ก�ำหนดการเผยแพร่ DhวamารmสaาtรhวaชิsาAกcาaรdธeรmรiมc ทJoรuรrศnaนl์
ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มีนาคม
ฉบบั ท่ี 2 เมษายน-มถิ นุ ายน ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 ประจำ� เดอื น ตุลาคม - ธันวาคม 2563
ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กนั ยายน Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ฉบับท่ี 4 ตลุ าคม-ธนั วาคม
Publishing Schedule การพจิ ารณาคัดเลอื กบทความ
Number 1 (January - March) บทความแต่ละบทความที่ตีพิมพ์จะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการ
กล่ันกรองบทความวารสาร (Peer Review) 2 ท่านท่ีมีความเช่ียวชาญ
Number 2 (April - June) ในสาขาวิชาท่ีเก่ียวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ
Number 3 (July - September) ก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบท่ีผู้พิจารณาบทความ
Number 4 (October - December) ไมท่ ราบชอื่ หรอื ขอ้ มลู ของผเู้ ขยี นบทความและผเู้ ขยี นบทความไมท่ ราบชอ่ื
ผู้พจิ ารณาบทความ (Double-blind Peer Review)
วัตถปุ ระสงค์
1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทาง Article Consideration
ครศุ าสตร์ ศึกษาศาสตร์ จติ วทิ ยา รฐั ศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ Each article will be published by a panel of two journalists with
และสหวทิ ยาการดา้ นมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์
2. เพอ่ื ใหบ้ รกิ ารวชิ าการเกย่ี วกบั การเสนอทางออกในการแกป้ ญั หา expertise in relevant fields. And get the editorial approval before
สังคม publishing. The review is in the form of: The article’s Dabble Blind.
To comply with copyright law The author must sign the copy
Objective of the article submission form to the journal. In addition, the author
1. To promote and disseminate academic works and research must confirm that the original article submitted to it. Only one
publication in the Dhammathas academic journal. If the images
results in educational science, psychology, political science, or tables of other rs appearing in other publications are used. The
Public Administration and interdisci plinary studiesin the author must ask permission of the copyright owner. Include a book
humanities and social sciences. that has been approved by the editor before the article is published.
2. To provide academic services in solving social problems.
ทีป่ รึกษา
พระราชปรยิ ตั กิ ว,ี ศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระโสภณพัฒนบัณฑิต, รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
ศาสตราจารย์ ดร.ประยงค์ แสนบรุ าณ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น
ศาสตราจารย์ ดร.วชั ระ งามจติ เจริญ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พชิ ญ์ พงษส์ วสั ด์ิ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
Advisors
Prof. Dr. Phrarajapariyatikawee Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Assoc. Prof. Dr. Phra Sophonphathanapundit Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Prof. Dr. Prayong Seanburan Khon Kaen University
Prof. Dr. Watchara Ngamchitcharoen Thammasat University
Asst. Prof. Dr. Pitch Pongsawat Chulalongkorn University
บรรณาธิการ / Editor
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สรุ พล พรมกุล / Asst. Prof. Dr. Suraphon Promgun
ผูช้ ่วยบรรณาธกิ าร / Editorial assistant
สาริกา ไสวงาม / Sariga Sa-waingam
กองบรรณาธิการ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
พระครูสธุ ีคมั ภีรญาณ ว.ิ , ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั
รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร ดอกจันทร ์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
รองศาสตราจารย์ ดร.กนกอร สมปราชญ์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั มหาสารคาม
รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา เคณาภูมิ มหาวทิ ยาลัยกาฬสนิ ธุ์
รองศาสตราจารย์ ดร.กตัญญู แก้วหานาม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนคร
รองศาสตราจารย์ ดร.อำ� พล บดุ ดาสาร มหาวิทยาลัยหวั เฉียวเฉลิมพระเกยี รติ
รองศาสตราจารย์ ดร.ธรี โชติ เกดิ แก้ว มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชียงใหม่
รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา สะสอง มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จกั รพรรณ วงศ์พรพวณั มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชยั ฮวดศร ี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.วิทยา ทองดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประยรู แสงใส มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธรี ะพงษ์ มไี ธสง มหาวิทยาลยั ราชภัฏเลย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาคร พรหมโคตร
Editorial Board
Asst. Prof. Dr. Phrakhru Sudhikhambhirayan Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Assoc. Prof. Dr. Pasakorn Dokchan Mahamakut Buddhist University
Assoc. Prof. Dr. Kanokorn Somprach Khon Kaen University
Assoc. Prof. Dr. Sanya Kenaphoom Rajabhat Mahasarakham University
Assoc. Prof. Dr. Kathanyoo Kaewhanam Kalasin University
Assoc. Prof. Dr. Aompol Buddasarn Phranakhon Rajabhat University
Assoc. Prof. Dr. Teerachoot Kerdkaew Huachiew Chalermprakiet University
Assoc. Prof. Dr. Sanya Sasong Chiang Mai Rajabhat University
Asst. Prof. Dr. Chakkapan Wongpornpavan Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Chanchai Hudsri Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Vitthaya Thongdee Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Prayoon Saengsai Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Theerapong Meethaisong Mahasarakham University
Asst. Prof. Dr. Sakorn Promkhot Loei Rajabhat University
ผ้จู ัดการวารสาร / Journal Manager
มารสิ า ไสวงาม / Marisa Sa-waingam
ออกแบบปก : สารกิ า ไสวงาม
จ�ำนวนพิมพ์ : 500 เลม่
เจ้าของ : ส�ำนักวชิ าการ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
อาคาร 100 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)
เลขท่ี 30 หมู่ 1 บา้ นโคกสี ต�ำบลโคกสี อ�ำเภอเมือง จงั หวดั ขอนแก่น 40000
โทรศัพท์ 0-4328-3546-7 (ตอ่ 114) โทรสาร 0-4328-3399
http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas E-mail: [email protected]
พิมพท์ ี่ : ห้างหนุ้ ส่วนจำ� กดั ขอนแกน่ การพมิ พ์ 64-66 ถนนรื่นรมย์ ต�ำบลในเมือง อำ� เภอเมือง จังหวัดขอนแกน่ 40000
โทรศพั ท์ 0-4322-1938 E-mail: [email protected]
คณะกรรมการกลน่ั กรองบทความวารสาร วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ (Peer Review)
ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 ประจ�ำเดือน ตลุ าคม - ธันวาคม 2563
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิจากภายใน
1. รองศาสตราจารย์ ดร.ประจติ ร มหาหิง มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
2. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ประยรู แสงใส มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
3. อาจารย์ ดร.ปาณจิตร สกุ มุ าลย์ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
ผ้ทู รงคุณวฒุ จิ ากภายนอก
1. พระเมธาวินัยรส, รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
2. รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงกมล ไตรวิจติ รคณุ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
3. รองศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศริ สิ ริ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
4. รองศาสตราจารย์ ดร.รตั นะ ปัญญาภา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
5. รองศาสตราจารย์ ดร.วเิ ชียร ชิวพมิ าย วิทยาลยั บัณฑติ เอเซยี
6. รองศาสตราจารย์ ดร.สญั ญา สะสอง มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม่
7. รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช ศรโี ภคางกลุ วทิ ยาลัยการปกครองท้องถนิ่ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
8. รองศาสตราจารย์ ดร.สญั ญา เคณาภูม ิ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม
9. รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนยี ์ นาคณุ ทรง มหาวทิ ยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
10. รองศาสตราจารย์ ดร.สุนทร ปญั ญะพงษ ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชยั ภมู ิ
11. รองศาสตราจารย์ ดร.กตญั ญู แกว้ หานาม มหาวทิ ยาลยั กาฬสนิ ธ์ุ
12. รองศาสตราจารย์ ดร.มทั นา วังถนอมศักดิ์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
13. รองศาสตราจารย์ ดร.นิภาพร ชุติมนั ต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
14. ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อรทยั อนิ ต๊ะไชยวงค์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์
15. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย ดร.สมคิด ดวงจักร ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั หมู่บา้ นจอมบงึ
16. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาคร พรหมโคตร มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เลย
17. ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สวุ รรณภมู า มหาวิทยาลยั ราชภัฏชยั ภูมิ
18. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธีระพงษ์ มีไธสง มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
19. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อภญิ วัฒน์ โพธ์สิ าน มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
20. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ฉลอง พันธจ์ นั ทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
21. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร มหาวทิ ยาลัยเวสเทิร์น
22. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สมหวัง แกว้ สุฟอง มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่
23. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิษณุ บญุ นยิ ม มหาวิทยาลัยราชภัฏกำ� แพงเพชร
24. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ปีดิเทพ อย่ยู นื ยง มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
25. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธีรตั ม์ แสงแกว้ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
26. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชยั ทะราศร ี มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
27. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สรุ ชยั มชี าญ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ
28. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วเิ ชียร แสนม ี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น
29. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วนิ ิจ ผาเจรญิ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลยั แม่โจ้
บรรณาธกิ ารแถลง
วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ฉบับน้ี เป็นปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 ประกอบดว้ ย บทความวิจัย ความวิชาการและบท
วิจารณห์ นังสอื บทความวิจยั ไดแ้ ก่ 1) พระสงฆก์ บั การพฒั นาชมุ ชน กรณีศึกษา พระครเู มธีธรรมนันท์ (เมธนนั ท์ สุเมโธ)
วดั ปา่ หนองชาด ตำ� บลดอนเงนิ อำ� เภอเชยี งยนื จงั หวดั มหาสารคาม 2) ศกึ ษานวตั กรรมผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนโดยใชภ้ มู ปิ ญั ญา
ท้องถ่ิน: กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้านท่าแฉลบ จังหวัดจันทบุรี 3) แนวปฏิบัติและกระบวนการเพิ่มรายได้
เกษตรวถิ พี ทุ ธของเครอื ขา่ ยพระนกั พฒั นาบนพน้ื ทสี่ งู ในจงั หวดั เชยี งราย 4) การพฒั นาแบบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ
สำ� หรบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ตามแนวคิดของฟาซโิ อเน่ 5) การจดั การพทุ ธศาสนสถานใหเ้ ปน็ แหล่งทอ่ งเท่ยี วใน
จงั หวดั เลย 6) การพฒั นาชดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอ่ื ง การบวก ลบ คณู หารระคน โดยใชเ้ ทคนคิ
KWDL สำ� หรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 7) การศกึ ษาแนวคดิ ทางอภปิ รชั ญาของปราสาทขอมในจงั หวดั นครราชสมี า
8) การจัดการเรียนรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ตามแนวคิด “ลดเวลาเรยี น เพิม่ เวลารู้” ใน
สถานศกึ ษา สังกัดส�ำนักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 9) การพฒั นาทักษะพ้ืนฐานทางด้านคณิตศาสตร์
ของเดก็ ปฐมวยั โดยใชก้ ารจดั ประสบการณก์ ารประกอบอาหาร โรงเรยี นภหู า่ นศกึ ษา จงั หวดั ขอนแกน่ 10) การวเิ คราะห์
ความตอ้ งการทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษและปญั หาในการพดู ภาษาองั กฤษในการทำ� งานของผสู้ ำ� เรจ็ การศกึ ษาจากโรงเรยี น
นายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช 11) อิทธิพลของคุณลักษณะของคณะกรรมการบริษัทต่อจริยธรรมทางธุรกิจของ
บรษิ ทั จดทะเบยี นในตลาดหลกั ทรพั ยแ์ หง่ ประเทศไทย: กลมุ่ หลกั ทรพั ย์ ESG 100 12) สภาพการจดั การเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา
สาระหน้าทพี่ ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำ� เนนิ ชีวติ ในสงั คม ดว้ ยหลกั พรหมวิหาร 4 ของครใู นสงั กัดสำ� นกั งานเขตพนื้ ท่ี
การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 24 จังหวดั กาฬสนิ ธ์ุ
บทความวชิ าการ ไดแ้ ก่ 1) แนวทางประชาธปิ ไตยเพอื่ การพฒั นานโยบายสาธารณะ 2) การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ
การทำ� งานของครู 3) หลักฆราวาสธรรมกับการครองเรือน 4) การวเิ คราะห์ความรกั ในมัทรกี ัณฑ์ 5) กฎหมายรฐั ธรรมนญู
ไทยกบั การขดั แยง้ หลกั เสรนี ยิ มประชาธปิ ไตย 6) การจดั การองคก์ ารในภาวะวกิ ฤต กรณโี รคตดิ เชอ้ื ไวรสั COVID-19 7) การ
จดั การศกึ ษาทอ้ งถนิ่ สกู่ ารพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื บทวจิ ารณห์ นงั สอื ไดแ้ ก่ 1) คณุ สมบตั พิ น้ื ฐานของชาวพทุ ธ 2) ถอดรหสั ปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี งสู่การสอนกระบวนการคดิ 3) ภาวะผู้น�ำและจริยธรรมนกั การเมือง 4) เชอ่ื กรรม รู้กรรม แก้กรรม
กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านจะได้รับความรู้จากความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์
หนังสือตามที่ปรากฎ และนำ� ไปประยุกตใ์ ชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ทางการศึกษา ตลอดถงึ การดำ� เนนิ ชีวติ ตอ่ ไป
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล พรมกลุ )
ทศั นะและขอ้ คดิ เห็นของบทความในวารสารฉบบั นี้
เปน็ ของผ้เู ขยี นแต่ละทา่ น ไมถ่ อื เปน็ ทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธกิ าร
สารบญั
บรรณาธกิ ารแถลง 1
บทความวจิ ัย : Research Article 11
25
พระสงฆก์ บั การพฒั นาชมุ ชน กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์ (เมธนนั ท์ สเุ มโธ) วดั ปา่ หนองชาด 37
ตำ� บลดอนเงนิ อำ� เภอเชยี งยนื จงั หวดั มหาสารคาม
Buddhist Monks with the Community Development; A Case Study, Phrakru
Meytheethummanun (Meythanun Sumeytho) Wat Pa Nongchad, Don Ngoen
Sub-district, Chiang Yuen District, Maha Sarakham Province
นวภัทร โตสุวรรณ,์ จาตรุ งค์ สุทาวนั และกาบแก้ว ปัญญาไทย
Nawaphat Tosuwan, Jaturong Sutawan and Kabkaew Punyathai
ศกึ ษานวตั กรรมผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนโดยใชภ้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ : กรณศี กึ ษา วสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ เสอ่ื
บา้ นทา่ แฉลบ จงั หวดั จนั ทบรุ ี
A Study of the Community Production Innovation through the Local Wisdom: A Case
Study of Seu Ban Tha Chaleab Community Enterprise in Chanthaburi Province
พระครูสุจิตกิตตวิ ฒั น์, ธวัชชยั สมอเน้อื และวรษา ขนุ สนธิ
Phakhru Suchitkittiwat, Thawatchai Samornuea and Worasa Khunsonti
แนวปฏบิ ตั แิ ละกระบวนการเพมิ่ รายไดเ้ กษตรวถิ พี ทุ ธของเครอื ขา่ ยพระนกั พฒั นาบนพน้ื ทส่ี งู
ในจงั หวดั เชยี งราย
Practices and Processes for Increasing Agricultural Income in the Buddhist
Way of the Highland-Developer Network of Monks in Chiang Rai Province
สนุ ทรี สุรยิ ะรังษี
Soontree Suriyarangsee
การพฒั นาแบบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ สำ� หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ตามแนว
คดิ ของฟาซโิ อเน่
The Development of Critical Thinking Test for Grade 9th Students based
on Facione’s Concept
นชุ จรี พรสนิ ชยั , สุรพี ร อนศุ าสนนันท์ และณัฐกฤตา งามมฤี ทธิ์
Nuchjaree Pohnsinchai, Sureeporn Anusasananan and Natkrita Ngammeerith
การจัดการพทุ ธศาสนสถานใหเ้ ป็นแหลง่ ท่องเทีย่ วในจงั หวัดเลย 49
The Management of Religious Sites as the Tourist Attractions in Loei Province 59
71
พระราชปรชี ามนุ ี, พระครสู ธุ คี ัมภีรญาณ และพระมหามติ ร ฐิตปญโฺ ญ
85
Phrarach Preechamunee, Prakhru Sudhikambhirayan 95
and Phramaha Mit Thitapanyo
การพัฒนาชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์เร่ือง การบวก ลบ คูณ หาร
ระคน โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL ส�ำหรับนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3
The Development of Mathematics Problem-Solving Skill Packages on
Addition, Subtraction, Multiplication and Division base on KWDL Technique
for The third grade students
พิกลุ มีค�ำทอง
Pikul Meekhamthong
การศกึ ษาแนวคิดทางอภิปรชั ญาของปราสาทขอมในจงั หวดั นครราชสีมา
An Analytical Study of Metaphysics Regarding Khom Castle in Nakorn
Ratchasima Province
พระยทุ ธนา อธจิ ติ โฺ ต และฆริศา ไซอ�ำ่ เอี่ยม
Phra Yuttana Atijitto and Karisa Saiameam
การจดั การเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ตามแนวคดิ “ลดเวลา
เรยี น เพมิ่ เวลาร”ู้ ในสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 25
Learning Management of Social Studies, Religion and Culture Department
Based on the Concept ‘teach less, learn More’ in Educational Institutes
under the Office of Secondary Education Service Area 25
พระมหาวัฒนา โชติปญโฺ ญ (รตั นนท์), สมควร นามสฐี าน, เอกราช โฆษิตพมิ านเวส
และวริ ตั น์ ทองภู
Phramaha Wathana Cotipanyo (Rattanon), Somkhuan Namseethan,
Ekkarach Kositpimanvach and Wirat Thongphu
การพฒั นาทกั ษะพน้ื ฐานทางดา้ นคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั โดยใชก้ ารจดั ประสบการณก์ าร
ประกอบอาหาร โรงเรียนภหู ่านศึกษา จังหวัดขอนแก่น
The Development of Mathematical Skills of Children Using the Experiencc
of Cooking Phuhansuksa School Khon Kaen Province
ณฏั นนั ฐกาญจน์ ภมู าก, ลัดดา เชยี งนางาม และปยิ รัตน์ เทีย่ งภกั ดิ์
Natnanthakarn Poomak, Ladda Chiengnangam and Piyarat Thiangpak
การวิเคราะห์ความต้องการทักษะการพูดภาษาอังกฤษและปัญหาในการพูดภาษาอังกฤษ 109
ในการทำ� งานของผู้สำ� เรจ็ การศึกษาจากโรงเรยี นนายเรืออากาศนวมนิ ทกษตั ริยาธริ าช 121
The Analysis of Needs in English Speaking Skills and Problems of Navaminda
Kasatriyadhiraj Royal Air Force Academy Graduates in Speaking English in 133
the Workplace 143
155
วนชิ า สริ รงั หอม
Wanicha Siraranghom
อิทธิพลของคุณลักษณะของคณะกรรมการบริษัทต่อจริยธรรมทางธุรกิจของบริษัท
จดทะเบยี นในตลาดหลกั ทรัพย์แห่งประเทศไทย: กลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100
The Influence of Board Characteristics on Business Ethics of Companies
Listed on the Stock Exchange of Thailand: ESG 100
ชตุ ิมา นาคประสทิ ธ์ิ และประสพฤกษ์ รตั นยงค์
Chutima Nakprasit and Prasobrerk Rattanayong
สภาพการจัดการเรยี นร้สู งั คมศึกษา สาระหน้าทพ่ี ลเมอื ง วัฒนธรรม และการดำ� เนนิ ชีวติ
ในสงั คม ดว้ ยหลกั พรหมวหิ าร 4 ของครใู นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
เขต 24 จังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ
State of Learning Management in the Social Studies Civics, Culture and
Living in Society based on Four Sublime States of Mind of Teachers under
the Secondary Education Service Area Office 24, Kalasin Province
พระจินดา สุชาโต, สมควร นามสฐี าน, ทวีศิลป์ สารแสน และชารวี ัฒน์ ถวลิ วงษ์
Phra Jinda Sujato, Somkhuan Namseethan, Tavesin Sarasan
and Charriwat Thawinwong
บทความวิชาการ : Academic Article
แนวทางประชาธิปไตยเพื่อการพฒั นานโยบายสาธารณะ
Democratic Approaches for the Development of Public Policy
พิมพ์กมล เกษแก้ว
Pimkamon Katkarw
การเสรมิ สร้างพลังอำ� นาจการทำ� งานของครู
Empowerment of Teachers
ภูวไนย สุนา
Phuwanai Suna
หลกั ฆราวาสธรรมกับการครองเรือน 165
The Garavasadhamma for Householder 173
พิจิตร พงษ์เกษ์ และพระครูสธุ คี มั ภรี ญาณ 185
Pichit Phongket and Phrakhru Sudhikhambhirayana 197
209
การวิเคราะหค์ วามรกั ในมัทรีกณั ฑ์ 217
An Analyzes love in Maddi Kantha scriptures
พระครูวจิ ติ รธรรมาทร, จรสั ลีกา, พระมหาใจสงิ ห์ สิริธมโฺ ม, พระนรินทร์ สีลเตโช
และพระออ่ น มหิทธฺ โิ ก
Phrakhru Vijitdhammathorn, Jaras Leeka, Phramaha Jaising Siridhammo,
Phra Narin Silatasho and Phra Aon Mahitthiko
กฎหมายรัฐธรรมนูญไทยกับการขดั แยง้ หลักเสรีนิยมประชาธปิ ไตย
Thai Constitution Law and Conflicts Against Liberal Democracy
พทิ กั ษ์พล ปรชี าชาติ
Phithakpol Preechachart
การจัดการองคก์ ารในภาวะวกิ ฤต กรณโี รคตดิ เช้อื ไวรสั COVID-19
Crisis Organization Management Case Study: COVID-19 Viral Infection
ฉฐั วฒั น์ ชชั ณาภฏั ฐ์
Chattawat Shatnataphat
การจัดการศึกษาท้องถิน่ สู่การพฒั นาอย่างยงั่ ยนื
Local Education Management for Sustainable Development
กฤตยากร ลดาวลั ย์
Kittayakorn Ladawan
ปกณิ กะ : Miscellany
คณุ สมบัติพืน้ ฐานของชาวพทุ ธ
The basic features of Buddhist
พระครวู บิ ูลสีลพรต และพระมหามติ ร ฐติ ปญโฺ ญ
Phrakhru Wibunsilaprot and Phramaha Mit Thitapanyo
ถอดรหัสปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การสอนกระบวนการคดิ 229
Decoding the Philosophy of Sufficiency Economy to Teach the Thinking 241
Process
247
พระครูพมิ ลกลั ยาณธรรม และพระมหามิตร ฐติ ปญโฺ ญ 253
254
Phrakhru Phimonkanlayanatham and Phramaha Mit Thitapanyo
ภาวะผนู้ �ำและจริยธรรมนกั การเมอื ง
State of Leadership and Politician Ethics
พระมหาพรชยั ฉนฺทธมโฺ ท และพระมหามติ ร ฐติ ปญโญ
Phramaha Pornchai Chandhadhammo and Phramaha Mit Thitapanyo
เชื่อกรรม รู้กรรม แกก้ รรม
Believe Kamma Know Kamma Solve Kamma
พระครอู ินทรสารวิจักษ์ และพระมหามติ ร ฐติ ปญโญ
Phrakhru InthasanwIjak and Phramaha Mit Thitapanyo
ภาคผนวก
กระบวนการพิจารณาบทความของวารสารวิชาการธรรมทรรศน์
ค�ำแนะน�ำส�ำหรบั ผ้นู พิ นธบ์ ทความ
พระสงฆก์ ับการพัฒนาชมุ ชน กรณีศึกษา พระครเู มธีธรรมนันท์
(เมธนนั ท์ สุเมโธ) วัดป่าหนองชาด ต�ำบลดอนเงิน อำ� เภอเชยี งยืน
จังหวัดมหาสารคาม*
Buddhist Monks with the Community Development; A Case
Study, Phrakru Meytheethummanun (Meythanun Sumeytho)
Wat Pa Nongchad, Don Ngoen Sub-district, Chiang Yuen
District, Maha Sarakham Province
นวภทั ร โตสุวรรณ์, จาตรุ งค์ สทุ าวนั และกาบแก้ว ปญั ญาไทย
Nawaphat Tosuwan, Jaturong Sutawan and Kabkaew Punyathai
วทิ ยาลยั นอรท์ เทิรน์
Northern College, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน
2) เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งระหวา่ ง พระสงฆก์ บั การพฒั นาชมุ ชน จำ� แนกตามเพศ อายุ หมบู่ า้ นทอ่ี าศยั
แตกต่างกัน และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนในต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน
จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ประชาชนในเขตต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน
จังหวัดมหาสารคาม จ�ำนวน 330 คน โดยใช้วิธีการค�ำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของยามาเน่
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จ�ำนวน
30 ข้อ มีระดับค่าความเชื่อมั่นท้ังฉบับเท่ากับ 0.953 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ
คา่ เฉล่ีย สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน สถิตทิ ดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t-test ความแปรปรวนทางเดียว (One
Way ANOVA) โดยกำ� หนดนยั สำ� คญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .05 และวิเคราะหค์ วามแตกตา่ งรายค่ตู ามวิธีการ
ของเชฟเฟ (Scheffe')
* ได้รบั บทความ: 20 กันยายน 2563; แกไ้ ขบทความ: 23 ธันวาคม 2563; ตอบรบั ตพี มิ พ์: 30 ธนั วาคม 2563
Received: September 20, 2020; Revised: December 23, 2020; Accepted: December 30, 2020
2 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ผลการวิจยั พบวา่
1. พระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน พบว่าโดยรวม อยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน
พบวา่ ดา้ นจติ ใจ มคี ่าเฉลย่ี มากทีส่ ุด ( = 4.26) รองลงมาคอื ด้านสงิ่ แวดลอ้ ม ( = 4.25) ดา้ นวัฒนธรรม
( = 4.22) และด้านสงั คม มีค่าเฉล่ยี น้อท่สี ดุ ( = 4.13)
2. ผลการเปรียบเทียบพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน จ�ำแนกตาม เพศ อายุ หมู่บ้านท่ีอาศัย
โดยรวมไม่แตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สำ� คัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ประชาชนมีข้อเสนอแนะเก่ียวกับพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนในต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอ
เชยี งยนื จงั หวดั มหาสารคาม เรยี งลำ� ดบั ตามความถจ่ี ากมากไปนอ้ ยสามอนั ดบั แรก ไดแ้ ก่ ควรสง่ เสรมิ การ
เรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียน หน่วยงานที่เก่ียวข้องควรให้งบประมาณในการที่พระสงฆ์
จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการพัฒนาชุมชนในหลายๆ ด้าน และประชาชนไม่มีความเข้าใจในการท่ีพระสงฆ์
เข้าไปมีส่วนร่วมในการพฒั นาหรอื บูรณะด้านวฒั นธรรม เชน่ เรอ่ื งของเก่า วตั ถุโบราณ เปน็ ตน้
ค�ำส�ำคัญ: พระสงฆ;์ การพฒั นาชุมชน
Abstract
The objectives of this research were: 1) to study monk’s development level with
the community development, 2) to compare the difference between monk and community
development classified by their gender, age and village, and 3) to study the suggestion
to monk with community development in Don Ngoen, Chiang Yuen district, Maha Sakham
province. There were 330 representative samples by Taro Yamane formula. The research
tool was a questionnaire which was rating five-scale with reliability at 0.953. The statistics
used in the research were percentage, mean, standard deviation, t-test and one way
analysis of variance (one way ANOVA). There was a statistically significant at .05 level and
comparison of mean difference by pairs employing Scheffe' method.
