The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563

ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 191

ววิ ฒั นาการรปู แบบการปกครองประชาธปิ ไตยทล่ี อ้ กฎหมาย ผใู้ ชอ้ ำ� นาจปกครองนนั้ จะตอ้ งไดร้ บั ความ
หลักการมาจากนครรัฐเอเธนส์ในสมัยโบราณ เห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ การใช้อ�ำนาจ
จึงท�ำให้เกิดรูปแบบการปกครองในระบอบ ปกครองน้ันเป็นไปเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิ
ประชาธิปไตย ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติในประเทศ เสรีภาพของประชาชนและผลประโยชน์ของ
ฝร่ังเศสระหว่างปี ค.ศ.1789-1799 ท่ีล้มล้าง ประชาชนโดยรวม การใช้อ�ำนาจปกครองน้ัน
ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ ทเี่ ปน็ ประวตั ศิ าสตร์ สามารถตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน การใช้
มนษุ ยชาติ ทต่ี ามดว้ ยการจดั ตง้ั สาธารณรฐั ในเดอื น อ�ำนาจปกครองต้องมีกฎหมายให้อ�ำนาจในการ
กันยายน ค.ศ. 1792 ประเทศฝร่ังเศสจึงได้เกิด ด�ำเนนิ การเรียกวา่ นติ ิรัฐ ท่จี �ำกัดอำ� นาจของรฐั ใน
ระบอบการปกครองแบบกง่ึ ประธานาธบิ ดี (Semi- การใช้อ�ำนาจปกครองได้ต่อเมื่อมีกฎหมายให้
Presidential System) ข้ึนในสังคมโลก จึงเห็น อำ� นาจเท่าน้ัน (Pakeerut, 2014 : 207-209)
ได้ว่าในสังคมตะวันตกได้เกิดการเปลี่ยนแปลง เสรีนิยมประชาธิปไตย แนวความคิด
ขนานใหญ่ในระบอบการปกครองในกระแสวิธีคิด ไดพ้ ฒั นาขนึ้ ในภายหลงั ในชว่ งปี ค.ศ. 1723-1790
ทางการเมือง และแนวคิดทางปรัชญาต่างๆ และ ชว่ งสมยั ของอาจารย์อดัม สมิทธ์ (Adam Smith)
แพร่หลายองค์ความรู้ไปสู่ประชาชนและบุคคล นกั เศรษฐศาสตร์เสรนี ยิ มทเี่ หน็ ว่า การแข่งขนั ทาง
ที่เดินทางไปเรียนและศึกษาในประเทศดังกล่าวน้ี เศรษฐกิจที่เป็นไปตามธรรมชาติ แนวคิดดังกล่าว
รวมทงั้ คณะราษฎรกไ็ ดไ้ ปศกึ ษาในประเทศฝรง่ั เศส นำ� มาพฒั นาเปน็ การปกครองเสรนี ยิ มประชาธปิ ไตย
และน�ำความคิดในระบอบการปกครองท่ีอ�ำนาจ ท่ีผู้ปกครองต้องได้อ�ำนาจการปกครองมาจาก
เป็นของปวงชนกลับมาและคิดปรับใช้ในประเทศ ประชาชน โดยผา่ นการเลอื กตง้ั รฐั เปดิ ใหป้ ระชาชน
ไทยใหม้ ีการววิ ัฒนาการทดี่ ีเกิดขึน้ จดั ตงั้ พรรคการเมอื งได้ พรรคการเมอื งทไี่ ดร้ บั เสยี ง
ประชาธิปไตยคือ ระบอบการปกครอง ข้างมากจากการเลือกตั้งจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
ท่ีถือเอาอ�ำนาจของประชาชนเป็นใหญ่ อ�ำนาจรัฐ ข้ึนบริหารประเทศ ส่วนพรรคท่ีได้เสียงข้างน้อย
เป็นของประชาชน แต่ในบางรูปแบบที่มีกษัตริย์ ก็จะเป็นฝ่ายค้านควบคุมการตรวจสอบการใช้
กษัตริย์มีอ�ำนาจสูงสุดในรัฐแต่อ�ำนาจของกษัตริย์ อ�ำนาจของรัฐบาล การปกครองระบอบเสรีนิยม
ถูกจำ� กัดให้อยู่ภายใต้รฐั ธรรมนูญ การใชอ้ ำ� นาจรฐั ประชาธิปไตยได้น�ำมาใช้ปกครองประเทศไทย
โดยประชาชนในการออกเสยี งเลอื กตงั้ ประการหนง่ึ ตง้ั แตว่ นั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 ในรปู แบบการ
และในการออกเสียงประชามติอีกประการหนึ่ง ปกครองใหม่ที่ท�ำให้เกิดกฎเกณฑ์ข้อบังคับในการ
โดยเปน็ ประชาธปิ ไตยทางออ้ มทใี่ หป้ ระชาชนเลอื ก ปกครองประเทศขนึ้ (Pakeerut, 2014 : 102-103)
ตัวแทนเข้าไปท�ำงานในรัฐสภาท่ีเรียกว่า ผู้แทน ซ่ึงสรุปหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ รับรองสิทธิ
ราษฎร ในสภาผู้แทนราษฎรที่ถือว่าประชาชน เสรีภาพข้ันพื้นฐานของประชาชน รัฐบาลมาจาก
ทุกคนมีความเท่าเทียมมีความเสมอภาคใน การเลอื กตงั้ เปน็ ใหญ่ มสี อื่ เสรี มรี ะบบการเลอื กตง้ั

192 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

ทเ่ี สรแี ละเป็นธรรม ยอ้ นแยง้ หลกั การในมาตรา 12” ภายในบงั คบั แหง่
รฐั ธรรมนญู (Constitution) มคี วามหมาย บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญน้ีบุคคลย่อมเสมอกัน
ว่ากฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เป็นรากฐานของประเทศ ในกฎหมาย ฐานนั ดรศกั ดโ์ิ ดยกำ� เนดิ กด็ โี ดยแตง่ ตงั้
ที่มีขอบเขตอ�ำนาจแน่นอน มีประชากรที่เป็น ก็ดีหรือโดยประการอื่นใดก็ดี ไม่กระท�ำให้เกิด
ประชาชนท่ีมารวมตัวกัน ด้วยการก�ำหนดอ�ำนาจ เอกสิทธิ์อย่างใดเลย” เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าสอง
รัฐความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของรัฐท่ีมีหลัก มาตราน้ีขัดแย้งในหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย
ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีเน้ือหา หมายความวา่ พระมหากษตั รยิ จ์ ะตอ้ งเปน็ ทเี่ คารพ
ครอบคลุมรูปแบบของรัฐ ประมุขของรัฐและ สักการะและถวายพระเกียรติมีเอกสิทธิ์เหนือ
องคก์ รทใ่ี ชอ้ ำ� นาจสงู สดุ ของรฐั มอี งคก์ รตรวจสอบ กฎหมายรัฐธรรมนูญประชาชนจะไปกล่าวหา
การใช้อ�ำนาจรัฐ รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมาย ฟ้องร้องมิได้ การบัญญัติได้กระท�ำต่อเน่ืองมาถึง
สงู สดุ ในการปกครองประเทศ (Chumpa, 2014 : 1-6) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
ในมาตรา 6 บัญญตั ิวา่ “องค์พระมหากษัตรยิ ์ทรง
5. การขดั แยง้ กบั หลกั เสรนี ยิ มประชาธปิ ไตย ด�ำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะ
ละเมิดมิได้ ผใู้ ดจะกลา่ วหา หรอื ฟ้องรอ้ งพระมหา
แนวคิดกฎหมายรัฐธรรมนูญท�ำให้เกิด กษัตริย์ในทางใดๆ มิได”้ ปญั หาในบทบญั ญัตขิ อง
ความสมั พนั ธต์ า่ งๆ ขน้ึ ของสถาบนั การเมอื งในทาง รัฐธรรมนูญไทยดังกล่าวน�ำไปสู่การขัดแย้งหลัก
กฎหมาย เป็นส่ิงท่ีสภาร่างรัฐธรรมนูญควรน�ำไป อ�ำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หลักแห่ง
วิเคราะห์และจัดท�ำออกมาเป็นรูปกฎหมายสูงสุด ความเสมอภาคในกฎหมาย และการตรวจสอบ
ของประเทศ แต่ในทุกๆ รัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา ถ่วงดลุ ตามหลกั เสรีนยิ มประชาธปิ ไตย ถ้าหากให้
เกอื บทกุ ฉบบั ทขี่ ดั แยง้ กบั หลกั เสรนี ยิ มประชาธปิ ไตย พระองค์ท่านใช้อ�ำนาจได้ก็ต้องยินยอมให้ตรวจ
มีบทวเิ คราะห์ใหเ้ หน็ บทบัญญตั ิทีข่ ัดแย้ง ดงั น้ี สอบได้เช่นกัน จึงเป็นบทบัญญัติท่ีขัดต่อหลักการ
1. ปัญหาที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญขัดต่อ
ไทยทไี่ มค่ ำ� นงึ ถงึ อดุ มการณป์ ระชาธปิ ไตย กลา่ วคอื หลักนิติธรรมท่ีว่ากฎหมายที่ดีต้องมีความชัดเจน
อ�ำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย การ กฎหมายทด่ี ตี อ้ งไมข่ ดั แยง้ กนั เอง กฎหมายทดี่ ตี อ้ ง
รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การตรวจสอบ มีเหตุผล ซงึ่ ลักษณะเชน่ นี้ไดส้ ืบทอดสง่ ต่อแนวคิด
ถ่วงดุลอ�ำนาจที่อยู่ในหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย ในตารางแสดงรัฐธรรมนูญไทยฉบับต่างๆ ต่อมา
ในเรอ่ื งดังกลา่ วนี้ หากวเิ คราะห์ตัวบทรฐั ธรรมนูญ รวมทัง้ ฉบบั ชั่วคราว พ.ศ.2557 และฉบับปัจจบุ นั
(ฉบบั พ.ศ. 2475) ประกาศใชเ้ มอื่ วนั ท่ี 10 ธนั วาคม อกี ด้วย (Chumpa, 2014 : 12-13)
พ.ศ. 2475 จะมบี ทบญั ญัติในมาตรา 3 ทีบ่ ัญญัติ 2. การแบ่งแยกอ�ำนาจในรัฐธรรมนูญ
ว่า “องค์พระมหากษตั ริยด์ �ำรงอยใู่ นฐานะอันเปน็ ไม่เด็ดขาดท�ำให้องค์กรอื่นเข้ามาแทรกแซงได้
ท่ีเคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้” น้ันเห็นได้ว่า

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 193

ปรากฏในบทบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนญู (ฉบบั พ.ศ. 2489) ของตุลาการตามหลักเสรีนิยมประชาธิปไตยหลัก
ท่ีถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ในมาตรา 2 ดงั กลา่ วนี้ขดั แย้งมาตงั้ แต่รฐั ธรรมนญู (ฉบับ พ.ศ.
บัญญัติว่า “อ�ำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชน 2475) ในมาตรา 58 และสบื เนอื่ งมาจนถงึ ปจั จบุ นั
ชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้ ต่อมาในรัฐธรรมนูญ (ฉบบั พ.ศ. 2492) ก็ยงั มกี าร
อ�ำนาจน้ันแต่โดยบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญน้ี” และ แทรกแซงอ�ำนาจอธิปไตยของประชาชนด้วย
ในมาตรา 3 อีกว่า “องค์พระมหากษัตรยิ ์ดำ� รงอยู่ บทบัญญัติหลายมาตราในหมวด 5 แนวนโยบาย
ในฐานะอันเป็นท่ีเคารพสักการะผู้ใดจะละเมิด แหง่ รฐั ทมี่ กี ารบญั ญตั ขิ น้ึ เปน็ ครงั้ แรกในมาตรา 59
มิได้” และบัญญัติต่อไปในมาตรา 6 7 และ 8 “กำ� ลังทหารเปน็ ของชาติ อยูใ่ นบงั คบั บัญชาสงู สดุ
ให้ทรงใช้อ�ำนาจ นิติบัญญัติทางรัฐสภา อ�ำนาจ ของพระมหากษัตริย์ไม่ข้ึนต่อเอกชน คณะบุคคล
บริหารทางคณะรฐั มนตรี และอ�ำนาจตลุ าการทาง หรือพรรคการเมอื งใดๆ” ในระบอบประชาธิปไตย
ศาลเป็นการขัดแย้งหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย ท่ีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ทต่ี อ้ งการใหพ้ ระมหากษตั รยิ อ์ ยภู่ ายใตร้ ฐั ธรรมนญู พระองค์ท่านมีสถานะเป็นเพียงพระประมุขของ
และเป็นประมขุ เพยี งอย่างเดยี ว การบญั ญตั ิเชน่ น้ี ชาติที่เป็นเสมือนเคร่ืองหมายสัญลักษณ์ของ
ถือได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ขัดแย้งไม่ยอมรับ ประเทศ ดังน้ันการบัญญัติกฎหมายเช่นนี้ก็เปิด
อำ� นาจอธปิ ไตยของประชาชน ในการใชอ้ ำ� นาจตาม โอกาสให้กองทัพเข้าใจว่าเป็นทหารของพระราชา
ทก่ี ลา่ วในขอ้ 1 ทำ� ใหก้ ารจดั ทำ� รฐั ธรรมนญู ของไทย ท้ังๆ ท่ีกินเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชน
แบ่งแยกอ�ำนาจไม่เด็ดขาดตามหลักแบ่งแยก และพระมหากษัตริย์ทรงหมดภาระในการบริหาร
อ�ำนาจ และขยายเข้าไปในหมวด 5 ในมาตรา 80 บ้านเมืองทางการปกครองและราชการแผ่นดิน
ที่บัญญัติว่า “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็น ไปแลว้ และในมาตรา 60 บัญญัติวา่ “ก�ำลังทหาร
อ�ำนาจของศาลโดยเฉพาะ ซ่ึงจะต้องด�ำเนินการ พึงใช้เพ่ือการรบการสงครามหรือเพื่อปราบปราม
ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหา การจลาจล และจะใชไ้ ดแ้ ตโ่ ดยกระแสพระบรมราช
กษตั รยิ ”์ ในบทบัญญัตนิ ้กี ็เปน็ การกา้ วล่วงอำ� นาจ โองการฯ” ก็เป็นการยืนยันอ�ำนาจและค�ำส่ังของ
อธิปไตยที่มาจากปวงประชาชนโดยสิ้นเชิงที่เป็น พระมหากษัตริย์ในการบังคับบัญชาตามระบอบ
อ�ำนาจอิสระของตุลาการโดยแท้ การบัญญัติ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เดิม อีกท้ังในหมวด 7
อำ� นาจตลุ าการไมใ่ หม้ กี ารตรวจสอบการใชอ้ ำ� นาจ อ�ำนาจบริหาร ในมาตรา 155 ที่บัญญัติว่า
ของตนเอง ท่ีออกแบบว่ากระท�ำการในพระ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซ่ึงพระราชอ�ำนาจในการ
ปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ พระราชทานอภัยโทษ” การอภัยโทษควรจะเป็น
ประชาชนฟ้องร้องศาลได้ในกรณีวินิจฉัยคดี หน้าท่ีของสถาบันตุลาการหรือผู้พิพากษาท่ีได้รับ
ผิดพลาด เพราะติดขัดในมาตรา 3 ข้างต้น มอบอ�ำนาจจากประชาชนตามหลักเสรีนิยม
ซึ่งอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอ�ำนาจอิสระ ประชาธิปไตยถือได้ว่าบทบัญญัติเหล่าน้ีได้ท�ำให้

194 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

การแบ่งแยกอ�ำนาจอธิปไตยไม่เด็ดขาด อีกท้ัง เลอื กตั้งเสรี มคี ณะผพู้ พิ ากษา การบรหิ ารราชการ
ไม่สามารถตรวจสอบการใช้อ�ำนาจดังกล่าวได้ แผ่นดินเป็นไปตามนโยบายท่ีนายกรัฐมนตรีท่ีได้
การใช้พระราชอ�ำนาจในมาตราน้ีเห็นได้ว่าเป็น แถลงต่อรัฐสภาและมีคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ
การน�ำพระราชอ�ำนาจ เป็นอ�ำนาจส่วนตัวของ กำ� กบั ดแู ลราชการแผน่ ดนิ ในกระทรวงทบวงตา่ งๆ
พระราชาซ่ึงมีอยใู่ นระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์ไม่ได้มี
และสบื ทอดตอ่ ๆ กันมาถงึ ปัจจบุ นั กเ็ ป็นการตรา อ�ำนาจหน้าท่ีดังกล่าวนี้แล้ว การเพิ่มสถาบัน
กฎหมายทยี่ อ้ นแยง้ หลกั การเสรนี ยิ มประชาธปิ ไตย องคมนตรขี น้ึ มากต็ อ้ งมารบั เงนิ เดอื นจากภาษอี ากร
นน่ั เอง ของประชาชนท่ีท�ำให้เพ่ิมงบประมาณขึ้นมาอีก
3. การบญั ญัตโิ ครงสรา้ งองค์กรทางการ และขัดแย้งระเบียบวิถีทางการเมืองในระบอบ
เ มื อ ง ใ น รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ขั ด แ ย ้ ง ห ลั ก เ ส รี นิ ย ม ประชาธิปไตยและท�ำให้องค์กรองคมนตรีเข้ามา
ประชาธิปไตยในเรอื่ ง สิทธิเสรภี าพของประชาชน มอี ำ� นาจในทางการเมอื งสามารถเขา้ แทรกแซงการ
ไดม้ กี ารบญั ญตั ใิ น รฐั ธรรมนญู (ฉบบั ชว่ั คราว พ.ศ. ท�ำงานของข้าราชการทหาร ข้าราชการประจ�ำ
2490 และฉบบั พ.ศ. 2492) โดยในฉบบั พ.ศ. 2490 ต่างๆ หรือหน่วยงานของรัฐได้ ปัญหาเรื่องน้ี
ในมาตรา 9 “พระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ตงั้ อภริ ฐั มนตรี สืบทอดบทบัญญัติทางกฎหมายตลอดมาจนถึง
เป็นต�ำแหน่งส�ำหรับถวายค�ำปรึกษาในราชการ ปจั จุบนั
แผ่นดิน” และในฉบับ พ.ศ. 2492 มาตรา 13 4. การปฏิวัติรัฐประหาร ท�ำให้กลุ่ม
“พระมหากษตั รยิ ท์ รงเลอื กแตง่ ตง้ั ผทู้ รงคณุ วฒุ เิ ปน็ อำ� นาจนยิ มขม่ ขปู่ ระชาชนใหเ้ กดิ ความกลวั ในการ
ประธานองคมนตรีคนหน่ึง และองคมนตรีอีก มีส่วนร่วมทางการเมือง ปัญหาดังกล่าวน้ีในระยะ
ไม่มากกว่าแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี เวลา 82 ปี (พ.ศ. 2557) มกี ารปฏวิ ตั ิ (Kerdvichai,
วรรคสอง คณะองคมนตรีมีหน้าท่ีถวายความเห็น 1998 : 214) รัฐประหารในประเทศไทยไปเป็น
ตอ่ พระมหากษตั รยิ ใ์ นพระราชกรณยี กจิ ทง้ั ปวง ฯ” จ�ำนวน 25 คร้ัง (ถึงปัจจุบัน) ส่ิงท่ีเกิดขึ้นคือ
ในบทบัญญัติดังกล่าวน้ี เป็นการบัญญัติองค์กร กลุ่มอ�ำนาจทางทหารที่ก่อการดังกล่าวท่ีถือได้ว่า
ทางการเมอื งเขา้ มาในระบอบเสรนี ยิ มประชาธปิ ไตย เป็นกลุ่มอ�ำนาจนิยม (Authoritarianism) ที่มี
โดยไมม่ เี หตผุ ลรองรบั แตอ่ ยา่ งใด การแตง่ ตงั้ อภริ ฐั อุดมการณ์ทางการเมืองแบบเผด็จการในการใช้
มนตรีหรืองคมนตรีเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน อ�ำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือรัฐ โดยไม่ค�ำนึงถึง
น้ันกระท�ำในรัชสมัยรัชการที่ 5 ท่ีเป็นระบอบ สทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน ในอดตี ทผ่ี า่ นๆ มาของ
สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ เพราะพระมหากษตั รยิ เ์ ปน็ การยึดอ�ำนาจของคณะปฏิวัติได้สร้างกลไกทาง
ผใู้ ชอ้ ำ� นาจในกจิ การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ทง้ั ปวง กฎหมายในการใช้อ�ำนาจต่อประชาชน การข่มขู่
ภายในประเทศ แต่ในหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย การใช้อ�ำนาจควบคุมตัวไปกักขัง การปราบปราม
มคี ณะรฐั มนตรี และสภาผแู้ ทนราษฎรทม่ี าจากการ ผตู้ อ่ ตา้ นหรอื ประทว้ ง การประหารชวี ติ การละเมดิ

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 195

สิทธิมนุษยชนและอีกหลายวิธีการท่ีกระท�ำต่อ กรรมการผรู้ า่ งรฐั ธรรมนญู ในทกุ ยคุ ทกุ สมยั ทม่ี กี ลมุ่
ประชาชน และประชาชนไมเ่ คยมสี ว่ นรว่ มทางการ อำ� นาจนยิ มเขา้ ไปมอี ทิ ธพิ ล จงึ ทำ� ใหป้ ระชาธปิ ไตย
เมืองแต่อย่างใด ส่ิงเหลา่ นไี้ ดส้ ร้างความหวาดกลวั ไทยขัดแย้งตลอดมาเพราะมียุทธศาสตร์ทางการ
ใหเ้ กดิ ข้นึ กบั ประชาชน สถาบนั ทหารไม่ไดป้ รบั ตัว เมอื งทเ่ี ขา้ มาคมุ อำ� นาจประการหนง่ึ และดว้ ยความ
เข้ากับระบบการปกครองเสรีประชาธิปไตยแต่ ย�ำเกรงในพระราชอ�ำนาจระบบเก่าท่ีท�ำให้การ
อย่างใดการปฏิวัติรัฐประหารน�ำไปสู่การบัญญัติ ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่มีความอิสระประการหนึ่ง
รฐั ธรรมนญู และตรากฎหมายตา่ งๆ ของคณะปฏวิ ตั ิ จงึ เห็นไดว้ า่ ในรฐั ธรรมนูญทกุ ฉบบั ทนี่ �ำมากลา่ วมี
ขึ้นมาบังคับใช้กับประชาชน ซ่ึงเป็นกฎหมายที่ บ ท ขั ด แ ย ้ ง กั บ สิ ท ธิ เ ส รี ภ า พ ขั้ น พื้ น ฐ า น ข อ ง
ลดิ รอนสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน สภานติ บิ ญั ญตั ิ ประชาชน รฐั บาลไมไ่ ดม้ าจากการเลอื กตง้ั ทแ่ี ทจ้ รงิ
แหง่ ชาตไิ มไ่ ดม้ าจากวถิ ที างประชาธปิ ไตยแตอ่ ยา่ ง พระราชอ�ำนาจยังคงมีอยู่ในบทบัญญัติของ
ใดแต่ในการตรากฎหมายกลับจัดท�ำไว้มากมาย รฐั ธรรมนญู ถอื ไดว้ า่ รฐั ธรรมนญู ไทยทเ่ี กดิ ขนึ้ เกอื บ
เพอ่ื ส่งเสรมิ ให้กลมุ่ อ�ำนาจนิยมให้มหี ลกั นิตริ ัฐเปน็ ทกุ ฉบบั ขดั แยง้ หลกั เสรนี ยิ มประชาธปิ ไตยตลอดมา
เคร่ืองมือสืบทอดอ�ำนาจประการหน่ึง เพ่ือสร้าง ผลทป่ี ระเทศไดร้ บั คอื ความเสยี หายของประชาชน
ความแข็งแกร่งในการยึดครองของกลุ่มขุนนาง ตลอดระยะเวลา 88 ปี ท่ีผ่านมา
อ�ำมาตย์อีกประการหน่ึง และสร้างบทบัญญัติ
กฎหมายที่เป็นเจตจ�ำนงของกลุ่มผู้มีอ�ำนาจ 7. องคค์ วามรู้ทไี่ ดร้ ับ
อกี ประการหนง่ึ กฎหมายเหลา่ นกี้ ไ็ มไ่ ดก้ ระทำ� การ
ยกเลิกแต่อย่างใดยังคงบังคับใช้มาถึงปัจจุบัน สร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนหันมา
ส่ิงเหล่านี้ย้อนแย้งกับวิถีทางประชาธิปไตยและ ศกึ ษาสภาพปญั หาในรฐั ธรรมนญู และมคี วามเขา้ ใจ
หลักเสรีนิยมประชาธิปไตย เป็นข้อเท็จจริงท่ีเห็น ในระบอบการปกครองระหว่างระบอบเสรีนิยม
ได้ว่ามีการจัดต้ังกลุ่มขุนนางอ�ำมาตย์ข้าราชการ ประชาธิปไตยกับระบอบอ�ำนาจนิยม ท่ีมีความ
ประจ�ำเข้าไปควบคุมการจัดท�ำยกร่างกฎหมาย แตกต่างในอุดมการณ์และเจตนารมณ์ในทาง
รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตจ�ำนงของรัฐาธิปัตย์ กฎหมายอย่างไร ประกอบด้วย ข้อดี ข้อเสีย
ผกู้ มุ อ�ำนาจอย่างแทจ้ รงิ ในระบอบการปกครองมีความแตกต่างอย่างไร
เพ่ือน�ำไปสู่การแสดงประชามติของประชาชน
6. สรปุ ทงั้ ประเทศ จนกอ่ ใหเ้ กดิ การจดั ตงั้ คณะกรรมาการ
ร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตจ�ำนงของ
บทบญั ญตั ใิ นกฎหมายรฐั ธรรมนญู ทบ่ี งั คบั ประชาชนคนท้ังประเทศอย่างแท้จริง โดยน�ำนิติ
ใชท้ กุ ฉบบั และทย่ี กมาวเิ คราะหเ์ ปน็ ประจกั ษพ์ ยาน ปรัชญาแนวพุทธท่ีมีวิธีประสานประโยชน์และวิธี
เอกสารอนั ดบั หนง่ึ ทีน่ ำ� สบื ให้เห็นเจตนาของคณะ ปรองดองมาใช้ให้สอดคลอ้ งกบั จารีตในสังคมไทย

196 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

References

Boonchalermwipas, S. (2000). The Thai Legal History. (2nd ed.). Bangkok : Winyuchon
Publisher.

Chumpa, M. (2014). Principle of Constitutional Law. (2nd ed.). Bangkok : Nitidhamma
Publisher.

Jaijing, N. (2005). Deconstruct 1932: Real Dream of True Blue-Blooded Idealist. Art & Culture
magazine, 27(2), 78-117.

Kerdvichai, N. (1998). Constitution of the Kingdom of Thailand, B.E. 2540 (1997). Bangkok
: Dok Ya Publisher.

Ministry of Science and Technology. (2017). The heritage from Space. Bangkok : Aroonkarnpim
Ltd., Part.

Pakeerut, W. (2014). Doctrine on Constitution and Principle of Public Law. (2nd ed.).
Bangkok : Duean Tula Publisher.

Pakeerut, W. (2018). History, Forensics, Philosophy. Bangkok : Pappim Publisher.
Setthabutt, N. (1999). Document on Examining Constitution Draft 10 December 1932.

Bangkok : Thammasat University Press.
Sawangsak, Ch. (2013). Public Law. Bangkok : Duen Tula Publisher.

