๑๙๑
ตนอยใู นศีลธรรมอนั ดงี าม นอกจากน้ีวดั ยังเปน ศูนยก ลางของชมุ ชน เปนสถานท่ปี ระกอบกิจกรรมของ
ชมุ ชน สรางความสามคั คใี นชมุ ชน
๔. พระพุทธศาสนาเปนหลักในการพัฒนาในการพัฒนาชาติไทย หลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนามุงเนนการพัฒนาคนใหเปนบุคคลท่ีมีคุณภาพทั้งดานสุขภาพกาย สุขภาพจิต ใช
คณุ ธรรมและสติปญ ญาในการดําเนนิ ชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองและรวมมอื รว มใจกนั พัฒนาชุมชน พัฒนา
สงั คม และพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญรุงเรือง นอกจากน้ีพระสงฆหลายทานยังมีบทบาทสําคัญใน
การเปนผูนําชุมชนพัฒนาในดานตางๆ เชน การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษภูมิปญญา
และวัฒนธรรมทอ งถ่ิน วัดเปน แหลงการเรยี นรูของสงั คมไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ชาวไทยไดบวช
เรียนในพระพทุ ธศาสนา ไดฝก ฝนอบรมตนใหเปนคนดี เปน กาํ ลังสําคัญในการพัฒนาชาติไทย
๕. พระพทุ ธศาสนาเปน หนง่ึ ในสามสถาบนั หลกั ของชาติไทย สถาบนั หลักของชาติไทยที่คน
ไทยทุกคนใหความเคารพนบั ถอื ประกอบดวย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย รัฐธรรมนูญไทยได
กําหนดใหพระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะ หมายถึง พระประมุขของชาติไทยที่ทรงนับถือ
พระพทุ ธศาสนาเชน เดยี วกับประชาชนสวนใหญของประเทศ และยังเปนอัครศาสนูปถัมภก คือ ทรง
ใหค วามอุปถมั ภศาสนาทุกศาสนาในประเทศไทย
สรปุ ทายบท
วฒั นธรรมไทยมีรากฐานมาจากพุทธศาสนา เปน มรดกอนั ลาํ้ คาของคนไทยทุกคนท่ีสะทอนให
เห็นวิถีชีวิตของคนไทย ถือเปนเอกลักษณท่ีแสดงถึงความเปนชาติไทยท่ีแตกตางจากชาติอ่ืน มี
ลกั ษณะเฉพาะทแ่ี สดงชี้ชัดถึงความเปนไทย เชน ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แสดงออกมาทาง
พธิ ีกรรม ศิลปะแขนงตา งๆ บคุ ลิกภาพของคนไทยที่รักสงบ ออนนอมถอมตน มีน้ําใจ จนไดรับความ
ชื่นชมจากตางชาติ ถึงแมวัฒนธรรมไทยจะมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมตางชาติต้ังแตอดีตจนถึง
ปจจุบัน แตก็ไดเลือกสรรเอาส่ิงที่ดีมาใชใหเขากับวัฒนธรรมไทย กอใหเกิดความภาคภูมิใจในความ
เปนชาติท่ีมีพระมหากษัตริย ศาสนา ศิลปกรรม ภาษา อาหาร การแตงกาย ที่เปนเอกลักษณ
เฉพาะตวั
กลาวโดยสรุปวา วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันอยูอยางแนบแนนกับพระพุทธศาสนา ซึมแทรก
ผสมผสานอยูในแนวความคิด จิตใจและกิจกรรมแทบทุกกาวของชีวิตโดยตลอดเวลายาวนาน โดย
ยังคงเน้ือหาสาระเดิมท่ีบริสุทธ์ิไวไดก็มี ถูกดัดแปลงเสริมแตงตลอดจนปนเปกับความเชื่อถือและขอ
ปฏิบัติสายอ่ืนหรือผันแปรในดานเหตุอ่ืนๆจนผิดเพี้ยนไปจากเดิมก็มากในทางจิตใจเห็นไดชัดวา
หลักธรรมความประพฤตปิ ฏิบตั ิการดาํ เนนิ ชวี ติ และกจิ กรรมตา งๆทง้ั ในและเน่ืองดว ย พระพุทธศาสนา
ไดหลอ หลอมชวี ติ จติ ใจและลักษณะนิสยั ของคนไทยใหเปนผูมีจิตใจกวางขวางและราเริงแจมใส ชอบ
เอ้อื เฟอ เผอ่ื แผแ สดงความเปนมิตร เขา กับใครๆไดง ายยนิ ดีในการใหและการแบงปนพรอมที่จะบริจาค
และใหความชวยเหลืออยางที่เรียกวาเปนคนมีนํ้าใจ อันเปนเอกลักษณเดนชัด ที่ชนตางชาติมัก
สังเกตเห็นและประทับใจ จนต้ังสมญาเมืองไทยวาเปนดินแดนแหงความยิ้มแยมหรือสยามเมืองย้ิม
ประเพณีและพิธีการตางๆในวงจรชีวิตของแตละบุคคลก็ดี ในวงจรเวลาหรือฤดูกาลของสังคมหรือ
ชุมชนก็ดี ลวนเก่ียวของกับพระพุทธศาสนา โดยตลอด ถาไมเปนเร่ืองของศาสนาหรือสืบเนื่องจาก
๑๙๒
พระพุทธศาสนาโดยตรง กต็ องมกี จิ กรรมตามคติความเชื่อหรือแนวปฎบิ ตั ใิ นพระพุทธศาสนาแทรกอยู
ดวย
คําถามทายบท
๑. จงอธิบายลักษณะของความสัมพันธของพระพุทธศาสนากับประเพณีไทยและ
พระพุทธศาสนากับความเชือ่ ของสังคมไทย
๒. พระพุทธศาสนาท่ีปรากฏในรูปแบบของคติความเชื่อของสังคมไทยมีอะไรบางใหทาน
ยกตัวอยางตามทศั นะของทา นพรอมท้ังอธิบาย
๓. ความสมั พนั ธของพระพทุ ธศาสนากับการดาํ รงชวี ติ ของคนไทยเปนอยางไรบาง
๔. พระพทุ ธศาสนามคี วามสาํ คัญตอ วิถีชีวิตของคนในสงั คมไทยอยา งไรบา ง
๑๙๓
เอกสารอา งอิงประจําบท
หนงั สือ
เชาวนี สัมมา, ตานกวยสลาก : การถวายทานดวยการจับสลากของชาวลานนา, จันทบุรี :
มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราไพพรรณี, ๒๕๕๔.
ประมวล พิมพเ สน, ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ ประเพณี ผกู เสยี่ ว, ขอนแกน : ขอนแกน การพิมพ ,๒๕๔๖.
ปรีชา พณิ ทอง, ประเพณีโบราณไทยอีสาน, พิมพครัง้ ท่ี ๗ อุบลราชธานี, โรงพิมพศิริธรรมออฟเซ็ท,
๒๕๓๔.
ยุพา พลสามารถ, ประเพณีปอยหลวง, ลาํ พูน : บรษิ ัทนามิกิ พรีซิชน่ั (ประเทศไทย) จํากัด, ๒๕๕๓.
สุพัตรา เกษมเรืองวิชชญ, ตามฮีตโตยฮอย ตุงลานนาผะหญาคนเมือง, เชียงใหม : กลุมสาระการ
เรียนรสู งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม โรงเรียนเทศบาลวัดศรปี งเมอื ง, ๒๕๕๗.
สริ วิ ัฒน คําวันสา, อสี านคดี เน่อื งในงานการละเลนพื้นบาน, คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๕๒๑.
สมทรง ปญุ ญฤทธ,์ิ “พธิ ีกรรม”, มงคลสาร, ๒๘ (๓๒๑) (ตลุ าคม ๒๕๓๔) : ๒๙-๓๑.
สภาวัฒนธรรมจงั หวดั ขอนแกน , ของดอี สี าน, ขอนแกน: ขอนแกน การพมิ พ, ๒๕๔๐.
สวงิ บญุ เจิม, มรดกอีสาน, อบุ ลราชธานี : มรดกอสี าน, ๒๕๕๔.
อุดม บัวศรี, วัฒธรรมอีสาน, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ขอนแกน , ๒๕๔๖.
อภิศักด์ิ โสมอินทร, โลกทัศนอีสาน, มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม,
๒๕๓๔.
เว็บไซต
www.oocities.com/zodjang/klong14.htm
http://www.mettadham.ca/boontaeladien3.htm
http://www.sabaideeradio.com/redirect.php?tid=69&goto=lastpost
http://www.student.chula.ac.th/~51370918/Tradition_08.htm
http://guru.sanook.com/4317/
https://sukanyaae20.wordpress.com/ประเพณภี าคกลาง/
http://www.prapayneethai.com/ประเพณลี ากพระ-ชักพระ
๑๙๔
บทท่ี ๗
อทิ ธพิ ลของพระพุทธศาสนาท่มี ตี อภูมปิ ญญาไทย
วตั ถปุ ระสงคก ารเรยี นประจําบท
เม่อื ศึกษาบทนแ้ี ลว ผูศึกษาสามารถ
๑. อธิบายถึงลักษณะของความสัมพันธของพระพุทธศาสนากับภูมิปญญาไทยในดานตาง ๆ
ได
๒. อธบิ ายและยกตัวอยางภูมปิ ญ ญาไทยในมติ ทิ างดา นพระพทุ ธศาสนาได
๓. บอกแนวทางหารสง เสรมิ ภูมปิ ญญาไทยตามแนวทางของพระพุทธศาสนาได
๔. แสดงความเห็นและทัศนคติของตนเองเกี่ยวกับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาท่ีมีตอภูมิ
ปญ ญาไทยได
ขอบขา ยเนอื้ หา
• ความนาํ
• ความสมั พนั ธของพระพุทธศาสนากบั ภูมปิ ญ ญาไทย
• ภูมปิ ญญาไทยในมติ ิทางดา นพระพุทธศาสนา
• พระพทุ ธศาสนากับการสงเสริมภมู ิปญ ญาไทย
๗.๑ ความนํา
เราไดศึกษาในบทที่ผานมาซึ่งไดกลาวถึง ภูมิปญญาบาง พระพุทธศาสนาบางหรือตลอดจน
ความสัมพันธของพระพุทธศาสนากับภูมิปญญาบาง จากที่เราไดศึกษากันมาแลวเราพบวา
พระพุทธศาสนาซ่ึงเปนศาสนาที่คนสวนใหญในสังคมไทยนับถือไดกลายมาเปนรากฐานของวิถีชีวิต
ตลอดจนความเปนอยขู องคนในสงั คมไทยและสดุ ทา ยกลับกลายมาเปน ภมู ปิ ญ ญาของสงั คมไทย
พระพทุ ธศาสนาไดมบี ทบาทอยา งสูง ในการแกไขปญหาแกประชาชนในยามที่เกิดวิกฤตทาง
เศรษฐกิจ ดังจะเหน็ วาประเทศไทยของเราไดป ระสบปญหาเศรษฐกิจอยางรุนแรง แตก็ยังอยูกันอยาง
สงบสุข คนที่เคยทํางานตําแหนงหนาที่ดี ๆ ประเทศไทยเรามีพ้ืนฐานดี อันไดแกพื้นฐานทางสังคม
และวัฒนธรรมดี หรอื ทีบ่ างทานเรยี กวาทุนทางสังคม อนั ไดแ กมีฐานทางเศรษฐกิจทีม่ ัน่ คง สงั คมไทยมี
ความผกู พันกับพุทธศาสนาอยางลึกซึ้ง จนไมสามารถแยกออกจากวิถีชีวิตประจําวันได มีอิทธิพลตอ
บคุ คล สงั คม และวัฒนธรรม ของไทยเปนอยางมาก พระพุทธศาสนาเปนสถาบันหลัก ใน ๓ สถาบัน
ของชาติ ควบคูกับสถาบันชาติ และพระมหากษัตริย เปนศาสนาประจําชาติ เปนรากฐานของ
วัฒนธรรมไทยดานตา ง ๆ เชน ดานภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรม การศึกษา การสงเคราะห
๑๙๕
และเปนศูนยรวมจิตใจของชาวไทยด้ังแตอดีตกาลจนถึงปจจุบัน และสงผลใหภูมิปญญาไทยมีความ
ย่งั ยนื จนถึงทุกวนั นี้
ในบทน้ีเราจะศึกษาเกี่ยวกับ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีตอภูมิปญญาไทย เปนเน้ือหา
หลักและจะศึกษาอิทธิพลของพระพุทธศาสนาในแงตาง ๆ ๓ ประการคือ ความสัมพันธของ
พระพุทธศาสนากับภมู ิปญญาไทย ภมู ิปญญาไทยในมิติทางดานพระพุทธศาสนาและพระพุทธศาสนา
กับการสงเสริมภมู ปิ ญญาไทย
๗.๒ ความสมั พนั ธของพระพุทธศาสนากับภมู ิปญญาไทย
ภูมิปญญาไทยมีกระบวนการเกิดท่ีเกิดจากการสืบทอด ถายทอด องคความรูท่ีมีอยูเดิมใน
ชุมชนทองถ่ินตางๆแลวพัฒนา เลือกสรรและปรับปรุงองคความรูเหลานั้นจนเกิดทักษะและความ
ชํานาญ ท่ีสามารถแกไขปญหา และพัฒนาชีวิตไดอยางเหมาะสมกับยุคสมัย แลวเกิดองคความรูใหม
ๆ ท่ีเหมาะสมและสืบทอดพัฒนาตอไปอยางไมสิ้นสุด เชน ภาษาไทย แพทยแผนไทย เปนตน
ความสําคัญของภูมิปญญาไทย ไดแก ประโยชนและความสําคัญของภูมิปญญา ท่ีบรรพบุรุษไทยได
สรางสรรคและสืบทอดมาอยางตอเน่ืองจากอดีตสูปจจุบัน ทําใหคนในชาติเกิดความรักและความ
ภาคภมู ิใจ ท่ีจะรวมแรงรวมใจสืบสานตอไปในอนาคต เชน โบราณสถาน โบราณวัตถุสถาปตยกรรม
ประเพณีไทย การมีน้ําใจ ศกั ยภาพในการประสานผลประโยชน เปน ตน ภมู ปิ ญญาไทยมีความสัมพันธ
กบั พระพุทธศาสนาดงั น้ี
๗.๒.๑ ความสมั พนั ธข องภมู ิปญญาไทยกับพระพุทธศาสนาในแงข องความเช่อื
เปน ทีย่ อมรับกันโดยทั่วไปวา สวนที่สําคัญในทุกวัฒนธรรมคือศาสนา เพราะศาสนามีผลตอ
ความรูสึกนึกคิด ประเพณี และเปนแรงบันดาลใจใหมนุษยไดสรางสรรควัฒนธรรมอื่นๆ อีกเปนอัน
มากดงั ท่ี เสถียร โกเมศ ไดกลาวไวดงั นี้
"วัฒนธรรมท่ีเปนสวนสําคัญคือศาสนา เพราะวัฒนธรรมอื่นๆ มีประเพณี ศิลปะ วรรณคดี
จรรยาและคติความเชื่ออื่นๆ แตเดิมยอมขึ้นอยูแกศาสนาทั้งนั้น เชน ประเพณีทําบุญ การสราง
สถานท่วี จิ ิตรรจนา รูปภาพ รูปหลอ ก็อยูวัดวาอารามทางศาสนา วรรณคดีแตกอนเปนเรื่องเก่ียวกับ
ศาสนาเปนสว นมาก แมแ ตน ิทานก็เชนเดยี วกนั ความคิดเรื่องความประพฤติ เร่ืองบาปบุญ คุณโทษ ก็
สืบเนอ่ื งมาจากศาสนาเปน สว นมาก เปน เชนนี้มาแตเ ดิม ไมวา เปน ชาติภาษาใด แมว า รบกันก็ยังอางส่ิง
ศกั ด์ิสทิ ธิ์ในศาสนาใหช วยคมุ ครองหรือเพื่อศาสนา ถึงทุกวันนี้ก็เปน เชน นัน้ "
สงั คมไทยมีพทุ ธศาสนาเปนศาสนาที่คอยยึดเหน่ียวจติ ใจและยึดถือในการประพฤติปฏิบัติ อีก
ทั้งยังมีสวนชวยจรรโลงใหสังคมไทยสามารถดํารงอยูไดดวยความสงบสุขตลอดมา ดังจะเห็นไดจาก
อดีตท่ีคนไทยไดผูกการดําเนินชีวิตไวกับศาสนากิจ เชน เม่ือครั้งรุงอรุณ เสียงระฆังจากวัดจะปลุก
แมบานใหตื่นจากนิทรา เพื่อมาหุงหาอาหารสําหรับคนในครอบครัวและเตรียมเปนสํารับกับขาว
สําหรบั ใสบาตรเปนกิจวตั รประจาํ วนั ยามเพลจะไดย นิ เสียงกลองอันเปน สญั ลกั ษณบ อกวา ใกลจ ะเที่ยง
วัน เมอื่ อาทิตยอ ัศดงลบั ขอบฟา กจ็ ะไดย ินเสียงสวดมนตทําวัตรเย็นดังมาจากอุโบสถ กอนจะเขานอน
คนไทยจะตองระลึกถึงพระพทุ ธคณุ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ดวยการสวดมนตกอนนอนและ
๑๙๖
สาํ หรบั บุคคลผูป ระพฤตปิ ฏิบตั ใิ นหลักธรรมคําสอนของพระพุทธองค ในปรมัตถ ก็มีผลตอการพัฒนา
จติ วญิ ญาณ ใหเปน อสิ ระจากความทุกขยากท้งั ปวง พุทธศาสนาจงึ เปนหลักในการหลอหลอมบมเพาะ
ทั้งความประพฤติ สตปิ ญ ญา และอุดมการณแ หง ชีวติ ของคนไทยไปพรอมๆ กัน นอกจากน้ี วัดยังเปน
ศูนยรวมของการทําบุญตามกาละสําคัญตางๆ เชน วันมาฆบูชา วิสาขบูชา เขาพรรษา ออกพรรษา
การรวมกจิ กรรมตา งๆ ถอื เปนการเอ้อื อาทรและแสดงไมตรจี ิตตอ กัน ทําใหวัดและชุมชนจึงใกลชิดกัน
ตลอดมา ไมเ พยี งแตเ ทานั้น ประมุขแหง สยามประเทศทุกพระองคนับแตอดีตกาลกระท่ังปจจุบันลวน
เล่ือมใสในพระพุทธศาสนา จนเกิดกระแสนิยมเรียกประมุขนั้นวา "พระธรรมราชา" และไดมีการ
บญั ญตั ิ "ทศพิธราชธรรม" และ "จักรวรรดิวตั ร" ขึน้ ไวเปน จรรยาบรรณแหงการปกครอง ทําใหคนไทย
ทกุ คนไดอ ยูใตพ ระบรมโพธสิ มภารมีความรม เยน็ เปนสุขเสมอมา
อยางไรก็ตาม คนไทยก็มีจิตใจกวางในการยอมรับความเชื่อหรือการปฏิบัติของศาสนาทุก
ศาสนา ท้ังยังอยูรวมกันไดดวยความปรองดอง ความเปนศาสนาที่ไมใชความรุนแรง รักสงบและยึด
ทางสายกลาง ทําใหพระพุทธศาสนาเปนศาสนาท่ีรวมคนไทยเขาดวยกันไดดี แมวาตางชาติ ตาง
ศาสนากัน ย่ิงกวานั้น พระมหากษัตริยของไทยยังทรงเปนองคศาสนูปถัมภก คืออุปถัมภศาสนา
ท้ังหลายไมเฉพาะแตพระพุทธศาสนา ซึ่งแสดงใหเห็นวาลักษณะท่ีเปนมิตรของพระพุทธศาสนาน้ัน
เขาไปเปน สว นหน่ึงในลกั ษณะของสถาบันพระมหากษัตริยอันเปน สถาบนั หลกั อกี ศาสนาหนึง่ ดว ย
ในดานความเช่ือของคนไทย ก็ไมไดแตกตางจากชนชาติอื่นๆ คือมีความเชื่อถือในเรื่องไสย
ศาสตร ผสี างเทวดา เชื่อในส่ิงทมี่ องไมเหน็ และมีฤทธ์ิอํานาจท่ีจะบันดาลราย-ดี ใหแกมนุษยได การที่
คนไทยมีความสัมพันธใกลชิดกับธรรมชาติและสิ่งที่เหนือธรรมชาติ คนไทยจึงมีความเช่ือในสรรพสิ่ง
อนั เปนวสิ ยั ของมนษุ ยทีต่ องการดาํ รงอยดู วยความรูสึกสมดุลกับธรรมชาติ และเปน การสรา งกุศโลบาย
ใหม ีความรกั และความหวงแหนสง่ิ ท่ีใหคุณประโยชนในการดํารงชีวิต ความเช่ือของคนไทยแตเดิมคือ
"ผ"ี อนั ไดแก ผีบรรพบรุ ุษ ผีฟา (แถน-เทวดา) ผีนา (แมขวัญขาว-แมโพสพ) ผีดิน (แมธรณี) ผีนํ้า (แม
คงคา) และผีอ่นื ๆ อีกมากมาย ทงั้ น้เี พราะคนไทยในสมัยกอนถอื วา ตวั เองเปน สว นหน่ึงในธรรมชาติ ซ่ึง
ส่งิ ศักดิ์สิทธ์ิในธรรมชาติสามารถที่จะดลบันดาลใหทั้งความอุดมสมบูรณและความวิบัติภยันตรายทั้ง
ปวง การไมทําลายและทาํ รา ยธรรมชาตทิ ําใหสามารถอยูรวมกนั ไดอ ยา งสันตสิ ุข
จากที่กลา วถงึ เรือ่ งศาสนาและความเชอ่ื ของคนไทย จะเห็นไดวาการนับถือศาสนาและความ
เชอ่ื ของคนไทยมีลักษณะพเิ ศษ กลาวคือ นอกจากจะกราบไหวบชู าพระพุทธรูปแลว ยังกราบไหวบูชา
ศาลพระภูมิและผีสางเทวดา จากท่ีกลาวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยนั้น จะเห็นไดวาวัฒนธรรมไทย
นอกจากจะมลี ักษณะเปน สากลเหมือนกับวัฒนธรรมของกลมุ ชนอืน่ ๆ แลว ยงั มีลกั ษณะเฉพาะท่ีแสดง
เอกลักษณแ หงความเปน ไทย แสดงลักษณะเฉพาะของกลุมตนหลายประการ อาทิ เปนวัฒนธรรมที่มี
ความเกย่ี วพนั กบั พระพทุ ธศาสนาอยางแนนแฟน อกี ทั้งยังเกยี่ วพนั กับสถาบนั พระมหากษัตริยอันเปน
ศูนยร วมจติ ใจของชาวไทยท้ังปวง นอกจากน้ี ยังมีลักษณะที่ผสมผสานความเชื่อด้ังเดิมเขากับศาสนา
พทุ ธและพราหมณไ ดอ ยางแนบสนิท เปนวัฒนธรรมที่มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ ชื่นชมธรรมชาติ
มากกวาจะเอาชนะธรรมชาติ ดังเชนกวีโบราณท่ีรจนาไวในวรรณคดีหลายๆ ฉบับ อีกประการก็คือ มี
ความละเอียดลออ ประณีตพิถีพิถันตามแบบฉบับชีวิตชาวบานท่ีไมมีความรีบรอน ซึ่งจะเห็นไดจาก
งานวิจติ รศลิ ปต า งๆ ของไทย และยงั เปน วัฒนธรรมท่ีมคี วามอสิ รเสรี แสดงออกถึงความสนุกสนาน รา
๑๙๗
เริง เนน คณุ คา ของการอยรู วมกันอยางสนั ติ แตก ย็ งั ไมลมื ท่ีจะยกยองผอู าวุโส พระสงฆ วงศาคณาญาติ
วัฒนธรรมไทยสั่งสอนใหคนไทยเคารพเชื่อฟงผูใหญ ส่ิงตางๆ เหลาน้ีไดดําเนินสืบเน่ืองมาเปนเวลา
หลายชั่วอายคุ น สั่งสมเปน วัฒนธรรมของชาติ ทําใหคนไทยทุกหมูเหลาสามารถอยูรวมกันดวยความ
อบอนุ และสงบสุข170๑๐๐
๗.๒.๒ ความสัมพันธของภูมิปญญาไทยกับพระพุทธศาสนาในแงขนบธรรมเนียม
ประเพณี
พระยาอนุมานราชธน กลาววา ประเพณี หมายถึง ความประพฤติที่ชนหมูหน่ึงอยูในท่ีแหง
หนึ่งถือเปนแบบแผนกันมาอยางเดียวกันและสืบตอกันมา ถาใครในหมูประพฤติออกนอกแบบก็ผิด
ประเพณีหรือจารตี ประเพณี171๑๐๑ สวน จารวุ รรณ ไวยเจตน แสดงความเหน็ วา ประเพณี หมายถงึ แบบ
ความคิด ความเชอ่ื การกระทาํ สิ่งตางๆ การประกอบพธิ กี รรมที่กระทําในโอกาสตางๆ ลักษณะสําคัญ
ของประเพณีคอื สิ่งทีป่ ฏบิ ตั ิเช่ือถือกนั มานานจนกลายเปนแบบอยางความคิดหรือการกระทําที่ไดสืบ
ตอกันมา และยังมีอิทธิพลอยูในปจจุบัน172๑๐๒ และเสาวลักษณ อนันตศาสตร ใหความหมายของ
ขนบธรรมเนียม (custom) วา หมายถึงการปฏิบัติไปตามประเพณีเกาแกด้ังเดิม อันเปนแบบอยาง
ของพฤติกรรมของปจเจกบุคคล หรือธรรมเนียมปฏิบัติของชีวิตสังคม ซ่ึงถายทอดแบบปากตอปาก
หรอื ถา ยทอดดวยการเลียนแบบและมีสงิ่ ที่ทาํ ใหแบบอยางการปฏิบัติน้ีฝงลึกแนนหนาหลายอยาง คือ
ความกดดันทางสังคม การปฏิบตั ิรว มกนั และอิทธพิ ลของพอแม
สรุปไดวา ขนบธรรมเนียมประเพณี ไดแก วัฒนธรรมสวนหนึ่งในวิถีชีวิตของมนุษย ซ่ึง
หมายถงึ ส่งิ ท่นี ยิ มถอื ประพฤตปิ ฏบิ ัติสบื ๆกันมาจนเปนแบบแผน ขนบธรรมเนียมหรือจารีตประเพณี
โดยบางชนดิ ไดวางเปน ระเบยี บแบบแผนไวอยางชัดแจงวา บุคคลจะตองปฏิบัติอยางไรแตบางชนิดก็
มิไดว างระเบียบไวแ นน อน แตเปน ท่ียอมรบั ของสว นรวม หากใครประพฤติลวงเกินบางอยางก็ถือวามี
ความผิด หรือผิดตอศีลธรรมและบางอยางก็มิไดถือวาเปนความผิดรายแรง แตอาจถูกตําหนิไดวา
ประพฤตไิ มสมควร
ประเพณีทําบุญในวันสําคัญทางพุทธศาสนามีรากฐานมาจากความเช่ือในศาสนา ดังนั้น
พุทธศาสนิกชนจึงไดม ีการปฏบิ ตั ิตามวนั สําคญั ทางศาสนาดงั น้ี173๑๐๓
๑. วันพระ เปนวันสําคัญของทางศาสนาวันหนึ่ง ซ่ึงตรงกับวันที่ขึ้น ๘ คํ่า, ๑๕ ค่ําและวัน
แรม ๘ คา่ํ , ๑๕ ค่ําของทุกเดือน จะมกี ารทําบุญฟงเทศนท่ีวัดจะมี ๔ วันใน ๑ เดือน ตามวันข้ึน-แรม
๑๐๐ http://www.kradandum.com/culture/cul04.htm [๑๗ ต.ค. ๒๕๕๙]
๑๐๑ พระยาอนมุ านราชธน, วฒั นธรรมและประเพณีตาง ๆ ของไทย, (พระนคร : คลังวทิ ยา, ๒๕๑๔),หนา
๓๗.
