ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 91
การเรียนรู้จากการท�ำงานบ้าน เป้าหมายของการ สงั กดั ตา่ งกนั แตท่ ง้ั คกู่ เ็ ปน็ โรงเรยี นสงั กดั ของรฐั บาล
เรียนรู้ที่ท�ำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คือการเรียนรู้ท่ี เหมือนกันการเป็นโรงเรียนของรัฐนั้น โอกาสที่
ท�ำให้ผู้เรียนช่วยเหลือตนเองและพ่ึงพาผู้อ่ืนให้ ผู้บริหารโรงเรียนและครูจะได้รับความรู้และแนว
น้อยลง ดังน้ันการเรียนรู้ที่มีครอบครัวเป็นฐานใน การปฏบิ ัติ เกี่ยวกบั ความแตกตา่ งหลากหลายทาง
การจัดการศึกษาจึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถท�ำ วัฒนธรรม และการจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียน
กจิ วัตรประจำ� วันได้ดว้ ยตนเอง การช่วยเหลือและ ให้เอื้อต่อการสร้างการยอมรับในความแตกต่าง
ท�ำงานบ้านถือเป็นกิจวัตรท่ีผู้เรียนต้องท�ำเป็น มากกว่าครูในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานการศึกษา
ประจ�ำทุกวันก่อนเริ่มการเรียนรู้ในรูปแบบอ่ืนๆ เอกชน
ทงั้ นง้ี านบา้ นยงั มสี ว่ นสำ� คญั ทที่ ำ� ใหผ้ เู้ รยี นสามารถ 3. ด้านสารสนเทศสอ่ื และเทคโนโลยอี ยู่
ควบคุมและก�ำกับตนเองให้สามารถท�ำงานจน ในระดับมาก ได้แก่ ครูได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้
ส�ำเร็จ โดยมีผู้ปกครองคอยช่วยก�ำกับในเร่ืองของ สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี นใชเ้ ทคโนโลยสี อื่ สารสนเทศรอบ
ความปราณีตและตรวจสอบคุณภาพของงานเพื่อ ตัวให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และเชื่อมโยงกับการ
การปรับปรุงแก้ไขและก�ำกับตัวเองของผู้เรียนใน ดำ� เนนิ ชวี ติ จรงิ ซง่ึ สอดคลอ งกบั ผลวจิ ยั ของยพุ เรศ
การท�ำงานคร้งั ตอ่ ไป ขาวฉ�่ำ พบว่า คะแนนหลังเรียนด้วยส่ือการสอน
2. ด้านการเรียนรู้ทางสังคมและพหุ แบบออนไลนส์ งู กวา่ กอ่ นเรยี น อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทาง
วฒั นธรรม อยใู่ นระดบั มาก ไดแ้ ก่ ครไู ดจ้ ดั กจิ กรรม สถิติที่ระดับ .05 และแบบประเมินความพึงพอใจ
การเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจและเรียนรู้ที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังจากเรียน
จะอยรู่ ว่ มกนั กบั สงั คม มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ที่ ดว้ ยสือ่ การสอนแบบออนไลน์ โดยใชก้ ระบวนการ
และมจี ติ สำ� นกึ การทำ� ประโยชนต์ อ่ สงั คม ตลอดถงึ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach Less, Learn
ส่งเสริมให้นักเรียนยอมรับในการอยู่ร่วมกับสังคม More ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉล่ีย
ท่มี ีความแตกตา่ งกนั ทางดา้ นวัฒนธรรม ความเชอื่ เท่ากบั 3.89 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.82
และเจตคตอิ ยา่ งมคี วามสขุ ซงึ่ สอดคลอ งกบั ผลงาน 4. ด้านเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา
วจิ ยั ของบญั ญตั ิ ยงยว่ น (Yongyuan, 2013 : 753) อยใู่ นระดบั มาก ไดแ้ ก่ ครไู ดจ้ ดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
พบว่า ครูท่สี อนในโรงเรยี นสงั กดั องคก์ ารปกครอง ท่ีเช่ือมโยงประสบการณ์จริง ให้นักเรียนได้คิด
ส่วนท้องถ่ิน (อปท.) ยอมรับความหลากหลาย วิพากษ์และแก้ปัญหา ฝกึ คิดวางแผนในการค้นหา
วัฒนธรรม ด้านชาติพันธ์ ศาสนา ขนบประเพณี ความรแู้ ละลงมอื ปฏบิ ตั กิ ารแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์
วิถีชีวิตและการยอมรับโดยรวมสูงกว่าครูที่สอน ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวสอดคลองกับงานวิจัยของ
ในโรงเรยี นสังกดั ส�ำนกั งานการศกึ ษาเอกชน (สช.) สุกัญญา งามบรรจง (Ngambanjong, 2016 :
ทเ่ี ป็นเชน่ นี้ อาจเปน็ เพราะโครงสรา้ งขององคก์ าร 143) ผู้เรียนให้ความร่วมมือในการท�ำกิจกรรม
ในโรงเรียนสังกัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐานซ่ึงแม้จะมี ต่างๆ มีความกระตือรือร้นในการหาข้อมูลมีการ
92 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
หาความรู้เพ่ิมเติมท้ังในและนอกห้องเรียน ด้าน (Phongthanadesuan, 2015) พบว่า เมอื่ เปรยี บ
ความเชอ่ื มน่ั ในตนเองของผเู้ รยี นมพี ฒั นาการไปใน เทียบความต้องการการนิเทศการสอนด้านการใช้
ทางทดี่ ขี น้ึ กลา้ แสดงความคดิ เหน็ ในประเดน็ ตา่ งๆ หลกั สตู รการจดั การเรยี นการสอน การจดั กจิ กรรม
ในมุมมองที่แตกต่างกัน สามารถแสดงแนวคิดท่ี นักเรียน การวัดและประเมินผลของครูฟิสิกส์ที่มี
แปลกใหม่ หลากหลายในการแก้ปัญหาตา่ งๆ ดว้ ย ประสบการณใ์ นการสอน ระดบั วฒุ ิการศึกษาและ
ความม่ันใจ พื้นฐานการฝึกอบรมต่างกันในแต่ละด้านพบว่า
5. ดา้ นการสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรมอยู่ ไมแ่ ตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05
ในระดับมาก ได้แก่ ครูได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประสบการณก์ ารทำ� งาน ครผู สู้ อนทมี่ ปี ระสบการณ์
โดยให้นักเรียนเรียนรู้ร่วมกับผู้อ่ืนอย่างสร้างสรรค์ การสอนตา่ งกัน มกี ารจัดการเรยี นรู้กลมุ่ สาระการ
ให้นักเรียนได้แสดงออกและคิดอย่างสร้างสรรค์ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตาม
และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองจากการลงมือ แนวคดิ “ลดเวลาเรยี น เพมิ่ เวลาร้”ู ไมแ่ ตกต่างกนั
ปฏิบัติจริง ซ่ึงสอดคลองกับผลวิจัยของอานนท์ อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ซึ่งไม่เป็น
ตาลจรัส (Tanjarat, 2017 : 175-176) การจัด ไปตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการ
กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิม่ เวลารู้ ท�ำให้นักเรยี นได้ วิจัยชมุ พร ภามนตรี (Phamontri , 2016 : 193-
เรยี นรู้ และปฏบิ ตั กิ จิ กรรมสรา้ งสรรคแ์ ละเหมาะสม 202) พบวา่ ผลการเปรยี บเทยี บการรบั รขู้ องครตู อ่
ได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความถนัด ความสนใจ คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่
ตามศกั ยภาพของตนเองแต่ละคน ได้เรยี นร้ใู นการ 21 สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
อย่รู ่วมกนั มนี ำ้� ใจ การช่วยเหลอื กันและไดเ้ รยี นรู้ เขต 27 จำ� แนกตามประสบการณก์ ารทำ� งาน พบวา่
อย่างมีความสขุ โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้าน
5. การเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้ ภาวะผู้น�ำ ขนาดสถานศึกษา ครูผู้สอนในสถาน
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ ศึกษาท่ีมีขนาดต่างกัน มีการจัดการเรียนรู้กลุ่ม
วฒั นธรรมตามแนวคิด “ลดเวลาเรยี น เพิม่ เวลาร”ู้ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ในสถานศึกษา สังกดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา ตามแนวคิด “ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลาร”ู้ แตกต่าง
มัธยมศึกษา เขต 25 พบว่า ระดับการศึกษาครู กันอย่างมนี ัยสำ� คัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั 0.05 ซึง่ เป็น
ผู้สอนมีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีการจัดการ ไปตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้ ซ่ึงสอดคล้องกับผลการ
เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา วิจัยคมสรร บุญประโคน (Boonprakon, 2018)
และวัฒนธรรมตามแนวคิด “ลดเวลาเรียน เพิ่ม พบว่า เปรียบเทียบของผู้บริหารสถานศึกษาและ
เวลารู้” ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ี ครูที่ปฏิบัติงานต่างกันในโรงเรียนขนาดต่างกัน
ระดับ 0.05 ซ่ึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ มีความคิดเห็นเก่ียวกับการด�ำเนินงานการบริหาร
ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยสมคิด พงค์ธเนศวร การจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” ของ
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 93
สถานศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครง้ั ตอ่ ไป
มัธยมศึกษา เขต 32 โดยภาพรวมและรายด้าน 2.1 ควรมีการศึกษาในรูปแบบวิธี
แตกตา่ งกนั ทงั้ นเ้ี ปน็ เพราะวา่ กจิ กรรม ภารกจิ งาน วทิ ยาการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ เกยี่ วกบั การจดั การเรยี น
ของส�ำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ร้ตู ามแนวคดิ “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” ในสถาน
32 มภี ารกจิ หลกั คอื การสง่ เสรมิ การดำ� เนนิ กจิ กรรม ศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
การควบคุมคุณภาพ โดยมีคู่มือแนวทางการจัด มธั ยมศึกษา เขต 25 และเขตอ่นื ๆ
กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้มีการก�ำหนดเป้า 2.2 ควรศึกษาปัญหาเทคนิคการ
หมายเดียวกัน รวมทั้งได้รับการพัฒนาในเร่ือง จดั การเรยี นรูต้ ามแนวคดิ “ลดเวลาเรยี น เพิม่ เวลารู้
บคุ ลากรทงั้ ทางตรงและทางออ้ มไดร้ บั เชน่ เดยี วกนั 2.3 ควรศึกษาแนวทางการแก้ไข
ปญั หาการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ “ลดเวลาเรยี น
6. ข้อเสนอแนะ เพ่ิมเวลารู้” โดยใช้กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหาร
โรงเรยี น นกั เรียน และผู้ปกครองนกั เรียน
1. ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
1.1 เนอ่ื งจากนโยบายทางการศกึ ษา 7. องคค์ วามรูท้ ่ไี ด้รับ
ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซ่ึงท�ำให้เกิดปัญหา
ในการปฏิบัติตามนโยบาย ควรมีการจัดสัมมนา การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
บคุ คลากรทางการศกึ ษาทยี่ งั ขาดความรแู้ ละเขา้ ใจ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมตามแนวคิด
ในนโยบาย จึงอยากให้หน่วยงานทร่ี ับผิดชอบได้มี “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ครูผู้สอนต้องส่งเสริม
การกำ� กบั ดแู ล และตดิ ตามผลอยตู่ ลอด เพอ่ื ใหเ้ กดิ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนแลกเปล่ียน
ประสิทธิภาพท่ดี ียง่ิ ข้ึน เรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับชีวิต
1.2 กิจกรรมการเรียนรู้ควรมีหลาก ภูมิปัญญา ส่ิงแวดล้อม และชุมชนของนักเรียน
หลายและเหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน โดยมีการประสานและแสวงหาความร่วมมือ
เปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นรว่ มคดิ วเิ คราะห์ และเสนอแนะ จากชุมชน และแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาให้
กจิ กรรมการเรยี นรู้ เนน้ กจิ กรรมในรปู แบบของการ นกั เรยี นมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจวฒั นธรรมของทอ้ งถนิ่
ฝกึ และปฏบิ ตั ภิ าคสนามจากประสบการณต์ รงเพอ่ื และโลก และครคู วรคำ� นงึ ถงึ ความสนใจ ความถนดั
ใหเ้ กดิ องคค์ วามรู้ และสามารถนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ น และความต้องการของนักเรียนตามความแตกต่าง
ชวี ิตจริงได้ ของบคุ คล
94 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
References
Boonprakon, K. (2018). Management of activity management reduce study time, increase
knowledge time of educational institutions under the Office of Secondary Educational
Service Area 32. Master of Education Thesis. Graduate School : Buriram Rajabhat
University.
Namphueg, N (2017). The process of managing education by family, enhancing life skills
and Working in the 21st century. Veridian E-Journal, Silpakorn University. 10(1),
208-218.
Ngambanjong, S. (2016). Development of a learning process management model to
enhance skills in the 21st century through activities to reduce learning time,
increase the time of learning of the Office of the Basic Education Commission.
Research reports. academic offices and educational standards Office of the Basic
Education Commission : Ministry of Education.
Phamontri, C. (2016). Characteristics of School Administrators in 21st Century as Perceived
and Expectated by Teachers under the Office of Secondary Educational Service
Area 27. Journal of Graduate School Sakon Nakhon Rajabhat University, 13(63),
193-202.
Phongthanadesuan, S. (2015). The need for teaching supervision of high school physics
teachers In Bangkok. Master of Education Thesis. Graduate School : Chulalongkorn
University.
Tanjarat, A. (2017). learning reform according to the guidelines Reduce learning time,
increase knowledge of Nakha Wittayakom School Wapi Pathum District Maha
Sarakham Province. Master of Education Thesis. Graduate School : Rajabhat Maha
Sarakham University.
Yongyuan, B. (2010). A Survey of Respect for Cultural Diversity among Teachers in Three
Southern Border Provinces, Thailand. Songklanakarin Journal of Social Sciences
& Humanities, 16(5), 741-758.
การพัฒนาทกั ษะพ้นื ฐานทางดา้ นคณิตศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั
โดยใชก้ ารจัดประสบการณ์การประกอบอาหาร
โรงเรยี นภหู ่านศึกษา จงั หวดั ขอนแกน่ *
The Development of Mathematical Skills of Children
Using the Experiencc of Cooking Phuhansuksa School Khon
Kaen Province
ณัฏนนั ฐกาญจน์ ภูมาก, ลัดดา เชยี งนางาม และปิยรตั น์ เที่ยงภกั ด์ิ
Natnanthakarn Poomak, Ladda Chiengnangam and Piyarat Thiangpak
มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Northeastern University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
ทไี่ ดร้ ับการจัดประสบการณ์การประกอบอาหาร ส�ำหรบั เด็กอนุบาลช้นั ปีท่ี 2 และ 2) เปรยี บเทียบทักษะ
พ้ืนฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การประกอบอาหาร
กลุม่ ตวั อย่างท่ีใชใ้ นการวจิ ยั คร้งั น้เี ปน็ เดก็ ปฐมวัยอายุระหว่าง 5-6 ปี กำ� ลงั ศึกษาอย่ใู นระดับช้ันอนบุ าล
ปีท่ี 2 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนภูห่านศึกษา ต�ำบลภูห่าน สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 จ�ำนวน 20 คน ซ่ึงได้มาโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) ผูว้ ิจยั เป็นผู้ด�ำเนนิ การทดลองด้วยตนเองใช้เวลาในการทดลอง 8 สปั ดาหๆ์ ละ
3 วนั ๆ ละ 50 นาที รวมทง้ั สน้ิ 24 ครงั้ เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั คอื แผนการจดั ประสบการณก์ ารประกอบ
อาหารและแบบทดสอบเชงิ ปฏบิ ตั ทิ กั ษะพน้ื ฐานทางคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั มคี า่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง
ระหว่างพฤตกิ รรมกับจดุ ประสงค์ (IOC) อยรู่ ะหว่าง 0.71-1.00 และมีค่าสมั ประสิทธิ์ความเชื่อมน่ั เท่ากบั
0.73 การวจิ ยั ครงั้ นใี้ ชแ้ ผนการวจิ ยั แบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถติ ทิ ใี่ ชว้ เิ คราะหข์ อ้ มลู
คอื t-test for Dependent Sample
* ได้รับบทความ: 10 มิถุนายน 2563; แกไ้ ขบทความ: 20 ตุลาคม 2563; ตอบรับตีพิมพ์: 9 ธนั วาคม 2563
Received: June 10, 2020; Revised: October 20, 2020; Accepted: December 9, 2020
96 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารระดับทักษะพ้ืนฐานทาง
คณิตศาสตร์ของเดก็ ปฐมวยั ในภาพรวมอยู่ในระดบั ดี ( = 24.30) และเม่อื พจิ ารณาเป็นรายดา้ นพบว่า
ดา้ นการสงั เกตเปรยี บเทยี บ ( = 6.00) ด้านการจัดหมวดหมู่ ( = 5.95) ด้านการเรียงลำ� ดับ ( = 6.20)
และดา้ นการรคู้ า่ จำ� นวน ( = 6.15) อยใู่ นระดบั ดี และเมอื่ เปรยี บเทยี บระดบั ทกั ษะพนื้ ฐานทางคณติ ศาสตร์
ของเด็กปฐมวัยในภาพรวมและรายดา้ น มคี า่ สงู กวา่ ก่อนการจัดประสบการณก์ ารประกอบอาหารอย่างมี
นยั สำ� คญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .01
คำ� ส�ำคัญ: ทักษะพืน้ ฐานทางคณิตศาสตร;์ การจดั ประสบการณ์การประกอบอาหาร; เดก็ ปฐมวัย
Abstract
This research Objective: 1) to study basic math skills of early childhood That has
been provided with culinary experience For kindergarten children, and 2) compare the
basic math skills of preschool children. Before and after organizing the cooking experience
The sample group used in this research is preschool children aged 5-6 years studying in
Kindergarten Level 2, Semester 1, Academic Year 2017, Phu Han Suksa School, Phu Han
Subdistrict, Khon Kaen Primary Educational Service Area Office. 5, 20 persons, who were
selected by Purposive Sampling, the researcher conducted the experiment manually.
The experiment took 8 weeks, 3 days, 50 minutes each, total 24 times. This research is
a plan to organize a cooking experience and a practical test on the mathematical skills
of early childhood. The IOC was between 0.71-1.00 and the confidence coefficient of
0.73 was used for this research using the One-Group Pretest- Posttest Design research
plan. The statistics used to analyze the data were t-test for Dependent Sample.
The result of the research shows that: After organizing cooking experiences, the
level of basic mathematical skills of preschool children in a good level was good ( =
24.30) and when considered in each aspect found that Comparison observation ( = 6.00),
classification ( = 5.95), sorting ( = 6.20) and quantity literacy ( = 6.15) were at a good
level and when comparing the basic mathematical skills of preschool children In overall
and in each aspect, it was higher than before the experience of cooking with statistically
significance at .01 level.
