The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sanya2515_15, 2021-11-18 08:49:50

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย

Keywords: ตำราเรียน

๔๑

คําจํากัดความตามเน้ือที่นักปราชญทางศาสนาไดใหไว ซ่ึงจะแตกตางกันไป ทั้งนี้แลวแตประเด็นที่
ตองการเนนและสภาพแวดลอ ม49๒

สวนคําวา “พุทธ” แปลวา ผูรู ผูต่ืน ผูเบิกบาน หรือคําวา " พุทธ " ตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน แปลวา "ตรัสรู " หรือ "ผูตื่นแลว" คือผูประจักษความจริงอันเปนเหตุใหพนจาก
ความทุกขท้ังปวง หรือ ผูตื่นจากความมัวเมาดวยอํานาจของกิเลสและตัณหาตาง ๆ ตามหลัก
พระพุทธศาสนาถอื วา ใครก็ตามทีม่ ีความปารถนาจะตรัสรูเ ปนพระพุทธเจาและพยายามบําเพ็ญบารมี
คอื คณุ ความดตี าง ๆ โดยสมบูรณแ ลว ก็จะไดตรสั รูส จั ธรรมเปน พระพุทธเจา เชน เดียวกับพระองค แต
การท่ีจะไดตรสั รเู ปนพระพทุ ธเจาแตละองคนั้น จะตองบําเพ็ญบารมีนานแสนนาน ถาคนที่ไมมีจิตใจ
ม่นั คงมุงมนั่ อยางเด็ดเดีย่ วแลว กไ็ มมที างจะสาํ เร็จได50๓

ดงั นั้น พระพทุ ธศาสนา คอื คาํ สัง่ สอนของพระพทุ ธเจา (พระพทุ ธเจา คอื ทา นผูตรัสรู หรือผูรู
อยางแจมแจง) ซึ่งแนะนําใหยกฐานะของมนุษยชาติข้ึนสูความบริสุทธ์ิ สะอาด (ดวยศีล) ความสงบ
ระงบั (ดวยสมาธิ) และความเขา ใจแจมแจง (ดวยปญ ญา)

๒.๒.๒ ความสําคัญของพระพทุ ธศาสนา
๑. พระพทุ ธศาสนากับการสรางสรรคอ ารยธรรมโลก
พระพุทธศาสนาในฐานะแหลงสรางสรรคความคิดและพอเกิดแหงภูมิปญญาไดมีสวนสําคัญ
ย่งิ ในการสรางสรรคอารายธรรมโลก ซึง่ สามารถสรุปไดดังนี้

๑) ดานจิตใจ การท่ีชาวโลกหันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาน้ันเพราะเกิดความ
เช่ือมั่นในหลกั คําสอนทางพระพทุ ธศาสนาวาสามรถใหคําตอบทางดานจิตใจ อันถือวาเปนเร่ืองสําคัญ
ทสี่ ุดของชวี ิตมนษุ ย พระพทุ ธศาสนาจงึ กลาวเปนแหลง ขอ มลู และใหคําตอบกับปญหาทางดานจิตใจที่
มีเหตุมีผลและเกิดผลเปนความจริงหานําไปปฏิบัติตามท่ีพระพุทธทรงสอบและมีสวนสําคัญนากร
พัฒนาสรา งสรรคอารยธรรมดา นน้ีตลอดระยะเวลา ๒,๐๐๐ กวาปทพ่ี ุทธศาสนาอบุ ตั ิขนึ้ มา

๒) ดานวิชาการและภูมิปญญาสากล หลักคําสอนในพระพุทธศาสนาอุดมไปดวย
หลักปรัชญาอันเปนแหลงรวมวิทยาการสาขาตาง ๆ พระไตรปฎกจึงเปนแหลงรวมคําสอนของ
พระพุทธเจาเปนแหลงขอมูลและคลังภูมิปญญาโดยมีหลักคําสอนท่ีสอดคลองกับความจริงใน
ธรรมชาติหลกั ของความเปนเหตุเปนผลท่ีสามารถตรวจสอบและพิสูจนไดดวยการทดลองหลักคําสอน
ในพทุ ธศาสนาจงึ ถูกตีพมิ พเ ผยแพรไ ปทว่ั โลกในภาษาตา ง ๆ มากมาย

๓) ดานวัตถุ พระพุทธศาสนาคือแหลงสรางสรรคส่ิงที่เปนวัตถุและสืบทอดใหเปน
มรดกแหงอารยธรรมโลก โดยอาศัยความศรัทธาเส่ือมในพระพุทธศาสนา เชนพระพุทธรูป เจดียวัด

๒ พระครูวนิ ัยธรสมชาย กันตสีโล, เอกสารประกอบคําสอนวิชา พระพุทธศาสนาเถรวาท, (ขอนแกน :
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน , ๒๕๕๐), หนา ๒.

๓ http://www.oknation.net/blog/samma0009/2009/11/18/entry-2 [๑๕ ส.ค. ๒๕๕๙].

๔๒

และศาสนาสถานอ่ืน ๆ ซ่ึงศาสนวัตถุเหลานี้ลวนเปนการสรางสรรคท่ีมีพระพุทธศาสนาเปนแรง
บันดาลใจนอกจากนีย้ งั มปี ูชณียสถานท่ีเกยี่ วเนอ่ื งกบั พระพุทธศาสนาหลายแหงซ่ึงเปนท่ีรูจักกันท่ัวโลก

๒. พระพุทธศาสนากบั การสรางสนั ตสิ ุขแกชาวโลก
๑) หลักคําสอนเร่ืองความไมเบียดเบียนทํารายผูอ่ืน เชน หลักเบญจศีลเบญจธรรม

ซึง่ ถือวาเปนหลักธรรมพื้นฐานของความเปนมนุษยที่สอนใหคนเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานของกันและ
กัน

๒) หลักคําสอนเรื่องความเมตตากรุณาพระพุทธศาสนาสอนใหมีเมตตาในการคิด
พุดและทํา ทั้งตอหนาและลับหลังรูจักใหอภัยเม่ือมีความผิดพลาดเกิดข้ึนดังน้ี พระพุทธศาสนาจึงมี
หลกั การวา สัพเพ สัตตา มวลมนษุ ยต างเปน เพ่ือนเกิด แกเจ็บ ตายรวมกนั ทงั้ สิ้น จงึ เกดิ หลักการตอมา
วา เมตตาธรรมคา้ํ จนุ โลก

๓) หลักคาํ สอนเรื่องความอดทนและความอดกล้ันดวยหลักคําสอนดังกลาวจึงทําให
เรื่องรายแรงตาง ๆ และสงครามไมเกิดขึ้นและจากหลักคําสอนเร่ืองความเมตตาและความอดทนตอ
กนั นีเ้ องจงึ ทาํ ใหมนษุ ยสามารถอยูรว มกนั ในสังคมไดอ ยา งสงบสุข

๔) หลกั คําสอนเรอื่ งความแตกตา งพระพุทธศาสนามีหลกั คําสอนเพื่อความเปนคนใจ
กวา งใหย อมรบั ความแตกตางอันนาํ ไปสกู ารคารพสิทธขิ องบุคคลอ่ืน โดยเฉพาะความแตกตางทางดาน
ทิฐิหรือความคิดเห็นและดานความเชื่อดวยการใหเกียรติและเคารพในความคิดเห็นของบุคคลอื่น
รวมทั้งความแตกตา งกนั ในดานการนับถือพระพุทธศาสนาไมยกยองศาสนาและความเชื่อของคนเอง
เพ่ือไปลบหลูดูหม่ินลัทธิความเช่ือหรือศาสนาอ่ืนดวยหลักการดังกลาวนี้จึงไมเคยปรากฏใน
ประวัตศิ าสตรข องมนษุ ยชาติวา ไดเกิดสงครามศาสนาระหวางพระพุทธศาสนากับศาสนาอน่ื ใด

๒.๓ กาํ เนิดพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ศาสนาพทุ ธเกิดขน้ึ ในชมพูทวีปซ่ึงในปจจุบันเปนดินแดนของประเทศอินเดียประเทศเนปาล
ประเทศอัฟกานิสถาน ประเทศปากีสถาน และประเทศบังคลาเทศ แตหลักฐานทางโบราณคดีสวน
ใหญอ ยูท ปี่ ระเทศอินเดยี เชน สังเวชนียสถาน และพุทธสถานตา ง ๆ

ศาสนาพทุ ธเขาสูป ระเทศไทยหลังจากการทาํ สังคายนาครั้งที่ ๓ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕พระเจา
อโศกมหาราชไดทรงสงสมณทูตไปเผยแผพระพุทธศาสนายังดินแดนตาง ๆ รวม ๙ สายดวยกัน ใน
สว นของประเทศไทยเชื่อกันวามีคณะของสมณทูตซ่ึงมีพระโสณเถระและพระอุตตรเถระเปนหัวหนา
คณะเขามาเผยแผพระพุทธศาสนาเปนครั้งแรกและอาจมีคณะสมณทูตชุดอื่น ๆ เขามาเผยแผ
พระพุทธศาสนาในกาลตอ ๆ มาจึงทําใหคนไทยโดยเฉพาะพระมหากษัตริยไทยยอมรับนับถือ
พระพทุ ธศาสนาสืบทอดมาจนถงึ ปจจุบัน51๔

๔ กรมการศาสนา, ประวตั คิ วามเปน มาของพระพุทธศาสนาและองคก ารศาสนาตา ง ๆ ในประเทศไทย,
(กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๕๖), หนา ๑๒๑.

๔๓

พุทธศาสนาในประเทศไทยนน้ั ไดความตามตาํ นานพระพุทธเจดยี  พระนิพนธของสมเด็จกรม
พระยาดํารงราชานุภาพวา คนไทยเราน้ันไดนับถือพระพุทธศาสนามากอนที่จะอพยพมาตั้งประเทศ
ไทยในปจจุบนั น้แี ลว ซึ่งเรื่องนี้ พระศรีวิสุทธิโมลี(ประยุทธ ปธ. ๙ ปจจุบันเปนพระพรหมคุณาภรณ)
ไดสรุปไวใน คําบรรยายเร่ือง พุทธศาสนากับการศึกษาในอดีต ณ หองประชุมหอสมุดแหงชาติ เมื่อ
เดอื นสงิ หาคม ๒๕๑๓ วา กอนทีช่ นชาตไิ ทยจะไดตง้ั อาณาจักร เปนประเทศไทยเปนปกแผนมั่นคง ซึ่ง
ถอื วาเร่มิ แตก ารตงั้ อาณาจักรสโุ ขทยั น้ัน ชนชาตไิ ทย ในภูมิภาคสุวรรณภูมิ คลุมไปถึงรัฐไทยตาง ๆ ใน
ดินแดน ต้งั แตทางตอนใตของประเทศจีนน้นั ไดรับนับถอื พระพุทธศาสนามาแลว ทั้งสองนิกาย คือ

ยุคแรก ไดรับนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ผานทางประเทศจีน สมัยพระเจามิ่งต่ีใน
ตอนตน พทุ ธศตวรรษที่ ๗ รชั สมัยของขนุ หลวงเมา แหง อาณาจักรอา ยลาว

ยุคที่สอง แยกออกเปน ๒ ระยะระยะแรก สมัยอาณาจักรศรีวิชัยรุงเรือง ราวพุทธศักราช
๑๓๐๐ กษัตรยิ แ หงอาณาจกั รศรีวิชยั ผนู ับถอื พระพุทธศาสนานิกายมหายาน มีเมืองหลวงอยูที่เกาะสุ
มาตรา ไดแผอํานาจเขามาถึงแหลมมลายู ไดดินแดนตั้งแตจังหวัดสุราษฎรธานี ลงไปไวครอบครอง
พระพทุ ธศาสนานิกายมหายานจงึ แผเขามาในภาคใตข องประเทศไทย

ระยะที่ ๒ กลา ววาในสมยั ลพบุรี เมื่อขอมเรืองอํานาจแผอาณาเขตเขามาครอบครองประเทศ
ไทยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ และภาคกลางท้ังหมด ในราวพุทธศักราช ๑๕๕๐พระพุทธศาสนาแบบ
มหายานซึ่งขอมรับมาจากอาณาจักรศรีวิชัยเชนกัน แตวาเจือดวยศาสนาพราหมณ จึงแผเขามาใน
ดนิ แดนแถบนี้ พรอ มดวยภาษาสันสกฤต แตวาดินแดนที่ขอมแผอาณาเขตเขามานั้น เดิมทีประชาชน
พลเมอื งก็ไดร ับนบั ถอื พระพทุ ธศาสนาแบบหนิ ยานอยูแลว แตส มยั ท่ีพระโสณะ และพระอุตตระ ศาสน
ทูตสายที่ ๒ ใน ๙ สาย ของพระเจาอโศกมหาราชนําเขามาสูดินแดนสุวรรณภูมิ ในสมัยทราวดี ใน
พทุ ธศตวรรษท่ี ๓

ยคุ ท่สี าม สมยั พระเจาอนุรทุ ธมหาราช หรืออโนรธามังชอ กษัตริยพมาแหงอาณาจักรพุกาม
แผอํานาจเขามาในอาณาเขตลานนาและลานชาง ราวพุทธศักราช ๑๖๐๐ พระพุทธศาสนานิกาย
หนิ ยานแบบพุกาม จึงไดแ ผเขา มาในดินแดนแถบน5้ี2๕

๒.๔ พัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

๒.๔.๑ พระพทุ ธศาสนาสมัยทวาราวดี
พระโสณะและพระอุตตระไดเดินทางจากแควนมคธ เขามาประดิษฐานพระพุทธศาสนา ณ
ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีขอสันนิษฐานวา นาจะมีศูนยกลางอยูบริเวณตอนกลางของไทยในปจจุบัน
โดยพิจารณาจากโบราณสถานและโบราณวัตถุตาง ๆ เชน พระปฐมเจดียศิลารูปพระธรรมจักร เปน
ตน

๕ กรมการศาสนา, เลมเดมิ , หนา ๑๒๒.

๔๔

พระพุทธศาสนาที่เขา มาในสมยั น้ี เปนนิกายเถรวาทด้งั เดิม โดยพทุ ธศาสนกิ ชนมีความศรัทธา
เลื่อมใสบวชเปนพระภิกษุจํานวนมาก และไดสรางสถูปเจดียไวสักการบูชา เรียกวา สถูปรูปฟองน้ํา
เหมือนสถูปสาญจีในประเทศอินเดียท่ีพระเจาอโศกมหาราชทรงสรางข้ึน โดยศิลปะในยุคน้ี เรียกวา
ศลิ ปะทวารวดี

๒.๔.๒ พระพทุ ธศาสนาสมยั อาณาจกั รอา ยลาว
สมยั อาณาจกั รอา ยลาว ซ่งึ เปนอาณาจกั รของบรรพบุรุษชาวไทยท่ีอาศัยอยูบริเวณลุมน้ําแยง
ซีเกียง ซ่ึงปจจุบันอยูภายใตการยึดครองของชาวจีนฮ่ัน พระพุทธศาสนาในยุคนี้คาดวาเปนแบบ
มหายาน ในสมัยขุนหลวงมาว กษัตริยท่ีทรงครองราชยอยูในอาณาจักรอายลาว กอนที่จะอพยพเขา
มาสดู ินแดนประเทศไทยในปจจุบัน ไดรับเอาพระพุทธศาสนามหายาน โดยการนําของพระสมณทูต
ชาวอินเดียมาเผยแผ ในคราวท่ีพระเจากนิษกะมหาราชทรงอุปถัมภการสังคายนาคร้ังที่ ๔ ของฝาย
มหายาน ณ เมืองชลันธร พระสมณทูตไดเขามาเผยแผพระพุทธศาสนาในเอเชียกลาง ทําใหหัว
เมืองไทยทงั้ ๗๗ มีราษฎร ๕๑,๘๙๐ ครอบครัว เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานแทน
เถรวาท
๒.๔.๓ พระพุทธศาสนาสมัยอาณาจกั รศรวี ิชัย (พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓)
อาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตราเจริญรุงเรืองในชวงพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ – ๑๓ กษัตริยศรี
วชิ ัยมพี ระราชศรัทธาในพทุ ธศาสนาอยางแนนแฟน ดังหลักฐานท่ีปรากฏ ไดแก เจดียพระบรมธาตุไช
ยา เจดียโบโรพุทโธ รูปหลอพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร รวมถึงหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆอีกเปน
จาํ นวนมากซ่งึ พบกระจายอยูท วั่ ไปในดนิ แดนสุวรรณภูมิ
๒.๔.๔ พระพุทธศาสนาสมยั ลพบุรี (พุทธศตวรรษท่ี ๑๕)
ในสมัยกษตั ริยกัมพูชาราชวงศส ุรยิ วรมันเรอื งอาํ นาจนั้น ไดแผอาณาเขตขยายออกมาท่ัวภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย ในราว พ.ศ. ๑๕๔๐ และไดตั้งราชธานีเปนท่ี
อาํ นวยการปกครองเมอื งตาง ๆ ในดนิ แดนดังกลาวขึ้นหลายแหง เชน
เมอื งลพบุรี ปกครองเมืองท่อี ยูในอาณาเขตทวารวดี สว นขางใต
เมืองสุโขทยั ปกครองเมอื งท่ีอยูในอาณาเขตทวารวดี สวนขางเหนือ
เมืองศรเี ทพ ปกครองหวั เมอื งที่อยูตามลุม แมน ํ้าปา สัก
เมืองพมิ าย ปกครองเมืองท่ีอยใู นทีร่ าบสงู ตอนขางเหนอื
เมืองตาง ๆ ท่ีตง้ั ข้นึ นเี้ มอื งลพบรุ หี รือละโว ถอื วา เปน เมอื งสําคญั ท่ีสดุ กษัตริยกมั พูชาราชวงศ
สรุ ิยวรมนั ทรงนับถือพระพทุ ธศาสนาฝายมหายาน ซง่ึ มีสายสัมพันธเช่ือมตอมาจากอาณาจักรศรีวิชัย
แตฝ ายมหายานในสมยั น้ผี สมกับศาสนาพราหมณมาก ประชาชนในอาณาเขตตาง ๆ ดงั กลาว จึงไดรับ
พระพุทธศาสนาทง้ั แบบเถรวาททส่ี ืบมาแตเดมิ กบั แบบมหายานและศาสนาพราหมณท ี่เขามาใหมดวย
ทําใหมีผูนับถือพระพุทธศาสนาท้ัง ๒ แบบ และมีพระสงฆท้ังสองฝาย คือ ฝายเถรวาท และฝาย
มหายาน สําหรบั ศาสนสถานท่ีเปน ที่ประจักษพ ยานใหไ ดศึกษาถึงความเปนมาแหงพระพุทธศาสนาใน

๔๕

ประเทศไทยครั้งน้ัน ไดแกพระปรางคสามยอดท่ีจังหวัดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ท่ีจังหวัด
นครราชสีมา และปราสาทหินเขาพนมรุงที่จังหวัดบุรีรัมย เปนตน สวนพระพุทธรูปที่สรางในสมัยน้ัน
ถอื เปนศลิ ปะอยูใ นกลมุ ศลิ ปะสมัยลพบรุ ี

๒.๔.๕ พระพทุ ธศาสนาสมยั เถรวาทแบบพกุ าม
ในสมัยท่ีพระเจา อนรุ ทุ ธมิ์ หาราช กษัตริยพกุ ามเรอื งอํานาจ ทรงรวบรวมเอาพมากับมอญเขา
เปนอาณาจักรเดียวกัน แลวแผอาณาเขตเขามาถึงอาณาจักรลานนา อาณาจักรลานชาง ละโว และ
ทวารวดี พระเจาอนุรุทธทรงนับถือพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท ทรงสงเสริมทํานุบํารุง
พระพุทธศาสนาอยางจริงจัง
สว นชนชาติไทย หลงั จากอาณาจกั รอา ยลาวถูกจีนทําลายจนพินาศ ก็ไดมาต้ังอาณาจักรนาน
เจา ถงึ ประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๙ ขนุ ทาวกวาโอรสขุนบรมแหงอาณาจักรนานเจา ไดสถาปนาแควนโยนก
เชียงแสนข้ึน ตอมาอาณาจักรนานเจาไดถูกจีนแทรกซึมเขาทําลายจนพินาศอีกครั้ง ซ่ึงในคราวน้ี
ผูปกครองของจีนไดใชวิธีแบงคนไทยออกเปนกลุมเล็กกลุมนอยแลวผลักดันออกไปคนละทิศละทาง
และนบั แตน ั้นเปน ตน มาคนไทยก็ไดแ ตกสานซานเซ็นจนรวมกันไมติดอยูจนถึงวันนี้ คือ ทางตะวันตก
ไดถูกจีนผลักดันจนแตกกระจัดพลัดพรายไปถึงอัสสัม(อยูทางภาคตะวันออกของอินเดียในปจจุบัน)
สว นทางตะวนั ออกกก็ ระจัดกระจายไปถึงกวางสี หูหนาน เกาะไหหลํา รวมถึงตอนเหนือของประเทศ
เวียดนามในปจจุบัน สวนทางใตนั้นก็ไดแกประชากรในประเทศตางๆทางเอเชียอาคเนยปจจุบัน
โดยเฉพาะในประเทศลาวและไทย
เม่ือกษัตริยขอม(กัมพูชา)เรืองอํานาจ คนไทยท่ีอยูในเขตอํานาจของขอม ก็ไดรับทั้งศาสนา
และวัฒนธรรมของเขมรไวดวย สวนทางลานนาก็ไดรับอิทธิพลจากพมาเชนเดียวกัน คือ เมื่อ
อาณาจักรพุกามของกษัตริยพมาเขามาครอบครองดินแดนแถบนี้ ดังเห็นวามีปูชนียสถานแบบพมา
หลายแหง และเจดยี ท ีม่ ฉี ัตรอยบู นยอด และฉัตรที่ ๔ มมุ ของเจดยี  ก็ไดรับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกาม
แบบพมา
๒.๔.๖ พระพุทธศาสนาสมัยกรุงสุโขทยั
หลังจากอาณาจักรพุกามและกัมพูชาเส่ือมอํานาจลง คนไทยจึงไดตั้งตัวเปนอิสระ ไดกอต้ัง
อาณาจักรข้ึนเอง ๒ อาณาจักร ไดแก อาณาจักรลานนาทางภาคเหนือของไทย ซ่ึงมีศูนยกลางอยูท่ี
จังหวัดเชียงใหมและอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีศูนยกลางอยูที่จังหวัดสุโขทัยในปจจุบัน เม่ือพอขุน
รามคําแหงมหาราชเสด็จข้ึนครองราชย ทรงสดับกิตติศัพทของพระสงฆลังกา จึงทรงอาราธนาพระ
มหาเถระสังฆราช ซึ่งเปนพระเถระชาวลังกาท่ีมาเผยแผอยูที่นครศรีธรรมราช มาเผยแผ
พระพุทธศาสนาในกรงุ สุโขทยั
พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศไดเขามาเผยแผในประเทศไทย ถึง ๒ ครั้ง คือ คร้ังท่ี ๑ ใน
สมัยพอขุนรามคําแหงมหาราช และครั้งที่ ๒ ในสมัยพระยาลิไท พระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองมาก
ศิลปะสมัยสุโขทัยไดรับการกลาวขานวางดงามมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย มีลักษณะ
งดงาม ไมมีศิลปะสมัยใดเหมอื น

๔๖

๒.๔.๗ พระพุทธศาสนาสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยานั้นมีความเปนฮินดูปนอยูคอนขางมาก พิธีกรรมตาง ๆ ได
ปะปนพิธีของพราหมณมากกวาที่ใดๆ ราษฎรอยุธยามุงในเร่ืองการบุญการกุศล สรางวัดวาอาราม
สรา งปูชนียวตั ถุ บํารงุ ศาสนาเปน สว นมาก ในสมัยอยธุ ยาตอ งประสบกับภาวะสงครามกับพมา จนเกิด
ภาวะวกิ ฤตทางศาสนาหลายคร้ัง53๖
เรื่องการพระศาสนาในสมยั กรุงศรีอยุธยาน้ี คงเปน เร่อื งตอเน่อื งจากกรุงสุโขทัยเพราะกรุงศรี
อยุธยา ตัง้ อาณาจกั รไทยทางใตข ้ึนในสมยั คาบเก่ยี วกับกรงุ สุโขทยั มกี ารรับนบั ถอื พระพุทธศาสนารวม
นกิ ายเดยี วกัน แยกการปกครองคณะสงฆออกเปนคณะอรัญวาสีและคณะคามวาสีเชนเดียวกัน และ
พระมหากษัตริยทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาเชนเดียวกับกษัตริยกรุงสุโขทัย แมลัทธิศาสนาก็ถือแบบ
ลังกาวงศดว ยกัน ดังไดกลาวแลวในสมัยอาณาจักรลานนาวา พระมหาเถระชาวกรุงศรีอยุธยาไดรวม
คณะไปสืบพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ ณ ลังกาทวีป พรอมกับพระเถระชาวลานนาและกัมพูชา
นัน้ ก็คอื พระพรหมมุนี กับพระโสมเถระ ซึ่งพระมหาเถระชาวกรุงศรีอยุธยา ที่เดินทางไปลังกาทวีป
ครั้งน้ัน (พ.ศ. ๑๙๖๕) ตามตํานานคณะสงฆ พระนิพนธของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพวา
ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๑ (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาวา
สมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๑ เสด็จสวรรคตเมื่อปจอ สัมฤทธิศก จุลศักราช ๗๘๐ ตรงกับพ.ศ.
๑๙๖๑ ป พ.ศ. ๑๙๖๕ อยูในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจาสามพระยา)พระราช
โอรสองคเล็กของสมเด็จพระอินทราชาธิราชท่ี ๑)
เจานายในสมัยกรงุ ศรีอยุธยาออกทรงผนวชเปน การสืบธรรมเนียมประเพณีที่พระเจาแผนดิน
และเจานายในราชวงศออกทรงผนวชตามแบบอยา งพระมหาธรรมราชาลิไทแหงกรุงสุโขทัย หรือพระ
บรมไตรโลกนาถแหง กรงุ ศรอี ยธุ ยาทรงบาํ เพญ็ พระราชกศุ ลออกผนวชมาแลว นน้ั ปรากฏวาเจานายใน
สมยั กรงุ ศรีอยธุ ยานอกจากพระบรมไตรโลกนาถและพระรามาธบิ ดีที่ ๒ แลวกย็ ังมอี กี ๔ พระองค คือ
๑) พระเจาทรงธรรม ซึง่ กอนเสวยราชยเปนพระมหากษัตริยสืบแทนพระศรีเสาวภาคย ดวย
การชิงราชสมบตั นิ ้นั ไดบ วชเปนพระภิกษุเปน พระราชาคณะที่ พระพิมลธรรม แตพระองคน้ี ตามทาง
ราชการแหงราชสํานักในสมัยน้ันมิไดถือวาเปน เจา แตอยางใด เพียงแตใชพระนามเดิมวา พระศรี
ศิลป อนั เปนพระนามของเจานายเทาน้ันเอง
๒) เจาฟาตรสั นอย พระราชโอรสของพระเพทราชา
๓) พระองคเ จาบุนนาค พระเจา ลกู ยาเธอในสมเด็จพระเจาเสอื ขนุ หลวงสรศกั ด์ิ
๔) เจา ฟา นเรนทร พระราชโอรสสมเดจ็ พระเจา ทา ยสระ สามพระองคหลังนี้ทรงผนวชอยูจน
ตลอดพระชนมายุ และมิไดร ับสมณศักด์ิเปน “พระราชาคณะ” แตป ระการใด

๖ กรมการศาสนา, เลม เดิม, หนา ๑๔๓.

