The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nirandorn Lerdwiraphol, 2025-12-03 00:07:25

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

Keywords: การจัดกการ,การพัฒนา,สาธารณูปการ

การจัดการและพัฒนางานสาธารณูปการ(Management and Development of Temple Facilities and Environment) พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร. พระมหาโยธิน โยธิโก รศ.ดร.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตขอนแก่น


หลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.) ตำราเรียน การจัดการและพัฒนางานสาธารณูปการผู้เขียน พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร. พธ.บ. ศษ.บ. ศศ.ม. Ph.D พระมหาโยธิน โยธิโก รศ.ดร. ป.ธ.๙ พธ.บ. ศศ.ม. อ.ม. พธ.ด. ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติNational Library of Thailand Cataloging in Publication Dataพระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร. พระมหาโยธิน โยธิโก รศ.ดร.การจัดการและพัฒนางานสาธารณูปการ -- ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น, 2568.204 หน้า.1.การจัดการและพัฒนางานสาธารณูปการ. I.ชื่อเรื่อง.ISBN *** - *** - *** - *** - *ลิขสิทธิ์ตำราเรียนเล่มนี้เป็นของผู้เขียน ห้ามลอกเลียนแบบใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากมีหนังสือขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นแบบปก นิรันดร เลิศวีรพล พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๖๘จำนวนพิมพ์ ราคาเล่มละ ๒๕๐ บาทพิมพ์ที่ เอมี่ ก๊อปปี้ เซ็นเตอร์๘๘/๒๗ ถนนเหล่านาดี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่นจังหวัดขอนแก่น ๔๐๐๐๐โทรศัพท์ ๐๔๓ ๓๐๖ ๘๔๕โทรสาร ๐๔๓ ๓๐๖ ๘๔๕ E-mail: [email protected]


คำนำการสาธารณูปการ เป็นงานบำรุงรักษาวัดและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี เป็นหน้าที่ของผู้บริหารวัดและคณะสงฆ์โดยตรง ในส่วนของรัฐและพุทธบริษัท จะต้องอุปถัมภ์ด้วยไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างหรือบูรณะ รักษาเสนาสนะของพระสงฆ์พระสังฆาธิการได้มองเห็นความสำคัญของการจัดทำแผนแม่บทการก่อสร้าง และรู้จักวิธีการบริหารงานสาธารณูปการเป็นอย่างดี มีเทคนิคและวิธีการขอคำปรึกษากับหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ การบริหารจัดการงานสาธารณูปการที่ดี จะต้องรู้จักวิธีบูรณปฏิสังขรณ์ การรักษาดูแล ทำนุบำรุงศาสนวัตถุและศาสนสถาน เพื่อทำวัดให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างไว้ประดับบารมีเจ้าอาวาสเช่นเดียวกัน การจัดและพัฒนางานสาธารณูปการของคณะสงฆ์ เป็นงานการบริหารจัดการ การก่อสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาวัดและศาสนสถาน เพื่อให้มีความมั่นคง สวยงาม และเป็นระเบียบ โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้สถานที่นั้นๆ ร่มรื่น สะอาด และเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม การศึกษา และการทำกิจกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมภายในวัดให้ร่มรื่นและสอดคล้องกับหลักสัปปายธรรม ที่หมายถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและปฏิบัติธรรมพระสังฆาธิการมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาวัดอยู่เสมอ เช่น เสนาสนะ ศาสนวัตถุใดชำรุดทรุดโทรม ก็บูรณะซ่อมแซมให้คือคงสภาพเดิม สมควรรื้อปลูกสร้างใหม่ ก็ต้องรื้อ เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่จะต้องยึดหลักอุฏฐานสัมปทาและอารักขาสัมปทา ดังคำมหาเถรคติว่า “วัดอาศัยสมภาร วัดสวย สมภารอาศัยวัด วัดเสื่อม เพราะเจ้าอาวาสนิ่งดูดาย” เนื่องจากขาดอุฏฐานสัมปทา และอารักขาสัมปทานั้นเองการที่จะการสร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและสังคมทำได้โดยการพัฒนาวัดให้เป็น \"ปสาทนียะ ภาวนียะ กัมมนียะ\" แหล่งเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในหลากหลายมิติ ทั้งการศึกษา วัฒนธรรม ศิลปะ สุขภาพ และสังคม โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการใช้งาน ส่งเสริมกิจกรรมที่หลากหลาย และสร้างเครือข่ายร่วมกับองค์กรภายนอกเจ้าอาวาสก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งพระสงฆ์ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการนำแนวทางและหลักการต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ดั้งนั้น แนวทางการจัดการและพัฒนาวัดจึงครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการศาสนสมบัติ การส่งเสริมศาสนกิจ และการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน


(๒) คำนำการจัดการและพัฒนาวัดให้สอดคล้องกับภารกิจ 6 ด้านของคณะสงฆ์เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน หลักการบริหารจัดการพื้นฐานแล้ว ยังต้องอาศัยปัจจัยสู่ความสำเร็จ คือการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการพัฒนาวัดจะยั่งยืนได้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนจากชุมชนเป็นฐาน เจ้าอาวาสมีวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารจัดการ เพื่อวางแผนและขับเคลื่อนการพัฒนาวัดให้บรรลุเป้าหมาย และจัดการทรัพยากรและศาสนสมบัติต่างๆ ภายในวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญในระบบการจัดการเรียนที่มีคุณภาพและให้เป็นไปตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย จึงจัดทำผลงานทางวิชาการเผยแผ่เป็นตำราเรียนรายวิชา การจัดการและพัฒนางานสาธารณูปการ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 7 บท คือ บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ บทที่ ๒ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา บทที่ ๓ หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ บทที่ ๔ การจัดการศาสนสมบัติบทที่ ๕ การบริหารจัดการเงินวัด บทที่ ๖ กฎหมายและระเบียบที่ข้องกับศาสนสมบัติของวัด บทที่ 7 แนวทางการจัดการและพัฒนางานสาธารณูปการ เพื่อให้มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา ดังปรากฏชัดแจ้งแล้วในเล่มนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตำราเรียนฉบับนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านวิชาการแก่อาจารย์ผู้บรรยาย นิสิต และผู้สนใจได้เป็นอย่างดี (พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร.)รองอธิการบดีวิทยาเขตขอนแก่น รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เจ้าอาวาสวัดธาตุ พระอารามหลวง


สารบัญบทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ 1๑.๑ ความนำ 1๑.๒ ความหมายและความสำคัญของการสาธารณูปการ 2๑.๓ ประเภทงานการสาธารณูปการ 4๑.๔ การบริหารงานด้านการสาธารณูปการ 5๑.๕ การควบคุมและส่งเสริมการสาธารณูปการ 7๑.๖ แนวปฏิบัติสำคัญในการบริหารงานด้านสาธารณูปการ 8๑.๖.๑ การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ 8๑.๖.๒ การพัฒนาวัด 9๑.๖.๓ การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด 11๑.๖.๔ การดูแลรักษาและจัดการเกี่ยวกับที่ตั้งบริเวณวัด 11๑.๖.๕ การขอเงินอุดหนุนบูรณปฎิสังขรณ์วัด 12๑.๗ แนวทางการพัฒนางานด้านการสาธารณูปการ 15บทที่ ๒ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา 17๒.๑ ความนำ 17๒.๒ บริบทของวัดในพระพุทธศาสนา 17๒.๓ ความหมายของคำว่า วัด และคำว่า อาราม 19๒.๔ วัดในสมัยพุทธกาล 21๒.๕ วัตถุประสงค์การสร้างวัด 24๒.๖ ลักษณะวัดและเสนาสนะสมัยพุทธกาล 25๒.๗ องค์ประกอบของวัดสมัยพุทธกาล 28๒.๗.๑ วิหาร 28๒.๗.๒ เรือนมุงแถบเดียว 30๒.๗.๓ ปราสาท 30๒.๗.๔ เรือนโล้น 31๒.๗.๕ ถ้ำ 32๒.๘ มูลเหตุการณ์สร้างวัดยุคหลังพุทธกาล 34


(4) สารบัญ๒.๙ ประเภทของวัดในพระพุทธศาสนา 36 ๒.๙.๑ วัดตามลักษณะวิถีปฏิบัติของพระสงฆ์ 36๒.๙.๒ วัดตามลักษณะฐานะของผู้สร้าง 37๒.๙.3 วัดตามกฎหมาย 38๒.๑๐ มูลเหตุการณ์สร้างวัดในประเทศไทย 38๒.๑๑ การออกแบบสิ่งก่อสร้างและพื้นที่การสร้างวัดในประเทศไทย 41๒.๑๑.๑ สมัยสุโขทัย 42๒.๑๑.๒ สมัยอยุธยา 43๒.๑๑.๓ สมัยรัตนโกสินทร์ 44๒.๑๒ วัดสร้างสุขด้วยหลักสัปปายะ 45๒.๑๒ การสร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรม และเป็นจุดสำคัญของสังคม 47บทที่ ๓ หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 53๓.๑ ความนำ 53๓.๒ ความหมายเกี่ยวกับการจัดการ 54๓.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการทรัพยสินในพระพุทธศาสนา 55๓.๔ หลักพุทธธรรมกับการจัดการทรัพยสิน 56๓.๔.๑ หลักสันโดษ 56๓.๔.๒ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 57๓.๔.๓ หลักสัปปุริสธรรม ๗ 58๓.๔.๔ หลักสัปปายะ 60๓.๕ หลักธรรมที่ส่งเสริมการจัดการทรัพย์สินของวัด 65๓.๕.๑ หลักธรรมกับการส่งเสริมการจัดการทรัพย์สินของวัด 65๓.๕.๒ หลักธรรมกับการส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอาวาส 66๓.๖ การจัดการเสนาสนะและควบคุมการก่อสร้างในพระไตรปิฎก 69๓.๗ ขอปฏิบัติในการจัดการทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนา 72๓.๘ แนวทางการจัดการทรัพย์สินในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 73๓.๘.๑ ผู้ดูแลและจัดการทรัพย์สินของสงฆ์ 73๓.๘.๒ การบริหารจัดการทรัพย์สินของสงฆ์ 74๓.๘.๔ ปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน 75๓.๘.๕ ปัญหาเรี่องทรัพย์สิน 76บทที่ ๔ การจัดการศาสนสมบัติ 79๔.๑ ความนำ 79๔.๒ ความหมายและความสำคัญของศาสนสมบัติของวัด 80


สารบัญ (5)๔.๓ ประเภทของศาสนสมบัติ 81 ๔.๓.๑ ศาสนสมบัติกลาง 81 ๔.๓.๒ ศาสนสมบัติวัด 82๔.๔ การจัดการศาสนสมบัติของวัด 83๔.๕ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารศาสนสมบัติ 8๖๔.๖ บุคคลผู้มีอำนาจจัดการศาสนสมบัติของวัด 87๔.๗ การบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด 88 ๔.๗.๑ การบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด ๘๘๔.๗.๒ การบริหารจัดการที่ดินวัด 89๔.๘ โครงสร้างการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด 91๔.๙ การจัดการและเก็บรักษาศาสนสมบัติของวัด 95๔.๑๐ การให้เช่าที่ดินหรืออาคาร 96๔.๑๑ วิธีรับและเก็บรักษาเงินของวัดและวิธีทำบัญชี 97๔.๑๑.๑ วิธีรับและเก็บรักษาเงินของวัด 98๔.๑๑.๒ วิธีทำบัญชีรับจ่าย 99๔.๑๑.๓ วิธีทำบัญชีงบปี 99๔.๑๑.4 การพัฒนาระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด 99๔.๑๑.5 วัตถุประสงค์ของการจัดทำบัญชีวัด 101๔.๑๒ ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศาสนสมบัติ 102 ๔.12.๑ ด้านบุคลากร 103๔.12.๒ ด้านงบประมาณ 103๔.12.๓ ด้านวัสดุอุปกรณ์ 103๔.12.๔ ด้านการบริหารจัดการ 104บทที่ ๕ การบริหารจัดการเงินวัด 105๕.๑ ความนำ 105๕.๒ ผู้มีอำนาจจัดการศาสนสมบัติของวัด 106 ๕.๒.๑ เจ้าอาวาส 107 ๕.๒.๒ ไวยาวัจกร 109๕.๓ รายได้ของวัดในปัจจุบันมาจากไหน 113๕.๔ สถานะของเงินบริจาค 114 ๕.๔.๑ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงินบริจาค 115 ๕.๔.2 ความหมายของเงินบริจาค 116 ๕.๔.3 สถานะของเงินบริจาค 118 5.๔.๔ ระบบการควบคุมดูแลเงินบริจาค 120 5.๔.๕ การดูแลจัดการทรัพย์สินและเงินตราของพระสงฆ์ 121 ๕.๔.๖ การจัดทำบัญชีเงินรับจ่ายของวัด 124 ๕.๔.๗ การตรวจบัญชี 126


(6) สารบัญ ๕.๔.๘ ขั้นตอนและระบบควบคุมการบริหารเงินศาสนสมบัติ ในส่วนภูมิภาค 128 5.๔.๙ การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง 12๙5.๕ กฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลการเงินของวัด 129บทที่ ๖ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ 1336.๑ ความนำ 133๖.๒ กฎกระทรวง ว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด 134๖.๓ การจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด การจัดประโยชน์แทนวัด และการออก หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของวัด 137๖.๔ การเก็บรักษาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินศาสนสมบัติและวัดร้าง 142 ๖.๔.๑ ภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ 142 6.๔.๒ วิธีการปฏิบัติและขั้นตอนพร้อมทั้งตัวอย่างปัญหา 14๓๖.๕ การทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณสงฆ์ ของวัด 145๖.๖ การผาติกรรมที่ดิน 147๖.๗ วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารในวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัดอันมี ผู้เช่าอยู่ 1486.8 แนวทางปฏิบัติการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด 1506.๙ การจัดการที่ดินแทนวัด พ.ศ. 2567 152๖.๑๐ ปัญหาการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดทั่วราชอาณาจักร 153๖.1๑ หนังสือ “คู่มือการดูแลและจัดการศาสนสมบัติ 15๗บทที่ ๗ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด 161๗.๑ ความนำ 161๗.๒ การจัดสภาพแวดล้อมของวัด 162๗.๓ เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาวัด 163๗.๔ กรอบการพัฒนาวัด 166๗.๕ การพัฒนาวัดตามหลักสัปปายธรรม 168๗.๖ การวางผังบริเวณของวัดในสังคมไทย 174๗.๗ การออกแบบผังบริเวณและปรับปรุงภูมิทัศน์ตามหลักภูมิสถาปัตยกรรม 177๗.๘ การจัดการมรดกวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรมภายในวัด 180๗.๙ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัด 182๗.๑๐ การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพภายในวัด 189๗.๑๑ การพัฒนาวัดอุทยานการศึกษาและวัดพัฒนาตัวอย่าง 190๗.๑๒ แนวทางการพัฒนาวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน 191๗.๑๓ กรอบการพัฒนาวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 191บรรณานุกรม 197


บทที่ ๑ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ๑.๑ ความนำการสาธารณูปการ คือ การบริหารจัดการ การก่อสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาวัดและศาสนสถาน เพื่อให้มีความมั่นคง สวยงาม และเป็นระเบียบ โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้สถานที่นั้น ๆ ร่มรื่นสะอาด และเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม การศึกษา และการทำกิจกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมภายในวัดให้ร่มรื่น และสอดคล้องกับหลักสัปปายะที่หมายถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและปฏิบัติธรรมขอบเขตงานด้านสาธารณูปการ• การก่อสร้าง สร้างศาสนวัตถุและศาสนสถานใหม่ เช่น ศาลา กุฏิเจดีย์และอื่นๆ• บูรณปฏิสังขรณ์บูรณะและซ่อมแซมอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เดิมให้มั่นคงและสวยงาม• ปรับปรุงตกแต่ง ดูแลรักษาและปรับปรุงสิ่งต่างๆ ภายในวัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและน่าอยู่• จัดการสภาพแวดล้อม ดูแลเรื่องความสะอาด ความร่มรื่น และสิ่งแวดล้อมภายในวัดให้เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมหลักการสำคัญในการบริหารงาน• การวางแผน วางแผนการก่อสร้างและบูรณะให้สอดคล้องกับความต้องการของวัดและประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรม• มีระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส เช่น การควบคุมการเงิน บัญชีและการใช้จ่ายงบประมาณ• การใช้บุคลากร ใช้ความรู้ความสามารถของผู้รู้เฉพาะทางในการดำเนินงาน• ความร่วมมือ สร้างความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน และผู้เชี่ยวชาญ• การบริหารงานโดยยึดหลักสัปปายะ 7 เพื่อให้วัดเป็นสถานที่ที่เกื้อหนุนต่อการปฏิบัติธรรมo อาวาสสัปปายะ ที่อยู่ซึ่งไม่พลุกพล่านo โคจรสัปปายะ ที่หาอาหารเหมาะสมo ภัสสสัปปายะ การพูดคุยที่เหมาะสมo ปุคคลสัปปายะ บุคคลที่ถูกกันo โภชนสัปปายะ อาหารที่เหมาะสมo อุตุสัปปายะ ดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมo อิริยาปถสัปปายะ อิริยาบถที่เหมาะสมการสาธารณูปการ จะเน้นในส่วนบำรุงรักษาวัดและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี เป็นหน้าที่ของผู้บริหารวัดและคณะสงฆ์โดยตรง ในส่วนของรัฐและพุทธบริษัท จะต้องอุปถัมภ์ด้วยไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างหรือบูรณะรักษาเสนาสนะของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการทุกรูปต้องมองเห็นความสำคัญของการจัดทำแผนแม่บทการก่อสร้าง และรู้จักวิธีการบริหารงานสาธารณูปการเป็นอย่างดี มีเทคนิคและวิธีการขอคำปรึกษากับหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ การบริหารจัดการงานสาธารณูปการที่ดี จะต้องรู้จักวิธีบูรณปฏิสังขรณ์ โดยยึดหลักการบริหารบูรณปฏิสังขรณ์ การรักษาดูแล ทำนุบำรุงศาสนวัตถุและศาสนสถาน เพื่อทำวัดให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างไว้ประดับบารมีเจ้าอาวาสเช่นเดียวกัน


๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๑.๒ ความหมายและความสำคัญของการสาธารณูปการคำว่า “สาธารณูปการ” นั้นเกิดจากการนำคำว่า “สาธารณ” กับคำว่า “อุปการ” มาเข้าสนธิกัน คำว่า “อุปการ”๑ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า“น. ความช่วยเหลือเกื้อกูล, ความอุดหนุน, คู่กับปฏิการ = การสนองคุณ, การตอบแทนคุณ. ก. ช่วยเหลือเกื้อกูล, อุดหนุน” แต่คำนี้มิได้ใช้หมายถึง “ความช่วยเหลือเกื้อกูลหรือความอุดหนุนเพื่อประชาชนทั่วไป” ตามรูปศัพท์ คำว่า “สาธารณูปการ” นี้ เป็นศัพท์ทางศาสนาที่คณะสงฆ์ใช้กันอยู่ ท่านใช้หมายถึง “การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์” ส่วนการสาธารณูปการ เป็นกิจการเกี่ยวกับการสงเคราะห์บุคคลที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ เช่น คนชรา คนพิการ เด็กกำพร้า การก่อสร้าง และการบูรณปฏิสังขรณ์ทางศาสนา ๒ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 กล่าวถึงการสาธารณูปการไว้ว่า “เจ้าอาวาสมีหน้าที่ที่จะต้องทำนุบำรุงรักษาวัดตามกำลังและความสามารถ” ส่วนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒484 กล่าวถึงการสาธารณูปการไว้ในทำนองเดียวกันว่า “เจ้าอาวาสจะต้องบำรุงรักษาจัดการวัดและสมบัติของวัด ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยตามสังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎหมาย กฎองค์การ ข้อบังคับ และระเบียบ” คำว่า สาธารณูปการ ๓ใช้เป็นครั้งแรกในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒484 มาตรา 33 ซึ่งบัญญัติว่า “ให้จัดระเบียบบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลางเป็นองค์การต่าง ๆ คือ องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่ และองค์การสาธารณูปการ” ส่วนหน้าที่ขององค์การสาธารณูปการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒484 เท่ากับเป็นองค์การรักษาพัสดุเพื่อสนับสนุนองค์การปกครอง ในมาตรา ๓๓ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒484 ได้จัดระเบียบบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลางเป็นองค์การต่าง ๆ ซึ่งเปรียบด้วยกระทรวงฝ่ายบ้านเมือง คือ องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่และองค์การสาธารณูปการ เมื่อคำว่า “สาธารณูปการ” เป็นศัพท์เฉพาะที่ทางคณะสงฆ์บัญญัติใช้ให้หมายถึง “การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอาราม “สาธารณูปการ หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาวัดด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้วัดเอื้อประโยชน์ตามภารกิจของเจ้าอาวาสด้านอื่น ๆ การพัฒนาเหล่านี้ได้แก่ การดูแล การทำนุบำรุงรักษาสาธารณสมบัติของวัด การดูแลและรักษาสิ่งก่อสร้างอาคารสถานที่ เช่น พระอุโบสถ เมรุ อาคารเรียน หอธรรม ศาลาการเปรียญ เป็นต้น งานสาธารณูปการแต่ละวัดจะไม่เท่าเทียมกัน มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของเศรษฐกิจ ความต้องการของชุมชนและบารมีของเจ้าอาวาสหรือพระสงฆ์ในวัดเป็นสำคัญ ๔๑จำนงค์ ทองประเสริฐ, ภาษาไทยไขขาน, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา, ๒๕๒๘), หน้า ๓๘๑.๒ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, (กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า 1174.๓กรมการศาสนา, ประวัติพระพุทธศาสนาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เล่ม 1, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๖), หน้า 145 - 146.๔กรมการศาสนา, หลักการบริหารและการจัดการวัดในยุคโลกาภิวัตน์, (กรุงเทพมหานคร : เอพีกราฟิคดีไซน์, ๒๕๓๙), หน้า ๗.


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๓เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ จึงปรากฏมีงานด้านสาธารณูปการในมาตรา ๓๗ โดยบัญญัติไว้ในหน้าที่เจ้าอาวาส “(๑) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี”๕กล่าวโดยสรุป ได้แก่๑. ก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุและศาสนสถาน๒. กิจการอันเกี่ยวกับการวัด คือ การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย การยุบเลิก การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา การยกวัดร้างเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา และการยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง๓. กิจการของวัดอื่น ๆ เช่น การจัดงานวัด การเรี่ยไร๔. การศาสนสมบัติของวัด ๖ความหมายทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นงานเกี่ยวกับการพัฒนาวัด อาคารสถานที่ หรือการจัดสภาพแวดล้อม เพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อกิจการ ของวัดในด้านอื่น ๆ เช่น การใช้วัดเป็นสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมและการใช้วัดเป็นฐานในการรองรับคนเพื่อให้เข้ามาฟังธรรม หรือชักจูงให้คนเข้าวัดเพื่อที่พระสงฆ์ท่านจะได้ทำการเผยแผ่ธรรม เป็นต้น การสาธารณูปการ ตามความหมายนี้มีลักษณะสาธารณูปการ ๓ ประการ คือ๑. การกระทำด้วยแรงความคิด๒. การกระทำด้วยเอกสารรายงาน๓. การกระทำโดยการจัดประโยชน์การกระทำใน ๓ ลักษณะนี้บางอย่างเป็นกิจการเฉพาะในหน้าที่ของเจ้าอาวาส เพราะเจ้าอาวาสจะต้องปฏิบัติโดยตรง เจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการ โดยเฉพาะงานบางอย่างเริ่มแล้วผ่านการพิจารณาตามลำดับ ทั้งฝ่ายคณะสงฆ์และฝ่ายราชอาณาจักร บางอย่างเริ่มต้นจากเจ้าคณะ และหรือเจ้าหน้าที่ทางราชอาณาจักรหรือผู้มีศรัทธาช่วยการวัด และการคณะสงฆ์ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามระเบียบแบบแผนคณะสงฆ์ดังนั้น ผู้จัดการสาธารณูปการ ได้แก่ เจ้าอาวาส เจ้าคณะ เจ้าหน้าที่ทางราชอาณาจักร และผู้เจริญด้วยศรัทธามุ่งช่วยการวัดและการคณะสงฆ์การควบคุมและส่งเสริมการสาธารณูปการ เป็นงานที่ละเอียดอ่อนเป็นตัวหลักของการคณะสงฆ์แต่ผู้ปฏิบัติโดยตรงคือ เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระสังฆาธิการระดับวัด เจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้นต้องมีความสัมพันธ์กัน ๒ ประการ คือ ควบคุมการสาธารณูปการและส่งเสริมการสาธารณูปการ เจ้าคณะจะเพิกเฉยมิได้ ถ้าเพิกเฉยจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติต้องสอดส่อง ดูแล ชี้แจง แนะนำ ในการสาธารณูปการของเจ้าอาวาส ดังนี้ ๑. ควบคุมการทำแผนผังวัดให้สอดคล้องกับยุคพัฒนา ๒. ควบคุมแบบแปลนเสนาสนะแต่ละวัด ให้อยู่ในหลักประหยัดและพอเหมาะพอควร แก่สภาพท้องถิ่นและให้ก่อสร้างตามแบบแปลน ๓. ควบคุมให้แต่ละวัดที่สร้างถาวรวัตถุให้เป็นทรงไทย หรือให้รักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสำคัญ ๔. ควบคุมการเงินและบัญชีรับ-จ่ายของแต่ละวัด ให้เป็นไปตามหลักบัญชี ๕ชำเลือง วุฒิจันทร์, การพัฒนากิจการคณะสงฆ์และการพระศาสนาเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๖), หน้า ๑๗๓.๖พระเทพปริยัติสุธี(วรวิทย์คงฺคปญฺโญ), คู่มือพระสังฆาธิการ ว่าด้วยเรื่องการคณะสงฆ์และการพระศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๕๔ - ๕๕.