การจดั การองคก์ ารในภาวะวกิ ฤต กรณีโรคตดิ เชอื้ ไวรัส COVID-19*
Crisis Organization Management Case Study:
COVID-19 Viral Infection

ฉฐั วฒั น์ ชัชณาภฏั ฐ์
Chattawat Shatnataphat

วิทยาลัยนอร์ทเทิรน์
Northern College, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

บทความน้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื จดั การองคก์ ารโดยใชช้ ว่ งการแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรนา
2019 หรือโรคตดิ เชือ้ ไวรสั COVID-19 เปน็ กรณีศึกษาพบว่า การเกดิ การแพรร่ ะบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรสั
COVID-19 ถอื เปน็ ภาวะวกิ ฤตประเภทหนง่ึ ทตี่ อ้ งไดร้ บั การจดั การองคก์ ารเพอ่ื ไมใ่ หส้ ง่ ผลกระทบทจี่ ะเกดิ
ขนึ้ ในแต่ละด้านอย่างเร่งดว่ น เหมาะสม และมีประสทิ ธภิ าพ เพราะการแพรร่ ะบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรัส
COVID-19 คอื ภาวะทอี่ งค์การประสบเหตุการณ์ท่ีไมค่ าดคิดมากอ่ น หรืออาจเป็นภัยใหก้ ับองค์การและ
ผู้มีผลประโยชน์ เป็นปัจจัยภายนอกองค์การ ยากต่อการควบคุมและจัดการส่งผลท�ำให้การด�ำเนินงาน
อาจหยดุ ชะงกั เกดิ ปญั หาดา้ นการเงนิ และสง่ ผลตอ่ พนกั งานขององคก์ าร กลายเปน็ ปญั หาเศรษฐกจิ ระดบั
ประเทศ รุกลามกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งการมีวิธีการจัดการท่ีดีย่อมท�ำให้ภาวะวิกฤตท่ี
องค์การประสบหรอื พบเจอมีหนทางการแกไ้ ข หรือมคี วามผอ่ นคลายลงได้ในระดบั นงึ อันจะเตรยี มพรอ้ ม
ไปส่กู ารจัดการองคก์ ารในข้นั อืน่ ๆ ต่อไป
ค�ำส�ำคัญ: การจัดการ; โรคตดิ เช้ือไวรัส COVID-19; ภาวะวิกฤต; องคก์ าร

Abstract

This article is intended to manage the organization by using the coronary
epidemic disease epidemic 2019 or COVID-19 viral disease as a case study. With the
analysis results that is one type that must be managed in order to not cause the impact

* ได้รบั บทความ: 11 มิถุนายน 2563; แก้ไขบทความ: 9 ธนั วาคม 2563; ตอบรับตพี มิ พ์: 18 ธนั วาคม 2563
Received: June 11, 2020; Revised: December 9, 2020; Accepted: December 18, 2020

198 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

to occur in each area urgently, appropriately and efficiently, because the spread of
COVID-19 is a condition that the organization experienced unexpected events before, or may
be a danger to organizations and interested parties Is a factor outside the organization
difficult to control and manage resulting in the operation might be disrupted financial
problems and affect the employees of the organization become a national economic
problem penetration is a global economic problem.Good management methods cause
economic pressure or find it difficult to resolve or feel some relief.
Keywords: Management; Viral Infection COVID-19; Crisis; Organization

1. บทนำ� และทางออ้ ม ในสว่ นของภาครัฐไดร้ บั ผลกระทบท่ี
เห็นได้ชัดเจนท่ีสุดคือต้นทุนการใช้ทรัพยากรทาง
เมื่อช่วงปลายปี 2562 ทั่วโลกเร่ิมรู้จัก สาธารณสุขท่ีเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิต
คำ� วา่ “ไวรสั อฮู่ น่ั ” ทที่ ราบกนั วา่ เปน็ เชอื้ ไวรสั ตดิ ตอ่ ของประชาชนเงินส�ำหรับช่วยเหลือเยียวยาตาม
มตี น้ กำ� เนดิ จากมณฑลอฮู่ น่ั ประเทศจนี และตอ่ มา มาตรการตา่ งๆ ของรฐั บาล ไมว่ า่ จะเปน็ เงนิ เยยี วยา
องค์การอนามัยโลกได้ระบุเชื้อก่อโรคและตั้งชื่อ 5,000 บาท เงนิ เยียวยาภาคเอกชน ฯลฯ ซึง่ เงนิ
ไวรัสติดตอ่ ชนดิ น้ใี หมใ่ นปี 2563 ท่ที วั่ โลกต่างรจู้ กั เหล่านี้ภาครัฐก็ไม่คาดการณ์เพื่อเตรียมการรับมือ
กนั ดวี ่า “COVID-19” ยอ่ มาจาก “Corona Virus กบั การแพร่ระบาดมากอ่ น สว่ นในภาคเอกชนการ
Disease Starting in 2019” หรอื โรคตดิ เช้ือไวรสั สญู เสยี แรงงานทงั้ ชวั่ คราวและอยา่ งถาวรทเ่ี กดิ ขนึ้
โคโรนา 2019 หรอื เชื้อไวรัสโควดิ -19 อันส่งผลให้ อนั เนอื่ งจากการเจบ็ ปว่ ยของบรษิ ทั อาจทำ� ใหบ้ าง
ทวั่ โลกพบผตู้ ิดเชือ้ มากถึง 14 ลา้ นคน และมผี ้เู สยี บรษิ ัทตอ้ งปิดตวั เพอื่ ให้พนกั งานตอ้ งกกั ตวั 14 วัน
ชวี ิตจากการตดิ เชอ้ื มากถึง 6 แสนคน (ข้อมูลจาก หรอื ปดิ บรษิ ทั เพือ่ ปอ้ งกนั การแพร่ระบาด เปน็ ต้น
กรมควบคมุ โรค ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2563) ส�ำหรับประเทศไทยอาจมองว่าพบผู้ติด
จากเหตกุ ารณด์ งั กลา่ วทำ� ใหท้ วั่ โลกรวมทง้ั เชอ้ื อยใู่ นระดบั ทค่ี วบคมุ ไดด้ แี ตแ่ ทจ้ รงิ แลว้ ภายใต้
ประเทศไทย ต้องจัดการรบั มอื กบั การแพรร่ ะบาด การจดั การตา่ งๆ ยอ่ มมผี ลกระทบอยมู่ ากขน้ึ อยกู่ บั
ของเชอื้ ไวรสั COVID-19 โดยการประกาศพระราช ว่าภาครัฐ และภาคเอกชนจะมีการบริหารจัดการ
ก�ำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การแพร่ระบาดน้ีเช่นไร บริษัทเอกชนส่วนมาก
พ.ศ. 2548 แต่งต้ังศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด มีการจัดการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด
19 หรอื ศบค. ชดุ ใหญ่ เพอื่ กำ� หนดมาตรการตา่ งๆ เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบต่อการด�ำเนินงานของ
ใหบ้ รหิ ารจดั การ ควบคมุ และดแู ลการแพรร่ ะบาด บริษัท นัน่ คอื ใหพ้ นักงานบริษทั ท�ำงานที่บา้ นหรือ
ของเช้ือไวรัสอย่างใกล้ชิด ซ่ึงแน่นอนว่าทั้งภาครัฐ Work From Home แตผ่ ลกระทบทางเศรษฐกจิ
และภาคเอกชนย่อมได้รับผลกระทบท้ังทางตรง

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 199

ท่เี กิดขน้ึ จากการปดิ เมอื ง หรือการยกเลกิ กิจกรรม ของเช้ือไวรัสที่รูปร่างคล้ายมงกุฎ Corona
ทางเศรษฐกิจต่างๆ นั้น ส่งผลกระทบต่อทุกภาค เปน็ ภาษาละตนิ ทแ่ี ปลวา่ มงกฎุ เนอื่ งจากเชอื้ ไวรสั
ส่วนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต ชนิดน้ีมีสารพันธุกรรมเป็น RNA มีเปลือกหุ้ม
การคา้ ปลกี การคา้ ระหวา่ งประเทศ และการขนสง่ ด้านนอกท่ีประกอบไปด้วยโปรตีนคลุมด้วยกลุ่ม
เมอื่ การดำ� เนนิ กจิ กรรมแบบปกตติ อ้ งงดลงแนน่ อน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเป็นปุ่มๆ ย่ืนออกไปจาก
ว่ารายได้หลักของบริษัทย่อมหายไป จึงส่งผลต่อ อนภุ าคไวรสั จงึ สามารถเกาะตวั อยใู่ นอวยั วะทเ่ี ปน็
การจา้ งงานของบรษิ ทั มแี รงงานจำ� นวนมากทตี่ อ้ ง เปา้ หมายของเชอื้ ไวรสั ได้ (Huang, et al. 2020 :
ว่างงานอย่างฉับพลันเมื่อแรงงานว่างงานก็ท�ำให้ 497-506)
รายไดข้ องประชาชนลดลง โดยประชาชนสว่ นหนงึ่ โคโรนาไวรัสเป็นเช้ือท่ีก่อโรคได้ทั้งในคน
อาจประสบภาวะยากจนฉบั พลนั (Abrupt Poverty) และสัตว์ เน่ืองจากตัวไวรัสมีสารพันธุกรรม RNA
เนื่องจากรายได้ท่ีมีไม่เพียงพอต่อการยังชีพขั้น มีโอกาสกลายพันธุ์สูง สามารถติดเชื้อข้ามสปีชีส์
พ้ืนฐานในสังคม นอกจากน้ัน ผลจากการยกเลิก กนั ได้ โดยเฉพาะในสถานทที่ ม่ี กี ารรวมตวั ของสตั ว์
กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ทเี่ กดิ ขนึ้ อาจทำ� ใหเ้ กดิ ภาวะ อย่างหนาแนน่ เชน่ ตลาดค้าสตั ว์ เป็นตน้ ดังนั้น
ขาดแคลนของสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งท�ำให้ ต้นตอการแพร่ระบาดของโรคก็อาจจะมาจากสัตว์
ประชาชนอยู่ในภาวะยากล�ำบากยิ่งข้ึน ปีก เช่น นก คา้ งคาว ไก่ หรอื สัตวเ์ ลี้ยงลกู ดว้ ยนม
เชน่ มา้ วัว แมว สนุ ัข กระต่าย หนู อูฐ รวมไปถึง
2. รจู้ ักโรคติดเชื้อไวรสั COVID-19 สตั วเ์ ลอ้ื ยคลานอยา่ งงู เปน็ ตน้ จรงิ ๆ แลว้ ทกุ คนเจอ
กบั โคโรนาไวรสั กนั อยเู่ นอื งๆ เนอื่ งจากโคโรนาไวรสั
โรคตดิ เชอื้ ไวรสั COVID-19 คอื โรคตดิ เชอื้ มอี ยหู่ ลายสายพนั ธ์ุ แตส่ ว่ นใหญจ่ ะไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ โรค
จากไวรสั ชนดิ หนง่ึ ซง่ึ พบการระบาดในชว่ งปี 2562 รุนแรง ผู้ท่ีได้รับเช้ืออาจเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา
ท่ีเมืองอู่ฮ่ัน ประเทศจีน โดยในตอนนั้นทุกคนจะ แต่มีโคโรนาไวรัสบางสายพันธุ์ท่ีสามารถท�ำให้เกิด
รจู้ กั โรคนใ้ี นชอื่ วา่ ไวรสั อฮู่ นั่ กอ่ นทภ่ี ายหลงั จะระบุ อาการรนุ แรงจนถงึ ขนั้ ปอดอกั เสบได้ เชน่ โรคซารส์
เชื้อก่อโรคได้ว่าเป็นเช้ือในตระกูลโคโรนาไวรัส ทม่ี สี าเหตมุ าจากโคโรนาไวรสั สายพนั ธ์ุ SARS-CoV
แต่เป็นสายพันธุ์ใหม่ท่ีไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขา้ มสปชี สี จ์ ากคา้ งคาวมาสตู่ วั ชะมด แลว้ มาตดิ เชอ้ื
ดงั นน้ั ทางองคก์ ารอนามยั โลกจงึ ไดต้ งั้ ชอ่ื โรคตดิ ตอ่ ในคนและโรคเมอรส์ ทม่ี สี าเหตมุ าจากโคโรนาไวรสั
ชนดิ นใี้ หมอ่ ยา่ งเปน็ ทางการ โดยมชี อ่ื วา่ โรคตดิ เชอ้ื สายพันธุ์ MERS-CoV ขา้ มสปีชีส์จากค้างคาวสู่อูฐ
ไวรสั COVID-19เพอ่ื ไมใ่ หเ้ กดิ รอยมลทนิ กบั พน้ื ทท่ี ่ี และมาตดิ เชอ้ื ในคน และลา่ สดุ กบั เชอื้ โคโรนาไวรสั
เกิดการระบาดของโรคด้วย โคโรนาเป็นเชื้อไวรัส สายพันธุ์ที่ก่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ
ที่เกิดจากโรคทางเดินระบบหายใจ มีมานานกว่า โรคตดิ เชอื้ ไวรสั COVID-19 ซงึ่ เปน็ โคโรนาไวรสั สาย
60 ปี แลว้ และจัดเปน็ เชื้อไวรัสตระกลู ใหญท่ ีม่ อี ยู่ พันธ์ใุ หม่
หลายสายพนั ธ์ุ โดยชอื่ โคโรนากม็ ที มี่ าจากลกั ษณะ

200 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

โดยโคโรนาไวรสั สายพนั ธใ์ุ หม่ 2019 มชี อ่ื สาธารณะร่วมกัน แล้วมาสัมผัสเยื่อบุต่างๆ ใน
อย่างเป็นทางการว่า SARS-CoV-2 เป็นเชื้อไวรัส ร่างกาย เช่น ขย้ีตา สัมผัสปากหรือหยิบของกิน
ล�ำดับที่ 7 ในตระกูล Coronaviruses Lineage B เขา้ ปาก เปน็ ตน้ การทเี่ ชอื้ ไวรสั จะกอ่ โรคในรา่ งกาย
จนี สั Beta Coronavirus ทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ โรคในคนเชอื้ ทุกคนได้ ทุกคนต้องได้รับเช้ือไวรัสดังกล่าวผ่าน
โคโรนาไวรัส สายพันธุ์ SARS-CoV-2 มีต้นตอมา เยื่อบุต่างๆ จนน�ำไปสู่การติดเช้ือที่ระบบทางเดิน
จากการศึกษาทางพันธุกรรมของไวรัส และการ หายใจส่วนบน เชน่ เซลล์เยือ่ บหุ ลอดลม ซง่ึ ไวรัส
เรยี งลำ� ดบั ของรหสั แตล่ ะตวั ทำ� ใหพ้ บตน้ ตอของเชอ้ื จะใช้ผิวเซลล์ของไวรัสจับกับเอนไซม์ที่ผิวเซลล์
SARS-CoV-2 วา่ ไวรสั สายพนั ธใ์ุ หมช่ นดิ นมี้ จี ำ� นวน มนษุ ย์ จากน้ันไวรสั จะค่อยๆ เพิ่มจำ� นวนเชือ้ ในตัว
นวิ คลโี อไทดท์ เ่ี หมอื นกนั ถงึ รอ้ ยละ 89.10 ของเชอื้ ทุกคน ซ่ึงหากภูมิต้านทานของทุกคนไม่สามารถ
SARS-like Coronaviruses ในค้างคาวที่เคยพบ จัดการกับเช้ือไวรัสน้ีได้ จ�ำนวนเช้ือไวรัสก็จะเพิ่ม
ในประเทศจีน และในภายหลังมีข้อมูลที่ยืนยันว่า มากขึ้น และกระจายไปยังเซลล์ข้างเคียง ท�ำลาย
ตน้ ตอของโคโรนาไวรสั สายพนั ธใ์ุ หม่ 2019 เกดิ จาก เซลล์ในหลอดลมและปอด ท�ำให้ปอดอักเสบและ
การผสมสารพันธุกรรมระหว่างโคโรนาไวรัสของ เกิดภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวได้ มีเพียง 15-
ค้างคาวกับโคโรนาไวรัสในงูเห่า กลายพันธุ์เป็น 20% ทเ่ี ชอื้ ลงปอดแลว้ ทำ� ใหเ้ ปน็ ปอดอกั เสบแตเ่ มอื่
โคโรนาไวรสั สายพนั ธ์ุ SARS-CoV-2 ทแี่ พรเ่ ชอ้ื จาก ลงปอดไปแลว้ จะกอ่ ความรนุ แรงเพยี งใด ขน้ึ อยกู่ บั
งเู หา่ มายงั คนไดโ้ คโรนาไวรสั สายพนั ธใ์ุ หมท่ รี่ ะบาด ภูมิต้านทานร่างกายของแต่ละคน ขณะที่ข้อมูล
เกิดจากเชื้อจะแฝงตัวอยู่ในละอองฝอยจากการไอ ผู้ติดเช้ือในประเทศจีนพบว่า เช้ือไวรัสลงปอด
จาม และสารคัดหล่ัง เช่น น�้ำมูก น�้ำลาย หรือ มักเกิดข้ึนในสัปดาห์ท่ีสองหลังจากได้รับเชื้อแล้ว
อจุ จาระ ดงั นน้ั การแพรเ่ ชอื้ โคโรนาไวรสั สายพนั ธใ์ุ หม่ แต่มีผู้ติดเช้ือประมาณ 80% ท่ีเช้ือไม่ลงปอด
ผู้ท่ีอยู่ใกล้ชิดต้องได้รับเช้ือผ่านการสูดดมละออง เป็นเพียงไขห้ วดั ธรรมดา
ฝอยขนาดใหญแ่ ละละอองฝอยขนาดเลก็ ในอากาศ ท้ังน้ี กรณีเชื้อไวรัสลงปอดจะเกิดขึ้นเม่ือ
รับเชื้อเข้าไปในทางเดินหายใจ หรือใครที่อยู่ใกล้ เช้ือไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะแบ่งตัวและเจริญ
ผปู้ ว่ ยในระยะ 1-2 เมตร อาจจะตดิ เชอ้ื จากการสดู เตบิ โตในเซลลม์ นษุ ย์ เชน่ เซลลข์ องเยอื่ บหุ ลอดลม
ฝอยละอองขนาดใหญ่ และฝอยละอองขนาดเล็ก จึงจะก่อโรคได้ และเซลล์มนุษย์ที่ติดเช้ือจะเพิ่ม
จากการไอ จาม รดกนั โดยตรงหรอื หากอยหู่ า่ งจาก จำ� นวนและปลอ่ ยเชอ้ื ไวรสั ออกมานอกเซลลเ์ พอ่ื ไป
ผู้ติดเช้ือในระยะ 2 เมตรขึ้นไป ก็อาจติดเช้ือจาก ก่อโรคในเซลล์ข้างเคียง เม่ือเช้ือไวรัสเพ่ิมมากข้ึน
การสูดฝอยละอองขนาดเลก็ ไดเ้ หมอื นกนั (Yuen, เร่ือยๆ จะท�ำลายเซลล์มนุษย์ในหลอดลม ถุงลม
et al., 2020 : 3513) และเน้ือปอด รวมทั้งเซลล์ข้างเคียงหากภูมิคุ้มกัน
นอกจากน้ี โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ของร่างกายไม่แข็งแรงพอ หรือสร้างภูมิต้านทาน
ยงั อาจแพรเ่ ชอื้ โดยการสมั ผสั ได้ เชน่ การจบั ของใช้ ข้ึนมาช้า เพราะเม็ดเลือดขาวเพ่ิงพบกับเชื้อไวรัส

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 201

เป็นคร้ังแรก ท�ำให้ภูมิต้านทานท�ำลายเชื้อไม่ทัน สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงใน
ผู้ป่วยจะมีอาการปอดอักเสบ และเมื่อเซลล์ที่ติด การสดู ดมละอองฝอยขนาดใหญไ่ ดถ้ งึ 80% อยหู่ า่ ง
เช้ือจ�ำนวนมากตาย จะถูกทดแทนด้วยพังผืดใน จากผู้ป่วยหรือผู้ท่ีมีอาการไอ จาม อย่างน้อย 2
เวลา 2-3 สัปดาหห์ ลังการเจบ็ ป่วย อยา่ งไรกต็ าม เมตรล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจับหรือใช้ของ
มีข้อมูลว่า ผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบส่วนใหญ่ สาธารณะ หลังเข้าห้องน�้ำ และก่อนรับประทาน
เนอื้ ปอดจะถกู ทำ� ลายไปราว 20% ซงึ่ หากเนอื้ ปอด อาหารหลกี เลย่ี งการใชม้ อื สมั ผสั ใบหนา้ และดวงตา
ถูกท�ำลายไม่ถึง 50% ร่างกายฟื้นฟูเองได้ตาม และกินอาหารปรุงร้อน สดใหม่ และใช้ช้อนกลาง
สภาพแตล่ ะคน ทวา่ จะมผี ปู้ ว่ ยราว 5% ทเี่ นอื้ ปอด ทุกคร้งั (ISRA News Agency, 2020)
ถูกท�ำลาย 70-80% กรณีน้ีถือว่า วิกฤตร่างกาย
อาจฟื้นตัวไม่ไหว หรือแพทย์อาจต้องใช้เคร่ือง 3. แนวคิดการจัดการองค์การ
ECMO หรอื เครอื่ งหวั ใจ-ปอดเทยี มแบบเคลอื่ นยา้ ย
มาทำ� งานแทนหวั ใจและปอดของผปู้ ว่ ย ซงึ่ หากชว่ ย ไมว่ า่ หนว่ ยงานใด หรอื ประเทศใด เมอื่ เกดิ
ไม่ไหว สุดท้ายแล้วระบบหายใจจะล้มเหลวและ ภาวะวิกฤตท่ีเหนือการคาดการณ์ เช่น การแพร่
เป็นเหตุให้ผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสเสียชีวิต (Harlan ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัส COVID-19 การแก้
and Morris, 2020) ปัญหาในเบ้อื งตน้ องค์การย่อมต้องศึกษา ค้นคว้า
โคโรนาไวรสั สายพนั ธุใ์ หม่ กลัวความรอ้ น และมีวิธีการจัดการด้านต่างๆ ให้เหมาะสมกับ
แคเ่ จออณุ หภมู ิ 70 องศาเซลเซยี ส กท็ ำ� ใหเ้ ชอ้ื ตายได้ สถานการณห์ รอื ภาวะวิกฤตท่เี กดิ ข้นึ ดังนน้ั คำ� ว่า
นอกจากน้ีเชื้อไวรัสตัวนี้ยังจะตายได้ง่ายด้วย “การจัดการองค์การ” จึงเป็นค�ำที่คุ้นหูและถูก
แอลกอฮอล์ท่ีมีความเข้มข้น 70% และการ น�ำมาใช้กันอย่างแพร่หลายรวมทั้งมีผู้นิยามให้
ท�ำความสะอาดด้วยสบู่อย่างเหมาะสม กล่าวคือ ความหมาย และแนวคดิ ไวม้ ากมาย ยกตวั อยา่ งเชน่
ล้างมือด้วยสบู่เป็นระยะเวลา 15-30 วินาที Edwin B. Flippo (1970 : 129) กลา่ ว
รวมไปถึงสารลดแรงตึงผิวต่างๆ เช่น ผงซักฟอก ไวว้ า่ การจดั องคก์ าร หมายถงึ การจดั ความสมั พนั ธ์
สารฟอกขาว (Sodium Hypochlorite) ที่มคี วาม ระหวา่ งสว่ นตา่ งๆ คอื ตวั บคุ คลและหนา้ ทก่ี ารงาน
เข้มข้น 0.1-0.5% โพวิโด ไอโอดีน 1% หรือ เพื่อรวมกันเข้าเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ
ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ 0.5-7.0% เป็นต้น สามารถทำ� งานบรรลเุ ป้าหมายได้
สิ่งเหลา่ นีโ้ คโรนาไวรสั จะไมท่ น เพราะไวรสั ชนิดน้ี ธงชยั สนั ตวิ งษ์ (Santiwong, 1994 : 63)
มไี ขมนั หมุ้ อยดู่ า้ นนอก ดงั นน้ั หากใชส้ ารลดแรงตงึ กล่าวไว้ว่า การจัดองค์การ คือ การจัดระเบียบ
ผิวท�ำลายไขมันที่หุ้มอยู่ได้ ก็จะฆ่าไวรัสได้ ทุกคน กจิ กรรมใหเ้ ปน็ กลมุ่ กอ้ นเขา้ รปู และการมอบหมาย
สามารถปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื โคโรนาไวรสั ได้ โดยการ งานให้คนปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลส�ำเร็จตาม
หลีกเล่ียงการอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค วัตถุประสงค์ของงานท่ีต้ังไว้ การจัดองค์การจะ
เปน็ กระบวนการทเี่ กย่ี วกบั การจดั ระเบยี บความรบั

202 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

ผิดชอบต่างๆ ทงั้ นเ้ี พอื่ ให้ทกุ คนตา่ งฝา่ ยต่างทราบ นน้ั จะตอ้ งกำ� หนดความรบั ผดิ ชอบของบคุ คลแตล่ ะ
ว่า ใครต้องท�ำอะไร และใครหรือกิจกรรมใดต้อง คนในการปฏิบัติงานอกี ดว้ ย
สัมพันธก์ บั ฝ่ายอ่นื ๆอยา่ งไรบ้าง ดังน้ัน จึงสรุปได้ว่า การจัดการองค์การ
สมคิด บางโม (Bangmo, 1995 : 94) ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเช้ือไวรัส
กล่าวไว้ว่า การจัดองค์การ หมายถึง การจัดแบ่ง COVID-19 หมายถึง องค์การควรมีการจัดระบบ
องค์การออกเป็นหน่วยงานย่อยๆ ให้ครอบคลุม ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนงาน หน่วยงานต่างๆ
ภารกิจและหน้าท่ีขององค์การ พร้อมก�ำหนด รวมถงึ บคุ คลในองคก์ าร โดยกำ� หนดภารกจิ อำ� นาจ
อำ� นาจหนา้ ทแี่ ละความสมั พนั ธก์ บั องคก์ รยอ่ ยอนื่ ๆ หน้าที่และความรับผิดชอบให้ชัดเจน เพ่ือให้
ไวด้ ว้ ย ทง้ั น้ี เพอื่ อำ� นวยความสะดวกในการบรหิ าร การด�ำเนินงานตามภารกิจขององค์การบรรลุ
ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายขององค์การ วตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
Schneider, et al. (2013 : 361-388)
ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ การจดั การองคก์ าร คอื การจดั 4. การจดั การภาวะวกิ ฤตการแพรร่ ะบาดของ
ระบบความสัมพันธ์ระหว่างส่วนงานต่างๆ และ โรคตดิ เช้ือไวรัส COVID-19
บคุ คลในองคก์ าร โดยกำ� หนดภารกจิ อำ� นาจหนา้ ท่ี
และความรับผิดชอบให้ชัดแจ้ง เพื่อให้การด�ำเนิน การเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือ
งานตามภารกิจขององค์การบรรลุวัตถุประสงค์ ไวรัส COVID-19 ถือเป็นภาวะวกิ ฤตประเภทหนึ่ง
และเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพทฤษฎีองค์การ ทตี่ อ้ งไดร้ บั การจดั การผลกระทบทเี่ กดิ ขนึ้ ในแตล่ ะ
อาจแบ่งได้เป็น 3 ทฤษฎีด้วยกันคือทฤษฎีดั้งเดิม ด้านอย่างเร่งด่วน เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ
(Classical Organization Theory) ทฤษฎสี มยั ใหม่ อาจะเรียกคำ� นิยามนวี้ ่า “การจดั การภาวะวิกฤต”
(Neo-Classical Organization Theory) และทฤษฎี เพราะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COV-
สมัยปัจจุบนั (Modern Organization Theory) ID-19 คือภาวะท่ีองค์การประสบเหตุการณ์ท่ี
Chen, et al. (2010 : 848-870) ได้ให้ ไม่คาดคิดมาก่อน หรืออาจเป็นภัยให้กับองค์การ
ความหมายวา่ การจดั การองคก์ าร คอื อำ� นาจหนา้ ที่ และผู้มีผลประโยชน์ เป็นปัจจัยภายนอกองค์การ
ความรบั ผดิ ชอบ (Authority and Responsibility) ยากต่อการควบคุมและจัดการส่งผลท�ำให้การ
ในการจดั องคก์ ารจะสามารถจดั การไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ด�ำเนินงานอาจหยุดชะงัก เกิดปัญหาด้านการเงิน
เมื่อมีการแบ่งงานกันตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และส่งผลต่อพนักงานขององค์การกลายเป็น
และทุกคนรู้จักงานและหน้าท่ีของตน ปฏิบัติงาน ปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก แน่นอนว่าวิธีการแก้
ภายในขอบเขตที่องค์การมอบหมายมา แต่งาน สถานการณ์ในชว่ งวิกฤตนน้ั ย่อมมจี ำ� กดั เนอื่ งจาก
ท่ีด�ำเนินการจะสามารถสัมฤทธ์ิผลได้ก็ต่อเม่ือ องค์การมีเวลาน้อยในการเตรียมตัวแก้ปัญหา
ผบู้ รหิ ารท่ีมีอ�ำนาจในการมอบหมายอ�ำนาจหนา้ ที่ โดยการจดั การภาวะวกิ ฤตการแพรร่ ะบาดของโรค
ตดิ เช้อื ไวรสั COVID-19 ท่เี หน็ ไดช้ ัดเจนทส่ี ุด คอื