Keywords: Mathematics Basic Skills; Cooking Activities; young children
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 97
1. บทนำ� เด็กได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงโดย
ผู้ใหญ่เป็นผู้เตรียมสภาพแวดล้อมให้ และให้เด็ก
เด็กปฐมวัยเป็นวัยเร่ิมต้นแห่งการเรียนรู้ เรยี นรโู้ ดยผา่ นกระบวนการปฏบิ ัตจิ ริง เรยี นรู้จาก
เป็นทรัพยากรที่ส�ำคัญและมีคุณค่าในการพัฒนา ของจริงทดลองจริงกับสิ่งน้ันๆ เด็กจะเกิดความ
ประเทศ ซึ่งการพัฒนาในวัยเด็กจะเป็นพื้นฐาน เขา้ ใจ และเกดิ ความคดิ รวบยอดในเรอื่ งทเี่ รยี นไดด้ ี
อนั มนั่ คงตอ่ ไปในอนาคต เพราะพฒั นาการทกุ ดา้ น การจัดประสบการณ์เพ่ือส่งเสริมให้เด็ก
ของเดก็ ในวยั นจ้ี ะเจรญิ เตบิ โตอยา่ งรวดเรว็ ตอ่ เนอ่ื ง เกิดทักษะพ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์สามารถจัดได้
และเป็นพน้ื ฐานในการวางรากฐานของการพัฒนา หลายกิจกรรม เช่น กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
ทุกด้าน เยาวพา เดชะคปุ ต์ (Dechakup, 1999) การเลน่ ตอ่ พลาสตกิ สรา้ งสรรค์ การเลน่ ภาพตดั ตอ่
กลา่ ววา่ การจดั การศกึ ษาควรเรมิ่ ตน้ ในชว่ งปฐมวยั การเลน่ บลอ็ ก การเลน่ น�้ำ การเลน่ ทราย เป็นตน้
เป็นช่วงท่ีส�ำคัญมากในการวางรากฐานของการ (Phonyothin, 1997 : 60-61) ปัจจุบันการจัด
พัฒนาทุกด้าน การพัฒนาคุณภาพของประชากร ประสบการณ์ให้เด็กได้รับประสบการณ์ทาง
จ�ำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมวัย เด็กในวัยน้ีควร คณิตศาสตร์สามารถจัดได้หลากหลายรูปแบบ
ไดร้ บั การสง่ เสรมิ พฒั นาการทกุ ดา้ นทงั้ ดา้ นรา่ งกาย ครูสามารถสอดแทรกเข้ากับกิจกรรมต่างๆ ที่เด็ก
สตปิ ญั ญา อารมณ์ สงั คม และบคุ ลกิ ภาพ พฒั นาการ ทำ� ได้ (Chitdon, 1983 : 46) กจิ กรรมการประกอบ
ต่างๆ ในวัยน้ีสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ถ้าหาก อาหารเป็นอีกกิจกรรมหน่ึงท่ีสามารถจัดเพื่อ
ได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง นักจิตวิทยาและ สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ เกดิ ทกั ษะพน้ื ฐานทางคณติ ศาสตรไ์ ด้
นักการศึกษาท่ัวไปต่างเชื่อว่า ประสบการณ์ที่เด็ก เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือ
ปฐมวัยรับจะเป็นพ้ืนฐานของการพัฒนาทุกด้าน ทดลองและปฏิบัติการด้วยตนเองจากของจริง
ต่อไปจนกระท่ังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พัฒนาการเด็ก โดยใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ ท�ำให้เด็กได้มี
ปฐมวยั มกี ารเจรญิ เตบิ โตในอตั ราทสี่ งู ทสี่ ดุ และเรว็ โอกาสสังเกต สัมผัสวัสดุอุปกรณ์ท่ีมีลักษณะ
ทสี่ ดุ โดยเฉพาะระบบสมอง เจรญิ เตบิ โตถงึ รอ้ ยละ แตกตา่ งกนั ในเรอ่ื งของรปู รา่ ง รปู ทรง ขนาด พนื้ ผวิ
80 ของผู้ใหญ่ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ท่ี ลกั ษณะ รปู ทรง ฯลฯ จากการมปี ระสบการณ์กับ
เหมาะสมจะเปน็ สว่ นสำ� คญั ในการสง่ เสรมิ พฒั นาการ สอื่ ทเ่ี ปน็ วสั ดธุ รรมชาตทิ อ่ี ยรู่ อบตวั เปน็ การเรยี นรู้
ของเด็ก สามารถช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ โดยใช้ความรู้สึกสัมผัสกับส่ิงท่ีเป็นธรรมชาติอย่าง
สมบูรณ์ และเป็นพลเมืองท่ีมีคุณภาพในอนาคต แท้จริง (Kulpisan, 1993 : 9-29)
(Dechakup, 1999 : 15) ถ้าหากเดก็ ไม่ไดร้ บั การ การประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่เด็ก
พัฒนาทางด้านสติปัญญาอย่างถูกต้องเหมาะสม ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงท�ำให้เด็กเกิดการ
ในช่วงน้ีแล้วความสามารถในการเรียนรู้อาจหยุด เรียนรู้ท่ีหลากหลาย ครูมีบทบาทส�ำคัญในการจัด
ชะงักได้ สอดคล้องกับสิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ ประสบการณใ์ หก้ บั เดก็ และในการจดั ประสบการณ์
(Pinyoanantaphong, 2002 : 154) กล่าวว่า
98 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็วต้องเป็นการจัด พืชผักที่คนเรานิยมรับประทานในปัจจุบัน ท�ำให้
ประสบการณ์ท่ีใกล้ตัวเด็ก โดยการน�ำภูมิปัญญา ปลอดภัยจากสารพิษทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคและ
ท้องถิ่นมาบูรณาการในการจัดประสบการณ์การ ส่ิงแวดล้อม ถ้าอาหารพ้ืนบ้านตามภูมิปัญญา
เรียนรู้ให้แก่เด็กปฐมวัย ด้วยการน�ำภูมิปัญญาใน ท้องถิ่นอีสานได้รับความนิยมมากข้ึนชาวบ้านใน
ทอ้ งถน่ิ ชมุ ชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการถา่ ยทอดองค์ หมบู่ า้ นยอ่ มปรบั เปลย่ี นพนื้ ทก่ี ารเกษตรมาปลกู ผกั
ความรู้ตามวิถีชีวิตด้ังเดิมในการใช้ภูมิปัญญา พนื้ บา้ นมากขนึ้ การอนรุ กั ษพ์ นั ธพ์ุ ชื ในทอ้ งถน่ิ เพม่ิ
สรา้ งสรรคอ์ าหาร เพือ่ ให้เกดิ ประโยชนต์ อ่ สขุ ภาพ ความหลากหลายทางชวี ภาพและสรา้ งความสมดลุ
ของคนในชุมชนและเหมาะสมกับการด�ำเนินชีวิต ให้แก่ระบบนิเวศ ท�ำให้ชุมชนพึ่งตนเองในด้าน
การรู้จักน�ำพืชผักสวนครัวมาใช้ประกอบอาหาร อาหารมากขนึ้ และเปน็ รากฐานสำ� คญั ของชมุ ชนนำ�
และปรงุ อาหารใหม้ คี วามสะดวกในการรบั ประทาน ไปสู่การพัฒนาหมู่บ้านอย่างบูรณาการ (Yaanan,
เหมาะสมกบั วถิ ชี วี ติ ความเปน็ หมบู่ า้ นเกษตรกรรม 2008 : 2) ในการจดั ประสบการณต์ ามวถิ ภี มู ปิ ญั ญา
และยึดหลักสะดวก เรียบง่าย ปลอดภัย มีคุณค่า ท้องถิ่นอีสานท่ีเน้นการประกอบอาหาร นอกจาก
ทางโภชนาการท�ำให้ได้อาหารในท้องถ่ินที่มี เด็กปฐมวัยจะเกิดการเรียนรู้แล้วยังสามารถ
เอกลักษณ์ประจ�ำตัว นอกจากจะให้คุณค่าทาง ถ่ายทอดวิถีชีวิตจากคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นหลังอย่าง
โภชนาการท่ีจ�ำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วนแล้ว ต่อเน่ือง ปัจจุบันผักและอาหารพื้นบ้านอีสานบาง
ยงั ใหส้ รรพคณุ ทางยาและสมนุ ไพร มเี สน้ ใยอาหาร ชนดิ เรม่ิ หาทานไดย้ าก บางครงั้ แมแ้ ตค่ นในทอ้ งถนิ่
มากมาย (Chitdon, 1983 : 10) รวมถึงมิติทาง เองยังไม่ค่อยเห็น โดยเฉพาะอย่างย่ิงเด็กและ
ภูมิปัญญาและศิลปะของชุมชนท้องถ่ินอาหาร เยาวชนรุ่นหลังบางคนแทบจะไม่รู้จัก เน่ืองจาก
พื้นบ้านจึงมีคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน สังคมในปัจจุบันเด็กบางคนไม่ชอบทานผักและ
อาหารบางชนดิ ทกี่ ำ� ลงั จะสญู หายไปกบั บรรพบรุ ษุ ทานอาหารพ้ืนบา้ นไมเ่ ปน็ ซง่ึ วัฒนธรรมต่างๆ เริ่ม
หาคนท�ำได้ยาก การท�ำให้คนในชุมชนเห็นความ ท่ีจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเริ่มไม่เห็นความส�ำคัญ
สำ� คญั ของการรบั ประทานอาหารไทย อาหารทอ้ งถน่ิ ของอาหารอีสาน พ่อแม่ผู้ปกครองจะให้ลูกทาน
และการได้รับการสนับสนุนส่งเสริมการสร้าง อาหารในแบบของคนภาคกลางมากขึ้น โดยทาน
กระแสนิยมอาหารท้องถิ่นจะช่วยให้คนในท้องถ่ิน ขา้ วจ้าว อาหารประเภทผดั ตม้ ยำ� ตม้ จดื ผกั และ
รวมถึงเด็กปฐมวัยมีสุขภาพดีอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ อาหารส่วนใหญ่จะซ้ือจากตลาดท�ำให้เด็กไม่เห็น
ค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาสุขภาพลดลง ท้ังยังช่วย คณุ คา่ และไมร่ จู้ กั ผกั และอาหารทแ่ี ทจ้ รงิ บางอยา่ ง
สืบสานให้เด็กรุ่นหลานช่วยกันสืบสานภูมิปัญญา ของคนอสี านโดยแท้จรงิ
ท้องถิ่นและวัฒนธรรมของท้องถิ่น พืชผักพ้ืนบ้าน ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะ
จะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น เพราะการปลูกพืช ศึกษาทักษะพ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็ก
พรรณเหลา่ นไ้ี มจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งใชส้ ารเคมี แตกตา่ งจาก ปฐมวัยท่ีได้รับการจัดประสบการณ์การประกอบ
ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 99
อาหารในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยให้เด็ก 3. วิธีด�ำเนนิ การวจิ ัย
ลงมือปฏิบัติกิจกรรมประกอบอาหารด้วยตนเอง
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัส การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชิงทดลอง
ทง้ั หา้ ผา่ นสอื่ และวสั ดอุ ปุ กรณท์ เ่ี ปน็ วสั ดธุ รรมชาติ ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ น้ี เปน็ เดก็ ปฐมวยั อายุ
ท่ีมีในทอ้ งถนิ่ ของเดก็ อาศัยอยู่ มลี ักษณะแตกต่าง ระหวา่ ง 5-6 ปี ก�ำลังศกึ ษาอย่ใู นระดบั ชนั้ อนบุ าล
กันจะท�ำให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ปที ่ี 2 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2560 โรงเรยี นภหู า่ น
เกดิ การเรยี นรอู้ ยา่ งเปน็ ธรรมชาติ ภายใตว้ ฒั นธรรม ศึกษา ต�ำบลภูห่าน สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การ
และภมู ปิ ญั ญาในทอ้ งถน่ิ ทเี่ ดก็ อาศยั อยู่ นอกจากนี้ ศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 5 จำ� นวน 20 คน
ยังเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ตามวิถีชีวิตดั้งเดิม ไดม้ าโดยเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sample)
ในการใช้ภูมิปัญญาสร้างสรรค์อาหาร เพ่ือให้เกิด การทดลองครัง้ นี้ ด�ำเนนิ การในภาคเรียน
ประโยชนต์ อ่ สขุ ภาพของคนในชมุ ชนและเหมาะสม ที่ 1 ปีการศึกษา 2560 เปน็ เวลา 8 สปั ดาห์ๆ ละ
กับการด�ำเนินชีวิตในการประกอบอาหารและปรุง 3 วนั คอื ในวนั องั คาร พธุ พฤหสั บดี วนั ละ 50 นาที
อาหารใหม้ คี วามสะดวกในการรบั ประทานมคี วาม ทำ� การทดลองชว่ งเวลา 09.30-10.20 น. รวมระยะ
เหมาะสมกบั วถิ ชี วี ติ ความเปน็ หมบู่ า้ นเกษตรกรรม เวลาทดลองทงั้ สนิ้ 24 ครงั้ โดยมลี ำ� ดบั ขน้ั ตอนดงั นี้
ปลอดภยั มคี ณุ คา่ ทางโภชนา การทำ� ใหไ้ ดอ้ าหารใน 1. ผู้วิจัยสร้างความคุ้นเคยกับเด็กกลุ่ม
ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ประจ�ำตัวบนพ้ืนฐานของ ตัวอย่างและจัดเตรียมสภาพแวดล้อมก่อนการ
ความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อเป็นแนวทาง ทดลอง 1 สัปดาห์
ให้ครูและผู้ที่เก่ียวข้องน�ำไปประยุกต์ใช้ในการจัด 2. กอ่ นการทดลองผวู้ จิ ยั ทำ� การทดสอบ
ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีส่งเสริมทักษะทาง (Pretest) กับเด็กกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบ
คณิตศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม เชงิ ปฏิบตั ิทกั ษะพืน้ ฐานทางคณิตศาสตร์
ต่อไป 3. ด�ำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง
โดยการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารเป็น
2. วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย กลมุ่ ๆ ละ 5 คน ใช้เวลา 8 สปั ดาห์ๆ ละ 3 วนั ๆ ละ
50 นาที ช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ รวมทั้ง
1. เพื่อศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้าน สน้ิ 24 ครัง้ โดยมขี นั้ ตอนดงั นี้
คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ท่ีได้รับการจัด วนั อังคาร: ระยะท่ี 1 ขน้ั เตรียมการก่อน
ประสบการณ์การประกอบอาหาร ส�ำหรับเด็ก การประกอบอาหาร ประกอบดว้ ย ขน้ั นำ� การนำ� เขา้
อนุบาลชั้นปที ี่ 2 สกู่ จิ กรรมโดยการใชส้ อื่ ของจรงิ เพลง คำ� คลอ้ งจอง
2. เพ่ือเปรียบเทียบทักษะพ้ืนฐานทาง รูปภาพ เพอื่ กระตุน้ ความสนใจของเด็กให้เกิดการ
ดา้ นคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั กอ่ นและหลงั การ เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การประกอบ
จัดประสบการณ์การประกอบอาหาร อาหาร ข้ันด�ำเนนิ การ การสนทนาพดู คยุ เก่ียวกบั
100 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ลักษณะของวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารด้วย ลักษณะของวัตถุดิบท่ีใช้ประกอบอาหารให้เด็ก
กระบวนการเรยี นรทู้ างคณติ ศาสตรโ์ ดยการกระตนุ้ ได้เปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ เรียงล�ำดับและการ
ใหเ้ ดก็ ได้ เปรยี บเทยี บ จดั หมวดหมู่ เรยี งลำ� ดบั และ รู้ค่าจ�ำนวนกับส่ือวัสดุอุปกรณ์ที่ครูน�ำมาจัด
การรู้ค่าจ�ำนวนกับส่ือวัสดุอุปกรณ์ท่ีครูน�ำมา ประสบการณใ์ หก้ บั เดก็ ปฐมวยั ขนั้ สรปุ การสนทนา
จัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัย ขั้นสรุป การ พูดคุยเกี่ยวกับลักษณะของวัตถุดิบที่ใช้ประกอบ
สนทนาพูดคุยเกี่ยวกับลักษณะของวัตถุดิบท่ีใช้ อาหารเครื่องปรุง ขั้นตอนในการประกอบอาหาร
ประกอบอาหารเพ่ือทบทวนการเรียนรู้ให้เกิด วิธีการประกอบอาหารเพื่อทบทวนการเรียนรู้
ทักษะ ด้านการเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ ในการเปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ เรียงล�ำดับและ
การเรยี งลำ� ดบั และการรคู้ า่ จำ� นวนในกระบวนการ การรู้ค่าจ�ำนวน จากนั้นเด็กวาดภาพแสดงผลงาน
เรียนรูจ้ ากการประกอบอาหาร ตามความคดิ ของเดก็ แลว้ ออกมาเลา่ ถา่ ยทอดความ
วนั พธุ : ระยะท่ี 2 ขน้ั จดั ประสบการณก์ าร ร้ทู ่ไี ด้หน้าชั้นเรียน
ประกอบอาหาร ประกอบดว้ ย ข้ันนำ� การน�ำเขา้ สู่ 4. เมอื่ ดำ� เนนิ การทดลองครบ 8 สปั ดาห์
กจิ กรรมโดยการใช้ส่ือของจรงิ เพลง คำ� คล้องจอง ผู้วิจัยท�ำการทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้าน
รปู ภาพ เพ่อื กระตุ้นความสนใจของเด็กใหเ้ กิดการ คณิตศาสตรห์ ลงั การทดลอง (Posttest) ดว้ ยแบบ
เรียนรู้เก่ียวกับการจัดประสบการณ์การประกอบ ทดสอบเชิงปฏบิ ัตทิ กั ษะพ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์
อาหารขั้นด�ำเนินการ การให้เด็กเข้ากลุ่มๆ ละ 5 5. น�ำข้อมูลที่ได้จากการทดลองไป
คนดำ� เนนิ การจดั การประกอบอาหาร ลงมอื ปฏบิ ตั ิ ทำ� การวิเคราะหข์ ้อมูลทางสถิติ
กิจกรรมด้วยตนเอง โดยท่ีเด็กได้เปรียบเทียบ เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัด
จัดหมวดหมู่ เรียงล�ำดับและการรู้ค่าจ�ำนวนผ่าน ประสบการณก์ ารประกอบอาหาร จำ� นวน 24 แผน
การจัดประสบการณ์การประกอบอาหร ข้ันสรุป และแบบทดสอบเชิงปฏิบัติทักษะพ้ืนฐานทางด้าน
ข้ันตอนที่ครูและเด็กสนทนาซักถามเกี่ยวกับ คณิตศาสตรข์ องเด็กปฐมวยั
ขอ้ ความรแู้ ละทกั ษะพนื้ ฐานทางคณติ ศาสตรท์ เี่ ดก็ การหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื นำ� แผนการ
ได้ลงมือจัดประสบการณ์การประกอบอาหารใน จัดประสบการณ์การประกอบอาหารและแบบ
แตล่ ะขน้ั ตอน ทดสอบเชิงปฏิบัติทักษะฉบับที่ปรับปรุงแก้ไขกับ
วนั พฤหสั บด:ี ระยะที่ 3 ขนั้ สรปุ /อภปิ รายผล อาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว มาสร้างเครื่องมือประเมิน
ประกอบดว้ ย ข้ันน�ำ การน�ำเขา้ สกู่ ิจกรรมโดยการ ความสอดคล้อง เพ่ือให้ผู้เชี่ยวชาญจ�ำนวน 3 คน
ใชส้ อื่ ของจรงิ เพลง คำ� คลอ้ งจอง รปู ภาพ เพอ่ื กระตนุ้ ไดป้ ระเมนิ คา่ ความสอดคลอ้ ง (IOC) โดยการหาคา่
ความสนใจของเด็กให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการ ความสอดคล้องข้อค�ำถามตามวัตถุประสงค์ของ
จดั ประสบการณก์ ารประกอบอาหาร ขนั้ ดำ� เนนิ การ การวจิ ยั (Index of Item objective Congruence:
การสนทนาพูดคุยโดยใช้ค�ำถามปลายเปิดเกี่ยวกับ IOC) และการตรวจสอบความเชอ่ื มน่ั (Reliability)
ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 101
คา่ สมั ประสทิ ธส์ิ มั พนั ธแ์ อลฟา่ (Alpha Coefficience) พบวา่ เดก็ มคี วามสามารถเฉลยี่ ทกุ ดา้ นอยใู่ นระดบั
ของ Conbach (1990) แบบทดสอบเชิงปฏิบัติ พอใช้ คอื ดา้ นการเปรยี บเทยี บ มีคา่ คะแนนเฉล่ยี
ทักษะที่มีค่าสัมประสิทธิ์ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปถือว่า เท่ากับ 3.25 ด้านการจัดหมวดหมู่ มีค่าคะแนน
มีความเที่ยง (Reliability) เฉลยี่ เทา่ กบั 3.00 ดา้ นการเรยี งลำ� ดบั มคี า่ คะแนน
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการ เฉลย่ี เทา่ กบั 3.05 ดา้ นการรคู้ า่ จำ� นวน มคี า่ คะแนน
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วน เฉลี่ยเท่ากับ 2.08 และเมื่อพิจารณาแยกเป็นราย
ข้อมูลท่ีเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating ด้านหลังได้รับการจัดประสบการณ์การประกอบ
scale) ใช้วิธีหาค่าเฉล่ยี (Mean) และค่าเบย่ี งเบน อาหารเด็กปฐมวัยมีระดับทักษะพื้นฐานทาง
มาตรฐาน (Standard Deviation) และศึกษาการ คณิตศาสตร์ พบว่า เด็กมีความสามารถเฉลี่ย
ตรวจสอบคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื ดา้ นความเทยี่ งตรง ทุกด้านอยู่ในระดับดี คือด้านการเปรียบเทียบ
(Validity) ของแบบทดสอบเชิงปฏิบัติการทักษะ มคี า่ คะแนนเฉลย่ี เทา่ กบั 6.00 ดา้ นการจดั หมวดหมู่
พ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์ โดยใช้สูตรดัชนีค่า มคี ่าคะแนนเฉลีย่ เทา่ กบั 5.95 ดา้ นการเรยี งล�ำดบั
ความสอดคล้อง IOC (Index of Item Objective มีค่าคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 6.20 และด้านการรู้ค่า
Congruence) (Pinyoanantapong, 1983 : 89) จ�ำนวนค่าคะแนนเฉลย่ี เทา่ กับ 6.15
การหาค่ายากง่าย (Difficulty) ของแบบประเมิน 2. ผลการเปรยี บเทยี บทกั ษะพน้ื ฐานทาง
เชิงปฏิบัติการทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ดา้ นคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั กอ่ นและหลงั การ
(Saiyot and Saiyot, 1995 : 210) การหาคา่ ความ จดั ประสบการณก์ ารประกอบอาหารสงู ขน้ึ กอ่ นการ
เชื่อม่ัน (Reliability) ของแบบประเมินเชิงปฏิบัติ ทดลองอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01
การทักษะพ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์โดยใช้สูตร โดยก่อนการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 12.10
KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน การเปรียบเทียบ และหลงั การทดลองมคี ะแนนเฉลี่ยเทา่ กับ 24.30
คะแนนความต่างของคะแนนเฉลี่ย จากแบบวัด
ความสามารถทางด้านการพูดก่อนและหลังการ 5. อภปิ รายผลการวิจยั
จดั กจิ กรรมการใชภ้ าพสญั ลกั ษณ์ โดยใชส้ ตู ร t-test
for Dependent Samples การวจิ ยั ครงั้ น้ี มจี ดุ มงุ่ หมายสำ� คญั เพอ่ื การ
ศึกษาและเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้าน
4. สรปุ ผลการวิจยั คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ
จัดประสบการณ์การประกอบอาหาร พบว่า
1. ร ะ ดั บ ทั ก ษ ะ พ้ื น ฐ า น ท า ง ด ้ า น หลงั ไดร้ บั การจดั ประสบการณก์ ารประกอบอาหาร
คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนได้รับการจัด เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์
ประสบการณ์การประกอบอาหารส�ำหรับเด็ก โดยรวมและรายดา้ นสงู กวา่ กอ่ นการจดั ประสบการณ์
ปฐมวัยมีระดับทักษะพ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์ การประกอบอาหาร อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่
102 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ แสดงว่า มีกล่ินหอมน่าอร่อย ได้ชิมรส อาหาร อันเป็น
การจดั ประสบการณก์ ารประกอบอาหาร ชว่ ยสง่ เสรมิ ประสบการณต์ รงทเี่ ดก็ ปฐมวยั ไดเ้ รยี นรู้ สอดคลอ้ ง
ทกั ษะพน้ื ฐานทางดา้ นคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั กับวรรณี วัจนสวัสด์ิ (Watjanasawat, 2009)
โดยรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านการเปรยี บเทยี บ กล่าวว่า ทักษะพนื้ ฐานทางคณิตศาสตร์ไว้ว่าความ
ด้านการจัดหมวดหมู่ ด้านการเรียงล�ำดับ ด้านการ เข้าใจทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับตัวเลขของเด็กจะ
รู้คา่ จำ� นวน พบวา่ มกี ารพัฒนาในระดับที่ดี ทง้ั นี้ พัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน โดยเร่ิมจากการท่ีเด็กใช้
สามารถอภปิ รายผลไดด้ ังน้ี คณิตศาสตร์อย่างง่ายจากความคิดของตนแล้ว
1. ร ะ ดั บ ทั ก ษ ะ พ้ื น ฐ า น ท า ง ด ้ า น คอ่ ยๆ พัฒนาถงึ กระบวนการคดิ แบบคณิตศาสตร์
คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแยกเป็นรายด้าน อยา่ งถกู ตอ้ ง กลุ ยา ตนั ตผิ ลาชวิ ะ (Tantipolchewa,
พบว่า เด็กปฐมวัยท่ีได้รับการจัดประสบการณ์ 2004 : 158) ไดก้ ลา่ ววา่ ทกั ษะพน้ื ฐานทางคณติ ศาสตร์
การประกอบอาหารหลงั การทดลองสงู กวา่ กอ่ นการ ช่วยให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์
ทดลอง มรี ะดบั ทกั ษะพน้ื ฐานทางดา้ นคณติ ศาสตร์ เบือ้ งตน้ ได้แก่การฝึกใหเ้ ดก็ ไดเ้ ปรยี บเทียบรปู รา่ ง
สูงขึ้นทกุ ดา้ น อภปิ รายได้ดงั น้ี ต่างๆ บอกความแตกต่างในเร่ืองขนาด น้�ำหนัก
1.1 ดา้ นการเปรยี บเทยี บเดก็ ปฐมวยั ระยะเวลา จ�ำนวนส่งิ ของตา่ งๆ ทีอ่ ยูร่ อบตัวไปใน
มรี ะดบั ทกั ษะพนื้ ฐานทางดา้ นคณติ ศาสตรก์ อ่ นการ ชีวติ ประจำ� วันได้
ทดลอง อยู่ในระดบั ปานกลาง คอื คา่ คะแนนเฉล่ีย 1.2 ดา้ นการจดั หมวดหมเู่ ดก็ ปฐมวยั
เทา่ กบั 3.25 แตห่ ลงั การทดลองเดก็ ปฐมวยั มรี ะดบั มีระดับทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ก่อน
ทักษะพ้ืนฐานทางด้านคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี การทดลองอยใู่ นระดบั ปานกลาง ค่าคะแนนเฉลย่ี
คอื คา่ คะแนนเฉล่ียเท่ากับ 6.00 คะแนน แสดงว่า เทา่ กบั 3.00 แตห่ ลงั การทดลองเดก็ ปฐมวยั มรี ะดบั
