The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nirandorn Lerdwiraphol, 2025-12-03 00:07:25

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

การจัดการและพัฒนาสาธารณูปการ

Keywords: การจัดกการ,การพัฒนา,สาธารณูปการ

๙๒ การจัดการศาสนสมบัติ มาตรา ๓๗ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ดังนี้ ๑) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ๒) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่ หรือพำนักอาศัยอยู ่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม ๓) เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัย แก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ ๔) ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล มาตรา ๓๘ เจ้าอาวาสมีอำนาจ ดังนี้ ๑) ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด ๒) สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด ๓) สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยในวัด ทำงานภายในวัดหรือให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิด คำสั่งเจ้าอาวาสซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม ศาสนสมบัติ คือ ทรัพย์สินของพระศาสนามีทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ จำนวนมากได้มาโดยการบริจาคของผู้มีศรัทธาเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยให้กิจการพระศาสนามั่นคงถาวร กฎหมายจึงบัญญัติรับรองคุ้มครองไว้เป็นพิเศษ ตามบทบัญญัติมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ (๑) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งมีใช้ของวัดใดวัดหนึ่ง (๒) ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง๑๒ การดูแลรักษาและการจัดการศาสนสมบัติกลาง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนาและให้ถือว่า กรรมการศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วย การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง การสาธารณูปการ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ กล่าวว่า เป็นคำนามหมายถึง “การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์” สำหรับสาธารณูปการ ที่จัดเป็นระเบียบบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลาง และระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลางเรียกว่า “การสาธารณูปการ” นั้น หมายถึง ๑. การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน ๒. กิจการอันเกี่ยวกับวัด คือ การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย การยุบเลิก การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา การยกวัดร้างเป็นวัดมีพระภิกษุจาพรรษา และยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง ๓. กิจการของวัดอื่น ๆ เช่น การจัดงานวัด การเรี่ยไร ๔. การศาสนสมบัติของวัด การสาธารณูปการทั้ง ๔ ความหมายนี้ส่วนมากบัญญัติไว้ในหน้าที่เจ้าอาวาสตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ตามมาตรา ๓๗ (๑) ว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่บำรุงรักษาวัด จัดกิจกรรมและการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ตามความหมายที่กล่าวมานี้ มีลักษณะการกระทำการสาธารณูปการใน ๓ ประการ คือ ๑. การกระทำด้วยแรงความคิด แรงงาน และทุนทรัพย์รวมถึงการควบคุม ๒. การกระทำด้วยเอกสารรายงาน ๓. การกระทำโดยการจัดประโยชน์ ๑๒ ปลื้ม โชติษฐยางกูร, คำบรรยายกฎหมายคณะสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓), หน้า ๑๗๑.


การจัดการศาสนสมบัติ ๙๓การกระทำใน ๓ ลักษณะนี้บางอย่างเป็นกิจการเฉพาะในหน้าที่ของเจ้าอาวาส เพราะเจ้าอาวาสจะต้องปฏิบัติโดยตรง เจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการ โดยเฉพาะงานบางอย่างเริ่มแล้ว ผ่านการพิจารณาตามลำดับ ทั้งฝ่ายคณะสงฆ์และฝ่ายราชอาณาจักร บางอย่างเริ่มต้นจากเจ้าคณะ และหรือเจ้าหน้าที่ทางราชอาณาจักรหรือผู้มีศรัทธามุ่งช่วยการวัด และการคณะสงฆ์ ทั้งนี ้ย่อมเป็นไปตามระเบียบแบบแผนคณะสงฆ์ ดังนั้น ผู้จัดการสาธารณูปการ ได้แก่ ๑. เจ้าอาวาส ๒. เจ้าคณะ ๓. เจ้าหน้าที่ทางราชอาณาจักร ๔. ผู้เจริญด้วยศรัทธามุ่งช่วยการวัด และการคณะสงฆ์ การจัดการสาธารณูปการ หมายถึง การลงมือปฏิบัติงานสาธารณูปการ ซึ่งมีวิธีปฏิบัติแตกต่างกันตามลักษณะงาน การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้แก่ การก่อสร้างศาสนวัตถุขึ้นใหม่ การซ่อมแชม ของเก่า และการปรับปรุงตบแต่งศาสนวัตถุและศาสนสถานที่มีอยู่เดิม หรือที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น การควบคุมและส่งเสริมการสาธารณูปการ เป็นงานหลักของการคณะสงฆ์แต่ผู้ปฏิบัติโดยตรงคือ เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระสังฆาธิการระดับวัด เจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้นต้องมีความสัมพันธ์กัน ๒ ประการ คือ ควบคุมสาธารณูปการ ส่งเสริมสาธารณูปการ การควบคุมดูแลวัดนั้น เจ้าคณะจะเพิกเฉยมิได้ ถ้าเพิกเฉยจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติสอดส่อง ดูแล ชี้แจง แนะนำในการสาธารณูปการของเจ้าอาวาส ดังนี้ ๑. ควบคุมการทำแผนผังวัดให้สอดคล้องกับยุคพัฒนา ๒. ควรควบคุมแบบแปลนเสนาสนะแต่ละวัดให้อยู่ในหลักประหยัดและพอเหมาะพอสมควรแก่สภาพท้องถิ่นและก่อสร้างตามแบบแปลน ๓. ควบคุมให้แต่ละวัดที่สร้างถาวรวัตถุให้เป็นทรงไทย หรือให้รักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสำคัญ ๔. ควบคุมการเงินและบัญชีรายรับและรายจ่ายของแต่ละวัดให้เป็นไปตามหลักบัญชี ๕. ควบคุมดูแลเอกสารต่าง ๆ ของเจ้าอาวาสเช่นรายงานขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เป็นไปโดยถูกต้อง ๖. ควบคุมการจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง การส่งเสริมกิจการของวัดเจ้าคณะทุกชั้น ควรส่งเสริมเจ้าอาวาสในการสาธารณูปการ ดังนี้ ๖.๑ ออกตรวจตราเยี่ยมเจ้าอาวาสให้เร่งรัดการพัฒนาวัด ๖.๒ แก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าอาวาสดังนี้ ๖.๒.๑ จัดหาช่างดำเนินการก่อสร้าง ๖.๒.๒ จัดแปลนอาคารตลอดแผนผังวัด ๖.๒.๓ ดูแลการหาทุนก่อสร้างด้วยการขอเงินงบประมาณ ๖.๒.๔ ให้คำชี้แจง แนะนำการปฏิบัติงานเพื่อเข้าใจให้ถูกต้อง ๖.๒.๕ ขจัดความขัดแย้งระหว่างวัดกับชาวบ้าน ๖.๓ แนะนำการจัดงานวัด และการเรี่ยไร ให้เป็นไปตามระเบียบและคำสั่งของมหาเถรสมาคม ๖.๔ ช่วยยกฐานะวัดที่ได้พัฒนาดีแล้ว เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง


๙๔ การจัดการศาสนสมบัติ ๖.๕ ช่วยยกย่องเจ้าอาวาสผู้มีผลงานสาธารณูปการดี หรือแม้แต่รองเจ้าอาวาส และ/หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสก็ควรยกย่องด้วยแต่อย่าเกินกว่าเจ้าอาวาส ๖.๖ แนะนำชี้แจงการจัดประโยชน์ของวัดให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง การบริหารจัดการเกี่ยวกับศาสนสมบัติของวัด ทรัพย์สินอันเป็นศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ เงิน ที่ดิน อาคาร และทรัพย์สินอื่น ๆ โครงสร้างการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดในประเทศไทยมีลำดับชั้น และความเกี่ยวข้องหลายระดับ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติมรวมถึงกฎกระทรวงและมติมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง มีโครงสร้างหลัก ดังนี้1. ระดับวัด (ผู้ปฏิบัติหลัก)• เจ้าอาวาส มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการปกครองดูแลและบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดนั้น ๆ ถือเป็นผู้แทนของวัดในทางกฎหมายและมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพย์สิน• ไวยาวัจกร เป็นผู้ที่เจ้าอาวาสแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยในการดูแลและจัดการกิจการต่างๆ ของวัด โดยเฉพาะเรื่องการเงินและทรัพย์สิน ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา• คณะกรรมการวัด/ทายกทายิกา เจ้าอาวาสอาจพิจารณาคัดเลือกทายกทายิกาที่น่าเชื่อถือมาช่วยดำเนินการในบางนิติกรรม เช่น เรื่องที่ดินของวัด2. ระดับการกำกับดูแล• มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย กฎ กฎกระทรวง มติ และระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด• สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของมหาเถรสมาคม และมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางของพระศาสนาทั้งหมด นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่กำกับดูแลการจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎกระทรวง และมติมหาเถรสมาคม• สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ทำหน้าที่ในระดับจังหวัด โดยปฏิบัติราชการแทน ผอ.พศ. ในการกำกับดูแลและรับเก็บรักษาหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินของวัดในเขตจังหวัดนั้นๆกรอบการบริหารจัดการการจัดการศาสนสมบัติของวัดต้องเป็นไปตามกฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ เช่น• การได้มา การเก็บรักษา และการจำหน่ายทรัพย์สินของวัดต้องมีการลงทะเบียนเป็นหลักฐาน• มีการกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงิน และการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส• การทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของวัดในบางกรณีจะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยสรุป โครงสร้างการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดเป็นการผสมผสานระหว่างการจัดการโดยเจ้าอาวาสและไวยาวัจกรในระดับปฏิบัติ และการกำกับดูแลโดยมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในระดับนโยบายและกฎหมาย


การจัดการศาสนสมบัติ ๙๕๔.๙ การจัดการและเก็บรักษาศาสนสมบัติของวัด ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนการจัดการและเก็บรักษานั้น ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยวิธีการปฏิบัติดังนี้ ๑. ทรัพย์สินที่ต้องลงทะเบียน กำหนดโดยลักษณะดังนี้ ๑.๑ เงิน (ลงบัญชีรับ ลงบัญชีจ่าย) ๑.๒ ที่ดิน ๑.๓ เสนาสนะถาวร หรืออาคารอื่น ๆ โบราณสถาน ๑.๔ ของมีค่า เช่น พระพุทธรูป ธรรมาสน์ บุษบก โบราณวัตถุ ๑.๕ วัสดุครุภัณฑ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์สารสนเทศ เครื่องครัว เป็นต้นทั้ง ๕ ประการดังกล่าว ต้องจัดทำลงบัญชีรับและทะเบียนทุกชนิด และทุกจำนวนส่วนของเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ สุดแต่เจ้าอาวาสพิจารณาเห็นควร ๑. การได้มาซึ่งทรัพย์สิน ได้แก่ การได้มาเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยวิธีการใด ๆ อันชอบส่วนที่ดินมีวิธีได้มาพอกำหนดได้ดังนี้ ๒.๑ เมื่อได้มาซึ่งที่ดินจากผู้ใด ต้องขอรับหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์จากผู้นั้น และดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์โดยการจดทะเบียน ประมวลกฎหมายที่ดินที่บัญญัติไว้ว่า ด้วยการได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม เป็นต้น ๒.๒ ศึกษาแนวทางและวิธีการขอรับที่ดิน ตามระเบียบของกรมที่ดิน รวมทั้งตรวจสอบแนวเขตสอบเขตที่ดินให้แน่ชัดเพื่อป้องกันการบุกรุกในภายหลัง ๒.๓ เมื่อได้รับหนังสือแสดงสิทธิที่ดินถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้ลงรายการในทะเบียนทรัพย์สินของวัด ส่วนที่ดินซึ่งที่ตั้งวัด หากยังไม่มีโฉนด หรือ นส.๓ ก็ให้ลงทะเบียนไว้เพราะหากวัดได้ครอบครอง และเป็นสมบัติของวัดแล้ว ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ให้คุ้มครองไว้ว่า ผู้ใดจะอ้างอายุความขึ้นต่อสู้ในการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของวัด หรือที่ธรณีสงฆ์ของวัดมิได้ ดังนั้น เจ้าอาวาสจึงควรไปดำเนินการออกโฉนด หรือออก นส.๓ ให้เป็นที่ดินของวัดโดยพลัน ทั้งหากมีปัญหาให้แจ้งส่วนราชการ อาทิ จังหวัด หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้ามาช่วยเหลือ สำหรับโฉนดตัวจริงหรือหลักฐานตัวจริงให้เก็บไว้ที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด แล้วแต่พื้นที่ ๓. การจำหน่ายทรัพย์สิน หมายถึง การจำหน่าย ทรัพย์สิน ซึ่งหมดสภาพเป็นศาสนสมบัติออกจากทะเบียน เช่น กุฏิถูกรื้อที่ดินโอนโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา โดยถือหลักว่า “มิให้จด” “หมดให้จ่าย” หากไม่ปฏิบัติเช่นนี้ เจ้าอาวาสตกอยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และอาจเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และอาจเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์ เป็นวิธีหนึ่งในการจัดการศาสนสมบัติของวัด ใช้สำหรับวัดที่บริเวณกว้างขวางและตั้งอยู่ในชุมชนใหญ่ ๆ หรือเป็นชุมชนเศรษฐกิจ ในฐานะที่วัดเป็นนิติบุคคลวัดย่อมมีสิทธิที่จะทำได้ โดยอาศัยกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๔ การกันที่วัดไว้สำหรับเป็นที่จัดประโยชน์จะกระทำได้ ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงข้อนี้ วัดจะใช้สิทธิสมบูรณ์ในเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบและมหาเถรสมาคมอนุมัติแล้ว ดังนั้น วัดต่าง ๆ ควรเร่งรัดการกระทำแผนผังวัดตัวจริงไว้โดยยึดหลักตามที่กล่าวไว้ในเรื่อง “การจัดการดูแลทรัพย์สินวัดตามขนาดของวัด”


๙๖ การจัดการศาสนสมบัติ เฉพาะวัดขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ถ้าอยู่ในชุมชนเศรษฐกิจควรกำหนดเขตเศรษฐกิจควรกำหนดเขตจัดประโยชน์ไว้ด้วย แล้วเสนอต่อเจ้าคณะและทางราชการตามลำดับถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบและนำเสนอมหาเถรสมาคม และลงนามกำกับแผนผังตัวจริง เพื่อเก็บไว้ใช้ในกิจการคณะสงฆ์ตามโอกาสต่อไป ๔.๑๐ การให้เช่าที่ดินหรืออาคาร การให้เช่าที่ดินหรืออาคาร เป็นงานในการจัดการศาสนสมบัติของวัด ซึ่งกำหนดวิธีปฏิบัติโดยกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ “ข้อ ๕ การให้เช่าที่วัดที่กันไว้สำหรับเป็นที่จัดประโยชน์ ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา หรือสิ่งปลูกสร้างให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้ง ทำทะเบียนทรัพย์สินที่จัดประโยชน์ ทะเบียนผู้เช่าหรือผู้อาศัยไว้ให้ถูกต้อง และให้วัดเก็บรักษาทะเบียนและหนังสือสัญญาเช่าไว้เป็นหลักฐานหรือจะฝากไว้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำหรับวัดในเขตกรุงเทพมหานครหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสำหรับวัดในเขตจังหวัดอื่นก็ได้การให้เช่าตามวรรคหนึ่ง หากมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปี จะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมข้อ ๖ การให้เช่าที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์เพื่อเป็นทางเข้าออก ไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลากี่ปีก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม โดยให้วัดจัดทำเป็นสัญญาภาระจำยอม”ตามกฎกระทรวงข้อ ๘ ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัด ซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้องสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ข้อแนะนำไว้ ๔ ประการ โดยใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ (๑) แต่งตั้งไวยาจักรเป็นผู้จัดทำประโยชน์ (๒) แต่งตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาเป็นผู้จัดประโยชน์ (๓) แต่งตั้งมูลนิธิเป็นผู้จัดประโยชน์ (๔) แต่งตั้งผู้จัดประโยชน์ เป็นรูปคณะกรรมการจัดประโยชน์ การแต่งตั้งนั้น ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและต้องระบุภารกิจให้ชัดเจน ดังนี้ (๑) จะให้จัดประโยชน์ในที่ใด (๒) จะให้จัดประโยชน์ ตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด (๓) จะให้จัดประโยชน์เฉพาะกรณี (๔) เหตุประการใดบ้างที่ให้ขออนุมัติเจ้าอาวาสก่อนจะทำการ ผู้จัดประโยชน์ของวัด ย่อมมีหน้าที่จัดทำและเก็บรักษา เอกสารสำคัญของวัด คือ (๑) ทะเบียนทรัพย์สินที่จัดประโยชน์ (๒) ทะเบียนผู้เช่าหรือผู้อาศัย (๓) หนังสือสัญญาเช่าและหนังสือสัญญาผู้อาศัย ๒) การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา หรือที่ดินที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๓ กำหนดที่ดินซึ่งเป็นสมบัติของวัด เวลาที่วัดไว้ดังนี้


การจัดการศาสนสมบัติ ๙๗๑) ที่ดิน คือ ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งตลอดจนเป็นสมบัติของวัดนั้น ๒) ที่ธรณีสงฆ์ คือ ที่ดินซึ่งเป็นสมบัติของวัด ๓) กัลปนา คือ ที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ในวัดหรือทางศาสนา เฉพาะที่วัดซึ่งเป็นที่ตั้งต้องกันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ก่อน จึงจะให้เช่าได้ ส่วนที่ธรณีสงฆ์และที่กัลปนาให้เช่าได้ตามปกติ แต่การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา หรือที่วัดกันไว้จัดผลประโยชน์วัด จะกระทำได้ภายในเงื่อนไขตามกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๕ วรรคหนึ่ง และข้อ ๖ ซึ่งมีความว่า “การให้เช่าที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ เพื่อเป็นทางเข้าออก ไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลากี่ปีก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม โดยให้วัดจัดทำเป็นสัญญาภาระจำยอม” วิธีการให้เช่าที่ดังกล่าว วัดจะต้องทำสัญญาเป็นข้อผูกพันกับผู้เช่าอย่างมั่นคง และสัญญานั้นมี ๒ อย่าง คือ ๑. สัญญานานปี หมายถึง สัญญาที่มีข้อผูกพันต่อกัน ๓ ปี ๒. สัญญาธรรมดา หมายถึง สัญญาที่มีข้อผูกพันระยะสั้นไม่เกิน ๓ ปี ในการทำสัญญาธรรมดาวัดอาจทำได้เอง แต่ในการปฏิบัติควรให้ผู้มีความรู้ตามกฎหมายเป็นที่ปรึกษาตรวจสอบร่างสัญญาก่อน เมื่อเห็นว่าไม่เสียเปรียบผู้เช่าแล้วจึงลงนามในสัญญา สำหรับสัญญานานปี วัดจะต้องส่งร่างสัญญาพร้อมทั้งเอกสารการเช่าอื่น ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตรวจสอบและให้ความเห็นชอบ รายละเอียดวิธีปฏิบัติตามระเบียบ๔.๑๑ วิธีรับและเก็บรักษาเงินของวัดและวิธีทำบัญชีกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้กำหนดวิธีรับและเก็บรักษาเงินของวัดและวิธีทำบัญชีไว้ ดังนี้“ข้อ ๗ การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินหนึ่งแสนบาทขึ้นไป ให้เก็บรักษาโดยฝากธนาคารในนามของวัด หรือวิธีการอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคมกำหนดการดูแลรักษาและจัดการเงินการกุศลที่มีผู้บริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาคข้อ ๘ ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัด ซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้องข้อ ๑๐ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดแบบทะเบียน บัญชี แบบสัญญา และแบบพิมพ์อื่น ๆ และวิธีการลงทะเบียน จำหน่ายทะเบียน และการทำบัญชี รวมทั้งให้คำแนะนำการปฏิบัติแก่วัดเกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้ด้วย”สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ กำหนดแบบบัญชี ดังนี้ ๑. สมุดเงินสด ๒. บัญชีแยกประเภท แบบบัญชีที่วัดจำเป็นต้องมี ๑. สมุดเงินสด ๒. บัญชีแยกประเภท


๙๘ การจัดการศาสนสมบัติ ๓. บัญชีรับจ่ายของวัด ๔. งบปีแสดงรายรับรายจ่ายและเงินคงเหลือสำหรับปี ทะเบียนที่วัดจำเป็นจะต้องมี ๑. ทะเบียนทรัพย์สินของวัด ๒. ทะเบียนทรัพย์สินจัดประโยชน์ ๓. ทะเบียนผู้เช่าหรือผู้อาศัย วัดจะต้องแยกเงินของวัดออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑.๑ เงินผลประโยชน์ ได้แก่เงินที่ได้มาจากการจัดประโยชน์ของวัด เช่น เงินค่าเช่าค่าผาติกรรม ดอกเบี้ย ส่วนลด เงินบำรุง เงินค่าขายสิ่งของ เงินค่าชดเชยเงินค่าปรับและเงินใด ๆ ที่เป็นส่วนที่งอกเงยขึ้นจากศาสนสมบัติของวัด ๑.๒ เงินการกุศล ได้แก่ เงินที่มีผู้บริจาคเจาะจงการกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น บริจาคเป็นค่าภัตตาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าก่อสร้างถาวรของเจ้าภาพเงินบำรุงพระอาพาธ และเงินอื่น ๆ ในลักษณะเช่นนี้ ส่วนเงินงบใดที่มีผู้บริจาคให้แก่วัด เพื่อให้ตนได้มาซึ่งสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากวัด จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ต้องนับว่าเป็นเงินผลประโยชน์ของวัดทั้งสิ้น และผู้ใดจะอ้างเอาจำนวนเงินที่ตนบริจาคทำบุญกับวัดมาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน หรือเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแลกเปลี่ยน เพื่อให้ตนได้มาซึ่งสิทธิในการแสวงหาผลประโยชน์จากวัดหาได้ไม่ เช่น การขอลดค่าเช่า ค่าบำรุงจากการเช่าที่วัด เพราะอ้างว่าผู้นั้นเคยทำบุญกับวัดมามาก การรับเงินผลประโยชน์และเงินการกุศลวัด จะต้องออกใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง ทุกรายการเมื่อออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชำระเงินแล้ว วัดจะออกใบอนุโมทนาอีกต่างหากหรือไม่ ก็แล้วแต่ทางวัดจะเห็นสมควร ใบเสร็จรับเงินให้ใช้ตามแบบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การรับและเก็บรักษาเงินของวัดและการทำบัญชีเป็นงานการศาสนสมบัติของวัดเป็นงานหนึ่ง ซึ่งอยู่ในความดูแลและจัดการของเจ้าอาวาสตามกฎกระทรวง ซึ่งวิธีปฏิบัติ คือ (๑) วิธีรับและเก็บรักษาเงินของวัด (๒) วิธีทำบัญชีรับจ่าย และ (๓) วิธีทำบัญชีงบปีของวัด ๔.๑๑.๑ วิธีรับและเก็บรักษาเงินของวัด ก. การรับเงินผลประโยชน์ไม่ว่ากรณีใด ๆ วัดจะต้องออกใบเสร็จรับเงิน (ตามแบบ ศบว. ๗) แสดงการรับทุกครั้งแล้วจึงนำยอดเงิน ตามใบเสร็จนั้นเข้าบัญชีรับ และลงเลขที่ใบเสร็จไว้ในบัญชีรับอีกครั้ง แม้การรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเข้าบัญชีรับก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน สำหรับอนุโมทนาบัตรจะมีหรือไม่ ก็ได้ส่วนการรับเงินการกุศล ควรออกอนุโมทนาบัตรแล้วลงบัญชีรับอีกครั้งหนึ่ง ข. วิธีการเก็บรักษาเงินของวัด ตามความในข้อ ๗ “การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินหนึ่งแสนบาทขึ้นไป ให้เก็บรักษาโดยฝากธนาคารในนามของวัด หรือวิธีการอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคมกำหนด การดูแลรักษาและจัดการเงินการกุศลที่มีผู้บริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค” และควรฝากธนาคารโดยระบุชื่อบัญชีว่า “วัด... หรือว่า เงินของวัด...” ห้ามฝากเป็นชื่อเจ้าอาวาสหรือผู้ใดการเบิกเงินจากธนาคารควรกำหนดเงื่อนไข ให้ลงนามร่วมกัน ๓ คน คือ เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร หรือผู้ดูแลผลประโยชน์ รวมเป็น ๓ คน ผู้ที่เจ้าอาวาสเห็นควรจึงถอนได้หรือเมื่อฝากลงนามร่วมกัน ๓ คน เมื่อจะถอนลงนามต้องมี ๒ ใน ๓ มีเจ้าอาวาสเป็นหลัก ส่วนเงินการกุศลให้เก็บรักษาตามความประสงค์ของผู้บริจาค ถ้าผู้บริจาคมิได้แจ้งความประสงค์ไว้ ให้อนุโลมตามการเก็บรักษาเงินผลประโยชน์ของวัด


