The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 191

โดยรวม รายด้าน รายข้อและการวิเคราะห์ความ 2. ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้าง
ตอ้ งการจ�ำเป็น ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน
ระยะที่ 2 พฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะ ประเภทสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ
ผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน สังกัด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยส่วน
ส�ำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้วิจัยได้ ตา่ งๆ 5 สว่ น ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์
ศกึ ษาการพฒั นาโปรแกรมการเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� 3) เน้อื หา 4) วิธีดำ� เนนิ การ และ 5) การประเมนิ
การเรียนรูข้ องครู จากสถานศึกษาทเ่ี ป็นทย่ี อมรับ ผลโปรแกรม และขอบข่ายเนื้อหา แบ่งออก 8
และเปน็ แบบวธิ ปี ฏบิ ตั ทิ ดี่ ี (Best Practice) จำ� นวน Module ได้แก่ 1) การเรียนรู้เป็นทีม 2) การใช้
3 โรงเรียน แล้วน�ำผลท่ีได้ร่างโปรแกรมการเสริม เทคโนโลยี 3) ความคดิ สรา้ งสรรค์ 4) ความยดื หยนุ่
สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเรยี นรขู้ องครู จดั ทำ� คมู่ อื พรอ้ ม 5) การบูรณาการ 6) สภาพแวดล้อมตอ่ การเรยี นรู้
แบบประเมิน แล้วประเมินโปรแกรมเสริมสร้าง 7) การวิจัย 8) นวัตกรรมการเรียนรู้ และผลการ
ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของ
สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดบุรีรัมย์โดย โปรแกรม พบว่า มีความเหมาะสมและความ
ผทู้ รงคุณวุฒิจำ� นวน 7 คน โดยวิธกี ารสนทนากลุ่ม เป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก และผู้ทรงคุณวุฒิ
Focus Group ได้เสนอให้ปรับปรุงการจัดกิจกรรมการพัฒนา
ของครูผู้สอน เพื่อหลีกเลี่ยงปญหาการเขารับการ
4. สรุปผลการวิจยั พัฒนาที่ยาวนานเกินไป โดยอาจเลือกไปใช
ทลี ะหลกั สตู รจนครบทงั้ 8 หลกั สตู ร โดยหนว่ ยงาน
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่ ที่รับผิดชอบควรเป็นหนาที่ของส�ำนักงานคณะ
พึงประสงค์ของภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถาน กรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน เป็นผู้ก�ำหนด
ศกึ ษาเอกชนประเภทสามญั ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน นโยบายใหส�ำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน�ำไป
ศึกษาธิการ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า สภาพปัจจุบัน ปฏบิ ัติหรอื หนว่ ยงานราชการอ่ืนทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
ของภาวะผนู้ ำ� การเรยี นรขู้ องครสู ถานศกึ ษาเอกชน ท้ังนี้ควรก�ำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับ
ประเภทสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ การพัฒนา หรือเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนท่ีเข้ารับ
จังหวัดบุรีรมั ยโ์ ดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.78) การบรรจแุ ตง่ ตงั้ ใหม่ หรอื ครผู สู้ อนทม่ี คี วามพรอ ม
และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก เขารับการพัฒนาเป็นอันดับแรก นอกจากนี้กลุ่ม
ทกุ ดา้ น สว่ นสภาพทพี่ งึ ประสงคข์ องภาวะผนู้ ำ� การ สนทนาได้เสนอแนะใหมีบทเรียนออนไลนท่ีมี
เรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชนประเภทสามัญ เน้ือหาสาระเหมือนกับส่ือประกอบกิจกรรมตาม
ศกึ ษา สงั กดั ส�ำนักงานศกึ ษาธิการ จังหวดั บุรีรมั ย์ รูปแบบท่ีเสนอเพ่ือเป็นแหล่งความรูแกผู้อ่ืน
โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.48) และเม่ือ ท่สี นใจ
พิจารณาเปน็ รายด้านส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก

192 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

5. อภปิ รายผลการวิจยั นวตั กรรม ความยดื หยนุ่ การบรู ณาการของศาสตร์
และเทคนคิ วธิ ี เทคโนโลยใี นการบรหิ ารจดั การและ
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพท่ี การเรยี นรู้ การเรยี นรเู้ ปน็ ทมี การเรยี นรดู้ ว้ ยการนำ�
พึงประสงคข์ องภาวะผู้นำ� การเรียนร้ขู องครู พบว่า ตนเอง การเปล่ียนแปลงและมีความเฉพาะตัว
สภาพปัจจุบันของภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครู (tailor made) ความพอเพยี ง การวจิ ยั และพฒั นา
สถานศึกษาเอกชนประเภทสามัญศึกษา สังกัด 2) เง่ือนไขเชิงสาเหตุของการเกิดภาวะผู้น�ำการ
สำ� นกั งานศกึ ษาธกิ าร จงั หวดั บรุ รี มั ยโ์ ดยรวมอยใู่ น เรียนรู้ ได้แก่ ภูมิหลังส่วนบุคคล แรงบันดาลใจ
ระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ใน การเป็นผู้สร้างองค์ความรู้และเป็นผู้ชอบคิดต่าง
ระดับมากทุกด้าน ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของ รวมทงั้ การสรา้ งนวตั กรรม แรงขบั ของสงั คม (ภาวะ
ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน วกิ ฤตทิ างการศกึ ษา ทกั ษะความรใู้ นศตวรรษที่ 21
ประเภทสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ และความคาดหวังจากนโยบายเบื้องบน) เงื่อนไข
จังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อ เชงิ บริบท เงอื่ นไขสอดแทรกวฒั นธรรมการเรยี นรู้
พิจารณาเป็นรายด้านส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก นโยบาย ICT เพอื่ การศกึ ษาและการบรหิ ารโดยใช้
ซ่ึงผลท่ีปรากฏเช่นน้ีอธิบายได้ว่า ผู้บริหารสถาน โรงเรียนเป็นฐาน) 3) การปฏบิ ัตกิ ารของภาวะผู้นำ�
ศกึ ษาเป็นผู้น�ำการเรียนรู้เพ่ือชว่ ยเหลอื สนบั สนุน การเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ การสรา้ งวสิ ยั ทศั นร์ ว่ มและมงุ่ เนน้
ขยายขีดความสามารถในการเรียนรู้ของท้ัง การเรียนรู้ การค้นหาปัจจัยท่ีท�ำให้เป้าประสงค์
บุคลากรและผู้เรียนมากข้ึน มีการพัฒนาครูให้มี สำ� เรจ็ การพฒั นาความสมั พนั ธก์ บั บคุ คลทง้ั ภายใน
ภาวะผู้น�ำเรียนรู้เป็นทีม มีการร่วมพลังเพ่ือ และภายนอกโรงเรียน และความ ไว้วางใจ การคิด
สร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ น�ำเอาเทคโนโลยี หาวิธีการและกลยุทธ์ การออกแบบการเรียนรู้ใน
ชั้นสูงมาใช้ในการบริการจัดการและจัดการเรียนรู้ ลกั ษณะ backward mapping การสรา้ งเครอื ขา่ ย
มากข้นึ ดังนน้ั ภาวะผนู้ ำ� ของผู้บริหารสถานศกึ ษา พันธมิตรให้เพ่ิมขึ้น การสร้างอัตลักษณ์และแนว
ทจี่ ำ� เปน็ และสำ� คญั ทจ่ี ะชว่ ยแกป้ ญั หาวกิ ฤตใิ นการ ปฏิบัตทิ ่ดี ี การนำ� เอาค่านิยมทดี่ มี าใช้ การเปล่ียน
จัดการศึกษาและพัฒนาคนให้เป็นบุคคลแห่งการ ห้องสมุดมาเป็นศูนย์เรียนรู้ และวิจัยและพัฒนา
เรียนรู้ได้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีภาวะผู้น�ำที่ 4) ผลสบื เนอื่ งจากการมภี าวะผนู้ ำ� การเรยี นรทู้ ง้ั ตอ่
เน้นการเรียนรู้ สอดคล้องกับการวิจัยของกนกอร ตนเองท�ำให้เกิดประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
สมปราชญ์ (Somprach, 2017 : 58-65) ไดศ้ กึ ษา ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู และส่งผล
ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา ต่อคณุ ภาพการศกึ ษา รวมท้งั การสร้างองคค์ วามรู้
ข้ันพ้ืนฐาน: การศึกษาทฤษฎีฐานราก พบว่า 1) ใหม่ทางวิชาการ และวิชาชพี
คุณลักษณะภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ ประกอบด้วย 2. ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้าง
ความคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละความกลา้ การสรา้ งสภาพ ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน
แวดล้อมที่ทรงพลังเอื้อต่อการเรียนรู้และการเกิด

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 193

ประเภทสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ สภาพท่ีพึงประสงค์ของภาวะผู้น�ำเชิงสร้างสรรค์
จังหวัดบุรีรัมย์ท่ีพัฒนาข้ึนประกอบด้วยส่วนต่างๆ ของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก
5 สว่ น ไดแ้ ก่ หลักการ วตั ถุประสงค์ เนือ้ หา วิธี และวิธีการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำเชิงสร้างสรรค์ท่ีมี
ดำ� เนนิ การ การประเมนิ ผลโปรแกรม และขอบขา่ ย อันดับความต้องการมากที่สุดคือ การศึกษาด้วย
เนอ้ื หา แบง่ ออก 8 Module ไดแ้ ก่ การเรยี นรเู้ ปน็ ทมี ตนเอง การประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั กิ าร และการฝกึ อบรม
การใชเ้ ทคโนโลยี ความคดิ สรา้ งสรรค์ ความยดื หยนุ่ 2) โปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ สรา้ งสรรคข์ อง
การบรู ณาการ สภาพแวดลอ้ มตอ่ การเรยี นรู้ การวจิ ยั ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา สังกัดสำ� นักงานเขตพ้นื ทกี่ าร
นวตั กรรมการเรยี นรู้ ผลการประเมนิ ความเหมาะสม ศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 24 จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ มคี วาม
ความเปน็ ไปไดข้ องโปรแกรม พบวา่ มคี วามเหมาะสม เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในการน�ำไปใช้เพื่อ
และความเปน็ ไปได้ อยใู่ นระดบั มาก ซง่ึ ผลทป่ี รากฏ พัฒนาภาวะผู้น�ำเชิงสร้างสรรค์และสอดคล้องกับ
เชน่ นอี้ ธบิ ายไดว้ า่ ผวู้ จิ ยั ไดอ้ อกแบบโปรแกรมตาม การวิจัยของเต็มดวง ทบศรี (Thobsri, 2018 :
หลกั การออกแบบโปรแกรม รวมถงึ องคป์ ระกอบที่ 158-159) ได้ศึกษาการพฒั นาโปรแกรมพัฒนาครู
สำ� คัญของโปรแกรมซงึ่ ประกอบด้วย 1) หลักการ โดยประยกุ ตใ์ ชแ้ นวคดิ ชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี
2) วตั ถุประสงค์ 3) เน้ือหา 4) วิธกี ารดำ� เนนิ การ ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ
และ 5) การประเมนิ ผลโปรแกรม (Kongsuk, 1997 หาความรสู้ ำ� หรบั สถานศกึ ษาสงั กดั องคก์ รปกครอง
: 41-44) และใช้กระบวนการพัฒนาโปรแกรมท่ี ส่วนท้องถ่ิน พบว่า 1) โปรแกรมพัฒนาครูโดย
เหมาะสม ได้แก่ การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน ประยุกต์ใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู
การจัดวิจัยเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาตนเอง (PLC) ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบ
การสรา้ งคณุ ครทู ำ� งานเปน็ ทมี การสรา้ งนวตั กรรม เสาะหาความรู้ ส�ำหรับสถานศึกษาสังกัดองค์กร
สื่อและการใช้เทคโนโลยีในการสอน การพัฒนา ปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย 1) หลักการ
โดยกระบวนการปฏบิ ตั งิ าน (Styles, 1990 : 181- หลักการและแนวคดิ 2) วิสยั ทศั น์ 3) วัตถปุ ระสงค์
211) ส่งผลให้โปรแกรมท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความ 4) โครงสรา้ ง 5) เนือ้ หามที ัง้ หมด 3 Module ดังน้ี
เหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก Module 1 Community (สรา้ งทีมครบู รู ณาการ)
สอดคล้องกับการวิจยั ของบญุ รดา ทรงบญุ ศาสตร์ Module 2 Practice (จัดการเรียนรู้บูรณาการ)
(Songboonsart, 2017 : 58-73) ไดท้ �ำการศกึ ษา Module 3 Reflection (สะทอ้ นคดิ เพอ่ื พฒั นาการ
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำเชิง ปฏบิ ัต)ิ 6) กระบวนการพฒั นาประกอบดว้ ย 4 ข้นั
สรา้ งสรรคข์ องผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน ตอนดงั นี้ ขนั้ ท่ี 1 การเตรยี มความพรอ้ มกอ่ นพฒั นา
เขตพน้ื ทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 24 พบว่า 1) ขั้นท่ี 2 การพัฒนา ข้ันท่ี 3 การประเมินผลการ
สภาพปัจจุบันของภาวะผู้น�ำเชิงสร้างสรรค์ของ พัฒนา ข้ันท่ี 4 การสร้างเครือข่ายการพัฒนา 2)
ผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากส่วน การประเมินผลคู่มือการใช้โปรแกรมพัฒนาครูโดย

194 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ประยุกต์ใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู ทิศทางการพัฒนาสถานศึกษาในอนาคต
(PLC) ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบ 1.2 ผลจากการศึกษาสภาพที่พึง
เสาะหาความรู้ ส�ำหรับสถานศึกษาสังกัดองค์กร ประสงค์ของภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถาน
ปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ ศกึ ษาเอกชนประเภทสามญั ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน
สว่ นท่ี 1 บทนำ� ส่วนที่ 2 โปรแกรมพฒั นา สว่ นท่ี ศึกษาธิการ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า สภาพท่ีพึง
3 กระบวนการด�ำเนินการพัฒนา ส่วนท่ี 4 การ ประสงคข์ องภาวะผนู้ ำ� การเรยี นรคู้ รู โดยรวมอยใู่ น
ประเมินผลการพัฒนา 3) ผลการประเมินความ ระดับมากและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
เหมาะสมและความเปน็ ไปไดข้ องโปรแกรมพฒั นา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่า ครูยังมี
ครูโดยประยุกต์ใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทาง ความต้องการท่ีจะได้รับการส่งเสริมและพัฒนา
วชิ าชพี ครู (PLC) ในการจดั การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ ดังน้ัน ผู้บริหารสถานศึกษา
แบบสืบเสาะหาความรู้ ส�ำหรับสถานศึกษาสังกัด และผมู้ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งควรใหก้ ารสนบั สนนุ สง่ เสรมิ
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ โดยรวมมคี วามเหมาะสม ใหค้ รไู ดร้ บั การพฒั นาภาวะผนู้ ำ� การเรยี นรู้ โดยเฉพาะ
อยู่ในระดับมากท่ีสุด และความเป็นไปได้อยู่ใน อย่างย่ิงด้านการวิจัยที่มีความต้องการจ�ำเป็นใน
ระดบั มาก การพฒั นามากท่ีสดุ
1.3 ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและผมู้ สี ว่ น
6. ข้อเสนอแนะ เกย่ี วขอ้ งควรนำ� โปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การ
เรียนรู้ของครูท้ัง 5 ด้าน ไปใช้ในการบริหารงาน
1. ขอ้ เสนอแนะทั่วไป เพอื่ เสรมิ สรา้ งศกั ยภาพของการเปน็ องคก์ รแหง่ การ
1.1 ผลจากการศึกษาสภาพปจั จบุ ัน เรยี นรู้
ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน 1.4 หน่วยงานต้นสังกัดควรจัดการ
ประเภทสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ ฝกึ อบรมและการเขา้ รว่ มสมั มนา จดั ประชมุ เพอ่ื ให้
จงั หวดั บรุ รี มั ย์ พบวา่ สภาพปจั จบุ นั ของภาวะผนู้ ำ� ครูผู้สอนมีคุณภาพตามสมรรถนะด้านภาวะผู้น�ำ
การเรยี นรขู้ องครู โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก และเมอ่ื การเรียนรใู้ หส้ งู ขน้ึ
พิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยตอ่ ไป
แสดงให้เห็นว่า สถานศึกษาได้เห็นความส�ำคัญใน 2.1 ควรท�ำการศึกษาและพัฒนา
การพัฒนาภาวะผ้นู ำ� การเรยี นรขู้ องครู แต่อย่างไร โปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� ของบคุ ลากรทางการ
ก็ตาม ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา และผมู้ ีส่วนเกีย่ วขอ้ ง ศกึ ษาตำ� แหนง่ อนื่ ในสงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการ
ควรให้การสนับสนุน ส่งเสริมให้เห็นความส�ำคัญ การศึกษาเอกชน
ของการพัฒนาด้านภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ให้กับครู 2.2 ควรศึกษาบทบาทของผู้บริหาร
ในสถานศึกษาให้เพ่ิมมากย่ิงข้ึน เพ่ือรองรับการ สถานศกึ ษา ครผู มู้ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งในเสรมิ สรา้ งภาวะ
เปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลกในปัจจุบันและ

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 195

ผู้น�ำการเรียนรู้ในสถานศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ อย่างไรก็ตามความต้องการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำ
ครอบคลมุ และชดั เจนยิง่ ขึน้ การเรียนรู้ของครูยังคงมีความต้องการมากเช่น
2.3 ควรมีการศึกษาถึงผลสัมฤทธ์ิ เดียวกัน ดังนั้นโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการ
หลังจากการน�ำโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการ เรยี นรขู้ องครูท่ีพัฒนาขึน้ จงึ เป็นแนวทางที่จะชว่ ย
เรียนรู้ในสถานศึกษาสังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ เสริมสร้างการพัฒนาให้กับครูได้ โดยการพัฒนา
จงั หวดั บรุ รี มั ยไ์ ปใชใ้ นการบรหิ ารงานในสถานศกึ ษา ตามโปรแกรมอาจเลอื กไปใชท ีละหลกั สตู รจนครบ
ท้ัง 8 หลักสูตร ซึ่งควรพิจารณาให้ครูผู้สอนท่ีเข้า
7. องคค์ วามร้ทู ่ีได้รับ รับการบรรจุแต่งต้ังใหม่ หรือครูผู้สอนท่ีมีความ
พร้อมเขารับการพัฒนาเป็นอันดับแรก และควรมี
ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ได้รับการเสริมสร้าง บทเรียนออนไลน์เพ่ือเป็นแหล่งความรูแกผู้อ่ืนท่ี
ใหก้ บั ครมู าอยา่ งตอ่ เนอื่ ง โดยเหน็ ไดจ้ ากการศกึ ษา สนใจ
สภาพปัจจุบัน ท่ีมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก

References

Kongsuk, J. (1997). A Development of a parent educational program for fostering preschool
children’s physical development using participatory rural appraisal model. Master
of Education in Early Childhood Education. Graduate School : Chulalongkorn
University.

Ministry of Education. (2007). National Education Act, B.E. 2542 (1999) amended (No. 3)
2010. Bangkok : Picwarn Graphic.

Panich, V. (2012). The way to create learning for students in the 21st century. Bangkok :
Sodsri-Saritwong Foundation.

Robinson, V. (2011). Student-Centre Leadership. San Francisco, USA : Jossey-Bass.
Somprach, K. (2017). Leadership and learning leadership for schooladministrators.

Khon Kaen : Department of Educational Administration, Faculty of Education.
Khon Kaen University.
Songboonsart, B. (2017). Development The Programs for Enhance ACreative Leadership
of School Administrators. Prae-wa Kalasin Journal of Kalasin University, 4(1), 58-73.
Srisa-ard, B. (2010). Preliminary research. Bangkok : Suweeriyasarn.
Styles, M. H. (1990). Effective model of systematic program planning. Sanfrancisco :
Jossey-Bass.

196 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Thobsri, T. (2018). Development of a program for developing teacher by applying The
Professional Learning Community (PLC) in science learning management through
inquiry method under Local Administrative Organization. Master of Education in
Educational Administration and Development. Graduate School : Mahasarakham
University.

การพัฒนารูปแบบการจัดการความรูภ้ ูมปิ ัญญาท้องถนิ่
ของโรงเรยี นผูส้ ูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์*

The Development of Knowledge Management Model for Local
Wisdom of the Elderly School in the Province of Phetchabun

ณฏั ฐวฒั น์ แซงภูเขยี ว
Nattawat Zangphukieo
มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ์
Phetchabun Rajabhat University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียน
ผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของโรงเรียน
ผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ 3) น�ำเสนอการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของโรงเรียนผู้สูงอายุ
ในเขตจังหวดั เพชรบรู ณ์ จำ� นวน 134 คน โดยวิธีการเลือกแบบเชิงปริมาณ
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญา
ทอ้ งถ่ินของโรงเรียนผู้สูงอายใุ นเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ในภาพรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง เมือ่ พจิ ารณาเปน็
รายด้าน พบว่า ความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้
ภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ของโรงเรยี นผ้สู ูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบรู ณ์ อยู่ในระดบั เหน็ ดว้ ยมาก จ�ำนวน 1 ด้าน
คอื ด้านการจัดการ อยูใ่ นระดบั เหน็ ดว้ ยปานกลาง จำ� นวน 6 ด้าน คอื ด้านกระบวนการการจัดการความรู้
ด้านภาวะผู้นำ� ด้านโอกาสของการเรียนรู้ ด้านสร้างเครือข่ายของการท�ำงาน ด้านการใช้เทคโนโลยีและ
ด้านความดูแลของภาครัฐ
คำ� สำ� คญั : การจัดการ; ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ ; ผสู้ งู อายุ

* ไดร้ ับบทความ: 13 กนั ยายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 30 กันยายน 2563; ตอบรบั ตีพิมพ:์ 30 กนั ยายน 2563
Received: September 13, 2019; Revised: September 30, 2020; Accepted: September 30, 2020

198 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Abstract

The purposes of this research were: 1) to study knowledge management of local
wisdom of the elderly school in Phetchabun province; 2) to develop the knowledge
management model of local wisdom of the elderly school in Phetchabun province; 3)
to present knowledge management of local wisdom of the elderly school in Phetchabun
province, number of 134 people by the quantitative method of selection.
The result of the research shows that: respondents about the development of
knowledge management model for local wisdom of the elderly schools in Phetchabun
Province in general, it is at a medium level. When considered in each aspect, it was found
that the opinions of the respondents regarding the development of knowledge management
model for local wisdom of the elderly schools in Phetchabun province at the very level of
agreeing in amount of 1 aspec Is management in the level of agreeing with the level of 6
aspects, namely the process of knowledge management leadership the opportunity of
learning the networking aspect of work technology and the supervision of the government.
Keywords: management; local wisdom; elderly

1. บทน�ำ และเปน็ ผสู้ งั่ สมภมู ปิ ญั ญาของทอ้ งถนิ่ ในดา้ นตา่ งๆ
เพ่ือสืบทอดถึงบุคคลรุ่นหลัง รัฐบาลได้ให้ความ
การเปลย่ี นแปลงไปสโู่ ครงสรา้ งประชากร ส�ำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรวัยสูง
สงั คมสูงวัยสมบรู ณเ์ มอ่ื สิน้ สุดแผนพฒั นาฯ ฉบบั ที่ อายุอย่างต่อเน่ืองได้มีการตรากฎหมาย ระเบียบ
12 จ�ำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่องมา ขอ้ บงั คบั มกี ารจดั ทำ� นโยบายยทุ ธศาสตร์ แผนงาน
ต้ังแต่ปี 2558 และเกิดการขาดแคลนแรงงาน โครงการ พร้อมทั้งก�ำหนดกลไกและหน่วยงานที่
ผลิตภาพแรงงานต่�ำ คุณภาพคนยังมีปัญหาใน รบั ผิดชอบ เพ่อื ใช้ในการขบั เคลื่อนการดำ� เนินงาน
ทุกชว่ งวยั ความรู้ ทกั ษะ และทศั นคติที่ไม่ตรงกับ ที่ครอบคลุมการพัฒนาผู้สูงอายุในทุกๆ ด้าน
ความตอ้ งการของตลาดงาน และผู้สูงอายุมปี ัญหา ซ่ึงผู้สูงอายุนอกจากจะเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาแล้ว
สขุ ภาพโดยทจ่ี ำ� นวน ไม่นอ้ ยตอ้ งพ่ึงพิงผูอ้ นื่ ในการ ผู้สูงอายุยังเป็นวัยท่ีมีความเป็นอิสระมากกว่าช่วง
ดำ� เนินชวี ิต ผู้สงู อายุ ถอื ว่าเป็นทรพั ยากรท่สี �ำคัญ วัยอื่นของชีวิต สามารถเลือกท�ำในส่ิงท่ีเหมาะสม
อยา่ งยง่ิ ของสงั คมและประเทศชาติ เปน็ ตน้ ทนุ ทาง ตามที่ตนเองปรารถนา เนื่องจากลูกหลานเติบโต
สังคม ท่ีมีค่ามาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงสังคมไทยท่ี มีการมีงานท�ำแล้ว ย่อมหมดภาระที่หนักหน่วง
นับถือผู้สูงอายุในฐานะผู้มีประสบการณ์มาก่อน