กระบวนการการจัดประสบการณ์การประกอบ ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี
อาหารพ้ืนบ้านอีสานของครูนั้น ได้เปิดโอกาส คอื คา่ คะแนนเฉลีย่ เทา่ กับ 5.95 แสดงว่า ในการ
ใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นรกู้ ารเปรยี บเทยี บและไดล้ งมอื ปฏบิ ตั ิ จัดประสบการณ์การประกอบอาหารของครูนั้น
กับอุปกรณ์วัตถุดิบของจริงที่มีในท้องถ่ิน โดยการ ไดเ้ ปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นรทู้ กั ษะการจดั หมวดหมู่
ใช้ประสาทสัมผัสท้ังห้าในการเปรียบเทียบครู จากวัตถุดิบท่ีครูน�ำมาท�ำกิจกรรม เด็กได้เรียนรู้
สอดแทรกทักษะในการเปรียบเทียบอันเป็นทักษะ ในเร่ืองการจัดหมวดหมู่ในกิจกรรมนี้โดยการ
พน้ื ฐานทางดา้ นคณติ ศาสตรใ์ นการประกอบอาหาร จดั หมวดหมลู่ กั ษณะรปู รา่ ง ทรงกลม การจดั หมวด
ในการเปรยี บเทยี บลกั ษณะของแตงโม นำ้� แครอท หมู่ตามสีต่างๆ นอกจากน้ันยังได้เรียนรู้การจัด
วา่ มรี ปู รา่ ง ลกั ษณะ สเี หมอื นหรอื ตา่ งกนั อยา่ งไรบา้ ง หมวดหมจู่ ากอปุ กรณเ์ ครอ่ื งครวั วา่ ใชส้ ำ� หรบั นำ� มา
เด็กได้สังเกตลักษณะ สี มีความแตกต่างกัน ประกอบอาหาร เช่น ทัพพี ถาด จาน ชาม
ท้งั ดา้ นขนาด สี รปู รา่ ง รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม สอดคลอ้ งกบั บญุ เยย่ี ม จติ รดอน (Chitdon, 1983
ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 103
: 246) กลา่ ววา่ ทกั ษะพนื้ ฐานทางคณติ ศาสตรช์ ว่ ย เรยี งลำ� ดับขั้นตอนการประกอบอาหาร และในทกุ
ใหเ้ ดก็ มคี วามพรอ้ มทจ่ี ะเรยี นคณติ ศาสตรเ์ บอื้ งตน้ กจิ กรรมของการประกอบอาหารจะมขี ัน้ สรปุ เพอ่ื
ได้แก่ การจัดหมวดหมู่ การเพิ่มขึ้นและลดลง ฝกึ ใหเ้ ดก็ ไดน้ ำ� เสนอผลงานของกลมุ่ ตนเองในหนา้
ช่วยขยายประสบการณ์เก่ียวกับคณิตศาสตร์ให้ ช้ันเรียนถึงข้ันตอนการท�ำอาหาร ว่ากลุ่มของ
สอดคลอ้ งกบั จากงา่ ยไปหายาก ฝกึ ใหเ้ ดก็ ไดเ้ ปรยี บ ตนเองมีขั้นตอนการทำ� อยา่ งไร เดก็ กส็ ามารถเรียง
เทยี บรปู รา่ งตา่ งๆ บอกความแตกตา่ งในเรอ่ื งขนาด ล�ำดับข้ันตอนการท�ำได้ ซึ่งสอดคล้องกับนิตยา
นำ้� หนกั จำ� นวนสงิ่ ของตา่ งๆ ทอี่ ยรู่ อบตวั แยกแยะ ประพฤติกิจ (Praprasitkit, 1994 : 4) กล่าวว่า
ของเป็นหมวดหมู่เรยี งล�ำดับใหญ-่ เล็ก สงู -ต่ำ� แยก คณิตศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจ�ำวันท่ี
เป็นหมู่ย่อยได้โดยการเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทักษะ สำ� คญั เปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ไดใ้ ชช้ วี ติ คน้ ควา้ แกป้ ญั หา
เหล่านี้จะช่วยให้เด็กพร้อมท่ีจะคิดค�ำนวณในข้ัน และเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจัดประสบการณ์ท่ี
ต่อๆ ไป ตลอดจนฝึกให้คิดหาเหตุผลหรือค�ำตอบ เหมาะสมใหก้ บั เดก็ และตอ้ งคำ� นงึ วา่ ความสามารถ
ด้วยตนเองจากสื่อการเรียนการสอนท่ีครูจัดไว้ ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับ
เพื่อช่วยให้เด็กเกิดความม่ันใจ ตัดสินใจได้อย่าง ระบบพัฒนาการของเด็กด้วยและสอดคล้องกับ
ถูกต้องสามารถน�ำไปใช้ในชีวิตประจ�ำวันได้ ลิดา วลั นา ธรจกั ร (Thornchakra, 2001 : 25) กลา่ ววา่
จนั ทรต์ รี (Chantarree, 2004 : 23) กลา่ ววา่ ทกั ษะ เดก็ จะตอ้ งมปี ระสบการณแ์ ละไดร้ บั การฝกึ ในเรอ่ื ง
พนื้ ฐานทางคณติ ศาสตรเ์ ดก็ ควรไดร้ บั ประสบการณ์ ของการสังเกต เปรียบเทียบ การจ�ำแนกส่ิงต่างๆ
ตา่ งๆ เกย่ี วกบั เรอื่ งของ การเรยี งลำ� ดบั การจำ� แนก ตามรูปร่าง การบอกต�ำแหน่ง การเรียงล�ำดับการ
ตามรปู ร่าง ขนาด น�้ำหนกั ความยาวความสงู การ นับและการวัด ทักษะต่างๆ เหล่านี้จะช่วยเตรียม
นับและการวัดซึ่งเป็นพื้นฐานในการเตรียมความ เดก็ ใหพ้ รอ้ มทจี่ ะกา้ วไปสกู่ ารเรยี นรทู้ างคณติ ศาสตร์
พร้อมทางคณติ ศาสตร์ ในระดบั ตอ่ ไป ในขน้ั สูงต่อไป
1.3 ดา้ นการเรียงล�ำดบั เด็กปฐมวัย 1.4 ดา้ นการรคู้ า่ จำ� นวน เดก็ ปฐมวยั
มีระดับทักษะพ้ืนฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ก่อน มรี ะดบั ทกั ษะพน้ื ฐานทางดา้ นคณติ ศาสตรก์ อ่ นการ
การทดลองอยู่ในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ย ทดลองอยู่ในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ย
เทา่ กบั 3.05 แตห่ ลงั การทดลองเดก็ ปฐมวยั มรี ะดบั เทา่ กบั 2.80 แตห่ ลงั การทดลองเดก็ ปฐมวยั มรี ะดบั
ทักษะพ้ืนฐานทางด้านคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี
คือ ค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 แสดงว่า คอื คา่ คะแนนเฉลย่ี เทา่ กบั 6.15 แสดงวา่ กระบวนการ
กระบวนการการจัดประสบการณ์การประกอบ การจัดประสบการณ์การประกอบอาหาร ได้เปิด
อาหารพ้ืนบ้านอีสานของครูนั้น ได้เปิดโอกาสให้ โอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะการรู้ค่าจ�ำนวนจาก
เด็กได้เรียนรู้ทักษะการเรียงล�ำดับที่ครูน�ำมาท�ำ การปฏิบัติจริง ที่ครูน�ำมาท�ำกิจกรรมในทุกๆ
กจิ กรรม เดก็ ไดล้ งมอื ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมจรงิ เดก็ มกี าร กิจกรรม นอกจากน้ีเด็กยังได้เรียนรู้การจับคู่หน่ึง
104 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ต่อหนึ่ง จ�ำนวนมาก จ�ำนวนน้อย และการนับ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สอดคล้องกับธรรมชาติของ
สอดคลอ้ งกบั กลุ ยา ตนั ตผิ ลาชวิ ะ (Tantipolchewa, เด็กปฐมวัยที่เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ การส�ำรวจ
2002 : 158) กลา่ ววา่ คณติ ศาสตรส์ ำ� หรบั เดก็ ปฐมวยั คน้ ควา้ มคี วามอยากรอู้ ยากเหน็ สนใจสง่ิ แปลกใหม่
เป็นความเข้าใจจ�ำนวนการปฏิบัติเกี่ยวกับจ�ำนวน ในกิจกรรม การไดล้ งมอื กระท�ำตรงกับพัฒนาการ
หนา้ ทแ่ี ละความสมั พนั ธข์ องจำ� นวนความเปน็ ไปได้ ดา้ นสตปิ ญั ญาของเดก็ ในขนั้ ที่ 2 ขนั้ กอ่ นปฏบิ ตั กิ าร
และการวดั ทางคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั จะเนน้ ตามทปี่ านติ า กดุ กรงุ (KutKrung, 2010) ไดก้ ลา่ ว
ไปท่ีการจัดจ�ำแนกส่ิงต่างๆ การเปรียบเทียบและ ไวว้ า่ เดก็ ชว่ งอายุ 2-6 ปจี ะถอื เอาตนเองเปน็ สำ� คญั
การเรียนรู้สัญลักษณ์ของคณิตศาสตร์ ซ่ึงเด็กจะ (Self Centered) และเรยี นรจู้ ากการสมั ผสั และใช้
เรียนรู้ได้จากกิจกรรมปฏิบัติการและประไพจิตร ทกุ สว่ นของรา่ งกายในการทำ� กจิ กรรมแตก่ ารเรยี น
เนติศกั ด์ิ (Netisak, 1986 : 20) กลา่ ววา่ ทักษะ รทู้ ไี่ ดผ้ ลดที ส่ี ดุ คอื การเรยี นรจู้ ากประสบการณท์ ตี่ น
พื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นความรู้พ้ืนฐานของ ได้ลงมือปฏิบัติเด็กในวัยน้ีต้องการประสบการณ์
เด็กท่ีควรได้รบั ประสบการณ์ เกีย่ วกบั การนบั เพื่อ ที่เป็นรูปธรรมต้องการค้นหาส�ำรวจ (Explore)
เป็นพ้ืนฐานในการเตรียมความพร้อมที่จะเรียน ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของจอหน์ดิวอ้ี ท่ีกล่าวว่า
คณิตศาสตรใ์ นระดบั ตอ่ ไป เด็กเรียนรูจ้ ากการกระทำ� (Learning by doing) ดงั ที่
2. เดก็ ปฐมวยั ทไ่ี ดร้ บั การจดั ประสบการณ์ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (Pinyoanantaphong,
การประกอบอาหาร มีคะแนนทักษะพ้ืนฐานทาง 2002 : 31-33) กลา่ วว่า เด็กปฐมวยั โดยธรรมชาติ
คณติ ศาสตรก์ อ่ นการทดลองมคี ะแนนเฉลย่ี เทา่ กบั แล้วมีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่างๆ รอบตัว
12.10 ทักษะพ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์ก่อนการ และต้องการท่ีจะเรียนรู้ส่ิงแปลกใหม่และที่ส�ำคัญ
ทดลองอยู่ในระดับปานกลางแต่หลังการทดลอง การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยนั้นควรอยู่ท่ีตัวเด็กเป็น
เดก็ ปฐมวยั มคี ะแนนเฉลยี่ เทา่ กบั 24.30 ทกั ษะพน้ื ผสู้ รา้ งสรรคค์ วามรขู้ น้ึ ดว้ ยตนเองตลอดจนไดล้ งมอื
ฐานทางคณิตศาสตร์หลังการทดลองอยู่ในระดับดี ปฏิบัติด้วยตนเองสอดคล้องกับทิศนา แขมมณี
แสดงวา่ รปู แบบการจดั ประสบการณก์ ารประกอบ (Khammanee, 1993 : 133-135) กล่าววา่ เด็ก
อาหารของครนู นั้ สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ มปี ระสบการณใ์ น ปฐมวัยมีการเรียนรู้ท้ังท่ีผ่านประสาทสัมผัสและ
การประกอบอาหารที่มีในท้องถิ่นพ้ืนบ้านของ การสร้างความรู้ข้ึนในตัวเด็กเองการเปิดโอกาสให้
ตนเองเนอ่ื งจากเปน็ วสั ดอุ ปุ กรณท์ มี่ ใี นทอ้ งถนิ่ ของ เดก็ ไดม้ ปี ระสบการณต์ รงและวธิ กี ารเรยี นรทู้ หี่ ลาก
ตัวเด็กจึงง่ายต่อการเรียนรู้ผ่านส่ือท่ีเป็นของจริง หลายจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดีในกิจกรรม
บรบิ ทอาหารตามบา้ นตนเองจรงิ ๆ วสั ดุ สอ่ื อปุ กรณ์ การประกอบอาหารน้ี มงุ่ เนน้ ใหเ้ ดก็ ไดส้ มั ผสั กบั สอ่ื
มีอยู่ในท้องถิ่นตัวเองจริง เด็กได้ลงมือปฏิบัติ อปุ กรณท์ มี่ ลี กั ษณะแตกตา่ งกนั เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็
กจิ กรรม โดยครจู ดั กจิ กรรมทเ่ี นน้ ใหเ้ ดก็ ไดเ้ ปรยี บเทยี บ ได้รู้จักการสังเกตและจ�ำแนกการเปรียบเทียบการ
เรียงล�ำดับ จัดหมวดหมู่และรู้ค่าจ�ำนวน ผ่าน จัดหมวดหมู่กับส่ือ ซึ่งเป็นทักษะพ้ืนฐานทาง
ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 105
คณิตศาสตร์เช่นเดียวกับเยาวพา เดชะคุปต์ ประสบการณก์ ารประกอบอาหารแลว้ ครสู ามารถ
(Dechakup, 1999 : 10) กล่าวว่า เด็กเกิดการ จัดประสบการณ์การประกอบอาหารให้ครบทั้ง 4
เรยี นรจู้ ากการใชป้ ระสาทสมั ผสั ในการลงมอื กระทำ� ภาค เช่น อาหารภาคเหนอื อาหารภาคกลางและ
การกระท�ำจะท�ำให้เด็กค่อยๆเกิดความคิดสร้าง อาหารภาคใต้
จนิ ตนาการ 1.2 ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ
จากท่ีกล่าวมานั้น แสดงให้เห็นว่า การจัด สอนระดบั ปฐมวยั การประกอบอาหารบางประเภท
ประสบการณก์ ารประกอบอาหารของครู เปน็ กจิ กรรม จะมีข้ันตอนการท�ำยุ่งยาก เด็กบางคนยังท�ำไม่ได้
ท่ีเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ครูควรปรับเปลี่ยนอาหารท่ีมีข้ันตอนที่ไม่ซับซ้อน
เรียนรู้ผ่านส่ือท่ีเป็นของจริง บริบทอาหารตาม และมีขน้ั ตอนทง่ี า่ ยมาจัดกจิ กรรม
ทอ้ งถนิ่ ตามบรบิ ทในบรรยากาศทเ่ี ดก็ คนุ้ เคยทำ� ให้ 2. ข้อเสนอแนะส�ำหรับการวิจัยครั้ง
เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ได้ง่ายข้ึน ต่อไป
ผา่ นส่ือของจริง วัสดุ สื่ออปุ กรณ์มอี ยู่ในทอ้ งถน่ิ ตัว 2.1 ในการจัดประสบการณ์การ
เองจรงิ เดก็ ไดล้ งมอื ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ประกอบอาหารท่ีมีต่อทักษะพ้ืนฐานทางด้าน
ผา่ นประสาทสมั ผสั ทง้ั 5 จงึ สง่ ผลตอ่ ทกั ษะพนื้ ฐาน คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยท้ัง 4 ด้านครั้งต่อไป
ทางคณิตศาสตร์ในแต่ละด้าน ได้แก่ ด้านการ ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะพ้ืนฐานทางด้าน
เปรียบเทียบ การเรียงล�ำดับ การจดั หมวดหมแู่ ละ คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยในรูปแบบการใช้สื่อ
การร้คู า่ จำ� นวน ซง่ึ ทกั ษะในแตล่ ะดา้ นของพน้ื ฐาน ตา่ งๆ
ทางคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั มคี วามแตกตา่ งกนั 2.2 ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ
ตามความสามารถพนื้ ฐานเดมิ โดยครจู ะสอดแทรก สอนระดับปฐมวัยครั้งต่อไป ครูควรศึกษาให้เด็ก
ความรู้ทางด้านทักษะพ้ืนฐานทางคณิตศาสตร์ให้ ทุกคนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมการนับตัวเลข
แกเ่ ดก็ โดยการแนะนำ� สนทนาพดู คยุ การใชค้ ำ� ถาม ด้วยวัสดุสิ่งของรอบตัวในการพัฒนาทักษะด้าน
ใหเ้ ดก็ ไดล้ งมอื กระทำ� กบั สอ่ื วสั ดอุ ปุ กรณท์ เ่ี ปน็ ของ คณติ ศาสตร์
จรงิ ตามบรบิ ททอ้ งถนิ่ ทเี่ ดก็ คนุ้ เคยขณะทำ� กจิ กรรม
ครูใช้ค�ำถามกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะพื้นฐานทาง 7. องคค์ วามรทู้ ไี่ ด้รับ
คณิตศาสตร์อยู่ในระดบั ที่ดขี ึน้
การใชส้ อื่ จากชวี ติ ประจำ� วนั และธรรมชาติ
6. ข้อเสนอแนะ รอบตัว สามารถน�ำมาใช้แทนส่ือการสอนปฐมวัย
ท่ีดีกว่าสื่อที่ประดิษฐ์ข้ึน เนื่องจากวัสดุ สื่อจาก
1. ข้อเสนอแนะการน�ำผลการวิจยั ไปใช้ ธรรมชาติและในชีวิตประจ�ำวัน มีรายละเอียดเชิง
1.1 ครคู วรเลอื กการทำ� กิจกรรมการ คณติ ศาสตรค์ รอบคลมุ เชน่ สามารถเปรยี บเทยี บ
เรียนการสอนระดับปฐมวัยน้ัน นอกจากจะจัด จัดหมวดหมู่ เรียงล�ำดับ และค่าจ�ำนวนได้และ
106 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
สามารถใช้วัสดุได้หลากหลายชนิดในเวลาเดียวกัน การออกแบบเน้ือหาที่น�ำวัฒนธรรม
ภายใต้เงอื่ นไขท่ีครูกำ� หนดคือการประกอบอาหาร ท้องถ่ินมาจัดประสบการณ์ เป็นเรื่องที่สร้างความ
การเรยี นรทู้ างคณติ ศาสตร์ มไิ ดเ้ รยี นแยก ตระหนกั การอนุรกั ษ์วฒั นธรรมทอ้ งถ่นิ ไดด้ ี
รายดา้ น แต่สามารถเรยี นได้หลายดา้ นในกิจกรรม เด็กที่ได้รับการจัดประสบการณ์การ
เดียวกัน ทั้งน้ีเพราะความรู้มิได้แยกส่วนสาระ ประกอบอาหาร มคี วามสนใจตอ่ กจิ กรรมทำ� อาหาร
แต่ในหน่ึงสาระมีหลากหลายความรู้ส�ำหรับเด็ก ในชีวิตประจ�ำวันมากข้ึนชอบสังเกต ซักถาม
ปฐมวยั สามารถสอดแทรกไดต้ ามวฒุ ภิ าวะของเดก็ ขั้นตอนการท�ำอาหารจากผู้ปกครอง ซ่ึงแต่ก่อน
การลงมอื ปฏบิ ัติ ใชป้ ระสาทสัมผัสทุกด้าน เปน็ วิธี ไม่เคยสนใจ ท�ำให้ผู้ปกครองมีความพึงพอใจและ
การท่พี ัฒนาเดก็ ได้ดีทีส่ ุด โดยเฉพาะการประกอบ หากผู้ปกครองเข้าใจวิธีการเรียนรู้ของเด็กก็จะ
อาหารท่ีออกแบบโดยผ่านการวิเคราะห์และ สามารถสอนเพ่ิมเติมให้เกิดทักษะได้ที่บ้าน
สังเคราะห์ เนื้อหาและวิธีการดังที่ได้ออกแบบ ถือเป็นการปลูกฝงั ทักษะนิสยั และลกั ษณะนสิ ยั ท่ี
และทดลอง ดีส�ำหรบั การดำ� เนินชวี ิตของเดก็ ในอนาคต
References
Chantarree, L. (2004). development of basic math skills of preschool children Heard with a
basic mathematics teaching set. Master of Education. Graduate School : Srinakharinwirot
University.
Chitdon, B. (1983). Teacher Handbook Series of activities for children. Bangkok : Department
of General Education Supervision Study Unit. Ministry of Education.
Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing. 5th ed. New York : Harper Collins
Publishers.
Dechakup, Y. (1999). Activities for preschool children. Bangkok : AP Graphic Design.
Khammanee, T. (1993). Principles and forms of early childhood development, Thai way
of life. 2nd edition. Bangkok : Chulalongkorn University.
Kulpisan, P. (1993). Your child's brain develops with art. Bangkok : Plans of Publishing.
KutKrung, P. (2010). Basic mathematical skills of young children who receive creative art activities
from natural materials. Master of Education. Graduate School : Srinakharinwirot
University.
ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 107
Netisak, P. (1986). Teaching Mathematics, Embellishing Education, Department of Curriculum
and Instruction. Lampang : Faculty of Education, Lampang.
Phonyothin, P. (1997). Early childhood learning based on the oscilloscope concept.
Bangkok : Amarin Printing and Publishing
Pinyoanantaphong, S. (2002). New Measurement and Evaluation: Early Childhood.
Bangkok : Srinakharinwirot University.
Pinyoanantapong, B. (1983). Criteria-Based Testing: Concepts and Methods. Bangkok :
Textbooks and Teachings Srinakharinwirot University.
Praprasitkit, N. (1994). Mathematics for Preschool Children. 2nd edition. Petchaburi :
Petchaburi Teachers College.
Saiyot, L. and Saiyot, A. (1995). Educational Research Techniques. 4th edition. Bangkok :
Suveeriyasan.
Tantipolchewa, K. (2002). Early Childhood Education Instruction. Bangkok : Epson Press
Products.
Tantipolchewa, K. (2004). Learning activities management for preschool children. Bangkok
: Edison Press Products Co., Ltd.
Thornchakra, W. (2001). Fundamental math skills of early childhood children who are
experienced by educational game activities as well as real condition assessment.
Master of Education. Graduate School : Srinakharinwirot University.
Watjanasawat, W. (2009). Mathematic Basic Skills of Young Children Acquired Lotto Didactic
Games. Master of Education. Graduate School : Srinakharinwirot University.
Yaanan, R. (2008). Studying the learning management process for preserving local food
wisdom in Nanokkok Subdistrict, Laplae District, Uttaradit Province. Master Thesis
in Education. Graduate School : Udorndit University.
การวิเคราะห์ความตอ้ งการทักษะการพูดภาษาอังกฤษและปัญหา
ในการพูดภาษาอังกฤษในการท�ำงานของผ้สู ำ� เร็จการศึกษา
จากโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช*
The Analysis of Needs in English Speaking Skills and
Problems of Navaminda Kasatriyadhiraj Royal Air Force
Academy Graduates in Speaking English in the Workplace
วนชิ า สิรรงั หอม
Wanicha Siraranghom
นักวิชาการศึกษา
Educator, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวจิ ยั ครง้ั นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) วเิ คราะหค์ วามตอ้ งการของบณั ฑติ ทจ่ี บการศกึ ษาจากโรงเรยี น
นายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช (รร.นนก.) เก่ียวกับทักษะการพูดภาษาอังกฤษส�ำหรับการท�ำงาน
2) วเิ คราะหป์ ญั หาการพดู ภาษาองั กฤษสำ� หรบั การทำ� งานของบณั ฑติ ทจี่ บการศกึ ษาจากโรงเรยี นนายเรอื
อากาศนวมนิ ทกษัตรยิ าธริ าช (รร.นนก.) เปน็ งานวิจัยเชงิ ปริมาณ โดยมีกลุ่มตวั อยา่ ง คอื บณั ฑิตทีจ่ บการ
ศกึ ษาจากโรงเรยี นนายเรอื อากาศนวมนิ ทกษตั รยิ าธริ าช (รร.นนก.) จำ� นวน 140 นาย เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการ
เก็บข้อมลู คือแบบสอบถาม ที่ประกอบไปดว้ ย 3 ส่วน คอื 1) ความต้องการเก่ียวกบั ทักษะการพดู ภาษา
องั กฤษส�ำหรบั การท�ำงาน โดยใหก้ ลมุ่ ตวั อยา่ งแสดงความคดิ เหน็ ระดับความตอ้ งการ 5 ระดบั ตามมาตร
วัดของลิเคิร์ท (Likert Rating Scales) 2) ปัญหาการพูดภาษาอังกฤษส�ำหรับการท�ำงานของบัณฑิต
และ 3) สว่ นความคดิ เหน็ เพม่ิ เตมิ แบบสอบถามวเิ คราะห์ โดยใชโ้ ปรแกรมวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสงั คมศาสตร์
และความคิดเห็นเพิม่ เตมิ จะวิเคราะหเ์ ชงิ พรรณนา
ผลการวจิ ยั พบวา่ โดยรวมบณั ฑติ ตอ้ งการพดู ภาษาองั กฤษเพอ่ื สอ่ื สารในชวี ติ ประจำ� วนั และการ
ติดต่อประสานงานท่ัวไป และบัณฑิตในแต่ละส่วนมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ลักษณะ
* ได้รับบทความ: 18 ตลุ าคม 2563; แก้ไขบทความ: 22 ธันวาคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 30 ธันวาคม 2563
Received: October 18, 2020; Revised: December 22, 2020 ; Accepted: December 30, 2020
110 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ของงาน เชน่ สว่ นกำ� ลงั รบ ตอ้ งการมที กั ษะการพดู เพอ่ื ตดิ ตอ่ ประสานงานในภารกจิ ฝกึ รบรว่ ม หรอื ภารกจิ
ทางทหารกบั นานาประเทศ สว่ นบญั ชาการตอ้ งการมที กั ษะการพดู ในการประสานงานทว่ั ไป และในภารกจิ
การเขา้ รว่ มประชมุ สมั มนาตา่ งๆ บณั ฑติ สว่ นสง่ กำ� ลงั บำ� รงุ ตอ้ งการทกั ษะการพดู เพอ่ื เจรจาตอ่ รอง ซอ้ื ขาย
ยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมถึงทักษะการอ่าน และการแปล ในด้านของปัญหาที่พบในการพูดภาษาอังกฤษ
พบว่าบณั ฑิตมีปัญหาเม่อื ตอ้ งพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ที่หลากหลาย มปี ัญหาด้านไมท่ ราบคำ� ศัพท์
มากพอทจ่ี ะสือ่ สาร การออกเสยี ง และขาดความม่ันใจในการสือ่ สารเป็นภาษาอังกฤษ
คำ� สำ� คญั : นกั เรยี นนายเรอื อากาศ (นนอ); โรงเรยี นนายเรอื อากาศนวมนิ ทกษตั รยิ าธริ าช (รร.นนก.); ทกั ษะ
การพูดภาษาองั กฤษในการท�ำงาน; ปัญหาการพูดภาษาอังกฤษในการท�ำงาน
Abstract
This research of objective to: 1) to analyze the needs of graduates of Navaminda
Kasatriyadhiraj Royal Air Force Academy (NKRAFA) for speaking English skills for work,
2) to analyze the graduates’ problems of speaking English for work. A quantitative research
the sample group was 140 graduates of Navaminda Kasatriyadhiraj Royal Air Force Academy
(NKRAFA). The instrument used was a questionnaire with three main sections administered
to graduates. They were 1) The need for speaking English for work 2) problems in speaking
English for work, and 3) the additional opinions towards needs in speaking English for
work. The questionnaire was analyzed using Statistical Package for the Social Sciences.