การจัดการศาสนสมบัติ ๙๙๔.๑๑.๒ วิธีทำบัญชีรับจ่าย ให้เจ้าอาวาสมอบให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์วัดจัดทำบัญชีรับจ่ายประจำเดือน โดยใช้แบบของกรมการศาสนา (ศบว.๕) เมื่อทุกสิ้นเดือนให้รวบรวมยอดรับจ่าย หักยอดคงเหลือและยอดยกไปเดือนต่อไป ผู้ทำบัญชีลงนามรับรองแล้ว เสนอเจ้าอาวาสตรวจและควรให้ตรวจทุกเดือน วัดใหญ่ๆ มีรายรับรายจ่ายมาก อาจมีบัญชีรับจ่ายหลายเล่มตามประเภทแห่งงานหรืออาจใช้บัญชีรับจ่ายแบบทั่วไปเพื่อให้ความสะดวกในการจัดทำบัญชีก็ได้ ๔.๑๑.๓ วิธีทำบัญชีงบปี เจ้าอาวาสต้องตั้งไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดจัดทำบัญชีงบปี (ตามแบบ ศบว. ๖) ตัดยอดวันที่ ๓๑ ธันวาคม โดยปฏิบัติดังนี้ ๑. แยกรายรับทั้งปีออกเป็นประเภท เช่น ยอดเงินยกมาจากปีเก่า เงินค่าเช่า เงินค่าบำรุง เงินค่าดอกเบี้ย เงินการกุศลต่าง ๆ และรายรับอื่น ๆ แต่ละประเภทเป็นเงินเท่าใด และรวมทุกประเภทเป็นเงินเท่าใด ๒. แยกรายจ่ายทั้งปีออกเป็นประเภท เช่น ค่าก่อสร้างและบูรณะ ค่าตอบแทน ค่าภาษี ค่าน้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ ค่าคนงานวัดและรายจ่ายอื่น ๆ แต่ละประเภทเป็นเงินเท่าใด และรวมทุกประเภทเป็นเงินเท่าใด ๓. เมื่อหักแล้วคงเหลือเงินเท่าใด ๔. เงินที่เหลือเป็นเงินสุดเท่าใด ฝากธนาคารไหน เท่าใด เมื่อจัดลงรายการในบัญชีงบปีเรียบร้อยแล้วให้ผู้จัดทำบัญชีลงนามรับรอง แล้วเสนอเจ้าอาวาสลงนามและเก็บไว้ ให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ๔.๑๑.4 การพัฒนาระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ได้เห็นชอบรูปแบบการจัดทำบัญชีวัด ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอโดยจะเป็นรูปแบบบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย โดยรูปแบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด จำนวน ๖ แบบ ประกอบด้วย ๑. สมุดเงินสดรับ - จ่ายประจำวัน ใช้สำหรับบันทึกรายการรับ - จ่าย เงินสดรวมทั้งเอกสารแทนตัวเงิน (เช็ค) ๒. สมุดเงินฝากธนาคาร ใช้สำหรับบันทึกรายการรับ - จ่าย เงินฝากธนาคาร ๓. สมุดแยกประเภทรายรับ ใช้สำหรับบันทีกรายละเอียดการรับเงินสดและเงินฝากธนาคาร จำแนกตามประเภทรายรับ ซึ่งวัดสามารถกำหนดประเภทของรายรับให้สอดคล้องกับกิจกรรมของวัดแต่ละวัดได้ ทั้งนี้ประเภทรายรับที่สำคัญและควรกำหนดให้มีทุกวัด คือ “รายรับเงินบริจาค” ๔. สมุดแยกประเภทรายจ่าย ใช้สำหรับบันทึกรายละเอียดการจ่ายเงินสดและเงินฝากธนาคาร จำแนกตามประเภทรายจ่าย ๕. งบรายรับ - รายจ่าย สำหรับปีสิ้นสุด ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ..... ใช้สำหรับประมวลผลรวมรายรับและรายจ่ายจากแบบฟอร์ม ข้อ ๓ และ ๔ มาสรุปผล แสดงยอดรายรับและรายจ่ายในแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นในรอบปี


๑๐๐ การจัดการศาสนสมบัติ ๖. รายงานเงินคงเหลือ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ..... ใช้สำหรับแสดงยอดเงินสดและเงินฝากธนาคารที่คงเหลือ ณ วันที่ระบุในรายงานเงินคงเหลือ บันทึกบัญชีรายรับ – รายจ่ายของวัด ของ ก.พ.ร. ที่มีการกำหนดเป็นตัวชี้วัดที่ ๑.๕ โดยให้มีจำนวนวัดที่มีข้อมูลรายงานทางการเงินตามมาตรฐานที่กำหนด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดูแลรักษา และการจัดการศาสนสมบัติวัดเป็นไปตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ และกฎกระทรวง๑๓โดยปัจจุบัน รัฐบาลได้กำหนดให้มีระบบธรรมาภิบาล (Good govermance) ขึ้น ซึ่งระบบธรรมาภิบาล คือการบริหารของภาครัฐที่มุ่งความดีงาม และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐและประชาชนอย่างทั่วถึงและยุติธรรม โดยมุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยที่วัดซึ่งถือเป็นนิติบุคคล มีเจ้าอาวาสเป็นพนักงานตามกฎหมาย ดังนั้น วัดจึงต้องดำเนินกิจการของวัดให้เป็นไปตามที่รัฐกำหนด ซึ่งบทบาทหน้าที่ของวัดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาล คือการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การจัดทำบัญชีวัด จะต้องปฏิบัติดังนี้ ๑. การทำบัญชีจะต้องเป็นรอบระยะเวลาปีปฏิทิน โดยเริ่มจากมกราคม ถึง ๓๑ ธันวาคม ของทุกปี ๒. บัญชีวัดที่ให้จัดทำนั้น มีสมุดเงินสดและบัญชีแยกประเภทเพียง ๒ เล่ม ๓. สมุดเงินสดจะใช้บัญชี ๓ ช่อง โดยมีช่องรายรับรายจ่ายและคงเหลือ วัดจะต้องยกยอดเงินสด ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ของปีที่แล้ว ยกมาเป็นเงินสดคงเหลือยกมา ณ วันที่ ๑ มกราคม ของปีที่ทำบัญชี และการลงบัญชีเงินสดจะต้องลงทุกวัน ในวันที่มีการรับจ่ายเงิน จนถึงสิ้นเดือนแต่ละเดือน ก็ให้รวมยอดทุกสิ้นเดือนและบวกเลขรวมยอดทุกเดือนเป็นช่องรวมแต่ต้นปีการที่ลงบัญชีสมุดเงินสดเพื่อให้ทราบว่ามีเงินสดคงเหลือในมือเท่าไร ๔. หลังจากลงบัญชีในสมุดเงินสดแล้ว จะต้องทำรายการรับและจ่ายทุกรายการไปลงบัญชีในบัญชีแยกประเภท โดยแยกประเภทของเงินที่รับ และเงินที่จ่ายไปด้วยว่ามีรายรับรายจ่ายแต่ละประเภทเท่าไร และรวมยอดแต่ละเดือนของรายรับและรายจ่ายแต่ละประเภทว่ามีเท่าไรและให้รวมยอดแต่ละเดือนเป็นยอดรวมแต่ต้นปี เพื่อประโยชน์ในการจัดทำรายงานบัญชีรับจ่ายในทุกเดือน เดือนละ ๑ ครั้ง ๕. เมื่อจัดทำบัญชีโดยสมุดบัญชีเงินสด บัญชีแยกประเภทให้เป็นปัจจุบันแล้ว ให้วัดเก็บรักษาไว้ที่วัด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบในการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ขอเป็นวัดพัฒนา และ เมื่อมีชาวบ้านมาร้องเรียนเรื่องการเงินของวัด ๖. เมื่อวัดทำบัญชีวัดทั้ง ๒ เล่มแล้ว ให้วัดนำตัวเลขรายละเอียดของรายรับแต่ละประเภท รายจ่ายแต่ละประเภท ในแต่ละเดือนจัดทำรายงานบัญชีรายรับ รายจ่ายของวัด เพื่อส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในทุก ๑ เดือน ๗. หน้าบัญชีในสมุดเงินสด ให้ใช้หน้าบัญชีในบัญชีแยกประเภท เช่น รายรับเงินบริจาคที่ใส่สมุดเงินสดหน้า ๑ ก็ให้ใส่ตัวย่อเป็นหน้าบัญชี ย.๑ ในสมุดเงินสดและในบัญชีแยกประเภท หน้าบัญชีให้ส่ง ส.๑ คือ ยกมาจากสมุดเงินหน้า ๑ ๘. การลงบัญชีในสมุดเงินสดและบัญชีแยกประเภท จะต้องนำเลขที่ใบเสร็จรับเงินและจ่ายเงินมาลงบัญชีทุกครั้ง ๑๓ เลขาธิการมหาเถรสมาคม, การพัฒนาระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด, [ออนไลน์], แหล่งที่มา:http://mahathera.onab.go.th/index.php?url=mati&id=8094 [๔ เมษายน ๒๕๖๗].


การจัดการศาสนสมบัติ ๑๐๑เมื่อเจ้าอาวาสได้มอบหมายให้ไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ของวัดทำบัญชีแล้ว ความรับผิดชอบของเจ้าอาวาสยังไม่สิ้นสุด เจ้าอาวาสจะต้องตรวจตราดูการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีด้วยว่า ได้ปฏิบัติโดยเรียบร้อยและถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้องก็สั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องระยะเวลาที่เจ้าอาวาสจะตรวจสอบ ควรตรวจทุกเดือนไม่ควรทิ้งระยะวลานานเกินไป นอกจากนี้ ยังตรวจได้เสมอ ในเมื่อมีความประสงค์จะตรวจ เมื่อเจ้าอาวาสได้ตรวจบัญชีถึงหน้าใดแล้ว ก็ให้ลงบันทึกไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของหน้าบัญชีนั้นว่า “ตรวจแล้ว” พร้อมกับลงนามและวันที่ตรวจสอบกำกับไว้ด้วย ในการตรวจตราดูแลบัญชี เจ้าอาวาสอาจมอบหมายให้ภิกษุรูปอื่นที่มีความรู้ทางบัญชีทำการตรวจแทนก็ได้ การตรวจบัญชีนั้น จะต้องตรวจสอบหลักฐานในการลงบัญชี เช่น ใบเสร็จรับเงิน โดยเอาเลขที่ของใบเสร็จรับเงินมาลงบัญชีด้วย แต่บางครั้งวัดจะจ่ายเงินค่าจ้างคนงาน ซึ่งยากที่จะเรียกได้วัดจะต้องทำหลักฐานให้เซ็นหรือใช้ใบสำคัญรับเงินก็ได้บางครั้ง เช่น วัดจ่ายค่าเช่ารถยนต์ หรือค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ซึ่งไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินได้ ก็ต้องใช้ใบสำคัญรับเงินแทน ตัวชี้วัด จัดทำรายงานการเงินของวัด (บัญชีรายรับ-รายจ่าย) ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๙ จึงกำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดให้มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ส่วนราชการกำหนดขึ้น และให้จัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรในการกำหนดมาตรการกำกับการปฏิบัติราชการตามมาตรา ๑๒ ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงการสร้างความโปร่งใสของวัดในด้านการเงิน จึงได้ร่วมกันกำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินของวัด ได้แก่ ตัวชี้วัดเรื่องการจัดทำรายงานการเงินของวัด (บัญชีรายรับ - รายจ่าย) ตามแบบที่กำหนด เรื่องการจัดทำรายงานการเงินของวัด (บัญชีรายรับ - รายจ่าย) และจำนวนวัดที่มีฐานข้อมูลศาสนสมบัติ โดยมอบหมายให้วัดทั่วประเทศได้จัดทำบัญชีวัด พร้อมทั้งจัดส่งบัญชีวัดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำตัวชี้วัดบังเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด และเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล เรื่องการบริหารจัดการในระบบธรรมาภิบาล คือ การบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ๔.๑๑.5 วัตถุประสงค์ของการจัดทำบัญชีวัด ๑. เพื่อให้วัดถือปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๖๔ ว่าด้วยการดูแลรักษา จัดการศาสนสมบัติวัดให้เป็นไปด้วยดี ๒. เพื่อให้การบริหารจัดการการเงินของวัด เกิดความโปร่งใส เป็นที่ยอมรับและศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และ ๓. เพื่อให้วัดเป็นต้นแบบขององค์การธรรมาภิบาล “การจัดทำบัญชี” (Accounting) หมายถึง การจดบันทึก การจำแนก การสรุปผล และการจัดทำรายงานทางการเงิน โดยใช้หน่วยวัดเป็นเงินตรา การนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ในการวางแผนหรือตัดสินใจในการดำเนินงานต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ปัญหาเรื่องการเงินและการบัญชีของวัด เรื่องการเงินเป็นเรื่องที่ \"ล่อแหลม\" อย่างที่สุดประการหนึ่งสำหรับพระภิกษุ เจ้าอาวาสผู้บริหารงานวัด หรือผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบในการรับจ่าย เก็บรักษาและ/หรือในการฝากธนาคาร - ถอนจากธนาคาร เพราะมีโอกาสผิดพลาดและรั่วไหลได้ทุกจุด ถ้าผู้บริหารงานวัดไม่วางระบบการเงินการบัญชี และการตรวจสอบให้ดีแล้ว ก็เท่ากับไม่มีมาตรการป้องกันข้อผิดพลาดและรั่วไหล


๑๐๒ การจัดการศาสนสมบัติ การวางระบบการรับ-การใช้จ่าย การเก็บรักษา และ/หรือการฝากเงินในธนาคารและการถอนเงิน การทำบัญชี และการตรวจสอบที่ดีเพียงไร จะมีคุณประโยชน์ดังนี้ ๑. ป้องกันความผิดพลาดและความรั่วไหล ๒. ป้องกันข้อครหา ๓. เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจของผู้บริหารและผู้ทำหน้าที่ในเรื่องการเงินทุกระดับทุกจุด ๔. ให้ได้มีสถิติการรับเงินจากแหล่งต่าง ๆ และการจ่ายเงินประเภทต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาวางแผนการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ได้ถูกต้องและเหมาะสมกับลำดับความสำคัญเร่งด่วน ๕. เป็นที่สบายใจแก่ทุกฝ่าย ทั้งแก่ฝ้ายทายก ทายิกา ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค และทั้งแก่ปฏิคาหกผู้รับบริจาค นับตั้งแต่เจ้าอาวาส ผู้บริหารงานวัด ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบที่เกี่ยวกับการเงินของวัด ตลอดถึงพระภิกษุสามเณรลูกวัดด้วยกันทั้งหมด แต่การวางระบบการเงินของวัดทั่ว ๆ ไป การบัญชีและการตรวจสอบการเงินของวัดที่ดีและการที่จะให้ปฏิบัติตามระบบที่ดีนั้นไม่ใช้ของง่ายเลย ถ้าเจ้าอาวาสหรือผู้บริหารไม่ฉลาดและไม่เข้มแข็งแล้วก็ยากที่จะให้มีระบบที่ดี และที่จะให้มีการปฏิบัติตามระบบที่ดีนั้นอย่างสมบูรณ์ได้ “ในส่วนระบบการเงินภายในของสถาบัน ๆ มีความยุ่งยาก เพราะความที่พระภิกษุหรือแม่ชี อุบาสิกาที่ทำหน้าที่รับผิดชอบและที่เกี่ยวข้องกับการเงินทุกระดับส่วนมากไม่มีความรู้ในเรื่องระบบการบัญชี นี้ประการหนึ่ง ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับระบบการตรวจสอบการเงินการบัญชี จึงไม่เคยชินต่อการที่จะให้มีระบบการตรวจสอบได้ จึงมักจะหวั่นไหว น้อยใจ ไม่พอใจ ต่อระบบการตรวจสอบนี้อีกประการหนึ่ง” ๑๔ เมื่อมีการแนะนำให้ทำบัญชีหรือการจดบันทึกรายการรับจ่ายเงิน อย่างเป็นระบบดีพอสมควร พร้อมด้วยให้มีเอกสารคู่จ่ายเงินไว้เป็นหลักฐาน ให้สามารถตรวจสอบได้ และให้มีการรายงานสถานะการเงินเป็นระยะตามระยะเวลาที่สมควร จึงมักได้รับการปฏิเสธต่อต้าน ไม่ยอมปฏิบัติตาม หรือแกล้งปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามด้วยดีจากพระภิกษุหรือแม่ชี อุบาสิกา ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน ผู้ไม่ค่อยมีความรู้และไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับระบบการเงิน การบัญชีและการตรวจสอบ ๔.๑๒ ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศาสนสมบัติจากการทบทวนปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการจัดการศาสนสมบัติ จะพบว่า ปัญหาอุปสรรค เรื่อง การพัฒนาวัดก็คือโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ เป็นไปตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นการปกครองตามนโยบายของมหาเถรสมาคมเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย เป็นผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล คณะสงฆ์ มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ปัญหาอุปสรรคในการบริหารงานของคณะสงฆ์ก็ยังมีปัญหาอยู่มากมาย โดยได้กล่าวถึงปัญหาของพระพุทธศาสนา วัด สงฆ์ และองค์กรสงฆ์ในประเทศไทยว่ามีปัญหาอุปสรรคการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดเป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของพระสังฆาธิการ ผู้ปกครองดูแลวัดที่จะต้องกำกับและดูแลใน ๔ ด้าน คือ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์ และด้านการบริหารจัดการ ดังต่อไปนี้๑๔ พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, การบริหารวัด, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๓๙), หน้า ๒๒.


การจัดการศาสนสมบัติ ๑๐๓๔.12.๑ ด้านบุคลากรการบริหารงานในทุกองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยสมาชิกหรือทรัพยากรมนุษย์เป็นผู้ขับเคลื่อนงานต่างๆ ให้ดำเนินไปตามแผนงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดทรัพยากรมนุษย์จึงถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กรในบรรดาปัจจัยขั้นพื้นฐานทั้งหมด๑๕การสรรหาบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่ง หรืองานที่มอบหมาย มี๒ ระบบ ดังนี้๑. ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) เป็นการสรรหาบุคคลเข้าทำงานโดยได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับความรู้ความสามารถว่า เหมาะสมกับงานหรือไม่ เพียงแต่เห็นว่าเป็นพรรคพวกกัน วิธีนี้จะทำให้ขวัญของคนในองค์การเสีย ไม่มีความเชื่อมั่นในการทำงานในองค์กร จึงทำให้ความจงรักภักดีต่อองค์กรมีน้อย วิธีนี้อาจเรียกว่า “การใช้เส้นสาย”๒. ระบบคุณธรรม (Merit System) เป็นการสรรหาบุคคลเข้าทำงานโดยพิจารณาจากความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และปัจจัยอื่นๆ เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ โดยอาศัยเครื่องมือในการวิเคราะห์ เช่น การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) การประเมินค่าของงาน (Job Evaluation) เป็นต้น๔.12.๒ ด้านงบประมาณงบประมาณ หมายถึงบัญชีแบบกำหนดรายรับรายจ่าย ดังนั้น ภาระงานด้านการจัดการงบประมาณเกี่ยวกับการบริหารจัดการศาสนสมบัติ จึงเป็นเรื่องของการจัดทำบัญชีของวัด ทั้งนี้รวมถึงค่าใช้จ่ายในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย ค่าใช้จ่าย คือ มูลค่าเงินที่ใช้เป็นค่าบริการหรือสินค้าต้องจ่ายเมื่อทำกิจกรรมใด ๆ โดยอาจจ่ายในรูปแบบเงินสดหรือเครดิต งบประมาณ เป็นแผนทำงการเงินขององค์การที่กำหนดขึ้นเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ดังนั้น งบประมาณจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างมากและอย่างกว้างขวาง เพราะงบประมาณจะต้องจัดสรรเพื่อให้สอดคล้องตามนโยบาย วัตถุประสงค์ รวมไปถึงการใช้งบประมาณจะต้องสอดคล้องกับการจัดสายงาน สรุปก็คืองบประมาณเป็นภาระงานเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีทั้งรายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นภายในวัด ๑๖ในส่วนของกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยวัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างและรักษาสมบัติของวัด เช่น งบประมาณในการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัด เป็นต้น ซึ่งทั้งนี้ย่อมหมายรวมถึงการบริหารจัดการเงินของวัดจากการบริจาคของพุทธศาสนิกชน ตลอดจนระบบและกรรมวิธีในการบริหารเกี่ยวกับงบประมาณและการเงินตลอดจนการใช้งบประมาณในการควบคุมงานด้วย๔.12.๓ ด้านวัสดุอุปกรณ์องค์ประกอบของการบริหารที่สำคัญและมีความจำเป็นต่อทุกองค์การ คือ ทรัพยากรในการบริหาร ได้แก่ วัตถุและเครื่องใช้เพื่อประกอบการดำเนินงาน รวมไปถึงความสามารถในการจัดการทรัพยากรในการบริหารทั้ง ๔ หรือ 4Ms คือ มนุษย์ (Man) เงิน (Money) วัสดุอุปกรณ์ (Material) และความสามารถในการจัดการ (Management) หรือ 6Ms ที่มีเครื่องจักร (Machine) และตลาด (Market) เพิ่มเข้ามาซึ่งในปัจจุบันมีความจำเป็นมาก๑๗ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องทุนแรงในการ๑๕ สาคร สุขศรีวงศ์, Management การจัดการ : จากมุมมองนักบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท จี พี ไซเบอร์พริ้นท์ จำกัด, ๒๕๕๒), หน้า ๒๖๖.๑๖ ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ, องค์การและการจัดการ, (กรุงเทพฯ : ธีระฟิล์มและไซเท็กซ์, 2550), หน้า ๑๘๓.๑๗ สมคิด บางโม, การบริหาร, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิชย์, ๒๕๔๕), หน้า ๖๑.


