๙๑
เขยี น และอน่ื ๆ ซึ่งมีกาํ เนดิ มาจากชีวติ จิตใจของประชาชน ศิลปะชาวบานหรอื ศิลปะพ้ืนบานสวนใหญ
จะเกิดควบคูกับการดําเนินชีวิตของชาวบาน ภายใตอิทธิพลของชีวิตความเปนอยูขนบธรรมเนียม
ประเพณี ความเชื่อ และความจําเปนของสภาพทองถ่นิ เพื่อใชส อยในชีวติ ประจําวนั
โดยทั่วไปแลว “ศิลปะพื้นบาน” จะเรียกรวมกับ “หัตถกรรม” เปน “ศิลปหัตถกรรม” ซ่ึง
ศิลปหัตถกรรมน้ันเกิดจากฝมือของคนในทองถิ่นใดทองถิ่นหน่ึง การประดิษฐสรางสรรคเปนไปตาม
เทคนคิ และรูปแบบที่ถายทอดกนั ในครอบครัวโดยตรงจากพอ แม ปู ยา ตา ยาย โดยจุดประสงคหลัก
คือทําข้ึนเพ่ือใชสอยในชีวิตประจําวัน งานศิลปหัตถกรรมไดถายเทและมีอิทธิพลแกกันและกัน เชน
เดย่ี วกับคติพืน้ บา นแลว ปรับปรงุ ใหเ ขากบสภาพของทองถิ่นจนกลายเปนเอกลักษณเฉพาะของตนเอง
๑๖
86
๒. สถาปตยกรรม
สถาปต ยกรรม (Architecture) หมายถึง ผลงานศิลปะท่ีแสดงออกดวยสิ่งกอสราง อาคาร
ทีอ่ ยอู าศัยตา ง ๆ การวางผงั เมือง การจัดผงั บริเวณการตกแตงอาคาร การออกแบบกอสราง ซึ่งเปน
งานศิลปะ ทีม่ ีขนาดใหญ และเปน งานศลิ ปะที่มอี ายุยืนยาว
สถาปตยกรรม เปน วิธกี ารจดั สรรบริเวณที่วางใหเกิดประโยชนใชสอยตามความตองการ ท่ี
นํามาเพ่ือตอบสนองความตองการในดานวัตถุและจิตใจ มีลักษณะเปนสิ่งกอสรางข้ึนอยางงดงาม
สะดวกในการใชง านและมัน่ คงแขง็ แรง
สถาปตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการกอสรางของไทย อันไดแกอาคาร บานเรือน โบสถ
วิหาร วงั สถปู และส่ิงกอ สรางอื่น ๆ ท่มี ีมูลเหตทุ ี่มาของการกอสราง การกอสรางอาคารบานเรือนใน
แตล ะทอ งถนิ่ จะมีลกั ษณะผิดแผกแตกตางกนั ไปบาง ตามสภาพทางภูมิศาสตร และคตินิยมของแตละ
ทองถน่ิ แตส งิ่ กอ สรางทางศาสนาพุทธมักจะมีลักษณะที่ไมแ ตกตางกันมากนกั เพราะมีความเช่ือความ
ศรัทธาและแบบแผนพิธีกรรมท่ีเหมือน ๆ กัน สถาปตยกรรมที่มันนิยมนํามาเปนขอศึกษา มักเปน
สถปู เจดีย โบสถ วหิ าร หรอื พระราชวงั เน่อื งจากเปนสิง่ กอสรา งที่คงทน มีการพัฒนารปู แบบมาอยาง
ตอเนื่องยาวนาน และไดรับการสรรคสรางจากชางฝมือท่ีเชี่ยวชาญ พรอมทั้งมีความเปนมาที่สําคัญ
ควรแกก ารศึกษา อีกประการหน่ึงก็คอื สงิ่ กอสรางเหลาน้ี ลวนมีความทนทาน มีอายุยาวนานปรากฏ
เปนอนุสรณใหเราไดศ กึ ษาเปน อยา งดี
สถาปตยกรรมท่ใี ชเปนท่อี ยูอาศัย ไดแก บานเรือน ตําหนัก วังและพระราชวัง เปนตน บาน
หรือเรือนเปนที่อยูอาศัยของสามัญชนธรรมดาท่ัวไป ซึ่งมีท้ังเรือนไม และเรือนปูน เรือนไมมีอยู ๒
ชนิดคอื
เรอื นเครื่องผูก เปนเรอื นไมไผ ปูดวยฟากไมไผ หลังคามุงดวยใบจาก หญาคา หรือใบไม อีก
อยางหนึ่งเรียกวา เรือนเครื่องสับเปนไมจริงท้ังเนื้อออน และเน้ือแข็ง ตามแตละทองถ่ิน หลังคามุง
ดวยกระเบื้องดนิ เผา พน้ื และฝาเปนไมจริงทั้งหมด ลักษณะเรือนไมของไทยในแตละทองถ่ินแตกตาง
๑๖ http://www.trangis.com/somjaiart/e4_1.php [๒๙ ส.ค. ๒๕๕๙].
๙๒
กนั และโดยทั่วไปแลว จะมีลักษณะสาํ คัญรวมกนั คอื เปน เรือนไมช ้ันเดียว ใตถุนสูง หลังคาทรงจั่วเอียง
ลาดชัน
สถาปตยกรรมที่เกี่ยวของศาสนา ซ่ึงสวนใหญอยูในบิรเวณสงฆที่เรียกวา วัด ซ่ึงประกอบไป
ดวยสถาปตยกรรมหลายอยา ง ไดแ กโบสถ เปนที่กระทําสังฆกรรมของพระภิกษุ วิหารใชประดิษฐาน
พระพทุ ธรปู สําคญั และกระทาํ สงั ฆกรรมดวยเหมือนกัน กุฎิ เปนที่อยูของพระภิกษุ สามเณร หอไตร
เปนท่ีเก็บรักษาพระไตรปฎกและคัมภีรสําคัญทางศาสนา หอระฆังและหอกลอง เปนที่ใชเก็บระฆัง
หรือกลองเพ่ือตีบอกโมงยาม หรือเรียกชุมนุมชาวบาน สถูปเปนท่ีฝงสพ เจดีย เปนที่ระลึกอัน
เกยี่ วเนอื่ งกบั ศาสนา
๓. งานฝม อื
งานชางฝมือดั้งเดิม หมายถึง ภูมิปญญา ทักษะฝมือชาง การเลือกใชวัสดุ และกลวิธีการ
สรา งสรรคทแี่ สดงถึงอตั ลกั ษณ สะทอนพฒั นาการทางสังคม และวฒั นธรรมของกลุมชน แบงออกเปน
๑๗
87
๑. ผาและผลิตภณั ฑจ ากผา หมายถงึ ผลผลติ ที่เกดิ จากการทอ ยอม ถัก ปก ตีเกลียว ยก จก
มดั หมี่ พมิ พลาย ขดิ เกาะ/ลวง เพ่อื ใชเ ปน เคร่ืองนงุ หม และแสดงสถานภาพทางสังคม
๒. เครื่องจักสาน หมายถึง ภาชนะเครื่องใชประจําบานท่ีทําจากวัตถุดิบในทองถ่ิน เชน ไผ
หวาย กระจู ลําเจียก โดยนํามาจักและสาน จึงเรียกวา เคร่ืองจักสาน กลวิธีในการทําเครื่องจักสาน
ไดแก การถัก ผูกรัด มัด รอย โดยใชตอก หวาย เพ่ือใหเครื่องจักสานคงทนและคงรูปอยูไดตาม
ตอ งการ
๓. เคร่อื งรกั หมายถงึ หตั ถกรรมทใ่ี ชร ักเปนวสั ดสุ าํ คัญในการสรา งผลงาน เชน ปดทองรดน้ํา
ภาพกาํ มะลอ ประดับมุก ประดับกระจกสี ปนกระแหนะ และเขิน รักหรือยางรัก มีคุณลักษณะเปน
ยางเหนยี ว สามารถเกาะจบั พืน้ ของส่ิงใดสิง่ หน่ึงที่ประสงคจะทา หรือถมทับหรือเคลือบผิวไดดี ทําให
เปนผิวมันภายหลังรักแหงสนิท มีคุณภาพคงทนตอความรอน ความชื้น กรดหรือดางออนๆ และยัง
เปนวสั ดทุ ่ใี ชเ ชอ่ื มสมกุ หรือสีเขาดว ยกัน
๔. เครอื่ งปน ดนิ เผา หมายถึง หัตถกรรมท่ใี ชดนิ เหนียวเปนวัตถุดิบหลักในการผลิต มีท้ังชนิด
เคลือบและไมเคลือบ โดยทเ่ี น้อื ดินเหนยี วตองมีสวนผสมของทรายแมน้ําท่ีเปนทรายเน้ือละเอียดและ
ชวยใหเนอื้ ดนิ แหงสนิทไมแตกรา ว ดนิ เหนยี วที่ใชท าํ เครอ่ื งปน ดินเผาจากท่ตี างๆ ใหส ีแตกตางกัน
๕. เครอ่ื งโลหะ หมายถงึ ส่งิ ทีม่ วี ัสดุหลกั เปนเหลก็ ทองเหลืองหรือทองแดง เครื่องโลหะท่ีทํา
จากเหล็ก นิยมทําโดยการเผาไฟใหออนตัวและตีเหล็กเปนรูปทรงตางๆ เครื่องโลหะที่ทําจาก
ทองเหลือง นิยมนําทองเหลืองมาเผาจนหลอมเหลวแลวจึงนําไปเทลงในแบบตามลักษณะที่ตองการ
เสร็จแลวนํามาตกแตง สวนเคร่ืองโลหะท่ีทําจากทองแดง มีการนําทองแดงมาใชเปนโลหะเจือหลัก
สาํ หรบั ผลิตตัวเรอื นของเครือ่ งประดบั โลหะเงินเจอื
๑๗ http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/traditional-craftsmanship [๒๙ ส.ค. ๒๕๕๙].
๙๓
๖. เครอ่ื งไม หมายถงึ งานฝมอื ชางทที่ ําจากไมซ งุ หรือไมแปรรูปเปนทอน เปนแผน เพื่อใชใน
งานชางกอสรางประเภทเคร่ืองสับ เครื่องเรือน เคร่ืองบูชา เคร่ืองต้ัง เครื่องประดับ เคร่ืองมือ
เคร่อื งใช เคร่ืองศาสตรา เคร่อื งดนตรี เคร่ืองเลน และยานพาหนะ โดยอาศัยเทคนิควิธีการแกะ สลัก
สบั ขุด เจาะ กลึง ถาก ขูด และขดั
๗. เครื่องหนงั หมายถงึ งานหัตถกรรมพืน้ บา นทีท่ ํามาจากหนังสตั วโ ดยผา นกระบวนการหมัก
และฟอกหนังเพอ่ื ไมใหเ นาเปอ ย และใหเกิดความนิ่มนวลสามารถบีบงอไดตามท่ีตองการ เครื่องหนัง
นยิ มนําไปใชใ นงานดา นศลิ ปะการแสดง รวมถึงอปุ กรณอ่นื ๆ ท่มี ีหนงั เปน สว นประกอบ
๘. เคร่ืองประดับ หมายถึง งานชางฝมือท่ีประดิษฐขึ้นเพ่ือการตกแตงใหเกิดความงดงาม
เร่ิมตนจากการใชวัสดทุ ห่ี าไดง า ยในทองถิ่นนํามาผลิตและพัฒนาข้ึนเร่ือยๆ โดยใชอัญมณีและโลหะมี
คา ตา งๆ
๙. งานศลิ ปกรรมพ้นื บาน หมายถึง งานท่ีมกี ารแสดงอารมณสะทอนออกทางฝมือการชางให
เห็นประจักษเปน รูปธรรมเพื่อตอบสนองตอ การยังชีพและความตองการดา นคุณคา ความงาม เชน งาน
เขียน งานปน งานแกะสลกั งานหลอ เปน ตน
๑๐. ผลติ ภณั ฑอ ยา งอื่น หมายถงึ งานชางฝมอื ดั้งเดิมทไี่ มส ามารถจดั อยูใ น ๙ ประเภทแรกได
ซึ่งอาจเปนงานชา งฝม อื ท่ีประดิษฐหรือผลิตขน้ึ จากวัสดใุ นทอ งถน่ิ หรือจากวัสดเุ หลือใช เปน ตน
เคร่ืองมือเครื่องใชท่ีสรางขึ้นดวยมือเปนหลัก ใชเปนส่ิงของสนองความเช่ือถือทางดาน
ประเพณี ศาสนา เชน เปน เคร่อื งบชู า ใชเ พ่ือความสวยงามสนองความสุขทางจิตใจและเปนเครื่องมือ
ในการประกอบ อาชีพ เชน การปน การแกะสลัก การจักสาน ซึ่งเกิดจากฝมือชางเพียงคนเดียวหรือ
มากกวาหนึง่ คน โดยนาํ วัตถดุ ิบทีม่ ีอยูต ามธรรมชาติมาประดิษฐเปนเคร่ืองมือเครื่องใชเพ่ือ ประโยชน
ใชส อยในชีวติ ประจาํ วนั งานหตั ถกรรมจะมีการพฒั นารูปแบบไปตามการพัฒนาฝมือของชาง ท่ีสั่งสม
ประสบการณ และสืบทอดความรู ความชํานาญ จากรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหน่ึง ซึ่งตองใชระยะเวลาและ
ทักษะ สงผลใหงานหัตถกรรมมีความงามและมีคุณคาทางศิลปะ งานหัตถกรรมจึงกลายเปนงาน
ศลิ ปหตั ถกรรม ซ่งึ มคี วามสัมพนั ธเก่ียวเน่อื งกนั จนไมอาจแยกออกจากกนั ได
๔.๕.๓ คติชนประเภทผสม คือ ใชถ อยคําและการกระทําใหด ูประกอบกัน ดงั นี้
๑. ขนบธรรมเนยี มประเพณี
มนษุ ยมคี วามผูกพันธอ ยูกบั สงั คมและสิ่งแวดลอ มของวิถชี ีวติ ตงั่ แตเกิดมาในสถาบันเล็กๆ คือ
ครอบครัว เปนสถาบันแรกเริ่มท่ีทุกคนตองรูขนบธรรมเนียมประเพณีไทย วัฒนธรรมไทย และคติ
ความเช่อื ตางๆ ท่บี รรพบรุ ุษไดใ หเ รยี นรอู บรมสง่ั สอนสือตอกันมา ถือไดว า ส่ิงเหลานี้เปนแบบแผนของ
สังคมในแตละภาค สังคมแตละสังคมก็ยอมมีความแตกตางในเรื่องขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม แและคติความเชื่อแตกตางกันออกไปท้ังนี้ขึ้นอยูกับคานิยมของแตละภาค ประเพณีไทย
เปนการกระทํากิจกรรมทางสังคมที่ผูคนสวนใหญถือปฎิบัติสืบตอกันมา ประเพณีเปนบรรทัดฐาน
เกี่ยวกบั การดําเนินชีวติ ตามความคดิ ความเช่อื ปฎิบัติเพื่อความเจริญแหงตนและสังคม ประเพณีไทย
เปนผลมาจากสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ และสังคมเม่ือเกิดปญหาข้ึนมามนุษยกพยายามหาวิธีการ
๙๔
แกปญหา แนวปฎิบัติการแกปญหาทางธรรมชาติของคนในสมัยกอนๆ มักอาศัยความเช่ือ เชน แม
พระธรณี แมพระคงคาไดใหท่ีอยูอาศัย ใหความสมบูรณแกไรนา ใหไดอาบไดกิน ดังน้ันจึงไดมี
ประเพณีลอยกระทงของไทย ประเพณีการบวชพระ เพ่ือสรางบุญแผกุศลผลบุญสืบตออายุ
พระพทุ ธศาสนา
ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเปนคําท่ีใชเรียกรวมกัน ซ่ึงมีความหมายวา ส่ิงที่สังคมใน
ประเทศไทยนิยมประพฤติปฏิบัติตอเน่ืองสืบกันมาเปนเวลานาน จนยึดถือกันในจิตใจวาตองปฏิบัติ
เชนนนั้ จงึ จะเกดิ ความสุขความเจรญิ
วัฒนธรรมทางจารีตหรือขนบธรรมเนียมประเพณี เปนวัฒนธรรมที่มีลักษณะเปนการ
ประพฤติของคนในสังคม แบง ออกเปน
- จารีตประเพณี หมายถึง ประเพณีท่ีบรรพชนไดถือปฎิบัติกันมาแตอดีต ถาฝาฝนหรือไม
ปฎิบัติตามถทอวาเปน ความผดิ สวนใหญเปน เรอ่ื งเก่ียวกบั หลกั ธรรมศึลธรรมและจริยธรรม
- ขนบประเพณี เปนประเพณีท่ไี ดวางเปนระเบียบแบบแผนไวแลว เปนการกระทําท่ีฝูงชน
นบั ถอื และถือปฎบิ ัตติ อกนั มา
- ธรรมเนียมประเพณี เปนประเพณีเก่ียวกับเรื่องธรรมดาสามัญชนที่นิยมปฎิบัติสืบตอกัน
มา เชน กิริยามารยาท การพดู การบริโภค การแตง ตัว การเปนแขกไปเย่ยี มผอู น่ื การเปนเจาของบาน
ในการตอ นรบั แขก
๓.๒ ความเชื่อ
คติความเช่ือ หมายถึง เรอื่ งราวของชาวบา นทีเ่ ลาหรือประพฤตสิ ืบทอดกันมาหลายช่ัวอายุคน
ในรูปแบบตางๆ เชน ประเพณี นิยาย นิทาน เพลง ศิลปะ สถาปตยกรรม เปนตน เรื่องราวและ
พฤตกิ รรมเหลา น้ีชาวบา นไดรว มปฏบิ ตั ิสบื ทอดกนั มาจนเกิดเปน แบบอยางหรือแนวทางในการดําเนิน
ชีวติ
สาเหตขุ องความเชื่อนั้น เกิดจากความไมร ู และความไมรกู ท็ าํ ใหเ กิดความกลัวเปนหลัก จึงทํา
ใหเ กิดความพยายามในการแสวงหาคําตอบของความไมรูน้ัน ซึ่งการตัดสินใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งน้ัน
อาจตัดสินใจเอาเองวาส่ิงนั้นมีเหตุผล หรืออาจไมมีเหตุผลเลยก็ได ดังเชนท่ี ภิญโญ จิตตธรรม ให
ความเหน็ ไววา ความกลวั และความไมรูเปนเหตุใหเกิดความเช่ือ และความเชื่อก็เปนสวนหน่ึงที่ทําให
เกดิ ศาสนาในสังคมมนุษยสมัยโบราณ (Primitive Society) อยางไรก็ตาม แมปจจุบันนี้วิทยาศาสตร
จะเจริญกาวหนา ไปมาก มนุษยก็ยงั มพี ฤตกิ รรมแสดงออกทางความเชื่อกันอยใู นชวี ิตประจาํ วนั 88๑๘
ความเช่ือท่ีเกี่ยวกับผีและอํานาจลึกลับในธรรมชาติ หรือท่ีเราใชคําวาไสยศาสตร (ไสยะ =
ความหลับไหล มัวเมา ตรงขามกับคําวา พุทธะ หมายถึง ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน) เปนความเช่ือด้ังเดิม
๑๘ ภญิ โญ จิตตธรรม, ความเช่อื , (สงขลา : โรงพมิ พม งคลการพิมพ, ๒๕๒๒), หนา ๒, อางถึงใน จิราภรณ
ภทั ราภานุภทั ร, สถานภาพการศึกษาเร่ืองคติความเช่ือของไทย, หนา ๔.
๙๕
ของชนชาตไิ ทยทมี่ ีมากอ นศาสนาพราหมณแ ละกอ นท่พี ทุ ธศาสนาจะเผยแผเขามาในดินแดนแถบนี้ ผี
ในความเช่ือของชาวไทยนาจะแบงทําความเขาใจงาย ๆ ออกเปนประเภทตางๆ คือ
ผีที่เปนผูพิทักษรักษาหรือเทวดาอารักษ เชน ผีแถน ซึ่งชาวอีสานเช่ือกันวาเปนผูใหกําเนิด
โลก เปน ผทู ีส่ ามารถดลบนั ดาลใหฝ นฟาตกและขาวปลาอุดมสมบรู ณ นอกจากน้ันก็มีผีที่เช่ือวาสิงสถิต
ตามธรรมชาตติ า ง ๆ เชน เจาปาเจา เขา เจาท่เี จา ทาง แมธรณี แมโ พสพ รกุ ขเทวดา นางไม และยังมีผี
ประจาํ สง่ิ ของเคร่อื งใชตาง ๆ เชน ผเี ตา ผีนางดง ผีนางสาก เปนตน ความเชอ่ื เก่ยี วกับศาลหลักเมืองก็
เชื่อวา ผีเทพยดาท่ีทําหนาท่ปี กปก รักษาบานเมือง ในชุมชนเล็ก ๆ ตามชนบทมกั มีหลกั บา นหรือใจบาน
(หวั ใจหรือศูนยกลางของบาน) มีสัญลักษณ (ตางรูปแบบกันไป) ท่ีเช่ือวาศักด์ิสิทธิ์ อยูกึ่งกลางชุมชน
และใชเ ปนสถานทป่ี ระกอบพธิ ีกรรมในหมูบ านดว ย ชุมชนบางแหงเมื่อเจริญขึ้นเปนตําบลเปนจังหวัด
ก็จะมีศาลหลักเมอื งเชนกนั ดงั เราไดเหน็ อยูเ กือบทกุ จงั หวดั
ผีบรรพบุรษุ และผีวีรบุรุษ มนุษยเชื่อวา เม่ือญาติพ่ีนองตายไปแลว วิญญาณจะออกจากราง
ไปสทู ี่ตา ง ๆ บางกไ็ ปเกิดใหม บา งกย็ ังวนเวียนอยูในโลกมนุษย ผีเหลานี้คือผีบรรพบุรุษหรือผีปูยาตา
ยาย หรือบางทีก็เรียก ผีเรือน สวนผีวีรบุรุษนั้นคือบุคคล เมื่อยังมีชีวิต เปนคนดีท่ีมีความเกงกลา
สามารถเปนพิเศษ เปนผูนํา เปนเจาเมืองหรือเปนผูกอตั้งบานเมืองหรือนักรบซ่ึงเม่ือตายไปก็ยังมีผู
เคารพนับถืออยางเชน ผีเจาเมืองของชาวไทยใหญในแมฮองสอน ยาโมของชาวโคราช พระยาพิชัย
ดาบหักของชาวอุตรดิตถ เจาพอพญาแลของชาวชัยภูมิ หรือเจาแมล่ิมกอเหน่ียวของชาวปตตานี
ตลอดจนพระเจา ตากสิน และรัชกาลที่ 5 ที่มีผูนับถือกันอยางแพรหลายอยูในขณะนี้ ทั้งผีบรรพบุรุษ
และผีวีรบุรุษจดั วา เปนผีดเี พราะเปนผูคมุ ครองรักษาลูกหลานหรอื ชาวบานชาวเมืองใหอยูเย็นเปนสุข
นอกจากนี้แลวยังคอยควบคุมใหลูกหลานหรือคนในหมูบานมิใหทําผิดขนบจารีตประเพณี หาก
ลูกหลานทําผิดประเพณีที่เรียกวา ขึด (ทางเหนือ) หรือขะลํา (ทางภาคอีสาน) อยางเชน พ่ีนอง
ทะเลาะวิวาทกัน หรือลูกสาวหลานสาวถูกผูชายแตะเนื้อตองตัว อยางที่เรียกวา ทําผิดผี คนใน
ครอบครัวกจ็ ะตองทําพธิ ขี อขมาตอวิญญาณผีปยู า หรอื ปูตา เปนตน
นอกจากนั้นความเชื่อทางพระพุทธศาสนายังมีอิทธิพลตอคนไทย พระพุทธศาสนา ซ่ึง
วางรากฐานอยางมัน่ คงและเปน ทย่ี อมรับใหเปนศาสนาประจําชาติไทยมาจนถึงปจจุบันน้ันไดเริ่มเผย
แผเขามาต้ังแตคร้ังที่ผูคนในดินแดนแถบน้ีนับถือผีอยูกอนแลว และจากการที่พุทธศาสนามีความ
ยืดหยุนสูงและมิไดมีการบังคับใหเลิกเช่ือลัทธิอื่น ๆ รูปแบบของพุทธศาสนาท่ียึดถือปฏิบัติกันใน
สังคมไทยสวนใหญจึงมีลักษณะของความเชื่อเกี่ยวกับผีและไสยศาสตรซ่ึงเปนความเช่ือที่มีอยูแต
ดง้ั เดมิ ตลอดจนพิธกี รรมและความเชอ่ื ในศาสนาพราหมณผสมผสานอยูไมนอย อยางเชน การนับถือ
ในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยของพระเคร่ือง การบนบานศาลกลาวตอพระพุทธรูปสําคัญ ๆ อยางหลวงพอ
พระแกวมรกต หลวงพอโสธร ตลอดจนการที่พระสงฆบางรูปทําพิธีรดน้ํามนต (พราหมณ) พนน้ํา
หมากเพ่ือรักษาโรคภัยไขเจ็บหรือปดเสนียดรังควาน การเอยชื่อพระพุทธรูปองคสําคัญโดยใชคํา
นําหนาวา “หลวงพอ” นัน้ สะทอนใหเ ห็นถงึ การดงึ เอาพระพทุ ธรปู ใหม าสมั พันธใกลชิดกับมนุษยเพ่ือ
ความอบอุนใจ มั่นคงทางใจยิ่งข้ึน นอกจากนี้การทําบุญเล้ียงพระมักจะตองจัด “ขาวพระ” คือ ขาว
ปลาอาหารสํารับเล็ก ๆ เพ่ือถวายพระพุทธรูปดวย ซึ่งหากพิจารณาตามหลักพุทธศาสนาแลว
๙๖
พระพุทธรูปคือตัวแทนของพระพุทธเจา ซึ่งทรงหลุดพนจากโลกน้ีแลวจึงยอมไมหิว ไมกระหาย ไม
หนาว ไมร อ น การจดั ของเซนไหว จึงเหมอื นผสานเอาความเชือ่ ทางไสยศาสตรเ ขา มาเกี่ยวของดวย
โดยเนื้อแทแลวศาสนาพุทธมิไดใหความสําคัญกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยและอํานาจเหนือ
ธรรมชาติ แตเนนการปฏิบัติทางศีลธรรมและการทําจิตใหบริสุทธ์ิ โดยมีหลักทั่วไปคือ ทําความดี ละ
เวนความชว่ั ชาํ ระจิตใจใหส ะอาด และการฝก สมาธิจนกระทงั่ บรรลุถงึ “วมิ ุตติ” คอื ความหลุดพนจาก
บวงกรรมทัง้ ปวง
หลกั ธรรมทางพุทธศาสนา จึงสามารถนํามาเลือกใชแกปญหาสังคม ปญหาชีวิตได เชน การ
ทํางานหรือทําสิ่งใดส่ิงหนึ่งจนประสบผลสําเร็จได ควรจะนึกถึงธรรมะเรื่อง อิทธิบาท 4 (ฉันทะ =
ความพอใจ, วิรยิ ะ = เพียร, จติ ตะ = จดจอ, วมิ งั สา = ใครค รวญ) เปนตน หรือการสอนใหมนุษยรูจัก
ความพอดีหรือเดินสายกลาง ไมมากไมนอยเกินไป (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งสอดคลองกับแนวทาง
พระราชดํารใิ นองคพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู วั รชั กาลปจ จบุ ัน คือ การมชี ีวติ พอเพยี ง
๔.๖ สรุปทา ยบท
คติชนวิทยา เปนความรูที่ไดมาจากการศึกษาวิถีชีวิตและความเปนอยูของกลุมคน กลุมใด
กลมุ หน่ึง ท่ีมีววิ ฒั นาการของกลุมอยางเดนชัด โดยมุงเนนไปยังกลุมคนที่ความเจริญแบบสมัยใหมยัง
เขาไปไมถึงมากนัก ซ่ึงกลุมคนเหลาน้ีจะยังคงมีวิถีชีวิตที่คลายๆ กัน มีความสัมพันธกันอยางเหนียว
แนน เปนแบบญาติพี่นองกัน มีความคิด ความเชื่อ และแบบของความประพฤติอยางเดียวกัน และ
มกั จะแตกตางจากสังคมเมือง หรือสงั คมท่ีมีความเจรญิ ทางวตั ถุอยางมากแลว
การศึกษาคติชนทางมานุษยวิทยาเปนการศึกษาหลักฐานของส่ิงทําใหเกิดวัฒนธรรม และ
โครงสรางสังคม อยางไรก็ตามการศึกษาทางมานุษยวิทยากับคติชนวิทยาก็มีสวนที่เชื่อมโยงกัน
การศกึ ษาทางมานษุ ยวทิ ยา อาจไมสามารถศึกษามติ ขิ องวัฒนธรรมทถี่ กู แสดงออก หรือบอกเลากันมา
แตทง้ั มานษุ ยวิทยาและคติชนวิทยาตางสนใจที่จะอธิบายเรื่องเลา ในฐานะเปนวิธีการส่ือสาร ซึ่งมิใช
เฉพาะแตตัวเร่อื งเลา เทา น้นั หากแตย งั สนใจประสบการณข องการเลา ซึง่ ประกอบดวยผูเ ลา ผูฟง การ
ไดย ินและการมองเห็น
เราจะเห็นไดวาคติชนวิทยานั้นมีขอบขายครอบคลุมไปถึงภูมิปญญาดวย ไมวาจะเปนคติชน
ทวี่ า ดวยคติชนประเภทใชถอยคาํ คตชิ นประเภทไมใชถ อยคํา และคตชิ นประเภทผสม
คําถามทา ยบท
๑. ใหน ักศึกษาความหมายและความสําคัญของคติชนวิทยามาพอสังเขป
๒. คตชิ นประเภทใชถ อยคํา คติชนประเภทไมใ ชถ อยคํา และคติชนประเภทผสม แตละประเภท
เปนอยางไรใหอธิบายพรอ มยกตัวอยางของคติชนแตล ะประเภท
๓. ใหยกตัวอยางคติชนในชุมชนของนักศึกษามาอยางนอยสองอยางพรอมบอกวาเปนคติชน
ประเภทใดและมีลักษณะอยางไรบาง
๙๗
เอกสารอา งองิ ประจําบท
หนงั สอื ภาษาไทย
กหุ ลาบ มลั ลิกะมาส, คติชาวบา น, กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, ๒๕๑๘.
