๒๔๑
ความสาํ คญั ตอสงิ่ ตา งในเชิงปริมาณก็เพ่ิมมากตามไปดวย แตอยางไรก็ตาม ยังมีผูคนในสังคมของเรา
อีกจํานวนหนึ่งที่ยึดถือหรือนิยมคุณคา ซึ่งเปนการใหความสําคัญตอจิตวิญญาณ และรากเหงาของ
ตนเอง ดวยเหตุน้ี ววิ าทะท่เี กิดขึ้นในสงั คมของเรา จงึ มักเกย่ี วของกบั ความนยิ มสองแบบทว่ี าน้ี
การนําคณุ คา และมูลคามาเปนแนวทางประยกุ ตภมู ปิ ญญาชาวบานเพื่อการพัฒนาชุมชนและ
สังคม จะเปนการแกจุดออนอยางหนึ่งในสังคมไทย ซ่ึงเกงเร่ืองคุณคา แตไมเกงเร่ืองมูลคาใหหัน
กลับมาสรา งความสมดุลใหกบั แนวคดิ ทง้ั สอง เพื่อสรางดลุ ยภาพแกช ีวิต ชุมชน และธรรมชาติใหย่ังยืน
สืบไป
ในที่นจ้ี ะใหขอ สังเกตวา การประยุกตภูมิปญญาชาวบานตามแนวคิดเรื่องคุณคาและมูลคานี้
นาจะมีความเหมาะสมอยางย่ิงกับสิ่งท่ีเปนรูปธรรม เชน หัตถกรรม สมุนไพร การนวด และศิลปะ
ตา งๆ รวมไปถึงสถาปต ยกรรมที่มีคุณคาทางประวัตศิ าสตร เปนตน สงิ่ เหลานีล้ วนมีคุณคาและพรอมที่
แปรเปน มลู คาถามีการจัดการทเ่ี หมาะสมัย
เห็นไดวาหัตถกรรมประเภทตางๆจํานวนมากในปจจุบันท่ีไมสามารถใชประโยชนไดดังเดิม
เพราะมีส่ิงอื่นเขามาทดแทน แตยังคงมีการผลิต มีจัดการใหม พรอมกับเปล่ียนอรรถประโยชนของ
วตั ถสุ ่ิงของเหลา นั้น จากภาชนะใชสอยในครัวเรือนมาเปนเคร่ืองตกแตงบาน ไดชวยเพิ่มมูลคาใหแก
ผูผลิต และสรางเศรษฐกิจใหแกชุมชนอยางกวางขวาง เชนเดียวกับสมุนไพร การนวด และการดูแล
สุขภาพแบบไทย รวมถึงสถานบริการสุขภาพที่เรียกวา สปา น่ีคือคุณคาเกาที่การจัดการในรูปแบบ
ใหม สง ผลใหเ กิดมูลคา นับพนั ลานบาทตอป
ในชวง ๒๐ กวาปท่ีผานมานี้ ภูมิปญญาชาวบานไดเขามามีบทบาทอยางมากตอการพัฒนา
ชุมชน โดยเฉพาะชุมชนชนบท ซ่ึงไดรับผลกระทบอยางมากจากการพัฒนาประเทศในชวงท่ีผานมา
สามารถสรปุ ไดดังนี้
๑) ภูมิปญญาชาวบานกอใหเกิดการประยุกตวัฒนธรรมชุมชนเพ่ือการพัฒนาชนบท
จดุ เดนอยา งหนงึ่ ของภมู ปิ ญ ญาชาวบานคอื การใหค วามสําคญั ตอ คณุ คา ซึ่งเปนนามธรรม ไมยึดติดกับ
รูปแบบ สงผลใหภูมิปญญาชาวบานมีความยืดหยุนสูง สามารถปรับตัวไดตามสถานการณหรือ
สภาพแวดลอมท่ีเปลี่ยนไป ผูคนและชุมชนในชนบทจึงไดนําจุดเดนนี้มาประยุกตวัฒนธรรมชุมชน
โดยเฉพาะการประยุกตประเพณ-ี พธิ กี รรมตางๆ เชน การสืบชะตาแมนํ้า การบวชปา และผาปาพันธุ
ไม เปนตน การประยุกตประเพณี-พิธีกรรมเหลานี้ชวยใหทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมของ
ชุมชนคอยๆฟนตัวขึ้น และกอใหเกิดความสัมพันธใหมระหวางคนกับธรรมชาติ เปนความสัมพันธท่ี
เกื้อกูลกัน ไมใชก ารควบคุมหรือเอาชนะธรรมชาตอิ ยางท่ีผานมา
๒) ภูมิปญญาชาวบานกอใหเกิดกลไกใหมทางสังคมวัฒนธรรม แมวาการพัฒนาประเทศ
ในชว งทีผ่ า นมาไดกอใหเกิดความเจรญิ ทางวตั ถุมากมาย ทาํ ใหประชาชนไดรับความสะดวกสบายมาก
ขน้ึ แตอ กี ดา นของความกา วหนาน้กี ลับสง ผลใหผูค นและชมุ ชนถกู ตดั ออกจากกัน
สังคมชมุ ชนในปจ จบุ นั ความสมั พันธทางเครือญาติ และการพง่ึ พาอาศยั กนั อยางในอดีต หรือ
การชวยเหลอื กันโดยตรงแบบใหพี่ปน นอ ง ซึง่ เปน กลไกทางสังคมวัฒนธรรมแบบดง้ั เดมิ ไดค ลายพลังลง
๒๔๒
ไปมากแลว ชุมชนจึงไดส รา ง กลุม หรอื องคกรชุมชน ซ่ึงเปนกลไกใหมที่ชวยใหคนในชุมชนหันกลับมา
พ่งึ พาอาศยั กนั อกี คร้ังหนึ่ง
กลุมออมทรพั ย ธนาคารหมูบาน และองคกรการเงนิ ชุมชนที่เรียกช่ืออื่น เปนตัวอยางท่ีแสดง
ใหเห็นลักษณะท่ีกลาวขางตนไดเปนอยางดี องคกรการเงินเหลานี้จะเกิดข้ึนในสถานการณที่ชุมชน
ประสบกบั ปญ หาเงนิ ทุนและภาวะหน้ีสนิ ชาวบา นในชุมชนจะไมมีทางออกในเร่ืองน้ี ไมสามารถหยิบ
ยืมเงินทองจากญาติพ่ีนอง เพราะทุกคนตางตกอยูในภาวะเดียวกัน การรวมตัวเปนกลุมออมทรัพย
ธนาคารชุมชน และองคกรการเงนิ ในชื่ออ่ืนก็จะเกิดขึน้ สมาชิกของกลุมนาํ เงนิ คนละเล็กคนละนอยมา
ฝากไวร วมกัน กลุม จะทาํ หนาทจี่ ดั การเงินหรือทรัพยากรดงั กลา ว ใหส มาชกิ ทม่ี ีความจําเปนเรงดวนได
กูยืมนําไปแกปญหาที่เผชิญในขณะนั้น กลุมหรือองคกรการเงินเหลานี้จึงมีฐานะเปนกลไกใหมทาง
สังคมวัฒนธรรมที่ชวยใหคุณคาเดิมของสังคมชุมชน คือการพ่ึงพาอาศัยกันไดกลับมามีบทบาทใน
สังคมปจจุบัน และยังชว ยใหญ าตพิ ี่นอ งในชุมชนไดห นั มาใกลชดิ กนั อีกคร้งั หนง่ึ
นอกจากตวั อยา งขา งตนแลว ยงั มกี ลมุ และองคก รชาวบา นหรอื องคกรชุมชนอีกจํานวนมากที่
เกดิ ข้ึนและไดร บั การพฒั นาโดยกระบวนการภมู ปิ ญญาชาวบา น เชน ธนาคารขาว ธนาคารโค-กระบือ
และกลมุ แลกเปลย่ี นแรงงาน เปน ตน เหลานี้ตา งทําหนา ทีเ่ ชน เดียวกับองคก รการเงินทกี่ ลา วขา งตน
