ปีท่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 141
อายุ ระดบั การศกึ ษาและตำ� แหนง่ หนา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบ พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสังคม
มีความคิดเหน็ ไมแ่ ตกต่างกนั ดว้ ยหลกั พรหมวหิ าร 4
3. ข้อเสนอแนะการวิจยั ครัง้ ต่อไป
6. ข้อเสนอแนะ 3.1 ควรมกี ารศกึ ษาวจิ ยั เพอ่ื สง่ เสรมิ
หลกั พรหมวหิ าร 4 ในเรอื่ งอน่ื เพอื่ สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี น
1. ข้อเสนอแนะทวั่ ไป นกั ศกึ ษามหี ลกั พรหมวหิ าร 4 ทด่ี ใี นดา้ นอนื่ ๆ อนั จะ
1.1 ควรมีการสร้างบรรยากาศการ เป็นการพัฒนาให้บุคคลสามารถด�ำรงชีวิตอยู่ร่วม
จัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ กับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขและเป็นการ
นักเรียนสนใจในการส่งเสริมสาระหน้าท่ีพลเมือง สรา้ งภูมคิ ุม้ กันทางสังคมทดี่ อี ีกประการหนง่ึ
วฒั นธรรม และการด�ำเนนิ ชีวิตในสังคม ด้วยหลัก 3.2 ควรศกึ ษาเกยี่ วกบั ประสทิ ธภิ าพ
พรหมวหิ าร 4 ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในจติ ใจ และประสิทธิผลของการจัดการเรียน สาระหน้าท่ี
1.2 ควรใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ท่ีทัน พลเมืองวัฒนธรรม และการด�ำเนินชีวิตในสังคม
สมัยเพ่ือจูงใจกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจ ใฝ่รู้ ดว้ ยหลกั พรหมวหิ าร 4 แก่นกั เรยี น ในโรงเรยี น
ใฝ่เห็น 3.3 ควรศกึ ษาเกย่ี วกบั ดา้ นทม่ี คี ะแนน
1.3 ควรมีวิธีการวัดและประเมินผล เฉลยี่ น้อยท่ีสุด คอื ด้านการจัดเนือ้ หาในหลักสตู ร
ความก้าวหน้าทางสาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรม ประเด็นในแต่ละดา้ นทีม่ ีคะแนนเฉล่ยี น้อยที่สุด
และการด�ำเนินชวี ติ ในสงั คม ด้วยหลกั พรหมวิหาร
4 ของนกั เรียนดว้ ยวธิ ีการทหี่ ลากหลาย 7. องคค์ วามรทู้ ไี่ ด้รับ
1.4 ควรมีการสอดแทรกกิจกรรม
ภาคปฏบิ ตั จิ รงิ ในการสง่ เสรมิ สาระหนา้ ทพี่ ลเมอื ง จากผลการวิจัยเรื่อง สภาพการจัดการ
วฒั นธรรม และการดำ� เนินชีวิตในสงั คม ด้วยหลัก เรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา สาระหนา้ ทพี่ ลเมอื ง วฒั นธรรม
พรหมวหิ าร 4 ในรายวชิ าทส่ี อนอยา่ งสมำ�่ เสมอ และการด�ำเนินชวี ติ ในสงั คม ดว้ ยหลกั พรหมวิหาร
2. ขอ้ เสนอแนะในการน�ำผลวจิ ยั ไปใช้ 4 ของครูในสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
2.1 นักวิจัยและผู้สนใจด้านงานวิจัย มธั ยมศกึ ษา เขต 24 จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ แนวทางการ
สามารถน�ำผลการวิจัยน้ีไปใช้ประโยชน์ประยุกต์ จัดการเรียนรู้สังคมศึกษา สาระหน้าที่พลเมือง
และสรา้ งใหม่ อยา่ งเหมาะสมได้ วฒั นธรรม การดำ� เนนิ ชวี ติ ในสงั คม ดว้ ยหลกั พรหม
2.2 ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา วหิ าร 4 ของครสู ะทอ้ นใหเ้ หน็ ผลการสรา้ งบรรยากาศ
มธั ยมศกึ ษา เขต 24 หรอื หน่วยงานทีเ่ ก่ียวขอ้ งใน การเรียนรู้ในชั้นเรียนให้นักเรียนมีอารมณ์ที่
ดา้ นการศกึ ษา สามารถนำ� แนวทางการจดั การเรยี นรู้ สนกุ สนานในการเรยี น การนำ� เทคโนโลยที ที่ นั สมยั
สังคมศึกษา ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 ของครู เก่ียวกับเน้ือหาการเรียน มาใช้ในการจัดการเรียน
สังคมศึกษา เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีสาระหน้าที่ การสอนของนักเรียนอย่างตอ่ เน่อื ง
142 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
References
Ministry of Education (2012). Learning Management Approach to ASEAN Secondary
Schools. Bangkok : Printing Agriculture Cooperatives of Thailand.
Nirunthavee, S. (2006). Learning management documents to develop learners to be good
citizens. Research report. Bangkok : pimdee printing.
Office of the National Economic and Social Development Board. (2019). National Economic
and Social Development Plan No. 12. http://www.nesdb.go.th/ewt_dl_link.
php?nid=6422 (Accessed 10 January 2019).
Phattiyathani, S. (2006). Educational measurement. Kalasin : Coordination of printing.
Phra Dhamma Pitaka (P.A. Payutto). (2006). Dhamma Dharma revised and Expanded.
Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Printing.
Phra Krishna Wachiraya Mano (WaphakPetch). (2017). Teaching and Learning of Social
Studies, Religion and Culture in Promoting Moral Ethics for High School Students
in Udon Thani Municipality. Master of Buddhist Thesis. Graduate School : Mahachula
longkornrajavidyalaya University.
Sisa-at ard, B. (2002). Preliminary research. Bangkok : Suwiriyasan.
Thitakom, N. (2015). The application of the four Brahma in administration of school
administrators Office of Secondary Education, Area 42. Master of Science Thesis.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
แนวทางประชาธปิ ไตยเพอ่ื การพฒั นานโยบายสาธารณะ*
Democratic Approaches for the Development of Public Policy
พมิ พก์ มล เกษแกว้
Pimkamon Katkarw
มหาวิทยาลัยสวนดสุ ติ
Suan Dusit University, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
แนวทางประชาธิปไตยเป็นการให้ความส�ำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยยึด
ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชนท้ังจากกลุ่มที่เป็นทางการและไม่เป็น
ทางการมโี อกาสเขา้ สกู่ ระบวนนโยบายสาธารณะ คอื การเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มในการแสดงความคดิ ความเหน็
ในการแกป้ ญั หา และการเสนอทางออกเพอื่ แกป้ ญั หาโดยอาศยั ความมเี หตมุ ผี ล ความเสมอภาค ความเทา่
เทยี มในการแสวงหาแนวทางทด่ี ตี อ่ การพฒั นานโยบายสาธารณะทสี่ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการกบั ประชาชน
ค�ำส�ำคัญ: ประชาธิปไตยแบบมีสว่ นร่วม; ประชาธปิ ไตยแบบปรกึ ษาหารือ; การพฒั นานโยบายสาธารณะ
Abstract
The democratic approach is the focus of the people's participation process.
By people as the center of development which gives people both formal and informal
groups the opportunity to enter the public policy process, Participation in the expression
of ideas Opinions on problem solving and proposing solutions for solving problems by
reasoning, equality, equality in the search for good ways to develop public policies that
are in line with the needs of the people.
Keywords: Participation Democracy; Deliberative Democracy; development of public policy
* ได้รับบทความ: 11 ตลุ าคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 14 พฤษภาคม 2563; ตอบรับตีพิมพ์: 29 มถิ นุ ายน 2563
Received: October 11, 2019; Revised: May 14, 2020; Accepted: June 29, 2020
144 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
1. บทนำ� พัฒนานโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับสภาพ
ข้อเท็จจริงและสอดคล้องกับความต้องการของ
หลายทศวรรษที่ผ่านมานักวิชาการและ ประชาชนในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการลดข้อ
นกั พฒั นาประชาธปิ ไตยพยายามใหค้ วามสำ� คญั กบั ขัดแยง้ จากกระบวนการนโยบายดว้ ย
ความเป็นประชาธิปไตย เน่ืองจากประชาธิปไตย บทความนจ้ี งึ มงุ่ อธบิ ายโดยสงั เขปเกย่ี วกบั
เปน็ หลกั การทไ่ี ดร้ บั การยอมรบั จากนานาประเทศ แนวทางประชาธปิ ไตย ไดแ้ ก่ ประชาธปิ ไตยแบบมี
ท่ัวโลก เพราะเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นการ สว่ นรว่ ม (Participatory Democracy) ประชาธปิ ไตย
แสดงออกให้เห็นถึงการยอมรับความแตกต่างของ แบบปรกึ ษาหารอื (Deliberation Democracy) และ
กลุม่ ท่ีหลากหลายในสังคม ใหม้ ีความเทา่ เทียมกนั การมสี ว่ นรว่ มผา่ นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-participation)
ในการแสดงออกทางการเมอื ง (Pietrzyk-Reeves, รวมถึงการประยุกต์ใช้แนวทางประชาธิปไตยเพ่ือ
2006 : 2) ซง่ึ ไมใ่ ชเ่ พยี งแคก่ ารออกไปใชส้ ทิ ธใ์ิ นการ การพัฒนานโยบายสาธารณะ
เลอื กผแู้ ทนเทา่ นนั้ แตใ่ หร้ วมถงึ แนวทางทปี่ ระชาชน
มีโอกาสในการสร้างแนวทางประชาธิปไตยท่ี 2. ประชาธปิ ไตยแบบมีสว่ นรว่ มคอื อะไร
ประชาชนมคี วามรสู้ กึ ถงึ ความเปน็ เจา้ ของ และเขา้
มามีส่วนร่วมในการบรหิ ารของรัฐบาลมากขนึ้ คือ กอ่ นทกี่ ลา่ วถงึ นยิ ามของคำ� วา่ ประชาธปิ ไตย
การทำ� ให้ประชาชนมีสทิ ธิ เสรภี าพและมีสว่ นร่วม แบบมีส่วนร่วมน้ัน ผู้เขียนขอกล่าวถึงการนิยาม
ในทางการเมือง เพื่อผลักดันให้เกิดความเป็น ความหมายของคำ� วา่ “ประชาธปิ ไตย” กอ่ นเนอื่ งจาก
ประชาธปิ ไตยทส่ี มบรู ณ์ (Borwornsak, 2002 : 2) ในปัจจุบันกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาก
โดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าไปมี โดยเฉพาะการตีความหลักประชาธิปไตย ซ่ึงมี
ส่วนร่วมในการประชุม พูดคุย และปรึกษาหารือ หลากหลายมุมมองที่ถูกพัฒนามาจากทฤษฎี
เพอ่ื คน้ หาทางออกของประเดน็ ปญั หาหรอื การรว่ ม บรรทดั ฐาน (normative theory) และการปฏบิ ตั ิ
ตัดสินในประเด็นสาธารณะท่ียากต่อการตัดสินใจ ทางการเมอื ง (political practice) นกั วชิ าการบาง
รวมทั้งสามารถตรวจสอบและเรียกร้องให้ผู้มี กลุ่มได้อธิบายสาระส�ำคัญของประชาธิปไตยท่ี
อำ� นาจปฏิบัตติ ามนโยบายได้ หมายถึงสิทธ์ิทางการเมืองของประชาชน สิทธิใน
ท้ังนี้ จากแนวทางประชาธิปไตยข้างต้น การพูด สทิ ธิในการออกเสียง ซึ่งสทิ ธิต์ ่างๆ ข้างตน้
ผู้เขยี นเหน็ วา่ ในการพัฒนานโยบายสาธารณะตาม เปน็ ประโยชนก์ ับประชาชนอยา่ งมาก ยกตวั อย่าง
แนวทางประชาธิปไตยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ท�ำ เช่น เมื่อประชาชนได้ใช้สิทธิในการเลือกผู้แทน
หน้าท่ีในการก�ำหนดนโยบาย เนื่องจากในการ และหากผู้แทนท่ีเลือกได้รับการเลือกตั้งเป็นฝ่าย
พัฒนานโยบายจ�ำเป็นต้องเกิดจากกระบวนการ ชนะจะนำ� ไปสกู่ ารจดั ตงั้ รฐั บาลและมอี ำ� นาจในการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างประชาชน ก�ำหนดนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดิน
และผู้ท�ำหน้าที่ก�ำหนดนโยบาย เพื่อให้สามารถ (Sartori, 1993; Dahl, 1994) ในขณะทนี่ กั วชิ าการ
ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 145
บางกลมุ่ ไดอ้ ธบิ ายสาระสำ� คญั ของประชาธปิ ไตยวา่ เสียงของประชาชนจะมีคนรับฟัง อีกทั้งความ
ความเป็นประชาธิปไตยนั้นต้องรู้ลึกความเป็น ตอ้ งการของประชาชนกจ็ ะไดร้ บั การตอบสนองดว้ ย
ประชาธิปไตย (Deepening Democracy) คือ ท้ังน้ีประชาชนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในลักษณะ
ทฤษฎีประชาธิปไตยต้องให้ความส�ำคัญกับ ใดลกั ษณะหนึ่ง เช่น การสะทอ้ นปัญหา การแลก
ประชาชน โดยประชาชนต้องเป็นศูนย์กลางของ เปล่ียนข้อคิดเห็น หรือแม้กระท่ังการเลือกทาง
กระบวนการตัดสินใจ โดยการเข้าไปมีส่วนร่วม เลอื กสำ� หรับกจิ กรรมต่างๆ ของรัฐ ซง่ึ ล้วนแล้วแต่
ในรูปแบบต่างๆ เช่น การมีส่วนร่วมสาธารณะ มคี วามความสำ� คญั ในการสรา้ งประชาธปิ ไตยอยา่ ง
การปรึกษาหารือและการเสริมสร้างอ�ำนาจให้กับ ยัง่ ยืนทง้ั ส้ิน
ประชาชน เป็นต้น (Fung & Wright, 2003)
อยา่ งไรกต็ าม จากมมุ มองขา้ งตน้ แมว้ า่ การตคี วาม 3. ระดบั ของประชาธปิ ไตยแบบการมสี ว่ นรว่ ม
ประชาธปิ ไตยอาจจะมมี มุ มองทแี่ ตกตา่ งกนั อยา่ งไร
แต่การมองประชาธิปไตยมักจะมีอุดมการณ์ การมีสว่ นร่วมในทัศนะของ Green and
ทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน น่ันคือ การให้ Huton-Clarke (2003 : 4-8) ไดแ้ บง่ ระดบั ของการ
ความส�ำคัญเรื่องความชอบธรรมซึ่งต้องอยู่บน มีส่วนร่วมไว้ 3 ระดบั ดังน้ี
พ้ืนฐานของการมสี ว่ นรว่ ม (Dryzek, 2009) ระดบั ท่ี 1 การมีสว่ นร่วมของกล่มุ ผู้มสี ่วน
ภายใตม้ มุ มองความเปน็ ประชาธปิ ไตยขา้ ง ได้เสียในลักษณะของการถูกจำ� กดั ในการรบั ข้อมลู
ตน้ จะเหน็ ไดว้ า่ ประชาธปิ ไตยมเี ปา้ หมายสำ� คญั คอื กล่าวคือการสื่อสารทางเดียว หรือท่ีเรียกกันว่า
บทบาทของประชาชนในทางการเมืองหรือการมี จากบนลงลา่ ง ระดบั ท่ี 2 การมีส่วนรว่ มในการให้
ส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมืองหรือท่ี คำ� ปรกึ ษาซง่ึ หมายถงึ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี บอกหรอื ชแี้ จง
เรียกว่า “การเมืองภาคประชาชน” หรือในทาง เก่ียวกับปัญหาและมีการสอบถามถึงปัญหาจาก
วิชาการเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ซงึ่ การมสี ว่ นรว่ มในระดบั ท่ี 2 อาจจะ
(Participatory Democracy)” ท่ีเปิดโอกาสให้ มีหรือไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและ ระดับที่ 3
ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครอง การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย
ในระดับต่างๆ การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการท่ี ซึ่งหมายถงึ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี มีอ�ำนาจในการตดั สนิ ใจ
แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่มุ่งเน้นประชาชนเป็น เกี่ยวกบั นโยบาย
ศูนย์กลางของการพัฒนา โดยเปิดโอกาสให้ ส�ำหรับประเทศไทยการมีส่วนร่วมได้
ประชาชนมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การตดั สนิ ใจ สามารถแสดง ปรากฏไว้ในแนวพ้ืนฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ
ความคิดเห็นทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ (Davids, แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และ
2005 : 19-29) นอกจากนี้ การมสี ว่ นรว่ มตามหลกั รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ซ่ึงได้
การประชาธิปไตยยังเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ก�ำหนดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมการก�ำหนด
นโยบายและวางแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมทงั้
146 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ในระดับชาตแิ ละระดบั ท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของ ส่วนร่วมในระดับการเข้ามามีบทบาทเป็นลักษณะ
ประชาชนในการตรวจสอบการใช้อ�ำนาจรัฐทุก การเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มทำ� งานตลอด
ระดับ (Constitution Drafting Commission, กระบวนการตัดสินใจ มีการแลกเปลี่ยนความคิด
2007 : 6-7; & Election Commission of Thailand, เหน็ และขอ้ มลู ระหวา่ งรฐั กบั ประชาชนอยา่ งจรงิ จงั
2018) ทงั้ นแี้ นวทางในการสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ และมีจุดมุ่งหมายชัดเจน ข้อมูลความคิดเห็น
การมีส่วนร่วม สามารถด�ำเนินการได้หลายระดับ ของประชาชนจะสะทอ้ นออกมาในทางเลอื กตา่ งๆ
และหลากหลายวิธี International Association รูปแบบการมีส่วนร่วมในข้ันนี้ เช่น การประชุม
for Public Participation–IAPP ไดแ้ บง่ ระดบั การ เชิงปฏบิ ัตกิ าร ระดับการมีสว่ นร่วมของประชาชน
มสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการบรหิ ารราชการแผน่ ในขั้นน้ีใกล้เคียงกับการมีส่วนร่วมในระดับความ
ดนิ ไว้ 5 ขน้ั ดงั นี้ 1) การมสี ว่ นรว่ มในระดบั ใหข้ อ้ มลู รว่ มมอื เพยี งแตร่ ปู แบบการมสี ว่ นรว่ มแบบรว่ มมอื
ข่าวสารเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับ มีลักษณะเป็นกิจกรรมถาวรมากกว่าและภาครัฐ
ตำ�่ ทสี่ ดุ บทบาทของประชาชนมนี อ้ ยมาก เพยี งแต่ ยงั มอี ำ� นาจในการตดั สนิ ใจขน้ั สดุ ทา้ ย 4) การมสี ว่ น
รบั ทราบวา่ เกดิ อะไรทไี่ หน ดงั นนั้ รปู แบบการมรี ว่ ม รว่ มในระดบั สรา้ งความรว่ มมอื เปน็ การใหบ้ ทบาท
ในขนั้ นอ้ี ยใู่ นลกั ษณะการใหข้ อ้ มลู ทางเดยี วจากรฐั ของประชาชนในระดบั สงู โดยประชาชนและหนว่ ย
สู่ประชาชน เช่น การจัดท�ำสื่อเผยแพร่ การท�ำ งานของภาครัฐจะท�ำงานร่วมกันในกระบวนการ
วารสาร การจัดท�ำป้าย การพาชมสถานท่ีจริง ของการตดั สนิ ใจ ฉะนน้ั ความคดิ เหน็ ของประชาชน
การใช้ส่ือวิทยุและโทรทัศน์ แม้ว่าการให้ข้อมูล จะสะท้อนออกมาในการตัดสินใจค่อนข้างสูง
จะเป็นระดับการมีส่วนร่วมต่�ำ แต่การให้ข้อมูล รปู แบบการมสี ว่ นรว่ มในข้นั นี้ เชน่ คณะกรรมการ
ข่าวสารเป็นสิ่งที่จ�ำเป็นมากต่อการมีส่วนร่วมใน ร่วมภาครัฐและเอกชนและคณะท่ีปรึกษาฝ่าย
ระดับที่สูงข้ึน เพราะถ้าประชาชนไม่ทราบข้อมูล ประชาชน เป็นต้น 5) การมีส่วนร่วมในระดับให้
ท่ีครบถ้วน การตัดสินใจท่ีสมเหตุสมผลคงไม่เกิด อ�ำนาจแก่ประชาชนเป็นขั้นที่ให้ประชาชนมี
2) การมสี ว่ นรว่ มในระดบั หารอื เปน็ ลกั ษณะการให้ บทบาทในระดับมากท่ีสุด เพราะให้ประชาชน
ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลเท็จจริง เป็นผู้ตัดสินใจ รัฐจะด�ำเนินการตามการตัดสินใจ
ความรู้สึกและความคดิ เหน็ ประกอบการตดั สนิ ใจ น้ัน รูปแบบการมีส่วนร่วมในข้ันนี้ที่รู้จักกันดีคือ
ดงั นนั้ ประชาชนจะมบี ทบาทในฐานะการ การลงประชามติ หรืออาจเป็นโครงการบาง
ให้ข้อมูล ส่วนการตัดสินใจเป็นของหน่วยงาน ประเภทที่รัฐยกให้ประชาชนตัดสินใจและบริหาร
ภาครัฐ รูปแบบการมีส่วนร่วมในลักษณะนี้ เช่น จัดการเอง โดยรัฐท�ำหน้าที่เป็นผู้อ�ำนวยความ
การส�ำรวจความคิดเห็น การประชุมสาธารณะ สะดวกหรอื ชว่ ยเหลอื อย่หู า่ งๆ (Damrong, Direk
เป็นทั้งการให้ชี้แจงข้อมูลและหารือ 3) การมี & Suphot, 2009 : 13-14)
ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 147
4. รปู แบบและกระบวนการของประชาธปิ ไตย การด�ำเนินการและการติดตามประเมินผลด้วย
แบบมีส่วนร่วม เชน่ กนั (Kanungnit, 2002 : 27-28)
กลา่ วโดยสรปุ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชน
ปัจจุบันประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมมี ไม่ว่าจะอยใู่ นรูปแบบใดก็ตาม เชน่ การมสี ่วนรว่ ม
ความสำ� คญั มากขนึ้ เนอ่ื งจากประชาธปิ ไตยแบบมี โดยตรง การผา่ นตวั แทนหรอื การชกั ชวนจากบคุ คล
ส่วนร่วมเป็นการกระจายอ�ำนาจและทรัพยากร อ่ืนๆ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
ต่างๆ ที่คนทกุ กลุม่ มีอ�ำนาจในการตดั สนิ ใจ กลา่ ว บนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค
คอื เปิดโอกาสใหท้ กุ ๆ คนได้มีโอกาสและมีอิทธพิ ล ในการเข้าถึงการด�ำเนินกิจกรรมต่างของรัฐเพื่อ
ตอ่ กจิ กรรมสว่ นรวมหรอื ใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มใน พดู คยุ แลกเปลยี่ นเรยี นรซู้ งึ่ กนั และกนั ดว้ ยความมี
การเมอื งและการบรหิ าร ซง่ึ ประชาชนสามารถเขา้ เหตมุ ผี ล ถอื เปน็ การรกั ษาผลประโยชนข์ องตนเอง
มามีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนร่วมได้หลายรูปแบบ ตามเจตนารมณข์ องหลักการประชาธปิ ไตย
ดังน้ี 1) การมีส่วนร่วมโดยตัวบุคคลถือเป็นการมี
สว่ นรว่ มโดยตรง 2) การมสี ่วนรว่ มโดยองค์การจัด 5. ประชาธปิ ไตยแบบปรึกษาหารือ
ตง้ั ของประชาชน 3) การมสี ว่ นรว่ มโดยผา่ นตวั แทน
ท่ีมีลักษณะทั่วไป ถือเป็นการมีส่วนร่วมโดยอ้อม ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเป็น
ซ่ึงการมีส่วนร่วมที่แท้จริงต้องเป็นการมีส่วนร่วม รูปแบบที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากข้ึน
โดยตรงเท่าน้ัน 4) การมีส่วนร่วมจากการชักชวน เน่ืองจากเป็นแนวทางเพ่ือสร้างความยุติธรรมโดย
ให้เข้ามามีส่วนร่วม ซ่ึงรัฐบาลชักชวนประชาชน อาศัยการใช้หลักเหตุและผล (rational) ในการ
เข้ามามีส่วนร่วมด�ำเนินการโครงการท่ีรัฐบาล สนทนาสาธารณะเพื่อน�ำไปสู่การเสนอแนะ
จะเป็นผู้เริ่มวางแผน โดยไม่มีประชาชนเข้ามามี ประเด็นต่างๆ การใช้เหตุผลสาธารณะเหล่าน้ัน
ส่วนร่วมในการวางแผน 5) การเจราจาต่อรอง หมายถึงประชาชนต้องมีอิสระและมีความเสมอ
ซ่ึงรัฐบาลและประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการ ภาคในการแก้ปัญหาร่วมกัน ดังนั้นจุดเน้นของ
วางแผนและตัดสินใจ โดยรัฐบาลส่วนกลางยังคง ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberation
เป็นผู้ริเร่ิมโครงการก่อน ส่วนการก�ำหนดท�ำ Democracy) คือ ความเป็นอิสระของประชาชน
โครงการจะอยู่ที่รัฐบาลซ่ึงประชาชนที่เก่ียวข้อง ความเสมอภาคเปน็ ธรรมและการโตแ้ ยง้ ซงึ่ กนั และ
สามารถเจราจาต่อรองกับรัฐบาลเพ่ือรักษาผล กัน โดยทั้งหมดต้องอยู่บนพ้ืนฐานของความมีเหตุ
ประโยชน์ของตนเองได้ ท้ังนี้การมีส่วนร่วมของ มผี ล (Cini, 2011 : 4) รวมทง้ั ครอบคลมุ ถงึ รปู แบบ
ประชาชนนั้น ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม การปกครองท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชน ซึ่งเป็นผู้มี
ในการร่วมค้นหาสาเหตุของปัญหา แนวทางการ สิทธิ เสรภี าพ และความเทา่ เทียมกนั สามารถเขา้ สู่
แก้ไข การตัดสินใจเลือกแนวทางและร่วมกัน กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายร่วมกับสถาบัน
วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหา รวมท้ังการมีส่วนร่วมใน อน่ื ๆ ในการแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ ซงึ่ กนั และกนั