๔ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๕. ควบคุมดูแลการเอกสารต่าง ๆ ของเจ้าอาวาส เช่น รายงานขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เป็นไปโดยถูกต้อง ๖. ควบคุมการจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ๗งานสาธารณูปการเป็นหน่วยย่อยที่สำคัญที่สุดของสถาบันพระพุทธศาสนา เพราะวัดเกิดขึ้นจากความต้องการของชาวพุทธและมีพระสงฆ์ไว้สำหรับเป็นที่บำเพ็ญกุศล และเป็นที่บวชเรียนของกุลบุตร จึงได้ช่วยกันสร้างวัดของตนหรือของชุมชนนั้นขึ้น ให้พระสงฆ์เป็นผู้นำทางศาสนา เป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการวัด และกิจการด้านอื่น ๆ ของวัด ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลประชาชน ผู้เป็นเจ้าของวัดนั้นหรือประชาชนในชุมชนนั้น จึงเรียกกิจการการดูแล การรักษา และการจัดการวัด๑.๓ ประเภทงานการสาธารณูปการการสาธารณูปการ เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสและคณะสงฆ์ตามกฎหมายในปัจจุบันด้วย จึงมีข้อความอันเกี่ยวกับสาธารณูปการในพหูปการสูตรว่า “ภิกษุเจ้าอาวาสที่เป็นผู้มีอุปการะมากต้องประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ คือ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่หักพัง เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เข้ามาแล้วมีภิกษุจากแคว้นต่าง ๆ ย่อมเข้าไปบอกคฤหัสถ์ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เข้ามาแล้วมีภิกษุจากแคว้นต่าง ๆ ขอเชิญท่านทั้งหลายทำบุญ เป็นสมัยทำบุญ เป็นผู้ได้ตามปรารถนาโดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งญาณ ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน”ภาระขององค์การสาธารณูปการ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ เท่ากับเป็นองค์การรักษาพัสดุ เพื่อสนับสนุนองค์การปกครอง การศึกษา และเผยแผ่ของวัดหรือคณะสงฆ์ให้ดำเนินไปโดยสะดวก หรือเท่ากับเป็นภาระของแม่บ้านหรือสมภารขององค์การทั้งหลายก็ได้ ตามระเบียบงานในหน้าที่กรรมการสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้แบ่งงานบริหารไว้สำหรับองค์การสาธารณูปการ ข้อ ๑๐ สาธารณูปการจังหวัดมีหน้าที่ ดังนี้(๑) ตรวจตราดูแลวัดในเขตจังหวัดของตน เห็นส่วนใดยังไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็ควรแนะนำให้จัดทำให้เรียบร้อย(๒) แนะนำให้ทำให้แก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะให้เป็นไปถูกต้องตามสุขลักษณะ(๓) แนะนำให้สนใจที่จะทำสิ่งซึ่งไม่สามารถจะทำในทันทีในโอกาสที่สามารถ(๔) ช่วยเหลือแนะนำ ควบคุม แผนแบบ แผนผังและการก่อสร้างของวัด ตามแบบสาธารณูปการ(๕) ช่วยเหลือแนะนำในเรื่องบัญชีรับจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด หรือเงินการกุศลเป็นคราว ๆให้เป็นไปโดยถูกต้อง(๖) ต้องสอดส่องดูแลผลประโยชน์ของวัดอันเกิดจากที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ให้เป็นไปโดยเหมาะสมและตรวจที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์หรือที่วัดร้าง ว่าควรจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง(๗) ช่วยเหลือแนะนำในการทำบัญชีครุภัณฑ์ ลหุภัณฑ์ของวัดขึ้นไว้เป็นหลักฐาน(๘) ช่วยเหลือแนะนำในการที่จะจัดให้มีโฉนดของวัด ขึ้นไว้เป็นหลักฐาน(๙) วัดใดจะมีงานเป็นการประจำปีก็ดี เป็นการพิเศษก็ดี ต้องสอดส่องกวดขันอย่าให้มีการเล่นที่อุจจาดลามกหรืออบายมุข เช่น การพนันเข้าแทรกแซงเป็นอันขาด๗มาณพ พลไพรินทร์, คู่มือบริหารกิจการคณะสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๔๑), หน้า ๒๙๔.


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๕(๑๐) กิจการใดที่มิได้ระบุไว้ในที่นี้ ถ้ามีลักษณะเกี่ยวกับสาธารณูปการให้เป็นหน้าที่สาธารณูปการจังหวัดพึงปฏิบัติมหาเถรสมาคมได้ตรากฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์กำหนดการคณะสงฆ์และการพระศาสนาไว้ในกฎนี้ข้อ ๕ ว่า “ข้อ ๕ วิธีดำเนินการเพื่อความเรียบร้อยดีงาม วิธีดำเนินการศาสนศึกษาและศึกษาสงเคราะห์ วิธีดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิธีดำเนินการสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ อันเกี่ยวกับการคณะสงฆ์และการพระศาสนา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบมหาเถรสมาคม” และข้อ ๗ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๕ ข้อ ๒๕ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับนี้กำหนดอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ของเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบล ในเขตภาค จังหวัด อำเภอ และตำบลของตน ข้อ (๒) ควบคุมและส่งเสริมการรักษาความเรียบร้อยดีงาม การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการและการสาธารณสงเคราะห์ ให้ดำเนินไปด้วยดีการสาธารณูปการ หมายถึง การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์กล่าว คือ๑. การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุและศาสนสถาน๒. การอื่นเกี่ยวกับการวัดคือการสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย การยุบเลิก การขอรับพระราชทาน วิสุงคามสีมา การยกวัดร้างเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา และการยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง๓. กิจการอื่นๆ ของวัด เช่น การจัดงานวัด การเรี่ยไร๔. การศาสนสมบัติของวัด (ศบว.)การสาธารณูปการ เป็นงานที่ละเอียดอ่อนที่ผู้ปฏิบัติโดยตรง คือ เจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระสังฆาธิการระดับวัด และเจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้นต้องมีความสัมพันธ์กัน ๒ ประการ คือ๑. ควบคุมการสาธารณูปการ๒. ส่งเสริมการสาธารณูปการ๑.๔ การบริหารงานด้านการสาธารณูปการการพัฒนาวัดเป็นการปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องเติมภายในวัด รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการดำเนินงานกิจการพระศาสนาในวัด ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสมบูรณ์เพื่อสร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน และเป็นแหล่งอารยธรรมอันเจริญรุ่งเรือง มีศาสนวัตถุศาสนสถานอันเป็นเครื่องหมายแห่งศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม บุคลากรทางศาสนามีความประพฤติดีเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนสังคม สามารถแนะนำให้ประชาชนในสังคมพ้นจากความลุ่มหลง ฟุ้งเฟ้อ และดำรงอยู่ได้อย่างเป็นสุข มีการส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างหลากหลาย ทั้งในด้านศาสนพิธีการให้การศึกษา การเผยแผ่ศาสนธรรม และการสาธารณสงเคราะห์เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้วัดมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนและที่สำคัญเพื่อให้พระศาสนาสร้างความสงบสุขได้อย่างแท้จริง ๘การบริหารกิจการพระศาสนาในด้านสาธารณูปการ ในปัจจุบัน สามารถแบ่งไว้๓ เรื่อง คือ๑. การบูรณะและพัฒนาวัด๒. การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ๘พระเทพปริยัติสุธี, คู่มือพระสังฆาธิการ ว่าด้วยเรื่องการคณะสงฆ์และการพระศาสนา,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๔๕.


๖ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๓. การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ๙ส่วนแนวทางในการพัฒนาวัดด้านสาธารณูปการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณค่าสิ่งแวดล้อมและศิลปกรรม คือ๑. วัดต้องมีความรู้ในการต่อเติมอาคาร จะต้องคำนึงถึงรูปแบบที่สอดคล้องกับอาคารเดิมเพื่อเป็นการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อม๒. อาคารที่เป็นองค์ประกอบของวัด เช่น ศาลา ท่าน้ำ ร้านค้า ห้องสุขาควรอยู่ห่างจากอาคารสำคัญและมีสภาพเรียบง่าย สอดคล้อง กลมกลืน ส่งเสริมกันและกันกับวัด๓. บริเวณที่เป็นเขตพุทธาวาส ไม่สมควรจะสร้างสิ่งก่อสร้างใด ๆ เพิ่มเติม๔. บริเวณที่เป็นลานธรรมต้องกำหนดขอบเขตให้เป็นสัดส่วน๕. บริเวณที่เป็นเขตสังฆาวาส อันเป็นที่ตั้งกุฏิสงฆ์การก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างใหม่ต้องให้คงรูปลักษณะเดิม เพื่อไม่ไห้เกิดการทำลายรูปแบบ๖. กรณีเป็นวัดที่มีความสำคัญ หากมีการสร้างร้านค้าต้องอยู่ในที่ไม่บังสายตาเมื่อมองไปยังตัวอาคารหลัก๗. พื้นที่ลานวัดจะต้องส่งเสริมให้พื้นที่วัดมีบรรยากาศที่เหมาะสม๘. หลีกเลี่ยงการติดป้ายโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่ ไม่ว่าด้านกำแพงวัดหรือในบริเวณวัด๙. ต้นไม้ที่จะปลูก ควรเป็นต้นไม้ประจำท้องถิ่น และเป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกกันในวัด ควรดูแลรักษาไม่ให้เสื่อมโทรม๑๐. รักษาความสะอาด จัดที่ทิ้งขยะที่มีสีสันกลมกลืน มีรูปทรงไม่สะดุดตา และมีความแข็งแรงรักษาง่าย๑๑. วัดควรจัดให้มีการสอดส่องดูแลพื้นที่ใกล้เคียงบริเวณวัดว่า จะดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่ขัดแย้งกับสภาพวัด ควรจะหาทางคัดค้านกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม๑๒. วัดจะต้องให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างความตระหนักให้แก่ผู้มาเยือนให้เห็นความสำคัญในฐานะวัดเป็นแหล่งศิลปกรรม๑๓. วัดควรจะมีแนวทางในการลด เลิก การแข่งขันสร้างศาสนวัตถุ๑๔. วัดควรดำเนินทางสายกลาง เพื่อสอดคล้องกับพุทธศาสนาอย่างแท้จริง๑๕. วัดที่มีโบราณสถานขึ้นทะเบียนไว้ การดำเนินงานด้านต่าง ๆ ต้องประสานกรมศิลปากร ๑๐ความมุ่งหมายของการสาธารณูปการก็เพื่อบำรุงรักษาวัด ให้เป็นที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชน เป็นการก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุและศาสนสถานภายในวัดให้เรียบร้อยดีงามได้แก่การพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน โดยมีภิกษุสงฆ์เป็นผู้นำในการพัฒนาทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ ส่งเสริมสร้างวัดให้เป็นที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชน หรือสังคมผู้เป็นเจ้าของวัดนั้นให้วัฒนาสถาพร๙พระราชรัตนมุนี, การจัดสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ของวัด, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๘), หน้า ๙.๑๐ กรมการศาสนา, การพัฒนาวัดเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อศิลปกรรม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๓), หน้า ๑๑๙.


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๗๑.๕ การควบคุมและส่งเสริมการสาธารณูปการการสาธารณูปการ เป็นงานที่ละเอียดอ่อนเป็นตัวหลักของการคณะสงฆ์แต่ผู้ปฏิบัติโดยตรงคือเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระสังฆาธิการระดับวัด เจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้นต้องมีความสัมพันธ์กัน ๒ ประการ คือการควบคุมสาธารณูปการ การส่งเสริมสาธารณูปการ การควบคุมดูแลวัดนั้น เจ้าคณะจะเพิกเฉยมิได้ ถ้าเพิกเฉยจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติ พระสังฆาธิการควรควบคุมการสาธารณูปการของเจ้าอาวาส ดังนี้๑. ควบคุมการทำแผนผังวัดให้สอดคล้องกับยุคพัฒนา๒. ควรควบคุมแบบแปลนเสนาสนะแต่ละวัดให้อยู่ในหลักประหยัดและพอเหมาะพอสมควรแก่สภาพท้องถิ่นและก่อสร้างตามแบบแปลน๓. ควบคุมให้แต่ละวัดที่สร้างถาวรวัตถุให้เป็นทรงไทยหรือให้รักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสำคัญ๔. ควบคุมการเงินและบัญชีรายรับจ่าย ของแต่ละวัดให้เป็นไปตามหลักบัญชี๕. ควบคุมดูแลเอกสารต่าง ๆ ของเจ้าอาวาส เช่น รายงานขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เป็นไปโดยถูกต้อง๖. ควบคุมการจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง๑๑เจ้าคณะพระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาใกล้ชิด ควรบริหารและส่งเสริมเจ้าอาวาสในงานสาธารณูปการ ดังนี้๑. ออกตรวจตราเยี่ยมเจ้าอาวาสให้เร่งรัดการพัฒนาวัด๒. แก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าอาวาสดังนี้๒.๑ จัดหาช่างดำเนินการก่อสร้าง๒.๒ จัดแปลนอาคารตลอดแผนผังวัด๒.๓ ดูแลการหาทุนก่อสร้างด้วยการขอเงินงบประมาณ๒.๔ ให้คำชี้แจงแนะนำการปฏิบัติงานสาธารณูปการเพื่อเข้าใจให้ถูกต้อง๒.๕ ขจัดความขัดแย้งระหว่างวัดกับชาวบ้านซึ่งมีสาธารณูปการเป็นเหตุ๓. แนะนำการจัดงานวัดและการเรี่ยไร ให้เป็นไปตามระเบียบและคำสั่งของมหาเถรสมาคม๔. ช่วยยกฐานะวัดที่ได้พัฒนาดีแล้ว เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง๕. ช่วยยกย่องเจ้าอาวาสผู้มีผลงานสาธารณูปการดีหรือแม้แต่รองเจ้าอาวาส และหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสก็ควรยกย่องด้วย แต่อย่าเกินหรือล้ำหน้ากว่าเจ้าอาวาส๖. แนะนำชี้แจงการจัดประโยชน์ของวัดให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง ๑๒งานสาธารณูปการเป็นงานสำคัญ โดยเฉพาะเป็นงานประดับบารมีเจ้าอาวาสและเป็นงานละเอียดอ่อน เป็นงานประดับท้องถิ่นและการพระศาสนา เป็นงานที่ให้ความสำคัญแก่เจ้าอาวาสและเห็นผลงานของเจ้าอาวาสได้เร็วกว่างานอื่น แต่มักเป็นเหตุก่อปัญหา เช่น บางแห่งเกิดความขัดแย้งระหว่างวัดกับชาวบ้านลุกลามใหญ่โต ก็เพราะการสาธารณูปการเป็นเหตุ หากเจ้าคณะได้เห็นความสำคัญเร่งรัดตรวจตราชี้แจงแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอาวาสได้ดีแล้ว การขัดแย้งระหว่างวัดกับชาวบ้านจะลดน้อยลงตามลำดับ และความสามัคคีระหว่างบ้านกับวัด เป็นเหตุให้การพระศาสนาดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม การควบคุม การส่งเสริมการสาธารณูปการ จึงถือว่าเป็นหน้าที่อันสำคัญของเจ้าคณะและเจ้าอาวาส๑๑ พระราชรัตนมุนี(ชัยวัฒน์ปญฺญาสิริ), การจัดสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ของวัด, หน้า ๕๙.๑๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๙.


๘ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๑.๖ แนวปฏิบัติสำคัญในการบริหารงานด้านสาธารณูปการการพัฒนาสาธารณูปการทั้งด้านการพัฒนาวัด พัฒนาคนในวัด และพัฒนาชุมชน มีความมุ่งหมายของสาธารณูปการก็เพื่อบำรุงรักษาและส่งเสริมวัดให้เป็นที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนหรือแก่สังคมผู้เป็นเจ้าของวัด ในปัจจุบัน กิจการคณะสงฆ์และการพัฒนาพระศาสนา ด้านสาธารณูปการของวัดแบ่งได้เป็น ๓ เรื่อง ดังนี้๑. การบูรณะและพัฒนาวัด๒. การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ๓. การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดงานด้านสาธารณูปการทั้ง ๓ ประเภท เมื่อแยกเป็นข้อย่อย ดังนี้๑. ขออนุญาตรื้อถอนและก่อสร้างศาสนวัตถุใหม่๒. ขอสร้างวัด ตั้งวัด วัดพัฒนาตัวอย่าง๓. ขอยกวัดร้างเป็นวัดที่มีภิกษุจำพรรษา๔. ขอยกวัดเป็นพระอารามหลวง๕. ขอยุบวัดรวมวัด๖. วัดประสบอัคคีภัย วินาศภัย๗. การประชุมตรวจการคณะสงฆ์๘. การขอใช้ที่ดินทางราชการเพื่อสร้างวัด๙. ระเบียบ กฎหมาย ที่เกี่ยวกับสาธารณูปการ๑๐. ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา๑๑. งานของบประมาณอุดหนุนการบูรณะวัด ๑๓การที่จะพัฒนาวัด หรือสาธารณูปการ เพื่อให้วัดกลับมามีบทบาทต่อชุมชน หรือสังคมที่วัดตั้งอยู่ เพื่อใช้วัดเป็นฐานการรองรับการเผยแผ่หลักธรรมพระพุทธศาสนา ท่ามกลางสภาพการณ์ของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ควรที่วัดจะต้องมีการดำเนินการด้านสาธารณูปการ โดยเฉพาะงานสาธารณูปการสามารถแบ่งออกได้เป็นแต่ละด้าน ดังนี้ ๑.๖.๑ การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในวัดเพื่อให้วัดเป็นที่ สัปปายะ เจ้าอาวาสจะต้องจัดให้มีการดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการวัด เพื่อให้มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้านและมีสภาพเป็นวัดในทางพระพุทธศาสนา ดังนี้ ๑. การทำป้ายชื่อวัด ซึ่งนิยมทาด้วยวัสดุที่คงทน มีขนาดพอสมควร เขียนระบุชื่อวัดและที่ตั้งให้ถูกต้อง และทำการจัดตั้งให้เหมาะสมสังเกตได้ง่าย ๒. การทำประวัติวัด ไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ชื่อวัด มีความหมายอย่างไร สถานที่วัด มีอาณาเขตกว้างยาวเท่าไร ถาวรวัตถุและปูชนียวัตถุภายในวัด สร้างเมื่อไร ใครเป็นผู้สร้าง การบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. อะไร สิ้นค่าใช้จ่ายเท่าไร ลำดับเจ้าอาวาส นับตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมาจนถึงปัจจุบัน สถิติพระภิกษุสามเณรและฆราวาสว่ามีเท่าไร สถิติการศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นต้น ๑๓ พระสุธีวรญาณ (ณรงค์จิตฺตโสภโณ), พุทธศาสตร์ปริทรรศน์รวมในผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๕ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๒๗๔.


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๙๓. การทำแผนผังวัด หรือการวางแผนผังของวัด โดยสมควรที่จะมีการประชุมระหว่างเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัด รวมทั้งพระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ในการวางแผนผังของวัด เพื่อให้สะดวกในการก่อสร้าง และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของวัดและเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัทที่จะต้องจัดต้องทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ๑.๔ การสร้างถาวรวัตถุอันเหมาะสม เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดจะต้องพยายามรักษาความเป็นระเบียบ ในการก่อสร้างถาวรวัตถุให้เป็นไปตามแปลนที่ได้ตกลงกัน โดยเน้นที่ประโยชน์ในการใช้และชุมชนเป็นหลัก ๑.๖.๒ การพัฒนาวัด การพัฒนาวัดหรือการจัดการสาธารณูปการ ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการมีวัดนั้น เจ้าอาวาสจะต้องมีการตื่นตัว มีการเคลื่อนไหว และบำเพ็ญตนเป็น “อัตถจารีบุคคล” คนทำประโยชน์ โดยการจัดกิจการต่าง ๆ ของวัด ตามหลักการ ๔ อย่าง คือ ๑. อาวาสสัปปายะ คือ การทำให้วัดเป็นที่อยู่สบาย ทำให้วัดเป็นอาราม เป็นรมณียสถาน เป็นที่รื่นรมใจ เจริญตา แก่ผู้พบเห็นเป็นศูนย์กลางของชุมชน ทั้งทางด้าน ๔ วัตถุและจิตใจ ด้วยการพัฒนาวัดให้เป็นอาราม คือ มีการรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในวัด ให้เป็นสถานที่รื่นรมย์ใจของผู้ไปมาหาสู่ และควรจัดสถานที่ของวัดให้เป็นสัดส่วน มีเรือนคลังที่เก็บของใช้เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป จากการศึกษาวัดในสมัยพุทธกาล มีสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้(๑) ที่ตั้งไม่ใกล้ และไม่ไกลจากชุมชนเกินไป (๒) มีการแบ่งเขตพุทธวาส และสังฆาวาส (๓) มีต้นไม้ตามธรรมชาติอย่างสวนโมกขพลารามถ้าจะปลูกต้นไม้นิยมปลูกไม้ให้ร่มเงามากกว่าไม้ผล (๔) ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะแก่การประพฤติธรรม เช่น ภูเขา ลำธาร สวนป่า เป็นต้น๒. อาหารสัปปายะ คือ อาหารเป็นที่สบาย ไม่เดือดร้อนด้วยการแสวงหาอาหารในสมัยก่อนเป็นหน้าที่พระภัตตุเทศ ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส การจัดให้มีสวัสดิการอาหาร จึงควรเป็นภาระของฝ่ายสาธารณูปการควรรวมเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ ควรมีการกำหนดเส้นทางโคจรบิณฑบาต ควรแบ่งเป็นสาย มีการจับสลากเปลี่ยนเวรกันทุก ๗ วัน เพื่อเจริญศรัทธาของผู้ทำบุญและป้องกันการติดในตัวบุคคล ควรมีการจัดฉันรวมกันในที่แห่งเดียว เพื่อประโยชน์ คือทำให้เกิดความเป็นธรรมในอดิเรกลาภ ขจัดความขัดแย้งในการแสวงหาอุปัฏฐาก ก่อให้เกิดความสามัคคีธรรม เป็นที่เจริญศรัทธาของผู้ถวาย และสามารถแนะนำอบรมได้ง่ายในเวลาก่อนและหลังอาหาร ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่รับกิจนิมนต์ และแจกจ่ายกิจนิมนต์ให้ทั่วถึงด้วยความเป็นธรรม และควรจัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์สวัสดิการด้านอาหารในยามขาดแคลน การจัดสวัสดิการด้านอาหาร จึงควรเป็นภาระของฝ่ายสาธารณูปการ จึงได้รวมเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้๑. การกำหนดเส้นทางโคจรบิณฑบาต ควรแบ่งเป็นสายมีการจับสลากเปลี่ยนเวรกันทุก ๗ วันเพื่อเจริญศรัทธาของผู้ทำบุญและป้องกันการติดในตัวบุคคล๒. มีการจัด ฉันรวมกันเป็นที่แห่งเดียว เพื่อประโยชน์ คือทำให้เกิดความเป็นธรรมในอดิเรกลาภขจัดความขัดแย้งในการแสวงหา อุปัฐากก่อให้เกิดสามัคคีธรรม เป็นที่เจริญศรัทธาของผู้ถวายและสามารถแนะนำอบรมได้ง่ายในเวลาก่อนอาหารและหลังอาหาร