จรัส งะสมัน, การศึกษานิทานชาวเลจังหวัดสตูล, ปริญญานิพนธ (ศศ.ม.ไทยคดีศึกษา), สงขลา :
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ สงขลา, ๒๕๓๔.
ปฐม หงสส วุ รรณ, เอกสารประกอบการสอนวชิ าคตชิ นวิทยา, มหาสารคาม : ภาควิชาภาษาไทยและ
ภาษาตะวนั ออก คณะมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, ๒๕๕๐.
ปฐม หงสสวุ รรณ, กาลครง้ั หน่งึ : วาดวยตํานานกับวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๐.
ประคอง นิมมานเหมินห, มหาชาติลานนา : การศึกษาในฐานะที่เปนวรรณกรรมทองถิ่น,
กรงุ เทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานชิ , ๒๕๒๖.
พเยาว เจริญฉาย, วิทยาภาษาถ่ิน, นครปฐม : ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๕๐.
ภญิ โญ จติ ตธ รรม, ความเช่ือ, สงขลา : โรงพมิ พม งคลการพิมพ, ๒๕๒๒, หนา ๒, อางถึงใน จิราภรณ
ภัทราภานุภทั ร, สถานภาพการศึกษาเรือ่ งคตคิ วามเชื่อของไทย.
ยุพา สงสิริ, สุ.จิ.ปุ.ลิ. ภาษาไทย, กรุงเทพมหานคร : ภาคพัฒนาตําราและเอกสารวิชาการ หนวย
ศึกษานิเทศก กรมการฝก หดั ครู, ๒๕๒๕.
วิเชียร ณ นคร, รายงานวิจัยเรื่องการศึกษานิทานพ้ืนบานในจังหวัดนครศรีธรรมราช,
นครศรีธรรมราช : สาํ นกั งานสภาสถาบนั ราชภัฏ, ๒๕๓๕.
วาสนา เกตุภาค, คติชาวบาน, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพบรษิ ทั สหสยามพฒั นา, ๒๕๕๙.
ภาษาอังกฤษ
Robert H. Winthrop, Dictionary of Concepts in Cultural Anthropology, Greenwood
Press : New York, 1991.
เว็บไซต
http://www.trangis.com/somjaiart/e4_1.php
http://www.ipesk.ac.th/ipesk/home/VISUAL%20ART/lesson323.html
http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/traditional-craftsmanship
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=34&chap=3&pag
e=t34-3-infodetail01.html
๙๘
บทท่ี ๕
ภมู ปิ ญ ญาไทยในดา นตาง ๆ
วัตถุประสงคการเรยี นประจาํ บท
เมอื่ ศกึ ษาบทนแี้ ลว ผศู กึ ษาสามารถ
๑. อธิบายความหมายและความสําคญั ของภูมิปญญาไทยในดา นตาง ๆ ได
๒. บอกลักษณะของภมู ปิ ญ ญาดา นตาง ๆ ตลอดจนการนําภมู ปิ ญญาดานตา ง ๆ มาใชได
๓. อธิบายถึงความสัมพันธข องภมู ิปญ ญาไทยในดานตา ง ๆ กับวถิ ชี วี ิตของคนไทย ได
ขอบขา ยเนอ้ื หา
• ความนาํ
• ภมู ิปญ ญาไทยทางดานการเกษตร
• ภูมปิ ญญาไทยทางดานแพทยแ ผนไทย
• ภมู ปิ ญญาไทยทางดา นอุตสาหกรรมและหตั ถกรรม
• ภมู ปิ ญ ญาไทยทางดา นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอม
• ภูมปิ ญ ญาไทยทางดานศลิ ปกรรม
• ภมู ปิ ญ ญาไทยทางดานภาษาและวรรณกรรม
• ภูมิปญ ญาไทยทางดานศาสนาและประเพณี
๙๙
๕.๑ ความนาํ
ในสมัยท่ีเทคโนโลยียังไมไดมีความเจริญกาวหนาเหมือนในปจจุบัน มนุษยไดพบเจอปญหา
มากมายในการดาํ รงชีวิตและพยายามหาวิธแี กปญหา ดวยการลองผิดลองถูก จนไดวิธีท่ีดีที่สุด ส่ังสม
และถายทอดความรูน้ันจากรุนสูรนุ ความรนู เ้ี รยี กวา“ภูมปิ ญ ญา”
ภูมิปญ ญาไทยถอื เปนรากเหงาความเปน ไทยที่โดดเดน ไมเ พียงแสดงถึงความเปนชาติ หากแต
ยงั เปน เครือ่ งมอื สําคัญในการพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ ภาวะวิกฤติของชาติที่เกิดขึ้นในแตละคร้ัง
ไมไดเกิดเพราะภูมิปญญาถูกใชมากเกินไป แตเกิดขึ้นเพราะทอดท้ิงภูมิปญญาไทยและนิยมในภูมิ
ปญญาสากลวิกฤตจิ ากการพฒั นาจงึ เกิดข้ึนในทุกระดับ โดยเฉพาะทองถิ่นซึ่งเปน รากฐานของประเทศ
ทสี่ ําคญั กลับไดร บั ผลกระทบจากการพัฒนาสมยั ใหมมากมาย แสดงใหเห็นถึงสภาพความออนแอของ
ฐานราก การพัฒนาประเทศท่ีเขมแข็งไมสามารถเกิดข้ึนไดโดยปราศจากความแข็งแกรงของทองถ่ิน
และความแขง็ แกรง ของทอ งถ่นิ ก็ไมส ามารถเกดิ ข้ึนไดโดยปราศจากภมู ปิ ญ ญา ดังน้ันการนําภูมิปญญา
มาใชใ นการพัฒนาทองถ่นิ จงึ สามารถเสรมิ สรา งความเขม แข็งใหก ับการพัฒนาประเทศไดเปน อยา งดี
ในบทนี้จะเปนการศกึ ษาทีเ่ กีย่ วกับภูมปิ ญญาไทยในดานตาง ๆ ท่ีตอมาจากบทที่แลวซ่ึงจะได
กลา วถึงรายละเอยี ดทลี่ กึ และกวา งขึน้ ดงั นนั้ ในบทน้ีจึงจะศกึ ษาเก่ียวกบั เรอ่ื งตาง ๆ ไดแก ภูมิปญญา
ไทยทางดานการเกษตร ภูมิปญญาไทยทางดานแพทยแผนไทย ภูมิปญญาไทยทางดานอุตสาหกรรม
และหตั ถกรรม ภมู ิปญ ญาไทยทางดา นการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ภูมิปญญาไทย
ทางดานศิลปกรรม ภูมิปญญาไทยทางดานภาษาและวรรณกรรมและภูมิปญญาไทยทางดานศาสนา
และประเพณี
๕.๒ ภมู ิปญญาไทยทางดา นการเกษตร
ภูมิปญญาไทยทางดาน เกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองคความรู
ทักษะ และเทคนิคดานการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณคาด้ังเดิม ซึ่งคน
สามารถพึง่ พาตนเองในภาวการณตางๆ ได เชน การทําการเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตร
ธรรมชาติ ไรนาสวนผสม และสวนผสมผสาน การแกปญหาการเกษตรดานการตลาด การแกปญหา
ดา นการผลิต การแกไ ขปญหาโรคและแมลง และการรูจักปรับใชเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมกับการเกษตร
เปนตน เกษตรกรรม ( Agriculture) หมายถึง กระบวนการผลิตอาหาร เสนใย เช้ือเพลิง และ
ผลติ ภณั ฑอ ่ืนๆ โดยวิธีการเพาะปลูกพืช มีช่ือเรียกเฉพาะวา "กสิกรรม" และวิธีการเลี้ยงสัตวท้ังสัตว
บก สัตวน้ํา อยางเปน ระบบ ผูที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเรยี กวา เกษตรกร
การเกษตรของไทยในปจจุบันไดมีทางเลือกใหมเกิดขึ้น ซึ่งปฏิเสธแนวคิดการทําการเกษตร
แผนใหม แมวาเกษตรกรรมแบบเคมีจะยังคงเปนกระแสหลักของระบบการเกษตรของประเทศไทย
แตแ นวโนม ของการทําการเกษตรกรรมเชน นก้ี าํ ลังเสื่อมโทรมลง โดยปจจุบันเกษตรกรรมทางเลือกได
กลายเปนกระแสท่ไี ดร ับความนยิ มเพมิ่ มากขนึ้ เนอื่ งมาจากความลมเหลวของระบบเกษตรกรรมแผน
ใหม และไดกอใหเกิดผลกระทบมากมายหลายประการ ขณะเดียวกันเกษตรกรรมทางเลือกก็เปนที่
สนใจของหนว ยงานของรัฐ และเอกชนหลายองคกร
๑๐๐
เกษตรทางเลือก เปนการทําการเกษตรอีกแบบหนึ่ง ท่ีไมใชเกษตรเคมีดังท่ีใชกันอยูใน
ปจจุบัน เปน การทําการเกษตรทเ่ี นนการใชปุยหมกั ปุยคอก แบะวัสดุคลุมดิน การผสมผสานการปลูก
พชื และสัตว ลดการไถพรวนและงดเวนหรือลดการใชสารเคมีสังเคราะห และสารเคมีกําจัดศัตรูพืชให
นอยลงจนถึงขน้ั ไมใ ชเ ลย89๑๙
เกษตรทางเลือกมีเปาหมายในการผลิตอาหารและปจจัยท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตมากกวา
ผลิตเพ่ือการสงออก เกษตรกรจึงไมตองว่ิงไปตามกระแสของตลาด อาหารที่ผลิตไดก็เปนอาหารที่มี
คุณภาพปลอดภัยจากสารพิษตกคาง เกษตรทางเลือกมีการใชทรัพยากรธรรมชาติใหเกิดประโยชน
สงู สดุ โดยไมเกิดผลเสยี ตอสิง่ แวดลอม และเปดโอกาสใหสมาชิกในครอบครัวสามารถทํางานรวมกันได
อยา งมคี วามสุข และสามารถใชชีวติ อยูรวมกับธรรมชาติไดอยางกลมกลืน ซ่ึงปจจุบันเกษตรทางเลือก
มอี ยหู ลายกลุม สว นใหญจะมีหลักการและวิธีการทใ่ี กลเคยี งกัน จะมแี ตกตางกันบางตรมแนวคิด และ
วธิ ปี ฏบิ ัตไิ ปตามสภาพทางสงั คมและวฒั นธรรม ซึ่งกลาวงายๆ วา เกษตรทางเลือก ไดแก
๕.๒.๑ เกษตรธรรมชาติ
เกษตรธรรมชาติ หมายถึง การทํา การเกษตรท่ีไมใชปุยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุก
ชนิด แตจะใหความสําคัญของดินเปนอันดับแรก ดวยการปรับปรุงดินใหมีพลังการในการเพาะปลูก
เหมือนกบั ดนิ ในปา ที่มีความอุดมสมบูรณต ามธรรมชาติ โดยการนํา ทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีอยูอยางจํา
กดั มาใชใหเกิดประโยชนสูงสุด เปนวิธีการที่ไมกอใหเกิดผลเสียตอสภาพแวดลอมไมเปนอันตรายตอ
เกษตรกรและผูบ รโิ ภค สามารถใหผลผลิตทีม่ ีทั้งปริมาณและคุณภาพ เปนระบบเกษตรที่มีความย่ังยืน
ถาวรเปนอาชพี ทีม่ ั่นคง90๒๐
หลักการเกษตรธรรมชาติ มี ๓ ขอ คือ ๒๑
91
หลักการขอ ที่ ๑ การปรบั ปรงุ ดินใหอุดมสมบูรณ ทําไดโดย
๑. ใชปุยอินทรียและปุยชีวภาพทดแทน ปุยเคมี : ปุยอินทรียที่ใชไดแก ปุยหมัก ปุยน้ํา
ชีวภาพ นาํ้ สกัดชวี ภาพ ปุยพืชสดและปยุ ชวี ภาพ เชน ไรโซเบยี ม ไมโคไรซา เปน ตน
๒. ปลกู พืชคลุมดิน โดยใชเ ศษพชื หรือพลาสตกิ คลุมดนิ หรือปลกู พชื คลุมดิน
หลกั การขอท่ี ๒ การปลูกพืชหลายชนิด: คอื จะไมปลกู พืชชนิดเดียวกันเปนจานวนมากแตให
มีพืชหลายชนดิ ในแปลงเดยี วกนั เชน ปลกู พชื หมนุ เวียน ปลกู พืชแซม ฯลฯ ซง่ึ เปนเทคนคิ ท่ีสําคัญมาที่
๑๙ http://www.oknation.net/blog/kontan/2007/09/29/entry-1 [๑ ต.ค. ๒๕๕๙].
๒๐ ทิพวรรณ สทิ ธิรังสรรค, การปลกู พืชผักโดยวธิ เี กษตรธรรมชาติ, งานเกษตรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม
ฝายวิชาการ ศูนยฝกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเน่ืองมาจากพระราชดําริ,
(กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, ๒๕๕๕), หนา ๗.
๒๑ ศูนย กศน. อําเภอยะหร่ิง, เกษตรธรรมชาติสูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงท่ียั่งยืน, (ปตตานี : ศูนย
การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอยะหร่ิง จังหวัดปต ตานี, ๒๕๕๓), หนา ๓.
๑๐๑
จะชว ยเพมิ่ ความหลากหลายทางชวี ภาพซ่งึ จะชวยลดการระบาดของโรคและแมลงศตั รพู ชื ได และชวย
ในการพัฒนาดินดว ย
หลกั การขอท่ี ๓ การอนุรักษแ มลงที่มปี ระโยชน(ตวั หา ตวั เบยี น) : โดยใชว ิธี
๑. ไมใชสารเคมีฆา แมลง
๒. ปลกู ดอกไมไ วในแปลงหรอื รอบแปลงเพ่ือลอแมลงท่ีมีประโยชน (ตัวหา ตัวเบียน) ซ่ึงชวย
ควบคมุ แมลงศัตรพู ืชได
๓. ถา มีโรคและแมลงศัตรูพืชจะแกปญหาโดยใชสมุนไพร ใชกับดักกาวเหน่ียว กับดักแสงไฟ
การเขตกรรม พนั ธตุ านทาน การปอู งกนั โดยชีววิธี เปนตน
เกษตรธรรมชาตเิ ปน ระบบเกษตรที่คํานึงถึงระบบนิเวศและสภาพแวดลอมมีหลายแนวคิดที่
รูจกั กันอยางแพรหลาย เชน แนวคิดของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ แนวคิดเกษตรธรรมชาติคิวเซของโมกิจิ
โอกาดะ และ แนวคดิ เกษตรธรรมชาติเกาหลีของ ฮาน คิว โช สวนใหญแนวคิดของเกษตรธรรมชาติ
จะมีหลักการท่คี ลายคลึงกัน คือ การไมไ ถพรวนดิน ไมใสปยุ เคมี ไมก ําจัดวชั พชื ใชการคลุมดิน ใชพลัง
จากสง่ิ ตางๆ ท่ีมอี ยูในธรรมชาติ และใหความสาํ คญั กบั ดินเปน อันดบั แรกดว ยการปรบั ปรุงดินใหมีพลัง
ในการเพาะปลูก เหมือนกับดินในปาท่ีมีความอุดมสมบูรณตามธรรมชาติ โดยการนํา
ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยูมาใชใหเกิดประโยชนสูงสุด ซ่ึงเปนวิธีการที่ไมกอใหเกิดผลเสียตอ
สภาพแวดลอม โดยไมเปนอันตรายตอเกษตรกรและผูบริโภค สามารถใหผลผลิตท่ีมีท้ังปริมาณและ
คณุ ภาพ ถอื ไดวาเปน ระบบเกษตรท่มี ีความยง่ั ยืนมน่ั คง
แนวทางของเกษตรธรรมชาติ เปนแนวทางที่จะทําใหเดินเปนดินท่ีมีความอุดมสมบูรณ เปน
ดนิ ทีม่ ชี ีวิตสามารถเพาะปลูกใหไดผลผลิตสูง และมีคุณภาพดีไมวาจะเปนพืชไร นาขาว พืชผัก ไมผล
ไมดอก ไมประดับ และเปนแนวทางการผลิตท่ีปลอดภัยจากสารพิษทางการเกษตรท้ังตอผูผลิตและ
ผบู ริโภค ไมมีผลเสียตอ สิ่งแวดลอม
เปาหมายของเกษตรธรรมชาติ
๑. ปรบั ปรงุ ดนิ ใหอดุ มสมบรู ณต ามธรรมชาติ และจดั ระบบนเิ วศใหเ ก้อื กูลกัน
๒. ผลิตอาหารทีม่ ีรสชาตติ ามธรรมชาติ และไมม สี ารพิษ
๓. ผผู ลติ และผบู ริโภคปลอดภัยจากสารพิษจากกระบวนการผลิต
๔. เกษตรธรรมชาติ เปน ระบบการเกษตรแบบย่ังยืน รักษาสมดุลธรรมชาติ
จุดเดนของเกษตรธรรมชาติ
๑. การฟน ฟูความสมดุลของระบบนเิ วศ
๒. การลดการพ่ึงพาปจจยั จากภายนอก
๑๐๒
๕.๒.๒ เกษตรอนิ ทรีย (Organic Farming)
เปนระบบการผลิตทางการเกษตรทางเลือกที่หลีกเล่ียงการใชสารสังเคราะหไมวาจะเปน
ปยุ เคมี สารเคมีกําจัดศัตรูพืชและฮอรโมนตางๆ ที่กระตุนการเจริญเติบโตของพืชและสัตว ตลอดจน
ไมใชพืชหรือสัตวที่เกิดจากการตัดตอทางพันธุกรรมที่อาจเกิดแลพิษในสภาพแวดลอม เนนการใช
อินทรียวัตถุเชน ปุยคอก ปุยหมัก ปุยพืชสด และปุยชีวภาพในการปรับปรุงบํารุงดินใหมีความอุดม
สมบูรณ การปลูกพชื หมุนเวยี น รวมท้งั ใชหลกั การควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชีวภาพ และเนนการรักษาความ
อดุ มสมบรู ณข องดิน
แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรียคือ การบริหารจัดการ การผลิตทางการเกษตรแบบองค
รวม ซึ่งแตกตางอยางชัดเจนจากการเกษตรแผนใหมท่ีมุงเนนการเพ่ิมผลผลิตชนิดใดชนิดหน่ึงสูงสุด
โดยการพัฒนาเทคนิคตางๆ เกยี่ วกับการใหธาตุอาหารพืชและปองกันกําจัดส่ิงมีชีวิตอ่ืนที่อาจมีผลใน
การทําใหพืชท่ีปลูกมีผลผลิตลดลง แนวคิดเชนน้ีเปนแนวคิดแบบแยกสวน เพราะแนวคิดน้ีต้ังอยูบน
ฐานการมองวา การเพาะปลูกไมไดสัมพันธกับสิ่งแวดลอมและระบบนิเวศ ดังนั้นการเลือกชนิดและ
วิธีการใชปจจัยการผลิตตางๆ มุงเฉพาะแตการประเมินประสิทธิผลตอพืชหลักที่ปลูก โดยไมได
คํานึงถึงผลกระทบตอทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร สําหรับเกษตรอินทรียซึ่งเปน
การเกษตรแบบองครวมจะใหความสําคัญกับการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ
การเกษตร โดยเฉพาะอยา งยิ่งการฟน ฟคู วามอดุ มสมบูรณของดิน, การรักษาแหลงนํ้าใหสะอาด และ
การฟนฟูความหลากหลายทางชีวภาพของฟารม ท้ังนี้เพราะแนวทางเกษตรอินทรียอาศัยกลไกและ
กระบวนการของระบบนิเวศในการทําการผลิต ดังนั้นเกษตรอินทรียจะประสบความสําเร็จได
เกษตรกรจําเปนตอ งเรยี นรกู ลไกและกระบวนการของระบบนเิ วศ92๒๒
การเกษตรปจจุบันสามารถปรับเปล่ียนเปนเกษตรอินทรียไดโดยเริ่มตนศึกษาความรูจาก
มาตรฐานเกษตรอินทรยี ท ี่ถูกกําหนดข้ึนเพ่อื การปฏบิ ตั ิ โดยศึกษาความรูจากธรรมชาติ เมื่อเร่ิมปฏิบัติ
ตามนีแ้ ลว กน็ บั ไดว ากา วเขา สูการทาํ เกษตรอินทรียซ ง่ึ เรยี กไดวาเปนเกษตรอนิ ทรียในระยะปรบั เปลี่ยน
เม่ือปฏิบัติอยางเครงครัดและตอเน่ืองตามมาตรฐานเกษตรอินทรียไมนานก็จะเปนเกษตรอินทรียได
ทั้งนี้ ชาหรือเร็วขึ้นอยูกับประเภทเกษตรอินทรียท่ีจะผลิตซึ่งไดถูกกําหนดไวในมาตรฐานเกษตร
อินทรียแลว ขอสําคัญน้ันอยูที่การทําความเขาใจเกษตรอินทรียใหทองแทมีความต้ังใจจริง มีความ
ขยนั หม่นั เพยี รไมท อ ถอยตอปญ หา หรอื อปุ สรรคใด ๆ มีความสขุ ในการปฏิบัติก็จะบรรลุวัตถุประสงค
และประสบความสําเร็จดังที่ตั้งใจไว เพราะเกษตรอินทรียเปนเร่ืองที่ทุกคนสามารถปฏิบัติไดจริงเมื่อ
เปนเกษตรอินทรียแลวสามารถขอเอกสารรับรองมาตรฐานจากภาครัฐ หรือเอกชน จึงจะนับวาเปน
เกษตรอินทรียท ่ีสมบรู ณเปน สมบัตลิ ้าํ คา ของแผนดิน93๒๓
๒๒ สาํ นักงานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครราชสีมา, หนังสือเรียน
รายวิชาเลือกสาระการประกอบอาชพี วชิ า การทาํ เกษตรประยกุ ต อช03074, (นครราชสีมา : สํานักงานสงเสริม
การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยจงั หวัดนครราชสมี า, ๒๕๕๒), หนา ๑๑.
