวา มา เปน หมา ความหมายก็จะเปล่ยี นไปดว ย
นอกจากนีย้ งั ทาํ ใหคําในภาษาไทยมีความไพเราะ เพราะระดับเสียงสูง ๆ ต่ํา ๆ ของคําทําให
เกดิ เปน เสยี งอยางเสยี งของดนตรี โดยทเ่ี สยี งวรรณยกุ ตมกี ารแปรเปล่ียนความถ่ีของเสียง ไดแก เสียง
วรรณยุกตสามัญมีระดับเสียงกลาง ๆ และจะคงอยูระดับน้ันจนกระท่ังปลาย ๆ พยางค เสียง
๑๔๒
วรรณยุกตเอกจะมีตนเสียงกลาง ๆ แลวจะลดตํ่าลงมาอยางรวดเร็วแลวคงอยูในระดับนี้จนปลาย
พยางค เสยี งวรรณยุกตโ ทมีตน เสยี งระดบั เสยี งสงู แลวลดระดับเสยี งลงตา่ํ อยา งรวดเร็ว ท่ีปลายพยางค
หรอื อาจจะเปล่ยี นสูงขึ้นจากระดับตนพยางคนดิ หนอย กอนจะลดระดับเสยี งลงอยา งรวดเรว็ ก็ได เสียง
วรรณยุกตตรีมีลักษณะเดนท่ีมีระดับเสียงสูงโดยจะคอย ๆ สูงขึ้นทีละนอยจากตนพยางคจนส้ินสุด
พยางค และเสียงวรรณยุกตจัตวามีตนเสียงระดับเสียงต่ําแลวลดลงเล็กนอยกอนจะ เปลี่ยนเสียงขึ้น
อยางรวดเรว็ ทีป่ ลายพยางค
๔. การเรยี งคําแบบ ประธาน กรยิ า กรรม ภาษาไทยเรียงคําแบบประธาน กริยา กรรม เมื่อ
นาํ คาํ มาเรียงกันเปน ประโยค
ประโยคท่วั ๆ ไปในภาษาจะมีลกั ษณะสามัญ จะมกี ารเรียงลาํ ดบั ดังนี้ นาม กริยา นาม นาม
ท่ีอยหู นา กริยา เปน ผูท าํ กรยิ า มักอยูตนประโยค ทําหนาท่ีเปนประธาน สวนคํานามที่บอกผูรับกริยา
มักอยูหลังคํากริยานั้นทําหนาที่เปนกรรม ดวยเหตุน้ีประโยคสามัญในภาษาไทยจึงมักเรียงคําแบบ
ประธาน กริยา กรรม ดว ยเหตุนีป้ ระโยคสามญั ในภาษาไทยจึงมักเรียงคาํ แบบ ประธาน กริยา กรรม
นกั ภาษาศาสตรจ งึ จัดใหภ าษาไทยอยใู นประเภทภาษาทเี่ รียงคําแบบ ประธาน กรยิ า กรรม
๕. การไมเปล่ียนแปลงรูปคํา คําในภาษาไทยไมมีการเปล่ียนแปลงรูปคําเม่ือนําไปใชใน
ประโยค เพ่ือแสดงความสัมพันธกับคําอ่ืนในประโยค และไมตองเปล่ียนรูปคํา เพื่อแสดงเพศ พจน
หรือกาล ในเมื่อคําไทยไมมีการเปลี่ยนแปลงรูปคําเพื่อบอกเพศ พจน หรือกาล และบอก
ความสมั พันธก บั คาํ อืน่ ในประโยค เราสามารถทราบความหมายของคําและความสัมพันธกับคําอื่นได
จากบริบท
บริบท หมายถึง ถอยคําท่ีปรากฏรวมกับคําท่ีเรากําลังพิจารณา หรือสถานการณแวดลอมใน
ขณะท่กี ลาว หรือเขียนคาํ ๆ น้นั
วิธกี ารพจิ ารณาความหมายของคําจากบริบท
๑.พจิ ารณาจากคาํ ทปี่ รากฏรวมกนั เชน นอ งสาวถามพ่วี า เพ่อื นพค่ี นสงู ๆ สวมแวนตาคลอด
หรอื ยงั (พ่ียอมเขาใจไดว าเพอ่ื นพ่ีทน่ี อ งถามถงึ เปน เพื่อนผหู ญงิ เพราะคํากริยา คลอดใชแกประธานท่ี
เปน เพศหญงิ เทานัน้ )
๒.พิจารณาจากหนาที่ของคํา เชน เด็กดีเรียนดี (ดี คําแรกขยายคํานาม เด็ก ดี คําท่ีสอง
ขยายกริยา เรียน เพราะคําขยายจะอยูขา งหลงั คาํ หลกั หรอื คําทถี่ ูกขยาย)
๓.พิจารณาความหมายของคาํ จากคาํ ทีป่ รากฏรวมกัน เชน ขัด มีความหมายวา ติด ขวางไว
ไมใหหลุดออก เหน็บ ไมทําตาม ฝาฝน ขืนไว ถูใหเกล้ียง ถูใหองใส ไมใครจะมี ฝดเคือง ไม
คลอง ไมปกติ เม่ือ ขัด ปรากฏในประโยค เราก็จะทราบความหมายไดวา ขัด ในประโยค น้ัน ๆ
หมายความวาอยา งไรโดยพจิ ารณาความหมายของคําจากคําท่ปี รากฏรว มกนั
ดงั น้ี เขาชอบขดั คาํ สง่ั เจานาย (ขดั หมายถึง ฝา ฝน )
เธอชว ยเอารองเทา คดู ําไปขัดใหห นอย (ขดั หมายถึง ถูใหเ กลีย้ ง ถูใหผ อ งใส)
๑๔๓
วันน้ีไมร ูเ ปน อยางไรจะทาํ อะไรกข็ ัดไปหมด (ขัด หมายถึง ไมคลอง)
ทเี่ ราทราบความหมายของคําวา ขัด ไดก็เพราะคําอ่ืน ๆ ที่ปรากฏรวมกับคําวา ขัด ใน
ประโยค หรอื อกี นยั หนึง่ บริบทของคาํ วา ขดั นั่นเอง
๔.พิจารณาจากเจตนาของผูพูด เชน สามีกลาวใหภรรยาฟงวาเลขานุการของเขามี
ความสามารถในการทาํ งานเปน อยางยิ่ง ภรรยาก็กลา ววา แหม เกงจริงนะ
สามตี อ งอาศยั บริบท คอื สังเกตสีหนา ทา ทางของภรรยาวา คําวา เกง ของภรรยาหมายความ
วา อยา งไร ภรรยาชมเลขานกุ ารดว ยความจรงิ ใจ หรอื พดู ประชดประชัน
เด็กคนหนึง่ พดู วา คณุ แม ผฟู ง รวู า คุณแม หมายความวาอยางไร แตจะไมเขาใจเลยวา ผูพูด
พูดคํานั้นเพ่ืออะไรนอกจากจะพิจารณาจากบริบท ผูพูดอาจพูดวา คุณแม เพ่ือเตือนใหนอง ๆ รูวา
มารดากําลังเดินมา หรือเพ่ือเรียกมารดาของตน หรือเพื่อตอบคําถามของครูวา ใครมาสงท่ีโรงเรียน
หรืออ่นื ๆ ไดอ ีกมาก
หัวหนาสั่งลูกนองวา ชวยหยิบแฟมมาใหผมหนอยครับ เมื่อลูกนองถือแฟมเขามา หัวหนา
เห็นเขา ก็รองบอกวา เอาอีกแฟมหนึ่งครับ เมื่อลูกนองกลับออกไปถือแฟมเขามา ๒ แฟม หัวหนา
เหน็ แตไ กล ดุวา ผมใหเอาอกี แฟม หนง่ึ
จะเหน็ วา คําส่งั ของหัวหนามคี วามกํากวม อาจหมายความอยา งท่ีหัวหนาตองการ หรืออยาง
ท่ลี กู นอ งเขา ใจกไ็ ด แตถ าหวั หนากลาวใหม บี รบิ ทวา เอาอกี แฟมหนง่ึ ไมใ ชแ ฟมน้ี คาํ พูดก็จะไมก าํ กวม
๖. การลงเสียงหนัก-เบาของคํา ภาษาไทยมีการลงเสียงหนัก-เบาของคํา การลงเสียงหนัก
เบาของคาํ ในภาษาไทย จะมกี ารลงเสียงหนัก-เบาของคําในระดบั คําซึ่งมีมากกวาสองพยางค และการ
ลงเสยี งหนกั -เบาของคาํ ในระดับประโยค โดยพิจารณาในแงของไวยากรณ และเจตนาของการสื่อสาร
เมือ่ พจิ ารณาในแงของไวยากรณก ารออกเสียงคําภาษาไทยมิไดออกเสยี งเสมอกันทุก พยางค กลาวคือ
ถา คาํ พยางคเ ดียวอยใู นประโยค คําบางคํากอ็ าจไมออกเสยี งหนกั และถา ถอยคํามีหลายพยางค แตละ
พยางคก็อาจออกเสียงหนักเบาไมเทากัน นอกจากนี้หนาที่และความหมายของคําในประโยคก็ทําให
ออกเสียงคําหนักเบาไมเ ทา กนั
การลงเสยี งหนกั เบาของคํา
การลงเสียงหนกั -เบาของคาํ สองพยางคขึ้น มีดงั นี้
๑.ถาเปนคําสองพยางค จะลงเสียงหนักท่ีพยางคท่ีสอง เชน คนเราตองมีมานะ (นะ เสียง
หนักกวา มา)
๒.ถาเปนคําสามพยางค ลงเสียงหนักท่ีพยางคท่ีสาม และพยางคที่หนึ่ง หรือ พยางคท่ีสอง
ดวยถา พยางคท ีห่ น่งึ และพยางคที่สองมี สระยาวหรือมเี สียงพยญั ชนะทา ย เชน ปจจุบันเขาเลิกกิจการ
ไปแลว (ลงเสียงหนกั ท่ี ปจ,บนั ,กจิ ,การ)
๑๔๔
๓. ถาเปน คําส่ีพยางคขึ้นไป ลงเสียงหนักท่ีพยางคสุดทาย สวนพยางคอ่ืน ๆ ก็ลงเสียงหนัก-
เบาตามลักษณะสวนประกอบของพยางคที่มีสระยาวหรือมีเสียงพยัญชนะทาย เชน ทรัพยากร (ลง
เสียงหนักที่ ทรัพ, ยา, ก
๕.๗.๒ วรรณกรรมไทย
วรรณกรรมมิใชเปนแตเพียงส่ืออยางเดียว หากสิ่งท่ีแฝงลึกลงไปในชองไฟระหวางตัวอักษร
ยังสะทอ นใหเ ห็นถึงความต้ืนลกึ หนาบางทางภูมิปญญาของผูเขียน และลึกลงไปในภูมิปญญาน้ันก็คือ
ความจริงใจท่ีผเู ขยี นสะทอนตอ ตัวเองและตอ ผูอา น130๖๐ วรรณกรรมเปนสวนหนึ่งของชีวิตมนุษย ชาติที่
เจรญิ แลว ทกุ ชาติจะตองมีวรรณกรรมเปนของตัวเอง และวรรณกรรมจะมีมากหรือนอย ดีหรือเลว ก็
แลว แตความเจรญิ งอกงามแหงจติ ใจของชนในชาตินัน้ ๆ วรรณกรรมเปนเคร่อื งชีใ้ หรวู า ชาติใดมีความ
เจรญิ ทางวัฒนธรรมสูงแคไหนและยุคใดมีความเจริญสูงสุด ยุคใดมีความเส่ือมทรามลง เพราะฉะน้ัน
วรรณกรรมแตละชาติ จึงเปน เคร่อื งชวี้ ัดไดวา ยุคใดจติ ใจของประชาชนในชาติ มีความเจริญหรือเส่ือม
อยา งไร
วรรณกรรมแบง เปน ๒ ประเภท คือ
วรรณกรรมสารคดี หมายถึง หนงั สือที่แตง ข้ึนเพื่อมุง ความรู ความคิด ประสบการณแกผูอาน
ซงึ่ อาจใชรูปแบบรอยแกว หรือรอ ยกรองกไ็ ด เชน หนังสือวิชาการ ตําราเรียน ตําราอาหาร บทความ
ฯลฯ
วรรณกรรมบันเทิงคดี หมายถึง วรรณกรรมท่ีแตงขึ้นเพ่ือมุงใหความเพลิดเพลิน สนุกสนาน
บันเทิงแกผูอาน จึงมักเปนเร่ืองที่มีเหตุการณและตัวละคร เชน เร่ืองสั้น นวนิยาย นิทาน บทเพลง
ตา งๆ ฯลฯ
วรรณกรรมไทยปจจบุ นั มีลกั ษณะเดน ๔ ประการ
๑.รปู แบบ วรรณกรรมไทยปจ จุบันมรี ปู แบบการแตงท่ขี ยายตัวมากขน้ึ
๑.)รอยกรอง ปจจุบันมุงเนนการนําเสนอ ขอคิดเห็นหรือความคิด มากกวาเสนอ
ความไพเราะงดงามตามหลกั วรรณศิลปของรอ ยกรองสมัยกอน จึงมีลักษณะที่สั้น ไมเครงครัดในดาน
ฉนั ทลักษณและไมสนใจธรรมเนียมนยิ มในการแตง นิยมใชถอ ยคํางา ยๆ ภาษาพดู ท่ีมีความแจมชัด สื่อ
ความคดิ ที่กรา วแข็งและรุนแรง เน้ือหาสะทอ นสภาพสังคม
๒.) เรื่องสั้น รูปแบบการเขียนบันเทิงคดีแบบใหมที่ไดรับความนิยมจากผูอานอยาง
กวางขวางมีลักษณะเปนรอยแกวเรื่องสมมติที่มีขนาดสั้น เหตุการณและสถานที่ในเร่ืองมีลักษณะ
๖๐ พิทยา วองกลุ , พลานุภาพ แหงวรรณกรรม, (กรงุ เทพมหานกร : สํานักพิมพดอกหญา, ๒๕๔๐), หนา
๑.
๑๔๕
สมจริงมากท่ีสุด ซึ่งแบงไดหลายแนว เชน แนวสัญลักษณ(Symbolism) แนวธรรมชาตินิยม
(Maturalism) แนวอัตถิภาวะนิยม(Existentialism)
๓.) นวนยิ าย เปน รปู แบบการเขยี นบนั เทงิ คดแี บบใหมแตม ีขาดยาวกวา เพราะผูแตง
สามารถกําหนดตัวบุคคล เหตุการณและสถานที่ในเร่ืองโดยไมจํากัด ซ่ึงแนวการเขียนแบงเปนหลาย
แบบเชน แนวพาฝน แนวชีวิตครอบครัว แนวจิตวิทยา แนวลูกทุง แนวราชสํานัก และแนว
การเมอื ง
หากแบงตามแนวปรัชญาตะวันตก แนวโรแมนติก(Romanticism) แนวสัจนิยม(Realism)
แนวสัจนิยมใหม( Neo-Realism) แนวธรรมชาตินยิ ม(Naturalism)
๔.) บทละครพูด บทละครท่ีไดรับอิทธิพลจากตะวันตกในสมัย ร.๕ บทละคร
สมัยใหมมีท้ังเปนบทละครแปล บทละครแปลง และบทละครที่คนไทยคิดแตงขึ้นมาเอง บทละคร
ปจจุบนั จึงมิไดมงุ เขยี นเพ่อื นําไปใชแสดงจรงิ ๆ หากแตมุงเขยี นขนึ้ เพื่อใหบ ทละครเปนเคร่ืองมือในการ
ส่อื สารความคดิ ของผูแตงไปยงั ผอู าน
๕.) เปนการเขียนรอ ยแกวที่มุงเนนขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นเปนอันดับแรก เนน
ความ เพลดิ เพลนิ เปนรอง สารคดีแยกประเภทไดห ลายแบบ เชน
-แบง ตามขนาดของสารคดี ไดแก บทความ บทบรรณาธิการ และสารคดีขนาดยาว
-แบงตามลกั ษณะเนอื้ หาออกเปน ๒ ประเภท คอื สารคดีเชิงวิทยาศาสตรแขนงตางๆ
เชน จิตวิทยา วิทยาศาสตร และสารคดีประเภทประวัติศาสตร กับสารคดีเชิงบันทึกประสบการณ
เชน สารคดีทอ งเที่ยว สารคดีชีวประวตั ิ
-แบงตามลักษณะการเขียน เชน บทความ เรียงความ และสารคดีประเภทเรื่องเลา
จากประสบการณ
๒. แนวคดิ หรือปรัชญาของเรอื่ ง
วรรณกรรมไทยปจจุบันนิยมนําเสนอแนวคิดตามแนวปรัชญาของวรรณกรรมตะวันตก
โดยเฉพาะวรรณกรรมประเภทนวนิยาย เร่ืองสั้น บทละครพูดเปน ตน
๓. เนอื้ หา
เนอื้ หาวรรณกรรมไทยปจจุบันจะเปนเร่ืองราวของสามัญชน ซึ่งมีสภาพชีวิตความเปนอยูใน
สังคมเสมือนจริง โดยมีฉากในทองเรื่องเปนภาพจําลองของสังคมปจจุบัน ไมนิยมกลาวถึงเรื่องนรก
สวรรค แตหันมากลาวถึงเรื่องราวตางๆที่เปนเร่ืองใกลตัวผูอานแทน เชนเรื่องการเมือง กฎหมาย
เศรษฐกจิ การธนาคาร เปนตน
๔. กลวธิ ีในการแตง
ปจจุบันวรรณกรรมไทยมีกลวิธีการแตงท่ีชวนใหนาติดตามอยางมากมาย เชนการเปดเรื่อง
อาจเร่มิ จากการ ยกตวั อยา งสภุ าษิตคําคม มีการดําเนินเรื่องท่ีนาสนใจ การใหตัวละครตางๆผลัดกัน
เลาเร่ือง การใชสัญลักษณตางๆเสนอแนวคิด และการปดเร่ืองที่ใชวิธีการปดใหผูอานเกิดความ
๑๔๖
ประทับใจ การปดแบบหักมุมหรือพลิกความคาดหมาย โดยกลวิธีตางเหลานี้ ไทยเราไดรับอิทธิจาก
กลวธิ ีการแตง ของตะวนั ตกมาท้ังน้นั 131๖๑
วรรณกรรมไทยปจจบุ นั ถอื กําเนิดขน้ึ ในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
ลักษณะของวรรณกรรมไทยในชวงนี้ไดเ ปลย่ี นแปลงไปจากวรรณคดีไทยเดิมอยางเห็นไดชัดเจนทั้งใน
ดา นรูปแบบ แนวคิด เน้ือหาและกลวิธีการแตง เน่ืองจากไดรับอิทธิพลจากวรรณกรรมของตะวันตก
ดงั กลา วแลว ววิ ฒั นาการวรรณกรรมแบงเปน ๗ ยคุ สมยั ดงั น้ี
๑. ยคุ เรม่ิ แรก-ท่ีมาของวรรณกรรมแปลและแปลง(พ.ศ. ๒๔๔๓ – ๒๔๖๙)
ชวงน้เี ปน ชว งปลายรัชกาลท่ี ๕ ตอเน่ืองกับรัชกาลที่ ๖ และชวงน้ีเองที่วงการการเขียนของ
ไทยไดเ ปลีย่ นแปลงสูวรรณกรรมไทยปจจุบันของไทย โดยเปลี่ยนจากการเขียนแนวรอยกรองมาเปน
รอยแกว ตามแนวอิทธพิ ลตะวนั ตก วรรณกรรมในยุคนเ้ี ปน วรรณกรรมแปลแลแปลงเปน สวนใหญ และ
เกิดนักเขียนแนวใหมขึ้นมา นั้นคือ แมวัน เขียวหวาน กาญจนาคพันธ หลวงสารานุประพันธ
นอกจากนัน้ ชว งน้ยี งั เปนยคุ เริ่มของแนวการเขยี นนวนิยาย และเรือ่ งส้ันอกี ดว ย
๒. ยคุ รงุ อรุณ – ทีม่ าของวรรณกรรมไทยแนวจนิ ตนิยม (พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๕)
ในรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ซึง่ บานเมอื งเราไดร ับผลกระทบทางดาน
เศรษฐกจิ นกั ขา ว นักหนงั พมิ พ จงึ นําเสนอการแกป ญ หาโดยการเกบ็ ภาษี และชวงน้ีเองที่หนังสือพิมพ
มบี ทบาทในการใหก ารศึกษาและแนะแนวดานการปกครอง ดวยการนําเสนอบทความวิพากษวิจารณ
สภาพบานเมืองและแนะนําระบอบการปกครองแบบใหม คือการปกครองแบบประชาธิปไตย
ขณะเดยี วกันเปนชวงทีค่ ณะราษฎรเรม่ิ ขบวนการดว ย
วรรณกรรมในยคุ นจี้ งึ เรมิ่ เปนของคนไทยมากขึ้น วรรณกรรมแปลและแปลงนอยลง หนุมสาว
หันมาสนใจงานเขียนมากข้ึน กลาแสดงความคิดเห็นมากข้ึน นวนิยายและเร่ืองส้ันเองท่ีคนไทยเขียน
เองมากขึ้น เกดิ นกั เขยี นใหมๆ เชน ศรีบูรพา ดอกไมสด หมอ มเจา อากาศดาํ เกิง รพีพัฒน ครูเทพ แม
อนงค ฯลฯ
๓. ยคุ รฐั นิยม – ท่มี าของวรรณกรรมแนวกาวหนา (พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๘๘)
หลังการเปล่ยี นการปกครองจากระบบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราช สูประชาธิปไตย มี
ผลทาํ ใหส ังคมเปลยี่ นไปจากเดมิ ชนชน้ั กลางมอี ํานาจควบคุมเศรษฐกิจ ทําใหวงวรรณกรรมไทยมีการ
เปลี่ยนแปลงหลายประการประการแรกนักเขียนตองหาเลี้ยงชีพดวยตนเอง ขาดผูอุประ ประการท่ี
สองคอื ขบวนการของคณะราษฎรท่ีมุงเนนความเสมอภาคทําใหผูมีจิตสํานึกหันมาสนใจปญหาความ
ยุติธรรมมากขึ้น ยุคน้ีจึงเปนถือเปนยุคเริ่มตนของการแสดงความสํานึกทางมนุษยธรรม อันเปน
ลกั ษณะเดนของวรรณกรรมแนวกาวหนา และชวงนีน้ วนิยายไดใหความสนใจแกชนชั้นระดับลางมาก
ขึ้น โดยเนน ความยากลําบากของคนในสงั คม การเขียนถงึ การเมอื งในเชิงอุดมคติ
๖๑https://sites.google.com/site/reportofstudysubjects/bth-thi-1-wrrnkrrm-thiy-paccuban/-
laksna-khxng-wrrnkrrm-thiy [๓ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๔๗
ตอมาในชวงของจอมพลป.พิบูลสงคราม ระบบเผด็จการ รัฐออกพระราชบัญญัติการพิมพ
พ.ศ.2484 ซ่ึงมีผลในการลิดรอนเสรีภาพของนักเขียน รัฐเขาควบคุมโดยการแตงตั้งคณะกรรมการ
สงเสริมวัฒนธรรมและภาษาไทย จัดต้ังวรรณคดีสมาคม เพ่ือออกวรรณคดีสาร วางหลักเกณฑการ
เขยี นหนังสอื ไทยใหม ปรับปรุงตัวอักษรไทยใหมเี พียง 31 ตวั ใหงดใชสระและพยัญชนะทีม่ เี สียงซ้ํากัน
กําหนดใหเขียนหนังสือไทยดวยคําไทยแท เชน"ประธานกรรมการ" เปน "ประทานกัมกาน" ใหใชคํา
แทนช่ือท่ีเปนเอกพจนวา ฉัน ทาน เขา มัน คําท่ีเปนพหูพจนใหใชคําวาทานทั้งหลาย เขาทั้งหลาย
พวกมัน คําปฏิเสธใชคําวา ไม คํารับใหใชคําวา จะ นอกจากนั้นนวนิยายเรื่องส้ันหามกลาถึง
พฤติการณข องผูช ายทีม่ เี มยี แลวไปยุงเก่ียวกบั หญงิ อน่ื ในทางชูส าวไมได การกระทาํ ทั้งหลาย
น้ีทําใหวงการประพันธ และหนังสือพิมพไทยเกิดความปนปวนอยางยิ่ง เพราะนอกจาก
นกั เขียนไดร ับความลาํ บากแลวนักเขียนยงั ถือวาเปนการกระทําท่ีละเมดิ สิทธเิ สรภี าพของความคิดและ
ศิลปะการประพนั ธดว ย ทําใหนกั เขยี นหลายคนเลิกจากอาชีพนักเขยี น ในขณะเดียวกันก็เกิดนวนิยาย
ทีมีลักษณะยั่วลอ ทางการเมอื งสมัยรัฐนิยมข้ึน
ในขณะเดียวกนั เปน ยุคของสงครามโลกคร้งั ท่ีสองซึ่งเผชิญกับปญหาความอดอยาก กระดาษ
ราคาแพงหนังสือข้ึนราคา หนังสือพิมพบางเลมจึงตองปดตัวลง แตวรรณคดีสารยังออกมาอยาง
สม่ําเสมอ ดว ยเหตนุ ้ีบทรอยกรองสวนใหญในสมัยน้ีจึงเปนไปเพ่ือสงเสริมความม่ันคงของนโยบายรัฐ
เทานนั้
๔. ยคุ กบฏสนั ติภาพ – ท่ีมาของวรรณกรรมแนวเพอ่ื ชวี ิต (พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๕๐๐)
หลงั การทํารัฐประหารของจอมพลป. พิบลู สงครามป 2490 รัฐธรรมนูญฉบับน้ีจํากัดเสรีภาพ
ใหแคบลงกวาเดิมโดยเฉพาะเสรีภาพดานการพูด การเขียน และการพิมพ นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน
เม่ือป ๒๔๘๕ เปนชว งเวลาท่ีนักเขียนนักหนังสือพิมพ ปญญาชน และชาวบานไดรวมใจกันนําเสื้อผา
ยา และขาวของท่ีประชาชนรวมกันบริจาคไปมอบใหแกชาวอีสานที่ประสบภัยพิบัติ และเกิดการ
รวมกลมุ นักหนงั สือพมิ พเพ่อื เรียกรองใหรฐั บาลยกเลกิ ระบบเซน็ เซอรและพระราชบัญญัติการพิมพ ป
พ.ศ. ๒๕๔๘ ของกลุมนักเขียนตางๆ ทําใหนักเขียนและนักหนังสือพิมพหลายคนถูกจับกุมเขาคุก
กหุ ลาบ สายประดษิ ฐเ ปน หน่ึงในน้นั แตในขณะท่เี ขาคุกเขาไดเขียนนวนิยายท่ีสะทอนปญหาสังคมได
อยา งชัดเจนมีลักษณะเพื่อชีวิต ขณะเดียวกันวรรณกรรมในยุคน้ีมีแนวโนมไปในทางวรรณกรรมเพื่อ
ชีวติ
การเปล่ียนแปลงทางวรรณกรรมที่เห็นไดชัดในชวงน้ีคือ แนวคิดเก่ียวกับ "ศิลปะเพื่อชีวิต"
เกิดชมรมนักประพันธและวงการวิจารณ นอกจากการจัดตั้งชมชมนักประพันธจําทําใหนักเขียน
รบั ผดิ ชอบตอผลงานเขียนมากขน้ึ แลวยงั ทาํ ให นกเขยี นหลายคนหันมาสรางวรรณกรรมเพอ่ื ชวี ิต
๕. ยคุ สมัยแหง ความเงียบ – ทม่ี าของวรรณกรรมน้าํ เนา (พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๖)
ยคุ หลังการปฎิวตั ขิ องจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต ในป ๒๕๐๑ มผี ลทํารบั บาลใชม าตรการรุนแรง
ปราบปรามผทู มี่ ีความคดิ เหน็ ขดั แยงกบั รัฐบาลไดอยา งเดด็ ขาดแลวยังมีผลตอวรรณกรรมการเมืองอีก
ดวย โดยเฉพาะนักเขียนกลุมกาวหนา หรือกลุมศิลปะเพ่ือชีวิตที่เร่ิมสรางแนวทางใหมๆ นอกจาก
เสรีภาพของนักเขียนถูกคุกคามแลวเสรีภาพของหนังสือพิมพยังถูกบ่ันทอนอีกดวย ดวยเหตุน้ี
๑๔๘
นักเขียนนักหนังสือพิมพจึงพยายามระมัดระวังมิใหขอเขียนกระทบกระเทือนตอรัฐบาล เพราะเปน
การเส่ียงตอการถูกปด นักเขียนหลายทานกลาววายุคนี้เปนยุคมืดทางปญญา หรือเปนยุคสมัยความ
เงียบ ในขณะที่วรรณกรรมเพื่อชีวิตตองชะงักไป วรรณกรรมแนวเพื่อศิลปะก็กลับรุงเรืองขึ้นอยาง
รวดเร็ว โดยเฉพาะอยางยง่ิ ประเภทบนั เทงิ คดแี นวพาฝน
๖. ยุคฉนั จงึ มาหาความหมาย-ท่มี าของวรรณกรรมหนมุ สาว(พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๕)
ยุคนี้เปนยุคที่ประชาชนนักศึกษาไดรับความกดดันจากระบบเผด็จของชนชั้นปกครองที่
สืบเน่ืองมาเปนเวลานาน แมเ สรภี าพจะมไี มมาก ขณะเดียวกนั นักศึกษากลุม หนึ่งเกิดความขัดแยงทาง
ความคิด พรอ มกันน้นั ก็เกดิ ความกลา ทีจ่ ะขจดั ความเลวรายดงั กลาวใหหมดส้ินไป ดวยเหตุน้ีวิธีหนึ่งท่ี
นิสติ นักศึกษาสามารถใชงานไดคือวรรณกรรม แตง านเขียนของนกั ศกึ ษาไมถูกสนใจจึงรวมกลุมกันทํา
ขายกนั ในมหาวิทยาลยั ป พ.ศ.๒๕๐๖ มหาวิทยาลัยตางๆรวมกลุมกันทําหนังสือ เจ็ดสถาบัน ตีพิมพ
เร่ืองสัน้ ที่มีเนือ้ หาวิจารณสังคม จากน้ันเกิดนักเขียนหนาใหมขึ้น ยุคน้ีจึงเปนยุคของคนรุนใหมท่ีเปน
คนหนุม สาวอยา งแทจริง
๗. ยคุ ประชาธิปไตยเบงบาน-ทม่ี าของวรรณกรรมเพอื่ ประชาชน(๒๕๑๖-ปจจบุ ัน)
หลังเหตกุ ารณ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เปน ยคุ ท่เี รียกวา ประชาธิปไตย เบงบาน งานสรางสรรค
