The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nirandorn Lerdwiraphol, 2025-12-03 00:07:25

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

Keywords: การจัดกการ,การพัฒนา,สาธารณูปการ

๔๒ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมที่เป็นรากฐานหรือต้นกำเนิด แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตามบริบทของภูมิประเทศแต่ยังคงตั้งอยู่บนกรอบของเค้าโครงเดิมที่เป็นแม่แบบ สมัยโบราณ มักจะมีการวางผังสิ่งก่อสร้างอย่างเป็นระบบโดยมีพื้นฐานแนวคิดจากความรู้ที่ได้ศึกษาและมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยที่เหมาะสม การวางผังวัดหรือพุทธ สถานของชาวอินเดียโบราณ ได้รับการสืบทอดมาจากความคิดความเชื่อในธรรมชาติ แนวคิดนี้มีที่ปรากฎใน \"ตำรามาณสารศิลปศาสตร์\"๑๐๔ เป็นแนวคิดในการเลือกทำเลที่ตั้งหมู่บ้านและการวางผังเมือง แนวคิดดังกล่าวสร้างตามคติความเชื่อเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางของเทพเจ้า เช่น เส้นทางโคจรของพระอาทิตย์ เป็นต้น ตำรามาณสารศิลปศาสตร์ นั้นมีอิทธิพลอย่างมาก เห็นได้จากการนำเอาองค์ความรู้และความเชื่อนั้นมาใช้ในการสร้างศาสนสถานของวัด เช่น การทำราวกำแพงล้อมรอบและมีประตูทางเข้า เรียกว่า โทรัน หรือ โทรณะ เป็นการแสดงขอบเขตบริเวณพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะเห็นว่า นิยมนำมาสร้างเป็นขอบเขตล้อมสถูปเจดีย์ การสร้างศาสนสถานนิยมสร้างในสถานที่เงียบที่สุดของหมู่บ้าน ห่างจากการสัญจร แต่ใกล้กับทางเข้าหมู่บ้าน มีการสร้างกำแพงล้อมรอบบริเวณวัด ด้านนอกกำแพงจะปลูกพุ่มไม้มีหนาม มีคูน้ำหรือทรายล้อมรอบประตูศาสนสถานมี ๓ ประตู มีประตูหน้า ประตูกลาง และประตูหลัง ตั้งในระดับเดียวกัน๑๐๕การวางผังสร้างศาสนสถานต่าง ๆ นิยมใช้เป็นผัง เป็นรูปสี่เหลี่ยม ที่เรียกว่า รูปสวัสดิกะ ซึ่งมาจากรูปสี่เหลี่ยมอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของโลกและสำหรับการสร้างวัดในประเทศไทย มีการออกแบบและจัดสรรพื้นที่การใช้งานตามยุคสมัย ดังนี้ ๒.๑๑.๑ สมัยสุโขทัย การสร้างวัดในสมัยสุโขทัยระยะแรกเริ่มได้มีการจัดวางแผนผังอย่างเป็นระบบ ระเบียบ แยกส่วนกันชัดเจน คือแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส โดยมีกำแพงแก้วคั่น เนื่องจากสมัยนั้นสุโขทัยได้รับเอาพุทธศาสนาลังกาวงศ์จากประเทศศรีลังกาเข้ามา ศิลปวัตถุต่างๆ มีการผสมผสานแนวคิดและรูปแบบต่างประเทศ เช่น ลังกา ขอม การสร้างวัดในสุโขทัยระยะแรกไม่ได้มีการสร้างพระอุโบสถ มีแต่การสร้างวิหารเท่านั้น ดังปรากฎข้อความในศิลาจารึกหลักที ๑ ที่กล่าวถึงการสร้างวัดในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงเช่น \"มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม\"๑๐๖สันนิษฐานว่า อาจใช้คูน้ำที่ขุดล้อมรอบวัดสมมติเป็นนทีสีมา เพื่อใช้ทำสังฆกรรม เช่น การอุปสมบท เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การอุปสมบทในสมัยสุโขทัยนั้นนิยมสมมตินทีสีมาเพื่อทำการอุปสมบท เนื่องจากการสร้างวัดในสมัยนั้น ยังคงใชแนวคิดแบบอินเดียโบราณ นอกจากนั้น เมื่อมีการนำพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จากสุโขทัย ไปสู่ดินแดนล้านนาระยะแรก ก็ยังพบว่า มีการสมมติแม่น้ำเพื่อทำสังฆกรรม เช่น ในรัชสมัย พระญากือนากษัตริยแห่งรัชวงศ์มังราย ที่ได้อาราธนาพระสุมนเถระมาจากสุโขทัยเพื่อนำ๑๐๔ กรมศิลปากร, วิวัฒนาการพุทธสถานไทย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ้พ จำกัด, ๒๕๓๓), หน้า ๒๙ - ๓๑. ๑๐๕ ปัทมา วิชิตจรูญ, \"การศึกษาแผนผังวัดสมัยอยุธยาในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา\", วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๓), หน้า ๕๙ - ๖๑. ๑๐๖ กรมศิลปากร, จารึกสมัยสุโขทัย, (กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร, ๒๕๒๗), หน้า ๑๓.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๔๓พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์มาเผยแผ่และได้ทำการอุปสมบทกุลบุตร ๑๐๗ และต่อมาภายหลังในสมัย พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิ ในระยะแรกก็ยังมีการสมมติแม่น้ำเพื่อทำสังฆกรรม ดังที่ปรากฎในชินกาล มาลีปกรณ์ว่า “เมื่อครั้งก่อนๆ เคยทำอุปสมบทกรรมอุทกุกเขปสีมา (เขตสีมาใช้น้ำล้อมรอบ) ในแม่น้ำพิงค์แต่พอสมมติพัทธสีมาของพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิเสร็จแล้ว...ก็ให้อุปสมบทกุลบุตรเป็นอันมาก\"๑๐๘ ต่อมาภายหลังมีการสร้างพระอุโบสถขึ้น และเร่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในสมัยกรุงศรีอยุธยา จะเห็นได้ว่า การออกแบบแผนผังของวัดได้รับอิทธิพลจากความเชื่อที่ปรากฎในตำรามาณสารศิลปศาสตร์มาแต่สมัยอินเดียโบราณ โดยคำนึงถึงการเลือกทำเลที่ตั้งของวัด ลักษณะภูมิ ประเทศที่เป็นมงคล โดยให้ความสำคัญกับธรรมชาติประกอบกับความเหมาะสมด้านประโยชน์ในการใช้สอย โดยเฉพาะเรื่องของระบบสาธารณูปโภค ได้แก่ แหล่งน้ำ สภาพดิน ทิศทางของลม แสงอาทิตย์ และการจัดวางเสนาสนะ เพื่อให้มีความสัมพันธ์กับเส้นทางสัญจร องค์ประกอบภายในแผนผังมักจะเปลี่ยนไปตามค่านิยมของความเชื่อและความเหมาะสมกับการใช้งานในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น๑๐๙การสร้างเจดีย์ให้เป็นประธานของวัด โดยมีวิหารซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ ด้านหน้า เป็นแบบแผนที่พัฒนามาจากการสร้างเจดีย์อยู่ทางตอนท้ายของเจติยสถาน หรือไจติยสถาน ภายในถ้ำวิหารของพุทธสถานในอินเดีย ๒.๑๑.๒ สมัยอยุธยา การสร้างวัดในสมัยอยุธยา เกิดจากการผสมผสานระหว่างแนวคิดการจัดวาง สิ่งก่อสร้างของสกุลช่างที่มีมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยากับคติความเชื่อในทางศาสนา เช่น แผนผังศาสนสถานในศิลปะเขมร ที่ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดในคติจักรวาล การสร้างวัดในสมัยอยุธยา มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ เช่นเดียวกับวัดในสมัยสุโขทัย คือ ๑. เขตพุทธาวาส ได้แก่ บริเวณที่สร้างเพื่อจำลองเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นพื้นที่สำคัญที่สุดในวัด ใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา มีพระพุทธรูปตั้งประดิษฐานไว้ ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มักมีสถาปัตยกรรม เช่น ภาพวาด ลายปูนปั้น ฯลฯ ที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังมีเสนาสนะตั้งอยู่ในบริเวณ ใกล้เคียง เช่น เจดีย์ อุโบสถ วิหาร ระเบียงคต มักใช้วัสดุก่อสร้างที่แข็งแรง เช่น การก่ออิฐถือปูนใน การสำรวจของนักโบราณคดีส่วนใหญ่จะพบซากสิ่งก่อสร้างในเขตพุทธาวาสเพราะทำจากวัสดุที่ แข็งแรง ส่วนเสนาสนะในเขตสังฆาวาสหรือพื้นที่อื่น ๆ ไม่ปรากฏให้เห็นซากของสิ่งก่อสร้างเลย ทำให้สันนิษฐานว่าน่าจะใช้วัสดุไม่แข็งแรง จึงเกิดความเสียหายเมื่อผ่านกาลเวลาไปนาน จากการศึกษายัง พบอีกว่าในสมัยอยุธยานี้มีการนิยมสร้างอุโบสถกันอย่างแพร่หลาย เพราะมีประเพณีที่ว่า ลูกผู้ชายทุกคนจะต้องบวช จึงทำให้วัดส่วนใหญ่นิยมสร้างอุโบสถหลังใหญ่โดยเฉพาะวัดที่มีเจ้าภาพอุปถัมภ์ ซึ่งแตกต่างจากสมัยสุโขทัยที่ไม่ค่อยมีอุโบสถ อิทธิพลการสร้างอุโบสถนี้ภายหลังได้แพร่หลายไปสู่ดินแดนล้านนา ทำให้วัดต่าง ๆ นิยมสร้างอุโบสถขึ้น ๑๐๗ ประเสริฐ ณ นคร และปวงคำ ตุ้ยเขียว, ตำนานมูลศาสนาเชียงใหม่และเชียงตุง, (กรุงเทพมหานคร : ศักดิ์ โสภาการพิมพ์, ๒๕๓๗), หน้า ๔., พระมหาธณัชพงศ์ สุพฺรหฺมปญฺโญ, ๖๔๔ ปี วัดสวนดอก พระอารามหลวง, (เชียงใหม่ : สุเทพการพิมพ์, ๒๕๕๙), หน้า ๒๔. ๑๐๘ กรมศิลปากร, ชินกาลมาลีปกรณ์ แปลโดย ร.ต.ท. แสง มนวิทูร, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร, ๒๕๑๕), หน้า ๑๒๖. ๑๐๙ ปัทมา วิชิตจรูญ, \"การศึกษาแผนผังวัดสมัยอยุธยาในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา\", วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๓), หน้า ๖๒.


๔๔ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๒. เขตสังฆาวาส ได้แก่ บริเวณที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ในการใช้สอบปฏิบัติกิจส่วนตัว มักตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเขตพุทธาวาส แต่เป็นพื้นที่ค่อนข้างมิดชิด ประกอบด้วยเสนาสนะ เช่น กุฎี วัจจกุฎี ศาลาการเปรียญ หอไตร ศาลาท่าน้ำ เป็นต้น๑๑๐ ที่ตั้งของวัด ในสมัยอยุธยานั้นส่วนใหญ่จะนิยมสร้างใกล้บริเวณทางสัญจรทางเรือ หรือใกล้บ้านผู้สร้าง และมักจะตั้งเรียงรายอยู่บริเวณที่มีแม่น้ำลำคลอง ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง นอกจากนี้ ในพื้นที่วัดและเสนาสนะยังมีการสร้างแนวล้อมวัดเป็นกำแพง ๔ รูปแบบ คือ ๑. คูน้ำ คือ แนวคูน้ำที่ขุดล้อมรอบส่วนที่เป็นเขตพุทธาวาส เนื่องจากพื้นที่วัดเป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำ ท่วมถึง จึงมีการขุดคูน้ำแล้วนำดินไปถมส่วนที่เป็นพื้นที่วัดให้สูงขึ้น ในการขุดคูน้ำนี้ได้รับอิทธิพลทาง แนวคิดจากภูมิจักรวาลที่เชื่อว่า มีมหาสมุทรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล โดยสิ่งก่อสร้างในเขตพุทธาวาสจำลองเป็นจักรวาลหนึ่ง และแนวคิดเรื่องการสมมติแม่น้ำเพื่อทำสังฆกรรม ๒. กำแพงวัด เป็นสิ่งก่อสร้างก่ออิฐถือปูน ก่อเป็นแนวกำแพงล้อมบริเวณวัดชั้นนอก ๓. กำแพงแก้ว หรือระเบียงคต เป็นแนวกำแพงล้อมโบราณสถานสำคัญเช่น เจดีย์ วิหาร อุโบสถ มีคติแนวคิดมาจาก สถาปัตยกรรมขอม ที่นิยมสร้างกำแพงล้อมเทวสถานโดยเฉพาะปราสาท ลักษณะการล้อมสร้างเป็น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าออก เป็นแนวคิดเรื่องภูมิจักวาล ๔. เจดีย์ประจำมุม สร้างรอบเจดีย์ มีคติมาจากภูมิจักรวาล สื่อถึงทวีปทั้ง ๔ การสร้างวัดในสมัยอยุธยาเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น การสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชา การสะท้อนสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของเจ้านาย ขุนนาง และเศรษฐี รวมถึงการสร้างเพื่ออุทิศพระราชกุศล โดยวัดที่สร้างขึ้นมีทั้งวัดหลวงที่สร้างโดยราชสำนัก และวัดราษฎร์ที่สร้างโดยขุนนางและคหบดี ซึ่งมีจำนวนมากจนทำให้กรุงศรีอยุธยาเต็มไปด้วยวัดวาอาราม๒.๑๑.๓ สมัยรัตนโกสินทร์ การสร้างวัดในสมัยรัตนโกสินทร์ ยังคงได้รับอิทธิพลจากสมัยอยุธยา มีการแบ่งพื้นที่ ๒ ส่วน คือ เขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส และมีการนำรูปแบบการสร้างวัดในสมัยอยุธยามาสร้างและพัฒนาต่อยอดงานด้านสถาปัตยกรรม แต่พบว่าเสนาสนะในวัดจะมีขนาดเล็กลงกว่าสมัยอยุธยา แต่คงรักษาโครงสร้างและรูปแบบไว้เช่นเดิม ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง จึงมีข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติสำหรับวัดและคณะสงฆ์มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถให้เป็นไปตามพุทธานุญาตเพียงอย่างเดียวได้ ยังมีระเบียบบ้านเมืองกำหนดประกอบไว้ด้วย คือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒ ความว่า การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย การยุบเลิกวัด และการขอรับพระราชทาน วิสุงคามสีมา ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง” ๑๑๑ และได้มีกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการตั้งวัด การรวมวัด และการย้ายวัด คือ \"กฎกระทรวงการสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา พ.ศ. 2559๑๑๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๒ - ๙๓. ๑๑๑ กรมการศาสนา, คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วยพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ และคำสั่งของคณะสงฆ์,(กรุงเทพมหานคร : กองแผนงาน, ๒๕๔๒), หน้า ๘.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๔๕ลักษณะสำคัญของการสร้างวัดในสมัยรัตนโกสินทร์วัดประจำรัชกาล กษัตริย์ทุกพระองค์จะทรงสร้างหรือบูรณะวัดประจำพระองค์ขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยวัดเหล่านี้ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ และเป็นเครื่องแสดงถึงการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาการผสมผสานศิลปะ มีการนำศิลปะต่างชาติ โดยเฉพาะศิลปะจีนมาผสมผสานกับศิลปะไทยอย่างสร้างสรรค์และกลมกลืน ทำให้เกิดรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์รูปแบบผังวัดใหม่การใช้ระเบียงคด มีการออกแบบให้ระเบียงคดล้อมรอบพระอุโบสถหรือพระวิหาร ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่มีในสมัยอยุธยาการสร้างวัดนอกแบบเดิม เช่น วัดราชโอรสาราม ซึ่งสร้างด้วยศิลปะจีนเป็นหลัก ผสมผสานกับศิลปะไทยอย่างงดงามวัดที่เป็นศูนย์กลางความรู้ วัดบางแห่ง เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) กลายเป็นเหมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ เพราะเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนงวัดในปัจจุบันมีระเบียบการสร้างวัดและเสนาสนะแตกต่างไปจากสมัยพุทธกาล เช่น ความแตกต่างเรื่องบทบาทหน้าที่ การบริหารจัดการวัด ตลอดถึงความสำคัญที่แตกต่างไปจากสมัยพุทธกาล ซึ่งมีสถานะเป็นเพียงศาสนสถาน ใช้เป็นที่จำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่วัดในปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่ชาวบ้านใช้ประชุมปรึกษาหารือ ประกอบกิจกรรมทั้งทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี แม้กระทั่ง กิจกรรมทางด้านการศึกษา การเมือง การปกครอง ตลอดจนการฝึกอาชีพต่างๆ ของชุมชน การสร้างวัดในสมัยรัตนโกสินทร์มีลักษณะสำคัญ คือ การสร้างวัดประจำรัชกาล เพื่อเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของแต่ละยุคสมัย การออกแบบวัดที่ผสมผสานศิลปะไทยและศิลปะต่างชาติ เช่น ศิลปะจีนและการสร้างสรรค์รูปแบบผังวัดใหม่ เช่น การใช้ระเบียงคดล้อมรอบพระอุโบสถ/พระวิหาร๒.๑๒ วัดสร้างสุขด้วยหลักสัปปายะ วัดในพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นองค์การทางศาสนาองค์การหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับเป็นที่พึ่งทางใจของพุทธศาสนิกชนทั่วไป และยังเป็นสถานที่ที่ฝกฝน ขัดเกลา อบรมบ่มนิสัย กุลบุตรผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา วัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนาคือ วัดเวฬุวัน หรือวัดเวฬุวนา รามตามประวัติว่าเป็นที่พํานักอาศัย (อาราม วิหาร) ของผู้ประพฤติพรหมจรรย์เป็นสถานที่สงบร่มรื่น ร่มเย็นทั้งทางกายและทางใจซึ่งเหมาะแก่การบําเพ็ญสมณธรรม ตรงกับความหมายว่า อาราม ส่วนชาวไทยเรียกสถานที่อยู่ของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ว่า “วัด” เพราะสถานที่ดังกล่าวใช้เป็นที่วัดภูมิธรรม ภูมิความรู้ของพุทธศาสนิกชนผู้มาวัดว่าสามารถประพฤติปฏิบัติธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าได้มากน้อยแค่ไหน ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จึงได้ออกสั่งสอนเวไนยสัตวด้วยการประกาศธรรมวินัย ภายหลัง ได้มีพระสาวกออกบวชติดตามพระพุทธองค์มาเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็ช่วยพระพุทธองค์ประกาศธรรมวินัยสั่งสอนเวไนยสัตวอีกแรงหนึ่งด้วย พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ก็ได้ช่วยกันจาริกไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อประกาศพระศาสนา ต่อเมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จไปถึงกรุงราชคฤหพระเจ้าพิมพิสารจึงได้ทรงเลือกสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นพระราชอุทยานของพระองค์เองอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนักให้เป็นสถานที่ประทับของพระพุทธองค์พร้อมด้วยเหล่าสาวกจำนวน ๑,๐๐๐ รูป บริเวณนั้นเป็นสถานที่ร่มรื่นเพราะมีต้นไผ่อยู่เป็นจำนวนมาก


๔๖ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ชาวเมืองราชคฤหเรียกสถานแห่งนั้นว่า เวฬุวัน แปลว่า สวนไผ่ ด้วยเป็นสถานที่กว้างใหญ่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนทั้งเงียบสงัดไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน ควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัยเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงถวายพระราชอุทยานเวฬุวันเป็นสังฆทาน พระศาสดาจึงทรงปรารภเหตุนี้ให้พระภิกษุรับอารามที่ทายกถวายตามปรารถนา พระเวฬุวนาราม จึงเกิดขึ้นเป็นวัดแรกใน พระพุทธศาสนาพระองค์ทรงประทับอยู่ ณ เวฬุวันวิหาร ประดิษฐานพระพุทธศาสน ณ พระเวฬุวันวิหาร แต่นั้นมานี่คือมูลเหตุซึ่งทำให้วัดในพระพุทธศาสนาเริ่มมีขึ้นมา และเห็นได้ว่าวัดในสมัยแรกนั้น เป็นเพียงสวนป่าซึ่งใช้เป็นที่พํานักของพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น เมื่อมาในสมัยหลังวัดได้ถูกเพิ่มสถานภาพ และหน้าที่ของตนมากขึ้นกว่า แต่ก่อนจากที่เป็นเพียงแค่สถานที่พักสงฆ์ต่อมาจึงทำให้วัดมีสถานภาพ เป็นองค์การที่ใหญ่โตขึ้น หมายถึง วัดมีหน้าที่ที่จะต้องทำมากขึ้นเพราะวัดจะต้องมีกิจกรรมที่สัมพันธ์กับชุมชนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งชุมชนมีความใหญ่โตมากเพียงใดวัดก็ยิ่งต้องทำงานมากขึ้น ด้วยเหตุนี้วัดจึงจำเป็นต้องมีการบริหารการพัฒนา เพื่อความสำเร็จของกิจกรรมให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น หากวัดมีหลักการบริหารการพัฒนาองค์การที่ดี ก็จะทำให้วัดนั้นได้รับประโยชน์จากชุมชนมากและชุมชนก็ ได้รับประโยชน์จากวัดมากด้วยเช่นกัน๑๑๒สถานที่ที่ปรากฏเป็นวัดในสมัยพุทธกาลอีกวัดหนึ่งคือ วัดพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้สร้างโดยซื้ออุทยานของเจ้าชายเชต วัดนี้เป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นานที่สุดเป็นเวลาถึง ๑๙ พรรษา แต่ไม่ได้ประทับจำพรรษาตลอดปี ไม่ประทับเพียง ๓ เดือน ในฤดูฝนเท่านั้น อีก ๙ เดือน เสด็จไปแสดงธรรมในคามนิคมอื่น๑๑๓วศิน อินทสระ กล่าวถึงที่มาแห่งอารามนี้ไว้ว่า สุทัตตะคฤหบดี หรืออีกนัยหนึ่ง คืออนาถบิณฑิก เศรษฐี มองหาสถานที่จะสร้างอารามถวายพระศาสดาและภิกษุสงฆ์เห็นที่อยู่แห่งหนึ่งเป็นสวนของเจ้าชาย ผู้ทรงพระนามว่า “เชตะ” ได้ลักษณะควรเป็นอารามสำหรับพุทธนิวาส คืออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้าน มีทางเข้าออกได้สะดวก ไม่อึกทึกในเวลากลางวันและเงียบสงัดในเวลากลางคืน ห่างจากหมูบาน เหมาะสำหรับเป็นที่สำราญพระอิริยาบถของพระตถาคต และเป็นที่ตรึกตรองธรรมอันลึกซึ้งสำหรับพระภิกษุสงฆ์เมื่อสร้างอารามเสร็จ อนาถบิณฑิกเศรษฐีตั้งใจจะซื้อที่ทำซุ้มประตู พอดีเงินหมด ตั้งใจว่าจะไปยืมเพื่อนคนหนึ่ง เจ้าชายเชตะทรงสงสารและเห็นใจเศรษฐีจึงทรงยกเนื้อที่ตรงนั้นให้เศรษฐีดำริว่า เจ้าชายเชตะมีคนเคารพนับถือมากในเมืองสาวัตถี จึงให้ชื่ออารามนี้ว่า “เชตวัน” แต่คนทั้งหลายมักจะต่อทายว่า “อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี” อนาถบิณฑิกะให้สร้างกุฏิ วิหาร ห้องประชุม ห้องเก็บของ ขุดสระใหญ่ ปลูกบัวขาว บัวขาบ บัวเขียว บานสะพรั่งชูดอกไสว ปลูกมะม่วง เพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่แล้ว ยังมีพันธุไม้หลากหลายเป็นทิวแถว ที่ทำเป็นซุ้มเป็นพุ่มก็มี สะอาด สวยงาม และร่มรื่น ต้นไม้ส่วนมากมีผลอันจะเป็นประโยชน์แก่ภิกษุสามเณร รวมความว่า เชตวันเป็นอารามที่น่าอยู่ มีสัปปายธรรมพร้อมทั้ง ๔ ประการ คือ เสนาสนสัปปายะที่อยู่สบาย ปุคคลสัปปายะ มีมิตรสหายดี มีผู้เอาใจใส่พอสมควร อาหารสัปปายะ มีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์และธัมมสัปปายะ มีธรรมที่จะปฏิบัติเพื่อบรรลุคุณเบื้องสูง เหมาะแก่จริตอัธยาศัย๑๑๔๑๑๒ กรกฏ โอภาสเจริญมงคล, การบริหารและการพัฒนาวัดโสธรวรารามวรวิหาร: จากยุคก่อตั้งสู่อนาคต, คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล, วารสารวิทยบริการ ปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม - สิงหาคม, ๒๕๕๕) : ๔. ๑๑๓ ราชบัณฑิตยสถาน, สารานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ๑๐ (๒๕๑๒ - ๒๕๑๓) : ๖๓๕๙. ๑๑๔ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๐๗/๑๑๗ - ๑๑๙, อ้างใน วศิน อินทสระ, “สุทัตตะผู้สร้างอารามเชตวัน”, ใน พระอานนท์พุทธอนุชา, พิมพครั้งที่ ๙, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หน้า ๙๖ - ๙.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๔๗ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มาตั้งแต่ยุคต้นประวัติศาสตรชาติไทย สังคมไทยในอดีตมีวัดเป็นศูนย์กลางการศึกษา เป็นบ่อเกิดขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวพุทธ เป็นบ่อเกิดขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวพุทธ ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงระบบการถ่ายทอดศีลธรรมของสถาบันศาสนาเข้าไปสูสถาบันต่าง ๆ ในสังคม เช่นสถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว และสถาบันการปกครองชาติ จึงทำให้คนไทยมีรากฐานความคิดตั้งอยู่บนศีลธรรมอันดีงาม รู้จักบาปบุญคุณโทษเป็นผลให้ประเทศไทย ในอดีตโดยทั่วไปแล้ว มีสงบสุขร่มเย็นแบบเมืองพุทธตลอดมา๑๑๕การสร้างวัดมีมาแต่โบราณกาล เมื่อประชาชน มีจิตศรัทธาในบวรพุทธศาสนา ได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ที่ใด ก็มักจะสร้างวัดขึ้นแล้วนิมนต์พระสงฆ์ไปพํานัก เพื่อบําเพ็ญบุญกุศลประกอบศาสนกิจตามประเพณีที่สืบต่อกันมา ในอดีตวัดเป็นสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้ใช้เป็นสถานศึกษาอบรม ให้มีความรู้ด้านวิชาชีพ ตําราแพทย์แผนไทย และศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ เป็นสถานที่ทำบุญบําเพ็ญกุศล เป็นศูนย์กลางการบริหารและการปกครอง รวมทั้งเป็นที่พึ่งทางจิตใจของประชาชน ดังนั้น วัดจึงเป็นสถานที่ที่สำคัญยิ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนาตลอดมา จึงถือได้ว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนไทยทั้งอดีตและปัจจุบัน ปัจจุบัน การสร้างวัดตั้งวัดจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนของทางราชการ เมื่อการสร้างวัดตั้งวัดได้เสร็จสิ้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็นวัดที่ถูกต้อง และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ขึ้นทะเบียนไว้ในทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้ว จึงถือว่าวัดนั้นเป็นวัดโดยสมบูรณ์ โดยเจ้าอาวาสมีหน้าที่ทำนุบำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ในการนี้ต้องดูแลบริหารกิจการภายในวัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา การปฏิบัติ และอื่น ๆ ให้มีความก้าวหน้า ถูกต้อง เป็นระเบียบ เพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ซึ่งหมายถึงการพัฒนากิจการพระพุทธศาสนาหรือการพัฒนาวัดนั่นเอง๑๑๖พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานที่สำคัญของสังคม วิถีชีวิตดั้งเดิมของเราชาวไทย มีวัดเป็นศูนย์กลางเป็นจุดรวมจิตใจ เราเข้าวัดเพื่อขัดเกลาจิตใจเป็นสิ่งที่หล่อหลอม เหนี่ยวรั้งให้ชุมชนมีวัฒนธรรมที่ดี จึงเป็น ศูนย์กลางในการสื่อสาร จากนั้น เราก็ถือโอกาสทำกิจกรรมไปด้วย เป็นศูนย์เรียนรู้ศิลปะ วิชาชีพ การแพทย์การถายทอดภูมิปัญญาทองถิ่น มีกิจกรรมสัมพันธ์ชุมชน จัดงานเทศกาลรื่นเริง โดยอยู่ในกรอบของวัด๑๑๗การสร้างสุขด้วยหลักสัปปายะ เป็นการพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ที่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมและชีวิตที่ดีขึ้น โดยใช้หลัก 5 ส. ที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (อาคารสถานที่) สังคม และจิตใจ ให้มีความสะอาด ร่มรื่น สวยงาม และเป็นมิตร ๒.๑๒ การสร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรม และเป็นจุดสำคัญของสังคมสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้วางระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ สำหรับวัดที่ต้องการพัฒนาให้ได้มาตรฐานได้รับการรับรองจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ องค์ประกอบที่จะให้ได้มาซึ่งวัด๑๑๕ กองสื่อธรรมะ วัดพระธรรมกาย, ปฏิรูปเทส ๔ สูตรสำเร็จการบริหารวัด, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท เพาเวอร์พริ้นทจํากัด, ๒๕๔๔), หน้า ๘๐. ๑๑๖ กองพุทธศาสนสถาน, คูมือการพัฒนาวัดสู่ความเป็นมาตรฐานกองพุทธศาสนสถาน, (สำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ, ๒๕๕๔), หน้า ๖.๑๑๗ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสริมสุขภาพ (สสส.), วัดสร้างสุขโลกแห่งสัปปายะ, (กรุงเทพมหานคร: โครงการวัดสร้างสุข สมาคมสงเสริมเทคโนโลยี (ไทย - ญี่ปุน), ๒๕๕๙).


