ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 41
ส�ำคัญในการศึกษาสามประการ ประการแรก เกี่ยวข้องรับผิดชอบด้านนโยบายการส่งเสริม
เพ่ือศึกษาการด�ำเนินงานของกลุ่ม ประการที่สอง เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของทางราชการที่มี
เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคการด�ำเนินงานของกลุ่ม หนา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบและดแู ลสนบั สนนุ วสิ าหกจิ ชมุ ชน
และประการสดุ ทา้ ย เพอ่ื ศกึ ษาแนวทางทเี่ หมาะสม จ�ำนวน 4 คน 3) ผู้น�ำชุมชน จ�ำนวน 3 คน 4)
ตอ่ การพฒั นาการดำ� เนนิ งานกลมุ่ ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ ตัวแทนสมาชิกกลุ่มผู้ประกอบการ/กลุ่มผู้บริโภค
และยงั่ ยืนต่อไป จำ� นวน 4 คน
2. การสร้างเคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บ
2. วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั ข้อมูลผู้ศึกษาท�ำหน้าที่เป็นผู้สังเกต ต้ังประเด็น
คำ� ถาม จดบนั ทกึ และเขา้ ไปพดู คยุ สอบถามกบั ผใู้ ห้
1. เพอื่ ศกึ ษาการดำ� เนนิ งานของวสิ าหกจิ ข้อมูลส�ำคัญ โดยยดึ ความเป็นกลางอยา่ งเคร่งครดั
ชมุ ชนกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเหนยี วเขาวง จงั หวัด และใชก้ ระบวนการแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ ในสว่ น
กาฬสินธุ์ วธิ กี ารสรา้ งเครอ่ื งมอื ดงั น้ี 1) ศกึ ษาเอกสาร แนวคดิ
2. เพ่ือศึกษาปัญหาอุปสรรคการด�ำเนิน ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนารูป
งานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าว แบบการผลติ ขา้ วสำ� หรบั กรอบในการสมั ภาษณใ์ ห้
เหนยี วเขาวง จังหวดั กาฬสนิ ธ์ุ สอดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา 2) จดั ทำ�
3. เพอื่ เสนอแนะแนวทางในการพฒั นาการ แนวค�ำถามส�ำหรับการสนทนาฉบับร่าง น�ำเสนอ
ด�ำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลูก ต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
ข้าวเหนยี วเขาวง จังหวัดกาฬสินธ์ุ และเหมาะสม 3) นำ� แนวคำ� ถามสำ� หรบั สนทนามา
แกไ้ ขปรบั ปรงุ ตามขอ้ เสนอแนะ และใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญ
3. วิธดี �ำเนินการวิจยั ตรวจสอบความถกู ต้องด้านโครงสรา้ งและเนอ้ื หา
3. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ 3.1 สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
ผูว้ จิ ยั ด�ำเนินการวิจยั ตามข้นั ตอนดงั ต่อนี้ ผศู้ กึ ษาตอ้ งการขอ้ มลู แบบเจาะลกึ ในประเดน็ หลกั
1. ขอ้ มลู และแหลง่ ขอ้ มลู เปน็ การศกึ ษา และความคิดเห็นส่วนตัวด้านต่างๆ ดังนั้นเพื่อ
รวบรวมข้อมูลเอกสารทางวิชาการ แนวความคิด เป็นการสร้างความคุ้นเคยกับผู้ให้ข้อมูล ผู้ศึกษา
บทความทางวชิ าการจากวารสารตา่ งๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง จงึ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลาทผ่ี ใู้ หข้ อ้ มลู วา่ งเวน้ จากภารกจิ
และผู้วิจัยได้ท�ำการศึกษา จากผู้ให้ข้อมูลหลักที่ ในแตล่ ะวนั โดยการนดั หมายลว่ งหนา้ แลว้ จงึ เขา้ ไป
เกยี่ วขอ้ งกบั การดำ� เนนิ งานและคดั เลอื กผใู้ หข้ อ้ มลู ทักทายพูดคุยเพื่อท�ำความรู้จักกับผู้ให้ข้อมูลมาก
ส�ำคัญ (Key Informant) แบบเจาะจง จ�ำนวน ท่ีสุด ท�ำให้มีความสะดวกในการสัมภาษณ์เพื่อให้
ทั้งส้ิน 15 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่าง โดยแบ่งกลุ่ม ได้มาซงึ่ ขอ้ มูลในเชงิ ลกึ
เป้าหมายออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) ผู้บริหารกลุ่ม
วิสาหกิจชุมชน จ�ำนวน 4 คน 2) หน่วยงานท่ี
42 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
3.2 การสังเกตแบบมีส่วนร่วม จดบนั ทกึ เพอ่ื ปอ้ งกนั ความคลาดเคลอื่ นของขอ้ มลู
(Participatory Observation) ผู้ศึกษาต้องการ และช่วยให้การศึกษามีเน้ือหาสาระครบถ้วน
ขอ้ มลู ทเี่ กดิ ขน้ึ จรงิ หรอื ใกลเ้ คยี งกบั เหตกุ ารณท์ เี่ ปน็ สมบูรณ์มากขึ้น เพือ่ การวางแผนในขั้นตอ่ ไป
จริงมากท่ีสุด ผู้ศึกษาจึงได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ 3.3 การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept
ท่ีพื้นที่เป้าหมายด�ำเนินการ ดังนี้ 1) การกระท�ำ Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลักแบบสัมภาษณ์
(Act) คอื เหตกุ ารณห์ รอื พฤตกิ รรมทเี่ กดิ ขน้ึ ในชว่ ง แบบ ก่งึ โครงสร้าง (Semi-Structure Interview)
เวลาใดเวลาหน่ึง 2) กิจกรรม (Activities) คือ ซ่ึงผู้ศึกษาได้ก�ำหนดประเด็นการสัมภาษณ์ไว้แล้ว
เหตุการณ์ สถานการณ์ หรือกิจกรรมที่กระท�ำ และระหว่างการสัมภาษณ์ผู้ศึกษาใช้วิธีการพูดคุย
ในลกั ษณะต่อเนอื่ งเป็นแบบแผน ปฏบิ ตั ิอย่างเปน็ อยา่ งไม่เป็นทางการกับผู้ให้ขอ้ มูล
กระบวนการและอยา่ งมขี น้ั ตอน การสงั เกตกจิ กรรม 3.4 การสนทนากลมุ่ (Focus Group)
จะบง่ ชใ้ี หเ้ หน็ หนา้ ท่ี สถานภาพ บทบาทและความ ใช้วิธีการสนทนาและร่วมปรึกษาหารือกับผู้น�ำ
ส�ำคัญของปรากฏการณ์และพฤติกรรมที่ต้องการ และสมาชิกกลุ่มด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองเพื่อ
ศกึ ษาได้ 3) ความหมาย (Mean) คอื การทบี่ ุคคล แลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับแนวทางปัญหา
อธบิ ายหรอื ใหค้ วามหมายเกย่ี วกบั การกระทำ� หรอื อปุ สรรค ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ ความสำ� เรจ็ ในการพฒั นา
กิจกรรม ซ่ึงอาจเป็นลักษณะเก่ียวกับความคิด ศักยภาพวิสาหกิจชุมชน ดังน้ัน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล
ค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติการรับรู้โลกทัศน์ จึงมีอิสระอย่างเต็มท่ีในการแสดงความคิดเห็น
บรรทัดฐาน หรือระเบียบเก่ียวกับกิจกรรมนั้นๆ และใหข้ อ้ มลู ตามประสบการณท์ ต่ี นมเี พอ่ื ถา่ ยทอด
4) ความสัมพันธ์ (Relationship) คือ ลักษณะ ให้กับสมาชิกในการสนทนา
ความเกย่ี วขอ้ งระหวา่ งบคุ คลตา่ งๆ ในสงั คมทศี่ กึ ษา 4. การตรวจสอบขอ้ มลู ผศู้ กึ ษาไดท้ ำ� การ
ว่ามีลักษณะเชื่อมโยงกันอย่างไร ท้ังในด้านความ ตรวจสอบขอ้ มลู และวเิ คราะหข์ อ้ มลู พรอ้ มๆ กบั การ
ขัดแย้ง การให้ความร่วมมือ ซ่ึงจะท�ำให้วิเคราะห์ เก็บรวบรวมข้อมูลตามลักษณะของข้อมูลเชิง
โครงสร้างทางสังคมของชุมชุนและโครงสร้าง คุณภาพ โดยการน�ำข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์
กระบวนการกลมุ่ 5) การมสี ว่ นรว่ ม (Participation) เชงิ ลกึ มาจำ� แนกออกตามประเดน็ คำ� ถามพรอ้ มกบั
คอื ลักษณะการปรับตัว การยอมตามกลมุ่ การเข้า การพิจารณาความสมบูรณ์ของข้อมูล โดยอาศัย
ร่วมกิจกรรมของการรวมกลุ่มของสมาชิกใน วัตถุประสงค์ของการศึกษา ท้ังในระหว่างการ
สถานการณ์ต่างๆ 6) สภาพสังคม (Setting) คือ สมั ภาษณผ์ ใู้ หข้ อ้ มลู (Key Informant) การสนทนา
สภาพสนามหรอื สถานการณท์ นี่ กั วจิ ัยเขา้ ไปศกึ ษา กลมุ่ (Focus group) ผศู้ กึ ษาไดต้ งั้ ประเดน็ คำ� ถาม
ทุกแง่มุม ท้ังด้านภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ย้อนกลับ เพ่ือให้ผู้ให้ข้อมูลช่วยคิดวิเคราะห์และ
แบบแผน ประเพณี ขนบธรรมเนียมต่างๆ การ เสนอแนะมมุ มองทแ่ี ทจ้ รงิ ของตน ซง่ึ เปน็ การตรวจ
บันทึกส่ิงท่ีสงั เกต ขอ้ มลู ท่ีได้จากการสังเกต มกี าร ข้อมูลความถูกต้องและความสมบูรณ์ในขั้นต้น
ปีท่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 43
นอกจากนี้ ผศู้ กึ ษายงั นำ� ขอ้ มลู ทไี่ ดร้ บั มาตรวจสอบ ออกแบบการศึกษา กล่าวคือ ใช้แหล่งข้อมูลท่ี
กับแหล่งข้อมูลอ่ืนๆ รวมทั้งขอค�ำปรึกษากับ หลากหลาย (Source of date) และใช้วิธีการที่
อาจารยท์ ี่ปรกึ ษา เพือ่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรุปและแนวทางที่ หลากหลาย (Multi-Method) สำ� หรบั การวเิ คราะห์
ชดั เจนข้ึน ขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพ รวมทงั้ มขี น้ั ตอนการศกึ ษาทเี่ ปน็
5. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ผวู้ จิ ยั ไดใ้ ชว้ ธิ กี าร ระบบ เพอ่ื สร้างความเชือ่ ถือได้ของการศกึ ษา
เชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เน้ือหา (Content
Analysis) เป็นวิธีการท่ีส�ำคัญโดยมีข้ันตอนดังนี้ 4. สรปุ ผลการวิจัย
1) การเก็บรวบรวมข้อมูล น�ำข้อมูลที่ได้จากการ
สัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตตอย่างมีส่วนร่วม 1. การด�ำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน
และสนทนากลุ่มจากตัวอย่าง 2) การจัดระเบียบ กลมุ่ เกษตรกรปลกู ขา้ วเหนยี วเขาวง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ
ข้อมูลเป็นการถอดเทปถอดค�ำ พิมพ์ทุกค�ำและ กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวง ในอดีต
จดั หมวดหมโู่ ดยใชค้ วามถใ่ี นการอธบิ ายเชงิ พรรณนา จะทำ� การปลกู ขา้ วไวเ้ พอ่ื บรโิ ภคในครวั เรอื น ซง่ึ เดมิ
3) การแสดงข้อมูลหลังจากจัดข้อมูลให้เป็น ใชเ้ มลด็ พนั ธข์ุ า้ วเหนยี วสนั ปา่ ตอง ภายหลงั ปี พ.ศ.
ระเบียบแล้ว แสดงข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์ 2525 โดยประมาณ ไดม้ ผี นู้ ำ� เมลด็ พนั ธข์ุ า้ วเหนยี ว
โดยการใช้รหัสของผู้ให้ข้อมูล แล้วสรุปข้อมูล กข.6 มาปลูกในพ้ืนท่ีอ�ำเภอเขาวง และเป็นพันธุ์
เชิงพรรณนาทีเ่ ปน็ ขอ้ มลู เดียวกนั 4) การหาขอ้ มูล ที่ใช้ปลูกจนถึงปัจจุบัน เมื่อท�ำการเปรียบเทียบ
สรุปและตรวจสอบความหมาย จากข้อมูลท่ีได้ พนั ธข์ุ า้ วเหนยี ว กข.6 กบั พนั ธข์ุ า้ วเหนยี วสนั ปา่ ตอง
แสดงไว้ ซ่ึงผู้วิจัยต้องน�ำข้อมูลท้ังหมดมาท�ำการ ทเ่ี คยปลกู พบวา่ ขา้ วเหนยี ว กข.6 มคี วาม นมุ่ และ
วเิ คราะห์ โดยการใช้วเิ คราะห์ขอ้ มลู เชิงพรรณนา มีกล่ินหอม และให้ผลผลิตมากกว่าท้ังน้ีกลุ่ม
6. ความถกู ตอ้ งตรงตามประเดน็ (Validity) เกษตรกรปลกู ขา้ วเหนยี วเขาวง กล่มุ นาแปลงใหญ่
และความเช่ือถือได้ (Credibility) ความถูกต้อง ซ่ึงปัจจุบันมีสมาชิกท้ังหมด 172 ราย และในปี
ประเด็นและความเช่ือถือได้ของผลการศึกษา พ.ศ. 2559 ไดร้ บั การสนับสนนุ เมลด็ พันธข์ุ า้ วหลกั
เปน็ เรอ่ื งทสี่ ำ� คญั ทปี่ ระกอบดว้ ยสองสว่ น คอื ความ กข.6 จากกรมการขา้ ว เปน็ ระยะเวลาตอ่ เนอื่ ง 3 ปี
ถูกต้องตามประเด็นภายในเก่ียวกับความถูกต้อง เพ่ือให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้
และความเป็นจริงของปรากฏการณ์หรือประเด็น ได้เองต่อไป ภายในกลุ่มจะแบ่งการท�ำนาเป็น 2
ท่ีศึกษากับความถูกต้องตรงประเด็นภายนอก ประเภท คือ 1) การท�ำนาดำ� 2) การทำ� นาหวา่ น
ซ่ึงเกี่ยวข้องกับในประเด็นตีความข้อมูลประเด็น ในการท�ำนาจะด�ำเนินการตกกล้าในช่วงเดือน
ทฤษฎีและประเด็นในการน�ำผลการศึกษาไปใช้ มิถุนายน ประมาณ 25-30 วัน ปลายเดือน
เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั ประเดน็ ดงั กลา่ ว ผศู้ กึ ษาไดน้ ำ� กรกฎาคม เปน็ ขน้ั ตอนของการดำ� นา และจะทำ� การ
เอาหลกั ของ Triangulation Method มาใชใ้ นการ เกบ็ เกยี่ วขา้ วในชว่ งกลางเดอื นพฤศจกิ ายนปรมิ าณ
ผลผลติ เฉลี่ย 600 กิโลกรมั ตอ่ ไร่ และมรี าคาไมต่ ำ่�
44 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
กว่า 20 บาทต่อกิโลกรัม ผลผลิตที่ได้จะน�ำมา ข้าวเหนยี วเขาวง จงั หวดั กาฬสินธุ์ สรปุ ไดด้ ังน้ี
รวมกันขายในนามของกลุ่ม กลุ่มเกษตรกร 2.1 ปัญหาด้านคุณภาพของข้าว
ในอ�ำเภอเขาวง เกษตรกรที่ปลูกข้าว แบ่งเป็น 5 เหนียวเขาวง สืบเน่ืองจากปัญหาการขาดแคลน
กลมุ่ ใหญ่ โดยแตล่ ะกลมุ่ จะมกี ารผลิตและการขาย แรงงาน ท�ำให้มีการน�ำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน
ท่ีแตกต่างกันและมีจุดเด่นในการด�ำเนินงาน คือ เช่น เกษตรกรบางรายใช้รถเก่ียวข้าวในการ
1) ผนู้ ำ� กลมุ่ มคี วามรู้ ความสามารถในการปลกู ขา้ ว เก็บเกี่ยวผลผลิตเพ่ือลดต้นทุนการผลิตแทนการ
2) พื้นท่ีมีความเหมาะสมกับการปลูกข้าวเหนียว เกยี่ วขา้ วดว้ ยมอื สง่ ผลใหข้ า้ วเหนยี วเขาวงบางสว่ น
เขาวง กข.6 3) เกษตรกรมคี วามรเู้ รอื่ งการปลกู ขา้ ว ไมไ่ ดค้ ณุ ภาพตามมาตรฐานขา้ ว สง่ิ บง่ ชที้ างภมู ศิ าสตร์
4) ขา้ วเหนย่ี วเขาวงไดร้ บั การรบั รองมาตรฐานขา้ ว (Geographical Indication: GI) รวมถงึ มีสมาชกิ
สง่ิ บง่ ชที้ างภมู ศิ าสตร์ (Geographical Indication: ของกลุ่มบางรายแสวงหาผลประโยชน์ในกลุ่ม
GI) 5) เม่ือหมดฤดูท�ำนาเกษตรกรจะรวมกลุ่มกัน โดยการเข้าร่วมกลุ่มแล้วไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
ทำ� การปลกู ผกั ปลอดสาร 6) สามารถกำ� หนดราคา ในการผลิตข้าวให้ตรงตามหลักเกณฑ์เพื่อหวังผล
ผลิตได้เอง ซ่ึงจุดเด่นดังกล่าวท�ำให้เกิดโอกาส ตอบแทนจากกลุ่มในการรับซ้ือข้าวมากกว่าราคา
ในการพฒั นาขา้ วทม่ี คี ณุ ภาพดี กำ� หนดราคาไดเ้ อง ทอ้ งตลาด
และเป็นผลิตภณั ฑท์ ร่ี จู้ ักอยา่ งกวา้ งขวาง 2.2 ปัญหาด้านพ้ืนท่ีเพาะปลูก
ดงั นัน้ การด�ำเนนิ งานของวิสาหกจิ ชุมชน เนื่องจากเกษตรกรปลูกข้าวเขาวงบางกลุ่มได้
กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวง จังหวัด ท�ำการขายท่ีนาให้นายทุนท�ำให้พื้นท่ีในการเพาะ
กาฬสินธุ์ อยู่ในเกณฑ์ท่ีดีเกษตรกรมีการรวมกลุ่ม ปลูกลดน้อยลง
เพอ่ื ผลติ ขา้ วเขาวงทม่ี คี ณุ ภาพสงู และเปน็ ทต่ี อ้ งการ 2.3 ปัญหาด้านแรงงานท่ีมีจ�ำนวน
ของตลาดมผี นู้ ำ� กลมุ่ มคี วามรู้ ความสามารถในการ ลดลง เน่ืองจากกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเหนียว
ปลกู ขา้ วใหม้ คี ณุ สมบตั ทิ ม่ี คี วามนมุ่ และมกี ลน่ิ หอม เขาวงส่วนมากเปน็ วยั กลางคนไปจนถงึ วยั ผู้สูงอายุ
และสามารถจำ� หนา่ ยผลผลติ ไดเ้ องในราคาทสี่ งู กวา่ ขาดทายาทในการสบื ทอดการเพาะปลกู ขา้ วเหนยี ว
ขา้ วเหนยี วทป่ี ลกู ในพน้ื ทอ่ี น่ื และหนว่ ยงานราชการ เขาวง ส่งผลให้ผลผลิตของข้าวเหนียวเขาวง
ให้การช่วยเหลือด้านการตรวจสอบและควบคุม มีจ�ำนวนลดลง อีกปัจจัยในการผลิตข้าวอินทรีย์มี
คณุ ภาพของขา้ ว ใหม้ คี ุณสมบัตติ รงตามมาตรฐาน หลายขน้ั ตอนและตอ้ งควบคมุ อยา่ งเขม้ งวดทำ� ใหม้ ี
อย่างตอ่ เนอ่ื ง สมาชกิ บางรายตอ้ งออกจากกลมุ่ ทำ� ใหส้ มาชกิ ของ
2. ปัญหาอุปสรรคการด�ำเนินงานของ กลุ่มลดลงเกิดอุปสรรคในการด�ำเนินการภายใน
วสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ เกษตรกรปลกู ขา้ วเหนยี วเขาวง กลุ่มวิสาหกิจ
จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ จากการศกึ ษาปญั หา อปุ สรรคการ 2.4 ปญั หาทางสภาพภมู อิ ากาศทไี่ ม่
ด�ำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลูก สามารถควบคมุ ได้ ไดแ้ ก่ ปญั หาอทุ กภยั และภยั แลง้
ปีที่ 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 45
นำ�้ ทว่ มส่งผลต่อปริมาณ และคณุ ภาพของผลผลิต คณุ ภาพสงู เปน็ ทตี่ อ้ งการของตลาด อกี ทง้ั ผนู้ ำ� กลมุ่
2.5 ปัญหาด้านนโยบายของภาครัฐ มีความรู้ ความสามารถในการปลูกข้าวให้มี
ยังขาดความต่อเน่ืองในด้านการส่งเสริมการผลิต คุณสมบัติที่มีความนุ่ม มีกลิ่นหอม โดยได้รับรอง
ขา้ วเหนียวอนิ ทรีย์ เพิ่มโอกาสการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานขา้ วสงิ่ บง่ ชที้ างภมู ศิ าสตร์ (Geographical
ข้าวเหนียวให้เป็นมาตรฐานอย่างต่อเนืองและ Indication: GI) และสามารถจ�ำหน่ายผลผลิตได้
สามารถท�ำการตลาดได้อยา่ งยัง่ ยืน เองในราคาท่ีสูงกว่าข้าวเหนียวที่ปลูกในพ้ืนที่อ่ืน
3. แนวทางทเ่ี หมาะสมตอ่ การพฒั นาการ รวมถงึ ขา้ วเหนยี วเขาวงยงั เปน็ ทตี่ อ้ งการของตลาด
ด�ำเนินงานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าว ด้วย ในสว่ นมติ ิภายนอกหน่วยงานราชการ ไดแ้ ก่
เหนยี วเขาวง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ แนวทางทเ่ี หมาะสม พาณชิ ย์จังหวดั และส�ำนักงานเกษตรและสหกรณ์
ต่อการพัฒนาการด�ำเนินงานวิสาหกิจชุมชนกลุ่ม จังหวัดให้การช่วยเหลือด้านการตรวจสอบและ
เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ควบคุมคุณภาพของข้าว ให้มีคุณสมบัติตรงตาม
ควรรวมเปน็ กลมุ่ เดยี วกนั หนงึ่ เดยี ว เพอื่ สรา้ งโอกาส มาตรฐานขา้ ว สงิ่ บง่ ชที้ างภมู ศิ าสตร์ (Geographical
ขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานของภาครัฐและ Indication: GI) อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ทงั้ นหี้ ากมองถงึ การ
ไดร้ บั การจดั สรรงบประมาณอยา่ งเพยี งพอ รวมทง้ั ด�ำเนินงานทั้งสองมิติร่วมกันแล้วน้ันย่อมส่งผลต่อ
สามารถยื่นข้อเสนอให้หน่วยงานภาครัฐจัดท�ำ ด้านการผลิตสินค้า และการตลาดท่ีไปในทิศทาง
นโยบายการส่งเสริมผลิตและพัฒนาคุณภาพ ทด่ี ี หากแตก่ ารพฒั นาวสิ าหกจิ ชมุ ชน ในกรณศี กึ ษา
ข้าวเหนียวเขาวงอย่างย่ังยืน รวมถึงการถ่ายทอด ในครงั้ นยี้ งั จำ� เปน็ ตอ้ งคน้ หาปญั หาอปุ สรรคในการ
องค์ความรู้การผลิตให้กับสมาชิก และคนรุ่นใหม่ ด�ำเนินงาน ท้ังปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก
ไดม้ กี ารสบื สานการดำ� เนนิ งานตอ่ ไป และหนว่ ยงาน เพื่อน�ำไปสู่การหาวิธีในการแก้ไขปัญหานั้นต่อไป
ราชการทุกภาคส่วนจ�ำเป็นต้องให้การสนับสนุน ดังนั้น ปัญหาอุปสรรคภายในของกลุ่มเกษตรกร
ด้านการผลิตแก่เกษตรกร และจังหวัดจ�ำเป็น คือ ปัญหาด้านคุณภาพของข้าวเหนียวเขาวง
ต้องส่งเสริมด้านนโยบายให้เกิดการพัฒนาอย่าง สบื เน่ืองจากปญั หาการขาดแคลนแรงงาน ท�ำใหม้ ี
ต่อเนื่อง เพ่ือสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสามารถ การน�ำเทคโนโลยเี ขา้ มาปัญหาดา้ นพนื้ ท่เี พาะปลูก
ด�ำเนินชีวิตในพ้ืนที่ชุมชนของตนได้อย่างพอเพียง เน่ืองจากเกษตรกรปลูกข้าวเขาวงบางกลุ่มได้
และมคี วามสุขยัง่ ยนื ต่อไป ท�ำการขายท่ีนาให้นายทุนท�ำให้พ้ืนท่ีในการเพาะ
ปลกู ลดนอ้ ยลง ปญั หาดา้ นแรงงานทม่ี จี ำ� นวนลดลง
5. อภปิ รายผลการวจิ ยั เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวงส่วน
มากเปน็ วยั กลางคนไปจนถงึ วยั ผสู้ งู อายุ ขาดทายาท
จากผลการศกึ ษาทไ่ี ด้กล่าวข้างตน้ ผวู้ ิจัย ในการสบื ทอดการเพาะปลูก ปญั หาทางสภาพภูมิ
พบว่า ด้านการด�ำเนินงาน มิติภายในชุมชน อากาศที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในส่วนปัญหา
เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเพ่ือผลิตข้าวเขาวงท่ีมี
46 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
อุปสรรคท่ีเป็นปัจจัยภายนอก คือ ปัญหาด้าน พื้นที่อ่ืนและหน่วยงานราชการ ให้การช่วยเหลือ
นโยบายของภาครัฐยังขาดความต่อเน่ืองในด้าน ด้านการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของข้าว
การส่งเสริมการผลิตข้าวเหนียวอินทรีย์ ดังนั้น ให้มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานอย่างต่อเน่ือง
แนวทางในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ของกลุ่ม การด�ำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกร
เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ปลูกข้าวเหนียวเขาวง มีการด�ำเนินงานสอดคล้อง
คอื กลมุ่ เกษตรกรปลกู ขา้ วเหนยี วเขาวง จำ� เปน็ ตอ้ ง กับความหมายของวิสาหกิจชุมชน โดยส�ำนักงาน
รวมกลุ่มให้เป็นกลุ่มเดยี ว เพอ่ื ประโยชน์ ด้านการ เกษตรจงั หวดั นนทบรุ ไี ดอ้ ธบิ ายวา่ “วสิ าหกจิ ชมุ ชน
สนับสนุนทางงบประมาณการผลิตจากหน่วยงาน คอื กจิ การของชมุ ชนทเ่ี ก่ียวกบั การผลติ สินค้าการ
ราชการและหน่วยงานอ่ืนๆ รวมถึงการถ่ายทอด ให้บริการหรืออ่ืนๆ ท่ีด�ำเนินการโดยคณะบุคคลที่
องคค์ วามรกู้ ารผลติ ใหก้ บั สมาชกิ และคนรนุ่ ใหมไ่ ด้ มีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกันและรวมตัวกัน
มีการสืบสานการด�ำเนินงานต่อไป ในส่วนปัจจัย ประกอบกิจการดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคล
ภายนอก หนว่ ยงานราชการทกุ ภาคสว่ นจำ� เปน็ ตอ้ ง ในรปู แบบใด หรอื ไมเ่ ปน็ นติ บิ คุ คล เพอื่ สรา้ งรายได้
ใหก้ ารสนบั สนนุ ดา้ นการผลติ แกเ่ กษตรกร และทาง และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชน
จังหวัดจ�ำเป็นต้องส่งเสริมด้านนโยบายให้เกิดการ และระหว่างชุมชน” (Nonthaburi Provincial
พฒั นาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง เพอื่ สรา้ งรายไดใ้ หก้ บั สมาชกิ Agricultural Extension Office, 2019) ประการ
สามารถด�ำเนินชีวิตในพื้นที่ชุมชนของตนได้อย่าง ที่สอง การศึกษาปญั หาอปุ สรรคในการดำ� เนนิ งาน
พอเพยี ง และมีความสขุ ยั่งยืน ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเหนียว
จากผลการศึกษาการพัฒนาวิสาหกิจ เขาวง จงั หวัดกาฬสนิ ธุ์ สามารถสรปุ ได้ 5 ประการ
ชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าว กรณีศึกษา กลุ่ม ดังนี้ 1) ปัญหาด้านคุณภาพของข้าวเหนียวเขาวง
เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวงจังหวัดกาฬสินธุ์ สืบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทำ� ใหม้ ี
พบว่า ผลการศึกษาสามารถตอบเป้าประสงค์ใน การนำ� เทคโนโลยเี ข้ามา 2) ปญั หาด้านพื้นทเ่ี พาะ
การวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน ทง้ั 3 ประการ ประการแรก ปลกู เนอื่ งจากเกษตรกรปลกู ขา้ วเขาวงบางกลมุ่ ได้