ในแนวทางเพื่อชวี ิตไดรับความสนใจจากผูอานเปน อยา งกวา งขวาง ทง้ั งานเขยี นเกา และงานเขียนใหม
ในระยะเวลาตอมาประเทศชาตมิ กี รเปลยี่ นแปลงคณะบรหิ ารประเทศถงึ 3 ชุดแตวรรณกรรมก็ยงคงมี
บรรยากาศทร่ี าบรืน่ เหมอื นเดิมความกาวหนาท้ังทางรูปแบบและเนอ้ื หาของวรรณกรรมในยุคน้ีจะเห็น
ไดชดั ในงานเขียนประเภทเร่ืองสัน้ ท้ังนค้ี งเปนเพราะ เร่ืองสั้นสามารถนาํ เสนอแนวคิดไดกะทัดรัดและ
กระจา ชัด ตรงเปาหมายสมบรู ณก วาเรอื่ งยาว
๕.๘ ภมู ิปญญาไทยทางดานศาสนาและประเพณี
พระพทุ ธศาสนาเปนรากฐานของวัฒนธรรมไทย ดานตาง ๆ วิถีชีวิตของคนไทยไดเก่ียวเน่ือง
กับพระพุทธศาสนาตัง้ เกิดจนตาย เนื่องจากหลกั คาํ สอนทางพุทธศาสนามีความสอดคลองกับลักษณะ
อปุ นสิ ยั คนไทย เชนชอบความสงบ ความมเี มตตาอารี เอ้ือเฟอเผื่อแผสังคมไทยมีความผูกพันกับพุทธ
ศาสนาอยางลึกซ้ึง จนไมสามารถแยกออกจากวิถีชีวิตประจําวันได มีอิทธิพลตอบุคคล สังคม และ
วัฒนธรรม ของไทยเปน อยา งมาก พระพทุ ธศาสนาเปนสถาบันหลกั ใน ๓ สถาบัน ของชาติ ควบคูกับ
สถาบันชาติ และพระมหากษัตริย เปนศาสนาประจําชาติ เปนรากฐานของวัฒนธรรมไทยดานตาง ๆ
เชนดานภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรม การศึกษา การสงเคราะห และเปนศูนยรวมจิตใจ
ของชาวไทยด้งั แตอ ดตี กาลจนถึงปจจบุ นั
๕.๘.๑ อิทธพิ ลพุทธศาสนา : วฒั นธรรมไทยดานประเพณี
เร่ืองของประเพณีตาง ๆ มีในทุกชาติทุกภาษา สวนลักษณะจะแตกตางไปประการใดก็
แลว แตลกั ษณะหรือสภาพของแตล ะทองถ่ินหรือแตละสงั คม เชน ประเพณีไทยกับจีนตางกันในหลาย
ๆ ดาน ตั้งแตเรอ่ื งกิรยิ า มารยาท การเลอื กคู หมน้ั หมาย แตงงาน ตาย เปนตน สวนสังคมไทยน้ันจะ
๑๔๙
เปนการสบื เน่ืองมาจากการนับถือพทุ ธศาสนาก็จะมอี ทิ ธิพลดานพุทธศาสนาเขามาเก่ียวของดวย เชน
ประเพณกี ารบวช เขาพรรษา ออกพรรษา สงกรานต ลอยกระทง เทศนมหาชาติ เปน ตน
ประเพณี คือ ระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติท่ีเห็นวาดีกวาถูกตองกวา หรือ เปนที่ยอมรับ
ของคนสวนใหญในสังคม และมีการปฏิบัติสืบตอ ๆ กันมา เชน การเกิด การตาย การหมั้นหมาย
สมรส บวช ปลูกบานใหม ข้ึนบา นใหม เปนตน ประเภทของประเพณีนน้ั มี ๔ ประเภท ไดแก
๑. ประเพณีปรมั ปรา หมายถึง ประเพณีที่เกากอน ราชบัณฑิตยสถาน ใหความหมายวา สืบ
ๆ กันมา เกากอน มมี านาน เชน นิยายปรัมปราตาง ๆ อาทิ โรบินฮูดแหงปาเชอรวูดที่ชวยคนจน ของ
ฝรง่ั
๒. จารีตประเพณี หรือ กฎศีลธรรม (Mores) หมายถึง ประเพณีท่ีมีศีลธรรมเขามารวม
ดวยจึงเปนกฎท่ีมีความสําคัญตอสวัสดิภาพของสังคมสังคมบังคับใหปฏิบัติตาม เปนเรื่องความผิด
ความถูก ความนิยมท่ียึดถือและถายทอดสืบตอกันมา เชน การเลนชู ถือวาประพฤติชั่วไมเหมาะสม
ผดิ ศลี ธรรม เปน ตน
๓. ขนบประเพณี (Institution) หมายถึง ระเบียบ แบบแผน ท่ีสังคมตั้งขึ้น กําหนดไวให
ปฏบิ ัติรว มกันทงั้ ทางตรง และทางออ ม ทางตรง ไดแก ประเพณียฃท่ีมีการกําหนดเปนระเบียบแบบ
แผนในการปฏิบัตอิ ยา งชดั แจง วาบคุ คลตองปฏบิ ตั ิอยา งไร เขน การไหวครู การศกึ ษาเลาเรียน ศาสนา
เปน ตน โดยออม ก็คอื ประเพณีทีร่ ูกันโดยท่ัวไป โดยไมไดวางระเบยี บไวแนนอน แตปฏิบัตไิ ด เพราะมี
การบอกเลาสืบตอกันมา หรือจากการที่ผูใหญหรือบุคคลอื่นปฏิบัติ เชน แหนางแมว การจุดบองไฟ
ของภาคอีสาน เปน ตน
๔. ธรรมเนียมประเพณี (Convention) หมายถึง ประเพณีเก่ียวกับเรื่องธรรมดา ๆ ไมมี
ระเบียบแบบแผนเหมือนขนบธรรมเนียมประเพณี หรือมีความผิดความถูกเหมือนจารีตประเพณี
ดังน้นั ธรรมเนยี มประเพณีไมปฏิบตั ิตามก็ไมผ ิดหรอื มโี ทษ เปนแตเพียงคนสวนใหญปฏิบัติกัน และเรา
ก็ปฏิบัติตาม แตอาจจะไมเหมือนกับอีกหลายสังคมเปนเพียงธรรมเนียมของสังคมน้ัน ๆ ปฏิบัติกัน
เชน ไทยใชชอนสอ มในการรบั ประทานอาหาร ฝรัง่ ใชม ีดกับสอม เปน ตน
ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลตอวัฒนธรรมประเพณีไทยเปนอยางมากต้ังแตเกิดถึงตาย
ทีเดียว เพราะพุทธศาสนาเปนศาสนาที่คูกับชาติไทยมาแตยาวนานจึงทําใหเกิดประเพณีหลาย ๆ
ประการในสังคมทม่ี ีพิธกี รรมทางพทุ ธศาสนามาเกย่ี วของดว ย132๖๒
๕.๘.๒ อทิ ธพิ ลพทุ ธศาสนา : วัฒนธรรมไทยดา นจิตใจ
พุทธศาสนามีบทบาทตอสังคมเศรษฐกิจและการเมืองมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันก็ไดรับ
ผลกระทบจากสภาพสังคมท่ีเปลี่ยนแปลดวยเชนกัน กลาวคือ พุทธศาสนาเปนสถาบันสังคมที่
เอ้ืออาํ นวยใหสงั คมดํารงอยูอยางเปนปกแผน มัน่ คงมาต้ังแตอ ดตี ถงึ ปจจุบนั ในทาํ นองเดยี วกนั สังคมได
๖๒ สุพัตรา สุภาพ, สังคมและวัฒนธรรมไทย : คานิยม ครอบครัว ประเพณี, พิมพครั้งที่ ๘,
(กรงุ เทพมหานคร : ไทยวัฒนาพาณิชย, ๒๕๓๖), หนา ๑๐๖.
๑๕๐
อปุ ถัมภและสง เสรมิ ใหศาสนามคี วามเจริญ และเปนท่ยี อมรับนบั ถืออยา งกวา งขวาง มวี ัดและพระสงฆ
ทาํ หนา สนับสนุนการเมือง เศรษฐกจิ วฒั นธรรมและคานยิ ม ใหตอบสนองวัตถุประสงคของสังคมและ
ใหเ กิดประโยชนตอประชาชน ดังทส่ี มบรู ณ สุขสาํ ราญ ไดกลา ววา วดั ไดท ําหนาท่ีตอ สังคมไทยในดาน
ตา ง ๆ ตอ ไปนี้
๑. เปน สถานศึกษา ซงึ่ ชาวบานสง ลกู หลานมารับการฝก อบรมทางศีลธรรมหรือมารับใชพระ
เปน การเลาเรยี นวชิ าความรูตา ง ๆ ทางออมจากระไดทุกเวลาและโอกาส
๒. เปนสถานสงเคราะห เปน ที่พักของคนเดนิ ทางและสาํ หรับคนยากจนไดมาอยูอาศัย เปน
ท่ปี รกึ ษาแกปญ หาชีวติ ครอบครัวและความทกุ ขต าง ๆ และชว ยไกลเกลยี่ ขอ พพิ าทของชาวบา รวมท้ัง
ชวยรกั ษาผเู จบ็ ปวยตามความรูของพระในขณะนน้ั
๓. เปนศูนยกลางของชุมชน ท่ีชาวบานมาพบประสังสรรคทํากิจกรรมและพิธีกรรมตาง ๆ
รวมทงั้ ชาวบานจะหาความบนั เทงิ ในงานเทศกาลและการมหรสพตาง ๆ ที่วดั ได
จึงกลาวไดวา วัดเปนศูนยลางซ่ึงรวมจิตใจประชาชนในดานความเคารพเชื่อถือ และการ
รวมมอื ซงึ่ กนั และกนั นับต้ังแตพระมหากษตั ริยจ นถงึ คนธรรมดาสามัญ โดยมีพระสงฆทําหนาท่ีและมี
บทบาทสาํ คัญ นอกจากนี้พุทธศาสนาเปนเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจทําใหมีความสามัคคี สามารถรวมตัว
เปนสงั คมท่ีมคี วามม่ันคง เปน ระเบยี บเรียบรอ ยและมีความเปนปกแผนไดจนตราบเทา ทกุ วนั นี้
๕.๘.๓ อิทธพิ ลพทุ ธศาสนา : วฒั นธรรมไทยดา นภาษา
คนไทยคยุ เคยกับภาษาสันสกฤตกอนภาษาบาลี ท้งั นเ้ี พราะภาษาสันสกฤตเขามาสูสังคมของ
คนไทยพรอมพุทธศาสนามหายาน ต้ังแตสมัยอาณาจักรนานเจา ราว พ.ศ. ๖๐๐ คร้ัน พ.ศ. ๑๗๘๒
คนไทยยึดสโุ ขทยั ได และเกดิ ความเลอ่ื มใสในศาสนาพทุ ธฝา ยหินยานซึง่ ใชภาษาบาลี ดังน้ันภาษาบาลี
จึงแพรหลายเขามาในสังคมและขยายกวางยิ่งกวาภาษาสันสกฤต อยางไรก็ตามคนไทยก็ยกยองวา
ทัง้ ภาษาบาลี และภาษาสันสกฤตเปนภาษาช้ันสูง มีความศักดิ์สิทธิ์ สมบูรณแบบและแสดงภูมิปญญา
อันสูงสง เพราะเปนภาษาของพระพุทธศาสนา ดังน้ันจึงไดมีอิทธิพลในภาษาไทยในเวลาตอมาและ
จนถึงปจจุบัน กลา วคอื มกี ารยมื ภาษาบาลี – สันสกฤตมาใชในภาษาไทย จากหลักฐานทางขอเขียน
ในศิลาจารึกและวรรณคดีเกา ๆ ของไทย ต้งั แตสมัยสโุ ขทัยจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลายพบวา การยืม
คําบาลี – สันสกฤตเปนไปอยางไมเครงครัด ทั้งน้ีเพราะมีการเขียนรูปคําลักลั่นกันจะเปนรูปบาลีก็
ไมใช รูปสันสกฤตก็ไมเชิง คําลักลั่นเชนน้ีพบจํานวนมากในการยืมคําสมัยเกากอนของคนไทย เชน
ไตรภูมกิ ถา (ท่ถี ูกควรใชเตภูมิกถา) สาคมติ ร (ที่ถกู คือ สาขามิค, สาขา = ก่ิงไม + มิค =กวาง, เน้ือ =
กวางบนกิ่งไม คือ ลงิ ) สชุ มั บดี (ทถี่ กู คือสชุ าดาบดี = สามีของนางสชุ าดา คือ พระอนิ ทร) เปนตน
ดังกลา วขางตนวา ภาษาบาลี – สนั สกฤต เปน ภาษาทบี่ นั ทกึ จารึกคัมภีรทางพระพุทธศาสนา
จึงทําใหมีอิทธิพลตอภาษาไทยอยางมากมาย จะเห็นไดในหลาย ๆ แหงท่ีภาษาบาลี – สันสกฤต
ปะปนอยใู นภาษาไทยทัง้ ภาษาเขียนและภาษาพดู ซึ่งจะแทรกอยูใ นท่ัว ๆ ไป เชน คําศัพทที่ออกเสียง
งาย ๆ สะดวก ๆ เชน ขันติ ชิวหา ศิลป เกษียณ แพทย สงิ ขร มารดา สกี า เคารพ ฯลฯ โดยเฉพาะชื่อ
ของคนไทยนิยมใชภ าษาบาลี เชน เชษฐา วทิ ยา เปนตน จงึ กลาวไดว า พระพุทธศาสนามีอิทธิพลตอ
วัฒนธรรมไทยดา นภาษาอยางยิ่งอกี ดา นหน่งึ
๑๕๑
๕.๘.๔ อิทธิพลพระพุทธศาสนา : วัฒนธรรมไทยดานการศึกษา
จากประวัติศาสตรชาติไทย จะเห็นไดวา การศึกษาเริ่มขึ้นที่วัดซึ่งเปนศาสนสถานของ
พระพุทธศาสนา มีพระสงฆเปนครูสอน สอนหลักธรรมของพุทธศาสนา หลักปฏิบัติตนในการ
ดํารงชวี ิตประจําวนั โดยเฉพาะหลักเบญจศีล ซ่ึงถือวาเปนคุณธรรมเบ้ืองตนที่ทําใหมนุษยจะไมตอง
เบยี ดเบียนกัน อยูกันอยางสันติสุข สอนกิริยามารยาท การศึกษาในสมัยสุโขทัยจะเปนการศึกษาที่มี
วัตถุประสงคเพอื่ ศึกษาศาสนาเปนสวนใหญจะเห็นไดจากวรรณคดีท่ีสําคัญของไทย เชน ไตรภูมิพระ
รวง ลิลิตพระลอ สมุทรโฆษคําฉันท กําศรวลศรีปราชญ เปนตน ในสมัยอยุธยาก็เรียนหนังสือเพ่ือ
การศึกษาพระพุทธศาสนาเชนกัน จะเห็นไดจากการนําใบลานใชสําหรับจารึกตํารงทาง
พระพุทธศาสนาทําใหการเรียนพระพุทธศาสนาขยายตัวไดอยางรวดเร็ว ทําใหคนไทยมีคุณธรรม
จริยธรรม มีศีลธรรมอันดี เปนเหตุใหส งั คมอยูเยน็ เปนสขุ มีความรักสามัคคีกัน มีนํ้าใจใหกันและกัน
เพราะหลักธรรมแหงพระพุทธศาสนาคอยหลอหลอมจิตใจใหออนนอมถอมตน ยิ้มแยมแจมใส จน
ประเทศไทยไดรบั สมยานามวา “สยามเมอื งยม้ิ ”
แมในยุคปจจุบัน ก็ยังตองใหทุกสถานศึกษาจัดใหมีการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา
สปั ดาหล ะ ๒ ชัว่ โมง เพื่อใหเยาวชนไดมีคุณธรรม จริยธรรม เปนบุคคลที่พึงประสงคของสังคม โดย
พระเดชพระคุณพระเทพโสภณ อธกิ ารบดมี หาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย เปนประธานใน
การจัดทําหลกั สูตรรายวิชาพระพทุ ธศาสนาที่สอนในโรงเรยี น (สถานศกึ ษา)
จึงนบั วาพระพุทธศาสนามีอทิ ธิพลตอการกอสรางของสงั คมไทยเปน อยางมาก ไมว า ดานจติ ใจ
ดานประเพณี ดานพธิ ีกรรม ดา นวรรณคดี ดานภาษา ดา นการศกึ ษา ตลอดถึงดานสถาปตยกรรม
การกอ สรา ง จนทาํ ใหเ กิดเปนวฒั นธรรมท่ีคนไทยทกุ คนไดรบั รูไดเห็น และเปนเอกลักษณของไทยใน
ท่ีสุด เม่ือชาวตางชาตินึกถึงประเทศไทยมักจะนึกถึงวัด ความสวยงาม ของโบสถ วิหาร พระราชวัง
เปนตน จึงนับวาพระพุทธศาสนามีอทิ ธพิ ลตอ สงั คมและวฒั นธรรมไทยในทกุ ๆ ดานอยา งแทจรงิ
สถาบันทางศาสนา เปนแหลง ใหการศึกษาตลอดชพี แกชุมชน โดยผทู าํ หนาที่ของ สถาบัน คือ
พระสงฆ เปนผูแนะนาํ ส่งั สอนความรูและวชิ าชีพท่ีนอกเหนอื จากพิธีกรรมทางศาสนา เชน ชุมชนไทย
ทีเ่ ปนชาวพุทธก็มวี ัดเปน แหลง วิทยาการตา ง ๆ มาตัง้ แตโ บราณสืบตอ มาจนถงึ ปจจุบัน จนมีคําพูดกัน
ติดปากวา “บวชเรียนเขยี นอา น” วัด เปนสถานทเ่ี รียน อาน เขยี น คดิ เลข และงานฝม อื ตาง ๆ ซ่ึงเปน
สวนหน่ึงของวัดและสอนโดยพระสงฆของวัดนั้น ๆ เปนตน สําหรับประเทศไทย มีพระพุทธศาสนา
เปนศาสนาประจําชาติ ตามรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๙ ได
กลา ววา พระมหากษตั ริยทรงเปน พุทธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก ประชาชนชาวไทยสวน
ใหญนับถอื พระพุทธศาสนาประมาณรอย ละ ๙๐ และสถาบันศาสนาเปนระบบยอ ยของสังคมไทยซึ่งมี
วัดเปนศาสนสถาน มีพระสงฆเปน ศาสนบุคคลท่ีจะทําใหพระพุทธศาสนาชวยในการพัฒนาชุมชน
สงั คมและประเทศชาติ อยางสําคัญ ย่ิง คนไทยสมัยโบราณหันหนาเขาวัด ใกลชิดวัด สนิทกับวัดมาก
และวดั ก็ทาํ หนา ทที่ ่ีสาํ คญั เพื่อ ชาวบานไมนอ ย เชน
๑. เปนสถานศึกษา ชาวบานสงลูกหลานอยูวัดเพ่ือรับใชพระและรับการอบรมศีลธรรมเลา
เรยี นวิชาการตา ง ๆ จากพระ
๑๕๒
๒. เปนสถานสงเคราะหบตุ รหลานชาวบานท่ียากจนไดมาอาศัยอยูในวัด อาศัยเลาเรียนและ
ดํารงชีพ แมผ ใู หญท่ยี ากจนกอ็ าศยั วัดดาํ รงชพี
๓. เปน สถานพยาบาลรกั ษาผเู จบ็ ปวยตามความรู ความสามารถในสมยั นั้น
๔. เปน ทีพ่ ักคนเดินทาง
๕. เปน สโมสร ชาวบานมาพบปะสงั สรรค พกั ผอ นหยอนใจ หาความรู
๖. เปน สถานบันเทิงท่ีจดั งานเทศกาลและมหรสพตาง ๆ
๗. เปนทไ่ี กลเ กล่ียขอ พิพาท (ชาวบานไปหาความยุติธรรมทว่ี ดั )
๘. เปน ท่ปี รกึ ษาการครองตน การครองชพี แกป ญหาชวี ติ ครอบครัวและความทกุ ขตา ง ๆ
๙. เปน ศนู ยกลางศลิ ปวฒั นธรรม ที่รวบรวมศิลปกรรมตา ง ๆ ของชาติ
๑๐. เปนคลังพัสดุ เก็บของใชตาง ๆ ท่ีชาวบานจะไดใชรวมกันเมื่อมีงานที่วัด หรือเอาไปใช
เมอ่ื ตนมงี าน
๑๑. เปนศูนยกลางการปกครองทองถ่ิน ท่ีกํานันผูใหญบานเรียกประชุมลูกบานช้ีแจงขอ
ราชการตา ง ๆ
๑๒. เปนท่ีบําเพ็ญกุศลกิจ หรือประกอบพิธีกรรมตามประเพณีดังคํากลอนท่ีวา วัดจะดี มี
หลักฐาน เพราะบานชวย บานจะสวย เพราะมีวัด ดัดนิสัย บานกับวัด ผลัดกันชวย อํานวยชัย ถา
ขาดกนั กบ็ รรลัย ทง้ั สองทาง เชน ในอดตี ประเพณกี ารลงแขกทาํ งานถอื วาเปน วัฒนธรรมสวนหนึ่งท่ีดี
งามของสงั คม เปนการเสรมิ สรา งความสามคั คี การเอ้ือเฟอเกอ้ื กลู และการรวมพลังชุมชน ไมมีระบบ
เงนิ ตรา เขา มาเกีย่ วของ แตป จจุบันระบบเงินตราตามระบบทุนนิยมเขามาเก่ียวของ เปนการทําลาย
วัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมชนบท ทําใหความสามัคคี การเอื้อเฟอเกื้อกูล และการรวมพลังชุมชน
ขาดหายไป สงั คมปจ จบุ นั เปลีย่ นแปลงอยา งรวดเรว็ ทุกๆ ดาน มลี ักษณะของ “มะเร็งทางสังคม” เปน
สังคมท่ีไรเข็มทิศ ขาดจุดยืนและอุดมการณในความเปนไทย เพราะสังคมไทยไดรับอิทธิพล ของ
วัฒนธรรมตางชาตเิ ขามาผสมผสานวัฒนธรรมด้ังเดิมมากมายหลายดาน โดยเฉพาะรับเอาวัฒนธรรม
ตะวนั ตกเขามาทงั้ สวนที่ดีและสว นทีไ่ มด ี
วัฒนธรรมดังกลาวเขามามีบทบาทตอวิถีชีวิต ของคนไทยมาก เพราะทําใหสังคมไทย
เปลี่ยนแปลงจนกระท่ังทุกวันนี้ สังคมเจริญขึ้นในทางวัตถุ แตสูญเสียความเปนเอกลักษณและ
วัฒนธรรมไทย เงินกลายเปนเครื่องกําหนดคุณคาและฐานะ ทางสังคม เกิดความเส่ือมทางจริยธรรม
และคณุ ธรรม สังคมไทยจึงตอ งปรับตัวไปอยางเหมาะสม ตามไปดวย มิฉะน้ันแลวความสับสนวุนวาย
และปญ หานานาประการจะบงั เกดิ ข้นึ ในปริมาณที่ จะแกไ ขไดย าก ดังน้ัน เพื่อใหสังคมไทยดํารงอยูได
อยางมั่นคงและพัฒนาแบบแผนการดําเนินชีวิต ไดสอดคลองกับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึน
อยางไมหยุดย้ัง และเพื่อเปน กาํ ลงั สําคญั ในการ พฒั นาความเจริญกาวหนาและรักษาความมั่นคงของ
๑๕๓
สังคม สมาชิกที่ดีของสังคม ตองปฏิบัติตาม บรรทัดฐาน ศีลธรรมและขนบธรรมเนียนประเพณีของ
สังคม มีคุณธรรม จริยธรรม เปนแนว ปฏิบัตใิ นการดาํ เนนิ ชีวิต133๖๓
สรปุ ทายบท
ภูมิปญญาไทยมีความสําคัญสําหรับสังคมไทย จําเปนท่ีจะตองมีการพัฒนานําไปใช และ
ถา ยทอดกันตอไป เพื่อมิใหสูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนไทย กระบวนการท่ีจะทําใหภูมิปญญาไทย
ฟนคืนชพี กลับมามีชีวติ ชีวาอีกคร้ังกค็ ือ กระบวนการศกึ ษา ฉะน้ันส่ิงท่ีเราตองชวยกันคิดก็คือ ตองนํา
ภูมปิ ญ ญากลบั สูระบบการศกึ ษาไทย โดยใชว ิธีการสอนทีม่ ลี กั ษณะเหมาะสมกับยุคสมัยปจจุบันหลาย
อยาง เชน การสอนทอผา การสอนรํา การสอนดนตรี ซึ่งลักษณะพิเศษสอดคลองกับหลักการสอน
แบบใหมค ือ เปน การสอนแบบตัวตอตวั หรอื เปนรายคน เปนการสอนดวยความรัก เปนการสอนโดย
การปฏบิ ตั ิและเปน การสอนจากของจริง
จากการศึกษารายละเอียดของภูมิปญญาไทยในดานตาง ๆ พบวาภูมิปญญาไทยเปน
วัฒนธรรมและประเพณี วถิ ีชีวิตแบบดัง้ เดิม เปนตัวกําหนดคุณลักษณะของสังคม เปนสิ่งที่มีจุดหมาย
เปนวิ่งสําคัญ มีความหมายและคุณคาตอการดํารงอยูรวมกันท่ีจะชวยใหสมาชิกในชุมชนหมูบาน
ดํารงชีวิตอยูรวมกันไดอยางสงบสุข ชวยสรางความสมดุล ระหวางคนกับธรรมชาติแวดลอม ทําให
ผูคนดํารงตนและปรับเปล่ียนไดทันตอความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบอันเกิดจากสังคมภายนอก
และเปนประโยชนตอการทํางานพัฒนาชนบท ของเจาหนาที่จากหนวยงานตางๆ ท้ังนี้เพื่อเปนการ
กําหนดทาทีในการทาํ งานใหก ลมกลืนกับชาวบานไดมากย่ิงข้ึน นอกจากนั้นยังเปนมรกดที่บรรพบุรุษ
ในอดตี ไดสง่ั สม สรางสรรค สืบทอดภูมิปญญามาอยา งตอ เนือ่ ง สืบสานเร่ืองราวอันทรงคุณคามากมาย
สงผลใหคนในชาติเกิดความรัก ความภาคภูมิใจและรวมแรงรวมใจสืบสานตอๆกันมาและตอไปใน
อนาคต ภมู ิปญญาทอ งถิ่นจึงเปนส่งิ ท่มี ีคุณคาและมีความสําคัญย่ิง
แมว ากาลเวลาจะผา นไป ความรสู มัยใหม จะหลั่งไหลเขามามาก แตภ มู ิปญญาไทย ก็สามารถ
ปรับเปล่ียนใหเหมาะสมกับยุคสมัยเชน การรูจักนําเครื่องยนตมาติดต้ังกับเรือ ใสใบพัด เปนหางเสือ
ทําใหเ รอื สามารถแลนไดเร็วข้ึน เรียกวา เรือหางยาว การรูจักทําการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถ
พลิกฟนคืนธรรมชาติให อุดมสมบูรณแทนสภาพเดิมที่ถูกทําลายไป เมื่อปาถูกทําลาย เพราะถูกตัด
โคน เพื่อปลูกพืชแบบเดี่ยว ตามภูมิปญญาสมัยใหม ท่ีหวังร่ํารวย แตในที่สุด ก็ขาดทุน และมีหนี้สิน
สภาพแวดลอมสูญเสียเกิดความแหงแลง คนไทยจึงคิดปลูกปา ท่ีกินได มีพืชสวน พืชปาไมผล พืช
สมุนไพร ซ่ึงสามารถมีกินตลอดชีวิตเรียกวา "วนเกษตร" บางพ้ืนท่ี เมื่อปาชุมชนถูกทําลาย คนใน
ชุมชนก็รวมตัวกัน เปนกลุมรักษาปา รวมกันสรางระเบียบ กฎเกณฑกันเอง ใหทุกคนถือปฏิบัติได
สามารถรักษาปาไดอ ยา งสมบรู ณด ังเดมิ
๖๓http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=743&articlegroup_id=162
[๔ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๕๔
คําถามทายบท
๑. จงอธบิ ายความหมายและความสําคญั ของภูมิปญญาไทยในดา นตา ง ๆ มาพอสังเขป
๒. จงแสดงทัศนะของทานเก่ียวกับภูมิปญญาไทย วาควรอนุรักษใหคงไวตอไปหรือไม ถาควร
อนรุ ักษเพราะอะไร ถา ไมควรอนุรักษเพราะอะไร(อธิบายพรอมยกตัวอยางการอธิบายมาให
เหน็ ภาพดว ย)
๓. ทา นเหน็ ดวยหรอื ไมก ับคํากลาวท่ีวา “ภูมิปญญาไทย ชวยทําใหชาติไทยม่ันคงเปนปกแผน”
จงแสดงทัศนะของทานตอ คํากลาวนพ้ี รอ มเหตุผลมาพอเขา ใจ
๔. ทานมีแนวทางอยางไรในการศึกษาภูมิปญญาไทยในดานตาง ๆ และถายทอดสูชุมชนในวง
กวางจงเสนอแนะแนวทางมาอยางนอ ย ๕ ขอ พรอ มอธบิ าย
๕. ภาระงาน
- ใหน ิสติ แบง กลมุ ออกเปน ๖ กลุม ไปศึกษาภูมิปญญาไทยดานใดดานหน่ึงในทองถิ่นของ
ตน แลวเขียนเปนรายงานการคนควาอิสระ (รายงานการคนควาอิสระ ๕ บท) เพื่อสง
อาจารยผูสอน และนําเสนอในชั้นเรียนตอไป กําหนดสงรูปเลมและนําเสนอกอนสอบ
ปลายภาคสองสัปดาห
๑๕๕
เอกสารอางอิงประจําบท
หนงั สอื
ภาษาไทย
คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทําหนังสือเมืองไทยของเรา เลม ๒, เมืองไทยของเรา ฉบับที่สอง,
กรุงเทพมหานคร : สํานักงานเสรมิ สรา งเอกลกั ษณของชาติ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
, ๒๕๓๕.