๔๘ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา มาตรฐาน หรือวัดพัฒนาได้นั้น จะต้องสามารถนำไปสู่ความหมายที่คุ้มประโยชน์คือการจัดสภาพวัดให้ได้มิติ ๕ ข้อ ดังนี้ ๑. สร้างสภาพวัดให้เป็นที่อาศัยของพระภิกษุสามเณร ๒. สร้างสภาพวัดให้เป็นที่บวชเรียนศึกษาปฏิบัติธรรม ๓. สร้างสภาพวัดให้เป็นที่ทำบุญบำเพ็ญกุศลของชาวบ้าน ๔. สร้างสภาพวัดให้เป็นที่ที่ชาวบ้านได้เข้ามาหาความสงบทางกายใจ ๕. สร้างสภาพวัดให้เป็นศูนย์กลางสำหรับทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกันของชาวบ้าน๑๑๘ความหมายของวัดพัฒนาตามที่กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติวางไว้มีความหมายทั้งเชิงกายภาพ เชิงสังคม และเชิงจิตวิญญาณ/ปัญญา ซึ่งเข้ากับคุณสมบัติที่จะทำให้วัดนั้นเป็นที่ก่อให้เกิด “คุณ” ที่เรียกว่า “คุณวัด” ดังที่สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณกมหาเถร ป.ธ.๙) ได้นิยามและแบ่งประเภทวัดไว้ถึง ๑๕ ประเภท โดยไม่ได้ให้ความสำคัญในแง่ความหมายตามตัวอักษร มากเท่าประโยชน์ใช้สอยที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าวัดจะมาจากคำว่า “อาวาส” ที่หมายถึงที่อยู่ของสงฆ์“อาราม” ที่หมายถึง เป็นที่มารื่นรมย์ หรือหมายถึง “สวน” หรือ มาจากคำ ว่า “วิหาร” ที่หมายความคล้ายกับคำว่าอาวาส คือสิ่งปลูกสร้างสำหรับเป็นที่อยู่ เป็นตึก เป็นกุฏิ ทั้งหมด ล้วนรวมอยู่ในคำว่า“ที่อยู่ของภิกษุสงฆ์”๑๑๙แต่หากพิจารณาในแง่คุณของวัด หรือวัดจะมีคุณแก่พุทธศาสนิกชนหรือประชาชนทั่วไป ควรพิจารณาให้เข้ากับประเภทของวัดทั้ง ๑๕ ประเภท ดังนี้ ๑. เป็นวัตตสถาน คือ สถานเป็นที่ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นที่บรรพชา อุปสมบทสำหรับกุลบุตร เป็นที่สำหรับชาวบ้านไปรักษาศีล ฟังธรรม บำเพ็ญความดี ๒. เป็นปุญญกรณสถาน หรือบุญญเขต เป็นสถานที่สำหรับชาวบ้านไปบำเพ็ญกุศล ๓. เป็นวูปสมสถาน คือ สถานแห่งความสงบ ยามใดที่ชาวบ้านได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ก็มักจะไปอาศัยวัดสำหรับเป็นที่ระบายบรรเทาความคับอกคับใจ อีกทั้งพระสงฆ์ก็จะช่วยปลอบ หรือให้คำปรึกษา ๔. เป็นสาธารณูปการสถาน คือ สถานที่ชาวบ้านได้ใช้สาธารณูปโภค เช่น สามารถจะไปใช้น้ำดื่มน้ำใช้ที่บ่อที่เก็บน้ำของทางวัดได้ ๕. เป็นสถานศึกษา คือ เป็นแหล่งเล่าเรียนวิชาความรู้ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานถึงชั้นมหาวิทยาลัยทั้งด้านศาสนศึกษา สามัญศึกษา และวิสามัญศึกษา ๖. เป็นสโมธรสถานหรือสมาคม คือ เป็นที่สำหรับประชาชนได้ไปชุมนุมพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งผู้ที่เกษียณอายุราชการหรือเป็นข้าราชการ ชาวบ้านที่ทำงานและว่างงาน เป็นที่สำหรับไปสนทนากับพระสงฆ์๗. เป็นสุขศาลา โรงพยาบาล ซึ่งเป็นบทบาทวัดมาแต่เดิม พระสงฆ์แต่อดีตจะมีความรู้ทางแพทย์แผนโบราณ ๘. เป็นอนาถนาถสถาน คือ เป็นที่พึ่งของคนไม่มีที่พึ่ง เช่น ในคราวที่เกิด อัคคีภัย หรือภัยอื่น ๆ ผู้ไร้ที่พึ่งจึงได้พึ่งวัด ๙. เป็นภยตัชชิตนาถสถาน คือ เป็นที่พึ่งของคนที่ถูกภัยคุกคาม เช่น เป็นที่หลบภัยในยามศึกสงคราม ๑๑๘ กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, คู่มือการพัฒนาวัดสู่ความเป็นมาตรฐาน, (เอกสารอัดสำเนา), หน้า ๕. ๑๑๙ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณกมหาเถร), สมเด็จฯ คิด – เขียน – พูด - เทศน์, (พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการออกเมรุพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณกมหาเถร) ๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๗), หน้า ๑๙๘.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๔๙๑๐. เป็นมตามตนาถสถาน คือเป็นที่พึ่งของผู้ตายและญาติของผู้ตาย สำหรับบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ผู้วายชนม์ หรือสำหรับเก็บ ฝัง เผา ๑๑. เป็นกีฬาสถาน คือเป็นสนามเด็กเล่น เป็นที่สันทนาการสำหรับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะใช้เป็นที่สำหรับเล่นหยอกล้อ วิ่งซ่อนหา เล่นก่อเจดีย์ทราย ๑๒. เป็นโรงแรม หมายถึง วัดมักจะเป็นที่พักอาศัยสำหรับพ่อค้า คนเดินทางจรขอพักอาศัย ๑๓. เป็นศาล คือเป็นบทบาทวัดแต่เดิมที่เคยเป็นที่ระงับดับคดีเรื่องราวของชาวบ้านที่ไปพึ่งพระสงฆ์ที่เครพนับถือ หรือสมภารเจ้าวัดได้ตัดสินหรือระงับพิพาทให้ ๑๔. เป็นยุวายุวดีทัสสนสถาน คือเป็นที่มาพบกันของชายหนุ่มหญิงสาวทั้งหลาย ซึ่งในอดีต วัดจะเป็นที่พบปะกันในงานบุญหรือในงานมหรสพที่จัดขึ้นในวัด ๑๕. เป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรม หมายถึงการเป็นวัดที่รวมบทบาทตั้งแต่ข้อ ที่ ๑ - ๑๔วัดจึงเป็น “ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรม และเป็นจุดสำคัญของสังคม” เพราะได้ทำหน้าที่ตั้งแต่ข้อที่ ๑-๑๔ หรือนับตั้งแต่เป็นสถานที่ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นสถาน ที่ตั้งต้นการเข้ามาใช้ชีวิตอันประเสริฐ เป็นพระสงฆ์สามเณร จนกระทั่งเป็นสถานที่ พบปะของชายหนุ่ม-หญิงสาว สมเด็จพระธีรญาณมุนี(ธีร์ ปุณณกมหาเถร) ได้จัดว่าคุณลักษณะของวัดทั้ง ๑๕ ประเภทนั้นอยู่ในส่วนที่เรียกว่า “คุณนิเทศ” คือบอกถึงวัดที่เป็นคุณแก่ประชาชน และวัดยังมีส่วนที่เป็น “ปฏิบัตินิเทศ” คือบ่งบอกหรือชี้ให้เห็นถึงการเป็นพื้นที่สำคัญ ๒ ส่วน ได้แก่ ๑. ปหานกิจ หมายถึงวัด จะต้องปลอดหรือเว้นจากการเบียดเบียนทุกชนิด ตั้งแต่เป็นสถานที่ไม่ประทุษร้ายชีวิต หรือทำการอื่นใดอันจะ เป็นการรบกวนเบียดเบียน เช่น ขับขี่รถ หัดขับรถ ทำสิ่งสกปรกแปดเปื้อนตามอาคาร สถานที่ต่าง ๆ ของวัด ๒. ภาวนากิจ หมายถึง พื้นที่วัดนั้นจะบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นที่พึง บำเพ็ญคุณงามความดีต่าง ๆ ตั้งแต่เป็นวัตตสถาน จนถึงเป็นยุวายุวดีทัสสนสถาน หรือเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมและเป็นจุดสำคัญของสังคม วัดต้องเตรียมพร้อมและจัดแจงจัดการให้พรั่งพร้อม เช่น การจะทำให้วัดเป็น “วัตตสถาน” ต้องเตรียมพร้อมสิ่งต่าง ๆ อาทิ กุฏิที่เพียงพอ ที่ประชุม โรงอุโบสถ ศาลาการเปรียญ ที่พักผู้รักษาศีล ห้องน้ำ ห้องสุขา ห้องหนังสือ โรงเรียน บ่อ สระ พื้นที่สีเขียว เช่น แปลงดอกไม้ ต้นไม้ ไม้ร่ม ไม้เงา ฯลฯ ที่แต่ละวัดจะสามารถจัดหาได้ให้เหมาะสมกับพื้นที่๑๒๐คำว่า ปหานกิจ และภาวนากิจที่สมเด็จพระธีรญาณมุนี กล่าวถึงนั้น เป็นไปตามหลักการในพระพุทธศาสนา กล่าวคือเมื่อมีวัดเกิดขึ้นแล้วต้อง คำนึงถึงองค์ประกอบหลัก ๒ ส่วน คือ ๑. ปหานาราโม หมายถึง การกำจัดลดเลิกอกุศลเป็นที่มาชื่นชมยินดีหรือ ทำหน้าที่ประหารกิเลส ๒. ภาวนาราโม หมายถึง การเพิ่มพูนพัฒนาเจริญกุศลเป็นที่มาชื่นชมยินดี หรือทำหน้าที่ประหารกิเลส๑๒๑๑๒๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๐๓. ๑๒๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), ตามพระใหม่ไปเรียนธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิมพ์สวย จำกัด, ๒๕๕๗), หน้า ๓๖. และดูเทียบ ที.ปา. (บาลี) ๑๑/ ๒๓๗/๒๓๖.


๕๐ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา การทำให้วัดมีความหมาย หรือมีบทบาทหน้าที่ทั้ง ๑๕ แบบนั้น อาจเรียกว่าเป็น “วัดในฝัน” ดังที่พนม พงษ์ไพบูลย์๑๒๒ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ได้กล่าวถึงประเภทของวัดตามที่ได้แยกแยะไว้มี ๓ ประเภท ได้แก่ ๑. วัดมุ่งพัฒนาถาวรวัตถุ ดูได้จากความโอ่อ่า หรูหรา มีสิ่งก่อสร้างเสนาสนะใหญ่โต ซึ่งต้องใช้ทุนรอน หรือมีเศรษฐีใจบุญทุ่มทุนสร้างไว้ หรือไม่ก็เจ้าอาวาส หรือวัดนั้นมีพระเกจิอาจารย์ มีวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ๒. วัดมุ่งเน้นปริยัติ หมายถึง วัดที่ส่งเสริมให้มีการบวชเรียน สร้างโรงเรียน สอนหนังสือ หรือพัฒนาให้เป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๓. วัดมุ่งการปฏิบัติ หมายถึง วัดที่มีสำนักวิปัสสนา เน้นการปฏิบัติสมาธิภาวนา สร้างความสงบสงัดให้กับพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส วัดประเภทนี้มีลักษณะ เด่นคือทำให้วัดคล้ายธรรมชาติ มีต้นไม้ ลำธาร ภูเขา มีถ้ำ ไม่เน้นสิ่งก่อสร้าง หากถามว่า วัดประเภทไหน ควรเป็นวัดในอุดมคติ พนม พงษ์ไพบูลย์ได้ชี้ว่าให้พิจารณาถึงบทบาทหน้าที่ของวัดนั้น ๆ เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อสังคม เพราะวัดมีบทบาทสำคัญอย่างน้อย ๓ อย่างในตัวเอง ได้แก่ ๑. วัดเป็นแหล่งรวมศิลปะวิทยาการ วัดในอดีตเป็นที่รวมวิชาความรู้ของ สังคมไว้ทั้งหมด และพระสงฆ์คือผู้รู้ เป็นครูสอนหนังสือให้ประชาชนตั้งแต่พระยามหากษัตริย์ถึงลูกหลานชาวบ้าน ๒. วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน คือการทำให้ประชาชน ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของพร้อมที่จะหวงแหนและทำนุบำรุงวัด คอยสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดความไม่ดีงาม ๓. วัดเป็นแหล่งกลางการเรียนรู้พระพุทธศาสนา การเรียนรู้นี้อยู่ในหลายบทบาท ตั้งแต่การเป็นศิษย์วัดแบบโบราณที่ได้เข้ามาอาศัยวัดเพื่อรับใช้พระและร่ำเรียนหนังสือ ได้บวชเรียน วัดเป็นสถานที่พร้อมสำหรับผู้ใหญ่ที่เติบโตและสูงวัยสำหรับ การค้นหาสัจธรรมของชีวิต๑๒๓หน้าที่ของวัดทั้ง ๓ ประการนี้ต้องทำให้เกิดหรือดำเนินการไปพร้อมๆ กัน จึงจะสมดุลในการพัฒนา และนอกจากนี้แล้ว อาจพิจารณาในแง่กายภาพ ทำเล ภูมิทัศน์อื่น ๆ ประกอบด้วย ๑๕ คุณลักษณะ ได้แก่ ๑. มีบริเวณกว้างขวางพอเหมาะพอควร ๒. ตั้งอยู่ห่างไกลจากสิ่งรบกวน ๓. สงบร่มรื่น ๔. มีความงามตามธรรมชาติ ๕. มีความสะอาด ๖. มีความเป็นระเบียบ ๗. มีเสนาสนะพอแก่การปฏิบัติกิจสงฆ์และสังคม ๘. มีและรักษาสิ่งอันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ เช่น พระพุทธรูป เจดีย์ วิหาร ฯลฯ ๙. มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเหมาะสมตามอัตภาพ ๑๐. มีพระสงฆ์ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ๑๒๒ พนม พงษ์ไพบูลย์, จารึกไว้ในพระศาสนา จารึกไว้ในการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา, ๒๕๓๘), หน้า ๖๑ - ๗๑. ๑๒๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๓ - ๖๔.


การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ๕๑๑๑. พระสงฆ์ในวัดมีความรู้ธรรมวินัย ๑๒. มีกิจกรรมเสริมธรรมะให้ประชาชน ๑๓. มีกิจกรรมภาคปฏิบัติ จัดให้มีสมาธิภาวนา ๑๔. เป็นแหล่งบริการเพิ่มพูนการศึกษาพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น มีห้องสมุดประชาชน ๑๕. ทำหน้าที่เป็นผู้นำชักชวนพัฒนาให้ประชาชนได้หารือ สร้างความสงบ ความเจริญให้กับท้องถิ่นนั้นๆ๑๒๔ การสะท้อนประโยชน์ใช้สอยพื้นที่วัด ๑๒๕จากแผนภูมิ อธิบายได้ว่า การทำให้วัดมีความหมายนั้น หมายถึง การทำให้วัดเป็นที่พึ่งภายนอกและภายใน หรืออาจจะเรียกส่วนที่เป็นปหานารามว่าเป็นพื้นที่ที่พึ่งภายใน เป็นพื้นที่ปหานกิเลส เรียกส่วนที่เป็นภาวนารามว่าเป็นที่พื้นที่ที่พึ่ง ภายนอกเป็นเขตภาวนา หรือพัฒนาที่ผ่านกิจกรรมที่เหมาะสม๑๒๖ปัจจุบัน บทบาทของวัดในฐานะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว นับเป็นบทบาทที่มีความสำคัญมากขึ้น การเกิดขึ้นครั้งแรกของที่วัดมีบทบาทหน้าที่ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล ปรากฏในพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ เตรสกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๒ เรื่องเล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่เชตวนาราม กล่าวถึงวิหารของพระอุทายีว่ามีความงดงาม และสะอาดเรียบร้อย มักมีผู้คนเดินทางมาชมวิหารเป็นอันมาก พราหมณ์ผู้หนึ่งก็พาภริยามาเที่ยวชมพระอุทายี เป็นมัคคุเทศก์พาเที่ยวชม ให้พราหมณ์เดินนำหน้า ภริยาเดินตามหลัง พระอุทายีเลยถือโอกาสจับต้องกายของภริยาพราหมณ์ นางจึงบอกแก่พราหมณ์ พราหมณ์โกรธไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุจับต้องกายหญิง ปรับอาบัติสังฆาทิเสสแก่ผู้ล่วงละเมิด ๑๒๗ นับเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงร่องรอยว่า วัดเริ่มมีบทบาทในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวของประชาชน๑๒๘การสร้างวัดในพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นกระบวนการที่มีทั้งหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและพระธรรมวินัยที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและเจ้าคณะปกครองฝ่ายสงฆ์เป็นผู้ดูแลหลัก โดยมีหลักเกณฑ์และข้อบังคับที่สำคัญ๑๒๔ พนม พงษ์ไพบูลย์, จารึกไว้ในพระศาสนา จารึกไว้ในการศึกษา, หน้า ๖๕ - ๗๐. ๑๒๕ อัญชลิตา สุวรรณะชฎ, “ภูมิสถาปัตยกรรมของวัดไทยกับการเรียนรู้และการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธบูรณาการ”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ๒๕๖๐).๑๒๖ พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. บรรณาธิการ, สาธารณูปการวิถีพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๖๔), หน้า ๑66.๑๒๗ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๒๖๙/๒๙๑.๑๒๘ พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. บรรณาธิการ, สาธารณูปการวิถีพุทธ, หน้า ๗๙ - ๘๐.


๕๒ การสร้างวัดในพระพุทธศาสนา 1. ที่ดิน• ต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 6 ไร่ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามสภาพท้องที่• สามารถใช้ได้ทั้งที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยเอกชน หรือที่ดินของทางราชการ (ต้องยื่นขออนุญาตใช้ที่ดิน)• ต้องเป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับการเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์และประกอบศาสนกิจ2. ความต้องการของประชาชน• ต้องเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 1,000 คน (อาจมีข้อยกเว้นตามเหตุจำเป็น)• ต้องมีเหตุผลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือว่าเมื่อตั้งเป็นวัดแล้วจะได้รับการทำนุบำรุงส่งเสริมจากประชาชนในพื้นที่3. ที่ตั้ง ต้องตั้งอยู่ห่างจากวัดอื่นไม่น้อยกว่า 2 กิโลเมตร (อาจมีข้อยกเว้นตามเหตุจำเป็น)ขั้นตอนหลักในการขออนุญาต1. ยื่นคำขอ ผู้ประสงค์จะสร้างวัด (ซึ่งมักจะเป็นผู้นำชุมชนหรือผู้ที่เคารพนับถือในพื้นที่) ยื่นคำขอสร้างวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ในพื้นที่ที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่2. การพิจารณา เรื่องจะถูกเสนอผ่านลำดับขั้นเพื่อพิจารณาความเห็นชอบจาก• เจ้าคณะปกครองสงฆ์ในสังกัด (เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัดตามลำดับ)• เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง (กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน, นายอำเภอ, ผู้ว่าราชการจังหวัด ตามลำดับ)• หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพื้นที่ (เช่น กรมป่าไม้ หากอยู่ในเขตป่าสงวน)3. การเสนอเรื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ4. การอนุญาต สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขออนุญาตให้สร้างวัดได้5. การก่อสร้าง เมื่อได้รับอนุญาตให้สร้างวัดแล้ว ผู้ดำเนินการต้องขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่างๆ ตามกฎหมายควบคุมอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการสร้างเสนาสนะ (กุฏิศาลาการเปรียญ อุโบสถ ฯลฯ) ให้แล้วเสร็จเป็นหลักฐานมั่นคง6. การตั้งวัด (ขึ้นทะเบียน) หลังจากสร้างสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จตามแผนที่และมีความพร้อมเป็นที่พำนักสงฆ์จึงจะเข้าสู่กระบวนการขอ \"ตั้งวัด\" อย่างเป็นทางการและขึ้นทะเบียนเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาต่อไป กระบวนการทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้บังคับของกฎกระทรวงการสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา พ.ศ. 2559การสร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและสังคม ทำได้โดยการพัฒนาวัดให้เป็น \"แหล่งเรียนรู้\" ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในหลากหลายมิติ ทั้งการศึกษา วัฒนธรรม ศิลปะ สุขภาพ และสังคม โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการใช้งาน ส่งเสริมกิจกรรมที่หลากหลาย และสร้างเครือข่ายร่วมกับองค์กรภายนอก


บทที่ ๓หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ๓.๑ ความนำ การบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดตามหลักพุทธธรรม มุ่งเน้นความโปร่งใส ประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนา และการรักษาสมบัติของสงฆ์ไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมีหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้1. หลักอิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมสำหรับการทำงานให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการศาสนสมบัติได้• ฉันทะ ความพอใจ รักในงานบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด ด้วยความเต็มใจและเห็นคุณค่า• วิริยะ ความเพียรพยายาม มุ่งมั่นในการดูแลรักษาและพัฒนาทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค• จิตตะ ความเอาใจใส่ ตั้งใจ ทุ่มเทความคิดและสติปัญญา ในการวางแผนและดำเนินงานอย่างรอบคอบ• วิมังสา การพิจารณา ไตร่ตรอง หาเหตุผล และตรวจสอบผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น2. หลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ (Buddhist Good Governance) เป็นแนวทางที่เน้นความโปร่งใสและเป็นธรรมในการบริหารงาน• ความโปร่งใส (Transparency) การเปิดเผยข้อมูลการเงินและทรัพย์สินของวัดให้ชุมชนหรือสาธารณชนรับทราบและตรวจสอบได้• ความรับผิดชอบ (Accountability) ผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ (เช่น เจ้าอาวาสไวยาวัจกร คณะกรรมการวัด) ต้องสามารถชี้แจงและรับผิดชอบต่อการใช้จ่ายหรือการตัดสินใจต่างๆ• การมีส่วนร่วม (Participation) ชุมชนและพุทธศาสนิกชนควรร่วมแสดงความคิดเห็นและมีส่วนในการกำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด• การใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สูงสุด ทรัพย์สินของวัดเป็นของสงฆ์โดยรวมและมีไว้เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น การบำรุงศาสนสถาน การจัดการศึกษา และกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน3. หลักธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง• มัชฌิมาปฏิปทา (The Middle Way) การบริหารจัดการโดยสายกลาง ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินไป และไม่สุรุ่ยสุร่ายหรือนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์• ความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty and Integrity) ผู้บริหารจัดการต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่ยักยอกหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตนจากทรัพย์สินของวัด• การวางแผนและการทำบัญชี (Planning and Accounting) มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ ตามแนวทางของมหาเถรสมาคมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและตรวจสอบได้


