The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nirandorn Lerdwiraphol, 2025-12-03 00:07:25

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

Keywords: การจัดกการ,การพัฒนา,สาธารณูปการ

๑๔๒ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๙. เจ้าของที่ดินสามารถใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักฐานในการประเมินทุนทรัพย์ เพื่อขอรับเงินค่าทดแทนในกรณีที่มีการเวนคืนที่ดินได้ทันที หรือเพื่อใช้เป็นหลักฐาน ในการเสียค่าธรรมเนียมหรือภาษีอากรให้แก่รัฐ ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม๑๐. การแย่งการครอบครองในที่ดินที่มีโฉนดที่ดินกระทำได้ยาก๑๑. การออกโฉนดที่ดินทำให้เกิดผลดีแก่ประเทศ ทั้งในด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และอื่นๆ๖.๔ การเก็บรักษาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินศาสนสมบัติและวัดร้าง ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการเก็บรักษาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินศาสนสมบัติและวัดร้าง พ.ศ. ๒๕๕๒ มีรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๖.๔.๑ ภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์วัดมีสภาพเป็นนิติบุคคล และต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย กฎกระทรวง มติมหาเถรสมาคม กฎ ระเบียบ คำสั่งมหาเถรสมาคมในเรื่องภาระจำยอมมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มติมหาเถรสมาคมซึ่งวัดควรจะทราบ กล่าวคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๗ บัญญัติว่า “อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอม โดยเจ้าของต้องยอมรับกรรม บางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรืองดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ใน กรรมสิทธิทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ”ภาระจำยอม คือทรัพยสิทธิชนิดหนึ่งที่ตัดทอนอำนาจกรรมสิทธิโดยทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันหนึ่ง เรียกว่า “ภารยทรัพย์” ต้องรับกรรมบางอย่างซึ่ง กระทบกระเทือนทรัพย์สินของตน หรือทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องงอเว้นการใช้สิทธิบางอย่างเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์อื่นที่เรียกว่า “สามยทรัพย์” สรุปความหมาย วัดมีที่ดินติดกับทางสาธารณะ แต่มีเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดินวัดมีความประสงค์จะขอทางผ่านที่ดินวัดเพื่อออกสู่ทางสาธารณะที่ดินวัดที่ติด ทางสาธารณะเรียกว่า ภารยทรัพย์ส่วนที่ดินของผู้ขอผ่านที่วัด เรียกว่า สามยทรัพย์การจัดทะเบียนภาระจำยอม เพื่อความสมบูรณ์ตามกฎหมาย จะต้องนำโฉนด ที่ดินที่เป็นภารยทรัพย์และสามยทรัพย์ ไปดำเนินการจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน โดยให้มีเงื่อนไขตามสัญญาภาระจำยอมที่วัดทำกับผู้ขอภาระจำยอมซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะได้แจ้งเงื่อนไขหลักซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำแล้ว ให้วัดทราบข้อควรระวัง ระหว่างที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กำลังดำเนินการเสนอเรื่องภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือธรณีสงฆ์ต่อคณะกรรมการพิจารณางบประมาณ ศาสนสมบัติกลางประจำให้ความเห็นชอบตามมติมหาเถรสมาคมอยู่นั้น ห้ามมิให้วัดทำสัญญาภาระจำยอมกับผู้ขอภาระจำยอม จนกว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะแจ้งให้ทราบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายกับทางวัด๒. มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๘/๒๕๔๐ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ได้มีมติให้วัดต่างๆ ปฏิบัติ พอสรุปได้ว่า ๒.๑ หากวัดใดมีผู้ขอทำสัญญาเช่าที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัด เพื่อเป็นทาง เข้าออกไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลาเช่ากี่ปีก็ตาม ให้วัดจัดทำในลักษณะสัญญาภาระจำยอมเท่านั้น


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๔๓ ๒.๒ ในการที่มีผู้ขอทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ให้เจ้าอาวาสวัดส่งแผนที่สังเขป ประกอบด้วย ๑. ตำแหน่งที่ตั้งวัด หรือที่ธรณีสงฆ์ ๒. ที่ดินแปลงที่ขอใช้ทางภาระจำยอม ๓. ขนาดของทางภาระจำยอม เช่น ความกว้าง ยาว ของถนน และจำนวนเนื้อที่ โดยมีมาตราส่วนให้ชัดเจน ๔. สำเนาโฉนดที่ดินแปลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ๕. เงินบำรุงวัด ๖. หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินทุกแปลงที่เกี่ยวข้องของสำนักงานที่ดินจังหวัดปีปัจจุบัน ๗. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอภาระจำยอม หากเป็นบริษัทต้องมีสำเนา หนังสือจดทะเบียนบริษัท (บริคณฑ์สนธิ) ระบุผู้ใดเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลง นาม พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ๘. หนังสือของผู้ขอ ทางภาระจำยอมถึงเจ้าอาวาส หากเป็นบริษัทต้องลงชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท ๙. หนังสือแสดงความเห็นชอบของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ตามลำดับชั้นถึงเจ้าคณะจังหวัด เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาให้ความเห็นชอบเงื่อนไขในสัญญาภาระจำยอมที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะแจ้งให้วัดทราบ หลังจากคณะกรรมการ พศป. ได้เห็นชอบแล้วเป็นเงื่อนไขหลักในสัญญาภาระจำยอม ที่วัดจะทำกับ ผู้ขอภาระจำยอมเพื่อไม่ให้วัดเสียเปรียบ๑. ให้วัดทำสัญญาภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัด โฉนดที่ดิน ขนาดกว้างกี่เมตรยาวกี่เมตร เนื้อที่กี่ตารางวา ให้แก่ นาย, นาง หรือบริษัท โฉนดที่ดินเลขที่ใส่เลขที่โฉนดทุกแปลง เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตลอดไป๒. ถวายเงินบำรุง จำนวนเท่าใด โดยชำระทั้งหมดในวันทำสัญญาภาระจำยอม (ไม่ใช่ชำระในวันจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน มิฉะนั้นวัดจะเสียเปรียบ เพราะเมื่อทำสัญญาภาระจำยอมแล้ว แต่ปล่อยเวลายังไม่ไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน)๓. ผู้ขอใช้ทางภาระจำยอมจะต้องดูแลรักษา บำรุง ซ่อมแซมทางภาระจำยอม ดังกล่าวให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ โดยออกเงินค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น๔. หากมีเจ้าของที่ดินแปลงอื่นขอใช้ทางภาระจำยอมนี้ด้วย วัดเพียงผู้เดียวที่จะอนุญาตและเรียกเงินค่าตอบแทน ผู้ข้อให้ทางภาระจำยอมไม่มีสิทธิอนุญาตและเรียกค่าตอบแทนจากเจ้าของที่ดินแปลงอื่นและจากวัด๕. ผู้ขอใช้ทางภาระจำยอมเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนภาระ จำยอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ถ้ามี)๖. ถ้าผู้ขอใช้ทางภาระจำยอมกระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด วัดมีสิทธิบอกเลิก สัญญาภาระจำยอมได้ทันที6.๔.๒ วิธีการปฏิบัติและขั้นตอน พร้อมทั้งตัวอย่างปัญหา๑. ให้ผู้ขอภาระจำยอมทำหนังสือถึงเจ้าอาวาส เพื่อขอทำสัญญาและจดทะเบียนภาระจำยอม โดยระบุขนาดกว้าง ยาว ของถนนและจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดเป็นตารางวาพร้อมทั้งแผนที่ตั้งวัด สิ่งก่อสร้าง


๑๔๔ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ กุฏิ เสนาสนะ ศาลาการเปรียญ โบสถ์วิหาร แผนที่ ถนนผ่านบริเวณใดมีสิ่งก่อสร้างอะไรบ้างในบริเวณใกล้เคียงถนน พร้อมทั้งเสนอเงินบำรุงวัด๒. หนังสือเจ้าอาวาสถึงผู้ว่าราชการจังหวัด แสดงความเห็นชอบให้ผู้จดทะเบียนภาระจำยอมระบุขนาดกว้าง ยาว ถนน เนื้อที่ โฉนดเลขที่ พร้อมหนังสือผ่านความเห็นชอบของเจ้าคณะตามลำดับชั้นถึงเจ้าคณะจังหวัด พร้อมแผนที่พอสังเขป และหนังสือราคาประเมินที่ดินทุกแปลง ทั้งของวัดทจะเป็นภาระจำยอม และของเอกชนผู้ข้อที่ได้รับประโยชน์จากภาระจำยอมของสำนักงานที่ดินจังหวัด ปีปัจจุบัน โดยผู้ขอภาระจำยอมเป็นผู้ไปติดต่อ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเมื่อเอกสารครบแล้วให้นำเรื่องทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และเพื่อให้เป็นไปตามมติของมหาเถรสมาคมขอให้จังหวัดส่งเรื่องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการต่อปัญหาที่เคยมี๑. ที่ดินของเอกชนที่ติดกับวัดมีหลายแปลงหลายโฉนดที่ติดต่อกัน แต่แจ้งมาว่ามีโฉนดเดียวแปลงเดียวทำให้วัดเสียประโยชน์ในการคิดค่าบำรุง ดังนั้น ขอให้ไวยาวัจกรตรวจสอบว่าผู้ขอภาระจำยอมมีที่ดินได้ประโยชน์ซึ่งติดกับที่วัด กี่แปลง กี่โฉนด๒. ทางภาระจำยอมซึ่งผ่านที่วัด หรือที่ธรณีสงฆ์ควรอยู่ชิดด้านใดด้านหนึ่ง ของวัดเนื่องจาก ถ้าผ่านกลางที่วัด คณะกรรมการ พศป. จะไม่เห็นด้วย ทำให้ต้องเสีย เวลาทำเรื่องใหม่๓. หากส่วนราชการจะทำถนนผ่านที่วัด เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นสาธารณะควรดำเนินการเกี่ยวกับค่าผาติกรรม ตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไม่ใช่ภาระจำยอมกล่าวโดยสรุป การเก็บรักษาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินศาสนสมบัติและวัดร้าง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีระเบียบเฉพาะที่เกี่ยวข้องคือ ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการเก็บรักษาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินศาสนสมบัติและวัดร้าง พ.ศ. 2552 มีแนวทางปฏิบัติสรุปได้ดังนี้1. หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางและวัดร้าง รวมถึงเก็บรักษาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินของวัดร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด มีหน้าที่รับผิดชอบในเขตจังหวัดนั้นๆ โดยปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2. การเก็บรักษาหนังสือสำคัญฯ วัดที่ยังดำเนินการอยู่: โดยทั่วไป เจ้าอาวาสเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาศาสนสมบัติของวัด อย่างไรก็ตาม หากวัดมีความประสงค์ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติช่วยเก็บรักษาโฉนดที่ดินของวัด สามารถทำได้โดยเจ้าอาวาสมีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแนบเอกสารสิทธิ์ที่ดินฉบับจริง เพื่อนำมาฝากเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดวัดร้างและศาสนสมบัติกลาง หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินของวัดร้างและศาสนสมบัติกลางจะถูกเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดโดยตรง 3. การดำเนินการเมื่อต้องการเอกสาร (ขอดู, ขอคัด, ขอยืม) ตามระเบียบฯ กำหนดแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการดำเนินการเกี่ยวกับหนังสือสำคัญฯ ดังนี้


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๔๕สำหรับวัด เจ้าอาวาสต้องทำหนังสือแจ้งความประสงค์พร้อมเอกสารประกอบ โดยการขอคัด/ถ่ายเอกสาร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมีอำนาจอนุญาต ส่วนการขอยืม ต้องได้รับการพิจารณาจากผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับหน่วยราชการอื่น ต้องทำหนังสือถึงผู้มีอำนาจอนุญาต และหากเป็นการยืมที่ดินศาสนสมบัติวัด ต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาสด้วยสำหรับประชาชนทั่วไป สามารถยื่นคำขอเพื่อขอดูหรือขอคัด/ถ่ายเอกสารเท่านั้น (ไม่อนุญาตให้ยืม) โดยต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมหลักฐานแสดงตน และได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการสำนักงานฯ การเก็บรักษาหนังสือสำคัญฯ นี้มีระเบียบที่ชัดเจนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าเอกสารสิทธิ์ของศาสนาจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ๖.๕ การทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณสงฆ์ของวัดมติที่ ๒๒๑ / ๒๕๔๐เรื่อง การทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณสงฆ์ของวัดในการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑๘/๒๕๔๐ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๐ บัญญัติว่า “การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการ ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง” กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) กำหนดวิธีการเพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว แต่คณะกรรมการ กฤษฎีกามีความเห็นว่า กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) กำหนดวิธีการดำเนินการไว้แต่เฉพาะการให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ที่กัลปนา หรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์มีกำหนดระยะเวลาการเช่าเกินสามปีเท่านั้นไม่ครอบคลุมไปถึงวิธีการแล้วเสร็จ และตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๗ บัญญัติไว้ว่าเจ้าอาวาสมีหน้า ที่บำรุงวัดจัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี นอกจากนี้แล้ว ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ยังกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวด้วยวิธีดำเนินการสาธารณูปการ และสาธารณสงเคราะห์ไว้อีกโสดหนึ่งเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกื่อกูลแก่เจ้าอาวาส ในการจัดศาสนสมบัติวัดให้เป็นไปด้วยดียิ่งขึ้นตามกาลสมัย ทั้งในทางทรัพย์สินทั้งในทางผลประโยชน์กับทั้งเพื่อเป็นการปกป้องมิให้เจ้าอาวาสต้องถูกตำหนิติเตียน และมิให้เกิดความผิดพลาดในการที่ต้องรับภาระในการจัดศาสนสมบัติวัดอีกประการหนึ่ง สมควรจะดำเนินแนวนโยบายเกี่ยวด้วยวิธีดำเนินการสาธารณูปการ ให้ครอบคลุมถึงเรื่องจดทะเบียนทางภาระจำยอมด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ จึงสมควรที่จะให้วัดทั้งหลายได้ปฏิบัติการ ดังนี้๑. หากวัดใดมีผู้ขอทำสัญญาเช่าที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัดเพื่อเป็นทางเข้าออก ไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลาเช่ากี่ปีก็ตาม ให้วัดจัดทำในลักษณะสัญญาภาระจำยอมเท่านั้น๒. ในการที่มีผู้ขอทำสัญญา และจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือ ที่ธรณีสงฆ์ให้เจ้าอาวาสวัดนั้นส่งแผนผังสังเขปประกอบด้วย ตำแหน่งที่ตั้งวัด หรือที่ธรณีสงฆ์ที่ดินแปลงที่ขอใช้ทางภาระจำยอม ขนาดของทางภาระจำยอม เช่น ความกว้าง ความยาว และจำนวนเนื้อที่โดยเข้ามาตราส่วนให้ชัดเจน สำเนาโฉนดที่ดินแลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เงินบำรุงวัด เงื่อนไขพิเศษ อื่นๆ ไปยังกรมการศาสนา เพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาก่อน


๑๔๖ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๓. ให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่กรมการศาสนาได้รับเรื่องนั้นๆ และหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง แล้วรีบแจ้งผลการพิจารณาให้วัดทราบ๔. วัดจะทำสัญญา และจดทะเบียนภาระจำยอมได้ต่อเมื่อคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วกรมการศาสนาเห็นควรนำเสนอคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) เพื่อพิจารณาก่อนจะนำเสนอมหาเถรสมาคม เมื่อมหาเถรสมาคมเห็นชอบตามข้อเสนอกรมการศาสนาจะได้แจ้งมติเรื่องนี้ไปยังเจ้าคณะภาคทุกภาค เพื่อสั่งการลงไปยังเจ้าคณะตามลำดับชั้น จนถึงเจ้าอาวาสวัดทุกวัดภายในสังกัด ให้ถือเป็นหลักปฏิบัติต่อไปได้นำเสนอคณะกรรมการพจิารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) ในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๔๐ วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ พิจารณาแล้ว ที่ประชุมมีมติควรให้ความเห็นชอบตามที่กรมการศาสนาเสนอ และให้นำเสนอมหาเถรสมาคมที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบตามทคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) เสนอจึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมต่อไปประยูร รักยิ้ม(นายประยูร รักยิ้ม)กล่าวโดยสรุป การทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์สามารถทำได้แต่มีกระบวนการและเงื่อนไขทางกฎหมายที่ซับซ้อนกว่าที่ดินของเอกชนทั่วไป เนื่องจากที่ดินเหล่านี้ถือเป็นศาสนสมบัติของวัดและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมติของมหาเถรสมาคมเงื่อนไขและขั้นตอนหลัก1. การยินยอมจากวัดและหน่วยงานรัฐ การจดทะเบียนภาระจำยอมโดยนิติกรรม (ความตกลง) ต้องได้รับความยินยอมจากทางวัด (โดยเจ้าอาวาส) และต้องผ่านการพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงมติของมหาเถรสมาคม2. การจ่ายค่าตอบแทน ผู้ขอจดภาระจำยอมจะต้องจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งมักจะคำนวณจากราคาประเมินที่ดินของทางราชการ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน• ส่วนของทางภาระจำยอม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 900 ของมูลค่าราคาประเมินที่ดินตามเนื้อที่ที่เป็นทางภาระจำยอม• ส่วนของที่ดินผู้ขอจด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าราคาประเมินที่ดินทั้งแปลงที่ขอทางภาระจำยอม• ค่าตอบแทนที่เรียกเก็บจริงอาจมีการพิจารณาเพิ่มเติมตามมติคณะกรรมการฯ และมหาเถรสมาคมในแต่ละกรณี3. กระบวนการทางปกครอง การดำเนินการจะเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กำหนดโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยต้องมีการจัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ เช่น หนังสือ


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๔๗แสดงความประสงค์ขอใช้แผนที่ แผนผังแสดงสิ่งปลูกสร้าง และหลักฐานการปรึกษาหารือกับคณะสงฆ์และทายกทายิกาผู้บำรุงวัด4. การจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน เมื่อได้รับความเห็นชอบและดำเนินการตามขั้นตอนของ พศ. เรียบร้อยแล้ว จึงจะนำเรื่องไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม• ภาระจำยอมโดยอายุความ ตามหลักกฎหมายทั่วไป ภาระจำยอมอาจได้มาโดยการใช้ทางโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตาม สำหรับที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์นั้น กฎหมายมีข้อยกเว้น โดยห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดังนั้น การอ้างสิทธิ์ภาระจำยอมโดยอายุความจึงไม่สามารถทำได้• ทางจำเป็น หากที่ดินของผู้ขอไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเลยและถูกปิดกั้นโดยที่ดินของวัด อาจมีสิทธิขอใช้เป็น \"ทางจำเป็น\" ได้ แต่ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและอาจต้องมีการร้องขอต่อศาล ซึ่งศาลจะวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยสรุป ผู้ที่ต้องการจดทะเบียนภาระจำยอมผ่านที่ดินวัด ควรติดต่อสอบถามไปยัง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ในพื้นที่หรือสำนักงานใหญ่โดยตรง เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอน เอกสาร และค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนที่สุดสำหรับกรณีนั้นๆ๖.๖ การผาติกรรมที่ดินการผาติกรรมที่ดิน ตามมาตรา ๓๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๓๕“ผาติกรรม” แปลว่า การทำให้เจริญ ใช้ในวินัยว่า การจำหน่ายครุภัณฑ์เพื่อ ประโยชน์สงฆ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเอาของเลวแลกเปลี่ยนเอาของดีกว่าให้แก่สงฆ์เช่น เอาที่วัดไปทำอย่างอื่นแล้วสร้างวัดถวายใหม่เป็นการชดใช้การผาติกรรมที่ดินวัด คือการโอนกรรมสิทธในที่ดินวัด ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งวัด หรือที่ธรณีสงฆ์ให้แก่ส่วนราชการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ที่ดินวัดในการก่อสร้างต่าง ๆ เช่น ถนน ทางหลวง คลองชลประทาน เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฯลฯ โดยการผาติกรรมดังกล่าว ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกรรมสิทธิ์ที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ให้หน่วยราชการนั้น ๆ หรือมีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (มาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕)เงินค่าผาติกรรม หมายถึง ค่าทดแทนที่ดินซึ่งหน่วยงานส่วนราชการที่มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินวัดในการก่อสร้างต่างๆ จ่ายทดแทนค่าที่ดินให้แก่วัดวัดจะสามารถรับเงินค่าผาติกรรมได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคุมก่อนการอุทธรณ์กรณีวัดที่ถูกเวนคืนที่ดินไม่พอใจค่าผาติกรรมที่หีน่วยงานเวนคืนให้ในเบื้องต้นวัดสามารถอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาได้ (มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. ๒๕๓๐)เงินที่ได้รับเพิ่มจากการอุทธรณ์ทั้งหมด ถือเป็นเงินค่าผาติกรรมด้วยเช่นกัน มหาเถรสมาคมได้มีมติ ครั้งที่ ๓๓/๒๕๔๑ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ เงินที่ได้รับเพิ่มจากการอุทธรณ์ทั้งหมดให้นำฝ่ากธนาคารในบัญชีเงินค่าผาติกรรมที่ดินของวัดนั้นๆ และให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับเงินค่าผาติกรรม โดยใช้ได้แต่ดอกผลกล่าวโดยสรุป การผาติกรรมที่ดินตามมาตรา ๓๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดกรอบทางกฎหมายในการจัดการเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัด (รวมถึงที่ธรณีสงฆ์)


