๔๑
คําจํากัดความตามเน้ือที่นักปราชญทางศาสนาไดใหไว ซ่ึงจะแตกตางกันไป ทั้งนี้แลวแตประเด็นที่
ตองการเนนและสภาพแวดลอ ม49๒
สวนคําวา “พุทธ” แปลวา ผูรู ผูต่ืน ผูเบิกบาน หรือคําวา " พุทธ " ตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน แปลวา "ตรัสรู " หรือ "ผูตื่นแลว" คือผูประจักษความจริงอันเปนเหตุใหพนจาก
ความทุกขท้ังปวง หรือ ผูตื่นจากความมัวเมาดวยอํานาจของกิเลสและตัณหาตาง ๆ ตามหลัก
พระพุทธศาสนาถอื วา ใครก็ตามทีม่ ีความปารถนาจะตรัสรูเ ปนพระพุทธเจาและพยายามบําเพ็ญบารมี
คอื คณุ ความดตี าง ๆ โดยสมบูรณแ ลว ก็จะไดตรสั รูส จั ธรรมเปน พระพุทธเจา เชน เดียวกับพระองค แต
การท่ีจะไดตรสั รเู ปนพระพทุ ธเจาแตละองคนั้น จะตองบําเพ็ญบารมีนานแสนนาน ถาคนที่ไมมีจิตใจ
ม่นั คงมุงมนั่ อยางเด็ดเดีย่ วแลว กไ็ มมที างจะสาํ เร็จได50๓
ดงั นั้น พระพทุ ธศาสนา คอื คาํ สัง่ สอนของพระพทุ ธเจา (พระพทุ ธเจา คอื ทา นผูตรัสรู หรือผูรู
อยางแจมแจง) ซึ่งแนะนําใหยกฐานะของมนุษยชาติข้ึนสูความบริสุทธ์ิ สะอาด (ดวยศีล) ความสงบ
ระงบั (ดวยสมาธิ) และความเขา ใจแจมแจง (ดวยปญ ญา)
๒.๒.๒ ความสําคัญของพระพทุ ธศาสนา
๑. พระพทุ ธศาสนากับการสรางสรรคอ ารยธรรมโลก
พระพุทธศาสนาในฐานะแหลงสรางสรรคความคิดและพอเกิดแหงภูมิปญญาไดมีสวนสําคัญ
ย่งิ ในการสรางสรรคอารายธรรมโลก ซึง่ สามารถสรุปไดดังนี้
๑) ดานจิตใจ การท่ีชาวโลกหันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาน้ันเพราะเกิดความ
เช่ือมั่นในหลกั คําสอนทางพระพทุ ธศาสนาวาสามรถใหคําตอบทางดานจิตใจ อันถือวาเปนเร่ืองสําคัญ
ทสี่ ุดของชวี ิตมนษุ ย พระพทุ ธศาสนาจงึ กลาวเปนแหลง ขอ มลู และใหคําตอบกับปญหาทางดานจิตใจที่
มีเหตุมีผลและเกิดผลเปนความจริงหานําไปปฏิบัติตามท่ีพระพุทธทรงสอบและมีสวนสําคัญนากร
พัฒนาสรา งสรรคอารยธรรมดา นน้ีตลอดระยะเวลา ๒,๐๐๐ กวาปทพ่ี ุทธศาสนาอบุ ตั ิขนึ้ มา
๒) ดานวิชาการและภูมิปญญาสากล หลักคําสอนในพระพุทธศาสนาอุดมไปดวย
หลักปรัชญาอันเปนแหลงรวมวิทยาการสาขาตาง ๆ พระไตรปฎกจึงเปนแหลงรวมคําสอนของ
พระพุทธเจาเปนแหลงขอมูลและคลังภูมิปญญาโดยมีหลักคําสอนท่ีสอดคลองกับความจริงใน
ธรรมชาติหลกั ของความเปนเหตุเปนผลท่ีสามารถตรวจสอบและพิสูจนไดดวยการทดลองหลักคําสอน
ในพทุ ธศาสนาจงึ ถูกตีพมิ พเ ผยแพรไ ปทว่ั โลกในภาษาตา ง ๆ มากมาย
๓) ดานวัตถุ พระพุทธศาสนาคือแหลงสรางสรรคส่ิงที่เปนวัตถุและสืบทอดใหเปน
มรดกแหงอารยธรรมโลก โดยอาศัยความศรัทธาเส่ือมในพระพุทธศาสนา เชนพระพุทธรูป เจดียวัด
๒ พระครูวนิ ัยธรสมชาย กันตสีโล, เอกสารประกอบคําสอนวิชา พระพุทธศาสนาเถรวาท, (ขอนแกน :
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน , ๒๕๕๐), หนา ๒.
๓ http://www.oknation.net/blog/samma0009/2009/11/18/entry-2 [๑๕ ส.ค. ๒๕๕๙].
๔๒
และศาสนาสถานอ่ืน ๆ ซ่ึงศาสนวัตถุเหลานี้ลวนเปนการสรางสรรคท่ีมีพระพุทธศาสนาเปนแรง
บันดาลใจนอกจากนีย้ งั มปี ูชณียสถานท่ีเกยี่ วเนอ่ื งกบั พระพุทธศาสนาหลายแหงซ่ึงเปนท่ีรูจักกันท่ัวโลก
๒. พระพุทธศาสนากบั การสรางสนั ตสิ ุขแกชาวโลก
๑) หลักคําสอนเร่ืองความไมเบียดเบียนทํารายผูอ่ืน เชน หลักเบญจศีลเบญจธรรม
ซึง่ ถือวาเปนหลักธรรมพื้นฐานของความเปนมนุษยที่สอนใหคนเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานของกันและ
กัน
๒) หลักคําสอนเรื่องความเมตตากรุณาพระพุทธศาสนาสอนใหมีเมตตาในการคิด
พุดและทํา ทั้งตอหนาและลับหลังรูจักใหอภัยเม่ือมีความผิดพลาดเกิดข้ึนดังน้ี พระพุทธศาสนาจึงมี
หลกั การวา สัพเพ สัตตา มวลมนษุ ยต างเปน เพ่ือนเกิด แกเจ็บ ตายรวมกนั ทงั้ สิ้น จงึ เกดิ หลักการตอมา
วา เมตตาธรรมคา้ํ จนุ โลก
๓) หลักคาํ สอนเรื่องความอดทนและความอดกล้ันดวยหลักคําสอนดังกลาวจึงทําให
เรื่องรายแรงตาง ๆ และสงครามไมเกิดขึ้นและจากหลักคําสอนเร่ืองความเมตตาและความอดทนตอ
กนั นีเ้ องจงึ ทาํ ใหมนษุ ยสามารถอยูรว มกนั ในสังคมไดอ ยา งสงบสุข
๔) หลกั คําสอนเรอื่ งความแตกตา งพระพุทธศาสนามีหลกั คําสอนเพื่อความเปนคนใจ
กวา งใหย อมรบั ความแตกตางอันนาํ ไปสกู ารคารพสิทธขิ องบุคคลอ่ืน โดยเฉพาะความแตกตางทางดาน
ทิฐิหรือความคิดเห็นและดานความเชื่อดวยการใหเกียรติและเคารพในความคิดเห็นของบุคคลอื่น
รวมทั้งความแตกตา งกนั ในดานการนับถือพระพุทธศาสนาไมยกยองศาสนาและความเชื่อของคนเอง
เพ่ือไปลบหลูดูหม่ินลัทธิความเช่ือหรือศาสนาอ่ืนดวยหลักการดังกลาวนี้จึงไมเคยปรากฏใน
ประวัตศิ าสตรข องมนษุ ยชาติวา ไดเกิดสงครามศาสนาระหวางพระพุทธศาสนากับศาสนาอน่ื ใด
๒.๓ กาํ เนิดพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
ศาสนาพทุ ธเกิดขน้ึ ในชมพูทวีปซ่ึงในปจจุบันเปนดินแดนของประเทศอินเดียประเทศเนปาล
ประเทศอัฟกานิสถาน ประเทศปากีสถาน และประเทศบังคลาเทศ แตหลักฐานทางโบราณคดีสวน
ใหญอ ยูท ปี่ ระเทศอินเดยี เชน สังเวชนียสถาน และพุทธสถานตา ง ๆ
ศาสนาพทุ ธเขาสูป ระเทศไทยหลังจากการทาํ สังคายนาครั้งที่ ๓ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕พระเจา
อโศกมหาราชไดทรงสงสมณทูตไปเผยแผพระพุทธศาสนายังดินแดนตาง ๆ รวม ๙ สายดวยกัน ใน
สว นของประเทศไทยเชื่อกันวามีคณะของสมณทูตซ่ึงมีพระโสณเถระและพระอุตตรเถระเปนหัวหนา
คณะเขามาเผยแผพระพุทธศาสนาเปนครั้งแรกและอาจมีคณะสมณทูตชุดอื่น ๆ เขามาเผยแผ
พระพุทธศาสนาในกาลตอ ๆ มาจึงทําใหคนไทยโดยเฉพาะพระมหากษัตริยไทยยอมรับนับถือ
พระพทุ ธศาสนาสืบทอดมาจนถงึ ปจจุบัน51๔
๔ กรมการศาสนา, ประวตั คิ วามเปน มาของพระพุทธศาสนาและองคก ารศาสนาตา ง ๆ ในประเทศไทย,
(กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๕๖), หนา ๑๒๑.
๔๓
พุทธศาสนาในประเทศไทยนน้ั ไดความตามตาํ นานพระพุทธเจดยี พระนิพนธของสมเด็จกรม
พระยาดํารงราชานุภาพวา คนไทยเราน้ันไดนับถือพระพุทธศาสนามากอนที่จะอพยพมาตั้งประเทศ
ไทยในปจจุบนั น้แี ลว ซึ่งเรื่องนี้ พระศรีวิสุทธิโมลี(ประยุทธ ปธ. ๙ ปจจุบันเปนพระพรหมคุณาภรณ)
ไดสรุปไวใน คําบรรยายเร่ือง พุทธศาสนากับการศึกษาในอดีต ณ หองประชุมหอสมุดแหงชาติ เมื่อ
เดอื นสงิ หาคม ๒๕๑๓ วา กอนทีช่ นชาตไิ ทยจะไดตง้ั อาณาจักร เปนประเทศไทยเปนปกแผนมั่นคง ซึ่ง
ถอื วาเร่มิ แตก ารตงั้ อาณาจักรสโุ ขทยั น้ัน ชนชาตไิ ทย ในภูมิภาคสุวรรณภูมิ คลุมไปถึงรัฐไทยตาง ๆ ใน
ดินแดน ต้งั แตทางตอนใตของประเทศจีนน้นั ไดรับนับถอื พระพุทธศาสนามาแลว ทั้งสองนิกาย คือ
ยุคแรก ไดรับนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ผานทางประเทศจีน สมัยพระเจามิ่งต่ีใน
ตอนตน พทุ ธศตวรรษที่ ๗ รชั สมัยของขนุ หลวงเมา แหง อาณาจักรอา ยลาว
ยุคที่สอง แยกออกเปน ๒ ระยะระยะแรก สมัยอาณาจักรศรีวิชัยรุงเรือง ราวพุทธศักราช
๑๓๐๐ กษัตรยิ แ หงอาณาจกั รศรีวิชยั ผนู ับถอื พระพุทธศาสนานิกายมหายาน มีเมืองหลวงอยูที่เกาะสุ
มาตรา ไดแผอํานาจเขามาถึงแหลมมลายู ไดดินแดนตั้งแตจังหวัดสุราษฎรธานี ลงไปไวครอบครอง
พระพทุ ธศาสนานิกายมหายานจงึ แผเขามาในภาคใตข องประเทศไทย
ระยะที่ ๒ กลา ววาในสมยั ลพบุรี เมื่อขอมเรืองอํานาจแผอาณาเขตเขามาครอบครองประเทศ
ไทยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ และภาคกลางท้ังหมด ในราวพุทธศักราช ๑๕๕๐พระพุทธศาสนาแบบ
มหายานซึ่งขอมรับมาจากอาณาจักรศรีวิชัยเชนกัน แตวาเจือดวยศาสนาพราหมณ จึงแผเขามาใน
ดนิ แดนแถบนี้ พรอ มดวยภาษาสันสกฤต แตวาดินแดนที่ขอมแผอาณาเขตเขามานั้น เดิมทีประชาชน
พลเมอื งก็ไดร ับนบั ถอื พระพทุ ธศาสนาแบบหนิ ยานอยูแลว แตส มยั ท่ีพระโสณะ และพระอุตตระ ศาสน
ทูตสายที่ ๒ ใน ๙ สาย ของพระเจาอโศกมหาราชนําเขามาสูดินแดนสุวรรณภูมิ ในสมัยทราวดี ใน
พทุ ธศตวรรษท่ี ๓
ยคุ ท่สี าม สมยั พระเจาอนุรทุ ธมหาราช หรืออโนรธามังชอ กษัตริยพมาแหงอาณาจักรพุกาม
แผอํานาจเขามาในอาณาเขตลานนาและลานชาง ราวพุทธศักราช ๑๖๐๐ พระพุทธศาสนานิกาย
หนิ ยานแบบพุกาม จึงไดแ ผเขา มาในดินแดนแถบน5้ี2๕
๒.๔ พัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
๒.๔.๑ พระพทุ ธศาสนาสมัยทวาราวดี
พระโสณะและพระอุตตระไดเดินทางจากแควนมคธ เขามาประดิษฐานพระพุทธศาสนา ณ
ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีขอสันนิษฐานวา นาจะมีศูนยกลางอยูบริเวณตอนกลางของไทยในปจจุบัน
โดยพิจารณาจากโบราณสถานและโบราณวัตถุตาง ๆ เชน พระปฐมเจดียศิลารูปพระธรรมจักร เปน
ตน
๕ กรมการศาสนา, เลมเดมิ , หนา ๑๒๒.
๔๔
พระพุทธศาสนาที่เขา มาในสมยั น้ี เปนนิกายเถรวาทด้งั เดิม โดยพทุ ธศาสนกิ ชนมีความศรัทธา
เลื่อมใสบวชเปนพระภิกษุจํานวนมาก และไดสรางสถูปเจดียไวสักการบูชา เรียกวา สถูปรูปฟองน้ํา
เหมือนสถูปสาญจีในประเทศอินเดียท่ีพระเจาอโศกมหาราชทรงสรางข้ึน โดยศิลปะในยุคน้ี เรียกวา
ศลิ ปะทวารวดี
๒.๔.๒ พระพทุ ธศาสนาสมยั อาณาจกั รอา ยลาว
สมยั อาณาจกั รอา ยลาว ซ่งึ เปนอาณาจกั รของบรรพบุรุษชาวไทยท่ีอาศัยอยูบริเวณลุมน้ําแยง
ซีเกียง ซ่ึงปจจุบันอยูภายใตการยึดครองของชาวจีนฮ่ัน พระพุทธศาสนาในยุคนี้คาดวาเปนแบบ
มหายาน ในสมัยขุนหลวงมาว กษัตริยท่ีทรงครองราชยอยูในอาณาจักรอายลาว กอนที่จะอพยพเขา
มาสดู ินแดนประเทศไทยในปจจุบัน ไดรับเอาพระพุทธศาสนามหายาน โดยการนําของพระสมณทูต
ชาวอินเดียมาเผยแผ ในคราวท่ีพระเจากนิษกะมหาราชทรงอุปถัมภการสังคายนาคร้ังที่ ๔ ของฝาย
มหายาน ณ เมืองชลันธร พระสมณทูตไดเขามาเผยแผพระพุทธศาสนาในเอเชียกลาง ทําใหหัว
เมืองไทยทงั้ ๗๗ มีราษฎร ๕๑,๘๙๐ ครอบครัว เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานแทน
เถรวาท
๒.๔.๓ พระพุทธศาสนาสมัยอาณาจกั รศรวี ิชัย (พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓)
อาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตราเจริญรุงเรืองในชวงพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ – ๑๓ กษัตริยศรี
วชิ ัยมพี ระราชศรัทธาในพทุ ธศาสนาอยางแนนแฟน ดังหลักฐานท่ีปรากฏ ไดแก เจดียพระบรมธาตุไช
ยา เจดียโบโรพุทโธ รูปหลอพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร รวมถึงหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆอีกเปน
จาํ นวนมากซ่งึ พบกระจายอยูท วั่ ไปในดนิ แดนสุวรรณภูมิ
๒.๔.๔ พระพุทธศาสนาสมยั ลพบุรี (พุทธศตวรรษท่ี ๑๕)
ในสมัยกษตั ริยกัมพูชาราชวงศส ุรยิ วรมันเรอื งอาํ นาจนั้น ไดแผอาณาเขตขยายออกมาท่ัวภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย ในราว พ.ศ. ๑๕๔๐ และไดตั้งราชธานีเปนท่ี
อาํ นวยการปกครองเมอื งตาง ๆ ในดนิ แดนดังกลาวขึ้นหลายแหง เชน
เมอื งลพบุรี ปกครองเมืองท่อี ยูในอาณาเขตทวารวดี สว นขางใต
เมืองสุโขทยั ปกครองเมอื งท่ีอยูในอาณาเขตทวารวดี สวนขางเหนือ
เมืองศรเี ทพ ปกครองหวั เมอื งที่อยูตามลุม แมน ํ้าปา สัก
เมืองพมิ าย ปกครองเมืองท่ีอยใู นทีร่ าบสงู ตอนขางเหนอื
เมืองตาง ๆ ท่ีตง้ั ข้นึ นเี้ มอื งลพบรุ หี รือละโว ถอื วา เปน เมอื งสําคญั ท่ีสดุ กษัตริยกมั พูชาราชวงศ
สรุ ิยวรมนั ทรงนับถือพระพทุ ธศาสนาฝายมหายาน ซง่ึ มีสายสัมพันธเช่ือมตอมาจากอาณาจักรศรีวิชัย
แตฝ ายมหายานในสมยั น้ผี สมกับศาสนาพราหมณมาก ประชาชนในอาณาเขตตาง ๆ ดงั กลาว จึงไดรับ
พระพุทธศาสนาทง้ั แบบเถรวาททส่ี ืบมาแตเดมิ กบั แบบมหายานและศาสนาพราหมณท ี่เขามาใหมดวย
ทําใหมีผูนับถือพระพุทธศาสนาท้ัง ๒ แบบ และมีพระสงฆท้ังสองฝาย คือ ฝายเถรวาท และฝาย
มหายาน สําหรบั ศาสนสถานท่ีเปน ที่ประจักษพ ยานใหไ ดศึกษาถึงความเปนมาแหงพระพุทธศาสนาใน
๔๕
ประเทศไทยครั้งน้ัน ไดแกพระปรางคสามยอดท่ีจังหวัดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ท่ีจังหวัด
นครราชสีมา และปราสาทหินเขาพนมรุงที่จังหวัดบุรีรัมย เปนตน สวนพระพุทธรูปที่สรางในสมัยน้ัน
ถอื เปนศลิ ปะอยูใ นกลมุ ศลิ ปะสมัยลพบรุ ี
๒.๔.๕ พระพทุ ธศาสนาสมยั เถรวาทแบบพกุ าม
ในสมัยท่ีพระเจา อนรุ ทุ ธมิ์ หาราช กษัตริยพกุ ามเรอื งอํานาจ ทรงรวบรวมเอาพมากับมอญเขา
เปนอาณาจักรเดียวกัน แลวแผอาณาเขตเขามาถึงอาณาจักรลานนา อาณาจักรลานชาง ละโว และ
ทวารวดี พระเจาอนุรุทธทรงนับถือพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท ทรงสงเสริมทํานุบํารุง
พระพุทธศาสนาอยางจริงจัง
สว นชนชาติไทย หลงั จากอาณาจกั รอา ยลาวถูกจีนทําลายจนพินาศ ก็ไดมาต้ังอาณาจักรนาน
เจา ถงึ ประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๙ ขนุ ทาวกวาโอรสขุนบรมแหงอาณาจักรนานเจา ไดสถาปนาแควนโยนก
เชียงแสนข้ึน ตอมาอาณาจักรนานเจาไดถูกจีนแทรกซึมเขาทําลายจนพินาศอีกครั้ง ซ่ึงในคราวน้ี
ผูปกครองของจีนไดใชวิธีแบงคนไทยออกเปนกลุมเล็กกลุมนอยแลวผลักดันออกไปคนละทิศละทาง
และนบั แตน ั้นเปน ตน มาคนไทยก็ไดแ ตกสานซานเซ็นจนรวมกันไมติดอยูจนถึงวันนี้ คือ ทางตะวันตก
ไดถูกจีนผลักดันจนแตกกระจัดพลัดพรายไปถึงอัสสัม(อยูทางภาคตะวันออกของอินเดียในปจจุบัน)
สว นทางตะวนั ออกกก็ ระจัดกระจายไปถึงกวางสี หูหนาน เกาะไหหลํา รวมถึงตอนเหนือของประเทศ
เวียดนามในปจจุบัน สวนทางใตนั้นก็ไดแกประชากรในประเทศตางๆทางเอเชียอาคเนยปจจุบัน
โดยเฉพาะในประเทศลาวและไทย
เม่ือกษัตริยขอม(กัมพูชา)เรืองอํานาจ คนไทยท่ีอยูในเขตอํานาจของขอม ก็ไดรับทั้งศาสนา
และวัฒนธรรมของเขมรไวดวย สวนทางลานนาก็ไดรับอิทธิพลจากพมาเชนเดียวกัน คือ เมื่อ
อาณาจักรพุกามของกษัตริยพมาเขามาครอบครองดินแดนแถบนี้ ดังเห็นวามีปูชนียสถานแบบพมา
หลายแหง และเจดยี ท ีม่ ฉี ัตรอยบู นยอด และฉัตรที่ ๔ มมุ ของเจดยี ก็ไดรับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกาม
แบบพมา
๒.๔.๖ พระพุทธศาสนาสมัยกรุงสุโขทยั
หลังจากอาณาจักรพุกามและกัมพูชาเส่ือมอํานาจลง คนไทยจึงไดตั้งตัวเปนอิสระ ไดกอต้ัง
อาณาจักรข้ึนเอง ๒ อาณาจักร ไดแก อาณาจักรลานนาทางภาคเหนือของไทย ซ่ึงมีศูนยกลางอยูท่ี
จังหวัดเชียงใหมและอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีศูนยกลางอยูที่จังหวัดสุโขทัยในปจจุบัน เม่ือพอขุน
รามคําแหงมหาราชเสด็จข้ึนครองราชย ทรงสดับกิตติศัพทของพระสงฆลังกา จึงทรงอาราธนาพระ
มหาเถระสังฆราช ซึ่งเปนพระเถระชาวลังกาท่ีมาเผยแผอยูที่นครศรีธรรมราช มาเผยแผ
พระพุทธศาสนาในกรงุ สุโขทยั
พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศไดเขามาเผยแผในประเทศไทย ถึง ๒ ครั้ง คือ คร้ังท่ี ๑ ใน
สมัยพอขุนรามคําแหงมหาราช และครั้งที่ ๒ ในสมัยพระยาลิไท พระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองมาก
ศิลปะสมัยสุโขทัยไดรับการกลาวขานวางดงามมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย มีลักษณะ
งดงาม ไมมีศิลปะสมัยใดเหมอื น
๔๖
๒.๔.๗ พระพุทธศาสนาสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยานั้นมีความเปนฮินดูปนอยูคอนขางมาก พิธีกรรมตาง ๆ ได
ปะปนพิธีของพราหมณมากกวาที่ใดๆ ราษฎรอยุธยามุงในเร่ืองการบุญการกุศล สรางวัดวาอาราม
สรา งปูชนียวตั ถุ บํารงุ ศาสนาเปน สว นมาก ในสมัยอยธุ ยาตอ งประสบกับภาวะสงครามกับพมา จนเกิด
ภาวะวกิ ฤตทางศาสนาหลายคร้ัง53๖
เรื่องการพระศาสนาในสมยั กรุงศรีอยุธยาน้ี คงเปน เร่อื งตอเน่อื งจากกรุงสุโขทัยเพราะกรุงศรี
อยุธยา ตัง้ อาณาจกั รไทยทางใตข ้ึนในสมยั คาบเก่ยี วกับกรงุ สุโขทยั มกี ารรับนบั ถอื พระพุทธศาสนารวม
นกิ ายเดยี วกัน แยกการปกครองคณะสงฆออกเปนคณะอรัญวาสีและคณะคามวาสีเชนเดียวกัน และ
พระมหากษัตริยทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาเชนเดียวกับกษัตริยกรุงสุโขทัย แมลัทธิศาสนาก็ถือแบบ
ลังกาวงศดว ยกัน ดังไดกลาวแลวในสมัยอาณาจักรลานนาวา พระมหาเถระชาวกรุงศรีอยุธยาไดรวม
คณะไปสืบพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ ณ ลังกาทวีป พรอมกับพระเถระชาวลานนาและกัมพูชา
นัน้ ก็คอื พระพรหมมุนี กับพระโสมเถระ ซึ่งพระมหาเถระชาวกรุงศรีอยุธยา ที่เดินทางไปลังกาทวีป
ครั้งน้ัน (พ.ศ. ๑๙๖๕) ตามตํานานคณะสงฆ พระนิพนธของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพวา
ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๑ (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาวา
สมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๑ เสด็จสวรรคตเมื่อปจอ สัมฤทธิศก จุลศักราช ๗๘๐ ตรงกับพ.ศ.
๑๙๖๑ ป พ.ศ. ๑๙๖๕ อยูในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจาสามพระยา)พระราช
โอรสองคเล็กของสมเด็จพระอินทราชาธิราชท่ี ๑)
เจานายในสมัยกรงุ ศรีอยุธยาออกทรงผนวชเปน การสืบธรรมเนียมประเพณีที่พระเจาแผนดิน
และเจานายในราชวงศออกทรงผนวชตามแบบอยา งพระมหาธรรมราชาลิไทแหงกรุงสุโขทัย หรือพระ
บรมไตรโลกนาถแหง กรงุ ศรอี ยธุ ยาทรงบาํ เพญ็ พระราชกศุ ลออกผนวชมาแลว นน้ั ปรากฏวาเจานายใน
สมยั กรงุ ศรีอยธุ ยานอกจากพระบรมไตรโลกนาถและพระรามาธบิ ดีที่ ๒ แลวกย็ ังมอี กี ๔ พระองค คือ
๑) พระเจาทรงธรรม ซึง่ กอนเสวยราชยเปนพระมหากษัตริยสืบแทนพระศรีเสาวภาคย ดวย
การชิงราชสมบตั นิ ้นั ไดบ วชเปนพระภิกษุเปน พระราชาคณะที่ พระพิมลธรรม แตพระองคน้ี ตามทาง
ราชการแหงราชสํานักในสมัยน้ันมิไดถือวาเปน เจา แตอยางใด เพียงแตใชพระนามเดิมวา พระศรี
ศิลป อนั เปนพระนามของเจานายเทาน้ันเอง
๒) เจาฟาตรสั นอย พระราชโอรสของพระเพทราชา
๓) พระองคเ จาบุนนาค พระเจา ลกู ยาเธอในสมเด็จพระเจาเสอื ขนุ หลวงสรศกั ด์ิ
๔) เจา ฟา นเรนทร พระราชโอรสสมเดจ็ พระเจา ทา ยสระ สามพระองคหลังนี้ทรงผนวชอยูจน
ตลอดพระชนมายุ และมิไดร ับสมณศักด์ิเปน “พระราชาคณะ” แตป ระการใด
๖ กรมการศาสนา, เลม เดิม, หนา ๑๔๓.