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 199

ดังน้ัน การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีโอกาสได้แสดง ประกอบด้วย ด้านการจัดการ ด้านกระบวนการ
ศักยภาพ ภูมิความรู้ที่เป็นการบ�ำเพ็ญตนให้เกิด การจัดการความรู้ ด้านภาวะผู้น�ำ ด้านโอกาส
ประโยชน์ต่อผู้อื่นแล้ว ผู้สูงอายุยังสามารถดูแล ของการเรียนรู้ ด้านสร้างเครือข่ายในการท�ำงาน
ตนเองให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ให้เกิดภาระแก่ ด้านการใช้เทคโนโลยี ด้านความดูแลของภาครัฐ
ครอบครวั และสงั คม จงึ นบั เปน็ การสรา้ งสงั คมทม่ี ี ตอนท่ี 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเป็น
คณุ ภาพอกี ทางหนง่ึ ดว้ ย ทม่ี า กรมกจิ การผสู้ งู อายุ ลกั ษณะคำ� ถามแบบปลายเปดิ (Open-End)
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยน�ำแบบ
มนุษย์ สอบถามไปท�ำการสอบถามกลุม่ ตวั อย่างท่ีกำ� หนด
จำ� นวน 134 ตวั อยา่ ง และตรวจสอบความสมบรู ณ์
2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย ครบถ้วน เพ่ือน�ำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติได้รับ
แบบสอบถามคืนครบ 134 ฉบับ คดิ เปน็ 100 %
1. เ พ่ื อ ศึ ก ษ า ก า ร จั ด ก า ร ค ว า ม รู ้ การวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการ
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนผู้สูงอายุในเขต วิเคราะห์เกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ
จงั หวัดเพชรบูรณ์ แบบสอบถาม โดยเป็นค�ำถามแบบให้ผตู้ อบกรอก
2. เพอ่ื พฒั นารปู แบบการจดั การความรู้ เองและตรวจสอบรายการ (Check List) จำ� นวน 5
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนผู้สูงอายุในเขต ขอ้ ประกอบดว้ ย เพศ อายรุ ายได้ ระดบั การศกึ ษา
จงั หวัดเพชรบูรณ์ และอาชพี ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะหเ์ กย่ี วกบั ความ
3. เพ่ือน�ำเสนอการจัดการความรู้ คิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามใน 7 ประเด็น
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนผู้สูงอายุในเขต ไดแ้ ก่ ดา้ นการจดั การ ดา้ นกระบวนการการจดั การ
จังหวดั เพชรบรู ณ์ ความรู้ ด้านภาวะผู้น�ำ ด้านโอกาสของการเรียนรู้
ด้านสร้างเครือข่ายในการท�ำงาน ด้านการใช้
3. วิธดี �ำเนนิ การวจิ ยั เทคโนโลยี ดา้ นความดแู ลของภาครฐั ตอนที่ 3 ผล
การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับความคิด
ตอนท่ี 1 แบบสอบถามเกย่ี วกบั ปจั จยั สว่ น เหน็ ของผตู้ อบแบบสอบถาม จำ� แนกตามปจั จยั สว่ น
บคุ คลของผตู้ อบแบบสอบถาม โดยเปน็ คำ� ถามแบบ บคุ คล ระหวา่ งเพศ โดยใชก้ ารทดสอบคา่ ที (t-test
ใหผ้ ู้ตอบกรอกเองและตรวจสอบรายการ (Check for Dependent Samples) ตอนท่ี 4 ผลการ
List) จำ� นวน 5 ข้อ ประกอบด้วย เพศ อายุ รายได้ วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลเก่ียวกับความคิดเห็น
ระดับการศึกษา และอาชีพ ตอนท่ี 2 เป็น ของผู้ตอบแบบสอบถามจ�ำแนกตามปัจจัยส่วน
แบบสอบถามเก่ียวกับความคิดเห็นของผู้ตอบ บุคคล ระหว่างอายุ รายได้ ระดับการศึกษาและ
แบบสอบถามเก่ียวกับการพัฒนารูปแบบการ อาชพี โดยการวเิ คราะหห์ าความแปรปรวนแบบทาง
จัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของโรงเรียน
ผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้ง 7 ด้าน

200 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

เดยี ว (One Way ANOVA) เมอื่ พบความแตกตา่ ง มคี ่าเฉล่ยี เท่ากบั ( = 2.56)
ของคา่ เฉลย่ี อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 3. ความคิดเห็นผู้ตอบแบบสอบถาม
ท�ำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี S - เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้
Method ของเชฟเฟ่ (Scheffe) ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนผู้สูงอายุในเขต
จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ตอบแบบสอบถาม เพศชาย
4. สรุปผลการวจิ ยั และหญงิ มคี วามคดิ เหน็ เกย่ี วกบั การพฒั นารปู แบบ
การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของโรงเรียน
1. ผลการศึกษาข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ผู้สูงอายุ ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ในภาพรวม
ของผู้ตอบแบบสอบถาม จ�ำแนกตามเพศ อายุ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน
ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ พบว่า ผู้ตอบ ส่วนด้านกระบวนการการจัดการความรู้ และดา้ น
แบบสอบถามสว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญงิ จำ� นวน 95 คน สรา้ งเครอื ขา่ ยในการทำ� งาน แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 70.90 อายุ 61-65 ปี จำ� นวน 70 คน สำ� คญั ทางสถิติท่รี ะดับ 0.05 ส่วนคอู่ นื่ ๆ แตกตา่ ง
คิดเป็นร้อยละ 52.20 ระดับการศึกษาประถม กันอยา่ งไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติ
ศึกษา จ�ำนวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 68.70 4. ความคิดเห็นผู้ตอบแบบสอบถาม
รายได้ 3,001-6,000 บาทจ�ำนวน 34 คนคิดเป็น เก่ียวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้
รอ้ ยละ 25.40 อาชพี การเกษตรกร จำ� นวน 61 คน ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนผู้สูงอายุในเขต
คดิ เป็นร้อยละ 45.00 จังหวัดเพชรบูรณ์ จ�ำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล
2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้ตอบ ระหวา่ ง อายุ รายได้ ระดบั การศึกษา และอาชพี
แบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ตอบ
จัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของโรงเรียน แบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการ
ผสู้ งู อายใุ นเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์ ในภาพรวมอยใู่ น จัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของโรงเรียน
ระดับปานกลาง มคี ่าเฉลี่ยรวมเทา่ กบั ( = 3.21) ผู้สูงอายุ ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ด้านการมี
โดยการจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ทม่ี คี า่ เฉลย่ี สว่ นรว่ มจำ� แนกตามอายใุ นภาพรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั
มาก คอื ดา้ นการจดั การมคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั ( = 3.58) ทางสถิติ ส่วนในรายด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการ
คา่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั ปานกลาง คอื ดา้ นกระบวนการ ดา้ นกระบวนการการจดั การความรู้ ดา้ นภาวะผนู้ ำ�
การจัดการความรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = 3.43) ดา้ นโอกาสของการเรยี นรดู้ า้ นสรา้ งเครอื ขา่ ยในการ
ดา้ นภาวะผนู้ ำ� มคี ่าเฉลย่ี เท่ากบั ( = 3.35) ด้าน ท�ำงานด้านการใช้เทคโนโลยีด้านความดูแลของ
ความดแู ลของภาครฐั มคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั ( = 3.35) ภาครฐั ไม่แตกตา่ งกนั ทางสถิติ
ด้านการสร้างเครือข่ายของการท�ำงานมีค่าเฉล่ีย 5. ผลการเปรยี บเทยี บความคดิ เหน็ ของ
เท่ากบั ( = 3.17) ดา้ นโอกาสของการเรียนรมู้ ีค่า ผตู้ อบแบบสอบถามเกยี่ วกบั การพฒั นารปู แบบการ
เฉลย่ี เทา่ กบั ( = 3.03) และดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยี

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 201

จัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียน ความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั การพฒั นารปู แบบการจดั การ
ผสู้ งู อายใุ นเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์ จำ� แนกตามระดบั ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนผู้สูงอายุ
การศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีระดับการศึกษา ในเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์ ในภาพรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั
แตกต่างกันมีความคิดเห็นเก่ียวกับการพัฒนา ทางสถิติ ส่วนในรายด้านการจัดการด้านกระบวน
รูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของ การการจัดการความรู้ ด้านโอกาสของการเรียนรู้
โรงเรียนผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ในภาพ ด้านสร้างเครือข่ายของการท�ำงาน ด้านการใช้
รวมไม่แตกต่างกันทางสถิติ ส่วนในรายด้านการ เทคโนโลยี และดา้ นความดแู ลของภาครฐั ไมแ่ ตกตา่ ง
จัดการด้านกระบวนการการจัดการความรู้ ด้าน กันทางสถิติ สว่ นดา้ นภาวะผนู้ ำ� แตกต่างกันอยา่ ง
ภาวะผู้น�ำ ด้านโอกาสของการเรียนรู้ ด้านสร้าง ไมม่ ีนยั ส�ำคญั ทางสถิติ 0.05
เครือข่ายของการท�ำงาน ด้านการใช้เทคโนโลยี
และดา้ นความดูแลของภาครฐั ไมแ่ ตกตา่ งกันทาง 5. อภปิ รายผลการวิจยั
สถิติ
6. ผลการเปรยี บเทยี บความคดิ เหน็ ของ 1. ผลการศึกษาความคิดเห็นผู้ตอบ
ผตู้ อบแบบสอบถามเกย่ี วกบั การพฒั นารปู แบบการ แบบสอบถาม ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
จัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของโรงเรียน เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ ความคดิ เหน็ ของ
ผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ จ�ำแนกตาม ผู้ตอบแบบสอบถาม อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก
รายได้ ผ้ตู อบแบบสอบถามทร่ี ะดับรายไดแ้ ตกต่าง จำ� นวน 1 ดา้ น คอื ดา้ นการจดั การ อยใู่ นระดบั เหน็
กันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการ ดว้ ยปานกลาง จำ� นวน 6 ดา้ น คอื ดา้ นกระบวนการ
จัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของโรงเรียน การจดั การความรู้ ด้านภาวะผู้น�ำ ดา้ นโอกาสของ
ผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ในภาพรวม การเรียนรู้ ด้านสร้างเครือข่ายของการท�ำงาน
ไมแ่ ตกตา่ งกนั ทางสถติ ิ สว่ นในรายดา้ นการจดั การ ด้านการใช้เทคโนโลยี และดา้ นความดแู ลของภาค
ดา้ นกระบวนการการจดั การความรู้ ดา้ นภาวะผนู้ ำ� รัฐ สามารถน�ำมาอภปิ รายผลไดด้ ังนี้
ดา้ นโอกาสของการเรยี นรู้ ดา้ นสรา้ งเครอื ขา่ ยของ 1.1 ดา้ นการจดั การความคดิ เหน็ ของ
การท�ำงาน ด้านการใช้เทคโนโลยี และด้านความ ผู้ตอบแบบสอบถาม ในภาพรวมอยู่ในระดับเห็น
ดแู ลของภาครัฐ ไม่แตกตา่ งกนั ทางสถิติ ดว้ ยระดบั มาก เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบวา่ กลมุ่
7. ผลการเปรยี บเทยี บความคดิ เหน็ ของ ตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อการพัฒนารูปแบบการ
ผตู้ อบแบบสอบถามเกยี่ วกบั การพฒั นารปู แบบการ จดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ มคี า่ เฉลย่ี โดยรวม
จัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของโรงเรียน อยใู่ นระดบั มาก มคี า่ เฉลี่ยรวมเทา่ กบั ( = 3.58)
ผสู้ งู อายใุ นเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์ จำ� แนกตามอาชพี การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินที่มีค่าเฉล่ีย
ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระดับรายได้แตกต่างกันมี สงู สุด คอื การถา่ ยทอดความรู้ การเล่าสู่กันฟังการ
แลกเปล่ยี นเรียนรู้ และการศึกษาดงู าน มีคา่ เฉล่ยี

202 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

เทา่ กับ ( = 3.71) รองลงมาคือ การพัฒนาให้มี เกิดประโยชนส์ งู สุด มคี า่ เฉลีย่ เท่ากบั ( = 3.53)
ระบบการบรหิ ารจดั การทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพมคี า่ เฉลยี่ และคา่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั ปานกลาง คอื สรา้ งเครอื ขา่ ย
เทา่ กบั ( = 3.71) การดงึ ความรจู้ ากตวั บคุ คลออก ฐานข้อมูลออนไลน์ เพ่ือสืบค้นความรู้ใหม่ไดอ้ ย่าง
มาใช้ให้เกิดประโยชน์ค่าเฉล่ียเท่ากับ ( = 3.58) กว้างขวางและรวดเร็ว มีคา่ เฉลย่ี เทา่ กับ ( = 3.33)
และค่าเฉลย่ี อย่ใู นระดับปานกลาง คือ การใช้ความรู้ การสบื สานภมู ปญั ญาทอ้ งถนิ่ ทม่ี มี าตงั้ แตบ่ รรพบรุ ษุ
ชุมชนน�ำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการด�ำเนินงาน มีค่าเฉล่ียเท่ากับ ( = 2.79) ซ่ึงสอดคล้องกับ
กลมุ่ อาชพี มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั ( = 3.46) การแสวงหา ผลการวจิ ยั ของธงชยั พาบุ (Pabu, 2009) ศกึ ษา
ความรู้ ไดจ้ ากครภู มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ผรู้ /ู้ ผเู้ ชยี่ วชาญ เร่ืองการจัดการความรู้ธุรกิจสุดยอดหนึ่งต�ำบล
ผนู้ ำ� ชมุ ชน มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั ( = 3.46) ซง่ึ สอดคลอ้ ง หนง่ึ ผลติ ภณั ฑ์ พบวา่ ความรหู้ รอื ภมู ปิ ญั ญาทมี่ ตี อ่
ผลงานวจิ ยั ของพระประจกั ษ์ จกกฺ ธมโฺ ม (cited by การจัดการความรู้ ได้แก่ ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล
Panurat, 2006) ไดใ้ หค้ วามหมายภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ (Individual Knowledge) ได้รับการถ่ายทอด
ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกิดจากการส่ังสมเรียนรู้มา ปลกู ฝงั ฝกึ ฝนใหม้ คี วามรู้ และทกั ษะตดิ ตวั มาตงั้ แต่
เป็นระยะเวลายาวนาน มีลักษณะเชื่อมโยงกันไป ยังเล็ก เมอ่ื มารวมกลุม่ กันมีการแลกเปลย่ี นเรยี นรู้
หมดทุกสาขาวิชา ไม่แยกเป็นวิชาๆ แต่จะเป็น และสรา้ งเปน็ ความรขู้ ององคก์ ร (Organizational
สหวทิ ยาการทผี่ สมกลมกลนื และเชื่อมโยงระหวา่ ง Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ท่ีมีโครงสร้างเกิดมา
เศรษฐกจิ อาชพี ความเปน็ อยู่ การศกึ ษา การปกครอง จากความคดิ (Thinking) ประสบการณ์ (Experience)
และวัฒนธรรม ทักษะ (Skill) และการปลูกฝังถ่ายทอดมาจาก
1.2 ด้านกระบวนการการจัดการ บรรพบรุ ษุ รว่ มกับการเรยี นรู้จากการศึกษาอบรม
ความรคู้ วามคดิ เหน็ ของผตู้ อบแบบสอบถามในภาพ การสังเกต สาธิตและการปฏิบัติจริงจนกลายเป็น
รวมอยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง เมื่อพิจารณา ความรแู้ ละทกั ษะเปน็ เอกลกั ษณโ์ ดดเดน่ ของชมุ ชน
เป็นรายข้อ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็น 1.3 ดา้ นภาวะผนู้ ำ� ความคดิ เหน็ ของ
มคี ่าเฉล่ยี โดยรวมอย่ใู นระดับปานกลาง มคี า่ เฉลีย่ ผตู้ อบแบบสอบถามเกยี่ วกบั การพฒั นารปู แบบการ
รวมเท่ากับ ( = 3.43) โดยการจัดการความรู้ จัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียน
ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ทม่ี คี า่ เฉลย่ี สงู สดุ คอื จดั กจิ กรรม ผสู้ งู อายใุ นเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์ ในภาพรวมอยใู่ น
ส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้ การแบ่งปันและแลก ระดบั เหน็ ดว้ ยปานกลาง เม่อื พิจารณาเปน็ รายข้อ
เปลยี่ นเรียนรูร้ ะหวา่ งคนแตล่ ะชว่ งวยั เพือ่ สบื สาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อการจัดการ
วฒั นธรรมการเรียนรู้ มีคา่ เฉลี่ยเท่ากบั ( = 3.82) ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ใน
รองลงมาคือ สร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ โดยใช้ ระดบั ปานกลาง มีคา่ เฉลี่ยรวมเทา่ กบั ( = 3.35)
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีค่าเฉลี่ย โดยการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีค่าเฉล่ีย
เทา่ กับ ( = 3.70) การใชท้ รพั ยากรในทอ้ งถิ่นให้ สงู สุด คอื ผ้นู ำ� ชมุ ชนมีภาวะผู้นำ� เป็นที่ยอมรบั ของ

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 203

ชุมชนมีค่าเฉล่ียเท่ากับ ( = 3.72) รองลงมาคือ รวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ
กระตนุ้ ใหส้ มาชกิ มคี วามกระตอื รอื รน้ ในการดำ� เนนิ ( = 3.03) โดยการจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่
งานอย่างสมำ่� เสมอ มคี ่าเฉลีย่ เทา่ กบั ( = 3.71) ท่ีมีค่าเฉลี่ยปานกลาง คือมีการส่งเสริมสนับสนุน
และคา่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั ปานกลาง คอื สามารถสรา้ ง จากหนว่ ยงานภาครฐั ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ชมุ ชนในระดบั
จิตส�ำนึกที่ดี และคิดบวกกับผู้ร่วมงานเสมอ มีค่า นโยบายเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ิน
เฉลี่ยเท่ากับ ( = 3.49) มอบหมายหน้าที่และ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ ( = 3.10) รองลงมาคือการ
ความรบั ผดิ ชอบ โดยคำ� นงึ ถงึ ความรคู้ วามสามารถ ส่ือสารด้านเทคโนโลยีทันสมัย รวดเร็ว ท�ำให้เกิด
และความถนัดของสมาชิกเป็นส�ำคัญ มีค่าเฉลี่ย การถ่ายทอดองค์ความรู้ไร้ขอบเขต การเข้าถึง
เท่ากับ ( = 3.23) ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี สบื คน้ แบง่ ปนั และแลกเปลยี่ นทำ� ไดส้ ะดวกรวดเรว็
สำ� หรบั สมาชกิ ในกลมุ่ มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั ( = 3.18) กวา้ งขวาง มคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั ( = 2.96) ซงึ่ สอดคลอ้ ง
มีบทบาทหน้าท่ีทางสังคมในชุมชน มีค่าเฉลี่ย ผลงานวิจัยของมณฑา เพ็ชรวรรณ และคณะ
เท่ากับ ( = 3.18) การมีส่วนร่วมในชุมชนมีค่า (Phetchawan, et al., 2014) วิจยั เร่อื ง รูปแบบ
เฉลี่ยเท่ากับ ( = 3.12) ให้อิสระแก่สมาชิก การจัดการท่องเท่ียวเชิงนิเวศท่ีเหมาะสมต่อแหล่ง
ทุกคนในการแสดงความคิดเห็นและเหตุผลมีค่า ท่องเท่ียวชุมชน กรณีศึกษาชุมชนต�ำบลขุนทะเล
เฉลย่ี เทา่ กบั ( = 3.10) ใหก้ ารดแู ลเอาใจใสส่ มาชกิ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ในการดำ� เนนิ การ
เปน็ รายบคุ คลอยา่ งทวั่ ถงึ มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั ( = 3.07) วจิ ยั เพอ่ื หารปู แบบการจดั การทอ่ งเทยี่ วเชงิ นเิ วศที่
ซึ่งสอดคล้องผลงานวิจัยของจารุวรรณ ธรรมวัตร เหมาะสมตอ่ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว รปู แบบกจิ กรรม และ
(Thammawat, 1992) ไดใ้ หค้ วามหมายภมู ปิ ญั ญา บทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชน มีการรวบรวม
พ้ืนบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ว่า ทรัพยากร ข้อมูลทุติยภูมิและปฐมภูมิ ปฏิบัติการภาคสนาม
ความรู้ ทรพั ยากรบคุ คลทมี่ อี ยใู่ นทอ้ งถนิ่ แตล่ ะแหง่ การสัมภาษณ์ การประชุมกลุ่ม ข้ันตอนศึกษา
ซง่ึ อาจเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตนหรอื ลกั ษณะสากล องค์ความรู้ของชุมชนเพ่ือนามากาหนดกระบวน
ทหี่ ลายๆ ทอ้ งถนิ่ มคี ลา้ ยกนั กไ็ ด้ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ การพัฒนาการท่องเท่ียว มีการอบรม ทัศนศึกษา
ในแตล่ ะท้องถิ่น ดงู าน ประชมุ กลมุ่ เพอ่ื นำ� ความรทู้ ไี่ ดร้ บั มากำ� หนด
1.4 ดา้ นโอกาสของการเรยี นรู้ ความ ทิศทางการพัฒนาการท่องเท่ียว และก�ำหนดตัวช้ี
คดิ เหน็ ของผตู้ อบแบบสอบถามเกยี่ วกบั การพฒั นา วดั และขน้ั ตอนหารปู แบบการจดั การการทอ่ งเทย่ี ว
รูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของ เชิงนิเวศผ่านวิธีการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด
โรงเรียนผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ในภาพ เห็นอย่างไม่เป็นทางการ จัดท�ำแผนท่ีความคิด
รวมอยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง เม่ือพิจารณา ประชุมกลุ่ม ระดมสมอง สอบถามความพึงพอใจ
เปน็ รายขอ้ พบวา่ กล่มุ ตวั อย่างมคี วามคดิ เหน็ ต่อ ของนักท่องเท่ียวกลุ่มทดลองพร้อมทั้งประเมินผล
การจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ มคี า่ เฉลย่ี โดย และปรุงแกไ้ ข

204 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

1.5 ด้านสร้างเครือข่ายของการ ส�ำคัญต่อการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญา
ท�ำงานความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามเก่ียว ท้องถนิ่ มคี ่าเฉล่ียเทา่ กับ ( = 2.96) ค่าเฉล่ียอยู่
กบั การพฒั นารปู แบบการจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญา ในระดับน้อย คือ ท่านมีการใช้เทคโนโลยีในการ
ทอ้ งถนิ่ ของโรงเรยี นผสู้ งู อายใุ นเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์ ส่ือสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น โทรศัพท์ เคร่ือง
เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ งมคี วาม ขยายเสยี ง มคี ่าเฉลีย่ เทา่ กับ ( = 2.46) รองลงมา
คดิ เหน็ ตอ่ การจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ มคี า่ คอื ทา่ นมคี วามพรอ้ มในการใชอ้ ินเทอรเ์ น็ตในการ
เฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉล่ียรวม ตดิ ต่อประสานงาน มีค่าเฉล่ยี เทา่ กบั ( = 2.28)
เทา่ กบั ( = 3.17) โดยการจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญา สอดคล้องกับผลงานวิจัยของนงคราญ กาญจน
ทอ้ งถน่ิ ทม่ี คี า่ เฉลย่ี มาก คอื ผนู้ ำ� ชมุ ชนรว่ มวางแผน ประเสริฐ (Kanjanaprasert, 2002) ได้ศึกษา
การบริหารจัดการความรู้มีค่าเฉล่ียเท่ากับ ( = ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตส่ิงของเครื่องใช้
3.92) รองลงมาคือ มศี นู ย์กลางในการพบปะหรอื โดยใช้เทคโนโลยีชาวบ้านของประชากรในจังหวัด
ประชุมกลุ่มมคี ่าเฉล่ียเท่ากับ ( = 3.57) ค่าเฉลี่ย พิษณุโลก และสุโขทัย โดยจ�ำแนกการผลิตเป็น
อยใู่ นระดบั ปานกลาง คอื มเี ครอื ขา่ ยชมุ ชนตน้ แบบ 6 ประเภท ได้แก่ ประเภทส่ิงประดิษฐ์ ประเภท
เกดิ ขึ้นมากมาย จากภายนอกชมุ ชนทุกระดับมีคา่ จักสาน ประเภทสิ่งทอ ประเภทแกะสลักไม้
เฉลยี่ เทา่ กบั ( = 2.65) รองลงมา คอื มกี ารประสาน ประเภทแปรรูปอาหาร และประเภทอื่นๆ เท็คฟี่
งานกันระหว่างสมาชกิ มคี า่ เฉล่ียเท่ากบั ( = 2.57) (Texfi, 1992 : 4128-A) ได้ศึกษาการจัดเก็บ
ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ผลงานวจิ ยั ของจารวุ รรณ ธรรมวัตร เอกสารของหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาตขิ องแอลจเี รยี
(Thammawat, 1992) ไดอ้ ธิบายถงึ การถา่ ยทอด รวบรวมขอ้ มูลโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์
ภูมิปัญญาท้องถ่ินว่า มีวิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญา การสังเกต และประสบการณ์ของผู้เก่ียวข้องกับ
ท้องถ่ินแก่เด็กหรือเยาวชน โดยท่ัวไปเด็กมีความ หอจดหมายเหตุของแอลจีเรีย พบว่า มีปัญหา
สนใจในช่วงเวลาสน้ั ๆ ในสง่ิ ทีใ่ กลต้ ัว เกย่ี วกบั การใชค้ อมพวิ เตอรก์ บั อกั ษรอารบกิ การใช้
1.6 ด้านการใช้เทคโนโลยี ความคดิ ทรพั ยากรร่วมกันระหวา่ งสถาบนั ความเรว็ ในการ
เห็นของผู้ตอบแบบสอบถามเก่ียวกับการพัฒนา เข้าถึงเอกสาร และการเรยี งลำ� ดบั ช่อื เอกสาร
รูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของ 1.7 ดา้ นความดแู ลของภาครฐั ความ
โรงเรียนผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์เม่ือ คดิ เหน็ ของผตู้ อบแบบสอบถามเกย่ี วกบั การพฒั นา
พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ งมคี วามคดิ รูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของ
เห็นต่อการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีค่า โรงเรียนผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อ
เฉล่ียโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีคา่ เฉลยี่ รวม พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ งมคี วามคดิ
เทา่ กบั ( = 2.56) โดยการจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญา เห็นต่อการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินมีค่า
ท้องถิ่นท่ีมีค่าเฉล่ียปานกลางเทคโนโลยีมีความ เฉลีย่ โดยรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง มคี า่ เฉลย่ี รวม