54 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ หลักพุทธธรรมเน้นย้ำว่า ศาสนสมบัติเป็นของส่วนรวมที่ได้มาด้วยศรัทธา จึงต้องบริหารจัดการด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส และมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ๓.๒ ความหมายเกี่ยวกับการจัดการ คำว่า “การบริหาร” (Administration) และ “การจัดการ” (Management) มีความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย โดยการบริหารจะสนใจและสัมพันธ์กับการกำหนดนโยบายไปลงมือปฏิบัติ นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่าการบริหารใช้ในภาครัฐ ส่วนการจัดการใช้ในภาคเอกชน อย่างไรก็ดี ในตำราหรือหนังสือส่วนใหญ่ทั้ง ๒ คำนี้มีความหมายไม่แตกต่างกัน สามารถใช้แทนกันได้และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป๑เฮนรี ฟาโยล (Henry Fayol) กล่าวว่า การจัดการ หมายถึง กระบวนการที่ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ๕ ขั้นตอน คือ การวางแผน การจัดองค์กร การบังคับบัญชา การประสาน และการควบคุม๒การจัดการ หมายถึง การดำเนินการในการวางแผน การตัดสินใจการจัดองค์การ การนำและควบคุมทรัพยากรองค์การ อันได้แก่ ทรัพยากร การเงิน สินทรัพย์ถาวรข้อมูล และทรัพยากรมนุษย์ เพื่อจะช่วยในองค์การบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล๓การบริหารจัดการ หมายถึง แนวทางหรือวิธีการดำเนินงานใด ๆ ที่ หนวยงานของรัฐ หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐได้นำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาหรือสร้างความสุขความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ๔กระบวนการจัดการ หมายถึง กระบวนการดำเนินงานจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามลำดับ เป็นการตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทำอะไรที่ไหน เมื่อใด โดยใคร นอกจากจะเป็นการลดความไม่แนนอนแล้วยังทำให้สมาชิกในองค์กรมีความมั่นใจในการ ทำงานทำให้การทำงานมีประสิทธิผล การจัดลำดับการทำงานที่ดีไม่ควรมีลักษณะตายตัวต้องยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์อาจมีการปรับปรุงแก้ไข หรือปรับเปลี่ยนลำดับการทำงานได้เสมอ ส่งผลให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลมากขึ้นด้วย๕การจัดการ (Management) คือ กระบวนการที่เป็นระบบของการวางแผน การจัดองค์การ การเป็นผู้นำและการควบคุมทรัพยากรต่างๆ (ทั้งบุคคล การเงิน เทคโนโลยีและวัตถุดิบ) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยสรุป ความหมายของการจัดการมีดังนี้• กระบวนการ (Process) การจัดการไม่ใช่กิจกรรมเดียว แต่เป็นชุดของกิจกรรมที่ต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน ได้แก่ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การสรรหาบุคลากร (Staffing) การอำนวยการ/เป็นผู้นำ (Leading/Directing) และการควบคุม (Controlling)• การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Group Activity) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประสานงานความพยายามของกลุ่มคน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน ไม่ใช่การทำงานคนเดียว๑สุรัสวดี ราชกุลชัย, การวางแผนและการควบคุมทางการบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จามจุรี, ๒๕๔๓), หน์า ๓. ๒Fayol Henri, General and Industrial Management, (London: Sir Isaac Pitman &Sons, 2002), p. 50.๓พัชสิริ ชมพูคำ, องค์การและการจัดการ, (กรุงเทพมหานคร : ศูนยหนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๕.๔วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, การบริหารจัดการและการพัฒนาของหนวยงานของรัฐ, (กรุงเทพมหานคร : เอ็กซเปอร์เน็ท, ๒๕๕๐), หน์า ๓๕. ๕สร้อยตระกูล (ติวยานนท์), พฤติกรรมองค์การ ทฤษฎีและการประยุกต์, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๐), หน์า ๔๒๑.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 55• การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficient and Effective Resource Utilization)o ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การทำงานให้ถูกต้องโดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุดหรือทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดo ประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง การบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้ทันเวลา• การมุ่งสู่เป้าหมาย (Goal - Oriented) จุดมุ่งหมายหลักของการจัดการคือการทำให้องค์กรเดินหน้าไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ กล่าวโดยง่าย การจัดการ คือ ศิลปะในการทำให้สิ่งต่าง ๆ สำเร็จลุล่วงโดยอาศัยผู้อื่น (The art of getting things done through others) และเป็นการออกแบบและรักษาสภาพแวดล้อม ที่เอื้อให้บุคคลทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน๓.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินในพระพุทธศาสนา พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว) ได้เขียนหนังสือเศรษฐศาสตรแนวพุทธ สามารถสรุปความได้ว่า การทำมาหากินต้องเป็นไปอย่างฉลาด และไม่สร้างบาปในระหว่างการทำมาหากิน หรือจะทำมาหากินอะไรก็ทำไป แต่ว่าต้องไม่ทิ้งธรรมนั่นคือ ต้องมีศีลธรรมกำกับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเสมอนอกจากนี้ท่านยังอธิบายถึงวิธีปฏิบัติต่อทรัพย์ที่ถูกต้องไว้ว่า การแสวงหาทรัพย์ต้องมีความขยันหมั่นเพียรในการงานที่สุจริตและชอบธรรม รวมทั้งต้องประกอบด้วยปปัญญาเพื่อให้งานสำเร็จด้วยดี รู้จักฝังขุมทรัพย์ทั้งทรัพย์หยาบและละเอียด เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์และไม่ใช้จ่ายทรัพย์อย่างฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองจนเกินไป รวมทั้งหลีกเลี่ยงทางเสื่อมแห่งทรัพย์ต่าง ๆ ๖ธนาวัฒน์สิริวัฒน์ธนกุล ได้แสดงมุมมองไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบคนธรรมดา ที่มีสองตาว่า ย่อมใช้ตาข้างหนึ่งในการหาทรัพย์เพื่อเลี้ยงร่างกาย และใช้ตาอีกข้างหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าของทรัพย์สินที่มีอยู่ เฉกเช่นเดียวกับการใช้ตาทั้งสองข้างรับรู้ธรรมะต่าง ๆ และยังตรัสถึงความเจริญอันประเสริฐ ๑ประการ ที่พึงมีของพุทธศาสนิกชน ซึ่งประกอบไปด้วยนาและสวน ทรัพย์และข้าวเปลือก บุตร และภรรยา บริวาร สัตว๔ เท้า ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา โดยแนวทางในการแบ่งปันความมั่งคั่ง เพื่อความร่ำรวยและความสุขที่ยั่งยืนว่า เมื่อคนเรารวยแล้วต้องรู้จักแบ่งปัน กตัญูตอบแทนต่อบิดามารดา เลี้ยงดูบุตรภรรยา เอื้อเฟื้อแก่เพื่อนและบริวาร หากใครไม่รู้จักแบ่งปันทรัพย์สินที่หามาได้ตามสมควร อาจส่งผลให้ทรัพย์สินที่สะสมมานั้น ต้องเสียหายไปด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ถูกลักขโมย ถูกทำลายให้เสียหาย การเงินและพระพุทธศาสนา จึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้เพราะพระพุทธศาสนาสั่งสอนแนวทางในการดำรงชีวิตให้มีความสุขอย่างยั่งยืนให้เหมาะสมกับฐานะ หรือสถานะภาพของตนเอง โดยเน้นที่การสั่งสอนให้ทุกคนสร้างเหตุแห่งความสุข ๗๖พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), คัมภีร์ปฏิรูปมนุษย์เล่ม ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท พีวีพี ซัพพลายส์จำกัด, ๒๕๔๘), หน์า ๑๘๘.๗ธนาวัฒนสิริวัฒนธนกุล, Secret ซีเคร็ตเคล็ดลับสู่ความสุขและความสำเร็จ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ่ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๓), หน์า ๓๘.


56 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แสดงมุมมองเกี่ยวกับเรื่องการจัดการทรัพย์สินไว้ว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนาได้ว่า๑. การแสวงหาทรัพย์ซึ่งรวมไปถึงกระบวนการผลิตต้องได้ทรัพย์มาด้วยความชอบธรรม ความขยันหมั่นเพียรและความฉลาดในการจัดสรรดำเนินการ ๒. การเก็บออมหรือสะสมทรัพย์เพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพและเป็นหลักประกันชีวิตในยามจำเป็น หากกำลังการออมเกินความจำเป็นสำหรับการใช้จ่ายสองด้านนี้ ก็กลายเป็นทุนสำหรับการสงเคราะห์บำเพ็ญประโยชน์จรรโลงธรรมและเกื้อหนุนสังคมต่อไป ๓. การใช้จ่ายทรัพย์ได้แก่ เพื่อเลี้ยงตนเอง ครอบครัว บิดามารดาและคนในความรับผิดชอบให้มีความสุข การเผื่อแผ่แบ่งปันแก่สังคม และการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อทำความดีบำเพ็ญคุณประโยชน์๔. การสัมพันธ์กับชีวิตด้านอื่นโดยเฉพาะด้านจิตใจ คือ ไม่ลุ่มหลงมัวเมากินใช้อย่างรู้เท่าทันความจริง ทำให้ทรัพย์เป็นเพียงปัจจัยหรือฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เจริญยิ่งขึ้นไป๘ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แสดงหลัก ๕ รู้ที่เกี่ยวกับทรัพย์ไว้ว่าในการออมทรัพย์การสร้างความสุขในชีวิต โดยเฉพาะความสุขทางการเงินไม่ใช่เรื่องยาก แค่เข้าใจและยึดหลัก ๕ รู้คือ รู้ที่ ๑ รู้หา คือ หาเงินเพิ่ม เสริมรายได้รู้ที่ ๒ รู้เก็บ คือ เก็บออมก่อนใช้จ่าย รู้ที่ ๓ รู้ใช้คือ ใช้เงินอย่างฉลาด สร้างโอกาสเพิ่มเงินออม รู้ที่ ๔ รู้ทัน คือ ดอกเบี้ยเงินกู้รู้วิธีคิดดอกเบี้ยที่ต่างกัน รู้ที่ ๕ รู้ขยายดอกผล ลงทุนถูกที่ความมั่งมีงอกงาม รู้จักตนเองรู้จักเครื่องมือ รู้จังหวะลงทุน๙ความหมายของการจัดการทรัพย์สินในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การบริหารทรัพย์สินที่ได้มาโดยความสุจริต และการเก็บออมหรือสะสมทรัพย์ด้วยความปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของครอบครัวตามหลักพระพุทธศาสนา และยกระดับตลอด จนสร้างความมั่นคง ครอบครัว และสังคม ในโอกาสต่อไป ๓.๔ หลักพุทธธรรมกับการจัดการทรัพย์สิน หลักพุทธธรรมกับการจัดการทรัพย์สิน เน้นการบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างมีคุณธรรมและความรับผิดชอบ ในพระพุทธศาสนามีแนวทางในการบริหารจัดการ ดังนี้ ๓.๔.๑ หลักสันโดษ คำว่า “สันโดษ” มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี สนฺโตส และบางแห่งใช้คำว่า สนฺตุฐิ ซึ่งมีศัพท์มาจากธาตุเดียวกัน คือ สํ + ตุส เขียนแบบสันสกฤตเป็น สันโตษะ แปลงเป็นภาษาไทยว่า สันโดษ แปลว่าความเป็นบุคคลผู้มีความยินดีโดยสม่ำเสมอ หรือผู้สันโดษ ชื่อว่าสนฺตุฐิ๑๐๘พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เม็ดทราย, ๒๕๔๕), หน์า ๓๕. ๙ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, คูมือ Happy Mone เพื่อความสุขทางการเงิน, (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๕๘), หน์า ๔. ๑๐ พระพุทธัปปิยเถระ, รูปสิทธิปกรณ์นิรุติศาสตร์ภาษาบาลี, (กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๕๔), หน้า ๒๒๒.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 57พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) คำว่า“สันโดษ” มักแปลความกันว่าความพอใจตามมีตามได้พอใจในสิ่งที่ตนมีไม่ทะยานอยาก คำว่า สันโดษ ที่กล่าวมานี้พระพุทธเจ้าทรงสอนเน้นเป็นพิเศษแก่ภิกษุ แต่ในทางพระพุทธศาสนาธรรมะต่าง ๆ มักใช้ควบคู่กัน เช่น ศรัทธาต้องมีควบคู่กับปัญญา ส่วนสันโดษนั้นมาพร้อมกับความเพียร ถ้านำมาใช้กับฆราวาสในแง่นี้คือ ไม่ให้บุคคลทำตัวหลงใหลเพลิดเพลินกับการบำรุงบำเรอตนเองด้วยวัตถุส่งของต่าง ๆ๑๑พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญความสันโดษนี้ว่าเป็นมงคลชั้นยอดเยี่ยม สันโดษ นิยามความหมายได้๓ อย่าง คือ ๑. ความยินดี พอใจ ด้วยปัจจัยของตน (สเกน ตุสฺสโก) หมายความว่า ยินดีของที่ตนมีอยู่ แล้วคือสิ่งนั้นเป็นของของเราแล้วความยินดีกับของของตนนี้คือสันโดษ สิ่งนี้เองที่ถูกใคร ๆ มักกล่าวหาว่าไม่ดี โดยเข้าใจว่าการมัวพอใจอยู่กับของตัวเอง ทำให้คนไม่คิดก้าวหน้ามีวิสัยทัศน์คับแคบ และมักจะถูกกล่าวหาว่าคน ประเภทนี้ทำให้บ้านเมืองไม่เจริญ เสียงอย่างนี้ได้ยินอยู่ทั่วไป แม้ทุกวันก็ยังได้ยินอยู่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะคนที่รู้จักความพอใจหรือรู้จักรักตัวเอง รักลูกรักภรรยา รักประเทศชาติ เป็นคนนำความสุขความเจริญมาให้แก่ตน แก่ครอบครัว ประเทศชาติบ้านเมืองได้มากกว่าคนที่ไม่รู้จัก พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว๒. ความยินดีด้วยปัจจัยที่มีอยู่ (สนฺเตน ตุสฺสโก) หมายความว่า ยินดีด้วยปัจจัย ๔ ที่ตนได้มาแล้วละความเป็นคนมักมากเสีย ไม่ปรารถนาปัจจัยอื่นนอกจากปัจจัยนั้น คือรู้จักพอ รู้จักประมาณในกำลังทรัพย์กำลังส่งของที่ตนได้มา ที่ตนใช้สอยอยู่ ไม่ให้มักมากเกินขอบเขต แต่มิได้หมายความว่าไม่ให้เสาะแสวงหา ตั้งโบราณภาษิตที่ว่า “รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน” ๓. ความยินดีโดยอาการอันสม่ำเสมอ หมายความว่า ยินดี ตามสมควร ให้ละความยินดี ยินร้ายในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ให้วางตนอยู่ในอารมณ์ทั้งปวงโดยสม่ำเสมอ ไม่หวั่นไหวเอนเอียงไปตามโลกธรรมทั้ง ๔ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกขรู้เท่าทันอารมณ์นั้นๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นโลกธรรมหมุนไปตามโลก ล้วนตกอยู่ในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น๑๒กล่าวโดยสรุปคือ สันโดษช่วยให้มีชีวิตที่มีคุณภาพทั้งทางวัตถุ (พอเพียง) และทางจิตใจ (สงบสุข)๓.๔.๒ ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์หลักธรรมดังกล่าวเรียกเต็ม ๆ ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ ๑๓ เป็นหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ๔ อย่าง หรือเรียกอีกอย่างว่าหัวใจเศรษฐี \"อุ อา กะ สะ\" และ เรียกสั้น ๆ ว่าทิฏฐธัมมิกัตถะ หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หลักธรรมอันอำนวย ประโยชน์สุขขั้นต้นเพื่อประโยชน์สุขสามัญที่มองเห็นกันในชาตินี้ที่คนทั่วไปปรารถนามีทรัพย์ยศ เกียรติ ไมตรี เป็นต้น เป็นธรรมที่แก้ปปัญหาการขาดความเพียร ปัญหาการไม่รู้จักประหยัด ใช้จ่ายฟุ่มเฟอย ปัญหาการคบคนไม่ดี และปปัญหาการใช้จ่ายทรัพย์เกินฐานะ ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือ๑๑ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ, กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๘), หน์า ๕๐. ๑๒ พรรณพิพา มีน้อย, “ความเขาใจและการปฏิบัติตามหลักธรรมเรื่องความสันโดษของนักศึกษามหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย อำเภอปกธงชัย จังหวัดนครราชสีมา”, ดุษฎีนิพนธศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๖๐), หน์า ๗. ๑๓ องฺ.อฐก. (ไทย) ๒๓/๑๔๔/๒๘๙.


58 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ ๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น เช่น ขยันหมั่นเพียร เลี้ยงชีพด้วยการหมั่น ประกอบการงาน ไม่เกียจคร้านในการงาน ประกอบด้วยปัญญาในการงาน ให้สามารถทำได้สำเร็จ ๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความ ขยันหมั่นเพียรโดยชอบธรรม รักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้๓. กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคนชั่ว ดำรงตนเจรจาสนทนากับบุคคล ซึ่งผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา๔. สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์เลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้สุรุ่ยสุร่าย ไม่ให้ฝืดเคือง มีรายได้มากกว่ารายจ่าย๑๔หลักธรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาตนเองไปสู่ประโยชน์ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป เช่น สัมปรายิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ในภายหน้า) และปรมัตถประโยชน์ (ประโยชน์สูงสุดคือนิพพาน๓.๔.๓ หลักสัปปุริสธรรม ๗การบริหารด้วยหลักสัปปุริสธรรม ๗ หรือหลักคนดีที่ถูกต้อง เป็นธรรมของสัตบุรุษ ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ดังนี้ ๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ คือ รู้ความจริง รู้หลักการ รู้กฎเกณฑ์รู้กฎแห่งธรรมได้รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้จักหลักการที่จะทำให้เกิดผล รวมความว่า การบริหารจัดการในองค์กร ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รู้จักการวิเคราะห์ความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติว่า “สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เป็นธรรมดา” โดยพิจารณาหลักการและเกณฑ์แห่งเหตุผลมาบริหารจัดการองค์กร๒. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล หรือความมุ่งหมาย คือรู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์รู้จักผลที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากการกระทำตามหลัก หมายถึง การบริหารงานองค์กรให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์และรู้ถึงประโยชน์ขององค์กรที่นำไปสู่ความมั่นคง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อองค์กร ในที่นี้ก็หมายถึงการมีแผนงานที่ดี การวางแผนที่วิเคราะห์ผลกระทบด้านต่าง ๆ๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักเราว่าเรานั้น โดยฐานะภาวะเพศ ความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมเป็นอย่างไรและเท่าใด แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้จักที่จะปรับปรุงต่อไป ในที่นี้หมายถึง รู้จักองค์กรที่เราบริหารเป็นอย่างดีว่ามีจุดด้อย จุดแข็งอย่างไร มีขีดความสามารถอย่างไร และรู้จักการปรับปรุงองค์กรให้ทันต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบ รวมทั้งการบริหารความแตกต่างที่จะทำให้องค์กรเป็นเลิศ มีประสิทธิภาพ และมั่นคงถาวร๔. มัตตัญญุตา ความผู้รู้จักประมาณ คือ ความพอดีในการจ่ายโภคทรัพย์ในที่นี้หมายถึงการบริหารการเงิน หรือการขยายกิจการต้องพิจารณาให้รู้จักประมาณในความเพียงพอขององค์กรขีดความสามารถขององค์กร ขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร รวมทั้งการแข่งขันที่รอบคอบและรู้จักประมาณขีดความสามารถขององค์กร๕. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลา อันเหมาะสม และระยะเวลาในการประกอบกิจ ในที่นี้หมายถึงการบริหารจัดการ จะต้องมีความเข้าใจถึงระยะเวลาที่เหมาะสม การสร้างโอกาสขององค์กรจะต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ ว่า ควรจะดำเนินการอย่างไร อะไรควรงด อะไรควรกระทำ เวลาใดควรขยายกิจการ หรือช่วงเวลาใดที่จะบริหารองค์กรให้ประสบผลสำเร็จต่อองค์กรมากที่สุด๑๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๖), หน์า ๑๓๕.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 59๖. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักชุมชน คือ รู้กริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้น ว่าควรจะดำเนินการอย่างไร การบริหารจัดการจำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งที่เป็นพันธมิตร และคู่แข่ง การสร้างสรร หรือการประสานงานกับชุมชน หรือกลุ่มบุคคลที่มีผลต่อองค์กร ก็คือเข้าถึงเข้าใจและพัฒนา เป็นการบริหารจัดการที่สร้างความสัมพันธ์ด้วยเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อชุมชน หรือสาธารณชน จะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร๗. ปุคคลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักบุคคล คือ รู้จักความแตกต่างของบุคคลว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถและคุณธรรม ตลอดถึงรู้ในความสามารถของบุคคลและใช้มอบงานที่เหมาะสมให้การบริหารจัดการในการรู้บุคคลเปรียบ เสมือนการพัฒนาและบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่จะต้องมีการพัฒนา และบริหารบุคคลในองค์กรให้มีความรู้ความสามารถ และภักดีต่อองค์กร มีความสามัคคี สร้างความเป็นธรรม และเสมอภาคให้แก่บุคลากรในองค์กร รวมถึงการทำงานเป็นหมู่คณะ การติดต่อสื่อสารกับบุคคลต่าง ๆ ด้วยความเป็นมิตรไมตรีรวมทั้งมีความจริงใจต่อกันผู้ที่มีคุณธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้ บริบูรณ์อยู่ในตัวเอง คนนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นคนดีถ้าใครมีแต่ว่าไม่ครบ ก็ยังมีความดีอยู่บ้างในสมัยพุทธกาล มีการเรียกร้องอยากได้คนดี แต่เมื่อถามว่า “คนดีที่ต้องการนั้น มีลักษณะอย่างไร” ส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ เพราะจะตอบคนที่ถูกใจมากกว่าคนดีที่ถูกต้อง เช่น มีคนหนึ่งเวลาทำงานดีมาก แต่ตกเย็นนั่งกินเหล้าเมามาย คนดีในสายตาของโจร ก็อีกแบบหนึ่งคือต้องปล้นได้เงินมาก คนดีในสายตาของนายจ้าง ก็ยังแบบหนึ่ง คือทำงานให้คุ้มค่าจ้าง ไม่มีมาตรฐานของคนดีที่ถูกต้องอยู่เลย พระองค์จึงตรัสลักษณะคนดีไว้เป็นมาตรฐาน ๗ ประการ คือ “สัปปุริสธรรม” ดังนี้๑. สัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ คือ ศรัทธา – ละอายต่อบาป – กลัวต่อบาป –ได้ยินได้ฟังมาก – มีความเพียร – สติมั่นคง – มีปัญญา๒. ปรึกษาสิ่งใดกับใคร ก็ไม่ปรึกษา เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น๓. คิดสิ่งใด ก็ไม่คิด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น๔. พูดสิ่งใด ก็ไม่พูด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น๕. ทำสิ่งใด ก็ไม่ทำ เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น๖. มีความเห็นชอบ เช่น มีความเห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว๗. ให้ทานโดยเคารพ คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้นไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย๑๕การใช้สัปปุริสธรรมในการบริหาร หลวงพ่อพุทธทาส ได้บรรยาย “การบริหารธุรกิจแบบพุทธ” ซึ่งได้กล่าวถึงสัปปุริสธรรมอยู่เหมือนกัน แนวคิดในการใช้สัปปุริสธรรมในการบริหาร ตามหลักการบริหาร มี 4M ที่สำคัญคือ Man (คน) Machine (เครื่องจักร) Money (เงินทุน) และ Material (วัสดุ) และเชื่อว่า M ที่สำคัญที่สุดคือ Man (คน) เพราะคนสามารถหาเครื่องจักร หาเงิน และหาวัสดุมาให้ได้หากเราทำให้คนนั้นเป็นคนดีที่ถูกต้องแล้ว เชื่อแน่ว่าจะบริหารงานได้สำเร็จสมประสงค์คนดีที่ถูกต้องนี้ คือ ต้องเป็นทั้งคนดี และคนเก่งด้วย เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว สัปปุริสธรรม ๗ คือ เหตุ – ผล –ตน – ประมาณ – กาล – ชุมชน – บุคคล จะไปเกี่ยวข้องกับการบริหารได้อย่างไร เพราะยังเป็นการรู้จัก ๑๕ จำง่ายๆ ดังนี้ “เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน บุคคล” จากนวโกวาท มีแถมอีก ๗ คือ สัปปุริสธรรมอีก ๗ คล้าย ๆ กับ New 7Tools ใน QCC.


