The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

ก�ำหนดการเผยแพร่ DhวamารmสaาtรhวaิชsาAกcาaรdธeรmรiมc ทJoรuรrศnaนl์
ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มีนาคม
ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 ประจ�ำเดือน กรกฎาคม - กันยายน 2563
ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธนั วาคม
Publishing Schedule การพิจารณาคัดเลอื กบทความ
Number 1 (January - March) บทความแต่ละบทความท่ีตีพิมพ์จะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการ
กล่ันกรองบทความวารสาร (Peer Review) 2 ท่านท่ีมีความเช่ียวชาญ
Number 2 (April - June) ในสาขาวิชาท่ีเก่ียวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ
Number 3 (July - September) ก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความ
Number 4 (October - December) ไมท่ ราบชอื่ หรอื ขอ้ มลู ของผเู้ ขยี นบทความและผเู้ ขยี นบทความไมท่ ราบชอื่
ผูพ้ ิจารณาบทความ (Double-blind Peer Review)
วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทาง Article Consideration
ครศุ าสตร์ ศึกษาศาสตร์ จิตวทิ ยา รฐั ศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ Each article will be published by a panel of two journalists with
และสหวิทยาการดา้ นมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์
2. เพอื่ ใหบ้ รกิ ารวชิ าการเกยี่ วกบั การเสนอทางออกในการแกป้ ญั หา expertise in relevant fields. And get the editorial approval before
สงั คม publishing. The review is in the form of: The article’s Dabble Blind.
To comply with copyright law The author must sign the copy
Objective of the article submission form to the journal. In addition, the author
1. To promote and disseminate academic works and research must confirm that the original article submitted to it. Only one
publication in the Dhammathas academic journal. If the images
results in educational science, psychology, political science, or tables of other rs appearing in other publications are used. The
Public Administration and interdisci plinary studiesin the author must ask permission of the copyright owner. Include a book
humanities and social sciences. that has been approved by the editor before the article is published.
2. To provide academic services in solving social problems.

ทีป่ รกึ ษา

พระราชปรยิ ตั กิ ว,ี ศาสตราจารย์ ดร. มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
พระโสภณพัฒนบัณฑิต, รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
ศาสตราจารย์ ดร.ประยงค์ แสนบรุ าณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ศาสตราจารย์ ดร.วชั ระ งามจติ เจริญ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พชิ ญ์ พงษส์ วสั ด์ิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั

Advisors

Prof. Dr. Phrarajapariyatikawee Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Assoc. Prof. Dr. Phra Sophonphathanapundit Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Prof. Dr. Prayong Seanburan Khon Kaen University

Prof. Dr. Watchara Ngamchitcharoen Thammasat University

Asst. Prof. Dr. Pitch Pongsawat Chulalongkorn University

บรรณาธิการ / Editor

ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สรุ พล พรมกุล / Asst. Prof. Dr. Suraphon Promgun

ผูช้ ่วยบรรณาธกิ าร / Editorial assistant

สาริกา ไสวงาม / Sariga Sa-waingam

กองบรรณาธิการ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
พระครูสุธีคัมภีรญาณ ว.ิ , ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั
รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร ดอกจันทร ์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
รองศาสตราจารย์ ดร.กนกอร สมปราชญ์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั มหาสารคาม
รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา เคณาภมู ิ มหาวทิ ยาลยั กาฬสนิ ธุ์
รองศาสตราจารย์ ดร.กตญั ญู แกว้ หานาม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนคร
รองศาสตราจารย์ ดร.อำ� พล บดุ ดาสาร มหาวิทยาลัยหวั เฉียวเฉลิมพระเกยี รติ
รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรโชติ เกิดแกว้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
รองศาสตราจารย์ ดร.สญั ญา สะสอง มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จกั รพรรณ วงศ์พรพวณั มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชยั ฮวดศรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วิทยา ทองดี มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประยรู แสงใส มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธรี ะพงษ์ มไี ธสง มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.สาคร พรหมโคตร

Editorial Board

Asst. Prof. Dr. Phrakhru Sudhikhambhirayan Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Assoc. Prof. Dr. Pasakorn Dokchan Mahamakut Buddhist University
Assoc. Prof. Dr. Kanokorn Somprach Khon Kaen University
Assoc. Prof. Dr. Sanya Kenaphoom Rajabhat Mahasarakham University

Assoc. Prof. Dr. Kathanyoo Kaewhanam Kalasin University

Assoc. Prof. Dr. Aompol Buddasarn Phranakhon Rajabhat University
Assoc. Prof. Dr. Teerachoot Kerdkaew Huachiew Chalermprakiet University
Assoc. Prof. Dr. Sanya Sasong Chiang Mai Rajabhat University
Asst. Prof. Dr. Chakkapan Wongpornpavan Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Asst. Prof. Dr. Chanchai Hudsri Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Asst. Prof. Dr. Vitthaya Thongdee Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Prayoon Saengsai Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Theerapong Meethaisong Mahasarakham University

Asst. Prof. Dr. Sakorn Promkhot Loei Rajabhat University

ผู้จัดการวารสาร / Journal Manager
มาริสา ไสวงาม / Marisa Sa-waingam

ออกแบบปก : สาริกา ไสวงาม
จ�ำนวนพมิ พ์ : 500 เล่ม
เจ้าของ : สำ� นกั วิชาการ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่

อาคาร 100 ปี สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)
เลขท่ี 30 หมู่ 1 บา้ นโคกสี ต�ำบลโคกสี อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น 40000
โทรศพั ท์ 0-4328-3546-7 (ต่อ 114) โทรสาร 0-4328-3399
http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas E-mail: [email protected]
พมิ พท์ ่ี : หา้ งหุ้นสว่ นจำ� กัด ขอนแก่นการพมิ พ์ 64-66 ถนนรื่นรมย์ ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมือง จงั หวัดขอนแกน่ 40000
โทรศพั ท์ 0-4322-1938 E-mail: [email protected]

คณะกรรมการกลัน่ กรองบทความวารสาร วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ (Peer Review)
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 ประจ�ำเดือน กรกฎาคม - กนั ยายน 2563

ผู้ทรงคณุ วฒุ ิจากภายใน

1. พระครปู ริยัตธิ รรมวงศ์, รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
2. รองศาสตราจารย์ ดร.เอกฉัท จารเุ มธีชน มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
3. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พรสวรรค์ สุวรรณธาดา มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
4. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชยั ฮวดศรี มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประยรู แสงใส มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิเทศ สน่ันนารี มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

ผู้ทรงคณุ วุฒิจากภายนอก

1. รองศาสตราจารย์ ดร.พชรวทิ ย์ จนั ทรศ์ ิริสริ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
2. รองศาสตราจารย์ ดร.สุบรรณ เอยี่ มวจิ ารณ์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
3. รองศาสตราจารย์ ดร.พรอมั รินทร์ พรหมเกิด มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
4. รองศาสตราจารย์ ดร.กนกอร สมปราชญ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
5. รองศาสตราจารย์ ดร.เกียรตสิ ุดา นาคประสิทธิ ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
6. รองศาสตราจารย์ ดร.ศวิ ัช ศรโี ภคางกลุ วทิ ยาลัยการปกครองท้องถิน่ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
7. รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา เคณาภูมิ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
8. รองศาสตราจารย์ ดร.สุนทร ปญั ญะพงษ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชยั ภมู ิ
9. รองศาสตราจารย์ ดร.ทนงศกั ด์ิ คุ้มไขน่ ำ�้ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชยั สกลนคร
10. รองศาสตราจารย์ ดร.สพุ จน์ แสงเงนิ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร
11. รองศาสตราจารย์ ดร.มทั นา วงั ถนอมศกั ด์ิ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
12. รองศาสตราจารย์ ดร.ประเสรฐิ อนิ ทรร์ กั ษ ์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร
13. รองศาสตราจารย์ ดร.ธรี โชติ เกิดแกว้ มหาวิทยาลยั หัวเฉยี วเฉลมิ พระเกียรติ
14. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.กรภสั สร อินทรบำ� รุง มหาวิทยาลัยศิลปากร
15. ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย ดร.นฤิ มล สวุ รรณศรี มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต
16. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วุฒินันท์ กนั ทะเตียน มหาวิทยาลัยมหิดล
17. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุวรรณภมู า มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ชัยภมู ิ
18. ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สิรจิ ติ ต์ ปนั เงนิ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครสวรรค์
19. ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ชวลติ บญุ ปก มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
20. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สมหวงั แกว้ สุฟอง มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
21. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วนิ ิจ ผาเจริญ วิทยาลยั บรหิ ารศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้
22. ผู้ช่วยศาสตราจารยพ์ เิ ศษ ดร.ถวลั รตั น์ แดงหาญ นักวิชาการอสิ ระ
23. อาจารย์ ดร.มนญู สอนโพนงาม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบรุ ีรมั ย์
24. อาจารย์ ดร.สชุ าดา สกลกจิ รุ่งโรจน ์ มหาวิทยาลยั รามคำ� แหง
25. อาจารย์ ดร.สรอ้ ยสดุ า อมิ่ อรณุ รักษ ์ มหาวิทยาลัยมหิดล
26. อาจารย์ ดร.ยทุ ธพร นาคสขุ มหาวิทยาลยั มหดิ ล
27. อาจารย์ ดร.อมุ ารนิ ทร์ ตลุ ารักษ์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

บรรณาธิการแถลง

วารสารวชิ าการธรรมทรรศนฉ์ บบั นี้ เป็นปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 3 ประกอบด้วย บทความวิจัย ความวิชาการและบท
วิจารณ์หนงั สอื บทความวิจัย ไดแ้ ก่ 1) แนวทางการพฒั นากระบวนการสร้างการรบั รู้การอำ� นวยความยุตธิ รรมของศาล:
ศกึ ษากรณศี าลในสงั กดั สำ� นกั งานอธบิ ดผี พู้ พิ ากษา ภาค 4 2) การพฒั นาตวั บง่ ชภ้ี าวะผนู้ ำ� เชงิ จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถาน
ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 3) การพฒั นากระบวนการบรหิ าร
งานวชิ าการมหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาลยั ศาสนศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รตกิ าฬสนิ ธ์ุ โดยวธิ กี ารจดั การคณุ ภาพ
4) การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าว: กรณีศึกษา กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวงจังหวัดกาฬสินธุ์
5) การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูสถานศึกษาเอกชน ประเภทสามัญ สังกัดส�ำนักงาน
ศกึ ษาธกิ าร จงั หวดั กาฬสินธุ์ 6) วิสยั ทศั นผ์ ู้บรหิ ารการศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณกิ สตู รของโรงเรียนพระปรยิ ตั ิ
ธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวดั สกลนคร 7) การพัฒนาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการท�ำงานเป็นทมี ของครู สังกัด
สำ� นกั งานเขตพ้ืนท่ีการประถมศึกษาอำ� นาจเจรญิ 8) การศกึ ษามูลเหตทุ ่ที �ำใหเ้ กิดการพูดโน้มนา้ วใจจากพฤตกิ รรมของ
ตวั ละครในนวนยิ ายเรอื่ ง สำ� เภาทอง ของ ประภสั สร เสวกิ ลุ 9) การพฒั นาการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั
สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 10) กลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11) ประสิทธิภาพการให้บริการของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ
อ�ำเภอเมอื งขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 12) การพฒั นาโปรแกรมภาพตามหลักการของเกสตลั ท์ ส�ำหรบั เพมิ่ ความใสใ่ จ
ต่อเน่ืองและความจ�ำขณะท�ำงานในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น 13) ภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนใน
จงั หวดั พะเยา 14) การพฒั นารปู แบบการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ สิ ต์ รว่ มกบั การจดั การเรยี นรแู้ บบ
รว่ มมอื เทคนคิ STAD เพอ่ื สง่ เสรมิ ความสามารถในการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ เรอื่ งทศนยิ มและเศษสว่ น สำ� หรบั นกั เรยี น
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 15) ผลของการใชภ้ าพกราฟกิ ประยกุ ตต์ ามโครงสรา้ งแมนดาลา สำ� หรบั เพมิ่ ความใสใ่ จทางการมอง
เหน็ และความสามารถทางภาพ และมติ สิ มั พนั ธข์ องเดก็ กลมุ่ เสย่ี งสมาธสิ น้ั 16) การพฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ�
การเรยี นรขู้ องครสู ถานศกึ ษาเอกชน สงั กดั สำ� นกั งานศกึ ษาธกิ าร จงั หวดั บรุ รี มั ย์ 17) การพฒั นารปู แบบการจดั การความ
รภู้ ูมปิ ญั ญาทอ้ งถิ่นของโรงเรยี นผสู้ ูงอายใุ นเขตจังหวดั เพชรบรู ณ์ 18) จริยธรรมในการใช้สอ่ื สังคมออนไลนข์ องนกั ศกึ ษา
มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรุ ี
บทความวิชาการ ได้แก่ 1) สัมมาทิฏฐิกับการแก้ปัญหาของสังคมในปัจจุบัน 2) ค�ำยืมภาษาจีนร่วมสมัยใน
พจนานกุ รมอกั ษรไทลอ้ื สบิ สองปนั นาแบบใหม-่ จนี 3) ความยตุ ธิ รรมของเปาบนุ้ จนิ้ ในมมุ มองเชงิ พทุ ธ 4) สมั มาชพี ของชาวนา
ในอำ� เภอเมอื งนครสวรรค์ และบทวจิ ารณห์ นงั สอื ไดแ้ ก่ มลิ นิ ทปญั หา: ฉบบั แปลในมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านจะได้รับความรู้จากความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์
หนังสือตามทป่ี รากฎ และน�ำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษา ตลอดถงึ การด�ำเนนิ ชีวิตต่อไป

(ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล พรมกลุ )



ทศั นะและขอ้ คิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้
เปน็ ของผู้เขียนแต่ละทา่ น ไมถ่ ือเป็นทัศนะและความรับผดิ ชอบของกองบรรณาธกิ าร

สารบญั

บรรณาธิการแถลง 1
บทความวิจัย : Research Article 13
25
แนวทางการพฒั นากระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรมของศาล: ศกึ ษากรณี 37
ศาลในสงั กดั สำ� นกั งานอธบิ ดผี พู้ พิ ากษา ภาค 4
Approaches for Developing the Process of Creating Awareness of the Justice
of the Judiciary: Case study of the Judiciary under the Office of the Chief
Justice Inregion 4

ลาวลั ย์ นาคดิลก, สัญญา เคณาภมู ิ และยภุ าพร ยุภาส
Lawan Narkdilok, Sanya Kenaphoom and Yupaporn Yupas
การพฒั นาตวั บง่ ชภี้ าวะผนู้ ำ� เชงิ จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
The Development of Ethical Leadership Indicators of School Directors under the
Office of the Basic Education Commission in the North-eastern Region of Thailand
ศักดิ์ไทย สรุ กิจบวร และเอกลกั ษณ์ เพียสา
Sakthai Surakitbowon and Eakkaluck Pheasa
การพฒั นากระบวนการบรหิ ารงานวชิ าการมหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาลยั ศาสน
ศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รตกิ าฬสนิ ธ์ุ โดยวธิ กี ารจดั การคณุ ภาพ
The Development of Academic Administration Process of the Basic Mahamakut
Buddhist University Kalasin Collage based on the Quality Management Concept
พระครสู ุธีวรสาร และพระฟตู ระกลู หลินภู
Phrakru Sutheevorasan and Phra Futrakool Linphu
การพฒั นาวสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ เกษตรกรปลกู ขา้ ว: กรณศี กึ ษา กลมุ่ เกษตรกรปลกู ขา้ วเหนยี ว
เขาวงจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ
Development of Community Enterprise: a Case Study of Sticky Rice Farmers
Group in Khao Wong District, Kalasin Province
มนปพร ภูนาเมอื ง และสถาพร มงคลศรสี วัสดิ์
Monpaporn Phunamuang and Sathaphon Mongkhonsrisawat

การพฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของครสู ถานศกึ ษาเอกชน ประเภท 49
สามญั สังกดั ส�ำนกั งานศกึ ษาธิการ จังหวัดกาฬสินธุ์ 61
Developing the teacher’s Innovative Leadership Enhancement Program for the 71
General Education Private School under Kalasin Provincial Education Office 83
97
ศุภิญญากจิ เกตุวเิ ศษกลู และไพบลู ย์ ลม้ิ มณี

Supinyakit Ketvisetkul and Paiboon Limmanee
วสิ ยั ทศั นผ์ บู้ รหิ ารการศกึ ษาตามหลกั ธรรมในทตุ ยิ ปาปณกิ สตู รของโรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม
แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั สกลนคร
The Vision of The Educational Administrators in the Dutiyapapanika Sutra
of The Pariyattidhamma School General Education Sakon Nakhon Province

พระครูโพธิสังวรคุณ ฉัตรจรสั และเจา้ อธกิ ารบญุ ช่วย โชตวิ ํโส
Phrakhun Photisungworakru Chatcharat and Chao Athikan Boonchuay
Chotivungso
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็นทีมของครู สังกัดส�ำนักงานเขต
พื้นทกี่ ารประถมศกึ ษาอ�ำนาจเจรญิ
The Development of Competency’s Team Work for Teacher of Primary
School Amnartcharoean Educational Service
ฐิตารีย์ สุขบตุ ร และ สิวะกรณ์ กฤษณสวุ รรณ
Thitaree Sukbud and Sivakorn Krissanasuvan
การศกึ ษามลู เหตทุ ท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การพดู โนม้ นา้ วใจจากพฤตกิ รรมของตวั ละครในนวนยิ ายเรอ่ื ง
สำ� เภาทอง ของ ประภสั สร เสวกิ ลุ
The Study of Causes Leading to Persuasive Speech from The Behavior of
Characters in Novels “Sam Phao Thong” by Praphassorn Sevikul
ประภาพร ธนกติ ตเิ กษม, วรวรรธน์ ศรยี าภยั , จารวุ รรณ เบญจาทกิ ลุ และจกั รนิ จลุ พรหม
Prapaporn Tanakittikasame, Warawat Sriyabhaya, Charuwan Benjathikul
and Jakkrin Junlaprom
การพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1
Development in Learning Experiences Management for Early Childhood’s
Teachers under the Office of Mahasarakham Primary Education Service Area 1
ณชิ าภา รตั นพล และพรี ะศกั ดิ์ วรฉตั ร
Nichapa Ruttanapol and Peerasak Worrachat

กลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาในภาคตะวนั 109
ออกเฉยี งเหนือ 121
Strategies for Educational Institutions Administration under the Office of 133
Secondary Educational Service Area in the Northeast 145

พลกฤษณ์ ก้ัวสทิ ธ์ิ 161
Ponkris Kuasit
ประสทิ ธภิ าพการใหบ้ รกิ ารของเทศบาลตำ� บลสำ� ราญ อำ� เภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่
Efficiency on Service of Samran Sub-District Subdistrict Municipality,
Mueang Khon Kaen District, Khon Kaen Province
พระทวี ขา่ ยมณ,ี สทุ ธิพงษ์ สายาพัฒน์, สรุ ศกั ด์ิ อุดเมอื งเพยี , วารณิ ี โสภาจร
และสุรเชษฐ์ โนนม่วง
Phra Thawee Khaimanee, Suthipong Sayapat, Surasak Audmuangpiea,
Warinee Sopajorn and Surachet Nonmaung
การพัฒนาโปรแกรมภาพตามหลักการของเกสตัลท์ ส�ำหรับเพิ่มความใส่ใจต่อเนื่องและ
ความจ�ำขณะทำ� งานในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
The Development of Images Program Based on Gestalt Principles for Enhance
the Sustainable Attention and Working Memory of the Early Adulthood
รัชนพี ร ศรีรกั ษา, ปริญญา เรอื งทพิ ย์ และสิริกรานต์ จันทเปรมจติ ต์

Ruchaneeporn Sriruksa, Parinya Ruengtip and Sirikran Juntapremjit
ภูมิปญั ญาที่มีอทิ ธพิ ลตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ของชุมชนในจงั หวดั พะเยา

The Wisdoms Influencing the Community Economy Development of the
Communities in Phayao, Thailand

ณวญิ เสริฐผล
Nawin Serthpol
การพฒั นารปู แบบการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ สิ ต์ รว่ มกบั การจดั การ
เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เพ่ือส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
คณติ ศาสตร์ เรอื่ งทศนยิ มและเศษสว่ น ส�ำหรบั นกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1
The Development of Instructional Model base on Constructivist Theory in
conjunction with The STAD Cooperative Learning for Enhancing in The Matical
Problem Solving Ability on Fractions and Decimals for The Students in Seventh Grade
พกิ ุล มคี ำ� ทอง
Pikul Meekhamthong