The results were found:
1. Monk’s development level with the community development was totally
high. When each aspect being taken into consideration, it was found that aspect of mind
was highest mean ( = 4.26) followed by the environment ( = 4.25) and cultural ( =
4.22) for social was the lowest mean ( = 4.13).
2. With regard to the comparison of monk with community development Classified
by gender, age and village. There were the statistically significant not difference at .05.
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 3
3. The people suggested to monk with community development in Don Ngoen,
Chiang Yuen district, Maha Sarakham province were as follows: There should promote
the teaching of Buddhism in schools, the relater departments should a budget for the
monks to participate in various areas of community development and the people do not
understand the involvement of monk in cultural development or restoration such as
antiques, artifacts, etc.
Keywords: monks; community development
1. บทน�ำ พระสงฆก์ ม็ กั เขา้ ไปเกยี่ วขอ้ งดว้ ยเสมอโดยยดึ หลกั
ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือโดยเมตตากรุณา
ในอดตี พระสงฆแ์ ละวดั นน้ั มคี วามสมั พนั ธ์ โดยพื้นฐานความจริงที่ว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งใน
กับประชาชนมากท่ีสุดเพราะเป็นที่พ่ึงทางจิตใจ ชุมชนแห่งน้ัน และจ�ำเป็นต้องพ่ึงพาอาศัยปัจจัย
แต่ ณ ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแส การด�ำรงชีพจากชาวบ้าน ซึ่งความเป็นอยู่ที่สุข
โลกาภิวัฒน์ (globalization) ท่ีมุ่งคุณค่ากับวัตถุ สมบรู ณข์ องหมบู่ า้ นกย็ อ่ มมผี ลตอ่ ความเปน็ อยขู่ อง
เงินตรา ช่ือเสียงมากกว่าคุณค่าทางจิตใจ ท�ำให้ ตวั ทา่ นเองดว้ ย จงึ เปน็ ทป่ี รากฏใหเ้ หน็ โดยทวั่ ไปวา่
ส่งผลต่อศาสนาท่ีลดบทบาทลงไปตามกระแสการ ก่อนท่ีรัฐบาลจะได้เร่ิมพัฒนาชุมชนชนบทและ
เปล่ียนแปลงของสังคม มีการหลั่งทางวัฒนธรรม วางแผนโครงการจัดส่งพัฒนากรตลอดจนการให้
จากตะวันตก ประชาชนทั่วไปหันไปสนใจรับเอา บริการต่างๆ เข้าไปยังท้องถ่ินชนบทห่างไกลน้ัน
วัฒนธรรมใหม่ๆ เข้ามา พระสงฆ์เองจะต้องปรับ พระสงฆซ์ ง่ึ จำ� พรรษาอยใู่ นหมบู่ า้ นแตล่ ะแหง่ กไ็ ดม้ ี
เปล่ียนบทบาทลดจากอดีตให้เข้ากับสังคมยุคของ บทบาทในการเป็นผู้น�ำการพัฒนาหมู่บ้านน้ันๆ
ความคิดใหม่ ค่านิยมใหม่ (Charoen-aksorn, อย่างไม่เป็นทางการอยูแ่ ลว้ จนเปน็ ปกติ และเมอื่
1998 : 161-164) งานพัฒนาดังกล่าวเข้าไปถึงหมู่บ้าน ท่านก็ได้เข้า
ปัจจุบันบทบาทในการพัฒนาชุมชนของ รว่ มงานเหลา่ นั้นด้วยความเตม็ ใจ เช่น เปน็ ผูน้ �ำใน
พระสงฆ์ส่วนใหญ่จะเน้นที่ชนบทมากกว่าในเมือง การเสนอความคดิ รเิ รม่ิ และเปน็ ทป่ี รกึ ษาและเปน็
ด้วยเหตุที่สภาพสังคมในชนบทนั้นยังมีแบบเก่า ศนู ยร์ วมแหง่ ศรทั ธาเรยี กความรว่ มมอื จากชาวบา้ น
อยู่เป็นจ�ำนวนมากคือเป็นสังคมท่ียังมีวัดเป็น ในการสร้างสาธารณสมบัติและส่ิงสาธารณูปโภค
ศูนย์กลางในการประกอบกิจกรรมแทบทุกด้าน เปน็ ตน้ (Saihu, 1968 : 297)
ของหมู่บ้าน มีภิกษุเป็นผู้น�ำที่ส�ำคัญของชุมชน วัดเป็นศาสนสถานท่ีส�ำคัญท่ีสุดของ
ดังนั้นพระสงฆ์จึงมีบทบาทเก่ียวข้องกับชีวิตความ ศาสนาพุทธเม่ือกล่าวถึงบทบาทของวัด ซ่ึงเป็น
เป็นอยู่ของชาวบ้านโดยปริยายกิจกรรมใดที่ หนว่ ยงานหนง่ึ ทก่ี ระจายอยทู่ วั่ ประเทศ โดยเฉพาะ
เป็นเพ่ือสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่หมู่บ้าน
4 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
วัดที่อยู่ติดกับชุมชน เป็นหน่วยงานย่อยที่เข้าถึง วัดที่ตั้งในชุมชนท้องถิ่นระดับองค์การบริหารส่วน
ประชาชนในระดบั ทอ้ งถน่ิ (Phra Ratchaworamunee ตำ� บล โดยทา่ นพระครแู ละวดั มกี จิ กรรมทเี่ กยี่ วขอ้ ง
(Prayudh Payutto), 2007 : 209) ได้กล่าวว่า กับพระพุทธศาสนา ส่งเสริมประชาชนในท้องที่
วัดเป็นทุกอย่างของสังคม เป็นศูนย์รวมจิตใจของ มาโดยตลอด กลา่ วคอื วดั ปา่ หนองชาดไดจ้ ดั กจิ กรรม
ผู้คนในชุมชนและสังคม และเป็นศูนย์กลาง ทางพระพทุ ธศาสนาและกจิ กรรมอน่ื ๆ เปน็ ประจำ�
กจิ กรรมตา่ งๆ ทางสงั คมเปน็ สว่ นประกอบทจ่ี ะขาด ทุกปีโดยสามารถแยกออกเป็น 4 ประการ คือ
เสยี มไิ ดส้ ำ� หรบั ชมุ ชนในแตล่ ะระดบั โดยมพี ระสงฆ์ ประการแรก ส่งเสริมให้ความรู้ด้านหลักธรรม
เปน็ ตวั แทนของวดั ในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทางสงั คม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันส�ำคัญทางพระพุทธ
ของวัด ท�ำให้พระสงฆ์มีความสัมพันธ์กับสังคม ศาสนา เช่น วันมาฆบูชา ประการที่สองส่งเสริม
อย่างแนบแน่นเช่นเดียวกับวัด พระสงฆ์จึงมี สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นการอนุรักษ์ประเพณี
ลักษณะของความเป็นผู้น�ำในทุกกิจกรรมและการ วัฒนธรรมไทย เช่น งานประเพณีสงกรานต์และ
พฒั นาชุมชนท่ีเกดิ ข้ึนในวดั และชุมชน เมอ่ื วัดเปน็ บญุ เดอื นหก ประการทสี่ ามสง่ เสรมิ กจิ กรรมพเิ ศษ
ศูนย์กลางที่รวมจิตใจ พระสงฆ์ก็มีฐานะเป็นผู้น�ำ ตามกาลสมยั ไดแ้ ก่ วนั สำ� คญั ต่างๆ ของชาติ และ
ทางจติ ใจของชมุ ชน เปน็ ศนู ยร์ วมแหง่ ความเคารพ ประการสุดท้ายมุ่งส่งเสริมกิจกรรมของท้องถ่ิน
เชื่อถือและความร่วมมือต่างๆ และนับจากอดีต กล่าวคือเป็นกิจกรรมท่ีคณะผู้บริหารท้องถ่ิน
จนถงึ ปจั จบุ นั วดั มบี ทบาทสำ� คญั ยง่ิ ในการสบื ทอด ก�ำหนดข้ึนเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารและ
พระพทุ ธศาสนา ทงั้ เปน็ แหลง่ เผยแพรว่ ชิ าการและ พัฒนาท้องถ่ิน จากเน้อื หาทัง้ หมดทปี่ รากฏข้างต้น
พัฒนาต่างๆ ไปสู่สังคม ตลอดถึงศิลปวัฒนธรรม นนั้ จงึ กลา่ วไดว้ า่ วดั ปา่ หนองชาด มคี วามผกู พนั กบั
ของไทยสว่ นใหญม่ าจากวดั แทบทง้ั สน้ิ กลา่ วคอื วดั ทอ้ งถนิ่ เปน็ อยา่ งมากและมบี ทบาทตอ่ การสง่ เสรมิ
เป็นท้ังสถานศึกษา สถานสงเคราะห์ สถาน กิจกรรมหลายๆ ด้าน ทม่ี ีประโยชนต์ อ่ การพฒั นา
พยาบาล สถานบันเทงิ สโมสร พิพธิ ภณั ฑ์ เปน็ ต้น ท้องถิ่น โดยความผูกพันกับท้องถิ่นนี้ได้เกิดจาก
ในขณะเดียวกันพระสงฆ์มีบทบาทเป็นผู้น�ำชุมชน ปัจจัยทั้ง 4 ประการท่ีกล่าวมาในข้างต้นน้ันเอง
เป็นที่พึ่งพิงทางด้านจิตใจของผู้คนในสังคมหรือ เป็นปจั จยั ท�ำให้พระสงฆว์ ดั ป่าหนองชาด เปน็ ผู้น�ำ
แมแ้ ตก่ จิ การสาธารณประโยชนท์ างสงั คม พระสงฆ์ ในการร่วมพัฒนาชุมชน
กไ็ ดม้ สี ว่ นรว่ มในการพฒั นา ดว้ ยเพราะพระสงฆน์ น้ั จากทกี่ ลา่ วมาแลว้ พระในวดั ปา่ หนองชาด
ถือได้ว่าเป็นเสาหลักทางจิตใจของชาวบ้านในการ แห่งน้ี ท่ีมีความโดดเด่นทั้งการส่งเสริมกิจกรรม
ด�ำเนนิ งานตา่ งๆ เกี่ยวกับศาสนา เป็นท่ียึดเหนี่ยวจิตใจของ
ส�ำหรับพระครูเมธีธรรมนันท์ (เมธนันท์ ประชาชนหมบู่ า้ นรอบๆ วดั โดยทมี่ วี ฒั นธรรมและ
สุเมโธ) วัดป่าหนองชาด ต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอ ประเพณีรวมถึงความโดดเด่นของพระสงฆ์เอง
เชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ท่านเป็นเจ้าอาวาส ผู้ซ่ึงมีบทบาทมาอย่างต่อเน่ืองโดยเฉพาะพระสงฆ์
ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 5
ระดับผนู้ �ำ ซึง่ เป็นจุดส�ำคญั ในการรเิ รมิ่ การพฒั นา ตัวแทนหัวหน้าครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตต�ำบล
ชุมชน รวมท้ังเป็นศูนย์กลางในการสร้างความ ดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม
สมัครสมานสามัคคีของประชาชนทั้งในวัดและใน จำ� นวน 15 หมบู่ า้ น 1,871 คน กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ใี ช้
ชมุ ชน ดว้ ยเหตนุ เี้ องการวจิ ยั ครงั้ นจี้ งึ มงุ่ เนน้ ในการ ในการวิจยั ได้แก่ ประชาชนในเขตต�ำบลดอนเงิน
ศกึ ษาพระกบั การพฒั นาชมุ ชน โดยยดึ วดั ปา่ หนอง อำ� เภอเชยี งยนื จงั หวดั มหาสารคาม จำ� นวน 330 คน
เป็นพื้นที่เป้าหมายในการศึกษา เนื่องจากมีความ ผวู้ จิ ยั ไดห้ าสดั สว่ นของกลมุ่ ตวั อยา่ งของประชาชน
เหมาะสมในหลายๆ ดา้ น ดงั ไดก้ ลา่ วแลว้ ในเบอื้ งตน้ ในเขตต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน จังหวัด
และจงึ นบั วา่ เปน็ วดั ทนี่ า่ สนใจในการศกึ ษาการเปน็ มหาสารคาม จ�ำนวน 15 หมู่บ้าน
อยา่ งยง่ิ เพ่ือการพฒั นาวดั และชมุ ชนตอ่ ไป เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็น
แบบสอบถาม (Questionnaire) ที่มีลักษณะเป็น
2. วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย มาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale) แบง่ เป็น
5 ระดับ คอื มากท่ีสดุ มาก ปานกลาง น้อยและ
1. เพ่ือศึกษาระดับการพัฒนาพระสงฆ์ นอ้ ยทส่ี ดุ โดยใหผ้ ตู้ อบเลอื กตอบเพยี งคำ� ตอบเดยี ว
กบั การพฒั นาชมุ ชน กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์ จ�ำนวน 30 ข้อ
(เมธนันท์ สุเมโธ) วัดป่าหนองชาด ตำ� บลดอนเงิน ผู้วิจัยด�ำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก
อำ� เภอเชียงยนื จังหวดั มหาสารคาม แบบสอบถาม โดยก�ำหนดให้มีผู้ช่วยผู้ศึกษาการ
2. เพื่อเปรียบเทียบพระสงฆ์กับการ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จำ� นวน 1 คนตอ่ 5 หมบู่ า้ นเพอ่ื
พัฒนาชุมชน กรณีศึกษา พระครูเมธีธรรมนันท์ น�ำแบบสอบถามแจกให้กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยและ
(เมธนันท์ สเุ มโธ) วัดปา่ หนองชาด ตำ� บลดอนเงิน ผู้ช่วยผู้วิจัยด�ำเนินการแจกและเก็บแบบสอบถาม
อ�ำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคามท่ีมีเพศ อายุ จนครบตามจ�ำนวน มีการตรวจสอบความถูกต้อง
หมบู่ า้ นทอ่ี าศยั แตกตา่ งกัน และความครบถว้ นสมบรู ณข์ องแบบสอบถามกอ่ น
3. เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะพระสงฆ์กับ ท่ีจะน�ำมาประมวลผล หากมีฉบับใดไม่สมบูรณ์
การพฒั นาชุมชนในต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน จะคัดออกและท�ำการเก็บเพิ่มให้ครบตามจำ� นวน
จังหวัดมหาสารคาม การวจิ ยั ครง้ั นี้ ผวู้ จิ ยั ไดท้ ำ� การศกึ ษาขอ้ มลู
โดยใช้สถิติท่ีเก่ียวข้องในการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือ
3. วิธีดำ� เนินการวจิ ยั พรรณนาข้อค้นพบจากการวิจัยและทดสอบ
สมมติฐาน ดังนี้ 1) สถิติพรรณนา จะเป็นการ
การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้ันตอนที่น�ำเสนอการพรรณนาลักษณะ
(Quantitative Research) โดยใชร้ ปู แบบการศกึ ษา ของข้อมูลสถิติท่ีใช้ดังนี้ (1) ข้อมูลทั่วไป ใช้สถิติ
วจิ ยั วจิ ยั เอกสาร (Documentary Research) และ รอ้ ยละ และคา่ ความถ่ี (2) สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวดั ระดบั
การศึกษาข้อมูลภาคสนาม ประชากรที่ใช้ในการ
วิจัย ได้แก่ ประชาชนท่ีเป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือ
6 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
การพฒั นา พระสงฆก์ บั การพฒั นาชมุ ชนกรณศี กึ ษา (เมธนันท์ สุเมโธ) วดั ปา่ หนองชาด ต�ำบลดอนเงิน
พระครูเมธีธรรมนันท์ (เมธนันท์ สุเมโธ) วัดป่า อำ� เภอเชยี งยนื จงั หวดั มหาสารคาม พบวา่ โดยรวม
หนองชาด ตำ� บลดอนเงนิ อำ� เภอเชียงยนื จงั หวัด อยู่ในระดับมาก เม่ือจ�ำแนกเป็นรายด้าน อยู่ใน
มหาสารคาม ได้แก่ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบน ระดบั มากทงั้ 4 ดา้ น เรยี งลำ� ดับจากคา่ เฉลย่ี มาก
มาตรฐาน (3) สถติ เิ ชงิ ตคี วาม จะใชใ้ นการวเิ คราะห์ ไปหานอ้ ย ดงั น้ี ดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม มคี า่ เฉลยี่ มากทสี่ ดุ
ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเพื่ออ้างอิงประชากร ( = 4.26) รองลงมาคอื ดา้ นวฒั นธรรม ( = 4.26)
ซง่ึ ผศู้ กึ ษาจะใชส้ ถติ หิ ลกั เพอื่ การทดสอบสมมตฐิ าน ด้านจิตใจ ( = 4.26) และด้านสังคม มีค่าเฉลี่ย
สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test และ นอ้ ยท่ีสดุ ( = 4.13)
การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว (One Way 3. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของ
ANOVA) โดยกำ� หนดนยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05 ประชาชนต่อพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน กรณี
(Srisa-at, 2010 : 119) กรณพี บความแตกตา่ งใชก้ าร ศึกษา พระครูเมธีธรรมนันท์ (เมธนันท์ สุเมโธ)
วเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บความแตกตา่ งตามวธิ กี ารของ วัดป่าหนองชาด ต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน
เชฟเฟ (Scheffe' Methood) (4) ขอ้ มลู ขอ้ เสนอแนะ จงั หวดั มหาสารคาม พบวา่ 1) เพศ พบวา่ พระสงฆ์
ผู้ศึกษาจะใช้วิธีจัดกลุ่มเน้ือหาท่ีมีลักษณะเดียวกัน กบั การพฒั นาชมุ ชน กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์
และแจกแจงความถ่ีแลว้ พรรณนาความ (เมธนันท์ สเุ มโธ) วดั ป่าหนองชาด ตำ� บลดอนเงิน
อ�ำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จ�ำแนกตาม
4. สรปุ ผลการวจิ ยั เพศโดยรวม และรายด้าน ไมแ่ ตกต่างกันทางสถติ ิ
ที่ระดบั .05 2) อายุ พบว่า พระสงฆก์ ับการพัฒนา
การวจิ ยั เรอื่ งพระสงฆก์ บั การพฒั นาชมุ ชน ชมุ ชน กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์ (เมธนนั ท์
กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์ (เมธนนั ท์ สเุ มโธ) สุเมโธ) วัดป่าหนองชาด ต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอ
วัดป่าหนองชาด ต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน เชียงยืน จังหวัดมหาสารคามจ�ำแนกตามอายุ
จังหวัดมหาสารคาม สรปุ ผลได้ดงั นี้ โดยรวม ไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับ .05 เม่ือ
1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำ� แนกเปน็ รายดา้ น ไมแ่ ตกตา่ งกนั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั
จ�ำนวน 330 คน พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศชาย .05 ทงั้ 4 ด้าน 3) หมู่บา้ นทีอ่ าศยั พบวา่ พระสงฆ์
จำ� นวน 166 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 50.3 มอี ายุ 31-40 กบั การพฒั นาชมุ ชน กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์
ปี จำ� นวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 29.1 มอี ายุตำ่� กวา่ (เมธนันท์ สุเมโธ) วัดป่าหนองชาด ตำ� บลดอนเงนิ
20 ปี จำ� นวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 9.1 หม่บู ้าน อ�ำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จ�ำแนกตาม
ท่ีอาศัยบ้านผ�ำ และบ้านผ�ำสามัคคี มีจ�ำนวน หมู่บ้านท่ีอยู่อาศัย พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน
ประชากรเท่ากนั คือ 40 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 12.1 ทางสถิติที่ระดับ .05 เม่ือจ�ำแนกเป็นรายด้าน
2. ความคดิ เห็น ประชาชนตอ่ พระสงฆ์ พบวา่ มคี วามคดิ เหน็ ไมแ่ ตกตา่ งกนั จำ� นวน 3 ดา้ น
กบั การพฒั นาชมุ ชน กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์
ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 7
ไดแ้ ก่ ดา้ นจติ ใจ ดา้ นสงั คม ดา้ นวฒั นธรรม สว่ นดา้ น (บญุ ลำ้� เลศิ ) (Phramaha Paiboon Wipulo (Boon
สิง่ แวดล้อม มีความคิดเห็นแตกตา่ งกนั อย่างมีนยั Lamlert), 2012 : 89) ไดท้ ำ� การศกึ ษา ความคดิ
สำ� คญั ทางสถิติท่รี ะดบั .05 เหน็ ของนกั เรยี นทม่ี ตี อ่ บทบาทของพระสงฆก์ บั การ
4. ขอ้ เสนอแนะของประชาชนตอ่ พระสงฆ์ พัฒนาจรยิ ธรรมในโรงเรยี นมัธยม พบวา่ 1) ความ
กบั การพฒั นาชมุ ชน กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์ คดิ เหน็ ของนกั เรยี นทม่ี ตี อ่ บทบาทของพระสงฆก์ บั
(เมธนันท์ สเุ มโธ) วดั ป่าหนองชาด ตำ� บลดอนเงิน การพฒั นาจรยิ ธรรมในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา อำ� เภอ
อำ� เภอเชียงยนื จงั หวัดมหาสารคาม ท่ีมคี ่าความถี่ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมทุกด้าน
สงู สดุ แตล่ ะดา้ น ปรากฏดงั นี้ วดั พระสงฆย์ งั มสี ว่ น อยู่ในระดับมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของ
น้อยท่ีไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเรียนการ เสาวลักษณ์ ข�ำนิล (Khamnin, 2010 : 89)
สอนวชิ าพระพทุ ธศาสนาในโรงเรยี น การพฒั นาใน ได้ท�ำการศึกษาค้นพบว่า พระสงฆ์ในชุมชนวังไผ่
มิติรอบด้าน ควรเกิดขึ้นจากการร่วมมือปรึกษา และชมุ ชนอู่ตะเภา ตา่ งมีบทบาทช่วยเหลอื ในการ
หารือกันระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งในภาครัฐ พฒั นาชุมชน ระดบั ปานกลาง
ประชาชน รวมไปถึงคณะสงฆ์เอง เพ่ือท�ำความ 2. ผลการวิจัยพบว่า พระสงฆ์กับการ
เขา้ ใจรว่ มกนั ในเรอื่ งของการพฒั นาสง่ เสรมิ ในดา้ น พัฒนาชุมชน กรณีศึกษา พระครูเมธีธรรมนันท์
วัฒนธรมม เช่น การบูรณะ หรือซ่อมแวมวัตถุ (เมธนันท์ สุเมโธ) วัดป่าหนองชาด ตำ� บลดอนเงิน
โบราณ รวมไปถึงการส่งเสริมให้รัฐจัดกิจกรรม อ�ำเภอเชียงยืน จงั หวัดมหาสารคาม ทมี่ ีเพศ อายุ
เก่ยี วกบั ดา้ นสิ่งแวดล้อม เปน้ ตน้ หมูบ่ า้ นที่อาศัย มีความคิดเหน็ แตกต่างกนั ผลการ
วจิ ยั จำ� แนกตามขอ้ มลู ทว่ั ไปของผตู้ อบแบบ สอบถาม
5. อภิปรายผลการวิจยั ปรากฏดงั น้ี
2.1 ประชาชนในชุมชนที่มีเพศต่าง
การวิจัยเร่ือง พระสงฆ์กับการพัฒนา กันมีความคิดเห็นต่อพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน
ชมุ ชน กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์ (เมธนนั ท์ กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์ (เมธนนั ท์ สเุ มโธ)
สุเมโธ) วัดป่าหนองชาด ต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอ วัดป่าหนองชาด ต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน
เชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ผู้วิจัยได้น�ำมา จงั หวดั มหาสารคาม โดยรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั อยา่ งมี
อภิปรายผลดงั น้ี นยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั งาน
1. ผลการวิจัยพบว่า พระสงฆ์กับการ วิจัยของชัยมงคล ศรีทองแดง (Srithongdaeng,
พัฒนาชุมชน กรณีศึกษา พระครูเมธีธรรมนันท์ 2009 : 119-120) ได้ท�ำการศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ี
(เมธนันท์ สเุ มโธ) วัดป่าหนองชาด ตำ� บลดอนเงนิ ส่งผลต่อบทบาทพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชน
อ�ำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม มีการพัฒนา เขตอ�ำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า พระสงฆ์
อยู่ในระดับมาก ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้ มีบทบาทในการพัฒนาจ�ำแนกตามเพศ พบว่า
สอดคล้องกับงานวิจัยของพระมหาไพบูลย์ วิปุโล
8 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของ การพฒั นาขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลเกษตรวสิ ยั
พระมหาบญุ มี วรรณวเิ ศษ (Phramaha Boonmee อ�ำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ตามความคิด
Wanwiset, 2011 : 60) ได้ทำ� การศึกษาวิจัยเรือ่ ง เห็นของประชาชน จ�ำแนกตามชุมชนที่อาศัยอยู่
บทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาสังคม: ศึกษา โดยรวมไมแ่ ตกต่างกันทางสถิติทีร่ ะดบั .05
เฉพาะกรณพี ระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (บวั ญาณสมปฺ นโฺ ณ)
ผลการศกึ ษาเปรยี บเทยี บ จำ� แนกตามเพศ พบว่า 6. ขอ้ เสนอแนะ
ประชาชนมีความคดิ เห็นแตกตา่ งกัน
2.2 ประชาชนในชุมชนท่ีมีอายุต่าง 1. ขอ้ เสนอแนะในเชิงนโยบาย
กันมีความคิดเห็นต่อพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน 1.1 ส�ำนักงานพระพุทธศาสนาแห่ง
กรณศี กึ ษา พระครเู มธธี รรมนนั ท์ (เมธนนั ท์ สเุ มโธ) ชาติควรน�ำผลการวิจัยไปปรับใช้เพื่อส่งเสริมให้วัด
วัดป่าหนองชาด ต�ำบลดอนเงิน อ�ำเภอเชียงยืน และพระสงฆ์ร่วมกันกับประชาชนในพ้ืนท่ีให้
จังหวัดมหาสารคาม โดยรวมมีความคิดเห็นไม่ มากขน้ึ รวมทั้งองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ ตอ้ งให้
แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ความสำ� คัญกับวัดและพระสงฆ์
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของพระมหาสุเทพ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครง้ั ต่อไป
สุโขยะชัย (Phra maha Sutep Sukhoyachai, 2.1 เนื่องจากผลการศึกษาพบว่า
2007 : 142-143) ไดท้ ำ� การศกึ ษาเรอ่ื งบทบาทของ พระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน กรณีศึกษา พระครู
พระสงฆ์ในการพัฒนาวิธีการแก้ไขปัญหาทางด้าน เมธธี รรมนนั ท์ (เมธนันท์ สุเมโธ) วัดป่าหนองชาด
คุณธรรมและจริยธรรมของเด็กและเยาวชนใน ตำ� บลดอนเงนิ อำ� เภอเชยี งยนื จงั หวดั มหาสารคาม
จงั หวัดขอนแกน่ ผลการเปรยี บเทียบความคิดเหน็ ด้านสังคมนั้น มีค่าเฉล่ียต่�ำกว่าด้านอื่นๆ ดังนั้น
ตอ่ การดำ� เนนิ งานการพฒั นา ของเดก็ และเยาวชน ในการศึกษาคร้ังต่อไปควรมีการศึกษา แนวทาง
ทเ่ี พศ อายุ ระดบั การศกึ ษาต่างกนั พบว่า มีความ ความสมั พนั ธข์ องวดั พระสงฆก์ บั การพฒั นาชมุ ชน
คดิ เหน็ โดยรวมไมแ่ ตกต่างกัน ด้านสังคม
2.3 ประชาชนในชุมชนท่ีมีหมู่บ้าน
ที่อาศัยต่างกันมีความคิดเห็นต่อพระสงฆ์กับการ 7. องค์ความรทู้ ี่ได้รับ
พัฒนาชุมชน กรณีศึกษา พระครูเมธีธรรมนันท์
(เมธนนั ท์ สเุ มโธ) วดั ปา่ หนองชาด ตำ� บลดอนเงิน จากการศกึ ษาผวู้ จิ ยั ไดอ้ งคค์ วามรใู้ นปจั จยั
อ�ำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม โดยรวมไม่ ท่ีส�ำคัญคือความร่วมมือกันระหว่างวัดและชุมชน
แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยมีปัจจัยที่เก่ียวข้องทางจิตใจ ซึ่งวัดยังเป็น
ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของนติ ศิ กั ด์ิ ปกั ษา (Paksa, ศูนย์รวมจิตใจของชุมชนรอบๆ ซึ่งการท่ีชุมชนจะ
2011 : 72) ไดว้ จิ ยั การดำ� เนนิ งานตามยทุ ธศาสตร์ พัฒนาให้มีความเข้มแข็งวัดยังถือว่าเป็นปัจจัย
ส�ำคัญ นอกจากนั้นผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะการปรับ
กระบวนการท�ำงานของคนในชุมชน โดยการส่ง
ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 9
ผา่ นเจตนารมณ์เก่ยี วกับอนรุ ักษ์พน้ื ทป่ี า่ ภายในวัด พัฒนาและพร้อมที่จะรับช่วงต่อในการด�ำเนินงาน
ใหค้ นรนุ่ ใหมใ่ หเ้ กดิ ความจติ สำ� นกึ ตอ่ ชมุ ชนในการ อนุรกั ษ์ต่อไปในอนาคต
References
Charoen-aksorn, K. (1998). The knowledge of Civil Religion. Bangkok : Chulalongkorn University.
Khamnin, S. (2010). The role of Buddhist monks in community development in Wanghai
and Utaphao villages. Master of Arts. Graduate School : Chulalongkorn University.
Paksa, N. (2011). Work Performance under Strategy Development of Kaset Wisai Sub-district
Administration Organization, Kaset Wisai district, Roi-et Province as the Opinion of
the People. Maha Sarakham : Rajabhat Maha Sarakham University.
Phra Ratchaworamunee (Prayudh Payutto). (2007). Sangha Institute and Thai society.
Bangkok : Foundation For Komolkhimthong.
Phramaha Boonmee Wanwiset. (2011). The Roles of Buddhist Monk on School Development:
A Case Study of Venerable Phra Dhammavisuddhimangala (Bua Nanasampanno).
Nakhon Pathom : Mahamakut Buddhist University.
Phramaha Paiboon Wipulo (Boon Lamlert). (2012). The role of Buddhist Monks on moral
development in secondary schools, Nakhonchaisi district, Nakhon Pathom Province.
Master of Arts Program in Buddhist Studies. Graduate School : Mahachulalongkorn
rajavidyalaya University.
Phramaha Sutep Sukhoyachai. (2007). The role of Buddhist Monks for Resolving in moral
and ethics of the youths in Khon Kaen Province. Khon Kaen : Khon Kaen University.
Saihu, P. (1968). The roles of Community Development of the Northeastern in Village
Sociology Northeast. Bangkok : Chulalongkorn University.
Srisa-at, B. (2010). Elementary Research. Bangkok : Suriyasan publisher.
Srithongdaeng, C. (2009). Factors Affected on the Role of Buddhist Monks in Community
development, Mueang, Roi-et Province. Master of Political Science. Graduate School
: Rajabhat Mahasarakham University.
ศกึ ษานวตั กรรมผลิตภณั ฑช์ ุมชนโดยใชภ้ ูมปิ ัญญาท้องถนิ่ :
กรณีศกึ ษา วสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ เส่ือบา้ นทา่ แฉลบ จงั หวัดจันทบุร*ี
A Study of the Community Production Innovation through
the Local Wisdom: A Case Study of Seu Ban Tha Chaleab
Community Enterprise in Chanthaburi Province
พระครูสจุ ติ กติ ติวัฒน์, ธวัชชัย สมอเน้ือ และวรษา ขุนสนธิ
Phakhru Suchitkittiwat, Thawatchai Samornuea and Worasa Khunsonti
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจากภูมิปัญญา
ท้องถ่ินของกลุ่มเสื่อบ้านท่าแฉลบ วิสาหกิจชุมชน จังหวัดจันทบุรี 2) สร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน
เชิงพุทธจากภูมิปัญญาท้องถ่ินของกลุ่มเส่ือบ้านท่าแฉลบ วิสาหกิจชุมชน จังหวัดจันทบุรี 3) วิเคราะห์
อัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพ่ิมผลิตภัณฑ์กลุ่มเส่ือบ้านท่าแฉลบ วิสาหกิจชุมชน จังหวัด
จนั ทบรุ ี ดว้ ยการมสี ว่ นรว่ มของผวู้ จิ ยั ในกระบวนการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ การวจิ ยั ครง้ั นี้ ผวู้ จิ ยั วเิ คราะหข์ อ้ มลู
เชงิ คณุ ภาพจากแบบสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ กบั ผใู้ หส้ มั ภาษณส์ ำ� คญั จำ� นวน 31 คน และการสนทนากลมุ่ จำ� นวน
10 คน ด้วยสถติ ิ LIST Model
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. การมสี ว่ นรว่ มของสมาชกิ ในกระบวนการพฒั นาผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนจากภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ กลมุ่
เสอื่ บา้ นทา่ แฉลบ วสิ าหกจิ ชมุ ชน จงั หวดั จนั ทบรุ ี พบวา่ สมาชกิ มสี ว่ นรว่ มในกระบวนการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์
มกี ารแบง่ หนา้ ทตี่ ามความถนดั ของแตล่ ะคน นำ� พทุ ธวธิ กี ารบรหิ ารมาใชใ้ นการบรหิ ารกลมุ่ อยา่ งเหมาะสม
มกี ารพัฒนาเครื่องหมายการค้าของกล่มุ และจดลิขสทิ ธ์ิชือ่ “เสือ่ จนั ทร์” หรอื Chanhtaboon mat
* ไดร้ บั บทความ: 15 ตุลาคม 2563; แกไ้ ขบทความ: 22 ธันวาคม 2563; ตอบรบั ตีพิมพ:์ 30 ธันวาคม 2563
Received: October 15, 2020; Revised: December 22, 2020; Accepted: December 30, 2020
12 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
2. สรา้ งนวตั กรรมผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนเชงิ พทุ ธจากภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ พบวา่ ไดร้ ว่ มกบั ภาคเี ครอื ขา่ ย
(กลุ่มผู้ประกอบการอัญมณี) สร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนข้ึนใหม่ เป็นการเพิ่มมูลค่าจากการน�ำ
ผลติ ภณั ฑ์เดมิ ดดั แปลงเป็นผลติ ภณั ฑ์รูปแบบใหม่
3. อัตลกั ษณผ์ ลติ ภณั ฑ์ชุมชนกบั การสร้างมลู คา่ เพิม่ ของวิสาหกจิ ชมุ ชน กลมุ่ เส่อื บ้านทา่ แฉลบ
จังหวัดจนั ทบรุ ี พบว่า 1) ตน้ กกบา้ นท่าแฉลบมคี วามเหนียวน่มุ มันวาว ทนทาน และผลติ ภัณฑเ์ ปน็ มิตร
กับสิ่งแวดล้อม 2) “ลายเชิงกระได” เป็นลายเสื่อท่ีได้รับการจดสิทธิบัตร 3) น�ำหลักสัมมาอาชีวะและ
สัปปุรสิ ธรรม 7 ประการ มาบรหิ ารชวี ติ ประจ�ำวนั ได้เหมาะสม ท�ำให้ชมุ ชนมรี ายไดจ้ ากการจ้างงานเกิดการ
กระจายรายได้ในชมุ ชนอย่างย่ังยนื
คำ� ส�ำคญั : กระบวนการพัฒนาผลิตภณั ฑ;์ ภมู ิปญั ญาท้องถ่นิ ; นวตั กรรมผลติ ภณั ฑ์ชุมชนเชิงพุทธ
Abstract
This research aims to: 1) Study the community product development process
based on the local wisdom of the Ban Tha Chalab Mat group. Com-munity enterprises
Chanthaburi, 2) Create the innovative products of the Buddhist community based on the
local wisdom of the Ban Tha Chalab Mat group Community enterprises Chanthaburi,
3) Analyze the identity of com-munity products to create added value for Ban Tha Chalab
Mat products. Community enterprises Chanthaburi, with the participation of researchers
in the product development process. This research Researchers analyzed qualit-ative
data from in-depth interviews with 31 key interviewees and 10 group discussions using
LIST Model statistics.
The research results were found that:
1. Participation of members, in the process of developing community products
based on local wisdom Ban Tha Chalab Mat Group Community en-terprises Chanthaburi
province found that members were involved in the product development process, the
duties are divided according to the aptitude of each person and applied the Buddhist
method of administration in the appropriate management of the group. Group trademarks
are developed and copyright the name Mat Chan or Chanhtaboon Mat.