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 203

1. การก�ำหนดมาตรการต่างๆ ที่ทาง สถานทเ่ี สย่ี ง หากพนกั งานตอ้ งทำ� งานในพน้ื ทเี่ สยี่ ง
ภาครฐั เปน็ ผปู้ ระกาศและกำ� หนดใชใ้ นดา่ นแรก คอื ควรตอ้ งใชห้ นา้ กากอนามยั และดแู ลใหม้ เี จลฆา่ เชอื้
การให้เปิดเผยข้อมูลการเดินทางไปต่างประเทศ ล้างมือ ทำ� ความสะอาดตลอดเวลา
ของตัวพนักงานและคนในครอบครัว การกักตัว มติ ิท่ี 3 Travel การเดินทาง บริษทั ตอ้ ง
พนักงานท่ีกลับมาจากพ้ืนท่ีเสีย่ งเป็นเวลา 14 วัน ระบุให้ชัดเจนถึงพื้นที่ท่ีพนักงานสามารถเดินทาง
2. การปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื ขนั้ พน้ื ฐานของ ไปได้ หรอื ถา้ มคี วามจำ� เปน็ ตอ้ งเดนิ ทางไปประเทศ
สว่ นบคุ คล ตามมาตรการของภาครฐั เชน่ การสวม ที่เสยี่ งกต็ อ้ งได้รบั การอนุมตั ิจากผ้บู รหิ าร
หนา้ กากอนามยั การเวน้ ระยะหา่ ง Social Distancing มิตทิ ่ี 4 Remote Work การทำ� งานนอก
การไมร่ วมกลมุ่ กนั ซงึ่ องคก์ ารกม็ กี ารแจกหนา้ กาก ออฟฟิศ บริษัทควรระบุให้ชัดเจนกรณีที่อนุญาต
อนามัยและเจลล้างมือฆ่าเช้ือ รวมถึงการติดต้ัง ใหพ้ นักงานท�ำงานทบ่ี า้ น ว่าจะควบคมุ การท�ำงาน
เคร่อื งตรวจจับอุณหภมู ิรา่ งกายเพอ่ื คดั กรองผูค้ น และ Review ความคืบหนา้ ของงานอยา่ งไร
การจดั การภาวะวกิ ฤตใิ นชว่ งของการแพร่ มิติท่ี 5 Supply-Chain Stabilization
ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัส COVID-19 ที่ทุกๆ บริษัทควรวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงด้วยการ
องค์การต้องปฏิบัติและกระท�ำให้เป็นปกติหรือท่ี Review Safety Stocks แหล่ง Supplies อน่ื ๆ
เรารกู้ นั ดกี บั คำ� วา่ “การใชช้ วี ติ แบบ New Normal” เพ่ือเป็นทางเลือกและแก้ปัญหา Bottlenecks
ไม่เพียงเท่านั้นองค์การยังต้องมีการจัดการให้เกิด ในการจดั สง่ ถา้ แกป้ ญั หาเรอื่ งนอี้ ยา่ งเรง่ ดว่ นไมท่ นั
ความสมดลุ ในดา้ นตา่ งๆ ตามแนวคดิ ของ Harvard ก็ต้องร่วมมือกันวางแผนหาทางแก้ไขปัญหา
Business Review เรอ่ื งการนำ� ธรุ กจิ ฝา่ วกิ ฤตไิ วรสั ชวั่ คราวและสอื่ สารใหค้ นทเี่ กยี่ วขอ้ งเขา้ ใจ เพอื่ ลด
โรคตดิ เชื้อไวรสั COVID-19 แบ่งเปน็ 7 มิติ ได้แก่ การหยุดชะงักงนั ของธรุ กจิ
มติ ทิ ่ี 1 Communicationsการ สือ่ สาร มติ ทิ ่ี 6 Business Tracking and Forecasting
กบั พนกั งานและบคุ คลภายนอก บรษิ ทั ตอ้ งสอ่ื สาร วกิ ฤตนิ จ้ี ะทำ� ใหผ้ ลการดำ� เนนิ งานสะดดุ ไมส่ มำ�่ เสมอ
ระเบยี บวธิ ปี ฏบิ ตั อิ ยา่ งรวดเรว็ เพอื่ ความเขา้ ใจและ บริษัทต้องจัดให้มีการรายงานผลงานอย่างรวดเร็ว
ให้พนักงานเตรียมรับมือในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เพ่ือวิเคราะห์ผลกระทบและป้องกันไม่ให้ลุกลาม
การเดนิ ทางไปพกั ผอ่ นตา่ งประเทศทเี่ ปน็ พนื้ ทเี่ สยี่ ง หรือหาทางทดแทนด้วยธุรกิจในพ้ืนที่ท่ีสามารถ
หรือแม้กระท่ังการสื่อสารกับพนักงานที่ไม่ใช่ ฟน้ื ตวั ไดเ้ รว็ หรอื ไมไ่ ดร้ บั ผลกระทบ นบั เปน็ การวดั
พนกั งานประจำ� ความสามารถในการจัดการธุรกิจท่ามกลางความ
มิติท่ี 2 Employee Needs เข้าใจความ ทา้ ทายได้อย่างดยี ่งิ
ต้องการของพนักงานในช่วงนี้ ด้วยการให้ข้อมูล มิติที่ 7 Being Part of The Broader
ที่เปน็ ประโยชน์ ไมว่ า่ จะเป็นการดูแลสุขภาพหรอื Solution การเปน็ พลเมอื งดี บรษิ ัทต้องสนบั สนุน
วิธีปฏิบัติในการป้องกันไวรัส งดการเดินทางไปใน คู่ค้า เช่น Supply Chain อุตสาหกรรมของตน

204 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

สังคมที่ทุกคนอยู่ว่าบริษัทสามารถช่วยเหลืออะไร ทุกคนต้องเรียนรู้ว่าวิกฤติไวรัสครั้งน้ีได้กระทบ
ได้บา้ งไม่วา่ จะเป็นด้าน Health Care การสือ่ สาร และเปล่ียนธุรกิจและสังคมของทุกคนอย่างมีนัย
อาหาร หรือเรื่องอ่ืนๆ ท่ีเป็นความเช่ียวชาญของ ส�ำคัญ และทุกคนต้องปรับเปลี่ยนแผนงานของ
บรษิ ทั ผบู้ รหิ ารตอ้ งมกี ารผอ่ นคลายในการวางแผน ทุกคนอย่างไร ให้อยู่รอดในโลกท่ีเปล่ยี นไป (ASIS
ในแตล่ ะขนั้ ตอน เพราะทกุ คนไมอ่ าจคาดการณก์ าร International, 2019)
เปลีย่ นแปลง ทเี่ ปน็ ไปอย่างรวดเร็ว และอาจแยล่ ง
ไดใ้ นทกุ ขณะ รวมทง้ั ยังตอ้ งเตรยี มพรอ้ มสำ� หรบั 5. สรปุ
สถานการณ์ในกรณีท่ีเลวร้ายที่สุด (Worst Case
Scenarios) ได้ การเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือ
หากย้อนมองดูการจัดการกับวิกฤติไวรัส ไวรสั COVID-19 ถอื เป็นภาวะวิกฤตประเภทหน่งึ
อู่ฮั่นของรัฐบาลจีน เป็นตัวอย่างของการตัดสินใจ ท่ีต้องได้รับการจัดการเพ่ือไม่ให้ส่งผลกระทบ
แก้ปัญหาได้รวดเร็ว แม้จะมีการวิจารณ์เร่ืองการ ที่จะเกิดข้ึนในแต่ละด้านอย่างเร่งด่วน เหมาะสม
ขาดความโปร่งใส ไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงในระยะ และมปี ระสทิ ธภิ าพ เพราะการแพรร่ ะบาดของโรค
แรกจนเสยี หายและควบคมุ ยาก แตใ่ นมติ อิ นื่ ๆ เชน่ ตดิ เชอ้ื ไวรสั COVID-19 คอื ภาวะทอ่ี งคก์ ารประสบ
การตัดสินใจปิดเมืองอู่ฮ่ันเพื่อควบคุมการแพร่ เหตุการณ์ท่ีไม่คาดคิดมาก่อน หรืออาจเป็นภัยให้
ระบาด การสร้างโรงพยาบาลใหม่เพ่ือดูแลผู้ป่วย กับองค์การและผู้มีผลประโยชน์ เป็นปัจจัย
ให้เพียงพอ การใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์มาทดแทน ภายนอกองค์การ ยากต่อการควบคุมและจัดการ
คนในการสง่ ของใหผ้ ปู้ ว่ ย การใชโ้ ดรนในการสอดสอ่ ง สง่ ผลทำ� ใหก้ ารดำ� เนนิ งานอาจหยดุ ชะงกั เกดิ ปญั หา
คนออกนอกบ้านโดยไม่สวมหน้ากาก การติดตาม ด้านการเงิน และส่งผลต่อพนักงานขององค์การ
ถึงตัวคนที่เดินทางในไฟล์ทท่ีมีคนติดเชื้อไวรัสด้วย กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับประเทศ รุกลาม
การใชข้ อ้ มลู Health Code ของคนในเมอื งหางโจว กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก ซ่ึงการมีวิธี
เป็นสีเขียว เหลือง หรือแดง ค�ำนวณ Code การจัดการที่ดีย่อมท�ำให้ภาวะวิกฤตท่ีองค์การ
โดยประมวลจากข้อเท็จจริงท่ีแต่ละคนแจ้งกับ ประสบหรอื พบเจอมหี นทางการแกไ้ ข หรอื มคี วาม
ข้อมูลของทางการและพฤติกรรมการใช้ชีวิตจาก ผ่อนคลายลงไดใ้ นระดบั นึงอันจะเตรียมพร้อมไปสู่
โทรศัพท์มือถือเพ่ือคัดกรองคนเข้าที่ท�ำงาน การจัดการองค์การในขั้นอนื่ ๆ ต่อไป
หรือสถานท่ีเสีย่ งตา่ งๆ เช่น สนามบิน สถานรี ถไฟ การจดั การองคก์ ารในชว่ งการแพรร่ ะบาด
การด�ำเนินงานเหล่านี้แสดงถึงความมุ่งมั่นและ ของโรคติดต่อเชื้อไวรัส COVID-19 คือ การที่
ประสทิ ธภิ าพของจนี ในการจดั การกบั วกิ ฤตไิ วรสั ที่ องค์การควรมีการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่าง
ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ทุกคนได้เห็นความเป็น ส่วนงาน หนว่ ยงานตา่ งๆ รวมถงึ บคุ คลในองค์การ
เอกภาพของชาวจีนในการต่อสู้กับไวรัสในคร้ังน้ี โดยก�ำหนดภารกิจ อ�ำนาจหน้าท่ีและความรับผิด
ชอบให้ชัดเจน เพ่ือให้การด�ำเนินงานตามภารกิจ

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 205

ขององคก์ ารบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมายอยา่ ง ศูนย์รวมข้อมลู เพอื่ ตดิ ตามตัวชวี้ ัดทสี่ �ำคัญ
มปี ระสทิ ธภิ าพโดยสามารถสรุปได้ ดงั น้ี 3. การจัดการองค์การในภาวะวิกฤต
1. การจดั การองคก์ ารในภาวะวกิ ฤตการ โดยการทบทวน (Return) การวางแผนมาท�ำงาน
แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัส COVID-19 ในการทบทวนภาวะปกติหรือ NormalSupply
โดยการแก้ไขระเบียบองค์การ (Resolve) ความ Chain โดยเรม่ิ ตน้ จากการตดิ ตามสถานการณอ์ ยา่ ง
ท้าทายทส่ี ง่ ผลกระทบกบั พนกั งาน ลกู คา้ องค์การ ใกล้ชิดว่ามีจำ� นวนผู้ติดเชื้อท่ีลดลง และมาตรการ
เทคโนโลยี หรอื การทำ� งานนอกออฟฟศิ (Remote จากภาครัฐท่ีให้มีการกักตัวท่ีผ่อนคลายลงหรือไม่
Working) พร้อมทั้งออกมาตรการพื้นฐานเพ่ือ รวมทง้ั จะตอ้ งมชี ดุ ทดสอบโรคทใี่ ชอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง
ปกป้องสภาพคลอ่ ง เชน่ การแก้ไขนโยบายส�ำหรับ และทราบผลอยา่ งรวดเรว็ หรอื มวี คั ซนี ปอ้ งกนั โรค
พนักงาน โดยให้ท�ำงานจากที่บ้าน หรือเพ่ิมระยะ ทใี่ ชไ้ ดผ้ ลหากสถานการณค์ ลค่ี ลายลงใหด้ ำ� เนนิ การ
หา่ งทางสงั คมในที่ทำ� งาน การแกไ้ ขนโยบายความ ยกระดับเป็นมาตรฐานขององค์การเพื่อปกป้อง
ปลอดภัยของพนักงาน โดยการเปลี่ยนแปลงน้ี พนกั งาน เชน่ วดั ไข้ ลา้ งมอื บอ่ ยๆ สรา้ งความมน่ั ใจ
อาจส่งผลให้พนักงานเกิดความเครียดและท�ำให้ แกล่ ูกคา้ ว่าองคก์ ารมมี าตรการทร่ี ดั กมุ เชน่ มีเจล
ประสิทธิภาพในการท�ำงานลดลง องค์การหรือ ฆ่าเชื้อและเมื่อกลับมาท�ำงานร่วมกับหน่วยงาน
บริษัทควรก�ำหนดนโยบายอื่นๆ รองรับ เช่น ในห่วงโซ่อุปทาน จะต้องกระจายห่วงโซ่อุปทาน
การจดั ทมี ขนาดเลก็ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ นโยบายการ ออกไปยงั ภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นการลดความเส่ยี ง
ตง้ั เปา้ หมายการบรหิ ารงานแบบใหท้ ำ� งานทางไกล จากน้ันจึงพิจารณาผลกระทบจากการหยุดชะงัก
ได้โดยมีเป้าประสงค์ชัดเจน และนโยบายการน�ำ ทางองค์การ และพิจารณาว่าต่อไปควรด�ำเนิน
เทคโนโลยีมาชว่ ยเพิ่มประสทิ ธิภาพในการท�ำงาน องคก์ ารแบบเดมิ หรอื ปรบั ปรงุ แนวทางการดำ� เนนิ
2. การจัดการองค์การในภาวะวิกฤต งานทบทวนไปอย่างไร
โดยเพ่ิมการผ่อนคลาย (Resilience) การตอบ 4. การจัดการองค์การในภาวะวิกฤต
สนองเพื่อผ่อนคลายด้านวินัย หรือ Financial โดยการประยุกต์แนวทางใหม่ (Reimagination)
Stress Scenarios Testคือ ปัจจัยส�ำคัญในการ สภาพสงั คมใหมห่ ลงั จากการแพรร่ ะบาดของโรคตดิ
ตอบรับกับความท้าทายจากการบริหารงานใน เชอื้ ไวรสั COVID-19 หรอื Next Normal จะเปน็ ไป
ระยะส้ัน ซง่ึ การปรับตัวตอ่ วิกฤตนี้ ได้แก่ ระบแุ ละ ในรปู แบบใด ส่งผลอยา่ งไร และองคก์ ารควรปรับ
จดั ลำ� ดับความเสีย่ ง สร้างแบบจ�ำลองสถานการณ์ ตัวอยา่ งไร เชน่ การประยกุ ต์แนวทางใหมโ่ ดยปรบั
จากความเส่ียงข้ันสูงสุด ท�ำการทดสอบความ เปล่ียนรูปแบบของการสาธารณสุขให้ครอบคลุม
สามารถในการรับผลกระทบทางการเงินท่ีหน่วย โดยใชเ้ ทคโนโลยตี า่ งๆ เขา้ มาชว่ ย เชน่ การประยกุ ต์
งานทนรบั ได้ ระบแุ นวทางการดำ� เนนิ งานเพมิ่ ความ แนวทางใหม่โดยน�ำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)
โปร่งใสและการบริหารการเงินที่รัดกุม และสร้าง และการประยกุ ตแ์ นวทางใหม่ โดยการใชร้ ะบบการ

206 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

แพทยท์ างไกล (Telemedicine) มาประยกุ ตใ์ ชใ้ ห้ 6. องคค์ วามรู้ที่ได้รบั
ทนั สมัย
5. การจัดการองค์การในภาวะวิกฤต การจัดการองค์การในภาวะวิกฤต กรณี
โดยการปฏริ ปู วถิ ชี วี ติ ใหม่ (Reform New Normal) โรคตดิ เชอ้ื ไวรสั COVID-19 โดยองคค์ วามรทู้ ไ่ี ดร้ บั
การปฏริ ปู วถิ ชี วี ติ ใหม่ คอื ความจำ� เปน็ ตามทก่ี ลา่ ว จากบทความวิชาการ คือ ผู้น�ำองค์การต้องไม่ตื่น
ท้ัง 4 ข้อข้างต้น ให้เข้ามามีส่วนเก่ียวข้องกับกฎ ตระหนก และสร้างแผนงานบริหารจัดการภาวะ
ระเบยี บตา่ งๆ เพอื่ ใหก้ ารทำ� งานมปี ระสทิ ธภิ าพสงู วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเช้ือไวรัส
ขนึ้ และอาจจะสง่ ผลทดี่ ใี นระยะยาว เชน่ การลดขอ้ COVID-19 ทันที เช่น การแก้ไขระเบียบองค์การ
จำ� กดั ทางการคา้ (Trade Barriers) การกำ� หนดการ การผอ่ นคลาย การวางแผนมาทำ� งานในภาวะปกติ
ปกปอ้ งสทิ ธขิ องแรงงานในการทำ� งานแบบทางไกล การประยุกต์แนวทางใหม่การปฏิรูปวิถีชีวิตใหม่
(Remote Working) หรือการท�ำงานจากที่บ้าน โดยเฉพาะการส่ือสาร และตัดสินใจเด็ดขาดควร
(Work from Home) เปน็ ตน้ ต้องมาจากผู้น�ำองค์การเท่านั้น เพ่ือป้องกันการ
สือ่ สารทีไ่ ม่ถูกตอ้ ง

References

ASIS International. (2019). Organizational Resilience: Security, Preparedness, and Continuity
Management Systems-Requirements with Guidance for Use ASIS SPC 1-2009.
https://www.amazon.com/Organizational-Resilience-Preparedness-Continuity-
Requirements/dp/1887056920 (Accessed 12 March 2020).

Bangmo, S. (1995). Organization and management. Bangkok : Wittayapat.
Chen, C. J., et al. (2010). Knowledge management and innovativeness: The role of

organizational climate and structure. International Journal of Manpower, 31(8),
848-870.
Flippo, Edwin, B. (1970). Principle of Personnel Management. New York : Mc Graw-Hall Inc.
Harlan, C. and Morris, L. (2020). Italy ramps up coronavirus lockdown, Merkel warns virus
could infect two-thirds of Germany. https://www.seattletimes.com/nation-world/
italy-ramps-up-coronavirus-lockdown-bringing-country-to-near-total-economic-
standstill/ (Accessed 12 March 2020).
Huang, C., et al. (2020). Clinical features of patients infected with 2019 novel coronavirus
in Wuhan, China. The Lancet, 395(10223), 497-506.

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 207

ISRA News Agency. (2020). Principle 5 R. and new roles, Post Crisis era, COVID-19. https://
www.isranews.org/article/isranews-scoop/87272-postcovid.html (Accessed 1 June
2020).

Santiwong, T. (1994). Organization theory and design. Bangkok : Thai Wattanapanich.
Schneider, B., et al. (2013). Organizational Climate and Culture. Annual Review of Psychology,

64(-), 361-388.
Yuen, K. F., et al. (2020). The psychological causes of panic buying following a health crisis.

International Journal of Environmental Research and Public Health, 17(10), 3513.



การจดั การศึกษาทอ้ งถนิ่ สู่การพัฒนาอยา่ งยง่ั ยืน*
Local Education Management for Sustainable Development

กฤตยากร ลดาวลั ย์
Kittayakorn Ladawan
มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด
Mahamakut Buddhist University, Roi-Et Campus, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การจัดการศึกษาท้องถ่ินสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพ
การเรยี นรสู้ �ำหรบั ทกุ คน และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการจดั การศกึ ษา ตระหนกั และรบั ร้ปู ญั หาความ
ต้องการท้องถ่ินและชุมชนของตน เพ่ือร่วมกันพัฒนาผู้เรียนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ท้ังการร่วมคิด
รว่ มวางแผน รว่ มตดั สนิ ใจ รว่ มแก้ปญั หา รว่ มรบั ผดิ ชอบ รว่ มตดิ ตามประเมนิ ผล และรว่ มชน่ื ชมผลสำ� เรจ็
ร่วมกนั ตามบริบทของสงั คมไทย รวมทั้งการสรา้ งสงั คมแหง่ การเรยี นรู้ การกระจายอ�ำนาจทีน่ ำ� ไปสคู่ วาม
ส�ำเร็จและบูรณาการเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เป็นการเรียนรู้
รว่ มกนั ทงั้ ชมุ ชน โดยมสี ถานศกึ ษาหรอื หนว่ ยงานทจี่ ดั การศกึ ษาดำ� เนนิ งานรว่ มกนั มงุ่ สกู่ ารพฒั นาทอ้ งถนิ่
อยา่ งยั่งยืน
คำ� ส�ำคญั : การจัดการศกึ ษาท้องถิ่น; การพฒั นาอยา่ งยั่งยนื

Abstract

Local education management for sustainable development is an educational
arrangement for the development of education for all. The majority of people are involved
in educational management, realize and being aware of the problems and needs of local
communities and their communities in order to jointly develop learners through the
participation process. In thinking, planning, making decisions, taking responsibility based
on the mutual success. As well as integration into the learning system informal in terms

* ได้รบั บทความ: 20 กรกฎาคม 2563; แก้ไขบทความ: 20 ตุลาคม 2563; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 14 ธันวาคม 2563
Received: July 20, 2020; Revised: October 20, 2020; Accepted: December 14, 2020

210 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

of informal and I non-formal one. Community under educational institutions or agencies
jointly working towards sustainable local development.
Keywords: Local Education Management; Sustainable Development

1. บทนำ� 2. การจดั การศกึ ษาในทอ้ งถ่นิ

การบริหารจัดการการศึกษาในองค์กร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ปกครองสว่ นท้องถิน่ เพอ่ื เสรมิ สร้างความเข้มแข็ง พุทธศกั ราช 2560 ได้มีการก�ำหนดบทบาทหนา้ ที่
ความมัน่ คง ยั่งยนื การตระหนักถงึ เป้าหมายสงู สดุ ของรฐั และองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินทเ่ี กยี่ วข้อง
ของความเป็นคนไทยและสงั คมไทยตามมาตรฐาน กบั การศกึ ษาไวอ้ ยา่ งชดั เจน เชน่ มาตรา 54 รฐั ตอ้ ง
การศกึ ษาชาตทิ กี่ ำ� หนดไว้ 3 มาตรฐานคอื มาตรฐาน ด�ำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา
ที่ 1 คุณลักษณะของคนไทยท่ีพึงประสงค์ทั้งใน สิบสองปี ต้ังแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษา
ฐานะพลเมืองและพลโลก คนไทยต้องเป็นคนเก่ง ภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
คนดแี ละมคี วามสขุ มาตรฐานท่ี 2 แนวการจดั การ และด�ำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตาม
ศึกษาการจัดการเรียนรู้ท่ีมุ่งพัฒนาผู้เรียนเป็น ความต้องการในระบบต่างๆ รวมท้ังส่งเสริมให้มี
ส�ำคัญและการบริหาร โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน การเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกัน
และมาตรฐานท่ี 3 แนวการสร้างสังคมแห่งการ ระหว่างรัฐ องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน และภาค
เรยี นรู้ การสรา้ งวถิ กี ารเรยี นรแู้ ละแหลง่ การเรยี นรู้ เอกชนในการจดั การศกึ ษาทกุ ระดบั โดยรฐั มหี นา้ ที่
ให้เข้มแข็ง พร้อมทั้งการให้ความส�ำคัญกับการ ด�ำเนินการก�ำกับส่งเสริมและสนับสนุนให้การ
ส่งเสริมและพัฒนาความพร้อมแก่เยาวชนและ จัดการศึกษามีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล
ประชาชนในท้องถ่ิน ในการเข้ามามีส่วนร่วม มาตรา 250 ไดก้ ำ� หนดใหอ้ งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
ในกระบวนการจดั การศกึ ษาเพอื่ นำ� ไปสกู่ ารพฒั นา มหี นา้ ทแี่ ละอำ� นาจดแู ลจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะและ
เยาวชนในท้องถิ่นและสังคมในภาพกว้างทั้งใน กิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน
และระดับนานาชาติ ในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน (The
ดังน้ัน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและ Constitution of the Kingdom of Thailand
สถานศึกษาจะต้องมีบทบาทส�ำคัญต่อการพัฒนา 2007) ประกอบกบั พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่
ชุมชนและท้องถ่ิน ซึ่งทั้ง 3 มาตรฐานน้ีจะเป็น ชาติ พ.ศ. 2542 และแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.
แนวทางในการจัดการและพัฒนาคุณภาพการ 2545 มาตรา 41 ได้ก�ำหนดให้องค์กรปกครอง
ศกึ ษาทอ้ งถน่ิ สกู่ ารปฏบิ ตั อิ ยา่ งชดั เจนและเกดิ การ ส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับ
พัฒนาอย่างย่ังยืน หน่ึงหรือทุกระดับตามความพร้อมความเหมาะสม
และความต้องการภายในท้องถิ่นได้ตามศักยภาพ

ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 211

สอดคล้องกับพระราชบัญญัติก�ำหนดแผนและ โดยมงุ่ พฒั นาใหเ้ กดิ ความสมดลุ ทงั้ ทางดา้ นปญั ญา
ขั้นตอนการกระจายอ�ำนาจให้แก่องค์กรปกครอง จติ ใจ รา่ งกาย สังคม ระดบั ความคิด ค่านยิ มและ
สว่ นทอ้ งถน่ิ พ.ศ. 2542 มาตรา 16 มาตรา 17 และ พฤติกรรม เน้นวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้
บริหารส่วนต�ำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วน ทหี่ ลากหลายและผู้เรยี นเป็นสำ� คัญ
จังหวัด (อบจ.) และกรุงเทพมหานคร มีอ�ำนาจ 4. เพื่อให้การจัดการศึกษาของท้องถิ่น
หน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะด้าน ด�ำเนินการตามความต้องการและค�ำนึงถึงการ
การศึกษา เพื่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในเขต มีส่วนร่วม การสนับสนุนของบุคคล ครอบครัว
ท้องถิ่นท่ีรับผิดชอบ (Ministry of Education, ชมุ ชน เอกชน องคก์ รชมุ ชน องคก์ รเอกชน องคก์ ร
1999 : 14-15) วิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและ
จากแผนและข้ันตอนการกระจายอ�ำนาจ ประชาชนในทอ้ งถิน่ ในการจัดการศึกษาทกุ ระดบั
องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ พ.ศ. 2542 มาตรา 16 ตามศกั ยภาพ และความสามารถของทอ้ งถ่นิ
มาตรา 17 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 5. เพ่ือส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและ
กระทรวงมหาดไทย ซง่ึ เปน็ หนว่ ยงานกำ� กบั องคก์ ร ประชาชนในท้องถิ่นได้ออกก�ำลังกายและฝึกฝน
ปกครองส่วนท้องถ่ิน ได้ก�ำหนดวัตถุประสงค์การ ทักษะการกีฬา ร่วมกิจกรรมนันทนาการ และ
จดั การศึกษาทอ้ งถิ่น ไว้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้ กิจกรรมพัฒนาเยาวชน เพื่อพัฒนาให้เป็นคน
1. เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการส่งเสริม ทีม่ คี ณุ ภาพ ทงั้ ดา้ นร่างกาย สติปญั ญา จติ ใจและ
พัฒนาการและเตรียมความพร้อมทางร่างกาย สังคม โดยมีความตระหนักในคุณค่าของการกีฬา
จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้มีความ นันทนาการ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก
พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาในระดับการศึกษา เยาวชนไปในแนวทางที่ถูกต้องใช้เวลาว่างให้เป็น
ขั้นพืน้ ฐาน ประโยชน์
2. เพื่อให้เด็กที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษา 6. เพอ่ื ใหค้ วามรคู้ วามเขา้ ใจแกป่ ระชาชน
ขนั้ พนื้ ฐานทกุ คนในเขตความรบั ผดิ ชอบขององคก์ ร ในการสร้างและพัฒนาอาชีพเพื่อคุณภาพชีวิต
ปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการบริการศึกษาขั้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขาดโอกาส ผู้ด้อยโอกาส
พน้ื ฐานครบตามหลกั สตู รทกี่ ำ� หนดอยา่ งเสมอภาค ผู้พิการทุพพลภาพ ซ่ึงเป็นการส่งเสริมสนับสนุน
และเทา่ เทยี มกนั การประกอบอาชีพให้มีงานท�ำไม่เป็นภาระแก่
3. เพ่ือพัฒนาการด�ำเนินการจัดการ สังคม
ศึกษาข้ันพ้ืนฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7. เพื่อบ�ำรุงการศาสนาและอนุรักษ์
ให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมาย บ�ำรุงรักษาศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี
วตั ถปุ ระสงค์ เปน็ ไปตามมาตรฐานทร่ี ฐั กำ� หนดและ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีความภาคภูมิใจในความ
ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น เป็นไทย