๔๗

๒.๔.๘ พระพทุ ธศาสนาสมัยกรงุ ธนบรุ ี
ในยุคน้ีนบั เปน ยุคแหงความเส่ือมของพุทธศาสนาอีกสมัยหน่ึง คือ นับแตพระยาตาก(สิน)ได
ชักนาํ คนไทยเชื้อสายจีนหนีฝาทัพพมาออกจากกําแพงพระนครศรีอยุธยาจนกรุงศรีอยุธยาถูกพมาตี
แตกในป พ.ศ. ๒๓๑๐ แลว พมาไดทําลายบานเมืองจนเสียหายยอยยับ ลางผลาญชีวิตคน ขมขืนผู
หญิงไทย ปลนเอาทรัพยสินมีคาทั้งหมด กวาดตอนประชาชนแมกระท่ังพระสงฆไปเปนเชลยเปน
จํานวนมาก วัดวาอารามถูกเผาทําลาย คร้ันตอมาพระยาตาก(สิน)ไดสถาปนาขึ้นเปนกษัตริยและต้ัง
ราชธานใี หม คอื กรงุ ธนบุรีแลว ไดทาํ นุบํารุงพระศาสนา และไดชําระวงการศาสนาใหม ลงโทษสมณะ
ทก่ี ระทําความชวั่ อันไมสมกับความเปนสมณะ ดวยวิธีการตาง ๆ เมื่อเปลี่ยนแปลงราชวงศ ในปพ.ศ.
๒๓๒๒ เจา พระยาจักรีกไ็ ดอัญเชิญพระแกวมรกตจากเวียงจนั ทนมาไวย งั ประเทศไทยดว ยเชน กนั
๒.๔.๙ พระพุทธศาสนาสมัยกรงุ รตั นโกสินทร54๗
๑. รชั กาลท่ี ๑ (๒๓๒๕ - ๒๓๕๒)
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช เสด็จข้ึนครองราชยเมื่อป พ.ศ. ๒๓๒๕ ตอ
จากพระเจาตากสินมหาราช ทรงยา ยเมืองจากธนบุรี มาต้ังราชธานีใหม เรยี กช่อื วา "กรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสินทร" ทรงสรางและปฏิสังขรณวัดตาง ๆเชนสรางวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดสุทัศน
เทพวราราม วดั สระเกศ และวดั พระเชตพุ น ฯ เปน ตน ทรงโปรดใหมีการสังคายนาพระไตรปฎกคร้ังที่
๙ และถือเปนคร้ังที่ ๒ ในประเทศไทย ณ วัดมหาธาตุ ไดมีการสอนพระปริยัติธรรมใน
พระบรมมหาราชวัง ตลอดจนตามวังเจานายและบานเรือนของขาราชการผูใหญ ทรงตรากฎหมาย
คณะสงฆข้ึน เพื่อจัดระเบียบการปกครองของสงฆใหเรียบรอย ทรงจัดใหมีการสอบพระปริยัติธรรม
ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองคแรกของกรุงรัตนโกสินทร โดยสถาปนาพระสังฆราช (ศรี) เปน
สมเด็จพระสงั ฆราช เมือ่ ป พ.ศ. ๒๓๕๒
๒. รัชกาลที่ ๒ (๒๓๕๒- ๒๓๖๗)
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เสด็จขึ้นครองราชยเม่ือ พ.ศ. ๒๓๕๒ เปนทรง
ทํานบุ าํ รุงสง เสรมิ พระพทุ ธศาสนาเหมอื นอยางพระมหากษัตริยไ ทยแตโ บราณ ในรัชสมัยของพระองค
ไดทรงสถาปนาสมเดจ็ พระสังฆราชถงึ ๓ พระองค คือ สมเด็จพระสงั ฆราช( สุก ) สมเด็จพระสังฆราช(
มี ) และสมเดจ็ พระสังฆราช ( สกุ ญาณสังวร)
ในป พ.ศ. ๒๓๕๗ ทรงจดั สง สมณทูต ๘ รูป ไปฟน ฟพู ระพุทธศาสนาในประเทศลังกา ไดจัด
ใหมีการจัดงานวนั วสิ าขบูชาข้นึ เปนครั้งแรกในสมัยกรงุ รตั นโกสนิ ทร เม่อื พ.ศ. ๒๓๖๐ ซ่ึงแตเดิมก็เคย
ปฏิบัติถอื กนั มาเม่อื ครัง้ กรุงสโุ ขทยั แตไดขาดตอนไปต้ังแตเสียกรุงศรีอยุธยาแกพมา จึงไดมีการฟนฟู
วันวิสาขบูชาใหม ไดโปรดใหมีการเปล่ียนแปลงแกไขวิธีการสอบไลปริยัติธรรมขึ้นใหม ไดขยาย
หลกั สตู ร ๓ ชั้น คอื เปรยี ญตรี -โท - เอก เปน ๙ ชน้ั คือช้นั ประโยค ๑ - ๙
๓. รัชกาลที่ ๓ (๒๓๖๗ - ๒๓๙๔)

๗ https://th.wikipedia.org/wiki/ ศาสนาพุทธในประเทศไทย [๑๕ ส.ค. ๒๕๕๙].

๔๘

พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา เจา อยูหัวโปรดใหมีการสรางพระไตรปฎกฉบับหลวงเพ่ิมจํานวน
ข้ึนไวอีกหลายฉบับครบถวนกวารัชกาลกอน ๆ โปรดใหแปลพระไตรปฎกเปนภาษาไทย ทรง
บูรณะปฏิสังขรณวัดวาอารามหลายแหง และสรางวัดใหม คือวัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดา และวัด
เฉลิมพระเกียรติ ไดต้งั โรงเรียนหลวงขึน้ เปน ครง้ั แรก เพ่อื สอนหนงั สอื ไทยแกเ ด็กในสมัยน้ีไดเกิดนิกาย
ธรรมยุตขิ ึ้น โดยพระวชริ ญาณเถระ (เจาฟา มงกุฏ) ขณะท่ีผนวชอยูไดทรงศรัทธาเล่ือมใสในจริยาวัตร
ของพระมอญ ช่ือ ซาย ฉายา พทุ ธฺ วํโส จึงไดทรงอุปสมบทใหม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ ไดต้ังคณะธรรมยุติ
ข้ึนในป พ.ศ. ๒๓๗๖ แลวเสด็จมาประทบั ทว่ี ดั บวรนเิ วศวิหาร และตงั้ เปน ศนู ยกลางของคณะธรรมยุติ

๔. รัชกาลที่ ๔ (๒๓๙๔ -๒๔๑๑)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๔ เม่ือทรงเปนเจาฟามงกุฎไดผนวช ๒๗
พรรษาแลวไดลาสิกขาขึ้นครองราชยเม่ือพระชนมายุ ๕๗ พรรษา ใน พ.ศ. ๒๒๓๙๔ ดานการพระ
ศาสนา ทรงพระราชศรัทธาสรางวัดใหมข้ึนหลายวัด เชนวัดปทุมวนาราม วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฎ
กษตั ริยาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดราชบพิตร เปนตน ตลอดจนบูรณะวัดตาง ๆ
อกี มาก โปรดใหมพี ระราชพิธี "มาฆบูชา" ข้ึนเปน คร้งั แรก ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ ณ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม จนไดถ อื ปฏิบตั สิ ืบมาจนถงึ ทกุ วนั น้ี
๕. รัชกาลท่ี ๕ (๒๔๑๑ - ๒๔๕๓)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จขึ้นครองราชย เม่ือ พ.ศ. ๒๔๑๑ ทรงยกเลิก
ระบบทาสในเมืองไทยไดสําเร็จ ทรงสรางวัดใหมขึ้น คือวัดวัดราชบพิตร วัดเทพศิรินทราวาส วัด
เบญจมบพิตร วัดอัษฎางนิมิตร วัดจุฑาทิศราชธรรมสภา และวัดนิเวศนธรรมประวัติ ทรงบูรณะวัด
มหาธาตุ และวัดอื่น ๆ อีก ทรงนิพนธวรรณกรรมทางพุทธศาสนาจํานวนมาก โปรดใหั้มีการเร่ิมตน
การศึกษาแบบสมัยใหมในประเทศไทย โดยใหพระสงฆรับภาระชวยการศึกษาของชาติ คร้ัน พ.ศ.
๒๔๒๗ ไดจดั ตง้ั โรงเรียนสาํ หรบั ราษฎรข้นึ เปนแหงแรก ณ วดั มหรรณพาราม ถึงป พ.ศ. ๒๔๑๔ โปรด
ใหจ ัดการศึกษาแกป ระชาชนในหวั เมอื ง โดยจัดต้ังโรงเรียนในหัวเมอื งข้นึ
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ มีพระบรมราชโองการประกาศต้ังกรมธรรมการเปนกระทรวงธรรมการ
(กระทรวงศกึ ษาธกิ ารปจ จุบัน) โปรดใหม ีการพิมพพระไตรปฎ กดวยอกั ษรไทย จบละ ๓๙ เลม จํานวน
๑,๐๐๐ จบ พ.ศ. ๒๔๓๒ โปรดใหยายที่ราชบัณฑิตบอกพระปริยัติธรรมแกพระภิกษุสามเณร จากใน
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกมาเปนบาลีวิทยาลัย ชื่อมหาธาตุวิทยาลัย ที่วัดมหาธาตุ และตอมาป
พ.ศ. ๒๔๓๙ ไดประกาศเปลี่ยนนามมหาธาตุวิทยาลัยเปนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปนที่ศึกษา
พระปริยัติธรรมและวิชาการชน้ั สูงของพระภกิ ษุสามเณร
ป พ.ศ. ๒๔๓๖ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดต้ัง "มหามกุฏ
ราชวิทยาลัย" ข้ึน เพ่ือเปนแหลงศึกษาพระพุทธศาสนาแกพระภิกษุสามเณรฝายธรรมยุตินิกาย
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจาอยูห วั ทรงเสด็จเปด ในปเดยี วกนั

๖. รัชกาลที่ ๖ (๒๔๕๓- ๒๔๖๘)

๔๙

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฏเกลาเจาอยูหัว เสด็จขึ้นครองราชย ทรงพระปรีชาปราดเปร่ืองใน
ความรทู างพระศาสนามาก ทรงนิพนธห นงั สือแสดงคาํ สอนในพระพทุ ธศาสนาหลายเรื่อง เชน เทศนา
เสอื ปา พระพุทธเจาตรสั รูอะไร เปนตน ถงึ กบั ทรงอบรมส่ังสอนอบรมขา ราชการดวยพระองคเอง ทรง
โปรดใหใช พุทธศักราช (พ.ศ.) แทน ร.ศ. เม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๖ ใหเปลี่ยนกระทรวงธรรมการเปน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

ในป พ.ศ. ๒๔๕๔ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปลี่ยนวิธีการ
สอบบาลสี นามหลวงจากปากเปลามาเปน ขอเขียน เปน ครัง้ แรก

พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงเร่ิมการศึกษาพระปริยัติธรรมใหมข้ึนอีกหลักสูตรหนึ่ง เรียกวา "นักธรรม"
โดยมีการสอบครงั้ แรกเม่อื เดอื นตลุ าคม ๒๔๕๔ ตอนแรกเรียกวา "องคของสามเณรรธู รรม"

พ.ศ. ๒๔๖๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๓ โปรดใหพิมพคัมภีรอรรถกถาแหงพระไตรปฎกและอรรถกถา
ชาดก และคมั ภรี อ นื่ ๆ เชนวสิ ุทธมิ รรค มลิ ินทปญหา เปนตน

๗. รัชกาลท่ี ๗ (๒๔๖๘ - ๒๔๗๗)
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจา อยูห วั ทรงโปรดใหมีการทําสังคายนาพระไตรปฎกขึ้น ตั้งแต
พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๗๓ เพ่ือถวายเปนพระราชกุศลแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๖ เปน
การสังคายนาครั้งท่ี ๓ ในเมืองไทย แลวทรงจัดใหพิมพพระไตรปฎกฉบับสยามรัฐ ชุดละ ๔๕ เลม
จํานวน ๑,๕๐๐ ชุด และพระราชทานแกประเทศตาง ๆ ประมาณ ๕๐๐ ชุด โปรดใหยายกรมธรรม
การกลับเขา มารวมกับกระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อกระทรวงศึกษาธิการเปนกระทรวงธรรม
การอยางเดิม โดยมีพระราชดําริวา "การศึกษาไมควรแยกออกจากวัด" ตอมาป พ.ศ. ๒๔๗๑
กระทรวงธรรมการประกาศเพิ่มหลักสูตรทางจริยศึกษาสําหรับนักเรียน ไดเปดใหฆราวาสเรียนพระ
ปริยัติธรรม แผนกธรรม โดยจัดหลักสูตรใหม เรียกวา "ธรรมศึกษา" ในรัชสมัยรัชกาลท่ี ๗ ไดมีการ
เปล่ียนแปลงการปกครองคร้ังย่ิงใหญของไทย เม่ือคณะราษฎรไดทําการปฏิวัติ เปล่ียนแปลงการ
ปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เปนระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันท่ี ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.
๒๔๗๕ ตอมาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ตอมา
พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัวอานันทมหดิ ลข้ึนครองราชยเปน รชั กาลที่ ๘
๘. รัชกาลท่ี ๘ (๒๔๗๗ - ๒๔๘๙)
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูอยูหัวอานันทมหิดล เสด็จข้ึนครองราชเปนรัชกาลท่ี ๘ ในขณะ
พระพระชนมายุ เพียง ๙ พรรษาเทาน้ัน และยังกําลังทรงศึกษาอยูในตางประเทศ จึงมีผูสําเร็จ
ราชการแทนพระองค
ในดานการศาสนาไดม ีการแปลพระไตรปฎกเปนภาษาไทย แบง เปน ๒ ประเภท คอื
๑. พระไตรปฎก แปลโดยอรรถ พิมพเปนเลมสมุด ๘๐ เลม เรียกวาพระไตรปฎกภาษาไทย
แตไมเสรจ็ สมบรู ณ และไดทําตอจนเสรจ็ เม่ืองานฉลอง ๒๕ พทุ ธศตวรรษ เมอ่ื ป พ.ศ. ๒๕๐๐
๒. พระไตรปฎก แปลโดยสํานวนเทศนา พิมพใบลาน แบงเปน ๑๒๕๐ กัณฑ เรียกวา
พระไตรปฎ กฉบบั หลวง เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒

๕๐

พ.ศ. ๒๔๘๔ ไดเปล่ียนช่ือกระทรวงธรรมการเปนกระทรวงศึกษาธิการ และกรมธรรมการ
เปลยี่ นเปน กรมการศาสนา และในปเ ดียวกัน รฐั บาลไดออก พ.ร.บ. คณะสงฆ พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อวันท่ี
๑๔ ตลุ าคม เพ่ือใหการปกครองคณะสงฆม คี วามสอดคลอ งเหมาะสมกบั การปกครองแบบใหม

พ.ศ. ๒๔๘๘ มหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งต้ังข้ึนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ไดประกาศตั้งเปน
มหาวิทยาลัยสงฆ ชื่อ "สภาการศึกษามหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย" เมอื่ วนั ที่ ๑๐ ธนั วาคม

พ.ศ. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจา อยหู วั อานันทมหิดลไดถ กู ลอบปลงพระชนม เม่ือวันที่ ๙
มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราช เปนรัชกาลท่ี ๙ รัชกาล
ปจจบุ นั

๙. สมยั รัชกาลที่ ๙ (ตัง้ แต พ.ศ. ๒๔๘๙ สืบมา)
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ไดเสด็จขึ้นครองราชยเปนราชกาลท่ี ๙ สืบ
ตอมา ทรงมพี ระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงเปนศาสนูปถัมภก ทรงใหการอุปถัมภแกทุก
ศาสนา และทรงปกครองบา นเมืองโดยสงบรมเยน็ ตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั ริยทรง
เปนประมขุ ในรัชสมัยรชั กาลปจ จุบนั ไดมีการสง เสริมพุทธศาสนาดานตาง ๆ มากมาย ดังนี้
- ดา นการศึกษา ประชาชนไดส นใจศึกษาพุทธศาสนามากข้ึนตามลาํ ดบั ไดม กี ารจัดต้ังสมาคม
มูลนิธิทางพุทธศาสนาเพ่ือการศึกษามากมาย มีการจัดต้ังชมรมพุทธศาสตร ในมหาวิทยาลัยและ
สถาบนั การศึกษาตาง ๆ พ.ศ. ๒๔๙๐ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งขึ้นต้ังแต พ.ศ. ๒๔๓๒ ได
ประกาศต้ังเปนมหาวทิ ยาลยั ฝา ยพระพทุ ธศาสนาข้นึ เมือ่ วนั ที่ ๙ มกราคม ๒๔๙๐ และเปดการศึกษา
เม่ือวนั ท่ี ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๐ เปน ตน มาจนถึงปจจบุ ัน สวนการศึกษาของพระสงฆไดมกี ารยกระดับ
มาตรฐานการศึกษา เชนยกระดับมหาวิทยาลัยสงฆทั้ง ๒ แหง คือมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ
มหามกุฏราชวิทยาลยั ไดเปดการเรยี นการสอนระดบั อดุ มศึกษาแกพระภกิ ษสุ ามเณรในระดับปริญญา
ตรี ปริญญาโท และมนี โยบายจะเปด ระดบั ปริญญาเอกในอนาคต ไดมีการรับรองวิทยฐานะเทียบเทา
กับมหาวิทยาลัยสากลท่วั ไป และไดอ อกกฏหมาย พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆท้ัง ๒ แหง โดยรัฐสภาเม่ือ
พ.ศ. ๒๕๔๐ มีช่ือวา "มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ "มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
วิทยาลัย" ปจจุบันนี้ไดมีวิทยาเขตตางจังหวัดอีกหลายแหง เชน เชียงใหม พะเยา แพร ลําพูน
นครสวรรค ขอนแกน อบุ ลราชธานี นครราชสีมา หนองคาย นครปฐม นครศรีธรรมราช เปนตน สวน
การศึกษาดานอืน่ ไดมีการจัดต้ังโรงเรยี นปริยตั ิธรรมแผนกสามญั ระดบั ประถมปลาย และ ม.๑ ถึง ม.
๖ เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๔ ในป พ.ศ. ๒๕๐๑ ไดม กี ารจัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตยข้ึนเปนแหงแรก
ณ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั เพ่อื เปด การสอนพุทธศาสนาแกเด็กและเยาวชน จนไดแพรขยายไป
ท่วั ประเทศ
- ดานการเผยแผ ไดมีการเผยแผพระพุทธศาสนาอยางจริงจัง ทั้งในและตางประเทศ ใน
ประเทศไทยไดมีองคกรเผยแผธรรมในแตละจังหวัด โดยไดจัดตั้งพุทธสมาคมประจําจังหวัดขึ้น สวน
พระสงฆไดมีบทบาทในการเผยแผมากข้ึน โดยใชส่ือของรัฐ เชน โทรทัศน วิทยุ เปนตน
กระทรวงศึกษาธิการไดกําหนดเอาวิชาพระพุทธศาสนาเปนวิชาภาคบังคับแกนักเรียนระดับ
มธั ยมศึกษา ตั้งแต ม. ๑ ถึง ม. ๖ พระสงฆจึงไดมีบทบาทในการเขาไปสอนในโรงเรียนตาง ๆ มีการ

๕๑

ประยุกตการเผยแผธรรมในรูปแบบตาง ๆ เชนการบรรยาย ปาฐกถา และเขียนหนังสืออธิบายพุทธ
ธรรมมากขึ้น ทั้งภาษาไทยและภาษาตางประเทศ เชนมีพระเถระนักปราชญชาวไทยในยุคน้ี ไดแก
ทานพุทธทาสภิกขุ และพระธรรมปฎก (ประยทุ ธ ปยตุ ฺโต) เปน ตน ในตา งประเทศไดม ีการสรางวัดไทย
ในตางประเทศหลายวัด เชนวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย เปนวัดไทยแหงแรกในตางประเทศ
ตอ จากน้นั ไดมกี ารสรางวัดไทยในประเทศตะวนั ตก คอื วดั พุทธประทีป กรุงลอนดอน พระบาทสมเด็จ
พระเจาอยูหัวทรงเสด็จเปด เมื่อวันท่ี ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ นับเปนวัดไทยวัดแรกในประเทศ
ตะวันตก ตอ มาป พ.ศ. ๒๕๑๔ ไดม กี ารสรางวัดแหงแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นครลอสแองเจลิส
รัฐแคลิฟอเนีย ช่ือวา วัดไทยลอสแองเจลิส ปจจุบันมีวัดไทยในสหรัฐอเมริกา ประมาณ ๑๕ วัด
นอกจากนนั้ ไดม ีองคการเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศของคณะสงฆไทย ไดจัดใหมีการอบรม
พระธรรมทูตสายตางประเทศข้นึ ประจําทุกป เพ่ือสงไปเผยแผพุทธศาสนาในตางประเทศ โดยเฉพาะ
ทางตะวนั ตก ปจ จบุ นั นชี้ าวตะวันตกไดหันมาสนใจพุทธศาสนากันมาก ป พ.ศ. ๒๕๐๘ ไดมีการจัดตั้ง
สํานกั งานองคก ารพทุ ธศาสนิกสัมพนั ธแหงโลกข้ึน ณ ประเทศไทย ( พ.ส.ล. ) เพ่ือเปนศูนยกลางของ
ชาวพทุ ธทว่ั โลก

- ดานพิธีกรรม ไดมีการเปล่ียนแปลงพระราชพิธีตาง ๆ ที่เปนพระราชพิธีของ
พระมหากษตั รยิ  ใหเ ปน พิธขี องรัฐบาล เรยี กวา "รัฐพิธี" โดยใหก รม กระทรวงตาง ๆ เปนผูจัด จัดใหมี
งานสงเสริมพระพทุ ธศาสนาชวงวันวิสาขบูชาของทุกป พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงพระกรุณา
โปรดเกลา ใหพระบรมวงศานุวงศ เสดจ็ แทนพระองคใ นพิธีเวยี นเทยี นในวันสําคัญทางพุทธศาสนาเชน
วนั วสิ าขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา ณ พทุ ธมณฑล ซง่ึ สรา งขน้ึ เมือ่ คราว ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ

- ดา นวรรณกรรม ไดม วี รรณกรรมทางพทุ ธศาสนาเกดิ ข้ึนมากมาย มีปราชญทางพุทธศาสนา
เกิดขึ้นหลายรูป จึงไดเกิดวรรณกรรมท้ังประเภทรอยแกวและรอยกรองมากมายหลายเลม เชนพุทธ
ประวตั จิ ากพระโอษฐ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ ของทานพุทธทาสภิกขุ หนังสือ พุทธธรรม ของ
พระธรรมปฎก (ประยุทธ ปยุตฺโต) เปน ตน

๒.๕ บทบาทของพระพทุ ธศาสนาตอ สังคมไทยในปจ จุบัน

พุทธศาสนามคี วามเหมาะสมกับการพัฒนาสังคมไทยเปนอยางยิ่ง เพราะหลักพุทธธรรมเปน
การสรางคนท่ีมีคุณภาพชีวิต ทําใหคนในสังคมดําเนินชีวิตบนฐานแหงความจริง รูจักพึ่งพาตนเอง
ขยัน ประหยัด เรียบงาย ใฝสันติ มีศีลธรรม เผ่ือแผความรักและปราศจากความเห็นแกตัว ดังนั้น ใน
การแกป ญหาดานศีลธรรมของชาวชนบท จึงจําเปนตองมีการ นําหลักพุทธศาสนาซ่ึงมีหลักการและ
แนวทางแหงการพัฒนาอยางเหมาะสม เขาไปเผยแพร ฟนฟูใหแกชาวชนบท เพื่อทําใหสังคมชนบท
สามารถประสานการพัฒนาทางดานวัตถุและจิตใจใหสอดคลองกลมกลืนกันเพื่อเปาหมายแหงความ
พนทุกขไดอยางหมดจด ท้ังน้ีตองเนน วาการที่จะมีการพัฒนาทางดานจิตใจมิไดหมายความวาจะตอง
เลิกละการพัฒนาทางดานวัตถุและสังคมซ่ึงเปลี่ยนแปลงไปดวย เพ่ือที่จะใหการพัฒนาทางใจนั้นไม
ขดั แยงกบั การพัฒนาดา นวัตถุและสงั คม ทั้งกลบั เปนเคร่ืองหนุนใหม กี ารพฒั นาในแนวทางท่ีเหมาะสม

๕๒

เปนการนาํ ใหสว นความตอ งการของชวี ิตทัง้ ๓ ดา นของคนเราประสานกลมกลืนกันไดอยางเหมาะสม



55

พระพทุ ธศาสนาถือไดว าเปน ศาสนาประจําชาติ และอยูเ คียงคกู ับชาตไิ ทยมาโดยตลอด ดังนั้น
พระพุทธศาสนาจึงมคี วามสําคัญตอ สงั คมไทย พอสรุปไดด งั นี้56๙

๑) พระพุทธศาสนาเปนหลักในการดําเนินชีวิตของคนไทย เพราะคนไทยนําหลักธรรมมา
ประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจําวัน และลักษณะนิสัยของคนไทยมีจิตใจที่ดีงามใน ทุกๆ ดาน มีความ
เปนมติ รกับทกุ คน เปนตน

๒) พระพุทธศาสนาเปนหลักในการปกครองประเทศ กษัตริยทุกพระองคของไทยไดนําเอา
หลักธรรมพระพุทธศาสนาไปใชในการปกครองประเทศ เชน ทศพิธราชธรรม ตลอดมา หรือใชหลัก
“ธรรมาธิปไตย” และหลักอปาริหานยิ ธรรม เปนหลักในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เปน ตน

๓) พระพทุ ธศาสนาเปนศูนยรวมจิตใจ เนื่องจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนามุงเนนใหเกิด
ความรักความสามัคคีกัน มคี วามเมตตากรุณาตอกนั เปน ตน จึงเปน ศนู ยร วมจติ ใจของชนชาวไทยใหมี
ความเปน หนึ่งเดียวกัน

๔) พระพุทธศาสนาเปนท่ีมาของวัฒนธรรมไทย ดวยวิถีชีวิตของคนไทยผูกพันกับ
พระพทุ ธศาสนา จึงเปนกรอบในการปฏิบัติตนตามหลักพิธีกรรมในพระพุทธศาสนาตาง ๆ เชน การ
บวช การแตงงาน การทําบุญเน่ืองในพิธีการตางๆ การปฏิบัติตนตามประเพณีในวันสําคัญทาง
พระพทุ ธศาสนา เปนตน ซ่งึ เปน สวนทก่ี อ ใหเกิดวฒั นธรรมไทยจนถึงปจจบุ ัน

๕) พระพุทธศาสนาในฐานะเปนสถาบันหลักของสังคมไทย พระพุทธศาสนา เปนศาสนาที่
สังคมไทยสวนใหญนับถือ และสบื ทอดกันมาเปนชา นาน ดงั นนั้ พระพุทธศาสนาจงึ มีบทบาทสําคัญของ
วถิ ีชีวติ ของคนไทย พระพุทธศาสนาจึงมีความสําคัญในดานตางๆ ท้ังดานการศึกษา ดานสังคม และ
ดานศลิ ปกรรม

๖) พระพุทธศาสนาในฐานะเปนรากฐานของวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันอยูอยาง
แนบแนน กับพระพทุ ธศาสนา ซึมแทรกผสมผสานอยูในแนวความคิด จิตใจและกิจกรรมแทบทุกกาว
ของชีวิตโดยตลอดเวลายาวนาน โดยยังคงเนื้อหาสาระเดิมท่ีบริสุทธ์ิไวไดก็มี ถูกดัดแปลงเสริมแตง
ตลอดจนปนเปกับความเช่ือถือและขอปฏิบัติสายอ่ืนหรือผันแปรในดานเหตุอ่ืนๆ จนผิดเพ้ียนไปจาก
เดิมกม็ าก

๗) พระพุทธศาสนาในฐานะเปนเอกลักษณของชาติ การท่ีพระพุทธศาสนาอยูกับคนไทยมา
ชานาน จึงกอใหเกิดการซมึ ซาบเอาหลักปฏบิ ัติของพระพทุ ธศาสนาใหเปนสว นหนึ่งของชีวิต กอใหเกิด

๘ สุภาพรรณ ณ บางชาง, “พระสงฆกับการพัฒนาชนบท,” ใน การแสวงหาเสนทางการพัฒนาชนบท
ของพระสงฆไ ทย, (กรุงเทพมหานคร : กองแผนงานกรมศาสนา, ๒๕๒๖), หนา ๘๓ – ๘๖.