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 205

เทา่ กบั ( = 3.35) โดยการจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญา การเปดิ โอกาสใหท้ กุ คนโดยเฉพาะเยาวชนใหม้ สี ว่ น
ทอ้ งถน่ิ ทม่ี คี า่ เฉลย่ี ระดบั มาก คอื การบรหิ ารจดั การ ร่วมกับชุมชนถือเป็นโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วน
ของภาครัฐในชุมชนเกี่ยวกับการใช้ภูมิปัญญา ร่วมในการผลักดัน ส่งเสริม และฟื้นฟูภูมิปัญญา
ท้องถ่ินมีค่าเฉล่ียเท่ากับ ( = 3.92) รองลงมา ทอ้ งถิ่นนต้ี อ่ ไป
คือ การสนับสนุนส่งเสริมของภาครัฐเกี่ยวกับการ 3. หนว่ ยงานราชการทเ่ี กยี่ วขอ้ งตอ้ งคอย
ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนค่าเฉลี่ยเท่ากับ ใหก้ ารสนบั สนนุ สง่ เสรมิ จดั สรรงบประมาณในการ
( = 3.57) ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางคือ พัฒนาการรูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญา
การออกนโยบายกฎหมายสิทธิบัตรเกี่ยวกับการ ทอ้ งถน่ิ และจดั จา้ งวทิ ยากร หรอื ผทู้ มี่ คี วามรคู้ วาม
ใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ินในชุมชนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ สามารถโดยตรงเพอื่ ใชส้ อนในวนั หยดุ เสาร-์ อาทติ ย์
( = 2.57) สอดคล้องกับงานวิจัยของ กมลนัทธ์ หรอื เวลาเยน็ หลงั เลกิ เรยี นขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั
ศรจี ้อย (Srijoi, 2013) ทศ่ี ึกษาเรื่องการสงั เคราะห์ คร้ังต่อไปเพื่อให้การศึกษาเรื่องการพัฒนารูปแบบ
องค์ความรู้ภูมิปัญญาผ้าทอบ้านเนินขามสู่การ การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของโรงเรียน
เรียนรู้ พบว่า กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ผสู้ ูงอายใุ นเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์
ด้านการทอผ้าของชุมชนบ้านเนินขาม ในระดับ ขอ้ เสนอแนะเพ่อื การวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป
บุคคลเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแม่สู่ลูก 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของ
ญาตพิ นี่ อ้ ง จากเพอ่ื นบา้ นใกลเ้ คยี งกบั ลกั ษณะการ โรงเรียนผู้สูงอายุในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพ่ือศึกษา
ถา่ ยทอดแบบตวั ตอ่ ตวั ในระดบั ชมุ ชน การถา่ ยทอด การมสี ว่ นรว่ มของโรงเรยี นผสู้ งู อายหุ รอื ประเดน็ ใด
จากหนว่ ยงานของภาครัฐและภาคเอกชน ควรไดร้ บั การพฒั นาอยา่ งตอ่ เนอ่ื งเพอ่ื ใหภ้ มู ปิ ญั ญา
ท้องถิ่นได้รบั การสืบสานต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะ 2. จัดการศึกษาวิจัยในเชิงปฏิบัติการ
แบบมสี ว่ นรว่ มในการขบั เคลอ่ื นเรอื่ งการพฒั นารปู
1. สง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มในการ แบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของ
ประชุม และร่วมกันก�ำหนดนโยบายกิจกรรมท่ีจะ โรงเรยี นผสู้ งู อายใุ นเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์ เพอื่ นำ� ไป
จดั ขนึ้ รว่ มกบั โรงเรยี นผสู้ งู อายโุ ดยเนน้ ใหป้ ระชาชน สูก่ ารพัฒนาที่ยง่ั ยืน
และกลมุ่ เยาวชนทมี่ คี วามสนใจไดม้ สี ทิ ธใิ นการเขา้
รว่ มประชมุ ไดต้ ระหนกั ถงึ ปญั หาทเ่ี กดิ ขนึ้ เพอื่ รว่ ม 7. องคค์ วามรูท้ ี่ไดร้ บั
กนั สรา้ งจติ สำ� นกึ ทดี่ ตี อ่ ตนเองและลกู หลานในการ
รว่ มอนุรกั ษ์ภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน การจัดการความรู้ครั้งน้ีเป็นการแลก
2. โรงเรียนผู้สูงอายุและผู้น�ำชุมชนควร เปลย่ี นเรยี นรเู้ กย่ี วกบั ประสบการณจ์ ากการทำ� วจิ ยั
จัดกิจกรรมเพ่ิมขึ้น โดยการประยุกต์ให้เข้ากับ อย่างมีประสิทธิภาพ และผลท่ีได้จากการวิจัย
กจิ กรรมตา่ งๆในเทศกาล เพอ่ื เนน้ ความสำ� คญั และ สามารถได้องค์ความรู้ท่ีเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้า

206 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

หมายหรือ สามารถนําไปศึกษาต่อยอดเพื่อให้ได้ ประโยชน์ต่อสังคม ส่วนรวมในเชิงพาณิชย์หรือ
องค์ความรทู้ เี่ ปน็ ประโยชน์ยิ่งขน้ึ สามารถนําไปใช้ นาํ ไปพฒั นาประเทศไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริงและยัง่ ยืน

References

Kanjanaprasert, N. (2002). Alternative: A Study on wisdom for material product of population
in Phitsanulok and Sukhothai province. Research report. Phitsanulok : Pibulsongkram
Rajabhat University.

Pabu, T. (2009). Business knowledge management, one district, one product. Doctor of
Philosophy Program. Graduate School : Khon Kaen University.

Panurat, A. (2006). Local wisdom. Surin : Faculty of Education, Surin Rajabhat University.
Phetchawan, M., et al. (2014). A suitable ecotourism management model for Community

Attractions: A Case Study of Khun Thale Sub-District Community, Muang District,
Province Surat Thani. Research report. Bangkok : Office of the National Research
Council of Thailand.
Srijoi, K. (2013). Knowledge Synthesis, Wisdom of Ban Noen Kham weaving into learning.
http://www.teched.rmutt.ac.th/ (Accessed 20 July 2014).
Texfi, C. (1992). Design of a computer information system for the Algerian National Archives.
Dissertation Abstracts International, 52(12), 4128-A.
Thammawat, J. (1992). Isaan Wisdom. Maha Sarakham : Faculty of Humanities and Social
Sciences Textbook Project.

จรยิ ธรรมในการใชส้ ื่อสงั คมออนไลน์ของนักศึกษา
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบุร*ี

Ethics in Using Social Media of Students in Phetchaburi
Rajabhat University

ประอรนชุ โปรง่ มณีกลุ , ญาวณิ ยี ์ รักพาณิชย์ และสิรนิ าฏ วงศส์ วา่ งศิริ
Pra-oranuch Prongmaneekul, Yawinee Rakpanich and Sirinard Wongsawangsiri

มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั เพชรบรุ ี
Phetchaburi Rajabhat University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวิจยั ครงั้ นี้ มวี ัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับจริยธรรมในการใชส้ ่ือสงั คมออนไลนข์ องนกั ศกึ ษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็นการวิจัยเชิงส�ำรวจ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซ่ึงเป็น
นักศกึ ษามหาวิทยาลัยราชภฎั เพชรบรุ ี ช้นั ปีที่ 1 ภาคปกติ จำ� นวน 340 คน ด้วยแบบสอบถาม ประยกุ ต์
จากบญั ญตั ิ 10 ประการของจรยิ ธรรมการใชค้ อมพิวเตอร์ และวเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใช้สถติ ิเชงิ พรรณนา
ผลการวจิ ัยพบว่า นักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ราชภฎั เพชรบุรีมีจริยธรรมในการใชส้ ื่อสังคมออนไลน์
ในภาพรวมมคี ะแนนเฉลย่ี อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ และเมอื่ พจิ ารณาตามรายดา้ น พบวา่ นกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั เพชรบรุ มี รี ะดบั จรยิ ธรรมในการใชส้ อ่ื สงั คมออนไลน์ 2 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั มากทสี่ ดุ และระดบั มาก
ในระดบั มากทส่ี ดุ มจี ำ� นวน 7 ขอ้ ขอ้ ทมี่ คี ะแนนเฉลยี่ มากเปน็ อนั ดบั 1 คอื การตอ้ งคาํ นงึ ถงึ สงิ่ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ
กับสังคมท่ีเกิดจากการกระทําของตนเอง อันดับ 2 คือ การไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพ่ือการโจรกรรมข้อมูล
ข่าวสาร อนั ดับ 3 คอื การไม่ใช้คอมพิวเตอร์สรา้ งหลักฐานที่เป็นเทจ็ อันดบั 4 คือ การไม่รบกวนการทาํ งาน
ของผู้อ่นื อนั ดบั 5 คือ การไม่ใช้คอมพวิ เตอร์ทาํ ร้ายหรือละเมดิ ผูอ้ ่นื อนั ดับ 6 คอื การใชค้ อมพิวเตอร์โดย
เคารพกฎระเบียบ กตกิ า และมมี ารยาท และอนั ดบั 7 คือ การไม่นาํ เอาผลงานของผอู้ ื่นมาเปน็ ของตน
และในระดบั มากมจี ำ� นวน 3 ขอ้ ข้อทม่ี คี ะแนนเฉลยี่ มากเปน็ อนั ดับ 1 คอื การไมล่ ะเมดิ การใช้ทรพั ยากร
คอมพิวเตอร์โดยท่ตี นเองไมม่ สี ทิ ธ์ิ อันดบั 2 คือ การไม่คดั ลอกโปรแกรมของผอู้ ่นื ที่มลี ิขสิทธิ์ และอนั ดบั
3 คือ การไมส่ อดแนม แกไ้ ข หรือเปดิ ดแู ฟ้มข้อมลู ของผ้อู ่ืน
คำ� ส�ำคญั : จริยธรรม; สื่อสังคมออนไลน์; นกั ศึกษามหาวิทยาลยั ราชภัฎเพชรบุรี

* ไดร้ บั บทความ: 2 เมษายน 2563; แก้ไขบทความ: 1 กรกฎาคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ:์ 7 สิงหาคม 2563
Received: April 2, 2020; Revised: July 1, 2020; Accepted: August 7, 2020

208 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Abstract

This research study aimed tostudy the level of ethics in using social Medias of
Phetchaburi Rajabhat University students. Data were collected from 340 Phetchaburi
Rajabhat University 1st year of the regular program students with questionnaires that applied
from the ten commandments of computer ethics and data analysis using descriptive statistics.
The results were as followed: Phetchaburi Rajabhat University students have
ethics in using social media as a whole, with the highest average score. When considering
the ethical aspects, it was found the Phetchaburi Rajabhat University students had 2
levels of ethics in using social media, which were the highest level and the high level.
At the highest level, there are 7 items with the highest average score being 1, which must
consider what will happen to the society that arises from one’s own actions; the second
is not using computers for information theft; number 3 is not using computers to create
false evidence; number 4 is not disturbing the work of others; number 5 is not using
computers to hurt or violate others; number 6 is use of computers with respect to rules,
regulations, and etiquette; and number 7 is not using other people’s work; and at high
level, there are 3 items which have the highest average score as 1, is not violating the
use of computer resources without their own rights; the second is not copying other
people’s copyrighted programs; and number 3 is not spying, editing or viewing other
people’s file.
Keywords: Ethics; Social media; Students of Phetchaburi Rajabhat University

1. บทนำ� เป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ที่มีความสนใจร่วมกัน
โดยน�ำเสนอเป็นขอ้ ความ รูปภาพ วิดโี อ และแลก
เครอื ขา่ ยสงั คมออนไลน์ (Social network) เปล่ียนความคิดเห็นร่วมกัน (Cheung, Chiu, &
เกิดจากการที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกับ Lee, 2010 cited by Krouisawadi, 2010 : 81-
เพ่ือนจ�ำนวนมากมายทั่วโลกผ่านผู้ให้บริการด้าน 88)
โซเชยี ลเนต็ เวริ ค์ บนอนิ เทอรเ์ นต็ เชน่ เฟซบกุ๊ ยทู บู ขอ้ มลู จาก Global Digital ท่ตี ิดตามและ
ทวิตเตอร์ เปน็ ตน้ ซงึ่ ได้รบั ความนิยมสูงมากท้งั ใน นำ� เสนอสถานการณก์ ารใชง้ านดจิ ทิ ลั และอนิ เทอรเ์ นต็
รูปแบบการใช้งานส่วนบคุ คล จนถงึ ระดับองค์กรมี ปี 2019 พบวา่ คนไทย 51 ลา้ นคน ใชง้ านสอ่ื สงั คม
วัตถุประสงคเ์ พือ่ เผยแพร่ตวั ตน ผลงาน ตลอดจน

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 209

ออนไลนเ์ ปน็ ประจำ� และคนไทย 49 ลา้ นคน ใชส้ อ่ื คณุ ภาพ ซง่ึ เปน็ กลมุ่ ผใู้ ชส้ อื่ สงั คมออนไลนส์ ว่ นใหญ่
สงั คมออนไลนผ์ า่ นโทรศพั ทม์ อื ถอื โดยเฉลย่ี 3 ชว่ั โมง ดว้ ยเหตุนี้ ในมหาวิทยาลยั จงึ จดั ใหม้ ีการเรยี นการ
11 นาที และยงั พบวา่ ผใู้ ชส้ อ่ื สงั คมออนไลนส์ ว่ นใหญ่ สอนที่สอดแทรกเนื้อหาเพื่อให้นักศึกษามีความรู้
คอื ผทู้ มี่ อี ายุ 18-24 ปี และอายุ 25-34 ปี (Hootsuit, ความเขา้ ใจ และมพี ฤติกรรมทถี่ ูกตอ้ งในการใช้สือ่
2019) แสดงวา่ ผ้ใู ช้ส่ือสังคมออนไลน์ ไดแ้ ก่ กลมุ่ สังคมออนไลน์อย่างมีจริยธรรม โดยมุ่งหวังให้
วัยเรียน นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มวัยท�ำงาน นักศึกษาเป็นบัณฑิตท่ีมีคุณภาพของสังคม คณะ
โดยเฉพาะกลมุ่ นกั ศกึ ษา ซง่ึ เป็นกลมุ่ ทนี่ ยิ มเปดิ รบั ผวู้ จิ ยั จงึ สนใจศึกษาถึงจรยิ ธรรมในการใช้สอ่ื สังคม
เทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ รวมถึงการสื่อสารผ่าน ออนไลนข์ องนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ราชภฎั เพชรบรุ ี
เครือข่ายสงั คมออนไลน์ เพอ่ื เปน็ แนวทางในการพฒั นาการจดั การเรยี นการ
การใชส้ อื่ สงั คมออนไลนไ์ มเ่ พยี งมปี ระโยชน์ สอนเพ่ือให้นักศึกษาสามารถใช้ส่ือสังคมออนไลน์
ในหลายประการ แต่ก็สรา้ งผลกระทบให้แกผ่ ้ใู ชไ้ ด้ ได้อยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสม
เช่นกันและเป็นข้อถกเถียงทางสังคมถึงผลกระทบ
ในปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ปัญหาเรื่องสิทธิ 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
สว่ นบคุ คลโดยเวบ็ ไซตท์ ใ่ี หบ้ รกิ ารบางแหง่ อาจเปดิ
เผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการ เพื่อศึกษาระดับจริยธรรมในการใช้ส่ือ
ไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวัง สังคมออนไลน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ
ดนี าํ มาใชใ้ นทางเสยี หาย ปญั หาการละเมดิ ลขิ สทิ ธิ์ เพชรบรุ ี
โดยผู้ใช้บางคนอาจใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการ
เผยแพร่ผลงาน รูปภาพเพื่อให้บุคคลอ่ืนดูและ 3. วธิ ดี ำ� เนนิ การวจิ ยั
แสดงความคิดเห็น อาจถูกผู้อ่ืนขโมยผลงานหรือ
ถกู แอบอา้ ง ปัญหาการทะเลาะวิวาทโดยการใชค้ าํ การวจิ ยั นี้ เปน็ การวจิ ยั เชงิ สำ� รวจ (Survey
พูดและการนําภาพที่ไม่เหมาะสมลงในสื่อสังคม research) เพื่อศึกษาระดับจริยธรรมในการใช้สื่อ
ออนไลน์ ตลอดจนปัญหาเรื่องศาสนา เรื่องเพศ สังคมออนไลน์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
ตลอดจนการหลอกลวงตา่ งๆ โดยบคุ คลทไี่ มม่ ตี วั ตน ชนั้ ปที ี่ 1 ภาคปกติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรุ ี
(Arpavate, Cheevasart, and Dejasvanong, ปกี ารศกึ ษา 2562 ใน 8 คณะ ไดแ้ ก่ คณะมนษุ ยศาสตร์
2011 : 3-4) จากปญั หาดงั กลา่ วลว้ นมปี จั จยั มาจาก และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ คณะ
การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างขาดจริยธรรมและ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี คณะวศิ วกรรมศาสตร์
ความรบั ผดิ ชอบ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรีเป็นสถาบัน สารสนเทศ คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร คณะครศุ าสตร์
อุดมศึกษาท่ีมีภารกิจส�ำคัญ คือ ผลิตบัณฑิตท่ีมี และคณะพยาบาลศาสตร์ จ�ำนวน 2,267 คน
การก�ำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการ
ค�ำนวณของทาโร ยามาเน ท่ีระดับความเชื่อมั่น

210 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

รอ้ ยละ 95 ไดก้ ลุ่มตัวอย่างจำ� นวน 340 คน และ แบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าความเชื่อม่ันอยู่ที่ระดับ
ผู้วิจัยก�ำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบช้ันภูมิตามสัดส่วน .938 และผ้วู จิ ยั ได้น�ำแบบสอบถามมาจัดทำ� ใหอ้ ยู่
ของคณะวชิ า ไดจ้ ำ� นวนกลมุ่ ตวั อยา่ งแตล่ ะคณะวชิ า ในรปู Google form การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ด้วย
ไดแ้ ก่ คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ 146 คน การนำ� สง่ ลงิ คข์ องแบบสอบถามไปยงั อาจารยผ์ สู้ อน
คณะวิทยาการจัดการ 50 คน คณะวิทยาศาสตร์ ของแตล่ ะคณะเพอื่ สง่ ตอ่ ไปยงั นกั ศกึ ษาแตล่ ะคณะ
และเทคโนโลยี 22 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์และ จ�ำนวน 521 ชุด ได้รับคนื จ�ำนวน 495 ชุด คดิ เปน็
เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 20 คน คณะเทคโนโลยี ร้อยละ 95.01
สารสนเทศ 26 คน คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร 18 คน การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยสถติ แิ บบพรรณนา
คณะครศุ าสตร์ 40 คน และคณะพยาบาลศาสตร์ (Descriptive Statistic) ไดแ้ ก่ การแจกแจงความถี่
18 คน ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานใน
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบ วเิ คราะหข์ อ้ มลู เกย่ี วกบั ระดบั จรยิ ธรรมในการใชส้ อื่
สอบถามที่ประยุกต์จากบัญญัติ 10 ประการของ สงั คมออนไลน์ แปลผลคา่ เฉลยี่ พฤตกิ รรมการใชส้ อ่ื
จรยิ ธรรมการใชค้ อมพิวเตอร์ (Computer Ethics สังคมออนไลน์ ดังน้ี 1) 1.00-1.80 หมายถึง
Institute, 1992) แบง่ ออกเป็น 2 ตอน ตอนท่ี 1 มจี รยิ ธรรมในการใชส้ อื่ ออนไลนใ์ นระดบั นอ้ ยทสี่ ดุ
เป็นค�ำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบ 2) 1.81-2.60 หมายถึง มีจริยธรรมในการใช้สื่อ
แบบสอบถาม จ�ำนวน 4 ขอ้ ซ่งึ มีลกั ษณะเปน็ แบบ ออนไลน์ในระดับน้อย 3) 2.61-3.40 หมายถึง
ก�ำหนดให้ตอบและแบบเปดิ ตอนท่ี 2 เป็นค�ำถาม มจี รยิ ธรรมในการใชส้ อื่ ออนไลนใ์ นระดบั ปานกลาง
เพ่ือวัดเก่ียวกับจริยธรรมในการใช้สื่อสังคม 4) 3.41-4.20 หมายถึง มีจริยธรรมในการใช้สื่อ
ออนไลน์ 10 ดา้ น ตามตวั แปรในกรอบแนวคดิ การ ออนไลน์ในระดับมาก 5) 4.21-5.00 หมายถึง
วิจยั จ�ำนวน 30 ข้อ ซงึ่ เป็นคำ� ถามแบบปรนัยชนิด มจี รยิ ธรรมในการใช้ส่ือออนไลนใ์ นระดบั มากทส่ี ดุ
เลือกตอบท่ีมี 5 ตัวเลือกในแต่ละข้อมีคะแนน 5
ระดบั ตามลำ� ดบั 4. สรุปผลการวิจยั
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือท่ีใช้
ในการวจิ ยั ดว้ ยการหาคา่ ความเทย่ี งตรงของเนอื้ หา 1. ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างที่
(IOC) จากความคดิ เหน็ ของผเู้ ชยี่ วชาญจำ� นวน 3 คน ศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นหญิง ศึกษาในคณะ
ซ่ึงมีบางข้อท่ีต้องปรับปรุงเนื่องจากได้ค่า IOC มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตรม์ ากทสี่ ดุ รองลงมา
ตำ่� กวา่ เกณฑ์ คอื 0.66 และหาคา่ ความเชอื่ มน่ั ของ คอื คณะเทคโนโลยสี ารสนเทศ และคณะพยาบาล
แบบสอบถามทั้งฉบับจากการทดลองกับนักศึกษา ศาสตร์ ตามลำ� ดบั สว่ นใหญร่ ้อยละ 51.31 มีเกรด
ที่ไม่ใช้กลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 30 คนด้วยค่า เฉล่ียระหว่าง 2.00-2.99 รองลงคือ มาร้อยละ
สัมประสิทธ์ิแอลฟา (α-Coefficient) และพบว่า 44.04 มเี กรดเฉลยี่ มากวา่ 2.99 ขน้ึ ไป และรอ้ ยละ
4.65 มีเกรดเฉลีย่ ตำ่� กว่า 2.00 โดยสว่ นใหญร่ อ้ ย

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 211

ละ 44.24 ใชส้ อื่ ออนไลนจ์ ำ� นวน 4-5 สอื่ รองลงมา อันดบั 3 คอื การไมใ่ ชค้ อมพวิ เตอรส์ ร้างหลกั ฐาน
รอ้ ยละ 28.28 ใชม้ ากกวา่ 5 สอื่ และรอ้ ยละ 25.45 ท่เี ปน็ เท็จ อันดบั 4 คือ การไมร่ บกวนการทํางาน
ใชจ้ ำ� นวน 2-3 ส่อื ตามลำ� ดบั ของผอู้ นื่ อนั ดบั 5 คอื การไมใ่ ชค้ อมพวิ เตอรท์ าํ รา้ ย
2. จริยธรรมการใช้ส่ือสังคมออนไลน์ หรือละเมิดผอู้ น่ื อันดับ 6 คอื การใชค้ อมพวิ เตอร์
ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรีพบว่า โดยเคารพกฎระเบียบ กติกา และมีมารยาท
ในภาพรวมมีคะแนนเฉล่ีย 4.23 จากคะแนนเต็ม และอันดับ 7 คือ การไม่นําเอาผลงานของผู้อ่ืน
5 คะแนนอยใู่ นเกณฑร์ ะดบั มากทส่ี ดุ และจากการ มาเป็นของตน ส่วนในข้อท่ีมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ใน
พจิ ารณารายดา้ น พบวา่ มี 2 ระดับ คือ มากทีส่ ุด ระดับมากมี 3 ข้อ ข้อที่มีคะแนนเฉล่ียมาก
และมาก ในระดับมากทส่ี ดุ มีจำ� นวน 7 ขอ้ ข้อที่มี เป็นอันดับ 1 คือ การไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากร
ค่าคะแนนเฉล่ียมากเป็นอันดับ 1 คือ การต้อง คอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์ อันดับ 2 คือ
คํานึงถึงส่ิงท่ีจะเกิดขึ้นกับสังคมที่เกิดจากการ การไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธ์ิ
กระทําของตนเอง อันดับ 2 คือ การไม่ใช้ และอนั ดบั 3 คอื การไมส่ อดแนม แก้ไขหรอื เปิด
คอมพิวเตอร์เพ่ือการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร ดแู ฟ้มข้อมูลของผ้อู น่ื