การศึกษาการด�ำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่ม ท�ำการขายท่ีนาให้นายทุนท�ำให้พื้นท่ีในการเพาะ
เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ปลูกลดน้อยลง 3) ปัญหาด้านแรงงานที่มีจ�ำนวน
สรุปได้ว่าการด�ำเนินงานของกลุ่มอยู่ในเกณฑ์ท่ีดี ลดลง เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเหนียว
เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเพื่อผลิตข้าวเขาวงท่ีมี เขาวงสว่ นมากเปน็ วัยกลางคนไปจนถงึ วัยผสู้ ูงอายุ
คณุ ภาพสงู และเปน็ ทต่ี อ้ งการของตลาดมผี นู้ ำ� กลมุ่ ขาดทายาทในการสบื ทอดการเพาะปลกู 4) ปญั หา
มคี วามรู้ ความสามารถในการปลกู ขา้ วใหม้ คี ณุ สมบตั ิ ทางสภาพภูมิอากาศท่ีไม่สามารถควบคุมได้ 5)
ทมี่ คี วามนมุ่ และมกี ลน่ิ หอม และสามารถจำ� หนา่ ย ปัญหาด้านนโยบายของภาครัฐยังขาดการความ
ผลผลิตได้เองในราคาท่สี ูงกว่าข้าวเหนียวที่ปลกู ใน ต่อเนื่องในด้านการส่งเสริมการผลิตข้าวเหนียว
ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 47
อินทรยี ์ ซ่ึงมีความสอดคล้องกบั ธนวฒั น์ ศรตี ิสาร หากท�ำการสรุปผลการศึกษาการพัฒนาวิสาหกิจ
(Srithisarn, 2018) ท่ีกล่าวไว้ว่า “ผลผลิตต่อไร่ ชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าว กรณีศึกษา กลุ่ม
ลดลง เนื่องจากบางพ้ืนท่ีทางภาคตะวันออกเฉียง เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวงจังหวัดกาฬสินธุ์
เหนือประสบอุทกภัย เกษตรกรเก็บเก่ียวผลผลิต กค็ อื การรวมกลุ่มของเกษตรกรปลูกข้าวเหนียว
ได้ลดลง” ประการสุดท้าย การศึกษาแนวทางที่ เขาวงจงั หวัดกาฬสินธุใ์ หเ้ ปน็ หนง่ึ เพื่อเพ่มิ อำ� นาจ
เหมาะสมต่อการพัฒนาการด�ำเนินงานวิสาหกิจ ตอ่ รองทั้งการสนบั สนนุ และการตลาด ร่วมถึงการ
ชุมชนกลมุ่ เกษตรกรปลูกขา้ วเหนยี วเขาวง จงั หวดั ถ่ายทอดองค์ความด้านการผลิตให้กับคนรุ่นต่อไป
กาฬสนิ ธุ์ สามารถสรุปได้ดังนี้ กล่มุ เกษตรกรปลกู และภาครัฐต้องให้ความส�ำคัญในการสนับสนุน
ข้าวเหนียวเขาวง จ�ำเป็นต้องรวมกลุ่มให้เป็นกลุ่ม ส่งเสริมทั้งงบประมาณ องค์ความรู้ และนโยบาย
เดียวเพ่ือประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา ด้านการ เพื่อเกดิ ความย่งั ยนื สบื ตอ่ ไป
สนับสนุนทางงบประมาณการผลิตจากหน่วยงาน
ราชการและหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงการถ่ายทอด 6. ข้อเสนอแนะ
องคค์ วามรกู้ ารผลติ ใหก้ บั สมาชกิ และคนรนุ่ ใหมไ่ ด้
มีการสืบสานการด�ำเนินงานต่อไป และหน่วยงาน 1. ขอ้ เสนอแนะต่อชุมชน
ราชการทุกภาคส่วนจ�ำเป็นต้องให้การสนับสนุน การวิจัยพบว่าวิสาหกิจชุมชนกลุ่ม
ด้านการผลิตแก่เกษตรกร และทางจังหวัดจ�ำเป็น เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
ต้องส่งเสริมด้านนโยบายให้เกิดการพัฒนาอย่าง เป็นกลุ่มที่สามารถสร้างรายได้ให้คนในชุมชน
ต่อเน่ือง เพ่ือสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสามารถ ได้แต่ขาดคนรุ่นใหม่ในการสานต่อกิจกรรม
ด�ำเนินชีวิตในพื้นท่ีชุมชนของตนได้อย่างพอเพียง ทางกลุ่มควรมีการขยายส่งต่อกิจการของกลุ่ม
และมคี วามสขุ ยง่ั ยนื ตอ่ ไป ซง่ึ มคี วามสอดคลอ้ งกบั ไปสู่คนรุ่นใหม่เพื่อการต่อยอดความส�ำเร็จอย่าง
ธันยธร ติณภพ (Tinaphop, 2016 : 319-330) ย่งั ยนื
ทกี่ ลา่ วไวว้ า่ “การขบั เคลอ่ื นปฏริ ปู ขา้ วจะตอ้ งมกี าร 2. ขอ้ เสนอแนะตอ่ ระดับนโยบาย
เชื่อมโยงห่วงโซ่ข้าวตลอดท้ังระบบ (Rice Value ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในส่วนของ
Chain) หลกี เลยี่ งการแขง่ ขนั ดา้ นราคา ทศิ ทางขา้ ว นโยบายในการสนับสนุนการด�ำเนินงานวิสาหกิจ
ต้องมุ่งไปสู่การผลิตข้าวคุณภาพ เช่น ข้าวเพื่อ ชมุ ชนควรมนี โยบายทช่ี ดั เจนสรา้ งความตอ่ เนอ่ื งใน
สขุ ภาพ ขา้ ววติ ามนิ ขา้ วอนิ ทรยี ์ ขา้ วปลอดสารพษิ การดำ� เนนิ งานทกุ ระดบั โครงสรา้ ง ทงั้ ระดบั จงั หวดั
ข้าวส�ำเร็จรูป ฯลฯ เก่ียวข้องกับกระบวนการ และระดับประเทศ เพ่อื สนบั สนุนส่งเสริมใหช้ มุ ชน
ควบคมุ การผลติ และการมมี าตรฐานสากล ซงึ่ เปน็ สามารถตอ่ สแู้ ขง่ ขนั ไดใ้ นกลไกตลาดไดอ้ ยา่ งมนั่ คง
ทยี่ อมรบั ของตลาดเกยี่ วขอ้ งกบั การปฏริ ปู โครงสรา้ ง 3. ขอ้ เสนอแนะตอ่ การวจิ ยั คร้ังต่อไป
ข้าวไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ดังนั้น ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะต่อการวิจัยคร้ัง
ต่อไปควรจะมีการศึกษาเพื่อประเมินการท�ำงาน
48 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ของภาครัฐในการสนับสนุนและส่งเสริมวิสาหกิจ การรวมกลมุ่ ใหเ้ ปน็ หนง่ึ เพอ่ื สรา้ งพลงั (Empower
ชมุ ชน เพื่อทจี่ ะไดท้ ราบข้อจ�ำกดั ตา่ งๆ และน�ำไป ment) ในการต่อรองในมิติทางสังคมด้านต่างๆ
สู่การพฒั นานโยบายตอ่ ไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมถึงการถ่ายทอดองค์
ความรู้ให้กับคนรุ่นหลังเพ่ือการสร้างความย่ังยืน
7. องคค์ วามรทู้ ไ่ี ดร้ บั ตอ่ ไปและภาครฐั ตอ้ งใหค้ วามสำ� คญั ในการสนบั สนนุ
ส่งเสริมควบคู่กับการด�ำเนินงานของชุมชนเพื่อให้
ในการวจิ ยั ครง้ั น้ี ผวู้ จิ ยั พบวา่ การจะสรา้ ง เกิดความยง่ั ยืนอยา่ งแท้จริง
พลงั ในชมุ ชน โดยคนในชมุ ชน สงิ่ สำ� คญั อยา่ งยงิ่ คอื
References
Nonthaburi Provincial Agricultural Extension Office. (2019). What is a community enterprise?.
http://www.nonthaburi.doae.go.th/community_01_001.html. (Accessed 17 June
2019).
Office of the National Economic and Social Development Board. (2006). The 10th Development
Plan for a Sustainable Happy Society. Bangkok : Office of the National Economic
and Social Development.
Tinaphop, T., et al. (2016). Supply Chain Management by Community Enterprise Producing
Organic Rice in the Central Region of Thailand. Journal Humanities and Social
Science Valaya Alongkorn, 11(3), 319-330.
Srithisarn, T. (2018). Jasmine rice production supply chain from Thung Kula Ronghai.
Bachelor of Science Program in Geography. Nakhon Sawan : Naresuan University.
การพฒั นาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำ� เชงิ นวตั กรรมของครู
สถานศึกษาเอกชน ประเภทสามญั สังกัดส�ำนกั งานศกึ ษาธิการ
จังหวัดกาฬสนิ ธ*ุ์
Developing the teacher’s Innovative Leadership Enhancement
Program for the General Education Private School under
Kalasin Provincial Education Office
ศุภญิ ญากิจ เกตวุ ิเศษกลู และไพบลู ย์ ล้มิ มณี
Supinyakit Ketvisetkul and Paiboon Limmanee
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
Mahasarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวจิ ยั ครงั้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) ศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั สภาพทพี่ งึ ประสงค์ 2) พฒั นาโปรแกรม
เสรมิ สร้างภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครสู ถานศึกษาเอกชน สังกัดสำ� นกั งานศึกษาธกิ ารจังหวัดกาฬสินธ์ุ
เปน็ การวจิ ัยเชงิ คุณภาพ แบง่ การวจิ ัยออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจบุ นั สภาพท่ี
พึงประสงค์ของภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูสถานศึกษาเอกชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู
จำ� นวน 291 คน เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั คอื แบบสอบถาม สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวจิ ัย ไดแ้ ก่ ความถ่ี ร้อยละ
คา่ เฉลีย่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การพฒั นาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผูน้ ำ� เชงิ นวตั กรรม
ของครสู ถานศกึ ษาเอกชน กลุ่มผูใ้ ห้ข้อมลู คอื ผู้ทรงคณุ วุฒิ จำ� นวน 7 คน เครื่องมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั คอื
แบบสัมภาษณ์ แบบประเมนิ สถิตทิ ่ใี ช้ในการวจิ ัย ไดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. สภาพปจั จบุ นั และสภาพทพี่ งึ ประสงคข์ องภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของครู โดยรวมอยใู่ นระดบั
มาก และเมอ่ื พิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกดา้ น
* ไดร้ บั บทความ: 15 กรกฎาคม 2562; แก้ไขบทความ: 15 กนั ยายน 2563; ตอบรับตีพมิ พ:์ 28 กันยายน 2563
Received: July 15, 2019; Revised: September 15, 2020; Accepted: September 28, 2020
50 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
2. ผลการพฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของครสู ถานศกึ ษาเอกชนทพ่ี ฒั นา
ขนึ้ ประกอบดว้ ย 5 ส่วน ได้แก่ 1) หลกั การ 2) วัตถปุ ระสงค์ 3) เน้อื หา แบง่ ออกเป็น 5 Module ได้แก่
ด้านบุคลกิ ภาพ ดา้ นการมีวิสัยทัศน์ ดา้ นบทบาทหนา้ ท่ี ด้านความคดิ สรา้ งสรรค์ ด้านการบรหิ ารจดั การ
ในองคก์ ร 4) วธิ ดี ำ� เนนิ การ และ 5) การประเมนิ ผลโปรแกรม โดยผลการประเมนิ โปรแกรม พบวา่ มคี วาม
เหมาะสมและความเปน็ ไปไดอ้ ยใู่ นระดบั มาก ทงั้ นกี้ ารนำ� โปรแกรมไปใชง้ าน ควรหลกี เลย่ี งปญ หาการเขา
รบั การพฒั นาทย่ี าวนานเกนิ ไป โดยเลอื กพฒั นาทลี ะหลกั สตู รจนครบทงั้ 5 หลกั สตู ร มกี ารกำ� หนดคณุ สมบตั ิ
ของผู้เข้ารับการพัฒนา หรือเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนที่เข้ารับการบรรจุแต่งตั้งใหม่ หรือครูผู้สอนท่ีมีความ
พรอ มเขา รบั การพฒั นาเปน็ อนั ดบั แรก นอกจากนอ้ี าจจดั การเรยี นรใู้ นรปู แบบบทเรยี นออนไลนท มี่ เี นอื้ หา
สาระเหมอื นกับสอ่ื ประกอบกิจกรรมตามรปู แบบท่เี สนอ เพ่อื เป็นแหล่งความรูแกผทู้ ส่ี นใจ
คำ� สำ� คัญ: โปรแกรม; ภาวะผนู้ ำ� ; นวตั กรรม
Abstract
This research of objective to: 1) study current conditions, desirable conditions,
2) develop in teacher’s Innovative Leadership Enhancement Program for the General
Education Private School under Kalasin Provincial this study used qualitative research
were 2 phases. The first phases was study current conditions and desirable conditions in
teacher’s Innovative Leadership Enhancement Program. The samples consisted of 291
school administrators and teachers. The research instrument was the questionnaire. The
statistics used for analyzing data were frequency, percentage, mean and standard deviation.
The second phase was develop in teacher’s Innovative Leadership Enhancement Program.
Focus group discussion included 7 professionals as informants. The research instrument
was the interview form, evaluation form. The statistics used for analyzing data were mean
and standard deviation.
The results of Study were Found:
1. Result of the current conditions and desirable conditions in teacher’s Innovative
Leadership Enhancement Program at high level in all items.
2. Result of development in teacher’s Innovative Leadership Enhancement
Program include 5 categories. The first category principle. The second category was purposes.
The third category was a content are 5 modules, 1) personality, 2) vision, 3) role, 4)
ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 51
Creative, 5) management in an organization. The fourth category was a method of operation.
The fifth was an evaluation and the results for the assessment the suitability and the
possibility of the program were suitability and the possibility of the program are at high
level. However, used the program. Too long development problems should be avoided by
choosing to develop one course at a time to complete all 5 courses. The eligibility of the
developer was defined or provide opportunities for teachers who are newly appointed
or teachers who are prepared for development first. In addition, learning may be provided
in the form of online lessons that have the same content as the proposed format activities.
To be a source of knowledge for those who are interested.
Keywords: Program; Leadership; Innovative
1. บทน�ำ ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและ
สภาพสังคมท่ีเปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งเพ่ือแก้ไข
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปญั หาทางดา้ นการศกึ ษาบางอยา่ งทเ่ี กดิ ขนึ้ อยา่ งมี
ฉบับที่ 12 ได้ก�ำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประสทิ ธภิ าพเชน่ เดยี วกนั การเปลย่ี นแปลงทางดา้ น
ใหส้ ง่ เสรมิ การพฒั นานวตั กรรมและการนำ� นวตั กรรม การศึกษาจึงจ�ำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับ
ไปใชข้ บั เคลอื่ นการพฒั นาประเทศ (Office of the นวัตกรรมการศึกษาที่จะน�ำมาใช้เพ่ือแก้ไขปัญหา
National Economic and Social Development ทางด้านการศึกษาและพัฒนาการจัดการศึกษา
Council, 2016 : 3) สอดคลอ้ งกบั พระราชบญั ญตั ิ ตอบสนองการเรยี นรขู้ องมนษุ ยใ์ หเ้ พมิ่ มากขนึ้ ดว้ ย
การศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ก�ำหนดใหร้ ฐั ตอ้ ง ระยะเวลาท่ีสั้นลง การใช้นวัตกรรมมาประยุกต์
ส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิตและการ ในระบบบรหิ ารจัดการดา้ นการศกึ ษา กม็ ีสว่ นชว่ ย
พฒั นาเทคโนโลยเี พอื่ การศกึ ษารวมทงั้ การตดิ ตาม ให้การใช้ทรัพยากรการเรียนรู้เป็นไปอย่างมี
ตรวจสอบและประเมนิ ผลการใชเ้ ทคโนโลยเี พอื่ การ ประสิทธภิ าพ (Chaipasit, 2010 : 60-63)
ศึกษา เพ่ือให้เกิดการใช้ท่ีคุ้มค่าและเหมาะสมกับ จากผลการจดั อนั ดบั ความสามารถในการ
กระบวนการเรียนรู้ของคนไทยจึงมีความจ�ำเป็น แข่งขันด้านความสามารถการคิดวิเคราะห์และ
ต้องท�ำการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการ ด้านนวตั กรรม ซง่ึ เป็นทักษะทจี่ ำ� เปน็ ในศตวรรษที่
ศึกษาใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาทางการ 21 โดยองค์กร World Economic Forum พบวา่
ศกึ ษา ทงั้ ในรปู แบบของการศกึ ษาวจิ ยั การทดลอง นักเรียนไทยระดับประถมอยู่อันดับที่ 86 ระดับ
และการประเมินผลนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี มัธยมอนั ดบั 101 ความสามารถด้านนวตั กรรมอยู่
ท่ีน�ำมาใช้การศึกษาจึงจ�ำเป็นต้องมีการพัฒนา อนั ดับท่ี 70 (Klaus, 2015 : 364-365) โดยปัจจัย
เปลยี่ นแปลงจากระบบการศกึ ษาทม่ี อี ยเู่ ดมิ เพอ่ื ให้
52 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ส�ำคัญแห่งความส�ำเร็จของการสร้างนวัตกรรมใน เป็นผู้น�ำท่ีมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรมส่งเสริมและ
องค์การคือ ผู้บริหารหรือผู้น�ำ (Rojwattanabol, สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรม
2011 : 56) ซง่ึ สอดคลอ้ งกับสำ� นกั งานนวัตกรรม อนั เปน็ ประโยชนต์ อ่ การบรหิ ารจดั การสถานศกึ ษา
แหง่ ชาติ (National Innovation Agency, 2004 : ต่อไป
5) ทไี่ ดอ้ ธบิ ายถงึ องคป์ ระกอบขององคก์ ารนวตั กรรม
ที่ย่ังยืนว่าจะต้องประกอบด้วยปัจจัยภายในท่ี 2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
ส�ำคัญคือ การที่ผ้บู รหิ ารระดบั สงู ให้การสนบั สนุน
ใหบ้ คุ ลากรสรา้ งนวตั กรรมอยา่ งจรงิ จงั ในทศวรรษ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึง
ที่ผ่านมาการพัฒนาภาวะผู้น�ำเป็นประเด็นที่ ประสงค์และความต้องการจ�ำเป็นของภาวะผู้น�ำ
องค์การส่วนใหญใ่ หค้ วามส�ำคญั เพ่อื ใหเ้ กิดทักษะ เชิงนวัตกรรมของครูสถานศึกษาเอกชน สังกัด
ในการน�ำองค์การไปสู่ทิศทางที่ต้องการและการท่ี ส�ำนกั งานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสนิ ธุ์
จะพฒั นาทกั ษะของผนู้ ำ� ไปในทศิ ทางนวตั กรรมนนั้ 2. เพอ่ื พัฒนาโปรแกรมเสริมสรา้ งภาวะ
นอกจากจะตอ้ งพฒั นาความรคู้ วามชำ� นาญในดา้ น ผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของครสู ถานศกึ ษาเอกชน สงั กดั
เทคนคิ แลว้ ผ้นู �ำยงั จะตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาในด้าน สำ� นักงานศกึ ษาธิการจังหวัดกาฬสนิ ธุ์
ความคิดสร้างสรรค์ด้วยในการท่ีจะสร้างให้เกิด
นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์น้ัน ต้องควบคู่ 3. วธิ ดี �ำเนินการวจิ ัย
กับภาวะผู้น�ำ เพ่ือให้ทุกคนในองค์การเข้าใจ
วัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์การในทิศทาง การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำ
เดยี วกนั พรอ้ มทง้ั ใหอ้ สิ ระทางความคดิ กบั พนกั งาน เชิงนวัตกรรมของครูสถานศึกษาเอกชน ประเภท
เพ่ือให้สร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆ แก่องค์การ ซึ่งการ สามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
พัฒนาให้ผู้ประกอบการมีภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรม กาฬสินธ์ุ ด�ำเนินการเป็น 2 ระยะดงั ตอ่ ไปนี้
(Innovative Leadership) นนั้ จะชว่ ยสรา้ งคณุ คา่ ระยะท่ี 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและ
และมลู คา่ ทางเศรษฐกจิ แกอ่ งคก์ าร และยงั สง่ ผลดี สภาพทพี่ งึ ประสงคภ์ าวะผู้น�ำเชงิ นวัตกรรมของครู
ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ สถานศึกษาเอกชน สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ
ประเทศชาตอิ ย่างต่อเน่อื งด้วย จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการน�ำผลการศึกษาองค์
ผู้วิจัยในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าท่ีครูในสถาน ประกอบและตัวชี้วัดของภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรม
ศกึ ษาเอกชน ประเภทสามญั ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน ของครสู ถานศกึ ษาเอกชนในจงั หวัดกาฬสินธ์มุ าใช้
ศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงมีความสนใจที่จะ ในการสรา้ งแบบสอบถามเพื่อศึกษาสภาพปจั จบุ นั
พฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรม และสภาพทพ่ี งึ ประสงคข์ องภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรม
ขึ้นเพื่อพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณลักษณะของการ ของครู โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้อ�ำนวยการสถาน
ศกึ ษา รองผอู้ ำ� นวยการสถานศกึ ษาและครู จำ� นวน
294 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 53
ก�ำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครซ่ี ศกึ ษาสงั กดั สำ� นกั งานศกึ ษาธกิ าร จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ
และมอรแ์ กน (Srisa-ard, 2010 : 103) จากจำ� นวน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.75) และเม่ือ
ครทู ง้ั หมด 1,158 คน เทยี บสดั สว่ นของแตล่ ะขนาด พิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้านส่วน
และแต่ละโรงเรียนแล้วสุ่มอย่างง่าย (Simple สภาพทพ่ี งึ ประสงคข์ องภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของ
Random Sampling) เครือ่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการศึกษา ครูสถานศึกษาเอกชนประเภทสามัญศึกษาสังกัด
เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณ สำ� นกั งานศกึ ษาธกิ าร จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ โดยรวมอยู่
(Rating Scale) 5 ระดบั ดำ� เนนิ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในระดับมาก ( = 4.23) และเมื่อพิจารณาเป็น
โดยการหาคา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี และคา่ สว่ นเบย่ี งเบน รายด้านอย่ใู นระดบั มาก
มาตรฐาน 2. ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้าง
ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสรมิ สร้าง ภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูสถานศึกษาเอกชน
ภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูสถานศึกษาเอกชน ประเภทสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ
ประเภทสามัญศึกษาสังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดกาฬสินธุ์ ท่ีพัฒนาขึ้นประกอบด้วยส่วน
จงั หวดั กาฬสนิ ธเ์ุ ปน็ การศกึ ษาการพฒั นาโปรแกรม ต่างๆ 5 สว่ น ได้แก่ 1) หลกั การ 2) วตั ถุประสงค์
การเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของครผู วู้ จิ ยั 3) เนอ้ื หา 4) วิธดี �ำเนนิ การ และ 5) การประเมนิ
ได้ศึกษาดูงานจากสถานศึกษาท่ีเป็นที่ยอมรับและ ผลโปรแกรม และขอบข่ายเนื้อหา แบ่งออก 5
เป็นแบบวิธีปฏิบัติท่ีเป็นเลิศ (Best Practice) Module ไดแ้ ก่ ดา้ นบคุ ลกิ ภาพ ดา้ นการมวี สิ ยั ทศั น์
จำ� นวน 3 โรงเรยี น โดยใชแ้ บบสมั ภาษณร์ วมถงึ การ ด้านบทบาทหน้าท่ี ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้าน
สังเกตการปฏิบัติงาน แล้วน�ำข้อมูลท่ีได้ไป การบริหารจัดการในองค์กร และผลการประเมิน
สังเคราะห์ เพ่ือจัดท�ำร่างโปรแกรมการเสริมสร้าง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของโปรแกรม
ภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของครจู ดั ทำ� คมู่ อื และแบบ พบว่า มคี วามเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ใน
ประเมินโปรแกรมการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำเชิง ระดับมาก ทั้งนี้ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ได้เสนอแนะการน�ำ
นวตั กรรมของครู เพอ่ื ใหผ้ ทู้ รงคณุ วฒุ จิ ำ� นวน 7 คน โปรแกรมไปใช้งานหากครูผู้สอนได้รับการพัฒนา
ได้ประเมินโปรแกรมและให้ข้อเสนอแนะ โดยวิธี ตามโปรแกรมดงั กลา่ วแลว ครผู สู้ อนจะมภี าวะผนู้ ำ�
การสนทนากลมุ่ เชิงนวตั กรรมเพิ่มมากยง่ิ ขนึ้ แตโ่ ปรแกรมดังกล่าว
ตอ งปรบั ปรงุ เพยี งเลก็ นอ้ ย คอื การจดั กจิ กรรมตาม
4. สรปุ ผลการวจิ ัย โปรแกรมเพอ่ื หลกี เลย่ี งปญ หาการเขา รบั การพฒั นา
ท่ียาวนานเกินไป ทั้งน้ีหากน�ำโปรแกรมดังกล่าว
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพท่ี ไปใช้อาจเลือกไปใชทีละหลักสูตรจนครบทั้ง 5
พึงประสงค์ของภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูใน หลกั สตู รโดยหนว่ ยงานท่ีรบั ผิดชอบ มกี ารกำ� หนด
สถานศกึ ษาพบวา่ สภาพปจั จบุ นั ของภาวะผนู้ ำ� เชงิ คณุ สมบตั ขิ องผเู้ ขา้ รบั การพฒั นาหรอื เปดิ โอกาสให้
นวตั กรรมของครสู ถานศกึ ษาเอกชนประเภทสามญั
54 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ครูผู้สอนท่ีเข้ารับการบรรจุแต่งตั้งใหม่ หรือครู แ ล ะ ส ภ า พ ท่ี พึ ง ป ร ะ ส ง ค ์ ข อ ง ภ า ว ะ ผู ้ น� ำ เ ชิ ง
ผู้สอนท่ีมีความพรอมเขารับการพัฒนาเป็นอันดับ สรา้ งสรรคข์ องครู พบวา่ สภาพปจั จบุ นั โดยรวมอยู่
แรก นอกจากน้ีอาจจัดการเรียนรู้ในรูปแบบบท ในระดับมากทุกด้านส่วนสภาพท่ีพึงประสงค์
เรียนออนไลนท่ีมีเนื้อหาสาระเหมือนกับส่ือ โดยรวมอยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ และสอดคลอ้ งกบั การ
ประกอบกจิ กรรมตามรปู แบบทเี่ สนอเพอื่ เปน็ แหลง่ วิจัยของวิทยากร ยาสิงห์ทอง (Yasingthong,
ความรแู กผ ้อู ื่นทสี่ นใจ 2017 : 238-239) ได้ท�ำการวิจัยเร่ืองภาวะผู้น�ำ
เชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นบุคคลแห่งการ
5. อภปิ รายผลการวจิ ัย เรียนรู้ของครู สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
มธั ยมศกึ ษา เขต 25 พบวา่ ภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรม
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพท่ี ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา โดยภาพรวมอยู่ในระดบั
พึงประสงค์ของภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูใน มาก นอกจากนี้สามารถนำ� ผลการวิจยั มาอภิปราย
สถานศกึ ษา พบวา่ สภาพปจั จบุ นั ของภาวะผนู้ ำ� เชงิ ผลได้ดงั น้ี
นวตั กรรมของครสู ถานศกึ ษาเอกชน ประเภทสามญั 1.1 ด้านบุคลิกภาพ พบว่า สภาพ
ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานศกึ ษาธกิ าร จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ ปัจจุบัน และสภาพท่ีพึงประสงค์ของภาวะผู้น�ำ
โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็น เชิงนวัตกรรมของครูอยู่ในระดับมาก ซึ่งผลท่ี
รายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ส่วนสภาพที่พึง ปรากฏเช่นน้ีอธิบายได้ว่า สถานศึกษาได้มีการ
ประสงค์ของภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูสถาน จัดการด้านบุคลากร เชน่ การอบรม การสอนงาน
ศกึ ษาเอกชนประเภทสามญั ศกึ ษา สังกัดส�ำนกั งาน การพัฒนาความเชี่ยวชาญของพนักงานอย่าง
ศกึ ษาธกิ าร จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก เหมาะสมส่งเสริมการท�ำงานเป็นทีมเพื่อการเพ่ิม
และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก ผลิตภาพส่งเสริมให้พนักงานมีการจัดการด้วย
ซ่ึงผลท่ีปรากฏเช่นน้ีอธิบายได้ว่า สถานศึกษาได้ ตนเองสง่ เสรมิ การสอ่ื สารกบั ผบู้ งั คบั บญั ชาและการ
ด�ำเนนิ การเพอื่ น�ำพาองค์กรไปสู่การพัฒนา โดยใช้ ใหร้ างวลั และการ-ยอมรับ (Higgins, 1995 : 99)
การปลูกฝังค่านิยมในการน�ำนวัตกรรมมาปฏิบัติ จนสามารถทท่ี ำ� ใหค้ รมู สี มรรถนะในการปฏบิ ตั งิ าน
อย่างจริงจังแต่ไม่กดดัน ใช้การสร้างสรรค์ ท้ังทางร่างกาย ความคิด และจิตใจของบุคคลใน
นวตั กรรมเปน็ ทมี และการนำ� ความรมู้ าใชเ้ พอ่ื สรา้ ง ระดับท่ีสามารถคิดวิเคราะห์ ใช้ความคิดก�ำหนด
นวตั กรรม (Kanchanapokin, 2018 : 1) สอดคลอ้ ง เหตผุ ล หรอื การวางแผนในการจดั การและในขณะ
กบั การวิจัยคณุ าวฒุ ิ สงิ ห์ทอง (Singthong, 2018 เดียวกันก็ตระหนักในความซับซ้อนของข้อมูลได้
: 137-139) ได้ท�ำการวิจัยเร่ือง การพัฒนา (Rojwattanabol, 2011 : 179) สอดคลอ้ งกบั การ
โปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ สรา้ งสรรคข์ องครู วิจยั ของจรรยาพร กอ่ เกยี รตคิ ณุ (Korkeathikun,
ส�ำหรับสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การ 2010 : 147) ไดท้ ำ� การวิจัยเรื่อง การศึกษาความ
ศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 20 พบวา่ สภาพปจั จบุ ัน
ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 55
สัมพันธ์ระหว่างลักษณะครู พฤติกรรมผู้น�ำการ สื่อสารการจัดการความรู้และข้อมูลข่าวสาร
แลกเปลยี่ นเรยี นรแู้ ละการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ทรัพยากรการประเมินและการล�ำเลียงความคิด
และการสอื่ สารกบั พลวตั การเรยี นรขู้ องครมู ธั ยมศกึ ษา ผู้น�ำบุคลากรเครอื ขา่ ยวัฒนธรรมและค่านิยมรว่ ม
ในโรงเรียน สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการ 1.3 ดา้ นบทบาทหนา้ ทพี่ บวา่ สภาพ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัจจุบัน และสภาพท่ีพึงประสงค์ของภาวะผู้น�ำ
ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียน สังกัดส�ำนักงานคณะ เชิงนวัตกรรมของครูอยู่ในระดับมาก ซึ่งผลท่ี
กรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน เขตกรงุ เทพมหานคร ปรากฏเช่นน้ีอธิบายได้ว่า สถานศึกษาได้ใช้การ
มีลักษณะพลวัตการเรียนรู้ในระดับมาก 3 อันดับ มอบหมายงานที่ท้าทายให้กับพนักงานและให้
แรก ไดแ้ ก่ 1) ครคู ดิ วา่ การศกึ ษาหาความรเู้ พมิ่ เตมิ พนักงานมีความมุ่งมั่นในการท�ำงานที่ได้รับมอบ
อย่ตู ลอดเวลาช่วยให้บรรลเุ ปา้ หมายในการท�ำงาน หมายมกี ารกระจาย งานการใหอ้ ำ� นาจแกพ่ นกั งาน
2) ครูรู้ว่าตนเองควรเรียนรู้เพ่ิมเติมเพื่อจะเป็น ในการรับผิดชอบงานของตนเองอย่างเป็นอิสระ
ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน และ 3) ครูมัก และให้ค�ำแนะน�ำการตัดสินใจและความคิดต่างๆ
แสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอมาพัฒนาการเรียน ผู้น�ำต้องพูดคุยและให้ค�ำปรึกษาแลกเปล่ียนกับ
การสอนของตนเอง พนกั งาน (Jong and Den Hartog, 2007 : 41-64)
1.2 ดา้ นการมวี สิ ยั ทศั นพ์ บวา่ สภาพ สอดคลอ้ งกบั การวจิ ยั ของอรอนงค์ โรจนว์ ฒั นบลู ย์
ปัจจุบนั และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้น�ำเชิง (Rojwattanabol, 2011 : 179) ได้ท�ำการศกึ ษา
นวัตกรรมของครูอยู่ในระดับมาก ซึ่งผลท่ีปรากฏ การพัฒนาตัวแบบผู้น�ำเชิงนวัตกรรม พบว่า การ
เชน่ นอ้ี ธบิ ายไดว้ า่ สถานศกึ ษาไดส้ ง่ เสรมิ ใหค้ รสู รา้ ง ส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบ
วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นทางกลยุทธ์สามารถ เชงิ บวกต่อการพฒั นานวัตกรรม โครงสร้างองคก์ ร
สื่อสารเพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ไปสู่เพื่อนร่วมงาน ท่ีเหมาะสมคือโครงสร้างองค์กรแบบทีมงานข้าม
ซงึ่ เปน็ ทกั ษะหนงึ่ ทมี่ คี วามสำ� คญั ของผนู้ ำ� เพอื่ ทำ� ให้ สายงาน ระบบการพฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์ท่มี กี าร
บคุ ลากรมพี นั ธะสญั ญากบั วสิ ยั ทศั นด์ า้ นนวตั กรรม บริหารคนเก่ง และมีระบบพ่ีเลี้ยง มีการสอนงาน
ขององค์การ (Higgins, 1995 : 99) สอดคลอ้ งกับ การมอบหมายงานโครงการ การมอบอ�ำนาจ
การวิจัยของวุฒิพงษ์ ภักดีเหลา (Pakdeelao, เป็นระบบท่ีส่งผลเชิงบวกต่อแนวทางการพัฒนา
2011 : 3-4) ศกึ ษาเรอ่ื งการศกึ ษาคณุ ลักษณะของ ผนู้ �ำเชิงนวัตกรรม
องค์การนวัตกรรม: กรณีศึกษาองค์การที่ได้รับ 1.4 ด้านความคิดสร้างสรรค์ พบว่า
รางวัลด้านนวัตกรรม พบว่า คุณลักษณะของ สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะ
องคก์ ารนวตั กรรม ประกอบดว้ ย วสิ ยั ทศั น์ กลยทุ ธ์ ผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูอยู่ในระดับมาก ซึ่งผล
และเปา้ หมาย โครงสรา้ งองคก์ ารการบรหิ ารจดั การ ทป่ี รากฏเชน่ น้อี ธิบายไดว้ า่ สถานศึกษาไดส้ ง่ เสริม
ทรัพยากรมนษุ ยก์ ารใหร้ างวัลและการยอมรบั การ ให้ครูได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการท�ำงานโดย
56 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ผู้บริหารมีบทบาทที่ส�ำคัญมากในการสร้าง พบว่า ปัจจัยท่ีสามารถร่วมกันพยากรณ์การเป็น
นวตั กรรมใหเ้ กดิ ขน้ึ ในองคก์ าร เนอื่ งจากเปน็ บคุ คล บุคคลแห่งการเรียนรู้ของครู ได้แก่ ความคิด
ท่ีมีอ�ำนาจในการบริหารผู้บริหารจึงควรให้ความ สร้างสรรค์ การสอนงานและการเป็นที่ปรึกษา
ส�ำคัญและตั้งใจจริงในการส่งเสริมมีส่วนรวมใน และการจดั การความรู้
กระบวนการนวตั กรรมปกปอ้ งความคดิ สรา้ งสรรค์ 1.5 ดา้ นการบรหิ ารจดั การในองคก์ ร
จนกระทงั่ ความคดิ นน้ั ไดร้ บั การประเมนิ พรอ้ มกนั พบว่า สภาพปจั จุบนั และสภาพท่ีพึงประสงคข์ อง
น้ีต้องสละเวลาในการส่งเสริมกิจกรรมด้าน ภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูอยู่ในระดับมาก
นวัตกรรมต่างๆ และแสดงให้พนักงานทุกคนเห็น ซง่ึ ผลทป่ี รากฏเชน่ นอ้ี ธบิ ายไดว้ า่ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น
ว่านวัตกรรมมีความส�ำคัญต่อการอยู่รอดหรือการ ในฐานะผู้น�ำองค์กรได้ผลักดันการใช้นวัตกรรม
แข่งขันขององค์การเปิดกว้างและอนุญาตให้ ในสถานศกึ ษา ซงึ่ การทจี่ ะนำ� นวตั กรรมมาใชใ้ หเ้ กดิ
บุคลากรสร้างสรรค์ส่ิงต่างๆ และอดทนต่อการ ผลดีต่อองค์กรผู้น�ำองค์การต้องสนับสนุนและ
ค้นคว้าหรือทดลองของพนักงาน นอกจากนี้ต้อง ส่งเสริมนวัตกรรมมีความทุ่มเทมุ่งม่ันด้วยใจจริง
ลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากรที่เป็นผู้สร้างสรรค์ ในการพฒั นาสงิ่ แวดลอ้ มทส่ี ง่ เสรมิ ใหพ้ นกั งานกลา้
นวัตกรรมให้มีความพร้อมทั้งทางด้านความรู้และ ทดลองคน้ หา รว่ มมอื และอดทนกบั ความลม้ เหลว
ทกั ษะดา้ นนวตั กรรม (Sherwood, 2001 : 122) ผนู้ ำ� ลกั ษณะนคี้ วรจะมอี ยใู่ นทกุ ระดบั ขององคก์ าร
สอดคล้องกับการวิจัยของขจรศักดิ์ อุดมศักดิ์ โดยควรจะเร่ิมที่ผู้น�ำระดับสูงขององค์การก่อน
(Udomsak, 2012 : 98-105) ได้ท�ำการศึกษา (Von, 2008 : 12) สอดคล้องกับการวิจัยของ
พฤติกรรมผู้น�ำที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคลากร อรอนงค์ โรจนว์ ัฒนบูลย์ (Rojwattanabol, 2011
ในการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในองค์กร พบว่า : 179) ไดท้ �ำการศกึ ษาการพฒั นาตัวแบบผู้นำ� เชงิ
พฤติกรรมผู้น�ำมีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงกับการ นวัตกรรม พบว่า บริบทภายนอกองค์กรที่มคี วาม
ก่อใหเ้ กิดความคดิ ใหม่ การก่อให้เกดิ ความคดิ ใหม่ เปลี่ยนแปลงมากขึ้นส่งผลกระทบต่อการปรับ
มีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อการรับรู้สิ่งที่เป็น ทิศทางและกลยทุ ธใ์ นการน�ำองคก์ ร กดดนั ใหผ้ ูน้ ำ�
โอกาส และการพัฒนาการรับรู้สิ่งที่เป็นโอกาสมี มงุ่ เนน้ การพฒั นานวตั กรรมมากขน้ึ เพอื่ สรา้ งความ
อิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อการพัฒนา และการ ได้เปรียบในการแข่งขันและการเจริญเติบโตอย่าง
พัฒนามีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อการน�ำไปใช้ใน ย่ังยืน บริบทภายในองค์กรด้านวัฒนธรรมองค์กร
เชงิ พาณชิ ย์ และสอดคลอ้ งกบั การวจิ ยั ของวทิ ยากร บรรยากาศภายในองค์กรมีผลกระทบต่อบทบาท
ยาสิงห์ทอง (Yasingthong, 2017 : 238-239) ของภาวะผู้น�ำ รูปแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้และ
ไดท้ ำ� การวจิ ยั เรอื่ ง ภาวะผนู้ �ำเชงิ นวตั กรรมทสี่ ง่ ผล ระบบการจัดการความร้ทู ่มี ีกระบวนการชัดเจน
ต่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของครู สังกัด 2. ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้าง
สำ� นกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 25 ภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูสถานศึกษาเอกชน
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 57
ประเภทสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ โปรแกรม (Kongsuk, 1997 : 118; Thamrong
จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยส่วน Buasri, 1999 : 8-9) นอกจากนีย้ ังสอดคล้องกบั
ตา่ งๆ 5 สว่ น ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถปุ ระสงค์ การวจิ ยั ของคณุ าวฒุ ิ สงิ หท์ อง (Singthong, 2018
3) เนื้อหา 4) วิธดี ำ� เนนิ การ และ 5) การประเมิน : 137-139) ได้ท�ำการวิจัยเรื่อง การพัฒนา
ผลโปรแกรม และขอบข่ายเน้ือหา แบ่งออก 5 โปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ สรา้ งสรรคข์ องครู
Module ไดแ้ ก่ ดา้ นบคุ ลกิ ภาพ ดา้ นการมวี สิ ยั ทศั น์ ส�ำหรับสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การ
ด้านบทบาทหน้าท่ี ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้าน ศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 20 พบวา่ 1) โปรแกรมเสรมิ
การบริหารจัดการในองค์กรและผลการประเมิน สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ สรา้ งสรรคข์ องครมู อี งคป์ ระกอบ
ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของโปรแกรม ดงั น้ี 1) หลกั การ 2) วตั ถปุ ระสงค์ 3) กลมุ่ เปา้ หมาย
พบวา่ มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยูใ่ น 4) เนอื้ หาสาระ ประกอบดว้ ย 5 Module ได้แก่
ระดบั มาก ซงึ่ ผลทปี่ รากฏเชน่ นอี้ ธบิ ายไดว้ า่ ในการ Module 1 มวี สิ ยั ทศั น์ Module 2 เปน็ บคุ คลแหง่
พฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรม การเปล่ียนแปลง Module 3 เข้าใจความเป็น
ของครู ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นโดยการจัดระบบแผน ปจั เฉกบุคคล Module 4 มจี นิ ตนาการ Module
โครงสร้างที่ก�ำหนดกิจกรรมต่างๆ ท่ีออกแบบมา 5 มคี วามยดื หยนุ่ 1) กระบวนการปฏบิ ตั ิ ประกอบ
เพ่ือช่วยเหลือครูให้ท�ำกิจกรรมกับเพ่ือนร่วมงาน ด้วย การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การประชุม
โดยทุกกิจกรรมล้วนมีแนวทางเพ่ือจุดมุ่งหมาย เชงิ ปฏบิ ตั กิ าร สอื่ /เครอ่ื งมอื การวดั และประเมนิ ผล
เดยี วกนั เพ่ือการปรบั ปรงุ แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ ความรแู้ ละ 2) การประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำ
ทกั ษะในการปฏิบัตงิ านของครู (Meesuk, 2009 : เชิงสร้างสรรค์ของครูส�ำหรับสถานศึกษา สังกัด
128) ซงึ่ ในการพัฒนาโปรแกรมครงั้ น้ไี ดใ้ ชร้ ูปแบบ สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 20
การพฒั นาโดยเรม่ิ จากการประเมนิ วางแผน ปฏบิ ตั ิ โดยผทู้ รงคณุ วฒุ ไิ ดท้ ำ� การประเมนิ ความเหมาะสม
ประเมินหลังจบโปรแกรม และการตัดสินใจเชิง และความเปน็ ไปไดโ้ ดยรวมมคี วามเหมาะสมอยใู่ น
บรหิ ารตามแนวคดิ ของ Barr and Keating (1990 ระดับมากท่ีสุด และความเป็นไปได้ของโปรแกรม
: 231) และผู้วิจัยยังได้ศึกษาองค์ประกอบของ อยู่ในระดบั มากทีส่ ุด
โปรแกรมและขอบข่ายเนื้อหาของโปรแกรมตาม
แนวคดิ ของนกั การศกึ ษาและนกั วชิ าการหลายทา่ น 6. ข้อเสนอแนะ
สรุปได้องค์ประกอบทั้งหมด 5 ส่วน จึงได้ด�ำเนิน
การสร้างโปรแกรมที่พิจารณาองค์ประกอบที่มี 1. ข้อเสนอแนะทั่วไป
ความความส�ำคัญและจ�ำเป็นของโปรแกรม 1.1 ผลจากการศึกษาสภาพปจั จบุ ัน
ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูสถานศึกษาเอกชน
เนื้อหา 4) วิธีด�ำเนินการ 5) การประเมินผล ประเภทสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงานศึกษาธิการ
จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะ
58 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ผู้น�ำเชงิ นวัตกรรมของครู โดยรวมอยูใ่ นระดบั มาก องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมาก
และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุก ยงิ่ ข้นึ
ด้าน แสดงให้เหน็ ว่า สถานศึกษาในปัจจบุ นั ได้เหน็ 1.4 หน่วยงานต้นสังกัดควรจัดการ
ความสำ� คญั ในการพฒั นาผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของครู ฝกึ อบรมและการเขา้ รว่ มสมั มนา จดั ประชมุ เพอื่ ให้
แต่อย่างไรก็ตาม ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ครูผ้มู สี ว่ น ครูผู้สอนมีคุณภาพตามสมรรถนะด้านนวัตกรรม
เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุน ส่งเสริมให้สถาน ใหส้ ูงข้นึ
ศกึ ษาตระหนกั และเหน็ ความสำ� คญั ของการพฒั นา 2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ตอ่ ไป
ดา้ นการสง่ เสรมิ การเปน็ ผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมใหก้ บั ครู 2.1 ควรท�ำการศึกษาและพัฒนา
ในสถานศึกษาให้เพ่ิมมากย่ิงขึ้น เพ่ือรองรับการ โปรแกรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� ของบคุ ลากรทางการ
เปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลกในปัจจุบันและ ศกึ ษาตำ� แหนง่ อนื่ ในสงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการ
ทิศทางการพฒั นาสถานศึกษาในอนาคต การศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน
1.2 ผลจากการศึกษาสภาพที่พึง 2.2 ควรศึกษาบทบาทของผู้บริหาร
ประสงค์ของภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรมของครูสถาน สถานศกึ ษา ครผู มู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งในเสรมิ สรา้ งภาวะ
ศกึ ษาเอกชน ประเภทสามญั ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน ผู้น�ำเชิงนวัตกรรมในสถานศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่
ศึกษาธิการ จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า สภาพท่ีพึง ครอบคลมุ และชดั เจนยิ่งข้ึน
ประสงคข์ องภาวะผนู้ ำ� เชงิ นวตั กรรมครู โดยรวมอยู่ 2.3 ควรมีการศึกษาถึงผลสัมฤทธ์ิ
ในระดับมาก และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ใน หลังจากการน�ำโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำ
ระดับมาก แสดงใหเ้ ห็นว่า ครยู งั มีความตอ้ งการท่ี เชิงนวัตกรรมในสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงาน
จะไดร้ บั การสง่ เสรมิ ความสามารถทางดา้ นการเปน็ ศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ ไปใชใ้ นการบรหิ ารงาน
ผู้น�ำเชงิ นวัตกรรม ดังน้ัน ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา ครู ในสถานศึกษา
ผู้มีส่วนเก่ียวข้องควรให้การสนับสนุน ส่งเสริมให้
สถานศึกษาตระหนักและเห็นความส�ำคัญของการ 7. องค์ความร้ทู ่ไี ด้รับ
พัฒนาด้านการส่งเสริมการเป็นผู้น�ำเชิงนวัตกรรม
ใหก้ บั ครู โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ดา้ นการบรกิ ารจดั การ จากการวจิ ยั ครงั้ นชี้ ใ้ี หเ้ หน็ วา่ สถานศกึ ษา
ในองคก์ รทม่ี ีความต้องการในการพฒั นามากทีส่ ดุ ได้ส่งเสริมให้มีการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำเชิง
1.3 ผู้บริหารสถานศึกษาและครู นวัตกรรมให้กับครู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถน�ำโปรแกรมเสริมสร้าง องค์กร แต่ยังพบว่าครูซ่ึงเป็นบุคลากรภายใน
ภาวะผูน้ ำ� เชงิ นวตั กรรมของครูท้ัง 5 ด้าน ไปใชใ้ น องค์กรยังมีความต้องการในการเสริมสร้างภาวะ
การบรหิ ารงาน ดา้ นพฒั นาสถานศกึ ษาใหบ้ คุ ลากร ผู้น�ำเชิงนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างย่ิงด้านการ
มคี วามสามารถในการใชน้ วตั กรรมในการขบั เคลอื่ น บรหิ ารจดั การในองคก์ ร ซงึ่ นำ� มาสกู่ ารศกึ ษาสถาน
ศกึ ษาทม่ี วี ธิ ปี ฏบิ ตั ทิ เี่ ปน็ เลศิ แลว้ นำ� สรา้ งโปรแกรม
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 59
เสริมสร้างภาวะผู้น�ำเชิงนวัตกรรม โดยอาจเลือก ก�ำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการพัฒนาและ
ไปใชทีละหลักสูตรจนครบท้ัง 5 หลักสูตรมีการ พจิ ารณาการเรียนรู้ในรูปแบบบทเรยี นออนไลน
References
Barr, M. J. and Keating, L. A. (1990). Introduction: Elements of program development,
Developing Effective Student Services Program. San Francisco : Jossey-Bass Publishers.
Buasri, T. (1999). Curriculum theory, design and development. Bangkok : Thana chat Printing.
Chaipasit, S. (2010). Innovative organization: An alternative for modern entrepreneur.
Bangkok : Bangkok University.
Higgins, J. M. (1995). Innovate or Evaporate: Test & Improve Your Organization’s IQ-Its
Innovation Quotient. New York : New Management Publishing Company.
Jong, J. P. and Den Hartog, D. N. (2007). How Leaders Influence Employees' Innovative
Behaviour. European Journal of Innovation Management, 10(1), 41-64.
Kanchanapokin, K. (2018). Innovation leadership. http://www.bangkokbiznews.com/blog/
detail/466874 (Accessed 20 February 2018).
Klaus, S. (2015). The Global Competitiveness Report 2013-2014. World Economic Forum.
Geneva : Switzerland.
Kongsuk, J. (1997). Development of a parent educational program for fostering preschool
children's physical development using participatory rural appraisal model. Master
of Education. Graduate School : Chulalongkorn University.
Korkeathikun, C. (2010). A Study on Relationships Among Teachers’ Characteristics, Leader
Behaviors, Knowledge Sharing and Information and Communication Technology
Utilization, with Learning Dynamics of Secondary School Teachers Under the Office
of the Basic Education Commission, Bangkok Metropolis. Master of Education
Program. Graduate School : Chulalongkorn University.
Meesuk, P. (2009). Effects of Teacher Participatory Program Design for Teacher Professional
Development. Bangkok : Chulalongkorn University.
National Innovation Agency. (2004). Innovation management for executives. Bangkok :
National Innovation Agency (Public Organization).
60 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
Office of the National Economic and Social Development Council. (2016). Summary of
the National Economic and Social Development Plan No. 12 (B.E. 2560-2564).
Bangkok : Office of the National Economic and Social Development Council.
Pakdeelao, W. (2011). The Study of Characteristics of Innovative Organization: Case Studies
from Awarded Organization. Master of Science. Graduate School : National Institute
of Development Administration.
Rojwattanabol, O. (2011). Model of factors influencing innovative leader. Doctor of Public
Administration. Graduate School : Faculty of Public Administration, National Institute
of Development Administration.
Sherwood, D. (2001). Smart Things to Know About Innovation & Creativity. Oxford : Capstone
Publishing Limited.
Singthong, K. (2018). The Development of Intelligence Creative Leadership Program for
Teachers in Schools Under The Secondary Educational Service Area Office 20.
Master of Education Program. Graduate School : Mahasarakham University.
Srisa-ard, B. (2010). Preliminary research. Bangkok : Suweeriyasarn.
Udomsak, K. (2012). Leader’s Behaviors that Influence Employee’s Behaviors to form
Innovative Culture in the Organization: A Case Study of Pan Rajdhevee Group Public
Company Limited and Affiliated Companies. Journal of Humanities and Social
Sciences Thonburi University, 7(14), 93-105.
Von, S. B. (2008). Managing Innovation, Design and Creativity. Chichester : John Wiley &
Sons.
Yasingthong, W. (2017). Innovative Leadership Affecting Teachers Learning under the
Secondary Education Service Area Office25. Journal of Education Khon Kaen
University (Graduate Studies Research), 11(3), 234-244.
วิสัยทศั น์ผ้บู รหิ ารการศึกษาตามหลกั ธรรมในทตุ ยิ ปาปณิกสตู รของ
โรงเรียนพระปรยิ ัตธิ รรม แผนกสามัญศึกษา จงั หวัดสกลนคร*
The Vision of The Educational Administrators in the
Dutiyapapanika Sutra of The Pariyattidhamma School
General Education Sakon Nakhon Province
พระครโู พธสิ ังวรคุณ ฉตั รจรัส และเจ้าอธิการบุญช่วย โชตวิ โํ ส
Phrakhun Photisungworakru Chatcharat and Chao Athikan Boonchuay Chotivungso
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจยั ครัง้ น้ี มีวตั ถปุ ระสงค์เพอื่ 1) ศกึ ษาวิสัยทัศน์ทีม่ ีตอ่ การบรหิ ารการศกึ ษาตามหลักธรรม
ในทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
จงั หวัดสกลนคร 2) เปรยี บเทยี บระดับความคดิ เหน็ ที่มตี อ่ การบรหิ ารสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการ
พัฒนาวิสัยทัศน์ท่ีมีต่อการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา
และครผู สู้ อนในโรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา มจี ำ� นวน 105 รปู /คน ใชร้ ะเบยี บวธิ วี จิ ยั แบบ
ผสมโดย เปน็ การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณและการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ สำ� หรบั การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ ผวู้ จิ ยั ใชข้ อ้ มลู ทวั่ ไป
เกี่ยวกับผู้สัมภาษณ์แบบโครงสร้าง ซึ่งเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
ค่าความถ่ี รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน เปรยี บเทียบโดยการทดสอบสมมติฐานโดยการ
ทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test) และสรุปข้อเสนอแนะ
โดยวิเคราะหแ์ ละสงั เคราะห์ขอ้ มูลท่ไี ด้
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. วิสัยทัศน์ท่ีมีต่อการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของโรงเรียน
พระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ จงั หวดั สกลนคร โดยภาพรวม
* ไดร้ บั บทความ: 29 พฤศจิกายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 3 กรกฎาคม 2563; ตอบรับตพี มิ พ์: 15 กันยายน 2563
Received: November 29, 2019; Revised: July 3, 2020; Accepted: September 15, 2020
62 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
และรายด้านการปฏบิ ัติอยู่ในระดับมาก
2. ผลการเปรยี บเทยี บวสิ ยั ทศั นท์ ม่ี ตี อ่ การบรหิ ารการศกึ ษาตามหลกั ธรรมในทตุ ยิ ปาปณกิ สตู ร
ของโรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรม แผนกสามัญศกึ ษา พบว่า การปฏิบตั ิไมแ่ ตกตา่ งกัน
3. ข้อเสนอแนะเพ่อื พฒั นาวิสยั ทัศนท์ มี่ ีต่อการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมในทตุ ิยปาปณิก
สตู รของโรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา พบว่า 1) ดา้ นจักขุมา ควรจะมกี ารวางแผนในการ
ด�ำเนินนโยบายตามความมีวิสัยทัศน์ท่ีกว้างไกล มองการณ์ไกล มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ 2) ด้านวิธูโร
ควรคำ� นึงถึงประโยชนส์ ่วนรว่ มท่จี ะเกิดขน้ึ กบั การบรกิ ารจดั การสถานศกึ ษามีการจดั การทดี่ ี จัดบคุ ลากร
ใหต้ รงกบั สายงานทถ่ี นดั ตามความเหมาะสมของแตล่ ะบคุ คล 3) ดา้ นนสิ สยสมั ปนั โน การมมี นษุ ยสมั พนั ธ์
ท่ดี ตี อ่ เพื่อนรว่ มงาน รู้จักและเขา้ ใจในศกั ยภาพของบคุ ลากรในองคก์ รเปน็ อยา่ งดี
คำ� ส�ำคัญ: วสิ ัยทศั น;์ ผู้บริหารการศึกษา; หลกั ธรรมในทตุ ยิ ปาปณกิ สูตร
Abstract
The aims of this research were: 1) to study the vision of the educational Administrators
in the Pariyattidhamma Schools Dutiyapāpaṇika Sutta of the Pariyattidhamma Schools,
General Education, under Sakon Nakhon Buddhist National Office, 2) to compare the
samples’ opinion towards the educational institute administration and 3) to study the
ways to develop the vision of the educational administrators according to the Dhammas
in the Dutiyapāpaṇika Sutta. The research samples were 105 of the administrators and
teachers in the Pariyattidhamma schools. The study was carried out by the means of
mixed method research. For the qualitative research, the interview form was used as a
tool; for the quantitative one, a questionnaire was used to find the data. The statistics
used in this research were: frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test, f-test;
the data were analyzed and synthesized to find the suggestions.
The research results were as follows:
1. The statistic scores (both overall score and each aspect’s score) of the educational
administrators in the Dutiyapāpaṇika Sutta of the Pariyattidhamma Schools, General
Education, under Sakon Nakhon Buddhist National Office were at a high level.
2. The comparative statistic scores (both overall score and each aspect’s score)
of the educational administrators in the Dutiyapāpaṇika Sutta of the Pariyattidhamma
Schools, General Education, under Sakon Nakhon Buddhist National Office were indifferent.
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 63
3. The ways to develop the vision of the educational administrators according
to the dhammas in the Dutiyapāpaṇika Sutta were that 1) ‘Cakkhumā aspect’: there
should be an operative plan according to the policies with long term and creative vision;
2) ‘Vidhuro aspect’: the public benefits occurred by good educational administration
should be considered and personnel management in line with their capacity and suitability
should be made; 3) ‘Nissayasampanno aspect’: human relations with colleagues, awareness
and understanding of the personnel potentials in the organizations should be raised.
Keywords: Vision; Educational Administrators; Dutiyapapanika Sutra
1. บทนำ� ไทยไม่ก้าวลงไปร่วมในกระแสหลักของทุนนิยมน้ี
กจ็ ะถกู ทอดทง้ิ ใหล้ า้ หลงั และเสยี เปรยี บไมส่ ามารถ
ในโลกยคุ โลกาภวิ ตั น์ หรอื ยคุ โลกไรพ้ รหม แข่งขนั กับองค์กรของประเทศอืน่ ๆ ไปอกี ยาวนาน
แดนท่ีขับเคลื่อนโลกด้วยกระแสทุนนิยมน้ี ความ (Klanprasert, 2010 : 1)
ก้าวหน้าทางข้อมูลข่าวสารตลอดจนเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามหากองค์กรยังคงใช้ตัวแบบ
ตา่ งๆ ยอ่ มสง่ ผลใหศ้ กั ยภาพในการแขง่ ขนั ของทกุ ๆ ของการบรหิ ารทม่ี ที นุ นยิ มเปน็ ตวั ขบั เคลอ่ื นองคก์ ร
องคก์ รสงู ขน้ึ ตามลำ� ดบั ไมว่ า่ จะเปน็ ไปในระดบั โลก โดยไม่สนใจตัวแบบทางพระพุทธศาสนามาเป็น
ระดับประเทศ ในสถาบันภาครัฐหรือเอกชน ตัวแบบในการบริหารร่วม ก็จะประสบกับภาวะท่ี
ความอยู่รอดขององค์กรดังกล่าว ย่อมขึ้นอยู่กับ องค์กรได้ก�ำไร แต่องค์กรสอบตกทางด้านคุณค่า
การตัดสินใจอย่างถูกต้องรอบคอบ และทันต่อ ของความเป็นมนุษย์ ในปัจจุบันเราจะเห็นองค์กร
เหตุการณ์ของผู้บริหารท่ีจะต้องพิจารณาท้ังงาน ท้ังของภาครัฐและเอกชนมากมาย ท่ีคิดเพียงแค่
และคน ให้มีความสุขและความส�ำเร็จของงานไป แสวงหาก�ำไรให้ได้มากที่สุดแต่ขาดการดูแล
พร้อมกัน ในปัจจุบันการบริหารขององค์กรต่างๆ ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate social
ของไทย เป็นการบริหารตามแนวทุนนิยมโดย responsibility) ส่งผลให้ภาพลักษณ์ขององค์กร
เลียนแบบปรัชญาและแนวทางการบริหารของ พลอยเสียหายไปด้วย องค์กรถูกต้ังค�ำถามจาก
ประเทศที่พฒั นาแล้ว โดยเฉพาะการน�ำเอาทฤษฏี ประชาชน ถูกท้าท้ายจากภัยธรรมชาติขาดการมี
การบริหารจากองค์กรของประเทศที่ทันสมัย สว่ นรว่ มจากภาคประชาชน ทจ่ี ะยอมใหอ้ งคก์ รอยู่
(Modernization Theory) มาเปน็ ตวั แบบของการ ร่วมกับชุมชนน้ันหรือสังคมนั้นๆ ต่อไป เพราะ
บริหารการน�ำเอาทฤษฏีการบริหารของประเทศท่ี ฉะน้นั การสร้างความสมดลุ ในการบริหาร เพือ่ การ
ทันสมัย ซึ่งใช้ตัวแบบของทุนนิยมในการบริหาร พัฒนาประสิทธิภาพของการบริหารองค์กรจึงมี
องคก์ รนน้ั มคี วามจำ� เปน็ เพราะเปน็ กระแสหลกั ใน ความจ�ำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหา การบริหารที่มี
การบรหิ ารองคก์ รของโลกในปจั จบุ นั ถา้ องคก์ รของ
64 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
แนวทางทุนนยิ มเพยี งแนวทาง พทุ ธศาสนากลับมี 2. เพอ่ื เปรยี บเทยี บระดบั ความคดิ เหน็ ที่
หลักธรรมที่น�ำมาใช้ในการบริหารได้เป็นอย่างดี มีต่อการบริหาร ตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของ
กอ่ นหน้านน้ั เปน็ อันมาก (Chayawattana, 2011 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนพระ
: 1) ปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงาน
ดังน้ัน การศึกษาในเรื่องท่ีเก่ียวกับวิสัย พระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ จงั หวดั สกลนคร
ทัศน์ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนก 3. เพ่ือศึกษาแนวทางการพัฒนาวิสัย
สามัญ ในการน�ำหลักธรรมในทตุ ยิ ปาปณิกสูตรมา ทัศน์ที่มีต่อการบริหารการศึกษาตามหลักทุติยปา
บูรณาการเข้ากับหลักการบริหารโรงเรียนพระ ปณิกสูตร ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน
ปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จึงเป็นส่ิงที่ผู้วิจัย ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
ให้ความส�ำคัญท่ีจะศึกษาว่าผู้บริหารโรงเรียน สังกัดส�ำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จังหวัด
พระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน สกลนคร
พระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ จงั หวดั สกลนครไดม้ กี าร
ปฏิบัติในระดับใดบ้าง ซึ่งจะท�ำให้เห็นภาพของ 3. วิธดี �ำเนินการวจิ ัย
คุณลกั ษณะของผบู้ รหิ าร ท่มี ีผลตอ่ องคก์ รนน้ั มีวธิ ี
การบรหิ ารจดั การองคก์ รทดี่ ใี นทา่ มกลางบรบิ ททาง การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยวิธีวิทยาแบบ
ด้านการเมืองเศรษฐกิจสังคมเทคโนโลยีของ ผสม (Mixed Methodology Research) ระหวา่ ง
ประเทศไทยท่ีขับเคลื่อนด้วยกระแสทุนนิยมที่มี การวิจัยวิธีวิทยาเชิงปริมาณ (Quantitative
ความแปรผันและเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วหรือ Methodology Research) และการวจิ ยั วิธีวิทยา
ผา่ นพน้ วกิ ฤตติ า่ งๆ อยา่ งเปน็ ไปดว้ ยดปี ระสบความ เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Methodology Research)
ส�ำเร็จทั้งงานและคนหรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่างาน และการผสม โดยการสร้างและหาคุณภาพของ
กไ็ ดผ้ ลคนกเ็ ปน็ สขุ ซงึ่ จะทำ� ใหอ้ งคก์ รเปน็ องคก์ รท่ี เครื่องมือใช้แบบสัมภาษณ์ (เชิงคุณภาพ) และ
เตบิ โตพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื ทา่ มกลางของกระแสโลกา แบบสอบถาม (เชงิ ปรมิ าณ) การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ภวิ ัตนไ์ ด้เป็นอยา่ งดีตอ่ ไป ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ (เชิงคุณภาพ) และ
สง่ แบบสอบถามไปยงั ผตู้ อบ (เชงิ ปรมิ าณ) และผสม
2. วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ในเชิงการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยวิธีการทางสถิติ
(Statistics Analysis) ตามวัตถุประสงค์ของการ
1. เพอื่ ศกึ ษาวสิ ยั ทศั นท์ มี่ ตี อ่ การบรหิ าร วิจัยโดยด�ำเนินการ 2 ประการดงั นี้
การศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของ เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนพระ เพอื่ การวจิ ยั ครง้ั น้ี เปน็ แบบสอบถามชนดิ ปลายเปดิ
ปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาสังกัดส�ำนักงาน และปลายปิด ผู้วิจัยได้ด�ำเนินการสร้างและหา
พระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ จังหวดั สกลนคร คณุ ภาพเครอ่ื งมอื วจิ ยั ดงั น้ี
ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 65
1. ศกึ ษาเอกสารเกยี่ วกบั หลกั การ แนวคดิ 5. น�ำเสนอแบบสัมภาษณ์จากอาจารย์
และทฤษฎีท่ีเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารตาม ที่ปรึกษามาปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์และ
หลักทุตยิ ปาปณิกสตู ร ในโรงเรียนพระปริยตั ิธรรม จดั ทำ� ฉบับท่ีแกไ้ ขแล้วน�ำเสนอผู้เช่ยี วชาญ จำ� นวน
แผนกสามัญศึกษา 5 คน ประกอบดว้ ย ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นการบรหิ ารศกึ ษา
2. ศกึ ษารปู แบบโครงสรา้ งแบบสอบถาม ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นภาษา และผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นงานวจิ ยั
งานวิจัยเร่ืองวิสัยทัศน์ของผู้บริหารตามหลักทุติย การประเมินผล วัดผลหรือด้านสถิติคณิตศาสตร์
ปาปณกิ สตู รในโรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั เพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องของแบบ
3. ผู้วิจัยด�ำเนนิ การสรา้ งแบบสมั ภาษณ์ สมั ภาษณ์ที่มเี นอ้ื หาสอดคล้องตรงกับเรอื่ งท่วี จิ ัย
ตามเอกสารเก่ียวกบั หลักการ แนวคดิ และทฤษฎี 6. น�ำแบบสัมภาษณ์จากผู้เช่ียวชาญมา
ทเี่ กยี่ วกบั วสิ ยั ทศั นข์ องผบู้ รหิ ารตามหลกั ทตุ ยิ ปาป ปรับปรุงแก้ไขตามผลการประเมินหรือข้อเสนอ
ณิกสตู ร ในโรงเรียนพระปริยตั ิธรรม แผนกสามญั แนะของผู้เช่ียวชาญ จัดท�ำเป็นฉบับสมบูรณ์ให้มี
ศึกษา และรูปแบบและโครงสร้างแบบสัมภาษณ์ จ�ำนวนข้อและเน้ือหาที่สอดคล้องตรงกับเรื่องท่ี
งานวจิ ยั เรอ่ื งวสิ ยั ทศั นข์ องผูบ้ รหิ ารตามหลกั ทุตยิ วจิ ยั และพมิ พ์น�ำไปใช้ในการเก็บขอ้ มูลต่อไป
ปาปณิกสูตร ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนก
สามัญศกึ ษา สงั กดั สำ� นักงานพระพุทธศาสนาแหง่ 4. สรปุ ผลการวิจัย
ชาติ จังหวัดสกลนคร ซ่ึงมีลักษณะเป็นแบบ
สมั ภาษณจ์ ำ� นวน 1 ชุด มี 4 ข้ันตอน ดงั น้ี ตอนท่ี 1. ขอ้ มลู สถานภาพสว่ นบคุ คลของผตู้ อบ
1 เป็นแบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบ แบบสอบถามจ�ำแนกได้ดังน้ีต�ำแหน่งหน้าท่ีพบว่า
สัมภาษณ์เกี่ยวกับต�ำแหน่งหน้าท่ี คือ ผู้บริหาร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คือผู้ที่มีต�ำแหน่งครู
สถานศึกษา และครูผู้สอน ตอนที่ 2 เป็นแบบ ผู้สอน จ�ำนวน 78รูป/คน คิดเป็นร้อยละ 74.3
สัมภาษณ์เกี่ยวกับ สถานภาพ แยกเป็นบรรพชิต รองลงมาคอื ผทู้ ม่ี ผี บู้ รหิ ารสถานศกึ ษา จำ� นวน 27
และคฤหสั ถ์ ตอนท่ี 3 เปน็ แบบสมั ภาษณเ์ กยี่ วกับ รูป/คน คิดเป็น ร้อยละ25.7 สถานภาพ พบว่า
วฒุ ิการศกึ ษา แยกเปน็ ต่�ำกวา่ ปรญิ ญาตรี ปรญิ ญา ผตู้ อบแบบสอบถามสว่ นใหญค่ อื บรรพชติ จำ� นวน
ตรีและสูงกว่าปริญญาตรี ตอนที่ 4 เป็นแบบ 66 รูป คดิ เป็นร้อยละ 62.9 และคฤหัสถ์ จ�ำนวน
สัมภาษณ์เก่ียวกับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารตามหลัก 39 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 37.1 วฒุ ิการศกึ ษา พบว่า
ทตุ ยิ ปาปณกิ สตู รในโรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนก ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ คือ ผู้ท่ีมีวุฒิการ
สามญั ศกึ ษา มี 3 ดา้ น ตามกรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย ศกึ ษาสงู กวา่ ปรญิ ญาตรี จำ� นวน 43 รปู /คน คดิ เปน็
4. น�ำแบบสัมภาษณ์ท่ีสร้างข้ึนไปให้ ร้อยละ 41.0 รองลงมาคือ ผู้ท่ีมีวุฒิการศึกษา
อาจารย์ท่ีปรึกษางานวิจัยพิจารณาท่ีตรวจสอบ ปรญิ ญาตรี จำ� นวน 38รปู /คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 36.2
ปรบั ปรงุ แก้ไข และใหค้ วามเห็นชอบ และน้อยที่สุดคือ ผู้ท่ีมีวุฒิการศึกษา ต่�ำกว่า
ปรญิ ญาตรี จำ� นวน 24 รปู /คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 22.9
66 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
2. ระดบั ความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ ารสถาน อย่างสมเหตุสมผลและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อ
ศึกษาและครูผู้สอนท่ีมีต่อวิสัยทัศน์ผู้บริหารการ องค์กร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่�ำสุด ได้แก่ ท่านมี
ศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของ ความเช่ียวชาญเก่ียวกับการบริหารจัดการเพ่ือ
โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั พฒั นาผู้เรยี นและบคุ ลากรภายในสถานศกึ ษา
สกลนคร ระดับความคิดเห็นของผู้บริหารสถาน 2.3 ด้านนิสสยสัมปันโน วิสัยทัศน์
ศึกษาและครูผู้สอน ท่ีมีต่อวิสัยทัศน์ผู้บริหารการ ผู้บริหารการศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิก
ศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของ สูตรของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ
โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั ศึกษา จังหวัดสกลนคร โดยรวมเรียงล�ำดับจากขอ้
สกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย ที่มีค่าเฉล่ียสูงสุดไปหาต่�ำสุด ได้แก่ ท่านมีมนุษย์
4.11 เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายด้านสรปุ ไดด้ งั น้ี สมั พนั ธด์ ใี นการตดิ ตอ่ ประสานงานดำ� เนนิ แนวงาน
2.1 ด้านจักขุมา วิสัยทัศน์ผู้บริหาร ตามกรอบทิศทางท่ีองค์กรต้องการได้ รองลงมา
การศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของ ได้แก่ ท่านสามารถสื่อสารและประสานงานให้
โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั แต่ละฝ่ายให้ด�ำเนินแนวงานตามกรอบทิศทางที่
สกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเรียงล�ำดับ องคก์ รตอ้ งการได้ และดา้ นทม่ี คี า่ เฉลยี่ ตำ่� สดุ ไดแ้ ก่
จากขอ้ ทมี่ คี า่ เฉลยี่ สงู สดุ ไปหาตำ�่ สดุ ไดแ้ ก่ ทา่ นเปน็ ท่านมีการบริหารงบประมาณในสถานศึกษาของ
ผทู้ ม่ี กี ารปฏบิ ตั ติ อ่ เพอ่ื นรว่ มงานดว้ ยความเออื้ เฟอ้ื ท่านแบบยึดประโยชนเ์ พื่อส่วนรวมเปน็ หลกั
เผ่ือแผ่ และสนใจไต่ถามทุกข์สุขเสมอกันทุกคน 3. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบ
รองลงมา ได้แก่ท่านสามารถบูรณาการหลักสูตร ความความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและครู
และสาระเรียนรู้ในห้องเรียนประยุกต์เข้ากับหลัก ผสู้ อน ทม่ี ตี อ่ วสิ ยั ทศั นผ์ บู้ รหิ ารการศกึ ษาตามหลกั
เศรษฐกจิ พอเพียง และข้อท่มี ีค่าเฉลี่ยต�่ำสุด ไดแ้ ก่ ธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของโรงเรียนพระปริยัติ
ทา่ นเปน็ ผทู้ มี่ สี ว่ นในการพฒั นา สง่ เสรมิ บรรยากาศ ธรรมแผนกสามัญ จังหวดั สกลนคร ผลการเปรียบ
ในการใฝเ่ รียนใฝร่ ้แู กน่ ักเรียน เทียบคุณภาพการความคิดเห็นของผู้บริหารสถาน
2.2 ดา้ นวธิ โู ร วสิ ยั ทศั นผ์ บู้ รหิ ารการ ศึกษาและครูผู้สอนท่ีมีต่อวิสัยทัศน์ผู้บริหารการ
ศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของ ศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของ
โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั
สกลนครโดยรวมเรียงล�ำดับจากข้อท่ีมีค่าเฉลี่ย สกลนคร จ�ำแนกตามตำ� แหน่ง สถานภาพ และวุฒิ
สูงสดุ ไปหาตำ่� สดุ ไดแ้ ก่ ท่านมีส่วนในการส่งเสรมิ การศึกษาน�ำไปสู่การตอบสมมติฐานท่ีต้ังไว้ซึ่ง
ความสมั พนั ธแ์ บบกลั ยามติ ร และสง่ เสรมิ บรรยากาศ สามารถแสดงรายละเอยี ดดังน้ี
ใฝ่เรียนใฝ่รู้แก่นักเรียน รองลงมา ได้แก่ ท่าน 3.1 ผลการเปรยี บเทยี บวสิ ยั ทศั นท์ มี่ ี
สามารถวิเคราะห์การใช้จ่ายภายในสถานศึกษา ต่อการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปา
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 67
ปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ลงมอื ปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั กบั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาอยา่ งใกลช้ ดิ
โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั รู้จักการจัดธุระเฉพาะด้านให้ถูกต้อง จัดบุคลากร
สกลนคร โดยภาพรวมและด้านจักขุมา ด้านวิธูโร ให้เหมาะสมกับงานท่ีมอบหมาย มีความโอบอ้อม
ด้านนิสสยสัมปันโน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไป อารีมีมนุษยส์ มั พนั ธ์
ตามสมมติฐานทีต่ ้งั ไว้ 4.2 วสิ ยั ทศั นข์ องผบู้ รหิ ารดา้ นจกั ขมุ า
3.2 ผลการเปรยี บเทยี บวสิ ยั ทศั นท์ มี่ ี ในการบริหารสถานศึกษาควรมีการจัดท�ำแผน
ต่อการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปา จัดการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับนักเรียน เมื่อจบการ
ปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ศึกษา ควรติดตามว่านักเรียนมีความสามารถอยู่
โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีคุณภาพหรือไม่
สกลนคร โดยภาพรวมแตกตา่ งกนั ซึ่งเป็นไปตาม เพื่อทราบถึงผลของการศึกษาท่ีนักเรียนได้รับ
สมมติฐานท่ีต้ังไว้มีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 จากโรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรมแลว้ นำ� ไปปฏบิ ตั วิ า่ เกดิ
เม่ือพิจารณารายด้านพบว่า ด้านจักขุมาแตกต่าง ผลสัมฤทธ์ิมากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังเป็นการหา
กนั มีนัยสำ� คัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .05 ดา้ นนสิ สยสัม แนวทางแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนท่ีบกพร่องด้วยและ
ปนั โนแตกตา่ งกนั มีนัยสำ� คัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01 ควรมกี ารแลกเปลยี่ นวสิ ยั ทศั นก์ บั ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น
ดา้ นวิธูโรไมแ่ ตกตา่ ง ท่ีมีความรู้ และน�ำมาปรับปรุงพัฒนาโรงเรียนของ
4. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะ ตนให้ประสบผลส�ำเรจ็ ทางการศึกษาย่ิงข้นึ ไป
วิสัยทัศน์ผู้บริหารการศึกษาตามหลักธรรมในทุติย 4.3 วิสัยทัศน์ของผู้บริหารด้านวิธูโร
ปาปณิกสูตรของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนก ในการบรหิ ารสถานศกึ ษาของทา่ นควร จดั การธรุ ะ
สามัญศึกษา จังหวัดสกลนคร จากผลการศึกษา เฉพาะดา้ นใหถ้ กู ตอ้ ง หาสาเหตขุ องปญั หาทเี่ กดิ ขน้ึ
ผวู้ จิ ยั พบวา่ แนวทางการสง่ เสรมิ และขอ้ เสนอแนะ และแนวทางการแก้ไขร่วมกัน เช่นปัญหาการ
ซง่ึ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ วสิ ยั ทศั นผ์ บู้ รหิ ารการศกึ ษา ขาดแคลนนักเรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรม
ตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของโรงเรียน แผนกสามัญศึกษา ซึ้งในปัจจุบันมีการบวชเรียน
พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัด น้อยเพราะการศึกษาในปัจจุบันขยายโอกาสมาก
สกลนครดงั น้ี ขนึ้ ทำ� ใหเ้ ยาวชนนยิ มเขา้ รบั การศกึ ษาของโรงเรยี น
4.1 วิสัยทัศน์ของผู้บริหารตามหลัก รัฐบาลมากกว่า ฉะนั้นจึงต้องหาส่ิงเร้าต่างๆ
ทตุ ยิ ปาปณกิ สูตร ในการบรหิ ารสถานศกึ ษาถอื ว่า มรี างวลั สำ� หรบั นกั เรยี นทกี่ ารเรยี นดี มกี ารมอบทนุ
เป็นหัวใจส�ำคัญท่ีจะท�ำให้การบริหารส�ำเร็จลุล่วง การศึกษา ตลอดถึงการพาคณะบุคคลากรเยี่ยม
ไปด้วยดี โดยเฉพาะการเป็นผู้บริหารในระดับสูง ผู้ปกครองนักเรียนเพื่อเป็นขวัญและก�ำลังใจด้วย
ของโรงเรียนน้ันต้องรู้จักมองการณ์ไกล มองเห็น และควรส่งเสริมให้มีการจัดการด้วยความ
ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกันหาแนวทางแก้ไข เช่ยี วชาญและละเอียดของการบรหิ ารมากยิ่งขนึ้
68 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
4.4 วิสัยทัศน์ของผู้บริหารด้าน หมายถงึ การวางแผนเปน็ การกำ� หนดแนวทางเนนิ
นิสสยสัมปันโน ในการบริหารสถานศึกษานั้น งานในปัจจุบัน เพ่ือความส�ำเร็จที่จะตามมาใน
ควรพัฒนาตนให้เป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรีต่อบุคลากร อนาคต ผู้บริหารท่ีดีต้องมีวิสัยทัศน์เพ่ือก�ำหนด
ทกุ คนทกั ทายกอ่ นเสมอเมอ่ื พบเจอ เพอ่ื สรา้ งความ ทิศทางขององค์กร และมีนักวิชาการคือ ทัชกร
คนุ้ เคยซง่ึ จะกอ่ ใหเ้ กดิ การประสานสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง แสงทองดี (Saengthongdee, 2018 : 137)
ผบู้ รหิ ารกับบุคคลากรในการท�ำงานร่วมกัน ท�ำให้ ได้กล่าวว่า ผู้บริหารมืออาชีพต้องมีวิสัยทัศน์ที่
บุคคลากรมีความมั่นใจกล้าแสดงออกอย่างมี กว้างไกล วิสัยทัศน์คือ ส่ิงที่อยากเห็น อยากมี
ศักยภาพ อยากเปน็ ในอนาคตหรอื ภาพความสำ� เรจ็ ในอนาคต
ท่ีมีความเป็นไปได้ ท้าทาย และสอดคล้องกับ
5. อภิปรายผลการวจิ ัย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และค่านิยมขององค์การ
ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลต้องเป็นผู้ท่ีเรียนรู้มาก
จากการวเิ คราะหข์ อ้ มลู วสิ ยั ทศั นผ์ บู้ รหิ าร คอื ไดอ้ า่ น ไดฟ้ งั ไดเ้ หน็ ไดท้ ำ� มาก คนทม่ี วี สิ ยั ทศั น์
การศึกษาตามหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตรของ และมงุ่ มนั่ น�ำวิสยั ทัศน์สู่การปฏบิ ตั ิ
โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา จงั หวดั 2. ด้านวิธูโรวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร
สกลนคร ผวู้ จิ ัยพบประเด็นที่นา่ สนใจบางประเดน็ ดา้ นวธิ โู ร ในการบรหิ ารสถานศกึ ษาควรจดั การธรุ ะ
จึงน�ำมาอภิปรายผลดงั ตอ่ ไปนี้ เฉพาะดา้ นใหถ้ กู ตอ้ ง หาสาเหตขุ องปญั หาทเี่ กดิ ขนึ้
1. ดา้ นจกั ขมุ า ผู้บรหิ ารควรมีวสิ ยั ทศั น์ แนวทางการแก้ไขร่วมกันซ่ึงมีความสอดคล้องกับ
ท่ีกว้างไกล มองการณ์ไกล และมองทุกงานอย่าง พระธรรมโกศาจารย์ (Phra Thammakosajarn,
มืออาชีพ ซ่ึงสอดคล้องกับพระธรรมโกศาจารย์ 2017 : 13) ได้กล่าวถึงค�ำตรัสขององค์สมเด็จ
(Phra Thammakosajarn, 2017 : 13) กลา่ วว่า พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดต้ รสั ไวใ้ นทตุ ยิ ปาปณกิ สตู ร
การบรหิ าร หมายถงึ การทำ� งานใหส้ ำ� เรจ็ โดยอาศยั เก่ียวกับคุณลักษณะ 3 ประการของนักบริหารที่
คนอื่น (Getting things done through other จะชว่ ยใหน้ กั บรหิ ารทำ� สำ� เรจ็ ลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยดแี ละ
people) และได้กล่าวถึงเรื่องพุทธวิธีบริหาร กลา่ วถงึ ดา้ นวธิ โู รวา่ หมายถงึ จดั การธรุ ะไดม้ คี วาม
นอกจากจะมีพุทธพจน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหาร เช่ยี วชาญเฉพาะด้าน เชน่ นักการเงนิ ตอ้ งมคี วาม
กระจายอยใู่ นพระไตรปฎิ กแลว้ การทไี่ ดศ้ กึ ษาพทุ ธ รู้และความเช่ียวชาญทางการเงิน คุณลักษณะที่
พจน์เหล่าน้ันก็จะท�ำให้ทราบถึงพุทธวิธีบริหาร สองน้ีตรงกับค�ำภาษาอังกฤษค�ำว่า Technical
การศึกษาพุทธวิธีบริหารโดยการใช้หน้าท่ีของ Skill คอื ความชำ� นาญการด้านเทคนคิ หรอื ทักษะ
นักบริหารเป็นกรอบในการพิจารณา หน้าท่ี ทางด้านการปฏิบัติงาน และมีนักวิชาการได้ให้
(Function) ของนกั บริหาร มอี ยู่ 5 ประการตาม ความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั คณุ สมบตั ขิ องผบู้ รหิ ารสถาน
ค�ำย่อในภาษาอังกฤษวา่ POSDC และทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ศึกษา
กบั ดา้ นจกั ขมุ ากค็ อื ขอ้ แรกทว่ี า่ ดว้ ย P คอื Planning
ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 69
3. ด้านนิสสยสัมปันโน วิสัยทัศน์ของ 6. ข้อเสนอแนะ
ผู้บริหารด้านนิสสยสัมปันโนน้ัน ควรพัฒนาตนให้
เป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรีต่อบุคลากรทุกคน ทักทาย 1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
กอ่ นเสมอเมื่อพบเจอ เพอ่ื สรา้ งความคุน้ เคยซ่ึงจะ จากผลการวจิ ยั ครงั้ น้ี มขี อ้ เสนอแนะทค่ี วร
กอ่ ใหเ้ กดิ การประสานสมั พนั ธร์ ะหวา่ งผบู้ รหิ ารกบั ปรบั ปรงุ จากผลการวจิ ยั และจากความคดิ เหน็ ของ
บุคคลากรในการท�ำงานร่วมกัน ท�ำให้บุคคลากรมี ผูต้ อบแบบสอบถามซ่ึงสรปุ เปน็ ประเด็นได้ ดังน้ี
ความม่ันใจกล้าแสดงออกอย่างมีศักยภาพ และ 1. ควรมีการวิจัยแนวทางการส่งเสริม
ผบู้ รหิ ารตอ้ งมกี ลั ยาณมติ รเกอื้ กลู อปุ ถมั ภ์ ทำ� ตนให้ ภาวะผู้น�ำเก่ียวกับโรงเรียนเพื่อน�ำมาพัฒนา
เปน็ กลางและเป็นทไี่ วว้ างใจตอ่ ทุกคน มีความเสีย ทางการศกึ ษาใหม้ ผี ลย่งิ ข้ึน
สละประโยชน์ส่วนตนเพ่ือประโยชน์ส่วนรวมอัน 2. ควรมีการวิจัยแนวทางการบริหาร
เปน็ การอาศยั ซง่ึ กนั และกนั สอดคลอ้ งกบั พระธรรม โรงเรียนตามหลกั ปาปณิกสตู รในสถานศึกษา
โกศาจารย์ (Phra Thammakosajarn, 2017 : 13) 3. ควรมีการวิจัยแนวทางการบริหาร
ได้กล่าวถึงด้านนิสสยสัมปันโน หมายถึง พึ่งพา โรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม แผนกสามัญศกึ ษา
อาศัยคนอ่ืนได้เพราะเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี
มีความสามารถในการติดต่อประสานงาน ให้งาน 7. องคค์ วามรู้ท่ไี ดร้ บั
ส�ำเร็จลุล่วงไปได้ตามกรอบระยะเวลาที่ก�ำหนดมี
ความสามารถในการสื่อสารและประสานงานให้ วสิ ยั ทศั นท์ มี่ ตี อ่ การบรหิ ารการศกึ ษาตาม
แต่ละฝ่ายในองค์กรด�ำเนินแนวทางตามกรอบ หลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตร ของโรงเรียนพระ
ทิศทางที่องค์กรต้องการบรรลุได้ หรือมีความ ปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สังกัดส�ำนักงาน
สามารถในการผูกใจคน ให้เป็นท่ีรักของคนโดย พระพุทธศาสนาแห่งชาติ จังหวัดสกลนคร ท�ำให้
สามารถท�ำให้พนักงานแตล่ ะคนปฏบิ ัติงานตามค�ำ ผู้วิจัยได้รับองค์ความรู้ใหม่จากการศึกษาในด้าน
สัง่ ดว้ ยความเตม็ ใจได้ เปน็ ตน้ คุณลกั ษณะท่สี ามน้ี จกั ขมุ า ทเ่ี กยี่ วกบั ผบู้ รหิ ารควรมวี สิ ยั ทศั นแ์ บบทตุ ยิ
ตรงกับค�ำภาษาอังกฤษค�ำว่า Human Relation ปาปณกิ สตู ร โดยมลี กั ษณะเดน่ ดา้ นวธิ โู ร การบรหิ าร
Skill คือความช�ำนาญด้านมนุษยสัมพันธ์หรือ งานตา่ งๆ ในสถานศกึ ษาควรนกึ ถงึ ประโยชนส์ งู สดุ
ทักษะทางด้านมนุษย์สัมพันธ์และได้มีความ ที่จะเกิดข้ึนกับสถานศึกษา ด้านนิสสยสัมปันโน
สอดคล้องกบั การศึกษาของ ผบู้ รหิ ารควรรจู้ กั องคก์ รของตนวา่ มจี ดุ ดอ้ ยจดุ แขง็
อยา่ งไรรจู้ กั การปรบั ปรงุ องคก์ รใหท้ นั ตอ่ เหตกุ ารณ์
ในการบริหาร
70 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
References
Chayawattana, K. (2011). personnel management and work by means of the Lord Buddha.
Bangkok : Pimdee Printing Company Limited.
Klanprasert, S. (2010). Administrative Leadership By applying according to the principle of
Sappurisadhamma 7: Case Study of True Corporation Public Company Limited.
Buddhist Thesis Master's Degree. Graduate School : Mahachulalongkornrajavidya
laya University.
Phra Thammakosajarn. (2017). Nittayasarn Manager, opens the Tri Sutra for executives
to use the principles for success. http://info.gotomanager.com/-news/printnews.
aspx?id=70732 (Accessed 6 September 2017).
Saengthongdee, T. (2018). Buddhist Leadership Characteristics. Bangkok : n.p.
การพฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู
สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารประถมศกึ ษาอำ� นาจเจรญิ *
The Development of Competency’s Team Work for Teacher
of Primary School Amnartcharoean Educational Service
ฐติ ารีย์ สขุ บุตร และสวิ ะกรณ์ กฤษณสุวรรณ
Thitaree Sukbud and Sivakorn Krissanasuvan
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
Mahasarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวจิ ยั ครั้งนี้ มวี ตั ถุประสงคเ์ พ่ือ 1) ศึกษาองคป์ ระกอบ ตัวชีว้ ดั 2) สภาพปจั จบุ นั สภาพทพี่ ึง
ประสงค์ และ 3) พฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ที่
การประถมศกึ ษาอ�ำนาจเจริญ กลุ่มตัวอยา่ งท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลมีจำ� นวน 317 คน ได้มาโดยวธิ ี
การใชต้ ารางสำ� เร็จรูปของ Krejcie และ Morgan เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ประกอบดว้ ย
แบบประเมนิ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติทใ่ี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู ได้แก่ ความถ่ี รอ้ ยละ
คา่ เฉลี่ย และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจยั พบวา่
1. องคป์ ระกอบและตวั ชว้ี ดั โปรแกรมเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู ได้ 7 องคป์ ระกอบ
39 ตวั บง่ ชี้ ดงั นี้ 1) ดา้ นการกำ� หนดเปา้ หมายรว่ มกนั มี 6 ตวั บง่ ช้ี 2) ดา้ นการสอ่ื สารเชงิ สรา้ งสรรค์ มี 5 ตวั บง่ ช้ี
3) ดา้ นความไวว้ างใจ มี 7 ตวั บ่งชี้ 4) ดา้ นการมีส่วนรว่ ม มี 6 ตวั บ่งช้ี 5) ด้านการตัดสินใจ มี 6 ตัวบ่งช้ี
6) ดา้ นภาวะผนู้ ำ� ทเ่ี หมาะสม มี 5 ตวั บง่ ชี้ 7) ดา้ นความสมดลุ ในบทบาท มี 4 ตวั บง่ ช้ี พบวา่ องคป์ ระกอบ
และตัวชวี้ ดั มคี วามเหมาะสมโดยรวมอยูใ่ นระดบั มากทสี่ ดุ
2. ผลการศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั สภาพทพ่ี งึ ประสงคข์ องการเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็
ทมี ของครู พบวา่ สภาพปจั จบุ นั ของการเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู โดยรวมอยใู่ นระดบั
ระดับมาก ( = 3.76) ส่วนสภาพท่ีพึงประสงค์ของการเสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็นทีมของครู
* ได้รบั บทความ: 10 เมษายน 2562; แก้ไขบทความ: 10 สิงหาคม 2563; ตอบรับตพี มิ พ์: 28 กันยายน 2563
Received: April 10, 2019; Revised: August 10, 2020; Accepted: September 28, 2020
72 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
โดยรวมอยใู่ นระดับมากที่สุด ( = 4.75)
3. ผลการพฒั นาโปรแกรมเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู พบวา่ โปรแกรมเสรมิ
สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู ประกอบดว้ ย 4 องคป์ ระกอบ ดงั นี้ 1) จดุ มงุ่ หมายของโปรแกรม
2) วตั ถปุ ระสงค์ของโปรแกรม 3) เนือ้ หา 4) วธิ กี ารพัฒนา 4.1) การเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง แบง่ ออกเปน็ 7
Module 4.2) การเรยี นร้โู ดยท�ำงานร่วมกับบคุ คลอ่ืน และ 4.3) การบรู ณาการสอดแทรกการเสรมิ สร้าง
สมรรถนะในสถานศึกษาของตนเอง รวมท้งั สิ้น 90 ช่ัวโมง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็น
ไปได้ พบว่า มคี วามเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สดุ
คำ� สำ� คญั : โปรแกรม; การเสรมิ สรา้ งสมรรถนะ; การทำ� งานเป็นทมี
Abstract
The purposes of the research were study the factors, indicators, study current
conditions, desirable conditions and develop the Competency’s Team work Program on
Competency’s Team work for Teacher of Primary School Amnartcharoean Educational
Service. The sampling groups to use in research were 317 people. The instrumentations
are the following; 1) evaluation forms 2) questionnaire 3) interview forms. Statistics used
for data analysis are percentage, mean and standard deviation.
The results are as followed:
1. Result of the factors and the indicators on Competency’s Team work for
Teacher were 7 factors 39 indicators following; 1) Setting common goals 6 2) Creative
communication 5 indicators 3) Trust 7 indicators 4) Participation 6 indicators 5) The decision
6 indicators 6) Suitable leadership 5 indicators 7) Balance in roles 4 indicators. reported
that the program’s possibility and suitability are at the most level.
2. Result of the current conditions and desirable conditions about Competency’s
Team work for Teacher. reported that the current conditions are at the high level and
desirable conditions are at the highest level.
3. Result of a use of a program of development of Competency’s Team work
for Teacher consists of 1) the principle, 2) the purposes, 3) the content, 4) Development
method following; 4.1) Self-learning 7 Module, 4.2) Learning by working with other people
and 4.3) Integration. reported that the program’s possibility, suitability is at the most level.
Keywords: Program; development of Competency; Team work
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 73
1. บทนำ� การแลกเปลย่ี นเรยี นรซู้ งึ่ กนั และกนั การจดั ทำ� คมู่ อื
การทำ� งานเพอื่ สามารถปฏบิ ตั งิ านราชการไดอ้ ยา่ ง
ภายใตก้ ระแสแหง่ การปฏริ ปู ระบบราชการ มคี ณุ ภาพมาตรฐาน รวมทง้ั จดั ใหม้ กี ารเตรยี มแผน
และการปฏิรูปการศึกษาท่ีผลักดันให้องค์กรต้อง สร้างบุคลากรทดแทน (Succession Plan)
ปรับเปล่ียนบทบาทของงานให้เป็นไปตามบริบท ในหน่วยงานราชการและปรับปรุงระบบการ
ใหม่ท่ีต้องสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ประเมนิ ผลบคุ คลในวงราชการใหเ้ กดิ ความโปรง่ ใส
โดยคนเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าในองค์กรท่ีเป็น เป็นท่ียอมรับ (Office of The Public Sector
รากฐานในการผลติ นวตั กรรมขององคก์ รการพฒั นา Development Commission, 2010)
ทรพั ยากรมนุษยไ์ ม่ได้จ�ำกัดเฉพาะภาคธุรกิจ แผน กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดด้ ำ� เนนิ การภายใต้
ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบข้าราชการไทยในปี โครงการไทยเข้มแข็งในเรื่องการยกระดับคุณภาพ
2546-2550 กำ� หนดไวช้ ดั เจนวา่ หนว่ ยงานราชการ ครูท้ังระบบพัฒนาครูเชิงคุณภาพเพ่ือพัฒนาครู
ต้องพัฒนาสมรรถนะบุคลากร (Competency- รายบุคคล มีการประเมินสมรรถนะครูรายบุคคล
based Approach) นโยบายดงั กลา่ วสง่ ผลใหภ้ าครฐั มีการประเมินสมรรถนะในการปฏิบัติงานของครู
ต้องปรับตัวอย่างสูง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและ ระดับการศึกษาช้ันพื้นฐาน สังกัดส�ำนักงานคณะ
ประสิทธิผลของการด�ำเนินการและท�ำให้มีการ กรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (Office of the
เปล่ียนแปลงด้านการพัฒนาศักยภาพข้าราชการ Basic Education Commission, 2010) การประเมนิ
ในภาครัฐ โดยน�ำแนวคิดสมรรถนะมาปรับใช้ สมรรถนะครูรายบุคคลเป็นส่วนหน่ึงของโครงการ
ในกระบวนการบริหารงานบุคคลของภาครัฐด้วย ยกระดบั คณุ ภาพครทู งั้ ระบบ (Upgrading Teacher
(Office of the Basic Education Commission, Qualification Though The Whole System:
2010) และจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบ UTQ) โดยความเช่ือของส�ำนักงานคณะกรรมการ
ขา้ ราชการไทยในปี 2551-2555 ได้ มงุ่ เนน้ ปรบั ปรงุ การศึกษาข้ันพ้ืนฐานที่ว่า ระบบการบริหารงาน
ขดี สมรรถนะของทรพั ยากรบคุ คลภาครฐั ใหส้ ามารถ บุคคลท่ีมีประสิทธิภาพจ�ำเป็นต้องมีฐานข้อมูล
เพ่ิมผลผลิตและพัฒนาขีดความสามารถให้มีความ เพ่ือการบริหารอย่างเพียงพอตอบสนองต่อการ
เป็นมืออาชีพ ก�ำหนดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ตัดสินใจ และก�ำหนดนโยบายโดยหน่วยงานท่ี
ของรฐั ทกุ ระดบั มหี นา้ ทใี่ นการพฒั นาตนเองตามขดี เกย่ี วขอ้ งตอ้ งมฐี านขอ้ มลู หลกั ของครใู จลกึ เปน็ ราย
สมรรถนะท่ีก�ำหนดไว้ จัดให้มีระบบการเรียนรู้และ บุคคลอย่างสมบูรณ์เป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูล
พฒั นาแบบใหม่ มงุ่ เนน้ การเรยี นรจู้ ากประสบการณ์ ในเชิงบริหารทรัพยากรบุคคลท้ังระบบได้อย่างมี
จรงิ และกรณศี กึ ษามากกวา่ การบรรยายในชนั้ เรยี น สมรรถนะในการทำ� งาน (Competency Model)
และพยายามปรับให้ตรงตามความต้องการของ เป็นเคร่ืองมือในการบริหารจัดการ ทรัพยากร
แต่ละบุคคลมากขึ้น รวมถึงการจัดให้มีระบบการ มนุษย์ท่ีส�ำคัญอย่างหนึ่งท่ีผู้บริหารทุกระดับ
ใหค้ ำ� แนะนำ� (Coaching) ระบบพเ่ี ลย้ี ง (Mentoring)
74 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
สามารถน�ำมาใช้ในการสรรหา รักษา และพัฒนา ของผู้รับบริการอย่างแท้จริง โดยการเสริมสร้าง
บคุ ลากรใหม้ คี วามรู้ ทกั ษะ และความสามารถและ สมรรถนะในการทำ� งานเปน็ ทมี จงึ มคี วามสำ� คญั ตอ่
บุคลิกลักษณะเฉพาะตรงตามที่ต�ำแหน่งก�ำหนด องคก์ รในการบรหิ ารงานใหป้ ระสพผลสำ� เรจ็ ขน้ึ อยู่
เพ่ือให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามผลท่ีคาดหวังไว้ กับทีมงาน การบรหิ ารทมี งานจ�ำเปน็ ต้องทำ� ความ
สมรรถนะครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา (Teachers เข้าใจเกย่ี วกับรายละเอียดต่างๆ ของกระบวนการ
and personals competency) หมายถงึ พฤตกิ รรม ในการบรหิ ารใหก้ ระจา่ งชดั แจง้ ไมว่ า่ จะเปน็ หลกั ใน
ซึ่งเกิดจากการรวมความรู้ (Knowledge) ทักษะ การท�ำงานเป็นทีม องค์ประกอบของทีมงานการ
(Skill) คณุ ลกั ษณะ (Character) ทศั นคติ (Attitude) ก�ำหนดวัตถุประสงค์ ตลอดจนวิธีการกระตุ้นและ
และแรงจูงใจ (Motivation) ของบคุ คล และสง่ ผล จงู ใจใหเ้ กดิ การทำ� งานอยา่ งตอ่ เนอ่ื งเพอื่ ใหท้ มี งาน
ตอ่ ความสำ� เรจ็ ในการปฏบิ ตั งิ านตามบทบาทหนา้ ที่ ได้ช่วยเหลือกันท�ำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ตาม
อยา่ งโดดเดน่ มี 2 ประเภท สมรรถนะหลัก (Core เปา้ หมาย โดยตอ้ งใหก้ ารสง่ เสรมิ บคุ ลากรในองคก์ ร
Competency) และสมรรถนะประจ�ำสายงาน ไดแ้ ก่ ดา้ นการกำ� หนดเปา้ หมายรว่ มกนั ดา้ นความ
(Functional Competency) สมรรถนะหลัก ไวว้ างใจ ดา้ นการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ ดา้ นการมี
ไดแ้ ก่ การมงุ่ ผลสมั ฤทธ์ิ การบรกิ ารทดี่ ี การพฒั นา สว่ นรว่ ม การตดั สนิ ใจ ดา้ นภาวะผนู้ ำ� ทเี่ หมาะสมและ
ตนเอง และการท�ำงานเป็นทีม สมรรถนะประจ�ำ ด้านความสมดุลในบทบาท (Wiriyapan, 2008)
สายงาน สมรรถนะประจำ� สายงานเปน็ คณุ ลกั ษณะ ซ่ึงสอดคล้องตามยุทธศาสตร์การพัฒนาครูท้ัง
เชงิ พฤตกิ รรมทท่ี ำ� ใหบ้ คุ ลากรในองคก์ รปฏบิ ตั งิ าน ระบบของส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
ได้ผลและแสดงคุณลักษณะพฤติกรรมได้เด่นชัด พ้ืนฐาน การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและได้
เป็นรูปธรรม โดยเป็นคุณลักษณะเฉพาะส�ำหรับ มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของบุคคล
สายงานครู คอื การออกแบบการเรยี นรู้ การพฒั นา และสังคมมีความส�ำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคน
ผเู้ รียน และการบรหิ ารจดั การช้ันเรยี น (Office of ซ่ึงเป็นทรัพยากรที่ส�ำคัญที่สุดของประเทศจึงจะ
the Civil Service Commission, 1998) ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาโดยเฉพาะ
การท�ำงานเป็นทีมเป็นหน่ึงในสมรรถนะ หน่วยงานทางการศึกษา (Office of the Civil
หลักของครู เป็นการสร้างวัฒนธรรมด้านการ Service Commission, 1998)
ประสานสัมพันธ์การท�ำงานร่วมกับบุคคลอ่ืน สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา
ชว่ ยใหส้ มาชกิ เกดิ การเรยี นรซู้ งึ่ กนั และกนั เหน็ การ อ�ำนาจเจริญ ซึ่งมีทั้งหมด 183 โรงเรียนมีครู
ทำ� งานของผู้นำ� และเพ่ือนรว่ มงาน เปน็ แนวทางใน จ�ำนวน 1,847 คน จากการส�ำรวจข้อมูลปัญหา
การพฒั นาขา้ ราชการและเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ทกุ คนที่ ในด้านการจัดการศึกษาพบปัญหาในการท�ำงาน
ต้องปรับตัวอย่างมากเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เป็นทมี ซึ่งการทำ� งานเป็นทมี ขององคก์ ารทางการ
ทเี่ กดิ ขน้ึ สนองตอ่ ความตอ้ งการและความคาดหวงั ศกึ ษาตอ้ งการทจ่ี ะสรา้ งการทำ� งานเปน็ ทมี ทด่ี ที ง้ั ใน
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 75
ด้านกระบวนการท�ำงาน กระบวนการแก้ปัญหา 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
เพม่ิ การสรา้ งการเรยี นรรู้ ว่ มกนั และเปน็ การเรยี นรู้
ระหว่างท�ำงาน จะเห็นว่าการท�ำงานเป็นทีมของ 1. เพ่ือศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัด
องค์กรทางการศึกษาสถานศึกษาทุกแห่งจะต้อง การเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู
สร้างทีมงานเพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
เปน็ การเรยี นรรู้ ะหวา่ งทำ� งาน หลงั จากเสรจ็ สน้ิ การ อำ� นาจเจรญิ
ท�ำงานหรือแม้กระทั่งก่อนที่จะเริ่มท�ำงานด้วย 2. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึง
เปน็ การสรา้ งความเปน็ กนั เอง เนน้ ความเปน็ ระบบ ประสงคแ์ ละความตอ้ งการจำ� เปน็ ของการเสรมิ สรา้ ง
อะไรก่อนหลัง น�ำไปสู่การพัฒนาความสามารถ สมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู สงั กดั สำ� นกั งาน
สูงข้ึนตลอดเวลาและส่งผลต่อการพัฒนาของครู เขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาอ�ำนาจเจรญิ
และบุคลากรทางการศึกษาให้มีความสามารถ 3. เพ่ือพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้าง
ทำ� งานปฏบิ ตั งิ านทดแทนกนั ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี รวมทง้ั สมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู สงั กดั สำ� นกั งาน
มีกระบวนการการบริหารงานการจัดการศึกษา เขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาอ�ำนาจเจรญิ
อยา่ งเปน็ ระบบ ซง่ึ ทมี งานแตล่ ะคนจะไดม้ สี ว่ นรว่ ม
ในการรับรู้มีโอกาสรับทราบทุกข้ันตอนร่วมกัน 3. วิธดี �ำเนนิ การวิจยั
ทัดเทียมกนั ด้วย
จากความเป็นมาและความส�ำคัญของ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา
ปัญหาดังที่กล่าวข้างต้นน้ี ผู้วิจัยจึงมีความสนใจ (Research and Development) ผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ
ท่ีจะพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะการ การวจิ ยั เปน็ 3 ระยะ ดงั นี้
ท�ำงานเป็นทีมของครู สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่ ระยะท่ี 1 การศึกษาองค์ประกอบและ
การศึกษาประถมศึกษาอ�ำนาจเจริญ เพ่ือศึกษา ตวั ชวี้ ดั การเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี
องค์ประกอบ ตัวบ่งช้ี สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึง ของครู สังกดั ส�ำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถม
ประสงค์ ความตอ้ งการจำ� เปน็ และพฒั นาโปรแกรม ศึกษาอ�ำนาจเจริญ โดยการตรวจสอบและยืนยัน
เสรมิ สรา้ งสมรรถนะดา้ นการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู ความเหมาะสมของผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือ
ในสถานศึกษา สังกัดส�ำนกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษา ทีใ่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ได้แก่ แบบประเมนิ
ประถมศึกษาอ�ำนาจเจริญ เพื่อน�ำผลที่ได้จากการ องค์ประกอบ และตัวช้ีวัดของการเสริมสร้าง
วิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการประเมิน สมรรถนะการท�ำงานเป็นทีมของครู ชนิด
และพัฒนาข้าราชการครูให้มีประสิทธิภาพและ มาตราส่วนประมาณค่า มี 5 ระดับ การเก็บ
ส่งผลต่อการท�ำงานเป็นทีมให้มีประสิทธิภาพ รวบรวมข้อมูลท�ำการประสานขอรับแบบประเมิน
ต่อไป ด้วยตนเอง แล้วน�ำมาวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรม
คอมพวิ เตอรส์ ำ� เรจ็ รปู หาคา่ เฉลยี่ และสว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐาน
76 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ระยะท่ี 2 การศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั สภาพ โปรแกรม โดยผทู้ รงคณุ วฒุ ิ จำ� นวน 5 คน โดยเลอื ก
ที่พึงประสงค์ และความต้องการจ�ำเป็นของการ แบบเจาะจง ตามเกณฑก์ ารพจิ ารณา คอื เปน็ บคุ คล
เสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็นทีมของครู ท่ีมีประสบการณ์ด้านการบริหารสถานศึกษา
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ขั้นพ้ืนฐานและเป็นบุคคลท่ีประเมินสถานศึกษา
อ�ำนาจเจริญ โดยการตอบแบบสอบถามของกลุ่ม ขน้ั พน้ื ฐานและมผี ลงานดเี ดน่ เปน็ ทย่ี อมรบั การเกบ็
ตวั อย่าง จำ� นวน 317 คน เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการเก็บ รวบรวมข้อมูล โดยผู้วิจัยส่งแบบสัมภาษณ์แบบมี
รวบรวมข้อมูล ไดแ้ ก่ แบบสอบถามสภาพปจั จบุ นั โครงสร้างด้วยตนเองและขอความอนุเคราะห์
สภาพที่พึงประสงค์ของการเสริมสร้างสมรรถนะ ในการให้สัมภาษณ์และศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเสริม
การทำ� งานเปน็ ทมี ของครู ชนดิ มาตราสว่ นประมาณ สร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็นทีมของครู ผู้วิจัย
คา่ มี 5 ระดบั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทำ� การประสาน ประสานผู้ทรงคุณวุฒิด้วยตนเองในการขอความ
ขอรบั แบบประเมนิ ดว้ ยตนเอง แลว้ นำ� มาวเิ คราะห์ อนเุ คราะห์ ทำ� การประเมนิ และไปรบั แบบประเมนิ
ขอ้ มลู ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำ� เรจ็ รปู หาคา่ เฉลยี่ ดว้ ยตนเอง การวเิ คราะหข์ อ้ มลู แบบสมั ภาษณ์ สถติ ิ
และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ท่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู คือ การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ระยะท่ี 3 การพฒั นาโปรแกรมเสรมิ สร้าง ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�ำเร็จรูปค่าเฉลี่ยและ
สมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู สงั กดั สำ� นกั งาน สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาอ�ำนาจเจริญ เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
ข้อมูลที่ได้จากผลการศึกษาสภาพการปัจจุบัน 1. แบบประเมินเพื่อประเมินความ
สภาพท่ีพึงประสงค์ การท�ำงานเป็นทีมของครู เหมาะสมขององคป์ ระกอบและตวั ชว้ี ดั การเสรมิ สรา้ ง
ในระยะที่ 2 หลังจากน้ันท�ำการสังเคราะห์ข้อมูล การท�ำงานเป็นทีมของครู แบ่งออกเป็น 2 ตอน
ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษา วธิ ปี ฏบิ ตั ทิ เี่ ปน็ เลศิ ของโรงเรยี น คอื ตอนที่ 1 ข้อมลู ท่วั ไปของผปู้ ระเมิน ตอนที่ 2
ทเ่ี ปน็ เลศิ การทำ� งานเปน็ ทมี ของครู จำ� นวน 3 แหง่ เป็นรายงานเก่ียวกับองค์ประกอบและตัวบ่งชี้
คือ โรงเรียนเมืองอ�ำนาจเจริญ โรงเรียนอนุบาล จำ� นวน 7 องคป์ ระกอบ 39 ตวั บง่ ชี้ มคี า่ ดชั นคี วาม
อ�ำนาจเจริญ และโรงเรียนบ้านโพนทอง สังกัด สอดคล้องของเนื้อหาระหว่างองค์ประกอบและ
ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ตวั บ่งช้ี (IOC) อยูร่ ะหว่าง 0.6-1.00
อำ� นาจเจรญิ โดยใชแ้ บบสมั ภาษณแ์ บบมโี ครงสรา้ ง 2. แบบสอบถาม (Questionnaire)
สมั ภาษณผ์ บู้ รหิ ารสถานศกึ ษา หวั หนา้ งาน และครู ซงึ่ ผศู้ กึ ษาไดส้ รา้ งขนึ้ แบง่ ออกเปน็ 3 ตอน คอื ตอน
ผสู้ อนนำ� ขอ้ มูลท่ีได้ มายกรา่ งโปรแกรมเสริมสรา้ ง ท่ี 1 ขอ้ มลู ทั่วไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม ตอนที่ 2
สมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู สงั กดั สำ� นกั งาน แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพ
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอ�ำนาจเจริญ ท่ีพึงประสงค์การเสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงาน
ตรวจสอบความเหมาะสมและประเมนิ เพื่อยนื ยัน เป็นทีมของครู เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 77
(Rating Scale) มี 5 ระดบั คอื มากทส่ี ดุ มาก ปานกลาง ต้องการในการพัฒนามากที่สุด รองลงมา คือ
นอ้ ยและนอ้ ยทส่ี ุด (Srisaad, 2003) ตอนท่ี 3 ข้อ ด้านภาวะผู้น�ำท่ีเหมาะสมและด้านการก�ำหนด
เสนอแนะการเสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็น เป้าหมายรว่ มกัน
ทมี ของครู เปน็ คำ� ถามปลายเปดิ โดยเครอ่ื งมอื มคี า่ 3. ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้าง
ดชั นคี วามสอดคลอ้ งของขอ้ คำ� ถาม (IOC) อยรู่ ะหวา่ ง สมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของครู สงั กดั สำ� นกั งาน
0.6-1.00 มคี า่ อำ� นาจจำ� แนกอยรู่ ะหวา่ ง 0.66-0.92 เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาอ�ำนาจเจริญ
และมคี า่ ความเช่ือม่นั อยู่ระหว่าง 0.45-0.85 ประกอบดว้ ย 4 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ 1) จดุ มงุ่ หมาย
3. แบบสัมภาษณ์ เป็นแบบสัมภาษณ์ ของโปรแกรม 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 3)
แบบมีโครงสรา้ ง แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 เนือ้ หา 4) วิธกี ารพัฒนา แบ่งออกเป็น การเรยี นรู้
ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ตอนที่ 2 ดว้ ยตนเอง แบ่งออกเปน็ 7 Module การเรยี นรู้
สภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างสมรรถนะการ โดยท�ำงานร่วมกับบุคคลอ่ืน และการบูรณาการ
ท�ำงานเป็นทีมของครู ซึ่งแบบสอบถามมีค่าความ สอดแทรกการเสริมสร้างสมรรถนะในสถานศึกษา
สอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ของตนเอง รวมทั้งสิน้ 90 ช่วั โมง ผลการประเมิน
ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยมีผู้ทรง
4. สรุปผลการวิจัย คุณวฒุ ทิ ้งั หมด 5 คน พบว่า มคี วามเหมาะสมและ
ความเปน็ ไปได้ อยูใ่ นระดบั มากที่สดุ
1. ผลการวิเคราะห์ การสังเคราะห์
องคป์ ระกอบและตวั ชวี้ ดั การทำ� งานเปน็ ทมี ของครู 5. อภิปรายผลการวจิ ยั
ผเู้ ชีย่ วชาญท้ัง 5 คน พบวา่ องคป์ ระกอบและตัวชี้
วัดการท�ำงานเป็นทีมของครู มีความเหมาะสม จากการศึกษาการพัฒนาโปรแกรมเสริม
โดยรวมอยู่ในระดบั มากทีส่ ดุ สร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็นทีมของครู สังกัด
2. ผลการวเิ คราะหส์ ภาพปจั จบุ นั สภาพ ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ที่พึงประสงค์ และความต้องการจ�ำเป็นของการ อำ� นาจเจริญ มผี ลการศึกษาท่ีสามารถอภปิ รายได้
เสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็นทีมของครู ดังนี้
พบว่า สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 1. การก�ำหนดเป้าหมายร่วมกันเพื่อ
( = 3.76) เม่อื พิจารณาเปน็ รายด้าน พบว่า อยใู่ น ขับเคล่ือนกระบวนการท�ำงานให้เกิดความย่ังยืน
ระดับมากทุกด้าน ส่วนสภาพทพี่ งึ ประสงค์ พบวา่ เป็นวิธีการท�ำงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน สมาชิกใน
โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( = 4.75) เม่ือ องค์กรต่างก็มีความเชื่อมั่น และตระหนักถึงความ
พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า อย่ใู นระดับมากที่สุด รบั ผดิ ชอบตอ่ งานร่วมกัน จากผลการประเมนิ ของ
ทุกด้าน และความต้องการจ�ำเป็นในการพัฒนา ผเู้ ชยี่ วชาญ พบวา่ ความเหมาะสมอยใู่ นระดบั มาก
โปรแกรม พบวา่ ดา้ นความสมดลุ ในบทบาทมคี วาม ทส่ี ดุ ( = 4.81) สอดคลอ้ งกบั ผลวจิ ยั ของประโยชน์
78 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
คลา้ ยลกั ษณ์ (Kryluck, 2013 : 136-145) ไดศ้ กึ ษา 3. ด้านการส่ือสารเชิงสรา้ งสรรค์ บุคคล
รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านการท�ำงานเป็น ที่มาร่วมกันท�ำงานนั้นจะต้องมีการสื่อความหมาย
ทมี ของบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานเขต ซ่ึงกันและกัน ซ่ึงจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในการ
พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา พบว่า สมรรถนะท่ี ทำ� งานรว่ มกนั การสอื่ สารทเี่ ปดิ เผย จรงิ ใจ มคี วามไว้
ต้องการท�ำงานเป็นทีมของบุคลากรทางการศึกษา วางใจตอ่ กนั จะทำ� ใหเ้ กดิ ผลสำ� เรจ็ จากการประเมนิ
มคี วามตอ้ งการในมติ เิ กย่ี วกบั การกำ� หนดเปา้ หมาย องคป์ ระกอบและตวั ชวี้ ดั สมรรถนะการทำ� งานเปน็
รว่ มกนั การสอื่ สารอยา่ งสรา้ งสรรค์ การมสี ว่ นรว่ ม ทีมของครูผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ความเหมาะสมอยู่
การไวใ้ จ และการยอมรบั นบั ถอื รปู แบบการพฒั นา ในระดบั มากทส่ี ดุ ( = 4.82) สอดคลอ้ งกบั ขวญั ชยั
สมรรถนะด้านการท�ำงานเป็นทีมของบุคลากร พูลวิวัฒน์ชัยการ (Poolwiwatchaikarn, 2012)
ทางการศึกษาเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากร ได้ศึกษาระบบการท�ำงานเป็นทีมท่ีส่งผลต่อ
ทางการศึกษาและคู่มือการฝึกอบรมที่พัฒนาข้ึน ประสิทธิผลของการท�ำงานของพนักงานระดับ
มคี วามเหมาะสม ความเปน็ ไปไดแ้ ละความถกู ตอ้ ง ปฏิบัติการ (ย่านสีลม) พบว่า การท�ำงานเป็นทีม
ในระดบั มาก และระบบงานของบริษัทที่ส่งผลต่อประสิทธิผล
2. ดา้ นความไวว้ างใจ หมายถงึ ความตงั้ ใจ ของการท�ำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการ
กระท�ำต่อผู้อ่ืนบนพื้นฐานความคาดหวังเชิงบวก ดา้ นการทำ� งานเปน็ ทมี มกี ารอภปิ รายอยา่ งเปดิ เผย
ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมของบคุ คล ภายใตเ้ งอ่ื นไข และระบบงานของบริษัทด้านการติดตามผล
ของความเสยี่ งและการพง่ึ พากนั จากผลการประเมนิ และการประเมินผลส่งผลต่อประสิทธิผลของการ
ของผูเ้ ช่ยี วชาญ พบว่า ความเหมาะสมอย่ใู นระดับ ทำ� งานของพนักงานระดบั ปฏบิ ัตกิ าร (ยา่ นสีลม)
มากทส่ี ดุ ( = 4.71) สอดคลอ้ งกบั ทรงวฒุ ิ ทาระสา 4. ด้านการมีส่วนร่วม ผู้น�ำทีมใช้การ
(Tharasa, 2013) ไดศ้ กึ ษาเกย่ี วกบั การทำ� งานเปน็ บรหิ ารแบบมสี ว่ นรว่ ม เปดิ โอกาสใหส้ มาชกิ ทกุ คน
ทมี ของขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาใน ไดม้ สี ว่ นรว่ มในทกุ ขน้ั ตอนของการทำ� งาน มกี ารรบั ฟงั
โรงเรยี น สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาขอนแกน่ และเปลย่ี นความคดิ เหน็ ของสมาชกิ ในทมี พรอ้ มทงั้
เขต 5 พบวา่ ขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการ สามารถกำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์ เปา้ หมายและแผนการ
ศกึ ษา มคี วามคดิ เกยี่ วกบั สภาพการทำ� งานเปน็ ทมี ดำ� เนนิ งานของทมี ตลอดจนตดิ ตามตรวจสอบและ
โดยภาพและรายด้านอยู่ในระดับมากผลการ ประเมนิ ผลความสำ� เรจ็ ของทมี เกดิ จากการประเมนิ
เปรียบเทียบข้อมูลเก่ียวกับสภาพการท�ำงานเป็น ของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มีความเหมาะสมในระดับ
ทีมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มากทส่ี ดุ ( = 4.72) สอดคลอ้ งกบั การวจิ ยั ของ Volz-
ในโรงเรียนพบว่าครูและบุคลากรทางการศึกษา Peacock (2006) ได้ศึกษาทีมภายในหน่วยงาน
มีหน้าที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกัน รฐั บาลกลาง พบวา่ ความสามคั คนี น้ั มคี วามเกย่ี วขอ้ ง
และโรงเรยี นแตกตา่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ แตกตา่ งกนั กับการเพ่ิมผลการปฏิบัติงาน การเรียนรู้อย่างต่อ
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 79
เนื่องและการท�ำให้เกิดความสุขในสถานท่ีท�ำงาน (2006) ได้ศึกษาบทบาทของการแบ่งปันความรู้
สำ� หรบั ในสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั คา่ นยิ ม ทำ� ใหเ้ หน็ ราย และประสทิ ธภิ าพของทมี ทแ่ี ทรกแซงความสมั พนั ธ์
ละเอียดเพ่ิมมากขึ้นเก่ียวกับลักษณะของค่านิยม ระหว่างภาวะผู้น�ำแบบมอบอ�ำนาจ และผลการ
ของทีมท�ำงานและเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ ปฏิบัติงานของทีม พบว่า ภาวะผู้น�ำแบบมอบ
ระหว่างค่านยิ มรว่ มและความสามัคคภี ายในทีม อำ� นาจมคี วามสมั พนั ธใ์ นเชงิ บวกตอ่ ทง้ั การแบง่ ปนั
5. ด้านการตัดสินใจ การท�ำงานที่จะ ความรแู้ ละประสทิ ธภิ าพของทมี นอกจากนี้ ทงั้ การ
ประสบความส�ำเร็จในกลุ่ม คือ กลุ่มของบุคคล แบง่ ปนั ความรแู้ ละประสทิ ธภิ าพของทมี ตา่ งมคี วาม
ที่ท�ำงานร่วมกันเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายของทีม สมั พนั ธใ์ นเชิงบวกตอ่ ผลการปฏิบตั ิงานของทมี
มขี อ้ ตกลงจะตอ้ งยดึ ถอื เปน็ กรอบในทำ� งานรว่ มกนั 7. ดา้ นความสมดลุ ในบทบาท เปน็ ปจั จยั
การมีความเป็นหนึ่งเดียวกันสมาชิกของทีม ทส่ี ำ� คญั ในการทำ� งานเปน็ ทมี การกำ� หนดเปา้ หมาย
ที่ประสบความส�ำเร็จในการท�ำงานจะต้องมีความ จะตอ้ งชดั เจน สมาชกิ ตอ้ งรบั รแู้ ละเขา้ ใจเปา้ หมาย
เปน็ หนงึ่ เดยี วกนั ซง่ึ ผลการประเมนิ ของผเู้ ชย่ี วชาญ ร่วมกันว่าจะท�ำอะไรให้เกิดผลส�ำเร็จ รวมทั้งรู้จัก
พบว่า มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด ( = 4.74) บทบาทของตนเองในการท�ำงานเป็นทีมผลการ
ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ผลการศกึ ษาของทรงวฒุ ิ ทาระสา ประเมินโดยผู้เช่ียวชาญพบว่า ความเหมาะสมอยู่
(Tharasa, 2013) ไดศ้ ึกษาการทำ� งานเปน็ ทมี ของ ในระดบั มากทสี่ ดุ ( = 4.81) สอดคลอ้ งกบั ผลการ
ขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาในโรงเรยี น วิจัยของวิลาวัณย์ จันทร์ไข่ (Chunkhai, 2013)
สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาขอนแกน่ เขต 5 ท่ีได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาการท�ำงานเป็นทีม
พบว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของโรงเรยี นในจงั หวดั กาํ แพงเพชร สงั กดั สำ� นกั งาน
มีความคิดเก่ียวกับสภาพการท�ำงานเป็นทีม เขตพื้นท่กี ารศกึ มัธยมศึกษา เขต 41 พบวา่ ปัญหา
โดยภาพและรายด้านอยู่ในระดับมากครูและ การพฒั นาการทาํ งานเปน็ ทมี ในระดบั สูงสุด ไดแ้ ก่
บุคลากรทางการศึกษามีหน้าที่แตกต่างกันมีความ การสร้างความไวว้ างใจในการทํางานเปน็ ทีม
คดิ เหน็ แตกตา่ งกนั และโรงเรยี นแตกตา่ งกนั มคี วาม
คดิ เห็นแตกตา่ งกนั 6. ข้อเสนอแนะ
6. ดา้ นภาวะผนู้ ำ� ทเ่ี หมาะสมการทำ� งาน
เปน็ ทมี จะตอ้ งมบี ทบาทผนู้ ำ� ทดี่ ี มมี าตรฐานในการ 1. ข้อเสนอแนะทั่วไป
ปฏบิ ตั งิ านสูง ไมผ่ ูกขาดเปน็ ผ้นู �ำคนเดียวของกลมุ่ 1.1 ผลจากการศึกษาสภาพปัจจุบัน
แตภ่ าวะผนู้ ำ� จะกระจายไปทวั่ กลมุ่ ตามสถานการณ์ ของการเสรมิ สรา้ งสมรรถนะการทำ� งานเปน็ ทมี ของ
ทเี่ หมาะสม ผลการประเมนิ ของผเู้ ชยี่ วชาญมคี วาม ครสู งั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา
เห็นว่าเหมาะสมมากทส่ี ุด ( = 4.66) สอดคล้อง อ�ำนาจเจริญ โดยรวมรายด้าน พบว่า ด้านการ
กบั การวจิ ยั ของ Srivastava, Bartol and Lock ตดั สนิ ใจอยใู่ นระดบั ตำ�่ ดงั นน้ั ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
ครูผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุน ส่งเสริม
80 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ให้สถานศึกษาตระหนักถึงความส�ำคัญของการ พัฒนาการท�ำงานเป็นทีมของครูผ่านระบบเครือ
ตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพและเด็ดขาดเพ่ือ ขา่ ยคอมพวิ เตอร์
พัฒนาการท�ำงานเปน็ ทีมใหม้ ปี ระสิทธิภาพย่งิ ข้นึ 2.2 ควรมีการศึกษาปัญหาและ
1.2 ดา้ นสภาพทพี่ งึ ประสงคข์ องการ อุปสรรคในการพัฒนาทีมงานของผู้บริหารสถาน
เสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็นทีมของครู ศึกษาอย่างต่อเน่ือง เพื่อประสิทธิภาพและ
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ประสิทธิผลของการบริหารงานในสถานศกึ ษา
อำ� นาจเจรญิ โดยรวม พบวา่ มคี วามตอ้ งการสงู สดุ
คือ ด้านการสอื่ สารเชิงสรา้ งสรรค์ ผู้บริหารและครู 7. องค์ความรู้ทไ่ี ดร้ ับ
ผมู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งควรมแี ผนการดำ� เนนิ งาน กำ� หนด
นโยบายการเสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็น การเสริมสร้างสมรรถนะการท�ำงานเป็น
ทีมเพ่ือน�ำมาใช้ในการพัฒนาครูและบุคลากร ทีมในองค์กร มีความจ�ำเป็นอย่างมากเพ่ือช่วย
ทางการศึกษาอยา่ งมีคุณภาพ ใหก้ ารบรหิ าร การทำ� งานในองคก์ รไดผ้ ลสำ� เรจ็ และ
1.3 หนว่ ยงานตน้ สงั กดั หรอื ผบู้ รหิ าร มปี ระสทิ ธภิ าพ สนองตอ่ การใหบ้ รกิ ารโดยโปรแกรม
สถานศึกษา และครูท่ีมีส่วนเก่ียวข้องสามารถน�ำ ท่ีผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น ตอบสนองต่อการเสริมสร้าง
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการท�ำงานเป็นทีม สมรรถนะการท�ำงานเป็นทีม โดยมีการประเมิน
ทัง้ 7 ดา้ นไปใช้ในการพัฒนาสมรรถนะการท�ำงาน กอ่ นและหลงั การพฒั นา ในสว่ นการพฒั นาใชว้ ธิ กี าร
ส� ำ ห รั บ ส ถ า น ศึ ก ษ า ใ ห ้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ แ ล ะ พฒั นาท่หี ลากหลาย ไดแ้ ก่ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
ประสทิ ธิผลมากยงิ่ ขนึ้ แบ่งออกเป็น 7 Module การเรียนรู้โดยท�ำงาน
2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครงั้ ตอ่ ไป ร่วมกับบุคคลอ่ืน และการบูรณาการสอดแทรกการ
2.1 ควรมีการศึกษาโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะในสถานศึกษาของตนเอง
โดยควรเรม่ิ พฒั นาจากผบู้ รรจใุ หมห่ รอื มคี วามพรอ้ ม
References
Chunkhai, W. (2013). Developing teamwork competency of educational personnel in the
office of primary education areas Khompeangpet Zone 41. Master of Education
Program in Educational Administration. Graduate School : Nakhon Sawan Rajabhat
University.
Kryluck, P. (2013). A Model of Teamwork Competency Development for Educational
Personnel Working in the Office of Primary Education Service Areas. Journal of
Education Naresuan Universtiy, 15, Special Issue, 136-145.
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 81
Office of the Basic Education Commission. (2010). Learning Reformation of Centered
Learners. Bangkok : Lad Phaw Teachers’ Council.
Office of the Civil Service Commission. (1998). Learning Reformation of Centered Learners.
Bangkok : n.p.
Poolwiwatchaikarn, K. (2012). This study aimed to determine about personal factor,
teamwork and work system affecting the effectiveness of employee in operational
level (Silom zone). Bangkok : Bangkok University.
Srisaad, B. (2003). Basic Research. Bangkok : Suweeyasarn.
Srivastava, A., Bartol, K.M. and E.A. Locke. (2006). Empowering Leadership in Management
Teams: Effects on Knowledge Sharing, Efficacy and Performance. Academy of
Management Journal, 49(1), 1239-1251.
Tharasa, S. (2013). Developing teamwork competency of educational personnel in the
office of primary education areas Khonkhen Zone 5. Khonkhen : n.p.
Volz-Peacock, M. (2006). Values and Cohesiveness: A Case Study of a Federal Team.
Dissertation Abstracts International, 67(5), 2568.
Wiriyapan, T. (2008). Team management & problem solving. 2nd ed. Bangkok : Duangka-
monsmay.
การศกึ ษามลู เหตุท่ที ำ� ให้เกิดการพดู โนม้ นา้ วใจจากพฤตกิ รรมของ
ตัวละครในนวนิยายเรือ่ ง ส�ำเภาทอง ของ ประภสั สร เสวกิ ุล*
The Study of Causes Leading to Persuasive Speech from
The Behavior of Characters in Novels “Sam Phao Thong”
by Praphassorn Sevikul
ประภาพร ธนกติ ติเกษม, วรวรรธน์ ศรียาภัย, จารุวรรณ เบญจาทิกุล1 และจกั รนิ จุลพรหม2
Prapaporn Tanakittikasame, Warawat Sriyabhaya, Charuwan Benjathikul and Jakkrin Junlaprom
มหาวทิ ยาลยั พะเยา1
มหาวทิ ยาลยั หอการค้าไทย2
University of Phayao, Thailand
University of the Thai Chamber of Commerce, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ ศึกษามูลเหตุท�ำให้เกิดการพูดโน้มน้าวใจจากพฤติกรรมของ
ตัวละครในนวนิยายของ ประภัสสร เสวิกุล เร่ือง ส�ำเภาทอง โดยคัดเลือกบทเจรจาที่เกิดขึ้นระหว่าง
ตวั ละครตง้ั แต่ 2 ตวั ขนึ้ ไป จำ� แนกพฤตกิ รรมของตวั ละครทส่ี ง่ ผลใหเ้ กดิ การเจรจาโนม้ นา้ วใจ แบง่ เปน็ 2 สว่ น
ส่วนต้น ตัวละครฝ่ายชายหรือหญิง ส่วนที่สอง บอกพฤติกรรมตัวละครท่ีเป็นมูลเหตุให้เกิดการเจรจา
โนม้ นา้ วใจวา่ มาจากสาเหตใุ ด จงึ ทำ� ใหต้ วั ละครฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ พดู โนม้ นา้ วหรอื พดู โตต้ อบกนั เพอ่ื ชกั จงู ใจ
ให้อีกฝ่ายคล้อยตามหรือเพื่อยุติปัญหาความไม่เข้าใจกัน และผลการเจรจานั้นน�ำไปสู่ความสงบและสันติ
ผวู้ จิ ัยเกบ็ ขอ้ มลู บทเจรจาโน้มนา้ วใจ จ�ำนวน 78 บท เม่ือได้ข้อมูลแลว้ จำ� แนกมูลเหตทุ ที่ ำ� ใหเ้ กิดการพดู
โน้มนา้ วใจแลว้ วเิ คราะห์ผลของการเจรจานน้ั
ผลการวิจยั พบวา่ มูลเหตทุ ที่ ำ� ใหเ้ กิดการพูดโน้มนา้ วใจจากพฤติกรรมตวั ละคร แบง่ ได้ 2 ดา้ น
ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นบวก คือ ผพู้ ดู โนม้ น้าวด้วยกระบวนเหตุและผล พยายามทำ� ความเข้าใจ เหน็ ใจผ้ฟู ัง 2) ด้านลบ
คอื ผพู้ ดู โนม้ นา้ วดว้ ยพฤตกิ รรมทตี่ อ้ งการเอาชนะ ตอ้ งการทำ� ใหอ้ กี ฝา่ ยคลอ้ ยตามดว้ ยความรสู้ กึ ทกุ ขห์ รอื
* ได้รับบทความ: 12 เมษายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 24 สิงหาคม 2563; ตอบรับตีพมิ พ:์ 28 กนั ยายน 2563
Received: April 12, 2019; Revised: August 20, 2020; Accepted: September 28, 2020
84 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
เจ็บปวด ด้านบวกปรากฏ 10 แบบ ล�ำดับจากมากไปหาน้อยคือ การปกป้องตนเอง การนับถือตนเอง
การเป็นตัวของตัวเอง ความเข้าอกเข้าใจ ความใส่ใจในไมตรี การเคารพยกย่องผู้อื่น การควบคุมหรือ
ครอบงำ� ผอู้ น่ื รสู้ กึ ชน่ื ชอบ การยอมรบั โชคชะตา การใหค้ วามอนเุ คราะห์ ผโู้ นม้ นา้ วใชม้ ลู เหตทุ างบวกเปน็
ทางเลอื กในการเจรจามากท่ีสดุ ส่วนมลู เหตดุ า้ นลบใช้เป็นทางเลือกในการเจรจาน้อยทีส่ ดุ ซึ่งมูลเหตดุ า้ น
ลบปรากฏ 3 แบบ ตามล�ำดับ คอื การขอรบั อุปถมั ภ์หรอื อนเุ คราะห์จากผู้อืน่ การแสดงปฏกิ ิริยาตอบโต้
และความกา้ วรา้ ว
คำ� สำ� คญั : มลู เหต;ุ การพดู โน้มนา้ วใจ; พฤตกิ รรมของตัวละคร; ประภสั สร เสวกิ ลุ
Abstract
The objective was to study of causes Leading to persuasive speech from the
behavior of characters in novels “Sam Phao Thong” by Praphassorn Sevikul, by selecting
the persuasive dialogues that occurred between 2 or more characters. Speak, persuade,
or interact with each other to convince the other party to conform. That finally led to
the peace and calm. The researcher collected 78 persuasive dialogues. Then identified
the cause of persuasion and then analyzed the results of the negotiations.
The results showed that: the cause of persuasive speech from character behavior,
It can be divided into two aspects: positive and negative. 1) The positive side is the persuasive
speaker with cause and effect. Try to understand empathy for the audience. 2) The
negative side is that the speaker persuades the desired behavior to overcome. To make
the other person comply with feelings of suffering or pain. Positive 10 factors: Descending
order is self-defense, self-respect, independence, understanding, friendship, respect to
other, control or domination, fondness, surrender to fate, assistance offering. Persuading
people to use positive reasons as the most negotiated alternative. Negative 3 factors:
patronage, reaction expression, aggressiveness. It is used as the least negotiated alternative.
Keywords: Causes; Persuasive Speech; The Behavior of Characters; Praphassorn Sevikul
1. บทนำ� คงไม่ต่างกันเพราะมนุษย์มีภูมิหลังของชีวิตมี
ประสบการณ์ ทง้ั วยั เพศ ชวี ติ ทแ่ี ตกตา่ งกนั ซง่ึ อาจ
วิสัยมนุษย์ทั่วไปมีท้ังรัก โลภ โกรธ หลง เกิดจากการอบรมเล้ียงดู สิ่งแวดล้อม บทบาท
พฤตกิ รรมท่ีแสดงออกนัน้ มลี กั ษณะแตกตา่ งกันไป หน้าที่ การศึกษา ฯลฯ ผู้เขยี นยอ่ มสร้างตวั ละคร
ถ้าจะเปรียบเทียบมนุษย์คือ ตัวละครในนวนิยาย
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 85
ใหเ้ หมอื นมนษุ ยเ์ พอ่ื ใหต้ วั ละครเสมอื นจรงิ อษุ ณยี ์ ประภัสสร เสวิกุล เป็นหน่ึงในนักเขียน
พงษป์ ระยรู (Phongprayoon, 1993 : 4) กลา่ วถงึ นวนิยายที่มีความโดดเด่น ในด้านการเขียนให้
การสรา้ งตวั ละครไวว้ า่ ผเู้ ขยี นตอ้ งคำ� นงึ ถงึ ภมู หิ ลงั สมจรงิ เนอ้ื เรอื่ งชวนตดิ ตาม มผี ลงานทไี่ ดร้ บั ความ
ของตวั ละครดว้ ย เชน่ กลา่ วถงึ ชาตกิ ำ� เนดิ การอบรม นยิ มจากผอู้ า่ นทง้ั นวนยิ าย เรอ่ื งสนั้ บทกวี สารคดี
เล้ียงดู การศึกษา ส่งิ แวดลอ้ ม การกระท�ำ เพือ่ ให้ ผเู้ ขยี นเลา่ เรอ่ื งผา่ นภาษาเพอ่ื ชกั จงู โนม้ นา้ วชวนให้
ผู้อ่านรู้สึกไดถ้ ึงความสมจรงิ ผู้อ่านติดตามและเกิดความต้องการท่ีจะอ่านและ
ตัวละครทุกตัวคือ คนท่ีผู้เขียนสมมติขึ้น เมื่ออ่านเร่ืองราวน้ันแล้วท�ำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์
ลว้ นใชบ้ ทพดู เพอื่ การสอื่ สารทำ� ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจเรอื่ ง คล้อยตามทั้งสุข สนุกสนาน ต่ืนเต้นชวนฝัน
เม่ือใดท่ีตัวละครในเรื่องเกิดปมปัญหาที่มาจาก ตามเน้ือเรื่อง การสร้างตัวละคร การด�ำเนินเร่ือง
ความต้องการจนส่งผลให้เกิดแรงจูงในในการ บทสนทนา สถานการณ์หรือเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น
โน้มน้าวเพื่อให้อีกฝ่ายคล้อยตามจึงน�ำไปสู่บทพูด ในเร่ืองล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นผ่านจินตนาการ
โนม้ นา้ ว สริ วิ รรณ นนั ทจนั ทลู (Nantachantoon, ของผเู้ ขยี น มผี ลงานทไ่ี ดร้ บั รางวลั วรรณกรรม อาทิ
2009 : 76-88) กลา่ วไวว้ า่ นวนยิ ายเปน็ วรรณกรรม เรอื่ งสำ� เภาทอง ไดร้ บั คดั เลอื กเปน็ หนงั สอื ดสี ำ� หรบั
บนั เทงิ คดที ถี่ า่ ยทอดลลี าการใชภ้ าษาของผปู้ ระพนั ธ์ เด็กและเยาวชน โดยสมาพันธ์องค์กรเพื่อพัฒนา
ไดอ้ ยา่ งดยี งิ่ หากผปู้ ระพนั ธม์ ศี ลิ ปะการใชภ้ าษาได้ หนงั สอื และการอา่ น ปี พ.ศ. 2541 มนี กั วจิ ยั จำ� นวน
อยา่ งยอดเยย่ี มกจ็ ะแสดงลลี าภาษาทโี่ ดดเดน่ ทำ� ให้ ไม่น้อยที่สนใจศึกษาวิเคราะห์งานเขียน ในส่วน
ผู้อ่านได้รับอรรถรสและเกิดจินตภาพตามที่ ของวาทกรรม ภาพสะทอ้ นสงั คมตลอดจนวเิ คราะห์
ผ้ปู ระพันธ์ประสงค์ ตวั บทของ ประภสั สร เสวกิ ลุ เชน่ ผลงานการศกึ ษา
พฤติกรรมการแสดงออกของตัวละครท่ี ของธนพร หมูค�ำ (Mookham, 2016 : 28-42)
เหมือนมนุษย์น้ัน เกิดจากมูลเหตุหลายประการ มุ่งศึกษาวาทกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ใน
สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของเมอรเ์ รห่ ์ (Kaeokangwan, ชุดวรรณกรรมเพ่ืออาเซียนของประภัสสร เสวิกุล
2011 : 187-195) ทว่ี ่า ความต้องการโนม้ นา้ วใจ นอกจากนั้นยงั มผี ลงานการศึกษาท่สี ะท้อนใหเ้ หน็
ให้อีกฝ่ายเชื่อถือ คล้อยตามหรือเปลี่ยนท่าทีนั้น ว่านกั เขียนไดร้ ับอิทธพิ ลจากสงั คมของ Yuan Ma
สาเหตุหลักมาจากแรงขับทั้งภายในและสิ่งเร้า (2011 : 1-12) มงุ่ ศกึ ษาภาพสะทอ้ นสงั คมของชาว
ภายนอก ตามแนวคิด Needs คอื สิ่งเรา้ ท่กี อ่ ให้ ไทยเชื้อสายจีนในนวนิยายของประภัสสร เสวิกุล
เกดิ พฤตกิ รรมและลกั ษณะบคุ ลกิ ภาพ มศี นู ยก์ ลาง ฑิตฐิตา นาคเกษม (Nakkasem, 2002) มุ่งการ
อยู่ท่ีตัวบุคคล เกิดจากสภาวะท่ีรับแรงกระตุ้นมา ศึกษาวิเคราะห์นวนิยายของประภัสสร เสวิกุล
จากสง่ิ เรา้ ภายนอกและสงิ่ เรา้ ภายใน ซงึ่ ทง้ั สองนนั้ จุดมุ่งหมายเพ่ือวิเคราะห์กลวิธีการแต่งและการใช้
ต้องท�ำงานร่วมกันเสมอ Needs จะลดลงเม่ือ ภาษา สะท้อนให้เห็นว่านักเขียนใช้วิธีเล่าผ่าน
วตั ถปุ ระสงคไ์ ดร้ บั การตอบสนองสมใจทงั้ กายและใจ ประสบการณท์ ่เี กิดขึ้นกบั ตนเอง นอกจากน้ันยังมี
86 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ผลงานการศกึ ษาทม่ี งุ่ วเิ คราะหแ์ นวคดิ บทบาทและ 2. วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
คา่ นยิ มของสตรไี ทยของนชุ าวดี หมคี มุ้ (Meekoom,
1996) มุ่งศึกษาวิเคราะห์แนวความคิดเก่ียวกับ ศกึ ษาพฤตกิ รรมของตวั ละครทเ่ี ปน็ มลู เหตุ
บทบาทสตรีในนวนยิ ายของประภสั สร เสวกิ ุล ทำ� ใหเ้ กดิ การพดู โนม้ นา้ วใจในนวนยิ ายของ ประภสั สร
นับได้วา่ ประภสั สร เสวิกลุ เป็นนกั เขียนท่ี เสวิกลุ เร่อื ง สำ� เภาทอง
ประสบความส�ำเร็จในอาชีพและมีงานเขียนอย่าง
ต่อเน่ืองจนได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ 3. วธิ ีดำ� เนินการวจิ ยั
สาขาวรรณศลิ ป์ ปี พ.ศ. 2554 ผลงานนยิ ายทีผ่ ูก
เร่ืองและคล่ีคลายเรื่องได้ชวนอ่าน บทพูดในเนื้อ การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยตามรูปแบบ
เรอ่ื งทสี่ ะทอ้ นบคุ ลกิ ภาพและพฤตกิ รรมของมนษุ ย์ พรรณนาวเิ คราะห์ ประชากรโดยศกึ ษาจากบทพดู
ผา่ นตวั ละครและจำ� ลองบทพูดได้สมจริง จนนำ� ไป โนม้ นา้ วใจของตวั ละครในนวนยิ าย เรอื่ ง สำ� เภาทอง
สรา้ งเป็นละครโทรทศั น์ ภาพยนตร์และผลิตซ้ำ� อยู่ แนวคดิ และกรอบแนวคดิ การวจิ ยั เปน็ การ
หลายครั้ง ศกึ ษาถงึ พฤตกิ รรมทเ่ี ปน็ มลู เหตทุ ท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การพดู
ส�ำเภาทองเป็นนวนิยายสะท้อนการ โนม้ นา้ วใจของตวั ละครในนวนยิ าย เรอื่ ง สำ� เภาทอง
ด�ำเนินชีวิตของมนุษย์เปรียบเสมือนการเดินทาง ของ ประภสั สร เสวกิ ลุ โดยใชแ้ นวคดิ เพอ่ื เปน็ กรอบ
ไกลผ่านทะเลหรือมหาสมุทรอันเว้ิงว้างกว้างใหญ่ ในการวิเคราะห์ดังน้ี 1) แนวคิดพฤติกรรมและ
ไพศาล ครอบครวั ของตั๋ง ธนพงศ์ ปญุ ญรัตน์ ซึ่งมี ลกั ษณะบคุ ลกิ ภาพของเมอรเ์ รห่ ์ (Kaeokangwan,
บิดาเปรียบประหน่ึงเรือส�ำเภาท่ีน�ำพาชีวิตมาเป็น 2011 : 187-195) ท่ีวา่ Needs คอื ส่ิงเร้าที่กอ่ ให้
เวลานานหลายปีต้องผจญกับมรสุมร้ายจนแตก เกดิ พฤตกิ รรมและลกั ษณะบคุ ลกิ ภาพ มศี นู ยก์ ลาง
ก่อนถึงเวลาอันควร ต๋ัง ตอ้ งแบกรบั ภาระทงั้ หมด อยู่ท่ีตัวบุคคล เกิดจากสภาวะท่ีรับแรงกระตุ้นมา
แทน ตงั๋ มใิ ชเ่ รอื สำ� เภาธรรมดาทวั่ ๆ ไป หากแตเ่ ปน็ จากสง่ิ เรา้ ภายนอกและสง่ิ เรา้ ภายใน ซง่ึ ทงั้ สองนน้ั
สำ� เภาทองงดงาม แมว้ า่ ลมมรสมุ จะกระหนำ่� หนัก ต้องท�ำงานร่วมกันเสมอ Needs จะลดลงเม่ือ
สกั ปานใดกไ็ มอ่ บั ปางทง้ั ยงั สามารถฝา่ ไปถงึ ฟากฝง่ั วตั ถปุ ระสงคไ์ ดร้ บั การตอบสนองสมใจทงั้ กายและใจ
ไดโ้ ดยมน่ั คง เนอื้ เรอ่ื งมลี กั ษณะพฤตกิ รรมทเี่ ปน็ มลู Needs 20 ได้แก่ ยอมแพ้ ใฝ่สัมฤทธ์ิ ใฝ่ไมตรี
เหตสุ ำ� คญั หลายประการทที่ ำ� ใหเ้ กดิ บทพดู จงึ ทำ� ให้ ระราน เปน็ ตวั ของตวั เอง มปี ฏกิ ริ ยิ าตอบโต้ ปกปอ้ งตน
ผู้วิจัยสนใจศึกษาพฤติกรรมของตัวละครหากตัว เคารพยกย่อง ควบคุมครอบง�ำ แสดงตนท�ำเด่น
ละครในเรอื่ งเกดิ ความขดั แยง้ มลู เหตใุ ดบา้ งทที่ ำ� ให้ หลบหลีกอันตราย หลบหลีกการดูแคลน อุ้มชู
เกดิ การพดู โนม้ นา้ วใจเพอ่ื เปลยี่ นทศั นคติ ความคดิ อปุ ถมั ภ์ ความเปน็ ระเบยี บ เลน่ สนกุ ปฏเิ สธแยกตวั
ใหอ้ กี ฝ่ายคลอ้ ยตาม น�ำไปส่ผู ลของการเจรจาเพอื่ ความรสู้ กึ ชนื่ ชอบ เพศรส ขอรบั อปุ ถมั ภ์ ความเขา้ ใจ
ความสงบสุข และ 2) แนวคิดน้�ำเสียงของเถกิง พันธ์เถกิงอมร
(Pantakengamon, 1996 : 69-76) ไดก้ ลา่ วถงึ
น้�ำเสยี งไว้ว่าเปน็ ภาษาทไ่ี มไ่ ดเ้ กดิ จากการเขียนแต่
ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 87
เกดิ จากการเปลง่ เสยี งของผพู้ ดู หรอื แสดงดว้ ยทา่ ที ผลการวิจัยพบว่า การโน้มน้าวใจให้อีก
น�้ำเสียงเป็นส่วนส�ำคัญในการสื่อสารโน้มน้าวใจ ฝา่ ยเชอ่ื ถอื คลอ้ ยตามหรอื เปลย่ี นทา่ ทนี น้ั ทำ� ใหเ้ กดิ
ผู้ถูกโน้มน้าวจะเช่ือถือผู้โน้มน้าวมากเพียงไร การพูดโน้มน้าวใจ การนับสาเหตุหลักมาจากแรง
พจิ ารณาไดจ้ ากนำ�้ เสยี งของผพู้ ดู ทงั้ กลวธิ กิ ารใชน้ ำ้� ขับทั้งภายใน แรงขับภายในและสิ่งเร้าภายนอก
เสียงในการเจรจาต้องมีการวิเคราะห์ความหมาย ผู้วิจัยได้จัดเรียงล�ำดับตามลักษณะพฤติกรรมของ
แฝงโดยอาศยั บรบิ ทและเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ดว้ ย ตวั ละครทเ่ี ปน็ มลู เหตทุ ท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การพดู โนม้ นา้ วใจ
น�้ำเสียง ได้แก่ ประชด ถากถาง ร่นื เริง เครง่ เครียด ปรากฏ 13 แบบ โดยเรียงล�ำดับตามความถี่
ใหข้ อ้ คดิ เตอื นสตอิ ยา่ งหนกั แนน่ ใหข้ อ้ คดิ เตอื นสติ จากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) การปกปอ้ งตนเอง 2)
อย่างนุ่มนวล บรรยายอย่างแข็งห้าว ยั่วแหย่ การเป็นตัวของตัวเอง 3) ความเข้าอกเข้าใจ 4)
มีอารมณ์ขัน เย้ยหยัน รู้ทันคาดค้ัน แสดงช้ันเชิง ความใส่ใจในไมตรี 5) การเคารพยกย่องผู้อ่ืน 6)
ทำ� นองวิจารณ์ กระแนะกระแหนแตช่ วนคิด การควบคุมหรือครอบง�ำผู้อื่น 7) รู้สึกช่ืนชอบ 8)
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คดั เลอื กบทเจรจา การยอมรับโชคชะตา 9) การให้ความอนุเคราะห์
ระหว่างตวั ละคร 2 ฝ่ายทม่ี ีการโน้มน้าวใจ จำ� แนก 10) การขอรบั อปุ ถมั ภห์ รอื อนเุ คราะหจ์ ากผอู้ นื่ 11)
พฤติกรรมตัวละครที่เป็นมูลเหตุท�ำให้เกิดการพูด การแสดงปฏกิ ริ ยิ าตอบโต้ 12) ความกา้ วรา้ ว มลู เหตุ
โนม้ น้าวใจ วิเคราะหผ์ ลของการเจรจาโนม้ น้าวใจ ท่ีท�ำให้เกิดการพูดโน้มน้าวใจท่ีปรากฏในนวนิยาย
ดังตัวอยา่ ง ต่อไปนี้
4. สรปุ ผลการวิจัย 1. มูลเหตุท่ีท�ำให้เกิดการพูดโน้มน้าวใจ
ของตัวละครในนวนิยายเรือ่ ง สำ� เภาทอง
จากการวิเคราะห์นวนิยายเป้าหมาย 1.1 การปกปอ้ งตนเอง คือ ลกั ษณะ
เรื่อง ส�ำเภาทอง ของประภสั สร เสวกิ ลุ ผู้วจิ ยั ได้ พฤติกรรมของตัวละครท่ีต้องการหาเหตุผลเพ่ือ
วิเคราะห์ตัวบท พูดของตัวละครชายและหญิง ปกปอ้ งตนเองเมอื่ ถกู ตฉิ นิ นนิ ทา ถกู กลา่ วหาวา่ รา้ ย
ทุกตัว ท่ีปรากฏการใช้น้�ำเสียงต่างๆ เพื่อการโน้ม ถูกต�ำหนิ ตวั ละครตอ้ งการปดิ บงั ข้อบกพรอ่ งไมใ่ ห้
นา้ วใจ มที ง้ั หมด 78 บท จากนนั้ วิเคราะห์ มลู เหตุ คนอื่นรับรู้ ต้องการเปิดเผยด้านบวกหรือส่ิงดีๆ
ของการโนม้ นา้ ว พบวา่ เกดิ จากปมปญั หาทมี่ าจาก ของตนเองและต้องการได้รับการยอมรับว่าดี
ลักษณะพฤติกรรมของตัวละครส่งผลให้ตัวละคร ตัวอยา่ ง
ฝ่ายหนึ่งเกิดแรงจูงใจในการพูดโน้มน้าวเพ่ือให้อีก ภมู หิ ลังของเหตุการณ์ คือ ธนติ ประธาน
ฝา่ ยคลอ้ ยตาม เปลย่ี นทา่ ทหี รอื ทศั นคติ การจะโนม้ ผู้บริหารปุญญรัตน์ให้ความช่วยเหลือ นุจรี ก่อต้ัง
น้าวได้ส�ำเร็จข้ึนอยู่กับองค์ประกอบเพื่อคลี่คลาย เทวาคอนสตรัคชั่น เขาแนะน�ำช้ันเชิงทางธุรกิจให้
ปญั หาทเ่ี กดิ ขนึ้ ตวั ละครทกุ ตวั เปน็ ไดท้ งั้ ผโู้ นม้ นา้ ว เธอดว้ ยหวงั วา่ วนั หนง่ึ ธรุ กจิ ของเธอจะกา้ วไกลและ
และผู้ถูกโน้มน้าว จุดหมายหลักของการโน้มน้าว เติบโต แต่นจุ รกี ังวลและกลัววา่ ธนติ จะถูกตำ� หนทิ ี่
เพอื่ ความสขุ สงบ สนั ตแิ ละลดความขดั แยง้ ทเ่ี กดิ ขนึ้
88 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
เขามาสนับสนนุ และส่งเสริมเธอ ธนติ โน้มนา้ วด้วย ใหญ่มากนอ้ ย ตัวละครนับถอื และเชอ่ื ม่นั ในเกียรติ
นำ้� เสียงห่วงใย และศกั ดศิ์ รแี หง่ ตน มคี วามปรารถนาอยา่ งแรงกลา้
“คุณไม่กลัวว่าคนในบริษัทของคุณจะ ทีจ่ ะพสิ ูจน์ความสามารถของตน ตวั อยา่ ง
คัดค้านความคิดนี้หรือคะ แล้วท�ำไมปุญญรัตน์ ภมู ิหลงั ของเหตกุ ารณ์ นจุ รี เจ้าของเทวา
ถึงไม่ลงแข่งขันการประมูลเสียเอง” “น่ีเป็นเรื่อง คอนสตรัคชั่น ธุรกิจของเธอขนาดเล็กกว่าธนิตแต่
ระหวา่ งเราและการทปี่ ญุ ญรตั นจ์ ะเขา้ มาชว่ ยเหลอื เขาสนบั สนนุ เธอ เขารเิ รมิ่ บกุ เบกิ เทวาคอนสตรคั ชนั่
เทวาฯ กจ็ ะเปน็ เรอื่ งในเชงิ ธรุ กจิ ไมใ่ ชก่ ารชว่ ยเปลา่ ธนิตไม่ได้มองเธอในฐานะคู่แข่งแต่หวังเห็นเธอ
ส่วนที่ผมไม่เข้าประมูลด้วยก็เพราะตอนนี้ปุญญ เติบโตในวงการธรุ กิจเส้นทางเดียวกันกบั เขา ธนติ
รตั นไ์ มไ่ ดเ้ ดอื ดเนอ้ื รอ้ นใจอะไร ถงึ ไมไ่ ดง้ านชนิ้ นเ้ี รา เป็นคนที่นับถือตนเอง เขาโน้มน้าวนุจรีให้นับถือ
ก็ยังมีที่อ่ืนอีกมากและท่ีส�ำคัญก็คือผมต้องการให้ ตนเอง ดว้ ยนำ�้ เสยี งใหข้ อ้ คดิ เตอื นสตอิ ยา่ งนมุ่ นวล
เทวาเติบโตต่อไปและน่ีคือแบบฝึกหัดชิ้นส�ำคัญ “ถา้ คณุ เอาแตป่ น่ั จกั รยานอยกู่ บั ทเี่ มอ่ื ไหร่
ก่อนที่คุณจะลงมือดูแลเทวาคอนสตรัคชั่นด้วยตัว คุณจะถีบจักรยานเป็นและถ้าถีบจักรยานไม่เป็น
ของคณุ เองตามลำ� พงั ” (Sevikul, 1998 : 370) เมอ่ื ไหรค่ ณุ ถงึ จะไปไหนตอ่ ไหนไกลๆ ไดด้ ว้ ยตวั เอง
จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าตัวละครใน มีใครสักก่ีคนที่สามารถถีบจักรยานคร้ังแรกโดยไม่
ท่นี ้ี คือ ธนติ พดู เพือ่ ปกป้องตนเอง เขาไม่ต้องการ ล้มบ้าง ถ้าคุณมัวแต่กลัวเจ็บก็คงต้องปั่นจักรยาน
ให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดจึงพูดโน้มน้าวเธอให้เข้าใจและ อยู่กับทไี่ ปตลอดชีวิต” (Sevikul, 1998 : 369)
คลายกังวลว่า การท่ีเขาช่วยเหลือธุรกิจเธอน้ัน จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าตัวละครใน
เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจของเธอเติบโตขึ้น เขาไม่ได้ ทน่ี ้ี คอื ธนติ พดู เพอื่ ใหน้ จุ รนี บั ถอื ตนเองทกุ คนตา่ ง
มุ่งหวังผลก�ำไรจากการช่วย จึงไม่เสียแรงเปล่า เรมิ่ จากหนง่ึ ดว้ ยกนั ทงั้ นน้ั ไมม่ ใี ครเปน็ มากอ่ นหาก
เพราะบรษิ ทั เขาเปน็ บรษิ ทั ขนาดใหญ่ มงี านประมลู ไมฝ่ กึ ฝน เขาจงึ โนม้ นา้ วใหเ้ ธอเชอ่ื มนั่ และนบั ถอื วา่
อีกมากต้องแข่งขัน ดังนั้นจึงไม่คิดที่จะแข่งขันกับ ตนเองกท็ �ำได้
บรษิ ัทเล็ก ผเู้ ขยี นแฝงขอ้ คดิ เตอื นสตวิ า่ ทกุ คนเมอื่ เรมิ่
ผเู้ ขยี นแฝงขอ้ คดิ เตอื นใจทวี่ า่ โลกใบนยี้ งั มี ต้นตา่ งกต็ อ้ งมผี ดิ พลาดหรอื พลง้ั ด้วยกันท้ังนัน้ แต่
น�ำ้ ใจหลงเหลืออยู่ หากมีใครสกั คนท่ีคดิ ดี คดิ งาม เมื่อผิดแล้วต้องจ�ำเป็นบทเรียนแล้วพยายามแก้ไข
กบั เรา เราจงตอบแทนความร้สู กึ นัน้ ดว้ ยนำ้� ใจและ ท�ำใหถ้ ูกตอ้ งและท�ำใหด้ ที สี่ ุด
คิดดี ปฏบิ ตั ดิ ตี ่อเขาเชน่ เดยี วกนั 1.3 การเปน็ ตวั ของตวั เอง คอื ลกั ษณะ
1.2 การนับถือตนเอง คือ ลักษณะ พฤตกิ รรมทเี่ ปน็ อสิ ระ ไมผ่ กู ตดิ กบั ใคร เปน็ ตวั ของ
พฤตกิ รรมของตวั ละครใฝส่ มั ฤทธ์ิ มมุ านะ ตอ้ งการ ตัวเอง ไม่ตอ้ งการถกู บังคบั และจะไมท่ �ำหากถกู สง่ั
ท�ำส่ิงท่ียากและท้าทาย ลักษณะตัวละครต้องการ หรอื วางอำ� นาจ ไมย่ ดึ ตดิ ในแบบแผนหรอื โครงสรา้ ง
เอาชนะอปุ สรรคตา่ งๆ ในชวี ติ ไมว่ า่ อปุ สรรคนนั้ จะ ไมอ่ ิงสว่ นรวม ไม่ใส่ใจในธรรมเนียม ตัวอยา่ ง
ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 89
ภูมิหลังของเหตุการณ์ ตั๋งกลับเมืองไทย เห็นถึงความส�ำคัญในการแก้ปัญหาชีวิต ต้องการ
รับต�ำแหน่งสืบทอดจากธนิตผู้เป็นพ่อ ต๋ังต้องการ หาความกระจ่างแจ้ง ตัวละครสนใจแนวคิด
แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของบริษัท เขาโน้มน้าวทีม วิเคราะห์ วิจารณ์และหาทางแก้ไขปัญหา เพื่อน�ำ
บริหารชุดเดิมด้วยน�้ำเสียงมุ่งม่ันว่าเขาจะแก้ไข ไปประยกุ ต์ใช้ ตวั อย่าง
ปัญหาน้ใี ห้ได้ ภูมิหลังของเหตุการณ์ตั๋งไปหาป๋องท่ี
“เราไมม่ เี วลาเหลอื อกี แลว้ ละครับ ถ้าเรา ปจั จบุ นั ผนั ตวั ไปเปน็ คนขบั รถแทก็ ซี่ ปอ๋ งเปรยี บได้
ไมร่ บี แกไ้ ขสถานการณท์ เี่ ปน็ อยู่ เราอาจจะตอ้ งสญู กบั ทป่ี รกึ ษาคนสำ� คญั ของตงั๋ มมุ มองทเ่ี กดิ จากเดมิ
เสียสิ่งอื่นรวมท้ังบริษัทปุญญรัตน์การช่างไปเช่น เปน็ พนกั งานการเงนิ บรษิ ทั ไฟแนนซ์ พษิ เศรษฐกจิ
เดียวกับที่สูญเสียพ่อมาแล้ว” “ธนิตเองก็ยังแก้ ทำ� ใหป้ อ๋ งตกงานและเลอื กอาชพี ขบั แทก็ ซแ่ี ทน ทำ�
ปญั หาไมต่ ก แลว้ ตง๋ั คดิ วา่ ตวั เองกนิ ดหี มหี วั ใจมงั กร ให้ป๋องเข้าใจโลกธุรกิจและให้ค�ำปรึกษาพร้อมกับ
มาจากไหน” สมหุ บ์ ญั ชปี รามาส “ผมไมไ่ ดค้ ดิ วา่ ผม ใหก้ ำ� ลงั ใจตงั๋ ปอ๋ งโนม้ นา้ วตง๋ั ดว้ ยนำ�้ เสยี งใหก้ ำ� ลงั ใจ
จะมีความสามารถมากกว่าพ่อหรือกว่าใครในที่นี้ “คนอื่นท่ีเขาหนักหนากว่าข้ามีถมไป”
เพยี งแตผ่ มเชอ่ื วา่ ปญั หาตา่ งๆ มนั จะตอ้ งมที างออก “ไม่ต้องดูอื่นไกลอย่างเอ็งเองก็โดนเข้าไม่ใช่น้อย
และวิธีการท่ีจะใช้ในการแก้ปัญหาของแต่ละคนก็ เหมอื นกนั ” “ไอข้ า้ นะ่ มนั แคเ่ บย้ี ตวั เลก็ ๆ บนกระดาน
ย่อมจะต้องแตกต่างกันไป พ่ออาจจะมีวิธีของพ่อ แล้วอีกอย่างเป็นเพราะข้าไม่ได้ร�่ำได้เรียนสูงอย่าง
ลงุ เมง้ อาจจะมวี ธิ ขี องลงุ แตผ่ มกม็ วี ธิ ขี องผมเหมอื น คนอนื่ เขา ยงั ไงกต็ อ้ งเจบ็ กวา่ เพอ่ื นอยแู่ ลว้ ” “ใครจะ
กบั เราตา่ งถอื ลกู กญุ แจคนละดอก อยทู่ วี่ า่ ลกู กญุ แจ ไปคดิ …ชว่ั พรบิ ตาเดยี วจากขรี่ ถเกง๋ หรหู รา เฟอรน์ เิ จอร์
ของใครจะใช้ไขประตูที่ปิดอยู่ในเวลานี้ได้เท่านั้น” ตดิ ตวั เพยี บ นงั่ คาเฟแ่ ทบทกุ คนื เจา้ ของทดี่ นิ มลู คา่
(Sevikul, 1998 : 26-27) มหาศาลจะกลับกลายเป็นไอ้ป๋องคนขับรถแท็กซ่ี
จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าตัวละครใน ตะลอนๆ อยตู่ ามถนน หนำ� ซำ�้ ทท่ี างกไ็ มม่ คี นสนใจ
ทน่ี ้ี คือ ตง๋ั เขาพดู เพือ่ โนม้ นา้ วใจใหท้ มี บรหิ ารชดุ จะซอ้ื ทงั้ ๆ ทร่ี าคามันตกลงจนน่าใจหาย” “แต่ขา้
เดมิ คลอ้ ยตามวธิ คี ดิ ของเขา พฤตกิ รรมและนำ้� เสยี ง ดเู อ็งยงั ยม้ิ ออก” “แล้วเอง็ จะให้ขา้ ร้องไหฟ้ ูมฟาย
ของตง๋ั แสดงออกถงึ ความเชอ่ื มนั่ เปน็ ตวั ของตวั เอง ตีอกชกตวั หรอื วะ” (Sevikul, 1998 : 37)
ไม่ยึดติดในแบบแผน จากตวั อยา่ งแสดงใหเ้ หน็ วา่ ตวั ละครในทน่ี ้ี
ผเู้ ขยี นแฝงขอ้ คดิ วา่ แมเ้ ราจะวยั วฒุ ิ คณุ วฒุ ิ คอื ปอ๋ ง เขาพดู ดว้ ยความเหน็ อกเหน็ ใจ และเขา้ ใจ
ไม่มากทั้งยังอ่อนด้อยประสบการณ์ แต่เม่ือเรามี ความรู้สึกของตั๋ง เขาจึงพูดโน้มน้าวใจตั๋งเพื่อให้
พลงั ทางบวก มคี วามเชอื่ มนั่ และมนั่ ใจวา่ เราสามารถ คลายความกังวล
ท�ำได้ เรากย็ ่อมทำ� ได้ ผเู้ ขยี นแฝงขอ้ คดิ ทวี่ า่ คนทที่ กุ ขย์ ากกวา่ เรา
1.4 ความเข้าอกเข้าใจ คือ ลกั ษณะ มีอยู่มาก ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีหนทางแก้ไข
พฤติกรรมของตัวละครที่ใช้สติ ใช้เหตุและผลมอง น�้ำตาไม่ใช่ทางออกของปัญหา จงย้ิมพร้อมเผชิญ
90 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 3 (July - September 2020)
ปญั หาดว้ ยความกล้าหาญ ทุกข์ก็จะกลายเป็นสขุ แต่ถา้ มใี ห้ผู้อื่นจะเปน็ การเรมิ่ ตน้ สร้างมิตรภาพท่ีดี
1.5 ความใส่ใจในไมตรี คือ ลกั ษณะ และคงทนถาวรตลอดไป
พฤติกรรมของตัวละครที่ใฝ่ในการผูกมิตร สร้าง 1.6 การเคารพยกยอ่ งผอู้ น่ื คอื ลกั ษณะ
สมั พนั ธภาพและไมตรจี ิตตอ่ ผ้อู ื่น ตัวละครมีความ พฤตกิ รรมของตวั ละครในการชน่ื ชมสนบั สนนุ ยกยอ่ ง
ปรารถนาทจ่ี ะผกู สมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ กบั บคุ คล ตอ้ งการ ใหเ้ กยี รตผิ ทู้ ด่ี กี วา่ เดน่ กวา่ เหนอื กวา่ ตวั ละครเปดิ
เอาอกเอาใจผู้อ่ืน ต้องการแสดงความเอาใจใส่มี ใจรบั ชื่นชมและแสดงความยนิ ดี ภูมใิ จในความดี
ความใส่ใจรกั ใคร่ผอู้ ืน่ ตวั อยา่ ง เด่นและความสำ� เรจ็ ของผอู้ นื่ ตวั อยา่ ง
ภมู หิ ลงั ของเหตกุ ารณ์ คือ ปอ๋ งขบั แท็กซ่ี ภมู หิ ลงั ของเหตกุ ารณ์ คอื นจุ รี เปน็ เจา้ ของ
ไปส่ง-รับตั๋งเม่ือต๋ังเข้าไปติดต่อผู้บริหารสถาบันไบ เทวาคอนสตรคั ชน่ั ธรุ กจิ ของเธอขนาดเลก็ กวา่ ธนติ
โอเคมเี พอ่ื ทำ� ความรจู้ กั และเผยความตงั้ ใจในฐานะ เขาริเริ่มและบุกเบิกเทวาคอนสตรัคชั่น ธนิตไม่ได้
ตัวแทนจากปุญญรัตน์การช่าง ก่อนท่ีจะเข้าร่วม มองเธอในฐานะคแู่ ขง่ แตเ่ ขามงุ่ หวงั เหน็ เธอเตบิ โต
ประมลู การซอ่ มแซมอาคาร ปอ๋ งโนม้ นา้ วใจตง๋ั ดว้ ย ในวงการธุรกิจ เส้นทางสายเดียวกันกับเขา นุจรี
น�้ำเสยี งใหข้ ้อคดิ เตือนสติ แสดงความนบั ถือและยกยอ่ งเขา เธอโนม้ น้าวดว้ ย
“ไปหาผู้ใหญ่อย่าไปมือเปล่า ธรรมเนียม การยกย่องเขา
จนี เขาเรยี กวา่ ตอ้ งมอี ะไรตดิ ไมต้ ดิ มอื ไปจมิ้ กอ้ งบา้ ง “ดฉิ นั เฝา้ ถามตวั เองอยตู่ ลอดเวลาวา่ ดฉิ นั
ขนื ไปมอื แหง้ ๆ กก็ ลบั มาหนา้ แหง้ ๆ แบบเอง็ ตอนน”ี้ … จะมชี วี ติ อยไู่ ดอ้ ยา่ งไรถา้ ไมม่ คี ณุ สกั คนหนง่ึ ” “ไมม่ ี
“เอง็ ลมื หลกั เรอ่ื งความประทบั ใจแรกพบทอ่ี าจารย์ ใครหรอื อะไรจะอยกู่ บั เราตลอดไปหรอก” เขาทอด
ฉวีวรรณเคยสอนแล้วหรือวะ คนเราจะดีจะช่ัวจะ ดูสายตาดูหล่อน “เมอ่ื เราเรยี นรู้การท่จี ะพบก็ตอ้ ง
รักจะชังส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับการพบกันครั้งแรก เรยี นรกู้ ารทจ่ี ะพราก เรยี นรกู้ ารทจี่ ะรกั กต็ อ้ งเรยี น
และไอเ้ รอื่ งของกำ� นลั เอง็ กด็ อู ยา่ งตง๋ั โตะ๊ ถา้ ไมก่ ำ� นลั รู้การท่ีจะร้าง ควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่ไม่ยอมรับรู้
มา้ เซย่ี ะโถว่ กบั เขม็ ขดั หยกและเงนิ ทองกค็ งไมไดต้ วั อีกซีกหน่ึงของชีวิตซ่ึงต้องมาถึงเราไม่ช้าก็เร็ว”
ลิโป้กับหัวเต้งง้วนมาง่ายๆ หรอกเว้ย” (Sevikul, (Sevikul, 1998 : 370)
1998 : 128) จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าตัวละครใน
จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าตัวละครใน ท่ีนี้ คอื นุจรี เธอพดู โน้มน้าวใจธนิตดว้ ยความรูส้ ึก
ท่ีน้ี คอื ปอ๋ ง เขาพูดโนม้ น้าวใจต๋งั ให้คำ� นึงถึงความ เคารพยกยอ่ งเขา ทำ� ใหเ้ ขารสู้ กึ วา่ เขาเปน็ คนสำ� คญั
ใส่ใจในไมตรี การจะไปติดต่อธุรกิจกับใครก็ตาม ส�ำหรบั เธอ หากเธอขาดเขาซึ่งเปน็ หลักชวี ติ เธอก็
สิ่งส�ำคัญคือความประทับใจในความใส่ใจ มีน้�ำใจ ไม่อาจโดดเด่นต้ังตระหงา่ นได้
และไมตรี สรา้ งมติ รภาพ ผู้เขียนแฝงข้อคิดเตือนใจท่ีว่าในโลกใบนี้
ผู้เขียนแฝงข้อคิดเตือนใจว่าอย่าลืมแสดง ไม่มีส่ิงใดที่อยู่ได้อย่างจีรังม่ันคง มีทุกข์ก็ต้องมีสุข
มติ รไมตรจี ติ ตอ่ ผอู้ น่ื นำ้� ใจทมี่ อบใหถ้ งึ แมจ้ ะไมม่ าก มีพบก็ต้องมีพราก มีเกิดก็ย่อมมีดับเป็นสัจธรรม