๑๐ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๓. ควรมีเจ้าหน้าที่รับนิมนต์และทำหน้าที่แจกจ่ายรายการนิมนต์ให้ทั่วถึง โดยความเป็นธรรม๔. จัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์ สวัสดิการด้านอาหารในยามขาดแคลน ๓. บุคคลสัปปายะ คือ การจัดให้มีบุคคลเป็นที่สบาย นับเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อความเจริญหรือความเสื่อมของวัด โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในวัดหรือบริเวณวัดอันประกอบไปด้วย คนวัด ๔ ประเภท คือ พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา (แม่ชี) และเด็กวัด การจัดสาธารณูปการจะต้องคำนึงถึงบุคคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ โดยจัดให้มีที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมตามสถานภาพของแต่ละบุคคล ไม่ให้ปะปนกัน ดำเนินการให้มีการแบ่งเขตที่อยู่กันอย่างชัดเจน มีการวางระเบียบปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ของวัดให้เหมาะสมตามสถานภาพของแต่ละบุคคลไม่ให้ปะปนกันโดยเฉพาะ ถ้าในวัดมีแม่ชีไปถือศีลอยู่ประจำ ควรมีการแบ่งเขตกับพระภิกษุสามเณรอย่างเด่นชัด การติดต่อกันควรกำหนดสถานที่และเวลาที่อยู่ของเด็กวัดควรสะอาดและมีระเบียบ มีการวางกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติพร้อมบทกำหนดโทษ และควรกำหนดวันให้มีการพัฒนาวัด ร่วมกันโบราณถือว่า “อาวุธที่น่ากลัว คือหอกข้างแคร่ คนที่เป็นอันตรายกับวัดและศาสนา คือคนที่ใกล้ชิดแต่ได้รับการปฏิบัติไม่ถูกวิธี”๔. ธัมมสัปปายะ คือ การจัดให้มีธรรมมะเป็นที่สบาย จุดมุ่งหมายของการมีวัด คือเป็นสถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรม การจัดการสาธารณูปการใด ๆ ของวัด จึงไม่ควรที่จะลืมหัวใจที่จะก่อให้เกิดความธัมมสัปปายะ คือการจัดกิจกรรมของวัดให้เป็นไปด้วยดี โดยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนาให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนตามสมควรแก่กาลสมัยนั้น ๆ ด้วยการจัดกิจกรรมที่สัมพันธ์กับระบบการดำเนินชีวิตในชุมชน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนที่สนใจและนับถือศาสนามีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ กิจกรรมที่ดำเนินการอาจแบ่งได้ ๓ ลักษณะ คือ กิจกรรมประจำวัน เป็นกิจที่จะทำให้เป็นประจำอยู่แล้ว เช่น การทำวัตรสวดมนต์ ทำวัตรร่วมกันเช้าเย็น เสร็จพานั่งสมาธิภาวนาหรือการเปิดเทปกระจายเสียง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมมะให้ชุมชนได้รับฟัง แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด คือการเขียนพุทธศาสนสุภาษิตติดไว้ตามต้นไม้ ในบริเวณวัด กิจกรรมในวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือจะจัดกันในวัดพระทั้งข้างขึ้นและข้างแรมด้วยการเทศนา อบรมธรรม การเจริญพระกัมมัฎฐาน หรือจิตตภาวนาการรักษาศีลอุโบสถ เป็นต้น และกิจกรรมในวันสำคัญของศาสนาโดยการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญนั้นๆ เช่น การปาฐกถาธรรม บรรยายธรรม หรือตอบปัญหาธรรมะ เป็นต้น จุดมุ่งหมายหลักของวัด คือสถานที่ประพฤติธรรม การจัดการใด ๆ เรื่องสาธารณูปการ จึงไม่ควรลืม หัวใจ ถ้าลืม หัวใจ จะได้สิ่งไม่ควรได้ สิ่งที่จะก่อให้เกิดธัมมสัปปายะ คือธรรมที่เป็นที่สบายนั้น คือบริเวณวัด ร่มรื่น สดชื่นมีต้นไม้ปลูกหญ้าอย่างเป็นระเบียบ ถ้าจะจัดให้มีสระน้ำสวย ๆ ไว้ในบริเวณได้ยิ่งดีโครงการต้นไม้พูดได้ อย่างที่ทำตามวัดหลายแห่ง คือมีสุภาษิตสอนใจ ปริศนาธรรม คติธรรม นำไปติดไว้ อย่างวัดพุทธธรรม จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นการดีมาก๑. โครงการเสียงจากลานวัด มีการเปิดรายการ ธรรมเบา ๆ จากวิทยุเทปบันทึกเสียงธรรมะเปิดเบา ๆ ให้ได้ยินได้ทั่วลานวัด ในวันมีการทำบุญ หรือเสาร์อาทิตย์ แทนเสียงเพลง๒. จัดสถานที่ฟังเทศน์เป็นพิเศษ สงบเยือกเย็นอากาศดี๓. ห้องสมุดธรรมะ ควรมีทุกวัด จัดหาหนังสือธรรม สารคดี ให้ผู้มาวัดได้อ่าน มีที่นั่งเป็นเอกเทศหนึ่งต่างหากจากที่ชุมชุนชน ๔. ช่วยกันรักษาศิลปะเดิมของวัดให้ถาวร ๕. พิพิธภัณฑ์ของวัดควรจัดให้เป็นที่รวบรวมของเก่า จะจัดเป็นประเภท ตำรา ของใช้ตาลปัตร พัดยศ ย่าม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของของใช้ของพระภิกษุสามเณร


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๑๑๑.๖.๓ การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ ได้แบ่งศาสนสมบัติออกเป็น ๒ ประเภท คือ๑. ศาสนสมบัติส่วนกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง ๒. ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง การจัดการดูแลรักษา ศาสนสมบัติทั้ง ๒ ประเภทนั้น มีทั้งที่อยู่ในส่วนของรัฐและของมหาเถรสมาคม ซึ่งผู้ดูแลส่วนมากก็คือเจ้าอาวาสหรือพระสังฆาธิการที่อยู่ในเขตปกครองพื้นที่นั้น ๆ จะต้องจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี คือการจัดการดูและรักษาคุ้มครองป้องกันศาสนสมบัติของวัดและผลประโยชน์ของวัด ไม่ให้เกิดความเสียหาย เป็นสิ่งที่ควรดำเนินการให้มีการปฏิบัติในสิ่งต่อไปนี้ คือ๑. ถ้าวัดใดยังไม่มีโฉนดแสดงกรรมสิทธิ์เป็นสถานที่ตั้งวัด เจ้าอาวาสต้องรีบดำเนินการจัดทำให้ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง พร้อมทั้งการปักปันเขตกันอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันกรณีพิพาทระหว่างวัดกับชาวบ้าน ๒. ถ้าวัดใดยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เจ้าอาวาสต้องดำเนินการให้เรียบร้อย ให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ และจัดการขึ้นทะเบียนที่ธรณีสงฆ์ และจัดการทำบัญชี ที่กัลปนา (ที่อุทิศผลประโยชน์ถวายวัด) ให้เป็นหลักฐาน และดำเนินการจัดที่ธรณีสงฆ์และที่กัลปนาสงฆ์ของวัดให้เกิดประโยชน์แก่วัดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ๓. ควรจัดทำบัญชีถาวรวัตถุของวัด ปูชนียวัตถุของวัด และถ้าเป็นไปได้ควรถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานและจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด เก็บไว้เป็นหลักฐานให้เรียบร้อย ๑๔๑.๖.๔ การดูแลรักษาและจัดการเกี่ยวกับที่ตั้งบริเวณวัด การดูแลรักษาและจัดการเกี่ยวกับที่ตั้งบริเวณวัดที่ควรดำเนินการเป็นประจำคือ๑. ที่ดินที่ตั้งวัด ควรจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินไว้เป็นหลักฐานลงทะเบียนไว้๒. ป้ายชื่อวัด ก่อนที่จะเข้าไปในวัดไหน มักมองหาป้ายชื่อวัดก่อน แต่บางวัดก็ไม่เขียนชื่อป้ายวัดไว้ จึงควรทำทุก ๆ วัด ควรทำด้วยไม้กระดานหรือคอนกรีต ถ้าทำเสาคอนกรีตด้วยก็จะแข็งแรงทนทานดี ควรติดป้ายไว้ที่ศาลาหน้าวัด หากเป็นวัดที่อยู่ไกลจากถนนหลวงหรือห่างจากคลองใหญ่ ควรติดป้ายชื่อวัดไว้ที่ปากทางเข้าอีกป้ายหนึ่ง ควรระบุตำบล อำเภอ จังหวัดของวัดไว้ที่ป้ายวัด อนึ่ง ชื่อวัดนั้นทางวัดจะเปลี่ยนเอาเองตามความพอใจของเจ้าอาวาสหรือผู้บูรณปฏิสังขรณ์ไม่ได้ต้องเสนอขอเปลี่ยนผ่านเจ้าคณะตามลำดับ จนถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการต่อไป๓. เขตวัด อาณาเขตของวัดควรมีกำแพงหรือวัตถุอื่นบอกสัญลักษณ์ว่า เป็นเขตแดนของวัด วัดใดไม่มีกำลังทุนทรัพย์เพียงพอ ที่จะก่อกำแพงหรือทำรั้วถาวร จะปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ผล เช่น มะพร้าวเป็นต้นเป็นแนวเขตก็ได้ ๔. แผนผังวัด วัดที่สร้างขึ้นใหม่ตามกฎกระทรวงย่อมมีปัญหาน้อย เพราะก่อนจะขออนุญาตสร้างวัด กฎกระทรวงกำหนดให้เสนอแผนที่แสดงเขตที่ตั้งวัด แผนผัง สิ่งก่อสร้างของวัดตามแผนผังแบบ ก.หรือ ข.หรือ ค. ส่งไปพร้อมกับคำขอแต่ส่วนมากทางวัดไม่ค่อยเก็บแผนผังดังกล่าวไว้ จึงควรนำแผนผังวัดติดกรอบไว้ที่กุฎิเจ้าอาวาสเพื่อประโยชน์ในการก่อสร้าง เสนาสนะถาวรวัตถุและอื่น ๆ ต่อไป๑๔ ชำเลือง วุฒิจันทร์, การพัฒนากิจการคณะสงฆ์และการศาสนาเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ, (กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๒๕), หน้า ๘๖.


๑๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ส่วนที่สร้างมาก่อน ควรทำแผนผังวัดไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยป้องกันการโต้แย้งที่จะเกิดขึ้นว่า อะไรควรจะปลูกสร้างใหม่จะสร้างที่ตรงไหนแผนผังวัด ควรกำหนดการปลูกสร้างภายในวัดเป็น ๔ เขต คือ ๔.๑ เขตพุทธวาส เป็นที่ตั้งอุโบสถ เจดีย์ วิหาร ศาลาการเปรียญ และสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นแดนที่สงบเรียบร้อย๔.๒ เขตสังฆาวาส เป็นที่ตั้งกุฎิ โรงครัว หอฉัน โรงเก็บพัสดุ ศาลารับแขก๔.๓ เขตสาธารณสงเคราะห์ เป็นบริเวณที่กันเขตไว้เพื่อสงเคราะห์ประชาชนเป็นที่ตั้งโรงเรียน สุขศาลา สถานพยาบาล สมาคมทางศาสนา ห้องพัสดุ พิพิธภัณฑ์ ศาลาประชาชน สุสาน ฌาปนสถาน ศาลาบำเพ็ญบุญกุศล เป็นต้น ๔.๔ เขตจัดประโยชน์ วัดที่มีที่ดินเหลือ ควรจะจัดประโยชน์ หารายได้บำรุงวัด ก็ควรแบ่งเขตไว้ต่างหากจากเขตอื่น ๆ ให้เป็นสัดส่วน๕. บริเวณวัด ควรปลูกต้นไม้ผล ไม้ดอก ไม้ใบที่เกี่ยวกับการเรียนพุทธประวัติหรือต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ของชื่อวัดชื่อหมู่บ้านและควรมีป้ายบอกชื่อต้นไม้ที่ควรศึกษาด้วย เรื่องนี้มีคำสั่งมหาเถรสมาคมว่าด้วยการปลูกต้นไม้ในที่วัดหรือทีธรณีสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ ที่จะต้องปฏิบัติ ๖. ลานวัด ควรปัดกวาดให้สะอาดหรือทำเป็นสนามหญ้า ลาดปูน กำจัดขยะมูลฝอยหรือสิ่งปฏิกูลมีถังรับรองขยะตั้งไว้เป็นระยะ๑.๖.๕ การขอเงินอุดหนุนบูรณปฎิสังขรณ์วัดการบูรณะคือการทำให้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ มิไห้ขาดตกบกพร่อง ส่วนการปฏิสังขรณ์คือการซ่อมแซมหรือการตกแต่งให้อยู่ในสภาพเดิม ดังนั้น การบูรณปฏิสังขรณ์วัดก็คือการทำตกแต่งทำไห้วัดอยู่ในสภาพปกติดีเต็มเปี่ยม มิไห้ขาดตกบกพร่อง เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งและสำคัญประการหนึ่งในการทรงไว้ซึ่งถาวรวัตถุสำคัญในทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้คงอยู่สืบต่อไป จึงจำเป็นต้องมีการบูรณปฏิสังขรณ์วัด และเมื่อเป็นเช่นนั้น จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนในด้านทุนทรัพย์ ไม่ว่าจะจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา และอีกส่วนหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินการบูรณะวัด เป็นหน้าที่ของประชาชนเจ้าของวัดและพระภิกษุสามเณรที่มีสำนักประจำอยู่ ณ วัดนั้น เพื่อให้วัดเป็นที่พำนักอาศัยอย่างเหมาะสมของพระภิกษุสงฆ์ เป็นที่ประชาชนชาวบ้านจะได้ไปทำบุญฟังเทศน์สนทนาธรรมหาความสงบบำเพ็ญกุศลตามประเพณีและให้เป็นที่กุลบุตรลูกหลานประชาชนชาวบ้านได้เข้าไปบวชเรียนศึกษาพระธรรมวินัย บำเพ็ญศาสนกิจเพื่อสืบและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ยืนยงคงสืบไป ชาวบ้านหรือประชาชนโดยรอบวัด ซึ่งเป็นเจ้าของวัดนั้น จึงมีหน้าที่ช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่าง ๆ ในวัดนั้น เพื่อสร้างสรรค์วัดของตนหรือถิ่นให้มั่นคงเจริญรุ่งเรือง หมู่บ้านตำบลใดมีวัดประจำหมู่บ้าน ตำบลนั้นสะอาดสะอ้าน เสนาสนะนั้นคงแข็งแรงสวยงามเหมาะสม จะเป็นเครื่องแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกิจและความร่วมมือร่วมใจของประชาชน เป็นความดีความภาคภูมิใจของประชาชนในหมู่บ้านและตำบลนั้น พระภิกษุสามเณรมีหน้าที่ดูแลรักษาวัดให้สะอาดเรียนร้อย น่าอยู่ น่าอาศัยชวนให้ชาวบ้านมาทำบุญมาหาความสุขความสงบในวัด วัดใดได้รับความอุปถัมภ์บำรุงจากชาวบ้านดีพระภิกษุสามเณรในวัดช่วยกันดูแลรักษาเป็นอย่างดีอยู่เป็นประจำแล้ว ความจำเป็นในการบูรณปฏิสังขรณ์ก็มีน้อย เพระวัดจะเจริญขึ้นไปตามลำดับ ไม่มีส่วนปรักหักพังให้บูรณะ


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๑๓ความจำเป็นในการที่จะต้องมีการบูรณะวัดและเสนาสนะในวัด เกิดจากเหตุ ๓ ประการ คือ๑. ถูกภัยธรรมชาติ หรือมีผู้จงใจทำลาย๒. ชาวบ้านและพระภิกษุสามเณรในวัดปล่อยปะละเลย ไม่เอาใจใส่ดูแลรักษาหรือซิอมแซมสิ่งเสียหายเล็กน้อยให้คืนดี ปล่อยไว้จนเสียหายมาก๓. ชาวบ้านประสบความขาดแคลนจนไม่มีกำลังที่จะซ่อมแซมสำหรับการขอเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินนั้น โดยที่รัฐบาลมีงบประมาณในแต่ละปีจำกัดมาก และต้องจัดสรรไปใช้ในกิจการอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น ในด้านการอุดหนุน เพื่อการบูรณะวัดนี้ กรมการศาสนาในฐานะผู้รับงบประมาณด้านนี้มาจากรัฐบาลในจำนวนจำกัดในแต่ละปี จึงได้ออกระเบียบของกรมการศาสนา ว่าด้วยการขอและการจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณวัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของวัดที่จะขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการบูรณะ ดังนี้๑. ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือได้รับอนุญาตให้สร้างวัดจนถึงกระทรวงศึกษาธิการออกประกาศตั้งเป็นวัดแล้ว๒. เจ้าอาวาสได้ดำเนินการปกครองวัดให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ และคำสั่งของมหาเถรสมาคม กับได้ปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมราชการมาด้วยดี๓. พระสงฆ์และประชาชนที่ขึ้นกับวัดนั้น ได้เอาใจใส่ในการพัฒนาวัดวาอารามตามโครงการพัฒนาวัดของทางราชการ๔. ทางวัดมีเงินทุนในการก่อสร้างหรือซ่อมแซม เสนาสนะที่จะขอรับเงินบูรณะอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของราคาประมาณการค่าใช้จ่าย หรือได้จัดหาวัสดุก่อสร้างไว้แล้วประมาณกึ่งหนึ่งของงานการก่อสร้างซ่อมแซมนั้น เว้นแต่กรณีพิเศษ ๕. มีเจ้าอาวาสปกครองดูแล และมีภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาการพิจารณาถึงความรีบด่วนในการจัดสรรเงินบูรณะวัดมีความจำเป็นก่อนหลัง ดังนี้ ลำดับที่ ๑ วัดที่ประสบวินาศภัย ลำดับที่ ๒ วัดที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศ ลำดับที่ ๓ วัดที่ประชาชนได้ร่วมใจกันก่อสร้างจวนจะแล้วเสร็จ แต่มีเหตุอันจำเป็นไม่อาจดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ ลำดับที่ ๔ วัดทั่ว ๆ ไป พ.ศ. ๒๕๐๔ รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการใหญ่ที่สำคัญมากขึ้นโครงการหนึ่ง คือ โครงการเชิดชูและบำรุงพระพุทธศาสนาในด้านพัฒนาการบำรุงรักษาวัดของรัฐบาล และคณะสงฆ์ได้มีการประกาศรับรองโครงการนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้ปรารภต่อที่ประชุมพระคณาธิการชั้นกรรมการสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร เพื่อซักซ้อมวิธีดำเนินการตามโครงการนี้ ตอนหนึ่งว่า วัดวาอารามทั้งหลายควรอยู่ในฐานะที่จะเกิดศรัทธาปสาทะ ในความรู้สึกร่มรื่นสงบสงัดชวนให้เคารพบูชา เกิดพุทธานุสสติและดวงจิตผ่องใสในเมื่อเหยียบย่างเข้าไป ในเรื่องนี้มีงานที่ต้องทำหลายประการ น่าจะมีแผนและโครงการบำรุงพระพุทธศาสนา ให้เป็นงานใหญ่เช่นเดียวกับแผนและโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษาของชาติที่สำเร็จแล้ว โครงการนี้ได้เปลี่ยนแปลงเป็นโครงการพัฒนาวัดทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๐๗ - ๒๕๑๒ ซึ่งมหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบในการประชุม ครั้งที่ ๑๒/๒๕๐๘ และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ต่อมากรมการศาสนา ได้ประกาศใช้โครงการพัฒนาวัดทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๑๘ เป็นโครงการสืบเนื่องต่ออีก ๖ ปี และเมื่อหมดเวลาของโครงการนี้แล้ว ก็ยังได้ดำเนินการต่อมาโดยได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมารแผ่นดินต่อมาจนถึงปัจจุบัน


๑๔ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ โครงการพัฒนาวัดมีวัตถุประสงค์ จุดหมายและวิธีพัฒนา ดังนี้ ๑. วัตถุประสงค์เพื่ออุปถัมภ์บำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้มั่นคงและเจริญรุ่งเรื่องยิ่งขึ้น นับตั้งแต่การกำหนดปริมาณการสร้างวัดขึ้นใหม่ ให้พอเหมาะสมกับสภาพสังคม วัดที่ก่อสร้างขึ้นแล้วก็ให้มีสัญลักษณ์แห่งความเป็นวัดไทย และอำนวยประโยชน์แก่พระภิกษุสามเณรตามแนวทางแห่งพุทธบัญญัติ ทั้งเป็นที่อำนวยคุณประโยชน์แก่ประชาชนในทางศาสนกิจ การศึกษา และศีลธรรมวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนการสงเคราะห์ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและคณะสงฆ์๒. การพัฒนาวัดจะเข้าสู่จุดหมายที่เป็นหลักความมั่นคงแห่งพระศาสนาและนโยบายของทางราชการเป็นสำคัญ มีหลักใหญ่อยู่ ๓ ประการ แยกเป็น ๘ ประการ คือ ๒.๑ ด้านศาสนวัตถุ ได้แก่ เสนาสนะ สมบัติของวัด สวัสดิการในวัด๒.๒ ด้านศาสนธรรม ได้แก่ สมณธรรม สาธารณสงเคราะห์ ๒.๓ ด้านศาสนบุคคล ได้แก่ สงฆ์ในวัด สังฆาธิการกิจ สัปบุรุษ ๓. วิธีการพัฒนา แบ่งเป็น ๓ แบบ คือการพัฒนาแบบเสรี คือให้วัดดำเนินการเองโดยตลอด การพัฒนาแบบพี่เลี้ยงคือทางข้าราชการเข้าไปช่วยสนับสนุนชั่วระยะหนึ่ง และการพัฒนาแบบผสม คือบางอย่างวัดทำเอง บางอย่างทางข้าราชการช่วยกันทำ๔. ผลที่จะได้รับจากการพัฒนาวัดประเมินได้เป็น ๑๐ ประการ คือ ๔.๑ ทางพัฒนาจิต เป็นการฝึกหัดประชาชนให้มีความคิดริเริ่มในการทำงานร่วมกัน๔.๒ เป็นหลักและแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้าน๔.๓ ทางสังคมสงเคราะห์ได้วัดเป็นที่ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ ประเภทต่าง ๆ และเป็นแหล่งชุมนุมประจำหมู่บ้าน ๔.๔ ทางแก้ปัญหา เยาวชนได้ทำกิจกรรมเยาวชน เช่น ตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ๔.๕ ผลในทางรักษาศิลปกรรมของชาติ ๔.๖ ทางด้านการปกครอง โดยการที่พระสงฆ์ได้อบรมศีลธรรมให้เข้าถึงจิตใจประชาชน๔.๗ ทางการป้องกันการแทรกซึมบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้ามก็จะได้ผลขึ้น๔.๘ ช่วยให้การปกครองคณะสงฆ์เรียบร้อยขึ้น๔.๙ การบริหารจัดการวัดและศาสนสมบัติเรียบร้อยขึ้น๔.๑๐ ได้วัดวาอารามอันเจริญตาเจริญใจเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านเมือง การสาธารณูปการจน้นในส่วนบำรุงรักษาวัดและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี เป็นหน้าที่ของผู้บริหารวัดและคณะสงฆ์โดยตรง ในส่วนรัฐและพุทธบริษัทจะต้องอุปถัมภ์ไม่ว่าจะก่อสร้างหรือบูรณะรักษาเสนาสนะของสงฆ์พระสังฆาธิการทุกรูปต้องมองเห็นความสำคัญการจัดทำแผนแม่บทการก่อสร้างและรู้จักวิธีการบริหารงานสาธารณูปการเป็นอย่างดีมีเทคนิคและวิธีการขอคำปรึกษากับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ขั้นตอนการดำเนินการก่อสร้าง การบริหารจัดการงานสาธารณูปการที่ดีต้องรู้จักวิธีการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุและพัฒนาวัดให้สงบร่มรื่น เป็นศูนย์กลางพัฒนาของชุมชน โดยยึดหลักการบริหารบูรณปฏิสังขรณ์การรักษาดูแล ทะนุบำรุงศาสนวัตถุและทำวัดให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง พระสงฆ์จะมีเพียงหน้าที่เพียงทำนุบำรุงรักษาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ต้องอนุรักษ์ศาสนสถาน คือดูแลรักษาศาสนสถานให้มั่นคงถาวรและเป็นอนุสรณ์สถานแก่อนุชนรุ่นหลังได้”๑๕๑๕ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) “พระสังฆาธิการที่พึงประสงค์” เอกสารโครงการอบรมบุคคลากรคณะสงฆ์ ภาค ๒ รุ่นที่ ๒, ๒๕๔๖ (อัดสำเนา).


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ ๑๕การสาธารณูปการจะเน้นในส่วนบำรุงรักษาวัด และศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี บางอย่างเป็นกิจการเฉพาะในหน้าที่เจ้าอาวาสเพราะเจ้าอาวาสจะต้องปฏิบัติโดยตรง เจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการโดยเฉพาะ การบางอย่างเจ้าอาวาสเป็นผู้ริเริ่มและผ่านการพิจารณาตามลำดับทางฝ่ายคณะสงฆ์และราชอาณาจักร/บางอย่างเริ่มต้นจากเจ้าคณะหรือเจ้าหน้าที่ทางราชการ หรือผู้มีศรัทธามุ่งช่วยการวัดและการคณะสงฆ์ ซึ่งมีวิธีปฏิบัติแตกต่างกันตามลักษณะงาน เช่น การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้แก่ การก่อสร้างศาสนวัตถุขึ้นใหม่ การซ่อมแซมของเก่า และการปรับปรุง ตบแต่งศาสนวัตถุและศาสนสถานที่มีอยู่เดิมหรือที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น๑.๗ แนวทางการพัฒนางานด้านการสาธารณูปการ การบริหารด้านสาธารณูปการ มี ๒ รูปแบบคือ การพัฒนาตามกำลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยไม่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่มาก และการพัฒนาโดยการศึกษา และวางแผนการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ภายในวัดเพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ จุดแข็ง (Strength) : (๑) มุ่งเน้นเรื่องการสร้างที่ใหญ่โต (๒) การส่งเสริมสนับสนุนให้พระสังฆาธิการให้ความสำคัญในการก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์จุดอ่อน (Weakness) : (๑) การรักษาสิ่งแวดล้อม การปลูกต้นไม้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมให้คงไว้ โอกาสการพัฒนา (Opportunity): (๑) ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐและภาคเอกชน (๒) พุทธศาสนิกชนทำบุญสร้างศาสนวัตถุ ศาสนสถานมากขึ้น ภาวะคุกคาม (Threat): การใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าต่อการก่อสร้างโดยต้องใช้พื้นที่ใช้สอยของอาคารต่าง ๆ แนวทางการพัฒนางานด้านสาธารณูปการ คือควรมีการอนุรักษ์ศิลปะท้องถิ่น รูปแบบการก่อสร้างตามภูมิภาคตามความเหมาะสมตามอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้น ๆ และต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยต่างๆ กำลังความสามารถของเจ้าอาวาสในอนาคต ควรมีการระดมทุนหรือตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา เพื่อเปิดโอกาสให้วัดเล็ก ๆ ที่มีการก่อสร้าง แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ก่อสร้างให้ได้มีโอกาสได้กู้ยืม เพื่อใช้ในการก่อสร้างสาธารณูปการของวัดให้มีประสิทธิภาพ และได้เกิดความรวดเร็วในการก่อสร้างในแผนระยะยาว ก็ควรเป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรี โท และเอก ในเชิงวิศวกรรมก็ได้ เพื่อให้มีความรู้เป็นที่ยอมรับและสามารถนำไปใช้ นำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้เรื่องเกี่ยวกับสาธารณูปการ รวมถึงการสร้างวัดในอุดมคติ๑๖ พระสังฆาธิการควรให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนแม่บทในพัฒนาวัด โดยเจ้าอาวาสจะต้องรู้จักวิธีการบริหารสาธารณูปการ หากพระสังฆาธิการไม่มีความรู้ในเรื่องการก่อสร้างให้ปรึกษาทางหน่วยงานราชการ ที่มีความรู้ในด้านนั้น ๑๗๑๖ พระมหาศรณชัย มหาปุญฺโญ (การะเวก), “การพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในยุคโลกาภิวัตน์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๓๐ - ๑๓๓.๑๗ พระมหาธฤติ วิโรจโน, “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๐๗.