And the additional opinions were analyzed descriptively.
The results revealed that: the graduates could not speak English in different
situations effectively. They had limited speaking skills to liaise with foreigners during
foreign visits and military missions. The language skills required by the graduates depended
on the positions that graduates were appointed. In combat force, the graduates needed
skills in liaising with others during military and diplomatic missions. In command department,
graduates needed everyday conversational skills, and speaking skills when attending
seminars or making a presentation. And in logistics department-such as purchasing weapons
and studying the accompanying weapon manuals-they needed negotiation skills as well
as reading and translation skills. In terms of problems encountered in speaking English,
they had difficulty speaking English in a variety of situations. They lacked confidence
ปีที่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 111
when speaking English due to pronunciation problems and limited vocabulary.
Keywords: Air Cadet; Navaminda Kasatriyadhiraj Royal Air Force Academy (NKRAFA); English
speaking skills for work; problems of speaking English for work
1. บทน�ำ และปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนใน
รร.นนก.
จากผลการส�ำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้ ในการท�ำวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ทบทวน
บัณฑิตประจ�ำปี 2556-2559 ของกองสถิติและ วรรณกรรมเรอ่ื ง ทฤษฎกี ารวเิ คราะหค์ วามตอ้ งการ
ประเมนิ ผล โรงเรยี นนายเรอื อากาศนวมนิ ทกษตั รยิ า (needs analysis) โดยการวเิ คราะหค์ วามตอ้ งการ
ธิราช (รร.นนก.) ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ค่าเฉลี่ยความ เปน็ กระบวนการเกบ็ ขอ้ มลู กระบวนการแรกในการ
พึงพอใจต่อความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ
ของนักเรียนนายเรืออากาศ (นนอ.) อยู่ในระดับ เฉพาะทาง (English for Specific Purposes-ESP)
ต�่ำสุด และความสามารถด้านการพูดของ นนอ. (Brown, 1995) การวิเคราะห์ความต้องการเป็น
มีค่าเฉล่ียต่�ำสุดเช่นกัน เม่ือเปรียบเทียบกับทักษะ กระบวนการท่ีจ�ำเป็นต่อการพัฒนาหลักสูตรการ
อน่ื ๆ (Data Processing Department, Statistics ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน และการ
and Evaluation Division, 2016) และเพ่ือ ออกแบบบททดสอบ โดยกระบวนการนจี้ ะเรมิ่ จาก
เป็นการตอบสนองนโยบายของกองทัพอากาศ การเกบ็ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั ความตอ้ งการของผเู้ รยี นการ
โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ตีความข้อมูล เพ่ือให้ตรงกับความต้องการของ
(รร.นนก.) โดยภาควิชามนุษยศาสตร์ กองวิชา ผู้เรียนมากท่ีสุด ทั้งน้ีความต้องการบทเรียนภาษา
มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ กองการศึกษา องั กฤษแบง่ ออกเปน็ สองชนดิ คอื 1) ความตอ้ งการ
ในฐานะทเี่ ปน็ หนว่ ยขน้ึ ตรงดา้ นการศกึ ษาของกอง ต่อเป้าหมาย (target need) ประกอบด้วย 1)
ทัพอากาศ ได้เล็งเห็นความส�ำคัญที่ต้องมีการ ความจ�ำเป็น (necessities) คอื สงิ่ ทีผ่ เู้ รียนจ�ำเปน็
สง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ให้ นนอ. มขี ดี ความสามารถ ต้องรู้เพ่ือใช้ในสถานการณ์ เป้าหมายจริงเม่ือ
ในการสอื่ สารเปน็ ภาษาองั กฤษในระดบั ทใ่ี ชง้ านได้ จบหลกั สูตรแล้ว 2) ความขาดแคลน (lacks) คือ
ในชีวิตการท�ำงาน และในสถานการณ์จริง ดังน้ัน ช่องว่างระหว่างส่ิงท่ีผู้เรียนรู้แล้วกับสิ่งที่ผู้เรียน
งานวิจัยน้ีจึงท�ำการเก็บข้อมูลจากผู้ที่ส�ำเร็จการ ตอ้ งการรู้ และ 3) ความตอ้ งการ (wants) คอื สิง่
ศกึ ษาจาก รร.นนก. เพอื่ หาขอ้ มลู วา่ บณั ฑติ มคี วาม ท่ีผู้เรียนมีความรู้สึกว่าอยากจะรู้ เพ่ือให้มีความ
ต้องการทักษะการพูดที่สามารถใช้ในการท�ำงาน สามารถเข้าถึงความต้องการต่อเป้าหมายได้)
อะไรบ้าง รวมถึงการหาข้อมูลว่าบัณฑิตประสบ 2) ความต้องการต่อกระบวนการเรียนรู้ (learning
ปัญหาในการพูดภาษาอังกฤษอย่างไร เพื่อเป็น needs) หมายถึง ส่ิงที่ผู้เรียนจ�ำเป็นต้องท�ำใน
ขอ้ มลู ใชใ้ นการพฒั นาบทเรยี นการพดู ภาษาองั กฤษ
112 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
กระบวนการเรยี นรภู้ าษา เปน็ กระบวนการทท่ี ำ� ให้ แทจ้ รงิ (Isani, 2013) Dudley-Evans & St. John
ผู้เรียนสามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (1998) ได้กล่าวถึงลักษณะของ ESP ว่ามีดังน้ี
(Hutchinson & Waters, 1987) การวิเคราะห์ 1) ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ 2) ใช้สอน
ค ว า ม ต ้ อ ง ก า ร เ ป ็ น ก ร ะ บ ว น ก า ร เ ก็ บ ข ้ อ มู ล เฉพาะกลุ่ม และมีวิธีการสอนท่ีแตกต่างจากการ
ซึ่งสามารถสามารถเก็บได้หลายวิธี (Orr, 2002 สอนภาษาองั กฤษทว่ั ไป 3) ผเู้ รยี นสว่ นมากจะศกึ ษา
cited in Kim, 2013 : 279-288) เชน่ แบบสอบถาม อยใู่ นระดบั มหาวทิ ยาลยั หรอื วยั ทำ� งาน 4) หลกั สตู ร
และการสมั ภาษณ์ เปน็ ขน้ั ตอนสำ� คญั ในการพฒั นา จะถูกออกแบบมาเพื่อผู้เรียนท่ีมีความรู้ทางภาษา
หลกั สตู รภาษาอังกฤษเฉพาะทาง (ESP) (Brown, องั กฤษในระดบั ปานกลางถงึ ระดบั สงู และ 5) หลกั สตู ร
2016) และการวเิ คราะห์ความต้องการของผเู้ รยี น ESP ควรต้องมีการเรียนการสอนระบบภาษาบ้าง
สามารถทำ� ไดใ้ นระยะแรกๆ กอ่ นการเรยี นการสอน เชน่ ไวยากรณ์ คำ� ศพั ท์ (Lexis) และทกั ษะการเรยี น
เพราะจะท�ำให้ผู้เรียนทราบถึงจุดมุ่งหมายเร็วขึ้น (Study Skills) ESP
และตรงประเด็นมากขึ้น โดยที่ไม่เสียเวลาท่ีต้อง แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับการพูดภาษา
เรยี นภาษาองั กฤษทว่ั ไป (Hutchinson & Waters, องั กฤษ (English speaking) Celce-Murica (2001)
1987; Kenny, 2016 : 253-260) กลา่ ววา่ ทกั ษะการพดู เปน็ ทกั ษะทซ่ี บั ซอ้ น ตอ้ งการ
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ การถ่ายทอดทางภาษาที่ต้องมีความถูกต้องและ
เพื่อจุดมุ่งหมายเฉพาะ (English for Specific มีความคล่องในเวลาเดียวกัน (Accuracy and
Purposes หรือ ESP) เป็นการสอนภาษาองั กฤษ Fluency) และความถูกต้องประกอบไปด้วยการ
เพอ่ื จดุ ประสงคเ์ ฉพาะ เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถนำ� เอา ใช้ไวยากรณ์ ค�ำศัพท์ และการออกเสียงส่วน
สิ่งท่ีเรียนมาไปใช้ประโยชน์กับงานได้อย่างตรง ความคล่องคือ ความสามารถพูดได้อย่างไม่ติดขัด
จุดประสงค์ของงานอย่างเต็มที่ Hutchinson & พูดให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย (Gower, Philips &
Waters (1987) ใหน้ ิยามวา่ ESP เป็นวิธีการสอน Walter, 1995) Bygate (1987) ได้แบง่ ทกั ษะการ
ภาษาที่ยึดผู้เรียนเป็นหลัก และเป็นวิธีการสอน พูดออกเป็นสองประเด็น คือ ทักษะการถ่ายทอด
ทต่ี อบคำ� ถามทว่ี า่ ผเู้ รยี นเรยี นภาษาองั กฤษไปเพอ่ื และทักษะการโต้ตอบ ซ่ึงผู้พูดที่ดีต้องสามารถ
วัตถุประสงค์ใดต้องวิเคราะห์ว่าเน้ือหาแบบไหน ท�ำท้ังสองทักษะได้ในคราวเดียวกันอย่างมี
และวิธีการแบบใดท่ีผู้เรียนต้องการเรียน เพื่อให้ ประสทิ ธภิ าพ Leong & Ahmadi (2017 : 34-41)
สอดคลอ้ งกบั การทำ� งานในสถานการณ์จริง ภาษา ได้กล่าวถึงความส�ำคัญของการพูดภาษาอังกฤษ
องั กฤษเพอ่ื วตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะ ESP เปน็ การเรยี น ไว้ว่า การพูดเป็นทักษะท่ีใช้บ่อยที่สุดทักษะหน่ึง
ภาษาที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ซึ่งแตกต่างจาก ในการส่ือสารกับผู้อ่ืนในชีวิตประจ�ำวัน และเป็น
การเรยี นภาษาองั กฤษโดยทวั่ ไป (General English) ทักษะท่ีต้องเรียนรู้ก่อนทักษะการเขียนและการ
โดยจะเน้นจุดประสงค์เฉพาะของผู้เรียนอย่าง อา่ น เปน็ ทกั ษะทไี่ มส่ ามารถพฒั นาไดง้ า่ ยๆ เพราะ
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 113
การท่ีจะส่ือสารได้อย่างมีประสิทธิภาพน้ัน 3. วิธีดำ� เนนิ การวิจัย
ผู้พูดจ�ำเป็นต้องเรียนรู้การออกเสียง ไวยากรณ์
หรือหลักภาษา ค�ำศัพท์ ความคล่อง และต้อง การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ
ส่ือสารให้เข้าใจด้วย ดังท่ี Efrizal (2012 : 127- ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ งในงานวจิ ยั คอื ผสู้ ำ� เรจ็
134) และ Gilakjani (2012 : 119-128) ได้กล่าว การศึกษาจาก รร.นนก. ในหน่วยต่างๆ ใน ทอ.
วา่ ในการสอนการพดู ถา้ ตอ้ งการใหผ้ เู้ รยี นพดู ภาษา จ�ำนวน 140 นาย จาก 5 หน่วยหลัก (26 หน่วย
อังกฤษได้เสมือนในสถานการณ์จริงครูควรสร้าง ย่อย) ที่มีชั้นยศระหว่าง ร.อ. ถึง น.ท. ท่ีปฏิบัติ
สถานการณ์การพูดที่เหมือนจริงให้ผู้เรียนได้ฝึก ราชการในกองทพั อากาศ การเลอื กประชากรเลอื ก
อยา่ งสมำ่� เสมอ โดยวิธกี ารส่มุ ประกอบไปดว้ ย 1) ส่วนบญั ชาการ
ดังน้ัน เพื่อที่จะผลิตนายทหารที่สามารถ จำ� นวน 23 นาย 2) สว่ นก�ำลังรบ จ�ำนวน 72 นาย
ส่ือสารเป็นภาษาอังกฤษในการปฏิบัติหน้าท่ีให้ 3) สว่ นสง่ กำ� ลังบ�ำรุง จำ� นวน 29 นาย 4) ส่วนการ
บรรลพุ นั ธกจิ และวสิ ยั ทศั นก์ องทพั อากาศไดอ้ ยา่ ง ศกึ ษา จ�ำนวน 12 นาย และ 5) สว่ นกจิ การพเิ ศษ
มีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงได้ท�ำการวิเคราะห์ความ จ�ำนวน 4 นาย
ต้องการทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และปัญหา เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั คอื แบบสอบถาม
ในการพูดภาษาอังกฤษในการท�ำงานของผู้ส�ำเร็จ โดยเคร่ืองมือได้ถูกวิเคราะห์หาค่าดัชนีความ
การศึกษาจาก รร.นนก. เพ่ือให้ทราบถึงปัญหา สอดคล้อง และหาค่าความเช่ือม่ันโดยผู้เช่ียวชาญ
ในการพดู ภาษาองั กฤษของผสู้ ำ� เรจ็ การศกึ ษา ทงั้ น้ี กับกลุ่มประชากรที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่ม
ผลการศึกษายังสามารถน�ำไปประยุกต์ใช้เพื่อ ตวั อยา่ งจรงิ ในงานวจิ ยั กอ่ นนำ� ใชจ้ รงิ แบบสอบถาม
ปรบั ปรงุ เนอื้ หา และวธิ กี ารเรยี นการสอนวชิ าภาษา สำ� รวจความตอ้ งการของบณั ฑติ ประกอบดว้ ย 4 สว่ น
อังกฤษใน รร.นนก. เพ่ือให้สอดคล้องกับความ คอื 1) ขอ้ มลู พน้ื ฐานทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
ต้องการจริงเกี่ยวกับทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการทักษะการ
ในการท�ำงานในอนาคตของ นนอ.ด้วย พูดภาษาอังกฤษ ให้เลอื กระดับความตอ้ งการจาก
5 ระดับ (5-Likert scale) (5 = ตอ้ งการมากทสี่ ุด
2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย 4 = ต้องการมาก 3 = ต้องการปานกลาง 2 =
ตอ้ งการนอ้ ย และ 1 = ตอ้ งการนอ้ ยทสี่ ดุ ) 3) ความ
1. เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของ คิดเห็นเก่ียวกับปัญหาในการพูดภาษาอังกฤษ
บณั ฑติ ทจี่ บการศกึ ษาจาก รร.นนก. เกยี่ วกบั ทกั ษะ ของบณั ฑิต โดยใหเ้ ลอื กระดบั ปัญหาจาก 3 ระดบั
การพูดภาษาอังกฤษสำ� หรบั การทำ� งาน (3 = เปน็ ปญั หามาก 2 = เปน็ ปญั หาปานกลางและ
2. เพ่ือวิเคราะห์ปัญหาการพูดภาษา 1 = เปน็ ปญั หานอ้ ย) และ 4) ความคดิ เหน็ เพม่ิ เตมิ
อังกฤษส�ำหรับการท�ำงานของบัณฑิตท่ีจบการ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามโดยใช้
ศกึ ษาจาก รร.นนก. โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยทางสังคมศาสตร์
114 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบทางสถิติ หาค่า 2. แบบสอบถามสว่ นท่ี 2 เกยี่ วกบั ปญั หา
เฉล่ีย และค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน ในส่วนของความ ในการพดู ภาษาองั กฤษ โดยใหผ้ ตู้ อบแบบสอบถาม
คิดเห็นเพิ่มเติม น�ำมาวิเคราะห์แบบอธิบายความ เลอื กตอบ จากมาก (3) ปานกลาง (2) หรอื นอ้ ย (1)
(Descriptive Analysis) ผลโดยรวมสรุปได้ว่า ประเด็นท่ีบัณฑิตคิดว่าเป็น
ปัญหามากที่สุดคือ ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษ
4. สรุปผลการวิจยั ใหไ้ ดใ้ นบรบิ ท หรอื สถานการณต์ า่ งๆ ทห่ี ลากหลาย
ได้ ( = 2.11, S.D. = 0.59) รองลงมาคอื ไมม่ คี วาม
การน�ำเสนอผลการวิจัยจะน�ำเสนอผล มนั่ ใจในการพดู ภาษาองั กฤษ ( = 2.10, S.D. = 0.66)
เก่ียวกับ 1) ความต้องการทักษะการพูดภาษา และปัญหาทางดา้ นการออกเสยี ง ( = 2.09, S.D.
อังกฤษสำ� หรับการทำ� งาน และ 2) ปญั หาการพดู = 0.62) มีปัญหาด้านค�ำศัพท์ท่ีใช้ในการสื่อสาร
ภาษาอังกฤษสำ� หรบั การทำ� งาน และ 3) ความคิด ( = 2.07, S.D. = 0.59) มีปัญหาดา้ นการเลือกใช้
เห็นเพ่ิมเตมิ ดงั น้ี ค�ำในภาษาองั กฤษประเภทต่างๆ ( = 2.06, S.D.
1. ในการวิเคราะห์ผลรวมจากแบบ = 0.61) ปัญหาด้านการฟังเช่น ไม่สามารถจับใจ
สอบถาม ในภาพรวมจากบณั ฑติ จาก 5 สว่ นจำ� นวน ความสำ� คญั หรอื เพอื่ จบั รายละเอยี ดจากการฟงั ได้
140 นาย โดยรวมสรปุ ไดว้ า่ บณั ฑติ มคี วามตอ้ งการ ( = 2.01, S.D. = 0.65) ทั้งนบ้ี ัณฑิตมคี วามคดิ
พูดภาษาอังกฤษเพ่ือติดต่อประสานงานทั่วไปกับ เหน็ วา่ ไวยากรณท์ ใี่ ชใ้ นการพดู เปน็ ปญั หานอ้ ยทส่ี ดุ
ชาวต่างชาติได้ในระดับมาก ซ่ึงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = 1.99, S.D. = 0.59) นอกจากการวเิ คราะหผ์ ล
( = 4.02, S.D. = 0.93) รองลงมาเป็นความ รวมแล้ว งานวจิ ยั น้ียังได้เสนอผลการวจิ ัยแยกตาม
ตอ้ งการพดู ภาษาองั กฤษเก่ยี วกับภารกจิ ดงู านตา่ ง ส่วนต่างๆ โดยจะน�ำเสนอออกเป็นส่วนๆ ไปเริ่ม
ประเทศ ระดับมาก ( = 3.95, S.D. = 1.00) และ จากหนว่ ยบญั ชาการ ซง่ึ มบี ณั ฑติ ตอบแบบสอบถาม
ความต้องการการพูดภาษาอังกฤษเพ่ือสื่อสารใน จำ� นวน 23 นาย ไดผ้ ลดงั น้ี
งานราชการทหาร ( = 3.90, S.D. = 1.03) ตอ้ งการ 2.1 บณั ฑติ ทที่ ำ� งานในสว่ นบญั ชาการ
พูดภาษาอังกฤษเพ่ือการต้อนรับ พบปะ สังสรรค์ ต้องการทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่ใช้ในการ
กบั บคุ คลากรในหนว่ ยงานทางราชการทหาร ระดบั เจรจาต่อรองในสถานการณต์ า่ งๆ ( = 3.96, S.D.
ปานกลาง ( = 3.89, S.D. = 0.90) จากน้ัน = 1.33) ละตอ้ งการทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษเพอ่ื
เป็นความต้องการทักษะการพูดภาษาอังกฤษ สอ่ื สารในงานราชการทหาร เช่น การฝึกทางทหาร
ในงานประชมุ อบรม หรอื การอบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร ระดับนานาประเทศ ( = 3.87, S.D. = 1.32)
ทางการทหาร ระดบั มาก ( = 3.84, S.D. = 0.92) ระดบั มาก และประเดน็ ทบี่ ณั ฑติ ทท่ี ำ� งานในสว่ นนี้
และมคี วามตอ้ งการการพดู ในภารกจิ ทางการทหาร คดิ วา่ เปน็ ปญั หาทีส่ ดุ คอื ปัญหาด้านการพดู ภาษา
ระดับปานกลาง ซึ่งมีผลคะแนนน้อยท่ีสุด คือ อังกฤษในบรบิ ทและสถานการณต์ ่างๆ ( = 2.04,
( = 3.21, S.D. = 0.71)
ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 115
S.D. = 0.71) 2.4 บัณฑิตจากส่วนการศึกษา
2.2 บัณฑิตในส่วนก�ำลังรบจ�ำนวน จำ� นวน 12 นาย สว่ นใหญต่ อ้ งการพฒั นาทกั ษะการ
72 นาย มคี วามเหน็ วา่ ตอ้ งการทกั ษะการพดู ภาษา พูดภาษาอังกฤษ เพื่อน�ำเสนอทางวิชาการเพ่ือผล
อังกฤษเพ่ือติดต่อประสานงานท่ัวไปกับชาวต่าง งาน อภปิ รายและแสดงความคดิ เหน็ ในงานประชมุ
ชาติมากท่ีสุด ( = 4.07, S.D. = 0.78) รองลงมา ทางวิชาการระดับนานาชาตมิ ากทีส่ ดุ ( = 3.92,
คือต้องการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อ S.D. = 1.00) และต้องการทักษะการพูดภาษา
สื่อสารในงานราชการทหาร เช่น การฝึกทางทหาร อังกฤษในภารกิจการไปศึกษาดูงาน ( = 3.67,
ระดบั นานาประเทศ ( = 4.00, S.D. = 0.86) และ S.D. = 0.89) ทั้งน้ีปัญหาในการพดู ภาษาองั กฤษ
ทักษะการพูดภาษาอังกฤษในภารกิจการไปศึกษา ของบัณฑิตคือ ความรู้ด้านค�ำศัพท์ในระดับที่
ดูงานต่างประเทศ ( = 4.00, S.D. = 0.79) และ สามารถสื่อสารได้ ( = 2.08, S.D. = 0.51)
บัณฑิตในส่วนน้ี เห็นว่ามีปัญหาในการออกเสียง รองลงมาคือ ปัญหาด้านการออกเสียง ( = 2.00,
ภาษาองั กฤษมากทส่ี ุด ( = 2.15, S.D. = 0.60) S.D. = 0.43)
จากนั้นจะประสบปัญหาด้านความสามารถพูด 2.5 บัณฑิตจากส่วนกิจการพิเศษ
ภาษาอังกฤษในบริบทและสถานการณ์ต่างๆ ( = จำ� นวน 4 นาย มคี วามตอ้ งการทกั ษะการพดู ภาษา
2.14, S.D. = 0.56) และขาดความม่นั ใจในการพูด อังกฤษเพื่อติดต่อประสานงานทั่วไปกับชาวต่าง
ภาษาอังกฤษ ( = 2.13, S.D. = 0.63) ชาตมิ ากทส่ี ดุ ( = 4.25, S.D .= 1.50) และตอ้ งการ
2.3 บัณฑิตในส่วนส่งก�ำลังบ�ำรุง การพูดภาษาอังกฤษเพ่ือต้อนรับ พบปะ สังสรรค์
จ�ำนวน 29 นาย มีความเหน็ วา่ ตอ้ งการพดู ภาษา ( = 4.25, S.D. = 0.965) บัณฑิตจากส่วนนี้มี
อังกฤษเพ่ือติดต่อประสานงานทั่วไปกับชาวต่าง ปญั หาความสามารถพดู ภาษาองั กฤษในบรบิ ทและ
ชาตริ ะดับมาก ( = 4.10, S.D. = 0.94) รองลงมา สถานการณ์ต่างๆ มากท่ีสุด ( = 2.25, S.D. =
คอื ตอ้ งการพดู ภาษาองั กฤษในภารกจิ การไปศกึ ษา 0.50) เป็นปัญหาในการออกเสยี ง ( = 2.00, S.D.
