The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sanya2515_15, 2021-11-18 08:49:50

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Keywords: ตำราเรียน

๙๑

เขยี น และอน่ื ๆ ซึ่งมีกาํ เนดิ มาจากชีวติ จิตใจของประชาชน ศิลปะชาวบานหรอื ศิลปะพ้ืนบานสวนใหญ
จะเกิดควบคูกับการดําเนินชีวิตของชาวบาน ภายใตอิทธิพลของชีวิตความเปนอยูขนบธรรมเนียม
ประเพณี ความเชื่อ และความจําเปนของสภาพทองถ่นิ เพื่อใชส อยในชีวติ ประจําวนั

โดยทั่วไปแลว “ศิลปะพื้นบาน” จะเรียกรวมกับ “หัตถกรรม” เปน “ศิลปหัตถกรรม” ซ่ึง
ศิลปหัตถกรรมน้ันเกิดจากฝมือของคนในทองถิ่นใดทองถิ่นหน่ึง การประดิษฐสรางสรรคเปนไปตาม
เทคนคิ และรูปแบบที่ถายทอดกนั ในครอบครัวโดยตรงจากพอ แม ปู ยา ตา ยาย โดยจุดประสงคหลัก
คือทําข้ึนเพ่ือใชสอยในชีวิตประจําวัน งานศิลปหัตถกรรมไดถายเทและมีอิทธิพลแกกันและกัน เชน
เดย่ี วกับคติพืน้ บา นแลว ปรับปรงุ ใหเ ขากบสภาพของทองถิ่นจนกลายเปนเอกลักษณเฉพาะของตนเอง

๑๖

86

๒. สถาปตยกรรม
สถาปต ยกรรม (Architecture) หมายถึง ผลงานศิลปะท่ีแสดงออกดวยสิ่งกอสราง อาคาร
ทีอ่ ยอู าศัยตา ง ๆ การวางผงั เมือง การจัดผงั บริเวณการตกแตงอาคาร การออกแบบกอสราง ซึ่งเปน
งานศิลปะ ทีม่ ีขนาดใหญ และเปน งานศลิ ปะที่มอี ายุยืนยาว
สถาปตยกรรม เปน วิธกี ารจดั สรรบริเวณที่วางใหเกิดประโยชนใชสอยตามความตองการ ท่ี
นํามาเพ่ือตอบสนองความตองการในดานวัตถุและจิตใจ มีลักษณะเปนสิ่งกอสรางข้ึนอยางงดงาม
สะดวกในการใชง านและมัน่ คงแขง็ แรง
สถาปตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการกอสรางของไทย อันไดแกอาคาร บานเรือน โบสถ
วิหาร วงั สถปู และส่ิงกอ สรางอื่น ๆ ท่มี ีมูลเหตทุ ี่มาของการกอสราง การกอสรางอาคารบานเรือนใน
แตล ะทอ งถนิ่ จะมีลกั ษณะผิดแผกแตกตางกนั ไปบาง ตามสภาพทางภูมิศาสตร และคตินิยมของแตละ
ทองถน่ิ แตส งิ่ กอ สรางทางศาสนาพุทธมักจะมีลักษณะที่ไมแ ตกตางกันมากนกั เพราะมีความเช่ือความ
ศรัทธาและแบบแผนพิธีกรรมท่ีเหมือน ๆ กัน สถาปตยกรรมที่มันนิยมนํามาเปนขอศึกษา มักเปน
สถปู เจดีย โบสถ วหิ าร หรอื พระราชวงั เน่อื งจากเปนสิง่ กอสรา งที่คงทน มีการพัฒนารปู แบบมาอยาง
ตอเนื่องยาวนาน และไดรับการสรรคสรางจากชางฝมือท่ีเชี่ยวชาญ พรอมทั้งมีความเปนมาที่สําคัญ
ควรแกก ารศึกษา อีกประการหน่ึงก็คอื สงิ่ กอสรางเหลาน้ี ลวนมีความทนทาน มีอายุยาวนานปรากฏ
เปนอนุสรณใหเราไดศ กึ ษาเปน อยา งดี
สถาปตยกรรมท่ใี ชเปนท่อี ยูอาศัย ไดแก บานเรือน ตําหนัก วังและพระราชวัง เปนตน บาน
หรือเรือนเปนที่อยูอาศัยของสามัญชนธรรมดาท่ัวไป ซึ่งมีท้ังเรือนไม และเรือนปูน เรือนไมมีอยู ๒
ชนิดคอื
เรอื นเครื่องผูก เปนเรอื นไมไผ ปูดวยฟากไมไผ หลังคามุงดวยใบจาก หญาคา หรือใบไม อีก
อยางหนึ่งเรียกวา เรือนเครื่องสับเปนไมจริงท้ังเนื้อออน และเน้ือแข็ง ตามแตละทองถ่ิน หลังคามุง
ดวยกระเบื้องดนิ เผา พน้ื และฝาเปนไมจริงทั้งหมด ลักษณะเรือนไมของไทยในแตละทองถ่ินแตกตาง

๑๖ http://www.trangis.com/somjaiart/e4_1.php [๒๙ ส.ค. ๒๕๕๙].

๙๒

กนั และโดยทั่วไปแลว จะมีลักษณะสาํ คัญรวมกนั คอื เปน เรือนไมช ้ันเดียว ใตถุนสูง หลังคาทรงจั่วเอียง
ลาดชัน

สถาปตยกรรมที่เกี่ยวของศาสนา ซ่ึงสวนใหญอยูในบิรเวณสงฆที่เรียกวา วัด ซ่ึงประกอบไป
ดวยสถาปตยกรรมหลายอยา ง ไดแ กโบสถ เปนที่กระทําสังฆกรรมของพระภิกษุ วิหารใชประดิษฐาน
พระพทุ ธรปู สําคญั และกระทาํ สงั ฆกรรมดวยเหมือนกัน กุฎิ เปนที่อยูของพระภิกษุ สามเณร หอไตร
เปนท่ีเก็บรักษาพระไตรปฎกและคัมภีรสําคัญทางศาสนา หอระฆังและหอกลอง เปนที่ใชเก็บระฆัง
หรือกลองเพ่ือตีบอกโมงยาม หรือเรียกชุมนุมชาวบาน สถูปเปนท่ีฝงสพ เจดีย เปนที่ระลึกอัน
เกยี่ วเนอื่ งกบั ศาสนา

๓. งานฝม อื
งานชางฝมือดั้งเดิม หมายถึง ภูมิปญญา ทักษะฝมือชาง การเลือกใชวัสดุ และกลวิธีการ
สรา งสรรคทแี่ สดงถึงอตั ลกั ษณ สะทอนพฒั นาการทางสังคม และวฒั นธรรมของกลุมชน แบงออกเปน

๑๗

87

๑. ผาและผลิตภณั ฑจ ากผา หมายถงึ ผลผลติ ที่เกดิ จากการทอ ยอม ถัก ปก ตีเกลียว ยก จก
มดั หมี่ พมิ พลาย ขดิ เกาะ/ลวง เพ่อื ใชเ ปน เคร่ืองนงุ หม และแสดงสถานภาพทางสังคม

๒. เครื่องจักสาน หมายถึง ภาชนะเครื่องใชประจําบานท่ีทําจากวัตถุดิบในทองถ่ิน เชน ไผ
หวาย กระจู ลําเจียก โดยนํามาจักและสาน จึงเรียกวา เคร่ืองจักสาน กลวิธีในการทําเครื่องจักสาน
ไดแก การถัก ผูกรัด มัด รอย โดยใชตอก หวาย เพ่ือใหเครื่องจักสานคงทนและคงรูปอยูไดตาม
ตอ งการ

๓. เคร่อื งรกั หมายถงึ หตั ถกรรมทใ่ี ชร ักเปนวสั ดสุ าํ คัญในการสรา งผลงาน เชน ปดทองรดน้ํา
ภาพกาํ มะลอ ประดับมุก ประดับกระจกสี ปนกระแหนะ และเขิน รักหรือยางรัก มีคุณลักษณะเปน
ยางเหนยี ว สามารถเกาะจบั พืน้ ของส่ิงใดสิง่ หน่ึงที่ประสงคจะทา หรือถมทับหรือเคลือบผิวไดดี ทําให
เปนผิวมันภายหลังรักแหงสนิท มีคุณภาพคงทนตอความรอน ความชื้น กรดหรือดางออนๆ และยัง
เปนวสั ดทุ ่ใี ชเ ชอ่ื มสมกุ หรือสีเขาดว ยกัน

๔. เครอื่ งปน ดนิ เผา หมายถึง หัตถกรรมท่ใี ชดนิ เหนียวเปนวัตถุดิบหลักในการผลิต มีท้ังชนิด
เคลือบและไมเคลือบ โดยทเ่ี น้อื ดินเหนยี วตองมีสวนผสมของทรายแมน้ําท่ีเปนทรายเน้ือละเอียดและ
ชวยใหเนอื้ ดนิ แหงสนิทไมแตกรา ว ดนิ เหนยี วที่ใชท าํ เครอ่ื งปน ดินเผาจากท่ตี างๆ ใหส ีแตกตางกัน

๕. เครอ่ื งโลหะ หมายถงึ ส่งิ ทีม่ วี ัสดุหลกั เปนเหลก็ ทองเหลืองหรือทองแดง เครื่องโลหะท่ีทํา
จากเหล็ก นิยมทําโดยการเผาไฟใหออนตัวและตีเหล็กเปนรูปทรงตางๆ เครื่องโลหะที่ทําจาก
ทองเหลือง นิยมนําทองเหลืองมาเผาจนหลอมเหลวแลวจึงนําไปเทลงในแบบตามลักษณะที่ตองการ
เสร็จแลวนํามาตกแตง สวนเคร่ืองโลหะท่ีทําจากทองแดง มีการนําทองแดงมาใชเปนโลหะเจือหลัก
สาํ หรบั ผลิตตัวเรอื นของเครือ่ งประดบั โลหะเงินเจอื

๑๗ http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/traditional-craftsmanship [๒๙ ส.ค. ๒๕๕๙].

๙๓

๖. เครอ่ื งไม หมายถงึ งานฝมอื ชางทที่ ําจากไมซ งุ หรือไมแปรรูปเปนทอน เปนแผน เพื่อใชใน
งานชางกอสรางประเภทเคร่ืองสับ เครื่องเรือน เคร่ืองบูชา เคร่ืองต้ัง เครื่องประดับ เคร่ืองมือ
เคร่อื งใช เคร่ืองศาสตรา เคร่อื งดนตรี เคร่ืองเลน และยานพาหนะ โดยอาศัยเทคนิควิธีการแกะ สลัก
สบั ขุด เจาะ กลึง ถาก ขูด และขดั

๗. เครื่องหนงั หมายถงึ งานหัตถกรรมพืน้ บา นทีท่ ํามาจากหนังสตั วโ ดยผา นกระบวนการหมัก
และฟอกหนังเพอ่ื ไมใหเ นาเปอ ย และใหเกิดความนิ่มนวลสามารถบีบงอไดตามท่ีตองการ เครื่องหนัง
นยิ มนําไปใชใ นงานดา นศลิ ปะการแสดง รวมถึงอปุ กรณอ่นื ๆ ท่มี ีหนงั เปน สว นประกอบ

๘. เคร่ืองประดับ หมายถึง งานชางฝมือท่ีประดิษฐขึ้นเพ่ือการตกแตงใหเกิดความงดงาม
เร่ิมตนจากการใชวัสดทุ ห่ี าไดง า ยในทองถิ่นนํามาผลิตและพัฒนาข้ึนเร่ือยๆ โดยใชอัญมณีและโลหะมี
คา ตา งๆ

๙. งานศลิ ปกรรมพ้นื บาน หมายถึง งานท่ีมกี ารแสดงอารมณสะทอนออกทางฝมือการชางให
เห็นประจักษเปน รูปธรรมเพื่อตอบสนองตอ การยังชีพและความตองการดา นคุณคา ความงาม เชน งาน
เขียน งานปน งานแกะสลกั งานหลอ เปน ตน

๑๐. ผลติ ภณั ฑอ ยา งอื่น หมายถงึ งานชางฝมอื ดั้งเดิมทไี่ มส ามารถจดั อยูใ น ๙ ประเภทแรกได
ซึ่งอาจเปนงานชา งฝม อื ท่ีประดิษฐหรือผลิตขน้ึ จากวัสดใุ นทอ งถน่ิ หรือจากวัสดเุ หลือใช เปน ตน

เคร่ืองมือเครื่องใชท่ีสรางขึ้นดวยมือเปนหลัก ใชเปนส่ิงของสนองความเช่ือถือทางดาน
ประเพณี ศาสนา เชน เปน เคร่อื งบชู า ใชเ พ่ือความสวยงามสนองความสุขทางจิตใจและเปนเครื่องมือ
ในการประกอบ อาชีพ เชน การปน การแกะสลัก การจักสาน ซึ่งเกิดจากฝมือชางเพียงคนเดียวหรือ
มากกวาหนึง่ คน โดยนาํ วัตถดุ ิบทีม่ ีอยูต ามธรรมชาติมาประดิษฐเปนเคร่ืองมือเครื่องใชเพ่ือ ประโยชน
ใชส อยในชีวติ ประจาํ วนั งานหตั ถกรรมจะมีการพฒั นารูปแบบไปตามการพัฒนาฝมือของชาง ท่ีสั่งสม
ประสบการณ และสืบทอดความรู ความชํานาญ จากรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหน่ึง ซึ่งตองใชระยะเวลาและ
ทักษะ สงผลใหงานหัตถกรรมมีความงามและมีคุณคาทางศิลปะ งานหัตถกรรมจึงกลายเปนงาน
ศลิ ปหตั ถกรรม ซ่งึ มคี วามสัมพนั ธเก่ียวเน่อื งกนั จนไมอาจแยกออกจากกนั ได

๔.๕.๓ คติชนประเภทผสม คือ ใชถ อยคําและการกระทําใหด ูประกอบกัน ดงั นี้
๑. ขนบธรรมเนยี มประเพณี
มนษุ ยมคี วามผูกพันธอ ยูกบั สงั คมและสิ่งแวดลอ มของวิถชี ีวติ ตงั่ แตเกิดมาในสถาบันเล็กๆ คือ
ครอบครัว เปนสถาบันแรกเริ่มท่ีทุกคนตองรูขนบธรรมเนียมประเพณีไทย วัฒนธรรมไทย และคติ
ความเช่อื ตางๆ ท่บี รรพบรุ ุษไดใ หเ รยี นรอู บรมสง่ั สอนสือตอกันมา ถือไดว า ส่ิงเหลานี้เปนแบบแผนของ
สังคมในแตละภาค สังคมแตละสังคมก็ยอมมีความแตกตางในเรื่องขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม แและคติความเชื่อแตกตางกันออกไปท้ังนี้ขึ้นอยูกับคานิยมของแตละภาค ประเพณีไทย
เปนการกระทํากิจกรรมทางสังคมที่ผูคนสวนใหญถือปฎิบัติสืบตอกันมา ประเพณีเปนบรรทัดฐาน
เกี่ยวกบั การดําเนินชีวติ ตามความคดิ ความเช่อื ปฎิบัติเพื่อความเจริญแหงตนและสังคม ประเพณีไทย
เปนผลมาจากสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ และสังคมเม่ือเกิดปญหาข้ึนมามนุษยกพยายามหาวิธีการ

๙๔

แกปญหา แนวปฎิบัติการแกปญหาทางธรรมชาติของคนในสมัยกอนๆ มักอาศัยความเช่ือ เชน แม
พระธรณี แมพระคงคาไดใหท่ีอยูอาศัย ใหความสมบูรณแกไรนา ใหไดอาบไดกิน ดังน้ันจึงไดมี
ประเพณีลอยกระทงของไทย ประเพณีการบวชพระ เพ่ือสรางบุญแผกุศลผลบุญสืบตออายุ
พระพทุ ธศาสนา

ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเปนคําท่ีใชเรียกรวมกัน ซ่ึงมีความหมายวา ส่ิงที่สังคมใน
ประเทศไทยนิยมประพฤติปฏิบัติตอเน่ืองสืบกันมาเปนเวลานาน จนยึดถือกันในจิตใจวาตองปฏิบัติ
เชนนนั้ จงึ จะเกดิ ความสุขความเจรญิ

วัฒนธรรมทางจารีตหรือขนบธรรมเนียมประเพณี เปนวัฒนธรรมที่มีลักษณะเปนการ
ประพฤติของคนในสังคม แบง ออกเปน

- จารีตประเพณี หมายถึง ประเพณีท่ีบรรพชนไดถือปฎิบัติกันมาแตอดีต ถาฝาฝนหรือไม
ปฎิบัติตามถทอวาเปน ความผดิ สวนใหญเปน เรอ่ื งเก่ียวกบั หลกั ธรรมศึลธรรมและจริยธรรม

- ขนบประเพณี เปนประเพณีท่ไี ดวางเปนระเบียบแบบแผนไวแลว เปนการกระทําท่ีฝูงชน
นบั ถอื และถือปฎบิ ัตติ อกนั มา

- ธรรมเนียมประเพณี เปนประเพณีเก่ียวกับเรื่องธรรมดาสามัญชนที่นิยมปฎิบัติสืบตอกัน
มา เชน กิริยามารยาท การพดู การบริโภค การแตง ตัว การเปนแขกไปเย่ยี มผอู น่ื การเปนเจาของบาน
ในการตอ นรบั แขก

๓.๒ ความเชื่อ
คติความเช่ือ หมายถึง เรอื่ งราวของชาวบา นทีเ่ ลาหรือประพฤตสิ ืบทอดกันมาหลายช่ัวอายุคน
ในรูปแบบตางๆ เชน ประเพณี นิยาย นิทาน เพลง ศิลปะ สถาปตยกรรม เปนตน เรื่องราวและ
พฤตกิ รรมเหลา น้ีชาวบา นไดรว มปฏบิ ตั ิสบื ทอดกนั มาจนเกิดเปน แบบอยางหรือแนวทางในการดําเนิน
ชีวติ
สาเหตขุ องความเชื่อนั้น เกิดจากความไมร ู และความไมรกู ท็ าํ ใหเ กิดความกลัวเปนหลัก จึงทํา
ใหเ กิดความพยายามในการแสวงหาคําตอบของความไมรูน้ัน ซึ่งการตัดสินใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งน้ัน
อาจตัดสินใจเอาเองวาส่ิงนั้นมีเหตุผล หรืออาจไมมีเหตุผลเลยก็ได ดังเชนท่ี ภิญโญ จิตตธรรม ให
ความเหน็ ไววา ความกลวั และความไมรูเปนเหตุใหเกิดความเช่ือ และความเชื่อก็เปนสวนหน่ึงที่ทําให
เกดิ ศาสนาในสังคมมนุษยสมัยโบราณ (Primitive Society) อยางไรก็ตาม แมปจจุบันนี้วิทยาศาสตร
จะเจริญกาวหนา ไปมาก มนุษยก็ยงั มพี ฤตกิ รรมแสดงออกทางความเชื่อกันอยใู นชวี ิตประจาํ วนั 88๑๘
ความเช่ือท่ีเกี่ยวกับผีและอํานาจลึกลับในธรรมชาติ หรือท่ีเราใชคําวาไสยศาสตร (ไสยะ =
ความหลับไหล มัวเมา ตรงขามกับคําวา พุทธะ หมายถึง ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน) เปนความเช่ือด้ังเดิม

๑๘ ภญิ โญ จิตตธรรม, ความเช่อื , (สงขลา : โรงพมิ พม งคลการพิมพ, ๒๕๒๒), หนา ๒, อางถึงใน จิราภรณ
ภทั ราภานุภทั ร, สถานภาพการศึกษาเร่ืองคติความเช่ือของไทย, หนา ๔.

๙๕

ของชนชาตไิ ทยทมี่ ีมากอ นศาสนาพราหมณแ ละกอ นท่พี ทุ ธศาสนาจะเผยแผเขามาในดินแดนแถบนี้ ผี
ในความเช่ือของชาวไทยนาจะแบงทําความเขาใจงาย ๆ ออกเปนประเภทตางๆ คือ

ผีที่เปนผูพิทักษรักษาหรือเทวดาอารักษ เชน ผีแถน ซึ่งชาวอีสานเช่ือกันวาเปนผูใหกําเนิด
โลก เปน ผทู ีส่ ามารถดลบนั ดาลใหฝ นฟาตกและขาวปลาอุดมสมบรู ณ นอกจากน้ันก็มีผีที่เช่ือวาสิงสถิต
ตามธรรมชาตติ า ง ๆ เชน เจาปาเจา เขา เจาท่เี จา ทาง แมธรณี แมโ พสพ รกุ ขเทวดา นางไม และยังมีผี
ประจาํ สง่ิ ของเคร่อื งใชตาง ๆ เชน ผเี ตา ผีนางดง ผีนางสาก เปนตน ความเชอ่ื เก่ยี วกับศาลหลักเมืองก็
เชื่อวา ผีเทพยดาท่ีทําหนาท่ปี กปก รักษาบานเมือง ในชุมชนเล็ก ๆ ตามชนบทมกั มีหลกั บา นหรือใจบาน
(หวั ใจหรือศูนยกลางของบาน) มีสัญลักษณ (ตางรูปแบบกันไป) ท่ีเช่ือวาศักด์ิสิทธิ์ อยูกึ่งกลางชุมชน
และใชเ ปนสถานทป่ี ระกอบพธิ ีกรรมในหมูบ านดว ย ชุมชนบางแหงเมื่อเจริญขึ้นเปนตําบลเปนจังหวัด
ก็จะมีศาลหลักเมอื งเชนกนั ดงั เราไดเหน็ อยูเ กือบทกุ จงั หวดั

ผีบรรพบุรษุ และผีวีรบุรุษ มนุษยเชื่อวา เม่ือญาติพ่ีนองตายไปแลว วิญญาณจะออกจากราง
ไปสทู ี่ตา ง ๆ บางกไ็ ปเกิดใหม บา งกย็ ังวนเวียนอยูในโลกมนุษย ผีเหลานี้คือผีบรรพบุรุษหรือผีปูยาตา
ยาย หรือบางทีก็เรียก ผีเรือน สวนผีวีรบุรุษนั้นคือบุคคล เมื่อยังมีชีวิต เปนคนดีท่ีมีความเกงกลา
สามารถเปนพิเศษ เปนผูนํา เปนเจาเมืองหรือเปนผูกอตั้งบานเมืองหรือนักรบซ่ึงเม่ือตายไปก็ยังมีผู
เคารพนับถืออยางเชน ผีเจาเมืองของชาวไทยใหญในแมฮองสอน ยาโมของชาวโคราช พระยาพิชัย
ดาบหักของชาวอุตรดิตถ เจาพอพญาแลของชาวชัยภูมิ หรือเจาแมล่ิมกอเหน่ียวของชาวปตตานี
ตลอดจนพระเจา ตากสิน และรัชกาลที่ 5 ที่มีผูนับถือกันอยางแพรหลายอยูในขณะนี้ ทั้งผีบรรพบุรุษ
และผีวีรบุรุษจดั วา เปนผีดเี พราะเปนผูคมุ ครองรักษาลูกหลานหรอื ชาวบานชาวเมืองใหอยูเย็นเปนสุข
นอกจากนี้แลวยังคอยควบคุมใหลูกหลานหรือคนในหมูบานมิใหทําผิดขนบจารีตประเพณี หาก
ลูกหลานทําผิดประเพณีที่เรียกวา ขึด (ทางเหนือ) หรือขะลํา (ทางภาคอีสาน) อยางเชน พ่ีนอง
ทะเลาะวิวาทกัน หรือลูกสาวหลานสาวถูกผูชายแตะเนื้อตองตัว อยางที่เรียกวา ทําผิดผี คนใน
ครอบครัวกจ็ ะตองทําพธิ ขี อขมาตอวิญญาณผีปยู า หรอื ปูตา เปนตน

นอกจากนั้นความเชื่อทางพระพุทธศาสนายังมีอิทธิพลตอคนไทย พระพุทธศาสนา ซ่ึง
วางรากฐานอยางมัน่ คงและเปน ทย่ี อมรับใหเปนศาสนาประจําชาติไทยมาจนถึงปจจุบันน้ันไดเริ่มเผย
แผเขามาต้ังแตคร้ังที่ผูคนในดินแดนแถบน้ีนับถือผีอยูกอนแลว และจากการที่พุทธศาสนามีความ
ยืดหยุนสูงและมิไดมีการบังคับใหเลิกเช่ือลัทธิอื่น ๆ รูปแบบของพุทธศาสนาท่ียึดถือปฏิบัติกันใน
สังคมไทยสวนใหญจึงมีลักษณะของความเชื่อเกี่ยวกับผีและไสยศาสตรซ่ึงเปนความเช่ือที่มีอยูแต
ดง้ั เดมิ ตลอดจนพิธกี รรมและความเชอ่ื ในศาสนาพราหมณผสมผสานอยูไมนอย อยางเชน การนับถือ
ในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยของพระเคร่ือง การบนบานศาลกลาวตอพระพุทธรูปสําคัญ ๆ อยางหลวงพอ
พระแกวมรกต หลวงพอโสธร ตลอดจนการที่พระสงฆบางรูปทําพิธีรดน้ํามนต (พราหมณ) พนน้ํา
หมากเพ่ือรักษาโรคภัยไขเจ็บหรือปดเสนียดรังควาน การเอยชื่อพระพุทธรูปองคสําคัญโดยใชคํา
นําหนาวา “หลวงพอ” นัน้ สะทอนใหเ ห็นถงึ การดงึ เอาพระพทุ ธรปู ใหม าสมั พันธใกลชิดกับมนุษยเพ่ือ
ความอบอุนใจ มั่นคงทางใจยิ่งข้ึน นอกจากนี้การทําบุญเล้ียงพระมักจะตองจัด “ขาวพระ” คือ ขาว
ปลาอาหารสํารับเล็ก ๆ เพ่ือถวายพระพุทธรูปดวย ซึ่งหากพิจารณาตามหลักพุทธศาสนาแลว