212 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

สรุป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ ประกอบดว้ ย
จัดการศึกษาในระดับใดระดับหน่ึงหรือทุกระดับ 1. การศกึ ษาในระบบ (Formal Education)
ตามความพรอ้ มความเหมาะสม และความตอ้ งการ เป็นการจัดการศึกษาที่ก�ำหนดเงื่อนไขของความ
ภายในท้องถ่ินไดต้ ามศกั ยภาพ ส�ำเร็จการศึกษาไว้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย
จุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษาหลกั สตู ร ระยะเวลาของ
3. การพฒั นาการศกึ ษาตลอดชวี ติ อยา่ งยง่ั ยนื การศึกษา การวัดและประเมินผล และการศึกษา
ในทอ้ งถ่นิ ในระบบ จะมี 2 ระดบั คอื 1) การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
โดยการศึกษาขั้นพ้ืนฐานแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
การศกึ ษาตลอดชวี ติ (Lifelong Education) ไดแ้ ก่ ระดบั กอ่ นประถมศกึ ษา ระดบั ประถมศกึ ษา
เป็นแนวคิดท่ีก�ำหนดไว้ในกฎหมายการศึกษาชาติ และระดบั มธั ยมศกึ ษา ซง่ึ ระดับมธั ยมศึกษา มีการ
มีความส�ำคัญและจ�ำเป็นต่อการพัฒนาชุมชน แบง่ ออกเปน็ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ และมธั ยมศกึ ษา
ท้องถ่ิน สังคม และประเทศชาติ เนื่องจากเป็น ตอนปลาย ยงั แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื ประเภท
กระบวนการพฒั นาทรพั ยากรบคุ คลทใี่ หก้ ารเรยี นรู้ สามญั ศกึ ษาและประเภทอาชวี ศกึ ษา 2) การศกึ ษา
ต่อเน่ืองตลอดชีวิต อันจะก่อให้เกิดสังคมคุณภาพ ระดับอุดมศกึ ษา แบง่ ออกเปน็ 2 ระดับ คือ ระดบั
ในอนาคต ดังนั้น เพ่ือให้เป็นไปตามหลักการ ต่�ำกวา่ ปริญญา และระดับปริญญา
ดงั กลา่ ว การจดั การศกึ ษาขององคก์ รปกครองสว่ น 2. การศึกษานอกระบบ (Informal
ทอ้ งถนิ่ จำ� เปน็ ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ทศิ ทางการพฒั นา Education) เปน็ การศกึ ษาทมี่ คี วามยดื หยนุ่ ในการ
ประเทศทุกๆด้าน โดยเฉพาะอย่างย่ิงแผนพัฒนา ก�ำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 และ ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล
แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2560-2579 ซ่งึ เป็น ซึ่งเป็นเง่ือนไขของความส�ำเร็จการศึกษาเช่น
แผนแมบ่ ทสำ� คญั ในการกำ� หนดคณุ ภาพการศกึ ษา เดียวกัน โดยเน้ือหาและหลักสูตรต้องมีความ
ชาติและส่งผลต่อคุณภาพของประชาชนให้มี เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ กล่าวคือ เป็นคนเก่ง ต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม เช่น การฝึกอบรม
คนดีและมีความสุข มีชีวิตส�ำหรับการด�ำรงตนท่ีดี อาชีพให้แก่เด็กเยาวชนและประชาชนหรือการ
ในสงั คมไทย สามารถเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอด ให้การศกึ ษาของศูนยพ์ ัฒนาเด็กเล็ก เป็นตน้
ชีวิต (Lifelong Learning) โดยใช้กระบวนการ 3. การศกึ ษาตามอธั ยาศยั (Nonformal
จดั การศกึ ษาตลอดชวี ติ เปน็ กลไกในการขบั เคลอ่ื น Education) เปน็ การศกึ ษาทเี่ นน้ ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้
การปฏิบัติใหเ้ กดิ ขึ้นอย่างเป็นรปู ธรรม ซง่ึ ปจั จบุ ัน ดว้ ยตนเอง ตามความสนใจศักยภาพ ความพรอ้ ม
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด�ำเนินการจัดการ และโอกาส โดยจัดใหม้ ีการศกึ ษาจากแหล่งเรยี นรู้
ศกึ ษาตามหลกั การของการศกึ ษาตลอดชวี ติ เพอ่ื ให้ บคุ คล ภมู ปิ ัญญา ส่ือ ชุมชน ทอ้ งถิ่นเช่น ห้องสมุด
ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ในลักษณะ 3 ประเภท

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 213

ชมุ ชน แหลง่ อนรุ กั ษแ์ ละสง่ เสรมิ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ตนเอง 12) ช่วยให้บุคคลและองค์กรในสังคมมี
ศนู ยค์ อมพิวเตอรท์ อ้ งถิ่น ศูนยก์ ารเรียนร้ตู ามหลกั สว่ นร่วมในการจัดการศึกษา 13) ช่วยสร้างชมุ ชน
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนแหล่ง และทอ้ งถิน่ ใหเ้ ป็นสงั คมแหง่ การเรียนรู้
เรียนรู้ด้านเกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรมใน สรุปได้ว่า การก�ำหนดคุณภาพการศึกษา
ทอ้ งถิ่นเปน็ ตน้ ชาติและส่งผลต่อคุณภาพของประชาชนให้มี
จะเห็นว่า การจัดการศึกษาตลอดชีวิต คุณลักษณะที่พึงประสงค์ กล่าวคือเป็นคนเก่ง
มีส่วนให้ความส�ำคัญต่อการพัฒนาบุคคล องค์กร คนดีและมีความสุข มีชีวิตส�ำหรับการด�ำรงตนท่ีดี
ชุมชนและท้องถิ่น เพื่อน�ำไปสู่การเปล่ียนแปลง ในสงั คมไทย สามารถเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอด
ท่ีคาดหวังหลายประการ เช่น 1) ช่วยให้บุคคล ชีวิต (Lifelong Learning) โดยใช้กระบวนการ
มโี อกาสเรียนรใู้ นทุกชว่ งของชวี ิต 2) ช่วยให้บคุ คล จดั การศกึ ษาตลอดชวี ติ เปน็ กลไกในการขบั เคลอ่ื น
ไดร้ บั โอกาสทางการศกึ ษาอยา่ งเสมอภาคเทา่ เทยี มกนั การปฏิบตั ใิ หเ้ กิดขน้ึ อย่างเป็นรูปธรรม ซ่งึ ปจั จุบัน
3) ชว่ ยใหบ้ คุ คลไดร้ บั การศกึ ษาในรปู แบบทเ่ี หมาะสม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด�ำเนินการจัดการ
กลมกลืนกับสภาพการด�ำเนินชีวิตเพราะเป็นการ ศกึ ษาตามหลกั การของการศกึ ษาตลอดชวี ติ เพอื่ ให้
บูรณาการระหว่างการศึกษากับชีวิต 4) ช่วยให้ ประชาชนมีโอกาสเรยี นรู้
บุคคลได้รับการศึกษาที่สามารถน�ำมาประยุกต์ใช้
กับชีวิตจริงได้ 5) ช่วยให้บุคคลได้รับการศึกษา 4. การกระจายอำ� นาจการบรหิ ารจดั การศกึ ษา
ท่ีสอดคล้องกับการงาน สามารถเลือกและพัฒนา
อ า ชี พ ไ ด ้ อ ย ่ า ง เ ห ม า ะ ส ม กั บ ส ภ า พ สั ง ค ม ท่ี การดำ� เนนิ การกระจายอำ� นาจการบรหิ าร
เปลี่ยนแปลงไป 6) ช่วยให้บุคคลมีความรู้และ จดั การศกึ ษาสเู่ ขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา และสถานศกึ ษา
ทักษะท่ีจะแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่าง ยังไม่เกิดข้ึนอย่างแท้จริง และเป็นการบริหาร
ต่อเน่ือง 7) ช่วยให้บุคคลมีอิสระในการเรียนรู้ จัดการท่ีประสบผลส�ำเร็จเป็นด้านๆ มากกว่าเป็น
สามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ตรงกับความต้องการ องคร์ วม อยา่ งไรกต็ ามสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา
ความสนใจของตนเอง เลอื กวธิ กี ารเรยี นทเ่ี หมาะสม และสถานศกึ ษายงั ประสบปญั หาการบรหิ ารจดั การ
กับระดับความสามารถของตน 8) ช่วยให้บุคคล ศึกษารองรับการกระจายอ�ำนาจในหลายด้าน
สามารถพัฒนาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศักยภาพ 9) ชว่ ย ทงั้ ดา้ นปจั จยั กฎระเบยี บทเ่ี ปน็ อปุ สรรคโดยเฉพาะ
ให้บุคคลสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพสังคม ด้านการบริหารงานบุคคล อ�ำนาจหน้าที่ของ
ส่ิงแวดล้อมท่ีเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม 10) กรรมการบางคณะในเขตพื้นที่การศึกษาท่ีไม่
ช่วยให้บุคคลสามารถพึ่งตนเองได้และน�ำตนเอง สามารถนำ� ไปสู่การปฏิบัติ นโยบายของส่วนกลาง
สูใ่ นการเรยี นรู้ 11) ชว่ ยให้ผู้ด้อยโอกาสในสงั คมมี ที่เปล่ียนแปลงบ่อย โครงสร้างการแบ่งส่วนงานท่ี
โอกาสในการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ยังไม่สอดคล้องกับบริบทส�ำนักงาน สถานศึกษา
บุคลากร และงบประมาณ วัฒนธรรมการท�ำงาน

214 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

ของบุคลากรท่ียังยึดติดกับวัฒนธรรมอ�ำนาจ การศึกษาปี ค.ศ. 1988 กำ� หนดใหม้ ีการกระจาย
จงึ เปน็ อปุ สรรคตอ่ การกระจายอำ� นาจ การบรหิ าร อำ� นาจการบริหารการศกึ ษา ใหอ้ งคก์ รและหน่วย
การศึกษาสู่เขตพื้นท่ีการศึกษา และสถานศึกษา งานท้ังภาครัฐและเอกชนมีบทบาทในการจัดการ
(The Secretariat of the Council of Education, ศึกษา ซึ่งมีผลท�ำให้เกิดการบริหารโดยเครือข่าย
2009) ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ัยของ Lippit, G. L. ในระดับโรงเรียนและสถาบันต่างๆ การรวมพลัง
(1976) เสนอวา่ การกระจายอำ� นาจการบรหิ ารและ มีลักษณะธรรมชาติแบบเดียวกับเครือข่าย
การจัดการศึกษาท่ีจะก่อให้เกิดการพัฒนาสถาน (Networks) และโรงเรยี นควรด�ำเนินการรวมพลัง
ศึกษาได้น้ัน ควรจะต้องอยู่บนพื้นฐานหลักการ โดยการสร้างเครือข่ายความส�ำเร็จของเครือข่าย
ดังตอ่ ไปนี้ และการรวมพลงั ขน้ึ อยกู่ บั ความไวว้ างใจ ความเปน็
1. การกระจายอ�ำนาจน้ันควรกระจาย ปึกแผน่ ความซ่อื สตั ย์ และความไม่เห็นแก่ตวั
ใหก้ บั ผมู้ อี ำ� นาจในการตดั สนิ ใจทมี่ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจ การจัดการศึกษาขององค์กรปกครอง
ในภารกจิ ทจี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั ใิ หม้ ากทส่ี ดุ เทา่ ทจ่ี ะทำ� ได้ ส่วนท้องถิ่นได้สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาไทย
2. ผลของการกระจายอ�ำนาจจะบังเกิด เช่นกันว่าในการจัดการศึกษาทุกภาคส่วนต้องมี
ผลดี ถ้าอ�ำนาจหน้าที่ที่แท้จริงถูกมอบหมายไปยัง ส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในแต่ละท้องถ่ิน
ทกุ ระดบั ขององคก์ ร และการกระจายอำ� นาจจะไม่ โดยจากรายงานการติดตามการจัดการศึกษาของ
บังเกิดผลดีถ้าผู้ได้รับการมอบอ�ำนาจจะต้อง องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ (The Secretariat of
รายงานกลับมายังศูนย์รวมอ�ำนาจในทุกภารกิจ the Council of Education Ministry of Education,
ทป่ี ฏิบตั ิ 2011) มขี อ้ เสนอแนะ ดงั ต่อไปนี้
3. ผู้บริหารทุกระดับควรจะมีความเชื่อ 1. ควรส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กร
ม่ันว่าเม่ือกระจายอ�ำนาจแล้วผู้ได้รับมอบอ�ำนาจ ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ มบี ทบาทในการจดั การศกึ ษา
มีความสามารถในการตัดสินใจในภารกิจท่ีได้รับ และมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามท่ีกฎหมาย
มอบหมาย และการตัดสินใจของผู้อยู่ใกล้ภารกิจ ก�ำหนดโดยให้มีการด�ำเนินงานเพ่ิมข้ึนอย่างค่อย
ทจี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั จิ ะดกี วา่ การตดั สนิ ใจจากสว่ นกลาง เป็นค่อยไปตามสภาพความพร้อม
4. การกระจายอำ� นาจควรมี 4 วตั ถปุ ระสงค์ 2. ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง
นโยบายและมาตรการทชี่ ดั เจน แตก่ ารนำ� นโยบาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสบความส�ำเร็จ
ไปปฏบิ ตั ใิ นแตล่ ะทอ้ งถนิ่ ไมจ่ ำ� เปน็ จะตอ้ งมวี ธิ กี าร หรอื หนว่ ยงานทม่ี ปี ระสบการณใ์ นการจดั การศกึ ษา
ปฏิบตั ิทเี่ หมอื นกนั เป็นอย่างดีเพื่อให้ความช่วยเหลือในการจัดการ
ย่ิงไปกว่านั้น ยังสอดคล้องกับทัศนะของ ศกึ ษา
Riley (1997 : 155-167) ทีเ่ สนอวา่ การปฏิรูปการ 3. ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ศึกษาในประเทศอังกฤษตามกฎหมายการปฏิรูป ขั้นพนื้ ฐานควรให้การสง่ เสรมิ สนับสนุนการพฒั นา

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 215

ครูและความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ครู เพื่อ ศึกษาอยู่แล้ว มีเป้าหมายเพื่อลดความเหล่ือมล้�ำ
เป็นการศึกษาที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้�ำลดช่อง ทางการศึกษาให้ผู้เรียนทุกกลุ่มทุกพ้ืนท่ีและ
วา่ งของคนใหค้ นทกุ คนเขา้ ถงึ การศกึ ษาทมี่ คี ณุ ภาพ ทุกระดับการศึกษา เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
ในขณะท่ีศักยภาพและขนาดของท้องถิ่นมีความ ในรปู แบบทเี่ หมาะสม แตท่ งั้ นจี้ ะตอ้ งอยภู่ ายใตก้ าร
แตกต่างกัน ท�ำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการ พจิ ารณามาตรฐานตามทก่ี ระทรวงศกึ ษาธกิ ารเปน็
เขา้ ถงึ คุณภาพการศึกษาเพราะไมม่ กี ฎหมาย ผู้กำ� หนด
ในการกำ� กบั ดแู ลการจดั การอยา่ งเทา่ เทยี ม
ภายใต้วิสัยทัศน์ “พลเมืองไทยมีคุณภาพทางการ 5. สรุป
ศกึ ษา มคี วามรู้ ความสามารถ มที กั ษะและศกั ยภาพ
ในการพัฒนาประเทศ ตามวิสัยทัศน์ประเทศไทย จากการศึกษาการจัดการศึกษาท้องถิ่น
พ.ศ. 2558-2563 ม่ันคง มงั่ คง่ั ยั่งยืน” โดยมกี ล่มุ สู่การพัฒนาอย่างย่ังยืน องค์กรปกครองส่วน
เปา้ หมายตง้ั แตร่ ะดบั ปฐมวยั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ทอ้ งถนิ่ ตระหนกั และรบั รปู้ ญั หาและความตอ้ งการ
(เด็กทั่วไป เด็กด้อยโอกาส เด็กท่ีมีความต้องการ ท้องถิ่นและชุมชนของตนเพ่ือร่วมกันพัฒนา
จ�ำเป็นพิเศษ เด็กท่ีมีความสามารถพิเศษ เด็กที่มี ผู้เรียนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ทั้งการร่วมคิด
ความพรอ้ มสงู และเดก็ เปา้ หมายพเิ ศษ) อาชวี ศกึ ษา รว่ มวางแผน รว่ มตัดสนิ ใจ ร่วมแก้ปัญหา รว่ มรบั
จนถงึ อดุ มศกึ ษา มเี ปา้ หมายเพอื่ ลดความเหลอ่ื มลำ้� ผิดชอบร่วมติดตามประเมินผล และร่วมช่ืนชม
ทางการศึกษาให้ผู้เรียนทุกกลุ่มทุกพื้นท่ีและทุก ผลส�ำเรจ็ ร่วมกัน ไดจ้ ัดการศกึ ษาในระดับใดระดบั
ระดับการศึกษา เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใน หนึ่งหรือทุกระดับตามความพร้อมความเหมาะสม
รูปแบบที่เหมาะสม เพอื่ ให้ผูเ้ รียนทุกคนได้รับการ และความต้องการภายในท้องถ่ินตามศักยภาพ
ศึกษาทีม่ คี ณุ ภาพเท่าเทียมกัน และเพอื่ ใหม้ ีระบบ โดยการก�ำหนดคุณภาพการศึกษาชาติ ซ่ึงส่งผล
บรหิ ารจดั การทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ สนบั สนนุ การสรา้ ง ต่อคุณภาพของเยาวชนให้มีคุณลักษณะที่พึง
โอกาส คุณภาพ และความเป็นธรรมในสังคม ประสงค์ เปน็ คนเกง่ คนดี และมีความสขุ มชี วี ติ
ไดแ้ ก่ ฐานะทางเศรษฐกจิ และสงั คมของครอบครวั ส�ำหรับการด�ำรงตนที่ดีในสังคม สามารถเรียนรู้
ภูมิล�ำเนาของผู้เรียนในเขตเมืองและชนบทและ ได้อยา่ งตอ่ เนอ่ื งตลอดชวี ิต (Lifelong Learning)
สภาพทางวัฒนธรรมและการศึกษาของพ่อแม่ โดยใช้กระบวนการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเป็น
(Nawarat, 2016) กลไกในการขับเคล่ือนการปฏิบัติให้เกิดข้ึนอย่าง
สรุปได้ว่า การจัดการศึกษาเพื่อความ เป็นรูปธรรม และมีเป้าหมายเพื่อลดความเหล่ือม
ยั่งยืนสามารถด�ำเนินการได้ เน่ืองจากองค์กร ล้�ำทางการศึกษาให้ผู้เรียนทุกกลุ่มทุกพ้ืนที่และ
ปกครองส่วนท้องถ่ินมีอ�ำนาจหน้าที่ในการจัดการ ทุกระดับการศึกษา เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
ในรูปแบบที่เหมาะสม

216 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

6. องค์ความรูท้ ่ไี ดร้ บั ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมรับผิดชอบ
ร่วมติดตามประเมินผล และร่วมชื่นชมผลส�ำเร็จ
การจัดการศึกษาท้องถิ่นสู่การพัฒนา ร่วมกัน รวมท้ังการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
อย่างย่ังยืนเป็นการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยมีสถานศึกษาหรือหน่วยงานท่ีจัดการศึกษา
เพ่ือให้เกิดความตระหนักและรับรู้ปัญหาและ ด�ำเนินงานร่วมกันมุ่งสู่การพัฒนาท้องถ่ินอย่าง
ความต้องการท้องถ่ินและชุมชนของตนด้วย ยัง่ ยนื
กระบวนการมสี ว่ นรว่ ม ทงั้ การรว่ มคดิ รว่ มวางแผน

References

Lippit, G. L. (1976). Autocracy and democracy. 2nd ed. New York : Harper and Row.
Ministry of Education. (1999). National Education Act 1999. Bangkok : Company Siam

Sport Syndicate Limited.
Ramasut, N. (2016). Office of the Minister News 384/2016 Performance Announcement 2

Year of government: summary / report. Public relations group Office of the Minister
Ministry of Education. http://www.moe.go.th/websm/2016/sep/384.html (Accessed
10 October 2019).
Riley, K. (1997). Changes in local governance –collaboration through networks: A post-16
Case study. Educational Management and Administration, 25(2), 155-167.
The Constitution of the Kingdom of Thailand 2007. The Government Gazette. Book 124
: Episode 47 A, 24 August 2007, Pages 1-127.
The Secretariat of the Council of Education Ministry of Education. (2011). Proposals for
educational reform in Second Decade (2009-2018). Bangkok : Sweet Chili Graphic.
The Secretariat of the Council of Education Ministry of Education. (2009). 4-year govern-
ment action plan of the Secretariat of the Council Education. Bangkok : The
Secretariat of the Council of Education.

วิจารณ์หนังสอื : Book Review
คุณสมบตั พิ น้ื ฐานของชาวพุทธ*
The basic features of Buddhist

ผเู้ ขยี น: วศนิ อนิ ทสระ
Author: Wasin Intasara

พระครวู บิ ลู สลี พรต และพระมหามติ ร ฐิตปญฺโญ
Phrakhru Wibunsilaprot and Phramaha Mit Thitapanyo
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทนำ� ดีทางกาย วาจา การงดเว้นจากการเบียดเบียน
3) ความไมถ่ อื มงคลตน่ื ขา่ ว หนกั แนน่ ในเรอ่ื งกรรม
หนังสือเรื่อง หนังสือเรื่อง คุณสมบัติพ้ืน ไมถ่ อื มงคลภายนอก อนั ขดั กบั หลกั กรรม 4) ไมแ่ สวงหา
ฐานของชาวพทุ ธ ซง่ึ แตง่ โดยอาจารยว์ ศนิ อนิ ทสระ เขตบญุ นอกพทุ ธศาสนา 5) ทำ� อปุ การะ คอื บำ� เพญ็
เปน็ หนังสือดีล�ำดบั ที่ 196 ของชมรมกัลยาณธรรม บญุ ในพระพทุ ธศาสนาไดอ้ ธบิ ายรายละเอยี ดทั้ง 5
เหมาะส�ำหรับผู้ท่ีสนใจใฝ่ธรรมในเชิงปรัชญาชีวิต ประการนไี้ วพ้ อสมควร เปน็ การปพู น้ื ฐานคณุ สมบตั ิ
และศาสนา เปน็ การปพู น้ื ฐานคณุ สมบตั ขิ องชาวพทุ ธ ของชาวพทุ ธทด่ี ี คนเราจะเปน็ อะไรทดี่ ไี ด้ กต็ อ้ งมี
ทดี่ ี คนเราจะเปน็ อะไรทดี่ ไี ด้ กต็ อ้ งมคี ณุ สมบตั ขิ อง คุณสมบัติของความเป็นเช่นนั้น พุทธศาสนิกชน
ความเป็นเชน่ นน้ั โดยทนั ตแพทย์หญงิ อัจฉรา กล่นิ ทแี่ ทจ้ รงิ ยอ่ มมพี ระรตั นตรยั เปน็ สรณะภายในดวงจติ
สวุ รรณ์ ผู้เปน็ ประธานชมรม ไดข้ ออนญุ าตพมิ พม์ ี และมีคุณสมบัติของชาวพุทธที่แท้จริงอันเป็น
จ�ำนวนทั้งหมด 122 หน้าจัดพิมพ์เป็นธรรมทาน เครอ่ื งหมายแหง่ “พทุ ธะ” คอื ผมู้ ที พี่ งึ่ อนั ประเสรฐิ
โดยชมรมกลั ยาณธรรมจดั พมิ พ์ จำ� นวน 5,000 เลม่ คือ “พระธรรม” ไม่ว่าชีวิตภายนอกอันเก่ียวข้อง
หนังสือเรื่อง คุณสมบัติพื้นฐานของชาว กับ “โลกธรรม” จะผันผวนปรวนแปรไปเพียงไร
พุทธที่กล่าวถงึ ในหนังสือเล่มน้ี มี 5 ประการ คือ แต่จิตใจหรือโลกภายในของผู้เป็นชาวพุทธที่แท้
1) ศรทั ธา ความเชอื่ ทม่ี เี หตผุ ล 2) ศลี ความประพฤติ

* ไดร้ บั บทความ: 3 ธันวาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 27 พฤศจิกายน 2563; ตอบรับตีพิมพ์: 30 พฤศจกิ ายน 2563
Received: December 3, 2018 ; Revised: November 27, 2020; Accepted: November 30, 2020

218 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

ย่อมตงั้ ม่นั ไมห่ วัน่ ไหว ทุกขก์ ายและความสูญเสีย ในเร่ืองกรรม ไม่ถือมงคลภายนอก อันขัดกับ
ภายนอก อาจมาระคายจติ ใจไดบ้ า้ ง แลว้ แตภ่ มู จิ ติ หลักกรรม 4) ไม่แสวงหาเขตบญุ นอกพุทธศาสนา
ภมู ิธรรมของแต่ละท่าน ชาวพุทธทแี่ ทย้ ่อมมคี วาม 5) ท�ำอปุ การะ คอื บ�ำเพ็ญบญุ ในพระพุทธศาสนา
ตา้ นทานทุกขไ์ ดใ้ นระดบั หนึง่ และไม่มวี ันที่จะหัน หัวข้อที่ 2 หมอดู (โหราศาสตร์) กับ
ไปพึ่งพาส่ิงอ่ืนใดนอกเหนือจากพระรัตนตรัยใน ศกั ยภาพในการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยว์ า่ ดว้ ยเรอ่ื ง
ความเป็นจริงของสังคมของเรายังมีส่ิงแอบแฝง การเช่ือโชคลาง การวางอนาคตลงให้หมอดูเป็น
ปลอมปนอยู่ ผู้ตัดสิน เป็นส่วนหน่ึงแห่งความอ่อนแอทางจิตใจ
ในความเปน็ พทุ ธมากมาย ทงั้ ไสยศาสตร์ ของมนษุ ย์
โหราศาสตร์ วตั ถมุ งคล เครอ่ื งรางของขลงั และพวก หัวข้อท่ี 3 วัตถุมงคลว่าด้วยเร่ือง วัตถุ
นอกลัทธิต่างๆ และอาศัยศาสนาหากิน เป็นต้น มงคลเครือ่ งรางของขลัง
หากผู้น�ำสงั คมไม่เอาใจใส่ ไม่ให้การศกึ ษา และไม่ หวั ข้อท่ี 4 ขัดแยง้ ตวั เองวา่ ด้วยเร่อื ง กฎ
ส่งเสรมิ การเผยแผธ่ รรมท่ถี ูกตรง ย่อมมผี ู้หลงคว้า แหง่ กรรม ทำ� ดไี ด้ดี ท�ำชวั่ ได้ชัว่
ท่ียึดเกาะผิดๆ เป็นอันมาก ทั้งในส่วนตัวบุคคล หวั ข้อที่ 5 มรดกบญุ และบาปวา่ ดว้ ยเรอ่ื ง
ก็ต้องเป็นผู้ท่ีท�ำบุญดีมาแต่ปางก่อน และมีความ การสรา้ งพระพทุ ธรูปบชู าธรรม
ใสใ่ จรกั ษา ไมศ่ รัทธาอยา่ งงมงาย เราจงึ จะได้เป็น หัวข้อท่ี 6 การฟื้นฟูสังคมไทยและมนุส
หนึ่งในชาวพุทธที่มีคุณสมบัติอย่างแท้จริง จนถึง ปฎิวัติว่าด้วยเร่ือง เรื่องราหู เร่ืองจันทเทพบุตร
เรอื่ งสดุ ทา้ ยในเลม่ คอื “มนสุ ปฏวิ ตั ”ิ ทชี่ ว่ ยปลกุ สติ สรุ ิยเทพบุตร
เรา้ ใจใหพ้ วกเราชาวพทุ ธ ตามหาแกน่ แทแ้ หง่ พทุ ธ ผวู้ จิ ารณเ์ หน็ วา่ โครงสรา้ งเนอ้ื หาคณุ สมบตั ิ
ธรรมเพื่อความคุ้มค่าแห่งศักยภาพท่ีได้เกิดมาเป็น พ้นื ฐานของชาวพทุ ธ ทีก่ ลา่ วถึงในหนงั สือเลม่ นวี้ า่
มนุษย์และพบพระพุทธศาสนา อันเป็นหนทาง ชาวพทุ ธทดี่ มี คี ณุ สมบตั ขิ องชาวพทุ ธ จะตอ้ งเชอื่ กรรม
ดำ� เนนิ ไปสอู่ สิ รภาพของชวี ติ และจติ วญิ ญาณอยา่ ง เชื่อมั่นในการกระทำ� ของตน ไม่หวังผลส�ำเร็จจาก
แทจ้ ริง การดลบันดาล จากภายนอกหรือลาภลอยไม่สวน
ทางกับหลักธรรมของพุทธศาสนา มิฉะน้ันแล้ว เรา
2. โครงสร้างหนังสือ จะเหลอื อะไร นอกจากเปน็ พทุ ธแตเ่ พยี งชอื่ กนั เทา่ นนั้