๑๐๔ การจัดการศาสนสมบัติ ทำงาน ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานของทุกองค์กร ซึ่งแม้บุคลากรขององค์กร จะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ แต่หากขาดซึ่งวัสดุอุปกรณ์ในการทำงานที่ดี มีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานนั้นอาจไม่สัมฤทธิ์ผลตามต้องการได้๔.12.๔ ด้านการบริหารจัดการระบบบริหารจัดการ (Management System) หมายถึง กลไก หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับการให้ทิศทางและการควบคุมองค์การ อาทิ นโยบาย แผนงาน ขั้นตอนวิธีปฏิบัติการดำเนินงาน การควบคุม ซึ่งมีองค์ประกอบ คือ บุคลากร ทรัพยากรต่าง ๆ ในองค์การที่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ข้อกำหนดแห่งมาตรฐานหรือการจัดการใด ๆ ได้รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วนและสามารถบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ปัญหาและอุปสรรคการจัดการศาสนสมบัติของวัด ก็คือ เจ้าคณะควรจะเห็นว่างานจัดการศาสนสมบัติเป็นงานสำคัญโดยเฉพาะเป็นงานประดับบารมีเจ้าอาวาส และเป็นงานละเอียดอ่อน เป็นงานประดับท้องถิ่นเเละพระศาสนาส่วนหนึ่ง เป็นงานที่ให้มองเห็นความสำคัญของเจ้าอาวาสได้เร็วกว่าอย่างอื่น แต่ก็มักเป็นเหตุก่อปัญหา เช่น บางแห่งเกิดความขัดแย้งระหว่างวัดกับชาวบ้าน จนถึงลุกลามใหญ่โต ก็เพราะการสาธารณูปการเป็นเหตุ หากเจ้าคณะได้เห็นความสำคัญ เร่งรัดตรวจตราชี้แจงแนะนำการปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสได้ดีแล้ว การขัดแย้งระหว่างวัดกับบ้านจะน้อยลงตามลำดับ และความสมัครสมานสามัคคีระหว่างบ้านกับวัดจะมีมากขึ้น เป็นเหตุให้การคณะสงฆ์และการพระศาสนาดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยดี การควบคุมและส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด จึงถือเป็นหน้าที่อันสำคัญของเจ้าคณะทุกระดับชั้น กล่าวโดยสรุป การจัดการศาสนสมบัติ มีหลักการสำคัญและการจัดการตามพระไตรปิฎก ดังนี้ 1. การสละทรัพย์สินส่วนตัว จุดมุ่งหมายของการบวชคือการเป็นผู้ไม่มีเรือนและสละความมีทรัพย์สมบัติโดยสิ้นเชิง ทรัพย์สินใดๆ ที่พระภิกษุมีก่อนอุปสมบทจะไม่ถือเป็นของวัด แต่จะตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย (ในบริบทของกฎหมายไทยปัจจุบัน) เว้นแต่จะบริจาคให้แก่วัด 2. การไม่จับต้องเงินและทอง (อนามาสสิกขาบท) พระวินัยบัญญัติห้ามพระภิกษุสะสมหรือจับต้องเงินและทองโดยตรง หากมีผู้ถวายเงินหรือทรัพย์สินที่มีค่าเป็นเงิน ต้องถวายผ่านบุคคลที่เรียกว่า \"ไวยาวัจกร\" (ผู้จัดการทรัพย์สินแทนสงฆ์) ซึ่งเป็นฆราวาสที่ทำหน้าที่ดูแลและจัดการทรัพย์สินเหล่านั้นแทนสงฆ์ เพื่อให้พระภิกษุสามารถดำรงชีวิตตามสมณสารูปได้โดยไม่ผิดวินัย3. การแบ่งประเภททรัพย์สิน ทรัพย์สินของสงฆ์แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ• จีวรปัจจัยเภสัช เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับพระภิกษุ เช่น จีวร อาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค ซึ่งสามารถนำมาใช้สอยได้โดยตรง• ศาสนสมบัติ/ถาวรวัตถุทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์หรือของคงทนถาวร เช่น ที่ดิน กุฏิ วิหาร ซึ่งเป็นของส่วนรวมของสงฆ์ทั้งปวง (อนาคตสงฆ์) ไม่ใช่ของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นการส่วนตัว และไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์เป็นของส่วนบุคคลได้4. การจัดการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การจัดการศาสนสมบัติต้องทำเพื่อประโยชน์ในกิจการพระพุทธศาสนาโดยรวม เช่น การทำนุบำรุงวัด ส่งเสริมการศึกษาพระธรรมวินัย และการสาธารณประโยชน์ ในสมัยพุทธกาลมีการมอบหมายให้ผู้ที่เหมาะสมเป็นผู้ดูแลจัดการ เช่น พระอานนท์เคยได้รับมอบหมายให้ดูแลวัดพระเชตวันในพระไตรปิฎกได้เน้นย้ำถึงความไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุ และการจัดการทรัพย์สินของสงฆ์โดยมีผู้ดูแลที่ซื่อสัตย์และเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของพระศาสนาเป็นสำคัญ


บทที่ ๕การบริหารจัดการเงินของวัด๕.๑ ความนำการบริหารจัดการเงินวัดในประเทศไทย มีกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคม เพื่อสร้างความโปร่งใสและให้การใช้จ่ายเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางศาสนา สรุปสาระสำคัญ ดังนี้หลักการสำคัญ• เงินวัดไม่ใช่เงินส่วนตัวของพระสงฆ์หรือเจ้าอาวาส เงินบริจาคและทรัพย์สินของวัดถือเป็นศาสนสมบัติ ซึ่งต้องจัดการเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาและส่วนรวม• ความโปร่งใสทุกวัดต้องจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย อย่างเป็นระบบและรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง• มีกฎกระทรวงและมติมหาเถรสมาคมกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ทุกวัดต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติ1. การแยกประเภทเงิน เงินของวัดแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก1. เงินทั่วไป เช่น ค่าเช่าที่ธรณีสงฆ์ ต้องออกใบเสร็จรับเงินและลงบัญชีอย่างชัดเจน2. เงินการกุศล เช่น เงินบริจาค ทำบุญกฐิน ผ้าป่า ต้องออกใบอนุโมทนาบัตร2. การจัดการเงินสดและการฝากธนาคาร1. วัดจะต้องนำเงินทุกบาทเข้าบัญชีวัดเท่านั้น2. ห้ามพระสงฆ์ถือเงินสดเกิน 100,000 บาท3. เงินที่มีจำนวนเกิน 100,000 บาท ต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารในนามของวัดในพื้นที่นั้น ๆ3. การจัดทำบัญชีและการรายงาน1. เจ้าอาวาสและไวยาวัจกร (ผู้ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและบัญชีของวัด) มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายประจำเดือน และรายงานยอดเงินคงเหลือต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2. มีการพัฒนารูปแบบบัญชีวัดมาตรฐานเพื่อความเป็นระเบียบและง่ายต่อการตรวจสอบ4. การเบิกจ่ายเงิน1. การเบิกจ่ายเงินต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด โดยมีลำดับขั้นการอนุมัติตามวงเงิน เช่น วงเงินเกิน 500,000 บาท อาจต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด หรือมหาเถรสมาคม ตามลำดับ2. การใช้จ่ายต้องมีหลักฐานชัดเจน และใช้เพื่อทำนุบำรุงศาสนสถาน กิจการศาสนา การศึกษาพระปริยัติธรรม และสาธารณสงเคราะห์เป็นต้นหน่วยงานกำกับดูแล• สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการออกกฎกระทรวงและแนวปฏิบัติ รวมถึงเป็นฝ่ายเลขานุการของมหาเถรสมาคม• มหาเถรสมาคม มีอำนาจในการออกมติและระเบียบเกี่ยวกับศาสนสมบัติของวัด


๑๐๖ การบริหารจัดการเงินของวัด• สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ป.ป.ง. อาจเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้ในกรณีที่มีการร้องเรียนหรือมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตการปฏิบัติตามระเบียบเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนต่อการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดได้๕.๒ ผู้มีอำนาจจัดการศาสนสมบัติของวัดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 40 วรรคสอง บัญญัติว่า “การดูแลรักษาและการจัดการศาสนสมบัติกลาง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนา เพื่อการนี้ให้ถือว่ากรมการศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วย” อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและการจัดการศาสนสมบัติกลางได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง จึงเป็นของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยเฉพาะ โดยที่กฎกระทรวง ว่าด้วยแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพ.ศ. 2545 ข้อ 1กำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไว้ว่า “ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์ คุ้มครอง และส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแล รักษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทางศาสนา โดยมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้1. ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคณะสงฆ์ กฎหมายว่าด้วยการกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง 2. รับสนองงาน ประสานงาน และถวายการสนับสนุนกิจการและการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ 3. เสนอแนวทางการกำหนดนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา 4. ส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงศาสนสถาน และศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนา 5. ดูแลรักษา และจัดการวัดร้างและศาสนสมบัติกลาง 6. พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา 7. ทำนุบำรุงพุทธศาสนศึกษา เพื่อพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม 8. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานหรือนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย”1อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษา และจัดการวัดร้าง และศาสนสมบัติกลาง ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 40 วรรคสองและกฎกระทรวง ว่าด้วยแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ข้อ 1 (5) กำหนดไว้แยกต่างหากจากอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและการจัดการศาสนสมบัติของวัด ซึ่งมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ให้วัดทำการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดไว้โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 40 วรรคท้าย บัญญัติว่า “การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง” ดังนั้น อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและการจัดการศาสนสมบัติทั้งสองจึงถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยชัดเจนและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีหน้าที่เพียงกำหนดแบบทะเบียน บัญชี แบบสัญญา และแบบพิมพ์อื่นๆ และให้1กฤติน จันทร์สนธิมา, การบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดในพระพุทธศาสนา : ศึกษาเฉพาะกรณีเงินบริจาค, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต (บัณฑิตวิทยาลัย : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2557), หน้า 52.


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๐๗คำแนะนำการปฏิบัติแก่วัดเกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดเท่านั้น ตามที่กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505ข้อ ๑๐ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดแบบทะเบียน บัญชี แบบสัญญาและแบบพิมพ์อื่น ๆ และวิธีการลงทะเบียน จำหน่ายทะเบียน และการทบัญชี รวมทั้งให้คำแนะนำ าการปฏิบัติแก่วัดเกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้ด้วยด้วยวัดมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 31 บัญญัติไว้ จึงไม่อาจแสดงเจตนาและทำนิติกรรมได้ด้วยตนเองได้ จึงมีความจำเป็นต้องมีบุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำนิติกรรมต่างๆ แทนวัด โดยมีรูปแบบโครงสร้างในการปกครองวัด สรุปได้เป็น 2 รูปแบบ คือ1. เจ้าอาวาสเป็นผู้บริหารแต่ผู้เดียว โดยเจ้าอาวาสจะเป็นผู้กำหนดหน้าที่ให้กับพระสงฆ์ภายในวัดและสามารถแต่งตั้งรองเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ภายในวัดได้ตามจำนวนที่เห็นว่าเหมาะสม2. เจ้าอาวาสอาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือสองคณะ ประกอบด้วย พระสงฆ์และฆราวาส เพื่อทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย หากวัดใดมีคณะกรรมการมากกว่าหนึ่งคณะคณะหนึ่งจะเป็นพระภิกษุ เรียกว่าคณะกรรมการสงฆ์ การแต่งตั้งกรรมการวัดได้นั้นมี 2 วิธี คือ การตั้งขึ้นโดยตำแหน่งและตามที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร กรรมการวัดจะแบ่งเป็นกลุ่มและฝ่ายเพื่อทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ประกอบด้วยฝ่ายการศึกษา ฝ่ายการเผยแผ่ ฝ่ายก่อสร้าง และฝ่ายบริหาร เป็นต้น บางวัดเจ้าอาวาสไม่ได้แต่งตั้ง แต่อาจมาจากการแต่งตั้งของพระสงฆ์ภายในวัด ส่วนคณะกรรมการอีกคณะหนึ่งจะเป็นฆราวาส ซึ่งแต่งตั้งมาจากบุคคลที่มีความรู้หลายสาขา เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการสงฆ์ในการกำหนดนโยบายหรือการบริหารงานต่างๆ เพื่อความสะดวกในการตัดสินใจของคณะกรรมการสงฆ์และเจ้าอาวาสอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ภายในวัด ส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นและดำรงตำแหน่งตลอดชีวิตมีเพียงส่วนน้อยที่กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง2อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งกรรมการวัด ก็ไม่จำเป็นต้องมี เพราะไม่ใช่มูลนิธิในการบริหารงานของวัดตามโครงสร้างทั้ง 2 รูปแบบดังกล่าว จะแบ่งการบริหารงานออกเป็นฝ่ายต่างๆ ในแต่ละฝ่ายจะแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบงานโดยแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการในแต่ละฝ่ายขึ้นอยู่กับอำนาจดุลยพินิจของเจ้าอาวาส สรุปได้ดังนี้๕.๒.๑ เจ้าอาวาส เจ้าอาวาสเป็นผู้กระทำแทนวัด ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 31 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 การกระทำของเจ้าอาวาสจะถือว่าเป็นการกระทำแทนวัดโดยสมบูรณ์ ต่อเมื่อเจ้าอาวาสได้กระทำภายในขอบอำนาจหน้าที่ ทั้งจะต้องกระทำภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ของวัดด้วย2ภิรมย์ จั่นถาวร, รายงานการวิจัย เรื่อง ยุทธศาสตร์การจัดการการเงินของวัด, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2544), หน้า 140 - 141.


๑๐๘ การบริหารจัดการเงินของวัดในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการทำสังฆกรรม ทรงให้มีอุปัชฌาย์ทำการอุปสมบทให้กับกุลบุตร พระภิกษุผู้ทำหน้าที่เป็นอุปัชฌาย์ผู้ให้นิสสัยแก่สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก ก็มีลูกศิษย์เพิ่มมากขึ้น เมื่อมีพระภิกษุอยู่ในปกครองจำนวนมาก อุปัชฌาย์ย่อมกลายเป็นผู้ปกครอง ดูแลไปโดยปริยาย จึงเรียกว่า ภิกษุเจ้าอาวาสหรืออาวาสโกภิกขุ เรียกย่อๆ ว่า เจ้าอาวาสหรือสมภาร 1. กรมการศาสนา ให้ความหมายเจ้าอาวาส หมายถึง พระสังฆาธิการระดับวัด เป็นผู้นำของพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ที่มีอยู่ในวัด ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารกิจการต่างๆ ของวัด เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา กำกับดูแล แนะนำสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรและฆราวาสให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยดีงามให้อยู่ในศีลธรรมอันดี ให้มีความสมัครสมานสามัคคีปรองดองกัน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติศาสนกิจ ดำเนินกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของวัดให้เป็นไปด้วยดี มีประสิทธิภาพสูงสุดและให้วัดมีความเจริญรุ่งเรืองถาวรมั่นคง เป็นศูนย์กลางของชุมชนในการให้การศึกษาอบรมศีลธรรม จริยธรรม ภาวนาธรรม 2. อำนาจและหน้าที่ของเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสมีอำนาจและหน้าที่ดูแลศาสนสมบัติของวัด คือ เจ้าอาวาส ที่มีบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ได้บัญญัติอำนาจและหน้าที่ของเจ้าอาวาสไว้ในมาตรา 37 และ 38 ดังนี้หน้าที่ของเจ้าอาวาส1. บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี2. ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้น ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม3. เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอน พระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์4. ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศลอำนาจของเจ้าอาวาส 1. ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด2. สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด3. สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยในวัด ทำงานภายในวัดหรือให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจ้าอาวาสซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคมเจ้าอาวาสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการกิจการต่างๆ ภายในวัด เนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 37 และ 38 บัญญัติให้เจ้าอาวาสมีอำนาจและหน้าที่กระทำการกิจการที่สำคัญทุกอย่างภายในวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สังคมภายในวัดเกิดความสงบเรียบร้อย จึงต้องมีการกำหนดคุณสมบัติของเจ้าอาวาส โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กำหนดไว้ในกฎมหาเถรสมาคม และต้องมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ที่แสดงออกถึงความเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่น่าเคารพนับถือแก่พระสงฆ์ภายในวัด ดังนั้น วัดจะพัฒนาได้ดีเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาสแทบทั้งสิ้น เนื่องจากเจ้าอาวาสเป็นผู้มีอำนาจสั่งการและบังคับบัญชาสูงสุดภายในวัดแต่เพียงผู้เดียว ตามความในมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535บัญญัติไว้ให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป นอกจากนั้น เจ้าอาวาสยังต้องมีคุณธรรมและมีความรู้ความสามารถเพียงพอในการบริหารจัดการวัด เพื่อพัฒนาวัดให้เป็นไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้นแต่ปัญหาที่มักเกิดขึ้นในการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดเจ้าอาวาสในบางวัด ได้แก่ วัดส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการดูแลทรัพย์สินและศาสนสมบัติของวัด ส่วนใหญ่เจ้าอาวาสจะบริหารจัดการแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้มอบหมายหน้าที่ให้พระสงฆ์หรือไวยาวัจกร หรือกรรมการวัด


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๐๙ได้เข้าไปช่วยเหลือดูแลทรัพย์สินอันเป็นศาสนสมบัติของวัด และขาดความรู้ความชำนาญในด้านการบริหารจัดการ ผลที่ตามมาคือ เงินของวัดรั่วไหลไปเป็นจำนวนมาก จึงเห็นได้ว่า กิจการต่างๆ ภายในวัดจะราบรื่นเพียงใดขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาสแทบทั้งสิ้นในการกำหนดทิศทางของวัด ดังนั้น หากเจ้าอาวาสมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการวัดที่ดีเพียงพอแล้ว กิจการต่างๆ ภายในวัดย่อมเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสอาจแต่งตั้งบุคคลช่วยเหลือในการบริหารจัดการการเงินของวัด ได้แก่ คณะกรรมการวัด มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหารือกิจการต่างๆ ของเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มีหน้าที่ช่วยเจ้าอาวาสในกิจการทุกแผนกและช่วยแบ่งเบาภาระ ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายโดยเฉพาะ๕.๒.๒ ไวยาวัจกรในพระวินัยปิฎก พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ “ห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์รับเงินและทอง”3 หากฝ่าฝืนแล้วต้องโทษอาบัติ แต่ถ้าหากมีบุคคลที่เรียกว่า ไวยาวัจกร ซึ่งหมายความว่า “ผู้ทำกิจธุระแทนสงฆ์ ผู้ช่วยขวนขวายทำกิจธุระ ผู้ช่วยเหลือรับใช้พระ4เป็นผู้จัดการในเรื่องเงินทองรวมทั้งธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินให้พระภิกษุสงฆ์แล้ว พระภิกษุสงฆ์นั้นไม่ต้องอาบัติ5ดังปรากฏในพระวินัยปิฎกว่า “อาตมารับทรัพย์เป็นค่าจีวรไม่ได้ รับเฉพาะจีวรที่สมควรตามกาล” เมื่อท่านกล่าวอย่างนั้น ทูตถามว่า “มีใครผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านบ้างไหม” ขณะนั้น อุบาสกคนหนึ่งมีธุระไปที่วัด ท่านพระอุปนันทศากยบุตรจึงกล่าวกับทูตว่า “อุบาสกนี้เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย” 6เพราะฉะนั้น ไวยาวัจกรจึงเป็นผู้ทำหน้าที่สนองงานต่างๆ แก่เจ้าอาวาส และมีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงินของวัดรวมถึงเงินบริจาคอยู่ด้วยเสมอ๕.๒.๒.๑ ความหมาย การกำหนดคุณสมบัติและหน้าที่ของไวยาวัจกรไวยาวัจกร หมายถึง ผู้ทำกิจธุระแทนสงฆ์ ผู้ช่วยขวนขวายทำกิจธุระ ผู้ช่วยเหลือรับใช้พระหรือตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ข้อ 4 กำหนดว่า “ไวยาวัจกร หมายถึง คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และจะมีหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดได้ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ” ดังนั้น ไวยาวัจกรจึงเป็นฆราวาสผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือหรือรับใช้พระในกิจการต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ไวยาวัจกร แปลว่า ผู้ขวนขวายช่วยทำกิจของสงฆ์หมายถึงผู้ช่วยเหลือรับใช้พระสงฆ์ ทำกิจธุระแทนสงฆ์ ไวยาวัจกร ตามกฎหมาย หมายถึง คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดได้ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ และกำหนดให้ไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย 3มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม 2, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539), หน้า 108.4พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), หน้า 289.5ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์, รายงานวิจัย เรื่อง พระสงฆ์กับทรัพย์สินส่วนตัว, (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552), หน้า 58.6มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม 2, หน้า 63.


๑๑๐ การบริหารจัดการเงินของวัดการแต่งตั้งไวยาวัจกรเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส วัดหนึ่งอาจมีไวยาวัจกรได้หลายคน ความเป็นไวยาวัจกรสิ้นสุดลง เมื่อเจ้าอาวาสผู้แต่งตั้งให้ออกหรือเจ้าอาวาสผู้แต่งตั้งพ้นจากความเป็นเจ้าอาวาส เช่น ลาออก ลาสิกขา มรณภาพ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ได้ระบุถึงการแต่งตั้งและถอดถอนไวยาวัจกร ในข้อ ๒๓ และข้อ ๔๕ ดังนี้ ข้อ ๒๓ ระบุว่า \"การแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระภิกษุอันเกี่ยวกับตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ตำแหน่งอื่น ๆ และไวยาวัจกรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม \" ข้อ ๔๕ ระบุว่า \"ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา\" กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้ระบุการได้มาและหน้าที่ของไวยาวัจกรไว้ข้อ ๘ ระบุว่า \"ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัด ซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้องข้อ ๙ ระบุว่า \"ในกรณีที่วัด เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ของวัดถูกฟ้อง หรือถูกหมายเรียกเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เจ้าอาวาสวัดในเขตกรุงเทพมหานคร แจ้งต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือเจ้าอาวาสวัดในเขตจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนั้น ภายในห้าวันนับแต่วันรับหมาย\" กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ได้กำหนดคุณสมบัติของไวยาวัจกร ไว้ดังนี้ ข้อ ๖ ระบุว่า \"คฤหัสถ์ผู้จะได้รัการแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกร ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ๑) เป็นชาย มีสัญชาติไทย นับถือพระพุทธศาสนา๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ ๓) เป็นผู้มีหลักฐานมั่นคง ๔) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ไวยาวัจกรได้ ๕) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองตามระบบรัฐธรรมนูญ ๖) ไม่เป็นผู้ที่มีร่างกายทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบหรือมีโรคเป็นที่รังเกียจแก่สังคม ๗) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี เช่น มีความประพฤติเสเพล เป็นนักเลงการพนันเสพสุราเป็นอาจิณ หรือติดยาเสพติดให้โทษ ๘) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ๙) ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกลงโทษให้ออกจากราชการ หรือองค์การของรัฐบาล หรือบริษัทห้างร้านเอกชน ในความผิดหรือมีมลทินมัวหมองในความผิดเกี่ยวกับการเงิน ๑๐) ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกลงโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท กฎหมายมีการกำหนดหน้าที่และคุณสมบัติของไวยาวัจกรไว้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาส และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนั้น ดังนี้