การพงึ่ พาอาศยั กันผานองคก รจัดการใหมไ มไ ดจาํ กดั เฉพาะในชุมชนเทานั้น แตความสัมพันธ
เชิงแลกเปลี่ยนและพึ่งพาน้ีไดพัฒนาเปน เครือขายองคกรชุมชน ชวยผูคนตางหมูบาน ตางเขตการ
ปกครองทมี่ ีความสนใจรว มกันไดพ ่ึงพาอาศยั กนั
กลมุ หรอื องคกรชุมชนและเครือขาย นับเปนกลไกใหมทางสังคมวัฒนธรรมที่เปนท้ังผลผลิต
และกระบวนการของภมู ปิ ญ ญาชาวบา น และเปนกลไกท่ีมีความสําคัญอยางย่ิงในการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตผูคนและชมุ ชนในปจ จบุ ัน
๓) ภูมิปญญาชาวบานกอใหเกิดการสรางสรรคสถาบันของชุมชน พัฒนาการของภูมิ
ปญญาชาวบานในชว ง ๒๐ กวา ปมานี้ ไดส งผลตอ การสรางสรรคสถาบันใหมของชุมชน ทส่ี ําคัญมดี ังน้ี
สถาบันการเรียนรู ในชวงท่ีชุมชนตองเผชิญกับปญหาการพัฒนาและหมดหนทางแกไข
ชาวบานจํานวนหนึ่งท่ีไมยอมแพตอโชคชะตาไดพยายามแสวงหาทางออก โดยการรวมตัวเพ่ือการ
เรียนรูและถายทอดประสบการณระหวางกัน เกิดเครือขายการเรียนรูข้ึนในชุมชนตางๆ บางชุมชน
สามารถรักษาและพัฒนาความสมั พันธนใ้ี หต อ เนอื่ งและมนั่ คงจนมภี าวะเปน สถาบัน
ผลการศึกษาชุมชนท่ัวทุกภาคของประเทศพบวา สถาบันการเรียนรูของชุมชน ซึ่งอาจ
เรียกช่ือตางกัน เชน มหาวิทยาลัยชาวบาน มหาวิทยาลัยธรรมชาติ ศูนยศึกษาและพัฒนา สมาคม
ชมรม และเครอื ขา ย เปน ตน ตางนําลกั ษณะทางสังคมวฒั นธรรมชุมชนมาเปนแนวทาง การเรียนรูจึง
เปน ธรรมชาติ งา ย และตรงตอ ความตอ งการของชาวบาน โดยมผี ูน าํ ผูรหู รอื ปราชญชาวบา นทําหนาที่
ถายทอดแนวคดิ ความรู หรอื ชุดประสบการณใหแกผสู นใจนําไปปรับใชใ หส อดคลอ งกับวิถีชีวิต
ความรูหรือชุดประสบการณของชุมชนไมใชความรูทางเทคนิคเพียงอยางเดียว แตจะ
ประกอบดวยสวนท่ีเปนคุณคา ศีลธรรม และจริยธรรม หรือเปนความรูแบบองครวม และการ
๒๔๓
ถา ยทอดกม็ ไิ ดแยกออกเปนสวน ผูเรียนจึงตองเรียนรูวิถีชีวิตทั้งหมดจากเจาของประสบการณ หัวใจ
ของการเรยี นรูน้ีอยูที่การปฏิบัติ จึงเกิดการหนุนชวยและการไปมาหาสูกันระหวางผูถายทอดความรู
และผเู รยี น
สถาบันทุนของชุมชน ทุนเปนปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตและการผลิตของชุมชน ท้ังนี้
เพราะทุนในความหมายของชุมชนน้ันคอนขางกวาง ประกอบดวย ทุนเงินตรา ทุนสังคมวัฒนธรรม
ทุนทรัพยากรธรรมชาติ และทุนโภคทรัพย ชุมชนตางๆไดใชภูมิปญญาจัดการทุนเหลาน้ีใหรับใชและ
สรางความม่ันคงในชวี ิต เหน็ ไดจ ากชุมชนจํานวนมากใชภูมิปญญาท่ีมีอยูพัฒนาสถาบันทุนของชุมชน
ในรปู แบบตางๆ เชน กองทุนววั ธนาคารขา ว กองทนุ พืชพื้นบาน และกลมุ ออมทรัพย เปน ตน
พัฒนาการของสถาบันทุนของชุมชน เกิดข้ึนควบคูกับกระบวนการเรียนรูและสถาบันการ
เรยี นรูข องชุมชน มีความหลาหลาย รูปแบบการบริหารจัดการสถาบันทุนของชุมชนในแตละแหงจะมี
ความสัมพันธกับพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมของตน ทําใหมีความยืดหยุนสูง และ
ตอบสนองความตอ งการของชมุ ชนไดม ากกวา สถาบนั ทางเศรษฐกจิ จากภายนอก
๔) ภูมิปญญาชาวบานกอใหเกิดความเปนปกแผนของสังคมชุมชน การพัฒนาประเทศ
ตามแนวคิดเดมิ ไดกอ ใหเ กดิ ความแตกแยกขึ้นในชุมชน ยง่ิ ความเจริญทางดานวัตถุมีมากเทาใด ผูคนก็
จะถูกตดั ขาดจากกันทางสังคมมากเทาน้ัน การปรากฏตัวของภูมปิ ญญาชาวบานไดฉุดดึงใหผูคนที่แยก
จากกันนใ้ี หหันหนาเขาหากนั อีกคร้ังหน่งึ
เห็นไดวาบทบาทของภูมิปญญาชาวบานทั้งในดานการประยุกตวัฒนธรรมชุมชนเพ่ือการ
พัฒนา การสรางกลไกลใหมทางสังคมวัฒนธรรม และการสรางสรรคสถาบันของชุมชนดังท่ีไดกลาว
ขา งตน ตางมีสว นอยางมากตอการสรา งเปน ปกแผนใหสงั คมชุมชน กระท่งั ในชวงวิกฤตเศรษฐกิจท่ีเพิ่ง
ผานมา ประชาชนจํานวนมากท่ีประสบปญหาเศรษฐกิจในภาคเมอื งตางคืนสูชนบทหรอื ภาคเกษตร ซ่ึง
ชุมชนไดพ สิ ูจนใ หเหน็ วาสามารถรองรบั คนเหลา นไ้ี วได ปญ หาทางสังคมทีเ่ ปน ผลมาจากวิกตเศรษฐกิจ
ที่คาดวาจะเกิดขึ้นในสังคมไทยจึงไมรุนแรง เมื่อเทียบกับกลุมประเทศทางอเมริการใตหรือละติน
อเมรกิ ารท่ีประสบปญหาเดียวกันไทย
๕) ภูมิปญญาชาวบานเปนรากฐานทางการผลิตและเสริมสรางเศรษฐกิจของชุมชนและ
สงั คมไทย ภมู ปิ ญ ญาชาวบานในฐานะความรูหรือเทคโนโลยีในดานตางๆ ท้ังการเกษตร การแปรรูป
การจดั การทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ ม การจดั การทนุ และการตลาด และภูมิปญญาชาวบาน
ในฐานะกระบวนการหรอื การเรียนรู ลว นเปน พืน้ ฐานการผลิต เสรมิ สรางรายได และการมีงานทําของ
คนในชุมชน
วิสาหกิจชุมชน ซึ่งเปนรูปแบบหน่ึงของเศรษฐกิจชุมชนท่ีชุมชนไดชวยกันพัฒนาขึ้น จะมี