๑๖ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาธารณูปการ แนวทางการพัฒนางานด้านสาธารณูปการคือการ บริหารจัดการและพัฒนาวัดให้สวยงาม สะอาด และใช้งานได้จริง โดยเน้นที่การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ให้มั่นคงถาวร พร้อมทั้งวางแผนอย่างเป็นระบบ จัดการงบประมาณให้โปร่งใส สร้างความร่วมมือกับชุมชน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนต่อไปด้านการบริหารจัดการ• วางแผนอย่างเป็นระบบ กำหนดเป้าหมาย วางแผนงาน และจัดตารางเวลา• สร้างความร่วมมือ ทำงานร่วมกับชุมชน ผู้รู้ และองค์กรต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และทรัพยากร• บริหารงบประมาณโปร่งใส จัดทำระบบการเงินและการบัญชีที่ตรวจสอบได้• บริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ใช้หลักการหมุนเวียนพัฒนา เช่น PDCA (วางแผน – ดำเนินการ- ตรวจสอบ - แก้ไขปัญหา)ด้านการพัฒนาและบำรุงรักษา• พัฒนาให้ได้มาตรฐาน ดำเนินการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ตามหลักการให้วัดดูสะอาด ร่มรื่น และสวยงาม• รักษาคุณค่า คงงานพุทธศิลป์และรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม• ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า ควบคุมการใช้วัสดุอุปกรณ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านการใช้ประโยชน์จากวัด• สร้างความยั่งยืน สร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติม เช่น การพัฒนาวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ• ปรับให้เข้ากับชุมชน ปรับปรุงสาธารณูปการให้สามารถรองรับการเติบโตของชุมชนและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้หน้าที่และความรับผิดชอบ• คณะกรรมการ แต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบการดำเนินงาน• ผู้เชี่ยวชาญ รวบรวมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อสนับสนุนงาน วัดวาอารามเมื่อสร้างขึ้นแล้วจำเป็นต้องดูแลรักษาอยู่เสมอ เสนาสนะ ศาสนวัตถุใดที่ชำรุดทรุดโทรม ก็บูรณะซ่อมแซมให้คือคงสภาพเดิมสมควรรื้อปลูกสร้างใหม่ก็ต้องรื้อ เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่จะต้องยึดหลักอุฏฐานสัมปทาและอารักขาสัมปทา มีมหาเถรคติว่า “วัดอาศัยสมภาร วัดสวย สมภารอาศัยวัด วัดเสื่อม เพราะเจ้าอาวาสนิ่งดูดาย” เนื่องจากขาดอุฎฐานสัมปทา และอารักขาสัมปทานั้นเอง


บทที่ ๒การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา๒.๑ ความนำประวัติและพัฒนาการสร้างวัดเริ่มต้นจากสมัยพุทธกาลที่วัดแห่งแรกคือวัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นสวนไผ่ที่พระเจ้าพิมพิสารถวายพระพุทธเจ้าเป็นที่พักสงฆ์ต่อมาได้มีการพัฒนาจากที่พักชั่วคราวในพรรษามาเป็นที่อยู่อาศัยถาวรของพระสงฆ์ส่วนในประเทศไทย วัดมีพัฒนาการทั้งในด้านการจัดผัง การก่อสร้าง และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สืบทอดและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยวัดสมัยพุทธกาล• วัดแห่งแรก เวฬุวนาราม (วัดเวฬุวัน) ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารถวายให้เป็นอารามสงฆ์แห่งแรก• การอยู่อาศัย เดิมพระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้พระสงฆ์อยู่อาศัยตามต้นไม้ (รุกขมูลเสนาสนะ) เพื่อไม่ให้ยึดติดกับทรัพย์• การถวายวัด เมื่อพระสงฆ์มีจำนวนมากขึ้นและมีผู้ศรัทธาถวายที่ดินและอาคารให้เป็นที่อยู่อาศัยถาวร (เช่น เชตวนารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี และปุพพารามของนางวิสาขา) จึงมีการสร้างวัดเพื่อเป็นที่ประทับประจำพัฒนาการวัดในประเทศไทย• การเปลี่ยนแปลง จากการเป็นสถานที่จำพรรษาชั่วคราวได้เปลี่ยนเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาถาวร เพื่อความสะดวกในการบริหารและการปกครอง• การจัดตั้งวัดในยุคแรก เริ่มจากการเป็นสำนักสงฆ์และเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้สร้างและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา จึงจะยกฐานะเป็นวัด• การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการสร้างวัด ซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสถาปัตยกรรมวัด• สมัยอยุธยา ผังวัดมักมีเจดีย์หรือปรางค์เป็นประธาน และมีวิหาร อุโบสถเรียงตามแกนเดียวกัน• สมัยรัตนโกสินทร์เจดีย์ประธานเริ่มลดบทบาทลง และเน้นให้ความสำคัญกับอุโบสถมากขึ้น จนกระทั่งอุโบสถกลายเป็นประธานของผังในที่สุด๒.๒ บริบทของวัดในพระพุทธศาสนา คำว่า วัด เป็นคำบัญญัติขึ้นใหม่ไม่ทราบที่มาชัดเจนว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด ปัจจุบันใช้เรียก สถานที่จำพรรษาประกอบศาสนกิจของพระสงฆ์และพุทธบริษัท ซึ่งมีสิ่งก่อสร้างและเสนาสนะเพื่อการปฏิบัติกิจทางพุทธศาสนา เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ตลอดถึงพื้นที่ใช้สอยของสงฆ์เป็นต้น แต่ในสมัยพุทธกาลพบว่า พุทธบริษัทและคนอินเดียโบราณมักเรียกขานสถานที่ดังกล่าวด้วยคำว่า อารามบ้าง อาวาสบ้าง สังฆารามบ้าง วิหารบ้าง ซึ่งคำเหล่านี้มักพบเห็นในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาจำนวนมาก เช่น พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา เป็นต้น ดังนั้น คำว่า วัด ที่กล่าวกันในสมัยปัจจุบัน ก็คือ คำว่า ที่กล่าวกันในสมัยพุทธกาลนั่นเอง คำเรียกทั้งสองนั้นก็มีความหมายเหมือนกันในแง่การใช้เรียกสถานที่จำพรรษา สถานที่ประกอบศาสนกิจของสงฆ์หรือสถานที่บำเพ็ญกุศลของพุทธบริษัท ๔ แต่ยังมีความหมายตามแนวคิดที่แตกต่างกัน


๑๘ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอารามในสมัยพุทธกาลพบว่ามีแนวคิดการสร้างบนพื้นฐานของธรรมชาติ ความร่มรื่น เช่น ลักษณะและบริบทของสถานที่ มีความน่าร่มรื่น น่ายินดีพอใจ เป็นต้น๑วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่สร้างขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นที่พำนักของพระพุทธเจ้าและพุทธสาวก โดยคำนึงถึงความวิเวก เหมาะสำหรับการบำเพ็ญสมณธรรม ในระยะเวลาต่อมาวัดได้กลายเป็นศูนย์รวมของพระสงฆ์วิถีชีวิตของคนภายในวัดหรืออาราม เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้และในเวลาต่อมาบบทบาทของวัดได้ขยายตัวพัฒนามาเป็นสถานที่ฝึกฝนอบรมพุทธบริษัท จนกระทั่งกลายเป็นแหล่งนาบุญของชาวพุทธทั่วไป ลักษณะดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่า วัดเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธที่เป็นทั้งที่พำนักเป็นสถานที่ปฏิบัติขัดเกลา เป็นที่ทำบุญ เป็นศูนย์รวมกิจกรรมเกือบทุกอย่างของพุทธศาสนิกชน และเป็นศูนย์กลางให้ศาสนิกเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันและกัน นอกจากการได้มาขัดเกลาตนเองยังให้ความอุปถัมภ์บำรุงปัจจัยที่จำเป็นด้านอื่น ๆ แก่พระภิกษุสงฆ์ส่วนพระภิกษุสงฆ์ก็ใช้สถานที่ตรงนี้ฝึกปฏิบัติขัดเกลาตนเองค้นคว้าสัจธรรมแล้ว เทศนาสั่งสอนให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตคฤหัสถ์เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ก่อเกิดดุลยภาพในหมู่พุทธบริษัท วัดจึงเป็นสถาบันหรือองค์กรทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญ พระพุทธองค์ทรงมีพุทธบัญญัติให้เจ้าอาวาส ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในพระวินัยเป็นผู้สอดส่องดูแล บริหารให้วัดมีความเป็นไปตามอุดมการณ์ดั้งเดิมโครงสร้างการบริหารปกครองภายในวัดมีเจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแลบริหารและปกครองพระภิกษุสามเณรที่อยู่ในวัด รับผิดชอบในกิจการทั้งหมดของวัดทั้งการจัดแบ่งหน้าที่ในแต่ละแผนกและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัดนั้นมีเจ้าอาวาสได้เพียงหนึ่งรูปและเจ้าอาวาสนี้อาจเป็นทั้งอุปัชฌาย์และอาจารย์ในบุคคลเดียวกันก็ได้พระไตรปิฎกได้กล่าวถึงดำริพระเจ้าพิมพิสารเรื่องวัดในอุดมคติพุทธว่า “ไม่ใกล้และไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก สะดวกแก่การไปวัดและมาจากวัด เหมาะที่ประชาชนจะไปพบพระสงฆ์ได้กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด ไม่มีเสียงอึกทึก ไม่เป็นที่สัญจรไปมา เหมาะแก่การประกอบกิจผู้ต้องการความสงัด และเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณะธรรม”๒การเกิดขึ้นของวัดในเสนาสนขันธกะ วิหารานุชานนะว่าด้วยทรงอนุญาตวิหาร เรื่องเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ขออนุญาตสร้างวิหารสรุปความได้ว่าสมัยนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ครั้งนั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ทรงบัญญัติ (ยังไม่ทรงอนุญาต) เสนาสนะแก่ภิกษุทั้งหลาย และภิกษุเหล่านั้นอยู่ในที่นั้น ๆ คือ ป่า โคนไม้ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เวลาเช้าตรู่ภิกษุเดินออกมาจากที่นั้น ๆ ด้วยอาการที่สงบสังวร ทอดสายตาลงต่ำ มีการก้าวไป การถอยหลัง การมองดูการเหลียวดูการคู้แขน การเหยียดแขนน่าเลื่อมใส เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ เศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ไปสวนแต่เช้าตรู่ ได้แลเห็นภิกษุเหล่านั้นเดินออกจากที่นั้น ๆ เกิดความเลื่อมใส จึงเข้าไปถามว่า หากจะสร้างวิหารจะอยู่ในวิหารหรือไม่ พระภิกษุทั้งหลายได้นำความไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าจึงทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด คือวิหาร เรือนมุงแถบเดียวปราสาท เรือนโล้น ถ้ำ” ภิกษุนำความไปแจ้งแก่เศรษฐีลำดับนั้น เศรษฐีราชคฤห์ให้สร้างวิหาร ๖๐ หลังภายในวันเดียว และได้นิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตน จากนั้นได้ถวายวิหารทั้ง ๖๐ หลังแก่สงฆ์ตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้า๓ ๑ให้ดูรายละเอียดใน พระมหาธณัชพงศ์ สุพฺรหฺมปญฺโญ (คิดอ่าน), “แนวทางการพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้สุขภาวะของชุมชน”,ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๔), หน้า ๑๒ - ๓๒. ๒วิ.มหา. (ไทย) ๔/๕๙/๗๑. ๓วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๔/๘๙/๙๒.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๑๙บริบทของวัดในพระพุทธศาสนา คือ ศูนย์กลางทางศาสนา สังคม และวัฒนธรรม ที่มีบทบาทหลากหลาย ตั้งแต่เป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ การศึกษา และแหล่งพึ่งพาทางจิตใจ สำหรับพระสงฆ์และฆราวาส ไปจนถึงเป็นศูนย์รวมกิจกรรมทางสังคมและศิลปวัฒนธรรมในปัจจุบัน ๒.๓ ความหมายของคำว่า วัด และคำว่า อาราม คำว่า วัด หมายถึง สถานที่ทางศาสนา ซึ่งปรกติมีอุโบสถ วิหาร เจดีย์ ศาลาการ เปรียญ กุฏิสงฆ์เป็นต้น เช่น วัดโพธิ ์ วัดแจ้ง วัดสมอราย มีคำอื่น ๆ อีกหลายคำที่ใช้เรียก วัด เช่น อาราม อาวาส เป็นต้น๔วัด เป็นคำใช้เรียกสถานที่ทางพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ เป็นคำเรียกรวม ที่ดินและอาคาร เช่น อุโบสถ วิหาร ศาลา กุฏิ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินนั้นด้วย๕นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงความหมายของคำที่บ่งถึงลักษณะของวัดอีก เช่น คำว่า อาวาส เป็นต้น แปลว่า ที่อยู่ หมายถึง สถานที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ดังนั้น คำว่า อาราม อาวาส นิยมนำมาต่อเป็นส่วนท้ายของชื่อ วัด เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวราราม วัดระฆังโฆสิตาราม วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำเอาคำว่า “อาวาส” ไปต่อท้ายคำว่า “เจ้า” เพื่อใช้กล่าวถึงพระสงฆ์ผู้ทำ หน้าที่ปกครองในวัด ว่า เจ้าอาวาส ซึ่งน่าจะเป็นคำที่ใช้เรียกผู้เป็นใหญ่ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล กิจธุระของส่วนรวมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าจะนำคำเรียกมาจากสมัยพุทธกาล๖เพราะมีลักษณะคล้ายกับผู้ทำหน้าที่ของสงฆ์ในสมัยพุทธกาล เช่น เจ้าอธิการแห่งจีวร รับผิดชอบดูแลจีวร เจ้าอธิการแห่งอาหาร รับผิดชอบดูแลอาหาร เจ้าอธิการแห่งเสนาสนะ รับผิดชอบดูแลเรื่องเสนาสนะ เจ้าอธิการแห่งอาราม รับผิดชอบดูแลอาราม เป็นต้น๗อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการหลายท่านให้ข้อเสนอแนะว่า คำว่า วัด อาจจะมีที่มาจากคำบาลีที่เป็นคำพ้องเสียง และมีความหมายอีกนัยหนึ่ง เช่น คำว่า \"วตฺวา\" แปลว่า สนทนาธรรม หรือ คำว่า \"วัตร\" ที่แปลว่า กิจปฏิบัติหรือหน้าที่ที่พึงกระทำ หรือคำว่า \"วัดวา\" ที่หมายถึง พื้นที่ หรือ ขอบเขตดินแดนของศาสนสถาน๘เมื่อกล่าวถึงสัญลักษณ์ทางศาสนาในกรณีที่เป็นศาสนสถานที่เป็นวัดแล้ว คนทั่วไปมักจะเข้าใจกันว่า เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ซึ่งเป็นความหมายสามัญที่เข้าใจกัน ตามที่ปรากฏให้เห็น ความจริงแล้วศาสนสถานที่เป็นวัดนั้น มีคำที่ใช้อยู่เดิมในภาษาบาลีอีก ๓ คำ คือ ๑. อาราม โดยพยัญชนะแปลว่า “เป็นที่มารื่นรมย์” โดยอรรถ แปลว่า “สวน” เพราะในสมัยพุทธกาลนั้นพุทธศาสนิกชนนิยมถวายสวนให้เป็นที่ประทับของ พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์เช่น เวฬุวันวนาราม เป็นสวนที่พระเจ้าพิมพิสารถวายให้เป็น ที่ประทับแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์หรือ พระเชตวัน วนาราม สวนที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีถวายแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก เป็นต้น ๔ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๕๖), หน้า ๑๑๐๔. ๕พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต), คำวัด, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๘), หน้า ๘๖๙. ๖พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๖๙. ๗คณาจารย์สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง, หนังสือบูรณาการแผนใหม่ นักธรรมชั้นเอก รวมทุกวิชา, (กรุงเทพมหานคร: เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๗), หน้า ๔๔๕. ๘สมคิด จิระทัศนกุล, รู้เรื่องวัด วิหาร โบสถ์ เจดีย์ พุทธสถาปัตยกรรมไทย, (กรุงเทพมหานคร : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๔), หน้า ๖ - ๗,


๒๐ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๒. อาวาส โดยพยัญชนะแปลว่า “ที่อยู่” ซึ่งเป็นความหมายที่กว้าง แต่ถ้าจะจำกัดขอบเขตให้แคบลงว่า หมายถึงวัด ก็ต้องมีภิกขุศัพท์ เป็นคำจำกัดความข้างหน้าว่า ภิกขุนมาวาโส แปลว่า ที่อยู่ของภิกษุสงฆ์คือวัด โดยอรรถในอภิธานัปปทีปิกา แปลว่า เรือน เป็นไวพจน์ของคำว่า ฆร เป็นต้น ๓. วิหาร นั้นโดยพยัญชนะ แปลว่า ที่อยู่คล้ายกับอาวาส แต่ตามพระวินัย เช่น ในมหัลลกสิกขาบทที่ต้นแห่งสังฆาทิเสสและในอนุศาสน์ ท่านหมายเอาสิ่งปลูกสร้าง เป็นหลังและสังเกตในที่ทั่วไปดูเหมือนเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยอิฐ ปูน คือแต่เพราะวิหาร นั้นสร้างไว้ในที่อยู่ของภิกษุทั้งหลาย จึงเรียกว่า วิหาร คล้ายกับคำว่าวัดในภาษาไทย๙อนึ่ง เป็นที่ทราบโดยทั่วไปในวงผู้ศึกษาพุทธประวัติว่าแต่เดิมนั้น พระพุทธองค์มิได้ประทับอยู่ในสถานที่ที่ได้ชื่อ “วัด” หรือ “อาราม” ที่ใดที่หนึ่ง แต่จะเสด็จประทับ ณ ที่สามารถจะแสดงธรรมเวไนยสัตว์ได้ โดยอาจจะเป็นป่า เป็นถ้ำ เป็นโคนต้นไม้ พระพุทธองค์จะประทับอยู่ ณ สถานที่ใด สถานที่นั้นย่อมมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็น เป้าหมาย กล่าวคือเป็นที่แสดงธรรมดังเช่นในพรรษาแรกหลังตรัสรู้ พระพุทธองค์ประทับที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันในพรรษาแรก และทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตร อนัตตลักขณสูตรแก่ปัญจวัคคีย์๑๐ โดยทรงดำเนินด้วยพระบาทจากตำบลอุรุเวลาไปยังอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี สถานที่ ๆ ปัญจวัคคีย์พักอยู่ กระทั่งจิตของปัญจวัคคีย์ทั้งห้าหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง และทำให้มีพระอรหันต์ ๖ องค์เป็นครั้งแรกในโลก๑๑ ในพรรษาที่สองจึงได้เสด็จประทับที่เวฬุวัน และวัดอื่น ๆ ที่มีผู้สร้างหรือยกพื้นที่ที่เคยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนถวายแด่พระพุทธองค์ แต่คำว่า “วัด” ในพุทธกาลนั้นไม่มีลักษณะเหมือนวัดในปัจจุบันเสียทีเดียว และไม่ได้เป็นสถานที่ประทับถาวรสำหรับพระพุทธเจ้า หรือเป็นที่พักอาศัยของภิกษุสงฆ์ที่แน่นอน หากพิจารณาในเชิงสาเหตุ วัดนั้นเกิดจากมีผู้ศรัทธาสร้างถวายให้เป็นที่พัก ตามพระทัศนะของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ได้ทรงแสดงปาฐกถาไว้เรื่องมูลเหตุการณ์สร้างวัดในประเทศสยามตอนหนึ่งที่ว่า อาศัยเหตุที่พระสงฆ์สาวกเมื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ครั้นถึงฤดูฝนจึงรวมกันหยุดพักก่อนจนกว่าจะถึงฤดูแล้ง ต่อมามีผู้ศรัทธาจึงได้ถวายที่ “อาราม” หรือสวน เช่น เชตวนาราม และบุพพาราม ให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสงฆ์สาวก เพื่อประทับหรืออยู่พักตลอดฤดูฝน๑๒ ส่วนวัดที่ถือว่าเป็นที่อยู่ประจำนั้นเกิดขึ้นภายหลัง ที่ มักสร้างในบริเวณมหาพุทธเจดีย์ หรือสร้างไว้สำหรับเป็นบำเพ็ญสมณธรรม เช่น ถ้ำแอลลอรา แขวงเมืองไฮดาระบัด เนื่องจากได้มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณวัตถุหลายอย่าง เช่น ร่องรอยฐานกุฎี ห้องพัก และที่พักสำหรับพระสงฆ์จำนวนมากอีกแห่งหนึ่งคือสำนักนาลันทา แขวงเมืองปาตลีบุตร ถึงกระนั้น ก็ยังสันนิษฐานว่าเป็นแต่ที่พักชั่วคราวเท่านั้น เหตุที่สันนิษฐานเป็นเช่นนี้เนื่องจากวัตรปฏิบัติที่ถือสืบมาแต่พุทธกาล คือพระสงฆ์นั้นเป็นผู้เที่ยวจาริกไปเพื่อสอนพุทธศาสนา หรือแสวงหาโมกขธรรมจึงไม่อยู่ประจำที่ใดที่หนึ่ง๑๓อีกทั้งมีองค์ประกอบด้านศิลปะกำกับอยู่คู่กับวัดวาอารามด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังพุทธกาลลักษณะทางศิลปะประกอบอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ประกอบสร้างกันในภายหลัง เพราะหากพิจารณาลักษณะของอารามหรือวัดในสมัยพุทธกาลจะไม่มีศิลปะรวมอยู่ด้วย ดังที่พุทธทาสวิเคราะห์ว่าการก่อสร้าง ศิลปสถาปัตย์๙สมเด็จพระธีรญาณมุนี. “คุณวัด”, วารสารใบลาน, ฉบับที่ ๕ (๒๕๒๘), หน้า ๑๐. ๑๐ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๓๒๔/๒๒๘; ๓๒๖/๒๒๙; วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๓/๑๕. ๑๑ วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๔/๒๔. ๑๒ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, มูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศไทย, (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพขุนเกื้อกิจสาร และนางบุญเกิด อุตรวิเชียร ณ เมรุวัดอภัยทายาราม วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๒), หน้า ๙. ๑๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๒๑นั้นเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่มีในครั้งพุทธกาล และเมื่อมีแล้วก็มีมากจนเฟ้อและจนเข้าใจผิด๑๔ การสร้างวัดจึงมีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านมูลเหตุการสร้างและองค์ประกอบทั้งภายในวัดและบริเวณใกล้ ๆ วัด ข้อสันนิษฐานเรื่องการสร้างวัด นอกจากจะเกิดจากความศรัทธาแล้ว น่าจะมีมูลเหตุมาจากการสร้างเป็นเจดีย์สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขึ้นก่อน แล้วจึงมีการสร้างเสนาสนะ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนที่ไปสักการบูชา ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นวัด๑๕ มูลเหตุของการเกิดวัดในสมัยพุทธกาล ตามพระสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อาจสรุปมูลเหตุได้ ๒ อย่าง ได้แก่ ๑. มีมูลเหตุมาจากผู้ศรัทธาสร้างถวาย ๒. มีมูลเหตุมาจากการสร้างเป็นพุทธเจดีย์ขึ้นก่อนแล้ว จึงสร้างเสนาสนะประกอบ จนเรียกว่าวัดในภายหลัง ศาสนสถานที่เป็นวัด นอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์แล้ว ยังเป็นแหล่งรวมสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ในสมัยพุทธกาล อาคารสถาปัตยกรรมในวัด มีที่มาแตกต่างกันตามประโยชน์ใช้สอยและความสำคัญ สามารถแบ่งเป็น ๓ รูปแบบ คือ แต่จากการศึกษาค้นคว้าไม่พบหลักฐานที่มาระบุแน่ชัดได้ว่ามีการ ใช้คำว่า วัด มาตั้งแต่สมัยใด วัดหรืออาราม คือ คำเรียกศาสนสถานของศาสนาพุทธ เป็นที่อยู่ของภิกษุ และประกอบศาสนกิจของพุทธศาสนิกชน คำว่า วัด เป็นคำเรียกชื่อศาสนสถานแบบคำไทย ที่มาของคำว่า วัด นี้ยังไม่มีข้อยุติ บางท่านอธิบายไว้ว่า มาจากคำว่า วตฺวา ในภาษาบาลีแปลว่า เป็นที่สนทนาธรรม บ้างก็ว่ามาจากวัตร อันหมายถึงกิจปฏิบัติหรือหน้าที่ของพระภิกษุที่พึงกระทำ หรือแปลว่าอีกอย่างหนึ่งว่า การจำศีล ซึ่งวัด (วัตร) ตามนัยนี้ จึงน่าจะหมายถึงสถานที่ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ใช้เป็นที่จำศีลภาวนา หรือสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ปฏิบัติภารกิจที่พึง กระทำนั่นเอง แต่ก็มีบางคนสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า วัดวา อันหมายถึง การกำหนด ขอบเขตของดินแดนที่สร้างศาสนสถาน วัดในนัยอย่างหลังนี้จึงหมายถึงพื้นที่๑๖วัดในความหมายที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป จึงประกอบด้วย อาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ ตั้งอยู่ ซึ่งมีชื่อเรียกที่สื่อถึงหน้าที่และความสำคัญ เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ หอไตร ศาลาการ เปรียญ และกุฏิ เป็นต้น มีประโยชน์ใช้สอยต่างกันและมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมของแต่ละท้องถิ่นเป็นสำคัญ ๒.๔ วัดในสมัยพุทธกาล วัดในสมัยพุทธกาลนิยมสร้างขึ้นในพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติ เนื่องจากการเห็นประโยชน์ของธรรมชาติในฐานะที่เป็นสภาพเอื้อต่อวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของผู้ประพฤติธรรม ทำให้เกิดความสงบเยือกเย็นเป็นพื้นฐานของการพัฒนาปัญญา แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสสรรเสริญถึงประโยชน์ในการอาศัยอยู่ ท่ามกลางธรรมชาติไว้๑๔ อัสนี สมุทรเสน, สัมภาษณ์ท่านอาจารย์พุทธทาสที่สวนโมกข์, (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก อัสนี สมุทรเสน ม.ว.ม., ป.ช., ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ ที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๕. ๑๕ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, มูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศไทย, (พระนคร : พิมพ์แจกในงานพระกฐินพระราชทานพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม, ๒๔๗๑), หน้า ๔ - ๕.๑๖ รสิกา อังกูร และคณะ, “รูปแบบการจัดการศึกษาและการเผยแผ่ศาสนธรรมของวัดในพระพุทธศาสนา กรณีศึกษาแหล่งการเรียนรู้ของวัดเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร”, รายงานวิจัย,(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.), ๒๕๔๖), หน้า ๒๓.


