The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 241

จั่นเจา ทั้งยังแต่งตั้งจั่นเจาเป็นองครักษ์ขั้นส่ีฉายา หรอื ใชข้ องกำ� นลั ตดิ สนิ บน กไ็ มส่ ามารถบดิ บงั เรอื่ ง
“แมวหลวง” อกี ด้วย นน้ั ได้
คดนี ี้แสดงถงึ ความยุตธิ รรมไม่วา่ ผู้กระท�ำ 3. คดีประหารเปาเหมี่ยน เนื้อเรื่องโดย
ความผิดจะมีอ�ำนาจวาสนาเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่ ย่อ ตอนท่ีเปาบุ้นจิ้นเกิดมา แม่ไม่มีนมเลี้ยงดู
สามารถหลกี หนคี วามผดิ ของตนเองไปได้ ยอ่ มตอ้ ง จงึ ไปขอนำ้� นมจากซอ้ ใหญแ่ มข่ องเปาเหมยี่ นซงึ่ เกดิ
ไดร้ ับผลตอบสนอง มาในเวลาไล่เลี่ยกัน เปาบุ้นจ้ินและเปาเหมี่ยน
2. คดีเส้ือไข่มุก เน้ือเร่ืองโดยย่อ อ้ายหู่ อาหลานเติบโตมาด้วยกัน เปาบุ้นจิ้นเห็นซ้อใหญ่
ตดิ ตามเปาบนุ้ จนิ้ และพวกเดนิ ทางกลบั เมอื งหลวง ดุจดั่งแม่บังเกิดเกล้าโดยเรียกนางว่าแม่ต่อมา
ระหว่างทางฝนตกติดต่อกันไม่หยุด คันก้ันน้�ำท่ี เปาเหมี่ยนเข้ารับราชการมีหน้าท่ีดูแลการผลิต
สรา้ งขนึ้ ใหมท่ แี่ มน่ ำ�้ ไชเ่ หอ ดว้ ยความรนุ แรงของนำ้� เกลอื แตก่ ลบั อาศยั อำ� นาจหนา้ ทแ่ี สวงหาประโยชน์
จึงพังทลาย ท�ำให้เรือกสวนไร่นาบ้านเรือนของ สว่ นตวั เปาบนุ้ จน้ิ สบื หาความจรงิ พบวา่ เปาเหมยี่ น
ประชาชนเสียหายและประชาชนตายเป็นจ�ำนวน ฉ้อราษฏร์บังหลวง พร้อมท้ังหลักฐานแน่นหนา
มาก เหยินจงฮ่องเต้ทรงกร้ิวจึงมีพระบัญชาให้ หลังจากที่ราชครูผังจ๋ีรู้เรื่องน้ีจึงคิดแก้แค้นให้ผังอี้
เปาบุ้นจิ้นสืบหาสาเหตุท่ีคันกั้นน้�ำพังทลายลงมา ลูกชายของตน เปาบุ้นจ้ินเห็นแก่ความถูกต้องจึง
สาเหตุท่ีแท้เพราะสีหมิงท่ีเคยรับราชการเป็น ลงโทษประหารเปาเหมี่ยนการตัดสินลงโทษ
ราชเลขา หลงั จากทสี่ หี มงิ เกษยี ณอายรุ าชการแลว้ ประหารชวี ติ เปาเหม่ยี น เป็นเหตุให้เปาบุ้นจน้ิ เป็น
ก็สมคบคิดกับผู้รบั เหมาก่อสรา้ งคันก้นั น้�ำ ยกั ยอก ที่เกลียดชังของญาติพ่ีน้อง เหยินจงฮ่องเต้จึงทรง
งบประมาณ ลดคุณภาพของวัสดุ จึงท�ำให้เกิด แนะน�ำเปาบุ้นจิ้นให้มอบคดีนี้ให้ผู้อ่ืนรับผิดชอบ
โศกนาฏกรรมครั้งน้ีขึ้นมา สีหมิงเห็นว่าเปาบุ้นจิ้ เปาบุ้นจิ้นเห็นแก่ความถูกต้องและความศักด์ิสิทธิ์
นรับผิดชอบคดีนี้ จึงรีบรุดขอความช่วยเหลือจาก ของกฎหมาย ยืนกรานปิดคดีนี้ด้วยตนเองแม่ของ
ราชครูผังจี๋ โดยน�ำเส้ือไข่มุกของล�้ำค่าติดสินบน เปาเหมี่ยนไม่อยากเป็นภาระให้เปาบุ้นจ้ิน นางจึง
ราชครูผังจ๋ีเหยินจงฮ่องเต้ทรงเป็นฮ่องเต้ท่ีดี ตัดสนิ ใจกินยาพิษฆ่าตัวตาย
พระองคห์ นง่ึ พระองคท์ รงตำ� หนพิ ระสนมผงั ทงั้ ยงั คดนี แ้ี สดงถงึ ความยตุ ธิ รรม โดยการไมเ่ หน็
มีรับสั่งให้นางน�ำเสื้อไข่มุกมอบให้เปาบุ้นจ้ินเพ่ือ แก่พวกพ้อง ยึดหลักความถูกต้อง ไม่มีการเลือก
เป็นหลักฐานเอาผิดสีหมิงท่ีติดสินบน นึกไม่ถึงว่า ปฏิบตั ิ เม่อื ทุกคนกระทำ� ผิดตอ้ งไดร้ ับผลเสมอกนั
เสอ้ื ไขม่ กุ ผกู โยงถงึ ฆาตกรทฆี่ า่ พอ่ ของอา้ ยหใู่ นอดตี จะเห็นได้จากคดีตัวอย่าง แสดงถึงความ
ท่ีแท้สีหมิงเป็นผู้บงการฆ่าพ่อชองอ้ายหู่น่ันเองใน ยตุ ธิ รรมของเปาบนุ้ จนิ้ ทม่ี คี วามเทยี่ งตรงเปน็ อยา่ ง
ทสี่ ดุ ศตั รทู อ่ี า้ ยหตู่ ามหามานานแรมปกี ถ็ กู ลา้ งแคน้ มากจนไดร้ บั การยอมรบั เปน็ บคุ คลทางประวตั ศิ าสตร์
คดนี แี้ สดงถงึ ความยตุ ธิ รรม ไมว่ า่ บคุ คลจะ ถือเป็นเทพแห่งความยุติธรรม คดีทุกคดีที่ถึงมือ
พยายามกลบเกลอื่ นความผดิ ของตนมานานแคไ่ หน ของเปาบุ้นจิ้นสามารถแก้ไขได้ท้ังนั้น อีกท้ังยังคืน

242 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ไม่เกรงกลังต่อ ปฏบิ ตั ิ ไม่ว่าจะเปน็ ญาตพิ นี่ ้องกต็ าม
อ�ำนาจอิทธิพล หรือแม้กระท่ังไม่เห็นแก่พวกพ้อง 1.2 โทสาคติ ความล�ำเอียงเพราะ
ของตน ใชค้ วามถกู ตอ้ งในการตดั สนิ อยา่ งมขี น้ั ตอน ความไมช่ อบ เกลยี ดชงั หรอื โกรธแคน้ การทำ� ใหเ้ สยี
จนแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความยตุ ธิ รรมทถ่ี า่ ยทอดออกมา ความยตุ ธิ รรม เพราะความโกรธ หรอื ลอุ ำ� นาจโทสะ
เปน็ รปู ธรรม ผา่ นบทภาพยนตรแ์ ฝงดว้ ยแงค่ ดิ ทนี่ า่ การแก้ไขโทสาคติ ท�ำไดด้ ้วยการท�ำใจให้หนกั แนน่
ยดึ ถอื เป็นแบบอย่าง รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และพยายามแยกเรื่อง
สว่ นตัวกับเรอื่ งงานออกจากกัน
5. ความยุตธิ รรมของเปาบ้นุ จ้นิ ในมุมมอง ทกุ คดี เปาบนุ้ จน้ิ จะมคี วามเปน็ กลาง
เชงิ พุทธ มจี ติ ใจหนกั แนน่ แยกแยะเรอื่ งสว่ นตวั กบั เรอื่ งงาน
ไม่ทำ� ไปตามอารมณ์ แตว่ า่ ทำ� ไปตามหลกั ฐานและ
ความยุติธรรมของเปาบุ้นจ้ินนี้ ถือได้ว่า พยาน เชน่ คดเี สอ้ื ไขม่ กุ เกดิ เหตวุ กิ ฤตกิ ารณฝ์ นตก
เปน็ บคุ คลทไี่ ดร้ บั การยกยอ่ งจารกึ ลงในประวตั ศิ าสตร์ ตอ่ เนอ่ื งทำ� ใหเ้ ขอ่ื นกน้ั นำ�้ พงั ทลาย กษตั รยิ ม์ บี ญั ชา
จีนมาอยา่ งยาวนาน เพราะยึดหลกั ความเทยี่ งตรง ให้เปาบุ้นจิ้นสืบคดี จนมีการติดสินบนโดยใช้เส้ือ
มาเปน็ หลกั ในการด�ำเนนิ ชีวติ ไข่มกุ เป็นของก�ำนลั แก่พระสนม ในท่สี ดุ เปาบนุ้ จ้ิน
1. การท�ำงานในการตัดสินคดีของ กส็ ามารถสบื หาสาเหตทุ แ่ี ทจ้ รงิ ไดว้ า่ ตน้ เหตเุ กดิ มา
เปาบ้นุ จน้ิ สามารถเข้ากับหลักธรรมทางพระพุทธ จากฝีมือมนุษย์ท่ีฉ้อฉล ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ
ศาสนาในเรอื่ งของการปราศจาก อคติ ความลำ� เอยี ง การตัดสินคดีก็เป็นไปตามหลักฐาน และพยาน
(Tipitaka 11/311/288) คุณธรรมทแี่ ฝงอยใู่ นตวั ไม่ใชอ้ ารมณ์ความโกรธเขา้ มาแทรกแซง
เปาบุ้นจ้ิน ปราศจากอคติทั้ง 4 (Phramaha 1.3 โมหาคติ ความล�ำเอียงเพราะ
Hansa Dhammahaso, 2013 : 1-10) ซ่งึ จะยก ความหลงเพราะไม่รู้ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ตัวอย่างแตล่ ะคดีทส่ี อดคลอ้ งกบั อคติแต่ละขอ้ การท�ำให้เสียความยุติธรรมเพราะความสะเพร่า
1.1 ฉันทาคติความล�ำเอียงเพราะ ความไม่ละเอียดถ่ีถ้วน รีบตัดสินใจก่อนพิจารณา
ความความชอบ และรักใคร่การท�ำให้เสียความ ใหด้ ี วธิ แี กไ้ ข ทำ� ดว้ ยการเปดิ ใจใหก้ วา้ ง ทำ� ใจใหส้ งบ
ยุติธรรม เพราะอ้างเอาความรักใคร่หรือความ มองโลกในแง่ดี และยอมรบั ความคิดเห็นของผู้อ่นื
ชอบพอกนั ซง่ึ มกั เกดิ กบั ตนเอง ญาตพิ น่ี อ้ งและคน หลายคดีก่อนจะถงึ การตัดสินเปาบุน้
สนิทสนม การแกฉ้ ันทาคติ ต้องท�ำใจใหเ้ ป็นกลาง จิ้นต้องสืบหาข้อเท็จจริงจนได้รับความกระจ่าง
โดยการปฏบิ ตั ิตอ่ ทุกคนให้เหมาะสมเหมอื นๆ กัน อยา่ งถงึ ทสี่ ดุ ถงึ ขนาดใหผ้ ตู้ อ้ งหายอมรบั โดยดี เชน่
ในคดที เี่ หน็ ไดช้ ดั ทส่ี ดุ คอื คดปี ระหาร คดศี กึ ชิงจอหงวน มีการแอบอา้ งเปน็ จอหงวนดว้ ย
เปาเหมยี่ น ผทู้ เี่ ปน็ ญาตขิ องเปาบนุ้ จนิ้ ผทู้ ปี่ ระพฤติ ความท่ีคนสองคนมีช่ือเหมือนกัน สอบจอหงวนปี
มิชอบในหน้าท่ีถึงแม้จะได้รับการร้องขอจากญาติ เดียวกัน ฝ่ายท่ีสอบไม่ได้จึงวางแผนท�ำร้ายฝ่ายที่
ผู้ใหญ่ก็ตาม แต่ก็ได้รับการตัดสินอย่างไม่เลือก

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 243

สอบได้ จนส�ำเร็จจึงแอบอ้างเป็นจอหงวนและ มาดกั รอพบเปาบนุ้ จ้นิ หน้าศาลไคฟง เพื่อทวงถาม
แต่งงานกับลูกสาวขุนนาง แต่ฝ่ายที่สอบได้ถึงแม้ ถึงโทษตายของผังอ้ี เม่ือรู้ว่าฮ่องเต้ส่ังละเว้นโทษ
ถูกท�ำร้ายอย่างสาหัสก็ดิ้นรนมาร้องทุกข์ต้อง ตาย เหลงิ่ กตู กู๋ ย็ อมไมไ่ ดท้ ผี่ งั อไ้ี มไ่ ดร้ บั โทษประหาร
เปาบนุ้ จนิ้ ทำ� ใหเ้ ปาบนุ้ จนิ้ รบั คดี สบื หาขอ้ เทจ็ จรงิ ท้ังท่ีกระท�ำความผิดฐานฆ่าคนตายเช่นเดียวกับ
ในคดี ทำ� ใหผ้ ตู้ อ้ งหาไมส่ ามารถปฏเิ สธไดแ้ ละสำ� นกึ พ่อของตน แต่พ่อของเขากลับต้องตายด้วยมีด
ในความผิดแต่ก็ไม่ยอมรับโทษจากเปาบุ้นจ้ิน ประหารของเปาบุ้นจิ้น เม่ือเรื่องเป็นเช่นน้ัน
จงึ ตดั สินใจฆ่าตัวตาย เหล่ิงกูตู๋จึงใช้กระบ่ีฆ่าตัวตายต่อหน้าเปาบุ้นจิ้น
1.4 ภยาคติ ความล�ำเอียงเพราะ สังเวยให้กบั ความอยตุ ธิ รรมทเ่ี กดิ ขึ้น ท�ำใหเ้ ปาบุน้
ความกลัว หมายถึงการท�ำให้เสียความยุติธรรม จิ้นสะเทือนใจยิ่งนักท่ีไม่อาจรักษาความยุติธรรม
เพราะมีความหวาดกลัว หรือเกรงกลัวภยันตราย ไวไ้ ด้ จนทส่ี ดุ เปาบนุ้ จน้ิ ยนื ยนั ตดั สนิ ลงโทษประหาร
วิธีแก้ท�ำได้ด้วยการพยายามฝึกให้เกิดความ ชีวิตผังอ้ี เพ่ือรักษาความศักด์ิสิทธิ์ของกฎหมาย
กลา้ หาญ โดยเฉพาะความกล้าหาญทางจริยธรรม และพระเกียรติของฮ่องเต้คดีน้ีเป็นการแสดงถึง
คอื กล้าคิด กลา้ พดู ในสงิ่ ที่ดีงาม ความไม่กลัวต่อโทษท่ีจะเกิดขึ้นยึดความถูกต้อง
ในคดีก๊กกู๋จอมโหด จ�ำเลยในคดีคือ เปน็ หลกั (Tamthong, 2018 : 207)
ผงั อี้ บตุ รชายราชครผู งั นอ้ งชายเจา้ จอมผงั สนมคน 2. ค�ำพิพากษาของเปาบุ้นจ้ิน สามารถ
โปรดของฮอ่ งเต้ ซงึ่ แตง่ ตงั้ ใหผ้ งั อเี้ ปน็ หลวงสขุ สนั ต์ เข้ากับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในเรื่องของ
ไปแจกจ่ายเสบียงให้ประชาชนที่เดือดร้อนจากภัย กรรมนิยาม คือ กฎการให้ผลของกรรม คือ การ
พบิ ตั ิ แตผ่ งั อก้ี ลบั ขดั ราชโองการไมย่ อมแจกจา่ ยเสบยี ง กระทำ� ทปี่ ระกอบดว้ ยเจตนา แบง่ ออกเปน็ 2 อยา่ ง
บังคับผู้คนเป็นแรงงาน เอาเงินหลวงมาสร้างหอ คือ กรรมดีและกรรมช่ัว กรรมดีย่อมตอบสนอง
นางโลมหาความสุขใส่ตน ฉุดคร่าหญงิ สาว ฆา่ คน ในทางดี กรรมชั่วยอ่ มตอบสนองในทางชัว่ จะเหน็
ตายใส่ความผู้อ่ืน บังคับเจ้าพนักงานตัดสินโทษ ไดจ้ ากทกุ คดเี มอื่ มาถงึ ศาลไคฟงทที่ ำ� การพพิ ากษา
ส่งเดช และช่วงชิงภรรยาคนอ่ืนมาแต่งงานกับตน ของเปาบนุ้ จนิ้ ผรู้ อ้ งทกุ ขย์ อ่ มไดร้ บั ความเปน็ ธรรม
ความผิดหลายข้อหายากจะให้อภัยเปาบุ้นจ้ิน ผู้ก่อกรรมชั่วย่อมได้รับโทษ ซ่ึงถ่ายทอดออกมา
จงึ ตดั สนิ ลงโทษประหารผงั อี้ แตฮ่ อ่ งเตม้ รี าชโองการ ให้สงั คมเกดิ ความตระหนักรู้ ตื่นตวั ไมห่ ลงมวั เมา
สง่ั ใหล้ งโทษเขาสถานเบา เน่อื งจากราชครผู งั และ กระท�ำความผิด มิฉะน้ันก็ไม่สามารถหลีกหนี
เจ้าจอมผังสนมคนโปรดของฮ่องเต้ขอร้องให้ทรง ผลกรรมได้
ละเวน้ โทษผงั อส้ี กั ครง้ั เพราะเขาทำ� ผดิ ไปโดยรเู้ ทา่ โดยชวี ติ ทงั้ หลายทเี่ กดิ มานน้ั มี ชนกกรรม
ไมถ่ งึ การณแ์ ละเปน็ ความผดิ ครง้ั แรกขณะทเี่ ปาบนุ้ นำ� มาเกดิ ทง้ั สน้ิ การดำ� เนนิ ชวี ติ ใหอ้ ยรู่ อดปลอดภยั
จนิ้ กำ� ลงั จะยอมจ�ำนนท�ำตามราชโองการ เหลิง่ กูตู๋ ก็อาศัยอุปัตถัมภกกรรมเป็นตัวหล่อเลี้ยง การพบ
หนง่ึ ในผเู้ สยี หายทถ่ี กู ผงั อหี้ ลอกใหก้ ระทำ� ความผดิ กับอุปสรรคก็เพราะอุปปีฬกกรรมคอยบีบคั้นและ