148 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้และน�ำไปสู่ข้อเสนอแนะท่ี 6. รปู แบบของประชาธปิ ไตยแบบปรกึ ษาหารอื
เหมาะสม (Gutmann & Thompson, 2004 : 7)
ท้ังนี้คุณลักษณะส�ำคัญของประชาธิปไตยแบบ ปัจจุบันหลายๆ ประเทศทั่วโลกต่าง
ปรึกษาหารือมีคุณลักษณะส�ำคัญ 4 ประการ ยอมรับหลักการประชาธิปไตยเพื่อการพัฒนา
คือ 1) เป็นกระบวนการตกลงร่วมกันด้วยเหตุผล กจิ กรรมตา่ งของภาครฐั มากขนึ้ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่
ระหว่างประชาชนและผู้แทนผู้ใช้อ�ำนาจรัฐ การด�ำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตามท่ีมีผลกระทบต่อ
ซ่ึงเหตุผลนั้นต้องเป็นค่านิยมที่ยอมรับและมีความ ประชาชน ภาครฐั จะตอ้ งดงึ ประชาชนผทู้ เี่ กยี่ วขอ้ ง
เทา่ เทยี มกนั ของบคุ คลและมเี ปา้ หมายเพอื่ แสวงหา หรอื ผทู้ ไี่ ดร้ บั ผลกระทบเขา้ มาพดู คยุ ปรกึ ษาหารอื
ความร่วมมือระหว่างกัน 2) ประชาธิปไตยแบบ ใหข้ อ้ คดิ เหน็ การโต้แยง้ เพ่ือให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน
ปรึกษาหารือพลเมืองทุกคนสามารถเข้าถึงได้คือ ท่ีสามารถน�ำไปสู่การออกแบบกิจกรรมต่างๆ
จะตอ้ งกระทำ� ในพน้ื ทสี่ าธารณะทม่ี ใิ ชพ่ น้ื ทส่ี ว่ นตวั เหล่านั้นได้ ดังนั้นภาครัฐต้องจัดพ้ืนที่ส�ำหรับการ
เข้าใจในประเด็นที่สังคมหยิบยกข้ึนมาถกเถียงกัน แสดงออกของประชาชน โดยท่ัวไปแล้วรูปแบบท่ี
3) ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือมีจุดมุ่งหมาย นิยมแพร่หลายในหลายๆประเทศในระดับสากลมี
การตัดสินใจที่เป็นข้อผูกมัดให้เกิดการปฏิบัติตาม ดังน้ี
และ 4) เปน็ กระบวนการทเ่ี ปน็ พลวตั รคอื การไมย่ ดึ 1. กระบวนการลูกขุน คือกระบวนการ
ติดอยู่กับข้อสรุปหรือการตัดสินใจจากการปรึกษา ที่น�ำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอ
หารือในคร้ังหนึ่งครั้งใดแต่ยอมรับความคิดเห็น ทางออกใหก้ บั ประเดน็ ปญั หา โดยการรบั ฟงั ขอ้ มลู
ใหม่ๆเพื่อน�ำไปสู่ข้อตกลงท่ีเหมาะสมและเป็นที่ และความคดิ เหน็ อยา่ งละเอยี ดและมกี ารพจิ ารณา
ยอมรบั ของทกุ ฝ่าย (Sathitorn, 2016 : 25-27) กนั อยา่ งรอบคอบ จดุ เดน่ คอื มกี ารคดั เลอื กโดยการ
ดงั นน้ั เหน็ ไดว้ า่ ประชาธปิ ไตยแบบปรกึ ษา สุ่มกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่สนใจว่าผู้แทนเป็นใคร
หารอื คอื การปกครองของประชาชน โดยประชาชน กระบวนการคัดเลือกนี้ท�ำให้ประชาชนทั่วไปที่มา
เพื่อประชาชน ซ่ึงเป็นกระบวนการที่สมาชิกใน จากการสุ่มสามารถใช้เหตุผลในการตัดสินใจได้
สังคมร่วมกันคิด ร่วมกันหาทางออก ผ่านการ อย่างเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน
พจิ ารณากนั ดว้ ยเหตแุ ละผล เพอ่ื หาแนวทางทเี่ ปน็ 2. การเสวนาฉนั ทามติ คือกระบวนการ
ผลประโยชน์ร่วมกันของสังคม โดยประชาชน จัดเวทีสาธารณะในรูปแบบผสมที่เชิญผู้เชี่ยวชาญ
ตระหนักถึงความสามารถทางการเมืองของตนเอง เขา้ มาใหข้ อ้ มลู ใหค้ วามรแู้ กป่ ระชาชนในเวที ถาม-
โดยเช่ือว่าตนเองมีศักยภาพท่ีเท่าเทียมกับบุคคล ตอบ ซ่ึงเปิดโอกาสให้ประชาชนท่ัวไปเข้ามาร่วม
อน่ื ๆ ในสังคมและเพือ่ ประชาชน และผลทีไ่ ดจ้ าก ฟังได้ การเสวนาฉันทามติจะมีการพูดคุยถกเถียง
การปรกึ ษาหารอื กเ็ พอื่ ตอบสนองความตอ้ งการแก่ ถงึ ปญั หา ขอ้ มลู ตา่ งๆเพอื่ พฒั นาทางเลอื กนโยบาย
ประชาชนในสังคมโดยรวม กอ่ นนำ� เสนอขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบายตอ่ ผกู้ ำ� หนด
นโยบาย
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 149
3. การสานเสวนาพิจารณาทางเลือก ฝา่ ยท่ีแตกต่างกนั
เปน็ รปู แบบการสำ� รวจความคดิ เหน็ ของประชาชน
ซง่ึ เปน็ รปู แบบหนงึ่ ทผ่ี สมผสานรปู แบบการปรกึ ษา 7. การมีส่วนร่วมผา่ นอเิ ล็กทรอนกิ ส์
หารือโดยมองภาพในอนาคตและพูดคุยกันเพื่อ
สร้างค่านิยมร่วมกันของสังคม ซึ่งผู้เข้าร่วมพูดคุย แนวคิดการมีส่วนร่วมโดยผ่านระบบ
จะต้องพัฒนาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ทุกคน อิเล็กทรอนิกส์เป็นรูปแบบใหม่ของประชาธิปไตย
ยอมรับร่วมกันและสามารถอยู่ร่วมกันได้ แบบมีส่วนร่วม (participatory democracy)
4. เวทอี ภปิ รายประเดน็ ปญั หา เปน็ กระ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ประเด็น
บวนการปรกึ ษาหารอื ทป่ี ระชาชนจำ� นวนหนงึ่ ไดร้ บั ปัญหาและค้นหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน
การคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้าร่วมการเสวนา โดยมี โดยใช้การมีส่วนร่วมอิเล็กทรอนิกส์ โดยการ
การใหข้ อ้ มลู อยา่ งเพยี งพอเพอ่ื ประกอบการตดั สนิ กระจายปญั หาไปยงั กลมุ่ คนเพอ่ื คน้ หาคำ� ตอบและ
ใจผา่ นหนงั สอื สรปุ ประเดน็ ซง่ึ มกี ารออกแบบทาง วิธกี ารแกป้ ญั หา หรอื ทเ่ี รยี กว่า Crowdsourcing
เลอื กไวแ้ ลว้ จากนน้ั ผเู้ ขา้ รว่ มกระบวนการจะแสดง ซึ่งเป็นรูปแบบหรือวิธีการมีส่วนร่วมรูปแบบใหม่
ความคิดเห็นร่วมกันในเวทีที่ใช้การาพูดคุยปรึกษา ผ่านระบบสารสนเทศเพื่อให้ได้วิธีการแก้ไขปัญหา
หารือท่ีเรียกว่า การประชาเสวนา (Citizen ใหม่ๆ จุดเด่นของวิธีการดังกล่าวท�ำให้เกิดการแก้
dialogue) ซงึ่ เวทอี ภปิ รายประเดน็ ปญั หาสามารถ ปัญหาร่วมกันของผู้ท่ีเก่ียวข้องกับประเด็นปัญหา
จดั เวทหี ลายๆ เวทรี ว่ มกนั ไดจ้ ากกลมุ่ ทแี่ ตกตา่ งกนั (Charalabidis, Triantafillou, Karkaletsis &
ซง่ึ จะทำ� ใหเ้ หน็ ความตอ้ งการทแี่ ตกตา่ งกนั ของกลมุ่ Loukis, 2012 : 156-169) รวมทั้งประชาชน
ตา่ งๆ มากข้นึ สามารถร่วมกันตัดสินใจแนวทางการแก้ปัญหา
จากรูปแบบประชาธิปไตยแบบปรึกษา ได้ซ่ึงการมีส่วนร่วมของประชาชนดังกล่าวเพื่อ
หารือข้างต้น จะเห็นได้ว่าเป็นกระบวนการที่เปิด เป็นการสนับสนุนข้อมูลที่สามารถน�ำไปสู่การ
พน้ื ทใ่ี หป้ ระชาชนสามารถไดแ้ สดงออกถงึ ความคดิ กำ� หนดวาระ (agenda setting) และการตดั สินใจ
เห็นและความต้องการ แต่กระบวนการดังกล่าว ก�ำหนดนโยบาย การมีส่วนร่วมผ่านระบบ
อาจจะมขี อ้ ดแี ละขอ้ เสยี ทแ่ี ตกตา่ งกนั ในการนำ� ไป อิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหนึ่งของรัฐบาลเพื่อ
ประยกุ ตใ์ ช้ นอกจากนร้ี ปู แบบดงั กลา่ วผเู้ ขยี นไมไ่ ด้ สอื่ สารประเดน็ ตา่ งๆ ไปสปู่ ระชาชนซ่งึ เป็นทนี่ ิยม
รับประกันว่าจะน�ำไปสู่ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ในสงั คมปัจจุบนั คอื สือ่ สังคม
และประสิทธิผลสูงสุดหรือไม่ แต่รูปแบบดังกล่าว อยา่ งไรกต็ าม การมสี ว่ นรว่ มดงั กลา่ วขา้ งตน้
ข้างต้นเป็นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันและท�ำให้ เป็นรูปแบบหนึ่งท่ีถูกน�ำมาใช้ในกระบวนการ
เกดิ การยอมรบั รว่ มกนั ในความแตกตา่ ง ทง้ั ในเรอื่ ง กำ� หนดนโยบายซง่ึ เปน็ การกำ� หนดนโยบายจากลา่ ง
ของค่านิยม ความชื่นชอบและข้อจ�ำกัดของแต่ละ ขนึ้ บน (bottom-up public policy formulation)
เพอื่ คน้ หาสภาพปญั หาและความตอ้ งการของสงั คม
150 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
เช่น การน�ำประเด็นปัญหาและความต้องการของ เช่น ความรู้สึกเป็นกลาง ต่อต้าน เห็นด้วย หรือ
สังคมเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมตามหลัก ไมเ่ หน็ ดว้ ย และ 4) สรปุ ผล สรา้ งขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพ
ประชาธิปไตย เสนอแนวคิดและการตอบสนอง เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นในการก�ำหนด
ความต้องการเป็นประเด็นปัญหา มีการตั้งค�ำถาม นโยบายนัน้
เพื่อหาแนวทางหรือค�ำตอบ มีการเปรียบเทียบ ข้ันตอนท่ี 3 วัตถุประสงค์เพื่อน�ำเสนอ
แนวทางที่ดีที่สุด ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมโดย ข้อมูลให้ผู้ก�ำหนดโยบาย น�ำความรู้ที่ได้มาจาก
อาศัยอเิ ลก็ ทรอนิกส์ เปน็ ตน้ การดำ� เนินการการมี ขั้นตอนกอ่ นหน้าน้ี ในรูปแบบการวิเคราะหข์ อ้ มลู
สว่ นรว่ มอเิ ล็กทรอนกิ สม์ ี 4 ข้ันตอน ดังนี้ อยา่ งสมบูรณ์ ได้มีการรวบรวมความคดิ ของแตล่ ะ
ขั้นตอนท่ี 1 คือ การฟัง และตรวจสอบ ฝา่ ยทง้ั เปน็ กลาง ตอ่ ตา้ น หรอื เหน็ ดว้ ย ไมเ่ หน็ ดว้ ย
ข้อมูลสิ่งท่ีประชาชนต้องการ และประชาชน วิเคราะห์การใชง้ บประมาณ ตวั ชว้ี ดั ทางสถิตอิ ยา่ ง
มีความคิดเห็นอย่างไรในหัวข้อที่น�ำเสนอ (หัวข้อ มีนยั ส�ำคญั รวมถงึ วเิ คราะห์ผลกระทบท่ีเก่ียวขอ้ ง
การก�ำหนดนโยบายสาธารณะ) วัตถุประสงค์ท่ีมุ่ง ทัง้ หมดมานำ� เสนอในการกำ� หนดนโยบาย
เนน้ จะตอ้ งใชโ้ ปรแกรมรวบรวมขอ้ มลู จดั ระเบยี บ ข้ันตอนท่ี 4 น�ำข้อมูลจากข้ันตอนท่ี 3
ข้อมูล มีหน่วยนับผู้เข้าชมเนื้อหา ข่าว หรือวีดีโอ ตามที่ผู้ก�ำหนดนโยบายเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
ให้ผู้เข้าชมแสดงความคิดเห็น และประมวลผล โดยปราศจากการแทรกแซงเพ่ือน�ำมาก�ำหนด
ข้อมูลจากความหลากหลาย นโยบาย เชน่ การก�ำหนดวาระนโยบาย โดยผา่ น
ขน้ั ตอนที่ 2 การวเิ คราะหเ์ นอ้ื หาจากความ การประชมุ รา่ งนโยบายใหส้ งั คมไดเ้ สนอความคดิ เห็น
ต้องการ ความคิดเห็น ความกังวลของประชาชน โดยการโพสต์ข้อความนโยบายในส่ือสังคมต่างๆ
ข้อเสนอแนะ ความร้สู กึ และขอ้ มูลอื่นๆ ทซี่ ่อนอยู่ เช่น Blogs, Twitter, Facebook และ YouTube
ภายใต้การสนทนาของประชาชน กระบวนการน้ี เชิญชวนให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและ
ส่วนใหญ่จะต้องใช้เทคนิคทางภาษาศาสตร์เพราะ ข้อเสนอแนะรา่ งนโยบายน้นั ๆ
ขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าเปน็ ขอ้ มลู รปู แบบตน้ ฉบบั เดมิ ใชภ้ าษา ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การใช้สื่อสังคมเป็น
ตามความรสู้ กึ จงึ ตอ้ งแปลงเปน็ ภาษาทเ่ี ปน็ ทางการ แนวทางประชาธิปไตยรูปแบบหนึ่งท่ีช่องทางหนึ่ง
ซงึ่ มกี ระบวนการวิเคราะห์ ดงั น้ี 1) การตรวจสอบ ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผู้ที่มีส่วน
ภาษาซงึ่ ตอ้ งเปน็ ภาษาทเ่ี ปน็ ทางการ สามารถรบั รู้ ได้ส่วนเสียต่อกิจกรรมต่างของรัฐไม่ว่าจะเป็น
ได้โดยท่ัวกัน 2) สรุปวิเคราะห์ความคิดเห็นและ นโยบายหรือโครงการ วิธีการดังกล่าวเปิดโอกาส
ข้อโต้แย้งตามความหมายท่ีเหมาะสม และเนื้อหา ให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม เช่น การร่าง
ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการวิเคราะห์นโยบาย นโยบายหรอื การกำ� หนดนโยบาย ซงึ่ มลี กั ษณะของ
3) วเิ คราะหค์ วามเช่ือม่นั ซงึ่ ภาษาจากการสือ่ สาร การก�ำหนดนโยบายจากล่างข้ึนบนโดยผ่าน
สามารถรับรู้ถึงความรู้สึก ความคิดเห็นท่ีซ่อนเร้น Crowdsourcing เป็นตัวกลางในการสื่อสารหรือ
ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 151
การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มที่เป็นทางการและ อาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการนโยบาย
ไมเ่ ป็นทางการ สาธารณะ เช่น การผลักดันปัญหา ผลักดันวาระ
ทงั้ นกี้ ารมสี ว่ นรว่ มอเิ ลก็ ทรอนกิ สม์ ขี อ้ ดคี อื การก�ำหนดนโยบายและการตัดสินใจ เป็นต้น
ปัญหาต่างๆ ท่ีตอ้ งการค�ำตอบถูกส่งออกไปยังผู้ใช้ ซึ่งความส�ำเร็จของกระบวนการเหล่านี้จะบรรลุ
และไดค้ ำ� ตอบกลบั มาอยา่ งรวดเรว็ และคา่ ใชจ้ า่ ยใน ความสำ� เรจ็ หรอื ไม่ ไมไ่ ดม้ าจากผ้กู ำ� หนดนโยบาย
การด�ำเนินการค่อนข้างต�่ำ นอกจากนี้ ผู้เขียนยัง เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนจาก
เห็นว่าวิธีการดังกล่าว วิธีการดังกล่าวสะท้อนให้ กลุ่มที่หลากหลายในสังคม ได้เข้ามามีบทบาท
เหน็ ถงึ ความรบั ผดิ ชอบรว่ มกนั ระหวา่ งภาครฐั และ ในกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อเข้ามี
ประชาชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเสมอภาค ส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง
และความเป็นธรรมตามหลักประชาธิปไตย ผเู้ ข้าร่วมในการก�ำหนดนโยบาย เพ่อื ชว่ ยปรบั ปรุง
เนอื้ หาสาระส�ำคญั ของนโยบาย
8. การประยุกต์ใช้แนวทางประชาธปิ ไตย ทง้ั นี้ การเขา้ รว่ มของประชาชนไมว่ า่ อยใู่ น
เพ่ือการพฒั นานโยบายสาธารณะ ลักษณะใดก็ตาม จะแสดงให้เห็นถึงการประสาน
งานระหว่างหน่วยงานท้ังจากระดับกระทรวง
นักวิชาการที่สนับสนุนการน�ำแนวทาง หรอื ในระดบั รัฐบาล การมสี ่วนร่วมดงั กล่าวมกั จะ
ประชาธิปไตยไปประยุกต์ใช้ ส่วนใหญ่เช่ือว่า เ กี่ ย ว ข ้ อ ง กั บ ผู ้ มี ส ่ ว น ไ ด ้ เ สี ย ทั้ ง ภ า ค รั ฐ แ ล ะ
ในสงั คมทเ่ี ปน็ ประชาธปิ ไตยประชาชนจะมคี า่ นยิ ม ไม่ใช่ภาครัฐซึ่งเป็นกลไกส�ำคัญในการยอมรับ
ความเชอื่ ทศั นคตแิ ละการปฏบิ ตั หิ ลากหลายกนั ไป นโยบาย (Few, Brown & Tompkins, 2007 :
เม่ือน�ำความคิดเห็นของประชาชนท่ีมีความ 46-59) และเป็นส่วนหนึ่งท่ีช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพ
แตกต่างกันเข้ามาสู่กระบวนการของความเป็น ของการกำ� หนดนโยบาย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ความ
ประชาธิปไตยท้ังในกระบวนการมีส่วนร่วมหรือ เข้าใจปัญหาร่วมกันที่น�ำไปสู่การพัฒนานโยบายที่
กระบวนการปรึกษาหารือ ประชาชนเหล่าน้ัน สอดคล้องกับความต้องการ ทั้งน้ี แนวทาง
จะให้เหตุผลต่อทางเลือกนโยบายต่างๆ ที่อยู่บน ประชาธิปไตยไม่ว่าจะอยู่ในรูปใดก็ตาม ผู้มีหน้าที่
ผลประโยชน์และมุมมองของประชาชนอื่นๆ ด้วย ในการพัฒนานโยบายต้องให้ความส�ำคัญกับ
(Valadez, 2010 : 6) ซ่ึงการแลกเปลยี่ นมมุ มอง คณุ ภาพของการมสี ว่ นรว่ ม นอกจากนี้ ไมค่ วรจำ� กดั
หรือความคิดเห็นร่วมกันท�ำให้เกิดประโยชน์ต่างๆ การมีส่วนร่วมเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
เช่น ได้แนวทางการแก้ไขปัญหาท่ีเกิดมาจากมติ แต่ควรประยุกต์ใช้การมีส่วนร่วมที่หลากหลาย
รว่ มกนั ของประชาชนและไดผ้ ลลพั ธท์ ปี่ ฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ เพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใหม่ที่เป็น
ทเ่ี ปน็ ผลประโยชนส์ ่วนรวมรว่ มกนั ประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ
อยา่ งไรกต็ าม การนำ� แนวทางประชาธปิ ไตย ต่อไป
ไปประยกุ ตใ์ ชเ้ พอื่ การพฒั นานโยบายสาธารณะนนั้
152 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
9. สรปุ ข้อสรปุ จากการมีส่วนร่วมในรปู แบบต่างๆ อาจจะ
ไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่แท้จริง แต่เกิดจากผล
แนวคิดประชาธิปไตยให้ความส�ำคัญกับ ประโยชน์ ซ่ึงปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อการพัฒนา
การเปดิ กวา้ งต่อมมุ มองตา่ งๆ ของประชาชนอย่าง นโยบายสาธารณะ ดงั นน้ั ผทู้ ท่ี ำ� หนา้ ทใี่ นการพฒั นา
เท่าเทียมและเสมอภาคเพื่อบรรลุเป้าหมายความ นโยบายสาธารณะต้องอาศัยความชาญฉลาด
เปน็ ประชาธปิ ไตยอยา่ งแทจ้ รงิ กระบวนการมสี ว่ น ในการสร้างกระบวนการเรยี นรู้รว่ มกนั โดยการใช้
ร่วมของประชาชนจึงกลายเป็นศูนย์กลางของการ “ทุนทางสังคม” ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมร่วม การมี
พัฒนานโยบายสาธารณะ เน่ืองจากท�ำให้เกิด อตั ลกั ษณร์ ว่ มกนั และการทำ� งานรว่ มกนั โดยอาศยั
มุมมองหรือความคิดเห็นใหม่ๆ ที่น่าสนใจกว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจบนพื้นฐานของความเป็น
อีกทั้ง การมีส่วนร่วมยังช่วยให้ประชาชนมีอิสระ ประชาธิปไตยที่เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนา
ในการนำ� เสนอประเดน็ ตา่ งๆ รวมถงึ สามารถโตแ้ ยง้ นโยบายสาธารณะที่สามารถน�ำไปสู่การสร้าง
กับผู้มีอ�ำนาจ อีกทั้ง การมีส่วนร่วมท่ีหลากหลาย นโยบายทด่ี ีในอนาคต
ของกลุ่มประชาชนเป็นการเรียนรู้ที่จะพัฒนา
ปญั หาของตนเองทส่ี ามารถนำ� ไปสกู่ ารแกป้ ญั หาได้ 10. องคค์ วามรู้ท่ไี ดร้ บั
ดังน้ัน ภาครัฐต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมตาม
แนวทางประชาธปิ ไตยโดยใหป้ ระชาชนสามารถเขา้ จากการสงั เคราะหข์ อ้ มลู หลกั การและวธิ ี
ถึงเวทีสาธารณะมากข้ึน เพื่อให้เกิดกระบวนการ การประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนา
เรียนรู้ซ่ึงกันและกันในการแก้ปัญหา หากในเวที นโยบายสาธารณะ ผเู้ ขยี นมคี วามเหน็ วา่ องคค์ วาม
สาธารณะมีจ�ำนวนของประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม รู้ข้างต้นท่ีจะน�ำไปสู่การพัฒนานโยบายสาธารณะ
มากข้ึนเท่าไหร่ นโยบายมีความชอบธรรมมากขึ้น ท่ีดี สิ่งส�ำคัญที่นักวิเคราะห์นโยบายหรือผู้ก�ำหนด
ตามไปดว้ ย นโยบายไม่สามารถละเลยหรือเพิกเฉยได้ คือการ
ทง้ั นจ้ี ากมมุ มองของผเู้ ขยี น แมว้ า่ แนวทาง เชื่อมโยงระหว่างบุคคลเพ่ือสร้างบรรยากาศของ
ประชาธิปไตยเป็นหลักการที่ดีที่เปิดโอกาสให้ การมีส่วนร่วมให้เกิดกระบวนการร่วมคิด ร่วมท�ำ
ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันใน รว่ มแกป้ ญั หาดว้ ยความจรงิ ใจ โดยยดึ หลกั เสรภี าพ
การแสดงออก แต่ในสภาพการณ์ทางด้านสังคม และความเสมอภาคในการเข้าไปมีส่วนร่วมใน
เศรษฐกจิ และการเมอื งทม่ี กี ารแขง่ ขนั กนั สงู มากขน้ึ กิจกรรมต่างๆ ที่มิใช่การถูกบังคับให้เข้าไปมีส่วน
ความเปน็ ประชาธปิ ไตยจะถกู แรงกดกนั จากสังคม รว่ มและไมว่ า่ การเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มจะอยใู่ นรปู แบบ
และผู้มีอ�ำนาจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความไม่มี ใดก็ตาม ภาครัฐจะต้องตระหนักถึงความรู้ความ
เหตุมีผลได้ เช่น ประชาชนผู้เข้าร่วมอาจจะโอน เข้าใจของประชาชนท่ีเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย คือ
เอียงไปตามกลุ่มของตนเองหรือหรือผู้มีอ�ำนาจ ประชาชนต้องมีความรู้ ความสามารถหรือมี
อาจจะถกเถียงกันเพ่ือเอาชนะ หรือในบางกรณี ศักยภาพที่เพียงพอกับกิจกรรมน้ันๆ นอกจากน้ี
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 153
เงอ่ื นไขแหง่ ความสำ� เรจ็ สำ� หรบั การพฒั นานโยบาย เง่ือนไขการมีส่วนร่วมรวม และการให้ประชาชน
สาธารณะคือกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม เขา้ มามสี ว่ นรว่ มตง้ั แตเ่ รม่ิ ตน้ กระบวนการจะนำ� ไป
ซึ่งต้องมีการก�ำหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมที่ สู่การพัฒนานโยบายมีความเป็นรูปธรรมและเป็น
เหมาะสม ระดบั การมสี ว่ นร่วมของประชาชนและ ธรรมกบั ทุกฝ่ายทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับนโยบาย
References
Borwornsa, U. (2002). Participatory Democracy. Bangkok : Chulalongkorn University Printing
House.
Charalabidis. Y., Triantafillou, A., Karkaletsis & Loukis, E. (2012). Public policy Formulation
Through Non Moderated Crowed Sourcing in Social Media. In E. Tambouris, A.
Macintosh, and O. Saebo (Eds.), Electronic Partipation, Berlin. Germany : Springer.
Cini, L. (2011). Between Participation and Deliberation: Toward a New Standard for
Assessing Democracy?. Italy : European University Institute Florence, Italy.
Constitution Drafting Commission. (2007). Summary of New Draft Constitution. Bankgkok
: Constitution Drafting Commission.
Dahl, R. (1994). Prefazione all troriademocratica. Edizioni di Comunita : Milano.
Damrong, W., Direk, P. & Suphot, S. (2009). The Strengthening of Legislative in National
Budget Process. Bangkok : Publish of Committee on Research and Senate Development.
Davids, I. (2005). Voices from Below: Reflections on Ten Years of Public Participation: The
Case of Local Government in the Western Cape Province. Cape Town : Foundation
for Contemporary Research.
Dryzek, J. (2009). Democratization as Deliberative Capacity Building, Comparative Political
Studies. https://journals.sagepub.com (Accessed 8 November 2019).
Election Commission of Thailand. (2018). Participation. http://wiki.kpi.ac.th/index.
php?title=Public Participation (Accessed 8 November 2019).
Few, R., Briwn, K. & Tompkins, E. L. (2007). Public Participation and climate chang.
adaptation : Avoiding the illusion of inclusion, Clim Pol.
Fung, A. & Wright. E.O. (2003). Deepening Democracy. Institutional Innovations in Empowered
Participatory Governance. Verso : London and New York.
154 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
Green, A. & Hunton-Clarke, O. (2003). A typology of stakeholder participation for company
environmental decision-making. Business strategy and the environment.
Guttmann, A. & Thompson, D. (2004). Why Deliberative Democracy?. Princeton. NJ :
Princeton University Press.
Kanungnit, S. (2002). Guideling for Strengthening Participatory Democracy in Constitution
of the Kingdom of Thailand 1997: Problem, Obstacle and Solution. Nonthaburi :
King Prajadhipok’s Institute.
Pietrzyk-Reeves, D. (2006). Deliberative Democracy and Citizenship. Polish Political Science
: Yearbook.
Sartori, G. (1993). Democrazia. 1th.ed. Rizzoli : Milano.
Sathitorn, T. (2016). Deliberative Democracy. Bangkok : Kenchan Center Company Limited.
Valadez, J. M. (2010). Deliberation, Cultural Difference, and Indigenous Self-Governance.
The Good Society, 19(2), 60-65.
