The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563

วิจารณ์หนงั สือ : Book Review
ภาวะผนู้ �ำและจรยิ ธรรมนักการเมือง*
State of Leadership and Politician Ethics

ผเู้ ขียน: พระพรหมคณุ าภรณ์ (ประยทุ ธ์ ปยตุ ฺโต)
Author: Phra Promkhunaporn (P.A. Payutto)

พระมหาพรชัย ฉนฺทธมโฺ ท และพระมหามติ ร ฐิตปญโญ
Phramaha Pornchai Chandhadhammo and Phramaha Mit Thitapanyo

มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทนำ� บุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี ระดับ
ความส�ำคญั มากน้อยตา่ งกนั ไปตามระดับตำ� แหนง่
หนังสือเรื่อง ภาวะผู้น�ำและจริยธรรม หน้าท่ีขององค์กรหรือหน่วยงานว่าเล็กหรือใหญ่
นกั การเมือง ศาสตราจารย์พิเศษ สมเดจ็ พระพทุ ธ ขนาดไหนหรือมีความส�ำคัญเพียงใดโดยเฉพาะ
โฆษาจารย์ นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร ฉายา อย่างยิ่งแล้ว ผู้ปกครองรัฐหรือผู้น�ำประเทศแล้ว
ปยุตฺโต หรือที่รู้จักกันดีท่ัวไปในนามปากกา ป.อ. นบั วา่ เปน็ องคก์ รทใี่ หญ่ ผนู้ ำ� หรอื ผบู้ รหิ ารจงึ ตอ้ งมี
ปยุตฺโต ขณะท่ีแต่งหนังสือเรื่อง ภาวะผู้น�ำและ คณุ สมบตั คิ รบถว้ นจงึ จะสามารถยดึ ศรทั ธาของผใู้ ต้
จริยธรรมนักการเมือง ท่านด�ำรงสมณศักดิ์พระ บังคับบัญชาไว้มารวมบรรยายไว้ในหนังสือเล่มนี้
พรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้น�ำความ ผเู้ ขยี นไดข้ ยายความ เรอื่ ง ภาวะผนู้ ำ� และจรยิ ธรรม
ส�ำคัญเก่ียวกับตัวผู้บริหารหรือผู้น�ำในการบริหาร นักการเมอื งให้ผอู้ ่านทุกระดับสามารถอา่ น ศกึ ษา
โดยมคี ำ� สอนทพ่ี ดู ถงึ เกยี่ วกบั ลกั ษณะของผนู้ ำ� ตาม และท�ำความเข้าใจได้ง่ายข้ึน เป็นแนวทางในการ
หลักพระพุทธศาสนาจะต้องเป็นผู้ประกอบด้วย ปฏิบตั ิเพ่อื ได้ประโยชน์อันสงู สดุ ในชวี ิต
ปญั ญาคอื มหี ตู าไวกวา้ งไกลสามารถจำ� แนกบคุ คล สำ� หรบั หนงั สอื เลม่ นมี้ ชี อ่ื เรอ่ื งของหนงั สอื
และเหตกุ ารณอ์ อกวา่ เปน็ อยา่ งไรซงึ่ จะทำ� ใหผ้ นู้ ำ� มี น่าสนใจชวนให้อ่าน และเม่ือได้อ่านเนื้อหาที่
ประสบการณ์ มคี วามชำ� นาญในการปกครอง เขา้ ใจ

* ได้รบั บทความ: 15 มกราคม 2562; แก้ไขบทความ: 1 ธนั วาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ:์ 30 ธันวาคม 2563
Received: January 15, 2019; Revised: December 1, 2020 ; Accepted: December 30, 2020

242 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

อดั แนน่ อยภู่ ายในเลม่ ยงิ่ เพม่ิ ความสนใจเปน็ เทา่ ทวี ลงตัว ล�ำดับการนำ� เสนอเน้อื หาเปน็ ลำ� ดบั นั้นตอน
เพราะเป็นเนื้อหาท่ีชาวพุทธทุกคนต้องอ่านและ ได้ชัดเจน โดยเร่ิมจากการจัดท�ำสารบัญ น�ำเนื้อ
ศึกษาใหเ้ ข้าใจ ดังนน้ั ผู้วจิ ารณ์จงึ มีความประสงค์ เรอ่ื งใหญม่ าเปน็ บทเรอื่ ง แลว้ เนอ้ื หาทยี่ อ่ ยละเอยี ด
ทเี่ ลอื กวจิ ารณห์ นงั สอื เรอ่ื งนี้ เพอ่ื ศกึ ษามมุ มองของ ลงไปถงึ ระดบั ของเนอ้ื หายอ่ ยๆ เรยี งลำ� ดบั จากเรอ่ื ง
ผู้เขียนในหนังสือเรื่อง ภาวะผู้น�ำและจริยธรรม ง่ายๆ สู่เร่ืองท่ีท�ำความเข้าใจยาก ผู้เขียนก�ำหนด
นักการเมือง ซึ่งเป็นผลงานท่ีผู้เขียนได้แสดงใน การเดนิ เร่อื งราวหรอื เน้ือหาในแต่ละบทให้มีความ
โอกาสคล้ายวันสถาปนาของคณะแพทยศาสตร์ สอดคล้อง เนื้อหามีความร้อยรัดเพื่ออธิบายให้
โรงพยาบาลรามาธิบดี (Phra Promkhunaporn ผอู้ า่ นไดท้ ำ� ความเขา้ ใจใหช้ ดั เจนยง่ิ ขนึ้ เปน็ ผลงาน
(P.A. Payutto), 2008) มงุ่ ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยเพอื่ วจิ ารณ์ ทางวชิ าการทดี่ ที ม่ี ลี กั ษณะคณุ ภาพ 3 องคป์ ระกอบ
เนื้อหาสาระ ให้เห็นถึงคุณค่าของหนังสือในด้าน ร่วมดว้ ย คือ กอ่ ใหเ้ กดิ ความรู้ใหม่ มกี ารวเิ คราะห์
ตา่ งๆ ทงั้ ดา้ นโครงสรา้ ง การอธบิ ายเนอ้ื หาสาระของ หรอื สงั เคราะห์ สามารถนาํ ไปใชไ้ ดห้ รอื มผี ลกระทบ
หนังสือ ส�ำหรับผู้อ่านใช้เป็นคู่มือแห่งการด�ำเนิน ต่อการพัฒนาชุมชนหรือประเทศ เป็นจุดเด่นของ
ชวี ติ นำ� มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ในปจั จบุ นั หนังสือเล่มน้ี

2. โครงสรา้ งหนงั สือ 3. เนอื้ หาโดยยอ่

หนังสือเรื่อง ภาวะผู้น�ำและจริยธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
นักการเมือง ตีพิมพ์คร้ังแรกในเดือนตุลาคม ทา่ นไดบ้ รรยายเน้ือเรื่อง มุง่ ให้เขา้ ใจง่าย มเี นอื้ หา
พุทธศักราช 2540 ส่วนในคร้ังปัจจุบันนี้เป็นการ โดยย่อเกี่ยวกับเรื่อง ภาวะผู้น�ำและจริยธรรม
ตีพิมพ์ ครงั้ ท่ี 11 จำ� นวน 4,000 เลม่ โครงสรา้ ง นกั การเมอื ง ดงั นี้
ของหนังสือแบง่ ออกเปน็ เรือ่ งใหญ่ๆ 2 เรอ่ื ง ได้แก่ 1. ภาวะผู้น�ำ พระพรหมคุณาภรณ์
1) ภาวะผ้นู ำ� และ 2) จริยธรรมนกั การเมอื ง รวมทั้ง (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดใ้ หค้ วามหมายว่า ผนู้ �ำ คือ บคุ คล
ปกหนา้ /หลัง มจี ำ� นวน 59 หนา้ ISBN: 974-497- ทจ่ี ะมาประสานชว่ ยใหค้ นทงั้ หลายรวมกนั หรอื วา่
786-8 หนังสือเรื่อง ภาวะผู้น�ำและจริยธรรม จะเปน็ การอยรู่ วมกนั กต็ าม หรอื ทำ� การงานรว่ มกนั
นักการเมือง ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดถึงจุด กต็ าม ใหพ้ ากนั ไปดว้ ยดี สจู่ ดุ หมายทดี่ งี าม ทวี่ า่ พา
มุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ก็คือเรื่อง กนั ไป กใ็ หพ้ ากนั ไปดว้ ยดนี น้ั หมายความวา่ ไปโดย
นิพพาน ซ่ึงได้มีการแบ่งโครงสร้างเป็นเร่ืองใหญ่ๆ สวสั ดี หรอื โดยสวสั ดภิ าพ ผา่ นพน้ ภยั อนั ตรายอยา่ ง
ทงั้ หมด 2 เร่ือง ไดแ้ ก่ 1) ภาวะผู้นำ� และ 2) ภาวะ เรียบร้อยและเป็นสุข เป็นต้น แล้วก็บรรลุถึง
ผ้นู ำ� และจรยิ ธรรมนักการเมอื ง จุดหมายท่ีดีงามโดยถูกต้องตามธรรม หมายความ
ผู้วิจารณ์เห็นว่า การจัดโครงสร้างของ ว่า เป็นความจริงความแท้ ความถูกตอ้ ง และไดม้ า
หนังสือมีความเหมาะสม ด้วยการแบ่งเน้ือหาท่ี โดยธรรม โดยต้องมีคุณสมบัติของผู้น�ำหรือ

