ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 41
สอนเพื่อเสริมสร้างหรือพัฒนาการคิดอย่างมี โดยเกบ็ ข้อมูลจ�ำนวน 2 โรงเรียน
วจิ ารณญาณของนกั เรยี นใหด้ ขี น้ึ และมปี ระสทิ ธภิ าพ กลมุ่ 2 ใชใ้ นการทดลองใชค้ รง้ั ท่ี 2 เพอ่ื หา
คณุ ภาพของแบบวัดคอื ความยาก อำ� นาจจ�ำแนก
2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั ความเที่ยง ความตรงตามสภาพและความตรงเชิง
โครงสรา้ งดว้ ยการวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยนั
1. เพื่อสร้างแบบวัดการคิดอย่างมี อันดับสอง ค�ำนวณกลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 10 เท่า
วิจารณญาณส�ำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ของขอ้ คำ� ถาม (Wiratchai, 1999) ไดก้ ลมุ่ ตวั อยา่ ง
ตามแนวคดิ ของฟาซโิ อเน่ (Facione) 480 คน โดยเก็บขอ้ มูลจ�ำนวน 3 โรงเรยี น
2. เพอื่ วเิ คราะหค์ ณุ ภาพของแบบวดั การ กลุ่ม 3 ใช้ในการเก็บข้อมูลจริงเพ่ือสร้าง
คิ ด อ ย ่ า ง มี วิ จ า ร ณ ญ า ณ ส� ำ ห รั บ นั ก เ รี ย น ชั้ น เกณฑป์ กตริ ะดบั ทอ้ งถน่ิ ดว้ ยการหาคะแนนทปี กติ
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามแนวคิดของฟาซิโอเน่ (Normalized T-score) และหาคณุ ภาพของแบบ
(Facione) วัด ค�ำนวณกลุ่มตัวอย่างจากตารางส�ำเร็จรูปของ
3. เพอ่ื สรา้ งเกณฑป์ กตริ ะดบั ทอ้ งถนิ่ ของ ทาโร่ ยามาเน่ได้กลุ่มตัวอย่าง 500 คนโดยเก็บ
แบบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณสำ� หรบั นกั เรยี น ข้อมูลจ�ำนวน 3 โรงเรยี น
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามแนวคิดของฟาซิโอเน่ 2. เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั เปน็ แบบวดั
(Facione) การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ ตามแนวคดิ ของฟาซโิ อเน่
(Facione, 2015) ประกอบด้วย การตีความ
3. วิธดี �ำเนนิ การวิจยั (Interpretation: INT) การวิเคราะห์ (Analysis:
ANL) การประเมนิ ผล (Evaluation: EVA) การสรปุ
การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ อา้ งองิ (Inference: INF) การอธบิ าย (Explanation:
มีวธิ ีการดำ� เนินการวจิ ยั ดงั น้ี EXP) และการก�ำกับตนเอง (Self-Regulation:
1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้คือ SFR) ท่ีมลี ักษณะเปน็ แบบวัดเชิงสถานการณ์ ชนดิ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ก�ำลังศึกษาใน เลือกตอบ 4 ตวั เลือก จำ� นวน 48 ขอ้ ตอบถูกให้ 1
โรงเรยี น จงั หวดั สระบรุ ี ปกี ารศกึ ษา 2561 สมุ่ ตวั อยา่ ง คะแนน ตอบผิดให้ 0 คะแนน
แบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) การสร้างและหาคณุ ภาพเครือ่ งมือ
โดยใชข้ นาดของโรงเรยี นเปน็ ชนั้ ในการแบง่ ไดก้ ลมุ่ 1. ก�ำหนดจดุ มุ่งหมายในการสร้าง
ตวั อย่าง 3 กล่มุ ดงั น้ี 2. ศกึ ษาทฤษฎี นิยาม เอกสารและงาน
กลุ่ม 1 ใช้ในการทดลองใชค้ รง้ั ที่ 1 เพื่อ วจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ การ
พิจารณาผลการสร้างและตรวจสอบความยาก สร้างและการหาคุณภาพของแบบวัดการคิดอย่าง
อ�ำนาจจ�ำแนกและความเท่ียงของแบบวัดใน มีวิจารณญาณ
เบื้องต้น ค�ำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วย
โปรแกรม G*POWER ได้กลุ่มตัวอย่าง 111 คน
42 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
3. ก�ำหนดกรอบของการวัดและนิยาม เนอ้ื หา (Content validity) โดยผเู้ ชย่ี วชาญจำ� นวน
เชงิ ปฏิบัตกิ ารเก่ียวกับการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ 3 ท่าน ว่าข้อค�ำถามสามารถวัดได้ตรงตามนิยาม
4. สร้างตารางโครงสร้าง (Table of เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารทกี่ ำ� หนดไวห้ รอื ไม่ โดยคำ� นวณหาคา่
specification) ของแบบวัด และสร้างข้อค�ำถาม ดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC)
ตามนิยามเชิงปฏิบัติการและตารางโครงสร้างการ 7. นำ� แบบวัดไปทดลองใช้ครั้งท่ี 1 เพอ่ื
เขยี นขอ้ คำ� ถามไดแ้ สดงดังตวั อย่างตอ่ ไปน้ี หาข้อบกพร่องของข้อค�ำถาม ระยะเวลาท่ีเหมาะ
สถานการณ:์ ณ โรงเรยี นแหง่ หนง่ึ นกั เรยี น สมในการจัดท�ำแบบวัดและวิเคราะห์ความยาก
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3/5 ก�ำลังเลอื กตั้งหวั หน้าห้อง อ�ำนาจจ�ำแนกและความเที่ยงในเบื้องต้นแล้ว
โดยมผี สู้ มคั รรบั การเลอื กตง้ั 2 คน ดงั น้ี 1) ตม้ั เปน็ ปรบั ปรงุ ตดั ทง้ิ หรอื พฒั นาขอ้ คำ� ถามตามเหมาะสม
เด็กท่ีมีผลการเรียนปานกลาง ส่งงานท่ีครูมอบ 8. น�ำแบบวดั ไปทดลองใชค้ รั้งที่ 2 เพ่ือ
หมายครบและตรงเวลาทุกคร้ัง เม่ือมีเวลาว่างเขา ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดด้วยการวิเคราะห์
จะชอบชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื เสมอ 2) แตง๋ เปน็ เดก็ ทเี่ รยี น ความยาก อำ� นาจจำ� แนก ความเทยี่ ง ความตรงตาม
เก่งมาก มีความจ�ำเป็นเลิศ จะร่วมกิจกรรมของ สภาพและความตรงเชิงโครงสร้าง และน�ำผลการ
โรงเรยี นก็ตอ่ เมือ่ ไดร้ ับมอบหมายจากคุณครู วดั ไปปรบั ปรงุ ตดั ทง้ิ หรอื พฒั นาแบบวดั ใหด้ ยี ง่ิ ขนึ้
ข้อ 00. ถ้านักเรียนเป็นนักเรียนชั้น 9. น�ำแบบวัดไปเก็บข้อมูลจริงเพื่อ
มัธยมศึกษาปีที่ 3/5 นักเรียนจะเลือกใครเป็น วเิ คราะหค์ วามยาก อำ� นาจจำ� แนก ความเทย่ี งและ
หัวหน้าห้อง เพราะเหตใุ ด สร้างเกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่นจังหวัดสระบุรีใน
ก. ตม้ั เพราะ มีความรบั ผดิ ชอบและช่วย รปู คะแนนทปี กติ (Normalized T-Score)
เหลือผอู้ ืน่ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู วจิ ยั ดำ� เนนิ การเกบ็
ข. ตมั้ เพราะ มผี ลการเรียนทอี่ ยู่ในระดับ รวบรวมขอ้ มูลตามขน้ั ตอนดังนี้ 1) น�ำแบบวดั การ
ท่ีสามารถยอมรับได้ คิดอย่างมีวิจารณญาณที่ผ่านการหาค่าดัชนีความ
ค. แต๋ง เพราะ คนเรยี นเก่งยอ่ มท�ำงานท่ี สอดคลอ้ ง (IOC) และปรบั ปรงุ แก้ไขเรียบรอ้ ยแล้ว
ได้รบั มอบหมายออกมาไดด้ ี ขอรับพิจารณาจริยธรรมการวิจัย 2) ติดต่อขอ
ง. แตง๋ เพราะ สามารถเขา้ กบั เพอื่ นทกุ คน หนังสือจากฝ่ายบัณฑิต ศึกษาคณะศึกษาศาสตร์
ได้เปน็ อยา่ งดี มหาวทิ ยาลยั บรู พา เพอ่ื ขอความอนเุ คราะหใ์ นการ
5. การทบทวนและวิพากษ์ข้อค�ำถาม เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยต่อผู้อ�ำนวยการ
ของแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับ ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 4
อาจารยค์ วบคมุ วทิ ยานพิ นธแ์ ละปรบั แกข้ อ้ คำ� ถาม (สพม. 4) 3) ท�ำหนังสือถึงผู้บริหารโรงเรียนที่ใช้
ให้ครอบคลุมนิยามทก่ี �ำหนดไว้ เปน็ กลุ่มตัวอย่างเพ่ือขออนุญาตเก็บข้อมูลและนัด
6. ตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิง หมายก�ำหนดวันเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 43
4) นำ� แบบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณไปดำ� เนนิ 4. สรุปผลการวจิ ัย
การสอบกบั นกั เรียนทเ่ี ป็นกลมุ่ ตัวอย่าง และตรวจ
ให้คะแนน ในการสรุปผลการวิจัยครั้งน้ี แบ่งเป็น
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู มดี งั น้ี 1) การหาความ 3 ตอน โดยมีรายละเอยี ดดงั นี้
ตรงเชงิ เนอ้ื หา (Content Validity) ของขอ้ คำ� ถาม 1. ผลการสร้างแบบวัดการคิดอย่างมี
แต่ละข้อว่าสามารถวัดได้ตรงตามนิยามเชิงปฏิบัติ วิจารณญาณ มดี ังน้ี
การทกี่ ำ� หนดไวห้ รอื ไม่ โดยพิจารณาคา่ ดัชนีความ 1.1 แบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณ
สอดคลอ้ ง (IOC) 2) การหาความยาก (Difficulty) ญาณตามแนวคดิ ของฟาซโิ อเน่ (Facione) จำ� นวน
โดยพจิ ารณาจากสดั สว่ นของผตู้ อบขอ้ สอบขอ้ นนั้ ๆ 48 ข้อ เม่ือน�ำไปให้ผู้เช่ียวชาญจ�ำนวน 3 ท่าน
ถูกกับจ�ำนวนผู้ตอบข้อสอบทั้งหมด 3) การหา ตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาและปรับแก้ตามข้อ
อ�ำนาจจ�ำแนก (Discrimination) ของข้อค�ำถาม เสนอแนะ วเิ คราะหค์ า่ IOC รายขอ้ พบวา่ มคี า่ อยู่
รายข้อ โดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ต้ังแต่ 0.67 ถงึ 1.00
คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total 1.2 หาคุณภาพของแบบวัดใน
correlation) โดยใชส้ ตู ร Point-biserial correlation เบ้ืองต้นจากการทดลองใช้แบบวัดครั้งที่ 1 พบว่า
4) การหาความเทีย่ ง (Reliability) ของแบบวดั ทั้ง ข้อค�ำถามมีค่าความยากต้ังแต่ 0.34 ถึง 0.95
ฉบับด้วยการใช้สูตรของคูเดอร์และริชาร์ดสัน อ�ำนาจจำ� แนกมคี า่ ตั้งแต่ 0.12 ถึง 0.68 และความ
สูตรที่ 20 หรือ KR-20 5) การหาความตรงตาม เที่ยงเท่ากับ 0.90 ซึ่งผ่านเกณฑ์การพิจารณา
สภาพ (Concurrent Validity) ของแบบวัด จำ� นวน 45 ขอ้
โดยคำ� นวณคา่ สมั ประสทิ ธสิ์ หสมั พนั ธ์ (Correlation 2. ผลการตรวจสอบคณุ ภาพของแบบวดั
coefficient) ระหว่างคะแนนจากแบบวัดที่ผู้วิจัย การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณจากการทดลองใชค้ รง้ั ที่
สร้างขึ้นและคะแนนจากแบบวัดการคิดอย่างมี 2 พบวา่
วจิ ารณญาณสำ� หรบั นกั เรยี นชว่ งชนั้ ที่ 3 ของอรพณิ 2.1 ข้อค�ำถามมีค่าความยากตั้งแต่
พัฒนผล (Pattanaphon, 2008) 6) การหาความ 0.08 ถึง 0.80 คา่ อ�ำนาจจ�ำแนกตง้ั แต่ -0.11 ถึง
ตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ด้วยการ 0.73 และความเท่ียงเท่ากับ 0.94 ซ่ึงผ่านเกณฑ์
วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง การพจิ ารณาจำ� นวน 41 ข้อ
(Second-order confirmatory factor analysis) 2.2 การหาความตรงตามสภาพของ
7) การสร้างเกณฑ์ปกติ (Norm) ระดับท้องถ่ิน แบบวัด ด้วยการหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์
ดว้ ยการแปลงคะแนนดบิ ใหอ้ ยใู่ นรปู คะแนนทปี กติ ระหว่างคะแนนจากแบบวัดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและ
(Normalized T-score) คะแนนจากแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ส�ำหรับนักเรียนช่วงช้ันที่ 3 ของอรพิณ พัฒนผล
44 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
(Pattanaphon, 2008) มีค่าเท่ากับ 0.75 มีนัย x2 /df = 1.22 CFI = 1.00 GFI = 0.93 AGFI =
สำ� คัญทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .01 0.90 RMSEA = 0.02 และ RMR = 0.01 นำ�้ หนกั
2.3 ความตรงเชิงโครงสร้างด้วย องค์ประกอบมาตรฐานในแต่ละด้านเท่ากับ 0.99
การนำ� ขอ้ ค�ำถามจ�ำนวน 41 ข้อ ดว้ ยการวเิ คราะห์ เท่ากันทุกองค์ประกอบ อย่างมนี ยั ส�ำคญั ทางสถิติ
องคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยนั อนั ดบั สอง พบวา่ โมเดลการ ทร่ี ะดบั .05 และคา่ นำ�้ หนกั องคป์ ระกอบมาตรฐาน
วดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณมคี วามสอดคลอ้ งกบั ของข้อคำ� ถามมคี ่าระหวา่ ง 0.25 ถงึ 0.78 อยา่ งมี
ขอ้ มูลเชงิ ประจกั ษ์ มคี า่ x2 = 794.39 df = 651 นยั ส�ำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .05 แสดงไดด้ งั ภาพ
ภาพที่ 1 ผลการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบเชงิ ยืนยนั ของโมเดลการวัดการคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ
ปที ี่ 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 45
3. ผลการหาคุณภาพของแบบวัดและ ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่นท่ีใกล้เคียงหรือ
การสรา้ งเกณฑป์ กตริ ะดบั ทอ้ งถนิ่ จากการทดลอง แตกต่างกันออกไป
ใช้ครั้งท่ี 3 พบว่า 2. คุณภาพของแบบวัดการคิดอย่างมี
3.1 ข้อค�ำถามมีค่าความยากต้ังแต่ วิจารณญาณ สำ� หรบั นักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
0.30 ถงึ 0.80 อ�ำนาจจ�ำแนกมีคา่ ต้งั แต่ 0.21 ถึง ตามแนวคดิ ของฟาซิโอเน่ (Facione)
0.68 และความเที่ยงเท่ากบั 0.91 2.1 การหาความตรงเชิงเน้ือหา
3.2 เกณฑ์ปกติระดับท้องถ่ินของ เป็นการตรวจสอบเนื้อหาตามนิยามของทฤษฎีที่
แบบวดั การคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ คอื คะแนนตำ่� ศึกษาโดยค�ำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
กกาวร่าคTดิ 3อ5 ยหา่รงอื มคีวะจิ แานรนณดญบิ าณ0 ตถงึ�ำ่ ม1า4กคคะะแแนนนนมTีร3ะ5ดถบั ึง พบวา่ มคี า่ ตัง้ แต่ 0.67 ถงึ 1.00 ซง่ึ สอดคล้องกบั
T45 หรอื คะแนนดบิ 15 ถงึ 25 คะแนน มรี ะดบั การ พวงรตั น์ ทวีรัตน์ (Thaweerat, 1997) ท่กี ลา่ วว่า
คดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณตำ�่ คะแนน T46 ถงึ T55 หรอื คา่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ งทคี่ ำ� นวณไดม้ คี า่ ตงั้ แต่ 0.50
คะแนนดบิ 26 ถงึ 36 คะแนน มรี ะดบั การคดิ อยา่ ง ขนึ้ ไป ถอื วา่ ขอ้ รายการนน้ั เปน็ ตวั แทนลกั ษณะของ
มคะีวิจแานรนณดญบิ า3ณ7ปถางึ น3ก8ลคางะแคนะนแนมนรี ะTด5บั6 กถาึงรTค6ดิ 5อหยรา่ อืง พฤตกิ รรมนน้ั แสดงวา่ แบบวดั ทสี่ ร้างข้ึนสามารถ
มีวิจารณญาณสูง 4แ1ละคคะะแแนนนนมมรี าะกดกบั วก่าารTค6ดิ5 อหยรา่ ือง วัดไดต้ รงหรือสอดคล้องกับส่งิ ทวี่ ดั
คะแนนดบิ 39 ถงึ 2.2 การหาความยากและอ�ำนาจ
มีวจิ ารณญาณสูงมาก จ�ำแนก พบว่า มคี ่าความยากตง้ั แต่ 0.30 ถงึ 0.80
และค่าอ�ำนาจจ�ำแนกต้ังแต่ 0.21 ถึง 0.68
5. อภปิ รายผลการวจิ ยั สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของสรุ วาท ทองบุ (Thongbu,
2012) ที่ได้ก�ำหนดเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก
จากผลการวจิ ยั ในครง้ั น้ี สามารถอภปิ ราย ขอ้ สอบไวว้ า่ ขอ้ สอบทม่ี คี ณุ ภาพตอ้ งมคี า่ ความยาก
ผลตามวัตถุประสงคด์ งั นี้ ตัง้ แต่ 0.20 ถงึ 0.80 และมคี า่ อ�ำนาจจำ� แนกตัง้ แต่
1. การสรา้ งแบบวดั การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณ 0.20 ขึ้นไป ดังน้ันจึงมีข้อค�ำถามท่ีมีคุณภาพ
ญาณตามแนวคิดของฟาซิโอเน่ (Facione, 2015) จำ� นวน 41 ข้อ
ซึ่งในด้านการศึกษานั้นผู้วิจัยยังไม่พบรายงานการ 2.3 การหาความเที่ยงของแบบวัด
วิจัยที่มีการสร้างหรือพัฒนาแบบวัดการคิดอย่างมี พบวา่ ความเที่ยงทั้งฉบับของแบบวดั เทา่ กับ 0.91
วิจารณญาณโดยใช้แนวคิดนี้ และผู้วิจัยเห็นว่า สอดคลอ้ งกบั สวุ มิ ล ตริ กานนั ท์ (Tirakanan, 2007)
แนวคิดน้ีมีองค์ประกอบการคิดท่ีครอบคลุม ซงึ่ กลา่ ววา่ ความเทย่ี งของแบบวดั ทงั้ ฉบบั ของแบบ
มีการน�ำผลของกระบวนการคิดที่เกิดข้ึนแล้วมา วดั ทย่ี อมรบั ไดจ้ ะตอ้ งมคี า่ ไมต่ ำ�่ กวา่ .70 ซงึ่ จากผล
ตรวจสอบ ปรับปรงุ หรือพัฒนาให้ดีย่ิงขึ้น เพอื่ นำ� การวิจัยได้ค่าความเที่ยงทั้งฉบับอยู่ในเกณฑ์ท่ี
เหมาะสม
46 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
2.4 การหาความตรงตามสภาพของ การน�ำมาสร้างเกณฑ์ปกติ สอดคล้องกับอนันต์
แบบวัด พบว่า คา่ สมั ประสทิ ธส์ิ หสมั พนั ธ์ระหว่าง ศรโี สภา (Srisopa, 1981) ทกี่ ลา่ วถงึ ความจ�ำเปน็
คะแนนจากแบบวดั ทผี่ วู้ จิ ยั สรา้ งขนึ้ กบั แบบวดั การ ของการสร้างเกณฑ์ปกติ โดยแปลงคะแนนดิบให้
คดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณส�ำหรับนักเรยี นชว่ งชนั้ ที่ 3 เป็นคะแนนมาตรฐาน เพ่ือสามารถน�ำคะแนนมา
ของอรพณิ พฒั นผล เทา่ กบั 0.75 สอดคล้องกับ เปรียบเทียบกันได้ว่า คะแนนของบุคคลอยู่ใน
สมโภชน์ อเนกสุข (Arneksuk, 2016) ได้แสดง ต�ำแหน่งใดของกลุ่ม และสามารถอ้างอิงไปถึง
เกณฑ์ในการแปลความหมายค่าสัมประสิทธ์ิสห เกณฑป์ กตเิ ดยี วกนั หรอื ใกลเ้ คยี งกนั ไดส้ ำ� หรบั แบบ
สัมพันธว์ า่ คา่ สัมประสทิ ธิส์ หสัมพนั ธ์ระหวา่ ง 0.70 ทดสอบทต่ี า่ งกนั
ถึง 0.90 มคี วามสมั พันธท์ างบวกสงู แสดงวา่ แบบ
วัดสามารถวัดได้ตรงตามสภาพของความสามารถ 6. ข้อเสนอแนะ
ของผูต้ อบข้อสอบในระดับสูง
2.5 การหาความตรงเชิงโครงสร้าง 1. ข้อเสนอแนะการน�ำผลการวจิ ัยไปใช้
ดว้ ยการวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยนั อนั ดบั สอง 1.1 แบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณ
(Second-order confirmatory factor) พบว่า ญาณทพ่ี ัฒนาขึน้ เป็นแบบวดั ที่มคี ณุ ภาพและเปน็
โมเดลการวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณมีความ มาตรฐาน โรงเรยี นหรอื หนว่ ยงานทางการศกึ ษาใน
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า x2 = จังหวัดสระบุรี สามารถน�ำไปใช้ในการประเมิน
794.39 df = 651 x2 /df = 1.22 CFI = 1.00 GFI ระดับการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนได้
= 0.93 AGFI = 0.90 RMSEA = 0.02 และ RMR = 0.01 สำ� หรบั พ้นื ทีอ่ ืน่ ๆ ควรมกี ารหาคณุ ภาพของเครือ่ ง
สอดคลอ้ งกบั กลั ยา วานชิ ยบ์ ญั ชา (Wanitbancha, มอื วดั เพมิ่ เตมิ เพอื่ ใหม้ น่ั ใจไดว้ า่ ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการ
2013) ท่ีเสนอแนะให้พิจารณาค่าสถิติวัดระดับ ใช้แบบวัดจะมีความน่าเชื่อถือและเหมาะสมกับ
ความกลมกลนื ตา่ งๆ ประกอบกนั เชน่ ไมค่ วรมนี ยั นักเรยี นในพ้นื ท่ีนัน้ ๆ
ส�ำคัญ ควรมีค่าน้อยกว่าสอง CFI, GFI, AGFI 1.2 เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีตรงตามความ
ท่ียอมรับได้ควรมีค่าตั้งแต่ 0.90 ขึ้นไป RMSEA จรงิ มากข้ึนสามารถใช้แบบวดั ท่พี ัฒนาขน้ึ ร่วมกับ
มคี า่ นอ้ ยกวา่ หรอื เทา่ กบั 0.05 และ RMR ควรมคี า่ การสังเกต และการสัมภาษณ์ และสามารถน�ำ
ไมเ่ กิน 0.05 แสดงใหเ้ หน็ ว่าแบบวดั ท่พี ฒั นาข้ึนมี ข้อมูลที่ได้มาประกอบการด�ำเนินการหาแนวทาง
ความตรงเชงิ โครงสรา้ ง ในการปรับปรุง แก้ไข หรือพัฒนาการคิดอย่างมี
2.6 การสร้างเกณฑ์ปกติ (Norm) วิจารณญาณของนกั เรียน
ระดับท้องถิ่น พบว่า มีคะแนนดิบต้ังแต่ 7-41 2. ขอ้ เสนอแนะในการท�ำวจิ ัยครัง้ ตอ่ ไป
คะแนน คะแนนทีปกติต้ังแต่ T19-T81 ซึ่งแสดงให้ 2.1 ควรมกี ารพฒั นาแบบวดั การคดิ
เหน็ วา่ คะแนนมลี กั ษณะการแจกแจงทเ่ี หมาะสมใน อย่างมีวิจารณญาณในระดับการศึกษาอืน่ ๆ
2.2 ควรมีการน�ำแบบวัดการคิด
ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 47
อย่างมีวิจารณญาณที่พัฒนาข้ึน ไปเก็บรวบรวม อย่างมีวิจารณญาณ ส่ิงส�ำคัญเกี่ยวกับการพัฒนา
ข้อมูลเพ่ือสร้างเป็นเกณฑ์ปกติ (norm) ในระดับ แบบวัด คือ ต้องสร้างแบบวัดให้ได้มาตรฐาน
ภาคหรือระดับประเทศ เพ่ือท่ีจะท�ำให้แบบวัด มีคุณภาพในด้านต่างๆ เช่น ความเป็นปรนัยของ
สามารถแปลความหมายการคิดอย่างมีวิจารณ ขอ้ ค�ำถาม ความตรง ความเทีย่ ง เป็นต้น ใหอ้ ย่ใู น
ญาณได้อยา่ งกวา้ งขวางมากยิง่ ขนึ้ เกณฑ์ท่ีเหมาะสมเพ่ือจะสามารถน�ำแบบวัดไปใช้
จ�ำแนกระดับการคิดอย่างมีวิจารณญาณของ
7. องคค์ วามรูท้ ี่ไดร้ บั นักเรียนให้ได้ใกล้เคียงความจริงมากท่ีสุด และน�ำ
ผลการวัดทีไ่ ด้ไปใชอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ
จากการศึกษาการพัฒนาแบบวัดการคิด
References
Arneksuk, S. (2016). Statistical methods in research. Chonburi : Burapha University.
