The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2563

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 91

ของชวี ติ ไม่มสี ่งิ ใดเทย่ี งแทแ้ น่นอน อนิจจงั ทุกขัง ผู้เขียนแฝงข้อคิดเตือนใจที่ว่าหากด�ำเนิน
อนัตตา เม่อื รู้จะไดร้ ู้จักปลง ธุรกิจท่ีมุ่งการแข่งขันเพื่อกอบโกยผลประโยชน์
1.7 การควบคุมหรือครอบง�ำผู้อื่น เพียงอย่างเดียว สิ่งท่ีถูกลืมไปเสียสิ้นนั่นคือ
คอื ลก้ ษณะพฤตกิ รรมของตวั ละครทีม่ ีความมั่นใจ คุณธรรม เราควรผดุงคุณธรรมไว้เพ่ือสังคมจะได้
ทจ่ี ะควบคมุ สงิ่ ตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสถานการณต์ า่ งๆ สงบสุข สนั ติ
ตวั ละครตอ้ งการใหค้ �ำปรกึ ษา ชีแ้ นะ แนะนำ� ผู้อ่ืน 1.8 ความรู้สึกช่นื ชอบ คอื ลกั ษณะ
ท้ังบับคับ จูงใจ ขอร้อง หว่านล้อมผู้อ่ืนให้อยู่ใน พฤติกรรมของตัวละครท่ีต้องการชื่นชอบด้วยการ
ความดแู ล ตวั ละครมคี วามปรารถนาอยา่ งแรงกลา้ แสวงหาสิง่ สขุ ใจ
ทจี่ ะใหผ้ อู้ นื่ นน้ั อยดู่ ว้ ยอทิ ธพิ ลของตนเอง ตวั อยา่ ง ภูมิหลังของเหตุการณ์ ธนิตยกตัวอย่าง
ภูมิหลังของเหตุการณ์ คือ ตั๋งเล่าให้เม้ง ความอดทนและความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของก๋ง
หนง่ึ ในผบู้ รหิ ารปญุ ญรตั นก์ ารชา่ งวา่ มคี นในบรษิ ทั ผู้เป็นพ่อให้ลูกชายฟังเป็นตัวอย่างในการด�ำเนิน
ปญุ ญรตั นค์ ดิ ไมซ่ อื่ โดยจะตงั้ บรษิ ทั ใหมเ่ พอื่ ประมลู ชวี ติ ธนติ โนม้ นา้ วด้วยน�ำ้ เสียงเบกิ บาน ตวั อย่าง
แขง่ กับบรษิ ทั ปญุ ญรตั น์การชา่ ง เมง้ ไมเ่ ชือ่ ตง๋ั พูด “อาแป๊ะจนๆ คนนั้นจะกลายเป็นมหา
ความจริงเขาโน้มน้าวเม้งด้วยน้�ำเสียงจริงจังและ เศรษฐที รี่ ำ�่ รวยอยา่ งอากง๋ ไปไดย้ งั ไง” “เปน็ ไปไดซ้ ิ
เคร่งเครียด ลกู ” บดิ าตอบดว้ ยน�้ำเสียงทีแ่ สดงความภาคภูมใิ จ
“สมยั นไ้ี มม่ ใี ครสนใจเรอื่ งคณุ ธรรมกนั แลว้ “ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกน้ีย่อมสามารถเป็นไปได้ท้ัง
เขามงุ่ แตจ่ ะหาทางแขง่ ขนั เอาชนะและกอบโกยกนั นน้ั ถา้ เรามคี วามมานะพยายาม มคี วามบากบน่ั ไม่
มากกว่า” “ถ้ามันเป็นอย่างนั้นแล้วเราจะท�ำยังไง ยอ่ ทอ้ และมคี วามตงั้ ใจจรงิ โดยไมก่ งั วลตอ่ อปุ สรรค
กนั ด”ี “เรากค็ งตอ้ งสกู้ บั เขาและสกู้ นั อยา่ งเสอื รา้ ย ตา่ งๆ นานา” (Sevikul, 1998 : 23)
ท่ีปุญญรัตน์การช่างเคยเป็นมา แม้ว่าเราจะอยู่ใน จากตัวอย่างตัวละครในที่น้ี คือ ธนิต
สภาพของหมาจนตรอกก็ตาม” “ตั๋งจะให้ลุงท�ำ เขาพูดโน้มน้าวใจลูกชาย ด้วยความรู้สึกช่ืนชอบ
อะไรบ้าง” “ผมอยากให้ลุงเตรียมตดิ ต่อกบั บรษิ ัท และสุขใจ ยกตัวอย่างบรรพบุรุษของตระกูลท่ี
ท่สี ่งอุปกรณ์การกอ่ สรา้ งใหเ้ รา ขอใหเ้ ขากนั ของไว้ รำ่� รวยเพราะความมานะ พยายาม บากบน่ั ไมย่ อ่ ทอ้
ใหม้ ากพอสำ� หรบั โครงการและตอ่ รองยดื ระยะเวลา เพอื่ เปน็ แบบอย่างที่ดีใหล้ ูก
การจ่ายบิลของแต่ละงวดออกไปหน่อย” “ได้” ผู้เขียนแฝงข้อคิดเตือนใจว่าความมานะ
เมง้ รบั ค�ำ (Sevikul, 1998 : 356-357) พยายาม บากบนั่ ไมย่ อ่ ทอ้ ตอ่ อปุ สรรคตา่ งๆ ผสาน
จากตวั อยา่ งตวั ละครในทนี่ ้ี คอื ตง๋ั เขาพดู กบั ความต้ังใจจริงยอ่ มท�ำให้ประสบความสำ� เรจ็ ได้
โน้มน้าวใจลุงเม้งในลักษณะที่เขามีความเช่ือมั่นว่า ในทสี่ ุด
เขาสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บริษัทพลาด 1.9 การยอมรับในโชคชะตา คือ
พล้งั เสียผลประโยชน์ ลักษณะพฤติกรรมที่ยอมรับในสิ่งที่เกิดข้ึน เช่ือว่า

92 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

เพราะพรหมไดล้ ขิ ติ ไว้ ยอมรบั ความลำ� บากไมเ่ รยี ก ภูมิหลังของเหตุการณ์ต๋ังไปหาป๋องเพื่อน
รอ้ ง เชอ่ื วา่ สาเหตทุ เี่ กดิ มาจากเคราะห์ ตอ้ งยอมรบั เก่าที่ปัจจุบันผันตัวไปเป็นคนขับรถแท็กซี่ ป๋อง
ใหไ้ ด้ ตัวอย่าง เปรียบได้กับที่ปรึกษาคนส�ำคัญของตั๋ง มุมมองที่
ภูมิหลังของเหตุการณ์ ต๋ังต้ังใจย่ืนซอง เกิดจากเดิมเป็นพนักงานการเงินบริษัทไฟแนนซ์
ประมูลซ่อมแซมอาคารแต่ผู้บริหารชุดเดิมไม่เห็น พิษเศรษฐกิจท�ำให้ป๋องตกงานและเลือกอาชีพ
ดว้ ยเพราะปญุ ญรตั นก์ ารชา่ งแในอดตี รบั ประมลู แต่ ขับแท็กซี่แทน ท�ำให้ป๋องเข้าใจโลกธุรกิจ และให้
งานใหญ่ยักษ์ แต่ตั๋งกลับยอมรับว่าปุญญรัตน์การ ค�ำปรึกษาพร้อมกับให้ก�ำลังใจต๋ังได้เป็นอย่างดี
ช่างไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว มีงานดี ป๋องโนม้ นา้ วต๋งั ดว้ ยน�ำ้ เสียงหว่ งใย
กว่าไม่มีงาน ต๋ังพูดโน้มน้าวใจทีมงานด้วยน�้ำเสียง “คยุ กบั เอง็ แลว้ ขา้ สบายใจขน้ึ ” “ขา้ กด็ ใี จ
เครง่ เครยี ด ท่ีท�ำให้เอ็งสบายใจ” “.. ข้ามันความรู้น้อยก็ช่วย
“ถึงวันก่อนเราจะเคยเป็นเสือที่จับกวาง เพ่ือนได้แค่น้ีเท่าน้ัน” “ขอบใจมากเพ่ือน” “เอ็ง
กนิ แตเ่ มอ่ื ถงึ วนั นเี้ ราอยใู่ นสภาพทอี่ อ่ นกำ� ลงั วงั ชา ชว่ ยขา้ ไดม้ ากเลย” “แลว้ เอง็ จะจะทำ� ยงั ไงกบั ชวี ติ
กต็ อ้ งยอมรบั ความเปน็ จรงิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ และจบั กระตา่ ย เอ็งต่อไป” “ข้าก็ยังคิดอะไรไม่ออก” “แต่รู้อย่าง
กนิ ไปพลางกอ่ นดกี วา่ จะอดตาย” (Sevikul, 1998 เดยี ววา่ เวลานี้ ขา้ เปน็ เหมอื นไตก้ ง๋ เรอื ทเี่ จอพายอุ ยู่
: 121) กลางทะเล จะเป็นตายร้ายดียังไงข้าก็ต้องน�ำเรือ
จากตวั อยา่ งตวั ละครในทน่ี ี้ คอื ตงั๋ พดู โนม้ ของข้าฟันฝ่าพายุไปให้ได้โดยให้ทั้งเรือและลูกเรือ
น้าวใจทีมงานให้ยอมรับความจริงที่บริษัทประสบ ทุกคนปลอดภัยที่สุด” “เอ็งท�ำได้แน่และเอ็งก็จะ
ปญั หาเศรษฐกจิ ยอมรบั ในสง่ิ ทเี่ กดิ ขนึ้ เพอ่ื หาทาง เป็นไตก้ ง๋ ทีเ่ ก่งทส่ี ุดคนหน่งึ ด้วย” (Sevikul, 1998
แก้ไข ชีวิตจะได้มที างออก : 37)
ผู้เขียนแฝงข้อคิดเตือนใจผู้อ่านว่าการ จากตวั อยา่ งตวั ละครในทนี่ ้ี คอื ปอ๋ ง เขาพดู
เผชิญปัญหาท่ียากล�ำบากก็ต้องยอมรับและหาวิธี โน้มน้าวใจเพื่อนด้วยความอ่อนโยน เห็นใจเพื่อน
แก้ไข เข้มแข็งและปรับความคิดตนเองให้ยอมรับ ต้องการใหเ้ พอ่ื นผ่านวิกฤตชิ วี ติ ส�ำเรจ็ ดงั หวัง
ความจรงิ ทเี่ กดิ ขนึ้ ดว้ ยใจกลา้ หาญทำ� ใหเ้ ราสามารถ ผู้เขียนแฝงข้อคิดเตือนใจท่ีว่าความเพียร
ปรบั ตัวพรอ้ มต่อส้กู ับโลกภายนอก พยายามท่ีจะแก้ปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรคด้วยความ
1.10 การให้ความอนุเคราะห์ คือ กล้าหาญเท่านั้นท่ีจะน�ำพาไปสู่ความสุขส�ำเร็จใน
ลกั ษณะพฤติกรรมที่ให้ความเมตตา อ่อนโยน เห็น ชวี ิต
อกเหน็ ใจ ตอ้ งการเหน็ ผอู้ นื่ มคี วามสขุ โชคดี สำ� เรจ็ 1.11 การขอรบั อปุ ถมั ภห์ รอื อนเุ คราะห์
สมหวงั ดงั ตง้ั ใจ ตวั ละครตอ้ งการปลอบประโลมเพอื่ ผู้อื่น คือ ลักษณะพฤติกรรมของตัวละครท่ีรู้สึก
ให้คลายความทุกข์ ต้องการให้ก�ำลังใจ สนับสนุน ไมป่ ลอดภยั ดแู ลตนเองไมไ่ ดจ้ งึ รสู้ กึ วา้ เหว่ หวาดกลวั
สง่ เสรมิ ด้วยจติ อนั เปน็ กุศล ตวั อยา่ ง เม่ือต้องไปอยู่ไกลถึงต่างถิ่นต่างที่ ตัวละครจึงมี

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 93

ความต้องการที่จะขอความช่วยเหลือ ต้องการ สบประมาท ตอ้ งการเอาชนะความออ่ นแอความกลวั
ความเห็นอกเห็นใจ ต้องการมีใครสักคนท่ีคอยรับ แสดงปฏิกิริยาเพ่ือให้เห็นถึงศักยภาพและศักดิ์ศรี
ฟังทุกข์สุข ให้ค�ำแนะน�ำ คุ้มครอง ปกป้องและ ของตนและแสดงด้วยความเด็ดเดีย่ ว กลา้ หาญ
ให้การสนับสนนุ ภูมิหลังของเหตุการณ์ ต๋งถูกขวานยุยง
ภูมิหลังของเหตุการณ์ ตั๋ง ปรึกษาหารือ ท�ำให้ต๋งผิดใจกับพี่ชาย ต๋งก้าวเข้ามาในบริษัทใน
กับป๋อง หลังจากท่ีเขารู้มาว่าลุงสมชายหนึ่งในหุ้น ฐานะที่เป็นลูกชายของธนิตอีกหน่ึงคน ความคิด
ส่วนปุญญรัตน์ถอนหุ้นออกจากบริษัทเพื่อไปร่วม เหน็ ในการบรหิ ารแตกตา่ งจากตงั๋ ทำ� ใหก้ ารทำ� งาน
ทุนกับนุจรีเจ้าของเทวาคอนสตรัคช่ัน บริษัทที่ต๋ัง ของทั้งคู่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ต๋ังไม่ต�ำหนิ
ไม่เคยแม้แต่จะคิดเป็นคู่แข่งเพราะนุจรีเป็นท่ี น้องเพราะเข้าใจน้อง ต๋ังโน้มน้าวต๋งให้สู้ด้วย
ปรกึ ษาทดี่ ขี องตง๋ั มาโดยตลอด ปอ๋ งโนม้ นา้ วตง๋ั ดว้ ย น�้ำเสียงเตอื นสติ
น�้ำเสียงรทู้ ัน “เร่ืองบางเรื่องเป็นเร่ืองท่ีเจ็บปวดจนเรา
“เอง็ พดู จรงิ ๆ หรอื วะ เรอื่ งทล่ี งุ สมชายจะ ไมต่ อ้ งการใหม้ นั เกดิ ขน้ึ กบั เราแตเ่ มอ่ื มนั เกดิ ขน้ึ มา
ไปรว่ มหนุ้ กบั เทวาคอนสตรคั ชน่ั ” “จรงิ ” ตงั๋ ยนื ยนั แลว้ เรากไ็ มม่ ที างทจ่ี ะหลบหนมี นั ไปไหน นอกจาก
“พ่ีนุจเป็นคนบอกกับข้าเอง” “เฮอ้ ไปๆ มาๆ ข้า จะเผชิญหน้ากับมันและต่อสู้กับความเจ็บปวดน้ัน
ก็ว่าวงการก่อสรา้ งน้ีมันเขี้ยวขาวยาวเฟือ้ ยดว้ ยกนั ใหถ้ ึงที่สดุ ” (Sevikul, 1998 : 435)
ท้ังนนั้ ” “อาจจะยกพ่ีนจุ ไว้สักคน” “ถงึ ยงั ไงเขาก็ จากตวั อยา่ งตวั ละครในทน่ี ้ี คอื ตง๋ั เขาพดู
เคยช่วยเหลือข้า” (Sevikul, 1998 : 430-431) โนม้ นา้ วใจตง๋ ใหค้ ลอ้ ยตามและเชอ่ื ทว่ี า่ การเอาชนะ
จากตวั อยา่ งตวั ละครในทน่ี ้ี คอื ตงั๋ เขาพดู โน้มนา้ ว อปุ สรรคหรอื ปญั หาตา่ งๆ ไดน้ น้ั ตอ้ งเอาชนะความ
ใจป๋องให้เข้าใจว่าการท่ีเขาต้องเผชิญกับการ กลวั เอาชนะด้วยความเดด็ เด่ียวกล้าหาญ
แกง่ แยง่ แขง่ ขนั กนั ทางธรุ กจิ เขาขอเวน้ นจุ รไี ว้ เพราะ ผเู้ ขยี นแฝงขอ้ คดิ ทว่ี า่ ปญั หาทกุ ปญั หาเมอื่
เขาต้องการขอความช่วยเหลือจากเธอ อย่างน้อย เกิดข้ึนแล้วย่อมหาทางแก้ไขได้ จงอย่าเล่ียงหลบ
เธอกใ็ หค้ วามชว่ ยเหลอื แนะนำ� และใหข้ อ้ คดิ ในการ หรือหลีกหนี ให้ยืนหยัดต่อสู้กับปัญหาด้วยความ
ดำ� เนนิ ธรุ กิจ เขม้ แขง็ และกลา้ หาญและสใู้ หถ้ งึ ทสี่ ดุ อยา่ ยอมแพ้
ผเู้ ขยี นแฝงขอ้ คดิ ทว่ี า่ โลกใบนถี้ งึ แมจ้ ะโหด 1.13 ความก้าวร้าว คือ ลักษณะ
รา้ ยสกั เพยี งไหน หากมใี ครสกั คนทด่ี กี บั เราแมจ้ ะดี พฤติกรรมของตัวละครที่ต้องการเอาชนะฝ่ายตรง
เพียงน้อยนิดก็ถือว่าดีแล้ว ให้ตอบแทนด้วยคุณ ข้ามดว้ ยการท�ำใหเ้ จบ็ ปวด ทางร่างกาย จติ ใจและ
ความดี ความกตญั ญเู ทา่ นน้ั จะนำ� ความเจรญิ มาให้ วาจา ตัวละครมีลักษณะต่อต้านซ่ึงเกิดจากความ
1.12 การแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ คือ รสู้ กึ อัดอน้ั โกรธ เกลียด ถอื โทษ
ลักษณะพฤติกรรมของตัวละครที่ต้องการเอาชนะ ภูมิหลังของเหตุการณ์ พ่อแม่ของหว้า
อปุ สรรคหรอื ปญั หาตา่ งๆ ดว้ ยความตอ้ งการลบคำ� (แฟนเกา่ ของตง๋ ) ตำ� หนพิ ฤตกิ รรมของลกู สาวทคี่ บ

94 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

เตล็ มาเพอื่ นและชวนกนั ไปเทย่ี วเถลไถลมากพอ่ พดู ผอู้ นื่ การยอมรบั โชคชะตา การใหค้ วามอนเุ คราะห์
ด้วยนำ้� เสยี งประชดประชนั ตวั อยา่ ง การขอรับอุปถัมภ์หรืออนุเคราะห์จากผู้อ่ืน การ
“แกจะไปไหน”“บ้านเพ่ือน”หล่อนตอบ แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ ความก้าวร้าวซ่ึงพฤติกรรม
ห้วนๆ“เพื่อนที่ไหน”“เต็น”“นังสะดือโบ๋น่ันน่ะ ของตัวละครดังกล่าวถ่ายทอดผ่านบทพูดของ
หรอื ”“ทา่ ทางระรกิ ระรนี้ า่ ดู อกี หนอ่ ยมนั กค็ งลาก ตัวละคร ท�ำให้ผู้อ่านเกิดภาพราวกับตัวละครน้ัน
แกไปม่ัวยาอยี าเลฟิ บอกเสียก่อนนะเวย้ วา่ ถ้าเกิด มชี ีวติ อยู่จรงิ
อะไรขนั้ ฉนั ไมถ่ อ่ สงั ขารไปประกนั แกหรอก”“หนกู ็ ผลจากการศกึ ษาพบวา่ มลู เหตทุ ที่ ำ� ใหเ้ กดิ
ไม่ต้องการให้พ่อมาประกันหนู”“ถ้าหากถูกจับข้ึน การพูดโน้มน้าวใจปรากฏสองด้าน คือ ด้านบวก
มาจริงๆ หนูจะบอกว่าหนูเป็นลูกไม่มีพ่อมีแม่ให้ และด้านลบ ผู้โน้มน้าวเลือกใช้ด้านบวกในการ
ต�ำรวจส่งตัวไปโรงเรียนดัดสันดานหรือเข้าคุกเข้า เจรจาเพ่ือยุติข้อขัดแย้งน�ำไปสู่สันติ เรียงล�ำดับ
ตะรางไปเลย” (Sevikul, 1998 : 33) ที่พบจากมากไปหาน้อยคือ การปกป้องตนเอง
จากตัวอย่างตัวละครในท่ีนี้ คือ พ่อของ การนบั ถอื ตนเอง การเปน็ ตัวของตัวเอง ความเขา้
หวา้ เขาแสดงบทบาทความเปน็ พ่อ เขาพดู ด้วยนำ้� อกเขา้ ใจ ความใสใ่ จในไมตรี การเคารพยกยอ่ งผอู้ น่ื
เสยี งดหู มน่ิ ดแู คลน เปน็ การโนม้ นา้ วใจลกู สาวดว้ ย การควบคุมหรือครอบง�ำผู้อื่น รู้สึกชื่นชอบการ
ความก้าวรา้ ว ถือตนวา่ เป็นพอ่ แสดงอารมณ์เปน็ ยอมรบั โชคชะตา การใหค้ วามอนุเคราะห์ มูลเหตุ
ใหญ่ ลกู สาวจงึ โตเ้ ถยี งกลบั ดว้ ยกรยิ า วาจาจาบจว้ ง ทางด้านบวกน้ันสะท้อนลักษณะเด่นให้เห็นว่า
ไม่เหมาะสม มนษุ ยน์ น้ั ตอ้ งการปดิ บงั ขอ้ บกพรอ่ งของตนเปดิ เผย
ผู้เขียนแฝงข้อคิดเตือนใจว่าการเป็นลูกท่ี ด้านบวกเพ่ือต้องการได้รับการยอมรับ ต้องการ
ดคี วรมคี วามกตญั ญรู คู้ ณุ พอ่ แม่ ไมค่ วรแสดงความ ชนะอปุ สรรค ไมว่ า่ จะใหญน่ อ้ ยมากเทา่ ไร ตวั ละคร
ก้าวร้าวหรือกิริยาที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะพื้นที่ นบั ถอื และเชอ่ื มน่ั ในศกั ดศิ์ รขี องตน ตอ้ งการพสิ จู น์
สาธารณะเพราะจะทำ� ใหไ้ ดร้ บั การดหู มนิ่ ดแู คลนได้ ความสามารถ เปน็ ตวั ของตวั เอง ไมถ่ กู บงั คบั ไมย่ ดึ ตดิ
และไม่อิงส่วนรวม มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ส่วน
5. อภปิ รายผลการวจิ ัย มูลเหตุด้านลบใช้เป็นทางเลือกในการเจรจาน้อย
ที่สุด ปรากฏ 3 แบบคือการขอรับอุปถัมภ์หรือ
มูลเหตุท่ีท�ำให้เกิดบทพูดโน้มน้าวใจของ อนเุ คราะหจ์ ากผอู้ นื่ การแสดงปฏกิ ริ ยิ าตอบโตแ้ ละ
ตวั ละครในนวนยิ ายเรอื่ ง สำ� เภาทอง ของ ประภสั สร แสดงความกา้ วรา้ ว สะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่ การยตุ ปิ ญั หา
เสวกิ ลุ พบวา่ ตวั ละครมลี กั ษณะพฤตกิ รรม 13 แบบ ดว้ ยมูลเหตุ 3 ล�ำดบั สุดทา้ ยไม่ใชว่ ิธกี ารทค่ี นนยิ ม
โดยล�ำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การปกป้อง เลือกน�ำไปใชเ้ จรจาเพอื่ นำ� ไปสคู่ วามสงบ สนั ติ
ตนเอง การนับถือตนเอง การเป็นตัวของตัวเอง ผู้เขียนสร้างบุคลิกลักษณะให้ตัวละครมี
ความเข้าอกเข้าใจ ความใส่ใจในไมตรี การเคารพ ความ รกั โลภ โกรธ หลง พฤติกรรมมที ัง้ ดา้ นบวก
ยกย่องผู้อ่ืน รู้สึกช่ืนชม การควบคุมหรือครอบง�ำ