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๑๑๑. ไวยาวัจกร จะต้องมีการติดต่อประสานงานกับราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน จึงจำเป็นต้องกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับเรื่องเพศ วัย สัญชาติ ศาสนา รวมทั้งมีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ เพื่อให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ ๒. ไวยาวัจกรมีหน้าที่ต้องรับ เก็บรักษา และเบิกจ่ายเงินศาสนสมบัติของวัดเป็นจำนวนมากตามที่เจ้าอาวาสมอบหมาย จึงจำเป็นต้องกำหนดคุณ สมบัติเกี่ยวกับความประพฤติ มิให้บกพร่อง ในศีลธรรมอันดี ไม่เป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เคยมีความผิดเสียหายเกี่ยวกับการเงิน ตลอดถึงไม่เคยถูกลงโทษจำคุก เพราะกระทำผิดอาญามาก่อน ๕.๒.๒.๒ หลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไวยาวัจกรพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 23 กำหนดว่า การแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนไวยาวัจกร ตั้งแต่ข้อ 6 ถึงข้อ 15 โดยกำหนดคุณสมบัติไวยาวัจกรไว้ในข้อ 6 (1) - (10) นอกจากนี้ไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาสและได้รับอนุมัติจากเจ้าคณะอำเภอแล้ว มาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 กำหนดว่า ให้ถือว่าไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น ไวยาวัจกรจึงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา หากถูกผู้ใดดูหมิ่นขณะกระทำการตามหน้าที่หรือ เพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ผู้นั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136ในทางกลับกัน หากไวยาวัจกรผู้ใดทำการเบียดบังทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่จัดการดูแลไปเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ย่อมได้รับโทษในฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147๕.๒.๒.3 หน้าที่ของไวยาวัจกร หน้าที่หลักของไวยาวัจกร คือ การดูแลและจัดการทรัพย์สินของวัด และเบิกจ่ายนิตยภัต (เงินสงเคราะห์) ซึ่งเป็นหน้าที่ที่พระภิกษุไม่สามารถทำได้โดยตรงตามพระวินัย ไวยาวัจกรต้องได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาสและทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการต่างๆ ภายในวัด รวมถึงการจัดการบัญชีรับ-จ่ายของวัดให้โปร่งใสและถูกต้อง โดยมีหน้าที่หลักของไวยาวัจกร ดังนี้ ๑. เบิกจ่ายนิตยภัต มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินจากส่วนราชการที่ได้รับงบประมาณแผ่นดินสำหรับถวายอุดหนุนพระภิกษุสงฆ์๒. ดูแลรักษาทรัพย์สิน จัดการทรัพย์สินต่างๆ ของวัด เช่น อาคาร ที่ดิน และสิ่งของต่างๆ ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ๓. จัดการเรื่องการเงินของวัด ทำบัญชีรับ - จ่ายเงินของวัดให้ถูกต้อง และจัดทำรายงานสิ้นปีเพื่อเสนอต่อเจ้าอาวาส๔. ทำกิจธุระแทนพระสงฆ์ ทำกิจธุระอื่นๆ แทนพระสงฆ์ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่าย๕. บำรุงรักษาวัด ช่วยจัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้อยู่ในสภาพดีและราบรื่นทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๘ บัญญัติว่า “ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัด ซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัด


๑๑๒ การบริหารจัดการเงินของวัดและเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้อง”ไวยาวัจกรจะมีอำนาจเพียงใด ขึ้นอยู่กับมีการมอบหมายเป็นหนังสือจากเจ้าอาวาสหรือไม่ หากเจ้าอาวาสไม่ได้มอบหมายเป็นหนังสือแล้ว ไวยาวัจกรย่อมไม่มีอำนาจดำเนินการได้โดยถูกต้อง และถือว่าเป็นการกระทำไปโดยนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่หรือมิชอบ ด้วยอำนาจหน้าที่ หากเกิดข้อบกพร่องหรือความเสียหายขึ้น ไวยาวัจกรจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ๕.๒.๒.๔ อำนาจของไวยาวัจกรไวยาวัจกรวัดหนึ่งอาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ตามความเหมาะสม ซึ่งเจ้าอาวาสจะมอบหมายหน้าที่แก่ไวยาวัจกรแต่ละคนเป็นหนังสือและระบุหน้าที่ของไวยาวัจกรอย่างชัดเจน และอาจมีเงื่อนไขว่าในกรณีใดบ้าง ที่ต้องขออนุญาตเจ้าอาวาสก่อนจึงจะสามารถกระทำได้โดยชอบ ดังนั้น ไวยาวัจกรจะมีอำนาจจัดการกิจการต่างๆ แทนเจ้าอาวาสได้ต่อเมื่อได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากเจ้าอาวาสเท่านั้น ไวยาวัจกรเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการจัดการกิจการของวัด เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าอาวาสเช่นเดียวกับพระสงฆ์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส จึงมีอำนาจหน้าที่จำกัดภายในขอบเขตที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น นอกจากการนั้น เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว จะต้องรับผิดชอบจนกว่าจะได้ส่งมอบงานในตำแหน่งหน้าที่เรียบร้อย ซึ่งจะต้องกระทำภายในระยะเวลา 30 วัน นับจากวันที่พ้นจากหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนไวยาวัจกร ข้อ 14 อีกทั้งในการลาออกจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาส นอกจากนั้น เจ้าอาวาสสามารถถอดถอนไวยาวัจกรได้ หากปรากฏว่าไวยาวัจกรหย่อนความสามารถหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่องไวยาวัจกรจึงเป็นบุคคลที่เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าอาวาสในกิจการต่างๆ ของวัด จะมีอำนาจหน้าที่ต่อเมื่อได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาสเท่านั้น จึงมีฐานะเป็นตัวแทนของวัดในการจัดการทรัพย์สินของวัดเพื่อมิให้เกิดความเสียหาย และการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกรต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าอาวาสทั้งสิ้น หากถูกเจ้าอาวาสถอดถอนเมื่อใด ความเป็นไวยาวัจกรย่อมสิ้นสุดลงทันทีการบริหารจัดการกิจการของวัดในทุกๆ ด้าน ต้องอาศัยความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายภายในวัด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าอาวาส คณะกรรมการวัด หรือไวยาวัจกรประกอบกัน เนื่องจากวัดมีองค์ประกอบต่าง ๆ มากมายที่จะต้องบริหารจัดการ การบริหารจัดการโดยเจ้าอาวาสเพียงฝ่ายเดียวอาจทำได้ไม่ทั่วถึงและล่าช้า ประกอบกับแม้เจ้าอาวาสจะเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการกิจการภายในวัดเป็นหลักแล้วก็ตาม แต่อาจยังไม่มีความถนัดในการบริหารจัดการเท่ากับฆราวาสที่มีความรู้ทางโลกที่หลากหลาย เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยคณะกรรมการวัดหรือไวยาวัจกรที่เป็นฆราวาส ทำหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าอาวาสในด้านต่างๆ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปด้วยความราบรื่นมากขึ้น แต่การที่เจ้าอาวาส คณะกรรมการวัด ไวยาวัจกรกระทำการแทนวัด จะมีผลผูกพันตามกฎหมายเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าได้กระทำภายในอำนาจหน้าที่และขอบวัตถุที่ประสงค์ของวัดหรือไม่ หากทำภายในอำนาจหน้าที่และขอบวัตถุที่ประสงค์ของวัดแล้ว การกระทำนั้นย่อมชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันวัด แต่ถ้าหากเป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่และขอบวัตถุที่ประสงค์ของวัด เจ้าอาวาส คณะกรรมการวัด และไวยาวัจกรจะต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยเฉพาะเจ้าอาวาสและไวยาวัจกรอาจต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากทั้งเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร ต่างมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๑๓คณะกรรมการวัด มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหารือกิจการต่างๆ ของเจ้าอาวาส ถ้าเห็นว่ายังเป็นปัญหาที่ควรได้รับการพิจารณาก็จะนำปัญหาเหล่านี้มาประชุมปรึกษากันภายในคณะกรรมการวัดเพื่อลงมติและเจ้าอาวาสก็จะดำเนินการต่อไป ถ้ากิจการใดที่เจ้าอาวาสเห็นว่า กรรมการใดสามารถดำเนินการได้ ก็ให้กรรมการรูปนั้นรับไปดำเนินการ เช่น การจ่ายนิตยภัตแก่ครูบาลี นักธรรม การบูรณะวัด การควบคุมดูแลคนงานวัดให้ทำความสะอาด และอบรมสั่งสอนพระสงฆ์ สามเณร เป็นต้น 7อำนาจหน้าที่ของไวยาวัจกร คือการเป็นผู้ทำกิจธุระแทนพระภิกษุหรือวัดในทางโลก โดยมีขอบเขตอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษรอำนาจหน้าที่หลักของไวยาวัจกร ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536) และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ดังนี้• การจัดการทรัพย์สินของวัด ไวยาวัจกรมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของวัดได้ แต่ต้องเป็นไปตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน• การเบิกจ่ายนิตยภัต มีหน้าที่ดำเนินการเบิกจ่ายเงินนิตยภัต (เงินเดือนถวายพระสงฆ์)• การทำนิติกรรมแทนวัด เป็นผู้แทนวัดในการติดต่อประสานงาน หรือทำธุรกรรมทางโลกต่างๆ ที่พระสงฆ์ไม่สามารถดำเนินการเองได้ เช่น การติดต่อกับหน่วยงานราชการ ธนาคาร หรือบุคคลทั่วไป ในบางกรณีที่เกี่ยวกับที่ดินของวัด อาจมีการมอบหมายให้ดำเนินการขอรังวัดขอออกโฉนด แบ่งแยก หรือรับรองแนวเขตที่ดินโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาสก่อน• สถานะทางกฎหมาย ไวยาวัจกรถือเป็น \"เจ้าพนักงาน\" ตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งหมายความว่า หากมีการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ เช่น ยักยอกทรัพย์สินของวัด หรือใช้อำนาจโดยทุจริต จะต้องรับโทษทางอาญาเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานที่กระทำผิดต่อหน้าที่ ในทางกลับกัน ผู้ที่ดูหมิ่นไวยาวัจกรขณะปฏิบัติหน้าที่ก็มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานเช่นกันโดยสรุป อำนาจของไวยาวัจกรเป็นอำนาจที่ได้รับมอบหมายมา เพื่อช่วยแบ่งเบาภารกิจทางโลกของเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ เพื่อให้กิจการของวัดดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและถูกต้องตามกฎหมาย๕.๓ รายได้ของวัดในปัจจุบันมาจากไหนบทความเรื่อง \"การจัดการเงินและทรัพย์สินของวัด\" ได้อธิบายถึงที่มาของรายได้ของวัดว่า แบ่งเป็นอย่างน้อย 9 แหล่ง ดังนี้ 1. รายได้จากตู้รับบริจาค เป็นการหารายได้เข้าวัดด้วยการตั้งตู้รับบริจาค เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้บริจาคเงิน เพื่อที่วัดจะได้นำไปใช้ในกิจการต่าง ๆ เช่น การทำนุบำรุงอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หรือการช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นต้น2. รายได้การทอดกฐินประจำปี ถือเป็นช่วงพิเศษที่หนึ่งปีจะมีเพียงครั้งเดียว และพุทธศาสนิกชนจะไปทำบุญทอดกฐินในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยถือว่าได้บุญสูง3. รายได้การทอดผ้าป่าตามเทศกาล เป็นการหารายได้เข้าวัดด้วยการทอดผ้าป่า โดยใช้วันสำคัญทางประเพณีไทย และทางพุทธศาสนา เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา หรือวันอาสาฬหบูชา เป็นต้น7ภิรมย์ จั่นถาวร, รายงานการวิจัย เรื่อง ยุทธศาสตร์การจัดการการเงินของวัด, หน้า 141.


๑๑๔ การบริหารจัดการเงินของวัด4. รายได้การอบรมปฏิบัติธรรม โดยทั่วไปการจัดฝึกอบรมธรรมจะไม่มีการเรียกเงินค่าสมัคร ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าบำรุงสถานที่ หรือค่าอาหาร เป็นต้น ในระหว่างการฝึกอบรม อย่างไรก็ตาม เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมแล้ว ผู้ได้รับการอบรมส่วนใหญ่มักจะบริจาคเงินให้กับวัด เพื่อเป็นการชดใช้หนี้สงฆ์ หรือตอบแทนวัด5. รายได้การบริจาคทั่วไป เป็นการบริจาคครั้งคราวตามกาลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน6. รายได้จากการฝากเงินหรือลงทุน วัดและศาสนสถานสามารถเลือกฝากเงินกับสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้ และควรเลือกฝากประเภทและระยะเวลาที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า นอกจากนี้ สามารถนำเงินฝากหรือเงินสดไปลงทุนในกิจการที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น7. รายได้จากการตั้งซุ้มจำหน่ายสินค้าของวัด เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน อาหาร วัตถุมงคล หนังสือธรรมะ หรือของที่ระลึกอื่น ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ของวัดเป็นผู้จำหน่ายและจัดทำบัญชีรายการสินค้า รายรับและรายจ่ายที่เกิดขึ้น8. รายได้จากการจัดผลประโยชน์ทรัพย์สิน เป็นรายได้จากการที่วัดให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดิน อาคาร และสิ่งปลูกสร้าง9. รายได้อื่น ๆ ของวัดที่พึงบังเกิดมี อาทิ วัดที่อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวมีพุทธสถานที่สวยงาม สงบ ร่มเย็น ดังนั้น บริษัทจัดการท่องเที่ยวมักจะให้ความสำคัญบรรจุในโปรแกรมนำเที่ยวอยู่เสมอ ก่อให้เกิดรายได้จากเงินบริจาคค่าจอดรถ หรือค่าบริการห้องน้ำ ถือได้ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ให้วัดเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย เปิดรายได้วัดเฉลี่ยปีละ 3.2 ล้านบาท8มหาเถรสมาคม ควรบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่ ให้การบริหารการจัดการวัดสะท้อนถึงการบริหารจัดการกิจการที่ดีได้ เพื่อรักษามาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดรับชอบ และหลักความคุ้มค่า๕.๔ สถานะของเงินบริจาคสถานะของเงินบริจาควัดในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมสรรพากร โดยมีแนวทางที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและการตรวจสอบได้มากขึ้นสถานะปัจจุบันและการกำกับดูแล• เงินของวัดไม่ใช่เงินส่วนตัวของพระภิกษุ เงินบริจาคถือเป็นทรัพย์สินของวัดในฐานะนิติบุคคล ไม่ใช่ของเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง• การจัดทำบัญชีวัดทุกแห่งมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ให้ถูกต้องและโปร่งใส ตามมติของมหาเถรสมาคมและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง• การฝากเงิน หากวัดมีเงินสดเกิน 100,000 บาท จะต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารในนามของวัดเท่านั้น• การใช้จ่าย การใช้จ่ายเงินต้องเป็นไปเพื่อกิจการของวัด เช่น การบำรุงศาสนสถาน การศึกษาพระปริยัติธรรม และกิจกรรมสาธารณกุศลต่างๆ8พระใบฎีกาสุชินนะ อนิญฺชิโต, \"การจัดการเงินและทรัพย์สินของวัด\", วารสาร มจร การพัฒนาสังคม, ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563).


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๑๕ระบบ e-Donation เพื่อความโปร่งใสเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดปัญหาการทุจริต กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบ e-Donation (ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์) ขึ้น• การใช้งาน การบริจาคผ่านระบบ e-Donation จะมีการบันทึกข้อมูลการบริจาคโดยอัตโนมัติและส่งตรงไปยังกรมสรรพากร ทำให้ผู้บริจาคสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานใบอนุโมทนาบัตร• การบังคับใช้ในอนาคต ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป การบริจาคให้แก่วัดวาอาราม รวมทั้งมูลนิธิ สมาคม กองทุน และองค์กรต่างๆ จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ จะต้องบริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์(e-Donation) เท่านั้น• การตรวจสอบ ผู้บริจาคสามารถตรวจสอบยอดเงินบริจาคของตนผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้สถานะของเงินบริจาควัด กำลังถูกผลักดันให้เข้าสู่ระบบที่มีการจัดการที่รัดกุม และโปร่งใสมากขึ้น ผ่านการบังคับใช้กฎระเบียบและการนำเทคโนโลยี e-Donation มาใช้๕.๔.๑ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงินบริจาค การบริจาคเงินเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่มีความคุ้นเคยกับชีวิตประจำวัน ของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากลักษณะนิสัยส่วนใหญ่ของคนไทยเป็นคนใจบุญ มีน้ำใจ ชอบให้ความช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ประกอบกับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่ปลูกฝังให้คนไทยนิยมทำบุญกับสรรพสัตว์ การทำบุญด้วยการบริจาคทานจึงเป็นวัฒนธรรมที่คุ้นชินสำหรับคนไทย บุญ หมายถึง เครื่องชำระสิ่งที่ทำให้สะอาด หรือคุณสมบัติที่ทำให้บริสุทธิ์ หรือคุณสมบัติที่ทำเกิดภาวะที่น่าบูชาคือ ควรยกย่อง นับถือ9การทำบุญ หมายถึง การกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยแสดงออกทางพฤติกรรมภายใต้จิตสำนึกของบุคคลนั้นๆ ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าเป็นความดีตามหลักศาสนา เช่น การให้ทานบริจาคเงินหรือสิ่งของ การนั่งสมาธิ การสวดมนต์ เป็นต้น10การทำบุญเปรียบเสมือนการหว่านพืชลงในดินเนื้อดี เมื่อเมล็ดพืชดีหว่านลงในเนื้อดินดี และได้น้ำหล่อเลี้ยงตามสมควร พืชย่อมเจริญงอกงามกว่าพืชที่หวานลงในเนื้อดินเลวหรือดินจืด ดังนั้น การทำบุญต่อผู้มีศีลธรรมย่อมมีผลมากกว่าการทำแก่ผู้ไร้คุณธรรม จากหลักการนี้จึงทำให้คนทั้งหลายจึงนิยมทำบุญกับพระภิกษุสามเณร โดยเชื่อว่า ท่านเป็นผู้มีศีลธรรมสูงกว่าคนสามัญ11 รวมทั้งการทำบุญจะทำให้ได้ผลตามมาคือความสุขทางใจและความเชื่อทางศาสนามีอิทธิพลทำให้พุทธศาสนิกชนบริจาคเงินให้วัด129พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), กรณีธรรมกาย (ฉบับเพิ่มเติม - จัดลำดับใหม่), (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสาร, 2543), หน้า 293.10 พระเกียรติพงษ์ มณีวรรณ, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริจาคเงินทำบุญ ในวัดบ้านมอญ (ต้นโพธิ์แฝด) ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่, สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง (คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2554), หน้า 4.11 วศิน อินทสระ, สิ่งที่ควรทำความเข้าใจกันใหม่เพื่อความถูกต้อง, (กรุงเทพมหานคร : กรุงธนพัฒนา, 2544), หน้า 175.12 ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริจาคเงินของพุทธศาสนิกชนวัดปากน้ำในกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545), หน้า 230.


๑๑๖ การบริหารจัดการเงินของวัดการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาที่มีลักษณะ ต้องมีการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปนั้น นอกจากจะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินหรือทรัพยากรของตนเองที่มีอยู่แล้ว ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการระดมทุนจากแห่งรายได้ต่างๆ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การสร้างถาวรวัตถุต่างๆ หรือการดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ต้องมีการใช้เงินทุนมหาศาล เนื่องจากหากไม่มีการหาเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ ทรัพย์สินหรือทรัพยากรที่มีอยู่เดิมนับวันยิ่งแต่จะหมดลงไป การแสวงหาทุนจากแหล่งต่างๆ จึงเป็นหน้าที่อีกอย่างหนึ่งที่ทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์หรือองค์กรทางศาสนาก็ตาม จะต้องดำเนินการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถให้มากยิ่งขึ้น การที่องค์กรใดมีขีดความสามารถมากขึ้น ย่อมหมายถึงองค์กรนั้นมีความมั่นคงมากขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น วัดปากน้ำ โดยมูลนิธิหลวงพ่อวัดปากน้ำมีรายรับจากเงินบริจาคของประชาชนหลายทาง ได้แก่ การนำวิชาธรรมกายที่หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นพบไปเผยแผ่ การเก็บศพของหลวงพ่อวัดปากน้ำไว้ให้พุทธศาสนิกชนสักการะ การสร้างพระผงของขวัญและเหรียญต่างๆ ให้บูชา และการมีโรงครัวเพื่อเลี้ยงภัตตาคารพระภิกษุสามเณร ตามเจตจำนงของหลวงพ่อวัดปากน้ำ13แต่ละวัดจึงมีวิธีการบริหารจัดการเงินบริจาคด้วยวิธีการแตกต่างกันไป จากการวิจัยของ เรืองฤทธิ์ ประสันรักษ์ ทำการวิจัยเกี่ยวกับการรายรับ รายจ่ายของวัดในกรุงเทพมหานครว่า“แหล่งรายได้ของวัดนั้น ส่วนใหญ่มาจากการรับบริจาคทั่วไป เช่น การทำบุญเพื่อการก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์” 14จึงเห็นได้ว่ารายรับต่างๆ ของแต่ละวัดมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและความสามารถของแต่ละวัดในการจัดเก็บ หากวัดใดมีรายรับมีมากกว่ารายจ่าย รายรับส่วนที่เกินนั้นจะกลายเป็นเงินสะสมและสามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการวัดต่อไปในภายภาคหน้า๕.๔.2 ความหมายของเงินบริจาคเนื่องจากวัดมิได้มีสถานะเป็นองค์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไร แต่จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดทำบริการสาธารณะหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม วัดจึงไม่สามารถแสวงหารายได้เช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนบริษัทต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไรโดยเฉพาะ ดังนั้น รายรับต่าง ๆ ที่ใช้ในการบริหารจัดการภายในวัด จึงมักได้มาจากเงินบริจาคประเภทต่างๆ ของประชาชน เงินบริจาคจึงเป็นรายได้หลักที่วัดมักจะนำมาใช้ในการบริหารจัดการกิจการภายในวัดเงินบริจาค หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินซึ่งมีผู้บริจาคให้ใช้ได้ตามที่ผู้บริจาคกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ ในกรณีที่ผู้บริจาคมิได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ให้ใช้เพื่อการหนึ่งการใดโดยเฉพาะ ให้ส่วนราชการนั้นกำหนดวัตถุประสงค์และเงื่อนไขในการใช้15การบริจาคเงินให้วัด หมายถึง การบริจาคเงินของพุทธศาสนิกชนให้วัด ซึ่งรวมทั้งการบริจาคเงินส่วนรวมในวันสำคัญทางศาสนาต่างๆ เช่น การทอดกฐิน การทอดผ้าป่าและการบริจาคเงินเฉพาะตัว 13 เรื่องเดียวกัน, หน้า 79.14 เรืองฤทธิ์ ประสันรักษ์, รายรับรายจ่ายของวัดในกรุงเทพมหานคร, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539), หน้า 33.15 จิตติ วราพุท, การพัฒนาระบบสารสนเทศเงินบริจาคและกองทุนแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,(การค้นคว้าแบบอิสระวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2551), หน้า จ.


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๑๗เช่น การบริจาคเงินให้มูลนิธิ การทำบุญวันเกิด การบริจาคเงินเป็นค่าภัตตาหาร ค่าน้ำประปาและไฟฟ้า ค่าไถ่ชีวิตโคและกระบือ เป็นต้น16ระเบียบการจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด พ.ศ. 2498 ข้อ 4 กำหนดว่า “เงิน ผลประโยชน์ของวัดหมายถึง เงินรายได้จากการจัดประโยชน์ศาสนสมบัติของวัดที่กรมการศาสนาหรือจังหวัดหรืออำเภอจัดอยู่หรือเงินที่วัดได้มาโดยวิธีอื่นนอกจากเงินการกุศล” นอกจากนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดให้การเงินของวัดมี 2 ประเภท คือ เงินผลประโยชน์ ได้แก่ เงินที่ได้มาจากการจัดประโยชน์ของวัด เช่น เงินค่าเช่า ค่าผาติกรรม ดอกเบี้ย ส่วนลด เงินบำรุง เงินค่าขายสิ่งของ เงินค่าชดเชยและเงินค่าปรับและเงินใดๆ ที่เป็นส่วนที่งอกเงยขึ้นจากศาสนสมบัติของวัดและเงินการกุศล ได้แก่ เงินที่ผู้บริจาคเจาะจงการกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น บริจาคเป็นค่าภัตตาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าก่อสร้างถาวรของเจ้าภาพ เงินบำรุงพระอาพาธและเงินอื่นๆ ในลักษณะเช่นนี้ ส่วนเงินงบใดที่มีผู้บริจาคให้แก่วัด เพื่อให้ตนได้มาซึ่งสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากวัดจะโดยตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ต้องนับว่าเป็นเงินผลประโยชน์ของวัดทั้งสิ้น และผู้ใดจะอ้างเอาจำนวนเงินที่ตนบริจาคทำบุญกับวัดมาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนหรือเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแลกเปลี่ยน เพื่อให้ตนได้มาซึ่งสิทธิในการแสวงหาผลประโยชน์จากวัดหาได้ไม่ เช่น การขอลดค่าเช่า ค่าบำรุงจากการเช่าที่วัดเพราะอ้างว่าผู้นั้นเคยทำบุญกับวัดมามาก เป็นต้น17การพิจารณาว่าเป็นเงินบริจาคหรือไม่ นอกจากจะคำนึงถึงว่าเป็นเงินการกุศลหรือไม่แล้วยังต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้บริจาคเป็นสำคัญว่ามีเจตนาให้เงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคหรือไม่ หากต้องให้เป็นเงินบริจาค เงินนั้นต้องไม่ใช่เงินที่ให้เป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแทน หรือสามารถคิดคำนวณสิ่งที่แลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เช่น เงินค่าศาลาเผาศพ เงินค่าเช่าที่ดินวัด เป็นต้น หากทราบว่าเป็นเงินผลประโยชน์หรือเงินบริจาคแล้ว จะทำให้ทราบว่าต้องจัดการดูแล รักษาเงินนั้นอย่างไร เนื่องจากเงินแต่ละประเภท อาจมีวิธีการจัดทำบัญชีแตกต่างกันตามที่กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้กำหนดไว้ และในส่วนของเงินบริจาคนั้น ตามความในข้อ ๗ วรรคสอง ความว่า “การดูแลรักษาและจัดการเงินการกุศลที่มีผู้บริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค” โดยไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า เงินการกุศลจะต้องดูแลรักษาและจัดการให้เป็นไปตามวิธีการตามวรรคแรกหรือไม่ อย่างไร ประกอบกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดเงื่อนไขในการดูแลรักษาเงินการกุศลหรือเงินบริจาคว่าให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาคไว้อย่างชัดเจน จะให้เก็บรักษาไว้ที่ไหน อย่างไร วัดก็อาจปฏิบัติเช่นเดียวกับการเก็บรักษาเงินผลประโยชน์โดยอนุโลม18เงินบริจาคมีความแตกต่างจากเงินผลประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือเงินผลประโยชน์เป็นเงินที่งอกเงยขึ้นจากการจัดหาประโยชน์จากศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการภายในวัด ส่วนเงินบริจาคหรือเงินการกุศลเป็นเงินที่เกิดขึ้นจากผู้มีจิตศรัทธาถวายให้แก่วัดหรือแก่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน โดยอาจมอบผ่านทางวัดโดยตรงหรือผ่านพระภิกษุสงฆ์หรือตัวแทนหรือผ่านทางมูลนิธิต่างๆ ของวัด หรือตู้บริจาค เป็นต้น 16 ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริจาคเงินของพุทธศาสนิกชนวัดปากน้ำใน กรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545), หน้า 46.17 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, คู่มือไวยาวัจกร, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2554), หน้า 130.18 เรื่องเดียวกัน, หน้า 131.


๑๑๘ การบริหารจัดการเงินของวัด๕.๔.3 สถานะของเงินบริจาคเงินบริจาคเป็นเงินรายได้ประเภทหนึ่งของวัด ที่ผู้บริจาคมักบริจาคให้โดยเสน่หาหรือด้วยใจสมัครโดยมีมูลเหตุจูงใจที่แตกต่างกัน เงินบริจาคจัดเป็นทรัพย์ประเภทหนึ่งตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 และมาตรา 138 บัญญัติว่า ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่างและทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ และยังมีสถานะเป็นทรัพย์สินด้วยอีกประการหนึ่ง มานิตย์ จุมปา เห็นว่า ทรัพย์หมายถึง สิ่งที่มีรูปร่างเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่อาจมีราคาและถือเอาได้ เช่นนี้ สิ่งใดเป็นทรัพย์ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์สินเสมอไป โดยทรัพย์ใดมีรูปร่างเฉยๆ แต่ไม่อาจมีราคาและถือเอาได้ก็ไม่เป็นทรัพย์สิน เช่น พระจันทร์ ดวงอาทิตย์ เป็นต้น ส่วนหากทรัพย์ใดมีรูปร่างและยังอาจมีราคาและถือเอาได้แล้ว ทรัพย์นั้นย่อมเป็นทรัพย์สินด้วย19เงินบริจาคก็เป็นเงินตราประเภทหนึ่ง ที่ได้มาตามเจตนารมณ์ของผู้ให้ในนามของผู้บริจาค ส่วนมากการบริจาคมักจะให้เป็นการช่วยเหลือให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ ที่มิได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไร รวมถึงองค์กรทางศาสนา อันได้แก่ วัด โบสถ์ และมัสยิด เงินบริจาค จึงเป็นการให้โดยมีวัตถุประสงค์ในทางมหาชนหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั่นเอง ในทางพระพุทธศาสนานั้น เงินตราคือวัตถุที่ใช้ในการแลกขายซื้อเปลี่ยนที่รัฐกำหนดขึ้นให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 มาตรา 6 บัญญัติว่า เงินตรา ได้แก่ เหรียญกษาปณ์และธนบัตร ดังนั้น เงินตราจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากสามารถนำไปใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกับสิ่งต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ ในฐานะเป็นสิ่งที่บุคคลในสังคมให้การยอมรับถูกต้องตรงกันว่าสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติเงินตรา ให้ความหมายของคำว่า เงินตรา หมายถึง วัตถุกลางที่ใช้ชำระหนี้เงินกันได้ เหตุผลที่กฎหมายต้องให้ความคุ้มครองผู้ได้เงินตรามาโดยสุจริต เพราะลักษณะของเงินตราที่ถูกใช้เป็นวัตถุกลางในการแลกเปลี่ยน โดยทั่วไปมีรูปร่างเหมือนกันไม่อาจระบุได้ชัดว่า เงินตราใดเป็นของใคร เมื่อรวมกันอยู่ ใครครอบครองจึงควรเป็นของคนนั้น นอกจากนี้ การให้เจ้าของติดตามเอาคืนได้เสมอไปย่อมจะทำให้เกิดความระส่ำระสายในทางธุรกิจได้ ผู้ได้เงินตรามาโดยสุจริต จึงควรได้รับความคุ้มครอง20วัดซึ่งได้รับเงินบริจาคย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินบริจาค ซึ่งเป็นเงินตราประเภทหนึ่ง และมีอำนาจในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอันที่จะใช้สอย จำหน่าย ได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น ตลอดจนติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ และขัดขวางมิให้ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติรับรองไว้ สิทธิดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ผู้บริจาคส่งมอบเงินบริจาคนั้นให้กับวัด แต่ถ้าวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคมิได้ต้องการบริจาคเงินให้เพื่อใช้ในกิจการของวัด แต่เป็นการให้พระภิกษุสงฆ์ในนามส่วนบุคคล เช่น ให้เพื่อเป็นค่าโอสถหรือค่าเดินทางไปเพื่อรักษาอาการอาพาธ หรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นส่วนบุคคลแล้วเงินดังกล่าวถือว่าเป็นเงินส่วนบุคคล พระภิกษุสงฆ์นั้นย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินดังกล่าว โดยไม่ถือว่าเป็นเงินของวัด แต่ถือเป็นสมบัติส่วนบุคคลของพระภิกษุนั้น และมีสิทธิในฐานะที่เป็นเจ้าของในอันที่จะใช้สอย รักษาหรือจัดการอย่างไรก็ได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย เนื่องจากเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 1623 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม ดังนั้น เงินบริจาคจึงสามารถแยกประเภท ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 19 มานิตย์ จุมปา, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์สิน , พิมพ์ครั้งที่ 6(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551), หน้า 5.20 เรื่องเดียวกัน, หน้า 214.


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๑๙1. เงินบริจาคที่ผู้บริจาคส่งมอบให้กับวัด 2. เงินบริจาคที่ผู้บริจาคส่งมอบให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในนามส่วนบุคคลลักษณะที่หนึ่ง เงินบริจาคที่ผู้บริจาคส่งมอบให้กับวัด เงินบริจาคที่ผู้บริจาคส่งมอบให้กับวัดมีสถานะเป็นเงินของวัด เป็นเงินบริจาคในนามของวัดเป็นเงินส่วนรวมที่ใช้ในกิจการพระพุทธศาสนา และถือว่าเป็นรายได้ของวัดอย่างหนึ่ง กฎหมายจึงให้ความคุ้มครองมากกว่าเงินส่วนบุคคลทั่วไป แม้ว่าโดยสภาพเงินตราจะไม่ใช่ทรัพย์สินของแผ่นดิน เนื่องจากเป็นทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนมือได้ง่ายและไม่มีความมั่นคงแน่นอนในการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ แต่เมื่อวัดเป็นสถาบันที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสอน เงินบริจาคของวัดมีไวเพื่อเป็นปัจจัยในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จึงถูกจัดเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างหนึ่งประเภทสังหาริมทรัพย์ เทียบเคียงได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3320/2550 ที่วินิจฉัยว่า เงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ชำระให้องค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 เป็นเงินทรัพย์สินของแผ่นดินจึงต้องห้ามมิให้ยึดตามมาตรา 1307 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อเงินค่าภาษีดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน เนื่องจากมีไว้เพื่อใช้เพื่อบำรุงท้องถิ่น จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ส่วนเงินบริจาคในนามของวัดมีไว้เพื่อใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะเช่นเดียวกัน จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินเช่นเดียวกัน แตกต่างจากเงินส่วนบุคคลของพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีฐานะเปรียบเสมือนเงินของเอกชนทั่วไปที่เปลี่ยนมือได้โดยง่ายและมีไว้ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่ากับเงินบริจาคของวัด นอกจากนั้น เงินบริจาคของวัดถือว่าเป็นศาสนสมบัติประเภทศาสนสมบัติกลางหรือศาสนสมบัติของวัดแล้วแต่กรณีอีกด้วย ตามที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 40 บัญญัติไว้เช่นเดียวกันกับที่วัดที่ธรณีสงฆ์หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ซึ่งมีลักษณะสำคัญและได้รับความคุ้มครองทำนองเดียวกันกับสาธารณสมบัติของแผ่นดินคือ หากมีการโอนกันก็ต้องจัดทำโดยพระราชบัญญัติ และห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้วัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อีกทั้งไม่ต้องอยู่ในอำนาจแห่งการบังคับคดี21ลักษณะที่สอง เงินบริจาคที่ผู้บริจาคส่งมอบให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในนามส่วนบุคคลที่มาของเงินบริจาคที่ผู้บริจาคส่งมอบให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในนามส่วนบุคคล ซึ่งมีสถานะเป็นเงินส่วนตัวนั้น ในสมัยพุทธกาลพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ จำเป็นต้องมีทรัพย์สินบางอย่างเพื่อความจำเป็นในการดำรงชีพอย่างเรียบง่ายและสมถะตามแบบสมณะในพระพุทธศาสนา อันได้แก่ บาตร จีวร และปัจจัย 4 เป็นหลัก จากสมัยพุทธกาลจวบจนกระทั่งปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตไปตามยุคสมัย การเปลี่ยนแปลงในเรื่องทรัพย์สินของพระภิกษุสงฆ์นั้น มีความเกี่ยวข้องมาตลอดในสังคมไทย จะเห็นได้จากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงปฏิรูปบ้านเมืองในยุคนั้น ซึ่งย่อมส่งผลต่อสถาบันสงฆ์โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การปฏิรูปดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจวัดจากที่เคยพึ่งพาแต่รัฐมเป็นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น การเลิกระบบทาสและไพร่ การให้วัดเข้ารับภาระการศึกษาของชาติและการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการอุปถัมภ์วัด เช่น การยกเลิกการถวายเงินกัลปนาแก่วัดรวมทั้งการลดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการอุปภัมภ์แก่วัดหลวงในกรุงเทพมหานคร ทำให้วัดต่าง ๆ ต้องสูญเสียผลประโยชน์ครั้งใหญ่ทั้งในรูปแรงงานและผลประโยชน์ตัวเงิน ทำให้พระสงฆ์และสถาบันสงฆ์ต้อง21 กิตติศักดิ์ ปรกติ, เอกสารประกอบการบรรยายหลักกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตราฐานที่ ก.ศป.รับรอง รุ่นที่ 4 เรื่อง หลักกฎหมายว่าด้วยบุคคลและนิติบุคคลในกฎหมายมหาชน , (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางปกครองและวิทยาลัยการยุติธรรมทางปกครอง, 2556), หน้า 17.


๑๒๐ การบริหารจัดการเงินของวัดเกี่ยวข้องกับรายได้และการจัดการทรัพย์สิน หลังจากนั้น วัดจึงต้องหาทางพึ่งพาตนเองมากขึ้นโดยการนำทรัพย์สินมาใช้ประโยชน์และโดยการอุปถัมภ์จากรัฐอีกทางหนึ่ง22ปรากฏว่ารายได้ที่วัดและพระภิกษุสงฆ์จัดเก็บได้มีหลายประเภท ได้แก่ เงินรายได้จากค่าเช่าที่ดินและการขายที่ดิน เงินรายได้จากค่าเช่าอาคารและตึกแถวของวัด เงินรายได้จากการจัดงานเทศกาลประจำปี และเทศกาลอื่น ๆ ของวัด เงินรายได้จากการจัดฌาปนกิจศพในวัด เงินรายได้จากการให้เงินกู้และดอกเบี้ยจากธนาคาร เงินรายได้จากการบริจาคเพื่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดหรือเพื่ออุทิศวัดในรูปแบบอื่นๆ 23142 ส่วนรายได้ส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์จากอดีตจนกระทั่งปัจจุบันมีหลายประเภท ได้แก่ เงินนิตยภัต ตามตำแหน่งและสมณศักดิ์ เช่น ตำแหน่งเจ้าอาวาส เจ้าคุณ ฯลฯ เงินค่าสอน กรณีที่เป็นพระอาจารย์สอนหนังสือ ตามสำนักเรียนต่างๆ เช่น สำนักเรียนบาลี นักธรรม มหาวิทยาลัยสงฆ์ฯลฯ เงินจากกิจนิมนต์ทั่วไปเช่น งานศพ งานทำบุญบ้าน ฯลฯ เงินจากกิจกรรมพิเศษทางศาสนา เช่น ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน24เมื่อพิจารณาจากรายได้ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งที่เป็นรายได้ของวัดและรายได้ส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์ จึงเป็นการยากที่จะแยกแยะได้ว่า เงินใดเป็นของวัดหรือของส่วนตัว นอกเหนือจากเงินที่มีการบริจาคให้โดยระบุว่าเป็นของส่วนตัวโดยชัดแจ้ง5.๔.๔ ระบบการควบคุมดูแลเงินบริจาคในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงวางระบบบริหารจัดการการเงินของวัดไว้โดยให้กระทรวงธรรมการทำหน้าที่คอยดูแลและจัดการเงินผลประโยชน์ของวัด ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเงินขึ้น จึงได้ตั้งไวยาวัจกรขึ้นเพื่อทำหน้าที่คอยช่วยเหลือ และย้ายหน่วยงานมาที่กรมสังฆการี ซึ่งปรากฏว่ามีปัญหาเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งมรรคนายกขึ้น ซึ่งมีอำนาจหน้าที่คล้ายกับไวยาวัจกร แต่มีอำนาจมากกกว่าขึ้นคอยกำกับดูแลและควบคุมไวยาวัจกรและจัดการการเงินและผลประโยชน์ของวัดหลวงทั้งหมด ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ทางการเงินทุเลาลงและระบบการเงินของวัดดียิ่งขึ้นคำว่า ทรัพย์สิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2511 ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 หมายถึง ที่ดิน อาคาร เงินทอง และวัตถุสิ่งของอันมีค่าทุกสิ่งทุกอย่างที่วัดได้มาเป็นสมบัติของวัด แต่โดยที่สิ่งของบางอย่างเป็นของเบ็ดเตล็ดเล็กน้อยเกินไป การพิจารณาว่า ควรจะกำหนดสิ่งใดเป็นศาสนสมบัติของวัด ควรอาศัยพระวินัยเป็นหลักด้วย ทรัพย์สินประเภทที่เป็นศาสนสมบัติของวัดดังกล่าวนี้ตรงกับที่เรียกว่า “ของสงฆ์” นั่นเอง แต่ก็มีข้อควรกำหนดลงไปเพื่อมิให้เกิดข้อผิดพลาด ดังนี้ 1. เงินต้องลงบัญชีทุกบาททุกสตางค์ 2. ที่ดินต้องลงบัญชีทุกส่วนของเนื้อที่ 3. อาคารถาวรต้องลงบัญชีทุกหลัง 4. สิ่งของมีค่าต้องลงบัญชีทุกอย่าง 5. สิ่งของเบ็ดเตล็ดเล็กน้อยหรือของใช้ชั่วคราว เจ้าอาวาสพิจารณาตามสมควร2522 ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์, รายงานวิจัยเรื่อง พระสงฆ์กับทรัพย์สินส่วนตัว, (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552), หน้า 73 - 74.23 อุทิศ จึงนิพนธ์สกุล, วิวัฒนาการเศรษฐกิจวัดไทย, (กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, 2528), หน้า 259.24 ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์, รายงานวิจัยเรื่อง พระสงฆ์กับทรัพย์สินส่วนตัว, หน้า 83.25 เรื่องเดียวกัน, หน้า 90.


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๒๑5.๔.๕ การดูแลจัดการทรัพย์สินและเงินตราของพระสงฆ์การดูแลทรัพย์สินและเงินตราของพระสงฆ์มี 2 แบบ คือ ทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุ (เช่น ทรัพย์สินที่มีก่อนบวชหรือทรัพย์ที่ได้มาขณะเป็นพระที่จัดการเองได้) และศาสนสมบัติของวัด (ทรัพย์สินของวัดที่ต้องบริหารจัดการตามกฎหมายและพระธรรมวินัย) โดยศาสนสมบัติมีเจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแล และอาจมอบหมายให้ไวยาวัจกร ซึ่งเป็นฆราวาสที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการแทนได้สำหรับการดูแลจัดการทรัพย์สินและเงินตราของพระสงฆ์ แยกเป็นประเด็นพิจารณา ดังนี้ 1. การจัดหาเงิน แยกออกมาจากการจัดหาเงินในนามวัด หรือการจัดหาเงินในนามพระสงฆ์การจัดหาเงินวัด รายได้ของวัดส่วนใหญ่ได้มาจากการให้เช่าที่ดินและอาคาร ตึกแถว การดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการฌาปนกิจ การใช้ที่วัดทำลานจอดรถ ตลอดจนการได้รับเงิบริจาคทำบุญจากประชาชนทั้งในเทศกาลทำบุญและยามปกติการจัดหาเงินของพระสงฆ์ มักมีรายรับจากการบริจาคทำบุญของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อไปประกอบพิธีทาศาสนา เช่น งานวันเกิด งานสมรส งานศพ เป็นต้น ไม่นับรวมถึงการประกอบกิจบางประเภทซึ่งมิได้ถือว่าเป็นพิธีทางศาสนา เพียงแต่ผู้นิมนต์ต้องการให้พระสงฆ์ไปร่วมงานเพื่อเป็นมงคลเท่านั้น ได้แก่ การเจิมป้ายห้างร้าน บริษัท เป็นต้น รวมถึงเงินนิตยภัตที่กำหนดมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสมณศักดิ์ของพระภิกษุสงฆ์ที่ดำรงอยู่2. การเก็บรักษาเงิน โดยแยกการเก็บรักษาเงินของวัด และการเก็บรักษาเงินของพระสงฆ์ การเก็บรักษาเงินของวัด ส่วนมากมักฝากเงินไว้ในธนาคารพาณิชย์ ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับธนาคารพาณิชย์จึงมีอยู่ในระดับสูง เพราะต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพาประโยชน์ซึ่งกันและกัน สำหรับวัดที่ต้องการความมั่นคงทางการเงิน จะตั้งมูลนิธิเพื่อคงเงินก้อนใหญ่ไว้ นำแต่ดอกผลมาใช้จ่ายหรือวัดบางวัดก็แบ่งเงินก้อนใหญ่ฝากไว้กับสำนักงานพระพุทธศาสนา เมื่อต้องการใช้ซ่อมแซมบูรณะวัด สร้างเสนาสนะและอื่นๆ ก็เบิกมาใช้ ซึ่งกรณีหลังนี้มักไม่ค่อยมีวัดที่นิยมทำกันมากนัก เพราะทำให้เงินวัดที่มีอยู่ร่อยหรอลงไป โดยทั่วไปแล้ววัดนิยมหาเงินก้อนใหม่ด้วยการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนบริจาคทำบุญเพื่อสร้างทรัพย์สินให้กับศาสนา และมักประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องจากประชาชนมีความเชื่อว่าการทำบุญโดยการสร้างหรือบูรณะวัดนั้นเป็นการสร้างบุญกุศลที่สูงสุดการเก็บรักษาเงินของพระสงฆ์ ตามหลักพระวินัยนั้น พระสงฆ์ต้องไม่เก็บรักษาเงิน ไม่สะสมทรัพย์ หากในสภาพปัจจุบันความต้องการใช้เงินของพระสงฆ์มีมากขึ้น ถ้าหากยึดตามหลักพระวินัยโดยเคร่งครัด อาจทำให้พระสงฆ์เกิดความยากลำบาก ฉะนั้น พระสงฆ์ทั่วไปจึงมีการเก็บสะสมทรัพย์ไว้ในความครอบครองอยู่บ้างเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย การเก็บรักษาเงินของพระสงฆ์ จึงกล่าวได้ว่าเป็นไปเช่นเดียวกับปุถุชนทั่วไป เนื่องจากเป็นเรื่องสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล3. การใช้จ่าย โดยแยกการใช้จ่ายเงินของวัด และการใช้จ่ายเงินของพระสงฆ์ การใช้จ่ายเงินวัด การใช้จ่ายของวัดมีอยู่ด้วยกันหลายทาง จากอดีตจนถึงปัจจุบันวัดส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเงินเพื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วิหาร กุฏิ เจดีย์ และถาวรวัตถุต่างๆ มาในระยะหลังเมื่อบทบาทของพระสงฆ์เริ่มเข้าสู่การเป็นนักพัฒนาโดยเฉพาะตามท้องถิ่นทุรกันดาร ค่าใช้จ่ายของวัดจึงใช้ไปในโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น การสร้างสาธารณสมบัติและสิ่งสาธารณูปโภค เป็นต้น นอกจากนั้น วัดยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจการต่าง ๆ ภายในวัดด้วยเช่น การจ้างคนงานดูแลรักษาวัดและบริเวณวัด ซื้อสิ่งของที่จำเป็นภายในวัด ตลอดจนค่าสาธารณูปโภค ได้แก่ ค่าน้ำ ประปา ค่าไฟฟ้า ซึ่งบางวัดถือว่าเป็นภาระที่วัดต้องรับผิดชอบ ขณะที่บางวัดให้พระสงฆ์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเอง


๑๒๒ การบริหารจัดการเงินของวัดการใช้จ่ายเงินพระสงฆ์ โดยทั่วไปพระสงฆ์มักถูกมองว่าไม่มีภาระค่าใช้จ่ายมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับฆราวาส เนื่องจากไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร เพราะได้จากการบิณฑบาต เครื่องนุ่งห่มก็ได้จากสังฆทานที่มีผู้ถวายให้ ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัย เนื่องจากสามารถอาศัยวัดเป็นที่พักอาศัยได้ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด เนื่องจากบางคราวหากบิณฑบาต พระบางรูปอาจได้อาหารมากบ้างน้อยบ้าง ทำให้จำต้องซื้อหาอาหารมาฉันเอง เครื่องนุ่งห่มก็เช่นกัน อาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อหามาเองบ้างเพื่อให้เพียงพอกับฤดูกาล ในบางคราวอาจมีค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อยาหรือรักษาพยาบาล เมื่อไม่มีญาติหรือโยมอุปัฏฐากให้ความช่วยเหลือ ในด้านที่พักอาศัยอาจไม่ต้องเสียเงินค่าเช่า แต่อาจต้องเสียค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้าและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในกุฏิเอง นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นสำหรับพระสงฆ์ในยุคปัจจุบันทั้งสิ้น4. ผู้บริหารจัดการเงินของวัด กฎหมายกำหนดให้เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการให้เป็นไปด้วยดี โดยให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ทั้งนี้เนื่องมาจากวัดมีฐานะตามกฎหมายเป็นนิติบุคคลมหาชน วัดจึงไม่อาจดำเนินงานได้โดยเอกเทศ หากต้องอยู่ภายใต้ความเห็นชอบและการควบคุมจากรัฐด้วย อนึ่งในการดูแลจัดการเงินของวัดเจ้าอาวาสมักแต่งตั้งไวยาวัจกรขึ้นทำหน้าที่ดูแลจัดการตามคำสั่งของเจ้าอาวาส เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าสภาพความเป็นสมณเพศไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปจัดการเรื่องการเงินโดยตรง จึงให้ไวยาวัจกรจัดการแทน265. การดูแลรักษา โดยแยกวัดการดูแลรักษาเงินของวัดและการดูแลรักษาเงินโดยพระสงฆ์สำหรับเงินวัดให้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดไว้ สำหรับเงินบริจาคให้แก่พระภิกษุสงฆ์รูปใดโดยเฉพาะ ย่อมไม่อยู่ในอาจการดูแลรักษาโดยวัด เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องดูแลรักษาโดยวิธีการใด ในทางปฏิบัติ จึงมักทำการดูแลรักษาโดยพระภิกษุสงฆ์รูปนั้นเอง ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นเงินบริจาคในนามของวัดหรือในนามของบุคคล เนื่องจากมีรายละเอียดและวิธีการจัดเก็บที่แตกต่างกัน แต่ปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของพระภิกษุและทรัพย์สินของวัด ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น พิสูจน์ได้ยากว่าการมอบให้พระภิกษุนั้นเป็นการมอบให้เป็นการส่วนตัวหรือบริจาคให้วัดเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กรณีเรื่องสิทธิในทรัพย์สินของพระภิกษุนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดยกเว้นไว้โดยเฉพาะ จึงถือได้ตามหลักกฎหมายทั่วไปเช่นเดียวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลธรรมดาทั่วไป เนื่องจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์ได้กำหนดให้พระภิกษุสงฆ์มีสถานะทางเพศ ที่แตกต่างจากบุคคลธรรมดาทั่วไปตรงที่พระภิกษุสงฆ์ดำรงเพศบรรพชิต ส่วนบุคคลธรรมดาทั่วไปถือเพฆราวาส ทั้งนี้ เพียงเพื่อแยกแยะความแตกต่างให้เห็นกันอย่างชัดเจนระหว่างพระภิกษุสงฆ์กับฆราวาสในมิติทางศาสนาเท่านั้น ส่วนมิติทางกฎหมายนั้น ประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 บัญญัติว่า “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย” ดังนั้น เมื่อพระภิกษุสงฆ์มีสภาพบุคคลตามกฎหมายจึงสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ไม่ต่างจากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของบุคคลธรรมดา เพียงแต่อาจถูกจำกัดสิทธิในทรัพย์สินบางประการ ดังนี้26 วไลลัคน์ เวชนุเคราะห์, ระบบการเงินของสงฆ์, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534), หน้า 62 - 66.


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๒๓การได้ทรัพย์สินมาในระหว่างอยู่ในสมณเพศของพระภิกษุนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ใน มาตรา 1623 “ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่ มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนานั้น เว้นแต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม” ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ หมายความว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ว่าพระภิกษุได้มาโดยประการใด เช่น มีผู้ถวายให้ด้วยความศรัทธาหรือมาโดยทางมรดกหรือได้มาโดยประการอื่น และไม่ว่าพระภิกษุจะนำทรัพย์สินเหล่านั้นมาไว้ที่วัดที่จำพรรษาอยู่หรือไม่ก็ตาม เมื่อพระภิกษุนั้นมรณภาพ ทรัพย์สินเหล่านั้นตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ กรณีที่พระภิกษุจำหน่ายทรัพย์สินของวัดให้บุคคลอื่น หากทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่ของส่วนตัวของพระภิกษุ การจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นโมฆะ เพราะเมื่อพระภิกษุไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ไม่มีอำนาจที่จะจำหน่ายทรัพย์ของผู้อื่น นอกจากจะทำแทนวัดในหน้าที่ที่ต้องกระทำเท่านั้น และเช่นเดียวกันในกรณีพระภิกษุทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของวัดให้ผู้อื่นก็จะกระทำมิได้ จะทำได้ก็แต่เฉพาะทรัพย์สินที่เป็นของส่วนตัวของผู้กระทำเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ของการร่างกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้พระภิกษุนั้นไม่ใช่ให้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุ แต่ให้แก่พระพุทธศาสนา เนื่องจากพระพุทธศาสนาไม่มีสภาพบุคคล กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่บริจาคก็ควรตกแก่วัดที่พระภิกษุรูปนั้นมีภูมิลำเนา ซึ่งถูกต้องแล้วแต่ไม่ควรมีข้อยกเว้นไว้ในตอนท้ายของมาตรา 1623 นี้ เพราะเมื่อมีการบัญญัติเช่นนี้ อาจเกิดช่องว่างตามกฎหมายในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปให้บุคคลภายนอกแทนที่จะให้ทรัพย์สินตกเป็นของวัดและเป็นปัญหายากแก่การพิสูจน์ให้ทรัพย์สินกลับมาเป็นศาสนสมบัติของวัดได้ และปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญมากปัญหาหนึ่ง เพราะจะทำให้วัดไม่ได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้เพื่อใช้ในการทำนุบำรุงศาสนา เพราะพระภิกษุกระทำการโดยอาศัยข้อยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าวนั่นเอง27เพื่อให้สามารถจำแนกได้ว่าทรัพย์สินประเภทใดเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุหรือเป็นทรัพย์สินของวัด มีเกณฑ์ในการพิจารณาโดยภาพกว้าง ๆ ดังต่อไปนี้1. พระภิกษุในฐานะที่เป็นทายาท เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าบุคคลเมื่อบวชแล้วขาดจากความเป็นทายาทของเจ้ามรดก ดังนั้น พระภิกษุจึงยังคงมีฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม (ผู้สืบสันดานบิดา เป็นต้น) ของเจ้ามรดกและสามารถที่จะรับมรดกโดยการรับพินัยกรรมได้ ดังนั้น พระภิกษุจึงมีฐานะ 2อย่าง คือ 1) พระภิกษุในฐานะทายาทโดยธรรม กล่าวคือ ขณะที่อยู่ในสมณเพศ ภิกษุจะไม่สามารถเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาท หากพระภิกษุนั้นอยากได้มรดกก็ต้องสึกจากสมณเพศไปเรียกร้องเอาตามความในมาตรา 1622 2) พระภิกษุในฐานะที่เป็นผู้รับพินัยกรรม เพราะตามมาตรา 1622 วรรคท้าย บัญญัติว่า พระภิกษุนั้นอาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้ ฉะนั้นแม้กฎหมายห้ามพระภิกษุเรียกร้องเอาทรัพย์มรดก แต่กฎหมายก็อนุญาตให้พระภิกษุเป็นผู้รับพินัยกรรมได้2. พระภิกษุในฐานะที่เป็นเจ้ามรดก ทรัพย์สินของพระภิกษุจำแนกได้เป็น 2 ประการ คือ27 อำนาจ กระต่ายทอง, หน้าที่ของไวยาวัจกรในการดูแลจัดการทรัพย์สินศาสนสมบัติของวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535, การศึกษาอิสระปริญญามหาบัณฑิต (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2549), หน้า 131 - 134.


๑๒๔ การบริหารจัดการเงินของวัด 1) ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนอุปสมบท คือทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนบุคคลนั้นเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินในส่วนนี้ เมื่อพระภิกษุมรณภาพลง ทรัพย์สินของพระภิกษุนั้นจะตกแก่ทายาทของพระภิกษุนั้นไม่ตกทอดแก่วัดที่พระภิกษุมีภูมิลำเนาอยู่ 2) ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ คือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากได้อุปสมบทเข้ามาเป็นพระภิกษุแล้ว ทรัพย์สินส่วนนี้ภิกษุสามารถจำหน่ายหรือทำพินัยกรรมยกให้แก่บุคคลใดก็ได้ แต่เมื่อพระภิกษุมรณภาพลง ทรัพย์สินส่วนที่ยังไม่ได้จำหน่าย จะตกทอดได้แก่วัดที่พระภิกษุนั้นมีภูมิลำเนาตามความในมาตรา 162328 จึงสรุปได้ว่า ทรัพย์สินใดที่พระภิกษุสงฆ์มีอยู่ก่อนอุปสมบท ทรัพย์สินดังกล่าวก็ยังมีฐานะเป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุสงฆ์รูปนั้นอยู่ และมีสิทธิตามกฎหมายในการที่จะจำหน่ายจ่ายโอนให้กับบุคคลใดก็ได้ ส่วนทรัพย์สินใดที่พระภิกษุสงฆ์ได้มาหลังจากที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ หากมรณภาพลงให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุสงฆ์รูปนั้น ยกเว้นจะมีการจำหน่ายจ่ายโอนไปยังบุคคลภายนอกก่อนที่จะมรณภาพ กรณีดังกล่าวทรัพย์สินนั้น จะไม่ตกทอดไปยังวัดที่เป็นภูมิลำเนา แต่จะตกทอดแก่บุคคลภายนอกที่รับมรดกแทนจากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น จึงเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ทรัพย์สิน รวมทั้งเงินบริจาคใดเป็นทรัพย์สินของวัดหรือของส่วนตัว หากทราบได้ชัดเจนแล้วจะทำให้เกิดความสะดวกในการบริหารจัดการเงินบริจาคดังกล่าวภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค กล่าวคือ หากเป็นการบริจาคในนามของวัดแล้ว เงินบริจาคนั้นย่อมมีสถานะเป็นทรัพย์สินของวัด ต้องจัดการให้เป็นไปตามวัตถุที่ประสงค์ของผู้บริจาค หากมีการแสวงหาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแล้ว ย่อมมีความผิดตามกฎหมาย๕.๔.๖ การจัดทำบัญชีเงินรับจ่ายของวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 31 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 บัญญัติว่า “ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย” ดังนั้น กิจการและทรัพย์สินของนิติบุคคล ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการปกครองดูแล คือ เจ้าอาวาสจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดพ.ศ. ๒๕๖๔ข้อ ๘ ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้องข้อ ๑๐ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดแบบทะเบียน บัญชี แบบสัญญาและแบบพิมพ์อื่น ๆ และวิธีการลงทะเบียน จำหน่ายทะเบียน และการทำบัญชี รวมทั้งให้คำแนะนำ การปฏิบัติแก่วัดเกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้ด้วย28 เรื่องเดียวกัน, หน้า 80.


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๒๕กรมการศาสนา (ในอดีต) ได้กำหนดแบบพิมพ์ต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้วัดใช้ เช่น 1. รายการในแบบพิมพ์ในการทำบัญชีรับจ่ายของวัด ตามกฎกระทรวง ได้แก่ 1. ทะเบียนทรัพย์สินของวัด 2. ทะเบียนทรัพย์สินจัดประโยชน์3. ทะเบียนผู้เช่าหรือผู้อาศัย 4. แบบสัญญาต่างๆ 5. บัญชีรับจ่ายเงิน 6. บัญชีงบปี 7. ใบเสร็จรับเงิน 8. กระดาษเขียนแผนผังวัด 9. สมุดเงินสด 10. บัญชีแยกประเภท2. การจัดทำบัญชีวัด โดยวัดจะต้องแยกเงินของวัดออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 เงินผลประโยชน์ ได้แก่ เงินที่ได้มาจากากรจัดประโยชน์ของวัด เช่น เงินค่าเช่า ค่าผาติกรรม ดอกเบี้ย ส่วนลด เงินค่าบำรุง เงินค่าขายสิ่งของ เงินค่าชดเชยและเงินค่าปรับ และเงินใดๆ ที่เป็นส่วนที่งอกเงยขึ้นจากศาสนสมบัติของวัด ประเภทที่ 2 เงินการกุศล ได้แก่ เงินที่มีผู้บริจาคเจาะจงการกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น บริจาคเป็นค่าภัตตาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าก่อสร้างถาวรของเจ้าภาพ เงินบำรุงพระอาพาธและเงินอื่นๆ ในลักษณะนี้ การรับเงินผลประโยชน์และเงินการกุศลวัด จะต้องออกใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง ทุกรายการ เมื่ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชำระเงินแล้ว วัดจะออกใบอนุโมทนาอีกต่างหากหรือไม่แล้วแต่ทางวัดจะเห็นสมควร ใบเสร็จรับเงินให้แบบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เงินผลประโยชน์ของวัด ในการเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินหนึ่งแสนบาทขึ้นไป ให้เก็บรักษาโดยฝากธนาคารในนามของวัด ในกรณี หากการนำฝากหน่วยงานดังกล่าวไม่สะดวก จะนำฝากไว้กับนิติบุคคลก็ได้แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก่อน จึงนำฝากวิธีเสนอขอรับความเห็นชอบ ให้วัดทำหนังสือระบุชื่อนิติบุคคลที่วัดประสงค์จะนำเงินฝากระบุจำนวนเงินที่จะนำฝาก ระบุจำนวนดอกผลที่วัดจะพึงได้จากการนำฝากและให้ส่งตราสารของนิติบุคคลนั้นไปด้วย ซึ่งการขอรับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดังกล่าวหมายถึง การเปิดบัญชีครั้งแรกเท่านั้นเมื่อวัดจะนำฝากเพิ่มเติมไม่ต้องขอความเห็นชอบอีกในการเปิดบัญชีเงินฝาก ในการทำใบนำส่งเงินฝากแต่ละคราวก็ดี ให้ระบุชื่อบัญชีว่า “เงินของวัด. . .” ห้ามฝากในนามบุคคลหรือระบุชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเจ้าของเงิน ในกรณีฝากเงินไว้กับธนาคาร ให้ระบุชื่อผู้มีอำนาจถอนเงินไว้อย่างน้อย 3 คน คือ (1) เจ้าอาวาส (2) ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ที่เจ้าอาวาสแต่งตั้ง (3) ผู้ที่เจ้าอาวาสเห็นสมควรแต่การสั่งจ่ายให้ลงนามในเช็คสั่งจ่ายพร้อมกัน โดยมีเจ้าอาวาสลงนามด้วยทุกครั้ง จึงถอนเงินได้เงินการกุศล การดูแลรักษาตลอดจนใช้จ่ายเงิน ให้เป็นไปตามความประสงค์ไว้อย่างชัดเจน จะให้เก็บรักษาที่ไหน อย่างไร วัดก็อาจปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการเก็บรักษาเงินผลประโยชน์โดยอนุโลมการจัดทำบัญชีวัด จะต้องปฏิบัติดังนี้ ก. การทำบัญชี จะต้องเป็นรอบระยะเวลา 1 ปีปฏิทิน โดยเริ่มจากวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ข. บัญชีวัดที่ให้จัดทำนั้น มีสมุดเงินสดและบัญชีแยกประเภทเพียง 2 เล่ม


๑๒๖ การบริหารจัดการเงินของวัด ค. สมุดเงินสดจะใช้บัญชี 3 ช่อง โดยมีช่องรายรับ รายจ่าย และวัดจะต้องยกยอดเงินสด ณ วันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่แล้ว ยกมาเป็นเงินสดคงเหลือยกมา ณ วันที่ 1 มกราคม ของปีที่ทำบัญชี และการลงบัญชีเงินสดจะต้องลงทุกวัน ในวันที่มีการรับจ่ายเงิน จนถึงสิ้นเดือนแต่ละเดือนก็ให้รวมยอดทุกสิ้นเดือนและบวกเลขรวมยอดทุกเดือนในช่องรวมแต่ต้นปีการที่ลงบัญชีสมุดเงินสด เพื่อให้ทราบว่ามีเงินสดคงเหลือเท่าไร ง. หลังจากลงบัญชีในสมุดเงินสดแล้ว จะต้องทำรายการรับและจ่ายทุกรายการ ไปลงบัญชีบัญชีแยกประเภท โดยแยกปะเภทของเงินที่รับและเงินที่จ่ายไปด้วยว่ามีรายรับรายจ่ายแต่ละประเภทจำนวนเทาใด และรวมยอดแต่ละเดือนของรายรับและรายจ่ายแต่ละประเภทว่ามีเท่าไร และให้รวมยอดแต่ละเดือนเป็นยอดรวมแต่ต้นปี เพื่อประโยชน์ลนการจัดทำรายงานบัญชีรับจ่ายในทุกเดือนเดือนละ 1 ครั้ง และรายงานงบปีแสดงรายรับ รายจ่าย และเงินคงเหลือสำหรับปี โดยรายงานปีละ 1 ครั้ง จ. เมื่อจัดทำบัญชีโดยสมุดบัญชีเงินสด บัญชีแยกประเภทให้เป็นปัจจุบันแล้ว ให้วัดเก็บรักษาไว้ที่วัด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบในการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ขอให้เป็นวัดพัฒนาและเมื่อมีชาวบ้านมาร้องเรียนเรื่องการเงินของวัด ฉ. เมื่อจัดทำบัญชีวัดทั้ง 2 เล่มแล้ว ให้วัดนำตัวเลขรายละเอียดของรายรับแต่ละประเภทรายจ่ายแต่ละประเภท ในแต่ละเดือน จัดทำรายงานบัญชีรายรับ รายจ่ายของวัด เพื่อส่งเจ้าคณะอำเภอในทุก 1 เดือน และจัดทำงบปีแสดงรายรับ รายจ่าย และเงินคงเหลือ สำหรับปี โดยรายงานปีละ 1 ครั้ง โดยส่งรายงานไปยังเจ้าคณะอำเภอ ช. หน้าบัญชีในสมุดเงินสดให้ใช้หน้าบัญชีในบัญชีแยกประเภท เช่น รายรับเงินบริจาคที่ใส่สมุดเงินสดหน้า 1 ก็ให้ใส่ตัวย่อในหน้าบัญชี ย. 1 ในสมุดเงินสดและในบัญชีแยกประเภท หน้าบัญชีให้ส่ง ส. 1 คือ ออกมาจากสมุดเงินสดหน้า 1 ซ. การลงบัญชีในสมุดเงินสด และบัญชีแยกประเภท จะต้องนำเงินจ่ายเงินมาลงบัญชีทุกครั้งเมื่อเจ้าอาวาสมอบหมายไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดทำบัญชีแล้ว ความรับผิดชอบของเจ้าอาวาสยังไม่สิ้นสุด เจ้าอาวาสจะต้องตรวจตราดูแลการปฏิบัติงานผู้ทำบัญชีด้วยว่าได้ปฏิบัติโดยเรียบร้อยและถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้องให้สั่งแก้ไขให้ถูกต้อง ระยะเวลาที่เจ้าอาวาสจะตรวจ ควรตรวจทุกเดือน ไม่ควรทิ้งระยะเวลาให้นานเกินไป นอกจากนี้ยังตรวจได้เสมอ ในเมื่อมีความประสงค์จะตรวจ เมื่อเจ้าอาวาสได้ตรวจบัญชีถึงหน้าใดแล้ว ก็ให้ลงบัญชีไว้มุมใดมุมหนึ่งของหน้าบัญชีนั้นว่า “ตรวจแล้ว” พร้อมกับลงนาม และวันที่ตรวจกำกับไว้ด้วย ในการตรวจตามดูแลบัญชีเจ้าอาวาสอาจมอบหมายให้พระภิกษุรูปอื่นที่มีความรู้ทางบัญชีทำการตรวจแทนได้๕.๔.๗ การตรวจบัญชี การตรวจบัญชีนั้น จะต้องตรวจสอบหลักฐานในการลงบัญชี เช่น เสร็จรับเงิน โดยเอาเลขที่ของใบเสร็จรับเงินมาลงด้วย แต่บางครั้งวัดจะจ่ายเงินค่าจ้างคนงานซึ่งยากที่จะเรียกได้ วัดจะต้องทำหลักฐานให้เซ็น หรือใช้ใบสำคัญรับเงินก็ได้บางครั้ง เช่น วัดจ่ายค่าเช่ารถยนต์ หรือค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ซึ่งไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินได้ ก็ต้องใช้ใบสำคัญรับเงินแทน2929 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, คู่มือไวยาวัจกร, (นครปฐม : สำนักงานศาสนสมบัติสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๖๗), หน้า 129 - 132.


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๒๗ในการดำเนินการจัดการดูแลทรัพย์สินและศาสนสมบัติของวัดนั้น ตามกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505กำหนดให้ทุกวัดต้องลงทะเบียนทรัพย์สินของวัด ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของวัด และมีระบบตรวจสอบและสรุปรายงานรายรับ-รายจ่ายทรัพย์สินที่มีอยู่ หรือเมื่อผู้แทนวัดพ้นตำแหน่ง แต่ปรากฏว่ามีวัดอื่นจำนวนมากมิได้นำทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาลงทะเบียนไว้และจัดทำบัญชีรับจ่ายไว้แต่อย่างใด อาจเป็นเพราะว่าเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร หรือคณะกรรมการวัดขาดความรู้ความสามารถในการจัดการอย่างถูกต้องหรือไม่ มีระบบการควบคุมในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือเป็นเพราะขาดความศรัทธาในตัวเจ้าอาวาส จึงไม่มีผู้ใดกล้าเสนอคำแนะนำให้มีการดำเนินการจัดการทรัพย์สินและศาสนสมบัติของวัด ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงและแบบพิมพ์ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนด คงปล่อยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ส่งผลให้ทรัพย์สินที่วัดได้มานั้นแยกไม่ออกว่าเป็นทรัพย์สินของวัดหรือเป็นของส่วนตัวของเจ้าอาวาส ทั้งนี้เนื่องมาจากไม่ได้ลงทะเบียนทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างถูกต้อง30การจัดการการเงินและผลประโยชน์ของวัดทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคที่ได้เคยให้สำนักงสานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดการ ปัจจุบันวัดได้โอนมาจัดการเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบ้างเป็นบางวัดที่ยังให้สำนักพระพุทธศาสนาดูแลเกี่ยวกับผลประโยชน์ของวัดอยู่ ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับการเงินวัดนั้น วัดจะนำมาจัดการเอง วัดใดที่ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดูแลผลประโยชน์ให้ หากค่าใช้จ่ายการบูรณวัดไม่เพียงพอ วัดจะทำโครงการเสนอขออนุมัตินำเงินผลประโยชน์ของวัดที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดูแลอยู่มาใช้จ่าย ซึ่งแล้วแต่ว่าจะอนุมัติมาจำนวนเท่าใด ส่วนวิธีการจัดการการเงินจะแตกต่างกันบ้าง พอสรุปได้ดังนี้1. ตั้งคณะกรรมการการเงินของวัด มีเจ้าอาวาสเป็นประธาน เจ้าอาวาสจะแต่งตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการ ประกอบด้วยพระภิกษุภายในวัดและฆราวาส คือ ไวยาวัจกร หรือฆราวาสที่เป็นผู้อุปถัมภ์วัดหรือผู้ที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร หรือบางวัดคณะกรรมการจะประกอบด้วย เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส2. ตั้งเป็นมูลนิธิวัดดำเนินการในรูปของคณะกรรมการบริหาร เจ้าอาวาสเป็นผู้เลือกไวยาวัจกร โดยเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มูลนิธิวัด จะมีเงินทุนสำรองและการกุศลที่มีผู้บริจาคในการบำรุงการกุศล3. จัดการโดยเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร ซึ่งวัดในภูมิภาคส่วนใหญ่จะบริหารการเงินโดยเจ้าอาวาสและเจ้าอาวาสจะแต่งตั้งไวยาวัจกรจัดการการเงินของวัด การจัดการในรูปแบบนี้เจ้าอาวาสจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงบัญชีและดูแลด้านการเงินและผลประโยชน์วัด การดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการจะเป็นตำแหน่งตลอดชีวิต มีบางวัดที่กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการไว้อาจจะเป็น 3 - 4 ปี แล้วแต่กรณี ส่วนจำนวนคณะกรรมการนั้นแล้วแต่ว่าวัดใดจะกำหนดจำนวนเท่าใดการจัดตั้งคณะกรรมการหรือมูลนิธิหรือไวยาวัจกรขึ้น เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการผลประโยชน์และการเงินของวัด ดังนี้311. นำเงินที่ได้รับเข้าบัญชีเงินฝากในนามของวัด หากต้องการที่จะเบิกมาใช้จ่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการหรือเจ้าอาวาสก่อน30 กนก แสนประเสริฐ และคนอื่นๆ, การจัดการดูแลทรัพย์สินและศาสนสมบัติของวัด, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2545), หน้า 122.31 ภิรมย์ จั่นถาวร, รายงานการวิจัย เรื่อง ยุทธศาสตร์การจัดการการเงินของวัด, หน้า 143 - 144.


๑๒๘ การบริหารจัดการเงินของวัด2. ลงบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดที่มีผู้บริจาคหรือบัญชีสิ้นปี ส่วนใหญ่วัดหรือเจ้าอาวาสหรือผู้มีหน้าที่ไม่ค่อยเคร่งครัดในการจัดทำทะเบียนบัญชีเท่าใดนัก โดยเฉพาะในภูมิภาคหรือในกรุงเทพบางวัด จึงทำให้เกิดปัญหาความไม่โปร่งใส หรือเพราะผู้มีหน้าที่ขาดความชำนาญ ขาดความรู้ในการจัดทำบัญชีและการจัดการทางการเงิน หรืออาจไม่ค่อยมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาหรือเป็นการปล่อยปละละเลยการตรวจสอบบัญชี (Audit) จึงเป็นกระบวนการที่เป็นระบบในการตรวจสอบบันทึกทางการเงินเพื่อยืนยันความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ รวมถึงกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง๕.๔.๘ ขั้นตอนและระบบควบคุมการบริหารเงินศาสนสมบัติในส่วนภูมิภาคคณะกรรมการจัดวางระบบการควบคุมเงินศาสนสมบัติในส่วนภูมิภาค โดยมีรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการได้กำหนดขั้นตอนและจัดวางระบบควบคุมการบริหารเงินศาสนสมบัติในส่วนภูมิภาค โดยมีระเบียบและขั้นตอน ดังนี้1. ระเบียบ คำสั่ง และมติที่เกี่ยวกับการจัดประโยชน์และการรับจ่ายเงินศาสนสมบัติ 1) ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าด้วยการจัดประโยชน์แทนวัด พ.ศ. 25๕๔ 2) คำสั่งมอบอำนาจจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการ 3) พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 4) ระเบียบการจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด พ.ศ. 2๕๕๗ 5) มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 26/2543 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การฝากและจ่ายเงินค่าผาติกรรม ๖) ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดการที่ดินแทนวัด พ.ศ. 2567 เป็นต้น 2. ขั้นตอนและระบบควบคุมการบริหารเงินศาสนสมบัติในส่วนภูมิภาค การรับเงินผลประโยชน์ศาสนสมบัติ มีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้ 1) การเบิกใบเสร็จรับเงิน ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินตามแบบที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดพิมพ์ โดยให้แต่ละสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ขอเบิกใบเสร็จรับเงินไปใช้งานได้ที่ฝ่ายกองทุนศาสนสมบัติ สำนักงานศาสนสมบัติ ตามจำนวนที่ต้องการ 2) การใช้ใบเสร็จรับเงิน ให้ใช้เรียงหมายเลขเล่มให้ต่อเนื่องกันจากเลขน้อยไปหามาก และมีการทำทะเบียนคุมยอดการเบิกไปใช้ไว้เป็นหลักฐาน ให้ใช้ได้ในปีงบประมาณศาสนสมบัติกลาง เมื่อสิ้นปีงบประมาณศาสนสมบัติกลาง ให้ปรุและขึ้นเล่มใหม่สำหรับปีงบประมาณใหม่ พร้อมทั้งให้รายงานให้ส่วนกลางทราบว่า มีใบเสร็จรับเงินคงเหลืออยู่ในความรับผิดชอบจำนวนเท่าใด เลขที่ใด จำนวนกี่เล่ม 3) ใบเสร็จรับเงินแต่ละฉบับจะมีสำเนาอยู่ 2 ชุด เมื่อมีการรับเงินให้ฉีกใบเสร็จรับเงินฉบับแรกสีเหลืองมอบให้ผู้ชำระเงินไว้เป็นหลักฐาน ส่วนสำเนาใบเสร็จรับเงินฉบับแรกสีฟ้าให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดฉีกและใช้แนบงบรายงานการจ่ายเงินประจำเดือนตามแบบ บช.ศส. 1 - ส่งส่วนกลาง สำหรับสำเนาใบเสร็จรับเงิน ฉบับที่ 2 ขาวให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เก็บไว้กับเล่มใบเสร็จรับเงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับเงินของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด พร้อมใช้ประกอบการลงบัญชีและการตรวจสอบในภายหลัง3. การรับเงินศาสนสมบัติกลางและศาสนสมบัติวัด ให้แยกใบเสร็จรับเงินคนละเล่ม เพื่อสะดวกในการลงบัญชีและตรวจสอบ


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๒๙4. ใบเสร็จรับเงิน ที่ใช้หมดแล้ว ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดต้องเก็บรักษาไว้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2539 และเมื่อหมดเวลาเก็บรักษาแล้ว ก็ให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายหลักฐานตามระเบียบนี้เช่นกัน5. การรับเงินค่าเช่า ค่าภาษีกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินจากเดิม ให้ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดหมายเหตุไว้ในหลังสำเนาใบเสร็จสีฟ้าด้วย ว่าเกิดจากการปรับค่าเช่า หรือเปลี่ยนแปลงค่าเช่าอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นสัญญานานปีขอให้ระบุด้วยเป็นการเก็บค่าเช่าในระยะปีที่เท่าไหร่ ในกรณีที่มีการโอนเปลี่ยนแปลงผู้เช่าให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด หมายเหตุว่ารับโอนจากใคร5.๔.๙ การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการเก็บรักษาเงินและนำเงินส่งคลัง เป็นไปตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. 2520 หมวด 3 โดยอนุโลม ยกเว้นไม่ต้องนำเงินส่งคลังจังหวัด แต่ให้นำเงินที่มีอยู่ฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด ตามที่ส่วนกลางกำหนด๕.๔.๙.๑ วิธีการนำเงินฝากธนาคารเนื่องจากเงินศาสนสมบัติไม่ต้องนำฝากคลังดังเช่นเงินรายได้แผ่นดิน หรือเงินนอกงบประมาณอื่นๆ ดังนั้น เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดได้รับเงินผลประโยชน์ศาสนสมบัติกลาง หรือศาสนสมบัติวัด แล้วให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการ ดังนี้1. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการขอเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด ประเภทออมทรัพย์ จำนวน 3 บัญชี แยกเป็นศาสนสมบัติกลาง เงินศาสนสมบัติวัด และเงินประกันการเช่า ชื่อบัญชีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้มีอาจลงนามในบัญชีนี้ประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด หัวหน้ากลุ่มอำนวยการและประสานงาน และเจ้าหน้าที่การเงิน โดยให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลงนามร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องอีก 1 คน รวม 2 คน จึงจะเบิกจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารได้2. ให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนำเงินที่รับและเก็บรักษาไว้นำฝากธนาคารดังกล่าวภายในวันทำการถัดไป แต่อย่างช้าต้องไม่เกิน 3 วัน (ตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. 2520 หมวด 4) ยกเว้นมีวันหยุดราชการหลายวัน ให้นำฝากในวันรุ่งขึ้นที่สำนักงานและธนาคารเปิดทำการ ห้ามทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเก็บรักษาเงินไว้ที่สำนักงานเกินกว่า 3วันทำการ ทั้งนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเงิน ศบก. และศบว. ให้ได้มากที่สุด และเป็นไปตามระบบการควบคุมภายในที่ดี 3. เมื่อสิ้นปีงบประมาณ ศบก. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตรวจสอบยอดเงิน ศบว. ในบัญชีของแต่ละวัดว่ามีจำนวนเท่าใด แล้วมีหนังสือแจ้งให้ทางวัดต่างๆ ทราบ หากวัดใดประสงค์จะนำเงินในบัญชีที่มีอยู่ฝากธนาคารใหม่ในนามของวัดนั้นๆ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารที่มีอยู่ นำฝากธนาคารตามความประสงค์ของวัด หากทางวัดไม่แจ้งความประสงค์กลับมาก็ให้ฝากในบัญชีเดิมไปก่อน ดอกผลที่เกิดขึ้นจากการนำฝากธนาคารในแต่ละปี ให้รวมเป็นเงินผลประโยชน์ของแต่ละวัด และให้จัดทำทะเบียนรายตัวผู้เช่าที่ดินและอาคารของแต่ละวัดไว้ด้วย4. ยอดเงินฝากธนาคารที่เป็นเงินศาสนสมบัติกลาง ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการตัดโอนเงินทั้งหมดที่มีอยู่ไปยังส่วนกลางทุกๆ เดือน


๑๓๐ การบริหารจัดการเงินของวัด5. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารของเงินฝาก ศบว. เมื่อครบกำหนดรับดอกเบี้ยสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด จะต้องนำสมุดคู่ฝากธนาคารไปปรับดอกเบี้ยให้ตรงตามวันครบกำหนด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเงิน ศบว. ให้ได้มากที่สุด32การนำเงินศาสนสมบัติของวัดฝากธนาคารต้องปฏิบัติตามระเบียบที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนด โดยให้เปิดบัญชีกับธนาคารที่มีสำนักงานอยู่ในจังหวัดเดียวกับวัดเท่านั้น และเจ้าอาวาสต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายและพระธรรมวินัย5.๕ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและรักษาเงินของวัดกฎระเบียบการกำกับดูแลการเงินของวัดมีหลักการสำคัญ คือ ความโปร่งใสและการควบคุมการใช้จ่าย โดยมีข้อบังคับหลักคือ การเปิดบัญชีธนาคารที่ระบุชื่อวัดเท่านั้น และการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ชัดเจน พร้อมทั้งต้องส่งรายงานต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อตรวจสอบกฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔• การเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารo ต้องเปิดบัญชีกับธนาคารที่มีสำนักงานในจังหวัดเดียวกันกับที่ตั้งของวัดo ชื่อบัญชีต้องเป็น \"เงินของวัด...\" หรือ \"วัด...\" เท่านั้น ห้ามมีชื่อบุคคลอื่นต่อท้ายo ผู้มีอำนาจลงนามถอนเงินต้องมีอย่างน้อย 3 คน คือ เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และบุคคลที่เจ้าอาวาสเห็นสมควรo การถอนเงินต้องมีผู้ลงนาม 2 ใน 3 คน โดยมีเจ้าอาวาสลงนามด้วยเสมอo การถอนเงินต้องใช้ใบถอนเงินและสมุดบัญชีเท่านั้น• การจัดทำบัญชีo ทุกวัดต้องจัดทำบัญชีรายรับ -รายจ่ายอย่างละเอียดทุกเดือนo ต้องบันทึกบัญชีทุกครั้งที่มีการรับ - จ่าย และสรุปยอดเป็นรายเดือนo ต้องจัดทำรายงานเงินคงเหลือเป็นประจำทุกเดือนo ต้องจัดทำบัญชีและรายงานส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือจังหวัด ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป• ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติวัดห้ามถือเงินสดเกินกว่า 100,000 บาท ต้องเก็บสำเนาเอกสารบัญชีไว้ที่วัดเพื่อการตรวจสอบ และเจ้าอาวาสที่ละเลยอาจถูกลงโทษจากมหาเถรสมาคมในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๘ เลขาธิการมหาเถรสมาคม เสนอว่า ในคราวการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๓/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ได้มีมติที่ ๓๙๙/๒๕๖๘ เรื่องข้อปรารภการบริหารศาสนสมบัติตามพระธรรมวินัยและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม ได้มีมติโดยสรุป มอบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอหลักการทั่วไปสำหรับการจัดการศาสนสมบัติวัดโดยด่วน พร้อมทั้งแจ้งข้อปรารภเป็นการกำชับมหาเถรสมาคม ให้เร่งรัด และมอบหมายการดำเนินการในพันธกิจด้านศาสนสมบัติ ร่วมกันพิจารณาดำเนินการ กำหนดกฎเกณฑ์และกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัด เพื่อเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณากำหนดเป็นกฎเกณฑ์ สำหรับบังคับใช้แก่คณะสงฆ์ 32 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ขั้นตอนและระบบควบคุมการบริหารเงินศาสนสมบัติในส่วนภูมิภาค, ค้นวันที่ 24 เมษายน 25๖๕ จาก ww.npt.onab.go.th/menue/sasna.pdf.


การบริหารจัดการเงินของวัด ๑๓๑สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด ได้พิจารณาแล้วเพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ประกอบกับมติมหาเถรสมาคม มติที่ ๓๙๙/๒๕๖๘ เรื่อง ข้อปรารภการบริหารศาสนสมบัติตามพระธรรมวินัย และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และมติที่ ๔๐๒/๒๕๖๘ เรื่อง นโยบายคณะสงฆ์ในการบริหารศาสนสมบัติ ตามพระธรรมวินัยและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ขอนมัสการมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา ดังนี้ ๑. กำหนดแนวปฏิบัติในการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก ธนาคาร และการเก็บรักษาบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด ดังนี้ ๒. การเปิดบัญชีและการเบิกถอนเงินฝากธนาคารของวัด ๑.๑ การเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ให้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตจังหวัดที่วัดตั้งอยู่เท่านั้น ๑.๒ ระบุชื่อบัญชีเงินฝากธนาคารว่า “เงินของวัด....” หรือ “วัด.....” เท่านั้น ห้ามมีคำว่าโดย.... (บุคคลใดบุคคลหนึ่ง) ต่อท้ายชื่อวัด ๑.๓ ระบุชื่อผู้มีอำนาจลงนามถอนเงิน หรือสั่งจ่ายเช็ค จากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัดอย่างน้อยสาม รูป/คน ประกอบด้วย ๑. เจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายสงฆ์ ๒. ไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาส และ ๓. บุคคลที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร ๑.๔ เงื่อนไขการถอนเงิน หรือสั่งจ่ายเช็ค ให้กำหนดผู้มีอำนาจลงนามจำนวนสองในสามรูป/คน โดยมีเจ้าอาวาสลงนามถอนเงินหรือสั่งจ่ายเช็คด้วยทุกครั้ง ๑.๕ การถอนเงินฝากธนาคารของวัด ให้ใช้การถอนเงินโดยใช้ใบถอนเงินของธนาคาร และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเท่านั้น การเก็บรักษาบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด ให้เก็บรักษาไว้ ณ ที่วัด ในที่ปลอดภัยไม่ให้สูญหาย ๒. การจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัดหรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัด ดังนี้ ๒.๑ ให้วัดทุกวัดจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัดและบันทึกบัญชีทุกครั้งที่มีรายการรับและรายการจ่าย พร้อมให้สรุปเป็นรายเดือน และรวบรวมบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัดเป็นรายเดือน จำนวน ๑๒ เดือน (เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม) ส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณีตามมติมหาเถรสมาคมที่ ๔๙๕/๒๕๖๘ เรื่อง แนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัดและแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัดข้อ ๒.๑ ให้วัดทุกวัดจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัดและบันทึกบัญชีทุกครั้งที่มีรายการรับและรายการจ่าย พร้อมให้สรุปเป็นรายเดือน และรวบรวมบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัดเป็นรายเดือน จำนวน ๑๒ เดือน (เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม) ส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ ๒๐ มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ ในส่วนเอกสารหลักฐานประกอบรายรับ - รายจ่าย ให้เก็บไว้ที่วัด เพื่อรับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย


๑๓๒ การบริหารจัดการเงินของวัด ๒.๒ ให้วัดจัดทำรายงานเงินคงเหลือของวัด โดยจัดทำ ณ วันสุดท้ายของเดือน เป็นประจำทุกเดือน โดยให้รายงานทั้งเงินสด เช็ค และเงินฝากธนาคารที่เป็นบัญชีของวัดทุกบัญชี ที่ชื่อบัญชีเป็นชื่อของวัด และรวบรวมส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด แล้วแต่กรณี ภายในวันที่ ๒๐ มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ ๒.๓ ให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการบันทึกบัญชีของวัด ซึ่งหากวัดใดได้นำระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดใช้ในการบันทึกบัญชีของวัดแล้ว ไม่ต้องดำเนินการจัดทำข้อ ๒.๑ และข้อ ๒.๒ อีก แต่วัดต้องรายงานบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ ๒๐ มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ ทั้งนี้ ในการจัดทำระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด ให้วัดพิจารณาได้ตามความเหมาะสมของวัด ๒.๔ กรณีวัดที่มีรายชื่ออยู่ในโครงการจัดทำบัญชีมาตรฐาน (สำหรับวัดนำร่อง) ให้จัดทำบัญชีระหว่างเดือนตุลาคม - มิถุนายน ในปีถัดไป และนำส่งรายงานให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายในเดือนสิงหาคม ๓. ให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) มาใช้สำหรับรองรับข้อมูลการรับบริจาคตามความเหมาะสมของวัด ๔. ให้เจ้าอาวาสปฏิบัติตามมติฉบับนี้ และให้เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ กำกับ กำชับ ติดตาม และดูแลเจ้าอาวาสในเขตปกครอง ให้บริหารศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติ กฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ มติ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการและมีโทษได้ ๕. มอบหมายสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ๕.๑ กำหนดแบบบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัด ตามมติฉบับนี้ ๕.๒ ให้คำแนะนำแก่วัดในการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัดและรายงาน เงินคงเหลือของวัด ๕.๓ ให้มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแล หรืออาจจะประสานงานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจสอบภายในระดับจังหวัด สำนักงานตำรวจ-แห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น เพื่อทำการตรวจสอบบัญชีรายรับบัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัด พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานประกอบได้ตามความเหมาะสม และให้รายงานการตรวจสอบให้มหาเถรสมาคมทราบ ๖. ให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไปมหาเถรสมาคมให้วัดทุกวัดได้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัดการเงินและการบัญชีเป็นพื้นฐานสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรการเงิน โดยการเน้นความสำคัญของหลักการของเวลาค่าเงิน ความเสี่ยงและผลตอบแทน การบัญชีการเงินส่วนบุคคล และการบัญชีจัดการ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการเงินในระดับองค์กรและระดับบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นใจในการตัดสินใจ


บทที่ ๖กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ6. ความนำการบริหารจัดการศาสนสมบัติอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบหลายฉบับ มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายหลัก กฎกระทรวง และมติมหาเถรสมาคม เป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญ บทสรุปกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้1. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์และวางหลักเกณฑ์พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการศาสนสมบัติ โดยสาระสำคัญ ได้แก่• มาตรา 40 กำหนดให้ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือo ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง การดูแลรักษาและจัดการเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ o ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง การดูแลรักษาและจัดการให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง• มาตรา 33 คุ้มครองที่ดินของวัด รวมถึงที่ตั้งวัดและที่ธรณีสงฆ์ โดยกำหนดให้มีการคุ้มครองเป็นพิเศษเพื่อรักษาไว้เป็นสมบัติทางศาสนาอย่างถาวร 2. กฎกระทรวง เป็นกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ เพื่อกำหนดรายละเอียดและวิธีการปฏิบัติในการจัดการศาสนสมบัติของวัดอย่างชัดเจน ในกฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 เป็นฉบับปัจจุบันที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน (แทนฉบับเดิม กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ) สาระสำคัญ ได้แก่o กำหนดให้วัดต้องจัดทำทะเบียนและบัญชีทรัพย์สินของวัดเป็นหลักฐานo วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการได้มา การเก็บรักษา และการจำหน่ายทรัพย์สินของวัดo กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดหาผลประโยชน์ในศาสนสมบัติ เช่น การเช่าที่ดินหรืออาคารระยะสั้นและระยะยาวo กำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการดำเนินการตามกฎกระทรวงเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 3. มติมหาเถรสมาคม มหาเถรสมาคมในฐานะองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ มีอำนาจกำหนดนโยบาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติเพิ่มเติมที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ. และกฎกระทรวง เช่นมติมหาเถรสมาคม เกี่ยวกับแนวปฏิบัติสำหรับการบริหารศาสนสมบัติของวัด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ4. บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง• เจ้าอาวาส มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดที่ตนปกครอง• ไวยาวัจกร เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสในการดูแลและจัดการทรัพย์สิน การเงินและบัญชีของวัด• สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีภารกิจหลักในการสนองงานคณะสงฆ์ ให้การอุปถัมภ์คุ้มครอง ดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติ ทั้งศาสนสมบัติกลางและกำกับดูแลศาสนสมบัติของวัด


๑๓๔ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ กฎหมายหลักคือพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติม) และระเบียบปฏิบัติล่าสุดคือกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ซึ่งเน้นความโปร่งใสและการจัดทำบัญชีที่เป็นระบบ๖.๒ กฎกระทรวง ว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ระเบียบว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ก็คือการเบิกจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด พ.ศ. ๒๔๘๘ เดิมไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ทันสมัยกับการเงินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตามที่คณะสงฆมนตรีได้ลงมติให้ยกเลิกระเบียบการจ่ายเงิน พ.ศ. ๒๔๘๘ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบการจ่ายเงินของวัด ส่วนเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่การดูแล รักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดตามกฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้วไม่สอดคล้องกับกาลปัจจบุัน โดยมีการโอนภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมาย ว่าด้วยคณะสงฆ์จากกรมการศาสนาไปเป็นของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสมควรกำหนดการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดเสียใหม่ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้พระเทพปริยัติสุธี (วรวิทย์คงฺคปญฺโญฺ) กล่าวถึงศาสนสมบัติ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ กล่าวว่าเป็นคำนาม หมายถึง การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ สำหรับศาสนสมบัติ ที่จัดเป็นระเบียบบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลาง นั้นหมายถึง ๑. การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ ศาสนวัตถุและศาสนสถาน๒. กิจการอันเกี่ยวกับวัด คือ การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย การยุบเลิก การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา การยกวัดร้างเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา และการยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง๓. กิจการของวัดอื่น ๆ เช่นการจัดงานวัด การรับบริจาค๔. การศาสนสมบัติของวัดการควบคุมและส่งเสริมการสาธารณูปการ เป็นงานที่ละเอียดอ่อนเป็นตัวหลักของการคณะสงฆ์ แต่ผู้ปฏิบัติโดยตรงคือเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระสังฆาธิการระดับวัด เจ้าคณะทุกชั้น ต้องมีความสัมพันธ์กัน ๒ ประการ คือ ควบคุมการจัดการศาสนสมบัติและส่งเสริมการพัฒนาจัดการศาสนสมบัติของวัดการควบคุมดูแลวัดนั้น เจ้าคณะจะเพิกเฉยมิได้ ถ้าเพิกเฉยจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติต้องสอดส่อง ดูแล ชี้แจง แนะนำในการสาธารณูปการของเจ้าอาวาส ดังนี้๑. ควบคุมการทำแผนผังวัด ให้สอดคล้องกับยุคพัฒนา๒. ควบคุมแบบแปลนเสนาสนะแต่ละวัดให้อยู่ในหลักประหยัดและพอเหมาะพอควรแก่สภาพท้องถิ่นและก่อสร้างตามแบบแปลน๓. ควบคุมให้แต่ละวัดสร้างถาวรวัตถุให้เป็นทรงไทย หรือให้รักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสำคัญ๔. ควบคุมการเงินและบัญชีรับ - จ่าย ของแต่ละวัดให้เป็นไปตามหลักบัญชี๕. ควบคุมดูแลการเอกสารต่าง ๆ ของเจ้าอาวาส เช่น รายงานขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เป็นไปโดยถูกต้อง


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๓๕๖. ควบคุมการจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง๑พระพยอม กลฺยาโณ ได้กล่าวถึงการจัดการศาสนสมบัติของวัด หมายถึง การบริหารงานคณะสงฆ์ ผู้บริหารต้องตั้งอยู่ในธรรม มีศีล มีความรู้ มีความกล้าหาญ มีความขยัน และรู้จักละสิ่งที่ควรละ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข ความเจริญแก่สังคม๒ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ความมุ่งหมายของการสาธารณูปการ ก็เพื่อบำรุงรักษาและส่งเสริมวัดให้เป็นที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชน หรือแก่สังคมผู้เป็นเจ้าของวัดให้พัฒนาสถาพรสืบไป กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด๓พ.ศ. ๒๕๖๔อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๔๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้“สิ่งปลูกสร้าง” หมายความว่า โรงเรือน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ที่บุคคลอาจเข้าอยู่อาศัยหรือใช้สอยได้ หรือใช้เป็นที่เก็บสินค้า ใช้ประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือการบริการ รวมตลอดทั้งบรรดาทรัพย์อันเป็นส่วนควบหรือติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นข้อ ๓ การได้ทรัพย์สินมาเป็นศาสนสมบัติของวัด ให้วัดลงทะเบียนทรัพย์สินนั้น ไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อต้องจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำหน่ายออกจากทะเบียน โดยระบุเหตุแห่งการจำหน่ายไว้ด้วย การได้มาซึ่งที่ดินหรือสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน เมื่อได้จดทะเบียนการได้มาตามกฎหมายแล้ว ให้วัดในเขตกรุงเทพมหานคร ส่งหลักฐานการได้มาเก็บรักษาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำหรับวัดใน เขตจังหวัดอื่นให้ส่งไปเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนั้นข้อ ๔ การกันที่วัดไว้สำหรับเป็นที่จัดประโยชน์จะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม๑พระเทพปริยัติสุธี (วรวิทย์คงฺคปญฺโญ), การคณะสงฆ์และการพระศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หน้า ๔๑. ๒พระพะยอม กลฺยาโณ, การบริหารเชิงพุทธในการบริหารธุรกิจแบบพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : เคล็ดไทย, ๒๕๕๓), หน้า ๒๙.๓กฎกระทรวงว่าการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ฉบับที่ ๓ ประกาศเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔.


๑๓๖ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ข้อ ๕ การให้เช่าที่วัดที่กันไว้สำหรับเป็นที่จัดประโยชน์ ที่ธรณีสงฆ์ที่กัลปนาหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้ง ทำทะเบียนทรัพย์สินที่จัดประโยชน์ทะเบียนผู้เช่า หรือผู้อาศัยไว้ให้ถูกต้องและให้วัดเก็บรักษาทะเบียนและหนังสือ สัญญาเช่าไว้เป็นหลักฐานหรือจะฝากไว้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสำหรับวัดในเขตกรุงเทพมหานครหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสำหรับวัดในเขตจังหวัดอื่นก็ได้ การให้เช่าตามวรรคหนึ่งหากมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปีจะกระทำได้ต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมข้อ ๖ การให้เช่าที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์เพื่อเป็นทางเข้าออก ไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลากี่ปีก็ตาม จะกระทำไปต่อเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม โดยให้วัดจัดทำเป็นสัญญาภาระจำยอมข้อ ๗ การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินหนึ่งแสนบาทขึ้นไป ให้เก็บรักษา โดยฝากธนาคารในนามของวัด หรือวิธีการอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคมกำหนดการ ดูแลรักษาและจัดการเงินการกุศลที่มีผู้บริจาคให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาคข้อ ๘ ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัด ซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแล ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้องข้อ ๙ ในกรณที่วัด เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ของวัดถูกฟ้อง หรือถูกหมายเรียกเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ให้เจ้าอาวาสวัดในเขตกรุงเทพมหานครแจ้งต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือเจ้าอาวาสวัดในเขตจังหวัดอื่นให้แจ้งต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนั้นภายในห้าวันนับแต่วันรับหมายข้อ ๑๐ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดแบบทะเบียน บัญชีแบบ สัญญา และแบบพิมพ์อื่นๆ และวิธีการลงทะเบียนจำหน่ายทะเบียนและการทำบัญชี รวมทั้งให้คำแนะนำการปฏิบัติแก่วัดเกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติจัดใหม่ระบบอิเลกทรอนิกส์สำหรับใช้ในการดำเนนการเพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวงข้อ ๑๑ การจัดประโยชน์ในศาสนสมบัติของวัดที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ต่อไปจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จข้อ ๑๒ ในระหว่างที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังมิได้กำหนดแบบ ทะเบียน บัญชีแบบสัญญา และแบบพิมพ์อื่นๆ ให้ใช้แบบทะเบียน บัญชี แบบสัญญา และแบบพิมพ์อื่นๆ ที่ออกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีแบบทะเบียน บัญชีแบบสัญญา และแบบพิมพ์อื่นๆ ตามกฎกระทรวงนี้ให้ไว้ ณ วัน ที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๓๗หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้คือ โดยที่การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่สอดคล้องกับกาลปัจจุบัน ประกอบกับมีการโอนภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์จากกรมการศาสนาไปเป็นของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สมควรกำหนดการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดเสียใหม่ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้๖.๓ การจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด การจัดประโยชน์แทนวัด และการออกหนังสือแสดง สิทธิในที่ดินของวัดการจัดการผลประโยชน์และการปลูกสร้างอาคารในที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎกระทรวงและระเบียบมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่ชัดเจน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้1. การจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด เงินผลประโยชน์ที่ได้จากการจัดการศาสนสมบัติ (เช่น ค่าเช่าที่ดิน/อาคาร) ถือเป็นรายได้ของวัดนั้น ๆ ซึ่งการเบิกจ่ายต้องได้รับความเห็นชอบตามลำดับชั้นการปกครองสงฆ์และมีหลักเกณฑ์การใช้จ่ายที่ชัดเจน• การอนุมัติการจ่ายเงิน เจ้าอาวาสมีอำนาจพิจารณาอนุมัติวงเงินเบื้องต้น หากเกินวงเงินที่กำหนด ต้องเสนอขอความเห็นชอบตามลำดับชั้น ได้แก่ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค จนถึงมหาเถรสมาคม แล้วแต่กรณี• วัตถุประสงค์การใช้จ่าย เงินผลประโยชน์ต้องนำไปใช้เพื่อการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการศาสนา การก่อสร้าง/บูรณะซ่อมแซมศาสนสถาน หรือถาวรวัตถุของวัด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นตามกฎหมาย (เช่น ค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียมที่ดิน)• หลักฐานการเบิกจ่าย ในการเบิกจ่ายเพื่อก่อสร้างหรือซ่อมแซม หากวงเงินเกินกว่า500,000 บาท ต้องมีประมาณการค่าใช้จ่าย แบบแปลน แผนผัง หรือสัญญาจ้างประกอบการพิจารณาด้วย2. การจัดประโยชน์แทนวัด ในบางกรณี หากวัดไม่สามารถจัดการศาสนสมบัติของตนเองได้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อาจเข้ามารับผิดชอบจัดการประโยชน์แทนวัดได้• ขั้นตอน พศ. หรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายจะเข้าตรวจสอบทรัพย์สินและพิจารณาเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาเดิม จากนั้นเสนอความเห็นต่อ พศ. เมื่อ พศ. อนุมัติให้รับไว้จัดประโยชน์แทนแล้ว จึงจะดำเนินการต่อไป• การถอนคืนอำนาจ วัดอาจยื่นเรื่องขอถอนคืนอำนาจการจัดประโยชน์ทรัพย์สินของวัดจาก พศ. เพื่อกลับมาดำเนินการเอง โดยต้องจัดตั้งคณะกรรมการจัดการและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม3. วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารในที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์อันมีผู้เช่าอยู่การดำเนินการในที่ดินที่มีผู้เช่าเดิมอยู่แล้วมีความซับซ้อนและต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาสิทธิของทั้งวัดและผู้เช่า• การเช่าและการอนุญาตo วัดสามารถให้เช่าที่ดินได้ในฐานะนิติบุคคลo สัญญาเช่าไม่เกิน 3 ปีเป็นอำนาจของเจ้าอาวาสในการอนุมัติ


๑๓๘ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ o สัญญาเช่าเกิน 3 ปีต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม• สิทธิผู้เช่าเดิม ต้องพิจารณาข้อผูกพันตามสัญญาเช่าเดิมที่มีอยู่ หากผู้เช่ายังมีสิทธิการเช่าตามสัญญาเดิมอยู่ วัดหรือผู้เช่ารายใหม่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อสิทธินั้นได้โดยพลการ• การปลูกสร้างอาคารo ผู้เช่าที่ประสงค์จะปลูกสร้างอาคารในที่ดินที่เช่า ต้องได้รับอนุญาตจากทางวัดอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนที่กำหนดo ต้องมีการจัดทำแผนผังแสดงสิ่งปลูกสร้าง และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (กรณีเช่าระยะยาว) เพื่อประกอบการพิจารณาo อาจมีการเรียกเก็บค่าบำรุงศาสนสมบัติกลาง หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตามระเบียบของ พศ. ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ระยะเวลาการเช่า และวัตถุประสงค์การใช้งานo สิ่งปลูกสร้างที่ผู้เช่าสร้างขึ้นอาจตกลงกันให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ชัดเจนโดยสรุป การจัดการทรัพย์สินของวัดต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามกฎหมาย กฎกระทรวง และมติมหาเถรสมาคม เพื่อรักษาไว้ซึ่งศาสนสมบัติของวัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ตราพระราชบัญญัติเกี่ยวข้องกับที่ดินของวัด คือมาตรา ๓๓ ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด มีดังนี้๑) ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น๒) ที่ธรณีสงฆ์คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด๓) ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือศาสนามาตรา ๓๔ การโอนกรรมสิทธิที่วัดที่ธรณีสงฆ์หรือที่ศาสนสมบัติกลางให้กระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสองการโอนกรรมสิทธิที่วัด ที่ธรณีสงฆ์หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้แก่ส่วนราชการ รัฐสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้อง และได้รับค่าผาตกิรรมจากส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานนนั้นแล้วให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือกรมการศาสนาแล้วแต่กรณี ในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์หรือที่ศาสนสมบัติกลางมาตรา ๓๕ ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์และที่ศาสนาสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ใน ความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดีมาตรา ๓๗ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ดังนี้๑) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดีมาตรา ๔๐ ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็นสองประเภทใดวัดหนึ่ง๑) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งไม่ใช่ของวัด


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๓๙๒) ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่งการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลาง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการ ศาสนาเพื่อการนี้ให้ถือว่ากรมการศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนี้ด้วยการดูแลและรักษาจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงจะเห็นได้ว่า จุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติเพื่อป้องกันและรักษาที่ดินของวัดมิให้บุคคลอื่นนำที่ดินของวัดไปเป็นกรรมสิทธิของตนเอง เมื่อบุคคลอื่นครอบครอง ที่ดินของวัดและนำไปออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นของตนเองแล้ว ถ้าหากทางวัดมีหลักฐานก็สามารถฟ้องเพิกถอนให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดได้ การสร้างวัด ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๔ ส่วนใหญ่มิได้คำนึงถึงหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของวัด จะเห็นได้ว่าหลักฐานเพียงการครอบครองที่ดินและขนทะเบียนไว้เท่านั้น ประกอบกับประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน จึงไม่ค่อยมีปัญหาเกยวกับการบุกรุกที่ดินของวัดปัจจุบันนี้สภาพบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปมาก มีการตัดถนนหนทาง ที่ดินเริ่มมีราคาสูงขึ้นโดยเฉพาะที่ดินของวัด เริ่มมีปัญหาด้านการบุกรุก และโต้แย้งกรรมสิทธิกับเอกชนข้างเคียง เมื่อมกรณีพิพาท ถ้าหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินของวัดไม่สามารถที่จะยืนยันว่าเป็นของวัดได้ ทำให้มีโอกาสสูญเสียที่ดินไป โดยไม่สามารถที่จะเรียกคืนมาได้ อีกทั้งการปกครองดูแลที่ดินก็เป็นไปด้วยความลำบาก เพราะไม่สามารถดำเนินการ เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์เป็นของวัดโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายต่อไปหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของวัด ที่จะดำเนินการมีโฉันดที่ดิน และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) มีวิธีการดำเนินการ คือ ๑. โฉนดที่ดิน๑.๑ ให้ดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม ในการประชุมครั้งที่ ๑๖/๒๕๒๘ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๘ ที่ประชุมมีมติดังนี้ ๑) ให้เจ้าอาวาสวัดทั้งหลายซึ่งตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครก็ดี ใน เขตเทศบาลหรือสุขาภิบาลก็ดี กล่าวคือ การขอรังวัดรับโฉนด การขอสอบเขต การ ขอแบ่งแยกและการขอรับแนวเขตที่ดินของวัด ๔ ประการนี้ให้เจ้าอาวาสมอบฉันทะ ให้กรมการศาสนาหรือตัวแทนของกรมการศาสนาเป็นผู้กระทำนิติกรรมแทนวัด แต่ ข้อตกลงใดๆ ในการทำนิติกรรมในกรณีเช่นนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาส ก่อน ๒) ให้วัดทั้งหลายที่ตั้งนอกเขตดังกล่าว ในข้อ ๑ โดยความรับผิดชอบของเจ้าอาวาสแห่งวัดนั้นเจ้าอาวาสพิจารณาคัดเลือกทายกทายิกาแห่งวัดนั้นอันอยู่ในฐานะที่ควรแก่การเชื่อถือมีจำนวน ๒ หรือ ๓ ท่านให้เป็นผู้ดำเนินการแทนเจ้าอาวาสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของวัด แต่ข้อตกลงใดๆ ในการทำนิติกรรมในกรณีเช่นนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาสก่อนมติมหาเถรสมาคมนี้กรมการศาสนาได้มีหนังสือแจ้งให้กรมที้ดิน จังหวัด เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดทราบด้วย๑.๒ ให้ทางวัดจัดเตรียมหลักฐานและประสานงานกับตัวแทนตามมติมหาเถรสมาคมดังนี้ ๑.๒.๑ เตรียมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ประวัติความเป็นมาของวัด หลักฐานการได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ใบตราตั้งเจ้าอาวาส ฯลฯ ๑.๒.๒ เตรียมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่า วางมัดจำรังวัด ฯลฯ (ซึ่งสำนักงานที่ดินจะเป็นผู้กำหนดได้) เพราะวัดมีพระสงฆ์ทางวัดจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ๑.๒.๓ เตรียมผู้ที่จะถือค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามข้อ ๑.๒.๒ แทนวัดโดยคัด เลือกจากไวยาวัจกรกรรมการของวัด หรือทายกทายิกาที่ทางวัดเชื่อถือได้ และร่วม ดำเนินการกับตัวแทนตามมติมหาเถรสมาคม อย่างน้อยวัดละ ๑ คน


๑๔๐ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑.๓ ตัวแทนตามมติมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คือเจ้าหน้าที่ฝ่ายสำรวจและรังวัดที่ดิน ตัวแทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาในส่วนภูมิภาค คือผู้ว่าราชการจังหวัด แต่การปฏิบัติงานจริงให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็นผู้ดำเนินการในกรณีที่วัดมอบให้ไวยาวัจกรหรือทายกทายิกาดำเนินการ ต้องดำเนินการ ดังนี้ ๑.๓.๑ ก่อนดำเนินการ ต้องได้รับมอบอำนาจจากทางวัดเสียก่อน ๑.๓.๒ เตรียมการดำเนินการ คือ ๑.๓.๒.๑ ยื่นคำขอรังวัดต่อสำนักงานที่ดิน โดยมีหลักฐานประกอบ เช่น แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) หลักฐานทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินของวัด ใบตราตั้งเจ้าอาวาส หลักฐานการได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ประวัติของวัดในการครอบครองที่ดิน ๑.๓.๒.๒ วางเงินมัดจำทำการรังวัดตามกฎหมาย (สำนักงานที่ดินจะเป็นผู้กำหนดเอง) พร้อมทั้งรับหมาย ส่งหมาย เพื่อให้ที่ดินข้างเคียงมาระวังชี้แนว เขต ๑.๓.๒.๓ เมื่อถึงวันทำการรังวัด ต้องติดต่อรับช่างแผนที่ไปดำเนินการพร้อมทั้งนำรังวัดชี้แนวเขตที่ดินรอบแปลง และอำนวยความสะดวกให้แก่ช่าง แผนที่จนกระทั้งงานเรียบร้อย ๑.๓.๒.๔ รับหมายและนำเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินปิดประกาศตามขั้นตอนเพื่อรับโฉนด ๑.๓.๓ เมื่อดำเนินการจนได้รับโฉนดที่ดินแล้ว ให้นำโฉนดเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และแจ้งทางวัดทราบ๒. หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) การดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) วัดมีพระสงฆ์สามารถที่จะดำเนินการได้เองโดยมอบให้ ไวยาวัจกร กรรมการของทางวัด หรือทายกทายิกาที่ทางวัดเห็นสมควร เป็นผู้ดำเนินการแทนวัดก็ได้ มีวิธีดำเนินการอยู่ ๒ อย่าง คือ๒.๑ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เฉพาะราย๒.๒ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศในกรณีวัดมอบให้ไวยาวัจกร หรือกรรมการของทางวัดดำเนินการ ดังนี้ ๒.๒.๑ ให้เตรียมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินของวดัพร้อมทั้ง ทำหนังสือไปยื่นคำขอที่สำนักงานที่ดินอำเภอ ซึ่งที่ดินของวัดตั้งอยู่ ๒.๒.๒ ที่ดินอำเภอจะเป็นผู้นัดหมายในการดำเนินการ เช่น เงินค่าวาง มัดจำรังวัด วันกำหนดรังวัดพิสูจน์และหนังสือถึงที่ดินข้างเคียงให้มาระวังชี้แนวเขต ซึ่งจะต้องดำเนินการตามกำหนดนัดหมาย ๒.๒.๓ จะต้องอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ และนำรังวัดพิสูจน์ในบริเวณที่วัดแปลงให้รอบแปลง มีการตกลงแนวเขตกับเอกชนข้างเคียงจนครบทุกรายรอบ ๒.๒.๔ คอยติดตามเรื่องที่ดินอำเภอเพื่อนำหมายปิดประกาศ และรอรับ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) และแจ้งให้ทางวัดทราบว่าได้ดำเนินการ เรียบร้อยแล้ว๓. การเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศ (น.ส.๓, น.ส.๓ ก.) เป็นโครงการของกรมที่ดิน ซึ่งกำหนดว่าแต่ละ ปีจะมีการดำเนินการในท้องที่ใดบ้าง โดยประกาศให้ทราบล่วงหน้า กำหนดทำการเมื่อใด เมื่อทราบว่าที่ดินของวัดใดอยู่ในเขตโครงการให้ทางวัดดำเนินการเอง หรือในกรณีที่มอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดเป็นตัวแทนในการดำเนินการมีขั้นตอนและวิธีดำเนินการ คือ ๓.๑ ต้องทราบวันกำหนดดำเนินการของกรมที่ดิน ซึ่งปิดประกาศให้ทราบล่วงหน้า


กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศาสนสมบัติ ๑๔๑ ๓.๒ ในวันที่เจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินมาทำการรังวัดพสิูจน์ในที่ดิน ต้องเตรียมตัวเพื่อนำชี้แนวเขตรอบแปลง และทำการตกลงแนวเขตกับเอกชนข้างเคียงทุกๆ แปลง ๓.๓ ให้ถ้อยคำและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน ๓.๔ คอยติดตามเรื่องและรอรับแจกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และแจ้งให้ทางวัดทราบ ต่อไปข้อสังเกตในกรณีต่างๆ เช่น ๑. ปัญหาในการดำเนินการ๑. ขาดการประสานงานระหว่างทางวัดและตัวแทน (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด) ส่วนมากทางวัดคิดว่ามอบให้ดำเนินการ แล้ว คงจะดำเนินการจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย จึงไม่ค่อยได้ประสานงานและช่วยเหลือ ทำให้งานล่าช้าและขาดขั้นตอนในการติดตามเรื่อง เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีงานที่ต้องปฏิบัติประจำมากอยู่แล้ว ซึ่งทางวัดจะต้องประสานงานและช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา จนกว่างานจะเรียบร้อย๒. ปัญหาเกี่ยวกับการโต้แย้งกรรมสิทธิในที่ดินกับเอกชนข้างเคียงและที่ดินสาธารณสุข เช่น ทางสาธารณะทำให้งานล่าช้ามาก การแก้ปัญหาจะต้องเตรียมหลักฐานให้แน่ชัด เช่น แผนที่ระวาง การได้มาซึ่งที่ดินของวัด การครอบครองที่ดินของวัดและค้นหลักฐานของเอกชนข้างเคียงรอบแปลงที่สำนักงานที่ดิน เช่น การได้มาซึ่งที่ดินของแต่ละแปลง การรับรองแนวเขตที่มีมากแต่เดิมจะช่วยทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น และถูกต้องตามหลักฐานของแต่ละฝ่าย๓. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ถ้าตัวแทน (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด) เป็นผู้ถือจ่ายเอง โดยทางวัดมอบให้จะมีปัญหาหลายๆ อย่าง เช่น มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ได้ สำหรับการแก้ปัญหาโดยให้ทางวัด ตั้งอยู่เป็นผู้ถือจ่ายเงินค่าใช้จ่ายโดยคัดเลือกจากไวยาวัจกร กรรมการวัดอย่างน้อยจำนวน ๑ คน และผู้ถือจ่ายเงินนจะต้องประสานงาน และช่วยติดตามเรื่องรับตัวแทน (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด) จนเสร็จแล้ว๒. ประโยชน์ของโฉนดที่ดิน๑. ทำให้ผู้ถือครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิที่ดินที่ยึดถือไว้เป็นหลักฐาน๒. ทำให้เกิดความมั่นคงในหลักกรรมสิทธิแก่เจ้าของที่ดิน๓. ใช้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของตนทั้งต่อรัฐ และในระหว่าง เอกชนด้วยกัน๔. ทำให้รู้ตำแหน่งที่ตั้งตลอดจนขอบเขต และจำนวนเนื้อที่ดินแต่ละแปลงได้ถูกต้อง๕. ทำให้สามารถระงับการทะเลาะวิวาทการยื้อแย่งในสิทธิในที่ดินหรือการรุกล้ำแนวเขตที่ดินซึ่งกันและกัน๖. ทำให้เกิดการรักษาและหวงแหนในที่ดิน พัฒนาที่ดินของตนให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดที่ดินของตน มีแรงจูงใจทจะปรับปรุง และ๗. การออกโฉนดที่ดินถือว่าเป็นการสร้างหลักฐานทางทะเบียนที่ดิน สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามกฎหมาย๘. การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน กระทำได้โดยง่ายและไม่ต้องมีการประกาศเว้นแต่จะเป็นเรื่องมรดก


Click to View FlipBook Version