60 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ ยังไม่รู้จริง และยังไม่รู้แจ้ง และเป็นเพียงแค่ความรู้ (ปริยัติ) ยังไม่ได้นำไปปฏิบัติ (ปฏิบัติ) และยัไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ (ปฏิเวธ) แนวคิดในเรื่องการบริหาร หากรู้จัก “บริหารตน” แล้วไซร้หลักการบริหารนี้ย่อมสามารถประยุกต์ใช้กับการบริหารชีวิตประจำวัน การบริหารครอบครัว บริหารงานของตนเอง การบริหารธุรกิจระดับผู้จัดการและการบริหารประเทศชาติได้”๓.๔.๔ หลักสัปปายะ หลักสัปปายะ หมายถึง สิ่งที่เป็นที่สบาย สภาพที่เอื้อหรือปัจจัยภายนอก ที่เกื้อกูลต่อการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยให้การเจริญสมาธิภาวนาให้ได้ผลดีและตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย หลักสัปปายะที่สำคัญมีอยู่ 7 ประการ ในการบริหารจัดการวัดให้เกิดความสุข เป็นสัปปายะทั้ง ๔ อย่าง ดังนี้ ๑. อาวาสสัปปายะ ที่อยู่เป็นที่สบาย คือทำวัดให้เป็นอาราม เป็นรมณียสถาน รื่นรมย์ เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น เป็นศูนย์กลางของชุมชนด้านจิตใจ ที่ตั้งวัดไม่ใกล้ไม่ไกลจากชุมชนเกินไป มีการแบ่งเขตพุทธาวาส สังฆาวาสชัดเจนเป็นสัดส่วน ยิ่งในภาวะโลกร้อนด้วยแล้ว หากวัดได้มีการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาร่มรื่นดูเป็นธรรมชาติ นับว่าเหมาะกับภาวะโลกอันแสนที่จะร้อนเหลือหลาย ส่วนบางวัดตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมเป็นทุนเดิม เช่น ภูเขา ลำธาร สวน ป่า ได้เน้นเรื่องความสะอาดหรือความเป็นระเบียบเรียบร้อยสม่ำเสมอเท่ากับว่าได้สร้างความสุขเพิ่มขึ้นแก่ผู้พบเห็น ๒. อาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบาย เมื่อมีที่อยู่ที่สบายต้องคำนึงถึงการกินอาหาร ในสมัยก่อนเป็นหน้าที่ของพระภัตตุเทศ ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส การจัดสวัสดิการด้านอาหาร จึงควรเป็นภาระของฝ่ายสาธารณูปการรวมเรื่องต่าง ๆ เช่น การกำหนดเส้นทางโคจรบิณฑบาต ควรแบ่งเป็นสาย มีการเปลี่ยนเวรกัน เพื่อเจริญศรัทธาของผู้ทำบุญและป้องกันการติดในตัวบุคคล มีการจัดฉันรวมกันเป็นที่แห่งเดียว เพื่อประโยชน์คือทำให้เกิดความเป็นธรรมในอดิเรกลาภ ขจัดความขัดแย้ง ในการแสวงหาอุปัฏฐาก ก่อให้เกิดความสามัคคีธรรม เป็นที่เจริญศรัทธาของผู้ถวายและสามารถแนะนำอบรมได้ง่ายในเวลาก่อนและหลังอาหาร มีเจ้าหน้าที่รับนิมนต์ และทำหน้าที่แจกรายการ นิมนต์ให้ทั่วถึงโดยความเป็นธรรมหรือจัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์สวัสดิการด้านอาหารในยามขาดแคลน ๓. บุคคลสัปปายะ บุคคลเป็นที่สบาย คำนึงถึงเรื่องบุคคลที่อยู่ภายในวัดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความเจริญและความเสื่อมเชิงศาสนา คนวัดแบ่งออกเป็นพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา หรือแม่ชี และเด็กวัด วัดใดดีหรือไม่ดีบ้างบอกว่าให้ดูจากบุคคล ทั้ง ๔ ประเภทดังกล่าว ควรจัดที่อยู่อาศัยของบุคคลแต่ละประเภทให้เหมาะสมตามสถานภาพ การติดต่อกันควรกำหนดเวลาสถานที่ ที่อยู่ของเด็กวัดควรสะอาดและมีระเบียบ มีการวางกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติพร้อมบทกำหนดโทษและควรกำหนดวัน ให้มีการพัฒนาวัดร่วมกัน ๔. ธรรมสัปปายะ ธรรมเป็นที่สบาย จุดมุ่งหมายหลักของวัดคือสถานที่ประพฤติธรรม สิ่งที่จะก่อให้เกิดธรรมสัปปายะ คือบริเวณวัดร่มรื่น เป็นระเบียบ มีโครงการต้นไม้พูดได้ มีสุภาษิตสอนใจ ปริศนาธรรม คติธรรม โครงการเสียงธรรมะตามสาย รับฟังกันทั่วบริเวณวัด ทั้งในวันจัดงานบุญ และกระจายเสียงไปถึงชุมชนหมู่บ้าน จัดสถานที่ฟังเทศน์ฟังธรรมในสถานที่สงบร่มเย็น อากาศถ่ายเทสะดวก จัดทำห้องสมุดธรรมะ โดยจัดหาหนังสือธรรมะ หนังสืออื่น ๆ ที่มีสารประโยชน์เพื่อให้ผู้มาวัดได้อ่านและมีที่นั่งอ่านหนังสือเป็นสัดส่วนเพียงพอ รักษาศิลปะหรือพุทธศิลป์ภายในวัด พิพิธภัณฑ์ของวัดจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 61สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ถึงลักษณะของภิกษุผู้ใส่ใจใผ่ในการปฏิบัติธรรมว่า “เราจักพูดเรื่องเห็นปานนี้ คือ เรื่องความมักน้อย เรื่องความสันโดษ เรื่องความสงัด เรื่องความไม่คลุกคลีกัน เรื่องการปรารภความเพียร เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องวิมุตติ เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งเป็นเรื่องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง เป็นสัปปายะแก่ความเป็นไปแห่งจิต เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน”๑๖ในอรรถกถากล่าวอธิบาย \"เป็นสัปปายะแก่ความเป็นไปแห่งจิต\" หมายถึง เป็นที่ สบายและเป็นอุปการะแก่การชักนำจิตเข้าสู่สมถะและวิปัสสนา๑๗ มี ๗ ประการ คือ ๑. อาวาส ๒. โคจรคาม ๓. การพูดคุย ๔. บุคคล ๕. โภชนะ ๖. ฤดู ๗. อิริยาบถ\"๑๘พระดำรัสข้างต้นนั้น ตรัสการปฏิบัติตนขณะปฏิบัติธรรม ถึงลักษณะเรื่องที่จักพูดคุยไว้เป็นตัวอย่าง เพราะการปฏิบัติจะ เจริญก้าวหน้าควรต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เว้นสถานที่ที่เป็นโทษและอยู่ในสถานที่ ที่สะดวก ดังมีปรากฏเป็นคาถาว่า อาวาโส โคจโร ภสฺสํปุคฺคโล โภชนํอุตุ อิริยาปโถติ สตฺต เต อสปฺปาเย วิวชฺชโย สปฺปาเย สตฺต เสเวถ เอวญฺหิ ปฏิปชฺชโต น จิเรเนว กาเลน โหติ กสฺสจิ อปฺปนา ฯ๑๙โยคาวจร ผู้ประสงค์จะรักษาปฏิภาคนิมิตไว้ให้ดีนั้น พึงว้นจากอสัปปายะ อันไม่ควรแก่ภาวนาสมาธิ ๙ อย่าง คืออาวาส (ที่อยู่อาศัยโคจรคาม (หมู่บ้านหรือท้องถิ่นที่จะไปบิณฑบาต ภัสสะ (ถ้อยคำพูด) ปุคคละ (บุคคล) โภชนะ (อาหาร) อุตุ (อากาศ) อิริยาบถ (นั่ง นอน ยืน เดิน) แล้วพึงเสพแต่สัปปายะอันควรแก่ภาวนาสมาธิ ๗ อย่างนั้นเช่นกัน เมื่อได้ปฏิบัติดังกล่าวมานี้ บางท่านก็อาจสำเร็จอัปปนาภาวนาในกาลไม่นานนัก๒๐คัมภีร์วิสุทธิมรรคมีปรากฏว่า เมื่อโยคาวจรภิกษุรูปใด แม้ทำโยคะโดยนัยวิปัสสนาดังกล่าวมานี้อยู่ นัยวิปัสสนาก็ยังไม่ถึงพร้อม โยคาวจรภิกษุรูปนั้นพึงทำอินทรีย์ให้กล้าด้วยอ านาจแห่งอาการ ๙ อย่างนี้๒๑อินทรีย์ทั้งหลาย มีสัทธินทรีย์เป็นต้น ย่อมกล้าแข็งด้วยอาการ ๙ คือ ดูแต่ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายที่เกิดๆ ขึ้นถ่ายเดียว ๑ และในการดูความสิ้นนั้น ยังวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อมด้วยการทำด้วยความมีสติ ๑ ยังวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อมโดยสาตัจจกิริยาทำติดต่อ ๑ ยังวิปัสสนาญาณให้ถึง พร้อมโดยสัปปายกิริยา ทำอย่างสบาย คือ เสพสัปปายะทั้ง ๗ มีอาวาสสัปปายะ เป็นต้น ๑ ยังวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อม โดยจับนิมิตของสมาธิในวิปัสสนาให้ได้ ๑ ยังวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อมโดยกิริยาที่ยังโพชฌงค์ให้เป็นไปตามควร ๑ เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความไม่ไยดีในร่างกายและชีวิต ๑ ในการเข้าไปตั้งไว้ซึ่งความไม่ไยดีในร่างกายและชีวิตนั้น ๑ ๑๖ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๘๙/๒๒๗. ๑๗ องฺ.นวก. (ไทย) ๓/๑/๒๘๕. ๑๘ ม.อุ. (ไทย) ๓/๑๘๙/๑๑๗. ๑๙ วิสุทฺธิ. (ไทย) ๑/๑๖๑. ๒๐ มหามกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐๐. ๒๑ นวหากาเรหิ อินฺทฺริยานิ ติกฺขานิ ภวนฺติ อุปฺปนฺนุปฺปนฺนาน สงฺขาราน ขยเมว ปสฺสติ ตตฺถ จ สกฺกจฺจกิริยาย สมฺปาเทติ, สาตจฺจกิริยาย สมฺปาเทติ, สปฺปายกิริยาย สมฺปาเทติ สมาธิสฺสจ นิมิตฺตคฺคาเหน, โพชฺฌงฺคานญฺจ อนุปวตฺตนตาย กาเย จ ชีวิเต จ อนุตฺตรา จ อพฺยสาเนนาติ ฯ ใน วิสุทฺธิ. ๓/๒๓๙., โสภณมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต (มหาสีสยาดอ), หลักการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน, แปลโดย จำรูญ ธรรมดา, (กรุงเทพมหานคร : ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๙๘ – ๙๙.


62 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ ยังภาวนาให้ถึงพร้อมโดยข่มความทุกข์ที่เกิดขึ้นออกไปเสียจากความไยดีในร่างกายและชีวิตให้จงได้ ๑ ยังภาวนาให้ถึงพร้อมโดยไม่เลิกภาวนาเสียในระหว่าง ๑ แล้วเว้นอสัปปายะ ๗ เสพสัปปายะ ๗” ๒๒สถานที่ปฏิบัติธรรมของโยคาวจร เพื่อรักษาปฏิภาคนิมิตและทำอินทรีย์ให้กล้า จึงพึงเว้นจาก อสัปปายะ ๗ และพึงประกอบด้วยสัปปายะ ๔ สัปปายะ หมายถึง สิ่งที่สบาย สภาพเอื้อ สิ่งที่เกื้อกูล สิ่งที่เหมาะสม อันเกื้อกูลในการเจริญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอยส่วนอสัปปายะก็มีความหมายตรงกันข้ามกับสัปปายะ สัปปายะ ๔ และอสัปปายะ ๔ ได้แก่ ๑. อาวาสบางแห่งเรียกเสนาสนะ ๒. โคจรคาม ๓. ภัสสะ บางแห่งเรียก ธัมมัสสวนะ ๔. บุคคล ๕. โภชนะ บางแห่งเรียก อาหาระ ๖. ฤดู๗. อิริยาบถ จะได้อธิบาย เป็นลำดับไป ๑. อาวาส (ที่อยู่) หมายถึง ที่อยู่ที่พักอาศัยและสถานที่ปฏิบัติ มี ๒ อย่าง ได้แก่ อาวาสอสัปปายะ คือ ที่อยู่ ที่พัก ที่อาศัย และสถานที่ที่ไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติและอาวาสสัปปายะ คือ ที่อยู่ ที่พักที่อาศัยและสถานที่ที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติควรเลือกอยู่ในอาวาสสัปปายะในคัมภีร์ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค กล่าวอธิบายไว้ว่า เมื่อโยคาวจรนั้นอยู่ในอาวาสใด นิมิตที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เสื่อมหายไป สติที่ยังไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ตั้งมั่น และจิตที่ยังไม่เป็นสมาธิก็ไม่เป็นสมาธิอาวาสนี้นับเป็นอสัปปายะ ส่วนเมื่อเธออยู่ในอาวาสใด นิมิตเกิดและถาวรด้วย สติก็ตั้งมั่น จิตก็เป็นสมาธิ ดุจพระปธานิยัติสสเถระผู้อยู่ ณ นาคบรรพต อาวาสนี้นับเป็นสัปปายะ เพราะเหตุนั้น ในวิหารใด อาวาสที่อยู่ มีหลายแห่งโยคาวจรพึงลองอยู่ในอาวาสเหล่านั้นแห่งละวัน จิตของเธอเป็นเอกัคคะ ตั้งมั่นในอารมณ์เดียวในอาวาสแห่งใด ก็อยู่ในอาวาสแห่งนั้นเพราะความที่มีอาวาสเป็นสัปปายะแท้ๆ ภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ในถ้ำจูหนาคในตัมปัณณิทวีป ถือเอากัมมัฏฐานบำเพ็ญอยู่ในถ้ำจูฬนาคนั้น ได้บรรลุพระอรหัตทั้งหมด ส่วนพระอริยบุคคลเบื้องต่ำมีพระสดาบันป็นต้น และท่านผู้ได้อริยภูมิในที่อื่นแล้ว มาบรรลุพระอหัตในถ้ำจูฬนาคนั้นมีประมาณมิได้ แม้ในอาวาสสัปปายะแห่งอื่น ๆ เช่นจิตตลบรรพตวิหารก็เช่นกัน๒๓๒. โคจรคาม หมายถึง หมู่บ้านหรือท้องถิ่นที่หาอาหาร ที่เที่ยวไปเพื่อเข้าไปบิณฑบาต มี ๒ อย่าง ได้แก่ โคจรอสัปปายะ คือหมู่บ้านหรือท้องถิ่นที่ไม่เหมาะสมเพื่อเข้าไปบิณฑบาต และโคจรสัปปายะ คือ หมู่บ้านหรือท้องถิ่นที่เหมาะสมเพื่อเข้าไปบิณฑบาต โยคาวจรพึงเลือกโคจรคามสัปปายะคัมภีร์ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค กล่าวอธิบายไว้ว่า หมู่บ้านหรือท้องถิ่นสำหรับไปบิณฑบาตแห่งใด มีอยู่ในที่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก ในระยะประมาณโกสะกึ่ง ประมาณ ๑,๐๐๐ ชั่วคันธนูหรือ ๒ กิโลเมตร เป็นเสนาสนะอยู่ทางทิศเหนือหรือทางทิศใต้ เป็นที่มีภิกขาสมบูรณ์หาง่ายหมู่บ้านนั้นนับเป็นสัปปายะ ถ้ามีลักษณะตรงกันข้ามนับเป็นอสัปปายะ๒๔ ที่ว่าอสัปปายะนั้นน่าจะถือเอาด้วยสาเหตุ คือ ๑. ไกลและการคมนาคมไปมาไม่สะดวก ๒. เวลาบิณฑบาตไปหรือกลับโดนแสงอาทิตย์ขึ้นส่องหน้า และ ๓. บิณฑบาตไม่พอแก่การฉัน ๒๒ มหามกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๖๑ - ๖๒. ๒๓ มหามกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓) หน้า ๑๐๑.๒๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๒.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 63๓. ภัสสะ หมายถึง การพูดคุย หรือถ้อยคำ มี ๒ อย่าง ได้แก่ ภัสสะอสัปปายะ คือการพูดคุย หรือถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในระหว่างปฏิบัติและกัสสะสัปปายะ คือการพูดคุย หรือถ้อยคำที่เหมาะสมในระหว่างการปฏิบัติ โยคาวจรพึงปฏิบัติตนเพื่อสำรวมอินทรีย์พูดน้อยในระหว่างการปฏิบัติธรรม เพื่อสำรวมสมาธิและปฏิภาคนิมิต ในวิปัสสนานัย เล่ม ๑ แสดงอธิบายการสำรวมสติไว้ว่า ในระหว่างการปฏิบัติธรรมศีลต้องบริสุทธิ์ บุคคลพึงยังกุศลจิตให้เกิดทางทวาร แล้วรักษาอินทรีย์สังวรศีล ด้วยการปิดกั้นมิให้เกิดอกุศล มีสติก่อให้เกิดกุศลจิตอยู่เสมอ ในขณะประจวบกับอารมณ์ ๖๒๕คัมภีร์ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรคกล่าวธิบายไว้ว่า การใช้สติสำรวมอินทรีย์เพื่อไมให้เกิดกิเลสในขณะที่วิญญาณ ๖ รับรู้อารมณ์ ๖ เพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ดังนั้น การสำรวมวาจา พูดน้อย ไม่กล่าวติรัจฉานกถา ๓ อันเป็นเรื่องขัดมรรคผลเป็นไป เพื่ออันตรธานเสียแห่งนิมิตของผู้ปฏิบัติหรือวิคคาหิกกถาที่เป็นถ้อยคำที่แก่งแย่งกันทำลายความดีงามและความเจริญของตน พร้อมทั้งทำลายความสามัคคีของหมู่คณะอีกด้วย ชื่อว่าอสัปปายะ แม้กถาวัตถุ ๑๐ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ไม่ขัดกักับมรรค ผล นิพพาน ชื่อว่าภัสส สัปปายะ ก็ควรกล่าวพอประมาณ เพื่อสำรวมสมาธิและปฏิภาคนิมิต ๑๒ ทั้งติรัจฉานกถา ๓๒ วิคคาหิกกถา และกถาวัตถุ ๑๐ มีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ๔. บุคคล หมายถึง บุคคลที่อยู่ร่วมกันหรือมีการสนทนาปราศรัยกันมี ๒ อย่าง ได้แก่ ปุคคลอสัปปายะ คือ บุคคลที่ไม่สมควรเข้าไปสนทนาปราศรัย ในขณะกำลังปฏิบัติด้วย และปุคคลสัปปายะ คือ บุคคลที่สมควรเข้าไปสนทนาปราศรัยในขณะกำลังปฏิบัติ โยคาวจรพึงเลือกคบปุคคลสัปปายะเพื่อความตั้งมั่นแห่งจิตของตนในขณะกำลังปฏิบัติ คัมภีร์ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค อธิบายไว้ว่า ปุคคลอสัปปายะ คือบุคคลที่ไม่สมควรเข้าไปสนทนาปราศรัยในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น ได้แก่ บุคคลผู้มากไปด้วยการทำกายให้มั่นคงชอบบำรุงประคบประหงมตบแต่างร่างกาย (กายทฬฺหีพหุโล มีปกติพูดติรัจฉานกถา ๓๒ (ติรจฺฉานกถิโก) เป็นอสัปปายะ เพราะว่าเขามีแต่จะทำให้เธอเศร้าหมอง ดุจน้ำโคลนทำน้ำใสให้ขุ่นไป ฉะนั้น และเพราะอาศัยบุคคลเช่นนั้น สมาบัติย่อมเสื่อม ดุจสมาบัติของภิกษุหนุ่มผู้อยู่ ณ โกฏิบรรพตวิหาร เสื่อมเพราะอาศัยบุคคลเช่นนั้น ส่วนปุคคลสัปปายะ บุคคลที่สมควรเข้าไปสนทนาปราศรัยในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น ได้แก่ บุคคลที่เป็นผู้ไม่พูดติรัจฉานกถา (อติรจฺฉานกถิโก) ถึงพร้อมด้วยสีลคุณสมาธิคุณ ปัญญาทิคุณ (สีลาทิคุณสมปนฺโน) ซึ่งโยคาวจรได้อาศัยแล้ว เป็นเหตุทำให้จิตที่ยังไม่เป็นสมาธิย่อมจะเป็นสมาธิหรือจิตที่เป็นสมาธิแล้วจะตั้งมั่นยิ่งขึ้น เกิดความสงบเยือกเย็นผ่องใสได้โดยแท้ ๕. โภชนะ หมายถึง อาหารและเครื่องบริโภค ในระหว่างกำลังปฏิบัติธรรมมี ๒ อย่าง ได้แก่ โภชนอสัปปายะ คือ อาหารและเครื่องบริโภคที่เป็นที่ไม่ถูกใจไม่พอใจ ไม่ถูกกับร่างกายไม่เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันยาก ไม่สมควรแก่การบริโภคของโยคาวจร และโภชนสัปปายะ คืออาหารและเครื่องบริโภคที่ถูกใจพอใจ ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก เป็นที่สมควรแก่การบริโภคของโยคาวจร เพราะมีส่วนช่วยส่งเสริมสนับสนุนหรือบั่นทอนสภาพจิตใจ คัมภีร์ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค อธิบายไว้ว่า อาหารที่ไม่สมควรและที่สมควรแก่การบริโภค ในระหว่างกำลังปฏิบัติธรรม โยคาวจรบุคคลบางท่านได้รับประทานอาหารที่มีรสหวานแล้วก็ไม่ถูกปาก ไม่มีความชุ่มชื่นผาสุกใจ จิตใจไม่มั่นคง แต่เมื่อได้อาหารรสเปรี้ยวแล้ว ก็รู้สึกชุ่มชื่นผาสุกใจทำให้ จิตใจมั่นคงถาวรยิ่งขึ้น ฉะนั้น อาหารที่มีรสหวานนั้นจึงเป็นอสัปปายะ ส่วนอาหารที่มีรสเปรี้ยวเป็นสัปปายะแก่๒๕ พระโสภณมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต (มหาสีสยาดอ), วิปัสสนานัย เล่ม ๑, พระพรหมโมลี (สมศักดิ์อุปสโม, ป.ธ.๙, Ph.D) ตรวจชำระ, พระคันธสาราภิวงศ์เรียบเรียง, (กรุงเทพมหานคร : ซี เอส.ไอ. เซ็นเตอร์, ๒๕๔๘), หน้า ๒๐.


64 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ โยคาวจรนั้น บางท่านเมื่อได้รับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวแล้วก็ไม่ถูกปาก ไม่มีความชุ่ม ชื่นผาสุกใจ จิตใจไม่มั่นคง แต่เมื่อได้อาหารรสหวานแล้ว ก็รู้สึกชุ่มชื่นผาสุกใจ ทำให้จิตใจมั่นคงถาวรยิ่งขึ้น ฉะนั้น อาหารที่มีรสเปรี้ยวนั้น จึงเป็นอสัปปายะ ส่วนอาหารที่มีรสหวานเป็นสัปปายะแก่ โยคาวจรนั้น สำหรับรสเค็ม ขม เผ็ด ฝาด ๔ อย่างนี้ ไมได้กล่าวโดยเฉพาะๆ นั้น ก็เพราะรสเหล่านี้เพียงแต่เป็นเครื่องปรุงให้รสทั้งสองนั้นดีขึ้น ดังนั้น เมื่อ ยกรสหวานและเปรี้ยวขึ้นมาแล้ว ก็เป็นอันว่าได้กล่าวถึงรส ๔ อย่างนี้ ตามสมควรไป๖. ฤดู หมายถึง ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อม มี ๒ อย่าง ได้แก่ อุตุอสัปปายะ คือสภาวะดิน ฟ้าอากาศ ธรรมชาติแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น หนาวเกินไป ร้อนเกินไป เป็นต้นและอุตุสัปปายะ คือสภาวะดิน ฟ้า อากาศ ธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป เป็นต้น โยคาวจรพึงเลือกอยู่ในธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศที่ทำให้จิตใจของตนแจ่มใสมั่นคง เอื้ออำนวยแก่การปฏิบัติธรรมของตน คัมภีร์ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค อธิบายไว้ว่า อากาศที่ไม่สบายและสบายในขณะปฏิบัติธรรมอยู่นั้น โยคาวจรบางท่านเมื่อได้รับอากาศร้อนแล้ว ก็รู้สึกไม่ค่อยจะสบาย จิตใจที่ยังไม่แจ่มใส ไม่มั่นคง ก็กลับกระสับกระส่ายขุ่นหมองยิ่งขึ้น จิตใจที่สงบระงับแจ่มใสตั้งมั่นแล้ว ก็กลับหงุดหงิดฟุ้งซ่านขึ้นมา แต่ถ้าได้รับอากาศเย็นก็รู้สึกสบาย จิตใจที่ยังไม่แจ่มใส ไม่ตั้งมั่นก็กลับแจ่มใสตั้งมั่นขึ้น จิตใจที่สงบ ระงับแจ่มใสตั้งมั่นแล้วก็ถาวรยิ่งๆ ขึ้นไป ฉะนั้น อากาศร้อนจึงเป็นอสัปปายะ ส่วนอากาศเย็นเป็นสัปปายะแก่โยคาวจรบุคคลนั้น โยคาวจรบางท่านได้รับอากาศเย็นแล้ว ก็รู้สึกไม่ค่อยจะสบายจิตใจที่ยังไม่แจ่มใส ไม่มั่นคง ก็กลับกระสับกระส่ายขุ่นหมองยิ่งขึ้น จิตใจที่สงบระงับแจ่มใสตั้งมั่นแล้วก็กลับ หงุดหงิดฟุ้งซ่านขึ้นมา แต่ถ้าได้รับอากาศร้อนก็รู้สึกสบาย จิตใจที่ยังไม่แจ่มใส ไม่ตั้งมั่นก็กลับแจ่มใส ตั้งมั่นขึ้น จิตใจที่สงบระงับแจ่มใสตั้งมั่นแล้วก็ถาวรยิ่ง ๆ ขึ้นไปฉะนั้น อากาศเย็นจึงเป็นอสัปปายะอากาศร้อน เป็นสัปปายะแก่โยคาวจรบุคคลนั้น๒๖๗. อิริยาบถ หมายถึง อาการหรือการเคลื่อนไหวอยู่ในกิริยาท่าทางอย่างใดอย่างหนึ่ง มี ๒ อย่างได้แก่ อิริยาปถอสัปปายะ คือ อาการหรือการเคลื่อนไหว้ในกิริยาท่าทางที่ปฏิบัติแล้วไม่ถูกใจมีการเคลื่อนไหวที่ไม่พอดี และอิริยาปถสัปปายะ คือ อาการหรือการเคลื่อนไหวในกิริยาท่าทางที่ปฏิบัติแล้วถูกใจจนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี โยคาวจรพึงเลือกอยู่ในอิริยาบถที่เกิดความสบายกายสบายใจ นิวรณ์จะได้ไม่เกิด คัมภีร์ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค อธิบายไว้ว่า ในอิริยาบถ ๔ อย่างนั้น โยคาวจรบางท่านเมื่อทำการปฏิบัติอยู่ในอิริยาบถนอนแล้ว ก็ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ไม่ค่อยได้รับผลดี ถ้าทำการปฏิบัติในอิริยาบถอื่นๆ ก็รู้สึกว่ามีความสบายกาย สบายใจ ทั้งได้รับผลดีโดยไม่มีนิวรณ์เกิดขึ้นกวนใจบางท่านก็ไม่ได้รับผลดีแต่ประการใดในอิริยาบถนั่ง ยืน เดิน แต่กลับได้รับผลดีในอิริยาบถนอน บางท่านเมื่อทำการปฏิบัติอยู่ในอิริยาบถนั่ง ยืน เดิน แล้วรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ ไม่ค่อยได้รับผลดี ถ้าทำการปฏิบัติอยู่ในอิริยาบถเดินกับนอน ก็รู้สึกว่ามีความสบายกายสบายใจ ทั้งได้รับผลดีด้วย บางท่านก็ไม่ได้รับผลดีแต่ประการใดในอิริยาบถเดิน นอน แต่กลับได้รับผลดีในอิริยาบถนั่ง ยืน บางท่านเมื่อทำการปฏิบัติอยู่ในอิริยาบถเดินแล้วรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ ไม่ค่อยจะได้รับผลดี ถ้าทำการปฏิบัติ ในอิริยาบถอื่นๆ ก็รู้สึกว่ามีความสบายกายสบายใจ ทั้งได้รับผลดีโดยไม่มีนิวรณ์เกิดขึ้นกวนใจบางท่าน ก็ไม่ได้รับผลดีแต่ประการใดในอิริยาบถนั่ง ยืน นอน แต่กลับได้รับผลดีในอิริยาบถเดิน ฉะนั้น อิริยาบถใดได้รับผลดี คือทำให้จิตใจแจ่มสสงบระงับดับเสียซึ่งนิวรณ์ อิริยาบถนั้นจัดเป็นสัปปายะแก่โยคาวจรบุคคลนั้น เหตุนั้น พึงทดลองดูในอิริยาบถนั้นๆ อยู่อย่างละ ๓ วัน เช่นเดียวกันกับทำการทดลองในอาวาส๒๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๓ - ๙๒.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 65กาลที่ได้รับสัปปายะความเหมาะสม ๕ ประการ คือ ธรรมเป็นที่สะดวกสบายแก่การเจริญปัญญา มีอุตุสัปปายะ อาหารสัปปายะ (โภชนสัปปายะ) เสนาสนะสัปปายะ (อาวาสสัปปายะ) ปุคคลสัปปายะ และธัมมัสสวนสัปปายะ (ภัสสะสัปปายะ)๒๗หลักสัปปายะ หมายถึง หลักการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ผู้ปฏิบัติธรรมแสวงหา เพราะเป็นเรื่องที่เอื้อให้การปฏิบัติธรรมบรรลุผลได้ง่ายขึ้น หลักการนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดระเบียบครอบครัว สถาบัน องค์กร และสังคมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นหลักที่พูดถึงความเหมาะสมหรือความสมดุลของที่อยู่อาศัย ทำเลที่ประกอบอาชีพ การพูดจา บุคคลที่ควรคบหา การรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ สภาพภูมิอากาศหรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และการบริหารร่างกายอย่างถูกต้องเหมาะสมอันเป็นปัจจัยสนับสนุนคุณภาพชีวิตของคนให้ดียิ่งขึ้น นอกจากจะส่งผลดีต่อบุคคลและครอบครัวแล้ว ยังส่งผลดีต่อประเทศชาติและธรรมชาติอื่น ๆ ด้วย ๓.๕ หลักธรรมที่ส่งเสริมการจัดการทรัพย์สินของวัด แนวคิดหลักธรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาวัดที่สมบูรณ์ครบถ้วน จะต้องพัฒนาวัดแบบบูรณาการโดยการเชื่อมโยงกิจกรรมของวัดให้สอดคล้องกับการบริหารงานคณะสงฆ์ และให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน โดยนำหลักธรรมเป็นแนวเสริมบูรณาการให้สอดคล้องกับภารกิจ ด้านสาธารณูปการของคณะสงฆ์กลยุทธ์การบริหารด้วยหลักพุทธธรรม ต้องมีหลักธรรมเพื่อดำเนินการก่อสร้าง ให้งอกงามบรรลุประโยชน์สุข เช่น กัลยาณมิตตตา ธรรมมีอุปการะมาก โกศล ปัญญา วุฑฒิธรรม อิทธิบาท พละ พรหมวิหาร สังคหวัตถุ อริยทัพย์ และบารมีธรรม๒๘ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๓.๕.๑ หลักธรรมกับการส่งเสริมการจัดการทรัพย์สินของวัดลักการดำเนินการสาธารณูปการ เป็นภารกิจที่วัดหรือพระภิกษุดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาวัด ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม การบูรณปฏิสังขรณ์ในเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาสหรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือภารกิจด้านการก่อสร้าง การซ่อมแซม การจัดให้มีการบำรุงดูแลรักษาถาวรวัตถุหรือสาธารณสมบัติของวัด เช่น การสร้างอุโบสถ วิหาร อาคารเรียน ศาลาการเปรียญ หอธรรม กุฏิ เมรุการจัดการศาสนสมบัติให้เป็นไปด้วยดีการจัดทำบัญชีเสนาสนะและศาสนสมบัติของวัด เป็นต้นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.๙) ได้บรรยายการสร้างวัดว่า เจ้าอาวาสต้องสร้างวัดให้เป็นศาสนสถาน เป็นปูชนียสถาน เป็นทัศนสถาน เป็นคารวสถาน เป็นอนุสรณ์สถาน และให้เป็นบุญสถาน๓.๕.๑.๑ การพัฒนาวัดตามหลัก ๕ ส.๑. ส.สะสาง ๒. ส.สะดวก๓. ส.สะอาด ๔. ส.สุขลักษณะ ๕. ส.สร้างนิสัย๒๗ พระมหาบรรณ์ ปญฺญาธโร (บุตรดี), รูปแบบการบริหารจัดการอารยสถาปัตย์ของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๖), หน้า ๘๒ - ๘๘.๒๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม , พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๒๑.