๒๒ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ว่า เป็นเหตุทำให้เกิดสติสมาธิได้ดี จึงทำให้วัดในสมัยพุทธกาลส่วนใหญ่มีองค์ประกอบพื้นฐานคือ ธรรมชาติ และพระองค์ก็ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รู ้จักสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง ดังนั้น เพื่อให้เห็นถึงบริบทของวัดในสมัยพุทธกาลได้อย่างชัดเจน จึงได้เรียบเรียงเนื้อหา ประกอบด้วยความหมาย วัตถุประสงค์ลักษณะ และองค์ประกอบของวัดมีรายละเอียดดังนี้ สมัยพุทธกาลชาวพุทธมักเรียกขานสถานที่ในพระพุทธศาสนาว่า “อาราม”ซึ่ง หมายถึง อาราม วัด สวน อุทยาน ที่ร่มรื่น มีบทวิเคราะห์ว่า อาคนฺตฺวา รมนฺติ เอตฺถาติ อาราโม แปลว่า ที่เป็นที่มายินดี๑๗ มีคำบาลีที่เป็นไวพจน์หลายคำ ได้แก่ อาราม อาวาส วิหาร อสฺสม ยตินิวาส๑๘คำว่า อาราม จึงหมายถึง สถานที่ที่ทำให้ผู้มาถึงมีความยินดี มีความพอใจ เกิดความร่มเย็น รื่นรมย์ใจ หรือสวนอันเป็นที่น่ารื่นรมย์ ในทางพระวินัย อาราม หมายรวมถึง สิ่งปลูกสร้างตลอดจนต้นไม้ คำว่า “อาราม” เป็นคำนาม เป็นสำนวนเก่า แปลว่า สถานที่อันเป็นที่มายินดี คือที่รื่นรมย์ คู่กับคุณศัพท์ว่า “รมณีย์” ซึ่งในคำประพันธ์มักใช้ให้สั้นว่า “รัมม” (รมย์) รวมความว่า วัดคืออาราม เป็นรมยสถาน อันรมณีย์ที่น่ารื่นรมย์ คำว่า อาราม เป็นคำหลักดั้งเดิม คำแรกในพุทธบัญญัติที่ทรงอนุญาตให้พระมีวัดอยู่ ดังพุทธพจน์ที่ตรัสเมื่อมีการถวายวัดแห่งแรกในทางพระพุทธศาสนาว่า “อนุชานามิ ภิกฺขเว อารามํแปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาราม” ๑๙ และอารามอันเป็นที่ศึกษาภาวนานั้น ก็มีความหมายว่า เป็นที่มาแล้วรื่นรมย์ เป็นที่ชื่นชมยินดี เป็นรมณีย์ พูดสั้น ๆ ว่า “รัมม” หรือ “รมย์”ภาวรมณีย์ ที่รื่นรมย์นี้ เป็นบรรยากาศที่พระพุทธศาสนาถือเป็นสำคัญ อันเกื้อหนุนชีวิตแห่งการศึกษาภาวนา ปรากฏเด่นอยู่ในคำสอนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงความหมายของคำที่บ่งถึงลักษณะของ อารามอีกหลายคำ เช่น คำว่า อุทยาน เป็นต้น ซึ่งคำว่า อุทยาน เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำบาลี เดิมว่า อุยฺยาน ซึ่งมาจากบทวิเคราะห์ว่า อุ แปลว่า ขึ้น ยาน แปลว่า ไป คำว่า อุทยาน จึงแปลว่า ถิ่น สถานที่ประชาชนแหงนหน้าดูเดินไป ที่แปลอย่างนั้น เพราะว่าอุทยานส่วนใหญ่ มีต้นไม้นานาพรรณ งามสะพรั่งด้วยดอกไม้สวยๆ หลากสี และมีผลไม้ต่างรูปต่างร่างต่างขนาดดกดื่นมากมาย คนเข้าไป แล้วก็ตื่นตาตื่นใจ ได้แต่แหงนมองขึ้นไปบนต้นไม้ แหงนดูผลไม้ แหงนชมดอกไม้ แถมมีนกน้อยนกใหญ่โผผินบินขึ้นลงร้องกันไปมา ทั้งกระรอก กระแตโลดเต้นวิ่งไล่กันน่าทัศนา ก็ได้แต่แหงนหน้าตาม มองตามชมกันเพลิน๒๐ชมพูทวีป หรือเรียก ณ ปัจจุบันว่า “ถิ่นพุทธภูมิ” นั้นนับว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (ก่อน พ.ศ. ๒๐๐๐ - ๙๐๐ ก่อนคริสต์ศักราช ๒๖๐๐ -๑๕๐๐) มาถึงชนเผ่าอารยันเข้าสู่ชมพูทวีป (ก่อน พ.ศ. ๙๐๐ - ๖๐๐) และเข้าสู่ช่วงพุทธกาล (ก่อน พ.ศ. ๘๐๐) ๒๑ หากพิจารณาตามข้อมูลทางภูมิศาสตร์แล้ว ชมพูทวีปในยุคพุทธกาล มีแคว้นใหญ่อยู่ถึง ๑๖ แคว้น ๑๗ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ , ราชบัณ ฑิต), ศัพท์วิเคราะห์, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๕๘), หน้า ๑๐๒.๑๘ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต), พจนานุกรมไทย-บาลี, (กรุงเทพมหานคร :ปัญญมิตรการพิมพ์, ๒๕๕๙), หน้า ๘๐๘. ๑๙ วิ.มหา. (ไทย) ๔/๕๙/๗๑ - ๗๒. ๒๐ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), มีวัดเป็นรมณีย์ มีกุฎีเป็นที่สบาย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์ จำกัด, ๒๕๖๐), หน้า ๑๔.๒๑ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), จาริกบุญ จารึกธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิมพ์สวย จำกัด, ๒๕๔๗), หน้า (๑๗).


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๒๓ได้แก่ ๑) อังคะ ๒) มคธะ ๓) กาสี ๔) โกสละ ๕) วัชชี ๖) มัลละ ๗) เจตี ๘) วังสะ ๙) กุรุ ๑๐) ปัญจาละ ๑๑) มัจฉะ ๑๒) สุรเสนะ ๑๓) อัสสกะ ๑๔) อวันตี ๑๕) คันธาระ ๑๖) กัมโพชะ๒๒ดินแดนแห่งชมพูทวีปแห่งนี้ ยังเป็นแหล่งรวมของความเชื่อ และศาสนาที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของชนชาวชมพูทวีปในทุกแห่งหน มีความเจริญรุ่งเรือง ดำรงอยู่ และความเสื่อมสูญไปตามเหตุปัจจัย เฉพาะที่สารนาถ หรือที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันซึ่งเป็นชื่อเดิมครั้งพุทธกาลนั้น สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมของฤาษี นักพรต ในอรรถกถามัชฌิมนิกาย (ปปัญจสูทนี) ได้กล่าวว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่รวมของบรรดาฤาษีทั้งหลายที่นอกจากเป็นสวนอภัยทาน แก่เหล่าสัตว์ต่าง ๆ๒๓ และสิ่งที่ยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้มีนักพรต ฤาษีที่ต้องการบำเพ็ญภาวนา คือ ที่พัก หรืออารามต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก หลักฐานทางโบราณคดี ระบุว่า สารนาถแห่งนี้มีวัดประมาณ ๓๐ วัด แต่แทบทุกแห่งถูกทำลายด้วยการบุกรื้อและเผาทำลายหมด ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะสูญสิ้นไปจากชมพูทวีป ช่วง พ.ศ. ๑๗๐๐ กองทัพมุสลิมเตอร์กบุกมาถึงเมืองพาราณสีและได้เผาทำลายวัดวาอาราม อีกทั้งไล่ฆ่าพระสงฆ์ที่พำนักอยู่ ณ สารนาถแห่งนี้ด้วย๒๔ประวัติศาสตร์ชมพูทวีป ที่มีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้นจึงเป็นสิ่งที่บ่ง บอกถึงอดีตที่เคยรุ่งเรืองของชมพูทวีป ว่าโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีพิสูจน์ยืนยันว่าเคยเรืองรามรุ่งโรจน์ด้วยวัดวาอาราม พระสงฆ์ นักบวช จำนวนมาก ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้และเผยแผ่พระพุทธศาสนาในช่วงแรก หรือช่วงปฐมโพธิกาล ที่พักที่เรียกว่าวิหารก็ดี อารามก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่อาจมีอยู่ก่อนและเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ดังเช่นคราวที่ราชคฤหเศรษฐี ได้พบพระสงฆ์พากันออกจากที่พักในลักษณะต่าง ๆ เช่น ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำเขา ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง๒๕จึงทูลขอพระพุทธองค์เพื่อสร้างที่พักถวายพระสงฆ์ซึ่งเรียกว่า “วิหาร” (ที่พัก) จำนวน ๖๐ หลังสำหรับถวายไว้เป็นที่พักแก่ภิกษุที่เดินทางมาจากสี่ทิศ ซึ่งที่พักในลักษณะเหล่านั้นไม่ได้มุ่งให้ผู้พักอาศัยอยู่แบบสบาย การที่ราชคฤหเศรษฐีสร้างวิหารที่พักที่จำนวน ๖๐ หลังขึ้นภายในวันเดียว คงเป็นเพียงที่พักหรือเป็นเพียงกระท่อมน้อย ๆ เท่านั้น๒๖ วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความหนาว ร้อน สัตว์ร้าย ฝน ลม แดด และอยู่อาศัยเพื่อเป็นที่หลีกเร้นแล้วบำเพ็ญสมาธิภาวนา และเพื่อพิจารณาธรรม ๒๗ ถึงกระนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุยึดเป็นแบบแผนหลัก หรือให้ภิกษุรับหรืออยู่ อาศัยในเสนาสนะ ๕ รูปแบบ ได้แก่ (๑) วิหาระ (๒) อัฑฒโยคะ (๓) ปาสาทะ - ปราสาท (๔) หัมมิยะ (๕) คุหา - ถ้ำ๒๘ อนึ่ง เสนาสนะทั้งห้าประเภทนั้น ภิกษุสงฆ์สามารถจะกำหนดให้เป็นโรงอุโบสถได้ ดังพุทธพจน์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติวิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้นหรือถ้ำ ที่สงฆ์จำนงให้เป็นโรงอุโบสถแล้วทำอุโบสถ (ได้)” ๒๙แนวคิดเรื่องเสนาสนะตามพุทธานุญาตแต่แรกเริ่ม จึงเป็นการมุ่งประโยชน์สำหรับที่พักหลบแดดหลบฝน กันหนาว กันสัตว์ร้าย และที่สำคัญคือใช้เป็นที่สำหรับหลีกเร้นเพื่อจะได้มีเวลาปฏิบัติบำเพ็ญสมาธิ๒๒ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๑๐/๒๓๙.๒๓ ม.อ. (บาลี) ๒/๒๘/๙๖.๒๔ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), จาริกบุญ จารึกธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๕๒ (กรุงเทพมหานคร : ทุนพิมพหนังสือธรรมทาน วัดญาณเวศกวัน, ๒๕๖๒), หน้า ๒๐๗.๒๕ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ใน วิ.จู. (บาลี) ๗/๑๙๙/๘๕.๒๖ ส.พลายน้อย, นามปากกา, ตามรอยพุทธประวัติ, (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์คำ, ๒๕๕๘), หน้า ๒๖๒. ๒๗ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ใน วิ.จู. (บาลี) ๗/๒๐๓/๘๗; วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๐๓/๖๙. ๒๘ ขุ.มหา. (ไทย) ๒๙/๙๒๖/๔๖๓ ๒๙ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๕๗/๑๗๓.


๒๔ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ภาวนา ไม่ได้มีกติกาข้อห้ามอะไรที่พิสดาร หากพิจารณาโดยสังเขป เสนาสนะที่ทรงอนุญาตว่าด้วยขนาดกุฎีก็ดี พื้นที่ใช้สอยอื่นๆ เช่น อาคาร ภายในอาคาร หรือแม้ระบบสาธารณูปโภคอื่น ๆ ดังนี้ ๑. ขนาดกุฎี เป็นที่น่าสังเกตว่าการสร้างเสนาสนะภายในวัด เช่น กุฎี โรง อุโบสถ ศาลาประชุมฟังธรรม เป็นการสร้างโดยผู้ใจบุญดังที่ปรากฏในข้อมูลต่าง ๆ แล้วนั้น ไม่ได้มีกำหนดเฉพาะไว้ ผู้สร้างสามารถสร้างได้ตามความประสงค์เช่น วัดเชตวัน วัดบุพพาราม แต่หากเป็นการสร้างโดยภิกษุเอง มีข้อควรศึกษาที่สำคัญคือ เสนาสนะบางอย่างต้องยึดตามพุทธานุญาต ต้องสร้างให้ได้ขนาดที่กำหนดไว้เท่านั้น โดยเฉพาะการสร้างกุฎี ภิกษุผู้จะสร้างต้องสร้างได้ให้ได้ขนาด ด้านยาวไม่เกิน ๑๒ คืบพระสุคต โดยวัดจากนอกฝาผนัง ด้านในกว้างได้ ๗ คืบพระสุคต โดยวัดร่วมในฝาผนัง กล่าวโดยสรุป อาราม หมายถึง สถานที่ซึ่งทำให้ผู้มาถึงมีความยินดีพอใจ เกิดความ เย็นกายเย็นใจ สดชื่นรื่นรมย์ เป็นสัปปายะสถานที่เหมาะแก่การหลีกเร้น เพื่อฝึกฝนพัฒนากายและใจ เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่เงียบสงบ นอกจากนั้น อารามยังสะท้อนถึงลักษณะทางกายภาพที่สำคัญ คือมีสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ พรรณไม้ ดอกไม้ ผลไม้ และยังเป็นที่อยู่ของพวกสิงสาราสัตว์มากมาย ๒.๕ วัตถุประสงค์การสร้างวัดการสร้างอารามในสมัยพุทธกาลเกิดจากการที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกได้เดินทางจาริกไปประกาศศาสนาในสถานที่ต่างๆ แล้วทำให้พระราชา เศรษฐี คหบดี ตลอดถึงพ่อค้าประชาชน เกิดความเลื่อมใส จึงได้สร้างวัดถวายให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์๓๐ เพื่อประโยชน์แก่การใช้สอยเสนาสนะให้เหมาะสม การสร้างอารามจึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑. เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับอยู่อาศัยของพระสงฆ์ประจำ หรือในช่วงฤดูฝน ที่ภิกษุสงฆ์จะต้องเข้าจำพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน เพื่อไม่ให้เกิดความลำบาก ๒. เป็นการรวมพระสงฆ์ให้อยู่ในเขตแดนที่เหมาะสมที่เรียกว่าอาราม ซึ่งจะทำให้พระสงฆ์ได้มีโอกาสสนทนาธรรม ปรึกษาหารือข้อธรรมะกันได้สะดวกยิ่งขึ้น ๓. เพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์แก่ทายกทายิกาพุทธศาสนิกชนที่ต้องการสร้างบุญ สร้างกุศลโดยเฉพาะการทำบุญให้ทาน รักษาศีล การปฏิบัติธรรมได้โดยสะดวก ๔. เป็นประโยชน์ในการปกครองสงฆ์เพราะเมื่อพระสงฆ์อยู่รวมกันย่อมได้สนทนาธรรม ตรวจสอบความประพฤติของกันและกัน ดังเช่น การปวารณาของพระสงฆ์ในวันออกพรรษา๓๑กล่าวโดยสรุป การสร้างวัดในสมัยพุทธกาล มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่ประทับของ พระพุทธเจ้า และเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์เพื่อไม่ให้เกิดความลำบากและช่วยป้องกันอันตราย จากสัตว์ร้ายบ้าง สภาพอากาศ เช่น ร้อน หนาวบ้าง และเป็นพื้นที่สำหรับใช้สอยให้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ เช่น การปลีกวิเวกเพื่อฝึกฝนพัฒนาตนเอง เป็นสถานที่สำหรับอนุเคราะห์ให้พุทธศาสนิกชนได้บำเพ็ญบุญ มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่หลักพุทธธรรม เป็นศูนย์รวมการปกครองของคณะสงฆ์การสร้างอารามจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ ๓ ส่วน ได้แก่ ๑. ประโยชน์ตน คือเป็นประโยชน์แก่ภิกษุสงฆ์ในการประกอบศาสนกิจต่าง ๆ ตามพระธรรมวินัย ๓๐ เสาวภา มณีเชษฐา, “การศึกษาการจัดการสิ่งแวดล้อมพุทธศิลปกรรมภายในวัด เขตอำเภอเมืองในจังหวัดเชียงใหม่”, ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณทิตวิทยาลัย : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘), หน้า ๓๐. ๓๑ รังษี สุทนต์, “การศึกษาวิเคราะห์บทบาทของอนาถบิณฑิกอุบาสกที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา,”วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๔๘.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๒๕๒. ประโยชน์ผู้อื่น คือเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนที่จะมีโอกาสได้สร้างบุญกับพระสงฆ์ด้วยวิธีการ ต่างๆ เช่น การให้ทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรม เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นปัจจัยให้หลุดพ้นจากความทุกข์ในสังสารวัฏ ทำให้เข้าถึงความสุขอันยอดเยี่ยม คือ พระนิพพาน เรียกว่าเป็นการ สงเคราะห์ อนุเคราะห์สัตว์โลก ๓. ประโยชน์โลก คือ เป็นศูนย์กลางของสังคม มีบทบาททางสังคมทั้งทางตรงคือพัฒนาจิตวิญญาณ และทางอ้อมคือเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์แก่สังคม ๒.๖ ลักษณะวัดและเสนาสนะสมัยพุทธกาล วัดและเสนาสนะสมัยพุทธกาล เมื่อแรกเริ่มนั้นมีความเรียบง่าย เน้นการใช้สอยตามความจำเป็น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการตกแต่งเพื่อให้เกิดความงาม สิ่งก่อสร้างและเสนาสนะ มักจะใช้วัสดุที่หาได้ง่าย เช่น ไม้ ปูน ดิน เป็นต้น เป็นการก่อสร้างที่เรียบง่าย ไม่เน้นความวิจิตรบรรจง ส่วนการดัดแปลงการใช้สอยในองค์ประกอบต่าง ๆ ของวัดก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระธรรมวินัย วัดในสมัยพุทธกาลจึงมีเสนาสนะที่อยู่ที่อาศัยที่กลมกลืนกับธรรมชาติ๓๒ การสร้างวัดและเสนาสนะในสมัยพุทธกาลโดยส่วนใหญ่ จะมีเจ้าภาพเป็นผู้สร้างถวาย เช่น พระราชา เศรษฐี คหบดี พ่อค้าประชาชน เป็นต้น แต่ก็พบว่า ภิกษุก็สามารถสร้างเสนาสนะได้เองเหมือนกัน แต่มีข้อจำกัดโดยเฉพาะการสร้างเสนาสนะสำหรับไว้ใช้สอยส่วนตัว จะต้องคำนึงถึงความสันโดษ มักน้อย เรียบง่าย และไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นมากเกินไป ในข้อนี้มีตัวอย่างเหตุการณ์คือ ในสมัยพุทธกาลมีภิกษุชาวเมืองอาฬวี ได้สร้างกุฎิสำหรับใช้สอยด้วยตนเองโดยไม่มีเจ้าภาพสร้างถวาย ทั้งกุฏิที่สร้างก็ไม่ได้จำกัดขนาด จึงทำให้กุฎีสร้างไม่เสร็จ เมื่อสร้างไม่เสร็จภิกษุ เหล่านั้นก็พากันออกปากขอวัสดุอุปกรณ์จากชาวบ้านทุกอย่างตั้งแต่อิฐ หิน ดิน ทราย จนชาวบ้าน ได้รับความเดือดร้อน พากันหลบลี้หนีหน้า ไม่อยากพบหน้าภิกษุอีก บ้างก็พากันอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น เพราะกลัวถูกขอ เรื่องนี้จึงทราบไปถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาว่ากล่าว ตักเตือน และทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ก็ ภิกษุผู้จะสร้างกุฎีที่ไม่มีเจ้าของสร้างถวาย สร้างเป็นของส่วนตัว ด้วยการขอเอาเอง พึงสร้างให้ได้ขนาด ขนาดในการสร้างนั้น ดังนี้ ยาว ๑๒ คืบ กว้าง ๗ คืบ โดยคืบพระสุคต๓๓ ต้องพาภิกษุทั้งหลายไปแสดงพื้นที่ให้ภิกษุเหล่านั้นพึงแสดงพื้นที่ไม่มีอันตราย๓๔ เป็นพื้นที่มีบริเวณโดยรอบ ถ้าภิกษุสร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง ในที่ที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ไม่พาภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงพื้นที่ให้หรือสร้างให้เกินขนาด เป็นสังฆาทิเสส๓๕จากเนื้อความในพระคาถาที่ทรงแสดงนี้จะเห็นได้ว่า การสร้างเสนาสนะต่างๆ ในสมัยพุทธกาลนั้นมีข้อกำหนดและข้อพึงปฏิบัติโดยสรุป ดังนี้ ๑. ต้องแจ้งความประสงค์ในการสร้าง และให้สงฆ์ตรวจพื้นที่ที่จะสร้างเสียก่อน ๒. พื้นที่ที่ก่อสร้างนั้น ต้องไม่เป็นพื้นที่มีอันตราย คือพื้นที่นั้นต้องไม่ใช่ที่อยู่ของมด ปลวก หนู งู ตะขาบ เป็นต้น หรือเป็นสถานที่ใกล้เรือกสวนไร่นา ใกล้ถนน หนทาง หรือใกล้สุสาน ๓๒ สุรชัย จงจิตงาม, “วัดในสมัยพุทธกาล”, วารสารปณิธาน, ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๔). ๓๓ มาตราวัดขนาดสิ่งของที่ใช้ในครั้งพุทธกาล ๑ คืบพระสุคต เท่ากับ ๓ คืบของคนสัณฐานปานกลาง. ๓๔ สารมฺภํ อนารมฺภนฺติ สอุปทฺทวํ อนุปทฺทวํ คำว่า สารมฺภํ หมายถึง มีอันตราย คำว่า อนารมฺภํ หมายถึง ไม่มีอันตราย (วิ.อ. ๒/๓๔๙/๖๓).๓๕ เป็นสังฆาทิเสส ๒ กรณี คือ (๑) ไม่พาสงฆ์ไปแสดงพื้นที่ (๒) สร้างเกินขนาด เป็นทุกกฏ ๒ กรณี คือ (๑) ที่มีอันตราย (๒) ไม่มีบริเวณโดยรอบ., วิ.มหา. (ไทย) ๑/๓๘๓/๓๔๘.