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 95

และลบราวกับมีบุคคลนั้นมีอยู่ในโลกจริง เช่น 6. ขอ้ เสนอแนะ
ตัวละครมีความวิตกกังวล หลีกหนีปัญหาเพราะ
ขลาดกลัว การปิดกั้นตนเอง การเก็บตัวออกจาก 1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
สังคมซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของประภาพร 1.1 ควรมกี ารศกึ ษาคำ� สอนตามหลกั
มอญแสง (Monsaeng, 1995) ท่ีได้วิเคราะห์ พุทธปรัชญาในนวนิยาย ของ ประภัสสร เสวิกุล
พฤตกิ รรมดา้ นมดื ของตวั ละครเอกในนวนยิ ายของ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาชีวิตที่ต้อง
ม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ โดยผลการศึกษาพบว่าตัว เผชญิ หาทางออกไมไ่ ด้ แกน่ แทข้ องพทุ ธธรรมเปน็
ละครเอกได้แสดงพฤติกรรมด้านมืดในรูปแบบ ทางเลือกท่ีผู้ปฏิบัติสามารถน�ำไปใช้ด�ำเนินชีวิตได้
ต่างๆ ซึ่งมูลเหตุเกิดจากแรงขับภายในและสิ่งเร้า อย่างเหมาะสม เกดิ ความสขุ สงบ
ภายนอก ท�ำให้ตัวละครอ่อนแอ ถูกสบประมาท 2. ควรมกี ารศกึ ษามลู เหตบุ างประการที่
ถกู กลนั่ แกลง้ ตวั ละครจงึ ตอ้ งเผชญิ กบั ปญั หาตา่ งๆ ท�ำให้ตัวละครหญิงมีพฤติกรรมปกป้องตนเองใน
ในชีวิตและพยายามต่อสู้จนประสบความส�ำเร็จ สถานการณ์ต่างๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการใช้
ผู้เขียนเขียนได้สมจริงราวกับตัวละครนั้นมีชีวิต ความรุนแรงทีเ่ กดิ ขึ้นในสังคม
สอดคล้องกับงานวิจัยของฑิตฐิตา นาคเกษม
(Nakkasem, 2002) ที่ไดศ้ ึกษาวิเคราะห์นวนยิ าย 7. องคค์ วามร้ทู ี่ไดร้ ับ
ของประภสั สร เสวกิ ลุ ดา้ นองคป์ ระกอบทางวรรณศลิ ป์
พบวา่ ใช้ประสบการณ์ ข้อมูลและจนิ ตนาการ มา จากการศึกษามูลเหตุท่ีท�ำให้เกิดการพูด
ผกู เปน็ เรอ่ื ง บรรยายฉาก ตวั ละคร เหตกุ ารณต์ า่ งๆ โน้มน้าวใจจากพฤติกรรมของตัวละครในนวนิยาย
ทเ่ี ปน็ ปมปญั หา ใชข้ อ้ ขดั แยง้ ทเี่ กย่ี วกบั ทศั นคติ คา่ เร่ือง ส�ำเภาทอง ของ ประภัสสร เสวิกุล ท�ำให้
นิยมและสภาพความเป็นอยู่ของคนมาป็นการด�ำ ผู้วิจัยได้รู้ถึงภูมิหลังของชีวิตตัวละครซ่ึงเหมือน
เนนิ เรอ่ื ง ท�ำใหต้ วั ละครราวกับมชี วี ิต ภาพจ�ำลองของชีวิตจริงๆ ของคน เมื่อใดที่เกิด
ลกั ษณะพฤตกิ รรมทเี่ ปน็ มลู เหตทุ ำ� ใหเ้ กดิ ความไม่เข้าใจกัน ความคิดเห็นแตกต่างท�ำให้เกิด
บทพูดโน้มน้าวใจระหว่างตัวละครสองฝ่ายท�ำให้ ความขัดแย้ง จึงเกดิ การพูดเพ่อื โนม้ น้าวใจเพ่ือลด
ผอู้ า่ นอา่ นสนกุ ชวนตดิ ตาม นวนยิ ายมคี วามสมจรงิ ปัญหาหรือขจัดความขัดแย้งให้หมดไป วิธีการพูด
ย่อมเพ่มิ อรรถรสในการอ่าน ทงั้ มวลประสบการณ์ โน้มน้าวใจเป็นวิธีที่จะน�ำไปสู่ความสงบสุข สันติ
ของนักเขียนท่ีมีความสามารถชั้นครูท่ีสามารถ การเขา้ ใจถงึ ภมู หิ ลงั ของคน ลกั ษณะพฤตกิ รรมของ
ถ่ายทอดเรื่องเล่าผ่านตัวละคร นวนิยายของ คน จึงมคี วามจ�ำเป็น เพราะจะท�ำใหผ้ ู้พูดมีทิศทาง
ประภัสสร เสวิกุลจึงไม่เพียงแต่ท�ำให้ผู้อ่านเกิด ในการเลือกพูดให้เหมาะสมเพ่ือเล่ียงที่พูดในสิ่งที่
ความเพลดิ เพลนิ เทา่ นนั้ แตย่ งั ใหค้ ณุ คา่ ทางความคดิ ท�ำให้อีกฝ่ายไม่พึงพอใจ มากกว่านั้นการเลือกใช้
จนิ ตนาการ สติปญั ญา คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม น้�ำเสียงและท่าทางประกอบในการพูดโน้มน้าวใจ
ย่อมท�ำให้สถานการณ์ขัดแย้ง น้ันคลี่คลายลงได้
ไม่มากกน็ อ้ ย

96 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

References

Kaeokangwan, S. (2011). Personality psychology theory. Bangkok : Moh chao ban publishing
house.

Ma, Y. (2011). Alternative: Reflection of Chinese-Thai society in the novel of Prabhassorn
Sevikul. Master of Arts. Graduate School : Huachiew Chalermprakiet University.

Meekoom, N. (1996). An Analysis of the viewpoint on women’s role in Prapatson sevikun’s
novels. Master’s thesis. Graduate School : Ramkhamhaeng University.

Monsaeng, P. (1995). Types and negative behavior of main characters in the novels written
by M.L. Srifa Mahawan. The report is based on conferences, presentations of national
and international research. Graduate studies in Northern Rajabhat Universities.

Mookham, T. (2016). Discourse on Human Resource Development in the ASEAN Literature
of Praphatsorn Sewikul. Journal of Education Thaksin University, 16(2), 28-42.

Nakkasem, D. (2002). An Analytical study of Prabhassorn Sevikul’s Novels. Master’s thesis.
Graduate School : Naresuan University.

Nantachantoon, S. (2009). Phrases in non-fiction literature: a case study of Thomyantee’s
novels. Manutsayasat Wichakan Journal, 16(1), 76-88.

Pantakengamon, T. (1996). Writing for communication Faculty of Humanities and Social
Sciences, Songkhla Rajabhat University. Songkhla : Thai department.

Phongprayoon, U. (1993). An analysis of envious female characters in the modern Thai
novels published during B.E.2516-2532. Master’s thesis. Graduate School :
Srinakharinwirot University.

Sevikul, P. (1998). Sam Phao Thong. Bangkok : Nanmeebooks.

การพฒั นาการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั
สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1*
Development in Learning Experiences Management for Early
Childhood’s Teachers under the Office of Mahasarakham

Primary Education Service Area 1

ณิชาภา รตั นพล และพีระศกั ด์ิ วรฉตั ร
Nichapa Ruttanapol and Peerasak Worrachat

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
Mahasarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวิจัยครัง้ นี้ มีวตั ถุประสงค์เพอ่ื 1) ศึกษาสภาพปัจจุบนั สภาพที่พึงประสงค์ และ 2) พัฒนา
โปรแกรมจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
มหาสารคาม เขต 1 การด�ำเนนิ การวจิ ยั แบง่ ออกเปน็ 2 ระยะ คือ ระยะท่ี 1 การศึกษาสภาพปจั จบุ นั และ
สภาพที่พึงประสงค์ของการจัดประสบการณ์เรียนรู้ของครูปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับ
ปฐมวยั จำ� นวน 137 คน ระยะท่ี 2 พฒั นาโปรแกรมการจดั ประสบการณเ์ รยี นรขู้ องครปู ฐมวยั โดยกลมุ่ ผใู้ ห้
ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ ผทู้ รงคณุ วฒุ ปิ ระเมนิ โปรแกรม จำ� นวน 7 คน เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มลู คอื แบบประเมนิ
สถิติทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ไดแ้ ก่ ค่าเฉล่ีย และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. สภาพปจั จบุ นั ของการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั โดยรวมอยใู่ นระดบั ปานกลาง
และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ส่วนสภาพท่ีพึงประสงค์ของการ
จัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย โดยรวมอยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และด้านการบริหารจัดการ
ชั้นเรียนอยู่ในระดบั มากท่ีสดุ

* ได้รับบทความ: 18 เมษายนร 2562; แกไ้ ขบทความ: 11 สงิ หาคม 2563; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 25 สิงหาคม 2563
Received: April 18, 2019; Revised: August 11, 2020; Accepted: August 25, 2020

98 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

2. พฒั นาโปรแกรมการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั ประกอบดว้ ย 6 องคป์ ระกอบ
ได้แก่ หลกั การ วัตถุประสงค์ โครงสร้างและเน้ือหา วิธีการดำ� เนินการ กิจกรรมและเคร่อื งมอื การพฒั นา
และการประเมนิ ผล สว่ นโปรแกรมการพฒั นาครู แบง่ ออกเปน็ การประเมนิ กอ่ นการพฒั นา (1.30 ชว่ั โมง)
การพัฒนาตามโปรแกรมการเรยี นรู้ แบ่งออกเปน็ 5 Module ได้แก่ การวเิ คราะหห์ ลกั สตู ร แผนการจดั
ประสบการณเ์ รยี นรู้ การบรหิ ารจดั การชนั้ เรยี น สอื่ และเทคโนโลยี การวดั ผลและการประเมนิ พฒั นาการ
(28 ช่วั โมง) การเรยี นรู้โดยท�ำงานรว่ มกับบคุ คลอื่น (8 ช่วั โมง) และการบรู ณาการสอดแทรกการปฏบิ ตั ิ
งานกจิ กรรมพฒั นาการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรปู้ ฐมวยั ในสถานศกึ ษาของตนเอง (2 ชวั่ โมง) การประเมนิ
หลังพฒั นา (30 นาที) รวมท้ังส้นิ 40 ชั่วโมง ผลการประเมนิ ความเหมาะสม ความเปน็ ไปไดข้ องโปรแกรม
พบวา่ มคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดับมาก และมีความเป็นไปไดอ้ ยูใ่ นระดบั มากที่สดุ
ค�ำสำ� คัญ: โปรแกรมพฒั นา; การจดั ประสบการณก์ ารเรียนร;ู้ ครปู ฐมวัย

Abstract

The purposes of the research were: 1) to study current conditions desirable conditions
and 2) Development in Learning Experiences Management for Early Childhood’s Teachers
under the Office of Mahasarakham Primary Education Service Area 1. There were 2 phases.
The phases included 1) study current conditions and desirable conditions in Learning
Experiences Management for Early Childhood’s Teachers. There are 137 participants.
The second phase was 2) Development in Learning Experiences Management for Early
Childhood’s Teachers. The instrumentations are the following ; 1) evaluation forms 2)
questionnaire 3) interview forms. The statistics used for analysis data were mean and
standard deviation.
The results are as followed :
1. Result of the current conditions in Learning Experiences Management for
Early Childhood’s Teachers was at a moderate level in all items. And desirable conditions
in Learning Experiences Management for Early Childhood’s Teachers was at a high level.
Except the learning experience plan And the class management is at the highest level.
2. Result of a use of a program of development in Learning Experiences Management
for Early Childhood’s Teachers. Consists of 6 elements, namely principles, objectives,
structures and content How to proceed Activities and development tools And evaluation

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 99

The teacher development program is divided into pre-development assessments (1.30
hours). Development by training and learning programs can be divided into 5 modules
including curriculum analysis, Learning experience plan, Classroom management, Media
and technology Evaluation and development assessment (28 hours) Learning by working
with other people (8 hours) and integrating Insertion of activities for the development of
early childhood learning experiences in their own schools (2 hours), post-development
assessment (30 minutes), a total of 40 hours. The feasibility of the program was found
to be appropriate at a high level. And have the highest possible level.
Keywords: Program to Development; Learning Experiences Management; Early Childhood’s
Teachers

1. บทนำ� รากฐาน คุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็น
มนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราช เปน็ กลไกขบั เคลอ่ื นพรอ้ มกบั การจดั สภาพแวดลอ้ ม
อาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 54 ท่ี กระบวนการจดั การเรยี นรแู้ ละตอ้ งคำ� นงึ ถงึ พฒั นาการ
บญั ญตั ไิ วว้ า่ รฐั ตอ้ งดำ� เนนิ การใหเ้ ดก็ เลก็ ไดร้ บั การ รวมท้ังความสนใจ ความสามารถ สภาพแวดล้อม
ดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาให้เด็กได้ ของเดก็ ปฐมวยั เปน็ หลกั (Ministry of Education,
พัฒนาร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมสติปัญญา 2017 : 5) และเพื่อให้ทันกบั การเปลี่ยนแปลงของ
และมาตรา 258 ใหเ้ ดก็ ไดร้ บั การพฒั นา โดยไมเ่ กบ็ โลกในศตวรรษท่ี 21 เด็กจะได้รับการพัฒนา 4
ค่าใช้จ่าย มีระบบการผลิตครูอาจารย์ให้มีจิต ทกั ษะ คอื การมคี วามรใู้ นวชิ าหลกั ซงึ่ มคี วามหมาย
วญิ ญาณความเปน็ ครู มคี วามรคู้ วามสามารถอยา่ ง ครอบคลมุ ถงึ ความรรู้ อบตวั อนื่ ๆ ดว้ ย การมที กั ษะ
แท้จรงิ ปรบั ปรงุ การเรยี นการสอนทกุ ระดบั (The ชีวิต ทักษะอาชีพ การมีทักษะการเรียนรู้ สร้าง
Secretariat of the Senate, 2017 : 14) นวัตกรรมใหม่ และการมีทักษะด้านสารสนเทศ
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้จัดการศึกษา ส่อื และเทคโนโลยี (Parnit, 2012 : 16-21)
ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้น จากสภาพการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย
การเตรยี มความพรอ้ มและสง่ เสรมิ พฒั นาการใหก้ บั ในปัจจุบัน พบว่า เด็กมีพัฒนาการท่ีล่าช้าท้ังทาง
เด็กครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้าน ดา้ นสตปิ ญั ญา การคดิ วเิ คราะห์ ความคดิ สรา้ งสรรค์
รา่ งกาย ดา้ นอารมณ-์ จติ ใจ ดา้ นสงั คม และดา้ นสติ ภาษา และการปรบั ตวั เนอ่ื งจากเดก็ ปฐมวยั ไดร้ บั
ปญั ญาบนพนื้ ฐานการอบรมเลย้ี งดแู ละการสง่ เสรมิ การสนบั สนนุ ทไ่ี มเ่ หมาะสม มุง่ เนน้ แต่ด้านเนอ้ื หา
กระบวนการเรียนรู้ท่ีสนองต่อธรรมชาติและ สาระมากกวา่ ทกั ษะกระบวนการซงึ่ ทกั ษะกระบวนการ
พฒั นาการของเดก็ แตล่ ะคนตามศกั ยภาพเพอื่ สรา้ ง

100 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ดงั กลา่ ว ไดแ้ ก่ การคดิ แกป้ ญั หา การตดั สนิ ใจ การให้ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายใน
เหตุผล รวมถึงขาดการพัฒนาด้านคุณธรรมและ พบว่า บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับ
คุณลักษณะที่จ�ำเป็นต่อการเรียนรู้การด�ำเนินชีวิต การจัดประสบการณ์แบบบูรณาการเป็นอย่างดี
สง่ ผลใหเ้ ดก็ ขาดแรงจงู ใจ ในการเรยี นรู้ ขาดทกั ษะ และสามารถน�ำความรู้ ไปปฏิบัติในการเขียน
ในการท�ำงานร่วมกับคนอ่ืน และขาดทักษะความ แผนการจดั ประสบการณแ์ ละการจดั ประสบการณ์
รับผิดชอบทัง้ ตอ่ ตนเองและผู้อืน่ (Prangprapun, การเรียนรู้ได้ถูกตอ้ งเหมาะสม
2014) สอดคลอ้ งกบั ผลการวจิ ยั ของสรุ ยิ า ฆอ้ งเสนาะ ผู้วิจัยซึ่งเป็นบุคลากรทางการศึกษา
(Kongsanok, 2013) และบุญเชิด ชํานิศาสตร์ จึงสนใจศึกษาการพัฒนาการจัดประสบการณ์การ
(Chamnisart, 2013 : 193-202) พบวา่ ผบู้ ริหาร เรยี นรขู้ องครูปฐมวัย โดยสงั เคราะห์องค์ประกอบ
สถานศึกษาให้ความสนใจการศึกษาข้ันพื้นฐาน ของการจัดประสบการณ์เรียนรู้ของครูปฐมวัยเพื่อ
มากกว่าระดับปฐมวัย ในส่วนของครูผู้สอนระดับ นำ� ไปศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั และสภาพทพ่ี งึ ประสงค์
ปฐมวัย ขาดความรู้ความเข้าใจท่ีถูกต้องในการ ของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และศึกษาวิธี
จัดการศึกษา และการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติ การปฏิบัติท่ีเป็นเลิศ (Best Practices) ในสถาน
ปญั ญาทเ่ี หมาะสมกบั วยั จงึ ทำ� ใหค้ รเู นน้ ใหเ้ ดก็ อา่ น ศึกษาต้นแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย เพ่ือน�ำสู่
เขยี นและเนน้ การสอนใหเ้ ดก็ ทอ่ งจำ� มากกวา่ ทกั ษะ การจัดท�ำโปรแกรมพัฒนาการจัดประสบการณ์
พฒั นาดา้ นการคดิ และการตดั สนิ ใจ การใหเ้ หตผุ ล การเรียนรู้ของครูปฐมวัย ในส�ำนักงานเขตพื้นท่ี
รวมถึงการขาดการพัฒนาด้านคุณธรรมและ การศกึ ษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 แลว้ จงึ
คุณลกั ษณะท่จี �ำเปน็ ตอ่ การเรียนรู้ ตรวจสอบยืนยัน พร้อมข้อเสนอแนะของผู้ทรง
ผลศึกษาการพัฒนาครูด้านการจัด คุณวุฒิเพ่ือให้ม่ันใจได้ว่า โปรแกรมที่พัฒนาข้ึน
ประสบการณก์ ารเรยี นรแู้ บบบรู ณาการสำ� หรบั เดก็ สามารถน�ำไปใช้ในการพัฒนาครูปฐมวัยมีความ
ปฐมวัย โดยใช้หลักวิจัยปฏิบัติการของ Levin สามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ได้อย่างมี
(1983 : 162) โดยใชก้ ลยทุ ธก์ ารสนทนากลุม่ ย่อย ประสทิ ธภิ าพ สง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นไดพ้ ฒั นาความรคู้ วาม
และการนิเทศภายในโดยจุฑารัตน์ หมู่วิเศษ สามารถได้อย่างเตม็ ศักยภาพ อยู่ในสังคมได้อยา่ ง
(Moowisat, 2013 : 98-99) พบวา่ ครมู คี วามรู้ มคี วามสขุ สง่ ผลดตี อ่ การบรหิ ารและพฒั นาการศกึ ษา
ความเขา้ ใจและสามารถจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้
แบบบรู ณาการไดต้ ามกจิ กรรมประจำ� วนั 6 กจิ กรรม 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
ซึ่งสอดคล้องกับณัฐริกา ทาเชาว์ (Tha-Chao,
2014 : 95-96) การพัฒนาบุคลากรด้านการจัด 1. เพ่ือศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพท่ี
ประสบการณ์การเรียนรู้แบบบูรณาการส�ำหรับ พงึ ประสงคข์ องการพฒั นาการจดั ประสบการณก์ าร
เด็กปฐมวัย โดยใช้ 2 กลยุทธ์ในการพัฒนา คือ เรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี าร
ศกึ ษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 101

2. เพอ่ื พฒั นาโปรแกรมการจดั ประสบการณ์ จ�ำนวน 3 แหง่ คอื โรงเรยี นอนุบาลมหาสารคาม
การเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ที่ โรงเรียนหลักเมืองมหาสารคาม และโรงเรียนบ้าน
การศกึ ษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 หนองแวงหนองตุ สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การ
ศกึ ษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 โดยใชแ้ บบ
3. วธิ ีดำ� เนินการวจิ ยั สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ด�ำเนินการสัมภาษณ์
ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างาน และครูผู้สอน
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา น�ำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์องค์ประกอบ วิธีการ
(Research and Development) ผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ พัฒนา เพื่อน�ำไปใช้ในการจัดท�ำร่างโปรแกรม
การวจิ ยั เป็น 2 ระยะ ดงั น้ี พัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครู
ระยะท่ี 1 การศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั สภาพ ปฐมวยั จากนน้ั ดำ� เนนิ การตรวจสอบความเหมาะสม
ท่ีพึงประสงค์ของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และเป็นไปได้ของโปรแกรม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ
ของครปู ฐมวยั เปน็ การศกึ ษา และนำ� องคป์ ระกอบ จ�ำนวน 7 คน แล้วจึงน�ำผลการประเมินและข้อ
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย เสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ จัดท�ำโปรแกรม
น�ำมาสร้างเครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล พัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครู
คือ แบบสอบถาม ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ปฐมวยั สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถม
มี 5 ระดับ เกี่ยวกบั สภาพปัจจุบนั และสภาพท่พี งึ ศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 ฉบบั สมบูรณ์ต่อไป
ประสงคข์ องการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรขู้ องครู เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ปฐมวัย น�ำไปเก็บรวบรวมขอ้ มลู จากกลุ่มตวั อยา่ ง 1. แบบสอบถาม (Questionnaire)
จำ� นวน 137 คน ไดม้ าโดยวธิ กี ารใชต้ ารางสำ� เรจ็ รปู เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale)
ของ Krejcie & Morgan (Srisaad, 2009 : 199) มี 5 ระดับ (Srisaad, 2003 : 72-73) เก่ียวกับ
จากจ�ำนวนครูทั้งหมด เทียบสัดส่วนของแต่ละ สภาพปัจจุบันและสภาพท่ีพึงประสงค์ของการจัด
ขนาดและแตล่ ะโรงเรยี นแลว้ สมุ่ อยา่ งงา่ ย (Simple ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย โดยมีค่า
Random Sampling) จากนน้ั ทำ� การสมุ่ ตวั อย่าง อ�ำนาจจ�ำแนกสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึง
แบบแบง่ ชนั้ ภมู ิ (Stratified Random Sampling) ประสงค์รายข้อตั้งแต่ 0.65-0.85 และมีค่าความ
แบบเป็นสัดส่วน แล้วน�ำมาวิเคราะห์ข้อมูลใช้ เช่อื มนั่ รายขอ้ อย่รู ะหวา่ ง 0.67-0.79
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�ำเร็จรูปหาค่าเฉลี่ยส่วน 2. แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
เบยี่ งเบนมาตรฐาน และดัชนคี วามต้องการจ�ำเป็น (Structured Interview) ผวู้ จิ ยั ไดส้ รา้ งและพฒั นาขน้ึ
ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมการจัด โดยการประยุกต์ข้อค�ำถามจากแบบสอบถาม
ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย เป็นการ เพ่ือความเที่ยงตรงของค�ำสัมภาษณ์ผู้วิจัยได้
ศกึ ษาวธิ ปี ฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน็ เลศิ ของโรงเรยี นทเี่ ปน็ ตน้ แบบ ปรึกษาคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์และ
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย

102 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเน้ือหา ประกอบด้วย มหาสารคาม เขต 1 ประกอบดว้ ย 6 ส่วน ไดแ้ ก่
ผเู้ชย่ี วชาญดา้ นการจดั การศกึ ษาปฐมวยั จำ� นวน 2 คน 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม
ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นการบรหิ ารการศกึ ษา จำ� นวน 2 คน 3) โครงสร้างและเนื้อหา 4) วิธีการด�ำเนินการ
ผู้เช่ยี วชาญดา้ นการวัดผลการศึกษา จำ� นวน 1 คน 5) กจิ กรรมและเครอื่ งมอื 6) การประเมนิ ผลและ
3. คู่มือโปรแกรม และแบบประเมิน ขอบขา่ ยเนอ้ื หา แบง่ ออก 5 Module ไดแ้ ก่ 1) การ
ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ วิเคราะห์หลักสูตร 2) แผนการจัดประสบการณ์
โปรแกรมพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เรียนรู้ 3) การบริหารจัดการชั้นเรียน 4) ส่ือและ
ของครูปฐมวัย ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เทคโนโลยี 5) การวดั ผลและการประเมนิ พฒั นาการ
ประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 ผวู้ จิ ยั ไดส้ รา้ งและ เวลาทใี่ ชใ้ นการพฒั นา 40 ช่วั โมง มวี ิธีการพัฒนา
พัฒนาขึ้น โดยพิจารณาจากองค์ประกอบของ ได้แก่ 1) การฝึกอบรม 2) การนิเทศภายใน 3)
โปรแกรม เพอ่ื ใหผ้ ทู้ รงคณุ วฒุ ปิ ระเมนิ ความเหมาะ การสร้างผลงานทางวิชาการ 4) การศึกษาดูงาน
สมและความเป็นไปได้ จ�ำนวน 7 คน พร้อม และผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็น
ข้อเสนอแนะการปรับปรุงโปรแกรมให้มีความ ไปได้ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด 7 คน พบว่า
เหมาะสมมากยิ่งขนึ้ ในแตล่ ะองค์ประกอบ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 3.90)
และความเปน็ ไปไดอ้ ยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ ( = 4.65)
4. สรปุ ผลการวิจยั นอกจากนี้ ผทู้ รงคณุ วฒุ ไิ ดใ้ หข้ อ้ เสนอแนะ
ในการน�ำโปรแกรมไปใช้โดยควรให้หน่วยงานท่ี
1. ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและ มหี นา้ ทกี่ ำ� กบั ดแู ลเปน็ ผดู้ ำ� เนนิ การพฒั นาครผู สู้ อน
สภาพทพ่ี งึ ประสงคข์ องการพฒั นาการจดั ประสบการณ์ โดยอาจพจิ ารณาพฒั นาครผู สู้ อนทลี ะดา้ น จนครบ
การเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ท่ี ท้ัง 5 ด้าน และเนื่องจากครูผู้สอนจะต้องท�ำการ
การศกึ ษาประถมศกึ ษา มหาสารคาม เขต 1 พบวา่ จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน อาจพิจารณา
สภาพปัจจุบันของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ กิจกรรมในส่วนการฝึกอบรมให้ความรู้ เป็นการ
ของครูปฐมวัย โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง จดั การฝกึ อบรมในระบบออนไลน์ เพอ่ื ไมใ่ หก้ ระทบ
( = 3.21) เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายด้าน พบวา่ อยู่ใน กับการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน
ระดับปานกลางทุกด้าน ส่วนสภาพท่ีพึงประสงค์
พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.48) 5. อภิปรายผลการวจิ ยั
เมอื่ พิจารณาเป็นรายด้าน พบวา่ อยใู่ นระดับมาก
ทีส่ ดุ ทุกด้าน 1. ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและ
2. ผลการพัฒนาโปรแกรมการจัด ส ภ า พ ท่ี พึ ง ป ร ะ ส ง ค ์ ข อ ง ก า ร พั ฒ น า ก า ร จั ด
ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย สังกัด ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย สังกัด
ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 103

มหาสารคาม เขต 1 สามารถอภปิ รายผลการศกึ ษา ประสบการณ์การเรียนรู้ครูปฐมวัย โดยรวมอยู่ใน
ไดด้ ังนี้ ระดบั ปานกลาง ( = 3.24) เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายขอ้
1.1 ด้านการวิเคราะห์หลักสูตร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ ส่วนสภาพท่ี
พบวา่ สภาพปัจจบุ นั ของการจัดประสบการณ์การ พึงประสงค์ของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ครู
เรียนรู้ครูปฐมวัย โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ปฐมวยั โดยรวมอย่ใู นระดบั มากท่ีสดุ ( = 4.58)
( = 3.20) เม่ือพิจารณาเป็นรายขอ้ โดยรวมอยูใ่ น เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ ทกุ ขอ้
ระดบั ปานกลางทกุ ขอ้ สว่ นสภาพทพ่ี งึ ประสงคข์ อง ซ่ึงเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ครูปฐมวัยมีความรู้
การจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรคู้ รปู ฐมวยั โดยรวม ความเขา้ ใจในการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรซู้ ง่ึ ยงั
อยู่ในระดับมาก ( = 4.28) เมื่อพิจารณาเป็น มคี วามตอ้ งการทจี่ ะไดร้ บั การพฒั นา ใหส้ ามารถจดั
รายข้อ อยู่ในระดับมากทุกข้อ ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นน้ี ประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย สอดคล้อง
เพราะวา่ ในการจดั ประสบการณเ์ รยี นรู้ ครตู อ้ งศกึ ษา กับความแตกต่างระหวา่ งบุคคล โดยสอดคล้องกับ
วเิ คราะหห์ ลกั สตู ร กำ� หนดประสบการณส์ ำ� คญั และ ผลการวจิ ยั ของณฐั ภสั สร ชนื่ สขุ สมหวงั (Chuensuk
สาระท่ีควรรูใ้ นแตล่ ะช่วงอายุ ระยะเวลาเรียนการ somwng, 2013 : 91-96) ได้ศึกษาการประเมิน
จัดประสบการณ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ความต้องการจ�ำเป็นเพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง
ส่ือและแหล่งเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการและ วชิ าชพี ของครปู ฐมวยั พบวา่ ดา้ นทม่ี คี วามตอ้ งการ
การบริหารจัดการหลักสูตรตามความเหมาะสม จ�ำเป็นมากท่ีสุด คือ การพัฒนาตนเอง รองลงมา
และความจ�ำเป็นของสถานศึกษาแต่ละแห่ง คอื การสอน และคณุ ธรรมจริยธรรม และจรรยา
(Ministry of Education, 2017 : 40) โดยเฉพาะ บรรณวิชาชีพ ตามลำ� ดับ
อยา่ งยงิ่ ในการวิจยั ครั้งนี้ พบวา่ ครู มคี วามเหน็ วา่ 1.3 ด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน
การจัดหลักสูตรเป็นไปตามความสนใจและความ พบว่า สภาพปจั จบุ ันของการจดั ประสบการณ์การ
ต้องการของผู้เรียน ซ่ึงเป็นไปตามหลักในการ เรียนรู้ของครูปฐมวัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก
จัดการศึกษาที่เน้นการส่งเสริมความงอกงามของ ( = 3.20) และเมอ่ื พจิ ารณาเป็นรายดา้ น อยใู่ น
บุคคล จัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญอย่าง ระดับปานกลางทุกด้าน ส่วนสภาพท่ีพึงประสงค์
แทจ้ รงิ โดยสอดคลอ้ งกบั กรมวชิ าการ (Department ของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย
of Academic Affairs, 2002 : 7) วิธกี ารสอนของ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.12) และเมื่อ
ครูดี ครูเก่ง ครูสอนดี ได้สอนวิชาท่ีตนถนัดและ พิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน
ชอบ จึงมีความลุ่มลึกในเนื้อหา ท�ำให้การจัด เหตุท่ีเป็นเช่นนี้เพราะว่า การบริหารจัดการ
กิจกรรมการเรยี นรมู้ คี ุณภาพ ชั้นเรียน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความอบอุ่นในขณะอยู่
1.2 ด้านแผนการจัดประสบการณ์ ในชน้ั เรยี น มคี วามสขุ ในขณะทม่ี กี ารเรยี นการสอน
การเรียนรู้ พบว่า สภาพปัจจุบันของการจัด สง่ เสรมิ สนบั สนนุ บรรยากาศแหง่ การเรยี นรใู้ หเ้ กดิ

104 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ประโยชน์สงู สดุ (Boonpirom, 2014 : 150-152) of Education, 2009) โดยสอดคล้องกับผลการ
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ จากการวิจยั ในครั้งน้ี ไดค้ ้นพบ วจิ ัยของ Harvey (2002 : 125) ไดว้ จิ ัยผลกระทบ
วา่ ครมู คี วามตอ้ งการในการบรหิ ารจดั การชนั้ เรยี น ของผู้ใชหนังสือนิทานบันทึกเสียงท่ีมีตอการรูและ
ที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่าง การแสดงออกเสียงค�ำศัพท์ของเด็กปฐมวัย พบวา
มีความสุข เนื่องด้วยชั้นเรียนเป็นแหล่งการเรียนรู้ การฟง หนงั สอื ในเทปบนั ทกึ เสยี งของเดก็ โดยอสิ ระ
พน้ื ฐานในทกั ษะดา้ นตา่ งๆ ทง้ั ภาคทฤษฎแี ละภาค สามารถเพิ่มคำ� ศัพท์ทรี่ ับรู และแสดงออกของเด็ก
ปฏิบัติ โดยสอดคล้องกับผลการวิจัยของปิยะมาศ ปฐมวยั ได้อย่างมีนยั สำ� คญั
ทองเปลว (Thongplew, 2017 : 120-122) 1.5 ด้านการวัดผลและการประเมิน
ได้ศึกษาการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะ พัฒนาการ พบว่า สภาพปัจจุบันของการจัด
การจดั การเรยี นรขู องครปู ฐมวยั สำ� หรบั สถานศกึ ษา ประสบการณก์ ารเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั โดยรวมอยู่
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา ในระดบั ปานกลาง ( = 3.21) และเมอ่ื พจิ ารณา
อดุ รธานี เขต 4 พบวา่ มคี วามตอ้ งการพฒั นาอยใู่ น เป็นรายด้าน อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน
ระดบั มาก 4 ด้าน ได้แก ดา้ นการสร้างหลักสตู รท่ี ส่วนสภาพท่ีพึงประสงค์ของการจัดประสบการณ์
เหมาะสม ดา้ นการจดั กจิ กรรมทสี่ ง เสรมิ พฒั นาการ การเรียนรขู้ องครปู ฐมวัย โดยรวมอย่ใู นระดบั มาก
และการเรียนรูของเด็ก ด้านการสร้างสภาพแวด ( = 4.26) และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน
ลอมท่ีเอ้ืออ�ำนวยตอการเรียนรูของเด็ก ด้านการ อยู่ในระดับมากทุกด้าน เหตุที่เป็นเช่นน้ีเพราะว่า
บูรณาการเรียนร ู ก า ร ป ร ะ เ มิ น พั ฒ น า ก า ร เ ป ็ น ส ่ ว น ส� ำ คั ญ ใ น
1.4 ด้านสื่อและเทคโนโลยี พบว่า กระบวนการสอน เพราะท�ำให้ทราบวา่ ทกั ษะและ
สภาพปัจจุบันของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พฤติกรรมใดที่บ่งบอกถึงระดับพัฒนาการใดและ
ของครปู ฐมวัย โดยรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง ( = ควรจัดประสบการณก์ ารสอนอยา่ งใดใหเ้ หมาะสม
3.18) และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับ เพื่อเด็กจะได้พัฒนาเพิ่มยิ่งข้ึนไปว่าเด็กมีการ
ปานกลางทกุ ดา้ น สว่ นสภาพทพี่ งึ ประสงคข์ องการ พัฒนา (McMurrain, Kaufman & Larcia, 1979
จดั ประสบการณก์ ารเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั โดยรวม : 115) สอดคลอ้ งกบั ผลการวจิ ยั ของ Allen (2007
อยูใ่ นระดับมาก ( = 4.24) และเม่อื พิจารณาเปน็ : 124) ไดท้ ำ� การศึกษาเรื่องการประเมินผลพฒั นา
รายด้าน อยู่ในระดับมากทกุ ด้าน เหตุที่เป็นเช่นน้ี การของเดก็ ในศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ พบวา่ ทกุ เมือง
เพราะว่า ส่ือเทคโนโลยีการศึกษา มีส่วนช่วย มีการใช้เคร่ืองมือการประเมินท่ีหลากหลายและ
ส่งเสริมการศึกษา ในอันที่จะให้บทเรียนน่าสนใจ ประเมนิ พฒั นาการในหลายๆ ด้าน ด้วยเคร่อื งมอื
และผเู้ รยี นมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจมากยงิ่ ขนึ้ จงึ นบั ได้ ทีเ่ หมาะกบั อายุของเด็ก และเช่อื มต่อกบั หลกั สตู ร
ว่าเทคโนโลยีทางการศึกษามีบทบาทส�ำคัญใน ศูนย์เด็กเล็ก และพบว่ามีคามซับซ้อนในระบบ
วงการศึกษาในยุคปัจจุบันและอนาคต (Ministry ประเมิน

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 105

2. ผลการพัฒนาโปรแกรมการจัด องคป์ ระกอบและตวั บง่ ช้ขี องการจดั ประสบการณ์
ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย สังกัด เรียนรู้ของครูปฐมวัยอย่างครบถ้วน จึงส่งผลให้
ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา โปรแกรมทพ่ี ฒั นาขน้ึ มามคี วามเหมาะสมและความ
มหาสารคาม เขต 1 ท่ีพบว่า โปรแกรมการจัด เป็นไปได้เป็นท่ีน่าพึงพอใจ และสอดคล้องกับผล
ประสบการณ์เรียนรู้ของครูปฐมวัย ประกอบด้วย การวิจัยของปิยะมาศ ทองเปลว (Thongplew,
6 ส่วน และขอบข่ายเนือ้ หา แบง่ ออก 5 Module 2017 : 120-122) ได้ศึกษาการพัฒนาโปรแกรม
ได้แก่ 1) การวิเคราะห์หลักสูตร 2) แผนการจัด เสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรูของครู
ประสบการณเ์ รยี นรู้ 3) การบรหิ ารจดั การชนั้ เรยี น ปฐมวัยส�ำหรับสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขต
4) สอื่ และเทคโนโลยี 5) การวดั ผลและการประเมนิ พน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาอดุ รธานี เขต 4 พบวา่
พัฒนาการ เวลาท่ีใช้ในการพัฒนา 40 ชั่วโมง โปรแกรมการเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการจดั การเรยี นรู
มวี ธิ กี ารพฒั นา ไดแ้ ก่ 1) การฝกึ อบรม 2) การนเิ ทศ ของครปู ฐมวัยมอี งคป ระกอบของโปรแกรม ได้แก
ภายใน 3) การสร้างผลงานทางวิชาการ 4) การ 1) ท่ีมาและความส�ำคัญของโปรแกรม 2)
ศึกษาดูงาน และผลการประเมินความเหมาะสม วัตถุประสงคข องโปรแกรม 3) รูปแบบและวิธีการ
และความเปน็ ไปได้ โดยมผี ทู้ รงคณุ วฒุ ทิ งั้ หมด 7 คน พฒั นา 4) โครงสรา้ งของโปรแกรม 5) เนื้อหาและ
พบวา่ มคี วามเหมาะสม อยใู่ นระดบั มาก และความ สาระส�ำคัญของโปรแกรม ประกอบดว้ ย 3 โมดูล
เป็นไปได้ อยู่ในระดับมากท่ีสุด นอกจากน้ีผู้ทรง ประกอบด้วย 1) การวเิ คราะหห์ ลักสตู ร 2) การจดั
คุณวุฒิได้ให้ข้อเสนอแนะในการน�ำโปรแกรมไปใช้ กิจกรรมสงเสริมพัฒนาการและโมดูล 3) การ
โดยควรให้หน่วยงานท่ีมีหน้าที่ก�ำกับดูแลเป็น ประเมินพัฒนาการและการเรียนรู โดยใชเวลาใน
ผู้ด�ำเนินการพัฒนาครูผู้สอน โดยอาจพิจารณา การพัฒนา 35 ช่ัวโมง และโปรแกรมเสริมสร้าง
พัฒนาครูผู้สอนทีละด้าน จนครบท้ัง 5 ด้านและ สมรรถนะการจดั การเรยี นรขู องครปู ฐมวยั มคี วาม
เน่ืองจากครูผู้สอนจะต้องท�ำการจัดการเรียนการ เหมาะสมโดยรวมระดับมาก และความเป็นไปได้
สอนในโรงเรยี น อาจพจิ ารณากจิ กรรมในสว่ นการ โดยรวมระดับมาก สามารถน�ำไปใชในการเสริม
ฝึกอบรม ให้ความรู้ เป็นการจัดการฝึกอบรมใน สร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรูของครูปฐมวัย
ระบบออนไลน์ เพอื่ ไมใ่ หก้ ระทบกบั การจดั กจิ กรรม ในสถานศกึ ษา สงั กัดสำ� นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
การเรยี นการสอนในโรงเรยี น เหตทุ เ่ี ปน็ เชน่ นเี้ พราะวา่ ประถมศึกษาอดุ รธานี เขต 4
ผวู้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ งรวม
ถึงการศึกษาดูงานจากสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติ 6. ขอ้ เสนอแนะ
ท่ีเป็นเลิศ แล้วน�ำความรู้ท่ีได้มาจัดท�ำโปรแกรม
ตามข้ันตอนกระบวนการพัฒนาโปรแกรมที่มี 1. ข้อเสนอแนะทัว่ ไป
องคป์ ระกอบของโปรแกรมทไี่ ดจ้ ากการสงั เคราะห์ 1.1 ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ครผู มู้ สี ว่ น
เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนครูปฐมวัยได้รับการ

106 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

พัฒนาส่ือการจัดการเรียนการสอนรวมทั้งการใช้ พัฒนาการจดั การเรยี นปฐมวยั ในสถานศึกษา
เทคโนโลยใี นการจัดการศกึ ษา 2.2 ควรศึกษาบทบาทของผู้บริหาร
1.2 ผู้บริหารสถานศึกษา จึงควรส่ง สถานศกึ ษา ครผู มู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งกบั การจดั กจิ กรรม
เสริมให้ครูปฐมวัยได้รับการพัฒนาทางการการจัด การเรียนรู้ การบริหารชั้นเรียน ครอบคลุมการ
ทำ� แผนการจัดประสบการณ์การเรยี นรเู้ พม่ิ มากย่งิ จัดการเรียนรปู้ ฐมวยั ในสถานศึกษา
ขนึ้ สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของครปู ฐมวยั ตาม 2.3 ควรมีการศึกษาถึงผลสัมฤทธิ์
โอกาสทเี่ หมาะสม ท า ง ก า ร เ รี ย น ห ลั ง จ า ก ก า ร น� ำ ใ ช ้ โ ป ร แ ก ร ม
1.3 ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา และครทู ม่ี ี พัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครู
ส่วนเก่ียวข้อง สามารถน�ำแนวทางการพัฒนา ปฐมวัย เพ่ือน�ำผลไปใช้ในการวางแผนบริหาร
โปรแกรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครู ในสถานศกึ ษา
ปฐมวัย ไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอน
ให้มีศักยภาพในการจัดประสบการณเรียนรู้ใน 7. องค์ความรู้ท่ไี ด้รับ
สถานศกึ ษาได้อย่างมีประสทิ ธิภาพมากยิ่งขน้ึ
1.4 หนว่ ยงานตน้ สงั กดั ควรพจิ ารณา โปรแกรมการจัดประสบการณ์เรียนร้ขู อง
การจัดส่งครูผู้สอนปฐมวัยเข้ารับการพัฒนาตาม ครปู ฐมวยั ออกแบบเนอ้ื หาทคี่ รอบคลมุ การปฏบิ ตั ิ
กระบวนการพัฒนาครูของโปรแกรมท่ีผู้วิจัยได้ งานของครปู ฐมวยั ใชก้ ระบวนพฒั นาทหี่ ลากหลาย
พฒั นาขน้ึ เพอ่ื ใหค้ รผู สู้ อนปฐมวยั ไดร้ บั การพฒั นา โดยมรี ะยะเวลาพฒั นา 40 ชวั่ โมง การนำ� โปรแกรม
ตนเองอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพอนั จะสง่ ผลตอ่ การเรยี น ไปใช้อาจเลือกใชท้ ีละหลักสตู รจนครบ 5 หลกั สตู ร
รขู้ องผ้เู รียน ใช้วิธีการฝึกอบรมที่หลากหลาย อาทิ การเรียน
2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป ออนไลน์ การเรียนรดู้ ้วยตนเอง คณุ สมบัติผเู้ ข้ารบั
2.1 ควรศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อการ การพัฒนา โดยเปิดโอกาสให้ครูบรรจุใหม่หรือครู
ผู้สอนทีม่ ีความพรอ้ มไดพ้ ัฒนาเปน็ อันดบั แรก

References

Allen, S. (2007). Assessing the development of young children in child care: A survey of
formal assessment practices in one state. Early childhood education journal, 34,
455-465.

Boonpirom, S. (2014). Classroom management. Bangkok : Triple Education.
Chamnisart, B. (2013). Model Development of Academic Administration for Early Childhood

Education Management of School Belonging to the Office of Phetchaburi’s Primary
School Educational Area. Doctor of Philosophy. Graduate School : Siam University.

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 107

Chuensuksomwng, N. (2013). To develop early childhood teachers’ professional competency.
Bangkok : Chulalongkorn University.

Department of Academic Affairs. (2002). Research for development of basic school curriculum
learning. Bangkok : Kurusapa Printing Ladphrao.