ดูงานตา่ งประเทศ ( = 4.03, S.D. = 1.02) และ = 0.82) และปญั หาดา้ นคำ� ศพั ทใ์ นระดบั ทส่ี ามารถ
ตอ้ งการพดู ภาษาองั กฤษเพอ่ื สอ่ื สารในการประชมุ ส่ือสารได้ ( = 2.00, S.D. = 0.82)
อบรม หรอื การอบรมเชงิ ปฏิบัตกิ าร (Workshop) 3. ความคิดเห็นเพ่ิมเติมเกี่ยวกับความ
ในภารกจิ ทางทหาร ( = 3.93, S.D. = 0.92) ระดบั ต้องการทักษะการพูดภาษาอังกฤษต่อการท�ำงาน
มาก ท้งั นี้ บณั ฑิตกลุ่มนี้มคี วามคดิ เห็นวา่ ปญั หาท่ี 1) สว่ นบญั ชาการมคี วามคดิ เหน็ เพม่ิ เตมิ วา่ บณั ฑติ
มผี ลกบั การพดู ภาษาองั กฤษเกดิ จากความไมม่ นั่ ใจ ต้องการฝึกพูดในบริบทท่ีแตกต่างกัน ต้องการฝึก
มากท่สี ุด ( = 2.31, S.D. = 0.60) และมปี ัญหาใน ปฏบิ ัติให้บอ่ ย ฝึกดว้ ยตนเอง เชน่ ดหู นงั ฟังเพลง
การเลือกใช้ค�ำในค�ำภาษาอังกฤษประเภทต่างๆ อ่านนยิ ายภาษาอังกฤษ และต้องการใหม้ กี ารเพิม่
( = 2.21, S.D. = 0.62) ชว่ั โมง การฝกึ พดู ฟงั ออกเสยี ง เนน้ การปฏบิ ตั จิ รงิ
116 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ด้านเนื้อหา บัณฑิตต้องการเรียนรู้ศัพท์เทคนิค English) การถาม-ตอบ การอภปิ ราย และการแลก
ต่างๆ ต้องการเรียนรู้ไวยากรณ์ที่ถูกต้องในระดับ เปล่ียน และแสดงความคิดเห็น นอกจากน้ีแล้ว
ต่างๆ เชน่ การออกหนังสือราชการ และตอ้ งการ บัณฑิตยังต้องการทักษะการพูดเพื่อใช้ในภารกิจ
เรยี นรกู้ ารสอ่ื สารแบบเปน็ ทางการ 2) สว่ นกำ� ลงั รบ ทางทหาร เช่น การฝึกรบร่วมกับนานาประเทศ
มีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าต้องการเรียนรู้การออก บัณฑิตมีความคิดเห็นว่าการสื่อสารในระดับพื้น
เสียง และค�ำศัพท์ ต้องการเรียนรู้ค�ำศัพท์ท่ัวไป ฐานมคี วามจำ� เปน็ ตอ่ การทำ� งาน และการประสาน
ศพั ทท์ างดา้ นทหาร ในดา้ นการฟงั บณั ฑติ ตอ้ งการ งานต่างๆ ดังนั้น พวกเขาต้องการกลวิธีการพูดท่ี
ฝึกการฟัง และพูดไปพรอ้ มๆ กนั เชน่ ฝึกฟง้ CNN หลากหลาย เพราะในการท�ำงานจริงไม่สามารถ
หรือรายการที่มีการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ คาดเดาสถานการณ์ท่ีอาจจะเกิดข้ึนได้ และเป็นท่ี
3) บัณฑิตส่วนส่งก�ำลังบ�ำรุง มีความคิดเห็นว่า น่าสังเกตว่า การพูดเพื่อบรรยายสรุปเก่ียวกับ
บัณฑิตต้องการเรียนเพื่อใช้ส่ือสารในการท�ำงาน หนว่ ยงานของตนเอง และเกยี่ วกบั ภารกจิ ดา้ นการ
ตอ้ งการเรยี นเนือ้ หาทส่ี ามารถน�ำมาประยกุ ต์ใช้ใน ทหารเป็นที่ต้องการน้อยที่สุด น่ันก็อาจจะเป็น
การท�ำงานได้ เช่นอ่าน และแปลความ เช่นอ่าน เพราะวา่ การพดู แบบบรรยายสรปุ มรี ปู แบบตายตวั
คมู่ อื การใชง้ านอปุ กรณต์ า่ งๆ และสามารถใชภ้ าษา เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั การพดู ดา้ นอนื่ ๆ แตถ่ งึ อยา่ งไร
เพ่ือแลกเปล่ียนความรู้เร่ืองอุปกรณ์ต่างๆ ได้ด้วย ก็ตามความต้องการทักษะการพูดเพื่อใช้ในการ
4) บณั ฑติ จากสว่ นการศกึ ษาตอ้ งการใหม้ กี ารสอน ทำ� งานของบัณฑิต ท่ีทำ� งานในแตล่ ะหน่วยมีความ
ค�ำศัพท์เพ่ือน�ำไปใช้ในการน�ำเสนอ และอภิปราย แตกตา่ งกนั ตามลกั ษะงาน และหนา้ ท่ี เชน่ บณั ฑติ
ในงานประชุม สัมมนาต่างๆ และควรส่งเสริมใหม้ ี ที่ท�ำงานในส่วนบัญชาการ มีความต้องการทักษะ
การสอนวิชาตา่ งๆ เป็นภาษาองั กฤษ และ 5) ส่วน การพูดด้านการเจรจา ตอ่ รองในสถานการณ์ตา่ งๆ
กิจการพิเศษ เสนอความคิดเห็นว่าบัณฑิตต้องมี มากที่สุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าลักษณะงาน
โอกาสใช้ภาษา อยากได้โอกาสในการฝึกพูดใน ในส่วนบัญชาการต้องท�ำงานท่ีต้องแก้ปัญหาและ
สถานการณจ์ รงิ รักษาผลประโยชนข์ องกองทัพอากาศ และบัณฑติ
สรุปผล โดยภาพรวมสามารถสรุปได้ว่า ท่ีท�ำงานในส่วนก�ำลังรบซ่ึงส่วนมากจะเป็นนักบิน
บัณฑิตต้องการทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อ และบัณฑิตที่ท�ำงานในส่วนส่งก�ำลังบ�ำรุง มีความ
ติดต่อประสานงานทั่วไป เช่น การประสานงาน ต้องการทักษะการพูดภาษาอังกฤษในด้านการ
โครงการความร่วมมือ การต้อนรับคณะจากต่าง ตดิ ตอ่ ประสานงานกบั ชาวตา่ งชาตมิ ากทสี่ ดุ เพราะ
ประเทศ การใช้ภาษาองั กฤษเพื่อสรา้ ง และรกั ษา ลักษณะงานของบัณฑิตในส่วนนี้ต้องมีการฝึกรบ
ความสัมพันธ์ รองลงมาคือต้องการการพูดภาษา รว่ มกับนานาชาตอิ ยู่เปน็ ประจ�ำ
อังกฤษที่ต้องใช้ในภารกิจดูงานในต่างประเทศ ในส่วนของปัญหาเก่ียวกับทักษะการพูด
เช่นภาษาอังกฤษเพื่อการเอาตัวรอด (survival ของบณั ฑติ นน้ั พบว่า บัณฑิตไม่สามารถพดู ภาษา
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 117
อังกฤษได้อย่างคล่อง และม่ันใจในการพูดใน ควรมีเน้ือหาท่ี นนอ. สามารถใช้ส่ือสารได้ใน
สถานการณท์ แ่ี ตกตา่ งและหลากหลายได้ ปญั หาน้ี สถานการณ์ที่หลากหลาย และใช้ได้จริง ซ่ึงการที่
อาจเกิดจากการที่บัณฑิตเรียนภาษาอังกฤษจาก จะสามารถให้ นนอ. ได้เรียนรู้สถานการณ์ต่างๆ
แบบเรียนเป็นส่วนใหญ่ ท�ำให้ไม่ได้เรียนรู้รูปแบบ เหล่านั้นได้ ต้องเกิดจากการน�ำเอาส่ือการสอน
การสนทนาที่หลากหลาย ดังนั้น ควรส่งเสริม ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงท่ีสุดมาสอน
ใหเ้ รยี นจากแหลง่ จรงิ เชน่ โปรแกรมรายการภาษา เช่น การไปดูงานในสถานที่ท�ำงานจริง การไป
องั กฤษ ภาพยนตรภ์ าษาองั กฤษหรอื จากหนงั สอื พมิ พ์ สังเกตการณ์ภารกิจทางทหาร การไปฝึกงานฝน
ภาษาอังกฤษ หนว่ ยตา่ งๆ การเรยี นรจู้ ากการดภู าพยนตร์ การฟงั
ในส่วนของความคิดเห็นเพ่ิมเติมของ จากโปรแกรมข่าวภาคภาษาอังกฤษ ซึ่ง นนอ.
บัณฑิตส่วนบัญชาการ ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า จะสามารถเรียนรู้การใช้ภาษาที่หลากหลาย
ตอ้ งการโอกาสในการฝกึ พดู ในบรบิ ททห่ี ลากหลาย และสมจริง ทั้งน้ี Homolova (2004) และ
รวมถึงต้องการเรียนรู้ทักษะการเขียนเพ่ิมเติมด้วย Sanderson (1999) ไดก้ ลา่ ววา่ การใชส้ อื่ การสอน
ยิ่งไปกว่านนั้ บณั ฑติ ในส่วนกำ� ลังรบมคี วามคดิ เห็น จากส่ือจริงมีประโยชน์มาก เช่น ท�ำให้ผู้เรียนเกิด
วา่ ตอ้ งการเรยี นรคู้ ำ� ศพั ทใ์ หม้ ากยงิ่ ขน้ึ และตอ้ งการ การเรียนรู้ว่าจะต้องสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างไร
พฒั นาทักษะการฟงั ไปในคราวเดียวกันด้วย ควรมี กับคู่สนทนาในชีวิตจริงเพราะการส่ือสารจริงนั้น
การจดั กจิ กรรมเพอ่ื สง่ เสรมิ ทกั ษะดา้ นภาษาองั กฤษ มอี ยหู่ ลายรปู แบบ และหลายวธิ กี าร สอดคลอ้ งกบั
ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติอย่างสม�่ำเสมอ งานวิจัยของ Martinez (2002) และ Sanderson
ทั้งน้กี ารทีจ่ ะพฒั นาทักษะภาษาได้ ควรมีการปรับ (1999) ที่พบว่า ผู้เรียนสามารถเพ่ิมพูนความรู้
เปล่ยี นทัศนคตใิ นการเรียนภาษาให้ไดก้ อ่ น จากการเรียนจากส่ือจริง หรือแหล่งจริง ซึ่งเป็น
ความร้รู อบตัวเกยี่ วกับโลกปัจจุบนั ที่ไดน้ อกเหนือ
5. อภิปรายผลการวจิ ัย จากความรู้ในแง่ของภาษา ท้ังนี้ผู้เรียนก็จะเรียน
อย่างมีความสุข และมีเป้าหมาย และเป็นการ
ผลจากการวจิ ยั นจี้ ะถกู ใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พูดในหัวข้อที่ทันสมัย
ปรบั ปรงุ วธิ กี ารเรยี นการสอน เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการ และน่าสนใจ
พูดของ นนอ. ให้สอดคล้องกับการท�ำงานใน จากผลการวิจัย ท�ำให้ทราบว่า กิจกรรม
อนาคต นนอ. ตอ้ งมคี วามสามารถทางการพดู ไดใ้ น ในชน้ั เรยี นสามารถสง่ เสรมิ การพดู ภาษาองั กฤษได้
ระดับส่ือสารได้ ไม่ว่าจะสื่อสารในชีวิตประจ�ำวัน ดงั ที่ León & Cely (2010 : 11-31) ทก่ี ลา่ ววา่ การ
หรือเพื่อการประสานงานทั่วไปซ่ึงแต่ละหน่วย มกี จิ กรรมในชน้ั เรยี นสามารถกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การพดู
ตอ้ งการ แตง่ านทเ่ี จาะจง แตล่ ะหนว่ ยงานสามารถ และสง่ เสรมิ บรรยากาศแหง่ การเรยี นรทู้ ผี่ อ่ นคลาย
ฝึกฝนเพ่ิมเติมได้ เพราะลักษณะงานของแต่ละ เพราะผเู้ รยี นไดแ้ สดงออกไดอ้ ยา่ งอสิ ระ โดยเฉพาะ
หน่วยมีความแตกต่างกัน ในเร่ืองเน้ือหาการพูด
118 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
อย่างย่ิงผู้เรียนท่ีอยู่ในช่วงวัยรุ่น ท่ีชอบการเรียนรู้ คำ� หนกั เบา หรอื เรยี นรทู้ วงทำ� นองเสยี ง (Intonation)
ทแี่ ทรกกจิ กรรมทสี่ นกุ สนาน และสรา้ งแรงจงู ใจได้ (Nillo, 2014) กม็ คี วามส�ำคัญยง่ิ ซึ่งในบรบิ ททคี่ รู
(Mora & Lopera, 2001 : 75-82) ซึง่ กิจกรรมน้นั จะเป็นผู้ที่ใช้ภาษาเป็นส่วนใหญ่ (Hosni, 2014 :
มอี ยู่หลากหลาย และมีวตั ถปุ ระสงคท์ ี่แตกต่างกนั 22-30) ครูควรเป็นตัวอย่างท่ีดีในการออกเสียง
ออกไป ดังน้ันผู้สอนควรหากิจกรรมที่เหมาะสม การเน้นค�ำ หนักเบา และถูกต้องให้แก่ผู้เรียนได้
กับความสามารถ และธรรมชาติของผเู้ รยี น รวมถงึ ตอ้ งมกี ารปรบั ทศั นคตใิ หผ้ เู้ รยี นตระหนกั ถงึ
จากผลการวิจัยท�ำให้ตระหนักได้ว่า ความสำ� คัญของการเรียนภาษาองั กฤษด้วย
นอกจากการสอนในช้ันเรียนปกติแล้ว ครูควรเปิด
โอกาสให้ นนอ. ได้ฝึกปฏบิ ัตโิ ดยสร้างสถานการณ์ 6. ข้อเสนอแนะ
ให้ นนอ. ใหไ้ ดฝ้ กึ ใชภ้ าษาองั กฤษในชวี ติ ประจำ� วนั
เพื่อสร้างความคุ้นเคย และความมั่นใจในการใช้ 1. ขอ้ เสนอแนะในการนาํ วิจยั ไปใช้
ภาษา การเรียนการสอนควรมีการวางแผนเรื่อง 1.1 สามารถการนำ� ไปเปน็ ขอ้ มลู เพอ่ื
เวลาใหเ้ หมาะสม ควรใหเ้ วลาในการฝกึ ปฏบิ ตั มิ าก ออกแบบหลกั สตู รการพดู ภาษาองั กฤษแก่ นกั เรยี น
ขนึ้ เพราะผเู้ รยี นสามารถเรยี นรกู้ ารพดู ไดอ้ ยา่ งเตม็ นายเรอื อากาศ
ที่เมื่อได้รับโอกาสฝึกอย่างเต็มที่ในสิ่งแวดล้อม 1.2 สามารถนำ� ไปปรับกระบวนการ
ที่พร้อม ซ่ึงสอดสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ เรยี นการสอนในชน้ั เรยี นได้ เชน่ การจดั กจิ กรรมสง่
Nunan (2003) และ Kayi (2007) นอกจากนน้ั แลว้ เสริมการพูด หรือการให้ความส�ำคัญกับการฝึก
ในบริบทของการเรียนการสอนใน รร.นนก. ปฏบิ ตั ิ ทง้ั ใน และนอกชน้ั เรยี น
การบริหารจัดการเร่ืองเวลาควรก�ำหนดอย่าง 1.3 สามารถน�ำผลไปปรับปรุง หรือ
ชัดเจน และควรจัดการเรียนการสอนให้จบลง เพมิ่ เตมิ เนอื้ หาในสว่ นของการพฒั นาทกั ษะการพดู
ในชั่วโมงสอนเนื่องจากข้อจ�ำกัดในเร่ืองเวลาของ รวมถึงพัฒนาวิธีการเรียนการสอนในทักษะการ
นนอ. การมอบหมายการบ้าน หรือกิจกรรมนอก เรยี นการสอนภาษาองั กฤษอน่ื ๆ ไดด้ ว้ ย เชน่ ทกั ษะ
หอ้ งเรยี นควรพจิ ารณาภาระของ นนอ. ในแตล่ ะชน้ั การอา่ น หรือการเขียน
ปีอย่างรอบคอบ ยิ่งไปกว่านั้นผลจากงานวิจัยน้ี 2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ต่อไป
ทำ� ให้ทราบวา่ ทักษะการพูดจะดีหรอื ไม่ ข้ึนอย่กู บั 2.1 ศึกษากิจกรรมทส่ี ามารถพัฒนา
ความสามารถทางการฟังของผู้พูด เพราะปัจจัย ทักษะการพูดภาษาองั กฤษ
สำ� คญั ทสี่ ง่ ผลตอ่ การพดู ปจั จยั หนง่ึ กค็ อื ปญั หาดา้ น 2.2 ศึกษาวิธีการสอนท่ีสามารถส่ง
การฟัง ท้ังสองทักษะควรถูกศึกษาไปในคราว เสริมทักษะการพูดแบบฉับพลันในสถานการณ์ที่
เดียวกนั (Tuan & Mai, 2015 : 8-23) นอกจากน้ี หลากหลาย
การสอนการพดู การเรยี นรกู้ ารออกเสยี ง การเนน้ 2.3 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง
ทกั ษะการฟงั และทกั ษะการพูด
ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 119
7. องค์ความร้ทู ไี่ ดร้ ับ ทเี่ ปน็ ลกั ษณะเฉพาะ โครงสรา้ งประโยค และคำ� ศพั ท์
นนั้ กม็ ลี กั ษณะเฉพาะตายตวั ผใู้ ชส้ ามารถเรยี นรไู้ ด้
จากผลจากการวจิ ยั ทำ� ใหท้ ราบวา่ บณั ฑติ จากการท�ำงาน สามารถท่องจ�ำเพ่ือน�ำไปใช้งาน
สว่ นใหญไ่ มต่ อ้ งการเรยี นเนอื้ หาการพดู เฉพาะทาง ได้เลย แตกต่างจากการส่ือสารทั่วไป ที่ผู้พูด
แตต่ อ้ งการศกึ ษาการสนทนาทตี่ อ้ งใชใ้ นการสอ่ื สาร ไม่สามารถคาดเดาว่าจะต้องสื่อสารแบบแบพลัน
ในชวี ิตประจ�ำวนั การประสานงานท่ัวไป ซง่ึ ผู้วิจัย กับคู่สนทนาได้อย่างไร เพราะหัวข้อสนทนาเป็น
คาดหวงั วา่ กลมุ่ ประชากรมคี วามตอ้ งการเรยี นการ แบบอสิ ระมคี วามหลากหลาย และพบวา่ ทกั ษะการ
พดู ทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะทางมากกวา่ แตผ่ ลเปน็ ไปใน พดู ควรพฒั นาไปพร้อมๆ กบั ทักษะการฟัง
ทางตรงกนั ขา้ ม ซงึ่ อาจจะเปน็ เพราะวา่ การสอื่ สาร
References
Brown, J. D. (1995). The elements of language curriculum: a systematic approach to
program development. Boston MA : Heinle & Heinle.
Brown, J. D. (2016). Introducing Needs Analysis and English for Specific Purposes. New
York : Routledge.
Bygate, M. (1987). Speaking: The Cambridge guide to teaching English to speakers of
other Language. Cambridge : Cambridge University Press.
Celce-Murica, M. (2001). Teaching English as a second language or foreign language (2nd
ed.). New York : Newbury House.
Data Processing Department, Statistics and Evaluation Division. (2016). Users’ Satisfaction
Survey Report for the graduates from Navaminda Kasatriyadhiraj Royal Air Force
Academy Batch 56th -58th. Bangkok : Division of Statistics and Evaluation, Navaminda
Kasatriyadhiraj Royal Air Force Academy.
Dudley-Evans, T. & St. John, M. J. (1998). Developments in English for Specific Purposes.
Cambridge : Cambridge University Press.
Efrizal, D. (2012). Improving students’ speaking through communicative language teaching
method at MTs J-AlhagSentot All Basa Islamic boarding school of Bangkulu, Indonesia.
International Journal of Humanities and Social Sciences, 2(20), 127-134.
Gilakjani, A. P. (2012). A Study of Factors Affecting EFL Learners' English Pronunciation
Learning and the Strategies for Instruction. International Journal of Humanities
and Social Science, 2(3), 119-128.
Gower, R., Phillips, D. & Walters, S. (1995). Teaching practice handbook. Oxford : MacMillan
Education.
120 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
Homolova, E. (2004). Creative Approach to Authentic Materials in ESL. http://www.
eslteacherboard.com/Authenticintro.htm (Accessed 6 June 2020).
Hosni, S. (2014). Speaking difficulties encountered by young EFL learners. International
Journal on Studies in English Language and Literature (IJSELL), 2(6), 22-30.
Hutchison, T. & Waters, A. (1987). English for Specific Purposes: a learner-centred approach.
Cambridge : Cambridge University Press.
Isani, S. (2013). Brian Paltridge, Sue Starfield (eds.), The Handbookof English for Specific
Purposes. Boston : Wiley-Blackwell.
Kayi, H. (2007). Teaching Speaking: Activities to Promote Speaking in a Second Language.
http://www.unr.edu/homepage/hayriyek (Accessed 6 June 2020).
Kenny, N. (2016). Is there a Specific Method for Teaching ESP?. The Journal of Teaching
English for Specific and Academic Purposes, 4(2), 253-260.
Kim, H. (2013). Needs Analysis for English for Specific Purpose course Development for
Engineering Students in Korea. International Journal of Multimedia and Ubiquitous
Engineering, 8(6), 279-288.
León, W. U. & Cely, E. V. (2010). Encouraging Teenagers to Improve Speaking Skills through
Games in a Colombian Public School. PROFILE, 12(1), 11-31.
Leong, L. & Ahmadi, S.M. (2017). An Analysis of Factors Influencing Learners’ English
Speaking Skill. International Journal of research in English Education, 2(1), 34-41.
Martinez, A. G. (2002). Authentic Materials: An Overview. http//:www.telus.net/linguistic-
sissues/authenticmaterials.html (Accessed 6 June 2020).
Mora, R. A. & Lopera, M. C. (2001). Games in the classroom: More than just having fun.
HOW-A Colombian Journal for Teachers of English, 8(-), 75-82.
Nillo, J. (2014). Factors Affecting Speaking Skills. http://www.slideshare.net/joalexnillo/
facots-affecting-speaking-skills (Accessed 6 June 2020).
Nunan, D. (2003). Practical English Language Teaching. New York : McGraw-Hill Company Inc.
Sanderson, P. (1999). Using newspapers in the classroom. Cambridge : Cambridge University
Press.
Tuan, N. H. & Mai, T. N. (2015). Factors Affecting Students’ Speaking Performance at LE
Thanh Hien High School. Asian Journal of Educational Research, 3(2), 8-23.
อิทธพิ ลของคณุ ลักษณะของคณะกรรมการบรษิ ัทต่อจริยธรรมทาง
ธรุ กิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรพั ย์แหง่ ประเทศไทย:
กลุ่มหลกั ทรพั ย์ ESG 100*
The Influence of Board Characteristics on Business Ethics of
Companies Listed on the Stock Exchange of Thailand: ESG 100
ชตุ มิ า นาคประสิทธ1์ิ และประสพฤกษ์ รตั นยงค2์
Chutima Nakprasit and Prasobrerk Rattanayong
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน1
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตนครราชสีมา2
Rajamangala University of Technology Isan, Thailand
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakhorn Ratchasima Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวิจยั คร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่อื ทดสอบอิทธิพลของคณุ ลกั ษณะของคณะกรรมการบริษัทมตี อ่
จริยธรรมทางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเน้นศึกษาบริษัท
จดทะเบยี นทอ่ี ยใู่ นกลมุ่ หลกั ทรพั ย์ ESG 100 คณุ ลกั ษณะของคณะกรรมการบรษิ ทั ในการวจิ ยั นปี้ ระกอบดว้ ย
ความเชยี่ วชาญด้านบญั ชีการเงิน ความหลากหลายเชิงประชากร และความเปน็ อิสระ ส่วนจรยิ ธรรมทาง
ธุรกิจวัดผา่ นการจัดการก�ำไร โดยใช้แบบจ�ำลองของ Yoon & Miller ซ่งึ มีขนาดของคณะกรรมการบริษัท
การกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ความเส่ียงทางการเงิน ความสามารถในการท�ำก�ำไร และขนาดของ
บริษทั เปน็ ตวั แปรควบคมุ การวจิ ัยนเ้ี กบ็ รวบรวมข้อมลู จากรายงานประจ�ำปี งบการเงนิ และแบบแสดง
รายงานประจำ� ปี (แบบ 56-1) ของบรษิ ทั ทไี่ ดร้ บั รางวลั ESG100 ประจำ� ปี 2558-2561 รวมจำ� นวนทงั้ สนิ้
269 บรษิ ัท ใช้วธิ กี ารวิเคราะหข์ อ้ มูลดว้ ยเทคนคิ การวเิ คราะหถ์ ดถอยเชงิ พหุคณู
ผลการวิจัยพบว่า ความเป็นอสิ ระของคณะกรรมการบริษัทมอี ิทธพิ ลเชิงลบตอ่ การจัดการกำ� ไร
อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ เป็นการแสดงว่าเมื่อความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริษัทเพิ่มข้ึนจะท�ำให้
* ไดร้ บั บทความ: 8 พฤศจกิ ายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 9 ธนั วาคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 30 ธนั วาคม 2563
Received: November 8, 2019; Revised: December 9, 2020; Accepted: December 30, 2020
122 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
การจัดการก�ำไรลดลงแสดงถึงมีจริยธรรมทางธุรกิจมากข้ึน จึงอาจกล่าวได้ว่าเมื่อบริษัทจดทะเบียนท่ีอยู่
ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 มีคณะกรรมการบริษัทท่ีมีความเป็นอิสระมากขึ้นบริษัทก็จะแสดงออกทาง
จรยิ ธรรมทางธุรกิจมากข้ึนผา่ นการจดั ท�ำรายงานทางการเงินทีม่ ีความโปรง่ ใสน่ันเอง
คำ� ส�ำคญั : คณะกรรมการบริษัท; จริยธรรมทางธุรกิจ; การจัดการกำ� ไร
Abstract
The objective of this research was to examine the influence of board characteristics
on business ethics of companies listed on the Stock Exchange of Thailand emphasizing
on ESG 100. The representatives of board characteristics consisted of three variables as
follows; board financial expertise, board gender diversity, and board independence. Earnings
management measured by the model of Yoon & Miller was the proxy of business ethics.