๒๖ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๓. จะสร้างเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นสร้างก็ได้ ๔. สามารถขอคนงาน หรือขออุปกรณ์ ได้ (แต่ต้องไม่เกินขนาดที่กำหนด) ๕. โบกฉาบภายในหรือภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก ๖. ต้องสร้างให้ได้ตามขนาด ๗. ต้องไม่ผิดข้อกำหนดดังที่ได้กล่าวทั้งหมด นอกจากนั้น ลักษณะและรูปแบบของเสนาสนะต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นนั้น คำนึงถึงบริบท ทางสังคมและภูมิลักษณะของที่ตั้งเป็นสำคัญด้วยการใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมในท้องถิ่น ไม่ได้สร้างรูปแบบขึ้นใหม่มาเป็นการเฉพาะ ส่วนการใช้สีและวัสดุ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยคำนึงถึง ประโยชน์ใช้สอยแห่งสถาปัตยกรรมเพื่อให้เกื้อกูลต่อพระภิกษุสงฆ์ในการปฏิบัติธรรมพุทธสถาน ในระยะแรกในสมัยพุทธกาลจึงประกอบด้วยอาคารเสนาสนะและอาคารสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยตามพระวินัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลักษณะพุทธสถานที่ทรงบัญญัตินั้นต้องการให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเดือดร้อนหรือเป็นภาระต่อผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เห็นได้ชัดว่าประโยชน์ในการจัดให้มีพุทธสถานนั้น คือเป็นที่กำบังให้เกิดความปลอดภัยจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและภัยอันตรายต่าง ๆ ช่วยให้การปฏิบัติธรรมดำเนินไปได้โดยสะดวก ต่อมาภายหลังมีผู้คนเลื่อมใสมากขึ้น จึงได้เกิดมีอาคารสำหรับการสักการะบูชาเพิ่มขึ้น ซึ่งลักษณะสถาปัตยกรรมมีความใหญ่โต และมีการตกแต่งประดับประดาในรายละเอียดขององค์ประกอบของสถาปัตยกรรม เช่น ฐานและหัวเสา หน้าต่าง เป็นต้น๓๖อนึ่ง ลักษณะของวัดในสมัย พุทธกาล สามารถศึกษาและสังเกตได้จากเนื้อหาที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะเนื้อหาที่กล่าวถึงวัดสำคัญต่าง ๆ ในสมัยพุทธกาล ดังนี้ วัดเวฬุวัน หรือวัดป่าไผ่ เป็นวัดที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ โดยเฉพาะต้นไผ่๓๗ เป็นวัดแห่งแรกใพระพุทธศาสนา สร้างขึ้นโดยพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ทรงมีพระราชศรัทธา ทรงเป็นห่วงว่าพระพุทธองค์จะประทับ ณ ที่ใด ซึ่งในครั้งนั้นยังไม่มีอารามเกิดขึ้นในพระศาสนา พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงอุทิศพระราชอุทยานของพระองค์อันเป็นที่เงียบสงบเหมาะแก่การเจริญสมาธิ และไม่ไกลจากชุมชน ไปมาสะดวก เหมาะแก่การเป็นอารามที่มีความเป็นสัปปายะ ทรงมีพระราชดำริว่า “อุทยานเวฬุวันของเรานี้ไม่ไกลและไม่ใกล้จากหมู ่บ้านนัก คมนาคมสะดวก ผู้ประสงค์พึงเข้าเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนสงัด เสียงไม่อึกทึก เว้นจากคนสัญจรไปมา เป็นที่กระทำกรรมลับของ หมู ่มนุษย์ ควรแก่การหลีกเร้น..” ๓๘สภาพแวดล้อมของเวฬุวันวิหารในสมัยพุทธกาลร่มรื่นด้วยต้นไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสถานที่ ที่เต็มไปด้วยต้นไผ่ จึงเรียกว่า“เวฬุ” ซึ่งภาษาบาลีมีความหมายว่า “ต้นไผ่”ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงสภาพแวดล้อมภายในเวฬุวันวิหารว่า ประกอบด้วยสภาพแวดล้อมที่ ร่มรื่นด้วยพรรณไม้งดงาม เงียบสงบ ซึ่งมักมีการเอ่ยถึงนามของเวฬุวันวิหารว่าเป็นสถานที่ให้อาหารของเหล่ากระแต ๓๙ แสดงให้เห็นว่าเป็นบริเวณที่อุดมด้วยพรรณไม้ เช่น ข้อความในสัปปสูตรว่า “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุ๓๖ ทนงศักดิ์ รัตนสุคนธ์, “การศึกษาพระวินัยปิฎกเพื่อเข้าใจแนวคิดและวิวัฒนาการของพุทธสถานในอินเดีย”, วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓). ๓๗ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ, ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต ฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๑๓), หน้า ๗๓๙. ๓๘ วิ.มหา. (ไทย) ๔/๕๙/๗๑.๓๙ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๒๒๙/๒๒๓, ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๘๐/๑๒๘, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๒/๑๙๙, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๐๗/๑๑๗, สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๒๐๒/๓๐๓.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๒๗วัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตเขตกรุงราชคฤห์๔๐” และบางครั้งเรียกนามเวฬุวันวิหารว่า พระเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ดังความในรถวินีตสูตรว่า “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทก นิวาปถาน เขตกรุงราชคฤห์” ๔๑นอกจากนั้น ยังได้พรรณนาถึง ความเงียบสงบ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วย ป่าไม้ พืชพันธุ์ และสัตว์ป่า อันเป็นสัปปายะในอารามอีกว่า มีนกยูงรำแพนชวนให้เกิดความน่ารื่นรมย์ มีกุฎีที่เดิน จงกรมและมณฑป ซึ่งคงอยู่ท่ามกลางแมกไม้ร่มรื่น ดังความใน เขมาเถริยาปทานเอกูโปสถิกวรรค ความว่า “...หม่อมฉันจะเข้าไปชมพระเวฬุวันมหาวิหาร” “ขณะนั้น พระเวฬุวันมหาวิหารมีสวน ดอกไม้ที่แย้มบาน มีเสียงหึ่งด้วยหมู่ภมรนานาชนิดมีเสียงนกดุเหว่าร่ำร้อง ทั้งหมู่นกยูงก็รำแพน” “สงัดจากเสียงอย่างอื่น ไม่พลุกพล่านประดับไปด้วยที่จงกรมต่าง ๆ สะพรั่งไปด้วยแถวแห่งกุฎีและมณฑปเรียงรายไปด้วยพระโยคีผู้บำเพ็ญเพียร” ๔๒จะเห็นได้ว่า ลักษณะของพระเวฬุวันซึ่งเป็นอารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เป็นอารามที่มีปัจจัยเชิงกายภาพที่เกื้อหนุนต่อการเจริญสมาธิของภิกษุ มีความอุดมสมบูรณ์และแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ตลอดถึงสิงสาราสัตว์ เป็นสัปปายะสถาน ที่เกื้อกูล ต่อการเป็นอยู่และพัฒนาจิตใจ วัดเชตวัน เป็นวัดสำคัญอีกแห่งในพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของนครสาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศล เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับจำพรรษานานที่สุดในระหว่างเวลา ๔๕ พรรษาแห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ คำว่า เชตวัน นี้ได้มาจากพระนามของเจ้าชายเชตซึ่งเป็นพระญาติ สนิทของพระพุทธเจ้า วัดนี้ก่อสร้างโดยมหาเศรษฐีแห่งนครสาวัตถีชื่อสุทัตตะ หรือมีชื่อที่ปรากฎในภายหลังว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะเป็นคนใจบุญสุนทานให้อาหารแก่คนยากไร้ ภายหลังจากได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ก็เกิดความเลื่อมใส จึงขอนิมนต์ให้พระพุทธองค์เสด็จไปประทับที่เมืองสาวัตถี จากนั้น จึงได้สร้างวัดเชตวันถวายเพื่อใช้เป็นที่ประทับ โดยได้ขอชื้อพื้นที่อุทยานจากเจ้าชายเชตด้วย การขนเงินบรรทุกใส่เกวียนนำมาปูลาดทั่วอาณาบริเวณอุทยาน จนเจ้าชายเชตประทับใจในความมุ่งมั่น ยอมขายอุทยานให้ท่านเศรษฐีจึงได้ตั้งชื่อวัดตามชื่อของเจ้าชายเชต เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่ ทำให้ตนเองได้สร้างวัดสมความตั้งใจ สภาพแวดล้อมของวัดเชตวันมีลักษณะอุทยานใหญ่น่ารื่นรมย์ ดังที่ปรากฏในพระวินัยปิฎกว่า “ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีได้เห็นพระอุทยานของเจ้าเชตราชกุมาร เป็น สถานที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเกินไป ไม่ใกล้หมู่บ้านเกินไป การคมนาคมสะดวก ผู้อยากจะเข้าเฝ้าไปมาได้ง่าย กลางวันคนไม่พลุกพล่าน กลางคืนมีเสียงรบกวนน้อย ไม่มีเสียงอึกทึก ไร้ผู้คน เป็นสถานที่พวกมนุษย์จะทำกิจที่ลับได้ เป็นสถานที่เหมาะแก่การหลีกเร้น”๔๓นอกจากนั้น แม้แต่วัดสำคัญอื่นๆ ที่เหลือในสมัยพุทธกาล เช่น วัดบุพพาราม วัดอัมพปาลีวัน วัดโฆสิตาราม วัดนิโครธาราม วัดชีวกัมพวัน วัดราชการาม เป็นต้น ก็มีลักษณะทางกายภาพคล้าย ๆ กัน คือมีลักษณะเป็นสวนอุทยานร่มรื่นด้วยป่าไม้ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ และเหล่าสิงสาราสัตว์ น่าชื่นชมน่าทัศนา วัดในสมัยพุทธกาลโดยส่วนใหญ่มักจะมีองค์ประกอบของความเป็นรมณีย์ ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “วิหาเร การเย รมฺเม แปลว่า พึงสร้างวิหารอันรื่นรมย์” ๔๔๔๐ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๔๒/๑๘๑. ๔๑ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๕๒/๒๗๓. ๔๒ ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๓๓๖ - ๓๓๘/๔๓๒. ๔๓ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๐๗/๑๘๘. ๔๔ วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๕/๙๑ - ๙๒, วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๑๕/๑๓๐ - ๑๓๑.


๒๘ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา คุณลักษณะของความรื่นรมย์หรือความเป็นรมณีย์ มี ๔ ประการ ได้แก่ ๑. ฉายูทกสมบัติ คือ พร้อมด้วยร่มไม้และสายน้ำ ๒. ภูมิภาคสมบัติ พร้อมด้วยภูมิประเทศ คือ พื้นที่บริเวณ ผืนแผ่นดินสะอาด เรียบรื่น น่าเดิน ปลอดภัย สบายตา ควรทอดทัศนา น่าชื่นชม ๓. คมนาคมนสมบัติ พร้อมด้วยคมนาคม คือ ไม่ใกล้ เกินไป ไม่ไกลเกินไป เดินทางไปถึงได้สะดวก ๔. บุคคลสมบัติ พร้อมด้านบุคคล คือไม่มีคนร้ายที่จะก่อภัยความเสียหาย คนในถิ่นในที่และผู้เกี่ยวข้อง เป็นคนดีสำหรับพระสงฆ์ก็ควรเป็นที่สงบสงัด ไม่พลุกพล่านจอแจ ควรแก่การแสวงวิเวก๔๕ลักษณะวัดและเสนาสนะในสมัยพุทธกาลเริ่มแรกมีลักษณะเรียบง่าย เป็นการพักอาศัยตามธรรมชาติ เช่น ใต้ต้นไม้ ถ้ำ และป่า (อรัญวาสี) ภายหลังจึงมีการสร้างวัดถาวรขึ้นตามความศรัทธาของผู้คน เช่น เวฬุวนาราม (สวนไผ่) ที่พระเจ้าพิมพิสารถวาย และ เชตวันมหาวิหาร ที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ภายในวัดสมัยนั้นจะเน้นการใช้งานตามความจำเป็น โดยวัสดุที่ใช้สร้าง เช่น ไม้ ดิน หิน และอิฐ๒.๗ องค์ประกอบของวัดสมัยพุทธกาล สมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ ในระยะแรกยัง ไม่ได้ทรงบัญญัติเสนาสนะแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนั้นภิกษุทั้งหลายจึงพากันอาศัยอยู่ในป่าบ้าง โคนไม้บ้าง ภูเขาบ้าง ซอกเขาบ้าง ถ้ำบ้าง ป่าช้าบ้าง ป่าชัฏบ้าง ที่แจ้งบ้าง ลอมฟางบ้าง พอถึงเวลาเช้าตรู่ หรือเวลาออกรับบิณฑบาต ภิกษุเหล่านั้นก็จะพากันเดินออกมาจากที่เหล่านั้น ๆ ด้วยอากัปกิริยาอันน่าเลื่อมใส วันหนึ่ง เศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ได้เห็นอากัปกิริยาของภิกษุเหล่านั้นเข้า ก็เกิดความเลื่อมใส จึงได้ปรารภจะถวายวิหารให้เป็นที่อยู่ที่พักแก่เหล่าภิกษุ เมื่อเป็นเช่นนั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น จึงได้นำเอาเรื่องราวไปกราบทูลขออนุญาตจากพระพุทธเจ้า พระองค์จึงได้ตรัสอนุญาตเสนาสนะแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด คือ วิหาร๔๖ เรือนมุงแถบเดียว ปราสาท เรือนโล้น ถ้ำ” ๔๗ จึงเป็นที่มาของการสร้างเสนาสนะในวัดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา วัดในสมัยพุทธกาล จะมีเสนาสนะดังที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นองค์ประกอบ อย่างไรก็ตาม ลักษณะหรือรูปแบบของวัดดังกล่าว ได้สะท้อนถึงลักษณะที่พักของพระสงฆ์สาวกตั้งแต่ครั้งพุทธกาล มี ๕ รูปแบบดังจะได้อธิบายตามลำดับ ๒.๗.๑ วิหาร วิหาระ หมายถึง ที่พักอาศัยทั้งหมด ยกเว้นเรือนมุงแถบเดียว๔๘ มีความหมายเดียวกันกับคำว่า สังฆาราม แต่ไม่ตรงกับคำว่า “วัด” ตามความหมายใน ภาษาไทย ในอรรถกถาท่านหมายถึงที่พักทั้งหมดก็เรียกว่าวิหารได้ ที่พักที่มีอาณาบริเวณ คือ มีแนวกำแพงล้อม มีที่พัก เช่น กุฎีที่สร้างด้วยโครงไม้และดินและมุงด้วยหญ้า๔๙ ๔๕ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), มีวัดเป็นรมณีย์ มีกุฎีเป็นที่สบาย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์ จำกัด, ๒๕๖๐), หน้า ๓๕. ๔๖ วิหาร หมายถึง เสนาสนะที่อยู่อาศัย (ดู วิ.อ. ๓/๒๙๔/๓๑๙,๓๒๑/๓๔๓, สารตฺถ.ฏีกา ๓/๒๙๔/๔๖๗) ๔๗ วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๔/๘๙ - ๙๐. ๔๘ วิ.จู.อ. (ไทย) ๓/๒๙๔/๔๐๑. ๔๙ วิมติ.ฎีกา. (บาลี) ๒/๑๓๔ วิหาโรติ ติณกุฏิกาทิสหิโต ปาการปริจฺฉินฺโน สกโล สฆาราโม.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๒๙คำว่า วิหาร ซึ่งหมายถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าในครั้งพุทธกาลนั้น อาจจัดอยู่ในรูปของเจดีย์ด้วยก็ได้ ดังทรรศนะของเสฐียรโกเศศที่กล่าวอ้างถึงคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับในอานันทเจดีย์ ณ โภชนคร คำว่าอานันทเจดีย์นั้นน่าจะหมายถึงวิหาร หรือที่ประทับของพระพุทธเจ้าเป็นแน่ และยังมีหลักฐานอีกหลายแห่ง เช่น พหุปุตตเจดีย์ที่เมืองเวสาลี สุปติฏฐเจดีย์ใกล้เมืองราชคฤห์๕๐วิหาร จึงหมายถึง ที่อยู่ของพระภิกษุ วิหารในสมัยพุทธกาลได้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดย เศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ ซึ่งสร้างวิหารทั้งหมดจำนวน ๖๐ หลัง โดยใช้เวลาเพียงแค่วันเดียว เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์มาฉันภัตตาหารและรับถวายวิหาร ครั้งนั้นพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสแก่เศรษฐี ว่า “คหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงถวายวิหารเหล่านั้นแก่สงฆ์ในทิศทั้ง ๔ ผู้มาแล้วและยังไม่มา” ๕๑หลังจากนั้นก็ทรงอนุโมทนา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า วิหารย่อมป้องกันความหนาวร้อนและสัตว์ร้าย นอกจากนั้น ยังป้องกันงู ยุง และฝน ในคราวหนาวเย็น นอกจากนั้น ยังป้องกันลมและแดดอันร้อนจัดที่เกิดขึ้น การถวายวิหารแก่สงฆ์เพื่อหลีกเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งพินิจ และเพื่อเห็นแจ้ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาดเมื่อเห็นประโยชน์ของตน พึงสร้างวิหารอันรื่นรมย์ถวายภิกษุผู้พหูสูตให้อยู่ในที่นี้เถิด อีกประการหนึ่ง ผู้เป็นบัณฑิตมีจิตเลื่อมใสในภิกษุพหูสูต ผู้ปฏิบัติตรง พึงถวายข้าว น้ำ ผ้า และเสนาสนะอันควรแก่ท่านเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมอันเป็นเหตุบรรเทาสรรพทุกข์แก่เขา ซึ่งเมื่อเขารู้ทั่วถึงแล้ว จะเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพานได้ในชาตินี้๕๒ พระดำรัสและพระคาถาทำนองนี้ได้ตรัสแก่ผู้ที่ถวายวัดอื่น ๆ อีกในเวลาต่อมา เช่น อนาถปิณฑิกเศรษฐีผู้ที่ได้ถวายวัดพระเชตวัน๕๓ เป็นต้น หากพิจารณาเนื้อความในคาถาจะเห็นได้ว่า วิหารนั้นมีวัตถุประสงค์คือเป็นที่อยู่จำพรรษา เป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์และเป็นที่เผยแผ่พระธรรมคำสอนเพื่อดับทุกข์แก่พุทธบริษัททั้ง ๔ อีกด้วย รูปแบบของวิหารสมัยแรกเร่ม มีความเรียบง่าย สังเกตจากวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างส่วนใหญ่ใช้วัสดุที่หาได้ตามธรรมชาติ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้มีการปรับปรุงเสนาสนะ ให้เหมาะสมกับการใช้สอยมากยิ่งขึ้น ปรากฎในปฐมภาณวาร เสนาสนะขันธกะ กล่าวว่า พระองค์ได้ทรงอนุญาตให้เพิ่มประตู ลิ่มล็อคประตู อนุญาตให้เจาะช่องหน้าต่าง ติดผ้าม่าน และบานหน้าต่าง๕๔ และได้อนุญาตให้ปรับปรุง ซ่อมแซมเสนาสนะเก่าที่ใช้งานอยู่ให้สามารถป้องกันอันตรายที่เกิดจากฤดูกาล โดยให้ฉาบทาวิหารด้วยดิน เป็นต้น๕๕ในเวลาต่อมา ก็ทรงอนุญาตให้ทาสีวิหาร ด้วยสีขาว สีดำ สีเหลือง โดยใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ดิน แป้ง และยางไม้ เป็นต้น๕๖ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงอนุญาตถม พื้นวิหารให้สูงขึ้นมีบันไดพร้อมราวจับ๕๗ต่อมาทรงอนุญาตให้กั้นห้องภายในวิหารและอนุญาตให้มีแผงกันสาดที่กันฝน สาดผนังวิหารที่ทำด้วยดินกับมูลโค๕๘ ต่อมาก็ทรงอนุญาตให้ทำเพดาน เมื่อครั้งมีงูตกมาจากด้านบนถูกภิกษุ๕๙ นอกจากนั้น ในการตกแต่งฝาผนังนั้นทรงอนุญาตให้เขียนลวดลาย เพื่อการตกแต่งได้บ้างบางประเภท เช่น ลวดลาย๕๐ เสฐียรโกเศศ นาคะประทีป, ลัทธิศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ์, ๒๕๑๖), หน้า ๓๑๕ - ๓๑๖. ๕๑ วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๔/๙๑. ๕๒ วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๕/๙๑ - ๙๒, วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๑๕/๑๓๐ - ๑๓๑. ๕๓ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๑๕/๑๓๐ -๑ ๓๑. ๕๔ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๖/๙๒ - ๙๔., และ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๒๘/๑๕๙ - ๑๖๐. ๕๕ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๖/๙๓. ๕๖ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๘/๑๐๐ - ๑๐๒. ๕๗ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๐๐/๑๐๓. ๕๘ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๐๐/๑๐๔. ๕๙ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๐๐/๑๐๔.


๓๐ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ดอกไม้ ภาพลวดลายเถาวัลย์ ภาพลวดลายฟันมังกร ภาพลวดลายดอกจอก เป็นต้น ๖๐ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสังเกตที่ค้นพบอีกว่า การสร้างวิหารในสมัยพุทธกาลนั้น มีสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึง ได้แก่ สิ่งแวดล้อม และสังคม เห็นได้จากข้อความตอนหนึ่งที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงตำหนิการที่พระฉันนะสั่งให้โค่นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นรุกขเจดีย์ที่ชาวบ้านนับถือลง โดยที่ชาวบ้านถือว่าต้นไม้นั้นเป็นต้นไม้มีชีวะ๖๑วิหารมีพัฒนาการจากการสร้างขึ้นจากเรือนไม้ไผ่ หลังคาจั่ว เพื่อเป็นที่พักอาศัยของสงฆ์เมื่อเกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้มีการปรับปรุงวิหารให้เหมาะสมตามความจำเป็น๒.๗.๒ เรือนมุงแถบเดียว อัฑฒโยคะ หมายถึง เรือนมีหลังคาแถบเดียว เป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหาระที่มีขนาดเล็ก แต่มีขนาดเล็กกว่าปาสาทะ คล้ายเพิงหมาแหงน คือ เรือนที่สร้างด้วยโครงไม้มุงด้วยหญ้า มีด้านหน้าสูง ด้านหลังต่ำ หลังคาลาดลงไปด้านเดียวคล้ายปีกครุฑ๖๒ ในพระไตรปิฎกว่า มักมีการสร้าง “เรือนมุงแถบเดียว” ถวายไว้ในอาราม ตัวอย่างเช่นในสัตตาหกรณียานุชานนาวัสสูปนายิกขันธกะ ความว่า “...ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้อุบาสกได้สร้างเรือนมุงแถบเดียวถวายอุทิศสงฆ์ฯลฯ... ได้สร้างปราสาท...ได้สร้างเรือนโล้น...ได้สร้างถ้ำ ...” ๖๓ไม่พบหลักฐานในพระไตรปิฎกว่า “เรือนมุงแถบเดียว” มีรูปแบบเช่นใด ในอรรถกถาวินิจฉัยในเสนาสนักขันธกะ เสนาสนักขันธกวรรณนา กล่าวถึงเรือนมุง แถบเดียวว่า “...เรือนมุงแถบเดียวนั้น ได้แก่ เรือนที่โค้งดังปีกครุฑ...” ๖๔ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรสกล่าวว่า “เรือนมุงแถบเดียว” มาจากภาษาบาลีว่า “อฑฺฒโยค” แปลโดยพยัญชนะว่า ประกอบกึ่งหนึ่ง ได้แก่ โรงหรือร้านที่มุงแต่ซีกเดียว เพื่อเปิดอีกด้านหนึ่งให้โปร่ง” ๖๕ทำให้เข้าใจลักษณะเรือนมุงหลังคาแถบเดียวได้ชัดขึ้นว่า คล้ายกับ “เพิง” ที่มุงหลังคาเพียงด้านเดียว เรือนมุงแถบเดียว (อฑฺฒโยค) สมัยพุทธกาล คือ เรือนที่มีลักษณะคล้ายเพิงหมาแหงนหรือเรือนที่มีหลังคาโค้ง โดยเป็นเสนาสนะประเภทหนึ่งที่เรียกว่า \"วิหาร\" แต่เป็นวิหารที่พ้นจากเรือน ๔ แบบอื่น๒.๗.๓ ปราสาท ปราสาท มาจากภาษาบาลีว่า “ปาสาโท” ความหมายถึง “ปราสาท, ตึก, เรือน สี่เหลี่ยมจัตุรัส” ๖๖ปาสาทะ หรือปราสาท หมายถึง เป็นเรือนพักที่สร้างเป็นตึกสูงตั้งแต่ ๒ ส่วน ปราสาทที่นางวิสาขาสร้างเข้าในลักษณะนี้ มีลักษณะเป็นเรือนยาวจะมีชั้นเดียว หรือหลายชั้นแต่ไม่เกิน ๗ ชั้น มีบันไดขึ้นลงอยู่ภายในอาคาร๖๗๖๐ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๙/๑๐๒. ๖๑ ดูรายละเอียดใน วิ.มหา. (ไทย) ๑/๓๖๕ - ๓๗๙/๔๐๒ - ๔๑๑. ๖๒ วิสุทฺธิ.มหาฏีกา. (บาลี) ๑/๑๗/๖๓. ๖๓ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๘/๒๕. ๖๔ วิ.จู.อ. (ไทย) ๒/๑๗๗.๖๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, สารานุกรมพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2539), หน้า ๔๖๔. ๖๖ ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต : ฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ, หน้า ๔๒๖. ๖๗ สารตฺถ.ฏีกา. (บาลี) ๓/๗๑ - ๗๓/๒๘๕.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๓๑อรรถกถาวินิจฉัยในเสนาสนักขันธกะ เสนาสนักขันธกวรรณนา กล่าวว่า ปราสาทนั้น ได้แก่ ปราสาทยาว๖๘ ขยายความได้ว่า เรือนที่มีลักษณะซ้อนชั้นกัน ขึ้นไปอันเป็นลักษณะของ “ปราสาท” ที่พบทั่วในพระไตรปิฎกหมายถึงอาคารที่ซ้อนกันหลายชั้น เพียงแต่ว่าโดยมากมักพบใช้อธิบายในสถาปัตยกรรมของกษัตริย์ เช่น ในสุราปานวรรคปาจิตติยกัณฑ์ ความว่า “...พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับอยู่ที่ปราสาทชั้นบนกับพระนางมัลลิกาเทวี...” ๖๙ ข้อความระบุชัดว่า “...ประทับอยู่ที่ปราสาทชั้นบน...” แสดงว่าลักษณะสำคัญของปราสาทคือตัวอาคารต้องมีมากกว่า ๑ ชั้น คือต้องเป็นอาคารซ้อนชั้น (มีหลายชั้น) แม้ว่าปราสาทจะเป็นสถาปัตยกรรมที่มักพบใช้งานกับบุคคลชั้นสูง หรือเมื่อกล่าวถึงสิ่งก่อสร้างบนเทวโลก แต่ก็มีการสร้างปราสาทในฐานะเสนาสนะถวายแก่พระสงค์ในอารามด้วย เช่น ปราสาทอันเป็นที่จำพรรษาในอารามมีในบุพพาราม ดังในมหาปุณณมสูตรความว่า “...สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของมิคารมาต ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี...” ๗๐พระไตรปิฎกกล่าวว่า น่าจะมีปราสาทที่มีระเบียงสร้างในอารามด้วย เพราะทรงมีพุทธานุญาตไว้ในรวมเรื่องที่มีในเสนาสนะขันธกะว่า “...ทรงอนุญาตให้ใช้สอยปราสาทมีระเบียง...” ๗๑ และต้องเป็นอาคารขนาดใหญ่จนมีห้องหลายห้องเช่นความในอุทโทสิตสิกขาบท บทภาชนีย์นิสสัคคิยกัณฑ์ว่า “...ปราสาทของตระกูลหนึ่ง ภิกษุต้องอยู่ในปราสาทที่ตนเก็บจีวรไว้ปราสาทของต่างตระกูล มีห้องใหญ่ห้องเล็กหลายห้อง…”๗๒ แต่ปราสาทในฐานะเสนาสนะในอารามจะไม่มีการตกแต่งอย่างวิจิตรดังปราสาทในพระราชวัง ปราสาทในสมัยพุทธกาลเรียกว่า โลหะปราสาท สร้างโดยนางวิสาขาเพื่อถวายพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์โดยโลหะปราสาทแห่งแรกคือ มิคารมาตุปราสาท ซึ่งมี 2 ชั้น และ 1,000 ห้อง ปัจจุบันโลหะปราสาทที่ยังคงเหลืออยู่และสร้างตามแบบโบราณคือที่วัดราชนัดดารามวรวิหารในกรุงเทพมหานคร๒.๗.๔ เรือนโล้น หัมมิยะ หมายถึง เรือนมีหลังคาโล้นที่มีหลังคาตัดเรียบราบเป็นดาดฟ้า มีลานไว้สำหรับชมจันทร์ มีบันไดสำหรับขึ้นลงอยู่ด้านนอกอาคาร นิยมสร้างไม่เกิน ๒ ชั้น๗๓ ชั้นบนมีกูฏาคารและห้องคล้ายปราสาท ต่างที่ปราสาทจะสร้างได้มากกว่า ๒ ชั้น ลักษณะที่ต่างออกไปอีก คือ หัมมิยะ บันไดทางขึ้นจะอยู่ด้านนอกดังกล่าวแล้ว ส่วนปราสาท บันไดจะอยู่ภายในอาคาร๗๔ อาคารที่เรียกว่าหัมมิยะซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารหลังคาตัด พบอยู่มากในอินเดียจะต่างจากอาคารที่เรียกว่ากูฏาคาร ที่มีทั้งเป็นแบบทรง สูงเป็นยอดขึ้น หรือเป็นเพียงหลังคาที่สูงก็ได้๗๕ในพระไตรปิฎกมักพบว่า มีการสร้างเรือนโล้นไปพร้อมๆ กับเสนาสนะอื่น เช่น “เรือนมุงแถบเดียว” ดังได้กล่าวไปแล้ว โดยคำว่า “เรือนโล้น” แปลมาจากภาษาบาลีว่า “หมฺมิยํ” ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาวชิร๖๘ วิ.จู.อ. (ไทย) ๒/๑๗๗. ๖๙ วิ.มหา. (ไทย) ๒/๓๓๕/๔๗๐. ๗๐ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๘๕/๙๖., เรื่องราวที่มีการสร้างวัดบุพพารามและปราสาทอย่างละเอียดในคัมภีร์ชั้นหลังลงมา คือ อรรถกถา. ๗๑ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๒๘/๑๖๓. ๗๒ วิ.มหา. (ไทย) ๒/๔๘๖/๑๕. ๗๓ วิ.มหา. (ไทย) ๒/๔๗๗/๑๓. ๗๔ กรมศิลปากร, วิวัฒนาการพุทธสถานไทย, (กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร, ๒๕๓๓), หน้า ๗. ๗๕ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ, ของดีในอินเดีย, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เดือนตุลา, ๒๕๔๔), หน้า ๑๕๓.