2. To create innovative products for Buddhist communities from local wisdom,
it was found that they were found in cooperation with network part-ners. (Jewelry
ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 13
entrepreneurs) to create a new product.
3. Community product identity and value-added creation of community enterprises
Ban Tha Chalab Mat Group Chanthaburi province found that, 1) Ban Tha Chalab reeds
are tough, soft, glossy, durable and environmentally friendly products, 2) Choeng Kadai
is a patented mat pattern, 3) Adopt 7 principles of life and pinpurisatham to manage
daily life properly make the community earn income from employment and create
sustainable income distribution in the community.
Keywords: Process of Product Development; Local Wisdom; Buddhist Community Product
Innovation, Identity
1. บทน�ำ เขตพ้นื ที่ราบลมุ่ ปากแมน่ ำ�้ จนั ทบรุ ี มปี า่ ชายเลนท่ี
อุดมสมบูรณ์ ท่ีบ้านเขาน้อยท่าแฉลบนี้จะมีต้น
วิสาหกิจชุมชนคือรากฐานส�ำคัญของ “กกจนั ทบรู ” ซง่ึ ขนึ้ อยใู่ นพน้ื ทนี่ ำ�้ กรอ่ ย มลี กั ษณะ
เศรษฐกจิ ของชาติ เนอ่ื งจากภาครฐั ไดส้ รา้ งนโยบาย เฉพาะที่พิเศษ คือ มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน
เพ่ือให้เกิดทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจเน้น ผิวมัน มีความเหนียว สามารถจัก (ผ่า) ออกเป็น
การส่งเสริมและพัฒนา เพื่อให้เกิดการสร้างงาน เสน้ ขนาดเลก็ ได้ ในอดตี จะพบตน้ กกจนั ทบรู ขน้ึ อยู่
สรา้ งรายได้ การสง่ เสรมิ และพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชน เป็นจ�ำนวนมากตามคันนาในพื้นท่ีบ้านเขาน้อย
ใหแ้ ขง็ แกรง่ เปน็ อกี แนวทางหนง่ึ ของภาครฐั ในการ ท่าแฉลบ เดิมชาวบ้านนิยมผ่าเป็นเส้นใช้มัดปู
ขับเคลื่อน เพ่ือที่ชุมชนสามารถแข่งขันกับตลาด ตอ่ มาจงึ มกี ารนำ� มาทอเปน็ เสอ่ื กก และคนในชมุ ชน
ภายในและภายนอกประเทศได้ รัฐบาลจึงได้ให้ ได้มีการน�ำต้นกกมาทอเป็นเส่ือลายไทยยกดอก
งบประมาณเพอื่ โครงการตา่ งๆ สำ� หรบั การเพมิ่ ขดี ซ่ึงมีการสืบทอดมาจากการทอผ้าไหมของจันทบูร
ความสามารถของชุมชน มุง่ เน้นความเขม้ แข็งและ และได้รับการพัฒนาต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น จนได้รับ
การพึง่ ตนเองในด้านการด�ำเนนิ ธรุ กิจ ซง่ึ วสิ าหกิจ ความนยิ มอยา่ งแพรห่ ลาย และเปน็ ศลิ ปหตั ถกรรม
ชุมชนส่วนใหญ่ยังขาดสภาพคล่องทางเงินทุน พ้ืนบ้านที่มีช่ือเสียงเป็นของดีประจ�ำจังหวัด (Ban
ทางด้านตลาดส่งออกภายนอกชุมชน ด้าน Tha Chalab community enterprise Chanthaburi
เทคโนโลยใี นการผลิต ดา้ นนวัตกรรม สิง่ ประดิษฐ์ Province, 2018)
หรอื ผลงานการสรา้ งสรรคใ์ หมๆ่ ทต่ี อบสนองความ นอกจากนี้ ยงั พบอกี วา่ ผสู้ บื ทอดภมู ปิ ญั ญา
ตอ้ งการของผบู้ รโิ ภค และตลาดสง่ ออก (Phongpis, การทอเส่ือไว้ เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในวัยกลางคนถึง
2018) ผู้สูงอายุเท่าน้ัน ซ่ึงมีประชากรรวม 1,490 คน
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้านท่าแฉลบ มีจ�ำนวน 669 ครัวเรือน มีผู้ประกอบอาชีพทอ
ตำ� บลบางกะจะ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั จนั ทบรุ ี อยใู่ น
14 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
เสอื่ กก จำ� นวน 20 ครวั เรอื น คดิ เปน็ รายไดต้ อ่ ครวั เรอื น ในการเล้ียงชีพ หนั ไปประกอบอาชีพอืน่ ท่ีมรี ายได้
จ�ำนวน 30,000 บาท ต่อ/ปี (Bang Kacha มากกวา่ และไมล่ ำ� บากอนั เปน็ ปจั จยั หนงึ่ ในอนาคต
Municipality Office, 2018) แตไ่ ดพ้ บปญั หาเกย่ี วกบั จะท�ำใหอ้ าชีพการทำ� เสอ่ื กกสญู หาย
การผลติ ผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนขา้ งตน้ หลายประการ อาทิ จากปัญหาดังท่ีกล่าวมา ท�ำให้ผู้วิจัยได้
1. กลมุ่ เสอ่ื ในจงั หวดั จนั ทบรุ ไี มไ่ ดม้ เี พยี ง เล็งเห็นความส�ำคัญและปัญหาของสินค้าหรือ
กลุ่มเดียว แต่มีการผลิตและจ�ำหน่ายในช่องทาง ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปทางการเกตร ประเภทเสื่อกก
เดยี วกันเป็นสว่ นใหญ่ จึงมีความต้องการท่ีจะร่วมกันวิจัยและพัฒนา
2. ผลติ ภณั ฑม์ ลี กั ษณะทเ่ี หมอื นหรอื ใกล้ เพ่ือให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ จากการวิเคราะห์
เคียงกัน ท�ำให้เกิดปัญหาในการตัดราคาจ�ำหน่าย การถอดบทเรียนเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อการ
ในกลุ่มผปู้ ระกอบการกนั เอง พัฒนาท่ียั่งยืน สร้างความมั่นคงและเข็มแข็ง
3. รูปแบบของผลิตภัณฑ์ยังมีรูปแบบ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจจังหวัดจันทบุรี โดยเลือกกรณี
เดิมๆ หรือซ�้ำซาก ไม่สามารถพัฒนาให้น�ำออกสู่ ศึกษา “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเส่ือบ้านท่าแฉลบ
ตลาดภายนอกประเทศไดเ้ ท่าที่ควร ซ่ึงพบวา่ ส่วน จังหวัดจันทบุรี” เป็นต้นแบบในการพัฒนาตาม
ใหญ่จะเป็นการส่ังท�ำตามรูปแบบของผู้จ�ำหน่าย วตั ถปุ ระสงค์ ทวี่ างไวโ้ ดยมคี วามคดิ รเิ รม่ิ ทจ่ี ะทำ� ให้
ทัง้ ในและนอกประเทศ เกิดนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์ชุมชน
4. ปัญหาในดา้ นวัตถุดบิ พบว่า วัตถดุ ิบ ใหม่ๆ ของคนในชุมชนหาแนวทางการออกแบบ
ที่ใช้ในการผลิตมีการปลูกน้อยลง ไม่เพียงพอต่อ ผลิตภัณฑ์น�ำวัตถุดิบจากต้นกกท่ีแปรรูป เช่น
ความตอ้ งการในการผลติ เสื่อกกมาประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบชนิดอื่น พัฒนา
5. ปญั หาฝมี อื แรงงาน พบวา่ คนสบื ทอด ผลิตภัณฑ์ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ส่งผลให้เกิดการ
ในการผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวน้อยลงสืบเน่ืองจาก ผลิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนเชิงพุทธจาก
อาชีพการทอเส่ือเป็นอาชีพท่ีต้องใช้ภูมิปัญญา ภูมิปัญญาท้องถ่ินจากอัตลักษณ์ของชุมชน
ทอ้ งถน่ิ ของบรรพบรุ ษุ จากรนุ่ ลกู สรู่ นุ่ หลาน รวมทงั้ ทเ่ี ขา้ กบั วฒั นธรรมของสงั คมในยคุ ปจั จบุ นั เกดิ การ
กรรมวิธีการผลิตหรือกระบวนการผลิตมีขั้นตอน สร้างมูลค่าเพ่ิมของผลิตภัณฑ์ผู้ผลิตและสมาชิก
ที่ประณีต พิถีพิถัน ใช้แรงงานคนและฝีมือใน ในชมุ ชนมรี ายไดเ้ พม่ิ มากขนึ้ ควบคไู่ ปกบั คณุ ธรรม
ด้านหัตถกรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาของแต่ละคน หรอื คตธิ รรมของคนในชมุ ชน ท�ำให้เกดิ การเรยี นรู้
แตร่ ายได้ท่ไี ดร้ บั ไม่เพียงพอตอ่ การครองชีพ ส่งผล ร่วมกันพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญา
ให้ไม่เกิดการคิดค้นหรือประยุกต์รูปแบบการ การทำ� เสอ่ื กกของคนในชมุ ชน อกี ทง้ั การมสี ว่ นรว่ ม
ทอเสอื่ มาใชก้ บั ผลติ ภณั ฑห์ รอื วสั ดุ วตั ถดุ บิ ชนดิ อนื่ เชงิ เครอื ข่าย ท่นี ำ� ไปสู่การพฒั นาที่ยง่ั ยนื ตามแผน
ทำ� ให้คนรุน่ หลงั ไม่ยดึ อาชพี การทอเส่ือ เปน็ อาชีพ ยทุ ธศาสตรข์ องจังหวัดและประเทศต่อไป
ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 15
2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย 1.1 การศึกษาในเชิงเอกสารเพ่ือ
ค้นหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้กระบวน
1. เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ แนวคิด และทฤษฏีการ
ผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ินของ บริหารจัดการและการมีส่วนรวมในการเสริมสร้าง
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้านท่าแฉลบ จังหวัด เครือข่ายวสิ าหกิจชุมชน
จันทบรุ ี 1.2 การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ
2. เพื่อสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน (Qualitative Research) โดยการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ
เชงิ พทุ ธโดยใชภ้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ของวสิ าหกจิ ชมุ ชน (In-depth Interview) กับผูใ้ ห้ข้อมลู ส�ำคญั (Key
กล่มุ เสอ่ื บ้านทา่ แฉลบ จังหวัดจนั ทบุรี Informants)
3. เพอื่ วเิ คราะหอ์ ตั ลกั ษณข์ องผลติ ภณั ฑ์ 1.3 การศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ชุมชนกับการสร้างมูลค่าเพิ่มของวิสาหกิจชุมชน (Action Research) โดยการลงพนื้ ทเ่ี พอื่ สรา้ งสรรค์
กลมุ่ เสอ่ื บ้านทา่ แฉลบ จงั หวัดจันทบุรี และพัฒนานวัตกรรม การสนทนากลุ่ม (Focus
group) การศกึ ษาดงู าน การฝกึ อบรมกลมุ่ วสิ าหกจิ
3. วธิ ีดำ� เนินการวิจัย ชุมชน กิจกรรมแนวทางการพัฒนา การติดตาม
และประเมนิ ผลการวิจยั การจัดเวทสี ัมมนาในการ
การวจิ ยั ครงั้ น้ี เป็นการวิจยั เชงิ ปฏิบตั ิการ คนื ขอ้ มลู งานวจิ ยั รว่ มกบั ชมุ ชน คณาจารย์ นกั วจิ ยั
แบบมสี ว่ นรว่ ม (Participation Action Research คณะสงฆ์ เครือข่ายการวิจัยและตัวแทนองค์กร
: PAR) โดยวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมและวเิ คราะหข์ ้อมลู หน่วยงานท่ีเกีย่ วขอ้ งกับการจดั กจิ กรรมการวิจัย
ในเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) 1.4 การประชุมสัมมนาในเชิง
มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาองค์ความรู้กระบวนการ วชิ าการเพอื่ เปน็ การสนบั สนนุ ใหช้ มุ ชน นกั วชิ าการ
พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น บคุ ลากรการวจิ ยั ไดเ้ ปดิ เวทแี ลกเปลยี่ นเรยี นรนู้ ำ� มา
การสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนการวิเคราะห์ พัฒนากิจกรรม
อัตลักษณ์ชุมชนเพ่ือสร้างมูลค่าเพ่ิม โดยใช้ 2. พ้นื ทกี่ ารวจิ ยั และผู้ให้ขอ้ มูลสำ� คัญ
กระบวนการวิจัยบูรณาการเสริมสร้างเครือข่าย 2.1 พื้นท่ีการวิจัย การศึกษาคร้ังน้ี
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเส่ือบ้านท่าแฉลบ จังหวัด ผวู้ จิ ยั ไดก้ ำ� หนดพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาวจิ ยั วสิ าหกจิ ชมุ ชน
จนั ทบรุ ี คณะผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ การตามลำ� ดบั ขนั้ ตอน กลุ่มเสือ่ บา้ นท่าแฉลบ จำ� นวน 2 ชุมชน คือ ชุมชน
ดงั นี้ ย่อยท่ี 4 และชมุ ชนยอ่ ยที่ 5 หมู่ 9 ต�ำบลบางกะจะ
1. รูปแบบการวิจัยในการศึกษาวิจัย อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดจนั ทบุรี
ครั้งน้ี เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมี 2.2 ผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญส�ำหรับผู้ให้
สว่ นรว่ ม (Participation Action Research: PAR) ข้อมูลส�ำคัญ ผู้วิจัยได้มีการเลือกแบบเจาะจง
โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลในเชิงคุณภาพ
มีวธิ ีการศึกษาใน 4 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่
16 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
(Purposive Sampling) จำ� นวนทง้ั สนิ้ 31 รปู /คน ไปเรยี บเรยี งประมวลผลเพอื่ นำ� ไปสรปุ ผลและเขยี น
การสนทนากลุ่ม (Focus Group) ร่วมกับบุคคล รายงานการวิจยั
แ ล ะ ห น ่ ว ย ง า น ท่ี เ ก่ี ย ว ข ้ อ ง ใ น ก า ร วิ จั ย ข อ ง 5. การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยคร้ังน้ี
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั จำ� นวน ผวู้ จิ ยั ใช้ LIST Model (Phra Suteerattanabundit,
10 รปู /คน 2018 : 3-6) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ จากแบบสัมภาษณ์ที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก
ด�ำเนินการสร้างเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบ (In-depth Interviews) ของผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญ
ด้วยแบบสัมภาษณ์ (Interview) จากบุคคลที่ โดยผู้วิจัยได้ท�ำการจัดกลุ่มข้อมูลตามสาระส�ำคัญ
เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย จ�ำนวน 31 รูป/คน จำ� แนกเปน็ ประเดน็ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงคข์ อง
การสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากพระสงฆ์ การวิจัย จากน้ันท�ำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้
นกั วิชาการ ผทู้ รงคณุ วฒุ จิ ากหน่วยงานตา่ งๆ และ เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis
วสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ อืน่ จ�ำนวน 10 รูป/คนและยงั Techinque) ประกอบบริบท (Context) ดงั นี้
มีการปฏิบัติการ (Action research) โดยการลง 5.1 Learning (L) การเรียนรู้จาก
พื้นท่ีเพ่ือสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมโดยใช้ ประวัติและความเป็นมาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่ม
กระบวนการการมสี ว่ นรว่ มเปน็ กระบวนการพฒั นา เสื่อบ้านท่าแฉลบ จังหวัดจันทบุรี แนวคิดด้าน
เชิงปฏิบัติการ เช่น การลงพ้ืนที่ชุมชนและจัด นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาและองค์
ประชุมกลุ่มเพ่ือระดมความคิดหาข้อสรุปและ ความรู้เดิม หลักธรรมที่ใช้ส�ำหรับกระบวนการ
แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้ พัฒนาและการมสี ว่ นร่วมของชุมชน
ภูมิปัญญาท้องถ่ิน,การอบรมเชิงปฏิบัติการและ 5.2 Innovation (I) ผลงานการ
ศกึ ษาดูงานร่วมกับภาคเี ครอื ข่าย สร้างสรรค์หรือนวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถ่ิน
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล คณะผู้วิจัย ท่ที �ำให้เกดิ อัตลกั ษณผ์ ลิตภณั ฑช์ มุ ชนเชิงพุทธ
ไดใ้ ชว้ ธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทห่ี ลากหลาย เพอ่ื ให้ 5.3 Sustainability (S) เกิด
ไดข้ อ้ มูลตามวัตถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษาวจิ ยั โดยมี กระบวนการพฒั นาทนี่ ำ� ไปสคู่ วามยงั่ ยนื ของชมุ ชน
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เก่ียวข้อง ด้านวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ด้านส่ิงแวดล้อม
และการเก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมทั้งด้านคุณธรรม
ด�ำเนินการสัมภาษณ์ แกนน�ำชุมชนและบุคคล และหลักธรรม
ท่ีเกี่ยวข้อง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth 5.4 Transformation (T) การพฒั นา
Interviews) และการสนทนากลมุ่ (Focus Group) และการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ของสมาชิก
โดยการจดบนั ทกึ และการบนั ทกึ เสยี งนำ� ขอ้ มลู ทไ่ี ด้ วสิ าหกิจชมุ ชนกลมุ่ เส่ือบ้านทา่ แฉลบ
ปีท่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 17
4. สรปุ ผลการวิจัย ต่อผู้ซ้ือและผู้น�ำผลิตภัณฑ์มาใช้ เน่ืองจาก
ผู้จ�ำหน่ายสีได้มีการน�ำเข้ามาจากต่างประเทศ
การวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยได้ท�ำการจัดกลุ่ม มีใบรับรองคุณภาพสีท่ีน�ำมาจ�ำหน่ายให้ผู้ย้อมกก
ข้อมูลตามสาระส�ำคัญ จ�ำแนกเป็นประเด็นที่ โดยทัว่ ไป เชน่ สตี รามา้
เกยี่ วขอ้ งกับวัตถุประสงค์ของการวิจยั ดังน้ี 1.3 กระบวนการทอเสอื่ กก ยงั ใชว้ ธิ ี
1. ผลการศึกษากระบวนการพัฒนา การแบบดั้งเดิมและใช้อุปกรณ์ในการทอหลาก
ผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของ หลายชนิด ท่ีเป็นภูมิปัญญาท้องถ่ินของวิสาหกิจ
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้านท่าแฉลบ จังหวัด ชมุ ชนกลมุ่ เส่อื บา้ นท่าแฉลบ
จนั ทบุร ี จากการศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชน 1.4 กระบวนการออกแบบลวดลาย
ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้ เส่ือกกและการออกแบบผลติ ภณั ฑ์
ภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า สมาชิกวิสาหกิจชุมชน 1.5 กระบวนการออกแบบเครอื่ งหมาย
กลุ่มเสื่อบ้านท่าแฉลบจังหวัดจันทบุรีทุกคน การคา้ และทำ� นามบตั รใหม่ โดย ประธานวสิ าหกจิ
ไดม้ สี ว่ นรว่ มในกระบวนการพฒั นาผลติ ภณั ฑช์ มุ ชน ชุมชนฯได้ร่วมกับผู้วิจัยและนักออกแบบในการ
โดยใช้ภมู ิปัญญาทอ้ งถิน่ ทุกขัน้ ตอน พัฒนาเครอ่ื งหมายการคา้ แบบใหม่ จากเดมิ ชือ่ ว่า
1.1 กระบวนการค้นหาต้นกกและ “เส่อื ท่าแฉลบ” เปน็ “เสือ่ จันทร”์ หรอื “CHAN-
การจกั กกพบวา่ ตน้ กก ทไ่ี ดจ้ ากนากกของชาวบา้ น THABOON MAT” นั้น เนื่องจากว่าสินค้าสิ่งทอ
ทมี่ กี ารเพาะปลกู ในหมบู่ า้ นทา่ แฉลบ หมู่ 9 ตำ� บล ทางการเกษตร หรอื เสอ่ื จนั ทบรู มคี วามสอดคลอ้ ง
บางกะจะ อ�ำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ปัจจุบัน กับการเป็นสินค้า GI (ส่ิงบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์)
มีอยู่ประมาณ 35 ไร่ ลดน้อยลงจากแต่ก่อนมาก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนส่ิงบ่งช้ีทางภูมิศาสตร์กับ
เน่ืองจากชาวบ้านบางส่วนได้หันไปท�ำการประมง กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประเภท เส่ือกกและ
แทนมากกวา่ จะมาทำ� นากก เพราะวา่ ตน้ กกนนั้ เมอื่ ผลติ ภณั ฑแ์ ปรรูปจากเสอื่ กก และนำ� ไปจดลขิ สิทธิ์
ปลกู แลว้ ตอ้ งมกี ารดแู ลรกั ษาอยา่ งดี ปจั จยั ทสี่ ำ� คญั กบั กรมทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา เพอื่ ใชเ้ ปน็ เครอื่ งหมาย
คือ น�้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก ถ้าขาดน้�ำจะท�ำให้ การค้าของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเส่ือบ้านท่าแฉลบ
ต้นกกล้มตาย โดยเฉพาะในหน้าแล้งต้นกกจะมี จังหวดั จนั ทบรุ ีต่อไป
ไม่เพียงพอต่อการน�ำมาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูป 2. ผลการศึกษานวัตกรรมผลิตภัณฑ์
เป็นผลิตภัณฑ์ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้านท่า ชมุ ชนเชงิ พทุ ธโดยใชภ้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ของวสิ าหกจิ
แฉลบจงึ มคี วามจำ� เปน็ ตอ้ งซอื้ วตั ถดุ บิ จากพน้ื ทอี่ นื่ ชมุ ชนกลมุ่ เสอ่ื บา้ นทา่ แฉลบ จงั หวดั จนั ทบรุ ี พบวา่