๔๗
๒.๔.๘ พระพทุ ธศาสนาสมัยกรงุ ธนบรุ ี
ในยุคน้ีนบั เปน ยุคแหงความเส่ือมของพุทธศาสนาอีกสมัยหน่ึง คือ นับแตพระยาตาก(สิน)ได
ชักนาํ คนไทยเชื้อสายจีนหนีฝาทัพพมาออกจากกําแพงพระนครศรีอยุธยาจนกรุงศรีอยุธยาถูกพมาตี
แตกในป พ.ศ. ๒๓๑๐ แลว พมาไดทําลายบานเมืองจนเสียหายยอยยับ ลางผลาญชีวิตคน ขมขืนผู
หญิงไทย ปลนเอาทรัพยสินมีคาทั้งหมด กวาดตอนประชาชนแมกระท่ังพระสงฆไปเปนเชลยเปน
จํานวนมาก วัดวาอารามถูกเผาทําลาย คร้ันตอมาพระยาตาก(สิน)ไดสถาปนาขึ้นเปนกษัตริยและต้ัง
ราชธานใี หม คอื กรงุ ธนบุรีแลว ไดทาํ นุบํารุงพระศาสนา และไดชําระวงการศาสนาใหม ลงโทษสมณะ
ทก่ี ระทําความชวั่ อันไมสมกับความเปนสมณะ ดวยวิธีการตาง ๆ เมื่อเปลี่ยนแปลงราชวงศ ในปพ.ศ.
๒๓๒๒ เจา พระยาจักรีกไ็ ดอัญเชิญพระแกวมรกตจากเวียงจนั ทนมาไวย งั ประเทศไทยดว ยเชน กนั
๒.๔.๙ พระพุทธศาสนาสมัยกรงุ รตั นโกสินทร54๗
๑. รชั กาลท่ี ๑ (๒๓๒๕ - ๒๓๕๒)
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช เสด็จข้ึนครองราชยเมื่อป พ.ศ. ๒๓๒๕ ตอ
จากพระเจาตากสินมหาราช ทรงยา ยเมืองจากธนบุรี มาต้ังราชธานีใหม เรยี กช่อื วา "กรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสินทร" ทรงสรางและปฏิสังขรณวัดตาง ๆเชนสรางวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดสุทัศน
เทพวราราม วดั สระเกศ และวดั พระเชตพุ น ฯ เปน ตน ทรงโปรดใหมีการสังคายนาพระไตรปฎกคร้ังที่
๙ และถือเปนคร้ังที่ ๒ ในประเทศไทย ณ วัดมหาธาตุ ไดมีการสอนพระปริยัติธรรมใน
พระบรมมหาราชวัง ตลอดจนตามวังเจานายและบานเรือนของขาราชการผูใหญ ทรงตรากฎหมาย
คณะสงฆข้ึน เพื่อจัดระเบียบการปกครองของสงฆใหเรียบรอย ทรงจัดใหมีการสอบพระปริยัติธรรม
ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองคแรกของกรุงรัตนโกสินทร โดยสถาปนาพระสังฆราช (ศรี) เปน
สมเด็จพระสงั ฆราช เมือ่ ป พ.ศ. ๒๓๕๒
๒. รัชกาลที่ ๒ (๒๓๕๒- ๒๓๖๗)
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เสด็จขึ้นครองราชยเม่ือ พ.ศ. ๒๓๕๒ เปนทรง
ทํานบุ าํ รุงสง เสรมิ พระพทุ ธศาสนาเหมอื นอยางพระมหากษัตริยไ ทยแตโ บราณ ในรัชสมัยของพระองค
ไดทรงสถาปนาสมเดจ็ พระสังฆราชถงึ ๓ พระองค คือ สมเด็จพระสงั ฆราช( สุก ) สมเด็จพระสังฆราช(
มี ) และสมเดจ็ พระสังฆราช ( สกุ ญาณสังวร)
ในป พ.ศ. ๒๓๕๗ ทรงจดั สง สมณทูต ๘ รูป ไปฟน ฟพู ระพุทธศาสนาในประเทศลังกา ไดจัด
ใหมีการจัดงานวนั วสิ าขบูชาข้นึ เปนครั้งแรกในสมัยกรงุ รตั นโกสนิ ทร เม่อื พ.ศ. ๒๓๖๐ ซ่ึงแตเดิมก็เคย
ปฏิบัติถอื กนั มาเม่อื ครัง้ กรุงสโุ ขทยั แตไดขาดตอนไปต้ังแตเสียกรุงศรีอยุธยาแกพมา จึงไดมีการฟนฟู
วันวิสาขบูชาใหม ไดโปรดใหมีการเปล่ียนแปลงแกไขวิธีการสอบไลปริยัติธรรมขึ้นใหม ไดขยาย
หลกั สตู ร ๓ ชั้น คอื เปรยี ญตรี -โท - เอก เปน ๙ ชน้ั คือช้นั ประโยค ๑ - ๙
๓. รัชกาลที่ ๓ (๒๓๖๗ - ๒๓๙๔)
๗ https://th.wikipedia.org/wiki/ ศาสนาพุทธในประเทศไทย [๑๕ ส.ค. ๒๕๕๙].
๔๘
พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา เจา อยูหัวโปรดใหมีการสรางพระไตรปฎกฉบับหลวงเพ่ิมจํานวน
ข้ึนไวอีกหลายฉบับครบถวนกวารัชกาลกอน ๆ โปรดใหแปลพระไตรปฎกเปนภาษาไทย ทรง
บูรณะปฏิสังขรณวัดวาอารามหลายแหง และสรางวัดใหม คือวัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดา และวัด
เฉลิมพระเกียรติ ไดต้งั โรงเรียนหลวงขึน้ เปน ครง้ั แรก เพ่อื สอนหนงั สอื ไทยแกเ ด็กในสมัยน้ีไดเกิดนิกาย
ธรรมยุตขิ ึ้น โดยพระวชริ ญาณเถระ (เจาฟา มงกุฏ) ขณะท่ีผนวชอยูไดทรงศรัทธาเล่ือมใสในจริยาวัตร
ของพระมอญ ช่ือ ซาย ฉายา พทุ ธฺ วํโส จึงไดทรงอุปสมบทใหม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ ไดต้ังคณะธรรมยุติ
ข้ึนในป พ.ศ. ๒๓๗๖ แลวเสด็จมาประทบั ทว่ี ดั บวรนเิ วศวิหาร และตงั้ เปน ศนู ยกลางของคณะธรรมยุติ
๔. รัชกาลที่ ๔ (๒๓๙๔ -๒๔๑๑)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๔ เม่ือทรงเปนเจาฟามงกุฎไดผนวช ๒๗
พรรษาแลวไดลาสิกขาขึ้นครองราชยเม่ือพระชนมายุ ๕๗ พรรษา ใน พ.ศ. ๒๒๓๙๔ ดานการพระ
ศาสนา ทรงพระราชศรัทธาสรางวัดใหมข้ึนหลายวัด เชนวัดปทุมวนาราม วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฎ
กษตั ริยาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดราชบพิตร เปนตน ตลอดจนบูรณะวัดตาง ๆ
อกี มาก โปรดใหมพี ระราชพิธี "มาฆบูชา" ข้ึนเปน คร้งั แรก ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ ณ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม จนไดถ อื ปฏิบตั สิ ืบมาจนถงึ ทกุ วนั น้ี
๕. รัชกาลท่ี ๕ (๒๔๑๑ - ๒๔๕๓)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จขึ้นครองราชย เม่ือ พ.ศ. ๒๔๑๑ ทรงยกเลิก
ระบบทาสในเมืองไทยไดสําเร็จ ทรงสรางวัดใหมขึ้น คือวัดวัดราชบพิตร วัดเทพศิรินทราวาส วัด
เบญจมบพิตร วัดอัษฎางนิมิตร วัดจุฑาทิศราชธรรมสภา และวัดนิเวศนธรรมประวัติ ทรงบูรณะวัด
มหาธาตุ และวัดอื่น ๆ อีก ทรงนิพนธวรรณกรรมทางพุทธศาสนาจํานวนมาก โปรดใหั้มีการเร่ิมตน
การศึกษาแบบสมัยใหมในประเทศไทย โดยใหพระสงฆรับภาระชวยการศึกษาของชาติ คร้ัน พ.ศ.
๒๔๒๗ ไดจดั ตง้ั โรงเรียนสาํ หรบั ราษฎรข้นึ เปนแหงแรก ณ วดั มหรรณพาราม ถึงป พ.ศ. ๒๔๑๔ โปรด
ใหจ ัดการศึกษาแกป ระชาชนในหวั เมอื ง โดยจัดต้ังโรงเรียนในหัวเมอื งข้นึ
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ มีพระบรมราชโองการประกาศต้ังกรมธรรมการเปนกระทรวงธรรมการ
(กระทรวงศกึ ษาธกิ ารปจ จุบัน) โปรดใหม ีการพิมพพระไตรปฎ กดวยอกั ษรไทย จบละ ๓๙ เลม จํานวน
๑,๐๐๐ จบ พ.ศ. ๒๔๓๒ โปรดใหยายที่ราชบัณฑิตบอกพระปริยัติธรรมแกพระภิกษุสามเณร จากใน
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกมาเปนบาลีวิทยาลัย ชื่อมหาธาตุวิทยาลัย ที่วัดมหาธาตุ และตอมาป
พ.ศ. ๒๔๓๙ ไดประกาศเปลี่ยนนามมหาธาตุวิทยาลัยเปนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปนที่ศึกษา
พระปริยัติธรรมและวิชาการชน้ั สูงของพระภกิ ษุสามเณร
ป พ.ศ. ๒๔๓๖ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดต้ัง "มหามกุฏ
ราชวิทยาลัย" ข้ึน เพ่ือเปนแหลงศึกษาพระพุทธศาสนาแกพระภิกษุสามเณรฝายธรรมยุตินิกาย
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจาอยูห วั ทรงเสด็จเปด ในปเดยี วกนั
๖. รัชกาลที่ ๖ (๒๔๕๓- ๒๔๖๘)
๔๙
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฏเกลาเจาอยูหัว เสด็จขึ้นครองราชย ทรงพระปรีชาปราดเปร่ืองใน
ความรทู างพระศาสนามาก ทรงนิพนธห นงั สือแสดงคาํ สอนในพระพทุ ธศาสนาหลายเรื่อง เชน เทศนา
เสอื ปา พระพุทธเจาตรสั รูอะไร เปนตน ถงึ กบั ทรงอบรมส่ังสอนอบรมขา ราชการดวยพระองคเอง ทรง
โปรดใหใช พุทธศักราช (พ.ศ.) แทน ร.ศ. เม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๖ ใหเปลี่ยนกระทรวงธรรมการเปน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
ในป พ.ศ. ๒๔๕๔ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปลี่ยนวิธีการ
สอบบาลสี นามหลวงจากปากเปลามาเปน ขอเขียน เปน ครัง้ แรก
พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงเร่ิมการศึกษาพระปริยัติธรรมใหมข้ึนอีกหลักสูตรหนึ่ง เรียกวา "นักธรรม"
โดยมีการสอบครงั้ แรกเม่อื เดอื นตลุ าคม ๒๔๕๔ ตอนแรกเรียกวา "องคของสามเณรรธู รรม"
พ.ศ. ๒๔๖๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๓ โปรดใหพิมพคัมภีรอรรถกถาแหงพระไตรปฎกและอรรถกถา
ชาดก และคมั ภรี อ นื่ ๆ เชนวสิ ุทธมิ รรค มลิ ินทปญหา เปนตน
๗. รัชกาลท่ี ๗ (๒๔๖๘ - ๒๔๗๗)
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจา อยูห วั ทรงโปรดใหมีการทําสังคายนาพระไตรปฎกขึ้น ตั้งแต
พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๗๓ เพ่ือถวายเปนพระราชกุศลแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๖ เปน
การสังคายนาครั้งท่ี ๓ ในเมืองไทย แลวทรงจัดใหพิมพพระไตรปฎกฉบับสยามรัฐ ชุดละ ๔๕ เลม
จํานวน ๑,๕๐๐ ชุด และพระราชทานแกประเทศตาง ๆ ประมาณ ๕๐๐ ชุด โปรดใหยายกรมธรรม
การกลับเขา มารวมกับกระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อกระทรวงศึกษาธิการเปนกระทรวงธรรม
การอยางเดิม โดยมีพระราชดําริวา "การศึกษาไมควรแยกออกจากวัด" ตอมาป พ.ศ. ๒๔๗๑
กระทรวงธรรมการประกาศเพิ่มหลักสูตรทางจริยศึกษาสําหรับนักเรียน ไดเปดใหฆราวาสเรียนพระ
ปริยัติธรรม แผนกธรรม โดยจัดหลักสูตรใหม เรียกวา "ธรรมศึกษา" ในรัชสมัยรัชกาลท่ี ๗ ไดมีการ
เปล่ียนแปลงการปกครองคร้ังย่ิงใหญของไทย เม่ือคณะราษฎรไดทําการปฏิวัติ เปล่ียนแปลงการ
ปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เปนระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันท่ี ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.
๒๔๗๕ ตอมาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ตอมา
พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัวอานันทมหดิ ลข้ึนครองราชยเปน รชั กาลที่ ๘
๘. รัชกาลท่ี ๘ (๒๔๗๗ - ๒๔๘๙)
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูอยูหัวอานันทมหิดล เสด็จข้ึนครองราชเปนรัชกาลท่ี ๘ ในขณะ
พระพระชนมายุ เพียง ๙ พรรษาเทาน้ัน และยังกําลังทรงศึกษาอยูในตางประเทศ จึงมีผูสําเร็จ
ราชการแทนพระองค
ในดานการศาสนาไดม ีการแปลพระไตรปฎกเปนภาษาไทย แบง เปน ๒ ประเภท คอื
๑. พระไตรปฎก แปลโดยอรรถ พิมพเปนเลมสมุด ๘๐ เลม เรียกวาพระไตรปฎกภาษาไทย
แตไมเสรจ็ สมบรู ณ และไดทําตอจนเสรจ็ เม่ืองานฉลอง ๒๕ พทุ ธศตวรรษ เมอ่ื ป พ.ศ. ๒๕๐๐
๒. พระไตรปฎก แปลโดยสํานวนเทศนา พิมพใบลาน แบงเปน ๑๒๕๐ กัณฑ เรียกวา
พระไตรปฎ กฉบบั หลวง เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒
๕๐
พ.ศ. ๒๔๘๔ ไดเปล่ียนช่ือกระทรวงธรรมการเปนกระทรวงศึกษาธิการ และกรมธรรมการ
เปลยี่ นเปน กรมการศาสนา และในปเ ดียวกัน รฐั บาลไดออก พ.ร.บ. คณะสงฆ พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อวันท่ี
๑๔ ตลุ าคม เพ่ือใหการปกครองคณะสงฆม คี วามสอดคลอ งเหมาะสมกบั การปกครองแบบใหม
พ.ศ. ๒๔๘๘ มหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งต้ังข้ึนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ไดประกาศตั้งเปน
มหาวิทยาลัยสงฆ ชื่อ "สภาการศึกษามหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย" เมอื่ วนั ที่ ๑๐ ธนั วาคม
พ.ศ. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจา อยหู วั อานันทมหิดลไดถ กู ลอบปลงพระชนม เม่ือวันที่ ๙
มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราช เปนรัชกาลท่ี ๙ รัชกาล
ปจจบุ นั
๙. สมยั รัชกาลที่ ๙ (ตัง้ แต พ.ศ. ๒๔๘๙ สืบมา)
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ไดเสด็จขึ้นครองราชยเปนราชกาลท่ี ๙ สืบ
ตอมา ทรงมพี ระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงเปนศาสนูปถัมภก ทรงใหการอุปถัมภแกทุก
ศาสนา และทรงปกครองบา นเมืองโดยสงบรมเยน็ ตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั ริยทรง
เปนประมขุ ในรัชสมัยรชั กาลปจ จุบนั ไดมีการสง เสริมพุทธศาสนาดานตาง ๆ มากมาย ดังนี้
- ดา นการศึกษา ประชาชนไดส นใจศึกษาพุทธศาสนามากข้ึนตามลาํ ดบั ไดม กี ารจัดต้ังสมาคม
มูลนิธิทางพุทธศาสนาเพ่ือการศึกษามากมาย มีการจัดต้ังชมรมพุทธศาสตร ในมหาวิทยาลัยและ
สถาบนั การศึกษาตาง ๆ พ.ศ. ๒๔๙๐ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งขึ้นต้ังแต พ.ศ. ๒๔๓๒ ได
ประกาศต้ังเปนมหาวทิ ยาลยั ฝา ยพระพทุ ธศาสนาข้นึ เมือ่ วนั ที่ ๙ มกราคม ๒๔๙๐ และเปดการศึกษา
เม่ือวนั ท่ี ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๐ เปน ตน มาจนถึงปจจบุ ัน สวนการศึกษาของพระสงฆไดมกี ารยกระดับ
มาตรฐานการศึกษา เชนยกระดับมหาวิทยาลัยสงฆทั้ง ๒ แหง คือมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ
มหามกุฏราชวิทยาลยั ไดเปดการเรยี นการสอนระดบั อดุ มศึกษาแกพระภกิ ษสุ ามเณรในระดับปริญญา
ตรี ปริญญาโท และมนี โยบายจะเปด ระดบั ปริญญาเอกในอนาคต ไดมีการรับรองวิทยฐานะเทียบเทา
กับมหาวิทยาลัยสากลท่วั ไป และไดอ อกกฏหมาย พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆท้ัง ๒ แหง โดยรัฐสภาเม่ือ
พ.ศ. ๒๕๔๐ มีช่ือวา "มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ "มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
วิทยาลัย" ปจจุบันนี้ไดมีวิทยาเขตตางจังหวัดอีกหลายแหง เชน เชียงใหม พะเยา แพร ลําพูน
นครสวรรค ขอนแกน อบุ ลราชธานี นครราชสีมา หนองคาย นครปฐม นครศรีธรรมราช เปนตน สวน
การศึกษาดานอืน่ ไดมีการจัดต้ังโรงเรยี นปริยตั ิธรรมแผนกสามญั ระดบั ประถมปลาย และ ม.๑ ถึง ม.
๖ เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๔ ในป พ.ศ. ๒๕๐๑ ไดม กี ารจัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตยข้ึนเปนแหงแรก
ณ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั เพ่อื เปด การสอนพุทธศาสนาแกเด็กและเยาวชน จนไดแพรขยายไป
ท่วั ประเทศ
- ดานการเผยแผ ไดมีการเผยแผพระพุทธศาสนาอยางจริงจัง ทั้งในและตางประเทศ ใน
ประเทศไทยไดมีองคกรเผยแผธรรมในแตละจังหวัด โดยไดจัดตั้งพุทธสมาคมประจําจังหวัดขึ้น สวน
พระสงฆไดมีบทบาทในการเผยแผมากข้ึน โดยใชส่ือของรัฐ เชน โทรทัศน วิทยุ เปนตน
กระทรวงศึกษาธิการไดกําหนดเอาวิชาพระพุทธศาสนาเปนวิชาภาคบังคับแกนักเรียนระดับ
มธั ยมศึกษา ตั้งแต ม. ๑ ถึง ม. ๖ พระสงฆจึงไดมีบทบาทในการเขาไปสอนในโรงเรียนตาง ๆ มีการ
๕๑
ประยุกตการเผยแผธรรมในรูปแบบตาง ๆ เชนการบรรยาย ปาฐกถา และเขียนหนังสืออธิบายพุทธ
ธรรมมากขึ้น ทั้งภาษาไทยและภาษาตางประเทศ เชนมีพระเถระนักปราชญชาวไทยในยุคน้ี ไดแก
ทานพุทธทาสภิกขุ และพระธรรมปฎก (ประยทุ ธ ปยตุ ฺโต) เปน ตน ในตา งประเทศไดม ีการสรางวัดไทย
ในตางประเทศหลายวัด เชนวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย เปนวัดไทยแหงแรกในตางประเทศ
ตอ จากน้นั ไดมกี ารสรางวัดไทยในประเทศตะวนั ตก คอื วดั พุทธประทีป กรุงลอนดอน พระบาทสมเด็จ
พระเจาอยูหัวทรงเสด็จเปด เมื่อวันท่ี ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ นับเปนวัดไทยวัดแรกในประเทศ
ตะวันตก ตอ มาป พ.ศ. ๒๕๑๔ ไดม กี ารสรางวัดแหงแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นครลอสแองเจลิส
รัฐแคลิฟอเนีย ช่ือวา วัดไทยลอสแองเจลิส ปจจุบันมีวัดไทยในสหรัฐอเมริกา ประมาณ ๑๕ วัด
นอกจากนนั้ ไดม ีองคการเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศของคณะสงฆไทย ไดจัดใหมีการอบรม
พระธรรมทูตสายตางประเทศข้นึ ประจําทุกป เพ่ือสงไปเผยแผพุทธศาสนาในตางประเทศ โดยเฉพาะ
ทางตะวนั ตก ปจ จบุ นั นชี้ าวตะวันตกไดหันมาสนใจพุทธศาสนากันมาก ป พ.ศ. ๒๕๐๘ ไดมีการจัดตั้ง
สํานกั งานองคก ารพทุ ธศาสนิกสัมพนั ธแหงโลกข้ึน ณ ประเทศไทย ( พ.ส.ล. ) เพ่ือเปนศูนยกลางของ
ชาวพทุ ธทว่ั โลก
- ดานพิธีกรรม ไดมีการเปล่ียนแปลงพระราชพิธีตาง ๆ ที่เปนพระราชพิธีของ
พระมหากษตั รยิ ใหเ ปน พิธขี องรัฐบาล เรยี กวา "รัฐพิธี" โดยใหก รม กระทรวงตาง ๆ เปนผูจัด จัดใหมี
งานสงเสริมพระพทุ ธศาสนาชวงวันวิสาขบูชาของทุกป พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงพระกรุณา
โปรดเกลา ใหพระบรมวงศานุวงศ เสดจ็ แทนพระองคใ นพิธีเวยี นเทยี นในวันสําคัญทางพุทธศาสนาเชน
วนั วสิ าขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา ณ พทุ ธมณฑล ซง่ึ สรา งขน้ึ เมือ่ คราว ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ
- ดา นวรรณกรรม ไดม วี รรณกรรมทางพทุ ธศาสนาเกดิ ข้ึนมากมาย มีปราชญทางพุทธศาสนา
เกิดขึ้นหลายรูป จึงไดเกิดวรรณกรรมท้ังประเภทรอยแกวและรอยกรองมากมายหลายเลม เชนพุทธ
ประวตั จิ ากพระโอษฐ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ ของทานพุทธทาสภิกขุ หนังสือ พุทธธรรม ของ
พระธรรมปฎก (ประยุทธ ปยุตฺโต) เปน ตน
๒.๕ บทบาทของพระพทุ ธศาสนาตอ สังคมไทยในปจ จุบัน
พุทธศาสนามคี วามเหมาะสมกับการพัฒนาสังคมไทยเปนอยางยิ่ง เพราะหลักพุทธธรรมเปน
การสรางคนท่ีมีคุณภาพชีวิต ทําใหคนในสังคมดําเนินชีวิตบนฐานแหงความจริง รูจักพึ่งพาตนเอง
ขยัน ประหยัด เรียบงาย ใฝสันติ มีศีลธรรม เผ่ือแผความรักและปราศจากความเห็นแกตัว ดังนั้น ใน
การแกป ญหาดานศีลธรรมของชาวชนบท จึงจําเปนตองมีการ นําหลักพุทธศาสนาซ่ึงมีหลักการและ
แนวทางแหงการพัฒนาอยางเหมาะสม เขาไปเผยแพร ฟนฟูใหแกชาวชนบท เพื่อทําใหสังคมชนบท
สามารถประสานการพัฒนาทางดานวัตถุและจิตใจใหสอดคลองกลมกลืนกันเพื่อเปาหมายแหงความ
พนทุกขไดอยางหมดจด ท้ังน้ีตองเนน วาการที่จะมีการพัฒนาทางดานจิตใจมิไดหมายความวาจะตอง
เลิกละการพัฒนาทางดานวัตถุและสังคมซ่ึงเปลี่ยนแปลงไปดวย เพ่ือที่จะใหการพัฒนาทางใจนั้นไม
ขดั แยงกบั การพัฒนาดา นวัตถุและสงั คม ทั้งกลบั เปนเคร่ืองหนุนใหม กี ารพฒั นาในแนวทางท่ีเหมาะสม
๕๒
เปนการนาํ ใหสว นความตอ งการของชวี ิตทัง้ ๓ ดา นของคนเราประสานกลมกลืนกันไดอยางเหมาะสม
๘
55
พระพทุ ธศาสนาถือไดว าเปน ศาสนาประจําชาติ และอยูเ คียงคกู ับชาตไิ ทยมาโดยตลอด ดังนั้น
พระพุทธศาสนาจึงมคี วามสําคัญตอ สงั คมไทย พอสรุปไดด งั นี้56๙
๑) พระพุทธศาสนาเปนหลักในการดําเนินชีวิตของคนไทย เพราะคนไทยนําหลักธรรมมา
ประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจําวัน และลักษณะนิสัยของคนไทยมีจิตใจที่ดีงามใน ทุกๆ ดาน มีความ
เปนมติ รกับทกุ คน เปนตน
๒) พระพุทธศาสนาเปนหลักในการปกครองประเทศ กษัตริยทุกพระองคของไทยไดนําเอา
หลักธรรมพระพุทธศาสนาไปใชในการปกครองประเทศ เชน ทศพิธราชธรรม ตลอดมา หรือใชหลัก
“ธรรมาธิปไตย” และหลักอปาริหานยิ ธรรม เปนหลักในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เปน ตน
๓) พระพทุ ธศาสนาเปนศูนยรวมจิตใจ เนื่องจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนามุงเนนใหเกิด
ความรักความสามัคคีกัน มคี วามเมตตากรุณาตอกนั เปน ตน จึงเปน ศนู ยร วมจติ ใจของชนชาวไทยใหมี
ความเปน หนึ่งเดียวกัน
๔) พระพุทธศาสนาเปนท่ีมาของวัฒนธรรมไทย ดวยวิถีชีวิตของคนไทยผูกพันกับ
พระพทุ ธศาสนา จึงเปนกรอบในการปฏิบัติตนตามหลักพิธีกรรมในพระพุทธศาสนาตาง ๆ เชน การ
บวช การแตงงาน การทําบุญเน่ืองในพิธีการตางๆ การปฏิบัติตนตามประเพณีในวันสําคัญทาง
พระพทุ ธศาสนา เปนตน ซ่งึ เปน สวนทก่ี อ ใหเกิดวฒั นธรรมไทยจนถึงปจจบุ ัน
๕) พระพุทธศาสนาในฐานะเปนสถาบันหลักของสังคมไทย พระพุทธศาสนา เปนศาสนาที่
สังคมไทยสวนใหญนับถือ และสบื ทอดกันมาเปนชา นาน ดงั นนั้ พระพุทธศาสนาจงึ มีบทบาทสําคัญของ
วถิ ีชีวติ ของคนไทย พระพุทธศาสนาจึงมีความสําคัญในดานตางๆ ท้ังดานการศึกษา ดานสังคม และ
ดานศลิ ปกรรม
๖) พระพุทธศาสนาในฐานะเปนรากฐานของวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันอยูอยาง
แนบแนน กับพระพทุ ธศาสนา ซึมแทรกผสมผสานอยูในแนวความคิด จิตใจและกิจกรรมแทบทุกกาว
ของชีวิตโดยตลอดเวลายาวนาน โดยยังคงเนื้อหาสาระเดิมท่ีบริสุทธ์ิไวไดก็มี ถูกดัดแปลงเสริมแตง
ตลอดจนปนเปกับความเช่ือถือและขอปฏิบัติสายอ่ืนหรือผันแปรในดานเหตุอ่ืนๆ จนผิดเพ้ียนไปจาก
เดิมกม็ าก
๗) พระพุทธศาสนาในฐานะเปนเอกลักษณของชาติ การท่ีพระพุทธศาสนาอยูกับคนไทยมา
ชานาน จึงกอใหเกิดการซมึ ซาบเอาหลักปฏบิ ัติของพระพทุ ธศาสนาใหเปนสว นหนึ่งของชีวิต กอใหเกิด
๘ สุภาพรรณ ณ บางชาง, “พระสงฆกับการพัฒนาชนบท,” ใน การแสวงหาเสนทางการพัฒนาชนบท
ของพระสงฆไ ทย, (กรุงเทพมหานคร : กองแผนงานกรมศาสนา, ๒๕๒๖), หนา ๘๓ – ๘๖.
