The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 141

2. หลังการทดลองระหว่างกลุ่มใช้กับ โปรแกรมภาพตามหลักการของเกสตัลท์ส่งผลต่อ
กลุ่มไม่ใช้โปรแกรมภาพตามหลักการของเกสตัลท์ การเพมิ่ ความใสใ่ จตอ่ เนอ่ื งและความจำ� ขณะท�ำงาน
พบวา่ กลมุ่ ใชโ้ ปรแกรมภาพมคี า่ เฉลยี่ ความถกู ตอ้ ง ของกลมุ่ ทดลองหลงั การใชโ้ ปรแกรมภาพตามหลกั
การตอบสนองมากกวา่ และมรี ะยะเวลาการตอบสนอง การของเกสตัลท์มีค่าเฉลี่ยของความถูกต้องการ
นอ้ ยกวา่ กอ่ นการใชโ้ ปรแกรมอยา่ งมนี ยั สำ� คัญทาง ตอบสนองมากข้ึนและมีระยะเวลาการตอบสนอง
สถิติท่ีระดับ .01 และ .05 ตามล�ำดับ แสดงว่า นอ้ ยกวา่ กลมุ่ ทไ่ี มใ่ ชโ้ ปรแกรม ดงั แสดงในตารางท่ี 3

ตารางท่ี 3 การเปรียบเทียบรายคู่ คะแนนความถูกต้องของการตอบสนองและเวลาปฏิกิริยาขณะท�ำ
กจิ กรรมทดสอบความใส่ใจต่อเน่ือง

12

ความใส่ใจต่อเนอื่ ง V-CPT M ความแตกตา่ งระหว่างคา่ เฉลี่ย

ความถูกตอ้ งของการตอบสนอง

1. กลุ่มใชโ้ ปรแกรม 551.00 35.83**

2. กลมุ่ ไมใ่ ช้โปรแกรม 515.17 - -

M ความแตกต่างระหวา่ งคา่ เฉลี่ย
ของเวลาปฏิกริ ิยา

1. กลุม่ ใชโ้ ปรแกรม 435.30 -46.27**

2. กลมุ่ ไมใ่ ช้โปรแกรม 481.57 - -

12

ความจ�ำขณะท�ำงาน N-BT M ความแตกตา่ งระหว่างค่าเฉลี่ย

ความถกู ต้องของการตอบสนอง

1. กลมุ่ ใชโ้ ปรแกรม 134.00 45.87**

2. กลุ่มไม่ใช้โปรแกรม 88.13 - -

M ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย
ของเวลาปฏกิ ริ ยิ า

1. กลมุ่ ใชโ้ ปรแกรม 564.60 -72.20**

2. กลุ่มไมใ่ ช้โปรแกรม 636.80 - -
**p < .01

142 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

5. อภิปรายผลการวจิ ยั จากผลการวจิ ยั ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ โปรแกรม
ภาพตามหลักการของเกสตัลท์ส่งผลให้ผู้ใช้
จากผลการศกึ ษาน้ี แสดงใหเ้ หน็ วา่ การฝกึ โปรแกรมเกิดการเปล่ียนแปลงในด้านสมองช่วย
โปรแกรมภาพตามหลกั การของเกสตลั ท์ มผี ลทำ� ให้ เพ่ิมเพ่ิมศักยภาพของสมองในด้านความใส่ใจ
ความใส่ใจต่อเนื่องและความจ�ำขณะท�ำงานในวัย ต่อเนื่องและความจ�ำขณะท�ำงาน ผลการวิจัยนี้
ผูใ้ หญ่ตอนตน้ เพิ่มมากขึน้ จะเป็นทางเลือกในการน�ำโปรแกรมภาพตามหลัก
ในกลุ่มทดลองหลังใช้โปรแกรมภาพตาม การของเกสตัลท์ มาใช้ฝึกบริหารสมองเพื่อเพ่ิม
หลักการของเกสตัลท์มีค่าเฉลี่ยความถูกต้องการ ความแข็งแรงยืดหยุ่นของเซลล์ประสาทสมองเพ่ือ
ตอบสนองมากกว่าและระยะเวลาการตอบสนอง เพม่ิ ความใสใ่ จไดอ้ ยา่ งสะดวก ประหยดั เหมาะสม
น้อยกว่าก่อนการใช้โปรแกรมภาพตามหลักการ กบั บรบิ ทของตนเองไดม้ ากขึน้
ของเกสตัลท์ ทงั้ น้ี เนอ่ื งมาจากโปรแกรมภาพตาม
หลักการของเกสตัลท์ก�ำหนดให้มีกิจกรรมที่ 6. ข้อเสนอแนะ
ผทู้ ดลองตอ้ งมองภาพทอี่ อกแบบตามหลกั การของ
เกสตัลท์ด้วยการกระตุ้น การรับรู้ในการเลือก 1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ลักษณะเฉพาะหรือต�ำแหน่งของวัตถุท่ีปรากฏข้ึน 1.1 สถานศึกษาต่างๆ ควรให้ความ
(Souto & Kerzel, 2011 : 13-20) ซ่ึงการมงุ่ ใส่ใจ ส�ำคัญกับการฝึกพัฒนาสมองให้กับนักศึกษา
ในลกั ษณะการจดจ่อตอ่ ส่ิงเรา้ โดยเจาะจงแคบลง โดยอาจมีการจัดช่ัวโมงของการฝึกเพิ่มความใส่ใจ
ไปที่บางส่วนหรือคุณสมบัติบางประการของส่ิงใด และความจ�ำขณะท�ำงานด้วยโปรแกรมภาพตาม
ส่ิงหนึ่งและละทิ้งหรือลดความใส่ใจในส่วนอ่ืน หลกั การของเกสตลั ทท์ ผี่ วู้ จิ ยั พฒั นาขน้ึ วนั ละ 30 นาที
หรือคุณสมบัติอ่ืนๆ ท้ังหมด มีความเกี่ยวข้องกับ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงยืดหยุ่นของ
กระบวนการท�ำงานของสมอง เมื่อมีความใส่ใจ เซลล์ประสาทสมอง เพ่ิมความใส่ใจและความจ�ำ
ต่อส่ิงเร้า สมองจะส่งใยประสาทไปกระตุ้นการ ขณะท�ำงาน ซ่ึงเป็นวิธีหน่ึงที่จะช่วยเพ่ิมศักยภาพ
ทำ� งานของระบบประสาทเกดิ เปน็ กระบวนการทม่ี ี การเรยี นรูไ้ ด้
บทบาทส�ำคัญต่อกระบวนการตัดสินใจต่อสิ่งเร้า 1.2 โปรแกรมภาพตามหลักการเกส
(Cognitive Processing) (Sarter, Gehring & ตัลท์เป็นโปรแกรมที่สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้กับ
Kozak, 2006 : 145-160) ซึ่งเปน็ กระบวนการให้ คอมพิวเตอร์ได้ทุกเคร่ืองเน่ืองจากพัฒนาบน MS
ความใสใ่ จตอ่ สงิ่ เรา้ ขน้ั สงู สดุ กระบวนการใหค้ วาม Power Point จงึ สามารถใชง้ านไดง้ า่ ย แตก่ ารใช้
ใส่ใจต่อสิ่งเร้านี้ จัดเป็นข้ันตอนท่ีมีความส�ำคัญ โปรแกรมผใู้ ชต้ อ้ งใชไ้ มเ่ กนิ 6 รอบตอ่ ครงั้ เนอื่ งจาก
อย่างมากในกระบวนการเรยี นรแู้ ละความจ�ำ เป็นกิจกรรมที่ใช้สายตาในการเพ่งมองท่ีหน้าจอ

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 143

คอมพวิ เตอร์ ซง่ึ หากนานเกนิ ไปจะทำ� ใหเ้ กดิ อาการ 7. องคค์ วามรูท้ ไ่ี ดร้ ับ
ลา้ ของสายตา
2. ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยคร้งั ตอ่ ไป จากผลการวิจัยท่ีแสดงให้เห็นว่า
2.1 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษานี้ ความใส่ใจท�ำหน้าท่ีประหนึ่งประตูไปสู่ความจ�ำ
มีเฉพาะผู้ใหญ่ตอนต้นเท่านั้น ควรมีการศึกษา เหตุการณ์ (Episodic Memory) การทำ� กจิ กรรม
ครอบคลุมไปในช่วงอายุต่างๆ หรือการศึกษา การรบั รทู้ างสายตาชว่ ยสนบั สนนุ วา่ ความใสใ่ จเปน็
จำ� แนกตามเพศ เพอ่ื ประโยชนต์ อ่ การสง่ เสรมิ ความ ส่ิงขับเคลื่อนหลักของความจ�ำขณะท�ำงาน (Core
ใสใ่ จและความจำ� ขณะทำ� งานของคนทกุ เพศทกุ วยั Vehicle of Working Memory) ความใส่ใจและ
2.2 งานวิจัยคร้ังนี้ใช้เวลาในการ ความจ�ำขณะท�ำงานมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
ศกึ ษารวม 15 วัน และมีการประเมนิ ผล หลงั การ ในระหว่างการเข้ารหัสความจ�ำ การฝึกโปรแกรม
ทดลองเสรจ็ สนิ้ เทา่ นน้ั ดงั นน้ั การออกแบบการวจิ ยั ภาพตามหลกั การของเกสตัลท์ สามารถเพมิ่ ความ
ครั้งต่อไปอาจใส่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการ ใส่ใจต่อเนื่องและความจ�ำขณะท�ำงานในวัยผู้ใหญ่
เรียนการสอนหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยเพ่ิม ตอนตน้ ได้ โดยการกระตนุ้ การสง่ สญั ญาณระหวา่ ง
ระยะเวลาในการวดั ผลซำ้� เพอ่ื ตรวจสอบและยนื ยนั เซลลป์ ระสาท เกดิ การเปลยี่ นแปลงการทำ� งานของ
ความคงอยขู่ องความใสใ่ จและความจำ� ขณะทำ� งาน สมองในการเพิ่มศักยภาพของสมองระยะยาว
(Long-Term Potentiation: LTP)

References

Anderson, J. R. (2004). Cognitive psychology and its implications. (6th ed.). New York :
Worth Publishers.

Bahrick L. E. (2010). Intermodal perception and selective attention to intersensory redundancy:
Implications for typical social development and autism. In: Bremner G, Wachs
TD, editors. Blackwell handbook of infant development. 2nd ed. Oxford UK :
Blackwell.

Chun M. M., Golomb J. D. & Turk-Browne N. B. (2011). A Taxonomy of external and internal
attention. Annual Review of Psychology, 62, 73-101.

Cohen, J. (1988). Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences. (2nd ed.). Hillsdale.
NJ : Lawrence Erlbaum Associates, Publishers.

Cowan, N. (2010). The Magical Mystery Four: How Is Working Memory Capacity Limited,
and Why?. Current Directions in Psychological Science, 19(1), 51-57.

144 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Desimone, R. & Duncan, J. (1995). Neural Mechanisms of Selective Visual Attention.
Annual Review of Neuroscience, 18, 193-222.

Edmonds, W. A. & Kennedy, T. D. (2017). An applied reference guide to research designs:
Quantitative, qualitative, and mixed methods. (2nded.). Thousand Oaks, CA : Sage.

Fougnie, D. (2008). The Relationship between Attention and Working Memory. United
States of America : Vanderbilt University.

Kaewkaen, P. (2012). Attention Process and the Modified Knowledge for Cognitive Science
Research. Research Methodology and Cognitive Science, 10(1), 1-10.

Koffka, K. (1935). Principles of Gestalt psychology. London, U.K. : Lund Humphries.
Microsoft Attention Spans Research Report. (2015). Microsoft Attention Spans Research

Report. https://www.scribd.com/document/265348695/Microsoft-Attention-Spans-
Research-Report (Accessed 23 February 2019).
Oldfield, R. C. (1971). The assessment and analysis of handedness: The Edinburgh inventory.
Neuropsychologia, 9(1), 97-113.
Sarter, M., Gehring, W. J. & Kozak, R. (2006). More attention must be paid: The neurobiology
of attentional effort. Brain Research Reviews, 51(2), 145-160.
Souto, D. & Kerzel, D. (2011). Attentional constraints on target selection for smooth pursuit
eye movements. Vision Research, 51(1), 13-20.
Schwartz, B. L. (2011). Memory Foundations and Applications. United States of America
: SAGE publications, Inc.
Treisman, A. M. & Gelade, G. (1980). A feature-integration theory of attention. Cognitive
psychology, 12(1), 97-136.

ภูมปิ ัญญาทม่ี อี ิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชมุ ชนในจังหวดั พะเยา*
The Wisdoms Influencing the Community Economy

Development of the Communities in Phayao, Thailand

ณวิญ เสรฐิ ผล
Nawin Serthpol
คณะรัฐศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั พะเยา
School of Political and Social Science, University of Phayao, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของ
ชุมชนในจังหวัดพะเยา โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ หน่วยในการวิเคราะห์เป็นระดับครัวเรือน
กลุม่ ตัวอยา่ ง คือ หวั หน้าครัวเรอื น จำ� นวน 232 คน ซ่งึ เปน็ จำ� นวนครัวเรอื นท้งั หมด เก็บรวบรวมขอ้ มลู
โดยใชแ้ บบสมั ภาษณ์ (interview schedule) วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชส้ ถติ กิ ารถดถอยพหุ และนำ� เสนอขอ้ มลู
โดยการบรรยายตามตาราง
ผลการวิจัยพบว่า ภมู ิปัญญาแตล่ ะดา้ น คือ การทำ� มาหากนิ ความสัมพนั ธท์ างสังคม หัตถกรรม
และศาสนาและความเชอื่ มอี ทิ ธพิ ลทางบวกตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ่ี .05
เมื่อพิจารณาภูมิปัญญาท่ีมีอ�ำนาจการท�ำนายการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้ดีท่ีสุด
พบวา่ ความสมั พนั ธท์ างสงั คม มอี ำ� นาจการทำ� นายการเปลย่ี นแปลงของการพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนมากทสี่ ดุ
ซง่ึ มคี า่ สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .413 รองลงมา คอื การทำ� มาหากนิ ซง่ึ มคี า่ สมั ประสทิ ธิ์
การถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กับ .277 ศาสนาและความเชื่อ ซึ่งมคี ่าสัมประสิทธิ์การถดถอยมาตรฐาน
(β) เทา่ กบั .184 และหตั ถกรรม ซึ่งมีคา่ สมั ประสทิ ธกิ์ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .177 ตามล�ำดบั
โดยสามารถอธบิ ายความผนั แปรของการพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนไดร้ อ้ ยละ 51.9 (R2 Adjust = .519) และ
มีความคลาดเคลอื่ นมาตรฐานในการประมาณคา่ ของโมเดลเท่ากับ 11.34999 (Std.EE. = 11.34999)
คำ� ส�ำคญั : เศรษฐกิจชมุ ชน; ภมู ปิ ญั ญา; การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนดว้ ยภมู ปิ ัญญา

* ไดร้ บั บทความ: 20 มถิ นุ ายน 2563; แกไ้ ขบทความ: 1 กนั ยายน 2563; ตอบรับตีพิมพ:์ 28 กนั ยายน 2563
Received: June 20, 2020; Revised: September 1, 2020; Accepted: September 28, 2020

146 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Abstract

The research objective is to study the wisdoms influencing the community
economy development of the communities in Phayao. The quantitative methodology
was conducted. Unit of analysis it household level. Samples are 232 household heads
which was the all of household heads. The tool of research is interview schedule for
collecting data. Data analysis is multiple regression. Table and descriptive are used for
presenting the data.
The results were found that: Demotions of wisdom, livelihood, social relation,
and religion and believe are positive influence on the community economy development
with statistical significance at .05. When considering the wisdom that has the best power
to predict the changes of community economic development, it is found that social
relations has the most power to predict changes in community economic development.
Which has a standard regression coefficient (β) equal to .413. The following is livelihood
which has a standard regression coefficient (β) equal to .277, religion and belief which
has a standard regression coefficient (β) equal to .184 and a handicraft which has a
standard regression coefficient (β) equals .177 respectively. It can explain the variability
of community economic development 51.9 percent (R2 Adjust = .519). And there is a
standard deviation in the model estimation of 11.34999 (Std.EE. = 11.34999).
Keywords: Community economic; Wisdoms; Community Economic Development by Wisdoms

1. บทน�ำ (Danthanin, 1998 : 91-94; Pongpit, 2005 :
116) แต่เมื่อรัฐได้พัฒนาประเทศตามแนวทาง
เศรษฐกจิ ชมุ ชนเปน็ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ตะวันตก ท่เี นน้ การเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกจิ เป็น
ขนาดเลก็ ในระดบั ครวั เรอื นและชมุ ชนมกี ระบวนการ หลัก ทำ� ใหร้ ปู แบบการผลติ ของชุมชนเปลย่ี นจาก
ผลิตที่ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อนชุมชนเป็นเจ้าของ การผลิตเพ่ือการบริโภคเป็นหลักมาเป็นการผลิต
เป็นผู้ผลิตและเป็นผู้บริโภคหลักโดยใช้ทุนและ เพื่อขาย ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนถูกผนวก
ภูมิปัญญาท่ีมีอยู่ในชุมชน เป็นเง่ือนไขส�ำคัญใน เข้ากับระบบเศรษฐกิจภายนอกหรือทุนนิยมท่ีมี
กระบวนการขบั เคลอ่ื น ทำ� ใหส้ ามารถพง่ึ พาตนเอง การสะสมทนุ และแขง่ ขนั สงู สง่ ผลใหช้ มุ ชนจำ� นวน
ได้มีความพอเพียงและที่ส�ำคัญท�ำให้ชุมชนมีศีล เข้าสู่วฏั จกั รท่ีไมเ่ ป็นธรรมกบั นายทุน เช่น การท�ำ
ธรรมและคณุ ธรรมชว่ ยเหลอื เกอ้ื กลู และแบง่ ปนั