244 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

การสูญเสียก็เพราะอุปฆาตกกรรมมาตัดรอน ของพระพทุ ธศาสนาทม่ี อี ยใู่ นชาวจนี จงึ ถกู ถา่ ยทอด
ซงึ่ อธบิ ายเปน็ ภาษาทเี่ ขา้ ใจไดง้ า่ ย คอื กรรมนำ� มา ออกมาเปน็ ตำ� นาน สรา้ งแบบอยา่ งทดี่ ใี หเ้ ปน็ คา่ นยิ ม
เกดิ กรรมสนบั สนนุ กรรมบบี คน้ั กรรมตดั รอน การ ของคนในชาติ
ท่ีอธิบายตามแนวธรรมาธิษฐาน อาจท�ำให้เข้าใจ ข้อดีการศึกษาเร่ืองนี้อย่างมีวิจารณญาณ
ได้ยาก แต่ภาพยนตร์เปาบุ้นจิ้นมีความสอดคล้อง ท�ำให้เกิดแง่คิดหลายประการ ท่ีจะเป็นประโยชน์
ในเร่ืองน้ี สามารถยกเรื่องบุคคลมาประกอบตาม ในการด�ำเนินชีวิตมากข้ึน เพราะช่วยปลูกฝังจาก
แนวบคุ คลาธิษฐาน เพื่อให้เกดิ ความเขา้ ใจโดยง่าย การรับชมว่าผู้กระท�ำผิดย่อมต้องได้รับโทษไม่
การด�ำเนินเร่ืองน้ันผู้ที่มาร้องทุกข์ต่อเปาบุ้นจิ้น สามารถหลีกหนีไปได้ ก็จะท�ำให้เกิดจิตส�ำนึกท่ีดี
ก็เพราะถูกอกุศลกรรมบีบคั้นจึงต้องได้รับความ ตอ่ ไป
ทุกข์ทรมานน้ีเป็นส่วนหนึ่ง ผู้ที่กระท�ำความผิด ข้อด้อยการเข้าใจเร่ืองน้ีอย่างผิวเผินอาจ
แม้ยังลอยนวลก็เพราะกุศลกรรมคอยสนับสนุน จะเกิดความซ�้ำเติมในผู้ระท�ำผิดว่าสมควรต้องได้
คอยอปุ ถมั ภ์ แตเ่ มอ่ื เปาบนุ้ จน้ิ สบื หาหลกั ฐาน และ รับโทษ ซึ่งน่ันหมายถึงจิตใจของเราเป็นอกุศล
พยานเปน็ กรรมท่ีคอยบบี คนั้ สว่ นการยนื ยนั ความ เกิดข้ึน แต่หากมองว่าเป็นผลกรรมที่จะต้องได้รับ
ผิดตัดสินโทษน้ีเป็นกรรมตัดรอนที่เกิดขึ้น จะเห็น มองอยา่ งเป็นกลางจงึ เป็นเร่อื งสมควร
ไดว้ า่ ทกุ คดตี ง้ั แตผ่ กู้ ระทำ� ความผดิ จะเปน็ ระดบั ตำ�่
สดุ คอื ยาจกเขญ็ ใจหรอื กษตั รยิ ใ์ นราชวงศก์ ต็ ามตอ้ ง 7. สรปุ
เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเสมอเหมือนกันหมด
หากแมว้ า่ ไดก้ ระทำ� ผดิ โทษสมควรตายกไ็ มส่ ามารถ เปาบนุ้ จน้ิ เปน็ ภาพยนตรท์ มี่ กี ารถา่ ยทอด
รอดพ้นภายใต้คมเครื่องประหารไปได้ ส่วนในคดี ทางโทรทศั นม์ าอยา่ งยาวนาน ไมว่ า่ เดก็ หรอื ผใู้ หญ่
อาญาสวรรค์ ฉายเหวนิ อไ้ี ดร้ บั ราชโองการอภยั โทษ ต่างก็ให้ความสนใจมาถึงยุคปัจจุบัน เพราะเรื่องน้ี
แตด่ ว้ ยกรรมหนกั ทไ่ี ดก้ ระทำ� ตอ่ บดิ ามารดา จงึ ตอ้ ง มีลักษณะที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ถูกฟ้าผ่าตายในท่ีสุด ทุกคดีแสดงให้เห็นว่าความ ควรค่าแก่การรับชม การสร้างความสามารถของ
ยุติธรรมมีอยู่จริงแต่ข้ึนอยู่กับเวลาในการให้ผล เปาบนุ้ จน้ิ ใหม้ ลี กั ษณะพเิ ศษ จนไดร้ บั การขนานนาม
การทเี่ รามองในมมุ มองเชงิ พทุ ธยอ่ มเกดิ ความเขา้ ใจ วา่ เปน็ เทพแหง่ ความยตุ ิธรรม ถือว่าเป็นกุศโลบาย
ในเรือ่ งการให้ผลของกรรมมากข้นึ ทดี่ เี ปน็ การสรา้ งแรงจงู ใจใหม้ คี า่ นยิ มในการปฏบิ ตั ิ
ตัวของชาวจีน
6. ขอ้ คิดเห็น มุมมองเชิงพุทธ อ้างอิงตามหลักค�ำสอน
ทางพระพุทธศาสนา การตัดสินคดีของเปาบุ้นจิ้น
ความยุติธรรมของเปาบุ้นจิ้น ท�ำให้เรา ยงั อาศัยหลกั ความปราศจากซ่ึง อคติ คือ ความไม่
ได้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างหลายแนวคิด ล�ำเอียง ด้วยเหตุต่างๆ อีกท้ังความยุติธรรมของ
หลายวฒั นธรรม หลายคำ� สอน หนง่ึ ในนน้ั เปน็ เรอื่ ง เปาบุ้นจิ้นมีความสอดคล้องในเรื่องการให้ผลของ

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 245

กรรม บุคคลใดก็ตามทไ่ี ด้กระทำ� ซึ่งกรรมแล้วย่อม ศาสนา เปรียบไดก้ ับเรอื่ งหลกั กรรมนยิ าม เป็นกฎ
ไมส่ ามารถหลกี หนผี ลของกรรมไปได้ จะเหมอื นเงา แห่งการให้ผลของกรรม ถือว่าเป็นความยุติธรรม
ตดิ ตามตวั ฉนั นนั้ การนาํ บคุ คลทกี่ ระทำ� ความผดิ มา อย่างสูงสุด แต่การจะเข้าใจเร่ืองหลักกรรมนิยาม
รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม แสดงถึงความ ได้อย่างชดั เจน การศึกษาหลกั ธรรมในยคุ ปจั จบุ นั
เที่ยงธรรมท่ีเกิดข้ึนในสังคม เพราะไม่ว่าจะอยู่ใน ยอ่ มตอ้ งอาศยั สอื่ การเรยี นรตู้ า่ งๆ เพอ่ื ชน้ี ำ� ใหค้ วาม
ฐานะใดกต็ าม ตา่ งมีความเสมอเหมอื นกันหมด เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงได้อาศัยสื่อภาพยนตร์เรื่อง
เปาบนุ้ จน้ิ มาอธบิ ายเพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลอยา่ งเปน็ รปู ธรรม
8. องค์ความรู้ที่ไดร้ บั มากขึ้นโดยที่ได้รับท้ังความรู้ ความสนุกสนาน
รวมถงึ สาระธรรมตา่ งๆ
ความยุติธรรมในค�ำสอนทางพระพุทธ

References

KeshaKcnp. (2018). Social justice. http://kannzeez.blogspot.com/ (Accessed 30 November
2018).

Idema, Wilt L. (2010). Judge Bao and the Rule of Law: Eight Ballad-Stories from the Period
1250-1450. Singapore : World Scientific Publishing.

Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripitaka on Mahachulalongkorn
rajavidyalaya University Version. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya
University Press.

Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2008). Dictionary of Buddhism.16th ed. Nonthaburi
: S-R-Printing-Mass Product-co-ltd.

Phramaha Hansa Dhammahaso. (2013). Justice in view of the historical Buddhist. Journal
of MCU Peace Studies, 1(2), 1-10.

Phra Kittiwuttho Bhikkhu. (2014). Karma-Results. 4th ed. Bangkok : Sahadhammika-co-ltd.
Rātchabandittayasathān. (2003). Encyclopedias and dictionaries on Rātchabandittayasathān.

Bangkok : Nanmeebooks.
Tamthong, W. (2018). Punishment of God of Justice. Proceedings. Faculty of Law : Chiang

Mai University.
Yong, T. W. (2006). Pao Leng Thu Kong An Bao Qing Tian. Bangkok : Sangsanbooks Co.,

Ltd.



สัมมาชพี ของชาวนาในอำ� เภอเมืองนครสวรรค์*
Right Livelihood of Farmers in Mueang Nakhonsawan District

ร่งุ ทิวา สันติผลธรรม และศริ โิ รจน์ นามเสนา
Rungtiwa Santiphontam and Sirirote Namsena
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตนครสวรรค์
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakhonsawan Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

ชาวนาถือเป็นอาชีพท่ีส�ำคัญยิ่งของประเทศไทย เนื่องด้วยเป็นคลังอาหารท่ีหล่อเลี้ยงบุคลากร
ทกุ หมเู่ หลา่ แตจ่ ากอทิ ธพิ ลหลายดา้ นทำ� ใหว้ ถิ คี ดิ วถิ ชี วี ติ ของชาวนาอำ� เภอเมอื งนครสวรรคต์ อ้ งเปลย่ี นแปลง
ไปในทางเส่ือมลง ไม่สามารถประกอบอาชีพใหม้ คี วามสขุ ได้ เกดิ ความทุกขย์ าก ลำ� บากเดอื ดรอ้ น จงึ ตอ้ ง
อาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนให้เกิดสัมมาชีพขึ้น เพ่ือให้ชาวนามีหลักที่
ถกู ต้องในการด�ำเนินชวี ติ
บทความนต้ี อ้ งการชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ การนำ� หลกั อรยิ มรรคมอี งค์ 8 เพอ่ื ประยกุ ตส์ กู่ ารนำ� ไปใชแ้ กป้ ญั หา
อย่างยั่งยืน โดยการเริ่มสร้างสัมมาชีพให้เกิดขึ้นได้ต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อน โดยอาศัยกัลยาณมิตรและหลัก
คดิ พจิ ารณาอยา่ งแยบคาย และดำ� เนนิ ตามไปในหลกั ของอรยิ มรรคมอี งค์ 8 ซงึ่ เปน็ แนวทางของการดบั ทกุ ข์
อกี ทง้ั พระพทุ ธศาสนาไดช้ อื่ วา่ ศาสนาแหง่ ปญั ญา ยอ่ มมคี วามเปน็ สากลใชไ้ ดก้ บั ทกุ เหตกุ ารณ์ ทกุ ยคุ สมยั
คำ� สำ� คญั : ชาวนา; สมั มาชีพ

Abstract

Farming is Thailand’s most vital profession; they are treasure that sustains food
for the people. But the farmer’s way of life is influenced by their way of thinking. Being
a farmer in Mueang Nakhonsawan District is not a happy career, farmers work under the
sun and must adapt from any difficulties and challenges of life.

* ไดร้ ับบทความ: 28 ธันวาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 9 กันยายน 2563; ตอบรับตีพมิ พ:์ 28 กนั ยายน 2563
Received: December 28, 2018; Revised: September 9, 2020; Accepted: September 28, 2020

248 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

This article points out the Noble Eightfold Path that is primarily navigates the eight
applications for adoption sustainable solutions. Their adversity relies on principles of
Buddhism in order to have an honest way of life (Sammathitti). By relying on good friends
(Kanlayanamitra), thinking carefully and following the eight path ways of Buddha (Aryanmagga)
to get rid of suffering. Using the ways of Buddha shows us how to adapt and use his ways in
any situations we are in. The Buddhism was named Religion of Wisdom. It is a universal
application for all ages events.
Keywords: Farming; Honest way of life

1. บทนำ� เปน็ อาชพี ดงั้ เดมิ ของไทย ทส่ี บื ทอดมายงั อนชุ นรนุ่
หลงั ๆ โดยส่วนใหญแ่ ลว้ (Biz Amnat, 2017)
ประเทศไทยอดุ มสมบรู ณไ์ ปดว้ ยทรพั ยากร จากขอ้ มลู ของกรมการขา้ วระบวุ า่ วนั ที่ 5
ทางธรรมชาติ เหมาะอยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะเปน็ แหลง่ ทางการ มถิ นุ ายน 2489 เปน็ วนั ประวตั ศิ าสตรข์ องชาตไิ ทย
เกษตร เพราะเหตวุ า่ พรอ้ มไปดว้ ยพชื พนั ธธ์ุ ญั ญาหาร วันหน่ึงเลยก็ว่าได้ เพราะพระบาทสมเด็จ
ตา่ งๆ ซง่ึ มกี ารประกอบอาชพี เกษตรกรรมมาตงั้ แต่ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลท่ี 8 ได้เสด็จ
สมยั สโุ ขทยั เปน็ ราชธานี (Naphasue, 2002 : 143) พระราชด�ำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ
จวบจนถงึ สมัยรัตนโกสนิ ทรใ์ นปัจจบุ ัน แตท่ ว่ายคุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
สมัยเปล่ียนแปลงด้วยอิทธิพลจากปัจจัยหลายๆ รชั กาลที่ 9 เพอื่ ทอดพระเนตรกจิ การมหาวทิ ยาลยั
ด้าน วิถีคิด วิถีชีวิตของคนก็ต้องแปรสภาพปรับ เกษตรศาสตร์ ทงั้ ไดท้ รงหวา่ นขา้ วดว้ ยพระองคเ์ อง
เปล่ียนไป จะยกกรณขี องอาชีพชาวนา ปกติเราจะ ในแปลงนา หลังตกึ ขาว (ปจั จบุ นั คือ ตึกพชื พรรณ
ได้ยินค�ำกล่าวว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของ ของกรมวชิ าการเกษตร) การเสดจ็ พระราชดำ� เนิน
ประเทศชาติ และในนำ�้ มปี ลาในนามขี า้ ว” คำ� กลา่ ว ทรงหวา่ นขา้ วในครง้ั นน้ั นบั เปน็ พระมหากรณุ าธคิ ณุ
เชน่ นเี้ ปน็ ความจรงิ กเ็ พราะวา่ ชาวนาปลกู ขา้ วเลย้ี ง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ังสองพระองค์
ประชาชนทั้งประเทศ ข้าวไม่เพียงแต่เป็นอาหาร นอกจากนั้นยังสื่อให้เห็นถึงความส�ำคัญของการ
หลกั ของประเทศเทา่ นน้ั แตต่ อนนขี้ า้ วไดก้ ลายเปน็ ปลกู ขา้ วและการสง่ เสรมิ อาชพี เกษตรกรรมอกี ดว้ ย
สินค้าส่งออกที่ส�ำคัญอย่างหนึ่งด้วยดังน้ัน ชาวนา และถือเป็นพระราชกรณียกิจของท้ังสองพระองค์
จงึ เปน็ ก�ำลังสำ� คัญที่สดุ ของประเทศด้วย โดยส่วน ท่ีมีความส�ำคัญอย่างย่ิงต่อพสกนิกรชาวไทย
ใหญ่ข้าวจะปลูกกันมากในภาคกลาง บางคร้ังก็มี (Natthawipha (Natti), 2011)
คำ� เรยี กภาคกลางวา่ “อขู่ า้ ว อนู่ ำ�้ ” ของเอเชยี ทงั้ นี้ แสดงให้เห็นวา่ อาชพี ชาวนาล้วนมคี วาม
กเ็ พราะพน้ื ทอี่ นั อดุ มสมบรู ณก์ วา้ งใหญไ่ พศาลและ ส�ำคัญอย่างย่ิง แต่หากมองในสังคมปัจจุบันอาชีพ
มีน้�ำเพียงพอต่อการท�ำเกษตรกรรมอาชีพท�ำนา

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 249

ชาวนาถกู มองขา้ มความสำ� คญั ไป ประกอบกบั การ บางปีแมลงระบาดหนัก 4) ไม่ได้รับการดูแลและ
ที่ชาวนาประสบกับปัญหา และมีการแก้ปัญหา สนับสนุนต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรง
อย่างไม่ถูกวิธี ซึ่งในมุมมองทางพระพุทธศาสนา โดยอ้อมท้ังหลาย 5) กฎหมายมีความล้าสมัย
เปน็ ศาสนาแหง่ ปญั ญา (Phra Brahmagunabhorn พ.ร.บ. การเช่าท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม 2534
(P.A. Payutto), 2006: 41-48) ย่อมสามารถมี ไม่สอดคล้องกับวถิ ีและวธิ กี ารทำ� นา และแนวโน้ม
กระบวนการในการแก้ปัญหาอย่างถูกต้องโดย การใช้ท่ีดินทั้งเพ่ือการเกษตรและเพื่อกิจการอ่ืนๆ
อาศัยหลักการสร้างสัมมาชีพในเกิดขึ้น ท้ังน้ีต้อง แล้ว 6) ชาวนาไม่มีอ�ำนาจในการต่อรองราคา
ประกอบด้วยเหตปุ ัจจัยหลายอยา่ ง ซึ่งจะได้ศึกษา ผลผลิตของตวั เอง ทำ� ใหผ้ ลผลติ ของชาวนามีราคา
ทำ� ความเขา้ ใจในวธิ กี ารแหง่ อรยิ สจั (Somdej Phra ทไ่ี มแ่ นน่ อน สว่ นใหญแ่ ล้วมีราคาตำ่� มาก ไม่คุ้มกับ
Nyanasamvara Somdej Phra Sangharaja ต้นทุนในการผลิต 7) ขาดแคลนแรงงานในภาค
Sakalamahasanghaparinayaka, 2010 : 17-49) การเกษตร ปัญหาของชาวนาดังกล่าวข้างต้น
เป็นปญั หาท่วั ๆไปที่เห็นไดใ้ นการดำ� เนินชวี ิตอยู่ใน
2. ปญั หาของชาวนาไทย (ทกุ ข์) ชนบท (Buachan, 2014)
จากการศึกษาสภาพปัญหาของชาวนา
ก่อนอ่ืนเราต้องทราบความหมาย ค�ำว่า ในอำ� เภอเมืองนครสวรรค์ ทำ� ให้เห็นภาพรวมของ
ชาวนา คืออาชพี ทางเกษตรกรรม ในประเทศไทย ปัญหา ดงั น้ี 1) ชาวนายากจนเพราะมหี นส้ี ินมาก
มกั มคี วามหมายถงึ อาชพี ปลกู ขา้ วเปน็ หลกั (Chot, 2) สุขภาพของชาวนาย�่ำแย่ 3) ต้นทุนการท�ำนา
2012) ซึ่งปัญหาโดยภาพรวมของชาวนาในยุค มคี า่ ใชจ้ า่ ยสงู ในเรอ่ื งของการใชส้ ารเคมี 4) คณุ ภาพ
ปัจจุบันนน้ั คือปัญหาหลกั ด้านความจน ประกอบ ของน้�ำและสิ่งแวดล้อมไม่เอ้ืออ�ำนวย 5) ขาดการ
อาชีพท�ำนากลับไม่มีรายรับมากกว่ารายจ่ายการ รวมกลมุ่ ในการสรา้ งความเขม้ แขง็ เพอื่ ตอ่ รองราคา
ด�ำเนินชีวิตก็เต็มไปด้วยความขัดสนมีการกู้หน้ี (Farmers Learning Center, 2018)
ยืมสิน ปัญหาเหล่าน้ีมีองค์ประกอบย่อยดังน้ี ปญั หาของชาวนามมี ากมายหลายประการ
1) ไมม่ ที ด่ี นิ เปน็ ของตนเอง สว่ นใหญจ่ ะเปน็ นาเชา่ ทง้ั นเ้ี พราะขาดองคค์ วามรใู้ นการแกป้ ญั หาอยา่ งถกู
2) ขาดแคลนทุนส�ำหรบั ทำ� นา ทัง้ ค่าพันธ์ขุ า้ วปลูก วธิ ี ก่อนอื่นต้องทราบถงึ สาเหตแุ หง่ ปัญหาเหลา่ น้ี
ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เงินทุนส�ำรองท่ีจะใช้
ในการซื้อน้�ำมันสูบน้�ำเพื่อท�ำนาในฤดูแล้ง และใช้ 3. สาเหตแุ หง่ ปญั หาของชาวนาไทย (สมทุ ยั )
ในชีวิตประจ�ำวัน 3) มีความเสี่ยงสูงจากความ
ไม่แนน่ อนของธรรมชาติ ดินฟ้า อากาศ บางปนี ำ�้ สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาแบ่งออกเป็น
มากไป นำ้� ท่วมก็ไม่ไดผ้ ลผลิต แลง้ ไปไมม่ ีนำ�้ ท�ำนา ปจั จัยภายนอก และปัจจยั ภายใน ปจั จยั ภายนอก
น้�ำไม่พอผลผลิตก็ตกต�่ำ ร้อนไปข้าวก็ได้ผลผลิต มี 3 ประการ เปน็ สาเหตทุ เี่ หน็ ไดช้ ดั คอื 1) ผลผลติ
ไม่ดี หนาวไปอย่างเช่นปีนี้ข้าวก็ไม่ยอมออกรวง ต่อไร่ต่�ำ ประเทศไทยมีที่นาท้ังหมดประมาณ 71