Facione, P. A. (2015). Critical Thinking: What It Is and Why It Counts. http://www.insigh
tassessment.com (Accessed 5 February 2018).
Pattanaphon, A. (2008). A construction of critical thinking test for the third Level students
in secondary school, Nakhonsawan educational service Area office 1. Bangkok :
Srinakharinwirot University.
Sariwat, L. (2006). The thinking. Bangkok : O.S. printing house.
Srisopa, A. (1981). Educational measurement and evaluation. Bangkok : Thai Wattana
Panich.
Thaweerat, P. (1997). Research methods for the Behavioraland social sciences. Bangkok
: Srinakharinwirot University.
Thongbu, S. (2012). Educational research. Mahasarakham : Arpichat printing.
Tirakanan, S. (2007). A construction of variables measure toolfor social science research:
guidelines for action. Bangkok : Chulalongkorn University printing.
Wanitbancha, K. (2013). Structural Equation Modeling (SEM) by AMOS. Bangkok : Samlada
partnership limited.
Wattson, G. and Glaser, E. M. (1964). Wattson Glaser Critical Thinking Appraisal Manual.
New York : Harcourt, Brace and World.
Wiratchai, N. (1999). LISREL Model: Statistical analysis for research. Bangkok : Chulalongkorn
University printing.
การจดั การพุทธศาสนสถานให้เป็นแหลง่ ท่องเทยี่ วในจังหวัดเลย*
The Management of Religious Sites as the Tourist
Attractions in Loei Province
พระราชปรชี ามนุ ี, พระครสู ุธีคัมภรี ญาณ และพระมหามิตร ฐติ ปญฺโญ
Phrarach Preechamunee, Prakhru Sudhikambhirayan and Phramaha Mit Thitapanyo
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
การวจิ ยั ครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) พฒั นาการพทุ ธศาสนสถานในจงั หวดั เลย 2) แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
พุทธศาสนสถานในจังหวัดเลย 3) การจัดการพุทธศาสนสถานให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเลย
มีวิธดี ำ� เนินการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ โดยได้เก็บข้อมลู จากผใู้ ห้ข้อมูลส�ำคัญ จ�ำนวน 25 รปู /คน เคร่อื งมือที่ใช้
ในการวจิ ยั ครง้ั นค้ี อื การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ ทใ่ี ชส้ ำ� หรบั พระภกิ ษสุ งฆ์ เจา้ หนา้ ทว่ี ฒั นธรรมประจำ� อำ� เภอและ
เจา้ หนา้ ทเ่ี ทศบาลประจำ� ตำ� บล และแบบสนทนากลมุ่ ทใ่ี ชส้ ำ� หรบั ผนู้ ำ� ชมุ ชนและบคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ งในพน้ื ที่
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. พัฒนาการพุทธศาสนสถานในจังหวัดเลย พบว่า พัฒนาการพุทธศาสนสถานในจังหวัดเลย
มีการส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม คุณค่าที่มีอยู่ในงาน
สถาปัตยกรรม เป็นคติความเช่ือของคนในชุมชน พัฒนาการพุทธศาสนสถานในจังหวัดเลยจึงเป็นการ
พัฒนาการจากค่านิยม ความเช่ือเป็นแนวทางแห่งปฏิบัติในส่ิงท่ีเหมาะสมหรืออยู่ในกฎกติกาของสังคม
การสรา้ งแนวทางการเรียนรู้นนั้ มักจะสรา้ งผา่ นภูมปิ ญั ญาท้องถ่นิ
2. แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วพุทธศาสนสถานในจงั หวดั เลย พบว่า พุทธศาสนสถานทเี่ ป็นแหล่งทอ่ งเทยี่ ว
ในจงั หวัดเลยมีความโดนเดน่ หลายด้าน เช่น ด้านจติ รกรรม ดา้ นประตมิ ากรรม และด้านสถาปตั ยกรรม
ซ่งึ เปน็ พุทธศาสนสถานท่ที �ำใหน้ กั ทอ่ งเที่ยวเดนิ ทางมาเท่ียวชมเปน็ จำ� นวนมากในแต่ละปี
3. การจดั การพทุ ธศาสนสถานใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วในจงั หวดั เลย พบวา่ การจดั การพทุ ธศาสน
สถานให้เปน็ แหล่งท่องเท่ยี ว มรี ะบบบรหิ ารท่มี คี วามสอดคล้องกับความต้องการและความปลอดภัยของ
* ได้รบั บทความ: 9 พฤษภาคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 23 พฤศจกิ ายน 2563; ตอบรับตีพมิ พ:์ 26 พฤศจกิ ายน 2563
Received: May 9, 2019; Revised: November 23, 2020; Accepted: November 26, 2020
50 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
นกั ท่องเท่ยี ว มีเว็บไซน์ แผน่ พบั ออนไลน์ เฟซบคุ และการสร้างกิจกรรมใหม่ๆ เพ่ือใหเ้ กิดแรงจูงใจกบั
นักท่องเที่ยวในสถานท่ีน้ันๆ จงึ ตอ้ งมีการจดั เตรยี มพุทธศาสนสถานใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว ก็จะสามารถ
สรา้ งรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี
ค�ำสำ� คญั : การจดั การพุทธศาสนสถาน; แหลง่ ท่องเท่ยี ว
Abstract
The aims of this research were: 1) the development of the Buddhist sites in Loei
province; 2) the Buddhist tourist attractions sites in Loei province; 3) the management of
the Buddhist sites as the tourist attractions in Loei province. This study employed the
qualitative method research by collecting the data from 25 key informants. The tools
used in this study was the in-depth interviews used to ask the monks, district culture
officers and municipality officers of the sub-districts, the group dynamic was used to
collect the data from the community leaders and relevant persons.
The research results were as follows:
1. The development of religious places in Loei province, there is promotion of
learning in painting, sculpture and architecture, values in architecture which is the belief
of the people in the community. The development of the religious sites in Loei province
therefore is a development from values and belief as the way to right practice or to be
in the rules of society that creates a learning approach through local wisdom.
2. The Buddhist sites that are tourist attractions in Loei province have many
outstanding aspects in terms of Buddhist painting, sculpture and architecture that makes
a large number of tourists come to visit each year.
3. The religious site management as a tourist attraction, there is a need for having
a mechanism and a management system that is consistent with the needs and safety of
travelers. There is a website, an online brochure, Facebook and creation of new activities
to create the incentives to tourists in the sites. Therefore, creating religious sites to be a
tourist attraction will create income for the community.
Keywords: Management of Religious Sites; Tourist Attractions
ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 51
1. บทน�ำ ดา้ นขนส่ง โบราณคดี พิพิธภัณฑ์ ศลิ ปะที่มองเหน็
สัมผัสได้และผลผลิตต่างๆ ทางวัฒนธรรมได้เป็น
ความเป็นมาของพุทธศาสนสถานมีความ อยา่ งดี การทอ่ งเทยี่ วในพทุ ธศาสนสถานนนั้ ถา้ เรา
เป็นมาอย่างยาวนาน ในคร้ังสมัยพุทธกาลมีหลัก ขาดการจดั การทด่ี ี ยอ่ มจะเกดิ ผลเสยี มากกวา่ ผลดี
ฐานอธบิ ายเนอ้ื ความไวว้ า่ สมยั นนั้ พระผมู้ พี ระภาค เพราะการท่องเท่ียวนั้นจะมีกลุ่มมวลชน ไม่ว่าจะ
พทุ ธเจา้ ประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั อารามของอนาถ เปน็ คนในประเทศและตา่ งประเทศ เขา้ มาอยรู่ วมกนั
บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งน้ัน ท่านพระ ปัญหาต่างๆ ย่อมเกิดข้ึน เช่น ปัญหาด้านสังคม
อทุ ายอี ยใู่ นป่า วิหารของท่านสวยงาม น่าดู นา่ ชม ปัญหาดา้ นสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เหล่านี้ ถ้ามีระบบ
หอ้ งกลางมรี ะเบยี งรอบดา้ น จดั เตยี ง ตงั่ ฟกู หมอน การจดั การทดี่ ี ยอ่ มจะเกดิ ผลดตี อ่ พทุ ธศาสนสถาน
ไว้เรียบร้อย ตั้งน�้ำ ฉันน้�ำใช้ไว้พร้อมบริเวณวิหาร ผลกระทบต่อพุทธศาสนสถาน มีสาเหตุ
เตียนสะอาด ชาวบ้านจ�ำนวนมากพากันมาชม จากการท�ำการท่องเท่ียว โดยชุมชนซึ่งทุกอย่างที่
วิหารของท่าน พราหมณ์คนหนึ่งกับภรรยาเข้าไป ได้ด�ำเนินการไป ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
หาทา่ นพระอทุ ายถี งึ ทอี่ ยกู่ ราบเรยี นวา่ พวกขา้ พเจา้ สงั คม วฒั นธรรมและเศรษฐกจิ โดยรอบ ผลกระทบ
อยากชมวิหารของพระคุณเจ้า ท่านพระอุทายี ด้านบวก ก็จะส่งผลให้ชุมชนมีจิตส�ำนึก เกิดการ
ตอบวา่ “พราหมณ์ ถา้ เชน่ นน้ั เชญิ ชมเถดิ ” แลว้ ถอื พัฒนาตนเอง พึ่งพาตนเอง คิดเป็นและท�ำเป็น
ลูกกุญแจไขลิ่มผลักบานประตูเข้าไปยังวิหาร มีความพยายามในการเรียนรู้พัฒนา เกิดรายได้
พราหมณ์เดินตามหลังท่านพระอุทายีเข้าไป เพิ่มข้ึน มีการรวมตัวกัน สร้างความเข้มแข็งใน
(Mahachulalongkornrajavidyalaya, 1996) ชุมชน น�ำไปสู่การพัฒนาตามความคาดหวังและ
ดงั นนั้ จงึ เหน็ ไดว้ า่ พทุ ธศาสนสถานเปน็ ทรพั ยากร ความพยายามทจี่ ะดำ� เนนิ การ เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ตามหลกั
การท่องเที่ยวท่ีส�ำคัญ ในพุทธศาสนสถานจึงเป็น การในการจดั การแหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว เพอ่ื สง่ เสรมิ และ
แหล่งจูงใจและเป็นทัศนูปกรณ์ในการสอนธรรมะ อนรุ กั ษแ์ หลง่ ทอ่ งเทย่ี ว หากมกี ารตอบสนองความ
ได้อย่างยอดเย่ียม การจัดการเพ่ืออนุรักษ์ไว้นั้น ต้องการของนักท่องเท่ียวมากเกินไป ในส่วนการ
จึงมีคุณค่าทางการด�ำรงพระพุทธศาสนาไว้และยัง ตลาดน้ันแต่ละชุมชน จะต้องให้ข้อมูลแนะน�ำ
เป็นแหล่งทรัพยากรการท่องเที่ยวท่ีสามารถท�ำให้ ชุมชนตนเองและชุมชนอื่นท่ีถูกต้องและน่าสนใจ
เศรษฐกิจโดยรวมของชาติดีขึ้นได้อีกทางหน่ึง แก่นักท่องเที่ยว และที่น่าภูมิใจส�ำหรับชุมชน คือ
อกี ดว้ ย การรกั ษแ์ ละหวงแหนทรพั ยากรธรรมชาติ วฒั นธรรม
การจดั การดา้ นแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทางศาสนา ประเพณี ภูมิปัญญาบรรพบุรุษท่ีสืบต่อกันมา
และมรดกวัฒนธรรม จึงเป็นเรื่องท่ีมีหลักประสม แต่ชุมชนไม่ได้ละทิ้งพื้นฐานเดิม หรือปรับเปล่ียน
ประสานกันหลายรูปแบบ รวมท้ังการบริหารทาง วิถีชีวิตไปตามกระแสวัฒนธรรม และไม่ได้มุ่งหวัง
ธุรกิจ การจัดการรักษาพุทธศาสนสถาน ซ่ึงเป็น รายได้จากการท่องเที่ยวท่ีจะได้ให้เป็นรายได้หลัก
มรดก การทอ่ งเท่ียวทางวัฒนธรรม อุตสาหกรรม
52 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ของชมุ ชน โดยละทงิ้ อาชพี ดง้ั เดมิ ทจ่ี ะเปน็ การทจ่ี ะ ยาวนาน วิธีการจัดการพุทธศาสนสถานให้เป็น
ปรบั ตวั เพอื่ รองรบั กระแสการทอ่ งเทย่ี วทเี่ ขา้ ไปใน แหล่งท่องเทยี่ ว เพือ่ เปน็ การพัฒนาที่สมบรู ณ์แบบ
ชมุ ชน (Tongma, 2014 : 17-22) และเป็นขอ้ มูลสารสนเทศแก่ผสู้ นใจต่อไป
จากปัญหาท่ีเป็นผลกระทบจากการ
ท่องเที่ยวที่กล่าวมาแล้วน้ัน จึงจ�ำเป็นต้องน�ำผล 2. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั
กระทบเหล่านั้นมาสู่การวิจัย เพ่ือหาค�ำตอบและ
คน้ หาสาเหตขุ องปญั หาทเี่ กดิ ขนึ้ ของการทอ่ งเทยี่ ว 1. เพอ่ื ศกึ ษาพฒั นาการพทุ ธศาสนสถาน
ท่ีมีท้ังคุณและโทษต่อชุมชน จากนักท่องเท่ียวได้ ในจังหวัดเลย
เดินทางเขา้ ไปยงั แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว ซ่งึ เปรยี บเสมอื น 2. เพื่อศึกษาแหล่งท่องเท่ียวพุทธศาสน
แหล่งผลิตสินค้าและบริการ ตามปกติสินค้าและ สถานในจังหวดั เลย
บริการมักจะถูกส่งไปยังผู้บริโภค โดยผู้บริโภค 3. เพอื่ ศกึ ษาการจดั การพทุ ธศาสนสถาน
ไม่มีโอกาสได้พบเห็น หรือรู้จักกับผู้ผลิตสินค้า ใหเ้ ปน็ แหลง่ ท่องเท่ียวในจังหวัดเลย
และบรกิ ารไดเ้ ลยแตส่ ำ� หรบั การทอ่ งเทยี่ วน้ี ถอื เปน็
สว่ นหนง่ึ ทน่ี ำ� ไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลงทางดา้ นเศรษฐกจิ 3. วธิ ีด�ำเนินการวจิ ยั
สงั คม วฒั นธรรม การเมอื ง การปกครองและสง่ิ แวดลอ้ ม
ซ่ึงผลกระทบท่ีเกิดขึ้นจากการท่องเท่ียวน้ัน การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
มีท้ังผลกระทบด้านบวกและผลกระทบด้านลบ ผวู้ จิ ยั ไดก้ �ำหนดขอบเขตในการวจิ ัยไวด้ ังน้ี
นักวิชาการส่วนใหญ่มักจ�ำแนกผลกระทบจากการ 1. ขอบเขตดา้ นเอกสาร ดงั นี้ 1) ขอ้ มูล
ท่องเท่ียวออกเป็น 4 ด้านคือ ด้านสิ่งแวดล้อม ขนั้ ปฐมภมู ิ (Primary Sources) ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษา
ด้านสงั คม ด้านเศรษฐกจิ และวัฒนธรรม พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราช
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะท�ำวิจัย วิทยาลัย พุทธศักราช 2539 และข้อมูลเก่ียวกับ
เรอ่ื ง การจดั การพทุ ธศาสนสถานใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ ง แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเชงิ พทุ ธ เชน่ ทางอนิ เตอรเ์ นต็ แหลง่
เทยี่ วในจงั หวดั เลย เพอ่ื ศกึ ษาพฒั นาการพทุ ธศาสน ทอ่ งเทย่ี วสำ� คญั ของจงั หวดั เลย และขอ้ มลู จากแบบ
สถาน แหล่งท่องเที่ยวพุทธศาสนสถานและการ สัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในจังหวัด
จัดการพุทธศาสนสถาน เพ่ือจัดการให้เป็นแหล่ง เลย และ 2) ขอ้ มลู ขนั้ ทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary Sources)
ท่องเที่ยว เพราะจังหวัดเลยมีแหล่งท่องเที่ยว ทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎเี อกสารตำ� รา หนงั สอื
มากมายทเี่ ปน็ ทรพั ยากรทเี่ ปน็ มรดกทางธรรมชาติ บทความทางวชิ าการและงานวิจยั ทเี่ กีย่ วขอ้ ง
และวัฒนธรรมประเพณีที่ได้รับการสนับสนุนและ 2. ขอบเขตด้านเน้ือหา ผู้วิจัยมุ่งศึกษา
สง่ เสรมิ จากรัฐบาล โดยเฉพาะการทอ่ งเทยี่ วทเี่ ปน็ พัฒนาการพุทธศาสนสถานและการจัดการพุทธ
มรดกทางวัฒนธรรมคู่กับจังหวัดเลยมาเป็นเวลา ศาสนสถานให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเลย
จำ� นวน 3 วดั ประกอบดว้ ย วดั ศรคี ณุ เมอื ง พระธาตุ
ศรีสองรัก และวดั เนรมิตวิปัสสนา
ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 53
3. ขอบเขตด้านพ้ืนท่ี ท�ำการศึกษาวิจัย ให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวในจังหวัดเลย ได้ก�ำหนด
ถงึ พฒั นาการของพทุ ธศาสนสถาน การศกึ ษาแหลง่ พื้นที่ดังนี้ คือ วัดศรีคุณเมือง พระธาตุศรีสองรัก
ท่องเท่ียวและการจดั การพุทธศาสนสถาน เพ่อื หา และวดั เนรมติ วปิ สั สนา ซง่ึ อยใู่ นเขตของสองอำ� เภอ
แนวทางพัฒนาพุทธศาสนสถานให้เป็นท่องเที่ยว กลา่ วคอื พระธาตศุ รสี องรกั และวดั เนรมติ วปิ สั สนา
ในจงั หวดั เลย ผวู้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษาขอ้ มลู เบอื้ งตน้ เกย่ี วกบั อยู่ในเขตอ�ำเภอด่านซ้ายและวัดคุณเมืองอยู่ใน
บริบทชุมชนและได้สัมภาษณ์ผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง อ�ำเภอเชยี งคาน ดงั ตอ่ ไปนี้
บางสว่ น กลา่ วไดว้ ่า ชุมชนทีผ่ ู้วิจยั เลอื กนี้ จะเปน็ 1. จงั หวดั เลยมอี ารยธรรมดา้ นประวตั ศิ าสตร์
ตวั แทนที่ดขี องชมุ ชนอนื่ ๆ ในจงั หวัดเลย ซง่ึ จะได้ โบราณคดี วฒั นธรรม ศลิ ปกรรมสถาปตั ยกรรมอนั
ข้อมูลที่เป็นแนวทางในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อย่างยาวนาน พัฒนาการพุทธศาสนสถานใน
อ่ืนได้เป็นอย่างดีและสถานที่ท่ีผู้วิจัยได้เลือกน้ี จงั หวดั เลย มีการเริม่ ต้นจากการเปลย่ี นแปลงทาง
มีจ�ำนวน 3 วัด ประกอบด้วย วัดศรีคุณเมือง สงั คม การปกครองและความนยิ มของคนในแตล่ ะยคุ
พระธาตศุ รสี องรัก และวัดเนรมิตวปิ ัสสนา แต่ละสมัย ท่ีเข้ามาอยู่และปกครอง การส่งเสริม
4. ขอบเขตดา้ นกลมุ่ เปา้ หมายผใู้ หข้ อ้ มลู การเรียนรู้ในด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและ
ส�ำคัญ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลท่ีส�ำคัญในการวิจัยเรื่อง สถาปตั ยกรรม คณุ คา่ ทม่ี อี ยใู่ นงานสถาปตั ยกรรมๆ
การจดั การพทุ ธศาสนสถานใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว ส่วนมากจะกล่าวถึงวรรณกรรมทางประวัติใน
ในจังหวัดเลย ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญ ทอ้ งถน่ิ และเร่อื งราวของพุทธศาสนา เชน่ ทศชาติ
โดยพิจารณาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีส่วน (พระเวสสันดรชาดก) ซ่ึงเป็นคติความเช่ือของคน
ในการจัดการท่องเท่ียวในจังหวัดเลย เพื่อท�ำการ ในชมุ ชน พฒั นาการพทุ ธศาสนสถานในจงั หวดั เลย
สมั ภาษณข์ อ้ มลู แบบเชงิ ลกึ กจ็ ะไดข้ อ้ มลู ทเี่ ปน็ จรงิ จึงเป็นการพัฒนาจากค่านิยม ความเชื่อเป็น
และเป็นประโยชน์เก้ือกูลต่อการวิจัยครั้งนี้ แนวทางแห่งปฏิบัติในส่ิงเหมาะสม หรืออยู่ในกฎ
ซงึ่ ประกอบดว้ ย 1) พระภกิ ษสุ งฆใ์ นชมุ ชน จำ� นวน กติกาของสังคม การสร้างแนวทางการเรียนรู้น้ัน
3 รูป 2) เจ้าหน้าท่ีองค์การบริหารส่วนท้องถ่ิน มักจะสร้างผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสะท้อนถึง
จ�ำนวน 3 คน 3) เจ้าหน้าที่วัฒนธรรม จ�ำนวน ความส�ำคัญของชุมชนและความเช่ือของคนใน
3 คน 4) ผู้น�ำชุมชน จ�ำนวน 3 คน 5) ปราชญ์ ทอ้ งถิ่น
ชาวบา้ น จำ� นวน 3 คน 6) ประชาชนทวั่ ไป จำ� นวน 1.1 วดั ศรคี ณุ เมอื ง: แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
10 คน รวมทั้งหมดจ�ำนวน 25 รูป/คน - จัดเวทีพบปะพูดคุยและ
ประชมุ ผมู้ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งและผสู้ นใจ วเิ คราะหผ์ ลดี
4. สรุปผลการวิจัย ผลเสียของการจัดการท่องเที่ยวต่อท้องถ่ินและ
ชุมชนให้ความรู้แก่ชุมชนถึงกระบวนการจัดการ
จากการลงพ้ืนที่สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ การท่องเท่ียวท่ีอนุรักษ์ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ข้อมูลส�ำคัญ เกี่ยวกับการจัดการพุทธศาสนสถาน
54 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
โดยการจดั อบรม ประชมุ เชงิ ปฏิบัติการและศึกษา จดั การทอ่ งเทย่ี วและองคป์ ระกอบตา่ งๆ มบี คุ ลากร
ดูงาน ประจำ� พาหนะมคี วามรู้ ทกั ษะทสี่ ามารถสอ่ื สารกบั
- จัดกิจกรรม สนับสนุนและ นักท่องเท่ียวได้ดีมีการก�ำหนดเส้นทางท่องเท่ียว
ส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศสร้างความเข้มแข็ง ภายในพนื้ ทโ่ี ดยเชอื่ มโยงแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทนี่ า่ สนใจ
ในการท�ำงานร่วมกันซึ่งด�ำเนินการได้ในลักษณะ เข้าด้วยกันมีการจัดท�ำสื่อส่ิงพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ
ต่างๆ คือ ใช้ส่ือช่วยในการเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อแนะนำ� สถานที่ทอ่ งเทีย่ วในทอ้ งถ่ิน
ระหว่างกนั ใชก้ ระบวนการกจิ กรรมกลมุ่ 1.3 วดั เนรมติ วปิ สั สนา: แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว
- จดั อาสาสมคั ร ปลกู ฝงั เยาวชน - ประชาสัมพันธ์แนะน�ำแหล่ง
ใหม้ สี ว่ นรว่ มในการพทิ กั ษท์ รพั ยากรแหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว ท่องเท่ียว และงานเทศกาลประเพณี เช่น ลอย
กำ� หนดเปา้ หมาย วางแผนการทำ� งานและกจิ กรรม กระทง สงกรานต์การวางแผนและการปฏิบัติงาน
ตา่ งๆ ร่วมกัน อยา่ งเป็นระบบ มีการวางแผนในการทำ� การตลาด
- จัดรูปแบบองค์กร ก�ำหนด ทางออนไลน์
บทบาทหน้าท่ี ความรับผิดชอบและการจัดสรร - เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การ
ส่งเสริมให้มีการเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวทางวิทยุ ทอ่ งเทย่ี วผา่ นชอ่ งทางตา่ งๆ ใหม้ ากขนึ้ จดั กจิ กรรม
กระจายเสียงและหรือวิทยุโทรทัศน์ส่งเสริมให้มี เพื่อสร้างการรับรู้การท่องเที่ยวในเมืองมรดกโลก
การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายกับหน่วยงาน เช่น กจิ กรรมทัศนะศกึ ษาและสำ� หรับสอ่ื มวลชน
ภาครัฐและเอกชน 1.4 พระธาตุศรีสองรัก: การจัดการ
1.2 พระธาตศุ รสี องรกั : แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว - มเี สน้ ทางเขา้ สแู่ หลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
- มกี ารจดั ทำ� เวบ็ ไซตเ์ พอ่ื แนะนำ� โดยมีป้ายบอกทาง หรือแนะน�ำแหล่งท่องเที่ยว
สถานท่ีท่องเท่ียวในท้องถิ่นเสริมสร้างเครือข่าย มาตรฐานสากลมีสิ่งอ�ำนวยความสะดวกในแหล่ง
ความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองท้องถ่ินกับ ท่องเท่ียวมีห้องน้�ำสาธารณะที่ถูกสุขลักษณะและ
หน่วยงานภายนอก ถงั ขยะอย่างเพยี งพอ
- สำ� รวจขอ้ มลู ทรพั ยากรแหลง่ - มที พี่ กั ผอ่ นสำ� หรบั นกั ทอ่ งเทยี่ ว
ท่องเที่ยวก�ำหนดพ้ืนท่ีและกลุ่มเป้าหมายประชา ใหม้ รี ะบบไฟฟา้ แสงสวา่ งในจดุ ตา่ งๆ อยา่ งเหมาะสม
สัมพนั ธ์ จดั หานักท่องเที่ยวและวางแผนการตลาด ตามสภาพพื้นที่มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวหรือ
พัฒนามัคคุเทศก์ ผู้ประสานงานและบุคลากร สนบั สนนุ ใหม้ สี ำ� นกั งานทท่ี ำ� การของแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
เตรยี มความพรอ้ ม และปฏบิ ตั กิ ารโครงการนำ� รอ่ ง 1.5 วดั เนรมิตวิปัสสนา: การจดั การ
สรุปและประเมนิ ผลหลังเสร็จสน้ิ กจิ กรรมนำ� รอ่ ง - มีการปรับภูมิทัศน์ภายใน
- พัฒนา เพ่ือการปรับปรุง สถานทที่ อ่ งเทยี่ วและมลี านทำ� กจิ กรรมมกี ารจดั ซมุ้
กระบวนการ โดยการวเิ คราะหก์ ระบวนการในการ ทางเข้าท่ีสวยงามและเหมาะสมมีผู้รับผิดชอบใน
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 55
การจดั เกบ็ ขยะและสง่ิ ปฏกิ ลู ตา่ งๆ โดยจดั เจา้ หนา้ ท่ี พัฒนาการพุทธศาสนสถานในจังหวัดเลย พบว่า
รับผิดชอบในการดูแลรักษามิให้แหล่งท่องเท่ียว พทุ ธศาสนสถานมคี วามสำ� คญั ในฐานะเปน็ หลกั ฐาน
เส่ือมโทรม ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและศาสนายังเป็น
- มีการส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามา ทรัพยากรการท่องเท่ียวประเภทศิลปวัฒนธรรม
มสี ว่ นรว่ มในการรบั ผดิ ชอบดแู ลรกั ษาแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว และประเพณี เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวท่ีมี
ของชุมชนมีการดูแลด้านความปลอดภัยให้แก่ คุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม
นักท่องเท่ียวตลอดจนความพร้อมด้านการปฐม ประเพณที มี่ เี อกลกั ษณ์ ซง่ึ ถา่ ยทอดกนั มาจากอดตี
พยาบาลเบื้องตน้ แก่นักทอ่ งเที่ยว จนถงึ ปจั จบุ ัน
- มีเครื่องมือสื่อสารให้กับเจ้า ประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนสถานใน
หน้าท่ี เมื่อเกิดเหตุร้ายหรือกรณีนักท่องเท่ียวเจ็บ จงั หวดั เลย จงึ มกี ารพฒั นาการในการเชงิ บรู ณาการ
ป่วยมีการท�ำป้ายประกาศเตือนจุดที่อาจเกิด หรอื การปรบั เปลยี่ นใหเ้ ขา้ กนั กบั ยคุ ของตน แนวคดิ
อนั ตรายและจดั ทำ� รวั้ หรอื อปุ กรณป์ อ้ งกนั อนั ตราย ดงั กลา่ วมคี วามสอดคลอ้ งกบั หลกั การของพระปลดั
- มเี อกสาร แผน่ พบั ขอ้ มลู ดา้ น บุญเลิศ กตปุญฺโญ (สุทธิมาลย์) (Phrapalad
การท่องเที่ยวเพื่อบริการแก่นักท่องเที่ยววิถีชีวิต Boonleard Katapuñño (Suttimal), 2017)
ของคนในชมุ ชนมกี ารบรู ณาการกบั วถิ ชี วี ติ สมยั ใหม่ ไดท้ ำ� วจิ ยั เรอ่ื ง การจดั การทอ่ งเทย่ี วเชงิ พทุ ธ: กรณี
มากขนึ้ เศรษฐกิจชมุ ชนดขี น้ึ ศึกษาวัดใหญ่ บางปลากด กล่าวไว้ว่า พระพุทธ
การจัดการการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัด ศาสนาได้มีบทบาทอันส�ำคัญย่ิงต่อสังคมไทยมา
มีการจัดการ คือ การกระท�ำหรือปฏิบัติอย่างมี นานนับพันปี เพราะวัดเป็นศูนย์กลางของสังคม
เปา้ หมาย เพอื่ ใหส้ อดคลอ้ งกบั หลกั การทฤษฎแี ละ และพระสงฆ์ซ่ึงเป็นตัวแทนของวัด เป็นผู้น�ำจิตใจ
แนวคิดทีเ่ หมาะสม โดยคำ� นงึ ถึงสภาพแทจ้ รงิ รวม ของประชาชน เป็นศูนย์รวมแห่งความเช่ือถือการ
ทั้งข้อจ�ำกัดต่างๆ ทางสังคมและสภาพแวดล้อม ร่วมมือกัน เป็นท่ีประกอบพิธีกรรม เป็นเบ้าหล่อ
การก�ำหนดแนวทางมาตรการและแผนปฏิบัติการ หลอมวิถีชีวิตชาวพุทธไทย วัดเป็นแหล่งรวมของ
ทด่ี ตี อ้ งคำ� นงึ ถงึ กรอบความคดิ ทกี่ ำ� หนดไว้ โดยการ ศิลปกรรมอันล้�ำค่า ทั้งด้านสถาปัตยกรรม
ร่วมมือกันท�ำ มิใช่เป็นความสามารถของบุคคลใด ประติมากรรมและจิตรกรรมที่ศิลปินได้ถ่ายทอด
บคุ คลหนึ่ง เพียงบคุ คลเดยี วเทา่ น้ัน ลักษณะเด่นของค�ำสอนทางพระพุทธศาสนาออก
มาในงานศิลปะอย่างกลมกลืนน่าชื่นชม เป็นพุทธ
5. อภิปรายผลการวิจยั ศิลป์ที่ให้คุณค่าทั้งด้านความงามและท้ังเป็นส่ือให้
คนได้เข้าถึงธรรมปฏิบัติ ซึ่งช่วยกล่อมเกลาจิตใจ
จากการศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการพุทธ มนษุ ยใ์ หอ้ อ่ นโยนและสะอาดบรสิ ทุ ธขิ์ น้ึ พฒั นาการ
ศาสนสถานให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวในจังหวัดเลย พุทธศาสนสถานในจังหวัดเลย อภิปรายผลเป็น
ผวู้ จิ ยั อภปิ รายผลจากการวิจยั ดงั นี้
56 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ประเด็นสำ� คญั ได้ดังนี้ เชือ่ มโยงงานของทุกคนให้เข้ากนั ได้ ไปส่เู ปา้ หมาย
การจัดการพุทธศาสนสถานให้เป็นแหล่ง เดยี วกนั ในทส่ี ดุ การควบคมุ คอื การทจี่ ะตอ้ งกำ� กบั
ท่องเที่ยวในจังหวัดเลย ต้องมีกลไกและระบบ ให้สามารถประกันได้ว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ท�ำไปน้ัน
บริหารที่มีความสอดคล้องกับความต้องการและ สามารถเขา้ กนั ไดก้ บั แผนทว่ี างไวแ้ ละหลกั ของการ
ความปลอดภัยของนักท่องเท่ียวและการสร้าง มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน คือ กิจกรรมของกลุ่มที่มี
กจิ กรรมใหมๆ่ เพอ่ื ใหเ้ กดิ แรงจงู ใจกบั นกั ทอ่ งเทย่ี ว เป้าหมายอันเดียวกัน ควรจะต้องด�ำเนินไปใน
ถือเป็นอีกปัจจัยหน่ึงที่จ�ำเป็นต้องใช้ระบบการ ทศิ ทางเดยี วกนั และสอดคลอ้ งกนั เปน็ ไปตามแผน
บริหารจัดการ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวที่มี งานเพียงอันเดียวร่วมกัน การจัดการพุทธศาสน
คุณภาพ การจัดเตรียมพุทธศาสนสถาน เพ่ือเป็น สถานให้เปน็ แหล่งทอ่ งเทย่ี วในจงั หวัดเลย
สง่ิ อ�ำนวยความสะดวกในการทอ่ งเทีย่ ว ถือได้วา่ มี
ความจ�ำเป็นในด้านโครงสร้างพื้นฐานเช่นกันและ 6. ข้อเสนอแนะ
การสื่อสาร สิ่งอ�ำนวยความสะดวกในด้านอาหาร
และการแสดงวัฒนธรรม การบริการน�ำเท่ียวและ 1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
มคั คเุ ทศก์น�ำเทยี่ วชม เหลา่ น้ี ต้องมีการจัดการให้ 1.1 การปรับปรุงพุทธศาสนสถาน
ถกู ตอ้ งและมปี ระสทิ ธภิ าพ จนเปน็ ทปี่ ระทบั ใจของ โดยวางกรอบนโยบายให้ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทาง
นกั ทอ่ งเทยี่ ว นกั ทอ่ งเทย่ี วยอ่ มกลบั มาเทย่ี วในพทุ ธ พฒั นาพทุ ธศาสนสถาน เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความประโยชน์
ศาสนสถานอีกคร้ัง เพราะมีระบบการจัดการ ยง่ิ ข้นึ
บริหารการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ แนวคิดดังกล่าว 1.2 การปรบั ปรงุ กฎระเบยี บ ใหเ้ ออื้
มีความสอดคล้องกับหลักการของพระมหาธัชธร ประโยชน์ต่อการท่องเท่ียวและมีการลงโทษอย่าง
สิริมงคฺ โล (มาตรา) (Phramaha Thatchathorn จริงจังต่อนักท่องเท่ียวท่ีผิดต่อกติกา รวมถึง
Sirimangkhalo (Matra), 2013) ท�ำวิจัยเรื่อง เจา้ หนา้ ทที่ ม่ี พี ฤตกิ รรมเออ้ื ประโยชนใ์ นพทุ ธศาสน
การจดั การการท่องเทย่ี วเชิงพทุ ธของวัดหนองแวง สถาน
(พระอารามหลวง) อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 1.3 การตั้งคณะกรรมการหรือคณะ
กลา่ วไวว้ า่ หนา้ ทใี่ นการจดั การ ซงึ่ เปน็ กระบวนการ ทำ� งานเฉพาะกจิ โดยเฉพาะเรง่ รดั พฒั นาพทุ ธศาสน
ในการจัดการในด้านต่างๆ เช่น การวางแผนหรือ สถานโดยตรวจสอบข้อผิดพลาดของนักท่องเท่ียว
การคาดการณ์ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ท่ีจะมี หรอื ข้อบกพร่องทม่ี อี ย่ใู นพุทธศาสนสถาน
ผลกระทบต่อธุรกิจและก�ำหนดขึ้นเป็นแผนการ 2. ขอ้ เสนอแนะเชิงปฏิบัติการ
ปฏิบัติงาน การจัดองค์การ คือ การจัดให้มี 2.1 เจา้ อาวาสจดั ทำ� แผนพฒั นาพทุ ธ
โครงสรา้ งของงานตา่ งๆ และอำ� นาจหนา้ ทใี่ หอ้ ยใู่ น ศาสนสถานในระยะยาว โดยระดมความคิดจาก
สว่ นประกอบทเ่ี หมาะสม การประสานงานเปน็ การ ภาครัฐจากภาคเอกชนร่วมกันพัฒนาพุทธศาสนา
สถาน เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและให้เกิด
ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 57
ประโยชนส์ ูงสุด 7. องคค์ วามรู้ท่ีได้รับ
2.2 การจัดการพุทธศาสนสถาน
เพื่อให้เกิดความประโยชน์ในการท่องเที่ยวในการ พุทธศาสนสถานในจังหวัดเลยท่ีเป็นกรณี
เรยี นรู้ เชน่ การทอ่ งเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรมเพอ่ื เปน็ การ ศึกษา ได้แก่ วัดศรีคุณเมือง พระธาตุศรีสองรัก
ส่งเสริมประเพณีและส่งเสริมการเรียนรู้ทางพุทธ และวัดเนรมิตวิปัสสนา ประกอบด้วย จิตรกรรม
ศาสนา ประตมิ ากรรมและสถาปตั ยกรรม จารกึ วรรณกรรม
2.3 การจัดการผลประโยชน์ให้ ทอ้ งถิ่นและเรื่องราวของพุทธศาสนา มีคุณคา่ ทาง
เหมาะสม เกี่ยวกับรายได้ในการท่องเท่ียวในพุทธ จิตใจของพทุ ธศาสนิกชน มจี ารตี ประเพณีท้องถ่นิ
ศาสนสถานเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมในทางลบ ในการรักษาพุทธสถานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ตอ้ งมีบทลงโทษอย่างจรงิ จัง การบรหิ ารจดั การพทุ ธสถานใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว
3. ข้อเสนอแนะส�ำหรับการวิจัยคร้ัง เชงิ พทุ ธ ตอ้ งประกอบดว้ ยการประชาสัมพันธท์ าง
ตอ่ ไป สอื่ ตา่ งๆ เชน่ ปา้ ย หรอื สอ่ื ออนไลน์ ชมุ ชนมสี ว่ นรว่ ม
3.1 การจัดการแหล่งท่องเที่ยวใน ในการอนรุ กั ษ์ มปี า้ ยบอกทางชดั เจน มคี วามสะดวก
พุทธศาสนสถานเชงิ ประเพณีและวัฒนธรรม สะอาดปลอดภัย ภูมิทัศน์ที่เหมาะสม มีเครื่อง
3.2 การบริหารจัดการแหล่งท่อง อ�ำนวยความสะดวก ห้องน�้ำที่สะอาด เพื่อสร้าง
เที่ยวในพทุ ธศาสนสถานแบบยั่งยนื ความประทับใจแก่ผู้เดินทางมานมัสการหรือมา
3.3 การจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิง ท�ำบุญ น�ำไปสเู่ ปา้ หมายหลกั คือ ชุมชนเข้มแข็งใน
อนุรกั ษ์และการเรยี นรตู้ ามแนวพทุ ธ ดา้ นเศรษฐกจิ รวมไปถงึ เปา้ หมายรอง คอื พระพทุ ธ
ศาสนาและวัฒนธรรมท้องถนิ่ ได้รบั การเผยแพร่
ภาพท่ี 1 องคค์ วามรทู้ ไ่ี ด้จากงานวจิ ัย
58 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
References
Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Tipitaka (Thai). Bangkok : Mahachulalongkorn
rajavidyalaya,
Phramaha Thatchathorn Sirimangkhalo (Matra). (2013). Buddhist Tourist Management of
Wat Nongweang, Muang District, Khonkaen Province. Master of Arts. Graduate
School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Phrapalad Boonleard Katapuñño (Suttimal). (2017). Buddhist Tourism Management: A Case
Study of Wat Yai, Bangplakod. Master of Arts. Graduate School : Mahachulalongkorn
rajavidyalaya University.
Tongma, V. (2014). Consequence of Tourism Activities Mangement on the Local Community
Tumbon Maeram, Amphur Maeram Chaingmai, Thailand. Chiang Mai : Maejo
University.
การพฒั นาชุดฝกึ ทักษะการแกโ้ จทยป์ ญั หาวิชาคณิตศาสตร์เรือ่ ง
การบวก ลบ คูณ หารระคน โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL
สำ� หรับนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3*
The Development of Mathematics Problem-Solving Skill
Packages on Addition, Subtraction, Multiplication and Division
base on KWDL Technique for The third grade students
พิกลุ มคี ำ� ทอง
Pikul Meekhamthong
นกั วชิ าการศึกษา
Educator, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวจิ ยั ครง้ั นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) พฒั นาชดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL
ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนกั เรยี นระหวา่ งกอ่ นเรยี น
และหลงั เรยี นทไี่ ดร้ บั การเรยี นรโู้ ดยใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL 3) เปรยี บเทยี บ
ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์ ของนกั เรยี นระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นทไี่ ดร้ บั การเรยี นรู้
โดยใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL 4) ศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรยี นชน้ั ประถม
ศึกษาปที ี่ 3 ที่มตี ่อการใช้ชุดฝกึ ทักษะการแกโ้ จทย์ปัญหา โดยใชเ้ ทคนิค KWDL กลุม่ ตัวอย่างทใ่ี ชใ้ นการ
วจิ ยั คอื นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ทกี่ ำ� ลงั ศกึ ษาอยใู่ นภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารวจิ ยั 2561 โรงเรยี นเทศบาล
สวนสนกุ จงั หวดั ขอนแกน่ จำ� นวน 40 คน เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ย ชดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทย์
ปัญหา โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ แบบทดสอบการแก้โจทย์
ปญั หา และแบบสอบถามความพงึ พอใจ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชค้ า่ เฉลย่ี รอ้ ยละ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
และการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent Samples
* ไดร้ บั บทความ: 12 สิงหาคม 2562; แก้ไขบทความ: 4 ธันวาคม 2563; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 23 ธนั วาคม 2563
Received: August 12, 2019; Revised: December 4, 2020; Accepted: December 23, 2020
60 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ผลการวิจัยพบวา่
1. ประสทิ ธภิ าพของชดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หาระคน โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL มปี ระสทิ ธภิ าพ
เทา่ กับ 81.14/81.03 ซงึ่ มีประสิทธิภาพสูงกวา่ เกณฑ์ทก่ี ำ� หนด
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์
ปัญหา โดยใช้เทคนคิ KWDL หลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน อยา่ งมีนยั ส�ำคญั ทางสถิติทีร่ ะดับ .05
3. ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน หลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึก
ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา โดยใช้เทคนิค KWDL หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่
ระดบั .05
4. ความพงึ พอใจของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ทมี่ ตี อ่ การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะ
การแกโ้ จทย์ปัญหาโดยใช้เทคนิค KWDL โดยรวมอยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ
คำ� ส�ำคญั : ชุดฝกึ ทักษะการแกโ้ จทย์ปญั หา; เทคนิค KWDL
Abstract
The purpose of this research were: 1) to develop mathematics problem-solving
skill packages base on KWDL Technique to meet the criteria of 80/80; 2) to compare the
achievement of student between before and after learning through the packages; 3) to compare
mathematics problem-solving skill packages between before and after learning through
the packages; 4) to study the satisfaction on learning the mathematics problem-solving
skill packages between before and after learning through the packages. The sample was
40 students in third grade who are studying in the second semester 2018 academic year,
Suansanuk Municipal School in Khon Kaen province. The instrument used for this mathematics
problem-solving skill packages on KWDL Technique, lesson plans, learning achievement
in mathematical test, problem solving ability tests and the evaluation to students’ opinion
toward. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, t-test dependent.
The results on findings were as follow:
1. The efficiency of mathematics problem-solving skill packages base on KWDL
Technique achieved the criterion of 81.14/81.03, which was higher than the required
standard criterion of 80/80.
2. The learning achievement in mathematical before and after being taught by
the mathematics problem-solving skill packages base on KWDL Technique were statistically
ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 61
significant different at the .05 level.
3. The learning achievement in mathematical and problem solving abilities
before and after being taught by the mathematics problem-solving skill packages base
on KWDL Technique were statistically significant different at the .05 level.
4. The satisfaction of the third grade students towards the mathematics problem-
solving skill packages base on KWDL Technique was at the highest level.
Keywords: the mathematics problem-solving skill packages; KWDL Technique
1. บทนำ� โดยมงุ่ เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำ� คญั บนพน้ื ฐานความเชอื่ วา่
ทกุ คนสามารถเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองได้ เตม็ ตาม
การจัดการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ศกั ยภาพ (Department, 2008)
เป็นการศึกษาที่ต้องเชื่อมโยงกับกระบวนการทาง จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระ
สังคม ระบบเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับความ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3
เจรญิ กา้ วหนา้ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก อ�ำเภอเมือง จังหวัด
และการเปลย่ี นแปลงทรี่ วดเรว็ ในทกุ ดา้ น จงึ จำ� เปน็ ขอนแก่น ผู้วิจัยเป็นผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม
ท่ีต้องเตรียมคนไทยให้มีศักยภาพพร้อมด�ำรงชีวิต แนวทางหลักสตู รสถานศึกษา ซ่ึงยึดตามหลักสตู ร
อยใู่ นศตวรรษที่ 21 และสงั คมอาเซยี น รวมทง้ั การ การจดั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 คอื
ขับเคล่ือนการปฏิรูปการวิจัยท่ีให้ความส�ำคัญต่อ ได้จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญยึดความ
การพฒั นาศกั ยภาพของคนไทย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เหมาะสมตามมาตรฐานการเรยี นรู้ จากการตดิ ตาม
คณุ ภาพของผเู้ รยี น ใหม้ คี วามรู้ ความสามารถและ พฤติกรรมการเรียนรขู้ องนกั เรียน ท�ำให้พบปัญหา
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ สอดคล้องกบั หลักสูตร วา่ นกั เรยี นยงั ขาดความสามารถดา้ นภาษา ดา้ นการ
แกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ค�ำนวณ และด้านเหตุผล ส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิ
ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชนที่ประชาชน ทางการเรยี นในรายวชิ าคณติ ศาสตรต์ ำ่� จากรายงาน
ทุกคนมีโอกาสได้รับการวิจัยอย่างเสมอภาคและ ผลการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียน
มีคุณภาพ และมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ เป็นมนุษย์ ระดับชาติ (Nation Test: NT) ช้นั ประถมศึกษา
ทมี่ คี วามสมดลุ ท้งั ดา้ นร่างกาย ความรู้ คุณธรรมมี ปีท่ี 3 ในปีการวิจยั 2559 มผี ลการทดสอบเฉลี่ย
จติ สำ� นกึ ในการเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ยดึ มนั่ ทั้งโรงเรียนในด้านภาษาเท่ากับ 53.97 คะแนน
ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี ดา้ นการค�ำนวณเทา่ กบั 37.75 คะแนน และดา้ น
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และ เหตผุ ลเทา่ กบั 49.50 คะแนน เฉลยี่ รวมทง้ั สามดา้ น
ทกั ษะพน้ื ฐาน รวมทง้ั เจตคตทิ จ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การศกึ ษา เทา่ กบั 49.50 คะแนน ในปีการศึกษา 2560 มผี ล
ต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต
62 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
การทดสอบเฉลี่ยท้ังโรงเรียนในด้านภาษาเท่ากับ คณิตศาสตร์ 2) ข้ันสอนเนื้อหาใหม่เป็นข้ันท่ีครู
51.06 คะแนน ด้านการค�ำนวณเท่ากับ 35.15 น�ำเสนอโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียน
คะแนน และด้านเหตุผลเท่ากับ 42.42 คะแนน ทั้งชั้น แล้วนักเรียนร่วมอ่านโจทย์ปัญหาและแก้
เฉลย่ี รวมทงั้ สามดา้ นเทา่ กบั 42.88 คะแนนจากผล ปญั หาตามแผนผงั KWDL ดงั น้ี K = ครแู ละนกั เรยี น
การทดสอบสองปีท่ีผ่านมาพบว่า คะแนนเฉลี่ย ช่วยกันหาสิ่งที่โจทย์บอกให้ทราบ, W = ครูและ
ทงั้ สามดา้ นลดลง และผลการทดสอบความสามารถ นักเรยี นช่วยกนั หาส่งิ ทโ่ี จทยต์ ้องการจะทราบและ
ท่ีต่�ำสุดในท้ังสามด้านคือ ด้านการค�ำนวณ แสดง วางแผนแก้โจทยป์ ัญหาคณติ ศาสตร์, D = ครแู ละ
ให้เห็นถึงการที่ต้องปรับปรุงการจัดกิจกรรมการ นักเรียนร่วมกันด�ำเนินการแก้ไขโจทย์ปัญหา
เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนเพิ่มข้ึนและ คณิตศาสตร์, L = ครูและนักเรยี นชว่ ยกนั สรปุ การ
จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ท�ำให้ แก้ปัญหา และให้นักเรียนฝึกปฏิบัติกลุ่มย่อยโดย
ทราบว่านักเรียนมีปัญหาในการคิดวิเคราะห์และ ครูคอยแนะน�ำด้วยการจัดแบ่งนักเรียนออกเป็น
แกโ้ จทยป์ ญั หาไมเ่ ปน็ คดิ ชา้ เพราะขาดการฝกึ ฝน กลุ่มๆ ละ 4-5 คน ร่วมกันปฏิบตั ิกิจกรรม KWDL
ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ผลการวจิ ยั สภาพปญั หาการจดั การ 3) ขน้ั ฝกึ ทกั ษะโดยอสิ ระ นกั เรยี นทำ� แบบฝกึ ทกั ษะ
เรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ของกรมวิชาการที่ ทคี่ รสู รา้ งขนึ้ โดยเปน็ โจทยป์ ญั หาคณติ ศาสตรเ์ กย่ี วกบั
พบว่า องค์ประกอบท่ีมีผลกระทบต่อผลสัมฤทธ์ิ เรอ่ื งทเ่ี รยี นและสถานการณอ์ นื่ ๆ 4) ขน้ั สรปุ บทเรยี น
ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงสุดคือ คุณภาพ และประเมนิ ผล เปน็ ขนั้ ทใี่ หน้ กั เรยี นทำ� แบบทดสอบ
การสอน รองลงมาคือ ความรู้พื้นฐานเดิมความ ประจ�ำหน่วยการเรียน มีการสอนซ่อมเสริมให้
เอาใจใส่ของผู้ปกครอง ตามล�ำดับ ส่วนปัญหาที่ นักเรียนที่ยังไม่เข้าใจนักเรียนและครูร่วมกันสรุป
เก่ียวกับตัวนักเรียนคือ ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เนื้อหาสาระส�ำคัญที่ได้จากการเรียนรู้ และครู
นักเรียนท่ีมีความสามารถในการอ่านตีความสูงจะ ประเมนิ ผลการเรยี นรดู้ า้ นความรคู้ วามเขา้ ใจ การนำ�
มีความสนใจในการแก้ปัญหาสูง ดังน้ัน จึงเป็น ไปใช้และทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์
หน้าที่ส�ำคัญท่ีสุดของครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ จากแบบทดสอบประจ�ำหน่วย และครูเตรียม
ที่จะต้องหาวิธีต่างๆ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ แผนผัง KWDL โดยครแู ละนักเรยี นชว่ ยกันเรยี นรู้
เพ่ือให้การศึกษาเกิดการพัฒนาและเป็นไปตาม ทำ� ความเขา้ ใจโดยมแี ผนผงั KWDL ประกอบใหเ้ หน็
จุดมงุ่ หมายของหลักสตู ร ชัดเจนทุกคนด้วยการร่วมมือกันฝึกและท�ำแบบ
นอกจากน้ี การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชเ้ ทคนคิ ฝึกหัด นอกจากนี้นักเรียนจะต้องมีตาราง KWDL
KWDL ซง่ึ มขี นั้ ตอนการจดั กจิ กรรมทเี่ หมาะสมกบั ของตวั เอง เพอื่ ใสข่ อ้ มลู เชน่ กนั แตค่ วรใหใ้ ชร้ ว่ มกนั
กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ซึ่งมี 4 2 คนต่อ 1 ชุด เพอื่ สง่ เสรมิ การท�ำงานรว่ มกัน
ขั้นตอน คือ 1) ข้ันน�ำเป็นข้ันทบทวนความรู้เดิม จากหลกั การและเหตผุ ลทกี่ ลา่ วมาขา้ งตน้
แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้เร้าความสนใจด้วยเกม ผศู้ กึ ษาซง่ึ เปน็ ครผู สู้ อนวชิ าคณติ ศาสตร์ ชนั้ ประถม
ปีที่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 63
ศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นเทศบาลสวนสนกุ อำ� เภอเมอื ง ส�ำหรับนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3
จังหวัดขอนแก่น ส�ำนักการวิจัย เทศบาลนคร 4. เพอื่ ศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรยี น
ขอนแก่น ได้เหน็ ความสำ� คญั ของชดุ ฝกึ ทกั ษะและ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ท่ีมีต่อการใช้ชุดฝึกทักษะ
เทคนคิ KWDL จงึ ไดน้ ำ� วธิ กี ารจดั การเรยี นรทู้ ง้ั สอง การแกโ้ จทย์ปญั หาวิชาคณิตศาสตรเ์ รอ่ื ง การบวก
มาบรู ณาการเขา้ ดว้ ยกนั เพอื่ พฒั นาการจดั กจิ กรรม ลบ คูณ หารระคน โดยใชเ้ ทคนิค KWDL สำ� หรบั
การเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
อันจะส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ี
สงู ข้ึน และมคี วามพึงพอใจตอ่ การจดั กจิ กรรมการ 3. วิธีด�ำเนินการวจิ ัย
เรยี นรใู้ นวชิ าคณิตศาสตร์ และเพ่ือนำ� ผลไปใชเ้ ป็น
แนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนกลุ่ม การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ด�ำเนินการตาม
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และสาระการเรียนรู้ หัวขอ้ ดังต่อไปนี้
อ่นื ตอ่ ไป 1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ชใ้ นการ
วิจัยคือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียน
2. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย เทศบาลสวนสนุก อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ส�ำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น ท่ีก�ำลัง
1. เพ่ือพัฒนาชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ ศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561
ปญั หาวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอ่ื ง การบวก ลบ คณู หาร จ�ำนวน 10 หอ้ งเรียน จำ� นวน 404 คน และกลมุ่
ระคน โดยใช้เทคนิค KWDL ส�ำหรับนักเรียนช้ัน ตัวอย่างคือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3/2
ประถมศึกษาปีท่ี 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ จำ� นวน 40 คน ไดม้ าจากการสมุ่ แบบกลมุ่ (Cluster
80/80 Sampling) (Ninlaphan, 2015 : 131)
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ 2. รูปแบบการวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัย
เรยี น ของนกั เรยี นระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น เชงิ ปฏบิ ตั กิ าร (Action Research) โดยผศู้ กึ ษายดึ
ท่ีได้รับการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ รปู แบบของการวจิ ยั กอ่ นมแี บบการวจิ ยั เชงิ ทดลอง
ปญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์ เรอื่ ง การบวก ลบ คณู หาร (pre-experimental design) แบบท่ี 2 แบบกลมุ่
ระคน โดยใช้เทคนิค KWDL ส�ำหรับนักเรียนชั้น เดียวสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (one-group
ประถมศึกษาปที ่ี 3 pretest posttest design) (Pengsawatch,
3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้โจทย์ 2002 : 50)
ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อน T1 X T2
เรียนและหลังเรียน ทีไ่ ด้รับการเรยี นรูโ้ ดยใชช้ ุดฝกึ เม่อื X แทน การจัดกระท�ำตามการ
ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทดลอง (Treatment)
การบวก ลบ คณู หารระคน โดยใชเ้ ทคนิค KWDL T1 แทน การวดั ผลกอ่ นการทดลอง
64 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
(Pretest) 4. สรปุ ผลการวจิ ัย
( Postte st) T2 แทน การวดั ผลหลังการทดลอง
2. เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย เร่ืองการ จากการด�ำเนินการวิจัยข้างต้น สามารถ
พัฒนาชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชา สรุปการวิจยั ได้ดังนี้
คณิตศาสตร์เร่ืองการบวก ลบ คูณ หารระคน 1. ผลการพัฒนาชุดฝึกทักษะการแก้
โดยใช้เทคนคิ KWDL ส�ำหรับช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ โจทยป์ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอ่ื ง การบวก ลบ คณู
3 แบ่งเป็น 3 ประเภทดังน้ี 1) เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการ หารระคน โดยใชเ้ ทคนิค KWLD ส�ำหรบั นักเรยี น
ทดลองปฏิบัติ ได้แก่ 1) ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 มดี งั น้ี
ปญั หา มีทง้ั หมด 5 ชดุ ดังนี้ 1) ชุดท่ี 1 โจทยป์ ญั หา 1.1 ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ
การบวกชุดที่ 2 โจทยป์ ญั หาการลบชดุ ท่ี 3 โจทย์ การแกโ้ จทย์ปัญหาวิชาคณติ ศาสตรเ์ รื่อง การบวก
ปัญหาการคูณชุดที่ 4 โจทยป์ ัญหาการหารชดุ ท่ี 5 ลบ คูณ หารระคน โดยใชเ้ ทคนคิ KWLD ส�ำหรบั
โจทย์ปัญหาระคน 2) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่ม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดฝึกทักษะ 81.14/81.03 นั่นคือ ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์
การแกโ้ จทยป์ ญั หาเรอื่ งการบวก ลบ คณู หารระคน ปญั หาวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอ่ื ง การบวก ลบ คณู หาร
โดยใช้เทคนิค KWDL มที ัง้ หมด 12 แผน รวม 12 ระคน โดยใช้เทคนิค KWLD ส�ำหรับนักเรียนช้ัน
ช่ัวโมง 2) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการสะท้อนผลการ ประถมศึกษาปีที่ 3 ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ปฏบิ ตั ิ ไดแ้ ก่ แบบบนั ทกึ การสงั เกตการจดั กจิ กรรม ระหว่างเรียน โดยรวมร้อยละ 81.14 และผล
การเรียนรู้ แบบบันทึกการสงั เกตพฤตกิ รรม แบบ สัมฤทธห์ิ ลงั เรยี น โดยรวมรอ้ ยละ 81.03
บันทึกการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ บัตรกิจกรรม 1.2 ดัชนีประสิทธิผลของชุดฝึก
ผลงานนักเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง
3) เคร่ืองมือที่ใช้ในการวัดประเมินค่าดัชนี การบวก ลบ คูณ หารระคน โดยใชเ้ ทคนิค KWLD
ประสิทธิผลของชุดฝึกทักษะ ได้แก่ แบบทดสอบ สำ� หรับนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3 มคี า่ เท่ากบั
วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง 0.67 นน่ั คอื นกั เรยี นมคี วามกา้ วหนา้ เพม่ิ ขนึ้ คดิ เปน็
การบวก การลบ การคูณ หารระคน ช้ันประถม รอ้ ยละ 67.00 เมอื่ เรยี นโดยใชช้ ดุ ฝกึ ทักษะการแก้
ศึกษาปีท่ี 3 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จ�ำนวน โจทยป์ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอื่ ง การบวก ลบ คณู
30 ข้อ และแบบทดสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ หารระคน โดยใชเ้ ทคนคิ KWLD ส�ำหรบั นักเรยี น
ปัญหาวิชาคณติ ศาสตร์เรื่อง การบวก การลบ การ ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 3
คูณ หารระคน ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 เป็นแบบ 2. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น โดยใชช้ ดุ ฝกึ
อตั นัย แสดงวิธกี ารหาคำ� ตอบ จำ� นวน 3 ข้อ ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง
การบวก ลบ คูณ หารระคน โดยใชเ้ ทคนคิ KWLD
สำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 คา่ เฉลยี่ หลงั
ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 65
เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั ส�ำคัญทรี่ ะดับ .05 ศกึ ษาปที ี่ 3 มีประสทิ ธภิ าพเทา่ กับ 81.14/81.03
3. ทักษะการแก้ปัญหาโจทย์ โดยใช้ชุด ซึง่ สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ทก่ี ำ� หนดไว้ ทัง้ นอ้ี าจเนอื่ ง
ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง มาจากเป็นสื่อการเรียนรู้ท่ีแตกต่างจากบทเรียนที่
การบวก ลบ คณู หารระคน โดยใช้เทคนิค KWLD ใชส้ อนในหอ้ งเรียนตามปกติ เป็นการเรยี นรูท้ ี่เน้น
สำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 คา่ เฉลย่ี หลงั ผู้เรียนเป็นส�ำคัญ นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้และ
เรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียนอย่างมีนัยส�ำคัญทรี่ ะดับ .05 ทบทวนความรดู้ ว้ ยตนเองการสรา้ งชดุ ฝกึ ทกั ษะนน้ั
4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดฝึก ผวู้ จิ ยั ใชภ้ าพประกอบทสี่ วยงามเรา้ ความสนใจเพอ่ื
ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ใหน้ กั เรยี นตน่ื เตน้ และตงั้ ใจในการทำ� ชดุ ฝกึ ทกั ษะ
การบวกลบ คูณ หารระคน โดยใชเ้ ทคนคิ KWLD มคี วามเขา้ ใจเนือ้ หาและท�ำชุดฝึกทกั ษะได้ถูกต้อง
สำ� หรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โดยภาพรวม นอกจากนี้ ชดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา
มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( = 4.52, วชิ าคณติ ศาสตร์เรอ่ื ง การบวก ลบ คูณ หารระคน
S.D. = 0.54) เม่อื พิจารณารายด้าน พบว่า ดา้ นท่ี โดยใช้เทคนิค KWLD ส�ำหรับนักเรียนชั้นประถม
นักเรียนมีความพึงพอใจสูงที่สุดคือ ด้านรูปแบบ ศึกษาปีท่ี 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นผ่านข้ันตอนในการ
ของชดุ ฝกึ ทักษะ ( = 4.56, S.D. = 0.56) มีความ จดั ทำ� อยา่ งมรี ะบบ มีวิธีการที่เหมาะสม กลา่ วคอื
พึงพอใจในระดับมากท่ีสุด รองลงมาคือ ด้านการ ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน
จดั การเรยี นรู้ ( = 4.52, S.D. = 0.54) อยใู่ นระดบั พทุ ธศกั ราช 2551 ศกึ ษาสาระและมาตรฐานการ
มากทส่ี ดุ สว่ นดา้ นครผู สู้ อน ( = 4.52, S.D. = 0.54) เรยี นรู้ จติ วทิ ยาการเรยี นรู้ จุดประสงค์การเรยี นรู้
อยู่ในระดับมากท่ีสุด และข้อที่มีความพึงพอใจ หลกั การสรา้ งชดุ ฝกึ ทกั ษะกอ่ นนำ� ไปทดลองใชจ้ รงิ
ตำ่� ทส่ี ดุ คอื ดา้ นการวดั ประเมนิ ผล ( = 4.47, S.D. กบั นกั เรยี นกลมุ่ ตัวอย่างนนั้ ได้นำ� ไปทดลองใช้กับ
= 0.53) มคี วามพงึ พอใจอยู่ในระดบั มาก นกั เรยี นกลมุ่ เดยี่ ว กลมุ่ เลก็ และกลมุ่ ใหญ่ ตามลำ� ดบั
เพื่อรวบรวมข้อบกพร่องที่พบไปปรับปรุงแก้ไข
5. อภิปรายผลการวจิ ยั ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์
เรอ่ื ง การบวก ลบ คูณ หารระคน โดยใช้เทคนิค
จากผลการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะ KWLD ส�ำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
การแกโ้ จทยป์ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์ เรอื่ ง การบวก กอ่ นทจ่ี ะนำ� ไปทดลองจรงิ กบั นกั เรยี นกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ลบ คณู หารระคน โดยใช้เทคนิค KWLD ส�ำหรับ ทำ� ใหช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์
นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 สามารถอภปิ รายผล เรือ่ ง การบวก ลบ คูณ หารระคน โดยใช้เทคนิค
ได้ดงั นี้ KWLD ส�ำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3
1. ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชา มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้
คณิตศาสตร์เร่ือง การบวก ลบ คูณ หารระคน เป็นอย่างดี สอดคล้องกับผลการวิจัยของสุกัญญา
โดยใช้เทคนิค KWLD ส�ำหรับนักเรียนชั้นประถม
66 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
บุญพร้อม (Boonprom, 2015 : 69) ได้พัฒนา การใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบ KWDL เพอ่ื พฒั นา
ชดุ ฝกึ ทกั ษะการเชอ่ื มโยงทางคณติ ศาสตรแ์ บบเนน้ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง การแก้โจทย์ปัญหา
ผังความคิด เรื่องการประยุกต์ของสมการเชิงเส้น การบวก ลบระคน ก่อนเรียนและหลังเรียนของ
ตวั แปรเดยี ว ส�ำหรบั นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 นักเรียนคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่า
ส�ำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 33 ก่อนเรียน อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
พบว่า ชุดฝึกที่สร้างข้ึนมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 3) นกั เรยี นทเี่ รยี นโดยการใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
80.49/84.95 และนักเรียนมีความสนใจในชุดฝึก แบบ KWDL เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ท่ีสร้างข้ึน ต้ังใจเรียน และสนุกสนานกับกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบระคน
การเรยี นการสอน มคี วามกระตอื รอื รน้ ในการเรยี น ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 มีความพงึ พอใจโดยรวมอยู่
และมคี วามพึงพอใจในระดบั มากที่สุด ในระดับมาก ( = 4.32)
2. ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชา 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการ
คณิตศาสตร์เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน แกโ้ จทย์ปญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์เรื่อง การบวก ลบ
โดยใช้เทคนิค KWLD ส�ำหรับนักเรียนชั้นประถม คูณ หารระคน โดยใช้เทคนิค KWLD ส�ำหรับ
ศึกษาปีท่ี 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้ นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 มคี า่ เฉลยี่ ผลสมั ฤทธิ์
เทา่ กบั 0.67 หมายความวา่ หลงั จากนกั เรยี นทดลอง ทางการเรยี นหลงั เรยี น สงู กวา่ กอ่ นเรยี นเทา่ กบั 11
ใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์ คะแนนอาจเป็นเพราะแบบฝึกทักษะท่ีผู้ศึกษา
เรือ่ ง การบวก ลบ คณู หารระคน โดยใช้เทคนคิ ได้สร้างขึ้นมีความเหมาะสมกับผู้เรียนในช่วงช้ันน้ี
KWLD ส�ำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มเี น้อื หาไม่ยากจนเกนิ ไป มีภาพประกอบสวยงาม
แล้วนกั เรยี นมีความร้เู พม่ิ ขึน้ คดิ เปน็ ร้อยละ 67.00 ชัดเจน ตลอดจนหลักการสร้างชุดฝึกทักษะตาม
สอดคลอ้ งกบั ผลการศกึ ษาของสวุ มิ ล ใจบญุ , เกษร กรอบความคิดในการหลักการสร้างของสุคนธ์
พรหมรักษา และวชิระ วิชชุวรนันท์ (Jaiboon, สนิ ธพานนท์ (Sintapanon, 2010 : 97-100) กลา่ ว
Promraksa and Witchuwaranan, 2018) ไดท้ ำ� การ วา่ ชดุ ฝกึ ทกั ษะการเรยี นรเู้ ปน็ เครอื่ งมอื สำ� คญั อยา่ ง
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม หน่ึงในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน
การเรยี นรแู้ บบ KWDL วชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอื่ ง โจทย์ จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับชุดฝึกทักษะ
ปัญหาการบวก ลบระคน ของนกั เรียนชัน้ ประถม การเรยี นรเู้ ปน็ อยา่ งดี มหี ลกั สำ� คญั เปน็ แนวในการ
ศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นบอ่ สามแสน พบวา่ 1) การ จดั ท�ำชุดฝกึ ทกั ษะ สอดคลอ้ งกับผลการศกึ ษาของ
จดั การเรยี นรโู้ ดยการใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบ ดวงจนั ทร์ หลายแหง่ , นพพร ธนะชยั ขนั ธ์ และสดุ าพร
KWDL มีประสิทธิภาพซึ่งต่�ำกว่าเกณฑ์ท่ีก�ำหนด ปัญญาพฤกษ์ (Laiheang, Thanachaikhan and
62.38/80.95 ท้ังนี้อาจเป็นเพราะนักเรียนไม่ให้ Bhanyaphreuk, 2018 : 39-54) ไดท้ ำ� การวจิ ัย
ความสนใจในเวลาทค่ี รสู อน 2) นกั เรยี นทเ่ี รยี นโดย เรื่องการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือพัฒนา
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 67
ทกั ษะการแกป้ ัญหาดว้ ยเทคนคิ KWDL อตั ราสว่ น ทั้งน้ีอาจเน่ืองมาจากชุดฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
สดั สว่ น และรอ้ ยละ สำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษา มีประสิทธิภาพ และออกแบบมาเพ่ือให้นักเรียน
ปีท่ี 2 พบวา่ คา่ ประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมการ ได้ฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาเก่ียวกับการบวก
เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยเทคนิค ลบ คูณ หารระคน อย่างเป็นระบบเป็นข้ันตอน
KWDL ที่สร้างขึ้นมามีประสิทธิภาพรวม ควบคไู่ ปกบั การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชเ้ ทคนคิ KWDL
95.37/82.50 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ท่ีก�ำหนด มีขน้ั ตอนการจดั การเรียนรู้ 4 ข้นั ตอน คือ ข้ันน�ำ
อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า ขน้ั สอนเน้ือหาใหม่ ข้นั ฝกึ ทักษะ และข้ันสรปุ และ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ประเมินผล การใช้เทคนิค KWDL นั้น ผู้วิจัยได้
คณิตศาสตร์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุด ด�ำเนนิ การอยูใ่ นข้ันสอนเนอื้ หาใหม่ นักเรยี นจะได้
กิจกรรมการเรียนร้เู พอ่ื พฒั นาทกั ษะการแก้ปัญหา เรยี นรฝู้ กึ ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ญั หาจากสถานการณ์
ด้วยเทคนคิ KWDL คะแนนเฉลีย่ ของการทดสอบ ที่หลากหลาย และฝึกท�ำซ้�ำหลายๆ ครงั้ สง่ ผลให้
ก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 52.05 คะแนนเฉลี่ย นักเรียนเกิดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาเพิ่มขึ้น
ของการทดสอบหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 82.50 สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของศศธิ ร แกว้ มี (Kaewmee,
ซึ่งคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียนสูงกว่า 2011 : 83) ไดพ้ ฒั นารปู แบบการจดั การเรยี นรกู้ าร
คะแนนเฉลยี่ กอ่ นเรยี นคดิ เปน็ รอ้ ยละ 30.45 อยา่ ง แก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL
มีนัยสำ� คัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05 กลมุ่ ตวั อยา่ งมีผล ส�ำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการ
สมั ฤทธท์ิ างการเรยี นดว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะ เรอื่ งระบบ พฒั นารปู แบบพบวา่ มปี ระสทิ ธภิ าพ 79.99/77.33
จ�ำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 กลุ่มสาระการ ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ท่ีก�ำหนดไว้คือ 75/75 ผลการ
เรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีเสมาวิทยาเสริม เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา
สูงกว่าก่อนเรียนอาจเป็นเพราะเนื้อหาในชุดฝึก คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ห ลั ง ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู ้ ก า ร แ ก ้ โ จ ท ย ์ ป ั ญ ห า
การบวก ลบ คูณ หารระคน โดยใชเ้ ทคนิค KWLD คณติ ศาสตรโ์ ดยใชเ้ ทคนคิ KWDL สงู กวา่ กอ่ นเรยี น
ส�ำหรับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3 สอดคลอ้ ง อย่างมีนยั สำ� คัญทางสถติ ิที่ .01
กับความรู้เดิมของนักเรียน ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ 5. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดฝึก
ทางการเรยี นของนักเรียนใหส้ ูงขน้ึ ตามไปดว้ ย ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์เร่ือง
4. ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา หลังใช้ชุด การบวกลบ คูณ หารระคน โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL
ฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง สำ� หรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โดยภาพรวม
การบวก ลบ คณู หารระคน โดยใช้เทคนิค KWLD มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.52)
สำ� หรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 คา่ เฉลยี่ หลงั สอดคล้องกบั ซฟั ฟยี ะห์ สาและ (Salae, 2016 : 7)
เรียนสูงกวา่ กอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ยั ส�ำคัญที่ระดบั .05 ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL
68 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
เรื่อง ค่ากลางของข้อมูลที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทาง 1.3 ครูผู้สอนควรศึกษาคู่มือการใช้
การเรียนและความสามารถในการสื่อสารทาง และจดั กจิ กรรมตามล�ำดบั ข้ันตอนทลี ะขัน้ ตอน
คณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 1.4 ครผู สู้ อนควรกระตนุ้ ใหน้ กั เรยี น
ผลการวิจัยพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 กลา้ แสดงความคดิ เหน็ และทำ� งานเปน็ กลมุ่ มากขนึ้
ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ อภปิ รายและ
มี ผ ล สั ม ฤ ท ธ์ิ ท า ง ก า ร เ รี ย น สู ง ก ว ่ า นั ก เ รี ย น ซกั ถามใหม้ ากขน้ึ ทง้ั ภายในกลมุ่ ยอ่ ยและภายในชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ทไ่ี ดร้ บั การเรยี นรแู้ บบปกตอิ ยา่ ง เรียนอยู่เสมอ
มีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนชั้น 1.5 ครูผู้สอนต้องมีการประเมินผล
มัธยมศึกษาปีท่ี 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย อยตู่ ลอดเวลา ด้วยวธิ ีการท่ีหลากหลายตามสภาพ
เทคนคิ KWDL มคี วามสามารถในการสื่อสารทาง ความเปน็ จรงิ เชน่ การสงั เกตพฤตกิ รรมของผเู้ รยี น
คณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 การสัมภาษณ์นักเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการ
ที่ได้รับการจัดการศึกษาจัดการเรียนรู้แบบปกติ พฒั นาการจัดกจิ กรรมการเรียนร้ใู นครง้ั ตอ่ ไป
อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 ความพงึ พอใจ 2. ข้อเสนอแนะการวจิ ัยครั้งตอ่ ไป
การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยเทคนคิ KWDL เรอื่ งคา่ กลาง 2.1 ควรทำ� การวจิ ยั การพฒั นาชดุ ฝกึ
ของข้อมูลของนักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 5 อยู่ใน ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้
ระดบั มากข้นึ ไป เทคนคิ KWDL ในเนอื้ หาและระดบั ชน้ั อน่ื เพอื่ เปน็
แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียน
6. ขอ้ เสนอแนะ มีความเข้าใจในเร่ืองเก่ียวกับโจทย์ปัญหาได้ดีข้ึน
ท้ังน้ีจะเป็นประโยชน์และเพ่ิมประสิทธิภาพการ
1. ขอ้ เสนอแนะเพื่อนำ� ผลการวจิ ัยไปใช้ จัดการเรียนรใู้ นรายวชิ าคณติ ศาสตร์ตอ่ ไป
1.1 ผลการวจิ ัยพบวา่ ชุดฝึกทักษะ 2.2 ควรมกี ารเปรยี บเทยี บการจดั การ
การแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้เทคนิค KWDL ท�ำให้ เรยี นรดู้ ว้ ยชดุ ฝกึ ทกั ษะกบั วธิ กี ารสอนแบบอน่ื ๆ ใน
ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์สูงข้ึน เนอื้ หาเดยี วกนั เพอ่ื นำ� ไปใชใ้ นการพฒั นาการสอน
จึงควรส่งเสริมให้มีการน�ำรูปแบบการจัดการเรียน
รู้การแกโ้ จทย์ปญั หาคณิตศาสตร์ใช้เทคนิค KWDL 7. องค์ความรู้ที่ไดร้ ับ
ในการใช้ในการจดั การเรยี นรู้
1.2 การนำ� เทคนคิ KWDL ไปใช้ใน ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชา
การจัดการเรียนรู้ ในช่ัวโมงแรกครูผู้สอนควรสอน คณิตศาสตร์เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน
และยกตัวอย่างของการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา โดยใช้เทคนิค KWDL ส�ำหรับนักเรียนช้ันประถม
คณิตศาสตร์โดย ใช้เทคนิคการแก้โจทย์ปัญหา ศึกษาปีท่ี 3 ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนท�ำให้นักเรียนชั้น
คณติ ศาสตรแ์ ต่ละขัน้ ตอนใหช้ ดั เจน ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 ทีเ่ รียนโดยใชช้ ุดฝกึ ทกั ษะเร่อื ง
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 69
การบวก ลบ คูณ และหารระคน มีผลสัมฤทธ์ิ เรียนรู้ ตลอดจนการวัดผลและประเมินผลในการ
ทางการเรียนสูงขึ้น ครูสามารถน�ำไปเป็นแนวทาง เรียนรู้ให้สามารถน�ำความรู้ท่ีได้จากการเรียนไปใช้
การกำ� หนดเปา้ หมาย จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรสู้ อ่ื การ ประโยชนแ์ ละเป็นพื้นฐานในการเรยี นชั้นสงู ตอ่ ไป
References
Boonprom, S. (2015). The development of mathematical connection ability skill package
by Focusing Mind Mapping on topic of application of linear equation with one
variable for Mathayomsuksa 2 Students under The Secondary Education Service Area
Office 33. Master of Education Program. Graduate School : Surin Rajabhat University.
Department. (2008). The basic Education Core Curriculum B.E. 2551. Bangkok : Printing
of religion.
Jaiboon, S., Promraksa, K. and Witchuwaranan, W. (2018). The development of learning
achievement by using the KWDL learning activity package in mathematics on the
addition and subtraction problems in students grade 3 at Ban Bo Sam Saen School.
Bachelor of Education. Kamphaengphet : Kamphaengphet Rajabhat University.
Kaewmee, S. (2011). The development Learning Mathematic Problem Solving Management
Model by Using K-W-D-L Teaching Technique for Prathomsuksa Three Students.
Degree Master of Education. Graduate School : Thaksin University.
Laiheang, D., Thanachaikhan, N. and Bhanyaphreuk, S. (2018). The Construction of
Instructional Package to Develop Problem Solving Skill by Using K-W-D-L Technique
on the Topic of “Ratio, Proportion, and Percentage” for Mathayomsuksa 2
Students. Graduate School Journal, 11(1), 39-54.
Ninlaphan, M. (2015). Educational research methods. Nakhon Pathom : Silpakorn
University Press.
Pengsawatch, W. (2002). Classroom research. Bangkok : Suveiriyasan Printing House.
Salae, S. (2016). The Effect of using KWDL Learning Technique on Measures of Central Value
for Mathayomsuksa 5 Student’s Mathematics Achievement and Communication
Abilities. Master of Science Program. Graduate School : Burapha University.
Sintapanon, S. (2010). Innovative teaching to improve the quality of youth. Bangkok :
Limited Partnership 9119 Technical Printing.
การศึกษาแนวคดิ ทางอภปิ รัชญาของปราสาทขอม
ในจงั หวัดนครราชสีมา*
An Analytical Study of Metaphysics Regarding Khom
Castle in Nakorn Ratchasima Province
พระยุทธนา อธจิ ติ โฺ ต1 และฆริศา ไซอ�่ำเอ่ียม2
Phra Yuttana Atijitto and Karisa Saiameam
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตนครราชสมี า1
นักวจิ ัยอิสระ2
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakorn Ratchasima Campus, Thailand
Independent researcher, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวจิ ยั ครงั้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื 1) ศกึ ษาประวตั ศิ าสตรข์ องปราสาทขอมในจงั หวดั นครราชสมี า
ตามหลักอภิปรัชญาศาสนา 2) ศึกษาแนวคิดและลักษณะที่ปรากฏทางอภิปรัชญาของปราสาทขอม
และ 3) ศึกษาแนวคิดทางอภิปรัชญาของปราสาทขอมในจังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
โดยศึกษาจากด้านศิลปวัตถุปราสาทขอมในจังหวัดนครราชสีมา ด้านเอกสารจากพระไตรปิฎก หนังสือ
ท่เี ก่ยี วกบั อภิปรชั ญาตลอดจนงานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง
ผลการวจิ ยั พบวา่ ปราสาทขอมในจงั หวดั นครราชสมี า มปี ราสาทหนิ อยู่ 2 แหง่ คอื ปราสาทหนิ
พมิ าย และปราสาทหนิ พนมวนั เปน็ แหลง่ โบราณสถานสมยั ขอมทใ่ี หญโ่ ตและงดงาม เดมิ ใชเ้ ปน็ เทวสถาน
ของศาสนาพราหมณ์ ตอ่ มาไดใ้ ชเ้ ปน็ ศาสนาสถานพทุ ธศาสนามหายาน แนวคดิ และลกั ษณะทป่ี รากฏทาง
อภิปรัชญาของปราสาทขอมตามแบบศาสนาพราหมณ์ เป็นแบบเทวนิยมท่ีมีเทพเจ้าท้ังหลาย ผู้สถิตอยู่
ณ สรวงสวรรคภ์ เู ขาพระสเุ มรุ อนั เปน็ แกนกลางของจกั รวาล การสรา้ งปราสาทจงึ เปรยี บเสมอื นการจำ� ลอง
เขาพระสเุ มรเุ พอ่ื เปน็ ทส่ี ถติ ของเทพเจา้ มกี ารสรา้ งรปู เคารพของเทพเจา้ ขนึ้ ประดษิ ฐานไวภ้ ายใน ตามดว้ ย
พิธีกรรมทางศาสนา การวิเคราะห์แนวคิดทางอภิปรัชญาของปราสาทขอมในจังหวัดนครราชสีมาในการ
ออกแบบและรปู สญั ลกั ษณข์ องงามสถาปตั ยกรรมทม่ี คี ณุ คา่ ทางอภปิ รชั ญาทางศาสนาพราหมณแ์ ละพทุ ธ
* ได้รบั บทความ: 21 เมษายน 2563; แก้ไขบทความ: 8 ธันวาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ์: 23 ธนั วาคม 2563
Received: April 21, 2020; Revised: December 8, 2020; Accepted: December 23, 2020
72 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ศาสนามหายาน ถือเป็นความงามเชิงคุณค่าที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีคุณค่าคงที่ไม่ผันแปรและจะ
ปรากฏออกมาในลกั ษณะทเ่ี มอ่ื มนษุ ยเ์ ขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งดา้ นคณุ คา่ ทางความงาม คณุ คา่ ทางจติ ใจ คณุ คา่ ทาง
ประวตั ศิ าสตร์ และคณุ คา่ ทางสังคม
คำ� ส�ำคญั : แนวคดิ ; อภปิ รชั ญา; ปราสาทขอม
Abstract
This research The objectives are: 1) to study the history of Khom Castle in Nakhon
Ratchasima province, according to religious metaphysics, 2) to study the concepts and
appearances of the metaphysics of the Khom Castle, and 3) to study the metaphysical
concepts of Khom Castle in Nakhon Ratchasima Province. This is a qualitative research
by studying from the art objects of the Khom Castle in Nakhon Ratchasima province,
documents from the Tripitaka, books on metaphysics, as well as related research.
The research found that: the Khom Castle in Nakhon Ratchasima province, there
are 2 stone castles, namely Prasat Hin Phimai and Prasat Hin Phanom Wan. There are large
and beautiful Khom archaeological site. Originally used as a Brahmin shrine later, there
was a religion, Mahayana Buddhism. The concept and metaphysical appearance of Khom
castle in the Brahmin style. Theism with all the gods, whose dwell in heaven Mount Phra
Sumen, which are the core of the universe. The construction of a castle is like a simulation
of Phra Sumen Mountain to be the home of the gods. The idols of the gods were created.
Up enshrined inside followed by a religious ritual an analysis of the metaphysical concepts
of Khom Prasat in Nakhon Ratchasima province in the design and symbolism of architectural
beauty with metaphysical value of Brahmanism and Mahayana Buddhism. It is a self-worth
beauty. It is of constant value and it will emerge in such a way when human beings are
involved in the aesthetic value, mental value, historical value and social values.
Keywords: Concept; Metaphysics; Khom Castle
1. บทนำ� สามารถใช้อธิบายวิชาอ่ืนๆ ได้ทุกวิชา เราจึง
สามารถน�ำหลักการของปฐมปรัชญาไปอธิบาย
อภิปรชั ญา หมายถึง ความรอู้ ันประเสรฐิ สาขาของปรชั ญาไดท้ ุกสาขา (Changkwanyuen,
ที่ย่ิงใหญ่เป็นความรู้ที่มีเน้ือความที่ลึกซึ้งย่ิงใหญ่ 2006 : 8) การศกึ ษาเกีย่ วกบั อภิปรัชญา หมายถึง
มากด้วยหลักพ้ืนฐานที่แท้จริงของจักรวาลและ
ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 73
ความเป็นจริงแท้ของสิ่งท้ังหลาย โดยใช้เหตุผล เป็นส่วนท่ีถูกน�ำมาพอกพูนเป็นเปลือกนอกห่อหุ้ม
เป็นเคร่ืองมือหรือเรียกส้ันๆ ว่า เป็นวิชาท่ีว่าด้วย แก่นภายในอันเป็นสาระที่เป็นความงามในพุทธ
การคาดคะเนความจรงิ ดว้ ยเหตผุ ล ไมย่ อมเชอื่ อะไร ศาสนาจึงมีศิลปวัตถุมากมายที่เป็นสัญลักษณ์ท่ี
งา่ ยๆ อยา่ งทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวใ้ นกาลามสตู รหรอื สะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในพุทธศาสนาความเชื่อ
เกสปตุ ตสตู ร (Mahachulalogkornrajavidyalaya ความศรัทธาร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และ
University, 1996) สงิ่ ตา่ งๆ เปน็ สอ่ื สญั ลกั ษณข์ องผคู้ นในแตล่ ะชมุ ชน
อภปิ รชั ญาเกย่ี วกบั เรอื่ งของชวี ติ เปน็ ความ ที่แสดงถึงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์และความแตกต่างทาง
ซาบซง้ึ ทมี่ คี ณุ คา่ ในจติ ใจของมนษุ ย์ “วชิ าทวี่ า่ ดว้ ย วัฒนธรรมของชุมชนในแต่ละแห่งน้ันด้วยภายใต้
ความสามารถรบั รไู้ ดด้ ว้ ยประสาทสมั ผสั เกดิ ความ สังคมที่มีวัฒนธรรมความเชื่ออันถือเป็นที่พึ่งทาง
รสู้ กึ ปตี ิยนิ ดีอ่มิ เอมใจ พอใจ และช่ืนชมในสิ่งต่างๆ จิตใจของผู้คนเช่นความเช่ือเร่ืองของนรกสวรรค์
ท่ีเข้ามาปะทะสัมพันธ์กับชีวิต อาจจะเป็นใน การเกิดและชีวิตหลังความตายความเชื่อเหล่าน้ี
ธรรมชาติเอง หรอื ที่มนุษยผ์ ลิตคิดค้นสร้างขึ้นโดย แสดงถงึ แนวคดิ ทางอภปิ รชั ญาในพทุ ธศาสนาแบบ
มีจดุ ประสงคใ์ ห้มคี วามงาม” ดงั เชน่ กลมุ่ ปราสาท ชาวบ้านทวั่ ไปอกี ด้วย (Popular Buddhism) คอื
ขอมในจังหวัดนครราชสีมา มีประวัติศาสตร์ของ มีการผสมผสานความเชื่อแบบด้ังเดิมและคติทาง
กลมุ่ ปราสาทขอมตามหลกั ศาสนา แนวคดิ ลกั ษณะ ศาสนาพราหมณ์มาใช้ดังปรากฏในสถานท่ีต่างๆ
และท่ีเป็นประติมากรรมทางอภิปรัชญาของกลุ่ม จากความสงสัยอยากที่จะเข้าใจในส่ิงต่างๆ ท่ีเกิด
ปราสาทขอมในจังหวัดนครราชสีมาท่ีศึกษา ขึ้นในคติความเช่ือของฮินดู (Phramaha Samai
ช้ีประเด็นให้ปรากฏทางศิลปะและประติมากรรม Thammasaro (Kong Hom), 2014)
ที่เกิดข้ึนจากการได้สัมผัสกับส่ิงท่ีมีความหมาย การที่มนุษย์จะสร้างงานท่ีมีคุณค่าทาง
และอุดมคติของชีวิต แล้วท�ำให้เกิดอารมณ์ทาง ศลิ ปะก็ล้วนต้องอาศัยวตั ถตุ า่ งๆ ในธรรมชาติหรือ
ศลิ ปะและประตมิ ากรรมออกมาเปน็ รปู ปราสาทหนิ อาศยั รปู แบบลกั ษณต์ า่ งๆ ในธรรมชาตเิ ชน่ เดยี วกนั
ท่ีสวยงาม ตามแนวความคิดทางอภิปรัชญากับ ฉะนั้น ศิลปะจึงเป็นเร่ืองของธรรมชาติเพราะ
ศาสนามีความคลา้ ยคลึงกนั ทั้งสองอย่างมีความสัมพันธ์กันในฐานะที่เป็นส่วน
ปราสาทขอมในจังหวัดนครราชสีมามี หนงึ่ ของธรรมชาตนิ น้ั ถา้ หากวา่ เราเปน็ ผเู้ ขา้ ใจมอง
2 แหง่ คอื ปราสาทหนิ พมิ าย และปราสาทหนิ พนมวนั ไมม่ สี งิ่ ใดทจี่ ะไมเ่ ปน็ สนุ ทรยี ะอนั นพี้ ดู ไปตามภาษา
งานศิลปะปราสาทหินในจังหวัดนครราชสีมาที่ ของนักศิลปะที่มองทุกอย่างเป็นศิลป์เหมือนกับ
ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นไม่เพียงใช้ฝีมือเท่านั้น แต่ยัง ธรรมะกเ็ หมอื นกนั ผทู้ เี่ ปน็ นกั ธรรมะกจ็ ะยอ่ มมอง
อาศัยความคิดและจิตวิญญาณสร้างด้วยรูปแบบ เห็นความเป็นไปต่างๆ ในโลกทุกแง่ทุกมุมเป็น
ศิลปะภายใต้ร่มเงาความเช่ือทางศาสนาพราหมณ์ คติธรรมได้ (Phramaha Udom Panyapo
ต่อมาใช้เป็นศาสนสถานพระพุทธศาสนามหายาน (Athasatsri), 2004) ในธรรมชาติหรืองานศิลปะ
74 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ต่างๆ ท่ีมนุษย์สร้างข้ึน ก็คือสุนทรียศาสตร์ท่ีแฝง อภิปรัชญาของปราสาทขอมเป็นอย่างไรและ
อยกู่ บั สง่ิ ๆ น้นั อุทยานปราสาทหินพมิ ายเปน็ หน่งึ แนวคิดทางอภิปรัชญาของปราสาทขอมในจังหวัด
ในอทุ ยานประวตั ศิ าสตรข์ องประเทศไทย ซงึ่ ถอื ได้ นครราชสมี าเปน็ อยา่ งไร โดยศกึ ษาแนวคดิ ลกั ษณะ
วา่ มคี วามสำ� คญั และมคี ณุ คา่ ทางจติ ใจ ในทางพทุ ธ ท่ีเป็นประติมากรรมท่ีปรากฏทางอภิปรัชญาของ
ศาสนาเองก็เห็นว่าศิลปวัตถุสามารถทาหน้าที่นี้ได้ ปราสาทขอมในจงั หวดั นครราชสมี า การศกึ ษาวจิ ยั
ถ้าน�ำพาให้คนตระหนักถึงศีลธรรมอันดี เพราะว่า ในเรอื่ งนจ้ี ะไดช้ ว่ ยเพมิ่ ความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจ
ศิลปะเป็นส่ือสารท่ีอธิบาย ถ่ายทอดอุดมคติต่างๆ เก่ียวกับคุณค่าของความงามประติมากรรมใน
รวมถึงจริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ีดีท่ีสุด ปราสาทหินพิมาย และปราสาทหินพนมวันให้
ทางหนงึ่ เชน่ เดยี วกบั ขอ้ เสนอของเซนต์ ออกสั ติน เขา้ ใจไดเ้ พม่ิ ขน้ึ ในอกี แงม่ มุ หนงึ่ ทผี่ วู้ จิ ยั นำ� เสนองาน
นักปรัชญาในยุคกลางซ่งึ เห็นว่า “ความหลอกลวง ทเ่ี ป็นอภิปรัชญา ความงาม และประติมากรรมใน
ของศิลปะ” สามารถเป็นเครื่องมืออันส�ำคัญที่ ปราสาทหนิ พมิ าย และปราสาทหินพนมวันในทาง
จะช่วยให้คนเรารู้และเข้าใจถึงความจริงได้ง่าย สรา้ งสรรคท์ จี่ ะสามารถสง่ เสรมิ ใหไ้ ดเ้ หน็ คณุ คา่ ของ
เช่นเดียวกบั ความเห็นของ อมิ มานเุ อล ค้านท์เหน็ ผลงานประติมากรรมมากขน้ึ ต่อไปดว้ ย
ว่า การสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นอัจฉริยภาพหรือ
ความสามารถส่วนตัวของศิลปินที่ไม่สามารถสอน 2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
กันได้เลย และไม่เหมือนวิทยาศาสตร์ งานศิลปะ
สามารถรับใช้ศีลธรรมได้ในแง่ของสัญลักษณ์ 1. เพอื่ ศกึ ษาประวตั ศิ าสตรข์ องปราสาท
(Symbol) (Panyaharn, 2008 : 1-2) แต่เนื่อง ขอมตามแนวคิดอภิปรัชญาศาสนาในจังหวัด
ในสังคมปัจจุบันเป็นสังคมท่ีเน้นเรื่องการศึกษา นครราชสมี า
การรอบรู้ในทางวิชาการสร้างสัญลักษณ์ให้เห็น 2. เพ่ือศึกษาแนวคิดและลักษณะ
เป็นรูปร่างนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยความเข้าใจ อิ่มเอม ทปี่ รากฏทางอภปิ รัชญาของปราสาทขอม
เปรมใจ และรู้คุณคา่ ดว้ ย มใิ ชส่ ัญลักษณท์ ี่มีความ 3. เพอ่ื ศกึ ษาแนวคดิ ทางอภปิ รชั ญาของ
หมายคลุมเครือ ปราสาทขอมในจังหวัดนครราชสมี า
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา
วิเคราะห์แนวคิดทางอภิปรัชญาของปราสาทขอม 3. วิธีด�ำเนนิ การวิจัย
ในจงั หวดั นครราชสมี าซง่ึ ผวู้ จิ ยั มแี นวคดิ ทอ่ี ยากจะ
ทราบว่า แนวคิดทางอภิปรัชญาของปราสาทขอม การวจิ ยั ครง้ั นี้ เปน็ การคน้ ควา้ วจิ ยั เอกสาร
ในจังหวัดนครราชสีมานั้น จะมีประวัติศาสตร์ เปน็ หลกั และงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เรอ่ื งการศกึ ษา
ของปราสาทขอมตามแนวคิดอภิปรัชญาศาสนา แนวคิดทางอภิปรัชญาของปราสาทขอมในจังหวัด
เป็นอย่างไร แนวคิดและลักษณะท่ีปรากฏทาง นครราชสีมาพบว่า มีอยู่ 2 แห่ง คือ ปราสาทหิน
พิมาย ในอ�ำเภอพิมาย และปราสาทหินพนมวัน
ในอ�ำเภอเมือง ดังน้ัน จึงได้ก�ำหนดขอบเขตการ
ปที ี่ 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 75
ศกึ ษาวจิ ยั ทงั้ ปราสาท เอกสาร และปราชญท์ อ้ งถนิ่ กล้าที่มีต่อศาสนาพร้อมกันน้ันก็ยังแสดงถึงบารมี
ไวโ้ ดยมีขั้นตอนตอ่ ไปดงั น้ี อันยิ่งใหญ่ของผู้สร้างปราสาทหินขอมในจังหวัด
1. ดา้ นศลิ ปวตั ถ-ุ ปราสาทขอมในจงั หวดั นครราชสมี าทง้ั ปราสาทหนิ พมิ าย และปราสาทหนิ
นครราชสีมา เช่น ปราสาทหนิ พมิ าย และปราสาท พนมวัน
หนิ พนมวนั 2. แนวคิดและลักษณะที่ปรากฏทาง
2. ด้านเอกสาร ข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ อภิปรัชญาของกลุ่มปราสาทขอม ซ่ึงได้ออกแบบ
พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยของมหาจุฬาลงกรณ กอ่ สรา้ งอยา่ งมอี ดุ มคตทิ างปรชั ญาศาสนาพราหมณ์
ราชวิทยาลัย ทถ่ี ือวา่ เทพเจา้ ทั้งหลาย ผู้สถิตอยู่ ณ สรวงสวรรค์
3. ด้านเอกสาร ข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ ภเู ขาพระสเุ มรุ อนั เปน็ แกนกลางของจกั รวาล ความ
เอกสารต�ำราเกี่ยวกับอภิปรัชญา หนังสือต�ำราที่ เช่ือเกี่ยวกับการสร้างปราสาทขอม ตามศาสนา
เก่ียวข้องกับปราสาทขอม พราหมณ์ สามารถสรปุ คตคิ วามเชอ่ื ไดด้ งั นี้ 1) เพอ่ื
4. ด้านเน้ือหางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ จ�ำลองเขาไกรลาสหรือเขาพระสุเมรุอันเป็นที่อยู่
อภิปรัชญา ของเทพเจ้าสูงสุดคือ องค์พระศิวะเจ้าในศาสนา
5. การจัดเกบ็ รวบรวมข้อมูล การจดั ท�ำ ฮนิ ดลู ทั ธไิ ศวะนิกาย 2) เพ่อื ถวายแก่องค์พระศวิ ะ
และการวิเคราะห์ การน�ำเสนอผลการวิเคราะห์ เจา้ ในศาสนาฮนิ ดลู ทั ธไิ ศวะนกิ าย 3) เพอื่ อทุ ศิ ถวาย
ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ซ่ึงน�ำเสนอ ใหก้ บั บรรพบรุ ษุ ผลู้ ว่ งลบั ไปแลว้ 4) เพอื่ เปน็ ทเ่ี กบ็ อฐั ิ
ข้อมูลในลักษณะวิธีการพรรณนาวิเคราะห์ ของบรรพบรุ ษุ และของผสู้ รา้ งเองเมอื่ คราวละสงั ขาร
(Descriptive Analysis) 5) เพอ่ื เปน็ ทอ่ี ยหู่ รอื ทป่ี ระทบั ของดวงวญิ ญาณของ
ผู้สร้างและการอยู่ร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ
4. สรุปผลการวจิ ัย องคพ์ ระศวิ ะ ซง่ึ เปน็ เปา้ หมายสงู สดุ เพราะมคี วาม
เชื่อว่า เมื่อถึงจุดนี้แล้ววิญญาณของผู้สร้างจะมี
1. ประวัติศาสตร์ของกลุ่มปราสาทขอม ความเปน็ อมตะ 6) เพอื่ เปน็ การประกาศเกยี รตศิ กั ด์ิ
ตามหลกั อภปิ รชั ญาศาสนา ในจงั หวดั นครราชสมี า เกียรติคุณและอ�ำนาจบารมีของผู้สร้างเองให้
มปี ราสาทหนิ อยู่ 2 แหง่ คอื ปราสาทหนิ พมิ ายและ ปรากฏแกส่ ายตาของสาธารณชน นอกจากนนั้ แลว้
ปราสาทหนิ พนมวนั ซงึ่ ถอื ไดว้ า่ ทง้ั สองปราสาทหนิ ยงั มคี ตคิ วามเชอื่ ในภาพแกะสลกั ลวดลายจติ กรรม
เป็นแหล่งโบราณสถานสมัยขอมที่ใหญ่โตและ ตา่ งๆ ทปี่ ระดับตกแตง่ อยู่ทต่ี วั ปราสาท ซึ่งมีความ
งดงาม ถูกสรา้ งข้นึ ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 16 ซงึ่ เดิม เกยี่ วข้องกับเทพเจา้ ทั้งสิ้นหรือเปน็ การบชู าเทพเจ้า
ใช้เป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ ต่อมาได้ใช้ 3. แนวคดิ ทางอภปิ รชั ญาทม่ี ตี อ่ ปราสาท
เปน็ ศาสนาสถานพทุ ธศาสนา มหายาน สมยั พระเจา้ ขอมในจงั หวดั นครราชสมี า การศกึ ษาโครงสรา้ งตวั
ชัยวรมันท่ี 7 สถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างท่ียิ่งใหญ่ อาคาร หนิ ทรายที่ใช้ก่อสรา้ ง สถาปตั ยกรรมตา่ งๆ
ท้ังสองปราสาท แสดงถึงพลังแห่งศรัทธาอันแรง
76 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ในตัวอาคารต่างๆ แบบขอมโบราญ เร่ืองราวท่ีมี เดยี วกบั กฎธรรมชาตทิ างวตั ถุ เชน่ กฎฟสิ กิ สท์ เ่ี ปน็
การแกะสลักบนหินทรายมีกรอบความคิดของช่าง อยเู่ ชน่ นนั้ โดยธรรมชาติ 4) การทคี่ นเราใหม้ าตรฐาน
ผอู้ อกแบบบนความเชอื่ ทเี่ ปน็ ความจรงิ ของศาสนา คุณค่าแตกตา่ งกนั ของปราสาทขอม เป็นเพราะยงั
พราหมณ์-ฮินดูก�ำกับทุกส่วนบนตัวอาคารทั้งหมด เขา้ ไม่ถึงความจริงแท้ เมอื่ เขา้ ถึงแล้วก็จะพบความ
ซ่ึงล้วนแต่เป็นความดีท่ีมนุษย์ได้สร้างข้ึนมาเพื่อ จรงิ สากลเดยี วกัน เช่นความจริงทศี่ าสตรท์ ัง้ หลาย
อทุ ศิ ถวายพระศวิ ะทง้ั สนิ้ แตค่ วามดที ดี่ ยี งิ่ ขน้ึ ไปคอื ได้แก่ ญาณวทิ ยา จริยศาสตร์ และสนุ ทรยี ศาสตร์
การทำ� สมาธเิ พอื่ เปน็ วธิ กี ารหลดุ พน้ จากความทกุ ข์ เป็นความจรงิ อย่างเดียวกัน
เกิดภัยต่างๆ ที่พบเห็นในขณะเวียนว่ายเกิดใน
สงั สารวฏั จดุ ประสงคก์ ารสรา้ ง จารกึ ตา่ งๆ ทป่ี รากฏ 5. อภิปรายผลการวิจัย
ในซากอิฐหินเหล่านั้นเป็นหน้าท่ีของนักโบราณคดี
ชว่ ยวิเคราะห์ ตคี วามความหมายของจารกึ เหล่าน้ี 1. ประวัติศาสตร์ของกลุ่มปราสาทขอม
ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาความเป็นมา ตามหลักอภิปรัชญาศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา
ของประวัติศาสตร์ของปราสาทหินขอมโบราณ พบว่า มีปราสาทหินอยู่ 2 แห่ง คือ ปราสาทหิน
ขณะเดยี วกนั กเ็ ปน็ ประโยชนก์ ารศกึ ษาปรชั ญาและ พิมายในอ�ำเภอพิมาย และปราสาทหินพนมวัน
ศาสนาได้เช่นเดียวกันในเร่ืองของความเช่ือที่เป็น ในอำ� เภอเมือง ดงั นน้ั ผูว้ ิจยั จึงได้นำ� ประวัติศาสตร์
ความจริงทางปรัชญาศาสนาท่ีปรากฏในราย ปราสาทหินพิมายและประวัติศาสตร์ปราสาทหิน
ละเอียดของการก่อสร้างไว้เพราะเมื่อปราสาทหิน พนมวันมาเสนอ ดังตอ่ ไปน้ี
ขอมโบราณเป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณฮ์ นิ ดู ประวัติศาสตร์ปราสาทหินพิมายต้ังอยู่ใน
การวเิ คราะหท์ างอภปิ รชั ญาทมี่ ตี อ่ ปราสาทขอมใน อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ถูกสร้างขึ้นในสมัย
จังหวัดนครราชสมี า สรุปได้วา่ 1) มนษุ ย์ประกอบ พระเจ้าสุริยวรมันท่ี 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16
ดว้ ยกายและจติ จติ เปน็ ผใู้ ช้ กายเปน็ ผรู้ บั ใช้ มนษุ ย์ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ เทวสถานของศาสนาพราหมณ์ ตอ่ มาใน
ไม่ควรเป็นทาสของวัตถุ แต่ต้องเป็นทั้งนายของ สมยั ของพระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 ไดท้ รงกลบั มาบรู ณะ
ตนเองและของปราสาทขอม 2) ความจรงิ นามธรรม ปฏิสังขรณ์และก่อสร้างปราสาทหินพิมายเพิ่มเติม
ของประสาทขอม เช่น ความดี ความงามเป็นส่ิง ขน้ึ มาอกี โดยลกั ษณะผงั ของปราสาทหนิ พมิ ายนน้ั
ตายตัวไม่ขึ้นกับกาลเวลา บุคคล สังคม สภาพ สร้างข้ึนคล้ายเขาพระสุเมรุตามคติความเชื่อ
แวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่เกิดในท่ีใด ยุคใด เก่ียวกับสวรรค์และโลกมนุษย์ โดยมีปราสาทหิน
สมัยใด ก็เข้าถึงความเจริญนามธรรมเดียวกันได้ พมิ ายเสมอื นประหนงึ่ เปน็ ทางเชอ่ื มตอ่ ระหวา่ งโลก
ทั้งสิ้น เป็นสิ่งท่ีแน่นอนตายตัว เป็นนิรันดรและ กบั สวรรค์ ปราสาทหินพิมายประกอบด้วยโบราณ
อกาลโิ ก 3) กฎเกยี่ วกบั ความจรงิ นามธรรมเกย่ี วกบั สถานสมัยขอมที่ใหญ่โตและงดงามอลังการวาง
ปราสาทขอมเป็นกฎสากลเป็นเช่นนั้นเสมอ เช่น ประกอบด้วย ปรางค์ใหญ่ องค์กลาง มีก�ำแพง
ส่ีเหลี่ยมล้อมรอบ มีซุ้มประตูส่ีทิศเป็นคูหาติดต่อ
ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 77
กันโดยตลอด ก�ำแพงสร้างด้วยหินทรายสีแดง สามารถใช้ประโยชน์ได้ถึงปัจจุบัน ทางด้านทิศ
ถัดจากลานเข้าไปจนจะถึงระเบียงคด ลงจาก ตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์มีอาคารก่อด้วย
ระเบยี งคด จะถึงปรางค์ 3 องคก์ ับอาคาร 1 หลัง หินทรายสีแดงเรียกว่า “ปรางค์น้อย” ภายใน
ปรางค์ 3 องค์ ประกอบด้วยองคใ์ หญ่อยู่ตรงกลาง ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู หินขนาดใหญ่ บรเิ วณโดย
ปรางเล็กซ้ายขวา องค์ทางซ้ายสร้างด้วยศิลาแรง รอบปราสาทมี ระเบียงคต สร้างด้วยหนิ ทรายและ
เรียกว่า ปรางค์พรหมทัต ฐานเป็นรูปส่ีเหล่ียม ศลิ าแลงลอ้ มเปน็ กำ� แพงอยู่ ประตทู างเขา้ เทวสถาน
มุมปรางค์ทางด้านขวาสร้างด้วยหินทรายสีแดง มีซุ้มประตูสลักหินทรายขนาดเล็กก่อสร้างเป็น
ชอื่ ปรางคห์ นิ แดง ปรางคใ์ หญอ่ งคก์ ลาง คอื ปรางค์ รปู หอสงู ทงั้ สท่ี ศิ บรเิ วณรอบนอก ปราสาททางดา้ น
ประธานของปราสาทหินแห่งน้ี เป็นแหล่งเรียนรู้ ทิศตะวันออกห่างจากโบราณสถานเกือบ 300
ประวตั ศิ าสตร์ ภมู ศิ าสตร์ การตงั้ ถน่ิ ฐานเปน็ บา้ นเมอื ง เมตร มีร่องรอยของคูน�้ำและเนินดิน เรียกกัน
ขนบธรรมเนยี มประเพณี คตกิ ารเคารพนบั ถอื ศาสนา แต่เดมิ ว่า “เนินนางอรพิมพ”์ หรือ “เนินอรพิม”
และอ่ืนๆ ของผู้คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังพบศิลาแลงจัดเรียงเป็นแนวคล้าย
ส่ิงก่อสร้างแห่งนี้แสดงถึงบารมีอันย่ิงใหญ่ของผู้ ซากฐานอาคารบนเนินแห่งน้ีด้วย สันนิษฐานว่า
สรา้ งและพลงั แหง่ ศรทั ธาอนั แรงกลา้ ทม่ี ตี อ่ ศาสนา น่าจะเป็น “พลับพลาลงสรง” ในรูปแบบพิเศษ
ประวตั ศิ าสตรป์ ราสาทหนิ พนมวนั ตง้ั อยทู่ ่ี ท่ไี มเ่ คยพบในทอี่ นื่ ๆ ของประเทศไทย อาจใชเ้ ปน็
บา้ นมะคา่ ตำ� บลบา้ นโพธ์ิ ถนนสายโคราช-ขอนแกน่ เรือนส�ำหรับรับรองเจ้านายหรือเป็นวังของ
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครราชสมี า เปน็ โบราณสถาน ผู้ปกครองเมืองพนมวัน แล้วก็เป็นพลับพลา
สถาปัตยกรรมในคติความเช่ือของเขมรโบราณ พระต�ำหนักรับเสด็จพระเจ้าชัยวรมันท่ี 7 หรือ
สร้างขึ้นมาราวพุทธศตวรรษท่ี 16-17 เพ่ือเป็น ผู้แทนพระองค์ที่น่าจะเดินทางมาถึงปราสาท
เทวสถานเพื่อใช้ประกอบพิธีในศาสนาพราหมณ์ พนมวันในยุคพุทธศตวรรษท่ี 18 เพื่อถวาย
ตอ่ มาภายหลงั ดดั แปลงเปน็ พทุ ธสถานเปน็ ปราสาท พระพทุ ธรูปพระชัยพทุ ธมหานาถ และจากการขดุ
หินท่ีมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย ค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร ท�ำให้เรารู้ว่า
ตัวปราสาทหินพนมวันสร้างเป็นปรางค์มีฉนวน ปราสาทหินพนมวันสร้างขึ้นจนเป็นยอดปราสาท
(ทางเดิน) ติดต่อกันเป็นรูปสี่เหล่ียม พระปรางค์ โดยสมบูรณ์แต่ก็พังทลายแบบถล่มลงมาอย่าง
มปี ระตซู มุ้ 3 ดา้ น ซมุ้ ประตดู า้ นทศิ เหนอื ประดษิ ฐาน รนุ แรงทำ� ใหช้ น้ิ สว่ นรปู สลกั ทมี่ อี ยไู่ มม่ ากนกั กระทบ
พระพทุ ธรปู ยืนปางประธานอภยั 1 องค์ ลักษณะ กนั จนแตกหกั เรอื นยอดปราสาทแตกละเอยี ดเปน็
ศิลปะแบบอยุธยา รอบปราสาทเป็นลานกว้างมี ช้ินเลก็ จนยากทจ่ี ะซอ่ ม ส่วนหนา้ บนั ก็มหี ลงเหลอื
ระเบียงคด ประกอบดว้ ยประตูทางเข้า 4 ทศิ ทาง จนเกือบครบทุกด้าน มีท้ังท่ียังไม่เริ่มแกะสลักไป
ด้านทิศตะวันออกมี “บาราย” หรือสระน้�ำขนาด จนถงึ แกะสลกั เสรจ็ แลว้ (Fine Arts Department,
ใหญ่ประจ�ำชุมชน เรียกว่า สระเพลง ซ่ึงยังคง 2001 : 22)
78 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
2. แนวคิดและลักษณะที่ปรากฏทาง เรยี กวา่ “เรอื ชนั้ ” หลงั คาแตล่ ะชน้ั นนั้ กท็ ำ� เปน็ การ
อภิปรัชญาของกลุ่มปราสาทขอม จากแนวคิด ย่อส่วนของปราสาท โดยการน�ำมาซ้อนกันในรูป
เรื่องโลกและมนุษย์กลุ่มปราสาทขอมจะเป็น ของสัญลกั ษณ์ แทนความหมายของเรือนฐานันดร
ทัง้ สสารนยิ ม นัน่ คอื การสรา้ งปราสาทเปน็ ตัวตน สงู โดยทเ่ี ปน็ ทส่ี ถติ ของเหลา่ เทพเทวดา “ปราสาท
เปน็ วตั ถสุ งิ่ ของจบั ตอ้ งสมั ผสั ไดเ้ ปน็ รปู ธรรมชดั เจน ขอม” หมายถึง อาคารทรงปราสาทที่สร้างขึ้นใน
เป็นส่งิ กอ่ สร้างด้วยวัสดสุ ง่ิ ของต่างๆ มีอิฐ หนิ ปูน วัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณเพื่อน�ำมาใช้เป็น
เป็นรูปแบบอาคารต่างๆ ดังท่ีได้เห็นอยู่วันนี้ ศาสนสถานในการประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา
เปน็ จติ นยิ มทม่ี จี ติ นาการสรา้ งรปู เทพเจา้ ตา่ งๆ ชว่ ง ท้ังในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนานิกายมหายาน
แรกเป็นเทพเจ้าสูงสุดองค์เดียวนับถือเป็นเอก อ ภิ ป รั ช ญ า ต า ม แ น ว ท า ง ป ร ะ ส า ท ข อ ม ไ ด ้ มี
เทวนยิ ม มีพระอนิ ทร์เป็นเทพสูงสุด ตอ่ มาไดส้ ร้าง วิวัฒนาการทางความคิดตามล�ำดับขั้นตอนคือ
เทพเจ้าต่างๆ ข้ึนมา เพื่อเคารพนับถือของสังคม 1) ความเชื่อในธรรมชาติ 2) ความเชื่อในคติถือ
ยุคนั้น ให้เพียงพอกับความต้องการของสังคม ผีสาง เทวดา 3) ความเช่ือในวิญญาณบรรพบุรุษ
ซ่ึงนับถือแบบพหุเทวนิยมท่ีเรียกว่า ตรีมูรติ 4) ความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ 5) ความเช่ือ
มพี ระพรหมรปู ยนื พระศวิ ะพระพกั ตรแ์ ขง็ กระดา่ ง ทางร่างทรงกับพระรัตนตรัยค�ำว่า เช่ือ หมายถึง
พระวิษณุทรงครุฑอยู่ตามปราสาท โดยที่ลักษณะ เหน็ ตามดว้ ย มนั่ ใจ ไวใ้ จ (Royal Academy, 2003
ของเทพเจา้ ตา่ งๆ เหลา่ น้ี ประชาชนทเ่ี ขา้ ไปชมกลมุ่ : 372) ความเช่ือ ( Beliefs ) หมายถึง เห็นด้วย
ปราสาทขอมสามารถพบเห็นได้ทั่วไป และเป็น มั่นใจ ไว้ใจ และนับถือ ใจยอมรับว่าจริงแต่ต้องมี
ธรรมชาตินิยม เพราะมนุษย์ได้สร้างปราสาท ความรู้ตัวและความเข้าใจ เป็นผลอันเน่ืองมาจาก
ตามธรรมชาติของมนุษย์ท่ีต้องการใช้สอยส่ิงท่ี ความคดิ และความรสู้ กึ ของตวั เองเทา่ นั้น โดยไม่มี
มนษุ ยไ์ ดส้ รา้ งสรรคข์ นึ้ มามากกวา่ ตามสภาวะเหนอื การพิสูจน์เป็นทัศนคติของแต่ละบุคคลไป ในการ
ธรรมชาติ จึงเป็นลักษณะของเทพเจ้าในสรวง ทจี่ ะยอมรบั สง่ิ ทไ่ี ดร้ ู้ ได้เหน็ โดยไม่ต้องการเหตผุ ล
สวรรค์ที่มนุษย์ไม่สามารถจับต้องได้ แต่ที่มนุษย์ มาอธิบาย และเป็นการยอมรับอันเกิดอยู่ใน
สร้างเป็นลักษณะธรรมชาติ จึงเป็นรูปปราสาทที่ จติ ใตส้ ำ� นกึ ของมนษุ ยต์ อ่ พลงั อำ� นาจเหนอื ธรรมชาติ
ประกอบการใชส้ อยตามเจตจ�ำนงของมนษุ ย์ ดังที่ ที่เป็นผลดีหรือผลร้ายต่อมนุษย์หรือสังคม แม้ว่า
ปรากฏเห็นตามภาพจิตรกรรมท่ีก่อให้เกิดแนวคิด พลังอ�ำนาจเหนือธรรมชาติเหล่าน้ีไม่สามารถจะ
ทางอภปิ รชั ญา พิสูจนไ์ ด้ว่าเปน็ ความจริงแท้ได้ แตม่ นษุ ย์ในสังคม
ค�ำว่า “ปราสาท” (Prasada) มาจาก หน่ึงยอมรบั และให้ความย�ำเกรง การยอมรบั หรอื
รากศัพท์ภาษาสันสกฤต ซึ่งหมายถึง อาคารที่มี การยึดมั่นถือม่ันนี้อาจมีหลักฐานท่ีจะพิสูจน์ได้
สว่ นกลางเปน็ หอ้ งเรยี กวา่ “หอ้ งครรภคฤหะ” หรอื หรือไม่มีหลักฐานท่ีจะพิสูจน์สิ่งน้ันให้เห็นจริงก็ได้
“เรือนธาตุ” และมีหลังคาซ้อนกันอยู่หลายๆ ช้ัน (The University of Chicago, 1985 : 63) ความ
ปที ี่ 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 79
เชอ่ื เปน็ สง่ิ ทมี่ นษุ ยค์ อ่ ยๆ เรยี นรแู้ ละทำ� ความเขา้ ใจ นิรามิสสุข เพราะพรหมันทรงเป็นความสุขที่
โลกท่ีเป็นมา นานหลายพันปี และเชอื่ ว่าความเชื่อ ปราศจากขอ้ บกพร่องทั้งมวล ดงั นัน้ ทกุ ประการที่
มีอ�ำนาจลึกลับจริงท่ีจะท�ำให้มนุษย์ได้รับผลดีผล มีอยู่ในพรหมันต้องเป็นความสุขสมบูรณ์ด้วย
รา้ ย เมื่อมนษุ ยก์ ลวั อ�ำนาจลกึ ลับนัน้ ก็จะกระทำ� (Bunsongsermsuk, 1987 : 80) ในศาสนา
ส่ิงต่างๆ เพ่ือมิให้ถูกลงโทษและเพ่ือให้อ�ำนาจน้ัน พราหมณถ์ อื วา่ แนวคดิ เรอื่ งโลกเปน็ แนวคดิ พนื้ ฐาน
พึงพอใจ ต่อมาจึงมีพิธีกรรมต่างๆ เพ่ือบูชา เซ่น ในคัมภีร์ต่างๆ ได้กล่าวถึงเร่ืองโลก การสร้างโลก
สรวงสังเวยเทพเจ้า เพราะเช่ือกันว่าสิ่งท้ังหลาย และส่ิงท้ังหลายในโลก ซ่ึงถือได้ว่าเป็นลักษณะ
ท้ังปวงที่เกิดขึ้นต้องมีผู้ดลบันดาลอยู่เบื้องหลัง พนื้ ฐานทางดา้ นอภปิ รชั ญา อนั จะนำ� ไปสแู่ นวความ
ให้เกิดข้ึนเป็นแน่แท้ ให้มนุษย์ตั้งเทพเจ้าประจ�ำ คิดเร่ืองอื่นๆ คือ เรื่องพรหมัน อาตมัน ชีวาตมัน
สิง่ นน้ั ๆ ข้นึ (Punnotok, 1985 : 350-351) ความ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างพรหมันกับโลก
เช่ือทางศาสนาพราหมณ์เริ่มเกิดข้ึนในอินเดียก่อน เป็นต้น (Rattanaphak, 1979 : 21) ความเชื่อ
สมัยพุทธกาลเบ้ืองต้นมีความเช่ือพื้นฐานท่ีส�ำคัญ ทวั่ ไปเกย่ี วกบั วญิ ญาณ การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ความ
ท่ีสดุ คอื ความเชือ่ เก่ียวกบั เทพเจ้า เชือ่ ว่ามีความ เช่ือท่ัวไปเกี่ยวกับวรรณะ ความเชื่อท่ัวไปเก่ียวกับ
ส�ำคัญต่อวิถีชีวิตประจ�ำวันและจะต้องปฏิบัติตาม กรรม กอ่ นท่ีจะเกดิ ความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์
ค�ำสอนของพระเจ้าผู้อ�ำนาจซ่ึงได้ก�ำหนดไว้ใน ข้ึนในประเทศอินเดียได้มีความเช่ือทางไสยศาสตร์
คัมภีร์พระเวท และมีความเชื่อพื้นฐานอื่นๆ อีก อยู่ก่อนแล้วในประเทศอินเดีย และเมื่อเกิดความ
คือ ความเชื่อทั่วไปเกี่ยวกับพระเจ้าสูงสุด ได้แก่ เชื่อทางศาสนาพราหมณ์ข้ึนในอินเดีย จึงได้มีการ
พระพรหม พระวิษณุ พระอิศวร หรือเรียกว่า ผสมผสานความเช่ือทางไสยศาสตร์เข้าไว้ใน
ตรีมูรติ เช่ือว่าความจริงแท้แน่นอนมีส่ิงเดียว ความเช่ือทางศาสนาพราหมณ์ด้วยในบางส่วน
นริ นั ดร สภาวะของเทพเจา้ หรอื พรหมนั ในลกั ษณะ (Chalarate, 2001 : 12) ความเชื่อทางศาสนา
นี้ มคี ณุ สมบตั ทิ ส่ี ำ� คญั และจำ� เปน็ อยู่ 3 ประการ คอื พราหมณ์ และพระพุทธศาสนามหายานที่ปรากฏ
1) การมีอยู่ พรหมนั ตอ้ งมอี ยใู่ นฐานะท่ีเป็นสาเหตุ ตามปราสาทขอม มีวิวัฒนาการความเป็นมา
ของโลก ชวี ติ และสงิ่ ตา่ งๆ 2) การมสี ตสิ มั ปชญั ญะ ยาวนานกบั ความคดิ จนิ ตนาการทเี่ ปน็ วถิ ชี วี ติ อยา่ ง
พรหมนั ตอ้ งมสี ตสิ มั ปชญั ญะ เพราะทรงเปน็ ผสู้ รา้ ง ต่อเนื่อง ที่เหมาะสมเอื้ออ�ำนวยต่อการพัฒนา
สงิ่ ต่างๆ 3) การมนี ริ ามสิ สุข สิง่ ต่างๆ ที่มีอยนู่ มี้ า อารยธรรมและวัฒนธรรมประเพณี โดยเฉพาะ
จากพรหมัน รวมท้ังความสุขอันเป็นส่ิงท่ีมนุษย์ อารยธรรมจากอินเดียเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต
แสวงหาด้วย ในเมื่อพรหมันเป็นผู้ให้ความสุขแก่ ความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อทางศาสนา
ชีวาตมันท้ังมวล ตัวพรหมันเองก็ต้องมีความสุข พราหมณ์ในรูปเทพเจ้าต่างๆ ด้านพุทธปรัชญา
หรือเป็นความสุขอยู่ในตัวเองด้วย เพราะต้องเป็น อธิบายหลักพุทธธรรมเรื่องความจริงแท้มา
ความสขุ ทเี่ ปน็ ความสขุ อยา่ งยง่ิ คอื อานนั ทะ หรอื วเิ คราะหด์ ว้ ยเหตผุ ลทางปรชั ญา เชน่ ยอมรบั ความ
80 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
เปน็ จรงิ ของจกั รวาลวา่ สสารมอี ยจู่ รงิ โดยจติ ไมต่ อ้ ง 3.1 คุณค่าทางด้านสุนทรียศาสตร์
รับรู้ก็ได้ การเกิดขึ้นของมนุษย์ตามหลักชีววิทยา (Aesthetic values) คณุ คา่ ดา้ นสนุ ทรยี ะ หมายถงึ
และวทิ ยาศาสตรแ์ ละจะดำ� เนนิ ไปตามกฎธรรมชาติ ความงามดา้ น สถาปตั ยกรรม ภาพแกะสลกั ลวดลาย
หรือกฎสากลเช่นกฎไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท บนตัวปราสาทได้สนองต่ออารมณ์หรือความรู้สึก
ธรรมนิยาม นพิ พานเป็นภาวะแทจ้ รงิ ท่ีสุด มนษุ ย์ ในแงข่ องความงาม ในการตดั สนิ คณุ คา่ ทางสนุ ทรยี ะ
จะไม่ต้องได้รับความทุกข์จากกิเลสตัณหาและ คือการตัดสินวัตถุไม่ใช่ผู้รับรู้ แต่สัมพัทธ์นิยมเชื่อ
ไมต่ อ้ งเวยี นวา่ ยตายเกดิ อกี ตอ่ ไป การเขา้ สนู่ พิ พาน เหมือนจิตวิสัยว่า คุณค่าทางสุนทรียะไม่ใช่ส่ิง
เกิดขึ้นได้ด้วยจิตท่ีมีความต้ังใจอย่างสูงท่ีจะขจัด สมบูรณ์หรือมีค่าในตัวเองมันสัมพันธ์กับการรับรู้
กิเลสตัณหาให้ได้อย่างสิ้นเชิงและปฏิบัติตามหลัก ทางสุนทรียะของผู้รับรู้ ดังน้ันถึงแม้คุณค่าทาง
มรรค 8 รวมทง้ั การพจิ ารณาใหร้ เู้ หน็ ความเปน็ จรงิ สุนทรียะจะเป็นคุณสมบัติของวัตถุแต่การตัดสิน
ตามหลักอริยสัจ ดังพุทธพจน์ทว่ี า่ “อานนท์ สง่ิ ใด คณุ คา่ ทางสนุ ทรยี ะอาศยั เพยี งวตั ถอุ ยา่ งเดยี วไมไ่ ด้
มีความแตกสลายเป็นธรรมดา สิ่งน้ันเราเรียกว่า เราต้องอาศัยหลักฐานจากการรับรู้ทางสุนทรียะ
“โลก” ก็อะไรเล่าช่ือว่า มีความแตกสลายเป็น ด้วยเช่นกัน (Komutrattananon, 1996 : 91)
ธรรมดาสลาย คอื จกั ข.ุ ...รปู ... จกั ขวุ ญิ ญาณ...จกั ขุ ความงามของประติมากรรมในปราสาทหินพิมาย
สมั ผสั มคี วามแตกสลายเปน็ ธรรมดา แมค้ วามเสวย และปราสาทหนิ พนมวนั มลี กั ษณะทสี่ อดคลอ้ งและ
อารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์ หรือมิใช่สุข มิใช่ทุกข์ มคี วามสมั พนั ธก์ บั ความเชอื่ ศาสนา อาจกลา่ วไดว้ า่
ทเ่ี กิดขนึ้ เพราะจกั ขสุ มั ผสั เป็นปจั จัยกม็ ีความแตก ความมีอยู่ของความงามของประติมากรรมใน
สลายเปน็ ธรรมดา” (Mahachulalogkornrajavid ปราสาทหนิ กค็ อื ความดี การทจี่ ะตดั สนิ วา่ ความงาม
yalaya University, 1996) นั้นมีอยู่หรือไม่ต้องพิจารณาถึงคุณค่าแห่งความดี
ในแง่มุมความงามของปราสาทหินท้ัง ไปด้วย เพราะฉะนั้นความงามของประติมากรรม
ปราสาทหนิ พนมวนั และปราสาทหนิ พมิ ายจะเหน็ ในปราสาทหินจึงมีลักษณะที่ไม่เหมือนแนวคิด
ได้จากสถาปัตยกรรมและปติมากรรมที่บ่งบอกถึง ตะวันตก ความงามของประติมากรรมในปราสาท
ความเจริญรุ่งเรืองในแต่ละยุคของการสร้าง หินพิมายและปราสาทหินพนมวันนอกจากจะมี
ปราสาทและความเชอ่ื ของคนในสมยั นนั้ ๆ นอกจาก คณุ คา่ ทางสนุ ทรยี ภาพแลว้ แตก่ ย็ งั มปี ระตมิ ากรรม
นใ้ี นดา้ นพธิ ีกรรมตา่ งๆ ก็แสดงให้เห็นถึงความจริง ทใ่ี หค้ วามจรงิ ทางอภปิ รชั ญา ความดที างจรยิ ศาสตร์
ความดี ความงามทางขนบธรรมเนยี มประเพณขี อง อกี ดว้ ย
คนในสมัยน้นั อีกดัวย 3.2 คุณค่าทางด้านจิตใจ ปราสาท
3. แนวคิดทางอภิปรัชญาของปราสาท หินพิมายและปราสาทหินพนมวันนับว่าเป็น
ขอมในจงั หวดั นครราชสมี าการวเิ คราะหด์ า้ นคณุ คา่ ปราสาททมี่ ศี ลิ ปะทเ่ี กา่ แกท่ ส่ี ดุ สรา้ งขน้ึ เพอ่ื ประโยชน์
ของปราสาทหินพิมายและปราสาทหนิ พนมวัน ในทางไสยศาสตร์ ศาสนากจิ การปกครอง การเมอื ง
ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 81
และเพอื่ ประโยชนอ์ ยา่ งอนื่ มคี วามสำ� คญั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง และรปู แบบทางศลิ ปะบง่ บอกวา่ ประสาทหนิ ไดถ้ กู
กบั ชีวิตความเปน็ อย่ขู องมนุษย์ ตัง้ แตส่ มัยโบราณ สร้างข้ึน เป็นเป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์
จนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายการสร้างผลงาน เชอ่ื กนั วา่ เปน็ ตน้ แบบแหง่ ปราสาทนครวตั ของเขมร
ประติมากรรมซ่ึงแต่เดิมสร้างข้ึนเพ่ือเป็นศูนย์รวม เป็นแหล่งรวมอารายธรรม โบราณวัตถศุ ลิ ปะขอม
จติ ใจของประชาชน อันเกีย่ วกบั ศาสนา พระมหา เอาไวจ้ ำ� นวนมากและนา่ สนใจทสี่ ดุ ในประเทศไทย
กษัตริย์หรือผู้ปกครองประเทศ ในการกราบไหว้ ถอื วา่ เปน็ อภปิ รชั ญาทางดา้ นวตั ถนุ ยิ มทท่ี รงคณุ คา่
บูชาสิ่งศักด์ิสิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของคนในชุมชน ในทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
จนเป็นประเพณีบวงสรวงบูชาส่ิงศักดิ์สิทธิ์ของ 3.4 คุณค่าทางด้านภูมิปัญญาของ
ประสาทหนิ เปน็ ประจำ� ปี ดงั เชน่ ประเพณบี วงสรวง ปราสาทหนิ พมิ ายและปราสาทหนิ พนมวนั ลกั ษณะ
กราบไหว้บูชาส่ิงศักดิ์สิทธ์ิของปราสาทหินพิมาย การกอ่ สรา้ งปราสาท มแี ผนผงั แสดงถงึ การกอ่ สรา้ ง
คู่บ้านคู่เมืองของชาวพิมายจังหวัดนครราชสีมา อาคารโดยใช้แกนทิศเป็นหลัก อันเป็นท่ีนิยมมา
ที่ จั ด ข้ึ น ใ น ช ่ ว ง เ ดื อ น พ ฤ ศ จิ ก า ย น ข อ ง ทุ ก ป ี ตงั้ แตป่ ระมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 16 ดว้ ยอาคารสรา้ ง
ประตมิ ากรรม ทส่ี รา้ งขน้ึ ในคตคิ วามเชอ่ื ทางศาสนา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งพบทั่วไปส�ำหรับ
ฮินดู และคติความเช่ือในพระพุทธศาสนานิกาย ศาสนสถานทงั้ ในประเทศกมั พชู าและไทย ประกอบ
มหายาน ซง่ึ ปรากฏในสว่ นตา่ งๆ ของปราสาท เชน่ ด้วยอาคารขนาดแตกต่างกัน เช่น พลับพลา ซุ้ม
บนทบั หลงั หนา้ บาน กลบี ขนนุ ปรางค์ เสา และยงั ประตูทางเข้า ปราสาทประธาน ซากปราสาทอิฐ
เป็นปราสาทขอมท่ีเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธนิกาย ปรางคน์ อ้ ย และเบยี งคดลอ้ มรอบปราสาท ชน้ิ สว่ น
มหายาน ในสมยั พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 ดงั นน้ั คณุ คา่ ประดับสถาปัตยกรรมท่ีปรากฏลวดลายแกะสลัก
จิ ต ใ จ ข อ ง ป ร ะ ส า ท หิ น จึ ง ห ม า ย ถึ ง ตั ว ข อ ง ที่พบจากปราสาทพิมายและปราสาทหินพนมวัน
ประติมากรรมท่ีเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธ์ิและมี มรี ปู แบบศลิ ปะเปน็ ทนี่ ยิ มในชว่ งกอ่ นพทุ ธศตวรรษ
ความศรัทธาของพ้ืนท่ีประสาทหินพิมายและ ท่ี 16-17 และช้ินส่วนเหล่านี้ไม่สามารถน�ำมา
ปราสาทหินพนมวัน ซ่ึงเป็นความจริงทางจิตนิยม ประกอบติดตั้งเข้ากับส่วนใดๆ ของปราสาท
ของอภปิ รัชญา สันนิษฐานว่าอาจเป็นช้ินส่วนสถาปัตยกรรมหรือ
3.3 คุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ กลมุ่ ปราสาทอฐิ ทป่ี รากฏอยโู่ ดยรอบ ชน้ิ สว่ นเหลา่
ปราสาทหนิ พมิ ายและปราสาทหนิ พนมวนั จงั หวดั นี้ได้แก่ ทับหลัง ช้ินส่วนหน้าบัน และเสาประดับ
นครราชสีมา ประกอบด้วยศาสนาสถานสมัยขอม กรอบประตู ซึ่งบางช้ินได้ถูกน�ำไปใช้เป็นวัสดุ
ท่ใี หญ่โตและงดงามอลังกา เป็นแหล่งโบราณคดีท่ี ก่อสร้างศาสนสถานสมัยหลังด้วย นอกจากน้ี
มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของ ลักษณะพเิ ศษของปราสาทหนิ พมิ าย คือ ปราสาท
ปราสาทหินพิมายและปราสาทหินพนมวนั จึงเปน็ หินแห่งนี้สร้างหันหน้าไปทางทิศใต้ต่างจาก
ประสาทหนิ ทม่ี ขี นาดใหญ่ จากหลกั ฐานศิลาจารกึ ปราสาทหินอื่นท่ีมักหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
82 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
สันนิษฐานว่าเพื่อให้หันรับกับเส้นทางท่ีตัดมาจาก เชิงคุณค่าเมื่อมนุษย์เข้าไปเก่ียวข้องทั้งด้านคุณค่า
เมืองยโศธรปุระเมืองหลวงของอาณาจักรเขมร ทางสุนทรียศาสตร์ คุณค่าทางจิตใจ คุณค่าทาง
ซ่ึงเข้าสู่เมืองพิมายทางด้านทิศใต้ ถือเป็นคุณค่า ประวัติศาสตร์ คุณค่าทางภูมิปัญญา และคุณค่า
ด้านภมู ปิ ญั ญาของคนในสมัยนั้นทงั้ ส้ิน ทางสงั คม
3.5 คุณค่าทางสังคม ปราสาทหิน กล่าวโดยสรุปแล้ว ปรชั ญาเรยี กรวมๆ ว่า
พมิ ายและปราสาทหนิ พนมวนั ถอื เปน็ เทวสานและ “ความคดิ ” (idea) และเราก็ปฏเิ สธไม่ได้ว่าความ
พุทธสถานท่ีสังคมให้ความเคารพความเช่ือความ คดิ ไมม่ อี ยู่ เพราะสงิ่ ทง้ั หลายทเี่ ราคดิ ลว้ นเปน็ ความ
ศรทั ธามาต้ังแต่สมยั ท่ีกอ่ สรา้ งเสรจ็ ถอื เป็นเครื่อง คิดท้ังสิ้น ผลของความเช่ือเชิงอภิปรัชญาน�ำไปสู่
ยึดเหนี่ยวจิตใจของสังคมตลอดมา ตามความเชื่อ ความรทู้ เี่ ปน็ ญาณวทิ ยา จรยิ ศาสตร์ และสนุ ทรยี ศาสตร์
ทางศาสนา ทั้งศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา ตามดว้ ยพธิ กี รรมตา่ งๆ เปน็ แนวคดิ ทางอภปิ รชั ญา
ควบคกู่ นั และยงั ถอื เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วเชงิ วตั ถนุ ยิ ม ท่ีมีต่อปราสาทขอมในจงั หวัดนครราชสมี า
ท่ีมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สร้างรายได้ให้แก่
ชมุ ชนในท้องถ่ินได้เป็นอยา่ งมาก 6. ข้อเสนอแนะ
จากผลการวจิ ยั สรปุ วา่ การศกึ ษาสถาปตั ย
กรรมของปราสาทหนิ ในจงั หวดั นคราชสมี าทส่ี ำ� คญั ขอ้ เสนอแนะเพอื่ การนำ� ไปปรบั ใชเ้ พอื่ เปน็
2 แหง่ คอื ปราสาทหนิ พมิ าย และปราสาทหนิ พนมวนั แนวทางในการด�ำเนินการอย่างเป็นระบบและ
สามารถชีไ้ ดว้ า่ สถาปนกิ ไดอ้ อกแบบปราสาทท้งั 2 สามารถปฏิบตั ิได้ ดังต่อไปน้ี
ตามคติของจักรวาลและมณฑลในพุทธศาสนา 1. คนในท้องถ่ินควรร่วมมือกันอนุรักษ์
นิกายมหายาน คู่กับศาสนาพราหมณ์ โดยการใช้ รกั ษาโบราณสถาน ปราสาทหนิ พมิ ายและปราสาท
กระบวนการศึกษาจากถาวรวัตถุอาคารที่มีศักด์ิ หินพนมวนั เพอื่ ใหท้ างการไดป้ ระกาศขึน้ ทะเบยี น
สงู สดุ ไปสอู่ าคารทม่ี ศี กั ดติ์ ำ่� กวา่ เพอื่ หาความหมาย เป็นมรดกโลกตอ่ ไป
และระบบสญั ลกั ษณข์ องสถาปตั ยกรรม ในแนวทาง 2. หน่วยงานในท้องถ่ินท�ำการส�ำรวจ
อภปิ รชั ญาของปราสาทขอมในจงั หวดั นครราชสมี า และช่วยกันอนุรักษ์รักษาโบราณสถาน ปราสาท
ความงามของสถาปัตยกรรมประสาทหิน ที่มีอยู่ในชุมชนของตน เพื่อช่วยรักษามรดกของ
พิมายและประสาทหินพนมวัน ถือเป็นความงาม ชาตไิ วใ้ หอ้ นชุ นรนุ่ หลงั ไดศ้ กึ ษาประวตั คิ วามเปน็ มา
เชิงคณุ คา่ คือ ความงามท่ีมีความสมบรู ณ์ในตวั เอง ต่อไปและให้อยคู่ ่ชู ุมชนสบื ตอ่ ไป
มีคุณค่าคงท่ี ไม่ผันแปร ไม่ข้ึนอยู่กับสิ่งภายนอก 3. สถานศึกษาต่างๆ ควรจัดท�ำเป็น
เชน่ บคุ คลทเ่ี ขา้ ไปเกยี่ วขอ้ ง แตม่ คี ณุ คา่ ในตวั เองไม่ หลักสูตรท้องถ่ินหลักสูตรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
วา่ มนษุ ยจ์ ะเขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งหรอื ไมก่ ต็ าม ความงาม โบราณสถาน ปราสาทขอม ความเป็นมา วิธีการ
นนั้ ยงั คงอยแู่ ละจะปรากฏออกมาในลกั ษณะทเี่ ปน็ อนุรักษ์รกั ษาคณุ ค่าในด้านลกั ษณ์และอ่นื ๆ
ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 83
7. องค์ความรู้ท่ไี ด้รบั บคุ คลทเ่ี กดิ ในทใ่ี ด ยคุ ใด สมยั ใดกเ็ ขา้ ถงึ ความเจรญิ
นามธรรมเดยี วกนั ไดท้ งั้ สนิ้ เปน็ สงิ่ ทแ่ี นน่ อนตายตวั
ผลของความเช่ือเชิงอภิปรัชญาน�ำไปสู่ เป็นนริ นั ดร และอกาลโิ ก
ความรู้ที่เป็นความจริง ความดีและความงาม 3. กฎเก่ียวกับความจริง นามธรรม
ตามดว้ ยพธิ กี รรมตา่ งๆ สรปุ เปน็ องคค์ วามรแู้ นวคดิ เกี่ยวกับปราสาทขอมเป็นกฎสากล เป็นเช่นนั้น
ทางอภิปรัชญาที่มีต่อปราสาทขอมในจังหวัด เสมอเช่นเดียวกับกฎธรรมชาติทางวัตถุ เช่นกฎ
นครราชสีมา ฟสิ ิกสท์ เ่ี ปน็ อยเู่ ช่นนั้นโดยธรรมชาติ
1. มนุษย์ประกอบด้วยกายและจิต 4. การที่คนเราให้มาตรฐานคุณค่า
จิตเป็นผู้ใช้ กายเป็นผรู้ บั ใช้ มนุษยไ์ มค่ วรเปน็ ทาส แตกต่างกันของปราสาทขอม เป็นเพราะยังเข้า
ของวัตถุ แต่ต้องเป็นท้ังนายของตนเองและของ ไมถ่ งึ ความจรงิ แท้ เมอ่ื เขา้ ถงึ แลว้ กจ็ ะพบความจรงิ
ปราสาทขอม สากลเดียวกัน เช่นความจริงที่ศาสตร์ท้ังหลายอัน
2. ความจรงิ นามธรรมของประสาทขอม ได้แก่ ญาณวทิ ยา จริยศาสตร์ และสุนทรยี ศาสตร์
เช่น ความดี ความงาม เป็นสิ่งตายตัวไม่ข้ึนกับ เป็นความจริงอยา่ งเดยี วกัน
กาลเวลา บคุ คล สงั คม สภาพแวดลอ้ ม ไมว่ า่ จะเปน็
References
Bunsongsermsuk, P. (1987). Thoughts about God in the autopsy. Research report. Bangkok
: Chulalongkorn University.
Chalarate, P. (2001). Metaphysics in the beliefs and religious rituals of Brahma in Nakhon
Si Thammarat. Research report. Chiang Mai : Chiang Mai University.
Changkwanyuen, P. (2006). Philosophy and way of life. Bangkok : Arun Printing Partnership.
Fine Arts Department. (2001). Prasat Hin Phanom Wan. Nakhon Ratchasima : Office of
Archeology and National Museum 9.
Mahachulalogkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tipitaka Version of Mahachula
logkornrajavidyalaya. Bangkok : Mahachulalogkornrajavidyalaya Printing House.
Panyaharn, N. (2008). Buddhist Aesthetics in Muang Nan Textiles. Research report. Chiang
Mai : Chiang Mai University.
Phramaha Samai Thammasaro (Kong Hom). (2014). Analytical study of aesthetic concepts
Sculpture in Prasat Hin Phimai. Master of Arts. Graduate School : Mahachulalong
kornrajavidyalaya University.
84 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
Phramaha Udom Panyapo (Athasatsri). (2004). A study of aesthetics of Buddhist art: a case
study of the Buddha statues of Ayutthaya period. Research report. Ayutthaya :
Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Punnotok, T. (1985). Folk culture: beliefs and beliefs. Bangkok : Chulalongkorn University.
Rattanaphak, U. (1979). Concept of the world in the philosophy of India in Asika. Research
report. Bangkok : Chulalongkorn University.
Royal Academy. (2003). Royal Academy Dictionary 1999. Bangkok : Nammee Book
Publication.
The University of Chicago. (1985). The New Encyclopaedia Britanica. Chicago : University
Chicago Press.
การจัดการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ตามแนวคดิ “ลดเวลาเรียน เพิม่ เวลารู”้ ในสถานศึกษา
สังกดั ส�ำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 25*
Learning Management of Social Studies, Religion and
Culture Department Based on the Concept ‘teach less, learn
More’ in Educational Institutes under the Office of Secondary
Education Service Area 25
พระมหาวฒั นา โชติปญโฺ ญ (รัตนนท์), สมควร นามสฐี าน, เอกราช โฆษติ พมิ านเวส และวิรัตน์ ทองภู
Phramaha Wathana Cotipanyo (Rattanon), Somkhuan Namseethan,
Ekkarach Kositpimanvach and Wirat Thongphu
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถปุ ระสงค์เพอื่ 1) ศึกษาสภาพ 2) ศกึ ษาเปรียบเทียบ และ 3) ศกึ ษาแนวทาง
การจดั การเรียนรกู้ ลุม่ สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามแนวคิด “ลดเวลาเรียน
เพมิ่ เวลาร้”ู ในสถานศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน สังกดั ส�ำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 25 เปน็ การ
วิจัยเชงิ ปริมาณ (Quantitative Research) ดว้ ยวธิ กี ารส�ำรวจ (Survey Research) ประชากร ไดแ้ ก่
ครูผ้สู อน จ�ำนวน 420 คน โดยสมุ่ กลมุ่ ตัวอย่าง ตามตารางเครจซีแ่ ละมอรแ์ กน (Krejcie & Morgan)
จำ� นวน 201 คน โดยใชส ถติ ิค่าความถี่ (Frequency) ค่ารอ้ ยละ (Percentage) คา่ เฉลีย่ (Mean) และ
ค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดยี ว (One Wey
ANOVA) ท�ำการเปรยี บเทียบความแตกตา่ งรายค่โู ดยวธิ ีการของเซฟเฟ่ (Scheffe)
* ได้รับบทความ: 14 กมุ ภาพันธ์ 2562; แกไ้ ขบทความ: 27 พฤศจิกายน 2563; ตอบรบั ตีพิมพ์: 23 ธันวาคม 2563
Received: February 14, 2019; Revised: November 27, 2020; Accepted: December 23, 2020
86 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามแนวคิด
“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 25 โดยภาพรวม อยใู่ นระดบั มาก ทง้ั 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นชวี ติ และการทำ� งาน ดา้ นการเรยี นรทู้ างสงั คม
และพหวุ ัฒนธรรม ด้านสารสนเทศสอ่ื และเทคโนโลยี ดา้ นการคิดเชงิ วิพากษแ์ ละการแก้ปญั หา และดา้ น
การสร้างสรรคแ์ ละนวัตกรรม
2. ผลการวเิ คราะหก์ ารเปรยี บเทยี บ จำ� แนกตามระดบั การศกึ ษา และจำ� แนกตามประสบการณ์
การทำ� งาน ไมแ่ ตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สำ� คัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั 0.05 ส่วนการจ�ำแนกตามขนาดสถานศึกษา
แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสำ� คญั ทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ซ่งึ เปน็ ไปตามสมมติฐานทตี่ ้ังไว้
3. แนวทาง การจดั การเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรมตามแนวคดิ
“ลดเวลาเรยี น เพมิ่ เวลาร”ู้ ครคู วรสง่ เสรมิ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรใู้ หน้ กั เรยี นแลกเปลย่ี นเรยี นรรู้ ว่ มกนั
เปน็ ทมี ทม่ี เี นอื้ หาเชอ่ื มโยงกบั ชวี ติ ภมู ปิ ญั ญา สงิ่ แวดลอ้ ม และชมุ ชนของนกั เรยี น โดยมกี ารประสานและ
แสวงหาความร่วมมือจากชุมชน และแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ
วฒั นธรรมของทอ้ งถนิ่ และโลก และครคู วรคำ� นงึ ถงึ ความสนใจ ความถนดั และความตอ้ งการของนกั เรยี น
ตามความแต่งตา่ งของบคุ คล
คำ� สำ� คัญ: การจัดการเรยี นรู้; ลดเวลาเรยี น เพิ่มเวลารู้
Abstract
The aims of this research were: 1) to study the condition, to compare, 2) to study
the ways, 3) to improve learning management of Social Studies, Religion and Culture
Department based on the concept ‘Teach less, Learn more’ in the educational institutes
under the Office of Secondary Education Service Area 25. This study is a quantitative research
method by using survey research, to collect the data from the research samples, including
420 teachers in the Department of Social Studies, Religion and Culture under the Office
of Secondary Education Service Area 25 and 201 of them were selected by Krejcie &
Morgan method. The statistics used in the data analysis were: Frequency, Percentage,
Mean, Standard Deviation, One Way ANOVA and Scheffe’s method of paired comparison.
The research results were as follows:
1. The overall mean score of the condition of learning management of Social
Studies, Religion and Culture Department based on the concept ‘Teach less, Learn more’
ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 87
in the educational institutes under the Office of Secondary Education Service Area 25
was rated at a high level. is ‘Life and Work’, ‘Social and Multicultural Learning’, ‘Media
and Technology’, ‘Critical Thinking and Problem Solving’ and ‘Creativity and Innovation’.
2. The comparative scores, classified by the samples’ personal factors: education
and working experiences were indifferent in the statistical significance level of 0.05.
However, the scores of the learning management studied based on the personal factor:
school size were different with the significance level of 0.05; this accepted the set
hypothesis.
3. The ways to develop the above mentioned learning management can be
organized as follows. The teachers should promote organizing the learning activities,
allowing the students to exchange their knowledge as a team with the content linked to
life, wisdom, environment and community of students by coordinating and seeking
cooperation from the community and learning resources outside the educational
institutions to give students a better understanding of local and world cultures. In organizing
such learning activities, the teachers should consider the interests, aptitudes and needs
of students according to the differences between individuals.
Keywords: learning management; Teach less, Learn more
1. บทนำ� และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ
เท่านั้นจึงจะประสบผลส�ำเร็จ ดังน้ัน การศึกษา
การจัดการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ในศตวรรษท่ี 21 จึงยึดผลลัพธ์ (Outcomes)
จะต้องเชื่อมโยงกับกระบวนการทางสังคม ระบบ ทั้งในด้านของความรู้ในวิชาแกนและทักษะแห่ง
เศรษฐกิจท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้ และต้องสอดคล้องกับ ศตวรรษใหม่ ซึ่งมีคุณค่า มีประโยชน์อย่างย่ิงต่อ
ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และ มนษุ ยท์ งั้ ในวยั เรยี น วยั ทำ� งาน ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
เทคโนโลยี และการเปล่ียนแปลงในทุกด้านท่ีเป็น และประสทิ ธผิ ลตอ่ ชวี ติ รวมทง้ั ทกั ษะแหง่ ศตวรรษ
ไปอยา่ งรวดเรว็ ต่อเนอ่ื ง ระบบการศกึ ษาแบบเดมิ ใหม่เข้ากับวิชาแกนช่วยเพ่ิมความแข็งแกร่งให้กับ
ท่ีเน้นความรู้ ท�ำให้ความรู้ไม่อาจพัฒนากับการ การศกึ ษาอยา่ งแทจ้ รงิ เนอื่ งจากการจดจำ� ขอ้ เทจ็ จรงิ
ปฏบิ ัตมิ คี ุณภาพโดยรอบด้านได้ การจัดการศกึ ษา คำ� ศพั ทต์ ามตำ� รา หรอื ทำ� ตามขน้ั ตอน หรอื นกั เรยี น
และการจัดการเรียนรู้จึงต้องเปลี่ยนแปลงอย่าง ปฏบิ ตั งิ านโดยไมใ่ ชค้ วามคดิ เปน็ กจิ กรรมทใ่ี ชค้ วาม
หลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่มีความรู้และทักษะในการ สามารถขั้นตำ�่ แตก่ ารแสดงความเข้าใจเชิงลกึ ผ่าน
รับมือกับการเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนอย่างต่อเนื่อง
88 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
การวางแผนการใชห้ ลกั ฐาน การใหเ้ หตเุ ชงิ นามธรรม ช่วยกระตนุ้ ให้นกั เรียนเขา้ ใจมากวา่ ท่องจ�ำ
ตอ้ งใชค้ วามสามรถในการคดิ ทสี่ งู กวา่ การเชอ่ื มโยง การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นกรอบ
ความคิดที่สัมพันธ์กันระหว่างเน้ือหาในสาขา วิสัยทัศน์ ด้านการศึกษา เพ่ือเตรียมนักเรียนให้
เดียวกันหรือต่างสาขา หรือการคิดค้นหาวิธีการ พรอ้ มเขา้ สกู่ ารเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21 ของไทยนน้ั
แก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนต้องอาศัยการต่อยอดทาง สอดคลอ้ งกบั ของหลายประเทศทเ่ี ปน็ ผนู้ ำ� ดา้ นการ
ความคิด การรู้คิด (Metacognition) ในระดับที่ ศึกษาของโลก ที่เห็นพ้องกันกับแนวคิดส�ำคัญ
สูงข้ึน ดังนั้น ระบบการศึกษาของศตวรรษที่ 21 ในศตวรรษที่ 21 เรือ่ งของจติ ส�ำนึกตอ่ โลก ความรู้
ความแขง็ แกรง่ จงึ หมายถงึ ความเปน็ เลศิ ในเนอื้ หา พน้ื ฐาน การประกอบสัมมาอาชพี ความรู้พน้ื ฐาน
และทักษะควบคู่กัน (Partnership for 21st ดา้ นพลเมอื ง สขุ ภาพ และสงิ่ แวดล้อม และทักษะ
Century Skills) ทจ่ี ำ� เป็นในศตวรรษที่ 21 อันได้แก่ ทักษะการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการ และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ ส่ือและ
เรยี นรรู้ ว่ มกนั มากกวา่ การเรยี นรแู้ บบตวั ใครตวั มนั เทคโนโลยี ทกั ษะการทำ� งาน ทกั ษะชวี ติ ทใี่ ชไ้ ดจ้ รงิ
(Individual Learning) เพราะการเรียนรู้ในแบบ (กบั ครอบครวั โรงเรยี น ชมุ ชน รฐั และประเทศชาต)ิ
ใหม่ต้องเป็นการเรียนรู้ที่แบ่งปันกัน ช่วยเหลือ โลกก�ำลงั เปลย่ี นแปลง คนท่ีมคี วามรู้และทักษะใน
เกอ้ื กลู กัน การเรยี นในปจั จุบนั ควรใหผ้ เู้ รียนได้ฝึก การรับมือกับความเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนอย่างต่อ
ปฏบิ ตั พิ รอ้ มทฤษฎไี ปพรอ้ มๆ กนั ไมใ่ ชแ่ ยกสว่ นกนั เนอ่ื ง และสามารถปรบั ตวั เองใหเ้ ขา้ กบั สถานการณ์
เรียนห้องเรียนในศตวรรษท่ี 21 ควรเปล่ียนจาก ใหมๆ่ ไดเ้ ทา่ นนั้ ทจ่ี ะประสบความสำ� เรจ็ ทกั ษะแหง่
ห้องเรียนธรรมดา (Class Room) เป็นสตูดิโอ ศตวรรษที่ 21 จะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้
(Studio) เป็นท่ีท�ำงานเป็นกลุ่มๆ ซ่ึงหมายความ และปรบั ตวั ตอ่ การเปลยี่ นแปลงไดต้ ลอดเวลา จาก
ว่าการเรยี นตอ้ งเปล่ยี นจาก Lecture Based เปน็ ผลผลการประเมินการศึกษาของนักเรียนต่�ำกว่า
Project Based ที่จะช่วยการเตรียมพร้อมให้กับ เกณฑ์ที่ก�ำหนด ท้ังผลการทดสอบระดับชาติ
นักเรียนเพื่อรับมือกับการท้าทายและโอกาสใน (O-NET) ผลการสอบ PISA ทงั้ ๆ ทโ่ี รงเรยี นใชเ้ วลา
อนาคตที่ไม่แน่นอน โดยการออกแบบสภาพ จัดการเรียนการสอนมากขึ้น เป็นเวลา 7 หรือ 8
แวดลอ้ มในการเรยี นรแู้ บบใหมเ่ พอื่ สนบั สนนุ ทกั ษะ ช่วั โมงตอ่ วัน
แห่งศตวรรษท่ี 21วสิ ัยทศั นข์ องสงิ คโปร์ “สอนให้ จากสภาพปัจจุบันปัญหาของส�ำนักงาน
น้อยลง เรียนให้มากขึ้น” (Teach Less, Learn เขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 25 เดก็ คดิ ไมเ่ ปน็
More) ซึ่งเป็นกรอบวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาของ วิเคราะห์ไม่ได้ ขาดทักษะชีวิต อัดแน่นเนื้อหา
สิงคโปร์สร้างขึ้นเพ่ีอเตรียมประเทศให้พร้อมเข้าสู่ วิชาการมากว่าให้เรียนรูด้ ้วยตนเอง เด็กนกั เรยี นมี
ศตวรรษท่ี 21 โดยใชเ้ ปน็ แนวทางการสอนแบบใหม่ ภาระงาน การบา้ นมากเกนิ ไป หรอื ตอ้ งนำ� การบา้ น
ที่ให้นักเรียนท�ำงานเป็นทีมและตัดสินใจร่วมกัน ไปท�ำที่บ้าน เด็กเครียด และต้องเรียนพิเศษมาก
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 89
จากการกลา่ วขา้ งตน้ สำ� นกึ งานคณะกรรมการการ มธั ยมศกึ ษา เขต 25
ศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน โดยส�ำนักวิชาการและมาตรฐาน 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการ
การศึกษา ได้น้อมน�ำพระราชด�ำรัสของสมเด็จ ปฏิบัติการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามแนวคิด
นโยบายของรัฐบาลเก่ียวกับการบริหารจัดการ “ลดเวลาเรียน เพิม่ เวลาร้”ู ในสถานศึกษา สังกดั
เวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” มาสู่การ ส�ำนกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 25
ปฏบิ ตั ใิ นโรงเรยี นอยา่ งเปน็ รปู ธรรม ครผู สู้ อนมกี าร 3. เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้
ปรับเปล่ียนรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นให้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและ
นักเรียนได้ปฏิบัติและเรียนด้วยตนเองมากขึ้น วฒั นธรรม ตามแนวคดิ “ลดเวลาเรยี น เพมิ่ เวลาร”ู้
นกั เรียนไดร้ ับการพฒั นาใหม้ ีคณุ ภาพ และมีความ ในสถานศึกษา สงั กดั สำ� นักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษา
สขุ ในการเรยี นอย่างแท้จรงิ มธั ยมศึกษา เขต 25
จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัย
มคี วามสนใจทจี่ ะศกึ ษาการจดั การเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระ 3. วธิ ดี �ำเนินการวิจัย
การเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ตามแนวคดิ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาร”ู้ ในสถาน การวิจัยเร่ืองนี้ เป็นการวิธีการวิจัยเชิง
ศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา ปริมาณ (Quantitative Research) โดยใชว้ ิธีการ
เขต 25 ว่ามีกระบวนการจัดการเรียนการสอน สำ� รวจ (Survey Research) มกี ระบวนการดำ� เนนิ
ตามแนวคิด “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” อย่างไร การวิจัยดงั นี้ คอื
บ้างมีปญั หาและอุปสรรคอยา่ งไร รวมทงั้ แนวทาง 1. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน กลุ่ม
พฒั นาเปน็ เชน่ ใด เพอ่ื นำ� ผลการวจิ ยั มาประยกุ ตใ์ ช้ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ในการจดั การเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ในสถานศึกษา สงั กัดส�ำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา
ศาสนา และวัฒนธรรมตามแนวคิด “ลดเวลาเรียน มธั ยมศกึ ษา เขต 25 จ�ำนวน 201 คน
เพ่ิมเวลารู้” ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
มากย่งิ ข้ึน แบบสอบถามเป็นมาตราส่วนประเมินค่า (Rating
Scale) ตามวธิ ีของลเิ คอรท์ (Likert) 5 ระดบั คือ
2. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั มากทส่ี ดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย นอ้ ยทสี่ ดุ ซงึ่ แบง่ เปน็
3 ตอน มคี วามเชอ่ื มนั่ ของแบบสอบถาม เทา่ กบั 0.94
1. เพ่ือศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ 3. การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่า
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ เฉลย่ี ( ) และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) ทง้ั ใน
วฒั นธรรม ตามแนวคดิ “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลาร”ู้ ภาพรวม รายด้านและรายข้อ แล้วแปลผลตาม
ในสถานศึกษา สังกัดส�ำนักเขตพื้นที่การศึกษา เกณฑก์ ารวิเคราะห์ วเิ คราะห์เปรียบเทยี บ โดยใช้
90 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
การวเิ คราะหค์ า่ (F - test แบบ One-way ANOVA) ตามขนาดสถานศกึ ษา แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั
การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เม่ือพบ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่
ความมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ ทดสอบรายคโู่ ดยวธิ กี าร ตัง้ ไว้
ของเชฟเฟ่ (Scheffe’s method) 3. แนวทางการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระ
การเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรมตาม
4. สรุปผลการวิจยั แนวคดิ “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลาร”ู้ ในสถานศกึ ษา
ขั้นพ้ืนฐาน สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
การวจิ ยั เรือ่ ง การจดั การเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระ มัธยมศกึ ษา เขต 25 ไดแ้ ก่ ครผู สู้ อนควรส่งเสริม
การเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรมตาม การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนแลกเปล่ียน
แนวคดิ “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลาร้”ู ในถานศึกษา เรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับชีวิต
สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม และชุมชนของนักเรียน
เขต 25 สรปุ ผลการวจิ ัยตามวัตถปุ ระสงค์ได้ดงั นี้ โดยมีการประสานและแสวงหาความร่วมมือ
1. ระดับการปฏิบัติของครูที่มีต่อการ จากชุมชน และแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาให้
จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา นกั เรยี นมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจวฒั นธรรมของทอ้ งถน่ิ
ศาสนา และวฒั นธรรมตามแนวคดิ “ลดเวลาเรยี น และโลก และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครู
เพิ่มเวลารู้” โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = ควรค�ำนึงถึงความสนใจ ความถนัด และความ
4.25, S.D. = 0.39) ทง้ั 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นชวี ติ และ ต้องการของนักเรียนตามความแตกต่างระหว่าง
การทำ� งาน ( = 4.35, S.D. = 0.49) ด้านการเรยี นรู้ บุคคล และครูควรมีการประยุกต์ใช้ส่ือนวัตกรรม
ทางสังคมและพหุวัฒนธรรม ( = 4.32, S.D. = การเรียนการสอนทหี่ ลากหลาย โดยให้นักเรยี นได้
0.43) ดา้ นสารสนเทศสอื่ และเทคโนโลยี ( = 4.25, แสดงออกและคดิ อยา่ งสร้างสรรค์
S.D. = 0.45) ด้านการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้
ปัญหา ( = 4.19, S.D. = 0.46) และด้านการ 5. อภิปรายผลการวิจัย
สรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม ( = 4.16, S.D. = 0.52)
2. ผลการวเิ คราะหก์ ารเปรยี บเทยี บ การ 1. ดา้ นชีวติ และการท�ำงาน อยใู่ นระดับ
จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา มาก ไดแ้ ก่ ครผู สู้ อนในกลมุ่ สารสงั คมศกึ ษา ศาสนา
ศาสนา และวฒั นธรรมตามแนวคิด “ลดเวลาเรียน และวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเน้นให้
เพ่ิมเวลารู้” ในสถานศึกษา สังกัดส�ำนักงาน นกั เรียนมีประสบการณต์ รง และสามารถนำ� ความ
เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 25 จำ� แนกตาม รู้ไปประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ได้ รวมถงึ มีการจัดกจิ กรรม
ระดับการศึกษา และประสบการณ์การท�ำงาน การเรียนรู้ที่สนับสนุนให้นักเรียนมีภาวะความเป็น
ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ ผู้น�ำและผู้ตามท่ีดี ซึ่งสอดคลองกับผลงานวิจัย
0.05 ซงึ่ ไมเ่ ปน็ ไปตามสมมตฐิ านทต่ี ง้ั ไวแ้ ละจำ� แนก ของน�ำ้ ผงึ้ มศี ลี (Meesil, 2017 : 18-208) พบว่า