การเสริมสรา้ งพลังอ�ำนาจการท�ำงานของครู*
Empowerment of Teachers
ภวู ไนย สนุ า
Phuwanai Suna
มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร
Sakon Nakhon Rajabhat University, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
บทความนี้เป็นการน�ำเสนอแนวคิดและหลักการการเสริมสร้างพลังอ�ำนาจการท�ำงานของครู
เนอ่ื งจากครเู ปน็ กำ� ลงั สำ� คญั ในการขบั เคลอ่ื นงานในดา้ นตา่ งๆ ของสถานศกึ ษา อกี ทงั้ เปน็ บคุ คลทอี่ อกแบบ
การจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ซ่ึงนักเรียนเป็นทรัพยากรบุคคลที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศใน
อนาคต หากครมู กี ารทำ� งานอยา่ งเตม็ ความรู้ ความสามารถ มกี ารพฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง มกี ารทำ� งาน
เปน็ ทมี จะทำ� ใหง้ านดา้ นตา่ งๆ ของสถานศกึ ษาบรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงคท์ วี่ างไว้ สง่ ผลตอ่ ดนี กั เรยี นและเปน็
ประโยชนต์ ่อวงการศกึ ษา
คำ� ส�ำคญั : พลงั อ�ำนาจ; การเสรมิ สร้างพลังอ�ำนาจ; การทำ� งานของครู
Abstract
This article presents the concepts and principles of empowerment of teachers
because the teachers are an important force in driving the work in various fields of the
school and the ones who design learning management for students. The students are
the human resources who will drive and develop the country in the future. If the teacher
is working to the best of his knowledge and ability, he or she will develop continuously.
In addition and by teamwork. The teamwork will make the various tasks of the school
meet its objectives affecting students and is beneficial to the education in general and
to the students in particular.
Keywords: power; Empowerment; Teacher work
* ได้รบั บทความ: 8 สงิ หาคม 2563; แกไ้ ขบทความ: 19 ตุลาคม 2563; ตอบรบั ตพี ิมพ:์ 30 ธันวาคม 2563
Received: August 8, 2020; Revised: October 19, 2020; Accepted: December 30, 2020
156 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
1. บทน�ำ เกิดความรักและผูกพันและเกิดความพึงพอใจใน
องคก์ าร เพอื่ ทจ่ี ะนำ� พาองคก์ ารบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์
ปจั จบุ นั ประเทศไทยมกี ารแขง่ ขนั ทางดา้ น และเป้าหมายท่วี างไว้ สถานศึกษาก็เหมือนกับทุก
เศรษฐกจิ กบั ตา่ งประเทศอยตู่ ลอดเวลา ทำ� ให้ภาค องค์กร หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการพัฒนา
ธุรกิจของประเทศได้ปรับกุลยุทธ์ขององค์การเพื่อ คณุ ภาพการศึกษาอย่างต่อเน่ือง จำ� เปน็ อย่างย่งิ ที่
ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตอ้ งมกี ารเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ (Empowerment)
แห่งชาติรวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่มีมาตรการ การท�ำงานของครูเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์
ตา่ งๆ ออกมาเปน็ ระยะเพอื่ กระตนุ้ เศรษฐกจิ ระดบั ของการจดั การศกึ ษาท่วี างไว้
ล่างให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เกิดการสร้างงาน
สง่ ผลใหเ้ ศรษฐกจิ โดยภาพรวมของประเทศเกดิ การ 2. ความหมายของการเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ
ขยายตัว
องค์กรต่างๆ ท่ีเป็นกลไกย่อยของระบบ การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ (Empowerment)
เศรษฐกจิ ของประเทศ จำ� เปน็ ตอ้ งปรบั กลยทุ ธข์ อง มีนกั วิชาการหลายทา่ นท่ใี ห้ความหมายไวด้ งั นี้
องค์การ ปรับแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับ Conger and Kanungo (1998 : 146)
นโยบายขององค์การทอ่ี ยู่ในระดบั สายงานทีส่ ูงข้ึน ให้นิยามว่า การเสริมสร้างพลังอ�ำนาจหมายถึง
ไปผบู้ รหิ ารขององคก์ รเองจะทำ� อยา่ งไรใหบ้ คุ ลากร การสรา้ งแรงกระตนุ้ หรอื เพมิ่ แรงจงู ใจของบคุ ลากร
ในองค์การ มีความรู้สึกว่างานที่ท�ำอยู่มีความ เพ่ือให้เกิดความเช่ือม่ันจากความรู้สึกภายในของ
ท้าทายอยากปฏิบัติงานให้เต็มความสามารถ ผ้ปู ฏบิ ตั งิ านและรับรูใ้ นความสามารถน้นั ๆ
ของเขา ใหเ้ ขารสู้ กึ วา่ เขามีสว่ นร่วมในการวางแผน Breeding (2008 : 96-106) ใหน้ ิยามว่า
งานขององค์การ เกิดความภาคภูมิใจในงานที่ท�ำ การเสริมสรา้ งพลังอำ� นาจ หมายถึง กระบวนการ
ได้รับการยกย่องสรรเสริญ งานที่ท�ำอยู่มีความ ที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่ีดีขึ้นเพ่ิมศักยภาพ
มนั่ คงมคี วามปลอดภยั เกดิ ความรสู้ กึ มอี สิ ระในงาน ในการปฏิบัติงานจะช่วยให้บุคลากรม่ันใจในการ
ท่ีท�ำไม่รู้สึกว่ามีผู้บังคับบัญชามาส่ังการอยู่ตลอด ทำ� งานการเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจจะชว่ ยใหบ้ คุ ลากร
เวลา มโี อกาสท่ีจะเจริญกา้ วหนา้ ในหนา้ ที่การงาน มีอิสระและกล้าตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่างๆ
สามารถเพิ่มประสบการณ์ในงานที่รับผิดชอบโดย ได้ดีข้ึนความสัมพันธ์กับบุคลากรจะช่วยทาให้เกิด
ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากทีมงานและ เครอื ข่ายท่ีดใี นการท�ำงาน
องค์กร มีสภาพแวดลอ้ มของการทำ� งานทีด่ ี ไดร้ บั ปิยะธิดา วรญาโณปกรณ์ (Worayano
ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและ pakorn, 2003 : 23) ใหน้ ิยามว่า การเสริมสรา้ ง
ประสบการณ์ ดังนั้นองค์กรจะท�ำอย่างไรให้ พลงั อำ� นาจ หมายถงึ กระบวนการพฒั นาศกั ยภาพ
บคุ ลากรในองคก์ รเกดิ แรงจงู ใจในการทำ� งานมขี วญั ของบุคคลและกระบวนการพัฒนางานเพื่อให้
และกำ� ลงั ใจในการทำ� งาน ทำ� ใหท้ มี งานในองคก์ าร บุคคลสามารถปฏิบัติงานได้ส�ำเร็จตามเป้าหมาย
ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 157
ขององค์การโดยผู้บริหารเปิดโอกาสให้บุคคลได้ 3. ความสำ� คญั ของการเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ
แสดงความสามารถมีการปรับเปล่ียนสภาพ
แวดล้อมให้เอ้ือต่อการปฏิบัติงานมีการสนับสนุน การเสริมสร้างพลังอ�ำนาจมีความส�ำคัญ
ทรัพยากรข้อมูลข่าวสารและสิ่งอ�ำนวยความ (Saenthong, 2008 : 37) ดังน้ี
สะดวกต่างๆ เพื่อให้บุคคลพัฒนางานไปสู่ความ 1. ความสาคัญต่อบุคคลในองค์กรการ
สำ� เรจ็ ขององคก์ ร ซึ่งผลการเสริมสร้างพลงั อำ� นาจ เสริมสร้างพลังอ�ำนาจมีความส�ำคัญกับบุคคลท้ัง
ท�ำให้บุคคลเกิดความเช่ือม่ันในตนเองมีความ ระดบั ปฏบิ ตั งิ านและผบู้ รหิ ารในองคก์ ร ดงั ตอ่ ไปนี้
เปน็ อสิ ระมคี วามพงึ พอใจในงานผกู พนั ตอ่ องคก์ าร 1.1 ระดบั ผปู้ ฏบิ ตั งิ านการเปดิ โอกาส
และวชิ าชีพและรสู้ ึกวา่ ตนเองมีคุณค่าต่อองคก์ ร ให้ผู้ปฏิบัติงานได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจ
มณรี ตั นา โนนหวั รอ (Nonhuaror, 2014 รว่ มกบั ผบู้ รหิ ารในการดำ� เนนิ งานขององคก์ รกช็ ว่ ย
: 21) นยิ ามวา่ การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ หมายถงึ ให้บุคคลเกิดความรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่องาน
กระบวนการเพ่ิมศักยภาพของบุคคลท่ีส่งผลต่อ เพราะเกดิ ความรสู้ กึ ผกู พนั ในฐานะทต่ี นเองเปน็ คน
ทีมงานและองค์กรให้ดีและมีประสิทธิภาพโดย เสนอแนวคิด ได้มีโอกาสในการตัดสินใจและ
ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นผู้ให้การสนับสนุนและ แกป้ ญั หาตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ดว้ ยตนเอง ซงึ่ สง่ิ เหลา่ นนั้
ให้อิสระในการตัดสินใจรวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อม จะช่วยในการสร้างความสุขในการท�ำงานมากข้ึน
ที่เอื้ออ�ำนวยต่อการปฏิบัติงานและส่งเสริมให้ ดงั นน้ั การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจจงึ เปน็ เสมอื นแรง
บุคคลเกิดความสามารถในการทางานและแก้ไข จงู ใจในการปฏบิ ตั ิงานใหม้ มี ากข้ึน
ปัญหาต่างๆ ให้บรรลุผลส�ำเร็จของตนเองและ 1.2 ระดบั ผบู้ รหิ ารในระดบั นผี้ บู้ รหิ าร
องค์กร จะต้องเป็นทั้งผู้ที่ได้รับการเสริมพลังอ�ำนาจและ
จากนักวิชาการที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เสรมิ พลงั อำ� นาจใหก้ บั ผบู้ งั คบั บญั ชา โดยการเสรมิ
การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ หมายถงึ การดำ� เนนิ การ พลงั อำ� นาจเปน็ เครอ่ื งมอื การบรหิ ารงานทผ่ี บู้ รหิ าร
ของผบู้ รหิ ารองคก์ รเพอื่ เปน็ การเพมิ่ ความสามารถ ใชบ้ รหิ ารจดั การทรพั ยากรมนษุ ยใ์ นองคก์ ร เพอื่ ให้
สร้างโอกาสสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรรับรู้ถึงความ บคุ คลในองคก์ รมคี วามสามารถทจ่ี ะไปถงึ เปา้ หมาย
สามารถในการท�ำงานของตนเองด้วยการกระท�ำ และเกิดประโยชน์เกื้อกูลซ่ึงกันและกัน เป็นการ
ทเ่ี ปน็ การสนบั สนนุ สง่ เสรมิ บคุ คลไดพ้ ฒั นาความ กระตนุ้ ใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาแสดงความสามารถของตน
สามารถในการท�ำงานให้เพิ่มมากขึ้นอย่าง ในการปฏิบัติงานให้มีความก้าวหน้าและศักยภาพ
สร้างสรรค์ปฏิบัติงานได้ดีขึ้นมีอิสระในการท�ำงาน ในงานเพมิ่ ข้นึ
และตระหนกั ในคณุ คา่ แหง่ ตน การแบง่ ปนั การรว่ ม 2. ความสาคัญต่อทีมงาน ผู้ปฏิบัติงาน
แรงร่วมใจในการท�ำงานกับทีมงานและเกิดความ แต่ละคนมีปฏิสัมพันธ์ในการท�ำงานร่วมกันเป็น
ภาคภมู ใิ จในงานทต่ี นเองปฏบิ ตั จิ นเกดิ ความสำ� เรจ็ กลุ่ม โดยปกติลักษณะทีมจะมีหัวหน้าทีมและ
สมาชิกในการด�ำเนินของทีม อาจมีปัญหาเร่ือง
158 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ความขดั แยง้ หรอื มคี วามคดิ เหน็ ไมล่ งรอยกนั มกี าร ดงั นนั้ การเสรมิ สรา้ งพลงั อ�ำนาจ มคี วาม
เกี่ยงกันท�ำงานเป็นเหตุให้สัมพันธภาพในทีมไม่ดี ส�ำคัญต่อบุคคลในองค์กรท้ังผู้ปฏิบัติงานท�ำให้เกิด
แต่ถ้าทีมงานได้รับการเสริมพลังอานาจ มีการ แรงจงู ใจในการทำ� งาน และผบู้ รหิ ารเปน็ การกระตนุ้
ติดต่อส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ มีการประสานงาน ให้ผู้บริหารแสดงความสามารถในการปฏิบัติงาน
เพ่ือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในการท�ำงานให้ทุก มีความก้าวหน้า เพ่ิมศักยภาพการท�ำงานมากข้ึน
คนมีสว่ นรว่ มในการตัดสนิ ใจ ซึ่งทาใหท้ ุกคนในทีม มีความส�ำคัญต่อทีมงาน โดยท�ำให้ผู้ปฏิบัติงานมี
รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและรับผิดชอบร่วมกัน ปฏิสัมพันธ์กัน ติดต่อส่ือสาร ประสานงานท�ำให้
มีการปรับปรุงและพัฒนาการท�ำงานของทีมอย่าง ผลผลิตการท�ำงานสูงขึ้น มีความส�ำคัญต่อองค์กร
ตอ่ เนอื่ งทำ� ให้ผลิตผลจากการทำ� งานเพมิ่ สูงขนึ้ ทำ� ใหง้ านประสบความสำ� เรจ็ ทกุ คนไดแ้ สดงความรู้
3. ความส�ำคัญต่อองค์กรผู้บริหารเป็น ความสามารถ มีขวญั กำ� ลงั ใจในการทำ� งาน
ผู้อ�ำนายความสะดวกเปน็ ผแู้ นะน�ำแก่ผปู้ ฏิบัตงิ าน
ให้บรรลุผลส�ำเร็จของการท�ำงานสามารถด�ำเนิน 4. แนวคดิ เกย่ี วกบั การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ
งานบรรลุวัตถุประสงค์ที่ก�ำหนดไว้และเพิ่มความ
เชื่อม่ันจากการได้กระท�ำบางส่ิงท่ีผู้ปฏิบัติคิดว่า แนวคดิ การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจมแี นวคดิ
ตนเองไม่สามารถปฏิบัติได้การให้ข้อมูลข่าวสาร หลักดงั นี้ (Boonsiriphachut, 2002 : 21)
การเปิดโอกาสให้พัฒนาตนเองคิดค้นนวัตกรรม 1. แนวความคิดในหลักประชาธิปไตย
ใหม่ๆ มาใช้ในหน่วยงานก็เป็นส่วนหนึ่งของการ (Democratization) คอื การเสรมิ สรา้ งการมสี ว่ นรว่ ม
พฒั นาความสามารถในการปฏิบัตงิ านการส่งเสริม ในการทำ� งานมกี ารแลกเปลยี่ นประสบการณค์ วามรู้
ให้เกิดการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพและการ วิสัยทัศน์ ข้อมูลข่าวสาร เพ่ือประโยชน์ในการ
ท�ำงานอย่างต่อเน่ืองก็จะส่งผลให้เกิดประสิทธิผล ทำ� งานหลกั การประชาธปิ ไตยในการเสรมิ สรา้ งพลงั
ต่อองค์กร นอกจากองค์กรจะได้งานตามที่วาง อ�ำนาจคือการท่ีบุคลากรมีสิทธิเสรีภาพตาม
เปา้ หมายไวแ้ ลว้ การรว่ มมอื กนั ทำ� งานโดยมหี วั หนา้ บทบาทอ�ำนาจหน้าท่ีเคารพสิทธิของตนเองและ
เปน็ ผเู้ สรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจโดยใหท้ กุ คนมสี ว่ นรว่ ม ผ้อู น่ื เคารพกตกิ าของสงั คมมีความเสมอภาคทจ่ี ะ
ในการคิดและตัดสินใจให้ทุกคนได้พัฒนาความรู้ ไดร้ ับการปฏบิ ัตอิ ย่างเทา่ เทียมกนั และรบั ฟงั ความ
ความสามารถและมีระบบการสร้างรางวัลที่ คิดเห็นของกันและกันมีความรักความสามัคคี
ยุตธิ รรมกลยทุ ธ์เหลา่ นจี้ ะท�ำใหผ้ ู้ปฏบิ ัติงานมขี วัญ เสมอื นบคุ คลในครอบครวั เดียวกัน
และก�ำลังใจในการท�ำงานปฏิบัติงานให้หน่วยงาน 2. แนวความคิดหลักในการกระจาย
อย่างเต็มความสามารถมีความสุขกับการท�ำงาน อำ� นาจ (Decentralization) คอื การทคี่ รไู ดร้ บั การ
และในที่สุดทุกคนจะมีความยึดมั่นผูกพันต่อ เช่ือถือไว้วางใจในความสามารถท่ีจะวินิจฉัยตัดสิน
องค์การ ใจได้ดีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับผิดชอบจึงได้
รับมอบอ�ำนาจหน้าที่และมีอิสระในการปฏิบัติ
ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 159
ภาระหนา้ ทด่ี งั กลา่ วการมอี ำ� นาจหนา้ ทท่ี ำ� ใหค้ รไู ด้ (Decentralization) คือการท่คี รูได้รับการเช่ือถือ
แสดงอำ� นาจการท�ำงาน ไว้วางใจในความสามารถที่จะวินิจฉัยตัดสินใจได้ดี
3. แนวความคิดหลักในความสามารถ ในเรอ่ื งทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั งานทร่ี บั ผดิ ชอบแนวความคดิ
(Enablement) คอื การเชอื่ มน่ั ในการพฒั นาความ หลักในความสามารถ (Enablement) คอื การเชื่อ
สามารถของบคุ ลากรในการทำ� งานในระดบั ทสี่ งู ขนึ้ มน่ั ในการพฒั นาความสามารถของบคุ ลากรในการ
จงึ มคี วามพยายามใชเ้ ทคนคิ วธิ รี ปู แบบตา่ งๆ ในการ ท�ำงานในระดับที่สูงขึ้นแนวความคิดในหลักความ
เสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจการทำ� งานของครแู ละบคุ ลากร เป็นผู้เชี่ยวชาญ (Professionalization) คือการ
ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรสามารถวางแผนและ ให้การยอมรับครูในฐานะผู้เชี่ยวชาญสามารถ
ดำ� เนนิ การพัฒนาตนเอง แปรเปลี่ยนพลังอ�ำนาจไปเป็นผลงานเป็นการ
4. แนวความคิดในหลักความเป็น ท�ำงานอย่างสร้างสรรค์แนวความคิดหลักการ
ผเู้ ชยี่ วชาญ (Professionalization) คอื การใหก้ าร ปฏริ ูป (Reform) คอื การปรับปรุงพฒั นาบุคลากร
ยอมรบั ครใู นฐานะผเู้ ชย่ี วชาญชำ� นาญการถา่ ยทอด และองค์กรแบบตอ่ เนอื่ ง
กระบวนการเรยี นรู้ สามารถกำ� หนดบทบาทหนา้ ท่ี
และรบั ผดิ ชอบงานของตนเอง สามารถแปรเปลยี่ น 5. องคป์ ระกอบของการเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ
พลังอ�ำนาจไปเป็นผลงานเป็นการท�ำงานอย่าง
สรา้ งสรรค์ การเสริมพลังอ�ำนาจมีองค์ประกอบ 9
5. แนวความคดิ หลกั การปฏริ ปู (Reform) ประการดังน้ี (Tracy, 1990 : 111)
คือ การปรับปรุงพัฒนาบุคลากรและองค์กรแบบ 1. ให้ความชัดเจนในหน้าท่ีความรับผิด
ต่อเนื่องให้สอดคล้องทันกับกระแสของการ ชอบให้กับผู้ปฏิบัติงานและร่วมก�ำหนดเป้าหมาย
เปลี่ยนแปลงเพ่ือเสริมสร้างพลังอ�ำนาจของ และภารกิจขององค์กร
บคุ ลากรในการทำ� งานการปฏริ ปู ดงั กลา่ ว ตอ้ งอาศยั 2. มอบหมายอ�ำนาจหน้าที่ให้กับ
การริเร่ิมด�ำเนินการทั้งจากครูสู่ผู้บริหารและ ผู้ปฏิบัตงิ านตามขอบข่ายการทำ� งาน
จากผู้บริหารสู่ครูในลักษณะการประสานความ 3. ก�ำหนดมาตรฐานการท�ำงานให้กับ
รว่ มมอื ผู้ปฏิบัติงานโดยให้โอกาสผู้ปฏิบัติงานได้พัฒนา
ดงั นนั้ แนวคดิ เกยี่ วกบั การเสรมิ สรา้ งพลงั ตนเองและงานตามความสนใจและความสามารถ
อ�ำนาจเป็นแนวความคิดในหลักประชาธิปไตย 4. ให้ความรู้และสารสนเทศเกี่ยวกับ
(Democratization) คือการเสริมสร้างการมีส่วน องคก์ รทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การตดั สนิ ใจในการทำ� งานอยา่ ง
ร่วมในการท�ำงานมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถกู ต้องชดั เจน
ความรวู้ สิ ยั ทศั นข์ อ้ มลู ขา่ วสารเพอ่ื ประโยชนใ์ นการ 5. ใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั เกย่ี วกบั การทำ� งาน
ท�ำงานแนวความคิดหลักในการกระจายอ�ำนาจ 6. ใหก้ ารยกยอ่ งหรอื ยอมรบั ในผลสำ� เรจ็
ทีเ่ กิดขึน้ จากการท�ำงาน
160 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
7. ใหค้ วามไวว้ างใจในการทำ� งานโดยให้ 4. ให้สามารถยืดหยุ่นในการปฏิบัติ
อสิ ระในการตดั สนิ ใจ หน้าท่ีในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร เพ่ือให้
8. การยอมรับข้อผิดพลาดผู้บริหาร สอดคลอ้ งกบั สภาวการณแ์ ละการเปลยี่ นแปลงของ
พร้อมที่จะยอมรับข้อผิดพลาดที่อาจเกิดข้ึนร่วม สังคมสิง่ แวดลอ้ ม
รบั ผิดชอบและร่วมแก้ไขกับผู้ปฏิบัตงิ าน 5. ให้อ�ำนาจท่ีจ�ำเป็นต่อการท�ำหน้าที่
9. ให้ความเคารพต่อการตัดสินใจของ ของบุคลากร ให้การสนับสนุนทรัพยากรที่จ�ำเป็น
ผ้ปู ฏิบตั งิ าน ข้อมลู ข่าวสารเพ่ือการทำ� งาน ใหบ้ คุ ลากรมอี ิสระ
ดังน้ัน องค์ประกอบของการเสริมสร้าง วินจิ ฉัยตดั สินใจในงานทีท่ ำ�
พลงั อำ� นาจ เปน็ การเสรมิ สรา้ งเพอ่ื ใหค้ วามชดั เจน 6. ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง
ในหน้าท่ีความรับผิดชอบมอบหมายอ�ำนาจหน้าท่ี บคุ ลากร การเรยี นรจู้ ากกนั และกนั การทำ� งานรว่ ม
ให้กับผู้ปฏิบัติงานก�ำหนดมาตรฐานการท�ำงาน กนั เป็นทีม
ให้ความรู้และสารสนเทศเกี่ยวกับองค์กรให้ข้อมูล 7. เตรียมความพร้อมของบุคลากรให้
ยอ้ นกลบั เกย่ี วกบั การทำ� งานใหก้ ารยกยอ่ งใหค้ วาม โอกาสการทำ� งาน ให้ทำ� งานสำ� คญั มีคณุ ค่า งานที่
ไว้วางใจในการท�ำงานการยอมรับข้อผิดพลาด ท้าทายความสามารถ
ใหค้ วามเคารพตอ่ การตดั สนิ ใจของผ้ปู ฏิบตั งิ าน 8. ยอมรับในผลการปฏิบัติงานหรือ
ข้อผิดพลาดท่ีอาจเกิดขึ้น พร้อมรับการตรวจสอบ
6. หลกั การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจในโรงเรยี น พร้อมที่จะช่วยเหลือ ขจัดปัญหาอุปสรรคและ
พฒั นางานสคู่ วามสาเรจ็ อยา่ งเปน็ ระบบ
หลกั การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจการทำ� งาน 9. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร
ของครูและบคุ ลากร ได้แก่ (Thiammueangpan, อย่างเทา่ เทยี มกนั ในการทำ� งาน
2017 : 21) 10. สร้างความไว้วางใจเคารพเช่ือถือ
1. สร้างความตระหนักในบุคลากรให้ ในกันและกนั ทง้ั ในระหว่างบุคลากร บคุ ลากรกบั
ส�ำนกึ วา่ บุคคล คือ ผู้ก�ำหนดวิถีชวี ติ ของตนเอง ฝ่ายบริหารและส่งเสริมคุณธรรมน�้ำใจของความ
2. เสรมิ สรา้ งความรทู้ กั ษะความสามารถ เปน็ ทีมงาน
ประสบการณ์ในการท�ำงานของบุคลากรและ ดังน้ัน หลักการเสริมสร้างพลังอ�ำนาจ
สร้างสรรค์ส่ิงที่เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรและ ในโรงเรยี น เปน็ การสรา้ งความตระหนกั ในบคุ ลากร
องค์กรในการทำ� งาน เสรมิ สรา้ งความรทู้ กั ษะ ความสามารถ ประสบการณ์
3. ส่งเสริมให้บุคลากรได้แลกเปลี่ยน ในการท�ำงานของบุคลากรส่งเสริมให้บุคลากรได้
ความคิดได้แสดงออกและพัฒนาความรู้ทักษะ แลกเปล่ียนความคิด ได้แสดงออกให้สามารถ
ความสามารถประสบการณท์ เ่ี ปน็ ประโยชนก์ บั การ ยืดหยุ่นในการปฏิบัติหน้าที่ให้อ�ำนาจที่จ�ำเป็นต่อ
ท�ำงาน
ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 161
การท�ำหน้าท่ีของบุคลากรส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ ดำ� เนนิ งานเปน็ ไปในแนวทางเปา้ หมายเดยี วกนั และ
ดรี ะหว่างบุคลากรเตรียมความพรอ้ มของบุคลากร ทกุ คนทกุ ฝา่ ยตา่ งกไ็ ด้รับประโยชน์รว่ มกนั