จารวุ รรณ รัตนโภคา, การพัฒนารูปแบบการจัดการความรูหลักสูตรฐานสมรรถนะวิชาชีพหัตถกรรม
โดยภูมิปญญาไทย, วิทยานิพนธปริญญาดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยพี ระจอมเกลาพระนครเหนอื , ๒๕๕๑.
จันทรทิรา เจียรณัย, การศึกษาภูมิปญญาการแพทยแผนไทย การผดุงครรภแผนไทย และการใช
สมนุ ไพรของหมอพื้นบาน : กรณีศึกษาหมอพื้นบานรอบเขตพื้นท่ีเข่ือนน้ําพุง จังหวัด
สกลนคร, นครราชสีมา: มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีสรุ นาร,ี ๒๕๕๕.
ดารณี ออนชมจันทร, เรียนรูและเขาใจหมอพื้นบาน : ชุดความรูภูมิปญญาคุณคาหมอพื้นบาน :
กรณีโครงการสํารวจศักยภาพหมอพื้นบาน ๑๒ จังหวัด ป ๒๕๔๘, นนทบุรี :กลุมงาน
การแพทยพ ้นื บานไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวง
สาธารณสขุ , ๒๕๔๘.
ทิพวรรณ สิทธิรังสรรค, การปลูกพืชผักโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ, งานเกษตรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอม ฝายวิชาการ ศูนยฝกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม วัดญาณสังวราราม
วรมหาวหิ าร อันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริ, กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร,
๒๕๕๕.
พันธจ ิตต สีเหนี่ยง, เอกสารคําสอนวิชา 02032413 การสงเสริมเกษตรย่ังยืน, กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร, ๒๕๕๖.
พระสมุหผ ไท อินทวณฺโณ, หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีปรากฏในพิธีกรรมรําผีฟาของบานเมือง
หงส ตําบลเมืองหงส อําเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดรอยเอ็ด, วิทยานิพนธพุทธศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา, บัณฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘.
พิทยา วองกลุ , พลานภุ าพ แหงวรรณกรรม, กรุงเทพมหานกร : สาํ นกั พิมพดอกหญา, ๒๕๔๐.
รุงรังษี วิบูลชัย, การดํารงอยูของการแพทยพ้ืนบาน : กรณีศึกษาหมูบานนาสีดา ตําบลขาวปุน
อาํ เภอกุดขาวปุน จังหวัดอุบลราชธานี, กรุงเทพมหานคร : ฐานขอมูลวิทยานิพนธไทย,
๒๕๓๘.
วัฒนะ จูฑะวิภาต, ศลิ ปะการออกแบบตกแตงภายใน, กรงุ เทพมหานคร : วิทยพัฒน, ๒๕๕๓.
๑๕๖
วุฒิ วัฒนสิน, ศิลปะระดับมัธยมศึกษา, ปตตานี : ฝายเทคโนโลยีทางการศึกษาสํานักวิทยบริการ,
๒๕๔๑.
วัฒนะ จูฑะวิภาต, การออกแบบเคร่ืองประดับ, กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
๒๕๔๕.
วิบลู ย ลี้สวุ รรณ, เครอ่ื งจักสานในประเทศไทย, กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร, ๒๕๓๒.
วิฑูรย เลี่ยนจํารูญ, การเกษตรแบบผสมผสาน : โอกาสสุดทายของเกษตรกรรมไทย, กรุงเทพฯ :
สมาคมเทคโนโลยที ่เี หมาะสม, ๒๕๓๐.
วฑิ รู ย ปญญากุล, ความรูเบือ้ งตนเกษตรอินทรีย, กรงุ เทพมหานคร : มลู นธิ สิ ายใยแผนดิน, ๒๕๔๗.
วัชรพล แกวเสนหใน, องคความรูภูมิปญญาชางฝมือเคร่ืองปนดินเผา บานเทอดไทย หมูท่ี ๑
ตําบลเทอดไทย อําเภอทุงเขาหลวง จังหวัดรอยเอ็ด, รอยเอ็ด : สํานักงานวัฒนธรรม
จังหวัดรอ ยเอด็ , ๒๕๕๔.
วมิ ลสทิ ธ์ิ หรยางกูร, การสรางสรรคม รดกวฒั นธรรม:สูก ารสรา งสรรคเอกลักษณสถาปตยกรรมไทย
สมัยใหม, ปทมุ ธานี :คณะสถาปต ยกรรมศาสตรแ ละการผังเมือง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
, ๒๕๕๓.
ศูนย กศน. อําเภอยะหริ่ง, เกษตรธรรมชาติสูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงท่ีย่ังยืน, ปตตานี : ศูนย
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอยะหรงิ่ จงั หวดั ปต ตาน,ี ๒๕๕๓.
ศูนยศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดําริ, คูมือเกษตรทฤษฎีใหม, พิมพครั้งท่ี ๒ ,
กรุงเทพมหานคร : มฟู เมนทเ จนทรี, ๒๕๕๕.
สํานกั งานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครราชสีมา, หนังสือเรียน
รายวิชาเลือกสาระการประกอบอาชีพวิชา การทําเกษตรประยุกต อช03074,
นครราชสีมา : สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด
นครราชสมี า, ๒๕๕๒.
สุพัตรา สุภาพ, สังคมและวัฒนธรรมไทย : คานิยม ครอบครัว ประเพณี, พิมพคร้ังท่ี ๘,
กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพาณิชย, ๒๕๓๖.
สุภาพร ชาววัง, การประยุกตใชภูมิปญญาพ้ืนบานในการพัฒนาเคร่ืองจักสานเชิงพาณิชย จังหวัด
นครราชสีมา, วิทยานิพนธศิลปศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร, บัณฑิต
วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหาวารคาม, ๒๕๕๒.
อุดมศักดิ์ สินธิพงษ, ชุมชนทองถ่ินกับการมีสวนรวมจัดการทรัพยากรธรรมชาติอยางย่ังยืน,
กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ, ๒๕๕๘.
๑๕๗
ภาษาอังกฤษ
Horayangkura, V, สถาปตยกรรมไทย ขอจํากัดและทางเลือกในการสืบสาน [Thai architecture:
Limitations andalternatives in inheritance], ASA – Journal of Architecture,
November 1994, p 57-62.
เวบ็ ไซต
http://www.oknation.net/blog/kontan/2007/09/29/entry-1
https://sites.google.com/site/reportofstudysubjects/bth-thi-1-wrrnkrrm-thiy-
paccuban/-laksna-khxng-wrrnkrrm-thiy
https://phaiboon01.wordpress.com/ลักษณะจติ รกรรมไทย/
http://www.suwatchaitubtim.com/ประติมากรรมไทยรว มสมัย/
http://www.dusitcenter.org/dusitwebs/plan/news.php?id=3932
http://www.sarakadee.com/2011/03/29/kampramong/
๑๕๘
บทท่ี ๖
พระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวถิ ชี วี ติ และภมู ปิ ญ ญาของไทย
วัตถุประสงคการเรียนประจําบท
เมือ่ ศึกษาบทน้แี ลว ผูศ ึกษาสามารถ
๑. อธิบายลักษณะของความสัมพันธของพระพุทธศาสนากับประเพณีไทยและ
พระพุทธศาสนากบั ความเช่ือของสังคมไทยได
๒. อธบิ ายพระพทุ ธศาสนาทป่ี รากฏในรปู แบบของคติความเชือ่ ของสงั คมไทยได
๓. บอกความสมั พนั ธข องพระพุทธศาสนากบั การดาํ รงชีวิตของคนไทยได
๔. บอกความสําคัญของพระพุทธศาสนาตอวถิ ีชีวติ ของสงั คมไทยได
ขอบขา ยเน้อื หา
• ความนํา
• พระพุทธศาสนากบั ประเพณีไทย
• พระพุทธศาสนากับความเชอื่ ของสงั คมไทย
• พระพทุ ธศาสนากับการดาํ รงชวี ติ ของคนไทย
• ความสาํ คัญของพระพุทธศาสนาตอวถิ ีชีวิตของสงั คมไทย
๖.๑ ความนาํ
พระพุทธศาสนาอยูคูกับสังคมไทยมานาน วิถีชีวิตของชาวไทยสวนมากจะเกี่ยวของกับ
พระพุทธศาสนา ชาวไทยรอยละ ๙๕ นับถือพระพุทธศาสนา ไดนําหลักการปฏิบัติทาง
พระพุทธศาสนามาเปนแนวทางแหงการดําเนินชีวิตจนกลายเปนรากฐานทางวัฒนธรรม และ
เอกลักษณม รดกของชาตไิ ทยตราบเทา ทกุ วันน้ี
สังคมไทยมีหลกั ปฏบิ ัตแิ ละวิถีชีวติ อยบู นหลักของพระพทุ ธศาสนา ซ่งึ ไดยึดถือและปฏิบัติสืบ
ตอกนั มาเปน ระยะเวลาอันยาวนาน หลักธรรมคาํ สอนและความเช่ือตลอดจนแนวปฏิบัติตนตามหลัก
ศาสนาไดซมึ ซาบอยูกบั วิถีชวี ติ ของคนไทยทกุ คน
จึงกลาวไดวาสังคมไทยทุกระดับไดรับเอาความเช่ือทางศาสนามาเปนแบบอยางแหงการ
ดําเนินชีวิตจนกอใหเกิดเปนวัฒนธรรมขึ้นมากลาวไดวาชาติไทยไดมีความเจริญม่ันคง ดํารงเอกราช
อธิปไตยสืบทอดตอกันมาต้ังแตโบราณกาล จวบจนกาลปจจุบัน ก็ดวยคนไทยทั้งชาติยึดม่ันอยูใน
หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา มคี วามเคารพบูชาพระรตั นตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ
๑๕๙
เปน สรณะ พระพทุ ธศาสนาจึงมบี ทบาทสําคญั ย่งิ ตอ ชวี ติ ของชาวไทย โดยมีสวนเสรมิ สรางอุปนิสัยของ
คนในชาติใหร กั ความสงบ มคี วามเสยี สละ แกลวกลา อาจหาญ รอบรูฐานะ อฐานะ มีความรักและยึด
มั่นอยใู นสามคั คีธรรม
ดังนั้นในบทน้ีจะเปนการศึกษาพระพุทธศาสนาในฐานะฐานของวิถีชีวิตและภูมิปญญาของ
ไทย โดยเร่ิมลําดับเน้ือหาเริ่มต้ังแต พระพุทธศาสนากับประเพณีไทย พระพุทธศาสนากับความเชื่อ
ของสังคมไทย พระพุทธศาสนากบั การดํารงชีวิตของคนไทย และความสําคัญของพระพุทธศาสนาตอ
วิถีชีวิตของสังคมไทย ดังจะนาํ เสนอตอไปนี้
๖.๒ พระพทุ ธศาสนากบั ประเพณไี ทย
ประเทศไทยเปนประเทศพระพทุ ธศาสนา คนไทยสวนใหญนับถือพระพุทธศาสนาและนับถือ
นานนบั เปนพันป คนไทยสมยั โบราณหนั หนาเขาวัดใกลชิดสนิทกับวัดมาก และวัดก็ทําหนาท่ีท่ีสําคัญ
เพ่ือชาวบานไมนอย เพราะคนไทยใกลชิดวัด มีชีวิตแนบแนนกับพระพุทธศาสนามากเชนนี้
พระพุทธศาสนาจงึ มอี ิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยมากมายเชน
อิทธิพลของพระพุทธศาสนาท่ีมีตอจารีตประเพณี ประเพณีที่สําคัญ ๆ ของไทย สวนมาสืบ
เน่อื งมาจากพระพทุ ธศาสนา เชน มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เขาพรรษา แหเทียนพรรษา ตัก
บาตรเทโว ทําขวัญนาค ลอยกระทง และพิธีแหตางๆ ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตลอดจนภาคอน่ื ๆ ๖๔ สําหรับพระพุทธศาสนากับประเพณีไทยสามารสรปุ ลงไดด ังน้ี
134
๖.๒.๑ ประเพณีทเี่ กีย่ วของกบั พระพุทธศาสนาของภาคเหนอื
๑. ประเพณีปอยลกู แกว
ประเพณีปอยลกู แกว/ปอยนอ ยเปนงานเฉลิมฉลองในประเพณีพิธีการบรรพชาหรือบวชเณร
หรือเปนประเพณี บวชเณรของด็กในภาคเหนือ ซึ่งจะทํากันในเดือน ๕,๖,๗,๘ เหนือ คือราวเดือน
กมุ ภาพนั ธถ ึงเดอื นพฤษภาคม จดุ ประสงคข องการจัดปอยลูกแกว หรอื ปอยบวช หรอื ปอยหนอ ย ก็เพื่อ
ลูกศิษยวัดท่ีเรียกวาขะโยมวัดที่คอยมาอยูรับใชทํางานในวัดเปนเวลาพอสมควร และไดเรียนจบ
การศึกษาภาคบังคับแลว ทางวัดและญาติผูใหญก็จะรวมกันจัดงานพิธีบรรพชาใหเปนสามเณรใน
พระพทุ ธศาสนา การบวชสามเณร หรือ ปอยนอย ในภาคเหนือนัน้ มีความมุงหมาย และคุณคาสําคัญ
ดงั น้ี
๑. ตอ งการใหเดก็ รหู นงั สือ อานออกเขียนได
๒. ตองการใหเ ดก็ รศู ีลธรรม จรยิ ธรรม
๓. ตองการใหเด็กไดเ รยี นรูวชิ าชีพ
๔. ตองการเปนศาสนทายาท คือ ผสู ืบมรดกทางพุทธศาสนา
๖๔ http://www.mcu.ac.th/site/bud09.php [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๖๐
๕. ตอ งการใหส ังคมยอมรบั บดิ ามารดาวา เปน ผศู รัทธาในพุทธศาสนา
๖. ตองการใหเกดิ บุญกศุ ลเปนการสรางสมบารมี
๗. ตองการใหเ ปน พาหนะสูส วรรคและนพิ พาน และ
๘. ตอ งการเปนคนสุก เพราะการอบรมบมนสิ ยั
เมอ่ื กําหนดวันเปน ที่แนน อนแลว พอแมหรอื ญาติผูใหญทเี่ ปน เจาภาพในการบรรพชาสามเณร
แตละรูป ก็จะจัดหาเคร่ืองอัฏฐบริขารสําหรับเณรบวชใหมใหพรอมสรรพ ผาเคร่ืองบวชมี สะบง
ธรรมดา ๑ ผืน จีวร ๑ ผนื อังสะ ๑ ผืน บาตร กลองเขม็ มดี โกน ผากรองน้ํา ลูกประคํา สวนผารัดเอว
(รัดประคด) จะใชหรือไมใชก็ไดเคร่ืองสักการะมี เทียนบวช(เม่ือกอนใช ๖ แทง ปจจุบันใช๓ แทง)
ดอกไมใสควัก(กระทง) หรือทําเปนชอใสลงไปในพานสําหรับขอบวช ๑ ขอสรณคมน และศีล ๑ ขอ
อุปช ฌายะ ๑ ในรายท่ีพอแมไมมีเงินพอก็จะออกบอกบุญเรี่ยไรไปตามญาติพี่นองผูมีฐานะดี ใหชวย
บริจาคคนละช้ินหรือสองชิ้นเม่ือ ไดครบแลวก็รวบรวมไวใหเปนหมวดหมู ทุกฝาย ตองมีการ
ประสานงานกัน ผูทม่ี บี ทบาทมากคอื ญาตขิ องผูจะบรรพชาและกรรมการวดั เจาภาพแตละคนก็มักจะ
พมิ พบ ตั รเชิญ เชญิ ไปตามหมูบานตาง ๆ ตามญาตขิ องแตล ะครอบครัวใหมารวมทาํ บุญ
สวนผูที่จะบวชตองเตรียมตัวฝกทองคําขอบวชใหจําไดในระหวางที่เปนขะโยมวัดน้ัน ใน
สมัยกอนนั้นจะตองสามารถอานอักขระภาษาพื้นเมืองไดเพราะเม่ือบวชเรียน แลวจะตองอาน
ตัวหนังสือในพระธรรมคัมภีร ตาง ๆ ไดรวมทั้งทองบทสวดมนตรทําวัตร ฝกกิริยาทาทาง การกราบ
ไหว เม่อื อยใู นสมณเพศแลวจะไดปฏบิ ตั ไิ ดถ ูกตอง
กอนจะถึงวันงานน้ันจะมกี ารแอวผาอุม คือนาํ เอาเครอ่ื งใชข องสงฆท ่ีซ้อื มาแลวนั้น ใสบนพาน
ใหคนอุม และมีคนกางสัปทน จัดขบวนซึ่งอาจมีตีฆองกลองแหไปตามหมูบานตาง ๆ ในละแวก
ใกลเคยี งเพื่อประกาศงานบุญ น้นั ๆ ดวย
เมื่อถึงวันงาน เจาภาพจะไปพรอมกันที่วัดใกลเคียง นําผูที่จะบรรพชามาแตงตัวทรงเคร่ือง
สมมุตใิ หเ หมอื นอยางเจาสิทธาตถห รือเจาชายสิทธัตถะยามจะออกบวช มีเครื่องทรงท่ีสวยงาม ลูบไล
ดวยน้ําอบน้ําหอม ทาแปงแตงตัวเต็มท่ี เรียกวาลูกแกว ชายฉกรรจที่แข็งแรงทําหนาที่เปนมากัณฐัก
หรอื มากัณฐกะใหล ูกแกวขคี่ อ ลูกแกว บางคนอาจขีม่ า และบางคนใชช างเปนพาหนะก็ได ขบวนลูกแกว
จะแหแหนไปรอบ ๆ หมูบาน และข้ึนไปบนบานบุคคลท่ีมี อาวุโสเพื่อใหผูกขอมือใหพรเมื่อขบวน
ลูกแกวกลับ ถึงวัดลูกแกวก็จะเปลี่ยนเครื่องแตงตัว เปนนุงขาวหมขาวเพ่ือเขาพิธีบวชโดยมีพระ
อปุ ชฌายเปน ผบู วชให
๒. ประเพณปี อยหลวง หรอื งานบญุ ปอยหลวง
ประเพณีปอยหลวง หรืองานบุญปอยหลวง เปนเอกลักษณของชาวลานนาซึ่งเปนผลดีตอ
สภาพทางสังคม ถอื วาเปนการใหชาวบา นไดม าทาํ บญุ รว มกัน รว มกันจดั งานทําใหเกิดความสามัคคีใน
การทํางาน งานทําบญุ ปอยหลวงยงั เปน การรวมญาตพิ น่ี องที่อยูตางถิ่นไดมีโอกาสทําบุญรวมกัน และ
มกี ารสืบทอดประเพณที ี่เคยปฏิบัตกิ ันมาคร้ังแตบ รรพชนไมใ หส ูญหายไปจากสงั คม
๑๖๑
“ปอยหลวง” คืองานฉลองที่ยิ่งใหญของคนทางภาคเหนือ “ปอย” มาจากคําวา ปเวณี
หมายถึง งานฉลองรื่นเริงหรืองานเทศกาลที่จัดขึ้นคาวา “หลวง” หมายถึง ย่ิงใหญ ประเพณีปอย
หลวงมักจัดข้นึ ชวงเดือน ๕ จนถงึ เดอื น ๗ เหนือ ตรงกับเดือนกุมภาพันธ ถงึ เดอื นเมษายน หรือ เดือน
พฤษภาคมของทกุ ป “ปอยหลวง” เปน การฉลองถาวรวตั ถขุ องวดั หรือส่ิงกอสรางท่ีประชาชนชวยกัน
ทําขนึ้ เพ่ือประโยชนแ กสาธารณะ ประเพณีงานปอยหลวงเปนการทําบุญเพ่ือเฉลิมฉลองศาสนสมบัติ
ตาง ๆ เพ่ือใหเ กิดอานิสงสแ กตนและครอบครัว ถอื วา ได บญุ กศุ ลแรง นอกจากนยี้ ังเปน เคร่ืองแสดงถึง
ความสามัคคีกลมเกลียวของคณะสงฆและชาวบานนอกจากการฉลองท่ีย่ิงใหญแลวการทําบุญปอย
หลวงนิยมทําบุญเพ่อื อุทิศสวนกุศลใหพอแมปูยาตายาย หรือญาติพี่นองท่ีลวงลับไปแลว สิ่งสําคัญอีก
อยางท่ีไดจากการทําบุญงานปอยหลวงก็คือการแสดงความชื่นชม ยินดีรวมกันเพ่ือความสนุกสนาน
เพลิดเพลนิ ใหแกค นในทอ งถนิ่ โดยการจดั มหรสพสมโภชเพราะนานหลายปถงึ จะไดมีโอกาสไดจัดงาน
ประเพณีปอยหลวง135๖๕
กอนวันงาน ๑ วัน จะมกี ารเตรยี มของเรยี กวา วันดา (วันสุกดิบ) วันนี้คณะศรัทธาจะนําของ
มารวมกันเรียกวา ฮอมครัว และในวนั แรกของงานปอยหลวง จะมกี ารทานธงแบบตา งๆ ซึ่งเมืองเหนือ
เรียกวา ตงุ ชอ ธงยาวและชอ ชา ง จะนําตุงไปปกไวบนเสาไมไผหรือไมซาง ตลอดแนวสองขางทางเขา
วัด ตุงจะทําดวยผาแพรหรือผาฝายสีตางๆอยางสวยงาม ในงานปอยหลวงจะมีการแหแหนเครื่อง
ไทยทานจากหวั วัดตางๆ ไปรวมทําบุญดวยเรียกวา แหครัวทาน ขบวนแหครัวทานจะมีชางฟอนสาว
รูปรางสวยงาม แตง กายแบบพืน้ เมือง ฟอนนําหนาครัวทานเขาวัดดวย วันสุดทายของงานปอยหลวง
คณะศรทั ธาจะแหครัวทาน หรือพมุ เงนิ บา นละตน หรือหลายบานรวมเปนหนึ่งตน ครัวทานนี้จะมีการ
แหกันตอนเย็น มีขบวนแหอยางสนุกสนาน กลางคืนจะมีพระสงฆเจริญพระพุทธมนต มีการสวด
สมโภชหรือสวดเบิก และมีการสวดถึงอานิสงสของการกอสราง วันรุงข้ึนมีการตักบาตร ถวาย
ภัตตาหาร และกลาวโอกาสเวนทานสง่ิ ปลูกสรางขึน้ เสร็จแลว ถวายไทยทานพระสงฆท ี่มารวมพิธี พระ
ใหศ ีลใหพ รเปนเสร็จพธิ ี136๖๖
โดยมีสาระสําคัญคือ เปนการแสดงความยินดีท่ีทุกคนในหมูบานไดรวมกันสรางถาวรวัตถุที่
เปน ประโยชนแ กวัดและสาธารณะ รวมท้ังอุทิศสวนบุญสวนกุศลใหแกบรรพชนท่ีลวงลับไปแลว เปน
การระลึกถึงพระคณุ ของทานเหลา นัน้
๓. ประเพณีตานตงุ
ในภาษาถนิ่ ลานนา ตงุ หมายถงึ “ธง” จุดประสงคของการทําตุงในลานนาก็คือ การทําถวาย
เปน พุทธบูชา ชาวลานนาถอื วาเปน การทาํ บุญอุทิศใหแกผทู ลี่ ว งลับไปแลว หรือถวายเพื่อเปนปจจัยสง
กุศลใหแกต นไปในชาตหิ นา ดว ยความเช่อื ทว่ี า เม่อื ตายไปแลวก็จะไดเกาะยึดชายตงุ ขึ้นสวรรคพนจาก
ขมุ นรก วนั ทถี่ วายตงุ นนั้ นิยมกระทําในวนั พญาวนั ซง่ึ เปน วนั สุดทายของเทศกาลสงกรานต
๖๕ ยุพา พลสามารถ, ประเพณีปอยหลวง, (ลําพูน : บริษัทนามิกิ พรีซิช่ัน (ประเทศไทย) จํากัด, ๒๕๕๓),
หนา ๑.