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 147

เกษตรพันธ์สัญญา และการขายแรงงานค่าแรงต�่ำ ความสัมพันธ์ในระบบการผลิตดังกล่าวได้แพร่
ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่สามารถสร้าง กระจายทวั่ ภาคเหนอื ทกุ จงั หวดั แมเ้ ปน็ จงั หวดั ทมี่ ี
ก�ำไรให้กับชุมชนได้อย่างมั่นคงและย่ังยืน ในทาง พื้นที่ขนาดเลก็ เช่น จงั หวดั พะเยา
ตรงกันข้ามผลของการพัฒนาของรัฐประกอบกับ จงั หวดั พะเยามพี นื้ ทท่ี งั้ หมด 6,335 ตาราง
สภาพภูมิประเทศบางแห่งมีความแห้งแล้ง ท�ำให้ กิโลเมตร ซึ่งเล็กท่ีสุดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 2
ผลผลิตทางการเกษตรตกต่�ำ ท�ำให้ชุมชนเป็นหน้ี ชมุ ชนสว่ นมากประกอบอาชพี เกษตรกรรมเพอ่ื ขาย
และที่ส�ำคัญชุมชนจ�ำนวนมากละทิ้งอาชีพเกษตร เป็นหลัก เพราะได้รับอิทธิพลจากระบบเศรษฐกิจ
โดยการขายทด่ี นิ ทางการเกษตร ซง่ึ เปน็ มรดกของ ทุนนิยม อย่างไรก็ตาม แม้ชุมชนในจังหวัดพะเยา
ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูล เพ่ือไปขายแรงงานใน ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากระบบเศรษฐกจิ ทนุ นยิ ม แตช่ มุ ชน
ภาคอุตสาหกรรมในเมอื งใหญๆ่ เช่น กรงุ เทพและ บางแห่งสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจ
ปริมณฑล ส่งผลให้คุณค่าพื้นฐานในการพัฒนา ทนุ นยิ มไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและสามารถพงึ่ ตนเองได้
เศรษฐกิจของชุมชนหายไป เช่น การเอ้ือเฟื้อการ จนเปน็ แบบอยา่ งของชมุ ชนพง่ึ ตนเองทางเศรษฐกจิ
ชว่ ยเหลือ ภูมปิ ญั ญา และวัฒนธรรมท้องถน่ิ สง่ ผล ในปจั จบุ นั โดยไดร้ บั การยอมรบั ทง้ั ในระดบั ทอ้ งถน่ิ
ให้ชุมชนบางแห่งล่มสลายไป เช่น ชุมชนในภาค และระดับประเทศ เช่น ต�ำบลสันป่าม่วงเกือบทั้ง
เหนือ (Sugannasil, 1997 : 109-129; Photisita, ต�ำบล ได้น�ำผักตบชวาจากกว๊านพะเยา ซึ่งเป็น
2012 : 179) ทรพั ยากรจากธรรมชาตใิ นชมุ ชน มาผลติ เปน็ สนิ คา้
ชมุ ชนในภาคเหนอื ไดร้ บั อทิ ธพิ ลเศรษฐกจิ และส่งไปจ�ำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทุนนิยม จากกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐ จนท�ำให้ชุมชนมีรายได้เสริมและหลัก เพราะบาง
สง่ ผลใหช้ มุ ชนเปลย่ี นมาผลติ เพอ่ื ขายเปน็ หลกั และ คนผลติ ผกั ตบชวาเปน็ อาชพี หลกั โดยเฉพาะชมุ ชน
ความสมั พนั ธท์ างสงั คมเปลย่ี นไป (Photisita, 2012 สนั ป่ามว่ งหมู่ 4 และหมู่ 6
: 167) เชน่ ระบอบกรรมสทิ ธบ์ นทดี่ นิ ซงึ่ เปน็ ปจั จยั ชุมชนสันป่าม่วงทั้ง หมู่ 4 และหมู่ 6
การผลติ ทส่ี ำ� คัญของชุมชน กลุ่มอ�ำนาจทางสงั คม มีความโดดเด่นในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
ซง่ึ เปน็ ผกู้ ำ� หนดเงอ่ื นไขในการผลติ ทสี่ ำ� คญั คอื กลมุ่ ด้วยภูมิปัญญาจนได้รับรางวัลเป็นท่ีประจักษ์ เช่น
นายทุนที่มีหลายประเภท เช่น นายทุนพาณิชยกรรม ปี 2539 ไดร้ างวลั มาตรฐานผลติ ภณั ฑอ์ ตุ สาหกรรม
นายทุนอสังหาริมทรัพย์ และนายทุนค่าเช่า (มผช.) ปี 2547 และ 2559 ได้รางวัลสุดยอด
(Samniang, 2018 : 1-48) ซงึ่ นายทุนเหลา่ นเ้ี กดิ ขน้ึ ผลิตภัณฑไ์ ทยระดบั 4 ดาว ปี 2549 ได้รางวัลสุด
ภายใตค้ วามสมั พนั ธท์ เ่ี หลอ่ื มลำ้� ในกระบวนการผลิต ยอดผลิตภัณฑ์ไทย ระดบั 5 ดาว และถูกประกาศ
ของชุมชน เพราะชุมชนจ�ำนวนมากต้องเช่าที่ดิน เปน็ หมบู่ า้ นอตุ สาหกรรมจกั สานผกั ตบชวา และปี
ของนายทนุ เพ่ือการผลิตอยา่ งไม่เป็นธรรม เพราะ 2555 ไดร้ างวลั Innovation Thailand และชมุ ชน
นายทนุ เปน็ ผกู้ �ำหนดเงอ่ื นไขในการเชา่ ซ่ึงรูปแบบ ยังไดร้ บั ตราสญั ลกั ษณ์ PHAYAO BRAND ดงั นั้น

148 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ชุมชนสันป่าม่วงจึงกลายมาเป็นชุมชนต้นแบบที่ สัมภาษณ์ (interview schedule) ซึ่งผ่านการ
พฒั นาเศรษฐกจิ ดว้ ยภมู ปิ ญั ญา ทม่ี ลี กั ษณะการพง่ึ ตรวจสอบความเท่ียงตรงจากผู้เชี่ยวชาญ จ�ำนวน
ตนเองสูง การบรหิ ารจัดการดว้ ยตนเองในรปู แบบ 3 คน แลว้ นำ� ไปทดลองเกบ็ ขอ้ มลู (try out) จำ� นวน
กล่มุ ดงั น้นั ภายใตส้ ถานการณ์ดังกล่าว จึงนำ� ไปสู่ 30 ชุด ในชุมชนใกล้เคียงกับชมุ ชนพ้ืนทศี่ ึกษาทีม่ ี
ค�ำถาม คือ ภมู ปิ ญั ญาใดทีม่ ีอิทธิพลต่อการพัฒนา คุณสมบัติใกล้เคียงกับชุมชนท่ีศึกษา เพ่ือทดสอบ
เศรษฐกิจชุมชนและมีอิทธิพลอยู่ในระดับใด ความถูกต้องของเครื่องมือ การวัดตัวแปรอิสระ
โดยสงั เคราะหแ์ นวคดิ เกยี่ วกบั ภมู ปิ ญั ญาของหนว่ ย ตวั แปรตาม เปน็ การวดั ระดบั อนั ตรภาค (interval
งานและนักวิชาการที่มีช่ือเสียงในระดับประเทศ Scale) เพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรย่อยของ
คือ กรมส่งเสริมการเกษตร (Department of ตัวแปรอิสระแต่ละตัวว่า ตัวแปรย่อยตัวใดบ้าง
Agricultural Extension, n.p. : 5-8) สารานกุ รมไทย ที่ส่งผลต่อตัวแปรตามและส่งผลในระดับใดบ้าง
สำ� หรบั เยาวชน (Thai Encyclopedia for Youth, โดยกำ� หนดคา่ การวดั และเกณฑค์ ะแนน เรยี งจากนอ้ ย
2019) เอ่ียม ทองดี (Cited by Nakornthan, ไปหามากและใหค้ ะแนนตามลำ� ดบั คือ น้อยท่ีสดุ
1996 : 245) เสรี พงศพ์ ศิ (Phongpit, 2007, 45-57) = 1 คะแนน น้อย = 2 คะแนน ปานกลาง = 3
และเอกวทิ ย์ ณ ถลาง (Na Thalang, 1997 : 11-12) คะแนน มาก = 4 คะแนน มากที่สุด = 5 คะแนน
และการสงั เคราะหต์ วั แปรทไี่ ดจ้ ากการวจิ ยั ในระยะ หลงั จากนนั้ นำ� เครอ่ื งมอื มาหาคา่ สมั ประสทิ ธค์ รอน
ที่ 1 ซง่ึ เปน็ การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ จงึ กำ� หนดภมู ปิ ญั ญา บาชอลั ฟา (Cronbach’s Alpha) พบวา่ คา่ สมั ประสทิ ธิ์
เป็น 4 ด้าน เพื่อเป็นกรอบในการวเิ คราะห์ คือ 1) อัลฟาในภาพรวมของแบบสอบถามมีระดับความ
การท�ำมาหากิน 2) ความสัมพันธ์ทางสังคม 3) น่าเชือ่ ถือท่ี .986 ค่าสมั ประสทิ ธอิ์ ลั ฟาของตวั แปร
หตั ถกรรม 4) ศาสนาและความเชือ่ อิสระมคี วามนา่ เชือ่ ถือท่ี .985 และคา่ สมั ประสทิ ธิ์
อลั ฟาตวั แปรตามมคี วามนา่ เชอ่ื ถอื ท่ี .930 ซง่ึ ทงั้ หมด
2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั มีระดับความน่าเช่ือถือสูงกว่า 0.70 เพราะฉะน้ัน
เครื่องมือการวิจัยนี้จึงมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด
เพื่อศึกษาภูมิปัญญาที่มีอิทธิพลต่อการ หลังจากนั้นจึงน�ำแบบสัมภาษณ์ไปเก็บรวบรวม
พฒั นาเศรษฐกิจชมุ ชน ข้อมูล และน�ำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ
พรรณนา (descriptive statistics) และสถติ อิ า้ งองิ
3. วิธีด�ำเนินการวจิ ัย (inferential statistics) วิเคราะหค์ ่าสมั ประสิทธิ์
การถดถอย (Unstandardized Coefficient of
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ Regression: b) และสัมประสิทธิ์การถดถอย
(qualitative research) หนว่ ยในการวเิ คราะห์ คอื มาตรฐาน (standardized Coefficient of
ระดบั ครวั เรอื น กลมุ่ ตวั อยา่ ง คอื หวั หนา้ ครวั เรอื น Regression: β) โดยมีระดับนัยส�ำคัญทางสถิติที่
จ�ำนวน 232 คน ซ่ึงเป็นจ�ำนวนท้ังหมดของ
ประชากรที่ศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบ

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 149

ระดับ .05 และใช้ค่า R-Square เพ่ืออธิบายความ และศาสนาและความเช่ือ สมมุติฐานการวิจัย คือ
สามารถของตวั แปรอสิ ระ คอื ปจั จยั ดา้ นภมู ปิ ญั ญา ปจั จยั ดา้ นภมู ปิ ญั ญามอี ทิ ธพิ ลทางบวกตอ่ การพฒั นา
ทอ้ งถนิ่ ในการท�ำนาย (predictors) ความผันแปร เศรษฐกิจชุมชน ผลการวิเคราะห์สถิติถดถอยพหุ
ของตวั แปรตาม คอื ปจั จยั ดา้ นการพฒั นาเศรษฐกจิ พบว่า ปัจจัยด้านภูมิปัญญาทั้งหมดมีอิทธิพลทาง
ชุมชน โดยใช้โปรแกรม SPSS for windows บวกตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนอยา่ งมนี ยั สำ� คญั
โดยน�ำเสนอขอ้ มูลในรูปของตารางถดถอยพหุ ทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาปัจจัยด้าน
ภมู ปิ ญั ญาทมี่ อี ำ� นาจในการทำ� นายการเปลย่ี นแปลง
4. สรปุ ผลการวิจยั ของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้ดีที่สุด พบว่า
ความสัมพันธ์ทางสังคมมีอิทธิพลต่อการพัฒนา
ภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนา เศรษฐกจิ ชมุ ชนมากทส่ี ดุ โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธกิ์ าร
เศรษฐกิจชมุ ชนมี 2 รูปแบบ คอื 1) ภูมปิ ญั ญาทม่ี ี ถดถอยมาตรฐาน (β) เท่ากับ .413 รองลงมาคือ
อิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในภาพรวม การท�ำมาหากิน โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิการถดถอย
2) ปัจจัยด้านภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนา มาตรฐาน (β) เทา่ กับ .277 ศาสนาและความเชอ่ื
เศรษฐกจิ ชุมชนรายด้าน ดงั นี้ โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธกิ์ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั
1. ภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนา .184 และหตั ถกรรม โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธกิ์ ารถดถอย
เศรษฐกจิ ชมุ ชนในภาพรวม ภมู ปิ ญั ญามี 4 ดา้ น คอื มาตรฐาน (β) เทา่ กับ .177 ตามล�ำดบั ดังตารางท่ี 1
การทำ� มาหากนิ ความสมั พนั ธท์ างสงั คม หตั ถกรรม

ตารางท่ี 1 แสดงผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั ภมู ปิ ญั ญาทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชน
ในภาพรวม

ตวั แปร B SE β t Sig.

การท�ำมาหากนิ 1.564 .282 .277 5.552 .000

ความสัมพันธ์ทางสงั คม 1.632 .205 .413 7.961 .000

หัตถกรรม 1.087 .322 .177 3.376 .001

ศาสนาและความเชื่อ 1.311 .334 .184 3.928 .000

R2 = .527 R2 Adjust = .519
Std.EE. = 11.34999 F = 63.332
* ระดับนัยสำ� คญั ทางสถิติที่ระดบั .05

สรปุ ผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั ในภาพรวม พบว่า ปัจจยั ด้านภูมปิ ัญญาทง้ั 4 ตัว
ภมู ปิ ญั ญาทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชน คอื การทำ� มาหากนิ ความสมั พนั ธท์ างสงั คม หตั ถกรรม

150 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

และศาสนาและความเชื่อ ร่วมกันอธิบายความ 2.1 ด้านการระเบิดพลังในชุมชน
ผันแปรของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้ร้อยละ ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยด้านภูมิปัญญาท่ีมี
51.9 (R2 Adjust = .519) และมคี วามคลาดเคลอ่ื น อทิ ธพิ ลทางบวกตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนดา้ น
มาตรฐานในการประมาณค่าของโมเดลเท่ากับ การระเบิดพลังในชุมชนอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
11.34999 (Std.EE. = 11.34999) ทรี่ ะดบั .05 มจี ำ� นวน 2 ปจั จยั คอื การทำ� มาหากนิ
2. การวิเคราะห์ภูมิปัญญาที่มีอิทธิพล และความสัมพันธ์ทางสังคม เมื่อพิจารณาปัจจัย
ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนรายด้านโดยมี ด้านภูมิปัญญาท่ีมีอ�ำนาจในการท�ำนายการ
สมมุติฐานการวิจัย คือ ปัจจัยด้านภูมิปัญญา เปลี่ยนแปลงของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
ประกอบด้วย การท�ำมาหากิน ความสัมพันธ์ทาง ดา้ นการระเบดิ พลงั ในชมุ ชนไดด้ ที สี่ ดุ พบวา่ ความ
สังคม หัตถกรรม และศาสนาและความเชื่อมี สมั พนั ธท์ างสงั คมมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ
อทิ ธพิ ลทางบวกตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนราย ชุมชนด้านการระเบิดพลังในชุมชนมากที่สุดโดยมี
ด้าน คอื การระเบดิ พลงั ในชมุ ชน การพัฒนากลมุ่ ค่าสัมประสิทธ์ิการถดถอยมาตรฐาน (β) เท่ากับ
การจดั หาทนุ กระบวนการทางเศรษฐกจิ การสรา้ ง .233 รองลงมาคือ การท�ำมาหากิน โดยมีค่า
เครือข่ายทางสังคม การเรียนรู้ของชุมชนและการ สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .205
ส่งเสรมิ สวสั ดกิ ารชมุ ชน ผลการวิเคราะห์พบว่า ดงั ตารางท่ี 2

ตารางที่ 2 แสดงผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั ดา้ นภมู ิปญั ญาทีม่ อี ิทธพิ ลต่อการพัฒนาเศรษฐกจิ
ชุมชนดา้ นการระเบิดพลงั ในชมุ ชน

ตัวแปร B SE β t Sig.

การทำ� มาหากิน .181 .059 .205 3.077 .002

ความสัมพันธ์ทางสังคม .145 .043 .233 3.367 .001

หัตถกรรม .074 .067 .077 1.093 .275

ศาสนาและความเชื่อ -.009 .070 -.008 -.133 .894

R2 = .158 R2 Adjust = .143
Std.EE. = 2.37676 F = 10.629
* ระดบั นัยสำ� คัญทางสถิติทีร่ ะดบั .05

สรปุ ผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั ความสัมพันธ์ทางสังคม ท่ีสามารถร่วมกันอธิบาย
ด้านภูมิปัญญาที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ความผันแปรของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้าน
ชุมชนดา้ นการระเบดิ พลงั ในชุมชน พบวา่ มปี จั จัย การระเบดิ พลงั ในชมุ ชนไดร้ อ้ ยละ 14.3 (R2 Adjust
ดา้ นภมู ปิ ญั ญาเพยี ง 2 ตวั คอื การทำ� มาหากนิ และ = .143) และมีความคลาดเคลอ่ื นมาตรฐานในการ

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 151

ประมาณคา่ ของโมเดลเทา่ กบั 2.37676 (Std.EE. ชุมชนด้านการพัฒนากลุ่มได้ดีที่สุด พบว่า ความ
= 2.37676) สมั พนั ธท์ างสงั คมมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ
2.2 ด้านการพัฒนากลุ่ม ผลการ ชุมชนด้านการพัฒนากลุ่มมากที่สุดโดยมีค่า
วิเคราะห์พบว่า ปัจจัยด้านภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพล สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .321
ทางบวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้านการ รองลงมา คือ ศาสนาและความเชื่อ โดยมีค่า
พัฒนากลุ่มอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .217
มจี ำ� นวน 4 ปจั จยั คอื การทำ� มาหากนิ ความสมั พนั ธ์ การท�ำมาหากิน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย
ทางสังคม หัตถกรรม และศาสนาและความเช่ือ มาตรฐาน (β) เท่ากบั .199 และหัตถกรรม โดยมี
เมอื่ พจิ ารณาปจั จยั ดา้ นภมู ปิ ญั ญาทมี่ อี ำ� นาจในการ ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยมาตรฐาน (β) เท่ากับ
ท�ำนายการเปล่ียนแปลงของการพัฒนาเศรษฐกิจ .158 ตามล�ำดับ ดังตารางท่ี 3

ตารางที่ 3 แสดงผลการวิเคราะหถ์ ดถอยพหุของปัจจยั ด้านภูมปิ ัญญาทีม่ อี ิทธพิ ลตอ่ การพัฒนาเศรษฐกจิ
ชมุ ชนด้านการพฒั นากล่มุ

ตัวแปร B SE β t Sig.

การทำ� มาหากนิ .334 .097 .199 3.434 .001

ความสัมพนั ธท์ างสังคม .379 .071 .321 5.342 .000

หตั ถกรรม .290 .111 .158 2.602 .010

ศาสนาและความเชอื่ .461 .115 .217 3.997 .000

R2 = .363 R2 Adjust = .352
Std.EE. = 3.92382 F = 32.404
* ระดับนัยสำ� คญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05

สรปุ ผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั 2.3 ดา้ นการจดั หาทนุ ผลการวเิ คราะห์
ด้านภูมิปัญญาที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ พบวา่ ปจั จยั ดา้ นภมู ปิ ญั ญาทมี่ อี ทิ ธพิ ลทางบวกตอ่
ชุมชนด้านการพัฒนากลุ่ม พบว่า ปัจจัยด้าน การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนดา้ นการจดั หาทุนอย่าง
ภูมิปัญญาทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความ มนี ัยส�ำคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 มีจ�ำนวน 3 ปัจจัย
ผันแปรของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้านการ คือ การท�ำมาหากิน ความสัมพันธ์ทางสังคมและ
พฒั นากลุ่มได้ร้อยละ 35.2 (R2 Adjust = .352) หัตถกรรม เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านภูมิปัญญาที่มี
และมคี วามคลาดเคลอื่ นมาตรฐานในการประมาณ อ�ำนาจในการท�ำนายการเปลี่ยนแปลงของการ
ค่าของโมเดลเท่ากับ 3.92382 (Std.EE. = พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้านการจัดหาทุนได้ดีท่ีสุด
3.92382) พบว่า การท�ำมาหากินมีอิทธิพลต่อการพัฒนา

152 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

เศรษฐกจิ ชมุ ชนดา้ นการจดั หาทนุ มากทส่ี ดุ โดยมคี า่ ถดถอยมาตรฐาน (β) เท่ากับ .149 และความ
สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .247 สมั พนั ธท์ างสงั คม โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอย
รองลงมาคือ หัตถกรรม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การ มาตรฐาน (β) เทา่ กบั .146 ตามลำ� ดบั ดงั ตารางท่ี 4

ตารางท่ี 4 แสดงผลการวิเคราะห์ถดถอยพหขุ องปจั จยั ด้านภูมิปัญญาทม่ี อี ทิ ธิพลต่อการพฒั นาเศรษฐกิจ
ชมุ ชนดา้ นการจัดหาทุน

ตวั แปร B SE β t Sig.