ให้โอกาสการท�ำงานยอมรับในผลการปฏิบัติงาน 2. ด้านความรู้ของครู การมีความรู้เป็น
สง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มของบคุ ลากร และสรา้ งความ คุณลักษณะท่ีเป็นปัจจัยส�ำคัญ ท่ีช่วยเสริมสร้าง
ไว้วางใจเคารพเชอื่ ถอื ในกนั และกนั พลังอ�ำนาจการท�ำงานของครูและบุคลากร สาระ
ความรู้ท่ีเสริมสร้างพลังอ�ำนาจการท�ำงานของครู
7. ปจั จยั พนื้ ฐานการเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจ เชน่ ความรู้ เนอ้ื หาวชิ าการ หลกั สตู ร กระบวนการ
ในโรงเรียน จัดการเรียนการสอน และวิธีการถ่ายทอดความรู้
วทิ ยาการตา่ งๆ การวดั และประเมนิ ผลความรดู้ า้ น
การส่งเสริมพลังอ�ำนาจการท�ำงานของ พัฒนาการของผู้เรียน ความรู้ในการประยุกต์และ
บุคลากรต้องอาศัยปัจจัยพ้ืนฐานต่างกันในแต่ละ ใช้ทรัพยากร ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีในการ
สถานการณข์ องแตล่ ะองคก์ ร ปจั จยั พนื้ ฐานมคี วาม ปฏิบัติงาน ความรู้ด้านนโยบาย ทิศทางและการ
ส�ำคัญ ท้ังทางตรงและทางอ้อมกับการเสริมสร้าง บรหิ ารจัดการทางการศกึ ษา
พลังอ�ำนาจการท�ำงาน มีปัจจัยพ้ืนฐานการเสริม 3. ด้านทักษะประสบการณ์ของครู
สร้างพลังอ�ำนาจการท�ำงานดังน้ี (Rattanasut, ทักษะประสบการณ์การท�ำงานเป็นคุณลักษณะที่
2007 : 113-114) เป็นปัจจยั ส�ำคญั อีกประการหนึ่ง ทีช่ ว่ ยเสรมิ สร้าง
1. ดา้ นความมงุ่ หวังของครู การมคี วาม พลังอ�ำนาจการท�ำงานของครูและบุคลากรทักษะ
หวงั เปน็ ปจั จยั สำ� คญั ทจี่ ะทำ� ใหบ้ คุ คลมพี ลงั อำ� นาจ ประสบการณท์ เี่ สรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจการทำ� งานใน
ทจ่ี ะกระทำ� การใดๆ ใหบ้ รรลผุ ลสำ� เรจ็ ทหี่ วงั ดงั นนั้ หนา้ ท่ีครู ได้แก่ ทกั ษะประสบการณค์ วามช�ำนาญ
ปจั จยั พนื้ ฐานการเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจการทางาน ในการปฏิบัติ จัดกิจกรรมด�ำเนินการสอนในการ
ของครูและบุคลากรที่สาคัญ คือ การที่ครูและ วัดผลประเมินผล การถ่ายทอดวิทยาการและผล
บคุ ลากรมีปณิธาน ความหวังมีจุดมงุ่ หมายของตน การเรียนรู้ของผู้เรียน ทักษะความสามารถในการ
มีเป้าหมายทช่ี ดั เจนในการทำ� งาน มคี วามตั้งใจมัน่ คิดวิเคราะห์แก้ปัญหาต่างๆ ในการท�ำงานท�ำให้
กระตือรือร้นต้องการท�ำงานให้สาเร็จตามความ งานบรรลุผลตามความมุ่งหมายทักษะความ
ม่งุ หมาย หรอื บรรลเุ ป้าหมายของตนและองค์การ สามารถในการติดต่อส่ือสารแลกเปลี่ยนความรู้
ทกี่ ำ� หนดไว้ ในเชงิ ยทุ ธศาสตรก์ ารบรหิ ารการเสรมิ ข่าวสารข้อมูล ทักษะการสร้างสัมพันธ์กับผู้เรียน
สร้างพลังอ�ำนาจการท�ำงานของครูและบุคลากร ผรู้ ่วมงานและชมุ ชน
ในองค์การควรเริ่มต้นที่การสอบทานและปรับ 4. ดา้ นอำ� นาจหนา้ ทขี่ องครู ปจั จยั เสรมิ
สภาพภาระงานในหน้าที่ของครูและบุคลากรให้ สร้างพลังอ�ำนาจการท�ำงานของครูท่ีส�ำคัญอีก
สอดคลอ้ งประสานกบั ความมงุ่ หวงั เปา้ หมายความ ประการหนึ่งคือ การให้ครูและบุคลากรมีอ�ำนาจ
ต้องการท�ำงานของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ
162 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
หน้าที่ มีสิทธิขอบเขตความรับผิดชอบที่ได้รับการ ก้าวหนา้ เพ่มิ ศักยภาพการทำ� งานมากข้ึน มีความ
รบั รองถกู ต้อง มีอ�ำนาจตดั สินใจในการปฏิบัตงิ าน สำ� คญั ตอ่ ทมี งานทำ� ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านมปี ฏสิ มั พนั ธก์ นั
ที่ได้รับมอบหมายอย่างอิสระ หลักการส�ำคัญของ ประสานงานทำ� ใหผ้ ลผลติ การทำ� งานสงู ขน้ึ มคี วาม
การมอบหมายงาน ซ่งึ เทา่ กับเปน็ การมอบอ�ำนาจ ส�ำคัญต่อองค์กร ท�ำให้งานประสบความส�ำเร็จ
หนา้ ที่ คอื การกำ� หนดเปา้ หมายงานทชี่ ดั เจนแตไ่ ม่ ทกุ คนไดแ้ สดงความรคู้ วามสามารถ แนวคดิ เกยี่ วกบั
ระบวุ ธิ กี ารทำ� งาน เพราะตอ้ งใหอ้ สิ ระทางความคดิ การเสริมสร้างพลังอ�ำนาจ ได้แก่ แนวความคิด
และสง่ เสรมิ ภาวะผนู้ ำ� ในตวั ของผรู้ บั มอบหมายงาน ในหลกั ประชาธปิ ไตย (Democratization) คอื การ
หรอื ผรู้ บั มอบอำ� นาจหนา้ ทไ่ี ปปฏบิ ตั ิ ทำ� ใหผ้ รู้ บั งาน เสรมิ สรา้ งการมสี ว่ นรว่ มในการทำ� งานมกี ารแลกเปลย่ี น
สามารถเลือกวิธีการท�ำงานท่ีสอดคล้องกับก�ำลัง ประสบการณ์ความรู้ข้อมูลข่าวสารแนวความคิด
ความสามารถและสภาวะแวดลอ้ มเพอื่ ใหง้ านบรรลุ หลักในการกระจายอ�ำนาจ (Decentralization)
เปา้ หมายเปน็ การเพม่ิ บรรยากาศการทำ� งาน ทำ� ให้ คือครูได้รับการเช่ือถือไว้วางใจแนวความคิดหลัก
บคุ ลากรเหน็ ความสำ� คญั ของสง่ิ ทกี่ ระทำ� วา่ มคี วาม ในความสามารถ (Enablement) คือการเช่ือมั่น
หมายและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และสังคม ในการพัฒนาความสามารถของบุคลากรในการ
ต้องการ ท�ำงานในระดับท่ีสูงข้ึนแนวความคิดในหลักความ
ดังน้ัน ปัจจัยพื้นฐานของการเสริมสร้าง เป็นผู้เชี่ยวชาญ (Professionalization) คือการ
พลงั อ�ำนาจในโรงเรยี น ได้แก่ ความมุ่งหวังของครู ให้การยอมรับครูในฐานะผู้เชี่ยวชาญสามารถ
ความรู้ของครูทักษะประสบการณ์ของครูอ�ำนาจ แปรเปล่ียนพลังอ�ำนาจไปเป็นผลงานเป็นการ
หน้าที่ของครูซ่ึงปัจจัยท่ีกล่าวมาข้ึนอยู่กับพื้นฐาน ท�ำงานอย่างสร้างสรรค์แนวความคิดหลักการ
ของแต่ละสถานศึกษาเป็นปัจจัยการท�ำงานให้ ปฏริ ูป (Reform) คอื การปรับปรงุ พัฒนาบุคลากร
ประสบผลสำ� เร็จด้วย และองคก์ รแบบตอ่ เนอ่ื งองคป์ ระกอบของการเสรมิ
สร้างพลังอ�ำนาจ ได้แก่ ให้ความชัดเจนในหน้าท่ี
8. สรปุ ความรับผิดชอบมอบหมายอ�ำนาจหน้าท่ีให้กับ
ผปู้ ฏบิ ตั งิ านกำ� หนดมาตรฐานการทำ� งานใหค้ วามรู้
การเสริมสร้างพลังอ�ำนาจ หมายถึง และสารสนเทศเก่ียวกับองค์กรให้ข้อมูลย้อนกลับ
การดำ� เนนิ การของผบู้ รหิ ารองคก์ รเพอ่ื เปน็ การเพมิ่ เก่ียวกับการท�ำงานให้การยกย่องให้ความไว้วางใจ
ความสามารถ สรา้ งโอกาส สรา้ งแรงจงู ใจใหบ้ คุ คล ในการท�ำงาน การยอมรับข้อผิดพลาดให้ความ
กรรับรู้ถึงความสามารถในการท�ำงานของตนเอง เคารพต่อการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงานหลักการ
การเสริมสรา้ งพลังอ�ำนาจ มคี วามส�ำคญั ตอ่ บุคคล เสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจในโรงเรยี น ไดแ้ ก่ สรา้ งความ
ในองค์กรท้ังผู้ปฏิบัติงานท�ำให้เกิดแรงจูงใจในการ ตระหนกั ในบคุ ลากรเสรมิ สรา้ งความรทู้ กั ษะ ความ
ท�ำงาน และผู้บริหารเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริหาร สามารถ ประสบการณใ์ นการท�ำงานของบุคลากร
แสดงความสามารถในการปฏิบัติงาน มีความ
ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 163
ส่งเสริมให้บุคลากรได้แลกเปล่ียนความคิดได้ ผลส�ำเร็จดว้ ย
แสดงออกให้สามารถยืดหยุ่นในการปฏิบัติหน้าที่
ให้อ�ำนาจท่ีจ�ำเป็นต่อการท�ำหน้าที่ของบุคลากร 9. องคค์ วามรู้ที่ไดร้ บั
ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรเตรียม
ความพร้อมของบุคลากรให้โอกาสการท�ำงาน การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจการทำ� งานของ
ยอมรบั ในผลการปฏบิ ตั งิ าน สง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ ม ครูมีความส�ำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนางานใน
ของบคุ ลากร และสรา้ งความไวว้ างใจเคารพเชอ่ื ถอื ทุกๆด้านของโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษาต้อง
ในกนั และกนั ปจั จยั พน้ื ฐานของการเสรมิ สรา้ งพลงั เพมิ่ ขดี ความสามารถครู โดยการสรา้ งโอกาส สรา้ ง
อ�ำนาจในโรงเรยี น ไดแ้ ก่ ความมงุ่ หวงั ของครคู วามรู้ แรงจูงใจ ให้ครูได้รับรู้ถึงความสามารถของตนเอง
ของครูทักษะประสบการณ์ของครูอ�ำนาจหน้าที่ ให้การส่งเสริมและสนับสนุนเพ่ิมขีดความสามารถ
ของครู ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมาขึ้นอยู่กับพื้นฐานของ ของครูให้เพิ่มมากข้ึนอย่างสร้างสรรค์ มีอิสระใน
แต่ละสถานศึกษาเป็นปัจจัยการท�ำงานให้ประสบ การทำ� งาน ตระหนกั ถงึ คณุ คา่ แหง่ ตน สง่ เสรมิ การ
ท�ำงานเปน็ ทมี
References
Boonsiriphachut, S. (2002). The Study of Empowerment of Teachers in Secondary Schools.
Bangkok : Srinakarinwirot Prasanmit University.
Breeding, R. R. (2008). Empowerment as a function of contextual self-understanding,
Rehabilitation Counseling Bulletin, 51(11), 96-106.
Conger, J. A. and R. N. (1998). Kanungo Chairsmatic leadership in Organizations. Thousand
Oaks, CA : Sage.
Nonhuaror, M. (2004). Development of Empowerment Evaluation Model to Enhance
Measurement and Educational Evaluation of Stationary Teachers, Under the
Educational Service Area Office Primary Education, Prachinburi Zone 2. Doctor of
Education degree. Graduate School : Srinakarinwirot Prasanmit University.
Rattanasut, C. (2009). Professional development of teachers through the empowerment
process in schools, Under the Office of Udon Thani Educational Service Area 4.
Mahasarakham : Mahasarakham University.
Saenthong, N. (2008). Corperate culture. Unbeatable value. Bangkok : HR Center.
164 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
Thiammueangpan, P. (2017). Guidelines for empowering teachers in learning management.
For opportunity schools Under the Office of Khon Kaen Primary Educational
Service Area 3. Mahasarahkam : Mahasarakham University.
Tracy, D. (1990). 10 Steps to Empowerment: A Common-Sense Guide to Managing People.
New York : William Morrow.
Warayanapakorn, P. (2003). The development of indicators or empowerment of teachers.
Chonburi : Burapha University.
หลกั ฆราวาสธรรมกบั การครองเรอื น*
The Garavasadhamma for Householder
พิจิตร พงษ์เกษ์ และพระครสู ธุ ีคมั ภรี ญาณ
Pichit Phongket and Phrakhru Sudhikhambhirayana
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
บทความน้ี เปน็ การนำ� เสนอในหลกั ฆราวาสธรรม 4 นน้ั เปน็ หลกั ธรรมทนี่ ามา ซงึ่ ความสขุ ความ
เจรญิ และความสามัคคใี นการอย่รู ว่ มกันของสามีภรรยา คือ สจั จะ มคี วามซือ่ สัตย์ตอ่ กนั ทมะ รจู้ กั ขม่ ใจ
ตนเอง ไม่ประพฤติไปตามกิเลส ขันติ มีความอดทนอดกล้ันต่อส่ิงต่างๆ ท่ีมากระทบตนเอง และจาคะ
รจู้ กั เสยี สละแบง่ ปนั สงิ่ ของของตนใหค้ นอน่ื เมอ่ื สามภี รรยาปฏบิ ตั ติ ามหลกั ฆราวาสธรรม 4 ประการนแี้ ลว้
ก็จะท�ำให้การครองเรือน มีความรักความสามัคคีในครอบครัว ไม่แตกแยกหย่าร้างกัน เป็นรูปแบบของ
คสู่ มรสทม่ี คี วามมนั่ คง ดงั นน้ั ในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องสามภี รรยาทดี่ ี จะตอ้ งนำ� หลกั ฆราวาสธรรม 4 ประการ
ในพระพุทธศาสนาเถรวาท มาประยุกต์ใช้ในการครองเรือน ก็จะแก้ไขปัญหาความแตกแยกหย่าร้างกัน
ของคสู่ มรสสามภี รรยาได้ ท�ำให้ครอบครวั มีความสขุ และความสมบรู ณ์มากขึ้น
ค�ำสำ� คัญ: หลกั ฆราวาสธรรม; การครองเรือน
Abstract
This article presents the main Gharavasadhamma 4 is a principle that the happiness,
prosperity and harmony in coexistence. Both husband and wife are truth, be honest with
each other. ทมะ known self-restraint, not behave according to the passion, patience,
tolerance toward things. That the impact of self and I know the sacrifice share their things
to others. When the husband and wife are followed Gharavasadhamma 4 reasons and
make a householder. There is love and unity in the family, not divided divorced is a form
* ได้รบั บทความ: 8 มกราคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 31 มกราคม 2563; ตอบรับตพี มิ พ์: 10 มนี าคม 2563
Received: January 8, 2019; Revised: January 31, 2020; Accepted: March 10, 2020
166 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
of spouse with stability. So, the on duty. A good wife to Na main Gharavasadhamma 4
respects. In Theravada Buddhism, was applied to scavenging. Will fix schism divorced
spouses of husband and wife. Keep the family happy and more complete.
Keywords: the main Gharavasadhamma; the householder
1. บทน�ำ ของศลี ธรรม จรรยา ประพฤตธิ รรม ตามหลกั ธรรม
ค�ำสอนของศาสนาที่ตนนับถือหรือตามหลักธรรม
พระพุทธศาสนามีหลักในการปฏิบัติ ของพระพุทธศาสนา ซึ่งเราสามารถน�ำหลักธรรม
ส�ำหรับครอบครัวหรือหลักในการครองเรือน มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความสุขในโลกน้ีและโลก
ซึ่งเป็นหลักธรรมส�ำหรับการปฏิบัติของคฤหัสถ์ใน หน้าได้ โดยยึดหลักธรรมฆราวาสธรรม 4 ของ
การปฏิบัติท่ถี กู ต้อง การทค่ี ู่สมรสจะเปน็ คู่ชีวิตกัน บุคคลท่ัวไปที่ต้องการมีชีวิตอย่างมีความสุข
ได้ยั่งยืนและยาวนานนั้น นอกจากกามคุณแล้วคู่ สามารถสร้างเกียรติยศ สร้างปัญญา สร้างทรัพย์
สมรสจะตอ้ งมขี อ้ ประพฤติ มหี ลกั ธรรมเปน็ พนื้ ฐาน สมบัติ และสร้างหมู่ญาติให้เกิดขึ้นได้ส�ำเร็จด้วย
อนั มน่ั คงทจ่ี ะทำ� ใหอ้ ยคู่ รองกนั ไดย้ ดื ยาว และทำ� ให้ กำ� ลงั ความเพยี รของตน ตอ้ งประกอบดว้ ยฆราวาส
คู่สมรสมีชีวิตสอดคล้องกลมกลืนกัน ในหลัก ธรรม อันมนุษย์ทุกคนท่ีเกิดมาในโลกแล้ว ย่อมมี
พระพทุ ธศาสนามหี ลกั ธรรมสำ� หรบั การครองเรอื น ความปรารถนามงุ่ หวงั แหง่ ชวี ติ ตรงกนั คอื มคี วาม
คอื ฆราวาสธรรม 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) สจั จะ ความ ปรารถนาอยากจะดำ� รงชวี ติ อยใู่ นโลกโดยปราศจาก
จรงิ คอื ซอื่ สตั ยต์ อ่ กนั ทง้ั จรงิ ใจ จรงิ วาจา และจรงิ อุปสรรคและภยันตรายท้ังปวง ผ่านพ้นจากความ
ในการกระทำ� 2) ทมะ ฝกึ ตน คอื รจู้ กั ควบคมุ จติ ใจ วบิ ตั ิ ความเสอ่ื มหายนะ และความทกุ ขท์ นทรมาน
ฝกึ หัดดัดนสิ ยั แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งขอ้ ขดั แยง้ ปรับตวั โดยประการท้งั ปวง มีความประสงคอ์ ยากจะด�ำรง
ปรับใจเข้าหากันและปรับปรุงตนให้ดีงามย่ิงข้ึนไป ชีวิตอยู่ในโลกให้ประสบแต่ผลท่ีตนปรารถนา
3) ขนั ติ ความอดทน คือ มีจิตใจเข้มแข็งหนกั แนน่ ใหก้ ารดำ� เนนิ เจรญิ กา้ วหนา้ ขนึ้ ไปทกุ ดา้ นโดยลำ� ดบั
ทนต่อความล่วงเกิน และร่วมกันอดทนต่อความ และบรรลุผลแห่งความสงบร่มเย็นเป็นสุขโดย
เหนื่อยยากล�ำบากตรากตร�ำฝ่าฟันอุปสรรคไป สิน้ เชิงตลอดช่วั อายุขยั
ด้วยกัน 4) จาคะ เสียสละ คือ มีน�้ำใจ สามารถ การเขยี นบทความนเี้ ปน็ การนำ� เสนอหลกั
เสียสละความสุขส�ำราญ ความพอใจส่วนตนเพื่อ ฆราวาสธรรมกบั การครองเรอื น เปน็ หลกั ธรรมทน่ี ำ�
คคู่ รองได้ เชน่ อดหลบั อดนอนพยาบาลกันในยาม มาซง่ึ ความสขุ ความเจรญิ และความสามคั คใี นการ
ปว่ ยไข้ ตลอดจนมจี ติ ใจเออ้ื เฟอ้ื เผอ่ื แผต่ อ่ ญาตมิ ติ ร อยรู่ ว่ มกนั ของสามภี รรยาคอื สจั จะ มคี วามซอื่ สตั ย์
สหายของคู่ครองไม่ใจแคบ (Mahachulalong ต่อกัน ทมะ รู้จักข่มใจตนเอง ไม่ประพฤติไปตาม
kornrajavidyalaya University, 1996) ในการ กิเลส ขันติ มคี วามอดทนอดกล้นั ต่อสงิ่ ต่างๆ ท่ีมา
ดำ� เนนิ ชวี ติ ของมนษุ ย์ ควรตง้ั มน่ั อยบู่ นความดงี าม
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 167
กระทบตนเอง และจาคะ รู้จักเสียสละแบ่งปัน ใคร่กัน ต่างฝ่ายต่างจริงใจและซ่ือสัตย์ต่อกันไม่มี
สงิ่ ของของตนใหค้ นอน่ื เมอ่ื สามภี รรยาปฏบิ ตั ติ าม ความลบั ตอ่ กนั พดู งา่ ยๆ คอื รกั เดยี วใจเดยี วตอ่ กนั
หลกั ฆราวาสธรรม 4 ประการนี้แลว้ กจ็ ะท�ำให้การ อยา่ หลายใจ แตอ่ ยา่ หงึ กนั จนมากเกนิ ไป เพราะจะ
ครองเรือน มีความรักความสามัคคีในครอบครัว นำ� ไปสกู่ ารเขา้ ใจผดิ เกดิ การโกรธเคอื งกนั ทะเลาะ
ไม่แตกแยกหย่าร้างกัน เป็นรูปแบบของคู่สมรส ววิ าทกันเองอาจท�ำใหช้ วี ติ ครอบครวั พงั ได้ แบง่ ได้
ทมี่ คี วามมน่ั คง ดงั นนั้ ในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องสามี 3 ดา้ น คอื 1) ความจรงิ ใจ เปน็ รากฐานทมี่ นั่ คงของ
ภรรยาทด่ี ี จะตอ้ งนำ� หลกั ฆราวาสธรรม 4 ประการ ความสัมพันธ์ที่ดีงาม ความจริงใจแสดงออกเป็น
ในพระพุทธศาสนาเถรวาท มาประยุกต์ใช้ในการ ความซอ่ื สัตยต์ อ่ กนั 2) จริงวาจา คือ พดู จรงิ และ
ครองเรอื น กจ็ ะแกไ้ ขปญั หาความแตกแยกหยา่ รา้ ง 3) จริงการกระท�ำ คือ การท�ำความจริงตามท่ีใจ
กันของคู่สมรสสามีภรรยาได้ ท�ำให้ครอบครัวมี คิดไว้ ตามท่ีวาจาพูดไว้ เป็นสิ่งส�ำคัญท่ีสุดที่จะ
ความสุขและความสมบรู ณม์ ากขึน้ ทำ� ใหค้ วามสัมพนั ธม์ น่ั คงยัง่ ยืน
2. ทมะ หมายถึง การรู้จักข่มใจ ความ
2. ฆราวาสธรรมในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท ฝึกฝนปรับปรุงตน เป็นข้อส�ำคัญในการที่จะท�ำให้
เกิดความเจรญิ กา้ วหนา้ หกั หา้ มใจในเวลาทมี่ ีเรอ่ื ง
ฆราวาส แปลว่า ผู้ด�ำเนนิ ชวี ิตในทางโลก ราวที่ไม่สบายใจเกิดขึ้น บคุ คลทม่ี าอยู่รว่ มสัมพนั ธ์
ผคู้ รองเรอื น และ ธรรม แปลวา่ ความถกู ตอ้ ง ความ กันนนั้ ยอ่ มมีพืน้ เพตา่ งๆ กัน มีอุปนิสัยในคอและ
ดงี าม นสิ ยั ทด่ี งี าม คณุ สมบตั ิ ขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องผคู้ รอง ส่ังสมประสบการณ์มาไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมาอยู่
เรือน คอื มคี รอบครัวต้องท�ำให้ถูกต้องเปน็ หนา้ ที่ ร่วมกันแล้วจ�ำเป็นที่จะต้องปรับตัวเข้าหากันน้ี
ของมนุษยชาติตามปกติหรือสัตว์ตามปกติเป็น ตอ้ งมีปัญญาเป็นแกนนำ� สำ� คัญ เพราะต้องรจู้ ักคดิ
หน้าที่ท่ีจะต้องท�ำให้ถูกต้องสูงขึ้นไป-สูงขึ้นไป พิจารณา และมีความรู้ความเข้าใจ จึงจะปรับตัว
เปน็ ลำ� ดบั จนกระทงั่ จติ ใจกต็ อ้ งทำ� จติ ใจใหถ้ กู ตอ้ ง และฝึกฝนปรับปรุงตนได้
ค�ำว่า หน้าท่ี ในภาษาบาลเี รียกวา่ ธมมฺ ในภาษา 3. ขันติ หมายถึง ความอดทนเปน็ เรอ่ื ง
สันสกฤตว่า ธรฺรม ในภาษาไทย ธรรม คือหน้าที่ ของพลังความเข้มแขง็ อดทนตอ่ ค�ำกลา่ วติฉนิ ของ
(Buddhasa Bhikkhu, 1996 : 45) เป็นธรรม อกี ฝา่ ยหนง่ึ อดทนไว้ เกบ็ อารมณไ์ ว้ จะนำ� ไปสกู่ าร
ของผู้ครองเรือน หลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์ ทะเลาะวิวาทกัน นอกจากนี้ อดทนอีกอย่างหน่ึง
หลักการครองครอบครัวของคนทั่วๆ ไปหลักการ คือ อดทนต่อการท�ำงานเพ่ือตั้งเน้ือตั้งตัวอย่า
อยู่ด้วยกันของครอบครัว กล่าวคือ สามีภรรยา ขีเ้ กียจ สามภี รรยาทขี่ ยนั พยายามหาทรพั ย์ในทาง
จะอยดู่ ว้ ยกนั อยา่ งมคี วามสขุ (Saenburan, 2016 ที่ชอบก็จะมีชีวิตท่ีสุขสบาย และอดทนต่อความ
: 171) มี 4 ข้อ ได้แก่ ลำ� บากตรากตร�ำ ในการทำ� การงาน ทีจ่ ะช่วยเสริม
1. สัจจะ หมายถึง ความซื่อสัตย์ต่อกัน ใหม้ คี วามกา้ วหนา้ เจรญิ มน่ั คง และพรง่ั พรอ้ มดว้ ย
ความไว้เน้อื เช่อื ใจกนั ไมน่ อกใจกัน สามีภรรยารกั
168 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ความส�ำเร็จ ม่ันคงไดข้ ึน้ อยกู่ ับคน 2 คน โดยต้องเป็นความรกั
4. จาคะ หมายถงึ การเสยี สละ การรจู้ กั แบบเมตตา คือ ความรักใคร่ปรารถนาให้คู่ครอง
เสียสละประโยชน์ส่วนตนให้อีกฝ่าย หรือเสียสละ เป็นสุข และกรุณาคือความสงสารและเห็นอก
ความสุขของตนเพื่ออีกฝ่าย ทุกฝ่ายพยายาม เห็นใจหวั่นใจเมื่อคู่ครองของตนได้รับทุกข์ช่วย
ยอมกันในเรื่องบางเร่ืองหรือทุกเร่ือง การเสียสละ เหลอื เกอื้ กลู ไมล่ ะทงิ้ กนั ในยามยาก ยามเจบ็ ยามจน
เพอ่ื ประโยชนแ์ กก่ นั จะเกดิ ความสงสารเหน็ อกเหน็ ให้ยนื ยันเคอื งคู่กนั ฝา่ ฟนั อุปสรรคไปได้
ในกนั ในทส่ี ุด (Phra Metheewaraporn, 2012 : ดังน้ัน การเลือกใครมาเป็นคู่ครองของ