ตารางที่ 1 คา่ เฉลยี่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ระดบั จรยิ ธรรมและลาํ ดบั ทข่ี องจรยิ ธรรมการใชง้ านสอื่ สงั คม
ออนไลน์ของนักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ราชภัฎเพชรบรุ ี

จริยธรรมการใชส้ อื่ สังคมออนไลน์ S.D. ระดับจรยิ ธรรม ล�ำดับท่ี

1. การไมใ่ ช้คอมพิวเตอร์ทําร้ายหรือละเมิดผูอ้ ื่น 4.24 1.267 มากที่สุด 5

2. การไมร่ บกวนการทํางานของผู้อืน่ 4.27 1.179 มากที่สุด 4

3. การไม่สอดแนม แกไ้ ข หรอื เปิดดูแฟม้ ข้อมลู ของผู้อ่ืน 4.03 1.350 มาก 10

4. การไม่ใชค้ อมพวิ เตอร์เพอ่ื การโจรกรรมข้อมลู ขา่ วสาร 4.36 1.051 มากท่สี ุด 2

5. การไมใ่ ชค้ อมพวิ เตอร์สรา้ งหลักฐานทเี่ ปน็ เท็จ 4.28 1.150 มากท่สี ดุ 3

6. การไมค่ ัดลอกโปรแกรมของผูอ้ ืน่ ทีม่ ีลิขสิทธิ์ 4.08 1.289 มาก 9

7. การไมล่ ะเมดิ การใช้ทรพั ยากรคอมพิวเตอร์โดยท่ี 4.12 1.151 มาก 8
ตนเองไม่มสี ทิ ธ์ิ

8. การไมน่ าํ เอาผลงานของผอู้ นื่ มาเป็นของตน 4.22 1.156 มากทีส่ ุด 7

10. การใชค้ อมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบยี บ กติกา และ 4.23 1.119 มากท่ีสุด 6
มมี ารยาท

รวม 4.23 1.170 มากทส่ี ดุ

212 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

5. อภปิ รายผลการวจิ ยั ความบันเทิงมากกว่าการเข้าไปศึกษาหาข้อมูล
ความรหู้ รอื คน้ ควา้ ขอ้ มลู ในการเรยี น เชน่ เลน่ เกมส์
จากผลการวิจัยระดับจริยธรรมในการใช้ ดูหนัง ฟังเพลง นอกจากนี้ จากผลการศึกษายัง
สื่อสังคมออนไลน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย พบว่า นักศึกษาส่วนมากใช้ส่ือสังคมออนไลน์
ราชภัฏเพชรบุรีในภาพรวม พบว่า นักศึกษา จํานวน 4-5 สื่อส่งผลให้นักศึกษาสามารถเข้าใช้
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรุ มี รี ะดบั จรยิ ธรรมการ เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้หลายช่องทางมากขึ้น
ใชส้ อ่ื สงั คมออนไลนโ์ ดยภาพรวมในระดบั มากทสี่ ดุ นกั ศกึ ษายอ่ มสามารถหาขอ้ มลู ความรตู้ า่ งๆ ทเ่ี ปน็
เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรการสอนใน ประโยชน์หรือใช้งานให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์
เรื่องน้ี และในปัจจุบัน มีการเผยแพร่ข้อมูลบน หรือความต้องการได้มากย่ิงขน้ึ สอดคล้องกบั การ
อินเทอร์เน็ต รวมถึงส่ือสังคมออนไลน์เก่ียวกับ ศกึ ษาของจนั จริ า แก้วขวญั (Kaewkhwan, 2018
มารยาทในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ กฎหมาย : 102) ท่ีพบว่านักศึกษาสามารถเข้าใช้เครือข่าย
ท่ีเกี่ยวข้อง ตลอดจนมีตัวอย่างของเหตุการณ์ที่ สงั คมออนไลนไ์ ดห้ ลายประเภทมากขนึ้ ไมเ่ พยี งแต่
เก่ียวข้องกับจริยธรรมในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ใช้เพื่อความสนุกสนานหรือความบันเทิงเท่าน้ัน
จํานวนมากมายซ่ึงนักศึกษาสามารถเข้าถึงได้ ยังสามารถใช้เพื่อการสื่อสารหรือใช้เพ่ือศึกษาหา
และจากการศึกษายังพบด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างท่ี ขอ้ มลู ความรู้ ทาํ รายงาน สง่ งาน เปน็ ตน้ ดงั นน้ั การ
ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่า จัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยในเร่ืองนี้
เพศชายถึง 2 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษา จงึ ควรมกี ารพฒั นาใหเ้ หมาะสมกบั เพศและวยั ของ
ของปราณี จ้อยรอด ลัดดาวัลย์ เกษมเนตรและ นักศกึ ษาดว้ ย
ประทปี จนิ งี่ (Joyrod, Kasemnet and Jinnge, เมอื่ พจิ ารณาตามรายดา้ นของจรยิ ธรรมใน
2010 : 71-81) ที่พบว่านักเรียนที่มีเพศต่างกัน การใชส้ อ่ื สงั คมออนไลน์ พบวา่ กลมุ่ นกั ศกึ ษาชนั้ ปี
มีการรับส่ืออินเทอร์เน็ตอย่างมีวิจารณญาณแตก ที่ 1 ส่วนใหญ่มีระดับจริยธรรมในการใช้สื่อสังคม
ตา่ งกนั โดยจนั จริ า แกว้ ขวญั (Kaewkhwan, 2018 ออนไลน์ทุกข้อในระดับมากที่สุดและระดับมาก
: 100) ไดอ้ ธบิ ายลกั ษณะนสิ ยั ของนกั ศกึ ษาหญงิ วา่ สอดคล้องกับผลการศึกษาของยาซา มะหะมาน
มีลักษณะอ่อนน้อมอยู่ในโอวาท และเช่ือฟังคําส่ัง (Mahamarn, 2014 : 81) และวีระ ประดิษฐ์
สอนได้ง่ายกว่าและโดยพ้ืนฐานแล้วนักศึกษาหญิง สุวรรณ (Pradisuwan, 2009) โดยแมคควีน
มีความสนใจหรือช่ืนชอบการเข้าสังคม การรวม (McQueen, 2011) ไดก้ ลา่ ววา่ คนในกลมุ่ นม้ี คี วาม
กลมุ่ เพื่อ สนทนาหรอื พดู คยุ ในเรอ่ื งทส่ี นใจ รวมถึง เช่ียวชาญในการใชเ้ ทคโนโลยีอย่างแทจ้ ริง มคี วาม
เขา้ กลมุ่ ค้นคว้าข้อมูลในการเรยี น และใชเ้ ครือข่าย เป็นเลิศทางเทคโนโลยี (Tech Savvy) เนื่องจาก
สังคมออนไลน์ในเร่ืองความสนใจอ่ืนๆ ขณะท่ี เติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางการสื่อสาร
นกั ศกึ ษาชายมลี กั ษณะกลา้ หาญ ทา้ ทายหรอื ดอื้ รน้ั และเทคโนโลยีสื่อตางๆ ท้ังการใช้อินเทอรเน็ต
และชอบทํากิจกรรมท่ีมีความสนุกสนานหรือให้

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 213

การสงขอความผานหน้าจอโทรศัพท์มือถือและ ของการกระท�ำทัง้ ในเชิงศีลธรรม และกฎหมาย
แทปเล็ต เพราะอุปกรณเคล่ือนท่ีเช่ือมตอพวกเขา จากธรรมชาตขิ องกลมุ่ นกั ศกึ ษาซง่ึ เปน็ คน
กับโลกไว้ตลอดเวลา และคนในกลุ่มน้ีมีความ ยุคใหม่ ดว้ ยเหตุนีใ้ นการจัดการเรียนการสอนของ
พฤติกรรมติดโลกออนไลน์ซ่ึงรับข้อมูลข่าวสาร มหาวิทยาลัยจึงต้องมีการพัฒนาและดึงศักยภาพ
ได้รวดเร็ว ชอบตัดสินใจท�ำอย่างรวดเร็ว ใช้เวลา ของคนกลุ่มนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษา
ส่วนใหญ่อยู่บนเว็บ ส่ือสารผ่านอินเทอร์เน็ต และประโยชน์ต่อสังคมให้มากข้ึนได้อย่างมี
เป็นหลัก เปิดกว้างทางความคิดและวัฒนธรรมท่ี ประสิทธภิ าพ
แตกต่างมากขึ้น มีแนวโน้มท่ีจะปรับทัศนคติได้ดี
มีความกล้าแสดงออก ชอบโชว์ มีความม่ันใจสูง 6. ข้อเสนอแนะ
(Electronic Transactions Development
Agency, 2019; Learning in 21st Century 1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
Social Media, n.d.) ด้วยเหตุนี้เครือข่ายสังคม 1.1 ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยควร
ออนไลน์จึงท�ำให้นักศึกษาซึ่งเป็นบุคคลในยุค มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องด�ำเนินการส่งเสริมและ
ปัจจุบันสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่เป็น สนบั สนนุ เพอื่ พฒั นาใหน้ กั ศกึ ษามจี รยิ ธรรมในดา้ น
ประโยชน์ น�ำเสนอผลงาน ประสบการณ์ ทั้งใน การไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากร คอมพิวเตอร์โดยที่
แบบของขอ้ ความ รูปภาพ หรือวิดีโอ ที่ผู้ใช้จดั ทํา ตนเองไมม่ สี ทิ ธิ์ การไมค่ ดั ลอกโปรแกรมของผอู้ น่ื ที่
ขึ้นเองหรอื พบเจอจากสอ่ื ตา่ งๆ แล้วนํามาแบ่งปนั มลี ขิ สทิ ธ์ิ และการไมส่ อดแนม แกไ้ ขหรอื เปดิ ดแู ฟม้
ให้กับเพื่อนและผู้อ่ืนที่อยู่ในเครือข่ายของตนได้ ข้อมูลของผู้อ่ืนให้มากย่ิงข้ึน เพื่อประโยชน์แก่ตัว
ทราบ (Phoovatis, 2011 : 166-173; Bau-Urai, นักศึกษาทั้งในแง่พฤติกรรมและการอยู่ร่วมใน
2011 : 1) นอกจากนี้ การที่นกั ศกึ ษาสอ่ื สารผ่าน สงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสุข
เครอื ขา่ ยสงั คมออนไลนบ์ อ่ ยๆ หลายชอ่ งทาง ทำ� ให้ 1.2 ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรมอบ
นักศึกษาเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของ หมายให้ผู้เก่ียวข้องพัฒนารูปแบบการเรียนการ
ตนเอง จากการสงั เกตพฤตกิ รรมของผอู้ น่ื และจาก สอนให้เหมาะสมกับเพศ วัย และธรรมชาติของ
การฟังค�ำบอกเล่าและการอ่านบันทึกของผู้อื่น นักศึกษา
ซ่ึงสอดคล้องทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social 2. ข้อเสนอแนะสำ� หรับผู้ปฏบิ ัติ
Learning: SL) (Witchawut and Uwanno, 1991 2.1 ผู้สอนรายวิชาที่เก่ียวข้องกับ
: 96) ดงั นนั้ การสอนใหน้ กั ศกึ ษาตระหนกั ถงึ ความ จริยธรรมในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ควรพัฒนา
สำ� คญั และขอ้ เสยี ในเรอ่ื งการละเมดิ ตอ่ จรยิ ธรรมใน รูปแบบการเรียนการสอนในเรื่องท่ีเกี่ยวข้องกับ
การใช้สื่อสังคมออนไลน์ผ่านส่ือสังคมออนไลน์ท่ี การละเมิดจริยธรรมในการใช้ส่ือสังคมออนไลน์
นกั ศกึ ษาเขา้ ถงึ จะกอ่ ใหเ้ กิดความเกรงกลวั ตอ่ ผล และบทลงโทษต่อการกระท�ำดังกล่าว โดยเฉพาะ
ในประเดน็ การไมล่ ะเมดิ การใชท้ รพั ยากรคอมพวิ เตอร์

214 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

โดยทีต่ นเองไมม่ สี ิทธิ์ การไม่คัดลอกโปรแกรมของ รปู แบบเรยี นการสอนทเี่ หมาะสมสำ� หรบั การพฒั นา
ผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์ และการไม่สอดแนม แก้ไขหรือ จริยธรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ท่ีเหมาะสม
เปิดดแู ฟม้ ขอ้ มลู ของผ้อู นื่ เพอ่ื ให้นกั ศกึ ษาเกดิ การ ส�ำหรับนกั ศึกษามหาวิทยาลัยราชภฎั เพชรบรุ ี
เรยี นรู้และรู้จักยับยง้ั ชง่ั ใจในการกระทำ� ดงั กลา่ ว 3.2 ควรมีการพัฒนาและทดลองใช้
2.2 ผสู้ อนควรกำ� หนดใหน้ กั ศกึ ษาใช้ สื่อการสอนจริยธรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์กับ
สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอนใน นกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบุรี
รายวชิ าทรี่ บั ผดิ ชอบ เพอ่ื ใหน้ กั ศกึ ษาเกดิ จนคนุ้ เคย
สนกุ สนาน และสามารถเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั 7. องค์ความรู้ท่ีไดร้ บั
จริยธรรมในการใชส้ ื่อสงั คมออนไลนไ์ ด้มากย่ิงขน้ึ
2.3 บุคคลที่เก่ียวข้องกับงาน นักศึกษาส่วนมากมีประสบการณ์ในการ
เทคโนโลยสี ารสนเทศของมหาวทิ ยาลยั ควรเตรยี ม ใชส้ อื่ สงั คมออนไลน์ เนอื่ งจากพฤตกิ รรมการใชง้ าน
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีอ�ำนวยความสะดวก และเป็นวัยของพวกเขา ดังนั้นจึงสามารถเข้าถึง
ในเขา้ ใชส้ อื่ สงั คมออนไลน์ เพอื่ ใหน้ กั ศกึ ษาสามารถ ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมในการใช้ส่ือสังคม
ใช้งานได้อย่างทั่วถึงและตลอดเวลาท่ีต้องการ ออนไลนไ์ ดโ้ ดยงา่ ย ดว้ ยเหตนุ ผ้ี สู้ อนควรตอ้ งเขา้ ใจ
อนั เปน็ การสนบั สนนุ ใหน้ กั ศกึ ษาไดเ้ รยี นรเู้ กย่ี วกบั ถงึ ธรรมชาตขิ องนกั ศกึ ษาในขอ้ น้ี และควรตอ้ งชน้ี ำ�
จรยิ ธรรมการใชส้ อ่ื สังคมออนไลน์ด้วยตนเอง ให้นักศึกษาเห็นและตระหนักถึงความส�ำคัญและ
3. ขอ้ เสนอแนะการศกึ ษาวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป ผลเสียท่ีเกิดจากการกระท�ำที่ละเมิดต่อจริยธรรม
3.1 ควรมีการศึกษาถึงเน้ือหาและ การใชส้ อ่ื สงั คมออนไลน์ เพอ่ื ใหน้ กั ศกึ ษาเกดิ ความ
เกรงกลวั ทง้ั ในเชิงศีลธรรม และกฎหมาย

References

Arpavate, W., Cheevasart, S. and Dejasvanong, C. (2011). Communication Behavior on
Facebook of Students at Rajamangala University of Technology PhraNaKhon.
Bangkok : Faculty of Mass Communication Technology, Rajamangala University of
Technology PhraNaKhon.

Bau-Urai, N. (2011). Online Social Network. http://www.nattapon.com (Accessed 4 January
2020).

Computer Ethics Institute. (1992). Ten Commandments of Computer Ethics. http://com-
puterethicsinstitute.org/images/TheTenCommandmentsOfComputerEthics.pdf
(Accessed 4 January 2020).

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 215

Electronic Transactions Development Agency. (2019). Teenage age, Smart Knowledgeable
Internet. http:s//www.etda.or.th/publishing-detail/Internet-for-better-life-hand-
book.html (Accessed 4 January 2020).

Hootsuit. (2019). Digital 2019: Thailand. https://datareportal.com/reports/digital-2019-thai-
land (Accessed 2 January 2020).

Joyrod, P., Kasemnet, L. and Jinnge, P. (2010). Factors Affecting Critical Internet-Consumption
Behavior of Senior High School Students in Bangkok. Journal of Behavioral Science,
16(1), 71-81.

Kaewkhwan, J. (2018). Appropriate Social Network Behavior of Secondary School Students
in Muang Songkhla Province. Master of Arts. Graduate School : Silpakorn University.

Krouisawadi, N. (2010). Factors Affecting Online Social Network Behavior. Journal of
Information Science, 28(3), 81-88.

Learning in 21st Century Social Media. (n.d.). Learning in 21st Century Social Medi. https://
sci.dru.ac.th/dlr/files3//Media%20Online.pdf (Access 4 January 2020).

Mahamarn, Y. (2014). Ethical Behavior in Using Social Networking of the Students in High
Vocational Certificate Level at Chachoengsao Technical College. Master of Science.
Graduate School : King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang.

McQueen, M. (2011). Ready or not...here come gen Z. http://michaelmcqueen.net/phoca-
download/parentsteachers/Ready%20or%20ot,%20here%20come%20Gen%20Z.
pdf (Accessed 15 August 2016).

Phoovatis, W. (2011). The Usefulness of Online Social Media and Ethical Effects upon
News reporting among Journalists. Executive Journal, 31(3), 166-173.

Praditsuwan, W. (2009). Ethical Behavior in Using Internet of Students in Mattayomwat
nongchok School the Office of Bangkok Education Service Area 2. Master of
Science. Graduate School : King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang.

Witchawut, C. and Uwanno, T. (1991). New Concepts and Developments in Cultivation
Ethics in Knowledge and Morality. Bangkok : The Publisher of Chulalongkorn
University.



สัมมาทิฏฐกิ บั การแกป้ ัญหาของสงั คมในปัจจบุ นั *
The Right View for Solving Social Problems

in Contemporary Society

พระมหาพรชยั ฉนฺทธมโฺ ท และพระมหามิตร ฐิตปญโฺ ญ
Phramaha Pornchai Chandhadhammo and Phramaha Mit Thitapanyo

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

บทความทางวชิ าการน้ี เปน็ การศกึ ษาสมั มาทฏิ ฐกิ บั การแกป้ ญั หาของสงั คมในปจั จบุ นั ซง่ึ พระพทุ ธ
ศาสนาใหค้ วามสำ� คญั แกท่ ฏิ ฐสิ งู ทส่ี ดุ ประการหนงึ่ เพราะเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงในวถิ ชี วี ติ และ
สังคม ในเม่ือทิฏฐิชนิดใดได้รับการยอมรับและเป็นหลักของการด�ำเนินชีวิตในสังคม ตลอดถึงเป็นกรอบ
กำ� หนดแนวทางใหแ้ กค่ นในสงั คมเปน็ กำ� ลงั สง่ เสรมิ ใหช้ วี ติ และสงั คมใหด้ ำ� เนนิ ไปภายใตก้ รอบแหง่ ทฏิ ฐนิ นั้
ด้วยเหตุน้ีก่อนเข้าสู่การพัฒนาชีวิตตามหลักทางสายกลางพระพุทธศาสนาเถรวาทจึงเน้นให้มีการสร้าง
สมั มาทฏิ ฐใิ หเ้ กดิ ขน้ึ กอ่ นดว้ ยอาศยั เหตุ 2 ประการ ไดแ้ ก่ เหตภุ ายนอก คอื การคบหาสมาคมกบั คนดแี ละ
การไดร้ บั คำ� สงั่ สอนทดี่ งี ามและเหตภุ ายใน คอื การคดิ อยา่ งถกู ตอ้ งหรอื คดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร สมั มาทฏิ ฐิ
จึงมีความส�ำคัญและสามารถเป็นตวั ชี้นำ� กำ� กบั ทิศทางการดำ� เนินชีวติ ตั้งแต่ตน้ จนจบ การพฒั นาชีวิตของ
คนในสงั คมเปน็ ศนู ยก์ ลางของความรเู้ กย่ี วกับการแกป่ ญั หาของชีวติ ตามหลักพระพทุ ธศาสนา สัมมาทฏิ ฐิ
เป็นความที่กระบวนพัฒนาข้ันพ้ืนฐาน คือ เร่ิมต้นด้วยความเช่ือในเรื่องกฏแห่งกรรมจนถึงการได้บรรลุ
มรรคผล ยงิ่ ไปกวา่ นน้ั สมั มาทฏิ ฐยิ ังแสดงความสัมพนั ธก์ ับองคม์ รรคอ่นื ๆ ในการเก้ือหนุนกนั และกันเป็น
ต้นเหตุให้การดำ� เนนิ ชีวติ ในทางสงั คม คอื ศลี ดา้ นจิตใจ คอื สมาธแิ ละปัญญาให้มีการพัฒนาไปด้วยกนั
คำ� สำ� คัญ: สมั มาทิฏฐ;ิ การแกป้ ัญหา; สังคมปจั จุบนั

* ไดร้ บั บทความ: 15 มกราคม 2562; แก้ไขบทความ: 26 กมุ ภาพนั ธ์ 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 10 มีนาคม 2563
Received: January 15, 2019; Revised: February 26, 2020; Accepted: March 10, 2020

218 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Abstract

This article is a study of right view and the solution of contemporary social problems.
Buddhism is one of the highest points. It is a factor in the change in lifestyle and society.
When a type of tithe is accepted and is a principle of social life. As a result, before entering
the life-centered development of Theravada Buddhism, the emphasis was on there are
two main reasons for this: the external is the association with the good and the good
teaching, and the inner is the thinking. Grilled accurate or reflective thinking style. As a
matter of fact, it is very important to guide and direct the way of life from beginning to end.
This is the beginning of the development of life in the society as the center of knowledge
about the problem of life in Buddhism. During the training, Samatha will oversee the
basic development process. It starts with the belief in the law of Kamma until the end.
In addition, Samatha also expresses the relationship with other people in supporting one
another as the cause of social life, namely, the mental precepts, concentration and wisdom.
Keywords: right view; problem solving; current society

1. บทน�ำ และผู้อ่ืนท้ังในชาติน้ีและชาติหน้า (Mahachula
longkornrajavidyalaya University, 1996)
พระพุทธศาสนามีหลักธรรมท่ีใช้ฝึกฝน ปญั หาสว่ นใหญท่ เี่ กดิ ขน้ึ กบั พทุ ธศาสนกิ ชน
ในการเรียนรู้ สอดคล้องกับองค์ประกอบแห่งการ ชาวไทยและชาวโลกทุกยุคทุกสมัย เกิดจากความ
ดำ� เนนิ ชวี ิตทฏิ ฐิ (view) คือ ความเห็น ความเขา้ ใจ เขา้ ใจสภาวธรรมผิดไปจากความเป็นจรงิ ซึง่ กอ่ ให้
ความใฝน่ ยิ มทยี่ ดึ ถอื ตา่ งๆ ของคนเรามอี ทิ ธพิ ลและ เกิดความยึดถอื ผิดๆ เชน่ ความยนิ ดยี นิ รา้ ย ความ
มบี ทบาทในการกำ� หนดวถิ ชี วี ติ ของมนษุ ยใ์ นสงั คม อยากมีอยากได้ การผูกอาฆาตพยาบาท การคิด
เป็นอยา่ งมาก บรรดากรรมบถ 10 ประการ ทฏิ ฐิ เบียดเบียนซ่ึงกนั และกัน ซ่ึงเปน็ ต้นเหตุแห่งความ
ถูกจัดเข้าในฝ่ายมโนกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่ส�ำคัญ แตกแยกของสังคม ก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง
และมผี ลรา้ ยแรงทส่ี ดุ ยง่ิ กวา่ กายกรรมและวจกี รรม สงครามระหวา่ งประเทศ และปญั หาอน่ื ๆ มากมาย
เพราะส่งผลให้เกิดกายกรรมและวจีกรรมอยู่ ปญั หาต่างๆ เหล่านี้ มีสาเหตุมาจากแนวความคดิ
เบอื้ งหลงั สามารถนำ� ชวี ติ และสงั คมของมนษุ ยชาติ มิจฉาทิฏฐิเป็นประการส�ำคัญ เพราะเมื่อมีความ
ทั้งหมด ไปสู่ความเจริญงอกงามความหลุดพ้น เหน็ ผดิ การพดู ผิดหรอื กระท�ำผดิ จะเกดิ ขน้ึ ตามมา
หรอื นำ� ไปสคู่ วามเสอ่ื ม ความพนิ าศกไ็ ด้ โดยเฉพาะ เพราะฉะนน้ั หลกั ธรรมทค่ี วรนำ� มาประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ความเห็นน้ันเป็นมิจฉาทฏิ ฐิ จะมีผลร้ายตอ่ ตนเอง