ในจังหวดั จนั ทบรุ แี ละนอกจงั หวัดจนั ทบุรี มีการน�ำหลักพุทธวิธีบริหารมาใช้ในการบริหาร
1.2 กระบวนการย้อมสีกก พบว่า จดั การชมุ ชน (Phra Dharmakosajarn (Prayoon
การยอ้ มสกี กนนั้ ไดย้ อ้ มสตี น้ กกจากธรรมชาติ (ครง่ั ) Dhammajitto), 2006 : 3-4) มาปรับใช้ในการ
และสีเคมีท่ีมีการรับรองว่าไม่เป็นภัยหรืออันตราย
18 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ท�ำงานและสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้นมา สปั ปรุ สิ ธรรม 7 ประการทำ� ใหช้ มุ ชนเกดิ การมสี ว่ น
ใหม่ดัดแปลงผลิตภัณฑ์จากของเดิมท่ีมีอยู่ให้เกิด ร่วมในการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ผลิตข้ึนด้วย
ความทันสมัยสวยงามตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของ สมาชิกของชุมชน ท�ำให้ชุมชนเกิดรายได้จากการ
คนในชมุ ชน เกดิ ความหลากหลายและตรงกบั กลมุ่ จา้ งงาน และมกี ารกระจายรายไดเ้ ขา้ ชมุ ชน ชมุ ชน
ตลาดเป้าหมายมากขึ้น นอกจากน้ี ยังได้ร่วมกับ เกิดความภาคภูมิใจในท้องถ่ินของชุมชนและการ
ภาคีเครือข่าย (กลุ่มผู้ประกอบการอัญมณีจังหวัด จัดต้งั กลุ่มอยา่ งยั่งยืน
จันทบุรี) “ร้านครามจิวเวลรี่” สร้างผลิตภัณฑ์
เคร่ืองประดับท่ีมีการน�ำเส่ือกกท่ีได้จากการย้อมสี 5. อภิปรายผลการวิจัย
ธรรมชาติมาทอเป็นลายประจ�ำของกลุ่ม ช่ือว่า
“ลายเชิงกะได” เป็นผลิตภัณฑ์ท่ีเพิ่มมูลค่าสูงข้ึน จากผลการวิจัยเรื่องศึกษานวัตกรรม
และตรงกบั กลุม่ เป้าหมายหลายกลุ่ม ซึ่งนวตั กรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ิน: กรณี
ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ผลิตขึ้นมาใหม่ จะก่อให้เกิด ศกึ ษาวสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ เสอื่ บา้ นทา่ แฉลบ จงั หวดั
ความพึงพอใจต่อลูกค้าและกลุ่มภาคีเครือข่าย จนั ทบรุ ี ท�ำให้สามารถสร้างผลงานการสร้างสรรค์
สามารถนำ� ไปตอ่ ยอดการขายได้ หรือนวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีท�ำให้เกิด
3. ผลการศกึ ษาอตั ลกั ษณข์ องผลติ ภณั ฑ์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนเชิงพุทธของวิสาหกิจ
ชุมชนกับการสร้างมูลค่าเพิ่มของวิสาหกิจชุมชน ชุมชนกลุ่มเส่ือบ้านท่าแฉลบ จากกระบวนการ
กลมุ่ เสื่อบา้ นท่าแฉลบจงั หวัดจันทบรุ ี พบว่า พัฒนาที่น�ำไปสู่ความย่ังยืนของชุมชนด้านวิถี
3.1 ต้นกกท่ีปลูกในพื้นที่บ้านท่า วฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญา โดยใชก้ ระบวนการเรยี น
แฉลบ ตำ� บลบางกะจะ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั จนั ทบรุ ี รู้ในการพัฒนาจากภูมิปัญญาเดิม เพ่ือให้เกิด
เปน็ อตั ลกั ษณข์ องชมุ ชน เนอื่ งจากมคี วามเหนยี วนมุ่ นวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมของ
และทนทาน ไมห่ ยาบ มากกวา่ การปลกู ในพน้ื ทอ่ี น่ื ชุมชนในการบริหารจัดการตามแนวพุทธวิธีการ
3.2 ลวดลายเสื่อ “ลายเชิงกะได” บริหาร ซึ่งผลการวิจัยสอดคล้องกับงานวิจัยของ
เกิดจากการคิดค้นคร้ังแรกของสมาชิกวิสาหกิจ สมศักดิ์ ทองแก้ว, พิชัย สดภิบาล และอุดมศักด์ิ
ชมุ ชนกลมุ่ เสอื่ บา้ นทา่ แฉลบ จงึ มกี ารนำ� ไปจดสทิ ธิ สารบิ ตุ ร (Thongkaew, Sodpiban and Saribut,
บัตรการออกแบบลวดลายเสอ่ื 2015 : 133-147) ท่ีได้ศึกษาเรื่อง การศึกษา
3.3 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้านท่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน
แฉลบจังหวัดจันทบุรีน้ัน เป็นผู้ท่ีมีความเพียรใน ส่งเสริมการท่องเท่ียวจังหวัดฉะเชิงเทรา การวิจัย
การประกอบอาชพี ของตนในการทำ� เสอ่ื กก รจู้ กั นำ� ครง้ั นม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาขอ้ มลู ดา้ นภมู ปิ ญั ญา
หลักธรรมมาปรับใช้ในการท�ำงานและการใช้ชีวิต ทอ้ งถนิ่ และรปู แบบผลติ ภณั ฑช์ มุ ชน พรอ้ มกบั การ
ประจ�ำวันของตนเอง ในด้านสัมมาอาชีวะและ ศึกษาข้อมูลการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการ
พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ิน
ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 19
จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีวิธีการด�ำเนินการศึกษา วิเคราะห์อัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนกับการ
ข้อมูลจากเอกสาร การส�ำรวจ สังเกต ลงพ้ืนท่ีใน สร้างมูลค่าเพ่ิมของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้าน
แต่ละชุมชน การศึกษาภูมิปัญญาท้องถ่ินของ ทา่ แฉลบ จังหวัดจนั ทบุรีนน้ั ได้มีการสร้างแบรนด์
ผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม และผลิตภัณฑ์ท่ีมีในปัจจุบัน หรือเครื่องหมายการค้าใหม่ ช่ือว่า “เส่ือจันทร์”
รวมถึงความเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ chanthaboon mat นอกจากน้ีได้น�ำหลัก
ทำ� การศกึ ษาใน 8 อำ� เภอ ผลการศกึ ษาไดผ้ ลติ ภณั ฑ์ ธรรมในด้านสัมมาอาชีวะ และสัปปุริสธรรม 7
5 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑผ์ า้ ไหม ผลิตภัณฑจ์ ักสาน ประการ มาปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั และการทำ� งาน
ผลิตภัณฑ์หมวกกุ้ยเล้ย ผลิตภัณฑ์เสื่อกก และ ในอาชพี การทอเสอ่ื กก ทงั้ ยงั ไดค้ ดิ คน้ ลวดลายเสอื่
ผลิตภัณฑ์เขาสัตว์แกะสลัก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ “ลายเชงิ กะได” ทเี่ ปน็ อตั ลกั ษณเ์ ฉพาะของกลมุ่ ใน
ที่มีเอกลักษณ์ประจ�ำถ่ิน เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม การแปรรูปผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ท่ีทันสมัย
และปจั จบุ นั ยงั คงมกี ารผลติ และจำ� หนา่ ยอยผู่ ลการ สอดคล้องกับงานวิจัยของบุญฑวรรณ วิงวอน,
ศึกษาจากกลุ่มทั้ง 5 กลุ่ม และความคิดเห็นของ อจั ฉราภรณ์ วรรณมะกอก และอจั ฉรา เมฆสวุ รรณ
นักท่องเท่ียวจ�ำนวน 98 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่ม (Vingwan, Wannamakok and Meksuwan,
ผลติ ภณั ฑจ์ กั สานมผี ลการประเมนิ อยใู่ นระดบั มาก 2017 : 102-119) ทีไ่ ดศ้ ึกษาเรอื่ ง แนวทางการยก
(Mean = 3.71) ผลติ ภณั ฑท์ ไี่ ดจ้ ากกลมุ่ ผลติ ภณั ฑ์ ระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์
ที่ต้องประยุกต์และพัฒนาน�ำเอาวิธีการผลิตของ เชงิ สร้างสรรคเ์ พ่ือเพม่ิ มลู ค่ากจิ การวสิ าหกจิ ขนาด
ชุมชน โดยยดึ แนวทางด้ังเดมิ ผลติ ภัณฑ์ต้องมวี สั ดุ ย่อย อ�ำเภอห้างฉัตร จังหวัดล�ำปาง การวิจัยนี้
ภายในชมุ ชนและมคี วามตอ้ งการของนกั ทอ่ งเทยี่ ว มวี ตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื ศกึ ษาบรบิ ทการดำ� เนนิ งานของ
หรือกลุ่มผู้บริโภค ในข้ันตอนผลการประยุกต์และ วิสาหกิจขนาดย่อมและแนวทางการยกระดับ
พัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน จากการสัมภาษณ์และ ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เชิง
สอบถามผู้เช่ียวชาญ ปราชญ์พ้ืนถิ่น นักวิชาการ สร้างสรรค์ เพ่ือเพิ่มมูลค่าวิสาหกิจขนาดย่อม
ผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้รูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานเป็น อ�ำเภอห้างฉัตร จังหวัดล�ำปาง เป็นการวิจัย
ของตกแต่งบ้าน ประเภทโคมไฟฟ้า มีผลิตภัณฑ์ เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เคร่ืองมือวิจัยคือ
ต้นแบบจำ� นวน 5 ผลติ ภณั ฑ์ กระบวนการ วิธกี าร การส�ำรวจ การสัมภาษณเ์ ชิงลกึ การสงั เกตการณ์
ผลติ ยงั คงใชแ้ นวทางของภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ยงั คงมี การจัดการเวทีเสวนา การประชุมแบบมีส่วนร่วม
เอกลกั ษณ์ และผลิตภณั ฑด์ งั้ เดมิ วัตถดุ บิ ในชมุ ชน ของชมุ ชนและการวเิ คราะหเ์ นอ้ื หาแบบมสี ว่ นรว่ ม
มีผลการประเมินผลิตภัณฑ์ต้นแบบอยู่ในระดับ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการและสมาชิก
ความเหมาะสมมาก (Mean = 4.21) วิสาหกิจขนาดย่อมที่ให้ความร่วมมือ จ�ำนวน 26
ผลจากการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุม แห่ง จาก 46 แห่ง ภายใน 7 ต�ำบลของอ�ำเภอ
ชมเชิงพุทธโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ินและการ หา้ งฉตั ร โดยมกี ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู แบบสามเสา้ คอื
20 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ด้านเวลา สถานที่และเนื้อหา ด้วยการมีส่วนร่วม ธรรมชาติต้นแบบได้อย่างสวยงาม มีความเป็น
กับทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง บริบทด�ำเนินงานของ เอกลักษณ์และมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ซ่ึงความ
วิสาหกิจขนาดย่อมท่ีผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่มี สำ� เรจ็ ของโครงการฯ เป็นผลมาจากปัจจัยที่ส�ำคญั
ลกั ษณะการจดั ตงั้ 3 รปู แบบ คอื 1) สมาชกิ ตอ่ ยอด ได้แก่ ปัจจัยการสร้างการยอมรับการถ่ายทอด
มาจากธรุ กจิ ครอบครวั และมปี ระสบการณม์ ากอ่ น เทคโนโลยฯี ใหแ้ กก่ ล่มุ เป้าหมายโดยการพยายาม
2) จัดตั้งกิจการโดยนโยบายรัฐบาลให้มีการรวม หาจุดร่วมกันระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมของกลุ่ม
กลุ่มเพ่ือขอรับการสนับสนุนงบประมาณ และ เป้าหมายกับเทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ที่น�ำ
3) จดั ตง้ั กจิ การขน้ึ มาตามความตอ้ งการของสมาชกิ เข้าไปถ่ายทอด อีกท้ังปัจจัยการสร้างการยอมรับ
เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครอบครัวและชุมชน การถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย
ส่วนการผลิตยังอยู่ในลักษณะเดิมๆ หรือผลิตตาม โดยการพยายามหาจุดร่วมกันระหว่างภูมิปัญญา
คำ� สง่ั ซอ้ื ของลกู คา้ และอาศยั ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ แบบ ด้ังเดิมของกลุ่มเป้าหมายกับเทคโนโลยีและองค์
ด้ังเดิมด้วยการประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีที่เหมาะ ความรใู้ หมท่ นี่ ำ� เขา้ ไปถา่ ยทอด อกี ทงั้ ปจั จยั ในการ
สม แตย่ ังขาดการพฒั นาด้านองค์ความรู้แบบองค์ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคณะผู้วิจัย
รวม แนวทางการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย ซ่ึงเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีกับกลุ่มเป้าหมายซ่ึ
นวตั กรรมผลิตภณั ฑ์เชิงสรา้ งสรรค์ พบว่า เนน้ การ งเป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และปัจจัยด้าน
เรียนรู้จากธุรกิจอื่นที่ประสบความส�ำเร็จผ่าน การปรับปรุงวัสดุอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสมกับ
การน�ำความเช่ือ ศาสนา วัฒนธรรม รูปแบบการ เงื่อนไข และข้อจ�ำกัดด้านความแตกต่างใน
ด�ำเนินชีวิตและพิธีกรรมต่างๆ ด้วยการออกแบบ ภูมิปัญญาของกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งปัจจัยการได้
รปู ลกั ษณใ์ หมๆ่ บนผลติ ภณั ฑห์ รอื ตำ� นานและเรอื่ ง รบั การประสานงานจากหนว่ ยงานราชการในพน้ื ท่ี
ราวของผลิตภัณฑ์ เน้นการสร้างความแตกต่างบน และผลการศึกษาพบว่ากลุ่มวิสาหกิจจังหวัด
บรรจุภัณฑ์หรือตราสินค้าเพ่ือสร้างอัตลักษณ์ จันทบุรีและผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์
เฉพาะ และนอกจากนย้ี งั สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ หัตถกรรม ใยกลว้ ยยอ้ มสธี รรมชาต ิ
พรรณนชุ ชยั ปนิ ชนะ, เอนก ชติ เกษร และนงคราญ
ไชยเมือง (Chaipinchana, Chitkesorn and 6. ข้อเสนอแนะ
Chaimuang, 2010) ท่ีได้ศึกษาเร่ือง โครงการ
ถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารพฒั นาผลติ ภณั ฑห์ ตั ถกรรม 1. ข้อเสนอแนะที่ไดจ้ ากผลการวิจัย
จากเส้นใยกล้วยสู่วิสาหกิจชุมชนจังหวัดจันทบุรี 1.1 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้านท่า
พบว่า กลุ่มวิสาหกิจจังหวัดจันทบุรีมีความเข้าใจ แฉลบ ควรขอรบั การสนบั สนนุ ในเรอ่ื งงบประมาณ
และสามารถดำ� เนินการตามกระบวนการถา่ ยทอด การลงทุนดา้ นเคร่ืองจักรที่ทันสมัย จากหนว่ ยงาน
เทคโนโลยีฯ จนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใยกล้วยย้อมสี ภาครัฐหรือหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือให้เกิดการ
ผลติ และพฒั นาผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เกดิ การสรา้ ง
ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 21
รายได้ให้ชุมชนและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนอย่าง แพร่และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานอ่ืน เช่น
แทจ้ ริง การสอนการทอเสื่อในเรือนจ�ำประจ�ำจังหวัดหรือ
1.2 สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อ ตามโรงเรยี น เปน็ ตน้
บา้ นท่าแฉลบ ควรปรบั ทศั นคตใิ นดา้ นการบรหิ าร 2.4 ผู้ประกอบการ หน่วยงานหรือ
จดั การงานใหเ้ ปน็ เชงิ พาณชิ ยค์ วบคไู่ ปกบั การรกั ษา องค์กรต่างๆ รวมท้ังผู้ที่สนใจสามารถน�ำรูปแบบ
ภูมิปัญญาเดิมเพ่ือให้เกิดรายได้มากข้ึน โดยมี ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาไปปรับใช้ ปรับปรุง
การน�ำเคร่ืองจักรหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัย และประยุกต์ให้เข้ากับชุมชนของตน เพื่อแก้ไข
เช่น เคร่ืองจักรมาใช้ในการแปรรูปและพัฒนา ปัญหาความยากจน สร้างความม่ันคง เกิดรายได้
ผลิตภณั ฑ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่าง
1.3 ควรท�ำ QR Code ที่ติดกับ ยัง่ ยืน
ผลติ ภณั ฑห์ รอื ในชอ่ งทางการเผยแพรต่ า่ งๆ เพอื่ ให้
ไดท้ ราบขอ้ มลู และประวตั ิความเป็นมาของการท�ำ 7. องคค์ วามรทู้ ไี่ ดร้ ับ
เสอ่ื กกและมกี ารออกแบบผลติ ภณั ฑใ์ หมๆ่ แนวใหม่
มารองรับตลาดเพื่อสู่ตลาดสากล โดยเน้นการ การวิจัยน้ีท�ำให้เกิดองค์ความรู้ที่ได้จาก
แปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติและเป็นมิตร กระบวนการสรา้ งนวตั กรรมจากอตั ลกั ษณผ์ ลติ ภณั ฑ์
กบั สงิ่ แวดลอ้ มใหม้ ากขน้ึ เพอื่ ขยายไปสตู่ ลาดสากล ชมุ ชนเชงิ พทุ ธเพอื่ เพมิ่ มลู คา่ มากขน้ึ ตามลำ� ดบั คอื
เช่น ตลาดประเทศญีป่ นุ่ เปน็ ตน้ 1. การเรยี นรู้ (Learning) มาจากแนวคดิ
2. ข้อเสนอแนะในการน�ำงานวิจัยไปใช้ และกระบวนการมสี ว่ นรว่ มของวสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่
ประโยชน์ เส่ือบ้านท่าแฉลบ จงั หวัดจันทบุรี คือ ประวัติและ
2.1 ควรร่วมมือกับภาคีเครือข่ายใน ความเป็นมาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อบ้านท่า
การทำ� การตลาดสูต่ ลาดสากลโดยผา่ นเทรดเดอร์ แฉลบ จงั หวดั จนั ทบรุ ี แนวคดิ ด้านนวตั กรรมและ
2.2 ควรรวมกลุ่มกับภาคีเครือข่าย การสรา้ งสรรค์ หลักธรรมท่ีใชส้ �ำหรบั กระบวนการ
อื่นๆ จัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ในชุมชน เพื่อให้เกิด พฒั นาและการมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชน ภมู ปิ ญั ญาและ
กิจกรรม และวางจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามศูนย์ องค์ความรู้เดมิ
จ�ำหน่ายและศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้กับ 2. นวัตกรรม (Innovative) การสร้าง
นักทอ่ งเทยี่ ว นวตั กรรมผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนโดยใชภ้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่
2.3 ประชาสัมพันธ์และรู้จักน�ำ ได้มาจากอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนในการ
กลยทุ ธม์ าปรบั ใช้ เพอื่ ใหค้ นรนุ่ ใหมๆ่ สนใจและยดึ สรา้ งมลู คา่ เพมิ่ ผลติ ภณั ฑ์ชมุ ชนเชงิ พทุ ธ
การท�ำเส่ือกกเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมเพ่ือ 3. กระบวนการพฒั นา (Sustainability)
สบื ทอดภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ของชมุ ชน โดยมกี ารเผย เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความยงั่ ยนื ในดา้ นตา่ งๆ ดงั นี้ เชน่ ความ
ยง่ั ยนื ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญา ความยงั่ ยนื
22 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมความ นวตั กรรม โดยใชภ้ มู ปิ ญั ญาจากองคค์ วามรเู้ ดมิ และ
ยัง่ ยืนด้านคุณธรรมและหลักธรรม มกี ารนำ� หลกั ธรรมเชน่ พทุ ธวธิ บี รหิ ารมาปรบั ใชใ้ น
4. การเปลย่ี นแปลง (Transformation) กระบวนการพฒั นาและการบรหิ ารจดั การในการมี
ทที่ ำ� ใหช้ มุ ชนเกดิ รายไดส้ รา้ งความมนั่ คงและยง่ั ยนื ส่วนร่วมของชุมชนอย่างเหมาะสม ท�ำให้เกิดการ
มาจากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนรูปแบบใหม่การ เปลี่ยนแปลงเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนเชิง
สรา้ งแบรนดใ์ หมแ่ ละจดลขิ สทิ ธเ์ิ ครอื่ งหมายการคา้ พทุ ธรปู แบบใหมๆ่ อยา่ งสรา้ งสรรค์ โดยมกี ารคน้ หา
รวมทั้งจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก อัตลักษณ์ของชุมชนในด้าน ต้นกก ลวดลายเส่ือ
ลวดลายเสือ่ ที่เห็นชดั ลักษณข์ องชุมชน และหลักธรรมในด้าน สัมมาอาชีวะ และสัปปุริส
จากกระบวนการพฒั นา (Sustainability) ธรรม 7 ประการ มาช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
กอ่ ใหเ้ กดิ นวตั กรรมผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนเชงิ พทุ ธโดยใช้ ทำ� ใหช้ มุ ชน มรี ายไดม้ ากขน้ึ มคี วามมนั่ คงในอาชพี
ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ินของวสิ าหกิจชมุ ชนกลุ่มเส่อื บา้ น ของตน มีความม่ังค่ังและเกิดความย่ังยืนด้าน
ท่าแฉลบจังหวัดจันทบุรี ท่ีเกิดจากการเรียนรู้จาก วิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ความยั่งยืนในด้าน
ประวัติความเป็นมาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื่อ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ความยั่งยืนด้าน
บา้ นท่าแฉลบ แนวคดิ ทฤษฏีตา่ งๆ โดยเฉพาะดา้ น คุณธรรมและหลกั ธรรม
References
Bang Kacha Municipality Office. (2018). 4 year development plan. Chanthaburi : Chanthaburi
Province.