๑๐๒ จารวุ รรณ ไวยเจตน, พื้นฐานอารยธรรมไทย, (กรุงเทพมหานคร : งานตําราและคําสอน กองบริการ
วิชาการ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, ๒๕๒๙), หนา ๑๑๙.
๑๐๓https://sites.google.com/site/thophanjuly/prapheni/prapheni-keiyw-kab-sasna [๑๗
ต.ค. ๒๕๕๙]
๑๙๘
ของทุกเดือนที่กลาวแลว เปดโอกาสใหพุทธศาสนิกชนไดทําบุญกุศล ชําระ รางกาย จิตใจใหสะอาด
บรสิ ทุ ธิ์ อทุ ิศสว นกุศลใหบรรพบรุ ุษ และเจากรรมนายเวรของตน จติ ใจ จะไดส ดชืน่ แจม ใส ปราศจาก
ความทุกข หรือใหลดความทุกข กิเลส เศราหมองลง เพราะมีความเช่ือจากเรื่องของกฎแหงกรรม
นัน่ เอง
๒. วันมาฆบูชา ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๓ เปนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่งที่
พุทธศาสนิกชนพรอมใจกันทําบุญเพ่ือระลึกถึงสัมมาสัมพุทธเจา ในวันน้ีเปนวัน คลายวันท่ี
พระพทุ ธเจา ทรงแสดงโอวาทปาตโิ มกข นบั วาเปน วันท่ีพระพุทธศาสนาไดวางรากฐานมั่นคง เรียกวัน
ดงั กลาววา"จาตรุ งคสันนบิ าต"หรือเปนวันท่พี ระพทุ ธเจาปลงสังขาร ซึง่ ประกอบดวย องค ๔ คอื
๑) พระภิกษุจํานวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันเขาเฝาพระ พุทธเจาท่ีเวฬุวัน กรุง
ราชคฤห โดยมไิ ดนดั หมายแตอ ยางใด
๒) พระภิกษุเหลาน้ีลว นเปนพระอรหนั ตท ง้ั สิ้น
๓) พระภกิ ษเุ หลานี้เปนเอหภิ กิ ขอุ ุปสัมปทา คือ พระพุทธเจาทรง บวชใหทง้ั สิน้
๔) ในวันน้นั เปน วนั เพญ็ พระจนั ทรเตม็ ดวง หรือเสวยมาฆะฤกษ
ในวนั นีพ้ ุทธศาสนิกชนจะทาํ บุญตักบาตร ไปวดั ฟงเทศน สวด มนต และเลี้ยงพระกลางคืนมี
การเวยี นเทยี น
๓. วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเพ็ญข้ึน ๑๕ ค่ํา เดือน ๖ เปนวันท่ีมีความ สําคัญวันหน่ึงของ
พระพุทธเจา เพราะมีเหตุการณสําคัญที่เกี่ยวของกับพระพุทธเจา ๓ ประการ คือ เปนวันคลายวัน
ประสูติ ตรัสรู และปรินิพพาน ในวันน้ีชาวพุทธไดมีการทําบุญถวายอาหารรับศีล ฟงธรรม รักษาศีล
อุโบสถ ตอนกลางคนื มีการเวยี นเทยี น
๔. วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๘ วันน้ีมี ปรากฏการณที่สําคัญ ๓
ประการ คอื
๑) เปนวันทพี่ ระพุทธศาสนาไดอ บุ ตั ขิ ้ึนในโลก
๒) เปน วนั แรกท่พี ระพุทธเจา ทรงแสดงปฐมเทศนา "ธรรม จักรกัปปวัฒนสูตร"
แกปญ จวคั คียท งั้ ๕
๓) เปนวันแรกท่ีพระอริยสงฆสาวกองคแรก บังเกิดขึ้นในโลก พระอัญญา
โกณทญั ญะ ไดร ับเปนเอหิภกิ ขอุ ุปสัมปทา
ในประเทศไทยเริ่มมีวันอาสาฬหบูชา ตั้งแต พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยคณะสังฆมนตรีไดกําหนดขึ้น
สําหรับวนั นี้เรยี กอีกอยางวา "วนั ธรรมจักร" พทุ ธศาสนิกชน ไดมี การทําบุญตักบาตร รับศีล ฟงเทศน
เวยี นเทียน เชน เดียวกับวนั มาฆบูชา วสิ าขบชู า
๕. วนั เขาพรรษา ตรงกันวันแรม ๑ คํ่า เดือน ๘ ซ่ึงพระสงฆจะตอง อยูประจํา ณ วัดใดวัด
หนึ่งระหวางฤดูฝน กําหนดต้ังแตวันแรม ๑ ค่ํา เดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๑๑ รวมเวลา ๓
เดอื นเตม็ ในระยะเขาพรรษา พทุ ธศาสนิกชนที่มีคุณสมบัติครบถวน ตาม พุทธบัญญัติ นิยมบวชพระ
๑๙๙
สวน ผูท่ีอายุยังไมครบบวชผุปกครองจะนําไปฝากพระ โดยบวชเณรบาง เปนลูกศิษยวัดบาง
พุทธศาสนิกชนอื่น ๆ นิยมตักบาตรหรือไปทําบุญที่วัด รับอุโบสถศีล ฟงธรรม ปจจุบันนี้ยังเพิ่ม
กจิ กรรมบางประการ เชน งดด่มื เหลา หรือของเสพติดใหโทษ นับวา เปนประโยชนแ กตนเองและสังคม
อยางย่ิง
๖. วนั ออกพรรษา ตรงกับวันข้ึน ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ หมายถึงการออก จากการอยูประจําใน
ฤดฝู น หลงั จากทพ่ี ระภิกษุอยจู ําพรรษาตลอดเวลา ๓ เดือนแลว วันรงุ ขนึ้ กจ็ ะ จารึกไปทอ่ี นื่ ได สําหรับ
วันนีพ้ ระสงฆตอ งแรมคืนอยใู นวัดทจ่ี าํ พรรษาเพื่อใหครบ ๓ เดอื นเตม็ และทําปวารณาเสยี กอน ฉะนั้น
อาจเรียกวนั ออกพรรษาวา "วันปวารณา" ก็ได
๗. ประเพณีทอดกฐิน เปนประเพณีทําบุญอยา งหนึ่งของไทย ท่ีทํา ในระยะเวลาที่กําหนดให
ในปห นงึ่ ๆ ระหวา งวนั แรม ๑ คํา่ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๒ ประเพณีการทอดกฐินของ
ไทยมหี ลักฐานวามมี าตั้งแตส มยั สุโขทยั และไดถือประเพณีสืบตอกันมาจนถึงปจจุบันนี้ ซึ่งเปนทั้งกฐิน
ท่พี ระมหากษตั รยิ ทรงบําเพญ็ พระราชกศุ ล และกฐนิ ของราษฎร
๘. ประเพณที อดผาปา การทอดผาปาเปนประเพณีมีมา ต้ังแตสมัยพุทธกาล และเปนมรดก
ตกทอดมาจนถึงทุกวันน้ี ฤดูกาลของการทอดผาปาไมได กําหนดระยะเวลาลงไป จะทอดในฤดูไหน
เดอื นไหนก็ได สว นใหญมกั จะทําในระยะเวลาจวนจะออกพรรษา
๙. ประเพณีการบวช การบวชถือเปนส่ิงที่ชวยอบรมสั่งสอน ใหเปนคนดี ตลอดจนเปนการ
ทดแทนคุณพอแมท่ีใหกําเนิดเพื่อใหพอแมเปนสุข และตัวผูบวชเองก็จะไดมีโอกาสศึกษาธรรมวินัย
สวดมนตภาวนาทําใจใหส งบ เปน ตน
การบวชจงึ มี ๒ แบบ คอื
บรรพชา (บวชเณร) เด็กชายที่จะบวชเปนสามเณรได จะตองมีอายุต้ังแต ๗ ปข้ึนไป
สมัยกอนการบวชเณรเปนการฝากลูกใหพระดูแลอบรมสั่งสอน เพราะวัดเปนเสมือนโรงเรียนหรือ
สถานที่สอนคนใหเ ปน คนดี แตสมัยนีก้ ารบวชมักเปนการบวชเพื่อแกบน บวชหนาศพ บวชเพื่อศึกษา
ธรรมวนิ ยั
การอุปสมบท (บวชพระ) ชายท่ีจะบวชไดตองมีอายุครบ ๒๐ ปบริบูรณ การอุปสมบทเปน
ประเพณีท่ีมีความสําคัญมาก ทั้งน้ีเพราะชายท่ีมีอายุครบ ๒๐ ป เปนวัยท่ีเขาเขตผูใหญ ซึ่งจะตองมี
ความรบั ผดิ ชอบในชีวิตของตน ฉะนั้นจึงจําเปนตองมีความรู และเขาใจภาวะผันแปรตางๆ ที่มีอยูใน
ชีวิต พระพุทธศาสนาเปน หลักแหงความจริงในโลก เพราะสอนให มนุษยรูสาเหตุของความทุกขและ
ความสุข ชวยใหมนุษยมีสติสัมปชัญญะท่ีจะนําไปสูในทางที่ดีที่ชอบ การอุปสมบทจึงมีความสําคัญ
โดยเฉพาะตอผูท่ีจะเปนหลักของครอบครัว แมวาในปจจุบันน้ีสังคมเปลี่ยนแปลงไป วัดไมไดเปน
ศูนยกลางของการศึกษาดังแตกอน เพราะมีสถาบันการศึกษา อยางเปนทางการ เชน โรงเรียน
วิทยาลัย มหาวิทยาลัย แทนวัด วัดจึงกลายความสําคัญ ในแงการถายทอดความรูอยางเปนทางการ
การบวชพระจึงลดนอ ยลงโดยเฉพาะในตัวเมือง แตในชนบทยังคงยึดถอื เปน ประเพณอี ยูตอ ไป
๒๐๐
๗.๓ ภูมิปญญาไทยในมิติทางดา นพระพุทธศาสนา
ภูมิปญญาไทยในมิติทางดานพระพุทธศาสนา หมายถึง ภูมิปญญาไทยที่มีบอเกิดมาจาก
พระพุทธศาสนาซึง่ มรี ายละเอียดดงั น้ี
๗.๓.๑ สถาปตยกรรมไทยในพระพทุ ธศาสนา
สถาปตยกรรมไทยมลี กั ษณะเฉพาะเปน เอกลกั ษณ ของตนเอง ไมวาผูใดเม่ือไดเห็นอาคารท่ีมี
ลักษณะเชน น้กี ็ จะบอกไดทันทีวา น่ีคือสถาปตยกรรมไทย ลักษณะเฉพาะนี้ มีตอเนื่องมาตลอดนับเปน
เวลารวมพันป สถาปตยกรรม ไทยมีความคลี่คลายทางดานศิลปะตามกาลเวลาท่ีผานมา แตก็ไมท้ิง
แบบดั้งเดิมจนมีความแตกตางกันมาก ในอดีต สถาปตยกรรมไทยมีรูปแบบเปนส่ีเหลี่ยมผืนผาหรือ
สี่เหล่ียมจัตุรัส อยางไร ปจจุบันก็ยังคงรักษารูปทรงไวเชนน้ัน รูปทรง ของพระเจดียที่เคยมีรูปกลม
แปดเหลีย่ ม หรือสีเ่ หลี่ยม อยางไร ในสมยั ปจจบุ นั ก็ยังคงสรางพระเจดียตามรูปทรง ดังนั้น ปลายยอด
พระเจดียย งั คงมคี วามเรยี วแหลมเหมือนกัน ตลอดมาทกุ สมัย
จะอยางไรก็ตาม หากวาการสรางสรรคงานศิลปวัฒนธรรมและ สถาปตยกรรมไทยยังคง
รงุ เรอื งเพียบพรอม ดวยชางที่มีความรูเหลาน้ี ปญหาก็ยอมจะไมเกิดข้ึน เพราะจะมีผูรูจํานวนมากท่ี
สามารถตอบขอสงสัย หรืออธิบายใหก ระจางได แตใ นเวลาทงี่ านศิลปวฒั นธรรมตกอยูในสภาพท่ีเส่ือม
และขาดผูรูดังเชนปจจุบัน การขาดหลักฐานเอกสาร เพ่ือที่จะใชเปนขออางยอมเปนอุปสรรคแกผูท่ี
ตองการจะ สรางสรรคงานดานน้ี เพราะไมอาจหาผูรูอธิบายหรือกํากับ งานไดดังแตกอน งานศิลปะ
และสถาปตยกรรมท่ีสรางขึ้น ในระยะหลังจึงมีสวนผิดพลาด เพราะไมทราบสาเหตุท่ีมา ของรูปทรง
และความหมายขององคประกอบที่นํามาใช อยางดีก็เปนการคัดลอกแบบตอๆ กันมา ซ่ึงการกระทํา
เชนนี้ ยอมเปนอันตรายตอคุณคาของศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ทําใหมีผูมองเห็นวาศิลปะและ
สถาปต ยกรรมไทยนั้น สรางขึ้นอยางปราศจากพน้ื ฐานทางหลกั วิชาและปราศจากหลกั ฐานอางอิง174๑๐๔
สําหรับพุทธศาสนาลัทธิมหายานน้ันก็ไดเคยมีอิทธิพล ตอศิลปะและสถาปตยกรรมของชน
ชาติไทยมาแลวกอน การกอตั้งกรุงสุโขทัยเชนกัน ดังที่ปรากฏหลักฐานอิทธิพล ของศิลปะและ
สถาปต ยกรรมตามแบบมหายานในดินแดนภาคใต ที่เมืองเชียงแสนเกาในดินแดนภาคเหนือ ในภาค
กลาง กอ นการสถาปนากรุงศรอี ยุธยา และในดนิ แดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเปนสิ่งที่หลีกเล่ียง
ไมไดวาแมชนชาติไทย จะหนั มานับถอื พทุ ธศาสนาลัทธิเถรวาทกันเปนสวนใหญในภายหลังแลวก็ตาม
คติความเช่อื และการปฏบิ ัตบิ างประการในแบบลัทธิมหายานก็ยังคงมีปะปนอยูในความเชื่อ และการ
ปฏิบัติดวย แมแตในเร่ืองของศิลปะและสถาปตยกรรม ถึงแมจะปรากฏวาคนสวนใหญหันไปนับถือ
พุทธศาสนาตามลัทธิเถรวาทจนถือเปนศาสนา และลัทธิของทางราชการ แตก็ยังมีคนบางกลุมท่ียัง
ปฏบิ ตั ศิ าสนกิจและมวี ัดในแบบ ของมหายานอยูเ ปน จํานวนไมนอย
จากพยานวัตถุทางศิลปะและสถาปตยกรรมที่ยังคงปรากฏอยูเปนหลักฐาน เราไดพบวามี
ศลิ ปวตั ถแุ ละศาสนวัตถเุ ปนจํานวนมาก ที่แสดงใหเห็นความเช่ือในลัทธิท้ังสองน้ีผสมกัน ดังน้ันการท่ี
๑๐๔ http://www.laksanathai.com/book2/p313.aspx [๑๗ ต.ค. ๒๕๕๙]
๒๐๑
จะมองดูสถาปตยกรรมไทยใหเขาใจ จึงจําเปนตองคนหาใหรูถึงที่มาของคติความเช่ือในรูปของ
องคป ระกอบสถาปตยกรรม ลักษณะของรปู ทรงและปรัชญาของแตละ คติทมี่ ีอิทธิพลแฝงอยเู บอื้ งหลัง
สง่ิ กอสรางเหลา นี้ใหก ระจา งชัด ความงดงามของสถาปต ยกรรมไทยไมค วรจะมองจากแงของศิลปะแต
เพียงดา นเดยี ว การแสดงใหเ ห็นถงึ พ้ืนฐานของปรัชญาที่แฝงอยูก็จะเผยใหเห็น ความงามอีกดานหน่ึง
ซึ่งมีความหมายสาํ คัญอนั ไมย ่ิงหยอ นไปกวากนั
ดานสถาปต ยกรรม สวนใหญเปนศาสนสถานท้ังของศาสนาพราหมณ-ฮินดู และพุทธศาสนา
เชน พระปรางค ของขอมอยูบ นพน้ื ฐานความเช่อื ในศาสนาฮินดู ความเชอ่ื เรอื่ งจักรวาลในศาสนาพุทธ
และพราหมณ-ฮินดูมีความคลายคลึงกันมาก รูปแบบลักษณะและแผนผังของปรางคปราสาทซึ่งเดิม
เคยใชประดิษฐานเทวรูปหรือศิวลึงคในศาสนาฮินดู เมื่อมาเปนศาสนสถานของศาสนาพุทธแลวก็
เปล่ียนมาใชประดิษฐานพระพุทธรูปหรือพระบรมสารีริกธาตุแทน เชน พระปรางคสามยอด ลพบุรี
และตอ มาจงึ ไดพ ัฒนามาเปนพระประธานของวัดในสถาปตยกรรมไทย การสรางพระปรางคนั้นเปน
การดัดแปลงมาจากศิลปะขอม หรือเลียนแบบมาจากพระปรางคโบราณท่ีมีอยูแลวในประเทศไทย ได
มีการเลียนแบบลายของขอมมาใชประดับพระปรางค กอนที่จะพัฒนารูปแบบจนกลายเปน
สถาปต ยกรรมสมยั อยธุ ยา และสมัยรัตนโกสินทรในที่สุด พบมากในบริเวณลุมแมนํ้ามูล-ชีลงมาถึงลุม
น้าํ เจา พระยา-ปา สัก สรา งดวยศลิ า ศลิ าแลงและอฐิ ลักษณะเปนอาคารทรงสงู เรยี ว คลา ยฝกขาวโพด
เจดยี สถปู ทรงโอควํ่า ของอินเดียและลังกาไดรับความนิยมในหมูรัฐท่ีนับถือพระพุทธศาสนา
ในแตละทองถิ่นจะมีลักษณะเฉพาะตัวตางกันไป เชน สมัยทวารวดีนิยมสรางทรงโอคว่ํา บนฐาน
สี่เหลย่ี มสงู ซอ นเปนชัน้ ๆ ยอ มุมทั้ง ๔ หรอื เปน ฐาน ๘ เหล่ยี ม ประดบั เจดียบริวารที่มุม เชน พระปฐม
เจดีย ในสมัยศรีวิชัยนิยมสรางเจดียทรงกลมขนาดเล็กไวบนฐานส่ีเหลี่ยมสูงซอนหลายช้ัน มีเจดีย
บริวารประดับท้งั ๔ มุม สว นเมอื งนครศรธี รรมราชนยิ มสรา งเจดียทรงระฆงั บนฐานที่ไมสูงนัก สําหรับ
รัฐในบรเิ วณ ๒ ฝง แมน ํ้าโขงนิยมสรา งสถูปทรงบัวเหลี่ยมรูปทรงสถูปท้ังหมดนี้ไดกลายเปนแบบอยาง
ของการสรางเจดียของรัฐไทย โดยทั่วไปจะนิยมสรางเปนเจดียทรงกลมขนาดใหญแตดัดแปลงให
รูปทรงสถูปทั้งหมดนี้ไดกลายเปนแบบอยางของการสรางเจดียของไทย โดยท่ัวไปจะนิยมสรางเปน
เจดียทรงกลมขนาดใหญแตดัดแปลงใหสูงเพรียวเปนลักษณะเฉพาะของไทย สวนทางลานนาไดรับ
อทิ ธพิ ลของเจดียทรงมอญผานทางพมา175๑๐๕
สรุปไดวา ดินแดนไทยไดรับอิทธิพลมาจากศิลปะขอม และนามาผสมผสานเขากับศิลปะ
ทองถิ่นของตัวเอง โดยเฉพาะสถาปตยกรรม ซ่ึงสวนใหญแลวจะเปนสถาปตยกรรมที่อยูภายในวัด
และสถาปตยกรรมไทยนั้นเรามักจะมีลักษณะอันเปนเอกลักษณสําคัญ ๓ ประการ คือ ความสงบน่ิง
ความเบา และ การลอยตัว ความมุงหมายของพุทธศาสนานั้นอยูที่การสั่งสอน ใหคนละจากกิเลสทั้ง
มวล และคนหาวิธีปฏิบัติตนตามแนวทางที่พระพุทธองคทรงแนะนํา ใหเขาถึงความหลุดพนทุกข
๑๐๕ ประเวศ อินทองปาน, การธํารงวัฒนธรรมไทยท่ีมรี ากฐานจากพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร :
ภาควชิ าปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน, ๒๕๕๔), หนา ๗.