๓๒ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ญาณวโรรส ได้กล่าวถึงความหมายของ “เรือนโล้นว่า “หัมมิยะ เป็นชนิดที่มัว ได้พบแก้แห่งห นึ่งว่า หลังคาที่มีลานพระจันทร์ส่องถึงได้แก่หลังคาตัด๗๖อรรถกถาวินิจฉัยในเสนาสนักขันธกะ เสนาสนักขันธกวรรณนา กล่าวถึงเรือนโล้นว่า เรือนโล้นนั้น ได้แก่ปราสาทนั่นเอง แต่มีเรือนยอดตั้งอยู่บนพื้นบนอากาศ๗๗ ทำให้อนุมานได้ว่า เป็นเรือนที่มีหลังคาราบเป็นลานโล่งจนแสง จันทร์ส่องได้เต็มลาน เรือนโล้นในสมัยพุทธกาล หมายถึง เรือนไม้ไผ่ที่มีลักษณะเรียบง่ายและโล่ง ไม่มีฝาผนังปิดมิดชิด สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของภิกษุสงฆ์ซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนไม้ไผ่ หลังคาจั่ว ต่อมาเมื่อมีภิกษุเพิ่มขึ้นและความไม่สะดวกในการใช้งาน จึงได้รับอนุญาตให้ปรับปรุงตามความจำเป็น๒.๗.๕ ถ้ำ คำว่า ถ้ำ มาจากภาษาบาลีว่า “คุหา” แปลว่า “โพรง, ถ้ำ” ๗๘ หมายถึง ถ้ำ๗๙ หมายเอาทั้งที่เป็น ถ้ำอิฐ ถ้ำศิลา ถ้ำไม้ ถ้ำดินหรือ เป็นถ้ำในภูเขา ซอกเขาที่ตกแต่งได้ จุดโคมประทีปให้สว่างพอเหมาะทั้งในตอนกลางวัน และตอนกลางคืน๘๐เป็นความหมายที่พบทั่วไปในพระไตรปิฎก ที่มักกล่าวถึงถ้ำในฐานะสถานที่จำพรรษาเสมอ เช่น ความในสักกปัญหสูตรว่า “...พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละที่ภูเขาเวทิยกะ ทางทิศเหนือของหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกแห่งกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ...” ๘๑ โดยในอรรถกถากล่าวขยายความว่า อาจเป็นถ้ำที่เกิดจากการก่อสร้างของมนุษย์ก็ได้ ในอรรถกถา วินิจฉัยในเสนาสนักขันธกะ เสนาสนักขันธกวรรณนา กล่าวถึงถ้ำไว้ว่า ถ้ำนั้น ได้แก่ ถ้ำอิฐ ถ้ำศิลา ถ้ำไม้ ถ้ำดิน๘๒นอกจากนี้ยังพบว่ามีเสนาสนะอื่นๆ นอกเหนือจากที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งปรากฏในพระไตรปิฎกอีกมากมาย ดังที่ปรากฏในคราวที่อนาถบิณฑิกคหบดีสร้างวัดพระเชตวันถวายพระพุทธองค์ว่า อนาถบิณฑิกคหบดีได้ขอซื้ออุทยานจากเจ้าชายเชตแล้ว จึงให้สร้างวิหารหลายหลังไว้ในพระเชตวัน จากนั้นก็ได้ทำการสร้างบริเวณ สร้างซุ้มประตู สร้างศาลาหอฉัน สร้างโรงไฟ สร้างกัปปิยกุฎี๘๓ สร้างวัจกุฎี สร้างสถานที่จงกรม สร้างศาลาจงกรม ขุดบ่อน้ำ สร้างศาลา บ่อน้ำ สร้างเรือนไฟ สร้างศาลาเรือนไฟ ขุดสระโบกขรณี สร้างมณฑป เป็นต้น จากข้อความดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าวัดพระเชตวันคงเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่มีความเพรียบพร้อมด้านเสนาสนะใช้สอยมากที่สุด ซึ่งเป็นที่รองรับพระภิกษุจำนวนมาก นอกจากนั้นยังเป็นอารามที่พระพุทธองค์ทรงประทับนานที่สุดในพระชนม์ชีพ จะเห็นได้ว่า ถ้ำในสมัยพุทธกาลมักเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา เช่น ถ้ำสัตตบรรณคูหา ที่เคยใช้เป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก และถ้ำสุกรขาตา ที่พระสารีบุตรสำเร็จอรหัต นอกจากนี้ ถ้ำใน๗๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, สารานุกรมพระพุทธศาสนา, หน้า ๔๖๔. ๗๗ วิ.จู.อ. (ไทย) ๒/๑๗๗. ๗๘ ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต : ฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ, หน้า ๒๗๔.๗๙ ขุ.มหา. (ไทย) ๒๙/๙๒๖/๔๖๓. ๘๐ วิ.อ. (บาลี) ๓/๓๕๓; ขุ.ปฏิ.อ. (บาลี) ๒/๑๒๓.๘๑ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๔๔/๒๗๓. ๘๒ วิ.จู.อ. (ไทย) ๒/๑๗๗. ๘๓ กัปปิยกุฎี คือสถานที่เก็บอาหาร (ดู วิ.ม. (แปล) ๕/๒๙๕/๑๒๐) พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตเพื่อให้ภิกษุสงฆ์พ้นจากการเก็บของไว้เองและหุงต้มเอง (วิ.อ. ๓/๒๙๕/๑๘๓).


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๓๓ยุคใกล้เคียงกัน เช่น ถ้ำอชันตา (พ.ศ. 350 - 450) แสดงถึงการใช้ถ้ำเป็นศาสนสถานเพื่อการปฏิบัติธรรมด้วยการเจาะภูเขาแกะสลักเป็นวิหารและกุฏิพระไตรปิฎกได้ระบุถึงสิ่งก่อสร้างอีกมากมายที่มีอยู่ในอาราม ซึ่งอาจสร้างถวายโดยอุบาสก อุบาสิกา พุทธศาสนิกชนที่มีความเลื่อมใสปรารถนาจะสร้างเสนาสนะถวาย เช่น กุฎี หอฉัน ซุ้มประตู บ่อน้ำ เป็นต้น ดังข้อความที่ปรากฏในสัตตาหกรณียานุชานนา วัสสูปนายิกขันธกะว่า อุบาสกได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ฯลฯ อุทิศภิกษุมากรูป ฯลฯ อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ฯลฯ สงฆ์ฯลฯ อุทิศภิกษุณีมากรูป ฯลฯ อุทิศภิกษุณีรูปเดียว ฯลฯ อุทิศสิกขมานามากรูป ฯลฯ อุทิศสิกขมานารูปเดียว ฯลฯ อุทิศสามเณรมากรูป ฯลฯ อุทิศสามเณรรูปเดียว ฯลฯ อุทิศสามเณรีมากรูป ฯลฯ อุทิศสามเณรีรูปเดียว ฯลฯ ... ได้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ... ... ได้สร้างเรือนโล้น ... ... ได้สร้างปราสาท ... ... ได้สร้างถ้ำ ... ... ได้สร้างบริเวณ ... ... ได้สร้างโรงฉัน ... ... ได้สร้างกัปปิยกุฎี ... ... ได้สร้างที่จงกรม ... ... ได้สร้างบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างเรือนไฟ ... ... ได้สร้างซุ้ม ... ... ได้สร้างโรงไฟ ... ... ได้สร้างวัจกุฎี ... ... ได้สร้างโรงจงกรม ... ... ได้สร้างโรงบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างโรงเรือนไฟ ... ... ได้สร้างสระโบกขรณี ... ... ได้สร้างมณฑป ... ๘๔ประเภทของเสนาสนะหรือที่พักสำหรับภิกษุสงฆ์ในพุทธกาล จึงนับว่าเป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องมา และด้วยเหตุผลสำคัญ คือการที่พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์จำพรรษา หรือพักอาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งอย่างถาวร จึงทำให้ภิกษุพักอยู่อาศัยตามสถานที่ต่าง ๆ ดังที่เศรฐีชาวเมืองราชคฤห์ได้พบเห็น หลังจากนั้นจึงดำริที่ จะสร้างที่พักให้เหมาะสมในเวลาต่อมานั่นเองและมีบุคคลที่สร้างหรือยกพื้นที่ของ ตนเองให้เป็นวัดเกิดขึ้นจำนวนมาก๘๕ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ก่อนที่พระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสารจะได้ยกสถานะเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนานั้น พระเจ้าพิมพิสาร ได้สดับอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ และได้บรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระ๘๔ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๘๗ - ๑๙๒/๒๙๕ - ๓๐๒. ๘๕ พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. บรรณาธิการ, สาธารณูปการวิถีพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๔), หน้า ๒๔.


๓๔ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา อริยบุคคลชั้นโสดาบัน ณ สวนตาล หรือลัฏฐิวัน๘๖ หลังจากนั้น จึงกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสงฆ์๑,๐๐๐ รูป ซึ่งเป็นกลุ่มภิกษุที่เป็นชฎิลมาก่อน “ปุราณชฎิล” เพื่อเสวยพระกระยาหารในพระราชนิเวศในวันรุ่งขึ้น ครั้นพระเจ้าพิมพิสารทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานแล้ว จึงทรงดำริที่จะยกพระราชอุทยานถวายเป็นสังฆิกาวาส ดังทรงมีพระราชดำริว่า ...สวนเวฬุวันของเรานี้แล ไม่ไกลไม่ใกล้จากบ้านนัก สะดวกด้วยการคมนาคม ควรที่ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะพึงเข้าไปเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด เสียงไม่กึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนที่เข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่ หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย ผิฉะนั้น เราพึงถวายสวนเวฬุวันแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุข... ๘๗จุดเริ่มต้นของการเกิดวัดหรืออารามในพรรษาแรก จึงเป็นเรื่องสืบเนื่องจากพระราชศรัทธาส่วนพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร อีกทั้งทรงมีพระประสงค์ที่จะได้พบเห็น ได้ฟังธรรมและได้อุปถัมภ์โดยสะดวก อีกทั้งทรงพิจารณาด้วยว่าหากจะมีไพร่ฟ้า พสกนิกรของพระองค์ก็สามารถจะเดินทางมาพบ หรือมาฟังธรรมได้โดยไม่ลำบาก หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงรับพระราชอุทยานให้เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาแล้ว ทรงมีพุทธานุญาตให้พระสงฆ์รับเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้ กล่าวคือ หากจะมีทายกทายิกาผู้มีศรัทธาสร้างวัด ยกสถานที่ใดให้เป็นวัด ภิกษุสงฆ์สามารถจะรับได้ ดังพระดำรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต (ให้เธอทั้งหลายรับ) อารามได้” ๘๘ จึงเป็นที่มาของการสร้างวัดถวายให้กับพระสงฆ์สืบมาตราบทุกวันนี้๘๙แนวคิดเรื่องการสร้างวัด จึงเป็นเรื่องที่มีองค์ประกอบอย่างน้อย ๓ ประการ ได้แก่ มีศรัทธามั่นในพระรัตนตรัย ผู้สร้างมีความพร้อมด้านสถานที่ ฯลฯ และมีจิตเป็นสาธารณกุศล เผื่อแผ่ คิดการกุศลสำหรับบุคคลทั่วไป ๒.๘ มูลเหตุการณ์สร้างวัดยุคหลังพุทธกาลตำนานพระพุทธศาสนาในอินเดีย ได้ระบุสาเหตุการสร้างวัดยุคหลังพุทธกาลไว้ ๒ ประการ คือ๑. สร้างเป็นพุทธเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ ถือว่าเป็นหลักพระพุทธศาสนา เรียกว่า วัดพุทธเจดีย์ ๒. สร้างอุทิศให้เป็นเรือนพระพุทธศาสนา กล่าวคือเมื่อท่านผู้ทรงคุณธรรมในพระศาสนา เช่น ชั้นครูบาอาจารย์ที่นับถือกันว่าเป็นบุรุษพิเศษถึงมรณภาพลงและเผาศพแล้ว ผู้ที่นับถือก็ช่วยกันก่อสถูปบรรจุอัฐิธาตุตามประเพณีในอินเดีย ซึ่งเรียกว่า วัดอนุสาวรีย์๙๐ วัดในประเทศไทยนั้น มีหลักฐานว่าได้ถูกสร้างขึ้นภายหลังจากการรับลัทธิพุทธศาสนา หินยานลังกาวงศ์ โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างเป็นวัดพุทธเจดีย์ และวัดอนุสาวรีย์ เช่นเดียวกับในสมัยอินเดียโบราณ ส่วนในสมัยอยุธยามีคติการสร้างวัดแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ยังคงสืบทอดมาจากสมัย สุโขทัยคือ มีการสร้างวัดพุทธเจดีย์และวัดอนุสาวรีย์ควบคู่กันไป โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเป็นการสร้างบุญกุศลและ๘๖ พระราชอุทยานที่ชื่อว่าสวนตาลนี้ ก็เพราะมีต้นตาลจำนวนมาก ตาลรุกฺขานํ พหุภาว โต เอวํลทฺธนาเม อุยฺยาเน ดู วินย.ฎีกา. (บาลี) สารตฺถทีปนี. ๔/๗๗/๑๒๔. ๘๗ วิ.ม. (ไทย) ๕/๖๓/๕๕. ๘๘ อนุชานามิ ภิกฺขเว อารามํ วิ.ม. (บาลี) ๔/๖๓/๗๒; วิ.ม. (ไทย) ๔/๖๓/๕๖. ๘๙ พระมหาทองยอด ภูริปาโล, “เวฬุวนาราม”, ใน พุทธสถานในอินเดีย, อนุสรณ์ชนมายุครบ ๘๐ ปีพระสุเมธาธิบดี (ทตฺตสุทฺธิเถร) ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๑, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๖๕.๙๐ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ศิลปะไทย (รวมบทความศิลปะไทย), (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๑๖), หน้า ๑๐๕.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๓๕เป็นอนุสรณ์สถานของบุดคลสำคัญ โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์จะถือว่าการสร้างวัด นี้เป็นการบำเพ็ญพุทธศาสนูปถัมภกและทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ในพระราชอาณาเขตของตน๙๑อย่างไรก็ตาม วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาขึ้นนั้นโดยรวมก็แสดงให้เห็นถึง จุดประสงค์หลักเพื่อให้เป็นวัดพุทธเจดีย์และวัดอนุสาวรีย์ควบคู่กันไปเช่นเดียวกับวัดที่ประชาชนสร้าง แต่ความแตกต่างระหว่างวัดที่กษัตริย์สถาปนากับวัดที่ประชาชนสร้างนั้น จะสังเกตเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนด้วยขนาดของวัดและองค์ประกอบหลักภายในวัด ซึ่งมักจะมีความใหญ่โตสัมพันธ์กับความสำคัญของวัดเสมอ กล่าวคือในสมัยอยุธยาตอนต้น วัดที่กษัตริย์สถาปนาจะเป็นวัดขนาดใหญ่ที่มีองค์ประกอบสำคัญภายในวัด คือเจดีย์ประธาน พระวิหาร และพระอุโบสถ เป็นสำคัญ โดยมีเจดีย์ขนาดเล็กหรือเจดีย์รายและวิหารขนาดเล็กหรือวิหารรายสร้างอยู่บนพื้นที่รอบองค์ประกอบสำคัญนั้น วัดดังกล่าวจะได้รับการสร้างขึ้นโดยการสร้างสถูปหรือเจดีย์ประธานขนาดใหญ่ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุให้มีลักษณะเป็นวัดพุทธเจดีย์๙๒การสร้างวัดโดยพระมหากษัตริย์นั้น นอกจากจะสร้างโดยมีจุดประสงค์ใหญ่เพื่อให้เป็นวัดพุทธเจดีย์และวัดอนุสาวรีย์ดังกล่าวแล้ว ในพระราชพงศาวดารที่เป็นเอกสารที่บันทึกเรื่องราว เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังได้ระบุรายละเอียดบางประการเกี่ยวกับมูลเหตุของการสร้างวัด อันเป็นการเน้นให้วัดเหล่านั้นให้มีความสำคัญมากขึ้นไปตามพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ ผู้สร้างวัดนั้น โดยมีสาเหตุแตกต่างกันสามารถแยกออกได้ดังนี้ สาเหตุที่ ๑ เป็นวัดสำคัญของบ้านเมือง ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้น เพื่อประดิษฐานศาสนวัตถุที่ถือว่าเป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมือง เช่น พระบรมสารีริกธาตุ ได้แก่ วัดมหาธาตุ สาเหตุที่ ๒ สร้างขึ้นสำหรับพระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโดยเฉพาะ และเป็นวัดประจำพระราชวัง ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์สาเหตุที่ ๓ สร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระศพ การอุทิศพื้นที่เพื่อสร้างเป็นวัดก็เพื่อต้องการให้เป็นที่ส่วนบุคคลแก่ผู้ที่สิ้นพระชนม์ไป และเพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถานด้วยได้แก่ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดสวนหลวงสบสวรรค์สาเหตุที่ ๔ สร้างในบริเวณที่เคยเป็นเคหสถานของพระมหากษัตริย์ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์และเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วก็ยกที่ดินนั้น เพื่อสร้างให้เป็นวัด เพื่อให้เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลและเป็นอนุสรณ์สถาน ได้แก่ วัดพุทไธศวรรย์ วัดบรมพุทธาราม สาเหตุที่ ๕ สร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นนิวาสสถานเดิมของบุพการีของพระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งการอุทิศถวายนิวาสถานเดิมเพื่อสร้างเป็นวัดนี้น่าจะมีมูลเหตุว่าเมื่อสิ้นบุญของบุพการีแล้ว กษัตริย์หรือผู้ใดก็ตามซึ่งมีวังหรือสถานที่อยู่ใหม่แล้วต้องการ อุทิศที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินนั้นให้เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา เพื่อให้เป็นบุญกุศลบังเกิดแก่ผู้วายชนม์สืบไป หรือคงจะด้วยเหตุผลว่าไม่ประสงค์ให้ที่นั้น ๆ ตกทอดไปสู่ผู้ที่อาจกระทำการใดๆ ให้เสื่อมเสียไปถึงเจ้าของเดิมได้ จึงได้อุทิศถวายที่ดินนั้นสร้างเป็นวัดได้แก่ วัดไชยวัฒนาราม\"๙๓๙๑ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, เที่ยวเมืองพม่า, (ม.ป.ท. ๒๔๘๙), หน้า ๑๐๕. ๙๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๐. ๙๓ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์, เรื่องโบราณคดี, (กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ, ๒๕๓๑), หน้า ๓๖๙.