๖๖ http://www.prapayneethai.com/ประเพณปี อยหลวง [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๖๒
ตุงในลา นนาไทยน้ันถอื ไดว า เปน เครอื่ งสักการะชนดิ หนงึ่ จดั เปน เครื่องสักการะเนื่องในปจจัย
๔ เพราะสวนใหญท ํามาจากผา นอกจากน้ันตุงยงั เปนส่งิ ทใ่ี ชในพิธกี รรมตางๆ ทางพระพุทธศาสนาทั้ง
ในงานมงคล และอวมงคล รวมท้ังงานพิธีอื่นๆ ซึ่งในเรื่องของวัตถุประสงคของการใชตุงน้ัน มณี
พยอมยงค ไดส รุปไวด ังนี้137๖๗
๑) เพื่อใชเปนสัญลักษณ หมายถึง ตุงท่ีเปนเครื่องหมายพวกหรือเผาตางๆ กําหนดสีสันให
รูจักจาํ งาย เหมือนกับชาติตางๆ ท้ังหลายในโลกใชธงเปนเครื่องแทนปรัชญาหรือความหมายอยางใด
อยางหนึ่ง เชน ธงชาติไทยในสมัยรัชกาลท่ี ๓ เปนรูปชางเผือก ตอมาก็ทําเปนธงไตรรงค คือ ๓ สี
ประกอบดวยสแี ดงหมายถงึ ชาติ สีขาวหมายถงึ ศาสนา สีน้าํ เงินหมายถึงพระมหากษัตริย เหมือนกับที่
คนโบราณทา นเคยต้งั เกณฑไ วใ หเปนเคร่อื งหมายของแตล ะอยา งไป
๒) เพื่อใชในงานพิธี หมายถึง ตุงหรือชอธงในพิธีเคร่ืองบูชาเซนสรวงอยางการบูชาทาวจตุ
โลกบาล เปนตน หากไมมีชอตุงหรือธงถือวาพิธีไมครบอันเปนเครื่องบอกถึงความบกพรองทําใหพิธี
เสียหรอื ไมส มบูรณ
๓) เพือ่ ใชเปนตัวแทนศักดศ์ิ รแี กเ ทพเจา หมายถึง เทพที่สาํ คญั ทงั้ หลาย เชน พระอินทร พระ
นารายณ ยอมมีชอธงเปนเครื่องหมาย เชน พระอินทรมีธงสีเขียว เปนตน แมสมมติเทพ เชน
พระมหากษตั รยิ ก ม็ ีธงเปนเคร่ืองหมายแหง ยศและศกั ด์ศิ รี อยางพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู วั ของไทย
กม็ ีธงสีเหลืองเปน เคร่อื งหมายแหง ศักด์ิศรีอยดู วยเรียกวา “ธงมหาราช”
๔) เปนสญั ลักษณแ หง เกียรติ ขิ องบุคคล หมายถึง การมีตุงหรอื ชอประจาํ อยู เชนการเลนกีฬา
สมี ธี งเปน เครอ่ื งหมาย ทหารเหลา ตางๆ มธี งชัยเฉลิมพลเปนเครื่องหมายและเกียรติยศของกองทหาร
น้นั ทาํ ใหท หารภาคภูมิใจในความเปน ทหารของตน
ตามพื้นฐานความเชื่อดั้งเดิมของชนชาวลานนา การถวายทานตุงนั้นมีความสัมพันธอยาง
ใกลชิดกับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและประเพณีอันเก่ียวของกับวิถีชีวิต ซ่ึงเปนสัญลักษณของ
ความดี ความเปนสิริมงคล และเปน ส่อื นําวิญญาณของผูถวายทานตุงรวมทั้งวิญญาณของผูลวงลับไป
แลวท่ีมีผถู วายทานตงุ ใหข ึน้ ไปสสู รวงสวรรค หลดุ พน จากความทุกขท รมานอนั เนื่องมาจากวิบากกรรม
และใชเปนเครื่องสักการะถวายไวในพระพุทธศาสนา ซ่ึงวัตถุประสงคและคติในการสรางตุงของชน
ชาวลา นนา พ.นริ ันดร อภิวฑฒฺ โน สรุปดังน้ี
๑) เพ่ือถวายเปนพุทธบูชา สรางบุญกุศลใหแกตนเองและครอบครัวไวในภายภาคหนาและ
ความเปนสิริมงคล ความสขุ ความเจริญแกต น
๒) สรางเพื่อถวายทานอุทิศสวนกุศลไปใหแกญาติพ่ีนองผูลวงลับไปแลว เพื่อจะไดพนจาก
วิบากกรรมดว ยการไดจ ับหางตุงนําดวงวิญญาณใหไ ปสสู รวงสวรรค
๖๗ สุพัตรา เกษมเรืองวิชชญ, ตามฮีตโตยฮอย ตุงลานนาผะหญาคนเมือง, (เชียงใหม : กลุมสาระการ
เรยี นรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนเทศบาลวดั ศรีปงเมือง, ๒๕๕๗), หนา ๑๔.
๑๖๓
๓) เปนเครื่องหมาย สื่อสัญลักษณ บอกวาสถานท่ีแหงน้ันกําลังมีงานหรือพิธีกรรมใดๆ เชน
การปก ตงุ ไชยตามถนนเขา สูว ดั ในงานปอยหลวง เปน ตน
๔) เปนการเฉลิมฉลอง ประดับประดาศาสนสถาน ศาสนวัตถุ เชนในงานปอยหลวงฝง
ลกู นมิ ิต ฉลองพดั ยศ เปนตน
๕) ใชในพิธีกรรมและเทศกาลตางๆ เชน พธิ สี วดพทุ ธมนต พิธีสืบชะตา การข้ึนทาวทั้งส่ี การ
ตงั้ ธรรมหลวง งานปอยหลวง ทอดกฐนิ ประเพณปี ใหมเมอื ง งานศพ เปน ตน
๖) เพ่ือสะเดาะเคราะห ขจัดภัยพิบัติตางๆ ใหหมดไป โดยเฉพาะภัยที่เช่ือวาเกิดจากภูตผี
ปศ าจหรือบาป เคราะหรา ยทั้งหลาย
๗) เปน เครื่องหมายนําขบวนแหเครื่องไทยทาน เชน ชอชาง และนําขบวนแหศพเขาสูปาชา
เชน ตุงสามหาง เปนตน
๘) เพอื่ บูชาธาตุลม อนั เปน หนง่ึ ในสข่ี องธาตุ ไดแก ดิน นาํ้ ลม ไฟ
๙) ใชเ ปน เครอื่ งบชู าเทวดา ภูตผี ในพธิ ที างไสยศาสตร ทําเสนห บูชาผีสางเทวดา
๑๐) เพือ่ เปนการอนรุ ักษม รดกทางวัฒนธรรมท่ีมีมาต้ังแตบรรพบุรุษ ปูยาตายาย สืบทอดให
คงอยูสบื ไป
กลาวโดยสรุป ตุงเปนส่ิงท่ีทําขึ้นเพื่อใชในงานพิธีทางพุทธศาสนา ท้ังในงานมงคลและ
อวมงคลตา งๆ โดยมขี นาดรูปทรงและรายละเอยี ดดานวัสดุตกแตงตางๆ แตกตางกันไปตามความเช่ือ
และพิธกี รรม ตลอดจนตามความนิยมในแตละทองถิน่ ดวย ตุงจงึ มีอยูมากมายหลายชนิด เชน ทําดวย
ไมแกะสลัก เรียกวาตุงกระดาง ทําดวยผา ไดแก ตุงไชย ทําดวยสังกะสีหรือทองเหลือง เรียกวา ตุง
เหลก็ ตงุ ตอง ซึ่งตงุ ชนิดนีจ้ ะทําอุทิศใหแ กผ ทู ต่ี ายเพราะอุบัติเหตุ ลักษณะมีฐานเปนไม เสาต้ังขนาดสูง
ประมาณ ๑ ฟตุ แขวนดวยตงุ ขนาดเลก็ ๆ รอบแผนเหลก็ วงกลม ตัวตุงทําดวยทองเหลืองหรือสังกะสี
ตัดเปนแผนคลา ยรูปคน จํานวนของตงุ ทแ่ี ขวนไมแนน อนแตจ ดุ ประสงคข องผูทําทาน
ปจจุบนั ชาวลา นนาสว นใหญย ังนยิ มสรางตงุ เพ่ือใชในพิธีกรรมตางๆ ทั้งทางศาสนา ประเพณี
เกี่ยวกบั ชีวติ ประเพณเี กี่ยวกบั ความตาย งานเทศกาลและเฉลิมฉลองงานตางๆ ตามคติความเช่ือเดิม
แตวตั ถปุ ระสงคในการใชต ุงเร่ิมเปลยี่ นแปลงไป เนือ่ งจากบรรดาหนวยงานทั้งภาคราชการและเอกชน
มกั นยิ มใชต งุ ประดบั ตามสถานทจ่ี ัดงานตา งๆ เพอื่ ความสวยงาม138๖๘
๔. ประเพณกี รวยสลาก หรือตานกว ยสลาก
เปนประเพณีของชาวพุทธที่มีการทําบุญใหทานรับพรจากพระ จะทําใหเกิดสิริมงคลแกตน
และอุทิศสวนกุศลใหแกผูลวงลับไปแลว เปนการระลึกถึงบุญคุณของผูมีพระคุณ และเปนการ
แสดงออกถึงความสามคั คีของคนในชมุ ชน
๖๘ http://www.prapayneethai.com/การทานตุง [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๖๔
ประเพณีตานกวยสลาก คือ การทําบุญสลากภัตรของชาวลานนาในภาคเหนือของประเทศ
ไทย นิยมปฏิบัติกันต้ังแตเดือน ๑๒ เหนือถึงเดือนย่ีเหนือของทุกป (ต้ังแตเดือนกันยายนถึงเดือน
ตลุ าคม) ประเพณีตานกวยสลากมีชื่อเรียกแตกตางกันไปตามทองถิ่น บางแหงเรียกวาประเพณีก๋ินส
ลากหรอื ก๋ินกว ยสลาก แตค วามหมายเปนอยางเดยี วกัน คอื เปน ประเพณีการทําบุญท่ีไมเลือกเจาะจง
พระสงฆองคใดองคหนึ่ง สวนวิธีการทําบุญจะแตกตางกันไปตามความนิยมของแตละทองถิ่น มี
ลักษณะโดยทั่วไปคลายคลึง กับประเพณีถวายสลากภัตของภาคกลาง มีความแตกตางกันที่ชาว
ลานนานิยมการทาบุญจตุปจจัยถวายแดพระสงฆโดยไมมีการทําบุญถวายภัตตาหารเชนเดียวกับใน
ภาคกลาง คําวา ตานกว ยสลากน้นั ตาน หมายถึงการถวายทานแดพระสงฆ กวย หมายถึงภาชนะสาน
ประเภทตะกราหรือชะลอม ตานกวยสลาก จึงหมายถึงการถวายทานดวยวิธีการจับสลากเครื่อง
ไทยทานท่ีบรรจุมาในชะลอม การถวายตานกวยสลากมีจุดมุงหมาย ๒ ประการคือ เปนการอุทิศให
เทพยดาและผูที่ลวงลับไปแลวและเปนการอุทิศไวใหตนเองเมื่อลวงลับไป ในภายหนาดวย ซึ่งชาว
ลานนาเชื่อกันวาการถวายตานกวยสลากน้ีจะไดอานิสงสมาก เนื่องจากเปนการทาบุญสังฆทานซึ่งผู
ถวายทานไมไดเจาะจงตัวผูรับวา จะเปนพระภิกษุหรอื สามเณรรูปใดรปู หนง่ึ 139๖๙
ประเพณีตานกว ยสลาก แบง ออกไดเ ปน สามประเภท ดังน้ี
๑. สลากเฉพาะวดั เรยี กวา สลากนอ ย
๒. สลากทน่ี ิมนตพ ระจากวดั อน่ื ๆ มารว มพธิ ดี ว ยเรยี กวา สลากหลวง
๓. สลากท่ีทาํ เมื่อฝนฟาไมต กตองตามฤดูกาล เพื่อถวายกุศลแดพระอินทรและเทพยดา
ตาง ๆ เปนการขอฝนเรยี กวา สลากขอฝนหรือสลากพระอนิ ทร
สําหรับพิธีกรรมนั้น เม่ือไดกําหนดวันกรวยสลากแลว ทางวัดจะแจงใหผูมีจิตศรัทธาทราบ
เพ่ือจัดเตรียมอาหารส่ิงของตาง ๆ ท่ีพระภิกษุจําเปนตองใช อาจทําเปนบุคคลหรือคณะก็ได แตละ
กอง สง่ิ ของท่เี ตรยี มมานจี้ ะทําภาชนะบรรจุอยา งสวยงาม ประดับตกแตงเปนซุมแบบเรือนไทย เรือน
ยอดหรอื ดอกบัว ตั้งเรียงรายรอบพระอุโบสถ วันน้ีถือวาเปนวันสําคัญทางวัดจะจัดเตรียมอาหารคาว
หวาน ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารผมู าในงานน้ีอยา งเตม็ ท่ี บุคคลทีจ่ ะไดจับสลากก็คือ พระภิกษุท่ีไดนิมนต
มาจากวดั ตาง ๆ สว นใหญเ ปนเจา อาวาสหรอื พระภกิ ษทุ ีป่ ระชาชนสว นใหญใหความเคารพนับถือ เม่ือ
มาพรอมกันแลวก็เขา พระอุโบสถทาํ พธิ ีสวดมนตบทตาง ๆ เพื่อความเปนสิริมงคลของพุทธศาสนิกชน
ตอจากนัน้ ก็เร่ิมจบั สลาก พระภิกษุรูปใดจบั ไดหมายเลขหรือช่ือท่ีตรงกับซุมกรวยสลากหมายเลขหรือ
ชื่อนนั้ ก็ไปรบั ถวายพรอมดวยอนุโมทนา เจาของกรวยสลากก็ชวยกันหาซุมกรวยสลากใสรถแหไปสง
ถงึ วัดอยางสนกุ สนาน
๖๙ เชาวนี สัมมา, ตานกวยสลาก : การถวายทานดวยการจับสลากของชาวลานนา, (จันทบุรี :
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราไพพรรณี, ๒๕๕๔), หนา ๑.
๑๖๕
สาระสาํ คัญของประเพณีตานกว ยสลาก สามารถสรปุ ไดว า เปน ประเพณีของชาวพุทธที่มีการ
ทําบุญใหทานรับพรจากพระ จะทําใหเกิด สิริมงคลแกตน และอุทิศสวนกุศลใหแกผูลวงลับไปแลว
เปน การระลกึ ถึงบุญคุณของผูม ีพระคณุ และเปน การแสดงออกถึงความสามคั คขี องคนในชมุ ชน
๕. สรุปประเพณีทีเ่ กยี่ วของกับพระพุทธศาสนาของภาคเหนอื
จากประเพณีที่เก่ียวของกับพระพุทธศาสนาของชาวภาคเหนือท่ีนําเสนอในขางตนเราอาจ
สรุปไดวา วิถชี วี ิตของชาวไทยทางภาคเหนือเปนวิถีชีวิตท่ีมีความเรียบงายยึดธรรมชาติเปนหลัก การ
ยึดธรรมชาตเิ ปนหลกั อาจเปนผลมาจากท่ีชาวภาคเหนือมีความศรัทธาตอพระพุทธศาสนาที่มุงเนนให
ฝก ใชชวี ติ อยางเรียบงา ย ดังนน้ั เมือ่ เปน เชน น้วี ิถชี วี ติ รวมทั้งวัฒนธรรมความเปนอยูของชาวภาคเหนือ
จึงปรากฏใหเ ราไดเ หน็ วาเปนสงั คมทม่ี คี วามสงบมาโดยตลอด
๖.๒.๒ ประเพณีท่เี กย่ี วของกบั พระพุทธศาสนาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หากกลา วถึงภาคตะวนั ออกเฉียเหนอื ในแงของประเพณีน้ันคงเปนอ่ืนใดไปไมไดนอกเสียจาก
ประเพณี ฮตี ๑๒ คอง ๑๔
คําวา "ฮตี "หรอื "รีต"หรอื "จารตี ประเพณ"ี หมายความวา "ประเพณี อนั เนอ่ื งดว ยศีลธรรมซง่ึ คน
สวน รวมถือวามีคาแกสังคม ใครประพฤติฝาฝนหรืองดเวน ไปไมกระทํา ตามท่ีกําหนดไว ถือวาผิด
เปนช่ัว" ฮีตสิบสองของชาวอีสานเปนฮีตที่บริสุทธิ์ เปนเร่ืองของความ เชื่อในพระพุทธศาสนาและ
ประเพณีนิยมพื้นบานเปนประเพณีที่สมาชิกในสังคมจะไดมีโอกาสรวมชุมชนกันทําบุญประจําทุกๆ
เดอื นของรอบป ผลท่ีไดรับคือทกุ คนจะไดมีเวลาเขาวดั ใกลชดิ กบั หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา ยิ่งขึ้น
ทาํ ใหไดม ีโอกาสพบปะและรูจักมักคุนกันรวมท้ังเปนจารีตบังคับใหทุก ๆ คนเสียสละทํางาน รวมกัน
เมอ่ื วา งจากงานประจําแลว ดังน้นั ประเพณีฮตี สิบสองก็คอื ประเพณีสิบสองเดอื น จงึ หมายถึง ประเพณี
ท่ีประชาชนชาวอีสานไดป ฏิบตั ิสบื ตอกันมาในโอกาสตางๆ ทั้งสิบสองเดือนในแตละป ประเพณีท้ังสิบ
สองเดือนท่ีชาวอีสานถือปฏิบัติกันมาน้ันลวนเปนประเพณีท่ี สงเสริมใหคนในชุมชน ไดออกมารวม
กิจกรรมพบปะสังสรรคกัน เพ่ือความสนุกสนานร่ืนเริงและเพื่อความสมานสามัคคีมีความรักใครกัน
ของคนในทองถ่ิน ซ่ึงเปนการสืบทอดส่ิงที่ดีงามมาจวบจนปจจุบัน ประเพณีอีสานสวนใหญจะมี
เอกลักษณแตกตางจากประเพณีภาคอื่นๆ ประเพณีอีสาน ไดรับอิทธิพลมา จากวัฒนธรรมลานชาง
(แถบหลวงพระบางประเทศลาว)จึงจะเหน็ ได วา ประเพณีของชาวอีสาน และชาวลาวมีความคลายกัน
เพราะมีที่มาเดียวกันและชาวอีสานและชาวลาวก็ไปมาหา สูกันเปนประจํา เย่ียงญาติพ่ีนองทําใหมี
การถายเทวัฒนธรรมระหวางกันดวย “ฮีต” แปลวา “จารีต” คือสิ่งที่เคยปฏิบัติสืบตอกันมาเปน
เวลานาน ฮีตน้มี กั จะมกี ารปฏิบัตกิ ันเปนประจําเดือน ครบสิบสองเดือนหรือหน่ึงป จึงเรียกวา “ฮีตสิบ
สอง”140๗๐ อีสานมกี ารนบั ถอื ประเพณอี ยา งเครงครดั มาแตค รั้งโบราณ และเปนประเพณีของทองถิ่นสืบ
มาหลายรอยป เรื่องฮีตสิบสองคลองสิบสี่ เปนเร่ืองทางศาสนา จึงนาจะนับถือกันมาต้ังแตคร้ัง
๗๐ ประมวล พิมพเสน, ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ ประเพณี ผูกเสี่ยว, (ขอนแกน : ขอนแกนการพิมพ ,๒๕๔๖) ,
หนา ๑๐
๑๖๖
วัฒนธรรมอินเดยี เขา สบู ริเวณนแี้ ลว141๗๑ เรยี กกนั ส้นั ๆวา ฮตี -คลอง หรอื ถา จะเรียกใหเปนแบบชาวบาน
แทก็วา" เปงบานเปงเมือง" เรื่องฮีตสิบสองคลองสิบส่ีนี้ มีผูสูงอายุหลายทานกลาวไวคลายๆ กัน จะ
ตา งบางก็เพยี งเล็กนอย ท้ังนี้เพราะคร้ังโบราณดานหนังสือยังไมเจริญ อาศัยการบอกเลาจดจํากันมา
เปนสวนใหญที่เขยี นไวน ้ันเปน สวนนอย ประเพณฮี ตี สิบสองมีดังนี้
ฮีตที่ ๑ บญุ เขา กรรมหรอื บุญเดอื นอาย
เดือนอายหรอื เดอื นหน่ึง หรือบางทอี าจจะเรยี กวาเดือนเจียงก็ไดมปี ระเพณีการทําบุญประจํา
เดอื น คอื "บญุ เขา กรรม"142๗๒ ไดม บี ทผญาทกี่ ลา วถงึ บุญประจาํ เดอื นนีว้ า ...
ฮตี หนง่ึ นน้ั “เถิงเมอ่ื เดือนเจียงเขา กลายมาแถมถาย
ฝงู หมูสงั ฆเจา ก็เตรยี มเขาอยูกรรม
มนั หากธรรมเนียมนี้ ถือมาตัง้ แตกอน
อยา ไดละหา งเวน เขน็ สิขอ งแลน นํา แทแ ลว”143๗๓
ความหมายคือ พอถึงเดือนเจียง (เดือนอาย) หรือเดือนหนึ่ง ภิกษุสงฆจะตองเตรียมพิธีเขา
ปรวิ าสกรรม เพราะถอื เปนธรรมเนียมประเพณมี าแตโ บราณขออยา ไดละทงิ้ ประเพณีน้ี หากไมแลวจะ
ทําใหเกดิ ภัยพบิ ตั ไิ ด ดวยคําสอนน้ีชาวอีสานจึงนาํ มาปฏิบัตอิ ยา งเครงครดั จนปจจบุ นั
การเขากรรม คอื การอยปู รวิ าสกรรมของภกิ ษผุ ตู องอาบัติสังฆาทิเสส ซ่ึงเร่ืองของการอาบัติ
นี้เปนเรื่องของพระท่ีลวงละเมดิ พระวินัยหรือศีลแลวเกิดโทษหรือความผิด ทีนีเ้ มอ่ื เกิดโทษแลวก็ตองมี
การลงโทษอนั เปนเรื่องธรรมดาของการอยูรวมกันในสังคม ตองมีขอบเขตของสังคมหรือกฎระเบียบ
ตางๆ ทส่ี ังคมน้ันๆ บญั ญตั ิข้นึ เพอ่ื เปนการปอ งกนั รกั ษาคนหมูมากหรอื สังคมสวนรวม ไมใหเกิดความ
เสียหายตอระบบของสงั คม
ในสังคมของพระภิกษกุ เ็ ชนเดยี วกันมีพุทธบญั ญัติหรือพระวินัยเมื่อเกิดความผิดหรือการลวง
ละเมิดศีลเกิดข้ึนก็ไดมีการชําระโทษหนักบาง เบาบาง ตามสมควรแกความผิดที่เกิดข้ึน ที่หนักที่สุด
สําหรับพระภิกษุคือการขาดจากความเปนพระ หรือการตองอาบัติปาราชิก สําหรับการอยูปริวาส
กรรมเปน การลงโทษพระทีต่ องอาบตั ิสังฆาทิเสส ซึ่งเปนอาบัติที่มีโทษอยางหนัก เม่ืออยูปริวาสกรรม
และออกจากปริวาสกรรมเรยี บรอยแลว ถือวาเปนผูมีศีลที่บริสุทธ์ิ เปนภิกขุภาวะที่สมบูรณแบบ การ
อยูปริวาสกรรมน้ีไมใชเร่ืองของการลางบาป แตเปนเร่ืองของการลงโทษแกผูประพฤติผิดพระวินัย
บัญญัติ ซ่งึ เปนเร่ืองธรรมดาๆ ของพระภิกษุทั่วๆ ไป
๗๑ สริ ิวัฒน คาํ วนั สา, อสี านคดี เน่ืองในงานการละเลนพ้ืนบาน, คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๕๒๑ , หนา ๑.
๗๒ ปรีชา พณิ ทอง, ประเพณโี บราณไทยอีสาน, พิมพครั้งที่ ๗ (อุบลราชธานี, โรงพิมพศิริธรรมออฟเซ็ท,
๒๕๓๔), หนา ๕๗.
๗๓ อุดม บัวศรี, วัฒธรรมอีสาน, (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ขอนแกน , ๒๕๔๖ ), หนา ๙๙.