๙ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยตุ ฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเปนศาสนาประจําชาติ, พิมพ
ครง้ั ที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕๔๓), หนา ๙–๑๐.
๕๓
ความเปน เอกลกั ษณข องคนไทยท่ีไมเหมอื นกับชาติอ่ืนๆ ท่ีเปนเอกลักษณเ ดนไดแ ก รกั ความเปนอิสระ
และความมีนํ้าใจไมตรี
๘) พระพุทธศาสนาในฐานะเปนมรดกของชาติ หลักฐานทางคัมภีรและศาสนาวัตถุ ซึ่งนัก
ประวัติศาสตรโบราณคดีเชื่อวา พระพุทธศาสนาไดเขามาเผยแพรในดินแดนสุวรรณภูมิกอน พ.ศ.
๕๐๐ แตศ รทั ธาความเชอ่ื ของปุถชุ นกเ็ ปน ไปตามยุคสมัย พระพุทธศาสนาจึงรุงเรืองและเสื่อมลงตาม
กาลสมยั ดวย จนกระท่ังพอขุนศรีอินทราทิตยไดสถาปนากรุงสุโขทัยและรับเอาพระพุทธศาสนาเปน
ศาสนาประจําชาติ ครั้นราว พ.ศ. ๑๘๓๖ พอขุนรามคําแหงมหาราชได อาราธนาพระสงฆลังกาวงศ
จากนครศรธี รรมราชไปกรงุ สโุ ขทยั และอุปถมั ภพระพุทธศาสนาจนม่ันคงยนื นานมาในปจจบุ ันนี้
๙) พระพุทธศาสนาในฐานะที่ชว ยสรางสรรคอ ารยธรรม ชนชาติหน่ึง ๆ นอกจากมีหนาที่ตอง
พฒั นาประเทศชาติของตนเองแลว ก็พึงมีสวนรวมในการสรางสรรคและสงเสริมอารยธรรมโลกดวย
ชนชาติไทยเปนชนชาติท่ีเกาแกมากชนชาติหน่ึง มีวัฒนธรรมท่ีเจริญกาวหนาอยางสูงมาตลอดเวลา
ยาวนาน จึงไดม สี วนรว มในการสรา งเสรมิ อารยธรรมของโลกดว ย แมว าจะอยูในขอบเขตที่ไมกวางนัก
สวนรว มท่วี า นีก้ ็คอื ศลิ ปวัฒนธรรมไทย ซ่งึ พัฒนาขึ้นมาจนมีแบบแผนเปน ของตนเอง อยางทเี่ รียกวามี
เอกลกั ษณข องความเปนไทยเดนชดั ศิลปวัฒนธรรมไทยเหลาน้ีมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนาเปน
สว นใหญ
๑๐) พระพทุ ธศาสนาในฐานะที่ชว ยสรางความสงบสขุ ใหแกโ ลก พระพทุ ธศาสนาเปนรากฐาน
อารยธรรมท่ีสาํ คญั ของโลกดงั ไดก ลาวมาแลว พระพุทธศาสนายังชวยสรางความสงบสุขใหแกชาวโลก
ได หากศกึ ษาในประวัติศาสตรพระพุทธศาสนามีท้ังการสรางสรรค อารยธรรมและสันติภาพแกมวล
มนุษย นั่นคือ พระพุทธศาสนาเกิดข้ึนในประเทศอินเดียหรือชมพูทวีป พระพุทธศาสนาไดกอใหเกิด
การเปลย่ี นแปลงในสงั คมอนิ เดยี กลาวคือสงั คมอินเดียเคยนับถือพระพรหมเปนเทพเจาสงู สดุ ผูสรางผู
บันดาลทุกส่ิง มีการบูชายญั เทพเจา แลว กม็ ีการกาํ หนดมนุษยเปนวรรณะตาง ๆ โดยชาติกําเนิด เปน
กษตั รยิ เปนพราหมณ เปนแพศย เปนศูทร แลวก็ถือวาพราหมณเปนผูท่ีติดตอส่ือสารกับเทพเจากับ
พระพรหม เปนผูรูความตอ งการของพระองค เปนผูร บั เอาคําสอนมารักษา มีการผูกขาดการศึกษาให
อยูในวรรณะสูง คนวรรณะต่ําเรียนไมได เปนตน เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดข้ึน ทําใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลงในเรื่องเหลานี้อยางมากมาย เชน เร่ือง วรรณะ ๔ พระพุทธศาสนาไมยอมรับ แตใหถือ
หลักวา “คนมิใชประเสริฐหรือตํ่าทรามเพราะชาติกําเนิด แตจะประเสริฐหรือต่ําทรามเพราะการ
กระทาํ ” แลวกไ็ มใหม วั หวังผลจากการออนวอนบูชายัญ สอนใหเปลี่ยนการบูชายัญหรือเลิกการบูชา
ยญั ใหห ันมาหวังผลจากการกระทาํ นี่คือการ “ประกาศอสิ รภาพของมนุษย”
สรุปทา ยบท
พระพทุ ธศาสนาเปน ศาสนาเอกของโลกท่ีมีหลักคําสั่งสอนอันเปรียบเสมือนหวงมหานทีแหง
สรรพศาสตร จึงมิใชเพียงแคเปนปรัชญาหรือทฤษฎีเทานั้น หากแตยังมีเน้ือหาครอบคลุมถึงวิถีชีวิต
ความเปนอยู ความนึกคดิ แทบทกุ ดานและท่ีสําคญั พระพทุ ธศาสนาเปนศาสนาแหงการกระทํา (กรรม
วาท และกิริยาวาท) เปนศาสนาแหงความเพียรพยายาม (วิริยวาท) ไมใชศาสนาแหงการออนวอน
๕๔
ปรารถนา หรือศาสนาแหงความหวงหวังกังวล การส่ังสอนธรรมของพระพุทธเจาทรงมุงผลในทาง
ปฏบิ ตั ใิ หทุกคนจดั การกับชวี ติ ทีเ่ ปนอยจู ริงๆ ในโลกน้ีและเริ่มตนแตบ ดั น้ี
พระพทุ ธศาสนาเปน ศาสนาประจาํ ชาติไทย ดวยชนชาติไทยไดนับถือและยกยองเทิดทูนเปน
สรณะแหงชวี ิต สืบทอดตอเนื่องกันมาเปนเวลาชานาน ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรม
ของชาตสิ ว นใหญ มีพน้ื ฐานมาจากพระพุทธศาสนา องคพระมหากษัตริยซ่ึงทรงเปนพระประมุขของ
ชาติทุกๆ พระองคทรงเปนพุทธมามกะ ทรงดํารงอยูในฐานะเปนองคเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงยก
ยองเชิดชูพระพุทธศาสนาตลอดมาต้ังแตอดีตอันยาวนาน จวบจนกาลปจจุบัน อันแสดงใหเห็นเปน
ประจักษวา พระพุทธศาสนาไดสถิตสถาพรเปน มงิ่ ขวญั ของชาติไทยตลอดมาทุกยุคทุกสมัย จึงกลาวได
วา ชาตไิ ทยไดม คี วามเจรญิ มั่นคง ดํารงเอกราชอธปิ ไตยสบื ทอดตอกนั มาตั้งแตโบราณกาล จวบจนกาล
ปจจุบัน ก็ดวยคนไทยทั้งชาติยึดมั่นอยูในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีความเคารพบูชาพระ
รัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆเปนสรณะ พระพุทธศาสนาจึงมีบทบาทสําคัญยิ่งตอ
ชีวิตของชาวไทย โดยมีสวนเสริมสรางอุปนิสัยของคนในชาติใหรักความสงบ มีความเสียสละ แกลว
กลา อาจหาญ รอบรฐู านะ อฐานะ มีความรักและยดึ ม่ันอยใู นสามัคคธี รรม
โดยท่ีพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติไทยดังกลาวนี้ ชาวไทยสวนใหญประมาณรอย
ละ ๙๕ ของประชากรท้ังประเทศเปน พุทธศาสนกิ ชน เปนผูนบั ถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามี
อิทธิพลเปนอันมากตอความเชื่อ และความประพฤติ หรือการดํารงชีวิตของคนไทยสวนใหญ หาก
มองดสู ภาพสงั คมไทยในปจจุบัน จะเห็นไดวาแมชาวไทยเราสวนใหญจะเปนพุทธศาสนิกชนดังกลาว
แลว แตสวนใหญม กั เปนกันตามจารตี ประเพณี หรอื เปน พุทธศาสนิกชนตามสํามะโนครวั มักไมคอยได
มโี อกาสไดเ รยี นรู ไดศ ึกษาพระพุทธศาสนาไดเ ทาท่ีควร ท้งั น้ยี อมสืบเนอ่ื งมาจากสาเหตุหลายประการ
ดว ยกัน
คาํ ถามทายบท
๑. พระพุทธศาสนาเขา มาในประเทศไทยแบงไดเปนกย่ี คุ แตละยุคเปน นิกายใดบา ง
๒. พัฒนาการของพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยกอนสมัยสโุ ขทัยเปนอยางไรบา ง ในแงของการเผย
แผ ในแงการทํานบุ าํ รงุ จากพระมหากษตั รยิ และในแงข องอิทธพิ ลตอผคู นในยุคนนั้
๓. พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยปจจุบันเปนอยา งไรบาง อธิบายในแงของการเผยแผ และในแง
ของอทิ ธิพลตอผคู นในปจ จุบัน
๕๕
เอกสารอา งอิงประจาํ บท
หนงั สอื
กรมการศาสนา, ประวัติความเปนมาของพระพุทธศาสนาและองคการศาสนาตาง ๆ ในประเทศ
ไทย, กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๕๖.
พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจําชาติ,
พิมพค ร้งั ที่ ๑๙, นครปฐม : วดั ญาณเวศกวนั , ๒๕๕๖.
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), ความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเปนศาสนาประจําชาติ,
พมิ พครัง้ ที่ ๑๐, กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕๔๓.
พระครูวินัยธรสมชาย กันตสโี ล, เอกสารประกอบคําสอนวิชา พระพุทธศาสนาเถรวาท, ขอนแกน :
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน , ๒๕๕๐.
สุภาพรรณ ณ บางชา ง, “พระสงฆก บั การพฒั นาชนบท,” ใน การแสวงหาเสนทางการพัฒนาชนบท
ของพระสงฆไทย, (กรุงเทพมหานคร : กองแผนงานกรมศาสนา, ๒๕๒๖), หนา ๘๓ –
๘๖.
เวบ็ ไซต
http://www.oknation.net/blog/samma0009/2009/11/18/entry-2
https://th.wikipedia.org/wiki/ ศาสนาพุทธในประเทศไทย
บทที่ ๓
ภมู ปิ ญ ญาไทย
วตั ถุประสงคก ารเรยี นประจาํ บท
เมือ่ ศึกษาบทน้แี ลว ผศู ึกษาสามารถ
๑. เขาใจและอธบิ ายความหมายและความสาํ คญั ของภมู ปิ ญญาไทยได
๒. บอกลักษณะความสัมพันธของภูมิปญญาไทยและสามารถนําไปปรับใชกับชีวิตประจําวัน
ได
๓. บอกคุณคาและความสําคัญของภูมิปญญาไทยที่มีตอสังคมไทยท้ังในระดับปจเจกบุคคล
และระดบั สังคมได ตลอดจนสามารถเสนอแนะแนวทางการนาํ ภมู ปิ ญ ญาไทยสสู ากลได
๔. บอกถึงวิธกี ารอนุรักษไ วซ ง่ึ ภมู ิปญญาไทยใหคกู บั สังคมไทยได
ขอบขายเนอื้ หา
• ความนาํ
• ความหมายและความสาํ คัญของภมู ปิ ญ ญา
• ลกั ษณะของภูมปิ ญ ญาไทย
• คุณสมบตั ิของผูทรงภูมปิ ญญาไทย
• การจัดแบงสาขาภูมปิ ญญาไทย
• ลกั ษณะความสมั พนั ธของภมู ปิ ญญาไทย
• คุณคาและความสําคญั ของภมู ปิ ญ ญาไทย
• วิธกี ารอนุรักษไ วซึง่ ภูมิปญญาไทย
๕๗
๓.๑ ความนาํ
ภมู ิปญ ญาไทย หมายถึง องคความรู ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่ง
สมประสบการณท่ีผา นกระบวนการเรียนรู เลอื กสรร ปรุงแตง พัฒนา และถายทอดสืบตอกันมา เพ่ือ
ใชแกปญญาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยใหสมดุลกับสภาพแวดลอมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิ
ปญญาไทยนม้ี ีลกั ษณะเปน องคร วม มีคณุ คา ทางวฒั นธรรมเกิดข้ึนในวิถีชีวิตไทย ซ่ึงภูมิปญญาทองถ่ิน
อาจเปนที่มาขององคความรูท่ีงอกงามขึ้นใหมท่ีจะชวยในการเรียนรู การแกปญหา การจัดการและ
การปรับตัวในการดําเนินวิถีชีวิตของคนไทย ลักษณะองครวมของภูมิปญญามีความเดนชัดในหลาย
ดานเชน ดานเกษตรกรรม ดานอตุ สาหกรรม และหัตถกรรม ดานการแพทยแผนไทย ดานการจัดการ
ทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานกองทุนและธุรกิจชุมชน ดานศิลปกรรม ดานภาษาและวรรณกรรม
ดา นปรัชญา ศาสนา และประเพณี และดานโภชนาการ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร เอก
ลกั ษณะและภมู ิปญ ญา
ในบทน้ีจะเปนการศึกษาเกี่ยวกับภูมิปญญาไทย โดยเริ่มศึกษาจาก ลักษณะของภูมิปญญา
ไทย คุณสมบัติของภูมิปญญาไทย การจัดแบงสาขาภูมิปญญาไทย ลักษณะความสัมพันธของภูมิ
ปญ ญาไทย คณุ คาและความสาํ คญั ของภมู ิปญญาไทยและวธิ กี ารอนรุ ักษไวซ ่ึงภูมิปญ ญาไทย
๓.๒ ความหมายและความสาํ คญั ของภูมิปญ ญา
๓.๒.๑ ความหมายของภูมิปญ ญา
หากจะพิจารณาของภูมิปญญาทองถ่ินไทยตามรากศัพท “ภูมิปญญาทองถ่ิน (Local
Wisdom)” มรี ากศัพทม าจากคาํ ตางๆ ดังน้ี
ภูมิ ความหมายวา พน้ื ที่ พืน้ เพ
ปญ ญา หมายความวา ความรู ความรอบรู
ภมู ิปญญา หมายถึง ความรูที่อยู ณ พื้นท่ีนน้ั 57๑
แตเ มอ่ื พิจารณาความหมายของนักคิดตางๆ มีผูใหความหมายของภูมิปญญาและภูมิปญญา
ทอ งถนิ่ ไวหลากหลาย ดังน้ี
ภูมปิ ญญาเปน เรอื่ งทส่ี ่งั สมกันมาตง้ั แตอ ดตี และเปน เรือ่ งของการจัดการความสัมพนั ธระหวาง
มนุษยก บั ส่ิงตา งๆ โดยผา นกระบวนการทางจารีตประเพณี วิถีชีวิต การทํามาหากินและพิธีกรรมตาง
ๆ เพอ่ื ใหเกดิ ความสมดลุ ระหวา งความสัมพันธเหลานี้ มีเปาหมายเพ่ือใหเกิดความสุขท้ังในสวนท่ีเปน
ชมุ ชน หมูบา นและปจเจก หากเกิดปญหาความไมสมดุลขึ้น ก็จะกอใหเกิดความไมสงบสุขในหมูบาน
๑ เทิดชาย ชวยบํารุง, ภูมิปญญาเพื่อการพัฒนาทองถ่ินเชิงสรางสรรค, (กรุงเทพมหานคร : สถาบัน
พระปกเกลา ,๒๕๕๔), หนา ๓๗.
๕๘
และชมุ ชน นอกจากนภี้ มู ปิ ญ ญายังหมายถงึ ประสบการณในการประกอบอาชีพในการศึกษาเลาเรียน
ดว ย58๒
ภูมิปญญา คือ ความรู ความคิด ความเช่ือ ความสามารถความจัดเจนท่ีกลุมชนไดจาก
ประสบการณที่ส่ังสมไวในการปรับตัวและดํารงชีพในระบบนิเวศหรือสภาพแวดลอมธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอมทางสังคมวัฒนธรรม ท่ีมีพัฒนาการสืบสานกันมา เปนความรู ความคิด ความเช่ือ
ความสามารถ ความชดั เจน ท่ีเปน ผลของการใชส ตปิ ญญาปรับตัวกับสภาวะตางๆ ในพ้ืนท่ีที่ชุมชนนั้น
ตงั้ ถ่นิ ฐานอยู59๓
“ภูมิปญญา” เปน สิง่ ทเี่ กดิ ข้นึ และดํารงอยูกับสังคมมนุษยมาชานาน เปนการดํารงอยูในชีวิต
ที่เกี่ยวพันอยูกับธรรมชาติของแตละทองถิ่นโดยมีการปรับสภาพการดําเนินชีวิตใหเหมาะสมกับ
สภาพแวดลอมธรรมชาติตามกาลเวลา เนื่องจากมนุษยเปนสัตวโลกท่ีพิเศษกวาสัตวอ่ืนๆ กลาวคือมี
มันสมองที่มคี วามสามารถในการคิดคน เรยี นรู แกปญหาและมีการสืบทอดเปนมรดกมาชานาน แมวา
ภูมิปญญาเปนสงิ่ ที่ส่ังสมและถายทอดมาชานาน แตมีลักษณะที่สําคัญอยางหนึ่งคือเปนองคความรูท่ี
เชื่อมโยงกันไปหมดไมวาจะเปนเร่ืองของอาชีพ เศรษฐกิจ ความเปนอยู การใชจาย การศึกษา
วฒั นธรรมจะมคี วามผสมกลมกลนื กัน60๔
จากความหมายขางตนเราอาจสรุปงาย ๆ ไดวา ภูมิปญญาคือ แบบแผนการดําเนินชีวิตที่มี
คุณคา แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของบุคคลและสังคม ซ่ึงไดสั่งสมและปฏิบัติสืบตอกันมา ภูมิปญญา
จะเปน ทรพั ยากรบคุ คลหรอื ทรัพยากรความรูก ไ็ ด
๓.๒.๒ ความสาํ คัญของภูมปิ ญ ญา
ความสําคัญของภูมิปญญาจะแบงออกเปนความสําคัญในแงท่ีอิทธิพลตอการดํารงชีพและ
ความสําคญั ในแงข ององคค วามรูดังน้ี
ความสาํ คญั ในแงข องการดาํ รงชีพประกอบดวย
๑. ภูมปิ ญ ญาทาํ ใหชาตแิ ละชมุ ชนผา นพนวกิ ฤติและดาํ รงความเปนชาติ หรือชุมชนได
๒. ภูมิปญญาเปนองคความรูที่มีคุณคาและความดีงามท่ีจรรโลงชีวิตและวิถีชุมชนใหอยู
รวมกบั ธรรมชาตแิ ละสภาวะแวดลอ มไดอยางกลมกลืนและสมดุล
๒ ปรีชา อยุ ตระกูล, บทบาทของหมอพ้นื บา นในสังคมชนบทอีสาน, (ขอนแกน : สถาบันวิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยขอนแกน , ๒๕๓๑), หนา ๙.
๓ เอกวิทย ณ ถลาง, ภูมิปญญาชาวบานสี่ภูมิภาค : วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรูของชาวบาน,
(นนทบรุ ี : โรงพิมพม หาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๐), หนา ๑๑ – ๑๒.
๔ ประเวศ วะสี, เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟนเศรษฐกิจสังคม,
(กรงุ เทพมหานคร : หมอชาวบา น, ๒๕๔๒), หนา ๒๕.
๕๙
๓. ภมู ปิ ญ ญาเปน พนื้ ฐานการประกอบอาชีพและเปน รากฐานการพัฒนาที่เร่ิมจากการพัฒนา
เพ่ือการพ่ึงพาตนเอง การพัฒนาเพ่ือการพึ่งพาอาศัยซ่ึงกันและกัน และการพัฒนาท่ีเกิดจากการ
ผสมผสานองคความรสู ากลบนฐานภมู ิปญ ญาเดมิ เพอื่ เกดิ เปน ภมู ิปญ ญาใหมที่เหมาะสมกบั ยุคสมยั
ดงั นนั้ ภมู ิปญญาจงึ มีคุณคาไมเพียงแตตอทองถ่ินและผูคนเทานั้น แตยังเอื้อประโยชนอยาง
ใหญห ลวงตอการวางแผนพฒั นาประเทศอยา งยั่งยนื และม่นั คง
สวนความสําคญั ในแงขององคความรูป ระกอบดวย
๑. ความรูและระบบความรู ภูมิปญญาไมใชส่ิงท่ีเกิดแวบข้ึนมาในหัว แตเปนระบบความรูที่
ชาวบาน มองเห็นความสัมพันธของส่ิงตาง ๆ เปนระบบความรูท่ีไมเปนวิทยาศาสตร ฉะน้ันใน
การศกึ ษาเขา ไปดวู า ชาวบา น “รูอะไร” อยางเดียวไมพอตองศกึ ษาดวยวา เขาเห็นความสัมพันธของส่ิง
ตา ง ๆ เหลาน้ันอยางไร
๒. การส่ังสมและการกระจายความรู ภูมิปญญาเกิดจากการส่ังสม และกระจาย ความรู
ความรูนั้น ไมไดลอยอยูเฉย ๆ แตถูกนํามาบริการคนอื่น เชน หมอพ้ืนบาน ชุมชน ส่ังสมความรูทาง
การแพทยไวในตัวคน ๆ หนึ่ง โดยมีกระบวนการท่ีทําใหเขาสั่งสมความรู เราควรศึกษาดวยวา
กระบวนการนเ้ี ปน อยางไร หมอคนหนึ่งสามารถสรา งหมอคนอน่ื ตอมาไดอยางไร
๓. การถายทอดความรูภูมิปญญาชาวบานไมไดมีสถาบันถายทอดความรูแตมีกระบวนการ
ถายทอดท่ี ซบั ซอ น ถา เราตอ งการเขาใจภูมปิ ญญาทอ งถ่ิน เราตองเขา ใจกระบวนการถายทอดความรู
จากคนรนุ หน่งึ ไปสูค นอีกรุนหนึ่งดวย
๔. การสรางสรรคและปรับปรุง ระบบความรูของชาวบานไมไดหยุดน่ิงอยูกับที่แตถูก
ปรับเปล่ียน ตลอดมา โดยอาศัยประสบการณของชาวบานเอง เรายังขาดการศึกษาวาชาวบาน
ปรบั เปล่ียนความรู และระบบความรเู พื่อเผชญิ กับความเปล่ยี นแปลงอยา งไร61๕
๓.๓ ลกั ษณะของภูมปิ ญญา
ภมู ิปญญามลี ักษณะเปนนามธรรมอยางนอยตอ งประกอบดว ยองคป ระกอบตาง ๆ เหลานี้ คือ
๖
62
ความคิด เปนสิ่งที่ติดตัวมาแตกําเนิด ท่ีเรียกวา Cognitive System ซ่ึงประกอบดวยระบบ
ประสาท ระบบสมอง และตอมตาง ๆ ทําหนา ที่คิดใหแ กรางกายและนักมานษุ ยวิทยาเชื่อวาทํางานอยู
นอกเหนอื จากการบงการของรางกาย หมายถงึ ท้งั สวนที่เปน จนิ ตนาการและผลของการวเิ คราะหและ
๕ นิธิ เอียวศรีวงศ, การศึกษาของชาติกับภูมิปญญาทองถ่ิน, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพร้ินตริ้ง,
๒๕๓๖), หนา ๓.
๖ เอ่ยี ม ทองดี, “มรดกธรรมชาติกับภูมิปญญาพ้ืนบาน” ใน วารสารเพ่ือการศึกษาและเผยแพรภาษา
และวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพ่ือพัฒนาชนบท, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหิดล,
๒๕๔๒), หนา ๕ – ๖.