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 243

ผบู้ รหิ ารทจ่ี ะสามารถดำ� เนนิ กจิ กรรมขององคก์ รให้ ทำ� ใหง้ านสำ� เรจ็ ดว้ ยความเตม็ ใจ บทบาทผนู้ ำ� สงั คม
ประสบความสำ� เรจ็ ไดค้ อื ความสามารถในการทจ่ี ะ ไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่รับอิทธิพลจากแนวคิด
ไปเกี่ยวข้องหรือปฏิบัติต่อส่ิงเหล่าน้ันทุกอย่าง แบบตะวันตกจากการไปศึกษาและฝึกอบรม
ให้ถูกต้องและได้ผลดี องค์ประกอบเหล่าน้ัน คือ จงึ ถกู หลอ่ หลอมโดยแนวคดิ แบบตะวนั ตกและมอง
1) ตัวผู้น�ำ จะต้องมีคุณสมบัติภายในของตนเอง ว่าระบบบริหารมีความเป็นสากลท่ัวโลกให้การ
เปน็ จดุ เร่มิ และเป็นแกนกลางไว้ 2) ผตู้ าม โยงดว้ ย ยอมรบั แนวคดิ ภาวะผนู้ าตามแบบตะวนั ตกตง้ั อยู่
คุณสมบัติท่ีสัมพันธ์กับผู้ตาม หรือเราอาจจะไม่ บนพนื้ ฐานของจดุ เน้นหลัก (Panitanamai, 2006
เรียกว่า ผู้ตาม ในพุทธศาสนาก็ไม่ได้นิยมใช้ค�ำว่า : 20) ได้แก่ 1) ภาวะผู้น�ำแบบกำ� หนดทศิ ทาง 2)
ผ้ตู ามเราอาจจะใช้คำ� ว่า ผรู้ ่วมไปดว้ ย 3) จดุ หมาย ผ้นู ำ� แบบมีส่วนรว่ ม 3) ผนู้ ำ� แบบสร้างพลังอำ� นาจ
โยงดว้ ยคณุ สมบตั ทิ สี่ มั พนั ธก์ บั จดุ หมาย เชน่ จะตอ้ ง 4) ผนู้ ำ� แบบใชบ้ ารมี 5) ผนู้ ำ� ตามความนยิ ม ในขณะ
มคี วามชดั เจน เขา้ ใจถอ่ งแทแ้ ละแนว่ แนใ่ นจดุ หมาย ท่ีแนวคิดผู้น�ำแบบตะวันออก (Buddhadasa
4) หลกั การและวธิ กี าร โยงดว้ ยคณุ สมบตั ทิ ส่ี มั พนั ธ์ Phikkhu, 2006 : 10) ผู้นำ� แนวคิดแบบตะวันออก
กับหลักการและวิธีการที่จะท�ำให้ส�ำเร็จผลบรรลุ ท่ีเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดก็คือพระพุทธเจ้าได้เน้น
จดุ หมาย 5) สง่ิ ทจ่ี ะทำ� โยงดว้ ยคณุ สมบตั ทิ ส่ี มั พนั ธ์ การเป็นผู้น�ำด้านจริยธรรม (Ethical Capital)
กับสิ่งท่ีจะท�ำ 6) สถานการณ์ โยงด้วยคุณสมบัติ ดังที่ท้าวมหาพรหมมากราบอาราธนานิมนต์
ที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมหรือส่ิงท่ีจะประสบ พระพทุ ธองคผ์ เู้ ปน็ ผนู้ ำ� วา่ “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ มู้ พี ระ
ซึ่งอยู่ภายนอกว่าท�ำอย่างไรจะผ่านไปได้ด้วยดี ปญั ญาดี มีพระสมนั ตจกั ขุบรุ ุษ ผู้ยืนบนยอดภเู ขา
ในท่ามกลางสังคม สิ่งแวดล้อมหรือสิ่งที่ประสบ ศิลาล้วนพึงเห็นหมู่ชนได้โดยรอบ แม้ฉันใด
เปน็ ตน้ (Phra Promkhunaporn (P.A. Payutto), พระองค์ผู้หมดความโศกแล้วโปรดเสด็จข้ึนสู่
2009 : 5) เหน็ วา่ ภาวะผขู้ องทา่ น ป.อ. ปยตุ โฺ ต มอง ปราสาทคอื ธรรม จกั ได้เห็นหมชู่ นผตู้ กอย่ใู นความ
ภาวะผูน้ �ำถงึ 6 ประเดน็ ด้วยกนั ภาวะผูน้ �ำจึงเป็น เศรา้ โศกและถกู ชาตชิ ราครอบงำ� ไดช้ ดั เจน ฉนั นนั้ ”
ปัจจัยท่ีส�ำคัญย่ิงต่อความส�ำเร็จขององค์กรผู้น�ำ “ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรผู้ชนะสงคราม
มภี าระหนา้ ทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบโดยตรง วางแผน ผู้น�ำหมู่ (Mahachulalongkornrajavidyalaya
ส่ังการดูแลและควบคุมให้บุคลากรขององค์กร University, 1996) พระองค์ยังทรงเน้นเร่ือง
ปฏิบัติงานต่างๆ ให้ประสบความส�ำเร็จตาม จิตวิญญาณ พระองค์เป็นผู้น�ำที่ปราศจากความ
เป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ ปัญหาท่ีเป็นท่ี รุนแรงคอื อหงิ สาหรือ (Non-violence) เปน็ คนท่ี
สนใจของนักวิชาการ และบุคคลทั่วไปมักอยู่ตรง ปล่อยวางในสิ่งท่ีเกิดขึ้น เพราะไม่ยึดในอัตตาเพื่อ
ประเด็นที่ว่าผู้น�ำท�ำอย่างไร หรือมีวิธีการน�ำ ให้เกิดความสงบของจิตใจท่ีเกิดขึ้น (Peace of
อย่างไรจึงท�ำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความผูกพัน Mind) แนวคิดผู้น�ำแบบตะวันออกค่อนข้างมอง
กับงานแลว้ ทุม่ เทความสามารถ และพยายามทจี่ ะ การท�ำงานแบบองค์รวม บูรณาการยึดเป้าหมาย

244 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

แลว้ ทำ� ไปจนเกดิ ความสำ� เรจ็ บรหิ ารงานพรอ้ มการ ชวี ติ หรอื กระบวนการแหง่ ชวี ติ ทด่ี ำ� เนนิ ไปทง้ั หมด
เรยี นรู้ เพอื่ ใหบ้ รรลถุ งึ ความเปน็ จรงิ มงุ่ แกไ้ ขปญั หา คือความเป็นอยู่ การแสดงออก ความรู้สึกนึกคิด
ตามความเปน็ จรงิ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ศลี ธรรมจรยิ ธรรม คณุ สมบตั ิตา่ งๆ ท้งั จติ ใจ ท้ังปญั ญา ท้งั พฤตกิ รรม
ตามหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาเนน้ การพัฒนา ได้แก่การมีศีล 5 การไม่เบียดเบียน ไม่ท�ำร้าย
จิตใจท่ีดีของชาวพุทธ เรียนรู้อย่างลึกซ้ึงเพื่อตอบ รา่ งกาย ไมท่ ำ� ลายชวี ติ ผอู้ น่ื การไมล่ ะเมดิ ทรพั ยส์ นิ
ข้อสงสัย และน�ำความรู้ท่ีได้ลงสู่การปฏิบัติอย่าง ของผอู้ น่ื การไมป่ ระพฤตผิ ดิ ทางเพศ การไมพ่ ดู เทจ็
ย่ังยืนให้บุคคลสามารถใช้ชีวิตในสังคมและเหนือ ไม่โกหกหลอกลวง การไม่ดม่ื สรุ ายาเมา สิง่ เสพตดิ
สง่ิ ใดคอื การตระหนกั ถงึ ความเปน็ ตวั ตนของตนเอง และการงดเวน้ อบายมขุ เหลา่ นถ้ี อื วา่ เปน็ เรอ่ื งของ
(Self Realization) หรือการค้นพบตัวเองและ จริยธรรมพนื้ ฐานของนักการเมอื ง จะหมายถงึ การ
เป้าหมายการพัฒนา ส่วนภาวะผู้น�ำของของ ด�ำเนนิ ชีวติ ความร้สู ึกนกึ คิด จติ ใจ และสติปัญญา
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) คือ ช่วยให้ ของผู้ที่จะไปบริหารบ้านเมือง หรือเป็นผู้น�ำของ
ผู้ร่วมไปด้วยกันประสานกันเอง คือ ชักน�ำให้เกิด ประชาชน ทจี่ ะพาประเทศชาตบิ า้ นเมอื งไปสคู่ วาม
ความสามัคคีพร้อมเพียงกัน ท้ังประสานมือและ เจริญงอกงาม และสันติสุข คุณธรรมท่ีแท้จริงมี
ประสานใจซ่ึงมีความส�ำคัญในการท่ีจะอยู่ร่วมกัน คุณค่าภายในตัวของมัน คือ ท�ำให้ผู้ครอบครอง
ซึ่งต้องการความกลมเกลียวมีน้�ำหน่ึงใจเดียวกัน ความดีเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพลโตแนะว่า
ร่วมจิตร่วมคิด ร่วมใจซึ่งเป็นหลักใหญ่ที่ต้องการ คุณธรรมต้องต้ังอยู่บนความรู้ สิ่งท่ียึดถือว่าเป็น
หลักธรรมประสานคนกับส่ิงที่จะท�ำหรือประสาน คุณธรรม เช่น ความกล้าหาญ ความพอดี ความ
คนกับงาน ยตุ ธิ รรม และศาสนกจิ จะไมเ่ ป็นคณุ ธรรม หากสิ่ง
ในทัศนะผู้วิจารณ์เห็นว่า ป.อ. ปยุตโต ต่างๆเหล่าน้ันไม่มีความรู้ (ความรักในปัญญา)
ทา่ นยงั มองอกี ประเดน็ หนง่ึ ทม่ี คี วามแตกตา่ งไป คอื เป็นส่วนประกอบท่ีส�ำคัญสังคมท่ีคนในสังคม
สถานการณ์ เหตุแห่งท่ีท่านมองถึงสถานการณ์ ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ก็จะเป็นสังคมไร้ระเบียบ
คงเพราะท่านให้ความส�ำคัญกับสถานการณ์ มีการเบียดเบียนละเมิดและขัดแย้งกัน (Phra
แวดลอ้ มตา่ งๆ ภาวะผนู้ ำ� จำ� เปน็ ตอ้ งตอ้ งมวี สิ ยั ทศั น์ Promkhunaporn (P.A. Payutto), 2009 : 35)
อันกว้างไกล ในประเด็นน้ีมีความสอดคล้องตาม ในทัศนะของผู้วิจารณ์มองว่า ในทัศนะ
หลักพระพุทธศาสนา ตรงกับหลักภาษาบาลีว่า ของ ป.อ. ปยตุ โฺ ต ทา่ นมองวา่ จรยิ ธรรมนกั การเมอื ง
จกขฺ ุโร มคี วามหมายวา่ เป็นผู้มวี ิสัยทัศน์การมองท่ี วา่ จรยิ ธรรมนน้ั มกั จะเรม่ิ ทพี่ ฤตกิ รรมนำ� สคู่ วามรสู้ กึ
กว้างไกล สร้างจิตส�ำนึกแล้วน�ำสู่ปัญญา เป็นปัจจัยพ้ืนฐาน
2. จริยธรรมนักการเมือง พระพรหม ของนักการเมืองท่ีว่าคุณธรรมมักจะเกิดข้ึนจาก
คณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) ไดอ้ ธบิ ายถงึ “จรยิ ธรรม” ภายในกอ่ นแลว้ นำ� สภู่ ายนอก จนสามารถสรา้ งแรง
ในความหมายทางพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ ก่ การดำ� เนนิ บันดาลให้เกิดความกล้าหาญในกาลต่อมา การท่ี