ผลของการใชภ้ าพกราฟกิ ประยกุ ตต์ ามโครงสรา้ งแมนดาลา สำ� หรบั เพม่ิ ความใสใ่ จทางการ 173
มองเห็นและความสามารถทางภาพ และมติ สิ มั พันธ์ของเด็กกลุ่มเส่ียงสมาธสิ ้ัน
The Effects of Applying Graphic Images Based on the Mandala structure 187
for Increasing Visual Attention and Visuospatial ability for Children at Risk 197
of ADHD 207
217
นัฐธยิ า บญุ อาพทั ธเิ์ จริญ, กนก พานทอง และสริ ิกรานต์ จันทเปรมจิตต์
Natthiya Boonaphatjarern, Kanok Panthong and Sirikran Juntapremjit
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน สังกัด
สำ� นกั งานศึกษาธิการ จงั หวดั บุรีรมั ย์
Developing the Teachers’ Learning Leadership Enhancement Program for the
General Education Private Schools under the Office of Buriram Provincial
Education Office
Yuze Sun และไพบลู ย์ ลิ้มมณี
Yuze Sun and Paiboon Limmanee
การพฒั นารปู แบบการจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ของโรงเรยี นผสู้ งู อายใุ นเขตจงั หวดั
เพชรบรู ณ์
The Development of Knowledge Management Model for Local Wisdom
of the Elderly School in the Province of Phetchabun
ณัฏฐวัฒน์ แซงภูเขยี ว
Nattawat Zangphukieo
จรยิ ธรรมในการใช้ส่ือสังคมออนไลน์ของนกั ศึกษามหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรุ ี
Ethics in Using Social Media of Students in Phetchaburi Rajabhat University
ประอรนุช โปร่งมณกี ุล, ญาวณิ ยี ์ รกั พาณิชย์ และสิรินาฏ วงศ์สวา่ งศริ ิ
Pra-oranuch Prongmaneekul, Yawinee Rakpanich
and Sirinard Wongsawangsiri

บทความวชิ าการ : Academic Article

สมั มาทฏิ ฐิกบั การแก้ปัญหาของสังคมในปัจจุบัน
The Right View for Solving Social Problems in Contemporary Society

พระมหาพรชัย ฉนทฺ ธมฺโท และพระมหามิตร ฐิตปญฺโญ

Phramaha Pornchai Chandhadhammo and Phramaha Mit Thitapanyo

ค�ำยืมภาษาจีนรว่ มสมัยในพจนานกุ รมอักษรไทล้อื สบิ สองปนั นาแบบใหม่-จนี 227

Contemporary Chinese loan words in New Dai Lue Xishuangbanna-Chinese 237
Dictionary
247
อาภรณ์ ถิรกนั ต์
259
Arphon Thiragun 271
272
ความยตุ ิธรรมของเปาบุน้ จิน้ ในมุมมองเชงิ พทุ ธ
Justice of Bao Qing Tian in The Buddhist View

พระณัฐกติ มหสิ ฺสโร (อนรุ ักษ์ตระกูล) และศริ โิ รจน์ นามเสนา
Phra Natthakit Mahissaro (Anuruktrakoon) and Sirirote Namsena
สมั มาชพี ของชาวนาในอ�ำเภอเมืองนครสวรรค์
Right Livelihood of Farmers in Mueang Nakhonsawan District
รุ่งทวิ า สันตผิ ลธรรม และศริ ิโรจน์ นามเสนา
Rungtiwa Santiphontam and Sirirote Namsena

ปกณิ กะ : Miscellany

มิลินทปญั หา: ฉบบั แปลในมหามกุฏราชวิทยาลยั
Milindapanha: Translation Version in Maha Makut Royal College

พจิ ติ ร พงษ์เกษ และพระครสู ธุ คี มั ภรี ญาณ
Pichit Phongket and Phrakhru Sudhikhambhirayana

ภาคผนวก

กระบวนการพิจารณาบทความของวารสารวชิ าการธรรมทรรศน์
ค�ำแนะน�ำส�ำหรบั ผู้นิพนธบ์ ทความ

แนวทางการพฒั นากระบวนการสรา้ งการรับรกู้ ารอ�ำนวยความ
ยุติธรรมของศาล: ศกึ ษากรณีศาลในสังกัดส�ำนักงานอธบิ ดี
ผพู้ ิพากษา ภาค 4*

Approaches for Developing the Process of Creating Awareness
of the Justice of the Judiciary: Case study of the Judiciary

under the Office of the Chief Justice Inregion 4

ลาวัลย์ นาคดิลก, สญั ญา เคณาภมู ิ และยุภาพร ยภุ าส
Lawan Narkdilok, Sanya Kenaphoom and Yupaporn Yupas

มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั มหาสารคาม
Rajabhat Maha Sarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการรับรู้การอ�ำนวยความยุติธรรมของศาล
2) พฒั นากระบวนการสรา้ งการรับรกู้ ารอำ� นวยความยตุ ิธรรมของศาล และ 3) ยนื ยันแนวทางการพฒั นา
กระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวยความยุติธรรมของศาล ในสังกัดส�ำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4
เปน็ การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ แบง่ เปน็ 3 ระยะ ไดแ้ ก่ 1) ศกึ ษาจากเอกสารและการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ โดยใชแ้ บบ
สมั ภาษณ์และสงั เคราะห์ข้อมลู จากเอกสาร 2) วิจัยเชิงคณุ ภาพกล่มุ เป้าหมาย ได้แก่ ผบู้ รหิ ารศาลและผทู้ ี่
เกยี่ วขอ้ ง จำ� นวน 30 คน ใชก้ ารเลอื กแบบเฉพาะเจาะจงโดยการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ 3) วจิ ยั เชงิ คณุ ภาพกลมุ่
เปา้ หมาย ไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ ารศาลและผทู้ เี่ กย่ี วขอ้ ง จำ� นวน 30 คน ใชก้ ารเลอื กแบบเฉพาะเจาะจง โดยนำ� ผลการ
วจิ ยั ในระยะที่ 2 มายกรา่ งแนวทางการพฒั นาเบอื้ งตน้ จดั ประชมุ วพิ ากษเ์ พอ่ื ยนื ยนั แนวทางการพฒั นา 2 ครงั้
ผลการวจิ ัยพบว่า
1. สภาพการรับรู้การอ�ำนวยความยุติธรรม ในปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวรับรู้และสนใจ
การอ�ำนวยความยุติธรรมของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมากข้ึน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาด
ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรม การรับรู้ของประชาชนจะปรากฏเด่นชัดก็ต่อเม่ือตนมีส่วน
เกี่ยวข้องโดยตรงเท่าน้ัน กระบวนการหรือข้ันตอนการท�ำงานของศาลยุติธรรมในการสร้างการรับรู้แก่

* ไดร้ ับบทความ: 6 เมษายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 2 กนั ยายน 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 28 กนั ยายน 2563
Received: April 6, 2019; Revised: September 2, 2020; Accepted: September 28, 2020

2 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ประชาชนยังเป็นแบบเชิงรับ ขาดแผนงานที่ชัดเจนท่ีมีตัวชี้วัดกับมิติของพ้ืนที่กลุ่มเป้าหมาย ว่าได้เข้าถึง
พน้ื ทก่ี ลมุ่ เปา้ หมายไปแลว้ เพียงใด
2. กระบวนการสรา้ งการรบั รใู้ นกระบวนการอำ� นวยความยตุ ธิ รรม มกี ารเสรมิ สรา้ งความรผู้ า่ น
ชุดท�ำความเข้าใจท่ีประชาชนเข้าใจได้ง่าย จัดท�ำสื่อเผยแพร่ความรู้ทางส่ืออินเตอร์เน็ต คู่มือประชาชน
การลงพื้นท่ีเพ่ือสร้างการรับรู้แก่ประชาชน ท�ำให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ ปฏิบัติตามกฎหมายเพ่ิมขึ้น
ลดจ�ำนวนผกู้ ระทำ� ผดิ เหตุเพราะไมร่ กู้ ฎหมาย
3. แนวทางการพัฒนากระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวยความยุติธรรม โดยปรับปรุงจาก
กรอบยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม มีแผนปฏิบัติการสร้างการรับรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน มีการก�ำหนด
กลมุ่ เปา้ หมาย การเลอื กใช้สอ่ื หรือช่องทางท่ใี ช้ในการสื่อสาร การตดิ ตามประเมินผลการดำ� เนินงาน
คำ� ส�ำคญั : แนวทางการพฒั นา; การรบั รู้; ประชาชน; การอำ� นวยความยุติธรรม; ศาลยตุ ธิ รรม

Abstract

The objective of this research was to: 1) studies the state of the perception of the
justice, 2) developed the process of creating the perception of the justice, 3) confirmation
of the approach. The research was qualitative research, which can be divided into 3 phases:
1) was the studies from documents and in-depth interview, data was collected via interview
form, 2) was a qualitative research; the target group consisted of 30 provincial court
administrators and related-persons, used Purposive Sampling method and interview form,
3) was qualitative research; the target group consisted of 30 provincial court administrators
and related-persons, used Purposive Sampling and the research results in 2; to draft the
preliminary development approach and held a meeting to criticize the approach for
confirmed the development approach for 2 times to improve the development approach
completely.
The research results:
1. The state of perception of justice administration; at present, people are more
alert, aware and more interested in the justice system. But the majority of people still
lack knowledge and understood in the justice process when they were directly involved.
2. The process of raised awareness in the process of facilitated justice; there
were knowledge enhancement through understood kits that are easy for people to understood,

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 3

created knowledge media via internet, Info graphic, citizen manual, etc.,
3. The approach for the development of the process of creating awareness of
the provision of justice of the judiciary; there was a target group, selected of media or
channels used for communication and followed up on the performance evaluation.
Keywords: Approaches for developing; Recognition; People; Justice; Court of justice

1. บทนำ� วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2425 พระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว เสด็จทรงวางศิลาก่อ
ระบบศาลของไทยเริ่มมีมาตั้งแต่สมัย พระฤกษอ์ าคารศาลสถติ ยุติธรรม และทรงโปรดฯ
กรุงสุโขทัย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้ ให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรม
อ�ำนาจตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดีให้แก่ ไวใ้ นแผ่นเงิน ซง่ึ เรยี กวา่ หริ ญั บตั ร แสดงใหเ้ ห็นถงึ
ประชาชน และมีวิวัฒนาการโดยได้รับอิทธิพล พระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามี
แนวความคิดจากพระธรรมศาสตร์เรื่อยมาจนสิ้น พระราชประสงคใ์ หต้ ง้ั ศาลขนึ้ เพอื่ ทำ� หนา้ ทว่ี นิ จิ ฉยั
สมัยกรุงศรีอยุธยา คร้ันสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ชข้ี าดอรรถคดี ทรงเลง็ เห็นว่าบา้ นเมอื งจะอยู่ด้วย
ตอนตน้ ได้มกี ารตั้งศาลข้นึ ประจำ� หน่วยงานตา่ งๆ ความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นส�ำคัญ
เพอ่ื พิจารณาพิพากษาคดตี ่างพระเนตรพระกรรณ จงึ ทรงจดั ระบบกฎหมายและระเบยี บทางการศาล
และน�ำเอากฎหมายของกรุงศรีอยุธยามาปรับปรุง ข้ึนใหม่ เพ่ือให้เป็นท่ียอมรับของชาติตะวันตก
และบัญญัติข้ึนใหม่ เรยี กวา่ กฎหมายตราสามดวง โดยมกี รมหลวงพชิ ติ ปรชี ากร และพระเจา้ บรมวงศ์
ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมาย เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นก�ำลังส�ำคัญ
หลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ ในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาล
และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตร ยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นท่ียอมรับของนานา
พระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ ต่อมาเมื่อบ้าน อารยประเทศ ศาลจึงเป็นสถาบันท่ีประสิทธ์ิ
เมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับ ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาถึง
ชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามา ปจั จุบัน ตอ่ มาเม่อื ปี พ.ศ.2478 ได้มกี ารประกาศ
ท�ำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลง ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาล
จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยข้ึนในรัชสมัย ยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คือ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ งานธรุ การและงานตลุ าการ โดยใหร้ ฐั มนตรวี า่ การ
รวมศาลท่ีกระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรม กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการ
ต่างๆ ให้มารวมไว้ในท่ีแห่งเดียวกัน เพื่อให้การ ส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษาเป็น
พิจารณาพิพากษาคดีด�ำเนินไปด้วยความรวดเร็ว อำ� นาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ต้ังกระทรวง
ถูกตอ้ งเหมาะสมไม่ทำ� ให้ราษฎรเดอื ดรอ้ น และใน

4 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ยุติธรรมท�ำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของ การใหเ้ กดิ ขนึ้ แกป่ ระชาชนในทกุ พนื้ ทแี่ ละทกุ ระดบั
ศาลยตุ ธิ รรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงไดเ้ กดิ แนวความ การด�ำเนินการดังกล่าวน้ี หากรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ
คิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวง เพยี งฝา่ ยเดยี วคงไมส่ ามารถบรรลผุ ลอยา่ งยง่ั ยนื ได้
ยุติธรรม เพ่ือให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาล หัวใจส�ำคัญที่จะส�ำเร็จได้อยู่ที่ประชาชนที่จะ
ยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มี ยอมรบั รใู้ นกระบวนการยตุ ธิ รรม ซงึ่ ประชาชนเปน็
อิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีจนกระทั่งได้มี ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดได้สัมผัสมีส่วนได้ส่วนเสียกับความ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ยตุ ธิ รรม ความเปน็ ธรรมและความสงบสขุ ในชมุ ชน
แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม น้ันๆ ได้มีโอกาสและมีช่องทางท่ีจะเข้ามามี
บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาล สว่ นรว่ มกบั ภาครฐั ในการแกป้ ญั หาของชมุ ชนดว้ ย
ยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการส�ำนักงานศาล ตนเอง โดยมีโอกาสในการร่วมคิด ร่วมวางแผน
ยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาล ร่วมด�ำเนินการและร่วมรับประโยชน์จากการแก้
ฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ ปัญหาร่วมกันในลักษณะของการเป็นผู้มีส่วนร่วม
ศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มี เน่ืองจากประชาชนทุกคนมีสิทธิในการได้รับการ
สำ� นกั งานศาลยตุ ธิ รรมเปน็ สว่ นราชการทเ่ี ปน็ หนว่ ย อ�ำนวยความยุติธรรมทางสังคมอย่างเท่าเทียมกัน
งานอสิ ระมฐี านะเปน็ นติ บิ คุ คล เมอื่ กฎหมายดงั กลา่ ว โดยเฉพาะอย่างย่ิงการได้รับการอ�ำนวยความ
มีผลใช้บังคับต้ังแต่วันท่ี 20 สิงหาคม พ.ศ.2543 ยตุ ธิ รรมจากกระบวนการยตุ ธิ รรมของรฐั เนอื่ งจาก
จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวง มีผลกระทบต่อชีวิต ร่างกาย สิทธิเสรีภาพและ
ยตุ ธิ รรมนบั แตน่ นั้ เปน็ ตน้ มา (Kantiya, 2007 : 1-3) ทรัพยส์ ินของบคุ คลโดยตรง ซ่ึงประชาชนทุกคนมี
การอ�ำนวยความยุติธรรมเป็นแนวคิด สิทธิได้รับการบริการจากหน่วยงานของรัฐ
เกี่ยวกับความถูกต้องตามศีลธรรมบนพ้ืนฐานของ เท่าเทียมกัน โดยรัฐมีบทบาทหน้าที่ส�ำคัญในการ
จริยธรรมความสมเหตุสมผล กฎหมาย กฎหมาย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายของประชาชน
ธรรมชาติ ศาสนา ความเทย่ี งธรรมและความเปน็ ให้มปี ระสิทธิภาพ
ธรรมตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายโดยค�ำนึงถึง อย่างไรก็ตาม สิทธิของประชาชนจะ
สิทธิท่ีไม่สามารถโอนให้แก่กันได้และสิทธิโดย ปราศจากความหมายหากขาดไร้ ซ่ึงกลไกในการ
กำ� เนดิ ของมนษุ ยช์ าตแิ ละพลเมอื งทงั้ หลายกบั สทิ ธิ เข้าถึงความยุติธรรม และเป็นหน้าที่ของรัฐท่ีต้อง
ของปวงชนและเอกชนท่ีจะได้รับความยุติธรรม ด�ำเนินการให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึง
(Department of Probation, 2018) การอำ� นวย การอ�ำนวยความยุติธรรมได้อย่างรวดเร็วมี
ความยุติธรรมเป็นการสร้างความสงบสุขในสังคม ประสทิ ธภิ าพ และประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ย เปรยี บเสมอื น
เป็นภารกิจหลักที่ส�ำคัญย่ิงขององค์กรของรัฐท่ี เป็นเสาหลักของกระบวนการยุติธรรมในการ
เก่ียวข้องกับกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำ� เนิน อำ� นวยความยตุ ธิ รรมแกป่ ระชาชน โดยเฉพาะอยา่ ง

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 5

ย่ิงองค์กรศาลยุติธรรม เป็นองค์กรหลักที่อ�ำนวย 3. วธิ ดี �ำเนินการวจิ ยั
ความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ศาลจึงเป็นองค์กร
หลกั ท่ีประชาชนเข้าถึงไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
จากปรากฏการณท์ ก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ ผวู้ จิ ยั (Qualitative research) ซึ่งเป็นการวิจัยทาง
จึงสนใจศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนา สังคมศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
กระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรม ท่ีมีอิทธิพลต่อมนุษย์ ข้อมูลส่วนใหญ่ท่ีใช้ในการ
ของศาลยตุ ธิ รรม: ศกึ ษากรณศี าลในสงั กดั สำ� นกั งาน วิจัยเป็นข้อมูลเชิงคุณลักษณะของผู้ร่วมวิจัยและ
อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 4 ว่าสภาพการรับรู้การ ไม่สามารถจัดท�ำในรูปปริมาณได้ การเก็บข้อมูล
อ�ำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรมในสังกัด จึงกระท�ำได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์และการ
ส�ำนักงานอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 4 เป็นอย่างไร จดบันทึก การวเิ คราะหข์ ้อมูล การวพิ ากษ์วจิ ารณ์
เพอ่ื นำ� ขอ้ คน้ พบดงั กลา่ วมาสรา้ งแนวทางการสรา้ ง การแสดงความคดิ เหน็ แลว้ สรปุ อธบิ ายหรอื บรรยาย
การรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรมทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ ดว้ ยถ้อยค�ำ (Puangrat, 2000 : 19) นอกจากนี้
ของศาล เพื่อให้ศาลในสังกัดส�ำนักงานอธิบดี ผู้วิจัยจึงด�ำเนินการวิจัยแบบอุปนัย (Inductive
ผพู้ พิ ากษาภาค 4 เกดิ การพฒั นากระบวนการสรา้ ง Approach) น่ันคือการท�ำวิจัยท่ีเร่ิมต้นจากสิ่งท่ี
การรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม จำ� เพาะเจาะจงไปสสู่ งิ่ ทว่ั ไป (from the particular
และประชาชนเข้าถึงการอ�ำนวยความยุติธรรม to the general) ดงั นน้ั ผวู้ จิ ยั จงึ แบง่ ชว่ งเวลาการ
ของส�ำนักงานศาลยุติธรรมโดยมีประสิทธิภาพ วจิ ยั ออกเป็น 3 ระยะ ดังน้ี
สูงสดุ ต่อไป การวิจัยระยะท่ี 1 ศึกษาสภาพการรับรู้
การอำ� นวยความยตุ ธิ รรมของศาล ในสงั กดั สำ� นกั งาน
2. วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4
1. แหล่งข้อมูล โดยการศึกษาเอกสาร
1. เพ่ือศึกษาสภาพการรับรู้การอ�ำนวย แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การรบั รู้
ความยุติธรรมของศาลในสังกัดส�ำนักงานอธิบดี การอ�ำนวยความยุติธรรม กลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย
ผู้พิพากษา ภาค 4 ได้แก่ กลุ่มผู้บริหารระดับสูงของส�ำนักงานศาล
2. เพอ่ื พฒั นากระบวนการสรา้ งการรบั รู้ ยตุ ิธรรม กลุ่มผู้บริหารศาลแตล่ ะจังหวัด กลุ่มผู้นำ�
การอ�ำนวยความยุติธรรมของศาลในสังกัด นโยบายไปปฏิบัติ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากผล
สำ� นกั งานอธบิ ดผี ู้พพิ ากษา ภาค 4 การนำ� นโยบายไปปฏบิ ตั ิ หนว่ ยงานในกระบวนการ
3. เพ่ือยืนยันแนวทางการพัฒนาสร้าง ยุตธิ รรม จ�ำนวน 30 คน โดยใช้วิธกี ารเลอื กแบบ
การรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรมทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ เจาะจง (Purposive Sampling) เพ่ือเข้าร่วม
ของศาลในสงั กดั สำ� นกั งานอธบิ ดผี พู้ พิ ากษา ภาค 4 กิจกรรมการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพ่ือ