66 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ ๓.๕.๑.๒ หัวใจในการพัฒนาวัด ๘ ส.ส. ที่ ๑ สงฆ์ ได้แก่ พระภิกษุสามเณร ส. ที่ ๒ สมณธรรม ได้แก่ การทำวัตร สวดมนต์ ส. ที่ ๓ สวัสดิการ ได้แก่ การเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณร ส. ที่ ๔ เสนาสนะ ได้แก่ การบูรณะซ่อมแซม และรักษาความสะอาด ส. ที่ ๕ สัปบุรุษ ได้แก่ การเอาใจใส่คณะศรัทธา อุบาสก อุบาสิกาส. ที่ ๖ สมบัติของวัด ได้แก่การเอาใจใส่สมบัติของวัดทั้งสังหาริมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ ส. ที่ ๗ สังฆาธิการ ได้แก่ กิจหน้าที่ของพระสังฆาธิการ ส. ที่ ๘ สาธารณประโยชน์ ได้แก่ เอาใจใส่ในกิจการของหมู่บ้าน และกลุ่มชุมชนต่างๆ ๓.๕.๑.๓ การพัฒนาวัดตามหลัก ๘ ส.๑. ส.สงฆ์ ๒. ส.สัตบุรุษ ๓. ส.เสนาสนะ ๔. ส.สมบัติวัด ๕. ส.สมณธรรม ๖. ส.สังฆาธิการ ๗. ส.สวัสดิการ ๘. ส.สาธารณสงเคราะห์๓.๕.๑.๔ พัฒนาวัดตามหลัก ๑๑ ส.๑. ส.สำรวจ ๒. ส.สร้างสรรค์๓. ส.สนับสนุน ๔. ส.ส่งเสริม ๕. ส.เสนอ ๖. ส.สนอง ๗. ส.สละ ๘. ส.สะสม ๙. ส.สะสาง ๑๐. ส.สามัคคี ๑๑. ส.สรุป๓.๕.๑.๕ พัฒนาวัดเป็นแหล่ง ๑๕ ส.๑. สว่าง แหล่งความรู้ ๒. สงบ ร่มรื่น ภูมิทัศน์ ๓. สะอาด ๔. เสนาสนะแบบแปลน๕. สร้างผังวัด ๖. สุขลักษณะ (ถ่ายเทอากาศ สะอาด ปลอดภัย)๗. สิ่งแวดล้อม ๘. สะดวก๙. สัดส่วนของวัด ๑๐. สอดส่องดูแล ๑๑. สร้างเสริมศรัทธา ๑๒. ส่งเสริมการศึกษา ๑๓. สนับสนุนการทางความสามัคคี ๑๔. สัมพันธ์กับท้องถิ่น ๑๕. สามัคคีหมู่สงฆ์ ๓.๕.๒ หลักธรรมกับการส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอาวาสพระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ สุทสฺสโน ป.ธ.๖) อดีตเจ้าคณะภาค ๖ วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ได้บรรยายงานอบรมพระสังฆาธิการเกี่ยวกับงานด้านบริหารสาธารณูปการ เจ้าอาวาสต้องมีหลักการ ดังนี้


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 67๓.๕.๒.๑ สมภารที่ดีต้อง “เก่ง” ๑. เก่ง ปฏิบัติ ๒. เก่ง ปฏิปทา ๓. เก่ง ปฏิรูป ๔. เก่ง ปฏิวัติ ๕. เก่ง ปฏิสันถาร ๖. เก่ง ปฏิคม ๗. เก่ง ปฏิสังขรณ์ ๘. เก่ง ปฏิภาณ ๙. เก่ง ปฏิการ ๑๐. เก่งปฏิทิน ๑๑. เก่ง ปฏิกิริยา ไม่แสดงปฏิกิริยา รู้รักษาอารมณ์ ข่มใจต่อวิศภาคารมณ์ (ข้าศึก)๓.๕.๒.๒ สมภารต้องไม่เป็น ๒ อย่าง๑. สมภาร ดีแต่พูด ทำงานไม่เอาไหน ๒. สมพาล นักเลง ไม่เอาใจใส่วัดวาอาราม ๓.๕.๒.๓ การทำงานจะประสบผลสำเร็จ ต้องจับเสือ 4 ตัวให้ได้๑. จับ ใจงานไว้ให้อยู่ ๒. จับ ตาดูการเปลี่ยนแปลง ๓. จับ จุดแข็งแกร่งและอ่อนแอ ๔. จับ เงื่อนและแง่ของงานมาเชื่อมโยงกัน๓.๕.๒.๔ แนวทางการทำงานพระสังฆาธิการ ๗ อย่าง ๑. ยึดนโยบายเป็นหลัก ๒. รักต่อสู้ ๓. รับรู้ปัญหา ๔. กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ๕. เชี่ยวงาน ๖. ชาญวิทย์ ๗. ใกล้ชิดมวลชน๓.๕.๒.๕ ศิลปะการทำงานพระสังฆาธิการ ๖ อย่าง ๑. ศึกษาดูงาน ๒. ประสานความคิด ๓. ติดอุดมการณ์๔. ปรับพื้นฐานความรู้ ๕. ฟื้นฟูศาสนาและวัฒนธรรม ๖. นำนวัตกรรมไปปรับใช้ ๗. วิจัยและประเมินผล๓.๕.๒.๖ ภาวะความเป็นผู้นำในวงการสงฆ์๑. มองการณ์ไกล ๒. ไปมาหาสู่ ๓. อยู่ร่วมด้วย ๔. ช่วยทำกิจ๕. จิตประสาน ๖. งานดำเนิน ๗. ประเมินผล๓.๕.๒.๗ กลยุทธ์ในการทำงานของพระสังฆาธิการ ๑. หันหน้าเข้าหาผู้บังคับบัญชา ๒. หันหน้าเข้าหาเพื่อนร่วมงาน ๓. หันหน้าเข้าหาลูกน้อง ๔. หันหน้าเข้าหาตำรา ๕. หันหน้าเข้าหาปัญหา ๖. หันหน้าเข้าหาศาสตราอาวุธ (ปัญญา) ๗. หันหน้าเข้าหาข้าศึกศัตรู(กิเลส) ๘. หันหน้าเข้าหามวลชน๓.๕.๒.๘ บริบทของพระสงฆ์ไทย ๔ อย่าง๑. ปฐมํพุทฺธวจนํ ศึกษา/ปฏิบัติตามพระพุทธพจน์ ๒. ทุติยํโลกกิจฺจํ เอาใจจดจ่อต่อกิจการงานของชาวโลก ๓. ตติโย เวชฺชคนฺโถ สงเคราะห์คนเป็นโรค เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยหยุกยา ๔. จตุตถํสิปฺปกมฺมํ พัฒนาฝึกปรือฝีมือแรงงานด้วยศิลปะ สืบสานภูมิปัญญาไทย


68 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ ๓.๕.๒.๙ หลักการบริหารสำหรับพระสังฆาธิการ ๕ อย่าง ๑. บริหาร จัดการเป็น ๒. บริการ อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อื่นเป็น ๓. บริบาล ทะนุถนอมน้ำใจไมตรีซึ่งกันและกัน ๔. บริวาร เอาหมู่พวก ไม่ทำตนเป็นคนโดดเดี่ยว ๕. บริสุทธิ์ ทำงานทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส ถูกต้อง และเป็นธรรม๓.๕.๒.๑๐ งานของพระสงฆ์ ที่พระมหากษัตริย์ถวาย ๔ ประการ๑. ขอพระคุณเจ้าจงรับธุระพระพุทธศาสนา ๒. เป็นภาระสั่งสอน ๓. ช่วยระงับอธิกรณ์ ๔. อนุเคราะห์พระภิกษุ สามเณรในอาราม (ในเขตปกครอง) ตามสมควร สถานภาพของพระสงฆ์เป็นศาสนทายาท เป็นตัวแทนพระรัตนตรัย เป็นศูนย์รวมใจแห่งประชาชน เป็นบุญเขตเนื้อนาบุญขอประชาชน๓.๕.๒.๑๑ บรรยากาศความอบอุ่นในการคณะสงฆ์๑๐ อย่าง๑. ไม่ใกล้ชิดกันมากเกินไป ๒. ไม่เหินห่างกันมากเกินไป ๓. ไม่ขอความช่วยเหลือกันพร่ำเพรื่อ ๔. ไม่สนใจความไม่ดีของคนอื่น ๕. ไม่สนใจเรื่องส่วนตัวของคนอื่นๆ ๖. ไม่นินทาว่าร้ายคนอื่น ๗. ไม่มีนิสัยเป็นคนมักได้ ๘. ไม่เสแสร้งแกล้งทำเป็นมักน้อย ๙. ไม่ยกตนข่มท่าน ๑๐. ยอมรับความที่เราและเขามีความสำคัญเท่าเทียมกันเจ้าอาวาสจะต้องมีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้๑. มีความรู้กว้างขวาง วิชชาจรณสัมปันโน คือ ต้องเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ ผู้บริหารที่ขี้เกียจ คิดว่าเรามั่นคงแล้ว ไม่หาความรู้มาใส่ตน สู้คนระดับล่างไม่ได้ ลูกน้องจะไม่เคารพนับถือ นั่นคือต้องเชิญคนมีความรู้มาบรรยายให้ฟัง โลกวิทูคือ ต้องรู้ทะลุถึงอุปนิสัยใจคอของลูกน้อง ที่เราบริหาร และก็สามารถแก้ไขอุปนิสัยใจคอของเขาที่ไม่ดีให้ดีได้๒. ไว้วางใจ มาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร ต้องหัดไว้วางใจคนบ้าง และจงไว้วางใจคนที่น่าไว้ใจ การที่ผู้บริหารจะวางใจใคร จะต้องดูอุปนิสัย ๕ ประการ หรือคุณ สมบัติคนที่น่าไว้วางใจ ดังนี้ ๑. ขยัน ๒. อดทน ๓. ประหยัด ๔. ซื่อสัตย์ ๕. พัฒนาฝีมือ๓. ให้โอกาส ผู้บริหารควรให้โอกาสลูกน้อง เพื่อเป็นที่ฝึกฝนความชำนาญจากการผ่านประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ การให้โอกาส มี ๒ อย่าง คือ ๑. ให้โอกาสทำงานเพื่อพัฒนาฝีมือ ๒. ให้โอกาสแก้ไขงานที่ผิดพลาด๔. ปราศจากอคติอคติ แปลว่า ไม่ตรงตามที่เป็นจริงหรือลำเอียง ผู้บริหารไม่ควรตัดสินด้วยความลำเอียง สาเหตุที่มีอคติคือ ลำเอียงเพราะรัก (ฉันทาคติ) ลำเอียงเพราะเกลียด (โทสาคติ) ลำเอียงเพราะหลง (โมหาคติ) และลำเอียงเพราะกลัว (ภยาคติ)


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 69๕. มีความดำริก้าวหน้า เป็นผู้บริหารต้องมีหัวก้าวหน้า ต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่า ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ต้องมองเห็นการนำวิทยาการสมัยใหม่มาพิจารณาประยุกต์ใช้เพื่อให้ทันกับสนามการค้า อย่าไปยึดติดกับสิ่งเก่า ล้าสมัยที่ทำให้เสีย เปรียบในด้านการแข่งขัน เว้นแต่จะบอกได้ว่าของล้าสมัยดีกว่าของทันสมัยได้อย่างไร ผู้บริหารสมัยใหม่นิยมระดมสมองประชุมโต๊ะกลม๖. เกิดปัญหาเร่งแก้ไข ผู้บริหารไม่ควรหมักดองปัญหาไว้ มิเช่นนั้นปัญหาต่าง ๆ จะสะสมพอกพูน จนเกิดวิกฤต ด้านคุณภาพงาน คุณภาพสินค้าบริการ และอาจเป็นเหตุให้ธุรกิจล่มสลายได้การแก้ปัญหานั้น ต้องพิจารณาด้วยว่ามีเหตุปัจจัยจากอะไร แล้วก็ไปแก้ที่เหตุนั้น แก้ไขเฉพาะหน้า เรียกว่า แก้อาการ (Corrective) ถ้าแก้แบบป้องกันปัญหา เรียกว่า ป้องกัน (Prevention)๗. ป้องกันภัยผู้ทำงาน เป็นผู้บริหารที่ดีต้องป้องกันลูกน้อง ภัยที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีหลายด้าน เช่น การป้องกันอุบัติเหตุ และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้องขณะปฏิบัติงาน ภัยของลูกน้องที่เกิดจากการทะเลาะเบาะแว้ง มีเรื่องราวกับบุคคลภายนอก ภัยเศรษฐกิจของลูกน้อง ที่อาจถูกเอารัดเอาเปรียบกับเจ้าหนี้นอกระบบ เป็นต้น๓.๖ การจัดการเสนาสนะและควบคุมการก่อสร้างในพระไตรปิฎกการจัดการเสนาสนะและการควบคุมการก่อสร้างในพระพุทธศาสนา ต้องยึดหลักการสร้างสรรค์ให้วัดมีความสัปปายะ (ความสบาย) ทั้งกายและใจ ควบคู่กับการจัดการที่คำนึงถึงความสะอาด สุขลักษณะ ความมั่นคงแข็งแรง และการควบคุมการเงินที่โปร่งใส โดยต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ดำเนินการโดยคณะกรรมการที่มีส่วนร่วม และตรวจสอบผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดการเสนาสนะและควบคุมการก่อสร้างดังหลักฐานที่ปรากฎในพระไตรปิฎก๑. หมวดเสนาสนขันธกะ เศรษฐีกรุงราชคฤห์เลื่อมใสในพระภิกษุทั้งหลาย ที่อยู่กับพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวนาราม ใคร่จะสร้างวิหารถวาย จึงขอให้ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลพระผู้มีพระภาค ๆ ตรัสว่าเราอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด คือ ๑. วิหาร ๒. เรือนมุมแถบเดียว (เพิง) ๓. เรือนชั้น ๔. เรือนโล้น (หลังคาตัด) ๕. ถ้ำ๒๙เศรษฐีได้สร้างวิหารเสร็จ ๖๐ หลัง และสงสัยว่าจะปฏิบัติอย่างไรในวิหารเหล่านั้น จึงตรัสว่า ให้ถวายวิหารเหล่านั้นแก่สงฆ์จาตุรทิศทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา และตรัสอนุโมทนาว่า “วิหารย่อมป้องกันหนาวร้อนและเนื้อร้าย นอกจากนั้น ยังป้องกันงูและยุง ฝนในสิสิรฤดู๓๐นอกจากนั้น วิหารยังป้องกันลมและแดดอันกล้าที่เกิดขึ้นได้การถวายวิหารแก่สงฆ์ เพื่อหลีกเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งพิจารณาและเพื่อเห็นแจ้ง พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแล คนผู้ฉลาดเมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้างวิหารอันรื่นรมย์ให้ภิกษุทั้งหลายผู้พหูสูตรอยู่ในวิหารนี้เถิด อนึ่ง พึงมีใจเลื่อมใสถวายข้าว น้ำ ผ้า และเสนาสนะ อันเหมาะสมแก่พวกเธอในพวกเธอผู้ซื่อตรง เพราะพวกเธอย่อมแสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาสรรพทุกข์แก่เขา เขารู้ทั่วถึงแล้ว จะเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพานในโลกนี้” เพราะอาศัยเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต่อมา จึงทรงอนุญาตเพิ่มเติม ให้ที่อยู่นั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น มีประตู กลอน ลิ่มสลัก หน้าต่าง ลูกกรง ม่าน เป็นต้น๒๙ วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๙๔/๙๐.๓๐ ๑. เหมนฺต (เหมันต์) = ฤดูหนาว, ๒. สิสิร (สิสิระ) = ฤดูหมอกหรือน้ำค้าง, ๓. วสนฺต (วสันต์) = ฤดูใบไม้ผลิ,๔. คิมฺหาน (คิมหันต์) = ฤดูร้อน, ๕. วสฺสาน (วัสสานะ) = ฤดูฝน, ๖. สรท (สารท) = ฤดูใบไม้ร่วง.


70 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ สมัยนั้น มีภิกษุทั้งหลายนอนบนพื้นดิน เนื้อตัวและจีวรเปื้อนด้วยฝุ่น จึงทรงอนุญาตให้ลาดด้วยหญ้าแผ่นกระดานคล้างตั่ง เตียงถักหรือสาน และเตียง ตั่งสำหรับนั่งอีกหลายชนิด เช่น ม้านั่งสี่เหลี่ยม มีพนักสามด้านสูง ตั่งหวายเก้าอี้ตั่งฟาง เป็นต้น ทรงห้ามนอนเตียงสูง แต่ให้มีหนุนเท้าเตียงที่สูงไม่เกิน ๘ นิ้วได้ มีด้ายเกิดขึ้นแก่สงฆ์มาก ทรงอนุญาตด้ายไว้ถักเตียง เปลืองด้ายมาก จึงทรงให้เจาะตัวแม่แคร่แล้วถักเป็นตาหมากรุก ท่อนผ้าเกิดมาก จึงทรงอนุญาตให้ทำเป็นผ้าปูพื้น นุ่นเกิดแก่สงฆ์ ทรงอนุญาตให้สางออกทำเป็นหมอน นุ่นมี ๓ ชนิด คือ นุ่นต้นไม้ นุ่นเถาวัลย์ นุ่นหญ้า ทรงห้ามใช้หมอนยาวกึ่งกาย อนุญาตให้ทำหมอนพอดีกับศีรษะ ทรงอนุญาตฟูก ยัดด้วยของ ๕ ชนิด คือ ขนสัตว์ เศษผ้า เปลือกไม้ หญ้าใบไม้ และให้ทำตหนิด้วยการจดไว้ทำรอยไว้ หรือพิมพ์รอยนิ้วมือไว้ต่อจากนั้น เป็นการอนุญาตการห้ามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยเบ็ดเตล็ด คือ อนุญาตทาสีขาว ดำ เหลืองในวิหาร และทรงอธิบายวิธีให้สีจับวิหารห้ามเขียนภาพผู้หญิง ภายผู้ชายในวิหาร แต่อนุญาตภาพดอกไม้ เถาวัลย์ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ อนุญาตให้ถมสร้างวิหารให้สูง เพราะวิหารโล่งภิกษุละอาย ฯลฯ จึงอนุญาตผ้าม่าน ฝากึ่งหนึ่ง ห้อง ๓ ชนิด คือ ห้องสี่เหลี่ยมจตุรัส ห้องยาว ห้องคล้ายตึกโล้น (เรือนหลังคาตัด) กรอบเชิงฝา แผงกันสาด เพดานพร้อมอุปกรณ์วิหารอื่นๆ ฯลฯ ทรงอนุญาตโรงหอฉัน โรงน้ำฉัน ซุ้มประตูโรงไฟ อีกทั้งการถมพื้น ก่อกรุด้วยอิฐ หิน ไม้ ฯลฯ ทรงอนุญาตหลังคา ๕ ชนิด คือ กระเบื้อง ศิลา ปูนขาว หญ้า ใบไม้อนาถบิณฑิกคหบดี ผู้อยู่กรุงสาวัตถี เดินทางไปกรุงราชคฤห์ ทราบว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว และเศรษฐีกรุงราชคฤห์กำลังเตรียมถวายอาหารบิณฑบาต จึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้สดับพระธรรมเทศนา ได้ดวงตาเห็นธรรม เมื่อถวายภัตตาหารในวันต่อมาแล้ว จึงอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าไปจำพรรษา ณ กรุงสาวัตถี ได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน เมื่อไปถึงกรุงสาวัตถี ได้ซื้อสวนนอกเมืองแปลงหนึ่ง จากราชกุมารชื่อเชต สร้างเชตวนารามขึ้นเป็นวัดในพระพุทธศาสนา.๒. ตั้งภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้าง ตั้งภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้าง๓๑ ช่างชุนผ้าผู้ยากจนเห็นคนทั้งหลายช่วยงานก่อสร้างเสนาสนะ และอุปัฏฐากภิกษุผู้บอกสอนการก่อสร้างด้วยปัจจัยสี่ จึงช่วยทำการก่อสร้างฝาผนัง เพราะไม่ชำนาญฝาผนังพังลงมาหลายครั้ง จึงบ่นว่าภิกษุบอกสอนการก่อสร้าง เฉพาะคนที่อุปัฏฐาก จึงทรงให้สงฆ์สวดประกาศแต่งตั้งภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้าง ตรัสว่า ภิกษุพึงขวนขวายว่า ทำอย่างไร วิหารจะสำเร็จได้เร็ว ต้องซ่อมสิ่งที่หักพังมณฑปที่สร้างอุทิศสงฆ์ ทรงทราบข่าวว่า ศิษย์ของภิกษุฉัพพัคคีย์พูดว่า พระองค์ได้อนุญาตเสนาสนะตามลำดับผู้แก่กว่าเฉพาะของสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้ทรงหมายถึงของที่เขาทำเจาะจง จึงรีบไปก่อนหน้าเที่ยวจับจองแย่งที่ให้อุปัชฌาย์อาจารย์ของตน ครั้นแล้วจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ของที่เขาทำเจาะจง ภิกษุก็ไม่พึงเกียดกันตามลำดับผู้แก่กว่า รูปใดเกียดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ”๓. การจัดสรรให้ภิกษุถือเสนาสนะ การจัดสรรให้ภิกษุถือเสนาสนะ๓๒ (ที่อยู่อาศัย) ภิกษุหารือกันว่าใครควรเป็นผู้ได้รับสมมติฯ ทรงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์๕ เป็นผู้จัดให้ถือเสนาสนะ คือ ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ เพราะความเกลียดชัง เพราะความงมงาย เพราะความกลัว และรู้เสนาสนะที่ให้ถือแล้ว และยังไม่ให้ถือทรงแนะวิธีสวดแต่งตั้งภิกษุ เป็นผู้จัดให้ถือเสนาสนะ เป็นการสงฆ์แล้วตรัสแนะวิธีจัดสรร โดยให้นับภิกษุก่อน ครั้นแล้วนับที่นอน ครั้นแล้วจึงให้ถือตามจำนวนที่นอน ที่นอนยังเหลือมาก จึงอนุญาตให้ถือตามจำนวนวิหาร วิหารยังเหลือมาก จึงให้ถือตามจำนวนบริเวณ บริเวณก็ยังเหลือมาก จึงตรัสว่า เราอนุญาตให้ ให้ส่วนซ้ำอีก เมื่อให้ถือส่วนซ้ำอีกแล้ว ภิกษุ๓๑ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๐๘/๑๒๐.๓๒ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๑๗/๑๓๕.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 71รูปอื่นมาไม่ปรารถนาก็อย่างพึงให้ ภิกษุทั้งหลายให้ภิกษุอยู่นอกสีมาถือเสนาสนะ จึงตรัสว่าภิกษุไม่พึงให้ภิกษุผู้อยู่นอกสีมาถือเสนาสนะ รูปใดถือต้องอาบัติทุกกฏต่อมามีภิกษุถือเสนาสนะแล้วหวงกันไว้ตลอดเวลาจึงทรงห้ามว่า ภิกษุถือเสนาสนะแล้วไม่พึงหวงกันไว้ตลอดทุกเวลา ทรงอนุญาตให้หวงกันไว้ตลอดพรรษา ๓ เดือน หวงกันไว้ตลอดฤดูกาลไม่ได้ แล้วตรัสอนุญาตการให้ถือเสนาสนะมี ๓ อย่าง คือ ให้ถือในวันเข้าพรรษาแรก คือให้ถือในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ ให้ถือในวันเข้าพรรษาหลัง คือ เมื่อเดือนอาสาฬหะล่วงแล้ว ๑ เดือนให้ถือในระหว่างพ้นจากนั้น พึงให้ถือในวันต่อจากวันปวารณา คือ แรม ๑ ค่ำเพื่ออยู่จำพรรษาต่อไป ทรงห้ามภิกษุรูปเดียวหวงห้ามที่อยู่อาศัยไว้ถึง ๒ แห่ง (ในที่ต่างสีมากัน) ถ้าทำเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ และได้ตรัสว่า “..เมื่อเป็นเช่นนี้เธอก็เป็นคนอยู่ภายนอกทั้งสองแห่ง” ๔. ห้ามสละของสงฆ์ให้แก่บุคคล๓๓ ภิกษุที่อยู่ประจำในวัดใกล้หมู่บ้าน มีภิกษุอื่นผ่านไปมาเสมอ ลำบากด้วยการจัดที่อยู่อาศัย เพื่อแก้ข้อขัดข้องนี้ภิกษุวัดนั้น จึงประชุมกันมอบที่อยู่อาศัยให้ภิกษุรูปหนึ่งเสีย ทุกรูปจึงได้อยู่อาศัยด้วยการให้ของภิกษุรูปนั้น เมื่อมีภิกษุผ่านมาจะขอพักอาศัย ก็อ้างว่าได้ยกให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งไปแล้ว ไม่มีที่จะให้พัก หลังจากทรงทราบบัญญัติว่า ของที่ไม่ควรแจกจ่าย ๕ หมวดนี้ อันภิกษุไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้สงฆ์คณะ หรือบุคคลแจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใดแจกจ่ายต้องอาบัติถุลลัจจัย คือ (๑) อาราม พื้นที่อาราม (๒) วิหาร พื้นที่วิหาร (๓) เตียง ตั่ง ฟูก หมอน (๔) หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถาง โลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง (สำหรับถากไม้) จอบ สว่าน (๕) เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้ามุงกระต่าย หญ้าปล้อง หญ้าสามัญ เครื่องไม้ เครื่องดิน ต่อมามีภิกษุบางกลุ่มเลี่ยงที่จะไม่ใช้การแจกจ่าย แต่ใช้แบ่งแทน จึงทรงบัญญัติเพิ่มโดยห้ามไม่ให้แบ่งของ ๕ หมวดที่กล่าวมาแล้ว ผู้ใดแบ่งต้องอาบัติถุลลัจจัย๕. การควบคุมการก่อสร้าง การควบคุมการก่อสร้าง ห้ามมอบหมายการควบคุมการก่อสร้า(สมมติในนวกรรม) ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ติดประตู ทาสี มุงหลังคา ห้ามมอบหมาย การควบคุมการก่อสร้างนานเกิดนไป เช่น ๒๐ - ๓๐ ปี หรือตลอดชีวิต หรือจนถึงเวลาเผาศพผู้รับมอบหมาย ห้ามมอบหมายการก่อสร้างวิหารหมดทุกอย่าง ห้ามมอบหมายการก่อสร้าง ๒ อย่างแก่ภิกษุรูปเดียว ห้ามรับนวกรรมแล้วมอบให้ภิกษุรูปอื่น ภิกษุผู้รับมอบหมายการก่อสร้าง จะถือสิทธิหวงห้ามที่อยู่ของสงฆ์ไม่ได้ห้ามมอบหมายให้ภิกษุอยู่นอกสีมาเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้างจะครอบครองที่อยู่อาศัยได้เพียง ๓ เดือน ห้ามครองครองตลอดไป เมื่อพ้น ๓ เดือน ต้องยินยอมให้จัดสรรใหม่ภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้าง พอรับมอบหรือทำค้างไว้ สึกไปหรือเดินทางไปที่อื่น เป็นต้น ให้สงฆ์มอบให้ภิกษุอื่น ทำการแทนด้วยสั่งว่า นวกรรมของสงฆ์อย่าได้เสียหาย หลักสัปปายะจะสอดคล้องและเป็นไปในแนวทางการพัฒนาวัด ดังนี้ 1. มาตรฐานการพัฒนาวัดให้เกิดความรู้สึกแก่ชุมชนในท้องถิ่นนั้นว่า วัดเป็นของ ๆ ตนมีความรู้สึกหวงแหนและช่วยกันดูแลรักษา 2. มาตรฐานการสร้างวัดให้มีความหมายใน 5 ประการ คือ- เป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุสามเณร- เป็นที่บวชเรียนศึกษาปฏิบัติธรรม- เป็นที่ทำบุญบำเพ็ญกุศลของชาวบ้าน- เป็นที่ที่ชาวบ้านได้เข้ามาหาความสงบทางกายทางใจ- เป็นศูนย์กลางสำหรับทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกันของชาวบ้าน๓๓ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๒๒/๑๔๕.