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 245

นักปราชญ์มองอย่างนี้คงเป็นเพราะจริยธรรม ซง่ึ เปน็ หนงั สอื ทที่ รงคณุ คา่ ดา้ นจติ ใจไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
ทางการเมอื งทด่ี นี นั้ เปน็ บรรทดั ฐานของนกั การเมอื และเป็นหนังสือท่ีควรอ่านเพื่อประเทืองปัญญา
ทด่ี ีน้ันเอง สำ� หรับนักการเมืองและบุคคลทัว่ ไปไดเ้ ป็นอย่างดี
ส�ำหรับองค์ความรู้ที่ได้รับจากบทความ
4. สรุป วชิ าการ
ประการทห่ี นง่ึ คอื เรอื่ งคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
จดุ เดน่ ของหนังสือเล่มน้ี ผูว้ จิ ารณเ์ ห็นว่า เป็นเร่ืองท่ีละเอียดอ่อน กฎระเบียบใดๆ ที่จะ
แนวความคิดของพระพรหมคุณาภรณ์ อิงอาศัย กำ� หนดอยา่ งชดั เจนวา่ มหี รอื ไมม่ จี รยิ ธรรมเปน็ เรอ่ื ง
ตามประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา หลกั คำ� สอนใน ทยี่ ากจะบญั ญตั ไิ ดอ้ ยา่ งตายตวั โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ
พระพทุ ธศาสนามาเปน็ แนวทางแสดงแนวความคดิ สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดังเช่น
ทางการเมือง ดว้ ยการยกเอา พระพุทธศาสนาก็ได้ ทุกวันน้ี ส่ิงท่ีเชื่อว่าขัดคุณธรรมจริยธรรมในวันนี้
เข้ามามีอิทธิพลต่อระบบการเมือง การปกครอง อาจเปน็ เรอื่ งทไ่ี มข่ ดั ในวนั ขา้ งหนา้ ถา้ ประชาชนใน
ไทยทกุ ระบบของไทย จะเหน็ ไดว้ า่ พระพรหมคณุ า สังคมมคี วามเห็นเชน่ นั้น
ภรณ์ได้เขียนหนังสือ ต�ำราพระพุทธศาสนาเกี่ยว ประการทส่ี อง เรอื่ งของผนู้ ำ� ทด่ี กี ส็ ามารถ
เนื่องกับการเมืองการปกครองไทยไว้จ�ำนวนมาก มองได้หลายมิติ ซ่ึงโดยปกติแล้วความเป็นผู้น�ำ
ตัวอย่างเช่น “พระพทุ ธศาสนากับประชาธิปไตย” มักจะมาพร้อมๆ กับวิสัยทัศน์และความกล้าที่จะ
ด้วยการน�ำเอานิทานชาดกหรือพระสูตรต่างๆ มา เปลย่ี นแปลงสงิ่ ทป่ี ระพฤตปิ ฏบิ ตั อิ ยเู่ ปน็ ปกติ และ
แสดงแนวความคิดทางการเมืองการปกครองให้ ในเมื่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเกิดจากวิสัยทัศน์
สงั คมไดน้ ำ� ไปปฏบิ ตั ติ ามในฐานะสมาชกิ ของสงั คม ข้อบัญญัติที่ก�ำหนดไว้นอกจากจะไม่เอ้ือต่อภาวะ
ประเทศชาตแิ สดงให้เห็นไดว้ า่ ปัญหาการเมืองใน ผนู้ ำ� แลว้ ยงั เปน็ การจำ� กดั กรอบความคดิ ใหต้ อ้ งเดนิ
เชิงพัฒนา เป็นส่ิงท่ีบุคคลในสังคมทุกคนจะต้อง ตาม แลว้ ความเปน็ ผนู้ �ำจะเกดิ ข้นึ ได้อยา่ งไร
พบเห็นเสมอ มีการกระท�ำร่วมกันท้ังโดยตรงและ ประการที่สาม คือเรื่องความเป็นพลวัต
โดยอ้อม หรือมีความตระหนักในปัญหาสังคม ของผู้น�ำท่ีต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเม่ือ
การเมืองเพอื่ ให้พฒั นาไปได้ สถานการณแ์ ละสภาพแวดลอ้ มเปลยี่ นแปลงผทู้ จี่ ะ
หนังสือภาวะผู้น�ำจริยธรรมนักการเมือง เป็นผู้น�ำได้จะต้องมีวิสัยทัศน์พร้อมกลยุทธ์
เล่มนี้ เป็นเรื่องเก่ียวกับหลักความประพฤติของ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อประโยชน์สูงสุดของ
บุคคลเพอื่ ด�ำรงชวี ติ อยู่ในสงั คม ในแต่ละวันย่อมมี องค์กร แต่ถ้าถูกก�ำหนดให้อยู่ในกรอบเช่นน้ีก็
ทงั้ ความดี และความชวั่ เรยี กวา่ ทำ� ทงั้ ความดแี ละ เท่ากับจ�ำกัดตัวเองให้ด�ำเนินการตามกฎระเบียบ
ความช่ัวไปพร้อมๆ กันอีกท้ังเป็นการอธิบายถึง เปน็ หลกั และนนั่ ไมน่ า่ จะเปน็ เรอ่ื งของผนู้ ำ� แตเ่ ปน็
สจั ธรรม อันเป็นหลกั ความจรงิ ทเี่ ปน็ ไปตามสภาว เร่ืองผบู้ รหิ ารองคก์ รมากกว่า
ธรรมหรือความจริงที่เป็นไปตามกฎธรรมดา

246 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

References

Buddhadasa Phikkhu. (2006). The New Dimension of Buddhism. Bangkok : OS Printing House.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripitaka. Bangkok : Mahachula

longkornrajavidyalaya.
Panitanamai, W. (2006). Leadership, Theory and Practice: Science and Art to Complete

Leadership. Bangkok : Phet Siam Printing.
Phra Promkhunaporn (P.A. Payutto). (2008). politician leadership and ethics. Bangkok :

Rong Print unity.

วิจารณ์หนงั สือ : Book Review
เช่อื กรรม รกู้ รรม แก้กรรม*

Believe Kamma Know Kamma Solve Kamma

ผู้เขยี น: พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
Author: Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto)

พระครอู นิ ทรสารวิจกั ษ์ และพระมหามิตร ฐิตปญโญ
Phrakhru InthasanwIjak and Phramaha Mit Thitapanyo
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ 2. โครงสร้างหนงั สือ

หนังสอื เร่อื ง เช่อื กรรม รู้กรรม แก้กรรม การร่างโครงสร้างและส่วนประกอบของ
ของพระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต) ทเี่ ขยี นขึน้ หนังสือ ได้มีการร่างความส�ำคัญของหนังสือ
มาเพื่ออธิบายกรรม เป็นการเขียนเชิงวิชาการ ได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากการเรียงหัวข้อดังน้ี 1)
โดยยกตวั อยา่ งมาประกอบพรอ้ มอา้ งหลกั กรรมใน ท�ำอย่างไรจึงจะให้เชื่อเรื่องกรรม 2) หลักกรรม
พระพุทธศาสนามาสนบั สนุนใหส้ มเหตผุ ล ภาษาที่ ส�ำหรับคนสมัยใหม่ 3) เหตุปัจจัย ในปฏิจจ
ใช้เป็นภาษาที่ง่ายและเป็นภาษาร่วมสมัย มีการ สมปุ บาทและกรรม จึงเห็นได้วา่ การวา่ งโครงสร้าง
แบ่งหัวข้อใหญ่ออกเป็น 3 หัวข้อ จ�ำนวนหน้า ของเน้ือในหนังสือนี้ดูเหมือนจะวางรากฐานไว้
กระดาษ 117 หนา้ ขนาด A4 พบั ครงึ่ หนงั สอื เลม่ นี้ ได้ค่อนข้างดีเหมาะส�ำหรับผู้ที่เร่ิมสนใจศึกษา
เปน็ อกี เลม่ หนง่ึ ทคี่ วรนำ� มาศกึ ษาเพราะเปน็ หนงั สอื กรรมฐานเพ่ือหาหนทางดับทุกข์ใจได้เป็นอย่างดี
อธิบายถึงพฤติกรรมและผลของพฤติกรรมซึ่ง ในการวิจัยในคร้ังนี้ผู้วิจารณ์จะวิจารณ์ 3 หัวข้อ
พฤตกิ รรมและผลของการกระทำ� ทปี่ รากฏในปจั จบุ นั อันเป็นหวั ขอ้ ทมี่ ีเน้อื หาท่ีควรนำ� มาศึกษา

* ไดร้ ับบทความ: 22 มกราคม 2560; แก้ไขบทความ: 26 กมุ ภาพนั ธ์ 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 11 มีนาคม 2563
Received: January 22, 2018; Revised: February 26, 2020; Accepted: March 11, 2020