๑๔๘ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ สาระสำคัญของมาตรา ๓๔ วรรคสอง โดยเนื้อหาหลักของมาตราดังกล่าวคือ การวางหลักการว่าที่ดินของวัดนั้นเป็นศาสนสมบัติที่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ใดได้โดยง่าย แต่มีข้อยกเว้นที่สำคัญ \"ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันมิได้ เว้นแต่โดยพระราชบัญญัติ หรือโดยพระราชกฤษฎีกา\"การผาติกรรมเกี่ยวข้องอย่างไร\"การผาติกรรม\" ในบริบทนี้ หมายถึง การชดใช้หรือการทดแทนให้แก่วัดสำหรับที่ดินที่ถูกนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือถูกเวนคืนโดยหน่วยงานของรัฐ กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินของวัดเพื่อกิจการของรัฐ (เช่น การสร้างถนน, สะพาน) และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ขั้นตอนและหลักการที่เกี่ยวข้องมีดังนี้:1. หน่วยงานรัฐเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินวัด จะเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการ2. มหาเถรสมาคมให้ความเห็นชอบ หน่วยงานนั้นจะติดต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อนำเสนอเรื่องต่อมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ หากมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้อง การดำเนินการจึงจะดำเนินต่อไปได้3. การจ่ายค่าผาติกรรม (ค่าทดแทน) เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว หน่วยงานของรัฐจะต้องจ่ายเงินหรือจัดหาที่ดินอื่นมาทดแทนให้แก่วัด ซึ่งเรียกว่า \"เงินค่าผาติกรรม\"4. การตราเป็นกฎหมาย การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดให้แก่หน่วยงานของรัฐจะกระทำได้โดยการออกเป็นพระราชบัญญัติหรือ พระราชกฤษฎีกา แล้วแต่กรณี เพื่อให้การโอนนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายโดยสรุป มาตรา ๓๔ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองที่ดินของวัดไม่ให้ถูกจำหน่ายจ่ายโอนได้ตามอำเภอใจ แต่ยอมให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ได้เฉพาะ เพื่อประโยชน์สาธารณะของรัฐ ผ่านกระบวนการที่รัดกุมและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม รวมถึงมีการชดเชยที่เป็นธรรมแก่วัด โดยต้องออกเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา๖.๗ วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารในวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัดอันมีผู้เช่าอยู่ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารในวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัดอันมีผู้เช่าอยู่ พ.ศ. ๒๕๓๗ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๔ วัดใดมีความประสงค์จะปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ของวัดขึ้นใหม่ในที่วัด หรือที่ธรณีสงฆ์ของวัดอันมีผู้เช่าปลูกสร้างอาคารอยู่ก่อนก็ดี จะปรับปรุงแก้ไขอาคารของวัด ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในวัด หรือที่ธรณีสงฆ์ของวัดอันมีผู้เช่าอยู่ก่อนให้เป็นอาคารพาณิชย์ก็ดี ให้ดำเนินการตามวิธีการดังต่อไปนี้(ก) วัดดำเนินการปลูกสร้างเป็นอาคารของวัด โดยขอให้ผู้เช่าที่ดินหรืออาคารนั้นบริจาคค่าปลูกสร้างตามราคาที่ปลูกสร้าง และให้ได้สิทธิการเช่ามีกำหนดจำนวนปีตามสมควรแก่ท้องที่ในกรณีเช่นนี้ ถ้าผู้เช่าบริจาคมูลค่าบำรุงวัดด้วย ก็ให้ขยายเวลาการเช่าออกไปอีกตามสมควรแก่จำนวนมูลค่าบำรุงวัดในการเก็บค่าเช่า ให้จัดเก็บตามความเหมาะสมของอาคารและท้องถิ่น ส่วนการทำสัญญาเช่าให้เป็นไปตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๔๙(ข) ในกรณีดังกล่าวใน (ก) ถ้าผู้เช่าที่ดินหรืออาคารนั้นไม่สามารถบริจาคค่าปลูกสร้างอาคารได้ก็ดี ไม่มีความประสงค์จะเช่าที่ดินหรืออาคารนั้นต่อไปก็ดีวัดจะมอบให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารก็ได้ โดยยกกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดทันที พร้อมกับมีเงื่อนไขตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา และให้วัดช่วยรื้อย้ายอาคารจากที่เช่า หรือค่าขนย้ายออกจากอาคารให้แก่ผู้เช่าตามจำนวนอันควร(ค) เมื่อวัดได้ดำเนินการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้เช่าที่ดินหรืออาคารดังกล่าวใน (ก) หรือ (ข) แล้วแต่กรณีแต่ผู้เช่าที่ดินหรืออาคารนั้นไม่ยอมตกลงด้วย ให้วัดหรือผู้จัดประโยชน์แทนวัดเสนอข้อขัดแย้งไปยังคณะกรรมาตามความในข้อ ๖ ในกรณีเช่นนี้ผู้เช่ามีสิทธิที่จะเสนอข้อขัดแย้งนั้นเองก็ได้๔กล่าวโดยสรุป การดำเนินการเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารในที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ซึ่งมีผู้เช่าอยู่ ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารในที่วัดหรือที่ซึ่งขึ้นต่อวัดอันมีผู้เช่าอยู่ พ.ศ. ๒๕๑๐ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีหลักการและขั้นตอนดังนี้หลักการสำคัญ• กรรมสิทธิ์เป็นของวัด ที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์เป็นศาสนสมบัติของวัด ไม่สามารถซื้อขายได้ และการจัดการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของวัดและศาสนา• การเช่าเป็นไปตามระเบียบ การให้เช่าต้องมีค่าตอบแทน และระยะเวลาการเช่าต้องเป็นไปตามกฎหมายและมติมหาเถรสมาคม หากเกิน 3 ปี หรือเกิน 100 ตารางวา ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ • สิทธิผู้เช่า ผู้เช่ามีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ตามสัญญาเช่าที่ตกลงกับวัด หากมีการปลูกสร้างอาคารโดยได้รับอนุญาตถูกต้องตามสัญญา อาคารนั้นอาจเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่าตามเงื่อนไขในสัญญา แต่ถ้าสัญญาสิ้นสุดลงหรือมีการยกเลิกสัญญา ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้และระเบียบที่เกี่ยวข้อง• การขออนุญาตก่อสร้าง แม้จะเป็นที่ดินวัด การก่อสร้างอาคารยังต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น (เช่น อบต., เทศบาล) ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติ1. ตรวจสอบสัญญาเช่าเดิม วัด (โดยเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร) ต้องตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาเช่าปัจจุบันกับผู้เช่ารายเดิมอย่างละเอียด ว่าระบุถึงสิทธิในการปลูกสร้างอาคาร การต่อสัญญา หรือการบอกเลิกสัญญาไว้อย่างไรบ้าง2. เจรจากับผู้เช่า หากวัดต้องการพื้นที่คืนเพื่อปลูกสร้างอาคารของวัดเอง หรือต้องการให้ผู้เช่าปลูกสร้างอาคารตามแบบที่วัดกำหนด ต้องมีการเจรจาตกลงกับผู้เช่าตามระเบียบโดยอาจมีการบอกเลิกสัญญาเช่าเดิม (หากมีเหตุอันควรและเป็นไปตามกฎหมาย) หรือทำสัญญาฉบับใหม่3. จัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน วัดต้องจัดทำแผนงานและแบบแปลนสิ่งปลูกสร้างที่จะดำเนินการอย่างชัดเจน4. ขอความเห็นชอบจากเจ้าคณะปกครองและสำนักงานพระพุทธศาสนา เจ้าอาวาสต้องดำเนินการผ่านเจ้าคณะปกครองสงฆ์ (เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ฯลฯ) และเสนอเรื่องต่อ๔กองแผนงาน, คู่มือพระสังฆาธิการ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๕๔), หน้า ๒๗๙.


๑๕๐ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสำหรับ กทม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ5. การอนุมัติจากมหาเถรสมาคม ในกรณีที่เป็นเรื่องสำคัญ เช่น การให้เช่าระยะยาวเกิน 3 ปี หรือมีเนื้อที่เกิน 100 ตารางวา การปลูกสร้างอาคารขนาดใหญ่เพื่อจัดหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ อาจต้องนำเสนอต่อมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอน6. ขออนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานรัฐ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะสงฆ์และ พศ. แล้ว ต้องนำเอกสารหลักฐานไปยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคารกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นในพื้นที่7. ดำเนินการตามสัญญาและระเบียบ การก่อสร้างและการจัดการต้องเป็นไปตามระเบียบมหาเถรสมาคม กฎกระทรวง และกฎหมายบ้านเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดโดยสรุป การจัดการที่ธรณีสงฆ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนทางปกครองสงฆ์และกฎหมายของรัฐอย่างถูกต้อง โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้เช่าที่มีอยู่เดิมด้วย๖.๘ แนวทางปฏิบัติการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด แนวทางปฏิบัติการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด เกี่ยวกับการเช่าที่ธรณีสงฆ์หรืออาคารของวัด เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยมีอายุสัญญาเช่าไม่เกิน ๓ ปี ดังนี้ ๑. การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์หรืออาคารของวัดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ อายุสัญญาการเช่าไม่เกิน ๓ ปี ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาก่อนหรือไม่ เนื่องจากกฎกระทรวงการดูแลและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ระบุไว้ในข้อ ๕ วรรคหนึ่งว่า การให้เช่าที่วัดที่กันไว้สำหรับเป็นที่จัดประโยชน์ ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา หรือสิ่งปลูกสร้าง หากมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปี จะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม ๒. มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๔/๒๕๖๑ มติที่ ๑๑๑/๒๕๖๑ เรื่อง ขอความเห็นชอบ แนวทางปฏิบัติการให้ความเห็นชอบการเช่าที่ดินวัดเกินกว่า ๓ ปี ได้วางแนวปฏิบัติไว้ว่า การขอเช่าที่ดินวัดเกินกว่า ๓ ปี เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ หรือมิได้แสวงหาผลประโยชน์ทุกเรื่อง เมื่อคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณา มีมติเห็นชอบแล้ว ให้นำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาก่อนดำเนินการทำสัญญาเช่า ดังนั้น หากมีผู้ขอเช่าที่วัด หรือที่ธรณีสงฆ์ เพื่อทำเป็นลานจอดรถโดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างอันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ อายุสัญญาเช่าไม่เกิน ๓ ปี กรณีเช่นนี้จะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) และมหาเถรสมาคม พิจารณาตามมติดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ อย่างไร ๓. มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๔/๒๕๒๑ เรื่อง เกี่ยวกับการให้เช่าที่วัดหรือ ที่ธรณีสงฆ์ เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ ได้วางแนวปฏิบัติให้วัดไว้ว่า วัดใดมีผู้ขอเช่าวัด หรือที่ธรณีสงฆ์เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ หรืออาคารอื่นใด เพื่อใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์ ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาก่อน จึงขอทราบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่า กรณีมีผู้เช่าที่ธรณีสงฆ์เพื่อก่อสร้างอาคารในการแสวงหาผลประโยชน์ หากอายุสัญญาเช่าไม่เกิน ๓ ปี ต้องเสนอเรื่องผ่านคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาก่อนหรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมด้วยหรือไม่ ๔. เจ้าอาวาสสามารถแต่งตั้งผู้จัดประโยชน์ของวัด โดยมอบหมายหน้าที่จากเจ้าอาวาส ให้ทำสัญญาเช่าในนามผู้ให้เช่ากับผู้เช่า ได้หรือไม่


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๕๑๕. การแต่งตั้งผู้จัดประโยชน์ของวัด กับการแต่งตั้งไวยาวัจกรของวัด มีหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร การนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาแล้ว เพื่อให้การดำเนินการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด เป็นไปด้วยความถูกต้อง จึงขอแจ้งข้อหารือดังกล่าวให้ทราบ และใช้เป็นแนวทางปฏิบัติโดยทั่วกัน ดังนี้ ๑. ประเด็นการให้เช่าที่ธรณีสงฆ์หรืออาคารของวัดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์อายุสัญญาการเช่าไม่เกิน ๓ ปี ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาก่อนหรือไม่ เนื่องจากกฎกระทรวงการดูแลและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ระบุไว้ในข้อ ๕ วรรคหนึ่งว่า การให้เช่าที่วัดที่กันไว้สำหรับเป็นที่จัดประโยชน์ ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา หรือสิ่งปลูกสร้าง หากมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปี จะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม ตอบ ข้อ ๕ วรรคท้าย ของกฎกระทรวงการดูแลรักษาจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดว่า การให้เช่าที่วัดที่กันไว้สำหรับเป็นที่จัดประโยชน์ ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา หรือสิ่งปลูกสร้าง หากมีกำหนดระยะเวลาเกิน ๓ ปี จะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม ดังนั้น หากเป็นการเช่าที่ธรณีสงฆ์ หรืออาคารของวัดเพื่อแสวงหาประโยชน์ โดยมีอายุสัญญาไม่เกิน ๓ ปี ไม่จำต้องขอความเห็นชอบและอนุมัติ แต่อย่างใด เป็นอำนาจที่วัดสามารถจัดการได้เอง ๒. ประเด็นมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๔/๒๕๖๑ มติที่ ๑๑๑/๒๕๖๑ เรื่อง ขอความเห็นชอบ แนวทางปฏิบัติการให้ความเห็นชอบการเช่าที่ดินวัดเกินกว่า ๓ ปี ได้วางแนวปฏิบัติไว้ว่า การขอเช่าที่ดินวัดเกินกว่า ๓ ปี เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ หรือมิได้แสวงหาผลประโยชน์ทุกเรื่อง เมื่อคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณามีมติเห็นชอบแล้ว ให้นำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาก่อนดำเนินการทำสัญญาเช่า ดังนั้น หากมีผู้ขอเช่าที่วัด หรือที่ธรณีสงฆ์ เพื่อทำเป็นลานจอดรถ โดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างอันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ อายุสัญญาเช่าไม่เกิน ๓ ปี กรณีเช่นนี้จะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) และมหาเถรสมาคม พิจารณาตามมติดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ อย่างไร ตอบ ข้อ ๕ วรรคท้าย ของกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดว่า การให้เช่าที่วัดที่กันไว้สำหรับเป็นที่จัดประโยชน์ ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา หรือสิ่งปลูกสร้าง หากมีกำหนดระยะเวลาเกิน ๓ ปี จะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติของวัด โดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างอันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ อายุสัญญาเช่าไม่เกิน ๓ ปี กรณีเช่นนี้ ไม่จำต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) และมหาเถรสมาคมพิจารณาเป็นอำนาจของเจ้าอาวาสวัดที่จะดำเนินการได้ ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๓. ประเด็นมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๔/๒๕๒๑ เรื่องเกี่ยวกับการให้เช่าที่วัดหรือ ที่ธรณีสงฆ์เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ ได้วางแนวปฏิบัติให้วัดไว้ว่า วัดใดมีผู้ขอเช่าวัด หรือที่ธรณีสงฆ์ เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ หรืออาคารอื่นใด เพื่อใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์ ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ พิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาก่อน จึงขอทราบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่า กรณีมีผู้เช่าที่ธรณีสงฆ์เพื่อก่อสร้างอาคารในการแสวงหาผลประโยชน์ หากอายุสัญญาเช่าไม่เกิน ๓ ปี ต้องเสนอเรื่องผ่านคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาก่อนหรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมด้วยหรือไม่


๑๕๒ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ตอบ แม้กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ จะกำหนดให้การให้เช่าไม่เกิน ๓ ปี อยู่ในอำนาจของเจ้าอาวาสก็ตาม แต่กรณีการขอปลูกสร้างอาคาร เพื่อใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์ ได้มีมติมหาเถรสมาคม ในการประชุม ครั้งที่ ๑๔/๒๕๒๑ กำหนดให้กรณีนี้ต้องมีการขออนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) ก่อน ดังนั้น จึงถือได้ว่ามติดังกล่าวเป็นคำสั่งของผู้ปกครองสงฆ์ เจ้าอาวาสจึงมีหน้าที่ต้องถือปฏิบัติตามแม้การ ให้เช่าเพื่อก่อสร้างอาคารนั้น จะมีระยะเวลาไม่ถึง ๓ ปี ก็ตาม ๔. ประเด็นเจ้าอาวาสสามารถแต่งตั้งผู้จัดประโยชน์ของวัด โดยมอบหมายหน้าที่จากเจ้าอาวาสให้ทำสัญญาเช่าในนามผู้ให้เช่ากับผู้เช่า ได้หรือไม่ ตอบ ข้อ ๕ ของกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดว่า ในการแต่งตั้งผู้จัดประโยชน์ของวัดกำหนดให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ของวัด ซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัดและเมื่อสิ้นปีปฏิทิน ให้ทำบัญชีเงินรับจ่าย และคงเหลือ โดยให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย เมื่อพิจารณาจากหลักกฎหมาย ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีข้อกำหนดว่า ผู้จัดประโยชน์ของวัด มาจากการแต่งตั้งของเจ้าอาวาส แต่ในส่วนของวิธีการ อำนาจในการแต่งตั้ง รวมตลอดถึงการถอดถอนบุคคลดังกล่าว มิได้มีข้อกำหนดวิธีการไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัด และมีอำนาจหน้าที่ในการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดีตามบทบัญญัติของกฎหมาย เจ้าอาวาสย่อมมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใด เพื่อดำเนินกิจการดังกล่าวแทนตนภายในกรอบอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ตามมาตรา ๓๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕๕. ประเด็นการแต่งตั้งผู้จัดประโยชน์ของวัด กับการแต่งตั้งไวยาวัจกรของวัด มีหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร ตอบ การแต่งตั้งผู้จัดประโยชน์ของวัด เป็นอำนาจของเจ้าอาวาสตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ก่อนหน้านี้ แต่สำหรับไวยาวัจกรนั้น การแต่งตั้งต้องเป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร โดยได้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นไวยาวัจกรเอาไว้เป็นการเฉพาะ โดยเป็นสาระสำคัญของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกรของวัด ซึ่งแตกต่างจากผู้จัดประโยชน์ของวัด ที่เจ้าอาวาสสามารถพิจารณาแต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่เฉพาะตามข้อ ๕ ของกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยไวยาวัจกรนั้นถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕๖.๙ การจัดการที่ดินแทนวัด พ.ศ. 2567โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบว่าด้วยการจัดการที่ดินแทนวัด โดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม มติคณะสังฆมนตรี เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2496 และมติมหาเถรสมาคม ในคราวประชุมครั้งที่ 16/2528 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2528 เรื่อง การจัดการที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งได้ใช้มาเป็นเวลานานประกอบกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่มีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้แนวทางปฏิบัติตามมติดังกล่าว จำเป็นต้องมีการทบทวนปรับปรุง ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับมติมหาเถรสมาคมข้อ 5 การขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน การรวมโฉนดที่ดิน การสอบเขต และการแบ่งแยกที่วัด ให้ดำเนินการ ดังนี้


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๕๓ 5.1 วัดที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้เจ้าอาวาสมอบอำนาจให้ไวยาวัจกรหรือบุคคลที่เจ้าอาวาสไว้วางใจเป็นผู้กระทำการแทนวัด และให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมเป็นสักขีพยาน 5.2 วัดที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ให้เจ้าอาวาสมอบอำนาจให้ไวยาวัจกร หรือบุคคลที่เจ้าอาวาสไว้วางใจเป็นผู้กระทำการแทนวัด กรณีที่วัดที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนั้นๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน ข้อ 6 การขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน การรวมโฉนดที่ดิน การสอบเขต และการแบ่งแยกที่ธรณีสงฆ์ให้ดำเนินการ ดังนี้ 6.1 ที่ธรณีสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้เจ้าอาวาสมอบอำนาจใหไวยาวัจกร หรือบุคคลที่เจ้าอาวาสไว้วางใจ เป็นผู้กระทำการแทนวัด และให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมเป็นสักขีพยาน 6.2 ที่ธรณีสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ให้เจ้าอาวาสมอบอำนาจให้ไวยาวัจกรหรือบุคคลที่เจ้าอาวาสไว้วางใจ เป็นผู้กระทำการแทนวัด กรณีที่ธรณีสงฆ์ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนั้นๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน 6.3 ที่ธรณีสงฆ์ที่ตั้งอยู่นอกเขตจังหวัดที่ตั้งวัด ให้เจ้าอาวาสมอบอำนาจให้ไวยาวัจกร หรือบุคคลที่เจ้าอาวาสไว้วางใจ เป็นผู้กระทำการแทนวัด และให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณีอันเป็นที่ตั้ง ที่ธรณีสงฆ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ข้อ 7 การรับรองเขตที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ 7.1 กรณีที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ที่มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของเอกชน ให้เจ้าอาวาสมอบอำนาจให้ไวยาวัจกร หรือบุคคลที่เจ้าอาวาสไว้วางใจ เป็นผู้กระทำการแทนวัด 7.2 กรณีที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ที่มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของทางราชการ หรือมีปัญหาทับซ้อน หรือมีข้อโต้แย้งแนวเขตที่ดิน ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมเป็นสักขีพยาน ในส่วนภูมิภาคให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนั้นๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน ข้อ 8 ข้อตกลงใดๆ ในกรณีเช่นนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาสก่อน๖.๑๐ ปัญหาการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 25/2546 มติที่ 459/2546 เรื่องปัญหาการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดทั่วราชอาณาจักร (และคำตอบ 8 ข้อ ในการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดไว้) มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 25/2546 มติที่ 459/2546 เรื่อง ปัญหาการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดทั่วราชอาณาจักร ระบุว่าเลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้มีหนังสือ ที่ ศพศ 078/2546 ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2546 ถึงรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) แจ้งว่า คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดให้มีการประชุมเสวนาเรื่องปัญหาการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดทั่วราชอาณาจักรในวันจันทร์ ที่ 23 มิ.ย. 2546 ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 213 - 216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา และศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยและองค์กรเครือข่ายชาวพุทธ ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ที่ประชุมมีมติให้เสนอแนวทางปฏิบัติ เพื่อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรวม 8 ข้อ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ได้มีบัญชา


๑๕๔ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติชี้แจงทุกข้อ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ และมีบัญชาให้รายงานมหาเถรสมาคมทราบด้วยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพิจารณาแล้ว ขอกราบนมัสการ ดังนี้1. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำการสำรวจที่ดินวัดทั่วประเทศ ได้แก่ ที่ดินที่ตั้งวัด ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา ให้ทราบจำนวนที่แน่นอนว่ามีกี่ไร่ หรือที่ดินที่ทางราชการขอใช้/เช่า หรือให้เอกชนเช่า รวมถึงที่ดินวัดร้างของแต่ละวัด โดยแยกประเภทให้เห็นว่า ทางราชการขอใช้/ให้เช่าที่ที่เอกชนเช่า และที่วัดร้าง เป็นการรีบด่วนให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือนตอบ สำหรับวัดมีพระสงฆ์เป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 31 วรรคสาม เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป ดังนั้น สำหรับที่วัดและที่ธรณีสงฆ์เป็นอำนาจของวัดในการดำเนินการ และวัดส่วนใหญ่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติมหาเถรสมาคม และระเบียบที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว จำนวนวัดมีพระสงฆ์ทั่วประเทศ จำนวน 33,290 วัดสำหรับวัดร้างและศาสนสมบัติกลาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอยู่ระหว่างดำเนินการสังเคราะห์ข้อมูลที่ดินวัดร้างและศาสนสมบัติกลาง มีข้อมูลดังนี้1.1 ที่ดินวัดร้างและศาสนสมบัติกลางที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วัดร้าง 6,960 วัด เนื้อที่ประมาณ 60,250 ไร่ 51.23 ตารางวา ศาสนสมบัติกลาง 67 แห่งเนื้อที่ประมาณ 3,330 ไร่ 2 งาน 14.95 ตารางวา 1.2 ที่ดินศาสนสมบัติวัดที่มอบให้จัดประโยชน์แทน 157 วัด2. ให้สำรวจที่ดินอยู่ที่ หมู่ที่ ตำบล อำเภอ จังหวัดใดบ้าง ตามข้อ 1 โดยแยกประเภทให้ชัดเจน ตรวจสอบได้ว่าแต่ละจังหวัดมีเท่าไรตอบ ในส่วนของวัด มีพระสงฆ์ดำเนินการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยวัดในเขตกรุงเทพมหานครได้จัดส่งหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดิน หรือสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินเก็บไว้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำหรับวัดในเขตจังหวัดอื่น ส่งไปเก็บรักษาไว้ ณ ที่ทำการศึกษาธิการจังหวัดนั้น ๆ สำหรับวัดร้างและศาสนสมบัติกลาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีโครงการสำรวจข้อมูลที่ดินวัดร้างและศาสนสมบัติกลางทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสังเคราะห์ข้อมูลโดยได้แยกประเภทต่าง ๆ อย่างชัดเจน เช่น ที่ตั้งของที่ดิน เนื้อที่ที่มีเอกสารสิทธิ ไม่มีเอกสารสิทธิ มีการจัดประโยชน์ในที่ดิน ไม่มีการจัดประโยชน์ในที่ดิน แผนผังแสดงตำแหน่งที่ตั้ง เป็นต้น3. เมื่อได้ข้อมูลตามข้อ 1 และข้อ 2 แล้วนำเสนอคณะกรรมการมหาเถรสมาคมและรัฐบาลให้รับทราบตอบ ในการปฏิบัติตามข้อ 1 และ 2 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อทราบเป็นระยะและมหาเถรสมาคมได้มีมติรับทราบ ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะได้นำข้อมูลดังกล่าวเสนอรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เพื่อทราบต่อไป4. ที่ดินที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีอยู่ที่ศาล มีที่ดินของวัดใดบ้าง อยู่ที่ไหนบ้าง จำนวนกี่ไร่ตอบ ที่ดินที่มีการฟ้องร้องเฉพาะวัดที่เจ้าอาวาสขอรับการสนับสนุนช่วยเหลือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีจำนวน 14 วัด ส่วนวัดอื่น ๆ ที่มีเรื่องฟ้องร้องทางวัดไปแล้ว จึงไม่อาจทราบจำนวน