๓๖ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา สาเหตุที่ ๖ สร้างขึ้นในบริเวณที่มีความสำคัญในฐานเป็นสถานที่ประสูติของพระมหากษัตริย์ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วก็ทรงสถาปนาพื้นที่นั้นเพื่อสร้างเป็นวัด เพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลและเป็นอนุสรณ์สถาน๙๔เหตุการณ์สร้างวัดยุคหลังพุทธกาลมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมและการเมืองในแต่ละยุคสมัย เช่น การสร้างวัดเพื่อการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในท้องถิ่น (คามวาสี) หรือการสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองและการทำนุบำรุงศาสนาของพระมหากษัตริย์ เช่น การสร้างวัดและเมืองในสมัยล้านนา นอกจากนี้ยังมีการสร้างวัดโดยอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่สร้างและผู้ที่ถวายที่ดิน๒.๙ ประเภทของวัดในพระพุทธศาสนา การแบ่งประเภทหรือลักษณะของวัดในประเทศไทยสามารถแบ่งได้หลายเกณฑ์ โดยหลักๆ จะแบ่งตามสถานะทางกฎหมายและการปกครองของคณะสงฆ์แบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ ๒.๙.๑ วัดตามลักษณะวิถีปฏิบัติของพระสงฆ์วัดตามลักษณะวิถีปฏิบัติของพระสงฆ์ สามารถแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. วัดอรัญวาสี ได้แก่ วัดที่อยู่ห่างจากตัวเมือง ๒. วัดคามวาสี ได้แก่ วัดที่อยู่ภายในตัวเมืองหรือในเขตชุมชน วัดทั้ง ๒ ประเภท มีที่มาจากความแตกต่างแนวปฏิบัติซึ่งเห็นชัดเจนในประเทศลังกา คือ ๑. ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ซึ่งตั้งมั่นอยู่ในแนวปฏิบัติเดิมคือปลีกความวุ่นวายจากโลกออกสู่ป่า หรือถ้ำ เพื่อแสวงหาความวิเวกมุ่งเน้นการพัฒนาจิตสู่พระนิพพาน ส่วนใหญ่จะเป็นวัดที่ตั้งอยู่ใน บริเวณที่ไกลจากตัวเมือง ป่าเขา แต่เป็นที่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำ มีองค์ประกอบทางด้านสถาปัตยกรรมในวัดไม่มากนัก และไม่เน้นการกำหนดแบบแผนและรูปแบบแผนผังที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว อาคารที่สำคัญที่สุดของวัดไม่ใช่พระเจดีย์ วิหาร หรืออุโบสถ แต่เป็นกุฏิและศาลาโถงอเนกประสงค์ซึ่งใช้เป็นหอฉัน หอสวดมนต์ หรือศาลาการเปรียญมากกว่าเนื่องจากพระสงฆ์เหล่านี้จะอยู่จำวัดเฉพาะเพียงช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น เมื่อพ้นฤดูฝนแล้วก็จะมุ่งธุดงค์เข้าไปในป่าลึก ปักกลด ฝึกหัดกรรมฐานจิตและจาริกไปเรื่อย ๆ วงจรชีวิตหลักที่แท้จริงจึงเป็นการมุ่งปฏิบัติเฉพาะตนเพื่อหาแนวทางในการหลุดพ้น มากกว่าการประพฤติปฏิบัติในเชิงพิธีกรรม ดังนั้นภิกษุสงฆ์ที่ตั้งมั่นในแนวปฏิบัตินี้ ก็มักจะสร้างวัดให้มีลักษณะเป็นวัดป่า หรือเรียกว่า วัดอรัญญวาสี ๒. ฝ่ายคันถธุระ ที่มุ่งเน้นการศึกษาในทางคันถธุระ เพื่อให้รู้ถึงพุทธพจน์ พระธรรมวินัย รวมทั้งพระอภิธรรมต่างๆ วัดของพระสงฆ์ฝ่ายนี้เรียกว่า วัดคามวาสี เป็นวัดที่สร้างขึ้นสำหรับเป็นที่พึ่งของชุมชนหรือเมืองโดยตรง จะนิยมอยู่ชิดติดวัดภายในชุมชน ดังนั้น ภิกษุสงฆ์ที่มุ่งเน้นในเรื่อง การศึกษาพระธรรมวินัยนี้ก็มักจะสร้างวัดให้มีลักษณะเป็นวัดบ้าน หรือเรียกว่า วัดคามวาสี แนวการปฏิบัติของกลุ่มพระสงฆ์ทั้งสองปรากฏมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล มีจุดเร่มต้นมาจากการศึกษาของสงฆ์เรียกว่า ธุระ ๒ อย่าง คือ คันถธุระ เรียนคัมภีร์ และวิปัสสนาธุระ เรียน หลักการปฏิบัติแล้วลงมือปฏิบัติ๙๕พระพุทธเจ้าทรงกำหนดธุระ (การศึกษา) สำหรับพระสงฆ์ไว้ ๒ อย่าง เพื่อให้เหมาะกับวัยวุฒิและคุณวุฒิของพระสงฆ์ซึ่งมีความหลากหลายด้านวัยและพื้นฐานความรู้เดิม ท่านที่บวชในขณะเป็นหนุ่มมีพื้น๙๔ ปัทมา วิชิตจรูญ, \"การศึกษาแผนผังวัดสมัยอยุธยาในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา\", วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๓), หน้า ๙๐. ๙๕ ขุ.ธ.อ. (บาลี) ๑/๑/๖.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๓๗ฐานความรู้ดีก็ควรทำทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ดังในสมัยหนึ่ง มีกุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีชื่อว่ามหาปาล\"๙๖ บวชเมื่อตอนแก่ พอบวชได้ ๕ พรรษาก็เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลถามว่า \"ในพระพุทธศาสนามีธุระอยู่กี่อย่าง\" พระพุทธองค์ตรัสว่า \"มีธุระอยู่ ๒ อย่าง คือ คันถธุระกับวิปัสสนาธุระ การเรียนนิกาย (คัมภีร์) หนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี จบพุทธวจนะคือ พระไตรปิฎกก็คือตามสมควรแก่ปัญญาของตนแล้วจำไว้ได้ กล่าวบอกพุทธวจนะนั้น ชื่อว่าคันถธุระ ส่วนการที่ภิกษุบำเพ็ญธรรมจนคล่องแคล่ว ยินดีอย่างยิ่งในที่เงียบสงบ เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ ยังวิปัสสนาให้เจริญต่อเนื่องกันไปจนกระทั่งบรรลุอรหัตผล ชื่อว่า วิปัสสนาธุระ\" เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงจบ พระมหาปาลก็กราบทูลทันทีว่า \"พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์บวชตอนแก่ ไม่สามารถบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ได้ แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์ได้ ขอพระองค์ตรัสบอกกรรมฐานแก่ข้าพระองค์เถิด\" คันถธุระคือวิชาการ วิปัสสนาธุระคือวิชาชีวิต เหตุที่คนบวชตอนแก่ไม่ นิยมบำเพ็ญคันถธุระก็เพราะบางคนเรียนมามากแล้ว มีประสบการณ์มากแล้วจากทำงานตอนอยู่ครองเรือน๙๗ อย่างไรก็ตาม ทั้งวัดอรัญญวาสีหรือวัดคามวาสี ก็ไม่ได้มีลักษณะดังที่กล่าวข้างต้นทั้งหมด เพียงแต่ภาพรวมของวัดเหล่านั้นมักจะมีวิถีปฏิบัติตามแนวทางที่ได้ศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของครูบาอาจารย์เป็นส่วนใหญ่เท่านั้น วัดคามวาสีบางวัดอาจจะมีวิถีและมุ่งสู่การปฏิบัติแบบวิปัสสนาธุระก็มี หรือวัดอรัญญวาสีอาจจะมีวิถีการปฏิบัติที่มุ่งศึกษาคันถธุระก็มี หรือทั้งวัดอรัญญวาสี และวัดคามวาสีอาจจะมุ่งสู่แนวทางการปฏิบัติทั้ง ๒ คือ วิปัสสนาธุระและคันถธุระก็มี แต่ถึงอย่างไร ด้วยข้อจำกัดที่พระภิกษุไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ จึงต้องพึ่งพาอาศัยการแบ่งปันอาหารจากสังคม พระวินัยจึงกำหนดไว้ว่า วัดฝ่ายอรัญวาสีจะต้องตั้งไม่ห่างจากหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด เกินไป คือให้อยู่ในระยะประมาณ ๕๐๐ ชั่วคันธนู หรือประมาณ ๑ กิโลเมตร เพื่อให้พระภิกษุ สามารถเดินไปรับการบิณฑบาตและกลับมาฉันภัตตาหารเพลได้ทันเวลาก่อนเที่ยง ทำให้วัดอรัญวาสี จะไม่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองมากจนเกินไปนัก เช่นเดียวกับวัดซึ่งปรากฏหลักฐานว่า เป็นวัดอรัญวาสีในสมัยอยุธยาที่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนพื้นที่นอกเกาะเมืองโดยรอบ ได้แก่ วัดใหญ่ชัยมงคล และวัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น แต่ลักษณะของการจัดวางสถาปัตยกรรมหลักภายในแผนผังก็มีแบบแผน เช่นเดียวกับวัดคามวาสีในเกาะเมือง คือประกอบด้วยเจดีย์ประธาน วิหาร และอุโบสถ เป็นต้น ๙๘ หรือวัดอรัญญวาสีในล้านนา ได้แก่ วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม ซึ่งเป็นวัดที่มีความร่มรื่น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไรนัก วัดตามลักษณะวิถีปฏิบัติของพระสงฆ์นั้น แบ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น การบิณฑบาต สวดมนต์ กวาดลานวัด และศาสนกิจเพื่อสังคม เช่น การสอนธรรม ศึกษาเล่าเรียน และประกอบพิธีต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงการทำนุบำรุงวัด การเผยแผ่ศาสนา และการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย๒.๙.๒ วัดตามลักษณะฐานะของผู้สร้าง การแบ่งประเภทวัดน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพุทธศาสนา และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างและอุปถัมภ์ศาสนาในสังคมไทย ซึ่งวัดที่สร้างขึ้นนั้นสามารถแบ่งตามฐานะของผู้สร้างได้เป็น ๒ แบบใหญ่ๆ ได้แก่ ๙๖ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (บาลี) ๑/๑/๑ - ๑๙. ๙๗ พระราชปริยัติกวี ศ.ดร., การศึกษาสงฆ์สมัยพุทธกาล, แหล่งที่มา: http://ir.mcu.ac.th/content/2562/02.pdf [๖ สิงหาคม ๒๕๖๔].๙๘ ปัทมา วิชิตจรูญ, \"การศึกษาแผนผังวัดสมัยอยุธยาในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา\", วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๓), หน้า ๙๑ - ๙๒.


๓๘ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๑. วัดราษฎร์ หมายถึง วัดที่ราษฎรซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการ ขุนนางหรือเศรษฐีสร้างขึ้น โดยจะเป็นวัดขนาดเล็ก นิยมสร้างศิลปวัตถุ หรือสถาปัตยกรรม ที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ของสกุลช่างท้องถิ่น ๒. วัดหลวง หรือ พระอารามหลวง หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาขึ้น ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก แต่จัดว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญด้วยตำแหน่งที่ตั้งของวัดภายในเมืองขนาดของพื้นที่วัดใหญ่โต มีศิลปวัตถุที่ออกแบบงดงาม มีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรพิสดาร เนื่องจากเป็นออกแบบ และสร้างสรรค์โดยสกุลช่างที่มีฝีมือ และวัดหลวงมักจะได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์อยู่เสมอ วัดสามารถจำแนกตามฐานะของผู้สร้างได้เป็น วัดหลวง (สร้างโดยพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์) และ วัดราษฎร์ (สร้างโดยประชาชนทั่วไป) โดยวัดหลวงเป็นวัดที่อยู่ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ หรือถวายแด่พระมหากษัตริย์ ในขณะที่วัดราษฎร์คือวัดที่ราษฎรผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้น๒.๙.3 วัดตามกฎหมาย วัดที่ถูกต้องสมบูรณ์สมัยปัจจุบัน คือวัดที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นนิติบุคคล ส่วนสถานที่ที่มีพระสงฆ์อาศัยอยู่ แต่กฎหมายยังมิได้รับรองให้เป็นวัด เรียกว่า ที่พักสงฆ์ ซึ่งยังไม่จัดเป็นวัดในความหมายนี้ วัดจึงมี ๒ ประเภท คือ ๑. วัดราษฎร์ ได้แก่ วัดที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างไว้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา สร้างด้วยความศรัทธา เป็นวัดประจำหมู่บ้านตำบล ได้แก่ วัดทั่วไป ๒. วัดหลวง ได้แก่ วัดที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดิน เช่นทรงสร้างขึ้นไว้ วัดหลวง คือวัดในพระพุทธศาสนาที่ได้รับยกย่องสถาปนาให้เป็นวัดพิเศษจากวัดราษฎร์ทั่วไป เรียกเต็มว่า พระอารามหลวง วัดที่จะได้รับสถาปนาเป็นพระอารามหลวงนั้นจะต้องมีลักษณะอย่างน้อย ๓ ประการ คือ ๑. เป็นวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสถาปนา หรือ พระราชวงศ์ชั้นสูงสร้าง ๒. เป็นวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสนับสนุนให้พระราชวงศ์หรือข้าราชบริพารสร้าง ๓. เป็นวัดราษฎร์ที่ได้รับการยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง โดยได้ลักษณะตามกฎเกณฑ์การยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ถาวรวัตถุภายในพระอารามหลวงที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น อุโบสถ วิหาร ระเบียง มณฑป ก็ให้เติมคำว่า \"พระ\" นำหน้าด้วย เป็นพระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียง พระมณฑป๙๙ กล่าวโดยสรุป วัดตามกฎหมายคือสถานที่ทางศาสนาพุทธที่ได้รับการรับรองและมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจนภายใต้กรอบของกฎหมายไทย เพื่อให้การดำเนินกิจการศาสนาและทรัพย์สินเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นระเบียบเรียบร้อย๒.๑๐ มูลเหตุการสร้างวัดในประเทศไทยแบบอย่างการสร้างวัดในสังคมไทยมีแบบอย่างที่เป็นอิทธิพลหลักจากลังกา เนื่องจากคนไทยนับถือพุทธศาสนาในลัทธิเถรวาทหรือหินยานผ่านมาทางสายของลังกา (แบบลังกาวงศ์) มูลเหตุ คือการสร้างให้เป็นศาสนสถานเพื่อเอื้อต่อการกระทำศาสนพิธี และเหตุผลสำคัญ อีกประการหนึ่งคือ เป็นผลสืบเนื่องจากเนื้อหาคำสอนใน “ไตรภูมิ” ที่ทรงนิพนธ์ขึ้นโดยพระยาลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยในราวปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของปุพเพกตปุญญตา อันเป็นเรื่องที่พรรณนาเกี่ยวกับสวรรค์และนรกเป็นอย่างมาก จึงกระตุ้นให้เกิดความกลัวในเรื่องของการทำความชั่ว และเร่งสร้างบุญความดี เพื่อจะได้ขึ้นไป๙๙ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต), คำวัด, หน้า ๘๖๙ - ๘๗๐.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๓๙เสวยสุขบนแดนสวรรค์หรือได้เกิดใหม่ในชาติ ภพหน้าที่เพียบพร้อมด้วยฐานันดรศักดิ์ที่สูงส่ง หรือเพื่อสั่งสมบุญสำหรับไปเกิดในยุคเดียวกับพระศรีอาริยเมตตรัย การทำบุญที่ให้ได้มาถึงซึ่งอานิสงส์มากที่สุดก็คือการสร้างวัดนั้นเอง เหตุนี้คนไทยจึง นิยมสร้างวัดกันมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย การสร้างวัดในประเทศไทยนั้น นอกเหนือจากจะเป็นการสร้างตามคติโบราณดังกล่าวแล้ว ในเวลาต่อมาก็ยังมีปัจจัยสำคัญหลักบางประการที่เป็นเหตุจูงใจไปสู่การสร้างวัด ดังนี้๑. สร้างเพื่อให้เป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมือง เช่น การสร้างวัดพระมหาธาตุ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หรือประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ อันเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของสังคมที่พระมหากษัตริย์ทุกยุคทุกสมัยพึงสังวรและนิยมสร้างขึ้นเป็นประเพณี เช่น วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดช้างล้อม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ๒. สร้างเพื่อให้เป็นวัดประจำวัง สำหรับพระมหากษัตริย์จะทรงใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีหรือพระราชกุศล ส่วนใหญ่มักสร้างอยู่ติดกับพระบรมมหาราชวัง เช่น วัดเจดีย์เจ็ดแถว จังหวัดสุโขทัย, วัดพระศรีสรรเพชญ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร ๓. สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นวัดประจำรัชกาล คตินิยมนี้ เพิ่งจะมีขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น วัดราชประดิษฐ์ฯ กรุงเทพมหานคร เป็นวัดประจำราชกาลที่ ๕ วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพมหานคร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๕ วัดพระราม ๙ กรุงเทพมหานคร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๙ ๔. สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ ในบริเวณที่เป็นนิวาสสถานเดิมของบุพการีของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์หรือคหบดี เพื่อเป็นการอุทิศกุศลบุญแห่งการถวายที่ดิน และการสร้างนั้นแด่ผู้ล่วงลับไปแล้ว เช่น วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระเจ้าปราสาททองสร้างในนิวาสสถานเดิมของพระราชชนนีวัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง ณ ที่เป็นนิวาสสถานเดิมของพระอัยยิกา พระอัยกีของพระองค์๕. สร้างขึ้นบนพื้นที่เดิมซึ่งเคยเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพหรือพระบรมศพมาก่อน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ในการรำลึกถึงบุคคลผู้นั้น รวมทั้งเป็นการอุทิศบุญแด่ผู้นั้นด้วย เช่น วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระราเมศวร ทรงสร้างขึ้น ณ ที่ถวายพระเพลิงพระบรม ศพพระเจ้าอยู่ทอง ๖. สร้างขึ้น ณ ที่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญ เช่น วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่พระราเมศวร ทรงทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ตกลง ณ ที่ตั้งวัดแห่งนี้ ๗. สร้างขึ้นตามคติประเพณีนิยมบางประการ เช่น การสร้างวัดคู่ผัวเมีย อย่างวัดกุฎีดาว, วัดสมณโกฏ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดคู่ผัวเมียระหว่างพระเจ้าบรมโกศและพระมเหสี, วัดมกุฏกษัตริยารามและวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นวัดคู่ผัวเมียระหว่างรัชกาลที่ ๕ และพระอัครมเหสี หรือคติการสร้างวัดประจำเมือง อันเป็นคติที่สืบเนื่องมาแต่โบราณที่กรุงราชธานีจะต้องสร้างขึ้นไว้ให้เป็นที่ต้องมีทุกๆ ราชธานีที่ตั้งขึ้นใหม่มี ๔ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดพระเชตุพน วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์๑๐๐๘. การขนานนามชื่อวัด วัดต่าง ๆ ที่ปรากฏนามเพื่อเรียกขานกันนั้น มีที่มาแห่งการตั้งชื่อกันดังนี้ ๑. ขนานนามตามสิ่งสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าประดิษฐานในวัดนั้น เช่น วัดพระ ศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระศรีสรรเพชญ์ วัดพระบรมธาตุฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ๑๐๐ โชติ กัลยาณมิตร, สถาปัตยกรรมแบบไทยเดิม, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ : สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์, 2539), หน้า ๘๙.


๔๐ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๒. ขนานนามตามฐานานุศักดิ์ของผู้สร้าง ผู้สร้างอุทิศให้ เช่น วัดราชบูรณะหรือวัดราช ประดิษฐ์ หมายถึง วัดที่พระราชาสร้างขึ้น, วัดวรเชษฐาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ผู้เป็นน้อง คือ พระเอกาทศรถสร้างอุทิศแด่พระนเรศวรพระเชษฐาราม, วัดคณิกาผล หมายถึงวัดที่เจ้าสำนักนาง กลางเมืองชื่อแฟง นำผลประโยชน์จากน้ำพักน้ำแรงของนางคณิกามาสร้าง ๓. ขนานนามตามเหตุการณ์ที่เป็นศุภนิมิตร เช่น วัดชนะสงคราม สมเด็จพระบรมราชเจ้า มหาสุรสิงหนาทพระราชทานนาม ภายหลังชนะศึกสงคราม ๙ ทัพ, วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) สมเด็จพระเจ้าตากสินพระราชทานนามใหม่ของวัดมะกอก ภายหลังจากทรงกู้อิสรภาพและเสด็จ กรีฑาพลมาทางชลมารถ เพื่อมาตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี พอถึงวัดมะกอกก็สว่างรุ่งแจ้งพอดี ๔. ขนานนามตามชื่อวัดสำคัญแต่โบราณ เช่น วัดพระเชตุพนฯ ชื่อวัดหรือพระอารามแห่ง แรกแต่ครั้งพุทธกาล, วัดมเหยงคณ์ ชื่อวัดสำคัญในประเทศลังกา ๕. ขนานนามตามลักษณะสิ่งสำคัญภายในวัด เช่น วัดพระสี่อิริยาบถ จังหวัดกำแพงเพชร มีพระพุทธรูป ๕ ปาง ยืน นั่ง เดิน นอน ประดิษฐานเป็นพระประธานในวัด, วัดระฆังโฆษิตาราม จังหวัดธนบุรี พบระฆังใบใหญ่เสียงดังกังวาน ๖. ขนานนามตามนามตำบลที่ตั้งหรือสภาพพื้นที่ตั้ง เช่น วัดวังแดงเหนือ วัดสามเสน วัดปากน้ำ วัดยายร่ม ๗. ขนานนามตามชื่อผู้สร้าง เช่น วัดพิชัยญาติการาม วัดประยุรวงศาราม วัดพระยาไกร ๘. ขนานนามจากสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งมีผู้ตั้งขึ้นหรือเรียกขาน เช่น วัดไก่เตี้ย วัดช่องลม วัดสีกุก วัดใหม่ วัดสว่างอารมณ์๑๐๑๙. ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับวัดสังคมไทยเคารพศรัทธาต่อพระภิกษุมาก เพราะเชื่อว่า พระภิกษุนั้นเป็นผู้มีความรู้ มากกว่าฆราวาส เป็นผู้ทรงศีล ย่อมพูดแต่สิ่งเท็จจริง และเป็นครูบาอาจารย์๑๐๒ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนที่มีต่อวัดจึงผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตของทุกคนนับ แต่เกิดจนตาย คำสั่งสอนจึงได้รับ ความเชื่อถืออย่างไร้ความคลางแคลงใจ ดังนั้นพระสงฆ์จึงกลายเป็น ที่พึ่งของสังคมในทุก ๆ เรื่องไม่ว่าในทางที่เป็นมงคลและอัปมงคล ส่วนวัดนั้นเป็นสถานที่รับใช้บริการงานประเพณีการทำบุญต่างๆ เพื่อให้เกิดกุศลบุญแก่ฆราวาส เนื่องในวันสำคัญทางศาสนาซึ่ง มีอยู่แทบตลอดทั้งปีรวมทั้งเป็น ๑) สถานที่ให้การศึกษาแก่ชุมชน นับแต่การบวชเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ ๒) สถานที่ให้ความสงบเยือกเย็นทางใจ เช่น การแสดงพระธรรมเทศนา ฝึกปฏิบัติธรรมสมาธิ ๓) เป็นสถานที่ชุมนุมของสังคมทุกกาลวาระ เช่น การประชุมกรรมการหมู่บ้าน งานเทศกาลรื่นเริงที่มีการออกร้าน มีมหรสพต่าง ๆ เป็นต้น ๔) เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมเนื่องในการตาย เช่น การตั้งศพสวด พระอภิธรรม การเผาศพ ๑๐. ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับวัง พระมหากษัตริย์ในอุดมคติของสังคมไทย จะสมบูรณ์แบบได้นั้น ต้องแสดงศักยภาพของ พระองค์ใน ๒ ลักษณะ คือความเป็นพระจักรพรรดิราชที่สามารถปกป้องปวงประชาให้อยู่เย็นเป็นสุขจากศัตรู และความเป็นพระมหาธรรมราชา หมายถึง พระราชาผู้ทรงคุณธรรม ดังนั้นพระมหากษัตริย์ ไทยทุกพระองค์จึงทรงดำเนินนโยบายตามแนวความคิดดังกล่าว นี้มาโดยตลอด ๑๐๑ เนตรนภิศ นาควัชระ และคณะ, วัดในกรุงเทพมหานคร, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๕), หน้า ๑๐ - ๑๑. ๑๐๒ ชัย เรืองศิลป์, ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ. ๒๓๕๒ - ๒๕๕๓ ด้านสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อมรการพิมพ์, ม.ป.ป.), หน้า ๕๓๓.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๔๑โดยการสร้าง บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ก็เพื่อส่งเสริมให้ภาพลักษณ์แห่งความเป็น “ธรรมราชา” ของพระองค์สมบูรณ์แบบขึ้น นอกเหนือจากการอาศัยศาสนามาช่วยในพิธีกรรมต่าง ๆ นั้นเอง ๑๑. ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัด และวัง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยดังกล่าวมาทั้งหมด มีความเกี่ยวเนื่องกับสถาบันหลัก ๓ ประเภท คือ บ้าน วัด และวัง สถาบันทั้ง ๓ หน่วยนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันตลอดเวลาโดย “วัง” นั้น อยู่ในสถานะของที่ประทับแห่งกษัตริย์หรือผู้นำของสังคมและประเทศชาติ วังจึงเป็นเสมือนหนึ่งสัญลักษณ์แห่งศูนย์รวมในทางอาณาจักร ในขณะที่ “บ้าน” เป็นที่พักอาศัยของเหล่าทวยราษฎร เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับ “วัด” อันเป็นที่ตั้งของพุทธสถานนั้น ก็จะดำรงอยู่ในฐานะศูนย์รวมทางจิตใจที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่าง “วัง” กับ “บ้าน” หรืออีกนัยหนึ่งระหว่าง “กษัตริย์” กับ “ราษฎร” เมื่อไทยรับเอาอิทธิพลความเชื่อในเรื่องของ “สมมุติเทพ” จากขอมเข้ามา ใช้ในสังคมสมัยอยุธยาภาพลักษณ์และบทบาทแห่งกษัตริย์ของไทยยิ่งมีความสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับราษฎรกลับมีช่องว่างห่างกันมาก “วัด” จึงเป็นเสมือนสายใยที่เชื่อมโยงช่องว่างดังกล่าวนั้น วัดสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างวัดมหาธาตุถูกสถาปนาขึ้น ด้วยชนชั้นปกครองทั้งสิ้นเนื่องจากต้องอาศัย กำลังและทรัพย์วัสดุในการก่อสร้างจำนวนมาก วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นจึงวิจิตรบรรจง งดงาม เมื่อวัดดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์รวม ในทางจิตใจของชุมชน กษัตริย์ในฐานะผู้สร้าง วัดก็ย่อมได้รับความเคารพศรัทธาและซื่อสัตย์จงรักภักดี จากทวยราษฎร์ในชุมชนนั้นโดยปริยาย อำนาจและพลังมวลชนที่กษัตริย์พึงจะได้มาอาศัยการสื่อผ่าน ทางเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ นี้โดยตรงนี่คือความสัมพันธ์ระหว่างความหมายของบ้าน วัด และวัง มูลเหตุการสร้างวัดในประเทศไทยมีหลายประการ เช่น เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชุมชน เพื่อแสดงความรุ่งเรืองของอาณาจักร เพื่ออุทิศส่วนกุศลหรือสร้างเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ เพื่อเป็นที่ประทับของพระสงฆ์และเพื่อใช้เป็นสถานศึกษาพระธรรมวินัย เพราะวัดมีสถานะที่เป็นศูนย์กลางของสังคม จึงมีความสำคัญและบทบาทหน้าที่ดังนี้๑. วัดในฐานะตัวแทนความเจริญและความมั่นคงของแผ่นดิน ๒. วัดในฐานะสถาบันผู้สืบทอดศาสนาให้ยั่งยืน ๓. วัดในฐานะสถานที่ให้การศึกษา ๔. วัดในฐานะที่พึ่งทางกายและใจของสังคม ๕. วัดในฐานะศูนย์รวมของศิลปกรรม๑๐๓วัดจึงเป็นตัวแทนความเจริญและความมั่นคงของชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อที่จะเป็นสิ่งที่กำหนด การสร้างความศรัทธา ความสามัคคี และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือความศรัทธาที่มีต่อเจ้าอาวาสและพระพุทธศาสนา ความสามัคคีระหว่างบ้าน วัด และชุมชน อันจะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ๒.๑๑ การออกแบบสิ่งก่อสร้างและพื้นที่การสร้างวัดในประเทศไทยการสร้างเสนาสนะและสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนาของประเทศไทยนั้น ได้รับอิทธิพลทางศาสนามาจากประเทศอินเดียผ่านมาทางประเทศศรีลังกา ทำให้แนวคิดและคติความเชื่อต่าง ๆ สะท้อนออกมาถึง๑๐๓ เนตรนภิศ นาควัชระ และคณะ, วัดในกรุงเทพฯ : การเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๕), หน้า ๒๕๒ - ๒๘๘.


Click to View FlipBook Version