248 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

3. เนอื้ หาโดยย่อ ไวแ้ ตช่ าตกิ อ่ น บนั ดาลใหเ้ ราไดม้ าเกดิ มาเปน็ อยา่ ง
ที่เหน็ อยูใ่ นปัจจบุ นั ผิดตรงทค่ี �ำว่า กรรม มิใชผ่ ล
ตามท่ีผู้วิจารณ์ได้ศึกษาหนังสือเช่ือกรรม แต่เป็นเหตุ มิใช่เรื่องที่ล่วงไปแล้ว แต่เป็นเรื่อง
รู้เท่าทันกรรม แก้กรรมของพระพรหมคุณาภรณ์ ปัจจุบัน มิใช่เร่ืองร้ายอย่างเดียว เร่ืองดีๆ ก็เป็น
(ป.อ.ปยุตฺโต) ได้เมตตาเขียนแล้วพิมพ์แจกเป็น กรรมดว้ ย กรรม คอื การกระทำ� ทางกาย วาจาและ
ธรรมทาน นบั วา่ เปน็ การใหอ้ ยา่ งสงู สดุ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ใจท่ีมีเจตนาเป็นตัวน�ำ เราตั้งใจท�ำ พูดคิดเรื่องใด
ทรงสรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เป็นทานท่ีชนะ ทงั้ ในแงด่ แี ละไมด่ ี เรยี กวา่ กรรมการทา่ นนยิ ามคำ�
ทานทั้งปวง เป็นการแสดงน้�ำใจปรารถนาดีอย่าง อย่างน้ีคงเป็นเพราะว่าท่านเองก็รู้อยู่พุทธพจน์ว่า
แทจ้ รงิ แกป่ ระชาชนผมู้ มี ดื บอกในทางธรรมทา่ นได้ กมั มุนา วัตตติ โลโก สัตว์โลกทง้ั หลายต้องเปน็ ไป
เขียนในประเดน็ หลักอยู่ 3 ประเด็น ดังนี้ ตามกรรมในประเดน็ นท้ี า่ นคงมองเหน็ วา่ สงั คมบาง
ประเด็นท่ีหน่ึง: ท�ำอย่างไรจึงจะให้เชื่อ สว่ นคดิ วา่ กรรมจะไมม่ วี นั ใหผ้ ลไดเ้ ลย พวกเขาเชอื่
เรอื่ งกรรม ความสบั สนคลาดเคลอื่ นในความหมาย: ว่าจะดี-ชวั่ อยทู่ ี่ตัวท�ำ จะสูง-ต�่ำอยู่ทที่ ำ� ตวั ซงึ่ พวก
(Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), 2016 เหล่าน้ีลืมนึกไปว่า ความสุข ความทุกข์ท่ีเกิดข้ึน
: 1) หลักกรรมนี้มีอะไรที่เป็นความสับสนคลาด จากการกระทำ� นน้ั แหละ เรยี กวา่ ผลของการกระทำ�
เล่อื นเข้ามาปิดบังคลมุ อยู่ ความเขา้ ใจของคนไทย ซ่ึงผลของการกระทำ� นัน้ ชอื่ กรรม การที่ใหผ้ ลมาก
ทว่ั ๆ ไป หรอื แมแ้ ตจ่ ำ� กดั เฉพาะในหมพู่ ทุ ธศาสนกิ ชน น้อยจึงข้ึนกับเจตนา ดังพุทธพจน์ว่า อุทฺเทส
พอพูดถึงค�ำว่ากรรม ก็จะเกิดความเข้าใจในความ กมฺมปจฺจโย เพราะมีเจตนาต้ังใจเป็นปัจจัย กัมม
คิดของแต่ละท่านไม่เหมือนกันการที่ท่านได้ให้ ปจั จยั การกระทำ� นน้ั จงึ ใหผ้ ลตามเจตนาทเี่ ปน็ เหตุ
ความเห็นอย่างน้ีก็คงเป็นเพราะว่าประชาชนคน หรือให้ส�ำเรจ็ กจิ ในหน้าทีข่ องตนเรยี กว่า กรรม
ไทยมีความรู้สึกว่ากรรมนั้น มีความเกี่ยวข้องกับ ความคลาดเคล่ือนในทัศนคติ (Phra
ชวี ติ ของตนเองอยา่ งใกลช้ ดิ เพราะฉะนน้ั ความคนุ้ เคย Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), 2016 : 8)
กบั คำ� วา่ กรรมจงึ อาจทำ� ใหม้ คี วามเขา้ ใจกนั ไปคนละ ความคลาดเคลื่อนในประเด็นน้ีมีอยู่มาก ก็คือ
มมุ ตามท่ตี นเช่อื ซง่ึ จะเหน็ ได้จากส�ำนวนไทยที่เรา ทัศนคติต่อกรรม พอพูดถึงกรรม ทัศนคติของคน
คุ้นเคยหรือฟังกันอยู่บ่อยๆ ว่า ชาติน้ี มกี รรมหรอื ท่ัวไปก็มักจะเป็นไปในแง่ของการทอดธุระหรือ
วา่ เราทำ� มาไมด่ กี ก็ ม้ หนา้ รบั กรรมไปเถดิ ทม่ี ากไป ไม่มีความรับผิดชอบจะเห็นว่าความรู้สึกทอดธุระ
กว่าน้นั เหน็ เปน็ ค�ำวา่ สุดแตบ่ ุญ แตก่ รรมก็แล้วกนั คือรู้สึกว่าย่อท้อ ยอมแพ้ ถดถอย ไม่คิดปรับปรุง
อยา่ งน้ี เปน็ ตน้ ซง่ึ ในประเดน็ นดี้ เู หมอื นวา่ กรรมนน้ั ตัวเอง เช่นในประโยควา่ ชาตนิ มี้ ีกรรมหรอื เราทำ�
เปน็ เรอื่ งใหญ่หรือไม่รนุ แรงมาก ในประเดน็ นที้ ่าน มาไม่ดี ก้มหน้ารับกรรมไปเถิดท่ีจริงค�ำพูดอย่างนี้
เสฐียรพงษ์ วรรณปก (Vannapok, 2016 : 2) ถ้าพิจารณาแลว้ จะเหน็ ทง้ั ในแงด่ ีและไมด่ ี คือเวลา
ไดก้ ลา่ วในหนงั สอื่ เพอ่ื ความเขา้ ใจถกู ตอ้ งเกย่ี วกบั พูดอย่างนี้ เดิมก็คงมุ่งหมายว่า ในเมื่อเป็นการ
หลกั กรรมวา่ “กรรม” คอื ผลของความชวั่ รา้ ยทที่ ำ�

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 249

กระท�ำของเราเอง ท�ำไว้ไม่ดี เราก็ต้องยอมรับผล ค�ำสอนในศาสนาอื่น (Mahachulalongkornra
ของกรรมกระท�ำน้ัน นี่คือความรู้สึกรับผิดของ javidyalaya University, 1996) พระพุทธองค์
ตอ่ ตนเอง ยอมรบั ความผดิ ที่ตนเองก่อนขน้ึ แต่ถา้ ตรสั วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สมณะพราหมณ์พวกหนึง่
อีกมุมก็จะเห็นน้ีเป็นความเชื่อตามหลักพระพุทธ มีวาทะมที ิฏฐิอย่างนี้ว่า สขุ ก็ดี ทกุ ข์ก็ดี อยา่ งหน่งึ
ศาสนาท่ีประชาชนคนพุทธมีความเช่ือ สอดคล้อง อย่างใดทไี่ ด้เสวย ทงั้ หมดนัน้ เปน็ เพราะกรรมทต่ี วั
กับพุทธพจน์ว่า กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท ทำ� ไวใ้ นปางกอ่ น โดยนยั นี้ เพราะกรรมเกา่ หมดสนิ้
เรามีกรรมเป็นของๆ ตน เราจักเป็นผู้รับผลของ ไปด้วยตบะ ไม่ท�ำกรรมใหม่ ก็จะไม่ถูกบังคับอีก
กรรมน้ัน กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ เรามีกรรมเป็น ตอ่ ไป เพราะไมถ่ กู บงั คบั อกี ตอ่ ไปกส็ น้ิ กรรมเพราะ
แดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ (Mahachula ส้ินกรรมก็ส้ินทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ก็ส้ินเวทนา
longkornrajavidyalaya University, 1996) เพราะส้ินเวทนาก็เป็นอันสลัดทุกข์หมดส้ิน ภิกษุ
กมั มะปะฏสิ ะระโน ยงั กมั มงั กะรสิ สามิ กมั มสั สกตา ทงั้ หลาย พวกนคิ รนถม์ วี าทะอยา่ งนใี้ นขณะเดยี วกนั
ควรพิจารณาเน่ืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน ศาสนาฮนิ ดสู อนหลกั กรรมเพอ่ื เปน็ ฐานรองรบั การ
เราทำ� กรรมใด ดกี ต็ าม ชวั่ กต็ าม จกั ตอ้ งเปน็ ทายาท แบง่ แยกวรรณะ การที่ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.
ของกรรมน้ัน ซึ่งการย่อมจ�ำนงกับหลักค�ำสอนน้ี ปยุตโฺ ต) ไดน้ ำ� หลกั กรรมมาเปรยี บเทยี บให้อยา่ งนี้
ที่ท่านอย่างน้ีคงเป็นเพราะว่าท่านพยายามจะช้ีให้ ก็เพียงเพ่ืออธิบายให้ว่า อิทธิพลเร่ืองกรรมด้ังเดิม
เห็นวา่ ผลของการกระทำ� นนั้ มจี ริง แตล่ ะอาจแปล ทม่ี าจากศาสนาฮินดูมีพลังอยู่ แมพ้ ระพทุ ธองคจ์ ะ
สภาพในการรับซ่ึงไม่ใช่ท�ำอย่างจะเป็นน้ัน กรรม ทรงนำ� เรอื่ งกรรมมาสอนใหมก่ ต็ าม แตอ่ ทิ ธพิ ลเรอื่ ง
อาจแปลสภาพจากอนั หนงึ่ ไปสอู่ กี อนั หนงึ่ แตน่ นั้ ก็ กรรมซ่ึงมีต่อตัวบุคคลหรือความเชื่อแบบด้ังเดิม
คอื ผลของกรรมนนั้ เอง การที่ พระพรหมคณุ าภรณ์ ยังคง ยงั มีการน�ำแนวคิดแนวแบบเดิมๆ มาขยาย
(ป.อ. ปยุตฺโต) มองในอีกมุมคงเป็นเพราะว่า โดยไม่สนใจที่จะศึกษาให้ถ่องแท้ จึงเป็นเหตุให้มี
ประชาชนถอดธรุ ะมากไปจนลมื จะปรบั ปรงุ ตนเอง ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเร่ืองกรรมมาจึงถึง
หรอื ไม่กเ็ ป็นสิ่งทน่ี า่ นำ� มาพจิ ารณา ปจั จุบัน
ความสบั สนคลาดเคลอื่ นในตวั ธรรม (Phra ในทศั นะของผวู้ จิ ารณม์ องวา่ ความสบั สน
Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), 2016 : 12) คลาดเคลือ่ นในตวั ธรรมนนั้ ดูเหมือนวา่ จะมคี วาม
ความคลาดเคลอ่ื นและสบั สนในตวั ธรรม กเ็ ปน็ เรอื่ ง เปน็ จรงิ อยู่ แตถ่ า้ มองอกี ดา้ นหนง่ึ จะเหน็ วา่ ทท่ี า่ น
ใหญ่ พทุ ธศาสนกิ ชน เวลานกึ ถงึ กรรมกม็ กั จะคดิ ถงึ มองว่าคนส่วนมากก�ำลังเข้าใจผิดก็ควรสมควร
เรื่องกรรมเก่า โดยมากเอาอดีตชาติเป็นเกณฑ์ไม่ เพราะพฤติกรรมการแสดงออกในเร่ืองการหนี
ค่อยนึกถงึ กรรมที่ทำ� ในปจั จุบนั หลกั กรรมในพทุ ธ กรรมของสงั คมในปจั จบุ นั มปี รากฏมากมาย ซงึ่ โดย
ศาสนานน้ั มแี งห่ นง่ึ ทเ่ี ราควรพยายามศกึ ษาใหเ้ กดิ ความเป็นจริงสิ่งท่ีเราท�ำ เราจ�ำต้องรับด้วยเหตุน้ี
ความเข้าใจชัดเจน คือแง่ที่จะต้องแยกจากหลัก เราไม่อาจจะหนีมันได้เลย เพราะกรรมเป็นผู้ดูแล

250 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

เราอยา่ งแท้จรงิ เราสมั ผัสได้ทุกคร้ังทเ่ี ราทำ� กรรม
ประเด็นท่สี อง: หลักกรรมส�ำหรบั คนสมัย ประเด็นนี้ ผู้วิจารณ์เห็นว่าสมัยน้ีมักเมื่อ
ใหม่ปัจจุบันสังคมไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ไดย้ นิ ค�ำว่า กรรม ก็มกั จะคิดไปในแง่กรรมจะตาม
กระแสวัตถุนิยมและบริโภคนิยม มากไปกว่านั้น มาใหเ้ คราะห์ให้โทษอย่างไร พดู ถึงเรอ่ื งกรรมก็จะ
กค็ อื เรอ่ื งวทิ ยาศาสตรท์ ใ่ี หห้ ลกั เหตผุ ล การทจ่ี ะพดู นึกถึงอะไรอย่างหน่ึงท่ีคอยตามจะลงโทษหรือ
เรื่องกรรมกับคนรุ่นใหม่จ�ำต้องให้เหตุผลที่สมเหตุ ท�ำให้เราเป็นอย่างน้ันอย่างน้ี โดยเฉพาะคิดไปถึง
สมผล (Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), ชาติก่อน คือ มองกรรมในแง่กรรมเก่า และเป็น
2016 : 46) ได้หลักกรรมส�ำหรบคนสมัยใหม่มา เรื่องไม่ดี ความจริงก็เป็นเร่ืองธรรมดา ธรรมชาติ
อธิบายให้เห็นปรากฏการณ์ว่า การอธิบายเรือง คือเป็นเรื่องความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของชีวิต
กรรมจำ� ตอ้ งอธบิ ายเหตผุ ลใหเ้ หน็ จรงิ เหน็ จงึ ไดว้ า่ มนษุ ย์ ทม่ี เี จตนา มกี ารคดิ การพดู และการกระทำ�
เรื่องโน้นกับเร่ืองน้ีสัมพันธ์กันอย่างไร พระพุทธ แสดงออก มคี วามสมั พนั ธก์ บั สง่ิ ทงั้ หลาย แลว้ กเ็ กดิ
ศาสนาที่แท้นั้นต้องการให้เห็นความสัมพันธ์แห่ง ผลต่อเน่ืองกันไปในความสัมพันธ์ ดังน้ัน เมื่อ
เหตปุ จั จยั ชดั เขนทงั้ ดา้ นรปู ธรรมและดา้ นนามธรรม พิจารณาแนวคิดของทั้งสองท่านก็จะมีความเห็น
แตพ่ วกเราเองปลอ่ ยตวั หละหลวมกนั มา วทิ ยาศาสตร์ คลา้ ยคลงึ กนั ในแงข่ องผลกรรมแตก่ ไ็ มไ่ ดเ้ หมอื นกนั
ก็เหมือนมาช่วยเตือนให้เราหันไปฟื้นวิธีคิดของ ท้ังหมดเพราะยังมีมุมการให้เหตุผลท่ีมีความ
พระพุทธศาสนาข้ึนมาการอธิบายในแง่ของเหตุ แตกตา่ งกนั อยบู่ า้ ง ในมมุ หนง่ึ ผเู้ ขยี นยงั ไดแ้ สดงให้
ปัจจัยท่ีแยกแยะเช่ือมโยงให้เห็นชัด ซึ่งเป็นเร่ือง ผู้วิจารณ์เห็นหลักกรรมที่ว่าถูกต้องตามหลักพุทธ
ละเอียดซับซ้อน นับว่ายากอยู่ จะต้องอาศัยการ ศาสนา คนสมัยเก่าอาจมีความเชื่อท่ีลึกซึ้งใน
พินิจพิจารณาและศึกษาหลักวิชามากและบางท่ีก็ บุญบาป แต่คนสมัยใหม่อาจมองในหลักการและ
หาถ้อยค�ำมาพดู ใหม้ องเห็นชดั เจนไดย้ าก หรือเรา เหตุผลทมี่ ีความแตกตา่ งจากคนสมยั เก่าอาจมีการ
ไมค่ อ่ ยมเี วลาทจ่ี ะอธบิ าย เพราะคนสว่ นใหญม่ าพบ ถามหาเหตผุ ลเลยกไ็ ด้ ดว้ ยเหตนุ ้ี การอธบิ ายกรรม
กันได้ในที่ประชุมเพียงชั่วโมง 2 ชั่วโมง ซ่ึงจะพูด จงึ เปน็ เรอ่ื งของความเปน็ เหตเุ ปน็ ผล เปน็ เรอ่ื งของ
กนั ไดก้ แ็ ตเ่ รอื่ งในขน้ั ตวั อยา่ งหยาบๆ มองชว่ งไกลๆ กฎเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัย ถ้าจะอธิบายให้ลึกลงไป
ด้วยเหตุนี้ หลักกรรมส�ำหรับคนยุคใหม่จ�ำต้อง จ�ำต้องโยงไปในเรือ่ งไตรวฏั ฏ์ คือ กิเลส กรรมและ
อธิบายให้มากจึงจะไม่เข้าใจคลาดเคล่ือนท่าน วบิ ากจงึ เขา้ ถงึ ปฏจิ จสมปุ บาททจี่ ะทำ� ใหผ้ ลเกดิ ขน้ึ
พทุ ธทาส ภิกขุ (Buddhādasa Bhikkhu, 1999 : ในระดับจิตใจ ให้เข้าถึงความหมายของกรรมได้
20) มองว่า ความเช่ือเรื่องกรรมมักมีความเข้าใจ ถกู ตอ้ ง ซึ่งจะเป็นผลประจักทนั ที
ไม่ถูก เพราะมักมองกรรมเป็นเรื่องสงิ่ ของ อันเป็น ประเด็นที่สาม: เหตุปัจจัย ในปฏิจจสมุ
ความเชื่อท่ีไม่ถูกต้อง แต่ไม่ได้มองท่ีผลของมันคือ ปบาทและกรรม ปฏจิ จสมุปบาท เป็นเรื่องของกฎ
ความดี ความช่วั อนั มอี ยแู่ ล้วในกรรมน้นั ซงึ่ จติ ใจ ธรรมชาติ จงึ เปน็ เรอ่ื งใหญ่ มคี วามกวา้ งขวางลกึ ซงึ้

ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 251

มีแง่ด้านต่างๆ มากมายละเอียดซับซ้อนอย่างยิ่ง ธรรมชาติถ้าเมือไรก็ตามมนุษย์เข้าใจหลักนี้แล้ว
ไม่ต้องพูดถึงว่าจะยากต่อการที่จะเข้าใจให้ทั่วถึง กส็ ามารถมองเหน็ ผลทห่ี ลากหลายจากปจั จยั อเนก
แม้แต่จะพูดใหค้ รบถ้วนกย็ ากทจ่ี ะท�ำได้ ทส่ี มั พนั ธก์ นั กจ็ ะชว่ ยใหก้ ารใชช้ วี ติ ของมนษุ ยไ์ ดม้ ี
ดว้ ยเหตนุ ้ี ในการศกึ ษาทวั่ ๆ ไป เมอื่ เรยี นรู้ การพัฒนาทั้งภายใน และด�ำเนินไปในโลกอย่าง
หลักพื้นฐานแล้ว ก็อาจจะศึกษาบางแง่บางขุดที่ ส�ำเรจ็ ผลเปน็ อยา่ งดี
นา่ สนใจเปน็ พเิ ศษ โดยเฉพาะสว่ นทเี่ กอื้ หนนุ ความ
เขา้ ใจทว่ั ไป และสว่ นทจี่ ะนำ� มาใชป้ ระโยชนใ์ นการ 4. สรุป
ด�ำเนินชีวติ แกป้ ัญหา และทำ� การสร้างสรรค์ต่างๆ
เหตุปัจจัยจ�ำต้องอาศัยซ่ึงกันและกัน (Phra 1. จุดเด่น จากการวิจารณ์หนังสือเช่ือ
Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), 2016 : 99) กรรม รกู้ รรม แกก้ รรม มจี ดุ เดน่ คอื การใชภ้ าษางา่ ยๆ
ตามหลักธรรม ซ่ึงเป็นกฎธรรมชาติ การทส่ี ง่ิ ใดสิ่ง มาใชอ้ ธบิ ายหลกั กรรม ทำ� ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจไดง้ า่ ยขนึ้
หนง่ึ หรอื ปรากฏการณอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ จะเกดิ มี แม้ในกลุม่ ทีม่ พี นื้ ฐานพระพุทธศาสนาน้อย ผเู้ ขียน
ข้ึนได้ ต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ หลากหลาย ยกตัวอย่างมาประกอบในแต่ละเรื่องได้น่าสนใจ
ประชมุ กนั พรงั่ พรอ้ ม (ปจั จยั สามคั ค)ี ตามหลกั การน้ี เพ่ือให้เกิดความเข้าใจถูกต้องเก่ียวกับหลักกรรมนี้
ท่านสอนไว้ด้วยว่า ในปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธ ผู้เขียนได้น�ำเสนอในรูปแบบวิชาการที่อ้างหลัก
องคต์ รสั วา่ เพราะอวชิ ชาปจั จยั สงั ขารจงึ มี เพราะ กรรมในพระไตรปฎิ ก โดยเขียนด้วยภาษาธรรมดา
สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ เป็นต้น เพื่อให้ผู้อ่านท่ัวไปเข้าใจหลักกรรมที่ถูกต้องท่ีมาก
การพยายามอธบิ ายกระบวนการแหง่ ชวี ติ ตามหลกั กวา่ นนั้ ผเู้ ขยี นเปน็ นกั วชิ าการดา้ นพระพทุ ธศาสนา
ปฏิจจสมุปบาทน้ี จ�ำเป็นจะต้องหาจุดเริ่มต้น ทที่ รงภมู ริ ู้ และภมู ธิ รรมเปน็ อยา่ งดี มปี ระสบการณ์
อธบิ ายใหเ้ หน็ วา่ เปน็ เหตเุ ปน็ ปจั จยั กนั อยา่ งไรกอ่ น การเขียนต�ำรามากกว่า100 เร่ืองและสอนวิชา
ดังท่ีกล่าวไว้ในข้างต้นแล้วแต่คนในสมัยปัจจุบัน พระพุทธศาสนามายาวนานมานานหลายปีนี้ถือ
ก็ยังดูเหมือนว่าติดอยู่กับลัทธิเหตุเดียวผลเดียว เปน็ จุดเด่นของหนังสือและผ้เู ขียน
และประสบปญั หามาจากความยดึ ตดิ นี้ ถงึ แมว้ า่ จะ 2. จุดที่ผู้ศึกษาอยากน�ำเสนอ หนังสือ
มองในภาพรวมว่ามนุษย์พัฒนาความในธรรมชาติ เล่มนี้ท�ำให้ผู้วิจารณ์เข้าใจถึงแนวคิดและมุมมอง
ไดก้ า้ วหนา้ มามาก แตค่ วามรนู้ นั้ กย็ งั หา่ งไกลจาการ เรอื่ งหลกั กรรมของนกั ปราชญท์ างพระพทุ ธศาสนา
เข้าถึงหลักธรรมชาติอย่างแท้จริง สมควรอย่างย่ิง ยิ่งข้ึนไป การอ่านหนังสือเล่มน้ีท�ำให้ผู้ศึกษา
ท่ีมนุษย์จะต้องน�ำความรู้ในความจริงของระบบ ได้ทราบถึงสภาพของสังคมที่มีมุมมองเร่ืองกรรม
ปจั จยั สมั พนั ธท์ เ่ี รยี กวา่ ปฏจิ จสมปุ บาทมาประยกุ ต์ ที่แตกต่างกันยิ่งข้ึน ด้วยเหตุน้ีผู้วิจารณ์จึงใคร่
ในชีวิตประจ�ำวัน เพื่อให้การด�ำเนินชีวิตมีความ ขอเสนอหนังสือเรื่อง เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม
สมดุลกับระดับของการกระท�ำอันเรียกว่ากฎแห่ง ให้บุคคลผู้ท่ีมีความสนใจหลักกรรมทางพระพุทธ
ศาสนาไดอ้ า่ นหนงั สือเลม่ นี้บ้างจะได้มีความเข้าใจ