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 219

เพ่ือหักล้างแนวความคิดแบบมิจฉาทิฏฐิให้เปลี่ยน เข้าใจและความใฝ่นิยมเหล่านั้น เป็นความเห็นที่
ไปเปน็ แนวความคดิ ทถี่ กู ตอ้ งกค็ อื สมั มาทฏิ ฐิ ความ แฝงไวด้ ว้ ยยดึ มนั่ ถอื มนั่ กลา่ วคอื เมอ่ื ผใู้ ดไดร้ บั การ
เหน็ ชอบ น่ันเอง ศึกษาหรือมีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง จนตกผลึก
เป็นทิฎฐิของตนก็จะยึดถือเอาทิฎฐิน้ันไว้เป็น
2. ความสำ� คัญของสมั มาทิฎฐิ มาตรฐานสำ� หรบั ตดั สนิ ความคดิ เหน็ อยา่ งอนื่ ทฎิ ฐิ
ในภาษาบาลีใช้ท้ังในแง่ดีแง่ไม่ดีและแง่ท่ีเป็น
ทิฎฺฐิ เป็นศัพท์วิชาการทางพุทธศาสนา กลางๆ อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกันโดยสัดส่วนแล้ว
ที่ใช้ในความหมายและขอบเขตที่กว้างขวางมาก ท่ีใช้ในแง่ดีเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เช่น ค�ำว่า
บางคร้ังใช้ในความหมายกลางๆ เพื่อส่ือถึงระบบ “ทิฎฐิสัมปันโน” และ “ทิฎฐิปปัตโต” เป็นต้น
ความคดิ ความเชอ่ื ทว่ั ๆ ไปโดยไมไ่ ดช้ ช้ี ดั ลงไปวา่ ถกู ส่วนท่ีใช้ในแง่ที่ไม่ดีหรือแง่ที่เป็นมิจฉาทิฎฐิจะมี
หรือผิด ถ้าในกรณีท่ีใช้กล่าวถึงทิฎฐินอกพุทธ มากกว่า (Bhuddhadasa Bhikkhu, 1975 : 49)
ศาสนา เชน่ ลทั ธิครทู ั้ง 6 และทฎิ ฐิ 62 ในทน่ี ้ีจะใช้ สัมมาทิฏฐิมีบทบาทส�ำคัญมากในการ
หมายถึงความเห็นผิดเพียงอย่างเดียวหรือถ้ามา ศึกษาหรือการพัฒนาชีวิต และสังคมกล่าวได้ว่า
พร้อมกันเป็นชุดในฐานะเป็นกิเลสกลุ่มปัญจธรรม “คนเริ่มมีการศึกษาเม่ือเขามีสัมมาทิฏฐิ” (Phra
(ธรรมเครอื่ งเน่นิ ช้า) คือ ตัณหามานะและทิฎฐิใน Prom Khunaporn (P.A. Payutto), 2004 : 740)
ที่นีก้ จ็ ะหมายถงึ ความเห็นผิดเหมอื นกัน (English ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องความหมายของสัมมา
Dictionary, 1999 : 106) โดยเฉพาะความเห็น ทฏิ ฐวิ ่าเนอื้ หาสาระส�ำคญั คือ อริยสัจ 4 รวมไปถงึ
ชนดิ ทย่ี ดึ เอาอตั ตาเปน็ ศนู ยก์ ลางแตถ่ า้ ใช้ หมายถงึ ชีวทัศน์โลกทัศน์และค�ำนิยมพื้นฐานที่ดีงามของ
ปัญญาท่ีเกิดข้ึนในขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม สังคมทั้งหมด ดังนั้น สัมมาทิฏฐิจึงเป็นแหล่งรวม
หรอื ใชเ้ ปน็ คณุ สมบตั ขิ องพระอรยิ บคุ คล เชน่ คำ� วา่ ของข้อมูลท่ีเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชีวิตทั้งหมดนับ
ทฎิ ฐปิ ปตั ตะ (ผบู้ รรลสุ มั มาทฎิ ฐ)ิ เปน็ ตน้ ในทนี่ จ้ี ะ ต้งั แตร่ วู้ า่ อะไรคือปญั หาชีวิต อะไรคอื สาเหตุของ
หมายเอาเฉพาะความเหน็ ทถ่ี กู ตอ้ งเพยี งอยา่ งเดยี ว ปญั หา อะไรคือเป้าหมายของชวี ิต และอะไรคอื วิถี
ทิฎฐิ จึงเปน็ ความเหน็ ความเชอื่ ความคดิ เหน็ การ ทางจะไปสเู่ ปา้ หมายนนั้ ดว้ ยเหตนุ ใี้ นกระบวนการ
เก็งความจริงและความเชื่อแบบสิทธันต์ (Phra พัฒนาชีวิตตามหลักพุทธศาสนาจึงได้ยกให้สัมมา
Prom Khunaporn (P.A. Payutto), 2008 : 380) ทิฏฐิจึงเป็นตัวน�ำเป็นประดุจประทีปส่องน�ำทาง
รวมถึงค�ำนิยมและท่าทีหรือทัศนคติ นอกจากน้ัน (Narasu, 1969 : 141) ใหแ้ กบ่ ุคคลผ้เู ดนิ ทางถา้
หมายถึงความเชื่อถือลัทธิทฤษฎีความเข้าใจตาม ขาดสมั มาทฏิ ฐกิ เ็ ปรยี บเหมอื นคนเดนิ ทางทา่ มกลาง
แนวเหตผุ ลขอ้ ทเ่ี ขา้ กับความเห็นของตน หลกั การ ความมืด โดยไม่รู้แม้กระทั่งว่าทางอยู่ท่ีไหนจุด
ท่ีเห็นสมข้อที่ถูกใจข้อที่เชิดชูเอาไว้ความใฝ่นิยม หมายปลายทางคอื อะไร แน่นอนวา่ จะต้องสูญเสีย
รวมถงึ อดุ มการณโ์ ลกทศั นแ์ ละชวี ทศั นต์ า่ งๆ ตลอด เวลาในการหลงทางและการลองผดิ ลองถกู ไปเรอื่ ยๆ
จนทศั นะพน้ื ฐานทสี่ บื เนอ่ื งมาจากความเหน็ ความ

220 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

กลา่ วไดว้ า่ พระพทุ ธศาสนาใชค้ ำ� สมั มาทฎิ ฐิ เชอื่ ชนดิ ทม่ี นษุ ยป์ รงุ แตง่ ขนึ้ สรา้ งสรรคห์ รอื บญั ญตั ิ
ในความหมายและขอบเขตท่ีกว้างขวางมาก วางกนั ขนึ้ เปน็ ของซอ้ นเขา้ มาหรอื ตา่ งจากกฎธรรมดา
ครอบคลมุ ทง้ั ในแงค่ วามหมายทเ่ี ปน็ กลางๆ โดยไม่ ของธรรมชาติ ดังนั้นจึงมีลักษณะของความเป็น
ชี้ชัดลงไปว่าเป็นความเห็นความเชื่อท่ีถูกหรือผิด โลกียะ คือมีรายละเอียดข้อปลีกย่อยผิดแปลก
ทั้งในแง่ความเห็น ความเช่ือท่ีถูกต้องหรือเป็น แตกต่างกันออกไปตามกาลเทศะ เปล่ียนแปลงได้
สัมมาทิฎฐิและในแง่ความเห็นความเชื่อท่ีผิดหรือ ตามอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและความเป็นไป
เปน็ มจิ ฉาทฎิ ฐิ นอกจากนน้ั เมอ่ื มองในแงท่ ป่ี รากฏ ของสงั คม แตม่ หี ลกั กลางสำ� หรบั วดั ความเปน็ สมั มา
ผลออกมาเป็นวิถีชีวิตและวิถีสังคมของมนุษย์ ทิฏฐิ คอื ความสอดคลอ้ งกับหลักกรรม เพราะหลกั
ความหมายและความส�ำคัญของสัมมาทิฎฐิจะ กรรมเปน็ กฎธรรมดา หรอื หลักความจรงิ ทีร่ องรับ
ครอบคลุมไปถึงวัฒนธรรมประเภทนามธรรมหรือ ความเป็นไปแห่งพฤติกรรมท้ังหมดของมนุษย์
วัฒนธรรม ทางด้านจิตใจในสังคมมนุษย์ทั้งหมด โดยนยั น้ี โลกยี สัมมาทฏิ ฐจิ ึงมีกฎธรรมชาตริ องรับ
เช่น วัฒนธรรมด้านความเชื่อค่านิยมทางสังคม อยู่หรือสอดคล้องกับความจริงของธรรมชาติ
ทา่ ที หรอื ทศั นคตชิ วี ทศั น์ โลกทศั นแ์ ละอดุ มการณ์ นอกจากนอี้ าจวดั ความเปน็ โลกยี สมั มาทฏิ ฐดิ ว้ ยวธิ ี
เปน็ ตน้ อย่างอ่ืนอีก ได้แก่ ทิฏฐิชนิดท่ีเกื้อกูลเป็นไปเพ่ือ
ประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคม (Phra Prom
3. สัมมาทฏิ ฐใิ นพระพทุ ธศาสนา Khunaporn (P.A. Payutto), 2004 : 737) และ
2) โลกตุ ตรสมั มาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบระดบั โลกตุ ระ
พระพุทธศาสนามีทัศนะท่ีเชื่อว่า ความ เกดิ จากโยนโิ สมนสกิ าร คอื เหนอื โลก ไมข่ นึ้ ตอ่ โลก
เหน็ ชอบ ไดแ้ ก่ ความเหน็ ความเชอ่ื ความเข้าใจ ได้แก่ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับโลกและชีวิตถูก
เกี่ยวกับโลกและชีวิตท่ีถูกต้องตามหลักแห่งความ ต้องตามความเป็นจริงหรือรู้เข้าใจธรรมชาติเป็น
จรงิ ดว้ ยอาศยั ศรทั ธาเปน็ เครอื่ งเชอื่ มโยง หรอื ชกั นำ� อิสระจากการหล่อหลอมของสังคม ไม่ขึ้นต่อ
โดยแบ่งสมั มาทิฏฐิได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1) โลกยี ะ อิทธิพลสภาพแวดล้อมที่เปล่ียนแปลงไป เป็นการ
สัมมาทิฏฐิ เฉพาะอย่างยิ่งเกิดจากการหล่อหลอม เกี่ยวข้องกับธรรมชาติแท้ๆ สัมมาทิฏฐิประเภท
กล่อมเกลาของสังคม เช่นการอบรมสั่งสอนทาง โลกุตระนี้ ไม่ขนึ้ ต่อกาล ไม่จ�ำกดั สมัยเป็นธรรมที่มี
ศลี ธรรม การถา่ ยทอดทางวฒั นธรรม เปน็ เรอ่ื งเกย่ี วกบั ผลลึกซ้ึงกว่าโลกียสัมมาทิฏฐิมาก สามารถท�ำให้
คณุ ค่า เช่น ชว่ั ดี ถกู ผดิ อะไรดกี วา่ อะไรเลวกวา่ เปลยี่ นแปลงในบคุ ลกิ ภาพอยา่ งทเ่ี รยี กวา่ ถอนราก
ควรจะเปน็ ไม่ควรจะเปน็ เปน็ ตน้ ตลอดจนหลัก ถอนโคน โลกุตตรสัมมาทิฏฐิประเภทน้ีเท่าน้ัน
ความเชอ่ื หลกั ความเห็นต่างๆ ทจี่ ะรกั ษาคุณค่าท่ี จึงก�ำจัดกิเลสได้ อันเป็นผลให้โลกมีความสงบ
ดงี ามถกู ตอ้ งไว้ เพราะเหตทุ เ่ี กดิ จากการหลอ่ หลอม มีความร่มเย็น ก่อให้เกิดสันติสุขอย่างชัดเจนและ
ของสังคมมีการถ่ายทอดจากกัลยาณมิตรจึงมี ท�ำให้โลกียสัมมาทิฏฐิ มีความสอดคล้องกับโลกุตตร
ลกั ษณะเปน็ หลักการ กฎเกณฑ์ มาตรฐาน ความ

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 221

สมั มาทิฏฐิ นอกจากน้ยี งั เปน็ ปจั จยั ทค่ี อยเกอ้ื หนนุ สภุ าพ ออ่ นหวาน ปรารถนาดี เรยี บรอ้ ย เพอ่ื ใหเ้ กดิ
และเป็นรากฐานที่ส�ำคัญให้แก่โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ความดงี ามสามัคคใี นหมูช่ ุมชน หรือของสังคมการ
อีกด้วย เพราะสัมมาทิฏฐิมีบทบาทในการช้ีน�ำ พดู จาเช่นน้ี เพือ่ รักษาจิตใจของคนอน่ื ใหเ้ ปน็ กศุ ล
ขับเคล่ือนก�ำหนดทิศทางการพัฒนาด�ำรงชีวิตของ ไมเ่ ศรา้ หมอง ขนุ่ มวั เพอื่ เสรมิ บรรยากาศใหค้ นอนื่ ๆ
มนษุ ยเ์ รม่ิ ตงั้ แตต่ น้ จนจบ โดยจดุ เรมิ่ ตน้ สมั มาทฏิ ฐิ มีจิตใจผอ่ งใส โน้มนอ้ มไปในความดีงาม แต่ถ้าคิด
จะเป็นศูนย์รวมของความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ขึ้นมาวา่ จะเอาชนะ อยากใหแ้ ตกแยก ยยุ งไปใน
ขน้ั ตอนการดำ� รงชวี ติ การแกไ้ ขปญั หาชวี ติ และนำ� ทางผิด ยกตนข่มท่าน ดูถูกดูแคลน ให้ร้ายป้ายสี
ไปสู่การพัฒนา ก้าวเข้าสู่แนวทางอริยมรรคต่อไป ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ก็จะกลายเป็นอกุศลธรรม
มกี ารเกอ้ื หนนุ ซง่ึ กนั และกนั ทง้ั ทางดา้ น สงั คม จติ ใจ เข้าครอบง�ำจิตใจ จิตก็ปิดล้อมตัวเองให้คับแคบ
และปญั ญา น�ำมาซ่ึงการตดั หรือละกเิ ลส สังโยชน์ ไม่ผ่องใส และพฤติกรรมในการพูด การสนทนา
ให้หมดสิ้นไป แล้วน�ำไปสู่ความหลุดพ้นในที่สุด ก็พร้อมจะวิปริตออกไปจากความถูกต้องพอดี
ด้วยเหตุท่ีโลกียสัมมาทิฏฐิเกี่ยวเน่ืองด้วยหลักศีล จากทไี่ ดว้ เิ คราะหม์ านี้ มคี วามสำ� คญั ถงึ ขน้ั หลกั การ
ธรรมซงึ่ เปน็ หลกั ธรรมพน้ื ฐานทส่ี ามารถสรา้ งความ ซึ่งควรจะเน้นไว้ เก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่าง
สงบ แก้ปัญหาให้สังคมได้จริงเม่ือได้ปฏิบัติตาม มรรคกับไตรสิกขา เป็นความสัมพันธ์อย่างเป็น
เช่น การเกิดอาชญากรรมที่เป็นส่วนท�ำให้สังคม ปัจจัยกันระหว่างศีลกับสัมมาทิฏฐิ คือ การได้ฝึก
ไร้สันติสุข อบรมศีล เพ่ือเป็นพื้นฐานที่เน้นในระเบียบวินัย
ฝกึ คน ปฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ ความเคยชนิ เปน็ นสิ ยั พรอ้ มกบั
4. สมั มาทฏิ ฐกิ บั การแกป้ ญั หาของสงั คมไทย สรา้ งเสรมิ ศรทั ธาโดยใหก้ ลั ยาณมติ ร เชน่ ครแู นะนำ�
ในปจั จุบนั ชกั จงู ใหเ้ หน็ วา่ การประพฤตดิ มี รี ะเบยี บวนิ ยั เชน่ นน้ั
มีประโยชน์มีคุณคา่ อย่างไร ความซาบซง้ึ ในคุณค่า
พระพุทธศาสนาเชื่อว่า สัมมาทิฏฐิคือ ของความประพฤติดีงาม ความรักวินัย ความใฝ่
ความเหน็ ทถ่ี กู ตอ้ งทำ� ใหเ้ กดิ การรจู้ กั คดิ เปน็ พน้ื ฐาน นิยมศีลก็เกิดข้ึนได้ การเห็นคุณค่าใฝ่นิยมที่จะท�ำ
ที่ส�ำคัญที่ช่วยน�ำพฤติกรรมจะท�ำให้การปฏิบัติ อยา่ งนน้ั แลว้ กเ็ ขา้ สขู่ นั้ เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ แมว้ า่ จะเปน็
ด�ำเนินไปอย่างถูกต้องพอดีและเป็นการกระท�ำ สัมมาทิฏฐิอย่างอ่อนและไม่สู้ปลอดภัยมั่นคงนัก
อย่างมีเป้าหมายท่ีเกื้อกูลประโยชน์ ตนเองก็ได้ เพราะอาจกลายเป็นการปฏิบัติด้วยความยึดม่ัน
ความเขา้ ใจ มคี วามมนั่ ใจเปน็ กศุ ล โปรง่ ผอ่ งใส เชน่ งมงายไดก้ ต็ าม (Phra Prom Khunaporn (P.A.
การสนทนาทมี่ แี ตค่ ำ� พดู ทเี่ ปน็ ประโยชนถ์ กู ตอ้ งไมม่ ี Payutto), 2004 : 742)
การกล่าวต�ำหนิ ว่าร้ายแก่ใคร นอกจากค�ำนึงถึง แนวทางสัมมาทิฏฐิกับการแก้ปัญหาของ
คณุ คา่ เพอ่ื ชวี ติ คอื ความถกู ตอ้ ง การไมพ่ ดู เบยี ดเบยี น สังคมไทยในปัจจุบัน จึงควรจะอยู่ท่ีการเร่งให้คน
ท�ำร้ายใคร โยนิโสมนสิการยังช่วยให้ค�ำนึงในทาง ในสังคมศึกษาและท�ำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง
เก้ือกูลผู้อื่นและแก่สังคมอีกด้วย เช่น การใช้ค�ำ

222 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

สมั มาทฏิ ฐเิ ขา้ ใจหลกั การปฏบิ ตั ิ สามารถสรา้ งเสรมิ 4. ปกตคิ นจะพดู จาตรงไปตรงมามคี วาม
ลักษณะนิสัย โดยใช้ค�ำอธิบายเร่ืองของหลักธรรม จรงิ ใจแกก่ ัน ไม่โกหกหลอกลวงกันทำ� ใหเ้ กดิ ความ
ทางพระพทุ ธศาสนา สรา้ งศรทั ธาในคณุ พระรตั นตรยั ไว้วางใจกัน แต่ปกติของสัตว์ไม่อาจไว้วางใจกันได้
และพทุ ธศาสนสภุ าษติ ในการบรหิ ารจติ และเจรญิ พร้อมจะท�ำลายกันได้ทุกเม่ือเป็นอันตรายต่อกัน
ปัญญา เพราะคนมสี ัมมาทิฏฐิ หรอื ความเหน็ ทถ่ี ูก ดังน้ันคนปกติต้องมีความซื่อสัตย์ต่อค�ำพูดต้อง
ตอ้ งความเปน็ ปกติ คอื คนทม่ี ีศลี ธรรม คอื ไม่ทำ� ใน จรงิ ใจกัน ไมโ่ กหกหลอกลวงกนั
ส่ิงทค่ี นช่วั ทำ� กนั คนท่ที ำ� สง่ิ ไม่ดีเรยี กวา่ คนไมป่ กติ 5. ปกตคิ นมสี ตสิ มั ปชญั ญะ รจู้ กั กนิ สงิ่ ที่
เรยี กว่า คนชว่ั คนบา้ คนฉ้อฉล เปน็ ตน้ คนทมี่ ีศลี ควรกิน พูดในสิ่งที่ควรพูด รู้จักในก�ำลังซึ่งมีอยู่ใน
คอื คนปกติ เพราะปกตขิ องคนคือไมฆ่ ่า ไมท่ ำ� ลาย ตวั เอง ในการท�ำความดี มกี ตญั ญกู ตเวที ใชก้ ำ� ลงั
ไม่แย่ง ไม่ชิง ไม่โกหก ไม่หลอกลวง ไม่ลักไม่โกง ในทางความคิดในทางท่ถี ูกทค่ี วร
ไมย่ กั ยอก ไมค่ ดโกง ไมโ่ ลภ คนไมป่ กติ คอื คนทท่ี ำ� พฤติกรรมจะท�ำให้การปฏิบัติด�ำเนินไป
ในสง่ิ ทต่ี รงกนั ขา้ ม ซงึ่ ปกตขิ องคนมี 5 ประการดงั นี้ อยา่ งถกู ตอ้ งพอดี (โยนโิ สมนสกิ าร) เปน็ การกระทำ�
1. ปกติของคนจะต้องไม่ฆ่า ไม่ท�ำลาย อย่างมีเป้าหมายท่ีเก้ือกูลประโยชน์ ตนเองก็ได้
ไมก่ ดั ถา้ วนั ไหนมกี ารฆา่ มกี ารทำ� ลาย แสดงวา่ ผดิ ความเข้าใจ มีความม่ันใจเป็นกุศล โปร่งผ่องใส
ปกตขิ องคน แต่ไปเข้าข่ายปกตขิ องสตั ว์ เชน่ เสือ เชน่ การสนทนาทม่ี แี ตค่ ำ� พดู ทเ่ี ปน็ ประโยชนถ์ กู ตอ้ ง
หมี สนุ ขั เป็นตน้ ซงึ่ มีปกตชิ อบท�ำรา้ ย ทำ� ลายกัน ไมม่ กี ารกลา่ วตำ� หนิ วา่ รา้ ยแกใ่ คร นอกจากค�ำนึง
ดงั นน้ั คนปกตติ อ้ งไมฆ่ า่ ไมท่ ำ� ลาย ไมท่ ะเลาะ ถา้ ผดิ ถึงคุณค่าเพ่ือชีวิต คือ ความถูกต้อง การไม่พูด
ปกติ เรยี กวา่ อนั ธพาล เบยี ดเบยี นทำ� รา้ ยใคร เปน็ ตน้ แลว้ โยนโิ สมนสกิ าร
2. ปกตขิ องคน ไมแ่ ยง่ ชงิ ไมล่ กั ไมข่ โมย ยังช่วยให้ค�ำนึงในทางเก้ือกูล ผู้อื่นและแก่สังคม
ไม่ฉ้อ ไม่โกง ไม่ยักยอก ถ้าวันไหนมีการแย่งชิง อีกดว้ ย เช่น การใช้ค�ำสภุ าพ อ่อนหวาน ปรารถนาดี
ขโมยกนั เปน็ ตน้ ก็เข้าขา่ ยปกตขิ องสตั ว์ เช่น สุนัข เรียบร้อย เพ่ือให้เกิดความดีงามสามัคคีในหมู่
กัดกันเวลาอาหาร ดังน้ัน คนปกติต้องไม่ลัก ชุมชนหรือของสังคม การพูดจาเช่นน้ี เพื่อรักษา
ไมย่ กั ยอก ไมค่ ดโกง ไมค่ อรปั ชนั่ ถา้ ฉกลกั ยกั ยอก จิตใจของคนอ่ืนให้เป็นกุศล ไม่เศร้าหมอง ขุ่นมัว
คอรปั ชั่น เรยี กวา่ โจร หรอื ขโมย เพ่ือเสริมบรรยากาศให้คนอ่ืนๆ มีจิตใจผ่องใส
3. ปกติคนรู้จักห้ามใจตนเอง พอใจ โน้มน้อมไปในความดีงาม แต่ถ้าคิดขึ้นมาว่าจะ
เฉพาะคู่ครองของตน แต่สัตว์ไม่รู้จักหักห้ามใจ เอาชนะ อยากใหแ้ ตกแยก ยยุ งไปในทางผดิ ยกตน
ตนเอง เวลาผสมพันธ์ก็มีการต่อสู้แย่งตัวเมียหรือ ขม่ ทา่ น ดถู กู ดแู คลน ใหร้ า้ ยปา้ ยสี ใครจะวา่ อยา่ งไร
ผสมพนั ธก์ นั ไมเ่ ลอื ก ดงั นน้ั คนปกตติ อ้ งรจู้ กั หกั หา้ ม กช็ า่ ง ดงั นเี้ ปน็ ตน้ กจ็ ะกลายเปน็ อโยนโิ สมนสกิ าร
ใจตนเองในเร่ืองคู่ครอง หรือในเรื่องเพศสัมพันธ์ อกุศลธรรมกเ็ ข้าครอบง�ำจติ ใจ จติ กป็ ิดลอ้ มตวั เอง
ถา้ ผดิ ปกติ เรยี กวา่ คนบา้ กาม คนเจา้ ชู้ คนแพศยา ให้คับแคบ ไม่ผ่องใส และพฤติกรรมในการพูด