250 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ล้านไร่ เป็นที่นาลุม่ ประมาณ 44 ลา้ นไร่ เปน็ ทีน่ า ความอยากเป็นเหมือนคนอ่ืน 2) ขาดความ
ดอน ประมาณ 27 ลา้ นไร่ ผลิตข้าวไดท้ ้งั นาปีและ รอบคอบรดั กมุ ชาวนาไทยขาดการทำ� ระบบการใช้
นาปรังประมาณ 38 ล้านเกวียน ผลิตขา้ วไดเ้ ฉลี่ย จ่ายเงินภายในครัวเรือนและภายนอกครัวเรือน
ทงั้ 71 ล้านไร่ เฉล่ียไรล่ ะ 450 2) ตน้ ทนุ การผลิตสงู หรืออาจจะมีน้อยคนนักที่จะคิดท�ำหรือลองท�ำ 3)
ปัจจุบันชาวนาไทยมีค่าใช้จ่ายในการท�ำนาสูงมาก ขาดการพัฒนาด้านองค์ความรู้ การท�ำนาของ
ไดแ้ ก่ ค่าเชา่ นา (บางสว่ นยงั ตอ้ งเชา่ นาทำ� ) ค่าไถ ชาวนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่ท�ำตามๆ
ที่นาและเตรียมดินส�ำหรับปลูกข้าว ค่าจ้างด�ำนา กันมา 4) มีการใช้จ่ายเงินไปกับส่ิงท่ีไม่เกิด
หรือหว่านข้าว ค่าปุ๋ยและค่าจ้างใส่ปุ๋ย ค่าก�ำจัด ประโยชนก์ นั มาก ทางพทุ ธศาสนาเรยี กวา่ อบายมขุ
วัชพืชและแมลงศัตรูข้าว ค่าสูบน้�ำเข้านา ค่าเก็บ หมายถงึ ปากทางแหง่ ความเสอื่ ม ทางนำ� ไปสอู่ บาย
เกย่ี วขา้ วและคา่ นวดขา้ ว รวมทง้ั คา่ ขนสง่ ขา้ วไปขาย หรอื “ทางลงเหว” มนั อาจจะไม่ถงึ กับท�ำใหล้ ่มจม
3) ขายข้าวได้ราคาตำ�่ กว่าตน้ ทุน ในขณะท่ตี ้นทุน ในตอนแรก แตน่ านๆ ไปจะทำ� ใหจ้ นแบบไมร่ ตู้ วั ได้
การผลิตของชาวนาสูงมากแต่ราคาขายที่ขายตาม นอกจากน้ี น�ำเงินท่ีได้หรือจากที่กู้มาไปจับจ่าย
ราคาตลาดโลกหกั ดว้ ยกำ� ไรของพอ่ คา้ คนกลางและ ใช้สอยอย่างไร้สาระไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับชีวิต
ค่าใช้จ่ายในการซ้ือขายของพ่อค้าคนกลางท้ังหมด มากมายนัก
ราคาท่ีถึงมือชาวนาจึงต�่ำกว่าต้นทุนของชาวนา ปจั จยั ภายในมี 3 ประการ เปน็ สาเหตทุ าง
ผลก็คือชาวนาต้องขายข้าวขาดทุนทุกฤดู ถ้าเป็น ธรรม หมายถึง อกุศลมูล (ต้นตอของความช่ัว)
คนมคี วามรทู้ ว่ั ไปคงทนขาดทนุ ได้ไมเ่ กิน 2-3 คร้ัง (Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto),
ก็คงถอดใจเลิกท�ำนา แต่ส�ำหรับชาวนาไทยถึงแม้ 2010 : 84) คอื 1) โลภะ ความโลภ ความอยากได้
จะขาดทนุ ทกุ ฤดกู ย็ งั คงทำ� นาอยเู่ พราะไมร่ จู้ ะไปทำ� ความคดิ วา่ ทำ� นาแลว้ ตอ้ งรวย 2) โทสะ ความโกรธ
อะไร (Thamrongthanyawong, 2015) ไม่พอใจในอารมณ์ที่ก�ำลังประสบอยู่ความคิดว่า
ปัจจัยภายในมี 4 ประการ เป็นสาเหตุ ชีวิตที่เป็นอยู่ไม่เพียงพอต่อการด�ำเนินชีวิต 3)
ภายในใจของชาวนาแต่ละคน คอื 1) ความอยากมี โมหะ ความหลง ไม่รู้เท่าทันอารมณ์ ความคิดว่า
ชีวิตที่ดีข้ึน โดยลืมไปว่าศักยภาพของเรานั้นมีอยู่ หลงในโลกแห่งวัตถุ (Waithayaseri, 2014)
เพียงใด ในการที่จะท�ำให้ตนเองน้ัน “รวย” ได้ อกุศลท้ัง 3 เป็นรากเหง้าท�ำให้ปัญหา
ถ้ามองตามหลักการแล้วถอื วา่ เปอรเ์ ซน็ ตเ์ ป็นไปได้ ต่างๆ เกิดขึ้น เพราะส่ิงเหล่านี้เกิดท่ีจิต ธรรมท้ัง
น้ันมีน้อยมาก ที่ส�ำคัญคือ “แนวความคิด” หลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจเป็นใหญ่ ส�ำเร็จด้วยใจ
มีค�ำถามชาวนาหลายคนว่าท�ำไมเราไม่ท�ำเกษตร (Tipitaka 25/1/23) ทุกการกระท�ำไม่ว่าจะทาง
แบบเศรษฐกิจพอเพียง เขาบอกว่า “ไม่ทันกิน” กายหรือทางวาจาย่อมมาจากจิตทั้งส้ิน จากราก
มันช้า ไม่ทันการณ์ ได้เงินช้า ไมพ่ อใช้หน้ี ทำ� อะไร เหง้าทั้ง 3 พัฒนามาเป็นตัณหา (ความทะยาน
ก็ต้องการความเร็ว ไว เห็นผลทันใจเอาไว้ก่อน อยาก) เพราะตณั หาจงึ เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ขน์ ำ� มาซงึ่

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 251

ปัญหาของชาวนาน่ันเอง (Phra Brahmaguna เหน็ ความส�ำคัญ ทมี่ ีเศรษฐกิจแบบ “พอมพี อกิน”
bhorn (P.A. Payutto), 2010 : 86) พฒั นาคน ใหส้ ามารถ “อ้มุ ชตู ัวเองได้”
สาเหตุของปัญหามาจากปัจจัยท้ังภายใน การน้อมน�ำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
และภายนอก ลว้ นแล้วแตม่ ีอทิ ธพิ ลทงั้ สิน้ ซ่งึ เปน็ พอเพียงมาใช้จะช่วยแก้ไขวิกฤติทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่ชาวนายากจะหลีกเล่ียงได้ ต้องอาศัยการ และปัญหาของสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน เน่ืองจาก
แสวงหาทางออกอยา่ งถูกวธิ ี 1) หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง มงุ่ เนน้ หลัก
การที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ด้วยการอุปโภค
4. ทางออกของชาวนาไทย (นิโรธ) บริโภคในครัวเรือนอย่างพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย
และใช้อย่างคุ้มค่า หรือหากมีการปลูกพืชผลก็ให้
การจะหาทางออก หรือทางดับทุกข์ให้ เพียงพอกับความต้องการ บริโภคครัวเรือนเป็น
ชาวนาเป็นเร่ืองที่ยาก เพราะความต้องการของ อันดบั แรก เมื่อเหลอื จากการบริโภคจึงมาเปน็ การ
ชาวนาแตล่ ะคนมไี มเ่ ทา่ เทยี ม ความพอดจี งึ ตา่ งกนั ผลิตเพื่อการค้า 2) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
เพราะฉะน้ันการสร้างความพอดีให้เป็นที่พอใจ พอเพียงมุ่งเน้นให้มีการรวมกลุ่มเพ่ือท�ำกิจกรรม
ของชาวนาในระดับพื้นฐานคือ การท�ำให้ชาวนา ตา่ งๆ ตามความถนดั ทง้ั ในและนอกภาคการเกษตร
มอี ยมู่ กี นิ มรี ายรบั มากกวา่ รายจา่ ย เรยี กอกี อยา่ งวา่ เช่น ผลิตภัณฑ์หัตถกรรม การแปรรูปอาหาร
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักปรัชญาท่ีพระบาท การค้าขาย และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เพื่อ
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมี เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้และช่วยให้เกิดการ
พระราชด�ำรัสชี้แนะแนวทางการด�ำเนินชีวิตแก่ กระจายรายได้อย่างท่ัวถึง 3) หลักปรัชญาของ
พสกนกิ รชาวไทยมานบั ต้ังแต่ พ.ศ. 2517 เพ่อื ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของความ
เป็นแนวทางการด�ำรงชีวิตโดยยึดหลักความพอ เมตตา ความเอื้ออาทรและความสามัคคีของคน
เหมาะพอดี ความมีเหตุผลและความไม่ประมาท ในชุมชน ในการร่วมแรงร่วมใจเพื่อสร้างความ
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย ม่ันคง ให้กับสถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน
เดช ทรงถอื ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยพระองคเ์ องมาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง และสังคมโดยรวม ตลอดจนการธ�ำรงรักษาไว้
ยาวนาน ไดท้ รงเตอื นลว่ งหนา้ ใหม้ คี วามระมดั ระวงั ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของไทยให้คง
ในการพัฒนาประเทศให้มีความสมดุลทั้งด้าน อยสู่ บื ไป (Office of Policy and Planning Office
เศรษฐกิจและสังคมภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ด้วย of the Permanent Secretary for Interior,
การพฒั นาอย่าง “เป็นล�ำดบั ข้ัน” 2017 : 3-4)
การตระหนักอย่างจริงจังถึงความหมาย ทางออกของปญั หาทด่ี ที สี่ ดุ คอื การดำ� เนนิ
ของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้เริ่มข้ึน ตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ซง่ึ มพี นื้ ฐานมา
ภายหลังวิกฤตเิ ศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซง่ึ พระบาท จากหลักค�ำสอนทางพระพุทธศาสนาที่พระบาท
สมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชทรงยำ้� ให้

252 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรง เหลา่ นนั้ มาพจิ ารณาใหเ้ ชอ่ื มโยงสมั พนั ธก์ นั เพอื่ การ
คดิ คน้ ใหก้ ับคนไทยทัง้ ชาติ วางแผน และความระมดั ระวงั ในการนำ� ไปประยกุ ต์
ใช้ให้เกดิ ผลในทางปฏบิ ัตทิ กุ ขนั้ ตอน คุณธรรม คือ
5. วธิ สี รา้ งความอยรู่ อดของชาวนาไทย (มรรค) ความซ่ือสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร
และใช้สติปัญญาในการด�ำเนินชีวิต ซ่ึงถือเป็น
วิธีทางของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พื้นฐานในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของบุคคล
พอเพยี งเปน็ ทงั้ หลกั คดิ และแนวทางการปฏบิ ตั ติ น สังคม และประเทศชาติ
ในการด�ำเนินชีวิต โดยเน้นการปฏิบัติตนบนทาง เม่ือมีการน้อมน�ำหลักปรัชญาของ
สายกลาง เพอื่ ใหส้ ามารถพง่ึ ตนเองได้ และรอดพน้ เศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทั้งในระดับบุคคล
จากวิกฤติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยคุณลักษณะที่ ครอบครวั ชมุ ชน/หมบู่ า้ น องคก์ ร สงั คมไทย จะนำ�
สำ� คญั ของความพอเพยี ง มี 3 ประการ คอื 1) ความ ไปสกู่ ารพฒั นาทสี่ มดลุ พรอ้ มรบั การเปลยี่ นแปลงที่
พอประมาณ หมายถึง ความพอดตี ่อความจ�ำเป็น อาจเกดิ ขน้ึ และมีความย่ังยืน ทง้ั ในดา้ นเศรษฐกจิ
และเหมาะสมกบั ฐานะตนเอง ไมน่ อ้ ยเกนิ ไปไมม่ าก สังคม ส่ิงแวดล้อม และวัฒนธรรม (Office of
เกนิ ไป ไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผอู้ น่ื ซง่ึ เมอื่ พจิ ารณา Policy and Planning Office of the Permanent
จากสภาพสังคมและวัฒนธรรมไทย 2) ความมี Secretary for Interior, 2017 : 6-8)
เหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเก่ียวกับระดับของ วิธีทางพระพุทธศาสนา (อริยมรรคมีองค์
ความพอเพียง และการด�ำเนินการอย่างพอเพียง 8 ทางอนั ประเสริฐ) (Phra Brahmagunabhorn
นั้นต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลตามหลักวิชาการ (P.A. Payutto), 2010 : 215) วธิ ีการท่ีเราจะนำ�
หลกั กฎหมาย หลกั คณุ ธรรม และวฒั นธรรมทด่ี งี าม มาสร้างสัมมาชีพให้เกิดข้ึนกับชาวนาอ�ำเภอเมือง
โดยค�ำนึงถึงปัจจัยท่ีเก่ียวข้องตลอดจน 3) การมี นครสวรรค์ ดังน้ี
ภูมิคุ้มกันท่ีดีในตัวเอง หมายถึง การไม่ประมาท 1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ใช้ค�ำว่า
ในการด�ำเนินชีวิตมีการเตรียมตัวให้พร้อมรับผล เข้าใจถูก การน�ำไปใช้ส�ำหรับชาวนาเป็นการสร้าง
กระทบและการเปลีย่ นแปลงดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม แนวคิด สร้างการมองโลกในเชงิ บวก เห็นตรงตาม
สง่ิ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจากทงั้ ในประเทศ และ ความเป็นจริงกับส่งิ ที่เกดขน้ึ พรอ้ มกบั มใี จยอมรับ
ตา่ งประเทศ ทกุ สถานการณ์ โดยปจั จยั ทจ่ี ะทำ� ใหเ้ กดิ สมั มาทฏิ ฐิ
ในการด�ำเนินชีวิตให้อยู่ในระดับพอเพียง ปจั จยั ภายนอก ไดแ้ ก่ การรบั ถา่ ยทอด หรอื อทิ ธพิ ล
นั้นต้องอาศัยท้ังเงื่อนไขความรู้ และคุณธรรมเป็น จากส่ิงแวดล้อมทางสังคม เชน่ พอ่ แม่ ครอู าจารย์
พื้นฐาน คือ ความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ อย่าง เพือ่ นที่คบหา หนังสือ สือ่ มวลชน และวฒั นธรรม
รอบด้าน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการประกอบ ซง่ึ ใหข้ า่ วสารทถี่ กู ตอ้ ง สงั่ สอนอบรม แนะนำ� ชกั จงู
อาชีพและการด�ำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ไปในทางทดี่ ีงาม ปจั จัยภายใน ได้แก่ การทำ� ในใจ
โดยจ�ำเป็นต้องมีความรอบคอบในการน�ำความรู้

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 253

โดยแยบคาย หมายถงึ การคดิ ถูกวิธคี วามรู้จกั คดิ อย่างมีหลักการ มีจุดมุ่งหมายในการประกอบ
หรือคิดเป็น มี 10 วิธี (Phra Dhammapitaka อาชพี ไม่สกั แตว่ า่ ท�ำให้ผา่ นๆ ไป
(P.A. Payutto), 1995 : 675-708) ดงั นี้ 1.6 วิธีคิดแบบเห็นคุณ-โทษ และ
1.1 วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย ทางออก การน�ำไปใช้ส�ำหรับชาวนา ปัญหาต่างๆ
การน�ำไปใช้ส�ำหรับชาวนา เมื่อเกิดปัญหาขึ้นต้อง ท่ีเกิดขึ้น ล้วนมาจากความต้องการของชาวนา
พยายามท�ำความเข้าใจ คิดหาสาเหตุของปัญหา จึงต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ว่าส่ิงใดท�ำแล้ว
ที่เกิดขึ้น อย่างมีเหตุมีผล เช่น ปัญหาของชาวนา ใหค้ ณุ สง่ิ ใดทำ� แลว้ เปน็ โทษ เรยี กวา่ ทำ� แลว้ ยงิ่ เกดิ
คือความยากจน ความยากจนน้ีมีสาเหตุมาจาก ปัญหา ชาวนาจึงต้องแสวงหาทางออกเพ่ือความ
สง่ิ ใด ซง่ึ มาจากปจั จยั หลายดา้ น ทงั้ ปจั จยั ภายนอก สมดลุ ในการดำ� เนินชวี ติ ให้เกิดความราบรน่ื
และปจั จัยภายใน เป็นต้น 1.7 คิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม
1.2 วธิ คี ดิ แบบแยกแยะสว่ นประกอบ การนำ� ไปใชส้ ำ� หรบั ชาวนา เปน็ การพจิ ารณาถงึ องค์
การน�ำไปใช้ส�ำหรับชาวนา เป็นการคิดวางแผน คณุ ตา่ งๆ สง่ิ ทเ่ี ปน็ ปจั จยั 4 ถอื วา่ เปน็ สงิ่ ทที่ ำ� ใหเ้ กดิ
ในการท�ำนาอย่างมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น เช่น คุณค่าแท้ เพราะพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนล้วน
การท�ำนามาแต่ละคร้ังท�ำไมรายรับน้อยกว่า ต้องการสิ่งเหล่านี้ในการด�ำเนินชีวิต ส่วนปัจจัยที่
รายจ่าย ผลผลิตที่ไดก้ ็น้อยลงตามล�ำดับ จงึ ต้องมี เกนิ มา สง่ิ ทท่ี �ำใหเ้ กดิ คณุ คา่ เทียม ถือวา่ ไม่จ�ำเปน็
การวางแผนจัดระบบการท�ำงานเสียใหม่ สำ� หรับการด�ำเนินชวี ิต
1.3 วิธีแบบสามัญลักษณะ การน�ำ 1.8 วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม
ไปใช้ส�ำหรับชาวนา เป็นการเตรียมความพร้อม การน�ำไปใช้ส�ำหรับชาวนา เป็นการมีกรอบทาง
รบั มอื กับสถานการณต์ ่างๆ ท่ีเกิดขึน้ ไมว่ า่ จะเปน็ หลักธรรมในการประกอบอาชพี เพอื่ ควบคุมจิตใจ
ทางดหี รอื ไมด่ กี ต็ าม เชน่ การทำ� นาแลว้ ไดก้ ำ� ไรมาก ไมใ่ หเ้ กดิ การเอารดั เอาเปรยี บต่อบุคคลอนื่
ก็ตอ้ งมกี ารแบง่ ปนั เอ้ือเฟ้ือเผ่อื แผ่ตอ่ สังคม วนั ใด 1.9 วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะ
ทที่ ำ� แลว้ ขาดทนุ กต็ อ้ งยอมรบั มองเปน็ เรอื่ งปกตทิ ่ี ปจั จบุ นั การนำ� ไปใชส้ ำ� หรบั ชาวนา เปน็ การประกอบ
จะเกิดข้นึ ได้ อาชีพด้วยความตื่นรู้ ไม่หลงมัวเมาไปตามกระแส
1.4 วิธีคิดแบบอริยสัจ การน�ำไปใช้ ทางสังคม ทอี่ ยู่ย่ัวยวน จนเกิดปัญหาตามมาอยา่ ง
สำ� หรบั ชาวนา เป็นการแกป้ ัญหาตามแบบพทุ ธวิธี มากมายเพราะความต้องการอย่างไมม่ วี นั จบสน้ิ
อย่างเป็นข้ันตอน สืบสาวหาต้นเหตุที่แท้จริงของ 1.10 วิธีคิดแบบวิภัชชวาท (แบบ
ปัญหา น�ำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างย่งั ยนื จำ� แนก) การนำ� ไปใชส้ ำ� หรบั ชาวนา เปน็ การวเิ คราะห์
1.5 วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ แยกแยะถึงการด�ำเนินการในด้านของการท�ำนา
คิดตามหลักการ และความมุ่งหมาย การน�ำไปใช้ มจี ดุ บกพรอ่ งสว่ นใดบา้ งทต่ี อ้ งไดร้ บั การแกไ้ ข มจี ดุ
ส�ำหรับชาวนา เป็นการสร้างจุดยืนทางความคิด ใดบ้างทต่ี ้องสง่ เสรมิ เพื่อใหม้ ีผลผลิตทีง่ อกงามข้ึน