Besides, five control variables were board size, owner concentration, leverage, profitability,
and company size. This study collected data from secondary source belonging to 269 firm-
year observations. These data were available in their annual reports, financial statements,
and annual registration statements (form 56-1) of the year 2015-2018 covering 4 years.
The data were analysed by multiple regression analysis technique.
The result revealed that: there was significantly statistical negative influence of
board independence on earnings management. This indicated that board independence
could mitigate earnings management reflecting business ethics committed. Therefore,
this could imply that board independence encouraged companies in ESG100 to commit
with business ethics through faithful representation of financial reporting.
Keywords: Board Characteristics; Business Ethics; Earnings management
1. บทน�ำ สามด้าน คือ 1) ด้านเศรษฐกจิ 2) ด้านกฎหมาย
และ 3) ดา้ นจรยิ ธรรม ประเดน็ ดา้ นจรยิ ธรรมธรุ กจิ
ปัจจุบันบริษัทต้องมีความสามารถในการ เข้าไปเก่ียวข้องกับเหตุการณ์หลากหลายกรณี
บริหารองค์กรและมีความสามารถในการแข่งขัน เช่น การฉ้อฉล การติดสินบน การคอร์รัปชั่น
ที่เหนือกว่าคู่แข่งจึงจะท�ำให้บริษัทด�ำรงอยู่ได้ การตกแต่งตัวเลขรายงานทางการเงิน เป็นต้น
อยา่ งไรก็ตาม บรษิ ทั กต็ ้องมกี ารตดั สินใจเชิงธุรกิจ (Khantawitc, Sillapaporn and Chansirisri,
ทเี่ กยี่ วขอ้ งอยา่ งหลกี เลยี่ งไมไ่ ดก้ บั ปจั จยั อยา่ งนอ้ ย
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 123
2009 : 254) นอกจากนี้จากการส�ำรวจโดย ทฤษฏีตัวแทน (Agency Theory) ได้
Association of Certified Fraud Examiners อธิบายถึงการเกิดขึ้นของการท�ำผิดจริยธรรมทาง
(ACFE) องค์กรต่อต้านการทุจริต ได้รายงาน ธุรกิจในประเด็นการตกแต่งงบการเงินของบริษัท
ใน “The 2018 Report to the Nations on ว่าเป็นปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์
Occupational Fraud and Abuse” ทเ่ี นน้ ศกึ ษา (Conflict of Interest) ระหว่างผู้ถือหุ้นท่ีเป็น
การทุจริตฉ้อฉลในองค์กรเฉพาะภูมิภาคเอเชีย เจ้าของ (Principal) กับผู้บริหารท่ีเป็นตัวแทน
แปซิฟิกว่าผลของการทุจริตฉ้อฉลสร้างความเสีย (Agent) ความขดั แยง้ เกดิ ขนื้ เมอ่ื ผบู้ รหิ ารไดต้ ดั สนิ
หาย USD 236,000 จากรายงานนกี้ ารทจุ รติ ฉอ้ ฉล ใจทำ� การตา่ งๆ โดยคำ� นงึ ถงึ ผลประโยชนข์ องตวั เอง
ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดมาจากการตกแต่ง โดยเฉพาะในบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นแบบการ
งบการเงิน (Financial Statement Fraud) กระจายตวั (Dispersed ownership structure)
และองค์กรท่ีตกเป็นเหยื่อของการทุจริตนั้น และจะกลายเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์
มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ เป็นองค์กรแสวงหาผล ระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่กับผู้ถือหุ้นรายย่อย
ก�ำไร ซงึ่ ผู้กระท�ำผดิ ท่สี ร้างความเสียหายมากทีส่ ุด เพราะผู้ถือหุ้นรายใหญ่กับผู้บริหารมักจะเป็นกลุ่ม
เป็นผู้ที่มีอ�ำนาจอยู่ในระดับเจ้าของกิจการ เดียวกันซึ่งปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับบริษัท
หรือผู้บริหารสอดคล้องกับตัวอย่างความผิด จดทะเบียนในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ที่มี
ที่ผู้บริหารอยู่เบื้องหลังท่ีเกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น โครงสรา้ งผถู้ อื หนุ้ แบบกระจกุ ตวั (Concentrated
กรณีท่ีผู้บริหารของบริษัทโตชิบา ประเทศญี่ปุ่น ownership structure) ซ่ึงไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร
ท่ีได้ร่วมกันกระท�ำผิดตกแต่งงบการเงินเพื่อให้ หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีอ�ำนาจควบคุมบริษัท
แสดงผลก�ำไรสงู เกินจรงิ มานานถงึ 7 ปี จนกระทั่ง ก็ล้วนเป็นผู้ครอบครองข้อมูลของบริษัทในแง่ของ
ถูกตรวจสอบพบในต้นปี 2558 หรอื กรณีทเี่ กดิ ขน้ึ ปริมาณและคุณภาพที่มีมากกว่าผู้ถือหุ้นรายย่อย
ในประเทศไทย กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ (Information Asymmetry) ท�ำใหม้ ีโอกาสใชข้ ้อ
บริหารของบริษัทสงิ ห์ พาราเทค จ�ำกดั (มหาชน) ไดเ้ ปรยี บดงั กลา่ วทำ� การตกแตง่ งบการเงนิ (Moral
จ�ำกัด ได้ด�ำเนินการ หรือมีส่วนรู้เห็นยินยอมให้มี Hazard) (Ruangsuwan, 2006 : 120-128)
การจัดท�ำเอกสารและบันทึกรายได้จากการขาย ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยหลงเช่ือและน�ำไปสู่การ
อันเป็นเท็จในบัญชีและงบการเงินของบริษัท ท�ำลายความน่าเชื่อถือของนักลงทุนที่มีต่องบ
ส่งผลใหแ้ สดงผลก�ำไรสุทธจิ ากการดำ� เนนิ การในปี การเงินของบริษัทในตลาดทุนของประเทศนั้นๆ
2550 ซึง่ หากไมม่ ยี อดรายได้ดงั กล่าว ผลประกอบ ในล�ำดับต่อมา ดังน้ันคณะกรรมการบริษัทจึงเป็น
การในงบการเงินของบริษัทจะแสดงผลขาดทุน ทางเลือกหนึ่งที่ผู้ถือหุ้นและหน่วยงานก�ำกับดูแล
(The Securities and Exchange Commission, น�ำมาใช้ในการควบคุมดูแลเพื่อลดพฤติกรรมการ
Thailand, 2012) ฉวยโอกาสนน้ั ของผบู้ รหิ าร เนอื่ งจากคณะกรรมการ
124 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
บรษิ ทั เปน็ กลไกทส่ี ำ� คญั ในการดแู ลการฉวยโอกาส ในรายงานทางการเงินท�ำให้ผู้มีส่วนได้เสียบางคน
ใช้ประโยชน์จากการมีข้อมูลท่ีเหนือกว่าของ เขา้ ใจผดิ เกยี่ วกบั ผลการดำ� เนนิ งานของบรษิ ทั หรอื
ผบู้ รหิ าร คณะกรรมการบรษิ ทั จงึ มคี วามรบั ผดิ ชอบ ตอ้ งการจะใหม้ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การตดั สนิ ใจในการตกลง
ในการดูแลให้ระบบการจัดท�ำรายงานทางการเงิน ท�ำสัญญาท่ีข้ึนอยู่กับตัวเลขทางบัญชีที่รายงาน
และการเปดิ เผยขอ้ มลู สำ� คญั ตา่ งๆ ถกู ตอ้ ง เพยี งพอ (Healy & Wahlen, 1999 : 365-383) จงึ ถอื ไดว้ า่
ทนั เวลา เป็นไปตามกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และแนว การจัดการก�ำไรเชื่อมโยงกับจริยธรรมทางธุรกิจ
ปฏิบัติที่เก่ียวข้อง (The Stock Exchange of จึงมีหลายงานวิจัยของชาวต่างชาติได้ใช้คุณภาพ
Thailand, 2017) ของรายงานทางการเงิน ซึ่งวัดได้จากระดับการ
ลักษณะเชิงคุณภาพที่ส�ำคัญของรายงาน จัดการก�ำไรที่ค�ำนวณจากเทคนิคต่างๆ มาใช้เป็น
ทางการเงินของบริษัทคือการเป็นตัวแทนอัน ตวั แทนของจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ เชน่ ลาเบล กากวั ไล
เทยี่ งธรรม (Faithfulness representation) หรอื และฟรองซิเออร์ (Labelle, Gargouri and Fran
ความโปร่งใส (Transparency) อันหมายถึง coeur, 2010 : 335-353) โจและคิม (Jo & Kim,
รายการทางบัญชีของบริษัทต้องถูกรับรู้ วัดมูลค่า 2008 : 855-878) หวงและคณะ (Huang, et al.,
และน�ำเสนออยู่ในรายงานทางการเงินด้วยความ 2008 : 469-487) เปน็ ตน้ ซงึ่ คณุ ลกั ษณะของคณะ
ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ (Honesty) เพอื่ ประโยชนข์ องผใู้ ชง้ บ กรรมการบรษิ ทั ในการทำ� หนา้ ทค่ี วบคมุ การจดั การ
การเงินทุกฝ่าย (Enderle, 2004) นอกจากนี้ กำ� ไรทสี่ ำ� คญั ควรมลี กั ษณะดงั นี้ 1) ความเชยี่ วชาญ
รายงานทางการเงินที่มีคุณภาพยังให้ประโยชน์ต่อ ทางดา้ นการเงนิ การบญั ชขี องคณะกรรมการบรษิ ทั
การตัดสินใจของนักลงทุนอีกด้วย จะเห็นได้ว่า (Board Financial Expertise) 2) ความหลากหลาย
รายงานทางการเงินท่ีมีคุณภาพนั้นเป็นตัวชี้วัดถึง เชิงประชากรของคณะกรรมการบริษัท (Board
จริยธรรมทางธรุ กจิ นั่นเอง ซึง่ ชอยและแทอี (Choi Gender Diversity) 3) ความเปน็ อสิ ระของคณะ
& Tae, 2011 : 403-427) ได้พิสูจน์ถึงความ กรรมการบริษัท (Board Independence) มีงาน
เกี่ยวข้องกันระหว่างคุณภาพของรายงานทางการ วจิ ัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ งในต่างประเทศทีพ่ บว่าคุณลกั ษณะ
เงินกับจริยธรรมทางธุรกิจของบริษัทในประเทศ ของคณะกรรมการบริษัทมีอิทธิพลต่อการจัดการ
เกาหลแี ลว้ พบวา่ บรษิ ทั ทย่ี ดึ มน่ั ตอ่ จรยิ ธรรมธรุ กจิ กำ� ไร เช่น Rajeevan and Ajward (2019 : 2-18)
ที่สูงกว่าก็จะมกี ารรายงานทางการเงินทมี่ ีคุณภาพ พบว่า ความเชี่ยวชาญทางด้านบัญชีการเงินของ
สงู กวา่ และบรษิ ทั ทม่ี รี ะดบั การยดึ มน่ั ตอ่ จรยิ ธรรม คณะกรรมการบรษิ ทั มอี ทิ ธพิ ลเชงิ ลบตอ่ การจดั การ
ทส่ี งู กวา่ กจ็ ะมกี ารจดั การกำ� ไรนอ้ ยกวา่ ดว้ ย ซงึ่ การ ก�ำไรในประเทศศรีลังกา (Damak, 2018 : 289-
จัดการก�ำไร (Earnings Management) นั้น 312) ทพี่ บอทิ ธพิ ลเชงิ ลบของคณะกรรมการบรษิ ทั
เกิดขึ้นได้เม่ือผู้บริหารใช้วิจารณญาณในการปรับ ทมี่ กี รรมการเปน็ เพศหญงิ ตอ่ พฤตกิ รรมฉวยโอกาส
โครงสรา้ งรายการทางบญั ชเี พอื่ เปลย่ี นแปลงขอ้ มลู ของผบู้ รหิ ารในการตกแตง่ กำ� ไรในประเทศฝรง่ั เศส
ปีที่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 125
แมนซอร์และคณะ (Mansor, et al., 2013 : 221- บริษัทมหาชนจ�ำกัด พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายที่
229) พบว่าความเป็นอิสระของคณะกรรมการ เก่ียวข้องกับบริษัทดังกล่าวมีบทบาทของคณะ
บรษิ ทั สามารถช่วยลดการจดั การก�ำไรได้ เปน็ ตน้ กรรมการบรษิ ทั ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย วตั ถปุ ระสงค์
ขอ้ มลู การลงทนุ ของ The United Nations ข้อบังคบั ของบริษัท ตลอดจนมตทิ ปี่ ระชุมผถู้ ือหุ้น
-supported Principles for Responsible อย่างมีจริยธรรมอันประกอบด้วยความซ่ือสัตย์
Investment (PRI) ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การ สจุ รติ และระมดั ระวงั รกั ษาผลประโยชนข์ องบรษิ ทั
สนบั สนุนขององคก์ ารสหประชาชาติ ในระหว่างปี ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงท�ำให้ผู้วิจัยสนใจ
ค.ศ. 1995-2017 แสดงให้เห็นว่า สมาชกิ ของ PRI ที่จะศึกษาว่าคุณลักษณะใดของคณะกรรมการ
จากทว่ั โลกไดม้ กี ารนำ� เงนิ ไปลงทนุ ในบรษิ ทั ทมี่ กี าร บริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 จะมีอิทธิพลต่อ
ด�ำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัท การแสดงออกจริยธรรมทางธุรกิจของบริษัทในแง่
ภบิ าล (Environment, Social and Governance: ของการจดั ทำ� และนำ� เสนอรายงานทางการเงนิ ทมี่ ี
ESG) โดยดูได้จากมูลค่าที่เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก คณุ ภาพแกน่ กั ลงทนุ ได้ ประกอบกบั การวจิ ยั ทเี่ นน้
จากประมาณ 6 ล้านลา้ นดอลล์สหรฐั ไดเ้ พิม่ สูงถงึ ศึกษาบรษิ ัทจดทะเบียนกลมุ่ หลักทรพั ย์ ESG 100
กวา่ 10 เทา่ จนกลายเปน็ มลู คา่ ประมาณ 65 ล้าน ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย ดังนั้นผลของการ
ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ท�ำให้ตลาดหลักทรัพย์หลาย วจิ ยั นจี้ ะชว่ ยใหน้ กั ลงทนุ มน่ั ใจตอ่ คณุ ลกั ษณะทพี่ งึ
แหง่ ทวั่ โลกไดร้ เิ รม่ิ พฒั นาดชั นชี วี้ ดั ดา้ นความยง่ั ยนื ประสงค์ของคณะกรรมการบริษัทของบริษัท
ทเ่ี รียกวา่ ESG 100 (The Stock Exchange of จดทะเบยี นในกลมุ่ หลกั ทรพั ย์ ESG 100 ทจ่ี ะแสดง
Thailand, 2019) สำ� หรบั ประเทศไทยนนั้ สถาบนั บทบาทตามที่คาดหวังในการด�ำเนินธุรกิจอย่างมี
ไทยพฒั น์ (Thaipat Institute) ไดร้ เิ รม่ิ จดั ทำ� ขอ้ มลู จริยธรรม และส่งผลให้เกิดการลงทุนอย่างย่ังยืน
บริษัทจดทะเบียนของไทยท่ีมีการด�ำเนินงาน ในสังคมไทยต่อไป
โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
100 อนั ดบั หรอื ทเี่ รยี กวา่ กลมุ่ หลกั ทรพั ย์ ESG100 2. วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
นับตั้งแต่ปี 2558 เพื่อจะได้เป็นทางเลือกในการ
ตดั สินใจแก่นักลงทุน และสรา้ งผลกระทบเชิงบวก เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะของ
ใหก้ บั สงั คมและเศรษฐกจิ ของประเทศ เมอื่ สถาบนั คณะกรรมการบริษัทที่มีต่อจริยธรรมทางธุรกิจ
ไทยพัฒน์ได้พัฒนา Thaipat ESG Index ข้ึนมา ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง
จากกลมุ่ บรษิ ทั ดงั กลา่ วเพอ่ื เปน็ เกณฑม์ าตรฐานใน ประเทศไทย กรณกี ล่มุ หลกั ทรัพย์ ESG 100
การเปรยี บเทยี บเพอ่ื ใหน้ กั ลงทนุ ใชใ้ นการตดั สนิ ใจ
ดงั นนั้ คณุ ภาพรายงานทางการเงนิ ทบ่ี รษิ ทั ดงั กลา่ ว 3. วิธีด�ำเนนิ การวจิ ัย
น�ำเสนอย่อมเป็นที่คาดหวังและพระราชบัญญัติ
ประชากร ได้แก่บริษัทจดทะเบียนกลุ่ม
หลักทรัพย์ ESG 100 ซึ่งเป็นบริษัทท่ีถูกคัดเลือก
126 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ตามหลักเกณฑ์และเง่ือนไขที่สถาบันไทยพัฒน์ จากแหลง่ ข้อมลู ทุตยิ ภมู ิ (Secondary Data) ของ
ก�ำหนดข้ึน โดยใช้ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับ บริษัทกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ งบการเงิน รายงาน
รางวลั ESG 100 ของปี พ.ศ. 2558-2561 ปลี ะ 100 ประจ�ำปี แบบแสดงรายการประจ�ำปี (แบบ 56-1)
บริษัท เปน็ ระยะเวลา 4 ปี รวมท้งั สน้ิ 400 บริษัท สำ� หรบั ตวั แปรเกยี่ วกบั จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ
(firm-year observations) โดยไมร่ วมบรษิ ทั ทม่ี ี วัดได้จากระดับการจัดการก�ำไร หากก�ำไรของ
ลกั ษณะดงั ตอ่ ไปนี้ 1) กลมุ่ บรษิ ทั ในตลาดหลกั ทรพั ย์ บริษัทย่ิงมีรายการคงค้างท่ีข้ึนอยู่กับดุลยพินิจ
MAI 2) กลุ่มบริษัทท่ีไม่ได้ปิดบัญชีวันท่ี 31 ของผบู้ รหิ าร (Discretionary Accruals: DA) รวม
ธันวาคม 3) กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินและ อยู่ด้วยมาก หมายถึง มีการจัดการก�ำไรมาก
กลมุ่ กองทนุ รวมอสงั หารมิ ทรพั ยแ์ ละกองทรสั ตเ พอ่ื ดังนนั้ การวิจัยนี้จึงไดน้ �ำเทคนคิ ตามแบบจ�ำลองท่ี
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และ 4) บริษัทที่มี พฒั นาโดยยนู และมลิ เลอร์ (Yoon & Miller, 2002
ขอ้ มลู ไมส่ มบรู ณ์ กลมุ่ ตวั อยา่ งจำ� นวนสทุ ธคิ งเหลอื : 395-412) (The Yoon Model) มาใช้การวัด
269 บรษิ ทั (firm-year observations) และเครอ่ื ง รายการคงค้างท่ีข้ึนอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหาร
มือท่ีใช้ในการวิจัยนี้มาจากการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีการคำ� นวณดงั นี้
โดยท่ี ΔPEN = ผลตา่ งระหวา่ งผลประโยชนพ์ นักงานปี
DAt = รายการคงคา้ งทอ่ี ยใู่ นดลุ ยพนิ จิ ของผบู้ รหิ าร ท่พี ิจารณากับปีกอ่ นหน้า
ΔพิจRาEรVณt า=กับผปลกี ตอ่ ่านงหรนะา้ หว่างรายได้ของปีท่ีก�ำลัง ส�ำหรับสถิติท่ีน�ำมาใช้ในการวิเคราะห์
กΔ�ำRลEังCพtจิ า=รณผาลกตบั ่าปงรีกะอ่ หนวห่านงา้ ลูกหน้ีการค้าของปีท่ี ขอ้ มูล ประกอบดว้ ย 2 สว่ น ได้แก่
ΔREEVXtP t = รายไดข้ องปีทกี่ ำ� ลังพิจารณา 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive
= ผลต่างระหว่างค่าใช้จ่ายของปีที่กาลัง Statistics) เพอ่ื วเิ คราะหล์ กั ษณะทว่ั ไปของตวั แปร
พิจารณากับปีก่อนหน้า (ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายใน ท้ังหมด ได้แก่ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ค่าต่�ำสุด
การขายและ ค่าใช้จ่ายในการบรหิ าร) คา่ สงู สุด และคา่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เปน็ ต้น
กΔบัPAปYกี t่อ น=หผนลา้ ตา่ งระหวา่ งเจา้ หนกี้ ารคา้ ปที พี่ จิ ารณา 2. สถติ เิ ชงิ อนมุ าน (Inferential Statistics)
ΔDEP = ผลตา่ งระหวา่ งคา่ เสอื่ มราคาปที พี่ จิ ารณา เพ่ือทดสอบอิทธิพลของคุณลักษณะของคณะ
กับปกี อ่ นหนา้ กรรมการบริษัทต่อจริยธรรมทางธุรกิจ ได้แก่
เทคนคิ การวเิ คราะหถ์ ดถอยเชงิ พหคุ ณู ซงึ่ สามารถ
แสดงเป็นตัวแบบสมมติฐานท่ีทดสอบด้วยการใช้
สมการ (2) ดงั นี้
ปที ี่ 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 127
DABS = β0+β1BACEXP+ β2BFGEN+ β3BIND+ β4BSIZE+ β5OWN+ β6LEV+ β7ROA+ β8SIZE+βi (2)
โดยท่ี 4. สรปุ ผลการวิจัย
DABS หมายถงึ ผลรวมคา่ สมั บรู ณข์ อง DA
จากสมการ (1) เชน่ เดยี วกบั วธิ ีของ ยังและคริชนนั ส�ำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง
(Yang & Krishnan, 2005) พรรณนาของคณุ ลกั ษณะของคณะกรรมการบรษิ ทั
BACEXP หมายถึง ความเช่ียวชาญทาง และจริยธรรมทางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน
บัญชีการเงินวัดจากสัดส่วนจ�ำนวนกรรมการที่มี ในกลุม่ หลกั ทรพั ย์ ESG 100 จำ� นวน 269 บริษทั
ความรู้ด้านบัญชีการเงิน/จ�ำนวนของกรรมการ (firm-year observations) น้ัน พบว่า บรษิ ทั จด
ทัง้ หมด ทะเบยี นในกลมุ่ หลกั ทรพั ย์ ESG 100 มคี า่ เฉลยี่ การ
BFGEN หมายถึง ความหลากหลาย จดั การกำ� ไรเทา่ กับ 0.0729 ในขณะท่ีคณุ ลักษณะ
เชงิ ประชากรวดั จากสดั สว่ นจำ� นวนกรรมการทเี่ ปน็ ของคณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วย สัดส่วน
เพศหญิง/จำ� นวนของกรรมการท้ังหมด กรรมการทมี่ คี วามรทู้ างบญั ชกี ารเงนิ เทา่ กบั 0.166
BIND หมายถึง ความเป็นอิสระวัดจาก เท่าสัดส่วนกรรมการเพศหญิงเท่ากับ 0.193 เท่า
สดั สว่ นจำ� นวนกรรมการอสิ ระ/จำ� นวนของกรรมการ และสัดส่วนกรรมการอิสระเท่ากับ 0.427 เท่าใน
ทง้ั หมด ขณะท่ีค่าเฉลี่ยของจ�ำนวนกรรมการบริษัทเท่ากับ
BSIZE หมายถงึ ขนาดของคณะกรรมการ 11 คน สัดส่วนของผถู้ ือหุ้นรายใหญ่ 10 รายแรก
บรษิ ัทวัดจากจ�ำนวนของคณะกรรมการ เท่ากับ 0.677 เท่า อัตราส่วนหน้ีสินต่อส่วนของ
OWN หมายถงึ การกระจกุ ตวั ของผถู้ อื หนุ้ ผู้ถอื หนุ้ เท่ากับ 1.007 เทา่ อตั ราสว่ นผลตอบแทน
รายใหญ่วัดจากสัดส่วนจ�ำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้น ต่อสินทรัพย์รวมเท่ากับ 10.946 เปอร์เซ็นต์และ
สูงสุด 10 รายแรก / จ�ำนวนหุ้นที่ออกและเรียก ขนาดของบรษิ ทั เท่ากบั 23.807 หลงั จากท่ีทำ� การ
ช�ำระแล้ว ตรวจสอบเงอื่ นไขการวเิ คราะหค์ วามถดถอยเชงิ พหุ
LEV หมายถึง ความเสี่ยงทางการเงินวัด พบคา่ ผดิ ปกติ (outlier) จึงไดแ้ กไ้ ขดว้ ยวธิ กี ารตดั
จากอัตราส่วนหน้สี ินตอ่ ทนุ คา่ นนั้ ออก ทำ� ใหค้ งเหลอื ตวั อยา่ งสทุ ธจิ ำ� นวน 264
ROA หมายถึง ความสามารถในการท�ำ บริษัท (firm-year observations) และผ่านการ
กำ� ไรวัดจากอัตราสว่ นกำ� ไรตอ่ สินทรัพย์ ทดสอบความคลาดเคล่ือนท่ีต้องเป็นอิสระกัน
SIZE หมายถึง ค่าลอการิทึมธรรมชาติ (autocorrelation) และตวั แปรอสิ ระทกุ ตวั ไมไ่ ดม้ ี
(Natural Logarithm) ของสนิ ทรัพยร์ วม ความสัมพันธ์จนเกิดปัญหา Multicollinearity
จึงสามารถวเิ คราะห์ความถดถอยเชิงพหุคณู ได้
ผลการทดสอบอิทธิพลของคุณลักษณะ
ของคณะกรรมการบริษัทต่อจริยธรรมทางธุรกิจ
128 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง กบั แมนซอร์และคณะ (Mansor, et al., 2013 :
ประเทศไทย: กลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 พบว่า 221-229) ทไี่ ดศ้ กึ ษาการกำ� กบั ดแู ลกจิ การและการ
ผลการศึกษาพบอิทธิพลเชิงลบของสัดส่วนของ จัดการก�ำไร พบว่าสัดส่วนของกรรมการอิสระ
กรรมการอสิ ระตอ่ การจดั การกำ� ไรอยา่ งมนี ยั สำ� คญั มีอิทธิพลเชิงลบต่อการจัดการก�ำไร และหวงและ
ทางสถิติ ณ ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 จึงยอมรับว่า คณะ (Huang, et al., 2008 : 469-487) ศึกษา
สดั สว่ นของกรรมการอสิ ระมอี ทิ ธพิ ลเชงิ ลบตอ่ การ การบรหิ ารเชงิ จรยิ ธรรม การกำ� กบั ดแู ลกจิ การและ
จัดการก�ำไร แต่ไม่พบว่าสัดส่วนของกรรมการที่มี รายการคงค้างท่ีผิดปกติ พบว่า เปอร์เซนต์ของ
ความรทู้ างบญั ชกี ารเงนิ และสดั สว่ นของกรรมการ จ�ำนวนกรรมการอิสระที่มีอยู่ในคณะกรรมการ
เพศหญิงมีอิทธิพลต่อการจัดการก�ำไรอย่างมีนัย บรษิ ทั มคี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ ลบกบั การจดั การรายการ
ส�ำคญั ทางสถติ ิ ณ ระดบั นยั สำ� คญั 0.05 จงึ ปฏเิ สธ คงค้าง จากผลการวิจัยนี้ท่ีสอดคล้องกับงานวิจัย
วา่ สดั สว่ นของกรรมการทมี่ คี วามรทู้ างบญั ชกี ารเงนิ ที่เกี่ยวข้องข้างต้นจึงอภิปรายได้ว่าเมื่อความเป็น
และสดั สว่ นของกรรมการเพศหญงิ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การ อสิ ระของคณะกรรมการบรษิ ทั มมี ากขนึ้ ระดบั การ
จัดการก�ำไร เมอื่ พจิ ารณาถึงตวั แปรควบคุม พบว่า จดั การกำ� ไรจะลดลง แสดงวา่ บรษิ ทั มจี รยิ ธรรมทาง
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนและขนาดของบริษัทมี ธุรกจิ มากขึ้นนั่นเอง ดังท่ี ชอยและแทอี (Choi &
อทิ ธพิ ลเชงิ บวกตอ่ การจดั การกำ� ไรอยา่ งมนี ยั สำ� คญั Tae, 2011 : 403-427) ไดก้ ลา่ วไวข้ า้ งตน้ วา่ บรษิ ทั
ทางสถิติ ในขณะท่ีตัวแปรควบคุมอื่นๆ ได้แก่ ทม่ี รี ะดบั การยดึ มนั่ ตอ่ จรยิ ธรรมทสี่ งู กวา่ กจ็ ะมกี าร
สดั สว่ นของผถู้ อื หนุ้ รายใหญ่ 10 รายแรก ขนาดของ จัดการก�ำไรน้อยกว่าด้วย ผลการวิจัยน้ีทฤษฏี
กรรมการ และอตั ราสว่ นกำ� ไรสทุ ธติ อ่ สนิ ทรพั ยก์ ลบั ตัวแทนสามารถอธิบายได้ว่าความเป็นอิสระของ
ไม่พบว่ามีอิทธิพลต่อการจัดการก�ำไรอย่างมีนัย คณะกรรมการบริษัทจะสามารถควบคุมดูแล
ส�ำคญั ทางสถิติ พฤติกรรมการฉวยโอกาสของผู้บริหารในการ
จดั การกำ� ไรได้ จงึ ทำ� ใหร้ ายงานทางการเงนิ ทบ่ี รษิ ทั
5. อภปิ รายผลการวจิ ยั จัดท�ำและน�ำเสนอต่อบุคคลภายนอกมีคุณภาพ
ซ่งึ เป็นการแสดงถึงความมีจริยธรรมทางธรุ กิจของ
ผลการศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะ บรษิ ทั ทม่ี คี วามซอื่ สตั ยห์ รอื ความโปรง่ ใสตอ่ ทกุ ฝา่ ย
ของคณะกรรมการบริษัทต่อจริยธรรมทางธุรกิจ เพราะคณะกรรมการท่ีมีความเป็นอิสระจากการ
ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ครอบงำ� ตา่ งๆ จะทำ� ใหส้ ามารถแสดงความคดิ เหน็
ประเทศไทย: กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 พบว่า ได้อย่างอิสระ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อ�ำนาจของใคร
สดั สว่ นของกรรมการอสิ ระมอี ทิ ธพิ ลเชงิ ลบตอ่ การ แม้แต่อ�ำนาจกิเลสของตนเองซึ่งส่งผลให้การท�ำ
จัดการก�ำไรอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (Sig = หน้าที่ถ่วงดุลอ�ำนาจระหว่างการตรวจสอบและ
0.020, ค่า β = -0.146) ซึง่ ผลการวิจยั สอดคลอ้ ง การบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 129
ซงึ่ คณุ ลกั ษณะของคณะกรรมการบรษิ ทั ดา้ นความ อันเป็นการแสดงถึงการมีจริยธรรมทางธุรกิจของ
เป็นอิสระน้ีมีความสอดคล้องกับหลักธรรมทาง บรษิ ัทมากข้ึนน่ันเอง
พุทธศาสนาในเรื่องอคติ 4 ที่ปรากฏในอคติสูตร คุณลักษณะของคณะกรรมการบริษัทอ่ืน
(Mahachulalongkornrajavidyalaya University, ไดแ้ ก่ ความเชยี่ วชาญทางบญั ชกี ารเงนิ ไมม่ อี ทิ ธพิ ล
1996) ซงึ่ คณะกรรมการบรษิ ทั ทด่ี นี นั้ จะตอ้ งปฏบิ ตั ิ ต่อการจัดการก�ำไรอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
หน้าที่โดยปราศจากอคติ 4 ได้แก่ ฉันทาคติ (Sig = 0.713 คา่ β = -0.025) สอดคลอ้ งกับการ
โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ นอกจากนี้ วจิ ยั ของลนิ (Lin, 2011) ทไ่ี ดศ้ กึ ษากลไกการกำ� กบั
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock ดูแลกิจการและการจัดการก�ำไรในประเทศก�ำลัง
Exchange of Thailand: SET) ที่ท�ำหน้าทีก่ �ำกบั พฒั นาหลกั ฐานจากบรษิ ทั จดทะเบยี นของประเทศ
บริษัทจดทะเบียน ก็ได้เล็งเห็นถึงความส�ำคัญ จนี แลว้ พบวา่ สดั สว่ นของกรรมการทมี่ คี วามรดู้ า้ น
ของความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริษัท บญั ชกี ารเงนิ ของคณะกรรมการบรษิ ทั ไมม่ อี ทิ ธพิ ล
จึงได้ก�ำหนดให้คณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน ต่อการจัดการก�ำไรอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติและ
ต้องมีกรรมการอิสระตามจ�ำนวนขั้นต�่ำคืออย่าง นอกจากนก้ี ารวจิ ยั นกี้ พ็ บวา่ คณุ ลกั ษณะดา้ นความ
น้อย 1 ใน 3 ของจ�ำนวนกรรมการท้ังหมดและ หลากหลายเชงิ ประชากรไมม่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การจดั การ
มีอย่างน้อย 3 คน โดยต้องมีคุณสมบัติเป็นไป กำ� ไรอยา่ งมีนยั ส�ำคัญทางสถติ ิ (Sig = 0.145 ค่า β
ตามเกณฑ์ท่กี �ำหนด ซึง่ โดยรวมคณุ สมบตั ดิ งั กลา่ ว = 0.089) สอดคล้องกับการวิจัยของโมฮัมหมัด
นั้นกรรมการอิสระต้องไม่มีส่วนได้เสียกับบริษัท และคณะ (Mohamad, et al., 2010) ท่ีได้ศกึ ษา
ผถู้ อื หนุ้ รายใหญ่ รวมถงึ ผบู้ รหิ ารของบรษิ ทั ทงั้ ทาง ผลกระทบของความเป็นอิสระ ความหลากหลาย
ตรงและทางอ้อมท่ีอาจมีผลต่อการท�ำหน้าที่ของ เชิงประชากรของคณะกรรมการบริษัทและความ
คณะกรรมการบริษัท เช่น การถือหุ้นไม่เกิน 1 รับผิดชอบต่อสังคมต่อการจัดการก�ำไรของบริษัท
เปอรเ์ ซน็ ตข์ องจำ� นวนหนุ้ ทมี่ สี ทิ ธอิ อกเสยี งทง้ั หมด จดทะเบยี นในประเทศมาเลเซยี แลว้ พบวา่ สดั สว่ น
ของบริษัทไม่เป็นบุคคลท่ีมีความสัมพันธ์ทางสาย ของกรรมการเพศหญิงในคณะกรรมการบริษัท
โลหิตหรือโดยการจดทะเบียนตามกฎหมายของ ไม่มีผลกระทบต่อการจัดการก�ำไร ดังนั้น จากการ
กรรมการรายอืน่ ผ้บู รหิ ารบริษทั ผ้ถู ือหนุ้ รายใหญ่ วิจัยนี้พบว่า บริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100
ผู้มอี �ำนาจควบคมุ เป็นต้น ดังนน้ั จากการทบ่ี รษิ ัท มีค่าเฉล่ียของสัดส่วนของกรรมการที่มีความรู้ทาง
กลุ่มหลกั ทรัพย์ ESG 100 มสี ดั สว่ นของกรรมการ บัญชีการเงิน และสัดส่วนของกรรมการเพศหญิง
อสิ ระตอ่ คณะกรรมการบริษัทสูงกวา่ จ�ำนวนขนั้ ตำ่� ต่อจ�ำนวนคณะกรรมการบริษัทเพียง 16.6
ที่ก�ำหนด (ค่าเฉล่ีย = 0.427) ซึ่งย่ิงมีมากข้ึน เปอร์เซ็นต์ และ 19.3 เปอร์เซนต์ ตามล�ำดับ
ก็ยิ่งท�ำให้ผู้บริหารสามารถจัดการก�ำไรได้น้อยลง ซึ่งท้ังสองคุณลักษณะของคณะกรรมการบริษัท
เปน็ ผลใหร้ ายงานทางการเงนิ ของบรษิ ทั มคี ณุ ภาพ ในจ�ำนวนดังกล่าวอาจไม่มีผลเพียงพอท่ีจะ
130 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
เปลยี่ นแปลงจดั การกำ� ไรไดห้ รอื อาจจะกลา่ วไดอ้ กี ส่วนเสียอันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอย่าง
นยั หนงึ่ วา่ ความเชยี่ วชาญทางการบญั ชกี ารเงนิ และ ยง่ั ยนื ตอ่ ไป เนอ่ื งจากงานวจิ ยั นผ้ี วู้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษาเพยี ง
ความหลากหลายเชิงประชากรของคณะกรรมการ คุณลักษณะของคณะกรรมการบริษัทเท่าน้ัน
บรษิ ทั ไมม่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การมจี รยิ ธรรมทางธรุ กจิ ของ อาจมปี จั จยั อน่ื ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ ดว้ ย
บริษทั กลมุ่ หลกั ทรพั ย์ ESG 100 นน่ั เอง และงานวจิ ยั นก้ี ใ็ ชต้ วั แบบในการวดั การจดั การกำ� ไร
เพียงตัวแบบเดียวจึงเป็นข้อจ�ำกัดในการศึกษา
6. ข้อเสนอแนะ ดังนั้นส�ำหรับงานวิจัยในอนาคตอาจใช้ตัวแบบอ่ืน
ในการประมาณค่ารายการคงค้าง ตลอดจนการ
จากผลการวจิ ยั พบวา่ ความเปน็ อสิ ระของ ศกึ ษาตวั แปรอนื่ ทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การจดั การกำ� ไรนอก
คณะกรรมการบริษัทเป็นคุณลักษณะของคณะ เหนือจากปจั จัยดงั กลา่ วเพิม่ เติม
กรรมการบริษัทที่ส�ำคัญในการแสดงออกทาง
จริยธรรมทางธุรกิจผ่านรายงานทางการเงินที่มี 7. องคค์ วามรู้ทไี่ ด้รบั
คุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มหลักทรัพย์
ESG100 จึงอาจน�ำไปสู่การสนับสนุนให้บริษัท บรษิ ทั จดทะเบยี นกลมุ่ หลกั ทรพั ย์ ESG 100
จดทะเบียนมจี �ำนวนกรรมการอิสระเพิ่มมากขึ้น มีคุณสมบัติการก�ำกับดูแลกิจการ ดูแลสังคมและ
นอกจากนี้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น สง่ิ แวดลอ้ มทด่ี โี ดดเดน่ กวา่ บรษิ ทั จดทะเบยี นทวั่ ไป
ตลาดหลกั ทรพั ยแ์ หง่ ประเทศไทย ส�ำนกั งานคณะ แตก่ ารจะทำ� ใหน้ กั ลงทนุ มนั่ ใจไดไ้ มใ่ ชเ่ พยี งเพอื่ การ
กรรมการกำ� กบั หลกั ทรพั ยก์ ค็ วรจะสง่ เสรมิ จำ� นวน สร้างผลก�ำไรเท่านั้น แต่รวมถึงความย่ังยืนท่ีเกิด
ของกรรมการที่มีความรู้ทางบัญชีการเงินและ จากการทีบ่ รษิ ัทนัน้ มจี ริยธรรมทางธรุ กิจด้วย งาน
กรรมการท่ีเป็นเพศหญิงให้มีมากขึ้นในคณะ วจิ ยั นจี้ งึ ไดแ้ สดงหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษว์ า่ ความเปน็
กรรมการบริษัทเพ่ือท่ีจะได้แสดงบทบาทในการ อิสระของคณะกรรมการบริษัทเป็นคุณลักษณะ
ปฏิบัติหน้าที่การสนับสนุนให้เกิดการรายงาน ส�ำคัญของกลไกก�ำกับดูแลกิจการของบริษัทจด
ทางการเงนิ ทม่ี คี ณุ ภาพมากยงิ่ ขนึ้ ทำ� ใหภ้ าพลกั ษณ์ ทะเบยี นกลมุ่ หลักทรพั ย์ ESG 100 ทสี่ นบั สนนุ ให้
ของรายงานทางการเงนิ มคี ณุ ภาพเปน็ ไปตามความ มีการแสดงจริยธรรมทางธุรกิจผ่านการจัดท�ำและ
คาดหวงั ของนกั ลงทนุ ผถู้ อื หนุ้ เจา้ หน้ี หรอื สถาบนั นำ� เสนอรายงานทางการเงนิ ของบรษิ ทั ทมี่ คี ณุ ภาพ
การเงิน ตลอดจนบุคคลภายนอกท่ีมีส่วนได้ ตอ่ นกั ลงทนุ
References
Choi, T. H. & Tae, J. (2011). Business Ethics and Financial Reporting Quality: Evidence from
Korea. Journal of Business Ethics, 103(-), 403-427.
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 131
Damak, S. T. (2018). Gender Diverse Board and Earnings management: Evidence from French
Listed Companies. Sustainability Accounting. Management and Policy Journal,
9(3), 289-312.
Enderle, G. (2004). The Ethics of Financial Reporting, the Global Reporting Initiative, and
the Balanced Concept of the firm. In: G. G. Brenkert, (ed.) Corporate Integrity and
Accountability. Thousand Oaks : Sage.
Healy, P. M. & Wahlen, J. M. (1999). A Review of the Earnings Management Literature and
Its Implications for Standard Setting. Accounting Horizons, 13(-), 365-383.
Huang, P., Louwers, T. J., Moffitt, J., S. & Zhang, Y. (2008). Ethical Management, Corporate
Governance, and Abnormal Accruals. Journal of Business Ethics, 83(3), 469-487.
Jo, H. & Kim, Y. (2008). Ethics and Disclosure: A Study of the Financial Performance of
Firms in the Seasoned Equity Offerings Market. Journal of Business Ethics, 80(4),
855-878.
Khantawitc, A., Srichanpetch, S. & Chansirisri, D. (2009). Corporate governance to Create
Firm Value. Bangkok : The Stock Exchange of Thailand.
Labelle, R., Gargouri, R. M. & Francoeur, C. (2010). Ethics, diversity management, and
financial reporting quality. Journal of Business Ethics, 93(2), 335–353.
Lin, T. (2011). Corporate Governance Mechanisms and Earnings Management in Transitional
Countries-evidence from Chinese Listed Firms. Doctor of Philosophy. Graduate
School : Queensland University of Technology.
Mahachulalogkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tipitaka Version of Mahachula
logkornrajavidyalaya. Bangkok : Mahachulalogkornrajavidyalaya Printing House.
Mansor, N., et al. (2013). Corporate Governance and Earnings Management: A Study on the
Malaysian Family and Non-family Owned PLCs. Procedia Economics and Finance,
7(-), 221-229.
Mohamad, N. R., et al., (2010). The Effects of Board Independence, Board Diversity and
Corporate Social Responsibility on Earnings Management. Conference 2011 Paper.
https://ssrn.com/abstract=1725925 (Accessed 1 November 2019).
Rajeevan, S. and Ajward, R. (2019). Board characteristics and earnings management in
Sri Lanka. Journal of Asian Business and Economic Studies, 27(1), 2-18.
132 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
Ruangsuwan, S. (2006). Creating Stock Price: Mechanisms of Numbers and Probability
Strategies. Journal of Accounting Profession, 2(1), 120-128.
The Securities and Exchange Commission, Thailand. (2012). SEC files criminal complaint
against SINGHA CEO for falsifying accounts, SEC News No. 110/2012. https://www.
sec.or.th (Accessed 1 November 2019).
The Stock Exchange of Thailand. (2017). Corporate Governance Code for listed companies
2017. https://www.set.or.th. (Accessed 1 November 2019).
The Stock Exchange of Thailand. (2019). Thailand Sustainability Investment. https://www.
set.or.th (Accessed 6 November 2019).
Yoon, S. S. & Miller, G. A. (2002). Cash from Operations and Earnings Management in
Korea. The International Journal of Accounting, 37(4), 395-412.
สภาพการจดั การเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา สาระหน้าท่ีพลเมอื ง
วัฒนธรรม และการดำ� เนินชวี ิตในสงั คม ด้วยหลกั พรหมวหิ าร 4
ของครใู นสงั กัดส�ำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24
จังหวดั กาฬสนิ ธ*์ุ
State of Learning Management in the Social Studies Civics,
Culture and Living in Society based on Four Sublime States
of Mind of Teachers under the Secondary Education Service
Area Office 24, Kalasin Province
พระจินดา สุชาโต, สมควร นามสฐี าน1, ทวีศิลป์ สารแสน และชารวี ฒั น์ ถวิลวงษ2์
Phra Jinda Sujato, Somkhuan Namseethan, Tavesin Sarasan and Charriwat Thawinwong
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ 1
นักวิชาการอิสระ2
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Independent Scholar, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวจิ ัยคร้งั นี้ มวี ัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาสภาพการจดั การเรยี นรู้ 2) เปรียบเทียบระดบั การ
ปฏบิ ัติการ และ 3) ศึกษาแนวทางการจดั การเรียนรู้สงั คมศึกษา สาระหน้าทพ่ี ลเมอื ง วัฒนธรรม และการ
ดำ� เนนิ ชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของครู เป็นการวจิ ยั เชิงส�ำรวจ (Survey Research) กลมุ่
ตวั อยา่ งคอื ครสู งั คมศกึ ษา จำ� นวน 165 คน สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 24 จงั หวดั
กาฬสินธุ์ เคร่ืองมือท่ีใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) การวิเคราะห์ข้อมูลคือ
การหาคา่ ความถ่ี คา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมตฐิ านการวจิ ยั ดว้ ยสถติ ิ
(Independent-Samples T-test) และสถติ กิ ารวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว (One-Way Analysis
of Variance : F-test)
* ไดร้ บั บทความ: 14 กมุ ภาพันธ์ 2562; แกไ้ ขบทความ: 20 พฤศจิกายน 2563; ตอบรับตีพมิ พ:์ 15 พฤศจกิ ายน 2563
Received: February 14, 2019; Revised: November 27, 2020 ; Accepted: November 15, 2020
134 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ผลการวิจัยพบวา่
1. สภาพการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา สาระหนา้ ท่ีพลเมอื ง วัฒนธรรม และการด�ำเนนิ ชีวิตใน
สังคม ด้วยหลักพรหมวหิ าร 4 ของครูในสงั กัดสำ� นกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 จงั หวัด
กาฬสนิ ธ์ุ โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก
2. การเปรยี บเทยี บระดับการปฏบิ ัตกิ ารจัดการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ของครสู งั คมศกึ ษาทีจ่ ำ� แนก
ตามเพศ อายุ วฒุ ิการศึกษา และประสบการณ์สอน โดยภาพรวม พบวา่ ไมแ่ ตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสำ� คัญ
ทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.05
3. แนวทางการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา พบว่า ครูผู้สอนควรปรับปรุงและพัฒนาการจัดการ
เรียนรู้ในการส่งเสริม โดยการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในช้ันเรียนให้นักเรียนมีอารมณ์ท่ีสนุกสนานใน
การเรยี นมากขนึ้ ควรนำ� เทคโนโลยที ท่ี นั สมยั เกยี่ วกบั เนอื้ หาการเรยี น มาใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอนให้
มากขึ้น ควรมีการประเมินผลและพัฒนาการทางสาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตใน
สังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 และกิจกรรมเข้าค่ายธรรมะ กิจกรรมประกวดมารยาทไทยหรือกิจกรรม
จิตอาสาต่างๆ เพ่ือปลูกฝังให้นักเรียนมีสาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสังคมด้วย
หลกั พรหมวิหาร 4 ประจ�ำใจ และเป็นคนดีของสงั คมสืบต่อไป
คำ� สำ� คญั : การจดั การเรยี นร;ู้ การดำ� เนนิ ชีวิตในสังคม; หลกั พรหมวิหาร 4 ของครู
Abstract
The aims of this research were: 1) to study the state of learning management in
the social studies, civics, culture and living in society; 2) to compare the levels of operation
and 3) study the ways in relations to the learning management in the social studies,
civics, culture and living in society based on the principles of Four Sublime States of Mind
(Pāli: brahmavihāra) of teachers. This study was a survey research with its 165 samples
as social studies teachers under the office of Kalasin secondary education service area
24. The tool used in this study was the questionnaire and the obtained data were
analyzed by the following statistics: Frequency, Percentage, Mean, Standard Deviation,
t-test (independent samples) and One Way Analysis of Variance: f-test.