Harvey, M. F. (2002). The Impact of Children’s Audio Books on Preschooler’s Expressive
and Receptive Vocabulary Acquisition. Dissertation Abstracts International, 63(4),
1252.

Kongsanok, S. (2013). Early Childhood Education The Heart of Education. www.parliament.
go.th/ewtadmin/ewt/...parcy/ewt_ dl_link.php. ( Accessed 20 February 2017).

Levin, P. G. (1983). Teachers’ Perceptions, Attitudes, and Reporting of Child Abuse-Neglect.
Child Welfare : LXIT(1).

McMurrain, T., Kaufman, M. and Larcia, A. (1979). Orientation to Preschool Assessment:
A User’s Guide for the Child Development Assessment Form. Atlanta, Georgia :
Humanistics Ltd.

Ministry of Education. (2009). Educational technology. http://www.moe.go.th/moe/th/
news/detail.php?NewsID=9738&Key=news_research (Accessed 12 February 2018).

Ministry of Education. (2017). Early Childhood Education Program Guide 2017 (for children
aged 3-5 years). Bangkok : Agricultural Cooperatives of Thailand Printing.

Moowisat, J. (2013). Teacher development in the provision of integrated learning experiences
for early childhood Ban Map Krat School Nakhon Ratchasima Primary Education
Area Office 3. Master of Education. Graduate School : Mahasarakham University.

Parnit, W. (2012). The 21st Century Teaching Styles for Student. Bangkok : Sodsri-Saritpong
Foundation.

Prangprapun, J. (2014). Quality of the Thai Education. http://tdri.or.th/tdri-insight/kt22/
(Accessed 22 February 2017).

Srisaad, B. (2003). Basic Research. Bangkok : Suweeyasarn.
Srisaad, B. (2009). Statistical methods for research. The 9th Ed. Bangkok : Suweeyasarn.
Tha Chao, N. (2014). Personnel development in integration of learning experiences for

early childhood care centers in Phu Pha Man Khon Kaen province. Master of
Education. Graduate School : Mahasarakham University.

108 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

The Secretariat of the Senate. (2017). Constitution of The Kingdom of Thailand 2017.
Bangkok : The Secretariat of the Senate.

Thongplew, P. (2017). Program Development Learning Management Competency of Childhood
Teachers in the School of Udon Thani Primary Educational Service Area Office 4.
Master of Education. Graduate School : Mahasarakham University.

กลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื *

Strategies for Educational Institutions Administration under the
Office of Secondary Educational Service Area in the Northeast

พลกฤษณ์ กั้วสทิ ธ์ิ
Ponkris Kuasit

มหาวทิ ยาลยั ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
Northeastern University, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวจิ ยั ครงั้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื 1) ศกึ ษาองคป์ ระกอบการบรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน
เขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพท่ีพึงประสงค์
ของการบริหารสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3) พฒั นากลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาในภาคตะวนั ออก
เฉยี งเหนอื กลมุ่ ตวั อยา่ ง คือ ผอู้ �ำนวยการโรงเรียน 120 คน ครู 240 คน รวม 360 คน เครอื่ งมอื เป็น
แบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณคา่ มคี า่ IOC ระหวา่ ง 0.80-1.00 มคี า่ ความเทย่ี งทง้ั ฉบบั 0.98 วเิ คราะห์
ขอ้ มลู ดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. องค์ประกอบการบรหิ ารสถานศกึ ษา มี 6 ด้าน 1) สมรรถนะขององคก์ ร 2) ภาวะผนู้ �ำทาง
วิชาการ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4) บรรยากาศและวัฒนธรรมองคก์ ร 5) การกำ� กับตดิ ตาม 6) การ
สนบั สนุนของชุมชน
2. สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ สมรรถนะขององค์การ
การสนับสนุนของชุมชน การก�ำกบั ตดิ ตาม บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร การจัดกระบวนการเรยี นรู้
และภาวะผู้นำ� ทางวิชาการ สภาพท่พี งึ ประสงคอ์ ย่ใู นระดับมากทีส่ ดุ ดา้ นท่มี ีค่าเฉลี่ยสูงสดุ คอื การก�ำกับ

* ได้รับบทความ: 27 พฤษภาคม 2562; แก้ไขบทความ: 12 พฤษภาคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 25 สงิ หาคม 2563
Received: May 27, 2019; Revised: May 12, 2020; Accepted: August 25, 2020

110 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ตดิ ตาม การสนับสนนุ ของชมุ ชน สมรรถนะขององคก์ ร ภาวะผนู้ �ำทางวิชาการ บรรยากาศและวัฒนธรรม
องคก์ ร และการจดั กระบวนการเรยี นรู้ และความตอ้ งการจำ� เปน็ โดยรวม PNI = 0.51 ดา้ นทมี่ ี PNI สงู สดุ
คอื ภาวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการ มคี า่ PNI = 0.69 บรรยากาศและวฒั นธรรมองคก์ ร การจัดกระบวนการเรยี นรู้
การก�ำกับตดิ ตาม การสนบั สนุนของชมุ ชน มีคา่ PNI = 0.54, 0.52, 0.51, 0.47 สว่ นดา้ นทีม่ ี PNI ตำ�่ ทีส่ ุด
คือ สมรรถนะขององคก์ ร มีคา่ PNI = 0.38
3. กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้น�ำทางวิชาการ 1 เป้าหมาย 6
มาตรการ 6 ตัวชว้ี ดั 2) บรรยากาศและวฒั นธรรมองคก์ ร 1 เป้าหมาย 4 มาตรการ 4 ตวั ชว้ี ัด 3) การจดั
กระบวนการเรยี นรู้ 1 เปา้ หมาย 5 มาตรการ 5 ตวั ชวี้ ดั 4) การสนบั สนนุ ของชมุ ชน 1 เปา้ หมาย 5 มาตรการ
5 ตัวชวี้ ดั 5) สมรรถนะขององค์กร 1 เปา้ หมาย 7 มาตรการ 7 ตัวช้ีวัด
ค�ำสำ� คัญ: กลยทุ ธก์ ารบริหาร; สถานศกึ ษา; สำ� นักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา

Abstract

The objectives of this research were: 1) to study educational administration elements
under the Office of Secondary Educational Service Area, 2) to study the current situations,
desirable conditions of educational institutions administration under the Office of Secondary
Educational Service Area and 3) to develop strategies of educational institutions administration
under the Office of Secondary Educational service Area. The sample group used in this
research was 360 people including 120 school directors and 240 teachers. The research
instrument was 5-level rating scale questionnaire with content validity (IOC) between
0.80 - 1.00 and reliability at 0.98. The data were analyzed by computer program.
The research results were summarized as follows:
1. The educational administration elements under the Office of Secondary
Educational Service Area consisted of 6aspects as follows: 1. Competency of organization
2. Academic leadership 3. Learning management process 4. Atmosphere and organizational
culture 5. Monitoring 6. Community support.
2. The current condition is at a medium level. The areas with the highest mean
values were organizational competency, community support, monitoring, organizational
climate and culture, learning process management. And academic leadership The desirable
condition was at the highest level. The highest mean values were monitoring, community

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 111

support, organizational competency, academic leadership, organizational climate and
culture, and learning process management. And the needs of educational institutions
administration under the Office of Secondary Educational Service Area in overall were at
PNI = 0.51. When considered in each aspect, it was found that the aspect with the highest
level of PNI was academic leadership with PNI =0.69, followed by Atmosphere and
organizational culture, learning management process, monitoring and community support
had PNI = 0.54, 0.52, 0.51, 0.47. The aspect with the lowest level of PNI was organizational
competency with PNI = 0.38.
3. The strategies for educational institutions administration under the Office of
Secondary Educational Service Area included: The 1st strategy: Academic leadership consisted
of 1 goal, 6 measures, 6 indicators. The 2nd strategy: Atmosphere and organizational
culture consisted of 1 goal, 4 measures, 4 indicators. The 3rd strategy: Learning management
process consisted of 1 goal, 5 measures, 5 indicators. The 5th strategy: Community support
consisted of 1 goal, 5 measures, 5 indicators. the 6th strategy: Organizational competency
consisted of 1 goal, 7 measures, 7 indicators.
Keywords: Administration Strategy; Educational Institutions; the Office of Secondary
Educational service Area

1. บทนำ� การใหบ้ รกิ ารศกึ ษาในรปู แบบต่างๆ จำ� เปน็ ต้องใช้
บคุ ลากรทางการศกึ ษาคอื ครู อาจารย์ และเจา้ หนา้ ที่
การบรหิ ารจดั การศกึ ษาตามแนวพระราช การศกึ ษาอนื่ ๆ เปน็ ปจั จยั สำ� คญั จนอาจกลา่ วไดว้ า่
บญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 (แกไ้ ขเพิม่ ไม่มคี รกู ไ็ มม่ ีโรงเรยี น คนหรอื บคุ ลากร จึงถือได้วา่
เตมิ 2545) มาตรา 39 ใหก้ ระทรวงกระจายอำ� นาจ เปน็ หวั ใจของการบรหิ ารทที่ กุ หนว่ ยงานจะขาดเสยี
การบริหารและการจัดการศึกษาท้ังด้านวิชาการ มิได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา (Ministry of
งบประมาณ งานบุคลากร และการบริหารทั่วไป Education, 2003)
ไปยังสำ� นกั งานการศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม การบริหารงานในยุคปฏิรูปการศึกษา
เขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาและสถานศึกษาโดยตรง ดงั น้ัน ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องรู้และเข้าใจ มีทักษะ
สถานศึกษาจึงเป็นหน่วยงานทางการศึกษาระดับ เกย่ี วกบั การบริหารงานวิชาการ ต้องเปน็ ผู้นำ� ทาง
ปฏบิ ตั กิ ารทส่ี ำ� คญั ทสี่ ดุ เพราะผลการจดั การศกึ ษา วิชาการสู่การปฏิบัติอย่างมีคุณภาพ (Kaewkee,
จะเปน็ เชน่ ไรนนั้ ขน้ึ อยกู่ บั การปฏบิ ตั งิ านของสถาน 2002) การพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมทั้งด้าน
ศกึ ษาเปน็ สำ� คญั ซงึ่ กจิ กรรมการเรยี นการสอนและ

112 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ร่างกาย สตปิ ัญญา อารมณ์ และศลี ธรรม สามารถ 3. เพ่ือพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถาน
กา้ วทนั การเปลย่ี นแปลงเพอ่ื นำ� ไปสสู่ งั คมฐานความ ศึกษาสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยม
รูไ้ ดอ้ ย่างมั่นคง อันจะส่งผลตอ่ การพัฒนาประเทศ ศกึ ษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
แบบยงั่ ยนื (Office of the National Economic
and Social Development Board, 2012) 3. วธิ ดี ำ� เนนิ การวิจัย
จากสภาพปญั หาและความตอ้ งการในการ
จัดการศึกษาให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพได้ การวิจัยครั้งน้ี ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ
มาตรฐานสนองเจตนารมณข์ องแผนพฒั นาเศรษฐกจิ โดยการวจิ ัยเอกสารและการสัมภาษณเ์ ชิงลึก ดังนี้
และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) ระยะที่ 1 ศกึ ษาองคป์ ระกอบ และตวั ชวี้ ดั
พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และ การบริหารสถานศึกษา มีข้ันตอนดังน้ี 1) ศึกษา
ท่แี ก้ไขเพ่มิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545 และฉบบั ท่ี เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพื่อก�ำหนดองค์
3 พ.ศ. 2553 ผวู้ จิ ยั จงึ มคี วามสนใจทศี่ กึ ษาวจิ ยั เพอ่ื ประกอบและตวั บง่ ช้ี 2) สมั ภาษณเ์ ชิงลึกผู้บริหาร
หากลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน สถานศึกษาท่ีมีผลการทดสอบระดับชาติที่ได้
เขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาซง่ึ จะเปน็ ประโยชน์ คะแนนเฉลยี่ รวมสงู กวา่ ระดบั ประเทศ จำ� นวน 5 คน
โดยตรงสำ� หรบั โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา ผลการวจิ ยั จะ เพอ่ื เสนอแนะองคป์ ระกอบ และตวั ชว้ี ดั 3) สรปุ ผล
เป็นแนวทางในการพัฒนายกระดับคุณภาพการ การศึกษาองค์ประกอบและตัวช้ีวัดเพ่ือสร้างข้อ
ศึกษาให้สูงขึ้น และยังเป็นประโยชน์ส�ำหรับ ค�ำถามหรือตัวแปรหรือแบบวัดในการออกแบบ
ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา น�ำไป เครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั เชิงปรมิ าณในระยะท่สี อง
พิจารณาให้เป็นมาตรฐานในการบริหารสถาน ระยะที่ 2 พฒั นากลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสถาน
ศึกษามัธยมศึกษาให้เกิดการเปล่ียนแปลงและ ศกึ ษาสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
พัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษาในภาพรวมตอ่ ไป โดยการวิจัยเชงิ สำ� รวจ (Survey Research) มขี ้นั
ตอนดังน้ี 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพท่ีพึง
2. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั ประสงค์ และความต้องการจ�ำเป็นในการพัฒนา
ของการบริหารสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขต
1. เพ่ือศึกษาองค์ประกอบการบริหาร พ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา 2) ร่างกลยุทธ์การ
สถานศึกษาสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา บริหารสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การ
มัธยมศึกษาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ศึกษามัธยมศึกษา โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์
2. เพ่ือศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพท่ีพึง (SWOT Analysis) และ TOWN Matrix 3) การ
ประสงคข์ องการบรหิ ารสถานศกึ ษาสงั กดั สำ� นกั งาน ตรวจสอบกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษา สังกัด
เขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออก สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา โดยการ
เฉียงเหนือ สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 113

ระยะท่ี 3 การประเมนิ กลยทุ ธก์ ารบรหิ าร ผนู้ ำ� /ภาวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการ 3) กระบวนการเรยี นรู้
สถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา 4) บรรยากาศ/วัฒนธรรมองค์กร 5) การก�ำกับ
มธั ยมศกึ ษา มขี น้ั ตอนดงั น้ี 1) การประเมนิ กลยทุ ธ์ ตดิ ตาม 6) การสนบั สนนุ ของชุมชน
การบริหารสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่ 2. เครอ่ื งมอื ทเี่ ปน็ แบบสอบถามซง่ึ ผวู้ จิ ยั
การศึกษามัธยมศกึ ษา 2) สรุปกลยุทธก์ ารบรหิ าร สรา้ งขนึ้ เองแบง่ เปน็ 2 ตอนดงั นี้ ตอนท่ี 1 สอบถาม
สถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างมีลักษณะเป็นแบบ
มัธยมศึกษา ตรวจสอบรายการ ตอนท่ี 2 สอบถามความคดิ เหน็
ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ของกลมุ่ ตวั อยา่ งเกยี่ วกบั สภาพปจั จบุ นั สภาพทพี่ งึ
1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่ม ประสงค์ของการบริหารสถานศกึ ษามีลกั ษณะเป็น
ตวั อยา่ ง คอื บคุ ลากรในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา สงั กดั แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ปีการศึกษา 2561 จ�ำนวน 4. สรปุ ผลการวิจัย
40,318 คน จ�ำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา
จ�ำนวน 933 คน ครู จำ� นวน 39,985 คน (ข้อมลู ผวู้ จิ ยั ไดส้ รปุ ผลการวจิ ยั ตามวตั ถปุ ระสงค์
ณ 10 มิถุนายน 2561) ของการวจิ ยั ดงั นี้
2. กลมุ่ ตวั อยา่ ง คอื บคุ ลากรในโรงเรยี น 1. กลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั
มัธยมศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา สำ� นักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา โดยการ
มธั ยมศกึ ษา ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จำ� แนกเปน็ วิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารงานวิจัยตาม
ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา จ�ำนวน 120 คน ครู จำ� นวน แนวคิดของนกั วชิ าการ น�ำมาเป็นกรอบการวิจยั 6
240 คน รวมจ�ำนวน 360 คน องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สมรรถนะขององค์กร 2)
3. กลมุ่ เปา้ หมายจากกลมุ่ ตวั อยา่ งขา้ งตน้ ภาวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการ 3) กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ผู้วิจัยได้คัดเลือกโรงเรียนท่ีปฏิบัติเป็นเลิศ (Best 4) บรรยากาศและวฒั นธรรมองค์กร 5) การก�ำกบั
Practice) จ�ำนวน 3 โรงเรียน คือ ผู้อ�ำนวยการ ติดตาม 6) การสนับสนุนของชุมชน
รองผอู้ ำ� นวยการ และหัวหนา้ งาน จ�ำนวน 9 คน 2. สภาพปัจจุบันของการบริหารสถาน
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยมี 2 แบบ คือ ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ โดยรวมและรายด้าน
1. เครอ่ื งมอื ทเ่ี ปน็ แบบสมั ภาษณ์ ผวู้ ิจยั อยู่ในระดับปานกลาง ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ
สร้างแบบสัมภาษณ์เก่ียวกับสภาพปัจจุบันและ ดา้ นสมรรถนะขององคก์ าร รองลงมา คอื ดา้ นการ
ปัญหาของกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาท้ังหมด สนับสนุนของชุมชน ดา้ นการกำ� กบั ติดตาม ดา้ น
6 ด้าน ไดแ้ ก่ 1) สมรรถนะขององค์กร 2) ภาวะ บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร ด้านการจัด
กระบวนการเรียนรู้ ส่วนดา้ นที่มีค่าเฉลี่ยต่�ำสุด คอื

114 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ดา้ นภาวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการ สภาพทพ่ี งึ ประสงคข์ อง ให้เป็นผู้น�ำการเปล่ยี นแปลง
การบรหิ ารสถานศกึ ษาโดยรวมและรายดา้ น อยใู่ น 5. ความเป็นผู้น�ำในการริเริ่ม
ระดบั มากทสี่ ดุ ดา้ นทมี่ คี า่ เฉลยี่ สงู สดุ คอื ดา้ นการ การใช้นวัตกรรมเพื่อการเรยี นการสอน
กำ� กบั ตดิ ตาม รองลงมา คอื ดา้ นการสนบั สนนุ ของ 6. มีความรู้ความเข้าใจใน
ชุมชน ด้านสมรรถนะขององค์กร ด้านภาวะผู้น�ำ ระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน
ทางวชิ าการ ดา้ นบรรยากาศและวฒั นธรรมองคก์ ร ตวั ชว้ี ัด 1. ระดับความส�ำเร็จเพื่อ
ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต�่ำสุด คือ ด้านการจัด บรรลตุ ามวตั ถุประสงค์
กระบวนการเรยี นรู้ และความตอ้ งการจำ� เป็นของ 2. ระดบั ความพงึ พอใจของครู
การบริหารสถานศึกษา ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้น�ำ 3. ระดับความพึงพอใจใน
ทางวิชาการ 2) ด้านบรรยากาศและวัฒนธรรม ความคาดหวงั ของนกั เรยี น
องค์กร 3) ด้านกระบวนการเรียนรู้ 4) ด้านการ 4. ระดับความเป็นผู้น�ำการ
ก�ำกับ ติดตาม 5) ด้านการสนับสนุนของชุมชน เปล่ยี นแปลงของผู้บริหาร
6) ด้านสมรรถนะขององคก์ ร 5. ระดับความส�ำเร็จของการ
3. สรุปกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษา ใชน้ วัตกรรมเพ่อื การเรยี นการสอน
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาท่ี 6. ร้อยละของครูท่ีมีความรู้
พฒั นาขน้ึ มี 6 กลยทุ ธ์ 6 เปา้ ประสงค์ 32 มาตรการ ความเขา้ ในงานประกนั คณุ ภาพและสามารถนำ� ไป
32 ตัวบ่งช้ี ดังนี้ ใช้ไดอ้ ย่างเปน็ ระบบ
กลยทุ ธท์ ี่ 1 ดา้ นภาวะผู้นำ� ทางวิชาการ 1 กลยทุ ธท์ ี่ 2 ดา้ นบรรยากาศและวฒั นธรรม
เป้าหมาย 6 มาตรการ 6 ตวั ชวี้ ดั องคก์ ร 1 เปา้ หมาย 4 มาตรการ 4 ตวั ชีว้ ัด
เป้าประสงค์: บุคลากรมีส่วนร่วมในการ เปา้ ประสงค:์ มบี รรยากาศแหง่ ความรว่ มมอื
กำ� หนดทิศทางการบรหิ ารของโรงเรียน มาตรการ 1. การจดั บรรยากาศทส่ี ง่ เสรมิ
มาตรการ 1. การก�ำกับติดตาม ตรวจ การมปี ฏิสมั พันธ์ และเรียนร้รู ่วมกนั
แผนและบนั ทึกการสอนของครอู ย่างตอ่ เนื่อง 2. การกำ� หนดเปา้ หมายเกยี่ วกบั
2. วางแผนพัฒนาวิชาชีพให้ คุณภาพของนักเรียนท่ที า้ ทาย
สอดคล้องกับความตอ้ งการจ�ำเป็นของครู 3. นกั เรยี นมคี วามยอมรบั และ
3. การพัฒนาเป้าหมายทาง เคารพสิทธขิ องผูอ้ น่ื
วชิ าการรว่ มกบั ครู โดยกำ� หนดมาตรฐาน และความ 4. บรรยากาศการสอ่ื สารแบบ
คาดหวงั ของนกั เรยี นไวอ้ ย่างเหมาะสม เปิดในโรงเรียน
4. การเป็นผู้มีความรู้ความ ตวั ชวี้ ัด 1. จ�ำนวนกิจกรรมเป้าหมาย
เขา้ ใจถงึ ความสำ� คญั ของหลกั สตู รเพอื่ พฒั นาผเู้ รยี น ทางวชิ าการร่วมกบั คร ู