72 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 3. มาตรฐานการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่น วัดต้องสะอาดร่มรื่นมีการจัดกิจกรรมเพื่อประชาชนที่เข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลศึกษาพระธรรมวินัยและหลักพระพุทธศาสนา 4. มาตรฐานการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่นในการติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ การจัดกิจกรรมเพื่อการสาธารณูปโภคสาธารณูปการมาตรฐานการยอมรับว่า วัดกับชุมชนนั้น ๆ เป็นหน่วยงานเดียวกันให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน๓๔การจัดการเสนาสนะและควบคุมการก่อสร้างตามแนวคิดในพระไตรปิฎก ให้ยึดหลัก 3 ประการคือ หลักสัปปายะในการสร้างให้เหมาะสมกับพระภิกษุ หลักการดูแลรักษา ที่กำหนดให้พระภิกษุดูแลเสนาสนะให้สะอาดและบทบัญญัติเกี่ยวกับกานใช้สอย เช่น การอนุญาตให้มีสิ่งของและปรับปรุงวิหารให้สะดวกต่อการอยู่อาศัยและการปฏิบัติธรรม๓.๗ ข้อปฏิบัติในการจัดการทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนา ข้อปฏิบัติในการจัดการทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนา คือหลักกุลจิรัฏฐิติธรรม๓๕ เป็นธรรมสำหรับดำรงความมั่งคั่งของตระกูลให้ยั่งยืน หรือธรรมที่เป็นเหตุทำให้ตระกูลมั่งคั่งตั้งอยู่ได้นาน โดยกุลจิรัฏฐิติธรรมหรือเรียกอีกอย่างว่า กุลธรรมเป็นหลักธรรมสำหรับสร้างความมั่งคั่งของตระกูล เมื่อตั้งเนื้อตั้งตัวได้เป็นหลักฐานอันเนื่องมาจากดำรงมั่นในกุลจิรัฏฐิติธรรม จะต้องไม่ประมาทมัวเมา โดยจะต้องขวนขวายเพื่อความเจริญมั่นคงแห่งโภคทรัพย์และครอบครัวยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะมีเหตุที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่งดำรงอยู่ได้นานตามหลักพระพุทธศาสนา เรียกว่า หลักกุลจิรัฏฐิติธรรม ๔ ประการ คือ ๑. นัฏฐคเวสนา หมายถึง ของหายรู้จักแสวงหาคืนมา กล่าวคือเมื่อส่งของเครื่องมือเครื่องใช้ในครอบครัว สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรืออันใดหายไป อาจจะเป็นเพราะใช้แล้ววางไว้ผิดที่หรือมีคนมายืม ไปหากอยู่ในวิสัยที่จะแสวงหากลับคืนมาได้ ควรรีบแสวงหาคืนกลับมาไว้โดยไม่ปล่อยให้สูญหาย หรือไม่รีบด่วนซื้อมาแทนอันจะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น ในทางปฏิบัติโดยยึดหลัก ๔ ประการ คือ ๑.๑ การป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ทรัพย์ระวังโจรผู้ร้ายที่จะลักหรือตีชิงเอา ไปการเก็บของมีค่าไว้ในบ้าน ก็ต้องเก็บในที่มิดชิด ต้องรู้จักการป้องกันด้วยทางที่ดีควรจะป้องกัน อันตรายซึ่งจะเกิดกับที่อยู่อาศัยด้วย เช่น ช่วยกันป้องกันอัคคีภัย กำจัดสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง และที่สำคัญอย่าประมาทปิดประตูหน้าต่างก่อนเข้านอนด้วยยิ่งดี ๑.๒ ทำการสะสมทรัพย์นอกจากจะรู้จักแสวงหาทรัพย์มาไว้แล้ว ควรหาวิธีการที่จะพอก พูนทรัพย์เพื่อให้เกิดความมั่งคั่งแก่ทรัพย์สมบัติ ๑.๓ ป้องกันกรรมสิทธิ์ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นเราต้องมีกรรมสิทธิ์ โดยชอบธรรมตามกฎหมาย ฉะนั้น ต้องหมั่นตรวจตราดูว่าที่ดิน เคหสถานบ้านเรือนหรือหนังสือ สัญญายังมีสิทธิสมบูรณ์ตามกฎหมายอยู่หรือไม่ แล้วจัดดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป ๑.๔ ถนอมทรัพย์คือ ให้คนในปกครองรู้จักถนอมส่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ในบ้านเรือนให้อยู่ในสภาพที่จะใช้งานได้เสมอ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เสื้อผา รองเท้า ถ้วยชาม และอื่น ๆ ให้ใช้การได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่งของต่าง ๆ ที่บุคคลแสวงหาได้มา ถ้าไม่รู้จักเก็บรักษาก็จะสูญหาย หรือเสียหายได้ต้องรู้จักหามาไว้ทดแทน หรือให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ทั้งรู้จักบูรณะซ่อมแซมสิ่งของที่คร่ำคร่า หรือชำรุดเสียหายและรู้จัก๓๔ กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, แนวทางการพัฒนาวัดสู่ความเป็นมาตรฐาน,(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, 2553), หน้า 1 - 6.๓๕ ไสว มาลาทอง, คูมือการศึกษาจริยธรรม, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การันต์การพิมพ์, ๒๕๕๖), หน์า ๙๙.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 73ประมาณในการใช้สอยเครื่องอุปโภคบริโภค ให้เหมาะสมกับฐานะและภาวะของตน ไม่ควรฟุ่มเฟือยให้รู้จักใช้จ่ายตามฐานะตนเอง อย่าให้รายจ่ายเกินรายรับเป็นประการสำคัญ คือให้รู้จักประหยัดนั่นเอง ๒. ชิณณปฏิสังขรณา ได้แก่ ของเก่าของชำรุดรู้จักซ่อมแซม คือเมื่อพบว่าส่งใดเก่า ชำรุด แต่ยังไม่หมดสภาพการใช้งาน ให้รีบจัดการบูรณะซ่อมแซม โดยถ้าซ่อมเองได้ก็ซ่อมเองหรือถ้า ซ่อมไม่ได้ก็ให้ช่างผู้ชำนาญซ่อมเพื่อใช้งานต่อไป หรืออาจจะมีการปรับใช้ก็ได้ แทนที่จะไปซื้อใหม่มา ใช้ก็จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ๓. ปริมิตปานโภชนา คือ การรู้จักประมาณความพอดีในการกินการใช้คือ รู้จักประหยัดกินประหยัดใช้ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟอยหรือสุรุ่ยสุร่าย รู้จักเจียมฐานะของตน ไม่ฟุ้งเฟ้อตามอารมณ์ที่ตน อยากได้ อยากมี อยากเป็นรู้จักประมาณในการกิน การใช้และการประกอบอาชีพแบบพอเพียงหรือพอกินพอใช้ มีพออยู่พอกิน ให้รู้จักประมาณในการจับจ่ายใช้สอยเครื่องอุปโภคบริโภค ให้สมกับฐานะของตน ๔. อธิปัจจสีลวันตสถาปนา คือ พ่อบ้านแม่บ้านต้องเป็นผู้มีศีลธรรมเสมอกัน คืออย่างต่ำจะต้องเป็นผู้มีศีล ๕ และละเว้นจากอบายมุข มีศีล ๕ ละอบายมุข ถ้าได้พ่อบ้านแม่เรือนที่มีศีลธรรม เช่นหลักธรรมที่จะทำให้เป็นเศรษฐีคือธรรมที่จะอำนวยประโยชน์สุขในปัจจุบันหรือธรรม เป็นเหตุให้สมหมาย ๔ ประการ คือ สัทธาสัมปทา คือถึงพร้อมด้วยความเชื่อ สีลสัมปทา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยศีล จาคสัมปทา หมายถึง ถึงพร้อมด้วยการบริจาค และปัญญาสัมปทา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยปัญญาหลักธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นหลักธรรมส่งเสริมพ่อบ้านแม่เรือน ให้เป็นคนมีความั่งคั่งในการครองเรือน เป็นตัวของตัวเอง สามารถทำวงศ์ตระกูลของตน ให้เป็นที่พึ่งพาของลูกหลานได้ เพราะคนทุกคนเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ย่อมมีความหวังคือ หวังอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่ บุคคลผู้หวังความเจริญก้าวหน้าให้กับตระกูล ควรยึดหลักธรรม ๔ ประการทางพระพุทธศาสนา มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป สรุปข้อปฏิบัติในการจัดการทรัพย์สินทางตามแนวทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ๑. รู้จักแสวงหาสิ่งที่หายไป หรือสิ่งที่กำลังหมดมาไว้๒. ซ่อมแซมสิ่งของหรือทรัพย์สินที่เก่าคร่ำคร่า ๓. รู้จักประมาณในการบริโภค ๔. ยกบุรุษหรือสตรีที่เป็นผู้มีศีลให้เป็นใหญ่ในเรือน๓.๘ แนวทางการจัดการทรัพย์สินในคัมภีร์พระพุทธศาสนาแนวทางการจัดการทรัพย์สินที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล และวิธีการจัดการ ตลอดถึงเมื่อเกิดปัญหาหรือเกิดคดีความเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินของสงฆ์ แล้วสงฆ์มีแนวทางในการจัดการ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย ดังนี้ ๓.๘.๑ ผู้ดูแลและจัดการทรัพย์สินของสงฆ์ผู้ดูแลและจัดการทรัพย์สินของสงฆ์ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ พระพุทธเจ้าได้ทรงแต่งตั้งภิกษุเป็นเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เช่น๑. เสนาสนคาหาปกภิกษุ ภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้ทำหน้าที่จัดแจงดูแลที่พักอาศัยของสงฆ์ เช่น การจัดแจกกุฏิ วิหาร และเสนาสนะอื่น ๆ ให้ภิกษุที่เข้ามาใหม่ได้อยู่อาศัยตามความเหมาะสม๒. ภัตตุทเทสกภิกษุ คือ พระภิกษุที่คณะสงฆ์มอบหมายให้ทำหน้าที่ ผู้แจกอาหารหรือผู้จัดลำดับภิกษุ เมื่อมีผู้มาถวายอาหารเฉพาะเจาะจงแก่สงฆ์ (อุทเทสภัต) เพื่อให้การแจกจ่ายเป็นไปด้วยความยุติธรรมทั่วถึง โดยมีหน้าที่แจ้งให้ภิกษุที่ถึงลำดับทราบว่ามีภัตตาหารมาถวาย และชี้ให้ไปรับอาหารนั้น๓. เสนาสนปัญญาปกภิกษุ คือ ภิกษุผู้ได้รับสมมติ (แต่งตั้ง) จากสงฆ์ให้เป็นผู้มีหน้าที่จัดแจงและดูแลความเรียบร้อยของเสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) สำหรับภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่จะได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนี้


74 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ จะต้องประกอบด้วยธรรมหรือคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในพระวินัย เช่น มีความรู้เรื่องเสนาสนะที่จัดแจงแล้วและยังไม่ได้จัดแจง เป็นต้น๔. ภัณฑาคาริกภิกษุคือ พระภิกษุที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นผู้รักษาคลังทรัพย์สินและสิ่งของของสงฆ์ หน้าที่ของท่านคือดูแลและรักษาทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น ของใช้อาหาร และสิ่งของอื่นๆ ที่สงฆ์ใช้ เป็นตำแหน่งหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องคลังของสงฆ์๕. จีวรปฎิคคาหกภิกษุ คือ พระภิกษุผู้มีหน้าที่รับจีวร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กำหนดให้ทำหน้าที่รับจีวรที่ญาติโยมถวายแก่คณะสงฆ์ โดยมีหน้าที่ต้องรู้ว่าควรรับจีวรประเภทใด จำนวนเท่าใด๖. จีวรภาชกภิกษุคือ พระภิกษุผู้แจกจีวร ต้องได้รับแต่งตั้งจากสงฆ์ โดยมีกฎเกณฑ์บัญญัติว่า ต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างนี้ๆ คือ ไม่มีอคติ ทั้ง ๔ และรู้งานในหน้าที่ โดยเข้าที่ประชุมพิจารณาแล้ว ที่ประชุมตกลงมีมติร่วมกัน แต่งตั้งภิกษุรูปนี้เป็นผู้เก็บจีวรหรือเป็นผู้แจกจีวร๗. ยาคุภาชกภิกษุ คือ ภิกษุผู้ได้รับสมมติ (แต่งตั้ง) จากสงฆ์ให้เป็นผู้มีห น้าที่แจกข้าวยาคูตำแหน่งนี้เป็นหนึ่งในบรรดา \"เจ้าอธิการแห่งอาหาร\" ซึ่งมีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับอาหารบิณฑบาตและของบริโภคอื่นๆ ภายในวัดหรือสังฆกรรมนั้นๆ โดยมีตำแหน่งอื่น ๆ ในหมวดเดียวกัน ได้แก่ ภัตตุเทศก์(ผู้จัดแจกภัต) ยาคุภาชก (ผู้แจกข้าวยาคู) ผลภาชก (ผู้แจกผลไม้) ขัชชภาชก (ผู้แจกของเคี้ยว) การแต่งตั้งภิกษุในตำแหน่งเหล่านี้มีระบุไว้ในพระวินัยปิฎก โดยกล่าวถึงคุณสมบัติของภิกษุที่สงฆ์พึงสมมติ (แต่งตั้ง) และไม่พึงสมมติให้เป็นผู้มีหน้าที่ดังกล่าว เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและยุติธรรมในการจัดสรรสิ่งของที่เป็นของสงฆ์๘. ผลภาชกภิกษุคือภิกษุที่ได้รับการสมมติแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นผู้แจกผลไม้คำว่า \"ผลภาชกะ\" ตรงกับผลภาชกภิกษุซึ่งหมายถึงภิกษุผู้ทำหน้าที่เฉพาะในการแจกผลไม้ตามที่สงฆ์มอบหมายให้๙. ขัชชกภาชกภิกษุ คือ ภิกษุผู้ได้รับสมมติ (แต่งตั้ง) จากสงฆ์ให้มีหน้าที่แจกของเคี้ยว เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการบริหารจัดการกิจการภายในสงฆ์เกี่ยวกับเรื่องอาหาร (ปัจจัยสี่) เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเสมอภาคกันในหมู่ภิกษุและเจ้าหน้าที่อื่นอีก๓๖เมื่อมีพระสาวกมากขึ้นมีผู้ศรัทธาถวายสิ่งของต่างๆ มากขึ้น แต่พระสงฆ์มิได้มีการสะสมปัจจัย ๔ ไว้เป็นของตนเอง ดังนั้น จึงต้องมีสถานที่กลางเพี่อเป็นที่สําหรับเก็บรักษาดูแลและจัดวางโครงสร้างด้านบุคคลที่จะทําหน้าที่ดูแลจัดการ แต่เป็นที่สังเกตได้ว่า ในคัมภีร์ไม่มีกล่าวถึงเจ้าหน้าที่จัดการเรื่องที่ดิน และการจัดทําบัญชีเพราะที่ดินของวัดไม่มีการนําไปหาผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่มีภิกษุ เจ้าที่บริหารจัดการเรื่องเงิน การบริหารจัดการจึงเป็นหน้าที่ของกัปปิยการก ๓.๘.๒ การบริหารจัดการทรัพย์สินของสงฆ์การบริหารจัดการทรัพย์สินของสงฆ์นั้น ส่วนใหญ่เป็นการบริหารจัดการทรัพย์ที่จัดอยู่ในปัจจัย ๔คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช ซึ่งทายกถวายแก่สงฆ์โดยภิกษุผู้รับหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินของสงฆ์ ต้องได้รับแต่งตั้งจากสงฆ์ โดยต้องคัดเลือกภิกษุที่มีความรู้ความสามารถในหน้าที่นั้น ๆ ตําแหน่งหน้าที่บริหารจัดการทุกหน้าที่ ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งต้องเป็นภิกษุที่มีคุณสมบัติ ๔ ประการ คือ (๑) ไม่ลําเอียงเพราะความชอบพอ (๒) ไม่ลําเอียงเพราะความเกลียดชัง (๓) ไม่ลําเอียงเพราะความเขลา (๔) ไม่ลําเอียงเพราะความกลัว ๓๖ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๒๗/๑๔๖.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 75คุณสมบัติ๔ ข้อแรกเป็นคุณภาพ หรือคุณธรรมภายในตัวของผู้บริหาร ส่วนความสามารถและเข้าใจถึงการจัดการเป็นคุณภาพภายนอก เช่น ทรัพย์สินส่วนเสนาสนะก็ต้องรู้ว่าเสนาสนะให้จับจองแล้วและยังไม่ให้จับจอง ภิกษุสงฆ์กับผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งต้องไปประชุมกันในเขตสีมาภิกษุผู้ฉลาดในวิธีการแต่งตั้งสวดประกาศแต่งตั้งด้วยกรรมวาจาในการบริหารจัดการที่พักอาศัย ภิกษุผู้มีหน้าที่ให้ภิกษุทั้งหลายจับจองเสนาสนะเป็นที่พักอาศัย ต้องนับจํานวนภิกษุก่อนแล้วนับที่นอน คือ ที่ตั้งเตียงให้จับจองตามจํานวนที่นอน เมื่อที่นอนเหลือมาก ให้จับจองตามจํานวนวิหาร เมื่อวิหารเหลือมาก ก็ให้จับจองตามจํานวนบริเวณ เมื่อบริเวณเหลือมาก ก็ให้จับจองซ้ำ มีภิกษุรูปอื่นมาไม่ปรารถนาจะให้ก็ไม่ต้องให้ไม่พึงให้ภิกษุผู้อยู่นอกสีมาจับจองเสนาสนะ ภิกษุจับจองอยู่ในเสนาสนะ ไม่พึงหวงกันไว้ตลอดทุกเวลา ไม่พึงหวงกันไว้ได้ตลอดพรรษา ๓ เดือน ไม่พึงหวงกันไว้ตลอดฤดูกาล๓๗๓.๘.๔ ปัญหาเกี่ยวกับที่ดินมีเรื่องกรณีตัวอย่างที่ภิกษุเกี่ยวข้องกับที่ดินที่ได้รับการวินิจฉัยโทษไว้มีทั้งที่ดินพื้นที่สวน พื้นที่นาของชาวบ้านและที่ดินวัดของสงฆ์คือ ภิกษุกล่าวคําเท็จตู่เอาพื้นที่สวนหรือที่นาของผู้อื่น (ของชาวบ้าน) ว่า สวนหรือนานี้เป็นของเรา เป็นการพยายามจะเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ภิกษุต้องอาบัติทุกกฎ ภิกษุฉลาดในการดําเนินคดีและมีพรรคพวกทํให้เจ้าของสวนหรือเจ้าของ ที่นาซึ่งเห็นภิกษุดําเนินการฟ้องร้องแล้วคิดว่า ตนสามารถที่จะต่อสู้เอาสวนหรือที่นาคืนได้หรือไม่ ต้องอาบัติถุลลัจจัยหากเจ้าของทอดธุระคิดว่าตนหมดกรรมสิทธิ์ในที่สวนหรือที่นา ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก เมื่อมีการโจทก์ฟ้อง ดําเนินการตัดสินคดีความในท่ามกลางสงฆ์หรือในราชตระกูล ภิกษุให้สินบนผู้ตัดสินทั้งพยานโกง ชนะความเจ้าของที่สวนหรือเจ้าของที่นา ต้องอาบัติปาราชิก แพ้ความเจ้าของที่สวนหรือเจ้าของที่นา เหตุที่ภิกษุเบียดเบียน เจ้าของที่สวนหรือเจ้าของที่นํา ด้วยเรื่องเท็จ ต้องอาบัติถุลลัจจัยในกรณีที่ตัดสินในท่ามกลางสงฆ์ มิใช่แต่ภิกษุที่ตู่เอาที่สวนหรือที่นาเท่านั้น ที่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลายที่ตัดสินโกงและภิกษุทั้งหลายที่เป็นพยานโกง ซึ่งร่วมดําเนินคดีทุกรูป ต้องอาบัติปาราชิกภิกษุปักหลัก ขึงเชือกล้อมรั้ว หรือถมคันนาให้รุกล้ำที่นาต้องอาบัติทุกกฎ เมื่อความพยายามรุกล้าอีกครั้งเดียวจะสําเร็จต้องอาบัติถุลลัจจัย เมื่อความพยายามครั้งสุดท้ายสําเร็จ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุกล่าวตู่เอาพื้นที่ ต้องอาบัติทุกกฎ ทําให้เจ้าของเกิดความสงสัย ต้องอาบัติถุลลัจจัย หากเจ้าของทอดธุระคิดว่า เราหมดกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก เมื่อมีการดําเนินคดีภิกษุชนะความเจ้าของพื้นที่ ต้องอาบัติปาราชิก แพ้ความเจ้าของพื้นที่ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุปักหลัก ขึงเชือกล้อมรั้ว หรือถมคันดินให้รุกล้าพื้นที่สวน ต้องอาบัติทุกกฎ เมื่อพยายามรุกล้าอีกครั้งเดียว จะสําเร็จ ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เมื่อพยายามครั้งสุดท้ายสําเร็จ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก การตู่เอาที่ดินทั้ง ๓ เรื่องนี้เป็นการตู่เอาที่ดินของประชาชน ในความรู้สึกของประชาชน เข้าใจกันว่า ภิกษุผิดชัดเจน มีโทษทางบ้านเมืองด้วย๓๘มีเรื่องที่ภิกษุตู่เอาที่ดินที่ตนมีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย ดังเรื่องต่อไปนี้ภิกษุกล่าวตู่เอาวิหารต้องอาบัติทุกกฎ ทําให้เจ้าของ (ภิกษุสงฆ์) เกิดความสงสัย ต้องอาบัติถุลลัจจัย หากเจ้าของ (ภิกษุสงฆ์) ทอดธุระ คิดว่าเราหมดกรรมสิทธิในวิหาร ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก เมื่อมีการดําเนินคดีภิกษุชนะความเจ้าของวิหารต้องอาบัติปาราชิก แพ้ความเจ้าของวิหาร ต้องอาบัติถุลลัจจัย การตู่เอาวิหารอันเป็นที่พักอาศัย ในที่นี้๓๗ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๑๘/๑๓๕ - ๑๓๖. ๓๘ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๐๓ - ๑๐๕/๘๖ - ๘๘.


76 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ รวมเอาที่ดินด้วย เพราะวิหารตั้งอยู่บนพื้นดิน กรณีตัวอย่างนี้เป็นถ้อยคําที่เป็นไปตามถ้อยคําที่ใช้ในกรณีภิกษุตู่เอาที่สวนที่นําของชาวบ้าน พระอรรถกถากถาจารย์และพระฎีกาจารย์ได้อธิบายไว้ว่า ภิกษุตู่เอาวัด หมายถึง ภิกษุตู่เอาวิหาร บริเวณ อาวาสทั้งใหญ่ (กว้าง) และเล็ก (แคบ) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทายกถวายภิกษุทั้งหลายเจาะจงสงฆ์ในทิศทั้ง ๔ การตู่เอาไม่ขึ้น ภิกษุไม่สามารถแยก (แบ่ง) ถือกรรมสิทธิ์ เพราะภิกษุทั้งปวงที่อยู่ในทิศทั้ง ๔ ยังไม่ทอดกรรมสิทธิ๓๙สาเหตุที่ภิกษุสงฆ์เกิดคดีความในเรื่องทรัพย์สินประเภทที่ดินขึ้นมา ก็เพราะภิกษุสงฆ์มีทรัพย์สินประเภทที่ดินอยู่แล้วมีที่ดินของคฤหัสถ์อยู่ติดกับที่ดินอันเป็นที่ตั้งวัด๓.๘.๕ ปัญหาเรี่องทรัพย์สินมีเรี่องที่ภิกษุไปถือเอาทรัพย์สินที่มีเจ้าของ เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทกําหนดโทษเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น เวลาเกิดมีพระภิกษุกระทําความผิดก่อเรื่องเสียหายขึ้นมา ประชาชนที่รู้เห็นเหตุการณ์ก็จะพากันโจษขาน จนเรื่องทราบไปถึงพุทธสํานัก เช่น เรื่องของท่านพระธนิยะใช้เล่ห์ลวงลักไม้ที่แปรรูปแล้ว ซี่งเก็บไว้ซ่อมแซมเมืองในมคธรัฐ ท่านพระธนิยะได้อ้างว่า เมื่อคราวที่พระเจ้าพิมพิสาร ขึ้นครองราชย์พระองค์ได้ประกาศว่า หญ้าไม้และนา ข้าพเจ้าขอถวายแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ขอให้ใช้สอยตามสบายเถิด พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า ''โยมจําได้แต่ที่โยมประกาศไปนั้น หมายถึง สมณพราหมณ์ที่มียางอาย มีความยําเกรงความเสียหาย และโยมหมายถึงหญ้าไม้ที่ไม่มีเจ้าของในป่า ไม่ไช่ไม้ที่ตัดเก็บไว้ซ่อมแซม พระนคร ความผิดครั้งนี้มีโทษถึงถูกจับประหารหรือถูกจับขังคุก แต่พระเจ้าพิมพิสารมิได้ทรงเอาผิด รับสั่งว่า \"พระองค์จะสั่งประหารสั่งจองจําหรือสั่งขับไล่บรรพชิตได้อย่างไร ท่านรอดตัวเพราะเพศของท่าน แต่ท่านอย่ากระทําอย่างนี้อีกเด็ดขาด๔๐ในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ท่านพระธนิยะมีความผิดต้องได้รับโทษทางบ้านเมือง ส่วนทางพระวินัย ท่านไม่ผิด เพราะยังไม่มีการบัญญัต ห้ามลักสิ่งของของผู้อื่น แต่ท่านเป็นอาทิกัมมิกะ คือเป็นผู้ก่อเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทก่อนใครอื่น ภิกษุสงฆ์ซึ่งแม้เป็นผู้มีสิทธิและถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของสงฆ์ แต่ก็ไม่อาจจะนําของสงฆ์ซึ่งเป็นของส่วนรวมไปทําการใด ๆ ที่มิชอบ ถ้ากระทําย่อมมีความผิดทางพระวินัยบัญญัติซึ่งเป็นความผิดที่พ้นได้ด้วยการแสดงอาบัติแต่อาจมีโทษทางบ้านเมืองหนักเบาตามโทษานุโทษ ไม่ต้องพูดถึงคฤหัสถ์ที่จะมาจัดการดําเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่นที่ดินของวัด พวกเขาไม่มีสีทธิ์ผู้ที่พยายามกระทําการเพื่อให้ได้มา ซึ่งทรัพย์สินของสงฆ์ถือว่าเป็นพวกมหาโจรปล้นศาสนา การที่พระสงฆ์ไปต่อสู้เพื่อปกปัองทรัพย์สินของวัด อันเป็นของสงฆ์ทั้ง ๔ ทิศ ถือว่าท่านปกป้องดูแลรักษาสมบัติของสงฆ์ ซึ่งถ้าท่านพากันวางเฉยก็จะมีความผิดทางพระวินัยบัญญัติ ในฐานะไม่ปกป้องรักษาทรัพย์สินของสงฆ์ที่ไม่พึง สละและไม่พึงแจก คัมภีร์พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ตอนว่าด้วยเรื่องปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พระภิกษุต้องระวังการละเมิดเรื่องทรัพย์สิน โดยพระพุทธเจ้าทรงตั้งมาติกาคือหัวข้อแห่งทรัพย์ซึ่งกําหนดเป็น ๓๐ ประเภท ได้แก่ ๑) ภุมมัฏฐ ทรัพย์ที่อยู่ในแผ่นดิน (๒) ถลัฏฺฐ ทรัพย์ที่อยู่บนบก (๓) อากาสัฏฺฐ ทรัพย์ที่อยู่ในอากาศ (๔) เวหาสัฎฺฐ ทรัพย์ที่อยู่ในที่แจ้ง (๕) อุทกัฏฺฐ ทรัพย์ที่อยู่ในนํ้า (๖) นาวัฎฐ ทรัพย์ที่อยู่ในเรือ ๓๙ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๐๓ - ๑๐๕/๘๖ - ๘๘.๔๐ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๘๔ - ๘๘/๗๔ - ๗๘.


หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ 77(๗) ยานัฎฐ ทรัพย์ที่อยู่ในยาน (๘) ภารัฎฐ ทรัพย์ที่นําติดตัวไปได้ (๙) อารามัฏฺฐ ทรัพย์ที่อยู่ในสวน (๑๐) วิหารัฎฐ ทรัพย์/สมบัติที่อยู่ในวัด(๑๑) เขตตัฎฺฐ ทรัพย์ที่อยู่ในนา (๑๒) วัตฺถุฎฐ ทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ (๑๓) คามัฎฐ ทรัพย์ที่อยู่ในหมู่บ้าน (๑๔) อรัญญัฎฐ ทรัพย์ที่อยู่ในป่า (๑๕) อุทก นํ้า (๑๖) ทันตโปณ ไม้ชำระฟัน (๑๗) วนัปปติต้นไม้เจ้าป่า (๑๘) หรณก ทรัพย์ที่มีผู้นําไป (๑๙) อุปนิธิทรัพย์ที่เขาฝากไว้ (๒๐) สุงกฆาต ด่านภาษี (๒๑) ปาโณ สัตว์มีชีวิต (๒๒) อปท สัตว์ไม่มีเท้า (๒๓) ทฺวิปท สัตว์๒ เท้า (๒๔) จตุปฺปท สัตว์๔ เท้า (๒๕) พหุปฺปท สัตว์มีเท้ามาก (๒๖) โอจรโก ภิกษุผู้สั่ง (๒๗) โอณิรักโข ภิกษุผู้รับของฝาก (๒๘) สังวิธาวหาโร การชักชวนกันไปลัก (๒๙) สังเกตกัมม การนัดหมาย (๓๐) นิมิตตกัมม การทํานิมิต๔๑บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดนั้น ทรัพย์สินที่อยู่ในที่แจ้ง พอใช้เป็นเกณฑ์กําหนดปรับโทษภิกษุถือเอาทรัพย์ของสงฆ์คือ ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่คล้องไว้บนเตียงหรือตั่ง ห้อยไว้บนราวจีวร สายระเดียง ที่เดือยฝา ที่เครื่องแขวนรูปงาข้างหรือที่ต้นไม้ โดยที่สุดแม้บนเชิงรองบาตร ต้องอาบติทุกกฎ จับต้อง ต้องอาบัติทุกกฎ ทําให้ไหวต้องอาบัติถุลลัจจัย ทําให้เคลื่อนที่ ต้องอาบัติปาราชิก มีประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์ที่ภิกษุรับฝากของ เป็นสิ่งของที่ผู้อื่นให้เก็บภิกษุไว้ภิกษุรับฝากของ เมื่อเจ้าของทวงว่า \"จงคืนทรัพย์ให้แก่ข้าพเจ้า'' ปฏิเสธว่า \"ข้าพเจ้าไม่ได้รับไว้\" ต้องอาบัติทุกกฏ ทําให้เจ้าของเกิดความสงสัย ต้องอาบัติถุลลัจจัย หากเจ้าของทอดธุระว่า จะไม่คืนให้เราต้องอาบัติปาราชิกภิกษุ เมื่อดําเนินคดีชนะความเจ้าของ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อดําเนินคดีแพ้ความ ต้องอาบัติถุลลัจจัย๔๒พระพุทธเจ้ามิได้ทรงแต่งตั้งภิกษุเป็นจัดการเรื่องการเงิน มีแต่ทรงบัญญัติสิกขาบทห้าม เรื่องเงินนั้น พิจารณาตามสิกขาบทที่ทรงบัญญัติเป็นหน้าที่ของอารามิกชน คือ คนวัด ในปัจจุบันเรียกว่า ไวยาวัจกรกล่าวโดยสรุป อาบัติที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของวัดโดยตรงและมีโทษร้ายแรงที่สุดคือ อาบัติปาราชิก สิกขาบทที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการลักทรัพย์ ซึ่งมีผลทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุโดยอัตโนมัติประเภทของอาบัติและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง• อาบัติปาราชิก (สิกขาบทที่ 2 เรื่องการลักทรัพย์) เป็นอาบัติหนักที่สุด หากพระภิกษุมีเจตนาลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สินของวัด (หรือของบุคคลอื่น) ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 มาสก (เทียบเท่าประมาณ 1 บาท ในสมัยพุทธกาล หรือปัจจุบันประมาณ 1,350 บาท ตามการตีความในประเทศไทย) ขึ้นไป ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสึก• อาบัติอื่นๆ หากมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกลักหรือทำลายมีมูลค่าไม่ถึงเกณฑ์ปาราชิก ก็อาจเป็นอาบัติที่มีโทษรองลงไป เช่นo อาบัติถุลลัจจัย (ความผิดอย่างกลาง)o อาบัติปาจิตตีย์(ความผิดอย่างเบา)o อาบัติทุกกฏ (ความผิดเล็กน้อย) ในกรณีอื่นๆ เช่น การทำลายทรัพย์สินของวัดโดยไม่เจตนา หรือความประมาทo อาบัติพระภิกษุที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยในการจัดการทรัพย์สินอาจต้องอาบัติ๔๑ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๙๓/๘๒. ๔๒ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๐๓/๘๖ – ๘๗.


78 หลักพุทธธรรมกับการบริหารงานสาธารณูปการ การจัดการทรัพย์สินของวัด ตามพระวินัยบัญญัติ พระภิกษุไม่สามารถจับต้องเงินหรือทองได้โดยตรง หากมีการถวายเงินจะต้องถวายผ่านไวยาวัจกร (กรรมการวัดหรือผู้ดูแลทรัพย์สินของวัด) เพื่อจัดการแทน ในทางกฎหมายไทย ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศจะตกเป็นของวัดเมื่อพระภิกษุมรณภาพ เว้นแต่จะมีการจำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิตหรือทำพินัยกรรมไว้ ที่ดินของวัด (ที่ธรณีสงฆ์) ถือเป็นสาธารณสมบัติและห้ามโอนกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อสาธารณประโยชน์ตามกฎหมายความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของวัดในประเทศไทยนั้น มีทั้งความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดทางพระวินัยสำหรับพระสงฆ์ที่กระทำผิด โดยหลักการแล้ว ทรัพย์สินของวัด (ศาสนสมบัติ) ถือเป็นของวัดในฐานะนิติบุคคล ไม่ใช่ของส่วนบุคคลของเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ประเภทความผิดหลักๆ ได้แก่1. ความผิดทางอาญา บุคคลทั่วไปหรือแม้แต่พระภิกษุที่กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัดจะต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกับคดีทรัพย์สินทั่วไป แต่การลักทรัพย์ในสถานที่สาธารณประโยชน์อย่างวัดอาจมีโทษหนักขึ้น• ลักทรัพย์ (มาตรา 334) ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หากเป็นการลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ในวัด โทษอาจหนักขึ้นเป็นจำคุก 1 - 5 ปี และปรับ 20,000 - 100,000 บาท• ยักยอกทรัพย์ในกรณีที่เจ้าอาวาสหรือกรรมการวัดมีอำนาจดูแลจัดการทรัพย์สินของวัด แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต จะเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ คดีที่มีชื่อเสียง เช่น คดีอดีตพระอาจารย์คมที่ยักยอกเงินวัดไปกว่า 300 ล้านบาท• ฉ้อโกง การหลอกลวงให้ประชาชนบริจาคเงินหรือทรัพย์สินแก่วัด แล้วนำเงินไปใช้ส่วนตัวโดยทุจริต• ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หากเจ้าอาวาสถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย (ในบางบริบท) การกระทำความผิดอาจเข้าข่ายความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ได้2. ความผิดทางพระวินัย สำหรับพระภิกษุที่กระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด นอกเหนือจากโทษทางอาญาแล้ว ยังมีความผิดทางพระวินัยด้วย กล่าวคือ อาบัติปาราชิก หากพระภิกษุมีเจตนาลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ถือเป็นอาบัติปาราชิก ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุโดยทันทีและอาบัติอื่นๆการจัดการทรัพย์สินของวัดโดยไม่เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม เช่น การไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือการนำเงินวัดไปใช้โดยไม่ได้รับความเห็นชอบ อาจมีความผิดทางวินัยสงฆ์และมีโทษได้แนวทางการจัดการทรัพย์สินในคัมภีร์พระพุทธศาสนามุ่งเน้นการแสวงหาทรัพย์อย่างชอบธรรม การบริหารจัดการอย่างมีสติปัญญา และการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม โดยมีหลักธรรมสำคัญหลายประการ หลักการสำคัญ เช่น • มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) ไม่ตึงเกินไป (ตระหนี่) และไม่หย่อนเกินไป (ฟุ่มเฟือย) ในการใช้จ่ายทรัพย์• สติและปัญญา มีสติในการบริหารจัดการเงิน รู้จักจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จำเป็นระยะสั้นและระยะยาว และใช้ปัญญาในการพิจารณาการใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด• ไม่ยึดติดในทรัพย์แม้จะสอนให้แสวงหาและรักษาทรัพย์ แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดคือการใช้ทรัพย์เป็นเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่ใช่การสะสมทรัพย์เพียงเพื่อความอยากได้ โดยสรุปแล้ว พระพุทธศาสนามองว่าทรัพย์สินเป็นสิ่งที่มีคุณค่า หากใช้ในทางที่ถูกต้อง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น และเป็นเครื่องสนับสนุนให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณภาพ


บทที่ ๔การจัดการศาสนสมบัติ๔.๑ ความนำการจัดการศาสนสมบัติ คือ การดูแลรักษาและบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด (ศาสนสมบัติของวัด) และทรัพย์สินของพระศาสนาโดยรวม (ศาสนสมบัติกลาง) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนาและเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องประเภทของศาสนสมบัติ• ศาสนสมบัติกลาง คือ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง• ศาสนสมบัติของวัด คือ ทรัพย์สินที่เป็นของวัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง• เจ้าอาวาส มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง• ไวยาวัจกร อาจได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาสให้เป็นตัวแทนของวัดในการจัดการทรัพย์สินได้• สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลาง และมีบทบาทกำกับดูแลการจัดการศาสนสมบัติของวัด รวมถึงการให้ความเห็นชอบในนิติกรรมบางประเภท เช่น การเช่าที่ดินเกิน 3 ปี• มหาเถรสมาคม มีอำนาจกำหนดนโยบายและออกกฎมหาเถรสมาคม เพื่อกำกับดูแลกิจการคณะสงฆ์รวมถึงการจัดการศาสนสมบัติกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง การจัดการศาสนสมบัติต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ ที่ออกตามกฎหมายดังกล่าว เช่น กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดวิธีการและขั้นตอนการจัดการให้มีความเหมาะสมกับยุคปัจจุบันมากขึ้นกระบวนการจัดการ (ตัวอย่างกรณีการเช่าที่ดินวัด) ในกรณีที่มีการจัดประโยชน์ในศาสนสมบัติ เช่น การเช่าที่ดินของวัด1. วัด (โดยเจ้าอาวาส) มีหน้าที่จัดทำรายงานขอรับความเห็นชอบในการทำสัญญา2. หากเป็นการเช่าเกิน 3 ปี ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ซึ่งอาจมีการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการแทนได้)3. ต้องดำเนินการตามแบบสัญญาและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องการจัดการศาสนสมบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมายและหลักพระธรรมวินัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาทรัพย์สินของวัด และสร้างความโปร่งใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนในพระไตรปิฎก หลักการจัดการศาสนสมบัติ (ทรัพย์สินของสงฆ์) มีรากฐานมาจากการที่พระภิกษุสละทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดเมื่ออุปสมบท โดยมุ่งเน้นการใช้สอยสิ่งของด้วยสิทธิอันชอบธรรมในฐานะนักบวช และมีวินัยที่ชัดเจนในการดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม


๘๐ การจัดการศาสนสมบัติ ๔.๒ ความหมายและความสำคัญของศาสนสมบัติศาสนสมบัติหมายถึง สมบัติของพระศาสนา แบ่งออกเป็นศาสนสมบัติของวัดและศาสนสมบัติกลางศาสนสมบัติของวัด คือ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง และเนื่องจากวัดเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. ๒535 การดูแลรักษาและจัดการเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลคือวัดการดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของวัดที่เจ้าอาวาสจะกระทำได้นั้น จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและจะต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฏกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒505 ซึ่งกำหนดวิธีการปฏิบัติในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดไว้เป็นแม่บทให้เจ้าอาวาสถือปฏิบัติ การจัดการทรัพย์สินของวัดในด้านการลงทะเบียนทรัพย์สิน การจำหน่ายออกจากทะเบียน การทำทะเบียน ที่จัดประโยชน์ ทะเบียนผู้เช่าวัดสามารถกระทำได้โดยเรียบร้อย เพราะมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ประกอบกับแบบทะเบียน แบบบัญชี และแบบพิมพ์อื่นๆ ๑ประเภทศาสนสมบัติสำหรับการจัดประโยชน์แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1. ประเภท ที่ดิน ได้แก่ ประเภทที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือจัดประโยชน์อยู่แล้วและประเภทที่ดินอันเป็นที่ตั้ง วัดอยู่เดิมและต้องการกันออกมาเพื่อจัดประโยชน์2. ประเภทอาคาร3. ประเภทเงินทอง4. ประเภททรัพย์สิน ศาสนวัตถุ และสิ่งใช้สอยต่างๆ๒ การจัดการศาสนสมบัติมีความสำคัญ และต้องจัดให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ดังนี้1. เพื่อประโยชน์ของทางราชการ2. เพื่อประโยชน์ของความมั่นคงของชาติ3. เพื่อเพื่อประโยชน์ของความมั่งคงของพระศาสนา4. เพื่อประโยชน์สำหรับสังคมส่วนรวม5. เพื่อประโยชน์สำหรับผู้อยู่อาศัย6. เพื่อประโยชน์สำหรับการพาณิชย์7. เพื่อสำหรับประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรม8. เพื่อประโยชน์สำหรับการเกษตรกรรม๙. เพื่อประโยชน์อื่นใดอันไม่ขัดต่อหลักการในทางพระพุทธศาสนาศาสนสมบัติคือ ทรัพย์สินที่อุทิศให้แก่ศาสนา เช่น วัด ซึ่งมีความสำคัญในการบำรุงรักษาศาสนาการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พุทธศาสนิกชน การจัดการอย่างถูกต้องตามกฎหมายและพระธรรมวินัย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลรักษาทรัพย์สินเหล่านี้ให้คงอยู่สืบไป๑กฤติน จันทร์สนธิมา, รายงานวิจัยชุมชนเรื่อง “การศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศาสนสมบัติโดยใช้แนวทางประชารัฐ” , (กรุงเทพมหานคร : สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑), หน้า ๔๒.๒กรรมการมูลนิธิ ม.ส.จ., คู่มือการบริหารกิจการคณะสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๑), หน้า 340.


การจัดการศาสนสมบัติ ๘๑๔.๓ ประเภทของศาสนสมบัติ มาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้แบ่งประเภทของศาสนสมบัติไว้เป็น ๒ ประเภท คือ๔.๓.๑ ศาสนสมบัติกลางมาตรา ๔๑ ให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทํางบประมาณประจําปีของศาสนสมบัติกลาง ด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วใช้งบประมาณ นั้นได้ดังนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๐ (๑) เป็นการให้คําจํากัดความของศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง คือเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของพระพุทธศาสนาตามพระธรรมวินัย ทรัพย์สินที่จัดเป็นศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ๑. วัดร้างที่ได้ประกาศยุบเลิกวัดตามกฎหมายแล้ว ๒. ทรัพย์สินที่มีผู้ถวายให้แก่พระพุทธศาสนา ๓. ทรัพย์สินที่คณะสงฆ์จัดซื้อด้วยทุนศาสนสมบัติกลาง ๔. ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินเหล่านี้ (ข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓) ๔. ผลประโยชน์อันเกิดจากทรัพย์สินและการจัดการทรัพย์สินเหล่านี้ พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันสําคัญของประเทศไทยใน ๓ สถาบันหลัก คือ ชาติศาสนา พระมหากษัตริย์แต่ศาสนาหรือพุทธศาสนาไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลเหมือนวัดมีพระสงฆ์ดังนั้น ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติกลางไม่มีกฎหมายใดคุ้มครองไว้โดยชัดแจ้ง ด้วยเหตุนี้ มารตรา ๔๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ตามบันทึกเรื่องอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในการตรวจสอบบัญชีโรงพิมพ์การศาสนาในขณะนั้นปัจจุบัน คือโรงพิมพ์สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามหนังสือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า \"เมื่อได้พิจารณามาตรา ๔๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่บัญญัติว่า \"การดูแลรักษาและการจัดการศาสนสมบัติกลางให้เป็นอํานาจหน้าที่ของสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (เดิมกรมการศาสนา) เพื่อการนี้ให้ถือว่าสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วย\" ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า กฎหมายมีหลักการให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้มีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลาง แต่เนื่องจากศาสนสมบัติกลางไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย บทบัญญัติมาตรา ๔๐ วรรคสองดังกล่าว จึงให้ถือว่า สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางเสียด้วย ในฐานะที่เป็นผู้จัดการ ดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติกลาง ทั้งนี้เพื่อเป็นการตัดปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการทํานิติกรรม และการดําเนินคดีทางศาลเกี่ยวกับศาสนสมบัติกลาง แต่ก็หาได้มุ่งหมายที่จะให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาต เป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางอย่างแท้จริงไม่ ดังเห็นได้จากการที่กฎหมายใช้ถ้อยคําว่า \"เพื่อการนี้ให้ถือว่าสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วย\" ฉะนั้น จึงเห็นว่า ศาสนสมบัติกลางไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือของกรมการศาสนาในขณะนั้นๆ


๘๒ การจัดการศาสนสมบัติ มาตรา ๔๑ ให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทํางบประมาณประจําปีของศาสนสมบัติกลางไม่ใช่งบประมาณรายจ่ายประจําปีอย่างเดียว แต่เป็นทั้งงบประมาณรายรับรายจ่ายและงบประมาณ รายจ่ายรวมอยู่ในฉบับเดียวกัน ซึ่งหมายถึงหลักเกณฑ์และวิธีการดําเนินการในการดูแลรักษาและ จัดการศาสนสมบัติกลางประจําปีนั้น ๆเนื่องจากตามมาตรา ๔๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้กําหนดให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนาส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนา และดูแลรักษา ศาสนสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์และอํานาจหน้าที่ตามที่กําหนดไว้ในกฎหมาย ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอน อํานาจหน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ในมาตรา ๔๒ กําหนดว่าในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้แก้ไขคําว่า \"กระทรวงศึกษาธิการ\" และ \"กรมการศาสนา\" เป็น \"สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ\" จึงเป็นผู้จัดทํางบประมาณประจําปีของศาสนสมบัติกลางในนามของสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเจ้าของที่แท้จริงของศาสนสมบัติกลาง คือพระพุทธศาสนา อันได้แก่สถาบันคณะสงฆ์ซึ่งมีมหาเถรสมาคมเป็นผู้ปกครอง และดําเนินกิจการของคณะสงฆ์ตาม มาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัตคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งบัญญัติว่า มหาเถรสมาคมมีอํานาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย เพื่อการนี้ให้มีอํานาจตรากฎมหาเถรสมาคมออกบังคับ วางระเบียบ หรือออกคําสั่ง โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใข้บังคับได้\" การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติอันเป็นอํานาจหน้าที่ของสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามกฎหมาย จึงควรปรึกษาหารือและรับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมด้วย และการที่กฎหมายกําหนดให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทํางบประมาณประจําปีของศาสนสมบัติกลางด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ก็เป็นการให้เจ้าของศาสนสมบัติกลางที่แท้จริง ท่านได้ให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์วิธีดําเนินการดูแลรักษาบริการศาสนสมบัติควบคุมศาสนสมบัติวัด ทําบัญชีรักษาศาสนสมบัติวัดและเงินผลประโยชน์ของวัด แต่งตั้งบุคลากรที่ดูแล รักษา และดําเนินการจัดทําบัญชีให้เป็นรูปแบบที่เหมาะสม และจัดการศาสนสมบัติกลางประจําปีนั้นเอง๔.๓.๒ ศาสนสมบัติวัดศาสนสมบัติวัด คือ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง โดยที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีดังนี้ ๑. ที่ตั้งวัด คือ ที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น 2. ที่ธรณีสงฆ์ คือ ที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด ๓. ที่กัลปนา คือ ที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัด หรือพระศาสนา พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 31 กำหนดให้วัดมีฐานะ เป็นนิติบุคคล และเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป โดยมาตรา ๓๗ กำหนดให้เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ในการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการ และศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ดังนั้น ในการดูแล รักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัด จึงเป็นอำนาจของวัดนั้น ๆ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน ทั้งนี้ต้องดำเนินการตามกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564ส่วนวัดร้าง คือ วัดที่มีพระภิกษุอยู่เดิม แต่ด้วยมีเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา เป็นเวลานานและกลายเป็นวัดร้าง โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา 32 ทวิ บัญญัติว่า “วัดใดเป็นวัดร้าง ที่ไม่มีพระภิกษุอยู่อาศัย ในระหว่างที่


การจัดการศาสนสมบัติ ๘๓ยังไม่มีการยุบเลิกวัด ให้กรมการศาสนามีหน้าที่ปกครองดูแลรักษานั้น รวมทั้งที่วัด ที่ธรณีสงฆ์และทรัพย์สินของวัดนั้นด้วย”การดูแล รักษา และจัดการศาสนสมบัติกลาง และวัดร้าง จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดรับผิดชอบในเขตพื้นที่ของจังหวัดนั้น ๆ ส่วนการดูแล รักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา เป็นอำนาจหน้าที่ของวัดนั้น ๆ โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564๔.๔ การจัดการศาสนสมบัติของวัดการก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้แก่ การก่อสร้างศาสนาวัตถุขึ้นใหม่ การซ่อมแซมของเก่าและการปรับปรุงตบแต่งศาสนวัตถุและศาสนสถานที่มีอยู่เดิม หรือที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ระยะเริ่มสร้างวัด ก่อนแต่จะสร้างวัดควรจัดหาสถานที่ตั้งวัดให้ใด้ก่อน โดยเจ้าของที่ดิน ยอมยกให้เมื่อได้ที่ดินแล้ว ควรเขียนแผนผังวัดและแบบแปลนสิ่งก่อสร้างให้เหมาะสมกับสภาพที่ดิน และเหมาะสมแก่ชุมชนผู้จะบำรุงวัด รวบรวมทรัพย์สินและวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ก่อสร้างให้ได้พอควร แล้วจัดทำเอกสารขออนุญาตสร้างวัดตามแบบของทางราชการ เมื่อได้รับอนุญาตให้สร้างวัด และได้สร้างเสนาสนะพอควรแล้ว จึงขอตั้งวัดตามแบบของทางราชการ เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศตั้งวัดแล้ว คณะสงฆ์จึงแต่งตั้งเจ้าอาวาส รับโอนที่ดินและรับถวายเสนาสนะเป็นของสงฆ์ พร้อมบันทึกประวัติวัดไว้เป็นหลักฐาน การจัดการระยะนี้เป็นภาระคนอื่นดำเนินการมาก่อน เจ้าอาวาสจะได้ปฏิบัติก็ต่อเมื่อได้รับแต่งตั้งแล้วระยะตั้งวัดแล้ว เมื่อตั้งวัดแล้วหรือกรณีที่เจ้าอาวาสรับช่วงตำแหน่งจากรูปอื่นชึ่งมีวัดมานานก็ตามควรดำเนินการดังนี้ถ้าเดิมไม่มีแผนผังวัดเลย ควรเร่งเขียนแผนผังวัดและแบบแปลนเสนาสนะใหม่ ถ้ามีอยู่แล้วต้องดำเนินการก่อสร้าง หรือซ่อมแซมหรือปรับปรุงตามแผนผังวัดและแบบแปลนเดิม เว้นแต่มีการขยายที่ตั้งวัดให้กว้างขวางขึ้น ในกรณีเช่นนี้หากต้องการแผนผังวัดใหม่ ก็เขียนใหม่โดยอาศัยแผนผังเดิมเป็นหลักและควรขออนุญาตจากเจ้าคณะผู้ปกครองและดำเนินการ เพื่ออนุมัติจากมหาเถรสมาคม แบบแปลนเสนาสนะนั่นควรยึดทรงไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นหลักหรือยึดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสำคัญ การก่อสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์หรือตบแต่งบริเวณวัด เจ้าอาวาสควรรับฟังความคิดเห็นพระภิกษุสามเณรในวัดละทายกทายิกาผู้บำรุงวัดเป็น หลักประกอบการตัดสินใจและการก่อสร้างใด ๆ ในวัดควรคำนึงถึงแหล่งมาแห่งทรัพย์สินและความเหมาะสมกับชุมชนเป็นหลัก และควรระมัดระวังอย่าให้มีการแตกแยกความคิดระหว่างบ้านกับวัด เพราะการสาธารณูปการเป็นเหตุ๓แผนผังวัด การกำหนดแผนผังวัดมิใช่เรื่องยุติตายตัว ย่อมมีข้อยักย้ายถ่ายเทไปตามเหตุการณ์ ขอให้คำนึงขนาดของวัดและชุมชน พร้อมสภาพที่ดินที่ตั้งวัด และความเหมาะสมเป็นสำคัญ๔วัดขนาดเล็ก วัดขนาดเล็กและตั้งอยู่ในชุมชนขนาดเล็กควรจัดแผนผังขนาดย่อม โดยให้มีถนนหนทางเชื่อมพองาม กับให้มีสนามหญ้าและที่ปลูกต้นไม้ไว้ส่วนหนึ่ง เสนาสนะควรมีเฉพาะ ที่ขาดไม่ใด้คือ ๓พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๓.๔พระธรรมปริยัติโสภณ (วรวิทย์คงฺคปญฺโญฺ), การพัฒนาพระสังฆาธิการภาค ๒ ภาคปฏิบัติการ,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๙.