๒๐๒
วิธีการสั่งสอนอบรมของพุทธศาสนาน้ันไดแบงขั้นการสอนตามความเหมาะสมของอุปนิสัยและกิเลส
ของแตล ะบคุ คล เปน การสง่ั สอนท้ังระดบั ที่เปน โลกิยะและระดับทเี่ ปน โลกุตร
๗.๓.๒ ศิลปกรรมไทยในพระพุทธศาสนา
คาํ วา พทุ ธศิลป มิใชเปน อบุ ตั ิการณทางภาษาครั้งใหม หรือเปน ปรากฏการณทางศิลปะลาสุด
หรือเปนนิมิตใหมในการแสวงหาที่เพิ่งคนพบ อยางไรก็ตาม เน่ืองจากคําวาพุทธศิลป มีรากฐานที่
ผกู พันกับวิถีการดําเนนิ ชวี ิต ของผูคนในสงั คมไทยมาเปนเวลาชานาน มีลักษณะเฉพาะของพิเศษแบบ
ชนชาติไทยศลิ ปะกับวดั มีความสมั พันธใกลชดิ มาเปนเวลาชานาน ไมวาจะเปนภาพเขียน พุทธปฏิมา
สถาปตยกรรม และวรรณกรรม ซึง่ เปนศลิ ปะแขนงตางๆ เหลา น้ี ไดรับการกลาวขานวาเปน พุทธศลิ ป
โดยมีเหตุผลสําคัญประการหนึ่ง เพราะสรางขึ้นในปริมณฑลของวัด เน้ือหาสาระมีสวน
เก่ียวของกับศาสดา เชน พุทธประวัติ พุทธปฏิมาเก่ียวของกับคําสอนโดยอาศัยวิธีการตางๆ เชน
ทฤษฎีสามโลกในไตรภูมิ และอกี ประการหนงึ่ เพราะศิลปนหรือชางจะแสดงเจตจํานงในการเนรมิตร
ศิลปกรรม ดว ยพลังศรัทธา และเปนพทุ ธบชู า
รูปท่ี ๗.๑ ภาพพทุ ธศิลป อ.เฉลิมชัย โฆษติ พิพฒั น176๑๐๖
๑๐๖ http://www.pukpik.com/picpost_view.php?id=5903 [๑๗ ต.ค. ๒๕๕๙]
๒๐๓
ในวงการศิลปะทุกวนั น้ี ศิลปกรรมแนวประเพณีรวมสมัย ถือไดวาเปนชวงที่กําลังไดรับความ
สนใจจากกลุมศิลปนผูสรางสรรค และจากผูดูโดยทั่วไป การไดรับความสนใจหรือเกิดความตื่นตัว
โดยเฉพาะในกลุม ของศลิ ปนน้ัน หากพจิ ารณาอยา งกวางๆยอมมีมูลเหตุมาจากหลายกรณี เชน สํานึก
ในการคนหาความเปนตัวของตัวเอง (อันเปนผลกระทบมาจากขบวนการแสวงหาบางกลุมในสังคม)
แรงจูงใจจากวงการธุรกจิ ระดับธนาคารทส่ี ง เสรมิ สนบั สนุนใหมีการประกวดแขงขัน รากฐานความคิด
ทต่ี อ งการอนุรกั ษแ ละพฒั นา ความรักและความรสู กึ ทา ทายตอการเปนผูคลี่คลายศิลปะแนวประเพณี
เพ่ือเปนตัวแทนแหงยุคสมัย ฯลฯ แตท้ังน้ีและท้ังน้ันก็มิไดหมายความวา ศิลปนทุกคนที่สนใจต่ืนตัว
จะตอ งขึน้ อยูก บั เหตุผลดังกลาวเสมอไปทุกคน
อยางไรกต็ าม เม่ือใดทเ่ี ราพูดถึงศิลปะแนวประเพณีรวมสมัยผลงานศิลปะแนวหน่ึงที่ปรากฏ
อยแู ละมีการพดู ถงึ กนั อยเู สมอก็คือ "พุทธศิลป" แนนอน เมื่อเราพูดถึงพุทธศิลปตามความเขาใจแบบ
ทั่วๆไปคาํ ตอบทค่ี ลา ยคลงึ กันกค็ ือ งานศิลปะท่ีเก่ียวของกับศาสนาพุทธ ตัวอยางที่เปนรูปธรรมไดแก
สถาปตยกรรมโบสถว ิหารวดั วาอาราม ประติมากรรมพระพุทธรูป จิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเก่ียวกับ
พุทธประวัติหรือปริศนาธรรม ฯลฯ น่ันเปนความเขาใจที่เขาใจกัน และถาพูดถึงพุทธศิลปในแงรวม
สมัยปจจุบัน ความเขาใจของคนทั่วไปก็คือ ผลงานการสรางสรรคที่ศิลปนไดพัฒนาขอบเขตของ
เร่อื งราว รปู แบบ การแสดงออก ตลอดจนเทคนิควิธีการข้ึนมาใหม ซึ่งถาเราจะสรุปอยางหยาบๆ ใน
ดานเร่ืองราว มีความสมจริงตามที่ตามองเห็นมากข้ึน ใหเสรีภาพในการคิดจินตนาการนอกกรอบ
ความคิดด้ังเดิม สวนรูปแบบการแสดงออก เทคนิควิธีการ ศิลปนจํานวนไมนอยอาศัยวิทยาการ
บางอยา ง แนวคิดบางอยา งจากซีกโลกตะวันตกมาพัฒนาปรับปรุงผลงานของตน เชน ผลงานบางช้ิน
ของถวลั ย ดชั นี วรฤทธิ์ ฤทธาคณีสรุ สิทธ์ิ เสาวคง ปรีชา เถาทอง สมหมาย พันธุบา นแหลม ดํารง วงศ
อปุ ราช กลิ เบิรต ลอย ฯลฯ
แมศ ิลปนบางทานอาจจะปฏเิ สธ โดยถือวาผลงานของตนเปนงานตนฉบับชนิดปลอดอิทธิพล
ใดๆ ศิลปนก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไดโดยสมบูรณ แตในสายตาของคนอีกกลุมหน่ึง มิไดถือวาวิทยาการ
เปน เร่ืองของความเลวรา ย เปน เร่ืองของการทําลายคุณคา ตอเมือ่ เรานําวิทยาการซึ่งถายเทกันไดตาม
ลักษณะสังคมเปดมาประกอบงานสรางสรรคแลว ตัวผลงานศิลปะอันเปนผลรวมของหลายส่ิงหลาย
อยางสงผลกระทบแกผูดูในแงของความรูสึกนึกคิดในแงของความงดงาม หรือในแงของการสงเสริม
ความเปน มนุษย ฯลฯ มากนอ ยเพียงใดตา งหาก ถงึ กระนัน้ แนวทางพทุ ธศิลปท ีศ่ ลิ ปนนํามาสราง และ
จดั อยูในกลุมศิลปะแนวประเพณีรวมสมัยก็ยังมีกลุมความคิดอีกกลุมหน่ึงตั้งขอสงสัยเอาไว เขาสงสัย
วา พุทธศิลปรวมสมัยมีความหมายเพียงความเขาใจแบบที่กลาวตามขางตนเทาน้ันหรือ แตกตางไป
จากนั้นไมถือวาเปนงานพุทธศิลปหรือ งานพุทธศิลปจําเปนดวยหรือที่จะตองอยูในกรอบของวัด
พระพทุ ธรปู ภาพ พุทธประวตั ิ จริยวตั รของภิกษสุ งฆ พิธีกรรมทางศาสนา สัญลักษณของอดีตที่นํามา
จดั องคป ระกอบใหม ฯลฯ แลว ผลงานบางชน้ิ อยา งผลงานภาพพิมพช่ือ "สังขาร" ของสันต สาราณบริ
รักษ ประติมากรรมชอื่ "ปลายวิถีแหง ชวี ิต" ของสิทธเิ ดช แสงหิรัญ ประติมากรรมช่ือ " อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา" ของ นนทวิ รรธนจ ันทนะผะลิน จติ รกรรมชอื่ "ใบไมส ีสม" ของวิเชียร วงศศุภลักษณ ฯลฯ ซ่ึง
มองไมเห็นวัด ไมเห็นพระ ไมเห็นพิธีกรรม ไมเห็นพุทธประวัติ เหลาน้ีจะเปนพุทธศิลปรวมสมัยได
หรือไม นาจะได คือคําตอบของคนกลุมความคิดที่ตั้งขอสงสัย เหตุผลของเขาก็คือ พุทธศิลป
๒๐๔
ความหมายของเขา เปน ศิลปะที่เกี่ยวพันกับผูท่ีตื่นแลว โดยตีความผานพุทธธรรม และพุทธธรรมอัน
เปนหนังสือเลมสําคัญของพระราชวรมุนี ไดแยกพุทธธรรมออกเปน ๒ สวน คือ สัจธรรมหรือกฎ
ธรรมชาติ กบั จริยธรรมหรือการรจู ักกฎธรรมชาติ แลวนํามาใชในทางที่เปนประโยชน อีกนัยหนึ่งเปน
ความรใู นการประยุกตสัจธรรม กลาวกันเฉพาะสัจธรรมหรือกฎธรรมชาติ ซ่ึงเปนเร่ืองทันสมัยตลอด
กาล พระพุทธองคไดแสดงใหเห็นในไตรลักษณวาดวยหลักอนิจจตา ทุกขตา และอนัตตา เพียงหลัก
อนิจจตา หรือความไมเที่ยงแทแนนอน ผลงานศิลปะของสันต ของนนทธิวรรธน ของวิเชียร ตามท่ี
กลา วมากพ็ ดู ไดว า ศลิ ปนสรา งงานโดยอาศัยรากฐานความคดิ ดงั กลา ว เหลาน้ีคือการตีความพุทธศิลป
โดยอิงหลักพุทธธรรมท่ีแตกตางไปจากเดิม และเปนเรื่องนํามาซ่ึงการถกเถียงในหมูศิลปนผูใฝรูใน
ปจจบุ ัน
รปู ท่ี ๗.๒ ลวดลายผนงั โบสถ วดั ไชยศรี บานสาวถี เมืองขอนแกน 177๑๐๗
อยา งไรกต็ าม การตคี วามพุทธศลิ ปท แี่ ตกตางกนั ระหวางอดีตกับปจจุบัน ระหวางปจจุบันกับ
ปจ จบุ นั ซึ่งมีอยูหลายกลุมความคิดน้ัน จําเปนท่ีเราจะตองแยกสวนท่ีเปนการตีความออกจากสวนที่
เปนความงาม เพราะความงามอันเปนความสามารถจัดเจนของศิลปนในการสรางสรรคศิลปะ ยอม
ปรากฏตัวขึ้นไดในผลงานศิลปะทุกกลุมที่ตีความแตกตางกัน นั่นก็หมายความวา ไมวาศิลปนจะ
สะทอนสจั ธรรม หรอื ตรงขามกบั สัจธรรม ยอมไมใ ชเ งอื่ นไขชีข้ าดวา ศิลปน จะสะทอนดานใดออกมาใน
ผลงานทกุ วันน้ี มีศลิ ปนจํานวนไมนอ ยในบานเมอื งของเรากาํ ลังต่ืนตวั ใหค วามสนใจตอ การ สรางสรรค
งาน ศิลปะแนวประเพณีรวมสมัยกันมากขึ้น โดยมีพุทธศิลปในหลายความหมาย หลายความเขาใจ
รวมอยูดว ย ต้ังแตการตคี วามพทุ ธศิลปเจือปนพราหมณ การตีความพุทธศิลปที่รูปแบบพิธีกรรม จริย
๑๐๗ http://www.mcukk.com/buddhasilpa/buddha.php?select=12 [๑๗ ต.ค. ๒๕๕๙]
๒๐๕
วัตรตามทเ่ี หน็ และอีกหลายนัย จนถึงการตคี วามแบบเจาะลึกพุทธธรรม แลวแสดงออกในทางศิลปะ
๑๐๘
178
๗.๓.๓ วรรณกรรมไทยในพระพทุ ธศาสนา
วรรณกรรมคือผลงานทางการเขียนที่จัดวาทรงคาทางการประพันธ ซ่ึงตางจากงานเขียน
ธรรมดา วรรณกรรมตองใชศิลปะทางการประพันธ ทวงทํานองการเขียนท่ีสละสวย เชน นวนิยาย
เรอ่ื งสนั้
นักวิชาการไดจัดประเภทผลงานทางการเขียนไว ๓ ระดับคือ ๑) วรรณคดี ๒)วรรณกรรม
และ ๓) งานเขียน วรรณคดีน้ันทรงคาท้ังรูปแบบ เนื้อหาและสํานวนการเขียน และเรื่องน้ัน ๆ ตอง
ทรงอยูไมมีวันจางหายไป แมเวลาจะผานไปก่ียุคสมัยก็ตาม เชน ขุนชางขุนแผน รามเกียรต์ิ เปนตน
วรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนาท่ีสําคญั ๆ มดี ังน้ี
๑. นันโทปนันทสูตรคําหลวง เปนวรรณคดีพุทธศาสนา ในสมัยอยุธยา เจาฟาธรรมธิเบศร
(เจาฟากงุ )ทรงพระนิพนธขึน้ โดยมลี กั ษณะคาํ ประพนั ธเปน รายยาว นําดวยภาษาบาลี แลวขยายเปน
ราย สลับกันเร่ือยไปจนจบ มีจุดมุงหมายเพ่ือเผยแผคําสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา และกอใหเกิด
ศรัทธาในพุทธศาสนา โดยทรงนําเน้ือเรื่องมาจากคัมภีรทีฆนิกาย ช่ือ นันโทปนันทสูตร เร่ืองมีอยูวา
ครั้งนัน้ พระพทุ ธองคท รงมพี ทุ ธบญั ชาใหพระมหาโมคคัลลานะเถระ ไปปราบพญานาค อันมีนาม นัน
โทปนนั ทะ ใหคลายทฏิ ฐิมานะลง เมื่อพญานันโทปนันทะคลายทิฏฐิมานะลง ไดแปลงรางเปนมาณพ
หนุม ฟง ธรรมจากพระพุทธเจา และไดร ับศีล ๕ จากพระพุทธองค แตด ว ยความทีต่ นยงั อยใู นภูมิของก่ึง
เทพก่ึงเดรจั ฉาน จงึ ยังมิอาจยังใหเกดิ การบรรลุธรรมได แตก็ยอมรับนับถือพระพุทธองคไปตลอดชีวิต
แสดงใหเห็นสุภาษติ วา ควรชนะคนไมด ีดวยความดี คอื เราควรสอนใหคนพาลกลบั เนื้อกลับตัวเปนคน
ดี มีดวงตาเหน็ ธรรม คือ อรยิ สจั เขาสูความหลุดพน สามารถนํามาใชในชวี ติ ประจําวันได
๒. พระมหาชนก เปนเร่ืองหนึ่งในทศชาติชาดก อันเปนชาดก 10 ชาติสุดทายกอนที่พระ
โพธสิ ตั วจะมาประสตู เิ ปนเจาชายสิทธัตถะ และตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา ชาดกเรื่องน้ีเปนการ
บําเพ็ญความเพยี รเปนบารมี พระบาทสมเด็จพระเจา อยหู วั ทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงคนเรื่องพระ
มหาชนกในพระไตรปฎ กและทรงแปลเปน ภาษาองั กฤษตรงจากมหาชนกชาดก ตง้ั แตต นเรอื่ ง โดยทรง
ดัดแปลงเล็ก ๆ นอย ๆ เพื่อใหเขาใจงายข้ึน นอกจากนี้ ยังทรงแปลเปนภาษาสันสกฤตประกอบอีก
ภาษา รวมทั้งแผนที่ฝพระหัตถ แสดงสถานท่ีต้ังทางภูมิศาสตรของเมืองโบราณบางแหงและขอมูล
อุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม กับกําหนดวันเดินทะเลตลอดจนจุดอัปปางของเรืออับโชค ทรง
คาดคะเนโดยอาศัยขอมูลทางโหราศาสตร แสดงถึงพระปรีชาในดานอักษรศาสตร ภูมิศาสตรและ
โหราศาสตรไทย ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแหงรัชกาล เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ พระราชนิพนธ
เรื่อง พระมหาชนกก็ออกจําหนาย และเปนท่ีช่ืนชมโดยท่ัวไป แตหนังสือพระราชนิพนธน้ีก็ยังอาน
๑๐๘ อํานาจ เย็นสบาย. "ตคี วามพทุ ธศลิ ปด วยความสงสัย." สยามรัฐสัปดาหวิจารณ ปท่ี ๓๑ ฉบับท่ี ๓ (
กรกฎาคม ๒๕๒๗). หนา ๓๐ – ๓๑.
๒๐๖
คอนขางยาก ดวยความซับซอนของขอความและของภาพ ทําใหมีการวิจารณและตีความกันในทาง
ตา งๆ นานา
เร่ืองยอมอี ยูวา พระเจา มหาชนกกษตั ริยแ หงกรงุ มิถลิ า มพี ระราชโอรสสองพระองค พระนาม
วา อริฏฐชนก และ โปลชนก เม่ือสวรรคตแลว พระอริฏชนกไดครองราชสมบัติและทรงต้ังพระโปล
ชนกเปนอุปราช อมาตยผูใกลชดิ ไดก ราบทูลใสรายวา พระอุปราชโปลชนกคิดไมซื่อ พระอริฏฐชนกก็
หลงเชื่อ ส่งั จองจําพระโปลชนก แตพระโปลชนกตงั้ จติ อธษิ ฐานและหลบหนไี ปได ภายหลังไดรวบรวม
พลมาทารบและเอาชนะไดในที่สุด พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนมในท่ีรบ พระเทวีที่กําลังทรงครรภจึง
ปลอมตัวหนีออกนอกเมอื ง ดวยความชวยเหลอื ของทา วสกั กเทวราชจึงเสด็จหนีไปจนถึง เมืองกาลจัม
ปากะ ไดพราหมณผูหน่ึงอุปการะไวในฐานะนองสาว ตอมามีพระประสูติกาล ต้ังพระนามพระโอรส
ตามพระอัยยิกาวา "มหาชนก" จวบจนกระท่ังมหาชนกเติบใหญ และไดทราบความจริง ก็คิดจะไป
คาขายต้ังตัว แลวจะไปเอาราชสมบัติคืน จึงนําสมบัติก่ึงหนึ่งของพระมารดาไปขาย แลกเปน
สนิ คา ออกเรือไปยงั สวุ รรณภมู ิ ระหวา งทางในมหาสมทุ ร เรอื ตองพายลุ ม ลง ลูกเรอื ตายหมดยังแตพระ
มหาชนกรอดผูเดียว ทรงอดทนวายนํ้าในมหาสมุทรดวยความเพียร ๗ วัน ๗ คืน จนไดพบนางมณี
เมขลาในท่ีสุดนางมณีเมขลาไดอุมพระมหาชนกไปสงยังมิถิลานคร ฝายมิถิลานคร พระโปลชนกได
สวรรคตเหลอื เพยี งพระราชธิดานาม "สวี ลีเทว"ี กอ นสวรรคตทรงตั้งปริศนาเร่ืองขุมทรัพยทั้งสิบหกไว
สาํ หรับผจู ะขึ้นครองราชยตอไป แตไมมีผูใดไขปริศนาได เหลาอมาตยจึงไดประชุมกันแลวปลอยราช
รถ ราชรถกแ็ ลน ไปยังทม่ี หาชนกบรรทมอยู เหลาอมาตยจ ึงเชญิ เสดจ็ ขนึ้ ครองราชยและอภเิ ษกกับสีวลี
เทวี ทรงไขปรศิ นาตางๆ ได และทรงครองราชสมบัติโดยธรรม
วันหนึ่ง พระมหาชนก ทรงประทับบนคอชางเพื่อทอดพระเนตรอุทยาน ใกลประตูอุทยานมี
มะมวง ๒ ตน ตน หนึ่งมีผล ตนหนึ่งไมมีผล ผลน้ันมีรสหวานเหลือเกิน พระมหาชนกทรงเก็บมาเสวย
ผลหน่งึ แลว เสด็จเขาอุทยาน คนอื่นๆ ตั้งแตพระอุปราชลงมาตางก็แยงเก็บผลมะมวง จนมะมวงตน
นั้นโคนลง พระมหาชนกทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็เกิดความสังเวชที่คนท้ังหลายหวังแตประโยชน
อยางขาดปญญา รําลึกไดวานางมณีเมขลาเคยสั่งใหพระองคตั้งมหาวิทยาลัย จึงไดปรึกษากับ
พราหมณ ในท่สี ุดไดต ั้งมหาวิชชาลัยปทู ะเลยข้นึ โดยราํ ลึกวาขณะที่ทรงวายนํ้าในมหาสมุทรท้ัง ๗ วัน
๗ คนื มปี ูทะเลยักษม าชวยหนนุ พระบาท179๑๐๙
๓. ไตรภูมิพระรวง มีหลายช่ือเรียกไดแก "ไตรภูมิพระรวง" "เตภูมิกถา" "ไตรภูมิกถา" "ไตร
ภมู ิโลกวินจิ ฉยั " และ "เตภูมิโลกวินจิ ฉยั "
เปน วรรณคดพี ุทธศาสนาทแ่ี ตงในสมยั สโุ ขทยั ประมาณ พ.ศ. ๑๘๘๘ โดยพระราชดําริในพระ
ยาลิไท รวบรวมจากคัมภีรในพระพุทธศาสนา มีเน้ือหาเก่ียวกับโลกสัณฐาน ที่แบงเปน ๓ สวน หรือ
ไตรภูมิ ไดแ ก กามภูมิ รปู ภูมิ และอรูปภูมิ
๑๐๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, พระมหาชนก-The story of Mahajanaka.
กรงุ เทพมหานคร : อมรนิ ทรพ ริน้ ต้ิงแอนดพับลิชช่ิง, ๒๕๓๙), หนา ๖.
๒๐๗
วรรณคดีเรอ่ื งนม้ี ีเน้ือหาเกี่ยวกับ คตคิ วามเชอื่ ของชาวไทย เปนจํานวนมาก เชน นรก สวรรค
การเวียนวา ยตายเกดิ ทวีปท้งั ส่ี (เชน ชมพทู วีป ฯลฯ) ระยะเวลากัปปกัลป กลียคุ การลา งโลก พระศรี
อาริย มหาจกั รพรรดริ าช แกวเจ็ดประการ ฯลฯ
ไตรภูมพิ ระรวง เปนพระราชนิพนธของพระมหาธรรมราชาลิไทซ่ึงแตงข้ึนเม่ือ วันพฤหัสบดี
ข้ึน ๑๕ คํ่า เดือน ๔ ประกา ตรงกับวันพฤหัสบดีท่ี ๔ มีนาคม พ.ศ. ๑๘๖๔ (ปเกา) จ.ศ.เปนป
ครองราชยท่ี ๖ โดยมพี ระประสงคท ่ีจะเทศนาโปรดพระมารดา และเพื่อจําเริญพระอภิธรรม ไตรภูมิ
พระรวงเปน หลักฐานชิ้นหน่ึงท่ีแสดงใหเห็นถึงพระปรีชาสามารถอยางลึกซึ้ง ในดานพุทธศาสนาของ
พระมหาธรรมราชาลิไทที่ทรงรวบรวมขอความตางๆ ในคัมภีรพระพุทธศาสนา นับแตพระไตรปฎก
อรรถกถา ฎีกา และปกรณพิเศษตางๆ มาเรียบเรียงขึ้นเปนวรรณคดีโลกศาสตรเลมแรกที่แตงเปน
ภาษาไทยเทา ทีมีหลักฐานอยใู นปจจุบันน้ี180๑๑๐ ทง้ั น้ี อ.สนิ ชัย กระบวนแสง ไดวิเคราะหเหตุผลการแตง
ไตรภมู ิพระรว งของพระมหาธรรมราชาลไิ ท วา จะเกี่ยวขอ งกบั เร่ืองการเมืองดวยเนื่องจากไตรภูมิเปน
เร่ืองท่ีเกี่ยวของกับนรก-สวรรค สอนใหคนรูจักการทําความดีเพ่ือจะไดขึ้นสวรรค หากแตใครทําช่ัว
ประพฤตติ นผดิ ศีลก็จะตองตกนรก กลาวคือ ประชากรในสมัยที่พระมหาธรรมราชาลิไทปกครองนั้น
เรม่ิ มมี ากขน้ึ กวา แตกอ น ทาํ ใหการปกครองบา นเมอื งใหสงบสุขปราศจากโจรผูร า ยเปนไปไดยากยิ่งขึ้น
การดูแลของรัฐก็ไมอาจดูแลไดทั่วถึง พระมหาธรรมราชาลิไทจึงไดคิดนิพนธวรรณกรรมทางศาสนา
เรอ่ื งไตรภูมพิ ระรว งขนึ้ มาเพอ่ื ทีต่ อ งการสอนใหป ระชาชนของพระองคทําความดี เพื่อจะไดขึ้นสวรรค
มชี วี ติ ท่ีสขุ สบาย และหากทําความชั่วก็จะตองตกนรก ดวยเหตุนีว้ รรณกรรมเรื่องไตรภูมิจึงเปนสิ่งท่ีใช
ควบคุมทางสังคมไดเปนอยา งดียิ่ง เพราะสามารถเขา ถงึ จิตใจทุกคนไดโดยมิตองมีออกกฎบังคับกันแต
อยา งไร
๔. โคลงโลกนติ ิ เปนวรรณกรรมประเภทคําสอน ในลักษณะของโคลงสุภาษิต คําวา โลกนิติ
(อานวา โลก-กะ-นิด) แปลวา ระเบียบแบบแผนแหงโลก เน้ือหาในโคลงโลกนิติจึงมุงแสดงความจริง
ของโลกและสัจธรรมของชีวิต เพื่อใหผูอานไดรูเทาทันตอโลก และเขาใจในความเปนไปของชีวิต
พรอ มเปนแมแบบเพ่ือใหผูอา นไดด าํ เนนิ ชีวิตไปในทางทถ่ี ูกตอ งดงี ามสบื ไป
โคลงโลกนติ มิ คี วามไพเราะเหมาะสมท้งั ดา นรูปแบบและเน้ือหาปรัชญาสาระ ครบคุณคาทาง
วรรณกรรม ทําใหเปนที่แพรหลายในหมูคนทั่วไป บางทานกลาวยกยองโคลงโลกนิติวาเปน อมตะ
วรรณกรรมคาํ สอน หรอื ยอดสุภาษติ อมตะ181๑๑๑ ไดร บั คัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการใหเปนบทอาน
ในหนงั สือแบบเรียนสําหรับนักเรียนนักศึกษาอยูทุกยุคสมัย และไดรับการจัดใหเปนหน่ึงในหนังสือดี
๑๐๐ เลม ทคี่ นไทยควรอาน
๑๑๐ นิยะดา เหลาสุนทร, ไตรภูมิพระรวง การศึกษาท่ีมา, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแมคําผาง,
๒๕๔๓), หนา ๑๑.
๑๑๑ สุปาณี พัดทอง, "โคลงโลกนิติ" อมตะวรรณกรรมคําสอน, วารสารวรรณวิทัศน ปที่ ๒ ฉบับที่ ๒,
ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, พ.ย. ๒๕๔๕.
๒๐๘
โคลงโลกนิติเชื่อกันวามีมาตั้งแตคร้ังกรุงศรีอยุธยา โดยนักปราชญในสมัยน้ันไดคัดเลือกหา
คาถาสุภาษิตภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตที่ปรากฏในคัมภรี ตา งๆ เชน คมั ภรี โ ลกนิติ, คัมภีรธรรมนีติ,
คัมภีรราชนีติ, หิโตปเทศ, ธรรมบท และ พระไตรปฎก เปนตน มาถอดความแลวเรียบเรียงแตงเปน
โคลงโลกนติ ิ
ตอมาในสมัยรัตนโกสินทร เมื่อพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรด
เกลาฯ ใหปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธ์ิฯ) ในป พ.ศ. 2374 ก็มีดําริใหจารึก
วชิ าการสาขาตางๆ ไวบ นแผนศลิ าที่ประดับไวตามเสาหรือกาํ แพงพระวิหาร ในการน้ีจึงทรงพระกรุณา
โปรดเกลาฯ ให สมเด็จพระเจานอ งยาเธอกรมขนุ เดชอดศิ ร (ตอ มาไดดาํ รงพระยศเปน สมเด็จพระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาเดชาดศิ ร) ทรงชําระโคลงโลกนิติของเกาใหป ระณีตไพเราะยง่ิ ข้นึ เพ่ือจารึกไว
ในคราวเดียวกนั
จํานวนโคลงโลกนติ ทิ ป่ี รากฏตนฉบับในสมดุ ไทยมีทัง้ สิ้น ๔๐๘ บท แตท ีจ่ ารึกไวในวัดพระเชตุ
พนฯ แผนละบท มี ๔๓๕ แผน (รวมโคลงนํา ๒ บท) คาดวามีโคลงที่แตงเพิ่มเติมเพื่อใหพอดีกับพ้ืนท่ี
จารกึ
๗.๔ พระพุทธศาสนากับการสง เสริมภมู ิปญ ญาไทย
“ภมู ิปญญาไทย หมายรวมเอา กระบวนการคดิ วธิ ีคดิ ทเ่ี ก่ยี วกบั ความเช่อื คา นิยม โลกทัศน
ชีวทัศน วิถีชวี ิต ท่ีคนไทยสงั่ สมเปน ประสบการณ ถายทอดเปน องคความรสู บื ตอมา เพื่อการดํารงชีวิต
ใหส อดคลองกับสภาพแวดลอ มและวฒั นธรรมของชาวไทย”
ชาวไทยมีความคดิ ความอานเปนของตนเองมีอิสระท่ีจะเลือกสิ่งที่ตนเองและสังคมตองการ
เปน คนทีม่ ีความคิดยืดหยุนได มคี วามคิดกา วหนา มคี วามสามารถในการปรับตัวสูง เพราะสังคมไทยมี
โครงสรา งอยางหลวมๆ มีหลักปฏบิ ตั แิ ละขอ บังคบั ทีย่ ืดหยนุ ได มีการประนีประนอมสูง โอนออนผอน
ตาม รูจักผอนสั้นผอนยาว ถาเปรียบเทียบกับประเทศเพ่ือนบานในแถบเอเชีย จะเห็นวาชาวไทยมี
ความยืดหยุนมากกวา ผูที่ไมเขาใจวิถีชีวิตแบบไทยๆ ก็จะเหมาวา สังคมไทยเปนสังคมที่ “ออน”
ลักษณะโครงสรางทางสังคมหลวม มีลักษณะท่ียืดหยุน ปรับตัวเกง ความออนบางครั้งก็สามารถ
เอาชนะความแข็งได ดุจนโยบายการรักษาประเทศในสมัยรัชกาลท่ี ๔ ใหรอดพนจากการรุกราน
ดนิ แดน ลาอาณานคิ มของมหาอํานาจตะวนั ตก ยอมเสยี ดนิ แดนบางสว นไป แตค งรักษาราชอาณาจักร
เอาไวได
พระพุทธศาสนาไดมีอิทธิพลตอแนวคิดและวิถีชีวิตของชาวไทยอยางมาก การจัดการศึกษา
สมยั กอ นไดอาศยั วดั และวงั เปนแหลง การฝกฝนอบรม นอกจากจะไดส ติปญญาแลวยังไดรับการฝกฝน
อบรมความประพฤติทางศลี ธรรมจรยิ ธรรมดวย ความรตู อ งคคู ุณธรรม คืออุดมคติของการศึกษา หาก
มีวชิ าการแตอยางเดียวอาจเปนคนขาดศีล ไรธรรมะ ไมมีใครคบหาสมาคมดวย อุดมคติของการเปน
คนดแี ตกอนคือ “คนดีตองมีศีลธรรม” แมวาปจจุบันจะกลายมาเปน “คนดีมีอํานาจ” หรือ “คนดีมี
สตางค” แตส ดุ ทา ยก็เห็นยงั เรียกรอ งหา “คนใจซอ่ื มอื สะอาด” อยูน้ันเอง
๒๐๙
ชาวไทยแตกอน ทําอะไรท่ียิ่งใหญสวยงาม มักจะอาศัยศาสนธรรมเปนหลัก เชน การสราง
ศิลปะทส่ี วยทส่ี ดุ ก็ทําถวายพระศาสนา “ดังการสรางพระพุทธชินราช” หรือ จิตรกรรมฝาผนังที่สวย
ทส่ี ุด สวนใหญจะเปนจิตรกรรมเก่ียวกับศาสนาเขียนเอาไวท่ีวัด ชมแลวทําใหจิตใจสงบเยือกเย็น น่ัน
คอื ผลแหงการปรับภูมิปญญาเดิมเขากับหลักศาสนา คนที่มีการศึกษาตามหลักภูมิปญญา คือ “คนที่
ไดรับการฝกฝนพัฒนาใหรูจักแกปญหา ดับทุกข ทําตนใหเปนสุขได ตอน้ันก็สามารถท่ีจะแสวงหา
ความสขุ ประณีตยงิ่ ๆขนึ้ ไป และสามารถเผอ่ื แผขยายความสุขแกผูอ่ืนไดอยางกวางขวางออกไปดวย”
น่ันคือตองเปนคนเกงและคนดีในตัวบุคคลคนเดียวกัน กลาวไดวา พุทธศาสนาเปนรากฐานแหงภูมิ
ปญ ญาไทย ก็ไมผ ดิ ไปจากขอเทจ็ จริง
สรปุ ทายบท
คตคิ วามเชื่อในพระพุทธศาสนาเปนแนวทางในทางปฏิบัติของสังคมไทยมาเปนเวลาชานาน
พระพุทธศาสนาทําใหคนไทยมีกรอบความคิดและโลกทัศนเปนไปตามคําส่ังสอนในพระพุทธศาสนา
เชน นิสัยโอบออ มอารี มคี วามเมตตากรณุ า ไมน ิยมความรนุ แรง มองโลกในแงด ี เปนตน
ดา นโลกทัศน คนไทยมองธรรมชาติตามหลักพระพุทธศาสนา คือ สรรพสง่ิ มเี กดิ มีดับ มีความ
เส่ือม และมคี วามเจรญิ ตามตามลําดับ ปรากฏการณท างธรรมชาตจิ งึ เปนไปตามกฎเกณฑ สงผลใหคน
ไทยยอมรับความจรงิ ทผี่ านเขา มาในชีวติ และไมหวนั่ ไหวกับความเปลีย่ นในชวี ติ
ดานการเมืองการปกครอง คําสอนในดานการปกครองของพระพุทธศาสนาไดกลายมาเปน
หลักในการปกครองประเทศของพระมหากษัตริย โดยหลักคําสอนทั้งทศพิธราชธรรม 10 และ
จกั รวรรดิวตั ร ๑๒ ลวนเปน หลกั ธรรมในการปกครองประเทศ โดยเฉพาะอยางยิ่งหลักในการปกครอง
อยางมีคุณธรรม ปกครองอาณาประชาราษฎรใหอยูอยางรมเย็นเปนสุข ขณะท่ีอาณาประชาราษฎร
ตอ งมคี วามภกั ดีตอพระมหากษตั ริย
ดานขนบธรรมเนียมประเพณี พระพุทธศาสนาเปนรากฐานสําคัญของขนบธรรมเนียม
ประเพณขี องไทยเกือบทกุ ดา น ท้ังจารีตประเพณีซึ่งเปนเรื่องของศีลธรรม ขนบประเพณี ไดแก แบบ
แผนประเพณีเกี่ยวกับธรรมเนียม แบบแผนพิธีการตางๆ และธรรมเนียมประเพณี คือ ธรรมเนียม
ปฏิบตั ติ า งๆ ในสงั คม เชน การแตงกาย เปนตน
ดานการศึกษา ในชวงเวลากอนการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาบันที่มีบทบาท
ดานการศึกษาในสังคมไทยคือสถาบันพระพุทธศาสนา โดยเปนแหลงในการถายทอดความรูทั้งดาน
การศาสนาและศิลปวิทยาตางๆ แมเม่ือมีการเริ่มตนการศึกษาแผนใหมแลวก็ยังตองอาศัยสถาบัน
พระพทุ ธศาสนาในการจัดการศกึ ษา
ดา นภาษาและวรรณคดี พระพุทธศาสนาไดเ ขามามีบทบาทในสังคมไทย ในดานภาษา ไดแก
ภาษาบาลีและสนั สกฤต ซึ่งเปนภาษาที่นิยมใชในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและพระพุทธศาสนา
นิกายมหายาน ซ่งึ เคยมอี ิทธพิ ลในดนิ แดนประเทศไทยมากอ น ทง้ั ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตไดเขา
มามีอิทธิพลในภาษาไทย ชวยใหภาษาไทยมีความสละสลวยมากข้ึน สวนทางดานวรรณคดี เน้ือหา
วรรณคดีกแ็ สดงถงึ ความสมั พนั ธระหวางวิถีชีวติ ของคนไทยและพระพุทธศาสนา
๒๑๐
ดานสังคม วัดในพระพุทธศาสนาดํารงฐานะเปนศูนยกลางของชุมชน โดยดํารงฐานะสําคัญ
สําหรับชุมชนในหลายดาน ไดแก วัดเปนศูนยกลางดานการทําพิธีกรรม เปนสถานศึกษาและเปน
แหลงศิลปวิทยาตางๆ นอกจากนี้วัดยังเปนสถานท่ีสังคมสงเคราะหแกผูยากไร สวนประสงฆดํารง
ฐานะเปน เนอ้ื นาบุญและเปน นกั ปราชญทป่ี รึกษาของชาวบานดว ย
คติความเช่ือในพระพุทธศาสนา เปนภูมิปญญาสําคัญท่ีสุดของสังคมไทย เน่ืองจากเปน
รากฐานทางภมู ปิ ญญาท่ใี หกําเนดิ ภมู ปิ ญ ญาดา นอน่ื ๆ ในสังคมไทย
คําถามทา ยบท
๑. จงอธบิ ายถงึ ลกั ษณะของความสมั พนั ธของพระพุทธศาสนากับภมู ิปญ ญาไทยในดานตาง ๆ
๒. จงอธิบายและยกตัวอยางภูมิปญญาไทยในมติ ิทางดา นพระพุทธศาสนามาอยางนอ ย ๒ อยา ง
๓. บอกแนวทางหารสงเสรมิ ภมู ปิ ญญาไทยตามแนวทางของพระพุทธศาสนา
๔. ใหทานแสดงความเห็นและทัศนคตขิ องตนเองเกย่ี วกับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีตอภูมิ
ปญ ญาไทย
๒๑๑
เอกสารอา งองิ ประจาํ บท
หนงั สือ
จารุวรรณ ไวยเจตน, พ้ืนฐานอารยธรรมไทย, กรุงเทพมหานคร : งานตําราและคําสอน กองบริการ
วชิ าการ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ, ๒๕๒๙.
นิยะดา เหลาสุนทร, ไตรภูมิพระรวง การศึกษาที่มา, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแมคําผาง,
๒๕๔๓.
ประเวศ อินทองปาน, การธํารงวัฒนธรรมไทยท่มี รี ากฐานจากพระพุทธศาสนา, กรุงเทพมหานคร :
ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน,
๒๕๕๔.
อาํ นาจ เย็นสบาย. "ตคี วามพุทธศลิ ปดวยความสงสัย." สยามรัฐสัปดาหวิจารณ ปท่ี ๓๑ ฉบับท่ี ๓ (
กรกฎาคม ๒๕๒๗).
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, พระมหาชนก-The story of Mahajanaka.
กรงุ เทพมหานคร : อมรินทรพร้ินต้งิ แอนดพ บั ลชิ ช่ิง, ๒๕๓๙.
พระยาอนมุ านราชธน, วัฒนธรรมและประเพณตี า ง ๆ ของไทย, (พระนคร : คลงั วิทยา, ๒๕๑๔).
สุปาณี พัดทอง, "โคลงโลกนิติ" อมตะวรรณกรรมคําสอน, วารสารวรรณวิทัศน ปท่ี ๒ ฉบับที่ ๒,
ภาควชิ าภาษาไทย คณะศลิ ปศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, พ.ย. ๒๕๔๕.
เวบ็ ไซต
http://www.kradandum.com/culture/cul04.htm
http://www.pukpik.com/picpost_view.php?id=5903
http://www.mcukk.com/buddhasilpa/buddha.php?select=12
http://www.laksanathai.com/book2/p313.aspx
๒๑๒
บทที่ ๘
แนวทางการอนุรกั ษภูมปิ ญ ญาไทยใหย ั่งยนื
วตั ถุประสงคก ารเรียนประจาํ บท
เม่ือศึกษาบทน้แี ลว ผศู ึกษาสามารถ
๑. อธิบายและบอกวธิ ีการอนรุ ักษภ ูมิปญญาไทยตามหลกั ทางวชิ าการได
๒. อธิบายและบอกวิธีการอนุรักษภูมิปญญาไทยตามหลักทางการทางพระพุทธศาสนาได
พรอมทั้งบอกถึงอิทธิพลทพี่ ระพทุ ธศาสนาสามารถทาํ ใหภ ูมิปญ ญาไทยยง่ั ยืนได
๓. บอกผลที่เกดิ ขน้ึ ของการสบื สานและอนรุ กั ษภมู ิปญ ญาไทยได
๔. อธิบายถงึ ความเปนไปและแนวโนมของภมู ิปญญาไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ได
ขอบขา ยเนือ้ หา
•ความนํา
•การอนุรกั ษภูมปิ ญญาไทยตามหลักทางวิชาการ
•การอนรุ กั ษภมู ิปญ ญาไทยตามหลักทางการทางพระพุทธศาสนา
•แนวโนม ของภมู ิปญ ญาไทยในศตวรรษท่ี ๒๑
๒๑๓
๘.๑ ความนาํ
เราไดศกึ ษาและอภปิ รายกนั มาพอสมควรแลว เก่ยี วกบั ภูมปิ ญญาไทยและความสําคัญของภูมิ
ปญญาไทย แตทวาไปแลวเม่ือสังคมสมัยใหมกําลังเจริญกาวหนา จึงทําใหภูมิปญญาและวัฒนธรรม
ไทยกลบั เลือนจางหายไปเรือ่ ย ๆ ประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปญญาของสังคมไทยเราก็มีหลายอยา
แลวแตละอยางก็อยูคูกับสังคมไทยมาชานานส่ิงตาง ๆ เหลาน้ีกับเลือนหายไปพรอมกับมีเทคโนโลยี
ใหม ๆ เขามาแทนที่ จึงทําใหผูคนไมเห็นความสําคัญ เราก็เปนคนไทยคนหน่ึงท่ีไมอยากใหประเพณี
เหลานน้ั สูญหาย แตว ธิ อี นรุ กั ษก็มหี ลายๆ อยา งแตกตา งกนั ออกไป
การปลกุ จิตสาํ นกึ ใหคนในทองถน่ิ ตระหนกั ถึงคณุ คา แกน สาระและความสําคัญของภูมิปญญา
ทองถ่ิน สง เสริมสนับสนนุ การจดั กิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมตางๆ สรางจิตสํานึกของความ
เปนคนทองถ่นิ นนั้ ๆ ทจี่ ะตอ งรว มกันอนรุ กั ษภ มู ิปญญาท่ีเปนเอกลักษณของทองถิ่น รวมทั้งสนับสนุน
ใหม พี ิพิธภณั ฑท องถ่นิ หรือพพิ ธิ ภณั ฑช ุมชนขึ้น เพือ่ แสดงสภาพชีวติ และความเปน มาของชุมชน อันจะ
สรา งความรแู ละความภูมิใจในชมุ ชนทอ งถ่ินดวย
ดังนั้นในบทนี้เราจะศึกษาถึง แนวทางการอนุรักษภูมิปญญาไทยใหยั่งยืน โดยมีเน้ือหาท่ีจะ
ศึกษาไดแก การอนุรักษภูมิปญญาไทยตามหลักทางวิชาการ การอนุรักษภูมิปญญาไทยตามหลัก
ทางการทางพระพทุ ธศาสนา และแนวโนม ของภมู ิปญ ญาไทยในศตวรรษที่ ๒๑
๘.๒ การอนุรกั ษภมู ปิ ญ ญาไทยตามหลักทางวิชาการ
ภูมปิ ญญาเปน เร่ืองท่สี ง่ั สมกันมาแตอ ดีตและเปน เรอ่ื งของการจดั ความสัมพันธระหวางคนกับ
คน คนกับธรรมชาติแวดลอมคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยผานกระบวนการทางจารีตประเพณี วิถี
ชวี ติ การทํามาหากนิ และพิธกี รรมตา ง ๆ ทุกอยา ง เพ่ือใหเ กดิ ความสมดลุ ระหวางความสัมพันธเหลานี้
เปาหมายก็คือเพ่ือใหเกิดความสงบสุข ท้ังในสวนท่ีเปนชุมชนหมูบานและในสวนท่ีเปนตัวปจเจกชน
ของชาวบานเอง การฟนฟูศักยภาพของชุมชนเพื่อนําไปสูการพ่ึงตนเองของชุมชนนั้นมิไดจํากัด
ขอบเขตไวเฉพาะการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ หากแตครอบคลุมถึงมิติแหงการพึ่งตนเองทางดาน
วฒั นธรรม ประเพณี และสติปญ ญาหรอื ภมู ิปญญาของชมุ ชน การจัดกจิ กรรมตองควบคกู ันไปเพ่ือใหมี
ศนู ยกลาง การเสรมิ สรา งภมู ิปญ ญาของชุมชนใหเปนภูมิตานทานตอกระแสแหงการครอบงําที่เขามา
ทาลายลางระบบการพง่ึ ตนเองของชุมชนจากสงั คมภายนอก182๑๑๒
๘.๒.๑ หอ งสมดุ กบั การอนุรักษภ มู ิปญ ญาทองถิ่น
หองสมุดเปรียบเสมือนหวงมหาสมุทรของภูมิปญญาไทยและภูมิปญญาทองถิ่น ถาไมมีการ
จัดระบบท่ีดี ก็จะคนพบสารนิเทศไดยาก หองสมุดควรหันมาตระหนักถึงความสําคัญของภูมิปญญา
ทองถิ่น โดยเปล่ียนวิธีคิดของบรรณารักษที่จะรักษาตัวเลมอยางเดียว เปล่ียนเปนบรรณกรณีย
๑๑๒ สาํ เนยี ง สรอยนาคพงษ, การใชภูมิปญ ญาทองถ่ินเพ่ือสงเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน, วารสาร
พฒั นาหลกั สูตร, (ก.พ.-ม.ี ค. ๒๕๓๕), หนา ๒๕ – ๒๖.
๒๑๔
หมายถึง ผูพึงกระทําเก่ียวกับหนังสือ ไมใชแตการจัดระบบหนังสือและจัดหาหนังสือเทาน้ัน ควร
เปล่ียนโครงสรางของหองสมุดเปนหองสมุดท่ีสมบูรณโดยจะตองผูกติดกับขบวนการเรียนรูและให
การศึกษาผูมาใช ควรมีฝายการศึกษาและวิจัย มีการรวบรวมและจัดระบบ ใหเกิดการวิพากษโดย
อาศยั กระบวนการวิจัยและมีนักนิทรรศการจัดกิจกรรมหมุนเวยี นเกีย่ วกบั ภมู ิปญญาทองถ่นิ 183๑๑๓
บทบาทของหองสมดุ ตอภมู ิปญญาทองถน่ิ มีดงั น้ี
๑. เปน ศูนยก ลางการศึกษาคน ควา
๒. เปน แหลงสรา งเอกลักษณทองถน่ิ ใหแ กสาธารณชนทัว่ ไป
๓. เปนแหลงใหบริการสารสนเทศทองถิ่นแกชุมชน ทําใหรักและภูมิใจในสารสนเทศ
ทอ งถนิ่ ใหป ระชาชนเห็นคณุ คา และดึงสว นที่เก่ยี วขอ งมาทาํ ใหเปนเอกลกั ษณ
๔. ทําใหเปนแหลงมรดกตกทอดถึงอนชุ นรุนหลงั
หองสมุดควรอนุรักษภูมิปญญาไทยดวยการจัดหาหนังสือ วีดิทัศน เทปคาสเซ็ท ที่มีเนื้อหา
เก่ียวกับภูมิปญญามาไวในหองสมุด จัดใหมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับภูมิปญญาไทยในทุกระดับช้ัน
โดยหอ งสมุดเปน ผูสนบั สนุนหลักสูตรดังกลาว184๑๑๔
การศกึ ษาภูมปิ ญญาตามวงจรชีวิตตง้ั แตเกิดจนตายไดแก ชวงปฐมวัย วัยเด็ก วัยรุน วัยหนุม
สาว วยั ผใู หญ และวยั ผสู งู อายุ หองสมุดตองจดั หาทรพั ยากรสารสนเทศใหส อดคลองกับชวงวัยของคน
ในชุมชนนี้ ดังน้ันหองสมุดจึงควรจะรวบรวมภูมิปญญาในดานตาง ๆ ท่ีมีในทองถ่ินของตนไวใหมาก
ที่สดุ การเรยี นรเู รอื่ งภูมปิ ญญาไทย คือ การเรียนรเู รื่องของวัฒนธรรมประเพณีของทอ งถนิ่
สรุปไดวา หองสมุดเปนศูนยกลางในการศึกษาคนควาและใหบริการสารสนเทศทองถิ่น
รวมถึงเปน แหลง อนรุ ักษภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ของชุมชนในรปู แบบของส่ิงพมิ พแ ละวสั ดุไมต ีพิมพ เพ่อื เปน
มรดกทางภมู ปิ ญญาใหอนชุ นรนุ หลงั ไดเรียนรแู ละศกึ ษาตอไป
๘.๒.๒ งานวิจยั กับการการอนรุ กั ษภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่นิ
งานวจิ ยั นับเปน สวนสาํ คญั ในการพฒั นาตอยอดตลอดจนอนุรักษไวซึ่งภูมิปญญาไทย ผูเขียน
ขอยกเอางานวจิ ยั ท่ีสาํ คัญ ๆ ที่มีบทบาทตอ การอนุรักษภูมิปญ ญาไทยมาดังนี้
บุปผาชาติ อุปถัมภนรากร ไดศึกษาเร่ือง โนรา: การอนุรักษการพัฒนาและการสืบสาน
ศลิ ปะการแสดงภาคใต ไดขอสรุปแบงออกเปน ๓ ดาน ไดแก ๑. รูปแบบในการอนุรักษ และการสืบ
สานศิลปะการแสดงภาคใต การจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการแสดงโนราควรจัดเปนหลักสูตร
ทอ งถ่นิ บรรจไุ วใ นหลักสตู รสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานและหลักสูตรระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยที่
๑๑๓ สทุ ธิวงศ พงษไ พบลู ย, บทบาทของสถานศกึ ษากับภมู ปิ ญ ญาไทย. วารสารหองสมุด, ๔๔(๓), ๒๕๔๕,
หนา ๓๕.
๑๑๔ สุจริต บัวพิมพ, ปจจัยพื้นฐาน : บทบาทตอศิลปวัฒนธรรมภูมิปญญาพ้ืนถิ่นในภาคตะวันออก.
วารสารวัฒนธรรมไทย, ๓๙(๒), ๒๕๔๕, ๒๗ – ๓๒.
๒๑๕
อยูในจังหวัดพัทลุง สงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช และควรมีการจัดทําขอมูลเผยแพรทาง
เวบ็ ไซตใ นระดบั จังหวัด ๒. รูปแบบการพัฒนาการแสดงโนราภาคใตสรุปผลไดคือ ดานองคประกอบ
การแสดง ไดแก ๓. รปู แบบการสง เสริมอาชีพ185๑๑๕
ธัญญพัทธ ศรีบุญสถิตพงษ ไดวิจัยเร่ือง บทบาทของเทศบาลนครอุบลราชธานีในการ
อนุรักษวัฒนธรรมประเพณี และภูมิปญญาทองถิ่น: กรณีศึกษาการจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา
จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาสภาพปญหา และความตองการตามบทบาทของ
เทศบาลนครอบุ ลราชธานใี นการอนรุ กั ษว ฒั นธรรมประเพณี และภูมิปญญาทอ งถิ่น ๕ ดานไดแก ดาน
สิ่งดึงดูดใจของนักทองเที่ยว ดานสิ่งอํานวยความสะดวก ดานโครงสรางพื้นฐาน ดานศักยภาพของ
เทศบาลนครอบุ ลราชธานี และดา นการมสี วนรว มของผทู ม่ี สี วนเกีย่ วขอ ง ผลการศกึ ษาพบวา
๑. สภาพปญหาการจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ตามบทบาทของ
เทศบาลนครอุบลราชธานีในการอนุรักษวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปญญาทองถิ่น โดยภาพรวมมี
ปญหาในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวา ดานท่ีเปนปญหามากกวาดานอื่น คือดาน
การมีสวนรวมของผูมีสวนเกี่ยวของ ขอที่มีปญหามากคือการไมใหความรวมมือขององคกรภาครัฐ
รองลงมาคอื ดา นศกั ยภาพของเทศบาลนครอุบลราชธานี เกี่ยวกับความเพียงพอของบุคลากรในการ
ปฏิบัติงานดานวัฒนธรรม และดานส่ิงอํานวยความสะดวกในเรื่องสุขลักษณะและคุณภาพของ
รานอาหาร
๒. ความตอ งการเกยี่ วกบั การจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานีสวนใหญ
เปนความตอ งการดานศกั ยภาพของเทศบาลนครอุบลราชธานีมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นท่ีตองการ
ใหมเี จา หนา ทคี่ อยอํานวยความสะดวกและแนะนําเกี่ยวกับการทองเท่ียวในงาน รองลงมาเปนความ
ตอ งการดานสง่ิ ดึงดดู ใจนกั ทองเทยี่ วที่ตอ งการใหจ ดั ขบวนแหแ ละเนน การฟอ นรําทส่ี วยงาม และความ
ตองการดานการมีสวนรวมของผูมีสวนเกี่ยวของท่ีควรเปดโอกาสใหภาคเอกชน พอคา สงขบวนเขา
ประกวดดว ยเพือ่ ความหลากหลาย และการมสี วนรว มอยา งทัว่ ถงึ 186๑๑๖
ธดิ ารัตน วรพมิ พรัตน ไดวจิ ยั เรื่อง บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิ
ปญญาทองถิ่นในอําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ผลการศึกษาพบวาองคการบริหารสวนตําบล
ไดเขา มามบี ทบาทในการอนรุ กั ษภ ูมิปญ ญาทอ งถ่ินในดานขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อทาง
ศาสนา ดานภาษาและวรรณกรรม ดานศิลปกรรม ดานการละเลน ดนตรีและพักผอนหยอนใจ ดาน
๑๑๕ บปุ ผาชาติ อปุ ถมั ภนรากร, โนรา: การอนุรกั ษก ารพัฒนาและการสบื สานศลิ ปะการแสดงภาคใต, ดุษฎี
นพิ นธปรัชญาดุษฏบี ณั ฑติ สาขาวัฒนธรรมศาสตร, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๕๒), หนา
๓๔๘ – ๓๔๕.
๑๑๖ ธญั ญพัทธ ศรีบญุ สถิตพงษ, บทบาทของเทศบาลนครอุบลราชธานีในการอนุรักษวัฒนธรรมประเพณี
และภูมปิ ญญาทองถ่ิน : กรณีศึกษาการจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี, รายงานการศึกษา
อิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการปกครองทองถิ่น, (วิทยาลัยการปกครองทองถิ่น :
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน, ๒๕๕๑), หนา บทคัดยอ .
๒๑๖
ชีวิตความเปนอยูและวิทยาการ โดยมีการจัดกิจกรรมตาง ๆ และการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินและ
การสนบั สนนุ งบประมาณเพอ่ื การอนรุ ักษภ มู ิปญญาทองถ่ิน187๑๑๗
สจุ รติ บัวพิมพ ไดศ ึกษาเรือ่ ง ปจ จัยพ้ืนฐาน: บทบาทตอศลิ ปวัฒนธรรมภมู ิปญญาทอ งถิ่นพื้น
ถนิ่ ในภาคตะวันออก โดยศึกษาถึงปจจัยพ้ืนฐานที่มีบทบาทตอรูปแบบศิลปกรรมและศิลปหัตถกรรม
ในเขตพืน้ ทภี่ าคตะวนั ออก พบวา พ้ืนที่ของแหลงทางศิลปวัฒนธรรมและแหลง อารยธรรมตั้งอยูบน
เขตพนื้ ท่ขี องชมุ ชนเมือง และชุมชนนอกเมืองท่ีกระจายตัวอยูท่ัวไปและเปนแหลงขอมูลท่ีมีหลักฐาน
ความเปน ทีต่ ้ังแตสมัยกอนประวัติศาสตรจนถึงปจจุบัน และในปจจุบันไดมีการพัฒนาความกาวหนา
และความเจริญของสังคมยุคอุตสาหกรรมใหมในเขตพื้นที่ชายฝงทะเลภาคตะวันออก และไดมีการ
กอสรางอาคาร กอสรา งโรงงานอตุ สาหกรรม การสรางทาเรือขนาดใหญ และส่ิงปลูกสรางอ่ืน ๆ ตาม
แนวชายฝง ทะเลปญหาเหลา น้ี กอ ใหเกิดความเสียภาวะสมดุลตามธรรมชาติ และเขตพื้นท่ีทางศิลปะ
และวฒั นธรรมแหลง โบราณคดที มี่ คี ณุ คาของชมุ ชนดง้ั เดมิ ยอ มมีผลทาํ ลายหลกั ฐานทางวัฒนธรรมของ
ชุมชนใหส ญู หาย เพือ่ ตระหนกั ถึงคุณคาทางวฒั นธรรม จึงไดมีการระบุใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น
มีหนา ท่บี ํารงุ รักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถ่ิน หรือวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่นโดยการ
จดั การศึกษาอบรมภายในทองถิน่ (เทศบาล-อบต.) มคี วามพรอ มสามารถทีจ่ ะดาเนินการจัดการศึกษา
ในทองถิ่นของตนเองไดท้ังการศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
โดยแนวทางการจดั การศกึ ษามีเรอื่ งทเ่ี กีย่ วของคือตองใหผ เู รียนมีความรูเก่ียวกับศาสนา การกีฬา ภูมิ
ปญ ญาไทย และการประยกุ ตใชภมู ปิ ญญา โดยเนอื้ หาสว นใหญจ ะเก่ยี วของกับทอ งถ่นิ ของตนเอง188๑๑๘
ยศ สนั ตสมบัติ ไดศึกษาวิจัยเร่ือง ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปญญาทองถิ่น เพ่ือ
การพัฒนาอยางย่ังยืน เปนการศึกษาในเขตภาคเหนือตอนบน โดยเนนความสําคัญขององคความรู
เกีย่ วกบั พชื อาหารและยา ระบบการผลติ และการจัดการทรพั ยากรระบบการแพทยพ้ืนบาน ความเชื่อ
และพิธีกรรม และระบบคิดของชาวบา นในบริบทของปฏิสัมพันธระหวางชุมชนกับธรรมชาติแวดลอม
พบวา ความสมบูรณของความหลากหลายทางชีวภาพและการดํารงอยูของภูมิปญญาทองถ่ิน เปน
พ้ืนฐานสําคัญของการพัฒนาอยางย่ังยืน การศึกษาวิจัยเพ่ือฟนฟูธรรมชาติแวดลอม และนาเสนอ
นโยบายเก่ียวกับการพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพจึงไมอาจมองขามความหลากหลายทาง
วัฒนธรรม และภมู ิปญญาทอ งถ่ิน ความรใู นเรอ่ื งสายพนั ธุพ ืชอาหารและยา ระบบนิเวศเกษตรพื้นบาน
กบั การจดั การทรพั ยากรความเปน ธรรมทางสังคมและความเปนธรรมของระบบนิเวศ ซึ่งเปนเง่ือนไข
สาํ คัญของการพัฒนาอยางยัง่ ยนื 189๑๑๙
๑๑๗ ธิดารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินใน
อาํ เภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี, รายงานการศึกษาอสิ ระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการปกครอง
ทอ งถ่ิน, (วิทยาลยั การปกครองทอ งถิน่ : มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน , ๒๕๕๑), หนา บทคดั ยอ .
๑๑๘ สุจริต บัวพิมพ, ปจจัยพื้นฐาน : บทบาทตอศิลปวัฒนธรรมภูมิปญญาพ้ืนถ่ินในภาคตะวันออก,
วารสารวฒั นธรรมไทย, ๓๙(๒), ๒๕๔๕, หนา ๒๗ – ๓๒.
๑๑๙ ยศ สันตสมบัติ, ภูมิปญญาทองถิ่น : ศูนยศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญา
ทองถ่ินเพื่อการพฒั นาอยางยง่ั ยืน, (เชยี งใหม : คณะสงั คมศาสตร มหาวิทยาลัยเชยี งใหม, ๒๕๔๒), หนา บทคัดยอ .
๒๑๗
พรทพิ ย ศิรสิ มบูรณเวช ไดศึกษาเร่ือง บทบาทของครูภาษาไทยในการอนุรักษและสืบทอด
ภมู ิปญ ญาทอ งถน่ิ โดยศึกษาถึงบทบาทของครภู าษาไทยในฐานะเปนผูถายทอดมรดกของชาติ จึงควร
มบี ทบาทในการอนุรักษและสบื ทอดภูมปิ ญญาทองถ่ิน ไดแกบ ทบาทในการศึกษาภูมิปญญาทองถิ่นให
รูแจงเห็นจริง บทบาทในการสงเสริมคุณคาภูมิปญญาทองถ่ิน บทบาท ในการสอนท้ังรายวิชาที่
เกี่ยวขอ งกบั ภูมิปญญาทอ งถ่ินโดยตรงและการสอดแทรกในบทเรยี นหตั ถกรรมพ้นื บาน ซึ่งการศึกษานี้
จะนาไปสูการกําหนดแนวทางในการสงเสริม และพัฒนางานหัตถกรรมพื้นบานในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือใหเปนอาชีพที่สรางงานและรายไดอยางถาวร ทั้งยังชวยอนุรักษภูมิปญญาไทย
ของทอ งถน่ิ อีกดวย190๑๒๐
ไพฑูรย สนิ ลารตั น ไดศ กึ ษาเรื่อง บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสรางเสริมวัฒนธรรมไทย
โดยศกึ ษาถึงบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลยั ซึง่ งานของสถาบันอุดมศึกษานั้นมี
หนา ทอี่ ยู ๓ ประการหลักคือ สรางความรู (วิจัย) สรางคน(การสอน) และสรางสังคม (บริการชุมชน)
มหาวทิ ยาลัยก็ทําหนาทีส่ ามอยา งนีเ้ ชนกันแตม ีบางประการที่ตองทําความเขาใจเก่ียวกับ ภาระหนาที่
ของมหาวิทยาลยั ตามหลกั สากล คอื ๑. มหาวทิ ยาลยั ตองแสวงหาความรูและทาํ ความเขาใจใหรูสิ่งนั้น
อยา งแทจ ริง ๒. เผยแพรค วามรูท่ีแสวงหาและสรางสรรคความรใู หมใหกวางขวาง ๓. ใหบริการชุมชน
ในฐานะที่เปน สถาบนั ทีม่ ีความรแู ละมคี นทีร่ ู ควรตองโชวความรู และคนที่รูนั้น ทาประโยชนใหเต็มท่ี
๔. หนาที่ในการทํานบุ าํ รุงศลิ ปวัฒนธรรม โดยทําหนาที่วิจัย การสอน และการเผยแพร เชน การวิจัย
เร่อื งวฒั นธรรมการเผยแพร การใหความรูท างวฒั นธรรม เปน ตน191๑๒๑
ฉลอง กัลยามิตร ไดศึกษาเรื่อง บทบาทของทองถ่ินในการอนุรักษวัฒนธรรมและ
ขนบธรรมเนยี มประเทศไทย โดยไดศึกษาถงึ ความหมายของวัฒนธรรมการเปล่ียนแปลงของประเพณี
ความสําคัญของวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีไทย และไดกลาวถึงบทบาทของทองถ่ินใน
การอนุรักษวฒั นธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยไวดังนี้
๑. การศึกษาวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของทองถ่ินโดยการบันทึก เก็บรักษา
รปู แบบของวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียม การละเลน พิธกี าร การอนรุ ักษ ดว ยการจดบันทกึ
๒. การจัดงานเทศกาลประจําป เปนการสืบตอวัฒนธรรมของทองถ่ินใหยืดยาวออกไปดวย
การเปดโอกาสใหม กี ารแสดงวัฒนธรรมของทองถิน่ ในโอกาสตาง ๆ
๓. การถา ยทอดศิลปวฒั นธรรมในฐานะที่ทองถ่ินมีหนาท่ีใหประชาชนไดรับการศึกษาอบรม
นอกเหนือจากน้ีควรเพิ่มหลักสูตรศิลปวัฒนธรรมทั้งทางตรงทางออม เชน นิทรรศการการประกวด
เพ่ือชกั ชวนใหเ ยาวชนสนใจศลิ ปวัฒนธรรมของไทย
๑๒๐ พรทิพย ศิริสมบูรณเวช, บทบาทของครูภาษาไทยในการอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญาทองถ่ิน,
วารสารครุศาสตร, ๒๖(๒), ๒๕๔๖, หนา ๒๙ – ๓๘.
๑๒๑ ไพฑูรย สินลารัตน, บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสรางเสริมวัฒนธรรมไทย, คุรุปริทัศน, ๙(๖),
๒๕๒๗. หนา ๑๘ – ๒๙.
๒๑๘
๔. การสงเสริมการทองเที่ยว ดวยการจัดทาคูมือแนะนําใหรูจักวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม
ประเพณที อ งถ่ินศิลปวัฒนธรรม สถานที่สาํ คัญทางประวตั ศิ าสตรวัฒนธรรมการละเลนพ้ืนบาน สินคา
ท่ีระลกึ ของทองถ่นิ และศลิ ปหตั ถกรรมพน้ื บา นประจาถิน่ ท่มี ชี ่ือเสียง
๕. การสงเสริมผลิตผล ท่ีมาจากศิลปหัตถกรรมของทองถ่ิน ดวยการชวยเหลือสนับสนุน
ประกอบศิลปหัตถกรรมที่นําช่ือเสียงมาสูทองถ่ิน ดวยการสงเสริมอาชีพเผยแพรประชาสัมพันธ
ผลิตผล การดัดแปลงใหเปนของท่ีระลึก การชักชวน จูงใจไปยังผูสนใจ การจัดหาตลาดเผยแพร
กจิ กรรมของทอ งถน่ิ
๖. การจัดทาํ ทาํ เนียบโบราณสถาน โบราณวตั ถุ
๗. การเผยแพรภาพศลิ ปวัฒนธรรม เชน ศลิ ปวัตถุ ศิลปกรรม สงิ่ กอสรา ง
๘. การจาํ ลองแบบวัฒนธรรมเพอื่ เผยแพร ทําความเขา ใจใหกวางขวางยง่ิ ข้นึ
๙. การสัมมนาความคดิ ทางวฒั นธรรม การอภิปราย
๑๐. การบูรณะซอมแซมศิลปวัฒนธรรม192๑๒๒
จากการศกึ ษางานวิจัยขางตน สามารถสรุปไดด ังนี้
๑. การคน ควา วิจยั ควรศกึ ษาและเก็บรวบรวมขอ มลู ภมู ปิ ญญาของไทยในดา นตางๆ ท่ีเปนภูมิ
ปญ ญาของทองถ่ิน มงุ ศึกษาใหร ูค วามเปนมาในอดีต และสภาพการณใ นปจจบุ ัน
๒. การอนุรักษ โดยการปลุกจิตสํานึกใหคนในทองถิ่นตระหนักถึงคุณคาแกนสาระและ
ความสาํ คญั ของภูมิปญ ญาทองถิ่น สง เสริมสนับสนุนการจัดกจิ กรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมตางๆ
สรางจติ สาํ นึกของความเปนคนทองถ่ินน้ันๆ ท่ีจะตองรวมกันอนุรักษภูมิปญญาที่เปนเอกลักษณของ
ทองถ่ิน รวมทั้งสนับสนุนใหมีพิพิธภัณฑทองถ่ินหรือพิพิธภัณฑชุมชนข้ึน เพ่ือแสดงสภาพชีวิตและ
ความเปนมาของชมุ ชน อันจะสรางความรแู ละความภมู ิใจในชุมชนทอ งถ่นิ ดวย
๓. การฟนฟู โดยการเลือกสรรภูมิปญญาท่ีกําลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแลวมาทําใหมี
คณุ คาและมีความสําคญั ตอ การดําเนนิ ชวี ติ ในทองถิน่ โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม และ
คานิยม
๔. การพัฒนา ควรริเร่ิมสรางสรรคและปรับปรุงภูมิปญญาใหเหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด
ประโยชนใ นการดําเนินชีวิตประจําวัน โดยใชภูมิปญญาเปนพ้ืนฐานในการรวมกลุมการพัฒนาอาชีพ
ควรนาํ ความรูดานวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีมาชวยเพ่ือตอยอดใชในการผลิต การตลาด และการ
บรหิ าร ตลอดจนการปองกนั และอนรุ ักษส ง่ิ แวดลอ ม
๑๒๒ ฉลอง กัลยามิตร, บทบาทของทองถ่ินในการอนุรักษวัฒนธรรมไทย, สยามรัฐสัปดาหวิจารณ, ๓๘
(๒๒๓), ๒๕๒๕, ๔๖.
๒๑๙
๕. การถายทอด ถายทอดใหคนในสังคมไดรับรู เกิดความเขาใจ ตระหนักในคุณคา
คณุ ประโยชนแ ละปฏบิ ัติไดอยางเหมาะสม โดยผานสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัด
กิจกรรมทางวัฒนธรรมตา ง ๆ
๖. สง เสรมิ กิจกรรม โดยการสงเสริมและสนับสนนุ ใหเกิดเครือขายการสืบสานและพัฒนาภูมิ
ปญญาของชมุ ชนตาง ๆ เพ่อื จัดกิจกรรมทางวฒั นธรรมและภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ินอยา งตอเนือ่ ง
๗. การเผยแพรแลกเปลยี่ น โดยการสง เสริมและสนบั สนุนใหเกิดการเผยแพรและแลกเปล่ียน
ภูมิปญญาและวัฒนธรรมอยางกวางขวาง ดวยสื่อและวิธีการตาง ๆ อยางกวางขวาง รวมท้ังกับ
ประเทศอื่น ๆ ทวั่ โลก
๘. การเสริมสรางปราชญทองถ่ิน โดยการสงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ
ชาวบา น ผูดาํ เนนิ งานใหม โี อกาสแสดงศักยภาพดานภมู ิปญญา ความรูความสามารถอยางเต็มท่ี มีการ
ยกยอ งประกาศเกยี รตคิ ณุ ในลกั ษณะตาง ๆ
สรปุ ไดวา การเปลีย่ นแปลงอยา งรวดเรว็ ทง้ั ทางดานเศรษฐกิจ สังคม คานิยม และระบบคุณ
คา ทีเ่ กิดข้ึนในชุมชนชนบทไทย ไดกอใหเกิดการปรับตัวในหมูชาวชนบท โดยมีภูมิปญญาชาวบานซ่ึง
เปนหน่ึงในหลายกรณี ท่ีแสดงถึงความสามารถของชาวบานและชุมชนในการปรับใชวัฒนธรรม ซึ่ง
เปนกระบวนการเชื่อมโยงระหวางอดีตกับปจจุบัน ผานระบบคุณคาเดิมของชุมชนจนเกิดเปนภูมิ
ปญญาทอ งถิน่ ดังน้ันเมอ่ื ชาวบานชนบทในทกุ ภาคไดป รับประยุกตวัฒนธรรม นํามาผสมกลมกลืนกับ
ภมู ิปญ ญาทอ งถน่ิ ยอมจะสงผลใหเกิดการพฒั นาคุณภาพชีวติ ไดอ ยางกวางขวาง ซ่ึงเปนการพัฒนาบน
พ้ืนฐานภูมิปญญาชาวบาน หรือกลาวไดวา ภูมิปญญาทองถ่ินไดเปนสวนหนึ่งของการพัฒนาวิถีชีวิต
บนรากฐานของการรูจักชวยตนเอง พ่ึงตนเองใหสามารถปรับตัวอยางรูเทาทันตอการเปลี่ยนแปลง
ภายนอก ซ่ึงกอใหเกิดเปนชุมชนเขมแข็งท่ีจะดําเนินชีวิตไดดวยภูมิปญญาของตนเองไดตอไปซึ่งเรา
ตระหนักถึงความสําคัญบทบาทของหองสมุดของสถาบันอุดมศึกษาในการอนุรักษและใหบริการ
สารสนเทศเกีย่ วกบั ภมู ปิ ญ ญาทองถ่ิน เพื่อเปนแหลงในการศึกษา คนควา วิจัย ตลอดจนเปนสถานท่ี
รวบรวมภูมปิ ญ ญาทองถิ่นของบรรพบุรษุ เพอ่ื ใหอ นุชนรนุ หลงั ไดเ ห็นคณุ คา และหวงแหนในภูมิปญญา
ทอ งถิ่นใหคงอยสู ืบตอไป
๘.๓ การอนรุ กั ษภมู ปิ ญ ญาไทยตามหลักทางการทางพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนิกชนในสังคมไทยถือวา วัดคือศูนยกลางของสังคมและวัฒนธรรม เพราะวัด
นอกจากจะเปนศูนยรวมของศิลปวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาแลว วัดเปนแหลงพิธีกรรมประจํา
ทองถิน่ อันเปนวฒั นธรรมคอื มรดกของสังคมไทยในทองถนิ่ ที่ไดรับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของ
เขาเอง ทัง้ ที่เปนรปู ธรรมและนามธรรม การทม่ี รดกทางศลิ ปะและวัฒนธรรมทองถิ่นเหลาน้ีไปรวมอยู
ท่ีศูนยกลางคือวัดรวมกัน อึกทั้งผลงานทางดานศาสนวัตถุท่ีพระสงฆหรือเจาอาวาสในอดีตที่มี
ความสามารถทางประตมิ ากรรมก็ดี วิจิตรศิลปก็ดี โดยไดสรางผลงานตางๆ ไวในวัดเปนศาสนวัตถุ ก็
ถือเปนผลงานทางสังคมทองถ่ินทั้งสิ้น ประกอบกับประเทศไทยมีภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี
และวัฒนธรรมแสดงความเปนเอกลกั ษณของชาติทบ่ี รรพบุรษุ ไดมอบไวใหเปนมรดกสืบทอดมาจนทุก
วันน้ี ทําใหประเทศไทยมีความโดดเดนในเร่ืองวัฒนธรรมท่ีบงบอกถึงความเปนไทยไดอยางเดนชัด
๒๒๐
เอกลักษณของขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงามเปนแบบแผนการปฏิบัติและการแสดงออกทาง
ความรสู ึกนึกคิด ตาง ๆ ของคนในสังคมท่ีตองรักษาไวใหคงอยูคูชาติ ซึ่งมีความสําคัญตอการดําเนิน
ชีวิตและความเปนอยูของคนแตละยุคแตละสมัยที่ปรับเปล่ียนไปตามสภาพแวดลอม รวมทั้ง
เทคโนโลยีขอมูลขาวสารที่เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา แตภายใตการปรับเปล่ียนก็ยังคงไวซึ่งรูปแบบ
และความเชอื่ ถือศรัทธา รวมทั้งทัศนคติและคานิยมของความเปนไทยท่ีเปนพื้นฐานในการดํารงชีวิต
เพือ่ นาไปสกู ารพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ของคนในสังคม193๑๒๓
๘.๓.๑ พระสงฆไ ทยกับการสง เสรมิ มรดกทางศิลปวัฒนธรรม
บทบาทพระสงฆในการอนุรกั ษส ง เสรมิ โบราณสถาน โบราณ วัตถุ และศิลปวัตถุ วา พระสงฆ
สามารถนาวิทยาการความรูท่ีเปนประโยชนมาถายทอดใหแกประชาชนโดยการศึกษาหาความรูจาก
สอื่ ตา งๆ เชน หนังสือพิมพ วิทยุ โทรทัศน และนอกจากพระสงฆจะเปนผูเรียนรูถายทอดมาโดยตรง
แลว จะตอ งเปน ผปู ระสานงานระหวา งเจา หนาท่ขี องรัฐกบั ชาวบานใหรวมมือกันดาเนินกิจกรรมตางๆ
อันเปน ประโยชนตอชมุ ชน เชน สนบั สนนุ การดาเนินงานของโครงการจัดต้ังอาสาสมัครทองถ่ินในการ
ดูแลรักษาโบราณสถานโดยการจัดหาอาสาสมัคร อบรมส่ังสอนชาวบานใหเห็นคุณคําของมรดก
วัฒนธรรมของชาติ เชน โบราณสถาน โบราณวัตถุ และขนบธรรมเนยี มประเพณีไทย ชักชวนชาวบาน
ใหรวมมอื กันจัดกิจกรรมเพื่อการดแู ลรกั ษาโบราณสถานในทอ งถ่นิ ใหม่ันคงสวยงามทรงคุณคาํ อยูเสมอ
เชน การดูแลถากถางทาความสะอาดโบราณสถานเปนประจํา หรือสงเสริมการจัดกิจกรรมประเพณี
ไทยท่ดี งี ามเนื่องในวันนักขัตฤกษตางๆ งดการจัดกิจกรรมท่ีเปนการสงเสริมอบายมุขในทางตรงและ
ทางออ ม เปนตน
พระพุทธเจาไดมอบหมายใหพระสงฆภายในวัดมีหนาท่ีในการชวยดูแลรักษา ศาสนสมบัติ
ของวดั โดยภิกษุผูที่ไดร ับเลอื กเปนเจาหนาทีน่ ั้นจะตอ งมีคุณธรรม ๕ ไดแ ก
๑) ไมถงึ ความลาํ เอียงเพราะความชอบ
๒) ไมถ งึ ความลาํ เอียงเพราะความเกลยี ดชงั
๓) ไมถึงความลาํ เอียงเพราะความงมงาย
๔) ไมถ ึงความลําเอียงเพราะความกลัว
๕) เขาใจการทาํ หนาทีอ่ ยา งนนั้ 194๑๒๔
พระสงฆเปนผูนําและเปนแบบอยางในการพัฒนาและสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทย เปน
กระบวนการทส่ี าํ คัญยงิ่ ทจ่ี ะดาํ รงไวซ ่ึงส่งิ ท่ีดีงามสืบไป การเรียนรูและฝกตนเองใหเห็นคุณคาจึงเปน
๑๒๓ พระสมุทรวชิรโสภณ, การพัฒนาการสงเสริมศิลปวัฒนธรรมของคณะสงฆจังหวัดสมุทรสงคราม,
วิทยานพิ นธพทุ ธศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๘), หนา ๒.
๑๒๔ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิ รญาณวโรรส, วนิ ัยมขุ เลม ๓, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏ
ราชวิทยาลยั ในพระบรมราชปู ถมั ภ, ๒๕๒๕), หนา ๕๓.
๒๒๑
วิธีการที่ดีและควรทําตั้งแตวัยเด็กดวยการปลูกจิตสํานึก โดยสถาบันท่ีสําคัญของชาติตองให
ความสําคัญไมวาจะเปนในลักษณะการอบรมส่ังสอน หรือการปฏิบัติเปนแบบอยางท่ีดีก็ตามการสืบ
ทอดศิลปวัฒนธรรมไทยท่สี าํ คญั ๓ ประการ คอื
๑. การปลกู ฝงคํานิยมท่ีดี ซ่งึ ตอ งเร่มิ ท่ีพอ - แม ควรเปนตัวอยางที่ดี อบรมส่ังสอนลูกใหเปน
คนดีของสงั คม
๒. การจัดวิชาการทเ่ี กี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมประเพณีไวในหลักสูตรทุกระดับช้ันเพื่อเปนการ
ปลูกฝง และสง่ั สมความรู ประสบการณต ัง้ แตเ ดก็ ซึ่งตองอาศัยความรวมมือจากสถาบันการศึกษา ท้ัง
ภาครฐั และเอกชน ไดแกกระทรวงศกึ ษา และภาคเอกชน ไดแกส ถาบนั การศกึ ษาตาง ๆ
๓. การสนับสนนุ สง เสริมศลิ ปวัฒนธรรมประเพณีอยา งจริงจัง โดยประสานงานกับหนวยงาน
ของจงั หวัดหรอื ทองถิ่นทัง้ ภาครฐั และเอกชน ชวยจดั งานฟนฟวู ฒั นธรรมประเพณใี หเปนท่รี จู ัก
อยา งไรกต็ ามไดระบุเพ่ิมเติมเก่ียวกับ บทบาทพระสงฆในการอนุรักษโบราณสถาน โบราณ
วัตถุ และศิลปวัตถุ วาความสัมพันธของพระสงฆที่มีตอหลักฐานทางโบราณคดีในแงของการชวย
ซอ มแซม บรู ณศาสนวัตถทุ ชี่ ารุด ผพุ งั นั้น นาํ จะมีสบื เนอื่ งมาโดยตลอด เพราะพระสงฆมักมีธุดงควัตร
ไปในที่ตางๆ เสมอ ยอมมีโอกาสพบเห็นบรรดาโบราณสถาน โบราณวัตถุมากกวาคนท่ัวไป
โบราณสถาน โบราณวัตถเุ หลา นน้ั เปนสิ่งท่ีสรางขึ้นในพระพุทธศาสนา อาทิ วิหาร พระพุทธรูปที่อยู
ในสภาพทรุดโทรม ประกอบกับความปรารถนาดี ไมน่ิงดูดาย เพิกเฉย พระสงฆมักดาเนินการ
ซ อ ม แ ซ ม สิ่ ง นั้ น ต า ม กํ า ลั ง เ ท า ท่ี ต น ส า ม า ร ถ ก ร ะ ทํ า ไ ด อ า จ ใ ช วิ ธี ชั ก ช ว น ช า ว บ า น ใ ห ร ว ม
บูรณปฏสิ งั ขรณศ าสนวตั ถุน้นั ดว ยกิจดงั กลา วถือเปน วตั รอนั พึงปฏบิ ตั ใิ นหมูพระสงฆ เพ่ือซอมแซมส่ิง
อนั เปนศาสนวตั ถุ ซง่ึ เปนศลิ ปวัฒนธรรมอนั ทรงคุณคาํ เสมือนเปน การสืบตออายพุ ระพทุ ธศาสนา
๘.๓.๒ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการอนรุ ักษภ มู ิปญญาไทย
ในเบ้ืองตนเราไดกลา วถึงอทิ ธพิ ลของพระพุทธศาสนาทม่ี ีตอภูมปิ ญ ญาไทยในแงของที่มาหรือ
พระพุทธศาสนาเปนรากฐานของภูมิปญญาไทย ซ่ึงเมื่อพิจารณาในแงของพระพุทธศาสนาท่ีชวยใน
การอนรุ ักษภูมิปญ ญาไทยผา นทางหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนามีดงั น้ี
๑. พละ ๔
พละ ๔ คือ ๑๒๕ หลักธรรม ๔ ประการท่ีเปนกําลังในการดําเนินชีวิตใหประสบความสําเร็จ
1 95
ดวยความม่นั ใจและปลอดภัย ดังนั้นหากเราตองการใหภูมิปญญาไทยของเราสามารถอยูคูสังคมไทย
ตอไปอยางยง่ั ยืนเรากค็ วรท่ีจะมหี ลักธรรม พละ ๔ ดังน้ี
๑. ปญ ญาพละ หมายถึง ปญ ญาทเ่ี ปน กําลัง ใหร ดู ี รชู อบ รูถ ูกตอ ง แลวปฏบิ ตั ติ นในทางท่ีถูก
ทคี่ วรท้งั กายและใจ เพ่อื จะไดอยรู ว มกับผอู นื่ ในสังคมอยางมีความสุข คนทุกคนมีปญญาแตไมเทากัน
๑๒๕ พระพรหมคุณาภรณ(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลธรรม, พิมพคร้ังท่ี ๒๓,
(กรงุ เทพมหานคร : เพท็ แอนดโฮม, ๒๕๕๕), หนา ๑๖๙.
๒๒๒
คนที่มปี ญ ญาดีอาจจะมโี อกาสทีจ่ ะประสบความสําเร็จในการดําเนนิ ชีวติ ไดม ากกวา สวนคนท่ีมีความรู
หรอื ปญ ญาไมดีสะสมเพิม่ พูนไดเ พราะปญญาเกิดข้ึนโดย ๓ ทาง คือ
ฟง การอาน ๑.๑ ปญ ญาทเ่ี กดิ จากการศึกษาเลาเรียน คือไดรับการถายทอดจากผูอื่นโดยการ
๑.๒ ปญญาท่ีเกิดจากการพิจารณาหาเหตุผลดวยตนเอง ตามพ้ืนฐานพันธุกรรม
เชน ฟงเรื่อง การปลูกฟกทอง กวาจะไดผลอีก ๖๕ วัน แลวนํามาศึกษาไตรตรองทดลองใหม ได
ฟก ทองท่ีใหผ ลในเวลา ๔๕ วันเปนตน
๑.๓ ปญ หาท่เี กดิ จากการปฏิบัติ ฝกอบรมและสรางสมประสบการณดวยตนเอง
เชน ชางถายรปู ตอ งเรียนรทู ฤษฎีเกยี่ วกับกลองถายรูปกอนแลวมาฝกการถายรูปจนเกิดความชํานาญ
ทาํ เปนอาชพี ได
๒ วิริยะพละ หมายถึง ความเพียรพยายามที่เปนพลัง ในการทําใหคนเราไปสูจุดมุงหมายท่ี
ตองการ โดยความเพยี รนัน้ ตองเปน ความเพยี รชอบคือ
๒.๑ เพียรพยายามไมใ หเกิดความชัว่ ไมท ําชวั่ ดแู ลคนใกลชิดใหอบอุน ปองกันให
หา งไกลจากการคิดช่ัว ทําช่วั เชน ดูแลบุตรหลานไมใหติดยาเสพยตดิ
๒.๒ เพยี รพยายามละความช่ัวท่ีมอี ยแู ลว เชน ติดบุหร่ีอยกู เ็ ลกิ เสีย
๒.๓ เพียรสรางความดี โดยการปฏิบัติหนาที่ของตนใหดี มีการเสียสละและ
ชวยเหลอื สว นรวมบา ง เชน การบรจิ าคโลหติ
๒.๔ เพยี รรักษาความดแี ละสรางความดเี พิม่ ขึน้
คนเราเมื่อมีปญญาก็จะรูจักคิด หาเหตุผล รูปฏิบัติ แตก็ไมไดประสบผลสําเร็จไปทุกอยาง
บางทีก็มีอุปสรรค เราจึงตองมีความเพียรมีความบากบั่น ไมยอทอตออุปสรรคเราจึงจะไปถึง
จดุ มงุ หมายท่ตี ั้งไว
๓. อนวชั ชพล หมายถึง การกระทําท่ีไมมีโทษเปนกําลัง คือทําในส่ิงท่ีดีที่เปนมงคลผูกระทํา
จะเกดิ ความเจริญกา วหนา การกระทําทกี่ ลา วนมี้ ี ๓ ทางคอื
๓.๑ กายกรรม คือการกระทําทางกาย เชน การยืน การเลน การสง่ั สอน
๓.๒ วจีกรรม คือการกระทาํ ทางวาจาทเี่ ปนคําพูด เชน การพูดคยุ
๓.๓ มโนกรรม คือ การกระทําทางใจ เชน การนึกคิด การมีจิตเมตตา
การกระทาํ ทางกาย วาจาและใจท่ีไมมีโทษยอมไดรับการยกยองชื่นชมจากผูอื่นและยัง
เปน พลังใหผกู ระทาํ ดําเนนิ ชีวติ ไดอ ยา งมั่นคงและปลอดภยั
๔. สงั คหพละ หมายถึง การสงเคราะหเปนกําลังเพราะคนเมื่ออยูรวมกันในสังคม ก็ควรจะ
ชวยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อสรางความรักความสามัคคี ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมในการ
สงเคราะหผอู นื่ เรียกวา สงั คหวตั ถุ ๔ ไดแ ก
๒๒๓
๔.๑ ทาน คือ การใหโดยไมตอ งการสิง่ ตอบแทน ใหกับผูท่ีตองการ ผูที่เดือดรอน
ขาดแคลนหรือผูมีพระคุณ การใหอาจเปนวัตถุส่ิงของ คําแนะนําหรือขอคิด ของท่ีใหตองไมผิด
กฏหมาย ไมผ ิดศลี ธรรม ผใู หม ีความสขุ ผรู บั กพ็ อใจ
๔.๒ ปยวาจา คือการใชวาจาท่ีสุภาพประกอบดวยเหตุผลที่มีประโยชน ฟงแลว
สรา งสรรใชค ําพดู ที่ไพเราะออนหวาน ไมใ ชค าํ หยาบ ไมนินทาผูอน่ื ผทู ่ีมีปย วาจาจะเปนที่รกั ของผูอ น่ื
๔.๓ อตั ถจริยา คือการบําเพ็ญตนใหเปนประโยชนแกผูอ่ืนตามโอกาสอันควรใน
ฐานะทตี่ องอยูร ว มสังคมกัน เชน บริจาคของชว ยเหลอื ผปู ระสบภยั นํา้ ทว ม
๔.๔ สมานัตตตา คือ ความเสมอตนเสมอปลาย ในการวางตนใหเหมาะสมกับ
สถานะของตนไมหว่ันไหวตกอยูในความชั่วทั้งหลาย เชน การทําตนเปนลูกท่ีดีของพอแมทุก ๆ วัน
ไมใชทาํ ตนดีเฉพาะวนั พอหรือวันแมเ ทานั้น
พละ ๔ น้ีเปน ธรรมทจี่ ะทาํ ใหผปู ฏบิ ตั ิดาํ เนินชีวิตดว ยความมนั่ ใจและปลอดภัยแลวยังสงเสริม
ใหเ กดิ ความสงบสขุ ดวยการอยูรวมกันอยา งสามัคคี เอื้อเฟอ เผ่ือแผช วยเหลือเก้ือกูลกัน สงผลใหสังคม
มีความรว มมอื รวมใจกันในการปฏิบัติตอ การอนรุ ักษสืบสานภูมิปญญาตอ ไป
๒. มรรค ๘
มรรค ๘ หรอื อัฏฐังคกิ มรรค แปลวา ทางมอี งค ๘ ประการอันประเสริฐ196๑๒๖ หรือ หรอื การลง
มือปฏบิ ตั ิเพือ่ ใหพ น จากทุกข และนับเปนหลักธรรมสาํ คัญอยา งหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประกอบดวย
กรอบการปฏิบัติ ๘ ประการดวยกัน เรียกวา "มรรคมีองคแปด" หรือ "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค)
โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี
๑. สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกตอง หมายถึง ความรู-ปญญา หรือมุมมอง ที่ถูกตองตรงกับ
ความจริง ตามคาํ สอนของพระพุทธเจา คอื การรูแจงในอริยสัจ 4
๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดที่ถูกตอง หมายถึง ความคิดที่ตองละเวนจากความพอใจ
ความพยาบาทและการเบยี ดเบียน
๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาท่ีถูกตอง หมายถึง การพูดท่ีตองละเวนจากการพูดเท็จ หยาบคาย
สอเสียดและเพอเจอ
๔. สัมมากมั มนั ตะ คือ การปฏิบัตทิ ีถ่ ูกตอ ง หมายถงึ การกระทําท่ีตองละเวนจากการฆาสัตว
ลักทรพั ยแ ละประพฤตผิ ิดในกาม
๕. สมั มาอาชีวะ คือ การหาเลย้ี งชีพท่ีถกู ตอ ง หมายถงึ การทาํ มาหากินอยางซ่ือสตั ยส ุจริต ไม
มีการทุจรติ และเอาเปรียบผอู ่นื
๑๒๖ พระพรหมคุณาภรณ(ป.อ. ปยตุ ฺโต), อา งแลว, หนา ๒๑๕.
๒๒๔
๖. สัมมาวายามะ คอื ความเพยี รทถี่ ูกตอง หมายถงึ ความอตุ สาหะหรอื ความพยายามที่อยูใน
วิถีทางทีด่ ีงาม คือการละบาปอกุศลทางใจ และเจริญกุศลใหย ่งิ ๆข้ึนไป
๗. สัมมาสติ คือ การมีสติท่ีถูกตอง หมายถึง การระลึกรูตัวอยูตลอดเวลา โดยกําจัดความ
ฟงุ ซาน ราํ คาญ หดหู งว งซมึ สงสัย และลงั เล คอื การพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต
ธรรมในธรรม เชน การเจริญอานาปานสติสมาธิ มีสติรลู มหายใจ
๘. สัมมาสมาธิ คือ การมสี มาธิทีถ่ ูกตอง หมายถงึ การฝก กายและอารมณใหสงบ โดยกําจัดค
วาคิด,ความจําและอารมณออกไปชว่ั ขณะหนง่ึ คือการเจริญฌานทงั้ สี่
การเจริญมรรค ๘ น้นั เราสามารถเรมิ่ ในข้นั พืน้ ฐานโดย ฝก โดย ๓ ทาง คือ
ทางศีล คือ การสํารวม กาย วาจา ใจ ดังขอ ๓ – ๖ คือ ตอ งรูจักทํางาน เลยี้ งชีพ และสํารวม
วาจา ซึ่งเปนการปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่สุดและสามารถสังเกตไดงายท่ีสุด เพราะเปนการแสดงออกซ่ึง
พฤติกรรมท่ีสามารถเหน็ ไดอยา งเดน ชดั
ทางสมาธิคือ ขอ ๖ – ๘ นงั่ คือ การพยายามหรือความเพียร การระลึกและตั้งม่ันชอบ ทําให
จิตมคี วามสงบ นง่ิ ทําใหส ามารถกอใหเกิดปญญา ซึ่งเปนสิ่งที่สามารถทําใหเรามีสติ หย่ังรูในส่ิงท่ีเรา
ทําได
ทางปญญา คือ ขอ ๑ และ ๒ คือความเห็นและดําริชอบ ซ่ึงท้ัง ๒ น้ีจะเกิดไดก็ตอเมื่อมี
สมาธินง่ิ จนกอใหเ กดิ ปญญานั่นเอง ซงึ่ เปน ข้ันการเจริญมรรค ๘ ข้ันท่ีสูงที่สุด ถาปฏิบัติไดจะสามารถ
หย่ังรูส ่งิ ทีต่ นกระทําได มสี ติ และปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตา งๆ ไดอ ยางไมมขี อผิดพลาด197๑๒๗
ทง้ั ๓ ทางนเ้ี ปน การปฏิบัติตาม “ไตรสิกขา” ซึ่งประกอบดวย ศีล สมาธิ ปญญา นั่นเอง ซึ่ง
การเจริญมรรค ๘ นัน้ เปน สิง่ ทพี่ ุทธศาสนิกชนทกุ คนควรปฏิบัติเพื่อดํารงคุณธรรมและสิ่งท่ีดีในสังคม
ไวส ืบไป
๓. สกิ ขาบุพภาคธรรม
สิกขาบุพภาคธรรม มาจากคําวา สิกขา แปลวา ศึกษา และคําวา บุพภาค แลวา เบื้องตน
ดังนั้น สิกขาบุพภาคธรรมจึงหมายถึงธรรมอันเปนเบื้องตนของการศึกษา ซึ่งประกอบดวยสองสวน
สําคัญคอื
๑. ปรโตโฆสะ แปลวา เสียงจากผอู ่นื หมายถึง การกระตุนหรือชักจูงจากภายนอก เชน การ
ส่ังสอน แนะนํา การถา ยทอด การโฆษณา คาํ บอกเลา ขาวสาร ขอเขียน คําช้ีแจง อธิบาย การเรียนรู
จากผูอนื่ ในทีน่ ้หี มายเฉพาะสวนท่ีดงี ามถกู ตอง เฉพาะอยางย่ิงการรับฟงธรรม ความรูหรือคําแนะนํา
จากบุคคลท่ีกัลยาณมิตร ซ่ึงความเปนผูมีกัลยาณมิตรน้ัน ไดแก การเสวนา สังเสวนา คบหา ภักดี มี
จิตฝกใฝโ นมไปหาบคุ คลท่มี ศี รัทธา มศี ลี มีสตุ ะ คือเปนพหูสูต มีจาคะและปญญา เปนตน ปรโตโฆสะ
น้ีเปนปจจัยภายนอก ซึ่ง ปรโตโฆสะ ท่ีดีนั้นจะไดมาจากการมีกัลยาณมิตร อันไดแก บุคคล และส่ือ
๑๒๗ http://www.gened.chula.ac.th/chulawisdom/group6/m8.html [๑๙ ต.ค. ๒๕๕๙]
๒๒๕
ตา งๆ เชน หนงั สอื วทิ ยุ โทรทัศน ฯลฯ สง่ิ เหลา นีห้ ากเปน แหลงขอ มูลที่ดีจะสามารถเอื้อใหบุคคลและ
สงั คมไดร ับการพัฒนาได นอกจากนน้ั การจับประเด็นของเน้ือหาสาระท่ีแทจริงของขอมูลตาง ๆ ไดก็
มคี วามสาํ คญั
๒. โยนิโสมนสิการ นอกจากอาศัยปจ จยั ภายนอกคือปรโตโฆษะแลว การเขา ถึงความจริงทาง
อภปิ รัชญาของพุทธธรรมแลว ยงั อาศัยปจจัยภายใน คอื การรูจักคิด รูจักพิจารณาดวยตนเองอยางถูก
วิธี หรือการมีโยนิโสมนสกิ าร
โยนิโสมนสิการ หมายถึง การใชความคิดถูกวิธี คือการกระทําในใจโดยแยบคายมองสิ่ง
ทั้งหลายดวยคามคิดพิจารณาสืบคนถึงตนเคา สาวหาเหตุจนตลอดสาย แยกแยกพิเคราะหดูดวย
ปญญาที่คิดเปนระเบียบและโดยอุบายวิธีใหเห็นสิ่งนั้นๆ หรือปญหาน้ันๆ ตามสภาวะ และตาม
ความสมั พนั ธแ หงเหตปุ จจัย
หลักธรรมทั้งสองอยาง คือ ปรโตโฆษะและโยนิโสมนสิการ รวมกันเรียกวา สิกขาบุพภาค
ธรรมคือธรรมอันเปนเบื้องตนของการศึกษา เปนธรรมท่ีจะนําเราเขาสูการรับฟงการยอมรับผูอื่นแต
ทง้ั นี้การยอมรบั ฟง ผอู ื่นตอ งผา นการพิจารณาซง่ึ ความเปนเหตเุ ปนผลและเชอ่ื มโยงสัมพันธกันของเหตุ
ปจจยั ตา ง ๆ ดงั นัน้ สกิ ขาบุพภาคธรรมจึงเปน เสมอื นรากฐานของการศึกษาในส่ิงตาง ๆ เพือ่ ธํารงไวซ่ึง
ความสุข ความสามัคคีของปวงชนตลอดจนทําใหสังคมเกิดความมุงม่ันสามัคคีไปในทิศทางท่ีเห็นชอบ
ดงี ามในทางเดียวกัน
๔. สังคหวตั ถุ ๔
สังคหวัตถุ ๔ หมายถึง หลักธรรมที่เปนเครื่องยึดเหน่ียวน้ําใจของผูอื่น ผูกไมตรี เอ้ือเฟอ
เกอื้ กูล หรือเปนหลักการสงเคราะหซ่ึงกนั และกนั มอี ยู ๔ ประการ ไดแก
๑. ทาน คือ การให การเสียสละ หรือการเออื้ เฟอ แบงปนของๆตนเพื่อประโยชนแกบุคคลอ่ืน
ไมต ระหนถ่ี เ่ี หนยี ว ไมเ ปน คนเห็นแกไ ดฝา ยเดียว คุณธรรมขอน้ีจะชวยใหไมเปนคนละโมบ ไมเห็นแก
ตัว เราควรคํานึงอยูเสมอวา ทรัพยส่ิงของที่เราหามาได มิใชสิ่งจีรังย่ังยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแลวก็ไม
สามารถจะนําติดตัวเอาไปได
๒. ปยวาจา คือ การพูดจาดวยถอยคําที่ไพเราะออนหวาน พูดดวยความจริงใจ ไมพูดหยาบ
คายกาวราว พดู ในส่ิงท่เี ปนประโยชนเหมาะสาํ หรับกาลเทศะ พระพุทธเจาทรงใหความสําคัญกับการ
พดู เปน อยางย่ิง เพราะการพดู เปน บนั ไดขัน้ แรกท่ีจะสรา งมนุษยส ัมพนั ธอ ันดีใหเกิดขึ้น วิธีการท่ีจะพูด
ใหเปน ปยวาจาน้ัน จะตอ งพูดโดยยดึ ถือหลกั เกณฑดงั ตอไปนี้
เวนจากการพูดเท็จ
เวน จากการพดู สอ เสียด
เวนจากการพดู คําหยาบ
เวน จากการพดู เพอเจอ
๓. อตั ถจรยิ า คอื การสงเคราะหทุกชนิดหรอื การประพฤตใิ นสิง่ ทเ่ี ปน ประโยชนแ กผูอ่ืน
๒๒๖
๔. สมานัตตา คือ การเปนผูมีความสม่ําเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอตนเสมอปลาย
คุณธรรมขอน้ีจะชวยใหเราเปนคนมีจิตใจหนักแนนไมโลเล รวมทั้งยังเปนการสรางความนิยม และ
ไวว างใจใหแ กผ อู น่ื อีกดว ย198๑๒๘
๘.๔ แนวโนมของภูมปิ ญ ญาไทยในศตวรรษท่ี ๒๑
กระแสของวัฒนธรรมในศตวรรษท่ี ๒๐ มลี ักษณะเดนอยูท่ีการเนนถึงอุดมการณที่เปนกรอบ
ความคดิ สําคญั ของสองคาย กลาวคอื วัฒนธรรมประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต แตในศตวรรณที่ ๒๑
โลกเต็มไปดวยสังคมท่ีเสรีเพราะโลกเปนเหมือนเครือขาย ดังน้ัน ทักษะการคิดและวัฒนธรรมท่ี
เกี่ยวกับอุดมการณทางความคิดจงึ เปน ปจจยั สาํ คัญทจี่ ะมผี ลตอคุณภาพของคนในแตล ะสังคม
ในการะแสของโลกในยุคโลกาภวิ ตั น จงึ มลี กั ษณะเฉพาะท่ีสําคัญคือ เปนโลกของสังคมท่ีรูกับ
ไมรูหรือรูนอย สังคมที่คิดเกงและคิดชอบและเปนผูนําทางความคิดหรือไมเทาน้ัน น่ันคือการตอง
ยอมรับวาโลกเรากําลงั กา วไปสคู วามเปนโลกของวัฒนธรรมนานาชาติ อนั เปนวัฒนธรรมนานาชาติท่ีมี
พื้นฐานมาจากการบงการ และครอบงําโดยพลังของทุนนิยม ที่มีลักษณะของการเนนบริโภคนิยม
มากกวาจะเนนความสําคัญของคุณธรรมและคุณคาสากล ท่ีเนนท่ีรากฐานของความคิด ความเชื่อ
อปุ นสิ ยั และวถิ ีชวี ิตท่ปี ระกอบดวยธรรม
แนวโนม ของปจจบุ ันและในอนาคตกระแสวฒั นธรรมจะมีลักษณะเปน ระบบเครือขายมากขึ้น
ทําใหก ารแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมีความหลากหลายไปพรอมกัน ในขณะเดียวกันเปนการทาทาย
ของวัฒนธรรมระบบเครือขายแทนวฒั นธรรมแบบรฐั ประชาชาตแิ บบดง้ั เดิม ระบบเศรษฐกิจ การเมือง
และสงั คมก็จะเขาสูแบบฉบับเดียวกัน คือ ระบบทนุ นิยมโดยมชี าติตะวันตกเปนผูนาํ
และในขณะเดียวกนั บทบาทของรัฐสถาบันการศึกษาก็จะเปลี่ยนแปลงไปอยา งแนนอน นัน่ คือ
อนาคต เครอ่ื งมือหลกั ของทกุ คนกค็ อื ความรูความคิด หรอื คุณธรรม สง่ิ ท่ตี องตระหนักคิดเปนอยางน่ิง
นั้นก็คือ อนาคตคนไทยคงจะตองมีความสุขอยางไทย แตมีความรูความคิดรวมกันกับชาวโลกและ
ส่ิงแวดลอมไดอ ยา งสนั ติ โดยใชย ุทธศาสตรในการพง่ึ พาตนเองมากขนึ้ นั่นหมายความวาในอนาคตเรา
ตองยอมรบั และเปดโอกาสใหคานยิ มของโลกท่มี พี ื้นฐานจากสภาวะทางการเมอื งเศรษฐกจิ สงั คม และ
วตั ถุนิยมทงั้ ทเี่ ปน คานยิ มของกลุมชน ในและนอกประเทศ เขามามีสวนในการเลือกการตัดสินใจ น่ัน
ยอมเปนการยอมรับวาคานิยมทางโลกเปนองคประกอบสําคัญ ของการเลือกการตัดสินใจในชีวิต
ประจาํ ของคนไทยอยางหลยี กเล่ียงไดยากยิ่ง
สาระที่สําคัญอีกอยางหน่ึงก็คือ ในอนาคตวัฒนธรรมของโลกจะเขาสูกระแสของระบบ
เครือขายทางวัฒนธรรม (Network Culture) เชนเดียวกับระบบเครือขายทางธุรกิจ (Network
Marketing) ที่ใชกันอยางไดผลมาแลวในโลกธุรกิจสินคาแบบอุปโภคบริโภค เชน วอลคมารท
(Walmark) และแฟรเดอรรัลเอกซเพรส (Federal express) ในอเมริกา ตลอดจนเครือขายทางการ
๑๒๘ http://www.learntripitaka.com/scruple/sank4.html [๑๐ ต.ค. ๒๕๕๙]
๒๒๗
ตลาดของบริษัท ซ.ี พ.ี ในประเทศไทยเปนตน นั่นคือ อนาคตวัฒนธรรมจะมีการติดตอกันโดยตรงบน
พืน้ ฐานของความฉบั ไว และเที่ยงตรงของระบบเครือขา ยเทคโนโลยีสารสนเทศเปนตัวเชอ่ื มที่สําคัญ
อยางไรก็ตาม โดยสรุปแลวแนวโนมของวัฒนธรรมในศตวรรษท่ี ๒๑ จะเปนไปในรูปของ
วฒั นธรรมสากลใน ๓ ลกั ษณะดว ยกัน คือ
๑. วฒั นธรรมทเี่ นน ทุนนิยม ตามแนวความคิดของพุทธทาสภิกขุ คือ วัฒนธรรมท่ีเปนธัมมิก
สังคมทนุ นยิ มวฒั นธรรม กลา วคือ วฒั นธรรมทม่ี ีความเคารพในความสาํ คญั ทางวฒั นธรรมของชาติที่มี
ความซ่ือตรงในการบริโภค ยึดถือปฏิบัติในกระแสของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือการคาทาง
วัฒนธรรมแบบเสรี อนั ปราศจากการกดี กันการรบั รทู างวัฒนธรรมตอ กนั
๒. วัฒนธรรมแบบสารสนเทศวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมที่มีการถายทอดโดยตรงจากสื่อสาร
ตา ง ๆ ท่มี ีความรวดเร็วในการเขาถึงมนษุ ยชาติในทกุ หนทกุ แหงของทุกมุมโลกนั่นคือ วัฒนธรรมแบบ
สารสนเทศจะมคี วามรวดเร็วในการสงและรบั ขอมูลขาวสาร ไมวาเราจะอยทู ่ีแหง ใดเรายอ มไมสามารถ
ปฏิเสธการรบั รนู ัน้ ได
๓. วัฒนธรรมแบบทองถิ่นสากล คือการยึดม่ันในอุดมการณทางวัฒนธรรมแบบทัองถ่ินแหง
ตน และยนิ ยอมรับวัฒนธรรมที่เปนสากลท้ังสองประเภทขาตนเขาอยางกลมกลืน น่ันหมายความวา
เราตองสรางความเขมแข็งหรือความแข็งแรงทางวัฒนธรรมทองถิ่นของเราใหกลาหาญอยางยวดย่ิง
พรอมท่ีจะปรับเขากับวัฒนธรรมท่ีเต็มไปดวยเสรีภาพทางการคาในระบบทุนนิยมและความรวดเร็ว
ของขอ มูลขา วสาร
วฒั นธรรมทัง้ สามแบบนีค้ งมาถงึ ในเวลาอนั ใกลนี้ ซ่ึงวัฒนธรรมบางชนิดนก้ั เ็ ร่ิมเขามามีสว นใน
ชวี ติ ความเปนอยูเขาเราแลว เพียงแตยงั ไมทวีความรุนแรงมากนักเทานั้น ดังนั้นส่ิงสําคัญอันเปนส่ิงที่
จําเปนก็คือ การสรางวัฒนธรรมแหงภูมิปญญาเชิงพุทธแบบไทยข้ึนมารองรับ น่ันคือการสรางภูมิ
ปญญาในการใช ความรู กลั่นกรอง และการใชโยนิโสมนสิการแบบพระพุทธศาสนา เปนภูมิปองกัน
กลา วคอื การพจิ ารณาใหเหน็ ถงึ คุณคา แท คณุ คาเทียมทางวัฒนธรรม ตลอดจนการพิจารณาลงลึกถึง
แกนแทข องคา นิยมพรอมทั้งพุทธวิถีแหงสังคม อันเปนไปในลักษณะของการเปนอยูแบบพอมีพอกิน
ตามกระบวนทัศนแ หงสันโดษธรรม และอวิหิงสาธรรม
ในอนาคตเราคงตองยอมรับและพยายามประสมประสานความเจริญกาวหนา ความ
สะดวกสบายในรูปแบบของวทิ ยาศาสตรเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีเกิดข้ึนทางสังคม ขณะเดียวกันก็ตอง
หันกลับมากาํ กับความเจริญกา วหนาและความตอ งการทางสังคม เหลาน้ันดวยสัมมาปญญา การรูจัก
พอและดาํ รงตนเปนพลเมอื งท่ีดีดวยการไมเบียดเบียนผูอื่นใหไดครับความเดือดรอนควบคูกันไปดวย
๑๒๙
199
๑๒๙http://www.stjohn.ac.th/department/university2007/cultural/story_21.html [๒๐ ต.ค.