๖๐
สังเคราะหจากสภาพแวดลอมทั้งทางธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรม ซ่ึงความคิดดังกลาวนี้จะเปน
แหลงสําคญั หรอื ทม่ี าของความรูอันเปนองคป ระกอบของภูมปิ ญ ญาในลาํ ดับถัดไป
ความรู มีการนํามาใชในลักษณะตาง ๆ เชน องคความรู ภูมิรู ปรากฏอยูในแนวคิด ทฤษฏี
ญาณวทิ ยาทวี่ าดวยทฤษฏีแหง ความรู การสืบคน กําเนิดแหงความรู และธรรมชาติของความรู การหา
คาํ ตอบวาตรงกับความเปนจริงหรือไม หรือวาความรูเปนเพียงการพิจารณาเทียบเคียง ซึ่งไมตรงกับ
ขอเท็จจริงและยังสืบคนความรูเรื่องกาล (Time) อวกาศ (Space) เนื้อสาร (Substance)
สัมพันธภาพ (Relation) และความเปนเหตุเปนผล (Causality) องคความรูเปนหมวด ๆ (Category)
ความรู หรือองคค วามรูเ ปนองคประกอบสวนหนงึ่ ของภมู ิปญญาทีก่ ลา วขา งตน
ความเชื่อ เปน พืน้ ฐานสาํ คัญยิ่งของสังคมมนุษย มนุษยแตละกลุมมีความเชื่อแตกตางกันไป
ซ่ึงความเชื่อก็คือความศรัทธาหรือยึดม่ันถือม่ัน ซึ่งเปนแกนสําคัญในการดําเนินชีวิตและความมั่นคง
ของสังคม ความเชื่อมีอยูหลายระดับทั้งในการดําเนินชีวิตประจําวันอันเปนความเชื่อโดยท่ัวไป และ
ความเช่ือท่ีเกีย่ วกับวิญญาณ โลกนี้ โลกหนา ความดี ความช่ัว นรก สวรรค บาปบุญคุณโทษ ซ่ึงเปน
องคป ระกอบสําคัญยิ่งในภูมปิ ญญา
คา นยิ ม คือ สิ่งที่คนสนใจ ความปรารถนาอยากจะมี อยากจะเปนท่ียกยอง สรรเสริญ หรือ
เปนสิง่ ทบ่ี ังคับตอ งทํา ตองปฏบิ ัติ มคี วามรักและมคี วามสขุ เมอื่ ไดเ หน็ หรือไดส่ิงเหลานั้นมา คานิยมจึง
เปนพนื้ ฐานของการจัดรปู แบบพฤติกรรมทปี่ รากฏอยภู ายใน และแสดงออกเปนพฤติกรรมในลักษณะ
ตาง ๆ ทางกาย วาจา และความคิด โดยสรุปคานิยมเปนพ้ืนฐานสําคัญทางภูมิปญญา เปนบอเกิด
พฤติกรรมของบคุ คลแตล ะสงั คม
ความเห็น คือ ภาวะที่เกิดข้ึนหลังจากบุคคลหรือชุมชน ไดพิจารณาและใครครวญโดย
รอบคอบแลว จึงลงมตติ ดั สนิ ใจ วา ควรจะแสดงออกในลักษณะอยางไร เชน เห็นดวย ทําตาม ยอมรับ
ปฏิเสธ รวมมือ กระทําหรือดําเนินการ ดวยเห็นวาดี ชั่ว เหมาะสม ไมเหมาะสม เปนบาป เปนบุญ
เปนตน ซึ่งความเห็นในลักษณะดังกลาวนี้เปนภูมิปญญาประการหน่ึงท่ีมีผลสําคัญยิ่งตอพฤติกรรมท่ี
แสดงออกมาท้งั กาย วาจา และจิตใจ
ความสามารถ หมายถึง ศกั ยภาพและประสิทธิภาพท่ีมีอยูภายในบุคคล เชน ชุมชนในการท่ี
จะจดั การเร่ืองใดเรอื่ งหน่งึ ในลักษณะเดยี วกับสงิ่ ทเ่ี รียกวา “พรสวรรค” ซึ่งเปนผลมาจากลักษณะทาง
กายและจิตใจรวมกัน โดยแตละคนหรือชุมชนยอมจะตองมีแตกตางกัน เชน การที่บงคนสามารถ
ปาฐกถาไดดี ลาํ ดับเนื้อหาและการแสดงทุกอยา งเปน ท่ีช่ืนชม ซง่ึ ถอื วา เปนผลมาจากความสามารถที่มี
อยใู นบุคคลน้ัน ๆ ฉะน้นั ความสามารถจงึ เปน ภูมปิ ญ ญาอีกประการหนงึ่
ความฉลาดไหวพริบ หมายถึง ทักษะท่ีปรากฏอยูภายในจิตใจ หรือจิตวิญญาณ เปนส่ิงท่ี
สามารถนํามาใชแกไขปองกันควบคุมเหตุการณตาง ๆ ไมใหเกิดเปนปญหาขึ้นหรือใหเปนไป ตามที่
ตนเองหรือชุมชนตองการ
ดังน้ัน องคประกอบของภูมิปญญาจึงมีสวนสําคัญท่ีจะทําใหภูมิปญญาที่มีอยูเกิดคุณคาแก
ความภาคภมู ใิ จซ่งึ ไดแ ก ความคิดที่เกดิ จากการจินตนาการจากสภาพแวดลอมที่มีอยูในสังคม ความรู
อาจเกดิ จากภมู คิ วามรูท ่ไี ดจ ากการทดสอบทดลองหลายครัง้ จนไดค วามรูท ่ีแทจรงิ ความเช่ือถืออันเปน
๖๑
พืน้ ฐานในการดํารงชีวิตท่ีมีบาปบุญคุณโทษ และจิตวิญญาณเขามาเกี่ยวของคานิยมที่คนในสังคมให
การยกยองเชิดชูวาเปนสิ่งดีงาม ควรคาแกการอนุรักษใหมีการสืบทอดแกลูกหลาน ความเห็นท่ีเกิด
จากพิจารณารอบคอบจากชุมชนจนเกิดการยอมรับดวยความจริงใจ ความสามารถอันเกิดจาก
พรสวรรคห รือจากการฝกฝนจนสามารถแกปญ หาของชมุ ชนได ความฉลาดไหวพริบการแกไข เชนกัน
ยอมเกดิ ขน้ึ จากจินตนาการ ความรู ความสามารถ ความเชือ่ และคา นิยม การสัง่ สมประสบการณดังที่
ไดก ลา วมาแลว จนสามารถสรางองคความรูแ ละสังเคราะหใหมใหมีความกาวหนาและนํามาใชงานได
ดีมีประสิทธภิ าพย่งิ ขน้ึ
ภูมิปญญาเหลานี้สะทอ นออกมาเปน ๓ ลักษณะท่ีสัมพันธใ กลชดิ กัน คือ
๑. ความสัมพันธอยางใกลชิดกันคือ ความสัมพันธระหวางคนกับโลก ส่ิงแวดลอม สัตว พืช
ธรรมชาติ
๒. ความสัมพันธก ับคนอนื่ ๆ ทรี่ วมกันในสังคมหรือในชุมชน
๓. ความสมั พันธก ับสงิ่ ศกั ดิ์สทิ ธ์ิ สง่ิ เหนือธรรมชาติ สง่ิ ทไ่ี มสามารถสมั ผัสได
๓.๔ ลักษณะของภูมปิ ญญาไทย
ภมู ปิ ญ ญาไทย หมายถึง องคความรู ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการส่ัง
สมประสบการณท ผี่ านกระบวนการเรียนรู เลือกสรร ปรุงแตง พัฒนา และถายทอดสืบตอกันมา เพื่อ
ใชแกปญญาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยใหสมดุลกับสภาพแวดลอมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิ
ปญ ญาไทยนม้ี ีลักษณะเปน องคร วม มีคณุ คาทางวฒั นธรรมเกดิ ข้ึนในวิถีชีวิตไทย ซ่ึงภูมิปญญาทองถ่ิน
อาจเปนท่ีมาขององคความรูที่งอกงามข้ึนใหมที่จะชวยในการเรียนรู การแกปญหา การจัดการและ
การปรับตัวในการดําเนินวิถีชีวิตของคนไทย ลักษณะองครวมของภูมิปญญามีความเดนชัดในหลาย
ดา นเชน ดา นเกษตรกรรม ดานอตุ สาหกรรม และหตั ถกรรม ดานการแพทยแผนไทย ดานการจัดการ
ทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานกองทุนและธุรกิจชุมชน ดานศิลปกรรม ดานภาษาและวรรณกรรม
ดา นปรชั ญา ศาสนา และประเพณี และดา นโภชนาการ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร เอก
ลักษณะและภมู ปิ ญญาลกั ษณะของภูมปิ ญ ญาไทย มีดงั นี้
๑. ภูมปิ ญ ญาไทยมีลกั ษณะเปนท้ังความรู ทักษะ ความเชอื่ และพฤตกิ รรม
๒. ภมู ิปญญาไทยแสดงถงึ ความสัมพันธร ะหวางคนกับคน คนกับธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม และ
คนกบั ส่งิ เหนือธรรมชาติ
๓. ภูมิปญญาไทยเปน องครวมหรือกิจกรรมทุกอยางในวถิ ชี วี ติ ของคน
๔. ภูมิปญญาไทยเปนเรื่องของการแกปญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู เพื่อ
ความอยูรอดของบคุ คล ชมุ ชน และสังคม
๕. ภูมิปญ ญาไทยเปนพน้ื ฐานสําคัญในการมองชวี ติ เปนพ้นื ฐานความรูในเรื่องตางๆ
๖. ภมู ิปญญาไทยมีลักษณะเฉพาะ หรือมเี อกลักษณในตวั เอง
๖๒
๗. ภูมปิ ญญาไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงเพอื่ การปรบั สมดลุ ในพัฒนาการทางสังคม
เร่ืองราวของภูมิปญญาทองถ่ินน้ันเปนที่สนใจของประเทศตาง ๆ และไดทําการศึกษาใน
หลาย ๆ ลกั ษณะ เชน การประกอบอาชีพ การรกั ษาสุขภาพอนามยั และวิถีชีวิตของชาวบาน สําหรับ
ในประเทศไทยไดม กี ารศกึ ษาถึงลกั ษณะของภูมิปญ ญาทอ งถน่ิ ไวดังน้ี
รงุ แกว แดง63๗ ไดแบง ภูมปิ ญญาออกเปน ๒ ระดบั คอื ภูมิปญญาชาติหรือภูมิปญญาไทย กับ
ภูมิปญ ญาทองถ่นิ หรือภมู ิปญ ญาชาวบาน
๑. ภมู ปิ ญ ญาชาติ เปนภูมปิ ญญาท่ีชวยรักษาชาติใหปลอดภัยอยูรอดมาไดจนถึงปจจุบันและ
เปนภูมิปญญาท่ชี วยสราง “ภาพแหง ความมีอารยธรรม” ใหแ กชาติ
๒. ภูมิปญญาทองถ่ิน คือ ความรูที่เกิดข้ึนเฉพาะทองท่ีใดทองท่ีหนึ่ง ซึ่งท่ัว ๆ ไปก็เปน ภูมิ
ปญญาท่ีใชแกปญหาของผูคนในทองถิ่นน้ันเปนหลัก โดยอาจจะเรียกภูมิปญญาทองถ่ิน นี่วา “ภูมิ
ปญญาชาวบาน”
ภูมิปญญาทองถ่ินคอนขางจะมีวัตถุประสงคท่ีแตกตางไปจากภูมิปญญาชาติพอสมควร คือ
โดยปรกตแิ ลว จะแสดงออกในรปู ของการนาํ ภูมปิ ญญาทีส่ รางข้ึนไปใชในการเอ้ืออํานวยใหการดําเนิน
ชีวิตในกลุมเปน ไปอยางราบร่ืนและสงบสุข ภาพของภูมิปญญานั้น เปนเรื่องของชุมชน ชาวบาน และ
ชนบท ดังนนั้ จึงไมแ ปลกนกั ทก่ี ารใชภูมปิ ญ ญาทองถ่ินจะมีความเกาะเก่ียวอยูกับธรรมชาติ ตนไม ปา
เขาลาํ เนาไพร ผนื ฟา สงิ สาราสัตวตา ง ๆ ชาวบา นมกั จะนําเอาสงิ่ ท่หี าไดแ ละมีอยูใ น ทองถิ่นมาชวยใน
การอยกู ินตลอดเวลา
เสรี พงษพศิ 64๘ กลาววา ภมู ปิ ญ ญามี ๒ ลกั ษณะ คอื
๑. ลักษณะนามธรรม ไดแก ทฤษฎี ปรัชญา หรือหลักการอันลึกซ้ึงซ่ึงซอนเรนนัยแหง
ความหมายอันแทจริงเอาไว ซ่ึงตองมีการวิเคราะหออกมาใหสอดคลองกับชีวิตความเปนอยู และ
ลกั ษณะความเชือ่ บคุ คลในยุคสมัยน้นั ๆ จงึ จะสามารถเขาใจได ภูมิปญ ญาไทยในลักษณะความเช่ือจะ
ปรากฏออกมาในรปู ของนทิ าน คําบอกเลา บทเพลง ภาษา วรรณคดี เปนตน เชน สุภาษิต คําพังเพย
เคล็ดลางและคาํ ส่งั สอนของบรรพบรุ ษุ เกี่ยวกับขอหามและขอ ปฏิบัติ ฯลฯ
๒. ลักษณะรูปธรรม ไดแก สิ่งที่เปนผลผลิตที่ปรากฏออกมาใหเห็นได เชน อาคารสถานท่ี
จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปตยกรรม และแมแ ตดนตรี อาหาร และเคร่ืองนุงหม เปนตน ส่ิงเหลานี้
เมื่อแสดงหรือปรากฏออกมายอมเปนที่รูกันโดยทั่วไปวาเปนเอกลักษณของมนุษยกลุมไหน เผาไหน
หรือชนชาติไหน ชาติไทยเปนชาติเกาแกมาแตโบราณกาล ชนชนติไทยไดแสดงภูมิปญญาใหเปนท่ี
ปรากฏมาชา นานมหี ลักฐานบนั ทกึ ไวในรูปของสารนิเทศประเภทตาง ๆ ตลอดจนแสดงตัวออกมาเปน
รูปธรรม เชน อาคารสถานทด่ี งั ทก่ี ลา วมาแลว
๗ รงุ แกว แดง, ปฏิวัตกิ ารศกึ ษาไทย, พมิ พครั้งท่ี ๖, (กรุงเทพมหานคร : มตชิ น, ๒๕๔๒), หนา ๑๔๒.
๘ เสรี พงศพ ิศ, คืนสูร ากเหงา , (กรงุ เทพมหานคร : เทยี นวรรณ, ๒๕๒๙), หนา ๑๔๕.
๖๓
หากกลาวโดยสรุปถงึ ลักษณะของภูมิปญ ญาไทยมดี งั น้ี
๑. ภูมปิ ญญาไทยมลี กั ษณะเปนทัง้ ความรู ทักษะ ความเช่ือ และพฤตกิ รรม
๒. ภมู ปิ ญ ญาไทยแสดงถึงความสมั พันธร ะหวา งคนกับคน คนกับธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และ
คนกับสง่ิ เหนอื ธรรมชาติ
๓. ภมู ปิ ญ ญาไทยเปน องครวมหรือกิจกรรมทกุ อยางในวิถชี วี ิตของคน
๔. ภูมิปญญาไทยเปนเรื่องของการแกปญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู เพื่อ
ความอยูรอดของบคุ คล ชุมชน และสังคม
๕. ภูมปิ ญ ญาไทยเปนพืน้ ฐานสําคญั ในการมองชวี ติ เปน พืน้ ฐานความรใู นเร่อื งตาง ๆ
๖. ภมู ิปญญาไทยมีลกั ษณะเฉพาะ หรือมเี อกลักษณใ นตวั เอง
๗. ภมู ปิ ญญาไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงเพอื่ การปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม
๓.๕ คุณสมบตั ขิ องผูทรงภูมิปญ ญาไทย
ผทู รงภมู ิปญญาไทยเปน ผูม คี ุณสมบตั ิตามทก่ี ําหนดไว อยา งนอยดังตอไปน้ี65๙
๑. เปนคนดีมีคุณธรรม มีความรูความสามารถในวิชาชีพตางๆ มีผลงานดานการพัฒนา
ทองถ่ินของตน และไดรับการยอมรับจากบุคคลทั่วไปอยางกวางขวาง ท้ังยังเปนผูท่ีใชหลักธรรมคํา
สอนทางศาสนาของตนเปนเครอ่ื งยดึ เหนี่ยวในการดาํ รงวถิ ีชวี ติ โดยตลอด
๒. เปนผคู งแกเรยี นและหมั่นศึกษาหาความรูอยูเสมอ ผูทรงภูมิปญญาจะเปนผูที่หมั่นศึกษา
แสวงหาความรูเพิ่มเติมอยูเสมอไมหยุดน่ิง เรียนรูทั้งในระบบและนอกระบบ เปนผูลงมือทํา โดย
ทดลองทาํ ตามท่เี รียนมา อีกทงั้ ลองผดิ ลองถูก หรอื สอบถามจากผูรูอื่นๆ จนประสบความสําเร็จ เปน
ผูเ ชย่ี วชาญ ซึ่งโดดเดน เปน เอกลกั ษณใ นแตละดานอยา งชดั เจน เปนท่ียอมรับการเปล่ียนแปลงความรู
ใหมๆ ทเ่ี หมาะสม นํามาปรับปรงุ รับใชชุมชน และสังคมอยูเสมอ
๓. เปน ผูนําของทองถนิ่ ผทู รงภูมิปญญาสวนใหญจ ะเปนผทู ่ีสงั คม ในแตละทองถิ่นยอมรับให
เปน ผนู าํ ท้ังผูนําท่ีไดรับการแตงต้ังจากทางราชการ และผูนําตามธรรมชาติ ซ่ึงสามารถเปนผูนําของ
ทอ งถน่ิ และชว ยเหลอื ผูอื่นไดเปน อยา งดี
๔. เปน ผูท่ีสนใจปญ หาของทองถิ่น ผูทรงภูมิปญญาลวนเปนผูท่ีสนใจปญหาของทองถิ่น เอา
ใจใส ศึกษาปญ หา หาทางแกไ ข และชว ยเหลอื สมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกลเคียงอยางไมยอ
ทอ จนประสบความสําเรจ็ เปนทีย่ อมรับของสมาชกิ และบคุ คลท่ัวไป
๙http://kanchanapisek.or.th/kp6 / sub/book/book.php?book=2 3 &chap=1 &page=t2 3 -1 -
infodetail02.html [๑๘ ส.ค. ๒๕๕๙].
๖๔
๕. เปนผูขยันหม่ันเพียร ผูทรงภูมิปญญาเปนผูขยันหม่ันเพียร ลงมือทํางานและผลิตผลงาน
อยูเ สมอ ปรับปรุงและพัฒนาผลงานใหมีคุณภาพมากขึน้ อีกทัง้ มงุ ทาํ งานของตนอยา งตอเน่อื ง
๖. เปนนักปกครองและประสานประโยชนของทองถ่ิน ผูทรงภูมิปญญา นอกจากเปนผูท่ี
ประพฤตติ นเปนคนดี จนเปนท่ยี อมรับนบั ถอื จากบุคคลทัว่ ไปแลว ผลงานทที่ า นทาํ ยงั ถอื วา มีคุณคา จึง
เปน ผทู ม่ี ที ้ัง "ครองตน ครองคน และครองงาน" เปนผูประสานประโยชนใหบุคคลเกิดความรัก ความ
เขา ใจ ความเห็นใจ และมีความสามัคคีกนั ซ่งึ จะทาํ ใหทองถิน่ หรอื สังคม มีความเจริญ มีคุณภาพชีวิต
สงู ข้นึ กวาเดมิ
๗. มีความสามารถในการถายทอดความรูเปนเลิศ เมื่อผูทรงภูมิปญญามีความรู
ความสามารถ และประสบการณเปนเลิศ มีผลงานที่เปนประโยชนตอผูอ่ืนและบุคคลทั่วไป ทั้ง
ชาวบาน นกั วิชาการ นักเรียน นิสิต/นักศึกษา โดยอาจเขาไปศึกษาหาความรู หรือเชิญทานเหลานั้น
ไป เปนผถู า ยทอดความรูได
๘. เปน ผูมคี ูครองหรือบริวารดี ผูทรงภูมิปญญา ถาเปนคฤหัสถ จะพบวา ลวนมีคูครองที่ดีที่
คอยสนับสนนุ ชวยเหลอื ใหก าํ ลงั ใจ ใหความรวมมอื ในงานท่ีทานทํา ชวยใหผลิตผลงานท่ีมีคุณคา ถา
เปน นักบวช ไมว าจะเปน ศาสนาใด ตอ งมีบริวารทีด่ ี จงึ จะสามารถผลิตผลงานทีม่ ีคณุ คา ทางศาสนาได
๙. เปนผูมีปญญารอบรูและเช่ียวชาญจนไดรับการยกยองวาเปนปราชญ ผูทรงภูมิปญญา
ตอ งเปนผูมีปญ ญารอบรูและเช่ยี วชาญ รวมท้งั สรา งสรรคผ ลงานพเิ ศษใหมๆ ท่ีเปนประโยชนตอสังคม
และมนุษยชาตอิ ยา งตอเนื่องอยเู สมอ
๓.๖ การจัดแบง สาขาภมู ปิ ญญาไทย
กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธิการ ไดแ บงประเภทของภมู ปิ ญญาไทยไว ดงั น6ี้6๑๐
๑. ภูมิปญญาดานคติธรรม ความคิด ความเช่ือ หลักการท่ีเปนพ้ืนฐานขององคความรูที่เกิด
จากการสง่ั ถา ยทอดกนั มา
๒. ภมู ปิ ญ ญาดานศลิ ปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนยี มประเพณที เี่ ปน แบบแผนการดําเนินชีวิต
ที่ปฏิบัตสิ ืบทอดกันมา
๓. ภมู ปิ ญ ญาดานการประกอบอาชพี ในทอ งถ่นิ ท่ยี ึดหลักการพ่งึ ตนเองและไดรับการพัฒนา
ใหเ หมาะสมกับกาลสมัย
๔. ภูมิปญญาดานแนวความคิด หลักปฏิบัติ และเทคโนโลยีสมัยใหม ที่ชาวบานนํามา
ดดั แปลงใชในชุมชนอยางเหมาะสมกับสภาพแวดลอมและความเปนอยู
๑๐ http://www.baanmaha.com/community/threads/27948-ประเภทของภูมิปญญาไทย [๑๘
ส.ค. ๒๕๕๙].
๖๕
นอกจากน้ยี งั มกี ารกาํ หนดสาขาภูมิปญญาไทย เพื่อนําภูมิปญญาไทยมาใชในการเรียนรูและ
สงเสริมโดยแบงภมู ิปญ ญาออกเปน ๑๐ สาขา ดงั นี้
๓.๖.๑ สาขาเกษตรกรรม
หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองคความรู ทักษะ และเทคนิคดานการเกษตรกับ
เทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพ้ืนฐานคุณคาดั้งเดิม ซ่ึงคนสามารถพ่ึงพาตนเองในภาวการณตางๆ ได
เชน การทาํ การเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ ไรน าสวนผสม และสวนผสมผสาน
การแกปญหาการเกษตรดานการตลาด การแกปญหาดานการผลิต การแกไขปญหาโรคและแมลง
และการรจู ักปรบั ใชเ ทคโนโลยีทเ่ี หมาะสมกับการเกษตร เปนตน
๓.๖.๒ สาขาอตุ สาหกรรมและหตั ถกรรม
หมายถงึ การรจู ักประยกุ ตใชเทคโนโลยีสมัยใหมในการแปรรูปผลิตผล เพ่ือชะลอการนําเขา
ตลาด เพ่ือแกป ญหาดานการบรโิ ภคอยา งปลอดภยั ประหยัด และเปนธรรม อันเปนกระบวนการที่ทํา
ใหชุมชนทองถ่ินสามารถพ่ึงพาตนเองทางเศรษฐกิจได ตลอดท้ังการผลิต และการจําหนาย ผลิตผล
ทางหัตถกรรม เชน การรวมกลุม ของกลมุ โรงงานยางพารา กลุม โรงสี กลมุ หตั ถกรรม เปน ตน
๓.๖.๓ สาขาการแพทยแผนไทย
หมายถงึ ความสามารถในการจัดการปองกัน และรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเนนให
ชมุ ชนสามารถพ่ึงพาตนเอง ทางดานสุขภาพ และอนามัยได เชน การนวดแผนโบราณ การดูแลและ
รักษาสขุ ภาพแบบพื้นบา น การดแู ลและรกั ษาสุขภาพแผนโบราณไทย เปน ตน
๓.๖.๔ สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ ม
หมายถึง ความสามารถเก่ียวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งการ
อนุรักษ การพัฒนา และการใชประโยชนจากคุณคาของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม อยาง
สมดุล และย่งั ยืน เชน การทําแนวปะการังเทยี ม การอนุรักษปาชายเลน การจัดการปาตนน้ํา และปา
ชมุ ชน เปน ตน
๓.๖.๕ สาขากองทุนและธรุ กจิ ชมุ ชน
หมายถงึ ความสามารถในการบริหารจดั การดา นการสะสม และบริการกองทุน และธุรกิจใน
ชุมชน ทั้งท่ีเปนเงินตรา และโภคทรัพย เพื่อสงเสริมชีวิตความเปนอยูของสมาชิกในชุมชน เชน การ
จัดการเรอ่ื งกองทนุ ของชุมชน ในรปู ของสหกรณออมทรพั ย และธนาคารหมูบาน เปนตน
๓.๖.๖ สาขาสวัสดกิ าร
หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคน ใหเกิดความ
มน่ั คงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เชน การจัดต้ังกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของชุมชน
การจัดระบบสวสั ดิการบริการในชุมชน การจัดระบบส่ิงแวดลอมในชุมชน เปน ตน
๖๖
๓.๖.๗ สาขาศลิ ปกรรม
หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางดานศิลปะสาขาตางๆ เชน จิตรกรรม
ประติมากรรม วรรณกรรม ทศั นศลิ ป คตี ศิลป ศิลปะมวยไทย เปนตน
๓.๖.๘ สาขาการจัดการองคกร
หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดําเนินงานขององคกรชุมชนตางๆ ใหสามารถ
พฒั นา และบรหิ ารองคก รของตนเองได ตามบทบาท และหนาที่ขององคการ เชน การจัดการองคกร
ของกลุมแมบ า น กลมุ ออมทรัพย กลุมประมงพืน้ บา น เปนตน
๓.๖.๙ สาขาภาษาและวรรณกรรม
หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับดานภาษา ทั้งภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทย
และการใชภาษา ตลอดท้ังดานวรรณกรรมทุกประเภท เชน การจัดทําสารานุกรมภาษาถิ่น การ
ปรวิ รรต หนังสือโบราณ การฟน ฟูการเรียนการสอนภาษาถ่ินของทองถิ่นตา งๆ เปนตน
๓.๖.๑๐ สาขาศาสนาและประเพณี
หมายถึง ความสามารถประยุกต และปรับใชหลักธรรมคําสอนทางศาสนา ความเชื่อ และ
ประเพณดี งั้ เดิมที่มคี ณุ คาใหเ หมาะสมตอการประพฤติปฏบิ ตั ิ ใหบ งั เกิดผลดีตอบุคคล และส่ิงแวดลอม
เชน การถายทอดหลกั ธรรมทางศาสนา การบวชปา การประยกุ ตป ระเพณีบญุ ประทายขาว เปนตน
๓.๗ ลกั ษณะความสมั พนั ธของภูมิปญ ญาไทย
ภมู ปิ ญ ญาไทยสามารถสะทอ นออกมาใน ๓ ลกั ษณะทส่ี มั พนั ธใกลช ิดกัน คอื
๑. ความสัมพันธอยางใกลชดิ กันระหวางคนกับโลก สิ่งแวดลอ ม สัตว พชื และธรรมชาติ
๒. ความสัมพันธข องคนกับคนอืน่ ๆ ที่อยรู วมกนั ในสงั คม หรอื ในชมุ ชน
๓. ความสมั พนั ธระหวางคนกับสิง่ ศักดสิ์ ทิ ธสิ์ ิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดทั้งส่ิงที่ไมสามารถสัมผัส
ไดท ัง้ หลาย
ทั้ง ๓ ลักษณะนี้ คือ สามมิติของเร่ืองเดียวกัน หมายถึง ชีวิตชุมชน สะทอนออกมาถึงภูมิ
ปญ ญาในการดําเนนิ ชวี ิตอยางมีเอกภาพ เหมือนสามมุมของรูปสามเหลย่ี ม ภูมิปญญา จึงเปนรากฐาน
ในการดาํ เนนิ ชีวิตของคนไทย ซงึ่ สามารถแสดงใหเห็นไดอ ยางชดั เจนโดยแผนภาพ ดังน้ี
๖๗
รูปภาพท่ี ๔.๑ แสดงความสมั พนั ธของภูมิปญ ญาไทย67๑๑
พระมหากษัตริยไทยไดใชภูมิปญญาในการสรางชาติ สรางความเปนปกแผนใหแก
ประเทศชาตมิ าโดยตลอด ตั้งแตสมัยพอขุนรามคําแหงมหาราช พระองคทรงปกครองประชาชนดวย
พระเมตตาแบบพอ ปกครองลูก ผูใ ด ประสบความเดอื ดรอ นกส็ ามารถตีระฆังแสดงความเดือดรอนเพื่อ
ขอรับพระราชทานความชวยเหลือ ทําใหประชาชนมีความจงรักภักดีตอพระองค ตอประเทศชาติ
รวมกันสรางบานเรือนจนเจริญรุงเรืองเปนปกแผนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองคทรงใชภูมิ
ปญ ญากระทาํ ยทุ ธหตั ถีจนชนะขา ศึกศัตรู และทรงกอบกเู อกราชของชาตไิ ทยคนื มาได
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปจจุบัน พระองคทรงใชภูมิปญญา
สรางคุณประโยชนแกประเทศชาติ และเหลาพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใชพระปรีชา
สามารถแกไ ขวกิ ฤตการณท างการเมือง ภายในประเทศ จนรอดพนภัยพิบัติหลายครั้ง พระองคทรงมี
พระปรชี าสามารถหลายดา น แมแตดานการเกษตร พระองคไดพระราชทานทฤษฎใี หมใหแกพสกนิกร
ทั้งดานการเกษตรแบบสมดุลและยั่งยืน ฟนฟูสภาพแวดลอม นําความสงบรมเย็นของประชาชนให
กลบั คนื มา แนวพระราชดาํ ริ "ทฤษฎีใหม" แบงออกเปน ๓ ขนั้ โดยเร่ิมจาก ข้ันตอนแรก ใหเกษตรกร
รายยอย "มพี ออยพู อกิน" เปน ขัน้ พน้ื ฐาน โดยการพัฒนาแหลง น้ําในไรนา ซึง่ เกษตรกรจาํ เปนทจ่ี ะตอง
ไดร ับความชว ยเหลือจากหนวยราชการ มูลนิธิ และหนวยงานเอกชน รวมใจกันพัฒนาสังคมไทย ใน
ขน้ั ทสี่ อง เกษตรกรตอ งมคี วามเขาใจในการจัดการในไรนาของตน และ มีการรวมกลุมในรูปสหกรณ
เพื่อสรา งประสิทธภิ าพทางการผลิตและการตลาด การลดรายจายดานความเปนอยู โดยทรงตระหนัก
ถึงบทบาทขององคกรเอกชน เมื่อกลมุ เกษตรววิ ัฒนม าขั้นท่ี ๒ แลว ก็จะมีศักยภาพ ในการพัฒนาไปสู
ขัน้ ที่ ๓ ซึง่ จะมีอํานาจในการตอรองผลประโยชนกับสถาบันการเงินคือธนาคาร และองคกรท่ีเปนเจา
๑๑http://kanchanapisek.or.th/kp6 / sub/book/book.php?book=2 3 &chap=1 &page=chap1 . ht
m [๑๘ ส.ค. ๒๕๕๙].