Ban Tha Chalab community enterprise Chanthaburi Province. (2018). report citronella mats.
Chanthaburi : Ban Tha Chalab community enterprise Chanthaburi Province.
Chaipinchana, P., Chitkesorn, A. and Chaimuang, N. (2010). Technology Transfer Project
for Product Development from Banana Fiber to Community Enterprise, Chanthaburi
Province. Research report. Chiang Mai : Payap University.
Phra Dharmakosajarn (Prayoon Dhammajitto). (2006). Buddhist management method.
Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Printing House.
Phra Suteerattanabundit. (2018). List Model for Research and Social Development Office
of the Health Promotion Foundation. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya
Printing House.
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 23
Phongpis, S. (2018). change the foundation, change the thinking base, Siam Rath Online:
Community Enterprise, Invite Thinking. https://www.siamrath.co.th/n/35722
(Accessed 16 May 2018).
Thongkaew, S., Sodpiban, P. and Saribut, U. (2015). A Study of local wisdom to product
development the community promote tourism of Chachoengsao province. Art
and Architecture Journal Naresuan University, 6(2), 133-147.
Vingwan, B., Wannamakok, A. and Meksuwan, A. (2017). Approach in Creating Local Wisdom
with Creative Product Innovation of Small Enterprises in Hang Chat District, Lampang
Province. Journal of Management Science Chiangrai Rajabhat University, 9(1),
102-119.
แนวปฏิบตั ิและกระบวนการเพิม่ รายได้เกษตรวถิ พี ทุ ธของเครอื ขา่ ย
พระนักพฒั นาบนพนื้ ที่สงู ในจังหวดั เชยี งราย*
Practices and Processes for Increasing Agricultural Income
in the Buddhist Way of the Highland-Developer Network of
Monks in Chiang Rai Province
สุนทรี สุริยะรังษี
Soontree Suriyarangsee
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชยี งใหม่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาแนวทางปฏิบัติในการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม
ในการเพ่ิมรายได้เกษตรวิถีพุทธท่ีเหมาะสมกับกลุ่มชาติพันธ์บนพ้ืนที่สูงของเครือข่ายพระนักพัฒนา 2)
ติดตามผลการด�ำเนินงานการแก้ปัญหาในด้านเกษตรกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บนพ้ืนท่ีสูงในพื้นที่ต้นแบบ
เวยี งปา่ เปา้ แมส่ รวย เมอื งเชยี งราย แมฟ่ า้ หลวงของเครอื ขา่ ยพระนกั พฒั นา และ 3) วเิ คราะหแ์ นวปฏบิ ตั ิ
ของเครือข่ายพระนักพัฒนาและกระบวนการเพิ่มรายได้เกษตรวิถีพุทธของกลุ่มชาติพันธุ์บนพ้ืนที่สูงใน
พนื้ ทต่ี น้ แบบ เวยี งปา่ เปา้ แมส่ รวย เมอื งเชยี งราย แมฟ่ า้ หลวงของเครอื ขา่ ยพระนกั พฒั นา และเกบ็ รวบรวม
ขอ้ มูลในพ้นื ท่ี การวจิ ยั ครัง้ นใี้ ชร้ ปู แบบการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ โดยใชแ้ บบสอบสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ กับกลุ่มพระ
บณั ฑติ อาสา และกลมุ่ ผนู้ ำ� ชมุ ชน ในพน้ื ท่ี 3 อำ� เภอ ไดแ้ ก่ อำ� เภอเวยี งปา่ เปา้ อำ� เภอแมส่ รวย อำ� เภอเมอื ง
จังหวัดเชยี งราย จำ� นวน 14 รปู /คน
ผลการวิจัยพบว่า ผลลัพธ์ที่ได้ตามแนวปฏิบัติและกระบวนการเพิ่มรายได้เกษตรวิถีพุทธนั้น
จะเหน็ วา่ พุทธศาสนาสอนใหใ้ ชห้ ลักธรรม เชน่ ขนั ติ สติ สัจจะ ความสามัคคี อทิ ธบิ าท 4 พรหมวิหาร 4
สงั คหวตั ถุ 4 อรยิ สัจ 4 และสัปปุริสธรรม 7 โดยใหด้ �ำเนนิ ชวี ิตใน “ทางสายกลาง” ถ้าบคุ คลรจู้ ักบริโภค
ในวตั ถตุ ่างๆ ดว้ ยความพอดี การรูจ้ ักพอประมาณ (มตั ตญั ญุตา) ในการบรโิ ภคด�ำเนินชวี ิตให้เปน็ ไปตาม
* ไดร้ ับบทความ: 31 มกราคม 2563; แก้ไขบทความ: 1 ตุลาคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ:์ 30 ธันวาคม 2563
Received: January 31, 2020; Revised: October 1, 2020; Accepted: December 30, 2020
26 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
อัตภาพของตนเองไม่ทะยานอยากในส่ิงที่เกินตัวรู้จักควบคุมจิตใจและการใช้สอยต่างๆ เช่น การใช้สอย
ทรัพย์สินท่ีหามาได้ให้คุ้มค่าจึงจะท�ำให้ความโลภลดลงได้ และเม่ือเหลือใช้แล้วก็สอนให้รู้จักให้และ
แบง่ ปนั กนั ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ กต่ นเองและผอู้ น่ื ทจี่ ะนำ� ไปสกู่ ารใชช้ วี ติ ทเ่ี ปน็ สขุ และยงั่ ยนื อยา่ งแทจ้ รงิ
ค�ำสำ� คัญ: พืน้ ท่ีต้นแบบ; เครือข่ายพระนกั พฒั นา
Abstract
This research of objective to: 1) to investigate the practical guidelines for applying
Buddhist principles in increasing Buddhist agricultural income that are suitable for ethnic
groups on the highland, 2) to follow up the operation of the problem solving in agriculture
of highland ethnic groups in the prototype area and 3) to analyze the practical way of
the Buddhist Monk Developer Network and the process of increasing the income of the
ethnic group in the prototype area. This work was conducted by the qualitative research
method and all data were corrected by using the in-depth interview with the group of
volunteers graduated monks and community leaders of three districts viz., Wiang Pa Pao
District, Mae Suai District, Muang District in Chiang Rai, Mae Fah Luang District Province,
totaling 14 people.
The results showed that: of the practice and the process of increasing the income
of Buddhist agriculture. It can be perceived that Buddhism teaches the principles like
Tolerance, Mindfulness, Truth, Harmony, Path of Accomplishment, Holy Abidings, bases
of social solidarity, the Four Noble Truth, and Qualities of a Good Man. They live based
on ‘the Middle Way’. If a person knows how to consume things in a suitable manner or
moderation in consuming, living according to their own circumstances, not soaring. They
know how to control their minds and various uses, like the use of worthwhile possessions
to reduce greed. And instruct other and share the benefit of themselves and others to
contribute to living a happy and truly sustainable. Ultimately, instruct others to share,
which will benefit themselves and others that will lead to a truly happy and lasting life.
Keywords: prototype area; developer monk network
ปที ี่ 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 27
1. บทน�ำ ปลอดภัยโดยให้น�ำมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน ผลิต
สนิ คา้ ทมี่ คี ณุ ภาพทป่ี ลอดภยั ไดม้ าตรฐาน และเปน็
กลุ่มชนบนพื้นที่สูงในจังหวัดเชียงราย เกษตรกรที่มีอาชีพท่ีม่ันคงและพึงพาตนเองได้
ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักทางการเกษตรกรรม (Phimubon, 2011 : 12-14)
ซ่ึงเกษตรกรมีความหลากหลายทางชาติพันธ์ จากผลกระทบการพัฒนาภายใต้กรอบ
ท�ำการเกษตรในการเพาะปลูกข้าวไร่หรือข้าวดอย ความทนั สมัย รวมทั้งกระแสโลกาภิวตั น์ทีผ่ ลกั ดนั
ขา้ วโพด พชื ผักดง้ั เดมิ และเลย้ี งสตั ว์ เชน่ วัว หมู ให้ระบบทุนนิยมและวัฒนธรรมบริโภคนิยมแพร่
ไก่ เป็นต้น ต่อมาเม่ือมีการส่งเสริมการปลูกพืช กระจาย แมไ้ มส่ ามารถหลกี เลย่ี งกระแสดงั กลา่ วได้
เศรษฐกิจในการปลูกพืชเมืองหนาวมากขึ้น เช่น แต่ชาวบ้านกลับได้แสดงให้เห็นถึงระบบการพึ่ง
กะหล�่ำปลี ข้าวโพดส�ำหรับเล้ียงสัตว์ ผลไม้เมือง ตนเองท่ีมีความเข้มแข็งสามารถจัดการกับปัญหา
หนาว ไมด้ อก ไม้ประดับ ยาสูบ เปน็ ตน้ พืชไร่ เชน่ อุปสรรคและด�ำรงชีพให้อยู่รอดได้ภายใต้แนวทาง
ล�ำไย ล้ินจี่ พืชสวน เช่น มะเขือเทศ ขิง พืช การพึ่งตนเอง (self-reliance) และหลักค�ำสอน
เศรษฐกจิ เช่น ชา กาแฟ ท�ำใหก้ ลมุ่ ชนบนพ้ืนที่สงู ทางพระพุทธศาสนา ท�ำใหเ้ กิดชมุ ชนเกิดการสรา้ ง
ได้เปลี่ยนแปลงการเกษตรจากอดีตที่อาศัยพ่ึงพา รูปแบบการผลิตในภาคเกษตรกรรมที่ไม่เพียงแต่
ธรรมชาติไปสู่การใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีกันอย่าง เน้นการเพิ่มรายได้ แต่ยังสามารถลดต้นทุนการ
กวา้ งขวาง ซง่ึ นอกจากจะสง่ ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม ผลติ ในภาคเกษตรกรรมที่ปลอดสารเคมี นอกจาก
คอื แหลง่ ตน้ นำ้� ลำ� ธารและสภาพดนิ ทเ่ี สอื่ มโทรมแลว้ นี้ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบริโภคและหน้ีสิน
ท�ำให้ได้ผลผลิตที่ได้ขาดคุณภาพ ยังส่งผลต่อ ท�ำให้เกิดการสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจอย่าง
สุขภาพร่างกายของผู้ใช้ รวมไปถึงระบบนิเวศของ เข้มแข็ง ท่ีส�ำคัญยังท�ำให้เกิดกระบวนการสร้าง
พืชพันธต์ุ ามธรรมชาตแิ ละสตั ว์ปา่ ดว้ ย ยงั มปี ญั หา วัฒนธรรมการแบ่งปันการแลกเปลี่ยนความ
เรื่องการบุกรุกพ้ืนที่ป่า ท�ำให้เกิดปัญหาการพัง เอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่อันน�ำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ทลายของดนิ สงู เพอ่ื การขยายพน้ื ทบ่ี กุ รกุ เขา้ ไปทำ� ในสงั คม (Sayyawiwat, 1994 : 22-25)
แปลงปลกู ขา้ วโพด ชา กาแฟ นอกจากปา่ ในพน้ื ท่ี ด้วยเหตุนี้ พระบัณฑิตอาสาพัฒนาบน
หลายแห่งจะถูกบุกรุกจากการเข้ามาเช่าพ้ืนท่ีทาง พน้ื ทสี่ งู ในฐานะเปน็ บคุ คลสำ� คญั ในชมุ ชนบนพนื้ ท่ี
ชายแดนประเทศลาว ด้วยการแผ้วถางและจุดไฟ สูงก็ควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาถึงแนวทาง
เผาป่าแล้ว ยังมีการน�ำสารเคมีในการผลิตสินค่า ปฏิบัติและกระบวนการเพ่ิมรายได้เกษตรวิถีพุทธ
เกษตรอยา่ งไมร่ ะมดั ระวงั สารเคมเี หลา่ นน้ี อกจาก ซ่งึ จากปญั หาดงั กลา่ วนี้ เปน็ ส่วนหนึ่งตามพนั ธกจิ
จะติดหรือซึมซับลงไปในหน้าดินแล้ว จึงท�ำให้ได้ หนึ่งของโครงการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา
ผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้มาตรฐานความ ซึ่งโครงการวิจัยจะน�ำไปพัฒนาต่อยอดในขอบเขต
ปลอดภัย จะเห็นควรมีการแก้ปัญหาโดยการส่ง พนื้ ทที่ พ่ี ระสงฆไ์ ดป้ ฏบิ ตั งิ านอยู่ โดยมงุ่ เนน้ การเพม่ิ
เสริมให้เกษตรกรมีความรู้ในการผลิตสินค้าท่ี
28 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
รายได้เกษตรวิถีพุทธ จัดท�ำเป็นเขตพ้ืนท่ี (one) จังหวดั เชียงราย 7 อาศรม และกลมุ่ ผนู้ �ำในชมุ ชน
ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพปญั หาทางสงั คมและวฒั นธรรม 7 อาศรม จ�ำนวนท้ังหมด 14 รูป/คน ในวันท่ี
เพอ่ื นำ� ไปสกู่ ารสรา้ งพนื้ ทต่ี น้ แบบ (Model) ซง่ึ เปน็ 10-11 มกราคม 2562 ในพ้นื ที่จ�ำนวน 7 แหง่ 3
แนวปฏิบัติและกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิต อ�ำเภอ ในเขตจังหวัดเชียงราย ได้แก่ อ�ำเภอ
ของกลมุ่ ชาติพนั ธุ์บนพืน้ ที่สูงใหด้ ขี ึ้นต่อไป เวียงป่าเปา้ จงั หวดั เชยี งราย จำ� นวน 1 แหง่ คือ
อาศรมหว้ ยไมเ้ ดื่อ ต.เวยี ง อ�ำเภอแมส่ รวย จำ� นวน
2. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย 4 แห่ง คือ อาศรมบ้านแม่ผักแหละ ต.ท่าก๊อ
อาศรมบ้านดอยล้าน ต.วาวี อาศรมบ้านมังกาล่า
1. เพื่อศึกษาแนวทางปฏิบัติในการ ต.วาวี และอาศรมบา้ นปางกิ่ว ต.วาวี และอ�ำเภอ
ประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั พทุ ธธรรมในการเพมิ่ รายไดเ้ กษตร เมืองเชยี งราย จ�ำนวน 2 แหง่ คือ อาศรมบา้ นหว้ ย
วถิ พี ทุ ธทเ่ี หมาะสมกบั กลมุ่ ชาตพิ นั ธบ์ นพนื้ ทสี่ งู ของ ส้านลีซอ ต.ห้วยชมพู และอาศรมบ้านแม่มอญ
เครือขา่ ยพระนักพฒั นา ต.ห้วยชมพู รวมท้งั หมด 7 แหง่
2. เพื่อติดตามผลการด�ำเนินงานแก้ไข 2. วิธีการศึกษา ผู้วิจัยมีการศึกษาและ
ปัญหาในด้านเกษตรกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บน ดำ� เนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง โดยผวู้ จิ ยั
พนื้ ทสี่ งู ในพนื้ ทต่ี น้ แบบ เวยี งปา่ เปา้ แมส่ รวย เมอื ง ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (Depth interview)
เชยี งราย แมฟ่ า้ หลวงของเครอื ขา่ ยพระนกั พัฒนา และจดบนั ทกึ การสมั ภาษณ์ โดยลงพน้ื ทใี่ นจงั หวดั
3. เพอ่ื วเิ คราะหแ์ นวปฏบิ ตั ขิ องเครอื ขา่ ย เชียงราย 3 อำ� เภอ จ�ำนวน 7 แห่ง 3 อำ� เภอ ในวนั ที่
พระนักพัฒนาและกระบวนการเพ่ิมรายได้เกษตร 10-11 มกราคม 2562 ดงั นี้ คอื 1) อำ� เภเวยี งปา่ เปา้
วถิ พี ทุ ธของกลมุ่ ชาตพิ นั ธบ์ุ นพน้ื ทสี่ งู ในพนื้ ทตี่ น้ แบบ จงั หวดั เชยี งราย จ�ำนวน 1 แหง่ คือ อาศรมหว้ ยไม้
เวยี งปา่ เปา้ แมส่ รวย เมอื งเชยี งรายแมฟ่ า้ หลวงของ เดอื่ ต.เวียง 2) อ�ำเภอแม่สรวย จ�ำนวน 4 แหง่ คือ
เครือขา่ ยพระนกั พฒั นา อาศรมบา้ นแม่ผักแหละ ต.ทา่ ก๊อ อาศรมบ้านดอย
ลา้ น ต.วาวี อาศรมบา้ นมงั กาลา่ ต.วาวี และอาศรม
3. วิธดี �ำเนินการวิจัย บ้านปางกิ่ว ต.วาวี และ 3) อ�ำเภอเมืองเชียงราย
จงั หวดั เชียงราย จ�ำนวน 2 แห่ง คอื อาศรมบา้ น
การศึกษาแนวปฏิบัติและกระบวนการ หว้ ยสา้ นลซี อ ต.หว้ ยชมพู และอาศรมบา้ นแมม่ อญ
เพ่ิมรายได้เกษตรวิถีพุทธของเครือข่ายพระนัก ต.ห้วยชมพู รวมทั้งหมด 7 แห่ง
พัฒนาบนพนื้ ที่สงู ในจงั หวดั เชียงราย เป็นการวจิ ยั 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น
เชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีขั้นตอนการสร้างและ
เชงิ ลกึ (In-depth interview) และนำ� มาวเิ คราะห์ การตรวจสอบเครื่องมือ ดังน้ี 1) ศึกษาหลักการ
ขอ้ มลู โดยมีกระบวนการวิจยั ดงั นี้ และแนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกบั การปฏบิ ตั งิ าน เอกสาร
1. ประชากร (กลมุ่ เปา้ หมาย) ประชากร
แบบเจาะจง ในกลมุ่ เครือข่ายพระบัณฑติ อาสาใน
ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 29
และผลงานการวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง 2) ก�ำหนดกรอบ พรหมวหิ าร 4 สงั คหวตั ถุ 4 อรยิ สจั 4 สปั ปรุ สิ ธรรม
แนวคิดในการสร้างเคร่ืองมือการวิจัย 3) ก�ำหนด 7 หลักธรรมของพระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์
วัตถุประสงค์ในการสร้างเคร่ืองมือการวิจัยโดยขอ พฒั นาตนเองโดยไมต่ อ้ งออ้ นวอนขอจากพระผเู้ ปน็
คำ� ปรึกษาจากผเู้ ชยี่ วชาญทางสถิติ 4) สรา้ งเครือ่ ง เจา้ หรอื สงิ่ ศกั ดส์ิ ทิ ธทิ์ งั้ หลายสอนใหร้ จู้ กั การพง่ึ พา
มอื การวจิ ัย และ 5) น�ำเสนอรา่ งเครอ่ื งมือการวิจัย ตนเองท่ีส�ำคัญคือ แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
ต่อสถาบันงานวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ มีจุดมุ่งหมายให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์โดย
และปรับปรุงแก้ไข วธิ กี ารพฒั นาตนเองดว้ ยปญั ญาอนั ยง่ิ สอนใหอ้ ยกู่ บั
4. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน�ำข้อมูล ความทุกข์จนรู้เท่าทันสภาวะความเป็นจริงได้ด้วย
จากแบบสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ ทเี่ กบ็ รวบรวมไดม้ าตรวจ สติปัญญาเช่นเดียวกับพระศาสดาที่ทรงหลุดพ้น
สอบความสมบูรณ์และความถูกต้อง จากน้ันจึง ด้วยกาลังสติปัญญาและความเพียรของพระองค์
ท�ำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการเขียน เอง (Phra Dhammapidok (P.A. Prayutto),
เชงิ วิเคราะหเ์ นือ้ หาในลกั ษณะพรรณนา 1996 : 15-18)
2. ผลการดำ� เนนิ งานการแกไ้ ขปญั หาใน
4. สรปุ ผลการวจิ ัย ด้านเกษตรกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บนพ้ืนที่สูงใน
พนื้ ท่ตี น้ แบบ เวยี งปา่ เปา้ แม่สรวย เมืองเชียงราย
การศึกษาเร่ือง แนวปฏิบัติและกระบวน ของเครอื ขา่ ยพระนกั พฒั นาคนบนพนื้ ทสี่ งู มปี ญั หา
การเพม่ิ รายไดเ้ กษตรวถิ พี ทุ ธของเครอื ขา่ ยพระนกั และอุปสรรค์ในแต่ละแห่งที่ไม่แตกต่างกัน คือ
พัฒนาบนพื้นท่ีสูงในจังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยจึง บรบิ ทพืน้ ท่สี ่วนใหญเ่ ป็นดอยสงู ไม่ใชพ่ ้นื ราบจึงมี
ขอการน�ำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดังนี้ ความเข้าใจว่าจะยากต่อการจัดการเกษตรแบบวิถี
1. แนวทางปฏบิ ตั ใิ นการประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั พุทธ ขาดความรู้ในการท�ำเกษตรแบบวิถีพุทธ
พทุ ธธรรมในการเพม่ิ รายไดเ้ กษตรวถิ พี ทุ ธทเ่ี หมาะสม ขาดความรใู้ นการทำ� ปยุ๋ อนิ ทรยี ข์ าดพนั ธพ์ ชื ในการ
กับกลุ่มชาติพันธ์บนพื้นท่ีสูงของเครือข่ายพระนัก เพาะปลูกการคัดเลือกพืชพันธ์ให้เหมาะสมกับดิน
พัฒนา จากการสัมภาษณ์ประชากรแบบเจาะจง และการเลือกปลูกพืชเศรษฐกิจท่ีดูแลง่ายขาด
ในกลมุ่ เครอื ขา่ ยพระบณั ฑติ อาสาในจงั หวดั เชยี งราย ความรู้ในการแปรรูปผลผลิตทางเกษตรที่ออกมา