๒๕๕๙]
๒๒๘
นอกจากน้ันหลักสูตรของโรงเรียนสายอาชีพจากภูมิปญญาชาวบาน ในศตวรรษที่ ๒๑ มี
จุดมุงหมายเพ่ือให ผูเรียนมีทักษะในการจัดการตอชีวิตและทรัพยากร ที่มีอยูในทองถ่ิน เกิดความ
ตระหนกั และเหน็ คุณคา ของภมู ิปญญาไทยท่ีมคี วามสมั พันธตอชีวิต สังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
เพิ่มขึ้น และจะเปนหลักสูตรท่ีใหองคกรชุมชนมีสวนรวมมากข้ึน ต้ังแตการกําหนดวัตถุประสงคไป
จนถึงการประเมินผล เนื้อหาความรู จะเปนเน้ือหาที่มีการเช่ือมโยงกับวิถีชีวิตของผูเรียน สอดคลอง
กับชุมชนอยางแทจริง ลักษณะการเรียน การสอนเปนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใหผูเรียน
ปฏิบัติจริง เพ่ือใหเกิดประสบการณตรง บทบาทของผูสอนจะเปนผูนําดานวิธีคิด วิธีการเรียนรู
เกี่ยวกับภูมิปญญาชาวบาน การเรียนการสอนมีการใชสื่อท่ีเปนของจริง ส่ือท่ีใหผูเรียนปฏิบัติไดจริง
การวัดและประเมินผลเปนการประเมินจากการปฏิบัติไดจริง หลังจากเรียนรูไปแลวสามารถนําสิ่งท่ี
เรยี นไปใชใ นชวี ติ ประจําวันได200๑๓๐
สรุปทา ยบท
สรปุ ไดว า การเปล่ยี นแปลงอยา งรวดเรว็ ทงั้ ทางดานเศรษฐกิจ สังคม คานิยม และระบบคุณ
คาทีเ่ กิดขนึ้ ในชมุ ชนชนบทไทย ไดกอใหเกิดการปรับตัวในหมูชาวชนบท โดยมีภูมิปญญาชาวบานซ่ึง
เปนหนึ่งในหลายกรณี ที่แสดงถึงความสามารถของชาวบานและชุมชนในการปรับใชวัฒนธรรม ซ่ึง
เปนกระบวนการเช่ือมโยงระหวางอดีตกับปจจุบัน ผานระบบคุณคาเดิมของชุมชนจนเกิดเปนภูมิ
ปญ ญาทองถิน่ ดงั น้ันเมอ่ื ชาวบา นชนบทในทุกภาคไดป รับประยุกตวัฒนธรรม นํามาผสมกลมกลืนกับ
ภูมิปญ ญาทองถน่ิ ยอมจะสง ผลใหเกิดการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ไดอยางกวางขวาง ซึ่งเปนการพัฒนาบน
พ้ืนฐานภูมิปญญาชาวบาน หรือกลาวไดวา ภูมิปญญาทองถ่ินไดเปนสวนหนึ่งของการพัฒนาวิถีชีวิต
บนรากฐานของการรูจักชวยตนเอง พึ่งตนเองใหสามารถปรับตัวอยางรูเทาทันตอการเปลี่ยนแปลง
ภายนอก ซ่ึงกอใหเกิดเปนชุมชนเขมแข็งท่ีจะดําเนินชีวิตไดดวยภูมิปญญาของตนเองไดตอไปซึ่งเรา
ตระหนักถึงความสําคัญบทบาทของหองสมุดของสถาบันอุดมศึกษาในการอนุรักษและใหบริการ
สารสนเทศเก่ียวกบั ภมู ิปญ ญาทองถิ่น เพื่อเปนแหลงในการศึกษา คนควา วิจัย ตลอดจนเปนสถานที่
รวบรวมภมู ิปญ ญาทอ งถ่นิ ของบรรพบรุ ุษ เพื่อใหอนชุ นรุนหลงั ไดเ หน็ คณุ คา และหวงแหนในภูมิปญญา
ทอ งถนิ่ ใหค งอยสู บื ตอไป
นอกจากน้ัน บทบาทพระสงฆในการอนุรักษโบราณสถาน โบราณ วัตถุ และศิลปวัตถุ วา
ความสมั พนั ธของพระสงฆที่มีตอ หลักฐานทางโบราณคดใี นแงของการชวยซอมแซม บูรณศาสนวัตถุที่
ชารุด ผพุ งั นนั้ นําจะมสี บื เน่ืองมาโดยตลอด เพราะพระสงฆมักมีธุดงควัตรไปในท่ีตางๆ เสมอ ยอมมี
โอกาสพบเห็นบรรดาโบราณสถาน โบราณวัตถุมากกวาคนทั่วไป โบราณสถาน โบราณวัตถุเหลานั้น
เปนสิ่งที่สรางขึ้นในพระพุทธศาสนา อาทิ วิหาร พระพุทธรูปท่ีอยูในสภาพทรุดโทรม ประกอบกับ
ความปรารถนาดี ไมน่ิงดูดาย เพิกเฉย พระสงฆมักดาเนินการซอมแซมส่ิงนั้นตามกําลังเทาท่ีตน
สามารถกระทําไดอาจใชวิธีชักชวนชาวบานใหรวมบูรณปฏิสังขรณศาสนวัตถุนั้น ดวยกิจดังกลาวถือ
๑๓๐ http://www.tnrr.in.th/2558/?page=result_search&record_id=69366 [๒๐ ต.ค. ๒๕๕๙]
๒๒๙
เปนวัตรอันพงึ ปฏิบัติในหมพู ระสงฆ เพอื่ ซอมแซมส่ิงอันเปนศาสนวัตถุ ซ่ึงเปนศิลปวัฒนธรรมอันทรง
คณุ คําเสมือนเปนการสบื ตออายุพระพทุ ธศาสนา
คําถามทา ยบท
๑. จงอธิบายและบอกวิธีการอนุรักษภูมิปญญาไทยตามหลักทางวิชาการที่ทานไดไปศึกษา
คน ควา มาจากแหลง ขอ มลู ตาง ๆ มาอยา งนอย ๓ วธิ ี
๒. จงอธบิ ายและบอกวิธีการอนรุ กั ษภ ูมปิ ญญาไทยตามหลักทางการทางพระพุทธศาสนาพรอม
ทั้งยกตัวอยา งหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีชว ยในการอนุรักษภ มู ปิ ญญาไทยโดยอธบิ ายให
เชอ่ื มโยงและสัมพนั ธก นั
๓. จงอธิบายถึงความเปนไปและแนวโนมของภูมิปญญาไทยในศตวรรษท่ี ๒๑ จากการศึกษา
คนควา ผลงานการวิจยั ของผอู ่ืนทีท่ านไดไ ปศกึ ษามา
๒๓๐
เอกสารอางองิ ประจําบท
หนงั สอื
ฉลอง กัลยามิตร, บทบาทของทองถ่ินในการอนุรักษวัฒนธรรมไทย, สยามรัฐสัปดาหวิจารณ, ๓๘
(๒๒๓), ๒๕๒๕, ๔๖.
ธญั ญพัทธ ศรีบุญสถติ พงษ, บทบาทของเทศบาลนครอุบลราชธานีในการอนุรักษวัฒนธรรมประเพณี
และภูมิปญญาทองถ่ิน : กรณีศึกษาการจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา จังหวัด
อุบลราชธานี, รายงานการศึกษาอิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการ
ปกครองทอ งถิน่ , วิทยาลยั การปกครองทองถิ่น : มหาวิทยาลัยขอนแกน, ๒๕๕๑.
ธิดารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถิ่นใน
อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี, รายงานการศึกษาอิสระรัฐประศาสนศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาการปกครองทองถิ่น, วิทยาลัยการปกครองทองถ่ิน :
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน, ๒๕๕๑.
บปุ ผาชาติ อปุ ถัมภนรากร, โนรา: การอนุรักษก ารพัฒนาและการสบื สานศิลปะการแสดงภาคใต, ดุษฎี
นิพนธปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศาสตร, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม, ๒๕๕๒.
พรทิพย ศิริสมบูรณเวช, บทบาทของครูภาษาไทยในการอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่น,
วารสารครศุ าสตร, ๒๖(๒), ๒๕๔๖.
ไพฑูรย สินลารัตน, บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสรางเสริมวัฒนธรรมไทย, คุรุปริทัศน, ๙(๖),
๒๕๒๗. .
พระพรหมคุณาภรณ(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลธรรม, พิมพคร้ังที่ ๒๓,
กรุงเทพมหานคร : เพท็ แอนดโฮม, ๒๕๕๕.
พระสมุทรวชิรโสภณ, การพัฒนาการสงเสริมศิลปวัฒนธรรมของคณะสงฆจังหวัดสมุทรสงคราม,
วทิ ยานิพนธพ ทุ ธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๘.
ยศ สันตสมบัติ, ภูมิปญญาทองถิ่น : ศูนยศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญา
ทอ งถิ่นเพอ่ื การพัฒนาอยางยง่ั ยนื , เชียงใหม : คณะสงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม,
๒๕๔๒.
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวิชรญาณวโรรส, วินัยมุข เลม ๓, กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏ
ราชวิทยาลยั ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๒๕.
สําเนียง สรอยนาคพงษ, การใชภูมิปญญาทองถิ่นเพื่อสงเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน,
วารสารพฒั นาหลกั สตู ร, ก.พ.-ม.ี ค. ๒๕๓๕.
๒๓๑
สุทธวิ งศ พงษไ พบูลย, บทบาทของสถานศกึ ษากบั ภูมปิ ญญาไทย. วารสารหองสมดุ , ๔๔(๓), ๒๕๔๕.
สุจริต บัวพิมพ, ปจจัยพ้ืนฐาน : บทบาทตอศิลปวัฒนธรรมภูมิปญญาพ้ืนถ่ินในภาคตะวันออก.
วารสารวัฒนธรรมไทย, ๓๙(๒), ๒๕๔๕.
เวบ็ ไซต
http://www.gened.chula.ac.th/chulawisdom/group6/m8.html
http://www.learntripitaka.com/scruple/sank4.html
http://www.tnrr.in.th/2558/?page=result_search&record_id=69366
๒๓๒
บทที่ ๙
ภมู ิปญ ญากบั การพฒั นาศาสนา เศรษฐกิจ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม
วตั ถุประสงคก ารเรียนประจําบท
เมื่อศึกษาบทนแ้ี ลว ผูศกึ ษาสามารถ
๑. บอกความหมายและความสาํ คัญของการพฒั นาได
๒. อธิบายและยกตัวอยางของภูมิปญญากับการพัฒนาศาสนาพรอมทั้งแสดงทัศนะตอ
ประเด็นดงั กลาวได
๓. อธิบายและยกตัวอยางของภูมิปญญากับการพัฒนาเศรษฐกิจพรอมท้ังแสดงทัศนะตอ
ประเดน็ ดังกลา วได
๔. อธิบายและยกตัวอยางของภูมปิ ญ ญากบั การพัฒนาสงั คมพรอ มท้งั แสดงทัศนะตอประเด็น
ดังกลา วได
๕. อธิบายและยกตัวอยางของภูมิปญญากับการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมพรอมทั้งแสดงทัศนะ
ตอ ประเด็นดงั กลา วได
๖. อธบิ ายถึงภมู ปิ ญญากบั การพัฒนาท่ีย่ังยนื ได
ขอบขา ยเนื้อหา
• ความนาํ
• ความหมายและความสาํ คญั ของการพฒั นา
• ภูมิปญ ญากับการพฒั นาศาสนา
• ภูมปิ ญญากบั การพฒั นาเศรษฐกจิ
• ภูมปิ ญญากบั การพฒั นาสังคม
• ภมู ปิ ญ ญากบั การพัฒนาศิลปวัฒนธรรม
• ภมู ิปญ ญากับการพฒั นาท่ียง่ั ยนื
๒๓๓
๙.๑ ความนํา
ภูมปิ ญ ญาชาวบาน เปนบริบทที่สําคัญบริบทหนึ่งในดานของวัฒนธรรม เพราะประเด็นของ
ภูมิปญญา เปนเรื่องท่ีสะทอนใหเห็นถึงความสามารถและเชาวนปญญาในการแกปญหาชีวิตของ
สมาชิกในชมุ ชนหรอื สงั คมหนึ่งๆ เพ่อื ใหวิถีทาง ในการดําเนินชวี ติ นั้น ราบร่ืน มีระเบียบ สงบสุข และ
พฒั นารุง จึงเปน เรือ่ งท่ีไดร บั ความสนใจ เห็นคุณคาท้งั ในประเทศและตา งประเทศ
ระบบการศึกษาท่ีคนสว นใหญรบั รคู ือระบบการศึกษาในโรงเรยี น ซ่ึงรฐั เกือบจะผกู ขาดในการ
จัดการเปนสวนใหญ แตการศึกษา ไดกลายเปนสิ่งท่ีไมมีความสัมพันธกับวิถีการดําเนินชีวิต วิธีคิด
ระบบเศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและชมุ ชนทองถน่ิ ทาํ ใหโ รงเรยี นกลายเปนสิ่งแปลกแยกใน
ชุมชนมากขึ้น กลไกด้ังเดิมในการพัฒนาการเรียนรูของตนเองโดยชุมชนผานสถาบันตาง ๆ ซึ่งเปน
ศนู ยก ลางในการ ทํากจิ กรรมของชุมชนเองไดถูกลดบทบาทลง ผลที่ตามมาคือชุมชนไมสามารถดํารง
สภาพความเปนชุมชนไวได เพราะไมมีกลไกในการดึงทรัพยากรของชุมชน หรือมีแนวทางในการ
พัฒนาชุมชนของตนท่ีสอดคลองกับสภาพพื้นฐานไดทําใหเกิดการพัฒนาที่ไมยั่งยืน และกอใหเกิด
ความลมสลายของชมุ ชนในท่สี ุด การแสวงหาทางออก ในการปรับเปลยี่ นระบบการศึกษาท่ีเปนอยู ให
เปนกลไกท่ีสําคัญในการจัดกระบวนการพัฒนาการเรียนรูของคนในชุมชน ท่ีสามารถเช่ือมโยงกับ
สภาพความเปนจริง จึงเปนประเด็นสําคัญท่ีตองคํานึงถึง ดังนั้น ภูมิปญญาไทย ภูมิปญญาชาวบาน
เปน บรบิ ทท่สี ําคญั บรบิ ทหนึ่งในดานของวฒั นธรรม เพราะประเด็นของภูมิปญญา เปนเร่ืองท่ีสะทอน
ใหเหน็ ของความสามารถ และเชาวปญญาในการแกปญหาชีวิตของสมาชิกในชุมชนหรือสังคมหน่ึง ๆ
เพือ่ ใหวิถที างในการดํารงชวี ิตราบร่ืนมรี ะเบียบ สงบสุขมาแตครัง้ โบราณกาล และเปนวิถีทางที่นําไปสู
การพัฒนาท่ีรงุ เรืองตอ ไปในอนาคต
ในบทน้จี งึ มุงประเด็นสาํ คญั ในการศกึ ษาทเ่ี ก่ยี วกับ ภูมิปญ ญากับการพฒั นาศาสนา เศรษฐกิจ
สงั คม การเมอื ง และศิลปวฒั นธรรม เปน ส่งิ ทีม่ ุงหมายสาํ คญั หลักของรายวชิ านี้
๙.๒ ความหมายและความสาํ คญั ของการพัฒนา
โดยรูปศพั ท การพฒั นา มาจากคําภาษาอังกฤษวา Development แปลวา การเปล่ียนแปลง
ที่ละเล็กละนอย โดยผานลําดับข้ันตอนตางๆ ไปสูระดับท่ีสามารถขยายตัวขึ้น เติบโตขึ้น มีการ
ปรับปรุงใหดีขึ้น และเหมาะสมกวาเดิมหรืออาจกาวหนาไปถึงข้ันท่ีอุดมสมบูรณเปนที่นาพอใจ201๑๓๑
สว นความหมายจากรปู ศัพทในภาษาไทยนั้น หมายถึง การทําความเจริญ การเปลี่ยนแปลงในทางท่ี
เจรญิ ขน้ึ การคลีค่ ลายไปในทางทด่ี ี ถา เปน กรยิ า ใชคําวา พัฒนา หมายความวา ทําใหเจริญ คือ ทําให
เติบโตได งอกงาม ทาํ ใหงอกงามและมากข้นึ เชน เจรญิ ทางไมตรี
๑๓๑ ปกรณ ปรียากร, ทฤษฎแี ละแนวคิดเกี่ยวกบั การพฒั นาในการบริหารการพัฒนา, (กรงุ เทพมหานคร
: สามเจรญิ พานชิ , ๒๕๓๘), หนา ๕.
๒๓๔
การพัฒนา โดยความหมายจากรูปศัพทจึงหมายถงึ การเปล่ียนแปลงสิง่ ใดสิ่งหนึ่งใหเกิดความ
เจริญเติบโตงอกงามและดีข้ึนจนเปนที่พึงพอใจ ความหมายดังกลาวนี้ เปนท่ีมาของความหมายใน
ภาษาไทยและเปน แนวทางในการกาํ หนดความหมายอนื่ ๆ ๑๓๒
202
การพฒั นาท่ีเขา ใจโดยท่ัวไป มีความหมายใกลเคียงกับความหมายจากรูปศัพท คือ หมายถึง
การทําใหเ กิดการเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสูอีกสภาพหน่ึงที่ดีกวาเดิมอยางเปนระบบ หรือการ
ทําใหดีข้ึนกวา สภาพเดมิ ที่เปนอยูอยา งเปนระบบ203๑๓๓ ซึ่งเปน การเปรียบเทยี บทางดานคุณภาพระหวาง
สภาพการณของสิง่ ใดสิง่ หนง่ึ ในชว งเวลาที่ตา งกนั กลา วคือ ถาในปจจุบันสภาพการณของส่ิงน้ันดีกวา
สมบูรณกวาก็แสดงวาเปนการพัฒนา204๑๓๔ การพัฒนา ในความหมายโดยท่ัวไปจึงหมายถึงการ
เปล่ียนแปลงส่ิงใดส่ิงหน่ึงใหเกิดคุณภาพดีข้ึนกวาเดิม ความหมายน้ี นับวาเปนความหมายที่รูจักกัน
โดยท่วั ไป เพราะนํามาใชม ากกวาความหมายอืน่ ๆ แมวาจะไมเ ปนที่ยอมรบั ของนักวิชาการกต็ าม
นกั เศรษฐศาสตรไดใหความหมายของ การพัฒนา วา หมายถึง ความเจริญเติบโต โดยเนน
ความเจริญเติบโตทางดานเศรษฐกิจเปนสําคัญ เชน ผลผลิตรวมของประเทศเพิ่มขึ้น รายได
ประชาชาติเพม่ิ ข้ึน รายไดเ ฉลี่ยตอหัวตอคนของประชากรเพิ่มข้ึน205๑๓๕ มกี ารขยายตวั ทางเศรษฐกิจมาก
ขน้ึ ประชากรมีรายไดเพียงพอที่สามารถตอบสนองความตองการพื้นฐานของตนไดซ่ึงอาจสรุปไดวา
การพัฒนา เปนกระบวนการทางสังคม ท่ีผลผลิตออกมาในรูปซ่ึงสามารถวัดไดดวยเกณฑทาง
เศรษฐศาสตร206๑๓๖ จะเห็นไดวานักเศรษฐศาสตรไดกําหนดความหมายของการพัฒนา โดยใช
ความหมายจากรูปศัพทและความหมายโดยทั่วไป คือ หมายถึง ความเจริญเติบโต แตเปนความ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามเน้ือหาของวิชาเศรษฐศาสตร ซ่ึงเปนการเนนความหมายเชิงปริมาณ
คือ การเพม่ิ ข้ึนหรอื การขยายตัวทางเศรษฐกจิ มากกวา ดา นอื่น ๆ
นักสังคมวิทยาไดใหความหมายของ การพัฒนา วา เปนการเปลี่ยนแปลงโครงสรางของ
สังคม ซ่ึงไดแก คน กลุมคน การจัดระเบียบความสัมพันธทางสังคม ดวยการจัดสรรทรัพยากรของ
สงั คมอยา งยตุ ธิ รรมและมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเปนท้ังเปาหมายและกระบวนการท่ีครอบคลุมถึง
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนตอชีวิตและการทํางาน การเปลี่ยนแปลงสถาบันตางๆ ทางสังคม
วฒั นธรรมและการเมืองอกี ดวย
๑๓๒ สนธยา พลศรี, ทฤษฎีและหลักการพฒั นาชุมชน, พิมพครั้งท่ี ๔ (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร,
๒๕๔๗), หนา ๒.
๑๓๓ ยุวัฒน วุฒิเมธี, การพัฒนาชุมชน : จากทฤษฎีสูการปฏิบัติ, (กรุงเทพมหานคร : บางกอกบล็อก,
๒๕๒๖), หนา ๑.
๑๓๔ ปกรณ ปรยี ากร, ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาในการบริหารการพฒั นา, (กรุงเทพมหานคร
: สามเจรญิ พานิช, ๒๕๓๘), หนา ๕.
๑๓๕ ณฐั พล ขันธไชย และจักกฤษณ นรนิติผดุงการ, แนวความคิดและทฤษฎีในการพัฒนาประเทศและ
การพัฒนาชนบทในการบรหิ ารงานพฒั นาชนบท, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร, ๒๕๒๗), หนา ๑.
๑๓๖ สุนทรี โคมิน, รายงานการวิจัยเร่ือง คานิยมและระบบคานิยมไทย เคร่ืองมือในการสํารวจวัด,
(กรุงเทพมหานคร : สถาบันบณั ฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร, ๒๕๒๒), หนา ๓๗.
๒๓๕
นกั สงั คมวิทยาไดใหความหมายของ การพฒั นา โดยเนนการเปล่ียนแปลงโครงสรางของสังคม
คอื มนษุ ย กลมุ ทางสังคม การจดั ระเบียบทางสังคม ซึ่งมีลักษณะเชนเดียวกับความหมายในทางพุทธ
ศาสนา คือ การเปล่ียนแปลงมนุษยและสิ่งแวดลอมใหมีความสุข และมีลักษณะเชนเดียวกับ
ความหมายทางการวางแผน คือ ดวยวิธีการจัดสรรทรัพยากรของสังคมอยางยุติธรรมและมี
ประสทิ ธิภาพ ซ่ึงนักวางแผน เรยี กวา การบรหิ ารและการจดั การนัน่ เอง207๑๓๗
นกั พัฒนาชุมชนไดใหค วามหมายของ การพฒั นา ไววา หมายถงึ การทค่ี นในชุมชนและสังคม
โดยสวนรวมไดรวมกันดําเนินกิจกรรมเพ่ือปรับปรุงความรูความสามารถของตนเอง และรวมกัน
เปล่ียนแปลงคณุ ภาพชวี ิตของตนเองชมุ ชนสังคมใหด ขี ึน้ 208๑๓๘
การพัฒนาเปนกระบวนการท่ีเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ ไมหยุดน่ิงการพัฒนามีความสัมพันธ
โดยตรงกับความเปลย่ี นแปลง กลาวคอื การพฒั นา หมายถงึ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงท่ีมีการ
วางแผนไวแ ลว คือการทําใหลักษณะเดิมเปล่ียนไปโดยมุงหมายวา ลักษณะใหมท่ีเขามาแทนที่นั้นจะ
ดีกวาลักษณะเกา จากความหมายในดานตาง ๆ ท่ีกลาวมาแลวขางตน จะเห็นไดวา การพัฒนา มี
ความหมายท่คี ลายคลึงกนั และแตกตางการออกไปบา งแตโดยธรรมชาติแลว การเปล่ียนแปลง ยอมเกิด
ปญหาในตัวมันเองเพียงแตวาจะมีปญหามาก หรือปญหานอย ซึ่งถาหากพิจารณาจากความหมาย
เหลานี้อาจสรุปไดวา การพัฒนา คือ กระบวนการเปล่ียนแปลงของส่ิงใดส่ิงหน่ึงใหดีขึ้น ท้ังทางดาน
คณุ ภาพ ปริมาณ และสิ่งแวดลอม ดวยการวางแผนโครงการและดําเนินงานโดยมนุษยเพื่อประโยชน
แกต วั ของมนุษยเอง
๙.๓ ภูมปิ ญญากับการพฒั นาศาสนา
สถาบนั ทางศาสนา เปนแหลง ใหก ารศึกษาตลอดชพี แกชมุ ชน โดยผูทาํ หนาท่ีของ สถาบัน คือ
พระสงฆ เปน ผแู นะนําส่งั สอนความรูและวชิ าชพี ทนี่ อกเหนือจากพิธีกรรมทางศาสนา เชน ชุมชนไทย
ทเ่ี ปนชาวพทุ ธกม็ ีวัดเปนแหลง วิทยาการตาง ๆ มาตั้งแตโ บราณสืบตอมาจนถึง ปจจุบัน จนมีคําพูดกัน
ติดปากวา “บวชเรียนเขยี นอาน” วดั เปน สถานทีเ่ รยี น อา น เขียน คดิ เลข และงานฝม อื ตาง ๆ ซึ่งเปน
สวนหน่ึงของวัดและสอนโดยพระสงฆของวัดน้ัน ๆ เปนตน สําหรับประเทศไทย มีพระพุทธศาสนา
เปนศาสนาประจําชาติ ตามรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๙ ได
กลาววา พระมหากษัตรยิ ทรงเปนพทุ ธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก ประชาชนชาวไทยสวน
ใหญน บั ถือพระพุทธศาสนาประมาณรอย ละ ๙๐ และสถาบันศาสนาเปน ระบบยอ ยของสังคมไทยซ่ึงมี
วัดเปนศาสนสถาน มีพระสงฆเปน ศาสนบุคคลท่ีจะทําใหพระพุทธศาสนาชวยในการพัฒนาชุมชน
สังคมและประเทศชาติ อยา งสําคัญยิ่งคนไทยสมยั โบราณหนั หนาเขาวดั ใกลชดิ วดั สนิทกับวัดมากและ
วัดก็ทําหนา ท่ีทีส่ าํ คัญเพ่ือชาวบานไมน อ ย
๑๓๗ สนธยา พลศรี, ทฤษฎแี ละหลกั การพัฒนาชมุ ชน, พมิ พค รั้งที่ ๕ (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร,
๒๕๔๗), หนา ๕.
๑๓๘ สมศักด์ิ ศรสี ันตสิ ขุ , สงั คมไทย : แนวทางวจิ ัยและพัฒนา, (ขอนแกน : ภาควิชาสังคมศาสตร คณะ
มนุษยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน, ๒๕๒๕), หนา ๑๗๙.
๒๓๖
อยางไรก็ดี ภูมิปญญาไทยท่ีมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนานั้นไดถูกถายทอกออกมาใน
รูปแบบของความเชื่อ พิธีกรรม ศิลปกรรม ศีลธรรม กฎหมาย วรรณกรรม ภาษา ขนบธรรมเนียม
ประเพณี ความ สามารถและอปุ นิสัยของคนในสงั คมไทย เปนตน เพราะวัฒนธรรมไทยนับเปนเครื่อง
หลอหลอมสมาชิกของสังคมใหเกิดความผูกพันสามัคคี และอบรมขัดเกลาใหคนในสังคมมีทัศนคติ
ความเชอื่ และคา นิยมที่สอดคลองกับบคุ คลอน่ื ๆ ในสงั คมไทย อน่ึง ภมู ิปญ ญาและวฒั นธรรมไทยมิได
หยุดน่งิ อยกู ับท่ี หากแตเ ปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลาไปตามยคุ สมยั
หากความสุขหมายความเพยี งการเปน อยทู ี่ดีทางกาย มนษุ ยเราก็สามารถมีความสุขไดโดยไม
ตองเช่ือถอื หรอื ปฏบิ ัตติ ามคาํ สอนของศาสนาใด ๆ แตธ รรมชาติของมนษุ ยน้นั ประกอบดวยกายและใจ
อนั ปรารถนาการมชี ีวิตที่พัฒนา และมคี วามสขุ อยางสมบรู ณ ดังนน้ั มนุษยจงึ ตอ งพฒั นาท้ังกายและใจ
ในกรณีน้ีพระพุทธศาสนาจึงเขามามีบทบาทใหคําชี้นําและใหแนวทางที่ดีในการพัฒนาจิตและ
วญิ ญาณเคยี งคูไปกับการพัฒนาทางรางกาย พิจารณาไดจากหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาท่ีสอน
ใหคนเชื่อในเร่ืองทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว, สอนหลักในการดําเนินชีวิตดวยทางสายกลาง, ใหรูจักสํารวม
กาย วาจา ใจ, ใหพิจารณาส่ิงตาง ๆ โดยใชเหตุผล ดวยสติปญญา รวมความแลวอาจกลาวไดวา
พระพุทธศาสนาเปนการสอนใหคนพฒั นาตนเองเพอื่ ใหเปน คนดขี องสงั คม
พระพุทธศาสนาเปนส่ิงท่ีคนในวัฒนธรรมไทยสามารถสัมผัสไดดวยอุดมการณทางความคิด
เหตผุ ลและความเชอื่ และในทา ยทีส่ ดุ พระพุทธศาสนาไดฝ ง รากลึกลงในสังคมไทย ใหคนไทยไดยึดถือ
และปฏิบตั สิ บื ตอ ๆ กนั มา อกี ทง้ั พระพทุ ธศาสนาเปน ศูนยร วมและที่ยึดเหน่ียวจิตใจของคนไทยเกือบ
ทัง้ ประเทศ จนกลายเปน วฒั นธรรมทางจิตใจ
ดังน้ัน อิทธิพล ของพระพุทธศาสนาจึงเขามามีบทบาทในการกําหนดวิถีชีวิตของคนใน
สงั คมไทยเปน อยา งมาก พิจารณาไดจากคานิยมของไทยบางอยา งทปี่ ฏิบตั จิ นเปนระเบียบแบบแผน ที่
ลวนแตมตี นกาํ เนดิ จากหลกั คําสอนทางศาสนา ตัวอยางเชน มีความเช่ือในกฎแหงกรรม คือ ทําดีไดดี
ทําช่ัวไดช่ัว ซ่ึงทําใหคนไทยเปนชนชาติท่ีมีความเด็ดเด่ียว อดทน เจียมตน รักความ เปนอิสระ แตก็
ยอมรับสภาพความทุกข และมีความหวังกับชีวิตใหมวาจะตองดีข้ึนถาหากกระทําความดี มีศรัทธา
มน่ั คงในการทาํ บุญและใหท าน เพื่อสะสมบุญบารมีไวภายภาคหนา มจี ิตใจโอบออมอารี ใหอภัยเพื่อน
มนุษย ไมผ ูกพยาบาท เชื่อฟง เคารพนับถือบุคคลตามลําดับอาวุโส และยึดม่ันในความกตัญูตอผูมี
อปุ การะ มีความสงบเสง่ยี ม นอบนอ ม สาํ รวม เกรงใจผูอ ่ืน และมคี วามระมัดระวัง รอบคอบ
สภาวการณปจจุบันที่สังคมไทยกําลังสับสนวุนวาย ยังผลใหวัฒนธรรมไทยส่ันคลอนตามไป
ดว ย ซึ่งรวมถึง “สถาบนั ทางศาสนา” ซึ่งพระพทุ ธศาสนาท่ีไดรับการยกยองวาเปนศาสนาประจําชาติ
ไทย แตไดกลับกลายเปนชนวนปญหาความขัดแยงระหวางคนไทยซ่ึงอยูรวมในสังคมเดียวกัน ไมวา
เหตุการณน้ีจะปดฉากลงในรูปแบบใด เปนภารกิจของผูมีหนาท่ีเกี่ยวของท่ีจะดําเนินการใหถูกตอง
ตอไป และรวมถึงหนาที่ของพุทธบริษัทท่ีจะตองชวยกันจรรโลงวัฒนธรรมในการนับถือ
พระพุทธศาสนาของตนใหม่งั คงสบื ตอไป
ในกระแสของโลกเทคโนโลยีสารสนเทศที่กําลังถาโถมเขาสูสังคมไทยซึ่งกําลังถูกทําใหเปน
ชมุ ชนโลก ความเจรญิ ทางวตั ถแุ ละการพยายามกาวตาม ความเจริญรุดหนาของสังคมตะวันตกท้ังใน
๒๓๗
รปู แบบการดําเนินชีวิต และในบางครั้งก็ทําใหอิทธิพลของพระพุทธศาสนาท่ีมีตอวัฒนธรรมไทยเร่ิม
เสื่อมถอยลงคนไทยเรม่ิ ไมเช่อื ถอื และศรทั ธาในพระพุทธศาสนาดังเชนในอดีต เพราะมองวาเปนเรื่อง
ไรท่ีงมงาย พิสูจนไมไดไมเหมาะกับยุคสมัยและลาหลัง อยางไรก็ตาม แมความเปล่ียนแปลงของ
กระแสโลกยังดําเนินอยูเร่ือยไป หรือไมวาสังคมจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดยอมสงผลกระทบตอ
วัฒนธรรมท่ีดําเนินอยูในสังคมทั้งส้ิน ส่ิงที่คนไทยจะทําไดน่ันคือ ความรับผิดชอบตอบทบาทหนาท่ี
ของตนเองในฐานะของคนไทย และปฏิบัติตนเปนศาสนิกชนที่ดีตามหลักคําสอนทางศาสนา โดย
กระทาํ ใหเต็มกาํ ลังความสามารถ เพราะถึงแมว าจะเปนเพียงจุดเลก็ ๆ แตก็ยงั ดกี วาการที่ไมคิด จะทํา
อะไร ท้ังนี้ถาคนไทยทุกคนรูจักการสรางสํานึกใหกับคนเองแลว ประเทศไทยจะไมมีวันสูญเสีย
วฒั นธรรมประจาํ ชาติไปอยา งแนนอน นับไดวาภูมิปญญาไทยกับพระพุทธศาสนาแมจะไมไดสงเสริม
กนั โดยตรงแตทัง้ สองส่ิงน้หี ากขาดสง่ิ ใดส่ิงหนึ่งไปกย็ ากที่จะคงไวซง่ึ ความสมคั รสมานสามคั คขี องคนใน
ชาติทงั้ นีเ้ พราะเราลวนอาศัยเอาศาสนาและภมู ิปญญาเปน หลกั ในการดาํ เนนิ ชีวติ
๙.๔ ภูมปิ ญญากับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ปจจบุ ันเรากลา วถึงใช “ภมู ิปญ ญาไทย” ในฐานะท่เี ปนการพัฒนาทางเลือกท่ีตางไปจากแนว
ทางการพฒั นาแบบทนุ นยิ มอุตสาหกรรมตะวันตกมากขน้ึ แตค ําวา “ภูมิปญ ญาไทย” ในท่ีนี้ ควรมอง
ในแงเปนลกั ษณะทางสังคมวัฒนธรรมของคนไทยจากอดีตถึงปจจุบันท่ีมีการผสมผสานจากกลุมชาติ
พันธแุ ละวฒั นธรรมตาง ๆ หลากหลาย ไมควรมองอยางแคบ ๆ เรื่องชาติพันธุ หรือวัฒนธรรมแบบ
บรสิ ุทธ์ิ ซงึ่ ไมไดมีอยูจริง และการมองแบบแคบ ๆ อาจทําใหเกิดอคติ, ความหลงชาติได ดังน้ันถา
จะเรยี นกวา ภูมปิ ญ ญาทอ งถน่ิ แทนภมู ิปญ ญาไทยก็นา จะได
การจะพัฒนาภมู ิปญ ญาใหเกิดประโยชนสงู สุดในยคุ ปจจุบัน นา จะอยูทีก่ ารรูจกั ประยุกตใ ชทั้ง
ภูมิปญญาทองถ่ิน ภูมิปญญาของท่ีอ่ืน ๆ รวมท้ังวิทยาการตะวันตก (ท่ีกล่ันกรองแลว) ใหเกิด
ประโยชนต อคนสว นใหญใ นสงั คมไทยไดอ ยางยั่งยืน209๑๓๙
การร้อื ฟนและพัฒนาภมู ปิ ญ ญาทองถนิ่ เพ่ือการพฒั นาเศรษฐกิจสังคมในยคุ ปจ จบุ นั มีประเด็น
ทีเ่ รานา จะเรียนรจู ากภูมปิ ญญาทองถิ่นอยา งนอย ๓ ประเดน็ คือ
๑. ความรูค วามสามารถในการดํารงชีพและพัฒนาอารยธรรมของชาวไทยตั้งแตพันปท่ีแลว
ในยุคกอ นท่เี ราจะรับเศรษฐศาสตรแ ละวัฒนธรรมทุนนิยมตะวันตก มาเปนตัวกําหนดคานิยมและทิศ
ทางการพฒั นาสังคมไทยในปจจุบนั คนไทยมภี มู ิปญ ญาในการรูจักการทาํ มาหากินแบบเกษตรเพื่อยัง
ชีพอยางสอดคลอ งกบั ธรรมชาติและสภาพแวดลอมทางสังคม เชน รูจักทําการเกษตรแบบผสมผสาน
มพี นั ธพ ืชหลากหลายชนิดทเี่ หมาะสมกับแตละทองถนิ่ และความหลากหลายชว ยปอ งกนั โรคระบาด มี
ระบบชลประทานทองถน่ิ ใชปุยอนิ ทรียแ ละสมนุ ไพรปราบศตั รูพชื ฯลฯ
๑๓๙ https://witayakornclub.wordpress.com/2007/07/13/แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ/ [๒๑ ต.ค.
๒๕๕๙]
๒๓๘
คนในสมยั กอนปลกู พชื เล้ยี งปลาไก ฯลฯ หลากชนดิ ซงึ่ นอกจากจะใชประโยชนไดหลายทาง
แบบเก้ือกูลกันแลว ในแงของการผลิตไมเส่ียงมาก เม่ือพืชผลชนิดใดชนิดหนึ่งเสียหายก็ยังมีพืชชนิด
อื่น ๆ ไดกินอยู โรคภัยก็นอยดวย นี่คือภูมิปญญาของเศรษฐกิจพอเพียงหรือพ่ึงตนเองไดเปนหลัก
สิ่งใดที่ขาดแคลนก็เอาของท่ีมีเหลือเฟอไปแลกเปลี่ยนกันกับคนอ่ืนหรือหมูบานอ่ืน ซึ่งเปนการ
แลกเปลยี่ นเพื่อประโยชนใชสอยมากกวาการคา เพ่อื หวังกําไรอยางในยุคการพัฒนาแบบทุนนิยม การ
ผลิตแบบเกษตรพึ่งตนเองนี้ทําเพ่ือพอกินมากกวาเพ่ือหวังขายใหรํ่ารวย จึงไมไดทําลายธรรมชาติ
หรือ กดข่ีแรงงานคนมากเทากบั การผลิตยุคทนุ นยิ มทเ่ี นนการผลิตเพื่อขายหากาํ ไร
๒. คนไทยสมัยกอนเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเขามา ไมไดยึดความเปนเจาของกรรมสิทธ์ิสวน
ตวั อยา งเครงครัด แตมองเรื่องการแบงปน การเอื้อเฟอเผ่ือแผ การใจกวาง ความยุติธรรมเปนเร่ือง
สําคญั ดงั จะเหน็ ไดว า การแลกเปล่ยี นในชนบทสมยั กอ นน้นั เปน การแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชนใชสอย
แบบฉันทเพื่อน ฉันทญาติ คือ แลกกันงาย ๆ ใหพอสมน้ําสมเน้ือ ไมไดคิดเล็กคิดนอยอยาง
ละเอยี ดลออแบบมงุ หากาํ ไรกันทุกบาททุกสตางค คนไทยสมัยกอนนิยมการแลกสินคาตอสินคาโดย
ไมตอ งใชเ งนิ เปนสอ่ื กลางดวยซํ้า การชวยเหลอื เอาแรงกนั ก็เปนแบบงา ย ๆ การใหความชวยเหลือคน
จนกวา ขาดแคลนกวา เปนเรื่องของความเอื้อเฟอเผื่อแผท่ีทํากันเปนปกติ เพราะคนสวนใหญอยูใน
สังคมหมูบานที่คนเปนเครือญาติและเพื่อนฝูง มีความเปนกันเองและปฏิบัติตอกันแบบมีน้ําจิตน้ําใจ
ถามองในแงของการพัฒนาทางสังคม ก็ถือไดวา คนสมัยกอนมีการพัฒนาทางสังคมท่ีมีคุณภาพ
มากกวา คนยุคปจ จุบัน
๓. คนไทยสมยั กอ นการพฒั นาแบบทนุ นยิ มอตุ สาหกรรมตะวันตก รูจักใชเทคโนโลยีการผลิต
และการบริโภคแบบเรียบงาย แตมีปญญา เนนความกลมกลืน ความสมดุลของธรรมชาติ คน
สมยั กอนโดยเฉพาะระดับหมูบานยงั มองวา ชวี ิตเปนองครวมของการทํามาหากิน และการชื่นชมกับ
ชวี ิต การดูแลครอบครัว เครือญาติ มีความสัมพันธทด่ี ีกบั เพอื่ นบา น การทําบญุ สุนทาน การหาความ
สนุกจากการละเลนและศิลปวัฒนธรรม คนไทยสมัยกอนไมไดมองเร่ืองการทํามาหากิน หรือ
เศรษฐกิจแบบแยกสวน ไมไดมีคานิยม เนนการแขงขันกันหาเงิน การแสวงหาบริโภคสูงสุดแบบตัว
ใครตวั มันเหมือนคนในยุคทนุ นยิ มอุตสาหกรรม แตมองเศรษฐกิจเพียงเปน สวนหนึ่งของชีวิตท่ีมีหลาย
ดาน คอื มีดานทางสังคมและวฒั นธรรมดวย
คนไทยสมัยกอนดูแลรักษาตนไมใหญ สัตวใหญ รักษาน้ําไดดี พวกเขาเห็นวาเปนสิ่งที่มี
บุญคณุ จงึ สรา งใหเปน สิ่งทศ่ี ักดส์ิ ิทธิ์ มีขอหาม ขนบธรรมเนียมพิธีเก่ียวของกับธรรมชาติมาก หาก
มองแนววิทยาศาสตรแบบท่ือ ๆ ก็อาจคิดวาคนไทยสมัยกอนลาสมัย เช่ืออะไรงมงาย แตถาเรามอง
ในแงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาอยางใจกวาง เราจะเห็นไดวาคนสมัยกอนอยูกับธรรมชาติและ
อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติไดดีกวาคนในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมท่ีความโลภบดบังตา คือพวกเขา
รูจกั พัฒนาแบบยัง่ ยนื (Sustainable) ในสมยั ท่ยี ังไมไดมีการใชศ ัพทคาํ นี้กัน
ถึงคนปจจุบันจะมีความรูสมัยใหมเกี่ยวกับเร่ืองการไมควรทําลายธรรมชาติ แตบอยคร้ังท่ี
ความโลภ ความตอ งการหาเงินทอง การบริโภคสูงสุดบดบงั ตา ทาํ ใหพวกเขาไมไดสนใจ ไมไดเอาใจใส
เรื่องการอนุรักษธรรมชาติเหมือนคนสมัยกอน ซ่ึงเขาเอาใจใสขนบธรรมเนียม ประเพณี ซ่ึงเปนภูมิ
ปญญาที่ชวยใหสังคมอยรู อดมาไดตลอดขณะทค่ี วามรูใหม ๆ แบบตะวันตกท่ีคนไทยปจจุบันพยายาม
๒๓๙
เรียนรู กลายเปนเพียงเครื่องมือใหคนกลุมนอยที่รํ่ารวยใชเอาเปรียบคนสวนใหญและทําลาย
ทรพั ยากรธรรมชาติมากกวา
รานาจะกลับไปศึกษาภูมิปญญาทองถ่ินท้ังทางดานเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เชน
เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจแบบชาวพุทธ ที่เนนการบริโภคพอประมาณ และความเอ้ือเฟอเผื่อแผ
เกษตรและสาธารณสุขทางเลือก เชน การทําเกษตรแบบอินทรีย การบริโภคอาหารพ้ืนบาน และ
สมุนไพรท่เี ปน ประโยชน การใชพ ลงั งานทางเลอื ก ฯลฯ และนํามาประยุกตใชในสังคมยุคใหมของไทย
อยางจรงิ จัง เพราะนาจะเปนทางเลือกของการพฒั นาท่ดี กี วา ทนุ นิยมอุตสาหกรรมเพื่อการบริโภค พึ่ง
การคา การลงทนุ จากตางชาติเปน สดั สวนสูง แนวทางพัฒนาแบบสรางปญหาทางการเมืองสังคม และ
การเปนหนี้มากเกินไป สรางความไมสมดุลและความขัดแยงระหวางคนรวยและคนจนเพิ่มขึ้น การ
แกง แยง แขง ขันชงิ ดีชงิ เดน เอารัดเอาเปรียบ ทุจรติ ฉอ ฉล ยาบาระบาด ฯลฯ
การรื้อฟนและประยุกตใชภูมิปญญาทองถ่ินตองมองอยางวิพากษวิจารณ เลือกสวนที่
เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยสมัยใหมที่เรามีประชากรมากขึ้น มีทรัพยากรลดลง และรูจักนํามา
ประยุกตใ ชค วบคูไปกบั ความรทู เี่ ปนสากลในโลกปจจุบัน การกลาวถึงภูมิปญญาไทยแบบหวนหาอดีต
อาจไมสอดคลองกับความจริง เพราะประชากรเพิ่มข้ึนสูงกวาเมื่อ ๕๐ – ๑๐๐ ป ที่แลวมาก
ทรัพยากร เชน ปา ไมล ดลงไปมาก และคนยคุ ปจจบุ นั ตอ งเรียนรแู ละใชชวี ติ สัมพันธกับคนตางชาติตาง
วัฒนธรรมมากกวากอน แตก็อยูใ นวสิ ยั ท่จี ะรูจ กั เลือกและพัฒนาภูมิปญญาและจิตสํานึกเพ่ือสวนรวม
ในการจัดการทรพั ยากรตาง ๆ ในประเทศไทยยคุ ใหม อยา งมุงใหเกิดท้ังประสิทธิภาพ เปนธรรม และ
อยางยั่งยืนคูขนานกนั ไป ได
ปญ หาคือ ทางการกลาวถึงภูมิปญญาทองถ่ิน เชน เศรษฐกิจพอเพียง สาธารณสุขทางเลือก
เกษตรทางเลือก เหมือนเปน เพยี งสวนยอ ย ๆ เปนโครงการยอย ๆ แตแนวนโยบายใหญในการพัฒนา
ประเทศท้ังประเทศยังคงเนนเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบมุงทําลายทรัพยากรเพื่อกอบโกยผล
กําไรของภาคเอกชนเปนดา นหลกั
๙.๕ ภูมิปญ ญากบั การพฒั นาสงั คม
ปญหาทเี่ กิดขน้ึ กับประเทศไทยในขณะนี้ สว นหนงึ่ มีสาเหตมุ าจากนโยบายการพัฒนาประเทศ
ของรัฐท่ีมุงตอบสนองความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรมละเลยสังคมเกษตรกรรมและภูมิปญญา
ชาวบานซึง่ เปรียบเสมือนรากฐานของชีวิตในอดีต ขาดการยอมรับภูมิปญญาไทย ขาดความภูมิใจใน
วฒั นธรรมทอ งถิ่นที่มมี าในอดีต วิธกี ารดง้ั เดมิ ถกู ดแู คลนวา ปาเถ่ือนไมทัดเทียมอารยะธรรมตะวันตก
เชน วิธีการกินอยู การแตงกาย เปนตอน ละเลยภูมิปญญาไทยที่มีคุณคา ขาดการเก้ือหนุนระหวาง
เครือญาติและชุมชน ขาดความเชื่อม่ันตอภูมิปญญาของตนมีความเช่ือที่ผิดๆ วาคนตางชาติตองเกง
กวาคนไทย การไมยกยองภูมิปญญาไทยของคนไทยดวยกันกอใหเกิดความชะงักงัน หยุดการ
สรา งสรรคภมู ปิ ญ ญาใหม ๆ จึงมคี วามจาํ เปน ตองดาํ เนินการนําภูมิปญญาไทยกลับคืนสูสังคมไทยโดย
ผานกระบวนการจัดการศึกษาเพือ่ ปลูกฝง ใหคนไทยรูซ ้ึงถึงคณุ คาของภูมิปญญาไทย
การนําภูมิปญญาไทยเขามาสูการจัดการศึกษาเพ่ือเปนการเสริมสรางระบบคุณคาและ
ศักยภาพของภูมิปญญาไทย ใหเปนพลังของสงั คมทางภมู ิปญญา เพอ่ื พฒั นาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
๒๔๐
และสิ่งแวดลอม ใหสอดคลองกับวิถีชีวิตสังคมสมัยใหมอยางมีความสุขและพึ่งตนเองได เพ่ือนําภูมิ
ปญญาไทยกลับสูการศึกษาของชาติโดยการปรับเน้ือหาสาระกระบวนการเรียนการสอน ใหปรับ
เน้ือหาสาระกระบวนการเรียนการสอนใหเช่ือมโยงระหวางภูมิปญญาไทยกับภูมิปญญาสากลตาม
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ และพระราชบญั ญัติการศึกษาแหงชาติน้ัน ยัง
ตองมีการประกาศยกยองเชิดชูเกียรติครูภูมิปญญาไทยเพื่อทําหนาท่ีถายทอดภูมิปญญาในการจัด
การศกึ ษาทุกระดับรวมทั้งเปนแบบอยางและผูนําดานวธิ คี ดิ วธิ ีการเรียนรปู ระชาธปิ ไตยตลอดจนนําผล
การศึกษาดานภูมิปญญาไทยมาพัฒนาการเรียนการสอนใหสอดคลองกับภูมิปญญาไทยท่ีบรรพบุรุษ
ของเราคนคิดเพือ่ ใชใ นชีวติ ประจาํ วัน ผานกระบวนการทดลองใชจนเปนท่ีเช่ือม่ัน และสั่งสม สืบทอด
เปนมรดกทางวฒั นธรรมจากอดตี สปู จ จบุ นั เปนหนา ที่ของคนไทยทกุ คนตอ งรวมกันสบื ทอดภูมิปญญา
ไทย อันทรงคุณคาใหอยูคูกับสังคมไทย เพื่อพลิกฟนสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่ตกต่ําลงทุก
ขณะ อนั เนื่องมาจากการละเลยภูมปิ ญญาไทยหันไปนิยมภูมิปญญาสากลถึงเวลาแลวท่ีคนไทยทุกหมู
เหลา ทุกสาขาอาชีพ ตองประสานเปนหน่ึงเดียวในการนําภูมิปญญาไทยใหกลับมาอยูเคียงคูกับภูมิ
ปญญาสากลอยางสมเกียรติและสมภาคภูมิรวมกัน ทั้งน้ีภูมิปญญาไทยยังสงเสริมความเปนปกแผน
ของสังคมประเทศชาติบานเมืองนับไดวาภูมิปญญาไทยสงเสริมและพัฒนาใหสังคมไทยทัดเทียมกับ
ตางชาติไดด ว ย
การประยุกตภ มู ิปญญาเพอ่ื การพัฒนาชมุ ชนและสงั คมไทยมดี ังน้ี210๑๔๐
๑) นามธรรมและรูปธรรม ดงั ไดก ลา วแลว ตอนตนแลววา ภูมิปญญาชาวบานมีทั้งลักษณะท่ี
เปน นามธรรม และรูปธรรม โดยเฉพาะส่ิงที่เปนรูปธรรมสามารถแยกยอยยออกไดอีกหลายประเภท
ท้ังทางดานเกษตรกร หัตถกรรม สุขภาพ แลอ่ืนๆ กลาวงายๆก็คือ ภูมิปญญาชาวบานมีรูปแบบที่
หลากหลาย แตในความหลากหลายนั้นมีจุดรวมกันอยูอยางหนึ่งคือ คุณคาที่อยูเบื้องหลังภูมิปญญา
นั้นๆ ซึ่งเปนสิ่งที่เปนนามธรรม โดยเฉพาะโลกทัศนและชีวะทัศนของผูคนและชุมชน เชน ดุลยภาพ
ของธรรมชาตแิ ละการอยรู ว มกันในชมุ ชน การพงึ่ ตนเอง และการพ่ึงพาอาศัยกัน เปน ตน
โดยทัว่ ไป รปู แบบ ซง่ึ เปนเทคนิคหรอื วธิ ีการจัดการจะมีการเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลา สวน
ท่ีเปลี่ยนแปลงชาหรือแทบจะไมเปลี่ยนเลยคือ คุณคาของภูมิปญญานั้น ดวยเหตุนี้ การประยุกตภูมิ
ปญญาเพื่อการพฒั นาชมุ ชนจึงมงุ ไปสูรปู แบบหรอื วธิ ีการจัดการท่ีสอดคลองกับยุคสมัยท่ีเปล่ียนแปลง
ไป ขณะเดียวกันกพ็ ยายามอยางย่ิงที่จะรกั ษาหรือคงคณุ คา เดิมไวใหมากทสี่ ดุ
๒) คุณคาและมูลคา การประยุกตภูมิปญญาชาวบาน นอกจากมองในแงนามธรรมและ
รปู ธรรมแลว อกี แงมมุ หนง่ึ สามารถนําเอาแนวคิดเรื่องคุณคา และมูลคาเขามาเปนแนวทาง โดยเฉพาะ
อยางยง่ิ สังคมของเราในระยะที่เพิ่งผานมาน้ีจะมีความขัดแยงกันคอนขางรุนแรงระหวางแนวคิดสอง
แนวน้ี
ภายหลงั จากทเ่ี ราไดนาํ แนวคดิ การพัฒนาตามแบบอยางชาติทางตะวันตกมาเปนแนวทางใน
การพัฒนาประเทศ สง ผลใหป ระเทศไทยมีความกาวหนาทางวัตถุมากข้ึน พรอมกับนิยมมูลคาหรือให
๑๔๐ http://elearning.aru.ac.th/2500102/soc02/topic3/linkfile/print5.htm [๒๑ ต.ค. ๒๕๕๙]