254 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

สรปุ โดยภาพรวมการนำ� หลกั สมั มาทฏิ ฐมิ า ประโยชน์ ท�ำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ประกอบดว้ ย
ใชก้ บั ชาวนา มงุ่ หมายถงึ วา่ การสรา้ งแนวคดิ อยา่ ง การไมเ่ บยี ดเบยี น การไมแ่ ยง่ ชงิ การไมป่ ระพฤตผิ ดิ
เปน็ ระบบ สรา้ งความเขา้ ใจในอาชพี ของตนมฉี นั ทะ การประกอบอาชีพของชาวนา จะต้องยึดหลัก
(ความพอใจ) ในความเป็นชาวนาโดยอาศัยปัจจัย เมตตาน�ำหน้า มคี วามเสยี สละ เช่น การใชส้ ารเคมี
ภายนอกเป็นสิ่งเร้าให้เกิดความภาคภูมิใจในความ หรือยาฆ่าแมลงหรือยาเร่งผลผลิต สิ่งเหล่าน้ีเป็น
เปน็ ชาวนา และเขา้ ใจความ เปลยี่ นแปลงทางสงั คม อันตรายตอ่ ผู้บรโิ ภค ชาวนาจะต้องให้ความสำ� คญั
ไมห่ ลงไปตามกระแส เห็นใจต่อเพ่ือนมนุษย์ด้วยกัน หันมาใช้สารจาก
2. สัมมาสังกัปปะ ด�ำริชอบ ใช้ค�ำว่า ธรรมชาตถิ งึ แมผ้ ลผลติ อาจจะนอ้ ยลง แตเ่ นน้ ความ
คิดถูก ชาวนาต้องมีหลักคิดแบบโยนิโสมนสิการ ปลอดภัยเป็นหลักก็จะท�ำให้เป็นจุดเด่น จุดดึงดูด
ดังกล่าวในข้างต้นสรุปลงท่ี 4 ข้อ คือ คิดถูกวิธี ของผ้บู ริโภค
คิดตามหลักความจริง คิดมีระบบ คิดอย่างมี 5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ใช้ค�ำว่า
ระเบยี บแบบแผน คิดจบเหตุผล คดิ แบบจับตน้ ชน อาชีพถูก การน�ำไปใชส้ �ำหรบั ชาวนา ตอ้ งท�ำถูกศลี
ปลายของปัญหา คิดเกิดกุศล คิดในทางท่ีดีเป็น ธรรม ถกู กฎหมาย เวน้ จากมจิ ฉาอาชวี ะ อาชีพท่ี
ประโยชนก์ ารนำ� ไปใชส้ ำ� หรบั ชาวนา เปน็ การสรา้ ง เป็นการคดโกง แสวงหาปัจจัยมาด้วยความสุจริต
แนวคิดจนท�ำให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนถึงเว้นจากการค้าขายในสิ่งที่เป็นโทษ
โดยค�ำนึงถึงความเป็นจริง มีเหตุผลมารองรับ เป็นภยั ตอ่ บุคคลอื่น ชาวนาจะตอ้ งไมย่ ดึ ผลก�ำไร
อยู่ภายใต้กรอบแห่งศีลธรรม และจะต้องเกิด เป็นท่ีต้ัง มิฉะน้ัน อาจเป็นการทุจริตโดยไม่รู้ตัว
ประโยชน์ เช่น การท�ำนาไม่ใช่ท�ำเพื่อขายเท่าน้ัน เพราะหวังแต่ประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว
จะต้องมีการวางแผนการจัดการที่ดีอาจท�ำให้ โดยไม่คำ� นึงถงึ วธิ ีการ
ชาวนาตอ้ งซอ้ื ข้าวของตนเองมาบรโิ ภค 6. สมั มาวายามะ พยายามชอบ ใชค้ ำ� วา่
3. สมั มาวาจา เจรจาชอบ ใชค้ ำ� วา่ พดู ถกู พยายามถูก การน�ำไปใช้ส�ำหรับชาวนา โดยการ
การน�ำไปใช้ส�ำหรับชาวนาต้องพูดค�ำจริง พูดดี ไมส่ รา้ งปญั หาใหเ้ กดิ ขนึ้ หากปญั หาเกดิ ขนึ้ แลว้ ตอ้ ง
พูดไพเราะ พูดมีสาระ เว้นจากการพูดค�ำเท็จ รีบท�ำการแก้ไข มีการพัฒนาการประกอบอาชีพ
คำ� หยาบ คำ� ส่อเสียด คำ� เพ้อเจอ้ เพราะถอื วา่ การ อย่างต่อเนื่อง และอย่างไม่หยุดยั้ง ซ่ึงต้องปฏิบัติ
ประกอบอาชีพใดๆ ต้องมีการติดต่อสื่อสาร ตามหลกั 4 ขอ้ คอื 1) มงุ่ แสวงหาทรพั ยส์ มบตั ดิ ว้ ย
ปฏสิ ัมพันธก์ ับคนรอบขา้ ง การทมี่ ีวาทศิลปด์ ี ย่อม ความขยนั หมน่ั เพยี ร โดยเปลย่ี นมมุ มองวธิ คี ดิ แบบ
ทำ� ใหก้ ารประกอบอาชพี ประสบความสำ� เรจ็ ไปครง่ึ พ่ึงผู้อื่นหันมาพึ่งตนเอง ด้วยจุดยืนหรือเป้าหมาย
ดังคำ� กลา่ วท่ีวา่ พดู ดียอ่ มมชี ัยไปกว่าคร่งึ เพือ่ “ความมัน่ คงยัง่ ยืน” ไมใ่ ชเ่ พ่ือ “ความร่ำ� รวย
4. สัมมากมั มันตะ กระทำ� ชอบ ใชค้ �ำว่า มงั่ คงั่ ”และขยนั ทำ� งานดว้ ยความอดทนบนพนื้ ฐาน
ทำ� ถกู การนำ� ไปใชส้ ำ� หรบั ชาวนา ตอ้ งทำ� งานใหเ้ กดิ ขององค์ความรู้ 2) รจู้ กั รักษาทรัพย์ทห่ี ามาไว้ให้ได้

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 255

โดยรู้จักการจัดท�ำบัญชีรายรับรายจ่าย แยกเป็น 6. ผลท่ีคาดว่าจะได้รับหลังการนำ� มรรคมี
บญั ชเี ฉพาะไป และไมใ่ ชจ้ า่ ยทรพั ยไ์ ปกบั สง่ิ ทไ่ี มก่ อ่ องค์ 8 ไปใช้
ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและต่อการประกอบ
อาชพี (อบายมขุ ) ใหใ้ ชจ้ า่ ยไปกบั สง่ิ ทเ่ี หน็ วา่ จำ� เปน็ การด�ำเนินตามพุทธวิธีในการแก้ปัญหา
จรงิ ๆ เทา่ นนั้ 3) รจู้ กั การคบหาสมาคมกบั ญาตมิ ติ ร ของชาวนาอ�ำเภอเมืองนครสวรรค์ ตามหลัก
โดยญาติควรให้การสนับสนุน อุดหนุน ส่งเสริมพ่ี อรยิ มรรคมอี งค์ 8 ถอื เปน็ การแกป้ ญั หาอยา่ งยง่ั ยนื
หรอื นอ้ งผลู้ ำ� บาก ผเู้ ดอื ดรอ้ นทเ่ี ปน็ คนดใี หไ้ ดฟ้ น้ื ฟู เพราะว่าค�ำสอนทางพระพุทธศาสนา เป็นศาสนา
พออยู่พอกิน ลืมตาอ้าปากได้ และควรคบหรือ แห่งเหตุและผล ต่างเหตุท่ีดี ย่อมได้รับผลท่ีดี
แสวงหามติ รทดี่ ี 4) รจู้ กั การใชช้ วี ติ ใหเ้ หมาะสมกบั สามารถระบไุ ด้ถึงผลทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ ตามล�ำดบั ได้ดังน้ี
ฐานะหรือความเป็นอยขู่ องตน โดยรู้จักการใชจ้ ่าย 1. มแี นวคดิ ทเ่ี ปลย่ี นไป มคี วามพอใจใน
ทรัพย์เลีย้ งชีพอยา่ งเหมาะสม ไม่ใหฝ้ ืดเคือง ไม่ให้ อาชีพของตน มีความภาคภูมิใจในการประกอบ
ขัดสนสิ่งไหนควรจ่ายส่ิงไหนไม่ควรจ่ายต้องรู้เท่าทัน อาชีพ
รอบคอบ ระมัดระวัง เน้นที่เห็นว่าจ�ำเป็นจริงๆ 2. มคี วามอยดู่ ีกินดี การประกอบอาชีพ
เทา่ นนั้ เปน็ ไปอยา่ งราบรนื่ มอี สิ ระในการดำ� เนนิ การตลอด
7. สมั มาสติ ระลกึ ชอบ ใชค้ ำ� วา่ ระลกึ ถกู จนถึงผู้บริโภคก็ได้รับผลประโยชน์เป็นผลดีต่อ
การนำ� ไปใชส้ ำ� หรบั ชาวนา จะตอ้ งมคี วามรอบคอบ สขุ ภาพ
และมกี ารพจิ ารณา โดยทไี่ มล่ มื รากฐานของตนเอง 3. มีความสุขที่เกิดจากความพอดี
อย่างเช่นเมื่อปัญหาลดน้อยถอยลงไปก็ไม่หลง สมั มาชพี ของชาวนายอ่ มเจรญิ รงุ่ เรอื ง และสามารถ
ระเรงิ ใช้จ่ายฟ่มุ เฟือย ด�ำรงชีวิตได้ในทุกสังคมท่ีเปลี่ยนไป เพราะมีหัวใจ
8. สัมมาสมาธิ ต้ังม่ันชอบ ใช้ค�ำว่า ท่ีม่ันคงในหลกั พทุ ธธรรม
ตงั้ มนั่ ถกู การนำ� ไปใชส้ ำ� หรบั ชาวนา จะตอ้ งมหี วั ใจ
หนกั แนน่ มนั่ คงในอดุ มการณไ์ มห่ วนั่ ไหวตอ่ สภาพ 7. ขอ้ คดิ เห็น
แวดลอ้ ม เชน่ เมอื่ โลกมกี ารพฒั นาเทคโนโลยอี ยา่ ง
ล้�ำสมัย เราจะต้องค�ำนึงความจ�ำเป็นในการใช้ ทิศทางในอนาคตของชาวนาไทยจากการ
ประโยชนเ์ ป็นหลัก ศึกษาภาพรวมในปัจจุบัน อาชีพชาวนาไทยใน
หากชาวนาปฏิบัติตามหลักนี้ก็จะท�ำให้ อนาคตหากไม่มีหน่วยงานหรือองค์ใดเข้ามาช่วย
เกิดสัมมาชีพข้ึน โดยเริ่มท่ีการสร้างแนวคิดแบบ กำ� กบั ดแู ลแบบไมแ่ สวงหาผลกำ� ไรอยา่ งประเทศอน่ื
พอดี เมื่อประกอบอาชีพก็มีท้ังความสุขทางกาย ท่ีมีอ�ำนาจในการต่อรองราคา รัฐให้การสนับสนุน
และทางใจ เพราะเหตุว่าการด�ำเนินตามรอยค�ำ สรา้ งองคค์ วามรอู้ ยา่ งถกู วธิ ี ชาวนาไทยตอ้ งยดึ หลกั
สอนพระพุทธองค์ย่อมนำ� มาซงึ่ สนั ติสุข ค ว า ม พ อ เ พี ย ง ต า ม ห ลั ก พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ
พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลท่ี 9 หรือหลักวิธีทาง
พระพุทธศาสนาเท่าน้ันจึงจะสามารถประกอบ

256 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

อาชีพอย่างมีความสุขได้ ส�ำหรับชาวนาที่ยังไม่ สารเคมี ซึ่งมันเป็นปัญหาลูกโซ่ท่ีเกี่ยวเน่ืองถึงกัน
พอใจกับความพอเพียงก็คงต้องประสบกับปัญหา จึงต้องสร้างการเน้นย�้ำหลักความพอเพียงให้เกิด
เดมิ ๆ คอื ความจน หนสี้ นิ ตา่ งๆ อกี มากมาย แตจ่ ดุ หนง่ึ ข้ึนในสังคม ไม่เฉพาะแต่อาชีพชาวนาเท่านั้น
ท่ีส�ำคัญการท�ำนาในอนาคตอาจจะท�ำระดับครัว ทุกๆ อาชีพ ต้องด�ำเนินตามหลักนี้ไปด้วยกัน
เรอื นกลมุ่ ยอ่ ย เพราะเรมิ่ เหน็ วา่ อาหารทบี่ รโิ ภคกนั ประเทศไทยจึงจะร่มเย็นเปน็ สุข
อยู่ในปัจจบุ นั ปนเป้ือนด้วยสารพษิ ควรท่ีจะลงมอื
ทำ� เอง ประกอบไปกบั อาชีพหลกั ของตนที่ทำ� อยู่ 9. องคค์ วามรทู้ ไี่ ดร้ บั

8. สรปุ ปัญหาของชาวนาไทยมีมากมายเพราะ
ขาดองคค์ วามรใู้ นการแกป้ ญั หาอยา่ งถกู วธิ ี การจะ
การสร้างสัมมาชีพให้กับชาวนาก็เพื่อ แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้หมดไปย่อมต้องอาศัยหลัก
เป็นการแก้ปัญหาให้กับชาวนาในยุคปัจจุบันโดย ธรรมทางพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธองค์
อาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นกระบวน ได้วางแนวทางการดับทุกข์ไว้อย่างชัดเจนคือเรื่อง
การแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนอย่างตรงจุด แต่ทว่าการ ของอริยมรรคมีองค์ 8 เมื่อน�ำมาพิจารณาปรับใช้
แก้ปัญหาตามแนวพระพุทธศาสนาต้องเปิดใจ กับปัญหาของชาวนา โดยจะตอ้ งสรา้ งสัมมาชีพให้
ยอมรับเป็นอันดับแรก เพราะพ้ืนฐานต้องเร่ิมต้น เกิดขึ้น เร่ิมที่การมีสัมมาทิฏฐิก่อนเป็นการปรับ
ทใ่ี จหากใจยอมรบั กส็ ามารถดำ� เนนิ การไดอ้ ยา่ งเตม็ ความคิดโดยอาศัยกัลยาณมิตรและหลักคิด
รปู แบบ เรยี กภาษาส้ันๆ ว่า เปล่ียนความคิดชวี ิต พิจารณาอย่างแยบคาย และปฏิบัติตามหลักของ
ก็เปล่ียนชาวนาในสังคมปัจจุบันคิดกันเพียงว่า อริยมรรคมีองค์ 8 อย่างเป็นข้ันตอน ก็จะท�ำให้
ทำ� เพือ่ ค้าขาย หวังผลก�ำไรร�่ำรวย โดยไม่คำ� นงึ ถึง ชาวนาไดร้ บั ความสขุ อยอู่ ยา่ งรม่ เยน็ และพอใจกบั
คุณภาพที่ออกมามีการใช้วัตถุดิบให้โทษ เช่น วถิ ชี วี ิตเรียกว่าเปน็ สัมมาชีพอย่างแทจ้ รงิ

References

Biz Amnat. (2017). Life of Thai Farmer. http://www.lovefarmer.org/?p=1771 (Accessed 5
October 2018).

Buachan, W. (2014). Problems of farmers. http://hiirunyiga.blogspot.com/2014/03/blog-
post.html (Accessed 5 October 2018).

Chot. (2012). Farmer. http://53011212191g20-george.blogspot.com/2012/02/blog-post_
6469.html. (Accessed 5 October 2018).

Farmers Learning Center. (2018). Nakhon Sawan Farmers School. http://www.ldm.in.th/
cases/6234 (Accessed 16 February 2019).

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 257

Naphasue, C. (2002). Thai Philosophy. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Natthawipha (Natti). (2011). Rice and Farmer's Day. http://www.greenpeace.org/seasia/

th/news/blog1/blog/35098 (Accessed 5 October 2018).
Office of Policy and Planning Office of the Permanent Secretary for Interior. (2017). Inducing

Sufficiency Economy to behave for lifestyle. Bangkok : Danex Intercorporation Co.,
Ltd.
Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2010). Dictionary of Buddhism. 19th ed. Nonthaburi
: S-R-Printing-Mass Product-co-ltd.
Phra Dhammapitaka (P.A. Payutto). (1995). Buddhadhamma. 6th ed. Bangkok : Mahachu
lalongkornrajavidyalaya University.
Somdej Phra Nyanasamvara Somdej Phra Sangharaja Sakalamahasanghaparinayaka. (2010).
What is the Buddha's Enlightenment?.3th ed. Nakhon Pathom : Mahamakut Buddhist
University.
Thamrongthanyawong, S. (2015). Why are farmers so poor. https://www.facebook.com/
Prof.SombatThamrongthanyawong/posts/1094343147273342 (Accessed 5 October
2018).
Waithayaseri, W. (2014). Abhidhammattha-sangaha Chapter I citta. 13th ed. Bangkok :
Active Print Co., Ltd.