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๕๕5. ให้แยกที่ดินที่มีโฉนด และ น.ส.3 ให้ชัดเจน และถ้าหากหลักฐานจากวัดไม่มี ให้ติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัด หรือกรมที่ดิน ถ้าไม่มีจากสถานที่ดังกล่าว ก็ให้ติดต่อกรมแผนที่ทหารเพื่อขอดูภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศต่อไปตอบ ในส่วนของวัดมีพระสงฆ์มีกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 กำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติในเรื่อง ดังกล่าวอยู่แล้ว สำหรับวัดร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ดำเนินการอยู่แล้ว ตามที่ได้รายงานไว้ในข้อ 26. การทำสัญญาเช่าที่ดินของวัดในแบบสัญญาเช่าต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าเช่าไปทำอะไร เพราะอาจจะนำที่ดินวัดไปใช้กิจกรรมส่งเสริมอบายมุขก็ได้ตอบ แบบร่างสัญญาเช่าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติส่งให้กับวัด มีวัตถุประสงค์การเช่าที่ดินชัดเจนอยู่แล้ว และในแบบร่างสัญญาเช่าต่าง ๆ ได้ผ่านการตรวจพิจารณากลั่นกรองจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว7. ให้มีคณะกรรมการจัดการบริหารศาสนสมบัติของวัดทั่วราชอาณาจักร โดยมีการสรรหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ มีน้ำใจอุทิศตนที่จะช่วยเหลือพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ไม่หาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพรรคพวก จำนวนไม่น้อยกว่า 9 รูป/คน หรือไม่เกิน 19 รูป/คน กรรมการได้ดำรงอยู่ในตำแหน่ง วาระละ 4 ปี ถ้ามีผลงานดีเด่นให้ต่ออายุอีก 4 ปี สำหรับคฤหัสถ์ ถ้ามีวุฒิด้านธรรมศึกษา นักธรรม เปรียญธรรม หรือมีความรู้ด้านพระพุทธศาสนา หรือจบจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่งสถาบันใดสถาบันหนึ่ง จะเป็นผลดีมากที่สุด ทั้งนี้ให้ประยุกต์รูปแบบการบริหารจัดการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาเป็นตัวอย่างตอบ การจัดการศาสนสมบัติวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ดำเนินการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และ มีคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้ง โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เป็นประธาน พระเถระชั้นผู้ใหญ่ จำนวน 14 รูป และข้าราชการระดับผู้บริหารของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาการให้เช่าที่ดินของวัดมีพระสงฆ์ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ หากจะเปลี่ยนแปลงกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 หรือให้มีคณะกรรมการจัดการบริหารศาสนสมบัติวัดทั่วราชอาณาจักรที่มาจากการสรรหาตามข้อ 7 ต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน8. ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เข้าไปตรวจสอบการเงินรายรับ - จ่าย ของศาสนสมบัติกลางและศาสนสมบัติของวัดทั่วราชอาณาจักรด้วย เพราะหน่วยงานดังกล่าวมีสำนักงานอยู่ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ สามารถที่จะขอความร่วมมือให้ตรวจสอบการเงินศาสนสมบัติกลางและศาสนสมบัติวัดทั่วประเทศได้ตอบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้จัดทำรายงานการเงินศาสนสมบัติกลาง ส่งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นประจำทุกเดือน และในแต่ละปีเจ้าหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดินจะเข้าตรวจสอบรายการเบิกจ่าย และงบการเงินศาสนสมบัติกลางเป็นประจำ ซึ่งเงินศาสนสมบัติกลางคือเงินที่เกิดจากการจัดประโยชน์ในที่ดินศาสนสมบัติกลางและวัดร้าง ดูแลรักษาและจัดการโดยคณะสงฆ์ (มหาเถรสมาคม) โดยมอบให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) จัดทำงบประมาณทั้ง รายรับรายจ่าย


๑๕๖ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ เมื่อพิจารณาร่างงบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำปีเสร็จแล้วจะนำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณดังกล่าว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะนำ งบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำปีเสนอรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบให้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาและลงนามประกาศใช้งบประมาณประจำปี เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงจะเบิกจ่ายเงินศาสนสมบัติกลางได้ ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณศาสนสมบัติกลาง เงินศาสนสมบัติกลางคณะสงฆ์จะนำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดประโยชน์และส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ ได้แก่การศาสนศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ ตามที่ได้กำหนดไว้ในงบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำปี โดยอนุโลมตามประเภทรายจ่ายในงบประมาณแผ่นดิน และยังมีประเภทรายจ่ายพิเศษตั้งไว้เป็นส่วนกลาง ได้แก่ งบกลางสำรองจ่าย สำหรับจ่ายตามมติมหาเถรสมาคม และงบสะสมทุนสำหรับค่าผาติกรรมที่ดินศาสนสมบัติกลางประจำสำหรับศาสนสมบัติของวัดทั่วราชอาณาจักร หากจะให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้าไปตรวจสอบการเงินรายรับ-รายจ่าย จะต้องดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อนกล่าวโดยสรุป ปัญหาหลักในการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดทั่วราชอาณาจักรไทยมีหลายประการ โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ปัญหาด้านกฎหมายและระเบียบ แม้จะมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎกระทรวงและมติมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง แต่ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายและการตีความในการจัดการทรัพย์สินของวัด เช่น สถานะของที่ดินวัดว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ และการห้ามโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินวัดปัญหาด้านบุคลากรและการขาดความรู้ พระสังฆาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการศาสนสมบัติจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการ การเงิน การบัญชี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ ทำให้การดำเนินงานไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นระบบปัญหาด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบ ปัญหาการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดปรากฏโดยทั่วไป นำไปสู่การขาดความศรัทธาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเกี่ยวกับเงินบริจาคและการแสวงหาผลประโยชน์จากวัด ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบที่เข้มงวดและโปร่งใสมากขึ้นปัญหาการใช้เทคโนโลยี: วัดส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูลทรัพย์สินและการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดช่องว่างระหว่างวัดกับพุทธศาสนิกชนปัญหาโครงสร้างการบริหาร โครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงานหลายประการ โดยมหาเถรสมาคมเป็นผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแล ซึ่งบางครั้งอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ มีการเสนอแนวทางต่างๆ เช่น การจัดทำคู่มือการดูแลและจัดการศาสนสมบัติ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดระบบการจัดการทรัพย์สินของวัด และการปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๕๗๖.๑๑ หนังสือ “คู่มือการดูแลและจัดการศาสนสมบัติ” หนังสือคู่มือการดูแลและจัดการศาสนสมบัติ จัดพิมพ์โดยสำนักงานศาสนสมบัติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบด้วยเนื้อหาที่สำคัญ ดังนี้ ส่วนที่ ๑ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑- มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๙ เรื่อง แนวทางปฏิบัติการเช่า ที่ดินศาสนสมบัติกลางและวัดร้าง- มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๖/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙ เรื่องขอคณะสงฆ์ให้การ สนับสนุนช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอุปสรรค - การจัดประโยชน์ในที่ดินวัดร้าง- มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๓๒/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ เรื่อง การกำหนดแนวทาง/ มาตรการป้องกันหรือแก้ไขปัญหา กรณีที่หน่วยงานของรัฐ ขอเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ได้ปรับ อัตราค่าเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่หน่วยราชการอื่น ได้เช่าใช้ประโยชน์ โดยปรับอัตราค่าเช่า เพิ่มสูงมากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนที่ ๒ การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของวัด/วัดร้าง - การขอขึ้นทะเบียนวัดร้างที่ตกสำรวจและการกันเขตจัดประโยชน์ - การออก น.ส.๓ หรือโฉนดที่ดินของวัดร้าง- การระวังชี้แนวเขตที่ดินของวัด - ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการเก็บรักษา หนังสือสำคัญ สำหรับที่ดิน ที่ดินศาสนสมบัติและวัดร้าง พ.ศ. ๒๕๕๒ - การตรวจสอบที่ดินวัดร้าง - มติคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ - รายละเอียดประกอบการขอขึ้นทะเบียนที่ดินวัดร้างตกสำรวจ - หลักการพิจารณาการกันเขตจัดประโยชน์ที่ดิน - ปัจจัยที่ต้องกันเขตจัดประโยชน์ และหลักเกณฑ์การขอกันเขตจัดประโยชน์ ๘๙ - มติคณะกรรมการ พศป.ครั้งที่ ๓/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ การกันเขต จัดประโยชน์วัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ก่อนบังคับใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ - แบบการขออนุญาตกันเขตจัดประโยชน์ในที่ดินที่ตั้งวัด - มติคณะกรรมการ พศป.ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ การดำเนินการ กันเขตที่ดินจัดประโยชน์ และการจัดทำสัญญาเช่าหน่วยงานราชการ ส่วนที่ ๓ การจดทะเบียนภาระจำยอมผ่านที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ และการผาติกรรมที่ดิน - มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๘/๒๕๔๐ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ เรื่องการทำสัญญาและ จดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัด หรือที่ธรณีสงฆ์ของวัด - มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๘/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ เรื่องการคำนวณ ค่าตอบแทนขอจดทะเบียนทางภาระจำยอมที่ดินวัด มีพระสงฆ์และที่ดินวัดร้าง - ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ การคิดค่าตอบแทน่การ จดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัด ที่ธรณีสงฆ์หรือที่ศาสนสมบัติกลาง พ.ศ. ๒๕๕๖


๑๕๘ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ - มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๔/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ขอความเห็นชอบแนวทาง ปฏิบัติการให้ความเห็นชอบการเช่าที่ดินวัดเกินกว่า ๓ ปี และการขอจดทะเบียน ทางภาระจำ ยอมขอจดทะเบียน ทางภาระจำยอมที่ดินวัดมีพระสงฆ์และที่ดินวัดร้าง - การดำเนินการผาติกรรมที่วัด/ที่ดินศาสนสมบัติกลางพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามมาตรา ๓๔ - การดำเนินการผาติกรรมที่ดิน ขั้นตอนที่ ๑ - ๑๐ - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๓๓/๒๕๔๑ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ เรื่องค่าผาติกรรมที่ดิน ซึ่งได้เพิ่มขึ้นจากการอุทธรณ์ที่ดินซึ่งถูกเวนคืน - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒๖/๒๕๔๓ เรื่องหลักเกณฑ์การฝากและสั่งจ่ายเงินค่าผาติกรรม - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๐ เรื่องเสนอขอแต่งตั้ง ผู้พิจารณากลั่นกรองการเวนคืนที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือศาสนสมบัติกลาง (ขั้นตอนที่ ๒) - การฝากและสั่งจ่ายเงินค่าผาติกรรม - การจดทะเบียนสัญญาเช่าที่ดินและอาคารนานปี ส่วนที่ ๔ การจัดให้เช่าที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์วัด - ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดประโยชน์ แทนวัด พ.ศ. ๒๕๕๔ - หนังสือแสดงความจำนงขอถอนคืนการจัดประโยชน์แทนวัด - มติคณะกรรมการ พศป.ครั้งที่ ๑๘/๒๕๓๔ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๔ เรื่องขอใช้ที่ดิน วัดสุเทพธารามสร้างหลุมหลบภัย จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยไม่มีค่าตอบแทนไม่ชอบด้วย พระวินัย - มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุและที่ดินอันเป็นศาสนสมบัติกลาง หรือของวัด- มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑๔/๒๕๒๑ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๑ เกี่ยวกับการให้เช่าที่วัดหรือ ที่ธรณีสงฆ์ เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ - ระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารในที่วัด หรือที่ธรณีสงฆ์ ของวัดอันมีผู้เช่าอยู่ พ.ศ. ๒๕๓๗ ส่วนที่ ๕ การจัดให้เช่าที่วัดร้างและศาสนสมบัติกลาง - มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๕/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ เรื่องการให้เช่าที่ดินวัดร้าง และที่ดินศาสนสมบัติกลางเพื่อการสาธรณประโยชน์ต่าง ๆ - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑๘/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ เรื่องปรับปรุงค่าเช่าที่ดิน วัดร้างและศาสนสมบัติกลาง สำหรับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเช่า - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๕ เรื่อง อัตราค่าเช่าสำหรับ ส่วนราชการเช่าที่ดินวัดร้าง- มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๗ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ การปรับปรุงอัตรา ค่าเช่าที่ดินแลอาคารของศาสนสมบัติกลาง ในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑๓/๒๕๒๐ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๐เรื่องการปฏิบัติกับ หน่วยราชการขอใช้หรือขอเช่าที่ดินวัดร้าง - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒/๒๕๔๙ วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๙ เรื่องกำหนดอายุสัญญาเช่า ปรับปรุงที่ดินศาสนสมบัติกลางที่ดินวัดร้างและที่ธรณีสงฆ์


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๕๙- รายงานการประชุมคณะกรรมการ พศป.ครั้งที่ ๖/๒๕๓๙วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๙ เรื่อง หลักเกณฑ์การคิดเงินบำรุงและค่าเช่า- มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๐/๒๕๔๘ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ จัดทำประกันภัยอาคารศาสนสมบัติกลาง และวัดร้าง- มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๕ เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุและที่ดิน อันเป็นศาสนสมบัติกลางและวัด- การก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ใกล้เคียงโบราณสถาน เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๑๘ - มติคณะกรรมการ พศป.ในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๐ ๑๗๘ วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๐ เรื่อง ขอปรับปรุงราคาค่าก่อสร้างอาคาร - มติคณะกรรมการ พศป. ครั้งที่ ๖/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เรื่องการขออนุมัติ หลักการเกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร- มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒๒/๒๕๔๗ วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๗ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงการต่อ สัญญาเช่าที่ดิน/อาคารศาสนสมบัติกลาง จากรายปีเป็นรายสามปี - ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการก่อสร้าง และรับมอบสิ่งปลูกสร้าง ศาสนสมบัติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓- ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมและเงินบำรุงศาสนสมบัติ พ.ศ. ๒๕๕๖- มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒๑/๒๕๔๐ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ เรื่องหลักเกณฑ์การคิดเงิน บำรุงในการต่อสัญญาเช่าอาคารนานปี - คำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ ๓๕๕/๒๕๕๖ วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ เรื่อง อัตราค่าบำรุงศาสนสมบัติ - คำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ ๓๕๖/๒๕๕๖ วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ เรื่อง หลักเกณฑ์การคิดคำนวณเงินบำรุงศาสนสมบัติ - มติคณะกรรมการ พศป. ครั้งที่ ๕/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ เรื่อง ของดการเรียก เบี้ยปรับ ร้อยละ ๑.๕ - สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งแนวปฏิบัติกรณีผู้เช่ายื่นฟ้องร้องสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒๕/๒๕๕๐ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เรื่อง ขอปรับปรุงอัตรา ค่าธรรมเนียมอนุญาตให้นำสิทธิเข้าธนาคาร - ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการนำสิทธิการเช่าอาคารศาสนสมบัติ เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย หรือเช่าที่ดินศาสนสมบัติ เพื่อพัฒนาเป็นโครงการ ไปทำสัญญาผูกพัน เงินกู้กับธนาคาร ส่วนที่ ๖ การจดทะเบียนสิทธินิติกรรม การแลกเปลี่ยนที่ดินและการรับให้ที่ดิน - การได้มาซึ่งที่ดินของวัด - การรับให้ที่ดินแทนวัดมีพระสงฆ์ - การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม - การแลกเปลี่ยนที่ดินวัด - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๓ เรื่องหลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยน


๑๖๐ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ที่ดินที่ตั้งวัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ดินศาสนสมบัติกลางกับที่ดินเอกชน - ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการยกที่ดินอาคารให้เป็นศาสนสมบัติกลาง พ.ศ. ๒๕๕๒ - มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑/๒๕๔๙ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๙เรื่อง อากรแสตมป์กรณี การยกที่ดินให้วัด ส่วนที่ ๗ การดำเนินงานกลุ่มกองทุนศาสนสมบัติ - ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด พ.ศ. ๒๕๕๗ - การดำเนินงานด้านการเงินและบัญชีศาสนสมบัติส่วนภูมิภาค - ขั้นตอนและระบบควบคุมการบริหารเงินศาสนสมบัติในส่วนภูมิภาค - ตัวอย่างแบบรายงานบัญชีศาสนสมบัติ - คำอธิบายประกอบแบบรายงานบัญชีศาสนสมบัติ - คู่มือการจัดทำงบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำปี - วัตถุประสงค์ การตรวจสอบบัญชีส่วนที่ ๘ ตารางการปรับปรุงอัตราค่าเช่าที่ดิน อาคาร ศาสนสมบัติกลาง/วัดร้าง เอกสารประกอบ การเช่า และตัวอย่างการคำนวณค่าเช่า และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ส่วนที่ ๙ ตัวอย่างการเช่าที่ดินของวัดมีพระสงฆ์ \"คู่มือการดูแลและจัดการศาสนสมบัติ\" เป็นเอกสารสำคัญที่ออกโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อวางกรอบและหลักเกณฑ์การบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเนื้อหาหลักครอบคลุมถึงกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสาระสำคัญของคู่มือ คู่มือนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลและจัดการศาสนสมบัติต่างๆ ของวัด โดยมีหลักการสำคัญดังนี้• ผู้มีอำนาจดูแล เจ้าอาวาสเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด โดยอาจแต่งตั้งไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์เพื่อช่วยดำเนินการได้• ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้การบริหารจัดการต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ• การจัดทำบัญชีกำหนดให้มีการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายเงินของวัดอย่างถูกต้อง และเมื่อสิ้นปีปฏิทิน ต้องทำบัญชีแสดงเงินรับ เงินจ่าย และเงินคงเหลือ• การได้มาและจำหน่ายทรัพย์สิน เมื่อวัดได้ทรัพย์สินมาเป็นศาสนสมบัติ (เช่น ที่ดิน หรือสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน) ต้องดำเนินการลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อมีการจำหน่ายออก ต้องระบุเหตุผลและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด) ทราบ• การจัดประโยชน์การจัดประโยชน์ในศาสนสมบัติ เช่น การให้เช่าที่ดินหรืออาคาร ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และได้รับความเห็นชอบตามระเบียบที่กำหนดแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม คุณสามารถดาวน์โหลดคู่มือฉบับเต็ม หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบไฟล์ PDF:• คู่มือการดูแลและจัดการศาสนสมบัติ พ.ศ. 2567 จากเว็บไซต์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ• ตัวอย่างคู่มือการดูแลและจัดการศาสนสมบัติจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี • กฎกระทรวง การดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 (ไฟล์ PDF) เอกสารเหล่านี้จะให้ข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับข้อกฎหมายและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่จำเป็นสำหรับการจัดการศาสนสมบัติอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องครับ


บทที่ ๗แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด๗.๑ ความนำ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัดครอบคลุมหลายมิติทั้งด้านการบริหารจัดการศาสนสมบัติ การส่งเสริมศาสนกิจ และการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โดยสามารถสรุปเป็นแนวทางหลัก ดังนี้ 1. การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล (Buddhist Good Governance) การบริหารงานวัดในปัจจุบัน ควรนำหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธมาใช้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ได้แก่• การปกครอง เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดควรกำกับดูแลความประพฤติของพระภิกษุสามเณรให้เป็นระเบียบวินัย• การเงินและศาสนสมบัติมีการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจน ปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 อย่างเคร่งครัด• การวางแผน มีการวางแผนการดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ของวัดอย่างเป็นระบบ โดยอาจมีการประชุมร่วมกับชุมชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น 2. การพัฒนาด้านศาสนศึกษาและการเผยแผ่ วัดควรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม• ส่งเสริมการศึกษา สนับสนุนให้พระภิกษุสามเณรและบุคลากรในวัดศึกษาพระปริยัติธรรมและศึกษาต่อในระดับสูง• การเผยแผ่ศาสนา นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ มาใช้ในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนและประชาสัมพันธ์กิจกรรมของวัดให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ 3. การพัฒนาด้านสาธารณูปการและสิ่งแวดล้อม (โครงการ \"วัด ประชา รัฐ สร้างสุข\") การพัฒนาด้านกายภาพของวัดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมและเป็นรมณียสถาน (สถานที่น่ารื่นรมย์)• ใช้หลัก 5 ส นำหลัก 5 ส (สะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน สร้างวินัย) มาปรับใช้ในการดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในวัด• การบูรณปฏิสังขรณ์ดูแลรักษาและซ่อมแซมถาวรวัตถุที่ชำรุดทรุดโทรมให้มั่นคงแข็งแรง• สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นพื้นที่สีเขียวสงบและสะอาดเพื่อเป็นที่พักพิงทางใจ 4. การสร้างความสัมพันธ์และเป็นศูนย์กลางชุมชน (บวร : บ้าน/วัด/โรงเรียน) วัดควรมีบทบาทสำคัญในการเกื้อกูลและพัฒนาชุมชนรอบข้าง• กิจกรรมร่วมกับชุมชน จัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือจัดกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา• สาธารณสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติต่างๆ หรือจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่นๆ• สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ส่งเสริมให้คนในชุมชนรู้สึกหวงแหน และร่วมกันดูแลรักษาวัดในฐานะสมบัติส่วนรวม


๑๖๒ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด การจัดการและพัฒนาวัดอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพระสงฆ์ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการนำแนวทางและหลักการต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่๗.๒ การจัดสภาพแวดล้อมของวัด การพัฒนาวัดจะเริ่มขึ้นและสำเร็จลุล่วงไปได้ เจ้าอาวาสจะต้องเป็นผู้ประสานที่สำคัญ ดังนั้น เจ้าอาวาสควรศึกษาสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบต่าง ๆ ของวัดให้ได้ข้อมูลเป็นพื้นฐานไว้ก่อน ได้แก่ ๑. สงฆ์ คือ พระภิกษุสามเณรภายในวัดควรจะได้ศึกษาประวัติความเป็นมาอุปนิสัยใจคอ ความรู้ความสามารถของพระภิกษุ สามเณรแต่ละรูป เพื่อความสะดวกในการปกครอง และการขอความร่วมมือในการมอบหมายงานต่าง ๆ ๒. สมณธรรม คือ การทำกิจวัตรและการศึกษาพระธรรมวินัย ควรจะได้จัดการและ ส่งเสริมให้พระภิกษุ สามเณรภายในวัดได้ศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนความรู้ในสาขาวิชาการต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นกิจวัตรที่สงฆ์พึงปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธบัญญัติ ควรจะได้มีการจัดระเบียบและดูแล ให้สงฆ์พึงปฏิบัติตามแนวแห่งพระพุทธบัญญัติในกิจวัตรนั้น ๆ อย่างครบถ้วน ๓. สวัสดิการ คือ ปัจจัยอำนวยความสะดวก ควรจะได้รับการสอดส่องดูแลสภาพความเป็นอยู่ของสงฆ์ภายในวัดให้พอเหมาะกับสมณเพศ ๔. เสนาสนะ คือ ที่อยู่อาศัย ควรสำรวจดูว่าพอเพียงหรือไม่ สิ่งใดต้องบูรณะ สิ่งใดควรสร้างเพิ่มเติม และควรจัดให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อความเป็นระเบียบสวยงาม ๕. สมบัติของวัด หมายถึง ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เป็นสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์เงิน และหนี้สิน (ถ้ามี) วัสดุอุปกรณ์ เช่น เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องขยายเสียง ภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น จาน ช้อน รวมถึงอาคาร เสนาสนะ พระพุทธรูป โบราณวัตถุ (ถ้ามี) ฯลฯ สิ่งของเหล่านี้ควรสำรวจและจัดทำบัญชีหรือทะเบียนไว้ให้ละเอียด เพื่อความสะดวกในการบำรุงรักษา ๖. สังฆาธิการกิจ คือ การประสานงานกับเจ้าคณะระดับต่าง ๆ อาจมอบหมายพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งที่มีความรู้ทางงานสารบรรณ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ หรือทำงานสารบรรณของวัดก็จะ สะดวกยิ่งขึ้น ๗. สัปบุรุษ คือ ชาวบ้านผู้มีศรัทธาช่วยเหลือบำรุงวัด ศิษย์วัดและแม่ชี ควรจะได้ศึกษาประวัติความเป็นมา เช่นเดียวกับการศึกษาพระสงฆ์ภายในวัด เพื่อความสะดวกในการปกครอง การขอความร่วมมือและการดำเนินการด้านกิจกรรมต่าง ๆ ของวัด ได้ตรงตามความต้องการของชุมชน ๘. สาธารณสงเคราะห์ คือ การบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน ซึ่งได้แก่ การจัดอาคาร สถานที่เพื่อบริการแก่พระภิกษุ สามเณร และประชาชน เช่น ห้องสมุด ตู้ยา ศาลาพักร้อน บ่อน้ำ รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแสดงธรรม การตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ การตั้งศูนย์ ฝึกอาชีพ ฯลฯ ควรสำรวจว่าสิ่งใดวัดได้ดำเนินการอยู่แล้ว สิ่งใดควรจะบริการขึ้นอีก เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน๑๑พระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตฺติเมธี), การพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนในธรรมปริทัศน์ ๕๖,(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า ๒๗ - ๕๕.