๘๔ การจัดการศาสนสมบัติ กุฎี ศาลาการเปรียญ และอุโบสถ และควรกันบริเวณไว้เป็นเขตฌาปนสถาน พร้อมกะสิ่งก่อสร้างไว้ในแผนผังคือ เมรุเผาศพ (แบบใหม่) ศาลาบำเพ็ญกุศล ส่วนเสนาสนะอึ่นๆ ถ้าจำเป็นจริงจึงให้มี เพราะถือนโยบายประหยัด วัดขนาดกลาง วัดขนาดกลางและตั้งอยู่ในชุมชนขนาดกลาง ที่ตั้งวัดกว้างขวาง ควรจัดแบ่งออกเป็นเขต คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส เขตการศึกษา และเขตสาธารณสงเคราะห์ปันเขตด้วยถนนหรือลำคลอง จัดเป็นสนามหญ้าบริเวณปลูกต้นไม้ (สวนป่า) และแดนอภัยทาน ตามควรแก่ที่ตั้งวัดและชุมชน เสนาสนะควรมีมากกว่าวัดขนาดเล็ก คือ กฏีเป็นหมู่ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ เขตสาธารณสงเคราะห์หรือฌาปนสถาน ควรแยกเป็นส่วนหนึ่ง กำหนดสิ่งก่อสร้างให้ชัด เช่น เมรุเผาศพ (แบบใหม่) ศาลาบำเพ็ญกุศล ที่เก็บศพ โรงครัว วัดขนาดใหญ่ วัดขนาดใหญ่และตั้งอยู่ในชุมชนขนาดใหญ่ ควรจัดแบ่งเขตให้เหมาะสมกว่าวัดขนาดกลาง หรืออาจเพิ่มเขตจัดประโยชน์เข้าอีก เสนาสนะก็อาจมีมากกว่าและประณีตขึ้น ตามสมควรแก่ขนาดวัดและชุมชนการเขียนแผนผังวัดนี้ ขออุปถัมภ์อุปกรณ์บางส่วนได้จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อให้ได้มาตราฐานแบบเดียวกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้วเสนอตามลำดับถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อให้ความเห็นชอบ และเสนอมหาเถรสมาคม เพื่ออนุมัติเป็นหลักต่อไป และการตบแต่งวัดจะขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ก็ตาม ควรได้มีการตกแต่งให้น่ารื่นรมย์เหมาะสมกับคำว่า “ อาราม” เช่น จัดทำถนนเข้าวัดและภายในวัด จัดทำความสะอาดวัดเป็นประจำทุกสัปดาห์ จัดปลูกไม้ยืนต้นริมถนนหนทาง จัดทำป้ายบอกชื่อวัด ที่ตั้งระยะทางที่ทางแยกเข้าวัด ถนนสายหลัก จัดทำป้ายหน้าวัด ทำป้ายประชาสัมพันธ์กิจการภายในวัด เขียนแผนผังวัดลง ในกระดานขนาดใหญ่ติดไว้ไนที่เปิดเผย การทำป้ายชื่อวัดนั้น ขอให้บอกชื่อทางราชการและให้ถูกต้องตรงกัน ทั้งป้ายถนนแยกเข้า และป้ายหน้าวัดการจัดการศาสนสมบัติของวัดเป็นงานที่ละเอียดอ่อน เป็นตัวหลักของการคณะสงฆ์ แต่ผู้ปฏิบัติโดยตรงคือเจ้าอาวาสชึ่งเป็นพระสังฆาธิการระดับวัด เจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้นต้องมีความสัมพันธ์กัน ๒ ประการ คือ ควบคุมการจัดการศาสนสมบัติและส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติการควบคุมนั้นเจ้าคณะจะเพิกเฉยมิได้ถ้าเพิกเฉยเสียเป็นการละเว้นการปฏิบัติต้อง สอดส่องดูแลชี้แจงแนะนำในการสาธารณูปการของเจ้าอาวาส ดังนี้๑. ควบคุมการทำแผนผังวัดให้สอดคล้องกับยุคพัฒนา๒. ควบคุมแบบแปลนเสนาสนะแต่ละวัด ให้อยู่ในหลักประหยัดและพอเหมาะพอควร แก่สภาพท้องถิ่น และให้ก่อสร้างตามแบบแปลน๓. ควบคุมให้แต่ละวัดที่สร้างถาวรวัตถุให้เป็นทรงไทย หรือให้รักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสำคัญ๔. ควบคุมการเงินและบัญชีรับ - จ่ายของแต่ละวัดให้เป็นไปตามหลักบัญญัติ๕. ควบคุมดูแลการเอกสารต่าง ๆ ของเจ้าอาวาส เช่น รายงานขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เป็นไปโดยถูกต้อง๖. ควบคุมการจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง๕๕พระธรรมปริยัติโสภณ (วรวิทย์คงฺคปญฺโญฺ), การพัฒนาพระสังฆาธิการ ภาค ๒ ภาคปฏิบัติการ,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๙.


การจัดการศาสนสมบัติ ๘๕การส่งเสริมเจ้าคณะทุกชั้น ควรส่งเสริมเจ้าอาวาสในการจัดการศาสนสมบัติ ดังนี้๑. ออกตรวจตราเยี่ยมเยียนเจ้าอาวาสผู้เร่งรัดการพัฒนาวัด๒. แก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าอาวาส ได้แก่ (๑) ในการจัดหาช่างดำเนินการก่อสร้าง (๒) ในการดูแบบแปลนอาคารตลอดแผนผังวัด (๓) ในการทุนก่อสร้างด้วยการขอเงินงบประมาณอุดหนุนจากทางราชการ(๔) ชี้แจงแนะนำการปฏิบัติงานสาธารณูปการเพื่อให้เข้าใจถูกต้อง (๕) ขจัดความขัดแย้งระหว่างวัดกับชาวบ้านซึ่งมีการสาธารณูปการเป็นเหตุ๓. แนะนำการจัดงานวัด และการเรี่ยไรให้เป็นไปตามระเบียบและคำสั่งมหาเถรสมาคม๔. ช่วยยกฐานวัดที่ได้พัฒนาดีแล้วเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง๕. ช่วยยกย่องเจ้าอาวาสผู้มีผลงานสาธารณูปการดีหรือแม้รองเจ้าอาวาส และหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสก็ควรยกย่องด้วย แต่อย่าให้เกินกว่าเจ้าอาวาส๖. แนะนำแจงการจัดประโยชน์ของวัดให้ถูกต้องตามกฎ กระทรวง๖รูปแบบการจัดการศาสนสมบัติจะแบ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดและศาสนสมบัติกลาง โดยวัดมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของวัดโดยเจ้าอาวาสเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งมีหลักการจัดการที่เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีระเบียบวิธีปฏิบัติตามกฎหมายศาสนสมบัติของวัด เช่น - ที่ดินและเอกสารสิทธิ์ต้องมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ (เช่น โฉนด, นส.3) และเก็บรักษาเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายไว้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในกรุงเทพฯ หรือจังหวัด)- ทรัพย์สินที่หมดสภาพ ต้องมีกระบวนการจำหน่าย จ่าย แจก หรือโอนทรัพย์สินที่หมดสภาพ (เช่น กุฏิที่รื้อถอน) โดยระบุเหตุผลให้ชัดเจน ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ ดูแลรักษาเสนาสนะ อาคาร และสิ่งมีค่าต่าง ๆ แนวปฏิบัติและระบบการจัดการ- วัดที่มีศาสนสมบัติมากอาจตั้งคณะกรรมการบริหารศาสนสมบัติเพื่อช่วยในการวางแผนและกลั่นกรอง โดยมีเจ้าอาวาสเป็นประธาน และอาจมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและตัวแทนชุมชนเข้าร่วม- วัดที่ยังไม่พร้อม อาจให้เจ้าอาวาสแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือกลุ่มบุคคลมาช่วยบริหารจัดการ โดยยึดหลักโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีจริยธรรม- มีการทำบัญชีรับ-จ่ายประจำเดือน และงบปี โดยไวยาวัจกรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย- สนับสนุนให้ทุกวัดพัฒนาระบบบัญชีให้ได้มาตรฐาน และอาจมีการเปิดเผยรายรับ-รายจ่ายต่อญาติโยม หรือใช้ระบบดิจิทัลบุคลากรทางศาสนามีความประพฤติดี เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในสังคม สามารถแนะนำให้ประชาชนในสังคม พ้นจากความลุ่มหลง ฟุ้งเฟ้อ และดำรงอยู่ได้อย่างเป็นสุข มีการส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างหลากหลาย ทั้งในด้านศาสนพิธี การให้การศึกษาการเผยแผ่ ศาสนธรรมและการสาธารณสงเคราะห์เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้วัดมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และที่สำคัญเพื่อให้พระศาสนาสร้างความสงบสุขได้อย่างแท้จริง๖พระเทพปริยัติสุธี (วรวิทย์คงฺคปญฺโญ), การคณะสงฆ์และการพระศาสนา, หน้า ๔๘.


๘๖ การจัดการศาสนสมบัติ ๔.๕ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารศาสนสมบัติปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารศาสนสมบัติ ได้แก่ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม) ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม (เปิดเผยข้อมูล ให้ประชาชนตรวจสอบ) การบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ (ทั้งที่ดิน อาคาร และเงิน) และความรู้ความเข้าใจของผู้บริหาร (ทั้งเจ้าอาวาส คณะกรรมการวัด) ที่ต้องมีความรู้ทั้งด้านกฎหมาย การบริหารและพระวินัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎ ระเบียบ และคำสั่ง คณะสงฆ์ และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น ผู้บริหารวัด ผู้บริหารศาสนสมบัติกลาง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารศาสนสมบัติของวัดและศาสนสมบัติกลาง รวมทั้งวัดร้าง ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารที่จะส่งผลให้การบริหารนั้นประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวได้2. ปัจจัยพื้นฐานในการบริหารมี 4 ประการคือ 2.1 คน (Man) หมายถึง “คน” เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในปัจจัยทั้งหมด เพราะคนเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้กระบวนการบริหารดำเนินไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ซึ่งคนจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะงาน มีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และสามารถทำงานสอดคล้องประสานกันได้เป็นอย่างดี 2.2 เงิน (Money) หมายถึง การบริหารงานต้องมีเงินเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะสนับสนุนให้กระบวนการบริหารดำเนินไปสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ ถ้าปราศจากเงิน ไม่มีงบประมาณว่าจะใช้จ่ายได้เท่าใด จะได้มาจากไหน จำนวนมากน้อยเพียงใด และได้เมื่อไหร่ ก็จะทำให้การบริหารสำเร็จยาก 2.3 วัสดุอุปกรณ์ (Material) หมายถึง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้สนับสนุนการทำงาน ซึ่งจะต้องมีครบถ้วนและใช้ได้ตามต้องการ และจะต้องเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่ายมีคุณภาพ และทันสมัยเพื่อจะอำนวยความสะดวก ในกระบวนการบริหารให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล 2.4 การจัดการ (Management) หมายถึง การดำเนินงาน เช่น การจัดคนรับผิดชอบแบ่งขั้นตอน วิธีปฏิบัติงาน การบริหารงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนงาน โครงการ ไม่ว่าอุปกรณ์จะมีคุณภาพเพียงใด หากการบริหารจัดการไม่ดีย่อมก่อให้เกิดความล้มเหลวได้๗สรุปว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ การจัดการศาสนสมบัติวัด 5 ปัจจัย ได้แก่ 1. ปัจจัยด้านการบริการศาสนสมบัติวัด 2. ปัจจัยด้านการควบคุมศาสนสมบัติวัด3. ปัจจัยด้านการแต่งตั้งบุคลากรที่ดูแลรักษาและดำเนินการ4. ปัจจัยด้านการทำบัญชีรักษาศาสนสมบัติวัดและเงินผลประโยชน์ของวัด 5. ปัจจัยด้านการ จัดทำบัญชีให้เป็นรูปแบบที่เหมาะสมมีความจำเป็นต่อการจัดการศาสนสมบัติวัด เจ้าอาวาสต้องทำให้เกิดการจัดการศาสนสมบัติวัดให้สำเร็จ โดยอาศัยคนอื่นร่วมดำเนินการจัดการศาสนสมบัติวัด ในการวางแผน จัดการความสัมพันธ์บุคคลในองค์กร อำนวยการและควบคุมทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรอื่น ๆ ให้ดำเนินงานจัดการศาสนสมบัติวัดไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้๗พระมหาสุนันท์ สุนนฺโท (รุจิเวทย์), การพัฒนารูปแบบการจัดการศาสนสมบัติของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2557), หน้า 126.


การจัดการศาสนสมบัติ ๘๗๔.๖ บุคคลผู้มีอำนาจจัดการศาสนสมบัติของวัด ด้วยวัดมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 31 บัญญัติไว้จึงไม่อาจแสดงเจตนาและทำนิติกรรมได้ด้วยตนเองได้ จึงมีความจำเป็นต้องให้บุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำนิติกรรมต่าง ๆ แทนวัด โดยมีรูปแบบโครงสร้างในการปกครองวัด สรุปได้เป็น 2 รูปแบบ คือ• เจ้าอาวาสเป็นผู้บริหารแต่ผู้เดียว โดยเจ้าอาวาสจะเป็นผู้กำหนดหน้าที่ ให้กับพระสงฆ์ภายในวัดและสามารถแต่งตั้งรองเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ภายในวัดได้ตามจำนวนที่เห็นว่าเหมาะสม• เจ้าอาวาสอาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือสองคณะ ประกอบด้วยพระสงฆ์และฆราวาสเพื่อทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย หากวัดใดมีคณะกรรมการมากกว่าหนึ่งคณะ คณะหนึ่งจะเป็นพระภิกษุเรียกว่าคณะกรรมการสงฆ์ การที่พระสงฆ์จะเป็นกรรมการวัดได้นั้น มี 2 วิธีคือ การตั้งขึ้นโดยตําแหน่งและตามที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร กรรมการวัดจะแบ่งเป็นกลุ่มและฝ่ายเพื่อทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ประกอบด้วย ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายการเผยแผ่ ฝ่ายก่อสร้าง และฝ่ายบริหารเป็นต้น บางวัดเจ้าอาวาสไม่ได้แต่งตั้ง แต่อาจมาจากการแต่งตั้งของพระสงฆ์ภายในวัด ส่วนคณะกรรมการอีกคณะหนึ่งจะเป็นฆราวาส ซึ่งแต่งตั้งมาจากบุคคลที่มีความรู้หลายสาขา เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการสงฆ์ในการกำหนด นโยบายหรือการบริหารงานต่าง ๆ เพื่อความสะดวกในการตัดสินใจของคณะกรรมการ สงฆ์และเจ้าอาวาสอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการที่ดำรงตําแหน่งต่าง ๆ ภายในวัด ส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นและดำรงตําแหน่งตลอดชีวิต มีเพียงส่วนน้อยที่กำหนดวาระการดำรงตําแหน่ง๘สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดไว้ว่า การจัดประโยชน์หารายได้จากศาสนสมบัติของวัดนั้น ถือได้ว่าเป็นภารกิจอันสำคัญของเจ้าอาวาสในการที่จะเลือกแต่งตั้ง ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้จัดประโยชน์ให้วัด เนื่องจากเป็นการมอบทรัพย์สินของวัดที่จัดประโยชน์ไว้ในมือของบุคคลอื่นแทน ดังนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีคำแนะนําของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัดตามกฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒505 กำหนดถึงหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้งผู้จัดประโยชน์ของวัดไว้ ดังนี้• แต่งตั้งไวยาวัจกรของวัดเป็นผู้จัดประโยชน์ วิธีนี้เหมาะสำหรับวัดที่มีรายได้น้อย และเป็นรายได้คงตัว ไม่มีเรื่องเปลี่ยนแปลงบ่อย• แต่งตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้จัดประโยชน์ วิธีนี้เหมาะสำหรับวัดวาอารามทั่วไป เฉพาะอย่างยิ่งวัดในกรุงเทพมหานคร เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับมอบให้จัดประโยชน์แทนวัดแล้ว ถ้าศาสนสมบัติที่จะจัดประโยชน์ตั้งอยู่ต่างจังหวัด ก็จะมอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเป็นผู้จัดประโยชน์แทน• แต่งตั้งมูลนิธิเป็นผู้จัดประโยชน์ ในเมื่อมูลนิธินั้นมีวัตถุประสงค์ตามตราสารจัดตั้ง ให้จัดประโยชน์แทนวัดได้๘ภิรมย์ จั่นถาวร, รายงานการวิจัย เรื่อง “ยุทธศาสตร์การจัดการการเงินของวัด”, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2544), หน้า 140 - 141


๘๘ การจัดการศาสนสมบัติ • ตั้งคณะกรรมการขึ้นเป็นผู้จัดประโยชน์วิธีนี้เหมาะสำหรับการจัดประโยชน์เฉพาะเรื่องและเห็นว่าการปฏิบัติตามข้อ 1 - 3 นั้น ทำให้ไม่เป็นผลดีแก่วัด๙โดยสรุป เจ้าอาวาสมีอำนาจและความรับผิดชอบสูงสุดในการจัดการศาสนสมบัติของวัด แต่อาจมีผู้ช่วยคือไวยาวัจกร และการดำเนินการบางอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมติของมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ๔.๗ การบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดการบริหารการจัดประโยชน์ศาสนสมบัติมาตรา 40 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แบ่งศาสนสมบัติออกเป็น 2 ประเภท คือ• ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนา มิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง• ศาสนสมบัติวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่งสำหรับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและตามกฎหมายดังกล่าว ให้ถือว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วย ส่วนการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดนั้นเป็นไปตามกฎกระทรวง๔.๗.๑ การบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง การจัดการศาสนสมบัติของวัดตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง มาตรา 40 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒505 ได้บัญญัติไว้ว่า “การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง” กฎหมายที่ว่าด้วยการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดหลัก คือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎกระทรวง ว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 โดยมีประเด็นสำคัญคือ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดูแลรักษาศาสนสมบัติและต้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างโปร่งใสหน้าที่และการจัดการ• หน้าที่เจ้าอาวาส เจ้าอาวาสมีหน้าที่หลักในการบำรุงรักษา จัดการศาสนสมบัติของวัด และปกครองดูแลบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่อยู่ในวัดให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย• การเงิน เงินของวัดต้องเข้าบัญชีวัดเท่านั้น โดยพระภิกษุถือเงินสดได้ไม่เกิน 100,000 บาท และทุกบัญชีต้องฝากไว้กับธนาคาร และต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อรายงาน• ทรัพย์สินo ที่ดิน เอกสารสิทธิ์ของที่ดินต้องเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ในกรุงเทพฯ) หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (ในต่างจังหวัด)o ทรัพย์สินอื่นๆ เช่น เสนาสนะ อาคาร สิ่งปลูกสร้าง ของมีค่าต่างๆ จะต้องได้รับการดูแลรักษาตามกฎหมาย• การตรวจสอบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กำหนดให้วัดจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้๙สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ, วัดพัฒนา ๔๖, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนา, ๒๕๔๖), หน้า 140.


การจัดการศาสนสมบัติ ๘๙• ความรับผิดชอบ หากวัดใดไม่ดำเนินการตามกฎกระทรวง ถือว่ามีความผิดทันทีกรณีที่ต้องมีผู้จัดการทรัพย์สิน• ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาส หรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส• ไวยาวัจกร เป็นบุคคลที่เจ้าอาวาสมอบหมายให้ช่วยงานด้านการบริหารจัดการการเงินวัดปัญหาที่พบ• การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่องธรณีสงฆ์ เงินบริจาค และเงินอุดหนุน๔.๗.๒ การบริหารจัดการที่ดินวัด กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการที่ดินวัดหลัก ๆ คือ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 ที่กำหนดให้วัดต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีในการได้มาซึ่งที่ดิน และให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่ (ยกเว้นกรณีที่รัฐมนตรีอนุญาตเป็นพิเศษ) และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งกำหนดให้วัดเป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแลและจัดการศาสนสมบัติ โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น• กฎหมายที่ดิน มาตรา 84o การได้มาซึ่งที่ดิน การที่วัดจะได้รับที่ดินมาต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และมีข้อกำหนดให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่o การอนุญาตที่เกินกว่า 50 ไร่ หากมีกรณีที่จำเป็น รัฐมนตรีสามารถอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินเกินกว่า 50 ไร่ ได้o ที่ดินที่มีอยู่ก่อน บทบัญญัตินี้ไม่กระทบต่อการได้มาซึ่งที่ดินที่มีอยู่แล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ• พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติม)o การเป็นนิติบุคคล วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายo การจัดการ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดูแลรักษาวัดและศาสนสมบัติ และมีอำนาจในการจัดการให้เป็นไปด้วยดีo การเช่า วัดสามารถให้เช่าที่ดินที่กันไว้สำหรับจัดประโยชน์ได้เอง แต่หากมีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี ต้องได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมข้อควรทราบ• ที่ธรณีสงฆ์ที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางศาสนาโดยตรง สามารถนำมาบริหารจัดการให้เช่าเพื่อหารายได้เข้าวัดได้ เนื่องจากวัดเป็นนิติบุคคล จึงสามารถทำสัญญาเช่าได้• การขอเช่า การให้เช่าที่ดินเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ต้องดำเนินการตามมติของมหาเถรสมาคม และต้องทำตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง• ขั้นตอนการเช่า (กรณีของ อปท.)o หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องขอเช่าจากวัดo จัดทำประชาคมและได้รับความเห็นชอบจากชาวบ้านo นำเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติo ยื่นเรื่องขอเช่าผ่านเจ้าอาวาส เจ้าคณะ และหน่วยงานปกครองระดับสูงขึ้นไป


๙๐ การจัดการศาสนสมบัติ ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดการที่ดินแทนวัด พ.ศ. ๒๕๖๗ มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นต้นไป มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงแนวทางการจัดการที่ดินของวัดให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมมีสาระสำคัญโดยสังเขปของระเบียบดังกล่าว ได้แก่• การปรับปรุงหลักเกณฑ์ เป็นการทบทวนและปรับปรุงมติคณะสังฆมนตรีและมติมหาเถรสมาคมเดิมที่ใช้มาเป็นเวลานาน• การระวังชี้แนวเขต กำหนดให้การระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของวัดเป็นหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ซึ่งอาจมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการแทน)• การดำเนินการแทนวัด ในกรณีที่ดินมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินเอกชนหรือทางราชการ หรือมีข้อโต้แย้งแนวเขตที่ดิน เจ้าอาวาสอาจมอบอำนาจให้ไวยาวัจกรหรือบุคคลที่ไว้วางใจเป็นผู้ดำเนินการแทนวัดได้• การให้เช่าที่ดิน มีการกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราค่าบำรุงในการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคาร รวมถึงการจดทะเบียนสัญญาเช่าที่ดินและอาคารนานปี• การจัดทำคู่มือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดทำคู่มือการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติ พ.ศ. ๒๕๖๗ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติตามระเบียบนี้ ระเบียบนี้ มีผลบังคับใช้เพื่อเป็นกรอบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและจัดการศาสนสมบัติซึ่งเป็นที่ดินของวัดการให้เช่าที่ดินอันเป็นศาสนสมบัติของวัดการจัดประโยชน์หารายได้จากศาสนสมบัติของวัดโดยการนําที่ธรณีสงฆ์ที่วัดกันที่ไว้จัดประโยชน์หรือที่กัลปนาออกให้เช่านั้น กฎกระทรวงฉบับนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการอย่างกว้างไว้ในข้อ 3 และข้อ 4 โดยมีสาระ ดังนี้การให้เช่าที่ดินของวัด ไม่ว่าจะเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือที่กัลปนา หรือที่ดินที่วัดกันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ต้องทำเป็นสัญญาเช่า โดยแบ่งเป็น 2 กรณีคือ กรณีทำสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาเช่าไม่เกิน 3 ปี เรียกว่า“สัญญาธรรมดา”การทำสัญญาเช่าธรรมดาวัดสามารถจัดการเองได้ โดยให้ผู้รู้ทางกฎหมายเป็นผู้ตรวจร่างสัญญาเพื่อความถูกต้อง สัญญาเช่าธรรมดานี้ มิต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกรณีทำสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน 3 ปี เรียกว่า“สัญญานานปี” สัญญานานปีนั้น วัดจะต้องร่างสัญญานั้นไป ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ - หนังสือแสดงเหตุผลในการที่ทางวัดจะให้เช่าที่ดิน- แผนผังวัดฉบับสำเนา 2 แผ่น แสดงที่ดินที่วัดจะให้เช่า - ร่างสัญญาเช่าพร้อมด้วยเอกสารแนบท้ายสัญญา (ถ้ามี)- ที่วัด คือ ที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น- ที่ธรณีสงฆ์ คือ ที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด- ที่กัลปนา คือ ที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา


การจัดการศาสนสมบัติ ๙๑การให้เช่าที่ดินอันเป็นศาสนสมบัติของวัด ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หากระยะเวลาเช่าเกิน 3 ปี โดยวัดต้องส่งร่างสัญญาเช่าให้หน่วยงานพิจารณาอนุมัติก่อนลงนามและจดทะเบียนสัญญา หากระยะเวลาเช่าไม่เกิน 3 ปี วัดสามารถทำสัญญาได้ตามดุลยพินิจของเจ้าอาวาส โดยต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนการให้เช่า• กรณีเช่าไม่เกิน 3 ปีo วัดสามารถทำสัญญาเช่าได้ตามดุลยพินิจของเจ้าอาวาสo สัญญาต้องลงนามทั้งสองฝ่าย และปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง• กรณีเช่าเกิน 3 ปีo ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก่อนo วัดต้องส่งร่างสัญญาเช่าและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาพิจารณาo เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว จึงจะลงนามในสัญญาเช่าได้o ต้องนำสัญญาไปจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดินข้อควรปฏิบัติ• การทำสัญญา ต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย• การบริหารจัดการเงิน เงินที่ได้จากการให้เช่าเป็นเงินของวัด ต้องออกใบเสร็จรับเงินและลงบัญชี หากมีเงินเกิน 100,000 บาท ต้องฝากธนาคารในนามวัด• เอกสารสิทธิ์ต้องเก็บรักษาเอกสารสิทธิ์ของที่ดิน (เช่น โฉนด) ไว้ที่หน่วยงานที่กำหนด๔.๘ โครงสร้างการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด การบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ และพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ภาระหน้าที่ของพระสังฆาธิการที่จะใช้ศาสตร์และศิลป์ ใช้ความรู้ความสามารถในการบริหารงานคณะสงฆ์ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย โดยการดำเนินตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม โครงสร้างการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด สามารถบริหารงานของวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕) ๑๐คำว่า “การบริหารวัด” จึงมีความหมายกว้าง ทั้งการดูแลรักษาตน การปกครอง ดูแลรักษาหมู ่คณะคือพระภิกษุสงฆ์ทั้งวัดรวมทั้งสามเณรและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอยู่ในวัด รวมทั้งการจัดการกิจการของวัด ซึ่งมีทั้งกิจกรรมต่าง ๆ พิธีกรรมต่างๆ และการจัดการทางด้านการเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ของวัดอันเป็นของส่วนรวมของพระภิกษุทั้งวัด๑๑ผู้มีอำนาจและหน้าที่ดูแลศาสนสมบัติของวัด คือ เจ้าอาวาส ที่มีบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้บัญญัติหน้าที่และอำนาจของเจ้าอาวาสใน มาตรา ๓๗ และ ๓๘ ดังนี้ ๑๐ ปลื้ม โชติษฐยางกูร, คำบรรยายกฎหมายคณะสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๑๔๘. ๑๑ พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, การบริหารวัด, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันพุทธภาวนา วิชชาธรรมกาย, ๒๕๓๙), หน้า ๓.


Click to View FlipBook Version