๙ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยตุ ฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเปนศาสนาประจําชาติ, พิมพ
ครง้ั ที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕๔๓), หนา ๙–๑๐.

๕๓

ความเปน เอกลกั ษณข องคนไทยท่ีไมเหมอื นกับชาติอ่ืนๆ ท่ีเปนเอกลักษณเ ดนไดแ ก รกั ความเปนอิสระ
และความมีนํ้าใจไมตรี

๘) พระพุทธศาสนาในฐานะเปนมรดกของชาติ หลักฐานทางคัมภีรและศาสนาวัตถุ ซึ่งนัก
ประวัติศาสตรโบราณคดีเชื่อวา พระพุทธศาสนาไดเขามาเผยแพรในดินแดนสุวรรณภูมิกอน พ.ศ.
๕๐๐ แตศ รทั ธาความเชอ่ื ของปุถชุ นกเ็ ปน ไปตามยุคสมัย พระพุทธศาสนาจึงรุงเรืองและเสื่อมลงตาม
กาลสมยั ดวย จนกระท่ังพอขุนศรีอินทราทิตยไดสถาปนากรุงสุโขทัยและรับเอาพระพุทธศาสนาเปน
ศาสนาประจําชาติ ครั้นราว พ.ศ. ๑๘๓๖ พอขุนรามคําแหงมหาราชได อาราธนาพระสงฆลังกาวงศ
จากนครศรธี รรมราชไปกรงุ สโุ ขทยั และอุปถมั ภพระพุทธศาสนาจนม่ันคงยนื นานมาในปจจบุ ันนี้

๙) พระพุทธศาสนาในฐานะที่ชว ยสรางสรรคอ ารยธรรม ชนชาติหน่ึง ๆ นอกจากมีหนาที่ตอง
พฒั นาประเทศชาติของตนเองแลว ก็พึงมีสวนรวมในการสรางสรรคและสงเสริมอารยธรรมโลกดวย
ชนชาติไทยเปนชนชาติท่ีเกาแกมากชนชาติหน่ึง มีวัฒนธรรมท่ีเจริญกาวหนาอยางสูงมาตลอดเวลา
ยาวนาน จึงไดม สี วนรว มในการสรา งเสรมิ อารยธรรมของโลกดว ย แมว าจะอยูในขอบเขตที่ไมกวางนัก
สวนรว มท่วี า นีก้ ็คอื ศลิ ปวัฒนธรรมไทย ซ่งึ พัฒนาขึ้นมาจนมีแบบแผนเปน ของตนเอง อยางทเี่ รียกวามี
เอกลกั ษณข องความเปนไทยเดนชดั ศิลปวัฒนธรรมไทยเหลาน้ีมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนาเปน
สว นใหญ

๑๐) พระพทุ ธศาสนาในฐานะที่ชว ยสรางความสงบสขุ ใหแกโ ลก พระพทุ ธศาสนาเปนรากฐาน
อารยธรรมท่ีสาํ คญั ของโลกดงั ไดก ลาวมาแลว พระพุทธศาสนายังชวยสรางความสงบสุขใหแกชาวโลก
ได หากศกึ ษาในประวัติศาสตรพระพุทธศาสนามีท้ังการสรางสรรค อารยธรรมและสันติภาพแกมวล
มนุษย นั่นคือ พระพุทธศาสนาเกิดข้ึนในประเทศอินเดียหรือชมพูทวีป พระพุทธศาสนาไดกอใหเกิด
การเปลย่ี นแปลงในสงั คมอนิ เดยี กลาวคือสงั คมอินเดียเคยนับถือพระพรหมเปนเทพเจาสงู สดุ ผูสรางผู
บันดาลทุกส่ิง มีการบูชายญั เทพเจา แลว กม็ ีการกาํ หนดมนุษยเปนวรรณะตาง ๆ โดยชาติกําเนิด เปน
กษตั รยิ  เปนพราหมณ เปนแพศย เปนศูทร แลวก็ถือวาพราหมณเปนผูท่ีติดตอส่ือสารกับเทพเจากับ
พระพรหม เปนผูรูความตอ งการของพระองค เปนผูร บั เอาคําสอนมารักษา มีการผูกขาดการศึกษาให
อยูในวรรณะสูง คนวรรณะต่ําเรียนไมได เปนตน เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดข้ึน ทําใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลงในเรื่องเหลานี้อยางมากมาย เชน เร่ือง วรรณะ ๔ พระพุทธศาสนาไมยอมรับ แตใหถือ
หลักวา “คนมิใชประเสริฐหรือตํ่าทรามเพราะชาติกําเนิด แตจะประเสริฐหรือต่ําทรามเพราะการ
กระทาํ ” แลวกไ็ มใหม วั หวังผลจากการออนวอนบูชายัญ สอนใหเปลี่ยนการบูชายัญหรือเลิกการบูชา
ยญั ใหห ันมาหวังผลจากการกระทาํ นี่คือการ “ประกาศอสิ รภาพของมนุษย”

สรุปทา ยบท

พระพทุ ธศาสนาเปน ศาสนาเอกของโลกท่ีมีหลักคําสั่งสอนอันเปรียบเสมือนหวงมหานทีแหง
สรรพศาสตร จึงมิใชเพียงแคเปนปรัชญาหรือทฤษฎีเทานั้น หากแตยังมีเน้ือหาครอบคลุมถึงวิถีชีวิต
ความเปนอยู ความนึกคดิ แทบทกุ ดานและท่ีสําคญั พระพทุ ธศาสนาเปนศาสนาแหงการกระทํา (กรรม
วาท และกิริยาวาท) เปนศาสนาแหงความเพียรพยายาม (วิริยวาท) ไมใชศาสนาแหงการออนวอน

๕๔

ปรารถนา หรือศาสนาแหงความหวงหวังกังวล การส่ังสอนธรรมของพระพุทธเจาทรงมุงผลในทาง
ปฏบิ ตั ใิ หทุกคนจดั การกับชวี ติ ทีเ่ ปนอยจู ริงๆ ในโลกน้ีและเริ่มตนแตบ ดั น้ี

พระพทุ ธศาสนาเปน ศาสนาประจาํ ชาติไทย ดวยชนชาติไทยไดนับถือและยกยองเทิดทูนเปน
สรณะแหงชวี ิต สืบทอดตอเนื่องกันมาเปนเวลาชานาน ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรม
ของชาตสิ ว นใหญ มีพน้ื ฐานมาจากพระพุทธศาสนา องคพระมหากษัตริยซ่ึงทรงเปนพระประมุขของ
ชาติทุกๆ พระองคทรงเปนพุทธมามกะ ทรงดํารงอยูในฐานะเปนองคเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงยก
ยองเชิดชูพระพุทธศาสนาตลอดมาต้ังแตอดีตอันยาวนาน จวบจนกาลปจจุบัน อันแสดงใหเห็นเปน
ประจักษวา พระพุทธศาสนาไดสถิตสถาพรเปน มงิ่ ขวญั ของชาติไทยตลอดมาทุกยุคทุกสมัย จึงกลาวได
วา ชาตไิ ทยไดม คี วามเจรญิ มั่นคง ดํารงเอกราชอธปิ ไตยสบื ทอดตอกนั มาตั้งแตโบราณกาล จวบจนกาล
ปจจุบัน ก็ดวยคนไทยทั้งชาติยึดมั่นอยูในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีความเคารพบูชาพระ
รัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆเปนสรณะ พระพุทธศาสนาจึงมีบทบาทสําคัญยิ่งตอ
ชีวิตของชาวไทย โดยมีสวนเสริมสรางอุปนิสัยของคนในชาติใหรักความสงบ มีความเสียสละ แกลว
กลา อาจหาญ รอบรฐู านะ อฐานะ มีความรักและยดึ ม่ันอยใู นสามัคคธี รรม

โดยท่ีพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติไทยดังกลาวนี้ ชาวไทยสวนใหญประมาณรอย
ละ ๙๕ ของประชากรท้ังประเทศเปน พุทธศาสนกิ ชน เปนผูนบั ถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามี
อิทธิพลเปนอันมากตอความเชื่อ และความประพฤติ หรือการดํารงชีวิตของคนไทยสวนใหญ หาก
มองดสู ภาพสงั คมไทยในปจจุบัน จะเห็นไดวาแมชาวไทยเราสวนใหญจะเปนพุทธศาสนิกชนดังกลาว
แลว แตสวนใหญม กั เปนกันตามจารตี ประเพณี หรอื เปน พุทธศาสนิกชนตามสํามะโนครวั มักไมคอยได
มโี อกาสไดเ รยี นรู ไดศ ึกษาพระพุทธศาสนาไดเ ทาท่ีควร ท้งั น้ยี อมสืบเนอ่ื งมาจากสาเหตุหลายประการ
ดว ยกัน

คาํ ถามทายบท

๑. พระพุทธศาสนาเขา มาในประเทศไทยแบงไดเปนกย่ี คุ แตละยุคเปน นิกายใดบา ง
๒. พัฒนาการของพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยกอนสมัยสโุ ขทัยเปนอยางไรบา ง ในแงของการเผย

แผ ในแงการทํานบุ าํ รงุ จากพระมหากษตั รยิ  และในแงข องอิทธพิ ลตอผคู นในยุคนนั้
๓. พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยปจจุบันเปนอยา งไรบาง อธิบายในแงของการเผยแผ และในแง

ของอทิ ธิพลตอผคู นในปจ จุบัน

๕๕

เอกสารอา งอิงประจาํ บท

หนงั สอื
กรมการศาสนา, ประวัติความเปนมาของพระพุทธศาสนาและองคการศาสนาตาง ๆ ในประเทศ

ไทย, กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๕๖.
พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจําชาติ,

พิมพค ร้งั ที่ ๑๙, นครปฐม : วดั ญาณเวศกวนั , ๒๕๕๖.
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเปนศาสนาประจําชาติ,

พมิ พครัง้ ที่ ๑๐, กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕๔๓.
พระครูวินัยธรสมชาย กันตสโี ล, เอกสารประกอบคําสอนวิชา พระพุทธศาสนาเถรวาท, ขอนแกน :

มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน , ๒๕๕๐.
สุภาพรรณ ณ บางชา ง, “พระสงฆก บั การพฒั นาชนบท,” ใน การแสวงหาเสนทางการพัฒนาชนบท

ของพระสงฆไทย, (กรุงเทพมหานคร : กองแผนงานกรมศาสนา, ๒๕๒๖), หนา ๘๓ –
๘๖.
เวบ็ ไซต
http://www.oknation.net/blog/samma0009/2009/11/18/entry-2
https://th.wikipedia.org/wiki/ ศาสนาพุทธในประเทศไทย

บทที่ ๓

ภมู ปิ ญ ญาไทย

วตั ถุประสงคก ารเรยี นประจาํ บท
เมือ่ ศึกษาบทน้แี ลว ผศู ึกษาสามารถ
๑. เขาใจและอธบิ ายความหมายและความสาํ คญั ของภมู ปิ ญญาไทยได
๒. บอกลักษณะความสัมพันธของภูมิปญญาไทยและสามารถนําไปปรับใชกับชีวิตประจําวัน
ได
๓. บอกคุณคาและความสําคัญของภูมิปญญาไทยที่มีตอสังคมไทยท้ังในระดับปจเจกบุคคล
และระดบั สังคมได ตลอดจนสามารถเสนอแนะแนวทางการนาํ ภมู ปิ ญ ญาไทยสสู ากลได
๔. บอกถึงวิธกี ารอนุรักษไ วซ ง่ึ ภมู ิปญญาไทยใหคกู บั สังคมไทยได
ขอบขายเนอื้ หา

• ความนาํ
• ความหมายและความสาํ คัญของภมู ปิ ญ ญา
• ลกั ษณะของภูมปิ ญ ญาไทย
• คุณสมบตั ิของผูทรงภูมปิ ญญาไทย
• การจัดแบงสาขาภูมปิ ญญาไทย
• ลกั ษณะความสมั พนั ธของภมู ปิ ญญาไทย
• คุณคาและความสําคญั ของภมู ปิ ญ ญาไทย
• วิธกี ารอนุรักษไ วซึง่ ภูมิปญญาไทย

๕๗

๓.๑ ความนาํ

ภมู ิปญ ญาไทย หมายถึง องคความรู ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่ง
สมประสบการณท่ีผา นกระบวนการเรียนรู เลอื กสรร ปรุงแตง พัฒนา และถายทอดสืบตอกันมา เพ่ือ
ใชแกปญญาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยใหสมดุลกับสภาพแวดลอมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิ
ปญญาไทยนม้ี ีลกั ษณะเปน องคร วม มีคณุ คา ทางวฒั นธรรมเกิดข้ึนในวิถีชีวิตไทย ซ่ึงภูมิปญญาทองถ่ิน
อาจเปนที่มาขององคความรูท่ีงอกงามขึ้นใหมท่ีจะชวยในการเรียนรู การแกปญหา การจัดการและ
การปรับตัวในการดําเนินวิถีชีวิตของคนไทย ลักษณะองครวมของภูมิปญญามีความเดนชัดในหลาย
ดานเชน ดานเกษตรกรรม ดานอตุ สาหกรรม และหัตถกรรม ดานการแพทยแผนไทย ดานการจัดการ
ทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานกองทุนและธุรกิจชุมชน ดานศิลปกรรม ดานภาษาและวรรณกรรม
ดา นปรัชญา ศาสนา และประเพณี และดานโภชนาการ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร เอก
ลกั ษณะและภมู ิปญ ญา

ในบทน้ีจะเปนการศึกษาเกี่ยวกับภูมิปญญาไทย โดยเริ่มศึกษาจาก ลักษณะของภูมิปญญา
ไทย คุณสมบัติของภูมิปญญาไทย การจัดแบงสาขาภูมิปญญาไทย ลักษณะความสัมพันธของภูมิ
ปญ ญาไทย คณุ คาและความสาํ คญั ของภมู ิปญญาไทยและวธิ กี ารอนรุ ักษไวซ ่ึงภูมิปญ ญาไทย

๓.๒ ความหมายและความสาํ คญั ของภูมิปญ ญา

๓.๒.๑ ความหมายของภูมิปญ ญา
หากจะพิจารณาของภูมิปญญาทองถ่ินไทยตามรากศัพท “ภูมิปญญาทองถ่ิน (Local
Wisdom)” มรี ากศัพทม าจากคาํ ตางๆ ดังน้ี

ภูมิ ความหมายวา พน้ื ที่ พืน้ เพ
ปญ ญา หมายความวา ความรู ความรอบรู
ภมู ิปญญา หมายถึง ความรูที่อยู ณ พื้นท่ีนน้ั 57๑
แตเ มอ่ื พิจารณาความหมายของนักคิดตางๆ มีผูใหความหมายของภูมิปญญาและภูมิปญญา
ทอ งถนิ่ ไวหลากหลาย ดังน้ี
ภูมปิ ญญาเปน เรอื่ งทส่ี ่งั สมกันมาตง้ั แตอ ดตี และเปน เรือ่ งของการจัดการความสัมพนั ธระหวาง
มนุษยก บั ส่ิงตา งๆ โดยผา นกระบวนการทางจารีตประเพณี วิถีชีวิต การทํามาหากินและพิธีกรรมตาง
ๆ เพอ่ื ใหเกดิ ความสมดลุ ระหวา งความสัมพันธเหลานี้ มีเปาหมายเพ่ือใหเกิดความสุขท้ังในสวนท่ีเปน
ชมุ ชน หมูบา นและปจเจก หากเกิดปญหาความไมสมดุลขึ้น ก็จะกอใหเกิดความไมสงบสุขในหมูบาน

๑ เทิดชาย ชวยบํารุง, ภูมิปญญาเพื่อการพัฒนาทองถ่ินเชิงสรางสรรค, (กรุงเทพมหานคร : สถาบัน
พระปกเกลา ,๒๕๕๔), หนา ๓๗.

๕๘

และชมุ ชน นอกจากนภี้ มู ปิ ญ ญายังหมายถงึ ประสบการณในการประกอบอาชีพในการศึกษาเลาเรียน
ดว ย58๒

ภูมิปญญา คือ ความรู ความคิด ความเช่ือ ความสามารถความจัดเจนท่ีกลุมชนไดจาก
ประสบการณที่ส่ังสมไวในการปรับตัวและดํารงชีพในระบบนิเวศหรือสภาพแวดลอมธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอมทางสังคมวัฒนธรรม ท่ีมีพัฒนาการสืบสานกันมา เปนความรู ความคิด ความเช่ือ
ความสามารถ ความชดั เจน ท่ีเปน ผลของการใชส ตปิ ญญาปรับตัวกับสภาวะตางๆ ในพ้ืนท่ีที่ชุมชนนั้น
ตงั้ ถ่นิ ฐานอยู59๓

“ภูมิปญญา” เปน สิง่ ทเี่ กดิ ข้นึ และดํารงอยูกับสังคมมนุษยมาชานาน เปนการดํารงอยูในชีวิต
ที่เกี่ยวพันอยูกับธรรมชาติของแตละทองถิ่นโดยมีการปรับสภาพการดําเนินชีวิตใหเหมาะสมกับ
สภาพแวดลอมธรรมชาติตามกาลเวลา เนื่องจากมนุษยเปนสัตวโลกท่ีพิเศษกวาสัตวอ่ืนๆ กลาวคือมี
มันสมองที่มคี วามสามารถในการคิดคน เรยี นรู แกปญหาและมีการสืบทอดเปนมรดกมาชานาน แมวา
ภูมิปญญาเปนสงิ่ ที่ส่ังสมและถายทอดมาชานาน แตมีลักษณะที่สําคัญอยางหนึ่งคือเปนองคความรูท่ี
เชื่อมโยงกันไปหมดไมวาจะเปนเร่ืองของอาชีพ เศรษฐกิจ ความเปนอยู การใชจาย การศึกษา
วฒั นธรรมจะมคี วามผสมกลมกลนื กัน60๔

จากความหมายขางตนเราอาจสรุปงาย ๆ ไดวา ภูมิปญญาคือ แบบแผนการดําเนินชีวิตที่มี
คุณคา แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของบุคคลและสังคม ซ่ึงไดสั่งสมและปฏิบัติสืบตอกันมา ภูมิปญญา
จะเปน ทรพั ยากรบคุ คลหรอื ทรัพยากรความรูก ไ็ ด

๓.๒.๒ ความสาํ คัญของภูมปิ ญ ญา
ความสําคัญของภูมิปญญาจะแบงออกเปนความสําคัญในแงท่ีอิทธิพลตอการดํารงชีพและ
ความสําคญั ในแงข ององคค วามรูดังน้ี
ความสาํ คญั ในแงข องการดาํ รงชีพประกอบดวย
๑. ภูมปิ ญ ญาทาํ ใหชาตแิ ละชมุ ชนผา นพนวกิ ฤติและดาํ รงความเปนชาติ หรือชุมชนได
๒. ภูมิปญญาเปนองคความรูที่มีคุณคาและความดีงามท่ีจรรโลงชีวิตและวิถีชุมชนใหอยู
รวมกบั ธรรมชาตแิ ละสภาวะแวดลอ มไดอยางกลมกลืนและสมดุล

๒ ปรีชา อยุ ตระกูล, บทบาทของหมอพ้นื บา นในสังคมชนบทอีสาน, (ขอนแกน : สถาบันวิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยขอนแกน , ๒๕๓๑), หนา ๙.

๓ เอกวิทย ณ ถลาง, ภูมิปญญาชาวบานสี่ภูมิภาค : วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรูของชาวบาน,
(นนทบรุ ี : โรงพิมพม หาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๐), หนา ๑๑ – ๑๒.

๔ ประเวศ วะสี, เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟนเศรษฐกิจสังคม,
(กรงุ เทพมหานคร : หมอชาวบา น, ๒๕๔๒), หนา ๒๕.

๕๙

๓. ภมู ปิ ญ ญาเปน พนื้ ฐานการประกอบอาชีพและเปน รากฐานการพัฒนาที่เร่ิมจากการพัฒนา
เพ่ือการพ่ึงพาตนเอง การพัฒนาเพ่ือการพึ่งพาอาศัยซ่ึงกันและกัน และการพัฒนาท่ีเกิดจากการ
ผสมผสานองคความรสู ากลบนฐานภมู ิปญ ญาเดมิ เพอื่ เกดิ เปน ภมู ิปญ ญาใหมที่เหมาะสมกบั ยุคสมยั

ดงั นนั้ ภมู ิปญญาจงึ มีคุณคาไมเพียงแตตอทองถ่ินและผูคนเทานั้น แตยังเอื้อประโยชนอยาง
ใหญห ลวงตอการวางแผนพฒั นาประเทศอยา งยั่งยนื และม่นั คง

สวนความสําคญั ในแงขององคความรูป ระกอบดวย
๑. ความรูและระบบความรู ภูมิปญญาไมใชส่ิงท่ีเกิดแวบข้ึนมาในหัว แตเปนระบบความรูที่
ชาวบาน มองเห็นความสัมพันธของส่ิงตาง ๆ เปนระบบความรูท่ีไมเปนวิทยาศาสตร ฉะน้ันใน
การศกึ ษาเขา ไปดวู า ชาวบา น “รูอะไร” อยางเดียวไมพอตองศกึ ษาดวยวา เขาเห็นความสัมพันธของส่ิง
ตา ง ๆ เหลาน้ันอยางไร
๒. การส่ังสมและการกระจายความรู ภูมิปญญาเกิดจากการส่ังสม และกระจาย ความรู
ความรูนั้น ไมไดลอยอยูเฉย ๆ แตถูกนํามาบริการคนอื่น เชน หมอพ้ืนบาน ชุมชน ส่ังสมความรูทาง
การแพทยไวในตัวคน ๆ หนึ่ง โดยมีกระบวนการท่ีทําใหเขาสั่งสมความรู เราควรศึกษาดวยวา
กระบวนการนเ้ี ปน อยางไร หมอคนหนึ่งสามารถสรา งหมอคนอน่ื ตอมาไดอยางไร
๓. การถายทอดความรูภูมิปญญาชาวบานไมไดมีสถาบันถายทอดความรูแตมีกระบวนการ
ถายทอดท่ี ซบั ซอ น ถา เราตอ งการเขาใจภูมปิ ญญาทอ งถ่ิน เราตองเขา ใจกระบวนการถายทอดความรู
จากคนรนุ หน่งึ ไปสูค นอีกรุนหนึ่งดวย
๔. การสรางสรรคและปรับปรุง ระบบความรูของชาวบานไมไดหยุดน่ิงอยูกับที่แตถูก
ปรับเปล่ียน ตลอดมา โดยอาศัยประสบการณของชาวบานเอง เรายังขาดการศึกษาวาชาวบาน
ปรบั เปล่ียนความรู และระบบความรเู พื่อเผชญิ กับความเปล่ยี นแปลงอยา งไร61๕

๓.๓ ลกั ษณะของภูมปิ ญญา

ภมู ิปญญามลี ักษณะเปนนามธรรมอยางนอยตอ งประกอบดว ยองคป ระกอบตาง ๆ เหลานี้ คือ



62

ความคิด เปนสิ่งที่ติดตัวมาแตกําเนิด ท่ีเรียกวา Cognitive System ซ่ึงประกอบดวยระบบ
ประสาท ระบบสมอง และตอมตาง ๆ ทําหนา ที่คิดใหแ กรางกายและนักมานษุ ยวิทยาเชื่อวาทํางานอยู
นอกเหนอื จากการบงการของรางกาย หมายถงึ ท้งั สวนที่เปน จนิ ตนาการและผลของการวเิ คราะหและ

๕ นิธิ เอียวศรีวงศ, การศึกษาของชาติกับภูมิปญญาทองถ่ิน, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพร้ินตริ้ง,
๒๕๓๖), หนา ๓.

๖ เอ่ยี ม ทองดี, “มรดกธรรมชาติกับภูมิปญญาพ้ืนบาน” ใน วารสารเพ่ือการศึกษาและเผยแพรภาษา
และวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพ่ือพัฒนาชนบท, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหิดล,
๒๕๔๒), หนา ๕ – ๖.