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๖๓นอกเหนือจากหลักการดังกล่าวข้างต้นแล้ว การจัดสภาพแวดล้อมของวัดที่ดีควรคำนึงถึง ความสะอาด ความปลอดภัย และความสวยงาม โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 เขตหลักคือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตธรณีสงฆ์ รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลัก 5 R (Reduce, Reuse, Recycle, Repair, Rot) หรือหลัก GREEN (Garbage, Restroom, Energy, Nutrition) และการดูแลให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ๗.๓ เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาวัด การพัฒนาวัดที่ประสบความสำเร็จ ต้องเกิดจากการบูรณาการทุกภาคส่วนให้ทำงานร่วมกันอย่างเข้าใจและมีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งต่อพระพุทธศาสนาและสังคมโดยรวม โดยมีเป้าหมายสำคัญซึ่งคือการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน ดังนั้น ในการพัฒนาวัดจะบรรลุสู่เป้าหมายได้นั้น เจ้าอาวาสควรจะดำเนินการในสิ่งต่อไปนี้ ๑. จัดและพัฒนากิจกรรมของวัดให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน หรือชาวบ้านโดยรอบวัดให้มากที่สุด ๒. จัดการปกครองพระภิกษุสามเณรในวัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ส่งเสริมคนรอบวัดหรือคนใน ชุมชนนั้นให้มาบวชเรียนศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดนั้นให้มากที่สุด ๓. จัดการพัฒนาบริเวณอาคารสถานที่ เสนาสนะของวัดให้สะอาดเรียบร้อย ร่มรื่น เหมาะสมกับสภาพความต้องการ และความจำเป็นให้มากที่สุด๒การพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน พอจะสรุปออกเป็นแนวทางได้ ดังนี้ ๑. พัฒนาวัดให้ชาวชุมชนในท้องถิ่นเกิดความรู้สึกว่าวัดเป็นของตน ทำให้เกิดความหวงแหน ความรัก และจะช่วยกันดูแลรักษา ๒. สร้างสภาพวัดให้มีความหมาย เป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุ สามเณร เป็นที่บวชเรียน ศึกษาปฏิบัติธรรม เป็นที่ทำบุญบำเพ็ญกุศลของชาวบ้าน เป็นสถานที่ที่ชาวบ้านในละแวกนั้นได้ เข้ามาหาความสงบทางกายและใจ และเป็นศูนย์กลางสำหรับทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกันของชาวบ้าน ๓. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่นให้เกิดขึ้น โดยบริเวณวัดจะต้องสะอาด ร่มรื่น มีการจัดกิจกรรมเพื่อประชาชน มีความพร้อมที่จะให้บริการแก่ประชาชนในท้องถิ่นที่มีความต้องการเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศล ศึกษาพระธรรมวินัย และหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อประชาชนจะได้เห็นคุณค่าและเข้าวัดมากขึ้น ๔. สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างวัดกับ ประชาชนในท้องถิ่น วัดควรเป็นแกนนำของประช าชน ใน ท้ องถิ่นในการติดต่อกับ ห น่ วยงาน อื่น ๆ มีการรณ รงค์และการจัดกิจกรรมเพื่อการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพ ซึ่งควรใช้วัดเป็นศูนย์กลาง ๕. ทำให้ชาวชุมชนเกิดการยอมรับตลอดไปว่า วัดกับชุมชนนั้น ๆ เป็นหน่วยงานเดียวกัน และคอยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แนวทางการดำเนินงานการพัฒนาวัด มี ๖ ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ ๑ แต่งตั้งกรรมการ การพัฒนาวัดควรจะได้ดำเนินงานไปในรูปของกรรมการ เพื่อระดมความคิดเห็น และ ความร่วมมือร่วมใจกัน ซึ่งอาจประกอบด้วยพระสงฆ์ภายในวัดประมาณ ๕ - ๗ รูป คฤหัสถ์ ประมาณ ๗ - ๑๐ คน โดยเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญจะต้องพร้อมที่จะให้ ๒พระราชสุทธิญาณมงคล (จรัญ ฐิตธมฺโม), การบริหารวัด, หน้า ๑๕.


๑๖๔ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ความร่วมมือที่ดี เมื่อติดต่อทาบทามเป็นการภายในเรียบร้อยแล้ว จึงจะประกาศแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วปิดประกาศให้ทราบทั่วกันทั้งวัดและชุมชน และจัดทำสำเนาเอกสารส่งให้แก่เจ้าคณะปกครองที่อยู่เหนือตนตามลำดับได้ทราบด้วย ขั้นที่ ๒ ชี้แจงพระภิกษุสามเณร และศิษย์วัด การประชุมชี้แจงแก่พระภิกษุ สามเณร และศิษย์วัด เป็นสิ่งจำเป็นที่ท่านเจ้าอาวาสควรกระทำเป็นระยะๆ ประมาณปักษ์ละ ๑ ครั้ง (๑๕ วัน/ครั้ง) การชี้แจงนั้น คือ การแจ้งความเปลี่ยนแปลงของวัด และความก้าวหน้าในการพัฒนาให้ทราบโดยทั่วกัน และขอความร่วมมือจากบุคคลในวัดทุกประเภท ถ้าวัดมีโรงเรียนตั้งอยู่ในวัดก็ให้แนะนำแก่ครูและนักเรียนด้วย เมื่อวัดเริ่มทำความสะอาดบริเวณวัด ก็ให้ทุกคนรู้จักช่วยกันรักษาความสะอาด อย่าทิ้งเศษกระดาษ หรือเศษอาหารบนลานวัด เป็นต้น ขั้นที่ ๓ ประชุมกรรมการ การประชุมครั้งแรกถือเป็นครั้งที่สำคัญมาก ควรนัดประชุมวันที่กรรมการจะมาประชุมได้พร้อมเพรียงกัน เรื่องที่ควรนำเข้าวาระการประชุมครั้งแรก ดังนี้ ๑. เรื่องที่ท่านประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงนโยบายของรัฐบาลและคณะสงฆ์ในการพัฒนาวัดว่า มุ่งที่จะให้ส่งเสริมวัดพัฒนาทางด้านวัตถุและด้านจิตใจควบคู่กันไปสำหรับเป้าหมายในการพัฒนาวัดก็คือมุ่งพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางชุมชน ซึ่งเจ้าอาวาสจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวดีพอ เพื่อสมาชิกจะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน การพัฒนาวัดจะได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตามเป้าหมาย ๒. เรื่องอาณาเขตของวัด ควรจะพิจารณากันถึงการจัดให้มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ที่ดินของวัดให้เรียบร้อย การกำหนดเขตวัดเพื่อการจัดทำแผนผังวัด ได้แก่ การกำหนดว่าหน้าวัด หลังวัด ควรอยู่ทางทิศไหนจึงจะเหมาะสม จะแบ่งเนื้อที่วัดออกเป็นเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส เขตสาธารณสงเคราะห์ตรงไหน อย่างไร จำเป็นต้องจัดทำรั้วหรือกำแพงหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น ๓. เรื่องการจัดโครงการพัฒนาวัด สมาชิกต้องช่วยกันเสนอความคิดเห็นว่า ทางวัดควรจะต้องทำอะไรบ้างสิ่งไหนจำเป็นจะต้องทำก่อนหรือทำหลัง จะทำเมื่อไร ใช้เวลาเท่าใด ใช้กำลังงาน และงบประมาณจากไหน งานนั้น ๆ ควรมอบหมายให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน เมื่อรวบรวมได้ แล้วจัดเป็นแผนงานของวัด เรียงตามลำดับงานที่สำคัญ และจำเป็นก่อนหลังไว้เพื่อเป็นเครื่องกำหนด แนวทางในการปฏิบัติงาน และการติดตามประเมินผล เรื่องใดที่ประชุมเห็นอย่างไร ก็ให้เลขานุการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ขั้นที่ ๔ จัดทำแผนผังวัด การจัดทำแผนวัดควรหาผู้ที่มีความรู้ในการวางแผนผังมาช่วยจัดทำให้ เช่น ช่างจากสำนักงานพระพุทธศาสนา จากเทศบาล ครู อาจารย์วิทยาลัยเทคนิค เป็นต้น แผนผังวัดควรจัดทำเป็น ๒ แบบ คือ ๑. ผังสภาพปัจจุบัน แสดงรายละเอียดต่าง ๆ ของสภาพปัจจุบันทั้งหมด ๒. ผังโครงการ เป็นผังที่ควรจัดขึ้นเพื่อพัฒนาวัดตามมติที่ประชุมกรรมการพัฒนาวัด ในการประชุมครั้งที่ ๑ วาระที่ ๒ เรื่องการกำหนดเขตวัดเพื่อการจัดผัง ผังโครงการนี้เป็นผังที่สมบูรณ์ที่ คาดการณ์ล่วงหน้าว่า เพื่อพัฒนาถาวรวัตถุเสร็จสิ้นแล้ว สภาพของวัดในอนาคตจะเป็นเช่นไร หน้าวัด หลังวัดจะหันไปทางทิศไหน อาคารเสนาสนะ แต่ละหลังจะตั้งเป็นหมวดหมู่อยู่อย่างไร สิ่งไหนจะต้องรื้อทิ้ง สิ่งไหนจะต้องเคลื่อนย้าย สิ่งก่อสร้างที่ปลูกใหม่จะปลูกตรงไหน บริเวณวัดจะตกแต่งจะตัดถนนเช่นไร การนี้ผู้วางผังจะต้องมีความรู้ในเรื่องการจัดวางผังและตกแต่งบริเวณ จึงจะสามารถทำได้เหมาะสมสวยงามตามสภาพของพื้นที่ตั้งของวัด และสภาพแวดล้อมกับเศรษฐกิจและสังคมของละแวกนั้น


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๖๕ ในการจัดทำผังโครงการ ควรจัดเป็นหมวดหมู่โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและความเป็น ระเบียบเรียบร้อย ซึ่งสามารถแบ่งเนื้อที่ของวัดออกเป็นเขตต่าง ๆ เช่น เขตพุทธาวาส ได้แก่ เขตที่ตั้งวิหาร อุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอไตร เจดีย์ และเขตสังฆาวาส ได้แก่ เขตที่ตั้งกุฏิ ครัว เรือนไฟ ที่สรงน้ำ เขตสาธารณสงเคราะห์ ได้แก่ บริเวณโรงเรียน บ้านพักชี บริเวณฌาปนสถาน ฯลฯ หากวัดมีที่ดินแปลงที่ตั้งวัดเหลือพอที่จะจัดประโยชน์ได้ ให้เสนอกรมการศาสนาเพื่อ กำหนดเป็นเขตจัดประโยชน์ ตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ข้อ ๓ แผนผังที่ จัดทำขึ้นนั้นต้องใช้มาตราส่วนเป็นเครื่องประกอบในการย่อขนาดอาคารสถานที่ต่าง ๆ จากสภาพความเป็นจริงให้ถูกต้องด้วย๓ ขั้นที่ ๕ จัดทำโครงการพัฒนาวัด เมื่อคณะกรรมการฯ ได้ประชุมหารือกันในเรื่องแผนงานพัฒนาของวัดว่าจะต้องทำงาน หรือกิจกรรมใดบ้างตามลำดับความสำคัญก่อนหลังแล้ว ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในงานหรือกิจกรรมนั้น ๆ ควรจะได้เขียนโครงการกิจกรรมให้ชัดแจ้ง เสนอกรรมการให้ชัดแจ้ง เสนอกรรมการ เพื่อให้พิจารณาอนุมัติโครงการก่อนที่จะดำเนินการกิจกรรมของวัดที่จะพัฒนาแยกได้เป็น ๒ ทาง คือ ๑. การพัฒนาทางด้านวัตถุ หมายถึง การพัฒนาสภาพวัดให้เกิดศรัทธาทางรูปธรรม ได้แก่ อาคาร เสนาสนะ มีเอกลักษณ์ของการเป็นวัดไทย ปลูกสร้างอยู่เป็นหมวดหมู่สวยงาม และไม่ใหญ่โต เกินความจำเป็นแห่งประโยชน์ใช้สอย และสภาพแวดล้อมของวัดและชุมชน ถนนบริเวณวัดสะอาด ร่มรื่น ตกแต่งด้วยไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับอย่างเหมาะสม อาณาเขตของวัดเป็นหมวดหมู่ การก่อสร้างอาคารสถานที่ต่าง ๆ ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนผังโครงการที่จัดทำไว้ ๒. การพัฒนาทางด้านจิตใจ หมายถึง การพัฒนาทางนามธรรม เช่น การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่ศาสนิกชนในท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่วัดควรจะเป็นศูนย์กลางจัดขึ้นเพื่อ อำนวยประโยชน์ต่อชุมชนหมู่บ้านนั้น ๆ การพัฒนาทางด้านนี้ ควรจะได้นำหน้าหรือพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางด้านวัตถุหรือรูปธรรม ตัวอย่างที่วัดควรจัดเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ชุมชน ได้แก่ ๒.๑ การจัดให้มีการทำบุญสมาทานศีล และฟังพระธรรมเทศนาทุกวันธรรมสวนะ และวันสำคัญทางศาสนา ๒.๒ การจัดงานเพื่อรำลึกถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันตรุษ วันสารท วันสงกรานต์ วันลอยกระทง ฯลฯ การจัดให้มีการละเล่นพื้นเมืองสนทนาธรรม บรรยายธรรม ฟังปาฐกถา จัดนิทรรศการ เป็นต้น งานก็จะมีความหมายและความสำคัญมากขึ้น ๒.๒ การส่งเสริมให้ลูกหลานในชุมชนหรือในตำบลนั้นได้บรรพชาอุปสมบท เพื่อศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ๒.๓ การจัดให้มีการสอนพระปริยัติธรรมภายในวัด และส่งเสริมให้พระสงฆ์ในวัด ได้ศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ๒.๕ การจัดตั้งหน่วยพุทธมามกะผู้เยาว์ ให้เรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หรือจัดสอนธรรมศึกษาแก่นักเรียนและประชาชนภายในวัด ๒.๖ การจัดสอนและอบรมกรรมฐาน ทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานแก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ที่ปรารถนาจะเข้าวัดเพื่อสงบจิตสงบใจ ๓สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, วัดพัฒนา ๕๐, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๕๐), หน้า ๒๖.


๑๖๖ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๒.๗ จัดบริเวณอาคาร สถานที่ของวัด เพื่อส่งเสริมให้มีการจัดตั้งโรงเรียนหรือสถานศึกษา สุขศาลาหรือสถานีอนามัย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศาลาพักร้อนหรือที่อ่านหนังสือพิมพ์ สร้างบ่อน้ำดื่มน้ำใช้ การจัดตั้งธนาคารข้าว ธนาคารพืชพันธ์ ธนาคารโค - กระบือ กองทุน มูลนิธิ สหกรณ์ ศูนย์บริการสาธารณะ ศูนย์ฝึกอาชีพต่าง ๆ ฯลฯ ไว้อำนวยประโยชน์แก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร และประชาชนในท้องถิ่น ขั้นที่ ๖ ดำเนินการพัฒนาวัด เมื่อได้จัดทำแผนผังวัด จัดทำแผนและโครงการพัฒนาวัด ได้แก่ กำหนดกิจกรรมต่าง ๆ เสร็จแล้ว และผ่านความเห็นชอบจากกรรมการในการประชุมครั้งต่อ ๆ มาเรียบร้อยแล้วก็เริ่มการพัฒนาได้เลย โดยอาจจะกำหนดวันประชุมสัปบุรุษ และประชาชนในท้องถิ่น เพื่อประกาศชี้แจงความ มุ่งหมายในการพัฒนาวัด และโครงการต่าง ๆ ที่วัดจะดำเนินการให้ทราบโดยทั่วกัน พร้อมทั้งเชิญชวน และขอความร่วมมือจากประชาชน ในการที่จะดำเนินการพัฒนาวัดในโครงการต่าง ๆ นั้นด้วย จากนั้น จะร่วมกันทำความสะอาด ปลูกต้นไม้ ทำรั้ววัดไว้เป็นที่ระลึกก็จะเป็นการดียิ่ง ซึ่งในโอกาสข้างหน้าวัดจะได้รับความร่วมมือจากชาวชุมชนเป็นอย่างดีอีกต่อไปด้วย๔ หลักการดําเนินการงานเสนาสนะ เป็นภารกิจที่วัดหรือพระภิกษุดําเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาวัด ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม การบูรณปฏิสังขรณในเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาสหรือกล่าวสมบัติของวัด เช่น การสร้างอุโบสถ วิหาร อาคารเรียน ศาลาการเปรียญ หอธรรม กุฏิ เมรุ การจัดการศาสนสมบัติให้เป็นไปด้วยดีการจัดทําบัญชีเสนาสนะและศาสนสมบัติของวัด เป็นต้น ๗.๔ กรอบการพัฒนาวัด การดําเนินการปรับปรุงพัฒนาวัดในด้านการสาธารณูปการ มีแนวทางการดําเนินการ ดังนี้ ๑. บริเวณวัด ภายในบริเวณวัด มีสิ่งต่าง ๆ ที่จําเป็นเหมาะสม สิ่งเสริมสภาพความเป็นรมณียสถานโดยดําเนินการในสิ่งต่าง ๆ ดังเช่น ๑.๑ ป้ายชื่อวัด ตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสม มีขนาดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มีความสง่างาม ๑.๒ แผนผัง ติดตั้งไว้ในที่เปิดเผย เห็นได้ชัดเจน แสดงอาณาเขตและรายละเอียดสถานที่ต่างๆ ภายในวัดชัดเจน ๑.๓ ป้ายเผยแพร่กิจกรรมต่าง ๆ ของวัดแสดงหรือเผยแพร่การดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของวัด ๑.๔ ป้ายประวัติวัดโดยย่อ เพื่อแสดงประวัติวัดเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป ๑.๕ ป้ายนิเทศข้อมูล เพื่อแสดงจํานวนสถิติข้อมูลต่าง ๆ ของวัด ๑.๖ ป้ายคติธรรม พุทธภาษิต เพื่อเผยแพร่คติธรรม หรือพุทธภาษิต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้หรือคติธรรมสอนใจแก่บุคคลที่เข้ามาในวัด ๑.๗ มุมหนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่าน เพื่อเป็นช่องทางในการเรียนรู้แก่บุคคลทั่วไป ที่สนใจ ๒. การปรับปรุง พัฒนา ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์ภายในวัด ๒.๑ บริเวณวัดสงบ ร่มรื่น ๒.๒ มีการจัดบริเวณวัด สถานที่ เป็นระเบียบ ๒.๓ มีภาชนะรองรับขยะมูลฝอย ๒.๔ มีบริเวณปลูกดอกไม้ไม้ประดับ เพื่อความร่มรื่น สวยงาม ๒.๕ มีการจัดพื้นที่สําหรับนั่งพักผอน ๔พระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตฺติเมธี), “การพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน”, ธรรมปริทัศน์ ๕๖,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า ๒๗ - ๒๙.


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๖๗๓. ความสะอาด/มั่นคงแข็งแรงของอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ๓.๑ ความสะอาด ของอาคารเสนาสนะและภายในบริเวณวัด ๓.๒ ความมั่นคงแข็งแรง ของอาคารเสนาสนะมี่ความมั่นคงปลอดภัยต่อการพํานักอาศัย ใช้ประโยชน์หรือดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ๔. วัดมีสิ่งปลูกสร้าง และอาคารเสนาสนะต่าง ๆ เพียงพอและเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์สภาพสะอาด มั่นคง แข็งแรง ๔.๑ อุโบสถ ๔.๒ กุฏิ ๔.๓ ศาลา ๔.๔ เมรุ ๔.๕ วิหาร ๔.๖ ห้องสมุด/พิพิธภัณฑ์ ๔.๗ ถนนและทางเท้าภายในวัด ๔.๘ เจดีย์ ๔.๙ รั้ววัด/กําแพงวัด ๕. การบริหารจัดการและดูแลศาสนสมบัติของวัด โดยวัดดําเนินการให้มี เพื่อให้สามารถบริหารจัดการวัดอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ๕.๑ การจัดทําบัญชีการเงินของวัด ๕.๒ การจัดทําทะเบียนทรัพย์สินของวัด ๕.๓ การแต่งตั้งไวยาวัจกรของวัด ๕.๔ การแต่งตั้งคณะกรรมการวัด ๕(ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้เพราะทำให้ซ้อนอำนาจการบริหาร) สรุปได้ว่า การสาธารณูปการจะเน้นในส่วนบํารุงรักษาวัดและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี เป็นหน้าที่ของผู้บริหารวัดและคณะสงฆ์โดยตรง ในส่วนของรัฐและพุทธบริษัท จะต้องอุปถัมภ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างหรือบูรณะรักษาเสนาสนะของพระสงฆ์พระสังฆาธิการทุกรูปต้องมองเห็นความสําคัญของการจัดทําแผนแม่บทการก่อสร้าง และรู้จักวิธีการบริหารงานสาธารณูปการเป็นอย่างดี๖เจ้าอาวาสควรมีเทคนิคและวิธีการขอคําปรึกษากับหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ การบริหารจัดการงานสาธารณูปการที่ดี จะต้องรู้จักวิธีบูรณปฏิสังขรณ์ โดยยึดหลักการบริหารบูรณปฏิสังขรณ์การรักษาดูแล ทํานุบํารุงศาสนวัตถุและศาสนสถาน และการจัดทําวัดให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง งานสาธารณูปการเป็นงานสําคัญ โดยเฉพาะเป็นงานประดับบารมีเจ้าอาวาส และเป็นงานละเอียดอ่อน เป็นงานประดับท้องถิ่นและการพระศาสนา เป็นงานที่ให้ความสําคัญแก่เจ้าอาวาสและเห็นผลงานของเจ้าอาวาสได้เร็วกว่างานด้านอื่นๆ การควบคุมส่งเสริมการสาธารณูปการ จึงถือเป็นหน้าที่อันสําคัญของเจ้าคณะทุกระดับชั้น๕สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, การพัฒนาวัดสู่ความเป็นมาตรฐาน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพกรมการศาสนา, ๒๕๔๕), หนา ๑๕ - ๒๐. ๖พระครูวินัยธรศิริเชษฐ์ สิริวฑฺฒโน (ปู่รักษ์), รูปแบบการบริหารจัดการเสนาสนะที่พึงประสงค์ของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๕), หน้า ๔๓.


๑๖๘ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๗.๕ การพัฒนาวัดตามหลักสัปปายธรรม ธรรมชาติเป็นที่สัปปายะในการปฏิบัติธรรมชาติภายนอก ที่จะต้องเลือกเฟ้นในที่นี้เรียกว่า “สัปปายธรรม” แปลว่า สิ่งที่เป็นที่สบายสำหรับบุคคลปฏิบัติ ท่านจำแนกไว้ ๗ ประการ คือ๑. อาวาสสัปปายะ ที่อยู่สบาย๒. โคจรสัปปายะ ที่หาอาหารสบาย๓. กถาสัปปายะ ถ้อยคำสบาย๔. ปุคคลสัปปายะ บุคคลสบาย๕. อาหารสัปปายะ อาหารสบาย๖. อุตุสัปปายะ ฤดูสบาย๗. อิริยาบถสัปปายะ อิริยาบถสบาย๗ แต่ละอย่าง ๆ มีทางวินิจฉัย เกี่ยวกับการเลือก ดังต่อไปนี้๑. อาวาสสัปปายะ หมายถึง ที่อยู่สบาย ท่านยังแนะนำให้เลือกที่อยู่ที่ประกอบไปด้วยลักษณะเหล่านี้คือ ไม่ใหญ่เกินไป เพราะทำให้มีการดูแลรักษามากเป็นต้น ไม่ใหม่เกินไป เพราะมีเรื่องที่จะต้องทำมาก ไม่คร่ำคร่าเกินไป เพราะมีอันตรายจากตัววัตถุนั้นเอง หรือจากสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ ไม่อยู่ใกล้ทางเดิน เพราะจะถูกรบกวนด้วยบุคคลและเสียงของบุคคลเดิน ไม่อยู่ใกล้บ่อน้ำสาธารณะเพราะจะถูกรบกวนจากบุคคล หรือจากการตักน้ำของบุคคลโดยเฉพาะเพศตรงกันข้าม ไม่อยู่ในที่ที่มีใบไม้ หรือผักหญ้า เป็นต้น ที่ใช้เป็นอาหารได้ เพราะจะถูกรบกวนจากคนหาผัก โดยเฉพาะที่เป็นเพศตรงกันข้าม ไม่อยู่ในที่ที่มีดอกไม้หรือผลไม้เป็นต้น ที่ใช้ประโยชน์ได้ เพราะจะถูกรบกวนจากสัตว์บุคคลที่เนื่องจากดอกไม้ หรือผลไม้ไม่อยู่ในที่ที่มีคนมุ่งหมายจะได้ เพราะก่อให้เกิดศัตรูแล้วได้รับความรบกวนจากศัตรูนั้น ไม่อยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่บูชาของประชาชน เพราะจะทำให้รำคาญ ไม่อยู่ใกล้ตัวเมือง เพราะตัวเมืองย่อมเป็นทางมาแห่งการรบกวนทุกประการ ไม่อยู่ใกล้แหล่งหาฟืน หรือที่ทำนาเป็นต้น เพราะเป็นการยากที่จะไม่ถูกรบกวนด้วยเสียง หรือจากบุคคลโดยตรง ไม่อยู่ใกล้สิ่งหรือบุคคล ที่เป็นวิสภาค แปลว่าเข้ากันไม่ได้ เช่นคนโกรธกัน หรือเพศตรงกันข้ามเป็นต้น ไม่อยู่ใกล้ท่าน้ำ เพราะเป็นที่ไปมาไม่หยุด ไม่อยู่บ้านนอกปลายแดนเกินไป เพราะคนเหล่านั้นไม่ศรัทธาที่จะสนับสนุน ไม่เข้าใจแล้วยังทำตนเป็นปฏิปักษ์อีกด้วย ไม่อยู่ที่พรมแดนของประเทศเพราะเป็นถิ่น ที่ต้องระวังอย่างกวดขันของเจ้าหน้าที่ผู้รักษา และมีทางที่จะกระทบกระเทือนไม่เมื่อเกิดปัญหาพรมแดนหรือชายแดนขึ้น ไม่อยู่ในที่ไม่มีสัปปายะ ๗ ประการข้างต้นดังกล่าวแล้วและไม่อยู่ในที่ที่ไม่อาจจะติดต่อกับกัลยาณมิตร เช่นอาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐาน ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของที่ควรอยู่หรือไม่ควรอยู่ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำหรับวินิจฉัยในปัญหาอันเกี่ยวกับสถานที่บำเพ็ญสมณธรรมโดยตรง เมื่อได้สถานที่ที่ปราศจากโทษเหล่านั้นแล้วเรียกว่า มีอาวาสสัปปายะ ซึ่งอาจจะหมายถึงสถานที่ทั้งหมู่บ้าน ทั้งป่าหรือทั้งวัดหรือส่วนแห่งวัด หรือแม้แต่เพียงกุฏิ กระต๊อบ กระท่อม หรือถ้ำ หรือโคนไม้หรือหุบเหว ที่อยู่เป็นส่วนตัวโดยเฉพาะจริง ๆ ก็ตาม รวมความแล้วก็คือไม่มีอะไรรบกวนและสะดวกสำหรับการปฏิบัติกัมมัฏฐาน๒. โคจรสัปปายะ หมายถึง ที่แสวงหาอาหารสบายโดยตรง และหมายถึงที่แสวงหาสิ่งที่ต้องการอื่น ๆ โดยอ้อม ตลอดถึงการคมนาคม ที่จำเป็นต้องใช้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ เกี่ยวกับโคจรสบายนี้ มีหลักสำคัญอยู่ว่า พอที่จะแสวงหาอาหารได้โดยไม่ยากหรือยากเกินไป และในที่นั้นๆ ๗คณะกรรมการแผนกตำรา มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถมภ์, วิสุทธิมรรคแปลภาค ๑ ตอน ๑ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๖๐), หน้า ๗๑ - ๗๕.


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๖๙ไม่มีวิสภาคารมณ์ โดยเฉพาะก็คือสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่จิตใจ ทำจิตใจให้ตกไปฝ่ายต่ำหรือย้อนระลึกนึกถึงความหลัง ซึ่งทำให้อยากกลับไปสู่เพศต่ำดังนี้เป็นตัวอย่าง ท่านได้อุปมาไว้ว่า เหมือนกับโคต้องได้ทุ่งหญ้าที่ดี ไม่มีโจร ไม่มีเสือ ไม่มีโรค หรืออุปัทวะอื่นๆ ถ้าที่โคจรไม่ดี ก็ได้รับอันตรายถึงตาย ซึ่งเป็นโวหารอุปมาของการสึก๓. กถาสัปปายะ คำพูดสบาย หมายถึง การได้ยินได้ฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ ขจัดข้อสงสัยต่าง ๆ ได้สนับสนุนแก่การปฏิบัติ มีความไพเราะงดงามและถูกแก่จริตนิสัยของบุคคลนั้นโดยเฉพาะ แม้แต่เสียงสัตว์บางอย่าง สบายก็มี ไม่สบายก็มี ไม่ต้องกล่าวถึงเสียงของมนุษย์เลย ฉะนั้น เสียงที่อึกทึกครึกโครมหรือสิ่งยั่วยวนต่างๆ ที่ดังมาจากระยะไกลนั้น ก็ถูกจัดไว้ในฐานะเป็นอสัปปายะในทำนองตรงกันข้าม ถ้าหากว่าผู้ปฏิบัติได้ฟังถ้อยคำที่ชักจูงจิตใจหรือประเล้าประโลมใจให้อาจหาญร่าเริง และมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นในหน้าที่ของตัวแล้ว จัดว่าเป็นสัปปายะ ในข้อนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือถ้อยคำของกัลยาณมิตรที่พร่ำแนะอยู่นั่นเอง๔. ปุคคลสัปปายะ หมายถึงบุคคลที่แวดล้อมอยู่ ในฐานะเป็นอาจารย์หรือกัลยาณมิตรก็ดี เพื่อนร่วมการปฏิบัติด้วยกันก็ดีและผู้สนับสนุนเช่นทายกทายิกาก็ดี ล้วนแต่เป็นสภาค (ตรงกันข้ามกับ วิสภาค) คือเข้ากันได้กับบุคคลผู้ปฏิบัตินั้นอย่างถูกฝาถูกตัว อาจารย์อยู่ในฐานะช่วยดึงขึ้นไป เพื่อนสหธรรมิกอยู่ในฐานแวดล้อมให้ปลอดภัย และเป็นเพื่อนเดินทาง ผู้สนับสนุนอยู่ในฐานะที่ช่วยผลักดันให้ก้าวไปเร็วหรือสะดวก เหล่านี้ คือใจความสำคัญของบุคคลสัปปายะ๕. อาหารสัปปายะ หมายถึง อาหารที่ถูกแก่จริตนิสัยของบุคคลผู้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ในเรื่องของจริตและทั้งยังเป็นอาหารที่สบายแก่ร่างกาย มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงร่างกาย และป้องกันโรคเต็มตามความหมายของอาหารที่ดีและเป็นอาหารที่บุคคลนั้น บริโภคด้วยปัจจเวกขณ์พิจารณา และด้วยกิริยาอาการที่สมควรแก่ผู้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ ส่วนที่จะเป็นอาหารเนื้อ หรืออาหารผัก ผลไม้ แป้ง ข้าว หรืออะไรอื่นนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตน เฉพาะสถานหรือเฉพาะกาลเวลา และเหตุผลส่วนตัวอื่น ๆ ซึ่งไม่อาจกล่าวไว้เป็นส่วนรวม แต่ถ้าได้มาตรงตามที่ร่างกายหรือจิตใจของผู้ปฏิบัติสมณธรรมต้องการจริงๆ แล้วก็นับว่าเป็นอาหารสัปปายะอย่างยิ่ง๖. อุตุสัปปายะ คือ ฤดูสบาย คำว่า อุตุ หรือฤดูในที่นี้ ท่านหมายถึงกาลเวลาที่เหมาะสม คือกาลเวลาที่อำนวยให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ดี คือ ทิวทัศน์ดี อากาศดี อุณหภูมิดี และอะไรอื่นที่เนื่องกันทุกอย่างดี ซึ่งเราอาจรวมเรียกได้ว่าดินฟ้าอากาศดีนั่นเอง เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีทางเลือกเป็น ๒ สถาน คือ ถ้าเป็นการปฏิบัติธรรมชั่วระยะ หรือเป็นการกำหนดจะต้องลงมือริเริ่ม จะตั้งต้นลงมือแรกเริ่มก็ดี ท่านให้เลือกฤดูที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะเลือกได้และเป็นโอกาส ที่จะเลือกเวลาหรือสถานที่ได้ตรงตามความมุ่งหมายยิ่งขึ้น ถ้าเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดกาลแล้ว ก็มีทางเลือกได้น้อยลงแต่ก็ยังมีทางที่จะเลือกได้ว่า จะทำกัมมัฎฐานข้อไหนตอนไหน หรือระยะไหนให้เคร่งครัดเป็นพิเศษในเวลาไหน ในฤดูไหนอยู่นั่นเอง รวมทั้งอาจจะโยกย้ายสถานที่หรือประเทศให้ได้รับดินฟ้าอากาศ ที่รวมกันเรียกว่า ฤดู ในที่นี้ตรงตามความประสงค์ด้วย เช่นฤดูร้อนจะควรอยู่ที่ไหน ฤดูหนาวจะควรอยู่ที่ไหน ฤดูฝนจะควรอยู่ที่ไหน หรือถ้าเคลื่อนย้ายไม่ได้ เราจะดัดแปลงสถานที่นั้นอย่างไรเพื่อให้ได้รับผลอย่างเดียวกัน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่รวมเรียกว่า อุตุสัปปายะ๗. อิริยาปถสัปปายะ คือ ท่านั่ง นอน ยืน เดิน ในลักษณะใดเป็นที่สบายแก่ผู้ใด ควรใช้อิริยาบถไหนให้มาก สำหรับเขา ถึงรู้ได้ด้วยการทดลองสังเกตดูด้วยตนเอง โดยถือหลักว่าในอิริยาบถใด จิตเป็นสมาธิได้ง่าย และตั้งมั่นอยู่ได้นานแล้ว ให้ถือว่านั่นเป็นอิริยาปถสัปปายะแก่ผู้นั้น เพื่อทำให้มากเป็นพิเศษ แล้วจึงทำให้เป็นที่ทำได้ทั่วไป แก่อิริยาบถที่เหลือต่อภายหลัง


๑๗๐ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด การเลือกสถานที่อันเป็นสัปปายะหรือสัปปายสถานในทางพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนามนุษย์ ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวไว้โดยสรุปคือลักษณะนั้นจะต้องประกอบไปด้วย ๑) ถิ่นที่เป็นที่รมณีย์ คือ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่นรื่นรมย์ ชุบชูชีวิต ชื่นกายชูใจ จากนั้นจึงจะเป็นส่วนประกอบด้านอื่นตามมา ได้แก่ ๒) สถานที่อันถือว่าเป็น “ภูมิภาคสมบัติ” หมายถึง “ทำเล พื้นที่ บริเวณ ผืนแผ่นดินที่สะอาด สดใส ไร้ขยะ ไม่รกรุงรัง เรียบร้อย ราบรื่น เดินง่าย ปลอดภัย สบายตา ควรทอดทัศนาน่าชื่นชม” ๓) สถานที่ที่มีลักษณะเป็น “คมนาคมนสมบัติ” หมายถึง “ไม่ใกล้เกินไป ไม่ไกลเกินไป เดินทางไปถึงได้ สะดวก” และ ๔) สถานที่อันประกอบด้วย “บุคคลสมบัติ” ได้แก่ “ปลอดคนร้าย มีคนดี มีคนที่พึ่งพาอาศัยได้ที่จะให้ความรู้ความเข้าใจ”๘ จะสังเกตได้ว่า คุณสมบัติเฉพาะตัวบุคคลจะได้ผลอย่างเต็มที่ หรือก้าวหน้าได้ไม่ ติดขัดก็ด้วยอาศัยการเลือกถิ่นที่อันเป็นสัปปายะด้วย ดังตัวอย่างในคัมภีร์พระไตรปิฎก หลายแหล่งที่ระบุว่าพระพุทธองค์ทรงเลือกสถานที่สำหรับการค้นหาทางดับทุกข์ เช่น ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเป็นผู้ชอบเสาะหาว่ากุศลเป็นอย่างไร ขณะที่แสวงหาทางสงบ ระงับอันประเสริฐ ซึ่งหาทางอื่นยิ่งกว่ามิได้ เมื่อเที่ยวจาริกไปในมคธชนบทโดยลำดับ ได้ไปถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ได้เห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ มีราวป่าเป็นที่เพลินใจ มีแม่น้ำไหล ไม่ขาดสายมีท่าน้ำสะอาดดี น่ารื่นรมย์ มีโคจรคามตั้งอยู่โดยรอบ เราจึงคิดว่า ภูมิภาคเป็นที่น่ารื่นรมย์หนอ มีราวป่าเป็นที่เพลินใจ มีแม่น้ำไหลไม่ขาดสาย มีท่าน้ำ สะอาดดีน่ารื่นรมย์ มีโคจรคามตั้งอยู่โดยรอบ เป็นที่สมควรเริ่มบำเพ็ญเพียรของกุลบุตร ผู้ต้องการจะบำเพ็ญเพียร เราจึงนั่ง ณ ที่นั้นด้วยคิดว่า ที่นี้เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร ๙การจัดพื้นที่สัปปายะตามความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา คือมุ่งให้ผู้ใช้ประโยชน์หรือผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมได้อาศัยที่ไม่ใช่เพียงได้ใช้เสนาสนะที่เป็นสัปปายะ เท่านั้น แต่หักลับมาที่ตัวบุคลหรือผู้ใช้แต่ละคนว่ามีความพร้อมตามองค์คุณดังกล่าวนั้นหรือไม่ หรือกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าถึงแม้ที่อยู่จะสะดวกสบาย แต่หากจิตใจของผู้อาศัยไม่พร้อม และไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายตามนัยทางพระพุทธศาสนานั่นเอง จากแนวคิดตามหลักสัปปายะ ๗ พบว่า คุณสมบัติต่าง ๆ ที่ประกอบกันนั้น จะช่วยส่งเสริมให้วัดมีลักษณะใช้สอยประโยชน์และบรรลุเป้าหมายตามนัยทางพระพุทธศาสนา กล่าวคือวัดจะมีคุณสมบัติที่มองเห็นด้านนอก เรียกว่า องค์ประกอบภายนอก และคุณสมบัติที่เป็นส่วนเฉพาะบุคคล เรียกว่า องค์คุณเฉพาะบุคคล โดยแบ่งเป็นองค์ประกอบย่อยของแต่ละด้านซึ่งเป็นองค์ประกอบภายนอก ได้แก่ ๑. อาวาสสัปปายะ มีลักษณะ สงบสงัด ๒. โคจรสัปปายะ มีลักษณะสะดวกในด้านการสัญจร๓. ภัสสสัปปายะ และบุคคลสัปปายะ มีลักษณะเน้นตัวบุคคลที่ฉลาดสามารถ ๔. โภชนสัปปายะ อุตุสัปปายะ และอิริยาปถสัปปายะ มีลักษณะสมดุลทั้งด้านอาหาร อยู่ในสภาพแวดล้อมรับกับฤดูกาลต่าง ๆ และเหมาะแก่การจะใช้ชีวิตภายในวัด เช่น การเดิน การนั่ง๑๐ดังแผนภูมิต่อไปนี้ ๘พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), บทนำสู่พุทธธรรม : ชีวิตงาม สังคมดี ธรรมชาติ เป็นรมณีย์, หน้า ๕. ๙เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑ - ๒. ดู ม.มู. (ไทย) ๑๒/๓๑๙/๒๒๕; ม.ม. (ไทย) ๑๓/๔๙๑/๓๓๙. ๑๐ พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. บรรณาธิการ, สาธารณูปการวิถีพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๖๔), หน้า ๑๐๗ – ๑๑๐.


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๗๑แผนภูมิแสดงองค์ประกอบของสัปปายะและองค์คุณเฉพาะบุคคล ๑๑พนม พงพ์ไพบูลย์ได้พูดถึง “วัดในฝัน” ว่า วัดเป็นแหล่งกลางสําหรับการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนา คนไทยเกือบทั้งหมดมีเลือดเนื้อเชื้อไขจิตใจอยู่กับพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว ตั้งแต่เกิดการเป็นพุทธศาสนิกชนกับการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนา จึงเป็นของคู่กันคนไทยเรียนรู้ด้วยการเป็นศิษย์วัดเข้าไปรับใช้พระศึกษาจนจบธรรมเนียมประเพณีของพระ โตขึ้นก็ได้บวชเรียนอยู่ในวัด เมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็ได้ใช้วัดเป็นที่สงบจิต คนหาสัจธรรมเกี่ยวกับชีวิตวัดจึงเป็นศูนย์รวมที่พึ่งทางใจของพระพุทธศาสนิกชนที่สําคัญยิ่ง วัดที่ดีต้องทําหน้าที่ได้ทั้ง ๓ ประการนี้ไปพร้อม ๆ กันถ้าขาดด้านใดด้านหนึ่งไปเสีย ก็จะขาดสมดุลของความเป็นวัด วัดที่จะทําหน้าที่ดังกล่าวได้ก็น่าจะมีองค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี้ ๑. วัดควรมีบริเวณกว้างขวางพอสมควรเป็นเรื่องยากที่จะกําหนดว่าวัดควรจะมีพื้นที่เท่าใด จึงจะเรียกว่าพอควร คงจะพิจารณาถึงขนาดชุมชนที่อยู่โดยรอบวัด และกิจกรรมของวัดที่พึงจะมีประกอบกันด้วย วัดในชุมชนเล็ก ๆ อาจไม่ต้องมีพื้นที่มากนัก แต่วัดในชุมชนใหญ่ถ้ามีพื้นที่กว้างขวาง ก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น พื้นที่ขนาด ๑๐ - ๑๕ ไร่เป็นพื้นที่ไม่มากไม่น้อยเกินไปน่าจะ พอเพียงสําหรับวัดทั่ว ๆ ไปในชุมชนขนาดเล็ก เหมาะสมสําหรับการบูรณะพัฒนา และดูแลรักษาให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ วัดบางแห่งมีพื้นที่มากนับ ๑๐๐ ไร่ ทําให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง จึงเกิดพื้นที่ร้างว่างเปล่า บางครั้งก็มีปัญหา มีผู้เข้าไปบุกรุก ทําให้เกิดความยุ่งยากกับวัด ๒. วัดควรอยู่ห่างไกลจากสิ่งรบกวนต่าง ๆ วัดที่อยู่ในย่านกลางของชุมชน มักมีปัญหาเรื่องเสียงรบกวน ผู้คนพลุกพล่าน ขาดความสงบ วัดที่มีโรงเรียนอยู่ใกล้ๆ อาจมีปัญหาเรื่องกลิ่น เสียงและควัน วัดที่อยู่ติดถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่น ทําให้มีเสียงรบกวนตลอดเวลา เป็นต้น ที่ตั้งวัดที่เหมาะสม ๑๑ อัญชลิตา สุวรรณะชฎ, “ภูมิสถาปัตยกรรมของวัดไทยกับการเรียนรู้และการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธบูรณาการ”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ (สสส.), ๒๕๖๐)


๑๗๒ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด จึงควรให้ปราศจากสิ่งที่อาจจะรบกวนทั้งหลาย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็ควรหาทางให้สิ่งที่จะรบกวนหรือเป็นพิษ อยู่ห่างจากวัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้๓. วัดต้องมีความสงบและร่มรื่น วัดที่สงบและร่มรื่นจะเป็นที่ดึงดูดใจให้ประชาชนสนใจเข้าวัดได้เป็นอย่างดี ความร่มรื่นจะเกิดขึ้นได้วัดจะต้องมีความสนใจ รักต้นไม้ปลูกต้นไม้ทั้งไม้ดอกไม้ประดับและไม้ยืนต้นมาก ๆ เป็นที่น่าเสียดายที่บางวัดไม่ให้ความสําคัญกับการปลูกต้นไม้โดยเฉพาะไม้ยืนต้น เพราะเกรงว่า ต้นไม้ยืนต้นจะบดบังความสวยงามของโบสถ์วิหารที่มีอยู่ในวัด แต่ก็มีวัดเป็นจํานวนมากที่สนใจปลูกต้นไม้ที่ให้ดูร่มรื่น เขียวชอุ่ม สดชื่นอยู่ตลอดเวลาถ้ามีการผสมผสานการปลูกต้นไม้หลากหลายพันธุ์ให้ขึ้นเป็นธรรมชาติทั้งไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นมะม่วง เป็นต้น รวมกับไม้พื้นบ้านที่ขึ้นได้งอกงามตามธรรมชาติ ก็ช่วยให้วัดดูร่มรื่น นอกจากนี้ ต้นไม้ต่าง ๆ ยังจะช่วยกรองเสียงกรองอากาศที่เป็นพิษทําให้เกิดบรรยากาศที่สงบ มากขึ้น ๔. วัดควรมีความงามตามธรรมชาติ วัดบางแห่งเน้นการสร้างถาวรวัตถุให้ใหญ่โตโอ่อ่า แต่วัดที่เน้นการปรุงแต่งธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้สวยงามยิ่งขึ้น จะเป็นวัดที่ประทับใจผู้คนที่พบเห็นได้มากกว่า วัดควรปลูกไม้ดอกไม้ประดับควบคู่กับไม้ใหญ่ให้ดูสวยงาม อาจตกแต่งบริเวณเป็นถ้ำเป็นภูเขา เป็นเนินหรือเป็นสระน้ำผสมกันไปก็จะทําให้สวยงามยิ่งขึ้น วัดบางแห่งเสริมแต่งให้เป็นธรรมชาติ โดยเอาสัตว์ป่ามาขังกรงเลี้ยงไว้ดูเป็นการทรมานสัตว์มากกว่า วัดควรเป็นเขตอภัยทานให้สัตว์ที่ไม่เป็นพิษภัยมาอาศัยอยู่จะดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ๕. วัดมีความสะอาด ความสะอาดจะช่วยให้วัดดูสงบ ร่มเย็น และสวยงามมากยิ่งขึ้นวัด ควรให้ความสําคัญกับการดูแลขยะมูลฝอย ให้มีการเก็บทําลายให้เป็นที่เรียบร้อย ไม่ควรให้มีน้ำขัง เน่าเหม็นเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อโรคต่าง ๆ หรือมีการกองเศษวัตถุก่อสร้างจนดูรกรุงรัง ๖. วัดมีความเป็นระเบียบ น่าเสียดายที่วัดหลายแห่งไม่มีแบบแผนการก่อสร้างไม่มีการจัดผังบริเวณวัดที่ชัดเจน ทําให้สิ่งก่อสร้างที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ระเกะระกะรกหูรกตา วัดควรมีแผนผังวัด เพื่อกําหนดพื้นที่ใช้สอยว่าบริเวณไหนจะใช้ประโยชน์อะไร บริเวณไหนเป็นเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสทั้งทั้งปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งจัดระเบียบ ถนนทางเท้าให้เหมาะสมและสวยงามด้วย ๗. วัดมีเสนาสนะเพื่อการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์และพุทธบริษัทตามความจําเป็น และตามความเหมาะสม คือจัดให้มีส่วนที่จําเป็นที่สุดก่อนเป็นลําดับแรก ที่จําเป็นน้อยกว่าควรจัดหาในลําดับหลัง ๆ สิ่งก่อสร้างควรให้เหมาะกับจํานวนพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่จะมาไม่ควร สร้างเผื่อไว้มากมาย ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินทองมาก และยังขาดความเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยด้วย ๘. วัดมีและรักษาสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน สิ่งที่เป็นศูนย์รวมของจิตใจอาจ มีหรือเกิดขึ้นได้หลากหลาย วัดโดยทั่วไปมักมีของเก่าของมีค่าที่หาได้ยากอยู่ในวัด เช่น พระพุทธรูป เจดีย์วิหาร ศิลปวัตถุทางพระพุทธศาสนา ภาพวาด ตู้พระธรรม หรือแม้แต่ต้นไม้ก้อนหิน ถ้ำ ตามธรรมชาติ ถ้าดูแลรักษาให้ดีจะมีคุณค่า ยิ่งดึงดูดใจให้ผู้คนมาเข้าวัดได้มากวัดอาจสร้างขึ้นมาใหม่ก็ได้แต่ไม่จําเป็นต้องเป็นของใหญ่โตหรูหราราคาแพง ๙. วัดมีสิ่งอํานวยความสะดวกพื้นฐาน พอเหมาะสมกับสภาพสิ่งที่อํานวยความสะดวกเหล่านี้อาจรวมถึงน้ำ ไฟ แต่ที่สําคัญคือมีอาคารสถานที่ที่เหมาะกับการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา และเพื่อการพักผอนจิตใจของประชาชน เป็นต้นว่ามีที่นั่งพัก หาความสงบตามมุมต่าง ๆ ตามโคนต้นไม้มีแสงสว่างตามทางเดินมีทางเดิน มีถนนทางเท้าไปสู่จุดหาความสงบร่มรื่น มีที่อ่านหนังสือ


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๗๓๑๐. วัดมีพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบข้อแรก ๆ ที่ได้กล่าวถึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของวัด แต่วัดจะเป็นวัดที่ดีได้พระสงฆ์ในวัดเป็นส่วนประกอบที่สําคัญที่สุด จริยาวัตรของพระสงฆ์จะเป็นที่ดึงดูดสนใจของประชาชนที่อยู่รอบ ๆ วัด ประชาชนจะให้ความสนใจเคารพนับถือพระสงฆ์ที่มีจริยาวัตรที่เหมาะสม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระวินัย ประชาชนมีความคาดหวังว่า พระสงฆ์จะประพฤติอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัย ไม่ทําในสิ่งที่พระสงฆ์ไม่พึงกระทํา จริงอยู่ อาจมีประชาชนบางส่วนคาดหวังให้พระสงฆ์ทําบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้องกับพระธรรมวินัยด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่น การคาดหวังให้พระสงฆ์บอกเลข ใบ้หวย หรือสร้างเครื่องรางของขลัง แต่ถ้าพระสงฆ์หลงใหลในสิ่งเหล่านี้ ก็จะทําให้วัดขาดสภาพความเหมาะสมที่จะเป็นวัดอย่างแท้จริงได้๑๑. วัดมีพระสงฆ์ที่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยที่แท้จริง วัดที่จะเป็นเช่นนี้ได้ก็ผู้นําของวัด ต้องส่งเสริมให้พระในวัดได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างกว้างขวาง เช่น มีการศึกษาพระปริยัติธรรม เปรียญธรรมมีหนังสือ มีห้องสมุดให้พระในวัดได้ศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง สร้างบรรยากาศในวัดให้เหมาะกับการศึกษาเล่าเรียน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พระมีความรู้ความสามารถที่จะเผยแผพระพุทธศาสนา สั่งสอนอบรมผู้สนใจในธรรมได้อย่างลึกซึ้งแท้จริง ๑๒. วัดมีกิจกรรมเพื่อการศึกษาธรรมะแก่ประชาชน เป็นต้นว่ามีการสอนธรรมะอย่างง่ายให้แก่เด็ก เยาวชน อาจมีโครงการที่เรียกว่า โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์มีการเทศนาในวันพระและวันสําคัญเป็นประจํา และมีกิจกรรมอื่น ๆ ในวัดสําคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น ๑๓. วัดมีกิจกรรมภาคปฏิบัติเพื่อความสงบทางจิตใจให้กับประชาชนผู้สนใจสม่ำเสมอเป็นประจํา เช่น ให้มีการฝกจิตทําสมาธิ ส่งเสริมการถือศีลอุโบสถของอุบาสกอุบาสิกา ๑๔. วัดเป็นแหล่งบริการเพื่อเพิ่มพูนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น มีห้องสมุดประชาชน เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาศึกษาหาความรู้ทั้งห้องสมุดกลางแจ้งและทั้งห้องสมุดปกติ และมีสิ่งอํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้พักผอนหย่อนใจ และหาความสุขในวัด เป็นต้น ๑๕. วัดควรทําหน้าที่เป็นผู้นํา ชักจูงให้ประชาชนได้ปรึกษาหารือกันเพื่อช่วยสร้างความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของชุมชน วัดอาจเป็นผู้นําชักชวนให้ประชาชนได้ช่วยพัฒนาท้องถิ่นของตนในด้านต่าง ๆ๑๒ ดังนั้น เจ้าอาวาสจะต้องมีการวางแผน เพื่อให้วัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่และวัดที่มีอยู่ได้พัฒนาไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ด้วยการปรับองค์ประกอบต่าง ๆ ให้มีคุณสมบัติ ๑๕ ประการนี้จะเป็นผลสําเร็จได้ช้าหรือเร็วประการใด ย่อมขึ้นอยู่กับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สําคัญยิ่งก็คือวัดต้องทําให้วัดเป็นของชุมชให้ชุมชนมีความรู้สึกว่าวัดเป็นของเขาที่ขาจะต้องหวงแหนและช่วยกันพัฒนา อย่าให้รู้สึกว่าวัดเป็นของหลวงพ่อหรือของเจ้าอาวาส ถ้าทําเช่นนี้ได้วัดย่อมมีความหมายต่อการพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างแน่นอน ๑๒ พนม พงษ์ไพบูลย์, “วัดในฝัน”, เอกสารประกอบคําบรรยายกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๓๘, (กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๓๘), หน้า ๔ - ๖.


๑๗๔ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๗.๖ การวางผังบริเวณของวัดในสังคมไทยการวางผังบริเวณเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการจัดการและการพัฒนาพื้นที่ภายในวัด เป็นการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของอาคาร สิ่งปลูกสร้างให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ เช่น ปัจจัยทางธรรมชาติ ปัจจัยด้านสุนทรียภาพ ปัจจัยด้านวัฒนธรรม และปัจจัยการใช้สอยที่ดินหรือการใช้ประโยชน์ของอาคาร โดยทั่วไป วัดจะมีการแบ่งเขตวัดออกเป็น ๓ เขต คือ ๑. เขตพุทธาวาส ประกอบด้วย โบสถ์ วิหาร เจดีย์ พระปรางค์ พระธาตุ มณฑป เป็นต้น ๒. เขตสังฆาวาส ประกอบด้วย กุฏิ ศาลาการเปรียญ เสนาสนะสงฆ์ หอฉัน หอไตร และฌาปนสถาน เป็นต้น ๓. เขตที่กัลปนาและธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา คือ ที่ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานอุทิศผลประโยชน์อันเป็นของหลวงที่เกิดขึ้นจากที่ดิน เรือกสวน ไร่นา เป็นต้น ให้นำมาใช้บำรุงวัดใดวัดหนึ่ง แต่ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส่วนที่ธรณีสงฆ์คือการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินถวายเป็นของสงฆ์สำหรับเป็นผลประโยชน์บำรุงวัด๑๓ การวางผังบริเวณวัดในประเทศไทยนั้น วัดโดยทั่วไปนิยมแบ่งเขตพื้นที่ภายในออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ ๑. เขตพุทธาวาส เป็นพื้นที่สำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเสมือนสัญลักษณ์หรือสถานที่ประทับขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำว่า “พุทธาวาส” มีความหมายว่าเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้า ในเขตพุทธาวาสมักประกอบด้วยสถาปัตยกรรมสำคัญๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ๑) พระเจดีย์ พระมณฑป พระปรางค์ : อาคารที่สร้างเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางหลักของวัด ๒) พระอุโบสถ : อาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมในการทำสังฆกรรม ๓) พระวิหาร : อาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส ๔) เจดีย์ มณฑป ปรางค์ : อาคารที่ใช้บรรจุอัฐิ หรือประกอบเพื่อให้ผังรวมสมบูรณ์ ๕) ศาลา เช่น ศาลาราย : อาคารที่ใช้เป็นที่นั่งพักของผู้มาเยือน ๖) ศาลาทิศ : อาคารที่ใช้ล้อมอาคารสำคัญสำหรับให้คฤหัสถ์นั่งพัก ๗) พระระเบียง : อาคารที่ล้อมอาคารหลักสำคัญแสดงขอบเขตแห่งพุทธาวาส ๘) หอไตร : อาคารที่ใช้เก็บรักษาคัมภีร์ทางศาสนา ๙) พลับพลาเปลื้องเครื่อง : อาคารที่ใช้สำหรับเป็นที่พระมหากษัตริย์เปลี่ยนชุดฉลองพระองค์ในวาระที่ทรง เสด็จพระราชดำเนินเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศล พระเจดีย์ พระปรางค์ และพระมณฑป ถือเป็นอาคารที่สำคัญที่สุดในฐานะหลักประธานของวัด จึงมักถูกวางตำแหน่งลงในผังตรงส่วนที่สำคัญที่สุดของเขตพุทธาวาส เช่น บริเวณกึ่งกลางหรือศูนย์กลางหรือแกนกลางของผัง อาคารสำคัญรองลงมากลุ่มแรก คือ พระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งอาคารทั้ง ๒ ประเภทนี้ มักใช้ประกอบคู่กันกับพระเจดีย์เสมอ หรืออาจใช้ประกอบร่วมกันทั้ง ๓ ประเภท คือ พระอุโบสถ พระเจดีย์ และพระวิหาร๑๓ เนตรนภิส นาควัชระ และคณะ, “การศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และสภาวะแวดล้อมในบริเวณศาสน สถาน ในกรุงเทพ มหานคร”, รายงาน วิจัย, (กรุงเทพมหาน คร : สถาบั นวิจัยสภาวะแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๓), หน้า ๒๕.


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๗๕ ๒. เขตสังฆาวาส เป็นบริเวณพื้นที่ส่วนหนึ่งของวัดที่กำหนดไว้ให้ เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับพิธีการใดทางศาสนา พื้นที่บริเวณนี้ประกอบไปด้วยอาคารสถานที่สัมพันธ์เฉพาะกับกิจกรรมและวัตรปฏิบัติ ที่เป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของเพศสมณะ เช่น ๑) กุฏิ : อาคารที่ใช้สำหรับพักอาศัย ๒) กัปปิยกุฎี : โรงเก็บอาหาร ๓) หอฉัน/โรงครัว : อาคารที่ใช้เป็นที่ฉันภัตตาหาร ๔) ศาลาการเปรียญ : อาคารที่ใช้เป็นที่เรียนหนังสือของพระสงฆ์ ๔) ชันตาฆร : โรงรักษาไฟและต้มน้ำ ๖) ห้องสรงน้ำ/เว็จกุฎี : อาคารสำหรับสรงน้ำและใช้ขับถ่าย ลักษณะการวางตำแหน่งอาคารในผังเขตสังฆาวาส กุฏิถือเป็นอาคารหลักสำคัญ โดยมีอาคารประเภทอื่นประกอบเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่เกี่ยวเนื่องกัน ส่วนใหญ่ไม่มีกฎเกณฑ์การวางผังมากนัก นอกจากบางประเภทของวัด ชั้นของวัด ที่ตั้ง รวมทั้งขนาดยังมีผลต่อการจัดวางผังของเขตนี้ กล่าวคือ หากเป็นวัดราษฎร์ขนาดเล็กอยู่ในแถบถิ่นชนบท นิยมวางตัวกุฏิกระจายตัวเป็นหลังๆ อาคารที่เป็นองค์ประกอบรองหลังอื่นๆ ก็จะจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้สอยของพระภิกษุ ๓. เขตธรณีสงฆ์และสาธารณสงเคราะห์หมายถึง เขตพื้นที่ในพระอารามที่วัดกำหนดพื้นที่บางส่วนที่เหลือจากการจัดแบ่งเขตสำคัญ คือเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส ให้เป็นเขตพื้นที่สำหรับเอื้อประโยชน์ใช้สอยในเชิงสาธารณะประโยชน์ในลักษณะต่างๆ ของวัด เช่น ๑) ธรรมศาลา : อาคารหรือโรงเทศนาธรรม ๒) หอระฆัง : อาคารที่ใช้เป็นเครื่องตีบอกเวลาสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ๓) พื้นที่สีเขียว : พื้นที่เชื่อมระหว่างเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส หรือบริเวณหลังวัด


๑๗๖ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๔) พิพิธภัณฑ์ : อาคารที่เก็บรักษาและแสดงวัตถุโบราณหรือสิ่งของสำคัญของวัด ๕) ศูนย์เรียนรู้ชุมชน : อาคารที่ประชุมและสถานที่ทำกิจกรรมของวัดและชุมชน ๖) ศาลาอเนกประสงค์ : อาคารที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง แล้วแต่ความต้องการ ๗) เมรุ : อาคารที่ใช้ในการจัดการเผาศพ เป็นต้น เขตธรณีสงฆ์ดังกล่าว ใช้เป็นพื้นที่เปิดโล่งเพื่อสร้างความร่มรื่นให้วัด หรือใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารอื่นๆ เช่น สร้างเมรุสำหรับฌาปนกิจศพชุมชน ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหรือการตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาแก่สังคม โดยเป็นพื้นที่ให้คฤหัสถ์เข้ามาเรียนรู้ พักผ่อน เป็นต้น การแบ่งพื้นที่วัดออกเป็น ๓ ส่วนนี้ ในเชิงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมมีความหมาย ส่วนหนึ่ง คือ เขตพุทธาวาส ใช้เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ (Semi-Public Zone) ส่วนสอง คือ เขตสังฆาวาส ใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัว (Private Zone) เฉพาะของพระสงฆ์ ส่วนสาม คือ เขตธรณีสงฆ์ เป็นเสมือนเขตพื้นที่สาธารณะ (Public Zone) สำหรับประชาชนทั่วไป การวางผังบริเวณภายในวัดดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการพัฒนาวัด การบูรณปฏิสังขรณ์ และการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดให้มีความเหมาะสมกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรม ภูมิปัญญาและวิถีวัฒนธรรมของสังคมไทย๑๔การแบ่งพื้นที่วัดออกเป็น ๓ ส่วนนี้ ในเชิงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมจึงให้หมายถึงส่วนหนึ่งคือเขตพุทธาวาสถูกใช้เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ (Semi-Public Zone) อีกส่วนหนึ่งคือ เขตสังฆาวาสที่ใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัว (Private Zone) เฉพาะของพระสงฆ์ ส่วนเขตธรณีสงฆ์ก็เป็นเสมือนเขตพื้นที่สาธารณะ (Public Zone) สำหรับคนทั่วไป มีแผนภูมิดังนี้๑๕๑๔ ให้ดูรายละเอียดใน พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร., การจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา, สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, (กรุงเทพมหานคร : นิติธรรมการพิมพ์, ๒๕๖๔), หน้า ๑๗ – ๒๑.๑๕ พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. บรรณาธิการ, สาธารณูปการวิถีพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๖๔), หน้า ๑๑๘.


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๗๗๗.๗ การออกแบบผังบริเวณและปรับปรุงภูมิทัศน์ตามหลักภูมิสถาปัตยกรรมหลักการออกแบบผังบริเวณและการปรับปรุงภูมิทัศน์ตามหลักภูมิสถาปัตยกรรม มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ใช้สอยภายนอกอาคารที่สวยงาม กลมกลืนกับธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้และมีความยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้๑๖ ๑. การจัดทำผังแม่บท เป็นการกำหนดพื้นที่ใช้สอยให้เอื้อสำหรับการทำกิจกรรมในวัดผสมผสาน เรื่องประโยชน์ใช้สอยและความงามเข้าด้วยกัน ภายใต้บริบทของสภาพที่ตั้ง ผู้ใช้และกิจกรรม เพื่อทำให้เกิดสภาวะน่าสบาย น่าอยู่ น่าใช้งาน เป็นการวางแผนการใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด ปลอดภัย เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในปัจจุบันและอนาคต มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนเพื่อรองรับการใช้งาน มีบรรยากาศที่ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรม ผังแม่บทจะเป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผนและบริหารจัดการกายภาพของวัด ให้สามารถใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ มีทิศทางทั้งการก่อสร้างอาคาร การวางระบบสาธารณูปโภค และการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ให้อยู่ในตำแหน่งและมีรูปแบบที่เหมาะสม นำไปสู่การจัดทำแผนการพัฒนาตามผังแม่บท โดยแบ่งเป็นช่วงเวลา (phasing) เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ จัดเตรียมพื้นที่ บุคลากร และงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง การวางผังแม่บทจะประกอบด้วยรายละเอียดการพัฒนาสภาพกายภาพในด้านต่างๆ ได้แก่ การจัดแบ่งเขตการใช้ที่ดิน (zoning) การจัดวางอาคารและสิ่งก่อสร้าง (Building) ระบบการสัญจร (Circulation) พื้นที่เปิดโล่ง (Open Space) พื้นที่สีเขียว (Green Area) ระบบสาธารณูปโภค (Utilities & Infrastructures) และการแบ่งระยะการพัฒนา (phasing) ๑๖ ให้ดูรายละเอียดใน พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร., การจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา, หน้า ๓๖.


๑๗๘ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๒. งานภูมิทัศน์ คือ สภาพทางธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น เฉพาะภายนอกอาคารหรือพื้นที่ใช้สอยภายนอกอาคาร ทั้งสิ่งก่อสร้าง องค์ประกอบภูมิทัศน์ และ บรรยากาศ เช่น สวน บริเวณพื้นที่เว้นว่างระหว่างอาคาร พื้นที่สีเขียว พืชพันธุ์ ก้อนหิน กรวด สระน้ำ น้ำพุ งานศิลปะกลางแจ้ง ศาลา ผนัง ม้านั่ง รั้ว ที่จงกรม ที่นั่งวิปัสสนา ฯลฯ งานออกแบบภูมิทัศน์ให้ความสำคัญกับการศึกษาทำความเข้าใจเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติเดิม พยายามรบกวนหรือเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด และตอบสนองต่อการเข้าไปใช้สอยพื้นที่ของมนุษย์ เป็นกระบวนการออกแบบ การวางแผน การจัดการ การสร้างสรรค์การปรับใช้หรือพัฒนาพื้นที่ภายนอกอาคาร เพื่อสนองต่อประโยชน์ใช้สอย มีความงาม กลมกลืนกับสภาพธรรมชาติเดิม รักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร องค์ประกอบสำคัญของงานภูมิทัศน์คือพืชพันธุ์ ทั้งไม้ยืนต้น (Tree) ไม้พุ่ม (Shrub) ไม้คลุมดิน (Groundcover) ไม้น้ำ (Aquatic plants) ไม้เลื้อย (Vines or climbers) ซึ่งมีการเจริญเติบโต ออกดอก ออกผล ผลัดใบ อาจมีความแตกต่างในแต่ละฤดูกาล พืชต้องการการดูแลรักษา จึงทำให้งานภูมิทัศน์เป็นงานที่ไม่หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และยังต้องทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อพืชพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศ สภาพดิน สภาพน้ำ แสงแดด อากาศ ธาตุอาหาร อุณหภูมิ และระบบนิเวศน์ ฯลฯ โดยหลักการออกแบบสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรมและการวางผังให้กับวัดนั้น จะคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้- ส่งเสริมความเป็น “ศูนย์รวมทางจิตวิญญาณ” ของชุมชนและสังคม• พัฒนากายภาพวัดให้ส่งเสริมความเป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ที่สงบ สัปปายะ เพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณของชุมชนและสังคม• เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาทางจิตวิญญาณ ทั้งบุญกริยา ทาน ศีล ภาวนา และไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา โดยการออกแบบกายภาพ พื้นที่กิจกรรมและการบริหารจัดการที่เหมาะสม• สร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของวัดร่วมกันกับชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง การเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่วัด และการร่วมดูแลรักษาร่วมพัฒนาวัดต่อไป โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาวัด


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๗๙ - การออกแบบด้วยความสมถะ สมประโยชน์ การนำปัจจัยมาใช้ถึงต้องคำนึงและยึดหลักที่ว่า “ประโยชน์สูง ประหยัดสุด”• ประโยชน์สูงสุด โดยการออกแบบกายภาพวัดให้ตอบสนองการใช้งานและดำเนินกิจกรรมต่างๆได้โดยสะดวก มีประสิทธิภาพ เป็นสัดส่วน• ประหยัดโดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว หรือหามาได้เพื่อนำมาใช้ร่วมกับการออกแบบให้มีประสิทธิผลสูงสุด - การออกแบบให้กลมกลืนกับประวัติศาสตร์ สุนทรียภาพของวัด วิถีชีวิตชุมชน ทั้งรูปแบบและการใช้งาน• ให้ผู้ใช้งานจริง เช่น คณะกรรมการวัด ญาติโยม ชุมชน หรือหน่วยงานในพื้นที่ที่ทำงานใกล้ชิดกับวัด มีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบอาคารและการใช้งาน• การเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับพื้นที่• ความเข้าใจในความงามและคุณค่าของแต่ละพื้นที่มีความต่างกัน• ความงามเกิดจากการใช้งานนำไปสู่รูปแบบที่เหมาะสม สอดคล้อง• นำหลักสัปปายะมาใช้ในการออกแบบ เพื่อส่งเสริมบทบาทหลัก คือการเผยแผ่ธรรมะ• อาจสอดแทรกภาพปริศนาธรรมในอาคารเพื่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน ประชาชนในพื้นที่กล่าวโดยสรุป หลักการออกแบบผังบริเวณและการปรับปรุงภูมิทัศน์ของวัดตามหลักภูมิสถาปัตยกรรมนั้น จำเป็นต้องผสมผสานระหว่างประโยชน์ใช้สอย ความงามตามธรรมชาติ และหลักธรรมทางพุทธศาสนา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความสงบสุขและกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างการใช้งานจริง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างบรรยากาศทางจิตวิญญาณ เพื่อให้วัดยังคงเป็นสถานที่ที่เจริญศรัทธาและเป็นศูนย์รวมใจของชุมชนอย่างยั่งยืน


๑๘๐ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๗.๘ การจัดการมรดกวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรมภายในวัด วัด สถานที่โบราณและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจัดเป็นส่วนหนึ่งของมรดกวัฒนธรรมที่มีความหมายครอบคลุมถึงทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ทั้งที่เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุและนามธรรม เป็นมรดกของมนุษยชาติ (Heritages) ในที่นี้หมายถึงสถานที่ สิ่งก่อสร้าง และวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ในอดีตเป็นสิ่งที่สามารถนำมาจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของผู้คนสมัยปัจจุบัน “ทรัพยากรวัฒนธรรม” ในมิติทางพระพุทธศาสนาได้นับรวมสถาปัตยกรรม (อุโบสถ เจดีย์ วิหาร) จิตรกรรม (ภาพวาดฝาผนัง) และประติมากรรม (พระพุทธรูป วัตถุสิ่งของ เช่น คัมภีร์ธรรม) ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาว่าเป็น “พุทธศิลปกรรม” ซึ่งเป็นผลงานด้านศิลปะที่สร้างขึ้นมาเพื่อสนองตอบและรับใช้งานทางด้านพระพุทธศาสนาที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเป็นความงามที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาธรรม โดยผ่านการแสดงทางวัตถุธรรม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เป็นสิ่งที่ช่วยโน้มน้าวจิตใจของพุทธศาสนิกชนให้เกิดความศรัทธา ประพฤติปฏิบัติตนในแนวทางที่ดีงามตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ศิลปกรรมในพระพุทธศาสนานั้นมักจะสร้างขึ้นในวัด ทั้งนี้เพราะวัดเป็นจุดศูนย์กลางของพุทธศาสนิกชน วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นแหล่งถ่ายทอดศิลปะวิทยาการและธรรมะ ศิลปะกลายเป็นเครื่องมือชี้ชวนให้เข้าวัด เป็นสื่อนำในการรับรู้ความเข้าใจในหลักธรรมให้มีจิตใจเป็นบุญ เป็นกุศล เสียสละ บริจาคทาน งานพุทธศิลปกรรมก่อให้เกิดผลอันเป็นคุณค่าทางจิตใจ ให้เกิดความเกษมเบิกบาน มีความ สุขสงบ โปร่งเบา ร่มเย็นในจิตใจ งานพุทธศิลปะหลายชิ้นล้วนแล้วถ่ายทอดความจริงเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม หลักศีลธรรมความดีงาม เสริมสร้างเพื่อสื่อให้ผู้ดูสัมผัส ให้เข้าถึงสัจธรรมแห่งชีวิตไม่ว่าจะเป็นกฎของธรรมชาติความไม่เที่ยง การพลัดพรากที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ และพุทธศิลป์ยังถ่ายทอดความเมตตากรุณา ปลอบประโลมให้ผู้ทุกข์คลายเบาบางลง นอกจากนี้พุทธศิลปกรรมนั้น เป็นสื่อน้อมนำศรัทธาเป็นแหล่งความรู้ เป็นศูนย์กลางจุดรวมของจิตใจ ที่มีคุณค่าความสำคัญหลายประการ เช่น เป็นที่พึ่งทางจิตใจโดยเฉพาะพุทธศิลป์ที่เป็นพระพุทธรูปเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวพุทธ สร้างขวัญกำลังให้แก่ผู้ต้องการกำลังใจ พระสถูปเจดีย์ พระแท่นใต้ต้นศรีมหาโพธิรอยพระพุทธบาท แผ่นจารึกหัวข้อพุทธธรรม เป็นต้น โบราณวัตถุต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีคุณค่าในฐานะสิ่งอนุสรณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเครื่องหมายของพุทธศาสนา และเป็นสิ่งประกอบในศาสนาพิธี เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม และเป็นทางแห่งการทำบุญกุศลของชาวพุทธ ชาวพุทธจะอาศัยพุทธศิลป์เป็นการกราบไหว้บูชา เพื่อน้อมนำไปสู่การศึกษาและปฏิบัติธรรม การสร้างพระ การสร้างสถูปเจดีย์การบูรณะซ่อมแซม ซึ่งถือเป็นกุศลหลักทางพระพุทธศาสนา มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ประเพณีสถาปัตยกรรม โบราณคดีประวัติศาสตร์ เชื้อชาติศึกษาเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ทัศนคติค่านิยม สังคมวิทยา และศีลธรรมจรรยา ความงดงาม ความสุนทรีย์และทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เป็นต้น มรดกวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรมนั้น ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นถาวรวัตถุ เป็นโบราณสถาน วัตถุโบราณ และสิ่งของอื่นๆ โดยมีลักษณะสำคัญ ดังต่อไปนี้ ๑. ทรัพย์สินทางประวัติศาสตร์ (Historic Properties) ๒. โบราณวัตถุ สิ่งประดิษฐ์ (Artifacts) ๓. เอกสารโบราณ (Documents / Archives) ๔. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม (Physical Environment) ได้แก่ สถานที่มีภูมิทัศน์สวยงาม รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Built Environment)


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๘๑ ๕. ทรัพยากรที่เป็นนามธรรม (Non- Physical Resources) ได้แก่ แบบแผนวิถีชีวิต (Way of life) แบบแผนพฤติกรรม (Standard of Practice) ขนมธรรมเนียม/วิถีประชา (Norm) ค่านิยม (Values) ความเชื่อ (Beliefs) ศาสนา (Religion) แบบแผนของปฏิสัมพันธ์ในสังคม (Pattern of Interaction) รูปแบบสถาบัน/องค์กร (Organizations) ศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ ได้ระบุทรัพยากรวัฒนธรรมว่า หมายถึง ส่วนประกอบของระบบวัฒนธรรมทั้งหมดในสังคมมนุษย์ทั้งที่เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้ และที่เป็นความหมาย ความรู้ ภูมิปัญญา ความเชื่อ กฎระเบียบแบบแผนการปฏิบัติ จินตนาภาพ และความรู้สึกนึกคิดที่ไม่สามารถจับต้องมองเห็นหรือสัมผัสได้ เป็นสิ่งที่สามารถจัดการให้เกิดประโยชน์แก่การดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ชุมชน แต่ละสังคม แต่ละยุคสมัยได้ และทรัพยากรวัฒนธรรมในสังคมปัจจุบันประกอบด้วยสิ่งที่เป็นมรดกสืบทอดมาจากอดีตและสิ่งที่ยังมีการสร้างสรรค์ดัดแปลงขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้สอยให้สมประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของสังคมและชุมชน ในปัจจุบันสามารถจัดแบ่งทรัพยากรวัฒนธรรมออกเป็นประเภทต่างๆ ตามแนวทางการศึกษาด้านโบราณคดีชุมชน ได้แก่ ๑. แหล่งโบราณคดี (Archaeological Site) หมายถึง สถานที่ที่เคยมีมนุษย์ในอดีตเข้าไปใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมต่างๆในการดำรงชีวิตหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม ทั้งที่เป็นการถาวร หรือเป็นครั้งเป็นคราว อาจจะมีสิ่งก่อสร้างหรือไม่มีสิ่งก่อสร้างก็ได้ เช่น บริเวณวัดเก่า เมืองเก่า สุสานฝังศพ กำแพงเมือง คูเมือง สถานที่ผลิตเครื่องถ้วยชามหม้อไห (แหล่งเตาโบราณ) ซึ่งอยู่ภายในบริเวณวัดและชุมชน เช่น แหล่งโบราณคดีพระนครศรีอยุธยา สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร ย่านเมืองเก่านครศรีธรรมราช แหล่งลูกปัด บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น ๒. โบราณสถาน (Ancient Structures) หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่มีสภาพและใช้วัสดุคงทนที่เกิดจากมนุษย์สร้าง เป็นศาสนสถาน สถานที่ประกอบพิธีกรรม สถานที่ธรรมชาติประเภทถ้ำและเพิงผาที่คนสมัยโบราณได้ดัดแปลงก่อสร้างต่อเติมเป็นอาคาร โรงเรือนหรืออาคารที่ประกอบกิจการงานอาชีพ (ปั้นหม้อ ทอผ้า จักสาน หล่อโลหะ ทำลูกปัด ตีเหล็ก ฯลฯ) เช่น อนุสาวรีย์ โบสถ์ วิหาร หอไตร กุฏิ เจดีย์ พระปรางค์ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้า เสาอินทขีล ปราสาทขอม เสาชิงช้าพราหมณ์ ฯลฯ ที่มีสภาพติดที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยในพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕ ) มาตรา ๔ ระบุว่า โบราณสถาน หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้างหรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางศิลป์ ประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย3 วัตถุโบราณ (Ancient Objects) หมายถึง วัตถุสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ ที่เกิดจากการประดิษฐ์ด้วยฝีมือคนหรือเกิดจากการดัดแปลงจากวัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติตามภูมิปัญญาความรู้ของคนในยุคสมัยต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม ทั้งด้านเศรษฐกิจ (การทำมาหากิน) การศึกษา (การอบรมสั่งสอน) การรักษาพยาบาลและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อในวาระต่างๆ ของชีวิต เช่น การสร้างงานศิลปะและชิ้นงานศิลปะประเภทแกะสลักไม้ แกะสลักหิน ภาพวาด พระพุทธรูป ปูนปั้น หล่อโลหะ หนังสือ ศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน สมุดข่อย ปั๊บสา ปั๊บหลั่น เงินเหรียญ วัตถุสมมติแทนเงินตรา ธนบัตร รูปเคารพในศาสนาและระบบความเชื่อต่างๆ ธรรมาสน์ อาสนะ เฟอร์นิเจอร์ ตู้ โต๊ะ เตียง เก้าอี้ ฯลฯ ซึ่งวัตถุโบราณในที่นี้หมายรวมถึงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ. ๒๕๐๔ ระบุว่า โบราณวัตถุ หมายถึง สังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือเป็นส่วนใด


๑๘๒ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ส่วนหนึ่งของโบราณสถาน ซากมนุษย์หรือซากสัตว์ ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางศิลป์ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี และศิลปวัตถุ หมายถึง สิ่งที่ทำขึ้นด้วยมืออย่างประณีตและมีคุณค่าสูงในทางศิลป์ด้วย เมื่อกล่าวโดยสรุป วัดหน่วยงานภาครัฐ และชุมชนที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการจัดการมรดกวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรมภายใน วัดได้ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดและภายใต้อำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส โดยมีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้๑๗ ๑.การกำหนดผังบ ริ เว ณ แ ล ะ พื้ น ที่ภายในวัดให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมและวัฒนธรรมในภูมิภาค ๒. การออกแบบผังบริเวณ และการปรับปรุงภูมิทัศน์ ตามห ลักภู มิส ถ า ปั ต ย ก ร ร ม ที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมในพื้นท ๓. การบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่อาคารและโบราณสถาณ โบราณ วัตถุตามเป้ าห ม าย ห รือ แ ผ น ที่กำหนดไว้ ๔. การส่งเสริมการเรียน รู้เพื่ อให้ เห็ นคุ ณ ค่ า แ ล ะค ว า ม ส ำ คั ญ ข อ งทรัพยากรวัฒนธรรมภายในวัด ๕. การสร้างสรรค์ด้านพุทธศิลปกรรม ประเพณีพิธีกรรมที่สอดคล้องกับหลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยรวมถึงการผลิตสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ๖. การบังคับใช้กฎระเบียบและการเฝ้าระวัง การนำมรดกวัฒ นธรรมไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมเช่นการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุและโบราณสถานที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือกติกาของวัดและชุมชนในการจัดการ มรดกวัฒนธรรม ๗. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการมรดกวัฒนธรรมขององค์ ก รวัฒ น ธรรม ภ าค รัฐอ งค์ ก รปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน เพื่อให้วัด โบราณสถานและสิ่งแวดล้อมพุทธศิลปกรรมเป็นที่สง่างามเป็นรมณียสถานเหมาะสมกับการเรียนรู้และการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทรัพยากรวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรมดังกล่าว ส่วนใหญ่มีอยู่ภายในวัดและสังคม ล้วนมีความสำคัญเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและจัดเป็นทุนทางสังคมเชิงวัฒนธรรม ที่ให้ทั้งคุณค่าและมูลค่าทางด้านต่างๆ เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าอดีตที่สะท้อนมาถึงภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสิ่งที่สามารถนำมาจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของผู้คนสมัยปัจจุบันได้๗.๙ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัด เป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจ มุ่งเน้นการจัดการ การดูแล และการปรับปรุงสภาวะต่าง ๆ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมและการเสริมศักยภาพ ในการปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชนและสังคมแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดมีเป้าหมาย เพื่อให้วัดและชุมชนมีความสะอาดร่มรื่นสวยงาม เป็นรมนียสถาน เหมาะสมกับการเรียนรู้และการปฏิบัติธรรมโดยแนวทางการจัดการนั้นโดยมุ่งเน้นให้พระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติ ดูแลรักษาความสะอาดการปลูกต้นไม้การคัดแยกขยะการบำบัดน้ำเสีย และการดูแลสุขอนามัยภายใน วัดควบคู่กับการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม๑๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๙.


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๘๓ดำเนินงานนับตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ พุทธศิลปกรรมภายในวัด การดำเนินกาการติดตาม ประเมินผลและการสรุปเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ของการจัดการตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธ ดังนั้นกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดไว้เพื่อ ประโยชน์ต่อการมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม มีสุขภาพอนามัยที่ดีโดยมีสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องจำนวน ๙ ประเด็น ได้แก่๑. การจัดการพื้นที่สีเขียว๒. การจัดการอาคารและสถานที่๓. การจัดการขยะ๔. การจัดการน้ำเสีย๕. การจัดการเตาเผา/เมรุ๖. การป้องกันเพลิงไหม้๗. การลดมลพิษ/ควันธูป๘. การป้องกันปัญหาอบายมุข สุรา และยาเสพติด๙. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๑๘๗.๙.๑ การจัดการพื้นที่สีเขียวภายในวัดพื้นที่สีเขียวการจัดการพื้นที่สีเขียวภายในวัดพื้นที่สีเขียว (Green Space) หมายถึง พื้นที่กลางแจ้ง และกึ่งกลางแจ้งที่มีขอบเขตที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วน หรืออาจมีอาคารตั้งอยู่บางส่วน เป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ภายในวัด ควรประกอบด้วยพื้นที่สีเขียว เพื่อนันทนาการและความงามทางภูมิทัศน์ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดหรือบริเวณรอบวัด มีแนวทางดำเนินการดังนี้๑. การปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงาม ดูแลรักษาต้นไม้และพื้นที่สีเขียวอยู่เป็นประจำเพื่อสร้างความร่มรื่นและสวยงามในเขตพื้นที่ตั้งวัด เช่น การปลูกไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้ดอก ไม้ประดับและไม้กระถางเช่นบริเวณลานจอดรถ พื้นที่รกร้าง พื้นที่สองข้างทาง เดินเท้า และริมถนน ควรเป็นชนิดพันธุ์เดียวกัน เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอและดูแลจัดการได้ง่าย๒. การปลูกต้นไม้ในพระพุทธศาสนา หรือต้นไม้ตามที่ปรากฏในคัมภีร์และความเชื่อทาง พระพุทธศาสนา โดยมีป้ายชื่อชนิดต้นไม้และความสำคัญทางพุทธศาสนา โดยมีการดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ ในพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ๓. การอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ภายในวัด (อายุ ๓๐ ปีขึ้นไป) แนวคิดและหลักการของพระพุทธศาสนาในการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ คือ “การไม่ทำลายป่า และต้นไม้ในทุกมิติ” ดังนั้น พระสงฆ์ที่มีบทบาทในการ อนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม จึงพยายามที่จะหาวิธีและแนวทางที่จะรักษาป่าไว้ไม่ให้ถูกทำลาย ขณะเดียวกัน ก็พยายามเพิ่มพื้นที่ป่ามากขึ้น ด้วยแนวคิดและวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น การบวชต้นไม้การขึ้นทะเบียนต้นไม้เป็นต้น๔. การปลูกพืชสมุนไพร/การปลูก ผักพื้นบ้าน ประโยชน์พืชสมุนไพร คือพืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยาช่วยส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรค จึงควรส่งเสริมการปลูกและการบริโภคผักพื้นบ้านและพืช สมุนไพรของไทยโดยใช้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ในการส่งเสริมการขยายพันธุ์ผักพื้นบ้านที่หายาก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชนและวัด และควรมีการบำรุงรักษา พืชสมุนไพร และผักพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง๑๘ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๖ -


๑๘๔ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๗.๙.๒ การจัดการอาคารและสถานที่การสุขาภิบาลอาคารและสถานที่ หมายถึง การจัดการควบคุมดูแลอาคารและสถานที่ให้สะอาดถูกสุขลักษณะ เพื่อให้วัดมีสุขาภิบาลที่ดีมีความปลอดภัย และไม่เป็นแหล่งกำเนิดโรคระบาด โดยมีวิธีดำเนินการ ดังนี้๑. การกำหนดแผนผังการใช้พื้นที่ โดยกำหนดพื้นที่ภายในวัดเป็นสัดส่วนชัดเจนวัดโดยทั่วไป นิยมแบ่งเขตพื้นที่ภายในออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส เขตธรณีสงฆ์ตามที่กล่าว แล้ว เพื่อให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม๒. การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ โดยเริ่มจากบริเวณรอบวัด (ถนนทางเดิลานวัดที่จอดรถพื้นที่เปิดโล่ง) ศาลา การเปรียญ/อุโบสถ/อาคาร บริเวณกุฎิหรือที่พัก ห้องครัห้องน้ำ ห้องสุขาสาธารณะ ร้านค้า สามารถนำหลัก 5 ส. มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินการจัดการความสะอาดและความเป็นระเบียบภายในวัด สะอาด มีระบบการจัดเก็บที่ปลอดภัย มีแสงสว่างที่ เหมาะสม เป็นต้น๔. การจัดการร้านค้า/สังฆทานภายในวัด โดยมีการดูแลความสะอาด บริเวณร้านค้า มีถังขยะ รองรับขยะอย่างเพียงพอ มีฝาปิด มีการคัดแยกขยะที่เหมาะสม๕. ห้องน้ำ ห้องสุขาสาธารณะ โดยการจัดการห้องน้ำ ห้องสุขาสาธารณะให้ได้มาตรฐานไม่ให้เป็นแหล่งแพร่โรคติดต่อและสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ จะเน้นการพัฒนาเรื่องสะอาด เพียงพอและปลอดภัย โดยครอบคลุมในประเด็น พื้นผนัง เพดาน โถส้วม/โถปัสสาวะ ที่กดโถส้วม/โถ ปัสสาวสะอาด ไม่มีคราบสกปรกอยู่ในสภาพดีใช้งานได้มีน้ำใช้สะอาด เพียงพอ และไม่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมถึงภาชนะเก็บกักน้ำ ขันตักน้ำสะอาด อยู่ในสภาพ ดีที่ใช้งานได้เป็นต้น๗.๙.๓ การจัดการขยะการจัดการขยะและ พวงหรีดภายในวัด การใช้พวงหรีดดอกไม้สด พวงหรีด พลาสติก โฟม เมื่อเสร็จงานแล้วจะมีขยะจำนวนมากที่ วัดจะต้องกำจัด ดังนั้น วัดควรมีแนวทางในการจัดการ ขยะทั่วไปและขยะจากพวงหรีดที่เกิดขึ้น และรณรงค์ ให้มีการใช้พวงหรีดชนิดที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์หลังเสร็จสิ้นงานศพ โดยมีแนวทางดังนี้๑. การลดขยะให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้สะดวกกับการบริหารจัดการ๒. ควรมีการรณรงค์ให้พุทธศาสนิกชน ช่วยกันลดปริมาณขยะ หรือหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อย สลายได้ง่าย๓. การคัดแยกขยะตามประเภทขยะ ได้แก่ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์เศษใบไม้และขยะอันตราย รวมถึงการกำจัดอย่างถูกต้องเหมาะสม และเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เช่น การจัดการขยะรีไซเคิล ถ้าวัดมีการคัดแยก สามารถนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ขยะประเภทนี้ได้แก่กระดาษขวดพลาสติก ขวดแก้ว เป็นต้น๔. สร้างความเข้าใจให้แก่พุทธศาสนิกชน ถึงปัญหาปริมาณขยะทั่วไปและขยะจากพวงหรีดเพื่อ ให้พุทธศาสนิกชนเลือกใช้พวงหรีดที่สามารถนำมาใช้ ประโยชน์หลังเสร็จงานศพได้และลดปริมาณขยะที่วัด ต้องจัดการ เช่น พวงหรีดต้นไมพวงหรีดจากเครื่องครัว ท ั้งจาน ช้อน ถ้วย ชาม จักรยาน เก้าอี้ผ้าห่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม กาน้ำร้อน เครื่องปั่นอาหาร นาฬิกา หม้อหุงข้าว เป็นต้นสำหรับพวงหรีดดอกไม้สด ดอกไม้ อาจนำไปทำปุ๋ยหมัก ส่วนโครงฟางพวงหรีด สามารถนำกลับมาเป็นโครงใหม่หรือแยกจำหน่าย


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๘๕๗.๙.๔ การจัดการน้ำเสียปัญหาน้ำเสียภายใน วัดส่วนใหญ่เกิดจากการซักล้างทำความสะอาดการประกอบอาหาร และสิ่งขับถ่าย ซึ่งมีการปนเปื้อนของสารอินทรีย์และอาจมีเชื้อโรคที่แพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม ดังนั้น น้ำเสียเหล่านี้ควรผ่านการบำบัด ก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อลดความสกปรกและความเป็นพิษของน้ำเสีย รวมถึงทางวัด ควรมีมาตรการการประหยัดน้ำ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การล้างภาชนะ การชำระล้างทำความสะอาด เป็นต้น รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับการบำบัดน้ำเสียในแต่ละแหล่งกำเนิด มีแนวทางการจัดการ ดังนี้๑. การจัดการเศษอาหาร และกากไขมัน โดยการสำรวจปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นเพื่อหา ขนาดถังดักไขมันให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำเสีย และลดการใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร เทเศษอาหารออกจาก ภาชนะก่อนนำไปล้าง ไม่เทน้ำมันที่ใช้แล้วลงน้ำทิ้งหรือ ท่อระบายน้ำ ควบคุมน้ำเสียจากกิจกรรมต่าง ๆและนำไปจัดการอย่างเหมาะสม๒. การจัดการน้ำเสียจากส้วม น้ำเสีย จากส้วม เป็นน้ำเสียที่มีสิ่งปฏิกูลและแอมโมเนียเจือปนอยู่ซึ่งน้ำเสียที่เกิดขึ้นควรบำบัดโดยให้น้ำเสียไหลผ่านถัง เกรอะก่อนโดยบ่อเกรอะจะมีลักษณะเป็นบ่อปิดน้ำซึม ไม่ได้โดยให้มีการดูแลอย่างต่อเนื่อง๓. การจัดการน้ำเสียจากกิจกรรมอื่นๆ จะต้องมีการจัดการ/ระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมต่อ ขนาดและกิจกรรมของวัดสามารถบำบัดน้ำเสียได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และมีการดูแลบำรุงรักษาระบบจัดการน้ำเน่าเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ถ้าวัดมีน้ำเสียจากการอาบน้ำ และการซักล้างจำนวนมากควรให้น้ำเสียไหล ผ่านบ่อเกรอะเพื่อกำจัดสารอินทรีย์เศษไขมัน คราบสบ แล้วผ่านไปยังบ่อกรองไร้อากาศต่อไปหรือบำบัดน้ำเสีย โดยติดตั้งถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป ระบบการทำงานของถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป ใช้หลักการ “จุลินทรีย์กำจัดจุลินทรีย์” โดยกากของเสียซึ่งไหลลงสู่ถังบำบัดน้ำเสีย จะตกตะกอนอยู่ก้นถังที่เต็มไปด้วยจุลินทรีย์คอยย่อยสลาย ทำให้ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีตะกอนตกค้างในถัง และไม่ต้องพึ่งการระบายน้ำของบ่อซึม สำหรับน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะปล่อยลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ๗.๙.๕ การจัดการเตาเผาศพ (เมรุ)“การเผาศพ” ถือเป็นธรรมเนียมประเพณีของชาวพุทธที่ยึดถือปฏิบัติกันมาช้านานอาจจะมีพิธีกรรมที่อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเชื่อของพุทธศาสนิกชนในท้องถิ่น เมรุเผาศพจะเป็นแหล่งก่อมลพิษทางอากาศ ประเภทฝุ่นละออง ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เขม่า และขี้เถ้าจากการเผาศพ แต่ถ้ามีการนำวัสดุสิ่งของใส่รวมลงไปในการเผาศพ เช่น การใส่วัสดุประเภทพลาสติก ใยสังเคราะห์ อุปกรณ์ตกแต่งโรงศพที่เป็นวัสดุพลาสติก พวงหรีด กระดาษเงินกระดาษทอง เทพพนมเพราะมีสารพิษ ประเภท “ไดออกซิน/ฟิวแรนส์”(Dioxins/Furans) ซึ่งไดออกซินฟิวแรนส์ เพียง๐.๐๐๐๐๐๐๑ มิลลิกรัม สามารถส่งผลต่อร่างกายมนุษย์และหากได้รับพิษสะสมเข้าไปในร่างกายเป็นระยะเวลานาน ก็อาจจะส่งผลออกมาในรูปของน้ำหนักลด โรคผิวหนัง ตับ อักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องอัณฑะมีรูปร่างผิดปกติการสร้างอสุจิลดลง ตัวอ่อนหรือทารกผิดปกติก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยมีแนวทางการจัดการ ดังนี้ ๑. วัดควรมีการดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดมลพิษน้อยที่สุด โดยหลีกเลี่ยงการใส่วัสดุประเภท พลาสติกลงไปในโลงศพ การเกิดมลพิษทางอากาศ จากเตาเผาศพมีสาเหตุหลักจากเชื้อเพลิงที่ใช้เตาเผาศพที่ใช้ไม้ฟืนหรือถ่านเป็นเชื้อเพลิง มักจะเกิดปัญหามลพิษมากกว่าการใช้น้ำมันหรือก๊าซ รูปแบบของเตา


๑๘๖ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด เผาศพ เตาเผาศพแบบห้องเผา จะมีห้องเผา ๒ ห้อง ห้องแรก เป็นห้องเผาศพ จะต้องออกแบบให้เกิดการ เผาไหม้ที่สมบูรณ์ ๒. หากมีแผนงานปรับปรุงเมรุใหม่ควรเป็นเตาเผาศพแบบ ๒ หัวเผาหรือเตาเผาไร้มลพิษเตาเผาแบบนี้เป็นเตาเผาที่ออกแบบและมีเทคนิคการ เผาทันสมัย โดยแบ่งห้องเผาไหม้ออกเป็น ๒ ห้อง เตาเผาแบบนี้จะใช้เหล็กกล้าเป็นผนังและบุด้วยอิฐ ทนไฟ นิยมใช้น้ำมันดีเซล หรือก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิง มีหัวเผา๒ หัว โดยหัวเผาใหญ่สำหรับห้องเผาศพส่วนหัวเผาเล็กสำหรับห้องเผาควันและกลิ่น เพื่อกำจัดมลพิษให้หมดไปหรือให้เหลือน้อยที่สุดก่อนปล่อยออก ไปทางปล่องควัน และอาจจะมีระบบควบคุมมลพิษ ทางอากาศอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อควบคุมการระบาย มลพิษทางอากาศให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ๓. กำหนดให้พนักงาน (สัปเหร่อ) จะต้องเดินระบบเตาเผาเดินระบบการเผาไหม้ตามเกณฑ์ที่เหมาะสม และคอยตรวจระบบการเผาไหม้อยู่เสมอ ๔. มีการดูแลรักษาเตาเผาอย่างสม่ำเสมอ เช่น การซ่อมบำรุงปีละครั้ง รวมทั้งความสะอาดบริเวณเตาเผาศพอย่างต่อเนื่อง๗.๙.๖ การป้องกันเพลิงไหม้วัดควรจัดทำวิธีการป้องกันและแผนระงับเหตุฉุกเฉิน พร้อมทั้งมีการตรวจสอบวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในวัด เช่น สายไฟและอุปกรณ์อยู่ในสภาพดีเพื่อเตรียมรับกรณีฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันการณ์โดยมีวิธีดำเนินการ ดังนี้๑. สำรวจสายไฟและอุปกรณ์ว่ายังอย ในสภาพดีไม่ชำรุด หรือเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร๒. จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ เกี่ยวข้องให้เพียงพอและพร้อมใช้งาน รวมทั้งระบุตำแหน่งเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน ได้แก่สัญญาณเตือนภัย ถังดับเพลิง (FireExtinguishers) โดยติดตั้งอุปกรณ์บริเวณจุดเสี่ยงหรือจุดที่มีสามารถหยิบใช้งานได้อย่างสะดวก เช่น ครัว กุฏิศาลาการเปรียญ เป็นต้น โดยถังดับเพลิงให้ติดตั้งตามมาตรฐานที่กำหนดและสะดวกกับการนำมาใช้๓. จัดเตรียมหมายเลขโทรศัพท์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีดับเพลิง สถานีตำรวจ สำนักงานไฟฟ้า เป็นต้น๗.๙.๗ การลดมลพิษจากควันธูปผลการวิจัย ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์พบสารก่อมะเร็งในควันธู๓ ชนิด คือ เบนซิน บิวทาไดอีนและเบนโซเอโพรีเนื่องจากส่วนประกอบของควันธูปมาจากกาว ขี้เลื่อยน้ำมันหอม และสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม โดยสารก่อมะเร็งเกิดจากการ เผาไหม้ของกาวและน้ำหอมเป็นสำคัญ ดังนั้น ธูป ๑ดอก จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์๓๒๕ กรัม และก๊าซมีเทน ๗ กรัม ซึ่งมีศักยภาพเท่ากับการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง ๒๓ เท่า นอกจากนี้ยังมีสารพิษอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมีส่วนในการก่อให้เกิด มะเร็งชนิดต่าง ๆ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็ง ในระบบเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งในกระเพาะ ปัสสาวะ นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณสารก่อมะเร็ง ที่พบในวัดมีความเข้มข้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสุขภาพดีของพระสงฆ์ เจ้าหน้าที่และพุทธศาสนิกชนที่เข้าวัดควรมีมาตรการลดปริมาณที่ต้องสูดควันธูป โดยมีวิธีการจัดการ ดังนี้๑. ลดจำนวนกระถางธูปตามความ เหมาะสมเหลือเพียงจุดสำคัญ


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๘๗๒. ควรตั้งกระถางธูปไว้นอกอาคาร สำหรับในกรณีที่จุดธูปในอาคาร ควรติดตั้งพัดลมระบายเพื่อดึงควันธูปออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด๓. รณรงค์ลดมลพิษจากควันธูปใน งานบุญประเพณี๗.๙.๘ การส่งเสริมให้วัดเป็นเขตปลอดอบายมุข บุหรี่ เครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์วัดและชุมชนควรรณรงค์ส่งเสริมให้วัดเป็นเขตปลอดอบายมุข บุหรี่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด เนื่องจากอบายมุข เครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมถึงยาเสพติดก่อให้เกิดปัญหาสังคมและเศรษฐกิจปัญหาอาชญากรรม สร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมและประเทศชาติและเพื่อให้สอดคล้องกับการควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นไปตามนัยแห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งห้ามขาย และบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัด โดยมีบทลงโทษคือต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่ เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีวิธีดำเนินการดังนี้๑. การไม่จำหน่าย ถวาย เลี้ยงดื่ม เสพ สูบ บุหรี่ยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเขตพื้นที่วัด๒. มีการประชาสัมพันธ์สร้างความ เข้าใจให้แก่พุทธศาสนิกชนถึงการส่งเสริมให้วัดเป็นเขตปลอดอบายมุข บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีต่าง ๆ เช่น มีป้ายรณรงค์ห้ามในเรื่องเหล้าบุหรี่ยาเสพติด การพนัน๓. ควรมีการอบรม เทศน์สอน บอกกล่าวหรือฝึกปฏิบัติธรรมในเรื่องอบายมุขและสิ่งเสพติ๔. การจัดกิจกรรมเพื่อให้วัดเป็นเขตปลอดอบายมุข บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยาเสพติด เช่น งานศพปลอดอบายมุข เป็นต้น๗.๙.๙ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากการเพิ่มของประชากร (Population Growth) เมื่อผู้คนมากขึ้นความต้องการบริโภคทรัพยากรก็เพิ่มมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย พลังงาน และเกิดจากการขยาย ตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี(Economic Growth & TechnologicalProgress) ความเจริญทางเศรษฐกิจนั้น ทำให้มาตรฐานในการดำรงชีวิตสูงตามไปด้วย มีการบริโภคทรัพยากรจนเกินความจำเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิต มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานมากขึ้น ในขณ ะเดียวกันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีก็ช่วยเสริมให้วิธีการนำทรัพยากรมาใช้ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นการให้ความรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติแก่พุทธศาสนิกชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งปัญหาภัยแล้ง โลกร้อน อุทกภัย วาตภัย น้ำเน่าเสีย ขยะล้นเมือง พื้นที่ป่าลดลงเพื่อให้ประชาชนทราบและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การจัดการขยะ น้ำเสีย การอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้นการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญ เพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนในชุมชนร่วมมือร่วมใจที่เกิดขึ้น เป็นอันหนึ่งอันเดียว นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน การมีส่วนร่วมนั้นมีเป้าหมายให้บุคคลหรือ คณะบุคคลเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการพัฒนา ช่วยเหลือ สนับสนุนในกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมของวัด ตั้งแต่ร่วมคิดร่วมตัดสินใจร่วมดำเนินการ ร่วมรับผลประโยชน์และร่วมประเมินผล เพื่อให้เกิดการยอมรับ และก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดทุกฝ่าย โดยวิธีการดำเนินการร่วมกันของหลาย ๆ ภาคส่วน ได้แก่ วัด ชุมชน โรงเรียนหน่วยงานท้องถิ่นตามแนวทางที่เรียกว่า “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้


๑๘๘ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑. การให้ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือภัยพิบัติผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น ติดป้ายรณรงค์ติดบอร์ด เว็บไซต์รวมถึงการใช้เสียงตามสาย หรือการเทศนาในวันสำคัญเพื่อถ่ายทอดหรือบอกข่าวสาร ให้แก่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และรับรู้อย่างเท่าเทียมกันและมีกิจกรรมเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติร่วมกับชุมชน๒. มีการร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในวัด จัดอันดับความสำคัญของปัญหา๓. มีการร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการดำเนินการตามปัญหาสิ่งแวดล้อม๔. มีการร่วมกันกำหนดมาตรการแนวทางในการดำเนินการ และรับผิดชอบเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้๕. มีการร่วมกันกำหนดระยะเวลา ดำเนินการและวิธีการติดตามประเมินผล๖. มีการร่วมกันดำเนินการตามแผนการดำเนินการที่วางไว้๗. มีการร่วมกันติดตามผลการดำเนินงาน และปรับปรุง/พัฒนาหากผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เป้าหมายที่กำหนด๑๙๑๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๖ – ๖๖.


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๘๙๗.๑๐ การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพภายในวัด การส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ภายในวัดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าการที่พระสงฆ์ หรือประชาชนมีสุขภาพดีนั้น หมายถึง การมีสภาวะความสมบูรณ์และความสมดุลของบุคคลทั้งร่างกายจิตใจ อารมณ์สังคม รวมทั้งมีสภาวะที่ปราศจากโรค และมีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมอย่างปกติสุข ดังนั้น วัดจึงควรมีการส่งเสริมเพื่อให้พระสงฆ์และประชาชนมีสุขภาพดีทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ในการส่งเสริมสุขภาพจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมิติสุขภาพ เข้าใจหลักและวิธีปฏิบัติในการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในการส่งเสริมสุขภาพได้อย่างถูกต้องแนวทางการส่งเสริมการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพภายในวัด (วัดรอบรู้สุขภาพ) ทางกรมอนามัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติการจัดการพื้นที่และบริบท เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ มีแนวทางดังนี้๒๐๑. การส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่ง แวดล้อม วัดมีระบบหรือฐานข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์สามเณรและนักบวช จากการคัดกรองประเมิน สุขภาพประจำปีของทีมสาธารณสุขในพื้นที่ (อย่างน้อยร้อยละ ๖๐)โดยมีการจัดเก็บข้อมูลเป็นรายบุคคลรายวัดที่สถานบริการสาธารณสุขด้วย๒. การสื่อสารภายในวัด มีช่องทางให้พระสงฆ์สามเณรและนักบวชในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อสนับสนุน การเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น มีป้ายบอร์ดหรือ มุมในเชิงการส่งเสริมสุขภาพภายในวัด ที่สามารถนำ ไปสู่การเฝ้าระวังโรคได้อย่างเป็นองค์รวม๓. พฤติกรรมที่พึงประสงค์พระสงฆ์สามเณร และนักบวช มีพฤติกรรมด้านการฉันอาหารการ บริหารขันธ์ที่เหมาะสม การดูแลส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพทางจิตใจ รวมถึงการดูแลอนามัยสิ่งแวดล้อม ภายในวัด๔. วัดมีการส่งเสริมและสนับสนุน ให้พระสงฆ์สามเณร และนักบวชนำองค์ความรู้ภูมิปัญญามาปรับใช้ในการดูแลสุขภาพตนเอง และมีการประยุกต์ ในธรรมะเทศนาเกี่ยวกับเชิงส่งเสริมสุขภาพ เช่น การตักบาตรให้ได้บุญ การเลือกฉันอาหารสุขภาพ โดยมุ่งเน้นลดหวานลดมัน ลดเค็ม๕. วัดมีการส่งเสริม สนับสนุนให้พระสงฆ์สามเณรและนักบวช มีความรู้ในระบบบริการสุขภาพและสิทธิการรักษา (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)๖. วัดมีส่วนสนับสนุนโครงการพระคิลานุปัฏฐาก ด้วยการส่งพระสงฆ์เข้ารับการอบรมภายใต้หลักสูตร พระคิลานุปัฏฐาก เพื่อเป็นผู้นำทางสุขภาวะของชุมชน (ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติประจำปี๒๕๖๐) ที่สามารถขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนด้วยพลังบวร (บ้าน วัด โรงเรียน และส่วนราชการ)๗. การจัดการสถานที่และกิจกรรมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ เช่น มีตู้ยาสามัญประจำวัด ตามดำริของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมังกโร) หรือห้องพยาบาลสำหรับพระสงฆ์และมีสถาน ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางสุขภาพสำหรับพระสงฆ์สามเณร นักบวช และชุมชน เช่น ลานกีฬาลานที่โล่งแจ้ง๘. นวัตกรรมสุขภาพ ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม ด้านการดูแลส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม เช่น ทางเดินกะลา ทางเดินหินกรวดสำหรับนวดฝ่าเท้า การหมักปุ๋ยธรรมชาติจากเศษอาหารการบำบัด ลำรางด้วยน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น ๙. วัดเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านต่าง ๆ วัดเป็นแหล่ง ศึกษาเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรมและสืบสาน วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นในเชิงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยสร้างช่องทางสื่อสาร ๒๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๗ - ๖๘.


๑๙๐ แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ที่ชุมชนสามารถเข้าถึงได้เช่นเฟสบุ๊คของวัด QR code ภายใต้โครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นต้น๑๐. วัดสามารถเป็นที่จัดการอบรม ประชุม สัมมนา การเข้าค่าย ในด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม เช่น มีพื้นที่ภายในวัดที่สามารถใช้ในการอบรมประชุมสัมมนาหรือเข้าค่าย ด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตามบริบทของวัด ในแต่ละพื้นที่๗.๑๑ การพัฒนาวัดอุทยานการศึกษาและวัดพัฒนาตัวอย่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ส่งเสริมให้วัดเป็นวัดอุทยานการศึกษาและวัด พัฒนาตัวอย่าง โดยมีหลักการและวิธีการในการส่งเสริมวัดอุทยานการศึกษา คือ๑. วัดมีการส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้แก่ประชาชน เช่น การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานพิพิธภัณฑ์ เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียนรู้และแนวปฏิบัติตามหลักพื้นบ้าน ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนหรือแหล่งการการเรียน รู้ในรูปแบบอาคารสิ่งปลูกสร้าง อุทยานการเรียนรู้หรือมุมใดมุมหนึ่งภายในวัด เพื่อจัดแสดงนิทรรศการ เสริมสร้างการเรียนรู้แก่คนในชุมชนและบุคคลทั่วไป หรือเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานโบราณวัตถุอันทรง คุณค่าของชุมชน๒. วัดมีการส่งเสริม พัฒนาระบบการจัด กิจกรรมทางการศึกษา และการเผยแพร่ความรู้ทาง พระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาแก่พระภิกษุสามเณรและประชาชน เช่น- การจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม- การจัดตั้งศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์- การจัดสอนธรรมศึกษาแก่เด็กนักเรียน- การจัดตั้งศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด- การจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพแก่ประชาชนในวัด- การจัดสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่ประชาชน๓. วัดมีการพัฒนาระบบและจัดสถานที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนิทรรศการ ป้ายคติธรรมพุทธภาษิตหรือความรู้ทางวิชาการ ห้องสมุดหรือมุม หนังสือ ป้ายบอกชื่อต้นไม้และหอกระจายข่าวในวัด และมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของวัดผ่านทางสื่อ สังคมออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ เว็บเพจ เฟซบุ๊ก เป็นต้นพระพุทธศาสนา๔. เป็นวัดที่มีการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม หรือเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนโดยดำเนินการเป็นโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม แก่ประชาชนอย่างน้อย ๑ โครงการ/ปี๕. การจัดการสิ่งแวดล้อมและบริเวณวัดมี ความสะอาด สงบ ร่มรื่น สวยงาม โดยมีการจัดทำแผนผังวัดแสดงพื้นที่บริเวณวัด และอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ในวัด และติดตั้งไว้ในบริเวณที่สามารถเห็นได้ ชัดเจน เป็นต้นสำหรับวัดพัฒนาตัวอย่าง มีหลักการสำคัญ คือ ๑. วัดมีการจัดการสิ่งแวดล้อม บริเวณวัดภูมิสถาปัตยกรรมเป็นสัดส่วนสะอาด สงบ ร่มรื่น สวยงามอาคารเสนาสนะมั่นคง เป็นระเบียบแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตธรณีสงฆ์หรือเขตสาธารณสงเคราะห์และเป็นวัดที่เข้าร่วม โครงการวัดประชา รัฐ สร้างสุข ของคณะสงฆ์๒. วัดมีการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา ทั้งในด้านพระปริยัติธรรม พระพุทธศาสนา และภูมิปัญญาแก่พระภิกษุสามเณร และประชาชน ตลอด จนการสอนฝึกอาชีพแก่ประชาชน โดยมีแนวทางการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมบนพื้นฐานวิถีวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา


แนวทางการจัดการและพัฒนาวัด ๑๙๑๓. วัดมีการส่งเสริมและจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมศีลธรรม จริยธรรม กิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันสำคัญของชาติสถาบันพระมหากษัตริย์และวัดตามเทศกาลต่าง ๆ และการจัดกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์แก่ชุมชน๔. วัดที่มีการจัดการปกครองพระภิกษุสามเณร และศิษย์วัด อย่างมีระเบียบและปฏิบัติตามกฎระเบียบ คำสั่งของมหาเถรสมาคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ๕. กิจกรรมการพัฒนาสังคม โดยจัดทำแผนงานหรือโครงการที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมหรือเอื้อประโยชน์ต่อชุมชน อย่างน้อย ๒ โครงการ๗.๑๒ แนวทางการพัฒนาวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน วัดเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา และเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ อีกทั้งเป็นศูนย์กลางพัฒนาที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางพัฒนาชุมชนทำได้ดังนี้๑. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชน โดยมีกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน มีความพร้อมที่จะให้บริการแก่ชาวบ้านที่ต้องการจะเข้าวัด เพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนา หรือกิจกรรมอื่น ๆ พัฒนาวัดให้เกิดความรู้สึกแก่พุทธศาสนิกชนในชุมชนว่า วัดเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และเป็นหน้าที่ของตนในการช่วยกันดูแลรักษา๒. กำหนดกิจกรรมเพื่อเป็นศูนย์กลางพัฒนา ชุมชนด้านสังคม ประเพณีวัฒนธรรม เช่น ศูนย์พัฒนาชุมชนชมรมผู้สูงอายุ ที่ประชุมประชาคม ศูนย์กลางวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น๓. สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างวัดกับชุมชน ใช้วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจากความร่วมมือของวัด/ชุมชน/โรงเรียน/หน่วยงานท้องถิ่น ฯลฯ เพื่อพัฒนา/ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม เช่น กิจกรรมรณรงค์อนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำ คูคลอง กิจกรรมรณรงค์การจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน กิจกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดเพิ่มเติม กิจกรรมรณรงค์การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เช่น การปลูกต้นไม้การปลูกป่า การรักษาป่า เป็นต้น กิจกรรมการทำฝายชะลอน้ำ การพัฒนาคูคลอง การจัดการขยะ๒๑แนวทางการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางชุมชน คือ การพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา ศาสนา สังคม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเริ่มจากการปรับปรุงสภาพแวดล้อมวัดให้สะอาด ร่มรื่น เป็นระเบียบและปลอดภัย จากนั้น พัฒนาวัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชุมชน ทั้งด้านการศึกษาธรรมะ และอาชีพ จัดกิจกรรมทางศาสนาและสังคมที่ตอบสนองความต้องการของชุมชน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ๗.๑๓ กรอบการพัฒนาวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้กำหนดกรอบการพัฒนาวัดไว้ ๖ หมวด ดังนี้ หมวดที่ ๑ การสาธารณูปการ มีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้ ๑.๑ บริเวณวัด ภายในบริเวณวัด มีสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นเหมาะสม ส่งเสริมสภาพความเป็นรมณียสถาน โดยดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ดังเช่น(๑) ป้ายชื่อวัด ตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสม มีขนาดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มีความสง่างาม (๒) แผนผัง ติดตั้งไว้ในที่เปิดเผย เห็นได้ชัดเจน แสดงอาณาเขตและรายละเอียดสถานที่ต่าง ๆ ภายในวัดชัดเจน (๓) ป้ายแผ่นแพร่กิจกรรมต่าง ๆ ของวัด แสดงหรือเผยแพร่การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของวัด (๔) ป้าย๒๑ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๙ – ๗๑.


Click to View FlipBook Version