๙๖

พระพุทธรูปคือตัวแทนของพระพุทธเจา ซึ่งทรงหลุดพนจากโลกน้ีแลวจึงยอมไมหิว ไมกระหาย ไม
หนาว ไมร อ น การจดั ของเซนไหว จึงเหมอื นผสานเอาความเชือ่ ทางไสยศาสตรเ ขา มาเกี่ยวของดวย

โดยเนื้อแทแลวศาสนาพุทธมิไดใหความสําคัญกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยและอํานาจเหนือ
ธรรมชาติ แตเนนการปฏิบัติทางศีลธรรมและการทําจิตใหบริสุทธ์ิ โดยมีหลักทั่วไปคือ ทําความดี ละ
เวนความชว่ั ชาํ ระจิตใจใหส ะอาด และการฝก สมาธิจนกระทงั่ บรรลุถงึ “วมิ ุตติ” คอื ความหลุดพนจาก
บวงกรรมทัง้ ปวง

หลกั ธรรมทางพุทธศาสนา จึงสามารถนํามาเลือกใชแกปญหาสังคม ปญหาชีวิตได เชน การ
ทํางานหรือทําสิ่งใดส่ิงหนึ่งจนประสบผลสําเร็จได ควรจะนึกถึงธรรมะเรื่อง อิทธิบาท 4 (ฉันทะ =
ความพอใจ, วิรยิ ะ = เพียร, จติ ตะ = จดจอ, วมิ งั สา = ใครค รวญ) เปนตน หรือการสอนใหมนุษยรูจัก
ความพอดีหรือเดินสายกลาง ไมมากไมนอยเกินไป (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งสอดคลองกับแนวทาง
พระราชดํารใิ นองคพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู วั รชั กาลปจ จบุ ัน คือ การมชี ีวติ พอเพยี ง

๔.๖ สรุปทา ยบท

คติชนวิทยา เปนความรูที่ไดมาจากการศึกษาวิถีชีวิตและความเปนอยูของกลุมคน กลุมใด
กลมุ หน่ึง ท่ีมีววิ ฒั นาการของกลุมอยางเดนชัด โดยมุงเนนไปยังกลุมคนที่ความเจริญแบบสมัยใหมยัง
เขาไปไมถึงมากนัก ซ่ึงกลุมคนเหลาน้ีจะยังคงมีวิถีชีวิตที่คลายๆ กัน มีความสัมพันธกันอยางเหนียว
แนน เปนแบบญาติพี่นองกัน มีความคิด ความเชื่อ และแบบของความประพฤติอยางเดียวกัน และ
มกั จะแตกตางจากสังคมเมือง หรือสงั คมท่ีมีความเจรญิ ทางวตั ถุอยางมากแลว

การศึกษาคติชนทางมานุษยวิทยาเปนการศึกษาหลักฐานของส่ิงทําใหเกิดวัฒนธรรม และ
โครงสรางสังคม อยางไรก็ตามการศึกษาทางมานุษยวิทยากับคติชนวิทยาก็มีสวนที่เชื่อมโยงกัน
การศกึ ษาทางมานษุ ยวทิ ยา อาจไมสามารถศึกษามติ ขิ องวัฒนธรรมทถี่ กู แสดงออก หรือบอกเลากันมา
แตทง้ั มานษุ ยวิทยาและคติชนวิทยาตางสนใจที่จะอธิบายเรื่องเลา ในฐานะเปนวิธีการส่ือสาร ซึ่งมิใช
เฉพาะแตตัวเร่อื งเลา เทา น้นั หากแตย งั สนใจประสบการณข องการเลา ซึง่ ประกอบดวยผูเ ลา ผูฟง การ
ไดย ินและการมองเห็น

เราจะเห็นไดวาคติชนวิทยานั้นมีขอบขายครอบคลุมไปถึงภูมิปญญาดวย ไมวาจะเปนคติชน
ทวี่ า ดวยคติชนประเภทใชถอยคาํ คตชิ นประเภทไมใชถ อยคํา และคตชิ นประเภทผสม

คําถามทา ยบท

๑. ใหน ักศึกษาความหมายและความสําคัญของคติชนวิทยามาพอสังเขป
๒. คตชิ นประเภทใชถ อยคํา คติชนประเภทไมใ ชถ อยคํา และคติชนประเภทผสม แตละประเภท

เปนอยางไรใหอธิบายพรอ มยกตัวอยางของคติชนแตล ะประเภท
๓. ใหยกตัวอยางคติชนในชุมชนของนักศึกษามาอยางนอยสองอยางพรอมบอกวาเปนคติชน

ประเภทใดและมีลักษณะอยางไรบาง

๙๗

เอกสารอา งองิ ประจําบท

หนงั สอื ภาษาไทย
กหุ ลาบ มลั ลิกะมาส, คติชาวบา น, กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, ๒๕๑๘.
จรัส งะสมัน, การศึกษานิทานชาวเลจังหวัดสตูล, ปริญญานิพนธ (ศศ.ม.ไทยคดีศึกษา), สงขลา :

มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ สงขลา, ๒๕๓๔.
ปฐม หงสส วุ รรณ, เอกสารประกอบการสอนวชิ าคตชิ นวิทยา, มหาสารคาม : ภาควิชาภาษาไทยและ

ภาษาตะวนั ออก คณะมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, ๒๕๕๐.
ปฐม หงสสวุ รรณ, กาลครง้ั หน่งึ : วาดวยตํานานกับวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง

จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๐.
ประคอง นิมมานเหมินห, มหาชาติลานนา : การศึกษาในฐานะที่เปนวรรณกรรมทองถิ่น,

กรงุ เทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานชิ , ๒๕๒๖.
พเยาว เจริญฉาย, วิทยาภาษาถ่ิน, นครปฐม : ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี

มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๕๐.
ภญิ โญ จติ ตธ รรม, ความเช่ือ, สงขลา : โรงพมิ พม งคลการพิมพ, ๒๕๒๒, หนา ๒, อางถึงใน จิราภรณ

ภัทราภานุภทั ร, สถานภาพการศึกษาเรือ่ งคตคิ วามเชื่อของไทย.
ยุพา สงสิริ, สุ.จิ.ปุ.ลิ. ภาษาไทย, กรุงเทพมหานคร : ภาคพัฒนาตําราและเอกสารวิชาการ หนวย

ศึกษานิเทศก กรมการฝก หดั ครู, ๒๕๒๕.
วิเชียร ณ นคร, รายงานวิจัยเรื่องการศึกษานิทานพ้ืนบานในจังหวัดนครศรีธรรมราช,

นครศรีธรรมราช : สาํ นกั งานสภาสถาบนั ราชภัฏ, ๒๕๓๕.
วาสนา เกตุภาค, คติชาวบาน, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพบรษิ ทั สหสยามพฒั นา, ๒๕๕๙.

ภาษาอังกฤษ
Robert H. Winthrop, Dictionary of Concepts in Cultural Anthropology, Greenwood

Press : New York, 1991.
เว็บไซต

http://www.trangis.com/somjaiart/e4_1.php
http://www.ipesk.ac.th/ipesk/home/VISUAL%20ART/lesson323.html
http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/traditional-craftsmanship
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=34&chap=3&pag
e=t34-3-infodetail01.html

๙๘

บทท่ี ๕

ภมู ปิ ญ ญาไทยในดา นตาง ๆ

วัตถุประสงคการเรยี นประจาํ บท
เมอื่ ศกึ ษาบทนแี้ ลว ผศู กึ ษาสามารถ
๑. อธิบายความหมายและความสําคญั ของภูมิปญญาไทยในดา นตาง ๆ ได
๒. บอกลักษณะของภมู ปิ ญ ญาดา นตาง ๆ ตลอดจนการนําภมู ปิ ญญาดานตา ง ๆ มาใชได
๓. อธิบายถึงความสัมพันธข องภมู ิปญ ญาไทยในดานตา ง ๆ กับวถิ ชี วี ิตของคนไทย ได
ขอบขา ยเนอ้ื หา

• ความนาํ
• ภมู ิปญ ญาไทยทางดานการเกษตร
• ภูมปิ ญญาไทยทางดานแพทยแ ผนไทย
• ภมู ปิ ญญาไทยทางดา นอุตสาหกรรมและหตั ถกรรม
• ภมู ปิ ญ ญาไทยทางดา นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอม
• ภูมปิ ญ ญาไทยทางดานศลิ ปกรรม
• ภมู ปิ ญ ญาไทยทางดานภาษาและวรรณกรรม
• ภูมิปญ ญาไทยทางดานศาสนาและประเพณี

๙๙

๕.๑ ความนาํ

ในสมัยท่ีเทคโนโลยียังไมไดมีความเจริญกาวหนาเหมือนในปจจุบัน มนุษยไดพบเจอปญหา
มากมายในการดาํ รงชีวิตและพยายามหาวิธแี กปญหา ดวยการลองผิดลองถูก จนไดวิธีท่ีดีที่สุด ส่ังสม
และถายทอดความรูน้ันจากรุนสูรนุ ความรนู เ้ี รยี กวา“ภูมปิ ญ ญา”

ภูมิปญ ญาไทยถอื เปนรากเหงาความเปน ไทยที่โดดเดน ไมเ พียงแสดงถึงความเปนชาติ หากแต
ยงั เปน เครือ่ งมอื สําคัญในการพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ ภาวะวิกฤติของชาติที่เกิดขึ้นในแตละคร้ัง
ไมไดเกิดเพราะภูมิปญญาถูกใชมากเกินไป แตเกิดขึ้นเพราะทอดท้ิงภูมิปญญาไทยและนิยมในภูมิ
ปญญาสากลวิกฤตจิ ากการพฒั นาจงึ เกิดข้ึนในทุกระดับ โดยเฉพาะทองถิ่นซึ่งเปน รากฐานของประเทศ
ทสี่ ําคญั กลับไดร บั ผลกระทบจากการพัฒนาสมยั ใหมมากมาย แสดงใหเห็นถึงสภาพความออนแอของ
ฐานราก การพัฒนาประเทศท่ีเขมแข็งไมสามารถเกิดข้ึนไดโดยปราศจากความแข็งแกรงของทองถ่ิน
และความแขง็ แกรง ของทอ งถ่นิ ก็ไมส ามารถเกดิ ข้ึนไดโดยปราศจากภมู ปิ ญ ญา ดังน้ันการนําภูมิปญญา
มาใชใ นการพัฒนาทองถ่นิ จงึ สามารถเสรมิ สรา งความเขม แข็งใหก ับการพัฒนาประเทศไดเปน อยา งดี

ในบทนี้จะเปนการศกึ ษาทีเ่ กีย่ วกับภูมปิ ญญาไทยในดานตาง ๆ ท่ีตอมาจากบทที่แลวซ่ึงจะได
กลา วถึงรายละเอยี ดทลี่ กึ และกวา งขึน้ ดงั นนั้ ในบทน้ีจึงจะศกึ ษาเก่ียวกบั เรอ่ื งตาง ๆ ไดแก ภูมิปญญา
ไทยทางดานการเกษตร ภูมิปญญาไทยทางดานแพทยแผนไทย ภูมิปญญาไทยทางดานอุตสาหกรรม
และหตั ถกรรม ภมู ิปญ ญาไทยทางดา นการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ภูมิปญญาไทย
ทางดานศิลปกรรม ภูมิปญญาไทยทางดานภาษาและวรรณกรรมและภูมิปญญาไทยทางดานศาสนา
และประเพณี

๕.๒ ภมู ิปญญาไทยทางดา นการเกษตร

ภูมิปญญาไทยทางดาน เกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองคความรู
ทักษะ และเทคนิคดานการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณคาด้ังเดิม ซึ่งคน
สามารถพึง่ พาตนเองในภาวการณตางๆ ได เชน การทําการเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตร
ธรรมชาติ ไรนาสวนผสม และสวนผสมผสาน การแกปญหาการเกษตรดานการตลาด การแกปญหา
ดา นการผลิต การแกไ ขปญหาโรคและแมลง และการรูจักปรับใชเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมกับการเกษตร
เปนตน เกษตรกรรม ( Agriculture) หมายถึง กระบวนการผลิตอาหาร เสนใย เช้ือเพลิง และ
ผลติ ภณั ฑอ ่ืนๆ โดยวิธีการเพาะปลูกพืช มีช่ือเรียกเฉพาะวา "กสิกรรม" และวิธีการเลี้ยงสัตวท้ังสัตว
บก สัตวน้ํา อยางเปน ระบบ ผูที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเรยี กวา เกษตรกร

การเกษตรของไทยในปจจุบันไดมีทางเลือกใหมเกิดขึ้น ซึ่งปฏิเสธแนวคิดการทําการเกษตร
แผนใหม แมวาเกษตรกรรมแบบเคมีจะยังคงเปนกระแสหลักของระบบการเกษตรของประเทศไทย
แตแ นวโนม ของการทําการเกษตรกรรมเชน นก้ี าํ ลังเสื่อมโทรมลง โดยปจจุบันเกษตรกรรมทางเลือกได
กลายเปนกระแสท่ไี ดร ับความนยิ มเพมิ่ มากขนึ้ เนอื่ งมาจากความลมเหลวของระบบเกษตรกรรมแผน
ใหม และไดกอใหเกิดผลกระทบมากมายหลายประการ ขณะเดียวกันเกษตรกรรมทางเลือกก็เปนที่
สนใจของหนว ยงานของรัฐ และเอกชนหลายองคกร

๑๐๐

เกษตรทางเลือก เปนการทําการเกษตรอีกแบบหนึ่ง ท่ีไมใชเกษตรเคมีดังท่ีใชกันอยูใน
ปจจุบัน เปน การทําการเกษตรทเ่ี นนการใชปุยหมกั ปุยคอก แบะวัสดุคลุมดิน การผสมผสานการปลูก
พชื และสัตว ลดการไถพรวนและงดเวนหรือลดการใชสารเคมีสังเคราะห และสารเคมีกําจัดศัตรูพืชให
นอยลงจนถึงขน้ั ไมใ ชเ ลย89๑๙

เกษตรทางเลือกมีเปาหมายในการผลิตอาหารและปจจัยท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตมากกวา
ผลิตเพ่ือการสงออก เกษตรกรจึงไมตองว่ิงไปตามกระแสของตลาด อาหารที่ผลิตไดก็เปนอาหารที่มี
คุณภาพปลอดภัยจากสารพิษตกคาง เกษตรทางเลือกมีการใชทรัพยากรธรรมชาติใหเกิดประโยชน
สงู สดุ โดยไมเกิดผลเสยี ตอสิง่ แวดลอม และเปดโอกาสใหสมาชิกในครอบครัวสามารถทํางานรวมกันได
อยา งมคี วามสุข และสามารถใชชีวติ อยูรวมกับธรรมชาติไดอยางกลมกลืน ซ่ึงปจจุบันเกษตรทางเลือก
มอี ยหู ลายกลุม สว นใหญจะมีหลักการและวิธีการทใ่ี กลเคยี งกัน จะมแี ตกตางกันบางตรมแนวคิด และ
วธิ ปี ฏบิ ัตไิ ปตามสภาพทางสงั คมและวฒั นธรรม ซึ่งกลาวงายๆ วา เกษตรทางเลือก ไดแก

๕.๒.๑ เกษตรธรรมชาติ

เกษตรธรรมชาติ หมายถึง การทํา การเกษตรท่ีไมใชปุยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุก
ชนิด แตจะใหความสําคัญของดินเปนอันดับแรก ดวยการปรับปรุงดินใหมีพลังการในการเพาะปลูก
เหมือนกบั ดนิ ในปา ที่มีความอุดมสมบูรณต ามธรรมชาติ โดยการนํา ทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีอยูอยางจํา
กดั มาใชใหเกิดประโยชนสูงสุด เปนวิธีการที่ไมกอใหเกิดผลเสียตอสภาพแวดลอมไมเปนอันตรายตอ
เกษตรกรและผูบ รโิ ภค สามารถใหผลผลิตทีม่ ีทั้งปริมาณและคุณภาพ เปนระบบเกษตรที่มีความย่ังยืน
ถาวรเปนอาชพี ทีม่ ั่นคง90๒๐

หลักการเกษตรธรรมชาติ มี ๓ ขอ คือ ๒๑
91

หลักการขอ ที่ ๑ การปรบั ปรงุ ดินใหอุดมสมบูรณ ทําไดโดย

๑. ใชปุยอินทรียและปุยชีวภาพทดแทน ปุยเคมี : ปุยอินทรียที่ใชไดแก ปุยหมัก ปุยน้ํา
ชีวภาพ นาํ้ สกัดชวี ภาพ ปุยพืชสดและปยุ ชวี ภาพ เชน ไรโซเบยี ม ไมโคไรซา เปน ตน

๒. ปลกู พืชคลุมดิน โดยใชเ ศษพชื หรือพลาสตกิ คลุมดนิ หรือปลกู พชื คลุมดิน

หลกั การขอท่ี ๒ การปลูกพืชหลายชนิด: คอื จะไมปลกู พืชชนิดเดียวกันเปนจานวนมากแตให
มีพืชหลายชนดิ ในแปลงเดยี วกนั เชน ปลกู พชื หมนุ เวียน ปลกู พืชแซม ฯลฯ ซง่ึ เปนเทคนคิ ท่ีสําคัญมาที่

๑๙ http://www.oknation.net/blog/kontan/2007/09/29/entry-1 [๑ ต.ค. ๒๕๕๙].
๒๐ ทิพวรรณ สทิ ธิรังสรรค, การปลกู พืชผักโดยวธิ เี กษตรธรรมชาติ, งานเกษตรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม
ฝายวิชาการ ศูนยฝกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเน่ืองมาจากพระราชดําริ,
(กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, ๒๕๕๕), หนา ๗.
๒๑ ศูนย กศน. อําเภอยะหร่ิง, เกษตรธรรมชาติสูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงท่ียั่งยืน, (ปตตานี : ศูนย
การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอยะหร่ิง จังหวัดปต ตานี, ๒๕๕๓), หนา ๓.

๑๐๑

จะชว ยเพมิ่ ความหลากหลายทางชวี ภาพซ่งึ จะชวยลดการระบาดของโรคและแมลงศตั รพู ชื ได และชวย
ในการพัฒนาดินดว ย

หลกั การขอท่ี ๓ การอนุรักษแ มลงที่มปี ระโยชน(ตวั หา ตวั เบยี น) : โดยใชว ิธี
๑. ไมใชสารเคมีฆา แมลง
๒. ปลกู ดอกไมไ วในแปลงหรอื รอบแปลงเพ่ือลอแมลงท่ีมีประโยชน (ตัวหา ตัวเบียน) ซ่ึงชวย
ควบคมุ แมลงศัตรพู ืชได
๓. ถา มีโรคและแมลงศัตรูพืชจะแกปญหาโดยใชสมุนไพร ใชกับดักกาวเหน่ียว กับดักแสงไฟ
การเขตกรรม พนั ธตุ านทาน การปอู งกนั โดยชีววิธี เปนตน
เกษตรธรรมชาตเิ ปน ระบบเกษตรที่คํานึงถึงระบบนิเวศและสภาพแวดลอมมีหลายแนวคิดที่
รูจกั กันอยางแพรหลาย เชน แนวคิดของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ แนวคิดเกษตรธรรมชาติคิวเซของโมกิจิ
โอกาดะ และ แนวคดิ เกษตรธรรมชาติเกาหลีของ ฮาน คิว โช สวนใหญแนวคิดของเกษตรธรรมชาติ
จะมีหลักการท่คี ลายคลึงกัน คือ การไมไ ถพรวนดิน ไมใสปยุ เคมี ไมก ําจัดวชั พชื ใชการคลุมดิน ใชพลัง
จากสง่ิ ตางๆ ท่ีมอี ยูในธรรมชาติ และใหความสาํ คญั กบั ดินเปน อันดบั แรกดว ยการปรบั ปรุงดินใหมีพลัง
ในการเพาะปลูก เหมือนกับดินในปาท่ีมีความอุดมสมบูรณตามธรรมชาติ โดยการนํา
ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยูมาใชใหเกิดประโยชนสูงสุด ซ่ึงเปนวิธีการที่ไมกอใหเกิดผลเสียตอ
สภาพแวดลอม โดยไมเปนอันตรายตอเกษตรกรและผูบริโภค สามารถใหผลผลิตท่ีมีท้ังปริมาณและ
คณุ ภาพ ถอื ไดวาเปน ระบบเกษตรท่มี ีความยง่ั ยืนมน่ั คง
แนวทางของเกษตรธรรมชาติ เปนแนวทางที่จะทําใหเดินเปนดินท่ีมีความอุดมสมบูรณ เปน
ดนิ ทีม่ ชี ีวิตสามารถเพาะปลูกใหไดผลผลิตสูง และมีคุณภาพดีไมวาจะเปนพืชไร นาขาว พืชผัก ไมผล
ไมดอก ไมประดับ และเปนแนวทางการผลิตท่ีปลอดภัยจากสารพิษทางการเกษตรท้ังตอผูผลิตและ
ผบู ริโภค ไมมีผลเสียตอ สิ่งแวดลอม
เปาหมายของเกษตรธรรมชาติ

๑. ปรบั ปรงุ ดนิ ใหอดุ มสมบรู ณต ามธรรมชาติ และจดั ระบบนเิ วศใหเ ก้อื กูลกัน
๒. ผลิตอาหารทีม่ ีรสชาตติ ามธรรมชาติ และไมม สี ารพิษ
๓. ผผู ลติ และผบู ริโภคปลอดภัยจากสารพิษจากกระบวนการผลิต
๔. เกษตรธรรมชาติ เปน ระบบการเกษตรแบบย่ังยืน รักษาสมดุลธรรมชาติ
จุดเดนของเกษตรธรรมชาติ
๑. การฟน ฟูความสมดุลของระบบนเิ วศ
๒. การลดการพ่ึงพาปจจยั จากภายนอก

๑๐๒

๕.๒.๒ เกษตรอนิ ทรีย (Organic Farming)
เปนระบบการผลิตทางการเกษตรทางเลือกที่หลีกเล่ียงการใชสารสังเคราะหไมวาจะเปน
ปยุ เคมี สารเคมีกําจัดศัตรูพืชและฮอรโมนตางๆ ที่กระตุนการเจริญเติบโตของพืชและสัตว ตลอดจน
ไมใชพืชหรือสัตวที่เกิดจากการตัดตอทางพันธุกรรมที่อาจเกิดแลพิษในสภาพแวดลอม เนนการใช
อินทรียวัตถุเชน ปุยคอก ปุยหมัก ปุยพืชสด และปุยชีวภาพในการปรับปรุงบํารุงดินใหมีความอุดม
สมบูรณ การปลูกพชื หมุนเวยี น รวมท้งั ใชหลกั การควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชีวภาพ และเนนการรักษาความ
อดุ มสมบรู ณข องดิน
แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรียคือ การบริหารจัดการ การผลิตทางการเกษตรแบบองค
รวม ซึ่งแตกตางอยางชัดเจนจากการเกษตรแผนใหมท่ีมุงเนนการเพ่ิมผลผลิตชนิดใดชนิดหน่ึงสูงสุด
โดยการพัฒนาเทคนิคตางๆ เกยี่ วกับการใหธาตุอาหารพืชและปองกันกําจัดส่ิงมีชีวิตอ่ืนที่อาจมีผลใน
การทําใหพืชท่ีปลูกมีผลผลิตลดลง แนวคิดเชนน้ีเปนแนวคิดแบบแยกสวน เพราะแนวคิดน้ีต้ังอยูบน
ฐานการมองวา การเพาะปลูกไมไดสัมพันธกับสิ่งแวดลอมและระบบนิเวศ ดังนั้นการเลือกชนิดและ
วิธีการใชปจจัยการผลิตตางๆ มุงเฉพาะแตการประเมินประสิทธิผลตอพืชหลักที่ปลูก โดยไมได
คํานึงถึงผลกระทบตอทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร สําหรับเกษตรอินทรียซึ่งเปน
การเกษตรแบบองครวมจะใหความสําคัญกับการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ
การเกษตร โดยเฉพาะอยา งยิ่งการฟน ฟคู วามอดุ มสมบูรณของดิน, การรักษาแหลงนํ้าใหสะอาด และ
การฟนฟูความหลากหลายทางชีวภาพของฟารม ท้ังนี้เพราะแนวทางเกษตรอินทรียอาศัยกลไกและ
กระบวนการของระบบนิเวศในการทําการผลิต ดังนั้นเกษตรอินทรียจะประสบความสําเร็จได
เกษตรกรจําเปนตอ งเรยี นรกู ลไกและกระบวนการของระบบนเิ วศ92๒๒
การเกษตรปจจุบันสามารถปรับเปล่ียนเปนเกษตรอินทรียไดโดยเริ่มตนศึกษาความรูจาก
มาตรฐานเกษตรอินทรยี ท ี่ถูกกําหนดข้ึนเพ่อื การปฏบิ ตั ิ โดยศึกษาความรูจากธรรมชาติ เมื่อเร่ิมปฏิบัติ
ตามนีแ้ ลว กน็ บั ไดว ากา วเขา สูการทาํ เกษตรอินทรียซ ง่ึ เรยี กไดวาเปนเกษตรอนิ ทรียในระยะปรบั เปลี่ยน
เม่ือปฏิบัติอยางเครงครัดและตอเน่ืองตามมาตรฐานเกษตรอินทรียไมนานก็จะเปนเกษตรอินทรียได
ทั้งนี้ ชาหรือเร็วขึ้นอยูกับประเภทเกษตรอินทรียท่ีจะผลิตซึ่งไดถูกกําหนดไวในมาตรฐานเกษตร
อินทรียแลว ขอสําคัญน้ันอยูที่การทําความเขาใจเกษตรอินทรียใหทองแทมีความต้ังใจจริง มีความ
ขยนั หม่นั เพยี รไมท อ ถอยตอปญ หา หรอื อปุ สรรคใด ๆ มีความสขุ ในการปฏิบัติก็จะบรรลุวัตถุประสงค
และประสบความสําเร็จดังที่ตั้งใจไว เพราะเกษตรอินทรียเปนเร่ืองที่ทุกคนสามารถปฏิบัติไดจริงเมื่อ
เปนเกษตรอินทรียแลวสามารถขอเอกสารรับรองมาตรฐานจากภาครัฐ หรือเอกชน จึงจะนับวาเปน
เกษตรอินทรียท ่ีสมบรู ณเปน สมบัตลิ ้าํ คา ของแผนดิน93๒๓

๒๒ สาํ นักงานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครราชสีมา, หนังสือเรียน
รายวิชาเลือกสาระการประกอบอาชพี วชิ า การทาํ เกษตรประยกุ ต อช03074, (นครราชสีมา : สํานักงานสงเสริม
การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยจงั หวัดนครราชสมี า, ๒๕๕๒), หนา ๑๑.