252 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

ในผลของการกระท�ำที่จะเกิดข้ึนในปัจจุบันและ ความเช่ือทางพุทธศาสนาท่ีว่ากรรมเกิดจากการ
อนาคต สามารถเป็นแนวทางในการสร้างเป็น กระท�ำของตนเองการจะพูดเรื่องกรรมกับคนรุ่น
เครื่องป้องกันอกุศลกรรมได้ อีกท้ังจะเป็นหนังสือ ใหมน่ นั้ จะตอ้ งใชเ้ หตผุ ลหรอื สว่ นบคุ คลสำ� หรบั คน
ท่ีสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ที่ได้อ่านเป็นอย่างดี รนุ่ ใหม่หรือบุคคลทัว่ ไป อธิบายใหเ้ หน็ ปรากฏการณ์
ดังนั้นผู้วิจารณ์จึงใคร่จะแนะน�ำว่า ถ้ามีเวลาก็ขอ พยายามอธิบายเหตุและผลให้เห็นจริงตามเหตุ
ให้อ่านหนังสือเล่มน้ีบ้าง เพราะเป็นหนังสือท่ีประ ปจั จยั ทง้ั ทางดา้ นรปู ธรรมและนามธรรม เพอ่ื ทำ� ให้
เทยี งปญั ญาได้เปน็ อยา่ งดี บุคคลเข้าใจในความเชื่อเรื่องกรรมในระดับสังคม
สำ� หรบั องคค์ วามรทู้ ไ่ี ดร้ บั ผลการวจิ ยั เหน็ คนสมัยน้ีเขามองกรรมในแง่ของกรรมเก่า ว่าเป็น
ได้ว่า องค์ธรรมในท่ีนี้เป็นสภาวะท่ีแสดงออกหรือ เรื่องธรรมดาเป็นไปตามเหตุปัจจัยหรือกฎของ
ผลที่สะท้อนจากการกระท�ำของบุคคลท�ำให้ ธรรมชาติ เพราะทกุ ส่ิงทมี่ ีชีวติ มนษุ ย์ม่งุ เจตนาใน
ยอมรับผลของกรรมที่ได้กระท�ำ ตรงกับความเช่ือ การกระทำ� กรรมตา่ งๆ ในการคดิ การพดู การกระทำ�
ตามหลกั ทางพระพุทธศาสนาที่วา่ กมั มสั สะโกมหิ และการแสดงออก เกิดการสัมพันธ์ เป็นเหตุและ
กมั มะทายาโท เรามกี รรมเปน็ ของๆ ตน คอื การรบั ผลท�ำให้สังคมทั่วไปเข้าใจในเรื่องของกรรมว่านี้
ผลของกรรมนนั้ ท�ำให้เขา้ ใจในหลกั ของกรรมตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาตโิ ดยแท้

References

Buddhādasa Bhikkhu. (1999). karma and Being above the karma. Bangkok : Dhamasapa
Publisher.

Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Tipitaka (Thai Translation) Mahachu
lalongkornrajavidyalaya Edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.

Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2016). Convict, Knowing karma, Solve karma.
Nakhonpathom : Utsahakamma and Printing Limited.

Vannapok, S. (2016). to understand correctly about the karma. Bangkok : Sa-iam Parithasna
Publisher.





ปีท่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 255

กระบวนการพจิ ารณาบทความของวารสารวชิ าการธรรมทรรศน์

มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น

256 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

คำ� แนะน�ำสำ� หรบั ผูน้ พิ นธ์บทความ

สถานทต่ี ดิ ตอ่ เก่ียวกับบทความ

สำ� นักวิชาการ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
30 หมู่ 1 ต�ำบลโคกสี อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแก่น 40000
โทรศัพท์ 043-283-546-7 (ตอ่ 114)

1. ส่วนประเภทของบทความที่ลงตพี มิ พ์ในวารสาร

วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ ตพี มิ พบ์ ทความประเภทตา่ งๆ ดังน้ี
1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ท่ีเสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น
และผา่ นการอา่ นและพจิ ารณาจากผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ นสาขาวชิ านนั้ ๆ มกี ลมุ่ เปา้ หมายเปน็ นกั วชิ าการในวงการ
วชิ าการ/วชิ าชีพ
1.2 บทความทางวชิ าการ ท่เี สนอเนอ้ื หาความรู้ วชิ าการ มกี ล่มุ เป้าหมายท่เี ปน็ นสิ ิต นกั ศกึ ษา
หรือประชาชนทว่ั ไป
1.3 บทความวิจยั (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวจิ ยั ใหม่ทีม่ ีองค์ความรู้อนั เปน็
ประโยชน์ ซ่ึงไม่เคยตีพิมพใ์ นวารสารใดๆ มาก่อน
1.4 บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความท่รี วบรวมความรู้จากต�ำรา หนังสอื
และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงข้ึน โดยมีการวิเคราะห์
สงั เคราะหว์ จิ ารณ์เปรียบเทียบกัน
1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่บทความทบทวนความรู้ เร่ืองแปล ย่อความจากวารสาร
ต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะน�ำเครื่องมือใหม่ ต�ำราหรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ
หรือข่าวการประชุมท้งั ระดบั ชาตแิ ละระดับนานาชาติ
การสง่ บทความ
บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ต้องส่งผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์
Website: http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas และรอการตรวจสอบจาก
กองบรรณาธกิ าร

ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 257

การตรวจสอบบทความและพสิ จู นอ์ ักษร
ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความส�ำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่
วารสารก�ำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้
ใหก้ บั บรรณาธกิ าร การเตรยี มบทความใหถ้ กู ตอ้ งตามขอ้ กำ� หนดของวารสารจะทำ� ใหก้ ารพจิ ารณาตพี มิ พ์
มีความรวดเร็วมากย่ิงขึ้น และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธ์ิที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้
แกไ้ ขให้ถูกตอ้ งตามขอ้ ก�ำหนดของวารสาร
การเตรยี มบทความ
บทความตอ้ งเปน็ ตวั พมิ พด์ ดี โดยใชช้ ดุ แบบอกั ษร (font) ชนดิ ไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK)
ขนาดอกั ษร 16 จดั กน้ั หลงั ตรง และมรี ะยะหา่ งระหวา่ งบรรทดั หนงึ่ ชอ่ ง (Double Spacing) ตลอดเอกสาร
พมิ พห์ นา้ เดียวลงบนกระดาษ (A4) พมิ พ์ใหห้ ่างจากขอบกระดาษ ด้านซา้ ย และด้านขวา ขนาด 3.81ซม.
ด้านบน ขนาด 4.5 ซม. และดา้ นลา่ ง ขนาด 4.01 ซม. พร้อมใส่หมายเลขหน้ากำ� กับทางมมุ ขวาบน
ทุกหนา้ บทความไม่ควรยาวเกนิ 12 หนา้ กระดาษพิมพ์ (A4) โดยนบั รวมภาพประกอบและตาราง
การพจิ ารณาและคัดเลอื กบทความ
บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกล่ันกรองบทความวารสาร
(Peer Review) 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เก่ียวข้อง และได้รับความเห็นชอบจาก
กองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบท่ีผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อ
หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind
Peer Review)

2. ส่วนบทคดั ยอ่ (Abstract)

บทคัดยอ่ ควรมีความยาวไม่เกิน 350 คำ� โดยแยกตา่ งหากจากเนื้อเร่อื ง บทความวิจัย/วชิ าการ
ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซ่ึงบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความท้ังหมดของเร่ือง
ไม่ตอ้ งอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรอื ตาราง และใหม้ ีเพียง 2 สว่ นเท่านัน้ คือ
1) วตั ถุประสงค์ ควรกลา่ วถึงจดุ ม่งุ หมายของการศกึ ษา
2) ผลการวจิ ัยพบวา่ ควรประกอบดว้ ย ผลทไ่ี ดร้ ับจากการค้นควา้ ศกึ ษา และผลของค่าสถิติ
(ในกรณมี ีการวิเคราะห)์
3) ค�ำส�ำคัญ ควรมีค�ำส�ำคัญไม่เกิน 3 ค�ำ ท่ีครอบคลุมชื่อเรื่องท่ีศึกษาและจะปรากฏอยู่ใน
สว่ นทา้ ยของบทคดั ยอ่ ท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และคนั่ ดว้ ยเคร่อื งหมายอฒั ภาค (Semicolon) (;)

258 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

3. สว่ นเนอ้ื เรือ่ ง ควรประกอบด้วย

3.1 การเตรยี มตน้ ฉบับสำ� หรับการเขียนบทความวจิ ยั ประกอบดว้ ย
3.1.1 บทน�ำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวน�ำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review)
ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เก่ียวข้องกับเรื่องที่ศึกษา
และกลา่ วถึงเหตุผลหรอื ความสำ� คัญของปญั หาในการศกึ ษาครัง้ นี้
3.1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั (Research Objectives) เปน็ การกำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์
หรือจดุ ม่งุ หมายของการวิจยั รวมถงึ รวบรวมหลักการ วธิ กี าร โดยมีรายละเอียดว่าจะต้องศกึ ษาอะไรบา้ ง
เพ่ือเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการวจิ ยั ได้อย่างชดั เจน
3.1.3 วธิ ดี ำ� เนนิ การวจิ ยั (Methods) เปน็ การกำ� หนด วธิ กี าร กจิ กรรม รายละเอยี ดของ
การวิจยั การศกึ ษาประชากร และกล่มุ ตัวอยา่ งในการศึกษา และวิธีการศึกษา เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
รวมท้งั สถิติที่นำ� มาใช้วิเคราะห์ข้อมูล
3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์
ในขอ้ 3.1.2 ควรจำ� แนกผลออกเปน็ หมวดหมแู่ ละสมั พนั ธก์ บั วตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา โดยการบรรยาย
ในเนอ้ื เรอื่ งและแสดงรายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ดว้ ยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรอื แผนภมู ิ ตามความเหมาะสม
3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการน�ำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์
ของผนู้ พิ นธ์ นำ� มาเปรยี บเทยี บกบั ผลการวจิ ยั ของผอู้ น่ื เพอ่ื ใหม้ คี วามเขา้ ใจหรอื เกดิ ความรใู้ หมท่ เ่ี กย่ี วขอ้ ง
กับงานวิจัยนั้น รวมท้ังข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรค
ต่างๆ ท่ีไดจ้ ากการศกึ ษาคร้ังนี้ เพื่อเป็นแนวทางท่จี ะน�ำไปประยุกตใ์ ห้เกดิ ประโยชน์
3.1.6 ขอ้ เสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำ� ผลการวจิ ยั ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ไป
3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณ
ตอ่ องค์กร หนว่ ยงาน หรอื บคุ คลท่ใี ห้ความช่วยเหลือร่วมมือในการวิจยั รวมทงั้ แหล่งทม่ี าของเงินทนุ วิจยั
และหมายเลขของทุนวิจยั
3.1.8 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอ้ื หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ใน
เครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซ่ึงมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงที่ออกแบบมา เพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏิบตั ิ

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 259

3.2 การเตรียมต้นฉบับส�ำหรบั การเขียนบทความวิชาการ ประกอบด้วย
3.2.1 บทน�ำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวน�ำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review)
ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารท่ีเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา
และกลา่ วถงึ เหตุผลหรือความส�ำคญั ของปัญหาในการศกึ ษาครั้ง
3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เนื้อหาท่ีดี
ตอ้ งมรี ายละเอยี ดทีช่ ัดเจนและนา่ สนใจ ทั้งน้ขี ้ึนอยกู่ บั สมรรถภาพทางความคิดของผเู้ ขียนเป็นส�ำคญั
3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความท่ีผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือ
เฉพาะสว่ นทม่ี คี วามสำ� คญั เปน็ การกลน่ั กรอง การรวบรวมหรอื การลดขอ้ ความใหเ้ หลอื สว่ นทสี่ ำ� คญั เทา่ นน้ั
3.2.4 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ใน
เครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเน้ือหา ซ่ึงมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงท่ีนิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงท่ีออกแบบมาเพ่ือให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏบิ ตั ิ
3.3 การเตรยี มต้นฉบบั ส�ำหรบั การเขยี นบทวิจารณห์ นงั สือ ประกอบดว้ ย
3.3.1 ชือ่ เรอ่ื งของหนงั สอื (Title) ใหร้ ะบุทงั้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
3.3.2 ชอ่ื ผูเ้ ขียนหนังสือ (Author) ให้ระบชุ ื่อเตม็ ทัง้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พรอ้ ม
ระบสุ ถาบันหรอื หน่วยงานที่ผเู้ ขยี นสงั กดั
3.3.3 ชือ่ ผ้วู จิ ารณ์ (Name of Reviews) ให้ระบชุ ือ่ เตม็ ท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
พร้อมระบุสถาบันหรือหนว่ ยงานของที่ผู้วิจารณส์ ังกดั
3.3.4 เน้ือหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเก่ียวกับหนังสือวิจารณ์
เน้ือเร่ืองจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยน�ำเสนอเรื่องราวจุดเด่น
จุดบกพรอ่ งของเร่ือง โดยทำ� การวจิ ารณห์ รอื วพิ ากษอ์ ย่างมหี ลกั เกณฑ์และเหตผุ ลตามหลกั วิชาการ
3.3.5 สรปุ (Summarizing) เปน็ วธิ ีการเขียนสรุปความคดิ เหน็ ท้ังหมดทีว่ จิ ารณ์ รวมถงึ
ใหข้ อ้ คดิ หรือขอ้ สังเกตท่ีเป็นประโยชน์ส�ำหรบั ผูอ้ ่าน
3.3.6 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อความไว้ใน
เครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเน้ือหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏิบตั ิ

260 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

การอ้างองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั เกณฑ์ APA
1. หนังสอื
1.1 คัมภรี ์พระไตรปิฎกหรอื หนังสอื ส�ำคญั พิมพ์เป็นชุด
ใหอางชื่อยอคมั ภรี ์ เลม/ขอ /หนา และคัน่ ด้วยเครอื่ งหมายจลุ ภาค (,)
ตัวอย่างเชน่ (พระไตรปฎิ ก, 27/855/191)
(Tipitaka, 27/855/191)
1.2 หนังสอื
(ผ้แู ต่ง, ปที ี่พมิ พ์ : เลขหนา้ ทอี่ า้ งอิง (ถา้ มี))
ผูแ้ ต่งคนเดยี ว ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกุล โดยไม่ต้องมีคำ� น�ำหนา้ นาม หากเปน็ พระภิกษุ
ทัว่ ไป ให้ใส่ค�ำว่าพระ, พระมหา นำ� หนา้ ช่ือตามด้วยฉายา และพระภิกษทุ ีม่ สี มณศักด์ิ ให้ใส่ชือ่ สมณศักดิ์
ตามด้วยชื่อตวั ในเครือ่ งหมายวงเล็บ ถ้าไมท่ ราบชือ่ ตวั ใหใ้ ส่เฉพาะชือ่ สมณศกั ดิ์
ตัวอยา่ งเชน่ (พระพรหมบณั ฑติ (ประยรู ธมมฺ จิตฺโต), 2557 : 15)
(Phraphrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผแู้ ต่ง 2 คน ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกุลของผ้แู ตง่ ท้งั 2 คน โดยใช้ค�ำวา่ “และ” ส�ำหรับ
ผ้แู ตง่ ชาวไทย หรือ “and” หรอื “&” สำ� หรบั ผู้แต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งค�ำใหเ้ วน้ ระยะห่างดา้ นหนา้
และด้านหลัง 1 เคาะ
ตวั อยา่ งเชน่ (ศิโรตน์ ภาคสวุ รรณ และศิริลกั ษณ์ ไชยรงั สี, 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผู้แต่ง 3 คน ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งแต่ละคนให้ค่ันด้วยเคร่ืองหมาย “,”
หนา้ ผแู้ ต่งคนสดุ ทา้ ยตอ้ งค่ันดว้ ย “และ” ส�ำหรบั ผแู้ ต่งชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” ส�ำหรับผแู้ ตง่ ชาว
ต่างประเทศ ระหวา่ งค�ำใหเ้ วน้ ระยะหา่ งดา้ นหนา้ และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตัวอยา่ งเชน่ (ภาสกร ดอกจันทร์, สุรพล พรมกุล และสุบนั โยทุม, 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้คั่นด้วย
เครือ่ งหมาย “,” ตามดว้ ย “และคณะ” หรือคนอ่นื ๆ สำ� หรบั ผแู้ ตง่ ชาวไทย หรือ “et al.” หรือ “and
others” สำ� หรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหวา่ งคำ� ให้เวน้ ระยะห่างดา้ นหน้าและดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตัวอยา่ งเชน่ (สชุ าติ ประสิทธิร์ ัฐสินธ์ุ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 261

1.3 วารสาร
(ผู้แต่ง, ปที พ่ี มิ พ์ : เลขหนา้ ทีอ่ า้ งองิ (ถา้ มี))
ผู้แต่งคนเดียว ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกุล โดยไม่ตอ้ งมีคำ� นำ� หน้านาม หากเป็นพระภกิ ษุ
ท่วั ไป ใหใ้ ส่คำ� ว่าพระ, พระมหา นำ� หน้าชอ่ื ตามดว้ ยฉายา และพระภกิ ษทุ ม่ี ีสมณศกั ดิ์ ใหใ้ ส่ชอื่ สมณศักด์ิ
ตามดว้ ยชื่อตัวในเครื่องหมายวงเลบ็ ถา้ ไมท่ ราบชื่อตวั ใหใ้ ส่เฉพาะชอื่ สมณศกั ดิ์
ตวั อย่างเช่น (พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมมฺ จติ ฺโต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผแู้ ต่ง 2 คน ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งทง้ั 2 คน โดยใชค้ �ำวา่ “และ” ส�ำหรับผู้
แต่งชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” สำ� หรบั ผู้แต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งค�ำใหเ้ วน้ ระยะหา่ งดา้ นหน้า
และดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตัวอย่างเชน่ (ศโิ รตน์ ภาคสวุ รรณ และศริ ิลักษณ์ ไชยรังส,ี 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ นั่ ดว้ ยเครอื่ งหมาย “,” หนา้
ผแู้ ต่งคนสดุ ท้ายต้องคน่ั ดว้ ย “และ” ส�ำหรับผู้แตง่ ชาวไทย หรอื “and” หรอื “&” ส�ำหรับผู้แตง่ ชาวตา่ ง
ประเทศ ระหวา่ งค�ำให้เวน้ ระยะห่างด้านหน้าและด้านหลงั 1 เคาะ
ตัวอยา่ งเช่น (ภาสกร ดอกจนั ทร์, สรุ พล พรมกลุ และสุบัน โยทุม, 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้คั่นด้วย
เคร่อื งหมาย “,” ตามดว้ ย “และคณะ” หรอื คนอ่นื ๆ ส�ำหรับผู้แต่งชาวไทย หรอื “et al.” หรอื “and
others” ส�ำหรบั ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำ� ใหเ้ ว้นระยะหา่ งด้านหนา้ และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตัวอย่างเช่น (สุชาติ ประสิทธ์ริ ฐั สินธุ์ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)
1.4 วิทยานพิ นธ/์ ดษุ ฎนี ิพนธ์/สารนพิ นธ/์ รายงานการวิจยั
(ผแู้ ต่ง, ปที ่พี มิ พ์ : เลขหนา้ ทีอ่ า้ งอิง (ถ้ามี))
ผู้แตง่ คนเดยี ว ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ ้องมคี �ำน�ำหนา้ นาม หากเป็นพระภกิ ษุ
ทวั่ ไป ใหใ้ สค่ ำ� ว่าพระ, พระมหา น�ำหนา้ ช่ือตามดว้ ยฉายา และพระภิกษทุ ่มี ีสมณศักด์ิ ใหใ้ สช่ ื่อสมณศกั ด์ิ
ตามดว้ ยชอ่ื ตัวในเคร่ืองหมายวงเลบ็ ถา้ ไม่ทราบช่อื ตัวใหใ้ สเ่ ฉพาะช่อื สมณศกั ดิ์
ตัวอยา่ งเช่น (พระพรหมบณั ฑิต (ประยูร ธมมฺ จติ โฺ ต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)