6 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ท�ำการศึกษาถึงกระบวนการสร้างการรับรู้การ กระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรม
อำ� นวยความยตุ ธิ รรม ของศาลยุติธรรมไทย รวมทั้งแนวนโยบายและ
2. เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู แผนงานการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรม
สำ� หรับการวจิ ัยในครั้งนเ้ี พอื่ ตอบวตั ถปุ ระสงค์ของ ในศาลทั่วประเทศ โดยลักษณะค�ำถามจะเป็น
การวิจัย วิธีในการเข้าหาความจริง ซึ่งเป็นการ ค�ำถามเปดิ (Open - Ended Questions) ซึง่ แยก
ศกึ ษาทต่ี อ้ งเจาะลกึ ในเรอื่ งทศ่ี กึ ษา (Kenaphoom, เปน็ คำ� ถามหลกั (Main Question) คำ� ถามซักไซ้
2014 : 49-51) ผวู้ จิ ยั จงึ ใชก้ ารวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพแบบ ไลเ่ รียง (Probe) และคำ� ถามตดิ ตาม (Follow up)
ทกุ พหภุ าคี (Multiple Methodologies) โดยเปน็ โดยค�ำถามหลักจะเป็นการถามตรงประเด็นที่ได้
ระเบยี บวธิ ีวิจยั หลายวธิ ี ซึ่งผสมผสานกนั ดงั น้ี ก�ำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ท่ีวิจัย ส่วนค�ำถามซักไซ้
2.1 วจิ ยั ทางเอกสาร (Documentary ไลเ่ รยี งจะเปน็ การถามเพอื่ ตอ้ งการใหผ้ ตู้ อบคำ� ถาม
Research) ซ่ึงเป็นข้อมูลทุติยภูมิ (Chayanin, ระบถุ งึ แนวคดิ ทศั นคติ ความจรงิ การคาด ประมาณ
2015 : 77-82) โดยข้อมูลเกือบท้ังหมดจะอยู่ใน และปฏกิ ริ ยิ าเกยี่ วกบั ประเดน็ ทถ่ี ามเพอ่ื จะไดต้ อบ
รปู เอกสารหรอื สารสนเทศของทางราชการอยแู่ ลว้ ให้จบประเด็น และค�ำถามติดตามน้ันจะเป็นการ
ผู้วิจัยใช้การวิจัยทางเอกสารเป็นหลัก โดยจะ ซักถามต่อเน่ือง และขยายความตามนัยส�ำคัญ
เป็นการรวบรวมข้อมูลจากหนังสือหรือต�ำราทาง ที่ผู้ตอบค�ำถามได้พูดไปเพ่ือให้เกิดความสมบูรณ์
วิชาการท่ัวไป วารสาร พจนานุกรม ค�ำพิพากษา ในเนอื้ หาสาระของคำ� ถาม หากมกี ารถามครบถว้ น
ศาลฎีกา รายงานการวิจัย บทความวิจัย รายงาน ดงั ทกี่ ำ� หนดไวก้ จ็ ะทำ� ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทลี่ กึ และครบถว้ น
การศึกษาส่วนบุคคล วิทยานิพนธ์ในระดับการ ทกุ ดา้ น
ศกึ ษาตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วกบั การสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวย 2.3 การสัมภาษณ์ (Interview)
ความยุติธรรมของหน่วยงานหรือสถาบันต่างๆ โดยผู้วิจัยใช้แบบสัมภาษณ์กับกลุ่มประชากรที่
ทีเ่ คยจดั ท�ำไวก้ ่อนหน้านแ้ี ลว้ ศึกษาซ่ึงค�ำถามต่างๆ ผู้วิจัยได้ก�ำหนดขึ้นมาใช้
2.2 สัมภาษณ์เจาะลึก (In-Depth ประกอบการสัมภาษณ์ที่มีค�ำถามและข้อก�ำหนด
Interview) ซงึ่ เปน็ ขอ้ มลู ปฐมภมู เิ ปน็ การเกบ็ ขอ้ มลู ตายตัว จะสมั ภาษณ์ผู้ใด กใ็ ช้คำ� ถามแบบเดียวกนั
จากประชากรกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะพิเศษ มีล�ำดับข้ันตอนเรียงเหมือนกันส�ำหรับการตั้ง
โดยผู้วิจัยจะสัมภาษณ์เจาะลึกจากประชากรท่ี ค�ำถามนั้นจะมีทั้งค�ำถามท่ีต้องการค�ำตอบเฉพาะ
ศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีข้อมูลท่ีดีลึกซึ้ง กว้างขวาง เจาะจง และค�ำถามทีใ่ หค้ �ำตอบตามความต้องการ
เป็นพิเศษเหมาะสมกับความต้องการของผู้วิจัย (Supang, 2004 : 75 )
เรียกว่า เป็นผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญ (Key Informant) 3. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่
เพอื่ ดงึ แนวคดิ ทศิ นคติ ความจรงิ การคาดประมาณ เก่ียวข้อง และเก็บข้อมูลภาคสนามใช้วิธีการ
และปฏิกิริยาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับ สัมภาษณ์ และการสนทนากล่มุ หลงั จากน้ันผู้วจิ ยั

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 7

นำ� ขอ้ มลู ทไ่ี ดไ้ ปวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพอื่ ยกรา่ งแนวทาง ของการวิจัยและน�ำเสนอผลการวิจัยโดยวิธี
การพัฒนากระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวย พรรณนาวเิ คราะห์ (Descriptive Analysis)
ความยุตธิ รรมในขนั้ ตอ่ ไป การวิจัยระยะท่ี 2 สร้างแนวทางการ
4. การวิเคราะหข์ อ้ มลู ดังน้ี 1) การจดั พฒั นากระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความ
กระทำ� ขอ้ มลู ผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ การโดยการนำ� ขอ้ มลู ยุ ติ ธ ร ร ม ข อ ง ศ า ล ใ น สั ง กั ด ส� ำ นั ก ง า น อ ธิ บ ดี
ทไ่ี ดม้ าตรวจสอบความสมบรู ณข์ องขอ้ มลู นำ� ขอ้ มลู ผูพ้ พิ ากษา ภาค 4 โดยมีข้ันตอนในการดำ� เนินการ
ทไ่ี ด้มาจัดหมวดหม่ใู ห้เรยี บรอ้ ย เพื่อให้งา่ ยต่อการ ดังน้ี
วิเคราะห์ข้อมูล สรุปข้อมูลจากเครื่องมือในแต่ละ 1. แหล่งข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย
กลมุ่ และเรยี บเรยี งตามความมงุ่ หมายของการวจิ ยั ในการวจิ ยั ในระยะท่ี 2 ได้แก่ ผ้บู รหิ ารศาลแต่ละ
2) ผู้วิจัยได้น�ำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบข้อมูล จงั หวดั เปน็ ผทู้ เี่ กยี่ วขอ้ งในการพฒั นากระบวนการ
เชงิ คณุ ภาพ โดยการตรวจสอบขอ้ มูลท่ไี ด้รับคนื มา สร้างการรับรู้การอ�ำนวยความยุติธรรมของศาล
และขอ้ มลู ทสี่ มั ภาษณจ์ ากกลมุ่ ตวั อยา่ ง นำ� ขอ้ มลู ที่ ในสงั กดั สำ� นกั งานอธบิ ดผี พู้ พิ ากษา ภาค 4 จำ� นวน
ได้มาจัดหมวดหมู่ให้เรียบร้อยเพื่องานต่อการ 12 คน ใชก้ ารเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
วเิ คราะหข์ อ้ มลู สรปุ และวเิ คราะหข์ อ้ มลู แตล่ ะกลมุ่ 2. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวม
จากเคร่ืองมือที่ได้จากแบบสอบถามแต่ละกลุ่ม ขอ้ มลู ผวู้ จิ ยั นำ� ผลจากการวจิ ยั ในระยะที่ 1 มาสรา้ ง
มาเรียบเรียงผลตามความมุ่งหมายเชิงพรรณนา ขน้ึ เพอื่ ใชเ้ ปน็ รา่ งในการพจิ ารณาในการจดั ประชมุ
3) การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใช้วิธี เชิงปฏบิ ัตกิ าร (Workshops) เพอื่ ให้ผบู้ ริหารศาล
การตรวจสอบแบบสามเส้า (Methodology แต่ละจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนา
Triangulation) และการตรวจสอบความนา่ เชอ่ื ถอื กระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรม
ของข้อมูลใช้วิธี (Investigator Triangulation) ของศาล วิพากษ์การพฒั นากระบวนการสร้างการ
ด้านข้อมูล คือ ด้านสถานที่ใช้การรวบรวมข้อมูล รับรู้การอ�ำนวยความยุตธิ รรม
เรื่องเดียวกันที่มาจาก 14 จังหวัด ด้านบุคคล 3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยเก็บ
ใช้การรวบรวมข้อมูลเรื่องเดียวกันที่มาจากกลุ่ม รวบรวมข้อมูลจากแบบรวบรวมการวิจารณ์และ
ตัวอย่างหลายกลุ่ม ด้านทฤษฎี ใช้ทฤษฎีตามท่ี ขอ้ เสนอแนะ โดยการจดบันทกึ บันทกึ การประชุม
กล่าวอ้างอิงไว้ในบทที่ 2 เป็นเครื่องตรวจสอบ เชิงปฏิบัติการและข้อเสนอแนะและท�ำการบันทึก
และดา้ นผวู้ จิ ยั ไดใ้ ชข้ อ้ มลู จากผวู้ จิ ยั หลายคนทว่ี จิ ยั ภาพบนั ทกึ เสยี งทกุ เนอื้ หา เพอื่ นำ� มาเทยี บเคยี งกบั
ในลกั ษณะเดยี วกนั มาตรวจสอบวา่ ไดข้ อ้ มลู ตรงกบั บริบทของการวิจัยและปรับปรุงรูปแบบตามการ
ผลการวจิ ัยหรอื ไม่ วจิ ารณแ์ ละขอ้ เสนอแนะ
5. การน�ำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยท�ำการ
ในเชงิ คณุ ภาพ สรปุ ตามประเดน็ ของความมงุ่ หมาย วิเคราะห์ข้อวิจารณ์และข้อเสนอแนะที่ได้จากการ

8 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ถอดข้อความว่าอยู่ในตัวแปรใด ที่ได้จากการวิจัย เชิงส�ำรวจมาใชใ้ นการสงั เคราะหข์ ้อมูล
ระยะที่ 1 และน�ำมาจัดกลุม่ (Grouping) จากนั้น 3. วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ยนื ยนั แนวทาง
ก็ท�ำการสังเคราะห์กลุ่มการวิจารณ์และข้อเสนอ ครั้งท่ี 1 โดยการประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั ิการ
แนะที่ได้จากการถอดข้อความ เพื่อน�ำผลการ 4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
วิเคราะห์ข้อมูลมาจัดท�ำแนวทางการพัฒนา ซง่ึ เปน็ แนวทางการพฒั นากระบวนการสรา้ งการรบั รู้
กระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรม การอ�ำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรมท�ำการ
ให้ร่วมกันวิพากษ์แนวทางการพัฒนากระบวนการ วิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content
สร้างการรับรู้การอ�ำนวยความยุติธรรมท่ีผู้วิจัยได้ Analysis) แลว้ น�ำเสนอเชิงพรรณนา
สร้างขึ้น น�ำเสนอผลการประชุมกลุ่ม สรุปและ
อภปิ รายผลทงั้ หมด แลว้ ใหน้ ำ� ผลการเสนอแนะมา 4. สรุปผลการวจิ ัย
ปรบั ปรงุ แนวทางการพฒั นากระบวนการสรา้ งการ
รับรู้การอ�ำนวยความยุติธรรมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การวิจัยระยะที่ 1 ท�ำให้ทราบถึงสภาพ
เพ่อื น�ำไปยนื ยันแนวทางในระยะท่ี 3 ตอ่ ไป การรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรมของศาลยตุ ธิ รรม
การวจิ ยั ระยะท่ี 3 การยนื ยนั แนวทางการ โดยเริ่มตั้งแต่ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ
พฒั นากระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความ อำ� นวยความยตุ ธิ รรมเรมิ่ ตน้ เมอ่ื มกี ารนำ� ขอ้ โตแ้ ยง้
ยุติธรรมของศาลยุติธรรมในสังกัดส�ำนักงานอธิบดี หรือการน�ำคดีเข้าสู่ศาลโดยคดีที่ข้ึนสู่ศาลตั้งต้น
ผพู้ ิพากษา ภาค 4 จากการเกิดข้อโต้แย้งสองทางคือ ทางแพ่งหรือ
1. แหลง่ ขอ้ มลู เมอื่ ทำ� การศกึ ษาในระยะ ทางอาญา ซึ่งการน�ำคดีเข้าสู่ศาลในทางแพ่งเกิด
ที่ 1 และ 2 แลว้ ทราบถงึ สภาพการรบั รกู้ ารอำ� นวย เม่ือมีการโต้แย้งสิทธิกันเกิดข้ึนหรือเม่ือมีความ
ความยตุ ธิ รรม โดยศกึ ษาจากเอกสารและสมั ภาษณ์ จ�ำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลการเริ่มต้นคดีแพ่ง
จนไดข้ อ้ มลู ในระยะที่ 2 แลว้ สรปุ ผลออกมาทำ� การ จากนั้นเป็นผลการศึกษาเร่ือง สภาพการรับรู้การ
ยกรา่ งแนวทางการพฒั นาสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวย อ�ำนวยความยุติธรรม ประกอบด้วย การยอมรับ
ความความยุติธรรมของศาลยุติธรรมในสังกัด หรือปฏิเสธการรับรู้ของประชาชน ความเข้าใจ
ส�ำนักงานอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 4 โดยอาศัย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอ�ำนวยความยุติธรรม
แนวคดิ การสรา้ งกลยทุ ธจ์ ากฐานการวจิ ยั เชงิ สำ� รวจ ความรว่ มมอื ในกระบวนการยตุ ธิ รรมของประชาชน
2. เครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอ�ำนวยความ
สังเคราะห์ผลการวิจัยที่ได้จากสภาพการรับรู้การ ยตุ ธิ รรมของศาลยตุ ธิ รรม กระบวนการและขน้ั ตอน
อ�ำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรมในสังกัด การทำ� งานของศาลยตุ ธิ รรมเพอื่ ใหป้ ระชาชนเขา้ ใจ
สำ� นักงานอธิบดผี พู้ พิ ากษา ภาค 4 แลว้ น�ำแนวคิด การอ�ำนวยความยุติธรรมในปัจจุบัน ซึ่งได้สรุป
การสร้างแนวทางการพัฒนาจากฐานการวิจัย กระบวนการสร้างการรับรู้ในกระบวนการอ�ำนวย
ความยตุ ธิ รรมของศาลยตุ ธิ รรมเพอื่ ประกอบยกรา่ ง

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 9

เป็นแนวทางการพฒั นากระบวนการสรา้ งการรับรู้ ความกา้ วหนา้ เพอ่ื กำ� กบั ดแู ลการทำ� งานใหไ้ ดต้ าม
ในกระบวนการอ�ำนวยความยุติธรรมของศาล เป้าหมายที่ก�ำหนดไว้ ซึ่งท�ำให้หน่วยงานทราบถึง
ยุติธรรม โดยยึดตามกรอบยุทธศาสตร์กระทรวง ผลการด�ำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น
ยุติธรรมมาประยุกต์เข้ากับบริบทพ้ืนที่ของเขต ระหว่างการดำ� เนนิ การ
อ�ำนาจของศาลยุติธรรมในสังกัดส�ำนักงานอธิบดี
ผพู้ ิพากษา ภาค 4 กลา่ วคือ การเสรมิ สรา้ งความรู้ 5. อภปิ รายผลการวิจยั
ผ่านชุดท�ำความเข้าใจท่ีประชาชนเข้าใจได้ง่าย
เชน่ กฎหมายสามญั ประจำ� บา้ น เกมการด์ พลงั สทิ ธิ การวิจัยระยะท่ี 1 ผลการศึกษาสภาพ
และ The Choice เกมทางเลือก-ทางรอด (เกมให้ การรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรม พบวา่ สภาพการ
ความรเู้ กย่ี วกบั หนน้ี อกระบบ) รวมถงึ การจดั ทำ� สอ่ื รับรู้กระบวนการอ�ำนวยความยุติธรรมในปัจจุบัน
เผยแพร่ความรู้ทางส่ืออินเตอร์เน็ต สื่อ Info ประชาชนมีความต่ืนตัวรับรู้และมีความรู้ให้ความ
graphic คมู่ อื ประชาชน และการลงพนื้ ทเี่ พอื่ สรา้ ง สนใจการอ�ำนวยความยุติธรรมของหน่วยงาน
การรบั รู้แก่ประชาชน เปน็ ตน้ ในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม
การวจิ ยั ระยะท่ี 2 ผลการยกร่างแนวทาง ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความ
การพัฒนากระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวย เข้าใจในกระบวนการยุติธรรม การรับรู้ของ
ความยุติธรรมของศาลยุติธรรม ประกอบด้วย ประชาชนจะปรากฏเด่นชัดก็ต่อเม่ือตนมีส่วน
การกำ� หนดภารกจิ และมอบหมายงานอยา่ งชดั เจน เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น การพัฒนาของระบบ
จากนั้นจึงน�ำเข้าสู่กระบวนการสร้างการรับรู้แก่ เทคโนโลยีและการสื่อสารตลอดทั้งการคมนาคม
ประชาชน ได้แก่ มีแผนปฏิบัติการสร้างการรับรู้ รวมถึงความก้าวหน้าทางสื่อสารสารสนเทศส่งผล
ทางกฎหมายแก่ประชาชน มีการก�ำหนดกลุ่ม ให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนเป็นไป
เป้าหมาย และการเลือกใช้ส่ือหรือช่องทางท่ีใช้ใน โดยการขอ้ มลู ขา่ วสารอน่ื ทางกฎหมายได้ ถกู จดั ทำ�
การสอ่ื สาร ซ้�ำและเผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ส่งผล
การวจิ ัยระยะท่ี 3 ผลการยืนยนั แนวทาง ให้ประชาชนมีโอกาสรับทราบกฎหมายทั้งท่ีมี
การพัฒนากระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวย อยู่เดิม และถูกตราขึ้นใหม่เพ่ิมขึ้น ทั้งการอธิบาย
ความยุติธรรมของศาลยุติธรรม ซ่ึงได้ข้อสรุปจาก และแปลความ (ตีความ) กฎหมายกม็ ลี ักษณะเชน่
การยืนยันในแนวทางเดียวกัน แต่มีข้อเสนอแนะ เดยี วกนั แตอ่ ยา่ งไรกด็ ี ความเหน็ ทแ่ี ตกตา่ งในการ
เพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผล ตีความกฎหมายอาจก่อให้เกิดความสับสนของ
กล่าวคือ การด�ำเนินการตามแนวทางการพัฒนา ประชาชนที่มีความรู้น้อย หรือไม่มีพื้นฐานทาง
กระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวยความ กฎหมาย อันน�ำมาซึ่งความเข้าใจที่ผิดพลาด
ยุติธรรมของศาลยตุ ิธรรมน้นั จะตอ้ งมีการตดิ ตาม คลาดเคล่ือน โดยอาจเข้าใจบ้างและไม่เข้าใจบ้าง
อนั อาจนำ� มาซง่ึ ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั สทิ ธหิ นา้ ทข่ี อง