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 115

2. ระดับความส�ำเร็จของ 5. จ�ำนวนกิจกรรมเป้าหมาย
ร้อยละในการบรรลุเป้าหมาย ที่ประสบความสำ� เรจ็
3. ระดับความส�ำเร็จของ กลยุทธ์ที่ 4 ด้านการก�ำกับ ติดตาม 1
ระบบประกันคณุ ภาพภายในโรงเรยี น เปา้ หมาย 5 มาตรการ 5 ตัวช้วี ดั
4. รอ้ ยละของการบรรลเุ ปา้ หมาย เป้าประสงค์: การสร้างความตระหนัก
กลยทุ ธท์ ี่ 3 ดา้ นการจดั กระบวนการเรยี นรู้ ความรบั ผิดชอบแกผ่ ปู้ ฏิบตั ิ
1 เปา้ หมาย 5 มาตรการ 5 ตวั ชีว้ ดั มาตรการ 1. แต่งต้ังคณะกรรมการ
เปา้ ประสงค:์ มกี ารประเมนิ ผลสำ� เรจ็ และ ดำ� เนนิ งานการก�ำกบั ติดตาม
การนำ� ผลมาปรบั ปรุงการปฏิบตั ิงาน 2. สรา้ งเครอื่ งมอื ในการกำ� กบั
มาตรการ 1. สง่ เสรมิ การจดั ประสบการณ์ ตดิ ตามทมี่ ีคณุ ภาพเป็นระบบ
การเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการพัฒนาทักษะการ 3. นำ� ผลไปใชใ้ นการปรบั ปรงุ
คิดมากกว่าเนือ้ หาสาระวิชา พัฒนางานอย่างตอ่ เนื่อง
2. ส่งเสริมให้ครูมี/เลื่อน 4. จดั ทำ� แผนการกำ� กบั ตดิ ตาม
วทิ ยฐานะทสี่ ูงข้ึน 5. ทำ� ความเขา้ ใจใหแ้ กผ่ ปู้ ฏบิ ตั ิ
3. ประสานความร่วมมือกับ ตวั ชวี้ ดั 1. รอ้ ยละของการกำ� กบั ตดิ ตาม
ผปู้ กครองและชุมชนในการพฒั นาผู้เรยี น เพ่ือบรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์
4. จดั เนอื้ หาสาระและกจิ กรรม 2. ร้อยละความส�ำเร็จในการ
ใหส้ อดคล้องกบั ความสนใจ ความถนัด และความ ก�ำกบั ติดตาม
แตกต่างของผ้เู รยี น 3. จ�ำนวนกิจกรรมที่น�ำผล
5. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ การกำ� กับตดิ ตามไปใช้ประโยชน์
เรยี นรู้จากประสบการณ์จริง ทำ� ได้ คดิ เปน็ ทำ� เป็น 4. ระดับความส�ำเร็จของ
รักการอ่าน และเกิดการใฝร่ อู้ ย่างต่อเนื่อง แผนการก�ำกบั ติดตามทเ่ี ป็นระบบ
ตัวชว้ี ดั 1. ระดับความส�ำเร็จการจัด 5. ระดับความส�ำเร็จเพ่ือ
บรรยากาศการเรียนการสอน บรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์
2. ร้อยละของครูท่ีมี/เลื่อน กลยทุ ธ์ท่ี 5 ด้านการสนบั สนุนของชมุ ชน
วทิ ยฐานะที่สูงข้ึน 1 เปา้ หมาย 5 มาตรการ 5 ตัวช้วี ัด
3. ร้อยละพ่อแม่ ผู้ปกครอง เปา้ ประสงค์ : โรงเรยี นเปดิ โอกาสใหช้ มุ ชน
และชุมชนทีเ่ ขา้ ร่วมกิจกรรม เข้ามามสี ว่ นร่วม
4. ระดบั ความสำ� เรจ็ ของรอ้ ย มาตรการ 1. ชมุ ชนใหก้ ารสนบั สนนุ ดา้ น
ละในการบรรลเุ ปา้ หมาย ทนุ การศกึ ษาและสวสั ดกิ ารอยา่ งสม่�ำเสมอ

116 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

2. จัดกิจกรรมโดยชุมชนเข้า แหลง่ เรียนรูเ้ พอ่ื พัฒนาการเรยี นการสอน
มาร่วมงาน 4. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ประสานความร่วมมือกับ และการส่ือสารในการบรหิ ารงานวิชาการ
ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม 5. จัดส่ิงอ�ำนวยความสะดวก
4. เชญิ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ผปู้ กครอง เพอื่ การปฏิบตั ิงาน
ศิษย์เก่า ผู้แทนทางศาสนา และผู้แทนองค์กร 6. วางแผนเพ่ือการท�ำงาน
ปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นกรรมการสถาน เปน็ ทมี ให้บรรลุเป้าหมายตามก�ำหนด
ศึกษา 7. ก�ำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ
5. สนบั สนนุ ใหช้ มุ ชนใชส้ ถาน และยทุ ธศาสตร์ที่เหมาะสม
ทขี่ องโรงเรียนเพื่อประโยชนข์ องสว่ นรวม ตวั ชว้ี ดั 1. ระดบั ความสำ� เรจ็ มาตรฐาน
ตวั ชี้วดั 1. ระดับความส�ำเร็จเพ่ือ และตัวบ่งช้ี
บรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์ 2. ระดับความส�ำเร็จของ
2. ระดบั ความพงึ พอใจในการ ร้อยละของบคุ ลากรทกี่ ารปฏบิ ตั งิ านตรงกบั ความรู้
ปฏบิ ตั ิงานของบุคลากรทางการศกึ ษา ความสามารถ
3. จ�ำนวนองค์กรหรือภาคี 3. จำ� นวนทรพั ยากรและแหลง่
เครอื ขา่ ยความรว่ มมอื ทเี่ ขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการจดั / เรียนรู้
พฒั นาและส่งเสรมิ การศกึ ษา 4. มกี ารประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยี
4. ระดับความพึงพอใจของ สารสนเทศและการสื่อสารในการบริหารงาน
ผ้เู ก่ียวขอ้ งในกลุม่ เครือขา่ ย วิชาการเพม่ิ ข้ึน
5. ร้อยละของชุมชนใช้สถาน 5. จ�ำนวนกิจกรรมเป้าหมาย
ท่ขี องโรงเรียน ที่ประสบความส�ำเร็จ
กลยุทธ์ที่ 6 ด้านสมรรถนะขององค์กร 1 6. ระดับความส�ำเร็จของ
เป้าหมาย 7 มาตรการ 7 ตวั ชีว้ ัด รอ้ ยละในการบรรลุเปา้ หมาย
เป้าประสงค์: บุคลากรมีส่วนร่วมในการ 7. ร้อยละความส�ำเร็จตาม
กำ� หนดทิศทางการบรหิ ารของโรงเรยี น วิสยั ทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์
มาตรการ 1. ก�ำหนดภาระงานที่เหมาะ
สมให้สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวบ่งช้ี 5. อภิปรายผลการวิจยั
2. การปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากร
ท่ีตรงกับความรคู้ วามสามารถ 1. สภาพปจั จบุ นั การบรหิ ารสถานศกึ ษา
3. จัดหาส่ือและวัสดุอุปกรณ์ สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา
ภาพรวมมกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั ปานกลาง สำ� หรบั

ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 117

สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษา มาก การบรหิ ารองคก์ ารสมยั ใหมน่ บั วา่ การบรหิ าร
ภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสดุ ท้ังน้ีอาจเปน็ เพราะ เชงิ กลยทุ ธ์ เปน็ หวั ใจสำ� คญั ตอ่ การบรหิ ารงานของ
วา่ กลยุทธ์การบริหารสถานศกึ ษาเป็นกลยุทธก์ าร องค์การที่ต้องเผชิญกับความเปล่ียนแปลงด้าน
บริหารท่ีมุ่งเน้นคุณภาพและมุ่งให้เกิดประสิทธิผล ต่างๆ ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอกและภายในท่ีส่ง
ต่อสถานศึกษาอย่างแท้จริงโดยสถานศึกษามีการ ผลกระทบต่อองค์การทั้งทางตรงและทางอ้อม
ก�ำกับติดตาม ตรวจแผนการสอน และบันทกึ การ ผู้บริหารจึงจ�ำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องปรับกระบวน
สอนของครอู ยา่ งตอ่ เนอื่ ง วางแผนพฒั นาวชิ าชพี ให้ ทัศน์ในการบริหารเพื่อให้การด�ำเนินงานของ
สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของครู พฒั นาเปา้ หมาย องคก์ ารบรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ งั้ ไว้ เพอื่ สามารถ
ทางวิชาการร่วมกับครู โดยก�ำหนดมาตรฐานและ เผชิญกับการเปล่ียนแปลงได้ โดยปรับขีดความ
ความคาดหวงั ของนกั เรยี นไวอ้ ยา่ งเหมาะสม รวมทงั้ สามารถขององค์การให้ด�ำเนินการภายใต้สภาพ
การเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจถึงความส�ำคัญของ แวดล้อมและข้อจ�ำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
หลกั สตู รเพอ่ื พฒั นาผเู้รยี นใหเ้ ปน็ ผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลง สอดคล้องกับงานวิจัยของพรศิริ นิลฉวี, มนูญ
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของพิบูล ทีปะปาล ศิวารม และถวิล ลดาวัลย์ (Nilchawee, Siwaron
(Thapapal, 2008) ได้สรุปเกี่ยวกับหลักการ and Laddawan, 2017 : 297-309) ยุทธศาสตร์
บริหารเชิงกลยุทธ์เป็นการก�ำหนดแนวทางหรือ การบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลในโรงเรียน
ทศิ ทางในการด�ำเนินงานขององค์การเพื่อใหบ้ รรลุ มัธยมศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ตามเปา้ หมายหรอื วตั ถปุ ระสงคท์ กี่ ำ� หนดไว้ ซงึ่ การ มธั ยมศกึ ษา เขต 20 พบวา่ ยทุ ธศาสตรก์ ารบรหิ าร
ก�ำหนดแนวทางหรือทิศทางในการด�ำเนินงานน้ัน การงานวชิ าการใหม้ ปี ระสทิ ธผิ ลในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา
ผบู้ รหิ ารจงึ ตอ้ งทำ� การวเิ คราะหแ์ ละประเมนิ ปจั จยั ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1)
ตา่ งๆ ทเ่ี กดิ จากสงิ่ แวดลอ้ มทง้ั ภายในและภายนอก ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการ
องคก์ าร เพอื่ จดั ทำ� แผนงานดำ� เนนิ การทเ่ี หมาะสม ศึกษา 2) ยุทธศาสตรก์ ารพฒั นากระบวนการเรยี นรู้
ทส่ี ดุ เพอ่ื ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายทวี่ างไวอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ 3) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและส่งเสริมให้มี
2. กลยทุ ธก์ ารบรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั แหล่งเรยี นรู้ 4) ยุทธศาสตรด์ า้ นการพัฒนาการใช้
ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา จ�ำนวน สอ่ื และเทคโนโลยเี พอ่ื การศกึ ษา 5) ยทุ ธศาสตรก์ าร
6 กลยทุ ธ์ ไดแ้ ก่ กลยทุ ธท์ ่ี 1 ภาวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการ พัฒนาหลักสตู รสถานศกึ ษา
กลยุทธ์ท่ี 2 บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร
กลยุทธท์ ่ี 3 กระบวนการเรียนรู้ กลยทุ ธท์ ่ี 4 การ 6. ข้อเสนอแนะ
กำ� กบั ตดิ ตาม กลยทุ ธท์ ่ี 5 การสนบั สนนุ ของชมุ ชน
และกลยทุ ธท์ ่ี 6 สมรรถนะขององคก์ ร ทง้ั นอี้ าจเปน็ 1. ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
เพราะว่า การก�ำหนดกลยุทธ์มีความจ�ำเป็นอย่าง 1.1 จากผลการวจิ ยั พบวา่ ดา้ นภาวะ
ผนู้ ำ� ทางวชิ าการ มคี า่ PNI สงู กวา่ ทกุ ดา้ น นนั่ หมาย

118 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ถึงโรงเรียนมัธยมศึกษาต้องการให้มีการพัฒนา บริหารสถานศึกษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่าง
ภาวะผู้น�ำทางวิชาการมากท่ีสุด ดังน้ันควรจัด แทจ้ รงิ คอื การตดิ ตาม ประเมนิ ผลการดำ� เนนิ การ
บรรยากาศท่ีส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ และเรียนรู้ ปฏิบตั อิ ย่างตอ่ เน่อื ง แล้วนำ� ผลมาปรับปรุงพัฒนา
ร่วมกันอย่างสมำ�่ เสมอ ให้ดขี น้ึ
1.2 ควรจัดบรรยากาศการสื่อสาร 3. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป
แบบเปิดในโรงเรยี น เพอ่ื เปน็ แนวทางในการน�ำมา 3.1 การพัฒนากลยุทธ์ การได้มา
พัฒนาโรงเรียนตอ่ ไป ซึ่งมาตรการและตัวชี้วัดในเรื่องต่างๆ สามารถใช้
2. ขอ้ เสนอแนะในการนำ� ไปใช้ กระบวนการเช่นเดียวกับงานวิจัยน้ีได้กล่าวคือ
2.1 โรงเรียนมัธยมศึกษาหรือ มกี ารสรา้ งกรอบ ร่างกลยทุ ธ์ และใช้วิธกี ารยนื ยัน
โรงเรียนในทุกสังกัด ควรน�ำกลยุทธ์ท่ีผ่านการ ทางสถิติจะท�ำให้ได้กลยุทธ์ มาตรการและตัวช้ีวัด
พัฒนาจนมีคุณภาพยืนยันได้ด้วยข้อมูลทางสถิตินี้ ที่มีประสิทธิภาพไปใช้ในการก�ำหนดนโยบายและ
ไปใช้ในการวางแผนการพัฒนาโรงเรียนสู่การ ใชใ้ นการประเมินการดำ� เนนิ งานน้นั ๆได้
บริหารสถานศึกษาที่ยั่งยนื ต่อไป 3.2 ในข้ันตอนการยืนยันกลยุทธ์
2.2 โรงเรียนมัธยมศึกษาหรือในทุก และตวั ชว้ี ดั นอกจากวธิ กี ารยนื ยนั ทางสถติ แิ ลว้ อาจ
สังกัด ควรน�ำกลยุทธ์นี้ไปสร้างเกณฑ์การประเมิน ใช้การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ การศึกษา Best Practice
เพื่อให้การบริหารโรงเรียนมีประสิทธิภาพ ซ่ึงจะ และการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกันก็ได้ ในกรณีท่ีมี
ท�ำใหก้ ารดำ� เนนิ งานเกดิ ประสทิ ธิผล ระยะเวลาในการด�ำเนินงานมากซ่ึงจะท�ำให้ได้ผล
2.3 โรงเรียนที่น�ำตัวช้ีวัดไปใช้ ต้อง การวจิ ยั มีความชัดเจนมาก
ท�ำความเข้าใจในแนวคิดและสาระส�ำคัญของตัวชี้
วัดการบริหารสถานศึกษาให้ตรงกันระหว่างผู้มี 7. องคค์ วามรทู้ ีไ่ ดร้ บั
ส่วนเกี่ยวข้องท้ังหมดท้ังฝ่ายบริหาร กรรมการ
สถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชน จากการศกึ ษาเกยี่ วกบั กลยทุ ธก์ ารบรหิ าร
เพื่อให้เกิดการร่วมมือในการด�ำเนินงานอย่าง สถานศกึ ษาไดอ้ งคป์ ระกอบการบรหิ ารสถานศกึ ษา
แท้จริง อาจด�ำเนินการโดยก�ำหนดเป็นวิสัยทัศน์ 6 ด้าน ประกอบดว้ ย กลยทุ ธท์ ี่ 1 ดา้ นภาวะผ้นู ำ�
(Vision) ของโรงเรียนกำ� หนดพันธกจิ เปา้ ประสงค์ ทางวิชาการ กลยุทธ์ที่ 2 ด้านบรรยากาศและ
แผนงานและโครงการสกู่ ารปฏบิ ตั โิ ดยการรบั รแู้ ละ วัฒนธรรมองค์กร กลยุทธ์ท่ี 3 ด้านการจัด
รว่ มมือของทุกฝ่าย กระบวนการเรียนรู้ กลยุทธ์ท่ี 4 ด้านการก�ำกับ
2.4 สงิ่ ทจ่ี ะทำ� ใหก้ ารนำ� กลยทุ ธก์ าร ตดิ ตาม กลยุทธ์ท่ี 5 ดา้ นการสนับสนนุ ของชุมชน
กลยทุ ธท์ ่ี 6 ด้านสมรรถนะขององค์กร

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 119

References

Kaewkee, P. (2002). Educational management in the form of using schools or educational
areas as bases. Bangkok : Photo Print.

Ministry of Education. (2003). National Education Act B.E. 2542 (1999) Amendment (2nd
edition) 2002. Bangkok : Kurusapa.

Nilchavee, P. Siwaron, M. and Laddawan, T. (2017). The Strategy of Effective Work
Management in Secondary Schools, under The Office of Secondary Educational
Service Area 20. Dhammathas Academic Journal, 17(3), Special Issue, 297-309.

Office of the National Economic and Social Development Board. (2012). Summary of
National Economic and Social Development Plan No. 11, 2012-2016. Bangkok :
Office of the National Economic and Social Development Board.

Thapapal, P. (2008). Strategic management. Bangkok : Amon Printing.



ประสิทธภิ าพการให้บรกิ ารของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ
อำ� เภอเมอื งขอนแกน่ จังหวดั ขอนแก่น*

Efficiency on Service of Samran Sub-District Subdistrict
Municipality, Mueang Khon Kaen District, Khon Kaen Province

พระทวี ขา่ ยมณี, สุทธพิ งษ์ สายาพัฒน,์ สรุ ศักดิ์ อดุ เมืองเพีย, วารณิ ี โสภาจร และสรุ เชษฐ์ โนนม่วง
Phra Thawee Khaimanee, Suthipong Sayapat, Surasak Audmuangpiea,
Warinee Sopajorn and Surachet Nonmaung
มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตอีสาน
Mahamakut Buddhist University, Isan Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาประสิทธิภาพในการให้บริการของเทศบาลต�ำบล
ส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับ
ประสิทธิภาพในการให้บริการของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยใช้
แบบสอบถามเกบ็ ขอ้ มลู จากกลมุ่ ประชาชนทอี่ ยใู่ นเขตพนื้ ทข่ี องเทศบาลตำ� บลสำ� ราญ อำ� เภอเมอื งขอนแกน่
จังหวัดขอนแก่น จ�ำนวน 384 คน น�ำมาวิเคราะห์ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�ำเร็จรูป
สถติ ทิ ใี่ ช้ ไดแ้ ก่ คา่ รอ้ ยละ (Percentage) คา่ เฉลย่ี (Mean) คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
สถติ ิที่ใช้ในการทดสอบสมมตฐิ าน คอื ค่าสถิติทดสอบไค-สแควร์ (Chi-Square Test: x² - test)
ผลการวิจัยพบวา่
1. ประสิทธิภาพในการให้บริการของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด
ขอนแกน่ โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั ดี เมอื่ พจิ ารณาประสทิ ธภิ าพในการใหบ้ รกิ ารของเทศบาลตำ� บลสำ� ราญ
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ ในแตล่ ะดา้ นพบวา่ 1) ดา้ นสงิ่ อำ� นวยความสะดวก อยใู่ นระดบั ดี 2) ดา้ นเจา้ หนา้ ที่
ผใู้ หบ้ รกิ าร อยใู่ นระดบั ดี 3) ดา้ นการใหบ้ รกิ ารอยา่ งเสมอภาค อยใู่ นระดบั ดี 4) ดา้ นขน้ั ตอนการใหบ้ รกิ าร
อยู่ในระดบั ดี 5) ด้านการให้บรกิ ารอยา่ งรวดเรว็ และตรงต่อเวลา อยูใ่ นระดับดี 6) ด้านคณุ ภาพของการ
ใหบ้ ริการ อยใู่ นระดับดี

* ได้รบั บทความ: 6 เมษายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 26 สงิ หาคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 28 กนั ยายน 2563
Received: April 6, 2019; Revised: August 26, 2020; Accepted: September 28, 2020

122 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

2. การทดสอบสมมตฐิ านการวจิ ยั พบวา่ เมอื่ ทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปจั จยั สว่ นบคุ คลกบั
ประสิทธภิ าพในการให้บริการของเทศบาลต�ำบลสำ� ราญ อำ� เภอเมืองขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่ โดยรวม
พบวา่ ตวั แปร อายุ ระดบั การศกึ ษา และอาชพี ของประชาชนกบั ประสทิ ธภิ าพในการใหบ้ รกิ ารของเทศบาล
ตำ� บลสำ� ราญ อำ� เภอเมอื งขอนแกน่ จังหวดั ขอนแก่น มีความสัมพันธ์กนั ทร่ี ะดับนัยส�ำคัญ .05 ซงึ่ เป็นไป
ตามสมมตฐิ านทต่ี งั้ ไวส้ ว่ นตวั แปร เพศ กบั ประสทิ ธภิ าพในการใหบ้ รกิ ารของเทศบาลตำ� บลสำ� ราญ อำ� เภอ
เมอื งขอนแก่น จังหวดั ขอนแกน่ ไมม่ ีความสัมพันธก์ นั ท่รี ะดับนัยสำ� คญั .05 ซงึ่ ไมเ่ ปน็ ไปตามสมมติฐาน
ที่ตั้งไว้
คำ� ส�ำคญั : ประสิทธภิ าพ; การใหบ้ รกิ าร

Abstract

This research has the aims to study: 1) the Efficiency on Service of Samran Sub-
District Subdistrict Municipality, Muang Khon Kaen district, Khon Kaen province, 2) the
relationship between personal factors and Efficiency on Service of Samran Sub-District
Subdistrict Municipality, Muang Khon Kaen district, Khon Kaen province. The researcher
collected the data from 384 respondents by questionnaires, and analyzed the data by
percentage, mean, standard deviation statistics, and Chi-Square Test: x² - test.
The results were as follows:
1. The overall of the Efficiency on Service of Samran municipal sub-district, Muang
Khon Kaen district, Khon Kaen province was at high, when considering the service efficiency
of Samran Subdistrict Municipality, Muang Khon Kaen District, Khon Kaen Province on
each side found that convenience, officers, equal service, process of service, punctual
and fast service, and quality of service was at high.
2. Hypothesis testing The research found that when testing the relationship
between personal factors with the Efficiency on Service of Samran Sub-District Subdistrict
Municipality, Muang Khon Kaen district, Khon Kaen province overall found that of age,
educational levels And the occupation of the people and the Efficiency on Service of
Samran Sub-District Subdistrict Municipality, Muang Khon Kaen district, Khon Kaen province.
Were relationship at the significance level of .05 which is in accordance with the hypothesis
set, while the gender variable and the effectiveness on service of Samran Subdistrict

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 123

Municipality Mueang Khon Kaen District Khon Kaen There is no relationship at the significant
level of .05 which is not in accordance with the hypothesis set.
Keywords: Efficiency; Service