๖๐

สังเคราะหจากสภาพแวดลอมทั้งทางธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรม ซ่ึงความคิดดังกลาวนี้จะเปน
แหลงสําคญั หรอื ทม่ี าของความรูอันเปนองคป ระกอบของภูมปิ ญ ญาในลาํ ดับถัดไป

ความรู มีการนํามาใชในลักษณะตาง ๆ เชน องคความรู ภูมิรู ปรากฏอยูในแนวคิด ทฤษฏี
ญาณวทิ ยาทวี่ าดวยทฤษฏีแหง ความรู การสืบคน กําเนิดแหงความรู และธรรมชาติของความรู การหา
คาํ ตอบวาตรงกับความเปนจริงหรือไม หรือวาความรูเปนเพียงการพิจารณาเทียบเคียง ซึ่งไมตรงกับ
ขอเท็จจริงและยังสืบคนความรูเรื่องกาล (Time) อวกาศ (Space) เนื้อสาร (Substance)
สัมพันธภาพ (Relation) และความเปนเหตุเปนผล (Causality) องคความรูเปนหมวด ๆ (Category)
ความรู หรือองคค วามรูเ ปนองคประกอบสวนหนงึ่ ของภมู ิปญญาทีก่ ลา วขา งตน

ความเชื่อ เปน พืน้ ฐานสาํ คัญยิ่งของสังคมมนุษย มนุษยแตละกลุมมีความเชื่อแตกตางกันไป
ซ่ึงความเชื่อก็คือความศรัทธาหรือยึดม่ันถือม่ัน ซึ่งเปนแกนสําคัญในการดําเนินชีวิตและความมั่นคง
ของสังคม ความเชื่อมีอยูหลายระดับทั้งในการดําเนินชีวิตประจําวันอันเปนความเชื่อโดยท่ัวไป และ
ความเช่ือท่ีเกีย่ วกับวิญญาณ โลกนี้ โลกหนา ความดี ความช่ัว นรก สวรรค บาปบุญคุณโทษ ซ่ึงเปน
องคป ระกอบสําคัญยิ่งในภูมปิ ญญา

คา นยิ ม คือ สิ่งที่คนสนใจ ความปรารถนาอยากจะมี อยากจะเปนท่ียกยอง สรรเสริญ หรือ
เปนสิง่ ทบ่ี ังคับตอ งทํา ตองปฏบิ ัติ มคี วามรักและมคี วามสขุ เมอื่ ไดเ หน็ หรือไดส่ิงเหลานั้นมา คานิยมจึง
เปนพนื้ ฐานของการจัดรปู แบบพฤติกรรมทปี่ รากฏอยภู ายใน และแสดงออกเปนพฤติกรรมในลักษณะ
ตาง ๆ ทางกาย วาจา และความคิด โดยสรุปคานิยมเปนพ้ืนฐานสําคัญทางภูมิปญญา เปนบอเกิด
พฤติกรรมของบคุ คลแตล ะสงั คม

ความเห็น คือ ภาวะที่เกิดข้ึนหลังจากบุคคลหรือชุมชน ไดพิจารณาและใครครวญโดย
รอบคอบแลว จึงลงมตติ ดั สนิ ใจ วา ควรจะแสดงออกในลักษณะอยางไร เชน เห็นดวย ทําตาม ยอมรับ
ปฏิเสธ รวมมือ กระทําหรือดําเนินการ ดวยเห็นวาดี ชั่ว เหมาะสม ไมเหมาะสม เปนบาป เปนบุญ
เปนตน ซึ่งความเห็นในลักษณะดังกลาวนี้เปนภูมิปญญาประการหน่ึงท่ีมีผลสําคัญยิ่งตอพฤติกรรมท่ี
แสดงออกมาท้งั กาย วาจา และจิตใจ

ความสามารถ หมายถึง ศกั ยภาพและประสิทธิภาพท่ีมีอยูภายในบุคคล เชน ชุมชนในการท่ี
จะจดั การเร่ืองใดเรอื่ งหน่งึ ในลักษณะเดยี วกับสงิ่ ทเ่ี รียกวา “พรสวรรค” ซึ่งเปนผลมาจากลักษณะทาง
กายและจิตใจรวมกัน โดยแตละคนหรือชุมชนยอมจะตองมีแตกตางกัน เชน การที่บงคนสามารถ
ปาฐกถาไดดี ลาํ ดับเนื้อหาและการแสดงทุกอยา งเปน ท่ีช่ืนชม ซง่ึ ถอื วา เปนผลมาจากความสามารถที่มี
อยใู นบุคคลน้ัน ๆ ฉะน้นั ความสามารถจงึ เปน ภูมปิ ญ ญาอีกประการหนงึ่

ความฉลาดไหวพริบ หมายถึง ทักษะท่ีปรากฏอยูภายในจิตใจ หรือจิตวิญญาณ เปนส่ิงท่ี
สามารถนํามาใชแกไขปองกันควบคุมเหตุการณตาง ๆ ไมใหเกิดเปนปญหาขึ้นหรือใหเปนไป ตามที่
ตนเองหรือชุมชนตองการ

ดังน้ัน องคประกอบของภูมิปญญาจึงมีสวนสําคัญท่ีจะทําใหภูมิปญญาที่มีอยูเกิดคุณคาแก
ความภาคภมู ใิ จซ่งึ ไดแ ก ความคิดที่เกดิ จากการจินตนาการจากสภาพแวดลอมที่มีอยูในสังคม ความรู
อาจเกดิ จากภมู คิ วามรูท ่ไี ดจ ากการทดสอบทดลองหลายครัง้ จนไดค วามรูท ่ีแทจรงิ ความเช่ือถืออันเปน

๖๑

พืน้ ฐานในการดํารงชีวิตท่ีมีบาปบุญคุณโทษ และจิตวิญญาณเขามาเกี่ยวของคานิยมที่คนในสังคมให
การยกยองเชิดชูวาเปนสิ่งดีงาม ควรคาแกการอนุรักษใหมีการสืบทอดแกลูกหลาน ความเห็นท่ีเกิด
จากพิจารณารอบคอบจากชุมชนจนเกิดการยอมรับดวยความจริงใจ ความสามารถอันเกิดจาก
พรสวรรคห รือจากการฝกฝนจนสามารถแกปญ หาของชมุ ชนได ความฉลาดไหวพริบการแกไข เชนกัน
ยอมเกดิ ขน้ึ จากจินตนาการ ความรู ความสามารถ ความเชือ่ และคา นิยม การสัง่ สมประสบการณดังที่
ไดก ลา วมาแลว จนสามารถสรางองคความรูแ ละสังเคราะหใหมใหมีความกาวหนาและนํามาใชงานได
ดีมีประสิทธภิ าพย่งิ ขน้ึ

ภูมิปญญาเหลานี้สะทอ นออกมาเปน ๓ ลักษณะท่ีสัมพันธใ กลชดิ กัน คือ
๑. ความสัมพันธอยางใกลชิดกันคือ ความสัมพันธระหวางคนกับโลก ส่ิงแวดลอม สัตว พืช
ธรรมชาติ
๒. ความสัมพันธก ับคนอนื่ ๆ ทรี่ วมกันในสังคมหรือในชุมชน
๓. ความสมั พันธก ับสงิ่ ศกั ดิ์สทิ ธ์ิ สง่ิ เหนือธรรมชาติ สง่ิ ทไ่ี มสามารถสมั ผัสได

๓.๔ ลักษณะของภูมปิ ญญาไทย

ภมู ปิ ญ ญาไทย หมายถึง องคความรู ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการส่ัง
สมประสบการณท ผี่ านกระบวนการเรียนรู เลือกสรร ปรุงแตง พัฒนา และถายทอดสืบตอกันมา เพื่อ
ใชแกปญญาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยใหสมดุลกับสภาพแวดลอมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิ
ปญ ญาไทยนม้ี ีลักษณะเปน องคร วม มีคณุ คาทางวฒั นธรรมเกดิ ข้ึนในวิถีชีวิตไทย ซ่ึงภูมิปญญาทองถ่ิน
อาจเปนท่ีมาขององคความรูที่งอกงามข้ึนใหมที่จะชวยในการเรียนรู การแกปญหา การจัดการและ
การปรับตัวในการดําเนินวิถีชีวิตของคนไทย ลักษณะองครวมของภูมิปญญามีความเดนชัดในหลาย
ดา นเชน ดา นเกษตรกรรม ดานอตุ สาหกรรม และหตั ถกรรม ดานการแพทยแผนไทย ดานการจัดการ
ทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานกองทุนและธุรกิจชุมชน ดานศิลปกรรม ดานภาษาและวรรณกรรม
ดา นปรชั ญา ศาสนา และประเพณี และดา นโภชนาการ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร เอก
ลักษณะและภมู ปิ ญญาลกั ษณะของภูมปิ ญ ญาไทย มีดงั นี้

๑. ภูมปิ ญ ญาไทยมีลกั ษณะเปนท้ังความรู ทักษะ ความเชอื่ และพฤตกิ รรม
๒. ภมู ิปญญาไทยแสดงถงึ ความสัมพันธร ะหวางคนกับคน คนกับธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม และ
คนกบั ส่งิ เหนือธรรมชาติ
๓. ภูมิปญญาไทยเปน องครวมหรือกิจกรรมทุกอยางในวถิ ชี วี ติ ของคน
๔. ภูมิปญญาไทยเปนเรื่องของการแกปญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู เพื่อ
ความอยูรอดของบคุ คล ชมุ ชน และสังคม
๕. ภูมิปญ ญาไทยเปนพน้ื ฐานสําคัญในการมองชวี ติ เปนพ้นื ฐานความรูในเรื่องตางๆ
๖. ภมู ิปญญาไทยมีลักษณะเฉพาะ หรือมเี อกลักษณในตวั เอง

๖๒

๗. ภูมปิ ญญาไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงเพอื่ การปรบั สมดลุ ในพัฒนาการทางสังคม
เร่ืองราวของภูมิปญญาทองถ่ินน้ันเปนที่สนใจของประเทศตาง ๆ และไดทําการศึกษาใน
หลาย ๆ ลกั ษณะ เชน การประกอบอาชีพ การรกั ษาสุขภาพอนามยั และวิถีชีวิตของชาวบาน สําหรับ
ในประเทศไทยไดม กี ารศกึ ษาถึงลกั ษณะของภูมิปญ ญาทอ งถน่ิ ไวดังน้ี
รงุ แกว แดง63๗ ไดแบง ภูมปิ ญญาออกเปน ๒ ระดบั คอื ภูมิปญญาชาติหรือภูมิปญญาไทย กับ
ภูมิปญ ญาทองถ่นิ หรือภมู ิปญ ญาชาวบาน
๑. ภมู ปิ ญ ญาชาติ เปนภูมปิ ญญาท่ีชวยรักษาชาติใหปลอดภัยอยูรอดมาไดจนถึงปจจุบันและ
เปนภูมิปญญาท่ชี วยสราง “ภาพแหง ความมีอารยธรรม” ใหแ กชาติ
๒. ภูมิปญญาทองถ่ิน คือ ความรูที่เกิดข้ึนเฉพาะทองท่ีใดทองท่ีหนึ่ง ซึ่งท่ัว ๆ ไปก็เปน ภูมิ
ปญญาท่ีใชแกปญหาของผูคนในทองถิ่นน้ันเปนหลัก โดยอาจจะเรียกภูมิปญญาทองถ่ิน นี่วา “ภูมิ
ปญญาชาวบาน”
ภูมิปญญาทองถ่ินคอนขางจะมีวัตถุประสงคท่ีแตกตางไปจากภูมิปญญาชาติพอสมควร คือ
โดยปรกตแิ ลว จะแสดงออกในรปู ของการนาํ ภูมปิ ญญาทีส่ รางข้ึนไปใชในการเอ้ืออํานวยใหการดําเนิน
ชีวิตในกลุมเปน ไปอยางราบร่ืนและสงบสุข ภาพของภูมิปญญานั้น เปนเรื่องของชุมชน ชาวบาน และ
ชนบท ดังนนั้ จึงไมแ ปลกนกั ทก่ี ารใชภูมปิ ญ ญาทองถ่ินจะมีความเกาะเก่ียวอยูกับธรรมชาติ ตนไม ปา
เขาลาํ เนาไพร ผนื ฟา สงิ สาราสัตวตา ง ๆ ชาวบา นมกั จะนําเอาสงิ่ ท่หี าไดแ ละมีอยูใ น ทองถิ่นมาชวยใน
การอยกู ินตลอดเวลา
เสรี พงษพศิ 64๘ กลาววา ภมู ปิ ญ ญามี ๒ ลกั ษณะ คอื
๑. ลักษณะนามธรรม ไดแก ทฤษฎี ปรัชญา หรือหลักการอันลึกซ้ึงซ่ึงซอนเรนนัยแหง
ความหมายอันแทจริงเอาไว ซ่ึงตองมีการวิเคราะหออกมาใหสอดคลองกับชีวิตความเปนอยู และ
ลกั ษณะความเชือ่ บคุ คลในยุคสมัยน้นั ๆ จงึ จะสามารถเขาใจได ภูมิปญ ญาไทยในลักษณะความเช่ือจะ
ปรากฏออกมาในรปู ของนทิ าน คําบอกเลา บทเพลง ภาษา วรรณคดี เปนตน เชน สุภาษิต คําพังเพย
เคล็ดลางและคาํ ส่งั สอนของบรรพบรุ ษุ เกี่ยวกับขอหามและขอ ปฏิบัติ ฯลฯ
๒. ลักษณะรูปธรรม ไดแก สิ่งที่เปนผลผลิตที่ปรากฏออกมาใหเห็นได เชน อาคารสถานท่ี
จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปตยกรรม และแมแ ตดนตรี อาหาร และเคร่ืองนุงหม เปนตน ส่ิงเหลานี้
เมื่อแสดงหรือปรากฏออกมายอมเปนที่รูกันโดยทั่วไปวาเปนเอกลักษณของมนุษยกลุมไหน เผาไหน
หรือชนชาติไหน ชาติไทยเปนชาติเกาแกมาแตโบราณกาล ชนชนติไทยไดแสดงภูมิปญญาใหเปนท่ี
ปรากฏมาชา นานมหี ลักฐานบนั ทกึ ไวในรูปของสารนิเทศประเภทตาง ๆ ตลอดจนแสดงตัวออกมาเปน
รูปธรรม เชน อาคารสถานทด่ี งั ทก่ี ลา วมาแลว

๗ รงุ แกว แดง, ปฏิวัตกิ ารศกึ ษาไทย, พมิ พครั้งท่ี ๖, (กรุงเทพมหานคร : มตชิ น, ๒๕๔๒), หนา ๑๔๒.
๘ เสรี พงศพ ิศ, คืนสูร ากเหงา , (กรงุ เทพมหานคร : เทยี นวรรณ, ๒๕๒๙), หนา ๑๔๕.

๖๓

หากกลาวโดยสรุปถงึ ลักษณะของภูมิปญ ญาไทยมดี งั น้ี
๑. ภูมปิ ญญาไทยมลี กั ษณะเปนทัง้ ความรู ทักษะ ความเช่ือ และพฤตกิ รรม
๒. ภมู ปิ ญ ญาไทยแสดงถึงความสมั พันธร ะหวา งคนกับคน คนกับธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และ
คนกับสง่ิ เหนอื ธรรมชาติ
๓. ภมู ปิ ญ ญาไทยเปน องครวมหรือกิจกรรมทกุ อยางในวิถชี วี ิตของคน
๔. ภูมิปญญาไทยเปนเรื่องของการแกปญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู เพื่อ
ความอยูรอดของบคุ คล ชุมชน และสังคม
๕. ภูมปิ ญ ญาไทยเปนพืน้ ฐานสําคญั ในการมองชวี ติ เปน พืน้ ฐานความรใู นเร่อื งตาง ๆ
๖. ภมู ิปญญาไทยมีลกั ษณะเฉพาะ หรือมเี อกลักษณใ นตวั เอง
๗. ภมู ปิ ญญาไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงเพอื่ การปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม

๓.๕ คุณสมบตั ขิ องผูทรงภูมิปญ ญาไทย

ผทู รงภมู ิปญญาไทยเปน ผูม คี ุณสมบตั ิตามทก่ี ําหนดไว อยา งนอยดังตอไปน้ี65๙
๑. เปนคนดีมีคุณธรรม มีความรูความสามารถในวิชาชีพตางๆ มีผลงานดานการพัฒนา
ทองถ่ินของตน และไดรับการยอมรับจากบุคคลทั่วไปอยางกวางขวาง ท้ังยังเปนผูท่ีใชหลักธรรมคํา
สอนทางศาสนาของตนเปนเครอ่ื งยดึ เหนี่ยวในการดาํ รงวถิ ีชวี ติ โดยตลอด
๒. เปนผคู งแกเรยี นและหมั่นศึกษาหาความรูอยูเสมอ ผูทรงภูมิปญญาจะเปนผูที่หมั่นศึกษา
แสวงหาความรูเพิ่มเติมอยูเสมอไมหยุดน่ิง เรียนรูทั้งในระบบและนอกระบบ เปนผูลงมือทํา โดย
ทดลองทาํ ตามท่เี รียนมา อีกทงั้ ลองผดิ ลองถูก หรอื สอบถามจากผูรูอื่นๆ จนประสบความสําเร็จ เปน
ผูเ ชย่ี วชาญ ซึ่งโดดเดน เปน เอกลกั ษณใ นแตละดานอยา งชดั เจน เปนท่ียอมรับการเปล่ียนแปลงความรู
ใหมๆ ทเ่ี หมาะสม นํามาปรับปรงุ รับใชชุมชน และสังคมอยูเสมอ
๓. เปน ผูนําของทองถนิ่ ผทู รงภูมิปญญาสวนใหญจ ะเปนผทู ่ีสงั คม ในแตละทองถิ่นยอมรับให
เปน ผนู าํ ท้ังผูนําท่ีไดรับการแตงต้ังจากทางราชการ และผูนําตามธรรมชาติ ซ่ึงสามารถเปนผูนําของ
ทอ งถน่ิ และชว ยเหลอื ผูอื่นไดเปน อยา งดี
๔. เปน ผูท่ีสนใจปญ หาของทองถิ่น ผูทรงภูมิปญญาลวนเปนผูท่ีสนใจปญหาของทองถิ่น เอา
ใจใส ศึกษาปญ หา หาทางแกไ ข และชว ยเหลอื สมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกลเคียงอยางไมยอ
ทอ จนประสบความสําเรจ็ เปนทีย่ อมรับของสมาชกิ และบคุ คลท่ัวไป

๙http://kanchanapisek.or.th/kp6 / sub/book/book.php?book=2 3 &chap=1 &page=t2 3 -1 -
infodetail02.html [๑๘ ส.ค. ๒๕๕๙].

๖๔

๕. เปนผูขยันหม่ันเพียร ผูทรงภูมิปญญาเปนผูขยันหม่ันเพียร ลงมือทํางานและผลิตผลงาน
อยูเ สมอ ปรับปรุงและพัฒนาผลงานใหมีคุณภาพมากขึน้ อีกทัง้ มงุ ทาํ งานของตนอยา งตอเน่อื ง

๖. เปนนักปกครองและประสานประโยชนของทองถ่ิน ผูทรงภูมิปญญา นอกจากเปนผูท่ี
ประพฤตติ นเปนคนดี จนเปนท่ยี อมรับนบั ถอื จากบุคคลทัว่ ไปแลว ผลงานทที่ า นทาํ ยงั ถอื วา มีคุณคา จึง
เปน ผทู ม่ี ที ้ัง "ครองตน ครองคน และครองงาน" เปนผูประสานประโยชนใหบุคคลเกิดความรัก ความ
เขา ใจ ความเห็นใจ และมีความสามัคคีกนั ซ่งึ จะทาํ ใหทองถิน่ หรอื สังคม มีความเจริญ มีคุณภาพชีวิต
สงู ข้นึ กวาเดมิ

๗. มีความสามารถในการถายทอดความรูเปนเลิศ เมื่อผูทรงภูมิปญญามีความรู
ความสามารถ และประสบการณเปนเลิศ มีผลงานที่เปนประโยชนตอผูอ่ืนและบุคคลทั่วไป ทั้ง
ชาวบาน นกั วิชาการ นักเรียน นิสิต/นักศึกษา โดยอาจเขาไปศึกษาหาความรู หรือเชิญทานเหลานั้น
ไป เปนผถู า ยทอดความรูได

๘. เปน ผูมคี ูครองหรือบริวารดี ผูทรงภูมิปญญา ถาเปนคฤหัสถ จะพบวา ลวนมีคูครองที่ดีที่
คอยสนับสนนุ ชวยเหลอื ใหก าํ ลงั ใจ ใหความรวมมอื ในงานท่ีทานทํา ชวยใหผลิตผลงานท่ีมีคุณคา ถา
เปน นักบวช ไมว าจะเปน ศาสนาใด ตอ งมีบริวารทีด่ ี จงึ จะสามารถผลิตผลงานทีม่ ีคณุ คา ทางศาสนาได

๙. เปนผูมีปญญารอบรูและเช่ียวชาญจนไดรับการยกยองวาเปนปราชญ ผูทรงภูมิปญญา
ตอ งเปนผูมีปญ ญารอบรูและเช่ยี วชาญ รวมท้งั สรา งสรรคผ ลงานพเิ ศษใหมๆ ท่ีเปนประโยชนตอสังคม
และมนุษยชาตอิ ยา งตอเนื่องอยเู สมอ

๓.๖ การจัดแบง สาขาภมู ปิ ญญาไทย

กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธิการ ไดแ บงประเภทของภมู ปิ ญญาไทยไว ดงั น6ี้6๑๐
๑. ภูมิปญญาดานคติธรรม ความคิด ความเช่ือ หลักการท่ีเปนพ้ืนฐานขององคความรูที่เกิด
จากการสง่ั ถา ยทอดกนั มา
๒. ภมู ปิ ญ ญาดานศลิ ปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนยี มประเพณที เี่ ปน แบบแผนการดําเนินชีวิต
ที่ปฏิบัตสิ ืบทอดกันมา
๓. ภมู ปิ ญ ญาดานการประกอบอาชพี ในทอ งถ่นิ ท่ยี ึดหลักการพ่งึ ตนเองและไดรับการพัฒนา
ใหเ หมาะสมกับกาลสมัย
๔. ภูมิปญญาดานแนวความคิด หลักปฏิบัติ และเทคโนโลยีสมัยใหม ที่ชาวบานนํามา
ดดั แปลงใชในชุมชนอยางเหมาะสมกับสภาพแวดลอมและความเปนอยู

๑๐ http://www.baanmaha.com/community/threads/27948-ประเภทของภูมิปญญาไทย [๑๘
ส.ค. ๒๕๕๙].

๖๕

นอกจากน้ยี งั มกี ารกาํ หนดสาขาภูมิปญญาไทย เพื่อนําภูมิปญญาไทยมาใชในการเรียนรูและ
สงเสริมโดยแบงภมู ิปญ ญาออกเปน ๑๐ สาขา ดงั นี้

๓.๖.๑ สาขาเกษตรกรรม
หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองคความรู ทักษะ และเทคนิคดานการเกษตรกับ
เทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพ้ืนฐานคุณคาดั้งเดิม ซ่ึงคนสามารถพ่ึงพาตนเองในภาวการณตางๆ ได
เชน การทาํ การเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ ไรน าสวนผสม และสวนผสมผสาน
การแกปญหาการเกษตรดานการตลาด การแกปญหาดานการผลิต การแกไขปญหาโรคและแมลง
และการรจู ักปรบั ใชเ ทคโนโลยีทเ่ี หมาะสมกับการเกษตร เปนตน
๓.๖.๒ สาขาอตุ สาหกรรมและหตั ถกรรม
หมายถงึ การรจู ักประยกุ ตใชเทคโนโลยีสมัยใหมในการแปรรูปผลิตผล เพ่ือชะลอการนําเขา
ตลาด เพ่ือแกป ญหาดานการบรโิ ภคอยา งปลอดภยั ประหยัด และเปนธรรม อันเปนกระบวนการที่ทํา
ใหชุมชนทองถ่ินสามารถพ่ึงพาตนเองทางเศรษฐกิจได ตลอดท้ังการผลิต และการจําหนาย ผลิตผล
ทางหัตถกรรม เชน การรวมกลุม ของกลมุ โรงงานยางพารา กลุม โรงสี กลมุ หตั ถกรรม เปน ตน
๓.๖.๓ สาขาการแพทยแผนไทย
หมายถงึ ความสามารถในการจัดการปองกัน และรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเนนให
ชมุ ชนสามารถพ่ึงพาตนเอง ทางดานสุขภาพ และอนามัยได เชน การนวดแผนโบราณ การดูแลและ
รักษาสขุ ภาพแบบพื้นบา น การดแู ลและรกั ษาสุขภาพแผนโบราณไทย เปน ตน
๓.๖.๔ สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ ม
หมายถึง ความสามารถเก่ียวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งการ
อนุรักษ การพัฒนา และการใชประโยชนจากคุณคาของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม อยาง
สมดุล และย่งั ยืน เชน การทําแนวปะการังเทยี ม การอนุรักษปาชายเลน การจัดการปาตนน้ํา และปา
ชมุ ชน เปน ตน
๓.๖.๕ สาขากองทุนและธรุ กจิ ชมุ ชน
หมายถงึ ความสามารถในการบริหารจดั การดา นการสะสม และบริการกองทุน และธุรกิจใน
ชุมชน ทั้งท่ีเปนเงินตรา และโภคทรัพย เพื่อสงเสริมชีวิตความเปนอยูของสมาชิกในชุมชน เชน การ
จัดการเรอ่ื งกองทนุ ของชุมชน ในรปู ของสหกรณออมทรพั ย และธนาคารหมูบาน เปนตน
๓.๖.๖ สาขาสวัสดกิ าร
หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคน ใหเกิดความ
มน่ั คงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เชน การจัดต้ังกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของชุมชน
การจัดระบบสวสั ดิการบริการในชุมชน การจัดระบบส่ิงแวดลอมในชุมชน เปน ตน

๖๖

๓.๖.๗ สาขาศลิ ปกรรม
หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางดานศิลปะสาขาตางๆ เชน จิตรกรรม
ประติมากรรม วรรณกรรม ทศั นศลิ ป คตี ศิลป ศิลปะมวยไทย เปนตน
๓.๖.๘ สาขาการจัดการองคกร
หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดําเนินงานขององคกรชุมชนตางๆ ใหสามารถ
พฒั นา และบรหิ ารองคก รของตนเองได ตามบทบาท และหนาที่ขององคการ เชน การจัดการองคกร
ของกลุมแมบ า น กลมุ ออมทรัพย กลุมประมงพืน้ บา น เปนตน
๓.๖.๙ สาขาภาษาและวรรณกรรม
หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับดานภาษา ทั้งภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทย
และการใชภาษา ตลอดท้ังดานวรรณกรรมทุกประเภท เชน การจัดทําสารานุกรมภาษาถิ่น การ
ปรวิ รรต หนังสือโบราณ การฟน ฟูการเรียนการสอนภาษาถ่ินของทองถิ่นตา งๆ เปนตน
๓.๖.๑๐ สาขาศาสนาและประเพณี
หมายถึง ความสามารถประยุกต และปรับใชหลักธรรมคําสอนทางศาสนา ความเชื่อ และ
ประเพณดี งั้ เดิมที่มคี ณุ คาใหเ หมาะสมตอการประพฤติปฏบิ ตั ิ ใหบ งั เกิดผลดีตอบุคคล และส่ิงแวดลอม
เชน การถายทอดหลกั ธรรมทางศาสนา การบวชปา การประยกุ ตป ระเพณีบญุ ประทายขาว เปนตน

๓.๗ ลกั ษณะความสมั พนั ธของภูมิปญ ญาไทย

ภมู ปิ ญ ญาไทยสามารถสะทอ นออกมาใน ๓ ลกั ษณะทส่ี มั พนั ธใกลช ิดกัน คอื
๑. ความสัมพันธอยางใกลชดิ กันระหวางคนกับโลก สิ่งแวดลอ ม สัตว พชื และธรรมชาติ
๒. ความสัมพันธข องคนกับคนอืน่ ๆ ที่อยรู วมกนั ในสงั คม หรอื ในชมุ ชน
๓. ความสมั พนั ธระหวางคนกับสิง่ ศักดสิ์ ทิ ธสิ์ ิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดทั้งส่ิงที่ไมสามารถสัมผัส
ไดท ัง้ หลาย
ทั้ง ๓ ลักษณะนี้ คือ สามมิติของเร่ืองเดียวกัน หมายถึง ชีวิตชุมชน สะทอนออกมาถึงภูมิ
ปญ ญาในการดําเนนิ ชวี ิตอยางมีเอกภาพ เหมือนสามมุมของรูปสามเหลย่ี ม ภูมิปญญา จึงเปนรากฐาน
ในการดาํ เนนิ ชีวิตของคนไทย ซงึ่ สามารถแสดงใหเห็นไดอ ยางชดั เจนโดยแผนภาพ ดังน้ี

๖๗

รูปภาพท่ี ๔.๑ แสดงความสมั พนั ธของภูมิปญ ญาไทย67๑๑
พระมหากษัตริยไทยไดใชภูมิปญญาในการสรางชาติ สรางความเปนปกแผนใหแก
ประเทศชาตมิ าโดยตลอด ตั้งแตสมัยพอขุนรามคําแหงมหาราช พระองคทรงปกครองประชาชนดวย
พระเมตตาแบบพอ ปกครองลูก ผูใ ด ประสบความเดอื ดรอ นกส็ ามารถตีระฆังแสดงความเดือดรอนเพื่อ
ขอรับพระราชทานความชวยเหลือ ทําใหประชาชนมีความจงรักภักดีตอพระองค ตอประเทศชาติ
รวมกันสรางบานเรือนจนเจริญรุงเรืองเปนปกแผนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองคทรงใชภูมิ
ปญ ญากระทาํ ยทุ ธหตั ถีจนชนะขา ศึกศัตรู และทรงกอบกเู อกราชของชาตไิ ทยคนื มาได
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปจจุบัน พระองคทรงใชภูมิปญญา
สรางคุณประโยชนแกประเทศชาติ และเหลาพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใชพระปรีชา
สามารถแกไ ขวกิ ฤตการณท างการเมือง ภายในประเทศ จนรอดพนภัยพิบัติหลายครั้ง พระองคทรงมี
พระปรชี าสามารถหลายดา น แมแตดานการเกษตร พระองคไดพระราชทานทฤษฎใี หมใหแกพสกนิกร
ทั้งดานการเกษตรแบบสมดุลและยั่งยืน ฟนฟูสภาพแวดลอม นําความสงบรมเย็นของประชาชนให
กลบั คนื มา แนวพระราชดาํ ริ "ทฤษฎีใหม" แบงออกเปน ๓ ขนั้ โดยเร่ิมจาก ข้ันตอนแรก ใหเกษตรกร
รายยอย "มพี ออยพู อกิน" เปน ขัน้ พน้ื ฐาน โดยการพัฒนาแหลง น้ําในไรนา ซึง่ เกษตรกรจาํ เปนทจ่ี ะตอง
ไดร ับความชว ยเหลือจากหนวยราชการ มูลนิธิ และหนวยงานเอกชน รวมใจกันพัฒนาสังคมไทย ใน
ขน้ั ทสี่ อง เกษตรกรตอ งมคี วามเขาใจในการจัดการในไรนาของตน และ มีการรวมกลุมในรูปสหกรณ
เพื่อสรา งประสิทธภิ าพทางการผลิตและการตลาด การลดรายจายดานความเปนอยู โดยทรงตระหนัก
ถึงบทบาทขององคกรเอกชน เมื่อกลมุ เกษตรววิ ัฒนม าขั้นท่ี ๒ แลว ก็จะมีศักยภาพ ในการพัฒนาไปสู
ขัน้ ที่ ๓ ซึง่ จะมีอํานาจในการตอรองผลประโยชนกับสถาบันการเงินคือธนาคาร และองคกรท่ีเปนเจา

๑๑http://kanchanapisek.or.th/kp6 / sub/book/book.php?book=2 3 &chap=1 &page=chap1 . ht
m [๑๘ ส.ค. ๒๕๕๙].

๖๘

ของแหลงพลังงาน ซ่ึงเปนปจจัยหนึ่งในการผลิต โดยมีการแปรรูปผลิตผล เชน โรงสี เพ่ือเพิ่มมูลคา
ผลิตผล และขณะเดียวกันมีการจัดตั้งรานคาสหกรณเพ่ือลดคาใชจายในชีวิต ประจําวัน อันเปนการ
พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของบุคคลในสังคม จะเห็นไดว ามไิ ดทรงทอดทิ้งหลักของความสามัคคีในสังคมและ
การจัดต้ังสหกรณ ซ่ึงทรง สนับสนุนใหกลุมเกษตรกรสรางอํานาจตอรองในระบบเศรษฐกิจ จึงจะมี
คุณภาพชีวิตท่ีดี จึงจัดไดวาเปนสังคมเกษตรที่พัฒนาแลว สมดังพระราชประสงคท่ีทรงอุทิศพระ
วรกายและพระสตปิ ญ ญา ในการพฒั นาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแหง การครองราชย

๓.๘ คุณคาและความสาํ คญั ของภูมิปญญาไทย

หากเราจะกลาวถงึ คณุ คาและความสําคัญของภูมิปญญาไทยเราอาจพิจารณาไดหลายมิติท้ัง
ทาง ศาสนา สังคม ครอบครัว ฯลฯ ทั้งนี้ภูมิปญญาไดหลอหลอมสังคมใหเปนอันหนึ่งอันเดียวกันซ่ึง
พิจารณาแลว สรุปไดว าคณุ คาของภูมปิ ญญามดี งั น้ี

๑. คุณคาตอศาสนา คุณคาของภูมิปญญาไทยที่มีตอศาสนา มีหลายประการ เชน
สถาปตยกรรมท่ีสรางข้ึนตามวัดตาง ๆ เชน พระมหาธาตุ เจดีย พระปรางค พระอุโบสถ พระวิหาร
ศาลาการเปรยี ญ กฏุ ิ หรอื จติ รกรรมฝาผนังทีเ่ กยี่ วกับศาสนา เปนตน สวนคุณคาของวัฒนธรรมไทยที่
มีตอ ศาสนา มมี ากมายเชน การทํานุบาํ รงุ ศาสนา เชน การเทศนมหาชาติ วันวิสาขบูชา วันเขาและวัน
ออกพรรษา การแหผา ขน้ึ ธาตุ เปนตน

๒. คุณคาตอสังคม คุณคาของภูมิปญญาไทยท่ีมีตอสังคม เชน ประโยชนตอสุขภาพ เชน
อาหาร เปนตน การตดิ ตอ สอื่ สาร เชน ภาษาไทย เปนตน คุณคาของวัฒนธรรมไทยที่มีตอสังคม เชน
พิธมี งคล การสูข วญั ขาว บญุ คูณลาน เปน ตน

๓. คุณคาตอครอบครัว คุณคาของภูมิปญญาไทยที่มีตอครอบครัว เชน ทางดานท่ีอยูอาศัย
ไดแก เรอื นไทย คณุ คาของวฒั นธรรมไทยท่ีมตี อ ครอบครวั มีหลายประการ เชน การทําใหสมาชิกของ
ครอบครวั ไดมีโอกาสมาอยูรวมกัน เพื่อแสดงความกตัญูกตเวทีตอบิดามารดาและผูอาวุโส เชน วัน
สงกรานต เปนตน ความกตัญกู ตเวทีตอบรรพบุรุษท่ีลวงลับไปแลว ดวยการทําบุญอุทิศสวนกุศลไป
ให เชน วนั สารทเดือนสิบ การทานสลาก เปนตน

๔. คุณคาตอชุมชน คุณคาของภูมิปญญาไทยที่มีตอชุมชน เชน หัตถกรรม คุณคาของ
วัฒนธรรมไทยที่มตี อชุมชน เชน การทําใหเ กิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน เชน การเอาม้ือปลูก
นา หรือการลงแขก เปน ตน การรว มกนั ทาํ บญุ และการสงั สรรครวมกัน เชน งานปอยหลวง เปนตน

๕. คุณคาดานความบันเทิง คุณคาของภูมิปญญาไทยในดานความบันเทิง เชน ดนตรีและ
นาฏศลิ ป สวนคณุ คา ของวฒั นธรรมไทยในดา นความบันเทิง เชน การวิง่ ควาย การแขง เรือ เปน ตน

๖. คุณคาดานการทองเท่ียวและการพักผอน คุณคาของภูมิปญญาไทยในดานการทองเที่ยว
และการพกั ผอ น เชน ปราสาทหินพมิ ายและพนมรุง อุทยานประวัติศาสตรสุโขทัย เปนตน คุณคาของ
วฒั นธรรมไทยในดานการทอ งเท่ยี วและการพักผอน เชน การแหผ ีตาโขน การไหลเรือไฟ เปน ตน

นอกจากน้ีคุณคาของภูมิปญญาไทยยัง ไดแก ประโยชน และความสําคัญของภูมิปญญา ท่ี
บรรพบุรุษไทย ไดสรางสรรค และสืบทอดมาอยางตอเน่ือง จากอดีตสูปจจุบัน ทําใหคนในชาติเกิด

๖๙

ความรัก และความภาคภูมิใจ ที่จะรวมแรงรวมใจสืบสานตอไปในอนาคต เชน โบราณสถาน
โบราณวัตถุ สถาปตยกรรม ประเพณีไทย การมีน้ําใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน เปนตน
ภูมิปญญาไทยจึงมีคุณคา และความสําคัญดังน้ี

๓.๘.๑ ภมู ิปญ ญาไทยชวยสรางชาตใิ หเปนปก แผน
พระมหากษัตริยไทยไดใชภูมิปญญาในการสรางชาติ สรางความเปนปกแผนใหแก
ประเทศชาติมาโดยตลอด ตงั้ แตส มัยพอ ขุนรามคําแหงมหาราช พระองคทรงปกครองประชาชน ดวย
พระเมตตา แบบพอปกครองลูก ผูใดประสบความเดือดรอน ก็สามารถตีระฆัง แสดงความเดือดรอน
เพื่อขอรบั พระราชทานความชวยเหลอื ทําใหประชาชนมคี วามจงรักภักดีตอพระองค ตอประเทศชาติ
รวมกนั สรางบานเรือนจนเจรญิ รุง เรอื งเปน ปก แผน
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองคทรงใชภูมิปญญากระทํายุทธหัตถี จนชนะขาศึกศัตรู
และทรงกอบกเู อกราชของชาติไทยคืนมาได
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปจจุบัน พระองคทรงใชภูมิปญญา
สรางคุณประโยชนแกประเทศชาติ และเหลาพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใชพระปรีชา
สามารถ แกไ ขวิกฤตการณท างการเมือง ภายในประเทศ จนรอดพนภัยพิบัติหลายคร้ัง พระองคทรงมี
พระปรชี าสามารถหลายดาน แมแตดานการเกษตร พระองคไ ดพ ระราชทานทฤษฎใี หมใหแกพสกนิกร
ทั้งดานการเกษตรแบบสมดุลและยั่งยืน ฟนฟูสภาพแวดลอม นําความสงบรมเย็นของประชาชนให
กลบั คนื มา แนวพระราชดําริ "ทฤษฎใี หม" แบง ออกเปน ๓ ข้ัน โดยเร่ิมจาก ข้ันตอนแรก ใหเกษตรกร
รายยอย "มีพออยูพอกิน" เปนขั้นพ้ืนฐาน โดยการพัฒนาแหลงนํ้า ในไรนา ซ่ึงเกษตรกรจําเปนท่ี
จะตองไดรับความชวยเหลือจากหนวยราชการ มูลนิธิ และหนวยงานเอกชน รวมใจกันพัฒนา
สงั คมไทย ในข้นั ทส่ี อง เกษตรกรตองมีความเขา ใจ ในการจัดการในไรน าของตน และมีการรวมกลุมใน
รปู สหกรณ เพอ่ื สรางประสิทธภิ าพทางการผลิต และการตลาด การลดรายจายดานความเปนอยู โดย
ทรงตระหนักถงึ บทบาทขององคกรเอกชน เม่ือกลุมเกษตรวิวัฒนมาข้ันที่ ๒ แลว ก็จะมีศักยภาพ ใน
การพฒั นาไปสขู ั้นทส่ี าม ซึ่งจะมอี าํ นาจในการตอรองผลประโยชนก บั สถาบนั การเงินคือ ธนาคาร และ
องคก รทเ่ี ปน เจา ของแหลง พลังงาน ซึ่งเปนปจจัยหน่ึงในการผลิต โดยมีการแปรรูปผลิตผล เชน โรงสี
เพอ่ื เพมิ่ มูลคา ผลติ ผล และขณะเดียวกันมีการจดั ต้งั รานคาสหกรณ เพื่อลดคาใชจายในชีวิตประจําวัน
อนั เปน การพฒั นาคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคม จะเห็นไดวา มิไดทรงทอดท้ิงหลักของความสามัคคี
ในสังคม และการจัดตั้งสหกรณ ซึ่งทรงสนับสนุนใหกลุมเกษตรกรสรางอํานาจตอรองในระบบ
เศรษฐกิจ จงึ จะมคี ุณภาพชวี ติ ทด่ี ี จงึ จดั ไดว า เปนสังคมเกษตรที่พัฒนาแลว สมดังพระราชประสงคท่ี
ทรงอุทิศพระวรกาย และพระสติปญญา ในการพัฒนาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแหงการ
ครองราชย
๓.๘.๒ สรางความภาคภูมิใจ และศักดศ์ิ รี เกยี รติภมู ิแกค นไทย
คนไทยในอดีตท่ีมีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตรมีมาก เปนท่ียอมรับของนานา
อารยประเทศ เชน นายขนมตม เปน นกั มวยไทย ที่มีฝมือเกงในการใชอวัยวะทุกสวน ทุกทาของแมไม
มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพมา ไดถ ึงเกาคนสบิ คนในคราวเดียวกนั แมใ นปจจุบนั มวยไทยก็

๗๐

ยงั ถอื วา เปน ศิลปะชน้ั เยี่ยม เปนที่ นิยมฝกและแขงขันในหมูคนไทยและชาวตาง ประเทศ ปจจุบันมี
คายมวยไทยท่ัวโลกไมตํ่ากวา ๓๐,๐๐๐ แหง ชาวตางประเทศท่ีไดฝกมวยไทย จะรูสึกยินดีและ
ภาคภูมิใจ ในการท่ีจะใชกติกา ของมวยไทย เชน การไหวครูมวยไทย การออก คําส่ังในการชกเปน
ภาษาไทยทกุ คาํ เชน คาํ วา "ชก" "นบั หนงึ่ ถงึ สบิ " เปน ตน ถือเปนมรดก ภมู ิปญญาไทย นอกจากน้ี ภูมิ
ปญญาไทยที่โดด เดนยังมีอีกมากมาย เชน มรดกภูมิปญญาทาง ภาษาและวรรณกรรม โดยที่มี
อักษรไทยเปน ของ ตนเองมาต้ังแตสมยั กรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการมาจนถึงปจจุบัน วรรณกรรมไทย
ถือวา เปน วรรณกรรมทีม่ ีความไพเราะ ไดอรรถรสครบทุกดาน วรรณกรรมหลายเร่ืองไดรับการแปล
เปนภาษาตางประเทศหลายภาษา

ดานอาหาร อาหารไทยเปนอาหารที่ปรุงงาย พืชที่ใชประกอบอาหารสวนใหญเปนพืช
สมุนไพร ท่หี าไดง ายในทองถิ่น และราคาถูก มี คุณคาทางโภชนาการ และยังปองกันโรคไดหลายโรค
เพราะสว นประกอบสว นใหญเ ปน พชื สมนุ ไพร เชน ตะไคร ขิง ขา กระชาย ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบ
กะเพรา เปน ตน

๓.๘.๓ สามารถปรับประยกุ ตหลกั ธรรมคาํ สอนทางศาสนาใชกบั วิถชี วี ติ ไดอยา งเหมาะสม
คนไทยสว นใหญนับถือศาสนาพุทธ โดยนาํ หลกั ธรรมคําสอนของศาสนา มาปรับใชในวิถีชีวิต
ไดอ ยางเหมาะสม ทาํ ใหค นไทยเปน ผอู อนนอมถอมตน เอื้อเฟอ เผ่ือแผ ประนีประนอม รักสงบ ใจเย็น
มคี วามอดทน ใหอ ภยั แกผูสาํ นึกผิด ดาํ รงวถิ ีชวี ติ อยางเรียบงา ย ปกติสขุ ทําใหคนในชุมชนพึ่งพากันได
แมจ ะอดอยากเพราะ แหง แลง แตไ มมีใครอดตาย เพราะพึ่งพาอาศัย กัน แบงปนกันแบบ "พริกบาน
เหนอื เกลอื บา นใต" เปนตน ท้ังหมดน้ีสืบเน่ืองมาจากหลักธรรมคําสอนของพระพุทธศาสนา เปนการ
ใชภ มู ปิ ญ ญา ในการนาํ เอาหลักของพระพทุ ธศาสนามา ประยุกตใ ชก บั ชีวติ ประจําวนั และดาํ เนนิ กุศโล
บาย ดา นตางประเทศ จนทําใหช าวพทุ ธท่ัวโลกยกยอง ใหประเทศไทยเปนผูนําทางพุทธศาสนา และ
เปน ทีต่ ้ังสํานกั งานใหญองคการพุทธศาสนิกสัมพันธ แหงโลก (พสล.) อยูเยื้องๆ กับอุทยานเบญจสิริ
กรุงเทพมหานคร โดยมีคนไทย (ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักด์ิ องคมนตรี) ดํารงตําแหนงประธาน พสล.
ตอจาก ม.จ.หญิงพนู พศิ มยั ดิศกุล
๔.๘.๔ สรางความสมดุลระหวา งคนในสงั คม และธรรมชาตไิ ดอยางยง่ั ยนื
ภมู ปิ ญ ญาไทยมีความเดนชัดในเร่ืองของการยอมรับนับถือ และใหความสําคัญแกคน สังคม
และธรรมชาติอยางยิ่ง มีเคร่ืองชี้ที่แสดงใหเห็นไดอยางชัดเจนมากมาย เชน ประเพณีไทย ๑๒ เดือน
ตลอดท้ังป ลวนเคารพคุณคาของธรรมชาติ ไดแก ประเพณีสงกรานต ประเพณีลอยกระทง เปนตน
ประเพณสี งกรานตเ ปน ประเพณีท่ีทําใน ฤดูรอนซ่ึงมีอากาศรอน ทําใหตองการความเย็น จึงมีการรด
นาํ้ ดําหัว ทําความสะอาดบา นเรือน และธรรมชาติส่ิงแวดลอม มีการแหนางสงกรานต การทํานายฝน
วาจะตกมากหรือนอยในแตละป สวนประเพณีลอยกระทง คุณคาอยูที่การบูชา ระลึกถึงบุญคุณของ
นํา้ ที่หลอเล้ียงชีวิตของ คน พืช และสัตว ใหไดใชทั้งบริโภคและอุปโภค ในวันลอยกระทง คนจึงทํา
ความสะอาดแมนาํ้ ลําธาร บูชาแมน้าํ จากตวั อยา งขางตน ลว นเปน ความสัมพันธระหวางคนกับสังคม
และธรรมชาติ ทงั้ ส้ิน

๗๑

ในการรกั ษาปาไมตน นํ้าลําธาร ไดป ระยุกตใหม ีประเพณีการบวชปา ใหคนเคารพส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ
ธรรมชาติ และสภาพแวดลอม ยงั ความอุดมสมบรู ณแกต นน้ํา ลาํ ธาร ใหฟน สภาพกลับคนื มาไดมาก

อาชีพการเกษตรเปนอาชีพหลักของคนไทย ท่ีคํานึงถึงความสมดุล ทําแตนอยพออยูพอกิน
แบบ "เฮ็ดอยเู ฮด็ กนิ " ของพอทองดี นันทะ เม่ือเหลือกิน ก็แจกญาติพ่ีนอง เพื่อนบาน บานใกลเรือน
เคียง นอกจากนี้ ยงั นําไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งของอยางอ่ืน ท่ีตนไมมี เม่ือเหลือใชจริงๆ จึงจะนําไปขาย
อาจกลาวไดวา เปนการเกษตรแบบ "กิน-แจก-แลก-ขาย" ทําใหคนในสังคมไดชวยเหลือเกื้อกูล
แบงปนกัน เคารพรัก นับถือ เปนญาติกัน ทั้งหมูบาน จึงอยูรวมกันอยางสงบสุข มีความสัมพันธกัน
อยางแนบแนน ธรรมชาติไมถ ูกทําลายไปมากนัก เนื่องจากทําพออยูพอกิน ไมโลภมากและไมทําลาย
ทุกอยางผิด กับในปจจุบัน ถือเปน ภมู ิปญญาท่ีสรางความ สมดลุ ระหวางคน สังคม และธรรมชาติ

๓.๘.๕ เปล่ยี นแปลงปรับปรงุ ไดต ามยคุ สมยั
แมว ากาลเวลาจะผา นไป ความรูส มยั ใหม จะหลัง่ ไหลเขามามาก แตภ มู ิปญ ญาไทย ก็สามารถ
ปรับเปล่ียนใหเ หมาะสมกับยุคสมัย เชน การรูจักนําเคร่ืองยนตมาติดต้ังกับเรือ ใสใบพัด เปนหางเสือ
ทําใหเ รือสามารถแลนไดเร็วข้ึน เรียกวา เรือหางยาว การรูจักทําการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถ
พลิกฟนคืนธรรมชาติให อุดมสมบูรณแทนสภาพเดิมท่ีถูกทําลายไป การรูจักออมเงิน สะสมทุนให
สมาชกิ กูย มื ปลดเปลือ้ งหนีส้ ิน และจัดสวัสดิการแกสมาชิก จนชุมชนมีความม่ันคง เขมแข็ง สามารถ
ชวยตนเองไดหลายรอยหมูบ า นท่ัวประเทศ เชน กลุมออมทรัพยคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดใน
รูปกองทุนหมุนเวยี นของชุมชน จนสามารถชว ยตนเองได
เมื่อปาถูกทําลาย เพราะถูกตัดโคน เพื่อปลูกพืชแบบเดี่ยว ตามภูมิปญญาสมัยใหม ท่ีหวัง
ร่ํารวย แตในที่สุด กข็ าดทุน และมหี น้ีสิน สภาพแวดลอมสูญเสียเกิดความแหงแลง คนไทยจึงคิดปลูก
ปา ที่กินได มีพืชสวน พืชปาไมผล พืชสมุนไพร ซ่ึงสามารถมีกินตลอดชีวิตเรียกวา "วนเกษตร" บาง
พ้ืนที่ เม่ือปาชุมชนถูกทําลาย คนในชุมชนก็รวมตัวกัน เปนกลุมรักษาปา รวมกันสรางระเบียบ
กฎเกณฑก นั เอง ใหทกุ คนถือปฏิบตั ิได สามารถรักษาปา ไดอ ยางสมบรู ณดงั เดมิ
จากท่ีไดกลาวไปจะเห็นไดวาภูมิปญญาไทยเปนองคความรูที่มีประโยชนตอการดํารงชีวิต
ชวยอํานวยความสะดวกและแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในการดํารงชีวิตของประชาชนในสังคม ดังนั้นเรา
ควรชวยกนั อนุรกั ษแ ละสบื สานภูมิปญ ญาไทย รวมถงึ ถา ยทอดใหคนรุนหลังไดเรียนรูและนําไปปฏิบัติ
เพอ่ื ใหภ ูมปิ ญญาไทยอยคู กู บั สงั คมตลอดไป

๓.๙ วธิ ีการอนรุ กั ษไวซึ่งภมู ิปญญาไทย

ภูมิปญญาไทยเปนส่ิงที่บรรพบุรุษไดชวยกันสรางสรรคและสืบทอดกันมาอยางตอเนื่องจาก
อดีตถึงปจจุบัน เปน ความภาคภูมใิ จและเกียรติภูมิของคนไทย ทําใหเกิดความรักในชาติบานเมือง เรา
คนไทยควรชวยกนั อนุรักษใ หเ ปน มรดกของชาติสืบไป การอนุรักษภ มู ิปญ ญาไทยใหเปนมรดกของชาติ
นนั้ มีวิธีการดังน้ี

๗๒

๑. การคนควาวิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมขอมูลภูมิปญญาของไทยในดานตางๆ ของ
ทองถิ่น จังหวัด ภูมิภาค และประเทศโดยเฉพาะอยางย่ิงภูมิปญญาที่เปนภูมิปญญาของทองถ่ิน มุง
ศกึ ษาใหรคู วามเปนมาในอดีต และสภาพการณใ นปจ จุบนั

๒. การอนุรักษ โดยการปลุกจิตสานึกใหคนในทองถิ่นตระหนักถึงคุณคาแกนสาระและ
ความสําคัญของ ภูมิปญญาทองถ่ิน สงเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรม
ตา งๆ สรางจติ สานกึ ของความเปน คนทองถ่ินนนั้ ๆ ท่ีจะตองรว มกนั อนรุ กั ษภ มู ิปญญาที่เปนเอกลักษณ
ของทองถิน่ รวมทงั้ สนบั สนุนใหมพี พิ ธิ ภณั ฑทอ งถ่นิ หรือพิพธิ ภณั ฑช ุมชนขึ้น เพ่ือแสดงสภาพชีวิตและ
ความเปนมาของชุมชน อนั จะสรางความรแู ละความภูมใิ จในชุมชนทองถิ่นดวย

๓. การฟนฟู โดยการเลือกสรรภูมิปญญาท่ีกาลังสูญหาย หรือท่ีสูญหายไปแลวมาทาใหมี
คุณคาและมคี วามสําคญั ตอ การดาเนนิ ชวี ิตในทอ ง ถน่ิ โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม และ
คานิยม

๔. การพัฒนา ควรริเร่ิมสรางสรรคและปรับปรุงภูมิปญญาใหเหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด
ประโยชนใ นการดาเนินชีวิตประจาวัน โดยใชภูมิปญญาเปนพ้ืนฐานในการรวมกลุมการพัฒนาอาชีพ
ควรนาความรดู าน วทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยีมาชวยเพ่ือตอยอดใชในการผลิต การตลาด และการ
บริหาร ตลอดจนการปอ งกนั และอนรุ ักษส ิง่ แวดลอ ม

๕. การถายทอด โดยการนาภูมิปญญาที่ผานมาเลือกสรรกล่ันกรองดวยเหตุและผลอยาง
รอบคอบและ รอบดาน แลวไปถายทอดใหคนในสังคมไดรับรู เกิดความเขาใจ ตระหนักในคุณคา
คุณประโยชนแ ละปฎิบัติไดอยางเหมาะสม โดยผานสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัด
กจิ กรรมทางวฒั นธรรมตางๆ

๖. สงเสริมกจิ กรรม โดยการสง เสริมและสนบั สนนุ ใหเกิดเครอื ขายการสืบสานและพัฒนาภูมิ
ปญ ญาของ ชมุ ชนตางๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวฒั นธรรมและภมู ิปญญาทอ งถน่ิ อยางตอเนื่อง

๗. การเผยแพรแลกเปล่ียน โดยการสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดการเผยแพรและ
แลกเปล่ียนภูมิปญญาและ วัฒนธรรมอยางกวางขวาง โดยใหมีการเผยแพรภูมิปญญาทองถ่ินตางๆ
ดวยสือ่ และวธิ กี ารตา งๆ อยางกวา งขวาง รวมท้ังกบั ประเทศอ่ืนๆ ท่ัวโลก

๘. การเสริมสรางปราชญทองถ่ิน โดยการสงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ
ชาวบาน ผดู าเนินงานใหมโี อกาสแสดงศักยภาพดานภูมิปญ ญา ความรคู วามสามารถอยางเต็มท่ี มีการ
ยกยองประกาศเกยี รตคิ ณุ ในลกั ษณะตางๆ

สภาพปญหาเกี่ยวกับการอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญากลองเส็ง ดานการสรางสรรคทาง
วัฒนธรรม มีปญหาจากการเก็บรักษา ดานการสงเสริมและสนับสนุน มีการจัดกิจกรรมเก่ียวกับภูมิ

๗๓

ปญญาทองถิน่ มกี ารสง เสรมิ ดานงบประมาณจากหนว ยงานท่เี ก่ียวของ ไมม ีการยกยอ งเชดิ ชเู กียรติผูมี
ความชํานาญพิเศษเกย่ี วกบั ภมู ิปญญาทอ งถิ่น และไมมกี ารอุปถัมภจากหนว ยงานหรือองคกรอื่น ๆ68๑๒

ท้ังนี้การบริหารสวนตําบลไดเขามามีบทบาทในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ิน ในการ
สนับสนุนงบประมาณเพื่อการอนุรักษภูมิปญญาทองถิ่น ดานการเผยแพรและการประชาสัมพันธ มี
ผูรับผิดชอบการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถ่ินมีผูรับผิดชอบการประชาสัมพันธเก่ียวกับภูมิ
ปญญาทองถ่ิน และมีการเผยแพรภูมิปญญาทองถิ่นโดยสื่อและสิ่งพิมพ ดานการจัดบริการทาง
วัฒนธรรม มีการใหบริการของเจาหนาที่ท่ีรับผิดชอบในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถ่ิน
และมีประชาชน นักเรียน หรอื ผูทส่ี นใจมารับบรกิ ารเกยี่ วกับภูมิปญญาทองถิ่น ดานการทานบุ าํ รุงและ
การฟนฟู มีการจัดกิจกรรมถายทอดอบรมใหความรูหรือดําเนินการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ิน มี
การศึกษาคนควาและการพัฒนาภูมิปญญาทองถิ่น และไมมีการจัดตั้งศูนยภูมิปญญาทองถ่ินศูนย
ขอมลู เพ่อื เปนแหลง เรียนรู69๑๓

นอกจากนี้การธาํ รงไวซ ่งึ ภูมิปญ ญานั้นยังสามารถกระทําไดโ ดย การสรางสรรคทางวฒั นธรรม
หนวยงานตอ งจดั การประชุมคณะกรรมการการสงเสริมและสนับสนุน หนวยงานตองจัดความสําคัญ
ในการสนบั สนุนเวทปี ระชาคม การเผยแพรแ ละประชาสมั พนั ธ จัดใหความสําคัญ ประชาสัมพันธตาม
หนวยงานและองคกรอ่ืนๆ การจัดบริการทางวัฒนธรรม ใหความสําคัญในการจัดบุคลากรในการ
ประสานงาน การทานุบํารุงและฟน ฟู ใหค วามสําคัญ รวมจัดกิจกรรมภูมิปญญาทองถิ่นอยางตอเน่ือง
และดําเนินงานในรูปเครือขายวัฒนธรรม70๑๔

สรปุ ทา ยบท

ภมู ิปญ ญากค็ อื ความรูความสามารถ วิธีการผลงานท่ีคนไทยไดคนควา รวบรวม และจัดเปน
ความรูถายทอด ปรับปรุง จากคนรุนหนึ่งมาสูคนอีกรุนหนึ่งจนเกิดผลิตผลที่ดีงดงาม มีคุณคา มี
ประโยชนสามารถนํามาแกป ญหาและพัฒนาวิถีชวี ติ ได ซึง่ แตล ะหมูบ านแตละชุมชนไทยลวนมีการทํา
มาหากินที่สอดคลองกับภูมิประเทศ มีผูนําท่ีมีความรู มีฝมือทางชาง สามารถคิดประดิษฐ ตัดสินใจ
แกปญหาของชาวบานได ผูน าํ เหลา นี้ เรยี กวา ปราชญช าวบานหรือผทู รงภมู ปิ ญ ญาไทย

ความสัมพันธอยางใกลชิดกันระหวางคนกับโลก ส่ิงแวดลอม สัตว พืช และธรรมชาติ
ความสัมพันธของคนกับคนอ่ืนๆ ท่ีอยูรวมกันในสังคม หรือในชุมชนความสัมพันธระหวางคนกับส่ิง
ศกั ดสิ์ ิทธ์สิ ่ิงเหนอื ธรรมชาติ ตลอดทั้งสงิ่ ทีไ่ มสามารถสัมผัสได

๑๒ ยุคะเดช ทะคําสอน, การอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญากลองเส็งของเทศบาลตําบล ตาลสุม จังหวัด
อบุ ลราชธาน.ี รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองทองถิ่น,
(วิทยาลยั การปกครองทองถิ่น : มหาวิทยาลัยขอนแกน , ๒๕๕๓), หนา บทคดั ยอ.

๑๓ ธดิ ารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบรหิ ารสว นตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินในอําเภอ
เดชอดุ ม จังหวัดอุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ
ปกครองทองถิ่น, (วทิ ยาลัยการปกครองทองถนิ่ : มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน , ๒๕๕๑), หนา บทคดั ยอ .

๑๔ ยคุ ะเดช ทะคาํ สอน, เลมเดมิ , หนา ๑๑๓.

๗๔

วัฒนธรรมและภูมิปญญาอันเกิดจากการคิดคนของนานาชาติและมนุษยชาติยังคงมีตอไป
อยางตอเนื่องตราบเทาท่ีมนุษยยังเปนผูใฝเรียนใฝรูและชางคิดคนแสวงหาส่ิงท่ีมาใชเพ่ือใหเกิด
ประโยชนตอ มนษุ ยอยา งไมม วี นั จบส้ิน

แนวทางการผสานภูมปิ ญ ญาไทยและสากลในการอยูรว มกันในสงั คมโลกท่ีมีการเปล่ียนแปลง
อยางรวดเรว็ มรี ะบบการส่ือสารท่ฉี ับไวการรบั และปรับตัวใหเหมาะสมเปน เรอื่ งสําคัญที่จะละเลยไมได
สงั คมไทยไดรับอทิ ธิพลกระแสของสงั คมโลกเชนเดยี วกับสงั คมอื่นๆ ดังนั้นการปรบั ตวั ใหเหมาะสมกับ
สภาพสังคมเดิมจึงมีความจําเปนอยางย่ิง ท่ีสําคัญควรมีการไตรตรองอยางรอบคอบและไมละทิ้งภูมิ
ปญญาทองถ่ินที่มีคุณคา เพราะภูมิปญญานานาชาติจะเกี่ยวกับ เร่ืองของวัตถุและส่ิงอํานวยความ
สะดวกตา งๆทีม่ ีความทนั สมยั แตภ ูมปิ ญญาไทยเปน เร่อื งเก่ียวกับวถิ ชี ีวติ ทเี่ หมาะสมและดีงามของคน
ในสังคม

คาํ ถามทา ยบท

๑. ลกั ษณะของภูมิปญญาไทยเปน อยางไรจงอธิบายมาพอเขาใจ
๒. คุณคาและความสําคัญของภูมิปญญาไทยมีอะไรบางและจงแสดงทัศนะตอคุณคา

ดังกลาว
๓. นักศึกษามวี ธิ กี ารวิธีการอนุรกั ษไวซึง่ ภมู ิปญ ญาไทยไดอ ยา งไรบางบอกมาอยางนอ
๔. วิธีและวิธีทีย่ กมานน้ั สามารถใหผ ลในระยะยาวหรอื ไมจ งแสดงเหตุผลประกอบ

๗๕

เอกสารอางอิงประจําบท

หนงั สือ
เทิดชาย ชวยบํารุง, ภูมิปญญาเพื่อการพัฒนาทองถ่ินเชิงสรางสรรค, กรุงเทพมหานคร : สถาบัน

พระปกเกลา ,๒๕๕๔.
ธิดารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินใน

อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐ
ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองทองถ่ิน, วิทยาลัยการปกครอง
ทองถิน่ : มหาวทิ ยาลัยขอนแกน, ๒๕๕๑.
นิธิ เอียวศรีวงศ, การศึกษาของชาติกับภูมิปญญาทองถ่ิน, กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพริ้นตร้ิง,
๒๕๓๖.
ปรชี า อยุ ตระกูล, บทบาทของหมอพืน้ บานในสังคมชนบทอีสาน, ขอนแกน : สถาบนั วิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยขอนแกน, ๒๕๓๑.
ประเวศ วะสี, เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟนเศรษฐกิจสังคม,
กรงุ เทพมหานคร : หมอชาวบาน, ๒๕๔๒.
ยุคะเดช ทะคําสอน, การอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญากลองเส็งของเทศบาลตําบล ตาลสุม จังหวัด
อุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการปกครองทองถิ่น, วิทยาลัยการปกครองทองถ่ิน : มหาวิทยาลัยขอนแกน,
๒๕๕๓.
รงุ แกว แดง, ปฏวิ ตั กิ ารศกึ ษาไทย, พิมพคร้ังท่ี ๖, กรงุ เทพมหานคร : มตชิ น, ๒๕๔๒.
เสรี พงศพ ศิ , คืนสูร ากเหงา , กรงุ เทพมหานคร : เทยี นวรรณ, ๒๕๒๙.
เอกวิทย ณ ถลาง, ภูมิปญญาชาวบานส่ีภูมิภาค : วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรูของชาวบาน,
นนทบุรี : โรงพมิ พม หาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๔๐.
เอ่ยี ม ทองดี, “มรดกธรรมชาตกิ ับภูมิปญ ญาพ้ืนบาน” ใน วารสารเพื่อการศึกษาและเผยแพรภาษา
และวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั มหิดล, ๒๕๔๒.
เวบ็ ไซต
http://www.baanmaha.com/community/threads/2 7 9 4 8 -ปร ะ เภท ขอ ง ภู มิ ป ญ ญ าไ ท ย
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=23&chap=1&page=chap1.h
tm http://www.kroobannok.com/blog/26978

บทท่ี ๔

คตชิ นวิทยากับการศกึ ษาภมู ปิ ญ ญาไทย

วตั ถุประสงคการเรียนประจาํ บท
เมอ่ื ศึกษาบทนี้แลว ผศู กึ ษาสามารถ
๑. อธบิ ายถึงความหมายและความสาํ คญั ของคตชิ นวทิ ยาได
๒. บอกประเภทของคติชนวิทยาประเภทตาง ๆ พรอมกับยกตัวอยางคติชนวิทยาในแตละ
ประเภทนนั้ ๆ ได
๓. บอกถึงความสมั พันธข องคติชนวิทยากับการศกึ ษาภมู ิปญ ญาไทยได
ขอบขายเนอ้ื หา

• ความนาํ
• ความหมายและความสําคญั ของคตชิ นวิทยา
• ความเปน มาของคติชนวิทยา
• ประเภทของขอมูลทางคตชิ นวทิ ยา
• คตชิ นวทิ ยากับการศึกษาภมู ิปญญาไทย

๗๗

๔.๑ ความนํา

คติชนวิทยา เปนความรูที่ไดมาจากการศึกษาวิถีชีวิตและความเปนอยูของกลุมคน กลุมใด
กลุมหน่งึ ที่มีววิ ัฒนาการของกลุมอยางเดนชัด โดยมุงเนนไปยังกลุมคนท่ีความเจริญแบบสมัยใหมยัง
เขาไปไมถึงมากนัก ซ่ึงกลุมคนเหลาน้ีจะยังคงมีวิถีชีวิตที่คลายๆ กัน มีความสัมพันธกันอยางเหนียว
แนน เปนแบบญาติพ่ีนองกัน มีความคิด ความเชื่อ และแบบของความประพฤติอยางเดียวกัน และ
มกั จะแตกตา งจากสงั คมเมอื ง หรือสงั คมท่ีมคี วามเจรญิ ทางวตั ถุอยางมากแลว

การศกึ ษาทางดานคติชนวทิ ยาถาเปรยี บไปแลวคงเหมือนกับเปนการศึกษาภูมิปญญาอีกทาง
หน่ึงก็วาได เนื่องจากวาคติชนวิทยาเปนวิชาที่ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมมีหลายสาขา เชน มานุษยวิทยา
สังคมวทิ ยา และวรรณคดี จงึ ยากท่จี ะกาํ หนดขอบขายของวชิ าคติชนวิทยาใหแนชัดตายตัว เพราะคติ
ชนวิทยาเปนเรื่องของมนุษย ก็ตองเกี่ยวของกับวิชามานุษยวิทยา คติชนวิทยาเปนเรื่องของคนใน
สังคมกลุมตางๆ ที่มีวัฒนธรรมเปนของตนเอง ก็ตองเก่ียวของกับวิชาสังคมวิทยา และถอยคําที่
ชาวบานใชน้ัน บางครั้งคลองจองไพเราะจัดเปนภาษาวรรณศิลป ก็เปนสวนท่ีคลายกับวิชาวรรณคดี
ซึง่ อาจจะสรุปไดว า คติชนวิทยาเปน วิชาทเี่ กย่ี วของกบั วัฒนธรรมและประเพณขี องชาวบา นน่ันเอง

ในบทน้ีจะกลาวถึง ความหมายและความสําคัญของคติชนวิทยา ความเปนมาของคติชน
วิทยา ประเภทของขอมลู ทางคติชนวิทยา คติชนวทิ ยากับการศึกษาภูมิปญญาไทย ซึ่งจะเปนรากฐาน
ท่ดี ที จี่ ะนําไปสกู ารศกึ ษาทางดา นภมู ปิ ญ ญา

๔.๒ ความหมายและความสาํ คญั ของคตชิ นวทิ ยา

คติชนวิทยา เปนสาขาหนึง่ ที่ศกึ ษาขอมูลทางวัฒนธรรมของมนุษยท่ีมีการถายทอดสืบตอกัน
มา ทง้ั ในสังคมชนบทและในสงั คมเมือง ไมว า จะเปนตํานาน นิทาน นิยายประจําถ่ิน เพลง ปริศนาคํา
ทาย สํานวนภาษิต คําพังเพย การละเลน การแสดง เครื่องมือเคร่ืองใช อาหารการกิน ยาพ้ืนบาน
ความเช่ือ ประเพณีและพิธีกรรม สําหรับผูท่ีศึกษาความรูดานคติชนวิทยา จะเรียกวา "นักคติชน
วทิ ยา" (folklorist)

คําวาคติชนวิทยา มีผูใหความหมายไวมากมายหลากหลาย แตสามารถสรุปไดเปน ๒ กลุม
ความคดิ ใหญ ๆ คือ

คติชนวทิ ยาในความหมายระยะแรก
หมายถึงการศึกษาขอมูลทางวัฒนธรรมในวิถีชีวิตแบบชาวบานชาวชนบท ไมวาจะเปน
ตํานานพื้นบาน นิทานพ้ืนบาน เพลงพ้ืนบาน ภาษิตคําพังเพย ปริศนาคําทาย การละเลนและการ
แสดงพ้นื บา น รวมทง้ั ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและพิธีกรรมในสังคมระดับชาวบาน ชาวนา
หรือชาวชนบทที่มีวิถีชีวิตแบบเกาแกด้ังเดิม ตัวอยางทัศนะของนักวิชาการในกลุมนี้ ดังเชน Jonas
Balys นักคติชนวิทยาและนักชาติพันธุวิทยาอธิบายวา คติชนประกอบดวยการสรางสรรคตามแบบ
ประเพณปี รัมปราของผคู นท้งั ในสังคมอนารยธรรมและสมัยท่ีมอี ารยธรรมแลว วิธีการสรางสรรคคือใช
เสียงและคํามาประกอบกันเขาเปนรปู แบบรอยแกว และรปู แบบรอ ยกรอง นอกจากนี้ ยังประกอบดวย
ความเช่อื ของคนพ้นื บา น หรอื ความเชอ่ื เร่ืองโชคลาง ประเพณี และการแสดง การรายรํา การละเลน

๗๘

ตาง ๆ ซ่ึงขอมูลคติชนนั้นไมใชเปนแตเพียงศาสตรที่เกี่ยวกับคนพ้ืนบานเทานั้น แตยังเปนศาสตร
พืน้ บานและกวนี พิ นธพนื้ บานทเ่ี ปนประเพณเี กา แกอีกดวย

ในวงการคตชิ นวทิ ยาในระยะแรกน้ันเมอ่ื พดู ถึง folklore ก็มกั หมายถงึ คตชิ นของชาวบานที่มี
ขอบเขตอยูในบริบทของสงั คมชาวนา ไมไดรวมถงึ ชาวเมอื งในสงั คมเมืองและไมไดคิดวา "ชาวเมือง" ก็
อาจจะมี "urban lore" ของตนเองได71๑

คตชิ นวทิ ยาในความหมายระยะหลัง
หมายถงึ ศาสตรสาขาวชิ าหนึ่งที่สนใจศึกษาเรื่องราวขอมูลทางวัฒนธรรมของกลุมชนใดกลุม
ชนหนึ่งท่ีมีเอกลักษณรวมกัน ไมวาจะเปนสังคมชาวนาชาวไร สังคมเมือง สังคมเกษตรกรรม สังคม
อุตสาหกรรม สังคมแบบเกา สังคมสมัยใหม คําวาคติชนวิทยาในกลุมความคิดนี้จึงเปนความหมายที่
กวางข้ึน ตัวอยางนักวิชาการในกลุมนี้เชน Alan Dundes อธิบายวาการนิยามความหมายของคําวา
folklore มกั จะไมเนนท่ี folk แตจ ะเนนท่ี lore มากกวา ฉะน้นั คาํ วา folk จึงหมายถึงกลุมชนกลุมใด
กลุมหนึ่ง กลุมใดก็ไดที่มีเอกลักษณรวมกัน เชน มีอาชีพเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนา
เดยี วกนั กระทาํ กจิ กรรมบางประเภทเหมือนกัน สวน lore คือเรื่องราวแบบแผนของกลุมชนกลุมใด
กลุมหนึ่ง การที่ Dundes แยกคําจํากัดความออกเปน ๒ คําน้ัน เพราะเขาเห็นวาคําวา folk ไมได
หมายเฉพาะแตช าวไรช าวนาหรือชาวชนบท แตห มายถึงชนกลุมใดกลุมหนึ่ง จะเปนชนกลุมใดก็ไดที่มี
เอกลักษณบางอยางที่มีอยูรวมกัน ดังเชน กลุมนิสิตนักศึกษา กลุมวัยรุนในเซ็นเตอรพอยต กลุมรัก
รว มเพศ กลุม ผหู ญิง กลมุ สาวโรงงาน กลุม ไทลือ้ กลุมมุสลิม เปนตน 72๒

หากสรุปเอางาย ๆ คาํ วาคตชิ นวิทยาน้ันกค็ งจะมาจาก
คติ หมายถงึ แนวทาง วถิ ีทาง (เชนคาํ วา คติโลก คติธรรม)
ชน หมายถงึ คนในกลมุ หนง่ึ หรือในชาติหนง่ึ
วทิ ยา หมายถงึ ความรู
จากรูปศัพทดังกลาว คติชนวิทยา จึงหมายถึง ความรูที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนกลุมใดกลุม
หน่ึง
คาํ วา คติชน นนั้ ดร.กงิ่ แกว อตั ถากร ใหค าํ อธิบายวา คอื ผลผลิตทางวัฒนธรรมที่คติชนวิทยา
สนใจนํามาศกึ ษา สว นคําวา คตชิ นวทิ ยา นน้ั ดร.ก่ิงแกว อัตถากร ใหคาํ จํากัดความวา คติชนวิทยาคือ
วชิ าซ่ึงวา ดว ยการศึกษาคตชิ นหรือผลผลิตทางวัฒนธรรมของกลุมชน และผลผลิตทางวัฒนธรรมน้ีเปน
มรดกท่ีรับทอดกันมาท้ังภายในชนกลุมเดียวกนั และท่แี พรกระจายไปสชู นตางกลุมดว ย

๑ ปฐม หงสสุวรรณ, เอกสารประกอบการสอนวิชาคตชิ นวิทยา, (มหาสารคาม : ภาควิชาภาษาไทยและ
ภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๕๐), หนา ๗.

๒ ปฐม หงสสุวรรณ, กาลคร้ังหน่ึง : วาดวยตํานานกับวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หนา ๑๐.

๗๙

สรุปไดวา วิชาคติชนวิทยา เปนวิชาที่ศึกษาปรากฏการณที่เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตหรือความ
เปนอยูของมนุษย ตลอดจนผลผลิตหรือการสรางสรรคตางๆ จากอดีตมาจนปจจุบันของมนุษยใน
สงั คมหนึง่ ๆ

๔.๓ ความเปนมาของคตชิ นวิทยา

ในการศกึ ษาทางมานษุ ยวทิ ยา คําวา ชาวบา นเปน คาํ ท่ีถกู ใชอธิบายสังคมทีม่ ีลักษณะบางอยาง
ซ่ึงมีแนวคิดท่ีตางกันในแตละยุคสมัย คําท่ีเก่ียวของกับชีวิตชาวบาน คือคําวา folklore ซึ่งหมายถึง
ศิลปะการพูด การแสดงออกทใี่ ชภ าษาเปน ส่ือของกลุมคน และหมายถึงการวิเคระหหรือเก็บรวบรวม
ส่งิ ท่ีเปนคําพดู ตา งๆอยา งเปน ระบบ คํานเ้ี รมิ่ ใชในภาษาอังกฤษในป ค.ศ.1846 โดยวิลเลียม โธมัส ซึ่ง
ใชคําวา folklore แทนคําวา “popular antiquities” หรือความนิยมท่ีมีอยูในยุคโบราณ คําวา
folklore ในท่ีนหี้ มายถึง นยิ ายของชาวบาน73๓

คําวา folk มีรากศัพทมาจากภาษาเยอรมัน และมาจากภาษาอังกฤษโบราณวา folc
หมายถึงประชาชน ในสมยั กลางตอนปลาย คํานม้ี ีความหมาย ๓ นัยยะ นัยยะแรก ใชเรียกผูคนท่ัวไป
ชูเซอรเขียนถึงคํานี้ในเรื่อง Canterbury Tales ในศตวรรษที่ ๑๔ วามีคนมากมายเดินทางไปแสวง
บุญ นยั ยะทส่ี อง หมายถึงกลมุ คนที่มวี ฒั นธรรมเปน ของตวั เอง นัยยะท่ีสาม หมายถึง คนท่ีถูกกดข่ีขม
เหงจากผูมีอํานาจเหนือกวา เชน พระเจา กษัตริย หรือชนช้ันสูง นัยยะทั้งสามน้ีคือพ้ืนฐานของ
ความหมายของ folk ในเวลาตอมา ซึ่งใชเรียกคนที่อาศัยอยูในเขตชนบท นับถือจารีตประเพณีแบบ
อนุรกั ษนิยม มวี ัฒนธรรมเปนของตวั เองตา งไปจากคนอืน่ และถูกปกครองจากผทู ีม่ ีอาํ นาจเหนอื กวา

นักคติชนวิทยาชาวยุโรป อธิบายความหมายของคําวา folklore ดวยความคิดเชิงลบและ
แบง แยกชนชั้น ฮอฟฟแมน เครเยอร อธิบายวาชาวบานเปนผูท่ีคิดไมเปน ลาหลัง และไมมีสํานึกของ
ความเปนปจเจก ความคิดดงั กลาวนที้ ําใหค ําวา folk มีความหมายเดียวกับคําวา primitive สวนคําวา
folk culture ในความหมายของโรเบิรต เรดฟดล หมายถึงการยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณี ใน
สังคมชาวนา คําวา folk ไมไดหมายถึงสังคมท่ีมีการแบงชนช้ัน แตหมายถึงกลุมคนท่ีรวมตัวกัน มี
ประสบการณเดียวกัน ริชารด วีส อธิบายวา folk หมายถึงทัศนคติ ความคิด สํานึกทางจิตใจที่เปน
ของสว นรวม และเปน ไปตามจารีตประเพณี อลัน ดันเดส อธิบายวา หมายถึงกลุมคนท่ีมีอะไรรวมกัน
บางอยาง สิ่งรวมกันน้ันอาจเปนอาชีพการทํางาน ภาษา ถิ่นท่ีอยูอาศัย สํานึกทางชาติพันธุ และ
บคุ ลกิ ลักษณะอืน่ ๆ

การศึกษาคติชนเร่ิมมาตั้งแตศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗ โดยเปนการศึกษาขนบธรรมเนียมและ
วัตถุทางวัฒนธรรมท่ีหายาก โดยเฉพาะในสังคมที่หางไกล อยางไรก็ตาม การศึกษาเก่ียวกับคติชน
วิทยา เปนศาสตรหนึ่งในการศึกษาที่ไดรับอิทธิพลมาจากแนวทฤษฎีชาตินิยมและโรแมนติกนิยม
การศึกษาในแนวน้ีตอกยํ้าประสบการณของมนุษยท่ีมีความแปลก อธิบายสังคมในฐานะเปนหนวย

๓http://203.172.205.25/ftp/intranet/sac.or.th/Subdetail/old_anthronews/anthronews_peo
ple/people.html [๒๕ ส.ค. ๒๕๕๙].

๘๐

ตามธรรมชาติซ่ึงเปนบอเกิด ของขนบธรรมเนียมประเพณี และเชื่อวาวัฒนธรรมเปนเบาหลอมทาง
การเมือง การศกึ ษาแนวนน้ี าํ ไปสูก ารคน หาบคุ ลกิ ของชวี ติ แบบชาวบา น ซง่ึ ถกู ทาํ ใหหดสัน้ ลงเปนเพียง
เรอื่ งเลาหรือขนบธรรมเนยี ม

นักปรชั ญาแนวโรแมนติก เจ จี วอน เฮอรเดอร เปนผูม อี ิทธิพล ตอการแยกประเภทคติชนใน
ความคิดของชาวยุโรป และประเภทขนบธรรมเนียมตา งๆ เขาอธิบายวา ธรรมชาติของการเมืองมักจะ
มีคติความเชื่อชาวบานท่ีทําใหเกิดเอกลักษณเฉพาะของสังคมน้ัน จาค็อบและวิลแฮลม กริมม ได
ศกึ ษาและเก็บรวบรวมคตชิ นของชาวเยอรมันอยางเปนระบบ การศึกษาคติชนแพรห ลายออกไปหลาย
ประเทศในยุโรปในศตวรรษท่ี ๑๙ ในประเทศอังกฤษ ผนู ําการศึกษาคตชิ น คือดอรสัน

ขอบเขตของการศึกษาคติชนมีความแตกตางกันไป ในศตวรรษท่ี ๑๙ การศึกษาของนัก
มานุษยวิทยาซ่ึงไดรับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการ อธิบายคติชนในฐานะเปนการเอาชีวิตรอดของ
มนษุ ยในระยะแรกของวิวัฒนาการทางวฒั นธรรม ซ่ึงยงั ไมม เี หตผุ ลและเตม็ ไปดวยความขัดแยง แอนด
รูว แลง อธิบายวาคติชนคือการเก็บรวบรวมและเปรียบเทียบเรื่องราวทางวัฒนธรรมของคนโบราณ
ศึกษาเร่ืองโชคลาง เร่ืองเลา และความคิดซึ่งยังคงสืบทอดมาถึงปจจุบัน ประโยชนของการเก็บรวบ
รวบคติชนในสังคมยุโรป ทําใหเกิดการศึกษาแบบเปรียบเทียบ และทําใหเขาใจสังคมชาวบานที่
เรียกวา primitive การศึกษาแนวน้ีเปนแรงบันดาลใจใหเจมส เฟรเซอรเขียนหนังสือเร่ือง Golden
Bough จํานวน ๑๒ เลม

นักคติชนในศตวรรษท่ี ๒๐ อธิบายไปในทางเดียวกันวา การศึกษาคติชนคือการศึกษาวัตถุ
ทางขนบธรรมเนียมประเพณี สติธ ธอมปสัน อธิบายวา ความคิดที่ปราฏอยูในคติชนคือ
ขนบธรรมเนียม ซง่ึ มกี ารสืบทอดจากคนรุน หนง่ึ ไปสูอีกรุนหนึ่ง การสืบทอดนี้ทําโดยความจําและการ
ปฏิบัติ มิใชผานตัวหนังสือ ความทรงจําและการปฏิบัติ ไดแก การเตนรํา บทเพลง นิทาน ตํานาน
ความเช่อื โชคลาง คําพังเพย สุภาษิต และธรรมเนียมประเพณีตางๆ อังเดร วาราแน็ค เช่ือวาคติชน
เปนเร่ืองงายๆ ไมซับซอน เปนความเช่ือของคนหมูมากที่ไมตองยึดเปนกฎเกณฑขอบังคับ เปนการ
ปฏิบตั ิของสวนรวมทไ่ี มต องมีคําสอนหรอื ทฤษฎี

นักมานุษยวิทยาหลายคนนิยามความหมายของคติชนแบบกวางๆ เชน จอรจ ฟอสเตอร
อธิบายวา คตชิ นหมายถึงการแสดงออกโดยวาจาของผูคน ซึ่งอาจรูหนังสือหรือไมก็ได วิลเลียม บาสค
อมกลา ววา คติชนคือศิลปะของการพูด บาสคอมเช่ือวาคติชน ประกอบดวยตํานาน เรื่องเลา นิทาน
สภุ าษติ ปริศนาคําทาย บทเพลง บทกลอน และอ่ืนๆ แตมิใชงานศิลปะ นาฏศิลป ดนตรี เครื่องแตง
กาย ยารกั ษาโรค ขนบธรรมเนยี มและความเชอ่ื

คติชนวิทยา มีการศึกษาท้ังในวิชามานุษยวิทยาและศาสตรอื่นๆ การศึกษาประเด็นนี้มี
ลกั ษณะเฉพาะท่ีสนใจเรอื่ ง การปฏบิ ตั แิ ละบันทึกตางๆเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี ซ่ึงประมวล
ออกมาจากบริบททางสังคม จุดประสงคของการศึกษา คือการเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อเปรียบเทียบ
และดูลักษณะการแพรกระจายของเรอ่ื งเลา ตา งๆตามยคุ สมยั ในทางตรงขา ม

การศึกษาคติชนทางมานุษยวิทยาเปนการศึกษาหลักฐานของส่ิงทําใหเกิดวัฒนธรรม และ
โครงสรางสังคม อยางไรก็ตามการศึกษาทางมานุษยวิทยากับคติชนวิทยาก็มีสวนท่ีเช่ือมโยงกัน

๘๑

การศกึ ษาทางมานุษยวทิ ยา อาจไมส ามารถศกึ ษามิติของวฒั นธรรมทถ่ี ูกแสดงออก หรือบอกเลากันมา
แตทั้งมานษุ ยวิทยาและคติชนวิทยาตางสนใจท่ีจะอธิบายเรื่องเลา ในฐานะเปนวิธีการสื่อสาร ซ่ึงมิใช
เฉพาะแตตัวเรอื่ งเลา เทานน้ั หากแตยงั สนใจประสบการณข องการเลา ซ่งึ ประกอบดวยผูเลา ผูฟง การ
ไดย ินและการมองเห็น74๔

๔.๔ ขอบขา ยของคตชิ นวทิ ยา

วิชาท่ีศึกษาเรื่องวัฒนธรรมมีหลายสาขา เชน มานุษยวิทยา สังคมวิทยา และวรรณคดี จึง
ยากทจ่ี ะกําหนดขอบขา ยของวิชาคติชนวิทยาใหแนชัดตายตัว เพราะคติชนวิทยาเปนเร่ืองของมนุษย
ก็ตองเก่ียวของกับวิชามานุษยวิทยา คติชนวิทยาเปนเรื่องของคนในสังคมกลุมตาง ๆ ท่ีมีวัฒนธรรม
เปนของตนเอง ก็ตองเก่ียวของกับวิชาสังคมวิทยา และถอยคําท่ีชาวบานใชนั้น บางคร้ังคลองจอง
ไพเราะจัดเปนภาษาวรรณศิลป ก็เปนสวนที่คลายกับวิชาวรรณคดี ซ่ึงอาจจะสรุปไดวา คติชนวิทยา
เปนวิชาทเ่ี กย่ี วขอ งกับวฒั นธรรมและประเพณีของชาวบานนั่นเอง

๔.๕ คติชนวทิ ยากับการศึกษาภมู ิปญ ญาไทย

คติชนวทิ ยา เปน วิชาที่เกี่ยวกับวถิ ีทางในการดาเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเช่ือ
คานิยม ตลอดจนการละเลน เพลงพ้ืนบานตาง ๆ จึงควรแกการศึกษาคนควาดวยความสําคัญหลาย
ประการ

วาสนา เกตุภาค75๕ แบงคตชิ นไว ๓ ประเภทไดแ ก
๔.๕.๑ คตชิ นประเภทใชถอยคาํ แบง ออกได ๖ ประเภทยอ ย คอื
๑. เพลงชาวบานหรือเพลงพ้นื เมือง
เพลงพ้ืนบาน คือ บทรอยกรองของทองถ่ิน เปนวรรณกรรมมุขปาฐะซ่ึงเกิดข้ึนจากการแตง
ถอยคําของกลุมชาวบาน เพ่ือถายทอด และส่ืออารมณความรูสึก นิยมรองถายทอดแบบปากเปลา
มากกวาการเขียนเปนลายลักษณอกั ษร มกั มีการจดั วางจงั หวะของคํา และจังหวะของเสียง ทําใหเกิด
เปน รูปแบบรอยกรองงายๆ นอกจากนี้บางกลมุ ใชเคร่อื งดนตรปี ระกอบดว ย การรอ งเพลงพ้ืนบานของ
ไทยมีปรากฏแพรหลาย และสืบทอดตอ ๆ กนั มาในกลุมชาวบานเกือบทุกภมู ภิ าคทั่วประเทศ
“เพลงพืน้ บา น” แตละภาคจะมกี ารรอ ง การแตงทไี่ มเหมอื นกันแตละภาคแตกตางกันมากแต
ละเพลงแตละภาคก็มีความหมายไมเหมือนกัน ท้ังทํานองทั้งการขับรองก็ไมเหมือนกันและมีความ
สนุกสนานตางกันมาดูกันดีกวาวามีความแตกตางยังไงบาง เพลงพื้นบานของไทยเราน้ันมีมาชานาน
แลว ถายทอดกัน โดยทางมุขปาฐะจําตอๆกันมาหลายชั่วอายุคน เช่ือกันวา มีกําเนิด กอนศิราจารึก
พอขุนรามคําแหงเสียอกี ตอ มาคอ ยมีช่ือ เสียง มีสัมผัสคลองจอง ทวงทํานองไปตาม ภาษาถิ่นน้ัน ๆ

๔ Robert H. Winthrop, Dictionary of Concepts in Cultural Anthropology, (Greenwood
Press : New York, 1991), Pp.124-127.

๕ วาสนา เกตุภาค, คติชาวบาน, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พบริษัท สหสยามพัฒนา, ๒๕๕๙), หนา ๕.

๘๒

ใน การขบั รองเพอ่ื ความบนั เทงิ ตางๆจะมีจังหวะดนตรีทอ งถนิ่ (Folk music) เขามาและการขับรองไป
ดวยจงึ เกิดระบาํ ชาวบาน (Folk dance) เพลงพ้ืนบานจึงใชรองในงานบันเทิงตางๆมีงานลงแขกเก่ียว
ขาว ตรษุ สงกรานตแ ละอืน่ ๆ76๖

เพลงพืน้ บานแบง ไดหลายประเภทขนึ้ อยูกบั วธิ กี ารจัดแบง ดงั นี้
แบงตามเขตพื้นที่ เปนการแบงตามสถานที่ท่ีปรากฏเพลง อาจแบงกวางที่สุดเปนภาค เชน
เพลงพ้ืนบานภาคกลาง เพลงพ้ืนบานภาคเหนือ เพลงพื้นบานภาคอีสาน เพลงพ้ืนบานภาคใต หรือ
อาจแบง ยอยลงไปอีกเปน เขตจงั หวดั อาํ เภอ ตําบล เชน เพลงพื้นบานตําบลเขาทอง อําเภอพยุหะคีรี
จงั หวัดนครสวรรค เพลงพ้นื บา นของอําเภอพนมทวน จงั หวดั กาญจนบุรี
แบงตามกลุมวัฒนธรรมของผูเปนเจาของเพลง เปนการแบงตามกลุมชนทองถิ่นที่มี
วัฒนธรรม หรือเชื้อชาติตางกัน เชน เพลงพื้นบานกลุมวัฒนธรรมไทยโคราช เพลงพ้ืนบานกลุม
วัฒนธรรมเขมร-สวย เพลงพน้ื บานกลุม วฒั นธรรมไทย-ลาว เพลงพ้ืนบานกลุมไทยมสุ ลมิ
แบงตามโอกาสที่รอง กลุมหน่ึงเปนเพลงท่ีรองตามฤดูกาลหรือเทศกาล เชน เพลงท่ีรองใน
ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ไดแก เพลงเกี่ยวขาว เพลงสงฟาง เพลงนา และเพลงที่รองในเทศกาลสงกรานต
ไดแ ก เพลงบอก เพลงรอ ยพรรษา เพลงตรจ อีกกลุมหนึ่งเปนเพลงที่รองไดท่ัวไปไมจํากัดโอกาส เชน
ซอ หมอลํา เพลงโคราช เพลงลําตดั เพลงฉอ ย เพลงอีแซว
แบงตามจุดประสงคในการรอง เชน เพลงกลอมเด็ก เพลงปลอบเด็ก เพลงประกอบ
การละเลนของเด็ก เพลงปฏิพากย เพลงรองรําพัน เพลงประกอบการละเลนของผูใหญ และเพลง
ประกอบพิธีกรรม
แบงตามจํานวนผูรอง เปนเพลงรองเด่ียวและเพลงรองหมู เชน เพลงกลอมเด็ก เพลงพาด
ควาย จอย เปนเพลงรอ งเด่ียว สวนเพลงเก่ยี วขา ว เพลงเรือ เปนเพลงรอ งหมู นอกจากน้ี ยังมีการแบง
ประเภทเพลงพ้ืนบานแบบอ่ืนๆ เชน ตามความส้ันยาวของเพลง แบงตามเพศของผูรอง แบงตามวัย
ของผูรอง ในทน่ี ้ขี อกลา วถึงเพลงพื้นบา น โดยแบงตามเขตพื้นทีเ่ ปน ภาค ๔ ภาค คือเพลงพ้ืนบานภาค
กลาง เพลงพนื้ บา นภาคเหนอื เพลงพนื้ บานภาคอีสานและเพลงพ้นื บา นภาคใต
๒. เพลงกลอ มเด็ก
เพลงกลอมเดก็ เปนวฒั นธรรมทอ งถ่นิ อยางหน่ึงที่สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อและคานิยมของ
คนในทองถ่ินตางๆคนทุกชาติทุกภาษาในโลกมีบทเพลงกลอมเด็กดวยกันท้ังน้ันสันนิษฐานวาเพลง
กลอ มเดก็ มีวฒั นาการจากการเลา นิทานใหเ ด็กฟงกอ นนอนดังนั้นเพลงกลอมเดก็ บางเพลงจึงมีลักษณะ
เน้อื รองท่ีเปนเร่อื งเปน ราวเชน จันทรโครพ ไชยเชษฐพระรถเสน เปนตน การที่ตองมีเพลงกลอมเด็กก็
เพื่อใหเ ดก็ เกดิ ความเพลิดเพลนิ หลับงายและเกดิ ความอบอุน ใจ

๖ http://blog.janthai.com/เพลงพน้ื บา น-ของไทย-3117.html [๒๙ ส.ค. ๒๕๕๙].

๘๓

เพลงรอ งเรอื ไมใชเพลงเรือแตเปนเพลงกลอมเด็กของชาวปกษใต เพื่อใหเด็กนอนหลับอยาง
สบายเดิมการกลอมเด็กเปนเพียงการทําเสียง ฮื่อๆ เออๆ ทํานองชาๆ ตอมาไดมีการแทรกเน้ือหา
เรอ่ื งราวตาง ๆ ลงไป ดังน้นั เพลงกลอ มเดก็ จึงมีเนอ้ื หามากมายขนึ้ อยูก บั ประสบการณข องผรู อง เชน
เนือ้ หาบางสว นอาจเปนการลอเลียนเสียดสีสังคม การฝากรัก ตัดพอตอวา อบรมส่ังสอน เรื่องราวใน
นิทาน ตาํ นานพน้ื บา นทแ่ี พรห ลาย เชน เรอื่ งมโนราหห รอื พระสุธน รามเกียรติ์ สังขทองและนางผม
หอม จึงเปนเหตุใหเพลงรองเรือเกิดประโยชนเพิ่มเติมโดยเฉพาะใหความรูในดานตางๆ แกผูสนใจ
พรอ มๆ กับความบันเทิงใจดวย อาจารยสุธิวงศ พงศไพบูลย สันนิษฐานวา ท่ีเรียกเพลงกลอมเด็กวา
รองเรอื นา จะเปนเพราะลกั ษณะของเปลทใ่ี ชผกู เปน รปู คลาย เรือ คือ เมือเอาปลายผาทั้ง ๒ ขางรวบ
ดว ยเชอื กแขวนหอ ยไวแลว เม่ือวาวงเด็กลงกลางเปล จะดูมีทองลึกสวนกลางกวางและหัวทายเรียว
เขา คลา ยเรอื ทํานองท่ีใชร อง มกั ข้นึ ตนดวย “ฮาเออ.........เหอ” ดวยเสียงยาวและลงทายดวยคําวา
“เหอ”77๗

เพลงกลอมเด็ก (Lullabies) เปนวัฒนธรรมทองถ่ินอยางหน่ึงที่สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อ
และคานิยมของคนในทองถิ่นตางๆ คนทุกชาติทุกภาษาในโลกมีบทเพลงกลอมเด็กดวยกันท้ังนั้น
สนั นษิ ฐานวาเพลงกลอ มเด็กนม้ี ีวิวัฒนาการมาจากการเลา นิทานใหเ ด็กฟงกอ นนอน ดังนั้นเพลงกลอม
เดก็ บางเพลงจึงมลี กั ษณะเน้ือรองทเ่ี ปน เร่อื งราว เชน จนั ทรโครพ ไชยเชษฐ พระรถเสน เปนตน เพลง
กลอมเด็กจงึ จดั อยใู นเพลงพน้ื บาน มจี ดุ ประสงคใชรองกลอมเด็กหรือปลอบเด็กใหเด็กนอนหลับ การ
รองเพลงกลอมเด็กมักสืบทอดกันมาดวยวิธีการจดจําจากรุนสูรุน เปนสวนหนึ่งของวรรณกรรมมุข
ปาฐะ (Oral Literature) โดยใชภาษาเปนเคร่ืองมือในการถายทอดที่สําคัญ สวนเน้ือหาและ
ทวงทํานองจะแตกตา งกันตามลกั ษณะทองถิน่ น้นั ๆ เชน เพลงกลอมเดก็ ในภาคเหนือเรยี ก เพลงอ่ือลูก
ภาคอีสานเรยี ก เพลงนอนสาหลา เพลงนอนสาเดอ ภาคกลางเรียก เพลงกลอมเด็ก หรือเพลงกลอม
ลูก ภาคใตเรียก เพลงชานอง หรือเพลงรองเรือ เปนตน ซ่ึงไมวาทองถิ่นใดลวนมีลักษณะเปน
วฒั นธรรมพ้ืนบานที่มีบทบาทและหนาท่ีแสดงเอกลักษณของแตละทองถ่ิน ในดานเพลงกลอมเด็กท่ี
ปรากฏอยใู นภาคกลางน้ันถอื วาเปน ท่รี จู กั กนั อยา งแพรหลายและมบี นั ทึกไวเ ปนหลักฐานมากกวาภาค
อื่นๆ นบั วาสะดวกและเปนประโยชนแกการศึกษาคนควาเปนอยางยิ่ง บทเพลงกลอมเด็กเปนเพลงท่ี
ใชคาํ งายๆไพเราะ ใชภ าษาในทอ งถิ่นทีต่ นอาศัยอยู มีเนอื้ หาแสดงความรกั และความผูกพันของแมกับ
ลูก สะทอนวิถีชีวิตความเปนอยูทางวัฒนธรรมการเล้ียงลูกของคนไทยที่ใหเด็กนอนเปลสาย โดยแม
หรอื คนในครอบครวั ขับรองเพลงกลอมมีท้ังขูทั้งปลอบและรองเลานิทาน เพื่อใหเด็กเพลิดเพลินนอน
หลับไดเรว็ ข้ึน บทเพลงทร่ี องนน้ั ชวยกระตุนพัฒนาการและชวยอบรมกลอมเกลาเด็กมาตั้งแตเยาววัย
และสามารถชวยใหเ กดิ ความรักความผูกพันระหวา งแมกับลูกไดเปนอยางดี โดยทั่วไปเพลงกลอมเด็ก
จะมีลักษณะคลายๆกนั คือ เปน เพลงท่รี บั ชวงตอๆกันมา อาศัยการบอกกลาว ไมมีการบันทึกเปนลาย
ลักษณอ กั ษร จัดเปน มุขปาฐะหรือถา ย ทอดดวยปาก ใชภาษางา ยๆ มีคําสัมผัสคลองจองกันตลอด ทํา
ใหงา ยตอการจดจาํ และขับกลอ มไดไพเราะจงึ จัดเปนประเภทเพลงชาวบาน รวบรวมคติและความเช่ือ

๗http://download.clib.psu.ac.th/datawebclib/exhonline/klomdek/html/10.html [๒๙ ส.ค.
๒๕๕๙].

๘๔

ของชาวบาน บทรองมักจะสั้น ถาผูรับการถายทอดจดจําไมได เนื้อความก็จะขาดหายไป เพลงจะ
เหลือเทาที่จําได แตถาผูรับการถายทอดมีความสามารถก็อาจประดิษฐบทรองใหยาวขึ้นหรือ
สละสลวยข้ึนได ไมสามารถทราบไดวาใครเปนผูแตง เพราะอาศัยการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ไม
ทราบอายุหรือชวงเวลาที่แตงเพลงกลอมเด็กได เพลงเดียวกันอาจผิดเพี้ยนกันบางจากสํานวนภาษา
ของแตละทองถ่นิ การจดจาํ ปฏิภาณ ความเขาใจของผูกลอมเด็ก บางครั้งเพลงเดียวกันคนกลอมคน
เดยี วกันใหรอ งกลอม 2 ครัง้ กอ็ าจกลอ มไมเ หมือนกนั บางคร้ังถา ผูกลอมไมเขาใจคําศัพทในเน้ือเพลง
กอ็ าจเปลย่ี นคําใหมเ พอ่ื ใหเ ขา ใจความหมาย

๓. ภาษติ
ปจจบุ ัน ทงั้ คําพังเพยและสภุ าษิตจะเรยี กรวมวา “ภาษิต” ซึ่งหมายถึงคํากลาวหรือถอยคําที่
กลา วสบื ตอ กนั มาตามศัพทเปน คํากลาง ๆ ใชท ง้ั ทางดีและทางชัว่ เปนถอยคาํ ท่ีมคี ตชิ วนฟงหรือกลุมคํา
พเิ ศษทีม่ ีความหมายเชิงเปรยี บเทียบเพอ่ื เตอื นใจ มักจะเปน ถอยคาํ คลอ งจองกนั
สํานวน คําพังเพยและภาษิต มีลักษณะเปนถอยคํา วลี หรือประโยคที่มีความหมายไมตรง
ตามตัวแตมีความหมายเชิงเปรียบเทียบ ในหมูคนท่ีพูดภาษาเดียวกันถาใครเอย ถึงวลีหรือถอยคํา
เหลานนั้ ข้ึนมา ก็มีผเู ขา ใจความหมายไดท นั ที
สาํ นวนที่ใชก ันมานาน มักจะเปน วลีหรอื เปน ประโยคสะสรวลคมคาย คําพัง เพยก็คือสํานวน
ในความหมายท่ีเปนเชิงเปรียบเทียบเทาน้ันเอง แตเปนสํานวนท่ีชาวบานใชกันติดปากและมักจะพูด
สืบ ๆ กันมาจนแพรหลาย สํานวนใดชาวบานพูดติดปาก สํานวนน้ัน ก็เปนคําพังเพย คําพังเพยมัก
จดจํากันงาย ก็เพราะเปน คาํ ทีม่ กั คลองจอง กะทดั รดั พังไพเราะคมคาย สวนภาษิต มีความหมายตรง
ตวั อยูแ ลว วา เปน ถอ ยคาํ ทีด่ ีงาม ที่สง่ั สอนได ผูเ ขยี นภาษติ ยอมตง้ั ใจจะสอนหรอื เขียนถอยคําที่เปนคติ
สอนตนได78๘
ภาษิต (ในท่ีนี้มีความหมายรวมถึง คําพังเพยและสํานวน) หมายถึงคํากลาวที่สืบทอดกันมา
ตามประเพณี ตามรูปทปี่ รากฏ ภาษติ บางบทอาจขาดหนวยประโยคไปบาง แตโ ดยท่วั ไปภาษิตมักมีรูป
เปนประโยค ภาษิตบางบทมีลักษณะเปนการกลาวตรง ๆ มีความหมายตามรูป เชน ยามสบายก็ใช
ยามไขก็รักษา แตโดยมากภาษิตของแทบทุกชาติ มีลักษณะเปนการเปรียบแบบอุปลักษณ (
metaphor ) เชน เลน กับหมา หมาเลียปาก
เนื้อหาของภาษิตมักสะทอนใหเห็นถึงวถิ ชี วี ิต ความเปน อยู ตลอดจนโลกทัศนชวี ทศั น ของคน
ทใี่ ชภ าษิตนั้นเสมอ ถาศึกษาเปรียบเทียบของชาติตาง ๆ ถ่ินตาง ๆ ก็จะพบวามีทัศนะบางประการท่ี
แตละถน่ิ แตละสังคมเห็นไมเ หมอื นกนั ท้ังน้ีข้ึนกับพื้นฐานทางสภาพแวดลอมประวัติความเปนมาของ
สงั คมนน้ั 79๙

๘ ยุพา สงสิริ, สุ.จิ.ปุ.ลิ. ภาษาไทย, (กรุงเทพมหานคร : ภาคพัฒนาตําราและเอกสารวิชาการ หนวย
ศึกษานิเทศก กรมการฝก หดั ครู, ๒๕๒๕), หนา ๙๘.

๙ ประคอง นิมมานเหมินห, มหาชาติลานนา : การศึกษาในฐานะที่เปนวรรณกรรมทองถิ่น,
(กรุงเทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานชิ , ๒๕๒๖), หนา ๔๑ – ๔๔.

๘๕

๔. ปริศนา
ปริศนา คือ ส่ิงหรือถอยคําท่ีผูกขึ้นเปนเงื่อนงําเพื่อใหแกใหทาย (พจนานุกรม ฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒) เงอื่ นปมปญ หาในปริศนาสวนใหญมุงเนนเพ่ือทดสอบเชาวนปญญา
ปริศนามีสวนประกอบ ๒ สวน คือ ตัวปริศนา และคําเฉลย ปริศนาท่ีรูจักกันดีในประเทศไทย คือ
ปริศนาอะไรเอย ซึ่งเปนปริศนาท่ีมักจะขึ้นตนดวยคําข้ึนตนวา "อะไรเอย" แลวตามดวยคําบรรยาย
ปริศนา เชน "อะไรเอย ตนเทาครก ใบปรกดิน" นอกจากนี้ยังมีปริศนาประเภทอ่ืนๆ ที่นาสนใจอีก
อาทิ ปริศนารปู ภาพ และปรศิ นารอยกรอง เชน ผะหมี โคลงทาย และโจก
ในประเทศไทย พบวาคนไทยนาจะรูจักปริศนาคําทายมาเปนเวลานาน ดังมีหลักฐานปรากฏ
ในตาํ รับทา วศรจี ุฬาลกั ษณ ซง่ึ เปน วรรณคดสี มัยสโุ ขทยั มกี ารกลาวถงึ ปริศนาคําทายไวในเน้ือหา สวน
ทีเ่ กีย่ วกบั ตาํ นานนางสงกรานต ในตํานานกลาวถึงการทาพนัน ระหวางทาวกบิลมหาพรหมกับธรรม
บาลกุมาร ทาวกบิลมหาพรหมไดทาใหธรรมบาลกุมารแกปริศนา ๓ ขอ หากธรรมบาลกุมารแก
ปริศนาดังกลาวได ทาวกบิลมหาพรหมจะยอมใหตัดศีรษะ แตหากแกไมได ธรรมบาลกุมารก็จะตอง
ยอมเปนฝายใหทาวกบิลมหาพรหมตัดศีรษะแทน ปริศนา ๓ ขอมีวา "ตอนเชาราศีอยูท่ีไหน ตอน
กลางวนั ราศีอยูที่ไหน และตอนค่าํ ราศีอยูท่ีไหน" ธรรมบาลกุมารซ่ึงเขาใจภาษาของนก บังเอิญไดยิน
บทสนทนาระหวางนกผัวเมยี คหู นงึ่ ทาํ ใหไ ดรคู ําตอบวา "ตอนเชา ราศีอยูที่หนา ตอนกลางวันราศีอยูท่ี
อก และตอนค่ําราศีอยูท่ีเทา" ทั้งน้ี เพราะตอนเชาคนเราลางหนา ราศีก็จะอยูที่ใบหนา สวนในตอน
กลางวนั เมอื่ อากาศรอ น กเ็ อานาํ้ และแปง หอมประพรมท่ีหนาอก ราศีจึงอยูที่หนาอก และในตอนค่ํา
คนก็จะลา งเทา เพ่ือเตรียมตวั เขา นอน ราศจี ึงอยทู ีเ่ ทา
สมยั อยุธยา พบวา มีการใชป รศิ นาในการสั่งสอนธรรมะ ในรูปแบบที่เปนกระทูปริศนาธรรม
ทเี่ รียกกันวา "ประคนธรรม" นอกจากนีย้ ังกลาวถึงการเลนทายปริศนาในนิทานพื้นบาน เชน เร่ืองศรี
ธนญชัย และในวรรณคดไี ทย เชน เร่อื งสมทุ รโฆษคําฉนั ท
สมัยรัตนโกสินทรตอนตน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว มีการออกสลาก
กินแบง ที่เรยี กวา "หวย ก ข" เมอ่ื มีผูมาขอใหนายโรงบอกใบวา สลากจะออกอะไร นายโรงก็บอกใบ
เปนปริศนาใหลองทาย ตอมา ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว หอพระสมุดวชิ
รญาณ (ตอมาคือ หอสมดุ แหงชาติ) ไดออกหนังสือพิมพรายสัปดาหช่ือ "วชิรญาณสัปดาห" ใน พ.ศ.
๒๔๒๙ คณะกรรมการหอพระสมุดฯ ไดช าํ ระโคลงปริศนาชุดหนึ่งชื่อวา "โคลงทาย" ซึ่งตอมาไดนํามา
ตพี มิ พเผยแพรในหนงั สือพมิ พ "วชิรญาณสปั ดาห" และเปด โอกาสใหป ระชาชนสงจดหมายมารวมทาย
ปริศนา เพอื่ รบั ของรางวลั ดวย
นอกจากน้ียงั มบี ันทึกวา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อครั้งยังทรงดํารงพระ
อิสริยยศเปน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร โปรดการละเลนทายปริศนาท่ีเรียกวา
"ผะหมี" โดยคร้ังหน่งึ ในงานฤดหู นาวประจําป ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เคยโปรดเกลาฯ ให
ตง้ั โรงทายปริศนาผะหมีในงานนีด้ วย
สมัยตอ มา เม่อื มกี ารพิมพและวทิ ยโุ ทรทัศนเกิดข้ึนในประเทศไทย ก็พบวา มีการนําปริศนา
คาํ ทายมาเผยแพรใ นสอื่ ตา งๆ ดวย เชน ในรายการเกมโชวทางโทรทศั น ช่อื วา "ผะหมี" ซ่ึงออกอากาศ

๘๖

ทางสถานีโทรทัศนชอง ๔ บางขนุ พรหม (ปจจุบัน คอื สถานีโทรทัศนชอง ๙ อสมท) มีการนําปริศนา
คําทายชนิดหน่ึงที่เรียกวา "ผะหมี" มาเลนทายในรายการ และเปดโอกาสใหผูชมทางบานโทรศัพท
มารวมทายดว ย

ในปจจุบัน ปริศนาคําทายโดยเฉพาะปริศนาอะไรเอย ยังเปนการละเลนท่ีรูจักกันดีใน
สงั คมไทย นอกจากเปน การเลนทายปรศิ นาในหมเู พ่ือนฝงู คนรจู กั แลว ยงั มีการนําเสนอ และเผยแพร
ปริศนาคําทายผานสื่อตางๆ ที่นาสนใจ เชน นิตยสารเกมสําหรับเด็ก รายการเกมโชวทางโทรทัศน
แผนซีดีเกมทายปริศนา สําหรับเลนดวยคอมพิวเตอร เว็บไซต กระดานสนทนาบนอินเทอรเน็ต
นอกจากน้ี ยังมีอาจารยภาษาไทยนําปริศนาคําทาย โดยเฉพาะปริศนารอยกรองท่ีเรียกวา "ผะหมี"
หรือ "โจก" มาประยุกตใชเปนกิจกรรมประกอบการเรียนวิชาภาษาไทยดวย ในทองถ่ินตาง ๆ ของ
ประเทศไทยลวนมีปริศนาคําทายเฉพาะถ่ิน ปริศนาคําทายเหลานี้ มีลักษณะที่บงบอกความเปน
ทองถ่ิน ไดแก ภาษาถิน่ ทใ่ี ชใ นตวั ปรศิ นาคําทาย และคาํ ข้ึนตน 80๑๐

ปริศนาคาํ ทายเปน การละเลน ทอ่ี ยคู ูก ับสงั คมไทยมาเปนเวลานาน แมกระนั้น ปริศนาคําทาย
ไทยในปจ จบุ นั ก็มีลักษณะใหมๆ หรอื "นวลกั ษณ" หลายประการ ซึง่ ทาํ ใหการละเลนไทยชนิดนี้ยังเปน
ที่นยิ มของคนไทย นวลักษณของปริศนาคาํ ทายไทยในปจจุบัน ที่จะกลาวถึงคือ นวลักษณดานเน้ือหา
นวลกั ษณด านรูปแบบ และนวลักษณด า นการนาํ เสนอปรศิ นาคําทาย

นวลกั ษณดานเนอ้ื หา เน้ือหาของปริศนาคําทายในปจจุบันมีลักษณะใหมคือ มีการกลาวถึง
เทคโนโลยี หรอื ส่ิงประดิษฐใ หม ๆ อาทิ

อะไรเอย คบไมไ ด (เฉลย : รถไฟฟา บีทเี อส เพราะมีสองหวั )
ปริศนาคําทายนี้ มีเน้ือหาเก่ียวกับรถไฟฟา ซ่ึงถือเปนนวัตกรรมการคมนาคมขนสงใหม
สําหรับสังคมไทย รถไฟฟาแตละขบวนจะมีหัวรถจักร ๒ หัว อยูที่บริเวณสวนหัวและสวนทาย ของ
ขบวน หัวรถจักรมีลักษณะเหมือนหัวของจรวด จึงทําใหขบวนรถไฟฟามีสวนปลายเปนหัวจรวด
เหมือนกันท้ังสองดาน ปริศนานี้นําลักษณะเดนของรถไฟฟา คือ การมี "สองหัว" มาเลนกับสํานวน
"นกสองหวั " ซงึ่ หมายถงึ คนท่ีเขาดวยกบั ทงั้ สองฝาย คบไมได
นวลกั ษณด า นรปู แบบ นวลกั ษณด านรูปแบบของปรศิ นา คาํ ทายในปจจุบัน ท่ีจะกลาวถึงใน
ท่ีนม้ี ี ๒ ประการ คอื การเนนการเลน กับภาษามากขน้ึ และปรศิ นาคําทายบางสวน มีลักษณะซับซอน
มากข้ึน ทั้งน้ี นวลักษณประการหน่ึงของปริศนาคําทาย ในปจจุบันคือ การ "เลน" กับภาษามากข้ึน
ในขณะท่ี ปริศนาท่ีเปนการพรรณนาเชิงเปรียบเทียบมีนอยลง ดังจะเห็นไดจาก ปริศนาท่ียกมาเปน
ตัวอยางทั้งสองขอ ซ่ึงทั้งสองปริศนา เลนกับความกํากวม ของภาษา กลาวคือ ปริศนาแรก เลนกับ
ความกํากวม ของวลี "สองหัว" ท่ีสามารถตีความตามตัวอักษรและตีความในลักษณะสํานวน สําหรับ

๑๐http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=34&chap=3&page=t34-3-
infodetail01.html [๒๙ ส.ค. ๒๕๕๙].

๘๗

ปริศนาท่ี ๒ เลนกับความกํากวมของวลี "ใหพอดี" ที่สามารถตีความวา เปนคําขยายระบุลักษณะของ
การ "เตรียมเงิน" หรือเปนสวนขยายบอกวัตถุประสงค ของการ "เตรยี มเงนิ "

นอกจากการ "เลน " กับความกํากวมของภาษาแลว ปริศนาคําทายในปจจุบัน ยังนิยมใชการ
ผวนคาํ เปน สว นหนง่ึ ในการสรางปริศนาดวย ดังตวั อยา งตอไปนี้

หมูอะไรเอย หมุนคอได เฉลย : หมูยอ เพราะสามารถผวน และปรับเปล่ียนไดจาก "หมู
ยอ" ผวนไดเปน "หมอยู" จากนั้น ก็แทนคําวา "ยู" ซ่ึงเสียงเหมือนกับ "you" แปลวา "คุณ" ทําใหได
เปน "หมอคณุ " จากนนั้ ผวนอีกคร้งั หน่งึ จาก "หมอคุณ" จะไดเปน "หมุนคอ" ดังสรุปไดตามลําดับ (หมู
ยอ -> หมอยู -> หมอyou -> หมอคณุ -> หมนุ คอ)

๕. นิทานชาวบา น
นิทานเปนวรรณกรรมมุขปาฐะประเภทหนึ่งท่ีชาวบานนิยมชมชอบมาก ซ่ึงนิทานมักจะ
สอดแทรกเรอ่ื งราวที่แสดงใหเหน็ ถึงภูมิปญญาชาวบาน สะทอนภาพทางสังคม ความคิดความเช่ือและ
วัฒนธรรมของกลุมชนในสังคมนั้น ๆ เพราะฉะน้ันจะพบวา ทุกหมูชนมีนิทานประจํากลุมของตนอยู
ดงั ท่ี วิเชียร ณ นคร ไดกลา ววา “นิทานมีควบคูอยูกับสังคมมนุษยต้ังแตมนุษยเร่ิมมีภาษาพูด รูจักใช
คําเพ่ือติดตอบอกกลาวเร่ืองราวที่นาสนใจแกกัน ขณะเดียวกันมนุษยก็รูจักใชภาษา เพ่ือเลานิทาน
ควบคูกันไปดวย นิทานจึงนับเปนวรรณกรรมเกาแกของมนุษยชาติ”81๑๑ และนอกจากน้ียังสะทอน
สภาพความเปนอยูแ ละวฒั นธรรมของชมุ ชนดวย ดงั ท่ี จรัส งะสมัน กลาววา“นิทานจะเปนที่รวบรวม
ความคิดความเปนอยูและสภาพตาง ๆ ของเจาของ จึงสามารถสะทอนใหเห็นถึงสภาพแวดลอมทาง
วัฒนธรรมของสงั คมท่ีผเู ลา อาศัยอยูได”82๑๒ แมนิทานจะเปนเรื่องของการจินตนาการของผูเลานิทาน
ซึ่งเปนผูท่ีอาศัยอยูในสังคมยอมถูกหลอหลอมไวดวยสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ และทางสังคม
นิทานทเี่ ลาออกมาจึงสะทอนใหเ หน็ ถงึ ธรรมชาติแวดลอมและสงั คมท่ผี เู ลา อาศัยอยู
นิทานพื้นบา น หมายถึง เร่อื งเลา ท่ีเลาสบื ตอกนั มา ด้ังเดิมนั้นถายทอดกันดวยมุขปาฐะ( การ
เลาปากตอปากกันมา การบอกเลาตอๆกันมา โดยมิไดเขียนเปนลายลักษณ ) แตก็มีอยูมากที่บันทึก
เปน ลายลกั ษณอกั ษร และนิทานพ้ืนบา นตองเลาดว ยถอยคําธรรมดา ภาษาชาวบานท่ัวๆไป เปนเร่ือง
เลาตอ ๆ กนั มาชานาน หลายช่วั อายุคน ไมสามารถรูไดว าใครเปนคนเลาด้ังเดมิ ตนเรอ่ื ง
วตั ถปุ ระสงคในการเลา นิทานพื้นบา น คอื เพื่อใหเกิดความบันเทิง ความสนุกสนานเบิกบาน
ใจ ผอนคลายความตึงเครียด เปนคติเตือนใจ ชวยอบรมบมนิสัย ชวยใหเขาใจสิ่งแวดลอมและ
ปรากฏการณธ รรมชาติ เพ่อื เสริมศรัทธาในศาสนา เทพเจา สง่ิ ศักด์สิ ทิ ธ์ิ

๑๑ วิเชียร ณ นคร, รายงานวิจัยเรื่องการศึกษานิทานพื้นบานในจังหวัดนครศรีธรรมราช,
(นครศรธี รรมราช : สํานักงานสภาสถาบันราชภฏั , ๒๕๓๕), หนา ๑.

๑๒ จรัส งะสมัน, การศึกษานิทานชาวเลจังหวัดสตูล, ปริญญานิพนธ (ศศ.ม.ไทยคดีศึกษา), (สงขลา :
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ สงขลา, ๒๕๓๔), หนา ๓.

๘๘

นทิ านพื้นบา นมีลักษณะเฉพาะท่ีเห็นเดนชัด คือ เปนเรื่องเลาที่มีการดําเนินเร่ืองอยางงายๆ
โครงเร่อื งไมซับซอ น วิธีการที่เลา ก็เปนไปอยางงายๆตรงไปตรงมา มักจะเร่ิมเร่ืองโดยการกลาวถึงตัว
ละครสําคัญของเร่อื ง ซ่ึงอาจจะเปนรุนพอ-แมของพระเอกหรือนางเอก แลวดําเนินเร่ืองไปตามเวลา
ปฏิทิน ตัวละครเอกพบอุปสรรคปญหา แลวก็ฟนฝาอุปสรรคหรือแกปญหาลุลวงไปจนจบเร่ือง ซึ่ง
มกั จะจบแบบมคี วามสขุ หรือสุขนาฏกรรม ถาเปนนิทานคติ ก็มักจะจบลงวา “นิทานเร่ืองนี้สอนใหรู
วา…..” ถา เปน นทิ านชาดกก็จะบอกวา ตัวละครสําคัญของเรื่องในชาตติ อ ไป ไปเกดิ เปน ใครบาง ถาเปน
นทิ านปริศนาก็จะจบลงดวยประโยค คําถาม ลักษณะของนิทานพ้ืนบาน กุหลาบ มัลลิกะมาส83๑๓ ได
สรุปไวดังนี้

๑. เปนเรือ่ งเลา ดวยถอยคําธรรมดา เปนภาษารอ ยแกว ไมใชรอยกรอง
๒. เลากันดวยปากสืบทอดกันมาเปนเวลาชานาน และเม่ือการเขียนเจริญขึ้น ก็อาจมีการ
เขียนขึน้ ตามเคา เดิมท่เี คยเลา ดว ยปาก
๓. ไมปรากฏวาผูเลาด้ังเดิมเปนใคร อางแตวาเปนของเกาฟงมาจากผูเลา ซึ่งเปนบุคคลสําคัญ
ยิ่งในอดีตอีกตอหน่ึง ผิดกับนิยายสมัยใหมที่ทราบตัวผูแตง แมนิทานท่ีปรากฏชื่อ ผูแตงเชน นิทาน
ของกรมิ ม กอ็ างวาเลา ตามเคานิทานทีม่ ีมาแตเดิมไมใชตนแตง ขนึ้ เอง
กลาวโดยสรุป นิทาน คือ เรื่องเลาที่มนุษยผูกเรื่องขึ้นดวยภูมิปญญา โดยสวนใหญจะ
ถายทอดดวยวิธีมุขปาฐะ เน้ือเรื่องมีหลากหลายและใชเลาเพื่อจุดประสงคตางๆกัน ตามโอกาสและ
สภาพแวดลอมของแตละทอ งถิ่น คาํ ท่ีใชเ รียกนิทานมีตางๆกันไป เชน นิทานชาวบาน นิทานพื้นบาน
นิทานพ้ืนเมือง วรรณกรรมมุขปาฐะ เปนตน ในท่ีนี้จะใชวานิทานพื้นบาน จะเห็นไดวาลักษณะที่
สาํ คัญทสี่ ดุ ของนทิ านพื้นบา นคอื เปน เรอ่ื งเลาท่ีสบื ทอดกันมาดว ยปากและไมท ราบวา ผใู ดแตง
๖. ภาษาถน่ิ
ภาษาถิ่น เปนภาษายอยท่ีมีการเปลี่ยนแปลงของภาษาตามถิ่นที่อยูของผูพูด ใชสื่อ
ความหมายและความเขาใจระหวางคนในทองถิ่นนั้นๆ ซึ่งอาจแตกตางจากภาษาในทองถิ่นอ่ืนๆ ใน
ดานลักษณะการออกเสียง ระบบเสียงคาํ การใชค าํ สว นการเรยี งคําในวลแี ละประโยคอาจแตกตางกัน
บาง แตก ็สามารถท่ีจะเขาใจกันได เน่ืองจากผูพูดภาษาที่แตกตางกันในแตละทองถิ่นแตละภูมิภาคมี
ความสัมพนั ธทางเชอื้ สายใกลชดิ กนั มาแตเ ดมิ 84๑๔
การแบงภาษาถิ่นมักจะแบงตามภูมิศาสตรหรือทองที่ท่ีผูพูดอาศัยอยู ในแตละภาษาจะ
ประกอบดวยภาษาถิ่นตางๆ เปนจาํ นวนมาก ทงั้ นแี้ ลวแตว าเราจะแบงภาษาถ่ินใหล ะเอยี ดปลกี ยอยลง
ไปมากนอยแคไหน เปนตนวา ภาษาถิ่นของไทย เฉพาะท่ีพูดกันอยูในอาณาเขตประเทศไทย ถาจะ
แบงตามภาคก็จะไดภาษาถิน่ ๔ ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอสี าน ภาคกลางและภาคใต เพราะภาษาถิ่น

๑๓ กุหลาบ มลั ลกิ ะมาส, คตชิ าวบา น, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, ๒๕๑๘), หนา ๑๙.
๑๔ พเยาว เจริญฉาย, วิทยาภาษาถ่ิน, (นครปฐม : ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๕๐), หนา ๑๔ – ๑๕.

๘๙

ของตางภาคก็จะมลี ักษณะแตกตางกัน ในแตละภาคก็อาจจะแบงยอยออกไปไดอีกเปนภาษาถิ่น ของ
แตละจังหวัด แตละอําเภอ แตละตําบล และแตละหมูบาน เพราะภาษาถิ่นของแตละจังหวัดในภาค
เดียวกันก็จะมลี ักษณะไมเหมือนกัน ในทํานองเดียวกัน ภาษาถิ่นของแตละอําเภอในจังหวัดเดียวกัน
หรือภาษาถ่ินของแตละตําบลในอําเภอเดียวกัน หรือภาษาถ่ินของแตละหมูบานในตําบลเดียวกัน มี
ลกั ษณะไมเ หมอื นกนั หรือแมแตภาษาถ่ินของแตละครอบครัวในหมูบานเดียวกัน ตลอดจนคนแตละ
คนในครอบครวั เดียวกนั กม็ ีลกั ษณะไมเหมือนกัน ฉะนนั้ ภาษาถ่ินเม่ือแบงยอยที่สุดแลวก็จะกลายเปน
ภาษาถ่นิ ของแตล ะคนซง่ึ เรียกวา ภาษาเฉพาะบุคคล หรือ เอกัตภาษณ (Idiolect) ซ่ึงมีลักษณะเฉพาะ
เปนของตนเองซ่ึงอาจแตกตางจากคนอ่ืนไปบางตามความรูสึก ประสบการณ หรือทัศนคติของผูพูด
แตเ ปน ความแตกตางท่ีไมช ัดเจน ดังนนั้ จะเหน็ ไดวา ถา เราย่งิ แบงภาษาถนิ่ ยอ ยลงไปมากเทาใดก็จะย่ิง
เห็นความแตกตา งของภาษาถิน่ ยอ ยๆ เหลาน้นั นอ ยลงทกุ ที พูดงา ยๆ ภาษาถ่ินตางภาคกันจะแตกตาง
กันมากกวาภาษาถ่ินตางจังหวัดกันแตอยูในภาคเดียวกัน ภาษาถิ่นตางจังหวัดกันจะแตกตางกัน
มากกวา ภาษาถ่นิ ตา งอาํ เภอในจงั หวดั เดยี วกัน เปน ตน

เมอื่ พูดถึงภาษาถ่ินจะหมายถงึ ภาษาถ่นิ หรือภาษายอ ยของภาษาเดียวกัน และสาเหตุที่สําคัญ
ทท่ี าํ ใหเ กิดภาษาถนิ่ ตา งๆ หรอื ภาษายอ ยขึน้ มาน้ัน มีอยู ๔ ประการ คือ

๑. การเกิดการเปล่ียนแปลงภาษาเปรียบเสมือนส่ิงที่มีชีวิตยอมมีการเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ
แตเนือ่ งจากการเปลีย่ นแปลงดําเนินไปอยางชา ๆ แบบคอ ยเปนคอยไปในชั่วชวี ติ ของแตละคนจึงมักจะ
ไมค อยสังเกตเห็นความเปล่ยี นแปลงของภาษามากนกั หรอื อาจไมเห็นการเปลีย่ นแปลงน้ันเลย สาเหตุ
สําคัญท่ีทําใหภ าษาเปลีย่ นแปลงโดยเฉพาะอยางย่ิงการเปลี่ยนแปลงในเร่ืองการออกเสียงแตละเสียง
คือ ในระยะเริ่มแรกของการเรยี นภาษาของแตล ะคนเรยี น ดว ยวิธกี ารเลียนแบบ เปนที่ทราบกันอยูวา
การเลยี นแบบนนั้ ไมวาจะเปนเรือ่ งใดก็ตาม จะทําใหเหมือนแบบจริงๆ ทุกอยางยอ มไมไ ด ในเร่ืองการ
เลียนแบบการออกเสียงพูดก็เชนเดียวกัน เด็กท่ีเลียนแบบพอแม ผูเล้ียงดูหรือผูท่ีอยูแวดลอมตัวเด็ก
ยอมจะทาํ ใหเ หมอื นทีเดยี วไมได จะตอ งมีผิดเพย้ี นไปบา ง ถา ผิดเพ้ียนไปมากกม็ กั จะมผี ูสังเกตเห็นและ
ชวยแกไ ขใหเ ด็กออกเสียงใหถ ูกตอ งหรืออยางนอ ยกใ็ กลเคียงกบั เสียงทีถ่ กู ตอ งมากท่ีสุด แตถาหากเด็ก
ออกเสียงผิดเพย้ี นไปเพียงเลก็ นอยก็มักจะไมไดรับการแกไขใหถูกตอง หรือบางครั้งผูใหญเห็นวาเปน
สง่ิ นา รักนา เอน็ ดู หรือไมสนใจจะแกไข ผลก็คือ ทําใหการออกเสียงผิดเพี้ยนไปทีละนอยสืบทอดตอๆ
กนั ไปหลายๆ ชวั่ คนเขา การผดิ เพย้ี นก็มากขนึ้ ทกุ ที จนทําใหเ กดิ เปน การกลายเสียงขึ้น คือ เสียงในคํา
หนึ่งครัง้ หน่ึงเคยออกเสียงกันอยางหน่ึง

๒. การขาดการติดตอระหวางผูท่ีพูดภาษาเดียวกัน ภาษาท่ีอยูในสมัยเดียวกันนั้นอาจจะ
แตกตางกันได เนอ่ื งจากสาเหตุทส่ี ําคญั อีกประการหน่ึง คือ ขาดการติดตอคบหาสมาคมกันระหวางผู
พูดภาษาเดียวกัน ปกติถาหากผูพูดภาษาเดียวกันไดมีโอกาสติดตอกันอยู เม่ือมีการเปล่ียนแปลง
เกดิ ข้นึ ในภาษาทุกคนก็รับรู และถาจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็รับดวยกัน ทําใหภาษาที่ใชกันนั้นมี
ลักษณะเหมอื นๆ กนั อยู พูดอีกอยา งกค็ ือ การเปลยี่ นแปลงของภาษาก็เปนไปทํานองเดียวกัน ในทาง
ตรงกันขาม ถาหากผูที่พูดภาษาเดียวกัน ดวยความจําเปนบางอยางทําใหตองแยกยายกันอยู และ
โอกาสท่ีจะไมม าตดิ ตอ คบหากันก็ไมมี เมือ่ ภาษาท่ีคนกลุม หน่ึงใชเ ปลยี่ นแปลงไป คนอีกกลุมก็ไมมีทาง
รบั รู ผลก็คือ ทําใหภาษาของคนตางกลุมเปลี่ยนแปลงกันไปคนละทาง ตางกลุมก็ตางเปล่ียนของตน

๙๐

ความจําเปน บางอยางดังกลา วน้ีอาจจะไดแ ก ความจําเปน ดานเศรษฐกจิ คือ ยายถนิ่ ทีท่ ํามาหากินหรือ
ทางดานภูมศิ าสตร ภูมิประเทศท่ีมีภูเขาแมน ้าํ ทะเลกน้ั อยู ทําใหคนไมสามารถติดตอกันไดโดยสะดวก
เหมอื นเมื่ออยูรวมกันในทองถ่ินเดียวกัน ดินฟาอากาศก็อาจจะเปนเหตุใหคนตองแยกยายกันอยู คือ
ถาถิ่นใดแหงแลงไมมีฝนตกตองตามฤดูกาล ไมเหมาะแกการเพาะปลูกทําไรไถนา คนก็อยูไดไมนาน
และมีคนมาอาศัยอยูไมมาก สวนถิ่นใดท่ีอุดมสมบูรณ คนก็จะไปรวมกันอยูหนาแนน สรุปก็คือภูมิ
ประเทศ และดินฟาอากาศมีสวนทําใหคนมีโอกาสท่ีจะติดตอไปมาหาสูกันเสมอ ก็ทําใหพูดภาษาที่
เหมือนๆ กัน แตถามีโอกาสติดตอกันนอยเทาไร ก็จะทําใหพูดภาษาตางกันมากข้ึนเทานั้น ภาษาจึง
เกิดการเปลีย่ นแปลง เกิดภาษายอยตางๆ ข้ึน

๓. การเปลี่ยนแปลงของภาษาอยางมีระบบและสม่ําเสมอ เราอาจสงสัยกันวา ในเมื่อภาษา
เปล่ียนแปลงไปแลว ทําไมคนที่พูดภาษาถิ่นคนละถ่ินจึงพูดจากัน และฟงกันรูเร่ืองไดแตถาหากเรารู
ขอเทจ็ จริงขอ หน่งึ วา การเปลยี่ นแปลงของเสียงหรือการกลายเสียงจากเสียงหน่ึงไปเปนอีกเสียงหนึ่ง
น้ัน เปนไปอยางสมํ่าเสมอ และมีระเบียบแลว ก็จะทําใหหายสงสัยได เชนเมื่อเสียง ช ในภาษาไทย
กลางเปลี่ยนเปนเสียง ซ ในภาษาถนิ่ อสี านหรือเสยี ง จ ในภาษาถิ่นเหนือ การเปล่ียนแปลงเชนนี้จะไม
เกิดในคําๆเดยี ว แตจะเกิดขน้ึ ในคาํ อน่ื ๆ อีกหลายคํา ในภาษาถ่ินทั้ง ๒ การเปลี่ยนแปลงเชนน้ีเปนไป
อยางสมํ่าเสมอ และเปนการเปลี่ยนแปลงท่ีเปนไปอยางมีระบบ หมายถึงวาการเปลี่ยนแปลงมีแบบ
แผนที่เปนกฎเกณฑอยูในตัว เชน ถาพบวาสระ เอะ เปลี่ยนเปน แอะ เราจะพบวา สระ โอะ ก็จะ
เปล่ียนเปน เอาะ ดวย คือ มีแบบแผนวาสระกลาง (หมายถึง เอะ และ โอะ) จะกลายเปนสระต่ํา
(หมายถึง แอะ และ เอาะ) เปนตน

๔. การยืมคําภาษาตางประเทศ สาเหตุอีกประการหน่ึงท่ีทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงในเร่ือง
การเพ่ิมจํานวนคําท่ีใชในภาษา คือ การไดติดตอกับคนท่ีพูดภาษาอ่ืนโดยเฉพาะภาษาตางประเทศ
เชน ทางภาคใตไดตดิ ตอ สมาคมกับคนทพี่ ูดภาษามลายู ก็ยืมคํามลายูมาใชตัวอยางเชน มายา (ปุย) ช็
องดอ็ ง (ดื้อรั้น) ลาตา (บาจี้) ชันชี (สัญญา) ควน (เนินเขา) สวนภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ และ
โดยเฉพาะในวงการศึกษาไดอ าศยั ตาํ ราภาษาตา งประเทศ เชนภาษาอังกฤษ ทําใหเรายืมคําอังกฤษมา
ใชเ ปนจํานวนมาก หรือในภาษาถิ่นอสี านก็มคี ํายืมภาษาเขมร เมื่อยืมคําตางประเทศคนละภาษามาใช
ในคนละถ่ิน ก็มีผลทําใหตางถิ่นกัน ใชคําคนละคําในความหมายเดียวกัน ซ่ึงก็เปนสาเหตุของการ
เปลย่ี นแปลงในเร่ืองการใชคําศัพทแ ละความหมายของคําท่ใี ชในภาษา85๑๕

๕.๕.๒ คติชนประเภทไมใชถอยคํา แตจะถายทอดโดยการประพฤติปฏิบัติหรือทาใหดู
แบงออกเปน ๓ ประเภทยอย คือ

๑. ศิลปะชาวบา น
ศลิ ปะพ้ืนบาน (Folk) หมายถึง ศิลปะท่ีมคี วามงามความเรียบงายจากฝมือของชาวบานท่ัวๆ
ไปสรางสรรคผลงานอันมีคุณคาทางดานความงาม และประโยชนใชสอยตามสภาพของทองถ่ิน ทาน
ศาสตราจารยศิลป พีระศรี ไดกลาววา หมายถึง “ศิลปะชาวบาน” เชน การรองรําทําเพลง การวาด

๑๕ พเยาว เจริญฉาย, เลม เดิม, หนา ๑๘ – ๒๐.


Click to View FlipBook Version