๑๖๗
การอยกู รรมของพระสงฆมกี ารทรมานตนเชนวา มกี ารนัง่ สมาธิ เดินจงกรม สวดมนตภาวนา
ใชเวลามากกวาปกติ บางทีมีการอดขาว อดน้ําถึง ๒-๓ วันก็มี หรือบางทีก็ถูกอาจารยกรรมฝกหนัก
ทัง้ นี้ก็เพอ่ื ใหร ูและเขาใจความยากลาํ บากของคําวา กรรม หรืออยูกรรม ท่ีแมไดอยูไฟหรือวาอยูกรรม
นั้นมี ความยากลําบากเพยี งไร เพราะฉะนน้ั คนในสมัยกอ นๆ จงึ มีความตระหนักและเขาใจในบุญคุณ
ของพอแม ไมม ขี า วปรากฏใหไ ดยินเหน็ วาลกู ฆา พอ ตแี ม ลูกอกตญั ู แตกลับเทิดทูนพอแมในฐานะปู
ชนยี บคุ คลในระดับครอบครัวอยางแทจริง
กจิ กรรมของพระในการน้ี พุทธศาสนิกชนผหู วังบุญกุศลก็รวมกันดูแลอุปฏฐากรักษาพระเจา
พระสงฆท่เี ขา อยกู รรม บริจาคทาน รักษาศีล ฟงธรรม เก่ียวกับการเขาอยูปริวาสกรรมของพระภิกษุ
เรียกวา "บญุ เขากรรม" สวนกาํ หนดการทําบุญดังกลา วไดกาํ หนดเอาเดอื นอาย สวนจะเปนขางขึ้นหรือ
ขางแรมก็ได เพราะมกี าํ หนดทํากันในระหวางเดอื นอายนี้เอง จึงมีช่ือเรียกอีกอยางหนึ่งวา “บุญเดือน
อาย”
ฮตี ที่ ๒ บญุ คูณลานหรอื บญุ เดอื นย่ี
เดือนย่ีหรือเดือนสอง นักปราชญโบราณอีสานไดจัดการใหมีประเพณีในการทําบุญ
ประจําเดอื นน้ี คอื บุญคณู ลาน โดยทา นไดก ลา วไวเปนผญาวา
“ เดือนยี่ ใหเ อาคนั หลาวขนเขน็ ขา ว โฮมลานรวมใหญ มา งแลว ตฟี าดฟงุ
เปน กมุ แลว กอ บญุ เหลอื จากน้นั ใหขนขึ้นใสเ ยีย”144๗๔
ความหมายคือ เดือนสองใหเอาคันหลาวขน (หาบ) ขาว มารวมท่ีลานใหญ ยกขึ้นแลวตีลง
เมอื่ ขา วรวมเปน กองแลว ใหส รา งกองบญุ เหลือจากนั้นใหขนเก็บท่ียุงขาวไวสถานท่ีนวดขาวเรียกวา"
ลาน" การนาํ ขาวที่นวดแลว มากองใหส ูงขึน้ เรยี กวา "คณู ลาน"คนอีสานสมยั กอนมอี าชีพทํานาเปนหลัก
และตองการจะทําบญุ ดว ยการบาํ เพญ็ ทาน ก็ไดจัดใหล านขา วเปน สถานทท่ี าํ บญุ การทําบุญในสถานท่ี
ดงั กลาวเรยี กวา "บญุ คูณลาน" โดยกําหนดเอาเดือนย่หี รือเดือนสองเปน เวลาทําเพราะมีกําหนดทําเอา
ในเดือนยี่นเ้ี องจงึ ไดช ือ่ อกี อยา งหนึ่งวา "บญุ เดอื นยี่"
ฮตี ท่ี ๓ บุญขา วจหี่ รือบุญเดอื นสาม
ขาวจี่ เปนอาหารชนดิ หน่งึ ของคนอสี าน อาจจะถอื กําเนิดขึ้นโดยการที่ขณะท่ีน่ังผิงไฟในหนา
หนาว และเปนชวงท่ีเก็บเกี่ยวขาวแลวเสร็จใหมๆ โดยธรรมชาติของขาวใหมก็มีกลิ่นหอมอยูแลว
ในขณะท่ีนั่งผงิ ไฟอยูน นั้ ก็เอาขา วเหนยี วทีน่ ง่ึ แลวมาปนโรยเกลือทาไขไก นํามาอัง (ขางไฟ)หรือนํามา
ยา งไฟใหเกรยี มกถ็ ือวาสกุ แลว และรับประทานได เ พราะโดยอปุ นสิ ยั เนอื้ แทของคนอีสานแลวเปนคนที่
ขยันและชางคดิ อยูแลว และตอ มาไดน ําขาวจนี่ ไี้ ปถวายพระจนกระทั่ง ไดกลายมาเปน ประเพณีงานบุญ
ขาวจม่ี าจนถึงทุกวนั นี้
๗๔ www.oocities.com/zodjang/klong14.htm [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๖๘
การทําบุญใหทานมีขาวจี่เปนตนเรียกวา"บุญขาวจี่"และนิยมทํากันในชวงเดือนสามขางแรม
145๗๕ จนกระท้ัง มีคําผญาอีสานโบราณทานไดแตงไววา “เดือนสามคอย ลมวอยๆ ปนขาวจ่ีขาวจ่ีบใส
น้าํ ออย จวั นอยเซด็ นาํ้ ตา” เก่ียวกบั เร่ืองประเพณีบญุ เดอื นสามนี้ นักปราชญอีสานโบราณไดแตงผญา
ไวอีกวา
“ฮีตหนึง่ นนั้ เถิงเดือนสามไดพ ากันจ่ขี า วจ่ี ไปถวายสงั ฆเจาเอาแทหมูบญุ
กศุ ลยังสนิ ําคาํ้ ตามเฮามือ้ ละคาบ หากธรรมเนียมจังซีม่ แี ทแ ตนาน
คองหากเคยมมี าแตป างปฐมพนุ อยา พากันไลถมิ่ ประเพณแี ตเ กา
บานเมอื งเฮาสเิ ศราภยั ฮายสแิ ลนตาม ใหท ําไปทกุ บา นทุกท่เี อาบญุ พอ เอย”146๗๖
ความหมายคือ เมื่อถึงเดือนสาม ชาวบา นพากนั นาํ เอาขาวจี่ไปถวายพระภิกษุสงฆเพื่อทําบุญ
เพราะบญุ นัน้ จะเปนกศุ ลหนนุ นําตดิ ตัวเราไปทกุ วัน เพราะนีเ้ ปนทําเนยี มท่เี คยปฤตปิ ฏบิ ัตมิ าต้ังแตครั้ง
โบราณกาล อยาไดพากันละท้ิงประเพณีน้ี บานเมืองจะเกิดภัยพิบัติ ใหทํากันทุกบานทุกครัวเรือน
ทอ นทีส่ องวา เมอื่ ถงึ เดือนสามทอ งฟาสดใส ไปทางไหนเห็นแตคนใจบุญสุนทรทานสาววัยรุนทั้งหลาย
พากนั ปนขา วจี่ บา นละสามสป่ี น พอไดนําไปทําบุญ บางก็ทําขนมจีน ตกแตอาหารหวานคราว หนุมๆ
สาวๆ ไปรวมกนั ทาํ บญุ ทวี่ ดั
ฮีตที่ ๔ บุญผะเหวดหรอื บุญเดือนส่ี
บุญผะเหวดเปนประเพณที ี่ย่งิ ใหญสําหรับชาวอีสาน โดยอาศัยความเช่ือวาถาผูใดไดต้ังใจฟง
เทศนผ ะเหวดจบภายในวนั เดียว กจ็ ะไดเกิดมาในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตย บุญที่มีการเทศน
ผะเหวดหรือเทศนมหาชาติเปนเรื่องสําคัญ เรียกวา "บุญผะเหวด" ซ่ึงเร่ืองหนังสือผะเหวดหรือพระ
เวสสันดรชาดกน้ัน เปนหนังสือที่แสดงถึงพระจริยาวัตรของพระพุทธเจา ในคราวที่พระองคได
เสวยพระชาติเปนพระเวสสนั ดร และไดบาํ เพ็ญทานบารมใี นชาตินี้ดวย สวนสาเหตุท่ีเรียกวาบุญเดือน
ส่ี เพราะมกี ําหนดทํากันในชวงเดอื นสี่เปนสําคัญ147๗๗ นักปราชญโบราณอีสานไดก ลาวเปนผญาไววา
“ใหคอ ยซอมไปขางหนาเดอื นสิมาเปน เดือนสี่
หลังจากบญุ ขาวจส่ี มิ าบญุ ผะเหวดเจาเฮาสไิ ดแ ตงทาน
ทุกเขตบานยานถ่นิ ดนิ อีสาน
สุขสาํ ราญเหลอื หลายมวนมิงกะเลยฟอ น
ตกหวางตอนคนตง้ั ใจฟง สิวอนหว่ี
๗๕ ปรชี า พิณทอง, เลม เดิม , หนา ๕๙-๖๐.
๗๖ ภาวัฒนธรรมจงั หวดั ขอนแกน, ของดอี สี าน, (ขอนแกน : ขอนแกนการพมิ พ,๒๕๔๐) หนา ๓๑
๗๗ ปรีชา พิณทอง, เลม เดิม, หนา ๖๗.
๑๖๙
ตอนกณั หาชาลีสพิ รากพอแมแ กว คนสิไหน่ังฟง”148๗๘
ความหมายคือ ใหค อยดูไปขางหนา เดือนถัดมาคือเดือนส่ี หลักจากบุญขาวจี่แลวจะเปนบุญ
ผะเหวด (พระเวสสนั ดรชาดก) เราจะไดเตรยี มทําบุญ ทุกเขตดินแดนอีสานสุขสําราญมากลน ฟอนรํา
สนุกสนาน จากนนั้ ก็จะฟงเทศนพระเวสสันดร ตอนกัณหา ชาลี จะไดพลัดพรากจากบิดามารดา คน
ฟงก็จะนง่ั รอ งให
บุญเดือนส่ีหรือบุญผะเหวด (บุญมหาชาติ) ก็คือบุญอันยิ่งใหญท่ีเกี่ยวของกับพระมหา
เวสสนั ดรชาดกน่นั เอง กําหนดการทําบุญผะเหวดจะเปน ในชว งเดอื นสข่ี างแรมถงึ เดือนหา จะถือเอาวัน
ใดเปนวันบุญก็ไดตามแตจะตกลงกันในหมูบ าน เม่ือตกลงวันกันไดแลว กอนถึงวันงานก็จะมีการ
เตรียมงานบุญโดยมีการเตรยี มดอ กไม อาหารคาวหวาน ขนม ขาวตม ไวสําหรับถวายพระและเล้ียง
แขกในงาน และเตรยี มหมากพนั คํา เมย่ี งพันคาํ เทยี น ธปู อยางละพัน และขาวตอกดอกไมไวสําหรับ
บูชาคาถาพัน สวนผูที่มีฝมือในการวาดภาพก็ จะชวยกันวาดภาพบนผืน ผาสีขาวไวสําหรับแห สวน
ทางวดั กแ็ บงหนังสือออกเปนกัณฑ ๆ หนังสือผูกหน่ึงอาจแบงเปนหลาย ๆ กัณฑก็ไดเพ่ือใหชาวบาน
ไดร ับกัณฑเทศนทั่วถึงกัน มอบหนังสือใหพระภิกษุสามเณรในวัดเพ่ือเตรียมไวเทศน ห รืออาจนิมนต
พระจากวัดอืน่ มาเทศนดวย
ฮีตท่ี ๕ ประเพณีสงกรานต บญุ สรงนาํ้ หรือบุญเดอื นหา
การรดนํ้าพระพทุ ธรูป พระสงฆและผหู ลักผูใหญ เรยี กวา "สรงน้ํา" หรืออีกอยางหนึ่งเรียกวา
ตรษุ สงกรานต โดยตรษุ สรงกรานตคอื วันทพี่ ระอาทิตยเ คลอื่ นยา ยจากฤดูหนาวเขาสูฤดูรอน ในระยะ
นี้เรียกวา ตรุษสงกรานต เพราะมกี าํ หนดทําในเดือนหา จึงไดช อ่ื เรยี กอกี อยา งหนึ่งวา"บุญเดือนหา" โดย
ถอื วาเปนวันข้ึนปใหมของไทยในสมัยโปราณ ดังที่ปรากฏในบทผญาเกีย่ วกับบญุ เดอื นหา วา
“พอเถิงเดือนหา ไดพวกไพรซาวเมอื ง
จงพากันสรงนํา้ ขดั สพี ระพทุ ธรปู
ใหทาํ ทกุ วดั แทอ ยาไลมา งหางเสยี
ใหพากันทําแทๆ ไผๆ บไ ดวา
ทุกท่ัวทปี แผน หญา ใหทาํ แทซคู น
จักสิสขุ ยิง่ ลน ทําถกื คาํ สอน
ถกึ ฮีตคองควรถือแตปางปฐมพนุ ”149๗๙
การทําบญุ ตรุษสงกรานตนอกจากจะมีการสรงน้ําพระแลว ยังมีการสรงน้ําหรือรดน้ําดําหัวผู
หลักผูใหญ ผูเปนเจาบานเจาเมืองผูที่เปนผูท่ีสูงชาติกําเนิด ผูท่ีมีอุปการคุณ เชน พอ แม ปู ยา ตา
๗๘ http://www.mettadham.ca/boontaeladien3.htm [๔ ต.ค. ๒๕๕๙].
๗๙ สวิง บญุ เจิม, มรดกอสี าน, (อบุ ลราชธานี: มรดกอีสาน, ๒๕๕๔), หนา ๓๖ - ๓๗.
๑๗๐
ยาย เปนตน ซึ่งถือวาเปนการรดนํ้าดําหัวเพ่ือขอพรใหลูกหลานไดอยูชุมกินเย็น นอกจากการสรงนํ้า
พระและรดน้าํ ดําหัวผูห ลกั ผใู หญแลว ยงั มีการสรงนํา้ เครือ่ งค้ําของคูณตาง ๆ เชน คุด เขา นอ งา แขว
หมตู นั จันทคาด เปน ตน ซงึ่ เปน เครอื่ งคา้ํ ของคูณเหลาน้ีถามีอยูบานใดเรือนใด จะทําใหเจาของเรือน
นน้ั อุดมสมบรู ณด วยขาวของเงินทอง ในเทศกาลเชนนี้ใหนําเอาเครื่องค้ําของคูณเหลานั้นออกมาสรง
จะทาํ ใหผ ทู ่ีเปน เจา ของมีความสขุ ความเจริญสมบรู ณบริบรู ณด ว ยขาวของเงนิ ทอง
นอกจากนยี้ ังมีการขนทรายเขาวัดกอเจดียทราย หรือชาวอีสานเรียกกันวา "พระทราย" คือ
ทรายท่ีกอเปนกองแลวเอาธงผาธงกระดาษไปปกไวบนยอดและรอบๆ โบราณอีสานเรียกวา "กอง
ประทาย" บาง เรียกวา "กองประทราย" บาง หรือจะเรียกใหต รงกับคาํ บาลีวา "วาลุกเจติยํ" ซึ่งแปลวา
เจดยี ทราย ซง่ึ กไ็ ดแกกองพระทรายนั่นเอง
ประเพณีในการทําบุญอีกอยางหนึ่งเทศกาลนี้ คือ การปลอยสัตว เชน นก ปู ปลา หอยเตา
เหลานเ้ี ปนที่นิยมปลอยกัน จนกระท่งั ไดป รากฏไวใ นบทผญาประจําเดือนท่ีไดกลาวแลวขางตนเพราะ
ถอื วา การไถถ อนสตั วอ่ืนนนั้ มบี ุญมาก เปนการปลดเปลือ้ งสตั วใหพ นทุกขใ นเทศกาลเดือนหานดี้ ว ย
ฮตี ที่ ๖ ประเพณีบญุ บั้งไฟหรือบุญเดือนหก
บุญเดือนหก เปน ประเพณีทส่ี าํ คญั ของชาวอสี าน เพราะเปนประเพณีที่เกี่ยวกับการขอฟาฝน
อันมอี ทิ ธิพลตอวิถชี ีวติ ของคนอสี าน โดยท่สี ว นใหญแ ลว คนอสี านมีอาชีพในดานกสกิ รรมเปนหลัก การ
นําเอาดินประสิว (คนอีสานเรียกวาข้ีเจีย)มาโขกหรือบดผสมกับถานใหแหลก ละเอียด(คนอีสาน
เรียกวาหมื่อ) แลวบรรจุลงในกระบอกไมไผอัดใหแนน แลวเจาะรูใสหางเรียกวาบั้งไฟการทําบุญให
ทานและมีความเก่ียวของกับบั้งไฟ เรียกวา "บุญบ้ังไฟ" อีกอยางหนึ่งทานเรียกวา "บุญเดือนหก"
เพราะมกี าํ หนดทํากันในเดอื นหก150๘๐ โดยในเดือนนไ้ี ดมีบทผญาเกี่ยวกับประเพณีการทําบุญในเดือนน้ี
วา
“ฮอดเดอื นหกเสียงฟาไขประตูฮอง
บอกขา วเมอื งคนมีแตฝ นกบั ลมสงเสยี งกกึ กอ ง
สายตามองเห็นแลวในใจก็หากมวน
เขยี ดอโี มอ อกเตนฟอ นเกี้ยวใสผ ูสาว”
ความหมายคือ ถึงเดือนหกเสียงฟารองไขประตู บอกขาวชาวเมือง มีแตฝนกับฟาสงเสียง
กกึ กอง สายตามองไปจติ ใจกส็ ุขสรรค กบเขยี ดโลดเตนออกหาตัวเมีย (เพราะเสียงฟารอ ง)
การทําบุญอีกอยางหนึ่งใน “เดือนหก ทําบุญวันวิสาขบูชา” อันเปนประเพณีการทําบุญที่
พุทธศาสนิกชนท่ัวไปนิยมกระทํากัน และชาวอีสานไดสืบสานประเพณีนี้มาเปนเวลาชานานแลว ซ่ึง
เกี่ยวกบั เร่อื งนมี้ ปี รากฏในบทผญาทไ่ี ดกลาวเกรน่ิ นําในตอนนีว้ า
“เหน็ แตส ใี สเนนวันเพญ็ สบิ หาคํา่ วิสาขาเลศิ ล้ําชาวบา นบ อยเู ฉย
๘๐ ปรชี า พิณทอง, เลมเดมิ , หนา ๘๗.
๑๗๑
ไผกะยิม้ เปยๆ ลงวัดเวียนเทียน เดอื นไดเวียนมาเถงิ นพคณุ คองเคา ”151๘๑
ความหมายคือ เห็นแสงจันทรสองแสงในวันเพ็ญสิบหาค่ํา วันวิสาขบูชา ชาวบานไมอยูเฉย
ใครๆ กส็ ขุ ใจไปวดั เวียนเทียน เดือนหกไดเวยี นมาระลกึ ถงึ พระคณุ เกา (ของพระพุทธเจา)
วนั วิสาขะเปนวันท่ีมีความสําคัญตอพระพุทธศาสนา สาเหตุที่เรียกวาวิสาขบูชาน้ันเดือนหก
ภาษาบาลีเรียกวา เดือนวิสาขะหรือเดือนวิสาขมาส การทําบุญในเดือนวิสาขะหรือเดือนหกเพ่ือเปน
การระลึกถึงคุณพระพทุ ธเจา เรยี กวา "บุญวิสาขะ" โดยวสิ าขบูชาน้ีเปนวันคลายวันประสูติ ตรัสรู และ
เสด็จดับขันธป รินิพพานของพระพุทธเจา ซึ่งเหตุการณสําคัญเหลาน้ีเกิดข้ึนในวันเดียวกัน คือ วันเพ็ญ
เดือนหกทุกวันนพี้ ุทธศาสนิกชนยังคงพากันทาํ การบชู าพระพุทธเจา ดวยการเวียนเทียนและบูชาดวย
เคร่ืองสักการะมีดอกไม ธูป เทียน เปนตน นอกจากน้ียังไดทําการบูชาดวยการปฏิบัติตามคําสอน
พระพุทธเจา โดยการสมาทานอุโบสถศีล เจรญิ เมตาภาวนาอกี ดวย
ฮีตท่ี ๗ บุญซาํ ฮะหรือบุญเดอื นเจด็
การชําระลางมลทิน ผงฝุน หรือสิ่งท่ีสกปรก รุงรังใหสะอาดปราศจากมลทินหรือความมัว
หมอง เรียกวา "ชาํ ระ" หรอื ภาษาอสี านเรียกวา "ซําฮะ" สิง่ ควรเอาใจใสในการชําระใหสะอาดน้ันมีอยู
๒ อยาง คือ ความสกปรกภายนอก ไดแก รางกาย เสื้อผา ที่อยูอาศัยท่ี และความสกปรกภายใน
ไดแก จติ ท่มี ีความโลภ โกรธ หลง อนั สิ่งที่เปนอกุศลมูลหรอื สิ่งเปน มูลเหตุของความไมดีไมงามที่จะทํา
ใหจติ ใจของคนเราเศรา หมองได
การชาํ ระลางในประเพณีน้ีไดแก การที่บานเมืองเกิดความเดือดรอน มีขาศึกมาทําลายมีโจร
ปลน เกิดรบราฆาฟนแยงชิงกันเปนใหญ เกิดโรคระบาด ผูคน ชาง มา วัว ควาย ลมตายเพราะผีเขา
เจา สญู (ผีโกรธ) คนอสี านถือกนั วาบานเมืองเกดิ เดือดรอน ชะตาบานเมืองขาด จําตองมีการชําระลาง
ใหหายจากเสนยี ดจัญไรเหลานั้น
การทําบญุ เกีย่ วกบั การชําระลา งบา นเมืองนเ้ี รียกวา "บุญซําฮะ" และมีกําหนดทํากันในเดือน
๗ จึงไดเรยี กอีกอยางหน่ึงวา "บุญเดือนเจ็ด"152๘๒ ซ่ึงบุญเดือนเจ็ดน้ีนักปราชญโบราณอีสานไดกลาวไว
เปน ผญาวา ...
“เดือนเจ็ดเผาความฮา ยอนั ตรายบม าผาน
นิมนตพ ระข้ึนบานเลง็ เปา เขาใสธ รรม
บุญสิมาสอ ยยู ซูสงราศี
บารมีผลทานสิไลม ารใหเลยพน
ต้งั แตคนเฮาไดเคยยินมาต้งั แตกอ น
๘๑http://www.surinrelations.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=259094&Ntype=4 [๕
ต.ค. ๒๕๕๙].
๘๒ ปรีชา พิณทอง , ประเพณีโบราณไทยอสี าน , หนา ๑๑๘ – ๑๑๙.
๑๗๒
บญุ ซาํ ฮะสละความเดือดฮอน เมืองบา นสิฮมเยน็ ”153๘๓
ความหมายคือ เดือนเจด็ เผาความชัว่ รา ย อันตรายไมมาผา น นมิ นตพ ระขึ้นบาน เพื่อธรรมคํา
สอน บญุ จะคอยชว ยสงเสริมสรางราศี บารมีผลทานจะไลมารใหหนีพน ตั้งแตคนเราเคยไดยินท่ีผาน
มาบุญชาํ ระสละความเดอื ดรอ น บา นเมอื งจะรมเยน็ เปน สุข
ฮีตท่ี ๘ บญุ เขา พรรษาหรือบุญเดอื นแปด
เดอื น ๘ เปนเดือนอยใู นระยะหนาฝน และเปน เดือนทพี่ ระอยูจําพรรษาตลอดสามเดือนไมไป
คา งคนื ท่อี ่นื ยกเวนแตมีกิจที่จําเปน บางทีพอที่จะอนุโลม ใหไปคางคืนที่อื่นได แตท้ังน้ีตองไมเกิน ๗
วนั ถา เกินนัน้ ถือวาพรรษาขาด โดยปกติแลวกําหนดเอาวันแรม ๒ คํ่า เดือน ๘ ของปท่ีเปนปกติมาส
(๘ หนเดยี ว) เปนวนั อธฐิ านเขาพรรษา สําหรบั ปท เ่ี ปนอธกิ มาสคือ ๘ สองหนกําหนดเอาวันแรม ๑ ค่ํา
เดือน ๘ หลงั เปน วันอธิฐานเขา พรรษา เพราะมีกําหนดทํากันในเดือน ๘เปนประจํา จึงมีชื่อเรียกอีก
อยา งหนึ่งวา "บุญเดอื นแปด"154๘๔
สว นการทําบุญในวันเขาพรรษานี้ สวนใหญแลวจะมีการถวายเทียนเขาพรรษา เพ่ือใหภิกษุ
สามเณร ไดจุดบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณตลอดพรรษา และอีกอยางหน่ึงคือ
การถวายผา อาบนํ้าฝน เพอ่ื ใหพ ระภิกษุสงฆไดใชน งุ อาบนํ้าในหนา ฝน ตลอดทั้งการใชประโยชนอยาง
อื่นตามความเหมาะสมเดือนแปดนม้ี ีบทผญาประจําเดอื นทน่ี ักปราชญโบราณกลา วไวว า
“จนั ทรเพง็ แจง ทอแสงใสสงา
เดอื นแปดมาฮอดแลวแววสิขึ้นลืน่ หลงั
เดือนน้สี งฆเ พ่ินยงั เขา อยจู าํ พรรษา
ภาวนาอบรมขม ใจทกุ แลงเชา
เฮามาพากนั เขา เอาบญุ พรอ มพรา่ํ
ถวายผา อาบน้ําฟาใหญาทา นไดใชส อย”155๘๕
ความหมายคือ พระจันทรแ จงทอแสงสดใส เดือนแปดมาถึงแลว พระภิกษุสงฆทานจะเขาจํา
พรรษา ภาวนาอบรมขม ใจทุกเชาเยน็ พวกเราจงพรอมเพรียงกันถวายผาอาบน้ําฝนใหพ ระภิกษสุ งฆได
ใชสอย ทอนที่สอง วา เม่ือเดือนแปดเขามาถึง หมูพระภิกษุสงฆเขาจําพรรษา ทําตามพระพุทธเจา
ผูทํากอน ไมเคยเลิกรางทํากันมาตลอด แลวพากันขวนขวายหาของไปทําบุญอยาไดข้ีเกียจ ใหทําไว
เถิดบญุ
ฮตี ที่ ๙ บญุ ขา วประดับดนิ หรือบุญเดอื นเกา
๘๓ http://www.sabaideeradio.com/redirect.php?tid=69&goto=lastpost [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๘๔ ปรชี า พณิ ทอง, ประเพณโี บราณไทยอสี าน, หนา ๑๒๔ -๑๒๕.