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 223

การสนทนาพรอ้ มจะวปิ รติ ออกไปจากความถกู ตอ้ ง ความเขา้ ใจเปน็ สมั มาทฏิ ฐเิ พมิ่ ขนึ้ อยเู่ รอื่ ยไปพรอ้ ม
พอดี จากที่ได้วิเคราะห์มาน้ี มีความส�ำคัญถึงข้ัน กับการฝึกศีลและปิดช่องทางที่จะกลายเป็นการ
หลักการ ซ่ึงควรจะเน้นไว้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ ประพฤติปฏิบัติศีลด้วยความงมงาย เพราะเมื่อ
ระหวา่ งมรรคกบั ไตรสกิ ขา เปน็ ความสมั พนั ธอ์ ยา่ ง มนุษย์มีระเบียบเพ่ือความอยู่ร่วมกันด้วยดี สังคม
เป็นปจั จยั กันระหวา่ งศลี กับสัมมาทิฏฐิ คอื การได้ ต้องมีวินัย และให้บุคคลมีศีลท่ีจะประพฤติตาม
ฝกึ อบรมศลี เพอ่ื เปน็ พน้ื ฐาน ทเ่ี นน้ ในระเบยี บวนิ ยั วนิ ยั ของสงั คมอยา่ งทเ่ี รยี กวา่ อยดู่ ว้ ยปญั ญา ผนู้ นั้ มี
ฝึกคน ปฏิบัติให้เกิดความเคยชินเป็นนิสัย พร้อม ระเบยี บวนิ ยั พรอ้ มในตวั แลว้ และยงิ่ ไปกวา่ นนั้ กค็ อื
กับสร้างเสริมศรัทธาโดยให้กัลยาณมิตร เช่น เขาพร้อมปฏิบัติตามระเบียบวินัยอะไรก็ได้ท่ีมอง
ครแู นะนำ� ชกั จงู ใหเ้ หน็ วา่ การประพฤตดิ มี รี ะเบยี บ เห็นว่าเป็นไปเพ่ือความดีงามเป็นประโยชน์ของ
วินัยเช่นน้ันมีประโยชน์ มีคุณค่าอย่างไร ความ มนษุ ย์ กลา่ วคอื ศลี จะตอ้ งประกอบดว้ ย สมั มาทฏิ ฐิ
ซาบซง้ึ ในคุณค่าของความประพฤตดิ งี าม ความรกั ก�ำหนดวางและปฏิบัติ ด้วยความรู้ความเข้าใจที่
วินัย ความใฝ่นิยมศลี กเ็ กดิ ขึน้ ได้ การเห็นคุณคา่ ใฝ่ ถูกต้อง อย่างไรก็ตามสังคมแม้มีรูปร่างชัดเจน
นยิ มทจ่ี ะทำ� อยา่ งนน้ั แลว้ กเ็ ขา้ สขู่ นั้ เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ ตายตัวแล้วก็มิใช่จะเป็นฝ่าย ปรุงแต่งหล่อหลอม
แมว้ า่ จะเปน็ สมั มาทฏิ ฐอิ ยา่ งออ่ นและไมส่ ปู้ ลอดภยั บุคคลฝ่ายเดียวเสมอไป โดยในขั้นโลกุตตรสัมมา
มนั่ คงนกั เพราะอาจกลายเปน็ การปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความ ทฏิ ฐิ ถา้ บคุ คลใชโ้ ยนโิ สมนสกิ ารกส็ ามารถหลดุ พน้
ยดึ ม่ันงมงายได้กต็ าม จากอำ� นาจปรงุ แตง่ ของสงั คมได้ โยนโิ สมนสกิ ารนน้ั
การได้อบรมศีลท่ีใช้การคิดพิจารณา ท�ำให้บุคคลก้าวข้ามหรือมองทะลุเลยสังคมไปถึง
(โยนโิ สมนสกิ าร) กำ� กบั เปน็ วธิ ที เ่ี นน้ ความเขา้ ใจใน ความจริงอันไม่จ�ำกัดกาลของธรรมชาติท่ีอยู่เบ้ือง
ความหมายของการกระทำ� หรอื การปฏบิ ตั ทิ กุ อยา่ ง หลังสังคมอีกชั้นหน่ึง เม่ือมีโยนิโสมนสิการแล้ว
ใช้โยนิโสมนสิการน�ำและคุมพฤติกรรม โดยให้ บุคคลก็สามารถหลุดพ้นจากอ�ำนาจปรุงแต่งของ
กลั ยาณมติ ร เช่น ครชู ว่ ยไดโ้ ดยแนะแนวความคดิ สังคมด้วย สามารถบรรลุความดีงาม ความสุข
ใหเ้ หน็ ชอ่ งทางพจิ ารณาและเขา้ ใจความหมายของ ความสงบ ทสี่ งู ขนึ้ ไปอกี ดว้ ย และสามารถยอ้ นกลบั
พฤตกิ รรมนน้ั ๆ ไวก้ อ่ น เมอ่ื ถงึ เวลาปฏบิ ตั ิ ผปู้ ฏบิ ตั ิ มาท�ำหน้าทีป่ รุงแต่งสงั คมไดอ้ ยา่ งมสี ติ
น้ันจะต้องท�ำใจพิจารณาเองทุกคราวทุกกรณีไป ดงั นนั้ หลกั ธรรมทน่ี ำ� มาเปน็ องคป์ ระกอบ
กล่าวคือ ภายนอกเร่ิมต้นด้วยการฝึกข้ันศีลแต่ หลกั สมั มาทฎิ ฐทิ ชี่ ว่ ยแกไ้ ขปญั หาของสงั คมคอื หลกั
ภายในต้องใช้โยนิโสมนสิการสร้างปัญญาให้เกิด ศีล 5 ซ่งึ สาระส�ำคัญคอื เนื้อหาท่ีสง่ เสรมิ คณุ ธรรม
สมั มาทฏิ ฐพิ รอ้ มกันไปแตแ่ รกเรม่ิ เรอ่ื ยไป เปน็ การ จริยธรรม ค่านิยมให้กับสังคม เพื่อให้เกิดการ
ฝกึ ทป่ี ระณตี ขน้ึ กวา่ วธิ แี รก สามารถปอ้ งกนั ผลเสยี เรยี นรพู้ ฤตกิ รรมทค่ี วรและไมค่ วรปฏบิ ตั ทิ จ่ี ะนำ� มา
คอื การเกิดอกุศลธรรมทจี่ ะเข้าแฝงซ้อนการปฏบิ ัติ พัฒนาลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพทั้งทางกาย
เป็นการปฏิบัติอย่างม่ันใจด้วยปัญญา ท�ำให้เกิด วาจา ใจของบคุ คลในสังคม ใหม้ ลี ักษณะอันดงี าม

224 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ตามกฎ กตกิ า ระเบยี บ ของสังคมเพ่ือการ ด�ำรง ประกอบการงานทไ่ี มม่ โี ทษ และการงดเวน้ จากการ
ชีวิตอยูใ่ นสังคมอย่างสงบสุข จนสามารถนำ� ศลี 5 ดม่ื นำ�้ เมา เปน็ ต้น
ไปใช้ในการแก้ปัญหาของตนเองและสังคมได้ใน 3. การพฒั นาชวี ติ เพอ่ื ความดงี ามระดบั
ทส่ี ดุ อนั จะชว่ ยสรา้ งใหส้ งั คมมคี วามสงบ เรยี บรอ้ ย โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ การท�ำความเพียรเพ่ือ
มีสันติมีความสงบเกิดขึ้น ความสัมพันธ์เก่ียวข้อง เผากิเลส (ตบะ) การประพฤติพรหมจรรย์
กับการสรา้ งสนั ติสขุ ในเบอ้ื งต้นคือหลักศีล 5 อันมี (อรยิ มรรค) การเหน็ แจง้ อรยิ สจั 4 และการกระทำ�
ส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมทางสังคม ใหแ้ จ้งซึ่งพระนพิ พาน
ในประเด็นต่างๆ ไมว่ า่ จะเป็นดา้ นกฎหมาย ถอื ว่า 4. สภาวะทางจิตของผู้เข้าถึงความ
เปน็ กระบวนการควบคมุ ทางสงั คมทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ หลดุ พ้น ไดแ้ ก่ ความเปน็ ผมู้ ีจิตใจไมห่ วัน่ ไหว ขนึ้ ๆ
ท่ีสดุ รวมไปถึงจารตี ประเพณไี ทย วัฒนธรรมไทย ลงๆ ตามกระแสแหง่ โลกธรรม เปน็ ภาวะจิตชุ่มช่นื
ระบบความเชอ่ื การอบรมสงั่ สอนและการขดั เกลา เบกิ บาน ไมแ่ หง้ ผาก หรอื ไมเ่ ศรา้ โศก ปราศจากธลุ ี
เปน็ ตน้ มนษุ ยจ์ งึ ไดช้ อื่ วา่ เปน็ สตั วส์ งั คม เปน็ สตั วท์ ี่ และเป็นจติ ท่ีเกษม
จะตอ้ งพง่ึ พาอาศยั กนั และกนั และตอบสนองความ บทบาทของสัมมาทิฏฐิในฐานะความเห็น
ต้องการซึง่ กนั และกนั เช่น ตงั้ แตว่ ัยทารก มนุษย์ ถูกอันเป็นการสร้างสันติสุข สัมมาทิฏฐิ หมายถึง
ไดร้ บั การเลยี้ งดจู ากพอ่ แมห่ รอื ผใู้ หญ่ เพอ่ื ความอยู่ ความเขา้ ใจถกู เรอื่ งโลกและชวี ติ ตามทเี่ ราไดย้ นิ กนั
รอดเมอื่ เตบิ ใหญจ่ ากวยั เดก็ สวู่ ยั ผใู้ หญ่ และเขา้ ไป มาเสมอๆ ซง่ึ ผู้วิจัยจะได้แยกแยะ วเิ คราะหเ์ พอ่ื ให้
รวมกนั เปน็ กลมุ่ กม็ กี ารพง่ึ พาอาศยั กนั ภายในกลมุ่ เกิดความเข้าใจถูกเรื่องโลกเป็นอย่างไร เรื่องชีวิต
ซ่ึงในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ จึงต้องมีข้อตกลง เปน็ อยา่ งไรเมอ่ื ไดท้ ำ� ความเขา้ ใจถกู แลว้ จะสามารถ
การกระท�ำระหว่างกัน อันจะท�ำให้เกิดความสงบ สร้างความสุขในชีวิตอย่างไร เพ่ือให้ตระหนักถึง
สขุ ในการอยรู่ ว่ มกนั โดยอาศยั แนวทางการปฏบิ ตั ิ คุณค่าของสัมมาทิฏฐิ เข้าถึงและหย่ังรากลึกลง
ดงั นี้ ในจิตใจ จนกลายเป็นความม่ันคงในนิสัย เป็นผล
1. การสร้างปัจจัยแห่งการศึกษาหรือ ให้เกิดการคิดถูก พูดถูก ท�ำถูก ดังน้ันสังคมใดที่
สมั มาทฏิ ฐิ ไดแ้ ก่ การไมค่ บคนพาล การคบบณั ฑติ ผู้คนล้วนสมบูรณ์ด้วยสัมมาทิฏฐิ สังคมน้ันย่อม
การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ความเคารพ ประสบสันติสุขยั่งยืนได้ตลอดไปแต่ในทางตรงกัน
ความสภุ าพออ่ นนอ้ ม ความกตัญญู ความเป็นผวู้ ่า ขา้ มถา้ คนในสงั คมมแี ตค่ วามเหน็ ผดิ หรอื มจิ ฉาทฏิ ฐิ
งา่ ย การเหน็ สมณะ การฟงั ธรรม และสนทนาธรรม อยู่ในใจจนเป็นนิสัย จะท�ำให้คนในสังคม คิดผิด
ตามกาล เปน็ ตน้ ท�ำผิด พูดผดิ ประกอบมจิ ฉาอาชีพ แสวงหาความ
2. การด�ำเนินชีวิตเพ่ือความดีงามระดับ สุขผิดๆ ท�ำให้สังคมเกิดความปั่นป่วนเต็มไปด้วย
โลกียสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ การให้ทาน การเล้ียงดู ปญั หามากมายทกี่ ระทบเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง
มารดาบิดา การสงเคราะห์บุตรและภรรยา การ อีกมากมายอยา่ งตอ่ เนื่อง

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 225

ดังนั้น บทบาทของสัมมาทิฏฐิในฐานะ มกี ารแสดงออกมาใหป้ รากฏแกส่ ายตาของชาวโลก
ความเหน็ ถกู อนั เปน็ การแกป้ ญั หาในสงั คม เปน็ การ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันส่งผลให้วิถี
สร้างความเข้าใจถูกเร่ืองโลกและชีวิต ซึ่งแยกแยะ ชีวิตของมนุษย์และสังคมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
วิเคราะห์เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกเรื่องโลกเป็น ไปตามอ�ำนาจของความเห็นในพระพุทธศาสนา
อยา่ งไร เรอื่ งชวี ติ เปน็ อยา่ งไร เมอื่ ไดท้ ำ� ความเขา้ ใจ ได้ให้ความส�ำคัญแก่เร่ืองความเห็นเป็นอย่างมาก
ถูกแล้ว จะสามารถสร้างความสุขในชีวิตอย่างไร เพราะวา่ ความเหน็ หรอื ทฏิ ฐนิ นั้ เปน็ จดุ เปลยี่ นแปลง
เข้าถึงและหยั่งรากลึกลงในจิตใจ จนกลายเป็น ที่อาจน�ำวิถีชีวิตและสังคมมนุษย์ไปสู่ความเจริญ
ความมน่ั คงในนสิ ยั เปน็ ผลใหเ้ กดิ การคดิ ถกู พดู ถกู หรือความเส่ือมก็ได้ ยิ่งไปกว่าน้ัน อาจท�ำให้เกิด
ท�ำถูก สังคมใดท่ีผู้คนล้วนสมบูรณ์ด้วยสัมมาทิฏฐิ ความทุกข์ยากล�ำบากโดยประการต่างๆ และอาจ
สังคมน้ันย่อมประสบสันติสุขยั่งยืนได้ตลอดไปแต่ นำ� ไปสคู่ วามดบั ทกุ ขห์ รอื นพิ พานกไ็ ด้ ทง้ั นก้ี ข็ นึ้ อยู่
ในทางตรงกนั ขา้ ม ถา้ คนในสงั คมมแี ตค่ วามเหน็ ผดิ กับคนเรามีทิฏฐิความเห็นชนิดใดเป็นตัวน�ำ
หรอื มจิ ฉาทฏิ ฐิ อยใู่ นใจจนเปน็ นสิ ยั จะทำ� ใหค้ นใน หากเร่ิมต้นมีความเห็นความเช่ือถือที่ผิดกลายเป็น
สงั คม คดิ ผดิ ท�ำผดิ พดู ผดิ ประกอบมิจฉาอาชพี มิจฉาทิฏฐิ ก็จะทำ� ให้กระบวนการการทำ� งานของ
แสวงหาความสขุ ผดิ ๆ ทำ� ใหส้ งั คมเกดิ ความปน่ั ปว่ น จิตเกิดมีความผิดพลาดไปด้วย ส่งผลให้วิถีชีวิต
เต็มไปด้วยปัญหามากมายท่ีกระทบเศรษฐกิจ ดำ� เนนิ ไปในทางทผ่ี ดิ กใ็ หเ้ กดิ ความทกุ ข์ หลกั สมั มา
สังคม การเมือง อีกมากมายอย่างต่อเนือ่ ง ทิฏฐิสามารถมีบทบาทในการพัฒนาพ้ืนฐานของ
ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทยเป็นหลักเพ่ือ
5. สรปุ การด�ำเนินชีวิตอย่างมีสัมมาทิฏฐิ เพื่อศานติสุข
ของคนในสงั คม จงึ เปน็ หลกั ธรรมทเ่ี หมาะสมอยา่ ง
สัมมาทิฏฐิในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็น ยิง่ ในการประยกุ ต์ใช้ในการแก้ปัญหาสงั คม
หลักธรรมท่ีส�ำคัญมากส�ำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
โดยทั่วไปมีขอบเขตและความหมายครอบคลุมทั้ง 6. องคค์ วามรทู้ ีไ่ ดร้ บั
ความเห็น แนวคิด ความเช่อื ทฤษฎีทัศนคตติ ลอด
ถึงอุดมการณ์ ในเม่ือบุคคลใดมีทิฏฐิชนิดใดเป็น สัมมาทิฏฐิคือฐานความคิดด้านบวกเป็น
เจา้ ครองจติ ใจจนตกอยใู่ นอำ� นาจของมนั แลว้ ทฏิ ฐิ กระบวนการทางความคิดเชิงสร้างสรรค์ที่ส�ำคัญ
ชนิดนั้นก็เข้าไปมีอิทธิพลต่อการก�ำหนดกรอบการ อยา่ งหนง่ึ ทจี่ ะชว่ ยชน้ี ำ� แสงสวา่ งใหแ้ กค่ น ทง้ั หลาย
มองโลกและวิถชี ีวติ ในสงั คมของบุคคลนนั้ รวมทง้ั เป็นหลักความเห็นท่ีถูกต้องเป็น ตัวกระตุ้นและ
มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การตคี า่ และใหค้ วามสำ� คญั แกส่ งิ่ ตา่ งๆ ส่งเสริมให้คนเรามองปัญหาเป็น เข้าใจปัญหาถูก
ซ่ึงเรียกรวมกันว่า กระบวนการทางความคิดและ และสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ได้ตาม
สร้างสรรค์จิตใจ และความเหน็ ความเชื่อทางจติ ใจ หลกั ของเหตผุ ลในอรยิ สจั 4 โดยยดึ ความถูกต้อง
จะแสดงออกมาเป็นการกระท�ำกรรมทางสังคม และความสขุ ของสว่ นรวมเปน็ หลกั ไมย่ ดึ พวกพอ้ ง

226 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

หรือกิเลสเป็นท่ีต้ัง การประยุกต์ใช้หลักของสัมมา เบ้ืองต้นเก่ียวกับการประยุกต์ใช้หลักสัมมาทิฏฐิ
ทิฏฐิน้ีก็จะสามารถสร้างประโยชน์มหาศาลแก่ เพ่ือลดความปัญหาความขัดแย้งก็คือ การรู้จัก
มนุษย์ทุกคนตง้ั แต่ระดับต้นจนถึงระดับ สูงสุดของ กลา่ วคำ� ขอโทษกนั รจู้ กั แบง่ ปนั การ กลา่ วขอบคณุ
ชีวิตในทางกลับกัน ถ้าครอบครัวก็ดีหรือคนใน และรู้จักไหว้ขออภัยซึ่งกันและกัน สัมมาทิฏฐิเป็น
สงั คมก็ดรี ้จู ักใช้ทางสายกลางคอื มัชฌมิ าปฏปิ ทาท่ี ฐานแห่งการคิดดีในเบ้ืองต้น เป็นแสงแห่งปัญญา
มสี มั มาทฏิ ฐเิ ปน็ ฐานในการขบั เคลอ่ื นความคดิ ไปสู่ เพอื่ สอ่ งทางเดนิ ใหค้ นเรา จากนนั้ กจ็ ะสะทอ้ นออก
การกระทำ� ทถี่ กู ตอ้ งแลว้ ปญั หาความขดั แยง้ ตา่ งๆ มาสู่การพูดดีและท�ำดีของคนเราอย่างม่ันคงต่อไป
ก็จะลดลงตามล�ำดับ และก่อให้เกิดสันติสุขข้ึนแก่ เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ที่คอยพยุงให้ต้นไม้มี
คนทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง สิ่งท่ีไม่ควรมองข้ามใน การเจรญิ เตบิ โตอย่างมคี วามมนั่ คง

References

Bhuddhadasa Bhikkhu. (1975). the Lord. Bangkok : Printing House, Teachers Council, Ladprao.
English Dictionary. (1999). English-Thai. Bangkok : Arun Printing.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tipitaka Version of Mahachula

longkornrajavidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University Press.
Narasu, P. L. (1949). The Essence of Buddhism. Bombay : Thacker & Co., Ltd.
Phra Prom Khunaporn (P.A. Payutto). (2004). Buddhadhamma. revised edition. Bangkok

: The Prasat Printing Co., Ltd.

คำ� ยมื ภาษาจนี ร่วมสมัยในพจนานุกรมอักษรไทลอ้ื สบิ สองปนั นา
แบบใหม่-จนี *

Contemporary Chinese loan words in New Dai Lue
Xishuangbanna-Chinese Dictionary

อาภรณ์ ถิรกันต์
Arphon Thiragun
มหาวทิ ยาลยั แม่ฟา้ หลวง
Maefahluang University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทค�ำยืมและลักษณะของค�ำยืมภาษาจีนร่วมสมัยใน
พจนานุกรมอกั ษรไทลือ้ สบิ สองปนั นาแบบใหม-่ จนี โดยมขี อบเขตการศึกษาอยทู่ คี่ �ำศัพท์จากพจนานุกรม
ไทลอื้ สบิ สองปนั นา วธิ ใี นการศกึ ษาไดท้ ำ� การศกึ ษาขอ้ มลู ในเชงิ เอกสารโดยวเิ คราะหจ์ ากคำ� ศพั ทท์ เี่ ปน็ คำ�
ยืมภาษาจีนร่วมสมัย โดยค�ำศัพท์ที่น�ำมาวิเคราะห์ถูกเลือกมาจากพจนานุกรมอักษรไทล้ือสิบสองปันนา
แบบใหม่-จีน ซ่ึงค�ำศัพท์ท่ีคัดออกมาจะเลือกเฉพาะค�ำศัพท์ร่วมสมัยที่คงความหมายของค�ำศัพท์เดิมใน
ภาษาจนี ออกมาจากพจนานกุ รมอกั ษรไทลอ้ื สบิ สองปันนาเปน็ จำ� นวนทง้ั หมด 71 คำ� มกี ารแบ่งค�ำศัพท์
ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ค�ำศัพท์ที่มีเสียงพยัญชนะ สระและความหมายเหมือนกับหรือใกล้เคียงกับ
คำ� ศพั ท์เดมิ ในภาษาจนี จ�ำนวน 40 ค�ำ ค�ำศัพทท์ ี่มเี สียงพยัญชนะและความหมายของคำ� ศัพทท์ ่เี หมือน
หรือใกล้เคียงกับค�ำศัพท์ในภาษาจีนแต่เสียงสระเปล่ียนแปลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด จ�ำนวน 22 ค�ำ
ค�ำศัพท์ที่มีเสียงสระและความหมายเหมือนกับค�ำศัพท์ในภาษาจีนแต่เสียงพยัญชนะเปล่ียนแปลงไป
จากเดมิ จำ� นวน 9 คำ� พบวา่ ประเภทคำ� ยมื ถกู แบง่ เป็น 3 ประเภท เน่อื งจากเสยี งของคำ� ศพั ทเ์ กิดการ
เปล่ียนแปลงแต่ในด้านความหมายยังคงเดิม และลักษณะของค�ำยืมภาษาจีนร่วมสมัยที่คัดออกมาเป็น
ค�ำศัพทท์ เ่ี กิดขึน้ ใหม่หรอื ค�ำศัพท์ท่ภี าษาไทลือ้ สบิ สองปนั นายงั ไมม่ ี
คำ� ส�ำคัญ: ภาษาจนี ; คำ� ยืมภาษาจีน; พจนานกุ รม; รว่ มสมยั ; ไทล้ือสบิ สองปันนา

* ได้รับบทความ: 18 เมษายน 2563; แก้ไขบทความ: 29 กรกฎาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ์: 7 สงิ หาคม 2563
Received: April 18, 2020; Revised: July 29, 2020; Accepted: August 7, 2020

228 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Abstract

The objective of this article is to study the types of borrowing words and the
characteristics of contemporary Chinese borrowing words in the New Tai Lue Xishuangbanna-
Chinese dictionary. The scope of the study is the vocabulary from the Tai Lue Xishuangbanna
dictionary. The method of study studied the documentary data by analyzing the vocabulary
which is to be a loan from contemporary Chinese. The vocabulary that has been analyzed
is selected from the new Tai Lue - Chinese language dictionary. In which the selected
vocabulary will choose only the contemporary vocabulary that retains the meaning of
the original words in the Chinese language from the dictionary of Tai Lue Xishuangbanna
for a total of 71 words. Which the words divided into three categories Including vocabulary
that contains consonants, vowels and their meanings are almost the same as the original
Chinese vocabulary in 40 words. Vocabulary with consonants and their meanings are the
same as in Chinese, but the vowels have changed from the original have 22 words. Vocabulary
with vowels and meaning of the vocabulary is the same as the vocabulary in Chinese
but the consonants have changed from the original have 9 words. The results showed
that the types of loan word are divided 3 types because the sound of the vocabulary
has changed but the meaning is still the same. And the characteristics of the contemporary
Chinese loan words chosen to show are newly emerging vocabulary or vocabulary that
does not yet exist in Thai Lue Xishuangbanna.
Keywords: Chinese language; Chinese loan words; Dictionary; Contemporary; Tai Lue
Xishuangbanna

1. บทนำ� การส่ือสารกันภายในประเทศ และจากการท่ีใน
กลุ่มชาวไทล้ือสิบสองปันนามีการใช้ภาษาจีนและ
ชาวไทลื้อที่อยู่ในสิบสองปันนา มณฑล อักษรจีนมาเป็นระยะเวลานานจึงท�ำให้ชาวไทลื้อ
ยูนนานประเทศจีนถือเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ สิบสองปันนาเกิดความใกล้ชิดกับภาษาจีน และมี
หนึ่งท่ีอยู่ในประเทศจีน โดยสังคม วัฒนธรรมจีน ความรู้ในภาษาจีนเป็นอย่างดี ท�ำให้บทบาทของ
และไทลอื้ สบิ สองปันนาอยรู่ ่วมกนั มานานนับพันปี ภาษาไทลื้อสิบสองปันนาลดลงและจากการที่
นโยบายการบริหารประเทศของประเทศจีนมีการ ประเทศจีนมีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดหย่อนมี
ก�ำหนดให้ใช้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาหลักที่ใช้ใน