หนังสือเรื่องนม้ี ีทั้งหมด 6 หัวข้อ ซ่งึ มรี าย 3. เนื้อหาโดยย่อ
ละเอียดในแต่ละประเดน็ ดงั ตอ่ ไปนี้
หวั ขอ้ ท่ี 1 คณุ สมบตั พิ นื้ ฐานของชาวพทุ ธ เนื้อหาในหนังสือน้ีมีท้ังหมด 6 ตอน
ว่าด้วยเรอ่ื ง 1) ศรทั ธา ความเชือ่ ท่ีมเี หตผุ ล 2) ศีล ผู้วจิ ารณไ์ ดแ้ ยกอธบิ ายแต่ละตอนดังนี้
ความประพฤตดิ ที างกาย วาจา การงดเวน้ จากการ หวั ขอ้ ท่ี 1 คณุ สมบตั พิ นื้ ฐานของชาวพทุ ธ
เบียดเบียน 3) ความไม่ถือมงคลตน่ื ข่าว หนกั แนน่ ในสว่ นของผศู้ กึ ษาขอนำ� เสนอความเหน็ วา่ ผเู้ ขยี น

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 219

ใหแ้ นวคดิ วา่ ในหัวข้อท่ี 1 นี้ มีการเขียนกลา่ วอา้ ง พราหมณ์ไป เพี้ยนไปจากจุดมุ่งหมายเดิมและ
ถึงสถานการณ์ที่ชาวพุทธได้สูญเสียคุณสมบัติของ เสียหลัก กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ในระบบผล
ชาวพุทธไปเป็นอันมาก แล้วเอาหลักอันเป็น ประโยชน์ คนในสังคมไทยเชื่อถือมงคลภายนอก
คุณสมบัติของชาวพุทธ ลองน�ำพ้ืนฐานของ กนั มาก ตราบใดทชี่ าวพทุ ธผใู้ ดยงั หอบหวิ้ เอาความ
ชาวพุทธน�ำมาพจิ ารณาแตล่ ะข้อ คือ 1) มีศรทั ธา งมงาย ตราบนั้นชาวพทุ ธผูน้ ัน้ ย่อมไมอ่ าจลว่ งพน้
หมายถึง ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาเชื่อใน ภูมิปุถุชนก้าวเข้าสู่อริยภูมิได้ ความงมงายหรือ
พระรัตนตรัย แต่ชาวพุทธเราเวลาน้ี มีศรัทธาคือ มงคลตนข่าวนั้น เกิดจากความไม่รู้ว่าอะไรเป็น
เชื่อในไสยศาสตร์ ในสิ่งศักด์ิสิทธิ์มากกว่าพระ อะไร ไมร่ ู้เหตผุ ล ไมร่ ู้ตน้ เหตุแลว้ เข้าใจผิด คดิ ว่า
รตั นตรยั อนั บรสิ ทุ ธิ์ 2) มศี ลี บรสิ ทุ ธดิ์ ี ชาวพทุ ธไทย ส่ิงน้ันๆ จะช่วยให้พ้นภัย ให้มีลาภ ให้มีสุขได้
ส่วนมากไม่รู้สิ่งเหล่าน้ี เท่าท่ียังไม่มีโอกาสล่วง จงึ ชวนกนั บวงสรวง ออ้ นวอน ทำ� สง่ิ ทไี่ มม่ ตี วั ตนขนึ้
ละเมิด พอมีโอกาสลว่ งละเมดิ ศีลกข็ าดทนั ที ไม่ได้ แลว้ เคารพบชู าดว้ ยความยดึ มนั่ ถอื มน่ั วา่ จะอำ� นวย
ตั้งใจรักษาจริงๆ แม้แต่สักข้อเดียว ศีลข้อเว้น โชคลาภให้ตนได้ 4) ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธ
จากสุราเมรัยนั้น ชาวพุทธไทยล่วงละเมิดได้อย่าง ศาสนา การท�ำความดีต่อนักบวชหรือศาสนิกใน
ไม่รู้สึกละอาย ยิ่งหนักเข้าไปอีกก็คือ พระบางรูป ศาสนาอ่ืน ทางพุทธศาสนาไม่ถือเป็นบาปหรือ
ซึ่งมีชื่อเสียงทางขลังและศักดิ์สิทธ์ินั้น แม้จะ เสียหายท่านไม่ห้าม ตรงกันข้ามท่านสนับสนุน
ประพฤติผิดวินัยของสงฆ์อยู่เป็นอาจิณ แต่ก็ไม่มี ให้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และสัตว์โลกทั้งปวง
ใครถอื กลบั หอ้ มลอ้ มยกยอ่ งเปน็ การใหญ่ ความไม่ สังคมสงเคราะห์เป็นส่ิงจ�ำเป็นในสังคมมนุษย์
สนใจไยดีตอ่ ศลี ธรรมในสังคมไทย และการพัฒนา การชว่ ยเหลอื กนั ในฐานะสงั คมสงเคราะหย์ อ่ มเปน็
เศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งเน้นอยู่ท่ีการเติบโตทาง การสมควร แมใ้ นระหวา่ งคนตา่ งศาสนา พระศาสดา
เศรษฐกิจ ความม่ันคงทางทรัพย์สินเป็นจุดหมาย ผู้ทรงมพี ระทยั เกื้อกูลแก่สัตวโ์ ลกทั้งปวง ย่อมทรง
หลัก ผู้ใหญ่ในครอบครัวสาละวนยุ่งเหยิงอยู่ด้วย พอพระทยั ชาวพทุ ธผมู้ กี ารศกึ ษา ยอ่ มเขา้ ใจในเรอ่ื ง
การแสวงหาเงินตราวัสดุ มาให้เพียงพอกับตัณหา เหล่าน้ี 5) ท�ำบุญในพุทธศาสนาอุบาสก อุบาสิกา
ซงึ่ ถกู เรา้ อยทู่ กุ วนั 3) ไมถ่ อื มงคลตน่ื ขา่ ว พระพทุ ธ คือ ชาวพุทธชายหญิง ควรขวนขวายในทาน ศีล
รูปน้ันเดิมทีเดียว ท่านสร้างข้ึนเพ่ีอให้เป็นที่ระลึก และภาวนาให้ต่อเนื่อง เพ่ืออบรมบ่มนิสัยของตน
ถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า คือ พระปัญญาคุณ ให้ดีงาม จุดหมายปลายทางของการบ�ำเพ็ญคุณ
พระบรสิ ทุ ธคิ ณุ พระมหากรณุ าธคิ ณุ แลว้ ถา่ ยแบบ ความดีคือ อุปนิสัยอันดีงาม ความเลอเลิศแห่ง
ด�ำเนินตามไปๆ มาๆ ชาวพุทธจ�ำนวนไม่น้อย อุปนิสัย คนไทยนิยมท�ำสังฆทาน เพ่ือสะเดาะ
เอาพระพทุ ธรูปองค์ใหญบ่ า้ ง เลก็ บา้ ง มาเปน็ วตั ถุ เคราะห์บ้าง เพ่ือต่ออายุบ้าง เพ่ืออุทิศส่วนบุญ
ของขลังศักด์ิสิทธิ์ ส�ำหรับไว้อ้อนวอนขอนั่นขอนี้ ให้ผู้ตายบ้าง ล้วนแต่เพื่อตัวเองและญาติมิตรของ
จากทา่ น ทำ� ให้พระพทุ ธรูปเปน็ เหมือนเทวรูปของ ตัวเองท้ังน้ัน น้อยคนที่ท�ำสังฆทานเพราะคิดถึง

220 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

พระสงฆ์หรือความอยู่รอดของพุทธศาสนา แม้จะ น้อยอยู่ดี ส่วนเรื่องความงมงายต่างๆ นานา
ดูเป็นการให้ก็เป็นการให้เพ่ือได้เสียเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะเรอ่ื งอทิ ธฤิ ทธป์ิ าฏหิ ารยิ ต์ า่ งๆ หรอื ความ
มีความโลภเป็นตัวน�ำ ไม่ได้ก�ำจัดความโลภหรือ เชอ่ื อน่ื ๆ ทไ่ี มม่ กี ารไตรต่ รองตามหลกั พทุ ธศาสนานน้ั
ความเหน็ แกต่ ัวลงไปสักเท่าใด เผลอๆ จะเพ่ิมพนู ผวู้ จิ ารณค์ ดิ วา่ กม็ เี ยอะมาแตไ่ หนแตไ่ รแลว้ เหมอื นกนั
มากขนึ้ เพราะมงุ่ แตผ่ ลทจ่ี ะไดจ้ งึ ละเลยผรู้ บั ซง่ึ ตน สมัยนี้เสียอีกท่ียังมีหนังสือของพระอาจารย์ต่างๆ
ควรช่วยเหลือไปเสียแม้รู้ว่าขาดแคลน (Intasara, ให้อ่านมากกว่าสมัยก่อน อธิบายหลักธรรมให้
2013 : 11-54) ซึง่ มีความสอดคล้องกับทา่ นพระ เข้าใจได้ง่ายกว่าสมัยโบราณด้วยซ้�ำไป แต่จ�ำนวน
พรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ประยุทธ์ ปยุตโต) (Phra คนที่สนใจศึกษาก็ยังจัดว่าเป็นคนกลุ่มน้อยอยู่ดี
Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), 2012 : สถาบนั สงฆเ์ สยี อกี ทค่ี วรเรยี น สภาพการณป์ จั จบุ นั
656) กล่าววา่ ศรทั ธา เปน็ ธรรมข้นั ตน้ ท่ีส�ำคญั ย่ิง ควรจะด�ำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปใน
เปน็ อปุ กรณ์ชักน�ำให้เดินหนา้ ตอ่ ไป เมอื่ ใช้ถกู ต้อง แนวทางใด สร้างศรัทธาด้วยความเช่ือที่มีเหตุผล
จึงเป็นการเริ่มต้นท่ีดี ท�ำให้การก้าวหน้าไปสู่จุด อย่างไร ไม่ใช่เอาวัตถุนิยมมาล่อเพื่อสร้างศรัทธา
มุ่งหมายได้ผลเร็วข้ึน กลับประสบความส�ำเร็จ ควรจะน�ำเอาหลักธรรมค�ำสอนมาสร้างศรัทธา
ช้ากว่า ผู้มีปัญญาด้อยกว่า แต่มีศรัทธาแรงกล้า เท่านั้น
เลือ่ มใสในธรรม คือ เช่อื สง่ิ ทคี่ วรเชื่อ เช่ือดว้ ยเหตุ หวั ขอ้ ท่ี 2 หมอดู (โหราศาสตร)์ กบั ศกั ยภาพ
ดว้ ยผล เชอ่ื มน่ั ในคณุ งามความดี มคี วามเชอ่ื ความ ในการพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์ ในสว่ นของผ้ศู ึกษา
เลื่อมใสในความจริง เพ่ือท่ีจะไม่ให้บุคคลลู่ไหลไป ขอน�ำเสนอความเห็นว่าผู้เขียนให้แนวคิดว่าใน
ตามสิ่งที่ย่ัวยวน และลักษณะอาการที่เป็นไปใน หวั ขอ้ ที่ 2 นม้ี กี ารเขยี นถงึ หมอดโู หราศาสตรว์ า่ จะ
ภายนอก (Phra Brahmagunabhorn (P. A. ท�ำอะไรนิดอะไรหน่อย ก็ต้องให้หมอดู ดูเสยี ก่อน
Payutto), 2018 : 323) ไมส่ ามารถตดั สนิ ใจได้ด้วยตนเอง การตดั สินใจท�ำ
ผู้วิจารณ์เห็นว่าบทนี้ท่ีผู้เขียนกล่าวไว้ อะไร หรอื ไมท่ ำ� อะไรดว้ ยเหตผุ ลและสตปิ ญั ญานน้ั
เปน็ การสดุ โตง่ เกนิ ไป เนน้ ลกั ษณะพระพทุ ธศาสนา เป็นการกล่าวเกินความจริง ผู้เขียนแสดงการ
เขา้ ถงึ ไดย้ าก แคก่ ระพเ้ี ปลอื กนอกเทา่ นนั้ โดยการ ศรัทธาเป็นเร่ืองของความเชื่อ ความเล่ือมใสแต่
มองเพียงด้านเดียว คือไม่ได้แยกแยะว่า คนส่วน ความจริงเป็นเรื่องของเหตุผล พระพุทธศาสนา
ใหญท่ นี่ บั ถอื พระพทุ ธศาสนามคี วามศรทั ธาเพยี งใด สอนใหค้ นเชอื่ ในสงิ่ ทม่ี เี หตผุ ลรองรบั และพระพทุ ธ
มีความเช่ืออย่างไร ความเข้าใจในแก่นแท้ของ ศาสนาสอนให้เช่ือวา่ กรรมมีจริง สอนในเชื่อในผล
พุทธศาสนานัน้ กจ็ �ำกดั อยู่ในวงคนสว่ นน้อย สมยั ของกรรม สอนให้เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว
โบราณก็คงจะเป็นในกลุ่มผู้ที่บวชเรียนมาแล้ว สอนให้เชื่อในพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต
(และมคี วามตงั้ ใจศกึ ษาในพระไตรปฎิ ก) แตใ่ นสมยั (ตถาคตโพธสิ ทั ธา) แตเ่ นอื่ งจากคา่ นยิ มของคนไทย
นม้ี ชี อ่ งทางใหศ้ กึ ษามากขน้ึ แตก่ จ็ ำ� กดั อยทู่ คี่ นสว่ น มีความยึดมั่นและมีความเช่ือในเรื่องต่างๆ มาก

ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 221

มนษุ ยเ์ กดิ มาตอ้ งเผชญิ ปญั หาตา่ งๆ มากมายในการ ของตนเอง ฉะนน้ั โหรหรือหมอดบู างครง้ั ทำ� หนา้ ที่
ดำ� เนนิ ชวี ติ ซงึ่ ทกุ ขณะตอ้ งมกี ารตดั สนิ ใจและเลอื ก คล้ายๆ กับนักจิตวิทยา เพราะเป็นการระบาย
กระทำ� สงิ่ ตา่ งๆ การมคี วามเชอ่ื จะชว่ ยในการตดั สนิ ใจ อารมณข์ องคนบางคน และเปน็ ทีไ่ ดป้ รับปลอบจิต
เกิดความมน่ั ใจและมั่นคงในการดำ� เนินชีวิต ถงึ แม้ ในบางเร่ือง แต่มีเหมอื นกนั ที่ยงิ่ หาโหรหรอื หมอดู
บางเร่ืองจะไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่นอนก็ตาม ย่ิงเศร้าใจ เพราะเม่ือเขาท�ำนายว่า โชคเคราะห์
เพราะถา้ มนษุ ยม์ คี วามสงสยั ไปทกุ เรอ่ื ง และไมย่ อม ไม่ดีก็กลัดกลุ้ม จึงต้องหาทางสะเดาะเคราะห์วิธี
เชื่อจนกว่าจะพิสูจน์ได้ด้วยระเบียบวิธีการทาง การต่างๆ เช่น รดน�้ำมนต์ บนบานศาลกล่าว
วิทยาศาสตร์ชีวิตก็จะไม่สามารถด�ำเนินไปโดย ตักบาตร เปน็ ต้น
ราบรืน่ จิตใจกจ็ ะเตม็ ไปดวั ยความวิตกกงั วลต่างๆ ผู้วิจารณ์เห็นว่า ทุกอย่างอยู่ท่ีจิตใจเป็น
ไม่สามารถตัดสินปัญหาที่เกิดข้ึนได้ ความเช่ือ ส�ำคัญ บางคร้ังมนุษย์ไร้ที่พ่ึงทางใจ จึงมีศาสนา
ทไ่ี มส่ ามารถใชเ้ หตผุ ลพจิ ารณาเลย กอ็ าจกลายเปน็ เป็นท่ีพึ่ง แต่ด้วยเหตุที่มนุษย์จับต้องศาสนามิได้
ความเชื่อท่ีเป็นไปในลักษณะงมงายก็ได้เป็น และเขา้ ใจคำ� สอนยากในบางบคุ คล จงึ เรมิ่ หนั มาพง่ึ
ลักษณะส�ำคัญมากในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โหราศาสตร์ เหตุการณ์เกิดของมนุษย์มีกรรมเป็น
ให้เป็นมนุษย์ที่ก้าวหน้าและสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป ตวั กำ� หนด จะเกดิ ทไี่ หน วนั ใด เดอื นใด ขาว ดำ� ตำ�่
ถา้ เช่ือหมอดูมาก เราก็จะสญู เสียความเป็นตัวของ สูง มันมีเหตุของกรรม การด�ำเนินชีวิตของมนุษย์
ตัวเองและสูญเสียการด�ำเนินชีวิตไปตามแนวแห่ง ซึ่งก็คือกรรมแห่งวิถีชีวิต แต่อย่างไรก็ดี แต่กรรม
เหตผุ ล สงั คมเราจงึ หาคนมคี วามรไู้ ดง้ า่ ย แคห่ าคน ไม่สามารถแก้ได้ แต่สามารถเบาบางลงอย่างเช่น
มีทั้งความรู้และคุณธรรมได้ยากการเช่ือโชคลาง นำ้� สแี ดง เตมิ นำ้� สขี าวลงไป มนั กแ็ ดง แตแ่ ดงนอ้ ยลง
การวางอนาคตลงให้หมอดูเป็น ผู้ตัดสินเป็น อยา่ งนนั้ แลว้ มไี หมทรี่ ชู้ ะตาแต่ ไมส่ ามารถทำ� อะไร
ส่วนหน่ึงแห่งความอ่อนแอทางจิตใจของมนุษย์ ได้เลย ฉะนั้นทุกอย่างเกิดจากจิตใจเป็นส�ำคัญ
(Intasara, 2013 : 55-58) ซงึ่ มคี วามสอดคลอ้ งกบั เขม้ แขง็ มน่ั ใจ ไมป่ ระมาท มงุ่ มน่ั ในปจั จบุ นั สงั คม
สุพัตรา สุภาพ (Suphap, 2000 : 161) กล่าวว่า ไทยก็ยังคงมีการน�ำโหราศาสตร์มาใช้อ้างอิงในทุก
ผู้ที่เชอื่ ถือ เห็นวา่ ชวี ิตของมนุษยข์ ึ้นอยูก่ ับอิทธิพล ระดบั ต้ังแต่พยากรณด์ วงเมอื ง ทศิ ทางการพฒั นา
ของดาวพระเคราะห์ ไม่ว่าจะในทางทีดีหรือ เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนกระท่ังถึงการใช้
ร้ายก็ตาม ฉะน้ันการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง จึงเป็น ประกอบการตดั สนิ ใจในการแกป้ ญั หาชวี ติ และการ
ส่ิงดีเป็นการประพฤติให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ ทำ� งาน โหราศาสตรใ์ นเรอ่ื งของการสรา้ งขวญั กำ� ลงั
ไม่ประมาท และหาทางผอ่ นหนักเป็นเบา เคราะห์ ใจในการด�ำรงชีวิต ดังน้ัน การพึ่งพาผู้รู้หรือผู้ให้
กรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ โดยเฉพาะบุคคลท่ีไมป่ ระสบความ กำ� ลงั ใจ จงึ สามารถชว่ ยลดความตงึ เครยี ดดงั กลา่ ว
ส�ำเร็จในชีวิตหรือคนท่ีมีความทุกข์ มักจะชอบหา โหราศาสตร์มักถูกน�ำมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการ
โหรหรอื หมอดเู พอ่ื ขอคำ� แนะนำ� เพอื่ ความสบายใจ สรา้ งความเชอื่ มนั่ ทจี่ ะนำ� ไปสคู่ วามสำ� เรจ็ เชน่ การ

222 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

ใช้ฤกษ์ยาม พิธีกรรมต่างๆ ตามความเช่ือโบราณ โหราศาสตร์กด็ ี พุทธศาสนาปฏเิ สธ ถ้าดตู ามหลกั
เพอ่ื สรา้ งความเชอื่ มน่ั ความมนั่ คงปลอดภยั ในการ พุทธศาสนาผู้ท่ีเล่ือมใสในโหราศาสตร์ จะดึงเรื่อง
ท�ำงาน ฮวงจุ้ยหรือการใช้ดูลักษณะบุคคล (โหงว ราวในพระวินัยตอนหน่ึงเข้าไป โยงเข้าไป เพื่อ
เฮ้ง) เพ่ือช่วยคัดเลือกตัวบุคคลเหล่าน้ี อาจกล่าว สนบั สนนุ โหราศาสตรโ์ ดยบอกวา่ พระพทุ ธเจา้ ทรง
ได้ว่าเป็นกุศโลบายในการสร้างขวัญก�ำลังใจและ อนุญาตให้พระเรียนโหราศาสตร์ได้ โหราศาสตร์
สร้างความสามัคคีให้เกิดข้ึนภายในองค์กรสร้าง เป็นส่ิงที่พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธว่า ไม่จริง
บ้านเมอื งใหเ้ จริญร่งุ เรืองได้ ไมแ่ ท้ ไมเ่ หมอื นพทุ ธศาสตร์ ไมเ่ หมอื นคำ� สอนของ
หวั ขอ้ ที่ 3 วัตถุมงคล ในส่วนของผูศ้ ึกษา พระพุทธเจา้ สิ่งเป็นของจริงของแท้ ผลเสยี อกี อนั
ขอน�ำเสนอความเห็นว่า ผู้เขียนให้แนวคิดว่าใน หนง่ึ ในการมอบตวั ไวก้ บั ความเชอื่ มน่ั ในวตั ถมุ งคล
หัวข้อที่ 3 นี้บทนี้ผู้เขียนเกริ่นน�ำถึง ความหมาย คอื ทำ� ใหส้ ญู เสยี ความเชอื่ มนั่ ในตนเอง เปน็ การขดั
ของวตั ถุมงคลการปลุกเสก ผเู้ ขยี นได้พูดถึงผลเสยี แย้งกับกฎแห่งกรรม (Intasara, 2013 : 59-77)
ของวัตถุมงคลว่า ความเชื่อมั่นในวัตถุมงคลคือ ซง่ึ มคี วามสอดคลอ้ งกบั พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.
ทำ� ใหส้ ญู เสยี ความเชอื่ มนั่ ในตนเอง เปน็ การขดั แยง้ ประยุทธ์ ปยุตโต) (Phra Brahmagunabhorn
กบั กฎแหง่ กรรม ผวู้ จิ ารณเ์ หน็ วา่ มนษุ ยจ์ ำ� เปน็ ตอ้ ง (P.A. Payutto), 2018 : 56) กลา่ ววา่ แมว้ า่ คำ�
ผูกพันอยู่กับความเช่ือโดยมิอาจขาดความเช่ือได้ “วัตถุมงคล” จะแปลความหมายได้กว้างกว่าว่า
ชวี ติ มนษุ ยม์ ที งั้ สง่ิ ทมี่ องเหน็ ได้ เขา้ ใจได้ และพสิ จู น์ ส่งิ ทีเ่ ป็นสิรมิ งคล หรือส่ิงที่นำ� สิรมิ งคลคอื ความดี
ได้ความเชื่อท�ำให้มนุษย์เกิดความมั่นใจท�ำให้เกิด งาม ความสุขความเจริญมาให้แต่คนทั่วไปมักเห็น
ความสบายใจ และความเช่ือท�ำให้มนุษย์บรรลุถึง ความหมายอยา่ งเครอ่ื งรางของขลงั เทา่ เดมิ สำ� หรบั
ความส�ำเร็จได้ วัตถุมงคลเป็นเรื่องของความเชื่อ พทุ ธศาสนกิ ชน การนบั ถอื พระเครอื่ ง คอื เปน็ หลกั
ศรัทธาในส่ิงของซ่ึงอาจเป็นทางด้านศาสนาหรือ ยึดเหน่ียวที่ส่ือใจโยงให้สนิทแน่วในพระพุทธคุณ
อาจเป็นตามสมัยนิยมก็ได้ วัตถมุ งคลจะมมี ากมาย มาจนถึงคุณมารดาบิดา อุปัชฌาย์ อาจารย์และ
ในสงั คมไทย (Intasara, 2013 : 67) เครอื่ งรางของ ปลุกใจให้ปสาทะ เกิดความชื่นบาน ม่ันแน่ว
ขลัง การท�ำเคร่ืองรางของขลังหรือท่ีเรียกใน เข้มแข็ง มีก�ำลัง ท�ำให้จิตมีสติและสมาธิที่จะท�ำ
ปจั จบุ นั วา่ วตั ถมุ งคลน่ี เชอ่ื มโยงกบั ไสยศาสตรแ์ ละ การนน้ั ๆ อย่างไดผ้ ลดีเตม็ ทแี่ ละใจสวา่ ง ใช้ปัญญา
โหราศาสตร์ ส่วนมากมุ่งไปทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ คดิ การไดโ้ ปรง่ โลง่ ทำ� การไดล้ รุ อดและลลุ ว่ งสำ� เรจ็
ถา้ มุ่งไปทางขลงั ศักดิ์สิทธ์กิ ็เปน็ ไสยศาสตร์ ตกลง ถึงจุดหมาย ถ้าใช้ถูกต้องอย่างนี้ ก็จะไม่ผิดหลัก
ว่าในการท�ำวัตถุมงคลต้องโยงไปถึงโหราศาสตร์ กรรม ไมข่ ดั ตอ่ ศรัทธาในกรรมคือ เชื่อการกระทำ�
และไสยศาสตร์ด้วยรวมกันแต่ใช้สวดพุทธมนต์ ว่าจะต้องท�ำเหตุปัจจัย ให้เกิดผลที่ต้องการด้วย
รูแ้ ตว่ ่าเพือ่ ให้เกดิ ความขลงั เอาพุทธมนต์ ไปใช้ใน เรย่ี วแรงความเพยี รพยายามของตน และจะเกดิ ผล
แนวไสยศาสตร์ ศาสตร์ท้ัง 2 นี้ ไสยศาสตร์ก็ดี ดีท้ังระยะส้ันและระยะยาว แต่ถ้าไม่รู้จักใช้คือ