10 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ตนผิดพลาดไป ซึ่งอาจน�ำมาของการล่วงสิทธิผิด รบั รู้ทางกฎหมายแกป่ ระชาชน มีการก�ำหนดกลุ่ม
หนา้ ทแ่ี ละอาจนำ� มาซง่ึ การกระทำ� อนั เปน็ ความผดิ เปา้ หมาย และการเลอื กใชส้ อื่ /ชอ่ งทางท่ใี ชใ้ นการ
ทางอาญาได้ ส่อื สาร
ข้อค้นพบจากผลการวิจัยคร้ังนี้สรุปได้ว่า การวจิ ยั ระยะที่ 3 ผลการยนื ยันแนวทาง
เม่ือประชาชนรู้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ การพัฒนากระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวย
ซ่ึงเป็นกติกาของสังคม จะเป็นส่วนเสริมท่ีท�ำให้มี ความยุติธรรม ของศาลในสังกัดส�ำนักงานอธิบดี
การปฏิบัติตามกฎหมายข้อพิพาทและการกระท�ำ ผู้พิพากษา ภาค 4 พบว่า ผู้เช่ียวชาญด้านการ
ผดิ ตา่ งๆ ลดลง รวมถงึ เกดิ การเคารพสทิ ธข์ิ องผอู้ น่ื อ�ำนวยความยุติธรรมพิจารณายืนยันแนวทางการ
โดยผลลพั ธ์น้ีจะตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 พัฒนา 2 คร้งั ไดข้ อ้ สรุปจากการยืนยันในแนวทาง
คือ การยกระดับศักยภาพและคุณค่าของมนุษย์ เดียวกัน แต่มีข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมเกี่ยวกับการ
ผ่านการสร้างนวัตกรรมการสร้างการรับรู้และ ติดตามและประเมินผล กล่าวคือ การด�ำเนินการ
สงั คมทีอ่ ยู่ดมี สี ุข กล่าวคอื เมอื่ ประชาชนมคี วามรู้ ตามแนวทางการพฒั นากระบวนการสรา้ งการรบั รู้
ความเขา้ ใจกฎหมาย กจ็ ะไมก่ ระทำ� ความผดิ มกี าร การอ�ำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรมนั้น
เคารพสทิ ธิของผอู้ ืน่ สงั คมกจ็ ะเกดิ ความสงบสุข จะตอ้ งมีการติดตามความก้าวหน้า เพ่ือกำ� กับดูแล
การวิจัยระยะที่ 2 ผลการสร้างแนวทาง การทำ� งานใหไ้ ดต้ ามเปา้ หมายทก่ี ำ� หนดไว้ ซงึ่ ทำ� ให้
การพัฒนากระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวย หน่วยงานทราบถึงผลการด�ำเนินงาน ปัญหาและ
ความยุติธรรม ของศาลในสังกัดส�ำนักงานอธิบดี อปุ สรรคทเ่ี กิดขึน้ ระหว่างการด�ำเนินการ
ผู้พิพากษา ภาค 4 โดยในกระบวนการสร้าง
แนวทางการพัฒนาน้ี กลุ่มเป้าหมายให้ความเห็น 6. ข้อเสนอแนะ
วา่ ไมค่ วรปรบั ปรงุ หรอื แกไ้ ขเชงิ นโยบาย แตค่ วรนำ�
นโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ 1. ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจยั
ผู้น�ำนโยบายไปปฏิบัติถือเป็นส่วนส�ำคัญในการ 1.1 การรบั รขู้ อบเขตของการใชอ้ ำ� นาจ
ขับเคลื่อนนโยบายให้ไปสู่ผลส�ำเร็จได้ ท้ังน้ี บังคับตามกฎหมาย และของเทคนิคท่ีใช้ในการ
การยกร่างแนวทางการพัฒนากระบวนการสร้าง ควบคุมอาชญากรรม เป็นอีกลักษณะหนึ่งของ
การรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรมของศาลยตุ ธิ รรม ระบบงานนี้การบริหารงานยุติธรรมไม่อาจแก้ไข
ได้อธิบายการก�ำหนดภารกิจและมอบหมายงาน ความยงุ่ ยากตา่ งๆ ทกี่ อ่ ขน้ึ โดยพฤตกิ รรมเบยี่ งเบน
อย่างชัดเจนและมีกลุ่มงานท่ีรับผิดชอบการสร้าง ท้ังหมดได้ในระยะยาว แนวทางการพัฒนา
การรบั รกู้ ระบวนการอำ� นวยความยตุ ธิ รรมของศาล กระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรม
ยตุ ธิ รรมโดยเฉพาะ จากนนั้ ปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการ ของศาลยตุ ธิ รรม จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งเรมิ่ ทกุ กระบวนการ
สรา้ งการรบั รู้ กล่าวคอื มีแผนปฏบิ ัตกิ ารสร้างการ ต้ังแต่หน่วยงานระดับนโยบาย หน่วยงานระดับ
ปฏิบัติการ ประชาชนทุกระดับ ตลอดจนสื่อหรือ

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 11

ช่องทางในการสื่อสาร ท้ังน้ีควรมีการติดตาม ช่องทาง โดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดเก่ียวกับ
ประเมินผลเป็นระยะเพื่อติดตามความก้าวหน้า กระบวนการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน ดงั นน้ั ในการ
และการสร้างการรับรู้ของประชาชนอย่างมี วจิ ัยครงั้ ต่อไป ควรศกึ ษาปัจจยั ด้านการมีสว่ นร่วม
ประสทิ ธิภาพ ของประชาชนเกย่ี วกบั การสรา้ งการรบั รกู้ ระบวนการ
1.2 ข้อค้นพบจากการวิจัยท่ีส�ำคัญ อำ� นวยความยตุ ธิ รรม และจดั ใหม้ กี จิ กรรมทเี่ หมาะสม
พบวา่ การไดร้ บั รเู้ กยี่ วกบั การอำ� นวยความยตุ ธิ รรม ในการจัดกระบวนการสร้างการรับรู้การอ�ำนวย
ที่ถูกต้อง เหมาะสม การสร้างการมีส่วนร่วม ความยตุ ธิ รรมของศาลยุติธรรมต่อไป
การสรา้ งจติ สำ� นกึ ใหป้ ระชาชนไดต้ ระหนกั ถงึ ความ 2.2 ในการวจิ ยั ครง้ั นเี้ ปน็ การพฒั นา
ส�ำคัญในกระบวนการอ�ำนวยความยุติธรรมของ กระบวนการสรา้ งการรบั รกู้ ารอำ� นวยความยตุ ธิ รรม
ศาลยุติธรรม เป็นส่ิงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและ ของศาลในสังกดั สำ� นกั งานอธิบดีผ้พู ิพากษา ภาค 4
สังคม ดังน้ัน ทุกภาคส่วนควรน�ำเสนอเนื้อหา ซึ่งข้อเท็จจริงยังมีศาลยุติธรรมในสังกัดเขตอ�ำนาจ
หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับกระบวนการอ�ำนวย ศาลอื่นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเชิงพ้ืนที่ในระดับ
ความยตุ ธิ รรม แกป่ ระชาชน เดก็ และเยาวชนและ เดียวกัน ควรมีการวิจัยในพ้ืนท่ีอ�ำนาจศาลอื่นๆ
สอ่ื มวลชน ควรมกี ารสอดแทรกเน้ือหาในการปลูก เพ่อื เปน็ การศึกษาเปรียบเทยี บ
ฝงั การรบั รกู้ ระบวนการยตุ ธิ รรมใหเ้ ขา้ กบั การดำ� รง
ชวี ติ ปกติผ่านชอ่ งทางสื่อหรอื วธิ ีการตา่ งๆ 7. องคค์ วามรู้ทีไ่ ดร้ ับ
1.3 สถาบันการศึกษาควรมีการ
ประสานความรว่ มมอื กบั บดิ า มารดาหรอื ผปู้ กครอง การวจิ ยั ครง้ั นี้ ทำ� ใหท้ ราบถงึ สภาพการรบั
ในการอบรม การให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ รู้และปัญหาในการกระบวนการสร้างการรับรู้การ
อ�ำนวยความยุติธรรมท่ีถูกต้องเหมาะสมหรือ อ�ำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรม ในสังกัด
ผ้ปู กครองควรปฏิบัตใิ หเ้ ป็นแบบอย่างท่ีดี สำ� นกั งานอธบิ ดผี พู้ พิ ากษาศาลภาค 4 เพอ่ื นำ� มาใช้
2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครั้งต่อไป เปน็ แนวทางในการวางแผนการพฒั นากระบวนการ
2.1 ในการวิจัยคร้ังน้ีพบว่า ช่องทาง สร้างการรับรู้การอ�ำนวยความยุติธรรมของศาล
การสื่อสารหรือวิธีการสื่อสารเพื่อการรับรู้มีหลาย ยตุ ธิ รรมใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ เพอ่ื อำ� นวยประโยชนแ์ ก่
ประชาชนมากยิง่ ข้นึ

References

Chayanin, G. (2015). The Strategies for enhancing the democratic way of life of students
at Secondary education in Sisaket province. Sisaket : Sisaket Rajabhat University.

Department of Probation. (2018). The Justices. https://www.probation.go.th (Accessed 20
August 2018).

12 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Kantiya, J. (2007). The development of the community justice system in-Thai society.
Bangkok : Printing House of Ministry of Justice.

Phuangrat, T. (2000). Research methods in behavioral science and social science. Bangkok
: Office of Educational Testing and Psychology Srinakharinwirot University.

Sanya, K. (2014). Research Philosophy: Quantity Quality. Journal of Political Science and
Law, Rajabhat Kalasin University, 3(2), 49-51.

Supang, C. (2004). Qualitative research. Bangkok : Chulalongkorn University.

การพฒั นาตวั บ่งช้ภี าวะผู้นำ� เชิงจรยิ ธรรมของผบู้ ริหารสถานศึกษา
สังกัดสำ� นักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน
ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื *

The Development of Ethical Leadership Indicators of
School Directors under the Office of the Basic Education

Commission in the North-eastern Region of Thailand

ศักดิ์ไทย สุรกจิ บวร และเอกลักษณ์ เพยี สา
Sakthai Surakitbowon and Eakkaluck Pheasa

มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร
Sakon Nakhon Rajabhat University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถาน
ศกึ ษา 2) ตรวจสอบความสอดคลอ้ งของโมเดลโครงสรา้ งตวั บง่ ชภ้ี าวะผนู้ ำ� เชงิ จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถาน
ศกึ ษาทพี่ ฒั นาขนึ้ กบั ขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์ การดำ� เนนิ การวจิ ยั มี 3 ระยะ ประกอบดว้ ย ระยะท่ี 1 การกำ� หนด
กรอบแนวคิดการวจิ ัย โดยการสงั เคราะห์เอกสารและงานวิจยั และการสัมภาษณ์ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ระยะท่ี 2
การพฒั นาตวั บ่งช้ภี าวะผนู้ ำ� เชิงจริยธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา โดยใชเ้ ทคนคิ เดลฟายแบบปรับปรงุ 3
รอบและระยะที่ 3 การตรวจสอบความสอดคลอ้ งของโมเดลโครงสรา้ งตวั บ่งช้ีภาวะผู้นำ� เชงิ จริยธรรมของ
ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาทพี่ ฒั นาขนึ้ กบั ขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์ เกบ็ ขอ้ มลู กบั กลมุ่ ตวั อยา่ ง ผบู้ รหิ ารและครู จำ� นวน
1,756 คน ในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า
5 ระดับ มคี ่าอำ� นาจจ�ำแนกรายข้อระหว่าง 0.34-0.90 และค่าความเชอ่ื มน่ั เทา่ กบั 0.99 วเิ คราะห์ข้อมลู
ดว้ ยการวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยนั (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ดว้ ยโปรแกรมสำ� เรจ็ รปู
ทางสถิติ

* ได้รับบทความ: 5 มถิ ุนายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 3 กรกฎาคม 2563; ตอบรบั ตพี ิมพ์: 28 กนั ยายน 2563
Received: June 5, 2019; Revised: July 3, 2020; Accepted: September 28, 2020

14 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ผลการวจิ ัยพบวา่
1. ตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการ
ศึกษาข้นั พืน้ ฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ประกอบด้วย 7 องคป์ ระกอบหลัก 26 องคป์ ระกอบย่อย
182 ตัวบง่ ชี้
2. โมเดลโครงสร้างตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่า
ไคสแควร์ (Chi-square) เทา่ กับ 42.70 คา่ องศาอสิ ระ (df) เท่ากับ 121 ค่านยั ส�ำคญั ทางสถติ ิ (p-value)
เท่ากับ 1.00 คา่ ดัชนีท่วี ัดความกลมกลืน (GFI) เทา่ กบั 0.99 ระดับความกลมกลนื ทป่ี รบั แกแ้ ล้ว (AGFI)
เทา่ กบั 0.98 คา่ ความคลาดเคลอื่ นจากการประมาณคา่ พารามเิ ตอร์ (RMSEA) เทา่ กบั 0.00 (Chi-square
= 42.70, df = 121, p-value = 1.00, GFI = 0.99, AGFI = 0.98 และ RMSEA = 0.00) ซึ่งเป็นไปตาม
สมมุติฐานการวิจยั
คำ� สำ� คัญ: ภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรม; ตัวบ่งช้ี

Abstract

The objectives of this study were to: 1) develop ethical leadership indicators of
school, 2) to examine the congruence of the developed structural model on ethical
leadership indicators of school with the empirical data. The study was divided into 3
phases. The first phase was the building of research conceptual framework by synthesizing
relevant documents and researches and interviewing experts. The second phase was the
development of ethical leadership indicators of school by applying modified Delphi’s
technique for 3 times, and the third phase was congruence examination of the developed
structural model on ethical leadership indicators of school directors with the empirical
data. Data was collected from the sample group of 1,756 school directors and teachers
primary and secondary schools which were chosen as sampling units. A 5-level rating
scale questionnaire with discrimination power for each item between 0.34-0.90 and the
overall reliability value at 0.99 was the data collection tool of choice. Confirmatory factor
analysis of the collected data was conducted by using statistics software.
The findings are as follows:
1. Ethical leadership indicators of school directors under the office of the basic
education commission in the North-eastern region of Thailand consisted of 7 main components,

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 15

26 sub-components and 182 indicators.
2. The developed structural model on ethical leadership indicators of school
directors under the Office of the Basic Education Commission in the North-eastern region
of Thailand shows congruence with the empirical data with Chi-square = 42.70, df = 121,
p-value = 1.00, GFI-0.99, AGFI = 0.98, RMSEA = 0.00, which are in accordance with the
research hypothesis.
Keywords: Ethical Leadership; Indicators

1. บทนำ� ถึงแม้จะไม่มีปัจจัยใดท่ีสามารถควบคุมการ
เปล่ียนแปลงภายในหน่วยงานก็ตาม แต่ส่ิงหนึ่งที่
งานด้านการศึกษาเป็นงานท่ีส�ำคัญท่ีสุด จะปรับปรุง และพัฒนาได้ตลอดเวลาก็คือ ภาวะ
อย่างหนึ่งของชาติน้ัน ซ่ึงข้ึนอยู่กับการศึกษาของ ผ้นู �ำของผูบ้ รหิ ารหน่วยงาน (Owen, 1981 : 145)
พลเมืองเป็นข้อใหญ่ ตามข้อเท็จจริงท่ีทราบกัน ภาวะผนู้ ำ� เชงิ จรยิ ธรรมจงึ เปน็ คณุ ลกั ษณะ
ดีแล้วระยะนี้บ้านเมืองของเรามีพลเมืองเพิ่มข้ึน ท่สี ำ� คญั ของผู้นำ� หรอื ผู้บริหารสถานศกึ ษา ซ่งึ เป็น
อยา่ งรวดเรว็ ทงั้ นม้ี สี ญั ญาณบางอยา่ งเกดิ ขนึ้ ดว้ ยวา่ ความหวังของการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านคุณธรรม
พลเมืองของเราบางส่วนเสื่อมทรามลงไปในความ จริยธรรมต่อครู นักเรียนและบุคคลอ่ืนในสังคม
ประพฤตแิ ละจติ ใจซง่ึ เปน็ อาการทน่ี า่ วติ กวา่ ถา้ หาก ดังค�ำกล่าวท่ีว่า โรงเรียนที่มีประสิทธิผลจะต้องมี
ยังคงเป็นอยู่ต่อไป เราอาจจะเอาตัวเองไม่รอด ขอ้ กำ� หนดทเี่ ปน็ พนั ธสญั ญารว่ มกนั ทกุ คน โดยพนั ธ
ปรากฏการณ์เช่นนี้นอกจากเหตุอ่ืนแล้วต้องมีเหตุ สัญญาดังกล่าวท่ีเป็นแกนของค่านิยมส�ำคัญใน
มาจากการศึกษาอย่างแน่นอน จึงพูดได้เต็มปาก โรงเรยี นและสามารถใชเ้ ปน็ เกณฑม์ าตรฐานอา้ งองิ
แลว้ วา่ เราจะตอ้ งจดั งานดา้ นการศกึ ษาใหเ้ ขม้ แขง็ ขน้ึ ในการตัดสินว่าพฤติกรรมหรือการกระท�ำใดของ
(Office of the Education Council, 2017 : 7) สมาชิกผิดถูก เหมาะสมหรือไม่ในเชิงจริยธรรม
อย่างไรก็ตามงานด้านการศึกษาจะบรรลุผลตาม ผนู้ ำ� จงึ มบี ทบาทสำ� คญั ยง่ิ ไมเ่ พยี งแคจ่ ดั ทำ� ขอ้ พนั ธ
เปา้ หมายของการจดั การศกึ ษาชาตไิ ด้ ผบู้ รหิ ารการ สัญญาของโรงเรียน แต่ต้องให้การสนับสนุนอย่าง
ศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและครู อาจารย์ต้อง แขง็ ขนั และใหม้ ผี ลนำ� ไปใชป้ ฏบิ ตั อิ ยา่ งจรงิ จงั และ
ดำ� เนนิ การอยา่ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจปรองดองกนั เมอ่ื มีผ้ฝู ่าฝนื ต่อพันธสัญญาดงั กลา่ ว ผู้น�ำต้องกล้า
ด้วยความจริงใจโดยมุ่งหวังผลส�ำเร็จร่วมกันเป็น ตัดสินใจใช้มาตรการเฉียบขาดต่อผู้นั้น ภาวะผู้น�ำ
สำ� คญั กวา่ สงิ่ อนื่ ๆ ดงั นน้ั การบรหิ ารงานการศกึ ษา เชิงจริยธรรมต้องเร่ิมจากตัวผู้น�ำที่มีจริยธรรมไม่
จะเกิดประสทิ ธผิ ลได้ ผูบ้ รหิ ารจะต้องใชภ้ าวะผ้นู ำ� เพยี งแคร่ อบรดู้ า้ นคณุ ธรรมหรอื สอนคนดว้ ยคำ� พดู
(Leadership) กระจายความรับผิดชอบอย่าง เทา่ นน้ั แต่ส�ำคัญทสี่ ุด คือ การประพฤติปฏบิ ตั ิให้
เปน็ ธรรมไปสผู่ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาในหนว่ ยงานของตน

16 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนทั่วไป (Sergiovanni, et ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษานน้ั ได้มกี ารศกึ ษาวิจยั พบว่า
al., 1992 : 143) อย่างไรก็ตาม ภาวะผู้น�ำเชิง ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
จริยธรรมเปรยี บเสมอื นการเปล่ยี นสภาพหรือแลก มีปัญหาด้านคุณธรรมและจริยธรรมหลายด้าน
เปล่ียนผลประโยชน์ (Transformation) ทั้งผู้น�ำ เช่น การเบียดบังเวลาราชการ ชู้สาว ทจุ รติ การจดั
และผู้ตามตามกระบวนการของภาวะผู้น�ำเชิงการ ซอื้ จดั จา้ ง ความไมโ่ ปรง่ ใสในการใชเ้ งนิ รายหวั ของ
เปล่ียนแปลง (Transformational Leadership) นักเรียน การวางตนและประพฤติตนไม่เหมาะสม
ในท้ายสุดจะน�ำมาซ่ึงจริยธรรมในการยกระดับ ขาดความเปน็ ธรรมในการพจิ ารณาความดคี วามชอบ
ความประพฤติ (Conduct) และแรงดลใจทาง สภาพปญั หาดังกลา่ ว รฐั บาลและทกุ ฝา่ ย
จรยิ ธรรม (Ethical Aspiration) ของผนู้ ำ� และผตู้ าม ท่ีเก่ียวข้องได้พยายามหาวิธีการป้องกันและแก้ไข
นอกจากน้ีพลวัตร (Dynamic) ของภาวะผู้น�ำเชิง มาโดยตลอด เห็นได้จาก การออกกฎระเบยี บและ
จริยธรรมจะท�ำให้ทั้งผู้น�ำและผู้ตามต่างก็บรรลุถึง แนวปฏบิ ตั ติ า่ งๆ เกย่ี วกบั คณุ ธรรมจรยิ ธรรมตงั้ แต่
ผลส�ำเร็จสูงสดุ เกดิ การยอมรบั ชืน่ ชม และพ่งึ พา ระดับชาติลงมา เป็นต้นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราช
อาศัยซ่งึ กันและกนั อกี ด้วย (Burn, 1978 : 87) อาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 279 บัญญัตวิ า่
การศกึ ษาและการพฒั นาภาวะผนู้ ำ� ในทกุ มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง
องค์การต่างก็มีความจ�ำเป็นและได้รับความส�ำคัญ ทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ตงั้ แตใ่ นอดตี จนถงึ ปจั จบุ นั ในประเทศไทยไดม้ กี าร แต่ละประเภทให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรม
ศึกษาอบรมเร่ืองของผู้น�ำและภาวะผู้น�ำมากขึ้น ที่ก�ำหนดขึ้น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
แต่เม่ือประเมินจากสภาพการบริหารงานของผู้น�ำ พ.ศ. 2542 แกไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545
ในบริบทไทย พบว่า ผู้น�ำประเทศเกือบทุกคนใช้ หมวดท่ี 1 บททวั่ ไป ไดก้ �ำหนดความมุ่งหมายการ
ภาวะผู้น�ำแบบแลกเปลี่ยนในการบริหารงานเพียง จัดการศึกษา ในมาตรา 6 การจัดการศึกษาต้อง
อย่างเดียว คือ การบริหารแบบรักษาสถานภาพ เป็นไปหรือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ต�ำแหน่งของตนเอง ขาดความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ท้ังร่างกาย จิตใจ สตปิ ญั ญา ความรู้และคุณธรรม
ขาดวิสัยทัศน์ที่ดีในการท�ำงาน ปฏิบัติงานแบบ มจี รยิ ธรรมและวฒั นธรรมในการดำ� รงชวี ติ สามารถ
เดมิ ๆ คือใชร้ ะบบการบรหิ ารงานแบบแลกเปลยี่ น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ในส่วนของ
ผลประโยชน์ซ่ึงกันและกันระหว่างผู้น�ำกับผู้ตาม กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดใ้ หค้ วามสำ� คญั ตอ่ การปลกู
และผู้น�ำกับผู้น�ำ โดยไม่ค�ำนึงถึงผลประโยชน์ของ ฝังเร่ืองของคุณธรรมจริยธรรมด้วยเช่นกันโดย
องค์การหรือประเทศชาติ ผู้น�ำดังกล่าวนี้มีอยู่เป็น ก�ำหนดกรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในช่วง
จ�ำนวนมากในทุกสังคมของสังคมไทยท้ังภาครัฐ ทศวรรษท่สี อง พ.ศ. 2552-2561 ไว้ในหลักข้อท่ี 1
และเอกชน (Binchai and Kinawong, 2004 : วา่ พัฒนาคณุ ภาพของคนไทยยคุ ใหม่ให้มศี ลี ธรรม
63-77) ส�ำหรบั ปัญหาดา้ นคุณธรรมจริยธรรมของ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม มีจิตส�ำนึกและภาค