วจิ ารณ์หนงั สอื : Book Review
มิลินทปัญหา: ฉบับแปลในมหามกุฏราชวทิ ยาลยั *
Milindapanha: Translation Version in Maha Makut Royal College

ผูเ้ ขียน: วศนิ อินทสระ
Author: Wasin Inthasu

พิจิตร พงษเ์ กษ และพระครูสธุ คี ัมภรี ญาณ
Pichit Phongket and Phrakhru Sudhikhambhirayana
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ หลงั จากพระองคส์ นิ้ พระชนมแ์ ลว้ และตอ้ งแตง่ ขน้ึ
กอ่ นสมยั พระพทุ ธโฆษาจารยแ์ นน่ อน เพราะพระพทุ ธ
มลิ นิ ทปญั หา เปน็ คมั ภรี ร์ นุ่ กอ่ นอรรถกถา โฆษาจารยม์ กั อา้ งบทสนทนาในคมั ภรี ม์ ลิ นิ ทปญั หา
ท่ีเก่าแก่และส�ำคัญคัมภีร์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ของพระนาคเสนอยู่บ่อยๆ คัมภีร์มิลินทปัญหา
เป็นการบนั ทึกคำ� ถาม-ตอบระหวา่ งพระเจ้ามิลนิ ท์ ประมาณระยะเวลาการเขยี นขนึ้ คงจะเปน็ ระหวา่ ง
กับพระนาคเสน เป็มคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไป ครติ สศ์ กั ราชที่ 150 ถงึ ครสิ ตศ์ กั ราช 400 สนั นษิ ฐาน
ทว่ั โลก อาจารยฝ์ า่ ยเถรวาทเชอ่ื วา่ ทา่ นพระนาคเสน กนั วา่ การแตง่ นทิ านกถาและนคิ มกถาเพมิ่ เขา้ มานนั้
น่าจะเป็นคนจดบันทึกค�ำสนทนากันในคร้ังนั้น คงไม่ใช่พระติปิฏกจุฬาภยเถระแต่งเพ่ิมแน่นอน
ซึ่งเกิดหลังพุทธปรินิพพานประมาณ 550 ปี เพราะตวั มลิ นิ ทปญั หาเกดิ ขนึ้ ราวพทุ ธศกั ราช 550 ปี
ในอินเดียตอนเหนือ อาจเป็นแคว้นแคชเมียร์ก็ได้ พระพุทธโฆษาจารย์ต้องเป็นผู้แต่งนิทานกถาและ
การแตง่ รวมบทการสนทนากันขึ้นเป็นคมั ภรี น์ ่าจะ นิคมกถาประกอบเข้าให้โดยสมบูรณ์ ได้ลักษณะ
อยู่ในระหวา่ ง พ.ศ. 559 ถงึ พ.ศ. 581 ท่านภรัต แหง่ ปกรณใ์ นระหวา่ งพทุ ธศกั ราช 956 ถงึ 1,000 ปี
ชิงห์ นักปราชญ์ชาวอินเดียกล่าวอย่างมั่นใจใน คัมภีร์มิลินทปัญหา ยังมีข้อถกเถียงกันในประเด็น
ข้อมูลของตนว่า คัมภีร์มิลินทปัญหาน้ีได้เขียนขึ้น ท่ีว่า เขียนข้ึนในสมัยของพระเจ้ามิลินท์หรือหลัง
ในสมัยพระเจ้าเมนนั เดอร์ หรอื ไม่ก็แต่งขนึ้ ในสมัย

* ไดร้ บั บทความ: 8 มกราคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 9 กันยายน 2563; ตอบรบั ตีพิมพ:์ 28 กันยายน 2563
Received: January 8, 2019; Revised: September 9, 2020; Accepted: September 28, 2020

260 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

จากท่ีพระองคส์ ิ้นพระชนมแ์ ล้ว พระเทพวสิ ุทธกิ วี ปฏสิ มั ภทิ า คอื แตกฉานในอรรถ ในธรรม ในภาษา
กล่าวว่า แต่งข้ึนก่อนสมัยพระพุทธโฆษาจารย์ และในปฏิภาณ คำ� ตอบของท่านต่อพระเจ้ามิลินท์
สนั นษิ ฐานวา่ เดมิ คมั ภรี ม์ ลิ นิ ทปญั หานา่ จะแตง่ เปน็ จึงน่าทึ่งเป็นอันมาก ผู้สนใจในหลักธรรมทาง
ภาษาปรากฤตหรือภาษาสันสกฤตอย่างใดอย่าง พระพุทธศาสนาจึงควรได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็น
หนง่ึ เชน่ เดยี วกบั คมั ภรี ท์ แ่ี ตง่ ทางอนิ เดยี ตอนเหนอื อยา่ งยิง่ (Inthasu, 1985)
ผทู้ แ่ี ตง่ กน็ า่ จะนบั ถอื พระพทุ ธศาสนาแบบสรวาสติ
วาทิน เพราะจากการสังเกตการณ์อธิบายศัพท์ 2. โครงสรา้ งและเน้ือหาของหนังสือ
ธรรมะบางศัพท์ต่างไปจากทัศนะของพระพุทธ
ศาสนาแบบเถรวาท เชน่ ตวั อยา่ ง การอธบิ ายคำ� วา่ หนังสือ มิลินทปัญหามิลินทปัญหาฉบับ
อสังขตธรรม ธรรมท่ีไม่มีปัจจัยปรุงแต่งหรือธรรม แปลในมหามกุฏราชวิทยาลัย มีโครงสร้างของ
ที่ปราศจากเหตุปัจจัยว่าหมายถึง อากาศและ คัมภีร์มิลินทปัญหาเป็นการแต่งในลักษณะของ
นิพพาน ซ่ึงเปน็ มตเิ ฉพาะของนกิ ายสรวาสติวาทิน การถาม-ตอบปัญหาลักษณะการถามปัญหาของ
อันต่างจากนิกายอ่ืนๆ ฝ่ายเถรวาท ซ่ึงถือว่า พระเจา้ มิลินท์ แบ่งออกเปน็ 3 ลกั ษณะ คือ
อสังขตธรรม ได้แก่ นิพพานเท่านั้นไม่มีอย่างอื่น 1. ลักษณะค�ำถามธรรมดา คือปัญหาท่ี
(Phosansan, 2006 : 92) จงึ เปน็ ปกรณม์ มี าเก่า ไมใ่ คร่ติดต่อกัน (กลา่ วไวใ้ นอนุมานปัญหา, ลักขณ
แก่และส�ำคัญปกรณ์หน่ึงในพระพุทธศาสนา ไม่ ปัญหา) ซ่ึงค�ำถามที่พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามพระ
ปรากฏว่าท่านผู้ใดเป็นผู้รจนา เชื่อกันว่ารจนาขึ้น นาคเสนนน้ั จะเปน็ คำ� ถามเพอื่ ชใ้ี หต้ อบในประเดน็
ในราวพทุ ธศกั ราช 500 ปรากฏตามมธรุ ตั ถปกาสนิ ี ท่ีไม่มีแง่ สามารถตอบชี้ชัดตามความเป็นจริงได้
ฎีกาแห่งมิลินทปัญหาซ่ึงรจนาโดยพระมหาติปิฎก ซึ่งในแต่ละค�ำถามน้ัน พระองค์แสดงถึงความเป็น
จฬุ าภยั วา่ พระพทุ ธโฆษาจารยเ์ ปน็ ผแู้ ตง่ นทิ านกถา ผรู้ อบรใู้ นปญั หามเี ชงิ ฉลาดเฉยี บแหลมในการถาม
และนิคมกถาประกอบเข้าเม่ือพุทธศตวรรษที่ 10 2. ลกั ษณะการถามปญั หาทมี่ เี งอื่ นเดยี ว
(Phothananta, 1977 : 169) เป็นการถาม-ตอบปัญหาที่ว่าด้วยพระเจ้ามิลินท์
ดังนั้น ผู้วิจารณ์มีความประสงค์ที่เลือก ถามปัญหาท่ีมีแง่ความซับซ้อนของปัญหาเพียงแง่
วจิ ารณห์ นงั สอื เรอื่ งนี้ เพอ่ื ศกึ ษามมุ มองของผเู้ ขยี น เดียวกับพระนาคเสน ลักษณะของปัญหาท่ีมีแง่
ของหนังสือเรื่อง มิลินทปัญหา: ฉบับแปลในมหา ความซบั ซ้อนแง่เดยี ว เชน่ พระเจ้ามิลนิ ทต์ รัสถาม
มกฏุ ราชวทิ ยาลยั ซงึ่ เปน็ ผลงานทกี่ ลา่ วถงึ การตอบ ว่า พระผูเ้ ปน็ เจ้า อะไรเลา่ จะปฏิสนธอิ ีก พระนาค
ปัญหาพระเจ้ามิลินท์ด้วยความรอบรู้ฉลาดและ เสนทูลว่า คนท่ียังมีเช้ือแห่งกิเลส (อุปาทาน)
แหลมคม มีอุปมาอุปไมยท่ีเหมาะสมหาเปรียบ จะกลับมาปฏิสนธิอีก แต่คนท่ีหมดเช้ือแห่งกิเลส
ไดย้ าก เกยี รตคิ ณุ ทา่ นระบอื ไปทว่ั โลก ตามประวตั ิ (เชือ้ อปุ าทาน) จะไมก่ ลบั มาเกิดอกี
พระนาคเสนเถระ เป็นพระอรหันต์ ถึงพร้อมด้วย 3. ลักษณะการถามปัญหาท่ีมีสองเง่ือน
เป็นการถามปัญหาที่ว่าด้วยพระเจ้ามิลินท์ถาม

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 261

ปัญหาท่ีมีแง่ความซับซ้อนของปัญหา 2 แง่มุม 3. เนอื้ หาโดยย่อ
กบั พระนาคเสน ซงึ่ ลกั ษณะของปญั หาทมี่ แี งค่ วาม
ซับซ้อน 2 แง่มุม ที่พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามมี มิลินทปัญหามีการแบ่งออกเป็น 6 ตอน
ตัวอย่าง เช่น พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามเกี่ยวกับ ได้แก่
พระพุทธเจ้า ซ่ึงเป็นผู้มีพระมหากรุณาแสวงหา 1. บุพพโยค ว่าด้วยบุพพกรรมและ
สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่ืน และเป็นพระสัพพัญญู ประวตั ขิ องพระนาคเสนและพระเจา้ มลิ นิ ท์ เรม่ิ ตน้
ผรู้ ทู้ กุ สง่ิ เหตไุ รจงึ บวชพระเทวทตั ผซู้ ง่ึ มกี รรมหนกั ด้วยบทอารัมภคาถา มีรูปแบบการประพันธ์
จะไม่เป็นการให้โอกาสพระเทวทัตเข้ามาท�ำ เป็นฉันทลักษณ์ประเภท ฉันท์นมัสการพระพุทธ
สังฆเภทหรือ ซ่ึงแสดงว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้มี พระธรรม และพระสงฆ์ มีเน้ือหาอย่างไพเราะ
พระมหากรุณาและไม่ได้เป็นพระสัพพัญญูจริง เพราะพรง้ิ เอาไว้ 5 บท ดว้ ยกนั แตต่ อนทา้ ยของบท
ลกั ษณะการตอบปญั หาของพระนาคเสน แบง่ ออก ได้มีการกล่าวเชิญชวนให้คนท้ังหลายได้ฟังปัญหา
เปน็ 2 ลกั ษณะ คือ 1) ตอบปญั หาแบบวิภัชชวาท เพือ่ ที่จะไดว้ นิ ิจฉัยคมั ภีรอ์ ยา่ งละเอยี ด
คอื ตอบปญั หาแบบแยกแยะประเดน็ ปญั หาตอบที 2. มิลินทปัญหา ว่าด้วยปัญหาแง่เดียว
ละประเด็น ส�ำหรับการตอบแบบวิภัชวาท คือ ซ่ึงแบ่งลักษณะปัญหาออกเป็น 2 คือ ลักขณะ
การแยกตอบทลี ะปญั หา เชน่ ในเทวทตั ตปพั พาชติ ปัญหาและวิมติจเฉทปัญหา เรม่ิ ดว้ ยบทพาหิรกถา
ปัญหาปัญหาที่ว่าการบวชให้พระเทวทัตของ เป็นส่วนท่ีเล่าเร่ืองถึงความเจริญรุ่งเรืองและความ
พระพทุ ธเจา้ ซ่งึ มกี ารถามปัญหา 2 แง่ พระนาค อดุ มสมบรู ณข์ องราชธานที ชี่ อื่ วา่ สาคลนคร และตอ่
เสนกแ็ ยกตอบ และ 2) แงแ่ บบวิภัชวาทคอื แงท่ ่ี 1 จากนั้น เปน็ เรือ่ งเล่าบรุ พกรรมของพระเจ้ามลิ นิ ท์
ท่ีพระพุทธเจ้าทรงให้พระเทวทัตบวชเพราะว่า และพระนาคเสนในอดตี ชาติ
ถ้าพระเทวทัตไม่ได้บวชจะท�ำกรรมหนักกว่าน้ี 3. เมณฑกปัญหา ว่าด้วยปัญหาสองแง่
และจะตกนรกสืบต่อภพไม่มีที่ส้ินสุด แต่ถ้า ดคู ลา้ ยจะขดั แยง้ กนั ซง่ึ แบง่ ลกั ษณะออกเปน็ 2 คอื
พระเทวทัตบวชแล้วถึงท�ำอนันตริยกรรมและตก มหาวรรค และโยคกิ ถาปญั หา มลิ นิ ทปญั หา วา่ ดว้ ย
นรกก็จริง แต่ก็จะมีท่ีสิ้นสุดเพียงแค่กัปหน่ึง ปญั หาเงอ่ื นเดยี ว สว่ นนเ้ี ปน็ ปญั หาทวี่ า่ ดว้ ยพระเจา้
เท่านัน้ มิลินท์ถามปัญหาท่ีมีแง่ความซับซ้อนของปัญหา
ดังน้ัน แง่ที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงทราบ เพียงแง่เดียวกับพระนาคเสน และพระนาคเสนก็
เหตุการณ์ต่างๆ ของพระเทวทัตท่ีจะเกิดข้ึน ตอบปัญหาทุกข้อด้วยวิภัชชวาท ในส่วนมิลินท
ในอนาคตดว้ ยพระสัพพญั ญุตญาณ จึงทรงใหพ้ ระ ปญั หานี้ มีอยู่ 88 ปัญหา แบ่งเปน็ 7 วรรค
เทวทัตบวช น่ันหมายถึง พระพุทธเจ้าทรงเป็น 4. อนุมานปัญหา ว่าด้วยเรื่องที่รู้โดย
พระสัพพัญญูจริง (Mahamakutrajavidyalaya อนมุ าน ว่าด้วยปัญหาสองเง่ือน สว่ นน้เี ปน็ ปญั หา
University, 2000 : 51) ท่ีว่าด้วยพระเจ้ามิลินท์ถามปัญหาที่มีแง่ความซับ
ซอ้ นของปัญหา 2 แง่ดุจเขาแกะ ซง่ึ ดูคล้ายจะขัด

262 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

แย้งกันกับพระนาคเสน และพระนาคเสนก็ตอบ ทรงถึงพระรัตนตรัยเป็นท่ีพึ่งตลอดชีพเต็มไปด้วย
ปัญหาทุกข้อด้วยวิภัชชวาท คือแยกประเด็นตอบ เหตุผลก่อให้เกิดคุณประโยชน์อันไพศาลต่อมวล
ใช้หลกั วภิ าษวธิ ี คือถามหรอื ตอบแบบย้อนถามไล่ มนุษยชาติในกาลต่อมา พระองค์ทรงถึงพระ
เรยี งผถู้ ามดว้ ยเหตดุ ว้ ยผลจนผถู้ ามอบั จนเหตผุ ลที่ รตั นตรัยเปน็ ทพ่ี ึง่ ตลอดชีพ
จะแยง้ ได้ ในสว่ นเมณฑกปญั หานี้ มอี ยู่ 86 ปัญหา
แบง่ เป็น 9 วรรค 4. บทวจิ ารณ์
5. ลักขณปัญหา ว่าด้วยลักษณะแห่ง
ธรรมต่างๆ อนุมานปัญหาหรืออุปมากถาปัญหา 1. สาระเน้ือหาของหนังสือ เน้ือหาที่
สว่ นนว้ี า่ ดว้ ยเรอื่ งทร่ี โู้ ดยอนมุ านเปน็ สว่ นทพี่ ระเจา้ ผู้แต่งน�ำมาใช้ประกอบการแต่งคัมภีร์พบว่ามีทั้ง
มลิ นิ ทข์ อใหพ้ ระนาคเสนอธบิ ายองคท์ ภี่ กิ ษมุ พี รอ้ ม พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา ปกรณ์วิเสสและ
ในตนแลว้ จะสามารถท�ำให้แจง้ ซึ่งพระนิพพานได้ คมั ภรี อ์ นื่ ๆ อกี หลายคมั ภรี ์ ซง่ึ การนำ� เนอื้ หามาจาก
และพระนาคเสนไดอ้ ธบิ ายใหพ้ ระเจา้ มลิ นิ ทฟ์ งั โดย แหลง่ ตา่ งๆ นน้ั พบวา่ มวี ตั ถปุ ระสงค์ 5 ประการคอื
อปุ มาเปรยี บเทยี บและอนมุ านใหเ้ หน็ ตามลกั ษณะ เพื่ออธิบายศัพท์หรือข้อความท่ียกไว้ให้ได้ความ
ของสตั วแ์ ละสงิ่ ตา่ งๆ มากมาย สว่ นนม้ี อี ยู่ 7 วรรค หมายชัดเจน เพ่ือยืนยันเรื่องที่ตนอธิบายว่าเป็น
6. อปุ มากถาปญั หา วา่ ดว้ ยเรอ่ื งทจ่ี ะพงึ จริงตามน้ัน เพ่ือเสรมิ ความใหก้ ระจ่างชัดหรอื ใหด้ ู
ทราบด้วยอุปมาเปรียบเทียบ เป็นส่วนท่ีบรรยาย นา่ เชอ่ื ถอื มากขนึ้ และเพอื่ เสรมิ หรอื ขยายความให้
สรปุ จบการสนทนากนั ว่า เมือ่ จบการสนทนาถาม- กว้างขวางออกไป ให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องที่อธิบาย
ตอบปญั หาระหวา่ งพระเจ้ามิลนิ ทก์ ับพระนาคเสน มากยง่ิ ขน้ึ ซงึ่ การนำ� เนอ้ื หาจากแหลง่ ขอ้ มลู ทงั้ ปฐม
ก็เกิดแผ่นดินไหว ฟ้าร้อง ฟ้าแลบและฝนตก ภมู แิ ละทุติยภูมมิ าใช้เพ่ืออธบิ ายหรือประกอบการ
พระเจ้ามิลินท์เกิดความเล่ือมใสอย่างแรงกล้าได้ แต่งดังกล่าว ได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นปราชญ์ด้าน
อปุ ถมั ภบ์ �ำรงุ พระพทุ ธศาสนา และต่อมาพระองค์ พระพุทธศาสนาของผู้แต่งที่ได้รังสรรค์ผลงาน
ไดส้ ละราชสมบตั ใิ หแ้ กพ่ ระราชโอรสแลว้ เสดจ็ ออก วิชาการอันมีคุณค่าต่อพระพุทธศาสนาได้อย่างดี
ผนวช จนในทส่ี ดุ ไดบ้ รรลเุ ปน็ พระอรหนั ตอ์ งคห์ นงึ่ กลวธิ ใี นการนำ� เสนอพบวา่ ผแู้ ตง่ ใช้ โดยผแู้ ตง่ เปน็
ในพระพุทธศาสนา ความย่ิงใหญ่เหนือพระราช ผตู้ ง้ั คำ� ถามและตอบคำ� ถามดว้ ยตวั เองรปู แบบการ
อ�ำนาจท่ีพระเจ้ามิลินท์ทรงมีคือความยุติธรรม ประพันธ์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นบทประพันธ์ที่ผู้แต่ง
ความกล้าหาญ เฉลียวฉลาดและทรงสนับสนุน คัดลอกมาจากแหล่งต่างๆ ส่วนท่ีแต่งข้ึนใหม่
อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในช่วงท่ีพระองค์เรือง พบวา่ มไี มม่ ากนกั รปู แบบของการประพนั ธแ์ บบท่ี
อำ� นาจ เป็นเหตใุ หช้ าวพทุ ธท่วั ได้ ไดศ้ ึกษาค�ำสอน ผแู้ ตง่ ใชส้ ว่ นมากในคมั ภรี น์ ี้ โดยรปู ประโยคกระชบั
ท่ีเต็มไปด้วยเหตุผลก่อให้เกิดคุณประโยชน์อัน ไม่เย่ินเย้อ และได้เน้ือความที่ต้องการสื่อชัดเจน
ไพศาลต่อมวลมนุษยชาติในกาลต่อมา พระองค์ รูปศพั ทท์ ไี่ พเราะ สละสลวย การใช้ศัพท์ท่ีมคี วาม
หมายท่ีงา่ ย ชัดเจนกว่าศัพท์เดมิ ท่ี เป็นบทตัง้ และ