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 229

วทิ ยาการทกี่ า้ วหนา้ ใหมๆ่ เกดิ ขนึ้ ทำ� ใหเ้ กดิ คำ� ศพั ท์ x (ᦃ , ᦆ)
ทใี่ ชบ้ อ่ ยจนเคยชนิ คำ� ศพั ทเ์ ฉพาะและคำ� ศพั ทใ์ หมๆ่ ในการเทียบเสียงพยัญชนะของอักษรไท
ขน้ึ ในระบบคำ� ศพั ทภ์ าษาจนี แตท่ วา่ ในระบบคำ� ศพั ท์ ล้อื กับอักษรสทั อักษรจีน (pinyin) สามารถสรุปได้
ของไทลื้อสิบสองปันนายังไม่มีกลุ่มค�ำศัพท์เหล่านี้ ดงั นี้
อยใู่ นระบบของคำ� ศพั ทไ์ ทลอ้ื ทำ� ใหเ้ กดิ การยมื คำ� ศพั ท์ - เสียง /k/, /h/ เทียบกับเสียง /x/ ใน
ภาษาจนี ทเี่ ปน็ คำ� ศพั ทร์ ว่ มสมยั ทใี่ ชบ้ อ่ ยจนเคยชนิ ภาษาไทลือ้
คำ� ศพั ทท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ใหมแ่ ละคำ� ศพั ทเ์ ฉพาะเขา้ ไปใชใ้ น - เสียง /z/, /zh/, /j/ เทียบกับเสยี ง /ts/
ภาษาไทลอ้ื สบิ สองปนั นา สง่ ผลใหช้ าวไทลอื้ สบิ สอง ในภาษาไทล้ือ
ปันนาได้รับอิทธิพลทางด้านค�ำศัพท์ภาษาจีนร่วม - เสยี ง /ch/, /c/, /sh/, /s/, /q/ เทยี บ
สมัยที่ใช้บ่อยจนเคยชิน ค�ำศัพท์เกิดข้ึนใหม่และ กับเสียง /s/ ในภาษาไทล้อื
ค�ำศัพท์เฉพาะท่ีภาษาไทลื้อสิบสองปันนายังไม่มี - เสยี ง /d/ เทยี บกบั เสยี ง /t/ ในภาษาไทลอ้ื
ในระบบคำ� ศัพทภ์ าษาไทลือ้ - เสยี ง /r/ เทยี บกบั เสยี ง /j/ ในภาษาไทลอื้
จากการศึกษาเก่ียวกับค�ำยืมภาษาจีนใน ทางดา้ นระบบเสยี งวรรณยกุ ต์ ในภาษาไท
อกั ษรไทลอื้ สบิ สองปนั นา อหู ลงิ อวนิ๋ และจางชวิ เซงิ ล้ือมีท้ังหมด 6 เสียงวรรณยุกต์ ได้แก่หน่วยเสียง
(Lingyun and Qiusheng 1981) ในหนังสอื ภาษา [55] [35] [13] [51] [33] และ [11] สว่ นภาษาจนี
ไทลื้อสิบสองปันนาได้กล่าวถึงระบบเสียงหลัก มีเสยี งวรรณยกุ ต์ทัง้ หมด 4 หนว่ ยเสยี ง ได้แก่ [55]
ไวยากรณ์ อกั ษรไทลอ้ื และไดพ้ ดู ถงึ คำ� ยมื ภาษาจนี (อวนิ ผงิ ) [35] (หยา๋ งผงิ ) [214] (ซรงั่ เซงิ ) และ [51]
ในระบบเสยี งของภาษาไทลอ้ื มกี ารเทยี บพยญั ชนะ (ชว่ีเซงิ ) ในการเทียบเสยี งวรรณยกุ ต์ ใช้เสยี ง [55]
ของอักษรไทลื้อสิบสองปันนาในค�ำยืมภาษาจีนที่ (อวนิ ผงิ ) ของภาษาจนี เทยี บกบั เสยี ง [33] ในภาษา
เห็นได้ชัดมีจ�ำนวน 12 ตัว แบ่งเป็นอักษรเสียงสูง ไทลอ้ื เสยี ง [35] (หย๋างผิง) ในภาษาจนี เทียบกับ
และอกั ษรเสียงต่ำ� ดังนี้ เสียง [11] ในภาษาไทล้ือ เสียง [214] (ซร่ังเซิง)
p (ᦔ , ᦗ) 、 ph (ᦕ , ᦘ) 、 m (ᦖ , ᦙ) 、 ในภาษาจนี เทยี บกบั เสยี ง [51] ในภาษาไทลอ้ื และ
f (ᦚ ,ᦝ) 、 t (ᦎ , ᦑ) 、 th (ᦏ , ᦒ) 、 n (ᦐ , ᦓ) 、 ในเสียง [51] (ชวีเ่ ซิง) ในภาษาจีนเทียบกบั เสยี ง
I (ᦜ , ᦟ) 、 ts (ᦈ , ᦋ) 、 s (ᦉ , ᦌ) 、 k (ᦂ , ᦅ) 、 [35] ในภาษาไทล้ือ ดงั ตารางเทียบเสยี งข้างลา่ ง

ตารางท่ี 1 การเทยี บเสยี ง [55] [35] [13] [51] [33] [11]
[51] [214] [55] [35]
หนว่ ยเสยี งวรณยกุ ต์ในไทล้อื
หนว่ ยเสยี งวรรณยกุ ต์ในภาษาจีน

230 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

โจวเหยาเหวิน และหลัวเหม่ยเจิน (Yaowen 16,897 คำ� ศพั ท์ (Cuirong and Meizhen, 2003)
and Meizhen, 2001) ในหนังสืองานวิจัยภาษา วิธีคัดเลือกค�ำศัพท์ได้ท�ำการเลือกเฉพาะ
ถิ่นไทล้อื ได้วจิ ัยเกยี่ วกับลกั ษณะของค�ำยืมภาษา ค�ำศัพท์ท่ีเป็นค�ำยืมภาษาจีนร่วมสมัยที่ยังมีความ
จีนในยคุ เรมิ่ แรก และคำ� ยมื ภาษาจีนในยุคปัจจบุ นั หมายของคำ� ศพั ทค์ งเดมิ และเสยี งของคำ� ศพั ทย์ งั คง
รวมไปถงึ วจิ ยั ในเรอ่ื งผลกระทบของคำ� ยมื ภาษาจนี เหมือนหรือคล้ายกับค�ำศัพท์ในภาษาจีนท่ียืมมา
ต่ออักษรไทลื้อ เป็นหัวข้อวิจัยหลักแต่ยังไม่มีผู้ท่ี เป็นจ�ำนวนท้ังส้ิน 71 ค�ำศัพท์ ผลการศึกษา
ศึกษาในเรื่องของการแยกประเภทของค�ำยืมและ สามารถจัดประเภทของค�ำยืมภาษาจีน ออกเป็น
ลกั ษณะของคำ� ยมื ภาษาจนี รว่ มสมยั ในพจนานกุ รม 3 ประเภท ดังน้ี 1) กล่มุ คำ� ศัพท์ท่มี ีพยญั ชนะสระ
อกั ษรไทลื้อสิบสองปันนาแบบใหม่-จนี และความหมายที่เกือบเหมือนกับค�ำศัพท์เดิม
ในภาษาจีนทุกประการ 2) กลุ่มค�ำศัพท์ท่ีมีเสียง
2. คำ� ยืมภาษาจีนรว่ มสมยั ในพจนานุกรม สระเปลย่ี นแปลงจากเดมิ 3) กลุ่มคำ� ศัพท์ที่มเี สียง
อกั ษรไทลอื้ สิบสองปันนาแบบใหม-่ จนี พยญั ชนะเปลย่ี นแปลงจากเดิม โดยมีรายละเอียด
ดังนี้
บทความเรอ่ื งนศ้ี กึ ษาเกยี่ วกบั คำ� ยมื ภาษา 1. กลุ่มค�ำศัพท์ท่ีมีพยัญชนะสระและ
จีนร่วมสมัยในพจนานุกรมอักษรไทล้ือสิบสองปัน ความหมายท่ีใกล้เคียงกับค�ำศัพท์เดิมในภาษาจีน
นา ไดท้ ำ� การรวบรวมคำ� ศพั ทภ์ าษาจนี ทเี่ ปน็ คำ� ยมื กลุ่มน้ีจะมีเสียงพยัญชนะ สระและความหมายท่ี
ร่วมสมัยออกมาจากหนังสือพจนานุกรมไทล้ือ ใกล้เคียงกับค�ำศัพท์เดิมในภาษาจีน โดยกลุ่มน้ียัง
สิบสองปนั นาจีน สำ� นักพิมพ์หมินจู๋ ปี ค.ศ. 2003 รวมไปถงึ คำ� ศพั ทท์ มี่ เี สยี งขนุ่ เสยี งใสหรอื เสยี งหนกั
ซ่ึงค�ำศัพท์ภายในพจนานุกรมเป็นอักษรลื้อใหม่ เสียงเบาของพยัญชนะ สระและเสียงของวรรณ
และมีสัทอักษรช่วยในการอ่านค�ำศัพท์ ภายใน ยกุ ต์ที่เเตกตา่ งกนั เล็กนอ้ ย มีจ�ำนวน 40 ค�ำศพั ท์
พจนานุกรมมีค�ำศัพท์อยู่ทั้งหมดเป็นจ�ำนวน

ตารางที่ 2 คำ� ศัพทท์ ่ีมีพยญั ชนะ สระและความหมายที่ใกลเ้ คียงกบั ค�ำศัพทเ์ ดมิ ในภาษาจนี

ภาษาจีน ภาษาไทลอื้ สบิ สองปันนา ภาษาไทย

คำ� ศัพท์ สัทอักษรจีน (pinyin) สัทอกั ษรสากล ค�ำศัพท์ สทั อักษรสากล ความหมายของค�ำศพั ท์
抵 dǐ [ti214] ᦑᦲ [ti51]
笔 bǐ [pi214] ᦔᦲᧉ [pi13] ถึง

碗 wǎn [van214] ᦛᦱᦓᧈ [van35] ปากกา

干部 gàn bù ถว้ ย ชาม
[kan51pu51] ᦂᦱᧃᧈᦔᦴᧈ [kan35pu35] หน่วยปฎิบัตงิ านของ
องค์กร

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 231

ภาษาจีน ภาษาไทลื้อสบิ สองปนั นา ภาษาไทย

ค�ำศพั ท์ สทั อักษรจีน (pinyin) สัทอกั ษรสากล ค�ำศพั ท์ สทั อักษรสากล ความหมายของคำ� ศัพท์
搞 gǎo ᦅᧁ
[kɑu214] [kau51] ท�ำ
敢 gǎn [kan214] ᦅᦱᧃ [kan51]
赏 [ʂɑŋ214] ➀ ᦌᦱᦇ [saŋ51] ➀ กล้า

shǎng [san51] ᦌᦱᧃᧈ [san33] ให้รางวลั
散 sàn
第 dì [ti51] ᦎᦲᧈ [ti35] กระจาย

大礼 ᦎᦱᧈᦟ ท่ี
堂 ᦲᦒᦱᧂᧉ
dà lǐ táng [ta5¹li²¹4tʻɑŋ35] [ta35li51thaŋ11] ➁ ห้องประชมุ ใหญ่

人民 rén mín bì [jən35min35pi51] ᦵᦍᦲᧃᧉᧄ [jən11min51pi35] เงนิ หยวน
ᦲᧃᧉᦔᦲᧈ


地理 dì lǐ [ti51li214] ᦎᦲᧈᦟᦲ [ti33li35] ภูมิศาสตร์
duì [tui51] [tui35] ทีม
队 duì zhǎng ᦎᦼᧈ
ding [tui51tʂɑŋ214] [tui35tsaŋ51] หัวหน้าทีม
队长 tú ᦎᦼᧈᦋᦱᧂ ตะปู ประกบ
tuì [tiŋ35]
钉 tàng [tiŋ51] ᦎᦲᧂᧈ [thu55] ➁ ขีด ทา
涂 dǎng [tʻu35] ➁ ᦏᦴ [thui35] ➁ ถอย ถอน
退 tí [tʻui51] ➁ ᦏᦼᧈ [thaŋ35] ➁
烫 tuī [tʻɑŋ51] ➁ ᦏᦱᧂᧈ [taŋ51] ลวก
党 dǎ [tɑŋ214] ᦑᦱᧂ [thi11] ➁ พรรค กลุม่
提 dǐ [tʻi35] ➁ ᦒᦲᧉ [thui33] ➁
推 bù zhǎng [tʻui55] ➁ ᦒᦼᧈ ถือ หิว้
打 bǔ ᦑᦱ [ta51] ผลกั ดนั
抵 bàn [ta214] [ti51]
部长 bàn fǎ [ti55] ᦑᦲ ตี
补 [pu51tʂɑŋ214] ➀ ᦔᦴᧈᦋᦱᧂ [pu35tsaŋ51] ➀ ยนั เอาไว้
办 หวั หน้าหน่วย
办法 [pu214] ᦗᦴ [pu51] เพิ่มเติม
[pan51] [pan35]
[pan51fa214] ᦔᦱᧃᧈ [pan35fa33] ท�ำ
วิธี
ᦔᦱᧃᧈᦚᦱᧉ

232 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ภาษาจนี ภาษาไทล้อื สบิ สองปันนา ภาษาไทย

ค�ำศัพท์ สทั อกั ษรจีน (pinyin) สัทอกั ษรสากล ค�ำศัพท์ สัทอกั ษรสากล ความหมายของคำ� ศัพท์
旁 páng [pʻɑŋ35] ᦗᦱᧂᧈ [paŋ33]
密码 mìmǎ [mi51ma214] ᦙᦲᧉᦙᦱ [mi11ma51] ขา้ ง

罚 fá [fa35] ᦚᦱᧉ [fa13] รหัสลับ

副 fù [fu51] ᦚᦴᧈ [fu35] ปรับ ลงโทษ

浮 fú [fu35] ᦝᦴ [fu51] รอง

防 fáng ᦝᦱᧂᧉ ลอย

[fɑŋ35] [faŋ11] ปอ้ งกัน

翻 fān [fan55] ᦝᦱᧃᧈ [fan33] พลิก
分 fēn [fən55] ᦵᦝᦲᧃᧈ [fən33]
烂 làn [lan51] ᦟᦱᧃᧈ [lan33] แบ่ง

压 yā [ja55] ᦊᦱᧉ [ja13] เปือ่ ยย่ยุ

样 yàng [jɑŋ51] ᦊᦱᦇᧈ [jaŋ35] กด

赏 [ʂɑŋ214] ➀ ᦌᦱᦇ [saŋ51] ➀ ตวั อย่าง แบบ

shǎng ใหร้ างวัล
告 gào [kau51] ᦂᦱᧁᧈ [kau35]
บอก

หมายเหตุ: ➀ ʂ กบั s เป็นเสยี งขนุ่ กับเสยี งใส ตา่ งตา่ งกนั เพยี งเรอ่ื งเสยี งขนุ่ เสยี งใสหรอื เสยี งหนกั
➁ tʻกับ th เป็นเสียงเบากับเสียง เสยี งเบา เสยี งวรรณยกุ ตอ์ าจมกี ารเปลย่ี นแปลงไป
หนักออกล�ำคอจากตารางข้างต้นสามารถแยกค�ำ จากเดมิ แตค่ วามหมายของคำ� ศพั ทย์ งั คงเหมอื นกบั
ศพั ทอ์ อกเป็นสองกลมุ่ ดังนี้ คำ� ศพั ทเ์ ดมิ ในภาษาจนี เชน่ คำ� ศพั ทใ์ นภาษาจนี คำ�
1.1 กลุ่มเสียงพยญั ชนะ สระ ความหมาย วา่ 赏shǎng[ʂɑŋ214] แปลว่าให้รางวลั ในภาษา
ของคำ� ศพั ทย์ งั คงเหมอื นกบั คำ� ศพั ทเ์ ดมิ ในภาษาจนี ไทล้ือออกเสียงเป็น ᦌᦱᦇ[saŋ51] ซึ่งต่างกันเพียง
แต่เสียงวรรณยุกต์อาจมีการเปล่ียนแปลงไปจาก เสียงขุ่นกับเสียงใสของพยัญชนะเท่าน้นั
เดิม เช่นค�ำศัพท์ในภาษาจีนค�ำว่า 笔bǐ[pi214] 2. กลมุ่ คำ� ศพั ทท์ มี่ เี สยี งพยญั ชนะเหมอื น
แปลวา่ ปากกา เสยี งสทั อกั ษรสากลในภาษาไทลอื้ หรือใกล้เคียงกับค�ำศัพท์เดิมในภาษาจีน แต่เสียง
กอ็ อกเสยี งเปน็ ᦔᦲᧉ[pi13] สระเปล่ียนแปลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ค�ำศัพท์
1.2 กลุม่ เสียงพยญั ชนะ สระใกล้เคยี งกับ กลมุ่ นจ้ี ะหมายถงึ คำ� ศพั ทท์ ม่ี เี สยี งพยญั ชนะเหมอื น
คำ� ศพั ทเ์ ดมิ ในภาษาจนี โดยพยญั ชนะหรอื สระแตก หรอื ใกลเ้ คยี งกบั คำ� ศพั ทเ์ ดมิ ในภาษาจนี โดยในคำ�

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 233

ศัพท์ที่มีเสียงใกล้เคียงกับค�ำศัพท์เดิม พยัญชนะมี เทา่ นนั้ แตใ่ นดา้ นของเสยี งสระมคี วามเปลย่ี นแปลง
ลักษณะท่ีแตกต่างกันในด้านของเสียงขุ่นเสียงใส จากเดิมอย่างเห็นได้ชัดและเสียงวรรณยุกต์มีการ
หรอื เสยี งหนกั เสยี งเบาของพยญั ชนะเพยี งเลก็ นอ้ ย เปลย่ี นแปลงในบางค�ำ มจี ำ� นวน 22 ค�ำศัพท์
ตารางท่ี 3 คำ� ศพั ท์ทม่ี ีเสียงพยญั ชนะเหมือนหรอื ใกล้เคยี งกบั ค�ำศัพทเ์ ดมิ ในภาษาจนี

ภาษาจีน ภาษาไทลอ้ื สบิ สองปนั นา ภาษาไทย

ค�ำศพั ท์ สัทอกั ษรจนี (pinyin) สัทอกั ษรสากล คำ� ศัพท์ สัทอักษรสากล ความหมายของคำ� ศพั ท์
角 [tsiau214] ᦵᦈ
jiǎo [tse55] มุม แหลม

甩 shuǎi [ʂuæi214] ➀ ᦉᦻᧈ [sai35] ➀ โยน เหวย่ี งทิ้ง

县 xiàn [siɛn51] ᦶᦉᧃᧈ [sɛn35] อ�ำเภอ
用 yòng [juŋ51] ᦊᦳᦇᧈ [juŋ35]
加 jiā [tsiᴀ55] ᦋᦱᧈ [tsa33] ใช้

指 [tʂʅ214] ➀ ᦋᦲᧉ [tsi11] ➀ เพ่ิม

争 zhǐ ชี้ ทศิ ทาง
[ʈʂəŋ55] ➀ ᦋᦲᦇ [tsiŋ51] ➀ ทะเลาะ แยง่ ชงิ
元(货 zhēng [jɛn35] ᦶᦍᧃᧉ [jɛn11]
币单
位) yuán หยวน (เงนิ สกุลจนี )

店 diàn [tiɛn51] ᦶᦎᧃᧈ [tɛn35] ร้าน
抬 tái [tʻæi35] ➁ ᦒᦻᧉ [thai11] ➁ ยกขึ้น
庙 miào [miɑu51] ᦶᦖᧁᧈ [mɛu35]
面 miàn [miɛn51] ᦶᦖᧃᧈ [mɛn35] วดั

公粮 ᦷᦅᦇᧈ เส้นก๋วยเตี๋ยว
ᦶᦟᦇᧉ
工具 gōng liáng [kuŋ55liɑŋ35] [koŋ33lɛŋ11] ภาษผี ลเก็บเก่ียว
工人 (ท่ตี อ้ งจ่ายให้รฐั )
公安 gōng jù [kuŋ55tsy51] ᦷᦅᦇᧈᦈᦲᧈ [koŋ33tsi35]
局 gōng rén [kuŋ55jən35] เครอ่ื งมอื
gōng ān jú ᦷᦅᦇᧈᦍᦲᧃᧈ [koŋ33jən33] กรรมกร
[kuŋ55ʔan55tsy35] สถานตี ำ� รวจ
ᦷᦅᦇᧈᦁᦱ [koŋ33ʔan33tsiu11]
ᧃᧈᦋᦲᧁᧉ

公社 gōng shè [kuŋ55ʂɤ51] ➀ ᦷᦅᦇᧈᦵᦉᦲᧈ [koŋ33sə35] ➀ ระบบการปกครองแบบ
คอมมวิ นิสต์

234 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ภาษาจนี ภาษาไทล้ือสิบสองปันนา ภาษาไทย

คำ� ศพั ท์ สทั อกั ษรจนี (pinyin) สทั อกั ษรสากล ค�ำศัพท์ สัทอักษรสากล ความหมายของค�ำศพั ท์
工作
组 gōng zuò zǔ [kuŋ55ʦuo51ʦu214] ᦷᦅᦇᧈᦋᦸᧉᦋᦴ [koŋ33tsɔ11tsu51] กลุ่มคณะท�ำงาน

秒 miǎo [miɑu214] ᦶᦙᧁ [mɛu51] วนิ าที
稳 wěn [vɯn51] ม่ันคง
mǎ kè sī [vun214] ᦞᦹᧃ มารก์ ซ์เลนิน
马克 [ma51xə11sɯ33]
思 [ma214xʻɤ51sɿ55] ᦙᦱᦵᦆᦲᧉᦌᦹᧈ

安排 ān pái [ʔan55pʻæi35] ➁ ᦁᦱᦓᧈᦘᦻᧉ [ʔan33phai11] ➁ วางแผน

หมายเหต:ุ ➀ ʂ กับ s เปน็ เสยี งขนุ่ กบั สัทอักษรของไทลื้อเขียนว่า ᦋᦲᦇ[tsiŋ51] ซึ่ง
เสียงใส พยญั ชนะในระบบเสยี งในภาษาจนี [ʈʂ] มกี ารออก
➁ tʻกบั th และเสยี ง pʻกบั เป็นเสียงขุ่น การออกเสียงจะต้องใช้กลางล้ินแตะ
ph เปน็ เสยี งเบากบั เสยี งหนกั ออกลำ� คอ จากตาราง ทเ่ี พดานปากแลว้ พน่ ลมออกมา สว่ นในภาษาไทลอื้
ขา้ งตน้ สามารถแยกคำ� ศพั ทอ์ อกเปน็ สองกลมุ่ ดงั นี้ ใชเ้ สยี งตวั ᦋ[ts] เปน็ เสยี งใสแทน ในดา้ นของเสยี ง
2.1 กลุ่มเสยี งพยญั ชนะยังคงเหมอื นเดิม สระ ภาษาจนี ใชเ้ สยี ง [-əŋ] ซงึ่ เสยี ง [-əŋ] ถอื เปน็
แต่สระมีการเปล่ียนแปลงไป เช่น ค�ำว่า 秒 เสยี งสระในภาษาจนี แตใ่ นภาษาไทลอื้ ใชเ้ สยี ง [-iŋ]
[miɑu214] ในภาษาไทล้ือออกเสียงว่า ᦶᦙᧁ ในภาษาไทลื้อเสียง [-i] เป็นเสียงสระ ส่วนเสียง
[mɛu51] จะเห็นได้ว่า ภาษาไทลื้อออกเสียง [-ŋ] เป็นเสยี งพยญั ชนะท้าย
พยัญชนะยังคงเป็นเสียง [m] เหมือนภาษาจีน 3. กลุ่มค�ำศัพท์ที่มีเสียงสระและความ
แต่เสียงสระเปลี่ยนจาก [-iɑu] เป็น [-ɛu] หมายเหมือนกับค�ำศัพท์ในภาษาจีน แต่เสียง
2.2 กลมุ่ เสยี งพยญั ชนะทม่ี เี สยี งใกลเ้ คยี ง พยญั ชนะเปลย่ี นแปลงไปจากเดมิ กลุม่ นีจ้ ะมเี สยี ง
กับค�ำศัพท์เดิม แต่เสียงสระมีการเปล่ียนแปลงไป พยญั ชนะ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยา่ งเหน็ ได้ชัด
จากเดิม เกิดจากเสียงในภาษาจีนบางเสียงไม่มี และเสียงวรรณยุกต์ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงใน
ในภาษาไทล้ือ จึงมีการใช้เสียงท่ีใกล้เคียงแทน บางค�ำ แต่ในด้านเสียงสระและความหมายยัง
อย่างค�ำว่า 争[ʈʂəŋ55] รูปอักษรและเสียง เหมือนกบั ค�ำศพั ทใ์ นภาษาจีนมจี ำ� นวน 9 ค�ำศัพท์