๖๘
ของแหลงพลังงาน ซ่ึงเปนปจจัยหนึ่งในการผลิต โดยมีการแปรรูปผลิตผล เชน โรงสี เพ่ือเพิ่มมูลคา
ผลิตผล และขณะเดียวกันมีการจัดตั้งรานคาสหกรณเพ่ือลดคาใชจายในชีวิต ประจําวัน อันเปนการ
พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของบุคคลในสังคม จะเห็นไดว ามไิ ดทรงทอดทิ้งหลักของความสามัคคีในสังคมและ
การจัดต้ังสหกรณ ซ่ึงทรง สนับสนุนใหกลุมเกษตรกรสรางอํานาจตอรองในระบบเศรษฐกิจ จึงจะมี
คุณภาพชีวิตท่ีดี จึงจัดไดวาเปนสังคมเกษตรที่พัฒนาแลว สมดังพระราชประสงคท่ีทรงอุทิศพระ
วรกายและพระสตปิ ญ ญา ในการพฒั นาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแหง การครองราชย
๓.๘ คุณคาและความสาํ คญั ของภูมิปญญาไทย
หากเราจะกลาวถงึ คณุ คาและความสําคัญของภูมิปญญาไทยเราอาจพิจารณาไดหลายมิติท้ัง
ทาง ศาสนา สังคม ครอบครัว ฯลฯ ทั้งนี้ภูมิปญญาไดหลอหลอมสังคมใหเปนอันหนึ่งอันเดียวกันซ่ึง
พิจารณาแลว สรุปไดว าคณุ คาของภูมปิ ญญามดี งั น้ี
๑. คุณคาตอศาสนา คุณคาของภูมิปญญาไทยที่มีตอศาสนา มีหลายประการ เชน
สถาปตยกรรมท่ีสรางข้ึนตามวัดตาง ๆ เชน พระมหาธาตุ เจดีย พระปรางค พระอุโบสถ พระวิหาร
ศาลาการเปรยี ญ กฏุ ิ หรอื จติ รกรรมฝาผนังทีเ่ กยี่ วกับศาสนา เปนตน สวนคุณคาของวัฒนธรรมไทยที่
มีตอ ศาสนา มมี ากมายเชน การทํานุบาํ รงุ ศาสนา เชน การเทศนมหาชาติ วันวิสาขบูชา วันเขาและวัน
ออกพรรษา การแหผา ขน้ึ ธาตุ เปนตน
๒. คุณคาตอสังคม คุณคาของภูมิปญญาไทยท่ีมีตอสังคม เชน ประโยชนตอสุขภาพ เชน
อาหาร เปนตน การตดิ ตอ สอื่ สาร เชน ภาษาไทย เปนตน คุณคาของวัฒนธรรมไทยที่มีตอสังคม เชน
พิธมี งคล การสูข วญั ขาว บญุ คูณลาน เปน ตน
๓. คุณคาตอครอบครัว คุณคาของภูมิปญญาไทยที่มีตอครอบครัว เชน ทางดานท่ีอยูอาศัย
ไดแก เรอื นไทย คณุ คาของวฒั นธรรมไทยท่ีมตี อ ครอบครวั มีหลายประการ เชน การทําใหสมาชิกของ
ครอบครวั ไดมีโอกาสมาอยูรวมกัน เพื่อแสดงความกตัญูกตเวทีตอบิดามารดาและผูอาวุโส เชน วัน
สงกรานต เปนตน ความกตัญกู ตเวทีตอบรรพบุรุษท่ีลวงลับไปแลว ดวยการทําบุญอุทิศสวนกุศลไป
ให เชน วนั สารทเดือนสิบ การทานสลาก เปนตน
๔. คุณคาตอชุมชน คุณคาของภูมิปญญาไทยที่มีตอชุมชน เชน หัตถกรรม คุณคาของ
วัฒนธรรมไทยที่มตี อชุมชน เชน การทําใหเ กิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน เชน การเอาม้ือปลูก
นา หรือการลงแขก เปน ตน การรว มกนั ทาํ บญุ และการสงั สรรครวมกัน เชน งานปอยหลวง เปนตน
๕. คุณคาดานความบันเทิง คุณคาของภูมิปญญาไทยในดานความบันเทิง เชน ดนตรีและ
นาฏศลิ ป สวนคณุ คา ของวฒั นธรรมไทยในดา นความบันเทิง เชน การวิง่ ควาย การแขง เรือ เปน ตน
๖. คุณคาดานการทองเท่ียวและการพักผอน คุณคาของภูมิปญญาไทยในดานการทองเที่ยว
และการพกั ผอ น เชน ปราสาทหินพมิ ายและพนมรุง อุทยานประวัติศาสตรสุโขทัย เปนตน คุณคาของ
วฒั นธรรมไทยในดานการทอ งเท่ยี วและการพักผอน เชน การแหผ ีตาโขน การไหลเรือไฟ เปน ตน
นอกจากน้ีคุณคาของภูมิปญญาไทยยัง ไดแก ประโยชน และความสําคัญของภูมิปญญา ท่ี
บรรพบุรุษไทย ไดสรางสรรค และสืบทอดมาอยางตอเน่ือง จากอดีตสูปจจุบัน ทําใหคนในชาติเกิด
๖๙
ความรัก และความภาคภูมิใจ ที่จะรวมแรงรวมใจสืบสานตอไปในอนาคต เชน โบราณสถาน
โบราณวัตถุ สถาปตยกรรม ประเพณีไทย การมีน้ําใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน เปนตน
ภูมิปญญาไทยจึงมีคุณคา และความสําคัญดังน้ี
๓.๘.๑ ภมู ิปญ ญาไทยชวยสรางชาตใิ หเปนปก แผน
พระมหากษัตริยไทยไดใชภูมิปญญาในการสรางชาติ สรางความเปนปกแผนใหแก
ประเทศชาติมาโดยตลอด ตงั้ แตส มัยพอ ขุนรามคําแหงมหาราช พระองคทรงปกครองประชาชน ดวย
พระเมตตา แบบพอปกครองลูก ผูใดประสบความเดือดรอน ก็สามารถตีระฆัง แสดงความเดือดรอน
เพื่อขอรบั พระราชทานความชวยเหลอื ทําใหประชาชนมคี วามจงรักภักดีตอพระองค ตอประเทศชาติ
รวมกนั สรางบานเรือนจนเจรญิ รุง เรอื งเปน ปก แผน
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองคทรงใชภูมิปญญากระทํายุทธหัตถี จนชนะขาศึกศัตรู
และทรงกอบกเู อกราชของชาติไทยคืนมาได
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปจจุบัน พระองคทรงใชภูมิปญญา
สรางคุณประโยชนแกประเทศชาติ และเหลาพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใชพระปรีชา
สามารถ แกไ ขวิกฤตการณท างการเมือง ภายในประเทศ จนรอดพนภัยพิบัติหลายคร้ัง พระองคทรงมี
พระปรชี าสามารถหลายดาน แมแตดานการเกษตร พระองคไ ดพ ระราชทานทฤษฎใี หมใหแกพสกนิกร
ทั้งดานการเกษตรแบบสมดุลและยั่งยืน ฟนฟูสภาพแวดลอม นําความสงบรมเย็นของประชาชนให
กลบั คนื มา แนวพระราชดําริ "ทฤษฎใี หม" แบง ออกเปน ๓ ข้ัน โดยเร่ิมจาก ข้ันตอนแรก ใหเกษตรกร
รายยอย "มีพออยูพอกิน" เปนขั้นพ้ืนฐาน โดยการพัฒนาแหลงนํ้า ในไรนา ซ่ึงเกษตรกรจําเปนท่ี
จะตองไดรับความชวยเหลือจากหนวยราชการ มูลนิธิ และหนวยงานเอกชน รวมใจกันพัฒนา
สงั คมไทย ในข้นั ทส่ี อง เกษตรกรตองมีความเขา ใจ ในการจัดการในไรน าของตน และมีการรวมกลุมใน
รปู สหกรณ เพอ่ื สรางประสิทธภิ าพทางการผลิต และการตลาด การลดรายจายดานความเปนอยู โดย
ทรงตระหนักถงึ บทบาทขององคกรเอกชน เม่ือกลุมเกษตรวิวัฒนมาข้ันที่ ๒ แลว ก็จะมีศักยภาพ ใน
การพฒั นาไปสขู ั้นทส่ี าม ซึ่งจะมอี าํ นาจในการตอรองผลประโยชนก บั สถาบนั การเงินคือ ธนาคาร และ
องคก รทเ่ี ปน เจา ของแหลง พลังงาน ซึ่งเปนปจจัยหน่ึงในการผลิต โดยมีการแปรรูปผลิตผล เชน โรงสี
เพอ่ื เพมิ่ มูลคา ผลติ ผล และขณะเดียวกันมีการจดั ต้งั รานคาสหกรณ เพื่อลดคาใชจายในชีวิตประจําวัน
อนั เปน การพฒั นาคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคม จะเห็นไดวา มิไดทรงทอดท้ิงหลักของความสามัคคี
ในสังคม และการจัดตั้งสหกรณ ซึ่งทรงสนับสนุนใหกลุมเกษตรกรสรางอํานาจตอรองในระบบ
เศรษฐกิจ จงึ จะมคี ุณภาพชวี ติ ทด่ี ี จงึ จดั ไดว า เปนสังคมเกษตรที่พัฒนาแลว สมดังพระราชประสงคท่ี
ทรงอุทิศพระวรกาย และพระสติปญญา ในการพัฒนาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแหงการ
ครองราชย
๓.๘.๒ สรางความภาคภูมิใจ และศักดศ์ิ รี เกยี รติภมู ิแกค นไทย
คนไทยในอดีตท่ีมีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตรมีมาก เปนท่ียอมรับของนานา
อารยประเทศ เชน นายขนมตม เปน นกั มวยไทย ที่มีฝมือเกงในการใชอวัยวะทุกสวน ทุกทาของแมไม
มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพมา ไดถ ึงเกาคนสบิ คนในคราวเดียวกนั แมใ นปจจุบนั มวยไทยก็
๗๐
ยงั ถอื วา เปน ศิลปะชน้ั เยี่ยม เปนที่ นิยมฝกและแขงขันในหมูคนไทยและชาวตาง ประเทศ ปจจุบันมี
คายมวยไทยท่ัวโลกไมตํ่ากวา ๓๐,๐๐๐ แหง ชาวตางประเทศท่ีไดฝกมวยไทย จะรูสึกยินดีและ
ภาคภูมิใจ ในการท่ีจะใชกติกา ของมวยไทย เชน การไหวครูมวยไทย การออก คําส่ังในการชกเปน
ภาษาไทยทกุ คาํ เชน คาํ วา "ชก" "นบั หนงึ่ ถงึ สบิ " เปน ตน ถือเปนมรดก ภมู ิปญญาไทย นอกจากน้ี ภูมิ
ปญญาไทยที่โดด เดนยังมีอีกมากมาย เชน มรดกภูมิปญญาทาง ภาษาและวรรณกรรม โดยที่มี
อักษรไทยเปน ของ ตนเองมาต้ังแตสมยั กรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการมาจนถึงปจจุบัน วรรณกรรมไทย
ถือวา เปน วรรณกรรมทีม่ ีความไพเราะ ไดอรรถรสครบทุกดาน วรรณกรรมหลายเร่ืองไดรับการแปล
เปนภาษาตางประเทศหลายภาษา
ดานอาหาร อาหารไทยเปนอาหารที่ปรุงงาย พืชที่ใชประกอบอาหารสวนใหญเปนพืช
สมุนไพร ท่หี าไดง ายในทองถิ่น และราคาถูก มี คุณคาทางโภชนาการ และยังปองกันโรคไดหลายโรค
เพราะสว นประกอบสว นใหญเ ปน พชื สมนุ ไพร เชน ตะไคร ขิง ขา กระชาย ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบ
กะเพรา เปน ตน
๓.๘.๓ สามารถปรับประยกุ ตหลกั ธรรมคาํ สอนทางศาสนาใชกบั วิถชี วี ติ ไดอยา งเหมาะสม
คนไทยสว นใหญนับถือศาสนาพุทธ โดยนาํ หลกั ธรรมคําสอนของศาสนา มาปรับใชในวิถีชีวิต
ไดอ ยางเหมาะสม ทาํ ใหค นไทยเปน ผอู อนนอมถอมตน เอื้อเฟอ เผ่ือแผ ประนีประนอม รักสงบ ใจเย็น
มคี วามอดทน ใหอ ภยั แกผูสาํ นึกผิด ดาํ รงวถิ ีชวี ติ อยางเรียบงา ย ปกติสขุ ทําใหคนในชุมชนพึ่งพากันได
แมจ ะอดอยากเพราะ แหง แลง แตไ มมีใครอดตาย เพราะพึ่งพาอาศัย กัน แบงปนกันแบบ "พริกบาน
เหนอื เกลอื บา นใต" เปนตน ท้ังหมดน้ีสืบเน่ืองมาจากหลักธรรมคําสอนของพระพุทธศาสนา เปนการ
ใชภ มู ปิ ญ ญา ในการนาํ เอาหลักของพระพทุ ธศาสนามา ประยุกตใ ชก บั ชีวติ ประจําวนั และดาํ เนนิ กุศโล
บาย ดา นตางประเทศ จนทําใหช าวพทุ ธท่ัวโลกยกยอง ใหประเทศไทยเปนผูนําทางพุทธศาสนา และ
เปน ทีต่ ้ังสํานกั งานใหญองคการพุทธศาสนิกสัมพันธ แหงโลก (พสล.) อยูเยื้องๆ กับอุทยานเบญจสิริ
กรุงเทพมหานคร โดยมีคนไทย (ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักด์ิ องคมนตรี) ดํารงตําแหนงประธาน พสล.
ตอจาก ม.จ.หญิงพนู พศิ มยั ดิศกุล
๔.๘.๔ สรางความสมดุลระหวา งคนในสงั คม และธรรมชาตไิ ดอยางยง่ั ยนื
ภมู ปิ ญ ญาไทยมีความเดนชัดในเร่ืองของการยอมรับนับถือ และใหความสําคัญแกคน สังคม
และธรรมชาติอยางยิ่ง มีเคร่ืองชี้ที่แสดงใหเห็นไดอยางชัดเจนมากมาย เชน ประเพณีไทย ๑๒ เดือน
ตลอดท้ังป ลวนเคารพคุณคาของธรรมชาติ ไดแก ประเพณีสงกรานต ประเพณีลอยกระทง เปนตน
ประเพณสี งกรานตเ ปน ประเพณีท่ีทําใน ฤดูรอนซ่ึงมีอากาศรอน ทําใหตองการความเย็น จึงมีการรด
นาํ้ ดําหัว ทําความสะอาดบา นเรือน และธรรมชาติส่ิงแวดลอม มีการแหนางสงกรานต การทํานายฝน
วาจะตกมากหรือนอยในแตละป สวนประเพณีลอยกระทง คุณคาอยูที่การบูชา ระลึกถึงบุญคุณของ
นํา้ ที่หลอเล้ียงชีวิตของ คน พืช และสัตว ใหไดใชทั้งบริโภคและอุปโภค ในวันลอยกระทง คนจึงทํา
ความสะอาดแมนาํ้ ลําธาร บูชาแมน้าํ จากตวั อยา งขางตน ลว นเปน ความสัมพันธระหวางคนกับสังคม
และธรรมชาติ ทงั้ ส้ิน
๗๑
ในการรกั ษาปาไมตน นํ้าลําธาร ไดป ระยุกตใหม ีประเพณีการบวชปา ใหคนเคารพส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ
ธรรมชาติ และสภาพแวดลอม ยงั ความอุดมสมบรู ณแกต นน้ํา ลาํ ธาร ใหฟน สภาพกลับคนื มาไดมาก
อาชีพการเกษตรเปนอาชีพหลักของคนไทย ท่ีคํานึงถึงความสมดุล ทําแตนอยพออยูพอกิน
แบบ "เฮ็ดอยเู ฮด็ กนิ " ของพอทองดี นันทะ เม่ือเหลือกิน ก็แจกญาติพ่ีนอง เพื่อนบาน บานใกลเรือน
เคียง นอกจากนี้ ยงั นําไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งของอยางอ่ืน ท่ีตนไมมี เม่ือเหลือใชจริงๆ จึงจะนําไปขาย
อาจกลาวไดวา เปนการเกษตรแบบ "กิน-แจก-แลก-ขาย" ทําใหคนในสังคมไดชวยเหลือเกื้อกูล
แบงปนกัน เคารพรัก นับถือ เปนญาติกัน ทั้งหมูบาน จึงอยูรวมกันอยางสงบสุข มีความสัมพันธกัน
อยางแนบแนน ธรรมชาติไมถ ูกทําลายไปมากนัก เนื่องจากทําพออยูพอกิน ไมโลภมากและไมทําลาย
ทุกอยางผิด กับในปจจุบัน ถือเปน ภมู ิปญญาท่ีสรางความ สมดลุ ระหวางคน สังคม และธรรมชาติ
๓.๘.๕ เปล่ยี นแปลงปรับปรงุ ไดต ามยคุ สมยั
แมว ากาลเวลาจะผา นไป ความรูส มยั ใหม จะหลัง่ ไหลเขามามาก แตภ มู ิปญ ญาไทย ก็สามารถ
ปรับเปล่ียนใหเ หมาะสมกับยุคสมัย เชน การรูจักนําเคร่ืองยนตมาติดต้ังกับเรือ ใสใบพัด เปนหางเสือ
ทําใหเ รือสามารถแลนไดเร็วข้ึน เรียกวา เรือหางยาว การรูจักทําการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถ
พลิกฟนคืนธรรมชาติให อุดมสมบูรณแทนสภาพเดิมท่ีถูกทําลายไป การรูจักออมเงิน สะสมทุนให
สมาชกิ กูย มื ปลดเปลือ้ งหนีส้ ิน และจัดสวัสดิการแกสมาชิก จนชุมชนมีความม่ันคง เขมแข็ง สามารถ
ชวยตนเองไดหลายรอยหมูบ า นท่ัวประเทศ เชน กลุมออมทรัพยคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดใน
รูปกองทุนหมุนเวยี นของชุมชน จนสามารถชว ยตนเองได
เมื่อปาถูกทําลาย เพราะถูกตัดโคน เพื่อปลูกพืชแบบเดี่ยว ตามภูมิปญญาสมัยใหม ท่ีหวัง
ร่ํารวย แตในที่สุด กข็ าดทุน และมหี น้ีสิน สภาพแวดลอมสูญเสียเกิดความแหงแลง คนไทยจึงคิดปลูก
ปา ที่กินได มีพืชสวน พืชปาไมผล พืชสมุนไพร ซ่ึงสามารถมีกินตลอดชีวิตเรียกวา "วนเกษตร" บาง
พ้ืนที่ เม่ือปาชุมชนถูกทําลาย คนในชุมชนก็รวมตัวกัน เปนกลุมรักษาปา รวมกันสรางระเบียบ
กฎเกณฑก นั เอง ใหทกุ คนถือปฏิบตั ิได สามารถรักษาปา ไดอ ยางสมบรู ณดงั เดมิ
จากท่ีไดกลาวไปจะเห็นไดวาภูมิปญญาไทยเปนองคความรูที่มีประโยชนตอการดํารงชีวิต
ชวยอํานวยความสะดวกและแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในการดํารงชีวิตของประชาชนในสังคม ดังนั้นเรา
ควรชวยกนั อนุรกั ษแ ละสบื สานภูมิปญ ญาไทย รวมถงึ ถา ยทอดใหคนรุนหลังไดเรียนรูและนําไปปฏิบัติ
เพอ่ื ใหภ ูมปิ ญญาไทยอยคู กู บั สงั คมตลอดไป
๓.๙ วธิ ีการอนรุ กั ษไวซึ่งภมู ิปญญาไทย
ภูมิปญญาไทยเปนส่ิงที่บรรพบุรุษไดชวยกันสรางสรรคและสืบทอดกันมาอยางตอเนื่องจาก
อดีตถึงปจจุบัน เปน ความภาคภูมใิ จและเกียรติภูมิของคนไทย ทําใหเกิดความรักในชาติบานเมือง เรา
คนไทยควรชวยกนั อนุรักษใ หเ ปน มรดกของชาติสืบไป การอนุรักษภ มู ิปญ ญาไทยใหเปนมรดกของชาติ
นนั้ มีวิธีการดังน้ี
๗๒
๑. การคนควาวิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมขอมูลภูมิปญญาของไทยในดานตางๆ ของ
ทองถิ่น จังหวัด ภูมิภาค และประเทศโดยเฉพาะอยางย่ิงภูมิปญญาที่เปนภูมิปญญาของทองถ่ิน มุง
ศกึ ษาใหรคู วามเปนมาในอดีต และสภาพการณใ นปจ จุบนั
๒. การอนุรักษ โดยการปลุกจิตสานึกใหคนในทองถิ่นตระหนักถึงคุณคาแกนสาระและ
ความสําคัญของ ภูมิปญญาทองถ่ิน สงเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรม
ตา งๆ สรางจติ สานกึ ของความเปน คนทองถ่ินนนั้ ๆ ท่ีจะตองรว มกนั อนรุ กั ษภ มู ิปญญาที่เปนเอกลักษณ
ของทองถิน่ รวมทงั้ สนบั สนุนใหมพี พิ ธิ ภณั ฑทอ งถ่นิ หรือพิพธิ ภณั ฑช ุมชนขึ้น เพ่ือแสดงสภาพชีวิตและ
ความเปนมาของชุมชน อนั จะสรางความรแู ละความภูมใิ จในชุมชนทองถิ่นดวย
๓. การฟนฟู โดยการเลือกสรรภูมิปญญาท่ีกาลังสูญหาย หรือท่ีสูญหายไปแลวมาทาใหมี
คุณคาและมคี วามสําคญั ตอ การดาเนนิ ชวี ิตในทอ ง ถน่ิ โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม และ
คานิยม
๔. การพัฒนา ควรริเร่ิมสรางสรรคและปรับปรุงภูมิปญญาใหเหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด
ประโยชนใ นการดาเนินชีวิตประจาวัน โดยใชภูมิปญญาเปนพ้ืนฐานในการรวมกลุมการพัฒนาอาชีพ
ควรนาความรดู าน วทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยีมาชวยเพ่ือตอยอดใชในการผลิต การตลาด และการ
บริหาร ตลอดจนการปอ งกนั และอนรุ ักษส ิง่ แวดลอ ม
๕. การถายทอด โดยการนาภูมิปญญาที่ผานมาเลือกสรรกล่ันกรองดวยเหตุและผลอยาง
รอบคอบและ รอบดาน แลวไปถายทอดใหคนในสังคมไดรับรู เกิดความเขาใจ ตระหนักในคุณคา
คุณประโยชนแ ละปฎิบัติไดอยางเหมาะสม โดยผานสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัด
กจิ กรรมทางวฒั นธรรมตางๆ
๖. สงเสริมกจิ กรรม โดยการสง เสริมและสนบั สนนุ ใหเกิดเครอื ขายการสืบสานและพัฒนาภูมิ
ปญ ญาของ ชมุ ชนตางๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวฒั นธรรมและภมู ิปญญาทอ งถน่ิ อยางตอเนื่อง
๗. การเผยแพรแลกเปล่ียน โดยการสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดการเผยแพรและ
แลกเปล่ียนภูมิปญญาและ วัฒนธรรมอยางกวางขวาง โดยใหมีการเผยแพรภูมิปญญาทองถ่ินตางๆ
ดวยสือ่ และวธิ กี ารตา งๆ อยางกวา งขวาง รวมท้ังกบั ประเทศอ่ืนๆ ท่ัวโลก
๘. การเสริมสรางปราชญทองถ่ิน โดยการสงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ
ชาวบาน ผดู าเนินงานใหมโี อกาสแสดงศักยภาพดานภูมิปญ ญา ความรคู วามสามารถอยางเต็มท่ี มีการ
ยกยองประกาศเกยี รตคิ ณุ ในลกั ษณะตางๆ
สภาพปญหาเกี่ยวกับการอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญากลองเส็ง ดานการสรางสรรคทาง
วัฒนธรรม มีปญหาจากการเก็บรักษา ดานการสงเสริมและสนับสนุน มีการจัดกิจกรรมเก่ียวกับภูมิ
๗๓
ปญญาทองถิน่ มกี ารสง เสรมิ ดานงบประมาณจากหนว ยงานท่เี ก่ียวของ ไมม ีการยกยอ งเชดิ ชเู กียรติผูมี
ความชํานาญพิเศษเกย่ี วกบั ภมู ิปญญาทอ งถิ่น และไมมกี ารอุปถัมภจากหนว ยงานหรือองคกรอื่น ๆ68๑๒
ท้ังนี้การบริหารสวนตําบลไดเขามามีบทบาทในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ิน ในการ
สนับสนุนงบประมาณเพื่อการอนุรักษภูมิปญญาทองถิ่น ดานการเผยแพรและการประชาสัมพันธ มี
ผูรับผิดชอบการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถ่ินมีผูรับผิดชอบการประชาสัมพันธเก่ียวกับภูมิ
ปญญาทองถ่ิน และมีการเผยแพรภูมิปญญาทองถิ่นโดยสื่อและสิ่งพิมพ ดานการจัดบริการทาง
วัฒนธรรม มีการใหบริการของเจาหนาที่ท่ีรับผิดชอบในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถ่ิน
และมีประชาชน นักเรียน หรอื ผูทส่ี นใจมารับบรกิ ารเกยี่ วกับภูมิปญญาทองถิ่น ดานการทานบุ าํ รุงและ
การฟนฟู มีการจัดกิจกรรมถายทอดอบรมใหความรูหรือดําเนินการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ิน มี
การศึกษาคนควาและการพัฒนาภูมิปญญาทองถิ่น และไมมีการจัดตั้งศูนยภูมิปญญาทองถ่ินศูนย
ขอมลู เพ่อื เปนแหลง เรียนรู69๑๓
นอกจากนี้การธาํ รงไวซ ่งึ ภูมิปญ ญานั้นยังสามารถกระทําไดโ ดย การสรางสรรคทางวฒั นธรรม
หนวยงานตอ งจดั การประชุมคณะกรรมการการสงเสริมและสนับสนุน หนวยงานตองจัดความสําคัญ
ในการสนบั สนุนเวทปี ระชาคม การเผยแพรแ ละประชาสมั พนั ธ จัดใหความสําคัญ ประชาสัมพันธตาม
หนวยงานและองคกรอ่ืนๆ การจัดบริการทางวัฒนธรรม ใหความสําคัญในการจัดบุคลากรในการ
ประสานงาน การทานุบํารุงและฟน ฟู ใหค วามสําคัญ รวมจัดกิจกรรมภูมิปญญาทองถิ่นอยางตอเน่ือง
และดําเนินงานในรูปเครือขายวัฒนธรรม70๑๔
สรปุ ทา ยบท
ภมู ิปญ ญากค็ อื ความรูความสามารถ วิธีการผลงานท่ีคนไทยไดคนควา รวบรวม และจัดเปน
ความรูถายทอด ปรับปรุง จากคนรุนหนึ่งมาสูคนอีกรุนหนึ่งจนเกิดผลิตผลที่ดีงดงาม มีคุณคา มี
ประโยชนสามารถนํามาแกป ญหาและพัฒนาวิถีชวี ติ ได ซึง่ แตล ะหมูบ านแตละชุมชนไทยลวนมีการทํา
มาหากินที่สอดคลองกับภูมิประเทศ มีผูนําท่ีมีความรู มีฝมือทางชาง สามารถคิดประดิษฐ ตัดสินใจ
แกปญหาของชาวบานได ผูน าํ เหลา นี้ เรยี กวา ปราชญช าวบานหรือผทู รงภมู ปิ ญ ญาไทย
ความสัมพันธอยางใกลชิดกันระหวางคนกับโลก ส่ิงแวดลอม สัตว พืช และธรรมชาติ
ความสัมพันธของคนกับคนอ่ืนๆ ท่ีอยูรวมกันในสังคม หรือในชุมชนความสัมพันธระหวางคนกับส่ิง
ศกั ดสิ์ ิทธ์สิ ่ิงเหนอื ธรรมชาติ ตลอดทั้งสงิ่ ทีไ่ มสามารถสัมผัสได
๑๒ ยุคะเดช ทะคําสอน, การอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญากลองเส็งของเทศบาลตําบล ตาลสุม จังหวัด
อบุ ลราชธาน.ี รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองทองถิ่น,
(วิทยาลยั การปกครองทองถิ่น : มหาวิทยาลัยขอนแกน , ๒๕๕๓), หนา บทคดั ยอ.
๑๓ ธดิ ารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบรหิ ารสว นตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินในอําเภอ
เดชอดุ ม จังหวัดอุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ
ปกครองทองถิ่น, (วทิ ยาลัยการปกครองทองถนิ่ : มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน , ๒๕๕๑), หนา บทคดั ยอ .
๑๔ ยคุ ะเดช ทะคาํ สอน, เลมเดมิ , หนา ๑๑๓.
๗๔
วัฒนธรรมและภูมิปญญาอันเกิดจากการคิดคนของนานาชาติและมนุษยชาติยังคงมีตอไป
อยางตอเนื่องตราบเทาท่ีมนุษยยังเปนผูใฝเรียนใฝรูและชางคิดคนแสวงหาส่ิงท่ีมาใชเพ่ือใหเกิด
ประโยชนตอ มนษุ ยอยา งไมม วี นั จบส้ิน
แนวทางการผสานภูมปิ ญ ญาไทยและสากลในการอยูรว มกันในสงั คมโลกท่ีมีการเปล่ียนแปลง
อยางรวดเรว็ มรี ะบบการส่ือสารท่ฉี ับไวการรบั และปรับตัวใหเหมาะสมเปน เรอื่ งสําคัญที่จะละเลยไมได
สงั คมไทยไดรับอทิ ธิพลกระแสของสงั คมโลกเชนเดยี วกับสงั คมอื่นๆ ดังนั้นการปรบั ตวั ใหเหมาะสมกับ
สภาพสังคมเดิมจึงมีความจําเปนอยางย่ิง ท่ีสําคัญควรมีการไตรตรองอยางรอบคอบและไมละทิ้งภูมิ
ปญญาทองถ่ินที่มีคุณคา เพราะภูมิปญญานานาชาติจะเกี่ยวกับ เร่ืองของวัตถุและส่ิงอํานวยความ
สะดวกตา งๆทีม่ ีความทนั สมยั แตภ ูมปิ ญญาไทยเปน เร่อื งเก่ียวกับวถิ ชี ีวติ ทเี่ หมาะสมและดีงามของคน
ในสังคม
คาํ ถามทา ยบท
๑. ลกั ษณะของภูมิปญญาไทยเปน อยางไรจงอธิบายมาพอเขาใจ
๒. คุณคาและความสําคัญของภูมิปญญาไทยมีอะไรบางและจงแสดงทัศนะตอคุณคา
ดังกลาว
๓. นักศึกษามวี ธิ กี ารวิธีการอนุรกั ษไวซึง่ ภมู ิปญ ญาไทยไดอ ยา งไรบางบอกมาอยางนอ
๔. วิธีและวิธีทีย่ กมานน้ั สามารถใหผ ลในระยะยาวหรอื ไมจ งแสดงเหตุผลประกอบ
๗๕
เอกสารอางอิงประจําบท
หนงั สือ
เทิดชาย ชวยบํารุง, ภูมิปญญาเพื่อการพัฒนาทองถ่ินเชิงสรางสรรค, กรุงเทพมหานคร : สถาบัน
พระปกเกลา ,๒๕๕๔.
ธิดารัตน วรพิมพรัตน, บทบาทขององคการบริหารสวนตําบลในการอนุรักษภูมิปญญาทองถ่ินใน
อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐ
ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองทองถ่ิน, วิทยาลัยการปกครอง
ทองถิน่ : มหาวทิ ยาลัยขอนแกน, ๒๕๕๑.
นิธิ เอียวศรีวงศ, การศึกษาของชาติกับภูมิปญญาทองถ่ิน, กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพริ้นตร้ิง,
๒๕๓๖.
ปรชี า อยุ ตระกูล, บทบาทของหมอพืน้ บานในสังคมชนบทอีสาน, ขอนแกน : สถาบนั วิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยขอนแกน, ๒๕๓๑.
ประเวศ วะสี, เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟนเศรษฐกิจสังคม,
กรงุ เทพมหานคร : หมอชาวบาน, ๒๕๔๒.
ยุคะเดช ทะคําสอน, การอนุรักษและสืบทอดภูมิปญญากลองเส็งของเทศบาลตําบล ตาลสุม จังหวัด
อุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการปกครองทองถิ่น, วิทยาลัยการปกครองทองถ่ิน : มหาวิทยาลัยขอนแกน,
๒๕๕๓.
รงุ แกว แดง, ปฏวิ ตั กิ ารศกึ ษาไทย, พิมพคร้ังท่ี ๖, กรงุ เทพมหานคร : มตชิ น, ๒๕๔๒.
เสรี พงศพ ศิ , คืนสูร ากเหงา , กรงุ เทพมหานคร : เทยี นวรรณ, ๒๕๒๙.
เอกวิทย ณ ถลาง, ภูมิปญญาชาวบานส่ีภูมิภาค : วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรูของชาวบาน,
นนทบุรี : โรงพมิ พม หาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๔๐.
เอ่ยี ม ทองดี, “มรดกธรรมชาตกิ ับภูมิปญ ญาพ้ืนบาน” ใน วารสารเพื่อการศึกษาและเผยแพรภาษา
และวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั มหิดล, ๒๕๔๒.
เวบ็ ไซต
http://www.baanmaha.com/community/threads/2 7 9 4 8 -ปร ะ เภท ขอ ง ภู มิ ป ญ ญ าไ ท ย
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=23&chap=1&page=chap1.h
tm http://www.kroobannok.com/blog/26978
บทท่ี ๔
คตชิ นวิทยากับการศกึ ษาภมู ปิ ญ ญาไทย
วตั ถุประสงคการเรียนประจาํ บท
เมอ่ื ศึกษาบทนี้แลว ผศู กึ ษาสามารถ
๑. อธบิ ายถึงความหมายและความสาํ คญั ของคตชิ นวทิ ยาได
๒. บอกประเภทของคติชนวิทยาประเภทตาง ๆ พรอมกับยกตัวอยางคติชนวิทยาในแตละ
ประเภทนนั้ ๆ ได
๓. บอกถึงความสมั พันธข องคติชนวิทยากับการศกึ ษาภมู ิปญ ญาไทยได
ขอบขายเนอ้ื หา
• ความนาํ
• ความหมายและความสําคญั ของคตชิ นวิทยา
• ความเปน มาของคติชนวิทยา
• ประเภทของขอมูลทางคตชิ นวทิ ยา
• คตชิ นวทิ ยากับการศึกษาภมู ิปญญาไทย
๗๗
๔.๑ ความนํา
คติชนวิทยา เปนความรูที่ไดมาจากการศึกษาวิถีชีวิตและความเปนอยูของกลุมคน กลุมใด
กลุมหน่งึ ที่มีววิ ัฒนาการของกลุมอยางเดนชัด โดยมุงเนนไปยังกลุมคนท่ีความเจริญแบบสมัยใหมยัง
เขาไปไมถึงมากนัก ซ่ึงกลุมคนเหลาน้ีจะยังคงมีวิถีชีวิตที่คลายๆ กัน มีความสัมพันธกันอยางเหนียว
แนน เปนแบบญาติพ่ีนองกัน มีความคิด ความเชื่อ และแบบของความประพฤติอยางเดียวกัน และ
มกั จะแตกตา งจากสงั คมเมอื ง หรือสงั คมท่ีมคี วามเจรญิ ทางวตั ถุอยางมากแลว
การศกึ ษาทางดานคติชนวทิ ยาถาเปรยี บไปแลวคงเหมือนกับเปนการศึกษาภูมิปญญาอีกทาง
หน่ึงก็วาได เนื่องจากวาคติชนวิทยาเปนวิชาที่ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมมีหลายสาขา เชน มานุษยวิทยา
สังคมวทิ ยา และวรรณคดี จงึ ยากท่จี ะกาํ หนดขอบขายของวชิ าคติชนวิทยาใหแนชัดตายตัว เพราะคติ
ชนวิทยาเปนเรื่องของมนุษย ก็ตองเกี่ยวของกับวิชามานุษยวิทยา คติชนวิทยาเปนเรื่องของคนใน
สังคมกลุมตางๆ ที่มีวัฒนธรรมเปนของตนเอง ก็ตองเก่ียวของกับวิชาสังคมวิทยา และถอยคําที่
ชาวบานใชน้ัน บางครั้งคลองจองไพเราะจัดเปนภาษาวรรณศิลป ก็เปนสวนท่ีคลายกับวิชาวรรณคดี
ซึง่ อาจจะสรุปไดว า คติชนวิทยาเปน วิชาทเี่ กย่ี วของกบั วัฒนธรรมและประเพณขี องชาวบา นน่ันเอง
ในบทน้ีจะกลาวถึง ความหมายและความสําคัญของคติชนวิทยา ความเปนมาของคติชน
วิทยา ประเภทของขอมลู ทางคติชนวิทยา คติชนวทิ ยากับการศึกษาภูมิปญญาไทย ซึ่งจะเปนรากฐาน
ท่ดี ที จี่ ะนําไปสกู ารศกึ ษาทางดา นภมู ปิ ญ ญา
๔.๒ ความหมายและความสาํ คญั ของคตชิ นวทิ ยา
คติชนวิทยา เปนสาขาหนึง่ ที่ศกึ ษาขอมูลทางวัฒนธรรมของมนุษยท่ีมีการถายทอดสืบตอกัน
มา ทง้ั ในสังคมชนบทและในสงั คมเมือง ไมว า จะเปนตํานาน นิทาน นิยายประจําถ่ิน เพลง ปริศนาคํา
ทาย สํานวนภาษิต คําพังเพย การละเลน การแสดง เครื่องมือเคร่ืองใช อาหารการกิน ยาพ้ืนบาน
ความเช่ือ ประเพณีและพิธีกรรม สําหรับผูท่ีศึกษาความรูดานคติชนวิทยา จะเรียกวา "นักคติชน
วทิ ยา" (folklorist)
คําวาคติชนวิทยา มีผูใหความหมายไวมากมายหลากหลาย แตสามารถสรุปไดเปน ๒ กลุม
ความคดิ ใหญ ๆ คือ
คติชนวทิ ยาในความหมายระยะแรก
หมายถึงการศึกษาขอมูลทางวัฒนธรรมในวิถีชีวิตแบบชาวบานชาวชนบท ไมวาจะเปน
ตํานานพื้นบาน นิทานพ้ืนบาน เพลงพ้ืนบาน ภาษิตคําพังเพย ปริศนาคําทาย การละเลนและการ
แสดงพ้นื บา น รวมทง้ั ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและพิธีกรรมในสังคมระดับชาวบาน ชาวนา
หรือชาวชนบทที่มีวิถีชีวิตแบบเกาแกด้ังเดิม ตัวอยางทัศนะของนักวิชาการในกลุมนี้ ดังเชน Jonas
Balys นักคติชนวิทยาและนักชาติพันธุวิทยาอธิบายวา คติชนประกอบดวยการสรางสรรคตามแบบ
ประเพณปี รัมปราของผคู นท้งั ในสังคมอนารยธรรมและสมัยท่ีมอี ารยธรรมแลว วิธีการสรางสรรคคือใช
เสียงและคํามาประกอบกันเขาเปนรปู แบบรอยแกว และรปู แบบรอ ยกรอง นอกจากนี้ ยังประกอบดวย
ความเช่อื ของคนพ้นื บา น หรอื ความเชอ่ื เร่ืองโชคลาง ประเพณี และการแสดง การรายรํา การละเลน
๗๘
ตาง ๆ ซ่ึงขอมูลคติชนนั้นไมใชเปนแตเพียงศาสตรที่เกี่ยวกับคนพ้ืนบานเทานั้น แตยังเปนศาสตร
พืน้ บานและกวนี พิ นธพนื้ บานทเ่ี ปนประเพณเี กา แกอีกดวย
ในวงการคตชิ นวทิ ยาในระยะแรกน้ันเมอ่ื พดู ถึง folklore ก็มกั หมายถงึ คตชิ นของชาวบานที่มี
ขอบเขตอยูในบริบทของสงั คมชาวนา ไมไดรวมถงึ ชาวเมอื งในสงั คมเมืองและไมไดคิดวา "ชาวเมือง" ก็
อาจจะมี "urban lore" ของตนเองได71๑
คตชิ นวทิ ยาในความหมายระยะหลัง
หมายถงึ ศาสตรสาขาวชิ าหนึ่งที่สนใจศึกษาเรื่องราวขอมูลทางวัฒนธรรมของกลุมชนใดกลุม
ชนหนึ่งท่ีมีเอกลักษณรวมกัน ไมวาจะเปนสังคมชาวนาชาวไร สังคมเมือง สังคมเกษตรกรรม สังคม
อุตสาหกรรม สังคมแบบเกา สังคมสมัยใหม คําวาคติชนวิทยาในกลุมความคิดนี้จึงเปนความหมายที่
กวางข้ึน ตัวอยางนักวิชาการในกลุมนี้เชน Alan Dundes อธิบายวาการนิยามความหมายของคําวา
folklore มกั จะไมเนนท่ี folk แตจ ะเนนท่ี lore มากกวา ฉะน้นั คาํ วา folk จึงหมายถึงกลุมชนกลุมใด
กลุมหนึ่ง กลุมใดก็ไดที่มีเอกลักษณรวมกัน เชน มีอาชีพเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนา
เดยี วกนั กระทาํ กจิ กรรมบางประเภทเหมือนกัน สวน lore คือเรื่องราวแบบแผนของกลุมชนกลุมใด
กลุมหนึ่ง การที่ Dundes แยกคําจํากัดความออกเปน ๒ คําน้ัน เพราะเขาเห็นวาคําวา folk ไมได
หมายเฉพาะแตช าวไรช าวนาหรือชาวชนบท แตห มายถึงชนกลุมใดกลุมหนึ่ง จะเปนชนกลุมใดก็ไดที่มี
เอกลักษณบางอยางที่มีอยูรวมกัน ดังเชน กลุมนิสิตนักศึกษา กลุมวัยรุนในเซ็นเตอรพอยต กลุมรัก
รว มเพศ กลุม ผหู ญิง กลมุ สาวโรงงาน กลุม ไทลือ้ กลุมมุสลิม เปนตน 72๒
หากสรุปเอางาย ๆ คาํ วาคตชิ นวิทยาน้ันกค็ งจะมาจาก
คติ หมายถงึ แนวทาง วถิ ีทาง (เชนคาํ วา คติโลก คติธรรม)
ชน หมายถงึ คนในกลมุ หนง่ึ หรือในชาติหนง่ึ
วทิ ยา หมายถงึ ความรู
จากรูปศัพทดังกลาว คติชนวิทยา จึงหมายถึง ความรูที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนกลุมใดกลุม
หน่ึง
คาํ วา คติชน นนั้ ดร.กงิ่ แกว อตั ถากร ใหค าํ อธิบายวา คอื ผลผลิตทางวัฒนธรรมที่คติชนวิทยา
สนใจนํามาศกึ ษา สว นคําวา คตชิ นวทิ ยา นน้ั ดร.ก่ิงแกว อัตถากร ใหคาํ จํากัดความวา คติชนวิทยาคือ
วชิ าซ่ึงวา ดว ยการศึกษาคตชิ นหรือผลผลิตทางวัฒนธรรมของกลุมชน และผลผลิตทางวัฒนธรรมน้ีเปน
มรดกท่ีรับทอดกันมาท้ังภายในชนกลุมเดียวกนั และท่แี พรกระจายไปสชู นตางกลุมดว ย
๑ ปฐม หงสสุวรรณ, เอกสารประกอบการสอนวิชาคตชิ นวิทยา, (มหาสารคาม : ภาควิชาภาษาไทยและ
ภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๕๐), หนา ๗.
๒ ปฐม หงสสุวรรณ, กาลคร้ังหน่ึง : วาดวยตํานานกับวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพแหง
จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หนา ๑๐.
๗๙
สรุปไดวา วิชาคติชนวิทยา เปนวิชาที่ศึกษาปรากฏการณที่เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตหรือความ
เปนอยูของมนุษย ตลอดจนผลผลิตหรือการสรางสรรคตางๆ จากอดีตมาจนปจจุบันของมนุษยใน
สงั คมหนึง่ ๆ
๔.๓ ความเปนมาของคตชิ นวิทยา
ในการศกึ ษาทางมานษุ ยวทิ ยา คําวา ชาวบา นเปน คาํ ท่ีถกู ใชอธิบายสังคมทีม่ ีลักษณะบางอยาง
ซ่ึงมีแนวคิดท่ีตางกันในแตละยุคสมัย คําท่ีเก่ียวของกับชีวิตชาวบาน คือคําวา folklore ซึ่งหมายถึง
ศิลปะการพูด การแสดงออกทใี่ ชภ าษาเปน ส่ือของกลุมคน และหมายถึงการวิเคระหหรือเก็บรวบรวม
ส่งิ ท่ีเปนคําพดู ตา งๆอยา งเปน ระบบ คํานเ้ี รมิ่ ใชในภาษาอังกฤษในป ค.ศ.1846 โดยวิลเลียม โธมัส ซึ่ง
ใชคําวา folklore แทนคําวา “popular antiquities” หรือความนิยมท่ีมีอยูในยุคโบราณ คําวา
folklore ในท่ีนหี้ มายถึง นยิ ายของชาวบาน73๓
คําวา folk มีรากศัพทมาจากภาษาเยอรมัน และมาจากภาษาอังกฤษโบราณวา folc
หมายถึงประชาชน ในสมยั กลางตอนปลาย คํานม้ี ีความหมาย ๓ นัยยะ นัยยะแรก ใชเรียกผูคนท่ัวไป
ชูเซอรเขียนถึงคํานี้ในเรื่อง Canterbury Tales ในศตวรรษที่ ๑๔ วามีคนมากมายเดินทางไปแสวง
บุญ นยั ยะทส่ี อง หมายถึงกลมุ คนที่มวี ฒั นธรรมเปน ของตวั เอง นัยยะท่ีสาม หมายถึง คนท่ีถูกกดข่ีขม
เหงจากผูมีอํานาจเหนือกวา เชน พระเจา กษัตริย หรือชนช้ันสูง นัยยะทั้งสามน้ีคือพ้ืนฐานของ
ความหมายของ folk ในเวลาตอมา ซึ่งใชเรียกคนที่อาศัยอยูในเขตชนบท นับถือจารีตประเพณีแบบ
อนุรกั ษนิยม มวี ัฒนธรรมเปนของตวั เองตา งไปจากคนอืน่ และถูกปกครองจากผทู ีม่ ีอาํ นาจเหนอื กวา
นักคติชนวิทยาชาวยุโรป อธิบายความหมายของคําวา folklore ดวยความคิดเชิงลบและ
แบง แยกชนชั้น ฮอฟฟแมน เครเยอร อธิบายวาชาวบานเปนผูท่ีคิดไมเปน ลาหลัง และไมมีสํานึกของ
ความเปนปจเจก ความคิดดงั กลาวนที้ ําใหค ําวา folk มีความหมายเดียวกับคําวา primitive สวนคําวา
folk culture ในความหมายของโรเบิรต เรดฟดล หมายถึงการยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณี ใน
สังคมชาวนา คําวา folk ไมไดหมายถึงสังคมท่ีมีการแบงชนช้ัน แตหมายถึงกลุมคนท่ีรวมตัวกัน มี
ประสบการณเดียวกัน ริชารด วีส อธิบายวา folk หมายถึงทัศนคติ ความคิด สํานึกทางจิตใจที่เปน
ของสว นรวม และเปน ไปตามจารีตประเพณี อลัน ดันเดส อธิบายวา หมายถึงกลุมคนท่ีมีอะไรรวมกัน
บางอยาง สิ่งรวมกันน้ันอาจเปนอาชีพการทํางาน ภาษา ถิ่นท่ีอยูอาศัย สํานึกทางชาติพันธุ และ
บคุ ลกิ ลักษณะอืน่ ๆ
การศึกษาคติชนเร่ิมมาตั้งแตศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗ โดยเปนการศึกษาขนบธรรมเนียมและ
วัตถุทางวัฒนธรรมท่ีหายาก โดยเฉพาะในสังคมที่หางไกล อยางไรก็ตาม การศึกษาเก่ียวกับคติชน
วิทยา เปนศาสตรหนึ่งในการศึกษาที่ไดรับอิทธิพลมาจากแนวทฤษฎีชาตินิยมและโรแมนติกนิยม
การศึกษาในแนวน้ีตอกยํ้าประสบการณของมนุษยท่ีมีความแปลก อธิบายสังคมในฐานะเปนหนวย
๓http://203.172.205.25/ftp/intranet/sac.or.th/Subdetail/old_anthronews/anthronews_peo
ple/people.html [๒๕ ส.ค. ๒๕๕๙].
๘๐
ตามธรรมชาติซ่ึงเปนบอเกิด ของขนบธรรมเนียมประเพณี และเชื่อวาวัฒนธรรมเปนเบาหลอมทาง
การเมือง การศกึ ษาแนวนน้ี าํ ไปสูก ารคน หาบคุ ลกิ ของชวี ติ แบบชาวบา น ซง่ึ ถกู ทาํ ใหหดสัน้ ลงเปนเพียง
เรอื่ งเลาหรือขนบธรรมเนยี ม
นักปรชั ญาแนวโรแมนติก เจ จี วอน เฮอรเดอร เปนผูม อี ิทธิพล ตอการแยกประเภทคติชนใน
ความคิดของชาวยุโรป และประเภทขนบธรรมเนียมตา งๆ เขาอธิบายวา ธรรมชาติของการเมืองมักจะ
มีคติความเชื่อชาวบานท่ีทําใหเกิดเอกลักษณเฉพาะของสังคมน้ัน จาค็อบและวิลแฮลม กริมม ได
ศกึ ษาและเก็บรวบรวมคตชิ นของชาวเยอรมันอยางเปนระบบ การศึกษาคติชนแพรห ลายออกไปหลาย
ประเทศในยุโรปในศตวรรษท่ี ๑๙ ในประเทศอังกฤษ ผนู ําการศึกษาคตชิ น คือดอรสัน
ขอบเขตของการศึกษาคติชนมีความแตกตางกันไป ในศตวรรษท่ี ๑๙ การศึกษาของนัก
มานุษยวิทยาซ่ึงไดรับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการ อธิบายคติชนในฐานะเปนการเอาชีวิตรอดของ
มนษุ ยในระยะแรกของวิวัฒนาการทางวฒั นธรรม ซ่ึงยงั ไมม เี หตผุ ลและเตม็ ไปดวยความขัดแยง แอนด
รูว แลง อธิบายวาคติชนคือการเก็บรวบรวมและเปรียบเทียบเรื่องราวทางวัฒนธรรมของคนโบราณ
ศึกษาเร่ืองโชคลาง เร่ืองเลา และความคิดซึ่งยังคงสืบทอดมาถึงปจจุบัน ประโยชนของการเก็บรวบ
รวบคติชนในสังคมยุโรป ทําใหเกิดการศึกษาแบบเปรียบเทียบ และทําใหเขาใจสังคมชาวบานที่
เรียกวา primitive การศึกษาแนวน้ีเปนแรงบันดาลใจใหเจมส เฟรเซอรเขียนหนังสือเร่ือง Golden
Bough จํานวน ๑๒ เลม
นักคติชนในศตวรรษท่ี ๒๐ อธิบายไปในทางเดียวกันวา การศึกษาคติชนคือการศึกษาวัตถุ
ทางขนบธรรมเนียมประเพณี สติธ ธอมปสัน อธิบายวา ความคิดที่ปราฏอยูในคติชนคือ
ขนบธรรมเนียม ซง่ึ มกี ารสืบทอดจากคนรุน หนง่ึ ไปสูอีกรุนหนึ่ง การสืบทอดนี้ทําโดยความจําและการ
ปฏิบัติ มิใชผานตัวหนังสือ ความทรงจําและการปฏิบัติ ไดแก การเตนรํา บทเพลง นิทาน ตํานาน
ความเช่อื โชคลาง คําพังเพย สุภาษิต และธรรมเนียมประเพณีตางๆ อังเดร วาราแน็ค เช่ือวาคติชน
เปนเร่ืองงายๆ ไมซับซอน เปนความเช่ือของคนหมูมากที่ไมตองยึดเปนกฎเกณฑขอบังคับ เปนการ
ปฏิบตั ิของสวนรวมทไ่ี มต องมีคําสอนหรอื ทฤษฎี
นักมานุษยวิทยาหลายคนนิยามความหมายของคติชนแบบกวางๆ เชน จอรจ ฟอสเตอร
อธิบายวา คตชิ นหมายถึงการแสดงออกโดยวาจาของผูคน ซึ่งอาจรูหนังสือหรือไมก็ได วิลเลียม บาสค
อมกลา ววา คติชนคือศิลปะของการพูด บาสคอมเช่ือวาคติชน ประกอบดวยตํานาน เรื่องเลา นิทาน
สภุ าษติ ปริศนาคําทาย บทเพลง บทกลอน และอ่ืนๆ แตมิใชงานศิลปะ นาฏศิลป ดนตรี เครื่องแตง
กาย ยารกั ษาโรค ขนบธรรมเนยี มและความเชอ่ื
คติชนวิทยา มีการศึกษาท้ังในวิชามานุษยวิทยาและศาสตรอื่นๆ การศึกษาประเด็นนี้มี
ลกั ษณะเฉพาะท่ีสนใจเรอื่ ง การปฏบิ ตั แิ ละบันทึกตางๆเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี ซ่ึงประมวล
ออกมาจากบริบททางสังคม จุดประสงคของการศึกษา คือการเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อเปรียบเทียบ
และดูลักษณะการแพรกระจายของเรอ่ื งเลา ตา งๆตามยคุ สมยั ในทางตรงขา ม
การศึกษาคติชนทางมานุษยวิทยาเปนการศึกษาหลักฐานของส่ิงทําใหเกิดวัฒนธรรม และ
โครงสรางสังคม อยางไรก็ตามการศึกษาทางมานุษยวิทยากับคติชนวิทยาก็มีสวนท่ีเช่ือมโยงกัน
๘๑
การศกึ ษาทางมานุษยวทิ ยา อาจไมส ามารถศกึ ษามิติของวฒั นธรรมทถ่ี ูกแสดงออก หรือบอกเลากันมา
แตทั้งมานษุ ยวิทยาและคติชนวิทยาตางสนใจท่ีจะอธิบายเรื่องเลา ในฐานะเปนวิธีการสื่อสาร ซ่ึงมิใช
เฉพาะแตตัวเรอื่ งเลา เทานน้ั หากแตยงั สนใจประสบการณข องการเลา ซ่งึ ประกอบดวยผูเลา ผูฟง การ
ไดย ินและการมองเห็น74๔
๔.๔ ขอบขา ยของคตชิ นวทิ ยา
วิชาท่ีศึกษาเรื่องวัฒนธรรมมีหลายสาขา เชน มานุษยวิทยา สังคมวิทยา และวรรณคดี จึง
ยากทจ่ี ะกําหนดขอบขา ยของวิชาคติชนวิทยาใหแนชัดตายตัว เพราะคติชนวิทยาเปนเร่ืองของมนุษย
ก็ตองเก่ียวของกับวิชามานุษยวิทยา คติชนวิทยาเปนเรื่องของคนในสังคมกลุมตาง ๆ ท่ีมีวัฒนธรรม
เปนของตนเอง ก็ตองเก่ียวของกับวิชาสังคมวิทยา และถอยคําท่ีชาวบานใชนั้น บางคร้ังคลองจอง
ไพเราะจัดเปนภาษาวรรณศิลป ก็เปนสวนที่คลายกับวิชาวรรณคดี ซ่ึงอาจจะสรุปไดวา คติชนวิทยา
เปนวิชาทเ่ี กย่ี วขอ งกับวฒั นธรรมและประเพณีของชาวบานนั่นเอง
๔.๕ คติชนวทิ ยากับการศึกษาภมู ิปญ ญาไทย
คติชนวทิ ยา เปน วิชาที่เกี่ยวกับวถิ ีทางในการดาเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเช่ือ
คานิยม ตลอดจนการละเลน เพลงพ้ืนบานตาง ๆ จึงควรแกการศึกษาคนควาดวยความสําคัญหลาย
ประการ
วาสนา เกตุภาค75๕ แบงคตชิ นไว ๓ ประเภทไดแ ก
๔.๕.๑ คตชิ นประเภทใชถอยคาํ แบง ออกได ๖ ประเภทยอ ย คอื
๑. เพลงชาวบานหรือเพลงพ้นื เมือง
เพลงพ้ืนบาน คือ บทรอยกรองของทองถ่ิน เปนวรรณกรรมมุขปาฐะซ่ึงเกิดข้ึนจากการแตง
ถอยคําของกลุมชาวบาน เพ่ือถายทอด และส่ืออารมณความรูสึก นิยมรองถายทอดแบบปากเปลา
มากกวาการเขียนเปนลายลักษณอกั ษร มกั มีการจดั วางจงั หวะของคํา และจังหวะของเสียง ทําใหเกิด
เปน รูปแบบรอยกรองงายๆ นอกจากนี้บางกลมุ ใชเคร่อื งดนตรปี ระกอบดว ย การรอ งเพลงพ้ืนบานของ
ไทยมีปรากฏแพรหลาย และสืบทอดตอ ๆ กนั มาในกลุมชาวบานเกือบทุกภมู ภิ าคทั่วประเทศ
“เพลงพืน้ บา น” แตละภาคจะมกี ารรอ ง การแตงทไี่ มเหมอื นกันแตละภาคแตกตางกันมากแต
ละเพลงแตละภาคก็มีความหมายไมเหมือนกัน ท้ังทํานองทั้งการขับรองก็ไมเหมือนกันและมีความ
สนุกสนานตางกันมาดูกันดีกวาวามีความแตกตางยังไงบาง เพลงพื้นบานของไทยเราน้ันมีมาชานาน
แลว ถายทอดกัน โดยทางมุขปาฐะจําตอๆกันมาหลายชั่วอายุคน เช่ือกันวา มีกําเนิด กอนศิราจารึก
พอขุนรามคําแหงเสียอกี ตอ มาคอ ยมีช่ือ เสียง มีสัมผัสคลองจอง ทวงทํานองไปตาม ภาษาถิ่นน้ัน ๆ
๔ Robert H. Winthrop, Dictionary of Concepts in Cultural Anthropology, (Greenwood
Press : New York, 1991), Pp.124-127.
๕ วาสนา เกตุภาค, คติชาวบาน, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พบริษัท สหสยามพัฒนา, ๒๕๕๙), หนา ๕.
๘๒
ใน การขบั รองเพอ่ื ความบนั เทงิ ตางๆจะมีจังหวะดนตรีทอ งถนิ่ (Folk music) เขามาและการขับรองไป
ดวยจงึ เกิดระบาํ ชาวบาน (Folk dance) เพลงพ้ืนบานจึงใชรองในงานบันเทิงตางๆมีงานลงแขกเก่ียว
ขาว ตรษุ สงกรานตแ ละอืน่ ๆ76๖
เพลงพืน้ บานแบง ไดหลายประเภทขนึ้ อยูกบั วธิ กี ารจัดแบง ดงั นี้
แบงตามเขตพื้นที่ เปนการแบงตามสถานที่ท่ีปรากฏเพลง อาจแบงกวางที่สุดเปนภาค เชน
เพลงพ้ืนบานภาคกลาง เพลงพ้ืนบานภาคเหนือ เพลงพื้นบานภาคอีสาน เพลงพ้ืนบานภาคใต หรือ
อาจแบง ยอยลงไปอีกเปน เขตจงั หวดั อาํ เภอ ตําบล เชน เพลงพื้นบานตําบลเขาทอง อําเภอพยุหะคีรี
จงั หวัดนครสวรรค เพลงพ้นื บา นของอําเภอพนมทวน จงั หวดั กาญจนบุรี
แบงตามกลุมวัฒนธรรมของผูเปนเจาของเพลง เปนการแบงตามกลุมชนทองถิ่นที่มี
วัฒนธรรม หรือเชื้อชาติตางกัน เชน เพลงพื้นบานกลุมวัฒนธรรมไทยโคราช เพลงพ้ืนบานกลุม
วัฒนธรรมเขมร-สวย เพลงพน้ื บานกลุม วฒั นธรรมไทย-ลาว เพลงพ้ืนบานกลุมไทยมสุ ลมิ
แบงตามโอกาสที่รอง กลุมหน่ึงเปนเพลงท่ีรองตามฤดูกาลหรือเทศกาล เชน เพลงท่ีรองใน
ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ไดแก เพลงเกี่ยวขาว เพลงสงฟาง เพลงนา และเพลงที่รองในเทศกาลสงกรานต
ไดแ ก เพลงบอก เพลงรอ ยพรรษา เพลงตรจ อีกกลุมหนึ่งเปนเพลงที่รองไดท่ัวไปไมจํากัดโอกาส เชน
ซอ หมอลํา เพลงโคราช เพลงลําตดั เพลงฉอ ย เพลงอีแซว
แบงตามจุดประสงคในการรอง เชน เพลงกลอมเด็ก เพลงปลอบเด็ก เพลงประกอบ
การละเลนของเด็ก เพลงปฏิพากย เพลงรองรําพัน เพลงประกอบการละเลนของผูใหญ และเพลง
ประกอบพิธีกรรม
แบงตามจํานวนผูรอง เปนเพลงรองเด่ียวและเพลงรองหมู เชน เพลงกลอมเด็ก เพลงพาด
ควาย จอย เปนเพลงรอ งเด่ียว สวนเพลงเก่ยี วขา ว เพลงเรือ เปนเพลงรอ งหมู นอกจากน้ี ยังมีการแบง
ประเภทเพลงพ้ืนบานแบบอ่ืนๆ เชน ตามความส้ันยาวของเพลง แบงตามเพศของผูรอง แบงตามวัย
ของผูรอง ในทน่ี ้ขี อกลา วถึงเพลงพื้นบา น โดยแบงตามเขตพื้นทีเ่ ปน ภาค ๔ ภาค คือเพลงพ้ืนบานภาค
กลาง เพลงพนื้ บา นภาคเหนอื เพลงพนื้ บานภาคอีสานและเพลงพ้นื บา นภาคใต
๒. เพลงกลอ มเด็ก
เพลงกลอมเดก็ เปนวฒั นธรรมทอ งถ่นิ อยางหน่ึงที่สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อและคานิยมของ
คนในทองถ่ินตางๆคนทุกชาติทุกภาษาในโลกมีบทเพลงกลอมเด็กดวยกันท้ังน้ันสันนิษฐานวาเพลง
กลอ มเดก็ มีวฒั นาการจากการเลา นิทานใหเ ด็กฟงกอ นนอนดังนั้นเพลงกลอมเดก็ บางเพลงจึงมีลักษณะ
เน้อื รองท่ีเปนเร่อื งเปน ราวเชน จันทรโครพ ไชยเชษฐพระรถเสน เปนตน การที่ตองมีเพลงกลอมเด็กก็
เพื่อใหเ ดก็ เกดิ ความเพลิดเพลนิ หลับงายและเกดิ ความอบอุน ใจ
๖ http://blog.janthai.com/เพลงพน้ื บา น-ของไทย-3117.html [๒๙ ส.ค. ๒๕๕๙].
๘๓
เพลงรอ งเรอื ไมใชเพลงเรือแตเปนเพลงกลอมเด็กของชาวปกษใต เพื่อใหเด็กนอนหลับอยาง
สบายเดิมการกลอมเด็กเปนเพียงการทําเสียง ฮื่อๆ เออๆ ทํานองชาๆ ตอมาไดมีการแทรกเน้ือหา
เรอ่ื งราวตาง ๆ ลงไป ดังน้นั เพลงกลอ มเดก็ จึงมีเนอ้ื หามากมายขนึ้ อยูก บั ประสบการณข องผรู อง เชน
เนือ้ หาบางสว นอาจเปนการลอเลียนเสียดสีสังคม การฝากรัก ตัดพอตอวา อบรมส่ังสอน เรื่องราวใน
นิทาน ตาํ นานพน้ื บา นทแ่ี พรห ลาย เชน เรอื่ งมโนราหห รอื พระสุธน รามเกียรติ์ สังขทองและนางผม
หอม จึงเปนเหตุใหเพลงรองเรือเกิดประโยชนเพิ่มเติมโดยเฉพาะใหความรูในดานตางๆ แกผูสนใจ
พรอ มๆ กับความบันเทิงใจดวย อาจารยสุธิวงศ พงศไพบูลย สันนิษฐานวา ท่ีเรียกเพลงกลอมเด็กวา
รองเรอื นา จะเปนเพราะลกั ษณะของเปลทใ่ี ชผกู เปน รปู คลาย เรือ คือ เมือเอาปลายผาทั้ง ๒ ขางรวบ
ดว ยเชอื กแขวนหอ ยไวแลว เม่ือวาวงเด็กลงกลางเปล จะดูมีทองลึกสวนกลางกวางและหัวทายเรียว
เขา คลา ยเรอื ทํานองท่ีใชร อง มกั ข้นึ ตนดวย “ฮาเออ.........เหอ” ดวยเสียงยาวและลงทายดวยคําวา
“เหอ”77๗
เพลงกลอมเด็ก (Lullabies) เปนวัฒนธรรมทองถ่ินอยางหน่ึงที่สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อ
และคานิยมของคนในทองถิ่นตางๆ คนทุกชาติทุกภาษาในโลกมีบทเพลงกลอมเด็กดวยกันท้ังนั้น
สนั นษิ ฐานวาเพลงกลอ มเด็กนม้ี ีวิวัฒนาการมาจากการเลา นิทานใหเ ด็กฟงกอ นนอน ดังนั้นเพลงกลอม
เดก็ บางเพลงจึงมลี กั ษณะเน้ือรองทเ่ี ปน เร่อื งราว เชน จนั ทรโครพ ไชยเชษฐ พระรถเสน เปนตน เพลง
กลอมเด็กจงึ จดั อยใู นเพลงพน้ื บาน มจี ดุ ประสงคใชรองกลอมเด็กหรือปลอบเด็กใหเด็กนอนหลับ การ
รองเพลงกลอมเด็กมักสืบทอดกันมาดวยวิธีการจดจําจากรุนสูรุน เปนสวนหนึ่งของวรรณกรรมมุข
ปาฐะ (Oral Literature) โดยใชภาษาเปนเคร่ืองมือในการถายทอดที่สําคัญ สวนเน้ือหาและ
ทวงทํานองจะแตกตา งกันตามลกั ษณะทองถิน่ น้นั ๆ เชน เพลงกลอมเดก็ ในภาคเหนือเรยี ก เพลงอ่ือลูก
ภาคอีสานเรยี ก เพลงนอนสาหลา เพลงนอนสาเดอ ภาคกลางเรียก เพลงกลอมเด็ก หรือเพลงกลอม
ลูก ภาคใตเรียก เพลงชานอง หรือเพลงรองเรือ เปนตน ซ่ึงไมวาทองถิ่นใดลวนมีลักษณะเปน
วฒั นธรรมพ้ืนบานที่มีบทบาทและหนาท่ีแสดงเอกลักษณของแตละทองถ่ิน ในดานเพลงกลอมเด็กท่ี
ปรากฏอยใู นภาคกลางน้ันถอื วาเปน ท่รี จู กั กนั อยา งแพรหลายและมบี นั ทึกไวเ ปนหลักฐานมากกวาภาค
อื่นๆ นบั วาสะดวกและเปนประโยชนแกการศึกษาคนควาเปนอยางยิ่ง บทเพลงกลอมเด็กเปนเพลงท่ี
ใชคาํ งายๆไพเราะ ใชภ าษาในทอ งถิ่นทีต่ นอาศัยอยู มีเนอื้ หาแสดงความรกั และความผูกพันของแมกับ
ลูก สะทอนวิถีชีวิตความเปนอยูทางวัฒนธรรมการเล้ียงลูกของคนไทยที่ใหเด็กนอนเปลสาย โดยแม
หรอื คนในครอบครวั ขับรองเพลงกลอมมีท้ังขูทั้งปลอบและรองเลานิทาน เพื่อใหเด็กเพลิดเพลินนอน
หลับไดเรว็ ข้ึน บทเพลงทร่ี องนน้ั ชวยกระตุนพัฒนาการและชวยอบรมกลอมเกลาเด็กมาตั้งแตเยาววัย
และสามารถชวยใหเ กดิ ความรักความผูกพันระหวา งแมกับลูกไดเปนอยางดี โดยทั่วไปเพลงกลอมเด็ก
จะมีลักษณะคลายๆกนั คือ เปน เพลงท่รี บั ชวงตอๆกันมา อาศัยการบอกกลาว ไมมีการบันทึกเปนลาย
ลักษณอ กั ษร จัดเปน มุขปาฐะหรือถา ย ทอดดวยปาก ใชภาษางา ยๆ มีคําสัมผัสคลองจองกันตลอด ทํา
ใหงา ยตอการจดจาํ และขับกลอ มไดไพเราะจงึ จัดเปนประเภทเพลงชาวบาน รวบรวมคติและความเช่ือ
๗http://download.clib.psu.ac.th/datawebclib/exhonline/klomdek/html/10.html [๒๙ ส.ค.
๒๕๕๙].
๘๔
ของชาวบาน บทรองมักจะสั้น ถาผูรับการถายทอดจดจําไมได เนื้อความก็จะขาดหายไป เพลงจะ
เหลือเทาที่จําได แตถาผูรับการถายทอดมีความสามารถก็อาจประดิษฐบทรองใหยาวขึ้นหรือ
สละสลวยข้ึนได ไมสามารถทราบไดวาใครเปนผูแตง เพราะอาศัยการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ไม
ทราบอายุหรือชวงเวลาที่แตงเพลงกลอมเด็กได เพลงเดียวกันอาจผิดเพี้ยนกันบางจากสํานวนภาษา
ของแตละทองถ่นิ การจดจาํ ปฏิภาณ ความเขาใจของผูกลอมเด็ก บางครั้งเพลงเดียวกันคนกลอมคน
เดยี วกันใหรอ งกลอม 2 ครัง้ กอ็ าจกลอ มไมเ หมือนกนั บางคร้ังถา ผูกลอมไมเขาใจคําศัพทในเน้ือเพลง
กอ็ าจเปลย่ี นคําใหมเ พอ่ื ใหเ ขา ใจความหมาย
๓. ภาษติ
ปจจบุ ัน ทงั้ คําพังเพยและสภุ าษิตจะเรยี กรวมวา “ภาษิต” ซึ่งหมายถึงคํากลาวหรือถอยคําที่
กลา วสบื ตอ กนั มาตามศัพทเปน คํากลาง ๆ ใชท ง้ั ทางดีและทางชัว่ เปนถอยคาํ ท่ีมคี ตชิ วนฟงหรือกลุมคํา
พเิ ศษทีม่ ีความหมายเชิงเปรยี บเทียบเพอ่ื เตอื นใจ มักจะเปน ถอยคาํ คลอ งจองกนั
สํานวน คําพังเพยและภาษิต มีลักษณะเปนถอยคํา วลี หรือประโยคที่มีความหมายไมตรง
ตามตัวแตมีความหมายเชิงเปรียบเทียบ ในหมูคนท่ีพูดภาษาเดียวกันถาใครเอย ถึงวลีหรือถอยคํา
เหลานนั้ ข้ึนมา ก็มีผเู ขา ใจความหมายไดท นั ที
สาํ นวนที่ใชก ันมานาน มักจะเปน วลีหรอื เปน ประโยคสะสรวลคมคาย คําพัง เพยก็คือสํานวน
ในความหมายท่ีเปนเชิงเปรียบเทียบเทาน้ันเอง แตเปนสํานวนท่ีชาวบานใชกันติดปากและมักจะพูด
สืบ ๆ กันมาจนแพรหลาย สํานวนใดชาวบานพูดติดปาก สํานวนน้ัน ก็เปนคําพังเพย คําพังเพยมัก
จดจํากันงาย ก็เพราะเปน คาํ ทีม่ กั คลองจอง กะทดั รดั พังไพเราะคมคาย สวนภาษิต มีความหมายตรง
ตวั อยูแ ลว วา เปน ถอ ยคาํ ทีด่ ีงาม ที่สง่ั สอนได ผูเ ขยี นภาษติ ยอมตง้ั ใจจะสอนหรอื เขียนถอยคําที่เปนคติ
สอนตนได78๘
ภาษิต (ในท่ีนี้มีความหมายรวมถึง คําพังเพยและสํานวน) หมายถึงคํากลาวที่สืบทอดกันมา
ตามประเพณี ตามรูปทปี่ รากฏ ภาษติ บางบทอาจขาดหนวยประโยคไปบาง แตโ ดยท่วั ไปภาษิตมักมีรูป
เปนประโยค ภาษิตบางบทมีลักษณะเปนการกลาวตรง ๆ มีความหมายตามรูป เชน ยามสบายก็ใช
ยามไขก็รักษา แตโดยมากภาษิตของแทบทุกชาติ มีลักษณะเปนการเปรียบแบบอุปลักษณ (
metaphor ) เชน เลน กับหมา หมาเลียปาก
เนื้อหาของภาษิตมักสะทอนใหเห็นถึงวถิ ชี วี ิต ความเปน อยู ตลอดจนโลกทัศนชวี ทศั น ของคน
ทใี่ ชภ าษิตนั้นเสมอ ถาศึกษาเปรียบเทียบของชาติตาง ๆ ถ่ินตาง ๆ ก็จะพบวามีทัศนะบางประการท่ี
แตละถน่ิ แตละสังคมเห็นไมเ หมอื นกนั ท้ังน้ีข้ึนกับพื้นฐานทางสภาพแวดลอมประวัติความเปนมาของ
สงั คมนน้ั 79๙
๘ ยุพา สงสิริ, สุ.จิ.ปุ.ลิ. ภาษาไทย, (กรุงเทพมหานคร : ภาคพัฒนาตําราและเอกสารวิชาการ หนวย
ศึกษานิเทศก กรมการฝก หดั ครู, ๒๕๒๕), หนา ๙๘.
๙ ประคอง นิมมานเหมินห, มหาชาติลานนา : การศึกษาในฐานะที่เปนวรรณกรรมทองถิ่น,
(กรุงเทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานชิ , ๒๕๒๖), หนา ๔๑ – ๔๔.
๘๕
๔. ปริศนา
ปริศนา คือ ส่ิงหรือถอยคําท่ีผูกขึ้นเปนเงื่อนงําเพื่อใหแกใหทาย (พจนานุกรม ฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒) เงอื่ นปมปญ หาในปริศนาสวนใหญมุงเนนเพ่ือทดสอบเชาวนปญญา
ปริศนามีสวนประกอบ ๒ สวน คือ ตัวปริศนา และคําเฉลย ปริศนาท่ีรูจักกันดีในประเทศไทย คือ
ปริศนาอะไรเอย ซึ่งเปนปริศนาท่ีมักจะขึ้นตนดวยคําข้ึนตนวา "อะไรเอย" แลวตามดวยคําบรรยาย
ปริศนา เชน "อะไรเอย ตนเทาครก ใบปรกดิน" นอกจากนี้ยังมีปริศนาประเภทอ่ืนๆ ที่นาสนใจอีก
อาทิ ปริศนารปู ภาพ และปรศิ นารอยกรอง เชน ผะหมี โคลงทาย และโจก
ในประเทศไทย พบวาคนไทยนาจะรูจักปริศนาคําทายมาเปนเวลานาน ดังมีหลักฐานปรากฏ
ในตาํ รับทา วศรจี ุฬาลกั ษณ ซง่ึ เปน วรรณคดสี มัยสโุ ขทยั มกี ารกลาวถงึ ปริศนาคําทายไวในเน้ือหา สวน
ทีเ่ กีย่ วกบั ตาํ นานนางสงกรานต ในตํานานกลาวถึงการทาพนัน ระหวางทาวกบิลมหาพรหมกับธรรม
บาลกุมาร ทาวกบิลมหาพรหมไดทาใหธรรมบาลกุมารแกปริศนา ๓ ขอ หากธรรมบาลกุมารแก
ปริศนาดังกลาวได ทาวกบิลมหาพรหมจะยอมใหตัดศีรษะ แตหากแกไมได ธรรมบาลกุมารก็จะตอง
ยอมเปนฝายใหทาวกบิลมหาพรหมตัดศีรษะแทน ปริศนา ๓ ขอมีวา "ตอนเชาราศีอยูท่ีไหน ตอน
กลางวนั ราศีอยูที่ไหน และตอนค่าํ ราศีอยูท่ีไหน" ธรรมบาลกุมารซ่ึงเขาใจภาษาของนก บังเอิญไดยิน
บทสนทนาระหวางนกผัวเมยี คหู นงึ่ ทาํ ใหไ ดรคู ําตอบวา "ตอนเชา ราศีอยูที่หนา ตอนกลางวันราศีอยูท่ี
อก และตอนค่ําราศีอยูท่ีเทา" ทั้งน้ี เพราะตอนเชาคนเราลางหนา ราศีก็จะอยูที่ใบหนา สวนในตอน
กลางวนั เมอื่ อากาศรอ น กเ็ อานาํ้ และแปง หอมประพรมท่ีหนาอก ราศีจึงอยูที่หนาอก และในตอนค่ํา
คนก็จะลา งเทา เพ่ือเตรียมตวั เขา นอน ราศจี ึงอยทู ีเ่ ทา
สมยั อยุธยา พบวา มีการใชป รศิ นาในการสั่งสอนธรรมะ ในรูปแบบที่เปนกระทูปริศนาธรรม
ทเี่ รียกกันวา "ประคนธรรม" นอกจากนีย้ ังกลาวถึงการเลนทายปริศนาในนิทานพื้นบาน เชน เร่ืองศรี
ธนญชัย และในวรรณคดไี ทย เชน เร่อื งสมทุ รโฆษคําฉนั ท
สมัยรัตนโกสินทรตอนตน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว มีการออกสลาก
กินแบง ที่เรยี กวา "หวย ก ข" เมอ่ื มีผูมาขอใหนายโรงบอกใบวา สลากจะออกอะไร นายโรงก็บอกใบ
เปนปริศนาใหลองทาย ตอมา ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว หอพระสมุดวชิ
รญาณ (ตอมาคือ หอสมดุ แหงชาติ) ไดออกหนังสือพิมพรายสัปดาหช่ือ "วชิรญาณสัปดาห" ใน พ.ศ.