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 263

การ เพิม่ ศพั ท์เขา้ ไปเพื่อให้ได้ความหมายที่ชดั เจน ปจั จบุ นั พระพทุ ธศาสนามคี วามเปน็ จำ� อยา่ งยงิ่ ทจ่ี ะ
ยงิ่ ขน้ึ นา่ เชอื่ ถอื ยงิ่ ขนึ้ ดว้ ยขอ้ มลู ทอ่ี า้ งองิ จากคมั ภรี ์ ตอ้ งอาศยั นกั เผยแผท่ ม่ี คี วามรคู้ วามสามารถและมี
อ่ืนๆ หรือบุคคลส�ำคัญภาษาและส�ำนวนท่ีใช้ใน ไหวพริบปฏภิ าณสามารถแกไ้ ขปญั หาต่างๆ ทเ่ี กิด
คมั ภรี น์ พ้ี บวา่ เปน็ ภาษาและสำ� นวนภาษาบาลแี บบ ขึ้นมาแล้ว และเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี เพราะ
ลงั กาทนี่ ยิ มใชก้ นั อยา่ งแพรห่ ลาย ซงึ่ มลี กั ษณะเดน่ ผคู้ นในสงั คมปจั จบุ นั เปน็ ผมู้ คี วามรกู้ ารศกึ ษามาก
3 ประการ คือ เป็นภาษาและส�ำนวนท่ีง่าย ส่ือ ตามศาสตรต์ า่ งๆ ทตี่ นไดศ้ กึ ษาดงั นนั้ เมอื่ เกดิ โจทย์
ความหมายได้ชัดเจน ช่วยให้ผู้ศึกษารู้และเข้าใจ ปัญหาขึ้นกับพระพุทธศาสนา จึงเป็นโจทย์ท่ี
ความหมายของเร่ืองนั้นได้ทันที มีความคมคาย ซบั ซอ้ นแกไ้ ดย้ าก ผตู้ อบโจทยเ์ หลา่ นนั้ ตอ้ งเปน็ ผทู้ ่ี
กระชบั กะทดั รดั ไมฟ่ ุม่ เฟือย และใหส้ ุนทรยี ะหรือ มีความรู้หลากหลาย ช�ำนาญในเทศนาโวหารและ
วรรณศิลป์ทางภาษาบาลีเป็นอย่างดี และแสดง การตอบปัญหา ทส่ี �ำคัญต้องเปน็ ผูม้ ีความรวู้ ธิ ีการ
ความคิดเป็นของตัวเอง มีทั้งการพรรณนาถึง ทางประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา ซง่ึ สามารถสรปุ
ตวั บคุ คลและธรรมชาตเิ ทศนาโวหาร การใชถ้ อ้ ยคำ� ได้ 2 ประการ ได้แก่
แสดงคำ� สง่ั สอน ชแี้ นะคณุ โทษและสงิ่ ทคี่ วรปฏบิ ตั ิ 2.1 การพทิ ักษ์รักษาศาสนา การใช้
โดยผู้แต่งจะยกเหตุผลมาประกอบให้ผู้ศึกษาเกิด เป็นเครื่องมือพิทักษ์รักษาพุทธศาสนาเกิดข้ึนเมื่อ
ความเชื่อมั่นและเกิดความรู้สึกด้วยตนเอง พบว่า พระเจ้ามลิ นิ ท์ ไดข้ ยายอิทธิพลลงมาถึงตอนเหนอื
มีท้ังการอธิบายความหมายของหัวข้อธรรม คุณ ของลุ่มแม่น้�ำคงคาปรากฏในต�ำนานฝ่ายบาลีและ
และโทษของการประพฤติ และการแนะนำ� สง่ั สอน ฝา่ ยจนี วา่ พระองคไ์ มไ่ ดเ้ ลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา
ใหป้ ฏิบตั ิ อุปมาโวหาร การใชโ้ วหาร ท้ังได้ขัดขวางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย
2. ความส�ำคัญต่อองค์ความรู้ ประเด็น พระราโชบายตา่ ง ดงั นน้ั พระสงฆจ์ งึ ขวนขวายเพอื่
ท่ีถือว่าเป็นข้อเด่นที่น่าสนใจมากที่สุดของหนังสือ ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยมอบให้เป็น
เร่ือง “มิลินทปัญหา ฉบับแปลในมหามกุฏราช หน้าที่ของพระนาคเสนในการพิทักษ์รักษาพุทธ
วิทยาลัย” นี้ คืองานเขียนที่น�ำมาถ่ายทอดจุด ศาสนาด้วยการโต้วาทีกันการโต้วาทีของทั้งคู่
มงุ่ หมายสูงสดุ ของพระพทุ ธศาสนา กค็ ือ สงิ่ ดีที่สุด เป็นการน�ำเอาหลักธรรมส�ำคัญๆ ทางพระพุทธ
หรือประโยชน์สูงสุดท่ีมนุษย์จะพึงได้ในชีวิตนี้ท่ี ศาสนาขนึ้ มาถาม-ตอบ ตา่ งฝา่ ยตา่ งมวี ตั ถปุ ระสงค์
เรียกว่า “นิพพาน” ซ่ึง เรียบเรียงเน้ือหา ล�ำดับ ที่แตกต่างกัน คือ วัตถุประสงค์พระเจ้ามิลินท์
ขั้นตอนของเนื้อหาและเขียนอธิบายพุทธพจน์ มองได้ 2 แง่มุม คอื 1) ในแงป่ รัชญาพระองคท์ รง
ในลักษณะที่น้อมอรรถของสมเด็จพระพุทธเจ้าที่ มีวัตถุประสงค์เพ่ือแสวงหาความรู้ตามความเป็น
ทรงแสดงไว้ลงมาหาผู้อ่านทุกระดับได้เข้าใจใน จริง 2) ในเเง่การเมืองพระองคท์ รงมวี ัตถุประสงค์
เนอื้ หาไดง้ า่ ยขน้ึ ซง่ึ ผวู้ จิ ารณจ์ ะขอแยกแยะใหเ้ หน็ ท่ีจะเอาย�่ำยีระบบปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะ
เป็นประเด็นส�ำคัญที่พบได้ในหนังสือเล่มนี้ใน ระบบปรชั ญาท่ชี าวอนิ เดียใหก้ ารยอมรับมากท่ีสดุ

264 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

นน่ั คอื พทุ ธปรชั ญาสว่ นวตั ถปุ ระสงคข์ องพระนาคเสน เกิดข้ึน ในระหว่างปักษ์ 2 ฝ่าย โดยที่ฝ่ายหน่ึงมี
มองได้ 2 แง่มุมเช่นกนั คือ ในแง่มมุ ปรัชญา ทา่ น ทฤษฏีไปในทางที่จะประดิษฐ์แต่อีกฝ่ายหน่ึงหามี
มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื นำ� เสนอระบบปรชั ญาตะวนั ออก ทฤษฏีแต่อย่างใดอย่างหน่ึงไม่ กล่าวคือ มีความ
และในแง่มุมการเมือง ท่านมีวัตถุประสงค์เพื่อ ประสงค์เฉพาะแต่จะโต้เถียงหักล้างท�ำลายทฤษฏี
ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาจากการรุกรานของ ของปกั ษฝ์ า่ ยเสนอโครงการ โดยหาไดม้ วี ตั ถปุ ระสงค์
พระเจา้ มิลินทอ์ ยา่ งไรกด็ ี วตั ถุประสงค์ของการโต้ ท่ีจะแสดงหรือประดิษฐ์ทฤษฏีของตนเองข้ึนด้วย
วาทีท่ัวๆ ไป แบ่งออกเปน็ 3 ประการใหญๆ่ คือ ไม่จากหลักการน้ี ท�ำให้เข้าใจพระเจ้ามิลินท์และ
2.1.1 โต้เถียงเพ่ือหาความจริง พระนาคเสนมากย่ิงข้ึน เพราะหากพระเจ้ามิลินท์
(วาทะ) การโตเ้ ถียงประเภทนไ้ี ม่มีจุดประสงคท์ จ่ี ะ สามารถเอาชนะพระนาคเสนได้ อาจเกดิ ความสน่ั คลอน
เอาชนะซ่ึงกันและกันเลย วัตถุประสงค์อันแทัจริง อย่างรุนแรงตอ่ พุทธศาสนาได้ เชน่ พทุ ธอตั ถนิ ตั ถิ
ของวาทะ คอื การโต้เถียงเพื่อเปน็ การค้นหาความ ภาวปัญหา พระเจ้ามิลินท์ทรงยอมรับความมีอยู่
จรงิ โดยเฉพาะเท่านนั้ เช่น ในการโตเ้ ถียงที่มีอยใู่ น ของพระพุทธเจ้าได้ พุทธภาวะหรือความมีอยู่จริง
ระหว่างอาจารย์หรือครูกับศิษย์หรือการโต้เถียงท่ี ของพระพุทธเจ้า ก็จะไม่ได้รับความมั่นใจจาก
มีอยู่ในระหว่างสมาชิก กรรมการท่ีปรึกษาหรือ อนุชนในสมัยต่อมาได้ กัมมาผลอัตถิภาวปัญหา
กจิ กรรมตา่ งๆ ของสมาคมหรอื ของสภาใดๆ กต็ าม พระเจา้ มลิ นิ ทส์ งสยั และถามถงึ ผลกรรมวา่ มอี ยจู่ รงิ
2.1.2 โต้เถียงเพื่อประดิษฐาน หรอื ไม่ หากพระเถระไมส่ ามารถวสิ ชั นาใหพ้ ระเจา้
ลัทธิ (ชัลปะ) หมายถึง การโต้เถียงอันเกิดข้ึน มิลินท์ทรงยอมรับได้ ผลของการประพฤติปฏิบัติ
ระหว่างปักษ์ 2 ฝ่าย ซ่ึงต่างฝ่ายต่างจะประดิษฐ์ ตามหลกั ธรรมทางพทุ ธศาสนาทง้ั หมดกจ็ ะไมไ่ ดร้ บั
ลัทธิของตนเองขึ้นในวิธีแห่งชัลปะน้ี ปักษ์ทุกฝ่าย ความเชอ่ื มัน่ เพราะผปู้ ฏิบตั ติ ามจะเกดิ ความลังเล
ย่อมมีทฤษฏีของตนเองและมีความเข้าใจอัน สงสัยว่าพระธรรมเป็นจริงการปฏิบัติตามจะได้
ซาบซง้ึ และไมม่ คี วามสงสยั ในทฤษฏนี นั้ อยา่ งมนั่ คง ผลจรงิ กลบั ถกู วจิ กิ จิ ฉา กลา่ วคอื ความลงั เลสงสยั
อยดู่ ว้ ยเพราะฉะนนั้ การโตว้ าทใี นประเภทนจี้ งึ ไมม่ ี ซึ่งเป็นหนึ่งในนิวรณ์ 5 อันเป็นเคร่ืองก้ันไม่ให้ถึง
ลกั ษณะบง่ ไปถงึ การคน้ หาความจรงิ แมแ้ ตป่ ระการ ความส�ำเร็จเข้าครอบง�ำได้ ปัพพัชชนาปัญหา
ใดๆ เลย วัตถุประสงค์ท่ีแท้จริงของวิธีนี้ก็ คือ พระเจ้ามิลินท์ทรงสงสัยและถามถึงความส�ำคัญ
มงุ่ เฉพาะแตท่ จี่ ะประดษิ ฐท์ ฤษฏขี องตนเองขนึ้ โดย ของการบวชหรือการเป็นสมณะว่ามีประโยชน์
วิธีการโต้เถียงหักล้างทฤษฏีของอีกฝ่ายหน่ึงคือ อยา่ งไร หากพระเถระไมส่ ามารถวสิ ชั นาใหพ้ ระเจา้
ปรปกั ษน์ น้ั ลงเทา่ นน้ั ชลั ปะจงึ นบั วา่ มวี ตั ถปุ ระสงค์ มลิ นิ ทท์ รงยอมรบั ได้ ผทู้ บ่ี วชอยจู่ ะเกดิ ความสงสยั
แตกตา่ งกันกับวาทะโดยประการฉะนี้ ในความสำ� คญั ของการบวชผกู้ ำ� ลงั จะบวชจะคลาย
2.1.3 โต้เถียงเพ่ือหักล้างลัทธิ ความต้ังใจในการบวชเพื่อปฏิบัติในระดับธรรมะที่
หรอื ทฤษฏีอ่ืน (วิตัญหา) หมายถึง การโตเ้ ถียงอัน สูงๆ ข้ึนไปได้ เป็นต้น

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 265

ดังนั้น วิภาษวิธีในมิลินทปัญหาจึงมี ดังนั้น วิภาษวิธีท่ีพระนาคเสนใช้ในการ
ประโยชน์อย่างมากต่อพุทธศาสนา ในฐานะเป็น โต้วาทีกับพระเจ้ามิลินท์จึงเป็นเคร่ืองมือเผยแผ่
เครื่องมือพิทักษ์รักษาพระรัตนตรัย กล่าวคือ สัจธรรมทางพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดีนอกจากน้ี
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ยิ่งไปกว่าน้ัน บทบาทของผู้โต้วาทีก็ส�ำคัญ เช่น แม้บางปัญหา
ยังท�ำให้ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงประโยชน์และคุณค่า พระเจา้ มลิ นิ ทจ์ ะใชว้ ธิ ยี ว่ั ยใุ หโ้ กรธเพอื่ ใหเ้ สยี สมาธิ
ของวิภาษวิธีในมิลินทปัญหาส�ำหรับประเด็นนี้มี ในการตอบปัญหา เช่น นามปัญหา วัสสปัญหา
2 ประการ คือ 1) ตระหนักถึงความส�ำคัญของ พรหมจารีปัญหาเป็นต้น แต่พระนาคเสนในฐานะ
บทบาทหน้าท่ีของพระนาคเสนท่ีสามารถเอาชนะ พระอรหันตสาวกก็ไม่หวั่นไหวกับค�ำยั่วยุเหล่าน้ัน
พระเจ้ามิลินท์ด้วยวิธีการอันแยบคาย และ 2) เพราะวา่ ความโกรธสามารถทำ� ใหล้ มื ตวั และหวั เสยี
ตระหนักถึงคุณค่าของวิภาษวิธีในฐานะเป็นเคร่ือง ได้ ดงั นน้ั พระนาคเสนจงึ ทำ� หนา้ ทไ่ี ดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์
มอื ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาเอาไว้ได้ ท่านได้พยายามชี้แจงให้พระเจ้ามิลินท์เข้าใจถึง
2.2 เครอื่ งมอื เผยแผส่ จั ธรรม การใช้ สจั ธรรมอยา่ งแจม่ แจง้ นอกจากนี้ เหลา่ บณั ฑติ และ
วิภาษวิธีเป็นเคร่ืองมือเผยแผ่สัจธรรม สับเน่ืองมา นักปราชญ์ท้ังหลาย ได้กล่าวว่า ขึ้นช่ือว่าการเปิด
จากความพยายามพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา เผยในโลกมี 3 ประการ คือ 1) การเปดิ ม่านเมฆที่
ของพระนาคเสน และสามารถเอาชนะพระเจ้า บดบงั พระจันทร์ ใหเ้ ผยโฉมเรอื งรองสว่างไสวเห็น
มิลินท์ในการโต้วาทีได้ ผลการโตว้ าทีครง้ั นน้ั ท�ำให้ แสงนวลจันทร์ 2) การเปิดม่านหมอกยามเช้าท่ี
พุทธศาสนาถูกเผยแผ่อย่างเอาจริงเอาจังอีกคร้ัง บดบงั พระอาทติ ยใ์ หเ้ หน็ เดชแหง่ พระอาทติ ยส์ วา่ ง
ซ่ึงเป็นเรื่องธรรมดาของผลหรือประโยชน์ในการ จ้าอนุเคราะห์สัตว์โลกให้ได้เห็นสรรพส่ิงบนพื้นผิว
โตว้ าที ฝา่ ยทช่ี นะไมว่ า่ จะชนะดว้ ยวธิ ใี ดกต็ ามยอ่ ม โลก และ 3) การเปดิ เผยพระสัทธรรมคำ� สอนของ
เป็นท่ีสนใจของหมู่ชนในยุคน้ัน ส�ำหรับการชนะ องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ใหช้ ดั เจนแจม่ แจง้
ของพระเถระทา่ นเอาชนะดว้ ยหลกั การ 2 อยา่ ง คอื ความจริง สัจธรรมน้ันได้มีอยู่คู่โลกก่อนกว่าการ
1) แนวคิดหรือทฤษฏีหรือหลักธรรมฝ่ายพระนาค ประสูตแิ ละตรสั รขู้ องพระพุทธเจ้าแล้ว
เสนเป็นความจริงตามธรรมดาหรือธรรมชาติเรียก ในมิลินทปัญหา จึงน�ำเสนอความจริงท่ีมี
สัน้ ๆ วา่ สจั ธรรม 2) เทคนิควิธกี ารท่เี หนือกว่า คอื อยู่ตามธรรมดาหรือตามธรรมชาติ ซงึ่ เปน็ ความได้
การแสดงเหตุผลแบบวิภาษวิธีของพระนาคเสน เปรยี บของระบบปรชั ญาตะวนั ออก ทเี่ หลอื นนั้ เปน็
แบบตะวันออกสอดคล้องกับความจริงในข้อแรก เทคนคิ ในการเผยแผห่ ลกั สจั ธรรมใหพ้ ระเจา้ มลิ นิ ท์
มากกว่าวิภาษวิธีของพระเจ้ามิลินท์หรือแบบ ทรงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทั้งน้ี เนื่องจากพระนาค
ตะวันตก ทั้ง 2 อยา่ งนที้ �ำใหผ้ ูโ้ ต้วาทีเปน็ ฝา่ ยชนะ เสนสามารถโต้ตอบปัญหากับพระเจ้ามิลินท์จน
และหลักธรรมกับวิภาษวิธีน้ัน ย่อมได้รับความ พระองคท์ รงยอมอปุ สมบทในทส่ี ดุ ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ การ
สนใจเปน็ พเิ ศษจากผฟู้ งั ซงึ่ มมี ากมายในเหตกุ ารณน์ น้ั โต้วาทีครงั้ ย่ิงใหญท่ ี่สดุ ของยุดหลงั พทุ ธกาลเพราะ