7 อาศรม และกลมุ่ ผนู้ ำ� ในชมุ ชน 7 อาศรม จำ� นวน ให้ได้หลากหลายขาดงบประมาณในการสนับสนุน
ทง้ั หมด 14 รปู /คน นนั้ มแี นวคดิ ในเรอื่ งของการนำ� การด�ำเนินงานในด้านการเกษตร ที่ส�ำคัญชนเผ่า
หลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการเพ่ิมรายได้ ต่างๆ ท่ีได้รับความรู้ในด้านการท�ำเกษตรแบบวิถี
เกษตรวถิ พี ทุ ธทเ่ี หมาะสมกบั กลมุ่ ชาตพิ นั ธบ์ นพนื้ ท่ี พุทธยังมีความเช่ือด่ังเดิมของตน ยากต่อการ
สงู ของเครอื ขา่ ยพระนกั พฒั นาทม่ี คี วามหลากหลาย เปล่ียนแปลงต่อแนวคิดใหม่ๆ ในด้านการเกษตร
และหลกั พทุ ธธรรมทนี่ ำ� มาใชม้ าก ไดแ้ ก่ หลกั ธรรม แบบวิถีพุทธ เพราะเห็นว่ามีรายได้ท่ีน้อยและช้า
เร่ืองขันติ สติ สัจจะ ความสามัคคี อิทธิบาท 4
30 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
มากกว่าจะเห็นผลบางแห่งมีปัญหาการขาดน�้ำ ของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในพ้ืนที่ต้นแบบ
อปุ โภคบรโิ ภคไวใ้ ชใ้ นฤดแู ลง้ ในชว่ งเดอื นมนี าคม- เวียงปา่ เปา้ แม่สรวย เมอื งเชยี งรายของเครือข่าย
พฤษภาคม และปัญหาขาดความร่วมมือในการ พระนักพัฒนาพบว่าพระนักพัฒนาได้ด�ำเนินการ
ปอ้ งกนั ไฟฟา้ ปา่ และการรว่ มมอื ในการเผาทกุ ชนดิ หลายดา้ น คอื สง่ เสรมิ ใหค้ วามรทู้ างดา้ นการเกษตร
ในฤดแู ลง้ ทง้ั ยงั มปี ญั หาการแยง่ ทด่ี นิ ทำ� กนิ ปญั หา สง่ เสรมิ ดา้ นคณุ ธรรม สง่ เสรมิ ในดา้ นอาชพี สง่ เสรมิ
การลกั ลอบตดั ตน้ ไมแ้ ละปญั หาการบกุ รกุ ปา่ สงวน ในให้คนในชุมชนพัฒนาตนเอง และส่งเสริมด้าน
ดงั นน้ั พระนกั พฒั นาบนพนื้ ทสี่ งู ไดก้ ารดำ� เนนิ การ บ�ำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แก้ไขปัญหาในด้านเกษตรกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผวู้ ิจัยขอสรปุ องค์ความรูท้ ี่ได้รับ 2 ดา้ น ดังน้ี
บนพื้นท่ีสูงในพ้ืนที่ต้นแบบ เวียงป่าเป้า แม่สรวย 3.1 ด้านพัฒนาศักยภาพในตนเอง
เมืองเชียงราย ของเครือข่ายพระนักพัฒนาใน 3 ของพระนักพัฒนาบนพื้นที่สูง โดยพระนักพัฒนา
อำ� เภอ ท้งั 7 แห่ง ได้ดำ� เนินการแก้ปญั หาในดา้ น บนพื้นท่ีสูงของเครือข่าย จะต้องมีการพัฒนา
เกษตรกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นท่ีสูง ดังนี้ ตนเองให้มีศักยภาพในตนเองรู้จักเลือกหาแหล่ง
1) ให้ความรู้ในเร่ืองของการท�ำเกษตรวิถีพุทธ 2) ความรแู้ ละแบบอยา่ งทด่ี รี จู้ กั จดั ระเบยี บชวี ติ มกี าร
ใหค้ วามรใู้ นการทำ� ปยุ๋ อนิ ทรยี ์ 3) หาแหลง่ พนั ธพ์ ชื วางแผนและจดั การกจิ การงานตา่ งๆ อยา่ งมรี ะบบ
เศรษฐกิจในการเพาะปลูกให้ให้เหมาะสมกับดินที่ ระเบียบมีแรงจูงใจให้สร้างสรรค์ มีความสนใจ
ปลูก 4) สรรหางบประมาณจากหน่วยงานของ มีความพึงพอใจ มีความต้องการจะสร้างสรรค์
รัฐบาลและเอกชน 5) ให้ความรู้ในการในเรื่องของ กจิ การงานใหมๆ่ ทเ่ี ปน็ ความดงี ามและมปี ระโยชน์
ประโยชน์และโทษของการใช้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ย มีความมุ่งมั่นพัฒนาตนให้เต็มศักยภาพ ผู้มีความ
อนิ ทรยี ์ 6) ขอความรว่ มมอื คนในชมุ ชนปฏบิ ตั ติ าม เชื่อในตนว่าสามารถจะพัฒนาได้ปรับเจตคติและ
กฎ ระเบยี บของทางปา่ ไมใ้ นการใชท้ ด่ี นิ ทำ� งานเขต ค่านิยมให้เหมาะสมกับการด�ำเนินชีวิตที่ดีงาม
ปา่ ใชส้ อย และเขตอนรุ กั ษแ์ ละตน้ นำ้� 7) รว่ มกนั กบั เอ้ือต่อการเรียนรู้และรู้จักแก้ปัญหาและพึ่งตนเอง
ชาวบ้านในการระดมทุนในการจัดหาถังเก็บน้�ำ จัดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มีความคิด
ขนาดใหญ่ ทีจ่ ุนำ�้ ได้ 20,000 ลิตร ไวใ้ ชใ้ นชุมชน วจิ ารณญาณตามเหตปุ จั จยั ดว้ ยตนเอง และพฒั นา
3. วิเคราะห์แนวปฏิบัติของเครือข่าย ศักยภาพในการแสวงหาความรู้ที่สามรถน�ำไป
พระนักพัฒนาและกระบวนการเพ่ิมรายได้เกษตร ถา่ ยทอดให้แกช่ ุมชนไดใ้ นหลายเรอ่ื ง เชน่ การทำ�
วิถีพุทธของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในพ้ืนที่ เกษตรวิถีพุทธ การปลูกพืชทางเศรษฐกิจ เช่น
ตน้ แบบ เวยี งปา่ เปา้ แมส่ รวย เมอื งเชยี งราย แมฟ่ า้ กาแฟ อโวคาโด เปน็ ตน้ วิธีการท�ำปยุ๋ อินทรยี ์ วธิ ี
หลวงของเครือข่ายพระนักพัฒนา จากข้อมูลที่ได้ การปลูกพืชเศรษฐกิจแบบไร้ดิน (Hydroponics)
จากแนวทางแก้ไขปัญหาของเครือข่ายพระนัก และวิธีวิธีการแปรรูปอาหาร (ถนอมอาหาร)
พัฒนาและกระบวนการเพ่ิมรายได้เกษตรวิถีพุทธ เปน็ ต้น
ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 31
3.2 ด้านกระบวนการท�ำงานของพระนัก เสรีภาพในการท�ำมาหากินประกอบอาชีพด้วย
พฒั นาบนพ้ืนท่ีสูง ในด้านกระบวนการท�ำงานของ ความสบายใจ หมดภาระหนี้สินมีความเป็นอยู่ท่ีดี
พระนกั พฒั นาบนพน้ื ทสี่ งู พระนกั พฒั นาบนพนื้ ทสี่ งู ขึ้นได้ด้วยตัวของตัวเองสามารถที่จะสร้างความ
มใี นกระบวนการทำ� งานในหลายๆ ด้าน กอ่ ให้เกิด มน่ั คงทางดา้ นอาหารและการยกระดบั ใหเ้ ปน็ แหลง่
ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการมีส่วนร่วมของ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้แก่ชุมชนของตนเองและ
ประชาชน (People Participation) ในชมุ ชนเป็น พร้อมต่อการถ่ายทอดสู่ต�ำบลอ่ืนได้อย่างเป็น
หัวใจของงานพัฒนาชุมชน ท่ีน�ำไปสู่จะช่วยเหลือ รูปธรรม และพัฒนาให้เป็นแหล่งผลผลิตทางการ
ตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชนได้ก่อให้เกิด เกษตรและอาหารท่ีปลอดสารพิษได้ มีโอกาสที่
ความรัก ความสามัคคีกัน รู้จักให้และแบ่งปันกัน ศึกษาเล่าเรียนเพิ่มวิชาความรู้และประสบการณ์
ภายในชุมชนทีเ่ ป็นประโยชนใ์ นด้านต่างๆ เชน่ ของตนอยตู่ ลอดเวลาและกอ่ ใหเ้ กดิ การตอ่ ยอดทาง
3.2.1 ด้านสร้างเสริมความรู้ให้แก่ ภมู ปิ ญั ญาความรขู้ องตนเอง เพอ่ื พฒั นาการเกษตร
เกษตรกรในชุมชน เช่น เชิญเกษตรกรท่ีท�ำการ ของตนเองและน�ำถ่ายทอดแก่บุคคลรุ่นหลังต่อไป
เกษตรวิถีพุทธมาเป็นวิทยากรมาบรรยายให้ความรู้ ได้และพัฒนาตนเองและครอบครัวให้เจริญ
ในวธิ กี ารทำ� เกษตรวถิ พี ทุ ธพาไปศกึ ษาดงู านการทำ� กา้ วหนา้ มปี ัจจัย 4 ในการด�ำเนนิ ชีวติ อยา่ พอเพยี ง
เกษตรวิถีพุทธของเกษตรกรที่ประสพความส�ำเร็จ และยงั่ ยนื โดยสามารถพงึ่ ตนเองไดอ้ ยา่ งไมเ่ ดอื ดรอ้ น
และการเข้ารับการอบรมจากวิทยาการท่ีมาให้ 3.2.3 ด้านสร้างเครือข่ายความร่วม
ความร้ใู นการแปรรูปอาหาร ซึง่ จะท�ำให้เกษตรกร มอื การสรา้ งและพฒั นาการรวมกลมุ่ โดยจดั ตง้ั ศนู ย์
มคี วามรแู้ ละเกดิ การเชอื่ มสมั พนั ธก์ บั องคภ์ ายนอก เรียนรู้ สรา้ งอาชีพ เสริมรายได้ภายในหมูบ่ ้านและ
ที่กอ่ ให้ไดร้ ับความรใู้ หม่ๆ เก่ยี วกบั การเกษตรเพื่อ เครอื ขา่ ย การรว่ มกนั การสง่ เสรมิ การเกษตรทฤษฎี
น�ำมาพัฒนาพ้ืนที่การเกษตรขยายฐานการเกษตร ใหม่แนวทางวิถีพุทธร่วมกับหน่วยงานภาครัฐบาล
ของตนซ่ึงส่งผลให้มีรายได้เพิ่มมากข้ึนแสวงหา เช่น เกษตรต�ำบล เกษตรอ�ำเภอ เกษตรจังหวัด
วิทยาการใหม่ๆมีแนวคิดท่ีดีในการท�ำการเกษตร นักโภชนากรเกษตร และภาคเอกชน ซ่ึงจะก่อ
และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรจะ
ตลอดจนหนั มาใช้ปุ๋ยอินทรียก์ ันมากขึ้น ใหค้ วามสำ� คญั และหนั มาใชป้ ยุ๋ อนิ ทรยี ก์ นั มาก ทงั้ น้ี
3.2.2 ด้านการเสริมสร้างภูมิปัญญา เพราะได้มีการพบปะสังสรรค์กับสมาชิกในกลุ่มมี
เกษตรกรในชุมชน เม่ือเกษตรกรเกิดการเรียนรู้ การบอกเล่าชักจูงและมีการแลกเปล่ียนเรียนรู้
ฝกึ อบรม และปฏบิ ตั ทิ ำ� ใหเ้ กดิ ภมู ปิ ญั ญาของตนเอง ทางการเกษตรอยู่เสมอจึงท�ำให้มีโอกาสในการรับ
และมโี อกาสทจี่ ะพฒั นาตวั เองได้ เชน่ พฒั นาตลาด รู้ข่าวสารด้านการเกษตรอยู่เป็นประจ�ำเป็นการ
ขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้เป็นแหล่งสินค้าที่มี สรา้ งโอกาสใหก้ บั เกษตรกรไดม้ กี ารพฒั นาทางการ
คุณภาพด้วยภูมิปัญญาความรู้ของตัวเอง มีอิสระ เกษตรที่ดีข้ึนเพราะฉะน้ันการให้ความส�ำคัญและ
32 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ส่งเสริมองค์กรเครือข่ายชุมชนการจัดต้ังกลุ่ม “ทางสายกลาง” บุคคลรู้จักบริโภคในวัตถุต่างๆ
ทางการเกษตรจึงถือเป็นการสนับสนุนสถาบัน ดว้ ยความพอดี การรจู้ กั พอประมาณ (มตั ตญั ญตุ า)
ชมุ ชนใหม้ ีความเข้มแข็งตลอดจนเปน็ การสรา้ งพ้ืน ในการบรโิ ภคดำ� เนนิ ชวี ติ ใหเ้ ปน็ ไปตามอตั ภาพของ
ฐานการพัฒนาสินค้าเกษตรและระบบเศรษฐกิจ ตนเองไม่ทะยานอยากในส่ิงที่เกินตัวรู้จักควบคุม
ไทยให้ดียิ่งขึ้นอีกท้ังยังสนับสนุนให้หน่วยงานส่วน จติ ใจและการใชส้ อยตา่ งๆ เชน่ การใชส้ อยทรพั ยส์ นิ
ทอ้ งถนิ่ ของรฐั เขา้ มามบี ทบาทในการดแู ล ใหค้ วาม ที่หามาได้ให้คุ้มค่าจึงจะท�ำให้ความโลภลดลงได้
รู้และเป็นที่ปรึกษาด้านการเกษตรแก่เกษตรกร และเมื่อเหลือใช้แล้วก็สอนให้รู้จักให้และแบ่งบัน
อยา่ งท่วั ถึง กนั ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ กต่ นเองและผอู้ น่ื ทจ่ี ะนำ�
2.3.4 ด้านการสร้างภูมิคุ้มกันของ ไปสกู่ ารใชช้ ีวติ ท่ีเป็นสขุ และยัง่ ยนื อยา่ งแท้จรงิ
คนในชุมชน ในการเพ่ิมรายได้การท�ำเกษตรวิถี 2.3.6 ด้านส่งเสริมรักษาส่ิงแวดล้อม
พทุ ธใหแ้ กช่ มุ ชน เชน่ การดำ� เนนิ โครงการจดั ตลาด การท�ำการเกษตรแบบวิถีพุทธของเกษตรกรบน
นัดเพ่ือการเกษตรในชุมชนจัดกิจกรรมฝึกอบรม พน้ื ทส่ี งู ทหี่ นั มาใชป้ ยุ๋ อนิ ทรยี ์ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์
อาชีพให้กับกลุ่มสตรีแม่บ้านและจัดนิทรรศการ ในการช่วยอนุรักษ์และปรับปรุงสภาพแวดล้อม
เกย่ี วกบั จดั จำ� หนา่ ยสนิ คา้ หนงึ่ ผลติ ภณั ฑห์ นง่ึ ตำ� บล ที่เสื่อมโทรมให้สมบูรณ์ ท�ำให้ห่วงโซ่อาหารที่ถูก
ที่จะส่งผลให้เกษตรกรในชุมชนมีรายได้ ซ่ึงจะส่ง ท�ำลายไปโดยสารเคมีกลับฟื้น ท�ำให้ประชาชน
ผลต่อการขยายธุรกิจ การกระจายผลประโยชน์ มีอาหารท่ีเกิดจากธรรมชาติ เชน่ ก้งุ หอย ปู ปลา
การส่งเสรมิ การประกอบธรุ กิจต่อไป กบ เขียด นก ฯลฯ ลดต้นทุนการผลิต ท�ำให้
2.3.5 ด้านการปลูกฝังคุณธรรม เกษตรกรไดก้ ำ� ไรมากขน้ึ เกษตรกรทยี่ ากจนสามารถ
กระบวนการเพิ่มรายได้การท�ำเกษตรวิถีพุทธใน ปลดเปลื้องหนี้สินให้ลดลงและหมดไปได้ ผลผลิต
ชุมชน โดยวิธีการ เช่น ส่งเสริมให้ประชาชน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ท�ำให้อัตราการป่วยไข้และ
ในชุมชนสร้างจิตส�ำนึกในการช่วยเหลือกัน และ เสียชีวิตของประชาชนท้ังประเทศลดจ�ำนวนลง
เกดิ กระบวนการพงึ่ พาชว่ ยเหลอื กนั มภี ายในชมุ ชน และประชาชนมีสุขภาพพลานามัยดีข้ึน และที่
มีความซ่ือสัตย์สุจริตความอดทนความเพียรและ ส�ำคัญแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าการเกษตรท่ีมี
การใชส้ ตปิ ญั ญาในการดำ� เนนิ ชวี ติ สง่ เสรมิ ใหค้ นใน สารเคมที เี่ ปน็ พษิ เจอื ปนและถกู ประเทศผนู้ ำ� เขา้ ตงั้
สังคมมีจริยธรรมคุณธรรมไม่เป็นสังคมวัตถุนิยม ข้อรังเกียจที่จะน�ำเข้าสินค้าการเกษตรจาก
และบริโภคนิยมไม่แก่งแย่งกันไม่เห็นแก่วัตถุเงิน ประเทศไทย หากปรบั เปล่ยี นมาใชก้ ารผลิตโดยวิธี
ตราซงึ่ เปน็ การดำ� เนนิ ชวี ติ ตามหลกั คำ� สอนทางสาย เกษตรอินทรีย์จะท�ำให้ประเทศส่งออกสินค้า
กลางของพระพทุ ธศาสนาเปน็ แนวทางทส่ี อดคลอ้ ง การเกษตรได้มากขึ้น ทง้ั ปริมาณและมูลค่า
กับความพอดีและพอเพียงในแนวทางการท�ำ ดังนั้น แนวปฏิบัติของเครือข่ายพระนัก
เกษตรวิถีพุทธ ที่จะก่อให้เกิดการด�ำเนินชีวิตใน พัฒนาและกระบวนการเพ่ิมรายได้เกษตรวิถีพุทธ
ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 33
ของกลุ่มชาติพันธุ์บนพ้ืนท่ีสูงในพ้ืนที่ต้นแบบ คุณธรรม นอกเหนือจากการยึดหลักเศรษฐกิจพอ
เวียงป่าเป้า แม่สรวย เมืองเชียงราย แม่ฟ้าหลวง เพียงในการด�ำเนินชีวิตแล้ว ยังยึดหลักการปฏิบัติ
ของเครือข่ายพระนักพัฒนา จะต้องมีการส่งเสริม ตามวิถีทางธรรมชาติท�ำให้ประสบความส�ำเร็จใน
ให้ความรู้ให้กับพระนักพัฒนาในหลายด้าน ได้แก่ การด�ำเนินชีวิต มีครอบครัวท่ีอบอุ่น มีความพึง
ด้านการเกษตร ด้านคุณธรรม ด้านอาชีพส่งเสริม พอใจในชวี ติ และ มคี วามสขุ อยา่ งยงั่ ยนื 3) อปุ สรรค
ในใหค้ นในชมุ ชนพฒั นาตนเอง และดา้ นบำ� รงุ รกั ษา และความส�ำเร็จ พบว่าปัญหาและอุปสรรคที่พบ
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม คือ ปัญหาจากภัยธรรมชาติและจากการท�ำการ
เกษตรแบบสวนกระแสสงั คมในอดตี ปจั จยั ทสี่ ง่ ผล
5. อภปิ รายผลการวิจยั ตอ่ ความส�ำเร็จคอื ความม่งุ ม่ัน อดทน ความเพียร
และการเรยี นรกู้ ารทำ� เกษตรกรรมดว้ ยรปู แบบของ
จากท�ำการวิจัยเร่ือง แนวปฏิบัติและ ตนเอง 4) การเชอ่ื มโยงทางสงั คม พบวา่ เกษตรกร
กระบวนการเพมิ่ รายไดเ้ กษตรวถิ พี ทุ ธของเครอื ขา่ ย แบบผสมผสานมีการขยายผลความส�ำเร็จของ
พระนกั พฒั นาบนพ้ืนทส่ี ูงในจงั หวดั เชยี งราย ผลที่ ตนเองเพื่อเชอ่ื มโยงกับสังคม เช่น มกี ารสรา้ งศนู ย์
ได้รับน้ัน มีความสอดคล้องกับการงานวิจัยของ การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและรวมตัวกันเป็น
พชั รพรรณ ยาโน (Yano, 2009) ทไี่ ดศ้ กึ ษาวถิ ชี วี ติ กลุ่มสหกรณ์ 5) การพัฒนาอาชีพ พบว่า การเขา้ สู่
กับการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรแบบผสมผสาน อาชีพของเกษตรกรแบบผสมผสานได้รับอิทธิพล
พบว่า 1) รูปแบบการท�ำเกษตรผสมผสานมีหลัก จาก ครอบครัวหรอื อาชพี ของบิดามารดา มคี วาม
การสอดคลอ้ งกบั การเกษตรทฤษฎใี หมข่ องแนวคดิ พงึ พอใจในอาชพี ของตนเองและมกี ารพฒั นาอาชพี
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและยังสอดคล้องกับ อย่างต่อเน่ือง
ระบบเกษตรกรรมย่ังยืนอ่ืนๆ เช่น วนเกษตร การเปล่ียนแปลงในการท�ำเกษตรท่ีส่งผล
เกษตรอนิ ทรยี ์ พทุ ธเกษตร เกษตรกรรมธรรมชาติ อยา่ งยงั่ ยนื นน้ั มคี วามสอดคลอ้ งกบั แนวคดิ เกษตร
อีกทง้ั พบว่า อาชพี เกษตรกรรมนอกจากจะท�ำเพ่ือ ยงั่ ยนื เปน็ ปรชั ญาชถ้ี งึ แนวการดำ� รงอยแู่ ละปฏบิ ตั ิ
เปน็ การหาเลย้ี งชพี แลว้ ยงั เปน็ สว่ นหนง่ึ ของวถิ ชี วี ติ ตนของประชาชนในทกุ ระดบั ตง้ั แตร่ ะดบั ครอบครวั
และเป็นหนทางแห่งการพัฒนาตนเองไปสู่ความ ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ท้ังในการพัฒนาและ
สมบรู ณข์ องการเปน็ มนษุ ย์ 2) หลกั คดิ และแนวทาง บริหารประเทศให้ด�ำเนินไปใน ทางสายกลาง
ในการด�ำเนินชีวิตของเกษตรกรแบบผสมผสาน โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อ
สอดคล้องกับแนวคิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถงึ ความ
ในระดบั บคุ คล ระดับครอบครวั และระดบั ชุมชน พอประมาณ ความมีเหตผุ ล รวมถงึ ความจ�ำเปน็ ที่
มีการด�ำเนินชีวิตอย่างพอเพียง คือ มีความพอ จะตอ้ งมรี ะบบภมู คิ มุ้ กนั ในตวั ทด่ี พี อสมควร ตอ่ การ
ประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวเองและ มีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้ง
ปฏบิ ตั ติ นสอดคลอ้ งกบั เงอ่ื นไขความรแู้ ละ เงอ่ื นไข
34 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ภายนอกและภายใน ทงั้ นจ้ี ะตอ้ งอาศยั ความรอบรู้ รายไดเ้ กษตรวิถีพทุ ธของกลุม่ ชาตพิ นั ธุ์บนพน้ื ท่สี ูง
ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างย่ิงใน สามารถน�ำมาถอดเป็นบทเรียนที่จะน�ำไปสู่ในการ
การน�ำวชิ าการตา่ งๆ มาใช้ในการวางแผนและการ พัฒนาการท�ำงานในโครงการพระนักพัฒนาบน
ด�ำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้อง พ้นื สูง มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
เสริมสร้างพ้ืนฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะ วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ ใหด้ ียง่ิ ขน้ึ
เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุก 2. ข้อเสนอแนะในการท�ำวจิ ยั คร้งั ต่อไป
ระดับให้มีส�ำนึกในคุณธรรม ความซ่ือสัตย์สุจริต ผู้วิจัยขอเสนอแนะว่าควรน�ำองค์ความรู้เก่ียวกับ
และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ด�ำเนินชีวิตด้วย แนวปฏิบัติของเครือข่ายพระนักพัฒนาและ
ความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความ กระบวนการเพิ่มรายได้เกษตรวิถีพุทธของกลุ่ม
รอบคอบ เพ่ือให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับ ชาติพันธุ์บนพ้ืนท่ีสูงในการเผยแพร่สาธารณชน
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางท้ัง เพอ่ื เป็นคมู่ ือในการพัฒนาแกพ่ ระสงฆน์ กั พัฒนา
ด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลก
ภายนอกไดเ้ ปน็ อยา่ งดี 7. องคค์ วามร้ทู ไี่ ดร้ ับ
6. ข้อเสนอแนะ การศึกษาเร่ือง แนวปฏิบัติและกระบวน
การเพมิ่ รายไดเ้ กษตรวถิ พี ทุ ธของเครอื ขา่ ยพระนกั
1. ข้อเสนอแนะในการท�ำวจิ ัย ผู้วิจยั ขอ พัฒนาบนพื้นท่ีสูงในจังหวัดเชียงราย ท�ำให้ได้รับ
เสนอแนะวา่ ควรนำ� องคค์ วามรเู้ กย่ี วกบั แนวปฏบิ ตั ิ องคค์ วามรทู้ ปี่ ระโยชนท์ ร่ี บั จากการวจิ ยั และในการ
ของเครือข่ายพระนักพัฒนาและกระบวนการเพ่ิม พฒั นางานของพระพระนกั พฒั นาบนพน้ื ทส่ี งู ดงั น้ี
ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 35
References
Phimubon, R. (2011). Chiang Rai Community Enterprise. Chiang Rai Chiang Rai : Provincial
Agricultural Extension Office.