การท�ำมาหากนิ .226 .060 .247 3.771 .000

ความสมั พันธท์ างสังคม .094 .044 .146 2.150 .033

หตั ถกรรม .149 .068 .149 2.170 .031

ศาสนาและความเชอื่ .082 .071 .071 1.155 .249

R2 = .188 R2 Adjust = .174
Std.EE. = 2.41371 F = 13.164
* ระดับนยั ส�ำคัญทางสถิติท่ีระดบั .05

สรุปผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุของ ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 มจี ำ� นวน 3 ปจั จยั คอื การทำ�
ปัจจัยด้านภูมิปัญญาที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนา มาหากิน ความสัมพันธ์ทางสังคม และหัตถกรรม
เศรษฐกิจชุมชนด้านการจัดหาทุน พบว่า ปัจจัย เมอื่ พจิ ารณาปจั จยั ดา้ นภมู ปิ ญั ญาทมี่ อี ำ� นาจในการ
ด้านภูมิปัญญาทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบาย ท�ำนายการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาเศรษฐกิจ
ความผันแปรของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ชุมชนด้านกระบวนทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด พบว่า
ด้านการจัดหาทุนได้ร้อยละ 17.4 (R2 Adjust = ความสัมพันธ์ทางสังคมมีอิทธิพลต่อการพัฒนา
.174) และมีความคลาดเคล่ือนมาตรฐานในการ เศรษฐกจิ ชมุ ชนดา้ นกระบวนการทางเศรษฐกจิ มาก
ประมาณค่าของโมเดลเท่ากบั 2.41371 (Std.EE. ทสี่ ดุ โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธกิ์ ารถดถอยมาตรฐาน (β)
= 2.41371) เทา่ กบั .352 รองลงมา คอื การทำ� มาหากิน โดยมี
2.4 ดา้ นกระบวนการทางเศรษฐกิจ ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยมาตรฐาน (β) เท่ากับ
ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยด้านภูมิปัญญาท่ีมี .192 และหัตถกรรม โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิการ
อทิ ธพิ ลทางบวกตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนดา้ น ถดถอยมาตรฐาน (β) เท่ากับ .189 ตามล�ำดับ
กระบวนการทางเศรษฐกิจชุมชนอย่างมีนัยส�ำคัญ ดงั ตารางที่ 5

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 153

ตารางท่ี 5 แสดงผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหุของปจั จัยดา้ นภมู ิปัญญาทม่ี อี ิทธิพลตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ
ชมุ ชนด้านกระบวนการทางเศรษฐกจิ

ตัวแปร B SE β t Sig.

การท�ำมาหากนิ .273 .084 .192 7.736 .001

ความสมั พันธ์ทางสงั คม .351 .061 .352 3.233 .000

หัตถกรรม .292 .096 .189 5.709 .003

ศาสนาและความเช่ือ .052 .100 .029 3.024 .605

R2 = .329 R2 Adjust = .318
Std.EE. = 3.40061 F = 27.884
* ระดบั นัยสำ� คัญทางสถิติท่รี ะดับ .05

สรปุ ผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั สถิติที่ระดบั .05 มจี ำ� นวน 3 ปจั จัย คอื การท�ำมา
ด้านภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หากิน ความสัมพันธ์ทางสังคม และหัตถกรรม
ชมุ ชนดา้ นกระบวนการทางเศรษฐกจิ พบวา่ ปจั จยั เมอื่ พจิ ารณาปจั จยั ดา้ นภมู ปิ ญั ญาทม่ี อี ำ� นาจในการ
ด้านภูมิปัญญาทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบาย ท�ำนายการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาเศรษฐกิจ
ความผันแปรของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ชุมชนด้านการสร้างเครือข่ายทางสังคมได้ดีท่ีสุด
ด้านกระบวนการทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 31.8 พบว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมมีอิทธิพลต่อการ
(R2 Adjust = .318) และมีความคลาดเคลื่อน พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้านการสร้างเครือข่ายทาง
มาตรฐานในการประมาณค่าของโมเดลเท่ากับ สังคมมากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิการถดถอย
3.40061 (Std.EE. = 3.40061) มาตรฐาน (β) เท่ากับ .241 รองลงมา คือ การทำ�
2.5 ดา้ นการสรา้ งเครอื ขา่ ยทางสงั คม มาหากนิ โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธกิ์ ารถดถอยมาตรฐาน
ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยด้านภูมิปัญญาท่ีมี (β) เท่ากับ .231 และหัตถกรรม โดยมีค่า
อทิ ธพิ ลทางบวกตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนดา้ น สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .150
การสร้างเครือข่ายทางสังคมอย่างมีนัยส�ำคัญทาง ตามลำ� ดบั ดงั ตารางท่ี 6

154 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ตารางท่ี 6 แสดงผลการวเิ คราะห์ถดถอยพหุของปจั จัยดา้ นภูมิปญั ญาที่มอี ทิ ธิพลตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ
ชมุ ชนดา้ นการสรา้ งเครือข่ายทางสงั คม

ตวั แปร B SE β t Sig.

การทำ� มาหากนิ .226 .058 .231 3.890 .001

ความสมั พันธ์ทางสงั คม .165 .042 .241 3.907 .000

หัตถกรรม .159 .067 .150 2.395 .003

ศาสนาและความเช่ือ .302 .069 .244 4.384 .605

R2 = .330 R2 Adjust = .318
Std.EE. = 2.34515 F = 27.895
* ระดับนัยส�ำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .05

สรปุ ผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั เรียนรู้ของชุมชนอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ
ด้านภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ .05 มีจำ� นวน 2 ปัจจัย คอื ความสัมพันธ์ทางสังคม
ชุมชนด้านการสร้างเครือข่ายทางสังคม พบว่า และศาสนาและความเชือ่ เม่ือพจิ ารณาปัจจยั ดา้ น
ปจั จยั ดา้ นภมู ปิ ญั ญาทงั้ หมดสามารถรว่ มกนั อธบิ าย ภู มิ ป ั ญ ญ า ที่ มี อ� ำ น า จ ใ น ก า ร ท� ำ น า ย ก า ร
ความผันแปรของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เปล่ียนแปลงของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้าน
ด้านการสร้างเครือข่ายทางสังคมได้ร้อยละ 31.8 การเรยี นรขู้ องชุมชนได้ดีทส่ี ดุ พบว่าความสัมพนั ธ์
(R2 Adjust = .318) และมีความคลาดเคลื่อน ทางสังคมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
มาตรฐานในการประมาณค่าของโมเดลเท่ากับ ด้านการเรียนรู้ของชุมชนมากที่สุดโดยมีค่า
2.34515 (Std.EE. = 2.34515) สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .324
2.6 ด้านการเรียนรู้ของชุมชน ผลการ รองลงมา คือ ศาสนาและความเช่ือ โดยมีค่า
วิเคราะห์พบว่า ปัจจัยด้านภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพล สมั ประสทิ ธกิ์ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .169
ทางบวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้านการ ดังตารางที่ 7

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 155

ตารางท่ี 7 แสดงผลการวเิ คราะห์ถดถอยพหุของปัจจัยด้านภมู ิปัญญาที่มอี ิทธิพลตอ่ การพฒั นาเศรษฐกิจ
ชุมชนดา้ นการเรียนรขู้ องชุมชน

ตวั แปร B SE β t Sig.

การทำ� มาหากิน .137 .087 .104 1.578 .116

ความสมั พนั ธ์ทางสังคม .300 .063 .324 4.751 .000

หัตถกรรม -.006 .099 -.004 -.060 .952

ศาสนาและความเช่อื .282 .103 .169 2.742 .007

R2 = .181 R2 Adjust = .167
Std.EE. = 3.49848 F = 12.566
* ระดบั นัยสำ� คญั ทางสถิติที่ระดบั .05

สรปุ ผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั มาหากิน ความสัมพันธ์ทางสังคม หัตถกรรมและ
ด้านภูมิปัญญาท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ศาสนาและความเชื่อ เม่ือพิจารณาปัจจัยด้าน
ชุมชนด้านการเรยี นรูข้ องชุมชน พบว่า ปัจจัยดา้ น ภมู ปิ ญั ญาทม่ี อี ำ� นาจในการทำ� นายการเปลยี่ นแปลง
ภูมิปัญญาทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความ ของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้านการส่งเสริม
ผันแปรของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้านการ สวัสดิการชุมชนได้ดีที่สุด พบว่าความสัมพันธ์ทาง
เรียนรู้ของชุมชนได้ร้อยละ 16.7 (R2 Adjust = สังคมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
.167) และมีความคลาดเคล่ือนมาตรฐานในการ ดา้ นการสง่ เสรมิ สวัสดกิ ารชมุ ชนมากที่สุดโดยมีคา่
ประมาณคา่ ของโมเดลเทา่ กับ 3.49848 (Std.EE. สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .324
= 3.49848) รองลงมา คอื การทำ� มาหากนิ โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธ์ิ
2.7 ดา้ นการสง่ เสรมิ สวสั ดกิ ารชมุ ชน การถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กับ .212 หตั ถกรรม
ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยด้านภูมิปัญญาท่ีมี โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิการถดถอยมาตรฐาน (β)
อิทธิพลทางบวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เท่ากับ .136 และศาสนาและความเชื่อ โดยมีค่า
ด้านการส่งเสริมสวัสดิการชุมชนอย่างมีนัยส�ำคัญ สมั ประสทิ ธก์ิ ารถดถอยมาตรฐาน (β) เทา่ กบั .127
ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 มจี ำ� นวน 4 ปจั จยั คอื การทำ� ดงั ตารางที่ 8

156 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ตารางที่ 8 แสดงผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหุของปจั จัยด้านภมู ิปัญญาทมี่ ีอิทธิพลตอ่ การพัฒนาเศรษฐกจิ
ชุมชนดา้ นการส่งเสรมิ สวสั ดกิ ารชุมชน

ตัวแปร B SE β t Sig.

การทำ� มาหากิน .186 .053 .212 3.518 .001

ความสมั พนั ธ์ทางสงั คม .199 .038 .324 5.172 .000

หตั ถกรรม .130 .060 .136 2.150 .033

ศาสนาและความเชอื่ .141 .063 .127 2.252 .025

R2 = .311 R2 Adjust = .298
Std.EE. = 2.12968 F = 25.569
* ระดบั นยั สำ� คัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05

สรปุ ผลการวเิ คราะหถ์ ดถอยพหขุ องปจั จยั มากขนึ้ ซง่ึ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ การใชท้ ด่ี นิ ทห่ี ลากหลาย
ด้านภูมิปัญญาที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ คือ นอกจากแสดงถึงอัตลักษณ์ด้ังเดิมของชุมชน
ชุมชนด้านการส่งเสริมสวัสดิการชุมชน พบว่า คือ การเพาะปลูกแล้ว ยังใช้พ้ืนดินในบริบท
ปจั จยั ดา้ นภมู ปิ ญั ญาทงั้ หมดสามารถรว่ มกนั อธบิ าย ความสมั พนั ธก์ บั ภายนอก คอื การเปลยี่ นเปา้ หมาย
ความผันแปรของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน มาเป็นการผลิตเพ่ือขาย ซ่ึงสะท้อนให้เห็นว่า
ด้านการส่งเสริมสวัสดิการชุมชนได้ร้อยละ 29.8 การท�ำมาหากินของชุมชนไม่ได้ยึดติดอยู่กับ
(R2 Adjust = .298) และมีความคลาดเคลื่อน อัตลักษณ์แบบดั้งเดิม แต่มีการเปล่ียนแปลงตาม
มาตรฐานในการประมาณค่าของโมเดลเท่ากับ ความเหมาะสม ซ่ึงแตกต่างจากงานวิจัยของ
3.49848 (Std.EE. = 2.12968) เสริมศักด์ิ ขุนพล (Khunpol, 2015 : 82-103)
พบว่า อัตลักษณ์วัฒนธรรมความเช่ือที่ผูกพัน
5. อภิปรายผลการวจิ ยั การด�ำรงชีวิตและท�ำมาหากินเป็นความเชื่อที่เกิด
การด�ำรงชีพของคนในชุมชนท่ีเกี่ยวเน่ืองมาจาก
1. การท�ำมาหากิน พบว่า มคี วามหลาก ลักษณะของภูมิประเทศและสภาพสังคม อย่างไร
หลายมากข้ึนตามยุคสมัย ท�ำให้การท�ำมาหากิน กต็ าม การทำ� มาหากนิ ของชมุ ชนในสงั คมสมยั ใหม่
ของชุมชนมีลักษณะผสมผสานทั้งในภาคเกษตร ยังประยุกต์ใชภ้ ูมปิ ญั ญาตลอดเวลา เชน่ การปลูก
และนอกภาคเกษตร และที่สำ� คญั การท�ำมาหากิน ตามฤดกู าล การเตรียมดนิ ก่อนเพาะปลกู โดยการ
ในภาคเกษตร โดยเฉพาะการเพาะปลกู มเี ปา้ หมาย ไถและคราดหน้าดิน การเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร
เพื่อการขายเป็นหลัก เพราะชุมชนได้รับอิทธิพล การจับปลาบริเวณริมกว๊าน ตลอดถึงการบริโภค
จากภายนอกและอยู่ใกล้ชิดกับเมือง ท�ำให้การ อย่างประหยัด
ติดต่อค้าขายสินค้าเกษตรมีความสะดวกสบาย

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 157

2. ความสมั พนั ธท์ างสงั คม พบวา่ ชมุ ชน ตบชวา โดยชุมชนเป็นผู้จัดการ เรียนรู้และพึ่งพา
มีปฏิสัมพันธ์ต่อสมาชิกในชุมชนและภายนอก ซงึ่ กนั และกนั ระหวา่ งสมาชกิ ในชมุ ชน ซง่ึ สอดคลอ้ ง
เป็นอย่างดี ผ่านการท�ำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ กับงานวิจัยของล�ำแพน จอมเมือง และสุทธิพงษ์
เช่น การพูดคุยกันทั่วไป การประชุม การรวม วสโุ สภาพล (Jommueng and Wasusophapol,
กลมุ่ การฝกึ อบรมและการสมั มนา ซง่ึ ความสมั พนั ธ์ 2003 : 255-256) พบวา่ การทอผา้ ไทลอ้ื ไมไ่ ดเ้ ปน็
เหลา่ นน้ี ำ� ไปสกู่ ารสรา้ งกลมุ่ และเครอื ขา่ ยในระดบั เพียงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็น
ต่างๆ ท้ังในระดับชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ ระดับภูมิปัญญาหรือวัฒนธรรมชุมชนด้ังเดิมของ
และเอกชน ซ่ึงมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ชาวไทล้ือ ซ่ึงเป็นองค์ความรู้และประสบการณ์
อย่างมา เช่น การได้รับการช่วยเหลือด้านความรู้ ที่เก่ียวเน่ืองกับการสืบทอดในเชิงวิถีควบคู่ไปกับ
วิทยากร ทุน และตลาด ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั งานวิจยั การมีระบบคุณธรรม ศีลธรรมทางศาสนาก�ำกับ
ของวรวฒุ ิ โรมรตั นพนั ธ์ และคณะ (Romratanapan, และแทรกอยู่ การทอผ้าไทลื้อ ได้ถูกพัฒนาและ
et al., 2003 : 217-218) พบว่า ระบบเศรษฐกิจ ยกระดับข้ึนมาอย่างเป็นกระบวนการจนพัฒนา
ชุมชนสามารถถูกขับเคลื่อนได้โดยพลังทุนทาง เปน็ ธุรกิจในครัวเรือนและรวมกันเป็นธุรกิจชุมชน
สังคมทั้งพลังจากภายในชุมชน คือ ความสัมพันธ์ นอกจากนี้งานวิจัยของผู้เขียนยังพบว่า การผลิต
ของคนในชุมชนท่ีอยู่บนฐานของความไว้วางใจกัน สินค้าหัตถกรรมเป็นการสร้างทางเลือกในการ
มีความเอื้ออาทรกัน มีการพึ่งพาอาศัยกันและ พัฒนาเศรษฐกิจให้กับสังคม ผ่านการผลิตซ้�ำ
ช่วยเหลือเกอ้ื กูลกนั สินค้าทางวัฒนธรรมท่ีมีลักษณะย่ังยืน และตอบ
3. หัตถกรรม พบว่า ชุมชนมีความรู้ สนองความต้องการของผู้บริโภคตามยุคสมัย
ความสามารถและมเี ทคนคิ ทหี่ ลากหลายจงึ สามารถ โดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้สมัยก่อนผสมผสานกับ
น�ำเอาวัสดุจากธรรมชาติและจากของเหลือใช้ ความรสู้ มยั ใหม่ เชน่ ลวดลายและสญั ลกั ษณท์ แี่ ฝง
หรือของทิ้งแล้ว มาผลิตเป็นสินค้าหัตถกรรม อยู่ในผลิตภัณฑ์ เช่น ลวดลายกว๊านพะเยายาม
ในรูปลักษณ์ท่ีหลากหลาย ท�ำให้สามารถสร้าง พบคล�่ำ ซง่ึ สะทอ้ นให้เห็นถึงวถิ ีชีวติ ของคนพะเยา
รายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การผลิต ท่ีมตี ัง้ แตเ่ ช้าจนคำ่� มคี วามสัมพนั ธก์ บั กวา๊ นพะเยา
ผักตบชวา การท�ำน้�ำสมุนไพร การท�ำไข่สมุนไพร 4. ศาสนาและความเชอ่ื พบว่า ศาสนา
และการผลิตตะกร้าซองกาแฟ ซึ่งเกือบทุกครัว และความเชอ่ื มคี วามสำ� คญั ในการหลอ่ หลอมจติ ใจ
เรือนได้ยึดเป็นอาชีพเสริม เพราะทุกครัวเรือนมี และเปน็ ปจั จยั สำ� คญั ตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชน
ความรู้ในการผลิตเป็นอย่างดี ที่ส�ำคัญชุมชน อย่างมีนัยยะส�ำคัญ โดยเฉพาะหลักค�ำสอนของ
สามารถหาวตั ถดุ บิ ไดง้ า่ ยจากธรรมชาติ โดยเฉพาะ พทุ ธศาสนา เร่อื ง การประหยัด การเอ้อื อาทรการ
ผักตบชวา ท�ำให้ชุมชนจัดต้ังกลุ่มวิสาหกิจผัก ชว่ ยเหลอื กนั และกนั และการไมเ่ อารดั เอาเปรยี บกนั

158 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

สอดคล้องกับงานวิจัยของค�ำแหง วิสุทธางกูร 6. ขอ้ เสนอแนะ
(Visuddhangkoon, 2017 : 261) ผลการวิจัย
พบว่า หลักพุทธธรรมมีคุณประโยชน์ต่อการ จากการศกึ ษาพบวา่ ภมู ปิ ญั ญาแตล่ ะดา้ น
ส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนใน มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างมี
ชนบทอีสานได้จริงดังผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับ นัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งภูมิปัญญาบาง
ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวแปรด้วยสถิติ ด้านมีระดับต�่ำ แต่บางด้านมีระดับสูง ผู้เก่ียวข้อง
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันพบว่าหลัก ทั้งต้องการศึกษาและน�ำไปก�ำหนดเป็นนโยบาย
พุทธธรรมท่ีมีคุณประโยชน์ต่อการส่งเสริมฐานะ ควรดำ� เนินการดงั นี้
ทางเศรษฐกจิ ของครวั เรอื นในชนบทอสี านมากทส่ี ดุ 1. ศกึ ษาแนวทางและรปู แบบการบงั คบั
ได้แก่ด้านการท�ำงานเพ่ือผลผลิต (r = 0.94) ใช้ภูมิปัญญาในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
รองลงมาคือด้านการออมและการประหยัด (r = 2. ก�ำหนดนโยบายการส่งเสริมการใช้
0.88) และดา้ นการกระจายผลการผลติ (r = 0.86) ภูมิปัญญาในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่าง
อย่างมีนยั ส�ำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.01 และ 0.50 สร้างสรรค์
ตามลำ� ดบั 3. ประยุกต์ภูมิปัญญาในการพัฒนา
นอกจากน้ีในเรื่องของความเชื่อที่น�ำไปสู่ เศรษฐกจิ ชมุ ชนใหม้ คี วามเหมาะสมตอ่ การนำ� ไปใช้
การทำ� กจิ กรรมรว่ มกนั ในสงั คม เชน่ ความเชอ่ื เรอื่ ง ในชมุ ชนอนื่ ทมี่ คี วามคลา้ ยกนั และชมุ ชนทตี่ อ้ งการ
ผบี า้ น ผเี รอื น ทำ� ใหช้ มุ ชนมกี ารไหวผ้ เี ปน็ ประจำ� ใน
โอกาสส�ำคัญตามประเพณี ซึ่งหลักค�ำสอนและ 7. องคค์ วามรู้ทีไ่ ด้รบั
ความเชอ่ื เหลา่ นนี้ ำ� ไปสกู่ ารพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชน
ในรูปแบบของความร่วมมือระหว่างสมาชิกใน ภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ นหรอื ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่
ชุมชน โดยเฉพาะการจัดตั้งกลุ่มในรูปแบบต่างๆ เปน็ ความรู้ ความสามารถและเทคนคิ ทสี่ ามารถนำ�
ทว่ี างอยบู่ นพน้ื ฐานของความไวว้ างใจซง่ึ กนั และกนั มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
การช่วยเหลือและพึ่งพากัน เช่น กลุ่มผักตบชวา ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพอย่างย่ิง
กลุ่มฌาปนกิจ กลุ่มสวัสดิการชุมชนและกลุ่ม เพราะผ่านการคัดกรองจากชุมชนอย่างเป็นระบบ
ออมทรัพย์ ซ่ึงกลุ่มเหล่านี้เป็นพ้ืนที่ในการบริหาร โดยการลองผิดลองถูกและถ่ายทอดสืบทอดกันมา
จัดการด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคม อยา่ งยาวนาน ดงั นนั้ การนำ� ภมู ปิ ญั ญามาประยกุ ต์
ของชมุ ชน ทำ� ใหร้ ะบบเศรษฐกจิ ชมุ ชนดำ� เนนิ ไปได้ ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจึงต้องเลือก
อย่างมปี ระสิทธภิ าพ ภมู ปิ ัญญาท่เี หมาะสมกบั ยคุ สมัย จึงสามารถรกั ษา
และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้ด�ำรงอยู่ เข้มแข็ง
พง่ึ ตนเองและมัน่ คง

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 159

References

Danthanin, M. (1998). Community Economy should be Self-reliant in the System: Principles
and Practices. Complete Report of the Master Plan for Economic Development
Society and Environment. Lopburi : Soyell and Environmental Development Company.

Department of Agricultural Extension. (n.p.). Introduction to local wisdom. Group of Local
wisdom, Agricultural Development Department. Bangkok : Department of Agricultural
Extension.

Jommueng, L. and Wasusophapol, S. (2003). Thai Lue woven cloth: Community economy
for Self-Reliance. Bangkok : Creative Publishing Company Limited.

Khunpol, S. (2015). A Study of Cultural Identity in Beliefs of Kohyor Community. Parichart
Journal, Thaksin University, 28(3), Special edition, 82-103.

Nakornthan, S. (1996). Concept of Quality of Life and Social Indicators: Group / Community
Level in Developing Thai Quality of Life and Society Indicators. (Anuchat Puangsamli
and Orathai Arathai. Editors). Bangkok : Office of the Research Fund.

Na Thalang, E. (1997). Wisdom of the Four sectors. Way of life and learning process of
Thai people. Nonthaburi : Sukhothai Thammathirat Open University.

Photisita, S. (2012). Thai Countryside in a Capitalist way. Bangkok : Royal Insitute of Thailand
Pongpit, S. (2005). Base of thought: from the Master Plan to Community Enterprises.

Bangkok : Wisdom Publishing.
Pongpit, S. (2007). Paradigm of sustainable development. Bangkok : Phangpanya Publishing

House.
Romratanapan, W., et al. (2003). Complete research report Social Scholarship Program

As a production factor of the community economy. Research report. Bangkok :
Thammasat University.
Samniang, C. (2018). Development of capital-political group in the North of Thailand:
Transformation of economic and cultural to political capital. PSDS Journal of
Development Studies Thammasat University, 1(1), 1-48.
Sugannasil, W. (1997). Capitalist Development and Changes in Village Community: A
Survey with Some Observations. Songklanakarin: E-Journal of Social Sciences &
Humanities, 3(1), 109-129.

160 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Thai Encyclopedia for Youth. (2019). Thai wisdom branch classification. http://kanchan-
apisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=23&chap=1&page=t23-1-infodetail03.
html (Accessed 3 March 2019).

Visuddhangkoon, K. (2017). The Usefulness of Buddhism in Enhancing the Economic
Conditions of the Rural E-san Households: A Case Study of Muang District, Khon
Kaen Province. Humanities & Social Sciences, 34(1), 247-269.

การพฒั นารปู แบบการจัดการเรยี นรู้ตามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ติวสิ ต์
รว่ มกบั การจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือเทคนิค STAD เพ่อื สง่ เสรมิ

ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางคณติ ศาสตร์ เรอื่ งทศนิยม
และเศษสว่ น สำ� หรบั นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1*

The Development of Instructional Model base on Constructivist
Theory in conjunction with The STAD Cooperative Learning
for Enhancing in The Matical Problem Solving Ability on
Fractions and Decimals for The Students in Seventh Grade

พกิ ุล มีค�ำทอง
Pikul Meekhamthong

นกั วชิ าการอิสระ
Independent scholar, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวจิ ยั ครงั้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) ศกึ ษาขอ้ มลู พน้ื ฐานและความตอ้ งการในการพฒั นารปู แบบ
การจัดการเรยี นรู้ 2) พฒั นาและหาประสทิ ธิภาพของรูปแบบการจัดการเรยี นรู้ 3) ทดลองการใชร้ ูปแบบ
การจดั การเรยี นรู้ 4) ประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ รปู แบบการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ สิ ต์
รว่ มกับการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื เทคนิค STAD เพอื่ สง่ เสริมความสามารถในการแกป้ ญั หาทางคณิตศาสตร์
เรื่องทศนยิ มและเศษสว่ น สำ� หรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 กลุม่ ตวั อย่างที่ใช้ในการวจิ ัย คือ นกั เรยี น
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี นศรเี สมาวทิ ยาเสรมิ จงั หวดั ขอนแกน่ ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2560 จำ� นวน
นกั เรยี น 34 คน เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั ประกอบดว้ ย แบบสอบถาม แบบสมั ภาษณ์ รปู แบบการจดั การ
เรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD แผนการจัดการ
เรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์

* ไดร้ ับบทความ: 23 มถิ ุนายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 14 พฤษภาคม 2563; ตอบรบั ตีพิมพ์: 8 กนั ยายน 2563
Received: June 23, 2019; Revised: May 14, 2020; Accepted: September 8, 2020

162 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

แบบประเมินความพึงพอใจการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent และการวเิ คราะหเ์ ชิงเนอ้ื หา
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมีช่ือว่า PPSSE Model ซึ่งมี
กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขนั้ ตอนคือ 1) ขัน้ เตรยี มความพรอ้ ม 2) ขน้ั แกป้ ญั หา 3) ขั้นสรุป 4) ขัน้ ฝกึ
ทกั ษะ 5) ข้ันประเมนิ ผล คา่ ประสทิ ธภิ าพ (E1/E2) ของรปู แบบการจดั การเรยี นรู้เทา่ กับ 80.94/81.88
เมอ่ื เทียบกับเกณฑ์ 80/80 ปรากฏว่า มีประสทิ ธภิ าพสูงกวา่ เกณฑท์ ก่ี �ำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์
ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2560 พบว่า ความสามารถในการแกป้ ญั หา
หลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรยี น แตกตา่ งกันอย่างมนี ยั ส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมี
ความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มากทกุ ดา้ น สว่ นดา้ นทนี่ กั เรยี นพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ คอื ดา้ นบรรยากาศ
ในการเรยี นรู้ รองลงมาคอื ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
คำ� ส�ำคัญ: การพัฒนา; รปู แบบการจัดการเรยี นรู้; ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางคณติ ศาสตร์

Abstract

This research aims to: 1) Study the fundamental data and need assessment for
development of instructional model. 2) Develop and verify the efficiency of instructional
model. 3) Experiment using to instructional model base on constructivist theory in conjunction
with the STAD cooperative learning for enhancing mathematical problem solving ability
on fractions and decimals for the students in seventh grade. 4) Evaluate and develop
instructional model base on constructivist theory in conjunction with the STAD cooperative
learning for enhancing mathematical problem solving ability on fractions and decimals
for the students in seventh grade. The sample was 34 students in seventh grade who are
studying in the second semester 2017 academic year, Srisemawittayaserm school in Khon
Kaen province. The research instruments were composed of this questionnaire, interview
form, instructional model, lesson plans on fractions and decimals, learning achievement
in mathematical test, problem solving ability test and the evaluation to students’ opinion
toward instructional model. The data were analyzed by percentage, mean, standard
deviation, t-test dependent and content analysis.

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 163

The results were as follow:
1. The instruction model was called PPSSE Model. There were 5 steps of instructional
procedures as follows: 1) Preparation Step: P 2) Problem Solving Step: P 3) Summary
Step: S 4) Skill Training Step: S 5) Evaluate Step: E. The efficiency of instructional model base
on constructivist theory in conjunction with the STAD cooperative learning for enhancing
mathematical problem solving ability on fractions and decimals for the students in seventh
grade achieved the criterion of 80.94/81.88, which was higher than the required standard
criterion of 80/80.
2. The learning achievement in mathematical and problem solving abilities of
seventh grade students before and after being taught by the instructional model were
statistically significant different at the .05 level.
3. The satisfaction of the of seventh grade students toward the instructional
model. It was found that in overall, students were satisfied at a high level in all aspects.
As for the aspect that students were satisfied at the highest level was the learning
atmosphere and followed by learning activities.
Keywords: Development; Instructional model; Enhancing mathematical problem solving ability

1. บทน�ำ คิดเป็น ท�ำเป็นแก้ปัญหาเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
อย่างมีความสุข (Office of Academic Affairs
คณิตศาสตร์ เป็นศาสตร์แห่งการคิด and Educational Standards, 2008 : 45)
คำ� นวณ มบี ทบาทสำ� คญั ยง่ิ ตอ่ การพฒั นาศกั ยภาพ จากการศึกษาค้นคว้าท�ำให้ผู้วิจัยได้
ทางการคิดของมนุษย์ ทำ� ให้มีความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎี
คดิ อยา่ งมเี หตผุ ล เปน็ ระบบระเบยี บและมแี บบแผน คอนสตรคั ติวิสต์ และการสอนแบบร่วมมือเทคนิค
สามารถวเิ คราะหป์ ญั หาและสถานการณไ์ ดอ้ ยา่ งถถ่ี ว้ น STAD สามารถน�ำมาประยุกต์เป็นวิธีการจัดการ
รอบคอบและท�ำให้เกิดการวางแผน การตัดสินใจ เรยี นรทู้ ม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพได้ เนอ่ื งจากทงั้ สองแนวคดิ
และแกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมคณติ ศาสตร์ มหี ลกั การทส่ี อดคลอ้ งกนั คอื ใชก้ จิ กรรมการเรยี นรู้
จึงเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์ แบบร่วมมือมามีส่วนช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการ
และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อื่นๆ ท่ีเก่ียวข้อง เรียนรู้ของผู้เรียน น�ำแนวคดิ ของทฤษฎคี อนสตรัค
และเป็นประโยชน์ต่อการด�ำรงชีวิต ช่วยพัฒนา ติวิสต์ ท่ีช่วยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
คุณภาพชีวิตให้มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย และใชก้ ารสอนแบบรว่ มมอื เทคนคิ STAD ชว่ ยเพม่ิ
จติ ใจ สตปิ ญั ญา และอารมณ์ ทำ� ใหผ้ เู้ รยี นสามารถ

164 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการกลมุ่ สรา้ งปฏสิ มั พนั ธ์ จดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื เทคนคิ STAD เพอื่ สง่ เสรมิ
กนั ของสมาชกิ ภายในกลมุ่ มาใชใ้ นการพฒั นารปู แบบ ความสามารถในการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์
การจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม เร่ืองทศนิยมและเศษส่วน ส�ำหรับนักเรียนช้ัน
และเศษส่วน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
ปญั หาทางคณติ ศาสตรข์ องนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษา 4. เพอ่ื ประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ รปู แบบ
ปที ่ี 1 เนอื่ งจากในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ผ่ี า่ นมา การจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ สิ ต์
ของผู้วิจัยพบว่า นักเรียนขาดความรู้ความเข้าใจ รว่ มกบั การจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื เทคนคิ STAD
และขาดความสามารถในการแก้ปัญหาในเร่ือง เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
ทศนยิ ม เศษสว่ น การบวก ลบ คณู และการหาร คณิตศาสตร์ เร่ืองทศนิยมและเศษส่วน ส�ำหรับ
ทศนยิ มและเศษส่วน นอกจากน้ัน ความร้เู ขา้ ใจใน นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1
เรอื่ งดงั กลา่ วยงั เปน็ พน้ื ฐานในการเรยี นในระดบั ชน้ั
ทสี่ งู ขน้ึ โดยสอดแทรกทกั ษะและกระบวนการทาง 3. วธิ ดี ำ� เนินการวิจัย
คณติ ศาสตร์ และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคเ์ พอื่ ให้
ผเู้ รยี นพัฒนาอย่างเตม็ ศกั ยภาพ ผ้วู จิ ยั ได้ด�ำเนนิ การตามหัวขอ้ ดงั ต่อไปน้ี
1. ประชากรในการวจิ ยั ครง้ั น้ี คอื นกั เรยี น
2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีก�ำลังศึกษาอยู่ภาคเรียน
ท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2560 โรงเรยี นศรเี สมาวทิ ยาเสรมิ
1. เพอ่ื ศกึ ษาขอ้ มลู พนื้ ฐาน ในการพฒั นา ตำ� บลบา้ นเหลา่ อำ� เภอบา้ นฝาง จงั หวัดขอนแก่น
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอน สงั กดั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั ขอนแกน่ จำ� นวน
สตรัคติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2 ห้องเรียน รวม 58 คน กลุ่มตัวอยา่ งในการวจิ ัย
เทคนคิ STAD เพอื่ สง่ เสรมิ ความสามารถในการแก้ ครง้ั นี้ คอื นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1/1 โรงเรยี น
ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมและเศษส่วน ศรเี สมาวทิ ยาเสรมิ ตำ� บลบา้ นเหลา่ อำ� เภอบา้ นฝาง
ส�ำหรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 จังหวดั ขอนแกน่ สงั กัดองค์การบริหารสว่ นจังหวัด
2. เพ่ือพัฒนาและหาประสิทธิภาพของ ขอนแกน่ จำ� นวน 34 คน ไดม้ าจากการสมุ่ แบบงา่ ย
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอน (Simple Random Sampling) โดยใชห้ อ้ งเรียน
สตรคั ตวิ สิ ต์ ร่วมกบั การจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมอื เปน็ หน่วยสุ่ม (Sampling Unit)
เทคนคิ STAD เพอ่ื สง่ เสรมิ ความสามารถในการแก้ 2. รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยและ
ปัญหาทางคณติ ศาสตร์ เรอ่ื งทศนิยมและเศษสว่ น พฒั นา (Research and Development: R & D)
ส�ำหรับนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 ใช้แบบแผนการวิจัยครั้งน้ีเป็นแบบแผน Pre
3. เพอื่ ทดลองใชร้ ปู แบบการจดั การเรยี นรู้ Experimental Design ใชแ้ บบหนงึ่ กลมุ่ สอบกอ่ น
ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการ และหลัง (The One-Group Pretest-Posttest

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 165

Design) ผวู้ จิ ยั ไดก้ ำ� หนดรายละเอยี ดวธิ ดี ำ� เนนิ การ คณิตศาสตร์ เร่ืองทศนิยมและเศษส่วน ส�ำหรับ
วกิจาัยรศมึกี 4ษขาน้ัขต้ออมนูลพด้ืนงั นฐาี้ 1น)แกลาะรคววจิ ายั ม(ตR้อesงeกaาrรcใhน:กRา1ร) นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ประกอบดว้ ยขนั้ ตอน
การพฒั นารปู แบบการจดั การเรยี นรู้ 2) การพฒั นา ดงั น้ี 1) ขนั้ เตรยี มความพรอ้ ม (Preparation Step:
(Development: D1) การพัฒนารูปแบบการ P) เปน็ ขัน้ เตรยี มความพร้อมของนกั เรยี น แจง้ จดุ
จดั การเรยี นรู้ 3) การวจิ ยั (Research: R2) การทดลอง ประสงค์เนื้อหาที่จะเรียน ทบทวนความรู้เดิมโดย
ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 4) การพัฒนา ให้นักเรียนระลึกถึงประสบการณ์เดิมเพ่ือเป็น
(รDูปeแvบeบloกpารmจeัดnกtา:รเDรีย2)นกรู้ารประเมินและปรับปรุง พน้ื ฐานในการสรา้ งความรใู้ หม่ ใชก้ ารสนทนาซกั ถาม
3. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั แบ่งเปน็ 3 และกระต้นุ ให้นักเรียนสนใจเรียน 2) ขน้ั แก้ปัญหา
ประเภท คือ 1) เครื่องมอื ที่ใช้ในการเก็บรวบรวม (Problem Solving Step: P) กจิ กรรมประกอบ
ขอ้ มลู พน้ื ฐาน คอื แบบสมั ภาษณ์ และแบบสอบถาม ด้วยแก้ปัญหารายบุคคลโดยครูเสนอสถานการณ์
2) เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการทดลองปฏบิ ตั ิ ไดแ้ ก่ รปู แบบ ปญั หาทสี่ รา้ งความขดั แยง้ และสมั พนั ธก์ บั บทเรยี น
การจัดการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ตาม และสอดคล้องกับชีวติ ประจ�ำวัน นักเรยี นคดิ หาวธิ ี
แนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ สิ ต์ รว่ มกบั การจดั การ แก้ปัญหาด้วยตนเองแล้วบันทึกผลที่ได้ในใบงาน
เรยี นร้แู บบรว่ มมือเทคนคิ STAD ท่ีเนน้ ทักษะการ รายบุคคล เพื่อเตรียมน�ำเสนอต่อกลุ่ม แก้ปัญหา
แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายกลมุ่ เปน็ ขน้ั ทน่ี กั เรยี นแตล่ ะคนเขา้ กลมุ่ (กลมุ่ ละ
เรอ่ื งทศนยิ มและเศษสว่ น จำ� นวน 15 แผน และ 3) 4 คน โดยมเี ด็กเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และ
เครื่องมือท่ีใช้ในการประเมินผลประสิทธิภาพของ ออ่ น 1 คน) แตล่ ะคนนำ� เสนอวธิ กี ารแกป้ ญั หาของ
รปู แบบการจดั การเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ แบบทดสอบวดั ผล ตนเองต่อกลุ่ม สมาชิกในกลุ่มร่วมกันแสดงความ
สัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แบบทดสอบ คิดเห็นและเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมและ
ปรนยั ชนดิ เลอื กตอบทม่ี ี 4 ตวั เลอื ก จำ� นวน 30 ขอ้ มคี วามเปน็ ไปไดม้ ากทสี่ ดุ เปน็ วธิ กี ารแกป้ ญั หาของ
และแบบทดสอบวดั ความสามารถในการแกป้ ญั หา กลุ่มแล้วบันทึกลงในใบงานกลุ่ม ครูเลือกตัวแทน
ทางคณิตศาสตร์ แบบทดสอบอตั นัย จำ� นวน 5 ข้อ กลมุ่ น�ำเสนอ 2 กลมุ่ น�ำเสนอแนวคดิ ของกล่มุ 3)
ข้นั สรปุ (Summary Step: S) นักเรยี นทุกคนร่วม
4. สรุปผลการวิจยั กันแสดงความคิดเห็นและสรุปวิธีการแก้ปัญหา
ที่เหมาะสมและมคี วามเปน็ ไปไดม้ ากทีส่ ดุ ครูชว่ ย
กระบวนการจดั การเรยี นรขู้ องรปู แบบการ เสริมวิธีการแก้ปัญหาเพ่ิมเติมท่ีกลุ่มไม่ได้น�ำเสนอ
จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ 4) ข้ันฝึกทักษะ (Skill Training Step: S) เป็นข้นั
รว่ มกบั การจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื เทคนคิ STAD ทใ่ี หน้ กั เรยี นทำ� ใบงานทคี่ รสู รา้ งขน้ึ ซง่ึ เปน็ สถานการณ์
เพ่ือส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทาง ท่ีหลากหลายคล้ายคลึงกับสถานการณ์เดิมและ
สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ เพอื่ ใหน้ กั เรยี น

166 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

สามารถน�ำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ มัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่าข้อมูลพ้ืนฐาน มีความ
ตา่ งๆ ได้ และ 5) ขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluate Step: สำ� คญั ตอ่ การสรา้ งรปู แบบการจดั การเรยี นรู้ ทตี่ อบ
E) กิจกรรมประกอบดว้ ยเป็นข้นั ท่ีครูต้องประเมนิ สนองความต้องการของผู้เรียนท่ีจะพัฒนาความ
ผลงานของนกั เรยี นจากใบงานเดย่ี ว และการปฏบิ ตั ิ สามารถในการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตรม์ ปี ระโยชน์
งานกลุ่ม ทดสอบย่อยรายบุคคลซ่ึงจะใช้เวลา ต่อการเรียนรู้ ไพจิตร สะดวกการ (Saduakkan,
ประมาณ 5-10 นาที และการยอมรบั และยกย่อง 1995) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชนข์ องรปู แบบการจดั การ
ความส�ำเร็จในทีม เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการ เรียนรู้โดยใช้แนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
จัดการเรยี นรู้ เมอื่ ครบู นั ทกึ คะแนนพฒั นาการราย วา่ ผเู้ รยี นจะมคี วามเขา้ ใจมโนทศั นท์ างคณติ ศาสตร์
บุคคล และให้รางวัลกลุ่มท่ีมีคะแนนพัฒนาการ ที่ตนและกลุ่มเพ่ือนได้ร่วมกันคิดโดยกระบวนการ
เฉลย่ี สงู สุด เมอ่ื เรียนจบในเนื้อหานั้นๆ สร้างความรู้ และได้พัฒนาทักษะกระบวนการ
กระบวนการดงั กลา่ วไดม้ าจากการสงั เคราะห์ ทีส่ ำ� คัญๆ ทางคณติ ศาสตร์อีกหลายประการ อาทิ
หลักการและแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ กระบวนการคิดค�ำนวณ กระบวนการแก้โจทย์
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดย ปัญหา กระบวนการนิรนัย-อปุ นัย เป็นตน้
นำ� ลกั ษณะเดน่ ของทงั้ สองแนวคดิ มาผสมผสานกนั 2. ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพ
คือ แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์น�ำมาใช้ในการ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอน
เรียนรู้เน้ือหาใหม่ในบทเรียนท่ีช่วยให้ผู้เรียนสร้าง สตรัคติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
องค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการสร้างความขัดแย้ง เทคนคิ STAD เพอื่ สง่ เสรมิ ความสามารถในการแก้
ทางปัญญา และใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ปญั หา วชิ าคณติ ศาสตร์ เรอื่ งทศนยิ มและเศษสว่ น
เทคนิค STAD มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ ส�ำหรบั นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 รูปแบบการ
กระบวนการกลุ่มน�ำมาบูรณาการเป็นรูปแบบการ จัดการเรียนรู้ท่ีพัฒนาข้ึนมีชื่อเรียกว่า PPSSE
จัดการเรียนรู้เป็น 5 ขั้นตอน Model มีองค์ประกอบ คือ แนวคิดทฤษฎีคอน
สตรัคติวสิ ต์ รว่ มกับการจดั การเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื
5. อภปิ รายผลการวจิ ัย เทคนคิ STAD หลกั การของรปู แบบการจดั การเรยี นรู้
วตั ถปุ ระสงคข์ องรปู แบบการจดั การเรยี นรู้ ขนั้ ตอน
ผู้วจิ ัยได้สรปุ และอภปิ รายผลดงั นี้ การจัดการเรียนรู้ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้
1. ผลการศกึ ษาขอ้ มลู พน้ื ฐานและความ และการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ซ่ึงรูปแบบ
ต้องการ ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบ
ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการ จากผเู้ ชย่ี วชาญ 5 คน มคี า่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ งของ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เพ่ือ รปู แบบการจดั การเรยี นรู้ เทา่ กบั 0.71-1.00 ดงั นน้ั
สง่ เสรมิ ความสามารถในการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ รปู แบบการจดั การเรยี นรทู้ พ่ี ฒั นาขนึ้ จงึ มปี ระสทิ ธภิ าพ
เร่ืองทศนิยมและเศษส่วน ส�ำหรับนักเรียนช้ัน

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 167

ตามเกณฑท์ ก่ี ำ� หนดไว้ องคป์ ระกอบตา่ งๆ ของรปู แบบ หรอื ประยุกต์ใช้ในการสรา้ งความรู้ใหม่ ขน้ั พัฒนา
การจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมสอดคล้องกัน ทกั ษะการแกป้ ญั หา เปน็ การจดั กจิ กรรมตามแนวคดิ
ทุกองค์ประกอบ สามารถน�ำรูปแบบการจัดการ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ โดยเน้นกระบวนการแก้
เรยี นรไู้ ปใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้ เพอ่ื พฒั นาผลการ ปญั หาของกรมวชิ าการ ซง่ึ ประกอบดว้ ย 3 ขนั้ ตอน
จดั การเรียนร้ขู องผูเ้ รียนไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพได้ ย่อย ดังนี้ (1) ข้ันเผชิญสถานการณ์ปัญหาและ
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการ แกป้ ญั หาเปน็ รายบคุ คล เปน็ ขน้ั ทน่ี กั เรยี นแตล่ ะคน
เรยี นรูต้ ามแนวคดิ ทฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ต์ รว่ มกบั ไดป้ ฏบิ ตั กิ จิ กรรมในการแกป้ ญั หาจากสถานการณ์
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เพื่อ ทค่ี รเู ตรยี มไวโ้ ดยใชก้ ระบวนการแกป้ ญั หา 4 ขนั้ ตอน
สง่ เสรมิ ความสามารถในการแกป้ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์ ของกรมวิชาการ ได้แก่ ข้ันท�ำความเข้าใจปัญหา
เร่ืองทศนิยมและเศษส่วน ส�ำหรับนักเรียนชั้น หรือวิเคราะห์ปัญหา ข้ันวางแผนการแก้ปัญหา
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 จ�ำนวน 34 คน จากการทดสอบ ขั้นด�ำเนินการแก้ปัญหา และขั้นตรวจสอบ (2)
มคี ะแนนหลังเรียนสูงกวา่ กอ่ นเรยี น สอดคล้องกับ ขน้ั ไตรต่ รองระดบั กลมุ่ ยอ่ ยใหน้ กั เรยี นเขา้ กลมุ่ ยอ่ ย
งานวจิ ยั ของคำ� ไข นอ้ ยชมพู (Noyshomphoo, 2012) เพ่ือน�ำเสนอวิธีการแก้ปัญหาของตนเองต่อกลุ่ม
เรื่องการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด ย่อยร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นและสรุป
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหา เป็นความคิดของกลุ่ม พิจารณาคัดเลือกแนวทาง
ทางคณติ ศาสตรเ์ รอื่ ง การบวก ลบ คูณ หารระคน การแกป้ ญั หาทดี่ ที สี่ ดุ แลว้ บนั ทกึ ลงในบตั รกจิ กรรม
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 พบวา่ 1) การพฒั นากจิ กรรม กลุม่ ยอ่ ย (3) ขนั้ เสนอแนวทางแก้ปญั หาตอ่ ทั้งชน้ั
การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ สิ ตท์ เี่ นน้ ตัวแทนนักเรียนในแต่ละกลุ่มน�ำเสนอผลงาน
ทกั ษะการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตรเ์ รอื่ ง การบวก แล้วให้กลุ่มอ่ืนๆ ช่วยกันอภิปรายหรือเสนอแนะ
ลบ คณู หารระคน ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 เปน็ การ เพม่ิ เตมิ ขนั้ สรปุ เปน็ การอภปิ รายรว่ มกนั เพอ่ื สรปุ
จัดกิจกรรมที่มุ่งให้นักเรียนได้เรียนรู้การแก้ปัญหา สาระหรือแนวคิด หลักการและเลือกวิธีการแก้
ดว้ ยตนเอง สรา้ งความรใู้ หม่ โดยการนำ� ประสบการณ์ ปัญหาท่ีเหมาะสมที่สุด และครูช่วยสรุปเพิ่มเติม
ความรู้ความเข้าใจและความคิดมาประยุกต์ใช้ใน ถา้ เหน็ วา่ นกั เรยี นสรปุ ไดไ้ มค่ รอบคลมุ เนอ้ื หาขน้ั ฝกึ
การแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ เปน็ การจดั กจิ กรรม ทักษะและการน�ำไปใช้ เป็นการน�ำความรู้ที่ได้มา
การเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้เป็นรายบุคคล ประยุกต์ใช้ในการท�ำแบบฝึกทักษะท่ีครูสร้างข้ึน
เรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย และเรียนรู้ร่วมกันทั้งชั้น และข้ันวัดและประเมินผลเป็นการประเมินความรู้
มีลำ� ดับขัน้ ตอนของการจัดกจิ กรรม 5 ขนั้ ตอน คือ ความเขา้ ใจของนกั เรยี นแตล่ ะครง้ั จากผลงาน การ
ขั้นน�ำเข้าสู่บทเรียน เป็นกิจกรรมท่ีให้นักเรียนได้ ทำ� แบบฝกึ ทกั ษะ และการรว่ มกจิ กรรม 2) นกั เรยี น
ทราบเปา้ หมายของการเรยี น และเปน็ การทบทวน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางคณิตศาสตร์เฉล่ีย
ความรู้และประสบการณ์เดิมเพ่ือน�ำมาเช่ือมโยง รอ้ ยละ 81.48 และมจี ำ� นวนนกั เรยี นรอ้ ยละ 88.89

168 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ของจ�ำนวนนักเรียนทั้งหมดท่ีมีผลสัมฤทธิ์ทางการ พาพิมพ์ (Phapim, 2013) เร่ืองการศึกษาผล
เรียนรอ้ ยละ 70 ขน้ึ ไป สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง
จารวุ รรณ ศรสี วสั ด์ิ (Srisawat, 2012 : 7-17) เรอื่ ง ตัวประกอบของจ�ำนวนนับ โดยใช้รูปแบบวิธีสอน
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ แบบรว่ มมอื เทคนิค STAD ของนักเรียนชัน้ ประถม
รปู แบบการเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ สิ ต์ ศกึ ษาปที ่ี 6 พบวา่ 1) นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธทิ์ างการ
เร่อื ง เลขยกก�ำลงั สำ� หรบั นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษา เรยี นวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอื่ งตวั ประกอบของจำ� นวนนบั
ปีท่ี 1 พบว่า 1) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบวิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD
คณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด ได้คะแนนเฉล่ียก่อนเรียนเท่ากับ 9.69 คะแนน
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เร่ืองเลขยกก�ำลังส�ำหรับ คดิ เป็นรอ้ ยละ 48.45 และคะแนนเฉลีย่ หลังเรยี น
นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 มขี น้ั ตอนการจดั การ เท่ากับ 15.38 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.90
เรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ (1) ขนั้ น�ำเข้าสบู่ ทเรยี น (2) และเม่ือเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับ
ข้ันสอน ประกอบด้วย ข้ันสร้างความขัดแย้งทาง เกณฑไ์ มต่ ำ่� กวา่ รอ้ ยละ 75 พบวา่ คะแนนเฉลยี่ หลงั
ปัญญา ขัน้ กิจกรรมไตร่ตรอง ขัน้ สร้างสถานการณ์ เรยี นสงู กวา่ เกณฑอ์ ยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั
ปญั หา ขนั้ สรปุ ผลการสรา้ งโครงสรา้ งใหมท่ างปญั ญา .01 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
และ (3) ขนั้ วดั และประเมนิ ผล ผลของการพัฒนา คณติ ศาสตรเ์ รอื่ งตวั ประกอบของจำ� นวนนบั โดยใช้
พบวา่ นกั เรยี นทไี่ ดร้ บั การจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ รปู แบบวธิ สี อนแบบรว่ มมอื เทคนคิ STADไดค้ ะแนน
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ สามารถสร้างองค์ความรู้ เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนอย่าง
และตรวจสอบความรู้ได้ด้วยตัวเองมีความเช่ือม่ัน มีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 3) นักเรียนที่มี
ในตนเอง กลา้ แสดงความคดิ เหน็ สามารถอภปิ ราย ระดับความสามารถทางการเรียน สูง ปานกลาง
แลกเปล่ียนความรู้ซ่ึงกันและกัน มีทักษะในการ และต�่ำที่เรียนโดยใช้รูปแบบวิธีสอนแบบร่วมมือ
ท�ำงานร่วมกับผู้อ่ืน มีความรับผิดชอบ มีการช่วย เทคนิค STAD พบวา่ นกั เรียนมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการ
เหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งมีเจตคติท่ีดีต่อวิชา เรยี นวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอ่ื งตวั ประกอบของจำ� นวนนบั
คณิตศาสตร์ 2) นกั เรียนมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน อยู่ในระดับดี สอดคล้องกับงานวิจัยของวัลยา
เฉล่ียร้อยละ 73.23 และจ�ำนวนนักเรียนท่ีผ่าน บญุ อากาศ (Bunargard, 2013) เรอ่ื งผลการจดั การ
เกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 78.57 เม่ือน�ำไปเทียบกับ เรยี นรแู้ บบรว่ มมอื เทคนคิ STAD ทม่ี ตี อ่ ผลสมั ฤทธิ์
เกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่าผา่ นเกณฑ์ทัง้ คะแนนและ ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์วิชา
จำ� นวนนกั เรยี น 3) ความคดิ เหน็ ของนกั เรยี นทมี่ ตี อ่ คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
การเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดของ ผลการวิจยั พบว่า 1) ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของ
ทฤษฎีคอนสตรัคตวิ สิ ต์ พบว่า โดยภาพรวมอยูใ่ น นักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ระดับมากที่สุด สอดคล้องกับงานวิจัยของเดชา เทคนิค STAD สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการ

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 169

เรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ เรียนรู้แบบร่วมมือกันเทคนิค STAD เพ่ือส่งเสริม
.01 และ 2) ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์
หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค เรื่องทศนิยมและเศษส่วน ส�ำหรับนักเรียนช้ัน
STAD สงู กวา่ นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การจดั การเรยี นรแู้ บบ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 นอกจากนยี้ ังสอดคลอ้ งกบั งาน
ปกติอย่างมนี ยั ส�ำคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .01 วจิ ยั ของกรรณกิ าร์ หาญพทิ กั ษ์ (Harnpitak, 2016)
4. ผลการประเมินและปรับปรุงรูปแบบ พบวา่ ความสามารถในการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์
การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติ ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 หลงั ได้รับการ
วิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
STAD เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สงู กว่าเกณฑร์ ้อยละ 75 อย่างมนี ัยสำ� คัญทางสถติ ิ
ทางคณติ ศาสตร์ เรอื่ งทศนยิ มและเศษสว่ น สำ� หรบั ที่ .01 และเพญ็ ศริ ิ ศรชี มพู (Srichomphu, 2015)
นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 พบวา่ ผลการจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื เทคนคิ STAD
4.1 ผลการเปรยี บเทยี บความสามารถ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 หลงั เรยี นสงู กวา่
ในการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ กอ่ นและหลงั การ ก่อนเรียน อย่างมนี ัยส�ำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .05
จัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎี 4.2 ผลการศกึ ษาความพงึ พอใจของ
คอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ นักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตาม
รว่ มมอื กนั โดยใชเ้ ทคนคิ STAD เพ่อื สง่ เสรมิ ความ แนวคิดทฤษฎคี อนสตรคั ติวสิ ต์ รว่ มกับการจดั การ
สามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เรื่อง เรยี นรแู้ บบรว่ มมอื เทคนคิ STAD เพอ่ื สง่ เสรมิ ความ
ทศนยิ มและเศษสว่ น สำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษา สามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง
ปที ี่ 1 จากผลการวจิ ยั พบวา่ การเปรยี บเทยี บความ ทศนยิ มและเศษสว่ น สำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษา
สามารถในการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ กอ่ นและ ปที ี่ 1 จากผลการวจิ ยั พบวา่ ความพงึ พอใจของผเู้ รยี น
หลังการจัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด ต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎี
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ คอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ
แบบร่วมมือกันเทคนิค STAD เพ่ือส่งเสริมความ ร่วมมือเทคนิค STAD เพื่อส่งเสริมความสามารถ
สามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เร่ือง ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เร่ืองทศนิยม
ทศนยิ มและเศษสว่ น สำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษา และเศษสว่ น สำ� หรบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1
ปที ี่ 1 แตกต่างกนั อย่างมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิที่ .05 ภาพรวมพบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจในรูปแบบ
โดยคะแนนหลังเรียนของผู้เรียนสูงกว่าก่อนเรียน การจดั การเรยี นรอู้ ยใู่ นระดบั มากเมอื่ พจิ ารณาเปน็
ซงึ่ ยอมรบั สมมตฐิ านการวจิ ยั ขอ้ ท่ี 2 ทงั้ นอ้ี าจเนอื่ ง รายดา้ นพบวา่ นกั เรยี นเหน็ ดว้ ยในระดบั มากขนึ้ ไป
มาจากการเรยี นดว้ ยรปู แบบการจดั การเรยี นรตู้ าม ทกุ ดา้ น เรียงตามล�ำดบั คือด้านบรรยากาศในการ
แนวคิดทฤษฎคี อนสตรัคติวสิ ต์ รว่ มกบั การจัดการ เรยี นรู้ ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ดา้ นประโยชน์

170 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ทไ่ี ดร้ บั และดา้ นการวดั และประเมนิ ผล ใหน้ กั เรยี น 1.3 ในระหวา่ งการจัดการเรยี นการ
เขียนแสดงความพึงพอใจเกี่ยวกับรูปแบบการ สอนตามรูปแบบท่ีพฒั นาขึ้น ผู้สอนควรกระต้นุ ให้
จัดการเรียนรู้ นักเรียนชอบบรรยากาศในชั้นเรียน ผเู้ รยี นไดค้ ดิ ทบทวนความรเู้ ดมิ อยา่ งสมำ่� เสมอเพอื่
สนกุ สนาน เปน็ บรรยากาศของการรว่ มมอื กนั เรยี นรู้ ท�ำให้ผู้เรียนเกิดการเชื่อมโยงความคิดอย่างเป็น
เนอ้ื หาของโจทย์มีล�ำดบั จากงา่ ยไปหายาก และไม่ ระบบได้อยา่ งอตั โนมตั ิ
ยากจนเกินไป สามารถท�ำโจทย์ปัญหาได้มากขึ้น 2. ข้อเสนอแนะสำ� หรบั การวิจัยต่อไป
เขา้ ใจงา่ ย ครสู ามารถทำ� ใหค้ ณติ ศาสตรเ์ รอ่ื งยากให้ 2.1 ควรน�ำการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ
เปน็ เรือ่ งงา่ ย คณิตศาสตร์ไปใช้ในการศึกษาในเน้ือหาอ่ืน เช่น
คอู่ นั ดบั กราฟ สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดยี ว เรขาคณติ
6. ข้อเสนอแนะ 2.2 ควรนำ� ไปใชใ้ นการพฒั นาทกั ษะ
กระบวนการทางคณติ ศาสตรอ์ น่ื ไดแ้ ก่ การใหเ้ หตผุ ล
การวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่จะ การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ การน�ำเสนอ
ชว่ ยใหก้ ารนำ� ผลการวจิ ยั ไปใชเ้ กดิ ประโยชน์ สงู สดุ การเช่อื มโยงคณติ ศาสตรก์ ับศาสตร์อืน่ เปน็ ตน้
ดังน้ี
1. ขอ้ เสนอแนะในการนำ� ผลการวจิ ยั ไปใช้ 7. องคค์ วามรทู้ ไี่ ด้รบั
1.1 ผู้สอนท่ีจะน�ำรูปแบบการ
จดั การเรียนรู้น้ไี ปใช้ ควรศึกษาเพือ่ ท�ำความเข้าใจ รปู แบบการจดั การเรยี นรทู้ พ่ี ฒั นาขนึ้ มชี อ่ื
องคป์ ระกอบของรปู แบบการจดั การเรยี นรกู้ อ่ นนำ� เรยี กวา่ PPSSE Model มอี งคป์ ระกอบ คอื แนวคดิ
ไปใช้ แต่ท้ังน้ี สามารถปรับเปล่ียนเน้ือหาได้ตาม ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้
ความเหมาะสม แบบร่วมมือเทคนิค STAD หลักการของรูปแบบ
1.2 เน่ืองจากผลการด�ำเนินการ การจัดการเรียนรู้ วัตถุประสงค์ของรูปแบบการ
ในครั้งนี้ ผลการวิจัยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ จดั การเรยี นรู้ ขนั้ ตอนการจดั การเรยี นรขู้ องรปู แบบ
เพ่ือส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทาง การจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลการจัดการ
คณติ ศาสตรข์ องนกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ทผี่ วู้ จิ ยั เรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรยี นรดู้ งั กลา่ ว ชว่ ยให้ผู้
พัฒนาข้ึนสามารถส่งเสริมความสามารถในการแก้ เรยี นสรา้ งความรดู้ ว้ ยตนเอง สามารถเชอ่ื มโยงมโน
ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จึงเสนอแนะให้ครูผู้สอน ทัศน์ที่เรียนและแก้ไขมโนทัศน์ที่คลาดเคล่ือนของ
วิชาคณิตศาสตร์ในระดับช้ันอ่ืนได้น�ำ รูปแบบการ นักเรียนให้ถูกต้องได้เรียนรู้จากปัญหาที่ท้าทายได้
จัดการเรียนรู้เพ่ือส่งเสริมความสามารถในการแก้ ฝกึ ทกั ษะการคดิ แกป้ ญั หา และทสี่ ำ� คญั นกั เรยี นได้
ปัญหาทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ มสี ว่ นรว่ มในการเรยี นรเู้ ปน็ กลมุ่ ไดร้ ว่ มแลกเปลยี่ น
เพื่อให้ผู้เรียนมีการพัฒนาความสามารถในการแก้ ความคิดเห็นซ่ึงกันและกันระหว่างนักเรียนกับ
ปัญหาทางคณิตศาสตร์ นักเรียน และผสู้ อนกับนกั เรียน

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 171

References

Bunargard, V. (2013). The Effects of The STAD Cooperative Learning Technique towards
Learning Achievement and Critical Thinking Skills in Mathematics of Pratomsuksa 6
Students. Master of Education. Graduate School : Rambhai Barni Rajabhat University
College.

Harnpitak, K. (2016). The effect of learning management based on Constructivist theory
of mathematical concepts and problem-solving ability on the topic of Triangles
of grade 5 students. Master's thesis. Graduate School : Burapha University.

Noyshomphoo, K. (2012). The Development of Learning Activities based on Constructivist
Theory Focusing on Mathematical Problem Solving Skills in Combined Addition,
Subtraction, multiplication and Division. Prathomsuksa 3. Journal of Education
Graduate Studies Research Khon Kaen University, 5(3), 9-16.

Office of Academic Affairs and Educational Standards. (2008). Indicators and core learning
content Learning math According to the basic education curriculum 2008. Bangkok
: Printing house, Agricultural Cooperative of Thailand Limited.

Phapim, D. (2013). A study of mathematics learning achievement on Factors of a number
using a cooperative teaching method with STAD techniques Grade 6. Graduate
Education Thesis Mathematics. Graduate School : Udon Thani Rajabhat University.

Saduakkan, P. (1995). Effects of teaching mathematics based on the constructivist theory
on lower secondary school students' mathematics learning achievement and transfer
of learning abilities. Doctor of Philosophy Thesis. Graduate School : Chulalongkorn
University.

Srichomphu, P. (2015). A study of mathematics learning achievement on the subject
Probably by organizing a cooperative learning group STAD technique for students
of grade 5, preparatory school Suwanit Wong. Master's thesis. Graduate School :
Mahasarakham University.

Srisawat, C. (2012). The Development of Mathematics Learning Activitics using the Constructivist
Learning Approach on “The Power Number” for Mathayomsuksa I Students. Journal
of Education Graduate Studies Research Khon Kaen University, 6(1), 7-17.



ผลของการใช้ภาพกราฟกิ ประยกุ ต์ตามโครงสร้างแมนดาลา
ส�ำหรบั เพิ่มความใส่ใจทางการมองเห็นและความสามารถทางภาพ

และมติ สิ มั พันธ์ของเด็กกลมุ่ เสยี่ งสมาธิสน้ั *
The Effects of Applying Graphic Images Based on the
Mandala structure for Increasing Visual Attention and
Visuospatial ability for Children at Risk of ADHD

นฐั ธยิ า บุญอาพทั ธ์ิเจรญิ 1, กนก พานทอง และสริ ิกรานต์ จนั ทเปรมจิตต2์
Natthiya Boonaphatjarern, Kanok Panthong and Sirikran Juntapremjit

มหาวิทยาลยั หัวเฉียวเฉลมิ พระเกียรต1ิ
วิทยาลยั วทิ ยาการวจิ ัยและวิทยาการปญั ญา มหาวิทยาลัยบูรพา2

Huachiew Chalermprakiet University, Thailand
College of Research Methodology and Cognitive Science, Burapha University, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจัยครงั้ น้ี มีวตั ถุประสงค์เพือ่ 1) พฒั นาภาพกราฟกิ ประยกุ ตต์ ามโครงสร้างแมนดาลา และ
2) ศึกษาผลของการใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลาส�ำหรับเพิ่มความใส่ใจทางการมอง
เหน็ และความสามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธข์ องเดก็ กลมุ่ เสย่ี งสมาธสิ น้ั ระหวา่ งกอ่ นกบั หลงั การทดลอง
ในกลุ่มท่ีได้รับการฝึกใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลา และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่
ได้รับกับกลุ่มไม่ได้รับการฝึกใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 1-6 โรงเรียนวัดหัวคู้และโรงเรียนวดั เสาธงกลาง จงั หวัดสมทุ รปราการ จำ� นวน 60 คน ที่
เป็นเดก็ กล่มุ เสี่ยงสมาธสิ ้ัน ได้ใชว้ ธิ ีการสุ่มเข้ากลุม่ ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครอื่ งมอื ท่ีใช้
ในการวิจัย ประกอบด้วย ภาพกราฟิกประยุกต์โดยใช้โครงสร้างภาพแมนดาลา แบบทดสอบความใส่ใจ
ทางการมองเหน็ และแบบทดสอบความสามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธ์ วเิ คราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยสถติ ทิ ดสอบ
t-test

* ได้รบั บทความ: 5 สิงหาคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 24 สิงหาคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ:์ 8 กันยายน 2563
Received: August 5, 2019; Revised: August 24, 2020; Accepted: September 8, 2020

174 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ผลการวจิ ยั พบว่า
1. หลงั การฝกึ ใชภ้ าพกราฟกิ ฯ กลมุ่ ทดลองมคี วามถกู ตอ้ งของการตอบสนองความใสใ่ จทางการ
มองเหน็ (Cpt) สงู กวา่ กอ่ นทไี่ ดร้ บั การฝกึ ใชภ้ าพภาพกราฟกิ ประยกุ ตโ์ ดยใชโ้ ครงสรา้ งภาพแมนดาลา อยา่ ง
มีนัยส�ำคญั ทางสถิติ .05
2. กลุ่มทดลองมีความถกู ต้องของการตอบสนองความใสใ่ จทางการมองเห็น (Cpt) สงู กวา่ กลมุ่
ควบคุมอยา่ งมนี ยั ส�ำคญั ทางสถิติ .01
3. หลงั การฝกึ ใชภ้ าพกราฟกิ ฯ กลมุ่ ทดลองมคี วามถกู ตอ้ งของการตอบสนองความสามารถทาง
ภาพและมติ สิ มั พนั ธ์ (Corsi Block) สงู กวา่ กอ่ นทไ่ี ดร้ บั การฝกึ ใชภ้ าพภาพกราฟกิ ประยกุ ตโ์ ดยใชโ้ ครงสรา้ ง
ภาพแมนดาลา อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ .05 สรุปได้ว่า กิจกรรมการวาดภาพกราฟิกประยุกต์โดยใช้
โครงสร้างภาพแมนดาลาเพ่ิมความใส่ใจทางการมองเห็นและความสามารถทางภาพและมิติสัมพันธ์ของ
เดก็ กลุ่มเสย่ี งสมาธิส้นั ได้
คำ� สำ� คญั : แมนดาลา; สมาธสิ นั้ ; การเพมิ่ ความใสใ่ จทางการมองเหน็ ; ความสามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธ์

Abstract

The purpose of this research was to: 1) develop applied graphics based on the
mandala structure, 2) to study the effects of using graphics based on the mandala structure
for increasing the visual attention, the visuospatial ability for children at risk of ADHD, the
study effects during before and after the experiment in the group that received training
using applied graphics based on the mandala structure, the study effects comparing
between the training groups and without training groups using applied graphics based on
the mandala structure. The sample were sixty children at risk of ADHD in grade 1 to 6 from
Hua Khu and Wat Sao Thong Klang School, Samut Prakan Province, randomly and equally
assigned to the experimental and control groups, 30 people per group. Research instruments
were the applying graphic images based on the mandala structure, Continuous performance
task (Cpt), Corsi Block test. The data were analyzed using t-test.
The results were as follows:
1. The experimental group has the correctness of response to visual attention
(Cpt) higher than before being trained to use graphic images using the mandala image
structure at the .05 level of significance.

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 175

2. The experimental group had the correctness of response to visual attention
(Cpt) higher than the control group at the .01 level of significance.
3. The experimental group has the correctness of the response to the visual
ability and the relative dimension (Corsi Block) higher than before being trained to use
the graphic image using the Mandala image structure at the .05 level of significance. In
conclusion, drawing on the develop applying graphic images base on mandala structure
could enhance the visual attention and visual actively, and the visuospatial ability for
children at risk of ADHD.
Keywords: Mandala; ADHD; Visual Attention; Visuospatial

1. บทน�ำ หน้าที่ของจิต ในทฤษฎีจิตสังเคราะห์ (Psycho
Synthesis) ของ Roberto Assagioli (2012 :
แมนดาลา (Mandala) เป็นค�ำภาษา 147-169) สอดคล้องกบั จุง ท้งั 4 ดา้ น แตเ่ พม่ิ อกี
สนั สกฤต หมายถึง วงกลม ภาพแมนดาลาที่พบ 2 ด้าน คือ 5) จินตภาพ (Imagination) และ
ในงานสถาปตั ยกรรมตา่ งๆ (Harper, 2017) จะมี อีกด้าน คือ 6) แรงกระตุ้นหรือความปรารถนา
โครงสรา้ งภาพเปน็ วงกลมมจี ดุ กงึ่ กลางภาพ มักใช้ (Impulse-Desire) ซึ่งเป็นการขยายการทำ� หนา้ ที่
ในกระบวนการออกแบบงานความคิดสร้างสรรค์ การรับรู้เพิ่มขึ้น จุง อธิบายว่า การท�ำหน้าที่การ
ตา่ งๆ (Buchalter, et al., 2013 : 11) จากแนวคดิ รบั รทู้ ง้ั 4 ดา้ นนน้ั ถา้ ใหน้ ำ�้ หนกั หนา้ ทใ่ี ดหนา้ ทหี่ นงึ่
ทฤษฎขี องนักจิตวทิ ยา คาร์ล จี จงุ (Carl G. Jung มากเกินไปจะส่งผลให้จิตใจไม่สงบสับสนวุ่นวาย
Theory) ให้ความส�ำคัญการแปลความหมายใน ผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามคดิ สบั สนวาดภาพแมนดาลา เมอื่ นำ�
ภาพแมนดาลาที่เกิดจากการวาดของผู้ป่วยว่าเป็น เสนอภาพออกมาจะบง่ บอกถงึ ความวนุ่ วายภายใน
การสะท้อนสภาพแห่งตน ภาพจะแสดงความคิด ใจ ถา้ ผวู้ าดมจี ติ ทส่ี งบภาพทอ่ี ยบู่ นเสน้ รอบวงกลม
บอกเล่าประสบการณ์ในตัวของมนุษย์ท่ีมาจาก จะมีระยะห่างเท่ากัน ภาพที่เขียนออกมาจะมี
จิตใต้ส�ำนึก ภาพแมนดาลาเป็นศูนย์รวมของตน คุณลักษณะของภาพแมนดาลาที่สมบูรณ์ คือ
(Self) การศึกษาการออกแบบภาพแมนดาลา สมมาตรกนั ทงั้ ภาพ เนอื่ งจากการทำ� หนา้ ทขี่ องการ
ท่ีสมบูรณ์เกิดขึ้นจากการท�ำหน้าที่ของจิตที่มี รับร้แู ตล่ ะหน้าทีม่ ีแรงเท่าๆ กันจะทำ� ใหบ้ ุคคลเกดิ
4 ด้านด้วยกัน คือ 1) การรับรู้ทางประสาท การเขา้ ใจตนเองอยา่ งสมบรู ณ์ (Fully Actualized)
สัมผัสท้ังห้าของมนุษย์ (Sensation) 2) การรู้สึก (Masquelier, 2004 : 71-76)
(Feeling) 3) การคดิ (Thinking) และ 4) จากการ ความใสใ่ จ (Attention) ตอ่ สงิ่ เรา้ (Stimulus)
กำ� หนดรภู้ ายในใจตนหรอื ปญั ญาญาณ (Intuition) ในที่นี้ก�ำหนดส่ิงเร้าเป็นภาพแมนดาลา ซ่ึงกลไก
(Papadopoulos, 2006 : 153-171) ซ่ึงการท�ำ

176 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ความใส่ใจประกอบด้วย 1) กลไกภายนอกหรือ เสน้ SNIGO (ศลิ ปะทใี่ ชไ้ มป้ ลายแหลมลากเสน้ ตาม
ลา่ งข้ึนบน (Exogenous, Bottom-Up) เปน็ การ รอยภาพร่างเกิดการขูดผิวภาพท�ำให้เป็นลายภาพ
เปล่ียนความใส่ใจตามลักษณะเด่นของส่ิงเร้าๆ ขนึ้ ) พบว่าการลากเส้นในศลิ ปะ SNIGO สามารถ
2) กลไกภายในหรอื บนลงลา่ ง (Endogenous, Top- เพอื่ เพมิ่ สมาธใิ นการทำ� งานและการควบคมุ ตนเอง
Down) เปน็ การใช้ความต้งั ใจในการควบคมุ ความ ของกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคสมาธิส้ันได้ (Niyomtham,
ใสใ่ จไปยงั ส่ิงเร้า ซึ่ง 2 กลไกจะทำ� งานรว่ มกันและ 2017)
การมองเห็นจัดอยู่ในระบบประสาทรับความรู้สึก การวาดภาพแมนดาลาร่วมกับการฝึก
พิเศษ (Special Senses) การมองเห็นร่วมกับ จินตภาพแมนดาลาให้อยู่ในความทรงจ�ำเป็นการ
ประสบการณจ์ ากการเรยี นรู้ (Thawornphaibunbut, เพิ่มความใส่ใจทางการมองเห็นและความสามารถ
2012) การใชห้ ลกั ความตง้ั ใจ (Will) ในการควบคมุ ทางภาพและมิติสัมพันธ์โดยสมองจะต้องมีการ
ความใสใ่ จไปยงั สงิ่ เรา้ นนั้ เปน็ ความสมดลุ ของการก เลอื กสง่ิ เรา้ โดยทกี่ ลมุ่ เสยี่ งเปน็ โรคสมาธสิ น้ั สามารถ
ระตนุ้ ความใสใ่ จจากภายนอกและภายในจงึ มคี วาม เลือกหรือคัดกรองที่จะใส่ใจกับส่ิงใดส่ิงหนึ่ง
สำ� คญั ตอ่ มนษุ ย์ เพราะหากไมม่ คี วามสมดลุ อาจนำ� (Selective Attention) ท่ีเข้ามาเป็นจ�ำนวนมาก
ไปสจู่ ติ พยาธวิ ทิ ยา (Psychopathology) งานวจิ ยั จนท�ำให้เกิดเป็นคอคอด (Bottle Neck) ซ่ึงใน
ของ Moore (2008) ท่ีน�ำมาประยกุ ต์พฒั นาความ ข้ันต้นจะเป็นการวิเคราะห์ลักษณะของสิ่งเร้าทาง
คดิ ของเดก็ ดว้ ยการเพมิ่ ความใสใ่ จในเดก็ กลมุ่ เสยี่ ง กายภาพ เช่น รูปร่าง สี การระบุเอกลักษณ์หรือ
สมาธสิ น้ั (ADHD) ใชก้ ารบรหิ ารตา (Eye Exercises) ต�ำแหน่งของส่ิงเร้าในภาพแมนดาลา ผู้วิจัยจึงน�ำ
ด้วยการมองตามวัตถุในมือของผู้ฝึก ปรากฏว่า แนวคิดและทฤษฏีดังกล่าว มาพัฒนาสร้างภาพ
สามารถเพิ่มความใส่ใจและลดอาการหุนหันพลัน แมนดาลาทีส่ มบรู ณ์ เพอื่ จัดระเบยี บความคดิ และ
แล่น (Impulsivity) ในเด็กกลุ่มเส่ียงสมาธิสั้นได้ กระตนุ้ การบรหิ ารสมองทง้ั สองซกี ในการเพมิ่ ความ
การให้ความใส่ใจต่อส่ิงเร้าที่เป็นเป้าหมายอย่าง ใส่ใจทางการมองเห็นและความสามารถทางภาพ
จดจ่อ (Concentrate) จะท�ำให้เกิดการกระตุ้น มิติสัมพันธ์ ท่ีสามารถน�ำไปใช้ในการฝึกกลุ่มเสี่ยง
การสร้างสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) เป็นโรคสมาธิสั้น ให้สามารถปรับใช้ได้ตามความ
อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) และโดปามีน เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยสามารถดึงความจ�ำ
(Dopamine) ซงึ่ มบี ทบาทสำ� คญั ตอ่ การเรยี นรแู้ ละ มาใช้ในการวางแผนและน�ำมาปฏิบัติงานได้ส�ำเร็จ
ความใส่ใจโดยการฝึกใช้สายตาจดจ่อตามการ ซงึ่ เปน็ เปา้ หมายในการท�ำงานวจิ ยั ในครงั้ นี้
เคล่ือนไหวของส่ิงเร้าหรือการมีสติอยู่กับการ
เคล่ือนไหวช่วยเพิ่มระดับของสมาธิและการลด 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
ความเครียด ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยที่ฝึกกลุ่ม
เสยี่ งเปน็ โรคสมาธสิ นั้ โดยการใชศ้ ลิ ปะการวาดลาย 1. เพื่อพัฒนาภาพกราฟิกประยุกต์ตาม
โครงสรา้ งแมนดาลาสำ� หรบั เพม่ิ ความใสใ่ จทางการ

ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 177

มองเห็น และความสามารถทางภาพและมิติ 30 คน โดยใชว้ ธิ กี ารสมุ่ อยา่ งงา่ ย (Simple Random
สมั พันธข์ ององเด็กกลุม่ เส่ยี งสมาธิส้นั Sampling) ดว้ ยวธิ ีการจบั ฉลากจากรายชอ่ื ที่ผ่าน
2. เพ่ือศึกษาผลของการใช้ภาพกราฟิก เกณฑค์ ดั เข้าแบบไมค่ ืนท่ี 4) นำ� ทัง้ 2 กลมุ่ ทดสอบ
ประยกุ ตต์ ามโครงสรา้ งแมนดาลาสำ� หรบั เพมิ่ ความ Pretest ความใส่ใจทางการมองเห็น (Cpt: A
ใส่ใจทางการมองเห็น และความสามารถทางภาพ continuous performance task) และทดสอบ
และมิติสัมพนั ธ์ของเด็กกล่มุ เสีย่ งสมาธสิ ัน้ ถึงความสามารถทางภาพและมิติสัมพันธ์ (Corsi
Block: The Corsi Block block-tapping test)
3. วิธีดำ� เนนิ การวิจัย 2. การทดลอง กลุ่มทดลอง 30 คน
ฝกึ วาดภาพตามหลกั การวาดภาพแมนดาลา “คมู่ อื
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยเชิงทดลอง การใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดา
(Experimental Research Design) โดยใช้ ลาส�ำหรับการเพ่ิมความใส่ใจทางการมองเห็น
แบบแผนการทดลอง แบบ Pretest and Posttest และความสามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธข์ องเดก็
Control Group Design (Edmonds & Kennedy, กลมุ่ เสย่ี งสมาธสิ นั้ ” โดยกอ่ นการฝกึ วาดภาพจะให้
2013) กลุ่มทดลองฝึกใช้กล้ามเนื้อมือ ด้วยการวาดรูป
1. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนที่มีอายุ เรขาคณิตตามเส้นประแบบง่าย และฝึกความจ�ำ
9-12 ปี จากโรงเรยี นวดั หวั คู้ และโรงเรยี นวดั เสาธง แบบง่ายด้วยภาพเรขาคณิตท่ีมีรูปทรงไม่ซับซ้อน
กลาง จงั หวัดสมทุ รปราการ ทผี่ า่ นการคัดกรองวา่ ให้ดูภาพ 1 นาทีและวาดรูปจากความทรงจ�ำเพ่ือ
เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิส้ัน โรงเรียนละ 30 คน เรียนรู้การฝึกจ�ำ ให้กลุ่มทดลองท�ำกิจกรรมวาด
รวม 60 คน แตล่ ะโรงเรยี นจะแบง่ เปน็ กลุ่มทดลอง ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลาฯ
และกลมุ่ ควบคมุ ขนาดของกลมุ่ ตวั อยา่ งใชโ้ ปรแกรม ใช้เวลาฝกึ 12 คร้งั ดงั นีใ้ น 1 วันแบง่ ฝกึ 4 ครั้ง
G*Power 3.1 โปรแกรมสำ� เรจ็ รปู version (3.1.9.2) ครึ่งเช้าฝึก 2 ครั้งๆ ละ 30 นาที พัก 10 นาทีและ
ในการค�ำนวณ ขั้นตอนการคัดเข้ากลุ่มตัวอย่างมี ฝกึ ตอ่ อกี 30 นาที ชว่ งบา่ ยกเ็ ชน่ เดยี วกนั ฝกึ ทง้ั สน้ิ
ดงั น้ี 1) ขออนญุ าตดำ� เนนิ การวจิ ยั จากผอู้ ำ� นวยการ 4 คร้งั ตอ่ 1 วัน จดั กิจกรรมทุกวันจนครบกิจกรรม
โรงเรียน 2) ชีแ้ จงวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย จากน้ันให้ ฝกึ วาดท่ี 10 เมอ่ื ฝกึ ครบแลว้ จะนำ� มาทดสอบความ
ครปู ระจำ� ชนั้ และผปู้ กครองทำ� แบบคดั กรอง KUS-SI ใส่ใจทางการมองเห็น (Cpt) และทดสอบความ
แบบคดั กรอง SNAP-IV และผู้ปกครองของเด็กที่มี สามารถทางภาพและมิติสัมพันธ์ (Corsi Block)
คะแนนสอดคลอ้ งกบั ครูประจำ� ชน้ั คือ คะแนนเขา้ อกี ครง้ั เปน็ Posttest
เกณฑเ์ ปน็ โรคสมาธสิ น้ั ผปู้ กครองแสดงความจำ� นง 3. เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั แบง่ ออกเปน็
กรอกแบบฟอร์มยินยอมให้บุตรเข้าร่วมการวิจัย 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 เครื่องมือในการทดลอง
3) จดั กลมุ่ ตวั อยา่ งทเ่ี ปน็ กลมุ่ เสยี่ งเปน็ โรคสมาธสิ นั้ มดี งั นี้ 1) กจิ กรรมการฝกึ วาดภาพกราฟกิ ประยกุ ต์
แบง่ เปน็ กลมุ่ ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ จาก 2 โรงเรยี นๆ

178 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ตามโครงสรา้ งแมนดาลา ผวู้ ิจยั สอนและสาธิตการ 4. การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยค่า
วาด ฝึกการลงสีตามหลักการวาดภาพแมนดาลา ความถี่ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ
รวมถงึ การฝกึ ออกแบบภาพแมนดาลาใชส้ ญั ลกั ษณ์ เปรียบเทียบคะแนนจากการทดสอบความใส่ใจ
ใส่ลงในภาพ และการจัดเรียงสัญลักษณ์ในภาพ ทางการมองเหน็ และคะแนนจากการทดสอบความ
ใหส้ มดลุ ทงั้ ภาพโดยมผี วู้ จิ ยั และทมี ผชู้ ว่ ยผวู้ จิ ยั คอย สามารถทางภาพและมิติสัมพันธ์ ก่อนและหลัง
เป็นพี่เลีย้ ง และใหฝ้ ึกเทคนคิ เหล่านีจ้ นครบทงั้ 10 กลุ่มท่ีฝึกใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้าง
กิจกรรม 2) ฝกึ ทกั ษะการรบั รู้ผา่ นหลกั ความตง้ั ใจ แมนดาลาดว้ ยสถติ ทิ ดสอบที (Dependent t-test)
(Will) ก่อนเริ่มท�ำกิจกรรมทุกครั้งให้กลุ่มตัวอย่าง และวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มใช้กับกลุ่ม
กำ� หนดจติ แลว้ กลา่ วออกเสยี งวา่ “ตอ้ งตงั้ ใจทำ� ให้ ท่ีไม่ได้ใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมน
ส�ำเร็จ” “ต้องท�ำให้ผลงานดี” “ต้องตั้งใจจ�ำภาพ ดาลาดว้ ยสถิติทดสอบที (Independent t-test)
ให้ได้” โดยหลักความตั้งใจ (Will) เพ่ือก�ำหนด
ทิศทางการปฎิบัติงานการท�ำกิจกรรม และเพื่อ 4. สรุปผลการวจิ ัย
เสริมทักษะการจัดระเบียบความคิดต่อการลงมือ
วาดและลงสี รวมถึงการจ�ำภาพในทุกๆ กิจกรรม ผลการศึกษาเกี่ยวกับผลการใช้ภาพ
และส่วนท่ี 2 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลาส�ำหรับ
คือ เครื่องมือที่ใช้วัดตัวแปรตาม ประกอบด้วย การเพิ่มความใส่ใจทางการมองเห็นและความ
1) Cpt (Continuous Performance Task) สามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธข์ องเดก็ กลมุ่ เสยี่ ง
เป็นโปรแกรมทดสอบทางคอมพิวเตอร์ โดยมีตัว สมาธิสัน้ สามารถสรุปผลการวิจัยไดด้ ังน้ี
อกั ษรภาษาองั กฤษขน้ึ มาทลี ะตวั กลางจอ มเี งอ่ื นไข 1. ผลของการพฒั นาภาพกราฟกิ ประยกุ ต์
ใหก้ ด Space Bar ทกุ ครง้ั ทเี่ หน็ ตวั อกั ษร X ปรากฏ ตามโครงสร้างแมนดาท่ีสมบูรณ์มีลักษณะดังนี้
หลังตัวอักษร A ซ่ึงต้องคงความใส่ใจต่อสิ่งเร้า 1) จุดกลางภาพ (Middle Point) 2) สมมาตร
ท่ีหน้าจอ มองภาพหน้าจอตลอดเวลา มิฉะนั้น (Symmetry) คือ ความเหมือนกันทุกด้านของ
จะกดผดิ หรอื ไมไ่ ดก้ ด Space Bar 2) Corsi Block รปู รา่ ง 3) สมมลู (Equivalent) คอื มคี า่ เทา่ เทยี มกนั
(Block -tapping Test) ทดสอบถงึ ความสามารถ เสมอเหมือนกัน 4) ดลุ ยภาพ (Equilibrium) คอื
ทางภาพและมติ สิ มั พนั ธ์ เปน็ โปรแกรมทดสอบทาง การนำ� สว่ นประกอบตา่ งๆ ของศิลปะ เช่น รปู รา่ ง
คอมพิวเตอร์ท่ีมีภาพเป็นกล่องหลายกล่องใน รูปทรง มาจัดเข้าให้เกิดน�้ำหนักเท่ากันในทุกด้าน
จอภาพ จะกระพริบกล่องต�ำแหน่งต่างๆ โดย และ 5) สญั ลักษณใ์ นภาพแมนดาลา (Symbolic)
ผู้ทดสอบต้องคลิกเม้าส์ตามต�ำแหน่งที่มีการ คอื สญั ลกั ษณแ์ ทนโครงสรา้ งการทำ� งานภายในของ
กระพริบของไฟเรียงตามล�ำดับการกระพริบและ จิตใจ จากหลักการข้างต้นจึงออกแบบภาพเป็น
จะยตุ เิ ม่ือทำ� ผิดบ่อยครัง้ คู่มือฝึกวาดภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้าง
แมนดาลาที่สมบรู ณ์ แบง่ เปน็ 2 ระดบั ดงั นี้

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 179

1) กจิ กรรมวาดภาพกราฟกิ ประยกุ ตต์ ามโครงสรา้ ง ตัวอย่างผลงานของกลุ่มเส่ียงเป็นโรคสมาธิส้ัน
แมนดาลา “ระดบั พน้ื ฐาน” มี 6 กจิ กรรม ตามภาพ ดงั ภาพที่ 3 และภาพที่ 4

ภาพที่ 3 กิจกรรมฝึกวาด 1-6 ภาพแมนดาลา “ระดบั พื้นฐาน”

ภาพท่ี 4 ภาพตวั อย่างผลงานของกลมุ่ เสี่ยงเป็นโรคสมาธสิ ้ันลากเส้นตามเสน้ ประ ในการทำ� กจิ กรรมวาด
ภาพกราฟกิ ประยุกตต์ ามโครงสร้างแมนดาลา“ระดบั พน้ื ฐาน”
2) กิจกรรมฝึกวาดภาพกราฟิกประยุกต์ (ออกแบบภาพเองตามหลกั การวาดภาพแมนดาลา)
ตามโครงสร้างแมนดาลาระดบั ขนั้ สูง ตอ้ งใชค้ วาม ตามตวั อยา่ งผลงานของกลมุ่ เสยี่ งเปน็ โรคสมาธสิ น้ั
สามารถในการจ�ำหลักการวาดเพ่ิมจากชุดพ้ืนฐาน ตามภาพท่ี 5

ภาพที่ 5 ภาพตวั อย่างผลงานของกลุ่มเส่ยี งเป็นโรคสมาธิสัน้ ออกแบบลวดลายภาพเองในการทำ� กิจกรรม
วาดภาพกราฟิกประยุกตต์ ามโครงสรา้ งแมนดาลา “ระดบั ข้ันสงู ”
ผลการประเมนิ คมู่ อื ภาพกราฟกิ ประยุกต์ เหมาะสมผทู้ รงคณุ วฒุ ิ 5 คน มคี า่ CVI เทา่ กบั 1.00
ตามโครงสร้างแมนดาลาฯ ดัชนีความตรงตาม แสดงถึงความเหมาะสมภาพกราฟิกประยุกต์ตาม
เนื้อหา (Content Validity Index: CVI) ความ โครงสร้างแมนดาลาฯอยใู่ นระดับ ดมี าก

180 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

2. ผลของการใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ ถูกต้องมากกว่าก่อนการใช้ภาพกราฟิกฯ โดย
ตามโครงสรา้ งแมนดาลาของเดก็ กลมุ่ เสย่ี งสมาธสิ น้ั พิจารณาท่ีค่า t เท่ากับ 2.18 (p = .019) มีนัย
2.1 ผลของการเปรียบเทียบคะแนน ส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 จากผลการทดลอง
ความถกู ตอ้ งของการตอบสนองขณะทดสอบความ แสดงเป็นกราฟแทง่ เปรียบเทยี บ ระหวา่ งกอ่ นกบั
ใสใ่ จทางการมองเหน็ (Cpt) หลงั การใชภ้ าพกราฟกิ หลังการฝึกใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้าง
ประยุกต์ตามโครงสรา้ งแมนดาลา มคี ะแนนความ แมนดาลา ดังภาพที่ 6

ภาพที่ 6 กราฟแทง่ แสดงการเปรียบเทียบคะแนนความถกู ต้องของความใสใ่ จทางการ มองเห็นระหวา่ ง
กอ่ นกับหลงั การทดลองในกลมุ่ ท่ีไดร้ ับการฝึกใชภ้ าพกราฟิกประยกุ ต์ตามโครงสร้างแมนดาลา

2.2 ผลการเปรียบเทียบคะแนน (p = .00) มีนัยสำ� คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .01 จาก
ความถูกต้องของความใส่ใจทางการมองเห็น ผลการทดลองแสดงเปน็ กราฟแทง่ เปรยี บเทยี บ
(Cpt) ของกลุม่ เสย่ี งเป็นโรคสมาธิส้ัน พบว่า กลุ่ม คะแนนความถูกต้องของความใส่ใจทางการ
ที่ได้รับการฝึกใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตาม มองเห็น ระหว่างก่อนกับหลังการฝึกใช้ภาพ
โครงสร้างแมนดาลามีคะแนนสูงกว่ากลุ่มไม่ได้รับ กราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลา
การฝึกใช้ภาพกราฟิกฯ มีค่า t เท่ากับ 3.52 ดงั ภาพท่ี 7

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 181

ภาพที่ 7 กราฟแท่งแสดงการเปรียบเทียบคะแนนความถูกต้องของความใส่ใจทางการมองเห็นหลังการ
ทดลองระหว่างกลุ่มที่ได้รบั กับกลุม่ ไมไ่ ดร้ ับการฝึกใช้ภาพกราฟกิ ประยกุ ตต์ ามโครงสร้างแมนดาลา

2.3 ผลการเปรียบเทียบคะแนน คา่ t เท่ากับ 1.92 (p = .03) มนี ยั สำ� คัญทางสถติ ิ
ความถูกต้องของความสามารถทางภาพและมิติ ทร่ี ะดบั .05 จากผลการทดลองแสดงเปน็ กราฟแทง่
สัมพนั ธ์ของกล่มุ เสี่ยงเป็นโรคสมาธสิ นั้ คอื กลุม่ ที่ เปรียบเทียบระหว่างก่อนกับหลังการฝึกใช้ภาพ
ไดร้ บั การฝกึ ใชภ้ าพกราฟกิ ฯ มคี ะแนนความถกู ตอ้ ง กราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลา ดังภาพ
มากกว่าก่อนการใช้ภาพกราฟิกฯ โดยพิจารณาที่ ท่ี 8

ภาพที่ 8 กราฟแทง่ แสดงการเปรยี บเทยี บคะแนนความถกู ตอ้ งของความสามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธ์
ระหวา่ งก่อนกับหลังการทดลองในกลุ่มที่ได้รบั การฝกึ ใช้ภาพกราฟกิ ประยกุ ต์ตามโครงสรา้ งแมนดาลา

182 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

2.4 ผลการเปรียบเทียบคะแนน กล่มุ ไมไ่ ด้รบั การฝกึ ใช้ภาพกราฟิกฯ มีคา่ t เทา่ กับ
ความถูกต้องของความสามารถทางภาพและมิติ 0.96 (p = .16) จากผลการทดลองแสดงเปน็ กราฟ
สัมพันธ์ของกลุ่มเส่ียงเป็นโรคสมาธิสั้น พบว่า แทง่ เปรียบเทยี บ ระหวา่ งกลมุ่ ท่ีไดร้ บั การฝึกใช้ภาพ
กลุ่มที่ได้รับการฝึกใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตาม กราฟิกฯกับกลุ่มท่ีไม่ได้รับการฝึกใช้ภาพกราฟิก
โครงสร้างแมนดาลา มีคะแนนไม่แตกต่างกันกับ ประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลา ดังภาพที่ 9

ภาพท่ี 9 กราฟแทง่ แสดงการเปรยี บเทยี บคะแนนความถกู ตอ้ งของความสามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธ์
หลงั การทดลองระหวา่ งกลมุ่ ทไ่ี ดร้ บั กบั กลมุ่ ไมไ่ ดร้ บั การฝกึ ใชภ้ าพกราฟกิ ประยกุ ตต์ ามโครงสรา้ งแมนดาลา

5. อภิปรายผลการวิจยั โดยการให้ลากเส้นตามรอยเส้นประ การลงสีตาม
โครงรา่ งภาพแมนดาลาเดก็ สมาธสิ นั้ มสี มาธใิ นการ
ผลการวิจัยน้ีแสดงให้เห็นว่า การใช้ภาพ ทำ� งานและการควบคมุ ตนเองเพมิ่ ขน้ึ สอดคลอ้ งกบั
กราฟิกประยกุ ต์ตามโครงสรา้ งแมนดาลา สามารถ งานวิจัยของศรียา นิยมธรรม (Niyomtham,
เพิ่มความใส่ใจทางการมองเห็นและความสามารถ 2017) ทฝี่ กึ เด็กสมาธิสั้นวาดลายเสน้ SNIGO และ
ทางภาพและมติ สิ มั พนั ธข์ องเดก็ กลมุ่ เสย่ี งสมาธสิ นั้ จากการวาดลวดลายรปู รา่ งเรขาคณติ ตามโครงสรา้ ง
สามารถอภิปรายผลวจิ ยั ไดด้ ังนี้ ภาพแมนดาลาที่สมบูรณ์ คือ มีลวดลายรูปร่าง
1. ผลการวจิ ยั พบวา่ กลมุ่ ทไี่ ดร้ บั การฝกึ เรขาคณิตเหมือนกันทุกด้านตามการแบ่งสัดส่วน
ใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลา ภาพ ท�ำให้เกิดการจัดระเบียบความคิดผ่านการ
มีค่าเฉลี่ยคะแนนความถูกต้องของความใส่ใจ รับรู้จากภาพ ซ่ึงเป็นไปตามแนวคิดทฤษฎีของ
ทางการมองเห็นเพ่ิมขึ้น แสดงให้เห็นว่าในการฝึก “จุง” ภาพแมนดาลาท่สี มบรู ณ์เปน็ ภาพทีแ่ สดงถงึ
ทงั้ 10กิจกรรม ได้ฝึกการจดจ่อ (Attention Training)

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 183

การรบั รทู้ เี่ ปน็ เอกภาพ หรอื ทเ่ี รยี กวา่ “ตน” (Self) ก่อนการใช้ภาพกราฟิกฯ แสดงว่าการใช้ภาพ
การจัดวางลวดลายภาพรูปร่างเรขาคณิตให้สมดุล กราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลาส่งผลให้
มีลักษณะกระจายให้ทุกด้าน ท�ำให้เกิดความคิด มคี วามสามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธเ์ พมิ่ ขนึ้ ใน
อัตโนมัติ เพราะลายถัดไปเป็นลายภาพท่ีรูปทรง การการเขา้ ใจถงึ มติ สิ มั พนั ธอ์ นั ไดแ้ ก่ รปู รา่ ง ความ
ขนาดเทา่ กนั เหมอื นกนั กบั ลายทวี่ าดแลว้ และกำ� ลงั สูง-ต่�ำ ใกล้-ไกล พื้นท่ีและปริมาตรจะช่วยให้เกิด
วาดถัดไป ต่อเน่ืองเคล่ือนท่ีเป็นวงในภาพวงกลม จนิ ตนาการและนกึ เหน็ ภาพของสว่ นประกอบตา่ งๆ
แมนดาลาท�ำให้ลดความสับสน จัดระเบียบความ เมอื่ แยกออกจากกนั และสามารถมองเหน็ เคา้ โครง
คดิ ได้ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั Liu, et al. (2012) หรือโครงสร้างเมื่อเอาส่วนต่างๆ มาประกอบหรือ
งานวิจัยนี้สร้างภาพรูปร่างเรขาคณิต ด้วยการ รวมเข้าด้วยกัน ดังน้ันการฝึกวาดภาพกราฟิก
ประมวลผลการรบั รขู้ อ้ มลู จากการมองเหน็ (Visual ประยกุ ตต์ ามโครงสรา้ งภาพแมนดาลา จงึ เป็นการ
Information) ในสมองของมนุษย์แบบหลาย ฝึกความสามารถด้านมิติสมั พันธ์ใหท้ ำ� งานดีข้ึน
ลักษณะ (Multi Feature) ระหว่างภาพรูปร่าง
เรขาคณติ กบั สี ผลปรากฏวา่ ผลทดสอบโปรแกรมฯ 6. ขอ้ เสนอแนะ
กลุ่มตัวอย่างมีการประมวลผลการรับรู้ต่อภาพ
รูปร่างเรขาคณิต ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานทาง 1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
กายภาพ (Physical) ไดเ้ รว็ กวา่ สี ซง่ึ การเคลอ่ื นไหว โรงเรยี นหรอื หนว่ ยงานทางการศกึ ษา
ของตาจะต้องใช้สิ่งเร้าในการกระตุ้นและจ�ำเป็น สามารถน�ำชุดกิจกรรมฝึกการใช้ภาพกราฟิก
ตอ้ งกำ� หนดเปา้ หมายทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ความใสใ่ จกอ่ น ประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลาสามารถเพิ่ม
ซึ่งจะท�ำให้มีระยะเวลาการตอบสนองต่อการ ความใส่ใจทางการมองเห็นและความสามารถทาง
กระตนุ้ สนั้ ลง (Shepherd, et al., 1986 : 475-491) ภาพและมติ สิ มั พนั ธข์ องกลมุ่ เสยี่ งเปน็ โรคสมาธสิ นั้
ในขณะที่สงิ่ เรา้ ทอ่ี ยูใ่ นลานสายตา (Visual Field) ไปประยุกต์ในหลักสูตรการศึกษาหรือใช้เพ่ือเป็น
จะส่งผลต่อการตอบสนองของความใส่ใจจากการ ทางเลอื กในการเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในการเพม่ิ ความ
มองเหน็ (Visual Attention) และการรบั รจู้ ากการ ใส่ใจทางการมองเห็นและความสามารถทางภาพ
มองเห็น (Visual Perception) ดงั น้นั หลังการฝกึ และมติ ิสัมพนั ธข์ องกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคสมาธสิ ัน้
ใช้ภาพกราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลา 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครัง้ ต่อไป
สามารถเพ่ิมความใสใ่ จทางการมองเห็นได้ 2.1 นักวิจัยและผู้สนใจสามารถน�ำ
2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนความ ผลการวิจัยใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการท�ำวิจัยใน
ถูกต้องของความสามารถทางภาพและมิติสัมพันธ์ ระดบั ทลี่ กึ เกย่ี วกบั การใชภ้ าพกราฟกิ ประยกุ ตต์ าม
ของเด็กกลุม่ เส่ียงสมาธิสนั้ มีคะแนนความถกู ตอ้ ง โครงสร้างแมนดาลาสามารถเพ่ิมความใส่ใจ
ของความสามารถทางภาพและมิติสัมพันธ์สูงกว่า ทางการมองเหน็ และความสามารถทางภาพและมติ ิ
สัมพันธ์หรอื ด้านอื่นๆ

184 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

2.2 การศึกษานี้เป็นการศึกษากลุ่ม 7. องคค์ วามรู้ทีไ่ ด้รับ
ตวั อยา่ งเฉพาะของกลมุ่ เสยี่ งเปน็ โรคสมาธสิ น้ั ควร
มีการศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมฝึกการใช้ภาพ องค์ความรทู้ ีไ่ ดร้ ับจากงานวจิ ัย คอื ได้ชดุ
กราฟิกประยุกต์ตามโครงสร้างแมนดาลาสามารถ ภาพกราฟกิ จากการประยกุ ตต์ ามโครงสรา้ งแมนดา
เพ่ิมความใส่ใจทางการมองเห็นและความสามารถ ลาสำ� หรบั เพมิ่ ความใสใ่ จทางการมองเหน็ และความ
ทางภาพและมติ สิ มั พนั ธ์ ของนกั เรยี นระดบั ประถม สามารถทางภาพและมติ สิ มั พนั ธข์ องเดก็ กลมุ่ เสย่ี ง
ศกึ ษา ในประชากรกลมุ่ อน่ื ๆ เชน่ เดก็ กา้ วรา้ ว เปน็ ตน้ สมาธสิ น้ั และได้แนวทางการพัฒนาความสามารถ
เดก็ กลุ่มเสย่ี งสมาธสิ ้ัน

References

Assagioli, R. (2012). Psychosynthesis: A Collection of Basic Writings published by Roberto.
Assagioli. USA : The Synthesis Center.

Buchalter, et al. (2013). Mandala Symbolism and Techniques. London : Jessica Kingsley
Publishers.

Edmonds, W. A. & Kennedy, T. D. (2013). An applied reference guide to Research designs:
Quantitative, qualitative, and mixed methods. Thousand Oaks, CA : Sage.

Harper, D. (2017). etymology dictionary. https://www.etymonline.com/word/mandala
(Accessed November 2017).

Jung, C. G. (2009). Foundation of the Works of C. G. Jung. Reprinted from The Red Book
by C. G. Jung. With permission of the publisher, W.W. Norton : Company, Inc.

Liu, B., et al. (2012). Feature precedence in processing multifeature visual information in
the human brain: an event-related potential study. Neuroscience, 210, 145-151.

Masquelier, Y. (2004). The Mandala, a Symbol of the Psyche in the Life and Work of C.
G. Jung. In Tibetan Mandala: Art and Practice The Wheel of Time, edited by S.
Crossman and J. Barou, 71-76. Old Saybrook. CT : Actes Sud.

Moore, D. T. (2008). Eye Exercises to Increase Attention and Reduce Impulsivity. http://
improvevisionquick.com/ (Accessed 17 December 2014).

Niyomtham, S. (2017). The effect of using SNIGO line art to increase concentration in
work and self-control of ADHD children. Bangkok : Kasem Bundit University.

Papadopoulos, R. K. (2006). The handbook of jungian psychology: Theory, practice and
applications. London : Psychology Press.

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 185

Shepherd, M., et al. (1986). The relationship between eye movements and spatial attention.
The Quarterly Journal of Experimental Psychology A: Human Experimental
Psychology, 38(3-A), 475-491.

Thawornphaibunbut, N. (2012). Reference frame for visual perception. Bangkok : Mahidol
University.



การพฒั นาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผนู้ ำ� การเรยี นรู้
ของครูสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำ� นกั งานศกึ ษาธิการ จงั หวัดบรุ รี มั ย*์
Developing the Teachers’ Learning Leadership Enhancement
Program for the General Education Private Schools under

the Office of Buriram Provincial Education Office

Yuze Sun และไพบูลย์ ลิ้มมณี
Yuze Sun and Paiboon Limmanee

มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
Mahasarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การวจิ ัยครัง้ นี้ มวี ัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปจั จบุ ัน สภาพที่พงึ ประสงค์ และ 2) พัฒนา
โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ จังหวัด
บุรีรมั ย์ เปน็ การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ แบง่ ออกเป็น 2 ระยะ คอื 1) การศึกษาสภาพปจั จุบัน และสภาพท่ีพึง
ประสงคข์ องภาวะผนู้ ำ� การเรยี นรขู้ องครู กลมุ่ ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา และครู จำ� นวน 234 คน
เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คือ แบบสอบถาม สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ได้แก่ ความถี่
รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 2) การพฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเรยี นรขู้ องครู
โดยกลุ่มผใู้ ห้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวฒุ ิ จ�ำนวน 7 คน เคร่ืองมอื ท่ีใช้ในการเก็บขอ้ มลู คือ แบบประเมนิ
สถติ ิทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู ได้แก่ คา่ เฉล่ยี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. สภาพปจั จบุ นั ของภาวะผนู้ ำ� การเรยี นรขู้ องครู โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก และเมอื่ พจิ ารณาเปน็
รายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำ� การเรียนรู้ของครู โดยรวมอยู่ใน
ระดบั มาก และเมือ่ พจิ ารณาเป็นรายดา้ นสว่ นใหญอ่ ยใู่ นระดบั มาก

* ไดร้ ับบทความ: 15 กรกฎาคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 15 กนั ยายน 2563; ตอบรบั ตีพิมพ์: 28 กันยายน 2563
Received: July 15, 2019; Revised: September 15, 2020; Accepted: September 28, 2020

188 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

2. ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูท่ีพัฒนาขึ้นประกอบด้วย
5 สว่ น ได้แก่ 1) หลกั การ 2) วตั ถุประสงค์ 3) เนอ้ื หา 4) วธิ ดี �ำเนนิ การ และ 5) การประเมินผลโปรแกรม
และขอบขา่ ยเนือ้ หา แบง่ ออก 8 Module ได้แก่ 1) การเรียนรู้เปน็ ทีม 2) การใชเ้ ทคโนโลยี 3) ความคิด
สรา้ งสรรค์ 4) ความยืดหยุ่น 5) การบรู ณาการ 6) สภาพแวดลอ้ มต่อการเรยี นรู้ 7) การวจิ ยั 8) นวัตกรรม
การเรียนรู้ และผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของโปรแกรม พบว่า มีความเหมาะสม
และความเปน็ ไปได้ อยู่ในระดบั มาก โดยการพัฒนาตามโปรแกรมอาจเลอื กไปใชท ีละหลกั สตู รจนครบท้งั
8 หลกั สตู ร โดยควรใหค้ รผู สู้ อนทเี่ ขา้ รบั การบรรจแุ ตง่ ตงั้ ใหมห่ รอื ครผู สู้ อนทมี่ คี วามพรอ มเขา รบั การพฒั นา
เปน็ อนั ดบั แรก และมีบทเรยี นออนไลนเ์ พื่อเป็นแหลง่ ความรูแกผ ู้อนื่ ท่สี นใจ
ค�ำส�ำคัญ: โปรแกรมเสรมิ สร้างภาวะผนู้ �ำการเรยี นรู้

Abstract

The purposes of this research are study: 1) the current conditions, desirable conditions
and 2) develop in teachers’ learning leadership enhancement program for the general
education private schools under the office of Buriram provincial education office. This
study used qualitative research were 2 phases. The phases, 1) study current conditions
and desirable conditions of the teachers’ learning leadership enhancement. The samples
consisted of 234 school administrators and teachers. The research instrument was the
questionnaire. The statistics used for analyzing data were frequency, percentage, mean
and standard deviation. The second phase was, 2) develop the teachers’ learning leadership
enhancement program. Focus group discussion included 7 professionals as informants.
The research instrument was the evaluation form. The statistics used for analyzing data
were mean and standard deviation.
The results are as follow:
1. Result of the current conditions of the teachers’ learning leadership enhancement
program at high level in all items. And desirable conditions of the teachers’ learning
leadership enhancement program at high level in all items.
2. Result of the development the teachers’ learning leadership enhancement
program include 5 elements, 1) principle, 2) objective, 3) content, 4) procedure, 5)
evaluate the program. Content scopes are 8 modules, 1) team learning, 2) using technologies,

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 189

3) creative thinking, 4) flexibility, 5) integration, 6) powerful environment for learning, 7)
research, 8) innovation for learning. The results for the assessment the suitability and the
possibility of the program were suitability and the possibility of the program are at high
level. The development of the program may choose to use one course at a time to
complete all 8 courses, should the newly appointed teacher or teachers who are ready
to be developed first and there are online lessons to be a source of knowledge for others
who are interested.
Keywords: Developing the learning leadership enhancement program

1. บทน�ำ ปัญหาของภาวะผู้น�ำส�ำหรับครูในสถานศึกษาใน
ศตวรรษท่ี 21 ส่วนใหญ่ขาดภาวะผู้น�ำการเรียนรู้
เป้าหมายหลักของการพัฒนาการศึกษา ซงึ่ ครจู ะขาดทกั ษะการทำ� งานรว่ มกบั คนอน่ื การนำ�
ของประเทศไทย คือ การพัฒนาผู้เรียนให้เป็น เทคโนโลยมี าใชก้ บั งานเปน็ ตน้ การปดิ กน้ั ตนเองใน
บคุ คลทคี่ ณุ ภาพ ดว้ ยกระบวนการเรยี นรู้ เพอ่ื ความ การรับฟังความคิดเห็นจากคนอ่ืน ความคิดริเริ่ม
เจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยถ่ายทอด คิดและท�ำแต่ส่ิงเดิมๆ ไม่ยอมปรับเปล่ียนและมี
ความรู้ การฝกึ การอบรม การสบื สานทางวฒั นธรรม ความคดิ สรา้ งสรรค์ จากทก่ี ลา่ วมาสามารถมองเหน็
การสรา้ งสรรค์จรรโลง ความกา้ วหน้าทางวชิ าการ ไดว้ า่ ถา้ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาขาดภาวะผนู้ ำ� องคก์ ร
การสร้างองค์ ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพ นั้นจะขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการ
แวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเก้ือหนุนให้ ท�ำงาน บุคลากรจะท�ำงานอย่างไม่มีความสุขและ
บคุ คลเรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอดชวี ติ (Ministry of ไม่ตั้งใจ ท้ังน้ีภาวะผู้น�ำของครูจะส่งผลต่อผล
Education, 2007 : 2-4) การทจ่ี ะพฒั นาผเู้ รยี นให้ สมั ฤทธขิ์ องผเู้ รยี น ซง่ึ เปน็ เปา้ หมายสดุ ทา้ ยของการ
มีคุณภาพตาม วัตถุประสงค์ดังกล่าวต้องอาศัย เรียนรู้ในสถานศึกษา (Robinson, 2011 : 302)
ครผู สู้ อนทม่ี ที กั ษะในการจดั การเรยี นรู้ มเี จตคตติ อ่ ดังน้ัน ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา
วิชาชพี ครูทดี่ ี มแี รงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์สงู โดยเฉพาะ จึงจ�ำเป็นและส�ำคัญในการพัฒนาทักษะความรู้
ในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นทักษะแห่งอนาคตใหม่ และการเรียนร้ขู องคนในยคุ ปัจจบุ ัน ครทู ี่เป็นผนู้ ำ�
ที่ครูควรมีทักษะและคุณลักษณะท่ีรองรับเข้าถึง การเรียนรู้ต้องน�ำเอาค่านิยมท่ีส�ำคัญมาใช้ในการ
เพอ่ื สรา้ งนวตั กรรมบรหิ ารจดั การชน้ั เรยี นแนวใหม่ บริหารจัดการโรงเรียน มีการพัฒนาจนกลายเป็น
ในอันที่จะพัฒนาผู้เรียนที่เป็นเยาวชนในยุคใหม่ วัฒนธรรมองค์การ และกลายเป็นบรรทัดฐานใน
ใหก้ ารเรยี นรสู้ นกุ และกระตนุ้ ใหอ้ ยากเรยี นรตู้ อ่ ไป การปฏบิ ตั ทิ ป่ี กติ เปน็ มาตรฐานทดี่ ตี อ่ ไปภาวะผนู้ ำ�
ตลอดชีวิต เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองและย่ังยืน จงึ มีความส�ำคัญตอ่ ตัวผนู้ ำ� โดยทีผ่ ้นู �ำใชภ้ าวะผ้นู ำ�
(Panich, 2012 : 15)

190 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ในการปฏิบัติการและอ�ำนวยการ เพื่อให้การ 2. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั
บรหิ ารจดั การบรรลเุ ปา้ หมาย โดยเฉพาะภาวะผนู้ ำ�
แห่งการเรียนรู้มีอิทธิพลต่อการสร้างองค์การแห่ง 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพ
การเรยี นรู้ อกี ทงั้ การเรยี นรทู้ จ่ี ะใหเ้ กดิ ทกั ษะความรู้ พงึ ประสงคภ์ าวะผนู้ ำ� การเรยี นรขู้ องครสู ถานศกึ ษา
แห่งศตวรรษท่ี 21 ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็น เอกชน สังกดั ส�ำนักงานศกึ ษาธิการ จังหวดั บุรรี ัมย์
ผู้น�ำการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุน ขยายขีด 2. เพือ่ พฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะ
ความสามารถในการเรียนรู้ของท้ังบุคลากรและ ผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชน สังกัด
ผเู้ รยี นใหม้ ากขน้ึ ตอ้ งพฒั นาครใู หม้ ภี าวะผนู้ ำ� เรยี นรู้ สำ� นกั งานศึกษาธกิ าร จงั หวดั บรุ ีรมั ย์
เปน็ ทมี มกี ารรว่ มพลงั เพอื่ สรา้ งสรรคน์ วตั กรรมการ
เรียนรู้ น�ำเอาเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้ในการบริการ 3. วิธีดำ� เนินการวิจัย
จัดการและจัดการเรียนรู้มากขึ้น ดังนั้นภาวะผู้น�ำ
ของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีจ�ำเป็นและส�ำคัญท่ีจะ การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำ
ชว่ ยแกป้ ญั หาวกิ ฤตใิ นการจดั การศกึ ษาและพฒั นา การเรียนรู้ของครูสถานศึกษาเอกชนในจังหวัด
คนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ได้ผู้บริหารสถาน บรุ รี ัมยส์ งั กดั ส�ำนักงานศึกษาธิการ จังหวดั บุรีรมั ย์
ศกึ ษาตอ้ งมภี าวะผนู้ ำ� ทเ่ี นน้ การเรยี นรู้ (Somprach, ด�ำเนินการเป็น 2 ระยะดงั ตอ่ ไปน้ี
2017 : 193-204 โดยการพฒั นาครตู อ้ งมนี วตั กรรม ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจบุ นั และสภาพ
ท่ีชัดเจน เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ครูได้เรียนรู้ ที่พึงประสงค์ภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ของครูสถาน
ตลอดชีวิตและสร้างให้ผู้เรียนมีความสามารถท่ีจะ ศกึ ษาเอกชน สังกดั สำ� นักงานศกึ ษาธิการ จังหวดั
เรียนรตู้ ลอดชีวิต (Panich, 2012 : 318) บรุ รี ัมย์ ผู้วิจัยใชแ้ บบสอบถามจำ� นวน 37 ขอ้ ท่ีมี
ดงั นนั้ ผวู้ จิ ยั จงึ มคี วามสนใจจะศกึ ษาภาวะ ค่าอ�ำนาจจ�ำแนกของแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน
ผู้น�ำการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา ศึกษาองค์ และสภาพท่ีพึงประสงค์รายข้ออยู่ระหว่าง 0.39-
ประกอบของภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ และพัฒนา 0.84 ส่วนค่าความเชื่อมัน่ ของแบบสอบถามสภาพ
โปรแกรมภาวะผู้น�ำการเรียนรู้ เพ่ือน�ำไปใช้กับครู ปจั จบุ นั และสภาพทพ่ี งึ ประสงคร์ ายขอ้ มคี า่ เทา่ กบั
ในสถานศึกษาให้สามารถรับมือกับโลกอนาคต 0.98 กลมุ่ ตวั อยา่ ง คอื ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา หวั หนา้
ทที่ า้ ทาย เรยี นรทู้ จ่ี ะคดิ ตง้ั รบั และปรบั ตวั สามารถ กลุ่มสาระการเรียนรู้ และครูสถานศึกษาเอกชน
แกป้ ญั หาและสถานการณต์ า่ งๆ ได้ การเรยี นรดู้ ว้ ย สงั กดั สำ� นกั งานศกึ ษาธกิ าร จงั หวดั บรุ รี มั ย์ จำ� นวน
การน�ำตนเองและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอด 234 คน จาก 35 โรงเรยี น ซงึ่ ไดม้ าโดยการสมุ่ แบบ
ชีวิต จะช่วยให้ครูในสถานศึกษาสามารถก�ำหนด หลายขั้นตอน ก�ำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
ทิศทางการพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสมกับ โดยใชต้ ารางเครซ่ีและมอรแ์ กน (Srisa-ard, 2010
เงอื่ นไขและบริบทท่ีเปลี่ยนไปอยา่ งรวดเร็ว : 103) ด�ำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่ม
ตัวอย่างแล้ววิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (Mean) และ
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)


Click to View FlipBook Version