๘๕ http://www.student.chula.ac.th/~51370918/Tradition_08.htm [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๗๓
การหอ ขาวปลาอาหารและของขบเคีย้ วตางๆ เปน หอ ๆ แลวนาํ ไปถวายทานบา ง แขวนไวตาม
ตน ไมบ า ง ตามบรเิ วณกําแพงวัดบา ง (คนอีสานโบราณเรยี กกําแพงวัดวา ตายวัด) เรียกวาขาวประดับ
ดิน การทาํ บุญดวยการใหท าน รกั ษาศลี ดวยอาศยั ขาวประดับดินเปนมูลเหตุเรียกวา "ขาวประดับดิน"
หรือบุญเดือนเกา เพราะมีกําหนดทํากันจนเปนประเพณีในเดีอนเกา156๘๖นักปราชญอีสานโบราณได
กลาวไวเ ปนบทผญา โดยไดพ รรณนาถึงความอดุ มสมบรู ณและประเพณีการทาํ บญุ ในเดือนน้วี า
“พอถึงเดือนเกา แลวเปน กลางแหงวัสสากาล
ฝูงประซาซนซาวเมอื งก็เลา เตรียมตัวพรอม
พากันทานยังขา วประดบั ดนิ กินกอน
ทายกทานใหเจา พระสงฆพ รอมสูภาย”157๘๗
ความหมายคือ พอถงึ เดือนเกา เปน กลางแหงพรรษา ประชาชนชาวเมอื งกเ็ ตรียมตัวพรอม พา
กนั แบง ขา วประดบั ดินไวกอ น ทายกถวายทานใหพระสงฆท ุกอยา ง
การทําบุญขาวประดับดินก็เพ่ืออุทิศสวนกุศลใหกับญาติที่ตายไปแลว ชาวอีสานถือเปน
ประเพณีที่จะตองทํากันทุกๆ ปมิไดขาด โดยไดกําหนดเอาวันแรม ๑๕ คํา เดือนเกา เปนเกณฑหรือ
เรียกอีกอยางหนึ่งวา "บุญเดอื นเกา ดับ" บางทองถ่นิ อาจจะเรยี กวา "บุญเดือนเกาลับกม็ ี"
อตี ที่ ๑๐ บญุ ขา วสาก(สลากภัตร)หรอื บุญเดือนสิบ
คําวา “สาก” ในท่ีนี้มาจากคําวา “ฉลาก” ในภาษาไทย ขาวสากหรือฉลากภัตรน้ีแตละ
ทอ งถน่ิ ทําไมเหมือนกนั เชนในบางทองถ่ินอาจจะจัดของเคร่ืองใชในชีวิตประจําวัน เชน สบู ยาสีฟน
ยาตําราหลวง มาทําเปนหอๆ นําไปถวายพระ กอนจะทําพิธีถวายก็จะมีการจับฉลากกอน ทีนี้พอ
ตนเองจับฉลากไดเปนช่ือของพระเณรรูปใด ก็นําไปถวายตามนั้น ลักษณะเชน นี้ถือวาเปนการเส่ียง
สมภาร (บารม)ี วาในปน ด้ี วงชะตาหรือชีวติ ของตนจะเปน เชนไร มีการทาํ นายไปตามลักษณะของพระ
หรอื เณรท่ีตนเองจบั ฉลากได เชน บางคนอาจจะจับไดพระท่ีเปนผูที่อายุพรรษามากถือวาเปนผูมีชีวิต
ม่นั คง หรือจับฉลากถกู พระเปรยี ญหรอื เณรมหาก็ถอื วาเปน ผูทสี่ ติปญญามาก เปนตน
บางทอ งถน่ิ จะมกี ารทาํ ขา วสากหรอื ฉลากภัตรน้ีเปนลักษณะหอดวยใบตองกลวย เอาไมกลัด
หัวกลัดทา ยมีรูปลกั ษณคลา ยๆ กลีบขาวตม แตไ มพ บั สนั ตองเหมอื นการหอ ขา วตม แลวเย็บติดกันเปน
ชดุ ๆ ภายในหอ นน้ั บางหอ บรรจหุ มาก พลู บหุ รี่ ขา วตม ขา วสาร ปลา เน้ือ เปน ตน ซ่งึ แตล ะหอนั้นไม
ซ้ํากนั แลวนําไปแขวนหอ ยไวต ามตน ไม หรือรัว้ บริเวณวัด ในตอนเชาดึกของวันขึ้น๑๕ ค่ํา เดือน ๑๐
เสรจ็ แลวจะมกี ารตีโปง กลอง ฆอ ง ระฆัง เปน สัญญาณปา วรอ งใหเปรตมารับเอาพิธีการเชนน้ีเรียกวา
แจกขา วสาก หลังจากนัน้ เปนเรอื่ งของชาวบา นที่จะเก็บคืนมา ในบางที่มีการแยงกันเปนที่สนุกสนาน
ซึง่ ตอนน้ีเรียกวา "ชงิ เปรต" หรอื แยงขาวสาก โดยมีความเช่ือทองถ่ินที่ผูเฒาผูแกไดเลาใหฟงวา ผูใด
๘๖ ปรชี า พณิ ทอง, ประเพณโี บราณไทยอสี าน , หนา ๑๓๔ – ๑๓๕.
๘๗ สภาวฒั นธรรมจังหวัดขอนแกน, ของดีอีสาน, หนา ๔๕.
๑๗๔
แยง ขา วสากกากเดนเปรตมากิน จะเปน คนทอ่ี ว นทว นสมบูรณปราศจากโรคหรือพยาธิตางๆ ใบตองที่
หอขา วสาก ก็นําเอามาเก็บไวตามไรนาตากลา (สถานที่เพาะขาวกลากอนปกดํา) เชื่อวาจะทําใหขาว
กลาในนาอุดมสมบูรณดี158๘๘ บุญขาวสากเปนชวงท่ีกําลังอุดมสมบูรณ บริบูรณไปดวยพืชพันธุ
ธัญญาหาร สังเกตุไดจากบทผญา ที่นกั ปราชญอ สี านไดก ลาวไววา
“ฮตี หน่ึงน่ัน พอถึงเดอื นสบิ แลวทายกทอดอวยทาน
ขาวสากนาํ ไปใหส ังโฆทานทอด
พากนั หวังยอดแกวนิพพานพุน ท่ีสงู
ฝูงหมลู งุ อาวปาคณาเนอื งนอมสง
ศรัทธาลงทอดไวท านใหแ ผไ ป
อทุ ศิ ใหฝูงเปรตเปโต
พากนั โมทนานาํ ซคู นจนเกล้ียง” 159๘๙
ความหมายคือ จารีตหน่ึงนั้น พอถึงเดือนสิบ ทายกไดถวายทาน คือสลากภัตร แกหมู
พระภิกษุสงฆ ปรารถนาสูงสุดคือพระนิพพาน ประชาชน มีลุง อาว เปนตน มีศรัทธา ถวายทานแผ
สว นกุศลไปใหเปรตชน แลวพากนั อนโุ มทนาทานดว ยกนั ทุกคน
ในการทําบุญขาวสากนี้ เปนเร่ืองที่คนอีสานใสใจมากกวาบุญขาวประดับดิน เพราะวาเปน
เรื่องของความเชอื่ ท่วี า ในวนั ขึ้น ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๐ เปนวนั ทพี่ ระญายมภบิ าล เปดขุมนรกใหสัตวนรก
ไดม ารบั สวนบุญสวนกุศลจากญาติพี่นองท่ีอยูในมนุษยโลก ตั้งแตเที่ยงคืนถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ํา ไปจนถึง
เท่ยี งคนื วนั ขนึ้ ๑๕ คํ่า ทีนใ้ี นเมื่อพวกเปรตหรือสัตวน รกเหลา นัน้ มารับสวนบุญจากญาติพี่นองท่ีอยูใน
มนุษยโลก พวกท่ีไดร ับบญุ กศุ ลท่ีเกิดจากการทาํ บญุ ขาวสากน้ี กจ็ ะอวยพรใหลกู หลานอยูเย็นเปนสุขมี
ความอดุ มสมบรู ณ ดวยส่งิ ท่ตี องการและปรารถนา ในทางตรงขา ม ถาหากวามาแลวเกิดไมไดสวนบุญ
อะไรเลย ก็จะนอ ยเนื้อต่ําใจวา ลูกหลานไมใสใจ ถึงแมวาผูอื่นไมใชญาติสายโลหิตจะอุทิศแผสวนบุญ
ไปให กไ็ ดแตเลียใบ ตองหอขาวสากเทาน้ัน ซ่ึงไมถึงกับอิ่มทองอะไรเลย ก็ไดสาปลูก แชงหลานท่ีไม
เอาใจใส มัวแตแ ยง ทรัพยสมบตั มิ รดก ทเ่ี ขาหามาในขณะยงั มชี ีวิตอยู จนกระท้ังลืมผูมพี ระคณุ ในเร่ือง
น้อี อกจะทําใหน ากลวั เกรงโทษ ในการทอดท้ิงผูมีพระคุณโดยเฉพาะพอแม ญาติสายโลหิต ควรไดรับ
การเอาใจใสจ ากลูกหลาน ทง้ั ในขณะยังมีชีวิตอยู และหลงั จากทีต่ ายไปแลว
ฮตี ท่ี ๑๑ บญุ ออกพรรษาหรอื บญุ เดือนสิบเอด็
หลงั จากทหี่ มูพระภกิ ษสุ งฆไดอยจู ําพรรษา ๓ เดือน คอื ต้ังแตแ รม ๑ ค่ํา เดือน ๘ ถึงข้ึน ๑๕
คาํ่ เดือน ๑๑ การออกจากขอบเขตจาํ กดั ไปพักแรมทีอ่ ่ืนไดเ รียกวา "ออกพรรษา" ประเพณีการทําบุญ
๘๘ ปรีชา พิณทอง, ประเพณโี บราณไทยอีสาน, หนา ๑๓๕.
๘๙ อุดม บัวศร,ี วฒั ธรรมอสี าน, หนา ๑๑๐-๑๑๑.
๑๗๕
ในเดอื นนี้ทนี่ อกเหนอื ไปจากการทาํ บุญตักบาตร ใหทานรักษาศีลแลว การทําบุญตามประเพณีทองถ่ิน
อนื่ ๆในชว งระยะนี้เรียกวา "บญุ ออกพรรษา"ซึง่ มีผญาบทหนึง่ กลา วถึงฮีตสิบเอด็ วา
ฮตี สิบเอด็ น้ัน เถิงเดอื นสบิ เอด็ แลว ก็แมนแนวทางปอง
เปน คองของพระเจา เคยเขาแลวออกมา
เถงิ วสั สาแลวสามเดือนก็เลยออก
เฮยี กวา ออกพรรษา ปวารณากลาวไวเ ฮาไดก ลาวมา160๙๐
ความหมายคือ จารีตหนึ่งนั้น เม่ือถึงเดือนสิบเอ็ด อันเปนทางปฏิบัติของพระภิกษุสงฆเพื่อ
เขา พรรษาสามเดือนแลวจึงออก เรียกวาออกพรรษา ปวารณากลาวไว เราจึงไดกลาวมาในสวนของ
พระสงฆแลว มีการเปดโอกาสใหวากลาวตักเตือนกันและกัน โดยไมมีการถือโทษโกรธเคืองกัน โดย
พระเถระจะตักเตือนสงฆใหเ ล็งเหน็ ความสําคญั ในการปวารณา เปด โอกาสใหวากลาวตักเตือนกันดวย
ความบริสุทธใ์ิ จ เพ่อื จะไดม กี ารแกไ ขปรับปรงุ ตวั เองใหด ีขึ้น โดยปกติแลว คนเรามักจะไมเห็นความผิด
ของตน มกั จะมีความคิดวาตนเองเปนฝายถูกตองเสมอ ซึ่งกอนจะมีการปวารณาก็ไดมีการสวดญัตติ
หรือการต้ังญัตตกิ อน
ในวันออกพรรษามักจะมีกิจกรรมในการบูชาทางพุทธศาสนาหลายอยาง โดยเฉพาะแถบ
อสี านบางทองถ่ิน ไดจ ัดใหม ีการไหลเรือไฟ ตามประทีปโคมไฟ บางทอ งถิน่ ทาํ ปราสาทดอกผ้ึงไปถวาย
พระ นอกจากนี้ ยังมีการแขงเรือหรือที่คนอีสานเรีอกวา "ซวงเฮือ" อีกดวย ท้ังน้ี ขึ้นอยูกับความเชื่อ
และการสืบทอดประเพณีทองถ่ินที่บรรพบุรุษปฏิบัติสืบๆ กันมา จนกระท่ังวาประเพณีเหลาน้ันไม
สามารถที่จะแยกออกไปจากวถิ ีชวี ิตของคนอีสานในแตละทอ งถน่ิ ได
ฮีตที่ ๑๒ บุญกฐนิ หรือบญุ เดอื นสบิ สอง
คําวา "กฐิน" เปนชื่อของสังฆกรรมชนิดหน่ึงในพระพุทธศาสนาท่ีตองใชพระสงฆรวมเปน
พยานในการทาํ ๕ รปู เปน อยา งนอย คอื ๔ รปู เปน องคสงฆห รือพยาน และอีก ๑ รปู เปนองคครองผา
กฐนิ รวมเปน ๕ รปู ภาษาสงั ฆกรรมของพระเรียกวา "ปญจวรรค" นอกจากนคี้ ําวา "กฐนิ " เปนช่อื ของ
ไมชนดิ หนึ่งซึง่ เปนอปุ กรณท ี่ใชขึงในเวลาเย็บจวี รภาษาไทยเรยี กวา "ไมสดึง" ภาษาบาลีใชคําวา "กฐิน"
ขณะเดยี วกันภาษาไทยไดยมื ภาษาบาลมี าเปน ภาษาของตวั เองโดยการเรียกทับศัพทไปเลยวา ผากฐิน
หรือบญุ กฐิน
พระที่มีคุณสมบัติ สมควรที่จะไดรับกฐิน คือ เปนผูท่ีมีอายุมาก มีพรรษามาก เปนผูที่มีจีวร
เกา เปนผูท่ีฉลาด สามารถรูอานิสงส ๕ มาติกา ๘ รูจักการกรานกฐิน พินทุ ปจจุธรณและอธิษฐาน
และเปนผูท่ีสามารถกระทํากฐินนัตถารกิจได คนอีสานรูและเขาใจดีฐานะท่ีวาครองกฐิน ในตอนวา
ดวยบญุ กฐนิ นีม้ ีบทผญาทนี่ กั ปราชญอ สี านไดกลา วพรรณนาถึงประเพณฮี ีตขอท๑ี่ ๒ ไววา
“เดือนสิบสองมาแลว ลมวอยหนาวสนั่ เดอื นน้ีหนาวสะบน้ั บคือแทแตห ลงั
๙๐ อุดม บวั ศรี, วัฒนธรรมอีสาน , หนา ๑๑๑.
๑๗๖
ในเดอื นนี้เพ่นิ วาใหล งทอดพายเฮอื ชวยกนั บชู าฝงู นาโคนาคเนาวใ นพน้ื
ชื่อวา อสุ ุภะนาโคเนาวใ นพื้นแผน สบิ หา สกุลบอกไวบชู าใหสงการ”161๙๑
ความหมายคือ เดือนสิบสองมาถึงแลวลมหนาวพัดมา เดือนนี้เปนเดือนท่ีมีความหนาวมาก
เดอื นนว้ี า กันวาใหลงพายเรือ (ไหลเรือไฟ) ชว ยกนั บชู าพญานาคชอื่ วาอุสุภะอยูใตนํ้า ทานบอกใหบูชา
พญานาคในวันเพ็ญสบิ หาค่าํ
เมื่องานบญุ กฐนิ เปน งานมหากุศลที่พุทธศาสนิกชน เล่อื มใสศรทั ธา การปฏิบัตเิ ก่ียวกับการจัด
งานบุญประเพณนี ีต้ อ งทําใหถ ูกพระธรรมวนิ ยั จึงจะ ไดอ านสิ งส ขอปฏิบตั ทิ น่ี าสนใจมีดังน้ีการจองกฐิน
ก็คอื การแจงลว งหนา ใหทางวัดและประชาชนไดทราบวาวัดนั้นๆ มีผูศรัทธาทอดกฐินกันเปนจํานวน
มากถาไมจองไวกอนอาจไมม ีโอกาส จึงเกิดเปน ธรรมเนยี มขน้ึ วาจะทอดกฐนิ ตอ งจองลว งหนา เพื่อใหมี
โอกาสและเพ่ือไมใหเกิดการทอดซ้ํา วัดหน่ึงวัดปหนึ่งทอดกฐินไดครั้งเดียวและในเวลาจํากัด คือ
หลังจากออกพรรษาแลวเพียงเดือน เมื่อเจาภาพจองกฐินเพื่อท่ีจะนํากฐินไปทอด ณ วัดใดแลว
กําหนดวนั ทอดลวงหนา เตรียมผาไตร จีวร พรอมอัฐบริขาร ตลอดบริวารอื่น ๆ และเคร่ืองไทยทาน
กอ นนาํ กฐนิ ไปทอดมกั มีการคบงัน วันรงุ ข้ึนก็เคล่อื นขบวนไปสูวัดท่ีทอด เม่ือนําองคกฐินไปถึงวัดจะมี
การแหเวยี นประทกั ษิณรอบวัดหรือรอบพระอุโบสถสามรอบ จึงนําผากฐินและเคร่ืองประกอบอื่น ๆ
ไปถวายพระสงฆทโี่ บสถหรอื ศาลาการเปรียญ เม่ือทําพิธถี วายผา กฐนิ และบริวารแดพระสงฆ พระสงฆ
ทาํ พิธรี บั แลวเปน เสรจ็ พิธี
จากทไ่ี ดศ ึกษามาทง้ั หมดน้ันเปน ประเพณีของชาวอสี านทั้ง ๑๒ เดือน เรียกวา ฮีต ๑๒ ในแต
ละปชาวอีสานจึงมีการทําบุญทุก ๆ เดือน จึงแสดงใหเราไดเห็นอยางชัดเจนวาในภาคอีสาน
พระพทุ ธศาสนายังมคี วามม่ันคงและเปนท่ียึดเหน่ียวจิตใจใหกับชาวบานทั้งหลาย ตลอดจนประเพณี
บุญเหลานี้ซึ่งเกี่ยวของกับพระพุทธศาสนานั้นยังเปนสวนหน่ึงที่ทําใหวิถีชีวิตความเปนอยูของชาว
อีสานเปนไปอยางสงบรมเย็น ดําเนินชีวิตตามหลักของพระพุทธศาสนา ความเช่ือและความศรัทธา
ของพระพุทธศาสนาอยางมั่นคงของชาวอีสานน้ีทายที่สุดจึงกลายเปนภูมิปญญาชีวิตของชาวอีสาน
ตราบจนทกุ วันน้ี
๖.๒.๓ ประเพณที ่ีเกีย่ วขอ งกบั พระพทุ ธศาสนาของภาคกลาง
๑. ประเพณตี กั บาตรดอกไม
ตามความเช่ือของชาวพุทธ การตักบาตรดอกไมเปนการสรางอานิสงสที่สูงสงอยางยิ่ง โดย
ปรากฎตาม พุทธตํานานวา พระเจาพิมพิสาร กษัตริยแหงกรุงราชคฤห ทรงโปรดปรานดอกมะลิมาก
ในแตละวันจะรับส่ังใหนายมาลาการนําดอกมะลิสดมาถวายถึง วันละ ๘ กํามือ วันหน่ึงขณะที่นาย
มาลาการกําลงั เก็บดอกมะลิ ไดพ บเห็นพระสมั มาสัมพทุ ธเจา พรอ มดวยภิกษุสงฆอีกจํานวนหน่ึงเสด็จ
ออกบณิ ฑบาตร นายมาลาการสงั เกตเุ ห็นพรรณรงั ษี ฉายประกาย รอบ ๆ พระวรกาย ทําใหเกิดความ
เลอ่ื มใสศรทั ธาพระพทุ ธองคอยางยิ่ง นายมาลาการตัดสินใจนําดอกมะลิที่มีไปถวายแด พระพุทธเจา
๙๑ อดุ ม บัวศรี, วฒั นธรรมอสี าน, หนา ๑๑๒.
๑๗๗
พรอ มกันนนั้ ก็ต้ังจิตอธิษฐานวา ขาวของทุกส่ิงที่พระเจาพิมพิสารทรงมอบใหเพียงเพ่ือยังชีพในภพน้ี
เทานั้น แตการนําดอกไมถวายบูชาแกพระพุทธองค สรางอานิสงสไดท้ังภพน้ีและภพหนา หากถูก
ประหารชีวิตเพราะไมไดถวายดอกมะลิก็ยินยอม คร้ันภรรยานายมาลาทราบความ ก็เกรงกลัววา
จะตอ งโทษที่สามีไมป ฏบิ ตั ติ ามพระบญั ชาของพระเจาพมิ พิสาร ก็หลบหนอี อกจากบานไป แตหลังจาก
ที่พระเจาพิมพิสารทรงทราบกลับพอพระราชหฤทัยเปนอันมาก และไดปูนบําเหน็จรางวัล ความดี
ความชอบแกน ายมาลาการ นับแตน้ันมาชีวิตของนายมาลาการก็อยูอยางมีความสุข ชาวอําเภอพระ
พุทธบาทไดยึดถือประเพณีตักบาตรดอกไมเปนประเพณีสําคัญ ปฏิบัติสืบตอ กันมา เปนประจําทุกป
และกําหนดเอาวันเขาพรรษา คอื วันแรม ๑ คํา่ เดอื น ๘ ของทุกป เปนวันประเพณตี กั บาตรดอกไม ใน
วันน้ัน เมอื่ พระภกิ ษสุ งฆรบั บณิ ฑบาตรดอกไมจ ากพทุ ธศาสนกิ ชน แลวนําออกมาสักการะพระเจดียท่ี
บรรจุพระเข้ียวแกว ขององคพ ระสัมมาสมั พทุ ธเจา แลว นาํ ไป สกั การะบูชาพระเจดียมหาธาตุองคใหญ
ทีบ่ รรจุพระบรมพระสารีริกธาตุ และเขา โบสถประกอบพิธี สวดอธษิ ฐานเขา พรรษา162๙๒
การตกั บาตรดอกไมของชาวภาคกลางเปนการ “นอ มนมสั การรอยพระพุทธบาท รวมทําบุญ
ตกั บาตรตามวิถีปฏิบัติ ในงานประเพณีตักบาตรดอกไม เน่ืองในเทศกาลวันเขาพรรษา ตลอดชวง
เชาและชว งบา ยพระสงหลายรอยรูป บิณฑบาตเหลาดอกเขาพรรษาสีเหลือง ขาว และน้ําเงินมวง
ซึ่งจะเบงบานในชวงวันเขาพรรษา ที่พุทธศาสนิกชนหลายหม่ืนแสนตางพรอมใจนํามาถวายดวย
ศรทั ธาอันแรงกลา เร่อื ยมาจวบจนปจจบุ ัน”
ดอกเขาพรรษากําลังเบงบานอยูรายรอบภูเขา บริเวณใกลกับวัดพระพุทธบาทราช
วรมหาวิหาร นับเปนสัญญาณท่ีบอกใหทราบวาใกลถึงชวงวันเขาพรรษา แรม ๑ ค่ํา เดือน ๘ แลว
ซง่ึ นบั วา เปนวาระมงคลท่ีพุทธศาสนิกชน จะมาพรอมกันเพ่ือถวายดอกเขาพรรษาแกพระภิกษุสงฆ
เพ่อื นําไปสกั การะแดพ ระเจดียจุฬามณี ตามความเชื่อดง้ั เดิม
๒. ประเพณีประเพณรี บั บวั
ประเพณปี ระเพณรี ับบัวเปน ประเพณเี กาแกข องชาวอําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จัด
ข้ึนทุกวันขึ้น ๑๓ คํา่ เดอื น ๑๑ ถงึ วันขนึ้ ๑๕ คํ่า เดอื น ๑๑
มูลเหตุของการเกิดประเพณีรับบัวก็เนื่องมาจากวา แตเดิมในอําเภอบางพลีจะมีประชากร
อาศยั อยู ๓ กลุมคือ คนไทย คนรามัญ และคนลาว ตอ มาคนไทยทั้ง ๓ กลุม ไดตกลงกันวาจะชวยกัน
ถากถางพงหญา ใหเปน พ้ืนท่ีทาํ ไรท าํ นา จนกระท่ังคนไทยทั้ง ๓ กลุมไดถางหญามาถึง ๓ แยก ทุกคน
ตกลงกันวาจะแยกไปคนละทาง โดยคนลาวไปทางคลองสลุด คนไทยไปทางคลองชวดลากหญา คน
รามัญไปทางคลองลาดกระบัง ๒-๓ ปตอมา กลุมรามัญท่ียายไปอยูทางคลองลาดกระบังโดยหนูและ
นกทําลายพืชผลทางการเกษตรจึงตองยา ยกลับมาอยูถิ่นฐานเดิมคือท่ีปากลัด (พระประแดง) โดยเริม
ออกเดนิ ทางในตอนเชา มืดของวนั ข้ึน ๑๕ คา่ํ เดอื น ๑๑ แตก อนออกเดินทางพวกรามญั ไดเก็บดอกบัว
เพ่ือนําไปบูชาพระคาถาพนั (เทศนมหาชาติ) ท่ีปากลัด และไดสั่งเสียพวกคนไทยบางคนที่ยังคงอาศัย
๙๒ http://guru.sanook.com/4317/ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๗๘
อยู ณ คลองลาดกระบัง วาในปต อไปถาถงึ วันขน้ึ ๑๕ คํา่ เดือน ๑๑ ใหช ว ยเก็บดอกบวั และรวบรวมไว
ท่ีวัดหลวงพอโตแลว พวกตนจะมารับ
ครั้นถงึ วันขึน้ ๑๕ คาํ่ เดือน ๑๑ คนไทยกไ็ ดเก็บดอกบัวและไปรวมไวท ่วี ดั บางพลใี หญหรือวัด
หลวงพอ โตตามคํารองขอของชาวรามัญ การมาของชาวรามัญจะมาโดยเรือถึงประมาณตี ๓-๔ และ
ทกุ คร้ังทม่ี าจะมีการรอ งเพลงกันอยางสนกุ สนานสวนผูท่มี าคอยรบั ก็พลอยสนุกสนานไปดวย
“พธิ ีกรรมของประเพณรี ับบวั จะเร่ิมตนในวันขึ้น ๑๓ ค่ํา เดือน ๑๑ โดยในตอนเย็นชาวพระ
ประแดงและเพือ่ นบานใกลเคียง จะลงเรือและรองไปตามแมนํ้าเจาพระยาบาง ตามคลองสําโรงบาง
แตทกุ คนจะมจี ุดหมายเดียวกนั คือไปทีห่ มบู านบางพลี โดยในเรอื ที่รองกนั มานนั่ จะมเี ครอื่ งดนตรีนานา
ชนดิ เชน ป ซอ แง แบ กรับ และกลอง เปน ตน และทกุ คนจะรอ งราํ ทําเพลงกันอยางสนุกสนาน สวน
ชาวบางพลีกจ็ ะเตรยี มดอกบัวและอาหารไวตอนรบั แขกผมู าเยอื น”163๙๓
๓. ประเพณีตกั บาตรพระรอ ย
ประเพณตี กั บาตรพระรอ ย คือ การทําบญุ ตักบาตรประจําปของวัดไทยเจริญ จังหวัดนนทบุรี
“เม่ือครั้งสมัยโบราณกาล วัดไทยเจริญยังไมมีพระพุทธรูป เจาอาวาสจึงไดบอกบุญใหชาวบานนํา
ทองเหลืองมาบริจาคเพ่ือหลอเปนองคพระ เม่ือไดแผนทองเหลืองแลวก็นิมนตพระเกจิอาจารย
จํานวน ๑๐๘ รูป สวดปลุกเสกและจารกึ อักขระอาคมลงในแผน ทองเหลือง แลวจึงนําแผนทองเหลือง
น้ันมาหลอมเปนองคพระ และต้ังชือ่ วา “พระพุทธอาคม” ครั้นพระพุทธอาคมไดสรางเสร็จซึ่งตรงกับ
วันแรม ๘ ค่ํา เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๔๖๖ ทางวัดและชาวบานจึงไดจัดงานฉลองและทําบุญตักบาตร
เรียกวา วันทําบุญตักบาตรพระรอยแปด เหตุผลท่ีเรียกวาวันทําบุญตักบาตรพระรอยแปด ก็
เนื่องมาจากจํานวนพระเกจิอาจารยทั้ง ๑๐๘ องค ที่มาปลุกเสกและจารึกอักขระอาคมลงในแผน
ทองเหลอื ง
พธิ กี รรมของการทําบุญตักบาตรพระรอยนจ้ี ะเรมิ่ ตงั้ แตวนั แรม ๗ ค่าํ เดือน ๑๒ โดยมีการแห
หลวงพอพทุ ธอาคมไปตามลําคลองหนาวดั ไทยเจริญ และนาํ กลับมาใหประชาชนไดนมัสการปดทองท่ี
วัด สว นในวันแรม ๘ คะ เดือน ๑๒ กจ็ ะมกี ารทําบุญตักบาตร
เม่ือถึงกําหนดตักบาตรพระรอย ณ วัดใด วัดน้ันจะเปนเจาภาพเตรียมการตางๆ ท่ีจังหวัด
ปทมุ ธานี มัคนายกหรือชาวบานที่อยูใกลวัดจะมาชวยนําเชือกลงไปขึงแมน้ําเจาพระยาทั้งสองฝงกับ
บนั ไดขาม ซง่ึ ใชว ัดท่ีเปน เจาภาพเปนศูนยกลาง แลวขึงเชือกตามริมฝงไปทางทิศเหนือและทิศใตของ
วัดผานหนาบานของพุทธศาสนิกชนที่อยูริมฝงเปนทางยาวเหยียด ผูที่จะทําบุญตักบาตรไมตองเดิน
หรือไมต องพายเรอื เพยี งแตนงั่ ทห่ี วั บันไดหนาบา นของตนหรอื น่ังบนเรือหนา บานที่อยูติดกับเชือกที่ขึง
ไว รอพระเพอ่ื จะนําอาหารมาใสบาตรเทาน้ัน พอถึงเวลาท่ีกําหนด พระตามวัดตางๆ จะน่ังเรือโดยมี