Phra Dhammapidok (P.A. Prayutto). (1996). Sustainable Development. Bangkok : Sahamit
Mick.
Sayyawiwat, S. (1994). Social Development Theory and Strategy. Bangkok : Publisher of
Chulalongkorn University.
Yano, P. (2009). Ways of life and professional development of integrated farmers in
Chumphon province. Bangkok : Srinakharinwirot University.
การพัฒนาแบบวดั การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ
ส�ำหรับนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ตามแนวคดิ ของฟาซิโอเน*่
The Development of Critical Thinking Test for Grade 9th
Students based on Facione’s Concept
นชุ จรี พรสินชัย, สุรีพร อนุศาสนนนั ท์ และณัฐกฤตา งามมฤี ทธ์ิ
Nuchjaree Pohnsinchai, Sureeporn Anusasananan and Natkrita Ngammeerith
มหาวทิ ยาลยั บูรพา
Burapha University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวจิ ยั ครง้ั น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) สรา้ งแบบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ 2) วเิ คราะหค์ ณุ ภาพ
ของแบบวดั 3) สรา้ งเกณฑป์ กตขิ องแบบวดั กลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั เปน็ นกั เรยี นระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษา
ปที ่ี 3 ท่ศี กึ ษาในโรงเรยี นจงั หวัดสระบรุ ี ปกี ารศึกษา 2561 จ�ำนวน 1,091 คน ส่มุ ตัวอย่างแบบแบง่ ชั้น
หาคุณภาพของแบบวัด โดยการตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาด้วยการหาดัชนีความสอดคล้องของข้อ
ค�ำถามกับนิยาม ตรวจสอบความยาก ตรวจสอบอ�ำนาจจ�ำแนกด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง
คะแนนรายข้อและคะแนนรวม ตรวจสอบความตรงตามสภาพด้วยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ตรวจสอบความตรงเชงิ โครงสรา้ งดว้ ยการวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยนั อนั ดบั สอง และตรวจสอบความ
เทยี่ งโดยวิธีของคเู ดอร-์ ริชารด์ สัน สตู รที่ 20
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. แบบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณทพ่ี ฒั นาขนึ้ ประกอบดว้ ย 1) การตคี วาม 2) การวเิ คราะห์
3) การประเมินผล 4) การสรปุ อ้างอิง 5) การอธิบาย และ 6) การกำ� กบั ตนเอง จ�ำนวนทง้ั หมด 41 ข้อ
2. คุณภาพของแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ พบว่า ดัชนีความสอดคล้องของข้อค�ำถาม
กับนิยามมีคา่ ต้ังแต่ 0.67 ถึง 1.00 ความยากมคี ่าตง้ั แต่ 0.30 ถงึ 0.80 อ�ำนาจจำ� แนกมีค่าตั้งแต่ 0.21
ถึง 0.68 ความเท่ยี งทัง้ ฉบบั เท่ากบั 0.91 ความตรงตามสภาพเทา่ กบั 0.75 และความตรงเชงิ โครงสร้าง
พบวา่ โมเดลการวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณมคี วามสอดคลอ้ งกบั ขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์ โดย x2 = 794.39
* ได้รับบทความ: 29 มิถุนายน 2563; แกไ้ ขบทความ: 23 ธันวาคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ:์ 30 ธนั วาคม 2563
Received: June 29, 2020; Revised: December 23, 2020; Accepted: December 30, 2020
38 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
df = 651 x2/df = 1.22 CFI = 1.00 GFI = 0.93 AGFI = 0.90 RMSEA = 0.02 และ RMR = 0.01
ห คะรอืแนคะนแด3นบิ .น1 ด5เบิกถณ0งึ ฑ2ถ์ป5ึงกคต1ะริ4แะนคดะนบั แทมนอ้ ีรนงะถดม่นิ ับีรขกะอาดงรับแคกบิดาบอรวยคัดา่ดิ กงอมายรีวา่คิจงิดามรอีวณยจิ ่าญางรามณณีวญิจตาาำ�่ ร ณคณตะญ�่ำแมานณานกTพค4บ6ะวถแา่ึงนนTค5ะ5Tแห3น5รนถือตึงคำ�่ะTกแ4วน5า่ นหดTรบิ3อื 5
26 ถงึ 36 คะแนน มีระดบั การคิดอย่างมีวจิ ารณญาณปานกลาง คะแนน T56 ถึง T65 หรือคะแนนดิบ 37
ถึง 38 คะแนน มรี ะดบั การคดิ อย่างมีวิจารณญาณสูง และคะแนนมากกว่า T65 หรอื คะแนนดบิ 39 ถงึ 41
คะแนน มรี ะดับการคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณสงู มาก
ค�ำสำ� คญั : การพัฒนาแบบวัด; การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ; ฟาซิโอเน่
Abstract
The purposes of this research were: 1) to develop the critical thinking test for
grade 9th students, 2) to examine the quality of test and 3) to construct the norms of
test. The sample was 1,091 students selected by stratified random sampling technique
who were studying grade 9th at Saraburi in the 2018 academic year. The quality of the
test was measured by index of item objective congruence (IOC) for content validity,
difficulty, item-total correlation for discrimination power, Pearson product moment
correlation coefficient for concurrent validity, construct validity was measured by second
order confirmatory factor analysis and reliability of the test by Kuder-Richardson’s KR-20
formula.
The findings were:
1. The critical thinking test has 41 items, comprised of six component; 1) inter
pretation 2) analysis 3) evaluation 4) inference 5) explanation and 6) self-regulation.
2. The item objective congruence (IOC) of the test ranged from 0.67 to 1.00 ,
the item difficulty ranged from 0.30 to 0.80, the item discrimination power ranged from
0.21 to 0.68, the reliability of the test was 0.91, the concurrent validity was 0.75 and for
construct validity, the model was consistent with empirical data as its x2 = 794.39 df =
651 x2 = 1.22 CFI = 1.00 GFI = 0.93 AGFI = 0.90 RMSEA = 0.02 and RMR = 0.01.
3. The local norms of the test were; 1) T-scores less than 35 or raw scores from
0 to 14 for a very low level of critical thinking 2) T-scores from 35 to 45 or raw scores
ปีที่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 39
from 15 to 25 for a low level of critical thinking 3) T-scores from 46 to 55 or raw scores
from 26 to 36 for a medium level of critical thinking 4) T-scores from 56 to 65 or raw
scores from 37 to 38 for a high level of critical thinking and 5) T-score more than 65 for
a very high level of critical thinking.
Keywords: The development of test; Critical thinking; Facione
1. บทนำ� ได้แก่ ปญั หาด้านยาเสพตดิ ปญั หาดา้ นพฤติกรรม
ปัญหาทางเพศการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นการคิด ปัญหาการกอ่ อาชญากรรม เปน็ ตน้ ปัญหาเหล่านี้
พิจารณา ไตร่ตรองอย่างมีเหตุผลท่ีมีจุดมุ่งหมาย กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตร่วมสมัยของเด็กและ
เพื่อการตัดสินใจว่า สิ่งใดควรเชื่อส่ิงใดควรท�ำ เยาวชนท่ีเติบโตขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะปัญหา
ชว่ ยใหต้ ดั สนิ ใจสภาพการณไ์ ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง การคดิ พฤตกิ รรมทนี่ บั วนั จะรนุ แรงขน้ึ ดงั ทเี่ ปน็ ขา่ วปรากฏ
อย่างมีวิจารณญาณจึงเปรียบเหมือนเครื่องมือ ในหนา้ สอ่ื ดงั เชน่ กรณเี ดก็ หญงิ ถกู กลมุ่ วยั รนุ่ หา้ คน
ส�ำคัญในการเรียนรู้และการด�ำเนินชีวิตให้มีคุณค่า ลอ่ ลวงพาไปรมุ โทรมข่มขนื เด็กแว้นเปิดเพลงเตน้
ตามท่ีนักวิชาการได้ท�ำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ โชวก์ ลางสแ่ี ยกไฟแดง วัยร่นุ ประกบยิงเดก็ เทคนิค
การคิดอย่างมีวิจารณญาณของบุคคลในสังคม คู่อริบาดเจ็บ แก๊งเด็กวัยรุ่นปาขวดใส่รถยนต์เหตุ
พบว่าคนเราจะใชก้ ารคิดอย่างมีวจิ ารณญาณใน 2 ไม่พอใจโดนแซง หรือนักเรียนต่อยเพ่ือนเลือดคั่ง
ลักษณะ คอื 1) ใชใ้ นการตดั สินใจ เชน่ ตัดสินใจ ในสมองเสยี ชวี ติ และทไ่ี มป่ รากฏเปน็ ขา่ วกย็ งั มอี กี
ในการเลือกวิชาชีพ หรือตัดสินใจเลือกบุคคลมา มากมาย ทง้ั นปี้ ัญหาพฤตกิ รรมดังกล่าว สว่ นหนงึ่
ร่วมท�ำงานด้วย เป็นต้น 2) ใช้การคิดอย่างมี มาจากเดก็ และเยาวชนขาดภมู ติ า้ นทานในดา้ นการ
วิจารณญาณในเรื่องเก่ียวกับความรู้ การเรียนรู้ คิ ด โ ด ย เ ฉ พ า ะ ก า ร คิ ด อ ย ่ า ง มี วิ จ า ร ณ ญ า ณ
การสนทนา หรือการอภิปราย รวมไปถึงการแก้ ซึ่งเป็นการคิดอย่างมีเหตุมีผลสามารถช่วยลดหรือ
ปญั หาตา่ งๆ (Sariwat, 2006) ดงั นนั้ การคดิ อยา่ ง ป้องกันปัญหาหรือพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ได้
มวี จิ ารณญาณจงึ นบั วา่ เปน็ ทกั ษะสำ� คญั ทใี่ ชใ้ นการ ด้วยเหตุน้ีเด็กและเยาวชนไทยควรได้รับการเสริม
เรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียน และยัง สร้างหรือพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณให้อยู่
เ ป ็ น เ ค รื่ อ ง มื อ ใ น ก า ร ด� ำ เ นิ น ชี วิ ต ใ น สั ง ค ม ที่ ในระดับท่ีสามารถใช้ในการด�ำเนินชีวิตได้อย่าง
สอดคล้องกับความเป็นอยู่ในยุคแห่งเทคโนโลยี ปกติสุข ซึ่งการเสริมสร้างหรือพัฒนาการคิดอย่าง
กา้ วหนา้ เชน่ ปจั จบุ นั อยา่ งมคี วามสขุ และสรา้ งสรรค์ มีวิจารณญาณส่วนหนึ่งสามารถเกิดข้ึนได้จาก
อกี ดว้ ย กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนการสอนภายใน
ในปัจจุบันสภาพปัญหาของเด็กและ โรงเรียน เพราะฉะน้ันครผู สู้ อนจ�ำเปน็ ตอ้ งมีเคร่ือง
เยาวชนไทยก�ำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากมาย
40 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
มื อ ช ่ ว ย ใ น ก า ร จ� ำ แ น ก ร ะ ดั บ ก า ร คิ ด อ ย ่ า ง มี 3) แบบวัดท่ีใช้แนวคิดของเดรสเซล ได้แก่ การ
วิจารณญาณของนักเรียน เพื่อจะได้ทราบว่า พัฒนาแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณส�ำหรับ
นักเรียนมีความสามารถอยู่ในระดับใดและควร นกั เรียนช่วงช้นั ที่ 3 ของวราภรณ์ ใบภกั ดี และ 4)
ออกแบบกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนการสอน แบบวดั ทบ่ี รู ณาการหลายแนวคดิ เขา้ ดว้ ยกนั ไดแ้ ก่
อย่างไรจึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพและ แบบทดสอบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณสำ� หรบั
เครอื่ งมอื ทส่ี ามารถชว่ ยจำ� แนกนกั เรยี นคอื แบบวดั นักเรยี นชว่ งช้ันท่ี 3 ของอรพิณ พัฒนผล และการ
การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณน่นั เอง สรา้ งแบบวดั ความสามารถการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ
ส�ำหรับในประเทศไทยมีงานวิจัยท่ีพัฒนา ส�ำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายของ
แบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณข้ึนมามากมาย ค�ำเพียร จันทร์แสน นอกจากแนวคิดในข้างต้น
และเป็นที่นิยมดังนี้ 1) แบบวัดที่ใช้แนวคิดของ เหล่าน้ีแลว้ ยงั มีแนวคดิ อ่ืนๆ อกี ทีน่ ่าสนใจ ดังเชน่
วตั สนั และเกลเซอร์ (Wattson and Glaser, 1964) การคิดอย่างมีวิจารณญาณของฟาซิโอเน่ ได้แก่
ได้แก่ การพัฒนาแบบทดสอบการคิดอย่างมี 1) การตคี วาม 2) การวเิ คราะห์ 3) การประเมินผล
วจิ ารณญาณสำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 4) การสรปุ อา้ งองิ 5) การอธบิ าย และ 6) การกำ� กบั
และชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ของสถิต พิมพ์ทราย ตนเอง ในองคป์ ระกอบทหี่ กเปน็ จดุ เดน่ ท่ีแตกตา่ ง
การพัฒนาแบบวัดความสามารถด้านการคิดอย่าง จากแนวคดิ อน่ื คอื มกี ารนำ� กระบวนการคดิ ทเ่ี กดิ ขนึ้
มีวิจารณญาณส�ำหรับนักเรียนช่วงชั้นท่ี 4 ของ แลว้ มาตรวจสอบ ปรับปรุง แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งหรอื
กฤษฎา สรอ้ ยมขุ การสรา้ งแบบวดั การคดิ อย่างมี พัฒนา เพื่อน�ำไปประยุกต์ใช้เม่ือเจอสถานการณ์
วิจารณญาณส�ำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือปัญหาอื่นๆ ที่คล้ายคลึงหรือแตกต่างกันออก
ของเขตพ้ืนท่ีการศึกษาร้อยเอ็ดเขต 1 ของพัชริน ไปในแนวคิดอน่ื ๆ ไมม่ ีการกล่าวถงึ องค์ประกอบนี้
สภุ ารี และแบบทดสอบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ และนอกจากนใ้ี นทางการศกึ ษายงั ไมม่ รี ายงานการ
ส�ำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของเพ็ญศิริ พัฒนาแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณตาม
สุภารตั น์ 2) แบบวัดทีใ่ ช้แนวคิดของเอนนิส ไดแ้ ก่ แนวคดิ นี้
การพัฒนาแบบทดสอบความคิดวิจารณญาณโดย ดังน้ัน ผูว้ ิจัยจงึ สนใจสรา้ งแบบวัดการคดิ
ใชท้ ฤษฎกี ารตอบสนองขอ้ สอบสำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั อยา่ งมวี จิ ารณญาณสำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษา
ประถมศึกษาปีที่ 6 ของปิยวดี คงช่วย การพัฒนา ปีท่ี 3 ตามแนวคิดของฟาซิโอเน่ (Facione) ให้
แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมี สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพการณ์ใน
วจิ ารณญาณสำ� หรบั นกั เรยี นระดบั ชว่ งชนั้ ท่ี 3 ของ ปจั จบุ นั และสามารถใชใ้ นการจำ� แนกระดบั การคดิ
อารยี ์ วาสเุ ทพ และการสรา้ งแบบวดั ความสามารถ อย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน แล้วครูผู้สอน
ในการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณวชิ าภาษาไทยสำ� หรบั นำ� ผลทไ่ี ดจ้ ากการจำ� แนกกลมุ่ นกั เรยี นไปประกอบ
นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ของเพยี งนชุ มลู สาร การออกแบบกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนการ