The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sanya2515_15, 2021-11-18 08:49:50

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Keywords: ตำราเรียน

๑๙๑

ตนอยใู นศีลธรรมอนั ดงี าม นอกจากน้ีวดั ยังเปน ศูนยก ลางของชมุ ชน เปนสถานท่ปี ระกอบกิจกรรมของ
ชมุ ชน สรางความสามคั คใี นชมุ ชน

๔. พระพุทธศาสนาเปนหลักในการพัฒนาในการพัฒนาชาติไทย หลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนามุงเนนการพัฒนาคนใหเปนบุคคลท่ีมีคุณภาพทั้งดานสุขภาพกาย สุขภาพจิต ใช
คณุ ธรรมและสติปญ ญาในการดําเนนิ ชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองและรวมมอื รว มใจกนั พัฒนาชุมชน พัฒนา
สงั คม และพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญรุงเรือง นอกจากน้ีพระสงฆหลายทานยังมีบทบาทสําคัญใน
การเปนผูนําชุมชนพัฒนาในดานตางๆ เชน การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษภูมิปญญา
และวัฒนธรรมทอ งถ่ิน วัดเปน แหลงการเรยี นรูของสงั คมไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ชาวไทยไดบวช
เรียนในพระพทุ ธศาสนา ไดฝก ฝนอบรมตนใหเปนคนดี เปน กาํ ลังสําคัญในการพัฒนาชาติไทย

๕. พระพทุ ธศาสนาเปน หนง่ึ ในสามสถาบนั หลกั ของชาติไทย สถาบนั หลักของชาติไทยที่คน
ไทยทุกคนใหความเคารพนบั ถอื ประกอบดวย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย รัฐธรรมนูญไทยได
กําหนดใหพระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะ หมายถึง พระประมุขของชาติไทยที่ทรงนับถือ
พระพทุ ธศาสนาเชน เดยี วกับประชาชนสวนใหญของประเทศ และยังเปนอัครศาสนูปถัมภก คือ ทรง
ใหค วามอุปถมั ภศาสนาทุกศาสนาในประเทศไทย

สรปุ ทายบท

วฒั นธรรมไทยมีรากฐานมาจากพุทธศาสนา เปน มรดกอนั ลาํ้ คาของคนไทยทุกคนท่ีสะทอนให
เห็นวิถีชีวิตของคนไทย ถือเปนเอกลักษณท่ีแสดงถึงความเปนชาติไทยท่ีแตกตางจากชาติอ่ืน มี
ลกั ษณะเฉพาะทแ่ี สดงชี้ชัดถึงความเปนไทย เชน ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แสดงออกมาทาง
พธิ ีกรรม ศิลปะแขนงตา งๆ บคุ ลิกภาพของคนไทยที่รักสงบ ออนนอมถอมตน มีน้ําใจ จนไดรับความ
ชื่นชมจากตางชาติ ถึงแมวัฒนธรรมไทยจะมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมตางชาติต้ังแตอดีตจนถึง
ปจจุบัน แตก็ไดเลือกสรรเอาส่ิงที่ดีมาใชใหเขากับวัฒนธรรมไทย กอใหเกิดความภาคภูมิใจในความ
เปนชาติท่ีมีพระมหากษัตริย ศาสนา ศิลปกรรม ภาษา อาหาร การแตงกาย ที่เปนเอกลักษณ
เฉพาะตวั

กลาวโดยสรุปวา วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันอยูอยางแนบแนนกับพระพุทธศาสนา ซึมแทรก
ผสมผสานอยูในแนวความคิด จิตใจและกิจกรรมแทบทุกกาวของชีวิตโดยตลอดเวลายาวนาน โดย
ยังคงเน้ือหาสาระเดิมท่ีบริสุทธ์ิไวไดก็มี ถูกดัดแปลงเสริมแตงตลอดจนปนเปกับความเชื่อถือและขอ
ปฏิบัติสายอ่ืนหรือผันแปรในดานเหตุอ่ืนๆจนผิดเพี้ยนไปจากเดิมก็มากในทางจิตใจเห็นไดชัดวา
หลักธรรมความประพฤตปิ ฏิบตั ิการดาํ เนนิ ชวี ติ และกจิ กรรมตา งๆทง้ั ในและเน่ืองดว ย พระพุทธศาสนา
ไดหลอ หลอมชวี ติ จติ ใจและลักษณะนิสยั ของคนไทยใหเปนผูมีจิตใจกวางขวางและราเริงแจมใส ชอบ
เอ้อื เฟอ เผอ่ื แผแ สดงความเปนมิตร เขา กับใครๆไดง ายยนิ ดีในการใหและการแบงปนพรอมที่จะบริจาค
และใหความชวยเหลืออยางที่เรียกวาเปนคนมีนํ้าใจ อันเปนเอกลักษณเดนชัด ที่ชนตางชาติมัก
สังเกตเห็นและประทับใจ จนต้ังสมญาเมืองไทยวาเปนดินแดนแหงความยิ้มแยมหรือสยามเมืองย้ิม
ประเพณีและพิธีการตางๆในวงจรชีวิตของแตละบุคคลก็ดี ในวงจรเวลาหรือฤดูกาลของสังคมหรือ
ชุมชนก็ดี ลวนเก่ียวของกับพระพุทธศาสนา โดยตลอด ถาไมเปนเร่ืองของศาสนาหรือสืบเนื่องจาก

๑๙๒

พระพุทธศาสนาโดยตรง กต็ องมกี จิ กรรมตามคติความเชื่อหรือแนวปฎบิ ตั ใิ นพระพุทธศาสนาแทรกอยู
ดวย

คําถามทายบท

๑. จงอธิบายลักษณะของความสัมพันธของพระพุทธศาสนากับประเพณีไทยและ
พระพุทธศาสนากับความเชือ่ ของสังคมไทย

๒. พระพุทธศาสนาท่ีปรากฏในรูปแบบของคติความเชื่อของสังคมไทยมีอะไรบางใหทาน
ยกตัวอยางตามทศั นะของทา นพรอมท้ังอธิบาย

๓. ความสมั พนั ธของพระพทุ ธศาสนากับการดาํ รงชวี ติ ของคนไทยเปนอยางไรบาง
๔. พระพทุ ธศาสนามคี วามสาํ คัญตอ วิถีชีวิตของคนในสงั คมไทยอยา งไรบา ง

๑๙๓

เอกสารอา งอิงประจําบท

หนงั สือ
เชาวนี สัมมา, ตานกวยสลาก : การถวายทานดวยการจับสลากของชาวลานนา, จันทบุรี :

มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราไพพรรณี, ๒๕๕๔.
ประมวล พิมพเ สน, ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ ประเพณี ผกู เสยี่ ว, ขอนแกน : ขอนแกน การพิมพ ,๒๕๔๖.
ปรีชา พณิ ทอง, ประเพณีโบราณไทยอีสาน, พิมพครัง้ ท่ี ๗ อุบลราชธานี, โรงพิมพศิริธรรมออฟเซ็ท,

๒๕๓๔.
ยุพา พลสามารถ, ประเพณีปอยหลวง, ลาํ พูน : บรษิ ัทนามิกิ พรีซิชน่ั (ประเทศไทย) จํากัด, ๒๕๕๓.
สุพัตรา เกษมเรืองวิชชญ, ตามฮีตโตยฮอย ตุงลานนาผะหญาคนเมือง, เชียงใหม : กลุมสาระการ

เรียนรสู งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม โรงเรียนเทศบาลวัดศรปี งเมอื ง, ๒๕๕๗.
สริ วิ ัฒน คําวันสา, อสี านคดี เน่อื งในงานการละเลนพื้นบาน, คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

๒๕๒๑.
สมทรง ปญุ ญฤทธ,์ิ “พธิ ีกรรม”, มงคลสาร, ๒๘ (๓๒๑) (ตลุ าคม ๒๕๓๔) : ๒๙-๓๑.
สภาวัฒนธรรมจงั หวดั ขอนแกน , ของดอี สี าน, ขอนแกน: ขอนแกน การพมิ พ, ๒๕๔๐.
สวงิ บญุ เจิม, มรดกอีสาน, อบุ ลราชธานี : มรดกอสี าน, ๒๕๕๔.
อุดม บัวศรี, วัฒธรรมอีสาน, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต

ขอนแกน , ๒๕๔๖.
อภิศักด์ิ โสมอินทร, โลกทัศนอีสาน, มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม,

๒๕๓๔.
เว็บไซต
www.oocities.com/zodjang/klong14.htm
http://www.mettadham.ca/boontaeladien3.htm
http://www.sabaideeradio.com/redirect.php?tid=69&goto=lastpost
http://www.student.chula.ac.th/~51370918/Tradition_08.htm
http://guru.sanook.com/4317/
https://sukanyaae20.wordpress.com/ประเพณภี าคกลาง/
http://www.prapayneethai.com/ประเพณลี ากพระ-ชักพระ

๑๙๔

บทท่ี ๗

อทิ ธพิ ลของพระพุทธศาสนาท่มี ตี อภูมปิ ญญาไทย

วตั ถปุ ระสงคก ารเรยี นประจําบท
เม่อื ศึกษาบทนแ้ี ลว ผูศึกษาสามารถ
๑. อธิบายถึงลักษณะของความสัมพันธของพระพุทธศาสนากับภูมิปญญาไทยในดานตาง ๆ
ได
๒. อธบิ ายและยกตัวอยางภูมปิ ญ ญาไทยในมติ ทิ างดา นพระพทุ ธศาสนาได
๓. บอกแนวทางหารสง เสรมิ ภูมปิ ญญาไทยตามแนวทางของพระพุทธศาสนาได
๔. แสดงความเห็นและทัศนคติของตนเองเกี่ยวกับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาท่ีมีตอภูมิ
ปญ ญาไทยได
ขอบขา ยเนอื้ หา

• ความนาํ
• ความสมั พนั ธของพระพุทธศาสนากบั ภูมปิ ญ ญาไทย
• ภูมปิ ญญาไทยในมติ ิทางดา นพระพุทธศาสนา
• พระพทุ ธศาสนากับการสงเสริมภมู ิปญ ญาไทย

๗.๑ ความนํา

เราไดศึกษาในบทที่ผานมาซึ่งไดกลาวถึง ภูมิปญญาบาง พระพุทธศาสนาบางหรือตลอดจน
ความสัมพันธของพระพุทธศาสนากับภูมิปญญาบาง จากที่เราไดศึกษากันมาแลวเราพบวา
พระพุทธศาสนาซ่ึงเปนศาสนาที่คนสวนใหญในสังคมไทยนับถือไดกลายมาเปนรากฐานของวิถีชีวิต
ตลอดจนความเปนอยขู องคนในสงั คมไทยและสดุ ทา ยกลับกลายมาเปน ภมู ปิ ญ ญาของสงั คมไทย

พระพทุ ธศาสนาไดมบี ทบาทอยา งสูง ในการแกไขปญหาแกประชาชนในยามที่เกิดวิกฤตทาง
เศรษฐกิจ ดังจะเหน็ วาประเทศไทยของเราไดป ระสบปญหาเศรษฐกิจอยางรุนแรง แตก็ยังอยูกันอยาง
สงบสุข คนที่เคยทํางานตําแหนงหนาที่ดี ๆ ประเทศไทยเรามีพ้ืนฐานดี อันไดแกพื้นฐานทางสังคม
และวัฒนธรรมดี หรอื ทีบ่ างทานเรยี กวาทุนทางสังคม อนั ไดแ กมีฐานทางเศรษฐกิจทีม่ ัน่ คง สงั คมไทยมี
ความผกู พันกับพุทธศาสนาอยางลึกซึ้ง จนไมสามารถแยกออกจากวิถีชีวิตประจําวันได มีอิทธิพลตอ
บคุ คล สงั คม และวัฒนธรรม ของไทยเปนอยางมาก พระพุทธศาสนาเปนสถาบันหลัก ใน ๓ สถาบัน
ของชาติ ควบคูกับสถาบันชาติ และพระมหากษัตริย เปนศาสนาประจําชาติ เปนรากฐานของ
วัฒนธรรมไทยดานตา ง ๆ เชน ดานภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรม การศึกษา การสงเคราะห

๑๙๕

และเปนศูนยรวมจิตใจของชาวไทยด้ังแตอดีตกาลจนถึงปจจุบัน และสงผลใหภูมิปญญาไทยมีความ
ย่งั ยนื จนถึงทุกวนั นี้

ในบทน้ีเราจะศึกษาเกี่ยวกับ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีตอภูมิปญญาไทย เปนเน้ือหา
หลักและจะศึกษาอิทธิพลของพระพุทธศาสนาในแงตาง ๆ ๓ ประการคือ ความสัมพันธของ
พระพุทธศาสนากับภมู ิปญญาไทย ภมู ิปญญาไทยในมิติทางดานพระพุทธศาสนาและพระพุทธศาสนา
กับการสงเสริมภมู ปิ ญญาไทย

๗.๒ ความสมั พนั ธของพระพุทธศาสนากับภมู ิปญญาไทย

ภูมิปญญาไทยมีกระบวนการเกิดท่ีเกิดจากการสืบทอด ถายทอด องคความรูท่ีมีอยูเดิมใน
ชุมชนทองถ่ินตางๆแลวพัฒนา เลือกสรรและปรับปรุงองคความรูเหลานั้นจนเกิดทักษะและความ
ชํานาญ ท่ีสามารถแกไขปญหา และพัฒนาชีวิตไดอยางเหมาะสมกับยุคสมัย แลวเกิดองคความรูใหม
ๆ ท่ีเหมาะสมและสืบทอดพัฒนาตอไปอยางไมสิ้นสุด เชน ภาษาไทย แพทยแผนไทย เปนตน
ความสําคัญของภูมิปญญาไทย ไดแก ประโยชนและความสําคัญของภูมิปญญา ท่ีบรรพบุรุษไทยได
สรางสรรคและสืบทอดมาอยางตอเน่ืองจากอดีตสูปจจุบัน ทําใหคนในชาติเกิดความรักและความ
ภาคภมู ิใจ ท่ีจะรวมแรงรวมใจสืบสานตอไปในอนาคต เชน โบราณสถาน โบราณวัตถุสถาปตยกรรม
ประเพณีไทย การมีน้ําใจ ศกั ยภาพในการประสานผลประโยชน เปน ตน ภมู ปิ ญญาไทยมีความสัมพันธ
กบั พระพุทธศาสนาดงั น้ี

๗.๒.๑ ความสมั พนั ธข องภมู ิปญญาไทยกับพระพุทธศาสนาในแงข องความเช่อื
เปน ทีย่ อมรับกันโดยทั่วไปวา สวนที่สําคัญในทุกวัฒนธรรมคือศาสนา เพราะศาสนามีผลตอ
ความรูสึกนึกคิด ประเพณี และเปนแรงบันดาลใจใหมนุษยไดสรางสรรควัฒนธรรมอื่นๆ อีกเปนอัน
มากดงั ท่ี เสถียร โกเมศ ไดกลาวไวดงั นี้
"วัฒนธรรมท่ีเปนสวนสําคัญคือศาสนา เพราะวัฒนธรรมอื่นๆ มีประเพณี ศิลปะ วรรณคดี
จรรยาและคติความเชื่ออื่นๆ แตเดิมยอมขึ้นอยูแกศาสนาทั้งนั้น เชน ประเพณีทําบุญ การสราง
สถานท่วี จิ ิตรรจนา รูปภาพ รูปหลอ ก็อยูวัดวาอารามทางศาสนา วรรณคดีแตกอนเปนเรื่องเก่ียวกับ
ศาสนาเปนสว นมาก แมแ ตน ิทานก็เชนเดยี วกนั ความคิดเรื่องความประพฤติ เร่ืองบาปบุญ คุณโทษ ก็
สืบเนอ่ื งมาจากศาสนาเปน สว นมาก เปน เชนนี้มาแตเ ดิม ไมวา เปน ชาติภาษาใด แมว า รบกันก็ยังอางส่ิง
ศกั ด์ิสทิ ธิ์ในศาสนาใหช วยคมุ ครองหรือเพื่อศาสนา ถึงทุกวันนี้ก็เปน เชน นัน้ "
สงั คมไทยมีพทุ ธศาสนาเปนศาสนาที่คอยยึดเหน่ียวจติ ใจและยึดถือในการประพฤติปฏิบัติ อีก
ทั้งยังมีสวนชวยจรรโลงใหสังคมไทยสามารถดํารงอยูไดดวยความสงบสุขตลอดมา ดังจะเห็นไดจาก
อดีตท่ีคนไทยไดผูกการดําเนินชีวิตไวกับศาสนากิจ เชน เม่ือครั้งรุงอรุณ เสียงระฆังจากวัดจะปลุก
แมบานใหตื่นจากนิทรา เพื่อมาหุงหาอาหารสําหรับคนในครอบครัวและเตรียมเปนสํารับกับขาว
สําหรบั ใสบาตรเปนกิจวตั รประจาํ วนั ยามเพลจะไดย นิ เสียงกลองอันเปน สญั ลกั ษณบ อกวา ใกลจ ะเที่ยง
วัน เมอื่ อาทิตยอ ัศดงลบั ขอบฟา กจ็ ะไดย ินเสียงสวดมนตทําวัตรเย็นดังมาจากอุโบสถ กอนจะเขานอน
คนไทยจะตองระลึกถึงพระพทุ ธคณุ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ดวยการสวดมนตกอนนอนและ

๑๙๖

สาํ หรบั บุคคลผูป ระพฤตปิ ฏิบตั ใิ นหลักธรรมคําสอนของพระพุทธองค ในปรมัตถ ก็มีผลตอการพัฒนา
จติ วญิ ญาณ ใหเปน อสิ ระจากความทุกขยากท้งั ปวง พุทธศาสนาจงึ เปนหลักในการหลอหลอมบมเพาะ
ทั้งความประพฤติ สตปิ ญ ญา และอุดมการณแ หง ชีวติ ของคนไทยไปพรอมๆ กัน นอกจากน้ี วัดยังเปน
ศูนยรวมของการทําบุญตามกาละสําคัญตางๆ เชน วันมาฆบูชา วิสาขบูชา เขาพรรษา ออกพรรษา
การรวมกจิ กรรมตา งๆ ถอื เปนการเอ้อื อาทรและแสดงไมตรจี ิตตอ กัน ทําใหวัดและชุมชนจึงใกลชิดกัน
ตลอดมา ไมเ พยี งแตเ ทานั้น ประมุขแหง สยามประเทศทุกพระองคนับแตอดีตกาลกระท่ังปจจุบันลวน
เล่ือมใสในพระพุทธศาสนา จนเกิดกระแสนิยมเรียกประมุขนั้นวา "พระธรรมราชา" และไดมีการ
บญั ญตั ิ "ทศพิธราชธรรม" และ "จักรวรรดิวตั ร" ขึน้ ไวเปน จรรยาบรรณแหงการปกครอง ทําใหคนไทย
ทกุ คนไดอ ยูใตพ ระบรมโพธสิ มภารมีความรม เยน็ เปนสุขเสมอมา

อยางไรก็ตาม คนไทยก็มีจิตใจกวางในการยอมรับความเชื่อหรือการปฏิบัติของศาสนาทุก
ศาสนา ท้ังยังอยูรวมกันไดดวยความปรองดอง ความเปนศาสนาที่ไมใชความรุนแรง รักสงบและยึด
ทางสายกลาง ทําใหพระพุทธศาสนาเปนศาสนาท่ีรวมคนไทยเขาดวยกันไดดี แมวาตางชาติ ตาง
ศาสนากัน ย่ิงกวานั้น พระมหากษัตริยของไทยยังทรงเปนองคศาสนูปถัมภก คืออุปถัมภศาสนา
ท้ังหลายไมเฉพาะแตพระพุทธศาสนา ซึ่งแสดงใหเห็นวาลักษณะท่ีเปนมิตรของพระพุทธศาสนาน้ัน
เขาไปเปน สว นหน่ึงในลกั ษณะของสถาบันพระมหากษัตริยอันเปน สถาบนั หลกั อกี ศาสนาหนึง่ ดว ย

ในดานความเช่ือของคนไทย ก็ไมไดแตกตางจากชนชาติอื่นๆ คือมีความเชื่อถือในเรื่องไสย
ศาสตร ผสี างเทวดา เชื่อในส่ิงทมี่ องไมเหน็ และมีฤทธ์ิอํานาจท่ีจะบันดาลราย-ดี ใหแกมนุษยได การที่
คนไทยมีความสัมพันธใกลชิดกับธรรมชาติและสิ่งที่เหนือธรรมชาติ คนไทยจึงมีความเช่ือในสรรพสิ่ง
อนั เปนวสิ ยั ของมนษุ ยทีต่ องการดาํ รงอยดู วยความรูสึกสมดุลกับธรรมชาติ และเปน การสรา งกุศโลบาย
ใหม ีความรกั และความหวงแหนสง่ิ ท่ีใหคุณประโยชนในการดํารงชีวิต ความเช่ือของคนไทยแตเดิมคือ
"ผ"ี อนั ไดแก ผีบรรพบรุ ุษ ผีฟา (แถน-เทวดา) ผีนา (แมขวัญขาว-แมโพสพ) ผีดิน (แมธรณี) ผีนํ้า (แม
คงคา) และผีอ่นื ๆ อีกมากมาย ทงั้ น้เี พราะคนไทยในสมัยกอนถอื วา ตวั เองเปน สว นหน่ึงในธรรมชาติ ซ่ึง
ส่งิ ศักดิ์สิทธ์ิในธรรมชาติสามารถที่จะดลบันดาลใหทั้งความอุดมสมบูรณและความวิบัติภยันตรายทั้ง
ปวง การไมทําลายและทาํ รา ยธรรมชาตทิ ําใหสามารถอยูรวมกนั ไดอ ยา งสันตสิ ุข

จากที่กลา วถงึ เรือ่ งศาสนาและความเชอ่ื ของคนไทย จะเห็นไดวาการนับถือศาสนาและความ
เชอ่ื ของคนไทยมีลักษณะพเิ ศษ กลาวคือ นอกจากจะกราบไหวบชู าพระพุทธรูปแลว ยังกราบไหวบูชา
ศาลพระภูมิและผีสางเทวดา จากท่ีกลาวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยนั้น จะเห็นไดวาวัฒนธรรมไทย
นอกจากจะมลี ักษณะเปน สากลเหมือนกับวัฒนธรรมของกลมุ ชนอืน่ ๆ แลว ยงั มีลกั ษณะเฉพาะท่ีแสดง
เอกลักษณแ หงความเปน ไทย แสดงลักษณะเฉพาะของกลุมตนหลายประการ อาทิ เปนวัฒนธรรมที่มี
ความเกย่ี วพนั กบั พระพทุ ธศาสนาอยางแนนแฟน อกี ทั้งยังเกยี่ วพนั กับสถาบนั พระมหากษัตริยอันเปน
ศูนยร วมจติ ใจของชาวไทยท้ังปวง นอกจากน้ี ยังมีลักษณะที่ผสมผสานความเชื่อด้ังเดิมเขากับศาสนา
พทุ ธและพราหมณไ ดอ ยางแนบสนิท เปนวัฒนธรรมที่มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ ชื่นชมธรรมชาติ
มากกวาจะเอาชนะธรรมชาติ ดังเชนกวีโบราณท่ีรจนาไวในวรรณคดีหลายๆ ฉบับ อีกประการก็คือ มี
ความละเอียดลออ ประณีตพิถีพิถันตามแบบฉบับชีวิตชาวบานท่ีไมมีความรีบรอน ซึ่งจะเห็นไดจาก
งานวิจติ รศลิ ปต า งๆ ของไทย และยงั เปน วัฒนธรรมท่ีมคี วามอสิ รเสรี แสดงออกถึงความสนุกสนาน รา

๑๙๗

เริง เนน คณุ คา ของการอยรู วมกันอยางสนั ติ แตก ย็ งั ไมลมื ท่ีจะยกยองผอู าวุโส พระสงฆ วงศาคณาญาติ
วัฒนธรรมไทยสั่งสอนใหคนไทยเคารพเชื่อฟงผูใหญ ส่ิงตางๆ เหลาน้ีไดดําเนินสืบเน่ืองมาเปนเวลา
หลายชั่วอายคุ น สั่งสมเปน วัฒนธรรมของชาติ ทําใหคนไทยทุกหมูเหลาสามารถอยูรวมกันดวยความ
อบอนุ และสงบสุข170๑๐๐

๗.๒.๒ ความสัมพันธของภูมิปญญาไทยกับพระพุทธศาสนาในแงขนบธรรมเนียม
ประเพณี

พระยาอนุมานราชธน กลาววา ประเพณี หมายถึง ความประพฤติที่ชนหมูหน่ึงอยูในท่ีแหง
หนึ่งถือเปนแบบแผนกันมาอยางเดียวกันและสืบตอกันมา ถาใครในหมูประพฤติออกนอกแบบก็ผิด
ประเพณีหรือจารตี ประเพณี171๑๐๑ สวน จารวุ รรณ ไวยเจตน แสดงความเหน็ วา ประเพณี หมายถงึ แบบ
ความคิด ความเชอ่ื การกระทาํ สิ่งตางๆ การประกอบพธิ กี รรมที่กระทําในโอกาสตางๆ ลักษณะสําคัญ
ของประเพณีคอื สิ่งทีป่ ฏบิ ตั ิเช่ือถือกนั มานานจนกลายเปนแบบอยางความคิดหรือการกระทําที่ไดสืบ
ตอกันมา และยังมีอิทธิพลอยูในปจจุบัน172๑๐๒ และเสาวลักษณ อนันตศาสตร ใหความหมายของ
ขนบธรรมเนียม (custom) วา หมายถึงการปฏิบัติไปตามประเพณีเกาแกด้ังเดิม อันเปนแบบอยาง
ของพฤติกรรมของปจเจกบุคคล หรือธรรมเนียมปฏิบัติของชีวิตสังคม ซ่ึงถายทอดแบบปากตอปาก
หรอื ถา ยทอดดวยการเลียนแบบและมีสงิ่ ที่ทาํ ใหแบบอยางการปฏิบัติน้ีฝงลึกแนนหนาหลายอยาง คือ
ความกดดันทางสังคม การปฏิบตั ิรว มกนั และอิทธพิ ลของพอแม

สรุปไดวา ขนบธรรมเนียมประเพณี ไดแก วัฒนธรรมสวนหนึ่งในวิถีชีวิตของมนุษย ซ่ึง
หมายถงึ ส่งิ ท่นี ยิ มถอื ประพฤตปิ ฏบิ ัติสบื ๆกันมาจนเปนแบบแผน ขนบธรรมเนียมหรือจารีตประเพณี
โดยบางชนดิ ไดวางเปน ระเบยี บแบบแผนไวอยางชัดแจงวา บุคคลจะตองปฏิบัติอยางไรแตบางชนิดก็
มิไดว างระเบียบไวแ นน อน แตเปน ท่ียอมรบั ของสว นรวม หากใครประพฤติลวงเกินบางอยางก็ถือวามี
ความผิด หรือผิดตอศีลธรรมและบางอยางก็มิไดถือวาเปนความผิดรายแรง แตอาจถูกตําหนิไดวา
ประพฤตไิ มสมควร