๒๓ สาํ นกั งานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครราชสีมา, เลมเดิม, หนา
๑๑.

๑๐๓

หลักการทําเกษตรอินทรีย
๑. ใหค วามสาํ คญั กบั การปอ งกนั การสญู เสียธาตุอาหารทเ่ี กิดจากระบบการผลติ ลดการพ่ึงพา
แหลงธาตุอาหารจากนอกฟารม ท่ีมากเกนิ ไป
๒. การคลุมดิน ถือเปนหัวใจของเกษตรอินทรีย เกษตรกรตองหาอินทรียวัตถุตางๆ มาคลุม
หนาดินอยูเสมอ ไมวาจะเปนฟาง ใบไม ซ่ึงอินทรียวัตถุเหลาน้ีจะกลายเปนอาหารของส่ิงมีชีวิตและ
จลุ นิ ทรยี ใ นดนิ ทําใหด ินฟน กลับมามชี ีวิตอีกคร้ังหนึ่ง นอกจากนี้การไมใชสารเคมีตางๆ เชน สารเคมี
กาํ จดั ศตั รูพืช ยังเปนการชวยทําใหดินสามารถฟนความสมบูรณไดอยางรวดเร็ว ซึ่งทําใหพืชท่ีปลูกมี
ความแข็งแรงตา นทานโรคและแมลง รวมทง้ั ใหผลผลติ สูง
๓. สรางความหลากหลายที่สัมพันธกันอยางสมดุลในระบบนิเวศ โดยการปลูกพืชรวมกัน
หลายชนดิ ในเวลาเดียวกัน หรือเหลื่อมเวลากน การปลูกพืชหมุนเวยี น รวมท้ังการเลี้ยงสัตว ซึ่งนับเปน
การใชประโยชนจากทรพั ยากรอยา งมีประสิทธิภาพ และยังเปนการลดความเส่ียงจากปญหาโรคและ
แมลงศตั รูพืชระบาดอีกดวย นอกจากนี้การไมใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชจะมีสวนชวยใหศัตรูธรรมชาติ
สามารถควบคุมศัตรพู ชื ซ่งึ เปน การสรางสมดลุ นเิ วศการเกษตรอกี วธิ หี น่งึ
มีหลายองคกรเขา มาเก่ยี วขอ งในการกําหนดแนวทาง ที่เปนแนวทางการผลิตท่ีสอดคลองกับ
การตลาดของแตล ะองคก รในแตละประเทศ โดยในกรณีประเทศไทยมีมาตรฐานเกษตรอินทรียหลาย
มาตรฐานทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติ โดยปจจุบัน แนวทางเกษตรอินทรียไดรับการ
ตอบรบั ท่ัวโลกมรี ูปแบบและแนวทางทแี่ ตกตางกนั ไปในแตล ะประเทศและภูมภิ าค
๕.๒.๓ เกษตรยงั่ ยนื (Sustainable Agriculture)
ระบบเกษตรกรรมย่ังยืนเปนเกษตรทางเลือกอีกแนวทางหน่ึง โดยเปนแนวทางการพัฒนา
อาชีพดา นการเกษตรที่สัมพันธกับการดําเนินชีวิตของเกษตรกรและสิ่งแวดลอมท่ีสอดรับกับปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ระบบเกษตรกรรมย่งั ยนื เก่ยี วขอ งกับความเปน อยขู องชมุ ชนหลายระดับ ตั้งแต
ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ซึ่งความเคลื่อนไหวดานเกษตรกรรมย่ังยืนของ
เกษตรกรและองคกรท่ีกอตัวข้ีนในสังคมไทยเริ่มตั้งแตปลายปพ.ศ. 2520 เปนตนมา เกษตรกรรม
ยั่งยนื จะมแี นวคิดและวิธีการปฏิบัติสวนทางกับการเกษตรแผนใหม ท่ีใชปจจัยการผลิตจากภายนอก
จํานวนมากและกอใหเกิดสภาพเส่ือมโทรมของสิ่งแวดลอมในเวลาตอมา แตเกษตรกรรมยั่งยืนจะมี
รูปแบบการทําการเกษตรท่ีสอดคลองกับระบบนิเวศ มีความเปนไปไดทางเศรษฐกิจ เปนธรรมทาง
สงั คม และมีมนุษยธรรม และระบบเกษตรกรรมยั่งยืนจะเปนระบบการเกษตรที่รักษาอัตราการผลิต
พืชและสัตวใหอยูในระดับท่ีไมกอใหเกิดความเสียหายในระยะยาวติดตอกันภายใตสภาพแวดลอมท่ี
เลวรายหรือไมเ หมาะสม นอกจากนใ้ี นการทําเกษตรกรรมย่ังยืน เกษตรกรจะปรับเปล่ียนวิถีชีวิตและ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคใหสอดคลองกบั การทาํ เกษตรกรรมยั่งยืน ดังน้ันการทําเกษตรกรรม
ยั่งยืนจึงไมไดหมายความเพียงการปรับเปลี่ยนเทคนิควิธีการทําการเกษตร หากยังหมายรวมถึงการ
สอนใหมีการปรบั เปล่ยี นคณุ คาและกฎเกณฑก ารใชชีวติ ไปในเวลาเดยี วกนั
ในระบบเกษตรย่งั ยนื เปน การทาํ การเกษตรแบบผสมผสานที่มีท้ังการปลูกพืช และการเลี้ยง
สัตวหลายชนิดท่ีผสมกันและมีความเก้ือกูลซึ่งกันและกันอยางลงตัว ในการปลูกพืชจะมีการใชพ้ืนท่ี

๑๐๔

ปลูกใหเกิดประโยชนสูงสุด โดยการปลูกพืชตางระดับกันเพ่ือใหพืชแตละระดับไดใชแสงโดยทั่วกัน
และเกื้อกูลกันระหวางพืชแตละชนิด และในการเลือกพืชแตละชนิดหรือรูปแบบการปลูกพืชจะ
พิจารณาจากสภาพพื้นที่แตละแหงดวย สําหรับการเล้ียงสัตวก็จะใชหลักการจัดการที่เก้ือกูลกัน
ระหวางสตั วเล้ียงดว ยกนั เอง หรอื ระหวางสตั วเ ลีย้ งกบั พืชทป่ี ลกู เชน การเลย้ี งปลาในนาขาว ปลายจะ
กินสาหรายในนาขาว และถายมลู ออกมาเปนปุยใหแกนาขาว การเลี้ยงไกบนบอปลา ไกจะถายมูลลง
ในบอปลาและมลู นั้นก็จะเปนอาหารใหกบั ปลาในบอ ตอ ไป

เน่ืองจากระบบเกษตรยั่งยืนเปนระบบเกษตรท่ีมีความหมายคอนขางใกลเคียงกับระบบ
เกษตรผสมผสานแตจะเนนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความย่ังยืน ดังนั้นระบบการเกษตร
แบบใดกต็ ามท่มี รี ปู แบบทท่ี ําใหเ กิดความมั่นคงตอเกษตรกร และมีผลในระยะยาวจึงจะถูกรวมเขามา
อยูในระบบเกษตรยัง่ ยืน อาทิเชน เกษตรธรรมชาติ วนเกษตร และเกษตรผสมผสาน

การพัฒนาการเกษตรแผนใหมกาํ ลังถกู ทา ทายและตงั้ คําถามกนั มากขนึ้ ทกุ วัน ไมวาจะเปนใน
ดานผลกระทบทางสังคมและสงิ่ แวดลอ มของเทคโนโลยีการปฏิวัติเขียว และการใชทรัพยากรอยางไม
ย่ังยืน ตลอดจนความเหมาะสมของปจจัยการผลิตสมัยใหมที่ตองซื้อหามาโดยราคาแพงแตใน
ขณะเดียวกันความจําเปนในการขยายพลังการผลิต และเพ่ิมประสิทธิภาพในภาคการเกษตรก็เปน
ส่ิงจําเปน อีกทัง้ ปจจยั การผลิตจากธรรมชาตกิ ็ใชวาจะไมมผี ลกระทบตอส่ิงแวดลอมแตอยางใดเกษตร
ย่ังยืนเปนทางเลือกหน่ึงของเกษตรกรรายยอยที่มีฐานะยากจน เกษตรกรเหลาน้ีสวนใหญไมมีเงิน
แมแตจะซ้ือปุยเคมี ดังนั้น จึงจําเปนตองพ่ึงพาเทคโนโลยีการเกษตรที่ใชประโยชนจากทรัพยากรใน
ทองถ่ิน แมแตเ กษตรกรทท่ี ําการเกษตรแผนใหมก็ยังอาจใชเ ทคโนโลยเี กษตรย่ังยืนไดดวยเชนกัน เพ่ือ
ชวยลดการปนเปอนของสารเคมีและลดตนทุนการผลิต ดังนั้นจึงมีความจําเปนท่ีนักวิชาการและ
ปราชญชาวบานจะตองรวมกนั พฒั นาองคความรดู า นนเิ วศการเกษตร เพอ่ื ที่จะทําใหระบบการเกษตร
ย่งั ยนื เปน ระบบท่อี นรุ ักษและฟน ฟูทรัพยากรธรรมชาติ และมปี ระสิทธิภาพอยางแทจ รงิ 94๒๔

แนวทางการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยนื มหี ลกั สําคัญอยู ๒ ประการ คือ95๒๕
ประการแรก พยายามหาวิธกี ารทเ่ี หมาะสมในการใชประโยชนจากทรัพยากรในทองถิ่น โดย
การประยุกตใชองคประกอบตางๆ ในระดับไรนา ไมวาจะเปน พืช สัตว ดิน น้ํา ภูมิอากาศและอื่นๆ
เพ่อื ท่วี าองคประกอบตางๆ เหลาน้จี ะเกอ้ื กูลกนั มากทส่ี ดุ
ประการท่ีสอง คนหาวิธีการในการใชปจจัยการผลิตจากภายนอกใหนอยที่สุดเทาที่จําเปน
จรงิ ๆ เพื่อเสริมสว นท่ีขาดหรือบกพรองในระบบนเิ วศ หรือเพ่มิ ศกั ยภาพของทรพั ยากรทีม่ ีอยูภายในไร
นา โดยจะเนนการใชท รัพยากรหมุนเวยี น และการปองกนั ผลกระทบทางส่งิ แวดลอ ม

๒๔ วฑิ รู ย ปญญากุล, ความรูเบอ้ื งตน เกษตรอินทรีย, ( กรงุ เทพมหานคร : มลู นธิ ิสายใยแผนดิน, ๒๕๔๗ ),
หนา ๒๓.

๒๕ พันธจติ ต สีเหน่ียง, เอกสารคําสอนวิชา 02032413 การสงเสริมเกษตรย่ังยืน, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, ๒๕๕๖), หนา ๑๓.

๑๐๕

๕.๒.๔ เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming)
เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming) หมายถึง ระบบเกษตรที่มีการปลูกพืชและมีการ
เล้ยี งสัตวหลากหลายชนดิ ในพ้ืนท่ีเดียวกัน โดยท่ีกิจกรรมการผลิตแตละชนิด เกื้อกูลประโยชนตอกัน
ไดอยางมีประสิทธิภาพ96๒๖ มีการใชทรัพยากรที่มีอยูในไรนาอยางเหมาะสม เกิดประโยชนสูงสุด มี
ความสมดุลตอส่ิงแวดล อมอยางตอเน่ื องและ เกิดการเพิ่มพู นความอุดมสม บูรณขอ ง
ทรพั ยากรธรรมชาติ
เกษตรผสมผสานจัดเปนเกษตรทางเลือกท่ีเปนรูปแบบการทําเกษตรท่ีมีกิจกรรมต้ังแตสอง
ชนิดขึ้นไป ในชวงเวลาและพื้นที่เดียวกัน เชน การปลูกพืชและมีการเลี้ยงสัตวหลายชนิดในพื้นท่ี
เดียวกัน มีการเก้ือกูลกันอยางตอเนื่องระหวางกิจกรรม เชน ระหวางพืชกับพืช พืชกับปลา สัตวกับ
ปลา พืชกับสัตว สัตวกับสัตว ลักษณะการเก้ือกูลกันของระบบเกษตรผสมผสาน จึงทําใหตนทุนการ
ผลิตลดลง และลดการพ่ึงพาปจจัยภายนอกในที่สุด ซึ่งเปนวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการใชที่ดินเปน
การใชท รัพยากรทีม่ อี ยใู นพ้นื ทีอ่ ยางเหมาะสมเพ่อื กอ ใหเกิดประโยชนสงู สดุ
ลักษณะของการผสมผสาน
ลักษณะการผสมผสานในระบบเกษตร สามารถแบงออกไดเปน ๓ กลุมใหญ ดังนี้97๒๗
๑. การปลูกพืชแบบผสมผสาน เปนการอาศัยหลักการความสัมพันธระหวางพืช สิ่งมีชีวิต
และจุลินทรียตางๆ ท่ีเกิดข้ึนในระบบนิเวศตามธรรมชาติมาจัดการและปรับใชในระบบการเกษตร
ตัวอยา งเชน การปลกู ตาลโตนดในนาขาว การปลกู พรกิ ไทยรวมกับมะพราว การปลูกพืชไรผสมกับถ่ัว
การปลูกทุเรียนรวมกับสะตอการปลูกระกําในสวนยาง เปนตน โดยท่ียิ่งมีความหลากหลายของพืช
ปลูกมากเทาใด ก็จะสามารถเพ่ิมเสถียรภาพใหกับระบบมากข้ึนเทานั้นพืชท่ีตองการแสงแดดในการ
เจริญเติบโต จะเปนพืชซึ่งอยูในระดับสูงกวาพืชอ่ืนๆ ในขณะที่บริเวณความสูบระดับกลาง จะเปน
บริเวณที่เหมาะสมกับการเจรญิ เตบิ โตของพืชท่ีตอ งการแสงแดดปานกลาง สวนพืชที่ตองการแสงแดด
นอ ยสามารถงอกงามไดในระดับช้ันลา งสุด โครงสรา งของพันธุไมซง่ึ มีหลายระดับช้ันไดทําใหเกิดความ
หลากหลายของภูมิอากาศ และความช้ืนภายในระบบดวยโดยสังเกตไดจากมีพันธพืชพันธุสัตวเปน
จาํ นวนมากพง่ึ พาอาศยั อยูกับพืชอ่ืนๆ
๒. การผสมผสานการเล้ียงสัตว หลักการผสมผสานเปนไปเชนเดียวกับการผสมผสาน
ระหวางพืช เนื่องจากสัตวชนิดหนึ่งจะมีความสัมพันธกับสัตวอีกชนิดหนึ่งและเกี่ยวของกับส่ิงมีชีวิต
อนื่ ๆ เชน พืช และจุลินทรีย ตัวอยางของระบบการผสมผสานการเลี้ยงสัตว เชน การเล้ียงหมูควบคู
กับปลา การเลี้ยงเปดหรือไกรวมกับปลา การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน เปนตน อยางไรก็ตาม การ
ผสมผสานการเลี้ยงสัตวเพียงอยางเดียวอาจจะไมสามารถสรางระบบที่สมบูรณไดเหมือนกับการ

๒๖ วิฑูรย เล่ียนจํารูญ, การเกษตรแบบผสมผสาน : โอกาสสุดทายของเกษตรกรรมไทย, (กรุงเทพฯ :
สมาคมเทคโนโลยที เี่ หมาะสม, ๒๕๓๐), หนา ๒.

๒๗ พนั ธจ ิตต สเี หน่ยี ง, เลมเดมิ , หนา ๔๒.

๑๐๖

ผสมผสานการปลูกพืชและเล้ียงสัตวแตก็ดีกวาการทําการเกษตรท่ีมีการเลี้ยงสัตวเพียงชนิดเดียว
เนือ่ งจากสามารถใชทรพั ยากรไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพและมเี สถยี รภาพของระบบมากกวา

๓. การปลกู พืชผสมผสานกับการเลี้ยงสตั ว การปลูกพืชแบบผสมผสาน และการผสมผสาน
การเล้ยี งสตั วห ลายชนดิ รว มกนั น้นั เมื่อพจิ ารณาอยา งละเอียดแลวจะพบวาการผสมผสานกันระหวาง
พืชกับพืช และสัตวกับสัตว ดังกลาวลวนมีความสัมพันธกับสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตวขนาดเล็กเปน
จํานวนมาก โดยท่ีเราไมอาจสังเกตไดดวยตาเปลา ตัวอยางของระบบการปลูกพืชผสมผสานกับการ
เลี้ยงสตั ว เชน การเลย้ี งปลาในนาขาวการเล้ียงเปดในนาขาว การเลี้ยงหมูและปลูกผัก การเลี้ยงสัตว
และปลูกพืชไร เปนตน

ดังนั้นรูปแบบการผสมผสานระหวางการปลูกพืชและสัตวจึงเปนรูปแบบการเกษตรท่ี
สอดคลองกับสมดลุ ของแรธ าตพุ ลงั งาน และมีการเกอ้ื กูลประโยชนระหวางกจิ กรรมการผลิตตางๆมาก
ขน้ึ ใกลเคยี งกบั ระบบนเิ วศตามธรรมชาตมิ ากยงิ่ ขน้ึ

ระบบเกษตรผสมผสานเปนรปู แบบหนง่ึ ของระบบเกษตรกรรมท่ีมีกิจกรรมต้ังแต ๒ กิจกรรม
ขนึ้ ไปในพน้ื ท่เี ดียวกัน และกจิ กรรมเหลานีจ้ ะมีการเกื้อกูลประโยชนซ่ึงกันและกันไมทางใดก็ทางหน่ึง
ดงั น้นั จงึ เปนระบบท่ีนําไปสูการเกษตรแบบย่ังยืน (Sustainable agriculture) จึงกอใหเกิดผลดีและ
ประโยชนในดา นตางๆ

๑. ลดความเสยี่ งจากความแปรปรวนของสภาพลมฟาอากาศ
๒. ลดความเส่ียงจากความผนั แปรของราคาผลผลิต
๓. ลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช
๔. ชวยเพม่ิ รายไดและกระจายรายไดต ลอดป
๕. ชว ยกอใหเกิดความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม
๖. ชวยกระจายการใชแรงงาน ทําใหมีงานทําตลอดป เปนการลดการเคลื่อนยาย
แรงงานออกนอกภาคเกษตร
๗. ชว ยกอใหเกิดการหมุนเวียน (Recycling) ของกจิ กรรมตางๆ ในระดับไรนา เปนการ
ชวยอนรุ กั ษท รัพยากรในระดับไรน า
๘. ชว ยใหเกษตรกรมอี าหารเพียงพอตอ การบริโภคภายในครวั เรอื น
๙. ชว ยทาํ ใหคุณภาพชวี ติ ของเกษตรกรดขี ้ึน
๕.๒.๕ เกษตรทฤษฎีใหม (New Theory Agriculture)
เกษตรทฤษฎีใหมมีแนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนา อันเน่ืองมาจากพระราชดําริใน
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเกิดจากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการที่ไดทรงคิด
ดดั แปลงปรบั ปรุง และแกไขใหการพฒั นาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ เปนงานท่ีดําเนินการ
ไปไดโ ดยงายไมย ุงยากซบั ซอนและสอดคลองกับสภาพความเปนอยูและระบบนิเวศโดยสวนรวมของ

๑๐๗

ธรรมชาติ ซ่งึ เปน แนวทางที่ไดทรงคิด และคํานวณตามหลักวิชา ถึงวิธีการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ
ใหเกิดประโยชนสูงสุด ตลอดจนสภาพทางสังคมของชุมชนน้ันๆ โครงการพัฒนาอันเน่ืองมาจาก
พระราชดําริมีอยูมากมายหลายประเภท แตกตางกันไปตามลักษณะและวัตถุประสงคของโครงการ
นน้ั ๆ ซึ่งสว นมากเปนการแกไขปญหาและพัฒนาดานการทํามาหากินของประชาชนเปนสําคัญ หลัก
สําคัญของทุกเรื่องก็คือ ความเรียบงาย ทั้งนี้ทรงใชคําวา “Simplify” หรือ “Simplicity” ท้ังใน
แนวคิดและดานเทคนิควิชาการจะตองสมเหตุสมผล ทําใหรวดเร็วและสามารถแกไขปญหาใหกอ
ประโยชนไ ดจ รงิ ตลอดจนตองมงุ ไปสูวิถแี หงการพัฒนาท่ีย่งั ยืน

การบริหารจดั การทรพั ยากรโดยเฉพาะดินและน้ําท่ีมีอยูจํากัดใหเกิดประโยชนสูงสุด เพ่ือให
เกษตรกรสามารถดําเนินชีวิตอยูไดอยางพอเพียง โดยเนนการพึ่งพาตนเองใหมากที่สุดเหตุที่เรียก
“ทฤษฎใี หม” เพราะวา 98๒๘

๑. มีการบรหิ ารและจัดแบงที่ดินขนาดเล็กออกเปนสัดสวนท่ีชัดเจนเพ่ือประโยชนสูงสุดของ
เกษตรกร

๒. มีการคํานวณโดยหลักวชิ าการ เกีย่ วกบั ปรมิ าณนาํ้ ท่จี ะเก็บกักใหพอเพยี งตอ การเพาะปลูก
ไดอยา งเหมาะสมตลอดป

๓. มีการวางแผนท่ีสมบูรณแบบ ประกอบดวย ๓ ข้ันตอนขั้นตอนของทฤษฎีใหม การทํา
เกษตรทฤษฎีใหม มี ๓ ขั้นตอน

ขั้นที่ ๑ เปน การผลิตแบบพ่ึงตนเองดวยวิธีงายๆ คอยเปนคอยไปตามกําลังพอมีพอกินไมอด
อยาก

ข้ันท่ี ๒ เกษตรกรรวมพลงั กันในรูปกลุมหรอื สหกรณ รว มแรงในเร่ืองของการผลิต การตลาด
การเปน อยู สวัสดิการ การศึกษา สังคม และศาสนา

ข้ันที่ ๓ รวมมือกับแหลงเงินและพลังงาน ต้ังและบริการโรงสี ต้ังและบริการรานสหกรณ
ชวยกันลงทุน ชวยกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ซึ่งมิใชทําอาชีพเกษตรเพียงอยาง
เดียว

ประโยชนท ฤษฎีใหม
จากพระราชดาํ รัสของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ท่ีไดพระราชทานในโอกาสตาง ๆ นั้น
พอสรุปถงึ ประโยชนของทฤษฎีใหมไ ดด ังนี้
๑. ใหประชาชนพออยูพอกินสมควรแกอัตภาพในระดับที่ประหยัดไมอดอยากและเลี้ยง
ตนเองไดต ามหลักปรัชญา “เศรษฐกจิ พอเพยี ง”

๒๘ ศูนยศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดําริ, คูมือเกษตรทฤษฎีใหม, พิมพคร้ังท่ี ๒ ,
(กรงุ เทพมหานคร : มูฟเมนทเ จนทร,ี ๒๕๕๕), หนา ๖.