บทบาทสําคัญในดานการผลิตสินคาทดแทนการซื้อหาจากภายนอกการเพิ่มมูลคาใหผลผลิต และ
ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการบริการตางๆในชุมชน เปาหมายอยูที่การพึ่งตนเองของครอบครัว
ความพอเพียงของชุมชน และการพฒั นาผลติ ภณั ฑที่มีศกั ยภาพออกสภู ายนอก
๒๔๔
หนง่ึ ตําบล หนง่ึ ผลิตภัณฑ หรือ OTOP ท่ีกาํ ลังไดรับการสนับสนุนจากรฐั บาลในขณะน้ี เกือบ
ท้ังหมดพัฒนาข้ึนจากฐานภูมิปญญาชาวบาน และไดรับการพิสูจนวามีศักยภาพสูงในทางเศรษฐกิจ
สามารถทํารายไดใหแกป ระเทศเกอื บแสนลา นบาทตอ ป
ในระยะยาว การพัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชนจะชวยใหเ กดิ การเช่อื มตอระหวา งวิสาหกจิ ชมุ ชนและ
หนึ่งตําบล หน่ึงผลิตภัณฑมากขึ้น โดยผลิตภัณฑท่ีมีศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนจะไดรับการพัฒนา
เปนหน่ึงตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ ออกสูการแขงขันในระดับสูงขึ้น การแขงขันในลักษณะน้ีจะไม
กอใหเกิดผลกระทบตอชาวบานและชุมชน เพราะเปนการแขงขันบนศักยภาพหรือในจุดท่ีสามารถ
แขงขันได ในทางตรงขามการแขงขันในลักษณะนี้จะกอใหเกิดการพัฒนาศักยภาพของชุมชนและ
สังคมไทยออกไปอยางไมม ที สี่ ิน้ สุด
๙.๖ ภูมิปญ ญากับการพฒั นาศิลปวัฒนธรรม
ศิลปวฒั นธรรมเปนสงิ่ ท่ีคนไทย และทุกหนวยงานของชาติจะตองใหความสําคัญในการทํานุ
บํารุงอนุรักษ ฟนฟู สืบสาน สรางสรรคและพัฒนาใหเปนสมบัติของประเทศชาติ และยังเปนการ
อนุรักษภูมิปญญาไทยเพื่อเปนเอกลักษณของชาติ หนาที่สําคัญอีกประการที่จะตองทํานุบํารุง
ศลิ ปวัฒนธรรมใหเ ปนแบบอยาง
การพัฒนาศลิ ปวัฒนธรรม ควรรเิ รม่ิ สรางสรรคแ ละปรบั ปรงุ ภูมิปญญาใหเ หมาะสมกับยคุ สมัย
และเกดิ ประโยชนใ นการดาํ เนินชีวติ ประจําวัน โดยใชภมู ปิ ญ ญาเปนพืน้ ฐานในการรวมกลุมการพัฒนา
อาชีพควรนาํ ความรดู านวทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยมี าชว ยเพ่อื ตอ ยอดใชในการผลิต การตลาด และ
การบรหิ าร ตลอดจนการปอ งกันและอนรุ กั ษส ง่ิ แวดลอ มประกอบดวย
๑. การถายทอด โดยการนําภูมิปญญาที่ผานมาเลือกสรรกลั่นกรองดวยเหตุและผลอยาง
รอบคอบและรอบดาน แลวไปถายทอดใหคนในสังคมไดรับรู เกิดความเขาใจ ตระหนักในคุณคา
คณุ ประโยชนแ ละปฏบิ ัตไิ ดอยางเหมาะสม โดยผานสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัด
กจิ กรรมทางวฒั นธรรมตา งๆ
๒. สงเสรมิ กิจกรรม โดยการสง เสรมิ และสนับสนนุ ใหเ กดิ เครอื ขา ยการสืบสานและพัฒนาภูมิ
ปญญาของชมุ ชนตางๆ เพ่ือจดั กิจกรรมทางวฒั นธรรมและภูมิปญ ญาทอ งถ่ินอยา งตอเน่อื ง
๓. การเผยแพรแลกเปล่ียน โดยการสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดการเผยแพรและ
แลกเปล่ียนภูมิปญญาและวัฒนธรรมอยางกวางขวาง โดยใหมีการเผยแพรภูมิปญญาทองถ่ินตางๆ
ดวยส่ือและวิธีการตางๆ อยา งกวางขวาง รวมท้ังกบั ประเทศอ่ืนๆ ทว่ั โลก
๔. การเสริมสรางปราชญทองถ่ิน โดยการสงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ
ชาวบา น ผูด ําเนนิ งานใหม ีโอกาสแสดงศกั ยภาพดา นภูมปิ ญ ญา ความรคู วามสามารถอยางเต็มที่ มีการ
ยกยองประกาศเกียรติคุณในลักษณะตางๆ
๕. การอนุรักษ โดยการปลุกจิตสํานึกใหคนในทองถิ่นตระหนักถึงคุณคาแกนสาระและ
ความสาํ คญั ของภมู ปิ ญญาทอ งถ่ิน สงเสรมิ สนบั สนนุ การจัดกจิ กรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมตางๆ
สรา งจิตสาํ นึกของความเปนคนทองถ่ินน้ันๆ ท่ีจะตองรวมกันอนุรักษภูมิปญญาที่เปนเอกลักษณของ
๒๔๕
ทองถ่ิน รวมทั้งสนับสนุนใหมีพิพิธภัณฑทองถ่ินหรือพิพิธภัณฑชุมชนขึ้น เพ่ือแสดงสภาพชีวิตและ
ความเปนมาของชมุ ชน อันจะสรา งความรแู ละความภมู ิใจในชมุ ชนทองถิ่นดวย
๙.๗ ภมู ปิ ญ ญากับการพัฒนาทีย่ ่ังยนื
ชาติไทยเปนชาตทิ ี่มีวฒั นธรรมท่ีเกาแกสืบทอดกันมานานนับพันป โดยบรรพบุรุษของเราได
นาํ ความรคู วามสามารถดานตาง ๆ ถายทอดใหคนรุนหนึ่งไปสูคนอีกรุนหนึ่ง โดยมีการปรับเปลี่ยนไป
ตามกาลสมยั เพอื่ นําความรนู ัน้ ๆ มาใชในการดาํ รงชวี ติ ใหม คี ณุ ภาพมากขนึ้ โดยความรูความสามารถ
เหลานจี้ ะรวมเรยี กวา " ภมู ิปญ ญา " ตรงกับคําศัพทภาษาอังกฤษวา “Wisdom” ซึ่งมีความหมายวา
ความรู ความสามารถ ความเช่ือ ความสามารถทางพฤติกรรม สามารถใชในการแกไขปญหาของ
มนุษย
ภมู ิปญญาทอ งถิ่น หมายถงึ กระบวนการเรยี นรขู องชาวบานในทองถิ่นจากประสบการณและ
ความเชื่อ กลายเปนความรูท่ีสั่งสมมาแตบรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุนหน่ึงไปสูคนอีกรุนหน่ึง โดยมี