125) ตนนนั้ ตอ้ งมหี ลกั คอื เหตทุ ท่ี ำ� ใหค้ สู่ มรสครองเรอื น
ได้ยืดยาว ได้แก่ 1) ต้องมีค่านิยมและรสนิยม
3. แนวคดิ หลกั ฆราวาสธรรม 4 ทำ� นองเดยี วกนั หรือมคี วามคิดเห็นในเร่ืองใดเรื่อง
หนึ่งเหมือนกัน มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเหมือนกัน
ผคู้ รองเรอื นนอกจากจะมศี ลี สำ� หรบั กำ� จดั 2) มคี วามประพฤติดี ตงั้ อยใู่ นศีลธรรมเหมอื นกัน
กิเลสอย่างหยาบแล้ว ยังต้องปฏิบัติธรรมอีกเพ่ือ มีกิริยามารยาทและพ้ืนฐานการอบรมนิสัยเหมือน
ส่งเสริมความสงบสุขเพราะธรรมดาผู้ท่ีมีศีลย่อม กัน พอเหมาะสอดคล้องกัน 3) มีความเอื้อเฟื้อ
เปน็ บ่อเกิดของคุณธรรมต่างๆ เราควรศึกษาธรรม เผ่ือแพร่ โอบอ้อมอารี มีใจกว้าง มีความเสียสละ
ของผู้ครองเรือนเพ่ือเป็นแนวทางชีวิต การท่ีดีถือ มีความพร้อมท่ีจะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น บุคคลที่
เปน็ มงคล เปน็ เหตแุ ห่งความสขุ ความเจริญในทาง เสมอกันด้วยจาคะนี้ ไม่อารัดเอาเปรียบคู่ของตน
ตรงกนั ขา้ มความลม้ เหลวในการครองเรอื นเปน็ เหตุ ตา่ งฝา่ ยตา่ งชว่ ยเหลอื เกอื้ กลู ญาตมิ ติ รคนขา้ งเคยี ง
แหง่ ความทกุ ขร์ ะทม ดงั คำ� กลา่ วทว่ี า่ แตง่ งานผดิ คดิ ของแต่ละฝ่ายมีจิตใจ เป็นบุญกุศลท้ังคู่จะท�ำให้
จนตวั ตาย ปลกู เรอื นผดิ คดิ จนเรอื นทลาย การครอง ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เพราะเม่ือคนเราอยู่ด้วย
เรือน หรือชีวิตสมรส คือ การที่ชายและหญิงมี กันก็ต้องเสียสละท้ังทรัพย์สินเสียสละความสุข
ความพอใจในรสสัมผสั ซึ่งกันและกนั ตกลงใจท่จี ะ ของตน เพื่อเก้อื กูลซึ่งกนั และกัน และ 4) บคุ คลที่
ใช้ชีวิตครู่ ่วมกัน จะเผชญิ กับปัญหารว่ มกัน และมี มีปัญญาเสมอกัน คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักดี
ความพยายามทจี่ ะดำ� เนนิ ชวี ติ รว่ มกนั เพอื่ ความสขุ รจู้ กั ชว่ั รจู้ กั สง่ิ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ สง่ิ ทไ่ี มใ่ ชป่ ระโยชน์
ในการครองเรือน การที่บุคคลต่างก็มีพื้นฐานจาก มแี นวคดิ ทดี่ งี ามจนสามารถเขา้ กนั ได้ เขา้ อกเขา้ ใจกนั
ครอบครัวเดิมต่างกัน มคี วามคิด คา่ นยิ ม รสนยิ ม (Phra Metheewaraporn, 2012 : 122)
ต่างกัน มาอยู่ร่วมกัน ย่อมก่อให้เกิดปัญหา
ครอบครัวจะมีสุขได้ เพราะด้วยเหตุจากการ 4. หลกั ฆราวาสธรรมกับการครองเรือน
ประพฤติตนของสามีและภรรยา บุคคลทั้งสองน้ี
เปน็ ผทู้ ม่ี คี วามสามารถดลบนั ดาลใหค้ รอบครวั นน้ั ๆ 1. หลกั สจั จะกบั การครองเรอื น เปน็ หลกั
เป็นสวรรค์ท่ีน่าอยู่หรือเป็นนรกก็ได้ ความรักจะ ความซื่อสัตย์ ซ่ึงธรรมชาติของคนเราน้ันก็ย่อม
ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 169
ต้องการความจริงใจ หากไม่มีความจริงใจให้กัน ต้องการท�ำให้เกิดความไว้วางใจ ความเชื่อใจ
ดังนั้นการคบหาสมาคมระหว่างบุคคลในสังคม ระหว่างคู่รัก หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดสัจจะต่อ
ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด จ�ำ ต้องมีหลักธรรมสัจจะ คนรัก ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความร้าวฉานได้ง่าย
ข้อน้ีอยู่ด้วยเสมอ แต่การมีความจริงใจอย่างเดียว ท�ำให้ทั้งสองฝ่ายหวาดระแวงแคลงใจกันและไม่
โดยไม่แสดงออกก็ยังไม่พอ เพราะการแสดงออก ยากนกั ทจี่ ะแตกหกั เลกิ รากนั ไป ยากทจี่ ะประสาน
ซงึ่ ความซอ่ื สตั ยแ์ ละความจรงิ ใจตอ่ บคุ คลทเ่ี รารจู้ กั ใหค้ นื ดไี ดด้ งั เดมิ ดว้ ยเหตนุ เี้ อง จงึ มหี ลายทา่ นไดใ้ ห้
จะทำ� ใหเ้ ปน็ รากฐานสำ� คญั ทส่ี บื สานความสมั พนั ธ์ นิยามความรักว่า คือ การมีความจริงใจให้แก่กัน
ระหวา่ งกนั ซงึ่ หากมคี วามจรงิ ใจและซอื่ สตั ย์ ความ ซ่ึงตามหลักความเป็นจริงแล้ว ความจริงใจและ
สัมพันธ์ต่อกันก็จะสามารถสานต่อสัมพันธ์กันใน ความซ่ือสัตย์ก็ควรเป็นข้อปฏิบัติพ้ืนฐานท่ีบุคคล
ระยะยาวไดต้ อ่ ไป เพราะการดำ� เนนิ ชวี ติ ของคนนนั้ ที่รักกันพึงมีให้แก่กันเป็นอันดับแรก เพราะคน
ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมไม่ว่าจะ รักกันถ้ายังไม่จริงใจต่อกัน ก็เหมือนกับไม่ได้รัก
ระดบั เลก็ ระดบั กลาง หรอื ระดบั ใหญ่ ความซอ่ื ตรง กันจริงหรือเป็นรักลวง หรือรักจอมปลอมน่ันเอง
ซอ่ื สตั ย์ในการคบหากนั ในกลุ่มคนทีค่ นเราน้ันหรอื เพราะฉะนั้นแล้วหากเรามีความจริงใจต่อผู้อ่ืน
จดั หรอื คนุ้ เคยมคี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ทเี่ ปน็ การสรา้ ง เรากจ็ ะไดร้ ับความจริงใจกลบั มานั่นเอง
ความไว้วางใจกันและกัน คนเราน้ันหากมีความ 2. หลักทมะกับการครองเรือนหลักอัน
ไวว้ างใจกนั ไดเ้ ปน็ พนื้ ฐานสงิ่ อน่ื ใด กส็ ามารถวางใจ แท้จริงของทมะก็คือการควบคุมจิตใจ ในการ
ได้เช่นกัน คนมสี ัจจะจะมีความรับผิดชอบ ซ่ือตรง ทำ� ความเขา้ ใจคนทเี่ รารกั รวมถงึ เขา้ ใจถงึ ความเปน็
ไม่โกหก ไม่ออกนอกลู่นอกทาง มีสติ บุคคลใดที่ ไปอันแท้จริงของโลกน้ีด้วย หากเราไม่มีธรรมะ
ครองคหู่ รอื ใชช้ วี ติ คู่ ถอื สจั จะเปน็ สง่ิ สำ� คญั ของการ ข้อนี้เท่ากับว่าเราเป็นคนท่ีขาดการใช้สติปัญญา
ครองชีวิตคู่ร่วมกัน หากมีสัจจะความซ่ือตรงและ ในการพจิ ารณาเรอ่ื งตา่ งๆ ซง่ึ ผลรา้ ยของการปลอ่ ย
ความจริงใจนั้นจะท�ำให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกัน ใหอ้ ารมณ์ หรอื ขอ้ บกพรอ่ งทมี่ มี าควบคมุ เราไดน้ นั้
และกัน ให้เกียรติกันและกัน ซ่ึงจะน�ำพาให้ ก็จะกลายเป็นเหตุให้เราแตกแยกความสามัคคีกับ
ครอบครัวมีความสุขสงบ คิดท�ำส่ิงใดก็จะประสบ คนทเ่ี รารกั หรอื กบั ผอู้ นื่ การทไี่ มส่ ามคั คหี รอื ไมล่ ง
ความสำ� เรจ็ รว่ มกนั สจั จะจงึ เปน็ รากฐานสำ� คญั ของ รอยกนั เปน็ แคอ่ าการเบอื้ งตน้ ของการทเ่ี รามคี วาม
การอยรู่ ว่ มกนั ตลอดทงั้ การดำ� เนนิ ชวี ติ การทำ� งาน ขม่ ใจทตี่ ำ่� แตอ่ าการขน้ั ตอ่ ไปนน้ั ความแตกรา้ วจะ
หรือในครอบครัวสัจจะเป็นหลักธรรมท่ีท�ำให้ ท�ำลายชีวิตคู่รักให้แตกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์
ครอบครวั เปน็ อยู่อย่างมัน่ คง ย่ังยืนและมีความสุข แบบในทส่ี ดุ ชีวติ คทู่ ี่จะประสบความส�ำเร็จในชวี ิต
สำ� หรับคนทีม่ ีความรักนนั้ การมีความซ่อื สตั ย์และ ต้องมีการฝึกฝนปรับปรุงตนอยู่เสมอ รู้จักข่มใจ
ความจริงใจให้คนรักนั้น จะต้องดูแลและพิถีพิถัน บังคับควบคุมจิตใจตนเองได้ จะท�ำสิ่งใดให้
มากกว่าคนท่ัวไป เพราะการมีชีวิตคู่น้ันย่อม พิจารณาด้วยปัญญา การมีชีวิตคู่ คุณธรรมข้อนี้
170 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
มีความส�ำคัญในการท�ำให้การครองชีวิตคู่ประสบ 3. หลักขันติกับการครองเรือน ขันติ
ความส�ำเร็จ เมื่อคนสองคนมาอยู่ร่วมกันต้องรู้จัก หมายถึง ความอดทน อดกล้ัน ซึ่งหลักธรรมข้อนี้
การปรับเข้าหากันและกัน สิ่งใดท่ีไม่ดีของแต่ละ ไม่ใช่เพียงจ�ำ เป็นต่อชีวิต เท่าน้ันแต่เป็นหลักท่ี
ฝ่ายต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้เป็นส่ิงที่ดีงาม ส�ำคัญมากท่ีต้องมีหากต้องการให้ชีวิตสมหวัง
ตา่ งฝา่ ยตา่ งปรบั และหา่ งฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ ผดิ พลาด ส�ำเร็จดั่งใจหมาย ความอดทนนั้น เป็นหลักการ
พลงั้ ไปควรมกี ารใหอ้ ภยั กนั และกนั เรมิ่ ตน้ ใหมด่ ว้ ย ต้ังแต่สมัยโบราณแล้ว ซ่ึงแม้แต่ปัจจุบันน้ีก็ตาม
ส่ิงดีๆ ก็จะท�ำให้ชีวิตคู่อยู่กันได้อย่างยั่งยืนและ หากใครไม่มี ดูเหมือนว่า ชีวิตนี้ยากที่จะประสบ
มีความสุข รู้จักทนกันให้ได้ รู้จักยอมรับในความ ความส�ำเร็จได้ และส�ำหรับชีวิตคู่นั้นนอกจากจะ
ต่างของกันและกัน รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตนรู้จัก ต้องมีความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความเข้าใจ
แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับนิสัยและอัธยาศัยให้ กนั แลว้ จะตอ้ งมคี วามอดทนอดกลน้ั อกี ดว้ ยใหร้ จู้ กั
กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ไม่เป็นเอาแต่ใจ อดทนต่อค�ำกล่าวติชินนินทาของอีกฝ่ายหรือ
ตนเองหรอื ดอ้ื รน้ั เอาอารมณข์ องตนเปน็ ใหญโ่ ดยที่ คนอนื่ ๆ ขนั ตเิ ปน็ หลกั ธรรมธรรมทส่ี ำ� คญั ทคี่ นทอ่ี ยู่
ไมส่ นใจอกี ฝา่ ยเลย การควบคมุ จติ ใจ กเ็ พอ่ื ทจ่ี ะทำ� ด้วยกันเกิดความก้าวหน้าคนจะดีต้องมีหลักธรรม
ให้เรายอมรับในข้อบกพร่องของคนรักของเรา นก้ี ารใชช้ วี ติ ของคนเรานน้ั หากไมม่ คี วามอดทนจะ
หรือผู้อนื่ ได้ รวมทงั้ จุดเดน่ จุดดขี องเขาด้วย สำ� เรจ็ ไดย้ ากมาก ไมส่ ามารถไปถงึ จดุ หมายของตน
ดงั นน้ั หลกั ทมะเปน็ การฝกึ ฝนปรบั ปรงุ ตน และครอบครวั ได้ การครองชวี ิตคคู่ วามอดทนเป็น
การมชี วี ติ อยรู่ ว่ มกนั ควรมกี ารปรบั ปรงุ ตนทไี่ มด่ ใี ห้ ส่ิงส�ำคัญสามีภรรยาเมื่อเริ่มใช้ชีวิตคู่สิ่งดีงามท่ีเร่ิม
รู้จักปรับปรุงตนเข้าหากันและกันเพ่ือความสุข ต้นมีให้กันและกันในระยะแรกๆ ก็ยังเป็นไปปกติ
ในการครองค่หู รือการดำ� เนินชวี ติ เมื่อทกุ คนตา่ งรู้ สุข แตเ่ มือ่ ยกู่ ันนานวนั นานปีพฤตกิ รรมหรอื สง่ิ อื่น
ดีว่า ไม่มีใครท่ีจะสมบูรณ์แบบไปหมดทุกอย่าง ใดท่ีแสดงให้เห็นก็มีมากบางสิ่งบางอย่างอีกฝ่าย
ทุกคนต้องเข้าใจในข้อด้อยและข้อเด่นของผู้อื่น อาจไม่ชอบหรือไม่ถูกใจกันและกันคุณธรรมใน
เม่ือเข้าใจผู้อ่ืนแล้วก็จึงจะเป็นผู้ที่สามารถได้รับ ขอ้ นจี้ งึ มคี วามสำ� คญั มากในการจะครองชวี ติ คทู่ จ่ี ะ
ความเขา้ ใจจากคนที่เรารกั หรอื คนอืน่ ๆ ไดเ้ ช่นกนั อยู่กันด้วยกัน ความอดทนไม่ใช่แค่เพียงร่างกาย
ซ่ึงหลักธรรมข้อนี้นั้นก็เหมือนเช่นข้ออื่นๆ คือ เทา่ นนั้ จติ ใจของเรากต็ อ้ งควรจะตอ้ งมคี วามอดทน
อาจจะดูจับต้องยากสักหน่อย แต่ถ้าเราพยายาม ดว้ ย ความอดทนเปน็ คณุ ธรรมอยา่ งหนง่ึ ทจ่ี ะทาให้
ฝกึ หดั ควบคมุ ใจของตนทีละนอ้ ย ให้เปน็ ผ้ทู ่ีบังคับ บุคคลนั้นประสบความส�ำเร็จ เพราะการใชช้ ีวิตอยู่
ควบคุมอารมณ์และจิตใจของตนเอง ให้ท�ำใจกับ ร่วมกันนอกจากจะมีข้อขัดแย้งแตกต่างทางด้าน
ปัญหาและความแตกต่างที่เกิดขึ้น เราก็จะเป็น อปุ นสิ ยั การอบรมประสบการณเ์ ดมิ บางครง้ั กอ็ าจ
ผหู้ นงึ่ ทไ่ี ดผ้ ลดแี หง่ ความสขุ สมหวงั ในรกั จากหลกั มีอุปสรรคมาให้ร่วมเผชิญ หรือบางคร้ังอาจมีการ
ธรรมขอ้ นี้ (Buddhasa Bhikkhu, 1996 : 45) ทะเลาะเบาะแว้งบาดหมางกัน ซ่ึงไม่ว่าจะโดย
ปีท่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 171
ค�ำพูดหรือการกระท�ำ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หรือคือการให้น่ันเอง จาคะ น้ัน มีความหมาย
อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องรู้จักอดกลั้นระงับใจ ไม่ก่อเหตุ รวมถึงรู้จักสละสิ่งของช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ซ่ึงโดย
ให้เรื่องลุกลามกว้างขยายต่อไป เรื่องร้ายท่ีน่าจะ ปกติของชีวิตคู่น้ัน เราต้องช่วยเหลือเก้ือกูลคนรัก
ลุกลามจึงจะระงับ สงบลงไป แต่ถ้าระงับห้ามใจ ของเราตลอดเวลา เรียกว่าต้องแบ่งปันช่วยเหลือ
ไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างท�ำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งกันและกัน แต่ถ้ามฝี า่ ยใดฝ่ายหนงึ่ มุ่งจะเอากบั
ก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในท่ีสุดก็ต้องเลิกรา คนรักอย่างเดียว ก็จะท�ำให้เกิดการเบื่อหน่าย
กันไป หลักขันตินั้นจะแตกต่างจากหลักของทมะ เข้าท�ำนองรู้ว่า อีกฝ่ายหน่ึงตั้งใจจะเอาเปรียบ
ตรงท่ีขันติมุ่งอดทนที่ร่างกายเป็นหลัก ส่วนหลัก ท�ำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันยืดได้ ซ่ึงการให้ที่ดีน้ัน
ของทมะ นั้น มงุ่ อดทนท่ีจติ ใจและอดทนทอ่ี ารมณ์ จะตอ้ งอยบู่ นหลกั ของ ผใู้ หใ้ หด้ ว้ ยความเตม็ ใจผรู้ บั
คนท่ีมุ่งมั่นจะฝึกให้ขันติมีมากแก่ตนต้องอดทน กร็ บั ดว้ ยความสขุ ผใู้ หก้ จ็ ะมคี วามสขุ ไปดว้ ย แตถ่ า้
ต่อความยากล�ำบากท่ีเกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้ เป็นการบังคับเอากับผู้อื่นโดยที่ผู้ให้ก็ไม่เต็มใจ
โดยเฉพาะในชีวิตคู่ เราต้องอดทนท้ังต่อตัวเราเอง จะใหย้ อ่ มไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ ความสขุ ทงั้ ผใู้ หแ้ ละผรู้ บั การ
และอดทนกับคนท่ีเรารัก เพราะในการใช้ชีวิต ดำ� เนนิ ชวี ติ ของคนเราคอื ความปฏสิ มั พนั ธก์ บั บคุ คล
รว่ มกบั คนทเี่ รารกั อาจตอ้ งพบเจอกบั ความลำ� บาก ต่างๆ ต้งั แต่ในครอบครวั พน่ี ้องญาติมติ ร เพ่อื นฝงู
ตรากตร�ำ และเรื่องหนักใจต่างๆ ในการประกอบ จาคะเป็นคุณธรรมที่ควรมีให้แก่กันในการอยู่ร่วม
การงานอาชพี อปุ สรรคกจ็ ะถาโถมเขา้ มามาก หาก กันในครอบครัวและสังคม การเสียสละหรือการ
อดทนไมไ่ หว กจ็ ะทำ� ใหพ้ าครอบครวั ไปไมถ่ งึ ฝง่ั ฝนั เป็นผู้ให้นั้น ในการใช้ชีวิตคู่คุณธรรมข้อนี้มีความ
(Phra Promkhunaporn (P.A. Payutto), 2006 : 63) ส�ำคัญมากที่จะช่วยประคับประคองชีวิตคู่ให้อยู่
ดังน้ัน ส�ำหรับชีวิตคู่การร่วมหัวจมท้าย อย่างเป็นสุขซ่ึงกันและการให้น้ันมิใช่เพียงสิ่งของ
ท่ีจะอดทนเผชิญและฟันฝ่าต่อความยากล�ำบาก เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการให้เวลา ให้ความ
ไปด้วยกันถือเป็นเร่ืองที่ส�ำคัญมาก เป็นเคร่ือง สนใจ ให้การดูแลถามทุกข์สุขในการด�ำเนินชีวิต
พิสูจน์ถึงความรักของคนทั้งสองด้วย โดยเฉพาะ ของคคู่ รองและของครอบครวั การใหเ้ ปน็ การสรา้ ง
เมอื่ เกดิ อปุ สรรค หรอื ฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ ประสบความ น้�ำเลีย้ งทางใจทจ่ี ะใหค้ รองค่รู กั กันใหย้ ั่งยนื
ตกต่�ำคับขัน ทั้งคู่จะต้องมีสติ อดทน อดกลั้น อีกประเด็นที่ส�ำคัญมากและคนมักมอง
คิดหาอุบาย หรือใช้ปัญญาหาทางแก้ไข ฝ่าฟันไป ขา้ มกันก็คอื การใหอ้ ภัย การให้อภัยมกั ไม่ถูกรวม
ให้ได้ ความอดทนเพียรพยายามเท่านั้น ที่จะเป็น กับการให้โดยทวั่ ไป ท้ังๆ ทีม่ ีความสำ� คญั มากการ
ก�ำลังใจให้ซึ่งกันและกัน จนสามารถผ่านพ้น ใหอ้ ภยั นน้ั อาจเปน็ การสรปุ นยิ ามของความรกั ทด่ี ี
เหตกุ ารณเ์ ลวรา้ ยไปดว้ ยกนั ได้ ก็ได้ เพราะเมื่อเราใหอ้ ภัยแกค่ นทีเ่ รารัก ก็เปน็ การ
4. หลักจาคะในชีวิตการครองเรือน แสดงไมตรจี ติ เรอ่ื งความจรงิ ใจของเราเอง เปน็ การ
จาคะ หมายถงึ ความเสยี สละ ความเผอ่ื แผแ่ บง่ ปนั แสดงออกถึงการยอมรับความแตกต่าง การเข้าใจ
172 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ในอีกฝ่าย และความอดทนอดกล้ันในความผิดท่ี ชีวิตคู่หรือครอบครัวน้ันมีความเป็นอยู่ที่ราบร่ืนมี
ครู่ กั ไดก้ อ่ ขน้ึ ไมค่ ดิ แกแ้ คน้ ไมค่ ดิ เอาคนื มแี ตค่ วาม ความซ่ือสัตย์ มีการปรับตัวเข้าหากัน ให้อภัยกัน
รักให้กันและพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดพลาดตลอดทั้งท�ำให้ไม่
อกี ครงั้ ดังน้ัน การให้อภัยจึงเปน็ จดุ รวมของสัจจะ แตกแยกแตกรา้ วและใชช้ วี ติ อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งยงั่ ยนื
ทมะ ขนั ติ จาคะ ทก่ี ล่าวไปแลว้ ด้วย
6. องค์ความร้ทู ไี่ ดร้ ับ
5. สรปุ
หลักฆราวาสธรรม 4 เป็นหลักธรรมท่ีมี
หลกั ฆราวาสธรรมเปน็ ธรรมสำ� หรบั ผคู้ รอง ความส�ำคัญอย่างย่ิงต่อการสร้างความสงบสุขใน
เรือนที่พึงควรประพฤติปฏิบัติต่อกันและกันต้ังแต่ สังคม การสร้างความสามัคคีในสังคมก่อให้เกิด
การดำ� เนนิ ชวี ติ หรอื ผมู้ คี คู่ รอง ตลอดทงั้ การทำ� งาน ความสขุ สวสั ดี หากมกี ารครองคชู่ วี ติ จะทำ� ใหม้ ชี วี ติ
หลักธรรมท้งั 4 คอื สัจจะ ทมะ ขนั ติ จาคะ หาก คหู่ รอื ครอบครวั นนั้ มคี วามเปน็ อยทู่ รี่ าบรน่ื มคี วาม
บคุ คลใดไมว่ า่ จะอยใู่ นศาสนาใดๆ กต็ ามไดน้ ำ� หลกั ซอ่ื สตั ย์ มกี ารปรบั ตวั เขา้ หากนั ใหอ้ ภยั กนั เมอ่ื ฝา่ ย
ฆราวาสธรรมไปประยุกต์ใช้หรือปฏิบัติต่อตนเอง หน่ึงฝ่ายใดผิดพลาดตลอดทั้งท�ำให้ไม่แตกแยก
ครอบครัวหรือสังคมแล้วจะน�ำมา ซ่ึงความสุขต่อ แตกร้าวและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างย่ังยืนท�ำให้
ตนเองและสังคม หากมีการครองคู่ชีวิตจะท�ำให้มี ครอบครัวมคี วามสุขและความสมบูรณ์มากข้นึ
References
Buddhasa Bhikkhu. (1996). Garavasadhamma. 4th edition. Bangkok : Dhamma Foundation.
Mahachulalongkornrajavidayalaya. (1996). Thai Tipitakas. Bangkok : Mahachulalongkorn
rajavidayalaya.
Phra Matheewaraporn. (2012). Benjasil Benjatham: Udom of Human Life. Bangkok : Ton
Boon Publishing.
Phra Promkhunaporn (P.A. Payutto). (2006). Life Guide. Bangkok : Company Pim Suay Co., Ltd.
Saenburan, P. (2016). Theravada Buddhism. Khon Kaen : LP Ban Nana Witthaya Limited
Partnership.
การวิเคราะห์ความรักในมทั รีกัณฑ*์
An Analyzes love in Maddi Kantha scriptures
พระครูวจิ ิตรธรรมาทร, จรัส ลกี า1,
พระมหาใจสงิ ห์ สริ ิธมฺโม, พระนรินทร์ สีลเตโช และพระอ่อน มหทิ ฺธิโก2
Phrakhru Vijitdhammathorn, Jaras Leeka,
Phramaha Jaising Siridhammo, Phra Narin Silatasho and Phra Aon Mahitthiko
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น1
มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตร้อยเอด็ 2
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
Mahamakut Buddhist University, Roi-Et Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
บทความน้ี เป็นการวิเคราะห์ความรักในมัทรีกัณฑ์รักระหว่างพระเวสสันดรกับภรรยาและบุตร
ซึ่งในการวิเคราะห์ผู้เขียนได้แยกประเด็นวิเคราะห์ออกเป็นสองประเด็น คือ 1) ความรักในฐานะที่เป็น
มนษุ ยท์ ว่ั ไป และ 2) ความรกั ในฐานะทเี่ ปน็ พระโพธสิ ตั ว์ จากการศกึ ษาพบวา่ ความรกั ของพระเวสสนั ดร
ทมี่ ตี อ่ ภรรยาและบตุ รในฐานะทเี่ ปน็ มนษุ ยท์ วั่ ไป พระเวสสนั ดรกบั ภรรยา เปน็ ครู่ กั ทร่ี กั กนั จรงิ ตามแนวคดิ
เร่ืองความรักในพระพทุ ธศาสนา เชน่ กันกบั ความรกั ระหว่างพระเวสสนั ดรกับบตุ รท้ังสอง ซงึ่ ความรกั ของ
กษตั ริย์ท้งั 4 พระองคจ์ ะปรากฏชดั ในความรักฐานะท่พี ระเวสสนั ดรเปน็ พระโพธสิ ตั วท์ มี่ อี ุดมการณ์ท่ีจะ
ตรสั รู้เปน็ พระพทุ ธเจ้าเพอ่ื ออกจากทุกข์ในวฏั สงสารและส่ังสอนผู้อื่นใหอ้ อกจากทกุ ขต์ าม จะเห็นไดจ้ าก
พระชาตติ ่อมาท่ีพระองค์ตรัสรเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ แลว้ ส่ังสอนให้ภรรยาและบุตรได้บรรลุตาม
ค�ำสำ� คญั : ความรัก; มทั รีกัณฑ์
Abstract
This article analyzes love in Maddi Kantha scriptures. The author analyzes the
love in Maddi Kantha scriptures of the love between Phra Vessantara, his wife and children.
In the analysis, the author has divided the issue into two issues, 1) love as a human being
* ได้รบั บทความ: 17 มกราคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 2 ธันวาคม 2563; ตอบรบั ตพี ิมพ์: 30 ธันวาคม 2563
Received: January 17, 2019; Revised: December 2, 2020; Accepted: December 30, 2020
174 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
and 2) love as a Bodhisattva. According to studies, it was found that the love of Phra
Vessantara for wife and children as human beings, Phra Vessantara and his wife are true
love couple based on the concept of love in Buddhism such as the love between the
two children that is the love of the four kings, truly appear in love as Phra Vessantara, a
Bodhisattva who has the ideals to enlighten as the Buddha to leave the suffering in a
circle and teach others to leave the suffering. This has shown clearly his next life after
he got enlightenment as Buddha, then he taught his wife and child to enlighten as well.
Keywords: Loving; Maddi Kantha Scriptures
1. บทน�ำ ความรักเป็นสิ่งที่ดีท่ีส�ำคัญส�ำหรับ
มนุษยชาติ เพราะมนุษย์เกิดมีข้ึนมาแล้วจะอยู่
มทั รีกัณฑ์ เป็นตอนหนงึ่ ในพระเวสสนั ดร คนเดียวไปตลอดไม่ได้ มนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็น
ชาดก เปน็ หนง่ึ ในสบิ พระชาตสิ ดุ ทา้ ยของพระพทุ ธเจา้ สังคม เพราะมนุษย์ชอบอยู่กันเป็นกลุ่ม ท้ังน้ีอาจ
ซึ่งเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา พระเวสสันดร จะเพอ่ื ความอบอนุ่ ใจ เพอื่ สงเคราะหอ์ นเุ คราะหก์ นั
ชาดกนี้เป็นพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อน และกนั จงึ มกี ารแตง่ งานมคี คู่ รอง มบี ตุ รสบื ตระกลู
จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระชาติที่พระ มีเพ่ือนฝูงจุดเริ่มต้นของสังคมมนุษย์เริ่มจากสังคม
โพธิสัตว์บ�ำเพ็ญทานบารมี โดยเริ่มต้ังแต่การให้ เลก็ ๆ คอื ครอบครวั ทมี่ แี คส่ ามภี รรยาเพยี งสองคน
สงิ่ ของธรรมดา ไปจนถงึ การใหบ้ ตุ รใหภ้ รรยาเปน็ ทาน ต่อมามบี ุตรเพิ่มขึ้นมาเปน็ สมาชิกของสังคม เม่อื มี
การใหท้ านบตุ ร ภรรยาเปน็ สงิ่ ทกี่ ระทำ� ไดย้ ากมาก มนุษย์มากขึ้นก็มีครอบครัวมากข้ึน สังคมของ
แตเ่ พราะพระโพธสิ ตั ว์ มศี รทั ธาหรอื ความเชอื่ หรอื มนุษย์ก็เติบโตข้ึนมาเป็นล�ำดับจากครอบครัว
ความรกั ในสมั มาสมั โพธญิ าณ จงึ ทำ� ใหต้ ดั สนิ พระทยั เป็นหมู่บ้าน จากหมู่บ้านเป็นต�ำบล เป็นอ�ำเภอ
ในการให้บุตรและภรรยาเป็นทานกับผู้อื่นได้ใน เป็นจังหวัด เป็นประเทศ จากประเทศเป็นสังคม
มัทรีกัณฑ์นี้เป็นตอนท่ีส�ำคัญอีกตอนหนึ่งในพระ ระดบั โลก ทเ่ี ปน็ สงั คมใหญท่ ส่ี ดุ จะเหน็ ไดว้ า่ ความ
เวสสนั ดรชาดก เปน็ ตอนทตี่ อ่ จากกณั ฑก์ มุ ารทพ่ี ระ รักมีความส�ำคัญต่อสังคมทุกระดับในฐานะท่ีเป็น
เวสสนั ดรไดใ้ หบ้ ตุ รทง้ั สองเปน็ ทานแกพ่ ราหมณช์ ชู ก รากฐานทที่ ำ� ใหเ้ กดิ สงั คมขน้ึ และทำ� ใหค้ นในสงั คม
ทำ� ใหเ้ หน็ ถงึ ความรกั ของมารดาคนหนงึ่ ทมี่ ตี อ่ บตุ ร อย่รู ่วมกันอย่างสงบสุข
และเห็นถึงความรักของภรรยาคนหน่ึงที่มีให้สามี
อย่างสุดใจ ประเด็นความรักของพระนางมัทรีใน 2. ความหมายของความรัก
มัทรีกัณฑ์นี้จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ท้ังในสว่ นของมารดาและภรรยาท่ีดี (Mahachula ความหมายของค�ำว่า ความรัก (Love)
longkornrajavidyalaya University, 1996) นกั ปราชญ์ และนกั ปรชั ญา ทง้ั ในฝา่ ยตะวนั ตกและ
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 175
ฝ่ายตะวันออกไดใ้ หค้ วามหมายไว้มากมาย ดงั น้ี มอี ยจู่ รงิ ในความหมายทส่ี งู ขน้ึ ไปอกี เพลโต หมายถงึ
พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ความปรารถนาความสวยงาม ความดี และความจรงิ
2505 ไดใ้ หค้ วามหมายของความรกั ไวว้ า่ ความชอบ ที่สมบรู ณ์แบบเปน็ อมตะ (Phra Umnaj Khema
อย่างผกู พัน พรอ้ มดว้ ยความช่ืนชมยินดี panyo, 2013)
เซนต์ ออกสั ตนิ (St. Augustine) ความรกั พุทธทาสภิกขุ ได้ใหค้ วามหมายของคำ� วา่
คือ ความศรัทธาและความจงรักภักดีในพระเจ้า ความรัก คือ ความใจกว้างเห็นแก่ผู้อื่นจนไม่มีตัว
ความรักเป็นท้ังคุณธรรมพื้นฐานท่ีเป็นบ่อเกิดแห่ง ตนเหลืออยู่ ไมม่ ีเรา ไมม่ ีเขา ไมเ่ ห็นแกต่ ัว จงึ เห็น
คณุ ธรรมอน่ื ๆ และเปน็ คณุ ธรรมสงู สดุ ทสี่ ามารถนำ� แกม่ นษุ ยท์ ง้ั หลาย เหน็ แกค่ วามถกู ตอ้ งและรกั ผอู้ น่ื
มนุษย์เข้าสคู่ วามเป็นเอกภาพกับพระเจ้าได้ ได้โดยธรรมชาติ เกิดเป็นสูญญตาว่างตัวตนและ
โชเปนเฮาเออร์ (E.G. Schopenhauer) เป็นอันเดยี วกันหมด (Suwannakul, 1989)
ความรกั คอื แนวความคดิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ เพอื่ ทจ่ี ะลงแรง พระเทพโสภณ (ประยรู ธมมฺ จติ โต) ไดใ้ ห้
กระตนุ้ ทางเพศของมนษุ ย์ (Phra Umnaj Khema ความหมายของ ความรกั วา่ ความรัก คือ ศิลปะ
panyo, 2013) แหง่ การใหแ้ ละรบั (Love is the art of giving and
กิลเบอร์ท (Gillbert) นักปรัชญาชาว taking) หมายถึง การใหแ้ ละการรบั สิ่งเพลดิ เพลนิ
ฝร่งั เศส ไดใ้ ห้ความหมายของความรกั ว่า ความรกั ใจและความปรารถนาดี (Chanchanchai, 2016)
คอื สวนดอกไมท้ ต่ี อ้ งรดดว้ ยนำ�้ ตาแทนนำ�้ เนอ่ื งจาก สรปุ ไดว า่ บรบิ ทของความรกั นน้ั ประกอบ
สวนดอกไมท้ ใี่ หด้ อกสวยงามชนื่ ใจนน้ั เจา้ ของสวน ด้วยสารัตถะหลายประการทีม่ ีแงคิด มุมมองตา่ งๆ
กลับต้องทนทุกข์ทรมานเพ่ือดูแลเอาใจใส่อย่างดี ดงั นนั้ บคุ คลทม่ี คี วามรกั ทมี่ นั่ คงและยง่ั ยนื เรยี กวา่
ปานประหน่ึงว่าเอาหยาดเหงื่อรดต้นของมัน ไมเ้ ทา้ ยอดทอง กระบองยอดเพชรนนั้ ตอ้ งเปน็ ความ
เสมือนกับความรักกว่าจะมีความสุขส�ำเร็จสมหวัง รักท่ีแฝงด้วยความเมตตาหากหล่อเล้ียงความรัก
ได้กต็ อ้ งร้องไห้เสียน้�ำตามามากมาย (Meethawit ด้วยภาวะจิตที่เจือดว้ ยตณั หาราคะหรอื กามารมณ์
nukul, 1991) เพียงอย่างเดียวความรักจะอายุขัยสั้น ถนนของ
เพลโต (Plato) นักปรัชญาตะวันตก ความรักจะมีขวากหนามคอยท่ิมต�ำอยู่ตลอดเวลา
ผยู้ งิ่ ใหญไ่ ดใ้ หค้ วามหมายของความรกั วา่ ความรกั การมชี วี ติ ทปี่ ลอดภยั ในบรบิ ทของความรกั สำ� หรบั
หมายถงึ ความปรารถนาหรอื ความตอ้ งการโดยเขา มนษุ ยป์ ถุ ชุ น ตอ้ งมหี ลกั ประกนั ทสี่ ำ� คญั 4 ประการ คอื
ไดอ้ ธบิ ายวา่ ความรกั เปน็ ความปรารถนาหรอื ความ 1. ความชื่อสัตว์และช่ือตรงต่อกัน
ต้องการอย่างหนึ่งในความปรารถนาท้ังหลายของ (สัจจะ) หมายถึง การท่ีสามีภรรยาไม่ประพฤติ
มนุษย์ และความปรารถนาท่ีเป็นความรักน้ันจะ นอกใจหรือทรยศต่อกนั
ต้องเป็นความปรารถนาท่ีจะได้ครอบครองส่ิงที่ 2. ความหนักแน่นและอดทน (ทมะ)
สวยงามในรปู ลกั ษณต์ า่ งๆ ซง่ึ จะตอ้ งเปน็ สงิ่ ทด่ี แี ละ หมายถึง การท่ีสามีภรรยาไม่คิดเล็กคิดน้อยหรือ
176 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
จอ้ งจับผิด จนขาดอสิ ภาพในการเปน็ คู่ชวี ติ เห็นอก เห็นใจกันในปจั จบุ ัน จะส่งผลให้เปน็ เนื้อคู่
3. ความเข้มแข็งและท้าทาย (ขันติ) กนั ในปจั จุบนั และในอนาคตต่อไป
หมายถงึ ความมงุ่ มนั่ ในแนวทางของชวี ติ ทต่ี ดั สนิ ใจ 2. แนวคิดเร่ืองความรักในพุทธศาสนา
ร่วมสุขและร่วมทุกข์โดยไม่ย่อท้อต่อปัญหาและ มแี นวคดิ เรอื่ งความรกั ไดอ้ ยา่ งไร ความรกั มกี อ่ี ยา่ ง
อปุ สรรคตา่ งๆ อะไรบา้ ง และพระพทุ ธศาสนายกยอ่ งความรกั แบบ
4. ความมีน�้ำใจและเอ้ือเฟื้อ (จาคะ) ไหนมากกว่ากัน ในเรื่องของความรักน้ันพระพุทธ
หมายถึง การไม่เห็นแก่ตัวจนลืมญาติมิตรหรือ ศาสนาแบง่ ความรกั ออกเปน็ 3 ระดบั คอื ระดบั หยาบ
เพ่ือนฝงู ท้งั สองฝ่าย ชีวิตทีม่ ีหลกั ประกนั ทั้ง 4 ข้อ ระดบั ปานกลาง ระดบั ละเอียด มีรายละเอียดดังนี้
เปน็ ชวี ติ ทปี่ ลอดภยั จากมลพษิ แหง่ ความรกั เรยี กวา่ 2.1 ความรกั ระดับหยาบ เม่อื พดู ถึง
เปน็ ความรกั ทส่ี รา้ งสรรคค์ อื สวรรคข์ องชวี ติ คอู่ ยา่ ง ความรกั ระดบั หยาบนแ้ี ลว้ สง่ิ แรกทที่ กุ คนจะนกึ ถงึ
แท้จรงิ คือความรักระหว่างหญิงกับชาย เป็นความรักท่ีมี
เร่ืองเพศสัมพันธ์เข้ามาเก่ียวข้อง ความรักชนิดน้ี
3. แนวคิดเรื่องความรักในพุทธศาสนา เป็นไปเพื่อให้ได้มาผู้สืบทอดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ไว้
ซึ่งเป็นความต้องการตามสัญชาตญาณสัตว์โลกทั้ง
1. ความรักในพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง หลายกล่าวไดวา สิเนหะ (เสน่หา) เสเนหะ คือ
เหตุที่ท�ำให้คนรักกันและได้อยู่ครองคู่กันในชาตินี้ สเิ นห่ า เปน็ ความรกั ฝา่ ยอกศุ ล หรอื ความรกั ทเี่ ปน็
ดงั พทุ ธภาษติ วา่ “ปพุ เฺ พว สนนฺ วิ าเสน ปจจฺ ปุ นนฺ หเิ ตน ฝ่ายกิเลสเศร้าหมองแห่งจิตใจ จัดอยู่ในกิเลสกลุ่ม
วา เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อปุ ฺปลํ ว ยโถทเก” แปลวา่ โลภะ (Mahachulalongkornrajavidyalaya
ความรัก ยอ่ มเกิด เพราะอาศัยเหตุ 2 ประการ คือ University, 1996) พระพทุ ธศาสนาใหค้ ำ� นยิ ามกบั
เพราะอยู่ด้วยกันในปางก่อน เพราะเกื้อกูลกันใน ความรกั ในขน้ั สญั ชาตญาณนไ้ี วห้ ลายคำ� เชน่ กามรกั
ปัจจบุ นั คอื ความใคร่ ราคะ รกั คอื ความกำ� หนดั ยนิ ดี ตณั หา
1.1 ความรกั เกดิ เพราะอยรู่ ว่ มกนั มา รักคือความทะยานอยาก นันทิ รักคือความ
ในปางกอ่ น เรยี กวา่ บพุ เพสนั นวิ าส คอื การไดเ้ คย เพลดิ เพลนิ เสน่หา รกั คือเยือ่ ใย โลภ รกั คอื ความ
อยรู่ ว่ มกนั ในอดตี ชาติ ไดส้ รา้ งบญุ สรา้ งกศุ ลรว่ มกนั อยากได้ ปรารถนา รักคือความต้องการปฏิพัทธ์
มาท�ำอะไรตรงตามกัน มีความเห็นสอดคล้อง รกั คอื ความผกู พนั เปน็ ตน้ คำ� เหลา่ นเี้ ปน็ คำ� ทแี่ สดง
เหมือนกัน เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขเป็นเหตุ ให้เห็นถึงความรักท่ีเกิดข้ึนโดยมีสัญชาตญาณ
สง่ ผลใหไ้ ดม้ าเปน็ คคู่ รองกนั ในปจั จบุ นั บพุ เพสนั นวิ าส เปน็ เหตุ ความรกั แบบนจ้ี งึ เปน็ สง่ิ ทคี่ นทว่ั ๆ ไปหรอื
บางครงั้ อาจจะได้อยูร่ ว่ มกันในฐานะอน่ื กไ็ ด้ มนษุ ยท์ กุ คนในโลกนม้ี อี ยดู่ ว้ ยกนั ทกุ ๆ คน ความรกั
1.2 ความรกั เกดิ เพราะเกอื้ กลู กนั ใน ในระดบั นจี้ งึ เปน็ ความรกั ทม่ี งุ่ ประโยชนม์ าทตี่ วั เอง
ปจั จบุ นั ในกรณไี มใ่ ชบ่ พุ เพสนั นวิ าส แตอ่ าศยั ความ เปน็ หลกั
ใกล้ชิด สนิทสนมกัน อาศัยความช่วยเหลือกัน
ปที ่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 177
2.2 ความรกั ระดับปานกลาง ความ ท่ีประกอบด้วยปัญญาพิจารณาจะเห็นถึงสิ่งท่ีควร
รักระดับกลางน้ีก็ยังเป็นความรักของชาวโลกหรือ และไม่ควรท�ำ เป็นความรักที่สูงกว่าระดับแรก
คนทั่วไป เป็นความรักท่ีเผ่ือแผ่ออกไปหาผู้อื่น แต่ไมใ่ ชค่ วามรกั ในระดับสงู สุดของพุทธศาสนา
กล่าวคือ เป็นความรักที่เกิดข้ึนเพราะมีปัญญาเข้า 2.3 ความรกั ระดบั ละเอยี ด ความรกั
มาประกอบทำ� ใหพ้ จิ ารณาเหน็ วา่ มนษุ ยไ์ มไ่ ดอ้ ยคู่ น ในระดับน้ีเป็นความรักระดับสูงสุดของพระพุทธ
เดียวในโลกยังมีมนุษย์ผู้อ่ืนอยู่ร่วมโลกกับตัวเรา ศาสนา ความรกั แบบเมตตา เปน็ ความรกั ทปี่ รารถนา
และการทจ่ี ะอยรู่ ว่ มกนั ในโลกนไี้ ดอ้ ยา่ งสงบสขุ นนั้ เกื้อกูลกัน ความอนุเคราะห์ ความไมพยาบาท
นอกจากจะรักตนเองแล้วต้องรู้จักรักคนอ่ืนด้วย ความไมปองร้าย กุศลมูลคือ อโทสะในหมู่สัตว์
เม่ือพิจารณาเห็นดังนี้ มนุษย์จึงเผ่ือแผ่ความรักให้ (Mahachulalongkornrajavidyalaya University,
กับเพ่ือนมนุษย์รอบๆ ข้างของตนเอง ความรัก 1996) เปน็ ความรกั ทเ่ี กดิ จากการเหน็ โทษในวฏั สงสาร
ระดบั นจ้ี งึ เปน็ ความรกั ทแ่ี ผอ่ อกไปจากตนเองและ ซงึ่ เปน็ การเหน็ ดว้ ยการพจิ ารณาดว้ ยปญั ญาจนเหน็
ยินยอมให้ผู้อื่นเข้ามาเป็นส่วนหน่ึงของชีวิตตน ความจริงแท้ในความเป็นไปของส่ิงท้ังหลายโดย
ความรักระดับนี้เป็นความรักที่เกิดจากสภาวะของ เฉพาะในตัวของมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายว่า
จิตใจท่ีประกอบด้วยคุณธรรม เป็นความรักที่มี แท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นของเราจริงๆ เป็นสิ่งที่
ระดับสูงกว่าระดับแรก ความรักในระดับนี้ ไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ และเปน็ อนตั ตา เมอ่ื พจิ ารณาเหน็
พทุ ธศาสนาเรยี กวา่ “เปมะ” ความสำ� คญั ของเปมะ ดังนี้แล้วก็เกิดความเบ่ือหน่ายอยากออกไปให้พ้น
จากความหมายของค�ำท่ีกล่าวแลวว่า เปมะเป็น จากวัฏสงสารอันเป็นทุกข์นี้เสีย ความรักระดับนี้
ความรักท่ีอาศัยเรือน เป็นความรักท่ีสืบเน่ืองกัน เป็นความรักของผู้ที่เบ่ือหน่ายชีวิตผู้ครองเรือน
เป็นญาติกัน เป็นคนร่วมเรือนในพระสุตันตปฎก ปรารถนาการออกจากทุกข์ มีประโยชน์สูงสุดอัน
ขทุ ทกนิกายปรากฏความรักแบบเปมะดังนี้ สง่ิ อนั เกิดแก่ตนและสรรพสัตว์เป็นที่ต้ัง มีความพ้นจาก
เป็นท่ีรัก ไดแก มารดา บิดา พ่ีชายน้องชาย พ่ีสาว ทุกข์อย่างยั่งยืนเป็นที่หมาย ตัวตนอันเป็นต้นตอ
นอ งสาว บตุ ร ธดิ า มติ ร อำ� มาตย์ ญาติ หรอื ผ้รู ว่ ม แหง่ ทกุ ขจ์ ำ� ตอ้ งถกู ปลอ่ ยวาง ความรกั ระดบั นพ้ี ทุ ธ
สายโลหิต (Mahachulalongkornrajavidyalaya ศาสนาเรียกว่า รกั แบบเมตตา กรณุ า อันประกอบ
University, 1996) แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสำ� คญั ของ อยดู่ ว้ ยอเุ บกขา ถอื วา่ เปน็ ระดบั ความรกั ทเ่ี สมอภาค
ความรักแบบเปมะ ว่าเป็นความรักที่เก่ียวเนื่องกัน ไมม่ กี ารแบง่ แยกดา้ นคใู่ ดๆ อกี ตอ่ ไป (Meethawit
ไดแก มารดา บิดา พ่ชี ายน้องชาย พสี่ าวนอ งสาว nukul, 1991)
บุตร ธดิ ามติ ร อ�ำมาตย์ ญาติ หรือผูร้ ่วมสายโลหติ แนวคิดเรื่องความรักในพุทธศาสนาแบ่ง
และยังมีความรักอีก 2 แบบในระดับปานกลางนี้ ความรักของมนุษย์ออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ
คอื ศรทั ธา ความเชอ่ื มน่ั ฉนั ทะ ความพอใจ ความรกั หยาบ ปานกลาง และระดบั ละเอยี ด ความรักใน 3
ในระดับปานกลางนี้ เป็นความรักทเ่ี กดิ ข้ึนจากจติ ระดบั นเี้ กดิ ขนึ้ จากจติ ใจทมี่ แี รงผลกั ใหเ้ กดิ ความรกั
178 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
แตกตา่ งกนั คอื ระดบั แรกเปน็ ระดบั ทม่ี สี ญั ชาตญาณ พระนางจะเสียของท่ีเป็นท่ีรักของพระนางไป
เปน็ แรงผลกั ใหเ้ กดิ ความรกั เปน็ ความรกั ทใ่ี ชต้ วั เอง พระนางได้สะดุ้งต่ืนขึ้นมา สิ่งแรกที่พระนางคิดถึง
เปน็ ศนู ยก์ ลางของความรกั เปน็ ความรกั ทเี่ หน็ แกต่ วั คือบุตรทั้งสอง พระนางมัทรีจึงได้ร้อนรนหัวใจ
เองเปน็ ใหญ่ เปน็ ความรกั ของปถุ ชุ นทวั่ ไป ความรกั เหมอื นโดนไฟเผารา่ งกาย พระนางไมร่ อชา้ ไมร่ อให้
ระดับที่สองหรือระดับปานกลาง ระดับน้ีก็ยังเป็น สว่างก่อนดังนั้นพระนางจึงรีบเดินทางไปหาพระ
ความรกั ทม่ี สี ญั ชาตญาณเปน็ แรงผลกั ใหเ้ กดิ แตใ่ น เวสสันดร เพื่อให้พระเวสสันดรท�ำนายฝันให้
ระดับปานกลางนี้สัญชาตญาณจะถูกแซกแซงจาก พระเวสสันดรก็ได้ปลอบประโลมให้พระนางหาย
ปญั ญา คอื มปี ญั ญาเขา้ มาพจิ ารณาใหเ้ หน็ วา่ สงิ่ ไหน กังวล ถึงอย่างไรก็ตามแม้พระเวสสันดรจะปลอบ
ควรหรอื ไมค่ วรทจ่ี ะรกั ทำ� ใหม้ นษุ ยร์ วู้ า่ การทร่ี กั แค่ ให้พระนางหายกังวลใจ แต่ความห่วงใยในบุตร
ตวั เองหรอื ยดึ ตวั เองเปน็ ศนู ยก์ ลางของความรกั นนั้ ทัง้ สองคนของพระนางไมไ่ ดล้ ดน้อยลงเลย เพราะ
ยงั ไมเ่ พยี งพอทจ่ี ะทำ� ใหอ้ ยใู่ นโลกนไี้ ดอ้ ยา่ งราบรนื่ ความรกั มารดาทม่ี ตี อ่ บตุ ร รงุ่ เชา้ พระนางไดน้ ำ� บตุ ร
เป็นสุขควรท่ีจะแผ่ความรักออกไปสู่ผู้ท่ีอยู่รอบๆ ท้ังสองไปส่งท่ีอาศรมศาลาของพระเวสสันดรและ
ตัวของตนเองด้วย ความรักในระดับปานกลางน้ี ก�ำชับให้ดูแลบุตรท้ังสองให้ดี แล้วพระนางก็ออก
จึงไม่ได้ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางแต่เป็นความรักที่ ไปหาหัวมันและผลไม้ในป่าและจะกลับมาในเวลา
แผอ่ อกไปสคู่ นรอบขา้ งเปน็ ศนู ยก์ ลางแหง่ ความรกั เย็นเช่นทุกวัน เม่ือพระนางไปแล้วชูชกพราหมณ์
ความรกั ระดบั ทสี่ ามหรอื ระดบั ละเอยี ดนี้ เปน็ ความ ก็เข้ามาขอเอาพระชาลีและพระนางกัณหาบุตร
รักที่มีปัญญาเป็นเหตุให้เกิดความรักระดับน้ีข้ึนมา ทั้งสองอันเปน็ ทร่ี กั ของพระนางไป (Department
และเป็นปัญญาในระดับโลกุตตระปัญญาที่รู้แจ้ง of Education, 1981)
เหน็ จรงิ ในสง่ิ ทง้ั หลายจนเกดิ ความเบอื่ หนา่ ยอยาก เริ่มมัทรีกัณฑ์กล่าวถึงตอนพระนางมัทรี
ออกไปใหพ้ น้ จากวฏั สงสาร ความรกั ในระดบั นเี้ ปน็ จะกลับอาศรมศาลา หลังจากที่ตระเวนหาหัวมัน
ความรักในระดับสูงสุดและพุทธศาสนายกย่อง และผลไมจ้ นถงึ ใกลจ้ ะมดื คำ่� กลา่ วกนั วา่ ทพ่ี ระนาง
ความรักระดับนี้ และสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชน กลับมืดค�่ำเพราะว่าวันน้ันหัวมันและผลไม้หาได้
ทกุ คนมคี วามรักระดบั น้ี ยากมาก ซ่ึงกล่าวกันว่าเป็นเพราะเทวดาบังตา
ไมใ่ หพ้ ระนางเหน็ หวั มนั และผลไม้ อกี ประการหนงึ่
4. เร่ืองยอ่ ในมทั รีกณั ฑ์ คงจะเป็นเพราะพระนางห่วงบุตรท้ังสองของ
พระนางมากจงึ ทำ� ใหร้ บี รอ้ นในการหาเพราะความ
เนื้อเร่ืองในมัทรีกัณฑ์น้ี เป็นตอนท่ีพระ รีบร้อนน้ัน จึงท�ำให้พระนางมองข้ามผลไม้
เวสสันดรได้ให้ทานบุตรทั้งสองคือ พระชาลีและ และหัวมันไป แทนที่จะหาได้เร็วอย่างที่ใจคิด
พระนางกณั หา เป็นทานแก่พราหมณช์ ูชก ก่อนที่ กลับกลายเป็นหาได้ช้าจนมืดค�่ำดังกล่าวเมื่อ
พระเวสสนั ดรจะใหท้ านบตุ รของตนนน้ั และในคนื พระนางหาหัวมันและผลไม้ได้พอประมาณแล้ว
น้ันเองพระนางมัทรีได้ฝันร้ายเห็นลางบอกเหตุว่า
ปีท่ี 20 ฉบับที่ 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 179
ซงึ่ ตอนนน้ั กเ็ ปน็ เวลาเยน็ มากแลว้ พระนางกร็ บี เดนิ พระเวสสันดรก็ตกใจนึกว่าพระนางมัทรี
ทางกลบั ดว้ ยความรบี รอ้ นและเปน็ หว่ งบตุ รทง้ั สอง ตายไปแล้วจริงๆ เม่ือพระองค์ทรงได้สติจึงรู้ว่า
ของพระนางเพราะความฝันของพระนางเมื่อคืน พระนางมทั รสี ลบไปจงึ ใชน้ ำ้� ประพรมทำ� ใหพ้ ระนาง
น้ันเอง ด้วยความห่วงว่าจะเกิดเหตุร้ายกับบุตร ฟื้นขึ้นมา เม่ือพระนางพ้ืนข้ึนมามีสติสัมปชัญญะ
พระนางจึงรีบเดินทางกลับ เมื่อเดินทางมาตาม ดีแล้ว พระเวสสันดรจึงได้เล่าเร่ืองทุกอย่างให้
เส้นทางกลับอาศรมศาลา เป็นทางเส้นเดียวท่ี พระนางมัทรีฟังว่า บุตรของเราทั้งสองยังไม่ตาย
สามารถกลบั อาศรมศาลาได้ พระนางเดนิ ทางอยา่ ง หรอกแตพ่ ระองคไ์ ดย้ กบตุ รทงั้ สองใหก้ บั พราหมณ์
รบี รอ้ น แตต่ ้องหยดุ ชะงักเพราะมีพญาเสือสามตัว ผู้เป็นยาจกที่เข้ามาขอ ถ้าเรายังไม่ตายเราจะได้
นอนขวางทางทจี่ ะกลบั พระนางทง้ั ตกใจทงั้ รอ้ นใจ พบหนา้ บตุ รทงั้ สองของเราอยา่ งแนน่ อน ขอเธอจง
เพราะความเป็นห่วงทั้งพระเวสสันดรและบุตร อนโุ มทนาในทานน้ีเถดิ
ท้งั สอง โดยเฉพาะบุตรทงั้ สอง พระนางมัทรีได้แต่ พระนางมัทรีเม่ือได้รู้อย่างน้ันแล้วก็ได้
ค�่ำครวญถึงบุตร และขอหนทางจากพญาเสือ กล่าวว่า หม่อมฉันขออนุโมทนาในปุตตทานอัน
ท้ังสามซึ่งเป็นเทวดาแปลงร่างมาเพื่อถ่วงเวลา สูงส่งของพระองค์ ขอให้พระองค์จงท�ำพระทัยให้
ไม่ให้พระนางกลับไปเห็นชูชกพาบุตรท้ังสองไป ผ่องใสเถิด ขอพระองค์จงบ�ำเพ็ญทานให้ย่ิงๆ ข้ึน
จนถึงเวลามืดค�่ำแล้วพญาเสือท้ังสามก็หลีกทางให้ ไปเถิด (Mahachulalongkornrajavidyalaya
จากนั้นพระนางมัทรีก็รีบเดินทางท้ังวิ่งทั้งเดิน University, 1996)
จนไปถึงใกล้อาศรมศาลาเธอก็ต้องแปลกใจเพราะ
ไม่เห็นบุตรท้ังสองออกมารอรับ มีแต่ความเงียบ 5. วเิ คราะห์ความรักในมัทรีกณั ฑ์
สงดั พระนางมทั รรี อ้ นใจเปน็ อยา่ งมากเดินตามหา
รอบๆ อาศรมศาลาแตก่ ไ็ มเ่ หน็ พระนางจงึ ไดเ้ ขา้ ไป มัทรีกัณฑ์เป็นการกล่าวถึงเร่ืองราวการ
ถามพระเวสสันดร แต่พระเวสสันดรก็เงียบนั่งอยู่ บ�ำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรโพธิสัตว์
ไม่ตอบค�ำถามของพระนางมัทรี ทั้งยังไม่พูดจา เป็นการบ�ำเพ็ญเพ่ือให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
อะไรเลย เมื่อเป็นเช่นน้ันพระนางมัทรีได้แต่ว่ิง ฉะน้นั การใหท้ านของพระเวสสันดรจงึ เป็นการให้
ร้องไห้ออกไปตามหาบุตรรอบๆ อาศรมศาลา ทพ่ี เิ ศษกวา่ การใหข้ องคนธรรมดา เชน่ การใหบ้ ตุ ร
ทงั้ ในราวปา่ สถานทท่ี บ่ี ตุ รทงั้ สองเคยวง่ิ เลย เลยไป และภรรยาหรือแมแ้ ตช่ ีวติ ของตนเป็นทาน การให้
ถึงในป่าลึก และท่าน้�ำ แต่ก็ไม่เจอ จึงกลับมาเฝ้า ทงั้ สามอยา่ งทกี่ ลา่ วมานเ้ี ปน็ สงิ่ ทก่ี ระทำ� ไดย้ ากหรอื
พระเวสสันดรอีกคร้ังแล้วค�่ำครวญหาบุตรท้ังสอง ทำ� ไมไ่ ดเ้ ลยสำ� หรบั คนทวั่ ไป โดยเฉพาะการใหบ้ ตุ ร
ปางจะขาดใจตายพรอ้ มกบั รำ� พงึ วา่ ถา้ ไมไ่ ดเ้ จอบตุ ร และภรรยาของตนเปน็ ทาน โดยเฉพาะบตุ ร สำ� หรบั
ทั้งสองพระนางต้องตายแน่ๆ แลว้ พระนางกล็ ้มลง คนท่ัวไปผู้ยังมีกิเลสบุตรน้ันเปรียบเสมือนแก้วตา
หมดสตไิ ป และดวงใจของมารดาบิดาการที่จะยกให้คนอ่ืนไป
นน้ั เปน็ เรอ่ื งทแี่ ทบจะเปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ลย นอกเสยี จาก
180 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
วา่ มารดาบดิ าไมส่ ามารถทจ่ี ะเลยี้ งดบู ตุ รของตนได้ จากเมืองไปอยูเ่ ขาวงกต เปน็ เหตใุ หพ้ ระเวสสนั ดร
จรงิ จงึ ตดั ใจทจี่ ะยกบตุ รของตนใหก้ บั คนอนื่ เลย้ี งดู ได้ให้บุตรและภรรยาเป็นทาน พระเวสสันดรยก
แทนเพื่อให้บุตรของตนสบายและมีชีวิตท่ีดีกว่า บุตรให้พราหมณ์ชูชกเพราะไม่ได้รักบุตรและ
แต่ในกรณีของพระเวสสันดรท่ียกบุตรทั้งสองของ ภรรยาของตนจริงหรอื สามารถวเิ คราะห์ได้ดังนี้
ตนใหก้ บั พราหมณช์ ชู กอยา่ งเตม็ ใจนน้ั มคี ำ� ถามวา่ 1.1 ความรักระหว่างพระเวสสันดร
พระองค์ไม่ได้มีความรักต่อบุตรของตนอย่างคน กบั บตุ ร ความรกั ในฐานะทพี่ ระเวสสนั ดรคอื กษตั รยิ ์
ทั่วไปเลยหรือ และในกรณีของพระนางมัทรีเม่ือ ของกรุงสีพีซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าสัญชัย
รู้ว่าพระเวสสันดรยกบุตรท้ังสองให้พราหมณ์ชูชก ตอนถูกชาวเมืองขับออกจากเมืองพระองค์ก็ไม่ได้
ไปแลว้ แทนทพี่ ระนางจะโกรธเกลยี ดพระเวสสนั ดร ทรงเรยี กรอ้ งใหบ้ ตุ รกบั ภรรยาตามไปดว้ ย ซำ�้ ยงั สงั่
แต่พระนางมัทรีกับได้อนุโมทนาทานน้ันของ ให้พระนางมัทรีและบุตรท้ังสองให้อยู่ในเมืองอย่า
พระเวสสันดร น่ันหมายความว่าทั้งสองพระองค์ ไดต้ ามพระองคไ์ ปเพราะเลง็ เหน็ แลว้ วา่ การไปอยา่ ง
ไม่มีความรักความห่วงใยในบุตรท้ังสองเลยอย่าง นนั้ เปน็ การลำ� บากทง้ั กษตั รยิ ท์ งั้ สามกไ็ มเ่ คยลำ� บาก
นั้นหรือ ประเด็นน้ีจึงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียง ในการด�ำเนินชีวิตเลย ในฐานะบิดาจึงไม่อยากให้
กันขึ้นส�ำหรับผู้ท่ียังไม่ได้ศึกษาอย่างเข้าใจ ในการ บตุ รของตนตอ้ งไปลำ� บากเชน่ นน้ั กบั ตน หรอื แมแ้ ต่
วิเคราะห์ความรักในมัทรีกัณฑ์ผู้เขียนจะได้ท�ำการ ตอนท่ีจะยกบุตรท้ังสองให้พราหมณ์ชูชกพระ
วิเคราะห์ในความรักของพระเวสสันดรและพระนาง เวสสันดรยังได้ต้ังค่าตัวไว้สูงมากส�ำหรับผู้ที่จะ
มัทรี ว่าทั้งสองพระองค์มีความรักต่อบุตรทั้งสอง ไถ่ถอนเอาบุตรของตนจากพราหมณ์ชูชกเพ่ือจะ
หรือไม่ รวมไปถึงประเด็นท่ีว่าพระเวสสันดรรัก เอาบตุ รทงั้ สองของพระองคไ์ ปเปน็ ขา้ ทาสหรอื เปน็
พระนางมทั รีไหม สามภี รรยากต็ าม การทพ่ี ระองคต์ ง้ั ราคาการไถถ่ อน
1. ประเด็นท่ี 1 แนวคิดเรื่องความรักใน ไว้สูงเช่นน้ันก็เพราะรักและห่วงบุตรท้ังสองโดย
พุทธศาสนากับความรักของพระเวสสันดรท่ีมีต่อ พระนางกณั หาทเ่ี ปน็ ผหู้ ญงิ การตง้ั ราคาไวส้ งู กเ็ พอ่ื
บุตรพระเวสสันดร เป็นช่ือของพระโพธิสัตว์ที่ ป้องกนั มิให้ใครๆ ก็สามารถไถ่ถอนไปได้ เปน็ การ
บ�ำเพ็ญบารมีในชาติสุดท้ายก่อนจะมาตรัสรู้เป็น ปอ้ งกนั คนทไ่ี มด่ ไี มม่ คี วามจรงิ ใจในตวั ของบตุ รของ
พระพทุ ธเจา้ ในชาตสิ ดุ ทา้ ยพระเวสสนั ดรโพธสิ ตั ว์ พระองค์ โดยเฉพาะพระนางกัณหาท่ีเป็นผู้หญิง
ได้สร้างทานบารมี เมื่อวันประสูติก็เร่ิมให้เงินเป็น ถ้าเป็นคนสามัญชนธรรมดาท่ีต้องการพระนางไป
ทานหลังจากนั้นก็ให้แก้วแหวนเงินทองเป็นทาน เป็นภรรยาคนๆ น้ันก็ต้องเป็นคนท่ีรักจริง ถึงจะ
เรื่อยมาจนถึงการให้พญาช้างเผือกซึ่งเป็นช้างคู่ ยอมล�ำบากหาทรัพย์สินให้ได้พอมาเป็นค่าไถ่นั้น
บารมีของพระเวสสันดรและถือว่าเป็นช้างคู่บ้าน แตถ่ า้ เปน็ พระราชาหรอื กษตั รยิ อ์ ยา่ งนอ้ ยบตุ รของ
คู่เมืองจนท�ำให้ชาวเมืองไม่พอใจเข้ามาทูลต่อ ตนกจ็ ะมชี วี ติ ความเปน็ อยอู่ ยา่ งสบาย และอกี ตอน
พระเจ้าสัญชัยพระบิดาให้ขับไล่พระเวสสันดรหนี หนงึ่ ทพ่ี ระเวสสนั ดรไดแ้ สดงออกมาวา่ พระองคท์ รง
ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตลุ าคม - ธันวาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 181
ห่วงใยในบุตรท้ัง 2 ของพระองค์มากแค่ไหนคือ แสดงออกมาให้เห็น เช่นในตอนท่ีพระเวสสันดร
ตอนที่พราหมณ์ชูชกหลังจากได้บุตรทั้งสองของ ถกู ขบั ไลอ่ อกจากเมอื ง พระนางมทั รกี ไ็ มไ่ ดท้ อดทง้ิ
พระเวสสันดรแล้วก็ได้ใช้เถาวัลย์ผูกแขนของบุตร แต่ยืนยันว่าจะตามเสด็จออกไปอยู่ในป่าบวช
ทงั้ สองพรอ้ มทง้ั ตไี ปดว้ ยตอ่ หนา้ ตอ่ ตาของพระองค์ เป็นฤๅษี ต้องใช้ชีวิตอย่างนักบวช คือ ประพฤติ
เป็นปกติของผู้เป็นบิดาย่อมโกรธเพราะรักและ พรหมจรรย์ จะอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาไม่ได้
ห่วงใยบุตรของตน ทั้งยังคิดปกป้องบุตรของตน ถงึ ขนาดนน้ั พระนางกย็ อมขอเพยี งไดอ้ ยใู่ กลไ้ ดด้ แู ล
จากอนั ตรายดว้ ยการจะใชด้ าบไปฆา่ พราหมณช์ ชู ก พระเวสสันดรเท่าน้ัน และตอนท่ีพระนางมัทรี
นั้นซะ ท่ีกล่าวมาน้ีแสดงให้เห็นว่าในฐานะมนุษย์ หมดสติแต่พระเวสสันดรนึกว่าพระนางเสียชีวิต
ธรรมดาคนหน่ึง พระเวสสันดรทรงห่วงใยในบุตร จงึ ตกใจเปน็ การใหญ่ เพอ้ รำ� พงึ รำ� พนั ไปตา่ งๆ นาๆ
ของตนมากอยา่ งทคี่ นท่ัวไปเขาหว่ งใย ลืมแม้แต่กฎของนักบวชรีบอุ้มเอาร่างอันหมดสติ
1.2 ความรักระหว่างพระเวสสันดร ของพระนางมัทรีข้ึนมา จนทรงได้สติจึงเอาน้�ำมา
กับพระนางมัทรี ในฐานะท่ีเป็นมนุษย์คนหน่ึง เชด็ หนา้ ใหพ้ ระนางมทั รี จนฟน้ื ขน้ึ มาพระเวสสนั ดร
พระเวสสันดรก็มีความรักต่อเพศตรงข้ามคือความ จงึ ทรงดีพระทัยข้นึ มาได้
รักแบบคู่ครองเป็นความต้องการพ้ืนฐานของสัตว์ 2. ประเดน็ ท่ี 2 ความรกั ของพระเวสสนั ดร
โลก แตค่ วามรกั แบบคคู่ รองของมนษุ ยจ์ ะแตกตา่ ง ในฐานะเปน็ พระโพธสิ ตั ว์ พระโพธสิ ตั วค์ อื ผบู้ ำ� เพญ็
จากสตั ว์โลกชนดิ อนื่ คือ สตั วโ์ ลกทัว่ ๆ ไปความรกั ตนเพื่อให้เข้าถึงพุทธภูมิหรือเพื่อตรัสรู้เป็น
ระดบั นเี้ ปน็ เพยี งแคส่ ญั ชาตญาณทเ่ี กดิ ขน้ึ เพอื่ ตอบ พระพุทธเจ้า ความรักของพระเวสสันดรในฐานะ
สนองความตอ้ งการทางรา่ งกายเทา่ นนั้ สว่ นมนษุ ย์ ทเี่ ปน็ พระโพธสิ ตั วน์ น้ั เปน็ ความรกั ทอ่ี ยากใหเ้ พอ่ื น
นอกจากจะเกิดจากสัญชาตญาณท่ีมีกิเลสตัณหา มนุษย์ผู้เกิดมาร่วมโลกด้วยกันพ้นไปจากทุกข์คือ
เป็นแรงกระตุ้นแล้ว ยังมีปัญญาเข้ามาแทรกแซง การเกดิ แก่ เจบ็ และตาย ความรกั ของพระเวสสนั ดร
กระบวนการของสัญชาตญาณด้วย จะเห็นได้จาก ในฐานะของพระโพธสิ ัตวท์ ี่มีต่อบตุ รรวมถึงภรรยา
การทมี่ นษุ ยส์ ามารถพจิ ารณาเลอื กคคู่ รองทเ่ี หมาะสม ของพระองค์จึงอยู่เหนือความรักความห่วงใยกัน
กบั ตวั เอง เปน็ ตน้ สว่ นสตั วไ์ มม่ คี วามรกั ทงั้ 2 อยา่ ง แบบครอบครวั อยา่ งคนทวั่ ไป แตเ่ ปน็ ความรกั ทเี่ กดิ
ทก่ี ลา่ วมาน้ี พระพทุ ธศาสนาเรยี กวา่ ความรกั ระดบั จากความเมตตากรุณา อยากให้พบกับความสุข
หยาบและระดับกลาง (Mahachulalongkornra ที่แท้คือการพ้นไปจากทุกข์ของการเวียนเกิดเวียน
javidyalaya University, 1996) ซ่ึงความรัก ตายในสงั สารวฏั นโี้ ดยการเขา้ ถงึ จดุ หมายสงู สดุ ของ
ในระดับน้ีระหว่างพระเวสสันดรกับพระนางมัทรี ชวี ติ ในทศั นะของพระพทุ ธศาสนาคอื พระนพิ พาน
ท้ัง 2 พระองค์ ได้แสดงออกใหเ้ ห็นว่า มคี วามรกั การที่จะน�ำมนุษย์ให้พ้นออกไปจากสังสารวัฏได้
ความจรงิ ใจตอ่ กนั เปน็ อยา่ งดี จะเหน็ ไดจ้ ากหลายๆ พระโพธสิ ตั วต์ อ้ งบำ� เพญ็ บารมใี หค้ รบถว้ นบรบิ รู ณ์
ตอนในพระเวสสันดรชาดกท่ีทั้ง 2 พระองค์ได้ เพ่ือจะไดต้ รสั รู้เปน็ พระพุทธเจ้าซะกอ่ น แลว้ จึงสั่ง
182 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
สอนสัจธรรมโปรดผู้อ่ืนให้บรรลุความจริงนั้นตาม สละกิเลสของตนออกไปในการให้แต่ละครั้งด้วย
และหนงึ่ ในบารมที ตี่ อ้ งบำ� เพญ็ คอื ทานบารมี หาก ซึ่งจะท�ำได้ก็เมื่อเห็นแก่ประโยชน์ของบุคคลอื่น
พระโพธิสัตว์ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ก่อนความสุขของตนเสมอ แต่เน่ืองจากในกรณีน้ี
นอกจากจะให้ทรัพย์สินเงินทองเป็นทานแล้ว พระนางมัทรีเป็นคู่ท่ีเคยสร้างบุญบารมีร่วมกับ
ยงั ตอ้ งผา่ นการบำ� เพญ็ มหาบรจิ าคทง้ั 5 คอื บรจิ าค โพธิสัตว์มาอย่างยาวนานในสังสารวัฏ ท�ำให้ฝ่าย
ทรัพย์ บริจาคบุตรธิดา บริจาคภรรยา บริจาค หญงิ ไมต่ ดั สนิ ใจโดยใชค้ วามสบายสว่ นตนเปน็ ทตี่ งั้
อวัยวะ และบริจาคชีวิต ฉะนั้น ค�ำที่กล่าวที่ว่า ความรักของพระนางมัทรีจึงเป็นแบบจาคะ คือ
พระเวสสนั ดรไมไ่ ดร้ กั บตุ รและภรรยาของพระองค์ ให้พร้อมกับสละกิเลสของตนออกไปเช่นกัน ท้ังคู่
จริงๆ แต่พระองค์เพียงใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ จึงได้ชื่อว่ามีศีล ศรัทธา จาคะ (การสละ) และ
ตัวเองตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ดูจะเป็นการ ปัญญาเสมอกัน ข้อกล่าวหาท่ีว่าพระเวสสันดรมุ่ง
กล่าวหาที่รุนแรงเกินไปส�ำหรับตัวพระเวสสันดร แต่จะบ�ำเพ็ญมหาทาน จนท�ำให้พระนางมัทรีกับ
แต่ในมุมมองของคนท่ีไม่เข้าใจในเส้นทางและ พระโอรสธิดาล�ำบากไปด้วย จึงไม่ถูกต้องนักทีน้ี
เง่ือนไขที่จะไปให้ถึงสภาวะท่ีเป็นอุดมคติของ ประโยชน์ของบุคคลอ่ืนมันกว้างมาก โพธิสัตว์
พระองค์ เขายอ่ มเชอื่ ม่ันวา่ ข้อกล่าวหาของเขาน้นั ไมเ่ พยี งตอ้ งทำ� ประโยชนใ์ หแ้ กค่ รอบครวั และบคุ คล
ถูกต้อง ซ่ึงก็ไม่ผิดเลยทีเดียว เพราะเป็นการมอง ทตี่ นรกั ทวา่ ยงั ตอ้ งทำ� ประโยชนใ์ หก้ บั คนหมมู่ ากดว้ ย
ความรักในระดับสัญชาตญาณถึงระดับสัญชาต บ่อยครั้งท่ีดูเหมือนการให้คนๆ หน่ึงกลับเป็นการ
ญาณทีม่ ปี ญั ญาเข้ามาพจิ ารณาหรอื ความรกั ระดบั ท�ำร้ายอีกคนหนึ่ง หรือการเอื้อประโยชน์ให้กับ
ต�่ำและระดับกลางตามแนวคิดของพุทธศาสนา คนหมมู่ ากกลบั หกั หาญนำ�้ ใจของคนหมนู่ อ้ ย เพราะ
น่ันเอง แต่ผู้ที่กล่าวหาพระเวสสันดรอาจจะไม่ได้ ตัง้ ใจบำ� เพญ็ มหาทานบารมี ท�ำให้บรจิ าคพญาช้าง
ศึกษารายละเอียดของความรักระดับสูงของ จนชาวเมอื งโกรธ หรอื สละลกู ชายลกู สาวใหค้ นอนื่
พระพทุ ธศาสนา ความรกั ระหวา่ งพระเวสสนั ดรกบั น�ำไปเป็นทาสเฆี่ยนตีตามอ�ำเภอใจ ท�ำให้คู่ครอง
พระนางมทั รเี ปน็ ความรกั ทเี่ กดิ จากดวงจติ สองดวง ของตนเปน็ ทกุ ข์ กระนน้ั ถามวา่ ตรงนี้มปี ุถชุ นคน
ทต่ี งั้ มนั่ และปรารถนาทจี่ ะอดุ หนนุ ชว่ ยเหลอื เพอื่ ให้ ใดสามารถท�ำแบบนี้ได้บ้าง การสละบุตรธิดาใน
ถึงพระนพิ พาน (Meethawitnukul, 1991) กรณีของพระเวสสันดรไม่ได้เกิดจากความชัง
รำ� คาญ หรือเกลยี ดลูกของตน เบอื้ งลกึ ของการให้
6. สรุป นน้ั เพราะรอู้ ยเู่ ตม็ อกวา่ มนั ทำ� ยาก สละคนรกั ใหค้ น
ที่ไม่สมควรได้ ซ้�ำยังรู้ว่าคนรักของตนจะต้องถูก
หากวิเคราะห์ความรักของพระเวสสันดร ทารณุ ทำ� รา้ ย มนั อาจเจบ็ ปวดยงิ่ กวา่ แคใ่ หร้ า่ งกาย
จะพบวา่ ความรักของโพธสิ ตั วจ์ ะเปน็ แบบเสยี สละ ของตนไดร้ บั ความทุกขท์ รมานชว่ งสน้ั ๆ กิเลสของ
ตลอดเวลา โพธิสตั วจ์ ะเลอื กด�ำเนินชวี ิตแบบจาคะ คนไม่ได้มีแค่ด้านลบด้านร้าย แม้ความอาลัยรักท่ี
คือไม่เพียงให้ความปรารถนาดีกับผู้อื่น แต่ยังต้อง
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธนั วาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 183
ชาวโลกหวงแหน นั่นก็เป็นกิเลสท่ีท�ำให้จิตยึดติด จิตใจในบางคร้ัง ถ้าไม่เข้มแข็งพอ การปกป้องตัว
ง่ายมาก และอาจจะยึดติดยาวนานกว่าความ ตนและของตนจะเกิดข้ึน ซึ่งนั่นจะปิดก้ันโอกาส
เกลียดความชังด้วยซ้�ำ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้การ หลอ่ หลอมปญั ญาเพอ่ื สตั วโ์ ลกในวงกวา้ ง แตเ่ พราะ
สละบุตรธิดารวมท้ังภรรยาของโพธิสัตว์จึงเท่ากับ พระเวสสันดรได้บ�ำเพ็ญบารมีมาจนเกือบถึงปลาย
เปน็ การจาคะกิเลสเบ้ือง ลกึ ของตน อนั เป็นกเิ ลส ทางแล้ว พระองคจ์ งึ ทรงระงับจิตใจไม่ใหเ้ ป็นทุกข์
ในส่วนทเี่ กย่ี วขอ้ งกับความรักความผกู พัน จริงอยู่ และเลือกท่ีจะเช่ือม่ันในความดีของตนมากกว่า
ว่าในแง่หนึ่งเป็นการท�ำเพื่อประโยชน์ของตนแต่ ทรงเสียสละคนรักผู้ใกล้ชิดที่ดีท่ีสุด ผู้คอยติดตาม
ประโยชน์ที่โพธิสัตว์ได้รับเป็นเพียงวิถีทางท่ีท�ำให้ ดแู ลกนั ตงั้ แตอ่ ยใู่ นพระราชวงั ยง่ิ พวกเขารกั และดี
ชาวโลกไดป้ ระโยชน์ ยง่ิ กวา่ ในเบอ้ื งปลาย ต่อโพธิสัตว์เท่าใด การให้ก็ย่ิงท�ำได้ยากเท่าน้ัน
เพราะการใหแ้ บบนเ้ี ทา่ นนั้ จงึ จะทำ� ใหเ้ กดิ เพราะฉะนนั้ การสละของพระเวสสนั ดรจงึ ไมใ่ ชแ่ ค่
ปญั ญาชว่ ยเหลอื คน อนื่ ไดจ้ รงิ ตา่ งจากการใหแ้ บบ เป็นทาน แต่เป็นทานบารมีจริงๆ เพราะนอกจาก
ปถุ ชุ นทยี่ งิ่ ใหก้ อ็ าจยงิ่ บม่ เพาะตณั หา สง่ เสรมิ ความ ปญั ญาเพอ่ื สตั วโ์ ลกแลว้ โพธสิ ตั วไ์ มไ่ ดค้ าดหวงั บญุ
อยากมอี ยากเปน็ เพิม่ ขนึ้ หรอื สนับสนุนตัวกขู องกู กศุ ล หรอื เรยี กรอ้ งผลประโยชนใ์ ดๆ เพอ่ื ตนเองเลย
ให้หนกั แน่นกวา่ เดมิ ถามวา่ โพธิสัตว์ไม่มจี ิตใจไมม่ ี พดู ง่ายๆ ก็คือ เปา้ หมายสุดท้ายของการกระทำ� ไม่
ความรู้สึกอาลัยหรือเย่ือใยแบบสามัญชนหรือ ได้จบทีผ่ ลประโยชน์ส่วนตน
ตรงนเี้ รานา่ จะไดค้ ำ� ตอบจากอาการครำ�่ ครวญของ
พระเวสสันดร ภายหลังที่ลูกน้อยถูกพราหมณ์ 7. องค์ความรทู้ ไ่ี ด้รบั
ใจร้ายมัดมือด้วยเถาวัลย์และฉุดกระชากจากไป
ในช่วงเวลาท่ียังไม่บรรลุปัญญาญาณขั้นสูงสุด จากการวเิ คราะหค์ วามรกั ในมทั รกี ณั ฑร์ กั
แน่นอนว่าโพธิสัตว์ย่อมเกิดความลังเลสงสัยและ ระหวา่ งพระเวสสนั ดรกบั ภรรยาและบตุ ร ท�ำให้ได้
สับสนใจในความดีท่ีตนกระท�ำ แม้พระเวสสันดร ทราบความรกั ของแมท่ มี่ ตี อ่ ความรกั ของแมท่ ม่ี ตี อ่
เองกย็ งั เกดิ ความรสู้ กึ วา่ เหตใุ ดใหท้ านแลว้ จงึ ทำ� ให้ ลกู วา่ เปน็ ความรกั ทย่ี ง่ิ ใหญ ่ การพลดั พรากจากลกู
ตนและคนรกั เดอื ดรอ้ น ความรสู้ กึ ฝา่ ยลบเขา้ ครอบงำ� ย่อมน�ำความทุกข์โศกมาสู่แม่อย่างยากที่จะหาส่ิง
ใดเปรียบได้
References
Chanchanchai, S. (2016). Buddhism and Love. Bangkok : Siamese Publishing House.
Department of Education. (1981). Maha Vadhana Jataka. Bangkok : The Trade Organization
of the Teachers Council of Thailand.
184 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Tipitaka (Thai Translation) Mahachu
lalongkornrajavidyalaya Edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.
Meethawitnukul, S. (1991). Intoduction to Philosophy. Bangkok : O. Printing House.
Phra Umnaj Khemapanyo. (2013). A Comparative Study of the Philosophy of Love in
Theravada Buddhist Philosophy and Plato's Simulation Works. Master Thesis.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Suwannakul, S. (1989). The Way of Love and Mercy for the Social Support of the Buddhist
Speaker. Master Thesis. Graduate School : Thammasat University.
กฎหมายรัฐธรรมนูญไทยกับการขดั แย้งหลักเสรีนิยมประชาธปิ ไตย*
Thai Constitution Law and Conflicts Against Liberal Democracy
พิทกั ษพ์ ล ปรชี าชาติ
Phithakpol Preechachart
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
เมอื่ วนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 คนไทยในยคุ ปจั จบุ นั คงทราบดวี า่ ดร.ปรดี ี พนมยงค์ ไดก้ ลา่ วสนุ ทรพจน์
ไวใ้ นคราวเปลยี่ นแปลงการปกครองทแ่ี สดงถงึ วตั ถปุ ระสงคแ์ ละเจตนาของคณะราษฎรในเรอื่ ง “คณะราษฎร
กับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย” ท่ีเปลี่ยนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในหลักการที่รับรองสิทธิ
เสรภี าพขนั้ พนื้ ฐานของประชาชน รฐั บาลมาจากการเลอื กตงั้ และใหพ้ ระมหากษตั รยิ อ์ ยภู่ ายใตร้ ฐั ธรรมนญู
นคี้ อื เจตนารมณท์ แ่ี ทจ้ รงิ ของ “คณะราษฎร” ทตี่ อ้ งการสง่ เสรมิ สทิ ธเิ สรภี าพในการปกครองของประชาชน
โดยประชาชน เพ่ือประชาชน ปัญหาท่ีตามมาได้มีการต่อต้านจากกลุ่มคนที่ต้องสูญเสียผลประโยชน์ใน
ทางการเมอื งการตอ่ ตา้ นจงึ เกดิ ขน้ึ “คณะกบู้ า้ นกเู้ มอื ง” โดยพระองคเ์ จา้ บวรเดช เมอ่ื เดอื นตลุ าคม พ.ศ. 2476
วัตถุประสงค์ของบทความนี้ เพ่ือเปรียบเทียบโครงสร้างในกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกฉบับท่ีบังคับใช้ว่า
มบี ทบัญญัติขดั แย้งกบั หลักเสรีนยิ มประชาธปิ ไตยอย่างไร จงึ ต้องศึกษาเอกสารกฎหมายรฐั ธรรมนูญไทย
จำ� นวน 20 ฉบบั ทบ่ี งั คบั ใช้ (รวมทง้ั ฉบบั 2560 อกี ดว้ ย) ทำ� ใหท้ ราบวา่ บทบญั ญตั ใิ นรฐั ธรรมนญู ทกุ ๆ ฉบบั
มีสภาพปัญหาขัดแย้งหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย อาทิเช่น ไม่ค�ำนึงถึงการรับรองสิทธิข้ันพื้นฐานของ
ประชาชน หลกั ความเสมอภาคในกฎหมายทไี่ ม่ใหพ้ ระมหากษัตรยิ ์อยภู่ ายใตร้ ฐั ธรรมนูญ เป็นตน้
การปฏวิ ตั ริ ฐั ประหารในระยะเวลา 82 ปี (พ.ศ. 2557) มจี ำ� นวน 25 ครงั้ ถอื ไดว้ า่ เปน็ กลมุ่ อำ� นาจ
นิยมมีอ�ำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือรัฐ โดยไม่ค�ำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือการมีส่วนร่วม
ทางการเมอื ง การเปลย่ี นแปลงระบอบการปกครองนบั เมอ่ื ปี พ.ศ. 2475 ไดม้ กี ารตอ่ ตา้ นกลมุ่ คณะราษฎร
ตลอดมาและแสดงให้เห็นว่าพระราชอ�ำนาจไดก้ ลับคืนมาในรฐั ธรรมนูญ ฉบับชว่ั คราว พ.ศ. 2490 ที่กลุ่ม
อำ� นาจนยิ มไดส้ รา้ งยทุ ธศาสตรใ์ หป้ ระชาชนชาวไทยและสงั คมโลกไดเ้ หน็ วา่ เปน็ ความแตกแยกของนกั การ
* ได้รบั บทความ: 17 มิถุนายน 2563; แก้ไขบทความ: 18 พฤศจิกายน 2563; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 8 ธนั วาคม 2563
Received: June 17, 2020; Revised: November 18, 2020; Accepted: December 8, 2020
186 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
เมอื งจากกรณสี วรรคตของรัชกาลที่ 8 และสรา้ งรัฐธรรมนญู ทเี่ ปน็ ภาพว่าเราเปน็ เสรีนยิ มประชาธปิ ไตยท่ี
ปกปดิ ความจรงิ ไว้เทา่ นน้ั
ค�ำสำ� คัญ: คณะราษฎร; ประชาธิปไตย; รฐั ธรรมนูญ
Abstract
In the Siamese Revolution of 1932 (B.E. 2475) that change the country’s absolute
monarchy to constitutional monarchy on 24th of June, it can be seen that Pridi Banomyong
had given a speech, “Khana Ratsadon and Democracy Revolution,” pertaining to a true
main purpose and intention of ‘Khana Ratsadon’ or the People’s Party. The content was about
democracy which upholds fundamental rights and freedom of Thai people, government
from election, and a king under constitution. These all were the true main intention of
Khana Ratsadon who wished to promote such rights of the people in making government
of the people, by the people and for the people. However, problems arose; the change
was followed by resistance from a group losing political benefits. The first resistance, led by
Prince Boworadet and his group called National Salvation Group, was known as Boworadet
Rebellion taking place in October 1933. This article aims at comparing structures of all
Thai constitutions in effect to examine on how sections conflict with democracy ideology.
The study was historical, documentary research analyzing 20 constitutions enforced
including that of B.E. 2560. The findings showed provisions in all constitutions are contrary
to democracy ideology, for instance, fundamental rights of the people taken for granted
and ungenuine equality principle which keeps a king above the constitution.
It can be said that an authoritarian group has won absolute power over the state
in 25 coups d'état throughout 82 years’ time till 2014 (B.E. 2557), regardless of liberties
and political participation of Thai people. Since the change in 1932 (B.E. 2475) there has
continually been anti-Khana Ratsadon groups and resulted in return of Royal powers as
seen in Constitution (interim) B.E. 2490. The authoritarians had formulated deceptive
strategies deluding Thai people and global society into thinking it was disharmony of
politicians because of the death of King Rama Viii incident and wrote constitution as an
image covering the truth.
Keywords: People’s Party (Khana Ratsadon); Democracy; Constitution
ปีที่ 20 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 187
1. บทนำ� ทางการเมอื ง การตอ่ ตา้ นจงึ เกดิ ขน้ึ จาก “คณะกบู้ า้ น
กเู้ มอื ง” โดยพระองคเ์ จา้ บวรเดชทก่ี ระทำ� รฐั ประหาร
นับจากคณะราษฎรได้เปล่ียนแปลงการ ในเดอื นตลุ าคม พ.ศ. 2476 แตไ่ มส่ ำ� เรจ็ ตอ่ มาพวก
ปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม์ าเปน็ ท่ีนับถือราชวงศ์ (Jaijing, 2005 : 78-117)
ระบอบประชาธิปไตย เม่อื วนั ที่ 24 มิถนุ ายน พ.ศ. พวกรอยัลลสิ ม์ (Royalism) หรอื ขนุ นางอำ� มาตย์
2475 ซงึ่ คนไทยในยคุ ปจั จบุ นั คงทราบดี ในครง้ั นนั้ ท่ีต้องการให้พระราชอ�ำนาจยังคงเป็นของพระ
จากการศกึ ษาทราบวา่ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ทไี่ ด้รับ มหากษัตริย์มีอ�ำนาจสูงสุดอยู่เช่นเดิมได้กระท�ำ
การยอมรับจากสังคมไทยให้เป็นรัฐบุรุษในเวลา สำ� เรจ็ ในการปฏวิ ตั ริ ฐั ประหารโดย พลโทผนิ ชณุ หวณั
ต่อมาได้กล่าวสุนทรพจน์ไว้ในคราวเปล่ียนแปลง เปน็ หวั หนา้ และประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู ฉบบั ชว่ั คราว
การปกครองทแี่ สดงถงึ วตั ถปุ ระสงคแ์ ละเจตนาของ พ.ศ.2490 ที่ให้อ�ำนาจพระมหากษัตริย์เก่ียวข้อง
คณะราษฎร ในเรอื่ ง “คณะราษฎรกบั การอภวิ ฒั น์ ฝา่ ยบรหิ าร มพี ระราชอำ� นาจแตง่ ตงั้ อภริ ฐั มนตรใี น
ประชาธปิ ไตย” ทวี่ า่ จะเปลยี่ นการปกครองภายใต้ มาตรา 9 ดงั นน้ั ระบบอำ� นาจนยิ ม (Authoritarianism)
รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย บัดนี้ระยะเวลาได้ ได้ใช้อ�ำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือประชาชน
ลว่ งเลยมา 88 ปี แลว้ ไดส้ ะทอ้ นปญั หาออกมาอยา่ ง โดยไม่ค�ำนึงถึงสิทธิเสรีภาพข้ันพื้นฐาน รวมท้ัง
มากมายท่แี สดงใหเ้ ห็นวา่ การพฒั นาหลักเสรีนยิ ม รฐั ธรรมนญู ฉบบั แรกของไทยทถ่ี อื ไดว้ า่ เปน็ การเปดิ
ประชาธปิ ไตยไทยไม่ตอ่ เน่ือง แต่สิง่ ทีค่ ณะราษฎร ความขดั แย้งของสงั คมไทยนั้นเอง
ได้กระท�ำตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ก็คือ
รัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2475) ที่เป็นรัฐธรรมนูญ 2. สภาพปัญหา
ประชาธิปไตยฉบับแรกท่ีมีในมาตรา 2 บัญญัติว่า
“อ�ำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม ในขณะที่ปัญญาชนไทยในยุคดังกล่าว
พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อ�ำนาจแต่ ที่ได้มีโอกาสไปเล่าเรียนศึกษามาจากต่างประเทศ
โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” เป็นการลด ในยุโรปนั้นกลับมองเห็นว่า สังคมไทยเป็นสังคม
บทบาทของพระมหากษัตริย์ในการใช้อ�ำนาจตาม ทเ่ี อาเปรยี บประชาชนทไี่ มไ่ ดร้ บั การศกึ ษามกี ารใช้
หลักการที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อ�ำนาจกดข่ีข่มเหงให้เป็นทาสเป็นไพร่ ท�ำให้ชาว
(Constitutional Monarchy) ในการเปลยี่ นแปลง สยามขาดสิทธิเสรีภาพท่ีควรจะได้รับจากรัฐการ
การปกครองเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการ พฒั นาประเทศชาตกิ ไ็ มส่ ามารถกระทำ� ไดเ้ ทา่ ทค่ี วร
ปกครองของประชาชน โดยประชาชนเพอ่ื ประชาชน กลายเปน็ มลู เหตใุ นการเสสี ทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขต
แตก่ ารไปเปลย่ี นแปลงในสง่ิ ทค่ี รอบครองอำ� นาจมา ด้วยประการหนึ่งประกอบกับเหตุผลในการปฏิวัติ
ยาวนานยอ่ มตอ้ งมกี ารตอ่ ตา้ นจากกลมุ่ คนบางกลมุ่ เปลยี่ นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 อยู่ชว่ งที่
ที่มีความไม่พอใจในการกระท�ำของคณะราษฎร ประเทศชาติอยู่ในสภาพเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่�ำ
เพราะกลมุ่ คนเหลา่ นนั้ ตอ้ งสญู เสยี ผลประโยชนใ์ น ทั่วโลก การต่อตา้ นคณะราษฎรได้เรมิ่ ตน้ จากกลุ่ม
188 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ขนุ นางอำ� มาตยท์ ม่ี ยี ทุ ธศาสตรใ์ นการเขา้ มาดำ� เนนิ วัตถุประสงค์ต้องการศึกษารัฐธรรมนูญ
งานทางการเมอื งในรฐั สภานบั ตงั้ แตค่ ณะอนกุ รรมการ ไทยท่ีบังคับใช้นับต้ังแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง
รา่ งรฐั ธรรมนญู (Setthabutt, 1999 : 17) ทปี่ ระธาน มาจนถึงปัจจุบันเรามีรัฐธรรมนูญท้ังชั่วคราวและ
อนกุ รรมการไดแ้ ถลงฯวา่ “ในการรา่ งรฐั ธรรมนญู น้ี ถาวรรวมกันทั้งหมด 33 ฉบับ (ท้ังของคสช.
อนุกรรมการได้ท�ำติดต่อกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และปี 2560 ด้วย) แต่ถ้านับฉบับส�ำคัญที่บังคับ
ตลอดเวลา” หรือในคณะรัฐมนตรีหรือในฐานะ ใช้รวมปี 2560 ด้วยรวม 20 ฉบับเพื่อค้นหา
นักคิดนักเขียน นักสื่อสารมวลชนที่สอดแทรกเข้า บทบัญญัติต่างๆ ท่ีขัดแย้งหลักเสรีนิยม
มาซงึ่ ถอื ไดว้ า่ กลมุ่ ตอ่ ตา้ นเหลา่ นไ้ี ดท้ ำ� ใหบ้ ทบญั ญตั ิ ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ที่ เ ป ็ น ภ า พ ร ว ม ใ น ก ฎ ห ม า ย
ในรฐั ธรรมนญู ขดั แยง้ ตามหลกั เสรนี ยิ มประชาธปิ ไตย รัฐธรรมนูญไทยว่ามีอยู่อย่างไร เพ่ือวิเคราะห์
ท่ีแท้จริงและขัดเจตนารมณ์ประชาธิปไตยโดยสิ้น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่ามีความขัดแย้งอย่างไร
เชงิ การทำ� รฐั ประหารแตล่ ะครงั้ กเ็ พอ่ื ทจี่ ะปรบั ปรงุ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมไทยเข้าใจ
ข้อความในรัฐธรรมนูญในส่วนที่น�ำไปสร้างฐาน บทบญั ญตั ใิ นรฐั ธรรมนญู มคี วามหมายอยา่ งไร เปน็
อำ� นาจนติ ริ ฐั ใหก้ ลมุ่ อำ� นาจนยิ ม โดยทไี่ มม่ ใี ครกลา้ ความจงใจของยทุ ธศาสตรใ์ นการจดั ทำ� รฐั ธรรมนญู
คัดคา้ น รูปแบบบทบญั ญตั ใิ นรัฐธรรมนูญดังกลา่ ว ใ ห ้ ขั ด แ ย ้ ง ห ลั ก เ ส รี นิ ย ม ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย น่ี คื อ
เกือบทุกๆ ฉบับท่ีบังคับใช้ท่ีเป็นปัญหาที่ขัดแย้ง สมมตฐิ านของบทความน้ี
หลักเสรีนิยมประชาธิปไตยและขัดอุดมการณ์ บทความน้ีมีเจตนาเพ่ือสะท้อนให้เห็น
ประชาธิปไตยนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปัญหาความขัดแย้งในบทบัญญัติในกฎหมาย
มาจนถึงปัจจุบัน สรุปสภาพปัญหาของกฎหมาย รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่บังคับใช้ท่ีผู้เขียนได้ศึกษา
รัฐธรรมนูญไทยและการขัดแย้งกับหลักเสรีนิยม ค้นคว้ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกฉบับท่ี
ประชาธิปไตย มีดังน้ี บังคับใช้ (20 ฉบับ) ว่าเป็นไปตามโครงสร้างใน
1. บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไทยไม่ ระบอบประชาธิปไตยและตามหลักเสรีนิยม
คำ� นงึ ถึงอดุ มการณ์ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย หรือไม่เพียงใด แต่ในบทความน้ี
2. การแบง่ แยกอำ� นาจในรฐั ธรรมนญู ไม่ จะขอน�ำบางฉบับมาวิเคราะห์และชี้ให้เห็นปัญหา
เดด็ ขาดท�ำใหอ้ งค์กรอืน่ เข้าแทรกแซงได้ ที่เป็นความจริงในทางนิติศาสตร์ เพ่ือให้เกิด
3. การออกแบบโครงสร้างองค์กร ประโยชน์ในทางการศึกษานิติศาสตร์และน�ำไปสู่
ทางการเมืองในรัฐธรรมนูญขัดแย้งกับเจตนารมณ์ การร่างรัฐธรรมนูญท่ีเป็นกลางของประชาชน
ประชาธปิ ไตยโดยส้ินเชงิ และสร้างแนวคิดในการตระหนักรู้ในรัฐธรรมนูญ
4. การปฏิวัติรัฐประหารท�ำให้กลุ่ม เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ
อ�ำนาจนยิ มข่มขปู่ ระชาชนใหเ้ กดิ ความกลวั ในการ ที่เป็นกลางและตรงต่อเจตจ�ำนงมหาชนชาวไทย
มสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง เจ้าของอ�ำนาจอธิปไตยทแ่ี ท้จริง
ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 189
3. สถาบันกษัตริย์กับการปกครองในสมัย ไม่ได้รูปแบบการแบบการปกครองแบบเทวราชา
โบราณ หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สืบทอดต่อๆ กันมา
จนถึงยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การเปลี่ยนแปลง
ประเทศไทยเรามปี ระวตั ศิ าสตรท์ ย่ี าวนาน ของสังคมโลกที่เกิดข้ึนในช่วงศตวรรษท่ี 18-19
อย่างน้อยเกือบ 6,000 ปีผู้เขียนเชื่อว่าสถาบันท่ี ท่ีเกิดขึ้นท้ังรูปแบบการปกครอง ระบบกฎหมาย
ย่ิงใหญ่ในอดีตและเป็นผู้น�ำในการสร้างชาติคือ ต่างก็ดี องค์ความรู้ทางการศึกษาปรัชญาต่างๆ
สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนผู้มีความ ของชาตติ ะวนั ตก ความเจรญิ ทางเทคโนโลยเี ขา้ มา
กล้าหาญ ส่ิงที่ยืนยันความเก่าแก่ของแผ่นดินไทย ส่งเสริมการผลิต เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมการ
ได้ปรากฏในหลักฐาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เพิ่มข้ึนของประชากร การแสวงหาวัตถุดิบต่างๆ
เทคโนโลยี มรดกไทยจากภาพดาวเทยี มไดก้ ลา่ วถงึ ในการผลติ และการบรโิ ภคทำ� ใหม้ กี ารออกแสวงหา
ชุมชนโบราณในประเทศไทยที่ทราบจากผลการ อาณานิคมและตามด้วยการล่าอาณานิคมเพราะ
ส�ำรวจจากรูปถ่ายทางอากาศของดาวเทียมที่ ด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีและมีก�ำลังการรบ
บ่งบอกต�ำแหน่งที่ต้ังชุมชนโบราณในประเทศไทย ท่ีเหนือกว่าท�ำให้การล่าดินแดนท่ีด้อยความเจริญ
ประมาณ 1,200 แหง่ พร้อมจัดท�ำทะเบยี นแหล่ง ตา่ งๆ ทวปี เอเชยี เป็นเปา้ หมายของชาวตะวันตกท่ี
ที่ต้ังด้วย จึงเป็นค�ำตอบท่ีดีท่ีสุดของสังคมไทย ตอ้ งการคา้ ขาย และต้องการยดึ ครอง สิ่งเหล่านีไ้ ด้
(Ministry of Science and Technology, 2007 สร้างความเสียหายให้สังคมเอเชียรวมท้ังดินแดน
: 102-103) แผ่นดินไทยก็ได้รับแรงกระทบในรัชสมัยรัชกาลที่
บอ่ เกดิ ตำ� แหนง่ กษตั รยิ ์ เปน็ ตำ� แหนง่ ทเ่ี กดิ 4 ต้องสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้ชาว
ขนึ้ ในรปู แบบการปกครองของรฐั พราหมณโ์ บราณ องั กฤษทมี่ าทำ� สนธสิ ญั ญาเบาวรง่ิ (Boonchalerm
ในการบริหารดูแลอาณาจักร ฉะนั้น กษัตริย์ใน wipas, 2000 : 135-136) ทางการคา้ กบั กรงุ สยาม
ความหมายของคนโบราณคือ ผเู้ ปน็ ใหญ่แห่งไร่นา และตามดว้ ยประเทศอน่ื ๆ อกี 13 ประเทศในขณะ
ท้ังปวงถึงแม้รูปแบบการปกครองในอดีตที่มี นน้ั จนตอ้ งทำ� ใหก้ รงุ สยามตอ้ งเปลย่ี นแปลงรปู แบบ
โครงสร้างที่แตกต่างกันในแต่ละยุคแต่ละสมัย การบริหารจัดการบ้านเมืองให้เท่าทันเทียบเทียม
ไม่เหมือนกัน แต่ส่ิงท่ีสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรม อารยประเทศในขณะน้ันให้ได้อย่างรวดเร็วเพื่อ
ตลอดมาของการสร้างชาติไทยก็คือ สถาบันพระ หลุดจากบ่วงการเสียเปรียบทางการศาลและการ
มหากษตั รยิ เ์ ปน็ องคป์ ระกอบหลกั ความผกู พนั ทาง ค้าต่างของรัฐไทยที่มีความรู้ไม่เท่าทันฝร่ังชาติ
จิตใจจึงมีต่อกันมายาวนานนับพนั ๆ ปี ในการเป็น ตะวันตกในระบบกฎหมายสมัยใหม่ท่ีเป็นแนวคิด
ธรรมราชา และมีทศพิธราชธรรม 10 ประการ ของจอหน์ ออสตนิ (John Austin) ก็ไดแ้ พรห่ ลาย
เป็นต้น พราหมณ์จึงใช้วิธีอบรมสั่งสอนประชาชน เข้ามาในไทยตามด้วยรูปแบบกฎหมายลายลักษณ์
ใหเ้ หน็ วา่ กษตั รยิ ค์ อื สมมตเิ ทพ จงึ เปน็ สถาบนั ทต่ี อ้ ง อักษรท่ีเป็นระบบกฎหมายโรมัน ในการจัดท�ำ
เคารพสักการบูชาจะไปต�ำหนิติเตียนกล่าวโทษ
190 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 4 (October - December 2020)
ประมวลกฎหมายอาญา การจัดท�ำประมวล ประชาคม” (Social Contract) ทกี่ ลา่ ววา่ “รฐั เกดิ
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การจัดท�ำประมวล ข้ึนจากการท่ีมนุษย์หลายคนมาอยู่รวมกันเป็นหมู่
กฎหมายวิธีพิจารณาความ และกฎหมายอื่นๆ เหล่าจนเกิดเป็นสังคมข้ึน มนุษย์ได้ท�ำสัญญา
ตามมา ความเจริญดังกล่าวน้ีส่งผลให้กรุงสยาม หรือกอ่ พนั ธะผูกพนั กนั โดยชดั แจง้ หรอื โดยปริยาย
ตอ้ งสง่ บคุ ลากรไปทำ� การศกึ ษาในดา้ นตา่ งๆ ในตา่ ง ว่าจะโอนอ�ำนาจอธิปไตยที่ตนมีอยู่ให้แก่สังคม
ประเทศในกลุ่มประเทศยุโรปอย่างต่อเน่ืองและ ท่ีรู้จักกันว่า สัญญาประชาคม” เป็นที่มาของการ
ขยายจำ� นวนคนเพมิ่ ขึน้ เผยแพรท่ ฤษฎี “อ�ำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชน”
(Sawangsak, 2013 : 60)
4. หลักการประชาธิปไตยและเสรีนิยม นักปรัชญาชาวอังกฤษนามว่า จอห์น
ประชาธิปไตย ลอ๊ คค์ (John Locke) ทม่ี แี นวคดิ วา่ “อำ� นาจไมค่ วร
ตกอยู่คนเดียวและสามารถตรวจสอบอ�ำนาจของ
การกำ� เนดิ แนวคดิ อำ� นาจอธปิ ไตย ทเ่ี สนอ ผมู้ อี ำ� นาจได”้ และหนงั สอื เรอื่ ง “ศาสตรน์ พิ นธส์ อง
โดยฌอง โบแดง็ (Jean Bodin) ระหวา่ ง ค.ศ. 1530 บรรพวา่ ดว้ ยการปกครอง” แนวคดิ ของจอหน์ ลอ๊ คค์
-1596 นกั ปรชั ญาชาวฝรง่ั เศสในชว่ งศตวรรษท่ี 16 ได้กลายเป็นพื้นฐานของกฎหมายที่ท�ำให้ ชาล์ล
ท่านจึงได้เสนอแนวความคิด ว่าด้วยอ�ำนาจสูงสุด เดอ มองเตสกเิ ออร์ ไดน้ ำ� เสนอ ทฤษฎกี ารแบง่ แยก
(Summa potestas: puissance souveraine) อำ� นาจ นติ บิ ัญญัติ อ�ำนาจบรหิ าร อำ� นาจตุลาการ
ท่ีอธิบายว่า “สิ่งที่เรียกว่ารัฐย่อมมีลักษณะเป็น ท�ำให้โทมัส เจฟเฟอร์สัน ตัวแทนจากเวอร์จิเนีย
การปกครองท่ีเป็นระเบียบตามกฎหมายเหนือ ไดน้ ำ� แนวคดิ ของจอห์น ล๊อคคแ์ ละมองเตสกิเออร์
ครอบครวั จำ� นวนมาก รวมถงึ สง่ิ ตา่ งๆ ทคี่ รอบครวั ไปใช้ในการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา
เหลา่ นน้ั โดยอาศยั อำ� นาจสงู สดุ ” และใหค้ วามเหน็ (United States Declaration of Independence)
อีกว่า “ถ้าอ�ำนาจอธิปไตยอยู่ท่ีเจ้าชายคนเดียว แถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776
ก็เป็นระบอบกษัตริย์ ถ้าคนส่วนน้อยปกครองคน ทเี่ ปน็ สงครามปฏวิ ตั ทิ อี่ าณานคิ มขดั แยง้ กบั องั กฤษ
ส่วนใหญ่โดยอ�ำนาจอธิปไตยก็เป็นระบอบขุนนาง ท�ำให้เกิดรูปแบบการปกครองแบบประธานาธิบดี
ถา้ คนส่วนใหญท่ ้งั หมดรวมกันออกคำ� สัง่ โดยอาศัย (Presidential System) ที่ยึดถือการแบ่งแยก
อ�ำนาจอธิปไตยร่วมกันนั้นต่อปัจเจกชนแต่ละคน อ�ำนาจอย่างเคร่งครัด ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับ
ก็เป็นระบอบประชาธปิ ไตย” (Pakeerut, 2018 : ฝ่ายบริหาร และมีอ�ำนาจตุลาการคือ ศาลในการ
222-223) ตัดสินคดีต่างๆ อย่างอิสระ การปกครองรูปแบบ
การกำ� เนดิ แนวคดิ เจตนารมณร์ ว่ มกนั ของ ดังกล่าวน้ีได้เกิดข้ึนในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็น
ปวงชนและอำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชนทเ่ี สนอ ครง้ั แรกทบ่ี ญั ญตั กิ ฎกตกิ าทง้ั หมดไว้ ในรฐั ธรรมนญู
โดยฌอง ฌาคส์ รุสโซ นักคิดชาวฝร่ังเศสในช่วง ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงนบั ว่าเปน็ ประเทศแรกที่
ค.ศ. 1712-1778 ไดเ้ สนอแนวคดิ ในหนงั สอื “สญั ญา