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 17

ภูมใิ จในความเปน็ ไทย ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์
จากปัญหาดังกล่าวจึงมีผลท�ำให้ผู้บริหาร เชิงโครงสร้างตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของ
มภี าวะผนู้ ำ� เชงิ จรยิ ธรรมไมเ่ ดน่ มากนกั ในหนว่ ยงาน ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการ
ของรัฐและเอกชนในประเทศไทย จนเป็นปัญหา การศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เดน่ ชดั ในสงั คมไทย ซง่ึ ยอ่ มมผี ลกระทบตอ่ โรงเรยี น โดยดำ� เนินการวิจยั 3 ระยะ ดังนี้
และสถานศกึ ษาทกุ ระดบั ทผ่ี บู้ รหิ ารมภี าวะผนู้ ำ� เชงิ ระยะท่ี 1 การก�ำหนดกรอบแนวคิดการ
จริยธรรมที่อยู่ในระดับท่ีควรพัฒนา ผู้วิจัยจึงมี วจิ ยั โดยการศกึ ษาเอกสารงานวจิ ยั และสมั ภาษณ์
ความสนใจที่จะศึกษาพัฒนาตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิง ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง
จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน (Purposive Sampling) จำ� นวน 7 คน ผู้วจิ ัยใช้
การศึกษาข้ันพ้ืนฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การวเิ คราะหเ์ นอื้ หา (Content Analysis) แจกแจง
เพื่อน�ำผลการวิจัยน้ีไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา ประเดน็ สรปุ สงั เคราะหแ์ ละเรยี บเรยี งเนอ้ื หานำ� ไป
ตนเอง พฒั นาเพอื่ นรว่ มงาน และพฒั นาผเู้ รยี นรใู้ ห้ สู่การสังเคราะห์กรอบแนวคิดของการวิจัยการ
มภี าวะผูน้ �ำเชงิ จรยิ ธรรมท่ีเหมาะสมตอ่ ไป พัฒนาตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการ
2. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั ศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ได้ 7 องค์ประกอบ ดงั นี้ คือ 1) คุณลกั ษณะของ
1. เพื่อศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำเชิง ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา (CHARACTER) 2) จติ ลกั ษณะ
จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน ความเปน็ คนดีผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา (PSYCHO) 3)
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ในภาคตะวนั จรรยาบรรณวิชาชีพครูของผู้บริหารสถานศึกษา
ออกเฉียงเหนอื (MORAL) 4) การเป็นผู้ให้บริการของผู้บริหาร
2. เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของ สถานศึกษา (SERVICE) 5) ความไว้วางใจต่อ
โมเดลภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถาน ผบู้ ริหารสถานศึกษา (TRUST) 6) ความผูกพันตอ่
ศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษา องค์การของผู้บริหารสถานศึกษา (COMMIT)
ขน้ั พน้ื ฐานในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ทพ่ี ฒั นาขน้ึ และ 7) การสง่ เสรมิ วฒั นธรรมการเรยี นรใู้ นโรงเรยี น
กับข้อมูลเชงิ ประจักษ์ เพื่อมุ่งสู่ผลสัมฤทธ์ิของงานและการเปล่ียนแปลง
ของชุมชน (SUPPORT)
3. วธิ ดี ำ� เนนิ การวิจัย ระยะที่ 2 การพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำ
เชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
ตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถาน ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื โดยใชเ้ ทคนคิ เดลฟาย
ศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเพื่อ

18 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

แบบปรบั ปรงุ 3 รอบ โดยผเู้ ชยี่ วชาญซงึ่ ไดม้ าจากการ พบวา่ ได้ 7 องคป์ ระกอบหลกั 26 องคป์ ระกอบยอ่ ย
เลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำ� นวน 182 ตวั บง่ ช้ี จำ� แนกไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี คอื 1) คณุ ลกั ษณะ
22 คน สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจาก ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา 23 ตวั บง่ ชี้ 2) จติ ลกั ษณะ
ผู้เช่ียวชาญใช้ค่าฐานนิยม (Mode) ค่ามัธยฐาน ความเป็นคนดีของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา 32 ตัวบง่ ชี้
(Median) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Inter- 3) จรรยาบรรณวชิ าชพี ครขู องผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
quatile Range) 31 ตัวบ่งช้ี 4) การเป็นผู้ให้บริการของผู้บริหาร
ระยะท่ี 3 การยนื ยนั ตัวบ่งชภ้ี าวะผูน้ �ำเชงิ สถานศึกษา 15 ตัวบ่งชี้ 5) ความไว้วางใจต่อ
จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน ผู้บริหารสถานศึกษา 45 ตัวบ่งช้ี 6) ความผูกผัน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวัน ต่อองค์การของผู้บริหารสถานศึกษา 19 ตัวบ่งช้ี
ออกเฉียงเหนือ โดยการตรวจสอบสมมติฐานการ และ 7) การส่งเสรมิ วฒั นธรรมการเรยี นร้เู พ่อื ม่งุ สู่
วิจัยกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เคร่ืองมือในการตรวจ ผลสมั ฤทธขิ์ องงานและการเปลย่ี นแปลงชมุ ชน 17
สอบใช้แบบสอบถาม 1 ฉบับ ท่ีมีลักษณะเป็น ตัวบง่ ช้ี
แบบสอบถามความคิดเห็นแบบมาตราส่วน 2. ผลการทดสอบความสอดคล้องของ
ประมาณค่า 5 ระดับ ซ่ึงมีความตรงเชิงเน้ือหา โมเดลตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร
ระหวา่ ง 0.80-1.00 มคี า่ อำ� นาจจำ� แนกของคำ� ถาม สถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการ
แตล่ ะขอ้ ระหวา่ ง 0.34-0.90 และมคี า่ ความเชอ่ื มนั่ ศึกษาขั้นพ้ืนฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.99 กลุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยนื ยัน พบวา่
ประกอบด้วย ผู้อ�ำนวยการ รองผู้อ�ำนวยการ โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์
ครูผู้ท�ำหน้าท่ีหัวหน้าฝ่าย ครูที่ท�ำหน้าที่หัวหน้า โดยมีค่าสถิติวัดความกลมกลืนของโมเดล คือ ค่า
สายชนั้ รวมจำ� นวน 1,756 คน ซงึ่ ได้มาโดยใช้วธิ ี ไค-สแควร์ (Chi-square) เทา่ กบั 42.70 ทอ่ี งศาอสิ ระ
การสมุ่ แบบหลายขน้ั ตอน (Multi-stage Random (df) เท่ากับ 121 ค่าความน่าจะเป็น (p-value)
Sampling) สถิติที่ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ เทา่ กบั 1.00 คา่ ไค-สแควรส์ มั พทั ธ์ (x²/df) เทา่ กบั
เชงิ ยืนยนั ด้วยโปรแกรมสำ� เรจ็ รูปทางสถติ ิ 0.35 คา่ RMSEA เทา่ กบั 0.00 คา่ GFI เทา่ กบั 0.99
และค่า AGFI เท่ากับ 0.98 และนอกจากนี้ค่า
4. สรุปผลการวิจยั นำ้� หนกั องคป์ ระกอบเรยี งลำ� ดบั จากมากไปหานอ้ ย
ดงั ตอ่ ไปนี้ คอื ดา้ นจิตลกั ษณะความเปน็ คนดีของ
ผลการวจิ ยั สรุปได้ตามลำ� ดบั ดงั ตอ่ ไปนี้ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา มนี ำ้� หนกั องคป์ ระกอบเทา่ กบั
1. ผลการพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำเชิง 1.00 การเปน็ ผู้ใหบ้ รกิ ารของผ้บู ริหารสถานศกึ ษา
จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน มีนำ้� หนกั องคป์ ระกอบเทา่ กับ 1.00 ความไว้วางใจ
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในภาคตะวัน ต่อผู้บริหารสถานศึกษา มีน้�ำหนักองค์ประกอบ
ออกเฉียงเหนือ โดยเทคนิคเดลฟายแบบปรับปรุง

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 19

เทา่ กบั 0.99 ความผูกผันต่อองคก์ ารของผบู้ รหิ าร วิชาชีพครูของผู้บริหารสถานศึกษา มีน้�ำหนักองค์
สถานศึกษา มีน�้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.97 ประกอบเท่ากับ 0.94 และคุณลักษณะของ
การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้เพื่อมุ่งสู่ผล ผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าน�้ำหนักองค์ประกอบ
สัมฤทธิ์ของงานและการเปลี่ยนแปลงชุมชน เท่ากับ 0.93 ตามล�ำดับ ผลการวิเคราะห์ปรากฏ
มีน�ำ้ หนักองคป์ ระกอบเทา่ กับ 0.95 จรรยาบรรณ ดงั ตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบเชิงยนื ยนั อันดบั ทีส่ อง

ตวั แปร น้�ำหนกั องค์ ความคลาดเคลื่อน t-Value สปส.
ประกอบ (b) ของตวั บ่งชี้ (S.E.) การพยากรณ์ (R2)

CHARACTOR 0.93 0.05 18.46** 0.87
PSYCHO 1.00 0.05 21.18** 1.00
MORAL 0.94 0.05 20.98** 0.89
SERVICE 1.00 0.05 21.73** 1.00
TRUST 0.99 0.04 26.34** 0.98
COMMIT 0.97 0.05 20.86** 0.94
SUPPORT 0.95 0.04 21.31** 0.91

x² = 42.70, df = 121, p = 1.00, x²/df = 0.35, RMSEA = 0.00, GFI = 0.99, AGFI = 0.98
หมายเหต:ุ **p < .01

5. อภปิ รายผลการวิจัย เห็นว่าองคป์ ระกอบทั้ง 7 ตัว คอื ด้านคุณลกั ษณะ
ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการเป็นผู้ให้บริการ
ผลการวิจัยเร่ืองการพัฒนาตัวบ่งช้ีภาวะ ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านความไว้วางใจต่อ
ผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ผู้บริหารสถานศึกษา ด้านความผูกพันต่อองค์การ
ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ของผู้บริหารสถานศึกษา และด้านการส่งเสริม
ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ดงั ต่อไปน้ี วัฒนธรรมการเรียนรู้เพ่ือมุ่งสู่ผลสัมฤทธ์ิของงาน
1. ผลการพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำเชิง และการเปล่ียนแปลงชุมชน เป็นองค์ประกอบท่ี
จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน ส�ำคัญของภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวัน สถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการ
ออกเฉียงเหนือ พบว่า ตัวบ่งช้ีที่ผู้วิจัยพัฒนาข้ึน การศึกษาข้ันพ้ืนฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทุกตัวบ่งชี้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ซ่ึงสอดคล้องกับกรอบแนวคิดการวิจัยและ
และมีความสอดคล้องในระดับมาก จึงได้คัดสรร สมมุติฐานการวิจัย และสอดคล้องกับแนวคิด
กำ� หนดไวใ้ นโมเดลความสมั พนั ธโ์ ครงสรา้ งแสดงให้

20 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องรวมท้ังผู้วิจัยได้ 3) จรรยาบรรณวชิ าชพี ครขู องผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
ด�ำเนินการวิจัยหลายข้ันตอนเพื่อให้ได้ตัวบ่งชี้ 4) การเป็นผู้ให้บริการของผู้บริหารสถานศึกษา
ดงั กลา่ ว เชน่ การสมั ภาษณผ์ ทู้ รงคณุ วฒุ ิ การสอบถาม 5) ความไว้วางใจตอ่ ผูบ้ ริหารสถานศึกษา 6) ความ
ผู้เช่ียวชาญด้วยเทคนิคเดลฟายแบบปรับปรุง ผกู พนั ตอ่ องคก์ ารของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา และ 7)
แล้วน�ำมาวิเคราะห์ระดับความเหมาะสมของการ การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้เพ่ือมุ่งสู่ผล
เป็นตัวบ่งช้ี ซ่ึงปรากฏว่าตัวบ่งชี้ โดยรวมมีความ สัมฤทธิ์ของงานและการเปล่ียนแปลงชุมชน
เหมาะสมอยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ ผลการวจิ ยั ดงั กลา่ ว เป็นองค์ประกอบท่ีส�ำคัญ ซ่ึงสอดคล้องกับ
สอดคล้องกับนิภาพร แสนเมือง (Sanmuang, กรอบแนวคิดในการวิจัยและสมมุติฐานการวิจัย
2014) วัชราภรณ์ ทสี กุ ะ (Teesuka, 2014) และ และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของดวงเดือน
พิชิต โกพล (Kophon, 2016) ซงึ่ ไดพ้ ัฒนาตวั บง่ ชี้ พันธุมนาวิน (Bhanthumnavin, 2000) ศกั ด์ิไทย
โดยด�ำเนินการหลายข้ันตอนตามกระบวนการ สรุ กจิ บวร (Surakitbowon, 1999) สมั ฤทธ์ิ กางเพง็
พัฒนาตัวบ่งชี้ 6 ขั้นตอน คือ การก�ำหนด (Kangpheng, 2014) ประจกั ร์ เขม็ ใคร (Chamkai,
วัตถุประสงค์ของการพัฒนาตัวบ่งช้ี การนิยาม 2016) และหงษา วงศจ์ ำ� ปา (Vongjumpa, 2017)
ตัวบ่งช้ี การรวบรวมข้อมูลการสร้างตัวบ่งช้ี
การตรวจสอบคุณภาพตัวบ่งชี้ และวิเคราะห์ตาม 6. ขอ้ เสนอแนะ
บริบทที่ต้องการศึกษา และการน�ำเสนอรายงาน
จึงท�ำให้ตัวบ่งช้ีทุกตัวที่ได้ผ่านข้ันกระบวนการ จากการวจิ ยั เรอ่ื ง การพฒั นาตวั บง่ ชภ้ี าวะ
ท้งั หมดมคี ุณภาพสามารถน�ำไปใชไ้ ด้ ผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด
2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิง ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
ยืนยันโมเดลตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ
ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการ ท่ีเป็นผลมาจากข้อค้นพบในการวิจัย ดังน้ันเพื่อ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแนวทางในการพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้น�ำเชิง
พบว่า โมเดลตัวบ่งชี้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความ จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์และมีนัยส�ำคัญ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานในภาคตะวัน
ทางสถิติทุกค่า แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบหลัก ออกเฉียงเหนอื ดงั น้ี
ภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 1. ข้อเสนอแนะการนำ� ไปปฏบิ ัติ
สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะท่ีเป็นผลมาจาก
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้ง 7 องค์ประกอบ ขอ้ คน้ พบในการวจิ ยั เพอ่ื เปน็ แนวทางในการจดั การ
คือ 1) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานต่อไปน้ี
จติ ลกั ษณะความเปน็ คนดขี องผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา 1.1 การน�ำตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิง
จรยิ ธรรมของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 21

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานในภาคตะวัน และการเปลย่ี นแปลงของชมุ ชน ดา้ นจรรยาบรรณ
ออกเฉยี งเหนอื ชดุ นไ้ี ปใชใ้ หเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพและ วชิ าชพี วชิ าชพี ครขู องผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและดา้ น
ประสิทธิผลน้ัน หน่วยงานระดับนโยบายควร คุณลกั ษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ในคร้งั ต่อไป
กำ� หนดใหม้ อี งคค์ ณะบคุ คลเพอื่ ศกึ ษาองคป์ ระกอบ ควรดำ� เนนิ การวจิ ยั เพอื่ แสวงหารปู แบบการพฒั นา
ท้งั 7 องคป์ ระกอบ และ 182 ตวั บ่งช้ใี หเ้ กดิ ความ องค์ประกอบแต่ละลักษณะของผู้บริหารสถาน
เข้าใจ แล้วพัฒนาคู่มือการใช้ตัวบ่งช้ีดังกล่าวเพื่อ ศกึ ษา ซงึ่ ผลการวจิ ยั จะสง่ ผลใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ การ
เป็นแนวทางส�ำหรับส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา พฒั นาผบู้ ริหารสถานศกึ ษาอย่างเป็นระบบตอ่ ไป
และโรงเรียนได้น�ำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและมี 2.2 ควรดำ� เนนิ การวจิ ยั พฒั นาตวั บง่
ความตอ่ เนอ่ื งต่อไป ชี้ภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา
1.2 ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาควรพฒั นา ในภมู ภิ าคอน่ื ทง้ั หนว่ ยงาน ภาครฐั และเอกชนเพอ่ื
ตนเองด้านภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง น�ำผลการวิจัยมาสังเคราะห์เพ่ือเสนอแนวทางการ
โดยศกึ ษาและเรียนรู้ พัฒนา ฝกึ ฝนตนเอง เพอ่ื ให้ พฒั นาผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาในภาพรว่ มต่อไป
เกดิ ภาวะผนู้ ำ� เชงิ จรยิ ธรรมทงั้ 7 องคป์ ระกอบอยา่ ง 2.3 ควรน�ำผลการวิจัย การพัฒนา
ครอบคลมุ และแสดงออกเชิงพฤตกิ รรมจรยิ ธรรม ตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถาน
ดงั กลา่ ว เพอื่ เปน็ แบบอยา่ งทดี่ ตี อ่ สงั คม ผใู้ ตบ้ งั คบั ศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
บัญชาหรือผู้ร่วมงานในการปรับเปล่ียนพฤติกรรม ข้ันพ้ืนฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปพัฒนา
การปฏิบัติงานตามกรอบตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิง ค่มู อื การพัฒนาตวั บ่งชภ้ี าวะผู้นำ� เชงิ จริยธรรมของ
จริยธรรมต้นแบบตามความต้องการของสังคม ผบู้ ริหารสถานศึกษา โดยกระบวนการวิจัยทดลอง
และประเทศชาตติ ่อไป เพ่ือสามารถน�ำผลการวิจัยน้ีไปใช้ประโยชน์เชิง
2. ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การวิจยั ครง้ั ต่อไป พัฒนาไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์และเหมาะสมตอ่ ไป
ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่เป็นผลมาจาก
ข้อค้นพบในการวิจัย เพื่อเป็นแนวทางในการวิจัย 7. องค์ความรู้ท่ีไดร้ ับ
เกย่ี วกับภาวะผูน้ �ำเชงิ จรยิ ธรรมในครง้ั ต่อไปดังนี้
2.1 การวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยศึกษาใน องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยเรื่องการ
องคป์ ระกอบหลัก 7 องค์ประกอบ คอื จติ ลักษณะ พัฒนาตัวบ่งช้ีภาวะผู้น�ำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร
ความเป็นคนดีของผู้บริหารสถานศึกษา การเป็น สถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการ
ผู้ให้บริหารสถานศึกษาด้านความไว้วางใจต่อ ศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดย
ผู้บริหารสถานศึกษา ด้านความผูกพันต่อองค์การ ใชร้ ะเบียบวิธวี จิ ยั แบบผสมผสาน (Mix Method)
ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการส่งเสริม เรม่ิ จากการศกึ ษาเอกสาร แนวคดิ ทฤษฎี และงาน
วัฒนธรรมการเรียนรู้เพื่อมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ของงาน วิจัยที่เก่ียวข้องสังเคราะห์สรุปเชิงเนื้อหาเพื่อร่าง
เปน็ กรอบการศกึ ษาเบอ้ื งตน้ และนำ� รา่ งกรอบการ

22 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ศึกษาสร้างเป็นแบบสัมภาษณ์เพื่อสัมภาษณ์ โดยผู้เชี่ยวชาญ จ�ำนวน 22 คน เม่ือได้ตัวบ่งช้ี
ผ้ทู รงคุณวุฒิ จำ� นวน 7 คน นำ� ข้อมูลที่ได้มาสรุป แ ล ้ ว จึ ง น� ำ ไ ป ต ร ว จ ส อ บ เ ชิ ง ยื น ยั น กั บ ข ้ อ มู ล
เป็นกรอบแนวคิดของการวิจัย ต่อจากนั้นพัฒนา เชิงประจกั ษ์ ผลการวิจยั พบว่า ได้ 7 องค์ประกอบ
ตวั บง่ ชโ้ี ดยใชเ้ ทคนคิ เดลฟายแบบปรบั ปรงุ 3 รอบ หลัก 26 องคป์ ระกอบยอ่ ย 182 ตวั บง่ ช้ี

References

Bhanthumnavin, D. (2000). Moral Tree Theory: Research and Personal Development.
Bangkok : National Institute of Development Administration.