ศิษยวดั หรือชาวบา นมาชวยพายเรือใหพ ระน่ังรับบาตร ซงึ่ พระทน่ี มิ นตมารับบาตร จะมารวมกันท่วี ดั ท่ี
เปน เจาภาพกอ น ถาวัดอยูไ กลบางทีตองมาคา งคนื ท่ีวัดที่เปน เจา ภาพในคร้ังนั้นๆ พอเชาตรูของวันตัก
๙๓ https://sukanyaae20.wordpress.com/ประเพณีภาคกลาง/ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๗๙
บาตรพระรอย พระที่นิมนตมารับบาตรจะจับฉลากหมายเลขแลวก็จะพากันกลับวัดของตน คร้ันตก
ตอนบา ย พุทธศาสนกิ ชนไมวา เดก็ หรอื วาผใู หญจะพากนั ไปปดทองนมัสการพระประธานในโบสถ หรือ
พระพทุ ธรูปท่เี ช่ือกนั วาศกั ดิ์สิทธ์ิ หรือปด ทองรอยพระพทุ ธบาทซงึ่ ทางวดั จะจดั ไวให เมือ่ นมัสการและ
ปดทองพระเสรจ็ เรียบรอยแลว ก็จะพากันลงเรอื ลอยไปตามแมนํ้าเจาพระยา164๙๔
๔. ประเพณกี ารแหผ า หม องคพระปฐมเจดยี จงั หวดั นครปฐม
เทศกาลนมสั การองคพ ระปฐมเจดยี พธิ ีที่ถือปฏิบตั ิสืบเนื่องกันมายาวนานนับรอยปของชาว
นครปฐม เมอ่ื วันเวลาผา นมาถึงคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองของทุกป องคพระปฐมเจดียมีผูคนหล่ังไหล
มากราบไหวบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ด่ังไดเฝาอยูเบ้ืองพระยุคลบาทแหงองคสมเด็จพระสัมมาสัม
พทุ ธเจา สรา งสิริมงคลแกช ีวิต ทา มกลางแสงนวลจากจนั ทรเต็มดวงในคนื วนั เพ็ญ ยามตององคพระ
ปฐมเจดยี ป ูชนียสถานซ่งึ มปี ระวตั คิ วามเปนมายาวนานคูแผนดินสุวรรณภูมิ นับแตสมัยพระเจาอโศก
มหาราช นับอายกุ วา พันปท ่ปี ระดษิ ฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา ภายใตพระเจดียใหญ
รปู ระฆังควา่ํ ปากผายมหมึ า โครงสรา งเปนไมซุง รดั ดวยโซเสนมหึมา กออิฐ ถือปูน ประดับดวย
กระเบือ้ งปทู บั ประกอบดว ยวหิ าร ๔ ทิศ กาํ แพงแกว ๒ ชนั้ งดงามเคียงคูกาลเวลา
และอกี หนึง่ ประเพณีปฏิบัติเคียงคูไปกบั การนมสั การองคพ ระปฐมเจดียน ั่นคือ แหผาหมองค
พระปฐมเจดีย โดยเชื่อกันมาแตโบราณวา ถาถวายสิ่งของเครื่องใชแดพระภิกษุสงฆจะไดบุญกุศล
เปน สวนหนง่ึ ของการบูชาพระรตั นตรัย โดยเฉพาะการถวายผากาสาวพัสตรจะไดบุญกุศลมาก ผูคน
จึงไดรวมแรงรวมใจนําผากาสาวพัสตรตอกันเปนผืนยาว จัดเปนขบวนแหรอบองคพระปฐมเจดีย
ชวยกันจับขึงไวบนบาทั้งผืนดวยแรงสามัคคี ขบวนแหผาหมจะเดินเวียนรอบองคพระปฐมเจดีย ๑
รอบ แลว มาพกั ไวบรเิ วณดา นหนาองคพระปฐมเจดีย ใหพทุ ธศาสนิกชนเขียนคําอุทิศสวนกุศลลงบน
ผืนผา ถงึ วันเพ็ญเดอื นสิบสอง และวันสุดทายของการจัดงานนมัสการองคพระปฐมเจดีย จึงนําผา
ไปเวียนแหรอบองคพระปฐมเจดียดานใน ตามแบบทักษิณาวัตรอีก ๓ รอบ แลวจึงนําข้ึนไปหมพัน
รอบองคพระปฐมเจดียท่ีบริเวณเสาหานสวนคอของพระเจดียเปนอันเสร็จพิธีเทศกาลนมัสการองค
พระปฐมเจดีย สะทอนความศรัทธาสามัคคี สืบสานประเพณี ทํานุบํารุงพุทธศาสนา ผูเฒาผูแก
หนุม สาว ลูกหลาน สง ตอ พิธปี ฏิบตั จิ ากรนุ สูรนุ ใหค งอยคู ูวิถีชวี ติ ตอ ไป
๖.๒.๔ ประเพณีทีเ่ กยี่ วของกับพระพุทธศาสนาของภาคใต
๑. ประเพณีลากพระ (ชักพระ)
ประเพณีลากพระเปนประเพณีทําบุญในวันออกพรรษา ปฏิบัติตามความเชื่อวา เมื่อครั้งท่ี
พระพุทธเจาเสด็จไปจําพรรษา ณ สวรรคชั้นดาวดึงสเพ่ือโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จ
กลับมายังโลกมนุษย พุทธศาสนิกชนไปรับเสด็จ แลวอัญเชิญพระพุทธเจาประทับบนบุษบกแลวแห
แหน ๙๕
165
๙๔ https://muenfancb.wordpress.com/ขนบธรรมเนยี มประเพณีจัง/ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๙๕ http://www.prapayneethai.com/ประเพณีลากพระ-ชกั พระ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๘๐
๑. การแตงนมพระ นมพระ หมายถึงพนมพระเปนพาหนะที่ใชบรรทุกพระลาก นิยมทํา ๒
แบบ คือ ลากพระทางบก เรยี กวา นมพระ ลากพระทางน้ํา เรียกวา "เรือพระ" นมพระสรางเปนราน
มา มไี มส องทอ นรองรบั ขา งลา ง ทําเปนรูปพญานาค มีลอ ๔ ลอ อยใู ตต วั พญานาค รานมาใชไมไผสาน
ทําฝาผนงั ตกแตง ลวดลายระบายสีสวย รอบ ๆ ประดับดวยผาแพรสี ธงริ้ว ธงสามชาย ธงราว ธงยืน
หอยระยาง ประดับตนกลวย ตนออย ทางมะพราว ดอกไมสดทําอุบะหอยระยา มีตมหอดวยใบพอ
แขวนหนานมพระ ตัวพญานาคประดับกระจกแวววาวสีสวย ขาง ๆ นมพระแขวนโพน กลอง ระฆัง
ฆอง ดานหลังนมพระวางเกาอี้ เปนที่น่ังของพระสงฆ ยอดนมอยูบนสุดของนมพระ ไดรับการแตง
อยา งบรรจงดูแลเปนพิเศษ เพราะความสงาไดส ัดสวนของนมพระขน้ึ อยูกบั ยอดนม
๒. การอญั เชิญพระลากขน้ึ ประดษิ ฐานบนนมพระ พระลาก คือพระพุทธรูปยืน แตที่นิยมคือ
พระพุทธรูปปางอุมบาตร เม่ือถึงวันข้ึน ๑๕ ค่ํา เดือน ๑๑ พุทธบริษัทจะสรงน้ําพระลากเปล่ียนจีวร
แลวอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนนมพระ แลวพระสงฆจะเทศนาเร่ืองการเสด็จไปดาวดึงสของ
พระพุทธเจา ตอนเชามืดในวันแรม ๑ คํ่าเดือน ๑๑ ชาวบานจะมาตักบาตรหนานมพระ เรียกวา ตัก
บาตรหนาลอ เสร็จแลวจึงอัญเชิญพระลากข้ึนประดิษฐานบนนมพระ ในตอนน้ีบางวัดจะทําพิธีทาง
ไสยศาสตรเ พอ่ื ใหการลากพระราบรน่ื ปลอดภัย
๓. การลากพระ ใชเชือกแบงผูกเปน ๒ สาย เปนสายผูหญิงและสายผูชาย โดยใชโพน (ปด)
ฆอง ระฆัง เปนเคร่ืองตีใหจังหวะเราใจในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและ
ประสานเสยี งรองบทลากพระเพอื่ ผอนแรง
ประเพณลี ากพระ เปน การแสดงออกถึงความพรอมเพรียง สามัคคีพรอมใจกันในการทําบุญ
ทําทาน จึงใหสาระและความสําคัญดังน้ี
๑. ชาวบานเชื่อวา อานิสงสในการลากพระ จะทําใหฝนตกตามฤดูกาล เกิดคติความเชื่อวา
"เม่ือพระหลบหลัง ฝนจะตกหนัก" นมพระจึงสรางสัญลักษณพญานาค เพราะเช่ือวาใหนํ้า การลาก
พระจึงสัมพนั ธเกีย่ วขอ งกบั วิถีชีวติ ของคนในสงั คมเกษตร
๒. เปนประเพณีท่ีปฏิบัติตามความเชื่อวา ใครไดลากพระทุกป จะไดบุญมาก สงผลใหพบ
ความสําเร็จในชีวิต ดังนั้นเม่ือนมพระลากผานหนาบานของใคร คนที่อยูในบานจะออกมาชวยลาก
พระ และคนบานอน่ื จะมารับทอดลากพระตออยา งไมขาดสาย
๓. เกิดแรงบนั ดาลใจ แตงบทรอ ยกรองสาํ หรบั ขบั รอ งในขณะท่ีชวยกันลากพระ ซ่ึงมักจะเปน
บทกลอนสั้น ๆ ตลก ขบขนั และโตตอบกนั ไดฝ กทงั้ ปญ ญาและปฏิภาณไหวพริบ
๒. ประเพณสี ารทเดอื นสิบ
ประเพณสี ารทเดือนสบิ เปน ความเชือ่ ของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ท่เี ช่ือวาบรรพ
บรุ ษุ อันไดแ ก ปูยา ตายาย และญาตพิ ีน่ องทล่ี ว งลับไปแลว หากทําความชั่วจะตกนรกกลายเปนเปรต
ตองทนทุกขทรมานในอเวจี ตอ งอาศยั ผลบญุ ทลี่ ูกหลานอทุ ิศสวนกุศลใหแตละปมายังชีพ ดังนั้นในวัน
แรม ๑ คา่ํ เดือนสิบ คนบาปทั้งหลายท่ีเรยี กวา เปรตจงึ ถูกปลอยตัวกลับมายังโลกมนุษยเพื่อมาขอสวน
บุญจากลูกหลานญาติพี่นอง และจะกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่ํา เดือนสิบในโอกาสน้ีเองลูกหลาน
๑๘๑
และผยู ังมชี วี ติ อยจู งึ นาํ อาหารไปทําบุญที่วัด เพื่ออุทิศสวนกุศลใหแกผูที่ลวงลับไปแลว เปนการแสดง
ความกตัญกู ตเวท1ี66๙๖
พิธีกรรมของประเพณีสารทเดอื นสบิ มดี งั นี้
๑. การจัดหฺมฺรับ เริ่มในวันแรม ๑๓ ค่ํา ชาวบานจะเตรียมซ้ืออาหารแหง พืชผักท่ีเก็บไวได
นาน ขาวของเครื่องใชใ นชีวิตประจําวัน และขนมที่เปนสัญลักษณของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมใสหฺมฺ
รบั
การจัดหฺมฺรับ คือ การบรรจุและประดับดวยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่
เตรยี มไว เชน ถาด กาละมงั เขง กระเชอ เปน ตน ชนั้ ลา งสุดบรรจอุ าหารแหง ช้ันสองเปนพืชผักที่เก็บ
ไวน าน ช้ันสามเปนของใชใ นชีวิตประจาํ วัน ขนั้ บนสดุ ประดบั ขนมสญั ลกั ษณเดอื นสบิ ไดแก ขนมพอง
ขนมลา ขนมบา ขนมดซี าํ ขนมแตล ะชนิดมีความหมายดังนี้
ขนมลา เปนเสมอื นเสื้อผาทใี่ หบ รรพบรุ ุษใชน งุ หม
ขนมพอง เปน เสมอื นแพท่ใี หบรรพบรุ ษุ ขามหว งมหรรณพ
ขนมกง เปน เสมือนเคร่อื งประดับ ใชต กแตงรางกาย
ขนมบา เปนเสมอื นเมลด็ สะบา ไวเ ลน ในวนั ตรุษสงกรานต
ขนมดีซาํ เปน เสมอื นเงนิ ตรา ไวใหใชส อย
๒. การยกหฺมฺรับ ในวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ คาํ่ ชาวบานจะยกหมฺ รฺ บั ที่จัดเตรยี มไวไปวัด และนํา
ภัตตาหารไปถวายพระดว ย โดยเลอื กไปวัดทอ่ี ยูใกลบานหรอื วดั ทบ่ี รรพบรุ ุษของตนนยิ มไป
๓. การฉลองหมฺ รฺ ับและบงั สกุ ลุ เมื่อนาํ หมฺรับไปวัดแลว จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทําบุญเล้ียง
พระเสรจ็ แลว จึงมกี ารบังสกุ ุล การทําบุญวันนี้เปนการสงบรรพบุรุษและญาติพ่ีนองใหกลับไปยังเมือง
นรก
๔. การต้ังเปรต เสรจ็ จากการฉลองหมรฺ ับและถวายภตั ตาหารแลว ชาวบานจะนําขนมอีกสวน
หน่งึ ไปวางไวต ามบรเิ วณลานวัด ขา งกาํ แพงวัด โคนไมใ หญ เรยี กวา ตงั้ เปรต เพอื่ แผสว นกศุ ลเปนทาน
แกผลู ว งลับที่ไมมีญาติ หรือญาติไมมารวมทําบุญให การชิงเปรตจะทําตอนต้ังเปรตเสร็จแลว เพราะ
เชอ่ื วาถาหากใครไดก ินของเหลือจากการเซนไหวบรรพบุรุษ จะไดรับกุศลเปนสิริมงคลแกตนเองบาง
วัดนิยมสรางหลาเปรต เพ่ือสะดวกแกการตั้งเปรต บางวัดสรางหลาเปรตไวบนเสาสูงเพียงเสาเดียว
เกลาและชะโลมนํ้ามันเสาจนลื่น เมื่อเวลาชิงเปรตผูชนะคือผูท่ีสามารถปนไปถึงหลาเปรตซึ่งตองใช
ความพยายามอยา งมาก จงึ สนุกสนานและตนื่ เตน
๙๖ http://www.prapayneethai.com/ประเพณีสารทเดอื นสบิ [๕ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๘๒
ประเพณีสารทเดอื นสบิ มีสาระสาํ คญั หลายประการ ดังน้ี
๑. เปนการแสดงความกตัญูกตเวทีตอบรรพบุรุษท่ีลวงลับไปแลว ท่ีไดอบรมเลี้ยงดู
ลกู หลาน เพ่ือตอบแทนบุญคณุ ลกู หลานจึงทําบญุ อุทิศสวนกศุ ลไปให
๒. เปนโอกาสไดรวมญาติท่ีอยูหางไกล ไดพบปะทําบุญรวมกันสรางความรักใครสนิท
สนมในหมญู าติ
๓. เปน การทําบญุ ในโอกาสทไี่ ดรบั ผลผลติ ทางการเกษตรที่เริ่มออกผลเพราะเชื่อวาเปน
สิริมงคลแกตนเองและครอบครวั
๔. ฤดูฝนในภาคใตจะเร่ิมขึ้นในปลายเดือนสิบ พระภิกษุสงฆบิณฑบาตยากลําบาก
ชาวบา นจึงจัดเสบยี งอาหารนาํ ไปถวายพระในรูปของหฺมฺรับ ใหทางวัดไดเก็บรักษาเปนเสบียงสําหรับ
พระภิกษุสงฆในฤดูฝน
๓. ประเพณีใหท านไฟ
การใหทานไฟ เปนการทําบุญเพ่ือใหพระภิกษุสงฆเกิดความอบอุนในตอนเชามืดของคืนที่มี
อากาศหนาวเยน็ โดยใชลานวัดเปน ที่กอกองไฟแลว ทําขนมถวายพระ
ประวัติความเปนมาของประเพณีใหท านไฟ กลาวถึงในขุนทกนิกายชาดก เร่ือง ความตระหนี่
ถ่ีเหนยี วของโกลยิ ะเศรษฐี ทอี่ ยากกินขนมเบื้อง แตเ สยี ดายเงนิ ไมยอมซื้อและไมอยากใหลูกเมียไดกิน
ดวย ภรรยาจึงทําขนมเบ้ืองที่บานช้ันเจ็ดใหเศรษฐีไดรับประทานโดยไมใหผูใดเห็น ขณะท่ีสองสามี
ภรรยากาํ ลงั ปรุงขนมเบื้อง พระพทุ ธเจา ประทับอยทู เี่ ชตวนั มหาวิหาร ทรงทราบดวยญาณ จึงโปรดให
พระโมคคัลลานะไปแกนิสัยของโกลิยะเศรษฐี พระโมคคัคลานะตรงไปบนตึกช้ันเจ็ดของคฤหาสน
เศรษฐี เศรษฐีเขา ใจวาจะมาขอขนม จงึ แสดงอาการรังเกียจและออกวาจาขับไล แตพระโมคคัคลานะ
พยายามทรมานเศรษฐอี ยนู านจนยอมละนิสัยตระหนี่ พระโมคคัลลานะไดแสดงธรรมเรื่องประโยชน
ของการให จนโกลิยะเศรษฐีและภรรยาเกิดความเลื่อมใส ไดนิมนตมารับถวายอาหารที่บานตน พระ
โมคคัลลานะแจงใหนําไปถวายพระพุทธเจาและพระสาวก ๕๐๐ รูป ณ เชตวันมหาวิหาร โกลิยะ
เศรษฐีและภรรบาไดนําเขาของเคร่ืองปรุงไปทําขนมเบื้องถวายพระพุทธเจาและพระสาวก แตปรุง
เทาไหรแปง ทเ่ี ตรยี มมาเพียงเล็กนอยก็ไมห มด พระพทุ ธเจา จงึ โปรดเทศนาสง่ั สอน ทงั้ สองคนเกิดความ
ปตอิ ม่ิ เอบิ ในการบริจาคทาน เห็นแจง บรรลุธรรมชนั้ โสดาบัน
การทาํ พธิ มี ีดงั น้ี
๑. การกอ กองไฟ ชาวบา นจะเตรียมไมฟน ถาน หรือเตาไฟ สําหรับกอใหเกิดความรอนและ
ความอบอนุ แกพระสงฆ บางแหง นยิ มใชไมฟนหลายอันมาซอนกันเปนเพิงกอไฟ แลวนิมนตพระสงฆ
มานัง่ ผงิ ไฟ เพ่อื ใหเกิดความอบอุน ท้งั พระสงฆและชาวบา นทีอ่ ยูใกลเ คยี ง
๒. การทาํ ขนมถวายพระ ขนมทเี่ ตรยี มไปปรุงที่วัดในการใหทานไฟเปน ขนมอะไรกไ็ ด แตสวน
ใหญจ ะนิยมขนมทส่ี ามารถปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเรว็ ขนมสว นมากจะปรงุ โดยใชไฟแรงและเปนขนม
พื้นบาน เชน ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมครกขาวเหนียว ขาวเกรียบปากหมอ ขนมโค ขนมพิมพ ขนม
จาก ชนมจูจนุ ขาวเหนียวกวนทอด ในปจจุบันมีขนมและอาหารเพ่มิ ขน้ึ อกี มากมาย เชน น้ําชา กาแฟ
๑๘๓
หม่ีผัด ขาวตม ขาวเหนียวหลาม ขนมปงปง ชาวบานจะปรุงขนมตามท่ีเตรียมเคร่ืองปรุงมา แลวนํา
ขนมทป่ี รุงขึ้นมารอน ๆ ไปถวายพระสงฆ ขณะที่ทําขนมกันไป พระสงฆก็ฉันไปพรอม ๆ กัน จะหยุด
ปรงุ ขนมก็ตอ เม่อื เคร่อื งปรงุ ทเ่ี ตรยี มมาหมด เมอื่ พระสงฆฉันอ่ิมแลว ชาวบา นจึงรวมกันรบั ประทานกนั
อยางสนุกสนาน หลังจากพระสงฆฉันเสร็จแลว ก็สวดใหศีลใหพรแกผ ูท่มี าทําบญุ เปน อันเสร็จพิธี
ประเพณใี หทานไฟมสี าระสาํ คัญทีม่ คี ณุ คา แกต นเองและสงั คม คือ
๑. เปน โอกาสหนึง่ ทีไ่ ดนดั หมายพรอมกันในตอนเชา มดื เพ่ือรวมทําบุญเล้ียงพระ รวมทั้งรวม
รับประทานอาหารกนั เปน การสรางความสามัคคีในหมคู ณะไดดีย่งิ
๒. ทําใหมีสุขภาพพลานามัยดี แข็งแรง เพราะการต่ืนนอนตอนเชาตรู ไดรับอากาศบริสุทธ์ิ
ทําใหมีความสดชน่ื เบกิ บาน
๓. การไดป ฏบิ ัติตามประเพณี ยอมทําใหเกิดความสุขใจ เบิกบานใจในผลบุญท่ีตนไดกระทํา
อีกทง้ั ยังเปน แบบอยางแกล ูกหลานของตนดว ย
จากตัวอยางของประเพณีตาง ๆ ในแตละภาคของไทยแสดงใหเห็นวาพระพุทธศาสนามี
บทบาทในการกําหนดแนวทางของวิถีชีวิตของคนไทยในทั่วทุกภาค ดังน้ันดวยเหตุผลน้ีเองจึงทําให
สังคมไทยไดรับอิทธิพลของภูมิปญญาผานทางประเพณีท่ีมีพระพุทธศาสนาเปนตัวกลางในการ
ประกอบประเพณีพธิ กี รรมตาง ๆ อนั น้เี ปน สง่ิ แรกท่ีแสดงใหเหน็ วาสงั คมไทยเปนสังคมพุทธศาสนา
๖.๓ พระพุทธศาสนากบั ความเช่อื ของสงั คมไทย
ในหัวขอที่ผานมาเราไดทําการศึกษาเกี่ยวกับประเพณีท่ีเกี่ยวของกับพระพุทธศาสนามา
พอสมควรแลว ซ่ึงเรากพ็ บวา ประเพณีเหลาน้ันมาจากคติความเช่ือแตคติความเชื่อนั้นก็ไดรับอิทธิพล
มาจากพระพุทธศาสนาเปนสวนมาก ดังนั้นในหัวขอนี้เราจึงจําเปนที่จะตองศึกษาเกี่ยวกับ
พระพุทธศาสนากับความเช่ือของสังคมไทยวา คติความเช่ือของคนไทยท่ีมีอิทธิพลจาก
พระพทุ ธศาสนาน้ันเปน อยางไรบา ง ซง่ึ จะไดศ ึกษาจากตัวอยางตอไปน้ี
๖.๓.๑ ความเช่อื เรื่องบญุ - กรรม
ความเช่ือเร่ืองบุญ กรรม เปนหลักหรือแกนของพุทธศาสนาท่ีมีอิทธิพลตอโลกทัศนของ
ชาวบานเลยก็วา ได ตามความเขา ใจของตนท่ัวไป บุญ คือผลของการทําดีไดแกการประพฤติหรือการ
ปฏิบัตติ ามฮีตคลอง สวนกรรม คอื ผลของการทาํ ชัว่ หรอื การปฏิบัตินอกฮตี นอกคลองคนเกิดมาก็เพื่อ
ใชบ ุญหรือกรรมน้ันเอง เรือ่ งบญุ กรรมนี้ปรากฏในวรรณกรรมอสี านหลายเร่อื ง เชนกาพยโอซาสอนดัง
ความวา
“กรรมและเวรสอ งเหน็ บได ทาํ บาปไวเ ห็นงายทนั ที
ทาํ บญุ ดีใหท่ีชาติอยู สองอยา งนีอ้ ยูก บั ผทู าํ
๑๘๔
กรรมและเวรอยูก ับผหู ยาบ คอื อาบนํา้ วังขนุ มีตม”๙๗
และวรรณกรรมเรื่องตํานานพญาอินทรโปรดโลกมีเนื้อหาที่กลาวถึงการทํากรรมดีแลวจะ
ไดรับผลดีตอบแทน ดังความวา
“ใหฮ บี พากันกระทําบุญใหทาน ใหพากันเขาวัดฮักษาศีลหาศีลแปดใหพากัน
ไดฟ ง ธรรมเทศนาอบรมบมนิสัยกระทําสมถะวิปสสนากรรมฐาน มีเมตตาภาวนาไป
ทวั่ กนั ทกุ ๆคนเทอญ ใหพากันสรางสมแตคุณงามความดีใหยิ่งๆข้ึนไป อันวา เงินคํา
แกวแหวนเขาเปลือกเขาสาร สมบัติทรัพยสินตางๆก็จะเกิดมาตามเมื่อหลังน้ันแลก็
เพราะดวยบุญสมภารที่เฮาไดสรางสมอบรมคุณความดีสรางบุญกินทานไวนั้นแล
สิ่งของเหลานี้จึงเกิดขึ้นมาสูตนตัวครอบครัวของผูท่ีไดกระทําแตความดีกินทาน
สรางบุญกศุ ลน้นั แลทานเฮย”
เนื่องจากชาวบานท่ัวไปเช่ือวาบุญกรรมจะตอบสนองและติดตามตัวคนไปท้ังในชาติอดีตชาติ
ปจจุบันและชาติหนา ชาวอีสานจึงใชโอกาสในชาติปจจุบันทําบุญสุนทานใหมากท่ีสุดเทาที่จะทําได
เพอื่ ผลบญุ จะไดต อบสนองในชาติหนา จึงเห็นวา ชาวอีสานเปนนกั วางแผนระยะยาวถงึ ชาติหนา
คนที่เชอ่ื ในเรอ่ื งกรรม ยอมไดเปรียบกวาคนท่ีไมเชื่อ คนที่เชื่อเรื่องกรรมยอมสามารถอดทน
รับความทุกขย ากลําบาก ความผิดหวัง ความขมข่ืน และเคราะหรายที่เกิดแกตนได เพราะถือวาเปน
กรรมที่ทํามาแตอดีต ไมตีโพยตีพายวาโลกน้ีไมมีความยุติธรรม ตนไมไดรับความเปนธรรม ทําดีแลว
ไมไ ดด ี คนทเี่ ช่อื ในเรอ่ื งกรรมจะยดึ ม่ันอยูใ นการทําความดีตอไป จะเปน ผสู ามารถใหอภัยแกผูอ่ืน และ
จะเปนผมู ีหิริโอตตปั ปะ
คนท่ีประกอบกรรมทําช่วั ทั้งกาย วาจา และใจ สว นใหญเปน คนไมเช่ือเรื่องกรรม ไมเช่ือเรื่อง
บุญและบาป ไมเชื่อเรื่องตายแลวเกิด คนพวกน้ีเกิดมาจึงมุงแสวงหาทรัพยสมบัติและความสุขสบาย
ใหแ กต ัว โดยไมคํานึงวา ทรัพยส มบัติหรือความสนกุ สนานที่ตนไดมาถูกหรือผิด และทําใหคนอื่นไดรับ
ความเดอื ดรอนหรอื ไม
สัตวท งั้ หลายมกี รรมเปนของตน กรรมน้ันยอมเปนของเราโดยเฉพาะ และเราจะเปนผูรับผล
ของกรรมนน้ั จะโอนใหผ อู นื่ ไมได เชน เราทาํ กรรมช่ัวอยางหน่ึง เราจะตองรับผลของกรรมชั่วน้ัน จะ
ลบลางหรอโอนไปใหผูอื่นไมได แมผูน้ันจะยินดีรับโอนกรรมช่ัวของเราก็ตาม กรรมดีก็เชนเดียวกัน
ผูใดทํากรรมดี กรรมดียอมเปนของผูทําโดยเฉพาะ จะจางหรือวานใหทําแทนกันหาไดไม เชนเราจะ
เอาเงินจางผูอ่ืนใหประกอบกรรมดี แลวขอใหโอนกรรมดีท่ีผูนั้นทํามาใหแกเรายอมไมได หากเรา
ตองการกรรมดีเปนของเรา เราก็ตองประกอบกรรมดีเอง เหมือนกับการรับประทานอาหาร ผูใด
รบั ประทานผูน ั้นก็เปนผูอ ่มิ
๙๗ อภิศักด์ิ โสมอินทร, โลกทัศนอีสาน, (มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม,
๒๕๓๔) หนา ๑๒๓.