The research results were as follows:
1. The mean score of the state of learning management in the social studies,
civics, culture and living in society based on the principles of four sublime states of mind
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 135
of teachers under the office of Kalasin secondary education service area 24 in overall
was at a high level.
2. The overall statistic scores from the comparison of the operations of learning
management in the social studies, civics, culture and living in society of the teachers,
classified by their personal factors: genders, ages, education and teaching experiences
were indifferent with the statistical significance level of 0.05.
3. The guidelines for learning management of social studies are that teachers
should improve and develop learning management by creating a learning atmosphere
in the classroom for students to have more fun in learning; they should adopt modern
technology related to learning contents in teaching and learning more; there should be
an evaluation and development in the subject of civics, culture and living in society with
the principles of four sublime states of mind; and the Dharma camp activities, Thai manners
contest or volunteer activities should be organized in order to instill students with civics,
cultures and living in society with the principles of four sublime states of mind and to
make them as the good people of the society.
Keywords: learning management; living in society; four Sublime States of mind of Teachers
1. บทน�ำ ผลสำ� เรจ็ กำ� หนดเปา้ หมาย ไดแ้ ก่ คณุ ลกั ษณะของ
เดก็ ไทยทจ่ี ะพฒั นาสกู่ ารเปน็ ประชาคมอาเซียนให้
ประเทศไทยในขณะนี้พยายามขับเคลื่อน ชดั เจน ทงั้ ดา้ นความรู้ ทกั ษะหรอื กระบวนการ และ
การพัฒนาความเป็นพลเมืองสู่ประชาคมอาเซียน ทสี่ ำ� คญั คอื ดา้ นเจตคตซิ ง่ึ จะสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ความ
โดยประเทศสมาชกิ อาเซยี นจะมกี ารรวมตวั กนั เปน็ เป็นพลเมืองอาเซียนที่มีคุณภาพ (Ministry of
ประชาคมอาเซยี นในปี พทุ ธศกั ราช 2558 เปน็ การ Education, 2012 : 24)
สร้างสังคมภูมิภาคให้พลเมืองของประเทศสมาชิก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
อาเซียนอยู่ร่วมกันฉันญาติมิตร บนพ้ืนฐานของ ฉบบั ท่ี 12 มนี โยบายมงุ่ เนน้ แนวทางการพฒั นาโดย
ความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของ ยดึ คนเปน็ ศนู ยก์ ลาง เพอ่ื ใหเ้ กดิ การพฒั นาทย่ี ง่ั ยนื
ประเทศสมาชกิ ทง้ั 10 ประเทศ ไดแ้ ก่ ประเทศไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ทั้งภายในและภายนอก
อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน ประเทศ นอกจากนี้ ยงั มนี โยบายสง่ เสรมิ การศกึ ษา
เวยี ดนาม ลาว พมา่ และกมั พชู า และการทจ่ี ะกา้ ว ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของผเู้ รยี น และสรา้ ง
ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว จะต้องมีการพัฒนาการ สังคมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพก่อให้เกิดการเรียนรู้
เรียนรู้ของเด็กไทยสู่ประชาคมอาเซียนให้ประสบ
136 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ตลอดชีวิตโดยยึด “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจ ต่อเหตุการณ์บ้านเมืองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม
พอเพยี ง” ตอ่ เนอ่ื งเพอื่ ใหเ้ กดิ บรู ณาการการพฒั นา ไทย วิถีชีวติ ค่านิยมอย่างไทย เห็นคณุ คา่ และผดงุ
ในทุกมิติอย่างสมเหตุสมผล มีความพอประมาณ ความเปน็ ชาตริ ว่ มกบั ผอู้ นื่ และมคี วามคดิ เหน็ ทท่ี นั
และมีระบบภูมิคุ้มกนั และการบริหารจดั การความ สมัย 3) ด้านการปฏิบัติตน ปฏิบัติตนให้ถูกต้อง
เส่ียงที่ดี ซงึ่ เปน็ เง่อื นไขจำ� เป็นสำ� หรับการพฒั นาท่ี สอดคล้องกับกฎหมาย ศีลธรรม และกติกาของ
ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีความเป็นคนท่ี ชมุ ชนทอ้ งถนิ่ และประเทศชาติ ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั
สมบูรณ์ สังคมไทยเป็นสังคมคณุ ภาพ สร้างโอกาส สทิ ธหิ นา้ ทข่ี องพลเมอื ง ปฏบิ ตั ติ นใหเ้ ปน็ ประโยชน์
และมีท่ียืนให้กับทุกคนในสังคมได้ด�ำเนินชีวิตท่ีดี ต่อผู้อ่ืน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นเร่ืองของ
มคี วามสขุ และอยรู่ ว่ มกันอย่างสมานฉันท์ (Office การจรรโลงความถูกต้อง ความเป็นระเบียบความ
of the National Economic and Social ดงี ามของสังคม (Nirunthavee, 2006 : 12)
Development Board, 2019) พระพทุ ธศาสนาเถรวาทจะมคี ำ� สอนเกย่ี วกบั
อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ สงั คมโดยตรงปรากฏอยหู่ ลายหมวด ดงั ทพ่ี ระธรรม
ของความเปน็ พลเมืองควรมี 3 มิติ คอื 1) ดา้ นความรู้ ปฎิ ก (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ไดร้ วบรวมไวใ้ นธรรมนญู ชวี ติ
ความเข้าใจ ได้แก่ มีความรู้ความเข้าใจหลักและ หมวดคนกบั สงั คม เชน่ สงั คหวตั ถุ 4 สาราณยี ธรรม
ระเบยี บการปกครองประเทศในระดบั ประเทศและ 6 อปรหิ านยิ ธรรม 7 ทศพิธราชธรรม พรหมวหิ าร
ระดับท้องถ่ิน มีความรู้ความเข้าใจในเร่ืองสิทธิ 4 เป็นต้น จากหมวดธรรมเกี่ยวกับสังคมซ่ึง
หน้าที่ของตนเองและผู้อน่ื มคี วามรู้ความเขา้ ใจใน พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้รวบรวมไว้ใน
ความเกยี่ วโยงกนั ของสถานภาพของผคู้ นกลมุ่ ตา่ งๆ ธรรมนญู ชวี ติ หมวดคนกบั สงั คมน้ี ทา่ นไดก้ ลา่ วถงึ
ในสังคมเชิงซ้อน มีความรู้ความเข้าใจการเมือง พรหมวหิ าร 4 ว่า คือ ธรรมของคนมีคุณ แกส่ ังคม
การปกครองในมติ สิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั กบั ประชาชน (สมาชกิ ทดี่ ขี องสงั คม) พรหมวหิ าร 4 จงึ เปน็ หมวด
และการเมือง ภาคประชาชน เข้าใจเร่อื งของสิทธิ ธรรมทม่ี คี วามสำ� คญั และนา่ สนใจ นอกจากนพ้ี รหม
ชมุ ชน ทนุ ทางสงั คมอนั หลากหลาย มคี วามรคู้ วามคดิ วิหาร 4 ยังเป็นหมวดธรรมรู้จักกันแพร่หลายใน
เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมท้ังในระดับ สังคมว่า คือ ธรรมประจ�ำใจของผู้ประเสริฐหรือ
ประเทศและระดับโลกท่ีอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ผมู้ จี ติ ใจยง่ิ ใหญก่ วา้ งขวางดจุ พระพรหม 4 ประการ
ประเทศไทย และมีความรู้ความสามารถใน ได้แก่ เมตตา คือ ความรัก กรุณา คือ ความสงสาร
เทคโนโลยีสมัยใหม่ วิถีชีวิตอย่างใหม่ตามควรแก่ มทุ ติ า คือ ความเบกิ บานพลอยยนิ ดี เมอื่ เหน็ ผอู้ ื่น
วิชาชีพของตน 2) ด้านความคิดเห็นหรือเจตคติ อยดู่ ีมสี ขุ อุเบกขา คอื ความวางเฉยมีใจเปน็ กลาง
มีเจตคติท่ีดีต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการ ในขณะท่ีพุทธศาสนิกชนบางส่วน ยังขาดความ
เมอื งอนั เปน็ ประโยชน์ตอ่ สว่ นรวม มเี จตคตทิ ีด่ ตี อ่ เข้าใจที่ถูกต้องเก่ียวกับหมวดธรรมดังกล่าวอีก
การอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรเป็นผู้มีความคิดเห็น หลายประการ เชน่ ไม่เขา้ ใจวา่ พรหมวหิ าร 4 เป็น
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 137
คณุ ธรรมประจำ� ใจเปน็ คณุ ภาพจติ หรอื อยใู่ นระดบั เพอ่ื ทจี่ ะไดส้ ง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นเปน็ พลเมอื งดแี ละเปน็
ความคิด เน่ืองในสัมมา สังกัปปะ การฝึกอบรม กำ� ลังสำ� คญั ในการพฒั นาประเทศชาตใิ นอนาคต
พรหมวหิ าร 4 จึงรวมอยูใ่ นหมวดสมาธิหรืออธิจิต
สิกขา ถ้าจะใช้พรหมวิหาร 4 เช่น เมตตากับการ 2. วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
แสดงออกภายนอก กต็ อ้ งเอาเมตตานน้ั ไปประกอบ
การกระท�ำคือ กายกรรมประกอบด้วย เมตตา 1. เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้
วจกี รรม ประกอบดว้ ย เมตตา เปน็ ตน้ เพราะวา่ สังคมศึกษา สาระหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรมและ
ลำ� พงั เมตตายงั ไมเ่ ปน็ การกระทำ� ขนั้ ปฏบิ ตั กิ ารทาง การด�ำเนินชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4
สังคมโดยตัวของมันเอง ดังน้ัน ครูสังคมศึกษา ของครูในสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
จึงมีหน้าท่ีส�ำคัญในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือ มธั ยมศึกษา เขต 24 จงั หวัดกาฬสนิ ธุ์
พัฒนา คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดีให้แก่ 2. เพอื่ เปรยี บเทยี บระดบั การปฏบิ ตั ขิ อง
นกั เรยี น การจดั การเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา สาระหนา้ ท่ี การจดั การเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา สาระหนา้ ทพี่ ลเมอื ง
พลเมือง วัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสังคม วฒั นธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสงั คม ดว้ ยหลัก
ดว้ ยหลักพรหมวิหาร 4 ของครูนน้ั มิไดม้ ขี ้นึ เฉพาะ พรหมวิหาร 4 ของครูสังคมศึกษา จำ� แนกตามเพศ
ภายในห้องเรียนเท่าน้ัน การให้ผู้เรียนได้ท�ำ อายุ วฒุ กิ ารศึกษาและประสบการณส์ อน
กิจกรรมเสริมหลักสูตร และท�ำกิจกรรมร่วมกับ 3. เพ่ือศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้
ชุมชนยังมีส่วนส�ำคัญในการพัฒนานักเรียนให้มี สังคมศึกษา สาระหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรมและ
คุณลักษณะความเป็นพลเมอื งดี (Phra Dhamma การด�ำเนินชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4
Pitaka (P.A. Payutto), 2006 : 756) ของครูในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ดงั นนั้ ผวู้ จิ ยั จงึ สนใจทจี่ ะศกึ ษาสภาพการ มธั ยมศกึ ษา เขต 24 จงั หวดั กาฬสินธุ์
จัดการเรียนรู้สังคมศึกษา สาระหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสังคมด้วยหลัก 3. วิธีด�ำเนนิ การวจิ ัย
พรหมวิหาร 4 ของครู ในสังกดั สำ� นักงานเขตพน้ื ท่ี
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 จังหวัดกาฬสินธุ์ การวจิ ยั ครง้ั นี้ เปน็ การวจิ ยั ตามวธิ วี จิ ยั เชงิ
ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษาในครง้ั นนี้ า่ จะเปน็ ประโยชน์ ส�ำรวจ (Survey Research) โดยใชแ้ บบสอบถาม
ในการปรับปรุงการเรียนการสอนและการเสริม (Questionnaire) เป็นข้อค�ำถามแบบเลือกตอบ
สรา้ งคณุ ลกั ษณะความเปน็ พลเมอื งดใี หแ้ กน่ กั เรยี น (Check-List) แบบมาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating
เรือ่ งพรหมวิหาร 4 และเร่อื ง การพฒั นาสังคมใน Scale) และแบบคำ� ถามปลายเปิด (Open Form)
ทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพ่ือน�ำไปสู่วิธี เป็นเครือ่ งมือในการเก็บขอ้ มูล
การประยกุ ตใ์ ชพ้ รหมวหิ าร 4 เพอ่ื การพฒั นาสงั คม ประชากร คือ ครูสังคมศึกษาท่ีปฏิบัติ
หนา้ ทอ่ี ยใู่ นโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาในจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา
138 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
เขต 24 ที่เปิดสอนระดับขั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1-6 คา่ สว่ นเทยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
จากจ�ำนวน 55 โรงเรียนในจังหวัดกาฬสินธุ์มี และแปลความหมายค่ามัชฌิมเลขคณิตตามที่
จ�ำนวนทั้งหมด 291 คน ก�ำหนด แล้วน�ำเสนอในรูปของ ตารางประกอบ
กลุ่มตัวอย่างใช้สูตรของเครจซี่และมอร์ ความเรียง และตอนที่ 3 เปน็ ขอ้ มูลเก่ียวกบั ปัญหา
แกน (Krejcie & Morgan) จากการคำ� นวณทร่ี ะดบั และขอ้ เสนอแนะแนวการจดั การเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา
ความเชือ่ มน่ั .05 ความคลาดเคลอ่ื น ±5 ไดข้ นาด สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด�ำเนิน
ของกลุ่มตัวอยา่ งเท่ากับ 165 คน โดยแบ่งครูเปน็ ชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของครู
2 กลุ่ม คือ กลุ่ม ท่ีมีระยะเวลาการปฏิบัติงานใน สงั คมศกึ ษา ทไ่ี ดแ้ จกแบบสอบถามปลายเปิด โดย
วชิ าชีพครรู ะหว่าง 1-10 ปี และครูสงั คมศกึ ษาทม่ี ี เขยี นในลักษณะความเรียงประกอบบริบท
ระยะเวลาการปฏบิ ตั ิงานในวชิ าชพี ครูต้ังแต่ 10 ปี ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ด�ำเนินการใช้
ขนึ้ ไป สถติ ใิ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดงั นี้ สถติ พน้ื ฐานรอ้ ยละ
เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั คอื แบบสอบถาม (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Arithmetic Mean)
เกยี่ วกบั การจดั การเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา สาระหนา้ ที่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Division)
พลเมือง วัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสังคม (Sisa-at ard, 2002 : 104) สถิติท่ีใช้ในการ
ด้วยหลักพรหมวหิ าร 4 ของครู ในสังกัดส�ำนกั งาน วเิ คราะหห์ าคณุ ภาพเครอื่ งมอื หาคา่ ความเทยี่ งตรง
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 จังหวัด (Validity) โดยใช้วิธีสัมประสิทธ์ิแอลฟาของ
กาฬสินธุ์ แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ตอนคือ ครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient)
ตอนท่ี 1 เปน็ ขอ้ มูลเกย่ี วกบั สถานภาพและข้อมลู ได้ค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.86 สถิติท่ีใช้ในการ
ท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบเลือกตอบ ทดสอบสมมติฐาน t-test for independent
น�ำมาแจกแจงความถ่ี หาค่าร้อยละ แล้วน�ำเสนอ samples (Phattiyathani, 2006 : 219-221)
ในรูปตารางประกอบ ความเรียง ตอนท่ี 2 เป็น
ข้อมูลเก่ยี วกบั การจดั การเรยี นรู้สังคมศกึ ษา สาระ 4. สรปุ ผลการวิจัย
หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิต
ในสังคม ด้วยหลักพรหมวหิ าร 4 ตามการรบั รขู้ อง ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัยตามล�ำดับดัง
ครูสังคมศึกษาท่ีมีประสบการณ์การสอนต่างกัน ต่อไปน้ี
ซง่ึ มลี กั ษณะคำ� ถามเปน็ แบบมาตราสว่ นประเมนิ คา่ 1. สภาพการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา
(Rating Scale) นำ� มาวิเคราะห์โดย การวิเคราะห์ สาระหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการด�ำเนิน
แบง่ กลมุ่ ตวั อยา่ งออกเปน็ 2 กลมุ่ ตามประสบการณ์ ชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 โดยภาพรวม
การสอนท่ีต่างกัน และวิเคราะห์แต่ละกลุ่ม อยู่ในระดับมาก ( = 4.16, S.D. = 0.30) เมื่อ
ประสบการณ์ด้วยการหาค่ามัชฌิมเลขคณิตและ พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น เรยี งตามลำ� ดบั คะแนนเฉลยี่
จากมากไปหาน้อย มีล�ำดับดังนี้ 1 คือ การจัด
ปีที่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 139
กจิ กรรมการเรยี นการสอน ( = 4.29, S.D. = 0.40) ระดบั 0.05 ซ่งึ ไมเ่ ปน็ ไปตามสมมตฐิ านทตี่ ้ังไว้
2 คอื การใชส้ อื่ และแหลง่ การเรยี นรู้ ( = 4.15, S.D. 3. แนวทางการจดั การเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา
= 0.45) 3 คอื การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ สาระหนา้ ทพี่ ลเมอื งวฒั นธรรม และการดำ� เนนิ ชวี ติ
( = 4.11, S.D. = 0.37) ตามลำ� ดบั สว่ นด้านทมี่ ี ในสงั คม ด้วยหลักพรหมวหิ าร 4 ของครใู นสงั กัด
ค่าน้อยที่สุด คือ การจัดเน้ือหาในหลักสูตร ( = สำ� นักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 24
4.10, S.D. = 0.43) และเมอื่ พจิ ารณาโดยภาพรวม จังหวัดกาฬสินธุ์ มีแนวทางดังน้ี ครูผู้สอนควร
พบวา่ อยใู่ นระดับมากทุกดา้ น ปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในการ
2. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบ ส่งเสริมสาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการ
ระดับการปฏิบัติการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา ด�ำเนินชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4
สาระหนา้ ทพ่ี ลเมอื งวฒั นธรรม และการดำ� เนนิ ชวี ติ โดยการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนให้
ในสงั คม ด้วยหลกั พรหมวหิ าร 4 ของครใู นสังกัด นักเรียนมีอารมณ์ที่สนุกสนานในการเรียนมากขึ้น
สำ� นกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 24 ควรน�ำเทคโนโลยีท่ีทันสมัยเกี่ยวกับเนื้อหาการ
จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยภาพรวม จ�ำแนกตามเพศ เรียน มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้มากข้ึน
พบวา่ แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั ควรมีการประเมินผลและพัฒนาการทางสาระ
0.05 ซ่งึ เป็นไปตามสมมตฐิ านที่ตัง้ ไว้ ยกเวน้ ดา้ น หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตใน
การจัดเนือ้ หาในหลักสูตร ท่มี นี ยั สำ� คัญทางสถติ ิท่ี สังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของนักเรียนอย่าง
ระดับ 0.37 ซ่ึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้ ต่อเนื่อง ควรมีกิจกรรมที่ส่งเสริมสาระหน้าที่
จ�ำแนกตามอายุ โดยภาพรวม พบว่า ค่า Sig. มีค่า พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสังคม
นอ้ ยกวา่ 0.05 แสดงว่า โดยภาพรวมแตกต่างกัน ดว้ ยหลกั พรหมวิหาร 4 แก่นักเรยี น เชน่ กจิ กรรม
จึงยอมรับสมมติฐานท่ีต้ังไว้ จ�ำแนกตามวุฒิการ เข้าคา่ ยธรรมะ กจิ กรรมประกวดมารยาทไทยหรือ
ศกึ ษา โดยภาพรวม พบวา่ ค่า Sig. มีค่ามากกว่า กิจกรรมจิตอาสาต่างๆ เพ่ือปลูกฝังให้นักเรียน
0.05 แสดงว่า ระดับการปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ มีสาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนิน
สังคมศึกษา สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและ ชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ประจ�ำใจ
การด�ำเนินชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 และเปน็ คนดีของสงั คมสืบตอ่ ไป
ของครู จ�ำแนกตามวุฒิการศึกษา โดยภาพรวม
ไม่แตกต่างกัน จ�ำแนกตามครูสังคมศึกษาที่มี 5. อภปิ รายผลการวิจัย
ประสบการณ์การสอนต่างกัน คือ ประสบการณ์
การสอน 1-10 ปี จำ� นวน 68 คน ประสบการณ์ ผลการศึกษา สภาพการจัดการเรียนรู้
การสอน 10 ปขี ้นึ ไป จ�ำนวน 97 คน (n = 165) สังคมศึกษา สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและ
พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ี การด�ำเนินชีวิตในสังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4
ของครูในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
140 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
มธั ยมศกึ ษา เขต 24 จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ โดยภาพรวม การวดั และประเมนิ ผล อยใู่ นระดบั มากเชน่ เดยี วกนั
อยู่ในระดับมาก เมือ่ พจิ ารณาเป็นรายด้าน การจัด ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับการ
กิจกรรมการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากท่ีสุด ปฏิบัติของการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา สาระ
รองลงมาคือ การใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้และ หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตใน
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตามล�ำดับ สังคม ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของครูในสังกัด
ส่วนด้านที่มีค่าน้อยท่ีสุด คือ การจัดเน้ือหาใน ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24
หลักสูตร และเม่ือพิจารณาโดยภาพรวม พบว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ จ�ำแนกตามเพศ อายุ วุฒิการ
อยใู่ นระดบั มากทกุ ดา้ น สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ ศึกษาและประสบการณ์สอน พบว่า จ�ำแนกตาม
พระกฤษณะ วชิรญาโณ (วภักดิ์เพชร) (Phra เพศ จ�ำแนกตามอายุ โดยภาพรวมแตกต่างกัน
Krishna Wachirayamano (Waphakpetch), จำ� แนกตามวฒุ กิ ารศกึ ษา โดยภาพรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั
2017) ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั เรอื่ ง การจดั การเรยี นการสอน จ�ำแนกตามประสบการณ์การสอน พบว่า ครูที่มี
กลมุ่ สาระสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรมในการ ประสบการณก์ ารสอนตา่ งกนั มรี ะดบั การปฏบิ ตั ติ อ่
สง่ เสริมคณุ ธรรมจรยิ ธรรมแก่นกั เรยี นมธั ยมศกึ ษา ปฏิบัติการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา สาระหน้าที่
ตอนปลายในเขตเทศบาลนครอุดรธานี เพอ่ื ศึกษา พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสังคม
สภาพท่วั ไป เปรียบเทยี บ และเสนอแนะแนวการ ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ไม่แตกต่างกันอย่างมี
จดั การเรยี นการสอนกลมุ่ สาระสงั คมศกึ ษา ศาสนา นัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ซ่ึงไม่เป็นไปตาม
และวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี สมมติฐานที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ
เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขต ณฐั วรรณ ฐติ าคม (Thitakom, 2015) ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั
เทศบาลนครอุดรธานี จ�ำนวน 360 คน โดยใช้ เร่อื ง การประยกุ ตใ์ ช้พรหมวหิ าร 4 ในการบริหาร
แบบสอบถามในการส�ำรวจและรวบรวมข้อมูล งานของผู้บริหารสถานศึกษา ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่
แล้วน�ำมาวิเคราะห์คุณลักษณะของการจัดการ การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 42 จากการศึกษาวจิ ัย
เรียนการสอนทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการ ดังกล่าว พบวา่ เมื่อเปรียบเทียบความคิดเหน็ ของ
จดั การเรยี นรู้ ดา้ นการใชส้ อ่ื และเทคโนโลยี ดา้ นการ ผู้อำ� นวยการสถานศึกษา และบคุ ลากรครูในสถาน
วดั และประเมนิ ผล และดา้ นการจดั กจิ กรรมพฒั นา ศึกษาส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
ผเู้ รยี นผลการวจิ ยั พบวา่ การจดั การเรยี นการสอน เขต 42 โดยจ�ำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลแล้ว
ในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียน พบวา่ ผอู้ ำ� นวยการสถานศกึ ษา และบคุ ลากรครใู น
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ในเขตเทศบาลนครอดุ รธานี สถานศกึ ษา ทม่ี ปี ระสบการณใ์ นการสอน ตำ� แหนง่
โดยภาพรวม อยใู่ นระดบั มาก เมอ่ื พจิ ารณารายดา้ น ตา่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ ของผอู้ ำ� นวยการสถานศกึ ษา
พบว่าด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ด้านการ และบคุ ลากรครูในสถานศกึ ษา แตกตา่ งกันอยา่ งมี
ใชส้ อื่ และเทคโนโลยดี า้ นการจดั การเรยี นรแู้ ละดา้ น นัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ.05 ส�ำหรับในด้านเพศ