๒๔๒๙ คณะกรรมการหอพระสมุดฯ ไดช าํ ระโคลงปริศนาชุดหนึ่งชื่อวา "โคลงทาย" ซึ่งตอมาไดนํามา
ตพี มิ พเผยแพรในหนงั สือพมิ พ "วชิรญาณสปั ดาห" และเปด โอกาสใหป ระชาชนสงจดหมายมารวมทาย
ปริศนา เพอื่ รบั ของรางวลั ดวย
นอกจากน้ียงั มบี ันทึกวา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อครั้งยังทรงดํารงพระ
อิสริยยศเปน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร โปรดการละเลนทายปริศนาท่ีเรียกวา
"ผะหมี" โดยคร้ังหน่งึ ในงานฤดหู นาวประจําป ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เคยโปรดเกลาฯ ให
ตง้ั โรงทายปริศนาผะหมีในงานนีด้ วย
สมัยตอ มา เม่อื มกี ารพิมพและวทิ ยโุ ทรทัศนเกิดข้ึนในประเทศไทย ก็พบวา มีการนําปริศนา
คาํ ทายมาเผยแพรใ นสอื่ ตา งๆ ดวย เชน ในรายการเกมโชวทางโทรทศั น ช่อื วา "ผะหมี" ซ่ึงออกอากาศ
๘๖
ทางสถานีโทรทัศนชอง ๔ บางขนุ พรหม (ปจจุบัน คอื สถานีโทรทัศนชอง ๙ อสมท) มีการนําปริศนา
คําทายชนิดหน่ึงที่เรียกวา "ผะหมี" มาเลนทายในรายการ และเปดโอกาสใหผูชมทางบานโทรศัพท
มารวมทายดว ย
ในปจจุบัน ปริศนาคําทายโดยเฉพาะปริศนาอะไรเอย ยังเปนการละเลนท่ีรูจักกันดีใน
สงั คมไทย นอกจากเปน การเลนทายปรศิ นาในหมเู พ่ือนฝงู คนรจู กั แลว ยงั มีการนําเสนอ และเผยแพร
ปริศนาคําทายผานสื่อตางๆ ที่นาสนใจ เชน นิตยสารเกมสําหรับเด็ก รายการเกมโชวทางโทรทัศน
แผนซีดีเกมทายปริศนา สําหรับเลนดวยคอมพิวเตอร เว็บไซต กระดานสนทนาบนอินเทอรเน็ต
นอกจากน้ี ยังมีอาจารยภาษาไทยนําปริศนาคําทาย โดยเฉพาะปริศนารอยกรองท่ีเรียกวา "ผะหมี"
หรือ "โจก" มาประยุกตใชเปนกิจกรรมประกอบการเรียนวิชาภาษาไทยดวย ในทองถ่ินตาง ๆ ของ
ประเทศไทยลวนมีปริศนาคําทายเฉพาะถ่ิน ปริศนาคําทายเหลานี้ มีลักษณะที่บงบอกความเปน
ทองถ่ิน ไดแก ภาษาถิน่ ทใ่ี ชใ นตวั ปรศิ นาคําทาย และคาํ ข้ึนตน 80๑๐
ปริศนาคาํ ทายเปน การละเลน ทอ่ี ยคู ูก ับสงั คมไทยมาเปนเวลานาน แมกระนั้น ปริศนาคําทาย
ไทยในปจ จบุ นั ก็มีลักษณะใหมๆ หรอื "นวลกั ษณ" หลายประการ ซึง่ ทาํ ใหการละเลนไทยชนิดนี้ยังเปน
ที่นยิ มของคนไทย นวลักษณของปริศนาคาํ ทายไทยในปจจุบัน ที่จะกลาวถึงคือ นวลักษณดานเน้ือหา
นวลกั ษณด านรูปแบบ และนวลักษณด า นการนาํ เสนอปรศิ นาคําทาย
นวลกั ษณดานเนอ้ื หา เน้ือหาของปริศนาคําทายในปจจุบันมีลักษณะใหมคือ มีการกลาวถึง
เทคโนโลยี หรอื ส่ิงประดิษฐใ หม ๆ อาทิ
อะไรเอย คบไมไ ด (เฉลย : รถไฟฟา บีทเี อส เพราะมีสองหวั )
ปริศนาคําทายนี้ มีเน้ือหาเก่ียวกับรถไฟฟา ซ่ึงถือเปนนวัตกรรมการคมนาคมขนสงใหม
สําหรับสังคมไทย รถไฟฟาแตละขบวนจะมีหัวรถจักร ๒ หัว อยูที่บริเวณสวนหัวและสวนทาย ของ
ขบวน หัวรถจักรมีลักษณะเหมือนหัวของจรวด จึงทําใหขบวนรถไฟฟามีสวนปลายเปนหัวจรวด
เหมือนกันท้ังสองดาน ปริศนานี้นําลักษณะเดนของรถไฟฟา คือ การมี "สองหัว" มาเลนกับสํานวน
"นกสองหวั " ซงึ่ หมายถงึ คนท่ีเขาดวยกบั ทงั้ สองฝาย คบไมได
นวลกั ษณด า นรปู แบบ นวลกั ษณด านรูปแบบของปรศิ นา คาํ ทายในปจจุบัน ท่ีจะกลาวถึงใน
ท่ีนม้ี ี ๒ ประการ คอื การเนนการเลน กับภาษามากขน้ึ และปรศิ นาคําทายบางสวน มีลักษณะซับซอน
มากข้ึน ทั้งน้ี นวลักษณประการหน่ึงของปริศนาคําทาย ในปจจุบันคือ การ "เลน" กับภาษามากข้ึน
ในขณะท่ี ปริศนาท่ีเปนการพรรณนาเชิงเปรียบเทียบมีนอยลง ดังจะเห็นไดจาก ปริศนาท่ียกมาเปน
ตัวอยางทั้งสองขอ ซ่ึงทั้งสองปริศนา เลนกับความกํากวม ของภาษา กลาวคือ ปริศนาแรก เลนกับ
ความกํากวม ของวลี "สองหัว" ท่ีสามารถตีความตามตัวอักษรและตีความในลักษณะสํานวน สําหรับ
๑๐http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=34&chap=3&page=t34-3-
infodetail01.html [๒๙ ส.ค. ๒๕๕๙].
๘๗
ปริศนาท่ี ๒ เลนกับความกํากวมของวลี "ใหพอดี" ที่สามารถตีความวา เปนคําขยายระบุลักษณะของ
การ "เตรียมเงิน" หรือเปนสวนขยายบอกวัตถุประสงค ของการ "เตรยี มเงนิ "
นอกจากการ "เลน " กับความกํากวมของภาษาแลว ปริศนาคําทายในปจจุบัน ยังนิยมใชการ
ผวนคาํ เปน สว นหนง่ึ ในการสรางปริศนาดวย ดังตวั อยา งตอไปนี้
หมูอะไรเอย หมุนคอได เฉลย : หมูยอ เพราะสามารถผวน และปรับเปล่ียนไดจาก "หมู
ยอ" ผวนไดเปน "หมอยู" จากนั้น ก็แทนคําวา "ยู" ซ่ึงเสียงเหมือนกับ "you" แปลวา "คุณ" ทําใหได
เปน "หมอคณุ " จากนนั้ ผวนอีกคร้งั หน่งึ จาก "หมอคุณ" จะไดเปน "หมุนคอ" ดังสรุปไดตามลําดับ (หมู
ยอ -> หมอยู -> หมอyou -> หมอคณุ -> หมนุ คอ)
๕. นิทานชาวบา น
นิทานเปนวรรณกรรมมุขปาฐะประเภทหนึ่งท่ีชาวบานนิยมชมชอบมาก ซ่ึงนิทานมักจะ
สอดแทรกเรอ่ื งราวที่แสดงใหเหน็ ถึงภูมิปญญาชาวบาน สะทอนภาพทางสังคม ความคิดความเช่ือและ
วัฒนธรรมของกลุมชนในสังคมนั้น ๆ เพราะฉะน้ันจะพบวา ทุกหมูชนมีนิทานประจํากลุมของตนอยู
ดงั ท่ี วิเชียร ณ นคร ไดกลา ววา “นิทานมีควบคูอยูกับสังคมมนุษยต้ังแตมนุษยเร่ิมมีภาษาพูด รูจักใช
คําเพ่ือติดตอบอกกลาวเร่ืองราวที่นาสนใจแกกัน ขณะเดียวกันมนุษยก็รูจักใชภาษา เพ่ือเลานิทาน
ควบคูกันไปดวย นิทานจึงนับเปนวรรณกรรมเกาแกของมนุษยชาติ”81๑๑ และนอกจากน้ียังสะทอน
สภาพความเปนอยูแ ละวฒั นธรรมของชมุ ชนดวย ดงั ท่ี จรัส งะสมัน กลาววา“นิทานจะเปนที่รวบรวม
ความคิดความเปนอยูและสภาพตาง ๆ ของเจาของ จึงสามารถสะทอนใหเห็นถึงสภาพแวดลอมทาง
วัฒนธรรมของสงั คมท่ีผเู ลา อาศัยอยูได”82๑๒ แมนิทานจะเปนเรื่องของการจินตนาการของผูเลานิทาน
ซึ่งเปนผูท่ีอาศัยอยูในสังคมยอมถูกหลอหลอมไวดวยสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ และทางสังคม
นิทานทเี่ ลาออกมาจึงสะทอนใหเ หน็ ถงึ ธรรมชาติแวดลอมและสงั คมท่ผี เู ลา อาศัยอยู
นิทานพื้นบา น หมายถึง เร่อื งเลา ท่ีเลาสบื ตอกนั มา ด้ังเดิมนั้นถายทอดกันดวยมุขปาฐะ( การ
เลาปากตอปากกันมา การบอกเลาตอๆกันมา โดยมิไดเขียนเปนลายลักษณ ) แตก็มีอยูมากที่บันทึก
เปน ลายลกั ษณอกั ษร และนิทานพ้ืนบา นตองเลาดว ยถอยคําธรรมดา ภาษาชาวบานท่ัวๆไป เปนเร่ือง
เลาตอ ๆ กนั มาชานาน หลายช่วั อายุคน ไมสามารถรูไดว าใครเปนคนเลาด้ังเดมิ ตนเรอ่ื ง
วตั ถปุ ระสงคในการเลา นิทานพื้นบา น คอื เพื่อใหเกิดความบันเทิง ความสนุกสนานเบิกบาน
ใจ ผอนคลายความตึงเครียด เปนคติเตือนใจ ชวยอบรมบมนิสัย ชวยใหเขาใจสิ่งแวดลอมและ
ปรากฏการณธ รรมชาติ เพ่อื เสริมศรัทธาในศาสนา เทพเจา สง่ิ ศักด์สิ ทิ ธ์ิ
๑๑ วิเชียร ณ นคร, รายงานวิจัยเรื่องการศึกษานิทานพื้นบานในจังหวัดนครศรีธรรมราช,
(นครศรธี รรมราช : สํานักงานสภาสถาบันราชภฏั , ๒๕๓๕), หนา ๑.
๑๒ จรัส งะสมัน, การศึกษานิทานชาวเลจังหวัดสตูล, ปริญญานิพนธ (ศศ.ม.ไทยคดีศึกษา), (สงขลา :
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ สงขลา, ๒๕๓๔), หนา ๓.
๘๘
นทิ านพื้นบา นมีลักษณะเฉพาะท่ีเห็นเดนชัด คือ เปนเรื่องเลาที่มีการดําเนินเร่ืองอยางงายๆ
โครงเร่อื งไมซับซอ น วิธีการที่เลา ก็เปนไปอยางงายๆตรงไปตรงมา มักจะเร่ิมเร่ืองโดยการกลาวถึงตัว
ละครสําคัญของเร่อื ง ซ่ึงอาจจะเปนรุนพอ-แมของพระเอกหรือนางเอก แลวดําเนินเร่ืองไปตามเวลา
ปฏิทิน ตัวละครเอกพบอุปสรรคปญหา แลวก็ฟนฝาอุปสรรคหรือแกปญหาลุลวงไปจนจบเร่ือง ซึ่ง
มกั จะจบแบบมคี วามสขุ หรือสุขนาฏกรรม ถาเปนนิทานคติ ก็มักจะจบลงวา “นิทานเร่ืองนี้สอนใหรู
วา…..” ถา เปน นทิ านชาดกก็จะบอกวา ตัวละครสําคัญของเรื่องในชาตติ อ ไป ไปเกดิ เปน ใครบาง ถาเปน
นทิ านปริศนาก็จะจบลงดวยประโยค คําถาม ลักษณะของนิทานพ้ืนบาน กุหลาบ มัลลิกะมาส83๑๓ ได
สรุปไวดังนี้
๑. เปนเรือ่ งเลา ดวยถอยคําธรรมดา เปนภาษารอ ยแกว ไมใชรอยกรอง
๒. เลากันดวยปากสืบทอดกันมาเปนเวลาชานาน และเม่ือการเขียนเจริญขึ้น ก็อาจมีการ
เขียนขึน้ ตามเคา เดิมท่เี คยเลา ดว ยปาก
๓. ไมปรากฏวาผูเลาด้ังเดิมเปนใคร อางแตวาเปนของเกาฟงมาจากผูเลา ซึ่งเปนบุคคลสําคัญ
ยิ่งในอดีตอีกตอหน่ึง ผิดกับนิยายสมัยใหมที่ทราบตัวผูแตง แมนิทานท่ีปรากฏชื่อ ผูแตงเชน นิทาน
ของกรมิ ม กอ็ างวาเลา ตามเคานิทานทีม่ ีมาแตเดิมไมใชตนแตง ขนึ้ เอง
กลาวโดยสรุป นิทาน คือ เรื่องเลาที่มนุษยผูกเรื่องขึ้นดวยภูมิปญญา โดยสวนใหญจะ
ถายทอดดวยวิธีมุขปาฐะ เน้ือเรื่องมีหลากหลายและใชเลาเพื่อจุดประสงคตางๆกัน ตามโอกาสและ
สภาพแวดลอมของแตละทอ งถิ่น คาํ ท่ีใชเ รียกนิทานมีตางๆกันไป เชน นิทานชาวบาน นิทานพื้นบาน
นิทานพ้ืนเมือง วรรณกรรมมุขปาฐะ เปนตน ในท่ีนี้จะใชวานิทานพื้นบาน จะเห็นไดวาลักษณะที่
สาํ คัญทสี่ ดุ ของนทิ านพื้นบา นคอื เปน เรอ่ื งเลาท่ีสบื ทอดกันมาดว ยปากและไมท ราบวา ผใู ดแตง
๖. ภาษาถน่ิ
ภาษาถิ่น เปนภาษายอยท่ีมีการเปลี่ยนแปลงของภาษาตามถิ่นที่อยูของผูพูด ใชสื่อ
ความหมายและความเขาใจระหวางคนในทองถิ่นนั้นๆ ซึ่งอาจแตกตางจากภาษาในทองถิ่นอ่ืนๆ ใน
ดานลักษณะการออกเสียง ระบบเสียงคาํ การใชค าํ สว นการเรยี งคําในวลแี ละประโยคอาจแตกตางกัน
บาง แตก ็สามารถท่ีจะเขาใจกันได เน่ืองจากผูพูดภาษาที่แตกตางกันในแตละทองถิ่นแตละภูมิภาคมี
ความสัมพนั ธทางเชอื้ สายใกลชดิ กนั มาแตเ ดมิ 84๑๔
การแบงภาษาถิ่นมักจะแบงตามภูมิศาสตรหรือทองที่ท่ีผูพูดอาศัยอยู ในแตละภาษาจะ
ประกอบดวยภาษาถิ่นตางๆ เปนจาํ นวนมาก ทงั้ นแี้ ลวแตว าเราจะแบงภาษาถ่ินใหล ะเอยี ดปลกี ยอยลง
ไปมากนอยแคไหน เปนตนวา ภาษาถิ่นของไทย เฉพาะท่ีพูดกันอยูในอาณาเขตประเทศไทย ถาจะ
แบงตามภาคก็จะไดภาษาถิน่ ๔ ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอสี าน ภาคกลางและภาคใต เพราะภาษาถิ่น
๑๓ กุหลาบ มลั ลกิ ะมาส, คตชิ าวบา น, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, ๒๕๑๘), หนา ๑๙.
๑๔ พเยาว เจริญฉาย, วิทยาภาษาถ่ิน, (นครปฐม : ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๕๐), หนา ๑๔ – ๑๕.
๘๙
ของตางภาคก็จะมลี ักษณะแตกตางกัน ในแตละภาคก็อาจจะแบงยอยออกไปไดอีกเปนภาษาถิ่น ของ
แตละจังหวัด แตละอําเภอ แตละตําบล และแตละหมูบาน เพราะภาษาถิ่นของแตละจังหวัดในภาค
เดียวกันก็จะมลี ักษณะไมเหมือนกัน ในทํานองเดียวกัน ภาษาถิ่นของแตละอําเภอในจังหวัดเดียวกัน
หรือภาษาถ่ินของแตละตําบลในอําเภอเดียวกัน หรือภาษาถ่ินของแตละหมูบานในตําบลเดียวกัน มี
ลกั ษณะไมเ หมอื นกนั หรือแมแตภาษาถ่ินของแตละครอบครัวในหมูบานเดียวกัน ตลอดจนคนแตละ
คนในครอบครวั เดียวกนั กม็ ีลกั ษณะไมเหมือนกัน ฉะนนั้ ภาษาถ่ินเม่ือแบงยอยที่สุดแลวก็จะกลายเปน
ภาษาถ่นิ ของแตล ะคนซง่ึ เรียกวา ภาษาเฉพาะบุคคล หรือ เอกัตภาษณ (Idiolect) ซ่ึงมีลักษณะเฉพาะ
เปนของตนเองซ่ึงอาจแตกตางจากคนอ่ืนไปบางตามความรูสึก ประสบการณ หรือทัศนคติของผูพูด
แตเ ปน ความแตกตางท่ีไมช ัดเจน ดังนนั้ จะเหน็ ไดวา ถา เราย่งิ แบงภาษาถนิ่ ยอ ยลงไปมากเทาใดก็จะย่ิง
เห็นความแตกตา งของภาษาถิน่ ยอ ยๆ เหลาน้นั นอ ยลงทกุ ที พูดงา ยๆ ภาษาถ่ินตางภาคกันจะแตกตาง
กันมากกวาภาษาถ่ินตางจังหวัดกันแตอยูในภาคเดียวกัน ภาษาถิ่นตางจังหวัดกันจะแตกตางกัน
มากกวา ภาษาถ่นิ ตา งอาํ เภอในจงั หวดั เดยี วกัน เปน ตน
เมอื่ พูดถึงภาษาถ่ินจะหมายถงึ ภาษาถ่นิ หรือภาษายอ ยของภาษาเดียวกัน และสาเหตุที่สําคัญ
ทท่ี าํ ใหเ กิดภาษาถนิ่ ตา งๆ หรอื ภาษายอ ยขึน้ มาน้ัน มีอยู ๔ ประการ คือ
๑. การเกิดการเปล่ียนแปลงภาษาเปรียบเสมือนส่ิงที่มีชีวิตยอมมีการเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ
แตเนือ่ งจากการเปลีย่ นแปลงดําเนินไปอยางชา ๆ แบบคอ ยเปนคอยไปในชั่วชวี ติ ของแตละคนจึงมักจะ
ไมค อยสังเกตเห็นความเปล่ยี นแปลงของภาษามากนกั หรอื อาจไมเห็นการเปลีย่ นแปลงน้ันเลย สาเหตุ
สําคัญท่ีทําใหภ าษาเปลีย่ นแปลงโดยเฉพาะอยางย่ิงการเปลี่ยนแปลงในเร่ืองการออกเสียงแตละเสียง
คือ ในระยะเริ่มแรกของการเรยี นภาษาของแตล ะคนเรยี น ดว ยวิธกี ารเลียนแบบ เปนที่ทราบกันอยูวา
การเลยี นแบบนนั้ ไมวาจะเปนเรือ่ งใดก็ตาม จะทําใหเหมือนแบบจริงๆ ทุกอยางยอ มไมไ ด ในเร่ืองการ
เลียนแบบการออกเสียงพูดก็เชนเดียวกัน เด็กท่ีเลียนแบบพอแม ผูเล้ียงดูหรือผูท่ีอยูแวดลอมตัวเด็ก
ยอมจะทาํ ใหเ หมอื นทีเดยี วไมได จะตอ งมีผิดเพย้ี นไปบา ง ถา ผิดเพ้ียนไปมากกม็ กั จะมผี ูสังเกตเห็นและ
ชวยแกไ ขใหเ ด็กออกเสียงใหถ ูกตอ งหรืออยางนอ ยกใ็ กลเคียงกบั เสียงทีถ่ กู ตอ งมากท่ีสุด แตถาหากเด็ก
ออกเสียงผิดเพย้ี นไปเพียงเลก็ นอยก็มักจะไมไดรับการแกไขใหถูกตอง หรือบางครั้งผูใหญเห็นวาเปน
สง่ิ นา รักนา เอน็ ดู หรือไมสนใจจะแกไข ผลก็คือ ทําใหการออกเสียงผิดเพี้ยนไปทีละนอยสืบทอดตอๆ
กนั ไปหลายๆ ชวั่ คนเขา การผดิ เพย้ี นก็มากขนึ้ ทกุ ที จนทําใหเ กดิ เปน การกลายเสียงขึ้น คือ เสียงในคํา
หนึ่งครัง้ หน่ึงเคยออกเสียงกันอยางหน่ึง
๒. การขาดการติดตอระหวางผูท่ีพูดภาษาเดียวกัน ภาษาท่ีอยูในสมัยเดียวกันนั้นอาจจะ
แตกตางกันได เนอ่ื งจากสาเหตุทส่ี ําคญั อีกประการหน่ึง คือ ขาดการติดตอคบหาสมาคมกันระหวางผู
พูดภาษาเดียวกัน ปกติถาหากผูพูดภาษาเดียวกันไดมีโอกาสติดตอกันอยู เม่ือมีการเปล่ียนแปลง
เกดิ ข้นึ ในภาษาทุกคนก็รับรู และถาจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็รับดวยกัน ทําใหภาษาที่ใชกันนั้นมี
ลักษณะเหมอื นๆ กนั อยู พูดอีกอยา งกค็ ือ การเปลยี่ นแปลงของภาษาก็เปนไปทํานองเดียวกัน ในทาง
ตรงกันขาม ถาหากผูที่พูดภาษาเดียวกัน ดวยความจําเปนบางอยางทําใหตองแยกยายกันอยู และ
โอกาสท่ีจะไมม าตดิ ตอ คบหากันก็ไมมี เมือ่ ภาษาท่ีคนกลุม หน่ึงใชเ ปลยี่ นแปลงไป คนอีกกลุมก็ไมมีทาง
รบั รู ผลก็คือ ทําใหภาษาของคนตางกลุมเปลี่ยนแปลงกันไปคนละทาง ตางกลุมก็ตางเปล่ียนของตน
๙๐
ความจําเปน บางอยางดังกลา วน้ีอาจจะไดแ ก ความจําเปน ดานเศรษฐกจิ คือ ยายถนิ่ ทีท่ ํามาหากินหรือ
ทางดานภูมศิ าสตร ภูมิประเทศท่ีมีภูเขาแมน ้าํ ทะเลกน้ั อยู ทําใหคนไมสามารถติดตอกันไดโดยสะดวก
เหมอื นเมื่ออยูรวมกันในทองถ่ินเดียวกัน ดินฟาอากาศก็อาจจะเปนเหตุใหคนตองแยกยายกันอยู คือ
ถาถิ่นใดแหงแลงไมมีฝนตกตองตามฤดูกาล ไมเหมาะแกการเพาะปลูกทําไรไถนา คนก็อยูไดไมนาน
และมีคนมาอาศัยอยูไมมาก สวนถิ่นใดท่ีอุดมสมบูรณ คนก็จะไปรวมกันอยูหนาแนน สรุปก็คือภูมิ
ประเทศ และดินฟาอากาศมีสวนทําใหคนมีโอกาสท่ีจะติดตอไปมาหาสูกันเสมอ ก็ทําใหพูดภาษาที่
เหมือนๆ กัน แตถามีโอกาสติดตอกันนอยเทาไร ก็จะทําใหพูดภาษาตางกันมากข้ึนเทานั้น ภาษาจึง
เกิดการเปลีย่ นแปลง เกิดภาษายอยตางๆ ข้ึน
๓. การเปลี่ยนแปลงของภาษาอยางมีระบบและสม่ําเสมอ เราอาจสงสัยกันวา ในเมื่อภาษา
เปล่ียนแปลงไปแลว ทําไมคนที่พูดภาษาถิ่นคนละถ่ินจึงพูดจากัน และฟงกันรูเร่ืองไดแตถาหากเรารู
ขอเทจ็ จริงขอ หน่งึ วา การเปลยี่ นแปลงของเสียงหรือการกลายเสียงจากเสียงหน่ึงไปเปนอีกเสียงหนึ่ง
น้ัน เปนไปอยางสมํ่าเสมอ และมีระเบียบแลว ก็จะทําใหหายสงสัยได เชนเมื่อเสียง ช ในภาษาไทย
กลางเปลี่ยนเปนเสียง ซ ในภาษาถนิ่ อสี านหรือเสยี ง จ ในภาษาถิ่นเหนือ การเปล่ียนแปลงเชนนี้จะไม
เกิดในคําๆเดยี ว แตจะเกิดขน้ึ ในคาํ อน่ื ๆ อีกหลายคํา ในภาษาถ่ินทั้ง ๒ การเปลี่ยนแปลงเชนน้ีเปนไป
อยางสมํ่าเสมอ และเปนการเปลี่ยนแปลงท่ีเปนไปอยางมีระบบ หมายถึงวาการเปลี่ยนแปลงมีแบบ
แผนที่เปนกฎเกณฑอยูในตัว เชน ถาพบวาสระ เอะ เปลี่ยนเปน แอะ เราจะพบวา สระ โอะ ก็จะ
เปล่ียนเปน เอาะ ดวย คือ มีแบบแผนวาสระกลาง (หมายถึง เอะ และ โอะ) จะกลายเปนสระต่ํา
(หมายถึง แอะ และ เอาะ) เปนตน
๔. การยืมคําภาษาตางประเทศ สาเหตุอีกประการหน่ึงท่ีทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงในเร่ือง
การเพ่ิมจํานวนคําท่ีใชในภาษา คือ การไดติดตอกับคนท่ีพูดภาษาอ่ืนโดยเฉพาะภาษาตางประเทศ
เชน ทางภาคใตไดตดิ ตอ สมาคมกับคนทพี่ ูดภาษามลายู ก็ยืมคํามลายูมาใชตัวอยางเชน มายา (ปุย) ช็
องดอ็ ง (ดื้อรั้น) ลาตา (บาจี้) ชันชี (สัญญา) ควน (เนินเขา) สวนภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ และ
โดยเฉพาะในวงการศึกษาไดอ าศยั ตาํ ราภาษาตา งประเทศ เชนภาษาอังกฤษ ทําใหเรายืมคําอังกฤษมา
ใชเ ปนจํานวนมาก หรือในภาษาถิ่นอสี านก็มคี ํายืมภาษาเขมร เมื่อยืมคําตางประเทศคนละภาษามาใช
ในคนละถ่ิน ก็มีผลทําใหตางถิ่นกัน ใชคําคนละคําในความหมายเดียวกัน ซ่ึงก็เปนสาเหตุของการ
เปลย่ี นแปลงในเร่ืองการใชคําศัพทแ ละความหมายของคําท่ใี ชในภาษา85๑๕
๕.๕.๒ คติชนประเภทไมใชถอยคํา แตจะถายทอดโดยการประพฤติปฏิบัติหรือทาใหดู
แบงออกเปน ๓ ประเภทยอย คือ
๑. ศิลปะชาวบา น
ศลิ ปะพ้ืนบาน (Folk) หมายถึง ศิลปะท่ีมคี วามงามความเรียบงายจากฝมือของชาวบานท่ัวๆ
ไปสรางสรรคผลงานอันมีคุณคาทางดานความงาม และประโยชนใชสอยตามสภาพของทองถ่ิน ทาน
ศาสตราจารยศิลป พีระศรี ไดกลาววา หมายถึง “ศิลปะชาวบาน” เชน การรองรําทําเพลง การวาด
๑๕ พเยาว เจริญฉาย, เลม เดิม, หนา ๑๘ – ๒๐.