๒๓ สาํ นกั งานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครราชสีมา, เลมเดิม, หนา
๑๑.
๑๐๓
หลักการทําเกษตรอินทรีย
๑. ใหค วามสาํ คญั กบั การปอ งกนั การสญู เสียธาตุอาหารทเ่ี กิดจากระบบการผลติ ลดการพ่ึงพา
แหลงธาตุอาหารจากนอกฟารม ท่ีมากเกนิ ไป
๒. การคลุมดิน ถือเปนหัวใจของเกษตรอินทรีย เกษตรกรตองหาอินทรียวัตถุตางๆ มาคลุม
หนาดินอยูเสมอ ไมวาจะเปนฟาง ใบไม ซ่ึงอินทรียวัตถุเหลาน้ีจะกลายเปนอาหารของส่ิงมีชีวิตและ
จลุ นิ ทรยี ใ นดนิ ทําใหด ินฟน กลับมามชี ีวิตอีกคร้ังหนึ่ง นอกจากนี้การไมใชสารเคมีตางๆ เชน สารเคมี
กาํ จดั ศตั รูพืช ยังเปนการชวยทําใหดินสามารถฟนความสมบูรณไดอยางรวดเร็ว ซึ่งทําใหพืชท่ีปลูกมี
ความแข็งแรงตา นทานโรคและแมลง รวมทง้ั ใหผลผลติ สูง
๓. สรางความหลากหลายที่สัมพันธกันอยางสมดุลในระบบนิเวศ โดยการปลูกพืชรวมกัน
หลายชนดิ ในเวลาเดียวกัน หรือเหลื่อมเวลากน การปลูกพืชหมุนเวยี น รวมท้ังการเลี้ยงสัตว ซึ่งนับเปน
การใชประโยชนจากทรพั ยากรอยา งมีประสิทธิภาพ และยังเปนการลดความเส่ียงจากปญหาโรคและ
แมลงศตั รูพืชระบาดอีกดวย นอกจากนี้การไมใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชจะมีสวนชวยใหศัตรูธรรมชาติ
สามารถควบคุมศัตรพู ชื ซ่งึ เปน การสรางสมดลุ นเิ วศการเกษตรอกี วธิ หี น่งึ
มีหลายองคกรเขา มาเก่ยี วขอ งในการกําหนดแนวทาง ที่เปนแนวทางการผลิตท่ีสอดคลองกับ
การตลาดของแตล ะองคก รในแตละประเทศ โดยในกรณีประเทศไทยมีมาตรฐานเกษตรอินทรียหลาย
มาตรฐานทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติ โดยปจจุบัน แนวทางเกษตรอินทรียไดรับการ
ตอบรบั ท่ัวโลกมรี ูปแบบและแนวทางทแี่ ตกตางกนั ไปในแตล ะประเทศและภูมภิ าค
๕.๒.๓ เกษตรยงั่ ยนื (Sustainable Agriculture)
ระบบเกษตรกรรมย่ังยืนเปนเกษตรทางเลือกอีกแนวทางหน่ึง โดยเปนแนวทางการพัฒนา
อาชีพดา นการเกษตรที่สัมพันธกับการดําเนินชีวิตของเกษตรกรและสิ่งแวดลอมท่ีสอดรับกับปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ระบบเกษตรกรรมย่งั ยนื เก่ยี วขอ งกับความเปน อยขู องชมุ ชนหลายระดับ ตั้งแต
ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ซึ่งความเคลื่อนไหวดานเกษตรกรรมย่ังยืนของ
เกษตรกรและองคกรท่ีกอตัวข้ีนในสังคมไทยเริ่มตั้งแตปลายปพ.ศ. 2520 เปนตนมา เกษตรกรรม
ยั่งยนื จะมแี นวคิดและวิธีการปฏิบัติสวนทางกับการเกษตรแผนใหม ท่ีใชปจจัยการผลิตจากภายนอก
จํานวนมากและกอใหเกิดสภาพเส่ือมโทรมของสิ่งแวดลอมในเวลาตอมา แตเกษตรกรรมยั่งยืนจะมี
รูปแบบการทําการเกษตรท่ีสอดคลองกับระบบนิเวศ มีความเปนไปไดทางเศรษฐกิจ เปนธรรมทาง
สงั คม และมีมนุษยธรรม และระบบเกษตรกรรมยั่งยืนจะเปนระบบการเกษตรที่รักษาอัตราการผลิต
พืชและสัตวใหอยูในระดับท่ีไมกอใหเกิดความเสียหายในระยะยาวติดตอกันภายใตสภาพแวดลอมท่ี
เลวรายหรือไมเ หมาะสม นอกจากนใ้ี นการทําเกษตรกรรมย่ังยืน เกษตรกรจะปรับเปล่ียนวิถีชีวิตและ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคใหสอดคลองกบั การทาํ เกษตรกรรมยั่งยืน ดังน้ันการทําเกษตรกรรม
ยั่งยืนจึงไมไดหมายความเพียงการปรับเปลี่ยนเทคนิควิธีการทําการเกษตร หากยังหมายรวมถึงการ
สอนใหมีการปรบั เปล่ยี นคณุ คาและกฎเกณฑก ารใชชีวติ ไปในเวลาเดยี วกนั
ในระบบเกษตรย่งั ยนื เปน การทาํ การเกษตรแบบผสมผสานที่มีท้ังการปลูกพืช และการเลี้ยง
สัตวหลายชนิดท่ีผสมกันและมีความเก้ือกูลซึ่งกันและกันอยางลงตัว ในการปลูกพืชจะมีการใชพ้ืนท่ี
๑๐๔
ปลูกใหเกิดประโยชนสูงสุด โดยการปลูกพืชตางระดับกันเพ่ือใหพืชแตละระดับไดใชแสงโดยทั่วกัน
และเกื้อกูลกันระหวางพืชแตละชนิด และในการเลือกพืชแตละชนิดหรือรูปแบบการปลูกพืชจะ
พิจารณาจากสภาพพื้นที่แตละแหงดวย สําหรับการเล้ียงสัตวก็จะใชหลักการจัดการที่เก้ือกูลกัน
ระหวางสตั วเล้ียงดว ยกนั เอง หรอื ระหวางสตั วเ ลีย้ งกบั พืชทป่ี ลกู เชน การเลย้ี งปลาในนาขาว ปลายจะ
กินสาหรายในนาขาว และถายมลู ออกมาเปนปุยใหแกนาขาว การเลี้ยงไกบนบอปลา ไกจะถายมูลลง
ในบอปลาและมลู นั้นก็จะเปนอาหารใหกบั ปลาในบอ ตอ ไป
เน่ืองจากระบบเกษตรยั่งยืนเปนระบบเกษตรท่ีมีความหมายคอนขางใกลเคียงกับระบบ
เกษตรผสมผสานแตจะเนนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความย่ังยืน ดังนั้นระบบการเกษตร
แบบใดกต็ ามท่มี รี ปู แบบทท่ี ําใหเ กิดความมั่นคงตอเกษตรกร และมีผลในระยะยาวจึงจะถูกรวมเขามา
อยูในระบบเกษตรยัง่ ยืน อาทิเชน เกษตรธรรมชาติ วนเกษตร และเกษตรผสมผสาน
การพัฒนาการเกษตรแผนใหมกาํ ลังถกู ทา ทายและตงั้ คําถามกนั มากขนึ้ ทกุ วัน ไมวาจะเปนใน
ดานผลกระทบทางสังคมและสงิ่ แวดลอ มของเทคโนโลยีการปฏิวัติเขียว และการใชทรัพยากรอยางไม
ย่ังยืน ตลอดจนความเหมาะสมของปจจัยการผลิตสมัยใหมที่ตองซื้อหามาโดยราคาแพงแตใน
ขณะเดียวกันความจําเปนในการขยายพลังการผลิต และเพ่ิมประสิทธิภาพในภาคการเกษตรก็เปน
ส่ิงจําเปน อีกทัง้ ปจจยั การผลิตจากธรรมชาตกิ ็ใชวาจะไมมผี ลกระทบตอส่ิงแวดลอมแตอยางใดเกษตร
ย่ังยืนเปนทางเลือกหน่ึงของเกษตรกรรายยอยที่มีฐานะยากจน เกษตรกรเหลาน้ีสวนใหญไมมีเงิน
แมแตจะซ้ือปุยเคมี ดังนั้น จึงจําเปนตองพ่ึงพาเทคโนโลยีการเกษตรที่ใชประโยชนจากทรัพยากรใน
ทองถ่ิน แมแตเ กษตรกรทท่ี ําการเกษตรแผนใหมก็ยังอาจใชเ ทคโนโลยเี กษตรย่ังยืนไดดวยเชนกัน เพ่ือ
ชวยลดการปนเปอนของสารเคมีและลดตนทุนการผลิต ดังนั้นจึงมีความจําเปนท่ีนักวิชาการและ
ปราชญชาวบานจะตองรวมกนั พฒั นาองคความรดู า นนเิ วศการเกษตร เพอ่ื ที่จะทําใหระบบการเกษตร
ย่งั ยนื เปน ระบบท่อี นรุ ักษและฟน ฟูทรัพยากรธรรมชาติ และมปี ระสิทธิภาพอยางแทจ รงิ 94๒๔
แนวทางการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยนื มหี ลกั สําคัญอยู ๒ ประการ คือ95๒๕
ประการแรก พยายามหาวิธกี ารทเ่ี หมาะสมในการใชประโยชนจากทรัพยากรในทองถิ่น โดย
การประยุกตใชองคประกอบตางๆ ในระดับไรนา ไมวาจะเปน พืช สัตว ดิน น้ํา ภูมิอากาศและอื่นๆ
เพ่อื ท่วี าองคประกอบตางๆ เหลาน้จี ะเกอ้ื กูลกนั มากทส่ี ดุ
ประการท่ีสอง คนหาวิธีการในการใชปจจัยการผลิตจากภายนอกใหนอยที่สุดเทาที่จําเปน
จรงิ ๆ เพื่อเสริมสว นท่ีขาดหรือบกพรองในระบบนเิ วศ หรือเพ่มิ ศกั ยภาพของทรพั ยากรทีม่ ีอยูภายในไร
นา โดยจะเนนการใชท รัพยากรหมุนเวยี น และการปองกนั ผลกระทบทางส่งิ แวดลอ ม
๒๔ วฑิ รู ย ปญญากุล, ความรูเบอ้ื งตน เกษตรอินทรีย, ( กรงุ เทพมหานคร : มลู นธิ ิสายใยแผนดิน, ๒๕๔๗ ),
หนา ๒๓.
๒๕ พันธจติ ต สีเหน่ียง, เอกสารคําสอนวิชา 02032413 การสงเสริมเกษตรย่ังยืน, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, ๒๕๕๖), หนา ๑๓.
๑๐๕
๕.๒.๔ เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming)
เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming) หมายถึง ระบบเกษตรที่มีการปลูกพืชและมีการ
เล้ยี งสัตวหลากหลายชนดิ ในพ้ืนท่ีเดียวกัน โดยท่ีกิจกรรมการผลิตแตละชนิด เกื้อกูลประโยชนตอกัน
ไดอยางมีประสิทธิภาพ96๒๖ มีการใชทรัพยากรที่มีอยูในไรนาอยางเหมาะสม เกิดประโยชนสูงสุด มี
ความสมดุลตอส่ิงแวดล อมอยางตอเน่ื องและ เกิดการเพิ่มพู นความอุดมสม บูรณขอ ง
ทรพั ยากรธรรมชาติ
เกษตรผสมผสานจัดเปนเกษตรทางเลือกท่ีเปนรูปแบบการทําเกษตรท่ีมีกิจกรรมต้ังแตสอง
ชนิดขึ้นไป ในชวงเวลาและพื้นที่เดียวกัน เชน การปลูกพืชและมีการเลี้ยงสัตวหลายชนิดในพื้นท่ี
เดียวกัน มีการเก้ือกูลกันอยางตอเนื่องระหวางกิจกรรม เชน ระหวางพืชกับพืช พืชกับปลา สัตวกับ
ปลา พืชกับสัตว สัตวกับสัตว ลักษณะการเก้ือกูลกันของระบบเกษตรผสมผสาน จึงทําใหตนทุนการ
ผลิตลดลง และลดการพ่ึงพาปจจัยภายนอกในที่สุด ซึ่งเปนวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการใชที่ดินเปน
การใชท รัพยากรทีม่ อี ยใู นพ้นื ทีอ่ ยางเหมาะสมเพ่อื กอ ใหเกิดประโยชนสงู สดุ
ลักษณะของการผสมผสาน
ลักษณะการผสมผสานในระบบเกษตร สามารถแบงออกไดเปน ๓ กลุมใหญ ดังนี้97๒๗
๑. การปลูกพืชแบบผสมผสาน เปนการอาศัยหลักการความสัมพันธระหวางพืช สิ่งมีชีวิต
และจุลินทรียตางๆ ท่ีเกิดข้ึนในระบบนิเวศตามธรรมชาติมาจัดการและปรับใชในระบบการเกษตร
ตัวอยา งเชน การปลกู ตาลโตนดในนาขาว การปลกู พรกิ ไทยรวมกับมะพราว การปลูกพืชไรผสมกับถ่ัว
การปลูกทุเรียนรวมกับสะตอการปลูกระกําในสวนยาง เปนตน โดยท่ียิ่งมีความหลากหลายของพืช
ปลูกมากเทาใด ก็จะสามารถเพ่ิมเสถียรภาพใหกับระบบมากข้ึนเทานั้นพืชท่ีตองการแสงแดดในการ
เจริญเติบโต จะเปนพืชซึ่งอยูในระดับสูงกวาพืชอ่ืนๆ ในขณะที่บริเวณความสูบระดับกลาง จะเปน
บริเวณที่เหมาะสมกับการเจรญิ เตบิ โตของพืชท่ีตอ งการแสงแดดปานกลาง สวนพืชที่ตองการแสงแดด
นอ ยสามารถงอกงามไดในระดับช้ันลา งสุด โครงสรา งของพันธุไมซง่ึ มีหลายระดับช้ันไดทําใหเกิดความ
หลากหลายของภูมิอากาศ และความช้ืนภายในระบบดวยโดยสังเกตไดจากมีพันธพืชพันธุสัตวเปน
จาํ นวนมากพง่ึ พาอาศยั อยูกับพืชอ่ืนๆ
๒. การผสมผสานการเล้ียงสัตว หลักการผสมผสานเปนไปเชนเดียวกับการผสมผสาน
ระหวางพืช เนื่องจากสัตวชนิดหนึ่งจะมีความสัมพันธกับสัตวอีกชนิดหนึ่งและเกี่ยวของกับส่ิงมีชีวิต
อนื่ ๆ เชน พืช และจุลินทรีย ตัวอยางของระบบการผสมผสานการเลี้ยงสัตว เชน การเล้ียงหมูควบคู
กับปลา การเลี้ยงเปดหรือไกรวมกับปลา การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน เปนตน อยางไรก็ตาม การ
ผสมผสานการเลี้ยงสัตวเพียงอยางเดียวอาจจะไมสามารถสรางระบบที่สมบูรณไดเหมือนกับการ
๒๖ วิฑูรย เล่ียนจํารูญ, การเกษตรแบบผสมผสาน : โอกาสสุดทายของเกษตรกรรมไทย, (กรุงเทพฯ :
สมาคมเทคโนโลยที เี่ หมาะสม, ๒๕๓๐), หนา ๒.
๒๗ พนั ธจ ิตต สเี หน่ยี ง, เลมเดมิ , หนา ๔๒.
๑๐๖
ผสมผสานการปลูกพืชและเล้ียงสัตวแตก็ดีกวาการทําการเกษตรท่ีมีการเลี้ยงสัตวเพียงชนิดเดียว
เนือ่ งจากสามารถใชทรพั ยากรไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพและมเี สถยี รภาพของระบบมากกวา
๓. การปลกู พืชผสมผสานกับการเลี้ยงสตั ว การปลูกพืชแบบผสมผสาน และการผสมผสาน
การเล้ยี งสตั วห ลายชนดิ รว มกนั น้นั เมื่อพจิ ารณาอยา งละเอียดแลวจะพบวาการผสมผสานกันระหวาง
พืชกับพืช และสัตวกับสัตว ดังกลาวลวนมีความสัมพันธกับสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตวขนาดเล็กเปน
จํานวนมาก โดยท่ีเราไมอาจสังเกตไดดวยตาเปลา ตัวอยางของระบบการปลูกพืชผสมผสานกับการ
เลี้ยงสตั ว เชน การเลย้ี งปลาในนาขาวการเล้ียงเปดในนาขาว การเลี้ยงหมูและปลูกผัก การเลี้ยงสัตว
และปลูกพืชไร เปนตน
ดังนั้นรูปแบบการผสมผสานระหวางการปลูกพืชและสัตวจึงเปนรูปแบบการเกษตรท่ี
สอดคลองกับสมดลุ ของแรธ าตพุ ลงั งาน และมีการเกอ้ื กูลประโยชนระหวางกจิ กรรมการผลิตตางๆมาก
ขน้ึ ใกลเคยี งกบั ระบบนเิ วศตามธรรมชาตมิ ากยงิ่ ขน้ึ
ระบบเกษตรผสมผสานเปนรปู แบบหนง่ึ ของระบบเกษตรกรรมท่ีมีกิจกรรมต้ังแต ๒ กิจกรรม
ขนึ้ ไปในพน้ื ท่เี ดียวกัน และกจิ กรรมเหลานีจ้ ะมีการเกื้อกูลประโยชนซ่ึงกันและกันไมทางใดก็ทางหน่ึง
ดงั น้นั จงึ เปนระบบท่ีนําไปสูการเกษตรแบบย่ังยืน (Sustainable agriculture) จึงกอใหเกิดผลดีและ
ประโยชนในดา นตางๆ
๑. ลดความเสยี่ งจากความแปรปรวนของสภาพลมฟาอากาศ
๒. ลดความเส่ียงจากความผนั แปรของราคาผลผลิต
๓. ลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช
๔. ชวยเพม่ิ รายไดและกระจายรายไดต ลอดป
๕. ชว ยกอใหเกิดความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม
๖. ชวยกระจายการใชแรงงาน ทําใหมีงานทําตลอดป เปนการลดการเคลื่อนยาย
แรงงานออกนอกภาคเกษตร
๗. ชว ยกอใหเกิดการหมุนเวียน (Recycling) ของกจิ กรรมตางๆ ในระดับไรนา เปนการ
ชวยอนรุ กั ษท รัพยากรในระดับไรน า
๘. ชว ยใหเกษตรกรมอี าหารเพียงพอตอ การบริโภคภายในครวั เรอื น
๙. ชว ยทาํ ใหคุณภาพชวี ติ ของเกษตรกรดขี ้ึน
๕.๒.๕ เกษตรทฤษฎีใหม (New Theory Agriculture)
เกษตรทฤษฎีใหมมีแนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนา อันเน่ืองมาจากพระราชดําริใน
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเกิดจากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการที่ไดทรงคิด
ดดั แปลงปรบั ปรุง และแกไขใหการพฒั นาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ เปนงานท่ีดําเนินการ
ไปไดโ ดยงายไมย ุงยากซบั ซอนและสอดคลองกับสภาพความเปนอยูและระบบนิเวศโดยสวนรวมของ
๑๐๗
ธรรมชาติ ซ่งึ เปน แนวทางที่ไดทรงคิด และคํานวณตามหลักวิชา ถึงวิธีการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ
ใหเกิดประโยชนสูงสุด ตลอดจนสภาพทางสังคมของชุมชนน้ันๆ โครงการพัฒนาอันเน่ืองมาจาก
พระราชดําริมีอยูมากมายหลายประเภท แตกตางกันไปตามลักษณะและวัตถุประสงคของโครงการ
นน้ั ๆ ซึ่งสว นมากเปนการแกไขปญหาและพัฒนาดานการทํามาหากินของประชาชนเปนสําคัญ หลัก
สําคัญของทุกเรื่องก็คือ ความเรียบงาย ทั้งนี้ทรงใชคําวา “Simplify” หรือ “Simplicity” ท้ังใน
แนวคิดและดานเทคนิควิชาการจะตองสมเหตุสมผล ทําใหรวดเร็วและสามารถแกไขปญหาใหกอ
ประโยชนไ ดจ รงิ ตลอดจนตองมงุ ไปสูวิถแี หงการพัฒนาท่ีย่งั ยืน
การบริหารจดั การทรพั ยากรโดยเฉพาะดินและน้ําท่ีมีอยูจํากัดใหเกิดประโยชนสูงสุด เพ่ือให
เกษตรกรสามารถดําเนินชีวิตอยูไดอยางพอเพียง โดยเนนการพึ่งพาตนเองใหมากที่สุดเหตุที่เรียก
“ทฤษฎใี หม” เพราะวา 98๒๘
๑. มีการบรหิ ารและจัดแบงที่ดินขนาดเล็กออกเปนสัดสวนท่ีชัดเจนเพ่ือประโยชนสูงสุดของ
เกษตรกร
๒. มีการคํานวณโดยหลักวชิ าการ เกีย่ วกบั ปรมิ าณนาํ้ ท่จี ะเก็บกักใหพอเพยี งตอ การเพาะปลูก
ไดอยา งเหมาะสมตลอดป
๓. มีการวางแผนท่ีสมบูรณแบบ ประกอบดวย ๓ ข้ันตอนขั้นตอนของทฤษฎีใหม การทํา
เกษตรทฤษฎีใหม มี ๓ ขั้นตอน
ขั้นที่ ๑ เปน การผลิตแบบพ่ึงตนเองดวยวิธีงายๆ คอยเปนคอยไปตามกําลังพอมีพอกินไมอด
อยาก
ข้ันท่ี ๒ เกษตรกรรวมพลงั กันในรูปกลุมหรอื สหกรณ รว มแรงในเร่ืองของการผลิต การตลาด
การเปน อยู สวัสดิการ การศึกษา สังคม และศาสนา
ข้ันที่ ๓ รวมมือกับแหลงเงินและพลังงาน ต้ังและบริการโรงสี ต้ังและบริการรานสหกรณ
ชวยกันลงทุน ชวยกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ซึ่งมิใชทําอาชีพเกษตรเพียงอยาง
เดียว
ประโยชนท ฤษฎีใหม
จากพระราชดาํ รัสของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ท่ีไดพระราชทานในโอกาสตาง ๆ นั้น
พอสรุปถงึ ประโยชนของทฤษฎีใหมไ ดด ังนี้
๑. ใหประชาชนพออยูพอกินสมควรแกอัตภาพในระดับที่ประหยัดไมอดอยากและเลี้ยง
ตนเองไดต ามหลักปรัชญา “เศรษฐกจิ พอเพยี ง”
๒๘ ศูนยศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดําริ, คูมือเกษตรทฤษฎีใหม, พิมพคร้ังท่ี ๒ ,
(กรงุ เทพมหานคร : มูฟเมนทเ จนทร,ี ๒๕๕๕), หนา ๖.
๑๐๘
๒. ในหนา แลง มนี า้ํ นอย ก็สามารถเอานาํ้ ทีเ่ ก็บไวใ นสระมาปลูกพืชผักเลี้ยงปลา หรือทําอะไร
อน่ื ๆ ก็ไดแ มแ ตขา วกย็ งั ปลกู ได ไมต อ งเบยี ดเบียนชลประทานระบบใหญเ พราะมขี องตนเอง
๓. ในปท ฝี่ นตกตามฤดกู าลโดยตลอดป ทฤษฎีใหมนี้ก็สามารถสรางรายไดใหร่ํารวยข้ึนได ใน
กรณีท่ีเกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟนตัวและชวยตัวเองไดในระดับหน่ึง โดยทางราชการไมตอง
ชวยเหลอื มากเกนิ ไป อนั เปน การประหยัดงบประมาณดวย
การทําใหเกิดประโยชนสูงสุดคือ การหมุนเวียนการใชประโยชนของทรัพยากร ไดแก ท่ีดิน
แรงงาน ทนุ ปจ จัยการผลิต หรือเศษเหลือใชจากพื้นที่หน่งึ ไปยงั อีกพืน้ ที่หน่งึ สะทอนใหเห็นถึงวิธีของ
การเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีพื้นฐานอยูที่เกษตรทฤษฎีใหม เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงอยางแทจริง
และเปน การเพ่มิ เติมถงึ ความสัมพันธของพ้ืนทท่ี ง้ั 4 สวน ทีพ่ ระองคท านไดม สี ายพระเนตรอันยาวไกล
เห็นถึงประโยชนจากการหมุนเวียนของวัสดุเหลือใชอยางมีประสิทธิภาพท่ีสุด ตลอดจนการรักษา
สภาพแวดลอ มใหด ีข้นึ
๕.๓ ภูมปิ ญ ญาไทยทางดา นแพทยแ ผนไทย
การแพทยพ้ืนบาน (Folk Medicine) เปนการดูแลสุขภาพท่ีมีมาแตดั้งเดิมพรอมๆ กับการ
กําเนดิ ของชาติไทย เกิดจากการเรยี นรธู รรมชาติ ลองผดิ ลองถกู และจดจําบอกเลาสืบตอกันมามีความ
แตกตางกนั ไปตามสิง่ แวดลอ มทางภูมศิ าสตร เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม และความเชื่อตางๆ สําหรับ
การแพทยพ้นื บานอีสานเปน กระบวนการท่ีเกิดจากการผสมผสานกันระหวางปจจัยตางๆ เชน สภาพ
ภูมิศาสตร ภูมิหลังทางประวตั ิศาสตร และกระบวนการทางวัฒนธรรมนําไปสูการทดลองเรียนรู การ
ถายทอดในกลมุ ของตนเอง การแพทยพ้ืนบานอีสานประกอบดวยการปองกัน(Prevention) และการ
รกั ษา (Cure) และใชวธิ ีทางธรรมชาติ ไสยศาสตร และพทุ ธไสยศาสตร
ชาวไทยสว นใหญยังเชื่อเรือ่ งผี เช่ือวาผูมีอิทธิฤทธ์ิยิ่งใหญคือ ผีแถน หรือผีฟาพญาแถน แถน
เปนผสู รางสรรพสงิ่ ใหก าํ เนดิ ดนิ น้ํา ลม ไฟ โลกและมนษุ ย ผีท่ใี กลชิดชาวบานอีสานมากท่ีสุดคือ ผีปู
ตา ซ่ึงถือวาเปนผีบรรพบุรุษที่มาคอยปกปกรักษาลูกหลาน คอยชวยเหลือชาวบานที่มีทุกขรอน
ชาวบา นจะสรา งศาลปตู าไวท ปี่ า ใกลบ านเรยี กวา ปา ปูตาเปนปา ท่ีศกั ดิส์ ิทธิ์
นอกจากน้ยี ังเช่ือเรอ่ื งขวญั วาขวัญเปน สง่ิ รวมศนู ยชวี ติ แตมองไมเห็น สัมผัสไมได มีการทําพิธี
สูข วญั หรอื เรยี กขวัญเพื่อสรางกําลังใจในการดําเนินชีวิต ในพิธีชาวบานจํานวนมากจะเอามือแตะตัว
อีกคนตอๆ กันเพ่ือจะรวมกันสงพลังใหจนถึงบุคคลหน่ึงท่ีพวกเขาชวยกันเรียกขวัญกลับมาเปน
สญั ลกั ษณว า ชมุ ชนระดมจติ ใจมาชวยสงเสริมเจ็บปวยหรือผูที่มีปญหา หรือผูที่เขาตองการใหแชมชื่น
เชน สขู วญั เด็ก สขู วญั บาวสาว สูขวญั คนปว ย เปน ตน ชาวอสี านเช่อื วาสาเหตุของการเจ็บปวยนั้นเกิด
จากสาเหตุตา งๆ มากมายหลายประการ เชน เจ็บปวยเพราะผีเขา เจ็บปวยเพราะกินเหลาเมายา (ยา
เสพติด) เจ็บปวยเพราะผิดคําบนบานศาลกลาว เจ็บปวยเพราะความชรา เจ็บปวยเพราะโศกเศรา
เสียใจ เจบ็ ปวยเพราะกนิ อาหารแสลงขณะอยูไ ฟ เจ็บปว ยเพราะกินอาหารไมเลือก เจ็บปวยเพราะตก
ตนไมเ พราะควายชน (อบุ ัติเหต)ุ เจ็บปวยเพราะถูกยาสั่งหรือถูกลองของ เจ็บปวยเพราะเปนฝในทอง
หรือวัณโรค เจ็บปวยเพราะถูกทํารายรางกาย เจ็บปวยเพราะมีพยาธิเขาสูรางกาย เจ็บปวยเพราะ
๑๐๙
อากาศเปลี่ยนแปลง เจ็บปวยเพราะคิดถึงคนรักท่ีอยูตางแดน เจ็บปวยเพราะเกียจคราน เจ็บปวย
เพราะตอ งการใหล กู หลานเอาใจ (คนแก) เปน ตน
๕.๓.๑ ประเภทของหมอพืน้ บา นตามลักษณะความเชือ่ ของคนไทย
หมอพื้นบา น สามารถจําแนกตามลักษณะของการรักษาอันเน่ืองมาจากสาเหตุของโรค แบง
ไดเ ปน ๓ ชนดิ คอื ๒๙
99
๑. หมอท่ีรกั ษาผูปว ยอันเนือ่ งมาจากสาเหตุของโรคท่ีเปน “ธรรมชาติ” หรือเนื่องมาจาก
“พยาธิ” และความผิดปกติของธาตุทั้งส่ี ไดแ ก
หมอยาฮากไม (หมอรากไม) เปนหมอท่ีใชวิธีการรักษาดวยสมุนไพร แรธาตุบางชนิด และ
เขี้ยวสัตว หรือสวนตางๆ ของสัตวบางชนิด โรคสวนใหญที่รักษาไดแก โรคเลือด อาการวิน(อาการ
ปวดศีรษะ)และอาการผิดปกติของหญงิ แมลกู ออนหลังอยูไ ฟ
(ก) (ข)
รปู ท่ี ๕.๑ (ก)การตม ยารากไมดวยหมอ ดนิ 100๓๐ (ข)ยาสมุนไพรฮากไม(รากไม)101๓๑
หมอเปา มีวิธีการรักษาดวยการเปาตางๆ กันไป สวนประกอบท่ีใชและพบบอย คือ ปูนกิน
หมาก เคี้ยวกระทียมแลวเปา เคี้ยวหมากเปา เค้ียวใบไมบางชนิดเปา เปนตน โรคที่รักษาไดแก โรค
เล็กๆ นอยๆ เชน อาการปวดศีรษะ ปวดทอง โรคผิวหนังบางชนิด(งูสวัด) เปนตน การที่หมอเปาจะ
รกั ษาหายหรือ ไมหายน้ัน หมอเปาเชื่อวาเปนเร่ืองของการทําบุญรวมกันมาในชาติกอนของหมอกับ
ผูป ว ย
๒๙ จันทรทิรา เจียรณัย, การศึกษาภูมิปญญาการแพทยแผนไทย การผดุงครรภแผนไทย และการใช
สมุนไพรของหมอพื้นบา น : กรณีศึกษาหมอพ้ืนบานรอบเขตพื้นที่เขื่อนนํ้าพุง จังหวัดสกลนคร, (นครราชสีมา:
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีสุรนาร,ี ๒๕๕๕), หนา ๒๔.
๓๐ http://www.sarakadee.com/2011/03/29/kampramong/ [๑ ต.ค. ๒๕๕๙].
๓๑ http://www.oknation.net/blog/buzz/2009/09/06/entry-1/comment [๑ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๑๐
รูปท่ี ๕.๒ หมอเปารกั ษาโรคกําลังทาํ การรกั ษา102๓๒
หมอนํ้ามนต เปนการรักษาโดยการทํานํ้ามนตและพรมไปตามสวนที่บาดเจ็บ เชน กระดูก
เคลอื่ น หัก อันเนอ่ื งมาจากอบุ ตั เิ หตตุ า งๆ เชน รถชน ตกตน ไม เปนตน
รปู ที่ ๕.๓ หมอนาํ้ มนตทําการรดน้ํามนตใหผ ูปว ย103๓๓
หมอเอ็น เปนการรักษาโดยใชหัวแมมอื และนว้ิ ชี้ สาํ หรบั จับเอ็นที่เคล็ดขัดยอก หรือกระดูก
เคล่ือน
๓๒http://www.surinpao.org/index.php?action=read&mod=menu&Id=53#.V_wH1Y-LTIU [๑
ต.ค. ๒๕๕๙].
๓๓ http://truth-buddhism.blogspot.com/2014/11/blog-post_0.html [๑ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๑๑
รปู ที่ ๕.๔ หมอเอน็ ทําการจบั เสนเอน็ รักษาผปู ว ย104๓๔
หมอนวดตอกเสน การนวดตอกเสนจัดกระดูก นวดตอกเสนจัดกระดูกปรับสมดุลโครงสราง
รา งกาย หรอื ภูมปิ ญ ญาหลาย ๆ อยา งของหมอพื้นบาน (หมอชาวบาน) ซ่ึงเรียนมาจากประสบการณ
ไมมีโรงเรยี นไมม ใี บประกาศ วตั ถปุ ระสงคของการนวดตอกเสนจดั กระดูกปรบั สมดลุ โครงสรางรางกาย
คือ ๑) เพื่อปรับแตงกระดูกหลักใหเขารูป เชนกระดูกเคล่ือน กระดกู ทับเสน ๒)เพื่อปรับรอน ปรับเย็น
ปรับสมาน ปรับเนอ้ื เยอ้ื ปรับกลามเนื้ออันแข็งเกร็งใหออนนุม และสมดุล ๓) เพ่ือทําใหเสน เลือดลม
ความสมดุลภายในรา งกายทํางานดีข้ึนเลือดลมเดินไดสะดวก เสนประสาททํางานไดสะดวกดีไมมีมึน
หรือชา อาการปวดออนลง
รปู ที่ ๕.๕ หมอนวดตอกเสนรักษาผปู วยดว ยวธิ ีการตอกเสน105๓๕
๒. หมอที่รักษาดว ยพธิ กี รรม/สาเหตขุ องโรคเนือ่ งจากสิ่งท่ีเหนือธรรมชาติ โรคที่เกิดเหนือ
ธรรมชาติ ไดแ ก โรคเนือ่ งจากฝตาง ๆ เจาที่ หรือการปฏิบัติตนท่ีละเมิดฝาฝนทํานองคลองธรรมของ
ครอบครัว หรอื ชมุ ชน การรกั ษาจะตอ งมพี ิธกี รรม หมอเหลา น้ีไดแก
๓๔ http://www.kaentong.com/index.php?topic=9760.0 [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๓๕ https://nuuneoi.com/blog/blog.php?read_id=805 [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๑๒
หมอพระ เปนพระที่หนาที่รักษาโรค ไดแก อาการปวดศีรษะอาการปวดทอง อารมณเสีย
บอย ๆ เปนลมงา ย มอี าการชาตามตัว รักษาโดยการประพรมน้ํามนตร หรืออาบนํ้ามนตรผูกแขนให
และใหร ะลึกถงึ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ และใหสวดมนตกอนนอน ผูปวยที่มามักเปนผูปวยที่ไป
โรงพยาบาลแลวหมอตรวจโรคไมพบ ซ่งึ หมอพระเช่ือวา อาการตาง ๆ เหลาน้ี มีสาเหตุมาจากผี หรือ
ผเี ฮด็ (ผที ํา) ปจ จุบันหมอพระมีจาํ นวนลดลงเรอ่ื ยๆ
หมอลําผีทรง (หมอลําผีฟา) สวนใหญเปนผูหญิงรักษาผูปวยโดยการรําและมีแคนประกอบ
สวนประกอบสําคัญในพิธีกรรมคือ พาคาย หรือถาดใสแปง กระจกสองหนาเล็กๆ หรือนํ้ามันใสผม
หมอแคนเปา เพลง วิธกี ารทาํ โดยหมอลาํ สองกระจกและเจรจาโตถามกบั ผี จนในที่สดุ ผูป วยลุกขึ้นฟอน
แสดงวา ผที เ่ี ปน สาเหตขุ องความเจบ็ ปวยพอใจ และผูปว ยจะหายในที่สุด หมอลําชนิดนี้รักษาผูปวยได
เพราะมีผีเขามาเทียบและเรียกช่ือหมอตามผีนั้นๆ เชน หมอลําผีทรง หมอลําผีฟา (ที่มาของผีทรง
และผีฟา แตกตางกนั หมอลําผฟี า มาจากทส่ี งู กวา จากสวรรคชั้น๙ แตผ ที รงมาจากสวรรคชั้น ๕ ผูปวย
สวนใหญจะเลอื กหมอลาํ ผีทรง (ผีฟา) เปน การรักษาหลังสดุ หลงั จากที่หมอรักษาดวยวิธีอื่นๆ แลวไม
ไดผ ล
รูปที่ ๕.๖ หมอลาํ ผฟี า ทาํ พธิ ีกรรมรํารกั ษาผปู ว ย106๓๖
หมอธรรม สวนใหญห มอธรรมจะเรียนวิชามาจากวัด โดยเฉพาะอยางยิ่งในขณะท่ีบวชเรียน
บางครง้ั หมอธรรมถูกเรียกวา หมอผี เนือ่ งจากหมอธรรมรักษาการเจ็บปวยอันเนื่องมาจากการกระทํา
ของผี เชน ผีปอบ หมอธรรมรักษาปวยดวยวิธีน่ังธรรม เพ่ือหาสาเหตุวา “ใคร” หรือ “อะไร” เปน
สาเหตุของความเจ็บปวย เชน ผีตางๆ หรือ การละเมิดกฎเกณฑของครอบครัว หรือชุมชน และจะ
ดาํ เนินการรักษาไปตามสาเหตนุ นั้ ถาเปนผีปอบ หมอธรรมมักจะใชไมเทาอันเล็กๆ หรือกาบกลวยวา
๓๖ พระสมุหผไท อินทวณฺโณ, หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในพิธีกรรมรําผีฟาของบานเมือง
หงส ตําบลเมืองหงส อําเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดรอยเอ็ด, วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
พระพทุ ธศาสนา, (บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๘), หนา ๑๑๒.
๑๑๓
คาถาแลว ตไี ปท่ีผปู ว ยเพ่อื ไลใหผอี อก หรอื ใชวธิ สี วดธรรมในกรณีท่ีผูปวยถูกผี เชน ผีปา ผีเช้ือ หรือ ผี
บรรพบรุ ุษ มากล่นั แกลง จบลงดว ยการสขู วญั และอาบน้าํ มนตใหผปู ว ย ความสัมพันธระหวา งผูปวยที่
ไดรับการรกั ษาหายแลว กับหมอธรรมจะเปนลักษณะของ“พอเล้ียงกับลูกเลี้ยง” คือจะตองระลึกถึง
หมอธรรมอยูเสมอ โดยเฉพาะวันพระจะตองนําดอกไมสีขาวบูชาบนหิ้งของบานของผูปวย สวนวัน
เขาพรรษาและวันออกพรรษาจะตองไปแสดงมุทิตาจิตตอหมอธรรม ผูกขอมือเพ่ือความสุขสวัสดี
ผูปวยท่ีไมปฏิบัติตามกฎเกณฑนี้อาจจะลมปวยเอง และชาวบานเรียกวาปวยเนื่องจาก “ผิดของ
รักษา” ในสายตาของชาวบา นแลว หมอธรรมอยูในฐานะสูงกวาหมอลําผีฟา เพราะหมอธรรมใชธรรม
รกั ษา สวนหมอลําผที รงใชผีซงึ่ อยูใ นฐานะตาํ่ กวา ธรรม
รูปที่ ๕.๗ หมอทํากาํ ลงั ประกอบพิธีกรรมแตงเสียเคราะห107๓๗
หมอพร หรือ หมอสูขวัญ หรือพาม (พราหมณ) ถามีความรูทางโหราศาสตรและดูฤกษยาม
ตลอดจนประกอบพิธีข้ึนบานใหม ทําพิธีกอนลงเสาแฮก (เสาแรก เสาเอกเสาขวัญ) เรียกวาพรม
ชาวบา นเชอ่ื วา สาเหตุของความเจบ็ ปว ยประการหน่ึงคอื การที่ขวัญหนีคิง(ขวัญหนีออกจากราง หรือ
เสียขวัญนั่นเอง) รางกายจะคืนสูสภาวะปกติไดจึงตองเรียกใหขวัญกลับเขามาอยูตามสวนตางๆ ของ
รางกาย การสูขวัญจึงเปนการรักษา (Curative Medicine) การสูขวัญเพื่อใหขวัญ “แข็งแรง” และ
เบกิ บานเปนการปองกนั (Preventive Medicine) ไดแก การสูขวัญตอนรับผูมาเยือน การสูขวัญ แม
มาน (หญิงมีครรภกอนคลอด) การสขู วัญ นาค การสขู วญั พระกอนเขา พรรษา เปนตน เคร่ืองหมายที่
แสดงวาขวญั กลบั เขาอยใู นรางกาย คือการผูกแขนดวยฝาย ตามสํานวนที่วาผูกเบื้องซายขวัญมา ผูก
เบ้ืองขวาขวัญอยู
พิธีการโจลมะม็วด เปนภูมิปญญาในการรักษาสุขภาพจิตชุมชนของชาวเขมรในจังหวัด
สุรนิ ทร เชนเดยี วกับการลาํ ผีฟา แตโ จลมะมว็ ดจะมเี รื่องเทพ และฤทธิ์เดชเชา มาเก่ียวของมากกวา คํา
วา "มะม็วด" เปนภาษาเขมรแปลวา แมมดหรือวารางทรงเปนบุคคลท่ีสามารถใหเทวดามาทรงได
๓๗ http://www.dusitcenter.org/dusitwebs/plan/news.php?id=3932 [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๑๔
โดยมากเปน ชาวบาน ทํามาหากกินตามปกตติ อ มามีอาการปวย เชน ชักกระตุกแลว สลบไปพูดจาสับสน
เพอ ๆ ฝนๆ เพีย้ นไปจากปกติ เปน ๆ หายๆ แมรักษาอยางไรก็ไมหายบางคนมีอาการนานนับปๆ กวา
จะคนหาสาเหตุพบวามีคนเขาทรงแลวบอกวามีเทวดาขออยูดวย เม่ือรูสาเหตุแลวทําพิธีตอนรับ โดย
การนําคนทรงอ่ืนที่เช่ียวชาญมาเปนพ่ีเล้ียง ใหลองเขาทรง เมื่อเขาทรงไดก็จัดสักการะบูชาตามท่ีแม
มดบอก อาการเจ็บปวยก็ทุเลาและหายไปเองในที่สุด คนที่เปนรางททรงของแมมดทุกๆ ป บางคนมี
ความสามารถทํานายเหตกุ ารณต า งๆ ไดแมน ยํา รกั ษาโรคเกง
๓. หมอตําแย หมอตําแยที่เปนผูหญิงและผูชายสามารถปฏิบัติงานไดแตกตางกัน คือหมอ
ตําแยผูห ญงิ จะทาํ หนา ทเ่ี ฉพาะการทําคลอด และการทําความสะอาดเด็กเทา น้ัน สวนข้ันตอนตอไปคือ
พิธีกรรมการเอาแมลูกออนอยูไฟนั้นเปนหนาที่ของหมอเปา หรือกรณีคลอดยากอาจตองใหหมอเปา
ทําน้าํ มนตใหหญงิ มคี รรภด ่ืมเรยี กวา สะเดาะ แตหมอตาํ แยผูชายสามารถทาํ ไดทุกขั้นตอนคือตั้งแตการ
ทาํ คลอด การทาํ ความสะอาดเดก็ จนกระท่ังถงึ พิธีกรรมการเอาแมล ูกออ นอยูไฟ
สรุปองคความรูหมอพ้ืนบานไทยสามารถจําแนกตามลักษณะของการรักษาอันเน่ืองมาจาก
สาเหตุของโรค ได ๓ ประเภท คือ ๑) หมอท่ีรักษาผูปวยอันเน่ืองมาจากสาเหตุของโรคที่เปน
“ธรรมชาต”ิ หรอื เนอื่ งมาจาก “พยาธ”ิ และความผิดปกติของธาตุทั้งส่ี ๒) หมอที่รักษาดวยพิธีกรรม/
สาเหตขุ องโรคเนื่องจากสิ่งท่ีเหนือธรรมชาติ โรคท่ีเกิดเหนือธรรมชาติ และ ๓) หมอตําแยการแพทย
แผนไทย (Traditional Thai Medicine) คอื วิถีการดูแลสขุ ภาพของคนไทยทีส่ อดคลอ งกับวัฒนธรรม
ประเพณีไทย มีการใชสมุนไพรทั้งในรูปแบบอาหาร และยา ใชในการอบ การประคบ การนวด
การแพทยแผนไทยมีการวินจิ ฉยั โรคเปนแบบความเชื่อแบบไทย มีองคความรูเปนทฤษฎี โดยพื้นฐาน
ทางพุทธศาสนาผสมกลมกลนื กับความเช่ือทางพิธีกรรม มีการเรียนการสอนและการถายทอดความรู
อยา งกวา งขวางสบื ทอดมายาวนานหลายพนั ป นับเปนภมู ปิ ญ ญาไทยที่นาสนใจ
๕.๓.๒ สถานการณภ มู ปิ ญญาทองถิ่นดา นสขุ ภาพและการแพทยพืน้ บา นไทย
ปจ จุบันเปนที่ยอมรับกันแลววาการแพทยแผนปจจุบันเพียงอยางเดียวไมสามารถแกปญหา
สุขภาพไดท้ังหมด เนื่องจากเปนระบบการแพทยท่ีมีราคาสูง ตองพ่ึงพิงเวชภัณฑ อุปกรณทาง
การแพทยจากตา งประเทศ ซง่ึ เปนขอ จํากัดที่สาํ คญั ที่ทําใหก ารแพทยแผนปจ จบุ นั ไมสามารถใหบริการ
ประชาชนไดอยางทั่วถึงและเทาเทียมกัน ดังน้ัน การหันไปศึกษาภูมิปญญาในการดูแลรักษาสุขภาพ
ของการแพทยพ้ืนบา นอยา งลุมลึกในทุกมิติ เพ่ือดึงศักยภาพขององคความรูท่ียังเหมาะสมกับยุคสมัย
มาปรับใชใหเกิดประโยชนสูงสุดในสถานการณจริงของชุมชนยอมเปนสิ่งที่ควรพิจารณา เพราะใน
ทัศนะของชาวบานนั้นการแพทยพ้ืนบานไมไดแยกออกจากการแพทยแผนปจจุบันอยางเด็ดขาดแต
ดาํ รงอยูอยางเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังนั้นการพัฒนาสาธารณสุขจึงควรพัฒนาการแพทยทุกระบบไป
พรอมกนั แลว ใหป ระชาชนเปนผเู ลอื ก รูปแบบของการรักษาท่ีเหมาะสมดวยตนเอง108๓๘
๓๘ ดารณี ออนชมจันทร, เรียนรูและเขาใจหมอพ้ืนบาน : ชุดความรูภูมิปญญาคุณคาหมอพ้ืนบาน :
กรณโี ครงการสํารวจศกั ยภาพหมอพืน้ บา น ๑๒ จังหวัด ป ๒๕๔๘, (นนทบุรี :กลมุ งานการแพทยพื้นบานไทย กรม
พัฒนาการแพทยแ ผนไทยและการแพทยทางเลอื ก กระทรวงสาธารณสขุ , ๒๕๔๘), หนา ๔๘.
๑๑๕
การดูแลสุขภาพแบบพื้นบาน (Indigenous Self-Care) เปนภูมิปญญาท่ีมุงเนนการดูแล
สขุ ภาพใหส มดลุ และสอดคลองกับกฎทางสังคมวัฒนธรรมและกฎธรรมชาติ เปนการดูชีวิตในมิติทาง
กาย ทางจิตใจ ทางจติ วิญญาณและทางอารมณใหอ ยูใ นสภาวะ กลมกลืมกับโลกรอบตัว และหากชีวิต
ละเมิดกฎทางธรรมชาติ ชีวิตจะเสยี สมดลุ ออ นแอ และเจบ็ ปวย
การแพทยพ้ืนบาน (Folk Medicine) เปนระบบวัฒนธรรมในการดูแลรักษาสุขภาพแบบ
พ้ืนบา นมีเอกลักษณเฉพาะวฒั นธรรม และมีการเรียนรู โดยอาศัยรากฐานประสบการณและรากฐาน
ความเชอ่ื ศาสนา ระบบการแพทยพื้นบานประกอบดวยองคประกอบ 3 สวน คือ หมอพื้นบาน ผูปวย
และบรบิ ททางสังคมวัฒนธรรม นอกจากนน้ั ระบบการแพทยพ้ืนบานยังมีปฏิสัมพันธระบบการแพทย
แผนปจจุบัน และระบบการแพทยอื่นในสังคมดวย เหตุน้ีจึงทําใหระบบการแพทยพ้ืนบานไมหยุดน่ิง
และมีการปรับตวั ตลอดเวลา
ปจจุบนั พบวา องคความรูภูมิปญญาสวนใหญมักเปนทักษะและประสบการณที่สะสมอยูกับ
หมอยาผนู ้นั เอง ไมม กี ารขดี เขียนบนั ทึกเปน ตาํ รา สําหรับหมอพ้ืนบานทสี่ ะสมความรูในรูปของตําราก็
พบวา ตําราเหลา น้ีอยูในสภาพท่ีเส่ียงตอการชํารุดเสียหาย หรือมีการชํารุดสูญหายไปแลว สวนใหญ
ยังไมมีศิษยหรือผูสืบทอดความรูตอ สภาพที่ดํารงอยูดังนี้บงบอกแนวโนมที่นาเปนหวงในการสืบตอ
ความรขู องหมอพ้ืนบา นและมีขอสังเกตเกย่ี วกับสาเหตทุ เี่ ปนอุปสรรคในการหาผูมาสืบตอความรูหมอ
ยาพน้ื บานท่ีลดนอยลง ดังนี้
๑. คานิยมและแรงจูงใจท่ีคนจะสืบตอความรูหมอพ้ืนบานเปล่ียนแปลงไป แรงจูงใจเดิมท่ี
สนใจศึกษาเพราะ อยากเปน อยากชวยเหลือผูอื่นและเห็นการรักษามาต้ังแตครอบครัว อาจไม
เพยี งพอแลวแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการเล้ียงชีพมีความสําคัญกวา จะเห็นไดวามีคนจํานวนมาก
สนใจเรียนและสอบใบประกอบโรคศลิ ปะแผนไทย เพราะสามารถนํามาเปนอาชีพเพื่อหารายได และ
ไดรับการยอมรับจากทางราชการ ในขณะท่ีหมอพื้นบานแมไดรับการยอมรับในชุมชน แตอาจไม
สามารถประกอบเปนอาชพี หลกั ไดแ ละไมไ ดก ารยอมรับจากทางราชการ
๒. ขอจํากัดเฉพาะในการคัดเลือกผูสืบตอความรูของหมอพ้ืนบานเอง แมหมอพ้ืนบานสวน
ใหญบอกวายนิ ดีสบื ทอดความรใู หแกใครก็ไดท ี่สนใจ แตไมไ ดห มายความวาทุกคนเปนหมอได ซ่ึงหมอ
พืน้ บา นแตละคนมกั จะมีหลกั เกณฑกาํ หนดวาผจู ะสามารถรับการถายทอดความรจู ากหมอพ้ืนบานได
๓. ความรูและทักษะประสบการณ ในการบําบัดรักษาของหมอพ้ืนบานอาจดูดอย
ประสทิ ธภิ าพและขาดความเปนระบบ ความรูเหลานี้อาจเสื่อมสภาพตามกาลเวลา กลายเปนเทคนิค
วิทยาท่ีลา สมยั
๔. การลดลงของแหลง วตั ถุดบิ สมุนไพร การรกั ษาของหมอพื้นบา นตอ งอาศยั วัตถุดบิ สมุนไพร
ซึ่งไดมาจากปาและทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน เมื่อพ้ืนที่ปาและทรัพยากรธรรมชาติลดลง มีผลให
การรกั ษาของหมอยาพื้นบานยากลาํ บากมากขึน้ และมปี ระสิทธิภาพลดลง รวมถึงความสะดวกในการ
จัดหายาสมนุ ไพรมาบาํ บัดรักษาผูปว ยกจ็ ัดหามาบริการไดย ากลําบากข้ึน
ทีก่ ลาวมาท้งั หมดนั้นจะเห็นไดวาภูมิปญ ญาทองถิ่นดานสุขภาพดํารงอยูบนความหลากหลาย
ของวัฒนธรรมความเชื่อของแตละทองถ่ิน แตก็หาไดหยุดนิ่งเฉพาะในทองถิ่นน้ันๆไม ยังมีการ
๑๑๖
แลกเปลีย่ นเรยี นรูในกลุม หมอพนื้ บานดว ยกนั เอง และเรยี นรเู ลอื กรับปรบั ใชอ งคค วามรขู องการแพทย
ระบบอื่นๆของประชาชนผบู ริโภค ซ่ึงกม็ ที ้งั หมอพ้ืนบานท่ียังคงบทบาทอยูในจรรยาของหมอพ้ืนบาน
และสว นทปี่ รับไปตามกระแสสังคมและเศรษฐกิจ กลายเปน หมอขายสมุนไพรจึงทําใหเกิดภาพลักษณ
ของหมอพน้ื บานใน ๒ ลักษณะ คอื หมอพื้นบานท่พี งึ พอใจในความเปน หมอ
พนื้ บา นไมใ หความสําคัญกบั ใบประกอบโรคศลิ ป แตตองการการรับรองใหมีที่ยืนอยูในสังคม
ไดอยางมีศักด์ิศรี ใชความรูความสามารถชวยเหลือผูอ่ืนได กับอีกลักษณะหนึ่งคือหมอพื้นบานท่ี
ตองการประกอบอาชพี กลมุ นี้ตองการไดร ับใบประกอบโรคศิลปะเพือ่ เปน ตวั นําทางใหสามารถนําองค
ความรูการแพทยพ้ืนบานของตนมาใชเปนอาชีพ ดังน้ันในบางพื้นท่ีจึงอาจเห็นความขัดแยงในสถาน
บทบาทของหมอพื้นบาน และเกิดมีกลุมเครือขายตางๆท่ีเกิดการรวมตัวกันดวยวัตถุประสงคที่
แตกตา งกนั
เม่ือการแพทยแผนปจจุบันไดขยายขอบเขตการใหบริการอยางกวางขวาง ทําใหการแพทย
แผนปจจุบนั กลายเปน การแพทยแ ผนหลกั ของสังคมไทย ในขณะที่การแพทยแผนไทยและการแพทย
พนื้ บา นไมไดร ับการเหลยี วแลและสนบั สนุนจากรัฐเทาทีค่ วร การดํารงอยูของระบบบริการสาธารณสุข
ของไทยจึงเปนระบบจํายอม สวนจะพัฒนาข้ึนเปนระบบคูขนาน หรือระบบผสมผสานหรือไมนั้นก็
ขึ้ น อ ยู กั บ น โ ย บ า ย ข อ ง รั ฐ ว า จ ะ ส นั บ ส นุ น แ ล ะ เ ห็ น คุ ณ ป ร ะ โ ย ช น ข อ ง ร ะ บ บ ก า ร แ พ ท ย อื่ น ๆ
นอกเหนือจากการแพทยแผนปจจุบันหรือไม ถึงแมวาการแพทยพื้นบานจะดํารงอยูในระบบจํายอม
แตจากขอเท็จจริงก็ปรากฏวายังมีชุมชนในชนบทอีกจํานวนไมนอยท่ีการแพทยพื้นบานยังคงไดรับ
ความนยิ มจากประชาชน และเมื่อทาํ การศึกษาวา มีปจ จยั อะไรที่ทําใหการแพทยพื้นบานสามารถดํารง
อยูไดอ ยางเหนยี วแนนในชมุ ชนดงั กลา ว ก็พบปจ จัยทส่ี ําคัญๆ ดังตอ ไปน้ี109๓๙
๑. ความสอดคลองของวิถีชีวิตชุมชน รูปแบบและวิธีการรักษาของหมอพ้ืนบานท่ีสอดคลอง
กับวิถีชีวิต สถานะทางเศรษฐกิจของชาวบาน มีการรักษาท่ีไมยุงยากซับซอนและที่สําคัญ คือไม
แบงแยกผปู ว ยออกจากครอบครัวและญาตพิ ่นี อง
๒. ลักษณะของความเจบ็ ปว ย และประสทิ ธภิ าพในการรกั ษา มีความเจ็บปวยบางประเภท ท่ี
ชาวบานเชอ่ื วา ตองรกั ษากบั หมอพืน้ บา นเทาน้ันจึงจะหาย เชน ไขหมากไหม (ไขรากสาด)และโรคกํา
เรดิ งูสวดั เปน ตน ละการแพทยพืน้ บา นก็มีประสทิ ธภิ าพในการรักษาโรคดังกลาวไดค อ นขางดี
๓. ความเช่อื เกีย่ วกับสาเหตุของการเกดิ โรคท่ีสอดคลอ งกันระหวางหมอพ้ืนบานและผูปวย ท่ี
เชอ่ื วาความเจ็บปว ยมีสาเหตุมาจากอํานาจเหนือธรรมชาติและสาเหตุจากธรรมชาติ
๔. ลักษณะทางสังคมท่เี อื้ออํานวย ตอการดํารงอยูของหมอพ้ืนบาน ไดแก ระบบสังคมแบบ
เครือญาติและระบบอาวุโสท่ีเหนียวแนน เน่ืองจากความเจ็บปวยไมใชเปนเร่ืองของปจเจกบุคคลแต
๓๙ รุงรังษี วิบูลชัย, การดํารงอยูของการแพทยพื้นบาน : กรณีศึกษาหมูบานนาสีดา ตําบลขาวปุน
อาํ เภอกดุ ขาวปนุ จังหวดั อบุ ลราชธาน,ี (กรงุ เทพมหานคร : ฐานขอ มูลวิทยานิพนธไทย, ๒๕๓๘), หนา บทคดั ยอ.
๑๑๗
เปนเรอื่ งของครอบครวั และชมุ ชน ดังน้นั ความเปนเครือญาตแิ ละความเคารพในระบบอาวุโสจึงเขามา
มบี ทบาทสาํ คัญในการชแี้ นะรูปแบบการรักษาอนั มผี ลอยา งย่งิ ตอการดาํ รงอยขู องการแพทยพ ื้นบา น
ดังนัน้ บทบาทหมอพื้นบานข้ึนอยูกับระบบความเชื่อ เก่ียวกับสุขภาพและมีผลตอพฤติกรรม
สขุ ภาพในดานการปองกนั การรกั ษาพยาบาลและการฟนฟสู ขุ ภาพของชาวบาน หมูบานที่มีความเชื่อ
เรื่องพลงั ของดวงดาว บทบาทของหมอตํารา หมอดู หมอเสียเคราะห จะเดน หากเปนความเจ็บปวย
จากเช้อื โรค สภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ เปนบทบาทของหมอยา หมอกระดกู หมอบบี เสน หมอนวด
หมอตําแย หากเจ็บปวยดวยอํานาจมนตร คาถา ก็เปนบทบาทของหมอมนตร หมอธรรม หาก
เจ็บปวยเพราะกรรมผูมีบทบาทคือพระสงฆ หากเจ็บปวยดวยอํานาจผี เปนบทบาทของหมอลําทรง
หากเจ็บปว ยดวยการผดิ ฮตี คลอง ผมู บี ทบาทคอื ผอู าวโุ สในหมบู า นและหมอธรรมหมอเสียเคราะห แต
อยา งไรกต็ ามการเจบ็ ปวยมกั มีสาเหตุจากหลายสาเหตุ ดังนั้นหมอพื้นบานคนหน่ึงมักมีความรูหลายๆ
แบบในหลายๆ โรค
อยา งไรก็ตาม ท้ังการแพทยแผนไทย และการแพทยแผนไทยประยุกต ตางเปนภูมิปญญาที่
แสดงอัตลกั ษณความเปนชาตไิ ทย เปนความภาคภูมิใจของคนไทยท่ียังคงรักษาศาสตรการแพทยของ
ชาติไวไดในทามกลางการแสวงหาทางเลือกในการดูแลรกั ษาสขุ ภาพและกระแสการเขามาของศาสตร
การแพทยทางเลือกตางๆ ดังนั้นในการพัฒนาการแพทยแผนไทยท่ีผานมาจึงไมไดแบงแยกวาเปน
การแพทยแผนไทย หรือการแพทยแผนไทยประยุกต เนื่องจากการแพทยแผนไทยประยุกตเปนการ
พัฒนาตอยอดภูมิปญญาเพื่อรักษาและฟนฟกู ารแพทยแผนไทยใหก ลบั คืนมา แมแตใ นพระราชบัญญัติ
การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ยัง กําหนดใหมีสาขาการแพทยแผนไทยและสาขาการแพทย
แผนไทยประยุกตเคียงคูกันเพื่อทาหนาที่ไปตามบทบาทหนาท่ี ที่กําหนดในกฎกระทรวง ดังน้ันผูท่ี
พัฒนาการแพทยแผนไทยอยางเขาใจในจิตวิญญาณของการแพทยแผนไทยอยางแทจริง จะไมมีการ
แบงแยกการแพทยแผนไทย การแพทยแ ผนไทยประยุกต แตจ ะสรางความรวมมือรวมใจใหภูมิปญญา
ของชาติกาวเดินไปดวยกันอยางภาคภูมิใจในความเปนไทย ยกระดับภูมิปญญาของชาติใหเทียบทัน
อารยประเทศและกาวไกลสูสากลอยางยั่งยนื
๕.๔ ภมู ิปญ ญาไทยทางดา นอุตสาหกรรมและหตั ถกรรม
หัตถกรรม ประกอบดวยสาระสําคัญ ไดแก ความหมายและความเปนมาของหัตถกรรม
ลักษณะของหัตถกรรมไทย และประเภทของหัตถกรรมไทย โดยความหมายของหัตถกรรม
(Handicraft) หมายถงึ การทําดวยมือ เกิดจากการสรางสรรคของชาวบาน ชางฝมือชางในทองถิ่นใด
ทองถ่ินหนง่ึ โดยมุงประโยชนใ ชสอยท่เี กยี่ วของกับวิถชี วี ิตประจาํ วนั ความรูในการสรางงานหัตถกรรม
มักไดร บั การสบื ทอดตอ ๆ กันมาภายในครอบครัวหรือทอ งถ่ิน และการสืบทอดตอ เน่อื งกันมายาวนาน
จนมีชื่อเสียงเปนเอกลักษณของทองถิ่นแสดงใหเห็นถึงวัฒนธรรมความเชื่อในทองถิ่นสวนความ
ประณตี ขนึ้ อยูกบั ผูทาํ เปนหลักวาจะมีจิตใจที่ละเอียดออนมีฝมือประณีตเพียงใด จนนําไปสูการสราง
งานที่มีคณุ คา กลายเปนศิลปหัตถกรรมท่สี วยงามแฝงดวยสุนทรียภาพ และภูมิปญญาของผูสรางไวใน
งาน คณุ คา ของงานหตั ถกรรมไทย แตเดิมงานสวนใหญไมไดทําเปนอาชีพผลผลิตท่ีเกิดขึ้นเพื่อเก็บไว
๑๑๘
ใชสอยในครัวเรือน ตอบสนองตอความจําเปนในการดํารงชีพ แตเมื่อเหลือจากการใชสอยแลวจึงจะ
นําไปขายเพ่อื แลกเปลี่ยนเปนผลิตผลอยา งอืน่ 110๔๐
๕.๔.๑ ศลิ ปหตั ถกรรมพื้นบาน
“ศลิ ปหตั ถกรรมพืน้ บาน” คอื งานศิลปะของกลุม ชนใดกลุมชนหน่ึงท่ีมี เอกลักษณรวมกัน มี
ความเปน อยทู ่เี รียบงา ย พนจากอิทธพิ ลของวฒั นธรรมเมอื ง โดยพยายามสรางสรรคผลงานศิลปกรรม
ทม่ี รี ูปลักษณท ่สี วยงาม สรา งความพึงพอใจและมีคุณคาในดานประโยชนใชสอย เชนเดียวกับ วัฒนะ
จูฑะวภิ าต ทไ่ี ดกลาววา ศิลปหัตถกรรมพ้นื บาน คือ งานศิลปะที่มีความงาม ความเรียบงาย จากผลิต
กรรมของชาวบา น มคี ณุ คาทางดา นความงามและประโยชนใชสอย หรือคือประจักษพยานดานหนาที่
ใชส อยและดา นสุนทรียข องวฒั นธรรมทางวัตถอุ นั ผลิตขึน้ และใชสอยโดยคนธรรมดาสามญั 111๔๑
ศิลปหัตถกรรมพื้นบา น นอกจากจะสนองตอบความตองการของมนุษยทางดานจิตใจ เม่ือได
สัมผัสกับความงามแลว จุดเดนของศิลปหัตถกรรมพ้ืนบาน คือ การตอบสนองความตองการของ
มนุษยท างดานรา งกาย เม่อื นามาใชส อยในชีวิตประจําวนั นัน้ คือ
๑) ศลิ ปหัตถกรรมพ้ืนบา นเปนประยุกตศลิ ป
๒) ศิลปหัตถกรรมพน้ื บา นจะตกแตงใหสวยงามโดยเนนสสี นั และลวดลาย
๓) ศิลปหัตถกรรมพื้นบานไมน ิยมการเปลย่ี นแปลง
๔) ศิลปหัตถกรรมพืน้ บา นมคี วามเปน สากล
สําหรับเอกลักษณของความเปนศิลปหัตถกรรมพ้นื บา นนน้ั ไดแ ก ศลิ ปหตั ถกรรมพื้นบานเนน
ในเรื่องของประโยชนใชสอยเปนหลัก โดยมีจุดมุงหมายรอง คือ เพื่อความสวยงาม ศิลปหัตถกรรม
พืน้ บา นจะไมนิยมการเปลี่ยนแปลงพัฒนาในดานรปู ทรงที่เปนเอกลักษณ แตจ ะเพ่ิมเติมและตกแตงให
ดูแปลกตาขึ้นดวยสีสันและลวดลาย และศิลปหัตถกรรมพื้นบานจะมีความเปนสากล ท้ังใน
ระดับประเทศและระดบั นานาชาต1ิ12๔๒
เครื่องจักสานเปนงานศิลปหัตถกรรมและหัตถกรรมอยางหนึ่ง ที่มนุษยคิดวิธีการตางๆข้ึน
เพื่อใชสรางเครื่องมือ เครื่องใช ในชีวิตประจําวัน ดวยวิธีการสอดขัดและสานกันของวัสดุที่เปนเสน
เปน ร้วิ โดยสรางรูปทรงของส่ิงที่ประดิษฐข้ึนน้ันตามความประสงคในการใชสอย การสรางเครื่องจัก
สานของมนษุ ยโ ดยท่ัวไป โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ในประเทศไทยจะขึ้นอยกู ับเงอ่ื นไขทางความตองการดาน
๔๐ จารุวรรณ รัตนโภคา, การพัฒนารูปแบบการจัดการความรูหลักสูตรฐานสมรรถนะวิชาชีพหัตถกรรม
โดยภูมิปญ ญาไทย,วทิ ยานพิ นธป รญิ ญาดุษฎบี ณั ฑิต (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระ
นครเหนือ, ๒๕๕๑), หนา ๓๓.
๔๑ วัฒนะ จฑู ะวิภาต, ศลิ ปะการออกแบบตกแตงภายใน, (กรุงเทพมหานคร : วิทยพัฒน, ๒๕๕๓), หนา
๑๓.
๔๒ วุฒิ วัฒนสิน, ศิลปะระดับมัธยมศึกษา, (ปตตานี : ฝายเทคโนโลยีทางการศึกษาสํานักวิทยบริการ,
๒๕๔๑), หนา ๕๔.
๑๑๙
ประโยชนใชสอย ตามสภาพภูมิศาสตรประสานกับขนบประเพณีศาสนาและวัสดุในทองถิ่นนั้น ๆ
ประกอบกนั ข้นึ เปน เคร่ืองจกั สาน113๔๓
ประเภทของเครอ่ื งจักสานในประเทศไทยสามารถจําแนกได ๒ ลักษณะ ไดแ ก
๑. การจําแนกประเภทตามการใชส อย จําแนกเปน
๑) เคร่อื งจกั สานเก่ยี วกบั การบริโภค เชน กระติบขา ว มวยน่ึงขา ว
๒) เครอื่ งจักสานท่ีใชภ าชนะบรรจสุ ่งิ ของ เชนกระบุง ตะกรา กระจาด ปุงก๋ี
๓) เคร่อื งจกั สานทใ่ี ชป องกันแดดฝน ไดแ ก หมวก งอบ หมวกจีน
๔) เครื่องจักสานทีใ่ ชเ ปนสวนประกอบอาคารบานเรือน และเครือ่ งปูลาด ไดแ ก ฝาเรือน
เสื่อลาํ แพน เสอ่ื สาํ หรบั ปูน่งั ปูนอน
๕) เครื่องจกั สานท่ีใชเปน เครื่องดัก กักขึงและจับสัตวนํ้า ไดแกลอบ ไซ อีจู ตุม สุมปลา
ชะนาง
๖) เคร่ืองจักสานท่ีใชเครื่องประดับตกแตงและเคร่ืองกีฬา ไดแกมูลี่ ปลาตะเพียน
ตะกรอ กระเชา ของขวญั ของชาํ รวยตา ง ๆ และ
๗) เคร่ืองจักสานเก่ียวกับความเชื่อ ประเพณีและศาสนา เชน การทําพานหมากเบ็งใส
ขาวบูชาพระของชาวอสี าน
๒. การจําแนกตามวสั ดทุ ใี่ ชผ ลิต ไดแ ก
๑) เคร่อื งจักสานที่ใชวสั ดุธรรมชาติในการผลิต ไดแก กระจาด ตระกรา กระบุง สุมปลา
สุม ไก เปน ตน และ
๒) เครือ่ งจกั สานท่ีไมใ ชวัสดุธรรมชาติในการผลิต ไดแก เขง มูลี่ กระเชาของขวัญ และ
ของชํารว ยตา ง ๆ เปน ตน
อยางไรกต็ ามเครื่องจักสานมีความสัมพันธกับมนุษย เน่ืองจากเครื่องจักสานของไทยในภาค
ตาง ๆ มีมากมายหลายชนิด และมีเอกลักษณเฉพาะถิ่นที่แตกตางกันออกไป โดยลักษณะเฉพาะถิ่น
ของเคร่ืองจักสานเหลาน้ัน สะทอนใหเห็นถึงสภาพภูมิศาสตรของแตละทองถ่ิน สภาพการดํารงชีวิต
ขนบธรรมเนยี บประเพณี ความเช่อื ตลอดจนการนับถอื ศาสนาของกลุมชนทผ่ี ลิตเครื่องจักสาน ดังนั้น
เคร่ืองจักสานจึงเปนศิลปหัตถกรรมที่มีคุณคาในฐานะที่เปนหลักฐานทางประวัติศาสตรของชุมชน
ทองถ่ินตางๆ ไดเ ปนอยางดี114๔๔
๔๓ วัฒนะ จูฑะวิภาต, การออกแบบเคร่ืองประดับ, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
๒๕๔๕), หนา ๓๓.
๔๔ วบิ ลู ย ลีส้ วุ รรณ, เครือ่ งจกั สานในประเทศไทย, (กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร, ๒๕๓๒), หนา ๗๖ –
๗๘.
๑๒๐
นอกจากนี้ เครอื่ งจักสานยังเปน งานศิลปหัตถกรรมทส่ี ะทอ นใหเ ห็นภมู ปิ ญ ญาของชาวบานได
หลายอยา ง เชน สะทอนใหเหน็ ถงึ ความชาญฉลาดในการเลือกสรรวัตถุดิบแตละชนิดเปนอยางดี แลว
นํามาดัดแปลงแปรรูปเปนวัตถุท่ีใชทําเครื่องจักสานดวยวิธีงายๆ แตสนองการใชสอยไดดี เชน ชาว
ภาคใตน าํ ใบลาํ เจยี กหรอื ใบปาหนันมาจักและสานเปนเสื่อและกระสอบโดยนําใบลําเจียกไปลนไฟให
ใบนิ่มกอนทจี่ ะจักเปนเสน หรอื นําตนกระจูดไปแชโคลนแลว รดี ใหแ บน หรือการจักไมไผเปนตอกแบบ
ตางๆ ใหเหมาะสมที่จะใชสานเปนเครื่องจักสานแตละชนิดซึ่งสิ่งเหลานี้เปนภูมิปญญาพื้นบานที่
ชาวบา นเรียนรจู ากการสังเกตและการทดลองสบื กนั มาแตบรรพบุรุษ ทําใหเครื่องจักสานแตละชนิดมี
รปู แบบและประโยชนใ ชสอยท่ีสมบูรณล งตวั
เครอื่ งจกั สานเปน งานศิลปหัตถกรรมทค่ี นไทยใชเ ปน เครือ่ งมือเคร่ืองใชตางๆ มากมายหลาย
ชนดิ และเคร่อื งจักสานทผี่ ลิตขึ้นในภาคตา งๆ นน้ั มักใชวัตถุดิบในทองถ่ินที่แตกตางกันไปทําใหเคร่ือง
จักสานที่ทําข้ึนเปนรูปแบบที่แตกตางกันไปตามประเภทของวัตถุดิบ ประโยชนใชสอย สภาพการ
ดํารงชีวิตและสภาพภูมิศาสตร ความนิยมตามขนบประเพณี และวัฒนธรรมของแตละทองถิ่น ส่ิง
เหลาน้ีเปนองคประกอบสําคัญท่ีทําใหเคร่ืองจักสานแตละภาคแตละถ่ินไทย เชน ภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนอื นอกจากประชากรในภาคอีสานจะมีความหลากหลายของลักษณะทางชาติพันธุ
แลว ยังมีวัฒนธรรมการบริโภคขา วเหนยี วเชน เดยี วกับประชาชนสวนใหญใ นภาคเหนือ แมวา คนอีสาน
จะบรโิ ภคขา วเหนยี วเหมือนกับคนภาคเหนือก็ตามแตเครื่องจักสาน ท่ีเกี่ยวเน่ืองดวยการบริโภคขาว
เหนียวของภาคอสี านมีลกั ษณะเฉพาะตนท่ีตาง ไปจากของภาคเหนือ ถึงแมจะใชประโยชนในการใส
ขาวเหนยี วเชนเดยี วกันก็ตามเคร่อื งจักสานภาคอีสานทเ่ี กยี่ วเนื่องดวยวฒั นธรรมการบรโิ ภคขาวเหนียว
ที่สาํ คัญ คือ กองขาว และกระตบิ กองขาวและกระติบของชาวอีสาน ในบริเวณอีสานกลางและอีสาน
ใตมีรูปแบบเฉพาะตนที่ตางกัน โดยมีรูปแบบและวิธีการสานท่ีเปนของตนเองตามความนิยมของ
ทองถ่ินท่ีสืบทอด กันมาแตโบราณ กองขาวท่ีใชกันในบริเวณอีสานกลาง โดยเฉพาะจังหวัด
มหาสารคามรอยเอ็ด ขอนแกน น้ันมีลักษณะและรูปแบบตางไปจากกระติบขาวที่สานดวยไมไผของ
ถิน่ อืน่ ๆ
อยา งไรก็ตาม ความแตกตางระหวางกองขางและกระติบ เกิดจากความนิยมของทองถ่ินแต
ละทองถ่ินท่ที าํ สบื ทอดตอ ๆ กนั มาแตบ รรพบุรุษปจจุบัน กองขาวและกระติบยังคงรักษารูปทรงและ
ลักษณะเฉพาะถ่ินของตนไวได เพราะผูสานแตละถ่ินมักมีความถนัดและเคยชินในการทําตาม
แบบอยา งของตนมากกวา ท่จี ะเลยี นแบบกองขาวถิ่นอ่ืน แมปจจุบันเคร่ืองจักสานพื้นบานอีสานจะมี
รูปแบบเปลี่ยนแปลงไปบาง เชน เพ่ิมสีสันหรือนําวัสดุสมัยใหม เชน พลาสติกเขามาประยุกตใช
ประกอบกับเครื่องจกั สาน ซ่ึงเปน ไปตามสมัยนิยมมากกวา ความตองการทเ่ี ปลยี่ นแปลงรปู แบบดั้ง เดิม
ของตน แตใ นท่ีสุดกอ งขา วไมไผก ย็ ังเปนทน่ี ยิ มของชาวบา นมากกวา ภาชนะชนิดอ่ืน
เครื่องปนดนิ เผา ยงั ถือไดว า เปน ภมู ิปญญาทางดานหัตถกรรมอุตสาหกรรมที่สําคัญมากของ
ไทย เครื่องปนดินเผาสามารถแบงออกไดหลายอยางแตกตางกันตามลักษณะตางๆ เชน แบงตาม
๑๒๑
ลักษณะของเน้อื ดินและอุณหภมู ทิ ีใ่ ชเผา แบงตามลักษณะการใชประโยชน แบงตามวิธีการผลิต แบง
ตามแหลง ผลิต การแบงเคร่ืองปนดินเผาออกเปนลักษณะตางๆ คือ ๔๕
115
๑. เคร่ืองดินเผา (Earthenware) เครื่องดินเผาเปนเคร่ืองปนดินเผาท่ีมนุษยรูจักทําเปน
ประเภทแรก โดยการนาดินเหนยี วในทอ งถิ่นทีเ่ รยี กกนั วา ดินแดง ซงึ่ มลี ักษณะสําคัญมเี นื้อดนิ ละเอยี ด
แหง ชา มคี วามเหนียวดี มีเปอรเซ็นตของเหล็กสูง มกั มีสนี ้ําตาลเขม หรือสีเทาแกมาเผาในอุณหภูมิตํ่า
ประมาณ ๙๕๐-๑,๐๖๐ องศาเซลเซยี ส ผลิตภัณฑท่ีไดมักเปนสีแดง หรือสีนาตาลออน มีอัตราดูดซึม
ต้งั แต ๕-๒๐ เปอรเซ็นต เวลาเคาะเสียงทึบๆ ไมกังวาลการขึ้นรูปผลิตภัณฑ อาจทําไดหลายวิธีไดแก
การใชห นิ ดปุ ระกอบ ไมตี แปน หมนุ การกดพิมพ การรีดดินและการขึ้นรูปโดยวิธีอิสระ เชน แบบขด
แบบแผน เปนตน สวนมากมักนิยมใชดินเช้ือหรือทรายผสม เพื่อชวยใหมีความพรุนตัว และควบคุม
การหดตวั ตลอดจนเปนโครงสรางของเน้ือดินชวยใหขึ้นรูปไดสะดวก ไมแตกเสียหาย บิดเบี้ยวไดงาย
เครอ่ื งดนิ เผานยิ มใชท าํ กระถางตนไมหรือภาชนะเก็บนาเย็น เชน หมอน้ํา คนโท สวนเครื่องดินเผาที่
ไมตองการใหน ํ้าซมึ อาจเคลือบผิวดว ยนํา้ เคลือบประเภททนไฟต่าํ เชน เคลือบตะก่วั และเคลอื บดาง
การตกแตงผิวอาจทาดวยวิธีการตาง ๆ ขณะที่ดินยังหมาด ออนนิ่ม ดวยวิธีกดหรือประทับ
ลวดลาย ตีดวยไมท ี่เปนลวดลายขดู ขดี ดว ยของแหลม ปน ตดิ ประดับตกแตง
ปจจบุ นั มกี ารทาํ ผลิตภณั ฑเครอื่ งดินเผาชนิดสขี าว อันมสี ว นผสมของหินเข้ียวหนุมาน ซ่ึงชวย
ใหผลิตภัณฑมีความแข็งแกรงเพ่ิมข้ึน ดินขาวและหินฟนมา ซ่ึงชวยลดจุดสุกตัวใหตํ่าลงโดยจะตอง
ผสมในอัตราสว นท่ีเหมาะสม เพื่อยังคงความเหนียวของเนื้อดนิ ไว
๒. เคร่ืองถวยหิน (Stoneware) เครื่องถวยหินเปนเครื่องปนดินเผาที่ทํามาจากดินที่มี
คณุ ภาพทนไฟคอนขางสงู สว นมากเนื้อดินตามธรรมชาติจะมสี นี ้ําตาลและสีเทา การเผาไฟถึงจุดสุกตัว
หรือจุดหลอมตัว ซงึ่
แรธาตุตางๆ จะหลอมรวมกันเปนเน้ือเดียว ในอุณหภูมิระหวาง ๑,๒๓๐ – ๑,๓๐๕ องศา
เซลเซียส ผลิตภัณฑที่ไดจะมีเน้ือหยาบ แนนและมีความแข็งแกรงมาก น้ําและของเหลวซึมผานได
นอยมาก อัตราการดูดซึมน้ําของเคร่ืองถวยหินที่ใชทําถวยชาม ประมาณ ๒-๓ เปอรเซ็นต สีของ
ผลติ ภณั ฑห ลังเผาจะขึน้ อยกู บั จาํ นวน และชนิดของแรธาตุทีเ่ จือปนอยภู ายในเนื้อดินซึ่งจะแตกตางกัน
ไปตามแหลงวัตถุดิบตางๆ สําหรับเครื่องถวยหินที่มีสีคอนขางขาว ซ่ึงทาจากดินท่ีมีอัตราสวนของ
เหล็กออกไซดต ํา่ มลี กั ษณะใกลเคยี งกบั เครอื่ งถว ยเปลอื กไข
การขน้ึ รูปผลติ ภัณฑท่ที ําจากเครื่องถวยหิน อาจทําไดหลายวิธีเหมือนการข้ึนรูปผลิตภัณฑที่
ทาจากเครื่องดิน เนื่องจากเนื้อดินมีสภาพเหนียว โดยมากนิยมผสมทรายหรือหินเข้ียวหนุมาน เพ่ือ
๔๕ วัชรพล แกวเสนห ใน, องคค วามรภู ูมิปญญาชา งฝมอื เครอ่ื งปนดินเผา บา นเทอดไทย หมูที่ ๑ ตําบล
เทอดไทย อําเภอทงุ เขาหลวง จงั หวัดรอยเอ็ด, (รอ ยเอด็ : สาํ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดรอยเอด็ , ๒๕๕๔), หนา ๓ –
๔.
๑๒๒
ชวยเปนโครงสรางและทําใหผลิตภัณฑท่ีไดมีความแข็งแกรงเพิ่มมากข้ึน เคร่ืองถวยหินนิยมใชทา
ภาชนะใสอ าหาร เครื่องประดับ ฯลฯ
๓. เคร่อื งถวยเปลอื กไข เครื่องถวยเปลือกไขเปนเคร่ืองปนดินเผาชั้นดีทําไดยาก และมีราคา
แพงท่ีสุดในบรรดาเคร่ืองถวยท้ังหลาย ทําจากดินขาว ท่ีมีความขาวบริสุทธ์ิ มีอัตราสวนของเหล็ก
ออกไซดในเน้ือดินต่ํามากนํามาผสมกับหินเข้ียวหนุมาน หินฟนมา หินปูน และดินขาวเหนียวตาม
สัดสวนท่ีเหมาะสม และมีความเหนียวหนืดพอดีจนปนไดบางเหมือนเปลือกไข การเผาใชอุณหภูมิ
๑,๒๖๐-๑,๓๓๕ องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑที่ไดจะมีความแข็งแกรงมาก โปรงแสง เคาะมีเสียงกังวาน
นาํ้ และของเหลวไมส ามารถซมึ ผานไดก ารข้ึนรูปผลติ ภณั ฑประเภทเครื่องถว ยเปลือกไขนิยมข้ึนรูปถวย
ดวยวธิ ีหลอและ ข้นึ รูปดวยใบมดี เปนสว นใหญ
๕.๔.๒ สภาพท่วั ไปศลิ ปหัตกรรมพ้นื บา นในปจจุบัน
ภูมิปญญาพื้นบานในการพัฒนาผลิตภัณฑเครื่องจักสานท่ีดําเนินมาแตบรรพบุรุษ ถายทอด
วัฒนธรรมการจักสานเปนอาชีพดั้งเดิมของชาวบาน การผลิตเคร่ืองจักสานของกลุมชาวบาน
ผูประกอบการผลิตเครื่องจักสาน ผักตบชวา หวาย ในอดีตชาวบานจะหาวัตถุดิบในทองถ่ิน แต
ปจจุบันมีการรับซื้อจากแหลงอื่นๆ นอกจากน้ีเครื่องจักสานกับความเช่ือเร่ืองพิธีกรรม ในอดีต
ชาวบานมคี วามผกู พันกับเคร่อื งจกั สานในวถิ ีชีวติ และมีเคร่อื งจกั สานบางชนิดท่ียังใชในพิธีกรรม เชน
การเกิด ประเพณีงานบุญ พิธีทางศาสนา ในปจจุบันความเชื่อและพิธีกรรมของเครื่องจักสานไดลด
นอยลงเนื่องจากความเจรญิ ดา นเทคโนโลยี ดา นการพฒั นากลุม บุคคลใหม ีความรูในการผลิตเครื่องจัก
สานโดยการแสวงหาความรู การแลกเปล่ียนความรูจากกลุมอื่น หรือหนวยงานอ่ืนภายนอกกลุมของ
ตนโดยการอบรม ประชุมสมั มนา ศกึ ษาดูงาน หรอื เขา รวมกจิ กรรมการประยุกตผลิตภัณฑจักสานการ
พัฒนาดานวัตถดุ ิบทหี่ าไดใ นพน้ื ที่ และการผลติ อยางตอเน่ือง มีการนําเทคนิคในดานตาง ๆ เขามาใช
ในกระบวนการผลิต เชน การคัดเลอื กตน ผักตบชวา การยอมสีหวาย การแปรรูปผลิตภัณฑชนิดตาง ๆ
มีการพฒั นาเพ่ิมมูลคาผลติ ภณั ฑวตั ถดุ ิบท่ีทาํ ใหเคร่อื งจักสานมีคุณภาพ โดยผูผลิตตองมีความรูในการ
คดั เลือกคณุ ภาพของวัตถดุ ิบ สว นการแปรรูปผลิตภัณฑไดเนนความประณีตสวยงาม ความเหมาะสม
กับการใชงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ กระบวนการผลิตตลอดจนการถายทอดภูมิปญญาเพื่อยกระดับ
ผลิตภัณฑเครือ่ งจกั สานใหม คี ุณภาพเปนทยี่ อมรับ ทําใหม กี ารปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตเคร่ือง
จักสาน มจี ดุ เดน มีเอกลกั ษณ ซึ่งตองอาศยั ความรคู วามสามารถ และประสบการณของสมาชิกทุกคน
ดานการสงเสริมการผลิตเครื่องจกั สาน จากภูมิปญ ญาพนื้ บา นใหม ีการพฒั นาเชิงพาณชิ ย โดยชาวบาน
ท่ีมฝี ม อื ในการผลติ เคร่อื งจักสานท่เี ปน เอกลกั ษณของชุมชน116๔๖
ดังน้ันการพัฒนาเคร่ืองจักสาน หวาย ผักตบชวา ใหเปนที่ตองกาของผูบริโภค และมีการ
สงเสริมดานการตลาดสามารถใชเปน ชองทางในการเพมิ่ รายไดใหกับกลมุ สาํ หรับปจจัยที่สงผลใหกลุม
๔๖ สุภาพร ชาววัง, การประยุกตใชภูมิปญญาพื้นบานในการพัฒนาเครื่องจักสานเชิงพาณิชย จังหวัด
นครราชสมี า, วิทยานิพนธศิลปศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย
มหาวารคาม, ๒๕๕๒), หนา บทคดั ยอ .
๑๒๓
ประสบผลสําเร็จในการดําเนินงานของกลุมอาชีพ ไดแก การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑใหมีความ
หลากหลายตามความตอ งการของตลาด การหาชองทางจําหนา ยไดด วยตนเอง รวมทั้งการไดรับความ
รวมมือสง เสริมสนับสนุนจากหนวยงานราชการและพอคา เพื่อเผยแพรประชาสัมพันธผลิตภัณฑและ
การบรหิ ารจดั การ
สําหรับปจจัยหลักของความสําเร็จของการพัฒนาอาชีพของกลุมจักสานน้ันควรมีปจจัยท่ี
เกยี่ วของดงั น้ไี ดแก
๑) ดานผูนํากลุม ควรเปนผูนําตามธรรมชาติท่ีมีอาชีพจักสานเปนทุนเดิม มีการเต็มใจที่จะ
ทํางานเพื่อสวนรวม เปนผูนําท่ีเสียสละ อดทน มองการณไกล มีวิสัยทัศน และความคิดริเร่ิม
สรา งสรรค กลา คดิ กลา แสดงออกในเรอื่ งที่เปนประโยชนตอ สว นรวม
๒) ดานความสัมพันธทางสังคม ทางกลุมไดขอสรุปวาการอยูรวมกันเปนกลุม ควรมี
ความสัมพนั ธร ะหวา งกลุมเชื่อมโยงกันเปนเครือขาย จะทําใหกลุมมีความแนบแนนตอกัน มีพลังการ
ทํางานท่ีเขม แข็ง และสามารถพึ่งพาตนเองไดในท่สี ุด
๓) ดานการมีสวนรวม พบวา การทํางานในรูปแบบกลุมถาจะใหประสบผลสําเร็จตองให
สมาชกิ ทุกคนมสี ว นรวมในการดําเนินงานทกุ ขน้ั ตอนสมาชกิ จะมีความผูกกัน เหนียวแนนกับกลุมและ
ทําใหเกิดพลังในการทํางาน
๔) ดานการแลกเปลีย่ นเรียนรู พบวากลุม อาชพี จักสานควรใหความสําคัญตอการแลกเปล่ียน
เรียนรูเพ่ิมขึ้นควรมีการวางแผนสําหรับการสืบทอดอาชีพจักสาน เพื่อใหกลุมคงอยูไดตลอดไป
มิฉะน้ันแลว กลุมอาจจะลมสลาย เพราะงานจกั สานตอ งมกี ารฝกฝนใหเ กดิ ความเปนความชํานาญ เปน
การสั่งสมประสบการณแลวสืบทอดใหลูกหลานรุนตอไป ในลักษณะครูสอนศิษย พอสอนลูก พ่ีสอน
นอ ง ตอไปเร่อื ย ดว ยการฝกจนปฏิบตั จิ รงิ และ
๕) ดานการชวยเหลือจากภายนอกชุมชน กลุมอาชีพจักสานควรไดรับการชวยเหลือจาก
ภายนอกชุมชนตอไป เน่ืองจากการพัฒนากลุมอาชีพจักสานใหกาวหนาข้ึนน้ัน ตองมีปจจัยหลายๆ
ดานเขามาเก่ียวของและปจจัยตางๆ เหลาน้ีมีทั้งส่ิงที่กลุมสามารถทําเองได และสิ่งท่ีกลุมตองพ่ึงพา
อาศัยภายนอกชมุ ชนเขา มาชวยเหลอื ดวยเชน ดา นการประชาสมั พันธ เปน ตน
รูปแบบการจัดการความรูภูมิปญญาทองถ่ินดานหัตถกรรมเคร่ืองจักสาน มีองคประกอบที่
สาํ คญั ๓ ประการ คือ ความรูภูมิปญญาทอ งถนิ่ กระบวนการจดั การความรู และเงื่อนไขที่มีผลตอการ
จดั การความรู ซ่งึ มีรายละเอยี ดดังน้ี
๑) ความรูภูมิปญญาทองถิ่นดานหัตถกรรมเคร่ืองจักสานเก่ียวของกับความรูความสามารถ
และประสบการณท ีบ่ รรพบรุ ษุ ไดส รางสรรคและถา ยทอดสืบตอ กนั มา จนกลายเปนองคความรูประจํา
ทองถิ่นท่ีผานกระบวนการเรียนรูทางสังคมและการปลูกฝงวิธีคิด การดําเนินชีวิตประจําวันใหแก
ลกู หลาน เพ่อื ปฏบิ ัติสืบตอกันมา
๒) กระบวนการจัดการความรูภูมิปญญาทองถ่ินดานหัตถกรรมเคร่ืองจักสาน ประกอบไป
ดวย ๕ ข้นั ตอนที่สําคัญไดแก (๑) การกําหนดความรูเกี่ยวกับการกําหนดผลิตภัณฑ ผานการคิดและ
๑๒๔
ตดั สนิ ใจรว มกนั ของสมาชิกกลมุ จากน้ันจึงนําไปสู (๒) การแสวงหาและยึดกุมความรูท่ีมาจากภายใน
กลุมและภายนอก เพ่ือใหเกิดความรูเฉพาะของกลุมและนําไปสู (๓) การแลกเปลี่ยนความรูอยางไม
เปนทางการ โดยเฉพาะการแลกเปล่ียนความรูภายในกลุม เพ่ือใหสมาชิกมีความรูและทักษะในการ
ผลิตมากขึ้น และเปนท่ีมาของ (๔) การจัดเก็บความรูในตัวบุคคลและ (๕) การถายทอดความรู มี
รปู แบบการถายทอดอยางเปนทางการและไมเปนทางการ โดยกระบวนการจัดการความรูดังกลาวมี
ลักษณะเปนวงจรท่ีเม่ือถายทอดความรูแลว สามารถยอนกลับไปกําหนดความรูในรูปแบบอื่นๆ ได
อยางตอ เน่อื ง
๓) เงื่อนไขที่ทําใหการจัดการความรูภูมิปญญาทองถ่ินดานหัตถกรรมเครื่องจักสานประสบ
ความสําเรจ็ มี ๔ เงอ่ื นไขท่ีสาํ คัญ ไดแก (๑) ความรูด า นการจดั การความรู (๒) วัฒนธรรมองคการ (๓)
ภาวะผูนําและ (๔) โครงสรางพ้ืนฐาน รวมไปถึงขอคนพบท่ีสําคัญ คือ “การพ่ึงตนเอง” ของกลุม
วสิ าหกิจชุมชนทีผ่ ลิตเครือ่ งจกั สาน ซง่ึ จากองคประกอบหลักทั้ง ๓ ประการน้ัน นําไปสูการพึ่งตนเอง
ของกลุมองคการชุมชนไดอยางเหมาะสม โดยมีหลักการที่สําคัญไดแก การมีผูนําท่ีเขมแข็ง มีความ
สามคั คี การยดึ หลักเศรษฐกิจพอเพยี งในการดาํ เนินชวี ิต และการมใี จรักในดา นการจกั สาน
สําหรับการจัดการองคค วามรูของศิลปหตั ถกรรมพ้นื บานนน้ั กระทาํ โดยเปนขน้ั ตอนตาง ๆ ซึ่ง
สามารถสรุปไดด ังแผนภาพดา นลางน้ี
๑๒๕
รูปที่ ๕.๘ แผนผงั การจดั การองคความรูของศิลปหตั ถกรรมพืน้ บาน
๕.๕ ภมู ปิ ญญาไทยทางดานการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม
การมองปญหาสิ่งแวดลอมท่ีเกิดขึ้นท้ังในลักษณะความเส่ือมโทรมขอทรัพยากรธรรมชาติ
และมลพิษในสิ่งแวดลอม ไมวาจะมองในแงใด ในที่สุดปญหาท่ีเกิดข้ึนก็จะสงผลกระทบตอคุณภาพ
ชีวิตของมนุษยเอง ปญหาสิ่งแวดลอมท่ีเกิดข้ึนจึงเปนสิ่งกระตุนเตือนใหประเทศตางๆ ตองรีบ
ดาํ เนินการแกไขปญ หาที่เกิดขน้ึ อยางเรงดวน รวมทั้งมาตรการในการปองกันสิ่งแวดลอมเพื่อปองกัน
ไมใ หเกิดปญ หาเพิ่มขึน้ อีก ตลอดถึงการรว มมือกนั ในการปลูกฝงความรูค วามเขาใจในการใชประโยชน
จากสิง่ แวดลอ มในเชิงอนุรักษใ หกวางขวางย่ิงข้ึน
๑๒๖
ประเทศไทยใชทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีสาํ คัญ เชน การผลิตพลังงานไฟฟา และการเกษตรกรรม
ซึ่งท้ังสองกิจกรรมน้ีเปนการใชทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง เพ่ือใหไดผลผลิตแกผูบริโภค สวนหนึ่ง
สง ไปจําหนายยังตางประเทศ ในกระบวนการผลติ จะตองอาศัยปจจัยการพัฒนาเทคโนโลยีในการเพิ่ม
ผลผลิต เชน ในการเกษตรมีการใชป ุยและสารเคมีกําจัดศัตรูพชื ทง้ั สองเปน ปจจัยในกระบวนการผลิต
ท่ีเกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีข้ึนท้ังสิ้น ปจจัยการผลิตท่ีเกิดจากเทคโนโลยีน้ีมีผลกระทบตอ
สิ่งแวดลอมมาก เพราะสวนใหญเปนสิ่งที่ไมไดเกิดหรือมีอยูในธรรมชาติ ทาใหเกิดภาวการณตกคาง
ของส่ิงเหลานี้ การคืนสภาพสสู งิ่ แวดลอมที่เปนธรรมชาติตอ งใชเวลานานมาก นอกจากนี้สารเคมี บาง
ชนดิ ยังกอใหเ กิดผลกระทบตอ สิ่งมชี วี ิตรวมท้ังมนษุ ยด วย
หากมองวา ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอมเปนปจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิตของชุมชน
ทอ งถิน่ ชมุ ชนยอมมีความสามารถทจ่ี ะดแู ลควบคุมวถิ กี ารดํารงชีวติ ของตนเองซ่ึงเปนสิทธิในชีวิตและ
ปจ จยั การดํารงชีวิต ในกรณีดังกลาวหากเหน็ วาทรพั ยากรธรรมชาตใิ นชุมชนใดยอมมีอยูเพ่ือการดํารง
ชีพของประชาชนหรือชุมชนในทองถิ่นน้ัน ประชาชนหรือชุมชนในทองถ่ินน้ันยอมตองเปนผูมีสิทธิ
เหนือทรพั ยากรนั้นๆ ในการที่จะอนุรักษและจัดการ เพ่ือใหทรัพยากรธรรมชาติน้ันๆ ไดรับการดูแล
รักษาเพ่อื ใชประโยชนใ หย ่ังยืนตอไป117๔๗
๕.๕.๑ การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติอยางย่ังยนื
๑. การจัดการรวมในทรัพยากรปา ไม จากการที่พน้ื ทป่ี าไมลดลงอยางมาก อันสงผลกระทบ
ตอสงิ่ แวดลอ มนานปั การ และผลิตผลปาไมลดลง ในขณะที่ความตองการใชประโยชนเพิ่มมากขึ้น จึง
จาํ เปน ตองอาศยั หลกั วิชาการในการฟน ฟทู รัพยากรปาไมอยางจริงจัง โดยแยกเปน ๒ ประเภทหลักๆ
ไดแก118๔๘
๑) พ้ืนที่ปาอนุรักษ ประกอบดวยพื้นท่ีปา ตนน้ําลําธาร หรือพ้ืนที่ลุมน้ําชั้นท่ี ๑ อุทยาน
แหงชาติ เขตรักษาพนั ธสุ ัตวป า การจดั การควรมงุ เนน ทจี่ ะรกั ษาไว สาํ หรบั เปน ปาปอ งกนั ภัย หรือเปน
ปาอเนกประสงคใ หม ากทส่ี ุด เน่อื งจากเปน ปาสาธารณประโยชน โดยในการบรหิ ารการ จดั การจะตอง
ใหค วามสําคญั ระดับสูงตอ การ ปอ งกนั รักษาปา ท่ียงั มีสภาพสมบรู ณ สวนบริเวณ ที่มีสภาพเสื่อมโทรม
โดยเฉพาะบริเวณที่เปน แหลง ตนนํ้าลาํ ธาร ควรรีบเรงแกไขปรับปรุงใหม ี สภาพดยี ่ิงขึ้น ดงั นี้
⇛กําหนดขอบเขตท่ียอมใหเปนแหลงทํามาหากินของชาวเขา โดยควบคุมไมใหมีการ
เคลอื่ นยายถ่นิ ฐาน และทําไรเล่ือนลอย และพยายามสงเสริมชวยเหลือ ใหปลูกพืชผลตางๆ ท่ีเปนไม
ยนื ตน สวนกรณที ่ีสงเสรมิ ใหป ลกู พืชไร ก็จะตองแนะนํา หรือสาธิตการใชประโยชนที่ดินบนภูเขา ให
ถูกหลักการอนุรกั ษดนิ และนํา้
๔๗ อุดมศักดิ์ สินธิพงษ, ชุมชนทองถิ่นกับการมีสวนรวมจัดการทรัพยากรธรรมชาติอยางย่ังยืน,
(กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, ๒๕๕๘), หนา ๑๐๕.
๔๘http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=21&chap=8&page=t21-8-
infodetail07.html [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๒๗
⇛ ในบริเวณปาที่ถูกบุกรุกทําลาย ถาอยูในสภาพท่ีสามารถฟนตัวตามธรรมชาติได ก็ควร
ควบคุม และปองกัน มิใหมีการเขาไปใชพื้นท่ีปาไมดังกลาว และปลอยใหปาไมคอยๆ ฟนตัวข้ึนเอง
ตามธรรมชาติ แตถ า พ้ืนทบ่ี ริเวณใด ถกู แผวถาง กลายเปนท่รี กรางวางเปลา หรือปราศจากพืชปกคลุม
ดิน ก็ควรจะปลูกสรางปาหรือพืชคลุมดินขึ้น เพื่อปองกันการกัดเซาะของนํ้าฝน ชนิด ของไมท่ีปลูก
ควรเปนไมโ ตเรว็ มกี ารคายนา้ํ นอ ย และสามารถที่จะยึดดินและปกคลมุ ใหดินชมุ ชน้ื อยเู สมอ
⇛ ปองกันมิใหเกิดไฟไหมปา เพราะไฟปาเปนปจจัยที่ทําลายพืชปา และพืชคลุมดินอยาง
รา ยแรงทส่ี ดุ ทําใหเ กดิ การชะลางหนาดิน ทําลายความอุดมสมบูรณของดิน และเกิดการสูญเสียน้ําที่
ไหลบาหนาดิน จึงควรหามาตรการปอง กัน รวมทั้งจัดกําลังคนคอยตรวจตราปองกัน หรือชวยลด
อตั ราการเกดิ ไฟไหมใหลดนอยลง
⇛ บรเิ วณทส่ี ภาพภูมิประเทศมีความ ลาดชันมาก และดินอยูในสภาพที่ไมคงทน หามมิให
ใชประโยชน เพือ่ การอน่ื นอกจากปลกู ปา และพืชคลุมดินเทา นนั้
⇛ ใหการศึกษา อบรม และเผยแพรความรู แกประชาชน และเจาหนาท่ีของรัฐ ทุกระดับ
ใหทราบถงึ ประโยชน และคุณคาของทรัพยากรปาไม รวมทง้ั วธิ ีการอนรุ ักษ ดิน นาํ้ และปาไม
๒. พื้นที่ปาเศรษฐกิจ ในชั้นตนจะตองใหความสําคัญกับการปองกันรักษาปา ทั้งท่ีเปน
ธรรมชาติ และสวนปา รวมทง้ั หาวธิ เี พม่ิ ผลติ ผลของปาไมในเนื้อท่ีปาที่เหลืออยูน้ี ใหอํานวยประโยชน
ท้งั ทางตรง และทางออ มแกประเทศชาติ และประชาชนใหมากท่สี ดุ ดังน้ี
⇛ ใหรัฐทุมเทการดาํ เนินงานปลูกสรางสวนปาใหเ พิม่ มากข้นึ เนอ่ื งจากพ้ืนท่ีปาไมถูกทําลาย
ลงไปเปนจํานวนมาก โดยเฉพาะใหหามาตรการในการสงเสริม และสนับสนุนใหเอกชน บริษัท หรือ
หนวยงานองคกรตางๆ ที่เกี่ยวของกับกิจการปาไม ตลอดจนโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย และ
ประชาชน ไดมีสวนรว มในการดาํ เนนิ งานดวย
⇛ การปลกู สรา งสวนปา เพื่อเพ่ิมผลิตผลปาไม ควรปลูกไมท่ีใชเปนสินคาได โดยปลูกสราง
ปา เพื่อผลิตไมท่ีมีราคาสูง และคุณภาพดี เชน ไมสัก โดยเฉพาะในบริเวณที่เปนถิ่นกําเนิด องไมสัก
ควรมงุ ปลูกใหม ากยิ่งข้นึ ในบริเวณท่ีถูกแผวถางเปนที่รกรางวางเปลา หรือที่ใหผลิตผล ต่ํา อยางไรก็
ตาม การปลูกสรางสวนปาควรใช เมล็ดและกลาไมพันธุดีท่ีไดรับการคัดเลือกแลว เทาน้ัน เพื่อวา
ผลติ ผลจากสวนปาในอนาคตจะได แตไมที่มีคุณภาพดี และนอกเหนือจากไมสักแลว ควรสงเสริมให
ปลูกไมก ระยาเลยและพันธุไมโต เร็วอ่ืนๆ ควบคูไปดวย รวมท้ังสงเสริมใหมีการ ปลูกไมไผและไมสน
เขา เพือ่ ใชเปน วตั ถดุ ิบ ในการทําเยอ่ื กระดาษใหกวางขวางย่งิ ขน้ึ
นอกจากน้ี การเพิ่มพ้ืนที่ปาไม ยังสามารถทําไดในรูปของการสงเสริมเกษตรกร ใหทําการ
ปลูกสรา งปาตามหัวไรปลายนา หรือท่ีรกรางวางเปลาของตน โดยไมท่ีปลูก อาจเปนไมไผ หรือไมโต
เร็ว ทีใ่ ชรอบหมุนเวียนสน้ั ๆ ทงั้ น้ี เพื่อจะไดม รี ายไดเพิ่มข้ึนจากการปลูกพืชเกษตรอีกสวนหนึ่ง อีกท้ัง
ทําใหเกิดความรมเย็น และเปนแนวกันลม ใหแกพืชสวนไรนาดวย ตลอดจนการสงเสริม และ
สนบั สนุนใหประชาชนในทองถิ่น ดําเนิน การพัฒนาในรูปของปาชุมชน โดยทําการปลูกปา ประเภท
ไมใชสอยท่ีโตเร็ว และสามารถขึ้นไดดี ในสภาพพื้นดินของทองถ่ินนั้น และควรเปนตน ไมที่ใช
๑๒๘
ประโยชนไดหลายประเภท ตลอดจนการ ปลูกไมสมุนไพรในบริเวณที่เปนที่รกรางวางเปลา หรือท่ี
สาธารณประโยชน เพอื่ ใชประโยชนใ น ทองถน่ิ ของตน และเพือ่ ชว ยรกั ษาสภาวะแวดลอม
๒. การจัดการสัตวป า สตั วป าเปนทรพั ยากรธรรมชาติ ประเภทที่เพ่ิมพูนขึ้นได เชนเดียวกับ
ปาไม ทุงหญา ดิน และนํ้า แตจะตองมีการบํารุงรักษา และใชอยางถูกตอง ปจจุบันเราใชประโยชน
จากสตั วป า อยาง ไมถกู วิธเี ทาที่ควร เปนการใชอยางสิ้นเปลือง และไมรูคุณคา และไมพยายามหาวิธี
ทดแทนให พอเพียงและเหมาะสม ทําใหสัตวปาบางชนิดได สูญพันธุไปแลว เชน สมัน และอีกหลาย
ชนิด กําลังมีจํานวนลดนอยลง หรือใกลจะสูญพันธุ เชน นกยางจีน เปดน้ํา กูปรี กระซู แรด ละอง
กวางผา เปนตน และถา หากสัตวปาชนิดใดสญู พันธไุ ปแลว ก็ไมสามารถสรางพันธุของสัตวปาชนิดน้ัน
ข้นึ มา ไดอกี จงึ จาํ เปน อยา งยิ่งท่จี ะตองมีการจัดการสัตวป า เพอ่ื การอนุรกั ษตอ ไป
๕.๖ ภมู ิปญญาไทยทางดานศิลปกรรม
ชาติไทย เปนชาติที่มีศิลปะวัฒนธรรม และประวัติความเปนมาที่ยาวนาน ประเทศหนึ่งใน
ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต โดยปรากฎหลักฐาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ ท่ีเปนงานประณีต
ศิลปจ าํ นวนมาก ท่ีผา นการคิดคน สรา งสรรค ประดษิ ฐ ขน้ึ มา ดวยความเพยี รพยายาม ประณีต วิจิตร
บรรจงสบื ตอกันมาเปน เวลานานหลายรอยป หรอื อาจถึงพันปกว็ าไดศลิ ปกรรมของไทยแบงไดด ังน้ี
๕.๖.๑ จติ รกรรม (Painting)
จิตรกรรมไทย หมายถึง ภาพเขียนที่มีลักษณะเปนแบบอยางของไทย ที่แตกตาง จากศิลปะ
ของชนชาติอื่นอยางชัดเจน ถึงแมจะมีอิทธิพลศิลปะของชาติอื่นอยูบาง แตก็สามารถ ดัดแปลง
คล่ีคลาย ตัดทอน หรือเพ่ิมเติมจนเปนเอกลักษณเฉพาะของ ตนเองไดอยางสวยงาม ลงตัว นา
ภาคภูมิใจและมีวิวัฒนาการทางดานรูปแบบ และวิธีการมาตลอดจนถึงปจจุบัน ซ่ึงสามารถพัฒนา
ตอ ไปอกี ในอนาคต จิตรกรรมไทยเปนลักษณะอุดมคติ เปนภาพ ๒ มิติ โดยนําสิ่งใกลไวตอนลางของ
ภาพ ส่ิงไกลไวต อนบนของภาพ ใชสแี บบเอกรงค คอื ใชหลายสี แตม ีสที โี่ ดดเดนเพียงสเี ดยี ว119๔๙
จิตรกรรมไทยแบบประเพณีเดนชัดดวยสีท่ีระบายเรียบ และตัดเสนแสดงรูปราง แสดง
รายละเอียดของภาพ ดังภาพบุคคล เชน พระราชาเสนาบดี บาว ไพร หรือภาพสัตว ตนไม ดอกไม
ใบไม ทั้งหมดเขียน เพื่อใหดูสมจริงตามเรื่องราวอันเปนอุดมคติในพุทธศาสนา งานตัดเสนในงาน
จิตรกรรมไทยมีความสําคัญเปนพิเศษ เพราะนอกจากจะแสดงฝมือเชิงชางแลว ยังสะทอนใหเห็น
แนวความคิดทางสังคมระดับตางๆ ภาพพระราชา เจานาย หรือบุคคลช้ันสูง ขาทาส บาวไพร มี
กฎเกณฑในการแสดงภาพแตกตางกนั การแสดงออกทางดา นความประณีต ก็ตา งกนั ดวย
จิตรกรรมไทย เปน ภาพวาดเขยี นทีม่ เี อกลกั ษณพิเศษตามลกั ษณะแบบไทย ๆ ท่ีไดทําสืบทอด
กนั มาจนเปนประเพณี เนน ความรสู ึก และรปู รางดวยเสน เสริมความงดงามนาดูขึ้นดวยสี แสงเงา น้ัน
๔๙ คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทําหนังสือเมืองไทยของเรา เลม ๒, เมืองไทยของเรา ฉบับที่สอง,
(กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั งานเสรมิ สรางเอกลักษณของชาติ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ๒๕๓๕), หนา ๔๔.
๑๒๙
มีปรากฏอยูบ า ง แตไมชดั เจนนัก บางภาพก็ไมม เี อาเสียเลย จิตรกรรมไทยทพ่ี บเห็นกนั อยบู อ ย ๆ น้ันมี
๓ ลกั ษณะ คอื
๑. จติ รกรรมไทยลายเสน ไดแ ก ลวดลายไทย หรอื ภาพไทยท่ีเกิดจากการขูด ขีด จารใหเกิด
เปนรองรอยเปนเสนดวยการนําเอาความงามของธรรมชาติมาดัดแปลงปรุงแตงดวยความคิด
สรางสรรคดว ยอุดมคตทิ างความงามที่เปน ลักษณะพเิ ศษแบบไทย
รปู ที่ ๕.๙ ชมพูพาน พญาวานร120๕๐
๒. จิตรกรรมไทยสเี ดียว บางทเี รียกกนั วา “จิตรกรรมเอกรงค” ไดแก ลวดลายไทยหรือภาพ
ไทยท่ีระบายสี หรือทาํ ใหเ กิดสีเพยี งสีเดียวท่เี หน็ ไดอยางชดั เจน คอื งานประเภทภาพลายรดน้ําซึ่งเปน
การเขยี นภาพปด ดว ยทองคาํ เปลวบนผวิ ยางรัก เชน ตูพ ระธรรม เปนตน
รูปที่ ๕.๑๐ กรรมวธิ กี ารเขยี นลายรดนาํ้ ๕๑
121
๕๐ https://phaiboon01.wordpress.com/ลักษณะจติ รกรรมไทย/ [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๕๑ https://phaiboon01.files.wordpress.com/2010/04/glazer42.jpg [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๓๐
๓. จติ รกรรมหลายสี หรอื “จติ รกรรมพหรุ งค” เปนการเขียนภาพ หรือลวดลายไทยระบายสี
หลาย ๆ สี บางคร้ังก็มีการปดทองคําเปลวประกอบ มีท้ังภาพเด่ียว ภาพลวดลาย และประกอบกัน
เปน เร่ืองราวประดบั ผนัง สมุดขอย หรือผืนผา เปนตน
รูปที่ ๕.๑๑ จติ รกรรมฝาผนงั วดั สามเรอื น จังหวัดพิษณโุ ลก122๕๒
จติ รกรรมไทยในอดีตสว นมากเขียนดวยสีฝุนผสมกาว หรือไขขาวบนผนังของสถาปตยกรรม
โยเฉพาะผนังโบสถ วิหาร ปราสาท ราชวงั ฯลฯ จงึ มักเรยี กกนั วา “จติ รกรรมฝาผนัง”
นอกจากน้ันยังมีปรากฏที่ตูพระธรรม สมุดขอย นับวามีคุณคาท้ังความงาม บันทึก
ประวัติศาสตรความเปน มาของสังคมไทยสมัยตา ง ๆ วรรณคดี ฯลฯ ชวยเสริมแตงประติมากรรม และ
สถาปตยกรรมใหงดงามเหมาะสมจรรโลงใจใหแกผูพบเห็นมีความสุขไดอยางประหลาด โดยเฉพาะ
เรื่องราวของพุทธประวัติ ศาสนา และวรรณคดี ชวยกลอมเกลาจิตใจผูพบเห็นไดอยางมาก ปจจุบัน
นิยมใชภาพไทย ประดับตกแตงอาคาร บานเรือนดวยวิธีการคัดลอกจากจิตรกรรมไทยโบราณ หรือ
เขยี นข้ึนมาใหมด ว ยการประยุกตขนึ้ และตามแบบคตินยิ มเดิม
๕.๖.๒ ประติมากรรม
ผลงานประติมากรรมไทย มที ้งั แบบ นนู ตํา่ นนู สูง และลอยตัว งานประติมากรรมนูนต่ําและ
นนู สูงมักทําเปนลวดลายประกอบกับสถาปต ยกรรม เชนลวดลายปูนปน ลวดลายแกะสลักประดับตาม
อาคารบานเรือน โบสถ วิหาร พระราชวัง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังอาจเปนลวดลายตกแตงงาน
ประตมิ ากรรมแบบลอยตวั ดวย
สําหรบั งานประติมากรรมแบบลอยตัว มักทําเปน พระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพตางๆ (ศิลปะ
ประเภทน้ีจะเรียกวา ปฏิมากรรม) ตุกตาภาชนะดินเผา ตลอดจนถึงเคร่ืองใชตางๆ ซ่ึงมีลักษณะที่
แตกตางกันออกไปตามสกุลชางของแตละทองถ่ิน หรือแตกตางกันไปตามคตินิยมในแตละยุคสมัย
โดยท่วั ไปแลวเรามักศกึ ษาลกั ษณะของสกลุ ชางท่เี ปน รูปแบบของศิลปะสมัยตางๆ ในประเทศไทยจาก
ลักษณะของพระพุทธรูป เนื่องจากเปนงานท่ีมีวิวัฒนาการมาอยางตอเนื่องยาวนาน จัดสรางอยาง
๕๒ https://phaiboon01.files.wordpress.com/2010/04/dscf6187.jpg [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๓๑
ประณีตบรรจง ผูสรางมักเปนชางฝมือท่ีเช่ียวชาญที่สุดในทองถิ่นหรือยุคสมัยนั้น และเปน
ประติมากรรมท่ีมวี ธิ กี ารจัดสรา งอยา ง ศกั ดิ์สิทธ์ิเปย มศรัทธา
รปู ท่ี ๕.๑๒ พระพทุ ธชนิ ราชศลิ ปะสมยั สโุ ขทยั สดุ ยอดประติมากรรมไทย123๕๓
รปู ที่ ๕.๑๓ พระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ัย ๕๔
124
๕๓ https://th.wikipedia.org/wiki/ประตมิ ากรรมไทย [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๕๔ http://www.suwatchaitubtim.com/ประตมิ ากรรมไทยรวมสมัย/ [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๑๓๒
๕.๖.๓ สถาปตยกรรม
สถาปตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการกอสรางของไทย อันไดแก อาคาร บานเรือน โบสถ
วิหาร วัง สถูป และส่ิงกอสรางอ่ืน ๆ มีลักษณะแตกตางกันไปตามภูมิศาสตร และคตินิยม
สถาปต ยกรรมไทย มมี านานต้ังแตที่คนไทยเริ่มต้ังถิ่นฐาน เปนเวลารวม ๔๐๐๐ ป บรรพบุรุษไทยได
พัฒนาและปรับปรุงรูปแบบสถาปตยกรรมอันเปนสิ่งจําเปนตอการดํารงชีวิต เพื่อใหเหมาะสมกับ
สภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศ โดยเพ่ิมเติมใสเอกลักษณความเปนไทยเขาไป ซ่ึงนับเปนการ
แสดงออกความสามารถของบรรพบุรุษไทย สามารถแบงยุคไดเปน ๒ รูปแบบใหญๆ คือ
สถาปตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร และ สถาปตยกรรมสมัยรัตนโกสินทรสําหรับในยุคปจจุบันส่ิง
กอสรางที่มกี ารออกแบบโดยตองการใหมลี ักษณะไทย อาจวเิ คราะหแ นวรปู แบบดงั กลาวไดใน ๓ แนว
รปู แบบดังนี้
๑) แนวรูปแบบสถาปตยกรรมไทยประเพณี เอกลักษณไทยเกิดจากการนํารูปแบบ
สถาปต ยกรรมไทยประเพณมี าใชก ับอาคารประเภทตาง ๆ ที่สนองหนาที่ใชสอยในสังคมปจจุบัน จึงมี
ความขดั แยง ทช่ี ดั เจนในหลายประการดว ยกนั ไดแก125๕๕
ความขัดแยงในเชิงฐานานุรูปกับฐานานุศักดิ์ เปนท่ีทราบดีวารูปแบบสถาปตยกรรมไทย
ประเพณีแตเดิมน้ันใชเฉพาะกับอาคารของราชสํานัก และอาคารทางศาสนา จึงมีขอจํากัดในการ
นํามาใชกับอาคารประเภทอื่น ๆ ของสังคมปจจุบัน เชน อาคารพาณิชยกรรม (ไมวาจะเปนอาคาร
ศูนยก ารคา อาคารโรงแรม) อาคารราชการรวมท้ังอาคารศาล และอาคารรัฐสภา เปนตน ปรากฏวา
อาคารศาลฎีกาหลังใหมท่ีจะกอสรางข้ึนใหมในที่ตั้งเดิมมีรูปแบบสถาปตยกรรมไทยประเพณี สวน
อาคารรัฐสภาแหงใหมท่ีจะทําการกอสรางที่บริเวณยานเกียกกาย ผูเขาประกวดแบบหลายรายได
นําเสนอรูปแบบสถาปต ยกรรมไทยประเพณใี นสว นองคประกอบหรือในสว นของอาคารโดยเฉพาะสวน
ยอดเพื่อแสดงถึงลักษณะไทยการละเมิดหลักเกณฑความสัมพันธดังกลาวไดไปไกลถึงขั้นการนํา
รูปแบบเจดียมาเปนองคประกอบตกแตงภายในโรงแรมดังแสดงในรูปที่ ๕.๑๔ หรือในกรณีการนํา
รปู แบบพระปรางคม าทําเปนปลองเมรเุ ผาศพ ดังแสดงในรปู ท่ี ๕.๑๕ ท้ังทีแ่ ตเดิมแมแตอ าคารทางราช
สํานักเองก็ยังมีลําดับช้ันทางรูปแบบที่จะตองสอดคลองกับฐานะตามศักด์ิของผูครอง ดังนั้นการนํา
รูปแบบวัดและวังมาใชกับอาคารของสามัญชน ยอมไมเปนการเหมาะสมดวยประการท้ังปวง จึงเกิด
คําถามวา แลวจะออกแบบใหมีลักษณะไทย (ThaiStyle) ไดอยางไรในเม่ือไมปรากฏวามีอาคาร
ประเภทตาง ๆ เหลา น้มี ากอนในอดีต ซง่ึ มีเพยี งวดั วัง และเรือนพักอาศยั
สรปุ ไดวา ลกั ษณะไทยสาํ หรับอาคารประเภทใหม ๆ ในสงั คมปจจุบัน จึงเปนสิ่งท่ีตองมาจาก
การคิดใหมทําใหม (reinvention)
๕๕ วิมลสิทธ์ิ หรยางกูร, การสรา งสรรคมรดกวัฒนธรรม:สูการสรางสรรคเอกลักษณสถาปตยกรรมไทย
สมัยใหม, (ปทุมธานี :คณะสถาปต ยกรรมศาสตรและการผังเมอื ง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๕๓), หนา ๕.
๑๓๓
รูปท่ี ๕.๑๕ อาคารโรงแรมสุโขทยั
รปู ที่ ๕.๑๖ เมรุยอดมณฑปพรอมปลอ งทรงปรางค
ความขัดแยงในเชิงบริบท นอกจากความขัดแยงในเชิงฐานานุรูปกับฐานานุศักด์ิแลว ยังมี
ความขัดแยงในเชิงบริบท สังคมแตละยุคสมัย ยอมมีบริบทเฉพาะของสังคมน้ัน ๆ ความตองการ
เฉพาะทางสงั คมวฒั นธรรม และความเปนไปทางเศรษฐกิจ ตลอดจนระดับการพัฒนาดานเทคโนโลยี
เปนบริบทที่ตอบรับกับงานสถาปตยกรรมในแตละยุคสมัย ดังนั้น การนํารูปแบบสถาปตยกรรมไทย
ประเพณีกลับมาใชโดยตรงยอ มเปนการสรางความขัดแยงในตัวเอง ยอมเกิดเปนปรากฏการณ “ผิดที่
ผิดทาง” เปนการสืบสานรูปแบบสถาปตยกรรมไทยประเพณีโดยปราศจากการพัฒนาหรือการ
ดัดแปลงใหเหมาะสมกับยุคสมัย ผลท่ีสุดก็จะกลายเปนความชะงักงันทางสถาปตยกรรมท่ียังคง
วนเวียนอยูกับรูปแบบเดิม ๆ อยางไรก็ตาม สถาปนิก ภิญโญ สุวรรณคีรี ซ่ึงเปนผูยึดม่ันในรูปแบบ
สถาปตยกรรมไทยประเพณี ไดใหเหตผุ ลหลักไวโดยเปรียบกบั การเขยี นโคลงที่ตองยึดหลักฉันทลักษณ
การออกแบบสถาปต ยกรรมไทยสมัยใหมก ใ็ หย ึดถอื ฉันทลักษณทางสถาปตยกรรมไทยประเพณี126๕๖
๕๖ วิมลสิทธ์ิ หรยางกูร, เลม เดมิ , หนา ๖.
๑๓๔
ดว ยความขัดแยง ในเชิงฐานานุรูปกับฐานานุศักด์ิพรอมกับความขัดแยงในเชิงบริบทดังกลาว
ขางตน ซึ่งเปน ขอ จาํ กัดในตัวเอง ประกอบกับการที่ตองลงทุนในคากอสรางเพ่ิมข้ึน จึงทําใหมีการใช
รูปแบบสถาปตยกรรมไทยประเพณีอยางจํากัด โดยเฉพาะการใชแบบยอสวน ในลักษณะ ‘ของท่ี
ระลกึ ’ ดังท่ีมักปรากฏเปนเพียงศาลา ศาลพระภูมิ หอพระ สวนหลังคาทางเขาของอาคารหลัก เชน
หลังคาทางเขาของอาคารโรงแรม ดงั รูปที่ ๕.๑๗ ศาลาไทยของอาคารสถาบนั ดังแสดงในรูปท่ี ๕.๑๘
เปน ตน โดยทอี่ าคารหลกั และอาคารอื่น ๆ มรี ปู แบบสถาปต ยกรรมแบบสากล
รปู ท่ี ๕.๑๗ โรงแรมลิตเตลิ ดัก๊ จ. เชียงราย
รปู ที่ ๕.๑๘ อาคารศูนยวัฒนธรรมแหง ประเทศไทย
๒. แนวรูปแบบสถาปตยกรรมไทยประยุกต จากปญหาความตองการในการสืบสาน
เอกลกั ษณไ ทยก็ดี รวมท้ังความตอ งการสรา งสรรคล ักษณะไทยใหเ หมาะสมกับเทคโนโลยีการกอสราง
และวัสดุกอสรางสมัยใหม ไดนําไปสูการพยายามประยุกตรูปแบบสถาปตยกรรมไทยในอดีตเปน
๑๓๕
รูปแบบที่เรียกโดยเฉพาะวา “สถาปตยกรรมไทยประยุกต”127๕๗ เริ่มตนที่ผูมีอํานาจบริหารประเทศ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดวยนโยบายชาตินิยม โดยอาศัยสุนทรียภาพในการแสดงอํานาจทาง
การเมือง (aesthetic of power) ไดบัญชาใหกรมโยธาธิการ ซึ่งรับผิดชอบการออกแบบอาคาร
ราชการท้ังหลาย ท้ังอาคารที่ทําการของกระทรวงตาง ๆ บนถนนราชดําเนินนอก และอาคารศาลา
กลางและอาคารศาลประจาํ จังหวดั ออกแบบอาคารเหลานนั้ ใหม ีลักษณะไทย โดยมีการใชหลังคาทรง
สูง ซ่งึ กถ็ ูกวจิ ารณว า “เปนมะเรง็ ของสถาปต ยกรรม”และกอสรางดวยวัสดุท่ีมีความคงทนถาวรอยาง
คอนกรีตพรอมกับการลดทอนรายละเอียดลง ซึ่งอนุวิทย เจริญศุภกุล ไดวิพากษวิจารณไวอยาง
นาสนใจวา “...เราก็จะไดแตแบบท่ีตาย ๆ ขาดนัยสัมพันธกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตรสังคม และ
วัฒนธรรมท่ีเราดํารงอยู” ดวยแนวทางการลดทอน ไดมีการพัฒนารูปแบบข้ึนเปนแบบ
“สถาปตยกรรมไทยประยกุ ต” ซึ่งตอมาก็มกี ารใชกนั อยา งกวา งขวางสาํ หรบั อาคารทม่ี คี วามสาํ คัญของ
สวนราชการ เชน อาคารหอประชุมธรรมศาสตร อาคารโรงละครแหง ชาติเปนตน
๓. แนวรปู แบบสถาปตยกรรมไทยเชิงสุนทรีย การสรางสรรคเอกลักษณไทยเกิดจากความ
พยายามในการอนุรักษดานสุนทรียภาพของงานสถาปตยกรรมในอดีตผานกระบวนการลดทอนมาก
ย่ิงขึ้นในรูปธรรม ทําใหสามารถแสดงออกซึ่งลักษณะไทยเฉพาะดานสุนทรีย หรือเฉพาะ “เปลือก”
โดยสว นมากกไ็ ร “แกน” เชนในกรณีอาคารสภาสถาปนกิ การออกแบบเสน สายทเ่ี ปนเสน โคงงอนของ
หลังคาท่ีคลุมสวนใชสอยชั้นบนสุด (หองประชุมและโถงนิทรรศการ) ดังแสดงในรูปที่ ๕.๑๙ แบบ
เบื้องตนที่เสนสายมีความโคงนอย ดังแสดงในรูปที่ ๕.๒๐ ขาดความชัดเจนในลักษณะเสนสาย
โดยรวมแลวก็ยังคงไดแต “เปลือก” โดยปราศจากที่มาท่ีไปของรูปแบบที่ควรจะเกิดจากภูมิปญญา
ตามแนวทางคุมแดดคุมฝน สําหรับอาคารสํานักงานใหญธนาคารไทยพาณิชย (อาคาร SCB) ก็คงได
ลกั ษณะไทยเชงิ สุนทรียภาพจากการใชร ปู แบบอาคารที่มยี อดแหลมสที องและมีเสนทางนอนสีทอง ดัง
แสดงในรูปท่ี ๕.๒๑ จึงเขาขายทํานองเดียวกันในการแสดงออกลักษณะไทยเฉพาะในสวนเปลือกที่ยัง
จะตอ งมีคําตอบทางดา น “แกน” ดว ย
รูปที่ ๕.๑๙ อาคารสภาสถาปนิก
๕๗ Horayangkura, V, สถาปตยกรรมไทย ขอจํากัดและทางเลือกในการสืบสาน [Thai architecture:
Limitations andalternatives in inheritance], ASA – Journal of Architecture, November 1994, p 57-
62.
๑๓๖
รปู ที่ ๕.๒๐ อาคารสภาสถาปนิก
รูปท่ี ๕.๒๑ ธนาคารไทยพาณชิ ย (SCB)
กลา วไดวา แนวรูปแบบสถาปตยกรรมไทยเชิงสุนทรียดังกลาว มีสวนมาจากพื้นฐานการคิด
แบบตะวนั ตกทเี่ นนการแบง แยกในวิธกี ารมากกวาการใชว ิธบี รู ณาการคือไดท งั้ เปลือกและแกน แทนท่ี
จะไดเ พียง “เปลือก” หรอื “แกน ” อยางใดอยางหน่ึง
ปญหาพื้นฐานที่นําไปสูการขาดเอกลักษณไทยในงานสถาปตยกรรมสมัยใหมอยูที่การขาด
จิตสํานึกสาธารณะ กลาวคือ ประชาชนทั่วไป ชุมชน ผูประกอบการเจาหนาที่ภาครัฐ ตลอดจน
สถาปนิกโดยรวม ยังไมเห็นความจําเปนหรือความสําคัญของการสรางสรรคงานสถาปตยกรรมใหมี
เอกลักษณไทย หรือไมก็มีความคิดเห็นในเชิงลบตอเอกลักษณไทย โดยในจิตสํานึกไดนําประเด็น
เอกลักษณไ ทยไปเชอื่ มโยงกับรปู แบบสถาปตยกรรมไทยประเพณี ทําใหมีทัศนคติในทํานองที่วา เปน
เร่ืองทไ่ี มทันสมยั และเปนการทวนกระแสการเปลย่ี นแปลงของโลกไรพรมแดน สถาปนิกรุนใหมตองมี
จติ สาํ นึกตอบทบาทในการสรางสรรคมรดกวัฒนธรรมมิใชเพียงแตทําการออกแบบตามกรอบท่ีสังคม
๑๓๗
ปจจุบันกําหนดซ่ึงทําใหตองตกอยูภายใตการแขงขันในทางธุรกิจ ที่มักโหนกระแสโลกาภิวัตนสูแนว
รปู แบบสากลมากยิ่งขึ้น
อยางไรก็ตาม ในทางกลับกัน การสรางสรรคเอกลักษณไทยสมัยใหมในงานสถาปตยกรรม
ยอ มหมายถึงการสรางลักษณะเดนใหกับบริบทสภาพแวดลอม ทําใหเกิดการรับรูลักษณะเฉพาะของ
ทอ งถ่นิ กรุงเทพมหานครมเี อกลักษณแ ตกตา งจากมหานครอ่ืน ๆ สวนหนึ่งดวยงานสถาปตยกรรมท่ีมี
ลักษณะแตกตางจากบริบทสากลจุดเริ่มตนของการสรางสรรคเอกลักษณไทยอยูที่การมีจิตสํานึก
สาธารณะและงานสถาปตยกรรมเปน สวนหน่ึงของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่อาศัยความคิดสรางสรรค
การสรางสรรคเอกลักษณสถาปตยกรรมไทยสมัยใหม ยอมเปนการนําเสนอสิ่งสรางสรรคที่เปนที่เชิด
หนาชูตาถึงความเจริญกาวหนาของประเทศท่ีทันสมัย พรอม ๆ กับยังคงสามารถแสดงออกถึง
เอกลักษณข องชาติ ซ่ึงจะสามารถดงึ ดูดความสนใจของนักทองเท่ียวตางชาติ ตลอดจนแขกผูมาเยือน
โดยเฉพาะหากสามารถจัดสรางงานสถาปตยกรรมที่มีคุณคาเปนสถาปตยกรรมสัญลักษณ (iconic
architecture) ก็จะย่ิงเปน การสรา งมูลคา เพม่ิ ใหกับอตุ สาหกรรมวฒั นธรรม (culture industry)
๕.๖.๔ ดนตรี และนาฏศิลป
ดนตรีไทย คือ สงิ่ ทสี่ รางขึน้ สําหรบั ทาํ เสยี งใหเปน ทํานอง หรือจังหวะ วิธีที่ทําใหมีเสียงดังขึ้น
น้ันมี อยู ๔ วิธี คือ (๑) ใชมือหรือสิ่งใดส่ิงหน่ึงดีดที่สาย แลวเกิดเสียงดังขึ้น ส่ิงท่ีมีสายสําหรับดีด
เรียกวา "เคร่อื งดีด" (๒) ใชเสนหางมา หลายๆ เสน รวมกันสไี ปมาท่ีสาย แลวเกิดเสียงดังข้ึน ส่ิงท่ีมีสาย
แลวใชเสนหางมา สีใหเกิด เสยี งเรยี กวา "เคร่ืองสี" (๓) ใชมือหรือไมตีท่ีสิ่งนั้น แลวเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่
ใชไ มหรือมือตี เรยี กวา "เคร่ืองต"ี (๔) ใชป ากเปา ลมเขา ไปในสิ่งนั้น แลวเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่เปาลมเขา
ไปแลวเกิดเสยี งเรียกวา "เคร่ืองปา" เคร่ืองทุกอยา งท่ีกลา วแลวรวมเรียกวา เครอื่ งดดี สี ตี เปา
ดนตรีสาํ หรบั เยาวชนไทยมีอยูดวยกันหลายแบบ ท้ังท่ีเปนดนตรีของไทยเราเอง ดนตรี
จากตางประเทศ ดนตรไี ทยของเราเองนนั้ ยังแบงออกไดเปนอีกสองกลุม คือ ดนตรีพื้นบานท่ีมีอยูใน
ภาคตา งๆ ของประเทศ เชน ดนตรอี ีสาน ดนตรภี าคเหนอื และดนตรีของภาคใต สวนดนตรีท่ีเรียกวา
เปน ดนตรีไทยมาตรฐานน้ัน คือ ดนตรีไทยภาคกลาง อันไดแก การบรรเลงมโหรี ปพาทย และ
เครอ่ื งสายนานาประเภท
ในสวนที่เราไดรับอารยธรรมดนตรีตะวันตกเขามานั้น ท่ีเราใชเปนแบบฉบับอยางเต็มท่ีก็มี
เชน การบรรเลงวงดรุ ยิ างคสากล วงดนตรีแจส เปนอาทิ และยังมีดนตรีตะวันตก ที่เราผสมผสานเขา
กับวัฒนธรรมดนตรีของไทย มีสิ่งใหมเกิดขึ้นในสวนของดนตรีไทยแทและดนตรีสากลที่ไดรับเขามา
เกิดเปนดนตรีสําหรับเยาวชน ข้ึนมากมายหลายรปู แบบ ลว นเปนเรอ่ื งนาสนใจท้ังส้นิ
การเปล่ียนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ และสังคม ทําใหชีวิตของเยาวชนกับการดนตรีพลอย
เปล่ยี นแปลงไปดว ย ดังจะไดก ลาวตอไป สําหรับดนตรีไทยนั้น สมัยกอนบิดามารดามักนําเด็กไปฝาก
ใหเรยี นดนตรีท่ีบานครู โดยกนิ นอนอยูก บั ครเู หมอื นกับเปน ลูกเปนหลานของครู โดยไมตองเสียคากิน
อยูและคา เลา เรยี นเลย นอกจากจะตอ งฝกหดั ดนตรีแลว เด็กจะตองชวยงานที่บานครู เชน ตักนํ้า หุง
ขา ว ขนยา ยเคร่อื งดนตรี เวลาไปออกงานบรรเลงตามท่ีตางๆ รวมท้ังรับใชทานครู และนักดนตรีรุนพี่
ตามสมควร
๑๓๘
การฝกหัดดนตรีไทยสมัยกอน ตองเร่ิมตนดวยการเรียนตีฆองวงใหญ เปนอันดับแรก โดย
เรียนเพลงไหวพระท่เี รียกวา "เพลงสาธุ-การ" เปนเพลงแรก การท่ีไดคลุกคลีอยูกับดนตรีในบานของ
ครูตลอดทั้งวนั น้นั หูก็เคยชินกบั เสียงดนตรีไทยไปทีละนอ ย จนในทีส่ ุดก็จําเสียงเพลงตางๆ ได เม่ือถึง
เวลาเรียน ครกู ส็ อนใหทีละขั้นตอน เม่ือหูจําเสียงไดกอนแลว การใชมือปฏิบัติตามใหไดตรงเสียงท่ีจํา
ไดน น้ั ชวยใหทาํ เพลงไดงายข้ึน การตอเพลงอยางไทยโบราณ ใชวิธีปฏิบัติจนจําขึ้นใจได ไมมีการจด
และอานโนตเหมือนฝกดนตรีสากล จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ แหงกรุงรัตนโกสินทร หลวงประดิษฐ
ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จึงไดคิดโนต ไทยทเี่ ปน ตวั เลข ๙ ตัวขึ้นและยงั มีผคู ิดโนตเคร่อื งสาย มีตัวเลข
๐-๔ ตามมา
ผูท่ีเรียนดนตรีสมัยกอน ตองต่ืนนอนแตเชามืด เวลาประมาณ ๐๕:๐๐ นาฬิกากอนพระ
อาทิตยข นึ้ แลว ฝกหัดบรรเลงทบทวนไปคนเดียว ครูเปนคนน่ังฟง และคอยแกไขใหจนถูกตอง จนถึง
เวลา ๗ นาฬิกาเศษ จึงไปทําธุรกิจสวนตัว ไปชวยงานในครัว กินอาหารเชาพรอมกับเพ่ือนๆ ที่อยู
รว มกนั เสร็จแลวพักผอ นหรือชวยงานบาน ตอนสายประมาณ ๐๙:๐๐ นาฬิกา เร่ิมฝกบรรเลงตอไป
อีก โดยอาจบรรเลงรวมวงหรือตอเพลงใหม แลวแตครูผูเปนหัวหนากําหนดถึงเวลากลางวัน
รับประทานอาหารแลวก็พักผอน เร่ิมลงมือซอมอีกประมาณบายสองถึงสามโมง ซอมไปจนคํ่าจึง
อาบนํ้ากินขาว หากครูเจาของรับงานไว ก็ออกไปบรรเลงตามงานตางๆ เสร็จแลวกลับบานตอนดึก
หากไมมีงานก็ตองฝกซอมตอไป จนถึงเวลาเขานอนประมาณ ๒๐:๐๐ นาฬิกา ไมไดเรียนวิชาอ่ืนไป
พรอมกับดนตรี นกั ดนตรไี ทยแตก อ นจึงมีความรคู วามถนัด แตเ ร่ืองการดนตรอี ยางเดียวเทานั้น128๕๘
นาฏศลิ ปไทย คอื การรายราํ ทมี่ นษุ ยไดป รุงแตงจากลีลาตามธรรมชาตใิ หสวยสดงดงาม โดยมี
ดนตรเี ปนองคประกอบในการรายรํา นาฎศิลปของไทย แบงออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดง
เปนประเภทใหญ ๆ ๔ ประเภท คือ ๕๙
129
๑. โขน เปนการแสดงนาฎศิลปชั้นสูงของไทยท่ีมีเอกลักษณ คือ ผูแสดงจะตองสวมหัวที่
เรียกวา หัวโขน และใชล ีลาทาทางการแสดงดวยการเตนไปตามบทพากย การเจรจาของผูพากยและ
ตามทํานองเพลงหนาพาทยที่บรรเลงดวยวงปพาทย เรื่องท่ีนิยมนํามาแสดง คือ พระราชนิพนธบท
ละครเร่อื งรามเกยี รติ์ แตงการเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริยท่ีเปนเคร่ืองตน เรียกวาการ
แตงกายแบบ “ย่ืนเครื่อง” มีจารีตข้ันตอนการแสดงที่เปนแบบแผน นิยมจัดแสดงเฉพาะพิธีสําคัญ
ไดแก งานพระราชพิธีตา ง ๆ
๒. ละคร ละครใน เปนศิลปะการรายรําที่เลนเปน เรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเลานิทาน
ละครมีเอกลักษณในการแสดงและการดําเนินเร่ืองดวยกระบวนลีลาทารํา เขาบทรอง ทํานองเพลง
และเพลงหนาพาทยท ่ีบรรเลงดว ยวงปพ าทย มแี บบแผนการเลน ทเ่ี ปนทัง้ ของชาวบานและของหลวงท่ี
๕๘http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=16&chap=7&page=t16-7-
infodetail01.html [๓ ต.ค. ๒๕๕๙].
๕๙http://www.phattayakulschool.com/webpages/knowledge/typeofthaidance.html [๓ ต.ค.
๒๕๕๙].
๑๓๙
เรียกวา ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน เร่ืองท่ีนิยมนํามาแสดงคือ พระสุธน สังขทอง คาวี
อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครท่ีปรับปรุงข้ึนใหมอีกหลายชนิด การแตงกายของละครจะ
เลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย เรียกวา การแตงการแบบยืนเคร่ือง นิยมเลนในงานพิธี
สําคญั และงานพระราชพธิ ีของพระมหากษัตริย
๓. ราํ และ ระบําเปนศิลปะแหง การรา ยรําประกอบเพลงดนตรีและบทขับรอง โดยไมเ ลนเปน
เร่ืองราว ในที่น้ีหมายถึงรําและระบําท่ีมีลักษณะเปนการแสดงแบบมาตรฐาน ซึ่งมีความหมายที่จะ
อธบิ ายไดพอสงั เขป ดังนี้
๓.๑ ราํ รําไทย หมายถงึ ศลิ ปะแหงการรายรําทีม่ ผี แู สดง ต้งั แต 1-2 คน เชน การรํา
เดี่ยว การรําคู การรําอาวุธ เปนตน มีลักษณะการแตงการตามรูปแบบของการแสดง ไมเลนเปน
เรอ่ื งราวอาจมบี ทขับรอ งประกอบการราํ เขา กับทํานองเพลงดนตรี มีกระบวนทา รํา โดยเฉพาะการรําคู
จะตา งกบั ระบาํ เนอื่ งจากทารําจะมคี วามเช่ือมโยงสอดคลองตอเน่ืองกัน และเปนบทเฉพาะสําหรับผู
แสดงน้ัน ๆ เชน รําเพลงชา เพลงเร็ว รําแมบท ราํ เมขลา –รามสรู เปนตน
๓.๒ ระบํา ระ และระบาํ หมายถึง ศิลปะแหงการรายรําที่มีผูเลนตังแต 2 คนข้ึนไป
มีลกั ษณะการแตงการคลายคลึงกัน กระบวนทารายรําคลาคลึงกัน ไมเลนเปนเร่ืองราว อาจมีบทขับ
รองประกอบการรําเขา ทํานองเพลงดนตรี ซ่ึงระบําแบบมาตรฐานมักบรรเลงดวยวงปพาทย การแตง
การนยิ มแตงกายยืนเครอ่ื งพระนาง-หรือแตง แบบนางในราชสํานกั เชน ระบําสบี่ ท ระบาํ กฤดาภินิหาร
ระบาํ ฉิง่ เปน ตน
๔. การแสดงพื้นเมือง เปนศิลปะแหงการรายรําที่มีท้ังรํา ระบํา หรือการละเลนท่ีเปน
เอกลักษณข องกลมุ ชนตามวฒั นธรรมในแตล ะภมู ภิ าค ซงึ่ สามารถแบง ออกเปน ภูมิภาคได ๔ ภาค ดังนี้
๔.๑ การแสดงพี้นเมืองภาคเหนือ รําพื้นบานภาคเหนือ เปนศิลปะการรํา และ
การละเลน หรือท่ีนิยมเรยี กกันท่วั ไปวา “ฟอ น” การฟอนเปนวัฒนธรรมของชาวลานนา และกลุมชน
เผา ตาง ๆ เชน ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เปนตน ลักษณะของการฟอน แบงเปน 2 แบบ คือ
แบบดงั้ เดมิ และแบบที่ปรับปรุงข้ึนใหม แตยงั คงมกี ารรักษาเอกลักษณท างการแสดงไวคือ มีลีลาทารํา
ทแี่ ชม ชา ออนชอยมีการแตงกายตามวัฒนธรรมทอ งถิ่นทสี่ วยงามประกอบกับการบรรเลงและขับรอง
ดว ยวงดนตรีพ้ืนบาน เชน วงสะลอ ซอ ซึง วงปูเจ วงกลองแอว เปนตน โอกาสท่ีแสดงมักเลนกันใน
งานประเพณีหรือตนรับแขกบานแขกเมือง ไดแก ฟอนเล็บ ฟอนเทียน ฟอนครัวทาน ฟอนสาวไหม
และฟอ นเจิง
๔.๒ การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง รํากลองยาวเปนศิลปะการรายรําและการละเลน
ของชนชาวพ้ืนบานภาคกลาง ซ่ึงสวนใหญมีอาชีพเก่ียวกับเกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมีความ
สอดคลอ งกับวิถีชวี ิตและพื่อความบนั เทิงสนกุ สนาน เปน การพกั ผอ นหยอ นใจจากการทาํ งาน หรือเม่ือ
เสรจ็ จากเทศการฤดูเก็บเก็บเกีย่ ว เชน การเลนเพลงเก่ยี วขา ว เตนกํารําเคียว รําโทนหรือรําวง รําเถิด
เทอง รํากลองยาว เปน ตน มีการแตง กายตามวัฒนธรรมของทองถิ่น และใชเครื่องดนตรีพื้นบาน เชน
กลองยาว กลองโทน ฉ่งิ ฉาบ กรับ และโหมง
๑๔๐
๔.๓ การแสดงพื้นเมืองภาคอสี าน รําพ้ืนบานเปนศิลปะการรําและการเลนของชาว
พ้นื บา นภาคอสี าน หรือ ภาคตะวนออกเฉียงเหนือของไทย แบงไดเปน ๒ กลุมวัฒนธรรมใหญ ๆ คือ
กลมุ อีสานเหนือ มวี ฒั นธรรมไทยลาวซึ่งมกั เรียกการละเลน วา “เซ้ิง ฟอน และหมอลาํ ” เชน เซิ้งบงั ไฟ
เซิ้งสวิง ฟอนภูไท ลํากลอนเกี้ยว ลําเตย ซึ่งใชเคร่ืองดนตรีพื้นบานประกอบ ไดแก แคน พิณ ซอ
กลองยาว อีสาน ฉ่งิ ฉาบ ฆอ ง และกรับ ภายหลังเพิ่มเตมิ โปงลางและโหวดเขา มาดว ย สวนกลุมอีสาน
ใตไดร บั อิทธพิ ลไทยเขมร มีการละเลนท่ีเรียกวา เรือม หรือ เร็อม เชน เรือมลูดอันเร หรือรํากระทบ
สาก ราํ กระเน็บตงิ ตอ็ ง หรอื ระบําต๊ักแตน ตําขาว รําอาไย หรือรําตัด หรือเพลงอีแซวแบบภาคกลาง
วงดนตรี ที่ใชบรรเลง คือ วงมโหรีอีสานใต มีเครื่องดนตรี คือ ซอดวง ซอดวง ซอครัวเอก กลอง
กนั ตรึม พิณ ระนาด เอกไม ปสไล กลองราํ มะนาและเครอื่ งประกอบจงั หวะ การแตง กายประกอบการ
แสดงเปนไปตามวัฒนธรรมของพ้ืนบาน ลักษณะทารําและทวงทํานองดนตรีในการแสดงคอนขาง
กระชับ รวดเรว็ และสนกุ สนาน
๔.๔ การแสดงพ้ืนเมืองภาคใต โนราเปนศิลปะการรําและการละเลนของชาว
พื้นบานภาคใตอาจแบงตามกลุมวัฒนธรรมได ๒ กลุมคือ วัฒนธรรมไทยพุทธ ไดแก การแสดงโนรา
หนังตะลุง เพลงบอก เพลงนา และวัฒนธรรมไทยมุสลิม ไดแก รองเง็ง ซําแปง มะโยง (การแสดง
ละคร) ลเิ กฮลู ู (คลา ยลิเกภาคกลาง) และซิละ มีเครื่องดนตรีประกอบที่สําคัญ เชน กลองโนรา กลอง
โพน กลองปด โทน ทับ กรบั พวง โหมง ปก าหลอ ปไ หน ราํ มะนา ไวโอลิน อัคคอรเดียน ภายหลังไดมี
ระบาํ ที่ปรบั ปรุงจากกิจกรรมในวิถชี ีวติ ศิลปาตา งๆ เขน ระบํารอ นแต การีดยาง ปาเตตะ เปนตน
๕.๗ ภมู ปิ ญ ญาไทยทางดานภาษาและวรรณกรรม
หากจะกลาวถึงเอกลักษณของแตละชนชาติ คงหนีไมพนเร่ืองของภาษาและวัฒนธรรม
ประจาํ ชาติ ท่แี ตล ะชาตติ า งรัก และหวงแหนความเปนชาติของตนเองมิใหใครดูถูกดูหม่ินหรือทําลาย
ภาษาและวัฒนธรรมอนั ถอื ไดว า เปนสิง่ ท่ีแสดงถงึ ความเปนเอกลักษณของชาติตน
ชาติไทยก็เชน เดยี วกัน เรามภี าษาและวัฒนธรรมเปนของตนเอง ท่เี ปนเอกลกั ษณท่ีโดดเดนไม
เหมือนใคร ท่ีตางชาติตางใหการยอมรับในวัฒนธรรมไทยของเราเปนอยางมาก อีกทั้งภาษาท่ีได
กอกําเนิดข้ึนในสมัยสุโขทัย โดยพอขุนรามคําแหงมหาราช ทานไดทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้น ทําให
ชาติไทยมีภาษาและอักษรเปนของตนเอง ซึ่งแสดงใหเห็นถึงความเจริญรุงเรืองท่ีมีภาษาประจําชาติ
และการมีเอกราชที่ชาติไทยไมเคยตกอยูภายใตอํานาจของชาติใด ไทยเราเปนชาติที่มีเอกราชและมี
ความเปนเอกลักษณไ มแ พชาตติ ะวนั ตก
ภาษาไทยเปนเอกลกั ษณประจําชาติ ท่ีมวี ิวัฒนาการตอเนื่องมาเปนเวลาชานาน นับเปนภูมิ
ปญ ญาของชาตทิ ี่ใชในการสื่อสาร เปน เครอื่ งมือในการดํารงชวี ิต และเปน พ้ืนฐานในการเรียนรู การใช
ทักษะทางภาษาในการพูด การดู การอาน จากบุคคล จากแหลงเรียนรูตาง ๆ และสภาพแวดลอม
รอบตวั จะทาํ ใหชวยพฒั นาสตปิ ญ ญา กระบวนการคิด การวิเคราะห การวิจารณ จนเกิดเปนความรู
ใหม ในปจจุบนั สังคมไทยไดร บั ผลกระทบจากกระแสโลกาภวิ ัฒนเ ปนอยางมาก กอ ใหเกิดปญหาอยาง