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 223

ใช้ผิดหลักกรรม ขัดต่อศรัทธาในกรรม ก็จะเกิด อยใู่ นโลกเปน็ คนดนี กั ไมไ่ ด้ คนซอ่ื สตั ยค์ า้ ขายไมไ่ ด้
ความเสอื่ มทงั้ แก่ชวี ิตและสังคม ในโลกเขาโกหกกนั ทง้ั นนั้ ถา้ เปน็ คนดจี รงิ ๆ ตอ้ งไป
ผวู้ จิ ารณเ์ หน็ วา่ มองวา่ สงั คมไทย ไมว่ า่ จะ บวชเป็นพระเสียรู้แล้วรู้รอด บวชแล้วสอนคน
ใหน้ ำ�้ หนกั ไปดา้ นใดระหวา่ งวตั ถมุ งคลภายนอกกบั ให้เป็นคนดี”ค�ำพูดของโหรท�ำนองน้ีเป็นอันตราย
สรณะภายใน ในฐานะที่คนไทยส่วนใหญ่เป็น ไม่ให้ก�ำลังใจแก่ผู้บ�ำเพ็ญคุณงามความดีในสังคม
พทุ ธศาสนกิ ชน มคี วามเคารพเลอ่ื มใสในพระรตั นตรยั และขัดแย้งกับกฎแห่งกรรมของพระพุทธเจ้า
ถา้ หากว่าเราต้องการใหส้ ังคมไทย เป็นสังคมพุทธ ขนาดเราใหก้ ำ� ลงั ใจกนั อยู่ พดู เรอื่ งกฎแหง่ กรรมทำ�
ที่สงบร่มเย็นเหมือนในอดีต คนไทยควรยึดมั่นใน ดีได้ดี ท�ำชั่วได้ช่ัว กันอยู่เสมอ คนจ�ำนวนไม่น้อย
อบุ าสกธรรม 5 ประการ คอื 1) มีศรัทธา 2) มศี ลี ก็ยังทำ� ความช่ัว (Intasara, 2013 : 78-80) ซ่งึ มี
3) ไม่ถือมงคลต่ืนข่าว เชื่อกรรม ไม่เช่ือมงคลคือ ความสอดคล้องกบั เสฐียรพงษ์ วรรณปก กลา่ ววา่
มงุ่ หวงั จากการกระทำ� และการงาน มใิ ชจ่ ากโชคลาง ชีวิตมนุษย์มิได้ข้ึนอยู่กับโหราศาสตร์ เป็นเงื่อนไข
และสิ่งที่เช่ือกันว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ 4) ไม่แสวงหา อย่างเดียว มันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเง่ือนไข
ทักขิไณยภายนอกหลักค�ำสอนน้ี คือ ไม่แสวงหา ปจั จัยอกี มากมาย เง่อื นไขต�ำ่ ทส่ี ุด คือ กรรม (การ
เขตบุญนอกหลกั พระพุทธศาสนา 5) กระท�ำความ กระท�ำ) ของคนๆ นั้นเอง เขาท�ำท้ังกรรมดีและ
สนบั สนนุ ในพระศาสนานเี้ ปน็ เบอื้ งตน้ คอื ขวนขวาย กรรมไมด่ ีคละกันไป ส่งิ เหล่านี้แหละมแี นวโนม้ จะ
ในการอุปถัมภ์บ�ำรุงพระพุทธศาสนา ก็ไม่ขัดต่อ ให้ผลในอนาคต ไม่ว่าดีหรือไม่ดี พูดอีกนัยหนึ่ง
ศรัทธาในกรรม เราเป็นผู้กำ� หนดอนาคตเราเอง ถ้าตอ้ งการใหช้ ีวิต
หัวข้อท่ี 4 ขัดแย้งตัวเองในส่วนของ เปน็ ไปอย่างใด ก็ตอ้ งสร้างเงื่อนไขท่ีดๆี ไว้ใหม้ าก
ผู้ศึกษาขอน�ำเสนอความเห็นว่า ผู้เขียนให้แนวคิด แลว้ อนาคตจะดไี ปเอง ตรงข้ามถา้ สร้างแต่เงื่อนไข
วา่ ในหวั ขอ้ ที่ 4 นบ้ี ทนผี้ เู้ ขยี นกลา่ วอา้ งถงึ ความเชอ่ื ไมด่ ี อนาคตกเ็ ปน็ ไปตามนนั้ คนเราถา้ ไมข่ วนขวาย
ทางโหราศาสตร์ที่สามารถชี้ชะตาชีวิตของผู้ที่ถูก พยายามปลอ่ ยชีวติ ไป ตามยถากรรม ก็ตกอยู่ภาย
รบั คำ� ทำ� นาย เชงิ ประชดประชนั สงั คมวา่ คนอยใู่ น ใต้อิทธิพลของฟ้าดิน แต่กรรมเท่าน้ันที่เป็น
โลกเปน็ คนดนี กั ไมไ่ ด้ คนซอ่ื สตั ยค์ า้ ขายไมไ่ ดใ้ นโลก ตวั กำ� หนดอยา่ งแทจ้ รงิ นน่ั คอื เราตอ้ งสรา้ งอนาคต
เขาโกหกกันท้ังน้ัน ถ้าเป็นคนดีจริงๆ ต้องไปบวช ของเราเอง คนทพี่ ยายามพงึ่ ตวั เองดว้ ยการกระทำ�
เป็นพระเสียรู้แล้วรู้รอด บวชแล้วสอนคน ให้เป็น แตค่ วามดีถึงทีส่ ุดแล้วยอ่ มอยูเ่ หนือโชคชาตา
คนดี เปน็ การขดั แยง้ ตวั เอง และยงั กลา่ วถงึ รายการ ผู้วิจารณ์เห็นว่า ความขัดแย้งว่าการไม่
โหราศาสตร์ ท�ำนายโชคชะตา โดยให้ผู้สงสัยโทร ลงตัวระหว่างความคิดและความเป็นจริงท่ีเป็นอยู่
เข้ามาถามได้ใจความส�ำคญั วา่ คน เราเมอ่ื มคี วาม ซ่ึงอาจเกิดข้ึนจากความขัดแย้งระหว่างจิตใจใฝ่ดี
ทุกข์ก็ต้องการหาที่พ่ึง เขาท�ำนายชะตาดังค�ำพูด และใฝช่ วั่ หรอื ความขดั แยง้ ระหวา่ งบคุ คลกบั สงั คม
ท�ำนองนี้ เปน็ การขัดแยง้ ตวั เอง เชน่ บอกวา่ “คน หรือหลักการบางอย่าง อีกท้ังความขัดแย้งภายใน

224 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

บุคคลเกิดข้ึนจากภาวะที่จิตใจ เกิดกามตัณหาคือ หวั ขอ้ ที่ 5 มรดกบญุ และบาป ในสว่ นของ
ความอยากมี อยากได้ และเกิดภาวะตัณหาคือ ผู้ศึกษาขอน�ำเสนอความเห็นว่า ผู้เขียนให้แนวคิด
ความอยากที่จะเป็นจึงท�ำให้เกิดความล�ำบากใจ ว่าในหัวข้อที่ 5 นี้บทนี้ผู้เขียนกล่าวถึง พระสงฆ์
ท่ีเกิดจากการต้องตัดสินใจท�ำบางสิ่งบางอย่าง ไม่ได้ใช้หลักธรรมค�ำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัม
จากสงิ่ ทอ่ี าจทำ� ได้ หรอื ตอ้ งประสบ ตงั้ แตส่ องอยา่ ง พุทธเจ้ามาอบรมสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกาให้ใช้
ข้ึนไป ผลดีของความขัดแย้ง คือ ความจริงแล้ว ปญั ญาไตรต่ รอง เหตผุ ล ศรทั ธาใชเ้ หตผุ ล ประกอบ
ความขัดแย้งเป็นสิ่งท่ีหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเกิด การสร้างพระพุทธรูปเชิงพุทธพาณิชย์คือ การใช้
ขึ้นก็จะน�ำไปสู่ความก้าวหน้า หรือเกิดความ ความเชอ่ื ความศรทั ธาในศาสนาพทุ ธ มาทำ� ใหเ้ กดิ
สร้างสรรค์ได้ เพราะจะเกิดแนวคิดท่ีสามขึ้นมา รายได้หรือข้าวของเงินทองให้กับตนเอง ซ่ึงเป็น
ซึ่งเหนือกว่าสองแนวคิดท่ีขัดแย้งกันอยู่ ดังนั้น แนวทางที่ขัดกับหลักค�ำสอนของพุทธศาสนาเป็น
ความขัดแย้งจึงเสมือนเป็นการบังคับให้มนุษย์ อย่างมาก พุทธพาณิชย์ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการ
แสวงหาแนวคิดที่ใหม่ข้ึนเสมอ ซ่ึงจะเป็นผลดีต่อ ซ้ือขายพระเครื่องอย่างที่หลายคนเข้าใจแต่ยัง
องค์การทางสังคม เพราะจะเกิดความคิดสร้าง หมายถงึ กจิ กรรมอน่ื ๆ ทใี่ ชค้ วามเชอื่ ความศรทั ธา
สรรค์ใหม่ๆ และเปิดโอกาสให้มนุษย์ ตรวจสอบ ของพทุ ธศาสนกิ ชนมาแปลงเป็นเงินหรอื ทรพั ยส์ นิ
ความสามารถของตนเองอยู่เสมอ ท�ำให้เกิดความ พุทธพาณิชย์ คือ กระบวนการค้าขายความเชื่อ
เคยชิน ในการแลกเปลี่ยนความเห็นและยอมรับ และความศรัทธาในพุทธศาสนาโดยใช้วัตถุหรือ
นับถือ ซ่ึงกันและกันมากขึ้น ผลเสียของความขัด สั ญ ลั ก ษ ณ ์ ท่ี เ กี่ ย ว ข ้ อ ง กั บ พุ ท ธ ศ า ส น า ห รื อ
แยง้ คอื อาจจะทำ� ใหต้ นเองขาดประสทิ ธภิ าพและ พระรตั นตรยั มาเปน็ เครอื่ งมอื สรา้ งรายไดแ้ สวงหา
ประสิทธิผลได้ ถ้าหากตนไม่รู้จักแก้ไขและสาเหตุ ผลประโยชนใ์ นทางพาณชิ ย์ และกลา่ วถงึ การสรา้ ง
ของความขัดแยง้ ของตนภายในตนเอง มีอยู่หลาย พระพทุ ธรปู ในนามของการบชู า “การบชู า” แตเ่ นอ้ื
ประการด้วยกัน การแก้ไขจึงต้องใช้วิธีการท่ีแตก แท้คือ สร้างเพื่อค้าขาย เป็นกิจการท่ีลงทุนน้อย
ตา่ งกันด้วย ดงั นน้ั จำ� เปน็ ตอ้ งศึกษาและท�ำความ ทสี่ ุด ผลกำ� ไรงามท่สี ดุ แตถ่ า้ ไมม่ อบดวง ประทปี
เข้าใจให้ถ่องแท้ มิฉะนั้นอาจมีการแก้ไขปัญหาได้ คือ ปัญญา ใหค้ นแลว้ พวกเขากย็ งั หลง งมงายอยู่
ไม่ถูกจุด และจะเกิดความเสียหายต่อผลงานใน กับการบูชาวัตถุ เพื่อผลที่ต้องการคือวัตถุ ไม่ได้
ส่วนรวมได้ เช่น อาจมีผลให้คนที่ทนไม่ได้จะต้อง สัมผัสกับธรรมเลยแม้แต่น้อย ไม่มีการกระท�ำที่
ยา้ ยหนจี ากหนว่ ยงานนน้ั ไป ความเปน็ มติ รระหวา่ ง เรียกวา่ “บูชาธรรม” อันเป็นหวั ใจส�ำคญั ของการ
บุคคลจะลดลง บรรยากาศของความเช่ือถือและ บชู า และไมไ่ ดเ้ ขา้ แนวแหง่ การปฏบิ ตั ธิ รรม อนั เปน็
ไว้วางใจซึ่งกันและกนั จะหมดไป และอาจเปน็ การ หลกั สำ� คญั ในการดำ� เนนิ ชวี ติ ถา้ มนษุ ยเ์ ราทำ� อะไรๆ
ต่อสู้ที่ใช้อารมณ์ไร้เหตุผลมีการต่อต้านซ่ึงอาจ หลายอยา่ งเพือ่ ส่ิงเดียวคือ “วตั ถหุ รอื เงิน” เปน็ ส่งิ
ขดั ตอ่ วัตถปุ ระสงค์ เป็นต้น ตอบแทนแลว้ มนษุ ยจ์ ะเอาสงิ่ นแ้ี หละ มายำ�่ ยมี นษุ ย์

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 225

ด้วยกัน มนุษย์เราจะตระหนักอย่างแท้จริงว่า เป็นต้น แนวปฏิบัติเหล่านี้ถือว่าเป็นพุทธพาณิชย์
เราเป็นเพอื่ น เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ดว้ ยกัน เสมอกนั ทั้งสิ้น และเป็นกิจกรรมท่ีพึงได้รับความรังเกียจ
ในเรอื่ งไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตาแมจ้ ะแตกตา่ ง จากสงั คมเปน็ อยา่ งยง่ิ ผเู้ ขยี นยงั กลา่ วระบบถา้ สรา้ ง
กันในเร่ืองอ่ืนบ้าง เช่น ยศศักด์ิ สมบัติ เป็นต้น ดีก็เป็นมรดกบุญของสังคม ถ้าสร้างไม่ดี ก็เป็น
(Intasara, 2013 : 81-84) ซงึ่ มคี วามสอดคลอ้ งกบั มรดกบาปตกอยู่แก่สังคม ซึ่งผู้เขียนไม่ได้ชี้แจ้งให้
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ประยุทธ์ ปยุตโต) แจม่ แจง้ ชดั เจน เหมอื นหงายของทคี่ วำ่� เปดิ ของทป่ี ดิ
(Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), 2016 บอกทางแก่คนหลงทางส่องประทีปในที่มืด ด้วย
: 31-32) กลา่ วว่า ระบบของการท�ำพทุ ธพาณชิ ย์ หวังว่าคนผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้เพราะปัญญาจะ
เปน็ กระบวนการซงึ่ จะมงุ่ ไปทผี่ ลประโยชนม์ ากกวา่ เจริญขน้ึ ได้ ตอ้ งมาจากเหตทุ สี่ �ำคัญ คอื ศรทั ธาที่
การที่จะมุ่งส่งเสริมให้คน ได้เข้าใจในหลักธรรม รับรองดว้ ยเหตผุ ล
ค�ำสอนหรือความดีงามที่เกิดจากการสร้างวัตถุ หวั ขอ้ ท่ี 6 การฟน้ื ฟสู งั คมไทยและมนสุ ปฎวิ ตั ิ
มงคล ทำ� ใหร้ ะบบการบญุ กศุ ลอนั ถอื ไดว้ า่ เปน็ แบบ ในส่วนของผู้ศึกษาขอน�ำเสนอความเห็นว่าผู้เขียน
อย่างความสัมพันธ์ของพระสงฆ์และชาวบ้านท่ีมี ใหแ้ นวคดิ วา่ ในหวั ขอ้ ที่ 6 นบ้ี ทนี้ ผเู้ ขยี นไดก้ ลา่ วถงึ
ลักษณะท่ีเกื้อกูลอุดหนุนกันและกัน และจะน�ำไป ความเชอื่ เรอื่ งราหู เรอ่ื งจนั ทเทพบตุ ร สรุ ยิ เทพบตุ ร
สู่ความสุขเกษมได้นั้น เปลี่ยนมาสู่ความสัมพนั ธใ์ น เป็นเทพนิยายของพราหมณ์ ในศาสนาพราหมณ์
ระบบผลประโยชน์ อันนี้เป็นความเช่ือถือที่มีกันอยู่ในสังคม ของเรา
ผวู้ จิ ารณเ์ หน็ วา่ เปน็ การใชเ้ งนิ เพอ่ื แสดงออก เวลาน้ี ก็กลายเป็นไสยศาสตร์ไป คอยอ้อนวอน
ซ่ึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนิกชนกับพุทธ ราหู ถา้ เกดิ มเี รอ่ื งราหขู น้ึ มา คนกอ็ อ้ นวอนใหไ้ ดส้ ขุ
ศาสนา ทบ่ี ง่ บอกถงึ ความใกลช้ ดิ และลกั ษณะความ ให้พ้นทุกข์ ซึ่งตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วไม่มี
สัมพันธ์ท่ีมีร่วมกัน ผ่านกิจกรรมหรือพิธีกรรมท่ี สุข-ทุกข์ บุคคลต้องท�ำเอาเอง ราหูคือโมหะหรือ
เกย่ี วขอ้ ง ทศี่ าสนาพทุ ธสอนใหค้ นลด ละ เลกิ กเิ ลส ความมืด ความ หลง ความหลงผดิ หรืออวชิ ชาคอื
ทุกชนิด สอนให้ใช้สติและปัญญาในการแก้ปัญหา ความไมร่ นู้ น่ั เอง โชเครตสิ ทา่ นถอื วา่ ความไมร่ เู้ ปน็
รวมถึงสอนให้มีใจที่เป็นกุศล หม่ันท�ำบุญท�ำทาน ความช่ัวร้ายอย่างหน่ึงตรงกันข้าม ท่านบอกว่า
แต่ก็มีคนจ�ำนวนไม่น้อยใช้พลังศรัทธาตรงน้ีมาหา คนทท่ี �ำผดิ ทัง้ ไมร่ ู้น่นั แหละ ควรถกู ต�ำหนิมากกวา่
ประโยชนใ์ สต่ นเอง บางรายใชว้ ธิ สี รา้ งเรอ่ื ง (โกหก) เพราะ 1) ทำ� ความผิด 2) เม่อื ไม่รู้ ก็ทำ� ผดิ เร่ือยไป
ข้ึนมาเอง เพ่ือให้เข้าใจว่าพระเกจิรุ่นน้ัน เหรียญ ความไมร่ ูเ้ ปน็ ความชวั่ ร้ายอย่างหน่ึง และยงั จะนำ�
รุ่นน้ีมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ เพ่ือปั่นราคาของ ไปสคู่ วามช่ัวร้ายอนื่ ๆ อีกมากมาย มตี ัวอยา่ งเยอะ
เหรียญหรือพระเคร่ืองรางท่ีตนเองครอบครองอยู่ แยะทค่ี นทำ� ผดิ พลาดเพราะความไมร่ ู้ เพราะโมหะ
ก็มีบางวัดใช้วัตถุและสิ่งปลูกสร้างหรือมีกิจกรรม เพราะอวิชชาพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ เป็นผู้ต่ืน เป็น
ตอ่ เนื่อง เพ่อื ใหค้ นมาท�ำบุญและบรจิ าคเงินเข้าวัด ผู้เบิกบาน เป็นผู้ท�ำลายโมหะและอวิชชามาก่อน

226 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

ราหูจึงกลัว แม้แต่เพียงเอ่ยพระนามของพระองค์ เปน็ ไปได้ แล้วหันมาใชช้ ีวิตแบบพออยพู่ อกนิ ส่วน
เพราะฉะน้ันการท�ำจิตใจให้สว่าง ด้วยปัญญาเป็น เร่อื ง การฟนื้ ฟสู ังคมไทยในปจั จบุ ันนี้ เราจะฟน้ื ฟู
เร่ืองส�ำคัญมาก เราผู้เป็นชาวพุทธเป็นศิษย์ของ แต่เวลาน้ี ชาวชนบทพ่งึ ตนเองไม่คอ่ ยได้ มีปัญหา
พระพุทธเจ้า ขอให้มารู้เท่าทันส่ิงเหล่านี้แล้วเราก็ มากมายซ่ึงท่านท้ังหลายก็ทราบอยู่แล้ว สาเหตุ
จะไม่ตกใจกลัวสิ่งที่ไม่ควรกลัวและจะกล้าในส่ิงที่ ส�ำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ความโลภของคนทุกระดับ
ควรกล้า เป็นผู้ที่ใครๆ หลอกลวงไม่ได้โดยง่าย พื้นฐานสังคมไทยเราเวลานี้เกิดความช�ำรุดทรุด
เปน็ ผมู้ น่ั คงในปญั ญา รงุ่ เรอื งดว้ ยปญั ญา สาวกของ โทรมเปน็ อยา่ งมาก เพราะเหตทุ มี่ คี วามโลภ ความ
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ยอ่ มเปน็ ผรู้ งุ่ เรอื งดว้ ยปญั ญา รษิ ยา และความแขง่ ดเี ปน็ อยา่ งมาก สงั คมของเรา
ในทา่ มกลางปถุ ชุ นเปน็ อันมากทรี่ กชฏั สางไดย้ าก จ�ำเป็นจะต้องท�ำสิ่งหนึ่งท่ีเรียกว่า มนุสปฏิวัติ
เหมือนกองหยากเยื่อในทาง แต่สาวกของพระ (Intasara, 2013 : 81-84) ซง่ึ มคี วามสอดคลอ้ งกบั
สัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยปัญญา บญุ สนอง บุณโยทยาน (Boonyotayan, 1985 :
เพราะฉะน้ัน ชาวพุทธเราก็ขอให้พัฒนาปัญญา 98) กล่าวว่า พระราหูเป็นความเชื่อในลักษณะ
ให้สมเป็นศษิ ย์ของพระพทุ ธเจ้า ผู้รู้ ผูต้ ื่น ตนื่ จาก มายาศาสตร์ ทเ่ี ปน็ ไปเพอื่ ผลเฉพาะเรอ่ื งเฉพาะราย
ความหลงจากความงมงาย แล้วก็เป็นผู้เบิกบาน และเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้คนให้
ดว้ ย ความกรณุ า มคี วามกรณุ าแลว้ หลอกลวงใคร เหน็ ผลทนั ตา ในขณะใดขณะหนง่ึ ไมใ่ ชเ่ ปน็ ทพี่ ง่ึ ใน
ไม่ได้ หลอกลวงใครไม่เป็น ไม่มีกิจกรรมที่เป็นไป ระยะยาวในเรอื่ งเกยี่ วกบั โลกหนา้ สวรรคห์ รอื นรก
เพอื่ ความหลอกลวง หรอื เพอ่ื ประโยชนข์ องตวั แลว้ ดังนั้นความเช่ือพระราหูจงสามารถเป็นท่ีพ่ึงของ
ท�ำให้คนอ่ืนเสียประโยชน์เพราะมีความกรุณา ผู้คนท้ังในอดีตและปัจจุบัน เมื่อสภาพสังคมโดย
เหน็ ใจเขา สงสารเขา ดำ� เนนิ ชวี ติ ตามรอยพระบาท รวมมีความเปล่ียนแปลงไปความเช่ือพระราหูจึง
ของพระพุทธเจ้าคนที่ดีในโลกมนุษย์ เป็นคนมีศีล ต้องปรับบทบาทหน้าท่ีตามความเปล่ียนแปลงน้ัน
ธรรมแม้แต่เทพก็ตอ้ งนอบนอ้ ม ไมใ่ ชว่ า่ คนต้องไป เพอ่ื ใหส้ ามารถตอบสนองความตอ้ องการของผคู้ น
นอบน้อมต่อเทพแต่เทพต้องมานบน้อมต่อคน ให้ครอบคลมุ ท้งั ผู้คนภายใน และภายนอกชุมชน
เทพเจา้ ทง้ั กลวั และเกรงใจ ขอใหม้ คี วามรสู้ กี วา่ เรา ข้อนี้ผู้วิจารณ์เห็นด้วยว่า ความไม่รู้เป็น
เป็นผู้ท่ีสามารถพ่ึงตัวเองได้โดยไม่ต้องพ่ึงสิ่ง ความชั่วร้ายอย่างหนึ่ง และยังจะน�ำไปสู่ความช่ัว
ภายนอก แล้วก็อยู่กับส่ิงทั้งหลายทั้งปวงในโลกน้ี ร้ายอื่นๆ อีกมากมายส่วนการท�ำจิตใจให้สว่าง
ด้วยความเป็นมิตรกัน อกี เร่ืองก็คอื ตอ้ งเปล่ียนค่า ดว้ ยปญั ญาเปน็ เรอื่ งสำ� คญั มากและการฟน้ื ฟสู งั คม
นยิ มในสงั คมไทย เสยี ใหม่ มคี า่ นยิ มมากมายทไ่ี มด่ ี ไทยในเร่ืองความเช่ือใหม่สาเหตุมาจากการที่การ
เชน่ คา่ นยิ มเรอ่ื งความ มงั่ คง่ั เราตอ้ งเปลยี่ นคา่ นยิ ม เชือ่ หมอดโู หราศาสตร์ถือฤกษด์ ี ยามดี ตอ้ งปฎริ ปู
ในเรอื่ งความมงั่ คง่ั เรอ่ื ง วตั ถนุ ยิ ม เราตอ้ งพยายาม ใหม่ตรงนี้ ผู้วิจารณ์ก็เห็นด้วยเพราะไม่ใช่จะเชื่อ
ลดค่านิยมเร่ืองความมั่งคั่งลงให้มากที่สุดเท่าท่ีจะ เกินไปอันไม่เป็นการท�ำมาหากินเลย วิถีชีวิตของ

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 227

คนเปลี่ยนแปลงได้ มนุษย์มีเจตจ�ำนงเสรี เพราะ มีได้มีการอธิบายเชิงปรัชญาบูรณาการกับแนวคิด
ฉะน้ัน จะต้องส่งเสริมเสรีภาพทางปัญญา ขจัด ทางด้านศาสนาท�ำให้สามารถเช่ือมโยงให้
ความเช่ือเร่ืองโชคชะตานิยมและหากลดละความ สอดคล้องรวมท้ังการเปรียบเทียบยกตัวอย่างให้
โลภได้สังคมก็จะมีความเจริญม่ันคงทั้งด้านกาย ขอ้ คดิ เชน่ คณุ สมบตั ขิ องชาวพทุ ธทผี่ เู้ ขยี นสามารถ
และจิตใจทงั้ เพ่มิ พูนปญั ญา มนสุ สปฏิวัติ น้นั มีอยู่ บรรยายไดด้ ี คณุ สมบตั พิ นื้ ฐานของชาวพทุ ธทก่ี ลา่ ว
สามทาง คอื ทางทหี่ นง่ึ เกย่ี วกบั ตวั มนษุ ยค์ อื ความ ถึงในหนังสือเล่มนี้ มี 5 ประการ คือ 1) ศรัทธา
ผันแปรในรูปธรรมหรือความคิดที่เปลี่ยนแปลงมา ความเช่ือที่มีเหตุผล 2) ศีล ความประพฤติดีทาง
เป็นล�ำดับ ทางท่ีสองเก่ียวกับฐานะของมนุษย์ใน กาย วาจา การงดเวน้ จากการเบยี ดเบยี น 3) ความ
สงั คมคอื การเปลยี่ นสภาพมนษุ ยจ์ ากความเปน็ ทาส ไม่ถือมงคลตื่นข่าว หนักแน่นในเรื่องกรรม ไม่ถือ
ความสูงต่�ำ และการแบ่งช้ันวรรณะให้กลายเป็น มงคลภายนอก อันขดั กบั หลักกรรม 4) ไม่แสวงหา
เสรภี าพและเสมอภาพ ทางทีส่ าม คอื การเปล่ียน เขตบญุ นอกพทุ ธศาสนา 5) ทำ� อปุ การะคอื บำ� เพญ็
ลกั ษณะนสิ ยั ใจมนษุ ยจ์ ากสภาพอนั ไมพ่ งึ ปรารถนา บุญในพระพุทธศาสนาส่วนหลักธรรมท่ียกมา
ใหเ้ ขา้ สสู่ ภาพอนั พงึ ปรารถนา ทก่ี ลา่ วกนั วา่ สมเดจ็ กล่าวอ้างก็มีหลายเร่ือง เช่น ศรัทธา 4 กุศล
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทางเปน็ นกั ปฏวิ ตั อิ ยา่ งสงู สดุ กรรมบถ 10 อบายมุข 6 พระสุตตันตปิฎกเรื่อง
น้ัน ท่านทั้งหลายคงเห็นแล้วว่าเป็นการพ้นวิสัยท่ี มหาปรินิพพานสูตรหลักปฏิจจสมุปบาทหรือ
จะกล่าว วัฒนธรรมไทย แต่โบราณ มีเรื่องการ อิทัปปัจจยตา หลักกรรม โยนิโสมนสิการ ทาน
กินง่าย อยู่ง่าย รู้จักพอ เป็นวัฒนธรรมท่ีดีมาก ศีล ภาวนา เป็นต้นโดยการอ้างท้ังสองส่วนมีการ
เพราะเราได้รับต้นแบบมาจากพระอริยเจ้าผู้ไม่มี อธบิ ายเพมิ่ เตมิ แยกตา่ งหาก สว่ นเรอ่ื งเนอ้ื หาความ
กิเลส เป็นอริยวัฒนธรรม อยู่ในวัฒนธรรมน้ัน ถูกต้องของทฤษฎีหรือหลักธรรมะคงต้องมีการไป
กพ็ ลอยมชี วี ติ ทเี่ รยี บงา่ ย โปรง่ เบา มคี วามสงบสขุ คน้ คว้าหาข้อมูลความถูกตอ้ งต่อไป
เพราะด�ำเนินชีวิตตามรอยของพระอริยะ จุดแข็ง ส่ิงที่ผู้วิจารณ์อยากเสนอเก่ียวกันหนังสื่อ
ในบทนท้ี ที่ ำ� ใหผ้ อู้ า่ นอยากปฏบิ ตั ติ าม แตแ่ คอ่ ยาก เล่มนี้ก็คือ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วก่อให้ความรู้
อ่านเพ่ือความบันเทิงก็ย่อมแค่รู้แต่เกิดประโยชน์ ก่อให้เกิดปัญญามีอรรถรสในการอ่านเป็นอย่างย่ิง
เชน่ นั้นไมไ่ ด้ ถ้าอ่านเนื้อเร่ืองท้ังหมดแล้วก็จะท�ำให้เข้าใจและ
ซาบซึ้งในเน้ือหามากข้ึนและถ้าอยากอ่านเฉพาะ
4. สรุป บางเร่ืองแล้ว ถ้าอ่านเรื่องน้ันก็ยิ่งเข้าใจซาบซ้ึงใน
บทนน้ั ๆ มากยงิ่ ขนึ้ โดยเฉพาะมกี ารอธบิ ายคำ� สอน
จุดเด่นของหนังเล่มนี้อยู่ที่การอธิบาย ทางพระพุทธศาสนาในเชิงปรัชญาและสอดแทรก
เน้ือหานั้น ได้ใช้ภาษาที่ท�ำให้คนอ่านเข้าใจง่ายไม่ เชิงวิทยาศาสตร์ ท�ำใหเ้ กดิ ความสนใจทจ่ี ะติดตาม
ลึกจนเกินไปเหมาะส�ำหรับคนท่ีสนใจศึกษาหลัก ผลงานในเรอ่ื งอน่ื ๆ ของผเู้ ขยี นตอ่ ไป อกี โดยเฉพาะ
ธรรมะในเชิงปรัชญาและศาสนา เน่ืองจากผู้เขียน

228 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

หลกั ธรรมทอี่ า้ งองิ จากพระไตรปฎิ กกต็ อ้ งไปศกึ ษา โดยเฉพาะค�ำสอนที่เป็นหนทางการหลุดพ้นด้วย
ค้นคว้าเพ่ิมเติมเพื่อเสริมความรู้ใหม่ๆ ให้มากข้ึน ตนเอง ด้วยเหตุน้ีแล้วแสดงให้เห็นว่า พระพุทธ
ย่อมได้รสชาติในการอ่านไปอีกแบบถึงอย่างไร ศาสนาเป็นศาสนาว่าด้วยเหตุผลก่อให้เกิดปัญญา
ก็ตามเน้ือหาในหนังสือเล่มน้ีได้ได้เน้นหลักค�ำสอน รวบรวมแนวคิดในการประยุกต์ใช้หลักธรรมของ
ของพระพทุ ธเจา้ ในเรอ่ื งตา่ งๆ ดว้ ยศรทั ธาทปี่ ระกอบ พระพทุ ธเจา้ ทว่ี า่ ดว้ ยการเขา้ ถงึ ความพน้ ทกุ ขไ์ วไ้ ด้
ด้วยปัญญาเช่อื ในพระรัตนตรัย รบั รองดว้ ยเหตุผล อย่างครอบคลุม สน้ั กระชบั และรัดกุมทสี่ ดุ

References

Boonyotayan, B. (1985). Human and society. 7th edition. Bangkok :Thammasat University.
Intasara, W. (2013). The basic features of Buddhists. Bangkok : Khun Thong Industry and

Printing Co., Ltd.
Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2012). Buddhadhamma extended edition. 32th

edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University printing house.
Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2016). Dictionary of Buddhism pramuandhamma.