1. บทน�ำ ตอ้ งการมสี ว่ นรว่ มในการปกครองและพฒั นาทอ้ งถนิ่
ของตนเองมาอยา่ งยาวนาน ทำ� ให้รฐั บาลในหลาย
การให้บริการประชาชนเป็นนโยบายที่ ประเทศไดม้ กี ารเปลยี่ นแปลงการปกครองแบบรวม
สำ� คญั ของรฐั บาล เปน็ ภารกจิ ทส่ี ำ� คญั ทางดา้ นการ ศนู ย์อ�ำนาจจากสว่ นกลาง (Centralization) มาสู่
ตอบสนองต่อสภาพปัญหาและความต้องการของ การปกครองแบบกระจายอำ� นาจ (Decentralization)
ประชาชนท่ีขอรับบริการภายใต้ระเบียบกฎหมาย มากขน้ึ เพอื่ ใหส้ ทิ ธแิ กช่ มุ ชนในการตดั สนิ ใจดำ� เนนิ
และข้อบังคับท่ีก�ำหนดไว้ ในปัจจุบันนี้รัฐบาล ภารกิจของท้องถ่ิน และถือเป็นสถาบันฝึกปฏิบัติ
ได้เร่งรัดให้ส่วนราชการต่างๆ ขยายขอบเขตและ การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยแบบมสี ว่ นรว่ ม
ปรับปรุงการบริการประชาชนในรูปแบบต่างๆ (Phuangngam, 2010)
การบริการประชาชนจึงเป็นหน่ึงในภารกิจการ ในการดำ� เนนิ งานของเทศบาลตำ� บลสำ� ราญ
“บ�ำบัดทุกข์ บ�ำรุงสุข” ของกรมการปกครอง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2564 แผนยุทธศาสตร์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ การพัฒนาท้องถ่ิน เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สะดวกทวั่ ถงึ และเปน็ การประสานเสรมิ สรา้ งความ สังคมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่ีก�ำหนด
สัมพันธ์อันดีในระหว่างประชาชนกับข้าราชการ ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาขององค์กร
(Kaewpaitoon, 2011) ปกครองสว่ นท้องถิน่ ซงึ่ แสดงถงึ วิสยั ทศั น์ พันธกจิ
การปกครองทอ้ งถน่ิ (Local Government) และจุดมุ่งหมายเพ่ือการพัฒนาในอนาคตโดย
ถือเป็นรูปแบบหนึ่งท่ีเป็นพื้นฐานการพัฒนา สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ประเทศการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมี แหง่ ชาติ แผนการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ยทุ ธศาสตร์
ความส�ำคัญต่อการปกครอง และการบริหาร การพฒั นาจงั หวดั อำ� เภอ แผนชมุ ชน และนโยบาย
ราชการแผน่ ดนิ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ในการพฒั นาท้องถ่ิน การวางแผนยทุ ธศาสตรก์ าร
ท่ีมีสภาพปัญหาสังคมวัฒนธรรมความเป็นอยู่และ พัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินจึงเป็นกระ
ทรัพยากรธรรมชาติท่ีแตกต่างกัน ล�ำพังเพียง บวนการตดั สนิ ใจ เพอ่ื กำ� หนดทศิ ทางในอนาคตของ
รัฐบาลกลางในฐานะท่ีต้องดูแลประชาชนโดยรวม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยก�ำหนดสภาพ
ท่ัวประเทศ ย่อมไม่สามารถตอบสนองความ การณท์ ตี่ อ้ งการบรรลแุ ละแนวทางในการบรรลบุ น
ตอ้ งการหรอื แกไ้ ขปญั หาไดอ้ ยา่ งทวั่ ถงึ และตรงตาม พ้ืนฐานของการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง
ความต้องการของประชาชนในแต่ละพืน้ ท่ี รวมถงึ รอบดา้ นและเปน็ ระบบ ทงั้ นจ้ี ะตอ้ งสอดคล้องกบั
การเรียกร้องของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นท่ี

124 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

ศักยภาพท้องถิ่น และปัญหาความต้องการของ แนวทางในการพัฒนาการและก�ำหนดทิศทางของ
ประชาชนท้องถิ่น การวางแผนยุทธศาสตร์การ การบริหารงาน ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์
พฒั นามคี วามสำ� คญั ตอ่ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และแนวทางการพฒั นา รวมถงึ ตอบสนองตอ่ ความ
ทง้ั นี้ เนอ่ื งจากแผนยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาเปน็ แผน ต้องการของประชาชนในเขตพ้ืนท่ีการดูแลของ
พฒั นาทมี่ ุง่ ไปส่สู ภาพการณ์ท่ตี ้องการให้เกิดข้ึนใน เทศบาลต�ำบลสำ� ราญได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
อนาคต เปน็ กรอบในการกำ� หนดทศิ ทางการพฒั นา
ให้มุ่งสู่สภาพการณ์อันพึงประสงค์ได้อย่างเท่าทัน 2. วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
กับการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถจัดทรพั ยากรท่มี ี
อยู่อย่างจ�ำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดท�ำ 1. เพ่ือศึกษาประสิทธิภาพในการให้
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท่ีดีจะต้องต้ังอยู่บน บริการของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมือง
พ้ืนฐานของการรวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูล ขอนแก่น จงั หวัดขอนแก่น
อยา่ งรอบดา้ นอยา่ งเปน็ ระบบ เพอื่ สามารถนำ� ไปสู่ 2. เพอ่ื ศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปจั จยั
การแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของ ส่วนบุคคลกับประสิทธิภาพการให้บริการของ
ประชาชนในท้องถ่ินได้อย่างแท้จริง (Samran เทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น
Subdistrict Municipality, 2018) จงั หวดั ขอนแกน่
อย่างไรกต็ าม ในปี พ.ศ. 2561 เทศบาล
ตำ� บลสำ� ราญไดด้ ำ� เนนิ งานตามแผนพฒั นาทอ้ งถนิ่ 3. วธิ ดี ำ� เนนิ การวิจยั
โดยมีด�ำเนนิ การไปตามยทุ ธศาสตร์ทงั้ 7 ดา้ น คือ
ด้านการพัฒนาชุมชนน่าอยู่ ด้านการพัฒนา การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ
เศรษฐกิจระดับรากฐาน การค้าและการลงทุน (Quantitative Research) ประชากรท่ีใช้ในการ
การพัฒนาคนให้มีคุณภาพ การสืบสานประเพณี วิจัยคือ ประชาชนในเขตเทศบาลต�ำบลส�ำราญ
วัฒนธรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จ�ำนวน
สิ่งแวดล้อม การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและ 9,731 คน ผู้วิจัยได้ก�ำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง
การเมืองและการบริหารจัดการท่ีดี ซึ่งท้ัง 7 โดยใชว้ ธิ กี ารใชส้ ตู รทาโร ยามาเน่ (Yamane, 1967)
ยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาเป็นจุดเด่นของการพัฒนา จ�ำนวน 384 คน
ทอ้ งถ่ินไดอ้ ย่างชดั เจน เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
จากขอ้ ความทก่ี ลา่ วมาข้างต้น ผวู้ จิ ัยจึงมี เป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนลักษณะ
ความสนใจท่ีจะศึกษาประสิทธิภาพการให้บริการ แบบสอบถามเป็นแบบผสมผสานระหว่างแบบ
ของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น ตรวจสอบรายการ (Checklist) กบั แบบมาตราสว่ น
จังหวัดขอนแก่น เพ่ือน�ำผลการศึกษานี้ไปเป็น ประมาณคา่ (Rating Scale) ซง่ึ การสรา้ งเครอ่ื งมอื
ได้ประยุกต์ใช้หลักการและวิธีการสร้างเคร่ืองมือ
ของลิเคิร์ท (Likert) (Wiangkae, et al., 2016)

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 125

แบบสอบถามประกอบด้วย 1) ข้อมูลทั่วไปของ 4. สรุปผลการวิจยั
ผู้ตอบแบบสอบถาม มี 4 ข้อ 2) แบบสอบถาม
มาตราส่วนประมาณประสิทธิภาพการบริการ 1. ประสทิ ธภิ าพการใหบ้ รกิ ารของเทศบาล
ของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น ต�ำบลสำ� ราญ อ�ำเภอเมืองจังหวดั ขอนแก่น
จงั หวดั ขอนแกน่ เครอ่ื งมอื ทสี่ รา้ งเสรจ็ แลว้ เสนอตอ่ 1.1 ประสทิ ธภิ าพการใหบ้ รกิ ารของ
ผูเ้ ช่ียวชาญเพื่อตรวจสอบความถกู ตอ้ ง (Validity) เทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น
นำ� เครอื่ งมอื ทผี่ า่ นการตรวจแกจ้ ากผเู้ ชยี่ วชาญแลว้ จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
ท�ำการทดลองใช้ (Try-out) กับกลุ่มประชากรที่ ( = 3.63) เมอ่ื พจิ ารณาประสทิ ธภิ าพการใหบ้ รกิ าร
ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เทศบาลต�ำบลโนนท่อน ของเทศบาลต�ำบลส�ำราญในแต่ละด้านพบว่า
จำ� นวน 30 ชดุ เพอ่ื หาคา่ ความเชอ่ื มน่ั (Reliability) ด้านสิ่งอ�ำนวยความสะดวก อยู่ในระดับมาก
คา่ สัมประสิทธ์ิแอลฟา (Coefficient Alpha) ของ ( = 3.54) ดา้ นเจา้ หนา้ ทผี่ ใู้ หบ้ รกิ าร อยใู่ นระดบั มาก
ครอนบาค (Cronbach, 1970) ซงึ่ ไดค้ า่ สมั ประสทิ ธิ์ ( = 3.72) ดา้ นการใหบ้ รกิ ารอยา่ งเสมอภาคอยใู่ น
แอลฟาเท่ากับ 0.94 น�ำแบบสอบถามท่ีผ่านการ ระดบั มาก ( = 3.57) ด้านขัน้ ตอนการให้บรกิ าร
ทดลองใช้และหาความเช่ือม่ันแล้วน�ำไปใช้กับกลุ่ม อยู่ในระดับมาก ( = 3.58) ด้านการให้บริการ
ประชากรจรงิ คอื ประชาชนทอี่ าศยั อยใู่ นเขตพน้ื ที่ อย่างรวดเร็วและตรงต่อเวลา อยู่ในระดับมาก
ของคุณสภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เทศบาล ( = 3.61) และด้านคุณภาพของการให้บริการ
ตำ� บลสำ� ราญ อำ� เภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่ อยูใ่ นระดับมาก ( = 3.75) ตามลำ� ดบั
ในเทศบาลตำ� บลส�ำราญ จำ� นวน 384 คน 2. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วน
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และประมวลผล ผวู้ จิ ยั บุคคลกับประสิทธิภาพการให้บริการของเทศบาล
ได้น�ำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด
โดยใช้โปรแกรมส�ำเร็จรูป ในการวิเคราะห์ข้อมูล ขอนแกน่ โดยรวม พบวา่ เมอ่ื ทดสอบความสมั พนั ธ์
และประมวลผล สถิติที่ใช้ในการวิจัยโดยการ ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับประสิทธิภาพการให้
วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชส้ ถติ ิ คา่ รอ้ ยละ (Percentage) บริการของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ โดยรวม พบว่า
คา่ เฉลยี่ (Mean) คา่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard ตัวแปร อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพของ
Deviation) ส�ำหรับการหาความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาชนกับประสิทธิภาพการให้บริการของ
ตวั ปจั จยั สว่ นบคุ คลกบั ประสทิ ธภิ าพการใหบ้ รกิ าร เทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น
ของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีความสัมพันธ์กันท่ีระดับ
จังหวัดขอนแก่น ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย นัยส�ำคัญ .05 ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าไคสแควร์ ส่วนตัวแปร เพศ กับประสิทธิภาพการให้บริการ
(Chi-Square) โดยใชน้ ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05 ของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น
จังหวัดขอนแก่น ไม่มีความสัมพันธ์กันท่ีระดับ

126 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

นยั ส�ำคัญ .05 ซงึ่ ไมเ่ ป็นไปตามสมมตฐิ านท่ตี ัง้ ไว้ บริการท่ีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีความ
พอใจแตกต่างจากประชาชนผู้รับบริการท่ีจบการ
5. อภปิ รายผลการวิจัย ศึกระดับอนุปริญญา และประชาชนท่ีมีอาชีพ
รับจ้างมีความพอใจแตกต่างจากประชาชนที่
1. ประสิทธิภาพการให้บริการของ ประกอบธรุ กจิ สว่ นตวั และขา้ ราชการ สว่ นประชาชน
เทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น ผู้รับบริการที่มีเพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน
จงั หวดั ขอนแกน่ มีความพึงพอใจต่อการให้บริการของศาลจังหวัด
1.1 ด้านสิ่งอ�ำนวยความสะดวก ร้อยเอ็ด แผนกคดีและเยาวชน ไม่แตกต่างกัน
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 3.54 ประชาชนผู้รับบริการของศาลศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า มีส่ิงอ�ำนวยความสะดวก แผนกคดีและเยาวชนได้ให้ข้อเสนอแนะ 3 ข้อแรก
เพียงพอส�ำหรับผู้มารับบริการ มีการดูแลความ โดยเรียงล�ำดับจากความถ่ีมากไปหาน้อย คือ
สะอาดภายในส�ำนกั งานตลอดเวลา ใหบ้ ริการด้วย เจา้ หนา้ ทผี่ รู้ บั ผดิ ชอบดา้ นการใหบ้ รกิ าร 1) ควรให้
เทคโนโลยีท่ีทันสมัย มีท่ีจอดรถเพียงพอส�ำหรับ บริการด้วยความสุภาพ ย้ิมแย้ม สอบถามด้วยน�้ำ
ผู้รับบริการและมีการติดป้ายแสดงจุดบริการ เสียงที่เป็นมิตร และอารมณ์ดี 2) ควรปฏิบัติงาน
ท่ีชัดเจน ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของมนฤดี ตรงเวลา ใหบ้ รกิ ารอยา่ งรวดเรว็ รวมทงั้ ลดกฎและ
สัตย์มิตร (Satmitr, 2012) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง ระเบียบ ข้ันตอนการให้บริการที่ไม่จ�ำเป็นท่ีต้อง
ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการ ทำ� ใหร้ อนาน 3) เจา้ หนา้ ทผ่ี ใู้ หบ้ รกิ ารควรไดร้ บั การ
ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด แผนกคดีเยาวชนและ ฝึกอบรมดา้ นการใหบ้ รกิ ารทดี่ ี
ครอบครวั พบวา่ ประชาชนมคี วามพงึ พอใจตอ่ การ 1.2 ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการโดย
ใหบ้ รกิ ารของศาลจงั หวดั รอ้ ยเอด็ แผนกคดเี ยาวชน ภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก ซึ่งมีคา่ เฉล่ีย 3.72 ท้งั นี้
และครอบครัว โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับ อาจเป็นเพราะว่า เจ้าหน้าท่ีผู้ให้บริการมีอัธยาศัย
ปานกลาง ส่วนด้านการให้บริการอย่างสุจริตและ ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าหน้าท่ีผู้ให้บริการแต่งการ
สุภาพอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน สภุ าพเรยี บรอ้ ย เจา้ หนา้ ทผ่ี ใู้ หบ้ รกิ ารมคี วามเอาใจ
โดยเรียงล�ำรับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อยพบว่า ใส่กระตือรือร้นในการท�ำงาน มีเจ้าหน้าท่ีปฏิบัติ
ได้แก่ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ด้านการ งานตลอดเวลาอย่างเสมอภาคเท่าเทียม และ
อ�ำนวยความสะดวก ด้านการให้บริการที่รวดเร็ว เจ้าหน้าท่ีมีความซ่ือสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่
และถกู ตอ้ ง และดา้ นการใหบ้ รกิ ารอยา่ งสจุ รติ และ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของราเชนทร์ พิพัฒนกุล
สุภาพ ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่า (Phiphatakun, 2013) ได้ท�ำการศึกษาวิจัยเร่ือง
ผู้รับบริการท่ีมีการศึกษาต่างกัน โดยรวมไม่แตก ความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อการให้บริการของ
ต่างแตร่ ายด้านมคี วามพงึ พอใจแตกต่างกนั อยา่ งมี ส�ำนกั งานสมพรการบัญชี อ�ำเภอศรรี าชา จงั หวัด
นยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 โดยประชาชนผรู้ บั

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 127

ชลบรุ ี พบวา่ ความพงึ พอใจของลกู คา้ ทม่ี ตี อ่ การให้ (Saenphayu, 2014) ได้ท�ำการศึกษาวิจัยเร่ือง
บรกิ ารของสำ� นกั งานสมพรการบญั ชี โดยรวมทงั้ 3 ความพึงพอใจของประชาชนท่ีมีต่อการให้บริการ
ดา้ น อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น สาธารณะของเทศบาลต�ำบลโพธิ์ทอง อ�ำเภอ
โดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุดไปหาค่าเฉล่ีย โพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า ความพึงพอใจ
ต่�ำสุด พบวา่ ด้านท่มี ีคา่ เฉลย่ี สงู สุดคอื ดา้ นความ ของประชาชนท่ีมีต่อการให้บริการสาธารณะ
น่าเช่ือถือ อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ของเทศบาล โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และด้านการให้บริการ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมาก
อยู่ในระดับมากท่ีสุด ผลการเปรียบเทียบพบว่า หน่งึ ดา้ น ระดบั ปานกลางสดี่ า้ น เรียงจากดา้ นทม่ี ี
ลูกค้าท่ีมีเพศ อายุ การศึกษา ต�ำแหน่งและ ค่าเฉล่ียมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการให้บริการ
ประสบการณใ์ นการทำ� งานตา่ งกนั มคี วามพงึ พอใจ อย่างเสมอภาค ด้านการให้บริการอย่างต่อเน่ือง
ต่อการให้บริการของส�ำนักงานสมพรการบัญชี ดา้ นการใหบ้ รกิ ารอยา่ งเพยี งพอ ดา้ นการใหบ้ รกิ าร
อ�ำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยรวม 3 ด้าน ทตี่ รงตอ่ เวลา และดา้ นการใหบ้ รกิ ารอยา่ งกา้ วหนา้
ไม่แตกต่างกัน ลูกค้าได้เสนอแนะเกี่ยวกับปัญหา ผลการทดสอบสมมตฐิ าน พบวา่ ประชาชนทม่ี เี พศ
และแนวทางแกไ้ ขปญั หา ดงั น้ี 1) ดา้ นการใหบ้ รกิ าร ตา่ งกนั มคี วามพงึ พอใจตอ่ การใหบ้ รกิ ารสาธารณะ
คือช่องทางทางการติดต่อทางการสื่อสารน้อย โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่
เสนอใหเ้ พม่ิ E-mail, Website เพิ่มช่องทางการ ระดบั .05 แตป่ ระชาชนทีม่ ี อายุ ระดับการศกึ ษา
ส่ือสารให้มาก และ 2) ด้านเจ้าหน้าที่ให้บริการ และอาชพี ตา่ งกนั มคี วามพงึ พอใจตอ่ การใหบ้ รกิ าร
พบว่า ต้องการให้มีบริการฉุกเฉิน ส�ำนักงาน สาธารณะ โดยรวมไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะ
มบี คุ ลากรนอ้ ย ทตี่ ง้ั สำ� นกั งานอยไู่ กล แนวทางการ ที่ได้จากการวิจัยคร้ังน้ี ล�ำดับตามความถี่จากมาก
แกไ้ ข คอื จดั ใหม้ เี จา้ หนา้ ทท่ี รี่ บั ปรกึ ษาทางโทรศพั ท์ ไปหานอ้ ยสามอันดับ คือ เทศบาลควรเปิดโอกาส
ใหร้ ับบคุ ลากรเพิ่ม ใหเ้ ปิดส�ำนกั งานสาขาเพ่ิม ใหป้ ระชาชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาทอ้ งถนิ่
1.3 ดา้ นการใหบ้ รกิ ารอยา่ งเสมอภาค ให้มากย่งิ ข้ึน รองลงมา คือ เทศบาลควรจะจดั สรร
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 3.57 งบประมาณการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้
ทง้ั นอ้ี าจเปน็ เพราะวา่ เจา้ หนา้ ทไี่ มไ่ ดใ้ หส้ ทิ ธพิ เิ ศษ เพียงพอกับความต้องการของประชาชนและ
แก่ใคร เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความยุติธรรม ผู้บริหาร พนักงานเทศบาล ควรมาปฏิบัติงาน
เจ้าหน้าท่ีดูแลเอาใจใส่ประชาชนผู้มาใช้บริการ ให้ตรงตอ่ เวลา
อย่างเสมอภาคเท่าเทียม เจ้าหน้าท่ีเปิดโอกาสให้ 1.4 ด้านข้ันตอนการให้บริการ
ผมู้ าใช้บริการแสดงความคิดเห็นได้ และเจ้าหนา้ ที่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉล่ีย 3.58
เปิดโอกาสให้ผู้มาใช้บริการซักถามทุกคนได้ ทงั้ นอ้ี าจเปน็ เพราะวา่ ขน้ั ตอนการใหบ้ รกิ ารมคี วาม
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของสุนารี แสนพยุห์ คล่องตัว มีการลดขั้นตอนให้น้อยลงเพื่อให้งาน

128 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

เร็วข้ึน มีการจดั การให้บริการตามลำ� ดบั ก่อน-หลงั ให้บริการด้วยความรวดเร็ว ทันเวลา มีระยะเวลา
ขน้ั ตอนในการใหบ้ รกิ ารงา่ ยและสะดวกสบายมกี าร ในการใหบ้ รกิ ารอยา่ งเหมาะสม การใหบ้ รกิ ารเสรจ็
วางแผนการด�ำเนินงานท่ีดี และมีประสิทธิภาพ ตามก�ำหนดนัดหมาย ให้บริการด้วยความ
ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของวรารัตน์ เขตขาม กระตือรือร้น ประชาชนมีเรื่องเร่งด่วนเจ้าหน้าที่
(Khenkham, 2012) ได้ท�ำการศึกษาวิจัยเร่ือง เร่งรีบด�ำเนินการให้โดยเร็ว ซึ่งไม่สอดคล้องกับ
ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการ งานวิจัยของสกุ ัญญา สลี าดเลา (Silatlao, 2014)
ขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลไพรบงึ อำ� เภอไพรบงึ ได้ท�ำการศึกษาวิจัยเรื่อง ความพึงพอใจของ
จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ความพึงพอใจของ ประชาชนทมี่ ีตอ่ การใหบ้ รกิ ารขององค์การบรหิ าร
ประชาชนท่มี ีตอ่ การให้บรกิ ารขององค์การบริหาร สว่ นต�ำบลหนองแกว้ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั รอ้ ยเอด็
ส่วนต�ำบล โดยรวมทั้งสามด้าน อยู่ในระดับมาก พบว่า ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้
เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า อยู่ในระดับมาก บริการขององค์การบริหารส่วนต�ำบล โดยรวม
ทุกด้าน โดยด้านท่ีมีค่าเฉล่ียมากที่สุด ได้แก่ อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
ด้านขั้นตอนการให้บริการ รองลงมา ได้แก่ ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง ท้ังส่ีด้าน เรียงจากค่าเฉล่ีย
ส่ิงอ�ำนวยความสะดวก และด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยน้อย มากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ
ที่สุด ได้แก่ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ผลการ ด้านการอ�ำนวยความสะดวก ด้านความรวดเร็ว
ทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชนท่มี ีเพศ อายุ ในการให้บริการ และด้านขั้นตอนการให้บริการ
ระดับการศึกษาและอาชีพต่างกันมีความพึงพอใจ ผลการทดสอบสมมตฐิ าน พบวา่ ประชาชนทม่ี เี พศ
ต่อการให้บริการขององค์การบริหารส่วนต�ำบล อายุ ระดับการศึกษา และประกอบอาชีพต่างกัน
ไพรบงึ อำ� เภอไพรบงึ จงั หวดั ศรสี ะเกษ ทง้ั โดยรวม มีความพึงพอใจต่อการให้บริการขององค์การ
และรายด้านไม่แตกต่างกัน ไม่สอดคล้องกับ บริหารส่วนต�ำบลหนองแก้ว อ�ำเภอเมืองจังหวัด
สมมตฐิ านทต่ี ง้ั ไว้ ขอ้ เสนอแนะทไี่ ดจ้ ากการวจิ ยั ใน รอ้ ยเอด็ โดยรวม และรายดา้ นไมต่ า่ งกนั ประชาชน
คร้ังน้ี เรียงตามความถ่ีสูงไปหาต�่ำสามอันดับแรก ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการให้บริการของ
ไดแ้ ก่ ควรบรกิ ารประชาชนใหต้ รงตอ่ เวลา 2) ดา้ น องค์การบริหารส่วนต�ำบลหนองแก้ว อ�ำเภอเมือง
เจ้าหน้าที่ให้บริการ ควรจัดให้มีเจ้าหน้าท่ีบริการ จังหวัดร้อยเอ็ด ล�ำดับตามความถี่สูงไปหาต่�ำ
ตลอดเวลาท�ำการ 3) ด้านสง่ิ อำ� นวยความสะดวก สามอันแรก ได้แก่ 1) ด้านข้ันตอนการให้บริการ
ควรจัดท่ีนั่งส�ำหรับผู้มาใช้บริการท้ังภายในและ องค์การบริหารส่วนต�ำบลควรลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก
ภายนอกอาคาร ในการให้บริการ 2) ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ
1.5 ด้านการให้บริการอย่างรวดเร็ว เจ้าท่ีผู้ให้บริการควรกระตือรือร้นในการให้บริการ
และตรงต่อเวลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการควรย้ิมแย้มแจ่มใส
ซง่ึ มคี า่ เฉลยี่ 3.61 ทง้ั นอี้ าจเปน็ เพราะวา่ เจา้ หนา้ ที่ มีอัธยาศยั เป็นกนั เองต่อการให้บรกิ าร

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 129

1.6 ด้านคุณภาพการให้บริการ ทนั สมยั เจา้ หนา้ ทผ่ี ใู้ หบ้ รกิ ารควรมอี ธั ยาศยั ทดี่ แี ละ
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉล่ีย 3.75 เต็มใจให้บรกิ าร ควรมกี ารอบรมพัฒนาบคุ ลิกและ
ทงั้ นอี้ าจเปน็ เพราะวา่ เจา้ หนา้ ทม่ี มี าตรฐานในการ เทคนิคของการบริการให้กับเจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร
ให้บริการ มีความเหมาะสมตรงต่อความต้องการ ควรพฒั นาระดบั คณุ ภาพของการบรกิ ารทไี่ ดร้ บั ให้
ของผรู้ บั บรกิ าร ไดร้ บั บรกิ ารทคี่ มุ้ คา่ คมุ้ ประโยชน์ มากย่ิงขึ้น ควรมีการประเมินคุณภาพของการ
การบริการมีความถูกต้อง ผู้ให้บริการสร้างความ บรกิ ารงานบรกิ ารต่างๆ ภายในโรงพยาบาล ควรมี
ประทับใจท่ีดีแก่ผู้มาติดต่อ ผู้ให้บริการสามารถ ประกาศก�ำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ และขั้นตอน
แก้ไขปัญหา และบรรเทาความเดือดรอ้ นท่เี กิดกับ การทำ� งานใหช้ ดั เจน ควรมกี ารประกาศระยะเวลา
ผูใ้ ช้บริการได้เป็นอยา่ งดี ซ่งึ สอดคลอ้ งกับงานวิจัย และขั้นตอนการบรกิ ารให้ประชาชนไดท้ ราบ
ของมณีพรรณ หมั่นสนาม (Mansanam, 2010) 2. การทดสอบสมมตฐิ าน ความสมั พนั ธ์
ได้ท�ำการวิจัยเร่ือง ความพึงพอใจของประชาชน ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับประสิทธิภาพการให้
ที่ มี ต ่ อ ก า ร ใ ห ้ บ ริ ก า ร ข อ ง แ ผ น ก ทั น ต ก ร ร ม บริการของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมือง
โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ อ�ำเภอสุวรรณภูมิ ขอนแก่น จังหวดั ขอนแกน่ ความสมั พันธร์ ะหว่าง
จังหวัดร้อยเอ็ด ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการ ปัจจัยส่วนบุคคลกับประสิทธิภาพการให้บริการ
ให้บริการแผนกทันตกรรม โรงบาลสุวรรณภูมิ ของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น
โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น จังหวัดขอนแก่น โดยรวม พบว่า ตัวแปร อายุ
พบว่าอยู่ในระดับมากทั้งสี่ด้านเช่นเดียวกัน ระดับการศึกษา และอาชีพของประชาชนกับ
โดยเรียงล�ำดับจากสูงไปหาต�่ำ คือ ด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพการให้บริการของเทศบาลต�ำบล
ของการบรกิ ารทไ่ี ดร้ บั ดา้ นระยะเวลาในการดำ� เนนิ ส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
การ ดา้ นความสะดวกทไ่ี ดร้ บั และดา้ นตวั เจา้ หนา้ ท่ี มีความสัมพนั ธก์ ันทรี่ ะดบั นยั สำ� คัญ .05 ซงึ่ เปน็ ไป
ผู้ให้บริการ ผลการท�ำสอบสมมติฐานพบว่า ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนตัวแปร เพศกับ
ประชาชนในเขตอำ� เภอสวุ รรณภมู ิ จงั หวดั รอ้ ยเอด็ ประสิทธิภาพการให้บริการของเทศบาลต�ำบล
ท่ีมีเพศอายุ และระดับการศึกษาต่างกัน มีความ สำ� ราญ อำ� เภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่ ไมม่ ี
พึงพอใจต่อการให้บริการของแผนกทันตกรรม ความสมั พนั ธก์ นั ทร่ี ะดบั นยั สำ� คญั .05 ซงึ่ ไมเ่ ปน็ ไป
โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ อ�ำเภอสุวรรณภูมิ ตามสมมติฐานท่ีตงั้ ไว้
จังหวัดร้อยเอ็ด ไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะ สรปุ ไดว้ า่ ประสทิ ธภิ าพการใหบ้ รกิ ารของ
จากประชาชนในเขตอ�ำเภอสุวรรณภูมิจังหวัด เทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น
ร้อยเอ็ด พบว่า ควรมีการบริการท่ีเป็นกันเอง จงั หวดั ขอนแกน่ ขน้ึ อยกู่ บั ปจั จยั สว่ นบคุ คลในการ
ของเจ้าหน้าท่ี ควรมีอุปกรณ์และเครื่องมือท่ี ทจี่ ะใหบ้ รกิ ารกบั ประชาชน ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ

130 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

6. ขอ้ เสนอแนะ 2.6 ด้านคุณภาพของการให้บริการ
ควรปรับปรงุ ใหด้ ีมากยิ่งข้นึ
1. ขอ้ เสนอแนะทางวิชาการ 3. ขอ้ เสนอแนะการท�ำวิจัยคร้งั ต่อไป
ประสิทธิภาพการให้บริการของเทศบาล ผลจากการศึกษาวิจยั เรอ่ื ง ประสทิ ธิภาพ
ต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด การให้บริการของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอ
ขอนแกน่ ผ้ศู ึกษาตระหนักดวี า่ เป็นเรือ่ งที่มีคุณคา่ เมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัยมีข้อเสนอ
ตอ่ การพฒั นาองคก์ รทอ้ งถนิ่ เพราะวา่ ผลการศกึ ษา แนะเพ่อื การวิจยั คร้งั ตอ่ ไป ดังนี้
ที่ได้สามารถน�ำมาแก้ไขปัญหาในการท�ำงานของ 3.1 ควรมีการท�ำวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่
บุคลากรในองค์กรน้ันๆ ได้ ดังน้ันในการศึกษา ส่งผลต่อการให้บริการของเทศบาลต�ำบลส�ำราญ
ประสิทธิภาพการให้บริการของเทศบาลต�ำบล อ�ำเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแก่น
ส�ำราญ จึงควรบูรณาการแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ 3.2 ควรมกี ารทำ� วจิ ยั เรอื่ ง การเสรมิ
ในการศกึ ษาอยา่ งหลากหลาย เพอื่ ใหไ้ ดผ้ ลการวจิ ยั สร้างคุณภาพชีวิตของพนักงานเทศบาลต�ำบลเพื่อ
ท่ที รงคณุ คา่ และเกิดประโยชนต์ อ่ องค์กรมากทีส่ ุด ทจี่ ะได้ทำ� การเปรียบเทียบ
2. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
2.1 ด้านสิ่งอ�ำนวยความสะดวก 7. องคค์ วามรูท้ ไี่ ดร้ บั
ควรมีห้องน�้ำส�ำหรับประชาชนผู้มาติดต่อ ควรมี
ป้ายติดห้องน้�ำส�ำหรับผู้มาใช้บริการ และควรมี ประสิทธิภาพการให้บริการของเทศบาล
รถเข็นสำ� หรับผสู้ งู อายุที่มาติดตอ่ ต�ำบลส�ำราญ อ�ำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด
2.2 ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ขอนแกน่ องคค์ วามรทู้ ไ่ี ดค้ อื สงิ่ ทเี่ ปน็ หลกั การและ
เจา้ หนา้ ที่ควรกระตือรอื ร้นใหม้ ากกวา่ น้ี วธิ กี ารในการทำ� งานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพตอ้ งคำ� นงึ ถงึ
2.3 ด้านการให้บริการอย่างเสมอ การอ�ำนวยความสะดวกเพียงพอส�ำหรับผู้มารับ
ภาคควรใหบ้ รกิ ารอยา่ งเสมอภาคไมม่ กี ารจองควิ ไว้ บริการอย่างเหมาะสม ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการมี
ล่วงหน้า ต้องมีอัธยาศัยที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าหน้าที่ผู้ให้
2.4 ดา้ นขนั้ ตอนการใหบ้ รกิ ารควรมี บริการแต่งการสุภาพเรียบร้อย เป็นต้น อีกอย่าง
ขน้ั ตอนทง่ี า่ ยและสะดวกสบายมากกว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใคร เจ้าหน้าท่ีให้
2.5 ด้านการให้บริการอย่างรวดเร็ว บริการด้วยความยุติธรรม เท่าเทียมกัน และท่ี
และตรงตอ่ เวลาเจา้ หนา้ ทคี่ วรปฏบิ ตั งิ านดว้ ยความ ส�ำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ขั้นตอนการให้บริการ
รวดเร็วมากยิ่งข้ึนเจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติงานให้เสร็จ ตอ้ งมคี วามคลอ่ งตวั มกี ารลดขนั้ ตอนใหน้ อ้ ยลงเพอื่
ตามก�ำหนดนัดหมาย ใหง้ านเร็วข้ึนและตรงต่อเวลา

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 131

References

Cronbach, L. J. (1970). Essentials of Psychological Test (5th ed.). New York : Harper Collins.
Kaewpaitoon, A. (2011). Public satisfaction with service provision according to Sanghavat4

principles of the registration department that Amphoe Mueang Nakhon Sawan
Province. Master of Buddhist Thesis Program. Graduate School : Mahachulalongkorn
rajavidyalaya University.
Khenkham, W. (2012). Public satisfaction with the service of Phrai Bueng Subdistrict
Administration Organization, Phrai Bueng District, Si SaKet Province. Master of
Philosophy Program in Philosophy. Graduate School : Mahamakut Buddhist
University.
Mansanam, M. (2010). Public satisfaction with the service of the dental department,
Suvarnabhumi Hospital Suwannaphum District Roied. Master of Philosophy Program
in Graduate Studies. Graduate School : Mahamakut Buddhist University.
Phiphatakun, R. (2013). Customer satisfaction with the service provided by Somporn
Accounting Office, Sriracha District Chonburi province. Master of Philosophy Program
in Philosophy. Graduate School : Mahamakut Buddhist University.
Phayu, S. (2014). Public satisfaction with public service provision of Pho Thong Municipality,
Phon Thong District, Roi Et Province. Master of Philosophy Program in Philosophy.
Graduate School : Mahamakut Buddhist University.
Phuangngam, K. (2010). Thai local government on theories, concepts and principles.
Bangkok : Extranet.
Samran Subdistrict Municipality. (2008). History and general condition information. http://
sumran.go.th/public/texteditor/data/index/menu/237 (Accessed 3 September
2018).
Satmitr, M. (2012). People satisfaction with the service of Roi Et Provincial Court Juvenile
and Family Litigation Department. Master of Philosophy Program in Philosophy.
Graduate School : Mahamakut Buddhist University.

132 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

Silatlao, S. (2014). Public satisfaction with the service of Nongkaew Subdistrict Administration
Organization, Mueang District, Roi Et Province. Master of Philosophy Program in
Philosophy. Graduate School : Mahamakut Buddhist University.

Wiangkae, W., et al. (2016). Research Handbook for undergraduate students Curriculum
Update 2016. Khon Kaen : Mahamakut Buddhist University Isan Campus.

Yamane, T. (1967). Statistic: An Introductory Analysis. New York : Harper & row.

การพฒั นาโปรแกรมภาพตามหลักการของเกสตลั ท์
สำ� หรบั เพม่ิ ความใสใ่ จต่อเนอ่ื งและความจ�ำขณะท�ำงาน

ในวยั ผู้ใหญ่ตอนต้น*
The Development of Images Program Based on Gestalt
Principles for Enhance the Sustainable Attention and Working

Memory of the Early Adulthood

รชั นีพร ศรรี ักษา, ปรญิ ญา เรืองทิพย์ และสริ ิกรานต์ จันทเปรมจติ ต์
Ruchaneeporn Sriruksa, Parinya Ruengtip and Sirikran Juntapremjit

วิทยาลัยวทิ ยาการวจิ ยั และวทิ ยาการปัญญา มหาวิทยาลัยบูรพา
College of Research Methodology and Cognitive Science, Burapha University, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การวิจัยครงั้ น้ี มีวัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) พฒั นาโปรแกรมภาพตามหลกั การของเกสตัลทส์ �ำหรับเพิ่ม
ความใสใ่ จตอ่ เนอ่ื งและความจำ� ขณะทำ� งานในวยั ผใู้ หญต่ อนตน้ และ 2) ศกึ ษาผลการใชโ้ ปรแกรมทพ่ี ฒั นา
ข้ึนโดยวิธีการวัดด้านพฤติกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการ
บรกิ ารเพื่อการทอ่ งเทีย่ ว มหาวิทยาลัยหวั เฉยี วเฉลมิ พระเกียรติ อายุระหวา่ ง 20-22 ปี จำ� นวน 60 คน
จัดเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
โปรแกรมภาพตามหลกั การของเกสตลั ท์ แบบทดสอบความใส่ใจต่อเนอื่ ง และแบบทดสอบความจำ� ขณะ
ท�ำงาน วิเคราะหข์ อ้ มลู ด้วยค่าสถติ กิ ารแจกแจงความถ่ี คา่ รอ้ ยละ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน สถติ ทิ ดสอบที
และการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมท่ีพัฒนาข้ึนมีความเหมาะสมในการใช้เพิ่มความใส่ใจต่อเน่ืองและ
ความจ�ำขณะท�ำงานในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ค่าเฉลี่ยความถูกต้องและเวลาปฏิกิริยาการตอบสนองหลังการ
ทดลองของกลุ่มใช้โปรแกรมและเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มไม่ใช้โปรแกรมแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทาง

* ได้รบั บทความ: 13 มิถนุ ายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 27 เมษายน 2563; ตอบรับตีพิมพ:์ 27 สงิ หาคม 2563
Received: June 13, 2019; Revised: April 27, 2020; Accepted: August 27, 2020

134 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

สถิติท่ีระดับ .01 สรุปได้ว่า โปรแกรมภาพตามหลักการของเกสตัลท์สามารถน�ำไปใช้ฝึกเพิ่มความใส่ใจ
ตอ่ เนือ่ งและความจำ� ขณะทำ� งานในวัยผู้ใหญ่ตอนตน้ ได้
ค�ำส�ำคญั : โปรแกรมภาพตามหลักการเกสตัลท;์ ความใส่ใจตอ่ เนอ่ื ง; ความจ�ำขณะทำ� งาน

Abstract

The objectives of this research were to: develop an images program based on Gestalt
Principles for enhancing sustained attention and working memory in early adulthood,
and to investigate the effect of the developed program by considering behavior and
brainwaves. The sample consisted of 60 students from Huachiew Chalermprakiet University,
aged 20-22 years old, who were majoring in tourism, randomly assigned to experimental
and control groups. Research instruments were an images program based on Gestalt
Principles, a sustained attention test, and a working memory test. Data were analyzed
by using frequency distributions, percentages, standard deviations, t-tests, and multivariate
analysis of variance.
The results were as follows: The developed program was found suitable for
enhancing sustained attention and working memory in early adulthood. The average
accuracy and reaction time of the test in the experimental group after training was
significantly higher than before training, at the .01 level of significance. In conclusion, the
images program based on Gestalt Principles was able to increase sustained attention and
working memory in early adulthood.
Keywords: Images Program Based on Gestalt Principles; Sustained Attention; Working Memory

1. บทนำ� เกีย่ วขอ้ ง กับความใสใ่ จต่อเนือ่ งและความจำ� ขณะ
ท�ำงานพบว่า เมื่อมีส่ิงเร้าเกิดขึ้นเป็นจ�ำนวนมาก
ความใส่ใจต่อเนื่องและความจ�ำขณะ ผ่านระบบรบั ความร้สู ึก (Sensory system) จะมี
ท�ำงานมีความส�ำคัญต่อการรับรู้ (Perception) การจ�ำแนกลักษณะเฉพาะหรือความแตกต่างของ
ความใส่ใจเป็นกระบวนการเริ่มต้นของการรวม สงิ่ เรา้ นนั้ ซงึ่ เปน็ การบนั ทกึ ไวใ้ นชว่ งตน้ โดยอตั โนมตั ิ
คณุ ลกั ษณะของวตั ถุ เชน่ สรี ปู รา่ งตำ� แหนง่ และการ จากนนั้ จะมกี ารเลอื กใสใ่ จ (Selective attention)
ก�ำหนดทิศทางของกระบวนการรับรู้และความจ�ำ เป็นพฤติกรรมใส่ใจในลักษณะตอบรับต่อสิ่งเร้าใด
(Memory) จากการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยท่ี

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 135

สิ่งเร้าหน่ึงประกอบกับการคงอยู่อย่างต่อเน่ือง ความใสใ่ จหรอื ความลม้ เหลวในการเขา้ รหสั ความจำ�
(Sustained attention) ของพฤติกรรมดังกล่าว (Anderson, 2004) ซ่งึ จะลดลงเมอ่ื มีอายุเพิม่ ขึ้น
ในระยะเวลาหนงึ่ จนละทงิ้ ความใสใ่ จหรอื ลดความ และจะลดลงอย่างมากในคนท่ีมีอายุ 40 ปีข้ึนไป
ใส่ใจจากสงิ่ อืน่ หลงั จากนัน้ จะเกดิ การมงุ่ ใสใ่ จแบบ จนถึงวัยผู้สูงอายุโดยเฉพาะการเรียกคืนความจ�ำ
จดจอ่ ตอ่ สง่ิ เร้า (Focused attention) ท่ีเจาะจง เหตุการณ์ (Episodic Memory) (Schwartz,
แคบลงไปที่คุณสมบัติบางประการหรือความ 2011 : 361-363) เนอ่ื งจากเมอื่ คนมอี ายเุ พ่มิ ขึ้น
แตกตา่ งของสงิ่ เรา้ ในขณะเดยี วกนั จะมกี ารแยกแยะ สมองจะมีขนาดลดลงเฉลีย่ ร้อยละ 5 ทกุ ๆ 10 ปี
การวิเคราะห์ส่ิงเร้าในแบบคู่ขนานในระยะต่อมา เริ่มต้ังแต่อายุ 20 ปี ขึ้นไป ดังน้ัน ความใส่ใจ
ของการประมวลผลซ่ึงเป็นข้ันของการเก็บรักษา จึงท�ำหน้าที่ประหนึ่งประตูไปสู่ความจ�ำเหตุการณ์
ข้อมูลไว้ส�ำหรับในการกระตุ้น (Activated) และ (Episodic Memory) การทำ� กจิ กรรมการรบั รทู้ าง
น�ำไปสู่ความจ�ำขณะท�ำงาน (Working memory) สายตาสนับสนุนว่าความใส่ใจเป็นสิ่งขับเคล่ือน
ซ่ึงรูปแบบการกรองข้อมูลข้ันต้นจะเกี่ยวข้องกับ หลักของความจำ� ขณะทำ� งาน (Core vehicle of
ลักษณะพ้ืนฐานทางกายภาพเฉพาะส่วนของ working memory) (Cowan, 2010 : 51-57)
องค์ประกอบหรือบางส่วนของสิ่งเร้ามากกว่า นอกจากนนั้ ยงั พบหลกั ฐานวา่ ความใสใ่ จและความ
รายละเอยี ดทง้ั หมดเชน่ รปู รา่ งสี การเคลอื่ นทห่ี รอื จ�ำขณะท�ำงานมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดใน
ต�ำแหน่งของสิ่งเร้าหากองค์ประกอบใดมีลักษณะ ระหว่างการเขา้ รหัสความจ�ำ (Fougnie, 2008)
เดน่ กจ็ ะดงึ ดดู ใหเ้ กิดการใส่ใจไดเ้ รว็ มนุษย์ชีวิตประจ�ำวันถูกรายล้อมไปด้วย
ความใสใ่ จตอ่ เนอื่ งมอี งคป์ ระกอบหลกั อยู่ เทคโนโลยกี ารสือ่ สารนานาชนิด เชน่ สมาร์ทโฟน
4 ประการ คือ ความจ�ำในขณะท�ำงาน (Working คอมพิวเตอร์ แท็บเลต็ รวมถงึ การใช้โปรแกรมการ
memory) ระบบการคดั เลอื กขอ้ มลู (Competitive สอื่ สารและการสนทนาตา่ งๆ ตลอดเวลา สง่ิ เหลา่ น้ี
selection) ระบบการควบคมุ จากสมอง (Sensitivity เปน็ ตวั กระตนุ้ ใหม้ นษุ ยต์ อ้ งทำ� กจิ กรรมหลายอยา่ ง
control) ระบบการคดั กรองสญั ญาณ (Saliency ในเวลาเดียวกัน ความสามารถของมนุษย์ท่ีท�ำได้
filter) ซึ่งจะท�ำงานร่วมกันเพื่อรักษาความใส่ใจ หลายอย่างพร้อมกันเกิดจากความจ�ำขณะท�ำงาน
ต่อเนื่องในขณะนั้นไว้ ความใส่ใจจึงมีบทบาท (Working memory) เพราะความจ�ำขณะท�ำงาน
ต่อการปรับสภาพการเข้ารหัส (Modulation of เกี่ยวข้องกับความสามารถของบุคคลในการเลือก
Encoding) เพอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพและกระบวนการ ข้อมูลที่เก่ียวข้องกับเป้าหมายและไม่สนใจส่ิงท่ี
เรยี กคนื ความจำ� (Chun, Golomb & Turk-Browne, ทำ� ใหไ้ ขวเ้ ขว ดงั นน้ั ความจำ� ขณะทำ� งานจงึ ถอื เปน็
2011 : 73-101) โดยกระบวนการเข้ารหัสน้ี กลจักรส�ำคัญของการเรียนรู้ เน่ืองจากทุกคนต้อง
จะลดลงตามระยะเวลาทผ่ี า่ นไป โดยสาเหตขุ องการ จดจำ� ขอ้ มลู ในสมองเพอ่ื ทำ� กจิ กรรมตา่ งๆ ใหส้ ำ� เรจ็
ลดลงอาจเกิดจากความล้มเหลวของกระบวนการ ไปดว้ ยดี แตก่ ารทำ� กจิ กรรมหลายอยา่ งพรอ้ มกนั ก็

136 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

สง่ ผลกระทบใหข้ าดความใสใ่ จในการทำ� กจิ กรรมท่ี ในดา้ นความใสใ่ จและความจำ� ภาษา การรบั รทู้ างตา
ท�ำอย่างต่อเน่ือง ความใส่ใจต่อเน่ืองท่ีลดลงส่งผล การใหเ้ หตุผลหรอื การแกป้ ญั หา
ต่อการเรียนรู้และความจ�ำท่ีลดลงด้วย (Bahrick, มนุษย์มีการรับรู้สิ่งเร้าจากการมองเห็น
2010) จากรายงานการศึกษาเกี่ยวกับช่วงระยะ ประมาณร้อยละ 70 กระบวนการรับรู้ทางสายตา
ความใสใ่ จของมนษุ ยข์ องบรษิ ทั ไมโครซอฟตพ์ บวา่ จะสามารถเรียนรแู้ ละพัฒนามากข้ึนได้ ต้องอาศยั
มนุษย์ในปัจจุบันมีสมาธิใส่ใจต่อเน่ืองอยู่กับสิ่งใด การฝกึ ฝนและประสบการณก์ ารรบั สงิ่ เรา้ ดา้ นตา่ งๆ
สิ่งหนึ่งลดลงกว่าในอดีต โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9 วินาที จากสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั ชว่ ยใหบ้ คุ คลรวู้ า่ ควรจะทำ�
โดยข้อมูลน้ีเป็นผลการทดลองตั้งแต่ปี 2543 อย่างไรต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวที่ส่งผลต่อความ
ปี 2556 และปี 2557 (Microsoft Attention สามารถด้านการรับรู้จากการมองเห็น (Visual
Spans Research Report, 2015) จงึ เป็นเหตุให้ perception) หลักการท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การรับรจู้ าก
นักวิทยาศาสตร์สนใจว่า ท�ำอย่างไรมนุษย์จะมี การมองเห็น (Visual perception) ที่ส�ำคัญ
ความใสใ่ จต่อเนื่องยาวนานมากยิ่งขนึ้ คือ ทฤษฎีการรับรู้เกสตัลท์ (Gestalt Theory)
จุดเร่ิมต้นของกระบวนการท่ีท�ำให้เกิด นักจิตวิทยากลุ่มทฤษฎีการรับรู้เกสตัลท์ได้อธิบาย
ความใส่ใจและความจ�ำคือ ความตื่นตัว เป็นการ ว่า การท่ีมนุษย์บอกได้ว่าสง่ิ เร้าทม่ี องเห็นคืออะไร
ปรับสภาพให้พร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดข้ึน ไมไ่ ดเ้ กดิ จากการนำ� สว่ นยอ่ ยๆ ทม่ี องเหน็ มารวมกนั
(Task-related-event) และการคงสภาพของ แตเ่ กดิ จากการระบคุ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งองคป์ ระกอบ
ระดับการถูกกระตุ้นหลังจากนั้น จะเกิดการรับรู้ ย่อยๆ ตามคุณลักษณะของสิ่งเร้านั้นเป็นการจัด
และจัดเรียงโดยการเลือกข้อมูลที่เกิดจากตัว ระบบของสิ่งเร้าท่ีมองเห็น ซ่ึงเป็นกิจกรรมส�ำคัญ
กระตุ้นภายนอกส่งสัญญาณผ่านเส้นใยประสาท ของกระบวนการทางสมอง (Koffa, 1935)
เขา้ สรู่ ะบบประสาทสว่ นกลาง (Kaewkaen, 2012 การเพ่ิมความใส่ใจต่อเน่ืองและความจ�ำ
: 1-10) ซ่ึงเก่ียวข้องกับการท�ำงานของความจ�ำ ขณะทำ� งาน โดยใชโ้ ปรแกรมภาพตามหลกั การของ
ในสมอง โดยมกี ระบวนการทำ� งาน 3 ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่ เกสตัลทพ์ ัฒนาจากแนวคดิ ของการท่ีสมองจะรบั รู้
ขั้นตอนการลงรหัส (Encoding) ข้ันตอนการ ตอ่ สง่ิ เรา้ สมองจะตอ้ งมกี ารเลอื กสงิ่ เรา้ โดยทบี่ คุ คล
จดั เกบ็ (Storage) และขนั้ ตอนการเรยี กคนื ความจำ� สามารถเลือกหรือคัดกรองที่จะใส่ใจกับสิ่งใด
(Retrieval) ความใส่ใจต่อเน่ืองและความจ�ำขณะ สิ่งหนึ่ง (Selective Attention) ท่ีเข้ามาเป็น
ท�ำงานสามารถเปลีย่ นแปลงและพฒั นาได้ เทคนคิ จำ� นวนมากจนทำ� ใหเ้ กดิ เปน็ คอคอด (Bottleneck)
วธิ กี ารพัฒนาเพอ่ื เพ่ิมความใส่ใจและความจ�ำขณะ ซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์คุณลักษณะของส่ิงเร้าทาง
ท�ำงานมีหลายวิธี ไดแ้ ก่ การบริหารสมอง (Brain กายภาพ เชน่ รูปร่าง สี เสียงเบาหรอื ดัง การระบุ
exercise) ด้วยชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในการ เอกลักษณ์หรือต�ำแหน่งของสิ่งเร้าตามทฤษฎี
เพมิ่ ทกั ษะกระบวนการทางปญั ญาสำ� หรบั ผสู้ งู อายุ Feature-Integration Theory of Attention

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 137

(Treisman & Gelade, 1980 : 97-136) และ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นเป็น
ทฤษฎี Biased Competition Theory of Selective นักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
Attention (Desimone & Duncan, 1995 : 193- สาขาวชิ าการทอ่ งเทยี่ วและสาขาวชิ าอตุ สาหกรรม
222) ซึ่งสามารถสรุปได้ตามแบบจ�ำลองการ การบริการเพ่ือการท่องเที่ยว ชั้นปีท่ี 1-3 ปีการ
ประมวลผลข้อมูลของมนษุ ย์ (Model of Human ศึกษา 2561 จ�ำนวน 135 คน ไดก้ ลมุ่ ตัวอย่างที่
Information Processing) มีอายรุ ะหว่าง 20-25 ปที ี่มคี ณุ สมบัตติ ามเกณฑท์ ่ี
สำ� หรบั การวจิ ยั น้ี ผวู้ จิ ยั จงึ สนใจนำ� แนวคดิ ก�ำหนด จ�ำนวน 60 คน โดยการค�ำนวณกลุ่ม
ทฤษฏีและงานวิจัยดงั กล่าว มาใชพ้ ัฒนาโปรแกรม ตัวอย่างได้มาจากขนาดของอิทธิพลของตัวแปร
ภาพท่ีออกแบบส่ิงเร้าตามหลักการเรียนรู้ของเกส (Effect Size : ES) ใช้วิธีเทียบกับขนาดของการ
ตัลท์ส�ำหรับเพิ่มความใส่ใจต่อเนื่องและความจ�ำ แจกแจงของประชากร (X) โดยมเี กณฑข์ อง Cohen
ขณะท�ำงานในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเพ่ือเป็นเคร่ืองมือ (1988) ดังน้ี ES = 0.2 หมายถงึ ผลการทดลอง
หนึ่งท่สี ามารถลดระยะเวลาในการฝึก ชว่ ยให้กลมุ่ ขนาดเลก็ ES = 0.5 หมายถงึ ผลการทดลองขนาด
วัยผู้ใหญ่ตอนต้นสามารถใช้ฝึกเพ่ิมความใส่ใจ กลาง ES = 0.8 หมายถงึ ผลการทดลองขนาดใหญ่
ต่อเนื่องและความจ�ำขณะท�ำงานได้ด้วยตนเอง ซ่ึงในงานทดลองน้ีจะใช้เทคนิคการทดสอบ
สะดวก และประหยดั สมมติฐานและมุ่งทดสอบความมีนัยส�ำคัญของ
ขนาดผลการทดลอง (Effect Size) ที่ผู้วิจัย
2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย ต้ังสมมติฐานได้ว่าเป็นผลการทดลองขนาดกลาง
มีความส�ำคัญในระดับปฏิบัติการท่ียอมรับได้
1. เพื่อพัฒนาการพัฒนาโปรแกรมภาพ โดยเปน็ การแจกแจงแบบปกติ ซึ่งสามารถนำ� ไปใช้
ตามหลกั การของเกสตลั ทส์ ำ� หรบั เพม่ิ ความใสใ่ จตอ่ ค�ำนวณหาจ�ำนวนตัวอย่างในกรณีการทดสอบ
เนื่องและความจ�ำขณะท�ำงานในวัยผู้ใหญต่ อนต้น สมมติฐานทางสถิตดิ ้วยค่าเฉลี่ยจากการทดสอบ F
2. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมภาพตาม กรณีกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มขึ้นไป (MANOVA)
หลักการของเกสตัลท์ส�ำหรับเพ่ิมความใส่ใจต่อ หรือการทดสอบtกรณีกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน
เน่ืองและความจำ� ขณะทำ� งานในวัยผูใ้ หญต่ อนตน้ (Dependent Group or Paired Samples t-test)
ในการศึกษานี้มีขนาดกลุ่มตัวอย่าง
3. วิธีด�ำเนินการวจิ ัย จ�ำนวน 60 คน ท�ำการสมุ่ ตวั อยา่ งออกเป็น 2 กลมุ่
แบ่งเป็นกลุ่มไม่ใช้โปรแกรม 30 คน กลุ่มใช้
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โปรแกรม 30 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย
(Experimental Research Design) ใชแ้ บบแผน (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการ
การทดลอง กอ่ นและหลงั การทดลอง แบบมีกลมุ่ จับฉลากแบบไม่คนื ที่ ใช้แบบแผนการทดลองก่อน
ควบคมุ (Pretest and Posttest Control Group
Design) (Edmonds & Kennedy, 2017 : 35-37)

138 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

และหลังการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (Pretest ความหมายโดยใช้ประสบการณ์ของตนเปรียบ
and Posttest Control Group Design) (Edmonds เทียบส่ิงเร้าที่เห็นและเลือกรับรู้ได้อย่างถูกต้อง
& Kennedy, 2017 : 24-27) 2) การกำ� หนดใหส้ ง่ิ เรา้ มคี วามนา่ สนใจ ทำ� ใหส้ งิ่ เรา้
2. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 3 เกิดการเคลื่อนที่กระตุ้นให้ผู้ท�ำกิจกรรมเกิดความ
ประเภท มีรายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปนี้ ใสใ่ จจดจอ่ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง นอกจากนน้ั ยงั ชว่ ยชแี้ นะ
2.1 เคร่ืองมือคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง ทิศทางการเคล่ือนท่ี (Movement) ของสิ่งเร้า
ไดแ้ ก่ 1) แบบสอบถามขอ้ มูลส่วนบุคคล 2) แบบ ทำ� ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในกจิ กรรมทจี่ ะตอ้ งกระทำ� ตอ่
คัดกรองภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น (Center for สง่ิ เรา้ ไดช้ ดั เจน โปรแกรมภาพตามหลกั การเกสตลั ท์
Epidemiologic Studies-Depression Scale: มีลักษณะเป็นไฟล์ข้อมูลพัฒนาขึ้นด้วยวิธีการ
CES-D) ฉบบั ภาษาไทยของกรมสขุ ภาพจติ กระทรวง กำ� หนดภาพรูปร่างเรขาคณติ และสี จากโปรแกรม
สาธารณสขุ 3) แบบสำ� รวจความถนดั การใชม้ อื ของ Adobe Photoshop CC 2014 และโปรแกรมเพนท์
เอดนิ เบริ ก์ (Edinburgh Handedness Inventory) (Paint Brush) จากน้ัน ก�ำหนดจ�ำนวนของภาพ
ทพ่ี ฒั นาโดย Oldfield (1971 : 97-113) 4) แบบ รปู รา่ งเรขาคณติ จำ� นวน 10 ภาพ ทม่ี สี แี ตกตา่ งกนั
ประเมนิ การมองเหน็ เจเกอรช์ ารต์ (Jaeger's chart) จ�ำนวน 10 สี แสดงแบบสองมิติใช้วิธีการสร้าง
2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง แมโครใน PowerPoint ดว้ ยภาษา Visual Basic
ได้แก่ โปรแกรมภาพตามหลกั การเกสตัลทท์ ่ผี ้วู จิ ัย for Application (VBA) การฝึกโปรแกรมภาพ
พัฒนาข้ึนเพ่ือใช้ในการฝึกมองภาพโดยการ เป็นการท�ำกิจกรรมที่ใช้การมองภาพบนหน้าจอ
เคล่ือนไหวของตาทั้งสองข้างไปยังเป้าหมายหรือ คอมพิวเตอร์ จำ� นวน 7 กิจกรรม หมุนเวียนกนั ไป
สิ่งเร้า คือ ภาพรูปร่างเรขาคณิต (Geometric ในแต่ละสปั ดาหส์ ปั ดาหล์ ะ 5 คร้ังใช้ระยะเวลาใน
Shape) ทอ่ี อกแบบตามหลกั การเกสตัลท์ เพ่ือใช้ การฝึกปฏบิ ัตคิ รัง้ ละ 30 นาทรี วมทั้งส้นิ 15 คร้ัง
ทดสอบการเพ่ิมความใส่ใจต่อเน่ืองและความจ�ำ ระยะเวลา 3 สปั ดาห์ โดยท�ำการประเมนิ ผลหลงั
ขณะทำ� งานแบง่ เปน็ 2 ส่วนคือ 1) การสรา้ งวตั ถุที่ ท�ำกิจกรรมทุกสัปดาห์ซ่ึงก่อนเข้าร่วมโปรแกรม
เปน็ สงิ่ เรา้ ใชก้ ฎแหง่ รปู รา่ งและพนื้ หลงั (Figure & ผู้วิจัยจะแจ้งวัตถุประสงค์ข้ันตอนและประโยชน์ท่ี
Ground) กฎแห่งความเหมือน (Similarity) กฎ จะได้รบั ในการเข้ารว่ มกิจกรรม
แห่งความใกล้ชิด (Proximity) กฎแห่งความ 2.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและ
สมบรู ณห์ รอื กฎแหง่ ความสน้ิ สดุ (Closure) ในการ ประเมินผลตวั แปรตามเป็นแบบทดสอบมาตรฐาน
ก�ำหนดรูปร่าง สี ขนาด การจัดวางองค์ประกอบ ทไี่ ดร้ บั การยอบรบั ได้แก่ แบบทดสอบความใส่ใจ
และต�ำแหน่งของส่ิงเร้า เพื่อให้เกิดความใส่ใจ Visual CPT Task (V-CPT) โดยให้ผู้ร่วมการ
โดยเรม่ิ จากการแปลความหมายของสง่ิ เร้าทส่ี ัมผสั ทดสอบมงุ่ ความใสใ่ จไปยงั ตวั เลข 0-9 ทป่ี รากฏขน้ึ
ได้ในท่นี ้ีคือ ตามองเหน็ สง่ิ เรา้ สมองจะท�ำการแปล ตรงกลางของจอภาพ และให้ผู้ร่วมการทดสอบ

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 139

เลอื กคำ� ตอบทถ่ี กู ตอ้ ง ดว้ ยการกดทปี่ มุ่ เมาสด์ า้ นซา้ ย คอมพิวเตอรก์ อ่ นการทดลอง (Pre-test) 2) หลัง
หากเป็นเลข 0 ผู้ร่วมทดลองไม่ต้องกดเมาส์และ จากกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นกลุ่มทดลองได้รับการฝึก
แบบทดสอบความจ�ำขณะท�ำงาน N-Back Task โปรแกรมภาพตามหลักการของเกสตัลท์เสร็จส้ิน
(N-BT) ซงึ่ กำ� หนดเงอื่ นไขการทดสอบไว้ 2 เงอื่ นไข ผรู้ ว่ มการทดลองทงั้ ในกลมุ่ ทใี่ ชแ้ ละไมใ่ ชโ้ ปรแกรม
เรียกวา่ 1 Back Task เป็นสเ่ี หลยี่ มจตรุ สั สฟี า้ ทปี่ รากฎ จะไดร้ บั การประเมนิ ผลจากแบบทดสอบความใสใ่ จ
สลับตำ� แหนง่ ในตาราง 9 ช่อง หากตำ� แหนง่ ของสี ต่อเนื่อง V-CPT และแบบทดสอบความจ�ำขณะ
เหลยี่ มจตั รุ สั ปรากฏยอ้ นกลบั ไป 1 ตารางแลว้ ซำ�้ ที่ ทำ� งาน N-BT ดว้ ยคอมพวิ เตอร์ อกี ครงั้ (Post-test)
เดิมให้ผู้ร่วมทดสอบกดปุ่มตอบรับท่ีแป้นกด และ 3) น�ำผลจากการท�ำแบบทดสอบความใส่ใจ
หมายเลข 1 หากไม่ตรงกับต�ำแหน่งเดิมให้กด มาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบค่าที (t-test)
หมายเลข 4 และ 2 Back Task เปน็ สเ่ี หลย่ี มจตรุ สั และคา่ เอฟ (F-test) ต่อไป
สีฟ้าทีป่ รากฏสลบั ต�ำแหนง่ ในตาราง 9 ช่อง หาก 3. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู กอ่ นและหลงั การ
ต�ำแหน่งของสีเหลี่ยมจัตุรัสปรากฏย้อนกลับไป 2 ทดลองของกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้โปรแกรมภาพตาม
ตารางแล้วซ้�ำท่ีเดิมให้ผู้ร่วมทดสอบกดปุ่มตอบรับ หลักการของเกสตัลท์ด้วยการวิเคราะห์ค่าเฉล่ีย
ทีแ่ ปน้ กดหมายเลข 1 หากไมต่ รงกบั ตำ� แหนง่ เดิม ความถูกต้องของการตอบสนองและเวลาปฏิกิริยา
ให้กดหมายเลข 4 ซง่ึ กจิ กรรมทดสอบดังกล่าวทำ� ดว้ ยวธิ กี ารหาคา่ เฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และ
บนคอมพวิ เตอร์โปรแกรม STIM2 เพอ่ื หาค่าความ สถติ ทิ ดสอบ t-test และ F-test และการวเิ คราะห์
แตกตา่ งของความถกู ตอ้ งการตอบสนอง (Response ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย
Accuracy) และระยะเวลาการตอบสนอง (Reaction และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของข้อมูลก่อนและ
Time) ต่อภาพเป้าหมายท่ีแตกต่าง แล้วจึงน�ำผล หลังการทดลอง
ความถูกต้องการตอบสนองและระยะเวลาการ
ตอบสนอง มาเพอื่ ใช้วเิ คราะห์ข้อมูล 4. สรปุ ผลการวจิ ัย
การเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยด้วยตนเอง
ดังน้ี 1) กลมุ่ ตวั อย่างแบง่ เปน็ 2 กล่มุ ได้แก่ กลุม่ ผลการศึกษาผลของโปรแกรมภาพตาม
ทดลอง จะไดร้ ับการฝกึ ใชโ้ ปรแกรมภาพตามหลกั หลักการของเกสตัลท์ท่ีพัฒนาขึ้นกับศึกษาสาขา
การเกสตัลท์ตามวันและเวลาท่ีก�ำหนดส่วนกลุ่ม วิชาการท่องเที่ยวและสาขาวิชาอุตสาหกรรม
ควบคมุ ไม่ใชโ้ ปรแกรมจะด�ำเนนิ ชวี ติ ตามปกติและ บริการ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
ไมไ่ ดร้ บั การฝกึ โปรแกรมภาพตามหลกั การของเกส ที่มีสุขภาพดี จ�ำนวน 60 คน ส่วนใหญ่อายุ 22 ปี
ตัลท์ โดยท้ังสองกลุ่มได้รับการประเมินจากแบบ ร้อยละ 40 กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 100 ไม่มี
ทดสอบมาตรฐานด้านความใส่ใจต่อเน่ือง V-CPT ประวัติการบาดเจ็บท่ีศีรษะหรือประวัติการได้รับ
และแบบทดสอบความจำ� ขณะทำ� งาน N-BT ดว้ ย อบุ ตั เิ หตอุ ยา่ งรนุ แรง ไมม่ ปี ระวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ยทางจติ
มีการมองเห็นปกติ ไม่มีภาวะซึมเศร้าและถนดั ใน

140 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)

การใชม้ อื ขวา สรปุ ผลการวจิ ยั ตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละ ภาพตามหลักการของเกสตัลท์ส่งผลต่อการเพ่ิม
สมมตฐิ าน ไดด้ งั นี้ ความสนใจต่อเนื่อง และความจ�ำขณะท�ำงาน
1. กลมุ่ ทดลองหลงั การใชโ้ ปรแกรมภาพ ของกลมุ่ ทดลองหลงั ใชโ้ ปรแกรมภาพตามหลกั การ
ตามหลักการของเกสตัลท์ พบว่า มีค่าเฉล่ียความ ของเกสตัลท์มีค่าเฉล่ียของความถูกต้องการ
ถกู ตอ้ งการตอบสนองมากกวา่ และมรี ะยะเวลาการ ตอบสนองมากขึ้น และมรี ะยะเวลาการตอบสนอง
ตอบสนองน้อยกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอย่างมี น้อยกว่าก่อนการใช้โปรแกรมดังแสดงในตาราง
นัยสำ� คญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 แสดงวา่ โปรแกรม ที่ 1-2

ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความถูกต้องของการตอบสนองขณะท�ำแบบทดสอบความใส่ใจต่อเน่ือง
V-CPT และแบบทดสอบความจ�ำขณะท�ำงาน N-BT ระหว่างก่อนกบั หลงั การทดลองในกลุม่ ใช้โปรแกรม
ภาพตามหลกั การของเกสตลั ท์

กลุม่ ทดลอง ความถูกต้องของการตอบสนอง

n df M S.D. t p

ความใส่ใจต่อเนอื่ ง V-CPT 30 29
ก่อนใช้โปรแกรม 518.47 16.18 -11.43** .00
หลังใชโ้ ปรแกรม 30 551.00 15.77

ความจำ� ขณะท�ำงานN-BT 30 29 88.37 39.25 7.58** .00
กอ่ นใชโ้ ปรแกรม
หลงั ใช้โปรแกรม 30 134.00 31.93
**p < .01
ตารางที่ 2 ผลการเปรยี บเทยี บเวลาปฏกิ ริ ยิ าขณะทำ� แบบทดสอบความใสใ่ จตอ่ เนอื่ ง V-CPT และแบบทดสอบ
ความจำ� ขณะทำ� งาน N-BT ระหวา่ งกอ่ นกบั หลงั การทดลองในกลมุ่ ใชโ้ ปรแกรมภาพตามหลกั การของเกสตลั ท์

กลมุ่ ทดลอง n df เวลาปฏิกิริยา t p
M S.D.

ความใส่ใจตอ่ เน่อื ง V-CPT 30 29 460.37 55.22 3.16** .00
กอ่ นใชโ้ ปรแกรม
หลังใชโ้ ปรแกรม 30 429.00 37.70

ความจำ� ขณะท�ำงานN-BT
ก่อนใช้โปรแกรม 30 29 592.23 58.44 2.35* .04
หลังใชโ้ ปรแกรม 30 564.60 57.63
**p < .01, *p < .05


Click to View FlipBook Version