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 235

ตารางที่ 4 ค�ำศัพทท์ ี่มเี สยี งสระและความหมายเหมอื นกบั ค�ำศัพทใ์ นภาษาจีน

ภาษาจนี ภาษาไทล้อื สิบสองปันนา ภาษาไทย

ค�ำศัพท์ สทั อกั ษรจีน (pinyin) สทั อกั ษรสากล ค�ำศพั ท์ สัทอกั ษรสากล ความหมายของค�ำศพั ท์
会 huì [xwui51] ᦃᦼᧈ [xui35]
印 yìn [ʔin51] ᦊᦲᧃᧈ [jin35] สมาคม ชมุ นมุ

查 chá [tʂʻa35] ᦌᦱᧉ พมิ พ์

棋 qí [ʨʻi35] ᦌᦲᧉ [sa11] ตรวจสอบ

企业 [si11] หมากรกุ
[ʨʻi214jɛ51] ᦌᦲᧈᦵᦓᧉ [si33nɛ11]
qǐ yè วิสาหกจิ
瘾 yǐn ᦍᦲᧃ
[ʔin214] [jin51] อยาก ตดิ

旗 qí [ʨʻi35] ᦒᦲᧉ [thi11] ธง
不 bù [pu51] ᦢᦳ [bu55]
铃 líng [liŋ35] ᦢᦲᧂ [biŋ55] ไม่

กระดงิ่ กร่ิง

3. สรุป พยัญชนะและสระในภาษาจีนมีตัวพยัญชนะและ
สระบางตัวท่ีมีเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะจึงท�ำให้
ค�ำศัพท์ท่ีเป็นค�ำยืมภาษาจีนร่วมสมัย ตอ้ งใชเ้ สยี งใกลเ้ คยี งทร่ี ะบบเสยี งในภาษาไทลอ้ื สบิ
ถูกคัดออกมาจากพจนานุกรมอักษรไทลื้อสิบสอง สองปันนามีอยู่แทนที่เสียงน้ันๆ
ปนั นาเปน็ จำ� นวนท้ังหมด 71 คำ� โดยค�ำศัพท์ทีถ่ ูก สงิ่ ทนี่ า่ ศกึ ษาตอ่ ไปไดแ้ ก่ นอกจากคำ� ศพั ท์
คัดออกมานี้เป็นค�ำศัพท์ที่ถูกจัดให้เป็นค�ำที่มีเสียง ที่เป็นค�ำยืมภาษาจีนท่ีถูกเลือกออกมาจากใน
พยัญชนะ สระและความหมายท่ีเหมือนหรือ หนงั สอื พจนานกุ รมอกั ษรไทลอ้ื สบิ สองปนั นา (ใหม)่
ใกล้เคียงกับค�ำศัพท์เดิมในภาษาจีน จ�ำนวน 40 อาจศึกษาในหัวข้อวิวัฒนาการค�ำยืมจากภาษาจีน
ค�ำศัพท์ ค�ำศัพท์ที่มีเสียงพยัญชนะเหมือนหรือ แตม่ คี วามหมายและรปู เสยี งทเี่ ปลยี่ นไปในอนาคต
ใกล้เคียงกับค�ำศัพท์เดิมในภาษาจีน แต่เสียงสระ
เปล่ียนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด มีจ�ำนวน 4. องคค์ วามรทู้ ่ไี ด้รบั
22 คำ� ศพั ท์ คำ� ศพั ทท์ มี่ เี สยี งสระเหมอื นกบั คำ� ศพั ท์
เดิมในภาษาจีนแต่เสียงพยัญชนะเปล่ียนแปลงไป ชาวไทลื้อสิบสองปันนาถือเป็นกลุ่ม
จากเดมิ จำ� นวน 9 คำ� ศพั ท์ โดยเสยี งพยญั ชนะและ ชาติพันธุ์หนึ่งในประเทศจีนมีภาษาและตัวอักษร
สระท่ีใกล้เคียงกับค�ำศัพท์เดิมเกิดจากระบบเสียง ของตวั เอง ในปจั จบุ นั ภาษาและอกั ษรไทลอื้ สบิ สอง

236 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ปนั นายงั คงถกู ใชใ้ นกลมุ่ ชาวไทลอ้ื ในเขตพนื้ ทเ่ี มอื ง และจากการท่ีในระบบค�ำศัพท์ของชาวไทลื้อสิบ
สิบสองปนั นา แตเ่ นอ่ื งด้วยปัจจบุ ันประเทศจีนมนี สองปันนายังไม่มีค�ำศัพท์เฉพาะหรือค�ำศัพท์ใหม่
โยบายให้ใช้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาทางราชการ ทเ่ี กดิ ขนึ้ การศกึ ษาครง้ั นจ้ี งึ ทำ� ใหม้ กี ารใชค้ ำ� ยมื ของ
ท�ำให้ชาวไทล้ือสิบสองปันนาเกิดความใกล้ชิดกับ ภาษาจนี การศกึ ษาคำ� ยมื ภาษาจนี รว่ มสมยั ในภาษา
ภาษาจนี อกี ทง้ั สงั คมจนี ทม่ี กี ารพฒั นาอยา่ งไมห่ ยดุ ไทลื้อสิบสองปันนา ถือเป็นการพัฒนาความรู้ใหม่
หย่อน มวี ิทยาการท่กี า้ วหน้า จงึ ท�ำใหเ้ กดิ คำ� ศพั ท์ ท�ำให้เข้าใจประเภทและลักษณะของค�ำศัพท์ร่วม
เฉพาะและค�ำศัพท์ใหม่ๆ ข้ึนในค�ำศัพท์ภาษาจีน สมยั ท่เี กดิ ขึน้ ใหม่มากยิ่งขนึ้

References

Cuirong, Y. and Meizhen, L. (2003). The basic of Dai languages. Beijing : Min Zu Publishing.
Lingyun, W. and Qiusheng, Z. (1981). Dai Language in Xishuangbanna. Yunnan : Yunnan

Min Zu Publishing.
Yaowen, Z. and Meizhen, L. (2001). Dai Language Dialect Research. Beijing : Min Zu

Publishing.

ความยตุ ิธรรมของเปาบนุ้ จ้นิ ในมุมมองเชงิ พทุ ธ*
Justice of Bao Qing Tian in The Buddhist View

พระณฐั กิต มหิสสฺ โร (อนรุ กั ษต์ ระกลู ) และศิรโิ รจน์ นามเสนา
Phra Natthakit Mahissaro (Anuruktrakoon) and Sirirote Namsena

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตนครสวรรค์
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakhonsawan Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

ความยุติธรรมของเปาบุ้นจิ้น ตามมุมมองค�ำสอนทางพระพุทธศาสนามีความสอดคล้องในเรื่อง
กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ เรียกว่า นิยาม 5 โดยเฉพาะหลักกรรมนิยาม คือ กฎแห่งการให้ผลของกรรม
อีกทงั้ คณุ ธรรมท่ีทำ� ใหเ้ กิดความยุติธรรมในเปาบนุ้ จิ้น คอื การปราศจากอคติ 4 คือ การปราศจากความ
ล�ำเอยี ง ดว้ ยเหตผุ ลที่วา่ เพราะรกั ไม่ชอบ หลง และกลวั
บทความน้ีให้ความสนใจในประเด็น ความยุติธรรมของเปาบุ้นจ้ินบนพื้นฐานมุมมองเชิงพุทธ
เพราะเม่อื ศกึ ษาโดยภาพรวมยอ่ มเห็นถงึ หลกั ค�ำสอนทางพระพุทธศาสนาที่มีความสอดคล้องกบั ประเดน็
ดงั กลา่ ว ทำ� ใหเ้ กดิ แง่คิดอยา่ งเปน็ รูปธรรมตอ่ การศึกษาหลกั ธรรมมากขึ้น
คำ� ส�ำคญั : ความยุติธรรม; เปาบนุ้ จ้ิน; มุมมองเชิงพุทธ

Abstract

According to the view of Buddhist teachings on Justice Bao, it is defined to be
consistent with the five natural rules of karma. The moral causes of Justice Bao is without
prejudice 4, which means free from bias. For that reason, Justice Baodoesn't like love
and fear to affect their attention on the issue.
This article focus on the basis of Buddhist Perfective as a whole doctrine of Buddhism
is consistent with such issues causing concrete ideas on primary education to be more equitable.
Keywords: Justice; Bao Qing Tian; The Buddhist View

* ไดร้ ับบทความ: 24 ธันวาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 9 กันยายน 2563; ตอบรบั ตพี ิมพ:์ 10 กันยายน 2563
Received: December 24, 2018; Revised: September 9, 2020; Accepted: September 10, 2020

238 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

1. บทนำ� กับประเด็นดังกล่าว ท�ำให้เกิดแง่คิดอย่างเป็น
รูปธรรมต่อการศึกษามากขน้ึ
ภาพยนตรจ์ ีน เรอ่ื ง เปาบนุ้ จน้ิ ถือวา่ เปน็
ภาพยนตรท์ ไี่ ดร้ บั การเผยแพรอ่ อกอากาศมาอยา่ ง 2. ความยุติธรรม
ยาวนานและเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไม่จ�ำกัดวัยหรือ
เพศเปน็ ภาพยนตรท์ สี่ อดแทรกคณุ ธรรมแงค่ ดิ ตา่ งๆ มนุษย์น้ันถือเป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่รวม
ไวอ้ ยา่ งมากมาย โดยเนน้ ในการสรา้ งความยตุ ธิ รรม กนั เปน็ หมคู่ ณะเพอ่ื พงึ่ พาอาศยั กนั เมอ่ื มกี ารมาอยู่
ใหเ้ กดิ ขนึ้ ในสงั คมทกุ ชนชน้ั ยดึ ความถกู ตอ้ งในการ รวมกนั กต็ อ้ งมกี ารปฏบิ ตั ติ อ่ กนั ซง่ึ แตล่ ะคนกจ็ ะมี
ด�ำเนินงาน เพราะวา่ เปน็ เร่อื งยากท่ีบุคคลธรรมดา แนวทางในการปฏบิ ตั ทิ แี่ ตกตา่ งกนั ไป เพราะธรรมชาติ
ทั่วไปจะสามารถกระท�ำได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีความ ของมนษุ ยน์ นั้ ลว้ นแสวงหาความสขุ หลกี หนคี วาม
เอนเอียงไปตามพวกพ้องหรือกระแสสังคม ทกุ ข์ด้วยกนั ทัง้ สน้ิ การกระท�ำบางอย่างอาจกอ่ ให้
แต่ภาพยนตร์น้ีตรงข้ามกัน สร้างคุณสมบัติของ เกิดการกระทบกระทั่งต่อเพื่อนมนุษย์ จ�ำเป็นจะ
ตัวละคร คือ เปาบุ้นจิ้น ให้มีความเที่ยงธรรม ต้องมีกฎกติกาท่ีจะอยู่ร่วมกันในสังคมเพื่อให้เกิด
จนกลายเปน็ เทพเจา้ แหง่ ความยตุ ธิ รรมของชาวจนี ความปกติสุข หลักคุณธรรมท่ีเป็นแม่แบบของ
รบั เรอื่ งรอ้ งทกุ ข์ คนื ความเปน็ ธรรมใหก้ บั ผเู้ ดอื ดรอ้ น แนวทางในการปฏบิ ตั นิ นั้ คอื ความยตุ ธิ รรมเปน็ หลกั
สะท้อนให้เห็นค�ำสอนหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา ทลี่ ะเอยี ดออ่ นหากไมส่ ามารถเขา้ ใจความหมายค�ำนี้
อยา่ งเดน่ ชดั ในเรอื่ ง การใหผ้ ลของกรรมซง่ึ เปน็ หลกั ก็ไม่อาจเข้าใจหลักคุณธรรมอ่ืนๆ ได้ อีกทั้งความ
ธรรมท่ีพระพทุ ธองค์ทรงสงั่ สอนไว้เมอ่ื สองพนั กว่า ยตุ ิธรรมเปน็ ชว้ี ดั ใหเ้ กิดความเสมอภาคในสงั คมได้
ปที ี่ผา่ นมาความวา่ สัตวโ์ ลกย่อมเป็นไปตามกรรม จะทกุ คนตา่ งก็จะเคารพสิทธิซ่งึ กันและกัน
หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรม ความยุติธรรม ในบริบททางตะวันตก
เปน็ เครอื่ งผกู พัน เปรียบเหมือนรถท่แี ล่นไปมีหมุด แยกเป็น 2 ค�ำ คอื ยุติ และ ธรรม ตคี วามตามตวั
เป็นเคร่อื งตรงึ ไว้ ฉะนนั้ (Tipitaka 25/660/654) อกั ษรได้วา่ เป็นธรรมอนั นำ� ไปส่คู วามยุติ คอื จบลง
แสดงใหเ้ หน็ วา่ ความยตุ ธิ รรมในทางพระพทุ ธศาสนา แหง่ เร่อื งราว John Lawl กลา่ วไว้ว่า Justice is
นั้นหมายถึงเรื่องการให้ผลของกรรมเป็นเครื่อง conditions of fair equality of opportunity
ตดั สนิ ของชวี ติ ในแตล่ ะบคุ คล ไมว่ า่ จะประพฤตติ น (KeshaKcnp, 2018)
ไปในทางใด ย่อมมีเครื่องตอบสนองรอการให้ผล ความยุติธรรมในบริบทของสังคมไทย
อย่นู ั่นเอง ราชบัณฑิตสถานได้ค�ำจ�ำกัดความว่า “น. ความ
บทความนม้ี งุ่ เนน้ ใหค้ วามสนใจในประเดน็ เที่ยงธรรม ความชอบธรรม ความชอบดว้ ยเหตุผล
ความยุติธรรมของเปาบุ้นจิ้น บนพ้ืนฐานมุมมอง ว.ความเท่ียงธรรม ความไม่เอนเอียงเข้าข้างใด
เชงิ พุทธ เพราะเม่อื ศกึ ษาโดยภาพรวมยอ่ มเหน็ ถงึ ข้างหนึ่ง ชอบด้วยเหตุผล” (Rātchabandit
หลกั คำ� สอนทางพระพทุ ธศาสนาทมี่ คี วามสอดคลอ้ ง tayasathān, 2003 : 911)

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 239

จะเห็นได้ว่า การนิยามความหมายของ อโหสิกรรม กรรมเลกิ ใหผ้ ล ไมม่ ผี ลอกี
คำ� ว่า ความยตุ ิธรรม ลว้ นต้งั อยู่บนพนื้ ฐานแนวคิด หมวดที่ 2 ว่าโดยกจิ คือจำ� แนกการใหผ้ ล
ค�ำสอนทางพระพุทธศาสนา ในการนิยามศัพท์ ตามหนา้ ที่ 5) ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกดิ กรรมท่ี
ใช้หลักของเหตุและผล มีกฎเกณฑ์แห่งศีลธรรม เปน็ ตวั นำ� ไปเกดิ 6) อปุ ตั ถมั ภกกรรม กรรมสนบั สนนุ
เปน็ ตวั ชวี้ ดั กรรมท่ีเข้าช่วยสนับสนุนหรือซ้�ำเติมต่อจากชนก
กรรม 7) อปุ ปฬี กกรรม กรรมบบี คน้ั กรรมทม่ี าใหผ้ ล
3. ความยตุ ธิ รรมในทางพระพุทธศาสนา บีบค้ันผลแห่งชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมนั้น
ใหแ้ ปรเปลย่ี นทเุ ลาลงไป บนั่ ทอนวบิ ากมใิ หเ้ ปน็ ไป
ความยุติธรรมในทางพระพุทธศาสนามี ไดน้ าน และ 8) อุปฆาตกกรรมกรรมตดั รอน กรรม
ความหมายสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางธรรม ทแี่ รง ฝา่ ยตรงขา้ มกบั ชนกกรรม และอปุ ตั ถมั ภกกรรม
ธรรมชาติ (Phramaha Hansa Dhammahaso, เขา้ ตดั รอนการใหผ้ ลของกรรมสองอยา่ งนน้ั ใหข้ าด
2013 : 1-10) เรียกว่า นยิ าม 5 หมายถึง กำ� หนด ไปเสยี ทเี ดยี ว เชน่ เกดิ ในตระกลู สงู มง่ั คง่ั แตอ่ ายสุ น้ั
แน่นอน ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของ หมวดที่ 3 ว่าโดยปากทานปริยาย คือ
ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ (Phra Brahmagunabhorn จ�ำแนกตามความยักเยื้องหรือล�ำดับความแรงใน
(P.A. Payutto), 2008 : 166) ประกอบดว้ ย การใหผ้ ล 9) ครกุ รรม กรรมหนกั ใหผ้ ลกอ่ น ไดแ้ ก่
1. อุตุนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับ สมาบัติ 8 หรือ อนันตริยกรรม 10) พหุลกรรม
อุณหภูมิหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ โดย หรอื อาจณิ ณกรรม กรรมทำ� มากหรอื กรรมชนิ ใหผ้ ล
เฉพาะดนิ นำ้� อากาศ และฤดกู าล อนั เปน็ สงิ่ แวดลอ้ ม รองจากครกุ กรรม 11) อาสนั นกรรม กรรมจวนเจยี น
สำ� หรับมนษุ ย์ หรือกรรมใกล้ตาย คือกรรมท�ำเมื่อจวนจะตาย
2. พีชนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการ จบั ใจอยใู่ หมๆ่ ถา้ ไมม่ ี 2 ขอ้ กอ่ น กจ็ ะใหผ้ ลกอ่ นอน่ื
สืบพนั ธ์ุ มีพันธกุ รรม เปน็ ตน้ และ 12) กตัตตากรรมหรือกตัตตาวาปนกรรม
3. จติ ตนยิ าม กฎธรรมชาตเิ กี่ยวกบั การ กรรมสกั วา่ ทำ� กรรมทที่ ำ� ไวด้ ว้ ยเจตนาอนั ออ่ นหรอื
ท�ำงานของจิต มใิ ชเ่ จตนาอยา่ งนนั้ โดยตรง ตอ่ เมอื่ ไมม่ กี รรมอน่ื ให้
4. กรรมนิยาม กฎธรรมชาติเก่ียวกับ ผลแล้วกรรมนี้จึงจะให้ผล (Phra Kittiwuttho
พฤติกรรมของมนุษย์ คือ กระบวนการให้ผลของ Bhikkhu, 2014 : 48-49) การใหผ้ ลของกรรมถือ
การกระท�ำ เป็นเร่ืองของความยุติธรรมที่สุดเพราะเป็นไปกฎ
หมวดท่ี 1 วา่ โดยปากกาล คอื จำ� แนกตาม ทางธรรมชาติ
เวลาที่ใหผ้ ล 1) ทฏิ ฐธรรมเวทนียกรรมกรรมให้ผล 5. ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับ
ในปจั จบุ นั คอื ในภพนี้ 2) อปุ ปชั ชเวทนยี กรรมกรรม ความสัมพันธ์และอาการท่ีเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน
ใหผ้ ลในภพทจ่ี ะไปเกดิ คอื ในภพหนา้ 3) อปราปรยิ แห่งสง่ิ ท้ังหลาย
เวทนียกรรมกรรมให้ผลในภพต่อๆ ไป และ 4)

240 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

4. ความยุตธิ รรมของเปาบนุ้ จน้ิ กำ� นลั หรอื เหน็ แกว่ งศาคณาญาติ สรปุ สนั้ ๆ วา่ เหน็
แก่ประโยชนส์ ่วนตนและพวกพอ้ ง ท�ำใหเ้ กดิ ความ
ขอ้ มลู ทางประวตั ศิ าสตรร์ ะบวุ า่ เปาบนุ้ จน้ิ อยตุ ธิ รรมขน้ึ ในสงั คม แตเ่ ปาบนุ้ จนิ้ หาเปน็ เชน่ นนั้ ไม่
ชือ่ คือ เจิ่ง แซ่ คอื เปา มีชีวติ อยู่ในช่วงระยะเวลา ซ่งึ จะได้ศกึ ษาถงึ รายละเอยี ด ตามลำ� ดบั ดงั น้ี
ตง้ั แต่ 11 เมษายน ค.ศ. 999-20 พฤษภาคม ค.ศ. 1. คดีประหารมังกร เน้ือเรื่องโดยย่อ
1062 เป็นข้าราชการชาวจีนในรัชสมัยจักรพรรดิ หลังจากที่เหยินจงฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์แล้ว
เหรนิ จงแหง่ ราชวงศซ์ ง่ ของจกั รวรรดจิ นี 25 ปที รี่ บั เปาบุ้นจ้ินก็ได้รับการเล่ือนขั้นเลื่อนต�ำแหน่งเป็น
ราชการน้ัน เปา เจิ่ง แสดงออกซึ่งความซ่ือสัตย์ นายอำ� เภอไคฟง ในเวลานนั้ เฉนิ โจวประสบภยั พบิ ตั ิ
สุจริตและเป็นกลางมาโดยตลอด ซึ่งได้ริเริ่มการ ธรรมชาติ ประชาชนหิวโหยทุกข์ยากล�ำบากแสน
เปล่ียนแปลงหลายประการในระบบราชการเพ่ือ สาหสั ผงั อี้ ลกู ชายของราชครผู งั จไี๋ ดร้ บั พระบญั ชา
อ�ำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความ ให้น�ำเสบียงอาหารและเงินทองน�ำไปช่วยเหลือ
เดือดร้อน ท�ำให้เขาได้รับการยกย่องจนกลายเป็น ผู้ประสบภัย แต่ผังอี้กลับฉ้อราษฏร์บังหลวงท�ำให้
ต�ำนาน จารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์มาอย่าง ประชาชนเดอื ดรอ้ นมากขนึ้ ขา่ วนแ้ี พรส่ ะพดั ไปถงึ
ยาวนานเปาเจงิ่ ยงั ไดร้ บั ฉายาวา่ เปาชงิ เทยี น แปล เมืองหลวง บรรดาขุนนางในราชส�ำนักต่างพากัน
ว่า เปาผู้ท�ำให้ฟ้ากระจ่าง เพราะหมายถึงได้ช่วย ถวายฎกี าเพอื่ ใหส้ บื เรอื่ งเงนิ ชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบภยั
เหลือคนธรรมดาสามัญให้รอดพ้นจากการฉ้อ เหยินจงฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเปาบุ้นจิ้นเป็นผู้แทน
ราษฎรบ์ งั หลวง อำ� นาจอทิ ธพิ ลตา่ งๆ จงึ เปน็ สาเหตุ พระองค์ไปสืบหาความจริง ท้ังยังทรงประทาน
ทถ่ี กู เลา่ ขานผา่ นตวั หนงั สอื ของชาวจนี เปน็ หนงั สอื เครอื่ งประหารทปี่ ระหารแลว้ คอ่ ยทลู รายงาน ไดแ้ ก่
ชอ่ื “เปา-เลง่ -ถ-ู กง-อน้ั เปาบนุ้ จน้ิ ” (Yong, 2006) เครื่องประหารหัวมังกร เคร่ืองประหารหัวพยัคฆ์
จากน้ันถูกถา่ ยทอด เป็นบทประพนั ธง์ ้ิว (Idema, และเคร่ืองประหารหัวสุนัข ให้เปาบุ้นจ้ินด้วยผังอ้ี
2010) และในทส่ี ุดเป็นภาพยนตรใ์ ห้คนรนุ่ หลังได้ ล�ำพองที่พ่อของตนเป็นถึงราชครูและน้องสาว
รบั ชม เพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ ความยตุ ธิ รรมของเปาบนุ้ จน้ิ เป็นถึงพระสนม ดังนั้นจึงไม่เห็นเปาบุ้นจ้ินอยู่ใน
ทกุ คดที เี่ กดิ ขน้ึ สามารถคลคี่ ลายไดท้ กุ คดี คนื ความ สายตา เปาบุ้นจิ้นได้รับความช่วยเหลือจากกงซุน
เปน็ ธรรมใหก้ ับผู้ร้องทกุ ข์ เชอ่ ทมี่ สี ตปิ ญั ญาดแี ละจน่ั เจา จอมยทุ ธใ์ ตท้ เ่ี กง่ กลา้
ซงึ่ ในบทความชนิ้ นจี้ ะยกตวั อยา่ งคดที เี่ กดิ สืบหาหลักฐานการกระท�ำความผิดของผังอ้ี
ขน้ึ ทถี่ กู ถา่ ยทอดผา่ นภาพยนตร์ (Justice Pao 1993 จนผังอี้ถูกประหารด้วยเคร่ืองประหารหัวมังกร
TV series) มาเปน็ กรณศี กึ ษา คือ 1) คดีประหาร ราชครูผงั จี๋ และพระสนมผังต่างพากนั ทูลเหยินจง
มังกร 2) คดีเส้ือไขม่ กุ 3) คดปี ระหารเปาเหมี่ยน ฮ่องเต้ถงึ ความร้ายกาจของเปาบุน้ จน้ิ จัน่ เจาลอบ
เพราะ 3 คดแี สดงถงึ ความยุติธรรมของเปาบุน้ จิน้ เข้าวังหลวงยามวิกาลเพ่ือทูลความจริงต่อเหยินจง
ได้อย่างชัดเจน โดยมากคนท้ังหลายจะกลัวต่อ ฮอ่ งเต้ นึกไมถ่ งึ วา่ เหยนิ จงฮ่องเต้ไมเ่ พยี งไมเ่ อาผิด
อ�ำนาจผู้มีอิทธิพล หรือเห็นแก่ทรัพย์สมบัติของ


Click to View FlipBook Version