๑๐๘

๒. ในหนา แลง มนี า้ํ นอย ก็สามารถเอานาํ้ ทีเ่ ก็บไวใ นสระมาปลูกพืชผักเลี้ยงปลา หรือทําอะไร
อน่ื ๆ ก็ไดแ มแ ตขา วกย็ งั ปลกู ได ไมต อ งเบยี ดเบียนชลประทานระบบใหญเ พราะมขี องตนเอง

๓. ในปท ฝี่ นตกตามฤดกู าลโดยตลอดป ทฤษฎีใหมนี้ก็สามารถสรางรายไดใหร่ํารวยข้ึนได ใน
กรณีท่ีเกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟนตัวและชวยตัวเองไดในระดับหน่ึง โดยทางราชการไมตอง
ชวยเหลอื มากเกนิ ไป อนั เปน การประหยัดงบประมาณดวย

การทําใหเกิดประโยชนสูงสุดคือ การหมุนเวียนการใชประโยชนของทรัพยากร ไดแก ท่ีดิน
แรงงาน ทนุ ปจ จัยการผลิต หรือเศษเหลือใชจากพื้นที่หน่งึ ไปยงั อีกพืน้ ที่หน่งึ สะทอนใหเห็นถึงวิธีของ
การเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีพื้นฐานอยูที่เกษตรทฤษฎีใหม เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงอยางแทจริง
และเปน การเพ่มิ เติมถงึ ความสัมพันธของพ้ืนทท่ี ง้ั 4 สวน ทีพ่ ระองคท านไดม สี ายพระเนตรอันยาวไกล
เห็นถึงประโยชนจากการหมุนเวียนของวัสดุเหลือใชอยางมีประสิทธิภาพท่ีสุด ตลอดจนการรักษา
สภาพแวดลอ มใหด ีข้นึ

๕.๓ ภูมปิ ญ ญาไทยทางดา นแพทยแ ผนไทย

การแพทยพ้ืนบาน (Folk Medicine) เปนการดูแลสุขภาพท่ีมีมาแตดั้งเดิมพรอมๆ กับการ
กําเนดิ ของชาติไทย เกิดจากการเรยี นรธู รรมชาติ ลองผดิ ลองถกู และจดจําบอกเลาสืบตอกันมามีความ
แตกตางกนั ไปตามสิง่ แวดลอ มทางภูมศิ าสตร เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม และความเชื่อตางๆ สําหรับ
การแพทยพ้นื บานอีสานเปน กระบวนการท่ีเกิดจากการผสมผสานกันระหวางปจจัยตางๆ เชน สภาพ
ภูมิศาสตร ภูมิหลังทางประวตั ิศาสตร และกระบวนการทางวัฒนธรรมนําไปสูการทดลองเรียนรู การ
ถายทอดในกลมุ ของตนเอง การแพทยพ้ืนบานอีสานประกอบดวยการปองกัน(Prevention) และการ
รกั ษา (Cure) และใชวธิ ีทางธรรมชาติ ไสยศาสตร และพทุ ธไสยศาสตร

ชาวไทยสว นใหญยังเชื่อเรือ่ งผี เช่ือวาผูมีอิทธิฤทธ์ิยิ่งใหญคือ ผีแถน หรือผีฟาพญาแถน แถน
เปนผสู รางสรรพสงิ่ ใหก าํ เนดิ ดนิ น้ํา ลม ไฟ โลกและมนษุ ย ผีท่ใี กลชิดชาวบานอีสานมากท่ีสุดคือ ผีปู
ตา ซ่ึงถือวาเปนผีบรรพบุรุษที่มาคอยปกปกรักษาลูกหลาน คอยชวยเหลือชาวบานที่มีทุกขรอน
ชาวบา นจะสรา งศาลปตู าไวท ปี่ า ใกลบ านเรยี กวา ปา ปูตาเปนปา ท่ีศกั ดิส์ ิทธิ์

นอกจากน้ยี ังเช่ือเรอ่ื งขวญั วาขวัญเปน สง่ิ รวมศนู ยชวี ติ แตมองไมเห็น สัมผัสไมได มีการทําพิธี
สูข วญั หรอื เรยี กขวัญเพื่อสรางกําลังใจในการดําเนินชีวิต ในพิธีชาวบานจํานวนมากจะเอามือแตะตัว
อีกคนตอๆ กันเพ่ือจะรวมกันสงพลังใหจนถึงบุคคลหน่ึงท่ีพวกเขาชวยกันเรียกขวัญกลับมาเปน
สญั ลกั ษณว า ชมุ ชนระดมจติ ใจมาชวยสงเสริมเจ็บปวยหรือผูที่มีปญหา หรือผูที่เขาตองการใหแชมชื่น
เชน สขู วญั เด็ก สขู วญั บาวสาว สูขวญั คนปว ย เปน ตน ชาวอสี านเช่อื วาสาเหตุของการเจ็บปวยนั้นเกิด
จากสาเหตุตา งๆ มากมายหลายประการ เชน เจ็บปวยเพราะผีเขา เจ็บปวยเพราะกินเหลาเมายา (ยา
เสพติด) เจ็บปวยเพราะผิดคําบนบานศาลกลาว เจ็บปวยเพราะความชรา เจ็บปวยเพราะโศกเศรา
เสียใจ เจบ็ ปวยเพราะกนิ อาหารแสลงขณะอยูไ ฟ เจ็บปว ยเพราะกินอาหารไมเลือก เจ็บปวยเพราะตก
ตนไมเ พราะควายชน (อบุ ัติเหต)ุ เจ็บปวยเพราะถูกยาสั่งหรือถูกลองของ เจ็บปวยเพราะเปนฝในทอง
หรือวัณโรค เจ็บปวยเพราะถูกทํารายรางกาย เจ็บปวยเพราะมีพยาธิเขาสูรางกาย เจ็บปวยเพราะ

๑๐๙

อากาศเปลี่ยนแปลง เจ็บปวยเพราะคิดถึงคนรักท่ีอยูตางแดน เจ็บปวยเพราะเกียจคราน เจ็บปวย
เพราะตอ งการใหล กู หลานเอาใจ (คนแก) เปน ตน

๕.๓.๑ ประเภทของหมอพืน้ บา นตามลักษณะความเชือ่ ของคนไทย

หมอพื้นบา น สามารถจําแนกตามลักษณะของการรักษาอันเน่ืองมาจากสาเหตุของโรค แบง
ไดเ ปน ๓ ชนดิ คอื ๒๙
99

๑. หมอท่ีรกั ษาผูปว ยอันเนือ่ งมาจากสาเหตุของโรคท่ีเปน “ธรรมชาติ” หรือเนื่องมาจาก
“พยาธิ” และความผิดปกติของธาตุทั้งส่ี ไดแ ก

หมอยาฮากไม (หมอรากไม) เปนหมอท่ีใชวิธีการรักษาดวยสมุนไพร แรธาตุบางชนิด และ
เขี้ยวสัตว หรือสวนตางๆ ของสัตวบางชนิด โรคสวนใหญที่รักษาไดแก โรคเลือด อาการวิน(อาการ
ปวดศีรษะ)และอาการผิดปกติของหญงิ แมลกู ออนหลังอยูไ ฟ

(ก) (ข)
รปู ท่ี ๕.๑ (ก)การตม ยารากไมดวยหมอ ดนิ 100๓๐ (ข)ยาสมุนไพรฮากไม(รากไม)101๓๑

หมอเปา มีวิธีการรักษาดวยการเปาตางๆ กันไป สวนประกอบท่ีใชและพบบอย คือ ปูนกิน
หมาก เคี้ยวกระทียมแลวเปา เคี้ยวหมากเปา เค้ียวใบไมบางชนิดเปา เปนตน โรคที่รักษาไดแก โรค
เล็กๆ นอยๆ เชน อาการปวดศีรษะ ปวดทอง โรคผิวหนังบางชนิด(งูสวัด) เปนตน การที่หมอเปาจะ
รกั ษาหายหรือ ไมหายน้ัน หมอเปาเชื่อวาเปนเร่ืองของการทําบุญรวมกันมาในชาติกอนของหมอกับ
ผูป ว ย

๒๙ จันทรทิรา เจียรณัย, การศึกษาภูมิปญญาการแพทยแผนไทย การผดุงครรภแผนไทย และการใช
สมุนไพรของหมอพื้นบา น : กรณีศึกษาหมอพ้ืนบานรอบเขตพื้นที่เขื่อนนํ้าพุง จังหวัดสกลนคร, (นครราชสีมา:
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีสุรนาร,ี ๒๕๕๕), หนา ๒๔.

๓๐ http://www.sarakadee.com/2011/03/29/kampramong/ [๑ ต.ค. ๒๕๕๙].
๓๑ http://www.oknation.net/blog/buzz/2009/09/06/entry-1/comment [๑ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๑๐

รูปท่ี ๕.๒ หมอเปารกั ษาโรคกําลังทาํ การรกั ษา102๓๒
หมอนํ้ามนต เปนการรักษาโดยการทํานํ้ามนตและพรมไปตามสวนที่บาดเจ็บ เชน กระดูก
เคลอื่ น หัก อันเนอ่ื งมาจากอบุ ตั เิ หตตุ า งๆ เชน รถชน ตกตน ไม เปนตน

รปู ที่ ๕.๓ หมอนาํ้ มนตทําการรดน้ํามนตใหผ ูปว ย103๓๓
หมอเอ็น เปนการรักษาโดยใชหัวแมมอื และนว้ิ ชี้ สาํ หรบั จับเอ็นที่เคล็ดขัดยอก หรือกระดูก
เคล่ือน

๓๒http://www.surinpao.org/index.php?action=read&mod=menu&Id=53#.V_wH1Y-LTIU [๑
ต.ค. ๒๕๕๙].

๓๓ http://truth-buddhism.blogspot.com/2014/11/blog-post_0.html [๑ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๑๑

รปู ที่ ๕.๔ หมอเอน็ ทําการจบั เสนเอน็ รักษาผปู ว ย104๓๔
หมอนวดตอกเสน การนวดตอกเสนจัดกระดูก นวดตอกเสนจัดกระดูกปรับสมดุลโครงสราง
รา งกาย หรอื ภูมปิ ญ ญาหลาย ๆ อยา งของหมอพื้นบาน (หมอชาวบาน) ซ่ึงเรียนมาจากประสบการณ
ไมมีโรงเรยี นไมม ใี บประกาศ วตั ถปุ ระสงคของการนวดตอกเสนจดั กระดูกปรบั สมดลุ โครงสรางรางกาย
คือ ๑) เพื่อปรับแตงกระดูกหลักใหเขารูป เชนกระดูกเคล่ือน กระดกู ทับเสน ๒)เพื่อปรับรอน ปรับเย็น
ปรับสมาน ปรับเนอ้ื เยอ้ื ปรับกลามเนื้ออันแข็งเกร็งใหออนนุม และสมดุล ๓) เพ่ือทําใหเสน เลือดลม
ความสมดุลภายในรา งกายทํางานดีข้ึนเลือดลมเดินไดสะดวก เสนประสาททํางานไดสะดวกดีไมมีมึน
หรือชา อาการปวดออนลง

รปู ที่ ๕.๕ หมอนวดตอกเสนรักษาผปู วยดว ยวธิ ีการตอกเสน105๓๕
๒. หมอที่รักษาดว ยพธิ กี รรม/สาเหตขุ องโรคเนือ่ งจากสิ่งท่ีเหนือธรรมชาติ โรคที่เกิดเหนือ
ธรรมชาติ ไดแ ก โรคเนือ่ งจากฝตาง ๆ เจาที่ หรือการปฏิบัติตนท่ีละเมิดฝาฝนทํานองคลองธรรมของ
ครอบครัว หรอื ชมุ ชน การรกั ษาจะตอ งมพี ิธกี รรม หมอเหลา น้ีไดแก

๓๔ http://www.kaentong.com/index.php?topic=9760.0 [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๓๕ https://nuuneoi.com/blog/blog.php?read_id=805 [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๑๒

หมอพระ เปนพระที่หนาที่รักษาโรค ไดแก อาการปวดศีรษะอาการปวดทอง อารมณเสีย
บอย ๆ เปนลมงา ย มอี าการชาตามตัว รักษาโดยการประพรมน้ํามนตร หรืออาบนํ้ามนตรผูกแขนให
และใหร ะลึกถงึ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ และใหสวดมนตกอนนอน ผูปวยที่มามักเปนผูปวยที่ไป
โรงพยาบาลแลวหมอตรวจโรคไมพบ ซ่งึ หมอพระเช่ือวา อาการตาง ๆ เหลาน้ี มีสาเหตุมาจากผี หรือ
ผเี ฮด็ (ผที ํา) ปจ จุบันหมอพระมีจาํ นวนลดลงเรอ่ื ยๆ

หมอลําผีทรง (หมอลําผีฟา) สวนใหญเปนผูหญิงรักษาผูปวยโดยการรําและมีแคนประกอบ
สวนประกอบสําคัญในพิธีกรรมคือ พาคาย หรือถาดใสแปง กระจกสองหนาเล็กๆ หรือนํ้ามันใสผม
หมอแคนเปา เพลง วิธกี ารทาํ โดยหมอลาํ สองกระจกและเจรจาโตถามกบั ผี จนในที่สดุ ผูป วยลุกขึ้นฟอน
แสดงวา ผที เ่ี ปน สาเหตขุ องความเจบ็ ปวยพอใจ และผูปว ยจะหายในที่สุด หมอลําชนิดนี้รักษาผูปวยได
เพราะมีผีเขามาเทียบและเรียกช่ือหมอตามผีนั้นๆ เชน หมอลําผีทรง หมอลําผีฟา (ที่มาของผีทรง
และผีฟา แตกตางกนั หมอลําผฟี า มาจากทส่ี งู กวา จากสวรรคชั้น๙ แตผ ที รงมาจากสวรรคชั้น ๕ ผูปวย
สวนใหญจะเลอื กหมอลาํ ผีทรง (ผีฟา) เปน การรักษาหลังสดุ หลงั จากที่หมอรักษาดวยวิธีอื่นๆ แลวไม
ไดผ ล

รูปที่ ๕.๖ หมอลาํ ผฟี า ทาํ พธิ ีกรรมรํารกั ษาผปู ว ย106๓๖
หมอธรรม สวนใหญห มอธรรมจะเรียนวิชามาจากวัด โดยเฉพาะอยางยิ่งในขณะท่ีบวชเรียน
บางครง้ั หมอธรรมถูกเรียกวา หมอผี เนือ่ งจากหมอธรรมรักษาการเจ็บปวยอันเนื่องมาจากการกระทํา
ของผี เชน ผีปอบ หมอธรรมรักษาปวยดวยวิธีน่ังธรรม เพ่ือหาสาเหตุวา “ใคร” หรือ “อะไร” เปน
สาเหตุของความเจ็บปวย เชน ผีตางๆ หรือ การละเมิดกฎเกณฑของครอบครัว หรือชุมชน และจะ
ดาํ เนินการรักษาไปตามสาเหตนุ นั้ ถาเปนผีปอบ หมอธรรมมักจะใชไมเทาอันเล็กๆ หรือกาบกลวยวา

๓๖ พระสมุหผไท อินทวณฺโณ, หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในพิธีกรรมรําผีฟาของบานเมือง
หงส ตําบลเมืองหงส อําเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดรอยเอ็ด, วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
พระพทุ ธศาสนา, (บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๘), หนา ๑๑๒.

๑๑๓

คาถาแลว ตไี ปท่ีผปู ว ยเพ่อื ไลใหผอี อก หรอื ใชวธิ สี วดธรรมในกรณีท่ีผูปวยถูกผี เชน ผีปา ผีเช้ือ หรือ ผี
บรรพบรุ ุษ มากล่นั แกลง จบลงดว ยการสขู วญั และอาบน้าํ มนตใหผปู ว ย ความสัมพันธระหวา งผูปวยที่
ไดรับการรกั ษาหายแลว กับหมอธรรมจะเปนลักษณะของ“พอเล้ียงกับลูกเลี้ยง” คือจะตองระลึกถึง
หมอธรรมอยูเสมอ โดยเฉพาะวันพระจะตองนําดอกไมสีขาวบูชาบนหิ้งของบานของผูปวย สวนวัน
เขาพรรษาและวันออกพรรษาจะตองไปแสดงมุทิตาจิตตอหมอธรรม ผูกขอมือเพ่ือความสุขสวัสดี
ผูปวยท่ีไมปฏิบัติตามกฎเกณฑนี้อาจจะลมปวยเอง และชาวบานเรียกวาปวยเนื่องจาก “ผิดของ
รักษา” ในสายตาของชาวบา นแลว หมอธรรมอยูในฐานะสูงกวาหมอลําผีฟา เพราะหมอธรรมใชธรรม
รกั ษา สวนหมอลําผที รงใชผีซงึ่ อยูใ นฐานะตาํ่ กวา ธรรม

รูปที่ ๕.๗ หมอทํากาํ ลงั ประกอบพิธีกรรมแตงเสียเคราะห107๓๗
หมอพร หรือ หมอสูขวัญ หรือพาม (พราหมณ) ถามีความรูทางโหราศาสตรและดูฤกษยาม
ตลอดจนประกอบพิธีข้ึนบานใหม ทําพิธีกอนลงเสาแฮก (เสาแรก เสาเอกเสาขวัญ) เรียกวาพรม
ชาวบา นเชอ่ื วา สาเหตุของความเจบ็ ปว ยประการหน่ึงคอื การที่ขวัญหนีคิง(ขวัญหนีออกจากราง หรือ
เสียขวัญนั่นเอง) รางกายจะคืนสูสภาวะปกติไดจึงตองเรียกใหขวัญกลับเขามาอยูตามสวนตางๆ ของ
รางกาย การสูขวัญจึงเปนการรักษา (Curative Medicine) การสูขวัญเพื่อใหขวัญ “แข็งแรง” และ
เบกิ บานเปนการปองกนั (Preventive Medicine) ไดแก การสูขวัญตอนรับผูมาเยือน การสูขวัญ แม
มาน (หญิงมีครรภกอนคลอด) การสขู วัญ นาค การสขู วญั พระกอนเขา พรรษา เปนตน เคร่ืองหมายที่
แสดงวาขวญั กลบั เขาอยใู นรางกาย คือการผูกแขนดวยฝาย ตามสํานวนที่วาผูกเบื้องซายขวัญมา ผูก
เบ้ืองขวาขวัญอยู
พิธีการโจลมะม็วด เปนภูมิปญญาในการรักษาสุขภาพจิตชุมชนของชาวเขมรในจังหวัด
สุรนิ ทร เชนเดยี วกับการลาํ ผีฟา แตโ จลมะมว็ ดจะมเี รื่องเทพ และฤทธิ์เดชเชา มาเก่ียวของมากกวา คํา
วา "มะม็วด" เปนภาษาเขมรแปลวา แมมดหรือวารางทรงเปนบุคคลท่ีสามารถใหเทวดามาทรงได

๓๗ http://www.dusitcenter.org/dusitwebs/plan/news.php?id=3932 [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๑๔

โดยมากเปน ชาวบาน ทํามาหากกินตามปกตติ อ มามีอาการปวย เชน ชักกระตุกแลว สลบไปพูดจาสับสน
เพอ ๆ ฝนๆ เพีย้ นไปจากปกติ เปน ๆ หายๆ แมรักษาอยางไรก็ไมหายบางคนมีอาการนานนับปๆ กวา
จะคนหาสาเหตุพบวามีคนเขาทรงแลวบอกวามีเทวดาขออยูดวย เม่ือรูสาเหตุแลวทําพิธีตอนรับ โดย
การนําคนทรงอ่ืนที่เช่ียวชาญมาเปนพ่ีเล้ียง ใหลองเขาทรง เมื่อเขาทรงไดก็จัดสักการะบูชาตามท่ีแม
มดบอก อาการเจ็บปวยก็ทุเลาและหายไปเองในที่สุด คนที่เปนรางททรงของแมมดทุกๆ ป บางคนมี
ความสามารถทํานายเหตกุ ารณต า งๆ ไดแมน ยํา รกั ษาโรคเกง

๓. หมอตําแย หมอตําแยที่เปนผูหญิงและผูชายสามารถปฏิบัติงานไดแตกตางกัน คือหมอ
ตําแยผูห ญงิ จะทาํ หนา ทเ่ี ฉพาะการทําคลอด และการทําความสะอาดเด็กเทา น้ัน สวนข้ันตอนตอไปคือ
พิธีกรรมการเอาแมลูกออนอยูไฟนั้นเปนหนาที่ของหมอเปา หรือกรณีคลอดยากอาจตองใหหมอเปา
ทําน้าํ มนตใหหญงิ มคี รรภด ่ืมเรยี กวา สะเดาะ แตหมอตาํ แยผูชายสามารถทาํ ไดทุกขั้นตอนคือตั้งแตการ
ทาํ คลอด การทาํ ความสะอาดเดก็ จนกระท่ังถงึ พิธีกรรมการเอาแมล ูกออ นอยูไฟ

สรุปองคความรูหมอพ้ืนบานไทยสามารถจําแนกตามลักษณะของการรักษาอันเน่ืองมาจาก
สาเหตุของโรค ได ๓ ประเภท คือ ๑) หมอท่ีรักษาผูปวยอันเน่ืองมาจากสาเหตุของโรคที่เปน
“ธรรมชาต”ิ หรอื เนอื่ งมาจาก “พยาธ”ิ และความผิดปกติของธาตุทั้งส่ี ๒) หมอที่รักษาดวยพิธีกรรม/
สาเหตขุ องโรคเนื่องจากสิ่งท่ีเหนือธรรมชาติ โรคท่ีเกิดเหนือธรรมชาติ และ ๓) หมอตําแยการแพทย
แผนไทย (Traditional Thai Medicine) คอื วิถีการดูแลสขุ ภาพของคนไทยทีส่ อดคลอ งกับวัฒนธรรม
ประเพณีไทย มีการใชสมุนไพรทั้งในรูปแบบอาหาร และยา ใชในการอบ การประคบ การนวด
การแพทยแผนไทยมีการวินจิ ฉยั โรคเปนแบบความเชื่อแบบไทย มีองคความรูเปนทฤษฎี โดยพื้นฐาน
ทางพุทธศาสนาผสมกลมกลนื กับความเช่ือทางพิธีกรรม มีการเรียนการสอนและการถายทอดความรู
อยา งกวา งขวางสบื ทอดมายาวนานหลายพนั ป นับเปนภมู ปิ ญ ญาไทยที่นาสนใจ

๕.๓.๒ สถานการณภ มู ปิ ญญาทองถิ่นดา นสขุ ภาพและการแพทยพืน้ บา นไทย
ปจ จุบันเปนที่ยอมรับกันแลววาการแพทยแผนปจจุบันเพียงอยางเดียวไมสามารถแกปญหา
สุขภาพไดท้ังหมด เนื่องจากเปนระบบการแพทยท่ีมีราคาสูง ตองพ่ึงพิงเวชภัณฑ อุปกรณทาง
การแพทยจากตา งประเทศ ซง่ึ เปนขอ จํากัดที่สาํ คญั ที่ทําใหก ารแพทยแผนปจ จบุ นั ไมสามารถใหบริการ
ประชาชนไดอยางทั่วถึงและเทาเทียมกัน ดังน้ัน การหันไปศึกษาภูมิปญญาในการดูแลรักษาสุขภาพ
ของการแพทยพ้ืนบา นอยา งลุมลึกในทุกมิติ เพ่ือดึงศักยภาพขององคความรูท่ียังเหมาะสมกับยุคสมัย
มาปรับใชใหเกิดประโยชนสูงสุดในสถานการณจริงของชุมชนยอมเปนสิ่งที่ควรพิจารณา เพราะใน
ทัศนะของชาวบานนั้นการแพทยพ้ืนบานไมไดแยกออกจากการแพทยแผนปจจุบันอยางเด็ดขาดแต
ดาํ รงอยูอยางเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังนั้นการพัฒนาสาธารณสุขจึงควรพัฒนาการแพทยทุกระบบไป
พรอมกนั แลว ใหป ระชาชนเปนผเู ลอื ก รูปแบบของการรักษาท่ีเหมาะสมดวยตนเอง108๓๘

๓๘ ดารณี ออนชมจันทร, เรียนรูและเขาใจหมอพ้ืนบาน : ชุดความรูภูมิปญญาคุณคาหมอพ้ืนบาน :
กรณโี ครงการสํารวจศกั ยภาพหมอพืน้ บา น ๑๒ จังหวัด ป ๒๕๔๘, (นนทบุรี :กลมุ งานการแพทยพื้นบานไทย กรม
พัฒนาการแพทยแ ผนไทยและการแพทยทางเลอื ก กระทรวงสาธารณสขุ , ๒๕๔๘), หนา ๔๘.

๑๑๕

การดูแลสุขภาพแบบพื้นบาน (Indigenous Self-Care) เปนภูมิปญญาท่ีมุงเนนการดูแล
สขุ ภาพใหส มดลุ และสอดคลองกับกฎทางสังคมวัฒนธรรมและกฎธรรมชาติ เปนการดูชีวิตในมิติทาง
กาย ทางจิตใจ ทางจติ วิญญาณและทางอารมณใหอ ยูใ นสภาวะ กลมกลืมกับโลกรอบตัว และหากชีวิต
ละเมิดกฎทางธรรมชาติ ชีวิตจะเสยี สมดลุ ออ นแอ และเจบ็ ปวย

การแพทยพ้ืนบาน (Folk Medicine) เปนระบบวัฒนธรรมในการดูแลรักษาสุขภาพแบบ
พ้ืนบา นมีเอกลักษณเฉพาะวฒั นธรรม และมีการเรียนรู โดยอาศัยรากฐานประสบการณและรากฐาน
ความเชอ่ื ศาสนา ระบบการแพทยพื้นบานประกอบดวยองคประกอบ 3 สวน คือ หมอพื้นบาน ผูปวย
และบรบิ ททางสังคมวัฒนธรรม นอกจากนน้ั ระบบการแพทยพ้ืนบานยังมีปฏิสัมพันธระบบการแพทย
แผนปจจุบัน และระบบการแพทยอื่นในสังคมดวย เหตุน้ีจึงทําใหระบบการแพทยพ้ืนบานไมหยุดน่ิง
และมีการปรับตวั ตลอดเวลา

ปจจุบนั พบวา องคความรูภูมิปญญาสวนใหญมักเปนทักษะและประสบการณที่สะสมอยูกับ
หมอยาผนู ้นั เอง ไมม กี ารขดี เขียนบนั ทึกเปน ตาํ รา สําหรับหมอพ้ืนบานทสี่ ะสมความรูในรูปของตําราก็
พบวา ตําราเหลา น้ีอยูในสภาพท่ีเส่ียงตอการชํารุดเสียหาย หรือมีการชํารุดสูญหายไปแลว สวนใหญ
ยังไมมีศิษยหรือผูสืบทอดความรูตอ สภาพที่ดํารงอยูดังนี้บงบอกแนวโนมที่นาเปนหวงในการสืบตอ
ความรขู องหมอพ้ืนบา นและมีขอสังเกตเกย่ี วกับสาเหตทุ เี่ ปนอุปสรรคในการหาผูมาสืบตอความรูหมอ
ยาพน้ื บานท่ีลดนอยลง ดังนี้

๑. คานิยมและแรงจูงใจท่ีคนจะสืบตอความรูหมอพ้ืนบานเปล่ียนแปลงไป แรงจูงใจเดิมท่ี
สนใจศึกษาเพราะ อยากเปน อยากชวยเหลือผูอื่นและเห็นการรักษามาต้ังแตครอบครัว อาจไม
เพยี งพอแลวแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการเล้ียงชีพมีความสําคัญกวา จะเห็นไดวามีคนจํานวนมาก
สนใจเรียนและสอบใบประกอบโรคศลิ ปะแผนไทย เพราะสามารถนํามาเปนอาชีพเพื่อหารายได และ
ไดรับการยอมรับจากทางราชการ ในขณะท่ีหมอพื้นบานแมไดรับการยอมรับในชุมชน แตอาจไม
สามารถประกอบเปนอาชพี หลกั ไดแ ละไมไ ดก ารยอมรับจากทางราชการ

๒. ขอจํากัดเฉพาะในการคัดเลือกผูสืบตอความรูของหมอพ้ืนบานเอง แมหมอพ้ืนบานสวน
ใหญบอกวายนิ ดีสบื ทอดความรใู หแกใครก็ไดท ี่สนใจ แตไมไ ดห มายความวาทุกคนเปนหมอได ซ่ึงหมอ
พืน้ บา นแตละคนมกั จะมีหลกั เกณฑกาํ หนดวาผจู ะสามารถรับการถายทอดความรจู ากหมอพ้ืนบานได

๓. ความรูและทักษะประสบการณ ในการบําบัดรักษาของหมอพ้ืนบานอาจดูดอย
ประสทิ ธภิ าพและขาดความเปนระบบ ความรูเหลานี้อาจเสื่อมสภาพตามกาลเวลา กลายเปนเทคนิค
วิทยาท่ีลา สมยั

๔. การลดลงของแหลง วตั ถุดบิ สมุนไพร การรกั ษาของหมอพื้นบา นตอ งอาศยั วัตถุดบิ สมุนไพร
ซึ่งไดมาจากปาและทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน เมื่อพ้ืนที่ปาและทรัพยากรธรรมชาติลดลง มีผลให
การรกั ษาของหมอยาพื้นบานยากลาํ บากมากขึน้ และมปี ระสิทธิภาพลดลง รวมถึงความสะดวกในการ
จัดหายาสมนุ ไพรมาบาํ บัดรักษาผูปว ยกจ็ ัดหามาบริการไดย ากลําบากข้ึน

ทีก่ ลาวมาท้งั หมดนั้นจะเห็นไดวาภูมิปญ ญาทองถิ่นดานสุขภาพดํารงอยูบนความหลากหลาย
ของวัฒนธรรมความเชื่อของแตละทองถ่ิน แตก็หาไดหยุดนิ่งเฉพาะในทองถิ่นน้ันๆไม ยังมีการ

๑๑๖

แลกเปลีย่ นเรยี นรูในกลุม หมอพนื้ บานดว ยกนั เอง และเรยี นรเู ลอื กรับปรบั ใชอ งคค วามรขู องการแพทย
ระบบอื่นๆของประชาชนผบู ริโภค ซ่ึงกม็ ที ้งั หมอพ้ืนบานท่ียังคงบทบาทอยูในจรรยาของหมอพ้ืนบาน
และสว นทปี่ รับไปตามกระแสสังคมและเศรษฐกิจ กลายเปน หมอขายสมุนไพรจึงทําใหเกิดภาพลักษณ
ของหมอพน้ื บานใน ๒ ลักษณะ คอื หมอพื้นบานท่พี งึ พอใจในความเปน หมอ

พนื้ บา นไมใ หความสําคัญกบั ใบประกอบโรคศลิ ป แตตองการการรับรองใหมีที่ยืนอยูในสังคม
ไดอยางมีศักด์ิศรี ใชความรูความสามารถชวยเหลือผูอ่ืนได กับอีกลักษณะหนึ่งคือหมอพื้นบานท่ี
ตองการประกอบอาชพี กลมุ นี้ตองการไดร ับใบประกอบโรคศิลปะเพือ่ เปน ตวั นําทางใหสามารถนําองค
ความรูการแพทยพ้ืนบานของตนมาใชเปนอาชีพ ดังน้ันในบางพื้นท่ีจึงอาจเห็นความขัดแยงในสถาน
บทบาทของหมอพื้นบาน และเกิดมีกลุมเครือขายตางๆท่ีเกิดการรวมตัวกันดวยวัตถุประสงคที่
แตกตา งกนั

เม่ือการแพทยแผนปจจุบันไดขยายขอบเขตการใหบริการอยางกวางขวาง ทําใหการแพทย
แผนปจจุบนั กลายเปน การแพทยแ ผนหลกั ของสังคมไทย ในขณะที่การแพทยแผนไทยและการแพทย
พนื้ บา นไมไดร ับการเหลยี วแลและสนบั สนุนจากรัฐเทาทีค่ วร การดํารงอยูของระบบบริการสาธารณสุข
ของไทยจึงเปนระบบจํายอม สวนจะพัฒนาข้ึนเปนระบบคูขนาน หรือระบบผสมผสานหรือไมนั้นก็
ขึ้ น อ ยู กั บ น โ ย บ า ย ข อ ง รั ฐ ว า จ ะ ส นั บ ส นุ น แ ล ะ เ ห็ น คุ ณ ป ร ะ โ ย ช น ข อ ง ร ะ บ บ ก า ร แ พ ท ย อื่ น ๆ
นอกเหนือจากการแพทยแผนปจจุบันหรือไม ถึงแมวาการแพทยพื้นบานจะดํารงอยูในระบบจํายอม
แตจากขอเท็จจริงก็ปรากฏวายังมีชุมชนในชนบทอีกจํานวนไมนอยท่ีการแพทยพื้นบานยังคงไดรับ
ความนยิ มจากประชาชน และเมื่อทาํ การศึกษาวา มีปจ จยั อะไรที่ทําใหการแพทยพื้นบานสามารถดํารง
อยูไดอ ยางเหนยี วแนนในชมุ ชนดงั กลา ว ก็พบปจ จัยทส่ี ําคัญๆ ดังตอ ไปน้ี109๓๙

๑. ความสอดคลองของวิถีชีวิตชุมชน รูปแบบและวิธีการรักษาของหมอพ้ืนบานท่ีสอดคลอง
กับวิถีชีวิต สถานะทางเศรษฐกิจของชาวบาน มีการรักษาท่ีไมยุงยากซับซอนและที่สําคัญ คือไม
แบงแยกผปู ว ยออกจากครอบครัวและญาตพิ ่นี อง

๒. ลักษณะของความเจบ็ ปว ย และประสทิ ธภิ าพในการรกั ษา มีความเจ็บปวยบางประเภท ท่ี
ชาวบานเชอ่ื วา ตองรกั ษากบั หมอพืน้ บา นเทาน้ันจึงจะหาย เชน ไขหมากไหม (ไขรากสาด)และโรคกํา
เรดิ งูสวดั เปน ตน ละการแพทยพืน้ บา นก็มีประสทิ ธภิ าพในการรักษาโรคดังกลาวไดค อ นขางดี

๓. ความเช่อื เกีย่ วกับสาเหตุของการเกดิ โรคท่ีสอดคลอ งกันระหวางหมอพ้ืนบานและผูปวย ท่ี
เชอ่ื วาความเจ็บปว ยมีสาเหตุมาจากอํานาจเหนือธรรมชาติและสาเหตุจากธรรมชาติ

๔. ลักษณะทางสังคมท่เี อื้ออํานวย ตอการดํารงอยูของหมอพ้ืนบาน ไดแก ระบบสังคมแบบ
เครือญาติและระบบอาวุโสท่ีเหนียวแนน เน่ืองจากความเจ็บปวยไมใชเปนเร่ืองของปจเจกบุคคลแต

๓๙ รุงรังษี วิบูลชัย, การดํารงอยูของการแพทยพื้นบาน : กรณีศึกษาหมูบานนาสีดา ตําบลขาวปุน
อาํ เภอกดุ ขาวปนุ จังหวดั อบุ ลราชธาน,ี (กรงุ เทพมหานคร : ฐานขอ มูลวิทยานิพนธไทย, ๒๕๓๘), หนา บทคดั ยอ.

๑๑๗

เปนเรอื่ งของครอบครวั และชมุ ชน ดังน้นั ความเปนเครือญาตแิ ละความเคารพในระบบอาวุโสจึงเขามา
มบี ทบาทสาํ คัญในการชแี้ นะรูปแบบการรักษาอนั มผี ลอยา งย่งิ ตอการดาํ รงอยขู องการแพทยพ ื้นบา น

ดังนัน้ บทบาทหมอพื้นบานข้ึนอยูกับระบบความเชื่อ เก่ียวกับสุขภาพและมีผลตอพฤติกรรม
สขุ ภาพในดานการปองกนั การรกั ษาพยาบาลและการฟนฟสู ขุ ภาพของชาวบาน หมูบานที่มีความเชื่อ
เรื่องพลงั ของดวงดาว บทบาทของหมอตํารา หมอดู หมอเสียเคราะห จะเดน หากเปนความเจ็บปวย
จากเช้อื โรค สภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ เปนบทบาทของหมอยา หมอกระดกู หมอบบี เสน หมอนวด
หมอตําแย หากเจ็บปวยดวยอํานาจมนตร คาถา ก็เปนบทบาทของหมอมนตร หมอธรรม หาก
เจ็บปวยเพราะกรรมผูมีบทบาทคือพระสงฆ หากเจ็บปวยดวยอํานาจผี เปนบทบาทของหมอลําทรง
หากเจ็บปว ยดวยการผดิ ฮตี คลอง ผมู บี ทบาทคอื ผอู าวโุ สในหมบู า นและหมอธรรมหมอเสียเคราะห แต
อยา งไรกต็ ามการเจบ็ ปวยมกั มีสาเหตุจากหลายสาเหตุ ดังนั้นหมอพื้นบานคนหน่ึงมักมีความรูหลายๆ
แบบในหลายๆ โรค

อยา งไรก็ตาม ท้ังการแพทยแผนไทย และการแพทยแผนไทยประยุกต ตางเปนภูมิปญญาที่
แสดงอัตลกั ษณความเปนชาตไิ ทย เปนความภาคภูมิใจของคนไทยท่ียังคงรักษาศาสตรการแพทยของ
ชาติไวไดในทามกลางการแสวงหาทางเลือกในการดูแลรกั ษาสขุ ภาพและกระแสการเขามาของศาสตร
การแพทยทางเลือกตางๆ ดังนั้นในการพัฒนาการแพทยแผนไทยท่ีผานมาจึงไมไดแบงแยกวาเปน
การแพทยแผนไทย หรือการแพทยแผนไทยประยุกต เนื่องจากการแพทยแผนไทยประยุกตเปนการ
พัฒนาตอยอดภูมิปญญาเพื่อรักษาและฟนฟกู ารแพทยแผนไทยใหก ลบั คืนมา แมแตใ นพระราชบัญญัติ
การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ยัง กําหนดใหมีสาขาการแพทยแผนไทยและสาขาการแพทย
แผนไทยประยุกตเคียงคูกันเพื่อทาหนาที่ไปตามบทบาทหนาท่ี ที่กําหนดในกฎกระทรวง ดังน้ันผูท่ี
พัฒนาการแพทยแผนไทยอยางเขาใจในจิตวิญญาณของการแพทยแผนไทยอยางแทจริง จะไมมีการ
แบงแยกการแพทยแผนไทย การแพทยแ ผนไทยประยุกต แตจ ะสรางความรวมมือรวมใจใหภูมิปญญา
ของชาติกาวเดินไปดวยกันอยางภาคภูมิใจในความเปนไทย ยกระดับภูมิปญญาของชาติใหเทียบทัน
อารยประเทศและกาวไกลสูสากลอยางยั่งยนื

๕.๔ ภมู ิปญ ญาไทยทางดา นอุตสาหกรรมและหตั ถกรรม

หัตถกรรม ประกอบดวยสาระสําคัญ ไดแก ความหมายและความเปนมาของหัตถกรรม
ลักษณะของหัตถกรรมไทย และประเภทของหัตถกรรมไทย โดยความหมายของหัตถกรรม
(Handicraft) หมายถงึ การทําดวยมือ เกิดจากการสรางสรรคของชาวบาน ชางฝมือชางในทองถิ่นใด
ทองถ่ินหนง่ึ โดยมุงประโยชนใ ชสอยท่เี กยี่ วของกับวิถชี วี ิตประจาํ วนั ความรูในการสรางงานหัตถกรรม
มักไดร บั การสบื ทอดตอ ๆ กันมาภายในครอบครัวหรือทอ งถ่ิน และการสืบทอดตอ เน่อื งกันมายาวนาน
จนมีชื่อเสียงเปนเอกลักษณของทองถิ่นแสดงใหเห็นถึงวัฒนธรรมความเชื่อในทองถิ่นสวนความ
ประณตี ขนึ้ อยูกบั ผูทาํ เปนหลักวาจะมีจิตใจที่ละเอียดออนมีฝมือประณีตเพียงใด จนนําไปสูการสราง
งานที่มีคณุ คา กลายเปนศิลปหัตถกรรมท่สี วยงามแฝงดวยสุนทรียภาพ และภูมิปญญาของผูสรางไวใน
งาน คณุ คา ของงานหตั ถกรรมไทย แตเดิมงานสวนใหญไมไดทําเปนอาชีพผลผลิตท่ีเกิดขึ้นเพื่อเก็บไว

๑๑๘

ใชสอยในครัวเรือน ตอบสนองตอความจําเปนในการดํารงชีพ แตเมื่อเหลือจากการใชสอยแลวจึงจะ
นําไปขายเพ่อื แลกเปลี่ยนเปนผลิตผลอยา งอืน่ 110๔๐

๕.๔.๑ ศลิ ปหตั ถกรรมพื้นบาน
“ศลิ ปหตั ถกรรมพืน้ บาน” คอื งานศิลปะของกลุม ชนใดกลุมชนหน่ึงท่ีมี เอกลักษณรวมกัน มี
ความเปน อยทู ่เี รียบงา ย พนจากอิทธพิ ลของวฒั นธรรมเมอื ง โดยพยายามสรางสรรคผลงานศิลปกรรม
ทม่ี รี ูปลักษณท ่สี วยงาม สรา งความพึงพอใจและมีคุณคาในดานประโยชนใชสอย เชนเดียวกับ วัฒนะ
จูฑะวภิ าต ทไ่ี ดกลาววา ศิลปหัตถกรรมพ้นื บาน คือ งานศิลปะที่มีความงาม ความเรียบงาย จากผลิต
กรรมของชาวบา น มคี ณุ คาทางดา นความงามและประโยชนใชสอย หรือคือประจักษพยานดานหนาที่
ใชส อยและดา นสุนทรียข องวฒั นธรรมทางวัตถอุ นั ผลิตขึน้ และใชสอยโดยคนธรรมดาสามญั 111๔๑
ศิลปหัตถกรรมพื้นบา น นอกจากจะสนองตอบความตองการของมนุษยทางดานจิตใจ เม่ือได
สัมผัสกับความงามแลว จุดเดนของศิลปหัตถกรรมพ้ืนบาน คือ การตอบสนองความตองการของ
มนุษยท างดานรา งกาย เม่อื นามาใชส อยในชีวิตประจําวนั นัน้ คือ

๑) ศลิ ปหัตถกรรมพ้ืนบา นเปนประยุกตศลิ ป
๒) ศิลปหัตถกรรมพน้ื บา นจะตกแตงใหสวยงามโดยเนนสสี นั และลวดลาย
๓) ศิลปหัตถกรรมพื้นบานไมน ิยมการเปลย่ี นแปลง
๔) ศิลปหัตถกรรมพืน้ บา นมคี วามเปน สากล
สําหรับเอกลักษณของความเปนศิลปหัตถกรรมพ้นื บา นนน้ั ไดแ ก ศลิ ปหตั ถกรรมพื้นบานเนน
ในเรื่องของประโยชนใชสอยเปนหลัก โดยมีจุดมุงหมายรอง คือ เพื่อความสวยงาม ศิลปหัตถกรรม
พืน้ บา นจะไมนิยมการเปลี่ยนแปลงพัฒนาในดานรปู ทรงที่เปนเอกลักษณ แตจ ะเพ่ิมเติมและตกแตงให
ดูแปลกตาขึ้นดวยสีสันและลวดลาย และศิลปหัตถกรรมพื้นบานจะมีความเปนสากล ท้ังใน
ระดับประเทศและระดบั นานาชาต1ิ12๔๒
เครื่องจักสานเปนงานศิลปหัตถกรรมและหัตถกรรมอยางหนึ่ง ที่มนุษยคิดวิธีการตางๆข้ึน
เพื่อใชสรางเครื่องมือ เครื่องใช ในชีวิตประจําวัน ดวยวิธีการสอดขัดและสานกันของวัสดุที่เปนเสน
เปน ร้วิ โดยสรางรูปทรงของส่ิงที่ประดิษฐข้ึนน้ันตามความประสงคในการใชสอย การสรางเครื่องจัก
สานของมนษุ ยโ ดยท่ัวไป โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ในประเทศไทยจะขึ้นอยกู ับเงอ่ื นไขทางความตองการดาน

๔๐ จารุวรรณ รัตนโภคา, การพัฒนารูปแบบการจัดการความรูหลักสูตรฐานสมรรถนะวิชาชีพหัตถกรรม
โดยภูมิปญ ญาไทย,วทิ ยานพิ นธป รญิ ญาดุษฎบี ณั ฑิต (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระ
นครเหนือ, ๒๕๕๑), หนา ๓๓.

๔๑ วัฒนะ จฑู ะวิภาต, ศลิ ปะการออกแบบตกแตงภายใน, (กรุงเทพมหานคร : วิทยพัฒน, ๒๕๕๓), หนา
๑๓.

๔๒ วุฒิ วัฒนสิน, ศิลปะระดับมัธยมศึกษา, (ปตตานี : ฝายเทคโนโลยีทางการศึกษาสํานักวิทยบริการ,
๒๕๔๑), หนา ๕๔.

๑๑๙

ประโยชนใชสอย ตามสภาพภูมิศาสตรประสานกับขนบประเพณีศาสนาและวัสดุในทองถิ่นนั้น ๆ
ประกอบกนั ข้นึ เปน เคร่ืองจกั สาน113๔๓

ประเภทของเครอ่ื งจักสานในประเทศไทยสามารถจําแนกได ๒ ลักษณะ ไดแ ก
๑. การจําแนกประเภทตามการใชส อย จําแนกเปน

๑) เคร่อื งจกั สานเก่ยี วกบั การบริโภค เชน กระติบขา ว มวยน่ึงขา ว
๒) เครอื่ งจักสานท่ีใชภ าชนะบรรจสุ ่งิ ของ เชนกระบุง ตะกรา กระจาด ปุงก๋ี
๓) เคร่อื งจกั สานทใ่ี ชป องกันแดดฝน ไดแ ก หมวก งอบ หมวกจีน
๔) เครื่องจักสานทีใ่ ชเ ปนสวนประกอบอาคารบานเรือน และเครือ่ งปูลาด ไดแ ก ฝาเรือน
เสื่อลาํ แพน เสอ่ื สาํ หรบั ปูน่งั ปูนอน
๕) เครื่องจกั สานท่ีใชเปน เครื่องดัก กักขึงและจับสัตวนํ้า ไดแกลอบ ไซ อีจู ตุม สุมปลา
ชะนาง
๖) เคร่ืองจักสานท่ีใชเครื่องประดับตกแตงและเคร่ืองกีฬา ไดแกมูลี่ ปลาตะเพียน
ตะกรอ กระเชา ของขวญั ของชาํ รวยตา ง ๆ และ
๗) เคร่ืองจักสานเก่ียวกับความเชื่อ ประเพณีและศาสนา เชน การทําพานหมากเบ็งใส
ขาวบูชาพระของชาวอสี าน
๒. การจําแนกตามวสั ดทุ ใี่ ชผ ลิต ไดแ ก
๑) เคร่อื งจักสานที่ใชวสั ดุธรรมชาติในการผลิต ไดแก กระจาด ตระกรา กระบุง สุมปลา
สุม ไก เปน ตน และ
๒) เครือ่ งจกั สานท่ีไมใ ชวัสดุธรรมชาติในการผลิต ไดแก เขง มูลี่ กระเชาของขวัญ และ
ของชํารว ยตา ง ๆ เปน ตน
อยางไรกต็ ามเครื่องจักสานมีความสัมพันธกับมนุษย เน่ืองจากเครื่องจักสานของไทยในภาค
ตาง ๆ มีมากมายหลายชนิด และมีเอกลักษณเฉพาะถิ่นที่แตกตางกันออกไป โดยลักษณะเฉพาะถิ่น
ของเคร่ืองจักสานเหลาน้ัน สะทอนใหเห็นถึงสภาพภูมิศาสตรของแตละทองถ่ิน สภาพการดํารงชีวิต
ขนบธรรมเนยี บประเพณี ความเช่อื ตลอดจนการนับถอื ศาสนาของกลุมชนทผ่ี ลิตเครื่องจักสาน ดังนั้น
เคร่ืองจักสานจึงเปนศิลปหัตถกรรมที่มีคุณคาในฐานะที่เปนหลักฐานทางประวัติศาสตรของชุมชน
ทองถ่ินตางๆ ไดเ ปนอยางดี114๔๔

๔๓ วัฒนะ จูฑะวิภาต, การออกแบบเคร่ืองประดับ, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
๒๕๔๕), หนา ๓๓.

๔๔ วบิ ลู ย ลีส้ วุ รรณ, เครือ่ งจกั สานในประเทศไทย, (กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร, ๒๕๓๒), หนา ๗๖ –
๗๘.

๑๒๐

นอกจากนี้ เครอื่ งจักสานยังเปน งานศิลปหัตถกรรมทส่ี ะทอ นใหเ ห็นภมู ปิ ญ ญาของชาวบานได
หลายอยา ง เชน สะทอนใหเหน็ ถงึ ความชาญฉลาดในการเลือกสรรวัตถุดิบแตละชนิดเปนอยางดี แลว
นํามาดัดแปลงแปรรูปเปนวัตถุท่ีใชทําเครื่องจักสานดวยวิธีงายๆ แตสนองการใชสอยไดดี เชน ชาว
ภาคใตน าํ ใบลาํ เจยี กหรอื ใบปาหนันมาจักและสานเปนเสื่อและกระสอบโดยนําใบลําเจียกไปลนไฟให
ใบนิ่มกอนทจี่ ะจักเปนเสน หรอื นําตนกระจูดไปแชโคลนแลว รดี ใหแ บน หรือการจักไมไผเปนตอกแบบ
ตางๆ ใหเหมาะสมที่จะใชสานเปนเครื่องจักสานแตละชนิดซึ่งสิ่งเหลานี้เปนภูมิปญญาพื้นบานที่
ชาวบา นเรียนรจู ากการสังเกตและการทดลองสบื กนั มาแตบรรพบุรุษ ทําใหเครื่องจักสานแตละชนิดมี
รปู แบบและประโยชนใ ชสอยท่ีสมบูรณล งตวั

เครอื่ งจกั สานเปน งานศิลปหัตถกรรมทค่ี นไทยใชเ ปน เครือ่ งมือเคร่ืองใชตางๆ มากมายหลาย
ชนดิ และเคร่อื งจักสานทผี่ ลิตขึ้นในภาคตา งๆ นน้ั มักใชวัตถุดิบในทองถ่ินที่แตกตางกันไปทําใหเคร่ือง
จักสานที่ทําข้ึนเปนรูปแบบที่แตกตางกันไปตามประเภทของวัตถุดิบ ประโยชนใชสอย สภาพการ
ดํารงชีวิตและสภาพภูมิศาสตร ความนิยมตามขนบประเพณี และวัฒนธรรมของแตละทองถิ่น ส่ิง
เหลาน้ีเปนองคประกอบสําคัญท่ีทําใหเคร่ืองจักสานแตละภาคแตละถ่ินไทย เชน ภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนอื นอกจากประชากรในภาคอีสานจะมีความหลากหลายของลักษณะทางชาติพันธุ
แลว ยังมีวัฒนธรรมการบริโภคขา วเหนยี วเชน เดยี วกับประชาชนสวนใหญใ นภาคเหนือ แมวา คนอีสาน
จะบรโิ ภคขา วเหนยี วเหมือนกับคนภาคเหนือก็ตามแตเครื่องจักสาน ท่ีเกี่ยวเน่ืองดวยการบริโภคขาว
เหนียวของภาคอสี านมีลกั ษณะเฉพาะตนท่ีตาง ไปจากของภาคเหนือ ถึงแมจะใชประโยชนในการใส
ขาวเหนยี วเชนเดยี วกันก็ตามเคร่อื งจักสานภาคอีสานทเ่ี กยี่ วเนื่องดวยวฒั นธรรมการบรโิ ภคขาวเหนียว
ที่สาํ คัญ คือ กองขาว และกระตบิ กองขาวและกระติบของชาวอีสาน ในบริเวณอีสานกลางและอีสาน
ใตมีรูปแบบเฉพาะตนที่ตางกัน โดยมีรูปแบบและวิธีการสานท่ีเปนของตนเองตามความนิยมของ
ทองถ่ินท่ีสืบทอด กันมาแตโบราณ กองขาวท่ีใชกันในบริเวณอีสานกลาง โดยเฉพาะจังหวัด
มหาสารคามรอยเอ็ด ขอนแกน น้ันมีลักษณะและรูปแบบตางไปจากกระติบขาวที่สานดวยไมไผของ
ถิน่ อืน่ ๆ