262 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

ผแู้ ต่ง 2 คน ให้ระบเุ ฉพาะนามสกุลของผู้แตง่ ทัง้ 2 คน โดยใชค้ ำ� วา่ “และ” สำ� หรับ
ผ้แู ต่งชาวไทย หรือ “and” หรือ “&” สำ� หรับผูแ้ ตง่ ชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งคำ� ใหเ้ วน้ ระยะห่างดา้ นหนา้
และด้านหลงั 1 เคาะ
ตัวอย่างเช่น (ศิโรตน์ ภาคสุวรรณ และศิรลิ กั ษณ์ ไชยรงั ส,ี 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ นั่ ดว้ ยเครอื่ งหมาย “,” หนา้
ผแู้ ต่งคนสดุ ท้ายต้องค่ันด้วย “และ” สำ� หรับผแู้ ต่งชาวไทย หรือ “and” หรือ “&” ส�ำหรบั ผแู้ ตง่ ชาวต่าง
ประเทศ ระหว่างคำ� ใหเ้ วน้ ระยะหา่ งด้านหนา้ และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตวั อย่างเช่น (ภาสกร ดอกจนั ทร์, สุรพล พรมกลุ และสุบนั โยทมุ , 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนข้ึนไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้ค่ันด้วย
เครอ่ื งหมาย “,” ตามดว้ ย “และคณะ” หรือคนอน่ื ๆ สำ� หรบั ผแู้ ต่งชาวไทย หรอื “et al.” หรือ “and
others” สำ� หรับผู้แตง่ ชาวต่างประเทศ ระหว่างค�ำใหเ้ ว้นระยะหา่ งดา้ นหนา้ และด้านหลัง 1 เคาะ
ตวั อย่างเชน่ (สุชาติ ประสิทธริ์ ัฐสินธ์ุ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)
1.5 สมั ภาษณ์
(ช่ือผู้ให้สัมภาษณ,์ วัน เดอื น ปีทส่ี ัมภาษณ์)
ผูใ้ หส้ ัมภาษณ์ ให้ระบุเฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ ้องมีคำ� นำ� หนา้ นาม หากเปน็ พระภิกษุ
ท่ัวไป ให้ใสค่ ำ� วา่ พระ, พระมหา นำ� หน้าชอื่ ตามด้วยฉายา และพระภกิ ษทุ ีม่ ีสมณศักดิ์ ใหใ้ ส่ช่อื สมณศกั ดิ์
ตามด้วยชื่อตัวในเครื่องหมายวงเลบ็ ถา้ ไม่ทราบชือ่ ตวั ใหใ้ สเ่ ฉพาะชื่อสมณศักด์ิ
ตัวอย่างเชน่ (พระครูสวุ ธิ านพัฒนบณั ฑติ ), 15 สิงหาคม 2557)
(Phrakru Suvithanphatthanabandhit, Interview, August 15
2014)

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 263

1.6 สอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
(ผแู้ ต่ง, ปีทพ่ี มิ พ์ : เลขหนา้ ทอี่ ้างอิง (ถา้ มี))
ผแู้ ต่งคนเดยี ว ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ อ้ งมีค�ำนำ� หน้านาม หากเปน็ พระภิกษุ
ทัว่ ไป ให้ใส่คำ� ว่าพระ, พระมหา นำ� หน้าชอ่ื ตามดว้ ยฉายา และพระภกิ ษุท่มี ีสมณศักด์ิ ให้ใส่ชอื่ สมณศักดิ์
ตามดว้ ยช่ือตัวในเครื่องหมายวงเลบ็ ถ้าไม่ทราบชือ่ ตัวให้ใส่เฉพาะชอ่ื สมณศักด์ิ
ตวั อยา่ งเช่น (พระพรหมบัณฑติ (ประยรู ธมมฺ จติ โฺ ต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผแู้ ตง่ 2 คน ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ต่งท้ัง 2 คน โดยใช้ค�ำว่า “และ” ส�ำหรบั
ผแู้ ตง่ ชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” สำ� หรับผแู้ ต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งค�ำใหเ้ วน้ ระยะหา่ งดา้ นหน้า
และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตัวอยา่ งเช่น (ศโิ รตน์ ภาคสุวรรณ และศิริลักษณ์ ไชยรงั สี, 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ นั่ ดว้ ยเครอื่ งหมาย “,” หนา้
ผู้แตง่ คนสุดทา้ ยต้องค่ันดว้ ย “และ” สำ� หรับผู้แตง่ ชาวไทย หรือ “and” หรือ “&” สำ� หรับผู้แตง่ ชาวตา่ ง
ประเทศ ระหว่างคำ� ใหเ้ ว้นระยะหา่ งด้านหนา้ และดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตวั อยา่ งเชน่ (ภาสกร ดอกจนั ทร,์ สุรพล พรมกุล และสบุ ัน โยทมุ , 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนข้ึนไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้ค่ันด้วย
เครื่องหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” หรือคนอน่ื ๆ ส�ำหรบั ผ้แู ต่งชาวไทย หรอื “et al.” หรอื “and
others” สำ� หรับผ้แู ต่งชาวตา่ งประเทศ ระหว่างคำ� ให้เวน้ ระยะห่างดา้ นหนา้ และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตวั อย่างเชน่ (สชุ าติ ประสทิ ธร์ิ ฐั สินธ์ุ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)

264 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)

การเขยี นบรรณานุกรม

1. คมั ภีร์พระไตรปิฎกหรอื หนงั สือสำ� คัญพิมพเ์ ป็นชุด :

ชื่อมหาวิทยาลยั ./(ปที ีพ่ ิมพ์)./ช่อื หนงั สือ/(ครง้ั ทพี่ มิ พ(์ ถา้ มี))./เมอื งทีพ่ มิ พ์/:/ส�ำนกั พิมพ์.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripitaka : Thai Version. Bangkok
: Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.
2. หนงั สือ :
นามสกลุ , อกั ษรยอ่ ชอื่ ./(ปที พ่ี มิ พ)์ ./ชอื่ หนงั สอื /(ครง้ั ทพ่ี มิ พ(์ ถา้ ม)ี )./เมอื งทพี่ มิ พ/์ :/สำ� นกั พมิ พ.์
Maslow, A. (1970). Motivation and Personality. New York : Harper and Row Publishers.
3. วารสาร :
นามสกุล,/อักษรยอ่ ชอ่ื ./(ปีท่พี ิมพ)์ ./ชือ่ เรอื่ ง./ชือ่ วารสาร,/ปีท(ี่ ฉบับที่),/เลขหน้า.
Prescott, S.G. (2015). Will Instructors Save Time Using a Specifications Grading System?.
Journal of Microbiology & Biology Education, 16(2), 298.
4. วิทยานพิ นธ/์ ดษุ ฎีนิพนธ/์ สารนิพนธ์/รายงานการวจิ ัย :
นามสกลุ ,/อกั ษรยอ่ ชอื่ ./(ปที พี่ มิ พ)์ ./ชอื่ เรอ่ื ง./ระดบั วทิ ยานพิ นธ.์ /ชอื่ คณะ/:/ชอื่ มหาวทิ ยาลยั .
Phrachanna Bhaddharakhito. (2015). An Analytical Study of Morality in Cambodian
Traditional Wedding at Chamnomkuet Village, Chamnom Sub-district, Mongkolborei
District, Banteay Meanchey Province Based on Buddhist Principle. Master of arts.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
5. สมั ภาษณ์ :
นามสกุล,/อกั ษรยอ่ ชอ่ื ./(วัน เดือน ปี ท่ีสัมภาษณ์)./ตำ� แหนง่ (ถา้ ม)ี ./สมั ภาษณ์.
Phrakru Suvithanphatthanabandhit. (10 May 2013). Voice-Rector. Interview.
6. สอ่ื อิเล็กทรอนิกส์ :
นามสกุล,/อกั ษรย่อชอ่ื ./(ปีที่พมิ พ์)./ช่อื เร่ือง./ชือ่ เว็บไซต.์ /(วนั เดือน ปี ท่สี ืบคน้ ).
Bhandari, P., Rishi, P. and Prabha, V. (2014). Positive Effect of Probiotic Lactobacillus
Plantarum in Reversing the LPS Induced Infertility in Mouse Model. http://www.
jmm.microbiologyresearch.org/content/journal/j mm/10.1099/jmm.0.000230;jses
sionid=1me6a81o04g7o.x-sgm-live-03. (Accessed 12 February 2014).

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 265

ส่วนภาพประกอบ (Figure) และสว่ นตาราง (Table)
ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าท่ีจ�ำเป็น โดยพิมพ์หน้าละ 1 ภาพ หรือ 1 ตาราง ส�ำหรับ
ค�ำบรรยายภาพและตารางให้พมิ พเ์ หนอื ภาพหรอื ตาราง สว่ นค�ำอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหใ้ ส่ใตภ้ าพหรอื ตาราง
การติดต่อโฆษณาและการสมคั รสมาชกิ
การตดิ ตอ่ โฆษณา การสง่ั ซอ้ื และการสมคั รเปน็ สมาชกิ วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ กรณุ าตดิ ตอ่
“บรรณาธิการวารสารวิชาการธรรมทรรศน์” ส�ำนักวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตขอนแกน่ อาคาร 100 ปี สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) เลขที่ 30 หมู่ 1 บ้านโคกสี
ต�ำบลโคกสี อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 โทรศัพท์ 0-4328-3546-7 (ต่อ 114)
โทรสาร 0-4328-3399 http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas
E-mail: [email protected]
1) ผศ.ดร.สรุ พล พรมกลุ 088-578-1671
2) นางสาวสาริกา ไสวงาม 085-752-1693
ก�ำหนดการออกวารสาร
ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มีนาคม
ฉบบั ท่ี 2 เมษายน-มถิ นุ ายน
ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน
ฉบบั ที่ 4 ตลุ าคม-ธันวาคม

เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายลขิ สทิ ธิ์ ผนู้ พิ นธต์ อ้ งลงลายมอื ชอ่ื ในแบบฟอรม์ ใบมอบลขิ สทิ ธบ์ิ ทความ
ใหแ้ กว่ ารสารฯ พรอ้ มกบั บทความตน้ ฉบบั ทไ่ี ดแ้ กไ้ ขครงั้ สดุ ทา้ ย นอกจากน้ี ผนู้ พิ นธต์ อ้ งยนื ยนั วา่ บทความ
ต้นฉบับท่ีส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
หากมกี ารใชภ้ าพหรอื ตารางของผนู้ พิ นธอ์ นื่ ทปี่ รากฏในสง่ิ ตพี มิ พอ์ น่ื มาแลว้ ผนู้ พิ นธต์ อ้ งขออนญุ าตเจา้ ของ
ลขิ สทิ ธก์ิ อ่ นพรอ้ มทง้ั แสดงหนงั สอื ทไ่ี ดร้ บั การยนิ ยอมตอ่ บรรณาธกิ าร กอ่ นทบ่ี ทความจะไดร้ บั การตพี มิ พ์

พมิ พ์ท่ี : ห้างห้นุ สว่ นจ�ำ กดั ขอนแก่นการพมิ พ์ 64-66 ถ.ร่นื รมย์ ต.ในเมือง อ.เมอื ง จ.ขอนแก่น 40000
Tel. 043-221938 E-mail : [email protected]


Click to View FlipBook Version