ประเพณีทําบุญในวันสําคัญทางพุทธศาสนามีรากฐานมาจากความเช่ือในศาสนา ดังนั้น
พุทธศาสนิกชนจึงไดม ีการปฏบิ ตั ิตามวนั สําคญั ทางศาสนาดงั น้ี173๑๐๓

๑. วันพระ เปนวันสําคัญของทางศาสนาวันหนึ่ง ซ่ึงตรงกับวันที่ขึ้น ๘ คํ่า, ๑๕ ค่ําและวัน
แรม ๘ คา่ํ , ๑๕ ค่ําของทุกเดือน จะมกี ารทําบุญฟงเทศนท่ีวัดจะมี ๔ วันใน ๑ เดือน ตามวันข้ึน-แรม

๑๐๐ http://www.kradandum.com/culture/cul04.htm [๑๗ ต.ค. ๒๕๕๙]
๑๐๑ พระยาอนมุ านราชธน, วฒั นธรรมและประเพณีตาง ๆ ของไทย, (พระนคร : คลังวทิ ยา, ๒๕๑๔),หนา
๓๗.
๑๐๒ จารวุ รรณ ไวยเจตน, พื้นฐานอารยธรรมไทย, (กรุงเทพมหานคร : งานตําราและคําสอน กองบริการ
วิชาการ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, ๒๕๒๙), หนา ๑๑๙.
๑๐๓https://sites.google.com/site/thophanjuly/prapheni/prapheni-keiyw-kab-sasna [๑๗
ต.ค. ๒๕๕๙]

๑๙๘

ของทุกเดือนที่กลาวแลว เปดโอกาสใหพุทธศาสนิกชนไดทําบุญกุศล ชําระ รางกาย จิตใจใหสะอาด
บรสิ ทุ ธิ์ อทุ ิศสว นกุศลใหบรรพบรุ ุษ และเจากรรมนายเวรของตน จติ ใจ จะไดส ดชืน่ แจม ใส ปราศจาก
ความทุกข หรือใหลดความทุกข กิเลส เศราหมองลง เพราะมีความเช่ือจากเรื่องของกฎแหงกรรม
นัน่ เอง

๒. วันมาฆบูชา ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๓ เปนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่งที่
พุทธศาสนิกชนพรอมใจกันทําบุญเพ่ือระลึกถึงสัมมาสัมพุทธเจา ในวันน้ีเปนวัน คลายวันท่ี
พระพทุ ธเจา ทรงแสดงโอวาทปาตโิ มกข นบั วาเปน วันท่ีพระพุทธศาสนาไดวางรากฐานมั่นคง เรียกวัน
ดงั กลาววา"จาตรุ งคสันนบิ าต"หรือเปนวันท่พี ระพทุ ธเจาปลงสังขาร ซึง่ ประกอบดวย องค ๔ คอื

๑) พระภิกษุจํานวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันเขาเฝาพระ พุทธเจาท่ีเวฬุวัน กรุง
ราชคฤห โดยมไิ ดนดั หมายแตอ ยางใด

๒) พระภิกษุเหลาน้ีลว นเปนพระอรหนั ตท ง้ั สิ้น
๓) พระภกิ ษเุ หลานี้เปนเอหภิ กิ ขอุ ุปสัมปทา คือ พระพุทธเจาทรง บวชใหทง้ั สิน้
๔) ในวันน้นั เปน วนั เพญ็ พระจนั ทรเตม็ ดวง หรือเสวยมาฆะฤกษ
ในวนั นีพ้ ุทธศาสนิกชนจะทาํ บุญตักบาตร ไปวดั ฟงเทศน สวด มนต และเลี้ยงพระกลางคืนมี
การเวยี นเทยี น
๓. วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเพ็ญข้ึน ๑๕ ค่ํา เดือน ๖ เปนวันท่ีมีความ สําคัญวันหน่ึงของ
พระพุทธเจา เพราะมีเหตุการณสําคัญที่เกี่ยวของกับพระพุทธเจา ๓ ประการ คือ เปนวันคลายวัน
ประสูติ ตรัสรู และปรินิพพาน ในวันน้ีชาวพุทธไดมีการทําบุญถวายอาหารรับศีล ฟงธรรม รักษาศีล
อุโบสถ ตอนกลางคนื มีการเวยี นเทยี น
๔. วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๘ วันน้ีมี ปรากฏการณที่สําคัญ ๓
ประการ คอื
๑) เปนวันทพี่ ระพุทธศาสนาไดอ บุ ตั ขิ ้ึนในโลก
๒) เปน วนั แรกท่พี ระพุทธเจา ทรงแสดงปฐมเทศนา "ธรรม จักรกัปปวัฒนสูตร"
แกปญ จวคั คียท งั้ ๕
๓) เปนวันแรกท่ีพระอริยสงฆสาวกองคแรก บังเกิดขึ้นในโลก พระอัญญา
โกณทญั ญะ ไดร ับเปนเอหิภกิ ขอุ ุปสัมปทา
ในประเทศไทยเริ่มมีวันอาสาฬหบูชา ตั้งแต พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยคณะสังฆมนตรีไดกําหนดขึ้น
สําหรับวนั นี้เรยี กอีกอยางวา "วนั ธรรมจักร" พทุ ธศาสนิกชน ไดมี การทําบุญตักบาตร รับศีล ฟงเทศน
เวยี นเทียน เชน เดียวกับวนั มาฆบูชา วสิ าขบชู า
๕. วนั เขาพรรษา ตรงกันวันแรม ๑ คํ่า เดือน ๘ ซ่ึงพระสงฆจะตอง อยูประจํา ณ วัดใดวัด
หนึ่งระหวางฤดูฝน กําหนดต้ังแตวันแรม ๑ ค่ํา เดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๑๑ รวมเวลา ๓
เดอื นเตม็ ในระยะเขาพรรษา พทุ ธศาสนิกชนที่มีคุณสมบัติครบถวน ตาม พุทธบัญญัติ นิยมบวชพระ

๑๙๙

สวน ผูท่ีอายุยังไมครบบวชผุปกครองจะนําไปฝากพระ โดยบวชเณรบาง เปนลูกศิษยวัดบาง
พุทธศาสนิกชนอื่น ๆ นิยมตักบาตรหรือไปทําบุญที่วัด รับอุโบสถศีล ฟงธรรม ปจจุบันนี้ยังเพิ่ม
กจิ กรรมบางประการ เชน งดด่มื เหลา หรือของเสพติดใหโทษ นับวา เปนประโยชนแ กตนเองและสังคม
อยางย่ิง

๖. วนั ออกพรรษา ตรงกับวันข้ึน ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ หมายถึงการออก จากการอยูประจําใน
ฤดฝู น หลงั จากทพ่ี ระภิกษุอยจู ําพรรษาตลอดเวลา ๓ เดือนแลว วันรงุ ขนึ้ กจ็ ะ จารึกไปทอ่ี นื่ ได สําหรับ
วันนีพ้ ระสงฆตอ งแรมคืนอยใู นวัดทจ่ี าํ พรรษาเพื่อใหครบ ๓ เดอื นเตม็ และทําปวารณาเสยี กอน ฉะนั้น
อาจเรียกวนั ออกพรรษาวา "วันปวารณา" ก็ได

๗. ประเพณีทอดกฐิน เปนประเพณีทําบุญอยา งหนึ่งของไทย ท่ีทํา ในระยะเวลาที่กําหนดให
ในปห นงึ่ ๆ ระหวา งวนั แรม ๑ คํา่ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๒ ประเพณีการทอดกฐินของ
ไทยมหี ลักฐานวามมี าตั้งแตส มยั สุโขทยั และไดถือประเพณีสืบตอกันมาจนถึงปจจุบันนี้ ซึ่งเปนทั้งกฐิน
ท่พี ระมหากษตั รยิ ทรงบําเพญ็ พระราชกศุ ล และกฐนิ ของราษฎร

๘. ประเพณที อดผาปา การทอดผาปาเปนประเพณีมีมา ต้ังแตสมัยพุทธกาล และเปนมรดก
ตกทอดมาจนถึงทุกวันน้ี ฤดูกาลของการทอดผาปาไมได กําหนดระยะเวลาลงไป จะทอดในฤดูไหน
เดอื นไหนก็ได สว นใหญมกั จะทําในระยะเวลาจวนจะออกพรรษา

๙. ประเพณีการบวช การบวชถือเปนส่ิงที่ชวยอบรมสั่งสอน ใหเปนคนดี ตลอดจนเปนการ
ทดแทนคุณพอแมท่ีใหกําเนิดเพื่อใหพอแมเปนสุข และตัวผูบวชเองก็จะไดมีโอกาสศึกษาธรรมวินัย
สวดมนตภาวนาทําใจใหส งบ เปน ตน

การบวชจงึ มี ๒ แบบ คอื
บรรพชา (บวชเณร) เด็กชายที่จะบวชเปนสามเณรได จะตองมีอายุต้ังแต ๗ ปข้ึนไป
สมัยกอนการบวชเณรเปนการฝากลูกใหพระดูแลอบรมสั่งสอน เพราะวัดเปนเสมือนโรงเรียนหรือ
สถานที่สอนคนใหเ ปน คนดี แตสมัยนีก้ ารบวชมักเปนการบวชเพื่อแกบน บวชหนาศพ บวชเพื่อศึกษา
ธรรมวนิ ยั
การอุปสมบท (บวชพระ) ชายท่ีจะบวชไดตองมีอายุครบ ๒๐ ปบริบูรณ การอุปสมบทเปน
ประเพณีท่ีมีความสําคัญมาก ทั้งน้ีเพราะชายท่ีมีอายุครบ ๒๐ ป เปนวัยท่ีเขาเขตผูใหญ ซึ่งจะตองมี
ความรบั ผดิ ชอบในชีวิตของตน ฉะนั้นจึงจําเปนตองมีความรู และเขาใจภาวะผันแปรตางๆ ที่มีอยูใน
ชีวิต พระพุทธศาสนาเปน หลักแหงความจริงในโลก เพราะสอนให มนุษยรูสาเหตุของความทุกขและ
ความสุข ชวยใหมนุษยมีสติสัมปชัญญะท่ีจะนําไปสูในทางที่ดีที่ชอบ การอุปสมบทจึงมีความสําคัญ
โดยเฉพาะตอผูท่ีจะเปนหลักของครอบครัว แมวาในปจจุบันน้ีสังคมเปลี่ยนแปลงไป วัดไมไดเปน
ศูนยกลางของการศึกษาดังแตกอน เพราะมีสถาบันการศึกษา อยางเปนทางการ เชน โรงเรียน
วิทยาลัย มหาวิทยาลัย แทนวัด วัดจึงกลายความสําคัญ ในแงการถายทอดความรูอยางเปนทางการ
การบวชพระจึงลดนอ ยลงโดยเฉพาะในตัวเมือง แตในชนบทยังคงยึดถอื เปน ประเพณอี ยูตอ ไป

๒๐๐

๗.๓ ภูมิปญญาไทยในมิติทางดา นพระพุทธศาสนา

ภูมิปญญาไทยในมิติทางดานพระพุทธศาสนา หมายถึง ภูมิปญญาไทยที่มีบอเกิดมาจาก
พระพุทธศาสนาซึง่ มรี ายละเอียดดงั น้ี

๗.๓.๑ สถาปตยกรรมไทยในพระพทุ ธศาสนา
สถาปตยกรรมไทยมลี กั ษณะเฉพาะเปน เอกลกั ษณ ของตนเอง ไมวาผูใดเม่ือไดเห็นอาคารท่ีมี
ลักษณะเชน น้กี ็ จะบอกไดทันทีวา น่ีคือสถาปตยกรรมไทย ลักษณะเฉพาะนี้ มีตอเนื่องมาตลอดนับเปน
เวลารวมพันป สถาปตยกรรม ไทยมีความคลี่คลายทางดานศิลปะตามกาลเวลาท่ีผานมา แตก็ไมท้ิง
แบบดั้งเดิมจนมีความแตกตางกันมาก ในอดีต สถาปตยกรรมไทยมีรูปแบบเปนส่ีเหลี่ยมผืนผาหรือ
สี่เหล่ียมจัตุรัส อยางไร ปจจุบันก็ยังคงรักษารูปทรงไวเชนน้ัน รูปทรง ของพระเจดียที่เคยมีรูปกลม
แปดเหลีย่ ม หรือสีเ่ หลี่ยม อยางไร ในสมยั ปจจบุ นั ก็ยังคงสรางพระเจดียตามรูปทรง ดังนั้น ปลายยอด
พระเจดียย งั คงมคี วามเรยี วแหลมเหมือนกัน ตลอดมาทกุ สมัย
จะอยางไรก็ตาม หากวาการสรางสรรคงานศิลปวัฒนธรรมและ สถาปตยกรรมไทยยังคง
รงุ เรอื งเพียบพรอม ดวยชางที่มีความรูเหลาน้ี ปญหาก็ยอมจะไมเกิดข้ึน เพราะจะมีผูรูจํานวนมากท่ี
สามารถตอบขอสงสัย หรืออธิบายใหก ระจางได แตใ นเวลาทงี่ านศิลปวฒั นธรรมตกอยูในสภาพท่ีเส่ือม
และขาดผูรูดังเชนปจจุบัน การขาดหลักฐานเอกสาร เพ่ือที่จะใชเปนขออางยอมเปนอุปสรรคแกผูท่ี
ตองการจะ สรางสรรคงานดานน้ี เพราะไมอาจหาผูรูอธิบายหรือกํากับ งานไดดังแตกอน งานศิลปะ
และสถาปตยกรรมท่ีสรางขึ้น ในระยะหลังจึงมีสวนผิดพลาด เพราะไมทราบสาเหตุท่ีมา ของรูปทรง
และความหมายขององคประกอบที่นํามาใช อยางดีก็เปนการคัดลอกแบบตอๆ กันมา ซ่ึงการกระทํา
เชนนี้ ยอมเปนอันตรายตอคุณคาของศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ทําใหมีผูมองเห็นวาศิลปะและ
สถาปต ยกรรมไทยนั้น สรางขึ้นอยางปราศจากพน้ื ฐานทางหลกั วิชาและปราศจากหลกั ฐานอางอิง174๑๐๔
สําหรับพุทธศาสนาลัทธิมหายานน้ันก็ไดเคยมีอิทธิพล ตอศิลปะและสถาปตยกรรมของชน
ชาติไทยมาแลวกอน การกอตั้งกรุงสุโขทัยเชนกัน ดังที่ปรากฏหลักฐานอิทธิพล ของศิลปะและ
สถาปต ยกรรมตามแบบมหายานในดินแดนภาคใต ที่เมืองเชียงแสนเกาในดินแดนภาคเหนือ ในภาค
กลาง กอ นการสถาปนากรุงศรอี ยุธยา และในดนิ แดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเปนสิ่งที่หลีกเล่ียง
ไมไดวาแมชนชาติไทย จะหนั มานับถอื พทุ ธศาสนาลัทธิเถรวาทกันเปนสวนใหญในภายหลังแลวก็ตาม
คติความเช่อื และการปฏบิ ัตบิ างประการในแบบลัทธิมหายานก็ยังคงมีปะปนอยูในความเชื่อ และการ
ปฏิบัติดวย แมแตในเร่ืองของศิลปะและสถาปตยกรรม ถึงแมจะปรากฏวาคนสวนใหญหันไปนับถือ
พุทธศาสนาตามลัทธิเถรวาทจนถือเปนศาสนา และลัทธิของทางราชการ แตก็ยังมีคนบางกลุมท่ียัง
ปฏบิ ตั ศิ าสนกิจและมวี ัดในแบบ ของมหายานอยูเ ปน จํานวนไมนอย
จากพยานวัตถุทางศิลปะและสถาปตยกรรมที่ยังคงปรากฏอยูเปนหลักฐาน เราไดพบวามี
ศลิ ปวตั ถแุ ละศาสนวัตถเุ ปนจํานวนมาก ที่แสดงใหเห็นความเช่ือในลัทธิท้ังสองน้ีผสมกัน ดังน้ันการท่ี

๑๐๔ http://www.laksanathai.com/book2/p313.aspx [๑๗ ต.ค. ๒๕๕๙]

๒๐๑

จะมองดูสถาปตยกรรมไทยใหเขาใจ จึงจําเปนตองคนหาใหรูถึงที่มาของคติความเช่ือในรูปของ
องคป ระกอบสถาปตยกรรม ลักษณะของรปู ทรงและปรัชญาของแตละ คติทมี่ ีอิทธิพลแฝงอยเู บอื้ งหลัง
สง่ิ กอสรางเหลา นี้ใหก ระจา งชัด ความงดงามของสถาปต ยกรรมไทยไมค วรจะมองจากแงของศิลปะแต
เพียงดา นเดยี ว การแสดงใหเ ห็นถงึ พ้ืนฐานของปรัชญาที่แฝงอยูก็จะเผยใหเห็น ความงามอีกดานหน่ึง
ซึ่งมีความหมายสาํ คัญอนั ไมย ่ิงหยอ นไปกวากนั

ดานสถาปต ยกรรม สวนใหญเปนศาสนสถานท้ังของศาสนาพราหมณ-ฮินดู และพุทธศาสนา
เชน พระปรางค ของขอมอยูบ นพน้ื ฐานความเช่อื ในศาสนาฮินดู ความเชอ่ื เรอื่ งจักรวาลในศาสนาพุทธ
และพราหมณ-ฮินดูมีความคลายคลึงกันมาก รูปแบบลักษณะและแผนผังของปรางคปราสาทซึ่งเดิม
เคยใชประดิษฐานเทวรูปหรือศิวลึงคในศาสนาฮินดู เมื่อมาเปนศาสนสถานของศาสนาพุทธแลวก็
เปล่ียนมาใชประดิษฐานพระพุทธรูปหรือพระบรมสารีริกธาตุแทน เชน พระปรางคสามยอด ลพบุรี
และตอ มาจงึ ไดพ ัฒนามาเปนพระประธานของวัดในสถาปตยกรรมไทย การสรางพระปรางคนั้นเปน
การดัดแปลงมาจากศิลปะขอม หรือเลียนแบบมาจากพระปรางคโบราณท่ีมีอยูแลวในประเทศไทย ได
มีการเลียนแบบลายของขอมมาใชประดับพระปรางค กอนที่จะพัฒนารูปแบบจนกลายเปน
สถาปต ยกรรมสมยั อยธุ ยา และสมัยรัตนโกสินทรในที่สุด พบมากในบริเวณลุมแมนํ้ามูล-ชีลงมาถึงลุม
น้าํ เจา พระยา-ปา สัก สรา งดวยศลิ า ศลิ าแลงและอฐิ ลักษณะเปนอาคารทรงสงู เรยี ว คลา ยฝกขาวโพด

เจดยี สถปู ทรงโอควํ่า ของอินเดียและลังกาไดรับความนิยมในหมูรัฐท่ีนับถือพระพุทธศาสนา
ในแตละทองถิ่นจะมีลักษณะเฉพาะตัวตางกันไป เชน สมัยทวารวดีนิยมสรางทรงโอคว่ํา บนฐาน
สี่เหลย่ี มสงู ซอ นเปนชัน้ ๆ ยอ มุมทั้ง ๔ หรอื เปน ฐาน ๘ เหล่ยี ม ประดบั เจดียบริวารที่มุม เชน พระปฐม
เจดีย ในสมัยศรีวิชัยนิยมสรางเจดียทรงกลมขนาดเล็กไวบนฐานส่ีเหลี่ยมสูงซอนหลายช้ัน มีเจดีย
บริวารประดับท้งั ๔ มุม สว นเมอื งนครศรธี รรมราชนยิ มสรา งเจดียทรงระฆงั บนฐานที่ไมสูงนัก สําหรับ
รัฐในบรเิ วณ ๒ ฝง แมน ํ้าโขงนิยมสรา งสถูปทรงบัวเหลี่ยมรูปทรงสถูปท้ังหมดนี้ไดกลายเปนแบบอยาง
ของการสรางเจดียของรัฐไทย โดยทั่วไปจะนิยมสรางเปนเจดียทรงกลมขนาดใหญแตดัดแปลงให
รูปทรงสถูปทั้งหมดนี้ไดกลายเปนแบบอยางของการสรางเจดียของไทย โดยท่ัวไปจะนิยมสรางเปน
เจดียทรงกลมขนาดใหญแตดัดแปลงใหสูงเพรียวเปนลักษณะเฉพาะของไทย สวนทางลานนาไดรับ
อทิ ธพิ ลของเจดียทรงมอญผานทางพมา175๑๐๕

สรุปไดวา ดินแดนไทยไดรับอิทธิพลมาจากศิลปะขอม และนามาผสมผสานเขากับศิลปะ
ทองถิ่นของตัวเอง โดยเฉพาะสถาปตยกรรม ซ่ึงสวนใหญแลวจะเปนสถาปตยกรรมที่อยูภายในวัด
และสถาปตยกรรมไทยนั้นเรามักจะมีลักษณะอันเปนเอกลักษณสําคัญ ๓ ประการ คือ ความสงบน่ิง
ความเบา และ การลอยตัว ความมุงหมายของพุทธศาสนานั้นอยูที่การสั่งสอน ใหคนละจากกิเลสทั้ง
มวล และคนหาวิธีปฏิบัติตนตามแนวทางที่พระพุทธองคทรงแนะนํา ใหเขาถึงความหลุดพนทุกข

๑๐๕ ประเวศ อินทองปาน, การธํารงวัฒนธรรมไทยท่ีมรี ากฐานจากพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร :
ภาควชิ าปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน, ๒๕๕๔), หนา ๗.

๒๐๒

วิธีการสั่งสอนอบรมของพุทธศาสนาน้ันไดแบงขั้นการสอนตามความเหมาะสมของอุปนิสัยและกิเลส
ของแตล ะบคุ คล เปน การสง่ั สอนท้ังระดบั ที่เปน โลกิยะและระดับทเี่ ปน โลกุตร

๗.๓.๒ ศิลปกรรมไทยในพระพุทธศาสนา
คาํ วา พทุ ธศิลป มิใชเปน อบุ ตั ิการณทางภาษาครั้งใหม หรือเปน ปรากฏการณทางศิลปะลาสุด
หรือเปนนิมิตใหมในการแสวงหาที่เพิ่งคนพบ อยางไรก็ตาม เน่ืองจากคําวาพุทธศิลป มีรากฐานที่
ผกู พันกับวิถีการดําเนนิ ชวี ิต ของผูคนในสงั คมไทยมาเปนเวลาชานาน มีลักษณะเฉพาะของพิเศษแบบ
ชนชาติไทยศลิ ปะกับวดั มีความสมั พันธใกลชดิ มาเปนเวลาชานาน ไมวาจะเปนภาพเขียน พุทธปฏิมา
สถาปตยกรรม และวรรณกรรม ซึง่ เปนศลิ ปะแขนงตางๆ เหลา น้ี ไดรับการกลาวขานวาเปน พุทธศลิ ป
โดยมีเหตุผลสําคัญประการหนึ่ง เพราะสรางขึ้นในปริมณฑลของวัด เน้ือหาสาระมีสวน
เก่ียวของกับศาสดา เชน พุทธประวัติ พุทธปฏิมาเก่ียวของกับคําสอนโดยอาศัยวิธีการตางๆ เชน
ทฤษฎีสามโลกในไตรภูมิ และอกี ประการหนงึ่ เพราะศิลปนหรือชางจะแสดงเจตจํานงในการเนรมิตร
ศิลปกรรม ดว ยพลังศรัทธา และเปนพทุ ธบชู า

รูปท่ี ๗.๑ ภาพพทุ ธศิลป อ.เฉลิมชัย โฆษติ พิพฒั น176๑๐๖

๑๐๖ http://www.pukpik.com/picpost_view.php?id=5903 [๑๗ ต.ค. ๒๕๕๙]

๒๐๓

ในวงการศิลปะทุกวนั น้ี ศิลปกรรมแนวประเพณีรวมสมัย ถือไดวาเปนชวงที่กําลังไดรับความ
สนใจจากกลุมศิลปนผูสรางสรรค และจากผูดูโดยทั่วไป การไดรับความสนใจหรือเกิดความตื่นตัว
โดยเฉพาะในกลุม ของศลิ ปนน้ัน หากพจิ ารณาอยา งกวางๆยอมมีมูลเหตุมาจากหลายกรณี เชน สํานึก
ในการคนหาความเปนตัวของตัวเอง (อันเปนผลกระทบมาจากขบวนการแสวงหาบางกลุมในสังคม)
แรงจูงใจจากวงการธุรกจิ ระดับธนาคารทส่ี ง เสรมิ สนบั สนุนใหมีการประกวดแขงขัน รากฐานความคิด
ทต่ี อ งการอนุรกั ษแ ละพฒั นา ความรักและความรสู กึ ทา ทายตอการเปนผูคลี่คลายศิลปะแนวประเพณี
เพ่ือเปนตัวแทนแหงยุคสมัย ฯลฯ แตท้ังน้ีและท้ังน้ันก็มิไดหมายความวา ศิลปนทุกคนที่สนใจต่ืนตัว
จะตอ งขึน้ อยูก บั เหตุผลดังกลาวเสมอไปทุกคน

อยางไรกต็ าม เม่ือใดทเ่ี ราพูดถึงศิลปะแนวประเพณีรวมสมัยผลงานศิลปะแนวหน่ึงที่ปรากฏ
อยแู ละมีการพดู ถงึ กนั อยเู สมอก็คือ "พุทธศิลป" แนนอน เมื่อเราพูดถึงพุทธศิลปตามความเขาใจแบบ
ทั่วๆไปคาํ ตอบทค่ี ลา ยคลงึ กันกค็ ือ งานศิลปะท่ีเก่ียวของกับศาสนาพุทธ ตัวอยางที่เปนรูปธรรมไดแก
สถาปตยกรรมโบสถว ิหารวดั วาอาราม ประติมากรรมพระพุทธรูป จิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเก่ียวกับ
พุทธประวัติหรือปริศนาธรรม ฯลฯ น่ันเปนความเขาใจที่เขาใจกัน และถาพูดถึงพุทธศิลปในแงรวม
สมัยปจจุบัน ความเขาใจของคนทั่วไปก็คือ ผลงานการสรางสรรคที่ศิลปนไดพัฒนาขอบเขตของ
เร่อื งราว รปู แบบ การแสดงออก ตลอดจนเทคนิควิธีการข้ึนมาใหม ซึ่งถาเราจะสรุปอยางหยาบๆ ใน
ดานเร่ืองราว มีความสมจริงตามที่ตามองเห็นมากข้ึน ใหเสรีภาพในการคิดจินตนาการนอกกรอบ
ความคิดด้ังเดิม สวนรูปแบบการแสดงออก เทคนิควิธีการ ศิลปนจํานวนไมนอยอาศัยวิทยาการ
บางอยา ง แนวคิดบางอยา งจากซีกโลกตะวันตกมาพัฒนาปรับปรุงผลงานของตน เชน ผลงานบางช้ิน
ของถวลั ย ดชั นี วรฤทธิ์ ฤทธาคณีสรุ สิทธ์ิ เสาวคง ปรีชา เถาทอง สมหมาย พันธุบา นแหลม ดํารง วงศ
อปุ ราช กลิ เบิรต ลอย ฯลฯ

แมศ ิลปนบางทานอาจจะปฏเิ สธ โดยถือวาผลงานของตนเปนงานตนฉบับชนิดปลอดอิทธิพล
ใดๆ ศิลปนก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไดโดยสมบูรณ แตในสายตาของคนอีกกลุมหน่ึง มิไดถือวาวิทยาการ
เปน เร่ืองของความเลวรา ย เปน เร่ืองของการทําลายคุณคา ตอเมือ่ เรานําวิทยาการซึ่งถายเทกันไดตาม
ลักษณะสังคมเปดมาประกอบงานสรางสรรคแลว ตัวผลงานศิลปะอันเปนผลรวมของหลายส่ิงหลาย
อยางสงผลกระทบแกผูดูในแงของความรูสึกนึกคิดในแงของความงดงาม หรือในแงของการสงเสริม
ความเปน มนุษย ฯลฯ มากนอ ยเพียงใดตา งหาก ถงึ กระนัน้ แนวทางพทุ ธศิลปท ีศ่ ลิ ปนนํามาสราง และ
จดั อยูในกลุมศิลปะแนวประเพณีรวมสมัยก็ยังมีกลุมความคิดอีกกลุมหน่ึงตั้งขอสงสัยเอาไว เขาสงสัย
วา พุทธศิลปรวมสมัยมีความหมายเพียงความเขาใจแบบที่กลาวตามขางตนเทาน้ันหรือ แตกตางไป
จากนั้นไมถือวาเปนงานพุทธศิลปหรือ งานพุทธศิลปจําเปนดวยหรือที่จะตองอยูในกรอบของวัด
พระพทุ ธรปู ภาพ พุทธประวตั ิ จริยวตั รของภิกษสุ งฆ พิธีกรรมทางศาสนา สัญลักษณของอดีตที่นํามา
จดั องคป ระกอบใหม ฯลฯ แลว ผลงานบางชน้ิ อยา งผลงานภาพพิมพช่ือ "สังขาร" ของสันต สาราณบริ
รักษ ประติมากรรมชอื่ "ปลายวิถีแหง ชวี ิต" ของสิทธเิ ดช แสงหิรัญ ประติมากรรมช่ือ " อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา" ของ นนทวิ รรธนจ ันทนะผะลิน จติ รกรรมชอื่ "ใบไมส ีสม" ของวิเชียร วงศศุภลักษณ ฯลฯ ซ่ึง
มองไมเห็นวัด ไมเห็นพระ ไมเห็นพิธีกรรม ไมเห็นพุทธประวัติ เหลาน้ีจะเปนพุทธศิลปรวมสมัยได
หรือไม นาจะได คือคําตอบของคนกลุมความคิดที่ตั้งขอสงสัย เหตุผลของเขาก็คือ พุทธศิลป

๒๐๔

ความหมายของเขา เปน ศิลปะที่เกี่ยวพันกับผูท่ีตื่นแลว โดยตีความผานพุทธธรรม และพุทธธรรมอัน
เปนหนังสือเลมสําคัญของพระราชวรมุนี ไดแยกพุทธธรรมออกเปน ๒ สวน คือ สัจธรรมหรือกฎ
ธรรมชาติ กบั จริยธรรมหรือการรจู ักกฎธรรมชาติ แลวนํามาใชในทางที่เปนประโยชน อีกนัยหนึ่งเปน
ความรใู นการประยุกตสัจธรรม กลาวกันเฉพาะสัจธรรมหรือกฎธรรมชาติ ซ่ึงเปนเร่ืองทันสมัยตลอด
กาล พระพุทธองคไดแสดงใหเห็นในไตรลักษณวาดวยหลักอนิจจตา ทุกขตา และอนัตตา เพียงหลัก
อนิจจตา หรือความไมเที่ยงแทแนนอน ผลงานศิลปะของสันต ของนนทธิวรรธน ของวิเชียร ตามท่ี
กลา วมากพ็ ดู ไดว า ศลิ ปนสรา งงานโดยอาศัยรากฐานความคดิ ดงั กลา ว เหลาน้ีคือการตีความพุทธศิลป
โดยอิงหลักพุทธธรรมท่ีแตกตางไปจากเดิม และเปนเรื่องนํามาซ่ึงการถกเถียงในหมูศิลปนผูใฝรูใน
ปจจบุ ัน

รปู ท่ี ๗.๒ ลวดลายผนงั โบสถ วดั ไชยศรี บานสาวถี เมืองขอนแกน 177๑๐๗
อยา งไรกต็ าม การตคี วามพุทธศลิ ปท แี่ ตกตางกนั ระหวางอดีตกับปจจุบัน ระหวางปจจุบันกับ
ปจ จบุ นั ซึ่งมีอยูหลายกลุมความคิดน้ัน จําเปนท่ีเราจะตองแยกสวนท่ีเปนการตีความออกจากสวนที่
เปนความงาม เพราะความงามอันเปนความสามารถจัดเจนของศิลปนในการสรางสรรคศิลปะ ยอม
ปรากฏตัวขึ้นไดในผลงานศิลปะทุกกลุมที่ตีความแตกตางกัน นั่นก็หมายความวา ไมวาศิลปนจะ
สะทอนสจั ธรรม หรอื ตรงขามกบั สัจธรรม ยอมไมใ ชเ งอื่ นไขชีข้ าดวา ศิลปน จะสะทอนดานใดออกมาใน
ผลงานทกุ วันน้ี มีศลิ ปนจํานวนไมนอ ยในบานเมอื งของเรากาํ ลังต่ืนตวั ใหค วามสนใจตอ การ สรางสรรค
งาน ศิลปะแนวประเพณีรวมสมัยกันมากขึ้น โดยมีพุทธศิลปในหลายความหมาย หลายความเขาใจ
รวมอยูดว ย ต้ังแตการตคี วามพทุ ธศิลปเจือปนพราหมณ การตีความพุทธศิลปที่รูปแบบพิธีกรรม จริย

๑๐๗ http://www.mcukk.com/buddhasilpa/buddha.php?select=12 [๑๗ ต.ค. ๒๕๕๙]

๒๐๕

วัตรตามทเ่ี หน็ และอีกหลายนัย จนถึงการตคี วามแบบเจาะลึกพุทธธรรม แลวแสดงออกในทางศิลปะ

๑๐๘

178

๗.๓.๓ วรรณกรรมไทยในพระพทุ ธศาสนา
วรรณกรรมคือผลงานทางการเขียนที่จัดวาทรงคาทางการประพันธ ซ่ึงตางจากงานเขียน
ธรรมดา วรรณกรรมตองใชศิลปะทางการประพันธ ทวงทํานองการเขียนท่ีสละสวย เชน นวนิยาย
เรอ่ื งสนั้
นักวิชาการไดจัดประเภทผลงานทางการเขียนไว ๓ ระดับคือ ๑) วรรณคดี ๒)วรรณกรรม
และ ๓) งานเขียน วรรณคดีน้ันทรงคาท้ังรูปแบบ เนื้อหาและสํานวนการเขียน และเรื่องน้ัน ๆ ตอง
ทรงอยูไมมีวันจางหายไป แมเวลาจะผานไปก่ียุคสมัยก็ตาม เชน ขุนชางขุนแผน รามเกียรต์ิ เปนตน
วรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนาท่ีสําคญั ๆ มดี ังน้ี
๑. นันโทปนันทสูตรคําหลวง เปนวรรณคดีพุทธศาสนา ในสมัยอยุธยา เจาฟาธรรมธิเบศร
(เจาฟากงุ )ทรงพระนิพนธขึน้ โดยมลี กั ษณะคาํ ประพนั ธเปน รายยาว นําดวยภาษาบาลี แลวขยายเปน
ราย สลับกันเร่ือยไปจนจบ มีจุดมุงหมายเพ่ือเผยแผคําสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา และกอใหเกิด
ศรัทธาในพุทธศาสนา โดยทรงนําเน้ือเรื่องมาจากคัมภีรทีฆนิกาย ช่ือ นันโทปนันทสูตร เร่ืองมีอยูวา
ครั้งนัน้ พระพทุ ธองคท รงมพี ทุ ธบญั ชาใหพระมหาโมคคัลลานะเถระ ไปปราบพญานาค อันมีนาม นัน
โทปนนั ทะ ใหคลายทฏิ ฐิมานะลง เมื่อพญานันโทปนันทะคลายทิฏฐิมานะลง ไดแปลงรางเปนมาณพ
หนุม ฟง ธรรมจากพระพุทธเจา และไดร ับศีล ๕ จากพระพุทธองค แตด ว ยความทีต่ นยงั อยใู นภูมิของก่ึง
เทพก่ึงเดรจั ฉาน จงึ ยังมิอาจยังใหเกดิ การบรรลุธรรมได แตก็ยอมรับนับถือพระพุทธองคไปตลอดชีวิต
แสดงใหเห็นสุภาษติ วา ควรชนะคนไมด ีดวยความดี คอื เราควรสอนใหคนพาลกลบั เนื้อกลับตัวเปนคน
ดี มีดวงตาเหน็ ธรรม คือ อรยิ สจั เขาสูความหลุดพน สามารถนํามาใชในชวี ติ ประจําวันได
๒. พระมหาชนก เปนเร่ืองหนึ่งในทศชาติชาดก อันเปนชาดก 10 ชาติสุดทายกอนที่พระ
โพธสิ ตั วจะมาประสตู เิ ปนเจาชายสิทธัตถะ และตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา ชาดกเรื่องน้ีเปนการ
บําเพ็ญความเพยี รเปนบารมี พระบาทสมเด็จพระเจา อยหู วั ทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงคนเรื่องพระ
มหาชนกในพระไตรปฎ กและทรงแปลเปน ภาษาองั กฤษตรงจากมหาชนกชาดก ตง้ั แตต นเรอื่ ง โดยทรง
ดัดแปลงเล็ก ๆ นอย ๆ เพื่อใหเขาใจงายข้ึน นอกจากนี้ ยังทรงแปลเปนภาษาสันสกฤตประกอบอีก
ภาษา รวมทั้งแผนที่ฝพระหัตถ แสดงสถานท่ีต้ังทางภูมิศาสตรของเมืองโบราณบางแหงและขอมูล
อุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม กับกําหนดวันเดินทะเลตลอดจนจุดอัปปางของเรืออับโชค ทรง
คาดคะเนโดยอาศัยขอมูลทางโหราศาสตร แสดงถึงพระปรีชาในดานอักษรศาสตร ภูมิศาสตรและ
โหราศาสตรไทย ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแหงรัชกาล เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ พระราชนิพนธ
เรื่อง พระมหาชนกก็ออกจําหนาย และเปนท่ีช่ืนชมโดยท่ัวไป แตหนังสือพระราชนิพนธน้ีก็ยังอาน

๑๐๘ อํานาจ เย็นสบาย. "ตคี วามพทุ ธศลิ ปด วยความสงสัย." สยามรัฐสัปดาหวิจารณ ปท่ี ๓๑ ฉบับท่ี ๓ (
กรกฎาคม ๒๕๒๗). หนา ๓๐ – ๓๑.

๒๐๖

คอนขางยาก ดวยความซับซอนของขอความและของภาพ ทําใหมีการวิจารณและตีความกันในทาง
ตา งๆ นานา

เร่ืองยอมอี ยูวา พระเจา มหาชนกกษตั ริยแ หงกรงุ มิถลิ า มพี ระราชโอรสสองพระองค พระนาม
วา อริฏฐชนก และ โปลชนก เม่ือสวรรคตแลว พระอริฏชนกไดครองราชสมบัติและทรงต้ังพระโปล
ชนกเปนอุปราช อมาตยผูใกลชดิ ไดก ราบทูลใสรายวา พระอุปราชโปลชนกคิดไมซื่อ พระอริฏฐชนกก็
หลงเชื่อ ส่งั จองจําพระโปลชนก แตพระโปลชนกตงั้ จติ อธษิ ฐานและหลบหนไี ปได ภายหลังไดรวบรวม
พลมาทารบและเอาชนะไดในที่สุด พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนมในท่ีรบ พระเทวีที่กําลังทรงครรภจึง
ปลอมตัวหนีออกนอกเมอื ง ดวยความชวยเหลอื ของทา วสกั กเทวราชจึงเสด็จหนีไปจนถึง เมืองกาลจัม
ปากะ ไดพราหมณผูหน่ึงอุปการะไวในฐานะนองสาว ตอมามีพระประสูติกาล ต้ังพระนามพระโอรส
ตามพระอัยยิกาวา "มหาชนก" จวบจนกระท่ังมหาชนกเติบใหญ และไดทราบความจริง ก็คิดจะไป
คาขายต้ังตัว แลวจะไปเอาราชสมบัติคืน จึงนําสมบัติก่ึงหนึ่งของพระมารดาไปขาย แลกเปน
สนิ คา ออกเรือไปยงั สวุ รรณภมู ิ ระหวา งทางในมหาสมทุ ร เรอื ตองพายลุ ม ลง ลูกเรอื ตายหมดยังแตพระ
มหาชนกรอดผูเดียว ทรงอดทนวายนํ้าในมหาสมุทรดวยความเพียร ๗ วัน ๗ คืน จนไดพบนางมณี
เมขลาในท่ีสุดนางมณีเมขลาไดอุมพระมหาชนกไปสงยังมิถิลานคร ฝายมิถิลานคร พระโปลชนกได
สวรรคตเหลอื เพยี งพระราชธิดานาม "สวี ลีเทว"ี กอ นสวรรคตทรงตั้งปริศนาเร่ืองขุมทรัพยทั้งสิบหกไว
สาํ หรับผจู ะขึ้นครองราชยตอไป แตไมมีผูใดไขปริศนาได เหลาอมาตยจึงไดประชุมกันแลวปลอยราช
รถ ราชรถกแ็ ลน ไปยังทม่ี หาชนกบรรทมอยู เหลาอมาตยจ ึงเชญิ เสดจ็ ขนึ้ ครองราชยและอภเิ ษกกับสีวลี
เทวี ทรงไขปรศิ นาตางๆ ได และทรงครองราชสมบัติโดยธรรม

วันหนึ่ง พระมหาชนก ทรงประทับบนคอชางเพื่อทอดพระเนตรอุทยาน ใกลประตูอุทยานมี
มะมวง ๒ ตน ตน หนึ่งมีผล ตนหนึ่งไมมีผล ผลน้ันมีรสหวานเหลือเกิน พระมหาชนกทรงเก็บมาเสวย
ผลหน่งึ แลว เสด็จเขาอุทยาน คนอื่นๆ ตั้งแตพระอุปราชลงมาตางก็แยงเก็บผลมะมวง จนมะมวงตน
นั้นโคนลง พระมหาชนกทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็เกิดความสังเวชที่คนท้ังหลายหวังแตประโยชน
อยางขาดปญญา รําลึกไดวานางมณีเมขลาเคยสั่งใหพระองคตั้งมหาวิทยาลัย จึงไดปรึกษากับ
พราหมณ ในท่สี ุดไดต ั้งมหาวิชชาลัยปทู ะเลยข้นึ โดยราํ ลึกวาขณะที่ทรงวายนํ้าในมหาสมุทรท้ัง ๗ วัน
๗ คนื มปี ูทะเลยักษม าชวยหนนุ พระบาท179๑๐๙

๓. ไตรภูมิพระรวง มีหลายช่ือเรียกไดแก "ไตรภูมิพระรวง" "เตภูมิกถา" "ไตรภูมิกถา" "ไตร
ภมู ิโลกวินจิ ฉยั " และ "เตภูมิโลกวินจิ ฉยั "

เปน วรรณคดพี ุทธศาสนาทแ่ี ตงในสมยั สโุ ขทยั ประมาณ พ.ศ. ๑๘๘๘ โดยพระราชดําริในพระ
ยาลิไท รวบรวมจากคัมภีรในพระพุทธศาสนา มีเน้ือหาเก่ียวกับโลกสัณฐาน ที่แบงเปน ๓ สวน หรือ
ไตรภูมิ ไดแ ก กามภูมิ รปู ภูมิ และอรูปภูมิ

๑๐๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, พระมหาชนก-The story of Mahajanaka.
กรงุ เทพมหานคร : อมรนิ ทรพ ริน้ ต้ิงแอนดพับลิชช่ิง, ๒๕๓๙), หนา ๖.

๒๐๗

วรรณคดีเรอ่ื งนม้ี ีเน้ือหาเกี่ยวกับ คตคิ วามเชอื่ ของชาวไทย เปนจํานวนมาก เชน นรก สวรรค
การเวียนวา ยตายเกดิ ทวีปท้งั ส่ี (เชน ชมพทู วีป ฯลฯ) ระยะเวลากัปปกัลป กลียคุ การลา งโลก พระศรี
อาริย มหาจกั รพรรดริ าช แกวเจ็ดประการ ฯลฯ

ไตรภูมพิ ระรวง เปนพระราชนิพนธของพระมหาธรรมราชาลิไทซ่ึงแตงข้ึนเม่ือ วันพฤหัสบดี
ข้ึน ๑๕ คํ่า เดือน ๔ ประกา ตรงกับวันพฤหัสบดีท่ี ๔ มีนาคม พ.ศ. ๑๘๖๔ (ปเกา) จ.ศ.เปนป
ครองราชยท่ี ๖ โดยมพี ระประสงคท ่ีจะเทศนาโปรดพระมารดา และเพื่อจําเริญพระอภิธรรม ไตรภูมิ
พระรวงเปน หลักฐานชิ้นหน่ึงท่ีแสดงใหเห็นถึงพระปรีชาสามารถอยางลึกซึ้ง ในดานพุทธศาสนาของ
พระมหาธรรมราชาลิไทที่ทรงรวบรวมขอความตางๆ ในคัมภีรพระพุทธศาสนา นับแตพระไตรปฎก
อรรถกถา ฎีกา และปกรณพิเศษตางๆ มาเรียบเรียงขึ้นเปนวรรณคดีโลกศาสตรเลมแรกที่แตงเปน
ภาษาไทยเทา ทีมีหลักฐานอยใู นปจจุบันน้ี180๑๑๐ ทง้ั น้ี อ.สนิ ชัย กระบวนแสง ไดวิเคราะหเหตุผลการแตง
ไตรภมู ิพระรว งของพระมหาธรรมราชาลไิ ท วา จะเกี่ยวขอ งกบั เร่ืองการเมืองดวยเนื่องจากไตรภูมิเปน
เร่ืองท่ีเกี่ยวของกับนรก-สวรรค สอนใหคนรูจักการทําความดีเพ่ือจะไดขึ้นสวรรค หากแตใครทําช่ัว
ประพฤตติ นผดิ ศีลก็จะตองตกนรก กลาวคือ ประชากรในสมัยที่พระมหาธรรมราชาลิไทปกครองนั้น
เรม่ิ มมี ากขน้ึ กวา แตกอ น ทาํ ใหการปกครองบา นเมอื งใหสงบสุขปราศจากโจรผูร า ยเปนไปไดยากยิ่งขึ้น
การดูแลของรัฐก็ไมอาจดูแลไดทั่วถึง พระมหาธรรมราชาลิไทจึงไดคิดนิพนธวรรณกรรมทางศาสนา
เรอ่ื งไตรภูมพิ ระรว งขนึ้ มาเพอ่ื ทีต่ อ งการสอนใหป ระชาชนของพระองคทําความดี เพื่อจะไดขึ้นสวรรค
มชี วี ติ ท่ีสขุ สบาย และหากทําความชั่วก็จะตองตกนรก ดวยเหตุนีว้ รรณกรรมเรื่องไตรภูมิจึงเปนสิ่งท่ีใช
ควบคุมทางสังคมไดเปนอยา งดียิ่ง เพราะสามารถเขา ถงึ จิตใจทุกคนไดโดยมิตองมีออกกฎบังคับกันแต
อยา งไร

๔. โคลงโลกนติ ิ เปนวรรณกรรมประเภทคําสอน ในลักษณะของโคลงสุภาษิต คําวา โลกนิติ
(อานวา โลก-กะ-นิด) แปลวา ระเบียบแบบแผนแหงโลก เน้ือหาในโคลงโลกนิติจึงมุงแสดงความจริง
ของโลกและสัจธรรมของชีวิต เพื่อใหผูอานไดรูเทาทันตอโลก และเขาใจในความเปนไปของชีวิต
พรอ มเปนแมแบบเพ่ือใหผูอา นไดด าํ เนนิ ชีวิตไปในทางทถ่ี ูกตอ งดงี ามสบื ไป

โคลงโลกนติ มิ คี วามไพเราะเหมาะสมท้งั ดา นรูปแบบและเน้ือหาปรัชญาสาระ ครบคุณคาทาง
วรรณกรรม ทําใหเปนที่แพรหลายในหมูคนทั่วไป บางทานกลาวยกยองโคลงโลกนิติวาเปน อมตะ
วรรณกรรมคาํ สอน หรอื ยอดสุภาษติ อมตะ181๑๑๑ ไดร บั คัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการใหเปนบทอาน
ในหนงั สือแบบเรียนสําหรับนักเรียนนักศึกษาอยูทุกยุคสมัย และไดรับการจัดใหเปนหน่ึงในหนังสือดี
๑๐๐ เลม ทคี่ นไทยควรอาน

๑๑๐ นิยะดา เหลาสุนทร, ไตรภูมิพระรวง การศึกษาท่ีมา, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแมคําผาง,
๒๕๔๓), หนา ๑๑.

๑๑๑ สุปาณี พัดทอง, "โคลงโลกนิติ" อมตะวรรณกรรมคําสอน, วารสารวรรณวิทัศน ปที่ ๒ ฉบับที่ ๒,
ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, พ.ย. ๒๕๔๕.

๒๐๘

โคลงโลกนิติเชื่อกันวามีมาตั้งแตคร้ังกรุงศรีอยุธยา โดยนักปราชญในสมัยน้ันไดคัดเลือกหา
คาถาสุภาษิตภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตที่ปรากฏในคัมภรี ตา งๆ เชน คมั ภรี โ ลกนิติ, คัมภีรธรรมนีติ,
คัมภีรราชนีติ, หิโตปเทศ, ธรรมบท และ พระไตรปฎก เปนตน มาถอดความแลวเรียบเรียงแตงเปน
โคลงโลกนติ ิ

ตอมาในสมัยรัตนโกสินทร เมื่อพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรด
เกลาฯ ใหปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธ์ิฯ) ในป พ.ศ. 2374 ก็มีดําริใหจารึก
วชิ าการสาขาตางๆ ไวบ นแผนศลิ าที่ประดับไวตามเสาหรือกาํ แพงพระวิหาร ในการน้ีจึงทรงพระกรุณา
โปรดเกลาฯ ให สมเด็จพระเจานอ งยาเธอกรมขนุ เดชอดศิ ร (ตอ มาไดดาํ รงพระยศเปน สมเด็จพระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาเดชาดศิ ร) ทรงชําระโคลงโลกนิติของเกาใหป ระณีตไพเราะยง่ิ ข้นึ เพ่ือจารึกไว
ในคราวเดียวกนั

จํานวนโคลงโลกนติ ทิ ป่ี รากฏตนฉบับในสมดุ ไทยมีทัง้ สิ้น ๔๐๘ บท แตท ีจ่ ารึกไวในวัดพระเชตุ
พนฯ แผนละบท มี ๔๓๕ แผน (รวมโคลงนํา ๒ บท) คาดวามีโคลงที่แตงเพิ่มเติมเพื่อใหพอดีกับพ้ืนท่ี
จารกึ

๗.๔ พระพุทธศาสนากับการสง เสริมภมู ิปญ ญาไทย

“ภมู ิปญญาไทย หมายรวมเอา กระบวนการคดิ วธิ ีคดิ ทเ่ี ก่ยี วกบั ความเช่อื คา นิยม โลกทัศน
ชีวทัศน วิถีชวี ิต ท่ีคนไทยสงั่ สมเปน ประสบการณ ถายทอดเปน องคความรสู บื ตอมา เพื่อการดํารงชีวิต
ใหส อดคลองกับสภาพแวดลอ มและวฒั นธรรมของชาวไทย”

ชาวไทยมีความคดิ ความอานเปนของตนเองมีอิสระท่ีจะเลือกสิ่งที่ตนเองและสังคมตองการ
เปน คนทีม่ ีความคิดยืดหยุนได มคี วามคิดกา วหนา มคี วามสามารถในการปรับตัวสูง เพราะสังคมไทยมี
โครงสรา งอยางหลวมๆ มีหลักปฏบิ ตั แิ ละขอ บังคบั ทีย่ ืดหยนุ ได มีการประนีประนอมสูง โอนออนผอน
ตาม รูจักผอนสั้นผอนยาว ถาเปรียบเทียบกับประเทศเพ่ือนบานในแถบเอเชีย จะเห็นวาชาวไทยมี
ความยืดหยุนมากกวา ผูที่ไมเขาใจวิถีชีวิตแบบไทยๆ ก็จะเหมาวา สังคมไทยเปนสังคมที่ “ออน”
ลักษณะโครงสรางทางสังคมหลวม มีลักษณะท่ียืดหยุน ปรับตัวเกง ความออนบางครั้งก็สามารถ
เอาชนะความแข็งได ดุจนโยบายการรักษาประเทศในสมัยรัชกาลท่ี ๔ ใหรอดพนจากการรุกราน
ดนิ แดน ลาอาณานคิ มของมหาอํานาจตะวนั ตก ยอมเสยี ดนิ แดนบางสว นไป แตค งรักษาราชอาณาจักร
เอาไวได

พระพุทธศาสนาไดมีอิทธิพลตอแนวคิดและวิถีชีวิตของชาวไทยอยางมาก การจัดการศึกษา
สมยั กอ นไดอาศยั วดั และวงั เปนแหลง การฝกฝนอบรม นอกจากจะไดส ติปญญาแลวยังไดรับการฝกฝน
อบรมความประพฤติทางศลี ธรรมจรยิ ธรรมดวย ความรตู อ งคคู ุณธรรม คืออุดมคติของการศึกษา หาก
มีวชิ าการแตอยางเดียวอาจเปนคนขาดศีล ไรธรรมะ ไมมีใครคบหาสมาคมดวย อุดมคติของการเปน
คนดแี ตกอนคือ “คนดีตองมีศีลธรรม” แมวาปจจุบันจะกลายมาเปน “คนดีมีอํานาจ” หรือ “คนดีมี
สตางค” แตส ดุ ทา ยก็เห็นยงั เรียกรอ งหา “คนใจซอ่ื มอื สะอาด” อยูน้ันเอง

๒๐๙

ชาวไทยแตกอน ทําอะไรท่ียิ่งใหญสวยงาม มักจะอาศัยศาสนธรรมเปนหลัก เชน การสราง
ศิลปะทส่ี วยทส่ี ดุ ก็ทําถวายพระศาสนา “ดังการสรางพระพุทธชินราช” หรือ จิตรกรรมฝาผนังที่สวย
ทส่ี ุด สวนใหญจะเปนจิตรกรรมเก่ียวกับศาสนาเขียนเอาไวท่ีวัด ชมแลวทําใหจิตใจสงบเยือกเย็น น่ัน
คอื ผลแหงการปรับภูมิปญญาเดิมเขากับหลักศาสนา คนที่มีการศึกษาตามหลักภูมิปญญา คือ “คนที่
ไดรับการฝกฝนพัฒนาใหรูจักแกปญหา ดับทุกข ทําตนใหเปนสุขได ตอน้ันก็สามารถท่ีจะแสวงหา
ความสขุ ประณีตยงิ่ ๆขนึ้ ไป และสามารถเผอ่ื แผขยายความสุขแกผูอ่ืนไดอยางกวางขวางออกไปดวย”
น่ันคือตองเปนคนเกงและคนดีในตัวบุคคลคนเดียวกัน กลาวไดวา พุทธศาสนาเปนรากฐานแหงภูมิ
ปญ ญาไทย ก็ไมผ ดิ ไปจากขอเทจ็ จริง

สรปุ ทายบท

คตคิ วามเชื่อในพระพุทธศาสนาเปนแนวทางในทางปฏิบัติของสังคมไทยมาเปนเวลาชานาน
พระพุทธศาสนาทําใหคนไทยมีกรอบความคิดและโลกทัศนเปนไปตามคําส่ังสอนในพระพุทธศาสนา
เชน นิสัยโอบออ มอารี มคี วามเมตตากรณุ า ไมน ิยมความรนุ แรง มองโลกในแงด ี เปนตน

ดา นโลกทัศน คนไทยมองธรรมชาติตามหลักพระพุทธศาสนา คือ สรรพสง่ิ มเี กดิ มีดับ มีความ
เส่ือม และมคี วามเจรญิ ตามตามลําดับ ปรากฏการณท างธรรมชาตจิ งึ เปนไปตามกฎเกณฑ สงผลใหคน
ไทยยอมรับความจรงิ ทผี่ านเขา มาในชีวติ และไมหวนั่ ไหวกับความเปลีย่ นในชวี ติ

ดานการเมืองการปกครอง คําสอนในดานการปกครองของพระพุทธศาสนาไดกลายมาเปน
หลักในการปกครองประเทศของพระมหากษัตริย โดยหลักคําสอนทั้งทศพิธราชธรรม 10 และ
จกั รวรรดิวตั ร ๑๒ ลวนเปน หลกั ธรรมในการปกครองประเทศ โดยเฉพาะอยางยิ่งหลักในการปกครอง
อยางมีคุณธรรม ปกครองอาณาประชาราษฎรใหอยูอยางรมเย็นเปนสุข ขณะท่ีอาณาประชาราษฎร
ตอ งมคี วามภกั ดีตอพระมหากษตั ริย

ดานขนบธรรมเนียมประเพณี พระพุทธศาสนาเปนรากฐานสําคัญของขนบธรรมเนียม
ประเพณขี องไทยเกือบทกุ ดา น ท้ังจารีตประเพณีซึ่งเปนเรื่องของศีลธรรม ขนบประเพณี ไดแก แบบ
แผนประเพณีเกี่ยวกับธรรมเนียม แบบแผนพิธีการตางๆ และธรรมเนียมประเพณี คือ ธรรมเนียม
ปฏิบตั ติ า งๆ ในสงั คม เชน การแตงกาย เปนตน

ดานการศึกษา ในชวงเวลากอนการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาบันที่มีบทบาท
ดานการศึกษาในสังคมไทยคือสถาบันพระพุทธศาสนา โดยเปนแหลงในการถายทอดความรูทั้งดาน
การศาสนาและศิลปวิทยาตางๆ แมเม่ือมีการเริ่มตนการศึกษาแผนใหมแลวก็ยังตองอาศัยสถาบัน
พระพทุ ธศาสนาในการจัดการศกึ ษา

ดา นภาษาและวรรณคดี พระพุทธศาสนาไดเ ขามามีบทบาทในสังคมไทย ในดานภาษา ไดแก
ภาษาบาลีและสนั สกฤต ซึ่งเปนภาษาที่นิยมใชในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและพระพุทธศาสนา
นิกายมหายาน ซ่งึ เคยมอี ิทธพิ ลในดนิ แดนประเทศไทยมากอ น ทง้ั ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตไดเขา
มามีอิทธิพลในภาษาไทย ชวยใหภาษาไทยมีความสละสลวยมากข้ึน สวนทางดานวรรณคดี เน้ือหา
วรรณคดีกแ็ สดงถงึ ความสมั พนั ธระหวางวิถีชีวติ ของคนไทยและพระพุทธศาสนา

๒๑๐

ดานสังคม วัดในพระพุทธศาสนาดํารงฐานะเปนศูนยกลางของชุมชน โดยดํารงฐานะสําคัญ
สําหรับชุมชนในหลายดาน ไดแก วัดเปนศูนยกลางดานการทําพิธีกรรม เปนสถานศึกษาและเปน
แหลงศิลปวิทยาตางๆ นอกจากนี้วัดยังเปนสถานท่ีสังคมสงเคราะหแกผูยากไร สวนประสงฆดํารง
ฐานะเปน เนอ้ื นาบุญและเปน นกั ปราชญทป่ี รึกษาของชาวบานดว ย

คติความเช่ือในพระพุทธศาสนา เปนภูมิปญญาสําคัญท่ีสุดของสังคมไทย เน่ืองจากเปน
รากฐานทางภมู ปิ ญญาท่ใี หกําเนดิ ภมู ปิ ญ ญาดา นอน่ื ๆ ในสังคมไทย

คําถามทา ยบท

๑. จงอธบิ ายถงึ ลกั ษณะของความสมั พนั ธของพระพุทธศาสนากับภมู ิปญ ญาไทยในดานตาง ๆ
๒. จงอธิบายและยกตัวอยางภูมิปญญาไทยในมติ ิทางดา นพระพุทธศาสนามาอยางนอ ย ๒ อยา ง
๓. บอกแนวทางหารสงเสรมิ ภมู ปิ ญญาไทยตามแนวทางของพระพุทธศาสนา
๔. ใหทานแสดงความเห็นและทัศนคตขิ องตนเองเกย่ี วกับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีตอภูมิ

ปญ ญาไทย

๒๑๑

เอกสารอา งองิ ประจาํ บท

หนงั สือ
จารุวรรณ ไวยเจตน, พ้ืนฐานอารยธรรมไทย, กรุงเทพมหานคร : งานตําราและคําสอน กองบริการ

วชิ าการ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ, ๒๕๒๙.
นิยะดา เหลาสุนทร, ไตรภูมิพระรวง การศึกษาที่มา, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแมคําผาง,

๒๕๔๓.
ประเวศ อินทองปาน, การธํารงวัฒนธรรมไทยท่มี รี ากฐานจากพระพุทธศาสนา, กรุงเทพมหานคร :

ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน,
๒๕๕๔.
อาํ นาจ เย็นสบาย. "ตคี วามพุทธศลิ ปดวยความสงสัย." สยามรัฐสัปดาหวิจารณ ปท่ี ๓๑ ฉบับท่ี ๓ (
กรกฎาคม ๒๕๒๗).
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, พระมหาชนก-The story of Mahajanaka.
กรงุ เทพมหานคร : อมรินทรพร้ินต้งิ แอนดพ บั ลชิ ช่ิง, ๒๕๓๙.
พระยาอนมุ านราชธน, วัฒนธรรมและประเพณตี า ง ๆ ของไทย, (พระนคร : คลงั วิทยา, ๒๕๑๔).
สุปาณี พัดทอง, "โคลงโลกนิติ" อมตะวรรณกรรมคําสอน, วารสารวรรณวิทัศน ปท่ี ๒ ฉบับที่ ๒,
ภาควชิ าภาษาไทย คณะศลิ ปศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, พ.ย. ๒๕๔๕.

เวบ็ ไซต
http://www.kradandum.com/culture/cul04.htm
http://www.pukpik.com/picpost_view.php?id=5903
http://www.mcukk.com/buddhasilpa/buddha.php?select=12

http://www.laksanathai.com/book2/p313.aspx

๒๑๒

บทที่ ๘

แนวทางการอนุรกั ษภูมปิ ญ ญาไทยใหย ั่งยนื

วตั ถุประสงคก ารเรียนประจาํ บท
เม่ือศึกษาบทน้แี ลว ผศู ึกษาสามารถ
๑. อธิบายและบอกวธิ ีการอนรุ ักษภ ูมิปญญาไทยตามหลกั ทางวชิ าการได
๒. อธิบายและบอกวิธีการอนุรักษภูมิปญญาไทยตามหลักทางการทางพระพุทธศาสนาได
พรอมทั้งบอกถึงอิทธิพลทพี่ ระพทุ ธศาสนาสามารถทาํ ใหภ ูมิปญ ญาไทยยง่ั ยืนได
๓. บอกผลที่เกดิ ขน้ึ ของการสบื สานและอนรุ กั ษภมู ิปญ ญาไทยได
๔. อธิบายถงึ ความเปนไปและแนวโนมของภมู ิปญญาไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ได
ขอบขา ยเนือ้ หา

•ความนํา
•การอนุรกั ษภูมปิ ญญาไทยตามหลักทางวิชาการ
•การอนรุ กั ษภมู ิปญ ญาไทยตามหลักทางการทางพระพุทธศาสนา
•แนวโนม ของภมู ิปญ ญาไทยในศตวรรษท่ี ๒๑

๒๑๓

๘.๑ ความนาํ

เราไดศกึ ษาและอภปิ รายกนั มาพอสมควรแลว เก่ยี วกบั ภูมปิ ญญาไทยและความสําคัญของภูมิ
ปญญาไทย แตทวาไปแลวเม่ือสังคมสมัยใหมกําลังเจริญกาวหนา จึงทําใหภูมิปญญาและวัฒนธรรม
ไทยกลบั เลือนจางหายไปเรือ่ ย ๆ ประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปญญาของสังคมไทยเราก็มีหลายอยา
แลวแตละอยางก็อยูคูกับสังคมไทยมาชานานส่ิงตาง ๆ เหลาน้ีกับเลือนหายไปพรอมกับมีเทคโนโลยี
ใหม ๆ เขามาแทนที่ จึงทําใหผูคนไมเห็นความสําคัญ เราก็เปนคนไทยคนหน่ึงท่ีไมอยากใหประเพณี
เหลานน้ั สูญหาย แตว ธิ อี นรุ กั ษก็มหี ลายๆ อยา งแตกตา งกนั ออกไป

การปลกุ จิตสาํ นกึ ใหคนในทองถน่ิ ตระหนกั ถึงคณุ คา แกน สาระและความสําคัญของภูมิปญญา
ทองถ่ิน สง เสริมสนับสนนุ การจดั กิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมตางๆ สรางจิตสํานึกของความ
เปนคนทองถ่นิ นนั้ ๆ ทจี่ ะตอ งรว มกันอนรุ กั ษภ มู ิปญญาท่ีเปนเอกลักษณของทองถิ่น รวมทั้งสนับสนุน
ใหม พี ิพิธภณั ฑท องถ่นิ หรือพพิ ธิ ภณั ฑช ุมชนขึ้น เพือ่ แสดงสภาพชีวติ และความเปน มาของชุมชน อันจะ
สรา งความรแู ละความภูมิใจในชมุ ชนทอ งถ่ินดวย

ดังนั้นในบทนี้เราจะศึกษาถึง แนวทางการอนุรักษภูมิปญญาไทยใหยั่งยืน โดยมีเน้ือหาท่ีจะ
ศึกษาไดแก การอนุรักษภูมิปญญาไทยตามหลักทางวิชาการ การอนุรักษภูมิปญญาไทยตามหลัก
ทางการทางพระพทุ ธศาสนา และแนวโนม ของภมู ิปญ ญาไทยในศตวรรษที่ ๒๑

๘.๒ การอนุรกั ษภมู ปิ ญ ญาไทยตามหลักทางวิชาการ

ภูมปิ ญญาเปน เร่ืองท่สี ง่ั สมกันมาแตอ ดีตและเปน เรอ่ื งของการจดั ความสัมพันธระหวางคนกับ
คน คนกับธรรมชาติแวดลอมคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยผานกระบวนการทางจารีตประเพณี วิถี
ชวี ติ การทํามาหากนิ และพิธกี รรมตา ง ๆ ทุกอยา ง เพ่ือใหเ กดิ ความสมดลุ ระหวางความสัมพันธเหลานี้
เปาหมายก็คือเพ่ือใหเกิดความสงบสุข ท้ังในสวนท่ีเปนชุมชนหมูบานและในสวนท่ีเปนตัวปจเจกชน
ของชาวบานเอง การฟนฟูศักยภาพของชุมชนเพื่อนําไปสูการพ่ึงตนเองของชุมชนนั้นมิไดจํากัด
ขอบเขตไวเฉพาะการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ หากแตครอบคลุมถึงมิติแหงการพึ่งตนเองทางดาน
วฒั นธรรม ประเพณี และสติปญ ญาหรอื ภมู ิปญญาของชมุ ชน การจัดกจิ กรรมตองควบคกู ันไปเพ่ือใหมี
ศนู ยกลาง การเสรมิ สรา งภมู ิปญ ญาของชุมชนใหเปนภูมิตานทานตอกระแสแหงการครอบงําที่เขามา
ทาลายลางระบบการพง่ึ ตนเองของชุมชนจากสงั คมภายนอก182๑๑๒

๘.๒.๑ หอ งสมดุ กบั การอนุรักษภ มู ิปญ ญาทองถิ่น
หองสมุดเปรียบเสมือนหวงมหาสมุทรของภูมิปญญาไทยและภูมิปญญาทองถิ่น ถาไมมีการ
จัดระบบท่ีดี ก็จะคนพบสารนิเทศไดยาก หองสมุดควรหันมาตระหนักถึงความสําคัญของภูมิปญญา
ทองถิ่น โดยเปล่ียนวิธีคิดของบรรณารักษที่จะรักษาตัวเลมอยางเดียว เปล่ียนเปนบรรณกรณีย

๑๑๒ สาํ เนยี ง สรอยนาคพงษ, การใชภูมิปญ ญาทองถ่ินเพ่ือสงเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน, วารสาร
พฒั นาหลกั สูตร, (ก.พ.-ม.ี ค. ๒๕๓๕), หนา ๒๕ – ๒๖.

๒๑๔

หมายถึง ผูพึงกระทําเก่ียวกับหนังสือ ไมใชแตการจัดระบบหนังสือและจัดหาหนังสือเทาน้ัน ควร
เปล่ียนโครงสรางของหองสมุดเปนหองสมุดท่ีสมบูรณโดยจะตองผูกติดกับขบวนการเรียนรูและให
การศึกษาผูมาใช ควรมีฝายการศึกษาและวิจัย มีการรวบรวมและจัดระบบ ใหเกิดการวิพากษโดย
อาศยั กระบวนการวิจัยและมีนักนิทรรศการจัดกิจกรรมหมุนเวยี นเกีย่ วกบั ภมู ิปญญาทองถ่นิ 183๑๑๓

บทบาทของหองสมดุ ตอภมู ิปญญาทองถน่ิ มีดงั น้ี
๑. เปน ศูนยก ลางการศึกษาคน ควา
๒. เปน แหลงสรา งเอกลักษณทองถน่ิ ใหแ กสาธารณชนทัว่ ไป
๓. เปนแหลงใหบริการสารสนเทศทองถิ่นแกชุมชน ทําใหรักและภูมิใจในสารสนเทศ

ทอ งถนิ่ ใหป ระชาชนเห็นคณุ คา และดึงสว นที่เก่ยี วขอ งมาทาํ ใหเปนเอกลกั ษณ
๔. ทําใหเปนแหลงมรดกตกทอดถึงอนชุ นรุนหลงั

หองสมุดควรอนุรักษภูมิปญญาไทยดวยการจัดหาหนังสือ วีดิทัศน เทปคาสเซ็ท ที่มีเนื้อหา
เก่ียวกับภูมิปญญามาไวในหองสมุด จัดใหมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับภูมิปญญาไทยในทุกระดับช้ัน
โดยหอ งสมุดเปน ผูสนบั สนุนหลักสูตรดังกลาว184๑๑๔

การศกึ ษาภูมปิ ญญาตามวงจรชีวิตตง้ั แตเกิดจนตายไดแก ชวงปฐมวัย วัยเด็ก วัยรุน วัยหนุม
สาว วยั ผใู หญ และวยั ผสู งู อายุ หองสมุดตองจดั หาทรพั ยากรสารสนเทศใหส อดคลองกับชวงวัยของคน
ในชุมชนนี้ ดังน้ันหองสมุดจึงควรจะรวบรวมภูมิปญญาในดานตาง ๆ ท่ีมีในทองถ่ินของตนไวใหมาก
ที่สดุ การเรยี นรเู รอื่ งภูมปิ ญญาไทย คือ การเรียนรเู รื่องของวัฒนธรรมประเพณีของทอ งถนิ่

สรุปไดวา หองสมุดเปนศูนยกลางในการศึกษาคนควาและใหบริการสารสนเทศทองถิ่น
รวมถึงเปน แหลง อนรุ ักษภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ของชุมชนในรปู แบบของส่ิงพมิ พแ ละวสั ดุไมต ีพิมพ เพ่อื เปน
มรดกทางภมู ปิ ญญาใหอนชุ นรนุ หลงั ไดเรียนรแู ละศกึ ษาตอไป

๘.๒.๒ งานวิจยั กับการการอนรุ กั ษภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่นิ
งานวจิ ยั นับเปน สวนสาํ คญั ในการพฒั นาตอยอดตลอดจนอนุรักษไวซึ่งภูมิปญญาไทย ผูเขียน
ขอยกเอางานวจิ ยั ท่ีสาํ คัญ ๆ ที่มีบทบาทตอ การอนุรักษภูมิปญ ญาไทยมาดังนี้
บุปผาชาติ อุปถัมภนรากร ไดศึกษาเร่ือง โนรา: การอนุรักษการพัฒนาและการสืบสาน
ศลิ ปะการแสดงภาคใต ไดขอสรุปแบงออกเปน ๓ ดาน ไดแก ๑. รูปแบบในการอนุรักษ และการสืบ
สานศิลปะการแสดงภาคใต การจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการแสดงโนราควรจัดเปนหลักสูตร
ทอ งถ่นิ บรรจไุ วใ นหลักสตู รสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานและหลักสูตรระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยที่

๑๑๓ สทุ ธิวงศ พงษไ พบลู ย, บทบาทของสถานศกึ ษากับภมู ปิ ญ ญาไทย. วารสารหองสมุด, ๔๔(๓), ๒๕๔๕,
หนา ๓๕.

๑๑๔ สุจริต บัวพิมพ, ปจจัยพื้นฐาน : บทบาทตอศิลปวัฒนธรรมภูมิปญญาพ้ืนถิ่นในภาคตะวันออก.
วารสารวัฒนธรรมไทย, ๓๙(๒), ๒๕๔๕, ๒๗ – ๓๒.

๒๑๕

อยูในจังหวัดพัทลุง สงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช และควรมีการจัดทําขอมูลเผยแพรทาง
เวบ็ ไซตใ นระดบั จังหวัด ๒. รูปแบบการพัฒนาการแสดงโนราภาคใตสรุปผลไดคือ ดานองคประกอบ
การแสดง ไดแก ๓. รปู แบบการสง เสริมอาชีพ185๑๑๕

ธัญญพัทธ ศรีบุญสถิตพงษ ไดวิจัยเร่ือง บทบาทของเทศบาลนครอุบลราชธานีในการ
อนุรักษวัฒนธรรมประเพณี และภูมิปญญาทองถิ่น: กรณีศึกษาการจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา
จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาสภาพปญหา และความตองการตามบทบาทของ
เทศบาลนครอบุ ลราชธานใี นการอนรุ กั ษว ฒั นธรรมประเพณี และภูมิปญญาทอ งถิ่น ๕ ดานไดแก ดาน
สิ่งดึงดูดใจของนักทองเที่ยว ดานสิ่งอํานวยความสะดวก ดานโครงสรางพื้นฐาน ดานศักยภาพของ
เทศบาลนครอบุ ลราชธานี และดา นการมสี วนรว มของผทู ม่ี สี วนเกีย่ วขอ ง ผลการศกึ ษาพบวา

๑. สภาพปญหาการจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ตามบทบาทของ
เทศบาลนครอุบลราชธานีในการอนุรักษวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปญญาทองถิ่น โดยภาพรวมมี
ปญหาในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวา ดานท่ีเปนปญหามากกวาดานอื่น คือดาน
การมีสวนรวมของผูมีสวนเกี่ยวของ ขอที่มีปญหามากคือการไมใหความรวมมือขององคกรภาครัฐ
รองลงมาคอื ดา นศกั ยภาพของเทศบาลนครอุบลราชธานี เกี่ยวกับความเพียงพอของบุคลากรในการ
ปฏิบัติงานดานวัฒนธรรม และดานส่ิงอํานวยความสะดวกในเรื่องสุขลักษณะและคุณภาพของ
รานอาหาร

๒. ความตอ งการเกยี่ วกบั การจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานีสวนใหญ
เปนความตอ งการดานศกั ยภาพของเทศบาลนครอุบลราชธานีมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นท่ีตองการ
ใหมเี จา หนา ทคี่ อยอํานวยความสะดวกและแนะนําเกี่ยวกับการทองเท่ียวในงาน รองลงมาเปนความ
ตอ งการดานสง่ิ ดึงดดู ใจนกั ทองเทยี่ วที่ตอ งการใหจ ดั ขบวนแหแ ละเนน การฟอ นรําทส่ี วยงาม และความ
ตองการดานการมีสวนรวมของผูมีสวนเกี่ยวของท่ีควรเปดโอกาสใหภาคเอกชน พอคา สงขบวนเขา
ประกวดดว ยเพือ่ ความหลากหลาย และการมสี วนรว มอยา งทัว่ ถงึ 186๑๑๖

ธดิ ารัตน วรพมิ พรัตน ไดวจิ ยั เรื่อง บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิ
ปญญาทองถิ่นในอําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ผลการศึกษาพบวาองคการบริหารสวนตําบล
ไดเขา มามบี ทบาทในการอนรุ กั ษภ ูมิปญ ญาทอ งถ่ินในดานขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อทาง
ศาสนา ดานภาษาและวรรณกรรม ดานศิลปกรรม ดานการละเลน ดนตรีและพักผอนหยอนใจ ดาน

๑๑๕ บปุ ผาชาติ อปุ ถมั ภนรากร, โนรา: การอนุรกั ษก ารพัฒนาและการสบื สานศลิ ปะการแสดงภาคใต, ดุษฎี
นพิ นธปรัชญาดุษฏบี ณั ฑติ สาขาวัฒนธรรมศาสตร, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๕๒), หนา
๓๔๘ – ๓๔๕.

๑๑๖ ธญั ญพัทธ ศรีบญุ สถิตพงษ, บทบาทของเทศบาลนครอุบลราชธานีในการอนุรักษวัฒนธรรมประเพณี
และภูมปิ ญญาทองถ่ิน : กรณีศึกษาการจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี, รายงานการศึกษา
อิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการปกครองทองถิ่น, (วิทยาลัยการปกครองทองถิ่น :
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน, ๒๕๕๑), หนา บทคัดยอ .

๒๑๖

ชีวิตความเปนอยูและวิทยาการ โดยมีการจัดกิจกรรมตาง ๆ และการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินและ
การสนบั สนนุ งบประมาณเพอ่ื การอนรุ ักษภ มู ิปญญาทองถ่ิน187๑๑๗

สจุ รติ บัวพิมพ ไดศ ึกษาเรือ่ ง ปจ จัยพ้ืนฐาน: บทบาทตอศลิ ปวัฒนธรรมภมู ิปญญาทอ งถิ่นพื้น
ถนิ่ ในภาคตะวันออก โดยศึกษาถึงปจจัยพ้ืนฐานที่มีบทบาทตอรูปแบบศิลปกรรมและศิลปหัตถกรรม
ในเขตพืน้ ทภี่ าคตะวนั ออก พบวา พ้ืนที่ของแหลงทางศิลปวัฒนธรรมและแหลง อารยธรรมตั้งอยูบน
เขตพนื้ ท่ขี องชมุ ชนเมือง และชุมชนนอกเมืองท่ีกระจายตัวอยูท่ัวไปและเปนแหลงขอมูลท่ีมีหลักฐาน
ความเปน ทีต่ ้ังแตสมัยกอนประวัติศาสตรจนถึงปจจุบัน และในปจจุบันไดมีการพัฒนาความกาวหนา
และความเจริญของสังคมยุคอุตสาหกรรมใหมในเขตพื้นที่ชายฝงทะเลภาคตะวันออก และไดมีการ
กอสรางอาคาร กอสรา งโรงงานอตุ สาหกรรม การสรางทาเรือขนาดใหญ และส่ิงปลูกสรางอ่ืน ๆ ตาม
แนวชายฝง ทะเลปญหาเหลา น้ี กอ ใหเกิดความเสียภาวะสมดุลตามธรรมชาติ และเขตพื้นท่ีทางศิลปะ
และวฒั นธรรมแหลง โบราณคดที มี่ คี ณุ คาของชมุ ชนดง้ั เดมิ ยอ มมีผลทาํ ลายหลกั ฐานทางวัฒนธรรมของ
ชุมชนใหส ญู หาย เพือ่ ตระหนกั ถึงคุณคาทางวฒั นธรรม จึงไดมีการระบุใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น
มีหนา ท่บี ํารงุ รักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถ่ิน หรือวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่นโดยการ
จดั การศึกษาอบรมภายในทองถิน่ (เทศบาล-อบต.) มคี วามพรอ มสามารถทีจ่ ะดาเนินการจัดการศึกษา
ในทองถิ่นของตนเองไดท้ังการศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
โดยแนวทางการจดั การศกึ ษามีเรอื่ งทเ่ี กีย่ วของคือตองใหผ เู รียนมีความรูเก่ียวกับศาสนา การกีฬา ภูมิ
ปญ ญาไทย และการประยกุ ตใชภมู ปิ ญญา โดยเนอื้ หาสว นใหญจ ะเก่ยี วของกับทอ งถ่นิ ของตนเอง188๑๑๘

ยศ สนั ตสมบัติ ไดศึกษาวิจัยเร่ือง ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปญญาทองถิ่น เพ่ือ
การพัฒนาอยางย่ังยืน เปนการศึกษาในเขตภาคเหนือตอนบน โดยเนนความสําคัญขององคความรู
เกีย่ วกบั พชื อาหารและยา ระบบการผลติ และการจัดการทรพั ยากรระบบการแพทยพ้ืนบาน ความเชื่อ
และพิธีกรรม และระบบคิดของชาวบา นในบริบทของปฏิสัมพันธระหวางชุมชนกับธรรมชาติแวดลอม
พบวา ความสมบูรณของความหลากหลายทางชีวภาพและการดํารงอยูของภูมิปญญาทองถ่ิน เปน
พ้ืนฐานสําคัญของการพัฒนาอยางย่ังยืน การศึกษาวิจัยเพ่ือฟนฟูธรรมชาติแวดลอม และนาเสนอ
นโยบายเก่ียวกับการพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพจึงไมอาจมองขามความหลากหลายทาง
วัฒนธรรม และภมู ิปญญาทอ งถ่ิน ความรใู นเรอ่ื งสายพนั ธุพ ืชอาหารและยา ระบบนิเวศเกษตรพื้นบาน
กบั การจดั การทรพั ยากรความเปน ธรรมทางสังคมและความเปนธรรมของระบบนิเวศ ซึ่งเปนเง่ือนไข
สาํ คัญของการพัฒนาอยางยัง่ ยนื 189๑๑๙

๑๑๗ ธิดารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินใน
อาํ เภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี, รายงานการศึกษาอสิ ระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการปกครอง
ทอ งถ่ิน, (วิทยาลยั การปกครองทอ งถิน่ : มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน , ๒๕๕๑), หนา บทคดั ยอ .

๑๑๘ สุจริต บัวพิมพ, ปจจัยพื้นฐาน : บทบาทตอศิลปวัฒนธรรมภูมิปญญาพ้ืนถ่ินในภาคตะวันออก,
วารสารวฒั นธรรมไทย, ๓๙(๒), ๒๕๔๕, หนา ๒๗ – ๓๒.

๑๑๙ ยศ สันตสมบัติ, ภูมิปญญาทองถิ่น : ศูนยศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญา
ทองถ่ินเพื่อการพฒั นาอยางยง่ั ยืน, (เชยี งใหม : คณะสงั คมศาสตร มหาวิทยาลัยเชยี งใหม, ๒๕๔๒), หนา บทคัดยอ .

๒๑๗

พรทพิ ย ศิรสิ มบูรณเวช ไดศึกษาเร่ือง บทบาทของครูภาษาไทยในการอนุรักษและสืบทอด
ภมู ิปญ ญาทอ งถน่ิ โดยศึกษาถึงบทบาทของครภู าษาไทยในฐานะเปนผูถายทอดมรดกของชาติ จึงควร
มบี ทบาทในการอนุรักษและสบื ทอดภูมปิ ญญาทองถ่ิน ไดแกบ ทบาทในการศึกษาภูมิปญญาทองถิ่นให
รูแจงเห็นจริง บทบาทในการสงเสริมคุณคาภูมิปญญาทองถ่ิน บทบาท ในการสอนท้ังรายวิชาที่
เกี่ยวขอ งกบั ภูมิปญญาทอ งถ่ินโดยตรงและการสอดแทรกในบทเรยี นหตั ถกรรมพ้นื บาน ซึ่งการศึกษานี้
จะนาไปสูการกําหนดแนวทางในการสงเสริม และพัฒนางานหัตถกรรมพื้นบานในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือใหเปนอาชีพที่สรางงานและรายไดอยางถาวร ทั้งยังชวยอนุรักษภูมิปญญาไทย
ของทอ งถน่ิ อีกดวย190๑๒๐

ไพฑูรย สนิ ลารตั น ไดศ กึ ษาเรื่อง บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสรางเสริมวัฒนธรรมไทย
โดยศกึ ษาถึงบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลยั ซึง่ งานของสถาบันอุดมศึกษานั้นมี
หนา ทอี่ ยู ๓ ประการหลักคือ สรางความรู (วิจัย) สรางคน(การสอน) และสรางสังคม (บริการชุมชน)
มหาวทิ ยาลัยก็ทําหนาทีส่ ามอยา งนีเ้ ชนกันแตม ีบางประการที่ตองทําความเขาใจเก่ียวกับ ภาระหนาที่
ของมหาวิทยาลยั ตามหลกั สากล คอื ๑. มหาวทิ ยาลยั ตองแสวงหาความรูและทาํ ความเขาใจใหรูสิ่งนั้น
อยา งแทจ ริง ๒. เผยแพรค วามรูท่ีแสวงหาและสรางสรรคความรใู หมใหกวางขวาง ๓. ใหบริการชุมชน
ในฐานะที่เปน สถาบนั ทีม่ ีความรแู ละมคี นทีร่ ู ควรตองโชวความรู และคนที่รูนั้น ทาประโยชนใหเต็มท่ี
๔. หนาที่ในการทํานบุ าํ รุงศลิ ปวัฒนธรรม โดยทําหนาที่วิจัย การสอน และการเผยแพร เชน การวิจัย
เร่อื งวฒั นธรรมการเผยแพร การใหความรูท างวฒั นธรรม เปน ตน191๑๒๑

ฉลอง กัลยามิตร ไดศึกษาเรื่อง บทบาทของทองถ่ินในการอนุรักษวัฒนธรรมและ
ขนบธรรมเนยี มประเทศไทย โดยไดศึกษาถงึ ความหมายของวัฒนธรรมการเปล่ียนแปลงของประเพณี
ความสําคัญของวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีไทย และไดกลาวถึงบทบาทของทองถ่ินใน
การอนุรักษวฒั นธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยไวดังนี้

๑. การศึกษาวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของทองถ่ินโดยการบันทึก เก็บรักษา
รปู แบบของวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียม การละเลน พิธกี าร การอนรุ ักษ ดว ยการจดบันทกึ

๒. การจัดงานเทศกาลประจําป เปนการสืบตอวัฒนธรรมของทองถ่ินใหยืดยาวออกไปดวย
การเปดโอกาสใหม กี ารแสดงวัฒนธรรมของทองถิน่ ในโอกาสตาง ๆ

๓. การถา ยทอดศิลปวฒั นธรรมในฐานะที่ทองถ่ินมีหนาท่ีใหประชาชนไดรับการศึกษาอบรม
นอกเหนือจากน้ีควรเพิ่มหลักสูตรศิลปวัฒนธรรมทั้งทางตรงทางออม เชน นิทรรศการการประกวด
เพ่ือชกั ชวนใหเ ยาวชนสนใจศลิ ปวัฒนธรรมของไทย

๑๒๐ พรทิพย ศิริสมบูรณเวช, บทบาทของครูภาษาไทยในการอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญาทองถ่ิน,
วารสารครุศาสตร, ๒๖(๒), ๒๕๔๖, หนา ๒๙ – ๓๘.

๑๒๑ ไพฑูรย สินลารัตน, บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสรางเสริมวัฒนธรรมไทย, คุรุปริทัศน, ๙(๖),
๒๕๒๗. หนา ๑๘ – ๒๙.

๒๑๘

๔. การสงเสริมการทองเที่ยว ดวยการจัดทาคูมือแนะนําใหรูจักวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม
ประเพณที อ งถ่ินศิลปวัฒนธรรม สถานที่สาํ คัญทางประวตั ศิ าสตรวัฒนธรรมการละเลนพ้ืนบาน สินคา
ท่ีระลกึ ของทองถ่นิ และศลิ ปหตั ถกรรมพน้ื บา นประจาถิน่ ท่มี ชี ่ือเสียง

๕. การสงเสริมผลิตผล ท่ีมาจากศิลปหัตถกรรมของทองถ่ิน ดวยการชวยเหลือสนับสนุน
ประกอบศิลปหัตถกรรมที่นําช่ือเสียงมาสูทองถ่ิน ดวยการสงเสริมอาชีพเผยแพรประชาสัมพันธ
ผลิตผล การดัดแปลงใหเปนของท่ีระลึก การชักชวน จูงใจไปยังผูสนใจ การจัดหาตลาดเผยแพร
กจิ กรรมของทอ งถน่ิ

๖. การจัดทาํ ทาํ เนียบโบราณสถาน โบราณวตั ถุ
๗. การเผยแพรภาพศลิ ปวัฒนธรรม เชน ศลิ ปวัตถุ ศิลปกรรม สงิ่ กอสรา ง
๘. การจาํ ลองแบบวัฒนธรรมเพอื่ เผยแพร ทําความเขา ใจใหกวางขวางยง่ิ ข้นึ
๙. การสัมมนาความคดิ ทางวฒั นธรรม การอภิปราย
๑๐. การบูรณะซอมแซมศิลปวัฒนธรรม192๑๒๒
จากการศกึ ษางานวิจัยขางตน สามารถสรุปไดด ังนี้
๑. การคน ควา วิจยั ควรศกึ ษาและเก็บรวบรวมขอ มลู ภมู ปิ ญญาของไทยในดา นตางๆ ท่ีเปนภูมิ
ปญ ญาของทองถ่ิน มงุ ศึกษาใหร ูค วามเปนมาในอดีต และสภาพการณใ นปจจบุ ัน
๒. การอนุรักษ โดยการปลุกจิตสํานึกใหคนในทองถิ่นตระหนักถึงคุณคาแกนสาระและ
ความสาํ คญั ของภูมิปญ ญาทองถิ่น สง เสริมสนับสนุนการจัดกจิ กรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมตางๆ
สรางจติ สาํ นึกของความเปนคนทองถ่ินน้ันๆ ท่ีจะตองรวมกันอนุรักษภูมิปญญาที่เปนเอกลักษณของ
ทองถ่ิน รวมทั้งสนับสนุนใหมีพิพิธภัณฑทองถ่ินหรือพิพิธภัณฑชุมชนข้ึน เพ่ือแสดงสภาพชีวิตและ
ความเปนมาของชมุ ชน อันจะสรางความรแู ละความภมู ิใจในชุมชนทอ งถ่นิ ดวย
๓. การฟนฟู โดยการเลือกสรรภูมิปญญาท่ีกําลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแลวมาทําใหมี
คณุ คาและมีความสําคญั ตอ การดําเนนิ ชวี ติ ในทองถิน่ โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม และ
คานิยม
๔. การพัฒนา ควรริเร่ิมสรางสรรคและปรับปรุงภูมิปญญาใหเหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด
ประโยชนใ นการดําเนินชีวิตประจําวัน โดยใชภูมิปญญาเปนพ้ืนฐานในการรวมกลุมการพัฒนาอาชีพ
ควรนาํ ความรูดานวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีมาชวยเพ่ือตอยอดใชในการผลิต การตลาด และการ
บรหิ าร ตลอดจนการปองกนั และอนรุ ักษส ง่ิ แวดลอ ม

๑๒๒ ฉลอง กัลยามิตร, บทบาทของทองถ่ินในการอนุรักษวัฒนธรรมไทย, สยามรัฐสัปดาหวิจารณ, ๓๘
(๒๒๓), ๒๕๒๕, ๔๖.

๒๑๙

๕. การถายทอด ถายทอดใหคนในสังคมไดรับรู เกิดความเขาใจ ตระหนักในคุณคา
คณุ ประโยชนแ ละปฏบิ ัติไดอยางเหมาะสม โดยผานสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัด
กิจกรรมทางวัฒนธรรมตา ง ๆ

๖. สง เสรมิ กิจกรรม โดยการสงเสริมและสนับสนนุ ใหเกิดเครือขายการสืบสานและพัฒนาภูมิ
ปญญาของชมุ ชนตาง ๆ เพ่อื จัดกิจกรรมทางวฒั นธรรมและภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ินอยา งตอเนือ่ ง

๗. การเผยแพรแลกเปลยี่ น โดยการสง เสริมและสนบั สนุนใหเกิดการเผยแพรและแลกเปล่ียน
ภูมิปญญาและวัฒนธรรมอยางกวางขวาง ดวยสื่อและวิธีการตาง ๆ อยางกวางขวาง รวมท้ังกับ
ประเทศอื่น ๆ ทวั่ โลก

๘. การเสริมสรางปราชญทองถ่ิน โดยการสงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ
ชาวบา น ผูดาํ เนนิ งานใหม โี อกาสแสดงศักยภาพดานภมู ิปญญา ความรูความสามารถอยางเต็มท่ี มีการ
ยกยอ งประกาศเกยี รตคิ ณุ ในลกั ษณะตาง ๆ

สรปุ ไดวา การเปลีย่ นแปลงอยา งรวดเรว็ ทง้ั ทางดานเศรษฐกิจ สังคม คานิยม และระบบคุณ
คา ทีเ่ กิดข้ึนในชุมชนชนบทไทย ไดกอใหเกิดการปรับตัวในหมูชาวชนบท โดยมีภูมิปญญาชาวบานซ่ึง
เปนหน่ึงในหลายกรณี ท่ีแสดงถึงความสามารถของชาวบานและชุมชนในการปรับใชวัฒนธรรม ซึ่ง
เปนกระบวนการเชื่อมโยงระหวางอดีตกับปจจุบัน ผานระบบคุณคาเดิมของชุมชนจนเกิดเปนภูมิ
ปญญาทอ งถิน่ ดังน้ันเมอ่ื ชาวบานชนบทในทกุ ภาคไดป รับประยุกตวัฒนธรรม นํามาผสมกลมกลืนกับ
ภมู ิปญ ญาทอ งถน่ิ ยอมจะสงผลใหเกิดการพฒั นาคุณภาพชีวติ ไดอ ยางกวางขวาง ซ่ึงเปนการพัฒนาบน
พ้ืนฐานภูมิปญญาชาวบาน หรือกลาวไดวา ภูมิปญญาทองถ่ินไดเปนสวนหนึ่งของการพัฒนาวิถีชีวิต
บนรากฐานของการรูจักชวยตนเอง พ่ึงตนเองใหสามารถปรับตัวอยางรูเทาทันตอการเปลี่ยนแปลง
ภายนอก ซ่ึงกอใหเกิดเปนชุมชนเขมแข็งท่ีจะดําเนินชีวิตไดดวยภูมิปญญาของตนเองไดตอไปซึ่งเรา
ตระหนักถึงความสําคัญบทบาทของหองสมุดของสถาบันอุดมศึกษาในการอนุรักษและใหบริการ
สารสนเทศเกีย่ วกบั ภมู ปิ ญ ญาทองถ่ิน เพื่อเปนแหลงในการศึกษา คนควา วิจัย ตลอดจนเปนสถานท่ี
รวบรวมภูมปิ ญ ญาทองถิ่นของบรรพบุรษุ เพอ่ื ใหอ นุชนรนุ หลงั ไดเ ห็นคณุ คา และหวงแหนในภูมิปญญา
ทอ งถิ่นใหคงอยสู ืบตอไป

๘.๓ การอนรุ กั ษภมู ปิ ญ ญาไทยตามหลักทางการทางพระพุทธศาสนา

พุทธศาสนิกชนในสังคมไทยถือวา วัดคือศูนยกลางของสังคมและวัฒนธรรม เพราะวัด
นอกจากจะเปนศูนยรวมของศิลปวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาแลว วัดเปนแหลงพิธีกรรมประจํา
ทองถิน่ อันเปนวฒั นธรรมคอื มรดกของสังคมไทยในทองถนิ่ ที่ไดรับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของ
เขาเอง ทัง้ ที่เปนรปู ธรรมและนามธรรม การทม่ี รดกทางศลิ ปะและวัฒนธรรมทองถิ่นเหลาน้ีไปรวมอยู
ท่ีศูนยกลางคือวัดรวมกัน อึกทั้งผลงานทางดานศาสนวัตถุท่ีพระสงฆหรือเจาอาวาสในอดีตที่มี
ความสามารถทางประตมิ ากรรมก็ดี วิจิตรศิลปก็ดี โดยไดสรางผลงานตางๆ ไวในวัดเปนศาสนวัตถุ ก็
ถือเปนผลงานทางสังคมทองถ่ินทั้งสิ้น ประกอบกับประเทศไทยมีภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี
และวัฒนธรรมแสดงความเปนเอกลกั ษณของชาติทบ่ี รรพบุรษุ ไดมอบไวใหเปนมรดกสืบทอดมาจนทุก
วันน้ี ทําใหประเทศไทยมีความโดดเดนในเร่ืองวัฒนธรรมท่ีบงบอกถึงความเปนไทยไดอยางเดนชัด

๒๒๐

เอกลักษณของขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงามเปนแบบแผนการปฏิบัติและการแสดงออกทาง
ความรสู ึกนึกคิด ตาง ๆ ของคนในสังคมท่ีตองรักษาไวใหคงอยูคูชาติ ซึ่งมีความสําคัญตอการดําเนิน
ชีวิตและความเปนอยูของคนแตละยุคแตละสมัยที่ปรับเปล่ียนไปตามสภาพแวดลอม รวมทั้ง
เทคโนโลยีขอมูลขาวสารที่เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา แตภายใตการปรับเปล่ียนก็ยังคงไวซึ่งรูปแบบ
และความเชอื่ ถือศรัทธา รวมทั้งทัศนคติและคานิยมของความเปนไทยท่ีเปนพื้นฐานในการดํารงชีวิต
เพือ่ นาไปสกู ารพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ของคนในสังคม193๑๒๓

๘.๓.๑ พระสงฆไ ทยกับการสง เสรมิ มรดกทางศิลปวัฒนธรรม
บทบาทพระสงฆในการอนุรกั ษส ง เสรมิ โบราณสถาน โบราณ วัตถุ และศิลปวัตถุ วา พระสงฆ
สามารถนาวิทยาการความรูท่ีเปนประโยชนมาถายทอดใหแกประชาชนโดยการศึกษาหาความรูจาก
สอื่ ตา งๆ เชน หนังสือพิมพ วิทยุ โทรทัศน และนอกจากพระสงฆจะเปนผูเรียนรูถายทอดมาโดยตรง
แลว จะตอ งเปน ผปู ระสานงานระหวา งเจา หนาท่ขี องรัฐกบั ชาวบานใหรวมมือกันดาเนินกิจกรรมตางๆ
อันเปน ประโยชนตอชมุ ชน เชน สนบั สนนุ การดาเนินงานของโครงการจัดต้ังอาสาสมัครทองถ่ินในการ
ดูแลรักษาโบราณสถานโดยการจัดหาอาสาสมัคร อบรมส่ังสอนชาวบานใหเห็นคุณคําของมรดก
วัฒนธรรมของชาติ เชน โบราณสถาน โบราณวัตถุ และขนบธรรมเนยี มประเพณีไทย ชักชวนชาวบาน
ใหรวมมอื กันจัดกิจกรรมเพื่อการดแู ลรกั ษาโบราณสถานในทอ งถ่นิ ใหม่ันคงสวยงามทรงคุณคาํ อยูเสมอ
เชน การดูแลถากถางทาความสะอาดโบราณสถานเปนประจํา หรือสงเสริมการจัดกิจกรรมประเพณี
ไทยท่ดี งี ามเนื่องในวันนักขัตฤกษตางๆ งดการจัดกิจกรรมท่ีเปนการสงเสริมอบายมุขในทางตรงและ
ทางออ ม เปนตน
พระพุทธเจาไดมอบหมายใหพระสงฆภายในวัดมีหนาท่ีในการชวยดูแลรักษา ศาสนสมบัติ
ของวดั โดยภิกษุผูที่ไดร ับเลอื กเปนเจาหนาทีน่ ั้นจะตอ งมีคุณธรรม ๕ ไดแ ก

๑) ไมถงึ ความลาํ เอียงเพราะความชอบ
๒) ไมถ งึ ความลาํ เอียงเพราะความเกลยี ดชงั
๓) ไมถึงความลาํ เอียงเพราะความงมงาย
๔) ไมถ ึงความลําเอียงเพราะความกลัว
๕) เขาใจการทาํ หนาทีอ่ ยา งนนั้ 194๑๒๔
พระสงฆเปนผูนําและเปนแบบอยางในการพัฒนาและสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทย เปน
กระบวนการทส่ี าํ คัญยงิ่ ทจ่ี ะดาํ รงไวซ ่ึงส่งิ ท่ีดีงามสืบไป การเรียนรูและฝกตนเองใหเห็นคุณคาจึงเปน

๑๒๓ พระสมุทรวชิรโสภณ, การพัฒนาการสงเสริมศิลปวัฒนธรรมของคณะสงฆจังหวัดสมุทรสงคราม,
วิทยานพิ นธพทุ ธศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๘), หนา ๒.

๑๒๔ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิ รญาณวโรรส, วนิ ัยมขุ เลม ๓, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏ
ราชวิทยาลยั ในพระบรมราชปู ถมั ภ, ๒๕๒๕), หนา ๕๓.

๒๒๑

วิธีการที่ดีและควรทําตั้งแตวัยเด็กดวยการปลูกจิตสํานึก โดยสถาบันท่ีสําคัญของชาติตองให
ความสําคัญไมวาจะเปนในลักษณะการอบรมส่ังสอน หรือการปฏิบัติเปนแบบอยางท่ีดีก็ตามการสืบ
ทอดศิลปวัฒนธรรมไทยท่สี าํ คญั ๓ ประการ คอื

๑. การปลกู ฝงคํานิยมท่ีดี ซ่งึ ตอ งเร่มิ ท่ีพอ - แม ควรเปนตัวอยางที่ดี อบรมส่ังสอนลูกใหเปน
คนดีของสงั คม

๒. การจัดวิชาการทเ่ี กี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมประเพณีไวในหลักสูตรทุกระดับช้ันเพื่อเปนการ
ปลูกฝง และสง่ั สมความรู ประสบการณต ัง้ แตเ ดก็ ซึ่งตองอาศัยความรวมมือจากสถาบันการศึกษา ท้ัง
ภาครฐั และเอกชน ไดแกกระทรวงศกึ ษา และภาคเอกชน ไดแกส ถาบนั การศกึ ษาตาง ๆ

๓. การสนับสนนุ สง เสริมศลิ ปวัฒนธรรมประเพณีอยา งจริงจัง โดยประสานงานกับหนวยงาน
ของจงั หวัดหรอื ทองถิ่นทัง้ ภาครฐั และเอกชน ชวยจดั งานฟนฟวู ฒั นธรรมประเพณใี หเปนท่รี จู ัก

อยา งไรกต็ ามไดระบุเพ่ิมเติมเก่ียวกับ บทบาทพระสงฆในการอนุรักษโบราณสถาน โบราณ
วัตถุ และศิลปวัตถุ วาความสัมพันธของพระสงฆที่มีตอหลักฐานทางโบราณคดีในแงของการชวย
ซอ มแซม บรู ณศาสนวัตถทุ ชี่ ารุด ผพุ งั นั้น นาํ จะมีสบื เนอื่ งมาโดยตลอด เพราะพระสงฆมักมีธุดงควัตร
ไปในที่ตางๆ เสมอ ยอมมีโอกาสพบเห็นบรรดาโบราณสถาน โบราณวัตถุมากกวาคนท่ัวไป
โบราณสถาน โบราณวัตถเุ หลา นน้ั เปนสิ่งท่ีสรางขึ้นในพระพุทธศาสนา อาทิ วิหาร พระพุทธรูปที่อยู
ในสภาพทรุดโทรม ประกอบกับความปรารถนาดี ไมน่ิงดูดาย เพิกเฉย พระสงฆมักดาเนินการ
ซ อ ม แ ซ ม สิ่ ง นั้ น ต า ม กํ า ลั ง เ ท า ท่ี ต น ส า ม า ร ถ ก ร ะ ทํ า ไ ด อ า จ ใ ช วิ ธี ชั ก ช ว น ช า ว บ า น ใ ห ร ว ม
บูรณปฏสิ งั ขรณศ าสนวตั ถุน้นั ดว ยกิจดงั กลา วถือเปน วตั รอนั พึงปฏบิ ตั ใิ นหมูพระสงฆ เพ่ือซอมแซมส่ิง
อนั เปนศาสนวตั ถุ ซง่ึ เปนศลิ ปวัฒนธรรมอนั ทรงคุณคาํ เสมือนเปน การสืบตออายพุ ระพทุ ธศาสนา

๘.๓.๒ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการอนรุ ักษภ มู ิปญญาไทย

ในเบ้ืองตนเราไดกลา วถึงอทิ ธพิ ลของพระพุทธศาสนาทม่ี ีตอภูมปิ ญ ญาไทยในแงของที่มาหรือ
พระพุทธศาสนาเปนรากฐานของภูมิปญญาไทย ซ่ึงเมื่อพิจารณาในแงของพระพุทธศาสนาท่ีชวยใน
การอนรุ ักษภูมิปญ ญาไทยผา นทางหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนามีดงั น้ี

๑. พละ ๔

พละ ๔ คือ ๑๒๕ หลักธรรม ๔ ประการท่ีเปนกําลังในการดําเนินชีวิตใหประสบความสําเร็จ
1 95
ดวยความม่นั ใจและปลอดภัย ดังนั้นหากเราตองการใหภูมิปญญาไทยของเราสามารถอยูคูสังคมไทย
ตอไปอยางยง่ั ยืนเรากค็ วรท่ีจะมหี ลักธรรม พละ ๔ ดังน้ี

๑. ปญ ญาพละ หมายถึง ปญ ญาทเ่ี ปน กําลัง ใหร ดู ี รชู อบ รูถ ูกตอ ง แลวปฏบิ ตั ติ นในทางท่ีถูก
ทคี่ วรท้งั กายและใจ เพ่อื จะไดอยรู ว มกับผอู นื่ ในสังคมอยางมีความสุข คนทุกคนมีปญญาแตไมเทากัน

๑๒๕ พระพรหมคุณาภรณ(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลธรรม, พิมพคร้ังท่ี ๒๓,
(กรงุ เทพมหานคร : เพท็ แอนดโฮม, ๒๕๕๕), หนา ๑๖๙.

๒๒๒

คนที่มปี ญ ญาดีอาจจะมโี อกาสทีจ่ ะประสบความสําเร็จในการดําเนนิ ชีวติ ไดม ากกวา สวนคนท่ีมีความรู
หรอื ปญ ญาไมดีสะสมเพิม่ พูนไดเ พราะปญญาเกิดข้ึนโดย ๓ ทาง คือ

ฟง การอาน ๑.๑ ปญ ญาทเ่ี กดิ จากการศึกษาเลาเรียน คือไดรับการถายทอดจากผูอื่นโดยการ

๑.๒ ปญญาท่ีเกิดจากการพิจารณาหาเหตุผลดวยตนเอง ตามพ้ืนฐานพันธุกรรม
เชน ฟงเรื่อง การปลูกฟกทอง กวาจะไดผลอีก ๖๕ วัน แลวนํามาศึกษาไตรตรองทดลองใหม ได
ฟก ทองท่ีใหผ ลในเวลา ๔๕ วันเปนตน

๑.๓ ปญ หาท่เี กดิ จากการปฏิบัติ ฝกอบรมและสรางสมประสบการณดวยตนเอง
เชน ชางถายรปู ตอ งเรียนรทู ฤษฎีเกยี่ วกับกลองถายรูปกอนแลวมาฝกการถายรูปจนเกิดความชํานาญ
ทาํ เปนอาชพี ได

๒ วิริยะพละ หมายถึง ความเพียรพยายามที่เปนพลัง ในการทําใหคนเราไปสูจุดมุงหมายท่ี
ตองการ โดยความเพยี รนัน้ ตองเปน ความเพยี รชอบคือ

๒.๑ เพียรพยายามไมใ หเกิดความชัว่ ไมท ําชวั่ ดแู ลคนใกลชิดใหอบอุน ปองกันให
หา งไกลจากการคิดช่ัว ทําช่วั เชน ดูแลบุตรหลานไมใหติดยาเสพยตดิ

๒.๒ เพยี รพยายามละความช่ัวท่ีมอี ยแู ลว เชน ติดบุหร่ีอยกู เ็ ลกิ เสีย

๒.๓ เพียรสรางความดี โดยการปฏิบัติหนาที่ของตนใหดี มีการเสียสละและ
ชวยเหลอื สว นรวมบา ง เชน การบรจิ าคโลหติ

๒.๔ เพยี รรักษาความดแี ละสรางความดเี พิม่ ขึน้

คนเราเมื่อมีปญญาก็จะรูจักคิด หาเหตุผล รูปฏิบัติ แตก็ไมไดประสบผลสําเร็จไปทุกอยาง
บางทีก็มีอุปสรรค เราจึงตองมีความเพียรมีความบากบั่น ไมยอทอตออุปสรรคเราจึงจะไปถึง
จดุ มงุ หมายท่ตี ั้งไว

๓. อนวชั ชพล หมายถึง การกระทําท่ีไมมีโทษเปนกําลัง คือทําในส่ิงท่ีดีที่เปนมงคลผูกระทํา
จะเกดิ ความเจริญกา วหนา การกระทําทกี่ ลา วนมี้ ี ๓ ทางคอื

๓.๑ กายกรรม คือการกระทําทางกาย เชน การยืน การเลน การสง่ั สอน

๓.๒ วจีกรรม คือการกระทาํ ทางวาจาทเี่ ปนคําพูด เชน การพูดคยุ

๓.๓ มโนกรรม คือ การกระทําทางใจ เชน การนึกคิด การมีจิตเมตตา

การกระทาํ ทางกาย วาจาและใจท่ีไมมีโทษยอมไดรับการยกยองชื่นชมจากผูอื่นและยัง
เปน พลังใหผกู ระทาํ ดําเนนิ ชีวติ ไดอ ยา งมั่นคงและปลอดภยั

๔. สงั คหพละ หมายถึง การสงเคราะหเปนกําลังเพราะคนเมื่ออยูรวมกันในสังคม ก็ควรจะ
ชวยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อสรางความรักความสามัคคี ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมในการ
สงเคราะหผอู นื่ เรียกวา สงั คหวตั ถุ ๔ ไดแ ก

๒๒๓

๔.๑ ทาน คือ การใหโดยไมตอ งการสิง่ ตอบแทน ใหกับผูท่ีตองการ ผูที่เดือดรอน
ขาดแคลนหรือผูมีพระคุณ การใหอาจเปนวัตถุส่ิงของ คําแนะนําหรือขอคิด ของท่ีใหตองไมผิด
กฏหมาย ไมผ ิดศลี ธรรม ผใู หม ีความสขุ ผรู บั กพ็ อใจ

๔.๒ ปยวาจา คือการใชวาจาท่ีสุภาพประกอบดวยเหตุผลที่มีประโยชน ฟงแลว
สรา งสรรใชค ําพดู ที่ไพเราะออนหวาน ไมใ ชค าํ หยาบ ไมนินทาผูอน่ื ผทู ่ีมีปย วาจาจะเปนที่รกั ของผูอ น่ื

๔.๓ อตั ถจริยา คือการบําเพ็ญตนใหเปนประโยชนแกผูอ่ืนตามโอกาสอันควรใน
ฐานะทตี่ องอยูร ว มสังคมกัน เชน บริจาคของชว ยเหลอื ผปู ระสบภยั นํา้ ทว ม

๔.๔ สมานัตตตา คือ ความเสมอตนเสมอปลาย ในการวางตนใหเหมาะสมกับ
สถานะของตนไมหว่ันไหวตกอยูในความชั่วทั้งหลาย เชน การทําตนเปนลูกท่ีดีของพอแมทุก ๆ วัน
ไมใชทาํ ตนดีเฉพาะวนั พอหรือวันแมเ ทานั้น

พละ ๔ น้ีเปน ธรรมทจี่ ะทาํ ใหผปู ฏบิ ตั ิดาํ เนินชีวิตดว ยความมนั่ ใจและปลอดภัยแลวยังสงเสริม
ใหเ กดิ ความสงบสขุ ดวยการอยูรวมกันอยา งสามัคคี เอื้อเฟอ เผ่ือแผช วยเหลือเก้ือกูลกัน สงผลใหสังคม
มีความรว มมอื รวมใจกันในการปฏิบัติตอ การอนรุ ักษสืบสานภูมิปญญาตอ ไป

๒. มรรค ๘
มรรค ๘ หรอื อัฏฐังคกิ มรรค แปลวา ทางมอี งค ๘ ประการอันประเสริฐ196๑๒๖ หรือ หรอื การลง
มือปฏบิ ตั ิเพือ่ ใหพ น จากทุกข และนับเปนหลักธรรมสาํ คัญอยา งหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประกอบดวย
กรอบการปฏิบัติ ๘ ประการดวยกัน เรียกวา "มรรคมีองคแปด" หรือ "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค)
โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี
๑. สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกตอง หมายถึง ความรู-ปญญา หรือมุมมอง ที่ถูกตองตรงกับ
ความจริง ตามคาํ สอนของพระพุทธเจา คอื การรูแจงในอริยสัจ 4
๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดที่ถูกตอง หมายถึง ความคิดที่ตองละเวนจากความพอใจ
ความพยาบาทและการเบยี ดเบียน
๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาท่ีถูกตอง หมายถึง การพูดท่ีตองละเวนจากการพูดเท็จ หยาบคาย
สอเสียดและเพอเจอ
๔. สัมมากมั มนั ตะ คือ การปฏิบัตทิ ีถ่ ูกตอ ง หมายถงึ การกระทําท่ีตองละเวนจากการฆาสัตว
ลักทรพั ยแ ละประพฤตผิ ิดในกาม
๕. สมั มาอาชีวะ คือ การหาเลย้ี งชีพท่ีถกู ตอ ง หมายถงึ การทาํ มาหากินอยางซ่ือสตั ยส ุจริต ไม
มีการทุจรติ และเอาเปรียบผอู ่นื

๑๒๖ พระพรหมคุณาภรณ(ป.อ. ปยตุ ฺโต), อา งแลว, หนา ๒๑๕.

๒๒๔

๖. สัมมาวายามะ คอื ความเพยี รทถี่ ูกตอง หมายถงึ ความอตุ สาหะหรอื ความพยายามที่อยูใน
วิถีทางทีด่ ีงาม คือการละบาปอกุศลทางใจ และเจริญกุศลใหย ่งิ ๆข้ึนไป

๗. สัมมาสติ คือ การมีสติท่ีถูกตอง หมายถึง การระลึกรูตัวอยูตลอดเวลา โดยกําจัดความ
ฟงุ ซาน ราํ คาญ หดหู งว งซมึ สงสัย และลงั เล คอื การพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต
ธรรมในธรรม เชน การเจริญอานาปานสติสมาธิ มีสติรลู มหายใจ

๘. สัมมาสมาธิ คือ การมสี มาธิทีถ่ ูกตอง หมายถงึ การฝก กายและอารมณใหสงบ โดยกําจัดค
วาคิด,ความจําและอารมณออกไปชว่ั ขณะหนง่ึ คือการเจริญฌานทงั้ สี่

การเจริญมรรค ๘ น้นั เราสามารถเรมิ่ ในข้นั พืน้ ฐานโดย ฝก โดย ๓ ทาง คือ
ทางศีล คือ การสํารวม กาย วาจา ใจ ดังขอ ๓ – ๖ คือ ตอ งรูจักทํางาน เลยี้ งชีพ และสํารวม
วาจา ซึ่งเปนการปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่สุดและสามารถสังเกตไดงายท่ีสุด เพราะเปนการแสดงออกซ่ึง
พฤติกรรมท่ีสามารถเหน็ ไดอยา งเดน ชดั
ทางสมาธิคือ ขอ ๖ – ๘ นงั่ คือ การพยายามหรือความเพียร การระลึกและตั้งม่ันชอบ ทําให
จิตมคี วามสงบ นง่ิ ทําใหส ามารถกอใหเกิดปญญา ซึ่งเปนสิ่งที่สามารถทําใหเรามีสติ หย่ังรูในส่ิงท่ีเรา
ทําได
ทางปญญา คือ ขอ ๑ และ ๒ คือความเห็นและดําริชอบ ซ่ึงท้ัง ๒ น้ีจะเกิดไดก็ตอเมื่อมี
สมาธินง่ิ จนกอใหเ กดิ ปญญานั่นเอง ซงึ่ เปน ข้ันการเจริญมรรค ๘ ข้ันท่ีสูงที่สุด ถาปฏิบัติไดจะสามารถ
หย่ังรูส ่งิ ทีต่ นกระทําได มสี ติ และปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตา งๆ ไดอ ยางไมมขี อผิดพลาด197๑๒๗
ทง้ั ๓ ทางนเ้ี ปน การปฏิบัติตาม “ไตรสิกขา” ซึ่งประกอบดวย ศีล สมาธิ ปญญา นั่นเอง ซึ่ง
การเจริญมรรค ๘ นัน้ เปน สิง่ ทพี่ ุทธศาสนิกชนทกุ คนควรปฏิบัติเพื่อดํารงคุณธรรมและสิ่งท่ีดีในสังคม
ไวส ืบไป
๓. สกิ ขาบุพภาคธรรม
สิกขาบุพภาคธรรม มาจากคําวา สิกขา แปลวา ศึกษา และคําวา บุพภาค แลวา เบื้องตน
ดังนั้น สิกขาบุพภาคธรรมจึงหมายถึงธรรมอันเปนเบื้องตนของการศึกษา ซึ่งประกอบดวยสองสวน
สําคัญคอื
๑. ปรโตโฆสะ แปลวา เสียงจากผอู ่นื หมายถึง การกระตุนหรือชักจูงจากภายนอก เชน การ
ส่ังสอน แนะนํา การถา ยทอด การโฆษณา คาํ บอกเลา ขาวสาร ขอเขียน คําช้ีแจง อธิบาย การเรียนรู
จากผูอนื่ ในทีน่ ้หี มายเฉพาะสวนท่ีดงี ามถกู ตอง เฉพาะอยางย่ิงการรับฟงธรรม ความรูหรือคําแนะนํา
จากบุคคลท่ีกัลยาณมิตร ซ่ึงความเปนผูมีกัลยาณมิตรน้ัน ไดแก การเสวนา สังเสวนา คบหา ภักดี มี
จิตฝกใฝโ นมไปหาบคุ คลท่มี ศี รัทธา มศี ลี มีสตุ ะ คือเปนพหูสูต มีจาคะและปญญา เปนตน ปรโตโฆสะ
น้ีเปนปจจัยภายนอก ซึ่ง ปรโตโฆสะ ท่ีดีนั้นจะไดมาจากการมีกัลยาณมิตร อันไดแก บุคคล และส่ือ

๑๒๗ http://www.gened.chula.ac.th/chulawisdom/group6/m8.html [๑๙ ต.ค. ๒๕๕๙]

๒๒๕

ตา งๆ เชน หนงั สอื วทิ ยุ โทรทัศน ฯลฯ สง่ิ เหลา นีห้ ากเปน แหลงขอ มูลที่ดีจะสามารถเอื้อใหบุคคลและ
สงั คมไดร ับการพัฒนาได นอกจากนน้ั การจับประเด็นของเน้ือหาสาระท่ีแทจริงของขอมูลตาง ๆ ไดก็
มคี วามสาํ คญั

๒. โยนิโสมนสิการ นอกจากอาศัยปจ จยั ภายนอกคือปรโตโฆษะแลว การเขา ถึงความจริงทาง
อภปิ รัชญาของพุทธธรรมแลว ยงั อาศัยปจจัยภายใน คอื การรูจักคิด รูจักพิจารณาดวยตนเองอยางถูก
วิธี หรือการมีโยนิโสมนสกิ าร

โยนิโสมนสิการ หมายถึง การใชความคิดถูกวิธี คือการกระทําในใจโดยแยบคายมองสิ่ง
ทั้งหลายดวยคามคิดพิจารณาสืบคนถึงตนเคา สาวหาเหตุจนตลอดสาย แยกแยกพิเคราะหดูดวย
ปญญาที่คิดเปนระเบียบและโดยอุบายวิธีใหเห็นสิ่งนั้นๆ หรือปญหาน้ันๆ ตามสภาวะ และตาม
ความสมั พนั ธแ หงเหตปุ จจัย

หลักธรรมทั้งสองอยาง คือ ปรโตโฆษะและโยนิโสมนสิการ รวมกันเรียกวา สิกขาบุพภาค
ธรรมคือธรรมอันเปนเบื้องตนของการศึกษา เปนธรรมท่ีจะนําเราเขาสูการรับฟงการยอมรับผูอื่นแต
ทง้ั นี้การยอมรบั ฟง ผอู ื่นตอ งผา นการพิจารณาซง่ึ ความเปนเหตเุ ปนผลและเชอ่ื มโยงสัมพันธกันของเหตุ
ปจจยั ตา ง ๆ ดงั นัน้ สกิ ขาบุพภาคธรรมจึงเปน เสมอื นรากฐานของการศึกษาในส่ิงตาง ๆ เพือ่ ธํารงไวซ่ึง
ความสุข ความสามัคคีของปวงชนตลอดจนทําใหสังคมเกิดความมุงม่ันสามัคคีไปในทิศทางท่ีเห็นชอบ
ดงี ามในทางเดียวกัน

๔. สังคหวตั ถุ ๔
สังคหวัตถุ ๔ หมายถึง หลักธรรมที่เปนเครื่องยึดเหน่ียวน้ําใจของผูอื่น ผูกไมตรี เอ้ือเฟอ
เกอื้ กูล หรือเปนหลักการสงเคราะหซ่ึงกนั และกนั มอี ยู ๔ ประการ ไดแก
๑. ทาน คือ การให การเสียสละ หรือการเออื้ เฟอ แบงปนของๆตนเพื่อประโยชนแกบุคคลอ่ืน
ไมต ระหนถ่ี เ่ี หนยี ว ไมเ ปน คนเห็นแกไ ดฝา ยเดียว คุณธรรมขอน้ีจะชวยใหไมเปนคนละโมบ ไมเห็นแก
ตัว เราควรคํานึงอยูเสมอวา ทรัพยส่ิงของที่เราหามาได มิใชสิ่งจีรังย่ังยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแลวก็ไม
สามารถจะนําติดตัวเอาไปได
๒. ปยวาจา คือ การพูดจาดวยถอยคําที่ไพเราะออนหวาน พูดดวยความจริงใจ ไมพูดหยาบ
คายกาวราว พดู ในส่ิงท่เี ปนประโยชนเหมาะสาํ หรับกาลเทศะ พระพุทธเจาทรงใหความสําคัญกับการ
พดู เปน อยางย่ิง เพราะการพดู เปน บนั ไดขัน้ แรกท่ีจะสรา งมนุษยส ัมพนั ธอ ันดีใหเกิดขึ้น วิธีการท่ีจะพูด
ใหเปน ปยวาจาน้ัน จะตอ งพูดโดยยดึ ถือหลกั เกณฑดงั ตอไปนี้

เวนจากการพูดเท็จ
เวน จากการพดู สอ เสียด
เวนจากการพดู คําหยาบ
เวน จากการพดู เพอเจอ
๓. อตั ถจรยิ า คอื การสงเคราะหทุกชนิดหรอื การประพฤตใิ นสิง่ ทเ่ี ปน ประโยชนแ กผูอ่ืน

๒๒๖

๔. สมานัตตา คือ การเปนผูมีความสม่ําเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอตนเสมอปลาย
คุณธรรมขอน้ีจะชวยใหเราเปนคนมีจิตใจหนักแนนไมโลเล รวมทั้งยังเปนการสรางความนิยม และ
ไวว างใจใหแ กผ อู น่ื อีกดว ย198๑๒๘

๘.๔ แนวโนมของภูมปิ ญ ญาไทยในศตวรรษท่ี ๒๑

กระแสของวัฒนธรรมในศตวรรษท่ี ๒๐ มลี ักษณะเดนอยูท่ีการเนนถึงอุดมการณที่เปนกรอบ
ความคดิ สําคญั ของสองคาย กลาวคอื วัฒนธรรมประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต แตในศตวรรณที่ ๒๑
โลกเต็มไปดวยสังคมท่ีเสรีเพราะโลกเปนเหมือนเครือขาย ดังน้ัน ทักษะการคิดและวัฒนธรรมท่ี
เกี่ยวกับอุดมการณทางความคิดจงึ เปน ปจจยั สาํ คัญทจี่ ะมผี ลตอคุณภาพของคนในแตล ะสังคม

ในการะแสของโลกในยุคโลกาภวิ ตั น จงึ มลี กั ษณะเฉพาะท่ีสําคัญคือ เปนโลกของสังคมท่ีรูกับ
ไมรูหรือรูนอย สังคมที่คิดเกงและคิดชอบและเปนผูนําทางความคิดหรือไมเทาน้ัน น่ันคือการตอง
ยอมรับวาโลกเรากําลงั กา วไปสคู วามเปนโลกของวัฒนธรรมนานาชาติ อนั เปนวัฒนธรรมนานาชาติท่ีมี
พื้นฐานมาจากการบงการ และครอบงําโดยพลังของทุนนิยม ที่มีลักษณะของการเนนบริโภคนิยม
มากกวาจะเนนความสําคัญของคุณธรรมและคุณคาสากล ท่ีเนนท่ีรากฐานของความคิด ความเชื่อ
อปุ นสิ ยั และวถิ ีชวี ิตท่ปี ระกอบดวยธรรม

แนวโนม ของปจจบุ ันและในอนาคตกระแสวฒั นธรรมจะมีลักษณะเปน ระบบเครือขายมากขึ้น
ทําใหก ารแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมีความหลากหลายไปพรอมกัน ในขณะเดียวกันเปนการทาทาย
ของวัฒนธรรมระบบเครือขายแทนวฒั นธรรมแบบรฐั ประชาชาตแิ บบดง้ั เดิม ระบบเศรษฐกิจ การเมือง
และสงั คมก็จะเขาสูแบบฉบับเดียวกัน คือ ระบบทนุ นิยมโดยมชี าติตะวันตกเปนผูนาํ

และในขณะเดียวกนั บทบาทของรัฐสถาบันการศึกษาก็จะเปลี่ยนแปลงไปอยา งแนนอน นัน่ คือ
อนาคต เครอ่ื งมือหลกั ของทกุ คนกค็ อื ความรูความคิด หรอื คุณธรรม สง่ิ ท่ตี องตระหนักคิดเปนอยางน่ิง
นั้นก็คือ อนาคตคนไทยคงจะตองมีความสุขอยางไทย แตมีความรูความคิดรวมกันกับชาวโลกและ
ส่ิงแวดลอมไดอ ยา งสนั ติ โดยใชย ุทธศาสตรในการพง่ึ พาตนเองมากขนึ้ นั่นหมายความวาในอนาคตเรา
ตองยอมรบั และเปดโอกาสใหคานยิ มของโลกท่มี พี ื้นฐานจากสภาวะทางการเมอื งเศรษฐกจิ สงั คม และ
วตั ถุนิยมทงั้ ทเี่ ปน คานยิ มของกลุมชน ในและนอกประเทศ เขามามีสวนในการเลือกการตัดสินใจ น่ัน
ยอมเปนการยอมรับวาคานิยมทางโลกเปนองคประกอบสําคัญ ของการเลือกการตัดสินใจในชีวิต
ประจาํ ของคนไทยอยางหลยี กเล่ียงไดยากยิ่ง

สาระที่สําคัญอีกอยางหน่ึงก็คือ ในอนาคตวัฒนธรรมของโลกจะเขาสูกระแสของระบบ
เครือขายทางวัฒนธรรม (Network Culture) เชนเดียวกับระบบเครือขายทางธุรกิจ (Network
Marketing) ที่ใชกันอยางไดผลมาแลวในโลกธุรกิจสินคาแบบอุปโภคบริโภค เชน วอลคมารท
(Walmark) และแฟรเดอรรัลเอกซเพรส (Federal express) ในอเมริกา ตลอดจนเครือขายทางการ

๑๒๘ http://www.learntripitaka.com/scruple/sank4.html [๑๐ ต.ค. ๒๕๕๙]

๒๒๗

ตลาดของบริษัท ซ.ี พ.ี ในประเทศไทยเปนตน นั่นคือ อนาคตวัฒนธรรมจะมีการติดตอกันโดยตรงบน
พืน้ ฐานของความฉบั ไว และเที่ยงตรงของระบบเครือขา ยเทคโนโลยีสารสนเทศเปนตัวเชอ่ื มที่สําคัญ

อยางไรก็ตาม โดยสรุปแลวแนวโนมของวัฒนธรรมในศตวรรษท่ี ๒๑ จะเปนไปในรูปของ
วฒั นธรรมสากลใน ๓ ลกั ษณะดว ยกัน คือ

๑. วฒั นธรรมทเี่ นน ทุนนิยม ตามแนวความคิดของพุทธทาสภิกขุ คือ วัฒนธรรมท่ีเปนธัมมิก
สังคมทนุ นยิ มวฒั นธรรม กลา วคือ วฒั นธรรมทม่ี ีความเคารพในความสาํ คญั ทางวฒั นธรรมของชาติที่มี
ความซ่ือตรงในการบริโภค ยึดถือปฏิบัติในกระแสของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือการคาทาง
วัฒนธรรมแบบเสรี อนั ปราศจากการกดี กันการรบั รทู างวัฒนธรรมตอ กนั

๒. วัฒนธรรมแบบสารสนเทศวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมที่มีการถายทอดโดยตรงจากสื่อสาร
ตา ง ๆ ท่มี ีความรวดเร็วในการเขาถึงมนษุ ยชาติในทกุ หนทกุ แหงของทุกมุมโลกนั่นคือ วัฒนธรรมแบบ
สารสนเทศจะมคี วามรวดเร็วในการสงและรบั ขอมูลขาวสาร ไมวาเราจะอยทู ่ีแหง ใดเรายอ มไมสามารถ
ปฏิเสธการรบั รนู ัน้ ได

๓. วัฒนธรรมแบบทองถิ่นสากล คือการยึดม่ันในอุดมการณทางวัฒนธรรมแบบทัองถ่ินแหง
ตน และยนิ ยอมรับวัฒนธรรมที่เปนสากลท้ังสองประเภทขาตนเขาอยางกลมกลืน น่ันหมายความวา
เราตองสรางความเขมแข็งหรือความแข็งแรงทางวัฒนธรรมทองถิ่นของเราใหกลาหาญอยางยวดย่ิง
พรอมท่ีจะปรับเขากับวัฒนธรรมท่ีเต็มไปดวยเสรีภาพทางการคาในระบบทุนนิยมและความรวดเร็ว
ของขอ มูลขา วสาร

วฒั นธรรมทัง้ สามแบบนีค้ งมาถงึ ในเวลาอนั ใกลนี้ ซ่ึงวัฒนธรรมบางชนิดนก้ั เ็ ร่ิมเขามามีสว นใน
ชวี ติ ความเปนอยูเขาเราแลว เพียงแตยงั ไมทวีความรุนแรงมากนักเทานั้น ดังนั้นส่ิงสําคัญอันเปนส่ิงที่
จําเปนก็คือ การสรางวัฒนธรรมแหงภูมิปญญาเชิงพุทธแบบไทยข้ึนมารองรับ น่ันคือการสรางภูมิ
ปญญาในการใช ความรู กลั่นกรอง และการใชโยนิโสมนสิการแบบพระพุทธศาสนา เปนภูมิปองกัน
กลา วคอื การพจิ ารณาใหเหน็ ถงึ คุณคา แท คณุ คาเทียมทางวัฒนธรรม ตลอดจนการพิจารณาลงลึกถึง
แกนแทข องคา นิยมพรอมทั้งพุทธวิถีแหงสังคม อันเปนไปในลักษณะของการเปนอยูแบบพอมีพอกิน
ตามกระบวนทัศนแ หงสันโดษธรรม และอวิหิงสาธรรม

ในอนาคตเราคงตองยอมรับและพยายามประสมประสานความเจริญกาวหนา ความ
สะดวกสบายในรูปแบบของวทิ ยาศาสตรเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีเกิดข้ึนทางสังคม ขณะเดียวกันก็ตอง
หันกลับมากาํ กับความเจริญกา วหนาและความตอ งการทางสังคม เหลาน้ันดวยสัมมาปญญา การรูจัก
พอและดาํ รงตนเปนพลเมอื งท่ีดีดวยการไมเบียดเบียนผูอื่นใหไดครับความเดือดรอนควบคูกันไปดวย

๑๒๙

199

๑๒๙http://www.stjohn.ac.th/department/university2007/cultural/story_21.html [๒๐ ต.ค.
๒๕๕๙]

๒๒๘

นอกจากน้ันหลักสูตรของโรงเรียนสายอาชีพจากภูมิปญญาชาวบาน ในศตวรรษที่ ๒๑ มี
จุดมุงหมายเพ่ือให ผูเรียนมีทักษะในการจัดการตอชีวิตและทรัพยากร ที่มีอยูในทองถ่ิน เกิดความ
ตระหนกั และเหน็ คุณคา ของภมู ิปญญาไทยท่ีมคี วามสมั พันธตอชีวิต สังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
เพิ่มขึ้น และจะเปนหลักสูตรท่ีใหองคกรชุมชนมีสวนรวมมากข้ึน ต้ังแตการกําหนดวัตถุประสงคไป
จนถึงการประเมินผล เนื้อหาความรู จะเปนเน้ือหาที่มีการเช่ือมโยงกับวิถีชีวิตของผูเรียน สอดคลอง
กับชุมชนอยางแทจริง ลักษณะการเรียน การสอนเปนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใหผูเรียน
ปฏิบัติจริง เพ่ือใหเกิดประสบการณตรง บทบาทของผูสอนจะเปนผูนําดานวิธีคิด วิธีการเรียนรู
เกี่ยวกับภูมิปญญาชาวบาน การเรียนการสอนมีการใชสื่อท่ีเปนของจริง ส่ือท่ีใหผูเรียนปฏิบัติไดจริง
การวัดและประเมินผลเปนการประเมินจากการปฏิบัติไดจริง หลังจากเรียนรูไปแลวสามารถนําสิ่งท่ี
เรยี นไปใชใ นชวี ติ ประจําวันได200๑๓๐

สรุปทา ยบท

สรปุ ไดว า การเปล่ยี นแปลงอยา งรวดเรว็ ทงั้ ทางดานเศรษฐกิจ สังคม คานิยม และระบบคุณ
คาทีเ่ กิดขนึ้ ในชมุ ชนชนบทไทย ไดกอใหเกิดการปรับตัวในหมูชาวชนบท โดยมีภูมิปญญาชาวบานซ่ึง
เปนหนึ่งในหลายกรณี ที่แสดงถึงความสามารถของชาวบานและชุมชนในการปรับใชวัฒนธรรม ซ่ึง
เปนกระบวนการเช่ือมโยงระหวางอดีตกับปจจุบัน ผานระบบคุณคาเดิมของชุมชนจนเกิดเปนภูมิ
ปญ ญาทองถิน่ ดงั น้ันเมอ่ื ชาวบา นชนบทในทุกภาคไดป รับประยุกตวัฒนธรรม นํามาผสมกลมกลืนกับ
ภูมิปญ ญาทองถน่ิ ยอมจะสง ผลใหเกิดการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ไดอยางกวางขวาง ซึ่งเปนการพัฒนาบน
พ้ืนฐานภูมิปญญาชาวบาน หรือกลาวไดวา ภูมิปญญาทองถ่ินไดเปนสวนหนึ่งของการพัฒนาวิถีชีวิต
บนรากฐานของการรูจักชวยตนเอง พึ่งตนเองใหสามารถปรับตัวอยางรูเทาทันตอการเปลี่ยนแปลง
ภายนอก ซ่ึงกอใหเกิดเปนชุมชนเขมแข็งท่ีจะดําเนินชีวิตไดดวยภูมิปญญาของตนเองไดตอไปซึ่งเรา
ตระหนักถึงความสําคัญบทบาทของหองสมุดของสถาบันอุดมศึกษาในการอนุรักษและใหบริการ
สารสนเทศเก่ียวกบั ภมู ิปญ ญาทองถิ่น เพื่อเปนแหลงในการศึกษา คนควา วิจัย ตลอดจนเปนสถานที่
รวบรวมภมู ิปญ ญาทอ งถ่นิ ของบรรพบรุ ุษ เพื่อใหอนชุ นรุนหลงั ไดเ หน็ คณุ คา และหวงแหนในภูมิปญญา
ทอ งถนิ่ ใหค งอยสู บื ตอไป

นอกจากน้ัน บทบาทพระสงฆในการอนุรักษโบราณสถาน โบราณ วัตถุ และศิลปวัตถุ วา
ความสมั พนั ธของพระสงฆที่มีตอ หลักฐานทางโบราณคดใี นแงของการชวยซอมแซม บูรณศาสนวัตถุที่
ชารุด ผพุ งั นนั้ นําจะมสี บื เน่ืองมาโดยตลอด เพราะพระสงฆมักมีธุดงควัตรไปในท่ีตางๆ เสมอ ยอมมี
โอกาสพบเห็นบรรดาโบราณสถาน โบราณวัตถุมากกวาคนทั่วไป โบราณสถาน โบราณวัตถุเหลานั้น
เปนสิ่งที่สรางขึ้นในพระพุทธศาสนา อาทิ วิหาร พระพุทธรูปท่ีอยูในสภาพทรุดโทรม ประกอบกับ
ความปรารถนาดี ไมน่ิงดูดาย เพิกเฉย พระสงฆมักดาเนินการซอมแซมส่ิงนั้นตามกําลังเทาท่ีตน
สามารถกระทําไดอาจใชวิธีชักชวนชาวบานใหรวมบูรณปฏิสังขรณศาสนวัตถุนั้น ดวยกิจดังกลาวถือ

๑๓๐ http://www.tnrr.in.th/2558/?page=result_search&record_id=69366 [๒๐ ต.ค. ๒๕๕๙]

๒๒๙

เปนวัตรอันพงึ ปฏิบัติในหมพู ระสงฆ เพอื่ ซอมแซมส่ิงอันเปนศาสนวัตถุ ซ่ึงเปนศิลปวัฒนธรรมอันทรง
คณุ คําเสมือนเปนการสบื ตออายุพระพทุ ธศาสนา

คําถามทา ยบท

๑. จงอธิบายและบอกวิธีการอนุรักษภูมิปญญาไทยตามหลักทางวิชาการที่ทานไดไปศึกษา
คน ควา มาจากแหลง ขอ มลู ตาง ๆ มาอยา งนอย ๓ วธิ ี

๒. จงอธบิ ายและบอกวิธีการอนรุ กั ษภ ูมปิ ญญาไทยตามหลักทางการทางพระพุทธศาสนาพรอม
ทั้งยกตัวอยา งหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีชว ยในการอนุรักษภ มู ปิ ญญาไทยโดยอธบิ ายให
เชอ่ื มโยงและสัมพนั ธก นั

๓. จงอธิบายถึงความเปนไปและแนวโนมของภูมิปญญาไทยในศตวรรษท่ี ๒๑ จากการศึกษา
คนควา ผลงานการวิจยั ของผอู ่ืนทีท่ านไดไ ปศกึ ษามา

๒๓๐

เอกสารอางองิ ประจําบท

หนงั สอื
ฉลอง กัลยามิตร, บทบาทของทองถ่ินในการอนุรักษวัฒนธรรมไทย, สยามรัฐสัปดาหวิจารณ, ๓๘

(๒๒๓), ๒๕๒๕, ๔๖.
ธญั ญพัทธ ศรีบุญสถติ พงษ, บทบาทของเทศบาลนครอุบลราชธานีในการอนุรักษวัฒนธรรมประเพณี

และภูมิปญญาทองถ่ิน : กรณีศึกษาการจัดงานประเพณีแหเทียนพรรษา จังหวัด
อุบลราชธานี, รายงานการศึกษาอิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการ
ปกครองทอ งถิน่ , วิทยาลยั การปกครองทองถิ่น : มหาวิทยาลัยขอนแกน, ๒๕๕๑.
ธิดารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถิ่นใน
อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี, รายงานการศึกษาอิสระรัฐประศาสนศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาการปกครองทองถิ่น, วิทยาลัยการปกครองทองถ่ิน :
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน, ๒๕๕๑.
บปุ ผาชาติ อปุ ถัมภนรากร, โนรา: การอนุรักษก ารพัฒนาและการสบื สานศิลปะการแสดงภาคใต, ดุษฎี
นิพนธปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศาสตร, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม, ๒๕๕๒.
พรทิพย ศิริสมบูรณเวช, บทบาทของครูภาษาไทยในการอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่น,
วารสารครศุ าสตร, ๒๖(๒), ๒๕๔๖.
ไพฑูรย สินลารัตน, บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสรางเสริมวัฒนธรรมไทย, คุรุปริทัศน, ๙(๖),
๒๕๒๗. .
พระพรหมคุณาภรณ(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลธรรม, พิมพคร้ังที่ ๒๓,
กรุงเทพมหานคร : เพท็ แอนดโฮม, ๒๕๕๕.
พระสมุทรวชิรโสภณ, การพัฒนาการสงเสริมศิลปวัฒนธรรมของคณะสงฆจังหวัดสมุทรสงคราม,
วทิ ยานิพนธพ ทุ ธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๘.
ยศ สันตสมบัติ, ภูมิปญญาทองถิ่น : ศูนยศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญา
ทอ งถิ่นเพอ่ื การพัฒนาอยางยง่ั ยนื , เชียงใหม : คณะสงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม,
๒๕๔๒.
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวิชรญาณวโรรส, วินัยมุข เลม ๓, กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏ
ราชวิทยาลยั ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๒๕.
สําเนียง สรอยนาคพงษ, การใชภูมิปญญาทองถิ่นเพื่อสงเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน,
วารสารพฒั นาหลกั สตู ร, ก.พ.-ม.ี ค. ๒๕๓๕.

๒๓๑

สุทธวิ งศ พงษไ พบูลย, บทบาทของสถานศกึ ษากบั ภูมปิ ญญาไทย. วารสารหองสมดุ , ๔๔(๓), ๒๕๔๕.
สุจริต บัวพิมพ, ปจจัยพ้ืนฐาน : บทบาทตอศิลปวัฒนธรรมภูมิปญญาพ้ืนถ่ินในภาคตะวันออก.

วารสารวัฒนธรรมไทย, ๓๙(๒), ๒๕๔๕.

เวบ็ ไซต
http://www.gened.chula.ac.th/chulawisdom/group6/m8.html
http://www.learntripitaka.com/scruple/sank4.html
http://www.tnrr.in.th/2558/?page=result_search&record_id=69366

๒๓๒

บทที่ ๙

ภมู ิปญ ญากบั การพฒั นาศาสนา เศรษฐกิจ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม

วตั ถุประสงคก ารเรียนประจําบท
เมื่อศึกษาบทนแ้ี ลว ผูศกึ ษาสามารถ
๑. บอกความหมายและความสาํ คัญของการพฒั นาได
๒. อธิบายและยกตัวอยางของภูมิปญญากับการพัฒนาศาสนาพรอมทั้งแสดงทัศนะตอ
ประเด็นดงั กลาวได
๓. อธิบายและยกตัวอยางของภูมิปญญากับการพัฒนาเศรษฐกิจพรอมท้ังแสดงทัศนะตอ
ประเดน็ ดังกลา วได
๔. อธิบายและยกตัวอยางของภูมปิ ญ ญากบั การพัฒนาสงั คมพรอ มท้งั แสดงทัศนะตอประเด็น
ดังกลา วได
๕. อธิบายและยกตัวอยางของภูมิปญญากับการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมพรอมทั้งแสดงทัศนะ
ตอ ประเด็นดงั กลา วได
๖. อธบิ ายถึงภมู ปิ ญญากบั การพัฒนาท่ีย่ังยนื ได

ขอบขา ยเนื้อหา
• ความนาํ
• ความหมายและความสาํ คญั ของการพฒั นา
• ภูมิปญ ญากับการพฒั นาศาสนา
• ภูมปิ ญญากบั การพฒั นาเศรษฐกจิ
• ภูมปิ ญญากบั การพฒั นาสังคม
• ภมู ปิ ญ ญากบั การพัฒนาศิลปวัฒนธรรม
• ภมู ิปญ ญากับการพฒั นาท่ียง่ั ยนื

๒๓๓

๙.๑ ความนํา

ภูมปิ ญ ญาชาวบาน เปนบริบทที่สําคัญบริบทหนึ่งในดานของวัฒนธรรม เพราะประเด็นของ
ภูมิปญญา เปนเรื่องท่ีสะทอนใหเห็นถึงความสามารถและเชาวนปญญาในการแกปญหาชีวิตของ
สมาชิกในชมุ ชนหรอื สงั คมหนึ่งๆ เพ่อื ใหวิถีทาง ในการดําเนินชวี ติ นั้น ราบร่ืน มีระเบียบ สงบสุข และ
พฒั นารุง จึงเปน เรือ่ งท่ีไดร บั ความสนใจ เห็นคุณคาท้งั ในประเทศและตา งประเทศ

ระบบการศึกษาท่ีคนสว นใหญรบั รคู ือระบบการศึกษาในโรงเรยี น ซ่ึงรฐั เกือบจะผกู ขาดในการ
จัดการเปนสวนใหญ แตการศึกษา ไดกลายเปนสิ่งท่ีไมมีความสัมพันธกับวิถีการดําเนินชีวิต วิธีคิด
ระบบเศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและชมุ ชนทองถน่ิ ทาํ ใหโ รงเรยี นกลายเปนสิ่งแปลกแยกใน
ชุมชนมากขึ้น กลไกด้ังเดิมในการพัฒนาการเรียนรูของตนเองโดยชุมชนผานสถาบันตาง ๆ ซึ่งเปน
ศนู ยก ลางในการ ทํากจิ กรรมของชุมชนเองไดถูกลดบทบาทลง ผลที่ตามมาคือชุมชนไมสามารถดํารง
สภาพความเปนชุมชนไวได เพราะไมมีกลไกในการดึงทรัพยากรของชุมชน หรือมีแนวทางในการ
พัฒนาชุมชนของตนท่ีสอดคลองกับสภาพพื้นฐานไดทําใหเกิดการพัฒนาที่ไมยั่งยืน และกอใหเกิด
ความลมสลายของชมุ ชนในท่สี ุด การแสวงหาทางออก ในการปรับเปลยี่ นระบบการศึกษาท่ีเปนอยู ให
เปนกลไกท่ีสําคัญในการจัดกระบวนการพัฒนาการเรียนรูของคนในชุมชน ท่ีสามารถเช่ือมโยงกับ
สภาพความเปนจริง จึงเปนประเด็นสําคัญท่ีตองคํานึงถึง ดังนั้น ภูมิปญญาไทย ภูมิปญญาชาวบาน
เปน บรบิ ทท่สี ําคญั บรบิ ทหนึ่งในดานของวฒั นธรรม เพราะประเด็นของภูมิปญญา เปนเร่ืองท่ีสะทอน
ใหเหน็ ของความสามารถ และเชาวปญญาในการแกปญหาชีวิตของสมาชิกในชุมชนหรือสังคมหน่ึง ๆ
เพือ่ ใหวิถที างในการดํารงชวี ิตราบร่ืนมรี ะเบียบ สงบสุขมาแตครัง้ โบราณกาล และเปนวิถีทางที่นําไปสู
การพัฒนาท่ีรงุ เรืองตอ ไปในอนาคต

ในบทน้จี งึ มุงประเด็นสาํ คญั ในการศกึ ษาทเ่ี ก่ยี วกับ ภูมิปญ ญากับการพฒั นาศาสนา เศรษฐกิจ
สงั คม การเมอื ง และศิลปวฒั นธรรม เปน ส่งิ ทีม่ ุงหมายสาํ คญั หลักของรายวชิ านี้

๙.๒ ความหมายและความสาํ คญั ของการพัฒนา

โดยรูปศพั ท การพฒั นา มาจากคําภาษาอังกฤษวา Development แปลวา การเปล่ียนแปลง
ที่ละเล็กละนอย โดยผานลําดับข้ันตอนตางๆ ไปสูระดับท่ีสามารถขยายตัวขึ้น เติบโตขึ้น มีการ
ปรับปรุงใหดีขึ้น และเหมาะสมกวาเดิมหรืออาจกาวหนาไปถึงข้ันท่ีอุดมสมบูรณเปนที่นาพอใจ201๑๓๑
สว นความหมายจากรปู ศัพทในภาษาไทยนั้น หมายถึง การทําความเจริญ การเปลี่ยนแปลงในทางท่ี
เจรญิ ขน้ึ การคลีค่ ลายไปในทางทด่ี ี ถา เปน กรยิ า ใชคําวา พัฒนา หมายความวา ทําใหเจริญ คือ ทําให
เติบโตได งอกงาม ทาํ ใหงอกงามและมากข้นึ เชน เจรญิ ทางไมตรี

๑๓๑ ปกรณ ปรียากร, ทฤษฎแี ละแนวคิดเกี่ยวกบั การพฒั นาในการบริหารการพัฒนา, (กรงุ เทพมหานคร
: สามเจรญิ พานชิ , ๒๕๓๘), หนา ๕.

๒๓๔

การพัฒนา โดยความหมายจากรูปศัพทจึงหมายถงึ การเปล่ียนแปลงสิง่ ใดสิ่งหนึ่งใหเกิดความ
เจริญเติบโตงอกงามและดีข้ึนจนเปนที่พึงพอใจ ความหมายดังกลาวนี้ เปนท่ีมาของความหมายใน
ภาษาไทยและเปน แนวทางในการกาํ หนดความหมายอนื่ ๆ ๑๓๒
202

การพฒั นาท่ีเขา ใจโดยท่ัวไป มีความหมายใกลเคียงกับความหมายจากรูปศัพท คือ หมายถึง
การทําใหเ กิดการเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสูอีกสภาพหน่ึงที่ดีกวาเดิมอยางเปนระบบ หรือการ
ทําใหดีข้ึนกวา สภาพเดมิ ที่เปนอยูอยา งเปนระบบ203๑๓๓ ซึ่งเปน การเปรียบเทยี บทางดานคุณภาพระหวาง
สภาพการณของสิง่ ใดสิง่ หนง่ึ ในชว งเวลาที่ตา งกนั กลา วคือ ถาในปจจุบันสภาพการณของส่ิงน้ันดีกวา
สมบูรณกวาก็แสดงวาเปนการพัฒนา204๑๓๔ การพัฒนา ในความหมายโดยท่ัวไปจึงหมายถึงการ
เปล่ียนแปลงส่ิงใดส่ิงหน่ึงใหเกิดคุณภาพดีข้ึนกวาเดิม ความหมายน้ี นับวาเปนความหมายที่รูจักกัน
โดยท่วั ไป เพราะนํามาใชม ากกวาความหมายอืน่ ๆ แมวาจะไมเ ปนที่ยอมรบั ของนักวิชาการกต็ าม

นกั เศรษฐศาสตรไดใหความหมายของ การพัฒนา วา หมายถึง ความเจริญเติบโต โดยเนน
ความเจริญเติบโตทางดานเศรษฐกิจเปนสําคัญ เชน ผลผลิตรวมของประเทศเพิ่มขึ้น รายได
ประชาชาติเพม่ิ ข้ึน รายไดเ ฉลี่ยตอหัวตอคนของประชากรเพิ่มข้ึน205๑๓๕ มกี ารขยายตวั ทางเศรษฐกิจมาก
ขน้ึ ประชากรมีรายไดเพียงพอที่สามารถตอบสนองความตองการพื้นฐานของตนไดซ่ึงอาจสรุปไดวา
การพัฒนา เปนกระบวนการทางสังคม ท่ีผลผลิตออกมาในรูปซ่ึงสามารถวัดไดดวยเกณฑทาง
เศรษฐศาสตร206๑๓๖ จะเห็นไดวานักเศรษฐศาสตรไดกําหนดความหมายของการพัฒนา โดยใช
ความหมายจากรูปศัพทและความหมายโดยทั่วไป คือ หมายถึง ความเจริญเติบโต แตเปนความ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามเน้ือหาของวิชาเศรษฐศาสตร ซ่ึงเปนการเนนความหมายเชิงปริมาณ
คือ การเพม่ิ ข้ึนหรอื การขยายตัวทางเศรษฐกจิ มากกวา ดา นอื่น ๆ

นักสังคมวิทยาไดใหความหมายของ การพัฒนา วา เปนการเปลี่ยนแปลงโครงสรางของ
สังคม ซ่ึงไดแก คน กลุมคน การจัดระเบียบความสัมพันธทางสังคม ดวยการจัดสรรทรัพยากรของ
สงั คมอยา งยตุ ธิ รรมและมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเปนท้ังเปาหมายและกระบวนการท่ีครอบคลุมถึง
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนตอชีวิตและการทํางาน การเปลี่ยนแปลงสถาบันตางๆ ทางสังคม
วฒั นธรรมและการเมืองอกี ดวย

๑๓๒ สนธยา พลศรี, ทฤษฎีและหลักการพฒั นาชุมชน, พิมพครั้งท่ี ๔ (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร,
๒๕๔๗), หนา ๒.

๑๓๓ ยุวัฒน วุฒิเมธี, การพัฒนาชุมชน : จากทฤษฎีสูการปฏิบัติ, (กรุงเทพมหานคร : บางกอกบล็อก,
๒๕๒๖), หนา ๑.

๑๓๔ ปกรณ ปรยี ากร, ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาในการบริหารการพฒั นา, (กรุงเทพมหานคร
: สามเจรญิ พานิช, ๒๕๓๘), หนา ๕.

๑๓๕ ณฐั พล ขันธไชย และจักกฤษณ นรนิติผดุงการ, แนวความคิดและทฤษฎีในการพัฒนาประเทศและ
การพัฒนาชนบทในการบรหิ ารงานพฒั นาชนบท, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร, ๒๕๒๗), หนา ๑.

๑๓๖ สุนทรี โคมิน, รายงานการวิจัยเร่ือง คานิยมและระบบคานิยมไทย เคร่ืองมือในการสํารวจวัด,
(กรุงเทพมหานคร : สถาบันบณั ฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร, ๒๕๒๒), หนา ๓๗.

๒๓๕

นกั สงั คมวิทยาไดใหความหมายของ การพฒั นา โดยเนนการเปล่ียนแปลงโครงสรางของสังคม
คอื มนษุ ย กลมุ ทางสังคม การจดั ระเบียบทางสังคม ซึ่งมีลักษณะเชนเดียวกับความหมายในทางพุทธ
ศาสนา คือ การเปล่ียนแปลงมนุษยและสิ่งแวดลอมใหมีความสุข และมีลักษณะเชนเดียวกับ
ความหมายทางการวางแผน คือ ดวยวิธีการจัดสรรทรัพยากรของสังคมอยางยุติธรรมและมี
ประสทิ ธิภาพ ซ่ึงนักวางแผน เรยี กวา การบรหิ ารและการจดั การนัน่ เอง207๑๓๗

นกั พัฒนาชุมชนไดใหค วามหมายของ การพฒั นา ไววา หมายถงึ การทค่ี นในชุมชนและสังคม
โดยสวนรวมไดรวมกันดําเนินกิจกรรมเพ่ือปรับปรุงความรูความสามารถของตนเอง และรวมกัน
เปล่ียนแปลงคณุ ภาพชวี ิตของตนเองชมุ ชนสังคมใหด ขี ึน้ 208๑๓๘

การพัฒนาเปนกระบวนการท่ีเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ ไมหยุดน่ิงการพัฒนามีความสัมพันธ
โดยตรงกับความเปลย่ี นแปลง กลาวคอื การพฒั นา หมายถงึ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงท่ีมีการ
วางแผนไวแ ลว คือการทําใหลักษณะเดิมเปล่ียนไปโดยมุงหมายวา ลักษณะใหมท่ีเขามาแทนที่นั้นจะ
ดีกวาลักษณะเกา จากความหมายในดานตาง ๆ ท่ีกลาวมาแลวขางตน จะเห็นไดวา การพัฒนา มี
ความหมายท่คี ลายคลึงกนั และแตกตางการออกไปบา งแตโดยธรรมชาติแลว การเปล่ียนแปลง ยอมเกิด
ปญหาในตัวมันเองเพียงแตวาจะมีปญหามาก หรือปญหานอย ซึ่งถาหากพิจารณาจากความหมาย
เหลานี้อาจสรุปไดวา การพัฒนา คือ กระบวนการเปล่ียนแปลงของส่ิงใดส่ิงหน่ึงใหดีขึ้น ท้ังทางดาน
คณุ ภาพ ปริมาณ และสิ่งแวดลอม ดวยการวางแผนโครงการและดําเนินงานโดยมนุษยเพื่อประโยชน
แกต วั ของมนุษยเอง

๙.๓ ภูมปิ ญญากับการพฒั นาศาสนา

สถาบนั ทางศาสนา เปนแหลง ใหก ารศึกษาตลอดชพี แกชมุ ชน โดยผูทาํ หนาท่ีของ สถาบัน คือ
พระสงฆ เปน ผแู นะนําส่งั สอนความรูและวชิ าชพี ทนี่ อกเหนือจากพิธีกรรมทางศาสนา เชน ชุมชนไทย
ทเ่ี ปนชาวพทุ ธกม็ ีวัดเปนแหลง วิทยาการตาง ๆ มาตั้งแตโ บราณสืบตอมาจนถึง ปจจุบัน จนมีคําพูดกัน
ติดปากวา “บวชเรียนเขยี นอาน” วดั เปน สถานทีเ่ รยี น อา น เขียน คดิ เลข และงานฝม อื ตาง ๆ ซึ่งเปน
สวนหน่ึงของวัดและสอนโดยพระสงฆของวัดน้ัน ๆ เปนตน สําหรับประเทศไทย มีพระพุทธศาสนา
เปนศาสนาประจําชาติ ตามรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๙ ได
กลาววา พระมหากษัตรยิ ทรงเปนพทุ ธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก ประชาชนชาวไทยสวน
ใหญน บั ถือพระพุทธศาสนาประมาณรอย ละ ๙๐ และสถาบันศาสนาเปน ระบบยอ ยของสังคมไทยซ่ึงมี
วัดเปนศาสนสถาน มีพระสงฆเปน ศาสนบุคคลท่ีจะทําใหพระพุทธศาสนาชวยในการพัฒนาชุมชน
สังคมและประเทศชาติ อยา งสําคัญยิ่งคนไทยสมยั โบราณหนั หนาเขาวดั ใกลชดิ วดั สนิทกับวัดมากและ
วัดก็ทําหนา ท่ีทีส่ าํ คัญเพ่ือชาวบานไมน อ ย

๑๓๗ สนธยา พลศรี, ทฤษฎแี ละหลกั การพัฒนาชมุ ชน, พมิ พค รั้งที่ ๕ (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร,
๒๕๔๗), หนา ๕.

๑๓๘ สมศักด์ิ ศรสี ันตสิ ขุ , สงั คมไทย : แนวทางวจิ ัยและพัฒนา, (ขอนแกน : ภาควิชาสังคมศาสตร คณะ
มนุษยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน, ๒๕๒๕), หนา ๑๗๙.

๒๓๖

อยางไรก็ดี ภูมิปญญาไทยท่ีมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนานั้นไดถูกถายทอกออกมาใน
รูปแบบของความเชื่อ พิธีกรรม ศิลปกรรม ศีลธรรม กฎหมาย วรรณกรรม ภาษา ขนบธรรมเนียม
ประเพณี ความ สามารถและอปุ นิสัยของคนในสงั คมไทย เปนตน เพราะวัฒนธรรมไทยนับเปนเครื่อง
หลอหลอมสมาชิกของสังคมใหเกิดความผูกพันสามัคคี และอบรมขัดเกลาใหคนในสังคมมีทัศนคติ
ความเชอื่ และคา นิยมที่สอดคลองกับบคุ คลอน่ื ๆ ในสงั คมไทย อน่ึง ภมู ิปญ ญาและวฒั นธรรมไทยมิได
หยุดน่งิ อยกู ับท่ี หากแตเ ปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลาไปตามยคุ สมยั

หากความสุขหมายความเพยี งการเปน อยทู ี่ดีทางกาย มนษุ ยเราก็สามารถมีความสุขไดโดยไม
ตองเช่ือถอื หรอื ปฏบิ ัตติ ามคาํ สอนของศาสนาใด ๆ แตธ รรมชาติของมนษุ ยน้นั ประกอบดวยกายและใจ
อนั ปรารถนาการมชี ีวิตที่พัฒนา และมคี วามสขุ อยางสมบรู ณ ดังนน้ั มนุษยจงึ ตอ งพฒั นาท้ังกายและใจ
ในกรณีน้ีพระพุทธศาสนาจึงเขามามีบทบาทใหคําชี้นําและใหแนวทางที่ดีในการพัฒนาจิตและ
วญิ ญาณเคยี งคูไปกับการพัฒนาทางรางกาย พิจารณาไดจากหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาท่ีสอน
ใหคนเชื่อในเร่ืองทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว, สอนหลักในการดําเนินชีวิตดวยทางสายกลาง, ใหรูจักสํารวม
กาย วาจา ใจ, ใหพิจารณาส่ิงตาง ๆ โดยใชเหตุผล ดวยสติปญญา รวมความแลวอาจกลาวไดวา
พระพุทธศาสนาเปนการสอนใหคนพฒั นาตนเองเพอื่ ใหเปน คนดขี องสงั คม

พระพุทธศาสนาเปนส่ิงท่ีคนในวัฒนธรรมไทยสามารถสัมผัสไดดวยอุดมการณทางความคิด
เหตผุ ลและความเชอื่ และในทา ยทีส่ ดุ พระพุทธศาสนาไดฝ ง รากลึกลงในสังคมไทย ใหคนไทยไดยึดถือ
และปฏิบตั สิ บื ตอ ๆ กนั มา อกี ทง้ั พระพทุ ธศาสนาเปน ศูนยร วมและที่ยึดเหน่ียวจิตใจของคนไทยเกือบ
ทัง้ ประเทศ จนกลายเปน วฒั นธรรมทางจิตใจ

ดังน้ัน อิทธิพล ของพระพุทธศาสนาจึงเขามามีบทบาทในการกําหนดวิถีชีวิตของคนใน
สงั คมไทยเปน อยา งมาก พิจารณาไดจากคานิยมของไทยบางอยา งทปี่ ฏิบตั จิ นเปนระเบียบแบบแผน ที่
ลวนแตมตี นกาํ เนดิ จากหลกั คําสอนทางศาสนา ตัวอยางเชน มีความเช่ือในกฎแหงกรรม คือ ทําดีไดดี
ทําช่ัวไดช่ัว ซ่ึงทําใหคนไทยเปนชนชาติท่ีมีความเด็ดเด่ียว อดทน เจียมตน รักความ เปนอิสระ แตก็
ยอมรับสภาพความทุกข และมีความหวังกับชีวิตใหมวาจะตองดีข้ึนถาหากกระทําความดี มีศรัทธา
มน่ั คงในการทาํ บุญและใหท าน เพื่อสะสมบุญบารมีไวภายภาคหนา มจี ิตใจโอบออมอารี ใหอภัยเพื่อน
มนุษย ไมผ ูกพยาบาท เชื่อฟง เคารพนับถือบุคคลตามลําดับอาวุโส และยึดม่ันในความกตัญูตอผูมี
อปุ การะ มีความสงบเสง่ยี ม นอบนอ ม สาํ รวม เกรงใจผูอ ่ืน และมคี วามระมัดระวัง รอบคอบ

สภาวการณปจจุบันที่สังคมไทยกําลังสับสนวุนวาย ยังผลใหวัฒนธรรมไทยส่ันคลอนตามไป
ดว ย ซึ่งรวมถึง “สถาบนั ทางศาสนา” ซึ่งพระพทุ ธศาสนาท่ีไดรับการยกยองวาเปนศาสนาประจําชาติ
ไทย แตไดกลับกลายเปนชนวนปญหาความขัดแยงระหวางคนไทยซ่ึงอยูรวมในสังคมเดียวกัน ไมวา
เหตุการณน้ีจะปดฉากลงในรูปแบบใด เปนภารกิจของผูมีหนาท่ีเกี่ยวของท่ีจะดําเนินการใหถูกตอง
ตอไป และรวมถึงหนาที่ของพุทธบริษัทท่ีจะตองชวยกันจรรโลงวัฒนธรรมในการนับถือ
พระพุทธศาสนาของตนใหม่งั คงสบื ตอไป

ในกระแสของโลกเทคโนโลยีสารสนเทศที่กําลังถาโถมเขาสูสังคมไทยซึ่งกําลังถูกทําใหเปน
ชมุ ชนโลก ความเจรญิ ทางวตั ถแุ ละการพยายามกาวตาม ความเจริญรุดหนาของสังคมตะวันตกท้ังใน

๒๓๗

รปู แบบการดําเนินชีวิต และในบางครั้งก็ทําใหอิทธิพลของพระพุทธศาสนาท่ีมีตอวัฒนธรรมไทยเร่ิม
เสื่อมถอยลงคนไทยเรม่ิ ไมเช่อื ถอื และศรทั ธาในพระพุทธศาสนาดังเชนในอดีต เพราะมองวาเปนเรื่อง
ไรท่ีงมงาย พิสูจนไมไดไมเหมาะกับยุคสมัยและลาหลัง อยางไรก็ตาม แมความเปล่ียนแปลงของ
กระแสโลกยังดําเนินอยูเร่ือยไป หรือไมวาสังคมจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดยอมสงผลกระทบตอ
วัฒนธรรมท่ีดําเนินอยูในสังคมทั้งส้ิน ส่ิงที่คนไทยจะทําไดน่ันคือ ความรับผิดชอบตอบทบาทหนาท่ี
ของตนเองในฐานะของคนไทย และปฏิบัติตนเปนศาสนิกชนที่ดีตามหลักคําสอนทางศาสนา โดย
กระทาํ ใหเต็มกาํ ลังความสามารถ เพราะถึงแมว าจะเปนเพียงจุดเลก็ ๆ แตก็ยงั ดกี วาการที่ไมคิด จะทํา
อะไร ท้ังนี้ถาคนไทยทุกคนรูจักการสรางสํานึกใหกับคนเองแลว ประเทศไทยจะไมมีวันสูญเสีย
วฒั นธรรมประจาํ ชาติไปอยา งแนนอน นับไดวาภูมิปญญาไทยกับพระพุทธศาสนาแมจะไมไดสงเสริม
กนั โดยตรงแตทัง้ สองส่ิงน้หี ากขาดสง่ิ ใดส่ิงหนึ่งไปกย็ ากที่จะคงไวซง่ึ ความสมคั รสมานสามคั คขี องคนใน
ชาติทงั้ นีเ้ พราะเราลวนอาศัยเอาศาสนาและภมู ิปญญาเปน หลกั ในการดาํ เนนิ ชีวติ

๙.๔ ภูมปิ ญญากับการพัฒนาเศรษฐกิจ

ปจจบุ ันเรากลา วถึงใช “ภมู ิปญ ญาไทย” ในฐานะท่เี ปนการพัฒนาทางเลือกท่ีตางไปจากแนว
ทางการพฒั นาแบบทนุ นยิ มอุตสาหกรรมตะวันตกมากขน้ึ แตค ําวา “ภูมิปญ ญาไทย” ในท่ีนี้ ควรมอง
ในแงเปนลกั ษณะทางสังคมวัฒนธรรมของคนไทยจากอดีตถึงปจจุบันท่ีมีการผสมผสานจากกลุมชาติ
พันธแุ ละวฒั นธรรมตาง ๆ หลากหลาย ไมควรมองอยางแคบ ๆ เรื่องชาติพันธุ หรือวัฒนธรรมแบบ
บรสิ ุทธ์ิ ซงึ่ ไมไดมีอยูจริง และการมองแบบแคบ ๆ อาจทําใหเกิดอคติ, ความหลงชาติได ดังน้ันถา
จะเรยี นกวา ภูมปิ ญ ญาทอ งถน่ิ แทนภมู ิปญ ญาไทยก็นา จะได

การจะพัฒนาภมู ิปญ ญาใหเกิดประโยชนสงู สุดในยคุ ปจจุบัน นา จะอยูทีก่ ารรูจกั ประยุกตใ ชทั้ง
ภูมิปญญาทองถ่ิน ภูมิปญญาของท่ีอ่ืน ๆ รวมท้ังวิทยาการตะวันตก (ท่ีกล่ันกรองแลว) ใหเกิด
ประโยชนต อคนสว นใหญใ นสงั คมไทยไดอ ยางยั่งยืน209๑๓๙

การร้อื ฟนและพัฒนาภมู ปิ ญ ญาทองถนิ่ เพ่ือการพฒั นาเศรษฐกิจสังคมในยคุ ปจ จบุ นั มีประเด็น
ทีเ่ รานา จะเรียนรจู ากภูมปิ ญญาทองถิ่นอยา งนอย ๓ ประเดน็ คือ

๑. ความรูค วามสามารถในการดํารงชีพและพัฒนาอารยธรรมของชาวไทยตั้งแตพันปท่ีแลว
ในยุคกอ นท่เี ราจะรับเศรษฐศาสตรแ ละวัฒนธรรมทุนนิยมตะวันตก มาเปนตัวกําหนดคานิยมและทิศ
ทางการพฒั นาสังคมไทยในปจจุบนั คนไทยมภี มู ิปญ ญาในการรูจักการทาํ มาหากินแบบเกษตรเพื่อยัง
ชีพอยางสอดคลอ งกบั ธรรมชาติและสภาพแวดลอมทางสังคม เชน รูจักทําการเกษตรแบบผสมผสาน
มพี นั ธพ ืชหลากหลายชนิดทเี่ หมาะสมกับแตละทองถนิ่ และความหลากหลายชว ยปอ งกนั โรคระบาด มี
ระบบชลประทานทองถน่ิ ใชปุยอนิ ทรียแ ละสมนุ ไพรปราบศตั รูพชื ฯลฯ

๑๓๙ https://witayakornclub.wordpress.com/2007/07/13/แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ/ [๒๑ ต.ค.
๒๕๕๙]

๒๓๘

คนในสมยั กอนปลกู พชื เล้ยี งปลาไก ฯลฯ หลากชนดิ ซงึ่ นอกจากจะใชประโยชนไดหลายทาง
แบบเก้ือกูลกันแลว ในแงของการผลิตไมเส่ียงมาก เม่ือพืชผลชนิดใดชนิดหนึ่งเสียหายก็ยังมีพืชชนิด
อื่น ๆ ไดกินอยู โรคภัยก็นอยดวย นี่คือภูมิปญญาของเศรษฐกิจพอเพียงหรือพ่ึงตนเองไดเปนหลัก
สิ่งใดที่ขาดแคลนก็เอาของท่ีมีเหลือเฟอไปแลกเปลี่ยนกันกับคนอ่ืนหรือหมูบานอ่ืน ซึ่งเปนการ
แลกเปลยี่ นเพื่อประโยชนใชสอยมากกวาการคา เพ่อื หวังกําไรอยางในยุคการพัฒนาแบบทุนนิยม การ
ผลิตแบบเกษตรพึ่งตนเองนี้ทําเพ่ือพอกินมากกวาเพ่ือหวังขายใหรํ่ารวย จึงไมไดทําลายธรรมชาติ
หรือ กดข่ีแรงงานคนมากเทากบั การผลิตยุคทนุ นยิ มทเ่ี นนการผลิตเพื่อขายหากาํ ไร

๒. คนไทยสมัยกอนเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเขามา ไมไดยึดความเปนเจาของกรรมสิทธ์ิสวน
ตวั อยา งเครงครัด แตมองเรื่องการแบงปน การเอื้อเฟอเผ่ือแผ การใจกวาง ความยุติธรรมเปนเร่ือง
สําคญั ดงั จะเหน็ ไดว า การแลกเปล่ยี นในชนบทสมยั กอ นน้นั เปน การแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชนใชสอย
แบบฉันทเพื่อน ฉันทญาติ คือ แลกกันงาย ๆ ใหพอสมน้ําสมเน้ือ ไมไดคิดเล็กคิดนอยอยาง
ละเอยี ดลออแบบมงุ หากาํ ไรกันทุกบาททุกสตางค คนไทยสมัยกอนนิยมการแลกสินคาตอสินคาโดย
ไมตอ งใชเ งนิ เปนสอ่ื กลางดวยซํ้า การชวยเหลอื เอาแรงกนั ก็เปนแบบงา ย ๆ การใหความชวยเหลือคน
จนกวา ขาดแคลนกวา เปนเรื่องของความเอื้อเฟอเผื่อแผท่ีทํากันเปนปกติ เพราะคนสวนใหญอยูใน
สังคมหมูบานที่คนเปนเครือญาติและเพื่อนฝูง มีความเปนกันเองและปฏิบัติตอกันแบบมีน้ําจิตน้ําใจ
ถามองในแงของการพัฒนาทางสังคม ก็ถือไดวา คนสมัยกอนมีการพัฒนาทางสังคมท่ีมีคุณภาพ
มากกวา คนยุคปจ จุบัน

๓. คนไทยสมยั กอ นการพฒั นาแบบทนุ นยิ มอตุ สาหกรรมตะวันตก รูจักใชเทคโนโลยีการผลิต
และการบริโภคแบบเรียบงาย แตมีปญญา เนนความกลมกลืน ความสมดุลของธรรมชาติ คน
สมยั กอนโดยเฉพาะระดับหมูบานยงั มองวา ชวี ิตเปนองครวมของการทํามาหากิน และการชื่นชมกับ
ชวี ิต การดูแลครอบครัว เครือญาติ มีความสัมพันธทด่ี ีกบั เพอื่ นบา น การทําบญุ สุนทาน การหาความ
สนุกจากการละเลนและศิลปวัฒนธรรม คนไทยสมัยกอนไมไดมองเร่ืองการทํามาหากิน หรือ
เศรษฐกิจแบบแยกสวน ไมไดมีคานิยม เนนการแขงขันกันหาเงิน การแสวงหาบริโภคสูงสุดแบบตัว
ใครตวั มันเหมือนคนในยุคทนุ นยิ มอุตสาหกรรม แตมองเศรษฐกิจเพียงเปน สวนหนึ่งของชีวิตท่ีมีหลาย
ดาน คอื มีดานทางสังคมและวฒั นธรรมดวย

คนไทยสมัยกอนดูแลรักษาตนไมใหญ สัตวใหญ รักษาน้ําไดดี พวกเขาเห็นวาเปนสิ่งที่มี
บุญคณุ จงึ สรา งใหเปน สิ่งทศ่ี ักดส์ิ ิทธิ์ มีขอหาม ขนบธรรมเนียมพิธีเก่ียวของกับธรรมชาติมาก หาก
มองแนววิทยาศาสตรแบบท่ือ ๆ ก็อาจคิดวาคนไทยสมัยกอนลาสมัย เช่ืออะไรงมงาย แตถาเรามอง
ในแงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาอยางใจกวาง เราจะเห็นไดวาคนสมัยกอนอยูกับธรรมชาติและ
อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติไดดีกวาคนในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมท่ีความโลภบดบังตา คือพวกเขา
รูจกั พัฒนาแบบยัง่ ยนื (Sustainable) ในสมยั ท่ยี ังไมไดมีการใชศ ัพทคาํ นี้กัน

ถึงคนปจจุบันจะมีความรูสมัยใหมเกี่ยวกับเร่ืองการไมควรทําลายธรรมชาติ แตบอยคร้ังท่ี
ความโลภ ความตอ งการหาเงินทอง การบริโภคสูงสุดบดบงั ตา ทาํ ใหพวกเขาไมไดสนใจ ไมไดเอาใจใส
เรื่องการอนุรักษธรรมชาติเหมือนคนสมัยกอน ซ่ึงเขาเอาใจใสขนบธรรมเนียม ประเพณี ซ่ึงเปนภูมิ
ปญญาที่ชวยใหสังคมอยรู อดมาไดตลอดขณะทค่ี วามรูใหม ๆ แบบตะวันตกท่ีคนไทยปจจุบันพยายาม

๒๓๙

เรียนรู กลายเปนเพียงเครื่องมือใหคนกลุมนอยที่รํ่ารวยใชเอาเปรียบคนสวนใหญและทําลาย
ทรพั ยากรธรรมชาติมากกวา

รานาจะกลับไปศึกษาภูมิปญญาทองถ่ินท้ังทางดานเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เชน
เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจแบบชาวพุทธ ที่เนนการบริโภคพอประมาณ และความเอ้ือเฟอเผื่อแผ
เกษตรและสาธารณสุขทางเลือก เชน การทําเกษตรแบบอินทรีย การบริโภคอาหารพ้ืนบาน และ
สมุนไพรท่เี ปน ประโยชน การใชพ ลงั งานทางเลอื ก ฯลฯ และนํามาประยุกตใชในสังคมยุคใหมของไทย
อยางจรงิ จัง เพราะนาจะเปนทางเลือกของการพฒั นาท่ดี กี วา ทนุ นิยมอุตสาหกรรมเพื่อการบริโภค พึ่ง
การคา การลงทนุ จากตางชาติเปน สดั สวนสูง แนวทางพัฒนาแบบสรางปญหาทางการเมืองสังคม และ
การเปนหนี้มากเกินไป สรางความไมสมดุลและความขัดแยงระหวางคนรวยและคนจนเพิ่มขึ้น การ
แกง แยง แขง ขันชงิ ดีชงิ เดน เอารัดเอาเปรียบ ทุจรติ ฉอ ฉล ยาบาระบาด ฯลฯ

การรื้อฟนและประยุกตใชภูมิปญญาทองถ่ินตองมองอยางวิพากษวิจารณ เลือกสวนที่
เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยสมัยใหมที่เรามีประชากรมากขึ้น มีทรัพยากรลดลง และรูจักนํามา
ประยุกตใ ชค วบคูไปกบั ความรทู เี่ ปนสากลในโลกปจจุบัน การกลาวถึงภูมิปญญาไทยแบบหวนหาอดีต
อาจไมสอดคลองกับความจริง เพราะประชากรเพิ่มข้ึนสูงกวาเมื่อ ๕๐ – ๑๐๐ ป ที่แลวมาก
ทรัพยากร เชน ปา ไมล ดลงไปมาก และคนยคุ ปจจบุ นั ตอ งเรียนรแู ละใชชวี ติ สัมพันธกับคนตางชาติตาง
วัฒนธรรมมากกวากอน แตก็อยูใ นวสิ ยั ท่จี ะรูจ กั เลือกและพัฒนาภูมิปญญาและจิตสํานึกเพ่ือสวนรวม
ในการจัดการทรพั ยากรตาง ๆ ในประเทศไทยยคุ ใหม อยา งมุงใหเกิดท้ังประสิทธิภาพ เปนธรรม และ
อยางยั่งยืนคูขนานกนั ไป ได

ปญ หาคือ ทางการกลาวถึงภูมิปญญาทองถ่ิน เชน เศรษฐกิจพอเพียง สาธารณสุขทางเลือก
เกษตรทางเลือก เหมือนเปน เพยี งสวนยอ ย ๆ เปนโครงการยอย ๆ แตแนวนโยบายใหญในการพัฒนา
ประเทศท้ังประเทศยังคงเนนเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบมุงทําลายทรัพยากรเพื่อกอบโกยผล
กําไรของภาคเอกชนเปนดา นหลกั

๙.๕ ภูมิปญ ญากบั การพฒั นาสงั คม

ปญหาทเี่ กิดขน้ึ กับประเทศไทยในขณะนี้ สว นหนงึ่ มีสาเหตมุ าจากนโยบายการพัฒนาประเทศ
ของรัฐท่ีมุงตอบสนองความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรมละเลยสังคมเกษตรกรรมและภูมิปญญา
ชาวบานซึง่ เปรียบเสมือนรากฐานของชีวิตในอดีต ขาดการยอมรับภูมิปญญาไทย ขาดความภูมิใจใน
วฒั นธรรมทอ งถิ่นที่มมี าในอดีต วิธกี ารดง้ั เดมิ ถกู ดแู คลนวา ปาเถ่ือนไมทัดเทียมอารยะธรรมตะวันตก
เชน วิธีการกินอยู การแตงกาย เปนตอน ละเลยภูมิปญญาไทยที่มีคุณคา ขาดการเก้ือหนุนระหวาง
เครือญาติและชุมชน ขาดความเชื่อม่ันตอภูมิปญญาของตนมีความเช่ือที่ผิดๆ วาคนตางชาติตองเกง
กวาคนไทย การไมยกยองภูมิปญญาไทยของคนไทยดวยกันกอใหเกิดความชะงักงัน หยุดการ
สรา งสรรคภมู ปิ ญ ญาใหม ๆ จึงมคี วามจาํ เปน ตองดาํ เนินการนําภูมิปญญาไทยกลับคืนสูสังคมไทยโดย
ผานกระบวนการจัดการศึกษาเพือ่ ปลูกฝง ใหคนไทยรูซ ้ึงถึงคณุ คาของภูมิปญญาไทย

การนําภูมิปญญาไทยเขามาสูการจัดการศึกษาเพ่ือเปนการเสริมสรางระบบคุณคาและ
ศักยภาพของภูมิปญญาไทย ใหเปนพลังของสงั คมทางภมู ิปญญา เพอ่ื พฒั นาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

๒๔๐

และสิ่งแวดลอม ใหสอดคลองกับวิถีชีวิตสังคมสมัยใหมอยางมีความสุขและพึ่งตนเองได เพ่ือนําภูมิ
ปญญาไทยกลับสูการศึกษาของชาติโดยการปรับเน้ือหาสาระกระบวนการเรียนการสอน ใหปรับ
เน้ือหาสาระกระบวนการเรียนการสอนใหเช่ือมโยงระหวางภูมิปญญาไทยกับภูมิปญญาสากลตาม
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ และพระราชบญั ญัติการศึกษาแหงชาติน้ัน ยัง
ตองมีการประกาศยกยองเชิดชูเกียรติครูภูมิปญญาไทยเพื่อทําหนาท่ีถายทอดภูมิปญญาในการจัด
การศกึ ษาทุกระดับรวมทั้งเปนแบบอยางและผูนําดานวธิ คี ดิ วธิ ีการเรียนรปู ระชาธปิ ไตยตลอดจนนําผล
การศึกษาดานภูมิปญญาไทยมาพัฒนาการเรียนการสอนใหสอดคลองกับภูมิปญญาไทยท่ีบรรพบุรุษ
ของเราคนคิดเพือ่ ใชใ นชีวติ ประจาํ วัน ผานกระบวนการทดลองใชจนเปนท่ีเช่ือม่ัน และสั่งสม สืบทอด
เปนมรดกทางวฒั นธรรมจากอดตี สปู จ จบุ นั เปนหนา ที่ของคนไทยทกุ คนตอ งรวมกันสบื ทอดภูมิปญญา
ไทย อันทรงคุณคาใหอยูคูกับสังคมไทย เพื่อพลิกฟนสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่ตกต่ําลงทุก
ขณะ อนั เนื่องมาจากการละเลยภูมปิ ญญาไทยหันไปนิยมภูมิปญญาสากลถึงเวลาแลวท่ีคนไทยทุกหมู
เหลา ทุกสาขาอาชีพ ตองประสานเปนหน่ึงเดียวในการนําภูมิปญญาไทยใหกลับมาอยูเคียงคูกับภูมิ
ปญญาสากลอยางสมเกียรติและสมภาคภูมิรวมกัน ทั้งน้ีภูมิปญญาไทยยังสงเสริมความเปนปกแผน
ของสังคมประเทศชาติบานเมืองนับไดวาภูมิปญญาไทยสงเสริมและพัฒนาใหสังคมไทยทัดเทียมกับ
ตางชาติไดด ว ย

การประยุกตภ มู ิปญญาเพอ่ื การพัฒนาชมุ ชนและสงั คมไทยมดี ังน้ี210๑๔๐
๑) นามธรรมและรูปธรรม ดงั ไดก ลา วแลว ตอนตนแลววา ภูมิปญญาชาวบานมีทั้งลักษณะท่ี
เปน นามธรรม และรูปธรรม โดยเฉพาะส่ิงที่เปนรูปธรรมสามารถแยกยอยยออกไดอีกหลายประเภท
ท้ังทางดานเกษตรกร หัตถกรรม สุขภาพ แลอ่ืนๆ กลาวงายๆก็คือ ภูมิปญญาชาวบานมีรูปแบบที่
หลากหลาย แตในความหลากหลายนั้นมีจุดรวมกันอยูอยางหนึ่งคือ คุณคาที่อยูเบื้องหลังภูมิปญญา
นั้นๆ ซึ่งเปนสิ่งที่เปนนามธรรม โดยเฉพาะโลกทัศนและชีวะทัศนของผูคนและชุมชน เชน ดุลยภาพ
ของธรรมชาตแิ ละการอยรู ว มกันในชมุ ชน การพงึ่ ตนเอง และการพ่ึงพาอาศัยกัน เปน ตน
โดยทัว่ ไป รปู แบบ ซง่ึ เปนเทคนิคหรอื วธิ ีการจัดการจะมีการเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลา สวน
ท่ีเปลี่ยนแปลงชาหรือแทบจะไมเปลี่ยนเลยคือ คุณคาของภูมิปญญานั้น ดวยเหตุนี้ การประยุกตภูมิ
ปญญาเพื่อการพฒั นาชมุ ชนจึงมงุ ไปสูรปู แบบหรอื วธิ ีการจัดการท่ีสอดคลองกับยุคสมัยท่ีเปล่ียนแปลง
ไป ขณะเดียวกันกพ็ ยายามอยางย่ิงที่จะรกั ษาหรือคงคณุ คา เดิมไวใหมากทสี่ ดุ
๒) คุณคาและมูลคา การประยุกตภูมิปญญาชาวบาน นอกจากมองในแงนามธรรมและ
รปู ธรรมแลว อกี แงมมุ หนง่ึ สามารถนําเอาแนวคิดเรื่องคุณคา และมูลคาเขามาเปนแนวทาง โดยเฉพาะ
อยางยง่ิ สังคมของเราในระยะที่เพิ่งผานมาน้ีจะมีความขัดแยงกันคอนขางรุนแรงระหวางแนวคิดสอง
แนวน้ี
ภายหลงั จากทเ่ี ราไดนาํ แนวคดิ การพัฒนาตามแบบอยางชาติทางตะวันตกมาเปนแนวทางใน
การพัฒนาประเทศ สง ผลใหป ระเทศไทยมีความกาวหนาทางวัตถุมากข้ึน พรอมกับนิยมมูลคาหรือให

๑๔๐ http://elearning.aru.ac.th/2500102/soc02/topic3/linkfile/print5.htm [๒๑ ต.ค. ๒๕๕๙]


Click to View FlipBook Version