การปรับปรุง ประยุกตและเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา เปนความรูที่สอดคลองตามบริบททางสังคม
วฒั นธรรม และสงิ่ แวดลอ มของชุมชน
ดังนัน้ ภูมปิ ญญาจึงเปนความรูที่ประกอบไปดวยคุณธรรม ซึ่งสอดคลองกับวิถีชีวิตด้ังเดิมน้ัน
ชีวติ ของชาวบา นไมไดแ บง แยกเปนสวน ๆ หากแตท กุ อยางมคี วามสมั พนั ธกันทํามาหากิน การรวมกัน
ในชุมชน การปฏิบัติศาสนา พิธีกรรมและประเพณี เม่ือผูคนใชความรูนั้นเพ่ือสรางความสัมพันธท่ีดี
ระหวาง คนกับคน คนกบั ธรรมชาติ และคนกบั สงิ่ เหนอื ธรรมชาติ ความสัมพันธท ่ดี เี ปนความสัมพันธที่
มีความสมดุล ท่ีเคารพกันและกัน ไมทํารายทําลายกัน ทําใหทุกฝายทุกสวนอยูรวมกันไดอยางสันติ
๑๔๑
211
๙.๗.๑ ภูมิปญญาทองถนิ่ : รากฐานของชุมชน
ชาติไทยเปน ชาติท่มี วี ัฒนธรรมท่ีเกาแกสืบทอดกันมานานนับพันป โดยบรรพบุรุษของเราได
นําความรูความสามารถดานตาง ๆ ถา ยทอดใหคนรุนหนึ่งไปสูคนอีกรุนหน่ึง โดยมีการปรับเปล่ียนไป
ตามกาลสมัย เพอ่ื นาํ ความรูน ้นั ๆ มาใชในการดํารงชวี ติ ใหมคี ุณภาพมากขน้ึ โดยความรูความสามารถ
เหลา นจี้ ะรวมเรียกวา " ภมู ปิ ญ ญา " ตรงกับคําศัพทภาษาอังกฤษวา “Wisdom” ซ่ึงมีความหมายวา
ความรู ความสามารถ ความเช่ือ ความสามารถทางพฤติกรรม สามารถใชในการแกไขปญหาของ
มนษุ ย
ภูมปิ ญ ญาทอ งถ่ิน หมายถงึ กระบวนการเรียนรูของชาวบานในทองถิ่นจากประสบการณและ
ความเช่ือ กลายเปนความรูที่สั่งสมมาแตบรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุนหน่ึงไปสูคนอีกรุนหน่ึง โดยมี
การปรับปรุง ประยุกตและเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลา เปนความรูที่สอดคลองตามบริบททางสังคม
วัฒนธรรม และสิ่งแวดลอ มของชุมชน
๑๔๑ https://www.l3nr.org/posts/448518 [๒๑ ต.ค. ๒๕๕๙]
๒๔๖
ดงั นนั้ ภูมิปญญาจึงเปนความรูที่ประกอบไปดวยคุณธรรม ซึ่งสอดคลองกับวิถีชีวิตดั้งเดิมนั้น
ชีวิตของชาวบา นไมไ ดแ บง แยกเปนสว น ๆ หากแตทุกอยางมคี วามสัมพนั ธกันทํามาหากิน การรวมกัน
ในชมุ ชน การปฏิบัติศาสนา พิธีกรรมและประเพณี เมื่อผูคนใชความรูน้ันเพื่อสรางความสัมพันธท่ีดี
ระหวาง คนกบั คน คนกบั ธรรมชาติ และคนกบั ส่ิงเหนือธรรมชาติ ความสมั พันธท่ดี ีเปนความสัมพันธท่ี
มคี วามสมดุล ที่เคารพกนั และกนั ไมท าํ รายทาํ ลายกัน ทาํ ใหทุกฝายทกุ สว นอยูรวมกนั ไดอยา งสนั ติ
๙.๗.๒ ภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ กบั การพัฒนาทผี่ านมา
เม่อื นกึ ยอนถงึ อดตี ประมาณ ๔๐ – ๕๐ ปกอน ความสนใจเรื่องภูมิปญญาทองถ่ินยังไมขยาย
วงกวาง เหมือนเชนในสมัยนี้ ปจจุบันมีการศึกษากวางไกลมากขึ้น เน่ืองจากในหวงเวลาต้ังแตราว
๒๐ – ๓๐ ปท่ีผานมา โลกพัฒนาไปตามความคิดกระแสหลัก ซึ่งแมวาตองการจะแกไขปญหาความ
ยากจน แตพ บวาทาํ ใหค นยิง่ ยากจนมากขึ้น ประเทศตา งๆตองการจะเรงรดั การพัฒนา ส่ิงที่ไดมาคือ
ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดลอม ทําใหโลกเริ่มรับรูถึงผลกระทบจากการพัฒนากระแสหลัก ท่ีทําให
สังคมหรือชุมชนเปลี่ยนแปลงไปพรอมกับสังคมสมัยใหม ภูมิปญญาชาวบานก็มีการปรับตัว
เชนเดียวกัน ความรูจํานวนมากไดสูญหายไปเพราะไมมีการปฏิบัติสืบทอด เชน การรักษาพ้ืนบาน
บางอยา ง การใชย าสมุนไพรบางชนิด เพราะหมอยาเกง ๆ ไดเสียชีวิตโดยไมไดถายทอดใหกับคนอ่ืน
หรือถายทอดแตคนตอ มาไมไดป ฏิบตั ิเพราะชาวบานไมนิยมเหมือนสมัยกอน ใชยาสมัยใหมและไปหา
หมอที่โรงพยาบาลหรือคลนิ กิ งายกวา งานหตั ถกรรมทอผาหรือเครือ่ งเงิน เครอื่ งเขนิ แมจ ะยังเหลืออยู
ไมนอ ย แตกไ็ ดถ กู พฒั นาไปเปน การคา ไมสามารถรักษาคุณภาพและผีมือแบบดั้งเดิมไวได ในการทํา
มาหากินมกี ารใชเ ทคโนโลยที ันสมัย ใชรถไถนาแทนควาย รถอแี ตนแทนเกวียน การลงแขกทํานาปลูก
ขาวและปลกู สรางบานเรือนกเ็ กือบจะหมดไป มกี ารจางงานมากขึน้ แรงงานก็หายากกวา แตกอ น ผคู น
อพยพยายถ่ิน บางก็เขาเมือง บางก็ไปทํางานท่ีอื่น สังคมสมัยใหมมีระบบการศึกษาในโรงเรียนมี
อนามัยและโรงพยาบาล มีโรงหนัง วิทยุ โทรทัศน และเครื่องบันเทิงตางๆ ทําใหชีวิตทางสังคมของ
ชุมชนหมบู า นเปล่ยี นไป มตี ํารวจ มีโรงศาล มีเจา หนา ทีร่ าชการฝา ยปกครอง ฝายพัฒนา และอื่นๆเขา
ไปในหมบู าน บทบาทของวัด พระสงฆ คนเฒาคนแกเรม่ิ ลดนอ ยลง การทํามาหากินก็เปล่ียนจากการ
ทําเพื่อยังชีพไปเปนการผลิตเพื่อการขาย ผูคนตองการเงินเพ่ือซ้ือเครื่องบริโภคตาง ๆ ทําให
ส่ิงแวดลอมเปล่ยี นไป