Binchai, P. and Kinawong, N. (2004). Full Range Leadership Development Model for School
Administrators in the Basic Education. Naresuan University Journal, 12(1), 63-77.

Burns, J. M. (1978). Leadership. New York : Harper & Row.
Chamkai, P. (2016). The Development of Trust Indicators on Directors of Primary School

under the Office of the Basic Education Cominission in the North-Eastern Region
of Thailand. Doctor of Philosophy in Education Administration and Development.
Graduate School : Sakon Nakhon Rajabhat University.
Kangpheng, S. (2014). A Lisrel Model of Confirmatory Factors Analysis of Ethics Leadership.
Doctor of Philosophy in Education Administration and Leadership. Graduate School
: Sakon Nakhon Rajabhat University.
Kophon, P. (2016). A Development of Strategic Leadership of School Directors Affecting
the Effectiveness of Opportunity Expansion School under the Office of the Basic
Education Commission in the Northeast of Thailand. Doctor of Philosophy in
Education Administration and Development. Graduate School : Sakon Nakhon
Rajabhat University.
Office of the Education Council. (2017). Basic Report of Ethicals Reinforcement in Thai
Education System. Bangkok : V.T.C Communication.
Owen, R. G. (1981). Organizational behavior in education. America : SAGE Publication, Inc.
Sanmuang, N. (2014). Development of Proactive Leadership Indicators of Administration
in Educational Opportunity Extention School under the Office of Basic Education.
Doctor of Philosophy in Education Administration and Development. Graduate
School : Sakon Nakhon Rajabhat University.

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 23

Sergiovanni, T. J., et al. (1992). Moral Leadership: Getting to the Heart of School Improvement.
San Francisco : Jossey Bass.

Surakitbowon, S. (1999). The Programmed Lesson for Improving Leadership Effectiveness
of Deans Rajabhat Institutes. Research Report. Sakon Nakhon : Faculty of Education,
Sakon Nakhon Rajabhat University.

Surakitbowon, S. (2014). Professional Teachers: Principle, Concept and Operating. Sakon
Nakhon : Faculty of Education Sakon Nakhon Rajabhat University.

Teesuka, W. (2014). Development of Strategic Management Indicators for Education
Administrators under the Office of Primary Education Service Area. Doctor of
Philosophy in Education Administration and Development. Graduate School :
Sakon Nakhon Rajabhat University.

Vongjumpa, H. (2017). An Ethical Leadership Development Model for School Directors
under the Office of the Basic Education Commission in the Northeastern Region
of Thailand. Doctor of Philosophy in Education Administration and Development.
Graduate School : Sakon Nakhon Rajabhat University.



การพัฒนากระบวนการบรหิ ารงานวิชาการมหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย
วทิ ยาลัยศาสนศาสตร์เฉลมิ พระเกยี รตกิ าฬสนิ ธุ์ โดยวิธกี ารจดั การคุณภาพ*
The Development of Academic Administration Process of
the Basic Mahamakut Buddhist University Kalasin Collage

based on the Quality Management Concept

พระครสู ธุ วี รสาร และพระฟูตระกูล หลินภู
Phrakru Sutheevorasan and Phra Futrakool Linphu
วิทยาลยั ศาสนศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรตกิ าฬสนิ ธ์ุ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลัย
Kalasin Buddhist College, Mahamakut Buddhist University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวิจยั ครงั้ น้ี มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื 1) ศึกษาปญั หาการบรหิ ารงานวิชาการ 2) ศกึ ษาแนวทางการ
พัฒนาการบริหารงานวชิ าการ และ 3) ตรวจสอบและการน�ำแนวทางการพฒั นาการบริหารงานวิชาการ
ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการบรหิ ารสถานศึกษา เปน็ การวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ประชากร
ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ าร อาจารยป์ ระจำ� หลกั สตู ร คณาจารย์ เจา้ หนา้ ท่ี และนกั ศกึ ษา ประจำ� ปกี าร
ศึกษา 2560 จ�ำนวน 400 รูป/คน กลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 196 รูป/คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย คือ
แบบสอบถาม และแบบสมั ภาษณ์ สถิติทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั คอื ความถ่ี ร้อยละ คา่ เฉลีย่ และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ค่ามธั ยฐาน และคา่ พิสยั ระหวา่ งควอไทล์
ผลการวจิ ัยพบว่า
1. ปัญหาการพัฒนากระบวนการบริหารงานวิชาการมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
วิทยาลัยศาสนศาสตร์เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ โดยวิธีการจัดการคุณภาพ โดยรวมและรายด้านอยู่ใน
ระดับปานกลาง เรยี งลำ� ดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ดา้ นการวจิ ัยเพือ่ พัฒนาคณุ ภาพการศึกษา ดา้ นการ
พฒั นาสือ่ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพอื่ การศกึ ษา ดา้ นการพฒั นาหลกั สตู รสถานศึกษา ตามลำ� ดับ

* ไดร้ ับบทความ: 29 กนั ยายน 2562; แก้ไขบทความ: 27 สิงหาคม 2563; ตอบรับตีพมิ พ์: 8 กนั ยายน 2563
Received: September 29, 2019; Revised: August 27, 2020; Accepted: September 8, 2020

26 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

2. แนวทางการพฒั นาการบรหิ ารงานวชิ าการ พบวา่ ดา้ นการวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา
ผบู้ รหิ ารชแี้ จงใหอ้ าจารยเ์ หน็ ความสำ� คญั ของการวจิ ยั สรา้ งแรงจงู ใจและสนบั สนนุ ใหอ้ าจารยเ์ ผยแพรง่ าน
วจิ ยั จดั อบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร และนเิ ทศ ประเมนิ ผลการนำ� กระบวนการวจิ ยั ไปใชใ้ นการสอน สว่ นดา้ นการ
พฒั นาสอ่ื นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พอ่ื การศกึ ษา ควรวางแผนจดั สรรงบประมาณการจดั ซอ้ื และซอ่ มบำ� รงุ
ให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดหาและพัฒนาส่ือเทคโนโลยีการศึกษา จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใช้สื่อเทคโนโลยี
การสอน นเิ ทศ และประเมนิ ผลการใชส้ อ่ื การสอน สรา้ งแรงจงู ใจใหอ้ าจารยผ์ ลติ สอื่ การสอน และดา้ นการ
พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ควรจัดอบรมกระบวนการพัฒนาหลักสูตรสภานศึกษา ให้ชุมชนมีส่วนร่วม
จดั ทำ� หลกั สตู ร ปรบั ปรงุ พฒั นาหลกั สตู รใหท้ นั สมยั จดั นเิ ทศการนำ� หลกั สตู รไปใชส้ อนแบบเชงิ รกุ และเปน็
กลั ยาณมิตร
3. ระดบั ความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ ารเกย่ี วกบั แนวทางการพฒั นาการบรหิ ารงานวชิ าการ ทงั้ 3 ดา้ น
พบวา่ ผา่ นการยอมรบั จากผบู้ รหิ าร สามารถใชเ้ ปน็ แนวทางการบรหิ ารงานวชิ าการไดต้ รงตามปญั หาทเี่ กดิ ขนึ้
คำ� ส�ำคัญ: การบรหิ ารงานวชิ าการ; การจดั การคุณภาพ; วิทยาลัยศาสนศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รติกาฬสนิ ธุ์

Abstract

This research is conducted as a mixed method and purpose of research was to
study the development of academic administration Process of the basic Mahamakut
Buddhist university Kalasin collage based on the quality management concept, mean
while to examine the attitude toward the problem’s solutions based on executives’ view. The
research population consisted of 400 administrators, curriculum lecturers, faculty staff,
and students for the 2017 academic year, a sample group of 196 people. The research
instruments included Questionnaires and Interviews. Data were analyzed by statistical
analysis, frequency, percentage, mean, standard deviation, median and inter quartile.
The result shows that:
1. The overall problems concerning the academic affairs administration of the
targeted schools are evaluated as in the average level. The most concerned issue goes
to the research for the educational improvement, then development of learning innovation
and the least concern is the curriculum improvement respectively.
2. Based on the executives’ view toward the development of research for the
educational improvement, it is suggested that executives clarify the importance of

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 27

research to all teachers. They need to support teachers in research publication, training
sessions, demonstrate and evaluate the research efficiency. Regarding the development
of educational innovation, there should be a good budget administration for purchasing
and maintenance. Let the community improve and invent the learning innovation, attend
the training, demonstrate and evaluate the initiatives efficiency, support teachers in initiating
instructional tools. Similarly, to improve the curriculum more effectively, community
should take part in initiating demonstrating them in the teaching.
3. Regarding the executive’s attitude toward the development guides for the 3
issues, the result shows that the development guides are approved as a solution to the
academic affairs administration and those concerning problems are properly solved.
Keywords: The development of academic administration Process; the quality management
concept; Kalasin Buddhist College

1. บทนำ� บริบทของชุมชนและพื้นท่ีสถานศึกษาโดยการ
รวมพลังกันในการด�ำเนินงานสร้างเครือข่ายความ
การขับเคล่ือนท่ีจะน�ำไปสู่การพัฒนา ร่วมมือกับหน่วยงาน องค์กร และบุคลากรท้ัง
คุณภาพการศึกษานั้น สถานศึกษามีบทบาทหลัก ภาครฐั และเอกชน การรวมกลมุ่ สถานศกึ ษาซงึ่ เปน็
ในการพัฒนาโดยเฉพาะการจัดการศึกษาขั้น แนวทางหลักในการเพ่ิมประสิทธิภาพและเสริม
พ้ืนฐานซึ่งเป็นการจัดการศึกษาให้กับเด็กและ พลงั ใหส้ ถานศกึ ษาสามารถจดั บรกิ ารไดก้ วา้ งขวาง
เยาวชนซงึ่ เป็นกลุ่มเปา้ หมายทจ่ี ะได้รบั การพัฒนา หลายรปู แบบ ซ่ึงผมู้ ีส่วนร่วมฝา่ ยต่างๆ จะเขา้ มามี
ให้มีความพร้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวุฒิภาวะ บทบาทในฐานะรว่ มคดิ ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับ
และการพัฒนาอย่างม่ันคงในด้านอารมณ์ สังคม ผิดชอบโดยการบริหารสถานศึกษานั้นโดยทั่วไป
สตปิ ญั ญา และรา่ งกาย รวมถงึ มคี วามสามารถในการ แลว้ จะมภี ารกจิ การบรหิ ารงานหลกั 4 ดา้ นดว้ ยกนั
คดิ เปน็ ทำ� เปน็ และสามารถแกป้ ญั หาได้ และดำ� รง คอื 1) การบรหิ ารทวั่ ไป 2) การบรหิ ารงบประมาณ
ชวี ติ อยใู่ นสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ ซง่ึ คณุ ลกั ษณะของ 3) การบริหารบคุ คล และ 4) การบริหารวชิ าการ
สถานศึกษานั้นจะเป็นหน่วยงานบริการทางการ การบริหารงานวิชาการเป็นกระบวนการ
ศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจ�ำเป็นของ ด�ำเนินงานท่ีเก่ียวข้องกับการก�ำหนดนโยบาย
ท้องถิ่นโดยอาศัยนโยบายที่ก�ำหนดในระดับชาติ วัตถปุ ระสงค์ ทิศทาง แนวปฏบิ ัติงานวิชาการดว้ ย
เปน็ แนวทางดว้ ยการคำ� นงึ ถงึ คณุ ภาพและศกั ยภาพ การส่งเสริม สนับสนุน พร้อมกับก่อให้เกิดผล
ในการด�ำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดการ สมั ฤทธม์ิ คี วามรู้ สมรรถนะ และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ
ศึกษาด้วยตนเอง ภายใต้ภารกิจร่วมกันระหว่าง

28 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ประสงค์ตามจุดมุ่งหมายของหลักการและก่อให้ ก�ำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย และแผน
เกิดประโยชน์สูงสุด จากผลจากการประเมิน ยทุ ธศาสตรใ์ หส้ อดคลอ้ งกบั นโยบายระดบั บนแตย่ งั
คุณภาพการจัดการเรียนการสอนด้านการประกัน ขาดความรู้ และศักยภาพที่จะน�ำแผนลงสู่การ
คณุ ภาพการศกึ ษาในรอบปที ผ่ี า่ นมา (2559) พบวา่ ปฏบิ ตั ปิ ระจำ� ปี ทำ� ใหก้ ารพฒั นาสถานศกึ ษาไมเ่ ปน็
มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาลยั ศาสน ไปตามเป้าหมาย นโยบายและแผนยุทธศาสตร์
ศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รตกิ าฬสนิ ธ์ุ มปี จั จยั หลายดา้ น จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่งช้ีให้เห็นจุด
ที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการบริหารจัดการ ที่ควรพัฒนาเพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์และ
โดยเฉพาะทางด้านการให้บริการวิชาการ และผล ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหา
จากการสมั ภาษณอ์ าจารยป์ ระจำ� หลกั สตู ร อาจารย์ มกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติ
ผบู้ รรยายพเิ ศษ และการระดมสมองกล่มุ ผบู้ รหิ าร กาฬสนิ ธ์ุ ตลอดจนการยกระดบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการ
ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดกาฬสินธุ์ จ�ำนวน ศึกษาให้อยู่ในระดับท่ีพึงประสงค์ตามเกณฑ์
40 คน ไดพ้ บขอ้ มลู และประเดน็ สำ� คญั ทสี่ อดคลอ้ ง มาตรฐาน ซึ่งจากสภาพปัญหาดังกล่าวน้ัน การ
กบั ชโู ชติ พนั ธเุ วช (Phanthawet, 2012) ทกี่ ลา่ ววา่ บริหารงานวิชาการเป็นภารกิจท่ีส�ำคัญในการ
ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นระดบั ประถมศกึ ษาและมธั ยมศกึ ษา พัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักศึกษาให้มี
กว่าร้อยละ 90 ยังใช้รูปแบบการบริหารราชการ ศกั ยภาพพรอ้ มในการดำ� เนนิ ชวี ติ การแขง่ ขนั และ
แบบเดิมๆ ท้ังระบบการบริหารการเงินและงบ การรว่ มมอื กันสรา้ งสรรคค์ วามดีงามในการพฒั นา
ประมาณ การบริหารงานวชิ าการ การบรหิ ารงาน สังคมและประเทศชาติ ทั้งนี้เนื่องจากการบริหาร
บุคคล การบริหารทรัพยากรและส่ิงอ�ำนวยความ งานวิชาการเป็นงานท่ีเก่ียวข้องกับการด�ำเนิน
สะดวก เป็นต้น ท้ังๆ ท่ีกระทรวงศึกษาธิการ กิจกรรมทุกอย่างในการพัฒนา ปรับปรุง การ
ส�ำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเขตพื้นที่การ จัดการเรียนการสอน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ศึกษาได้จัดสรรงบประมาณในการพัฒนาและ เพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายการศึกษา จากความ
ฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาเฉล่ียปีละ 2 ครั้ง เปน็ มาและความสำ� คญั ดงั กลา่ วผวู้ จิ ยั จงึ สนใจทจ่ี ะ
ท้ังด้านภาวะผู้น�ำ การบริหารจัดการยุทธศาสตร์ ศึกษาการพัฒนากระบวนการบริหารงานวิชาการ
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ แต่การบริหาร มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัย
จัดการสถานศึกษายังด�ำรงไว้ ซึ่งแบบบริหารราช เฉลิมพระเกยี รตกิ าฬสินธ์ุ โดยการจดั การคณุ ภาพ
การเดิมๆ ที่มีการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาองค์กรและ
ระเบียบ ข้อบังคับและประกาศของกระทรวง บุคลากรทางการศึกษาของวิทยาลัยศาสนศาสตร์
ศึกษาธิการ ส�ำนักงานการศึกษาข้ันพื้นฐานและ เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ ให้สามารถแก้ไขปัญหา
ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาเท่านั้น มีการพัฒนา ได้และตอบสนองความต้องการของนักศึกษาและ
ความรแู้ ละทกั ษะการบรหิ ารหรอื ภาวะผนู้ ำ� ในการ ชุมชนต่อไป

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 29

2. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั โดยตารางก�ำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่
และมอรแ์ กน (Krejcie & Morgan) (Chamnan,
1. เพ่ือศึกษาปัญหาการบริหารงาน 2014) จากนนั้ ดำ� เนนิ การสมุ่ แบบแบง่ ชน้ั (Stratified
วิชาการของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย random sampling)
วิทยาลัยศาสนศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติกาฬสนิ ธ์ุ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. เพ่ือศึกษาแนวทางการพัฒนาการ เพ่ือการวิจัยคร้ังน้ี เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการ
บรหิ ารงานวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราช พัฒนากระบวนการบริหารงานวิชาการ โดยการ
วิทยาลัยวิทยาลัยศาสนศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จดั การคณุ ภาพ จำ� นวน 12 ดา้ นเปน็ แบบสอบถาม
กาฬสินธุ์ มาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating scale) 5 ระดับ
3. เพ่ือตรวจสอบและการน�ำแนวทาง ของลิเคอร์ท แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับรายละเอียด
การพฒั นาการบรหิ ารงานวชิ าการไปประยกุ ตใ์ ชใ้ น ของปัญหาการบริหารงานวิชาการสูงสุด 3 ด้าน
การบรหิ ารสถานศึกษา และแบบสัมภาษณ์แนวการพัฒนากระบวนการ
บรหิ ารงานวชิ าการ โดยการจดั การคณุ ภาพ จำ� นวน
3. วธิ ดี ำ� เนินการวิจัย 3 ด้าน
สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยแบบผสม การแจกแจงความถี่ (Frequency) และคา่ รอ้ ยละ
(Mixed Methods Research) โดยผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ (Percentage) ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) คา่ ความ
การตามข้ันตอน ดังนี้ 1) ศึกษาระดับปัญหาการ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และ
บริหารงานวิชาการของวิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติ คา่ พิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile)
กาฬสินธุ์ โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire)
2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงาน 4. สรุปผลการวจิ ัย
วิชาการของวิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์
จ�ำนวน 3 ด้าน ตามความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ จากการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิจัย
โดยการสัมภาษณ์ (Interview) 3) นำ� แนวทางการ ไดด้ งั นี้
พัฒนาการบริหารงานวิชาการของวิทยาลัย 1. ปัญหาการบริหารงานวิชาการมหา
เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ ที่ได้จากผู้บริหารมา วิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัยศาสน
ยืนยันค�ำตอบเพ่ือผ่านการยอมรับท่ีถูกต้องจาก ศาสตร์เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ โดยรวมอยู่ใน
ผูเ้ ช่ียวชาญ โดยใชเ้ ทคนคิ Confirm Solution ระดับปานกลาง ส่วนรายด้านพบว่า ปัญหาการ
ประชากรทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ ผ้บู รหิ าร บริหารงานวิชาการอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน
อาจารย์ประจ�ำหลักสูตร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ เรยี งจากมากไปหานอ้ ย คอื ดา้ นการวจิ ยั เพอ่ื พฒั นา
และนักศึกษาประจ�ำปีการศึกษา 2560 จ�ำนวน คุณภาพการศึกษา ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาส่ือ
400 รูป/คน กลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 196 รูป/คน

30 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ด้านการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโดย
พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการวัดผล ผู้บริหารควรจัดหาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี
ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน ด้านการ เพ่ือการศึกษาให้เพียงพอต่อการจัดการเรียน
พัฒนาแหลง่ เรยี นรู้ ด้านการส่งเสรมิ สนบั สนุนงาน การสอน และ 3) แนวทางการพัฒนาการบริหาร
วิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน งานวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
และสถาบันอ่ืนที่จัดการศึกษา ด้านการพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางการพัฒนาด้านการ
กระบวนการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาระบบประกัน พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหารควร
คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา ดา้ นการสง่ เสรมิ ความ ส่งเสริมการจัดท�ำหลักสูตรสถานศึกษาและการ
รดู้ า้ นวชิ าการแกช่ มุ ชน ดา้ นการประสานความรว่ ม น�ำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ให้มีประสิทธิภาพ
มือในการพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษาอ่ืน 3. ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของ
ดา้ นการนเิ ทศการศกึ ษา และดา้ นการแนะแนวการ ผบู้ รหิ ารและอาจารยป์ ระจำ� หลกั สตู รมหาวทิ ยาลยั
ศึกษา ตามล�ำดับ มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัยศาสนศาสตร์
2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงาน เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ เกี่ยวกับแนวทางการ
วิชาการจากผู้เช่ียวชาญ ซึ่งผ่านการยอมรับการ พัฒนาการบริหาร งานวชิ าการท้งั 3 ด้าน โดยใช้
ยืนยันค�ำตอบจากผู้บริหารและอาจารย์ประจ�ำ การวิเคราะห์ทางสถิติด้วยค่ามัธยฐาน (Median)
หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile)
วิทยาลยั เฉลิมพระเกียรตกิ าฬสนิ ธุ์ทกุ ขอ้ แสดงให้ พบว่า ทุกขอ้ มคี ่ามธั ยฐานตง้ั แต่ 3.50 ขนึ้ ไป และ
เห็นว่าสามารถน�ำไปเป็นแนวทางการพัฒนาการ มีค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 1.50 ลงมา แสดงว่า
บริหารงานวิชาการได้โดยผู้วิจัยจะน�ำเสนอการ แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการท้ัง 3
อภิปรายผลแนวทางการพัฒนาการบริหารงาน ด้าน ผ่านการยอมรับการยืนยันจากผู้บริหารและ
วิชาการ ที่มีระดับปัญหาการบริหารงานวิชาการ สามารถน�ำไปเป็นแนวทางการพัฒนาการบริหาร
สงู สุดเฉพาะ 3 อันดบั แรก ดังนี้ 1) แนวทางการ งานวชิ าการในมหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
พัฒนาการบริหารงานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อ วทิ ยาลยั ศาสนศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รติกาฬสนิ ธ์ุ
พัฒนาคุณภาพ การศึกษา ผู้เช่ียวชาญได้เสนอ
แนวทางการพฒั นาดา้ นการวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพ 5. อภปิ รายผลการวิจัย
การศึกษา โดยผู้บริหารส่งเสริมให้อาจารย์เห็น
ความส�ำคัญของการท�ำวิจัย 2) แนวทางการ 1. ปัญหาการบริหารงานวิชาการ
พัฒนาการบริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาส่ือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัย
นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พอ่ื การศกึ ษา ผเู้ ชย่ี วชาญ เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ โดยรวมและรายด้าน
ได้เสนอแนวทางการพัฒนาด้านการพัฒนาส่ือ อยู่ในระดับปานกลาง ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะ
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัย

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 31

เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ มีบุคลากรจ�ำนวนน้อย การจัดท�ำหลักสูตร ส่ือการเรียนการสอนไม่เพียง
ตามเหตุผลความจ�ำเป็น หรือมีการเกษียณอายุ พอกับความต้องการของครู ท�ำให้การบริหารงาน
ราชการปี จ�ำนวนอาจารย์ไม่คงท่ี ปริมาณงานมี วิชาการไม่ค่อยบรรลุตามเป้าหมายท่ีก�ำหนด
มากเกินอัตราก�ำลัง ส่งผลให้การท�ำงานมี สอดคล้องกับงานวิจัยของกฤตยา จุลามนต์ทน
ประสิทธิภาพไม่ดีเท่าท่ีควร อาจารย์ไม่ให้ความ (Chulamonton, 2014) ได้ศึกษาปัญหาและ
สำ� คัญกับการวจิ ัยเพือ่ พฒั นาการศึกษา ขาดความ แนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนกลุ่ม
ช�ำนาญเกี่ยวกับการจัดท�ำหลักสูตร และน�ำ เมืองฉะเชิงเทรา 1 สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่
เทคโนโลยีมาใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นอกจากน้ี การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 พบว่า
อาจเปน็ เพราะผบู้ รหิ ารใหค้ วามสำ� คญั งานวชิ าการ ครูอาจมีภาระงานมาก ส่งผลให้การบริหารงาน
นอ้ ยกวา่ งานดา้ นอน่ื ๆ ทงั้ ทก่ี ารบรหิ ารงานวชิ าการ วชิ าการไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพเทา่ ทคี่ วร และสอดคลอ้ ง
เป็นงานหลักที่ส�ำคัญ สาเหตุเหล่านี้ท�ำให้ปัญหา กับงานวิจัยของณัฐธนภรณ์ ปาจีน (Pacheen,
การบรหิ ารงานวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ 2011) ไดศ้ กึ ษาปญั หาและแนวทางการพฒั นาการ
ราชวิทยาลัย วิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ บรหิ ารงานวชิ าการของสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน
อยใู่ นระดบั ปานกลาง ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2
หยาดรุ้ง งอนกิ่ง (Ngonking, 2015) ได้ศึกษา พบวา่ ปัญหาการดำ� เนินงานวชิ าการ โดยรวมและ
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการบริหารงาน รายดา้ นอยใู่ นระดับปานกลาง
วิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงาน
อ�ำเภอบา้ นบงึ สงั กัดสำ� นักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษา วิชาการจากผู้เช่ียวชาญ ซ่ึงผ่านการยอมรับการ
ประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 พบว่า บุคลากรใน ยืนยันค�ำตอบจากผู้บริหารและอาจารย์ประจ�ำ
โรงเรียนมจี ำ� นวนน้อย ในขณะท่ีงานมีจ�ำนวนมาก หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
เกนิ อตั รากำ� ลงั ทง้ั งานสอนและงานดา้ นอนื่ ๆ รวม วิทยาลัยเฉลมิ พระเกียรตกิ าฬสินธ์ทุ ุกขอ้ แสดงให้
ถึงผู้บริหารให้ความส�ำคัญกับการบริหารงานด้าน เห็นว่าสามารถน�ำไปเป็นแนวทางการพัฒนาการ
อน่ื ๆ มากกวา่ การบรหิ ารงานวชิ าการ จงึ ทำ� ใหก้ าร บริหารงานวิชาการได้ โดยผู้วิจัยจะน�ำเสนอการ
บริหารงานวิชาการขาดประสิทธิภาพ สอดคล้อง อภิปรายผลแนวทางการพัฒนาการบริหารงาน
กับงานวิจัยของมณีรัตน์ พันธุ์แก่น (Phankaen, วิชาการ ที่มีระดับปัญหาการบริหารงานวิชาการ
2014) ท่ีได้ศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการ สูงสุดเฉพาะ 3 อนั ดับแรก ดงั นี้
ของโรงเรียนประถมศึกษา ส�ำนักงานเขตบางนา 2.1 ดา้ นการวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพ
สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้บริหารให้ความ การศึกษาผู้เช่ียวชาญได้เสนอแนวทางการพัฒนา
ส�ำคัญกับงานวิชาการปานกลาง ครูมีภารกิจงาน โดยผู้บริหารควรประชุม ช้ีแจงให้อาจารย์เห็น
นอกมากกว่างานการสอน ครูขาดความรู้เกี่ยวกับ ความสำ� คัญ ประโยชน์ และเหน็ คุณคา่ ของการท�ำ

32 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

วิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สร้างแรงจูงใจ ทำ� วจิ ยั ในชนั้ เรยี น ทสี่ ำ� คญั ทางโรงเรยี นจะตอ้ งเปน็
อาจารย์ในการท�ำวิจัย และสนับสนุนให้อาจารย์ ฝา่ ยสนบั สนนุ นเิ ทศ ตดิ ตาม เพอื่ จะไดเ้ ปน็ กำ� ลงั ใจ
เผยแพร่ผลงานวิจัยท้ังในและนอกมหาวิทยาลัย ให้ครูท�ำวิจัยให้ส�ำเร็จ และสามารถน�ำผลการวิจัย
เชญิ ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นวจิ ยั จดั อบรม เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารทำ� แก้ไขปัญหาการเรียนการสอนในช้ันเรียนได้
วิจัยแก่อาจารย์ และนิเทศ ติดตาม ประเมินผล สอดคล้องกับงานวิจัยของมณีรัตน์ พันธุ์แก่น
การน�ำกระบวนการวิจัยไปใช้ในการจัด การเรียน (Phankaen, 2014) ศึกษาเรื่องปัญหาการบริหาร
การสอน ท้ังน้ีเน่ืองจากอาจารย์ต้องท�ำวิจัยตาม งานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา ส�ำนักงาน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เขตบางนา สงั กดั กรงุ เทพมหานคร พบวา่ ควรสง่ เสรมิ
และกรอบภาระงานของอาจารย์ประจ�ำหลักสูตร ให้ครูท�ำวิจัยในช้ันเรียนและน�ำผลการวิจัยของ
ผบู้ รหิ ารจงึ ตอ้ งใหค้ วามสำ� คญั และตดิ ตามอาจารย์ ตนเองมาพฒั นาการเรยี นการสอน และควรสง่ เสรมิ
ใหอ้ าจารยท์ ำ� วจิ ยั ใหม้ คี ณุ ภาพ โดยจดั อบรมมงุ่ เนน้ การประชาสมั พนั ธห์ รอื ประสานขอความรว่ มมอื กบั
ภาคปฏิบัติ เพราะการฝึกปฏิบัติการท�ำวิจัยจะ สถานศึกษาและหน่วยงานอนื่ ในการเผยแพร่
ท�ำให้อาจารย์มีทักษะได้ดีกว่าการอบรมแบบ 2.2 ด้านการพัฒนาส่ือ นวัตกรรม
บรรยาย สง่ ผลใหอ้ าจารยม์ คี วามชำ� นาญในการทำ� และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญได้
วิจัย และน�ำกระบวนการวิจัยไปใช้ในการจัด เสนอแนวทางการพัฒนาโดยผู้บริหารควรจัดหา
กิจกรรมการเรียนการสอนได้ในท่ีสุด รวมทั้ง ส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา
ผบู้ รหิ ารควรสนบั สนนุ ใหม้ กี ารเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั ให้เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอนของ
สร้างแรงจูงใจอาจารย์ให้ท�ำวิจัย เพราะจะท�ำให้ อาจารย์ ด้วยการวางแผนการจัดสรรงบประมาณ
อาจารย์ตระหนักและเห็นคุณค่าในการท�ำวิจัย การจัดซ้ือและการซ่อมบ�ำรุง และการส่งเสริม
มากขนึ้ เกิดความภาคภมู ิใจตนเองในการขยายผล ให้ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดหา และพัฒนาสื่อ
งานวจิ ยั ใหอ้ าจารยค์ นอน่ื นำ� ไปปรบั ใช้ ซง่ึ สอดคลอ้ ง เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา อีกทั้งเชิญวิทยากรท่ี
กบั งานวจิ ยั ของหยาดรงุ้ งอนกงิ่ (Ngonking, 2015) เชย่ี วชาญ ดา้ นสอื่ และเทคโนโลยเี พอ่ื การศกึ ษา จดั
ท่ีได้ศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการ อบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารผลติ และใชส้ อ่ื นวตั กรรม และ
บริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส เทคโนโลยี เพอื่ การศกึ ษาแกอ่ าจารยอ์ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง
ทางการศึกษา อ�ำเภอบ้านบึง สังกัดส�ำนักงาน และสม่�ำเสมอ นเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมินผลการ
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ใช้ส่ือการเรียน การสอนของอาจารย์ในช้ันเรียน
พบวา่ โรงเรยี นจะตอ้ งมกี ารจดั อบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร สรา้ งแรงจงู ใจใหอ้ าจารยผ์ ลติ สอ่ื การเรยี นการสอน
เพื่อให้ครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถ ทุกภาคเรียน และจัดต้ังคณะกรรมการประเมิน
ทำ� วจิ ยั ในชน้ั เรยี นได้ จากนน้ั กค็ วรทำ� โครงการเพอ่ื คุณภาพส่ือการเรียนการสอนก่อนน�ำไปใช้ใน
ส่งเสริมให้ครูเห็นความส�ำคัญและมีโอกาสในการ ชั้นเรียน ท้ังน้ีเนื่องจากการจัดสรรสื่อ นวัตกรรม

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 33

และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้เพียงพอต่อการ ควรจดั ประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารเพอ่ื ผลติ และซอ่ มแซม
จดั กจิ กรรมการเรยี น การสอนในชน้ั เรยี น สง่ ผลให้ ส่ือการเรียน การสอน และควรสร้างแรงจูงใจครู
นกั เรยี นเกดิ การเรยี นรทู้ ด่ี ี ไดร้ บั การพฒั นาจากการ โดยการจดั ประกวดสอื่ การเรยี นการสอน สอดคลอ้ ง
จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนของอาจารยเ์ ตม็ ตาม กบั งานวิจัยของฐติ ารีย์ ไชยชิน (Chaichin, 2013)
ศักยภาพ รวมถึงการจัดอบรมการผลิตและการใช้ ได้ศึกษาเรื่องปัญหาและแนวทางการพัฒนาการ
สื่อการเรียน การสอนแก่อาจารย์อย่างสม่�ำเสมอ บรหิ ารงานวชิ าการโรงเรยี นกลมุ่ บอ่ ทอง 2 สงั กดั สำ� นกั
ควรเนน้ การปฏบิ ตั ิ เพราะจะทำ� ใหอ้ าจารยม์ ที กั ษะ งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาชลบรุ ี เขต 2
และประสบการณ์ตรง จากการผลิตและการใชส้ ่อื พบวา่ ควรจดั หาสอื่ และเทคโนโลยเี พอื่ ใชใ้ นการจดั
ประกอบการเรียนการสอน อีกท้ังผู้บริหารควร กจิ กรรมการเรยี นการสอนและพฒั นาดา้ นวชิ าการ
นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการใชส้ อ่ื ประกอบ ควรสนบั สนนุ งบประมาณในการจดั ทำ� สอ่ื นวตั กรรม
การเรียนการสอน เพราะจะท�ำให้อาจารย์ตื่นตัว และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาในปัจจุบัน มีการน�ำ
กระตนุ้ อาจารยใ์ หใ้ ชส้ อ่ื ประกอบการสอน สง่ ผลให้ เทคโนโลยมี าใชใ้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน
อาจารยไ์ ดว้ างแผนหรอื ออกแบบสอื่ /กจิ กรรมทจ่ี ะ แตค่ รยู งั ขาดความรู้ ความเขา้ ใจ ในการใชส้ อื่ จงึ ควร
ใช้ในช้ันเรียนและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใน สนบั สนนุ ใหม้ กี ารอบรมในการใชส้ อ่ื และเทคโนโลยี
ช้ันเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงสอดคล้องกับ 2.3 ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถาน
งานวิจัยของมณีรัตน์ พันธุ์แก่น (Phankaen, ศึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางการพัฒนาโดย
2014) ศึกษาเรื่องปัญหาการบริหารงานวิชาการ ผู้บริหารเชิญวิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร
ของโรงเรียนประถมศึกษา ส�ำนักงานเขตบางนา สถานศกึ ษาจดั อบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารกระบวนการจดั
สงั กดั กรงุ เทพมหานคร พบวา่ โรงเรยี นควรสง่ เสรมิ ทำ� หลกั สตู ร การนำ� หลกั สตู รไปใช้ และการปรบั ปรงุ
ใหค้ รูผลิตสื่อ นวตั กรรม ทีใ่ ชส้ อ่ื เทคโนโลยีในการ พัฒนาหลักสูตรแก่อาจารย์ ส่งเสริมให้อาจารย์
จัดการเรียนการสอน โดยมีการจัดการอบรมให้ ชมุ ชน ศกึ ษานเิ ทศก์ และผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นหลกั สตู ร
ความรู้จากผู้เช่ียวชาญ ผลิตสื่อ นวัตกรรมท่ีใช้ส่ือ มีส่วนร่วมในการจัดท�ำหลักสูตร และปรับปรุง
เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน สอดคล้อง พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ควรใช้กระบวนการ
กบั งานวจิ ยั ของกฤตยา จลุ ามนตท์ น (Chulamonton, วงจรคณุ ภาพ PDCA จดั ทำ� หลกั สตู ร และผบู้ รหิ าร
2014) ไดศ้ กึ ษาเรอ่ื ง ปญั หาและแนวทางการบรหิ าร ควรนิเทศ ติดตาม ประเมินผล การน�ำหลักสูตร
งานวิชาการของโรงเรียนกลุ่มเมืองฉะเชิงเทรา 1 สถานศกึ ษาไปใชจ้ ดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนแบบ
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา เชงิ รกุ และเปน็ กลั ยาณมติ ร ทงั้ นเ้ี นอ่ื งจากหลกั สตู ร
ฉะเชงิ เทรา เขต 1 พบวา่ ควรสำ� รวจความตอ้ งการ สถานศึกษาเป็นแผน แนวทางหรอื ขอ้ กำ� หนดของ
เอกสาร หลักสูตร วัสดุอุปกรณ์การสอน วัสดุฝึก การจัดการศึกษาท่ีมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้
สำ� หรบั นกั เรยี น และจดั หาจดั ซอื้ ตามความตอ้ งการ ความสามารถ และคณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงคต์ ามที่

34 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

คาดหวงั การจะพฒั นาผเู้ รยี นใหม้ คี วามรแู้ ละความ อัจฉริย์ ธีรรัตน์ (Thirarat, 2012) ได้ศึกษาเรื่อง
สามารถตามท่ีคาดหวังในหลักสตู รไดน้ ัน้ ผู้บริหาร ปัญหาและแนว,ทางการพัฒนาการบริหารงาน
อาจารย์ ชุมชน ศึกษานิเทศก์ และผู้เก่ียวข้องจะ วิชาการของโรงเรียนกลุ่มบ้างฉางพัฒนา สังกัด
ต้องก�ำหนดนโยบาย วางแผนร่วมกันในการน�ำ ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง
หลักสูตรไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุตามจุดมุ่งหมาย เขต 1 พบว่า ควรจัดอบรมเชิงปฏบิ ัตกิ ารให้ความรู้
ของหลักสูตร ดังนั้น สถานศึกษาจึงควรจัดการ ครูผู้สอนทุกคนเกี่ยวกับการจัดท�ำหลักสูตรสถาน
อบรม ส่งเสริมครูผู้สอน ชุมชน และผู้ท่ีเก่ียวข้อง ศกึ ษา การวเิ คราะหห์ ลกั สตู รของแตล่ ะกลมุ่ สาระฯ
วิเคราะห์และสังเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษาให้ เพ่ือให้ครูผู้สอนมีความรู้ความช�ำนาญยิ่งข้ึน
ถูกตอ้ ง มีการระดมความคดิ เก่ียวกับการปรบั ปรุง ควรเปิดโอกาสให้ชมุ ชนเข้ามามีสว่ นรว่ มในการจดั
และพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ท�ำหลักสูตรสถานศึกษาให้มากขึ้น เพ่ือหลักสูตร
เพื่อให้เกิดความเข้าใจท่ีถูกต้อง และมีทิศทางการ สถานศึกษาจะได้สอดคล้องกับบริบท และความ
พัฒนาท่ีตรงกันในการน�ำหลักสูตรสถานศึกษาไป ต้องการของชุมชนและท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย นอกจากน้ีเม่ือมีการน�ำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ
ของหยาดรงุ้ งอนกงิ่ (Ngonking, 2015) ทไ่ี ดศ้ กึ ษา จรงิ แลว้ ควรมกี ารนเิ ทศ ตดิ ตาม ประเมินผลการ
ปัญหาและแนว,ทางการพัฒนาการบริหารงาน ใช้หลักสูตรอย่างจริงจัง เพ่ือน�ำผลการนิเทศไป
วิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพ
อำ� เภอบ้านบึง สงั กดั สำ� นักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษา มากขนึ้ และสนบั สนนุ ใหค้ รทู กุ คนมสี ว่ นรว่ มในการ
ประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 พบว่า ผ้บู ริหาร คณะ วางแผนและจัดท�ำหลักสตู ร
กรรมการสถานศึกษา ชุมชน และครูควรร่วมกัน
กำ� หนดนโยบายและวางแผนในการจดั ทำ� หลกั สตู ร 6. ข้อเสนอแนะ
และน�ำหลักสูตรไปปฏิบัติ ให้สอดคล้องเหมาะสม
กบั บริบทของโรงเรียน และสภาพสังคมในทอ้ งถ่นิ 1. ขอ้ เสนอแนะจากผลการวจิ ัย
ควรจัดอบรม เชิงปฏิบัติการ การวิเคราะห์การ 1.1 แนวทางการพัฒนาการบริหาร
พฒั นาและการนำ� หลกั สตู รไปใช้ เพ่ือเป็นแนวทาง งานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการ
ในการน�ำหลักสูตรสถานศึกษาไปวิเคราะห์และ ศกึ ษา นน่ั คอื ผบู้ รหิ ารควรพดู ชแ้ี จงใหอ้ าจารยเ์ หน็
ใช้ได้จริงกับการจัดการเรียนการสอนของครูและ ความส�ำคัญของการท�ำวิจัย สร้างแรงจูงใจและ
ควรมกี ารจดั นเิ ทศตดิ ตามการนำ� หลกั สตู รไปใชเ้ พอื่ สนับสนุนให้อาจารย์เผยแพร่งานวิจัย จัดอบรม
จะได้ทราบว่าการพัฒนาหลักสูตรท่ีได้วางแผนน้ัน เชิงปฏิบัติการ และนิเทศ ติดตาม ประเมินผล
เปน็ ไปตามวัตถุประสงคห์ รือไม่ และประสบความ การน�ำกระบวนการวจิ ยั ไปใช้ในการสอน
สำ� เร็จมากนอ้ ยเพยี งใด สอดคล้องกับงานวิจัยของ 1.2 แนวทางการพัฒนาการบริหาร
งานวิชาการด้านการพัฒนาส่ือ นวัตกรรมและ