34th edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University printing house.
Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2016). The situation of Buddhism, the current

superstition. 12th edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University
printing house.
Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto. (2018). Dictionary of Buddhism Glossaryissue. 31th
edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University printing house.
Suphap, S. (2000). Thai society and culture: values, family, religion, tradition. 11th edition.
Bangkok : Thai Wattana Panich.

วิจารณห์ นงั สอื : Book Review
ถอดรหัสปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การสอนกระบวนการคิด*
Decoding the Philosophy of Sufficiency Economy to Teach

the Thinking Process

ผ้เู ขยี น: ทศิ นา แขมมณี
Author: Thitsana Khaemmani

พระครพู ิมลกลั ยาณธรรม และพระมหามติ ร ฐติ ปญโฺ ญ
Phrakhru Phimonkanlayanatham and Phramaha Mit Thitapanyo

มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทนำ� ผู้เรียน เน่ืองจากการคิดเป็นท่ีมาของการกระท�ำ
การรู้จักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
หนังสือเรื่อง ถอดรหัสปรัชญาของ จึงน�ำไปสกู่ ารกระท�ำหรือการปฏบิ ัติอย่างพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียงสู่การสอนกระบวนการคิด อนั จะพฒั นาไปสอู่ ปุ นสิ ยั พอเพยี งในทสี่ ดุ นวตั กรรม
เป็นหนงั สอื ส�ำหรบั ครู อาจารย์ และผ้เู กย่ี วขอ้ งใน การสอนที่เสนอแนะ ในหนังสือเล่มน้ีให้แนวทาง
การพัฒนาเด็กและเยาวชนทุกระดับการศึกษาให้ วิธีการท่ีสะดวกและเรียบง่ายซึ่งครูผู้สอนสามารถ
สามารถนอ้ มน�ำ “ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” น�ำไปประยุกต์หรือใช้ในการสอนได้ในทุกระดับ
ไปใชใ้ นการคดิ การศกึ ษาเลา่ เรยี น การทำ� งานและ การศึกษา
การดำ� เนนิ ชวี ติ ใหเ้ ปน็ ไปในทางสายกลาง พรอ้ มรบั หนงั สอื เลม่ นี้ มขี นาดประมาณ 145 x 210
การเปล่ียนแปลง มีความสงบสุขและก้าวหน้าไป มม. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 3 เมอ่ื ปพี .ศ. 2559 โดยสำ� นกั พมิ พ์
อย่างม่ันคงและย่ังยืน ขอเชิญชวนครูผู้สอนในทุก แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความหนา 214
ระดับการศึกษามาช่วยกันปลูกฝังปรัชญาของ หน้า มีเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง:
เศรษฐกจิ พอเพยี งใหเ้ กิดขึน้ และเจรญิ งอกงามข้ึน สาระส�ำคัญ คือ 1) การขับเคลื่อนปรัชญาของ
ในตัวผู้เรียน โดยการพัฒนากระบวนการคิดของ

*ไดร้ บั บทความ: 3 ธันวาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 30 พฤศจิกายน 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 30 ธนั วาคม 2563
Received: December 3, 2018; Revised: November 30, 2020; Accepted: December 30, 2020

230 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

เศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา 2) การถอดรหัส 2. โครงสรา้ งหนังสอื
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพ่ือประยุกต์สู่การ
สอน 3) การนำ� ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งสกู่ ารสอน จากผลการศึกษาเน้ือหามี 2 ตอนทงั้ หมด
กระบวนการคดิ : การประยกุ ตป์ รชั ญาของเศรษฐกจิ 7 บทของหนังสือเล่มน้ดี ังตอ่ ไปนี้
พอเพียงสู่การเรียนการสอน 4) การสอนปรัชญา ตอนที่ 1 การถอดรหัสปรัชญาของ
ของเศรษฐกิจพอเพียงแบบแยกส่วน 5) การสอน เศรษฐกจิ พอเพยี งวา่ ดว้ ยเรอื่ ง บทที่ 1 ปรชั ญาของ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแบบเน้นกระบวน เศรษฐกจิ พอเพยี ง: สาระสำ� คญั บทที่ 2 การขบั เคลอื่ น
การคิด: นวัตกรรมการสอน 6) หลักการสอน ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสสู่ ถานศกึ ษาบทที่ 3
สำ� หรบั การพฒั นาทกั ษะกระบวนการคดิ การปฏบิ ตั ิ การถอดรหัสปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อ
ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผู้เขียนหนังสือ ประยกุ ต์สูก่ ารสอน
เล่มนี้ได้กล่าวถึงแรงจูงใจ 3 ประการในการเขียน ตอนที่ 2 การน�ำปรัชญาของเศรษฐกิจ
หนังสือคือ (1) การเห็นคุณค่าในปรัชญาของ พอเพียงสู่การสอนกระบวนการคิดว่าด้วยเร่ือง
เศรษฐกิจพอเพยี ง (2) การเหน็ ความจ�ำเป็นในการ บทที่ 4 การประยกุ ตป์ รชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ปลูกฝังปรัชญาน้ีให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ สู่การเรียนการสอนบทที่ 5 การสอนปรัชญาของ
และ (3) การเหน็ ปญั หาของครผู สู้ อนในการจดั การ เศรษฐกิจพอเพียงแบบแยกส่วนบทท่ี 6 การสอน
เ รี ย น รู ้ ป รั ช ญ า ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง ใ ห ้ มี ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแบบเน้นกระบวน
ประสทิ ธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธผิ ลสงู ตามทคี่ าดหวงั การคดิ : นวตั กรรมการสอน และบทที่ 7 หลกั การ
ทกุ ระดบั การศกึ ษา ทำ� ใหผ้ เู้ ขยี นไดช้ วนครผู สู้ อนใน สอนสำ� หรับการพัฒนาทักษะ กระบวนการคิดการ
ทกุ ระดับการศึกษามาช่วยกัน ปลูกฝงั ปรชั ญาของ ปฏบิ ตั ิตามปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดข้ึนและเจริญงอกงามข้ึน ผวู้ จิ ารณเ์ หน็ วา่ โครงสรา้ งของหนงั สอื เลม่
ในตัวผู้เรียน โดยการพัฒนากระบวนการคิดของ นเ้ี พอื่ ใหค้ รผู สู้ อนนอ้ มนำ� ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ผู้เรียน เน่ืองจากการคิดเป็นท่ีมาของการกระท�ำ ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการเรยี นการสอน ปลกู ฝงั ปรชั ญา
การรู้จักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของเศรษฐกจิ พอเพยี งใหเ้ กดิ ขนึ้ และเจรญิ งอกงาม
จงึ น�ำไปสูก่ ารกระท�ำหรอื การปฏิบตั ิอย่างพอเพียง ข้นึ ในตวั ผูเ้ รยี น พัฒนาไปสอู่ ุปนิสยั พอเพียงให้เกดิ
อันจะพัฒนาเด็กและเยาวชนไปสู่สุขนิสัยพอเพียง ขึ้นให้ครูเป็นต้นแบบท่ีเป็นมาตรฐานสามารถ
ในท่ีสุด นวัตกรรมการสอนท่ีผู้เขียนได้เสนอแนะ ถา่ ยทอดและปลกู ฝงั ตลอดจนสามารถบรู ณาการ
ในหนังสือเล่มน้ีให้แนวทางและวิธีการที่เรียบง่าย สร้างสรรคก์ จิ กรรมในชัน้ เรยี นได้ตอ่ ไป
ซ่ึงครูผู้สอนสามารถน�ำไปประยุกต์หรือปรับใช้ใน
การสอนของตนไดอ้ ย่างสะดวก 3. เนือ้ หาโดยย่อ

ส�ำหรับการน�ำเสนอเน้ือหาของหนังสือ
เรื่องนี้ ผู้วจิ ารณน์ �ำเสนอตามลำ� ดับคือ

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 231

หวั ขอ้ ท่ี 1 ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง: ระดบั 1 แบบพืน้ ฐาน เปน็ ความพอเพียง
สาระส�ำคัญ ในส่วนของผู้ศึกษาขอน�ำเสนอความ ระดับครอบครัว ให้สามารถพึง่ ตนเองได้
เห็นว่า ผเู้ ขยี นใหแ้ นวคดิ ว่าในหวั ข้อท่ี 1 น้วี ่าด้วย ระดบั 2 แบบกา้ วหนา้ ระดบั กลมุ่ เปน็ การ
เร่ือง ความหมายและเป้าหมายปรัชญาของ รวมพลังกันเปน็ กล่มุ เพ่ือการผลติ และความเป็น
เศรษฐกจิ พอเพยี ง เปา้ หมายปรชั ญาของเศรษฐกจิ อยู่ทดี่ ขี ้ึน
พอเพียงได้ระบุไว้ว่าก้าวทันความเปล่ียนแปลง ระดับ 3 แบบก้าวหน้าระดับเครือข่าย
พร้อมรับการเปล่ียนแปลงของสังคมโลกมีความ เป็นการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยการร่วม
สมดุลในทุกมิติด้านวัตถุ/เศรษฐกิจ สังคม มือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อคุณภาพชีวิตท่ีดียิ่ง
สง่ิ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรม ซง่ึ ความหมายปรชั ญา ข้ึนทั้งน้ีการน�ำแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจ
ของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง Sufficiency พอเพยี งไปปฏบิ ตั ใิ ชเ้ พอื่ พฒั นาประเทศตอ้ งทำ� เปน็
Economy ไมใ่ ช่ Self-Sufficiency ประกอบด้วย ล�ำดับข้ันตอนคือ สร้างพื้นฐานให้ครอบครัว
3 ห่วง คอื หลักพอเพียง 3 ประการ ได้แก่ ความ สามารถพ่ึงตนเอง พอมีกินมีใช้เป็นเบื้องต้นก่อน
พอประมาณ ความมีเหตผุ ล การมีภมู คิ มุ้ กันในตวั ต่อไปจึงค่อยเสริมสร้างความเจริญและการพัฒนา
ทดี่ ี 2 เงอื่ นไข คอื เงอื่ นไขของปรชั ญาฯ 2 ประการ ให้ไปสู่ข้ันที่สูงขึ้นส�ำหรับการพัฒนาต้องค�ำนึงถึง
ได้แก่ เงื่อนไขด้านความรู้และคุณธรรม และมิติ องค์ประกอบส�ำคญั ของการพัฒนามี 4 มิติ ได้แก่
4 ด้าน คือเป้าหมายของปรัชญาฯ ได้แก่ ความ มิติด้านวัตถุ/เศรษฐกิจ มิติด้านสังคม มิติด้าน
สมดุลและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใน 4 มิติ สิ่งแวดล้อม และมิติด้านวัฒนธรรม การพัฒนา
ทั้งด้านวัตถุ/เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและ อย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเม่ือการพัฒนา
วฒั นธรรม (Khaemmani, 2016 : 2) ความสำ� คัญ เป็นการพัฒนาที่สมดุลใน 4 มิตินี้ เพราะปรัชญา
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาของ ของเศรษฐกิจพอเพียงมีเป้าหมายเพ่ือความสมดุล
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการด�ำรงชีวิตและ และพรอ้ มรบั การเปลยี่ นแปลงใน 4 มติ คิ อื มติ ดิ า้ น
ปฏิบัติตน ต้ังแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน วัตถุ หมายถึง วัตถุเชิงกายภาพที่มนุษย์สร้างขึ้น
จนถึงระดับรัฐ ให้ด�ำเนินไปในทางสายกลาง รวมถงึ เงนิ ซ่งึ เปน็ ปจั จยั ในการผลติ และบริโภค มิติ
ไม่ประมาท ไม่โลภ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น โดยค�ำนึง ดา้ นสงั คม หมายถงึ สภาพและกตกิ าการอยรู่ ว่ มกนั
ถงึ ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล มภี มู คิ มุ้ กนั ใน และความสัมพันธ์ของคนในสังคม สถาบันทาง
ตวั ทด่ี ี ตลอดจนใชค้ วามรแู้ ละคณุ ธรรมเปน็ พนื้ ฐาน สงั คม และสวสั ดกิ ารทางสงั คม มติ ดิ า้ นสงิ่ แวดลอ้ ม
ในการดำ� รงชวี ติ ใหร้ อดพน้ จากวกิ ฤติ มคี วามมน่ั คง หมายถงึ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมของ
และยั่งยืน ท่ามกลางความเปล่ียนแปลงต่างๆ ชมุ ชน สงั คม และโลก มติ ิด้านวัฒนธรรม หมายถงึ
โดยหลักของพอเพียง Sufficiency Economy วิถีการด�ำเนินชีวิตของคนในสังคมรวมไปถึงศิลปะ
มี 3 ระดบั คือ และโบราณสถาน (Khaemmani, 2016 : 5-12)

232 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

สอดคลอ้ งกบั จริ ายุ อศิ รางกรู ณ อยธุ ยา และปรยี านชุ ส�ำเร็จไดด้ ขี ึ้น
พบิ ูลสราวุธ (Issarangkun Na Ayutthaya and หัวข้อที่ 2 การขับเคล่ือนปรัชญาของ
Piboonsarawut, 2009 : 10) กลา่ ววา่ เศรษฐกจิ เศรษฐกจิ พอเพยี งสสู่ ถานศกึ ษา ในสว่ นของผศู้ กึ ษา
พอเพยี งเปน็ ปรชั ญาทเี่ ปน็ ทง้ั แนวคดิ หลกั การและ ขอน�ำเสนอความเห็นว่า ผู้เขียนให้แนวคิดว่าใน
แนวทางปฏบิ ตั ติ นของแตล่ ะบคุ คลและองคก์ รโดย หวั ขอ้ ที่ 2 นว้ี า่ ดว้ ยเรอ่ื ง การขบั เคลอื่ นปรชั ญาของ
ค�ำนงึ ถึงความพอประมาณกบั ศักยภาพของตนเอง เศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา ปรัชญาของ
และสภาวะแวดล้อม ความมีเหตุผลและการมี เศรษฐกิจพอเพียงกับการศึกษา ยุทธศาสตร์ขับ
ภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง โดยใช้ความรู้อย่างถูกหลัก เคลอื่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสสู่ ถานศกึ ษา
วชิ าดว้ ยความรอบคอบและระมดั ระวงั ควบคไู่ ปกบั แนวทางการขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจ
การมคี ณุ ธรรม ไมเ่ บยี ดเบยี นกนั แบง่ ปนั ชว่ ยเหลอื พอเพยี งสสู่ ถานศกึ ษาจากนนั้ ผเู้ ขยี นไดเ้ ชอ่ื มโยงถงึ
ซ่ึงกันและกัน และร่วมมือปรองดองกันในสังคม ปัจจัยส�ำคัญที่จ�ำเป็นต่อความส�ำเร็จในการ
ซง่ึ จะชว่ ยเสรมิ สรา้ งสายใยเชอ่ื มโยงคนในภาคสว่ น ขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถาน
ต่างๆ ของสงั คมเข้าดว้ ยกนั สรา้ งสรรคพ์ ลงั ในทาง ศึกษา ตลอดจนถึงปัญหาและอุปสรรคในการ
บวกน�ำไปสู่ความสามัคคี การพัฒนาท่ีสมดุลและ ขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถาน
ยง่ั ยืนพรอ้ มรับต่อการเปล่ยี นแปลงภายใต้ กระแส ศึกษา สรุปได้ว่า ประเด็นปัญหาท่ีเป็นอุปสรรค
โลกาภวิ ัตนไ์ ด้ ตอ่ ความสำ� เรจ็ ในการพฒั นาผเู้ รยี นอยทู่ กี่ ารจดั การ
ผู้วิจารณ์เห็นว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจ เรียนการสอนของครูที่ส่วนหน่ึงเกิดจากความ
พอเพียงมีเป้าหมายให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและ ไม่เข้าใจเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็น
พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใน 4 มิติ ดังนั้น แนวทางการด�ำรงชีวิตและปฏิบัติตน ต้ังแต่ระดับ
ในกระบวนการพฒั นาตนจงึ จำ� เปน็ ตอ้ งคำ� นงึ ถงึ มติ ิ ครอบครวั ระดับชมุ ชน จนถึงระดับรัฐ ใหด้ ำ� เนนิ
ทั้ง 4 ด้านอย่างเป็นองค์รวม นอกจากนี้ต้อง ไปในทางสายกลาง ไมป่ ระมาท ไมโ่ ลภ ไมเ่ บยี ดเบยี น
พจิ ารณามติ ิท้ัง 4 ด้านอย่างเป็นองคร์ วม หมายถงึ ผอู้ น่ื โดยคำ� นงึ ถงึ ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล
การพจิ ารณาเรอื่ งทค่ี ดิ ปฏบิ ตั ใิ หค้ รบทงั้ 4 มติ ิ รวม มีภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดี ตลอดจนใช้ความรู้และ
ท้ังวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันขององค์ คุณธรรมเป็นพ้ืนฐานในการด�ำรงชีวิตให้รอดพ้น
ประกอบตา่ งๆ ของมติ ทิ ้งั ส่ี เนอื่ งจากกระบวนการ จากวกิ ฤติ มคี วามมน่ั คงและยงั่ ยนื ทา่ มกลางความ
คดิ พจิ ารณามติ ทิ ง้ั 4 ดา้ นอยา่ งเปน็ องคร์ วมจะชว่ ย เปลยี่ นแปลงตา่ งๆ (Khaemmani, 2016 : 13-36)
ใหค้ น้ พบปญั หา ข้อผดิ พลาด ประเด็น และปัจจยั ซ่ึงมีความสอดคล้องกับปรียานุช พิบูลสราวุธ
ต่างๆ ท่ีจะส่งผลต่อการพัฒนา ท�ำให้สามารถ (Piboon sarawut, 2007 : 14) กลา่ วว่า การขับ
ปรับปรุง แก้ไขแผนงาน รวมทง้ั จดั ปจั จัยเกี่ยวข้อง เคลอ่ื นหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งดา้ นการ
ต่างๆ ที่สามารถช่วยให้การพัฒนาประสบความ ศกึ ษา ภายใตก้ ารดำ� เนนิ งานของคณะอนกุ รรมการ

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 233

ขับเคล่ือนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มคี วามดี ความเกง่ และมีความสุข ทา่ มกลางสงั คม
หน้าที่หลัก คือ การจัดท�ำแนวทางเพ่ือให้สถาน ซง่ึ กำ� ลงั ประสบวกิ ฤตหลายๆ ดา้ น ในปจั จบุ นั ความ
ศึกษาและบุคลากรทางด้าน การศึกษาในระดับ คาดหวังดังกล่าวนั้นเป็นหน้าท่ีของสถานศึกษา
ตา่ งๆ ทงั้ ในและนอกระบบ สามารถนำ� หลกั ปรชั ญา ซ่งึ ต้องปฏบิ ตั ิอยูแ่ ล้วประกอบกบั ไดร้ ับนโยบายทัง้
ของเศรษฐกจิ พอเพยี งไป ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการบรหิ าร จากกระทรวงศึกษาธิการและส�ำนักงานคณะ
สถานศึกษา การจัดการศึกษา และพัฒนาผู้เรียน กรรมการการอาชีวศึกษาให้จัดการศึกษาโดยใช้
ได้อย่างเหมาะสม วสิ ัยทศั น์ ในการขับเคล่ือนหลัก “คณุ ธรรมนำ� ความร”ู้ ซงึ่ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของปรชั ญา
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาคือ ของเศรษฐกจิ อนั ประกอบดว้ ย 3 หว่ ง (พอประมาณ
สานเครือขา่ ย ขยายความรู้ ควบคปู่ ระชาสัมพันธ์ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันท่ีดี) และ 2 เง่ือน (ความรู้
เพ่ือส่งเสริมความรู้ความเข้าใจหลักปรัชญาของ คณุ ธรรม) โดยมุ่งผลสมดุล ยัง่ ยืน 4 มติ ิ (เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจพอเพียง สามารถน�ำมาบูรณาการสู่การ สงั คม สิง่ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม)
เรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ของทุก หัวข้อที่ 3 การถอดรหัสปรัชญาของ
ระดับได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อประยุกต์สู่การสอนในส่วน
ตลอดจนผู้บริหารสามารถน�ำหลักปรัชญาของ ของผู้ศึกษาขอน�ำเสนอความเห็นว่า ผู้เขียนให้
เศรษฐกจิ พอเพียงไปใช้ในการบริหาร สถานศกึ ษา แนวคดิ วา่ ในหวั ขอ้ ท่ี 3 นว้ี า่ ดว้ ยเรอื่ ง การถอดรหสั
เพอื่ ใหเ้ กิดประโยชน์และความสุข ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อประยกุ ตส์ ู่การ
ผู้วิจารณ์เห็นว่า สถานศึกษาท่ีน้อมน�ำ สอนสาระส�ำคัญเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักการในการ พอเพียงท่ีน�ำมาศึกษาวิเคราะห์ และตีความเพ่ือ
บริหารจัดการและจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนย่อม การประยกุ ตส์ กู่ ารสอนมี 8 ประการดงั น้ี
สามารถตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการของสงั คมตอบ รหัสท่ี 1: ความหมายและเป้าหมาย
สนองต่อนโยบายของหน่วยเหนือรวมทั้งสามารถ ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ผลติ ผเู้ รยี นทม่ี คี ณุ ลกั ษณะตรงตามพระราชบญั ญตั ิ รหัสที่ 2: หลักคิดและหลักปฏิบัติตาม
การศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศักราช 2542 คือ ดี เกง่ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง: ความพอประมาณ
และมีความสุขได้ และประการส�ำคัญท่ีสุดคือ รหัสท่ี 3: หลักคิดและหลักปฏิบัติตาม
ได้น้อมน�ำพระราชด�ำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง: ความมเี หตผุ ล
ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว มาสกู่ ารปฏิบตั ิ รหัสที่ 4: หลักคิดและหลักปฏิบัติตาม
อยา่ งเปน็ รปู ธรรมในสถานศกึ ษา ซงึ่ เปน็ การปฏบิ ตั ิ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง: การมภี ูมิคุ้มกนั ท่ีดี
เพ่ือสนองตอบต่อพระมหากรุณาธิคุณ ในฐานะ ในตวั
พสกนกิ รผจู้ งรกั ภกั ดี สว่ นสงั คมไดค้ าดหวงั วา่ สถาน รหัสที่ 5: เงื่อนไขปรัชญาของเศรษฐกิจ
ศกึ ษาจะเปน็ แหลง่ ทหี่ ลอ่ หลอมและสรา้ งผเู้ รยี นให้ พอเพียง: ความรู้

234 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

รหสั ท่ี 6: เงอื่ นไขปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอ ผู้วิจารณ์เห็นว่า ความเข้าใจสาระท่ีจะ
เพยี ง: คณุ ธรรม สอนดังกล่าว นอกจากจะช่วยให้สาระที่สอน
รหสั ที่ 7: เปา้ หมายปรัชญาของเศรษฐกิจ มีความชัดเจนข้ึนแล้ว ยังช่วยให้ผู้สอนเห็นความ
พอเพียง: ความสมดุลและความพร้อมรับการ แตกตา่ งในประเภทของสาระทสี่ อน ซง่ึ นำ� ไปสกู่ าร
เปล่ียนแปลงใน 4 มติ ิ เลอื กวธิ กี ารสอนใหเ้ หมาะสมกบั ประเภทของสาระ
รหัสที่ 8: องค์รวมปรัชญาของเศรษฐกิจ น้ันด้วยในการน�ำเสนอเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้
พอเพียง (Khaemmani, 2016 : 37-95) ผู้เขียนใช้วิธีเขียนโดยการต้ังค�ำถามและเสนอ
การถอดรหัสปรัชญาของเศรษฐกิจ ค�ำตอบที่สะท้อนจากปัญหาความสงสัยของครูที่มี
พอเพยี ง เพอ่ื ประยกุ ตส์ กู่ ารสอน มสี าระสำ� คญั ทคี่ รู ตอ่ สาระในปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และยงั มี
ผู้สอนควรน�ำไปจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ การสรุปสาระส�ำคัญในแต่ละ รหัสท้ัง 8 ข้อไว้ใน
เรยี นรู้ ประกอบดว้ ย 1) ความรเู้ กยี่ วกบั ปรชั ญาของ ตอนท้ายด้วย เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระส�ำคัญ
เศรษฐกิจพอเพียง 2) ทักษะการคิดตามปรัชญา ของปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไดช้ ดั เจนมากขน้ึ
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ซง่ึ ประกอบดว้ ยทกั ษะการ หัวข้อที่ 4 การประยุกต์ปรัชญาของ
คิดตามองค์ประกอบส�ำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจ เศรษฐกจิ พอเพยี ง สกู่ ารเรยี นการสอน ในสว่ นของ
พอเพียง และทักษะกระบวนการคิดตามปรัชญา ผู้ศึกษาขอน�ำเสนอความเห็นว่า ผู้เขียนให้แนวคิด
ของเศรษฐกิจพอเพียง 3) ทักษะการปฏิบัติตาม ว่าในหัวข้อที่ 4 นี้ ว่าด้วยเรื่องประเภทของสาระ
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 4) เจตคตติ อ่ การเรียนรู้เหตุท่ีครูผู้สอนจ�ำเป็นต้องมีความเข้าใจ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Khaemmani, เก่ียวกับสาระการสอนและหลักการสอนนั้นก็
2016 : 98-102) ซง่ึ มคี วามสอดคลอ้ งกับปรยี านชุ เพราะโดยทวั่ ไปแลว้ ความรหู้ รอื เนอื้ หาสาระทสี่ อน
พบิ ลู สราวุธ (Piboonsarawut, 2007 : 21) กล่าว มีหลายประเภทและมีลักษณะแตกต่างกันซ่ึงโดย
ว่าการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดย ทว่ั ไปจดั จ�ำแนกออกเป็น 3 กล่มุ ได้แก่
พ้ืนฐานก็คือ การพ่ึงตนเองเป็นหลัก หมายถึง 1. สาระประเภทความรู้ จัดอยู่ในกลุ่ม
การท�ำอะไรอย่างเป็นข้ันเป็นตอน รอบคอบ พทุ ธพิ สิ ยั (Cognitive Domain) จำ� แนกเปน็ ประเภท
ระมดั ระวงั พจิ ารณาถงึ ความพอดี พอเหมาะ พอควร ยอ่ ยๆ ได้แก่ 1) ความรูป้ ระเภทข้อมลู ข้อเทจ็ จริง
ความสมเหตุสมผล การพร้อมรับการเปลีย่ นแปลง (Factual Knowledge) 2) ความรปู้ ระเภทความคดิ
การสร้างสามัคคีให้เกิดข้ึนบนพ้ืนฐานของความ รวบยอด (Conceptual Knowledge) 3) ความรู้
สมดุลในแต่ละสัดส่วนแต่ละระดับ ครอบคลุมท้ัง ประเภทกระบวนการ (Procedural Knowledge)
ทางดา้ นจติ ใจ สงั คม เทคโนโลยี ทรพั ยากรธรรมชาติ 2. สาระประเภททักษะหรือทักษะ
และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจเราสามารถ กระบวนการ ซ่ึงจัดอยู่ในกลุ่มทักษะพิสัย (Psy
ประยกุ ตใ์ ชเ้ ศรษฐกิจพอเพยี งในด้านตา่ งๆ chomotor/Process Skills Domain) มีประเภท