อยา งไรก็ตาม ความแตกตางระหวางกองขางและกระติบ เกิดจากความนิยมของทองถ่ินแต
ละทองถ่ินท่ที าํ สบื ทอดตอ ๆ กนั มาแตบ รรพบุรุษปจจุบัน กองขาวและกระติบยังคงรักษารูปทรงและ
ลักษณะเฉพาะถ่ินของตนไวได เพราะผูสานแตละถ่ินมักมีความถนัดและเคยชินในการทําตาม
แบบอยา งของตนมากกวา ท่จี ะเลยี นแบบกองขาวถิ่นอ่ืน แมปจจุบันเคร่ืองจักสานพื้นบานอีสานจะมี
รูปแบบเปลี่ยนแปลงไปบาง เชน เพ่ิมสีสันหรือนําวัสดุสมัยใหม เชน พลาสติกเขามาประยุกตใช
ประกอบกับเครื่องจกั สาน ซ่ึงเปน ไปตามสมัยนิยมมากกวา ความตองการทเ่ี ปลยี่ นแปลงรปู แบบดั้ง เดิม
ของตน แตใ นท่ีสุดกอ งขา วไมไผก ย็ ังเปนทน่ี ยิ มของชาวบา นมากกวา ภาชนะชนิดอ่ืน

เครื่องปนดนิ เผา ยงั ถือไดว า เปน ภมู ิปญญาทางดานหัตถกรรมอุตสาหกรรมที่สําคัญมากของ
ไทย เครื่องปนดินเผาสามารถแบงออกไดหลายอยางแตกตางกันตามลักษณะตางๆ เชน แบงตาม

๑๒๑

ลักษณะของเน้อื ดินและอุณหภมู ทิ ีใ่ ชเผา แบงตามลักษณะการใชประโยชน แบงตามวิธีการผลิต แบง
ตามแหลง ผลิต การแบงเคร่ืองปนดินเผาออกเปนลักษณะตางๆ คือ ๔๕
115

๑. เคร่ืองดินเผา (Earthenware) เครื่องดินเผาเปนเคร่ืองปนดินเผาท่ีมนุษยรูจักทําเปน
ประเภทแรก โดยการนาดินเหนยี วในทอ งถิ่นทีเ่ รยี กกนั วา ดินแดง ซงึ่ มลี ักษณะสําคัญมเี นื้อดนิ ละเอยี ด
แหง ชา มคี วามเหนียวดี มีเปอรเซ็นตของเหล็กสูง มกั มีสนี ้ําตาลเขม หรือสีเทาแกมาเผาในอุณหภูมิตํ่า
ประมาณ ๙๕๐-๑,๐๖๐ องศาเซลเซยี ส ผลิตภัณฑท่ีไดมักเปนสีแดง หรือสีนาตาลออน มีอัตราดูดซึม
ต้งั แต ๕-๒๐ เปอรเซ็นต เวลาเคาะเสียงทึบๆ ไมกังวาลการขึ้นรูปผลิตภัณฑ อาจทําไดหลายวิธีไดแก
การใชห นิ ดปุ ระกอบ ไมตี แปน หมนุ การกดพิมพ การรีดดินและการขึ้นรูปโดยวิธีอิสระ เชน แบบขด
แบบแผน เปนตน สวนมากมักนิยมใชดินเช้ือหรือทรายผสม เพื่อชวยใหมีความพรุนตัว และควบคุม
การหดตวั ตลอดจนเปนโครงสรางของเน้ือดินชวยใหขึ้นรูปไดสะดวก ไมแตกเสียหาย บิดเบี้ยวไดงาย
เครอ่ื งดนิ เผานยิ มใชท าํ กระถางตนไมหรือภาชนะเก็บนาเย็น เชน หมอน้ํา คนโท สวนเครื่องดินเผาที่
ไมตองการใหน ํ้าซมึ อาจเคลือบผิวดว ยนํา้ เคลือบประเภททนไฟต่าํ เชน เคลือบตะก่วั และเคลอื บดาง

การตกแตงผิวอาจทาดวยวิธีการตาง ๆ ขณะที่ดินยังหมาด ออนนิ่ม ดวยวิธีกดหรือประทับ
ลวดลาย ตีดวยไมท ี่เปนลวดลายขดู ขดี ดว ยของแหลม ปน ตดิ ประดับตกแตง

ปจจบุ นั มกี ารทาํ ผลิตภณั ฑเครอื่ งดินเผาชนิดสขี าว อันมสี ว นผสมของหินเข้ียวหนุมาน ซ่ึงชวย
ใหผลิตภัณฑมีความแข็งแกรงเพ่ิมข้ึน ดินขาวและหินฟนมา ซ่ึงชวยลดจุดสุกตัวใหตํ่าลงโดยจะตอง
ผสมในอัตราสว นท่ีเหมาะสม เพื่อยังคงความเหนียวของเนื้อดนิ ไว

๒. เคร่ืองถวยหิน (Stoneware) เครื่องถวยหินเปนเครื่องปนดินเผาที่ทํามาจากดินที่มี
คณุ ภาพทนไฟคอนขางสงู สว นมากเนื้อดินตามธรรมชาติจะมสี นี ้ําตาลและสีเทา การเผาไฟถึงจุดสุกตัว
หรือจุดหลอมตัว ซงึ่

แรธาตุตางๆ จะหลอมรวมกันเปนเน้ือเดียว ในอุณหภูมิระหวาง ๑,๒๓๐ – ๑,๓๐๕ องศา
เซลเซียส ผลิตภัณฑที่ไดจะมีเน้ือหยาบ แนนและมีความแข็งแกรงมาก น้ําและของเหลวซึมผานได
นอยมาก อัตราการดูดซึมน้ําของเคร่ืองถวยหินที่ใชทําถวยชาม ประมาณ ๒-๓ เปอรเซ็นต สีของ
ผลติ ภณั ฑห ลังเผาจะขึน้ อยกู บั จาํ นวน และชนิดของแรธาตุทีเ่ จือปนอยภู ายในเนื้อดินซึ่งจะแตกตางกัน
ไปตามแหลงวัตถุดิบตางๆ สําหรับเครื่องถวยหินที่มีสีคอนขางขาว ซ่ึงทาจากดินท่ีมีอัตราสวนของ
เหล็กออกไซดต ํา่ มลี กั ษณะใกลเคยี งกบั เครอื่ งถว ยเปลอื กไข

การขน้ึ รูปผลติ ภัณฑท่ที ําจากเครื่องถวยหิน อาจทําไดหลายวิธีเหมือนการข้ึนรูปผลิตภัณฑที่
ทาจากเครื่องดิน เนื่องจากเนื้อดินมีสภาพเหนียว โดยมากนิยมผสมทรายหรือหินเข้ียวหนุมาน เพ่ือ

๔๕ วัชรพล แกวเสนห ใน, องคค วามรภู ูมิปญญาชา งฝมอื เครอ่ื งปนดินเผา บา นเทอดไทย หมูที่ ๑ ตําบล
เทอดไทย อําเภอทงุ เขาหลวง จงั หวัดรอยเอ็ด, (รอ ยเอด็ : สาํ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดรอยเอด็ , ๒๕๕๔), หนา ๓ –
๔.

๑๒๒

ชวยเปนโครงสรางและทําใหผลิตภัณฑท่ีไดมีความแข็งแกรงเพิ่มมากข้ึน เคร่ืองถวยหินนิยมใชทา
ภาชนะใสอ าหาร เครื่องประดับ ฯลฯ

๓. เคร่อื งถวยเปลอื กไข เครื่องถวยเปลือกไขเปนเคร่ืองปนดินเผาชั้นดีทําไดยาก และมีราคา
แพงท่ีสุดในบรรดาเคร่ืองถวยท้ังหลาย ทําจากดินขาว ท่ีมีความขาวบริสุทธ์ิ มีอัตราสวนของเหล็ก
ออกไซดในเน้ือดินต่ํามากนํามาผสมกับหินเข้ียวหนุมาน หินฟนมา หินปูน และดินขาวเหนียวตาม
สัดสวนท่ีเหมาะสม และมีความเหนียวหนืดพอดีจนปนไดบางเหมือนเปลือกไข การเผาใชอุณหภูมิ
๑,๒๖๐-๑,๓๓๕ องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑที่ไดจะมีความแข็งแกรงมาก โปรงแสง เคาะมีเสียงกังวาน
นาํ้ และของเหลวไมส ามารถซมึ ผานไดก ารข้ึนรูปผลติ ภณั ฑประเภทเครื่องถว ยเปลือกไขนิยมข้ึนรูปถวย
ดวยวธิ ีหลอและ ข้นึ รูปดวยใบมดี เปนสว นใหญ

๕.๔.๒ สภาพท่วั ไปศลิ ปหัตกรรมพ้นื บา นในปจจุบัน
ภูมิปญญาพื้นบานในการพัฒนาผลิตภัณฑเครื่องจักสานท่ีดําเนินมาแตบรรพบุรุษ ถายทอด
วัฒนธรรมการจักสานเปนอาชีพดั้งเดิมของชาวบาน การผลิตเคร่ืองจักสานของกลุมชาวบาน
ผูประกอบการผลิตเครื่องจักสาน ผักตบชวา หวาย ในอดีตชาวบานจะหาวัตถุดิบในทองถ่ิน แต
ปจจุบันมีการรับซื้อจากแหลงอื่นๆ นอกจากน้ีเครื่องจักสานกับความเช่ือเร่ืองพิธีกรรม ในอดีต
ชาวบานมคี วามผกู พันกับเคร่อื งจกั สานในวถิ ีชีวติ และมีเคร่อื งจกั สานบางชนิดท่ียังใชในพิธีกรรม เชน
การเกิด ประเพณีงานบุญ พิธีทางศาสนา ในปจจุบันความเชื่อและพิธีกรรมของเครื่องจักสานไดลด
นอยลงเนื่องจากความเจรญิ ดา นเทคโนโลยี ดา นการพฒั นากลุม บุคคลใหม ีความรูในการผลิตเครื่องจัก
สานโดยการแสวงหาความรู การแลกเปล่ียนความรูจากกลุมอื่น หรือหนวยงานอ่ืนภายนอกกลุมของ
ตนโดยการอบรม ประชุมสมั มนา ศกึ ษาดูงาน หรอื เขา รวมกจิ กรรมการประยุกตผลิตภัณฑจักสานการ
พัฒนาดานวัตถดุ ิบทหี่ าไดใ นพน้ื ที่ และการผลติ อยางตอเน่ือง มีการนําเทคนิคในดานตาง ๆ เขามาใช
ในกระบวนการผลิต เชน การคัดเลอื กตน ผักตบชวา การยอมสีหวาย การแปรรูปผลิตภัณฑชนิดตาง ๆ
มีการพฒั นาเพ่ิมมูลคาผลติ ภณั ฑวตั ถดุ ิบท่ีทาํ ใหเคร่อื งจักสานมีคุณภาพ โดยผูผลิตตองมีความรูในการ
คดั เลือกคณุ ภาพของวัตถดุ ิบ สว นการแปรรูปผลิตภัณฑไดเนนความประณีตสวยงาม ความเหมาะสม
กับการใชงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ กระบวนการผลิตตลอดจนการถายทอดภูมิปญญาเพื่อยกระดับ
ผลิตภัณฑเครือ่ งจกั สานใหม คี ุณภาพเปนทยี่ อมรับ ทําใหม กี ารปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตเคร่ือง
จักสาน มจี ดุ เดน มีเอกลกั ษณ ซึ่งตองอาศยั ความรคู วามสามารถ และประสบการณของสมาชิกทุกคน
ดานการสงเสริมการผลิตเครื่องจกั สาน จากภูมิปญ ญาพนื้ บา นใหม ีการพฒั นาเชิงพาณชิ ย โดยชาวบาน
ท่ีมฝี ม อื ในการผลติ เคร่อื งจักสานท่เี ปน เอกลกั ษณของชุมชน116๔๖
ดังน้ันการพัฒนาเคร่ืองจักสาน หวาย ผักตบชวา ใหเปนที่ตองกาของผูบริโภค และมีการ
สงเสริมดานการตลาดสามารถใชเปน ชองทางในการเพมิ่ รายไดใหกับกลมุ สาํ หรับปจจัยที่สงผลใหกลุม

๔๖ สุภาพร ชาววัง, การประยุกตใชภูมิปญญาพื้นบานในการพัฒนาเครื่องจักสานเชิงพาณิชย จังหวัด
นครราชสมี า, วิทยานิพนธศิลปศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย
มหาวารคาม, ๒๕๕๒), หนา บทคดั ยอ .

๑๒๓

ประสบผลสําเร็จในการดําเนินงานของกลุมอาชีพ ไดแก การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑใหมีความ
หลากหลายตามความตอ งการของตลาด การหาชองทางจําหนา ยไดด วยตนเอง รวมทั้งการไดรับความ
รวมมือสง เสริมสนับสนุนจากหนวยงานราชการและพอคา เพื่อเผยแพรประชาสัมพันธผลิตภัณฑและ
การบรหิ ารจดั การ

สําหรับปจจัยหลักของความสําเร็จของการพัฒนาอาชีพของกลุมจักสานน้ันควรมีปจจัยท่ี
เกยี่ วของดงั น้ไี ดแก

๑) ดานผูนํากลุม ควรเปนผูนําตามธรรมชาติท่ีมีอาชีพจักสานเปนทุนเดิม มีการเต็มใจที่จะ
ทํางานเพื่อสวนรวม เปนผูนําท่ีเสียสละ อดทน มองการณไกล มีวิสัยทัศน และความคิดริเร่ิม
สรา งสรรค กลา คดิ กลา แสดงออกในเรอื่ งที่เปนประโยชนตอ สว นรวม

๒) ดานความสัมพันธทางสังคม ทางกลุมไดขอสรุปวาการอยูรวมกันเปนกลุม ควรมี
ความสัมพนั ธร ะหวา งกลุมเชื่อมโยงกันเปนเครือขาย จะทําใหกลุมมีความแนบแนนตอกัน มีพลังการ
ทํางานท่ีเขม แข็ง และสามารถพึ่งพาตนเองไดในท่สี ุด

๓) ดานการมีสวนรวม พบวา การทํางานในรูปแบบกลุมถาจะใหประสบผลสําเร็จตองให
สมาชกิ ทุกคนมสี ว นรวมในการดําเนินงานทกุ ขน้ั ตอนสมาชกิ จะมีความผูกกัน เหนียวแนนกับกลุมและ
ทําใหเกิดพลังในการทํางาน

๔) ดานการแลกเปลีย่ นเรียนรู พบวากลุม อาชพี จักสานควรใหความสําคัญตอการแลกเปล่ียน
เรียนรูเพ่ิมขึ้นควรมีการวางแผนสําหรับการสืบทอดอาชีพจักสาน เพื่อใหกลุมคงอยูไดตลอดไป
มิฉะน้ันแลว กลุมอาจจะลมสลาย เพราะงานจกั สานตอ งมกี ารฝกฝนใหเ กดิ ความเปนความชํานาญ เปน
การสั่งสมประสบการณแลวสืบทอดใหลูกหลานรุนตอไป ในลักษณะครูสอนศิษย พอสอนลูก พ่ีสอน
นอ ง ตอไปเร่อื ย ดว ยการฝกจนปฏิบตั จิ รงิ และ

๕) ดานการชวยเหลือจากภายนอกชุมชน กลุมอาชีพจักสานควรไดรับการชวยเหลือจาก
ภายนอกชุมชนตอไป เน่ืองจากการพัฒนากลุมอาชีพจักสานใหกาวหนาข้ึนน้ัน ตองมีปจจัยหลายๆ
ดานเขามาเก่ียวของและปจจัยตางๆ เหลาน้ีมีทั้งส่ิงที่กลุมสามารถทําเองได และสิ่งท่ีกลุมตองพ่ึงพา
อาศัยภายนอกชมุ ชนเขา มาชวยเหลอื ดวยเชน ดา นการประชาสมั พันธ เปน ตน

รูปแบบการจัดการความรูภูมิปญญาทองถ่ินดานหัตถกรรมเคร่ืองจักสาน มีองคประกอบที่
สาํ คญั ๓ ประการ คือ ความรูภูมิปญญาทอ งถนิ่ กระบวนการจดั การความรู และเงื่อนไขที่มีผลตอการ
จดั การความรู ซ่งึ มีรายละเอยี ดดังน้ี

๑) ความรูภูมิปญญาทองถิ่นดานหัตถกรรมเคร่ืองจักสานเก่ียวของกับความรูความสามารถ
และประสบการณท ีบ่ รรพบรุ ษุ ไดส รางสรรคและถา ยทอดสืบตอ กนั มา จนกลายเปนองคความรูประจํา
ทองถิ่นท่ีผานกระบวนการเรียนรูทางสังคมและการปลูกฝงวิธีคิด การดําเนินชีวิตประจําวันใหแก
ลกู หลาน เพ่อื ปฏบิ ัติสืบตอกันมา

๒) กระบวนการจัดการความรูภูมิปญญาทองถ่ินดานหัตถกรรมเคร่ืองจักสาน ประกอบไป
ดวย ๕ ข้นั ตอนที่สําคัญไดแก (๑) การกําหนดความรูเกี่ยวกับการกําหนดผลิตภัณฑ ผานการคิดและ

๑๒๔

ตดั สนิ ใจรว มกนั ของสมาชิกกลมุ จากน้ันจึงนําไปสู (๒) การแสวงหาและยึดกุมความรูท่ีมาจากภายใน
กลุมและภายนอก เพ่ือใหเกิดความรูเฉพาะของกลุมและนําไปสู (๓) การแลกเปลี่ยนความรูอยางไม
เปนทางการ โดยเฉพาะการแลกเปล่ียนความรูภายในกลุม เพ่ือใหสมาชิกมีความรูและทักษะในการ
ผลิตมากขึ้น และเปนท่ีมาของ (๔) การจัดเก็บความรูในตัวบุคคลและ (๕) การถายทอดความรู มี
รปู แบบการถายทอดอยางเปนทางการและไมเปนทางการ โดยกระบวนการจัดการความรูดังกลาวมี
ลักษณะเปนวงจรท่ีเม่ือถายทอดความรูแลว สามารถยอนกลับไปกําหนดความรูในรูปแบบอื่นๆ ได
อยางตอ เน่อื ง

๓) เงื่อนไขที่ทําใหการจัดการความรูภูมิปญญาทองถ่ินดานหัตถกรรมเครื่องจักสานประสบ
ความสําเรจ็ มี ๔ เงอ่ื นไขท่ีสาํ คัญ ไดแก (๑) ความรูด า นการจดั การความรู (๒) วัฒนธรรมองคการ (๓)
ภาวะผูนําและ (๔) โครงสรางพ้ืนฐาน รวมไปถึงขอคนพบท่ีสําคัญ คือ “การพ่ึงตนเอง” ของกลุม
วสิ าหกิจชุมชนทีผ่ ลิตเครือ่ งจกั สาน ซง่ึ จากองคประกอบหลักทั้ง ๓ ประการน้ัน นําไปสูการพึ่งตนเอง
ของกลุมองคการชุมชนไดอยางเหมาะสม โดยมีหลักการที่สําคัญไดแก การมีผูนําท่ีเขมแข็ง มีความ
สามคั คี การยดึ หลักเศรษฐกิจพอเพยี งในการดาํ เนินชวี ิต และการมใี จรักในดา นการจกั สาน

สําหรับการจัดการองคค วามรูของศิลปหตั ถกรรมพ้นื บานนน้ั กระทาํ โดยเปนขน้ั ตอนตาง ๆ ซึ่ง
สามารถสรุปไดด ังแผนภาพดา นลางน้ี

๑๒๕

รูปที่ ๕.๘ แผนผงั การจดั การองคความรูของศิลปหตั ถกรรมพืน้ บาน

๕.๕ ภมู ปิ ญญาไทยทางดานการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม

การมองปญหาสิ่งแวดลอมท่ีเกิดขึ้นท้ังในลักษณะความเส่ือมโทรมขอทรัพยากรธรรมชาติ
และมลพิษในสิ่งแวดลอม ไมวาจะมองในแงใด ในที่สุดปญหาท่ีเกิดข้ึนก็จะสงผลกระทบตอคุณภาพ
ชีวิตของมนุษยเอง ปญหาสิ่งแวดลอมท่ีเกิดข้ึนจึงเปนสิ่งกระตุนเตือนใหประเทศตางๆ ตองรีบ
ดาํ เนินการแกไขปญ หาที่เกิดขน้ึ อยางเรงดวน รวมทั้งมาตรการในการปองกันสิ่งแวดลอมเพื่อปองกัน
ไมใ หเกิดปญ หาเพิ่มขึน้ อีก ตลอดถึงการรว มมือกนั ในการปลูกฝงความรูค วามเขาใจในการใชประโยชน
จากสิง่ แวดลอ มในเชิงอนุรักษใ หกวางขวางย่ิงข้ึน

๑๒๖

ประเทศไทยใชทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีสาํ คัญ เชน การผลิตพลังงานไฟฟา และการเกษตรกรรม
ซึ่งท้ังสองกิจกรรมน้ีเปนการใชทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง เพ่ือใหไดผลผลิตแกผูบริโภค สวนหนึ่ง
สง ไปจําหนายยังตางประเทศ ในกระบวนการผลติ จะตองอาศัยปจจัยการพัฒนาเทคโนโลยีในการเพิ่ม
ผลผลิต เชน ในการเกษตรมีการใชป ุยและสารเคมีกําจัดศัตรูพชื ทง้ั สองเปน ปจจัยในกระบวนการผลิต
ท่ีเกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีข้ึนท้ังสิ้น ปจจัยการผลิตท่ีเกิดจากเทคโนโลยีน้ีมีผลกระทบตอ
สิ่งแวดลอมมาก เพราะสวนใหญเปนสิ่งที่ไมไดเกิดหรือมีอยูในธรรมชาติ ทาใหเกิดภาวการณตกคาง
ของส่ิงเหลานี้ การคืนสภาพสสู งิ่ แวดลอมที่เปนธรรมชาติตอ งใชเวลานานมาก นอกจากนี้สารเคมี บาง
ชนดิ ยังกอใหเ กิดผลกระทบตอ สิ่งมชี วี ิตรวมท้ังมนษุ ยด วย

หากมองวา ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอมเปนปจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิตของชุมชน
ทอ งถิน่ ชมุ ชนยอมมีความสามารถทจ่ี ะดแู ลควบคุมวถิ กี ารดํารงชีวติ ของตนเองซ่ึงเปนสิทธิในชีวิตและ
ปจ จยั การดํารงชีวิต ในกรณีดังกลาวหากเหน็ วาทรพั ยากรธรรมชาตใิ นชุมชนใดยอมมีอยูเพ่ือการดํารง
ชีพของประชาชนหรือชุมชนในทองถิ่นน้ัน ประชาชนหรือชุมชนในทองถ่ินน้ันยอมตองเปนผูมีสิทธิ
เหนือทรพั ยากรนั้นๆ ในการที่จะอนุรักษและจัดการ เพ่ือใหทรัพยากรธรรมชาติน้ันๆ ไดรับการดูแล
รักษาเพ่อื ใชประโยชนใ หย ่ังยืนตอไป117๔๗

๕.๕.๑ การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติอยางย่ังยนื
๑. การจัดการรวมในทรัพยากรปา ไม จากการที่พน้ื ทป่ี าไมลดลงอยางมาก อันสงผลกระทบ
ตอสงิ่ แวดลอ มนานปั การ และผลิตผลปาไมลดลง ในขณะที่ความตองการใชประโยชนเพิ่มมากขึ้น จึง
จาํ เปน ตองอาศยั หลกั วิชาการในการฟน ฟทู รัพยากรปาไมอยางจริงจัง โดยแยกเปน ๒ ประเภทหลักๆ
ไดแก118๔๘
๑) พ้ืนที่ปาอนุรักษ ประกอบดวยพื้นท่ีปา ตนน้ําลําธาร หรือพ้ืนที่ลุมน้ําชั้นท่ี ๑ อุทยาน
แหงชาติ เขตรักษาพนั ธสุ ัตวป า การจดั การควรมงุ เนน ทจี่ ะรกั ษาไว สาํ หรบั เปน ปาปอ งกนั ภัย หรือเปน
ปาอเนกประสงคใ หม ากทส่ี ุด เน่อื งจากเปน ปาสาธารณประโยชน โดยในการบรหิ ารการ จดั การจะตอง
ใหค วามสําคญั ระดับสูงตอ การ ปอ งกนั รักษาปา ท่ียงั มีสภาพสมบรู ณ สวนบริเวณ ที่มีสภาพเสื่อมโทรม
โดยเฉพาะบริเวณที่เปน แหลง ตนนํ้าลาํ ธาร ควรรีบเรงแกไขปรับปรุงใหม ี สภาพดยี ่ิงขึ้น ดงั นี้
⇛กําหนดขอบเขตท่ียอมใหเปนแหลงทํามาหากินของชาวเขา โดยควบคุมไมใหมีการ
เคลอื่ นยายถ่นิ ฐาน และทําไรเล่ือนลอย และพยายามสงเสริมชวยเหลือ ใหปลูกพืชผลตางๆ ท่ีเปนไม
ยนื ตน สวนกรณที ่ีสงเสรมิ ใหป ลกู พืชไร ก็จะตองแนะนํา หรือสาธิตการใชประโยชนที่ดินบนภูเขา ให
ถูกหลักการอนุรกั ษดนิ และนํา้

๔๗ อุดมศักดิ์ สินธิพงษ, ชุมชนทองถิ่นกับการมีสวนรวมจัดการทรัพยากรธรรมชาติอยางย่ังยืน,
(กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, ๒๕๕๘), หนา ๑๐๕.

๔๘http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=21&chap=8&page=t21-8-
infodetail07.html [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๒๗

⇛ ในบริเวณปาที่ถูกบุกรุกทําลาย ถาอยูในสภาพท่ีสามารถฟนตัวตามธรรมชาติได ก็ควร
ควบคุม และปองกัน มิใหมีการเขาไปใชพื้นท่ีปาไมดังกลาว และปลอยใหปาไมคอยๆ ฟนตัวข้ึนเอง
ตามธรรมชาติ แตถ า พ้ืนทบ่ี ริเวณใด ถกู แผวถาง กลายเปนท่รี กรางวางเปลา หรือปราศจากพืชปกคลุม
ดิน ก็ควรจะปลูกสรางปาหรือพืชคลุมดินขึ้น เพื่อปองกันการกัดเซาะของนํ้าฝน ชนิด ของไมท่ีปลูก
ควรเปนไมโ ตเรว็ มกี ารคายนา้ํ นอ ย และสามารถที่จะยึดดินและปกคลมุ ใหดินชมุ ชน้ื อยเู สมอ

⇛ ปองกันมิใหเกิดไฟไหมปา เพราะไฟปาเปนปจจัยที่ทําลายพืชปา และพืชคลุมดินอยาง
รา ยแรงทส่ี ดุ ทําใหเ กดิ การชะลางหนาดิน ทําลายความอุดมสมบูรณของดิน และเกิดการสูญเสียน้ําที่
ไหลบาหนาดิน จึงควรหามาตรการปอง กัน รวมทั้งจัดกําลังคนคอยตรวจตราปองกัน หรือชวยลด
อตั ราการเกดิ ไฟไหมใหลดนอยลง

⇛ บรเิ วณทส่ี ภาพภูมิประเทศมีความ ลาดชันมาก และดินอยูในสภาพที่ไมคงทน หามมิให
ใชประโยชน เพือ่ การอน่ื นอกจากปลกู ปา และพืชคลุมดินเทา นนั้

⇛ ใหการศึกษา อบรม และเผยแพรความรู แกประชาชน และเจาหนาท่ีของรัฐ ทุกระดับ
ใหทราบถงึ ประโยชน และคุณคาของทรัพยากรปาไม รวมทง้ั วธิ ีการอนรุ ักษ ดิน นาํ้ และปาไม

๒. พื้นที่ปาเศรษฐกิจ ในชั้นตนจะตองใหความสําคัญกับการปองกันรักษาปา ทั้งท่ีเปน
ธรรมชาติ และสวนปา รวมทง้ั หาวธิ เี พม่ิ ผลติ ผลของปาไมในเนื้อท่ีปาที่เหลืออยูน้ี ใหอํานวยประโยชน
ท้งั ทางตรง และทางออ มแกประเทศชาติ และประชาชนใหมากท่สี ดุ ดังน้ี

⇛ ใหรัฐทุมเทการดาํ เนินงานปลูกสรางสวนปาใหเ พิม่ มากข้นึ เนอ่ื งจากพ้ืนท่ีปาไมถูกทําลาย
ลงไปเปนจํานวนมาก โดยเฉพาะใหหามาตรการในการสงเสริม และสนับสนุนใหเอกชน บริษัท หรือ
หนวยงานองคกรตางๆ ที่เกี่ยวของกับกิจการปาไม ตลอดจนโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย และ
ประชาชน ไดมีสวนรว มในการดาํ เนนิ งานดวย

⇛ การปลกู สรา งสวนปา เพื่อเพ่ิมผลิตผลปาไม ควรปลูกไมท่ีใชเปนสินคาได โดยปลูกสราง
ปา เพื่อผลิตไมท่ีมีราคาสูง และคุณภาพดี เชน ไมสัก โดยเฉพาะในบริเวณที่เปนถิ่นกําเนิด องไมสัก
ควรมงุ ปลูกใหม ากยิ่งข้นึ ในบริเวณท่ีถูกแผวถางเปนที่รกรางวางเปลา หรือที่ใหผลิตผล ต่ํา อยางไรก็
ตาม การปลูกสรางสวนปาควรใช เมล็ดและกลาไมพันธุดีท่ีไดรับการคัดเลือกแลว เทาน้ัน เพื่อวา
ผลติ ผลจากสวนปาในอนาคตจะได แตไมที่มีคุณภาพดี และนอกเหนือจากไมสักแลว ควรสงเสริมให
ปลูกไมก ระยาเลยและพันธุไมโต เร็วอ่ืนๆ ควบคูไปดวย รวมท้ังสงเสริมใหมีการ ปลูกไมไผและไมสน
เขา เพือ่ ใชเปน วตั ถดุ ิบ ในการทําเยอ่ื กระดาษใหกวางขวางย่งิ ขน้ึ

นอกจากน้ี การเพิ่มพ้ืนที่ปาไม ยังสามารถทําไดในรูปของการสงเสริมเกษตรกร ใหทําการ
ปลูกสรา งปาตามหัวไรปลายนา หรือท่ีรกรางวางเปลาของตน โดยไมท่ีปลูก อาจเปนไมไผ หรือไมโต
เร็ว ทีใ่ ชรอบหมุนเวียนสน้ั ๆ ทงั้ น้ี เพื่อจะไดม รี ายไดเพิ่มข้ึนจากการปลูกพืชเกษตรอีกสวนหนึ่ง อีกท้ัง
ทําใหเกิดความรมเย็น และเปนแนวกันลม ใหแกพืชสวนไรนาดวย ตลอดจนการสงเสริม และ
สนบั สนุนใหประชาชนในทองถิ่น ดําเนิน การพัฒนาในรูปของปาชุมชน โดยทําการปลูกปา ประเภท
ไมใชสอยท่ีโตเร็ว และสามารถขึ้นไดดี ในสภาพพื้นดินของทองถ่ินนั้น และควรเปนตน ไมที่ใช

๑๒๘

ประโยชนไดหลายประเภท ตลอดจนการ ปลูกไมสมุนไพรในบริเวณที่เปนที่รกรางวางเปลา หรือท่ี
สาธารณประโยชน เพอื่ ใชประโยชนใ น ทองถน่ิ ของตน และเพือ่ ชว ยรกั ษาสภาวะแวดลอม

๒. การจัดการสัตวป า สตั วป าเปนทรพั ยากรธรรมชาติ ประเภทที่เพ่ิมพูนขึ้นได เชนเดียวกับ
ปาไม ทุงหญา ดิน และนํ้า แตจะตองมีการบํารุงรักษา และใชอยางถูกตอง ปจจุบันเราใชประโยชน
จากสตั วป า อยาง ไมถกู วิธเี ทาที่ควร เปนการใชอยางสิ้นเปลือง และไมรูคุณคา และไมพยายามหาวิธี
ทดแทนให พอเพียงและเหมาะสม ทําใหสัตวปาบางชนิดได สูญพันธุไปแลว เชน สมัน และอีกหลาย
ชนิด กําลังมีจํานวนลดนอยลง หรือใกลจะสูญพันธุ เชน นกยางจีน เปดน้ํา กูปรี กระซู แรด ละอง
กวางผา เปนตน และถา หากสัตวปาชนิดใดสญู พันธไุ ปแลว ก็ไมสามารถสรางพันธุของสัตวปาชนิดน้ัน
ข้นึ มา ไดอกี จงึ จาํ เปน อยา งยิ่งท่จี ะตองมีการจัดการสัตวป า เพอ่ื การอนุรกั ษตอ ไป

๕.๖ ภมู ิปญญาไทยทางดานศิลปกรรม

ชาติไทย เปนชาติที่มีศิลปะวัฒนธรรม และประวัติความเปนมาที่ยาวนาน ประเทศหนึ่งใน
ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต โดยปรากฎหลักฐาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ ท่ีเปนงานประณีต
ศิลปจ าํ นวนมาก ท่ีผา นการคิดคน สรา งสรรค ประดษิ ฐ ขน้ึ มา ดวยความเพยี รพยายาม ประณีต วิจิตร
บรรจงสบื ตอกันมาเปน เวลานานหลายรอยป หรอื อาจถึงพันปกว็ าไดศลิ ปกรรมของไทยแบงไดด ังน้ี

๕.๖.๑ จติ รกรรม (Painting)
จิตรกรรมไทย หมายถึง ภาพเขียนที่มีลักษณะเปนแบบอยางของไทย ที่แตกตาง จากศิลปะ
ของชนชาติอื่นอยางชัดเจน ถึงแมจะมีอิทธิพลศิลปะของชาติอื่นอยูบาง แตก็สามารถ ดัดแปลง
คล่ีคลาย ตัดทอน หรือเพ่ิมเติมจนเปนเอกลักษณเฉพาะของ ตนเองไดอยางสวยงาม ลงตัว นา
ภาคภูมิใจและมีวิวัฒนาการทางดานรูปแบบ และวิธีการมาตลอดจนถึงปจจุบัน ซ่ึงสามารถพัฒนา
ตอ ไปอกี ในอนาคต จิตรกรรมไทยเปนลักษณะอุดมคติ เปนภาพ ๒ มิติ โดยนําสิ่งใกลไวตอนลางของ
ภาพ ส่ิงไกลไวต อนบนของภาพ ใชสแี บบเอกรงค คอื ใชหลายสี แตม ีสที โี่ ดดเดนเพียงสเี ดยี ว119๔๙
จิตรกรรมไทยแบบประเพณีเดนชัดดวยสีท่ีระบายเรียบ และตัดเสนแสดงรูปราง แสดง
รายละเอียดของภาพ ดังภาพบุคคล เชน พระราชาเสนาบดี บาว ไพร หรือภาพสัตว ตนไม ดอกไม
ใบไม ทั้งหมดเขียน เพื่อใหดูสมจริงตามเรื่องราวอันเปนอุดมคติในพุทธศาสนา งานตัดเสนในงาน
จิตรกรรมไทยมีความสําคัญเปนพิเศษ เพราะนอกจากจะแสดงฝมือเชิงชางแลว ยังสะทอนใหเห็น
แนวความคิดทางสังคมระดับตางๆ ภาพพระราชา เจานาย หรือบุคคลช้ันสูง ขาทาส บาวไพร มี
กฎเกณฑในการแสดงภาพแตกตางกนั การแสดงออกทางดา นความประณีต ก็ตา งกนั ดวย
จิตรกรรมไทย เปน ภาพวาดเขยี นทีม่ เี อกลกั ษณพิเศษตามลกั ษณะแบบไทย ๆ ท่ีไดทําสืบทอด
กนั มาจนเปนประเพณี เนน ความรสู ึก และรปู รางดวยเสน เสริมความงดงามนาดูขึ้นดวยสี แสงเงา น้ัน

๔๙ คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทําหนังสือเมืองไทยของเรา เลม ๒, เมืองไทยของเรา ฉบับที่สอง,
(กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั งานเสรมิ สรางเอกลักษณของชาติ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ๒๕๓๕), หนา ๔๔.

๑๒๙

มีปรากฏอยูบ า ง แตไมชดั เจนนัก บางภาพก็ไมม เี อาเสียเลย จิตรกรรมไทยทพ่ี บเห็นกนั อยบู อ ย ๆ น้ันมี
๓ ลกั ษณะ คอื

๑. จติ รกรรมไทยลายเสน ไดแ ก ลวดลายไทย หรอื ภาพไทยท่ีเกิดจากการขูด ขีด จารใหเกิด
เปนรองรอยเปนเสนดวยการนําเอาความงามของธรรมชาติมาดัดแปลงปรุงแตงดวยความคิด
สรางสรรคดว ยอุดมคตทิ างความงามที่เปน ลักษณะพเิ ศษแบบไทย

รปู ที่ ๕.๙ ชมพูพาน พญาวานร120๕๐
๒. จิตรกรรมไทยสเี ดียว บางทเี รียกกนั วา “จิตรกรรมเอกรงค” ไดแก ลวดลายไทยหรือภาพ
ไทยท่ีระบายสี หรือทาํ ใหเ กิดสีเพยี งสีเดียวท่เี หน็ ไดอยางชดั เจน คอื งานประเภทภาพลายรดน้ําซึ่งเปน
การเขยี นภาพปด ดว ยทองคาํ เปลวบนผวิ ยางรัก เชน ตูพ ระธรรม เปนตน

รูปที่ ๕.๑๐ กรรมวธิ กี ารเขยี นลายรดนาํ้ ๕๑

121

๕๐ https://phaiboon01.wordpress.com/ลักษณะจติ รกรรมไทย/ [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๕๑ https://phaiboon01.files.wordpress.com/2010/04/glazer42.jpg [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๓๐

๓. จติ รกรรมหลายสี หรอื “จติ รกรรมพหรุ งค” เปนการเขียนภาพ หรือลวดลายไทยระบายสี
หลาย ๆ สี บางคร้ังก็มีการปดทองคําเปลวประกอบ มีท้ังภาพเด่ียว ภาพลวดลาย และประกอบกัน
เปน เร่ืองราวประดบั ผนัง สมุดขอย หรือผืนผา เปนตน

รูปที่ ๕.๑๑ จติ รกรรมฝาผนงั วดั สามเรอื น จังหวัดพิษณโุ ลก122๕๒
จติ รกรรมไทยในอดีตสว นมากเขียนดวยสีฝุนผสมกาว หรือไขขาวบนผนังของสถาปตยกรรม
โยเฉพาะผนังโบสถ วิหาร ปราสาท ราชวงั ฯลฯ จงึ มักเรยี กกนั วา “จติ รกรรมฝาผนัง”
นอกจากน้ันยังมีปรากฏที่ตูพระธรรม สมุดขอย นับวามีคุณคาท้ังความงาม บันทึก
ประวัติศาสตรความเปน มาของสังคมไทยสมัยตา ง ๆ วรรณคดี ฯลฯ ชวยเสริมแตงประติมากรรม และ
สถาปตยกรรมใหงดงามเหมาะสมจรรโลงใจใหแกผูพบเห็นมีความสุขไดอยางประหลาด โดยเฉพาะ
เรื่องราวของพุทธประวัติ ศาสนา และวรรณคดี ชวยกลอมเกลาจิตใจผูพบเห็นไดอยางมาก ปจจุบัน
นิยมใชภาพไทย ประดับตกแตงอาคาร บานเรือนดวยวิธีการคัดลอกจากจิตรกรรมไทยโบราณ หรือ
เขยี นข้ึนมาใหมด ว ยการประยุกตขนึ้ และตามแบบคตินยิ มเดิม
๕.๖.๒ ประติมากรรม
ผลงานประติมากรรมไทย มที ้งั แบบ นนู ตํา่ นนู สูง และลอยตัว งานประติมากรรมนูนต่ําและ
นนู สูงมักทําเปนลวดลายประกอบกับสถาปต ยกรรม เชนลวดลายปูนปน ลวดลายแกะสลักประดับตาม
อาคารบานเรือน โบสถ วิหาร พระราชวัง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังอาจเปนลวดลายตกแตงงาน
ประตมิ ากรรมแบบลอยตวั ดวย
สําหรบั งานประติมากรรมแบบลอยตัว มักทําเปน พระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพตางๆ (ศิลปะ
ประเภทน้ีจะเรียกวา ปฏิมากรรม) ตุกตาภาชนะดินเผา ตลอดจนถึงเคร่ืองใชตางๆ ซ่ึงมีลักษณะที่
แตกตางกันออกไปตามสกุลชางของแตละทองถ่ิน หรือแตกตางกันไปตามคตินิยมในแตละยุคสมัย
โดยท่วั ไปแลวเรามักศกึ ษาลกั ษณะของสกลุ ชางท่เี ปน รูปแบบของศิลปะสมัยตางๆ ในประเทศไทยจาก
ลักษณะของพระพุทธรูป เนื่องจากเปนงานท่ีมีวิวัฒนาการมาอยางตอเนื่องยาวนาน จัดสรางอยาง

๕๒ https://phaiboon01.files.wordpress.com/2010/04/dscf6187.jpg [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๓๑

ประณีตบรรจง ผูสรางมักเปนชางฝมือท่ีเช่ียวชาญที่สุดในทองถิ่นหรือยุคสมัยนั้น และเปน
ประติมากรรมท่ีมวี ธิ กี ารจัดสรา งอยา ง ศกั ดิ์สิทธ์ิเปย มศรัทธา

รปู ท่ี ๕.๑๒ พระพทุ ธชนิ ราชศลิ ปะสมยั สโุ ขทยั สดุ ยอดประติมากรรมไทย123๕๓

รปู ที่ ๕.๑๓ พระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ัย ๕๔

124

๕๓ https://th.wikipedia.org/wiki/ประตมิ ากรรมไทย [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].
๕๔ http://www.suwatchaitubtim.com/ประตมิ ากรรมไทยรวมสมัย/ [๒ ต.ค. ๒๕๕๙].

๑๓๒

๕.๖.๓ สถาปตยกรรม
สถาปตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการกอสรางของไทย อันไดแก อาคาร บานเรือน โบสถ
วิหาร วัง สถูป และส่ิงกอสรางอ่ืน ๆ มีลักษณะแตกตางกันไปตามภูมิศาสตร และคตินิยม
สถาปต ยกรรมไทย มมี านานต้ังแตที่คนไทยเริ่มต้ังถิ่นฐาน เปนเวลารวม ๔๐๐๐ ป บรรพบุรุษไทยได
พัฒนาและปรับปรุงรูปแบบสถาปตยกรรมอันเปนสิ่งจําเปนตอการดํารงชีวิต เพื่อใหเหมาะสมกับ
สภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศ โดยเพ่ิมเติมใสเอกลักษณความเปนไทยเขาไป ซ่ึงนับเปนการ
แสดงออกความสามารถของบรรพบุรุษไทย สามารถแบงยุคไดเปน ๒ รูปแบบใหญๆ คือ
สถาปตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร และ สถาปตยกรรมสมัยรัตนโกสินทรสําหรับในยุคปจจุบันส่ิง
กอสรางที่มกี ารออกแบบโดยตองการใหมลี ักษณะไทย อาจวเิ คราะหแ นวรปู แบบดงั กลาวไดใน ๓ แนว
รปู แบบดังนี้
๑) แนวรูปแบบสถาปตยกรรมไทยประเพณี เอกลักษณไทยเกิดจากการนํารูปแบบ
สถาปต ยกรรมไทยประเพณมี าใชก ับอาคารประเภทตาง ๆ ที่สนองหนาที่ใชสอยในสังคมปจจุบัน จึงมี
ความขดั แยง ทช่ี ดั เจนในหลายประการดว ยกนั ไดแก125๕๕
ความขัดแยงในเชิงฐานานุรูปกับฐานานุศักดิ์ เปนท่ีทราบดีวารูปแบบสถาปตยกรรมไทย
ประเพณีแตเดิมน้ันใชเฉพาะกับอาคารของราชสํานัก และอาคารทางศาสนา จึงมีขอจํากัดในการ
นํามาใชกับอาคารประเภทอื่น ๆ ของสังคมปจจุบัน เชน อาคารพาณิชยกรรม (ไมวาจะเปนอาคาร
ศูนยก ารคา อาคารโรงแรม) อาคารราชการรวมท้ังอาคารศาล และอาคารรัฐสภา เปนตน ปรากฏวา
อาคารศาลฎีกาหลังใหมท่ีจะกอสรางข้ึนใหมในที่ตั้งเดิมมีรูปแบบสถาปตยกรรมไทยประเพณี สวน
อาคารรัฐสภาแหงใหมท่ีจะทําการกอสรางที่บริเวณยานเกียกกาย ผูเขาประกวดแบบหลายรายได
นําเสนอรูปแบบสถาปต ยกรรมไทยประเพณใี นสว นองคประกอบหรือในสว นของอาคารโดยเฉพาะสวน
ยอดเพื่อแสดงถึงลักษณะไทยการละเมิดหลักเกณฑความสัมพันธดังกลาวไดไปไกลถึงขั้นการนํา
รูปแบบเจดียมาเปนองคประกอบตกแตงภายในโรงแรมดังแสดงในรูปที่ ๕.๑๔ หรือในกรณีการนํา
รปู แบบพระปรางคม าทําเปนปลองเมรเุ ผาศพ ดังแสดงในรปู ท่ี ๕.๑๕ ท้ังทีแ่ ตเดิมแมแตอ าคารทางราช
สํานักเองก็ยังมีลําดับช้ันทางรูปแบบที่จะตองสอดคลองกับฐานะตามศักด์ิของผูครอง ดังนั้นการนํา
รูปแบบวัดและวังมาใชกับอาคารของสามัญชน ยอมไมเปนการเหมาะสมดวยประการท้ังปวง จึงเกิด
คําถามวา แลวจะออกแบบใหมีลักษณะไทย (ThaiStyle) ไดอยางไรในเม่ือไมปรากฏวามีอาคาร
ประเภทตาง ๆ เหลา น้มี ากอนในอดีต ซง่ึ มีเพยี งวดั วัง และเรือนพักอาศยั
สรปุ ไดวา ลกั ษณะไทยสาํ หรับอาคารประเภทใหม ๆ ในสงั คมปจจุบัน จึงเปนสิ่งท่ีตองมาจาก
การคิดใหมทําใหม (reinvention)

๕๕ วิมลสิทธ์ิ หรยางกูร, การสรา งสรรคมรดกวัฒนธรรม:สูการสรางสรรคเอกลักษณสถาปตยกรรมไทย
สมัยใหม, (ปทุมธานี :คณะสถาปต ยกรรมศาสตรและการผังเมอื ง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๕๓), หนา ๕.

๑๓๓

รูปท่ี ๕.๑๕ อาคารโรงแรมสุโขทยั

รปู ที่ ๕.๑๖ เมรุยอดมณฑปพรอมปลอ งทรงปรางค
ความขัดแยงในเชิงบริบท นอกจากความขัดแยงในเชิงฐานานุรูปกับฐานานุศักด์ิแลว ยังมี
ความขัดแยงในเชิงบริบท สังคมแตละยุคสมัย ยอมมีบริบทเฉพาะของสังคมน้ัน ๆ ความตองการ
เฉพาะทางสงั คมวฒั นธรรม และความเปนไปทางเศรษฐกิจ ตลอดจนระดับการพัฒนาดานเทคโนโลยี
เปนบริบทที่ตอบรับกับงานสถาปตยกรรมในแตละยุคสมัย ดังนั้น การนํารูปแบบสถาปตยกรรมไทย
ประเพณีกลับมาใชโดยตรงยอ มเปนการสรางความขัดแยงในตัวเอง ยอมเกิดเปนปรากฏการณ “ผิดที่
ผิดทาง” เปนการสืบสานรูปแบบสถาปตยกรรมไทยประเพณีโดยปราศจากการพัฒนาหรือการ
ดัดแปลงใหเหมาะสมกับยุคสมัย ผลท่ีสุดก็จะกลายเปนความชะงักงันทางสถาปตยกรรมท่ียังคง
วนเวียนอยูกับรูปแบบเดิม ๆ อยางไรก็ตาม สถาปนิก ภิญโญ สุวรรณคีรี ซ่ึงเปนผูยึดม่ันในรูปแบบ
สถาปตยกรรมไทยประเพณี ไดใหเหตผุ ลหลักไวโดยเปรียบกบั การเขยี นโคลงที่ตองยึดหลักฉันทลักษณ
การออกแบบสถาปต ยกรรมไทยสมัยใหมก ใ็ หย ึดถอื ฉันทลักษณทางสถาปตยกรรมไทยประเพณี126๕๖

๕๖ วิมลสิทธ์ิ หรยางกูร, เลม เดมิ , หนา ๖.

๑๓๔

ดว ยความขัดแยง ในเชิงฐานานุรูปกับฐานานุศักด์ิพรอมกับความขัดแยงในเชิงบริบทดังกลาว
ขางตน ซึ่งเปน ขอ จาํ กัดในตัวเอง ประกอบกับการที่ตองลงทุนในคากอสรางเพ่ิมข้ึน จึงทําใหมีการใช
รูปแบบสถาปตยกรรมไทยประเพณีอยางจํากัด โดยเฉพาะการใชแบบยอสวน ในลักษณะ ‘ของท่ี
ระลกึ ’ ดังท่ีมักปรากฏเปนเพียงศาลา ศาลพระภูมิ หอพระ สวนหลังคาทางเขาของอาคารหลัก เชน
หลังคาทางเขาของอาคารโรงแรม ดงั รูปที่ ๕.๑๗ ศาลาไทยของอาคารสถาบนั ดังแสดงในรูปท่ี ๕.๑๘
เปน ตน โดยทอี่ าคารหลกั และอาคารอื่น ๆ มรี ปู แบบสถาปต ยกรรมแบบสากล

รปู ท่ี ๕.๑๗ โรงแรมลิตเตลิ ดัก๊ จ. เชียงราย

รปู ที่ ๕.๑๘ อาคารศูนยวัฒนธรรมแหง ประเทศไทย
๒. แนวรูปแบบสถาปตยกรรมไทยประยุกต จากปญหาความตองการในการสืบสาน
เอกลกั ษณไ ทยก็ดี รวมท้ังความตอ งการสรา งสรรคล ักษณะไทยใหเ หมาะสมกับเทคโนโลยีการกอสราง
และวัสดุกอสรางสมัยใหม ไดนําไปสูการพยายามประยุกตรูปแบบสถาปตยกรรมไทยในอดีตเปน

๑๓๕

รูปแบบที่เรียกโดยเฉพาะวา “สถาปตยกรรมไทยประยุกต”127๕๗ เริ่มตนที่ผูมีอํานาจบริหารประเทศ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดวยนโยบายชาตินิยม โดยอาศัยสุนทรียภาพในการแสดงอํานาจทาง
การเมือง (aesthetic of power) ไดบัญชาใหกรมโยธาธิการ ซึ่งรับผิดชอบการออกแบบอาคาร
ราชการท้ังหลาย ท้ังอาคารที่ทําการของกระทรวงตาง ๆ บนถนนราชดําเนินนอก และอาคารศาลา
กลางและอาคารศาลประจาํ จังหวดั ออกแบบอาคารเหลานนั้ ใหม ีลักษณะไทย โดยมีการใชหลังคาทรง
สูง ซ่งึ กถ็ ูกวจิ ารณว า “เปนมะเรง็ ของสถาปต ยกรรม”และกอสรางดวยวัสดุท่ีมีความคงทนถาวรอยาง
คอนกรีตพรอมกับการลดทอนรายละเอียดลง ซึ่งอนุวิทย เจริญศุภกุล ไดวิพากษวิจารณไวอยาง
นาสนใจวา “...เราก็จะไดแตแบบท่ีตาย ๆ ขาดนัยสัมพันธกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตรสังคม และ
วัฒนธรรมท่ีเราดํารงอยู” ดวยแนวทางการลดทอน ไดมีการพัฒนารูปแบบข้ึนเปนแบบ
“สถาปตยกรรมไทยประยกุ ต” ซึ่งตอมาก็มกี ารใชกนั อยา งกวา งขวางสาํ หรบั อาคารทม่ี คี วามสาํ คัญของ
สวนราชการ เชน อาคารหอประชุมธรรมศาสตร อาคารโรงละครแหง ชาติเปนตน

๓. แนวรปู แบบสถาปตยกรรมไทยเชิงสุนทรีย การสรางสรรคเอกลักษณไทยเกิดจากความ
พยายามในการอนุรักษดานสุนทรียภาพของงานสถาปตยกรรมในอดีตผานกระบวนการลดทอนมาก
ย่ิงขึ้นในรูปธรรม ทําใหสามารถแสดงออกซึ่งลักษณะไทยเฉพาะดานสุนทรีย หรือเฉพาะ “เปลือก”
โดยสว นมากกไ็ ร “แกน” เชนในกรณีอาคารสภาสถาปนกิ การออกแบบเสน สายทเ่ี ปนเสน โคงงอนของ
หลังคาท่ีคลุมสวนใชสอยชั้นบนสุด (หองประชุมและโถงนิทรรศการ) ดังแสดงในรูปที่ ๕.๑๙ แบบ
เบื้องตนที่เสนสายมีความโคงนอย ดังแสดงในรูปที่ ๕.๒๐ ขาดความชัดเจนในลักษณะเสนสาย
โดยรวมแลวก็ยังคงไดแต “เปลือก” โดยปราศจากที่มาท่ีไปของรูปแบบที่ควรจะเกิดจากภูมิปญญา
ตามแนวทางคุมแดดคุมฝน สําหรับอาคารสํานักงานใหญธนาคารไทยพาณิชย (อาคาร SCB) ก็คงได
ลกั ษณะไทยเชงิ สุนทรียภาพจากการใชร ปู แบบอาคารที่มยี อดแหลมสที องและมีเสนทางนอนสีทอง ดัง
แสดงในรูปท่ี ๕.๒๑ จึงเขาขายทํานองเดียวกันในการแสดงออกลักษณะไทยเฉพาะในสวนเปลือกที่ยัง
จะตอ งมีคําตอบทางดา น “แกน” ดว ย

รูปที่ ๕.๑๙ อาคารสภาสถาปนิก

๕๗ Horayangkura, V, สถาปตยกรรมไทย ขอจํากัดและทางเลือกในการสืบสาน [Thai architecture:
Limitations andalternatives in inheritance], ASA – Journal of Architecture, November 1994, p 57-
62.

๑๓๖

รปู ที่ ๕.๒๐ อาคารสภาสถาปนิก

รูปท่ี ๕.๒๑ ธนาคารไทยพาณชิ ย (SCB)
กลา วไดวา แนวรูปแบบสถาปตยกรรมไทยเชิงสุนทรียดังกลาว มีสวนมาจากพื้นฐานการคิด
แบบตะวนั ตกทเี่ นนการแบง แยกในวิธกี ารมากกวาการใชว ิธบี รู ณาการคือไดท งั้ เปลือกและแกน แทนท่ี
จะไดเ พียง “เปลือก” หรอื “แกน ” อยางใดอยางหน่ึง
ปญหาพื้นฐานที่นําไปสูการขาดเอกลักษณไทยในงานสถาปตยกรรมสมัยใหมอยูที่การขาด
จิตสํานึกสาธารณะ กลาวคือ ประชาชนทั่วไป ชุมชน ผูประกอบการเจาหนาที่ภาครัฐ ตลอดจน
สถาปนิกโดยรวม ยังไมเห็นความจําเปนหรือความสําคัญของการสรางสรรคงานสถาปตยกรรมใหมี
เอกลักษณไทย หรือไมก็มีความคิดเห็นในเชิงลบตอเอกลักษณไทย โดยในจิตสํานึกไดนําประเด็น
เอกลักษณไ ทยไปเชอื่ มโยงกับรปู แบบสถาปตยกรรมไทยประเพณี ทําใหมีทัศนคติในทํานองที่วา เปน
เร่ืองทไ่ี มทันสมยั และเปนการทวนกระแสการเปลย่ี นแปลงของโลกไรพรมแดน สถาปนิกรุนใหมตองมี
จติ สาํ นึกตอบทบาทในการสรางสรรคมรดกวัฒนธรรมมิใชเพียงแตทําการออกแบบตามกรอบท่ีสังคม

๑๓๗

ปจจุบันกําหนดซ่ึงทําใหตองตกอยูภายใตการแขงขันในทางธุรกิจ ที่มักโหนกระแสโลกาภิวัตนสูแนว
รปู แบบสากลมากยิ่งขึ้น

อยางไรก็ตาม ในทางกลับกัน การสรางสรรคเอกลักษณไทยสมัยใหมในงานสถาปตยกรรม
ยอ มหมายถึงการสรางลักษณะเดนใหกับบริบทสภาพแวดลอม ทําใหเกิดการรับรูลักษณะเฉพาะของ
ทอ งถ่นิ กรุงเทพมหานครมเี อกลักษณแ ตกตา งจากมหานครอ่ืน ๆ สวนหนึ่งดวยงานสถาปตยกรรมท่ีมี
ลักษณะแตกตางจากบริบทสากลจุดเริ่มตนของการสรางสรรคเอกลักษณไทยอยูที่การมีจิตสํานึก
สาธารณะและงานสถาปตยกรรมเปน สวนหน่ึงของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่อาศัยความคิดสรางสรรค
การสรางสรรคเอกลักษณสถาปตยกรรมไทยสมัยใหม ยอมเปนการนําเสนอสิ่งสรางสรรคที่เปนที่เชิด
หนาชูตาถึงความเจริญกาวหนาของประเทศท่ีทันสมัย พรอม ๆ กับยังคงสามารถแสดงออกถึง
เอกลักษณข องชาติ ซ่ึงจะสามารถดงึ ดูดความสนใจของนักทองเท่ียวตางชาติ ตลอดจนแขกผูมาเยือน
โดยเฉพาะหากสามารถจัดสรางงานสถาปตยกรรมที่มีคุณคาเปนสถาปตยกรรมสัญลักษณ (iconic
architecture) ก็จะย่ิงเปน การสรา งมูลคา เพม่ิ ใหกับอตุ สาหกรรมวฒั นธรรม (culture industry)

๕.๖.๔ ดนตรี และนาฏศิลป
ดนตรีไทย คือ สงิ่ ทสี่ รางขึน้ สําหรบั ทาํ เสยี งใหเปน ทํานอง หรือจังหวะ วิธีที่ทําใหมีเสียงดังขึ้น
น้ันมี อยู ๔ วิธี คือ (๑) ใชมือหรือสิ่งใดส่ิงหน่ึงดีดที่สาย แลวเกิดเสียงดังขึ้น ส่ิงท่ีมีสายสําหรับดีด
เรียกวา "เคร่อื งดีด" (๒) ใชเสนหางมา หลายๆ เสน รวมกันสไี ปมาท่ีสาย แลวเกิดเสียงดังข้ึน ส่ิงท่ีมีสาย
แลวใชเสนหางมา สีใหเกิด เสยี งเรยี กวา "เคร่ืองสี" (๓) ใชมือหรือไมตีท่ีสิ่งนั้น แลวเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่
ใชไ มหรือมือตี เรยี กวา "เคร่ืองต"ี (๔) ใชป ากเปา ลมเขา ไปในสิ่งนั้น แลวเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่เปาลมเขา
ไปแลวเกิดเสยี งเรียกวา "เคร่ืองปา" เคร่ืองทุกอยา งท่ีกลา วแลวรวมเรียกวา เครอื่ งดดี สี ตี เปา

ดนตรีสาํ หรบั เยาวชนไทยมีอยูดวยกันหลายแบบ ท้ังท่ีเปนดนตรีของไทยเราเอง ดนตรี
จากตางประเทศ ดนตรไี ทยของเราเองนนั้ ยังแบงออกไดเปนอีกสองกลุม คือ ดนตรีพื้นบานท่ีมีอยูใน
ภาคตา งๆ ของประเทศ เชน ดนตรอี ีสาน ดนตรภี าคเหนอื และดนตรีของภาคใต สวนดนตรีท่ีเรียกวา
เปน ดนตรีไทยมาตรฐานน้ัน คือ ดนตรีไทยภาคกลาง อันไดแก การบรรเลงมโหรี ปพาทย และ
เครอ่ื งสายนานาประเภท

ในสวนที่เราไดรับอารยธรรมดนตรีตะวันตกเขามานั้น ท่ีเราใชเปนแบบฉบับอยางเต็มท่ีก็มี
เชน การบรรเลงวงดรุ ยิ างคสากล วงดนตรีแจส เปนอาทิ และยังมีดนตรีตะวันตก ที่เราผสมผสานเขา
กับวัฒนธรรมดนตรีของไทย มีสิ่งใหมเกิดขึ้นในสวนของดนตรีไทยแทและดนตรีสากลที่ไดรับเขามา
เกิดเปนดนตรีสําหรับเยาวชน ข้ึนมากมายหลายรปู แบบ ลว นเปนเรอ่ื งนาสนใจท้ังส้นิ

การเปล่ียนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ และสังคม ทําใหชีวิตของเยาวชนกับการดนตรีพลอย
เปล่ยี นแปลงไปดว ย ดังจะไดก ลาวตอไป สําหรับดนตรีไทยนั้น สมัยกอนบิดามารดามักนําเด็กไปฝาก
ใหเรยี นดนตรีท่ีบานครู โดยกนิ นอนอยูก บั ครเู หมอื นกับเปน ลูกเปนหลานของครู โดยไมตองเสียคากิน
อยูและคา เลา เรยี นเลย นอกจากจะตอ งฝกหดั ดนตรีแลว เด็กจะตองชวยงานที่บานครู เชน ตักนํ้า หุง
ขา ว ขนยา ยเคร่อื งดนตรี เวลาไปออกงานบรรเลงตามท่ีตางๆ รวมท้ังรับใชทานครู และนักดนตรีรุนพี่
ตามสมควร

๑๓๘

การฝกหัดดนตรีไทยสมัยกอน ตองเร่ิมตนดวยการเรียนตีฆองวงใหญ เปนอันดับแรก โดย
เรียนเพลงไหวพระท่เี รียกวา "เพลงสาธุ-การ" เปนเพลงแรก การท่ีไดคลุกคลีอยูกับดนตรีในบานของ
ครูตลอดทั้งวนั น้นั หูก็เคยชินกบั เสียงดนตรีไทยไปทีละนอ ย จนในทีส่ ุดก็จําเสียงเพลงตางๆ ได เม่ือถึง
เวลาเรียน ครกู ส็ อนใหทีละขั้นตอน เม่ือหูจําเสียงไดกอนแลว การใชมือปฏิบัติตามใหไดตรงเสียงท่ีจํา
ไดน น้ั ชวยใหทาํ เพลงไดงายข้ึน การตอเพลงอยางไทยโบราณ ใชวิธีปฏิบัติจนจําขึ้นใจได ไมมีการจด
และอานโนตเหมือนฝกดนตรีสากล จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ แหงกรุงรัตนโกสินทร หลวงประดิษฐ
ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จึงไดคิดโนต ไทยทเี่ ปน ตวั เลข ๙ ตัวขึ้นและยงั มีผคู ิดโนตเคร่อื งสาย มีตัวเลข
๐-๔ ตามมา

ผูท่ีเรียนดนตรีสมัยกอน ตองต่ืนนอนแตเชามืด เวลาประมาณ ๐๕:๐๐ นาฬิกากอนพระ
อาทิตยข นึ้ แลว ฝกหัดบรรเลงทบทวนไปคนเดียว ครูเปนคนน่ังฟง และคอยแกไขใหจนถูกตอง จนถึง
เวลา ๗ นาฬิกาเศษ จึงไปทําธุรกิจสวนตัว ไปชวยงานในครัว กินอาหารเชาพรอมกับเพ่ือนๆ ที่อยู
รว มกนั เสร็จแลวพักผอ นหรือชวยงานบาน ตอนสายประมาณ ๐๙:๐๐ นาฬิกา เร่ิมฝกบรรเลงตอไป
อีก โดยอาจบรรเลงรวมวงหรือตอเพลงใหม แลวแตครูผูเปนหัวหนากําหนดถึงเวลากลางวัน
รับประทานอาหารแลวก็พักผอน เร่ิมลงมือซอมอีกประมาณบายสองถึงสามโมง ซอมไปจนคํ่าจึง
อาบนํ้ากินขาว หากครูเจาของรับงานไว ก็ออกไปบรรเลงตามงานตางๆ เสร็จแลวกลับบานตอนดึก
หากไมมีงานก็ตองฝกซอมตอไป จนถึงเวลาเขานอนประมาณ ๒๐:๐๐ นาฬิกา ไมไดเรียนวิชาอ่ืนไป
พรอมกับดนตรี นกั ดนตรไี ทยแตก อ นจึงมีความรคู วามถนัด แตเ ร่ืองการดนตรอี ยางเดียวเทานั้น128๕๘

นาฏศลิ ปไทย คอื การรายราํ ทมี่ นษุ ยไดป รุงแตงจากลีลาตามธรรมชาตใิ หสวยสดงดงาม โดยมี
ดนตรเี ปนองคประกอบในการรายรํา นาฎศิลปของไทย แบงออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดง
เปนประเภทใหญ ๆ ๔ ประเภท คือ ๕๙
129

๑. โขน เปนการแสดงนาฎศิลปชั้นสูงของไทยท่ีมีเอกลักษณ คือ ผูแสดงจะตองสวมหัวที่
เรียกวา หัวโขน และใชล ีลาทาทางการแสดงดวยการเตนไปตามบทพากย การเจรจาของผูพากยและ
ตามทํานองเพลงหนาพาทยที่บรรเลงดวยวงปพาทย เรื่องท่ีนิยมนํามาแสดง คือ พระราชนิพนธบท
ละครเร่อื งรามเกยี รติ์ แตงการเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริยท่ีเปนเคร่ืองตน เรียกวาการ
แตงกายแบบ “ย่ืนเครื่อง” มีจารีตข้ันตอนการแสดงที่เปนแบบแผน นิยมจัดแสดงเฉพาะพิธีสําคัญ
ไดแก งานพระราชพิธีตา ง ๆ

๒. ละคร ละครใน เปนศิลปะการรายรําที่เลนเปน เรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเลานิทาน
ละครมีเอกลักษณในการแสดงและการดําเนินเร่ืองดวยกระบวนลีลาทารํา เขาบทรอง ทํานองเพลง
และเพลงหนาพาทยท ่ีบรรเลงดว ยวงปพ าทย มแี บบแผนการเลน ทเ่ี ปนทัง้ ของชาวบานและของหลวงท่ี

๕๘http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=16&chap=7&page=t16-7-
infodetail01.html [๓ ต.ค. ๒๕๕๙].

๕๙http://www.phattayakulschool.com/webpages/knowledge/typeofthaidance.html [๓ ต.ค.
๒๕๕๙].

๑๓๙

เรียกวา ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน เร่ืองท่ีนิยมนํามาแสดงคือ พระสุธน สังขทอง คาวี
อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครท่ีปรับปรุงข้ึนใหมอีกหลายชนิด การแตงกายของละครจะ
เลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย เรียกวา การแตงการแบบยืนเคร่ือง นิยมเลนในงานพิธี
สําคญั และงานพระราชพธิ ีของพระมหากษัตริย

๓. ราํ และ ระบําเปนศิลปะแหง การรา ยรําประกอบเพลงดนตรีและบทขับรอง โดยไมเ ลนเปน
เร่ืองราว ในที่น้ีหมายถึงรําและระบําท่ีมีลักษณะเปนการแสดงแบบมาตรฐาน ซึ่งมีความหมายที่จะ
อธบิ ายไดพอสงั เขป ดังนี้

๓.๑ ราํ รําไทย หมายถงึ ศลิ ปะแหงการรายรําทีม่ ผี แู สดง ต้งั แต 1-2 คน เชน การรํา
เดี่ยว การรําคู การรําอาวุธ เปนตน มีลักษณะการแตงการตามรูปแบบของการแสดง ไมเลนเปน
เรอ่ื งราวอาจมบี ทขับรอ งประกอบการราํ เขา กับทํานองเพลงดนตรี มีกระบวนทา รํา โดยเฉพาะการรําคู
จะตา งกบั ระบาํ เนอื่ งจากทารําจะมคี วามเช่ือมโยงสอดคลองตอเน่ืองกัน และเปนบทเฉพาะสําหรับผู
แสดงน้ัน ๆ เชน รําเพลงชา เพลงเร็ว รําแมบท ราํ เมขลา –รามสรู เปนตน

๓.๒ ระบํา ระ และระบาํ หมายถึง ศิลปะแหงการรายรําที่มีผูเลนตังแต 2 คนข้ึนไป
มีลกั ษณะการแตงการคลายคลึงกัน กระบวนทารายรําคลาคลึงกัน ไมเลนเปนเร่ืองราว อาจมีบทขับ
รองประกอบการรําเขา ทํานองเพลงดนตรี ซ่ึงระบําแบบมาตรฐานมักบรรเลงดวยวงปพาทย การแตง
การนยิ มแตงกายยืนเครอ่ื งพระนาง-หรือแตง แบบนางในราชสํานกั เชน ระบําสบี่ ท ระบาํ กฤดาภินิหาร
ระบาํ ฉิง่ เปน ตน

๔. การแสดงพื้นเมือง เปนศิลปะแหงการรายรําที่มีท้ังรํา ระบํา หรือการละเลนท่ีเปน
เอกลักษณข องกลมุ ชนตามวฒั นธรรมในแตล ะภมู ภิ าค ซงึ่ สามารถแบง ออกเปน ภูมิภาคได ๔ ภาค ดังนี้

๔.๑ การแสดงพี้นเมืองภาคเหนือ รําพื้นบานภาคเหนือ เปนศิลปะการรํา และ
การละเลน หรือท่ีนิยมเรยี กกันท่วั ไปวา “ฟอ น” การฟอนเปนวัฒนธรรมของชาวลานนา และกลุมชน
เผา ตาง ๆ เชน ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เปนตน ลักษณะของการฟอน แบงเปน 2 แบบ คือ
แบบดงั้ เดมิ และแบบที่ปรับปรุงข้ึนใหม แตยงั คงมกี ารรักษาเอกลักษณท างการแสดงไวคือ มีลีลาทารํา
ทแี่ ชม ชา ออนชอยมีการแตงกายตามวัฒนธรรมทอ งถิ่นทสี่ วยงามประกอบกับการบรรเลงและขับรอง
ดว ยวงดนตรีพ้ืนบาน เชน วงสะลอ ซอ ซึง วงปูเจ วงกลองแอว เปนตน โอกาสท่ีแสดงมักเลนกันใน
งานประเพณีหรือตนรับแขกบานแขกเมือง ไดแก ฟอนเล็บ ฟอนเทียน ฟอนครัวทาน ฟอนสาวไหม
และฟอ นเจิง

๔.๒ การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง รํากลองยาวเปนศิลปะการรายรําและการละเลน
ของชนชาวพ้ืนบานภาคกลาง ซ่ึงสวนใหญมีอาชีพเก่ียวกับเกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมีความ
สอดคลอ งกับวิถีชวี ิตและพื่อความบนั เทิงสนกุ สนาน เปน การพกั ผอ นหยอ นใจจากการทาํ งาน หรือเม่ือ
เสรจ็ จากเทศการฤดูเก็บเก็บเกีย่ ว เชน การเลนเพลงเก่ยี วขา ว เตนกํารําเคียว รําโทนหรือรําวง รําเถิด
เทอง รํากลองยาว เปน ตน มีการแตง กายตามวัฒนธรรมของทองถิ่น และใชเครื่องดนตรีพื้นบาน เชน
กลองยาว กลองโทน ฉ่งิ ฉาบ กรับ และโหมง

๑๔๐

๔.๓ การแสดงพื้นเมืองภาคอสี าน รําพ้ืนบานเปนศิลปะการรําและการเลนของชาว
พ้นื บา นภาคอสี าน หรือ ภาคตะวนออกเฉียงเหนือของไทย แบงไดเปน ๒ กลุมวัฒนธรรมใหญ ๆ คือ
กลมุ อีสานเหนือ มวี ฒั นธรรมไทยลาวซึ่งมกั เรียกการละเลน วา “เซ้ิง ฟอน และหมอลาํ ” เชน เซิ้งบงั ไฟ
เซิ้งสวิง ฟอนภูไท ลํากลอนเกี้ยว ลําเตย ซึ่งใชเคร่ืองดนตรีพื้นบานประกอบ ไดแก แคน พิณ ซอ
กลองยาว อีสาน ฉ่งิ ฉาบ ฆอ ง และกรับ ภายหลังเพิ่มเตมิ โปงลางและโหวดเขา มาดว ย สวนกลุมอีสาน
ใตไดร บั อิทธพิ ลไทยเขมร มีการละเลนท่ีเรียกวา เรือม หรือ เร็อม เชน เรือมลูดอันเร หรือรํากระทบ
สาก ราํ กระเน็บตงิ ตอ็ ง หรอื ระบําต๊ักแตน ตําขาว รําอาไย หรือรําตัด หรือเพลงอีแซวแบบภาคกลาง
วงดนตรี ที่ใชบรรเลง คือ วงมโหรีอีสานใต มีเครื่องดนตรี คือ ซอดวง ซอดวง ซอครัวเอก กลอง
กนั ตรึม พิณ ระนาด เอกไม ปสไล กลองราํ มะนาและเครอื่ งประกอบจงั หวะ การแตง กายประกอบการ
แสดงเปนไปตามวัฒนธรรมของพ้ืนบาน ลักษณะทารําและทวงทํานองดนตรีในการแสดงคอนขาง
กระชับ รวดเรว็ และสนกุ สนาน

๔.๔ การแสดงพ้ืนเมืองภาคใต โนราเปนศิลปะการรําและการละเลนของชาว
พื้นบานภาคใตอาจแบงตามกลุมวัฒนธรรมได ๒ กลุมคือ วัฒนธรรมไทยพุทธ ไดแก การแสดงโนรา
หนังตะลุง เพลงบอก เพลงนา และวัฒนธรรมไทยมุสลิม ไดแก รองเง็ง ซําแปง มะโยง (การแสดง
ละคร) ลเิ กฮลู ู (คลา ยลิเกภาคกลาง) และซิละ มีเครื่องดนตรีประกอบที่สําคัญ เชน กลองโนรา กลอง
โพน กลองปด โทน ทับ กรบั พวง โหมง ปก าหลอ ปไ หน ราํ มะนา ไวโอลิน อัคคอรเดียน ภายหลังไดมี
ระบาํ ที่ปรบั ปรุงจากกิจกรรมในวิถชี ีวติ ศิลปาตา งๆ เขน ระบํารอ นแต การีดยาง ปาเตตะ เปนตน

๕.๗ ภมู ปิ ญ ญาไทยทางดานภาษาและวรรณกรรม

หากจะกลาวถึงเอกลักษณของแตละชนชาติ คงหนีไมพนเร่ืองของภาษาและวัฒนธรรม
ประจาํ ชาติ ท่แี ตล ะชาตติ า งรัก และหวงแหนความเปนชาติของตนเองมิใหใครดูถูกดูหม่ินหรือทําลาย
ภาษาและวัฒนธรรมอนั ถอื ไดว า เปนสิง่ ท่ีแสดงถงึ ความเปนเอกลักษณของชาติตน

ชาติไทยก็เชน เดยี วกัน เรามภี าษาและวัฒนธรรมเปนของตนเอง ท่เี ปนเอกลกั ษณท่ีโดดเดนไม
เหมือนใคร ท่ีตางชาติตางใหการยอมรับในวัฒนธรรมไทยของเราเปนอยางมาก อีกทั้งภาษาท่ีได
กอกําเนิดข้ึนในสมัยสุโขทัย โดยพอขุนรามคําแหงมหาราช ทานไดทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้น ทําให
ชาติไทยมีภาษาและอักษรเปนของตนเอง ซึ่งแสดงใหเห็นถึงความเจริญรุงเรืองท่ีมีภาษาประจําชาติ
และการมีเอกราชที่ชาติไทยไมเคยตกอยูภายใตอํานาจของชาติใด ไทยเราเปนชาติที่มีเอกราชและมี
ความเปนเอกลักษณไ มแ พชาตติ ะวนั ตก

ภาษาไทยเปนเอกลกั ษณประจําชาติ ท่ีมวี ิวัฒนาการตอเนื่องมาเปนเวลาชานาน นับเปนภูมิ
ปญ ญาของชาตทิ ี่ใชในการสื่อสาร เปน เครอื่ งมือในการดํารงชวี ิต และเปน พ้ืนฐานในการเรียนรู การใช
ทักษะทางภาษาในการพูด การดู การอาน จากบุคคล จากแหลงเรียนรูตาง ๆ และสภาพแวดลอม
รอบตวั จะทาํ ใหชวยพฒั นาสตปิ ญ ญา กระบวนการคิด การวิเคราะห การวิจารณ จนเกิดเปนความรู
ใหม ในปจจุบนั สังคมไทยไดร บั ผลกระทบจากกระแสโลกาภวิ ัฒนเ ปนอยางมาก กอ ใหเกิดปญหาอยาง


Click to View FlipBook Version