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 35

เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา นั่นคือ ผู้บริหารควร 2.2 ควรศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อ
วางแผนจดั สรรงบประมาณการจดั ซอื้ และการซอ่ ม ปัญหาการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของการ
บ�ำรุง ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดหาและพัฒนา พฒั นากระบวนการบริหารงานวิชาการ โดยการ
สื่อเทคโนโลยีการศึกษา จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ จัดการคณุ ภาพ
ผลิตและใช้สื่อเทคโนโลยีการสอน นิเทศ ติดตาม 2.3 ควรศึกษาการพัฒนารูปแบบ
และประเมินผลการใช้สื่อการสอน สร้างแรงจูงใจ การบริหารงานวิชาการ การพัฒนากระบวนการ
ให้อาจารยผ์ ลิตสือ่ การสอน บริหารงานวิชาการมหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
1.3 แนวทางการพัฒนาการบริหาร วิทยาลัย วิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์
งานวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โดยการจัดการคณุ ภาพ
นั่นคือ ผู้บริหารควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการกระ
บวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ให้ชุมชนมี 7. องคค์ วามร้ทู ีไ่ ดร้ บั
สว่ นรว่ มในการจดั ทำ� หลกั สตู ร ปรบั ปรงุ และพฒั นา
หลักสูตรให้พันสมัยจัดนิเทศการนำ� หลักสูตรไปใช้ การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ในการสอนแบบเชิงรกุ และเปน็ กลั ยาณมิตร ผู้บริหารชี้แจงให้อาจารย์เห็นความส�ำคัญของการ
2. ข้อเสนอแนะในการทำ� วจิ ยั ครัง้ ต่อไป วจิ ยั สรา้ งแรงจงู ใจและสนบั สนนุ ใหอ้ าจารยแ์ ผแ่ พร่
2.1 ควรศึกษาแนวทางการพัฒนา งานวิจัย การพัฒนาส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยี
การบริหารงานวิชาการโดยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม เพอ่ื การศกึ ษา ควรวางแผนจดั สรรงบประมาณการ
(focus group) จากผเู้ ชย่ี วชาญโดยระดมความคดิ จัดซื้อและซ่อมบ�ำรุงให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดหาและ
อภิปราย แลกเปล่ยี นข้อคดิ เห็นร่วมกัน เพือ่ ให้ได้ พัฒนาส่ือเทคโนโลยีการศึกษา และการพัฒนา
องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวลับแนวทางแก้ไขปัญหาการ หลักสูตรสถานศึกษา ควรจัดอบรมกระบวนการ
บรหิ ารงานวชิ าการ พฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา ใหช้ มุ ชนมสี ว่ นรว่ มจดั
ท�ำหลกั สูตร ปรบั ปรุง พัฒนาหลกั สูตร

References

Chaichin, T. (2013). Problems and guidelines for academic administration development
of Bo Thong 2 School under the Office of Chon Buri Primary Education Service
Area 2. Master of Thesis. Graduate School : Burapha University.

Chamnan, S. (2014). Research in educational administration. Chon Buri : Center for Educational
Innovation and Educational Leadership Faculty of Education Burapa University.

Chulamonton, K. (2014). Problems and guidelines for academic administration of Chachoengsao
1 school group under the Chachoengsao Primary Education Service Area Office 1.
Master of Education Thesis. Graduate School : Burapha University.

36 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Ngonking, Y. (2015). Problems and guidelines for the development of academic administration
of Educational Opportunity Expansion Schools, Ban Bueng District. Under the
Office of Chonburi Educational Service Area, Area 1. Master Thesis. Graduate
School : Burapha University.

Pacheen, N. (2011). Problems and guidelines for academic development of schools. Under
the Office of Chonburi Educational Service Area, Area 2. Master of Thesis. Graduate
School : Burapha University.

Phankaen, M. (2014). Problems of academic administration of elementary schools. Bang
Na District Office Under the Bangkok Metropolitan Administration. Master of Thesis.
Graduate School : Burapha University.

Phanthawet, C. (2012). Educational Quality Management SIPPO. Bangkok : Suan Sunandha
Rajabhat University.

Thirarat, A. (2012). Problems and guidelines for the development of academic administration
of Banchangpattana School. Under the Office of Rayong Primary Education Area,
Area 1. Master of Education Thesis. Graduate School : Burapha University.

การพฒั นาวสิ าหกิจชุมชนกล่มุ เกษตรกรปลกู ข้าว: กรณศี กึ ษา
กล่มุ เกษตรกรปลูกขา้ วเหนยี วเขาวงจังหวดั กาฬสินธ*ุ์

Development of Community Enterprise: a Case Study of Sticky
Rice Farmers Group in Khao Wong District, Kalasin Province

มนปพร ภูนาเมอื ง และสถาพร มงคลศรีสวัสดิ์
Monpaporn Phunamuang and Sathaphon Mongkhonsrisawat

วทิ ยาลัยการปกครองท้องถนิ่ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
College of Local Administration, Khon Kaen University, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวจิ ยั ครง้ั น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) ศกึ ษาการดำ� เนนิ งานของวสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ เกษตรกรปลกู
ขา้ วเหนยี วเขาวง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ 2) ศกึ ษาปญั หาอปุ สรรคการดำ� เนนิ งานของวสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ เกษตรกร
ปลูกข้าวเหนียวเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ 3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการด�ำเนินงานของวิสาหกิจ
ชมุ ชนกลมุ่ เกษตรกรปลกู ขา้ วเหนยี วเขาวง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ เปน็ การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ โดยใชก้ ลมุ่ เปา้ หมายหลกั
จำ� นวนทง้ั สนิ้ 15 คน โดยแบง่ ออกเปน็ 4 กลมุ่ คอื 1) ผบู้ รหิ ารกลมุ่ วสิ าหกจิ ชมุ ชน 2) หนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ ง
รบั ผดิ ชอบด้านนโยบายการส่งเสริม เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั เจ้าหนา้ ทขี่ องทางราชการทีม่ หี นา้ ทีร่ บั ผดิ ชอบและ
ดูแลสนบั สนุนวิสาหกจิ ชมุ ชน 3) ผนู้ �ำชมุ ชน 4) ตัวแทนสมาชกิ กลุม่ ผู้ประกอบการ/กลุ่มผู้บริโภค
ผลการวิจัยพบวา่ ดา้ นการดำ� เนินงาน มติ ิภายใน เกษตรกรมกี ารรวมกลมุ่ เพือ่ ผลิตขา้ วเขาวงท่ี
มคี ณุ ภาพสงู อกี ทง้ั ผนู้ ำ� กลมุ่ มคี วามรใู้ นการปลกู ขา้ วใหม้ คี ณุ สมบตั ทิ มี่ คี วามนมุ่ มกี ลนิ่ หอม และไดผ้ ลผลติ
ในราคาทส่ี งู กวา่ ทป่ี ลกู ในพน้ื ทอ่ี น่ื รวมถงึ ยงั เปน็ ทต่ี อ้ งการของตลาดดว้ ย มติ ภิ ายนอก พาณชิ ยจ์ งั หวดั และ
สำ� นกั งานเกษตรและสหกรณจ์ ังหวัด ให้การช่วยเหลือดา้ นการตรวจสอบและควบคมุ คุณภาพของข้าวให้
มคี ณุ สมบตั ติ รงตามมาตรฐานอยา่ งตอ่ เนอื่ ง ปญั หาอปุ สรรคภายใน คอื คณุ ภาพของขา้ วเหนยี วเขาวง พนื้ ที่
เพาะปลกู ลดนอ้ ยลง แรงงานทีม่ จี ำ� นวนลดลง และสภาพภูมิอากาศท่ีไม่สามารถควบคมุ ได้ ในสว่ นปัญหา
ภายนอก คือ นโยบายของภาครฐั ยังขาดการความต่อเนอื่ งในดา้ นการสง่ เสริมการผลิตขา้ วเหนียวอนิ ทรีย์
และขาดความต่อเน่ืองด้านนโยบายของจังหวัด ดังน้ัน แนวทางในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนของกลุ่ม

* ได้รับบทความ: 2 มิถนุ ายน 2563; แก้ไขบทความ: 2 กนั ยายน 2563; ตอบรบั ตพี มิ พ์: 28 กันยายน 2563
Received: June 2, 2020; Revised: September 2, 2020; Accepted: September 28, 2020

38 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

เกษตรกรปลกู ข้าวเหนียวเขาวง จังหวดั กาฬสินธุ์ คอื กลมุ่ เกษตรกร จ�ำเป็นต้องรวมกลมุ่ ใหเ้ ปน็ หนึ่งเดยี ว
เพอ่ื การสนบั สนนุ ทางงบประมาณการผลติ การถา่ ยทอดองคค์ วามรใู้ หก้ บั สมาชกิ และคนรนุ่ ใหม่ หนว่ ยงาน
ราชการจำ� เปน็ ตอ้ งใหก้ ารสนบั สนนุ เมลด็ พนั ธข์ุ า้ วทเ่ี พยี งพอ และทางจงั หวดั จำ� เปน็ ตอ้ งสนบั สนนุ นโยบาย
ให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพ่ือสร้างรายได้ให้กับสมาชิกในชุมชนได้อย่างพอเพียง และมีความสุข
ย่ังยนื ตอ่ ไป
ค�ำส�ำคัญ: กลมุ่ เกษตรกร; วิสาหกิจชมุ ชน; การด�ำเนนิ งาน; กลยุทธก์ ารพฒั นากลมุ่

Abstract

This research its objectives are: 1) to study the operation of the community enterprise
of Khao Wong sticky rice farmers group, 2) to study the problems and obstacles to the operations
of the Khao Wong sticky rice farmers community enterprise Kalasin province, 3) Suggestions
for improving the operation of the community enterprise of Khao Wong sticky rice farming
group. Kalasin Is a qualitative research by using the main target group a total of 15 people,
divided into 4 groups which are. 1) Aadministrators of community enterprise groups. 2)
Related departments responsible for promotion policies. Government officials responsible
for and supporting community enterprises. 3) Community leaders. 4) Representative
members of entrepreneurs / consumer groups.
The result of the research shows that: in terms of internal dimensions, farmers
are grouped together to produce high quality Khao Wong rice, and the group leaders
have knowledge In the cultivation of rice to have properties that are soft. And fragrant
and produce products at a higher price than those grown in other areas including the
need of the market with external dimensions of provincial commerce and the office of
agriculture and cooperatives provide assistance in the inspection and quality control of
rice to consistently meet the standards, the internal obstacle problem is the quality of
Khao Khao sticky rice. Reduced plantations the number of labor has decreased and the
climate that cannot be controlled as for the external problems, the government policy
is still lacking continuity in promoting glutinous organic rice production. And lack of continuity
in provincial policies. Therefore, the guidelines for the development of community
enterprises of Khao Wong sticky rice farming group Kalasin province is a group of farmers

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 39

need to unite the group into one. To support production budget knowledge transfer to
members and the new generation government agencies need to support sufficient rice
seeds, and the province needs to support the policy for continuous development in
order to generate sufficient income for members of the community and continue to be
happy.
Keywords: Farmer group; Community enterprise; Operation; Group development strategy

1. บทน�ำ ห่วงโซ่ข้าวตลอดทั้งระบบ (Rice Value Chain)
หลีกเล่ียงการแข่งขันด้านราคา ทิศทางข้าวต้อง
ขา้ วเปน็ พชื ทม่ี คี วามสำ� คญั ตอ่ การดำ� รงชพี มุง่ ไปสูก่ ารผลติ ขา้ วคณุ ภาพ เชน่ ข้าวเพื่อสขุ ภาพ
ของมนุษย์มาช้านานตั้งแต่สมัยดึกด�ำบรรพ์ ข้าววิตามิน ข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดสารพิษ ข้าว
โดยเฉพาะประเทศไทย ขา้ วถอื วา่ เปน็ พชื เศรษฐกจิ ส�ำเร็จรูป ฯลฯ เกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุม
ท่ีสร้างความมั่นคงและม่ังค่ัง คือ เป็นทั้งอาหารที่ การผลติ และการมมี าตรฐานสากล ซง่ึ เปน็ ทย่ี อมรบั
สำ� คญั ของประเทศ อกี ทง้ั ประเทศไทยยงั คงมจี ดุ แขง็ ของตลาดเก่ียวข้องกับการปฏิรูปโครงสร้างข้าวไป
ด้านความหลากหลายของฐานการผลิตท่ีมีความ สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Tinaphop, et al.,
แขง็ แกร่งในระดบั โลกโดยเฉพาะดา้ นสินคา้ เกษตร 2016 : 319-330) การพฒั นาคณุ ภาพข้าว ภายใต้
ไทยสง่ ออกขา้ วสงู เปน็ ลำ� ดบั ที่ 2 ของโลก (Office of มาตรฐานข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือข้าวจีไอ
the National Economic and Social Development (Geographical Indication ยอ่ วา่ GI) คอื มาตรฐาน
Board, 2006) สถานการณข์ า้ วเหนยี วจากปี 2559 ข้าวท่ีถูกข้ึนทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ตาม
- 2561 มกี ารสง่ ออกทลี่ ดลง 0.44, 0.52 และ 0.39 พระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองสงิ่ บง่ ชที้ างภมู ศิ าสตร์ พ.ศ.
ตามล�ำดับ เน่ืองจากสภาพอากาศเอ้ืออ�ำนวย 2546 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนในชุมชน
ปริมาณน้�ำฝนเพ่ิมข้ึน ท�ำให้เกษตรกรท่ีเคยปล่อย ท่ีเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์น้ันมีเอกลักษณ์และ
ที่นาว่างจากท่ีประสบภัยแล้ง สามารถปลูกข้าว ภมู ปิ ญั ญาของคนในชมุ ชนในการผลติ สนิ คา้ นา่ จะ
ได้ตามปกติ ส�ำหรับผลผลิตต่อไร่ลดลงเน่ืองจาก เปน็ แนวทางในการสรา้ งมาตรฐานสนิ คา้ ใหเ้ กดิ การ
บางพื้นท่ีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบ ยอมรับในระบบตลาดได้
อุทกภัย เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ลดลง ในขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาข้าว
(Srithisarn, 2018) คณะอนกุ รรมาธกิ ารขบั เคลอื่ น ตลอดกวา่ สบิ ปที ผ่ี า่ นมา ทกุ รฐั บาลรปู้ ญั หาขา้ วและ
การปฏริ ปู เศรษฐกจิ ดา้ นการเกษตร พบวา่ การแขง่ ขนั ความยากจนของเกษตรกรชาวนา แต่ด้วยวิธีการ
ข้าวในอนาคตจะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ขีด แก้ปัญหาแบบแยกส่วนมุ่งเน้นแต่การแก้ไขปัญหา
ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะลดน้อย ทตี่ น้ ทาง โดยไมเ่ ชอื่ มโยงกบั ระบบตลาดการแกป้ ญั หา
ถอยลง การขบั เคลอ่ื นปฏริ ปู ขา้ วจะตอ้ งมกี ารเชอ่ื มโยง

40 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

จงึ วนเวยี นอยกู่ บั พนื้ ทเี่ พาะปลกู การแกป้ ญั หา เชน่ จะปลกู ขา้ ว 2 สายพนั ธุ์ คอื พันธุ์ขา้ วกอเดียวและ
โครงการประชานิยม รับจ�ำน�ำข้าวสูงกว่าราคา พันธุ์ กข.6 ทง้ั นขี้ า้ วเขาวงยังได้รบั เครอ่ื งหมาย GI
ตลาดอาจแก้ปัญหาได้ระยะส้ันแต่ท�ำให้สต๊อกข้าว (Geographical Indication) ท�ำให้ผู้ท่ีเลือกซื้อ
สงู อยา่ งทไี่ มเ่ คยมมี ากอ่ น อาจตอ้ งใชเ้ วลาอกี หลาย สินค้าสามารถม่ันใจได้ว่า มีมาตรฐานการควบคุม
ปจี ึงจะระบายไดห้ มด ซง่ึ จะเปน็ ปจั จยั กดดันราคา การผลติ อยา่ งดคี ณุ สมบตั ขิ องขา้ วเขาวง คอื มคี วาม
ขา้ วระยะยาว อกี ทงั้ การแก้ปญั หาชาวนาดว้ ยการ นมุ่ และมกี ลิ่นหอม สามารถเก็บขา้ มวนั เมอ่ื นำ� มา
โยกหนี้กลับเป็นการเพ่ิมภาระให้กับเกษตรกร บริโภคกไ็ ม่ต้องอนุ่ ซ�้ำ นอกจากนี้ ยังมธี าตซุ ิลิกอน
การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน เป็นแนวทางหนึ่งท่ีจะ และแคลเซียมสูง มคี วามไวตอ่ แสง ข้าวเขาวงยงั มี
ชว่ ยแกป้ ญั หาความยากจนของประชาชนและเปน็ คุณสมบัติพิเศษต้ังแต่ยังไม่ผ่านการหุงหรือนึ่ง
แนวทางที่สร้างเศรษฐกิจ สังคมและชุมชนให้มี เมล็ดข้าวสารจะมีความหอมมาก นอกจากน้ี เม่ือ
ความยงั่ ยนื เพราะเปน็ การสง่ เสรมิ ใหช้ มุ ชนรจู้ กั ใช้ น�ำไปผสมปนกับข้าวสารประเภทอ่ืน แม้จะมี
ทรพั ยากรทอ้ งถน่ิ ทำ� ใหค้ นในชมุ ชนสามารถพง่ึ พา ปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ยังสามารถท�ำให้ข้าวสารท่ี
ตนเองในระยะยาวไดอ้ ยา่ งมน่ั คง สำ� นกั งานเกษตร ผสมเขา้ ดว้ ยกนั หอม นมุ่ เหมอื นกบั การรบั ประทาน
จังหวัดนนทบุรีได้อธิบายว่า วิสาหกิจชุมชน ข้าวเขาวงจริงๆ ด้วยความโดดเด่นในคุณลักษณะ
หมายถงึ กจิ การของชมุ ชนทเี่ กย่ี วกบั การผลติ สนิ คา้ ของข้าวเขาวง จึงเป็นการสร้างโอกาสให้แก่สินค้า
การใหบ้ รกิ ารหรอื อน่ื ๆ ทด่ี ำ� เนนิ การโดยคณะบคุ คล ท้องถิ่นภายในชุมชนเกษตรกรมีการรวมกลุ่ม
ท่ีมีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกันและรวมตัวกัน เพ่อื ผลิตขา้ วเขาวง มที ้งั หมด 5 กลุม่ ซ่งึ แตล่ ะกลุม่
ประกอบกิจการดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคล ยังประสบปัญหาในการด�ำเนินงาน เช่น การขาด
ในรปู แบบใด หรอื ไมเ่ ปน็ นติ บิ คุ คล เพอื่ สรา้ งรายได้ งบประมาณเพ่ือสนับสนุนการผลิต เกษตรกร
และเพื่อการพ่ึงพาตนเองของครอบครัว ชุมชน บางกลุ่มขายที่นา และขาดทายาทในการสืบทอด
และระหว่างชุมชน (Nonthaburi Provincial ขาดความรดู้ า้ นการตลาด เปน็ ตน้
Agricultural Extension Office, 2019) ด้วยเหตุน้ี การศึกษาเพ่ือพัฒนาวิสาหกิจ
จากสถานการณ์ และสภาพปญั หาทกี่ ลา่ ว ชุมชนจึงเป็นเรื่องส�ำคัญและมีความจ�ำเป็น ผู้วิจัย
มาข้างต้น จึงท�ำการศึกษาข้าวเขาวงท่ีมีตน้ กำ� เนิด จึงสนใจศึกษาการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนกลุ่ม
อยู่ในหุบเขาเขตอ�ำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรปลกู ข้าว กรณศี กึ ษา กลุม่ เกษตรกรปลกู
ที่มีสภาพภูมิประเทศ เป็นภูเขาล้อมรอบ ซึ่งเป็น ข้าวเหนียวเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ดังนั้น ในการ
พ้ืนที่ที่มีแคลเซียมและซิลิกอนสูง อากาศเย็นแห้ง ศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจึงมีค�ำถามเพ่ือการวิจัย คือควร
มีพ้ืนที่ครอบคลุมไปถึงอ�ำเภอกุฉินารายณ์และ มีแนวทางการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างไร
อ�ำเภอนาคู เนอ้ื ที่กว่า 1 แสนไร่ โดยข้าวเขาวงท่ี ให้สามารถแข่งขันในระบบตลาดและสร้างรายได้
นิยมกันมากที่สุดคือ ข้าวเหนียว โดยเกษตรกร ให้กับคนในชุมชนได้อย่างย่ังยืนโดยมีประเด็น


Click to View FlipBook Version