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 235

ย่อยๆ อีกหลายประเภท ได้แก่ 1) ทักษะ ปฏิบัติตามกระบวนการนั้น การด�ำเนินการตาม
กระบวนการปฏิบัติ (Performance Skill) 2) หลักดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความ
ทั ก ษ ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง ป ั ญ ญ า ห รื อ ทั ก ษ ะ เขา้ ใจในกระบวนการนนั้ ไดด้ ี แตย่ งั ไมถ่ งึ ระดบั การ
กระบวนการคิด (Cognitive Skill) 3) ทักษะ เกดิ เปน็ ทกั ษะ ซง่ึ เปน็ อกี ดา้ นหนงึ่ ทตี่ อ้ งอาศยั หลกั
กระบวนการทางสังคม (Social Skill) การสอนที่แตกต่างกันออกไป (Khaemmani,
3. สาระประเภทความรู้สึก ซ่ึงจัดอยู่ใน 2016 : 98-103) ซึ่งมคี วามสอดคล้องกับปรียานชุ
กลุ่มจิตพสิ ยั (Affective Domain) ประกอบด้วย พบิ ลู สราวธุ (Piboonsarawut, 2007 : 254) กลา่ ว
ความรสู้ ึก เจตคติ คุณธรรม คา่ นยิ ม คุณลักษณะ ว่า ได้เสนอแนะแนวทางการขับเคล่ือนเศรษฐกิจ
เน่ืองจากสาระแต่ละประเภทมีลักษณะ พอเพียงสู่การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ว่าต้อง
แตกต่างกัน การสอนแต่ละประเภทจึงมีลักษณะ เป็นการ “ระเบิดจากข้างใน ต้องเริ่มที่...ตัวเด็ก
แตกต่างกันไปด้วย ตามความเหมาะสมกับ นกั เรยี นเอง...สนใจอยากทจี่ ะคน้ หาความรู้ ลองทำ�
ธรรมชาติของสาระนนั้ มีเพื่อนร่วมทาง เรียนรู้ร่วมกัน ขยายเครือข่าย
กระบวนการคิดการปฏิบัติตามปรัชญา ทำ� เปน็ ขัน้ เปน็ ตอน...” จึงจะทำ� ให้การประยุกต์ใช้
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน็ สาระประเภทความรสู้ กึ หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมคี ณุ คา่ เกดิ ประโยชน์
ด้วย เพราะจุดมุ่งหมายของการถอดรหัสปรัชญา ได้จริง ซึ่งครูท่จี ะท�ำให้เด็กเกดิ กระบวน การเรียนรู้
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เพอ่ื ประยกุ ตส์ กู่ ารสอนตอ้ ง แบบนไ้ี ด้ นอกจากจะตอ้ งเปน็ ผมู้ คี วามรู้ ทกั ษะและ
ให้ผู้เรียนเห็นการกระท�ำตามล�ำดับข้ันตอนของ คณุ ธรรมแล้ว ยังจะตอ้ งเปน็ ผูม้ สี ติ ใจเย็น มีความ
กระบวนการน้ัน เนื่องจากการเห็นการกระท�ำ เพียรอดทน และมีจิตวิญญาณครูที่จะสอนผู้เรียน
สามารถช่วยให้ผู้เรียนจดจ�ำความรู้ท่ีมีลักษณะ ใหเ้ ป็นคนทีม่ คี ณุ คา่ ดว้ ยเชน่ กัน
เป็นการกระท�ำตามล�ำดับขั้นตอนได้ดี และให้ หวั ข้อที่ 5 การสอนปรชั ญาของเศรษฐกิจ
ผู้เรียนได้ลองปฏิบัติตามล�ำดับขั้นตอนของการ พอเพียงแบบแยกส่วน ในส่วนของผู้ศึกษาขอ
กระท�ำน้ัน การได้ทดลองท�ำตามความรู้หรือ นำ� เสนอความเหน็ ว่า ผู้เขียนให้แนวคิดว่าในหวั ขอ้
กระบวนการที่เรยี นรู้มา จะสามารถชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียน ที่ 5 นี้ วา่ ด้วยเรือ่ ง การสอนปรชั ญาของเศรษฐกิจ
เกดิ ทงั้ ความเขา้ ใจ และสามารถจดจำ� กระบวนการ พอเพียงแบบแยกส่วน แนวการสอนปรัชญาของ
น้ันได้มากข้ึนและดีข้ึน นอกจากนั้น การทดลอง เศรษฐกิจพอเพียงการสอนปรัชญาของเศรษฐกิจ
ปฏบิ ตั จิ รงิ อาจทำ� ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทนี่ ำ� ไปสกู่ ารปรบั ปรงุ พอเพียงแบบแยกส่วนการสอนปรัชญาของ
ขัน้ ตอนของกระบวนการใหด้ ีขนึ้ ได้ด้วย ดงั นนั้ การ เศรษฐกิจพอเพียงแบบแยกส่วนโดยใชค้ �ำถามและ
สอนให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจในสาระความรู้ ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมในการส่งเสริมการคิดตาม
ประเภทกระบวนการนน้ั ผสู้ อนจะตอ้ งรแู้ ละเขา้ ใจ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Khaemmani,
ในล�ำดับข้ันตอนของกระบวนการ และได้ลอง 2016 : 125-146) ซง่ึ มีความสอดคล้องกบั วิชาญ

236 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

พานิช (Phanich, 2012 : 16-21) กล่าววา่ การ สอน ในส่วนของผู้ศึกษาขอน�ำเสนอความเห็นว่า
เรียนรู้ควรเป็นการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ผเู้ ขยี นใหแ้ นวคดิ วา่ ในหวั ขอ้ ท่ี 6 นี้ วา่ ดว้ ยเรอื่ งการ
ประกอบกับเรียนรู้สาระวิชา โดยธรรมชาติของ สอนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแบบเน้น
มนษุ ยม์ ปี ญั ญาและเหตผุ ลสามารถคดิ ไดเ้ ปน็ ระบบ กระบวนการคิด: นวัตกรรมการสอนความส�ำคัญ
รู้จักไตร่ตรอง ตัดสินใจเลือกและให้คุณค่าของ ของการพัฒนากระบวนการคิดการปฏิบัติตาม
สิ่งต่างๆ มีจุดมุ่งหมายของชีวิต รู้วิธีที่จะบรรลุ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งกระบวนการคดิ การ
เป้าหมายของชีวิต ด�ำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขที่ ป ฏิ บั ติ ต า ม ป รั ช ญ า ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง :
ม่ันคงไม่แปรเปลี่ยนตามกระแสโลกภายนอกและ นวตั กรรมการสอนเสนอแนะ และชดุ คำ� ถามสำ� คญั
สอดคลอ้ งกบั มาเรยี ม นลิ พนั ธ,์ุ ศริ วิ รรณ วณชิ วฒั น เพ่ือพัฒนากระบวนการคิดการปฏิบัติตามปรัชญา
วรชัย และปรญิ ดา ยะวงศา (Nilaphan, Wanich ของเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการเรียนการสอน
vatthanavorachai and Yawongsha, 2011 : 2) เพื่อส่งเสริมการคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
ซ่ึงกล่าวว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็น พอเพยี งการจดั การเรยี นการสอนและฝกึ ทกั ษะการ
แนวทางการดำ� เนนิ ชวี ติ ของคนทกุ ระดบั ใหส้ ามารถ ใช้หลักคิดตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ด�ำรงชีวิตอยู่ได้อย่างม่ันคงภายใต้ภาวะการ ใช้แนวการสอนแบบบูรณาการและการสอน
เปล่ียนแปลงตา่ งๆ ทีเ่ กิดข้นึ วสิ ัยทัศน์และพันธกิจ โดยตรง ตามแนวทางท่ัวไปในการขับเคลื่อน
ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติท่ีว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา
จะมุ่งพัฒนาสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันภายใต้ ท่ีส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
แนวปฏบิ ตั ิตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ได้เสนอแนะไว้ ยังมีช่องทางอื่นๆ ที่ครูผู้สอน
ผู้วิจารณ์เห็นว่า การเรียนรู้จึงสามารถ สามารถน�ำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้
ท�ำให้บุคคลเป็นคนดีได้ คนดี คือบุคคลท่ีมี ไดอ้ ีก ไดแ้ ก่ การน�ำปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ที่สังคมโลกต้องการได้ ไปใช้ในการบริหารการศึกษา การน�ำปรัชญาของ
เรยี นรตู้ ลอดชวี ิตอย่างมคี ุณภาพ เปน็ คนดี มคี วาม เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในวิถีชีวิต คือในกิจวัตร
สขุ มีภมู คิ มุ้ กนั รเู้ ท่าทนั ในเวทโี ลก และไดก้ �ำหนด ประจำ� วนั ทง้ั ผู้บริหาร บคุ ลากร ครผู ู้สอน ผเู้ รยี น
จดุ มงุ่ หมายของยทุ ธศาสตรท์ ม่ี งุ่ พฒั นาคณุ ภาพการ สามารถนำ� คำ� ถามทกี่ ระตนุ้ การคดิ ตามหลกั คดิ ตาม
ศกึ ษาทกุ ระดบั ทุกประเภทเพ่อื ให้ผูเ้ รยี นได้รับการ สาระประเภทท้ัง 3 สาระการเรียนรู้ท่ีให้เป็น
ศึกษาที่มีคุณภาพ มาตรฐานและมีผลสัมฤทธิ์ ตวั อยา่ งไวข้ า้ งตน้ ไปใชใ้ นการวางแผนงาน และการ
ทางการเรยี นสงู ขนึ้ สามารถเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองและ พิจารณาการคิด การกระท�ำของตน ให้มีความ
สามารถด�ำรงชีวติ ในสังคมได้อย่างมีความสุข เหมาะสมตามหลักคิดปรัชญาของเศรษฐกิจ
หัวขอ้ ท่ี 6 การสอนปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง อนั จะน�ำไปสู่การคดิ การกระทำ� ทม่ี คี วาม
พอเพียงแบบเน้นกระบวนการคิด: นวัตกรรมการ พอประมาณ มเี หตุผล มภี ูมิคมุ้ กันทดี่ ี และเปน็ ไป

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 237

อยา่ งถกู ตอ้ งทง้ั ตามหลกั วชิ าและหลกั คณุ ธรรมอนงึ่ ปัญหาเดอื ดรอ้ นแกผ่ ูใ้ ด ทุกอย่างก็จะดำ� เนินไปได้
การฝึกฝนการใช้หลักคิดต่างๆ ตามปรัชญาของ ดว้ ยดแี ละก้าวหน้าข้นึ ตามลำ� ดบั (Khaemmani,
เศรษฐกจิ พอเพยี ง ไมว่ า่ จะในสถานการณใ์ ด จะเกดิ 2016 : 147-200) การเลือกกิจกรรมที่น�ำสู่การ
ผลดีได้ล้วนตอ้ งอาศัยปจั จัยสำ� คัญเพ่มิ เติม ดังน้ี ปฏิบัตใิ ห้เห็นผลดใี นชวี ติ ไดจ้ ริง การน�ำเทคโนโลยี
1. การไดฝ้ กึ ฝนบอ่ ยๆ คอื ใหไ้ ดค้ ดิ บอ่ ยๆ ทเี่ หมาะสมมาใชป้ ระกอบการเรยี นการสอนปญั ญา
เร่ิมจากการเห็นตัวอย่าง การคิดตามแบบหรือ เปน็ การพฒั นาในดา้ นความรู้ ความจริง เร่มิ ตัง้ แต่
ตวั อย่าง การคดิ ตามจนคลอ่ ง จนกระทงั่ คดิ ไดเ้ อง ความเชื่อทีมีเหตุผล ความเห็นที่เข้ามาสู่แนวทาง
จนคล่อง การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมีความส�ำคัญ ของความเป็นจริง การรู้จกั หาความรู้ การรู้จกั คิด
อย่างยงิ่ ตอ่ การเกิดทกั ษะการคิด พจิ ารณา การรู้จกั วินจิ ฉัย ไตร่ตรอง ทดลอง ตรวจ
2. การได้ฝึกคิดในสถานการณ์ที่มีความ สอบ ความรู้ความเข้าใจ ความหย่ังรู้เหตุผล
หลากหลายแตกต่างกันเป็นการเพ่ิมทักษะการ การเข้าถึงความจริง การน�ำความรู้มาใช้แก้ไข
ประยุกต์การใชห้ ลักคิด ท�ำให้บุคคลสามารถคดิ ได้ ปัญหาและคิดการต่างๆ ในการเกื้อกูลสร้างสรรค์
อย่างคล่องแคล่ว แกป้ ญั หาได้ไมว่ ่าจะอย่ใู นสถาน เฉพาะอย่างย่ิงเน้นการรู้ตรงตามความเป็นจริง
การณ์ใดๆ (Nakgarrearn, 2006 : 24) และสอดคล้องกับ
3. การได้รับข้อมูลป้อนกลับคือ การได้ สวิ ลี ศริ วิ ไิ ล (Sirivilai, 2006 : 69) ไดก้ ลา่ วถงึ ความ
รับข้อมูลว่า การคิดการกระท�ำของตนผิดพลาด อยู่ดีมีสุขของชีวิตมนุษย์ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ท่ีมี
หรือบกพร่องอยา่ งไร การไดร้ บั ขอ้ มลู ป้อนกลับจะ ปัญญาและมีเหตุผล ท�ำให้มนุษย์สามารถคิด
ชว่ ยใหผ้ คู้ ิดท�ำร้จู ุดท่ตี นควรปรับปรุงพัฒนา ไดอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ รจู้ กั ตดั สนิ ใจเลอื กและใหค้ ณุ คา่
4. การปรับปรุงโดยใช้ข้อมูลป้อนกลับ แก่สิง่ ตา่ งๆ ทีม่ ีความสัมพันธ์กับเรา การรู้จกั เลอื ก
เมอื่ ไดร้ บั ขอ้ มลู ปอ้ นกลบั แลว้ ควรมกี ารนำ� ขอ้ มลู ที่ ส่งิ ต่างๆ
ได้รับไปใช้ในการปรับปรุงการคิดการกระท�ำของ ผู้วิจารณ์เห็นว่า การน�ำหลักปรัชญาของ
ตนใหด้ ขี ึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจพอเพียงไปสู่สถานศึกษา ครูควรรู้เข้าใจ
5. การได้รับการเสริมแรง การได้รับ หลกั คดิ การอย่รู ว่ มกนั ในสงั คม โดยครูต้องเข้าใจ
กำ� ลงั ใจ คำ� ชมเชย และแรงเสรมิ อนื่ ๆ สามารถชว่ ย แก่นของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่าง
ให้บุคคลมีแรงจงู ใจในการฝึกฝนตนเอง แทจ้ รงิ เขา้ ใจตนเอง เขา้ ใจผอู้ น่ื สามารถออกแบบ
หากทกุ คนสามารถนำ� หลกั คดิ ตามปรชั ญา การเรียนรู้ โดยใชส้ ื่อ นวตั กรรม สร้างบรรยากาศ
ของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ จะท�ำให้เกิดการคิด ที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ และการประเมินผลที่
การกระท�ำที่มีความพอดี พอประมาณ มีเหตุผล สอดคล้องกับการเรียนรู้รวมทั้งบุคคลด้วย จึงจะ
มีภูมิคุ้มกันที่ดี และเป็นไปอย่างถูกต้อง ท้ังตาม เป็นความส�ำเร็จในการส่งเสริมสนับสนุนให้คนอยู่
หลักวิชาและหลักคุณธรรม ซ่ึงจะไม่ก่อให้เกิด ร่วมกนั ได้

238 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

หวั ขอ้ ท่ี 7 หลกั การสอนสำ� หรบั การพฒั นา สอดคล้องกับปรียานุช พิบูลสราวุธ (Piboon
ทกั ษะ กระบวนการคิดการปฏบิ ัตติ ามปรัชญาของ sarawut, 2007 : 78) กล่าวว่า ในการน�ำหลัก
เศรษฐกิจพอเพียง ในส่วนของผู้ศึกษาขอน�ำเสนอ เศรษฐกิจพอเพียงไปใชใ้ ห้เกดิ ผลตอ่ การพัฒนาน้ัน
ความเห็นว่า ผู้เขียนให้แนวคิดว่าในหัวข้อที่ 7 นี้ ตอ้ งเขา้ ใจ “กรอบแนวคดิ ” วา่ เปน็ ปรชั ญาทชี่ แี้ นะ
วา่ ดว้ ยเรอื่ ง หลกั การสอนสำ� หรบั การพฒั นาทกั ษะ แนวทางการดำ� รงอยแู่ ละปฏบิ ตั ติ นในทางทค่ี วรจะ
กระบวนการคิดการปฏิบัติตามหลักปรัชญาของ เป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคม
เศรษฐกิจพอเพียงกระบวนการคิดการปฏิบัติตาม ไทย สามารถน�ำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและ
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งทนี่ ำ� เสนอ พฒั นาขน้ึ เป็นการมองโลกเชิงระบบท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่
จากการวิเคราะห์ปรัชญาดังกล่าวให้เห็นท้ัง ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต
องค์ประกอบหลักและองค์ประกอบย่อย รวมทั้ง เพ่ือความม่ันคงและความยั่งยืนของการพัฒนา
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบเหล่าน้ัน แล้วจึง ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจคุณลักษณะว่าเศรษฐกิจ
สงั เคราะหอ์ งคป์ ระกอบต่างๆ นนั้ มาเปน็ กระบวน พอเพยี งสามารถนำ� มาประยกุ ตใ์ ชก้ บั การปฏบิ ตั ติ น
การคดิ ทมี่ ลี ำ� ดบั ขนั้ ตอน เออื้ ใหผ้ คู้ ดิ สามารถดำ� เนนิ ไดใ้ นทกุ ระดบั โดยเนน้ การปฏบิ ตั บิ นทางสายกลาง
การคิดได้อย่างสะดวก ท�ำให้การคิดเป็นไปอย่าง และการพฒั นาอยา่ งเปน็ ขนั้ ตอน
รอบคอบ ครอบคลุมประเด็นส�ำคัญที่ควรคิดตาม ผวู้ จิ ารณ์เห็นวา่ การพัฒนาตนเองมีความ
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่การที่ผู้เรียน สำ� คญั คอื เพอื่ ทจี่ ะไดร้ จู้ กั ตนเองตรงตามความเปน็
จะสามารถคดิ โดยใชก้ ระบวนการดงั กลา่ วไดด้ ี และ จริง อันจะน�ำไปสู่การขจัดความรู้สึกท่ีขัดแย้ง
เกดิ เปน็ ทกั ษะความชำ� นาญ จนสามารถพฒั นาเปน็ ภายในตวั บคุ คลออกไปและกา้ วมาสกู่ ารยอมรบั ตน
ลกั ษณะนสิ ยั ของตนไดด้ ที สี่ ดุ นนั้ ผเู้ รยี นจำ� เปน็ ตอ้ ง ตามสภาพความเป็นจริง พร้อมที่จะปรับตัวไปใน
มีความเขา้ ใจกระบวนการ และไดร้ ับการฝึกฝนใช้ ทางทด่ี ขี ึ้น โดยการสร้างคณุ ลกั ษณะทมี่ ีประโยชน์
บ่อยๆ ในสถานการณ์ทมี่ คี วามตกต่างหลากหลาย และลดหรอื ขจดั คณุ ลกั ษณะทเี่ ปน็ โทษกบั ชวี ติ และ
ผสู้ อนจงึ มบี ทบาททจี่ ะตอ้ งทำ� หนา้ ทชี่ ว่ ยใหผ้ เู้ รยี น สงั คม และเพอื่ เปน็ แนวทางในการทจี่ ะพฒั นาชวี ติ
มีความเข้าใจในกระบวนการและฝึกทักษะให้แก่ ไปสเู่ ปา้ หมายทตี่ อ้ งการไดอ้ ยา่ งมรี ะบบและมคี ณุ ภาพ
ผู้เรียน นอกจากจะต้องเข้าใจในสาระส�ำคัญของ
หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งและกระบวนการคดิ 4. สรุป
การปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ดงั กล่าวไว้ในบทตน้ ๆ ท่ผี ่านมาแล้ว ผู้สอนจำ� เป็น จุดเด่นของหนังสือเร่ืองถอดรหัสปรัชญา
ต ้ อ ง มี ค ว า ม เ ข ้ า ใ จ ใ น ห ลั ก ก า ร ส อ น ทั ก ษ ะ ของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การสอนกระบวนการคิด
กระบวนการดว้ ย เพือ่ ช่วยใหเ้ กดิ การสอนที่ดีทีส่ ุด เลม่ นี้ เปน็ หนงั สอื ทม่ี ปี ระโยชน์ มคี ณุ คา่ เหมาะสม
(Khaemmani, 2016 : 201-212) ซ่ึงมีความ กับครูผู้สอน และผู้ที่มีความสนใจและเห็นความ
สำ� คัญของการพัฒนาบุคลากรของชาติ ซึง่ จะไดใ้ ช้

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 239

หนังสือดังกล่าวเป็นแหล่งความรู้เป็นแนวทางใน เศรษฐกจิ พอเพียง สามารถนำ� ปรัชญาไปใช้ในการ
การลงมอื ปฏบิ ตั เิ พอ่ื สบื สานและนอ้ มนำ� มรดกทาง คดิ และการกระทำ� ตา่ งๆ ในชวี ติ ประจำ� วนั ตระหนกั
ความคิดท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี ในประโยชน์และคุณค่าของปรัชญา จนเกิดแรง
9 ทรงพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยไปใช้ให้ จูงใจในการน�ำปรัชญาไปใช้อย่างต่อเนื่องและ
เกดิ ประโยชนส์ ูงสุดแก่ประเทศไทยสืบไป พัฒนาเป็นคุณลักษณะลักษณะนิสัยพอเพียงใน
จากเน้ือหาในหนังสือเล่มน้ีชี้ให้เห็น ทสี่ ดุ ซงึ่ วธิ กี ารสอนอาจใชก้ ารสอนแบบบรู ณาการ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดหลัก และการสอนโดยตรงโดยยดึ หลกั การทกี่ ลา่ วขา้ งตน้
ปฏิบัติที่ให้ความส�ำคัญกับการคิดตั้งแต่การคิด จะสามารถช่วยให้การพัฒนาผู้เรียนบรรลุตาม
วางแผน (Plan) หรอื คดิ กอ่ นทำ� เพอื่ ใหไ้ ดแ้ ผนงาน จดุ มงุ่ หมายที่ตอ้ งการได้
ทดี่ ี และการคดิ ระหวา่ งปฏบิ ตั งิ านตามแผนหรอื คดิ ในทศั นะของผู้วจิ ารณ์เหน็ ว่า หนังสอื เล่ม
ขณะท�ำ เพ่ือประเมินและปรับปรุงงานท่ีท�ำให้ดี นี้ผู้เขียนใช้ส�ำนวนเชิงวิชาการเพ่ือประกอบการ
รวมไปถึงการคิดทบทวนในสิ่งท่ีได้ท�ำไปแล้ว หรือ เขยี นโดยนอ้ มนำ� แนวคดิ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
การคิดหลงั ทำ� เพ่อื การเรยี นรูแ้ ละพัฒนาตอ่ ไป ดัง เป็นหลักให้สอดคล้องกับการพัฒนากระบวนการ
นนั้ การคดิ จงึ เปน็ ทกั ษะทสี่ ำ� คญั ซง่ึ ครผู สู้ อนจำ� เปน็ คิดเนื่องจากผู้เขียนเป็นผู้มีความเช่ียวชาญพิเศษ
ต้องช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดแก่ผู้เรียน ด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวน
เพราะกระบวนการคิดการปฏิบัติตามปรัชญาของ การคิด ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีท่าน
เศรษฐกจิ พอเพยี ง ทงั้ 5 ขอ้ ดงั กลา่ วมาขา้ งตน้ หาก น�ำเสนอจึงเป็นหลักคิดที่มีคุณค่า อีกทั้งสามารถ
บุคคลใดสามารถน�ำไปใช้จริงในการคิดพิจารณา สร้างความเชื่อมโยงกับการใช้กระบวนการคิด
และกระทำ� การใดๆ ยอ่ มชว่ ยใหก้ ารคดิ การกระทำ� หนงั สอื “ถอดรหสั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสู่
เปน็ ไปในทางสายกลาง นำ� ไปสคู่ วามสมดลุ ทไ่ี มก่ อ่ การสอนกระบวนการคดิ ” จงึ เปน็ หนงั สอื ทค่ี วรมไี ว้
ให้เกดิ ปญั หาความเดอื ดร้อน เสียหายใดๆ แกใ่ คร อา่ น ทง้ั สว่ นตวั และการศกึ ษาเลา่ เรยี น ในสว่ นการ
ชีวติ กจ็ ะสงบสขุ และก้าวหนา้ ไปอยา่ งมั่นคงยั่งยนื ท�ำงานสามารถน�ำไปประยุกต์ใช้และการด�ำเนิน
ท�ำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าส�ำหรับครูผู้สอนและ ชีวิตประจ�ำวันเพ่ือให้เกิดความพอเพียงตามหลัก
ผู้ท่ีสนใจได้น�ำไปประยุกต์ใช้ฝึกกระบวนการคิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงปฏิบัติบนทางสายกลาง
ได้ด้วยตนเองและผู้สอนปรัชญาของเศรษฐกิจ และพร้อมรับการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนได้พัฒนา
พอเพียงให้แก่เด็กและเยวาชนนั้น มีจุดมุ่งหมาย ชีวิตไปสู่เป้าหมายท่ีมีความสงบสุขและก้าวหน้า
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในปรัชญาของ ต่อไปอย่างมั่นคงยง่ั ยนื และเห็นคุณคา่

240 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

References

Issarangkun Na Ayutthaya, C. and Piboonsarawut, P. (2009). Follow the father of sufficiency
to sustainable development. 2th edition. Bangkok : Phechrung.

Khaemmani, T. (2016). Decoding the philosophy of sufficiency economy to the teaching
process. Bangkok : Publisher of Chulalongkorn University.

Nakgarrearn, M. (2006). Buddhism and Environ mental Education. Bangkok : Mahachula
longkornrajavidyalaya University printing house.

Nilaphan, M., Wanichvatthanavorachai, S. and Yawongsha, P. (2011). Developing a Learning
Management Model the philosophy of Sufficiency Economy. Bangkok : Faculty
of Education Silpakorn University.

Phanich, W. (2012). 21st Century Learning for Disciples. Bangkok : Sod Sri-Saritwong Foundation.
Piboonsarawut, P. (2007). The royal palace with the philosophy of Sufficiency Economy.

Bangkok : Phich Rung Printing.
Piboonsarawut, P. (2007). Driving the Sufficiency Economy of Education. Bangkok : Office

of the Crown Property.
Sirivilai, S. (2006). Ethics for Nursing. 11th edition. Bangkok : Chulalongkorn University.


Click to View FlipBook Version