๑๘๕
มนุษยเรามีภาวะความเปนไปตาง ๆ กัน เชน ดีหรือช่ัว รวยหรือจน เจริญหรือเส่ือม สุขหรือ
ทกุ ข ก็เนอื่ งจากกรรมของตนเองทัง้ สน้ิ และกรรมใดที่ทําลงไปจะเปนกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ยอม
ใหผลตอบแทนเสมอ และยอมติดตามผูทําเสมือนเงาติดตามตน หรือเหมือนกับลอเกวียนที่หมุนตาม
รอยเทาโคไปฉะนั้น ดวยเหตุน้ีมนุษยจึงมีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย หากเราทํากรรมดีเราก็ไดรับความสุข
ความเจริญ กรรมดีจึงเหมือนกัลยาณมิตรท่ีคอยใหความอุปการะ และสงเสริมใหเราประสบแต
ความสุขและความเจริญ แตถาเราทํากรรมชั่ว กรรมช่ัวก็คอยลางผลาญเราใหประสบแตความทุกข
และความเส่ือม
๖.๓.๒ ความเชื่อทางพระพุทธศาสนาท่ปี รากฏในรปู ของพธิ กี รรม
ความเชื่อเร่ืองบุญ – กรรม ในพระพุทธศาสนาเปนความเชื่อที่อยูในรูปของนามธรรม แต
โดยมากแลว พระพุทธศาสนามกั มคี วามเช่อื ปรากฏออกมาในรูปแบบของพิธีกรรมมากกวาซึ่งพิธีกรรม
ทส่ี ําคญั ๆ ทม่ี าจากพระพทุ ธศาสนามดี ังนี้
๑. ความเชอื่ เก่ยี วกับพญานาคในพิธีอปุ สมบท เราจะเห็นตามโบสถหรือวัดวาอารามตาง ๆ
มักจะมีรูปปนของพญานาคราชอยูตามทางเดินหรือตามสถานที่ตาง ๆ ในวัด เรื่องของพญานาคน้ี
แสดงใหเ ห็นในพธิ อี ปุ สมบททีเ่ รามกั จะเรยี กขานผูจะบวชวา นาค
ตามตํานานเลาวา เม่ือ องคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ตรัสรูธรรมพิเศษแลว ไดเสด็จไป
ตามเมอื งตา งๆ เพอ่ื แสดงธรรมเทศนา มีครัง้ หนงึ่ ไดเสด็จออกจากรมไมอธุปปาลนิโครธ ไปยังรมไมจิก
ชื่อ "มุจลินท" ทรงน่ังเสวยวิมุตติสุข อยู ๗ วัน คราวเดียวกันน้ันมีฝนตกพรําๆ ประกอบไปดวยลม
หนาวตลอด ๗ วัน ไดมีพญานาคช่ือมุจลินท เขามาวงดวยขด ๗ รอบพรอมกับแผพังพานปกพระผูมี
พระภาคเจา เพื่อจะปองกันฝนตกและลมมิใหถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแลว คลายขนดออก
แปลงเพศเปน ชายหนมุ ยืนเฝาที่เบอ้ื งพระพักตร ดว ยความศรัทธาอยา งแรงกลา
ความเช่ือดังกลาวทําใหเปนท่ีมาของการสรางพระพุทธรูปปางนาคปรก แตมักจะสรางแบบ
พระนงั่ บนตวั พญานาค ซ่ึงดูเหมือนวาเอาพญานาคเปนบลั ลังก เพ่ือใหเ กิดความสงางาม และทําใหคิด
วา พญานาค คือผูคุมครองพระศาสดา พญานาค เปนสะพาน (สายรุง) ที่เช่ือมโลกมนุษยกับสวรรค
หรอื อีกชื่อหนึง่ กค็ ือ โลกศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ ความเชือ่ ทว่ี า พญานาค กับ รุง เปนอันเดียวกัน ก็คือสะพานเชื่อม
โลกมนุษยกบั สวรรคน่ันเอง
นาคสะดุง ซง่ึ เปน ประตมิ ากรรมท่ีราวบันไดโบสถนัน้ ไดส รา งขึน้ ตามความเชือ่ ถือ "บันไดนาค"
ก็ดวยความเช่ือดังกลาว แมตอนที่พระพุทธเจาเสด็จลงมาจากดาวดึงส ก็โดยบันไดแกวมณีสีรุง ที่
เทวดาเนรมิตข้ึนและมพี ญานาคจาํ นวน ๒ ตน เอาหลงั หนนุ บันไดไว
ความเชื่อของชาวฮินดู ก็ถือวา นาคเปน สะพานเชื่อมภาวะปกติ กับที่สถิตของเทพ ทางเดินสู
วิษณโุ ลก เชน ปราสาทนครวัด จงึ ทาํ เปน พญานาคราช ทท่ี อดยาวรับมนุษยตวั เล็ก ๆ สูโลกแหงความ
ศักด์สิ ิทธ์ิ หรือบั้งไฟของชาวอีสานท่ีทํากันในงานประเพณีเดือนหก ก็ยังทําเปนลวดลาย และเปนรูป
พญานาค พญานาคนัน้ จะถูกสง ไปบอกแถนบนฟาใหปลอ ยฝนลงมา
๑๘๖
ในสมยั พระพุทธเจา มีพญานาคตนหนึ่งน่งั ฟงธรรมเทศนาของพระพุทธเจาแลวไดเกิดศรัทธา
จึงไดแปลงกายเปนมนุษยขอบวชเปนพระภิกษุ แตอยูมาวันหนึ่งเขานอนในตอนกลางวัน หลังจาก
หลบั แลว มนตไดเส่ือมกลายเปนงใู หญ จนพระภกิ ษรุ ูปอนื่ ไปเหน็ เขา ตอมาพระพุทธเจาทรงทราบจึงให
พระภกิ ษุนาคน้นั สกึ ออกไป เพราะเปนสัตวเดรัจฉาน นาคตนน้ันผดิ หวังมาก จงึ ขอถวายคําวา นาค ไว
ใชเ รยี กผทู ่ีเขามาขอบวชในพระพทุ ธศาสนา เพอ่ื เปนอนสุ รณใ นความศรัทธาของตน
ตอจากนั้นมาพระพทุ ธเจาจงึ ทรงบัญญตั ิไมใหสัตวเดรัจฉาน ไมวาจะเปนนาค ครุฑ หรือสัตว
อน่ื ๆ บวชอกี เปน อนั ขาด และกอนทอ่ี ปุ ช ฌายจะอปุ สมบทใหแกผูขอบวชจะตองถาม อันตรายิกธรรม
หรือขอขัดของท่ีจะทําใหผูนั้นบวชเปนพระภิกษุไมได รวม ๘ ขอเสียกอน ในจํานวน ๘ ขอน้ัน มีขอ
หนึง่ ถามวา "ทา นเปนมนุษยห รือเปลา" และจึงเรียกการบวชนวี้ า "บวชนาค"
นอกจากนน้ั ยงั มคี วามเชื่อเกีย่ วกบั นาคอนื่ ๆ อีก เชน ผูค นทอ่ี าศัยอยูบริเวณลุมแมนํ้าโขงเชื่อ
วา แมน้ําโขงเกดิ จากการแถตวั ของพญานาค ๒ ตน จงึ เกิดเปน แมนํ้าโขงและแมนํ้านาน นอกจากนี้ยัง
รวมถึงบงั้ ไฟพญานาค โดยมตี าํ นานวาในวันออกพรรษาหรอื เปนวันทพ่ี ระพุทธเจาเสด็จจากสวรรคช้ัน
ดาวดึงส พญานาคแหงแมนํ้าโขงตางช่ืนชมยินดี จึงเฮ็ด (จุด) บ้ังไฟถวายการเสด็จกลับของ
พระพทุ ธเจาจนกลายเปน ประเพณีทกุ ป
ดว ยเหตนุ ี้เราจงึ มกั เหน็ คตคิ วามเชอ่ื ของคนไทยเกยี่ วกับ นาค หรอื พญานาค ปรากฏอยูเสมอ
และจึงมีการปนรูปของพญานาคเพ่ือแสดงถึงความเชื่อ และความเชื่อดังกลาวจึงนับไดวาเปนส่ิงท่ี
สําคญั ที่ทาํ ใหส ถาปตยกรรมไทยมรี ปู ปน พญานาคปรากฏอยอู ยา งมากมาย
๒. ความเช่ือเร่ืองพระศรีอาริยกับการจัดงานเทศมหาชาติ มหาชาติหรือมหาเวสสันดร
ชาดกเปนวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาซึ่งเปนท่ีนิยมกันมากในหมูพุทธศาสนิกชนมาต้ังแตกรุง
สโุ ขทยั กรงุ ศรอี ยุธยา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร จะมีการจัดพิธีเทศนมหาชาติขึ้นเปนประจําทุกปท้ังพิธี
หลวงและพธิ รี าษฎร ทงั้ นเ้ี ปน เพราะเนื้อเรื่องมีความสนุกสนาน สอดแทรกการสอนคติธรรมไปในตัว
พุทธศาสนกิ ชนจึงสามารถนาหลักธรรมไปใชในการดําเนินชีวิต โดยเฉพาะแนวคิดหลักในการบําเพ็ญ
ทานบารมขี องพระเวสสนั ดร ที่แสดงพฤติกรรมมนุษยในสังคมไดอยางจัดเจนคตินิยมในการฟงเทศน
หาชาตจิ ึงถูกซึมซบั จนกลายเปน สว นหน่ึงของการดํารงชีวิตของคนไทยในสังคม ดังที่ สมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงกลาวถึงเรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก ไววา“คตินิยม
เรอ่ื งมหาชาตซิ ่ึงมมี าแตส มัยสุโขทยั สบื ตอมาถงึ สมยั อยธุ ยา แตปรากฏ เปนท่ีนยิ มเพิ่มมากข้ึน มีผูแตง
เปนวรรณคดีหลายเรื่องเพ่อื ใชใ น การสวด ทีส่ ําคญั คอื
๑. มหาชาติคาํ หลวง ซ่งึ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถทรงพระกรณุ าโปรดเกลาฯ ใหนักปราชญ
ราชบัณฑิตชว ยกนั เรียบแตงขึน้ เมอื่ พ.ศ.๒๐๒๕
๒. กาพยมหาชาติ รจนาข้ึนในสมัยพระเจาทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๑๖-๒๑๗๑) นอกจากนั้นยังมี
การรจนามหาชาติในทองถ่ินตางๆ แตไมทราบยุดสมัย (เพียงแตสันนิษฐานไดวาอยูในระหวางปลาย
อยุธยาถึงตน รตั นโกสนิ ทร) เชน มหาชาตไิ ทยเหนือ มหาชาติอสี าน มหาชาติใต
พระศรีอาริยเปนความเชื่อทางพทุ ธศาสนา โดยเชอื่ วา เมื่อส้ินพุทธกาล ๕๐๐๐ ปโลกจะมีแต
ความเลวรายที่สะสมกันมาเปนเวลานาน ผูคนระส่ําระสายบานเมืองตกอยูในภาวะมิคสัญญี
๑๘๗
(eschatogism) คร้ันสิ้นสุดยุคมิคสัญญีแลว คนก็จะหันกลับมารักษาคุณธรรมจริยธรรม เม่ือสิ้น
พทุ ธนั ดรก็จะมผี มู บี ุญมาเกิด และตรัสรูเปนศาสดาของศาสนาพุทธนั่นคือ พระศรีอาริยกลาววายุคน้ี
จะเปนยคุ ทม่ี แี ตความอุดมสมบรู ณบ า นเมืองอยเู ยน็ เปนสขุ
ความเชื่อเรอ่ื งพระศรีอาริยมีปรากฏในวรรณกรรมอีสานหลายเรื่อง เชน กาพยปูสอนหลาน
ไดกลา วถึงยคุ พระศรีอาริยว า เมือ่ อายขุ องพระพุทธศาสนาไดหาพันปพระศรีอาริยเมตตรัยจะลงโปรด
โลกคนจะตัง้ มั่นในศีลธรรมกษัตริยจ ะเปนผูท ่มี ีคณุ ธรรมคนไมดจี ะหมดไปดังความวา
“ศาสนา ลว งกายไปหนา
ตราบตอ เทา เขาเขตหา พัน
พระเมตตรยั ลงมาผายโผด
คนปางน้ัน ตงั้ อยูในธรรม
กษตั รา บท าํ ใจบาป
พระผาบแพ มารฮา ยออ นโยน
โสมณา บดีมีนอ ย
คนถอ ยน้นั ยักษฆา กนิ เสยี
ใผเปน เพยี เกิดมาฮว มเจา
บญุ แตเ คา ปางกอ นนํามา
ในโลกา คนเฮาบฮาย”๙๘
ความเชื่อเร่ืองพระศรีอาริยมีอิทธิพลตอความรูสึกนึกคิดความใฝฝน และพฤติกรรมของ
ชาวบานอยางยิง่ เพราะเปนเร่อื งเกย่ี วโยงของบญุ กรรม คนมบี ญุ เทา นั้นจงึ จะไดเห็นยุคพระศรีอาริยดัง
จะเหน็ ความเช่อื เร่ืองพระศรีอาริยในประเพณีเทศนมหาชาติ ท่ีตองฟงเทศนใหจบ ๑๐๐๐ พระคาถา
ใน ๑ วัน เปนตน
๓. ความเชือ่ ในพิธกี รรมปลงศพ พิธีกรรมการจัดงานศพมีรูปแบบพิธีกรรมที่สืบทอดกันมา
เปนระยะเวลาท่ียาวนาน มีทั้งพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและทางศาสนาพราหมณ คือการทําพิธี
ตามไสยศาสตรของพราหมณและพธิ ีสงฆ ของพทุ ธศาสนา แมว าเราจะนับถือศาสนาพุทธแตบางอยาง
ก็เปนเรื่องไสยศาสตร เชนมีการบนบานแบบพราหมณ เพราะวาศาสนาพราหมณ เขามาสูดินแดน
แถบน้ีกอนพุทธศาสนา ชนพืน้ เมืองเหลานัน้ ไดแก ขอม มอญ และละวา ซึง่ ไดนบั ถือศาสนาพราหมณ
และไดปฏิบัติสืบทอดมาจนถึง พ.ศ.๑๔๐๐ ชาวไทยไดอพยพเขามาอยูในดินแดนแถบน้ีจึงไดนับถือ
ศาสนาพราหมณดวย พ.ศ.๑๘๐๐ พระพุทธศาสนาไดเขามาสูอาณาจักรสุโขทัย พอขุนรามคําแหง
มหาราช พระองคทรงทราบวาพระพุทธศาสนาไดขยายจากอินเดียมาสูดินแดนตอนใตของไทย คือ
๙๘ อภิศกั ด์ิ โสมอนิ ทร, โลกทัศนอ สี าน, หนา ๑๒๗.
๑๘๘
อาณาจกั รศรีวิชยั และพระสงฆฝ ายลังกาวงศม าต้ังสํานักท่ีนครศรีธรรมราช จึงสงทตู ไปนิมนตพระสงฆ
ลงั กาวงศข ึน้ ไปยงั สุโขทยั ดังนัน้ คนไทยในสมัยนั้นจึงหันมานับถือพระพุทธศาสนา ถึงแมพิธีกรรม จะ
ไมใชแกนแทของพระพุทธศาสนา แตก็ถือวามีประโยชน พิธีกรรมจึงเปนส่ิงจูงใจคนใหละความช่ัว
แลว ทาํ ความดี ทําจิตใจใหบ รสิ ทุ ธ์ิ และคณุ คา ทางใจ เปนการรกั ษาเอกลกั ษณของชาติ เพราะพิธีกรรม
เปนวัฒนธรรม ทบี่ งบอกถึงความเปนไทย169๙๙
ในงานศพมักมคี ําสอนทางพระพุทธศาสนาปรากฏเปนปรศิ นาไวดังเชนวา
“สค่ี นหาม สามคนแห หนึ่งคนน่ังแคร สองคนพาไป” ซึ่งหมายถงึ
สี่คนหาม ตามตํานาน ทานกลาวย้ํา
คอื ดินนํ้า ลมไฟ ในธาตขุ ันธ
ประกอบเปน ตัวตน แตกตางกัน
ตา งเผา พันธุ เพราะกรรม ที่ทํามา
สามคนแห นน้ั ไซร คอื ไตรลักษณ
ใกลต ัวนัก แตเ หมือนไกล ไมศกึ ษา
อนิจจงั ทุกขัง อนตั ตา
มิอาจพา หลดุ พน วังวนมาร
อีกหนึง่ คน นง่ั แคร นั้นแนนัก
มาหลงรัก วาเปน เรา นา สงสาร
เมือ่ เกิดขึ้น กค็ งอยู ไดไมน าน
ยอ มถึงกาล ดบั ไป แตไ รมา
ยามมอดมวย ชวี า ตองลาจาก
มเี พื่อนยาก สองคน ตามไปหา
คือบญุ บาป เทา น้นั ตดิ ตามมา
บุญรกั ษา บาปชดใช ไปตามกรรม
ปรศิ นา ธรรมนี้ไซร สอนใหค ิด
เพอ่ื เตอื นจติ ตนไว ไมถ ลาํ
มีสติ ระลกึ ได ใสใ จจํา
๙๙ สมทรง ปุญญฤทธ,์ิ “พธิ ีกรรม”, มงคลสาร, ๒๘ (๓๒๑) (ตุลาคม ๒๕๓๔) : ๒๙-๓๑.
๑๘๙
ถึงพระธรรม คําสอน พระศาสดา
จะเหน็ วา พิธกี รรมเก่ียวกับศพนัน้ มปี รศิ นาธรรมทางพระพทุ ธศาสนาปรากฏอยูซึ่งเปนปริศนา
ธรรมสอนใจใหกับเราท้ังหลาย โดยมกั จะเก่ียวพันกับเร่อื งของบญุ กรรม ตามหลกั ทางพระพุทธศาสนา
ท่ีไดกลา วไวใ นตอนตน
ดังนั้นในพิธีกรรมตาง ๆ ของคนไทยจึงมักแฝงไปดวยหลักธรรมขอคิดทางพระพุทธศาสนา
จากตัวอยางของพิธีกรรมที่ยกมาขางตนก็แสดงใหเห็นถึงบทบาทอันสําคัญของพิธีกรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาทีก่ อ ใหเกิดภมู ิปญญาดานตา ง ๆ
๖.๔ พระพทุ ธศาสนากับการดาํ รงชีวติ ของคนไทย
พระพทุ ธศาสนากบั คนไทยมคี วามสัมพันธกันอยางแนนแฟนมาเปนระยะเวลากวาพันปและ
ไดย อมรับนบั ถอื เปนศาสนาประจาํ ชาติไทย ดังนั้นคําสอนทางพระพุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลตอวิถีชีวิต
ของคนไทยตั้งแตเ กิดจน ตาย เหน็ ไดจากความเปนผมู ีจิตใจเอ้อื เฟอเผ่ือแผ ความมีเมตตาปรานี ความ
รักสามัคคี รักสันติ ไมชอบความรุนแรง มีความประนีประนอมกับเพื่อนรวมชาติไมวาเขาจะนับถือ
ศาสนาอะไร สิ่งตางๆท่ีแสดงออกมาเหลานี้ลวนแลวแตเปนเพราะอิทธิพลของหลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาท้งั ส้นิ แมพ ระสงฆก็ถอื วา มีบทบาทตอ วถิ ชี วี ติ ของคนไทย
๖.๔.๑ ความเชือ่ กบั การดํารงชีวิตของคนไทย
ความเชอื่ เปน ธรรมชาตทิ ีเ่ กดิ ขนึ้ กับมนษุ ย และถอื วาเปน วฒั นธรรมของมนุษยอยางหนึ่ง การ
ดํารงชีวิตของมนุษยในสมัยโบราณท่ีมีความเจริญทางดานวิชาการนอย ความเชื่อจึงเกิดจากการ
เกิดขึ้น และการเปล่ียนแปลงของธรรมชาติท่ีมนุษยเช่ือวาเปนการบันดาลใหเกิดขึ้นจากอํานาจของ
เทวดา พระเจา หรือภูตผีปศาจ ดังน้ันเม่ือเกิดปรากฏการณตางๆ ข้ึน เชน ฝนตก ฟารอง ฟาผา
แผนดินไหว ภูเขาไฟระเบิด อุทกภัยและวาตภัยตางๆขึ้นลวนเปนส่ิงที่มีอิทธิพลตอชีวิตหรือความ
เปนอยขู องมนุษย
๖.๔.๒ ความเกยี่ วขอ งระหวางความเช่ือการดาํ รงชวี ิตและพระพทุ ธศาสนา
ความเชื่อ การดํารงชีวิต และพระพุทธศาสนามีความเกี่ยวของกันคือ สําหรับคนไทยแลว
ศาสนาเปน สถาบนั สาํ คัญของสังคมไทยโดยยอมรับศาสนาพุทธเปนศาสนาสําคัญประจําชาติและเปด
โอกาสใหบ คุ คลนบั ถือศาสนาตา งๆไดโดยอิสระยอมใหศ าสนาสาํ คัญท้ังปวงต้ังอยูในประเทศไทยไดเชน
ศาสนาครสิ ต อสิ ลาม พราหมณ อนิ ดู เปน ตน แตศ าสนาพุทธเปน จดุ รวมจิตใจของคนไทยสวนใหญ จึง
ไดย ดึ หลักธรรมมาเปน พ้ืนฐานของชีวิตเพื่อท่ีจะนําไปสูความมั่นคงของประเทศดวย นอกจากศาสนา
พุทธแลว ยังนําส่ิงท่ีมีคุณคาของศาสนาอ่ืนมาผสมผสานกับหลักของศาสนาพุทธดวย เชน พิธีกรรม
ของพราหมณในการตั้งศาลพระภมู ิ การข้ึนบานใหม การเขารวมทํากิจกรรมกับศาสนาอื่น โดยไมถือ
วาเปนการเส่อื มเสียหรือเปนบาป ยอมรับการแตงงานกับคนตางศาสนาไดไมเปนอุปสรรคตอการอยู
รวมกันของครอบครัวและยังใหการคุมครองปองกันศาสนาและลัทธิความเชื่อทั้งหลายท่ีไมขัดตอ
ศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน
๑๙๐
๖.๕ ความสาํ คัญของพระพทุ ธศาสนาตอวิถีชวี ติ ของสงั คมไทย
ความสาํ คัญของพระพทุ ธศาสนาตอสังคมไทย มีดงั นี้
๑. พระพุทธศาสนาเปนศาสนาท่ชี าวไทยสวนใหญนับถือ ประชากรสวนใหญของประเทศ
รอ ยละ ๙๕ นับถือพระพุทธศาสนาที่สบื ตอมาจากบรรพบรุ ุษ นบั ต้งั แตไทยมีประวัติศาสตรชัดเจนชาว
ไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาอยูแลว หลักฐานโบราณ ไดแก โบราณสถานท่ีเปนศาสนสถาน
โบราณวัตถุ เชน พระธรรมจักร ใบเสมา พระพุทธรปู ศลิ าจารึก เปนตน แสดงวาผูคนในดินแดนไทย
รับนับถือพระพุทธศาสนา (ทั้งนิกายเถรวาทและมหายาน) มาตั้งแตพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กลาวไดวา
พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาตไิ ทยมาชา นานแลว
๒. พระพุทธศาสนาเปนรากฐานสําคัญของวัฒนธรรมไทย เนื่องจากชาวไทยนับถือ
พระพุทธศาสนามาชานาน จนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไดหลอหลอมซึมซับลงในวิถีไทย
กลายเปนรากฐานวิถีชีวิตของคนไทยในทุกดาน ทั้งดานวิถีชีวิตความเปนอยู ภาษา ขนบธรรมเนียม
ประเพณีและศีลธรรม ดงั น้ี
๑) วิถชี ีวิตของคนไทย คนไทยมวี ถิ กี ารดําเนินชีวิตท่ีเปนเอกลักษณ ไดแก การแสดง
ความเคารพ การมีนํ้าใจเอื้อเฟอเผื่อแผ ความกตัญูกตเวที การไมอาฆาตหรือมุงรายตอผูอ่ืน ความ
อดทนและการเปนผูมีอารมณแจมใส รื่นเริง เปนตน ลวนเปนอิทธิพลจากหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาทั้งส้ิน ซึ่งไดหลอหลอมใหคนไทยมีลักษณะเฉพาะตัว เปนเอกลักษณของคนไทยที่
นานาชาตยิ กยองชืน่ ชม
๒) ภาษาและวรรณกรรมไทย ภาษาทางพระพุทธศาสนา เชน ภาษาบาลีมีอยูใน
ภาษาไทยจาํ นวนมาก วรรณกรรมไทยหลายเร่ืองมีท่ีมาจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เชน ไตร
ภูมิกถา ในสมัยสุโขทัย กาพยมหาชาติ นันโทปนันทสูตรคําหลวง พระมาลัยคําหลวง ปุณโณวาทคํา
ฉันท ในสมัยอยธุ ยา เปน ตน
๓) ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ประเพณีไทยที่มาจากความเล่ือมใสศรัทธาใน
พระพุทธศาสนามีอยูมากมาย เชน การอุปสมบท ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีแหเทียนพรรษา
ประเพณีชักพระ เปนตน กลาวไดวาขนบธรรมเนียมประเพณีที่เก่ียวของกับพระพุทธศาสนามีความ
ผูกพันกบั คนไทยต้ังแตเกิดจนตาย
๔) ศิลปกรรมไทย พระพุทธศาสนาเปนบอเกิดของศิลปะแขนงตางๆ วัดเปนแหลง
รวมศลิ ปกรรมไทย ทางดานสถาปตยกรรม เชน รูปแบบการเสรางเจดีย พระปรางค วิหาร ที่งดงาม
มาก เชน วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม (วัดพระแกว) กรุงเทพมหานคร ประติมากรรม ไดแ ก งานปนและ
หลอพระพุทธรูป เชน พระพุทธลีลาในสมัยสุโขทัย พระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัด
พิษณุโลก จิตรกรรม ไดแก ภาพวาดฝาผนังและเพดานวัดตางๆ เชน จิตรกรรมฝาผนัง วัดเบญจม
บพติ ร กรุงเทพมหานคร
๓. พระพุทธศาสนาเปนศูนยรวมจิตใจของสังคมไทย พระสงฆเปนผูนําทางจิตใจของ
ประชาชน เปนศูนยกลางของความเคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน เพื่อใหคนไทยประพฤติปฏิบัติ