๙.๗.๓ ภมู ิปญญาทอ งถ่ินกบั การพฒั นาท่ียัง่ ยืน
เม่ือกลาวถึงความรูทองถ่ิน ซึ่งเปนความรูท่ีคนทองถ่ินพัฒนาขึ้นมา เกิดจากการเรียนรูผาน
ประสบการณการลองผิดลองถูกมาเปนเวลานาน จนเกิดการตกผลึกเปนความรูชุดหนึ่ง ซ่ึงอยูบน
รากฐานความเขาใจเกีย่ วกับส่ิงแวดลอม ผสมผสานกับความเชื่อ ประเพณีดงั้ เดมิ ตา ง ๆ
โดยความรทู อ งถนิ่ นั้นเกิดจาก ความรูเกี่ยวกับสภาพพ้ืนที่ ภูมิทัศน ท่ีสามารถระบุไดวาเปน
อยางไร พืชพันธุ สัตว สิ่งมีชีวิตมีอะไรบางในทองถ่ิน สามารถแยกประเภท คุณสมบัติ บอกเลาถึง
พฤติกรรมได
ความรูในการจัดการทรัพยากร วาตองปฏิบัติ จัดการอยางไร สรางระบบแบบใดจึงจะ
สอดคลอ งกับธรรมชาติ
๒๔๗
ความรใู นการจดั ตั้งสถาบัน องคก รทมี่ กี ารวางระบบระเบียบ แบงหนาท่ีวาใครจะเปนคนเขา
มาดูแลจัดการ ซ่ึงมีการบังคับใช การลงโทษเมื่อมีคนทําผิด เปนไปตามความเชื่อทางพิธีกรรมใน
ทอ งถน่ิ
และสุดทา ยความรูในเชิงมโนทัศน โลกทัศน ซึ่งคนในชุมชนไดมีการสังเกต และรับรูอยางไร
ตลอดจนใหความหมายตอสง่ิ ตาง ๆ อยา งไร เชน ชาวบา นจะเคารพในธรรมชาติ (ตนไม ตนขาวฯลฯ)
เพราะเช่อื วา มสี ิง่ ศักด์ิสิทธิ์ มีผเี ปนเจา ของทรัพยากร ตองใชดวยความเคารพ ถนอมรักษา หากใชไมดี
กจ็ ะถูกทําโทษ เกดิ เหตุเภทภัยในหมูบ า น เปนตน ซงึ่ เปนความรูท องถน่ิ ระดบั ท่ีลกึ ซ้งึ มากทีส่ ดุ
ภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ สามารถทําใหความรูเกิดประโยชนแกสังคมปจจุบันไดประการแรกคือการ
อนุรักษ เปน การบาํ รุงรกั ษาส่ิงทดี่ ีงามไวเ ชน ประเพณีตาง ๆ หัตถกรรม และคุณคาหรือการปฏิบัติตน
เพอ่ื ความสมั พันธอันดกี ับคนและส่ิงแวดลอม ประการท่ีสองคือการฟนฟู เปนการร้ือฟนส่ิงที่ดีงามท่ี
หายไป เลิกไป หรือกําลังจะเลิก ใหกลับมาเปนประโยชน เชนการร้ือฟนดนตรีไทย และประการท่ี
สามคือการประยกุ ต เปน การปรับหรอื การผสมผสานความรูเกา กบั ความรูใ หมเ ขาดว ยกัน ใหเหมาะสม
กับสมัยใหม เชน การใชยาสมุนไพรในโรงพยาบาล ประสานกับการรักษาสมัยใหม ซ่ึงภูมิปญญา
ชาวบาน เหลานี้ลวนแตเปน ความรูของชาวบาน ซึ่งไดมาจากประสบการณ และความเฉลียวฉลาด
ของชาวบา น รวมทง้ั ความรทู สี่ ่ังสมมาแตบรรพบุรษุ สืบทอดจากคนรุน หนึง่ ไปสูค นอกี รนุ หนึง่ ระหวาง
การสืบทอดมีการปรับ ประยุกตและเปลี่ยนแปลง จนอาจเกิดเปนความรูใหมตามสภาพการณทาง
สงั คมวัฒนธรรม และสิง่ แวดลอ ม
ในปจ จุบันมีการศึกษาภูมปิ ญ ญาทองถ่ินกันคอนขา งมาก แตม กั มองเปน ภาพรวมวาการศึกษา
เชนน้ันหางไกลจากความจริง เพราะความรูมันกระจัดกระจายเปนสวนเส้ียวไปตามปจเจกชน ไมได
เปนกลมุ กอน สมบรู ณแบบ บางคนรูเรื่องนไี้ มรเู รอ่ื งนนั้ มคี วามรแู ตกตา งกนั ไปตามแตวัย และเพศ
สภาพ หญิง-ชายตางกัน เพราะมีการแบงงานกันทํา มีลักษณะการเรียนรูที่แตกตางกัน เชน ผูชาย
ทํางานแตใ นไรน า ผหู ญงิ กลับมีหนา ท่คี ดั เลือกพันธพุ ืชจงึ มคี วามรดู ีกวา
มีแตค วามสมั พนั ธเ ชงิ อํานาจท่ีไมเทาเทียมกัน ซ่ึงจะนําไปสูการถกเถียงวาความรูของใครถูก
และดีกวากันอีกดวย สวนใหญคนมักเชิดชูความรูของผูมีอํานาจ ความรูทางวิทยาศาสตร วาดีกวามี
เหตผุ ลมากกวา เนือ่ งจากความรูทางวิทยาศาสตรเกิดจากการทดลองซํ้าแลวซํ้าเลา ไมมีอารมณ ไมมี
การลําเอยี ง อารมณค วามรสู กึ ถูกตัดออกไปจงึ เสมือนวาดดู ี มีเหตุผล
ฉะนั้นความรูทางวิทยาศาสตรจึงดูมีศักดิ์ศรีมากกวา ภูมิปญญาของชาวบานท่ีไมคอยมี
ความสําคัญ ถูกเหยียดหยาม ท้ังๆท่ีความรูทางวิทยาศาสตรในการพัฒนากระแสหลักกลับมอง
ทรัพยากรเปนเพียงสินคา ที่เอ้ือตอการแสวงหาผลประโยชนทางการคา ซ่ึงแทจริงแลว
นกั วทิ ยาศาสตรกน็ ําความรูของชาวบานไปตอยอด นําสะเดา กวาวเครือ เปลานอย ไปทําเปนยา
รกั ษาโรค และผลิตภณั ฑอ น่ื ๆ
๒๔๘
สรุปทายบท
การพัฒนาทางเลอื กบนฐานภูมิปญญาทองถิ่น เกิดขึ้นจากผลกระทบจากการพัฒนากระแส
หลกั ท่ีใหค วามสําคญั กับการสรางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความทันสมัย สรางผลกระทบ
มากมายตอ ชมุ ชนทอ งถน่ิ ไมวาจะเปนปญหาสิ่งแวดลอมเส่ือมโทรม ความไมเปนธรรมในการเขาถึง
ทรัพยากร ปญหาความยากจน ความแตกตางระหวางรายไดของคนจนและคนรวย ความแตกตาง
ระหวางสังคมเมืองและสังคมชนบท รวมทั้งปญหาท่ีเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งทําใหวิถีชีวิตของคน
เปลี่ยนไปจากเดิม คนตองแสวงหาทางเลือกเพ่ือความอยูรอด จึงเกิด “การพัฒนาทางเลือก” ขึ้น
โดยใชค วามรพู ืน้ บาน หรือที่เรียกกันวา “ภูมิปญญาทองถิ่น” ใชเปนแนวทางในการแกไขปญหาของ
ชุมชนโดยคนในชุมชนเอง เพื่อนําเสนอใหสังคมโลกไดรับรูวา การพัฒนากระแสหลักไมใชคําตอบ
สุดทายเสมอไป แตภ ูมิปญ ญาทองถิ่นหรือการพฒั นาทางเลือกตางหากท่ีจะกอใหเกิดความยั่งยืนของ
ส่ิงแวดลอม และวิถีชีวิตของชุมชนยอมเกิดมาจากการจัดการทรัพยากรของคนทองถ่ิน ดวยความรู
ของคนในทอ งถ่นิ นนั้ ๆเอง เพราะการพัฒนาทางเลือกน้ันเกิดขึ้นจากความตองการของชุมชนเองมา
จัดการแกไขโดยใชภ ูมปิ ญ ญาทองถ่นิ จงึ เปน การพัฒนาที่ตรงจุดและทาํ ใหเ กิดการพัฒนาท่ีย่ังยืนไดใน
ที่สุด
คําถามทา ยบท
๑. จงอธิบายความหมายและความสําคัญของการพัฒนาในแงของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม
และศลิ ปวัฒนธรรม
๒. จงแสดงทัศนะของทานที่มีตอภูมิปญญาไทยวามีบทบาทสําคัญตอการธํารงรักษาไวซ่ึงความ
เปนปก แผนของชาติไดอยางไรและผานทางไหนบาง อธิบายตามความเขาใจและทัศนะของ
ทานดังกลาวสามารถเกดิ ผลในเชิงประจักษไดอยา งไร
๓. กับคํากลาวที่วา “ภูมิปญญาสามารถพัฒนาประเทศชาติใหเจริญม่ันคงได” ทานเห็นดวย
หรือไมเพราะอะไร จงแสดงทัศนะของทานตอคํากลาวนี้และนําเอาทฤษฎีหรือหลักการท่ีได
เรียนมา มาใชเ ปน ตัวชว ยในการอธิบายทศั นะของทาน
๔. ภาระงานใหนิสติ แบง กลมุ กลมุ ละ ๒ – ๓ คน แลวไปศกึ ษางานวิจัยท่ีเก่ียวกับภูมิปญญาไทย
แลว นาํ มาเขยี นรวบรวมเปนรายงานสง เปน รูปเลมความยาวประมาณ ๒๐ – ๓๐ หนา
๒๔๙
เอกสารอา งองิ ประจาํ บท
หนงั สือ
ณัฐพล ขันธไชย และจกั กฤษณ นรนิติผดุงการ, แนวความคิดและทฤษฎีในการพัฒนาประเทศและ
การพัฒนาชนบทในการบริหารงานพัฒนาชนบท, กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร,
๒๕๒๗.
ปกรณ ปรยี ากร, ทฤษฎแี ละแนวคดิ เกย่ี วกับการพฒั นาในการบรหิ ารการพฒั นา, กรุงเทพมหานคร
: สามเจริญพานชิ , ๒๕๓๘.
ยุวัฒน วุฒิเมธี, การพัฒนาชุมชน : จากทฤษฎีสูการปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร : บางกอกบล็อก,
๒๕๒๖.
สนธยา พลศรี, ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน, พิมพคร้ังท่ี ๔ กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร,
๒๕๔๗.
สุนทรี โคมิน, รายงานการวิจัยเรื่อง คานิยมและระบบคานิยมไทย เครื่องมือในการสํารวจวัด,
กรงุ เทพมหานคร : สถาบันบัณฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร, ๒๕๒๒.
สมศกั ดิ์ ศรสี นั ติสุข, สังคมไทย : แนวทางวิจัยและพัฒนา, ขอนแกน : ภาควิชาสังคมศาสตร คณะ
มนุษยศาสตรแ ละสังคมศาสตร มหาวิทยาลยั ขอนแกน, ๒๕๒๕.
เว็บไซต
https://witayakornclub.wordpress.com/2 0 0 7 / 0 7 / 1 3 / แน ว ทาง ก าร พัฒ น า
เศรษฐกิจ/
http://elearning.aru.ac.th/2 5 0 0 1 0 2 / soc0 2 / topic3 / linkfile/print5 . htm
https://www.l3nr.org/posts/448518
๒๕๐
บรรณานกุ รม
๑. ภาษาไทย
ก. ขอ มลู ปฐมภมู ิ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . พระไตรปฎ กภาษาบาลี ฉบบั มหาจฬุ าเตปฏกํ ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕.
________. พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.
มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปฎกภาษาบาลี ฉบับสฺยามรฏเตปฏกํ ๒๕๒๕. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพมหามกุฏราชวทิ ยาลัย, ๒๕๒๕.
ข. ขอมลู ทุติยภมู ิ
(๑) หนังสือ:
กรมยทุ ธการทหารบก, ถ่ินกําเนิดชนชาติไทย : การศึกษาแนวความคิดเกี่ยวกับถ่ินกําเนิดชนชาติ
ไทย, กรงุ เทพมหานคร : อรณุ การพมิ พ, ๒๕๔๗.
กรมศลิ ปากร, นําชมหองจัดแสดงประวตั ศิ าสตรช นชาติไทย พิพิทธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร,
กรุงเทพมหานคร : อมรินทรป ร้นิ ต้งิ , ๒๕๔๕.
กรมศลิ ปากร, จารกึ สมัยสโุ ขทัย, กรงุ เทพมหานคร : กรมศิลปากร, ๒๕๒๗.
กรมศิลปากร, กองจดหมายเหตุแหงชาติ, จดหมายเหตุการณอนุรักษกรุงรัตนโกสินทร
กรุงเทพมหานคร : สหประชาพาณชิ ย, ๒๕๒๕.
กรมการศาสนา, ประวัติความเปนมาของพระพุทธศาสนาและองคการศาสนาตาง ๆ ในประเทศ
ไทย, กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๕๖.
กหุ ลาบ มลั ลิกะมาส, คตชิ าวบา น, กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๑๘.
โกวิท วงศสุรวัฒน, การเมืองการปกครองไทย : หลายมิติ, กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร คณะสังคมศาสตร ภาควิชารัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร
,๒๕๕๓.
จรรยา ประชิตโรมรัน, สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙.
ชนิดา ศักด์ิศิริสัมพันธ, ทองเท่ียวไทย, กรุงเทพมหานคร : บริษัท สํานักพิมพหนาตางสูโลกกวาง
จาํ กัด, ๒๕๔๒.
ดนัย ไชยโยค, ประวัติศาสตรไทย : ยคุ อาณาจกั รอยุธยา, กรงุ เทพมหานคร : โอ. เอส. พร้ินติ้ง เฮาส,
๒๕๕๐.
เทิดชาย ชวยบํารุง, ภูมิปญญาเพ่ือการพัฒนาทองถิ่นเชิงสรางสรรค, กรุงเทพมหานคร : สถาบัน
พระปกเกลา ,๒๕๕๔.
๒๕๑
ธิดารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินใน
อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐ
ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองทองถ่ิน, วิทยาลัยการปกครอง
ทองถ่ิน : มหาวิทยาลยั ขอนแกน, ๒๕๕๑.
ปรชี า อยุ ตระกลู , บทบาทของหมอพื้นบานในสงั คมชนบทอสี าน, ขอนแกน : สถาบันวจิ ัยและพัฒนา
มหาวิทยาลยั ขอนแกน, ๒๕๓๑.
ประเวศ วะสี, เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟนเศรษฐกิจสังคม,
กรงุ เทพมหานคร : หมอชาวบาน, ๒๕๔๒.
ปฐม หงสส ุวรรณ, เอกสารประกอบการสอนวิชาคตชิ นวทิ ยา, มหาสารคาม : ภาควิชาภาษาไทยและ
ภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตรแ ละสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, ๒๕๕๐.
ปฐม หงสสวุ รรณ, กาลคร้ังหน่งึ : วาดวยตํานานกับวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๕๐.
ประคอง นิมมานเหมินห, มหาชาติลานนา : การศึกษาในฐานะท่ีเปนวรรณกรรมทองถิ่น,
กรุงเทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานชิ , ๒๕๒๖.
ยุคะเดช ทะคําสอน, การอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญากลองเส็งของเทศบาลตําบล ตาลสุม จังหวัด
อุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการปกครองทองถ่ิน, วิทยาลัยการปกครองทองถ่ิน : มหาวิทยาลัยขอนแกน,
๒๕๕๓.
รุง แกว แดง, ปฏวิ ตั กิ ารศึกษาไทย, พิมพค ร้งั ที่ ๖, กรุงเทพมหานคร : มตชิ น, ๒๕๔๒.
นิธิ เอียวศรวี งศ, การเมืองไทยสมัยพระเจา กรงุ ธนบรุ ี, กรงุ เทพมหานคร : มตชิ น, ๒๕๕๐.
นิธิ เอียวศรีวงศ, การศึกษาของชาติกับภูมิปญญาทองถ่ิน, กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพร้ินตริ้ง,
๒๕๓๖.
ประเสริฐ ณ นคร, “การชําระประวัติศาสตรสุโขทัย,” ผลงานคนควาประวัติศาสตรไทยและเร่ือง
ของเกลอื (ไม) เค็ม, พระนคร : อักษรสมยั , ๒๕๑๔.
ประเสริฐ ณ. นคร, งานจารึกและประวัติศาสตร ของ ประเสริฐ ณ. นคร, นครปฐม : โรงพิมพศูนย
สงเสริมและฝกอบรมการเกษตรแหง ชาติ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร กาํ แพงแสน, ๒๕๓๔.
พระธรรมปฎก ป.อ.ปยุตฺโต, พจนานกุ รมพทุ ธศาสนฉ บบั ประมวลศัพท, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕.
พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจําชาติ,
พิมพครัง้ ที่ ๑๙, นครปฐม : วัดญาณเวศกวัน, ๒๕๕๖.
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเปนศาสนาประจําชาติ,
พมิ พครง้ั ที่ ๑๐, กรงุ เทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕๔๓.
๒๕๒
พระครวู ินัยธรสมชาย กันตสีโล, เอกสารประกอบคาํ สอนวิชา พระพุทธศาสนาเถรวาท, ขอนแกน :
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน , ๒๕๕๐.
__________, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, พิมพคร้ังที่ ๙, กรุงเทพมหานคร : กอง
วรรณกรรมและประวัติศาสตร กรมศิลปากร, ๒๕๔๒.
พิเศษ เจียจันทรพงษ, พระมหาธรรมราชากษัตราธิราช, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมติชน,
๒๕๔๖.
ไพฑรู ย มีกุศล และคณะ, ประวัติศาสตรชั้นมัธยมศึกษาปท่ี ๑, กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิชย,
๒๕๔๖.
ยศ สันตสมบัติ, มนุษยกับวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,
๒๕๓๗.
ยุพา สงสิริ, สุ.จิ.ปุ.ลิ. ภาษาไทย, กรุงเทพมหานคร : ภาคพัฒนาตําราและเอกสารวิชาการ หนวย
ศึกษานเิ ทศก กรมการฝกหัดคร,ู ๒๕๒๕.
วิเชียร ณ นคร, รายงานวิจัยเรื่องการศึกษานิทานพื้นบานในจังหวัดนครศรีธรรมราช,
นครศรธี รรมราช : สาํ นกั งานสภาสถาบันราชภฏั , ๒๕๓๕.
วาสนา เกตุภาค, คตชิ าวบาน, กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พบ ริษัท สหสยามพัฒนา, ๒๕๕๙.
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทปรัชญา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, กรุงเทพมหานคร :
ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๘.
วทิ ยา ปานะบุตร, คูมือสงั คมศกึ ษา, กรุงเทพมหานคร : พฒั นศึกษา, ๒๕๔๒.
วลั ลภา รุงศิริแสงรัตน, บรรพบุรุษไทย : สมัยกอนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย, กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พจ ฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕.
วลั ลภา รุงศริ แิ สงรัตน, บรรพบุรษุ ไทย : สมัยกรงุ ธนบรุ แี ละรัตนโกสินทรตอนตน, กรุงเทพมหานคร
: โรงพมิ พแ หง จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖.
วัฒนะ จูฑะวิภาต, ศิลปะการออกแบบตกแตงภายใน, กรุงเทพมหานคร : วิทยพัฒน, ๒๕๕๓.
วุฒิ วัฒนสิน, ศิลปะระดับมัธยมศึกษา, ปตตานี : ฝายเทคโนโลยีทางการศึกษาสํานักวิทยบริการ,
๒๕๔๑.
วัฒนะ จูฑะวิภาต, การออกแบบเคร่ืองประดับ, กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
๒๕๔๕.
วบิ ลู ย ล้ีสุวรรณ, เครอ่ื งจกั สานในประเทศไทย, กรงุ เทพมหานคร: โอเดียนสโตร, ๒๕๓๒.
วิฑูรย เลี่ยนจํารูญ, การเกษตรแบบผสมผสาน : โอกาสสุดทายของเกษตรกรรมไทย, กรุงเทพฯ :
สมาคมเทคโนโลยีทเ่ี หมาะสม, ๒๕๓๐.
วฑิ รู ย ปญ ญากุล, ความรเู บื้องตน เกษตรอินทรยี , กรงุ เทพมหานคร : มลู นิธิสายใยแผน ดิน, ๒๕๔๗.
๒๕๓
วัชรพล แกวเสนหใน, องคความรูภูมิปญญาชางฝมือเคร่ืองปนดินเผา บานเทอดไทย หมูท่ี ๑
ตําบลเทอดไทย อําเภอทุงเขาหลวง จังหวัดรอยเอ็ด, รอยเอ็ด : สํานักงานวัฒนธรรม
จังหวัดรอ ยเอ็ด, ๒๕๕๔.
วิมลสิทธ์ิ หรยางกูร, การสรา งสรรคม รดกวัฒนธรรม:สูก ารสรา งสรรคเอกลักษณสถาปตยกรรมไทย
สมยั ใหม, ปทุมธานี :คณะสถาปตยกรรมศาสตรและการผงั เมอื ง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
, ๒๕๕๓.
สุพัตรา สุภาพ, สังคมและวัฒนธรรมไทย : คานิยม ครอบครัว ประเพณี, พิมพครั้งท่ี ๘,
กรงุ เทพมหานคร : ไทยวฒั นาพาณิชย, ๒๕๓๖.
อุดมศักด์ิ สินธิพงษ, ชุมชนทองถิ่นกับการมีสวนรวมจัดการทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน,
กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, ๒๕๕๘.
สุภาพรรณ ณ บางชาง, “พระสงฆกับการพัฒนาชนบท,” ใน การแสวงหาเสนทางการพัฒนาชนบท
ของพระสงฆไทย, (กรุงเทพมหานคร : กองแผนงานกรมศาสนา, ๒๕๒๖), หนา ๘๓ – ๘๖.
เสรี พงศพศิ , คืนสรู ากเหงา , กรุงเทพมหานคร : เทยี นวรรณ, ๒๕๒๙.
อภศิ ักดิ์ โสมอนิ ทร, โลกทัศนอ ีสาน, มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ มหาสารคาม.
เอกวิทย ณ ถลาง, ภูมิปญญาชาวบานส่ีภูมิภาค : วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรูของชาวบาน,
นนทบรุ ี : โรงพมิ พม หาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๔๐.
เอ่ียม ทองดี, “มรดกธรรมชาตกิ บั ภมู ิปญญาพื้นบา น” ใน วารสารเพ่ือการศึกษาและเผยแพรภาษา
และวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั มหิดล, ๒๕๔๒.
ภาษาองั กฤษ
Hooker, Virginia Matheson, A Short History of Malaysia : Linking East and West. St
Leonards, New South Wales, Australia : Allen and Unwin. 2003.
Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit, A history of Thailand. Cambridge
University Press, 2009.
John Bowman. Columbia Chronologies of Asian History and Culture. Columbia
University Press.
Chakrabongse, HRH Chula, Prince of Thailand . Twain Have Met: An Eastern Prince
Came West. United Kingdom : G.T. Foulis & Co. Ltd..
Stowe, Judith. Siam Becomes Thailand: A Story of Intrigue. United Kingdom : C.
Hurst & Co. Publishers
๒๕๔
Horayangkura, V, สถาปตยกรรมไทย ขอจํากัดและทางเลือกในการสืบสาน [Thai architecture:
Limitations andalternatives in inheritance], ASA – Journal of Architecture,
November 1994, p 57-62.
:
๒๕๕
ประวัตผิ ูว ิจยั
ชือ่ ฉายา/นามสกุล : พระมหาสาํ รอง สญฺ โต, ดร. (แสงทอง)
วัน เดอื น ปเกดิ : เกิด ๒ มกราคม ๒๕๑๕
ภูมิลําเนาทเี่ กดิ : บานเลขท่ี ๗๓ หมทู ่ี ๑๑ บานของโป ตําบลบานขาม อําเภอเมือง
การศกึ ษา
จังหวดั หนองบวั ลาํ ภู ๓๙๐๐๐
ประสบการณก ารทํางาน : พ.ศ. ๒๕๖๑ พธ.ด. (พระพุทธศาสนา)
ผลงานทางวิชาการ
Ph.D.(Buddhist Studies)
พ.ศ. ๒๕๕๖ พธ.ม. (พระพุทธศาสนา)
M.A.(Buddhist Studies)
พ.ศ. ๒๕๕๒ พธ.บ. (พระพุทธศาสนา)
B.A.(Buddhist Studies)
พ.ศ. ๒๕๕๔ ป.บณั ฑิตวชิ าชีพครู (ป.วชิ าชีพครู)
พ.ศ. ๒๕๖๑ ป.ธ ๓ Pali III
พ.ศ. ๒๕๔๑ น.ธ.เอก
: พ.ศ. ๒๕๕๘ นกั วกิ ารศกึ ษา เจา หนท ่บี ัณฑิตศึกษา เจา หนาท่ี
ทะเบียนและวัด ระดับบณั ฑติ ศกึ ษา (ป.โท - เอก)
: งานวิจัย
พ.ศ. ๒๕๖๑ เรื่อง “การสง เสริมพฤติกรรมท่ีพึงประสงคของคนใน
ครอบครัวดวยการรักษาอุโบสถศีลของชุมชนชาวพุทธในเขต
เทศบาลนครขอนแกน”
พ.ศ. ๒๕๖๐ เรือ่ ง“กลยุทธในการปลูกฝง คุณธรรมจรยิ ธรรมสําหรับ
นักเรยี นประถมในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษาขอนแกน เขต ๑”
บทความ
พ.ศ. ๒๕๖๑ “กลยุทธในการปลูกฝงคุณธรรมจริยธรรมสําหรับ
นักเรยี นประถมในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศกึ ษาขอนแกน เขต ๑”
ตําแหนง ๒๕๖
อปุ สมบท พ.ศ. ๒๕๖๑ “บุญแจกขาว: รูปแบบการแบงปนและการแสดง
สังกัด ความกตัญขู องชาวอสี าน”
ตําแหนง พ.ศ. ๒๕๖๒ “ภาวะผูนาตามหลักธรรมาภิบาลของผูบริหาร
สถานศึกษาข้ันพื้นฐาน อําเภอเมืองขอนแกน จังหวัดขอนแกน ”
ปท ีเ่ ขาศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ “วิเคราะหกรรมและการใหผลกรรมในจูฬกัมมวิภังค
ปทีส่ ําเร็จการศกึ ษา สตู ร”
ที่อยปู จจบุ ัน พ.ศ. ๒๕๖๒ “แนวทางการพฒั นาคุณภาพชีวิตมนุษยตามหลักการ
พทุ ธศาสนา”
พ.ศ. ๒๕๖๒ “นิพพานทีน่ ี่ และเด๋ียวน”ี้
: อาจาร ย ปร ะ จํ าหลั ก สู ตร พุ ทธ สาสตร บั ณฑิ ต สาขาวิ ชา
พระพุทธศาสนา มจร.ขก
: ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙
: วัดโคกพระ ตําบลบา นขาม อําเภอเมือง จงั หวัดหนองบวั ลาํ ภู
: เลขานุการเจาคณะตําบลโคกสี อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน
โทรศพั ท ๐๘๖-๒๒๑๖๒๒๘
: ปก ารศึกษา
: ปการศกึ ษา
วัดเทพนิมิตวนาราม บานพรหมนิมิต ตําบลโคกสี อําเภอเมือง
ขอนแกน จงั หวัดขอนแกน ๔๐๐๐๐