266 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ผถู้ ามปญั หาตา่ งๆ เปน็ กษตั รยิ ก์ รกี ทที่ รงกำ� ลงั กาย ใช้ประโยชน์ได้ ผู้ประพันธ์ได้วางโครงเร่ืองท่ีเป็น
และก�ำลังสติปัญญายากจะหาผู้ต่อกรได้ อีกท้ัง เนื้อหาเร่ืองพุทธประวัติและพัฒนาการ ให้ผู้อ่าน
ปัญหาของพระเจ้ามิลินท์มีจ�ำนวนมากกว่าปัญหา ทำ� ความเขา้ ใจ อา่ นจบในเลม่ เดยี ว ตลอดจนขนาด
ในปายาสิสูตรหลายเท่า ทั้งยังเป็นปัญหาทาง ของรูปเล่มท่ีกะทัดรัด ท�ำให้ขนาดของเล่มไม่ใหญ่
ปรัชญาส�ำคัญๆ เช่น ปัญหาญาณวิทยา ปัญหา เกนิ ไปเหมาะสำ� หรบั การหยบิ จบั สะดวกในการพก
อภิปรัชญา ปัญหาจริยศาสตร์ ดังน้ัน การโต้วาที พาไปอ่านได้ในทุกท่ี ทุกเวลาเพื่อให้ผู้อ่านติดตาม
ของทงั้ สองทา่ น จงึ มผี ลโดยตรงตอ่ พระพทุ ธศาสนา อา่ นเนอื้ หาทอี่ ดั แนน่ อยา่ งไดอ้ รรถรส ทผ่ี ปู้ ระพนั ธ์
3 ประการ คอื 1) ทำ� ใหก้ ารตง้ั พระสจั ธรรมเพมิ่ ขนึ้ ได้เรียบเรยี งไว้ภายในเล่ม ผวู้ จิ ารณเ์ ช่อื ว่าผู้นิพนธ์
จาก 500 ปี ตามทพี่ ระพทุ ธองคไ์ ดต้ รสั ไวเ้ ปน็ 5,000 ปี ต้องเป็นผู้ที่มีความอุตสาหะวิริยะอย่างสูงจึง
2) ท�ำให้ชาวชมพูทวีปมีความสนใจในหลักธรรม สามารถผลิตหนังสือท่ีมีเนื้อหาและค�ำอธิบาย
ค�ำสอนของพระพุทธเจ้ามากข้ึนมีความต้องการที่ มากมายไดเ้ ช่นน้ี คมั ภรี ม์ ิลนิ ทปญั หา เป็นคมั ภรี ท์ ี่
จะศกึ ษาไตรปฏิ กและพระสงฆม์ คี วามตอ้ งการทจี่ ะ มีประวัติการแต่งสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลาที่
ทำ� สงั คายนาพระไตรปฎิ กใหป้ รากฏขน้ึ อยา่ งมนั่ คง ยาวนาน นบั ตง้ั แตห่ ลงั พทุ ธปรนิ พิ พานไดป้ ระมาณ
2) มกี ารปฏบิ ตั ติ ามหลกั คำ� สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ 500 ปีการแต่งคัมภีร์มิลินทปัญหานี้มีความมุ่ง
อย่างเครง่ ครดั และพิสจู น์ดว้ ยการปฏิบัติ หมายเพื่อจะได้ชี้แจงหลักพระธรรมวินัยของ
ความสำ� คญั ในการโตว้ าทคี รง้ั น้ี จงึ เปน็ ไป พระพุทธศาสนาในรูปของการถาม-ตอบปัญหา
เพ่ือประโยชน์ในด้านการเผยแผ่สัจธรรมทางพุทธ ระหว่างพระเจ้ามิลินท์กับพระนาคเสน โดยมีการ
ศาสนา และมีคุณคา่ ในดา้ นชกั นำ� ประชาชนใหห้ นั ยกตวั อย่างวัตถนุ ิทาน และอปุ มาเปรยี บเทยี บให้มี
มาปฏิบัติตามหลักธรรมได้อีกคร้ังผู้วิจัยจึงมีความ ความเขา้ ใจแจม่ แจ้ง และเนือ้ หาสาระของคัมภีร์มิ
เหน็ เพมิ่ เตมิ วา่ หากมกี ารนำ� เอารปู แบบวภิ าษวธิ ใี น ลินทปัญหาน้ีมีเน้ือหาสาระท่ียอดเย่ียมในเชิงหลัก
มิลินทปัญหามาปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสังคม พระธรรมวินัยที่เปน็ อนัตตา รูปธรรม นามธรรม
ปัจจุบันให้เหมาะสม เช่ือว่าจะสามารถชักน�ำ และอภธิ รรมซงึ่ เปน็ หลกั ธรรมคำ� สอนทม่ี อี ยใู่ นพระ
ประชาชนให้หันกลับมาน�ำเอาหลักธรรมทาง ธรรมวินยั ซง่ึ แสดงให้เห็นว่า วรรณกรรมหลังพระ
พระพุทธศาสนาไปปฏิบัติ และพิสูจน์ผลของการ ไตรปิฎกก่อนอรรถกถานั้น คัมภีร์มิลินทปัญหามี
ปฏบิ ัตดิ ้วยตัวเองมากย่ิงข้ึน คุณค่ามากกว่าคัมภีร์ใดๆ ไม่มีคัมภีร์ใดมีคุณค่า
เท่ากับคัมภีร์พระพุทธศาสนาเร่ืองมิลินทปัญหาน้ี
5. สรุป เพราะคมั ภรี ม์ ลิ นิ ทปญั หาน้ี ไดร้ บั การยกยอ่ งกนั ใน
นิกายเถรวาท ว่าเป็นคัมภีร์ท่ีโดดเด่นในเรื่องการ
ประเด็นท่ีเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือ ถาม-ตอบ ประมวลค�ำสอนส�ำคัญๆ ทางพุทธ
เน้ือหาสาระทางวิชาการท่ีก่อให้เกิดความรู้ใหม่มี ศาสนา เชน่ เรอ่ื งศลี สมาธิ ปญั ญา เรอ่ื งกรรม เรอ่ื ง
การวิเคราะห์ และเรยี บเรยี งเนื้อหา สามารถนำ� ไป

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 267

ไตรลักษณ์ เรื่องไตรภูมิ ครอบคลุมค�ำสอนใน แรงจูงใจแก่ผู้อ่านให้มีก�ำลังที่จะมุ่งม่ันพัฒนาตน
พระไตรปิฎกทั้ง 3 ปฎิ ก คอื ครอบคลุมพระวนิ ยั ในการตดั วงจรทุกข์ท่เี กดิ จากการไขวค่ ว้า มงุ่ สรา้ ง
ปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ความสุขอันเป็นประโยชน์สูงสุดของชีวิตโดยมี
เป็นการช้ีให้เห็นว่า ผู้แต่งมิลินทปัญหานี้มีความรู้ นิพพานเป็นแก่นสาร ผู้นิพนธ์ได้หยิบย่ืนเนื้อหา
แตกฉานในหลักพุทโธวาทเป็นอย่างดี พร้อมท่ีจะ สาระอนั เปน็ ประโยชนแ์ กผ่ อู้ า่ นโดยตรง หนงั เลม่ นี้
อธบิ ายขยายความใหผ้ ทู้ สี่ งสยั ในคำ� สอนหายสงสยั ถือได้ว่าเป็นหนังสือที่สร้างศรัทธาให้เกิดข้ึนกับ
และพรอ้ มท่จี ะนอ้ มน�ำคำ� สอนน้ันๆ มาปฏิบตั ติ าม ทกุ คนทไี่ ดอ้ า่ น จงึ เปน็ หนงั สอื ทปี่ ระชาชนคนทว่ั ไป
จนเกิดความหลุดพ้น ความส้ินทุกข์ เข้าถึงพระ ควรอา่ น และสามารถนำ� มาเปน็ คมู่ อื ในการดำ� เนนิ
นพิ พานอนั เป็นส่งิ ท่ชี าวพุทธทุกคนปรารถนา ชวี ติ ในปจั จบุ นั เพราะหนงั สอื่ ไดช้ ที้ างทเี่ ขา้ สภู่ าวะ
หนังสือเร่ืองนี้ นอกจากมีเน้ือหาที่ทรง ท่ีเป็นสุขแท้จริงที่ไม่ต้องไขว่คว้าจากภายนอก
คุณค่าแล้วยังเป็นหนังสื่อที่มีเนื้อหาสามารถสร้าง แตส่ ามารถค้นหาในตวั เรากพ็ บความสุขได้

References

Inthasu, W. (1985). Milindapanha. Bangkok : Mahamakutrajavidyalaya.
Mahamakutrajavidyalaya University. (2000). Milindapanha: Translation version in Mahamakut

Royal College. Bangkok : Mahamakutra Printing School.
Phosansan, A. (2006). Life and work of Buddhist scholars. Mahasarakham : Mahasarakham

University.
Phothananta, S. (1977). History of Buddhism. 4th edition. Bangkok : Mahamakutrajavidyalaya.







ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 271

กระบวนการพิจารณาบทความของวารสารวิชาการธรรมทรรศน์

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น

272 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September)

คำ� แนะน�ำส�ำหรบั ผู้นพิ นธบ์ ทความ

สถานทต่ี ิดตอ่ เกี่ยวกบั บทความ

ส�ำนกั วิชาการ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่
30 หมู่ 1 ต�ำบลโคกสี อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดขอนแก่น 40000
โทรศพั ท์ 043-283-546-7 (ต่อ 114)

1. สว่ นประเภทของบทความท่ีลงตพี ิมพ์ในวารสาร

วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ตพี มิ พ์บทความประเภทต่างๆ ดงั น้ี
1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ท่ีเสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น
และผา่ นการอา่ นและพจิ ารณาจากผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ นสาขาวชิ านน้ั ๆ มกี ลมุ่ เปา้ หมายเปน็ นกั วชิ าการในวงการ
วชิ าการ/วชิ าชีพ
1.2 บทความทางวิชาการ ทเ่ี สนอเนอื้ หาความรู้ วิชาการ มีกลมุ่ เป้าหมายทเ่ี ปน็ นสิ ิต นักศกึ ษา
หรอื ประชาชนทั่วไป
1.3 บทความวิจยั (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวจิ ัยใหมท่ ่ีมอี งคค์ วามรู้อนั เปน็
ประโยชน์ ซ่ึงไมเ่ คยตพี ิมพใ์ นวารสารใดๆ มาก่อน
1.4 บทความปริทรรศน์ (Review Article) เปน็ บทความท่รี วบรวมความรู้จากตำ� รา หนังสอื
และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์
สังเคราะห์วิจารณ์เปรยี บเทียบกนั
1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสาร
ต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะน�ำเคร่ืองมือใหม่ ต�ำราหรือหนังสือใหม่ท่ีน่าสนใจ
หรอื ขา่ วการประชมุ ท้งั ระดับชาตแิ ละระดับนานาชาติ
การส่งบทความ
บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ต้องส่งผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์
Website: http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas และรอการตรวจสอบจาก
กองบรรณาธกิ าร

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 273

การตรวจสอบบทความและพิสจู นอ์ ักษร
ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความส�ำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่
วารสารก�ำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมท้ังพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้
ใหก้ บั บรรณาธกิ าร การเตรยี มบทความใหถ้ กู ตอ้ งตามขอ้ กำ� หนดของวารสารจะทำ� ใหก้ ารพจิ ารณาตพี มิ พ์
มีความรวดเร็วมากย่ิงขึ้น และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธ์ิที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้
แกไ้ ขใหถ้ กู ต้องตามข้อก�ำหนดของวารสาร
การเตรียมบทความ
บทความตอ้ งเปน็ ตวั พมิ พด์ ดี โดยใชช้ ดุ แบบอกั ษร (font) ชนดิ ไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK)
ขนาดอกั ษร 16 จดั กน้ั หลงั ตรง และมรี ะยะหา่ งระหวา่ งบรรทดั หนง่ึ ชอ่ ง (Double Spacing) ตลอดเอกสาร
พิมพห์ น้าเดียวลงบนกระดาษ (A4) พิมพใ์ หห้ ่างจากขอบกระดาษ ดา้ นซา้ ย และดา้ นขวา ขนาด 3.81ซม.
ด้านบน ขนาด 4.5 ซม. และด้านล่าง ขนาด 4.01 ซม. พรอ้ มใส่หมายเลขหน้ากำ� กบั ทางมมุ ขวาบน
ทกุ หนา้ บทความไมค่ วรยาวเกนิ 12 หนา้ กระดาษพมิ พ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง
การพิจารณาและคดั เลอื กบทความ
บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร
(Peer Review) 2 ท่าน ท่ีมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจาก
กองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบท่ีผู้พิจารณาบทความไม่ทราบช่ือ
หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบช่ือผู้พิจารณาบทความ (Double - blind
Peer Review)

2. ส่วนบทคัดยอ่ (Abstract)

บทคดั ย่อควรมคี วามยาวไมเ่ กิน 350 ค�ำ โดยแยกต่างหากจากเน้อื เรอื่ ง บทความวจิ ัย/วชิ าการ
ต้องมีบทคัดย่อท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความท้ังหมดของเร่ือง
ไมต่ ้องอา้ งอิงเอกสาร รปู ภาพ หรอื ตาราง และใหม้ เี พียง 2 ส่วนเท่าน้นั คอื
1) วัตถุประสงค์ ควรกล่าวถงึ จดุ มุ่งหมายของการศึกษา
2) ผลการวจิ ยั พบวา่ ควรประกอบด้วย ผลทีไ่ ดร้ ับจากการคน้ ควา้ ศกึ ษา และผลของค่าสถิติ
(ในกรณีมีการวเิ คราะห์)
3) ค�ำส�ำคัญ ควรมีค�ำส�ำคัญไม่เกิน 3 ค�ำ ที่ครอบคลุมชื่อเรื่องท่ีศึกษาและจะปรากฏอยู่ใน
ส่วนทา้ ยของบทคัดย่อท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และคั่นด้วยเครอื่ งหมายอัฒภาค (Semicolon) (;)

274 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September)

3. สว่ นเน้ือเรอ่ื ง ควรประกอบด้วย

3.1 การเตรยี มต้นฉบบั สำ� หรับการเขียนบทความวิจัย ประกอบดว้ ย
3.1.1 บทน�ำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวน�ำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review)
ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เก่ียวข้องกับเรื่องท่ีศึกษา
และกลา่ วถึงเหตุผลหรอื ความสำ� คญั ของปัญหาในการศกึ ษาครั้งน้ี
3.1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั (Research Objectives) เปน็ การกำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์
หรอื จดุ มงุ่ หมายของการวิจัย รวมถึงรวบรวมหลักการ วิธีการ โดยมรี ายละเอียดว่าจะต้องศึกษาอะไรบา้ ง
เพ่ือเปน็ แนวทางในการวิเคราะห์ขอ้ มูล และเสนอผลการวิจัยได้อยา่ งชัดเจน
3.1.3 วธิ ดี ำ� เนนิ การวจิ ยั (Methods) เปน็ การกำ� หนด วธิ กี าร กจิ กรรม รายละเอยี ดของ
การวิจัย การศกึ ษาประชากร และกล่มุ ตวั อย่างในการศึกษา และวิธกี ารศึกษา เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
รวมท้ังสถติ ิท่นี �ำมาใชว้ ิเคราะห์ขอ้ มูล
3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลท่ีได้จากการศึกษาและวิเคราะห์
ในขอ้ 3.1.2 ควรจำ� แนกผลออกเปน็ หมวดหมแู่ ละสมั พนั ธก์ บั วตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา โดยการบรรยาย
ในเนอ้ื เรอื่ งและแสดงรายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ดว้ ยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรอื แผนภมู ิ ตามความเหมาะสม
3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการน�ำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์
ของผนู้ พิ นธ์ นำ� มาเปรยี บเทยี บกบั ผลการวจิ ยั ของผอู้ น่ื เพอื่ ใหม้ คี วามเขา้ ใจหรอื เกดิ ความรใู้ หมท่ เี่ กย่ี วขอ้ ง
กับงานวิจัยนั้น รวมท้ังข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรค
ต่างๆ ทไ่ี ด้จากการศกึ ษาครัง้ น้ี เพอ่ื เปน็ แนวทางทจี่ ะน�ำไปประยกุ ต์ใหเ้ กดิ ประโยชน์
3.1.6 ขอ้ เสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำ� ผลการวจิ ยั ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ไป
3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนท่ีกล่าวขอบคุณ
ต่อองคก์ ร หนว่ ยงาน หรือบคุ คลท่ใี ห้ความช่วยเหลือรว่ มมอื ในการวจิ ัย รวมทั้งแหล่งท่ีมาของเงนิ ทนุ วิจัย
และหมายเลขของทุนวิจัย
3.1.8 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอ้ื หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ใน
เคร่ืองหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเน้ือหา ซ่ึงมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงท่ีนิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงที่ออกแบบมา เพ่ือให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏบิ ตั ิ

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 275

3.2 การเตรยี มต้นฉบับสำ� หรับการเขยี นบทความวิชาการ ประกอบดว้ ย
3.2.1 บทน�ำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวน�ำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review)
ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเร่ืองที่ศึกษา
และกลา่ วถึงเหตุผลหรือความส�ำคญั ของปญั หาในการศึกษาครงั้
3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวท่ีผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เน้ือหาท่ีดี
ตอ้ งมรี ายละเอยี ดทช่ี ดั เจนและนา่ สนใจ ทง้ั นข้ี ึน้ อย่กู บั สมรรถภาพทางความคดิ ของผู้เขยี นเป็นสำ� คญั
3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความท่ีผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือ
เฉพาะสว่ นทม่ี คี วามสำ� คญั เปน็ การกลนั่ กรอง การรวบรวมหรอื การลดขอ้ ความใหเ้ หลอื สว่ นทส่ี ำ� คญั เทา่ นนั้
3.2.4 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ใน
เคร่ืองหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซ่ึงมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงท่ีนิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงท่ีออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏิบัติ
3.3 การเตรยี มตน้ ฉบับสำ� หรับการเขยี นบทวิจารณ์หนังสือ ประกอบดว้ ย
3.3.1 ช่อื เร่อื งของหนงั สือ (Title) ใหร้ ะบุทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
3.3.2 ช่อื ผเู้ ขยี นหนงั สอื (Author) ใหร้ ะบุชื่อเต็มท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พรอ้ ม
ระบสุ ถาบนั หรอื หน่วยงานทีผ่ ูเ้ ขยี นสังกดั
3.3.3 ชอ่ื ผู้วิจารณ์ (Name of Reviews) ใหร้ ะบุชือ่ เต็มทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
พร้อมระบุสถาบนั หรอื หน่วยงานของทผี่ ู้วิจารณส์ งั กัด
3.3.4 เนื้อหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเกี่ยวกับหนังสือวิจารณ์
เนื้อเรื่องจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยน�ำเสนอเรื่องราวจุดเด่น
จดุ บกพร่องของเรื่อง โดยทำ� การวจิ ารณ์หรือวิพากษ์อยา่ งมีหลกั เกณฑ์และเหตุผลตามหลักวชิ าการ
3.3.5 สรปุ (Summarizing) เป็นวิธีการเขยี นสรปุ ความคดิ เห็นท้งั หมดท่วี จิ ารณ์ รวมถึง
ใหข้ อ้ คดิ หรอื ขอ้ สังเกตท่ีเปน็ ประโยชน์สำ� หรบั ผู้อา่ น
3.3.6 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ใน
เคร่ืองหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเน้ือหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงท่ีออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏบิ ัติ

276 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September)

การอ้างอิงแบบแทรกในเนือ้ หาตามหลักเกณฑ์ APA
1. หนังสือ
1.1 คัมภีร์พระไตรปิฎกหรือหนังสือสำ� คญั พมิ พเ์ ปน็ ชุด
ใหอ างชอื่ ยอ คมั ภรี ์ เลม/ขอ/หนา และคนั่ ด้วยเคร่ืองหมายจลุ ภาค (,)
ตวั อยา่ งเช่น (พระไตรปฎิ ก, 27/855/191)
(Tipitaka, 27/855/191)
1.2 หนังสือ
(ผแู้ ตง่ , ปีที่พมิ พ์ : เลขหนา้ ท่ีอา้ งอิง (ถา้ มี))
ผแู้ ต่งคนเดยี ว ให้ระบเุ ฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ อ้ งมคี ำ� นำ� หน้านาม หากเป็นพระภกิ ษุ
ทัว่ ไป ใหใ้ ส่คำ� ว่าพระ, พระมหา น�ำหน้าชือ่ ตามด้วยฉายา และพระภิกษุที่มีสมณศักดิ์ ใหใ้ สช่ ่อื สมณศักดิ์
ตามดว้ ยช่อื ตวั ในเคร่อื งหมายวงเล็บ ถา้ ไม่ทราบชือ่ ตวั ใหใ้ สเ่ ฉพาะชือ่ สมณศกั ด์ิ
ตัวอยา่ งเชน่ (พระพรหมบณั ฑติ (ประยูร ธมฺมจิตโฺ ต), 2557 : 15)
(Phraphrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผูแ้ ตง่ 2 คน ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกุลของผูแ้ ตง่ ทงั้ 2 คน โดยใชค้ ำ� วา่ “และ” สำ� หรับ
ผแู้ ต่งชาวไทย หรอื “and” หรอื “&” ส�ำหรบั ผ้แู ตง่ ชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งคำ� ให้เวน้ ระยะห่างดา้ นหนา้
และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตวั อย่างเช่น (ศิโรตน์ ภาคสวุ รรณ และศิริลกั ษณ์ ไชยรังส,ี 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผู้แต่ง 3 คน ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งแต่ละคนให้คั่นด้วยเครื่องหมาย “,”
หน้าผู้แตง่ คนสดุ ท้ายตอ้ งคน่ั ด้วย “และ” ส�ำหรับผแู้ ตง่ ชาวไทย หรอื “and” หรอื “&” สำ� หรับผูแ้ ต่งชาว
ต่างประเทศ ระหว่างค�ำให้เว้นระยะห่างดา้ นหนา้ และด้านหลงั 1 เคาะ
ตัวอย่างเชน่ (ภาสกร ดอกจนั ทร,์ สุรพล พรมกุล และสบุ นั โยทมุ , 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนข้ึนไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้ค่ันด้วย
เครือ่ งหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” หรอื คนอน่ื ๆ สำ� หรับผ้แู ตง่ ชาวไทย หรือ “et al.” หรือ “and
others” ส�ำหรบั ผแู้ ต่งชาวต่างประเทศ ระหวา่ งคำ� ให้เว้นระยะหา่ งด้านหนา้ และด้านหลัง 1 เคาะ
ตัวอย่างเชน่ (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 277

1.3 วารสาร
(ผแู้ ตง่ , ปที พ่ี ิมพ์ : เลขหน้าทอ่ี ้างองิ (ถ้ามี))
ผแู้ ต่งคนเดียว ให้ระบุเฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ อ้ งมคี ำ� น�ำหน้านาม หากเป็นพระภิกษุ
ท่วั ไป ให้ใสค่ ำ� ว่าพระ, พระมหา น�ำหน้าชือ่ ตามดว้ ยฉายา และพระภกิ ษทุ ่ีมีสมณศกั ดิ์ ใหใ้ สช่ อื่ สมณศกั ด์ิ
ตามดว้ ยช่ือตวั ในเครื่องหมายวงเล็บ ถา้ ไม่ทราบช่อื ตวั ให้ใส่เฉพาะชอื่ สมณศักด์ิ
ตวั อยา่ งเช่น (พระพรหมบัณฑิต (ประยรู ธมฺมจิตฺโต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผแู้ ตง่ 2 คน ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกลุ ของผ้แู ตง่ ทั้ง 2 คน โดยใชค้ ำ� วา่ “และ” สำ� หรบั ผู้
แต่งชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” สำ� หรับผ้แู ต่งชาวตา่ งประเทศ ระหว่างคำ� ใหเ้ วน้ ระยะหา่ งดา้ นหนา้
และดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตวั อย่างเช่น (ศิโรตน์ ภาคสวุ รรณ และศิรลิ ักษณ์ ไชยรงั สี, 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ นั่ ดว้ ยเครอื่ งหมาย “,” หนา้
ผแู้ ตง่ คนสดุ ทา้ ยตอ้ งคั่นด้วย “และ” ส�ำหรบั ผแู้ ต่งชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” สำ� หรบั ผูแ้ ตง่ ชาวตา่ ง
ประเทศ ระหว่างคำ� ให้เวน้ ระยะห่างด้านหน้าและดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตวั อยา่ งเชน่ (ภาสกร ดอกจนั ทร,์ สรุ พล พรมกุล และสุบัน โยทมุ , 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนข้ึนไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้คั่นด้วย
เคร่อื งหมาย “,” ตามดว้ ย “และคณะ” หรือคนอืน่ ๆ ส�ำหรับผู้แต่งชาวไทย หรอื “et al.” หรอื “and
others” ส�ำหรบั ผู้แต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งคำ� ใหเ้ วน้ ระยะหา่ งดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตัวอย่างเช่น (สุชาติ ประสิทธร์ิ ัฐสินธ์ุ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)
1.4 วิทยานพิ นธ/์ ดษุ ฎนี ิพนธ์/สารนพิ นธ/์ รายงานการวิจยั
(ผแู้ ตง่ , ปีที่พิมพ์ : เลขหน้าท่อี ้างองิ (ถ้ามี))
ผู้แต่งคนเดยี ว ให้ระบเุ ฉพาะนามสกลุ โดยไม่ต้องมีคำ� นำ� หน้านาม หากเปน็ พระภกิ ษุ
ท่ัวไป ให้ใสค่ ำ� ว่าพระ, พระมหา น�ำหนา้ ช่ือตามด้วยฉายา และพระภกิ ษุทม่ี สี มณศกั ด์ิ ให้ใส่ชอ่ื สมณศักดิ์
ตามด้วยชอื่ ตัวในเครอ่ื งหมายวงเล็บ ถา้ ไมท่ ราบช่อื ตวั ใหใ้ สเ่ ฉพาะช่อื สมณศักด์ิ
ตัวอย่างเชน่ (พระพรหมบณั ฑิต (ประยรู ธมฺมจติ โฺ ต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)

278 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September)

ผแู้ ตง่ 2 คน ให้ระบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผู้แต่งท้งั 2 คน โดยใช้คำ� วา่ “และ” สำ� หรับ
ผ้แู ต่งชาวไทย หรอื “and” หรอื “&” สำ� หรบั ผแู้ ต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งค�ำใหเ้ วน้ ระยะหา่ งดา้ นหนา้
และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตัวอยา่ งเชน่ (ศโิ รตน์ ภาคสุวรรณ และศริ ลิ กั ษณ์ ไชยรังส,ี 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ นั่ ดว้ ยเครอ่ื งหมาย “,” หนา้
ผู้แต่งคนสุดทา้ ยตอ้ งคน่ั ดว้ ย “และ” สำ� หรบั ผแู้ ต่งชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” ส�ำหรับผูแ้ ตง่ ชาวต่าง
ประเทศ ระหว่างคำ� ให้เวน้ ระยะห่างด้านหน้าและด้านหลงั 1 เคาะ
ตัวอย่างเชน่ (ภาสกร ดอกจนั ทร,์ สรุ พล พรมกลุ และสบุ นั โยทมุ , 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้ค่ันด้วย
เครือ่ งหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” หรือคนอนื่ ๆ สำ� หรับผแู้ ต่งชาวไทย หรอื “et al.” หรือ “and
others” สำ� หรับผแู้ ต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำ� ใหเ้ ว้นระยะหา่ งด้านหน้าและดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตวั อยา่ งเช่น (สชุ าติ ประสิทธิร์ ฐั สนิ ธุ์ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)
1.5 สมั ภาษณ์
(ช่อื ผู้ให้สัมภาษณ์, วนั เดอื น ปที ส่ี ัมภาษณ์)
ผูใ้ หส้ ัมภาษณ์ ให้ระบุเฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ ้องมีคำ� นำ� หนา้ นาม หากเป็นพระภกิ ษุ
ทัว่ ไป ให้ใสค่ �ำวา่ พระ, พระมหา น�ำหน้าชือ่ ตามดว้ ยฉายา และพระภิกษุท่ีมสี มณศกั ดิ์ ใหใ้ สช่ ือ่ สมณศักด์ิ
ตามดว้ ยชือ่ ตัวในเครอื่ งหมายวงเล็บ ถ้าไมท่ ราบช่ือตัวให้ใสเ่ ฉพาะช่อื สมณศกั ดิ์
ตวั อย่างเชน่ (พระครูสวุ ธิ านพัฒนบณั ฑติ ), 15 สิงหาคม 2557)
(Phrakru Suvithanphatthanabandhit, Interview, August 15
2014)

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 279

1.6 ส่อื อิเลก็ ทรอนกิ ส์
(ผู้แต่ง, ปที พี่ มิ พ์ : เลขหนา้ ทอ่ี ้างองิ (ถ้าม)ี )
ผู้แต่งคนเดียว ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ โดยไม่ตอ้ งมคี ำ� น�ำหน้านาม หากเป็นพระภกิ ษุ
ท่ัวไป ใหใ้ สค่ �ำว่าพระ, พระมหา น�ำหน้าชื่อตามด้วยฉายา และพระภิกษทุ ่ีมสี มณศกั ดิ์ ให้ใสช่ ือ่ สมณศักดิ์
ตามด้วยชื่อตัวในเครือ่ งหมายวงเลบ็ ถา้ ไมท่ ราบช่อื ตวั ใหใ้ สเ่ ฉพาะช่อื สมณศักด์ิ
ตัวอย่างเช่น (พระพรหมบณั ฑิต (ประยรู ธมมฺ จติ ฺโต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผู้แต่ง 2 คน ให้ระบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผู้แตง่ ท้ัง 2 คน โดยใช้ค�ำวา่ “และ” สำ� หรับ
ผ้แู ตง่ ชาวไทย หรอื “and” หรอื “&” สำ� หรับผูแ้ ต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งค�ำใหเ้ วน้ ระยะห่างดา้ นหนา้
และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตัวอย่างเช่น (ศโิ รตน์ ภาคสวุ รรณ และศริ ิลกั ษณ์ ไชยรงั ส,ี 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ นั่ ดว้ ยเครอื่ งหมาย “,” หนา้
ผ้แู ตง่ คนสดุ ทา้ ยตอ้ งคนั่ ด้วย “และ” ส�ำหรับผู้แตง่ ชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” สำ� หรับผ้แู ต่งชาวต่าง
ประเทศ ระหวา่ งคำ� ให้เว้นระยะหา่ งด้านหนา้ และดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตัวอย่างเช่น (ภาสกร ดอกจันทร์, สุรพล พรมกุล และสุบนั โยทุม, 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนข้ึนไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้ค่ันด้วย
เครือ่ งหมาย “,” ตามดว้ ย “และคณะ” หรือคนอื่นๆ สำ� หรบั ผู้แตง่ ชาวไทย หรือ “et al.” หรอื “and
others” ส�ำหรับผแู้ ต่งชาวตา่ งประเทศ ระหว่างค�ำใหเ้ ว้นระยะห่างดา้ นหน้าและดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตวั อย่างเช่น (สชุ าติ ประสิทธิ์รฐั สนิ ธ์ุ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)

280 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September)

การเขียนบรรณานกุ รม

1. คมั ภรี พ์ ระไตรปิฎกหรอื หนังสือส�ำคญั พมิ พเ์ ปน็ ชุด :

ชอื่ มหาวิทยาลัย./(ปที ่ีพมิ พ)์ ./ช่อื หนังสือ/(ครง้ั ทพ่ี มิ พ์(ถา้ ม)ี )./เมืองท่ีพิมพ์/:/สำ� นักพมิ พ์.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripitaka : Thai Version. Bangkok
: Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.
2. หนงั สอื :
นามสกลุ , อกั ษรยอ่ ชอื่ ./(ปที พี่ มิ พ)์ ./ชอ่ื หนงั สอื /(ครงั้ ทพ่ี มิ พ(์ ถา้ ม)ี )./เมอื งทพ่ี มิ พ/์ :/สำ� นกั พมิ พ.์
Maslow, A. (1970). Motivation and Personality. New York : Harper and Row Publishers.
3. วารสาร :
นามสกลุ ,/อักษรย่อชือ่ ./(ปที พ่ี ิมพ)์ ./ชอ่ื เรื่อง./ชือ่ วารสาร,/ปที (ี่ ฉบับท่)ี ,/เลขหนา้ .
Prescott, S.G. (2015). Will Instructors Save Time Using a Specifications Grading System?.
Journal of Microbiology & Biology Education, 16(2), 298.
4. วิทยานิพนธ์/ดษุ ฎนี ิพนธ์/สารนิพนธ/์ รายงานการวจิ ัย :
นามสกลุ ,/อกั ษรยอ่ ชอื่ ./(ปที พ่ี มิ พ)์ ./ชอื่ เรอ่ื ง./ระดบั วทิ ยานพิ นธ.์ /ชอื่ คณะ/:/ชอ่ื มหาวทิ ยาลยั .
Phrachanna Bhaddharakhito. (2015). An Analytical Study of Morality in Cambodian
Traditional Wedding at Chamnomkuet Village, Chamnom Sub-district, Mongkolborei
District, Banteay Meanchey Province Based on Buddhist Principle. Master of arts.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
5. สัมภาษณ์ :
นามสกลุ ,/อักษรยอ่ ชอ่ื ./(วัน เดือน ปี ท่ีสมั ภาษณ์)./ต�ำแหน่ง(ถา้ มี)./สัมภาษณ.์
Phrakru Suvithanphatthanabandhit. (10 May 2013). Voice-Rector. Interview.
6. ส่อื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ :
นามสกุล,/อักษรยอ่ ชื่อ./(ปที ี่พมิ พ)์ ./ชอ่ื เร่อื ง./ชื่อเวบ็ ไซต์./(วัน เดือน ปี ท่สี บื คน้ ).
Bhandari, P., Rishi, P. and Prabha, V. (2014). Positive Effect of Probiotic Lactobacillus
Plantarum in Reversing the LPS Induced Infertility in Mouse Model. http://www.
jmm.microbiologyresearch.org/content/journal/j mm/10.1099/jmm.0.000230;jses
sionid=1me6a81o04g7o.x-sgm-live-03. (Accessed 12 February 2014).

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 281

สว่ นภาพประกอบ (Figure) และส่วนตาราง (Table)
ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าท่ีจ�ำเป็น โดยพิมพ์หน้าละ 1 ภาพ หรือ 1 ตาราง ส�ำหรับ
ค�ำบรรยายภาพและตารางให้พิมพ์เหนือภาพหรอื ตาราง ส่วนค�ำอธบิ ายเพิ่มเตมิ ใหใ้ ส่ใตภ้ าพหรอื ตาราง
การตดิ ต่อโฆษณาและการสมัครสมาชกิ
การตดิ ตอ่ โฆษณา การสงั่ ซอ้ื และการสมคั รเปน็ สมาชกิ วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ กรณุ าตดิ ตอ่
“บรรณาธิการวารสารวิชาการธรรมทรรศน์” ส�ำนักวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วทิ ยาเขตขอนแก่น อาคาร 100 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) เลขท่ี 30 หมู่ 1 บ้านโคกสี
ต�ำบลโคกสี อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 โทรศัพท์ 0-4328-3546-7 (ต่อ 114)
โทรสาร 0-4328-3399 http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas
E-mail: [email protected]
1) ผศ.ดร.สรุ พล พรมกลุ 088-578-1671
2) นางสาวสาริกา ไสวงาม 085-752-1693
กำ� หนดการออกวารสาร
ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มีนาคม
ฉบับที่ 2 เมษายน-มถิ นุ ายน
ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม-กนั ยายน
ฉบับที่ 4 ตลุ าคม-ธันวาคม

เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายลขิ สทิ ธ์ิ ผนู้ พิ นธต์ อ้ งลงลายมอื ชอ่ื ในแบบฟอรม์ ใบมอบลขิ สทิ ธบ์ิ ทความ
ใหแ้ กว่ ารสารฯ พรอ้ มกบั บทความตน้ ฉบบั ทไี่ ดแ้ กไ้ ขครง้ั สดุ ทา้ ย นอกจากน้ี ผนู้ พิ นธต์ อ้ งยนื ยนั วา่ บทความ
ต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
หากมกี ารใชภ้ าพหรอื ตารางของผนู้ พิ นธอ์ นื่ ทปี่ รากฏในสงิ่ ตพี มิ พอ์ นื่ มาแลว้ ผนู้ พิ นธต์ อ้ งขออนญุ าตเจา้ ของ
ลขิ สทิ ธกิ์ อ่ นพรอ้ มทงั้ แสดงหนงั สอื ทไ่ี ดร้ บั การยนิ ยอมตอ่ บรรณาธกิ าร กอ่ นทบ่ี ทความจะไดร้ บั การตพี มิ พ์

พมิ พ์ท่ี : ห้างห้นุ สว่ นจำ� กดั ขอนแก่นการพมิ พ์ 64-66 ถ.ร่นื รมย์ ต.ในเมือง อ.เมอื ง จ.ขอนแก่น 40000
Tel. 043-221938 E-mail : [email protected]


Click to View FlipBook Version